48 กรอบการจดั การเรยี นรแู้ บบบรู ณาการเป็นเรือ่ ง/ชนิ้ งาน/โครงการ และบรู ณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง หลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ กจิ กรรมนกั เรียน พอเพียง 1. นกั เรยี นใชเ้ วลาปฏบิ ัติกจิ กรรมไดเ้ หมาะสมตามลำดบั ข้นั ตอน ความพอประมาณ 2. นกั เรียนแบ่งหนา้ ที่การทำงานภายในกลุ่มได้เหมาะสมกับความสามารถ ของแต่ละคน 3. นักเรยี นใชว้ สั ดอุ ปุ กรณ์ในการปฏิบัตงิ านทมี่ ีอยอู่ ยา่ งประหยัดและ ค้มุ ค่า ความมเี หตผุ ล 1. ปฏิบตั กิ ิจกรรมได้ครบถว้ นตามขั้นตอนสำเรจ็ ตามเปา้ หมาย 2. แก้ปญั หาในการทำงานใหส้ ำเร็จตามเปา้ หมาย 3. นักเรียนมคี วามรู้ความเข้าใจในเน้ือหาวิชาเรียนของหน่วยการเรียน 4. นกั เรียนเกิดทักษะและกระบวนการการเรยี นรู้ 5. เลอื กใช้วสั ดุอุปกรณ์เหมาะสม ประหยดั ปลอดภยั การมีภูมิคุ้มกนั 1. ร้จู ักการเตรียมตัวใหพ้ ร้อมรบั ผลกระทบหรือการเปลยี่ นแปลงดา้ นต่าง ๆที่จะเกิดขึ้น 2. ปรบั ตวั ในการทำงานกบั เพ่อื นเพอ่ื พร้อมรบั การเปลย่ี นแปลงในสังคม 4. รู้คุณค่าของทรัพยกร และรจู้ กั ใช้อย่างคมุ้ คา่ และยงั่ ยนื 5. สรา้ งความเข้มแข็งในหอ้ งเรยี น เงอื่ นไขด้านความรแู้ ละทักษะ จากการเรยี นสัปดาห์ท่ี 5-8 เรอื่ ง ระบบเครือข่ายและสารสนเทศ ทำใหผ้ ้เู รียนมีความร้เู กย่ี วกบั ระบบเครือขา่ ยอนิ เทอร์เน็ต ความเป็นมา ของอินเทอร์เน็ต ความหมายของระบบเครือข่าย ลักษณะของการ เชอื่ มตอ่ ของระบบเครือข่าย ประเภทของระบบเครอื ข่าย ก า ร ประยุกต์ใช้ระบบเครือข่ายในหน่วยงานรัฐ ความหมายของเทคโนโลยี สารสนเทศ บทบาทของระบบสารสนเทศ ระบบสารสนเทศที่ใช้ คอมพิวเตอร์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลกระทบของ เทคโนโลยสี ารสนเทศ ทำให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้เรื่องระบบ เครอื ข่ายไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ สามารถเชื่อมต่อระบบเครือข่าย ได้ทุกรปู แบบ ใช้งานระบบสารสนเทศที่ใชค้ อมพวิ เตอรไ์ ด้ เงอื่ นไขด้านคุณธรรม มีความตระหนักในคณุ ธรรม ซ่ือสัตย์สจุ ริต และอดทนใช้สตปิ ญั ญาในการ ดำเนนิ ชวี ติ ความอดทน ขยัน หมนั่ เพยี ร คอื ใช้ความอดทนท่ีจะทำงาน และมีความขยนั ท่ีจะทำงานใหอ้ อกมาได้ดีที่สดุ
49 ผลกระทบเพอ่ื ความสมดุล พรอ้ มรับการเปล่ียนแปลง ดา้ นสังคม ดา้ นเศรษฐกจิ ดา้ นวัฒนธรรม ดา้ นส่ิงแวดล้อม มคี วามรู้ในการวาง มีความร้ใู นการ นักเรียนรู้จกั ปฏบิ ตั ิ มีความรใู้ นการรกั ษา แผนการทำงาน เลอื กใช้วัสดอุ ุปกรณ์ ตนและกิจกรรมท่ี สง่ิ แวดล้อม และความ ความรู้ ร่วมกันเป็นกลมุ่ รู้จกั ระบบคอมพิวเตอร์ ช่วยอนรุ ักษ์ สะอาดของชั้นเรียน รบั ผิดชอบร่วมกนั ใน และเทคโนโลยี ส่ิงแวดล้อม ช้นั เรียน สารสนเทศ มีทกั ษะการเตรยี มตวั มีทักษะในการ การปฏิบัติตนและ มที ักษะปฏิบัตงิ านใน ใหพ้ ร้อมรับผลกระทบ เลือกใชว้ ัสดอุ ปุ กรณ์ กจิ กรรมที่ชว่ ย รายวชิ าอย่างรอบดา้ น หรอื การเปล่ียนแปลง ระบบคอมพวิ เตอร์ อนรุ ักษ์สิ่งแวดลอ้ ม และรอบคอบ ด้านตา่ ง ๆทจ่ี ะเกดิ ขึน้ และเทคโนโลยี ทักษะ ปรับตัวในการทำงาน สารสนเทศ กบั เพ่อื นเพอ่ื พรอ้ มรบั การเปลีย่ นแปลงใน สงั คม มีคุณธรรม ซ่ือสตั ย์ รจู้ ักการเตรยี มตวั ให้ ร้คู ณุ คา่ ของทรพั ยกร มีระเบยี บ รู้จักหน้าที่ สุจริต และอดทนใช้ สติปญั ญาในการ พร้อมรบั ผลกระทบ และรู้จกั ใชอ้ ยา่ ง สนใจใฝเ่ รยี นรู้ ดำเนนิ ชีวติ มคี วาม หรอื การเปล่ยี นแปลง ค้มุ ค่าและยงั่ ยนื เกิดความภาคภมู ใิ นใน อดทน ขยนั หมั่น ด้านต่าง ๆที่จะ การมีส่วนรว่ ม พฤตกิ รรม เพยี ร คือใช้ความ อดทนท่จี ะทำงาน เกดิ ข้นึ ปรบั ตวั ในการ และมีความขยนั ทีจ่ ะ ทำงานกับเพื่อนเพ่อื ทำงานใหอ้ อกมาได้ดี ทีส่ ดุ พร้อมรับการ เปลีย่ นแปลงในสงั คม สร้างความเข้มแขง็ ใน ห้องเรียน
49 แผนการจดั การเรยี นร้มู ุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยท่ี 3 ชือ่ หน่วย การสบื คน้ ข้อมลู สารสนเทศ สอนสปั ดาห์ที่ 9-12 คาบรวม 48 จำนวนช่วั โมง 16 1. สาระสำคญั ปัจจุบันมีข้อมูลจำนวนมากเผยแพร่อยู่ในอินเทอร์เน็ต มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา การรับ ขอ้ มูลข่าวสารกลายเป็นการดำเนินชีวิตประจำวนั วิชาชพี ทางด้านวิทยาศาสตร์สขุ ภาพ มีความจำเป็นต้องอาศัย ความรูท้ ่ที นั สมัยในการทำงาน ดงั นน้ั ผู้ใช้งานอินเทอร์เนต็ จึงควรมีความรเู้ กย่ี วกับเทคนิคการคน้ หาข้อมูลบนอิน เทอร์เน็ต โดยใช้บริการจากเว็บไซต์ที่ให้บริการเครื่องมือช่วยค้นหาข้อมูลบนอิน เทอร์เน็ตแหล่งข้อมูลบน อินเทอรเ์ น็ตมีการขยายตวั อย่างรวดเรว็ ต่อเนอื่ งมาโดยตลอด ทำให้มขี ้อมูลจำนวนมากมายมหาศาล ปัจจบุ นั เป็น ยุคของ web 2.0 และ semantic web ที่เว็บได้กลายเป็น platform สำหรับให้บริการ (service) และเนื้อหา สาระได้ถูกสร้างขึ้น โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมากมาย (user-generated content)มีกลุ่มผู้ใช้และชุมชน เครือข่ายสังคม (social network) เป็นจำนวนมาก เช่น FaceBook, MySpace, Hi5,Wikipedia, web blog ต่างๆ เป็นตน้ 2. สมรรถนะประจำหน่วย 1. เพ่ือใหม้ คี วามรแู้ ละความเข้าใจเกี่ยวกบั การสืบค้นขอ้ มูลสารสนเทศ (ดา้ นพทุ ธิพสิ ัย) 2. เพอ่ื ให้มีทักษะในการสบื คน้ ขอ้ มูลสารสนเทศ (ดา้ นทกั ษะพสิ ัย) 3. เพอื่ ใหม้ ตี ระหนกั ถงึ ประโยชน์ของอนิ เทอร์เน็ตและนำไปปรับใชใ้ นชวี ติ ประจำวัน (ดา้ นจิตพสิ ยั ) 3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ด้านความรู้ 1. อธบิ ายความหมายของการจัดเก็บและคน้ คืนสารสนเทศได้ (ด้านความเขา้ ใจ) 2. ใหค้ ำจำกดั ความสำคญั ของการจัดเกบ็ และค้นคืนสารสนเทศได้ (ด้านความเขา้ ใจ) 3. แยกสว่ นประกอบของเครือ่ งมอื ในการสบื คน้ ข้อมูลสารสนเทศได้ (ด้านการวเิ คราะห์) 4. วเิ คราะหเ์ ทคโนโลยีสารสนเทศและมาตรฐานในการจดั เกบ็ และค้นคน้ สารสนเทศได้ (ดา้ นการ วเิ คราะห)์ 5. เลือกทฤษฎพี ้นื ฐานและการประเมนิ ระบบจดั เก็บและการคน้ คนื สารสนเทศได้ (ด้านการนำไปใช)้ 3.2 ด้านทักษะ 1. สบื คน้ ข้อมูลสารสนเทศได้ (ด้านทกั ษะ) 2. สืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศจากอนิ เทอรเ์ นต็ ได้ (ด้านทักษะ) 3.3 คณุ ลักษณะท่ีพึง่ ประสงค์ 1. ประยกุ ตใ์ ช้เคร่อื งมือการสบื ค้นขอ้ มูลสารสนเทศได้ (ด้านจิตพิสัย) 2. ตระหนกั ถึงประโยชน์ของอนิ เทอรเ์ นต็ และนำไปปรบั ใช้ในการทำงานได้ (ดา้ นจติ พิสยั )
50 แผนการจดั การเรยี นรู้มุ่งเน้นสมรรถนะ หน่วยที่ 3 ชือ่ หนว่ ย การสบื ค้นขอ้ มูลสารสนเทศ สอนสัปดาห์ที่ 9-12 คาบรวม 48 จำนวนช่ัวโมง 16 เนือ้ หาสาระการสอน/การเรยี นรู้ การสืบค้นข้อมลู สารสนเทศ การสืบค้นสารสนเทศจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ทุกระบบในปัจจุบัน ควรมีความรู้พื้นฐานเก่ียวกบั การ สบื คน้ ขอ้ มลู และฐานขอ้ มลู ก่อน รวมทัง้ การสืบคน้ ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ในรูปแบบอ่นื ๆ ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ การสืบค้นสารสนเทศ หมายถึง กระบวนการในการค้นหาสารสนเทศที่ต้องการ โดยใช้เครื่องมือ สืบคน้ รูปแบบตา่ ง ๆ การสบื คน้ สารสนเทศ แบง่ ออกเปน็ 2 วธิ ี คอื 1. การสืบคน้ สารสนเทศดว้ ยระบบมอื (Manual System) เช่น บตั รรายการ บัตรดรรชนวี ารสาร 2. การสืบค้นสารสนเทศด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System) เป็นการสืบค้นที่สามารถ กระทำไดโ้ ดยผา่ นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ไดแ้ ก่ ฐานข้อมลู หนงั สืออิเลก็ ทรอนิกส์ วารสารอิเลก็ ทรอนกิ ส์ และการ สืบคน้ สารสนเทศบนอินเทอรเ์ น็ต เป็นต้น เครอ่ื งมอื การสบื คน้ ข้อมลู สารสนเทศ เครื่องมือ คือ อุปกรณ์ที่ใช้ในการค้นหาหนังสือที่มีอยู่ในห้องสมุด เพื่อนำมาใช้ประกอบการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ คอมพิวเตอร์ การสืบค้น คือ การคน้ หาขอ้ มลู เก่ียวกบั หนังสือในหอ้ งสมดุ โรงเรียนวา่ มหี นังสอื ที่ผู้เรยี นตอ้ งการหรือไม่ หากมจี ะปรากฏอยูใ่ นหมวดหมูใ่ ด ข้อมูล คือ สัญญาณที่มนุษย์รับรู้และนำมาบันทึกในรูปสัญลักษณ์ เมื่อข้อมูลมีการจัดความหมายหรือ เนื้อหา จงึ เปลย่ี นเปน็ ระดบั สารสนเทศ สารสนเทศ คือ ข้อเท็จจริง เหตุการณ์ ที่ถ่ายทอดและบันทึกไว้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ โสตทัศนวัสดุ คอมพิวเตอร์ และคำพูด เป็นต้น เพื่อนำไปใช้ ในการ ตดั สินใจหรือตอบปญั หาตา่ ง ๆ ได้ (ประภาวดี สบื สนธ์, 2543, หนา้ 6) สว่ นประกอบของเครื่องมือในการสืบค้นขอ้ มลู สารสนเทศ ประกอบดว้ ย 1. หน้าจอ คือ อุปกรณ์ส่งออกข้อมูล (Output devices) หรือหน่วยแสดงผลประเภทหนึ่ง ของ คอมพวิ เตอรโ์ ดยขอ้ มลู ทจ่ี อภาพแสดงผลนัน้ มกั จะประกอบดว้ ยข้อมูลทงั้ ท่ีเปน็ ตวั หนังสอื และภาพกราฟกิ 2. แป้นพมิ พ์ คือ อุปกรณน์ ำเขา้ ข้อมลู (Input devices) เป็นอุปกรณ์หลักทีใ่ ชใ้ นการนำข้อมูลลงใน เครื่องคอมพวิ เตอร์ โดยปกติมักจะมลี ักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผนื ผ้า หรือใกล้เคียง มีแป้นต่าง ๆ ประมาณร้อยแป้น อยู่บนคีย์บอร์ด (ขึ้นอยู่กับผังแป้นพิมพ์) ซึง่ ถอดแบบมาจากเครื่องพมิ พ์ดีด เพื่อให้การป้อนขอ้ มูลที่เป็นอักขระ และตัวเลขทำไดง้ า่ ยและสะดวกขึ้น แป้นพมิ พจ์ ึงแยกแผงทีเ่ ปน็ แป้นอักขระกับแป้นตวั เลขแยกไวต้ ่างหาก 3.เมาส์ คอื อปุ กรณน์ ำเข้าขอ้ มูล (Input devices) ทใี่ ช้ในการควบคมุ การใช้งานใน คอมพวิ เตอร์ ซึง่ ออกแบบ เพ่ือให้พอดกี บั การใชง้ านโดยส่วนโคง้ และส่วนเวา้ จะโค้งเข้าตามอุ้งมอื ของผู้ ใช้ โดยด้านใตข้ องเมาส์จะ มอี ุปกรณ์ ซ่งึ ตรวจจับการเคลื่อนไหวของเมาส์ โดยสง่ สัญญาณ ไปท่คี อมพิวเตอร์
51 4. เคส คอื กลอ่ งสำหรบั บรรจุอุปกรณ์ท่ีใชป้ ระมวลผลและหนว่ ยความจำของคอมพิวเตอร์ เอาไว้ข้าง ใน เพื่อประโยชน์ในการยึดอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มีความมั่นคง กะทัดรัด เคลื่อนย้ายได้ ขณะเดียวกัน ก็เพื่อความ ปลอดภัย เช่น ป้องกันไฟดูด ป้องกันอุปกรณ์สูญหาย และการป้องกัน การส่งคลื่นรบกวน การทำงานของ อุปกรณอ์ เิ ล็กทรอนิกส์อ่ืน ๆ 5. ซอฟต์แวร์ (Software) เกี่ยว กับงานของห้องสมุด คือ โปรแกรมสืบค้นสารสนเทศ คู่มือเตรียม สอบ ลงฐานขอ้ มูล CDS/ISIS เพอ่ื นำขอ้ มูลส่ิงพิมพเ์ หลา่ นัน้ ออกบริการ และ อำนวยความสะดวก ในการคน้ หา หนังสือใหก้ ับผูใ้ ช้ ซ่ึงผใู้ ช้สามารถส่งประมวลผลผ่านทางเลอื กต่าง ๆ ไดต้ ามตอ้ งการ จากระบบเมนู การสืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศจากอินเทอรเ์ น็ต ความหมายของอนิ เทอรเ์ น็ต อินเทอร์เนต็ คอื ระบบเครอื ข่ายนานาชาติ เกิดจากเครือข่ายย่อย ๆ มีบริการมากมายสำหรับทกุ คนท่ี ตดิ ตอ่ อินเทอรเ์ น็ต สามารถใช้อินเทอรเ์ นต็ ส่งจดหมายคุยกับเพ่ือน ๆ คัดลอกแฟม้ ข้อมูล และโปรแกรมจาก คอมพิวเตอรเ์ ครอื่ งอื่น รวมทงั้ ค้นหาขอ้ มลู สารสนเทศจากแหล่งขอ้ มลู ทว่ั โลก (เครเบรินส์, แอนนา, 2540, หน้า 42) ประโยชนข์ องอนิ เทอรเ์ นต็ 1. ทำใหส้ ามารถบรกิ ารค้นหาและเข้าถึงข้อมลู โดยผา่ น World Wide Web (WWW) หรือ ทเี่ รยี กกัน ยอ่ ๆ ว่า เว็บ (Web) 2. สามารถบริการแลกเปล่ยี นข่าวสารขอ้ มลู เชน่ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail / Electronic mail) การสนทนาทางเครอื ข่าย (Chat rooms) หรอื ฟอรั่ม (Forum) 3. สามารถใช้บริการการใชค้ อมพวิ เตอร์ทางไกล เชน่ Telnet (สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษา แห่งชาติ, 2544, หน้า 5) คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมในการใช้อนิ เทอรเ์ น็ต 1. ไมใ่ ช้อินเทอร์เนต็ ทางลามกอนาจาร เช่น ดูเวบ็ ไซต์ลามก สง่ E-mail ลามก 2. ไมใ่ ช้อินเทอรเ์ น็ตในการละเมดิ สทิ ธ์ิของผู้อื่น เชน่ พยายามเข้าถึงข้อมูลของผูอ้ ่นื โดย ไม่ไดร้ บั อนุญาต 3. ไมใ่ ชอ้ ินเทอร์เนต็ ทำลายผอู้ นื่ เชน่ ปล่อยไวรสั 4. ไม่ใช้อินเทอร์เนต็ หลอกลวงผูอ้ ื่น เชน่ การสนทนาผา่ นเครือข่ายเพื่อการหลอกลวงผู้อืน่ 5. ไมใ่ ชอ้ นิ เทอร์เนต็ ในการกระทำการทจุ ริต เช่น ขโมยขอ้ มูลเร่ืองการเงนิ ของธนาคาร ขายของที่ผิด กฎหมาย ระเบียบและมารยาทในการใช้ห้องสมุดดิจิตอล 1. ระเบียบการใชห้ ้องสมุดดจิ ิตอล 1.1 ใชเ้ พ่ือการสืบค้นข้อมูลประกอบการเรียนเทา่ นนั้ 1.2 ลงทะเบียนจองการใช้เครือ่ งกอ่ นทุกครง้ั 1.3 หากไม่มาใช้บริการตามท่ีจองจะให้ผ้จู องลำดับตอ่ ไปใช้สบื ค้นทันที 1.4 ไม่นำแผน่ ซดี ี มาใช้ในหอ้ งสมดุ ดจิ ิตอล 1.5 ผู้ทสี่ ืบคน้ ไม่เป็นให้แจ้งเจา้ หน้าท่เี พ่อื รบั คำแนะนำก่อนสบื คน้ 1.6 ล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้งก่อนสบื ค้นทุกคร้งั 1.7 ตอ้ งเสยี ค่าบรกิ ารในการสัง่ พมิ พ์ข้อมลู ทกุ ครง้ั ตามที่หอ้ งสมดุ กำหนด 1.8 ไมน่ ำอาหาร เครื่องดื่มมารบั ประทานในขณะสืบคน้ ข้อมูลสารสนเทศ 2. มารยาทการใช้ห้องสมุดดิจิตอล 2.1 ไมส่ ่งเสยี งดังคยุ กนั ในขณะสืบคน้ ขอ้ มลู
52 2.2 ไม่สบื คน้ ข้อมูลสารสนเทศนานเกินไปทำให้ผอู้ ืน่ ไม่มีโอกาสสบื คน้ 2.3 เก็บเมาส์และแป้นพมิ พใ์ ห้เรียบร้อยตามเดมิ 2.4 เกบ็ เก้าอี้ใหเ้ รยี บร้อยทกุ ครงั้ ท่ีเลิกสบื ค้นขอ้ มูลสารสนเทศแล้ว 2.5 ไมข่ ดี เขยี นขอ้ ความใด ๆ ลงบนโต๊ะหรอื เก้าอี้ตลอดจนอุปกรณต์ ่าง ๆ ใน ห้องสมดุ ดิจิตอล วิธีการเข้าถึงและสืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศจากเครอื ข่ายอินเทอร์เน็ต การเข้าถึง การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ สนองตอบความต้องการของ ผู้สืบค้นหรือ ผู้เรียน แหล่งข้อมูลสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ และใหญ่ที่สุดมกี าร เปล่ยี นแปลงอย่ตู ลอดเวลาแทบทกุ วนิ าที ดงั นัน้ ในการสบื คน้ ข้อมูลสารสนเทศบนอนิ เทอร์เนต็ ควร ดำเนินการดงั นี้ 1. กำหนดวัตถุประสงค์การสบื คน้ ผู้สบื ค้นหรอื ผู้วิจัยท่ีจะนำข้อมูลสารสนเทศไปใช้ ควรต้งั วัตถปุ ระสงค์การสืบค้นที่ชดั เจน ทำให้สามารถ กำหนดขอบเขตของแหล่งข้อมูลสารสนเทศที่จะสืบค้นให้แคบลง กำหนดประเภทของเครื่องมือหรือโปรแกรม สำหรบั การสืบคน้ ทางอินเทอรเ์ น็ต ท่เี รียกวา่ Search Engine ให้เหมาะสม กำหนดชว่ งเวลาท่ี ข้อมลู สารสนเทศถกู สรา้ งขึน้ เช่น ชว่ งปที ตี่ ีพมิ พข์ องวารสารอิเล็กทรอนกิ ส์ ท้งั นีเ้ พอื่ ให้ผลการสบื คน้ มีปริมาณไม่ มากเกินไป มคี วามตรง (Validity) ตามวตั ถปุ ระสงค์ และมีความนา่ เช่อื ถอื (Reliability) มากทีส่ ุด อกี ทั้งยังสามารถสบื คน้ ได้ผลในเวลาอันรวดเรว็ 2. ประเภทของข้อมลู สารสนเทศท่สี ามารถสืบค้นได้ ข้อมูลสารสนเทศที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตมีมากมายหลายประเภท มีลักษณะเป็นมัลติมีเดีย คือมีทั้งท่เี ปน็ ข้อความ(Text) ภาพวาด (Painting) ภาพเขียนหรือภาพลายเส้น (Drawing) ภาพไดอะแกรม(Diagram) ภาพถ่าย (Photograph) เสียง(Sound) เสียงสังเคราะห์ เช่น เสียงดนตรี (Midi) ภาพยนตร์(Movie) ภาพเคลื่อนไหวอะนิเมชัน (Animation) จากเทคโนโลยีการสืบค้นที่มีอยู่ในปัจจุบัน การสืบค้นที่เร็วที่สุด มี ประสทิ ธภิ าพทีส่ ดุ และแพร่หลายทสี่ ุด คือ การสืบคน้ ข้อมูลสารสนเทศประเภทข้อความ สำหรบั การสบื คน้ ข้อมูล ที่เป็นภาพ (Pattern Recognition) และเสียง ยังมีข้อจำกดั อย่มู าก ใชเ้ วลานาน และยงั ไม่มีประสิทธภิ าพ จึงยัง ไมม่ กี ารสืบค้นขอ้ มลู ประเภทอน่ื ๆ นอกจากประเภทขอ้ ความในการใหบ้ ริการการสบื คน้ บนอินเทอร์เน็ต 3. การสืบค้นตอ้ งอาศยั อุปกรณ์และความรู้ ก่อนที่ผู้สืบค้นจะสามารถสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ตได้ ต้องมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ ดังต่อไปน้ี คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อเข้าอินเทอร์เน็ตซึ่งอาจเป็น Modem ในกรณีที่ใช้คู่กับ สายโทรศัพท์ หรอื แผ่น LAN Card ในกรณีที่ใชค้ กู่ บั ระบบเครือขา่ ยท่ไี ด้รบั การติดตงั้ ไว้แลว้ ซอฟตแ์ วร์ การสื่อสาร (Communication Software) เช่น Dial-up Networking ในกรณีใช้ Modem หรือมีการติดตั้ง Network Protocol ที่เหมาะสมกับระบบเครือข่ายที่เครื่องคอมพิวเตอร์นั้นติดตั้งอยู่และติดตั้ง Network Adapter ที่เหมาะสมสำหรับ LAN Card นั้นๆ ต้องสมัครเป็นสมาชิกขององค์การหรือบริษัทผู้ให้บริการ อินเทอร์เนต็ (Internet Service Provider หรอื ISP) เพ่ือเปน็ ชอ่ งทางออกสู่อินเทอร์เน็ต นอกจากอุปกรณ์ตา่ งๆ ดังกล่าวข้างตน้ แล้ว ยังต้องมคี วามรู้และทักษะพื้นฐานในการใช้งานคอมพิวเตอร์(ComputerLiteracy) ความรู้ ภาษาองั กฤษเนอ่ื งจากข้อมูลสารสนเทศสว่ นใหญ่ในอนิ เทอร์เนต็ เปน็ ภาษาอังกฤษ และยงั ตอ้ งมกี ารจัดสรรเวลา ให้เหมาะสมอีกดว้ ย 4. บรกิ ารบนอินเทอรเ์ น็ต บริการบนอินเทอร์เน็ตที่สามารถใช้ช่วยในการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศมีมากมายหลายบริการเช่น บริการเครือข่ายใยแมงมุมโลก หรือ Word-Wide-Web(WWW) บริการค้นหาข้อมูล Gopher บริการค้นหา โปรแกรมใชง้ าน Archie นอกจากนี้ อาจใช้บริการสอบถามผ่านทาง E-mail หรอื Chat กับผูใ้ ช้งานอินเทอร์เน็ต
53 อื่นๆ หรือสอบถามผ่าน News Group หรือ Group/Thread Discussion ก็ได้ เมื่อค้นได้แหล่งข้อมูลแล้วอาจ download หรือถ่ายโอนข้อมูลที่สืบค้นได้โดยใช้บริการถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลและโปรแกรม (File Transfer Protocol หรือ FTP) โดยทั่วไปในปัจจุบัน การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ต นิยมใช้โปรแกรม Web Browsers เช่น Internet Explorer หรือ Netscape แล้วเรียกใช้บริการ www ประกอบกับการใช้ Search Engine ซึ่งมี อยู่มากมายบนอินเทอร์เน็ตในการสืบค้น เมื่อสืบค้นได้แล้ว โปรแกรม Web Browsers มักจะมีบริการ Download ไดท้ นั ทีโดยไมต่ ้องอาศัยโปรแกรมอื่นๆเขา้ ช่วย 5. เครือ่ งมือหรือโปรแกรมสำหรบั การสบื คน้ เครื่องมือหรือโปรแกรมสำหรับการสืบค้น (Search Engine) มีอยู่มากมายและมีให้บริการอยู่ตาม เว็บไซต์ต่างๆ ที่ใช้บริการการสืบค้นข้อมูลโดยเฉพาะ การเลือกใช้นั้นขึ้นกับประเภทของข้อมูลสารสนเทศที่ ต้องการสืบค้น Search Engine ต่างๆ จะให้ข้อมูลที่มีความลึกในแง่มุมหรือศาสตร์ต่างๆ ไม่เท่ากัน ตัวอย่าง Search Engine ทนี่ ิยมใช้มที ้งั เว็บไซต์ที่เป็นของต่างประเทศ และของไทยเอง ตวั อย่างเว็บไซต์ของต่างประเทศ ได้แก่ http://www.yahoo.com http://www.google.com http://www.infoseek.com http://www.ultraseek.com http://www.lycos.com http://www.excite.com http://www.altavista.digital.com http://www.opentext.com http://www.hotbot.com http://www.webcrawler.com http://www.dejanews.com http://www.elnet.net เป็นตน้ สำหรบั เวบ็ ไซต์ของไทย ไดแ้ ก่ http://www.sanook.com http://www.siamguru.com เป็นต้น เทคนคิ การสบื ค้นข้อมลู เพ่อื ประหยัดเวลาในการสืบคน้ ไดข้ ้อมลู ในปรมิ าณไม่มากเกนิ ไป และได้ผลการสืบค้นที่ตรงตาม ประสงค์ของผู้สบื ค้น สามารถใช้เทคนิคเหลา่ น้ี ไดแ้ ก่ 1. เลอื ก Search Engine ทเี่ หมาะสม 2. เลือกเว็บไซต์ทอี่ ยู่ใกลแ้ ละอยใู่ นชว่ งเวลาท่ีเหมาะสม 3. การเลอื กใช้คำสำคญั (Keyword) หรือหวั เรื่อง(Subject) ทีต่ รงกบั เร่อื งท่ตี อ้ งการ 4. กำหนดขอบเขตของคำคน้ โดยใชต้ วั เช่ือมบลู ีน(Boolean Operators) เช่น AND OR NOT NEAR BEFORE เปน็ ต้น หรือการคน้ วลี(Phrase Searching) การตัดคำ หรอื การใช้คำเหมอื น ดังต่อไปน้ี 4.1 Boolean Operators - AND หรือ เครื่องหมาย + ใช้เมื่อต้องการให้ค้นเอกสารที่มีคำทั้งสองคำปรากฏ เช่นค้นหาคำว่า Research AND Thailand ขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ะมีเฉพาะคำว่า Research และ Thailand อยู่ในเอกสาร - OR ใช้เมื่อต้องการค้นหน้าเอกสารที่มีคำใดคำหนึ่งปรากฏ เช่น Research ORThailand ข้อมูลที่ได้ จะมีคำใดคำหนง่ึ หรอื มที ัง้ สองคำปรากฏอยู่ในเอกสาร - NOT หรือ เครือ่ งหมาย – ใช้เม่ือต้องการตัดคำท่ไี ม่ตอ้ งการใหค้ ้นออก (คำหลงั NOTหรอื เครอ่ื งหมาย -) เช่น Research NOT Thailand ข้อมลู ทไี่ ด้จะมคี ำว่า Research แตจ่ ะไม่มคี ำวา่ Thailand อย่ใู นเอกสาร - NEAR ใชเ้ ม่อื ตอ้ งการใหค้ ำทกี่ ำหนดอยู่หา่ งจากกันไม่เกนิ 10 คำ ในประโยคเดยี วกนั หรอื ใกลเ้ คียงกัน (อยู่ด้านหน้าหรือหลังก็ได้) เช่น Research NEAR Thailand ข้อมูลที่ได้จะมีคำว่าResearch และ Thailand ที่ ห่างกันไมเ่ กิน 10 คำ ตัวอยา่ งเชน่ Research on the Cost ofTransportation in Thailand - BEFORE ใช้เมื่อต้องการกำหนดให้คำแรกปรากฏอยู่ข้างหน้าคำหลังในระยะห่างไม่เกิน8 คำ เช่น Research BEFORE Thailand
54 - AFTER ใช้เมื่อต้องการกำหนดให้คำแรกปรากฏอยู่ข้างหลังคำหลังในระยะห่างไม่เกิน8 คำ เช่น Research AFTER Thailand - (parentheses) ใช้เมื่อต้องการกำหนดให้ทำตามคำสั่งภายในวงเล็บก่อนคำสั่งภายนอกเช่น (Research OR Quantitative) and Thailand 4.2 การค้นวลี (Phrase searching ) เป็นการใช้เครื่องหมายอัญประกาศ (“ ”) เมื่อต้องการ กำหนดให้ค้นเฉพาะหนา้ เอกสารท่ีมกี ารเรียงลำดบั คำตามทีก่ ำหนดเท่าน้นั เชน่ “Methodology Research” 4.3 การตดั คำ (Word stemming / Truncation) เป็นการใช้เคร่อื งหมาย asterisk (*) ตามท้ายคำ 3 คำขนึ้ ไป เพอื่ ค้นหาคำท่ีข้ึนต้นด้วยตัวอกั ษรที่กำหนด เชน่ Research* 4.4 คำพ้องความหมาย (Synonym )เป็นการใช้คำเหมือนที่มีความหมายเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เพอ่ื ช่วยใหค้ น้ เรอื่ งท่คี รอบคลมุ เช่น Ocean Sea Marine 4.5 เขตข้อมูลเพื่อการค้น (Field Searching) เป็นการกำหนดเขตข้อมูลเพื่อการค้น เช่น ชนิดของ ข้อมลู หรือท่อี ยขู่ องขอ้ มลู เปน็ ต้นเช่น text: “green tea” url: NASA 4.6 ตัวเล็กตัวใหญถ่ อื วา่ ตา่ งกัน (Case sensitive) เปน็ การใชต้ วั อกั ษรใหญก่ บั ตัวเล็กในความหมายที่ แตกตา่ งกนั เชน่ ใช้ตัวอักษรใหญข่ นึ้ ต้นชือ่ เฉพาะ เชน่ George W. Bush 4.7 ภาษาธรรมชาติ (Natural Language) เป็นการสืบค้นจากคำถามที่เป็นภาษาธรรมชาติ เช่น ใช้ คำถามภาษาองั กฤษง่ายๆท่ีต้องการให้ Search Engine หาคำตอบให้ เช่น What is Research? ข้อดขี องการสบื คน้ ข้อมลู สารสนเทศทางอินเทอรเ์ น็ต การสืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศทางอิเล็กทรอนกิ ส์ผ่านทางอนิ เทอร์เน็ตมีข้อดีหลกั ๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี 1. ขอบเขตของขอ้ มลู สารสนเทศกวา้ งขวางมาก มีความหลากหลาย ไรพ้ รมแดน 2. ข้อมลู สารสนเทศที่สืบคน้ ได้มีความทนั สมัยมาก เนือ่ งจากผู้สรา้ งขอ้ มูลสามารถแก้ไขปรับปรุงได้ง่าย และทำไดต้ ลอดเวลา 3. สะดวกมาก ไม่มขี ้อจำกัดในแงข่ องเวลาและสถานท่ี สามารถสบื คน้ เวลาใดกไ็ ดท้ ใ่ี ดกไ็ ด้ 4. สามารถสบื ค้นได้ง่ายและรวดเร็วโดยอาศัย Search Engine 5. การไดม้ าซึง่ ข้อมลู ผ่านอินเทอร์เน็ตใชเ้ วลาสั้นมาก เม่ือเทยี บกบั การสง่ เอกสารวิธอี ่นื ๆ 6. การได้มาซง่ึ ขอ้ มูลนั้น ประหยัดทง้ั เวลาและทรพั ยากร 7. จัดเป็นห้องสมดุ ท่ีใหญท่ ี่สดุ ในโลก 8. ข้อมูลสารสนเทศที่สืบค้นมามีประโยชน์มาก สามารถนำไปจัดหมวดหมู่ ทำฐานข้อมูลบรรณาธิการ และจดั การตอ่ ไดโ้ ดยง่าย 9. ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self Directed Learning ) และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต(Life Long Learning) ขอ้ จำกดั ของการสบื คน้ ขอ้ มูลสารสนเทศทางอินเทอรเ์ น็ต ถึงแม้ว่าการสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ตจะมีข้อดีอย่างเห็นได้ชัด การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศทาง อินเทอร์เนต็ ก็มขี อ้ จำกดั หรือขอ้ เสียอย่บู า้ ง ดังนี้ 1. ขอ้ มลู สารสนเทศทม่ี ีอยใู่ นอินเทอร์เนต็ มคี วามครอบคลมุ กว้างขวางมาก มีความ หลากหลาย ไร้พรมแดน จงึ ทำใหผ้ ู้ใช้ทไี่ ม่มีทักษะการสืบคน้ อาจเกิดปญั หาเนอื งจากได้ข้อมลู สารสนเทศที่ไม่ตรง ตามความต้องการเป็นจำนวนมากทำใหเ้ สยี เวลา 2. ข้อมูลสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตถูกปรับปรุงแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การอ้างอิงเอกสารทำได้ ลำบาก เพราะการเข้าไปสืบคน้ เอกสารอกี คร้งั หนึง่ ในวันข้างหนา้ เอกสารดังกลา่ วอาจจะไมอ่ ยูแ่ ล้วหรอื เนื้อหาข้อความอาจถกู ปรบั เปล่ียนไปแล้วก็ได้
55 3. ขอ้ มลู สารสนเทศบนอนิ เทอรเ์ นต็ ที่ไดม้ าจะตอ้ งตรวจสอบความนา่ เชือ่ ถอื ของแหล่งข้อมลู ที่ ไดม้ าด้วยว่ามีความนา่ เช่อื ถอื มากแคไ่ หน การประเมินความนา่ เชอ่ื ถอื ของแหล่งงขอ้ มลู เพื่อเป็นการตรวจสอบความน่าเชื่อของแหล่งข้อมูลสารสนเทศที่สืบค้นมาได้ผู้สืบค้นสามารถประเมิน ความน่าเชอ่ื ถือของแหล่งขอ้ มลู ไดจ้ าก 12 องค์ประกอบ (สุกัญญา ประจศุ ิลปะและคณะ, 2547) ดงั นี้ 1. บอกวตั ถุประสงคใ์ นการสร้างหรือเผยแพร่ข้อมูลไวใ้ นเวบ็ ไซต์ 2. การเสนอเนอ้ื หาตรงตามวัตถปุ ระสงค์ในการสรา้ งหรอื เผยแพร่ขอ้ มูลของเวบ็ ไซต์ 3. เนื้อหาเว็บไซต์ไมข่ ัดตอ่ กฎหมาย ศีลธรรม และจริยธรรม 4. มกี ารระบุชื่อผู้เขยี นบทความหรอื ผ้ใู หข้ อ้ มูลบนเว็บไซต์ 5. มกี ารใหท้ ่ีอยู่ (e-mail address) ทผ่ี อู้ ่านสามารถติดต่อผดู้ แู ลเว็บไซต์ได้ 6. มกี ารอ้างอิงหรือระบแุ หล่งทม่ี าของข้อมูลของเน้ือหาท่ีปรากฏบนเว็บไซต์ 7. สามารถเชอ่ื มโยง (link)ไปเว็บไซต์อ่ืนทีอ่ ้างถงึ ได้ 8. มีการระบุวนั เวลาในการเผยแพรข่ ้อมลู บนเว็บไซต์ 9. มีการระบวุ ันเวลาในการปรับปรงุ ขอ้ มลู ครัง้ ลา่ สุด 10.มชี อ่ งทางใหผ้ ู้อ่านแสดงความคิดเหน็ 11.มีขอ้ ความเตอื นผู้อา่ นใหใ้ ช้วิจารณญาณในการตดั สนิ ใจใช้ข้อมูลท่ีปรากฏบนเว็บไซต์ 12.มีการระบวุ ่า เป็นเว็บไซตส์ ว่ นตัวหรือระบุแหล่งท่ีให้การสนบั สนุนในการสร้างเว็บไซต์ ขั้นตอนการสืบคน้ ข้อมูล ขั้นตอนการสบื คน้ ขอ้ มูลดว้ ยโปรแกรม Search Engine โดยใชง้ านผ่านเว็บไซต์ Google.com สามารถ ใชง้ านไดด้ ังนี้ 1. เปดิ โปรแกรม Web Browser ตวั อยา่ งเชน่ Internet Explorer หรอื Mozilla Firefox 2. ป้อนคำหรอื วลีที่ตอ้ งการค้นขอ้ มลู ลงในชอ่ งสำหรบั กรอกคำค้นขอ้ มลู หลงั จากนนั้ กดป่มุ Enter จะได้ขอ้ มลู ทตี่ อ้ งการคน้ หาดงั ภาพดา้ นล่าง 3. เม่อื ต้องการค้นข้อมลู ทเี่ ป็นรูปภาพสามารถกดลิงค์ “ค้นรปู ” จะไดร้ ปู ภาพดังภาพด้านลา่ ง 4. การค้นหาขอ้ มลู ระดบั สงู หรือการคน้ หาแบบพเิ ศษสามารถกดเลอื กท่ีลิงคด์ ้านลา่ งของหน้าจอดังภาพด้านล่าง 5. การค้นหาขั้นสูงของ google search engine สามารถกำหนดขอบเขตของการสืบค้นข้อมูลได้ดังภาพ ด้านลา่ ง 6. ตัวอย่างการป้อนคำเพอื่ สบื ค้นข้อมูลซ่งึ มีการกำหนดเงื่อนไขในการสบื คน้ เช่น “ทุกคำเหล่าน้”ี “คำหรอื วลีที่ ตรงตามน้ี” “และไม่มีคำเหลา่ น้”ี จากตัวอยา่ งสามารถอธิบายเง่ือนไขในการสืบคน้ ได้ดังนี้ ใหค้ ้นข้อมลู ทั้งหมดที่ มอี ยู่ในระบบโดยมคี ำวา่ “เทคโนโลย”ี และมคี ำหรือวลที ีต่ รงกบั คำว่า “คอมพวิ เตอร”์ และไมข่ ้อมลู ทมี่ คี ำว่า “สารสนเทศ” มาแสดงทหี่ น้าจอ จากการกรอกขอ้ มลู ตามเงือ่ นไขในขอ้ ท่ี 6 จะไดผ้ ลดงั ภาพด้านล่าง ความหมายของการจัดเก็บและการคน้ คืนสารสนเทศ การจดั เก็บและการค้นคืนสารสนเทศ (Information Storage and Retrieval – ISR) มกี าร กำหนดความหมายไว้หลากหลาย โดยแบง่ ออกเป็นสองสว่ น คือ การจัดเกบ็ สารสนเทศ (Information storage) และการค้นคนื สารสนเทศ (information retrieval) การจัดเก็บสารสนเทศเป็นคำที่เกิดขึ้นควบคู่กับสถาบันบริการสารสนเทศในอดีต มีความหมาย ครอบคลุมการจัดทำโครงสร้างและควบคุมบรรณานุกรม เป็นการจัดระบบโดยวเิ คราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ จดั หมวดหมแู่ ละทำบัตรรายการ บรรณานุกรม ดรรชนี สาระสงั เขป ควบคุมบรรณานกุ รม การค้นคนื สารสนเทศ
56 ในอดีตเป็นงานบริการช่วยผู้ใช้ค้นหาทรัพยากรสารสนเทศ (information search) หรือ บอกให้ผู้ใช้รู้แหล่ง จัดเก็บสารสนเทศ งานค้นคืนสารสนเทศจึงเป็นงานค้นหาและช่วยผู้ใช้ค้น แนะนำและสอนผู้ใช้ อำนวยความ สะดวกต่างๆ ให้ผใู้ ชไ้ ด้รับทรัพยากรสารสนเทศตามความต้องการ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานบริการสารสนเทศเม่ือปรมิ าณสารสนเทศเพิม่ มากขึ้นอย่างมากมาย มหาศาล ทำให้ลักษณะงานของสถาบันบรกิ ารสารสนเทศปรบั เปลี่ยนไป สถาบันบริการสารสนเทศไม่มุ่งจัดเก็บ ทรัพยากรสารสนเทศมารวบรวมไว้แต่เน้นการคัดเลือกและหาแหล่งเพื่อการเข้าถึง ใช้คอมพิวเตอร์จัดทำ เครื่องมือช่วยค้นคว้าในลักษณะฐานะข้อมูลต่างๆ และใช้ค้นคืนให้บริการ รวมทั้งเชื่อมโยงการค้นไปยังแหล่ง ต่างๆ ได้ การจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ จึงมีความหมายถึง การจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศใน ขอบเขตท่กี ว้าง คอื ท้ังก่อนและหลงั การประดิษฐ์คอมพวิ เตอรข์ ้ึน ความหมายของการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศในทางทฤษฎีและปฏิบัติดังนี้ การจัดเก็บ สารสนเทศ หมายถึง การจัดโครงสร้างและควบคมุ ทางบรรณานกุ รมโดยใช้คอมพิวเตอร์ ดว้ ยวธิ กี ารทำรายการ และข้อมูลบรรณานุกรมในลักษณะเก็บข้อมูลเข้าแฟ้มข้อมูล จดั เตรยี มแฟ้ม รวมไปถงึ การจัดทำส่ือจัดเก็บข้อมูล ลักษณะต่างๆ และฐานข้อมลู เพ่ือการค้นหาและค้นคืนสารสนเทศ การจัดเก็บซึ่งรวมทั้งการจัดหา/ไดร้ ับสารสนเทศหรือสามารถระบุทรัพยากรสารสนเทศที่ อยู่ในแหล่ง จัดเก็บ โดยใชป้ ้ายระบุขอ้ มูลหรือช่ือเขตข้อมูลหรือแท็ก (tag) คำแทนสาระเพ่ือการคน้ คืนทรัพยากรสารสนเทศ การจัดเกบ็ ทรัพยากรสารสนเทศและการทำปา้ ยระบขุ ้อมลู ในวิธีการที่จะใช้ประโยชน์เพ่ือการค้นคืนสารสนเทศ ทง้ั เพื่อสามารถระบไุ ด้ว่ามีทรพั ยากรอะไร จดั เกบ็ ไว้ในแหล่งใดของสถาบนั ทรพั ยากรใดเก็บไว้ในแหล่งเดียวกัน หรอื ต่างแหลง่ การค้นคืนในระบบค้นคืนสารสนเทศ เป็นทั้งการดึงหรือค้นเอกสารย้อมหลังที่จัดเก็บไว้ตามหัวข้อท่ี ต้องการ (retrospective searching) การค้นตามหัวข้อความสนใจและความต้องการของผู้ใช้จากทรัพยากร สารสนเทศที่เข้ามาใหม่ทุกครั้ง (routing) หรือการค้นให้ผู้ใช้เพื่อบริการสารสนเทศทันสมัย (current awareness service) การค้นเอกสารผู้ค้นทำการค้นจากเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรงหรือเครื่องที่เชื่อมโยงเข้า ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้โปรแกรมจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศ รวมทั้งเชื่อมสู่อินเทอร์เน็ต ทั้งนี้เพื่อการใช้ ประโยชนต์ า่ งๆ ของผใู้ ช้ การเข้าถึง (access) เป็นวิธีการที่ผู้ใช้สามารถค้น ค้นหา ค้นคืน และได้รับสารสนเทศที่ต้องการ สารสนเทศท่เี ขา้ ถึงเปน็ ทรพั ยากรสารสนเทศท่ีสถาบันบริการสารสนเทศและแหลง่ ตา่ งๆ จดั ไวบ้ ริการผูใ้ ช้ การค้นหา (searching) เป็นการป้อนคำสั่งโดยผู้ค้นเตรียมประโยคคำค้นไว้แล้ว และปฏิสัมพันธ์กับ ระบบคน้ คืนและพิจารณาผลทไ่ี ดร้ บั ซึง่ เปน็ ข้นั ตอนในกระบวนการค้นหา (searching process) การสำรวจเลอื กดู (browsing) เปน็ การปฏิสมั พันธ์ในลักษณะตรวจสอบดูเอกสารและทำการเลือกเพื่อ หารายการสารสนเทศที่ตนสนใจ หรือเป็นการดูสารสนเทศทั่วไป หรือภาพรวมของรายการตามหัวข้อที่เป็น จุดมุ่งหมาย สรุปการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ เป็นกระบวนการทั้งการคัดเลือกควบคุมโครงสร้าง สารสนเทศ การจัดหา การจัดเก็บสารสนเทศเพื่อการเข้าถึงและกระบวนการสำคัญใดๆ ในการแสวงหา ทรัพยากรสารสนเทศ ซึ่งครอบคลุมการค้นหา การดึงสารสนเทศที่เข้าเรื่อง เรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะจาก แหล่งต่างๆ ทั้ง แหล่งจัดเก็บภายในและแหล่งภายนอก เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับสารสนเทศหรือรายการทรัพยากร สารสนเทศ ซึ่งบรรจุเนื้อหาตรงตามต้องการ และในการบริการจะนำส่งให้ผูใ้ ช้อย่างรวดเร็วทันการณ์ ทั้งนี้การ จัดเกบ็ และคน้ คืนสารสนเทศเป็นระบบท่ีจดั ทำทั้งดว้ ยแรงงานคนและดว้ ยคอมพวิ เตอร์ ความสำคญั ของการจดั เกบ็ และการค้นคนื สารสนเทศ
57 สังคมสารสนเทศ (information age) เกี่ยวข้องโดยตรงกับพัฒนาการของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และ การสื่อสารในการจดั บรกิ ารสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ จากภาวะการเพ่มิ ปรมิ าณสารสนเทศอย่างรวดเร็วท่วม ทน้ (information explosion) ซ่งึ เป็นผลของการทุ่มเทวจิ ยั และพฒั นาความกา้ วหน้าและขยายตัวทางการศกึ ษา ในระดับสูง มีสารสนเทศผลิตออกมาหลายสาขาวิชาทั้งสาขาวิชาใหญ่และสาขาวิชาย่อย วิชาการความรู้ทาง วิทยาศาสตร์มีปริมาณเพมิ่ ข้นึ อย่างมากมายหลายรปู แบบ อาทิ ไมโครฟลิ ์ม ภาพยนตร์ เทปบนั ทึกเสยี ง วีดิทัศน์ และสอ่ื คอมพิวเตอร์ ซง่ึ ตอ้ งใชเ้ ครื่องมือในการเขา้ ถงึ อ่านและใชส้ ารสนเทศสารสนเทศทผ่ี ลิตจากแหล่งต่างๆ กัน ประเทศในยุโรป อเมริกา เอเชียใช้ภาษาต่างๆ กัน เป็นอุปสรรคแก่ผู้ใช้ สารสนเทศเรื่องเดียวกันมีการผลิต ซ้ำซ้อนหลายรูปแบบ เปน็ มลพิษทางสารสนเทศ เหลา่ น้ีเปน็ ปญั หาในการเข้าถงึ และเขา้ ใช้สารสนเทศ การเข้าถงึ สารสนเทศที่ดมี ีคุณภาพจำเปน็ ต้องมีการคดั เลือกดำเนินการ มกี ารลงทนุ เสยี ค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นหน้าท่ีของสถาบัน บริการสารสนเทศ 1. ความสำคัญของการจดั เกบ็ และการค้นคืนสารสนเทศต่อสถาบันบริการสรสนเทศ การจดั เก็บและ การคน้ คนื สารสนเทศมีความสำคญั ตอ่ สถาบนั บริการสารสนเทศในดา้ นตา่ งๆ ดังน้ี 1) เปน็ ตัวกลางเชือ่ มโยงระหว่างผผู้ ลิตสารสนเทศและแหลง่ ทรพั ยากรสารสนเทศกบั ผู้ต้องการใช้สารสนเทศ 2) ก่อใหเ้ กิดการสง่ เสริมในการถ่ายโอนและไหลของสารสนเทศเปน็ ไปอย่างมปี ระ สิทธิภาพระหว่างผู้ต้องการใช้สารสนเทศกับแหล่งทรพั ยากรสารสนเทศ และมีบทบาทสำคัญในการตอบสนอง ความต้องการใชส้ ารสนเทศ 3) เป็นการกลน่ั กรองสารสนเทศในชอ่ งทางถา่ ยโอนสารสนเทศทเ่ี ป็นทางการ ซึ่ง ช่วยคดั เลอื กตรวจสอบทรพั ยากรสารสนเทศเพอ่ื ใหผ้ ูใ้ ชไ้ ดร้ ับและใช้สารสนเทศทีม่ ีคุณภาพ 4) เป็นงานหลักทีเ่ ชื่อมโยงระบบบริการตา่ ง ๆ และระบบงานของสถาบนั บริการสาร สนเทศ เช่น ระบบยืมคืนสารสนเทศ ระบบจัดทำสำเนาเอกสารเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้สารสนเทศให้เกิด ประสิทธภิ าพสูงสุด 5) ช่วยให้ผูใ้ ช้ได้รบั สารสนเทศที่ถูกตอ้ ง โดยการค้นคนื ตรงตามความต้องการและ ทนั ต่อเวลา เพ่อื การใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ตามนโยบายและวตั ถปุ ระสงค์ของสถาบนั บรกิ ารสารสนเทศ 2. ความสำคญั ของการจดั เกบ็ และการคน้ คืนสารสนเทศต่อผใู้ ช้ การจดั เกบ็ และการคน้ คนื สารสนเทศ มคี วามสำคัญตอ่ ผู้ใช้ในการขจัดปัญหาต่าง ๆ ในการเขา้ ถงึ สารสนเทศ ระบบท่ีจัดทำขน้ึ มงุ่ ช่วยสร้างความคิดแก่ ผู้ใช้ในการเข้าถึงงานของผู้เขียน เป็นการสร้างความคิดให้ตรงกับแนวคิดที่ผู้เขียนได้เสนอไว้ในทรัพยากร สารสนเทศเพือ่ ประโยชนข์ องผูใ้ ช้ ดังน้ี 1) เปดิ โอกาสให้ผ้ใู ช้เข้าถึงทรพั ยากรสารสนเทศทกุ ประเภท ท้ังภายในสถาบัน บริการสารสนเทศและแหล่งทรัพยากรทั่วโลกได้อย่างเสรี ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายในเรื่อง สทิ ธขิ องการใชส้ ารสนเทศ 2) ใหค้ วามสำคัญแกผ่ ูใ้ ช้ประเภทตา่ งๆ โดยจดั ให้มีวธิ ีการและเครือ่ งมอื อำนวยความ สะดวก เครื่องมือการคน้ คนื ที่เหมาะสม เพ่อื ให้ผู้ใช้ค้นคืนได้ด้วยตนเองหรอื โดยผา่ ยผใู้ ห้บริการ ซง่ึ มี หน้าทชี่ ่วยเหลอื แนะนำและค้นคืนสารสนเทศให้แกผ่ ู้ใช้ 3) มีการพฒั นารปู แบบการดำเนนิ งานจดั เก็บและการคน้ คืนสารสนเทศ โดยเฉพาะ ในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วทั้งวิธีการจัดหา จัดเก็บ และการค้นคืนสารสนเทศ ทง้ั นี้เพ่อื เกิดประโยชนต์ อ่ ผใู้ ช้ 4) ช่วยให้ผู้ใชไ้ ดร้ บั สารสนเทศทถี่ ูกตอ้ ง ตรงตามความต้องการเพ่อื นำไปใช้
58 ประโยชน์ต่างๆ ทั้งในชีวิตประจำวัน ในการศึกษาค้นคว้าวิจัยในการปฏิบัติงาน บริหารงาน หรือ ตอบสนองความสนใจต่างๆ 5) สนับสนุนผใู้ ชใ้ ห้ สามารถประเมิน แยกแยะ ทำความเข้าใจ เชื่อมโยงความคดิ ของสารสนเทศเพื่อการเลือกสรร ศึกษา แสวงหา ติดตามสารสนเทศได้ด้วยตนเองเปน็ ผู้เรยี นแบบ พึ่งตนเองตลอดไป ทฤษฎพี น้ื ฐานและการประเมินระบบจดั เก็บและการคน้ คืนสารสนเทศ ทฤษฎีพื้นฐานในการจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศให้ความรู้เกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับระบ บ จัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศและตวั แบบพฤติกรรมสารสนเทศ แนวคิดพ้ืนฐานพจิ ารณาการจัดเกบ็ และการคน้ คนื สารสนเทศในเชงิ ระบบ กลา่ วถึงองค์ประกอบสำคญั ของระบบจัดเก็บและคน้ คืนสารสนเทศ ไดแ้ ก่ ทรัพยากร สารสนเทศ ฐานข้อมลู และผใู้ ช้ ตวั แบบพื้นฐานในการจัดเก็บและคน้ คนื สารสนเทศ การจัดเก็บและการค้นคืน เป็นระบบในเชิงจุลภาคคือระบบค้นคืนสารสนเทศ ประกอบด้วย ข้อมูลนำเข้า การประมวลผล ผลลัพธ์ และ ข้อมลู ป้อนกลบั ทำหนา้ ทีส่ ำคญั คอื วิเคราะห์เนือ้ หาเอกสาร วิเคราะห์ความต้องการของผใู้ ช้ และจบั ค่โู ดยมีระบบ ย่อย 6 ระบบรว่ มกันทำงานตา่ งๆ ตวั แบบพฤตกิ รรมสารสนเทศเปน็ ตัวแบบที่อธิบายพฤติกรรมสารสนเทศท้ังใน เชิงที่มา ได้แก่ ความตอ้ งการสารสนเทศ และในเชิงพฤตกิ รรมคือกิจกรรมต่างๆ คอื การคน้ หา การถ่ายโอน และ การใชส้ ารสนเทศ การประเมินระบบจดั เก็บและคน้ คนื สารสนเทศ เป็นเร่อื งของแนวคดิ เก่ยี วกับการประเมินระบบจัดเก็บ และค้นคืนสารสนเทศ ขั้นตอนต่างๆ ในการประเมินระบบตั้งแต่การกำหนดขอบเขตการประเมินจนถึงการ ปรับปรงุ แกไ้ ขระบบและการวิจัยท่ีสำคัญในระยะเวลาต่างๆ เทคโนโลยี และมาตรฐานในการจัดเกบ็ และการคน้ คืนสารสนเทศ เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ คือ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูลและการ สือ่ สาร จำแนกเปน็ เทคโนโลยที ใี่ ชใ้ นการบนั ทึก จดั เกบ็ และแสดงผล เทคโนโลยีในการค้นคืนสารสนเทศเกีย่ วกับ ดรรชนคี ำคน้ เทคนิคการคน้ คนื และการเลือกฐานขอ้ มูล เครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต และการคน้ คนื สารสนเทศ การ ประยกุ ตเ์ ทคโนโลยีไฮเปอรม์ ีเดยี ในการค้นคืนสารสนเทศ มาตรฐานสำคัญในการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ เป็นเรื่องเกี่ยวกับประเภท ความสำคัญและ องค์การที่เกี่ยวกับมาตรฐานในการจัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ ประเภทของมาตรฐานมุ่งเน้นมาตรฐานท่ี นำมาใช้ในการทำงานดา้ นต่างๆ ทั้งในการสื่อสารข้อมูล การจัดเก็บและการค้นคืนรปู แบบต่างๆ และมาตรฐาน เฉพาะแต่ละงาน การค้นหาและค้นคนื สารสนเทศ การค้นหาและค้นคืนสารสนเทศมีพัฒนาการการค้นหาด้วยระบบมือมาเป็นค้นคืนสารสนเทศด้วย คอมพิวเตอร์ กระบวนการค้นหาสารสนเทศมีขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่ทำความเข้าใจความต้องการของผู้ใช้จนถึง ค้นหาและพิมพผ์ ลลัพธ์ กลยุทธ์ในการค้นคืนสารสนเทศที่สำคัญคอื การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ คำถาม และใช้ การเทคนิคการคน้ คนื ใชศ้ ัพทบ์ ังคับ ศพั ทไ์ มค่ วบคุมหรอื ภาษาธรรมชาติ และคำสง่ั ที่จำเปน็ ต่างๆ ตวั แบบการค้น คืนสารนเทศ เช่น ตัวแบบบูเลยี น ตัวแบบความเปน็ ไปได้ และตวั แบบอืน่ ๆ การค้นคืนสารสนเทศออนไลน์และการค้นคืนสารสนเทศจากมัลติมีเดีย เป็นการค้นคืนจากฐานข้อมลู ดิจิทัล โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคมเป็นอุปกรณ์ช่วยการค้น มีพัฒนาการ และ องค์ประกอบของการค้นคืนจากฐานข้อมูลออนไลน์ ฐานข้อมูลออนไลน์นอกจากให้ข้อมูลบรรณานุกรม ยังให้ บริการข้อมูลเนื้อหาเต็ม ตลอดจนภาพกราฟิก ส่วนฐานข้อมูลมัลติมีเดีย สารสนเทศที่เป็น ภาพ เสียง ภาพเคล่อื นไหว และเปน็ การค้นคืนสารสนเทศไฮเปอรเ์ ท็กซท์
59 การค้นคืนสารสนเทศในยุคดิจิทัล มีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาระบบค้นคืนสารสนเทศ โดยประยุกต์ ศาสตร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ การรวบรวม ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ การแทนความรู้และประสบการณ์ เพื่อนำไปประมวลเพื่อทำงานลักษณะใช้ปัญญาเพื่อแก้ปัญหาได้ใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด ขอบเขตงานวิจัย เก่ยี วกบั ระบบผู้เชยี่ วชาญ ระบบประมวลภาษาธรรมชาติ โปรแกรมตวั แทนอัจฉรยิ ะ โดยเฉพาะทีใ่ ชใ้ นงานค้นคืน สารนเทศ งานวิจัยระบบการค้นคืนสารสนเทศหลายภาษา ระบบค้นคืนสารสนเทศจากการอ้างอิง การค้นคืน สารสนเทศที่ผนวกผลป้อนกลับด้านความสัมพนั ธ์กับเนื้อหาและส่วนตอ่ ประสานผใู้ ช้แบบวิชวลไลเซชันในระบบ คน้ คืนสารสนเทศ
60 แผนการจัดการเรยี นร้มู ่งุ เนน้ สมรรถนะ หน่วยที่ 3 ชอ่ื หนว่ ย การสบื คน้ ข้อมลู สารสนเทศ สอนสปั ดาห์ท่ี 9-12 คาบรวม 48 จำนวนชัว่ โมง 16 5.1 การนำเข้าสู่บทเรียน 1. ผู้สอนชีแ้ จงเรื่องทีจ่ ะศกึ ษาและจุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรมประจำหน่วยท่ี 3 เร่อื งการสืบค้นขอ้ มลู สารสนเทศ 2. ผู้สอนใหผ้ ู้เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรยี นหนว่ ยท่ี 3 5.2 การเรียนรู้ 1. ผู้สอนเปดิ PowerPoint หน่วยที่ 3 เรื่องการสบื คน้ ขอ้ มลู สารสนเทศ 1. ผ้สู อนอธบิ ายเนือ้ หาในหนว่ ยเรียนท่ี 3 เรื่อง การสืบคน้ ขอ้ มูลสารสนเทศ 2. ผสู้ อนให้ผูเ้ รียนทำแบบฝึกหดั หนว่ ยท่ี 3 3. ผสู้ อนให้ผู้เรยี นทำกิจกรรมนำสอู่ าเซยี น หน่วยที่ 3 4. ผสู้ อนให้ผเู้ รยี นทำกิจกรรมบูรณาการเศรษฐกิจพอเพยี ง 5. ผ้สู อนให้ผู้เรยี นทำกิจกรรมบูรณาการจติ อาสา หน่วยท่ี 3 5.3 การสรปุ 1. ผูส้ อนและผู้เรยี นรว่ มกันสรปุ เนื้อในหนว่ ยเรียนท่ี 3 เร่อื ง การสบื ค้นขอ้ มลู สารสนเทศ 2. ผู้สอนให้ผูเ้ รียนทำแบบทดสอบหลงั เรียน หนว่ ยที่ 3 5.4 การวัดผลและประเมินผล 1. แบบทดสอบกอ่ นเรยี น หนว่ ยที่ 3 2. แบบฝึกหดั หนว่ ยท่ี 3 3. กิจกรรมนำสู่อาเซียน หนว่ ยที่ 3 4. กจิ กรรมบูรณาการเศรษฐกจิ พอเพยี ง 5. กิจกรรมบูรณาการจิตอาสา หนว่ ยที่ 3 6. แบบทดสอบหลงั เรยี น หนว่ ยที่ 3
61 แผนการจดั การเรยี นร้มู ุง่ เน้นสมรรถนะ หน่วยที่ 3 ช่อื หน่วย การสืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศ สอนสปั ดาหท์ ี่ 9-12 คาบรวม 48 จำนวนชวั่ โมง 16 6. สอ่ื การเรียนร้/ู แหลง่ การเรียนรู้ 6.1 สอื่ ส่งิ พมิ พ์ 1. เอกสารประกอบการสอนวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศเพือ่ การจัดการอาชีพ (ใช้ประกอบการเรียน การสอนจดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรมข้อที่ 1-9) 2. แบบทดสอบก่อนเรยี น หน่วยท่ี 3 ใช้ข้นั นำเข้าสู่บทเรยี นขอ้ 2 3. แบบฝกึ หัด หน่วยท่ี 3 ใช้ข้ันประยุกต์ใช้ขอ้ 1 4. กิจกรรมนำสอู่ าเซียน หน่วยที่ 3 ใชข้ ้นั ประยกุ ต์ใชข้ อ้ 2 5. กิจกรรมบรู ณาการเศรษฐกจิ พอเพยี ง ใชข้ ัน้ ประยกุ ต์ใชข้ ้อ 3 6. กจิ กรรมบรู ณาการจติ อาสา หน่วยท่ี 3 ใชข้ ัน้ ประยกุ ต์ใชข้ ้อ 4 7. แบบทดสอบหลงั เรียน หน่วยที่ 3 ใช้ขัน้ สรปุ ผลและประเมนิ ผลข้อ 2 6.2 สอื่ โสตทสั น์ (ถา้ มี) 1.เครอ่ื งไมโครคอมพวิ เตอร์ 2.งานนำเสนอ 6.3 หนุ่ จำลองหรอื ของจริง (ถ้ามี) - 6.4 อืน่ ๆ (ถ้าม)ี - 7. เอกสารประกอบการจัดการเรยี นรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ) 1.เอกสารหนว่ ยท่ี 3 8. การบูรณาการ/ความสมั พันธก์ บั วชิ าอ่นื 1. บรู ณาการกับวิชาภาษาไทย เรอื่ ง การอธิบายความหมายของการจดั เกบ็ และคน้ คืนสารสนเทศ การใหค้ ำจำกัดความสำคัญของการจัดเกบ็ และค้นคืนสารสนเทศ 2. บรู ณาการกบั วิชาวทิ ยาศาสตร์ เรื่อง การแยกส่วนประกอบของเครอ่ื งมือนในการสืบคน้ ขอ้ มลู สารสนเทศ การวิเคราะห์เทคโนโลยีสารสนเทศและมาตรฐานในการจดั เก็บและค้นควา้ สารสนเทศ 3. บูรณาการกบั วิชาความรู้เกี่ยวกบั งานอาชีพ เร่ือง การสืบคน้ ข้อมลู สารสนเทศ และสืบคน้ ขอ้ มูล สารสนเทศจากอนิ เทอร์เน็ต
62 แผนการจัดการเรยี นรมู้ ่งุ เนน้ สมรรถนะ หน่วยท่ี 3 สอนสปั ดาหท์ ี่ 9-12 ชือ่ หน่วย การสบื ค้นขอ้ มูลสารสนเทศ คาบรวม 48 9. การวัดผลและประเมินผล จำนวนชวั่ โมง 16 9.1 กอ่ นเรยี น 1. เอกสารหน่วยท่ี 3 การสืบค้นขอ้ มูลสารสนเทศ 2. แบบทดสอบกอ่ นเรียน หนว่ ยที่ 3 9.2 ขณะเรยี น 1. แบบฝกึ หดั หน่วยที่ 3 2. กิจกรรมนำสู่อาเซียน หน่วยที่ 3 3. กจิ กรรมบูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง 4. กจิ กรรมบรู ณาการจติ อาสา หนว่ ยท่ี 3 9.3 หลงั เรยี น 1. แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยท่ี 3 2. แบบฝึกหัด หนว่ ยท่ี 3 3. กจิ กรรมนำสู่อาเซียน หน่วยท่ี 3 4. กิจกรรมบรู ณาการเศรษฐกิจพอเพียง 5. กจิ กรรมบรู ณาการจิตอาสา หนว่ ยท่ี 3 6. แบบทดสอบหลังเรยี น หน่วยท่ี 3
63 แผนการจัดการเรยี นรมู้ ่งุ เน้นสมรรถนะ หนว่ ยที่ 3 ชอ่ื หน่วย การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ สอนสปั ดาหท์ ่ี 9-12 คาบรวม 48 จำนวนช่ัวโมง 16 10. บนั ทึกหลงั สอน 10.1 ผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. 10.2 ผลการเรียนร้ขู องนกั เรยี น นักศกึ ษา ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. 10.3 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรยี นรู้ ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................
64 กรอบการจดั การเรียนรู้แบบบูรณาการเป็นเรอ่ื ง/ชน้ิ งาน/โครงการ และบูรณาการหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ กจิ กรรมนกั เรียน พอเพยี ง 1. นักเรียนใช้เวลาปฏบิ ัตกิ จิ กรรมไดเ้ หมาะสมตามลำดบั ขนั้ ตอน ความพอประมาณ 2. นักเรียนแบ่งหน้าทีก่ ารทำงานภายในกลุ่มไดเ้ หมาะสมกับความสามารถ ของแตล่ ะคน 3. นักเรียนใช้วัสดอุ ปุ กรณ์ในการปฏบิ ัติงานทมี่ ีอยู่อยา่ งประหยัดและ คมุ้ ค่า ความมเี หตผุ ล 1. ปฏิบัตกิ จิ กรรมไดค้ รบถ้วนตามขนั้ ตอนสำเรจ็ ตามเปา้ หมาย 2. แก้ปัญหาในการทำงานให้สำเรจ็ ตามเปา้ หมาย 3. นกั เรยี นมีความรคู้ วามเขา้ ใจในเนอ้ื หาวิชาเรยี นของหน่วยการเรยี น 4. นกั เรยี นเกิดทักษะและกระบวนการการเรียนรู้ 5. เลือกใชว้ ัสดอุ ุปกรณ์เหมาะสม ประหยัด ปลอดภยั การมภี ูมิคุ้มกนั 1. ร้จู กั การเตรยี มตัวใหพ้ ร้อมรบั ผลกระทบหรือการเปลยี่ นแปลงดา้ นตา่ ง ๆทีจ่ ะเกิดข้นึ 2. ปรับตัวในการทำงานกับเพื่อนเพอื่ พร้อมรับการเปลยี่ นแปลงในสังคม 4. รคู้ ณุ ค่าของทรัพยกร และรู้จกั ใชอ้ ย่างคมุ้ ค่าและยงั่ ยนื 5. สรา้ งความเข้มแข็งในห้องเรียน เงือ่ นไขด้านความร้แู ละทักษะ จากการเรียนสัปดาห์ที่ 9-12 เรื่อง การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ ทำให้ผู้เรยี นมคี วามรูเ้ กีย่ วกับ การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศ เครื่องมือใน การสืบคน้ ข้อมูลสารสนเทศ ส่วนประกอบของเครื่องมือในการ สืบค้นข้อมูลสารสนเทศ การสืบค้นข้อมูลสารสนเทศจากอินเทอร์เน็ต ความหมายของการจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศ ความสำคัญของการ จัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศ ทฤษฎีพื้นฐานและการประเมินระบบ จัดเก็บและการค้นคืนสารสนเทศ และเทคโนโลยีและมาตรฐานในการ จัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศ ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไป ประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตประจำวันได้ สามารถสืบค้นข้อมูลสารสนเทศได้ และ สืบค้นข้อมูลสารสนเทศจากอินเทอร์เน็ตได้ มีความชำนาญในการสืบคน้ ข้อมูล เงอื่ นไขด้านคุณธรรม มคี วามตระหนกั ในคุณธรรม ซ่ือสตั ย์สุจริต และอดทนใช้สติปญั ญาในการ ดำเนนิ ชวี ติ ความอดทน ขยนั หมน่ั เพียร คอื ใชค้ วามอดทนทีจ่ ะทำงาน และมคี วามขยันทจี่ ะทำงานให้ออกมาได้ดที ่ีสดุ
65 ผลกระทบเพอ่ื ความสมดุล พรอ้ มรับการเปล่ียนแปลง ดา้ นสังคม ดา้ นเศรษฐกจิ ดา้ นวัฒนธรรม ดา้ นส่ิงแวดล้อม มคี วามรู้ในการวาง มีความร้ใู นการ นักเรียนรู้จกั ปฏบิ ตั ิ มีความรใู้ นการรกั ษา แผนการทำงาน เลอื กใช้วัสดอุ ุปกรณ์ ตนและกิจกรรมท่ี สง่ิ แวดล้อม และความ ความรู้ ร่วมกันเป็นกลมุ่ รู้จกั ระบบคอมพิวเตอร์ ช่วยอนรุ ักษ์ สะอาดของชั้นเรียน รบั ผิดชอบร่วมกนั ใน และเทคโนโลยี ส่ิงแวดล้อม ช้นั เรียน สารสนเทศ มีทกั ษะการเตรยี มตวั มีทักษะในการ การปฏิบัติตนและ มที ักษะปฏิบัตงิ านใน ใหพ้ ร้อมรับผลกระทบ เลือกใชว้ ัสดอุ ปุ กรณ์ กจิ กรรมที่ชว่ ย รายวชิ าอย่างรอบดา้ น หรอื การเปล่ียนแปลง ระบบคอมพวิ เตอร์ อนรุ ักษ์สิ่งแวดลอ้ ม และรอบคอบ ด้านตา่ ง ๆทจ่ี ะเกดิ ขึน้ และเทคโนโลยี ทักษะ ปรับตัวในการทำงาน สารสนเทศ กบั เพ่อื นเพอ่ื พรอ้ มรบั การเปลีย่ นแปลงใน สงั คม มีคุณธรรม ซ่ือสตั ย์ รจู้ ักการเตรยี มตวั ให้ ร้คู ณุ คา่ ของทรพั ยกร มีระเบยี บ รู้จักหน้าที่ สุจริต และอดทนใช้ สติปญั ญาในการ พร้อมรบั ผลกระทบ และรู้จกั ใชอ้ ยา่ ง สนใจใฝเ่ รยี นรู้ ดำเนนิ ชีวติ มคี วาม หรอื การเปล่ยี นแปลง ค้มุ ค่าและยงั่ ยนื เกิดความภาคภมู ใิ นใน อดทน ขยนั หมั่น ด้านต่าง ๆที่จะ การมีส่วนรว่ ม พฤตกิ รรม เพยี ร คือใช้ความ อดทนท่จี ะทำงาน เกดิ ข้นึ ปรบั ตวั ในการ และมีความขยนั ทีจ่ ะ ทำงานกับเพือ่ นเพ่อื ทำงานใหอ้ อกมาได้ดี ทีส่ ดุ พร้อมรับการ เปลีย่ นแปลงในสงั คม สร้างความเข้มแขง็ ใน ห้องเรียน
66 แผนการจัดการเรยี นรูม้ งุ่ เน้นสมรรถนะ หน่วยท่ี 4 ช่อื หนว่ ย การประยุกตใ์ ช้โปรแกรมสำเรจ็ รปู สอนสปั ดาหท์ ่ี 13-15 คาบรวม 60 จำนวนชั่วโมง 16 1. สาระสำคัญ โปรแกรมประยุกต์ หรือ application software ในบางครั้งเรียกย่อว่า แอปพลิเคชัน คือ อซอฟต์แวร์ประเภทหนึ่งสำหรับใช้งานสำหรับงานเฉพาะทาง ซึ่งแตกต่างกับซอฟต์แวร์ประเภทอื่น เช่น ระบบปฏิบตั ิการ ทีใ่ ชส้ ำหรบั รับรองการทำงานหลายด้าน โดยไม่จำเพาะเจาะจง เร่ืองที่จะศกึ ษา 1.ความหมายของโปรแกรมสำเร็จรปู 2.โปรแกรมประยกุ ต์ 3.ลกั ษณะของซอฟต์แวร์ประยุกต์ 4.ประเภทของซอฟต์แวร์ประยกุ ต์ 5.การประยกุ ต์ใชโ้ ปรแกรมสำเร็จรูป 2. สมรรถนะประจำหนว่ ย 1. เพ่ือใหม้ ีความรู้และความเขา้ ใจเกี่ยวกบั การประยกุ ต์ใชโ้ ปรแกรมสำเรจ็ รูป (ดา้ นพทุ ธิพิสยั ) 2. เพือ่ ให้มที ักษะในการประยกุ ต์ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป (ด้านทกั ษะพิสัย) 3. เพื่อใหม้ ีเจตคติทด่ี ใี นการนำโปรแกรมสำเร็จรูปไปประยุกต์ใช้ในชวี ติ ประจำวัน (ด้านจติ พสิ ยั ) 3. จุดประสงค์การเรยี นรู้ 3.1 ดา้ นความรู้ 1. อธิบายความหมายของโปรแกรมสำเร็จรูปได้ (ด้านความเข้าใจ) 2. จำแนกประเภทของซอฟต์แวร์ประยุกต์ได้ (ดา้ นการวเิ คราะห)์ 3. วิเคราะหล์ กั ษณะสำคัญของซอฟต์แวร์ประยุกตไ์ ด้ (ด้านการวิเคราะห)์ 3.2 ด้านทักษะ 1. ใช้งานโปรแกรมสำเรจ็ รูปและโปรแกรมประยกุ ตไ์ ด้ (ดา้ นทักษะ) 3.3 คณุ ลักษณะท่ีพ่ึงประสงค์ 1. ประยกุ ต์ใชโ้ ปรแกรมสำเร็จรูปในการทำงานได้ (ดา้ นจติ พสิ ัย)
67 แผนการจัดการเรยี นรมู้ ุ่งเน้นสมรรถนะ หนว่ ยที่ 4 ชือ่ หน่วย การประยกุ ตใ์ ช้โปรแกรมสำเร็จรูป สอนสัปดาหท์ ี่ 13-15 คาบรวม 60 จำนวนชว่ั โมง 16 เนือ้ หาสาระการสอน/การเรียนรู้ ความหมายของโปรแกรมสำเรจ็ รูป โปรแกรมสำเร็จรูป (อังกฤษ : computer program) คือ กลุ่มชุดคำสั่งที่ใช้อธิบายชิ้นงาน หรือกลุ่ม งานที่จะประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์อาจหมายถึง ซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชัน หรือ โปรแกรม โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่นั้นเป็นชุดคำสั่งที่ออกแบบตามอัลกอริทึม โดยปกติแล้วเขียนโดย โปรแกรมเมอร์ หรือไม่ก็สร้างโดยโปรแกรมอื่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ชุดหนึ่ง ๆ อาจเขียนขึ้นด้วยระบบรหัส หรือที่เรียกว่า ภาษาเครื่อง ซึ่งมักเขียนได้ยากและเหมาะกับช่างเทคนิคเฉพาะทาง ภายหลังจึงได้มีการสร้าง ภาษาโปรแกรมที่ใกล้เคียงภาษามนุษย์มากขึ้น เช่น ภาษาแอสเซมบลี (Assembly) ภาษาซี (C) ภาษาโคบอล (COBOL) ภาษาเบสกิ (BASIC) ภาษา C# ภาษาจาวา เปน็ ต้น ผ้เู ขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอร์อาจเขียนโปรแกรม ไว้ใช้ส่วนตัว หรือเพื่อให้ผูอ้ ืน่ ใช้ต่อ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมประยุกต์หรือไลบรารี เช่น โปรแกรมสำหรับวาดภาพ (graphics) โปรแกรมประมวลผลคำ (word processing) โปรแกรมตารางจัดการ (spread sheet) โปรแกรม ระบบ (systems software) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยมักตดิ ตั้งมาจาก โรงงานที่ผลิต และโปรแกรมระบบปฏิบัติการ (operating system) ที่จะทำหน้าที่เหมือนผู้จัดการคอยดูแลให้ อุปกรณ์ต่าง ๆ ทำงานให้ประสานกัน ในการเขียนโปรแกรม ผู้เขียนจะต้องเข้าใจขั้นตอนวิธี (อัลกอริทึม) และ ภาษาทจ่ี ะใช้เปน็ อยา่ งดี จึงจะสามารถเขียนโปรแกรมเพอ่ื ควบคมุ เครือ่ งใหท้ ำงานได้ตามความตอ้ งการ โปรแกรมสำเรจ็ รูป (Package Software) คือ ซอฟต์แวร์ หรือโปรแกรมประยุกต์ท่มี ผี จู้ ัดทำไว้ เพอื่ ใช้ ในการทำงานประเภทต่างๆ โดยที่ผู้ใช้คนอื่นๆ สามารถนำโปรแกรมไปใช้กับข้อมูลของตนเองได้ แต่จะไม่ สามารถทำการดัดแปลงหรือแก้ไขโปรแกรมภายในได้ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมเองทั้งหมด ซึ่ง ประหยัดเวลาและแรงงาน เพียงแต่มาเรียนรู้วิธีใช้เท่านั้น บางครั้งจะเรียกซอฟต์แวร์ประเภทนี้ว่า COTS : Commercial off the Shelf ซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในสำนักงานทั่ว ๆ ไป สร้างโดยบริษัทที่มีความชำนาญในด้านนั้น ๆ โดยเฉพาะมีการปรับปรุงรุ่น (Version) ของซอฟต์แวร์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอยู่เสมอ โปรแกรมสำเร็จรูป สามารถแบง่ ออกเปน็ ประเภทตา่ งๆ ดงั นี้คือ 1.โปรแกรมประมวลผลคำ ใชส้ ำหรบั พมิ พ์เอกสารรายงานหรือสร้างตารางแบบต่าง ๆ 2.โปรแกรมตารางงาน ใชส้ ำหรบั คำนวณ สร้างกราฟ และจดั การด้านฐานข้อมูล 3.โปรแกรมนำเสนอผลงาน ใช้ในการนำเสนอผลงานและนำเสนอข้อมลู ในรแู ปบบสไลด 4.โปรแกรมจดั การฐานข้อมลู คอื โปรแกรมที่ทำหน้าที่ในการจัดการฐานข้อมูล 5.โปรแกรมเวบ็ เพจ ใชใ้ นการเขยี นเวบ็ เพจเพอื่ ใช้งานในเว็บไซต์ของอนิ เทอรเ์ น็ต 6.โปรแกรมส่อื สารระยะไกล ใชใ้ นการตดิ ตอ่ ส่ือสารทางอินเตอร์เนต็ 7.โปรแกรมเขียนแบบ ใช้ในการออกแบบและเขียนแบบดา้ นต่าง ๆ เชน่ ชิ้นงาน อาคาร 8.โปรแกรมการฟิกส์ ใชใ้ นการสรา้ งและจดั การรูปภาพในคอมพวิ เตอร์ 9.โปรแกรมเพอ่ื ความบันเทงิ ไดแ้ ก่ เกมส์ ภาพยนตแ์ ละเสียงเพลงต่าง ๆ
68 โปรแกรมประยุกต์ โปรแกรมประยกุ ต์ หรือ ซอฟต์แวร์แอปพลิเคชนั (องั กฤษ : application software) ในบางครัง้ เรยี ก ย่อวา่ แอปพลเิ คชนั คือซอฟตแ์ วรป์ ระเภทหน่ึงสำหรบั ใช้งานสำหรับงานเฉพาะทาง ซ่ึงแตกต่างกับซอฟตแ์ วร์ ประเภทอน่ื เชน่ ระบบปฏบิ ัติการ ทใ่ี ช้สำหรับรบั รองการทำงานหลายดา้ น โดยไมจ่ ำเพาะเจาะจง ตัวอย่าง รายช่ือโปรแกรมประยกุ ต์ โดยตวั อย่างไดแ้ ก่ โปรแกรมสำหรบั การใช้งานอนิ เทอรเ์ นต็ เช่น อินเทอร์เน็ต เอกซโ์ พลเรอร์ , ไฟร์ฟอกซ์ , ไฟลซ์ ิลลา โปรแกรมเล่นเพลง เชน่ วินแอมป์ , วินโดวม์ เี ดียเพลเยอร์ , ไอทูนส์ โปรแกรมสำนักงาน เชน่ ไมโครซอฟท์ ออฟฟศิ ไมโครซอฟท์ เอก็ เซล โปรแกรมอน่ื ๆ เช่น ออโตแคด , ไมโครสเตชนั ลักษณะสำคัญของซอฟตแ์ วร์ประยกุ ต์ การทเ่ี ทคโนโลยีคอมพิวเตอรไ์ ด้พัฒนากา้ วหนา้ อยา่ งรวดเรว็ โดยเฉพาะการที่มคี อมพิวเตอรข์ นาดเล็กทำ ใหม้ ี การใชง้ านคลอ่ งตวั ขนึ้ จนในปจั จบุ นั สามารถนำคอมพิวเตอรข์ นาดเล็กติดตวั ไปใชง้ านในทีต่ ่างๆได้สะดวก การใช้งานคอมพวิ เตอร์ต้องมซี อฟตแ์ วรป์ ระยุกตซ์ งึ่ อาจเป็นซอฟตแ์ วร์สำเร็จท่มี ีผพู้ ัฒนา เพ่อื ใชง้ านทั่วไป ทำให้ ทำงานไดส้ ะดวกขน้ึ หรอื อาจเปน็ ซอฟต์แวรใ์ ชง้ านเฉพาะซึ่งผู้ใช้เป็นผูพ้ ฒั นาขน้ึ เองเพื่อให้เหมาะสม กบั สภาพการ ทำงานของตนในบรรดาซอฟต์แวร์ประยกุ ต์ทีม่ ใี ชก้ นั ทว่ั ไป ซอฟตแ์ วรส์ ำเรจ็ (package) เปน็ ซอฟตแ์ วร์ทมี่ คี วามนิยมใช้กันสูงมากซอฟตแ์ วร์สำเร็จเป็นซอฟต์แวร์ ที่บริษัทพฒั นาขึน้ แล้วนำออกมาจำหน่ายเพื่อให้ผู้ใช้งานซอื้ ไปใชไ้ ดโ้ ดยตรงไม่ตอ้ งเสยี เวลาในการพัฒนา ซอฟตแ์ วรอ์ กี ซอฟตแ์ วร์สำเรจ็ ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดท่ัวไปและเป็นทน่ี ิยมของผู้ใช้มี 5 กลุ่มใหญ่ ประเภทของซอฟต์แวร์ประยกุ ต์ (1) ซอฟตแ์ วรส์ ำเร็จ (package) : 1) ซอฟตแ์ วร์ประมวลคำ (word processing software) เปน็ ซอฟต์แวร์ประยกุ ต์ใช้สำหรับการ พมิ พเ์ อกสาร สามารถแก้ไขเพมิ่ แทรก ลบ และจัดรปู แบบเอกสารไดอ้ ย่างดเี อกสารท่พี ิมพ์ไว้จัดเป็นแฟม้ ข้อมูล เรยี กมา พมิ พห์ รือแก้ไขใหม่ได้การพิมพอ์ อกทางเครื่องพมิ พก์ ม็ ีรูปแบบตวั อักษรใหเ้ ลอื กหลายรูปแบบเอกสารจึง ดู เรยี บรอ้ ยสวยงามปัจจบุ ันมีการเพิ่มขีดความสามารถของซอฟตแ์ วร์ประมวลคำอกี มากมายซอฟตแ์ วรป์ ระมวล คำทน่ี ิยมอยูใ่ นปจั จบุ นั เชน่ วนิ สเ์ วิร์ดจุฬาจารึก โลตสั เอมิโปร 2) ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน (spread sheet software) เป็นซอฟตแ์ วรท์ ี่ชว่ ยในการคดิ คำนวณการ ทำงานของซอฟตแ์ วร์ตารางทำงานใช้หลักการเสมือนมโี ต๊ะทำงานทม่ี กี ระดาษขนาดใหญ่วางไว้มีเครอื่ งมือ คล้าย ปากกายางลบและเครอื่ งคำนวณเตรยี มไว้ให้เสรจ็ บนกระดาษมีชอ่ งให้ใสต่ วั เลขขอ้ ความหรอื สตู ร สามารถสัง่ ให้ คำนวณตามสูตรหรือเงื่อนไขท่ีกำหนดผใู้ ชซ้ อฟต์แวรต์ ารางทำงานสามารถประยุกต์ใชง้ านประมวลผลตัวเลขอืน่ ๆ ได้กวา้ งขวางซอฟตแ์ วรต์ ารางทำงานทนี่ ิยมใชเ้ ชน่ เอกเซล โลตัส 3) ซอฟตแ์ วร์จดั การฐานข้อมลู (data base management software) การใชง้ านคอมพิวเตอร์ อย่างหน่งึ คอื การใช้เกบ็ ขอ้ มลู และจัดการกับขอ้ มูลท่จี ัดเก็บในคอมพิวเตอร์จึงจำเปน็ ต้องมีซอฟตแ์ วรจ์ ดั การ ขอ้ มูล การรวบรวมขอ้ มลู หลายๆเรอ่ื งท่ีเก่ียวข้องกันไว้ในคอมพิวเตอร์เรากเ็ รยี กวา่ ฐานข้อมูลซอฟตแ์ วร์จดั การ ฐานข้อมลู จึงหมายถึ ซอฟต์แวรท์ ชี่ ว่ ยในการเก็บการเรยี กค้นมาใช้งานการทำรายงานการสรุปผลจากขอ้ มูล ซอฟต์แวร์จดั การฐานขอ้ มูลทน่ี ิยมใช้ เช่น เอกเซล ดเี บส พาราดอ็ ก ฟอ๊ กเบส 4) ซอฟตแ์ วร์นำเสนอ (presentation software) เป็น ซอฟตแ์ วรท์ ใ่ี ช้สำหรับนำเสนอขอ้ มลู การ แสดงผลตอ้ งสามารถดงึ ดูดความสนใจซอฟตแ์ วร์เหล่านี้จงึ เปน็ ซอฟตแ์ วร์ที่นอกจากสามารถแสดงข้อความ ใน ลักษณะทีจ่ ะสือ่ ความหมายไดง้ ่ายแล้วจะตอ้ งสร้างแผนภูมิ กราฟ และรูปภาพ ไดต้ ัวอยา่ งของซอฟตแ์ วรน์ ำเสนอ เชน่ เพาเวอรพ์ อยด์ โลตสั ฟรีแลนซ์ ฮารว์ ารด์ กราฟิก
69 5) ซอฟตแ์ วร์สอ่ื สารขอ้ มูล (data communication software) ซอฟตแ์ วร์สือ่ สารขอ้ มลู น้ีหมายถึง ซอฟตแ์ วรท์ จ่ี ะชว่ ยใหไ้ มโครคอมพวิ เตอร์ตดิ ตอ่ สือ่ สารกับเครือ่ งคอมพิวเตอรอ์ นื่ ในที่หา่ งไกลโดยผา่ นทาง สายโทรศพั ท์ซอฟตแ์ วรส์ อ่ื สารใช้เช่ือมโยงต่อเข้ากับระบบเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์ เช่น อินเทอร์เน็ตทำใหส้ ามารถ ใช้บริการอ่นื ๆเพิม่ เตมิ ไดส้ ามารถใชร้ บั ส่งไปรษณยี ์อเิ ล็กทรอนิกส์ใชโ้ อนยา้ ยแฟ้มข้อมูลใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลอา่ น ข่าวสารนอกจากนย้ี งั ใช้ในการเชอ่ื มเขา้ หามนิ คิ อมพวิ เตอรห์ รอื เมนเฟรมเพอ่ื เรยี กใช้งานจากเครื่องเหลา่ น้นั ได้ ซอฟตแ์ วร์ส่อื สารข้อมลู ท่ีนยิ มมีมากมายหลายซอฟต์แวร์ เชน่ โปรคอม ครอสทอลค์ เทลิก (2) ซอฟตแ์ วรใ์ ช้งานเฉพาะ การประยุกต์ใชง้ านด้วยซอฟต์แวร์สำเร็จมกั จะเน้นการใช้งานท่วั ไปแตอ่ าจจะนำมาประยุกต์โดยตรงกับ งาน ทางธรุ กจิ บางอย่างไมไ่ ด้ เช่น ในกิจการธนาคารมีการฝากถอนเงนิ งานทางด้านบัญชหี รือในหา้ งสรรพสินค้า กม็ งี านการขายสินค้าการออกใบเสร็จรับเงินการควบคมุ สนิ ค้าคงคลังดังนน้ั จงึ ตอ้ งมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งาน เฉพาะสำหรับงานแต่ละประเภทให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้แต่ละรายซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะมักเป็น ซอฟตแ์ วร์ทีผ่ พู้ ฒั นาตอ้ งเขา้ ไปศกึ ษารูปแบบการทำงานหรอื ความตอ้ งการ ของธุรกิจนั้นๆแล้วจดั ทำขน้ึ โดยทั่วไป จะเป็นซอฟต์แวร์ที่มีหลายส่วนรวมกันเพื่อร่วมกันทำงานซอฟต์แวร์ ใช้งานเฉพาะที่ใช้กันในทางธุรกิจ เช่น ระบบงานทางด้านบัญชี ระบบงานจัดจำหนา่ ย ระบบงานในโรงงานอตุ สาหกรรม บริหารการเงิน และการเช่าซื้อ ความตอ้ งการของการใช้คอมพิวเตอร์ในงานทางธุรกจิ ยงั มีอีกมากดงั น้ันจึงยงั มีความต้องการผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ เพือ่ พัฒนาซอฟตแ์ วร์ใชง้ านเฉพาะต่างๆอกี มากมาย การประยุกต์ใชโ้ ปรแกรมสำเรจ็ รปู โปรแกรมเงนิ เดอื น โปรแกรมบญั ชเี งนิ เดือนและค่าแรง EASY-ACC PAYROLL โปรแกรมบัญชีเงินเดือนและค่าแรง EASY-ACC PAYROLL เป็นโปรแกรมที่ช่วยจัดการงานบัญชี เงินเดือนและค่าแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เกิดความรวดเร็วในการทำงาน ง่ายต่อการนำไปใช้ และ ถูกต้องตามระเบียบที่ทางราชการกำหนด EASY-ACC PAYROLL รองรับการคำนวณรายได้ของพนักงานได้ทุก ประเภทและงวดการจ่ายทุกรปู แบบ สามารถคำนวณภาษีเงินได้ และรายการหักตา่ ง ๆ อาทิ เงินสมทบกองทุน ประกนั สังคม เงนิ กองทนุ สะสมเล้ยี งชีพ เป็นตน้ พร้อมทง้ั พิมพ์ใบจ่ายค่าแรง PAYSLIP และรายงานแบบยื่นต่าง ๆ เช่นภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.1ก. ภ.ง.ด.91 หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย สปส.1-10 ฯลฯ พร้อมทั้งนำข้อมูลลง แผ่นดิสก์เพื่อจ่ายเงินเดือนผ่านทางธนาคารต่าง ๆ ได้ นอกจากน้ี ยังมีความยืดหยุ่นในการทำงาน สามารถ ปรับเปลยี่ นคา่ กำหนดต่าง ๆ ทอ่ี าจมีการเปลยี่ นแปลงไดใ้ นอนาคต อาทิ ตารางภาษี อัตราคา่ ลดหยอ่ น อตั ราเงิน สมทบประกนั สังคม เป็นตน้ คณุ สมบัติโปรแกรม • ใช้ได้ทั้งพนักงานรายเดือน รายวัน รายเหมา และอ่ืนๆ ครอบคลุมงวดการเงินทกุ รปู แบบ ไมว่ า่ จะเปน็ รายสัปดาห์ ราย 10 วัน รายคร่ึงเดอื น และ รายเดอื น รวมทั้งแยกการคำนวณภาษเี ฉพาะงวดทม่ี ีการจ่ายเงินนน้ั ๆ ได้ • มีระบบการสรา้ งรายการเงินเดือนและค่าแรงอัตโนมัตทิ ำให้สามารถทราบเงนิ ได้สทุ ธิของพนกั งานแต่ ละคนโดยไม่ตอ้ งมกี ารบันทึกรายการใด ๆ ทงั้ สนิ้ • สามารถยกเลิกการคำนวณภาษี หรือจะคำนวณภาษีใหม่ได้ทกุ เมื่อตามต้องการ ตราบเทา่ ท่ียังไม่ได้ปิด บญั ชใี นงวดนนั้ ๆ • คำนวณเงินเดอื น หรือค่าแรง ภาษีหัก ณ ท่ีจ่าย เงนิ สมทบกองทนุ ประกนั สงั คม รวมไปถึงเงินสะสม กองทนุ สำรองเล้ียงชีพ ให้โดยอตั โนมตั ิ ช่วยลดเวลาอยา่ งมาก จากพนกั งาน 200 คนใช้เวลาคำนวณนอ้ ยกว่า 30 วินาที
70 • คำนวณภาษีได้ทกุ รูปแบบไม่ว่าจะเปน็ ภาษหี ัก ณ ทจ่ี ่าย ออกภาษีใหต้ ลอดไป หรอื ออกให้ครงั้ เดียว • คำนวณภาษีหกั ณ ท่ีจ่ายได้ทั้งแบบคูณ 12 หรือแบบสะสม (โปรแกรมจะเฉล่ียภาษีฯ ตลอดท้ังปีเพือ่ คำนวณภาษใี ห้ลงตวั พอดใี หเ้ ดอื นสดุ ท้ายของปี) • สรา้ งประเภทรายได้ และรายการหักเพ่มิ เตมิ ได้ พร้อมกำหนดเงอื่ นไขในการคำนวณ • เก็บบนั ทึกการขาด ลา มาสาย ทัง้ ยอดสะสมในแต่ละเดือน และตลอดท้งั ปี • กรณที ่ีมีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดของทางราชการ อาทิ ตารางภาษี การกำหนดค่าลดหยอ่ น และ เง่ือนไขอ่ืน ๆ สามารถปรับเปลย่ี นขอ้ กำหนดภายในโปรแกรมได้ทนั ที • กำหนดรายละเอียดตา่ ง ๆ ของรายไดต้ ามมาตราทวิ 40 เพ่อื ใช้ในการออกหนังสือรับรองการหกั ภาษี ณ ที่จ่าย • ระบบการสรา้ งรายการแบบอัตโนมตั ิ สามารถกำหนดจำนวนงวดท่จี ะหัก หรือจ่ายใหก้ บั พนกั งานได้ เช่น สวัสดกิ ารเงนิ กู้ ให้หกั จากรายไดข้ องพนักงานทกุ ๆ งวดการจา่ ยครั้งละ 500 บาทเป็นจำนวน 5 งวด เป็นตน้ • กำหนดรายได้ประจำให้พนักงานแตล่ ะคนได้ และโปรแกรมจะสร้างรายการใหท้ นั ที เม่ือสัง่ คำนวณ แบบอตั โนมัติ เชน่ ค่าอาหาร ค่าพาหนะ เปน็ ต้น • กำหนดวิธกี ารคำนวณภาษี และเงินประกันสังคมไดห้ ลายรูปแบบ เช่น คำนวณภาษเี ฉพาะรายได้จาก เงินเดือนคา่ แรงไมร่ วมรายได้ประจำ คำนวณภาษเี ฉพาะงวดการจา่ ยสุดทา้ ยของเดอื น คำนวณภาษีเฉพาะผทู้ ีม่ ี เลขประจำตวั ผูเ้ สียภาษี ฯลฯ ซึง่ สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานให้เข้ากบั กิจการของท่านไดท้ ุกกรณี • รองรบั การการจ่ายเงินผ่านธนาคาร ซ่ึงรวมไปถึงข้อมลู ประกันสังคม และข้อมลู ภาษี จ่ายชำระผ่าน ส่ือขอ้ มลู ได้อกี ดว้ ย • โอนขอ้ มลู เงินเดือนไปยังโปรแกรมระบบบญั ชี EASY-ACC เพื่อจดั ทำงบการเงนิ ได้ ก่อนจะเรม่ิ การใช้งานจะต้องทำการตดิ ต้งั โปรแกรมลงบนฮารด์ ดิสก์ หรือบน File Server ภายใต้ ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows จากน้นั กจ็ ะตอ้ งทำการตดิ ตัง้ ตวั Protection ลงไปยงั ฮาร์ดดสิ ก์ หรือ File Server ซง่ึ ขน้ั ตอนเหล่าน้ี สามารถติดตั้งไดด้ ้วยตนเอง และใชเ้ วลาเพียงเล็กน้อยในการตดิ ตัง้ เพราะข้นั ตอน โดยส่วนใหญ่ โปรแกรมจะทำใหโ้ ดยอตั โนมตั อิ ยู่แล้ว ความต้องการของโปรแกรม • CPU Intel หรือ AMD ทม่ี ีความเร็ว 1 GHz. ขน้ึ ไป • ระบบปฏิบตั กิ าร Microsoft Windows XP, VISTA, Windows 7 หรอื สูงกวา่ • หน่วยความจำข้ันตํ่า 512 Mb. • ฮารด์ ดิสก์ทม่ี พี ืน้ ทีว่ ่าง 150 Mb. ข้ึนไป • จอภาพทมี่ ีความละเอียดขั้นตํา่ 1024x768 • คีย์บอร์ด เมา้ ส์ • ไดรฟ์ CD หรือ DVD ROM • ช่องเสียบ USB (กรณีใช้ Protection USB) • ดสิ กไ์ ดรฟ์ขนาด 3.5” (กรณีใช้แผ่น Protection Disk) • เครอื่ งพมิ พท์ กุ ร่นุ ทุกแบบที่ใช้ร่วมกบั Microsoft Windows ได้
71 ขัน้ ตอนการติดตั้งโปรแกรม วธิ ีการติดตง้ั โปรแกรมให้ปฏิบัตติ ามขั้นตอนดงั ตอ่ ไปนี้ 1. ใส่แผน่ CD EASY-ACC PAYROLL โปรแกรมจะเรมิ่ ต้นการติดตงั้ ให้โดยอตั โนมัติ ถ้าการติดตัง้ ไม่ เรม่ิ ตน้ ให้อตั โนมตั ิ ให้ไปท่ี My Computer คลิกไปที่ CD ไดรฟท์ ี่ใส่แผ่น CD EASY-ACC PAYROLL แลว้ ดบั เบิ้ล คลกิ ไปทไ่ี ฟล์ SETUP.EXE เม่ือจอภาพเรมิ่ ต้นการตดิ ตง้ั แสดงขึ้นมาให้คลกิ [Next] 2. ระบุไดเร็คทอรี่ที่ต้องการติดตั้งโปรแกรมในช่องรายการ Install EASY-ACC PAYROLL to : (โดย ปกติโปรแกรมจะตดิ ต้ังไวท้ ี่ C:\\ECPAY32) หรอื ถ้ามเี ตรียมไดเรค็ ทอรท่ี ี่จะตดิ ตัง้ ไวแ้ ล้วใหค้ ลิก [Change] เพื่อ เลอื กได้ แลว้ คลกิ [Next] เพอื่ ทำการติดตั้งในขัน้ ตอนต่อไป 3. ในกรณที ต่ี ิดตง้ั โปรแกรมบนระบบ LAN ให้เปล่ียนตำแหน่งทจ่ี ะตดิ ต้งั ให้เปน็ NETWORK DRIVE เชน่ F:\\ECPAY32 4. คลกิ [Next] อกี ครัง้ โปรแกรมจะเรม่ิ ทำการติดตง้ั 5. ทำตามคำแนะนำบนจอภาพ จนเสร็จเรียบร้อย ใหค้ ลิก [Finish] เปน็ อนั เสร็จสิน้ ในส่วนของการ ตดิ ตัง้ ตวั โปรแกรม ในขั้นตอนตอ่ ไปจะเป็นการตดิ ตั้ง Protection ซ่ึงจะได้อธบิ ายในหัวข้อถดั ไป การติดตัง้ EASY-ACC PAYROLL Protection USB โปรแกรมบญั ชีเงินเดอื นและค่าแรง EASY-ACC PAYROLL จะมรี ะบบปอ้ งกันการทำซาํ้ หลงั จากท่ี ติดต้ังโปรแกรมเสร็จแลว้ ทา่ นจะตอ้ งตดิ ต้งั ไฟล์ Protection ดว้ ย จึงจะเรยี กใชง้ านโปรแกรมได้ สำหรบั ตัว อุปกรณ์ป้องกันการทำซํ้าจะมดี ้วยกัน 2 รูปแบบ คือ - Protection USB เป็นอปุ กรณ์ Flash Drive ท่ีใชส้ ำหรับติดตั้ง Protection
72 - Protection Disk เป็นแผน่ ดิสก์เก็ตท่ีใช้สำหรบั ติดตง้ั Protection โดยมีวธิ ีการติดตง้ั ดังนี้ 1. ใหเ้ สียบ Protection USB ไว้ทช่ี อ่ ง USB 2. กรณที เี ปน็ การเรียกใช้งานครั้งแรก โปรแกรมจะตรวจสอบวา่ เคยมกี ารติดตั้ง Protection มาก่อน หรอื ไม่ ถา้ จะยงั ไม่ติดตง้ั มากอ่ นจะแสดงข้อความดงั รปู แลว้ คลิก [OK] 3. จากนัน้ ใหร้ อสกั ครู่จนกระท่งั มีข้อความนแ้ี สดงข้นึ มา กเ็ ป็นอนั เสรจ็ ส้ินการตดิ ต้ังโปรแกรม หมายเหตุ หลังจากติดตัง้ ตวั Protection แล้ว ท่านจะพบไดเรค็ ทอร่ี Ax NF ZZ ภายในฮารด์ ดิสก์ของ ทา่ นห้ามลบ หรอื เคลอื่ นย้ายไฟล์นโ้ี ดยเดด็ ขาด เพราะจะใหโ้ ปรแกรมเรยี กใช้งานไมไ่ ด้ การถอนสทิ ธ์การตดิ ต้ัง ในกรณที ี่ต้องการย้ายโปรแกรมไปติดตง้ั ทีเ่ คร่ืองใหม่ ทา่ นสามารถที่จะทำการย้ายสิทธิ์ หรือ Protectionทีต่ ิดตงั้ อยบู่ นฮาร์ดดสิ ก์ หรือ File Server กลบั มายังแผ่นต้นฉบบั แลว้ สามารถทจี่ ะนำไปติดตง้ั ใหม่ ได้ โดยไมเ่ สียสิทธิ์ในการตดิ ตงั้ โดยมีวิธกี ารดังน้ี การถอนสทิ ธิ์กลบั สู่ Protection USB 1. เสียบตัว Protection USB ไว้ทชี่ อ่ ง USB 2. คลิก Start > All Program > EASY-ACC Payroll > Setup & Tools > Authorization Manager จอภาพตามรปู จะแสดงข้นึ มา คลิกที่ Deactivate/Remove 4. จอภาพ Information จะแสดงขน้ึ มา แล้วคลิก [OK] 5. เมือ่ มขี ้อความ Please enter the name of the authorization ใหพ้ ิมพ์ BSFTPRW1 แลว้ คลิก [OK]
73 6. ระบตุ ำแหน่งของไดรฟ์ USB ที่ Protection USB ตดิ ตงั้ ไว้ แลว้ คลิก [OK] การเรียกเข้าสโู่ ปรแกรม เม่อื ติดตง้ั โปรแกรมเสรจ็ เรยี บรอ้ ยแล้ว จะมีไอคอนของ EASY-ACC PAYROLL แสดงไวบ้ น Desktop ของ WIndows ตามรูป เมอ่ื จะเรียกใชง้ าน ใหด้ บั เบ้ลิ คลิกท่ไี อคอนนี้ จากนั้นเมนูของ EASY-ACC PAYROLL จะแสดงข้นึ มา ตามรูป เรมิ่ ตน้ การใช้งาน • จากเมนโู ปรแกรมคลิกที่รายการ PAYROLL/เงินเดือนและค่าแรง • จอภาพให้เลอื กกจิ การที่จะเขา้ ไปใช้งานจะแสดงขึ้นมา • กรณที ่ีเป็นการเรียกใช้งานครง้ั แรก ขอแนะนำให้เปลย่ี นช่อื กิจการท่ีโปรแกรมไดจ้ ัดเตรียมไว้ ทไ่ี ดเร็ค ทอรี่ C:\\ECPAY32\\DATAFILE โดยให้เลอื กทร่ี ายการน้ีแล้วคลิก [แก้ไข] • ใหใ้ สช่ อ่ื ของกจิ การลงไป แลว้ คลิก [ตกลง] • เมื่อจะเข้าไปงานกเ็ พียงแตเ่ ลือกกิจการท่ีต้องการ แล้วกด Enter หรอื คลกิ ท่ี [เลอื ก]
74 กำหนดรายละเอยี ดของกจิ การ ในกรณีท่เี ปน็ การเรยี กใชง้ านโปรแกรมเป็นคร้งั แรก ทา่ นจะต้องกำหนดรายละเอยี ดของกิจการ ดงั นัน้ หลงั จากท่านใส่วนั ทีป่ ัจจุบนั ลงไปแลว้ ก็จะเข้าส่หู วั ขอ้ กำหนดรายละเอียดของกจิ การ โดยอตั โนมัติ ดงั รปู จากรูปจะมีรายละเอียดของกจิ การ ซึง่ จะต้องบนั ทกึ ลงไป ดงั น้ี ชื่อกิจการ,ทอ่ี ยู่, โทรศพั ท์, เลขทะเบยี นการคา้ , เลขประจำตวั ผู้เสียภาษี ใสช่ ่อื ,ที่อยู่ และเลขประจำตวั ต่างๆ ของกจิ การของทา่ นลงไป ซงึ่ รายละเอียดตา่ งๆ เหล่าน้จี ะถูกนำไป แสดงในรายงานและแบบยนื่ รายการตา่ งๆ ชื่อกจิ การ (ภาษาอังกฤษ) การนำส่งข้อมลู ผ่านบางธนาคารชอื่ กิจการจะต้องระบุเปน็ ภาษาองั กฤษ เลขบัญชธี นาคาร ในกรณที กี่ จิ การมีการจา่ ยเงนิ เดือนผ่านทางธนาคาร จะตอ้ งระบุเลขท่ีบญั ชขี องธนาคารทกี่ ิจการใช้ใน การโอนเงินเดือน เลขท่ีประกันสังคม และ ข้อมูลต่างๆ สำหรับประกันสังคม ถ้ากจิ การมีการหักเงนิ ประกนั สงั คมจากพนักงาน จะตอ้ งระบขุ อ้ มลู ทสี่ ำนักงานประกนั สงั คมได้กำหนด มาใหล้ งในชอ่ งรายการต่างๆ ทก่ี ำหนดไว้ หักเงนิ สมทบประกนั สังคม ถา้ กิจการจะตอ้ งหกั เงนิ สมทบประกันสงั คมจากพนักงานให้ ทีร่ ายการนี้ วันทเ่ี ริ่มต้นงวดบญั ชี (วัน/เดือน/ปี) วันทีเ่ รมิ่ ต้นงวดบญั ชีจะตอ้ งระบุเป็นวนั ท่ี 1 มกราคมของปีเทา่ นั้น เชน่ ปัจจบุ ันคอื ปี พ.ศ. 2554 ให้ใส่ เป็น“01/01/2554”
75 สรา้ งหรือแก้ไขรหัสผ่าน การกำหนดรหสั ผา่ นมีความสำคัญต่อความลับของกจิ การ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในเร่ืองของอตั ราเงินเดอื น ของพนักงานแตล่ ะคน ซง่ึ จำเป็นท่ีจะต้องมีการเข้ารหัสก่อนที่จะใช้งานโปรแกรม ท้งั น้เี พ่ือป้องกนั ไมใ่ ห้ บคุ คลภายนอกรวมท้งั พนักงานภายในกิจการท่ีไม่มหี น้าทเี่ ก่ียวขอ้ ง เรยี กเขา้ ไปในโปรแกรมและดรู ายละเอียด ของพนักงานคนอ่นื ๆได้ ยงิ่ ไปกว่านน้ั รหัสผา่ นยังควบคมุ ไม่ใหเ้ ข้าไปยงั สว่ นสำคญั อน่ื ๆ ภายในโปรแกรมได้ เช่น การแสดงรายได้ การกำหนดรายละเอียดของกจิ การ การกำหนดขอบเขตการทำงาน การเรียกดูรายงาน ฯลฯ ขน้ั ตอนในการกำหนดรหสั ผา่ นมดี งั นี้ 1. คลกิ ไปที่รายการ Others > สร้างหรือแก้ไขรหัสผา่ น 2. ให้ทา่ นกำหนดรหัสผ่านลงไปได้ตามตอ้ งการ โดยกำหนดเป็นตวั เลขเท่านั้นยาว 5 ตวั อักษร เฉพาะ รหสั ผ่านลำดบั ที่ 1 จะต้องมกี ารยนื ยันรหัส 2 ครั้ง เพ่อื ปอ้ งกันไม่ให้มีการใส่รหัสโดยไม่ได้ต้ังใจ 3. คลกิ [ตกลง] เพอ่ื บันทกึ รายการลงแฟม้ ข้อมลู ซง่ึ รหัสผ่านในแตล่ ะระดับมคี วามสำคญั แตกตา่ งกันดงั น้ี:- ลำดับที่ 1 สามารถเขา้ สกู่ ารทำงานได้ทุกสว่ นของโปรแกรม ไมว่ า่ จะเป็นการลบข้อมลู หรือแกไ้ ขแฟ้ม พนักงาน, การปดิ บญั ชี ไปจนถงึ การเข้ามาเปลีย่ นแปลงรหัสใหม่ ลำดบั ที่ 2 มีหนา้ ท่ีรองจากลำดับที่ 1 แต่ไมส่ ามารถปดิ บญั ชีและเข้ามาเปล่ยี นรหสั ผ่านได้ ลำดบั ที่ 3- 5 สามารถเรยี กเขา้ สู่โปรแกรมได้เพียงอย่างเดยี ว กำหนดเงอ่ื นไขต่าง ๆ สำหรบั ระบบ เปน็ การกำหนดคา่ ตวั เลือก หรอื เงอ่ื นไขตา่ ง ๆ ให้ตรงกบั ทก่ี ิจการของท่าน เชน่ วธิ ีการคดิ คา่ ล่วงเวลา เงนิ ประกนั สงั คม เงินสะสมกองทนุ ฯลฯ ซง่ึ โปรแกรมไดแ้ บ่งหัวข้อที่ใช้ในการบนั ทกึ ออกเปน็ 3 กลุ่ม ได้แก่ • การคำนวณภาษี และ รปู แบบการพิมพ์ • จำนวนวัน/ชัว่ โมงทำงาน • เงนิ ไดต้ ามมาตรา 40 • รหสั บญั ชีสำหรบั ระบบ เมื่อต้องการกำหนดเง่ือนไข ใหไ้ ปทรี่ ายการ Others > กำหนดเงื่อนไขตา่ ง ๆ สำหรบั ระบบ
76 การคำนวณภาษี รายการในสว่ นนจ้ี ะเก่ียวขอ้ งกับการเลือกวิธีการคำนวณท่กี จิ การในคำนวณอยู่ โดยสามารถปรับเปล่ียน วธิ กี ารคำนวณในระหวา่ งปีได้ตามต้องการ โดยตวั เลขการคำนวณตา่ ง ๆ จะยงั ถูกตอ้ ง ซงึ่ มรี ายละเอียดดังน้ี คำนวณภาษีหัก ณ ทจี่ ่ายเฉพาะงวดสุดทา้ ยของเดอื น ในส่วนของการ “คำนวณรายได้และภาษี” โปรแกรมจะคำนวณภาษหี กั ณ ทจ่ี ่ายให้ทกุ ครง้ั ทม่ี ีการ จา่ ยเงิน (คือจะหกั ภาษีในทกุ งวดการจา่ ย) ถ้าในกรณีท่ที า่ นต้องการให้โปรแกรมคำนวณภาษีเฉพาะงวดการจ่าย สดุ ทา้ ยของเดือน เช่น จ่ายเงินเดือนละ 2 คร้ังให้คำนวณภาษีเฉพาะงวดท่ี 2 เทา่ น้ัน ก็ใหใ้ ส่ ท่ีข้อนี้ ถ้า ตอ้ งการใหค้ ำนวณทกุ งวดการจา่ ยใหเ้ ว้นวา่ งเอาไว้ (ไมต่ ้องใส่เคร่ืองหมายใดๆ) คำนวณเงนิ ประกันสงั คมเฉพาะงวดสุดท้ายของเดอื นเท่านน้ั ทกุ ครัง้ ท่ีทำการ “คำนวณรายได้และภาษี” โปรแกรมจะหักเงินประกันสังคมให้ทุกครั้ง (หรือทกุ งวดการ จา่ ย)ถา้ ในกรณที ี่ต้องการใหโ้ ปรแกรมหกั เงินประกนั สังคมภาษีเฉพาะงวดสุดท้ายของเดอื น เช่น จ่ายเดือนละ 2 ครงั้ ใหค้ ำนวณเฉพาะงวดท่ี 2 ก็ใหใ้ ส่ ทข่ี ้อนี้ ถา้ ต้องการให้คำนวณทุกงวดการจา่ ยใหเ้ ว้นว่างเอาไว้ (ไมต่ ้อง ใสเ่ ครือ่ งหมายใดๆ) นำคา่ ลดหยอ่ นทุกอยา่ งมาหกั ภาษีในทกุ งวดการจ่าย โดยปกตแิ ลว้ ในการคำนวณภาษหี กั ณ.ท่ีจ่ายโปรแกรมจะนำค่าลดหยอ่ นตา่ ง ๆ คือ ค่าลดหยอ่ นสว่ นตวั ค่สู มรส หยอ่ นทจี่ ะนำไปหกั ภาษปี ลายปี ได้แก่ เบี้ยประกันชวี ิต ดอกเบ้ียเงินกู้ยืม และเงนิ บรจิ าค ซง่ึ ในกรณที ่ตี ้องการให้ โปรแกรมนำค่าลดหยอ่ นเหล่านม้ี าหกั ภาษี ณ.ท่ีจ่ายให้ดว้ ยในทกุ งวดการจา่ ยกใ็ ห้ ที่ชอ่ งรายการน้ี วิธีคำนวณภาษีฯ 1=แบบเฉลีย่ ,2=ยอดสะสมแตล่ ะเดอื น • เลือก “1” หมายถึง โปรแกรมจะคิคภาษโี ดยนำเอารายไดเ้ ฉพาะในเดอื น ๆ น้ันมาคูณด้วย 12 แล้ว นำไปคำนวณกับตารางภาษี • เลือก “2” โปรแกรมจะนำรายได้ในเดอื น ๆ นน้ั คูณกับจำนวนเดือนทีเ่ หลือ บวกดว้ ยรายได้ในเดือนที่ ผ่านมา จากนัน้ จงึ นำไปคำนวณภาษี ซ่ึงข้อดีของแบบท่ี 1 คอื ทา่ นไม่ตอ้ งสนใจรายได้ในเดือนทีผ่ ่านมาของพนักงาน หรอื ถ้ามพี นักงานเข้าใหม่ กส็ ามารถคำนวณภาษีได้ทันทโี ดยไม่ตอ้ งสนใจรายได้ทผ่ี า่ นมาหรือที่รบั จากบรษิ ทั เดิม อกี ท้งั ยังไมต่ อ้ งสนใจ จำนวนคร้งั ทีป่ ิดบัญชีไปแล้วในหวั ข้อ “ปดิ บัญชีส้ินงวด” และ ปิด บญั ชีส้ินเดือน” (เพราะไมม่ ีผลใด ๆ ตอ่ การ คำนวณ) แต่ขอ้ เสยี ก็คอื เน่อื งจากเปน็ การคำนวณแบบเฉลีย่ เดือนต่อเดอื น ดังนัน้ ถ้าหากรายได้ของพนักงานใน แตล่ ะเดือนไมเ่ ท่ากนั ในตอนปลายปกี อ็ าจต้องมีการชำระภาษีเพิ่ม หรือ ต้องมีการเรยี กภาษคี ืน ส่วนแบบท่ี 2 นนั้ ขอ้ ดกี ค็ อื จะคำนวณภาษไี ดอ้ ย่างถกู ต้องท่สี ุด (ในตอนปลายปไี ม่ตอ้ งมีการชำระภาษี พมิ่ หรอื เรียกคนื เพราะยอดจะลงตัวพอดี) แตก่ ข็ ้อเสียก็คอื เม่ือมีพนักงานเข้าใหมจ่ ะต้องนำรายได้เดิมท่ีไดร้ ับจาก บรษิ ทั เกา่ มาบันทกึ ในโปรแกรมใหเ้ รยี บร้อยก่อน และจำนวนครั้งท่ีปดิ บัญชีในหัวขอ้ “ปดิ บญั ชีสนิ้ งวด” และ “ปิดบัญชีสนิ้ ปี” ต้องเป็นตวั เลขทถี่ ูกตอ้ งเพราะจะมผี ลต่อการคำนวณ
77 จำนวนวนั /ชว่ั โมงทำงาน ในบางกจิ การอาจจะมกี ารกำหนดรายละเอียดเก่ียววนั และ ชัว่ โมงการทำงาน ท่แี ตกต่างไปจากกจิ การ อื่น ก็สามารถทำการเปล่ยี นแปลงแก้ไขคา่ กำหนดต่าง ๆ ให้ตรงกบั ที่ต้องการได้ ดงั นี้ จำนวนชั่วโมงทำงานตอ่ วัน ใส่จำนวนชว่ั โมงทำงานของกจิ การในแตล่ ะวนั (ปกติ = 8) จำนวนวนั ทำงานตอ่ เดือน ใสจ่ ำนวนวนั ทำงานใน 1 เดอื น (ปกติ = 30) รายการทง้ั สองน้ี จะมีผลกับการคำนวณค่าล่วงเวลา (OT) ทโ่ี ปรแกรมจะใชค้ ำนวณอัตราค่าแรงการทำงาน ตอ่ ชั่วโมง ดงั น้ี อัตราเงินเดอื น (จำนวนวนั ทำงานใน 1 เดอื น x จำนวนช่ัวโมงทำงานตอ่ วนั ) กจ็ ะได้เป็นค่าแรงทำงานต่อชวั่ โมง และนำไปคำนวณเป็นค่าล่วงเวลาต่อไป รหสั บญั ชีสำหรบั ระบบ กรณีที่ท่านไดก้ ำหนดช่ือ ไดเร็คทอร่ีของแฟ้มข้อมูล GL ไว้ตอนกำหนดรายละเอยี ดของกิจการ รายการ นจ้ี ะแสดงขน้ึ มาให้เองโดยอตั โนมตั ิ ถา้ ไม่ไดก้ ำหนดช่อื ไดเร็คทอรขี่ องแฟ้มข้อมลู GL รายการนจี้ ะไมแ่ สดงขน้ึ มา เนอื่ งจากไมม่ ีความจำเป็นจะต้องใชง้ านร่วมกับโปรแกรมบญั ชแี ยกประเภท และไมใ่ ห้เกิดความยงุ่ ยากในการใช้ งานในสว่ นทไี่ ม่จำเป็นสำหรับกจิ การ สำหรับรหัสบัญชีทต่ี อ้ งกำหนด ไดแ้ ก่ • เงินเดอื นและค่าแรง • เงินประกนั สงั คม (นายจา้ ง) • เงินสะสมกองทนุ (นายจ้าง) รหัสบัญชีเหล่านี้ท่านจะต้องสรา้ งในโปรแกรมบญั ชีแยกประเภทให้เรยี บรอ้ ยก่อน แลว้ จึงมากำหนดใน โปรแกรม EASY-ACC PAYROLL เพราะโปรแกรมจะไม่สร้างรหัสเหล่านใ้ี หอ้ ัตโนมัติ
78 กำหนดรายการรายได้ จากเมนรู ายการโปรแกรม คลกิ ไปที่ Update > เพ่ิมแกไ้ ขรายการรายได้ จะปรากฏภาพดงั รูป • จากจอภาพทา่ นสามารถกำหนดรายการประเภท รายได้ ได้ท้ังหมด 30 รายการ โดยทงั้ 30 รายการ นี้ เฉพาะรายการท่ี 1 ถึง 14 จะเป็นรายการทโี่ ปรแกรมขอสงวนไว้ ดังนน้ั จึงไม่ควรเปลยี่ นแปลงช่ือ ของรายการเหลา่ นี้ (เฉพาะในส่วนของชอ่ื รายการซงึ่ ถอื เป็นความหมายของรายการเท่านน้ั สว่ นราย ละเอยี ดอ่ืนๆ สามารถเปลีย่ นแปลงแก้ไขได้) • เม่อื ตอ้ งการเพมิ่ ประเภทของรายได้ ให้ดูว่ารายการท่ตี อ้ งการจะเพ่ิมดลู ำดับทีเ่ ท่าไร เนื่องจากใน 14 รายการแรก โปรแกรมไดใ้ ชไ้ ปแล้ว กจ็ ะเพ่มิ ได้ตง้ั แต่รายการท่ี 15-30 โดยใหเ้ ล่ือนเคอรเ์ ซอร์ไปยัง รายการทีต่ ้องการแล้วดับเบิ้ลคลกิ หรอื กด F5 ซึ่งรายละเอียดทีจ่ ะบนั ทกึ มีดงั ตอ่ ไปนี้ รหัสรายได้ เลือกรหัสรายไดท้ ีย่ ังไม่ไดใ้ ชง้ านต้ังแต่ 15-30 แต่ถา้ เลือกรหสั รายไดท้ ีใ่ ชง้ านแลว้ จะเป็นการแก้ไขข้อมูล ของรหัสรายได้นนั้ รายละเอยี ด ใส่ชือ่ ของรายได้ ยาวไม่เกิน 20 ตัวอกั ษร รหัสบัญชี กรณีใชร้ ว่ มกับบัญชีแยกประเภทจะปรากฏชอ่ งบันทกึ น้ี ให้ใสร่ หัสบญั ชีแยกประเภทของรายได้ลงไป การคำนวณภาษี หมายถงึ นำรายได้นัน้ มาคำนวณภาษหี รอื ไม่ โดยมีคำอธบิ ายของตวั เลอื กแตล่ ะแบบดงั น้ี Y คือ ให้นำรายได้นน้ั มาคำนวณภาษี N คือ ไม่นำรายไดน้ น้ั มาคำนวณภาษี T คือ คำนวณภาษเี ฉพาะเดอื นนนั้ ๆ หมายความว่า ใหน้ ำรายได้นน้ั มาคำนวณภาษีเฉพาะในเดอื นที่มี รายการรายได้นัน้ เพยี งเดอื นเดียว เชน่ เงนิ โบนสั X คือ เงนิ ได้ที่นายจ้างจา่ ยให้ครง้ั เดยี วเหตุเพราะออกจากงาน
79 ปรบั หมายถึง ตอ้ งการปรบั จุดทศนยิ มเป็นเศษสตางคห์ รือไม่ ซึ่งมีเงอื่ นไขในการใสต่ วั เลอื กดังนี้ Y คอื ตอ้ งการปรับทศนิยมให้ลงเศษสตางค์ เช่น 25 , 50 หรือ 75 สตางค์ N คือ ไม่ต้องการปรบั ทศนยิ ม T คือ ปรบั ใหท้ ศนยิ มให้ลงหลกั บาท โดยใชห้ ลักคอื .01 - .50 ปัดทงิ้ และ .51 - 99 ปัดขึน้ ชนิดการบนั ทึก หมายถงึ ชนิดของอัตราและจำนวนเงิน ท่ีท่านจะต้องระบุในชอ่ งถดั ไป มีรายละเอยี ดดังต่อไปน้ี:- ชนดิ ท่ี 1 จำนวนเงนิ คงที่ (หนว่ ยเปน็ บาท) โดยจะต้องระบุชอ่ ง จำนวน ตอนบันทกึ รายการประจำวัน ดว้ ย (จำนวนในทีน่ ้ี เช่น จำนวนวัน,ชัว่ โมง, จำนวนช้นิ ฯลฯ เปน็ ต้น) ตวั อยา่ ง ของรายการ ชนดิ ท่ี 1 ไดแ้ ก่ เงนิ เดือน,คา่ แรงรายวัน,คา่ แรงรายชั่วโมง, ค่าจา้ งงานผลติ ฯลฯ เป็นต้น ชนดิ ท่ี 2 คิดเปน็ อตั รารอ้ ยละของเงนิ เดอื นและค่าแรง เช่น ค่าแรงล่วงเวลา เปน็ ตน้ ชนิดที่ 3 คดิ เปน็ ร้อยละของเงนิ เดอื น,ค่าแรง และคา่ ลว่ งเวลา ชนิดที่ 4 คดิ เป็นอัตราร้อยละของรายไดท้ ั้งหมด (รายการที่ 1 ถงึ 30) ชนดิ ที่ 5 จำนวนเงินคงทเ่ี ชน่ เดียวกบั ชนดิ ที่ 1 แต่ไม่ต้องระบุ จำนวน ตวั อยา่ งเชน่ เงินโบนัส, คา่ พาหนะ,ค่าอาหาร ฯลฯ ชนิดที่ 6 เหมอื นกบั ชนิดท่ี 2 + รายได้ประจำท้งั หมด หมายความว่า คิดรายได้เป็นร้อยละจากเงินเดือน และค่าแรงบวกกับรายได้ประจำท้งั หมด ชนดิ ท่ี 7 เหมอื นกบั ชนดิ ท่ี 3 + รายไดป้ ระจำทงั้ หมด หมายความว่า คิดเปน็ รอ้ ยละจากเงินเดือนคา่ แรง และคา่ ลว่ งเวลา บวกกับรายได้ประจำทั้งหมด ดูรายละเอยี ดของการกำหนดรายได้ประจำของพนกั งานได้ใน บทที่ 4 เพมิ่ แกไ้ ขแฟม้ พนักงาน หวั ขอ้ การกำหนดรายไดป้ ระจำให้กับพนักงาน อัตรา ช่องนีข้ ึ้นอยูก่ บั ชนิดท่ีท่านระบุ ถา้ เปน็ ชนิดท่ี 1 และชนดิ ท่ี 5 ใหเ้ ลอื กเป็น “บาท” แลว้ ใส่จำนวนเงนิ ปกติ (เช่น2000.00 บาท,150.00บาท) แต่ถา้ เปน็ ชนดิ ที่ 2,3 และ 4 ให้เลือกเปน็ “%” และใส่จำนวนเปอรเ์ ซน็ ต์ ทจี่ ะหกั โดยไมต่ ้องใสเ่ ครอ่ื งหมาย % สูงสุด/ปี หมายถึงจำนวนเงนิ สงู สุด “ต่อป”ี ท่ีพนักงานจะได้รบั ในกรณีทท่ี ำการคำนวณรายไดอ้ ัตโนมตั ิ และมี รายได้ประเภททีม่ กี ารกำหนดจำนวนเงินสงู สุดเอาไว้ โปรแกรมจะตรวจสอบว่ารายได้ท่ีไดร้ บั เกนิ กวา่ ทไ่ี ด้กำหนด ไว้หรอื ไม่ ถ้าเกนิ โปรแกรมจะไมค่ ำนวณหรือนำเอารายไดต้ ัวนม้ี าเพม่ิ ในรายได้ของพนักงานคนนน้ั ๆ เทา่ กับวา่ เปน็ การจำกดั รายได้ในประเภทนน้ั ๆ ไมเ่ กินกวา่ ท่กี ิจการได้กำหนดไว้เม่ือเพ่มิ หรอื แกไ้ ขเสรจ็ เรียบร้อยแลว้ คลกิ [ตกลง] หรอื กด F10 เพ่อื เกบ็ ขอ้ มลู ลงแฟ้ม กำหนดรายการหกั การเพม่ิ หรอื แก้ไขรายการหักนน้ั มขี ้นั ตอน และ วธิ ีเดยี วกับการ เพิ่มแก้ไขรายได้ ไปท่ี รายการ Update> เพ่มิ แกไ้ ขรายการหัก จะปรากฏจอภาพดงั รูป
80 • ทา่ นสามารถกำหนด รายการหัก ได้ 30 รายการ โดยรายการที่ 1 ถึง 3 จะเปน็ รายการทโ่ี ปรแกรม สงวนไว้ ได้แก่ ภาษหี กั ณ ทีจ่ ่าย เงนิ สมทบกองทุนประกันสังคม และเงนิ สะสมกองทนุ เลยี้ งชีพ ส่วน รายการทเี่ หลือทา่ นสามารถกำหนดข้ึนมาได้เอง • ข้ันตอนการเพม่ิ หรอื แก้ไข ใหด้ บั เบลิ้ คลิกในบรรทดั ที่วา่ ง หรือ กด F5 จะปรากฏจอภาพสำหรับบันทกึ รายการหกั มีรายละเอยี ดท่ีต้องบันทกึ ดงั นี้ รหัสรายการหกั เลอื กรหัสรายการหักท่ยี งั วา่ งและไม่ได้ใช้งาน แต่ถ้าเลือกรหัสทใ่ี ช้งานแล้วจะถือวา่ เป็นการแกไ้ ขข้อมลู ของรายการหกั นนั้ รายละเอียด ใสช่ อ่ื ของรายการหกั ยาวไม่เกิน 20 ตัวอกั ษร รหัสบญั ชี กรณีใชร้ ่วมกับบัญชีแยกประเภทจะปรากฏชอ่ งบันทกึ นี้ ใหใ้ สร่ หัสบัญชีแยกประเภทของรายการหักลง ไป ภาษี สำหรบั ภาษีในรายการหกั น้ี หมายถงึ นำมาหกั ค่าลดหยอ่ นภาษีได้ ถา้ เลือก “Y” จะหมายถึงรายการนี้ สามารถนำมาหักเป็นคา่ ลดหย่อนได้ ซ่งึ รายการหกั ที่สามารถนำมาหกั ค่าลดหย่อนได้ จะมเี พยี ง เงินสมทบ กองทนุ ประกนั สังคม และ เงินสะสมกองทุนเลีย้ งชพี เทา่ น้ัน ดังน้ัน ถา้ ไม่ใช่ 2 รายการนี้จะต้องระบุเปน็ “N” สำหรบั ค่าลดหยอ่ นอ่นื เช่น เงนิ บริจาค ดอกเบยี้ เงนิ กซู้ ้อื บ้าน ให้ไปกำหนดทร่ี ายการ Update > เพม่ิ แก้ไข พนกั งาน ปรับ หมายถึง การปรบั ทศนิยม โดยมเี ง่อื นไขใหก้ ำหนดดงั นี้ N คอื ไม่ปรบั ทศนิยม Y คอื ปรบั ทศนยิ มให้ลงเศษสตางค์ คือ 25, 50 หรอื 75 สตางค์ T คอื ปรบั ให้ลงจำนวนบาท (เชน่ เงนิ สมทบประกนั สงั คม)
81 ชนดิ หมายถึง ชนิดของอตั ราและจำนวนเงนิ มรี ายละเอยี ดดงั ต่อไปน้ี:- ชนดิ ที่ 1 จำนวนเงนิ คงท่ี โดยตอ้ งระบุช่อง จำนวน ตอนบนั ทกึ รายการประจำวนั ชนิดท่ี 2 คิดเป็นอตั ราร้อยละของเงนิ เดือนและค่าแรง ชนิดที่ 3 คิดเปน็ อตั ราร้อยละของเงินเดือน, ค่าแรง และค่าลว่ งเวลา ชนิดที่ 4 คดิ เปน็ อตั ราร้อยละของรายได้ทงั้ หมด (รายการที่ 1 ถงึ 30) ชนิดที่ 5 จำนวนเงินคงทเี่ ชน่ เดยี วกับชนิดที่ 1 แต่ไม่ต้องระบุ จำนวน ชนิดที่ 6 เหมือนกบั ชนิดท่ี 2 + รายได้ประจำท้งั หมด หมายความวา่ คิดคำนวณรายการหักเปน็ ร้อยละ จาก-เงินเดอื นค่าแรงบวกกบั รายได้ประจำทงั้ หมด เชน่ เงินสมทบฯ ประกันสงั คม เปน็ ตน้ ชนิดท่ี 7 เหมอื นกับชนิดท่ี 3 + รายไดป้ ระจำท้ังหมด หมายความวา่ คิดคำนวณรายการหักเป็นร้อยละ จาก-เงินเดอื นคา่ แรง และค่าลว่ งเวลาบวกกบั รายได้ประจำทง้ั หมด เน่ืองจากตอนบันทกึ รายการประจำวัน ถ้าเป็นรายการหักจะไมม่ กี ารระบุชอ่ ง จำนวน จงึ ไมส่ ามารถกำหนด เปน็ ชนิดที่ 1 ได้ ดังน้ัน ให้ท่านกำหนดเปน็ ชนดิ ที่ 5 , 6 หรือ 7 แทน บาท/อัตรา ชอ่ งนข้ี นึ้ อยกู่ บั ชนิดทีท่ ่านระบุ ถา้ เป็นชนดิ ที่ 1 และชนดิ ที่ 5 ใหเ้ ลอื กเปน็ “บาท” แล้วใส่จำนวนเงิน ปกติ (เชน่ 2000.00 บาท, 150.00 บาท) แตถ่ ้าเป็นชนดิ ท่ี 2 – 4 และ 6 – 7 ใหเ้ ลอื กเปน็ “%” และใส่จำนวน เปอร์เซ็นตท์ ่ีจะหัก โดยไมต่ อ้ งใส่เคร่อื งหมาย สูงสดุ /ปี หมายถึง จำนวนเงนิ สูงสดุ ต่อปี ตวั อย่างเชน่ เงินสมทบกองทนุ ประกันสังคม จะคดิ จากเงนิ เดอื นและ ค่าแรงในอัตรา 5% แต่ไม่เกินเดอื นละ 750 บาท ดงั น้นั จำนวนเงนิ สูงสดุ ก็คือ 750 บาท X 12 เดือน = 9,000 บาท ดังนัน้ จำนวนเงนิ สูงสดุ ตอ่ ปกี ็คือ 9,000 บาทเมอื่ เพม่ิ หรือแกไ้ ขรายการหกั ต่าง ๆ เสร็จเรยี บร้อยแลว้ ให้ คลิก [ตกลง] หรอื กด F10 เพื่อเก็บขอ้ มูลลงแฟม้ รูปแบบการพมิ พร์ ายงาน การแสดงรายงานทางจอภาพและพิมพ์รายงานเมื่อเลือกรายงานทีต่ อ้ งการแล้วคลิกที่ [พิมพ์] จะเปน็ การแสดงผล รายงานทางจอภาพกอ่ น (Preview) จากน้ันจงึ จะส่ังพมิ พ์ออกทางเคร่ืองพมิ พ์อีกครัง้ หนง่ึ โดยมวี ิธีการใช้งาน และการควบคุมดังนี้ 1. เป็นปุ่มสง่ั พมิ พร์ ายงานออกทางเคร่อื งพิมพ์ 2. เปน็ ปุ่มลัดสำหรับการแสดงผลทางจอภาพ ซง่ึ มีรายละเอยี ดดังน้ี Whole Page = แสดงรายงานเตม็ หน้ากระดาษ Page Width = แสดงแบบใหข้ อบกระดาษซ้ายขวาแสดงเตม็ จอภาพ 100% = แสดงขนาดพมิ พจ์ รงิ 3. สำหรับย่อขยายรายงาน 4. พลกิ หรือเลือกหน้าทีต่ ้องการ โดยสามารถกระโดดขา้ มไปยงั หน้าแรก หรือหน้าสุดท้ายของรายงานได้
82 5. สำหรับปิดรายงาน นอกจากน้ใี นรายงานยงั มีปมุ่ Push Pin ที่จะทำใหก้ ารแสดงรายงานแยกออกมาจากโปรแกรม ซง่ึ ทำให้ ทา่ นสามารถดูรายงานได้มากกว่า 1 รายงานในเวลาเดียวกนั หรือจะใช้เปรยี บเทียบรายงาน 2 รายงานในชว่ ง เวลาทตี่ ่างกันได้ การประยกุ ต์การใชง้ านโปรแกรม Express สำหรับธรุ กจิ ฝากขายหา้ ง การฝากขาย คือ การที่เจ้าของสินค้า ซึ่งเรียกว่า ผู้ฝากขาย (Consignor) ส่งสินค้าไปให้บุคคลอีกฝ่าย หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเจ้าของสินค้าทำการจำหน่ายสินค้านั้นให้ ซึ่งเรียกว่า ผู้รับฝากขาย (Consignee) และผู้รบั ฝากขายจะได้รบั ผลตอบแทนเป็นค่านายหนา้ ซึง่ จะคำนวณเป็นอัตราร้อยละจากยอดขาย การเตรียมข้อมูลเบอื้ งต้น วิธกี ารบญั ชีทางดา้ นผู้ฝากขาย ขั้นตอนที่ 1 ขนั้ ตอนการกำหนดเลขท่บี ัญชี ใหก้ ำหนดเลขท่ีบญั ชที ่ีเกย่ี วข้องกบั การฝากขายไวใ้ นผัง บัญชี บญั ชี หมวด เลขทีบ่ ัญชี ลกู หนผ้ี ู้รบั ฝากขาย สนิ ทรัพย์ 1130-01 รายไดฝ้ ากขาย รายได้ 4100-01 คา่ นายหน้า คา่ ใช้จา่ ย 5200-01 ค่าขนส่ง ค่าใชจ้ า่ ย 5200-05 ค่าใช้จา่ ยเบด็ เตลด็ ค่าใชจ้ า่ ย 5370-06
83 ขัน้ ตอนที่ 2 ต้ังรหสั คลงั สินค้า ท่ี เมนเู ริ่มระบบ ข้อ 2. กำหนดตารางขอ้ มลู / ข้อ 21 คลังสินคา้ โดย แยกตามผรู้ บั ฝากขาย เชน่ ห้างโรบินสนั เป็น คลัง RBBP ขนั้ ตอนที่ 3 เพมิ่ วธิ กี ารรับชำระหนี้ เชน่ เงนิ ทดลองจ่าย ค่าขนส่ง และค่านายหนา้ เปน็ ต้น เพ่อื ใช้ สำหรบั หกั ค่านายหนา้ และค่าใชจ้ ่ายเบด็ เตล็ดต่าง ๆ ท่ีทางหา้ งไดห้ กั กับทางเราท่ี เมนูเร่มิ ระบบ ข้อ1. กำหนดค่าเร่ิมต้นต่าง ๆ ขอ้ 4. ระบบขายและลูกหนี้ ขอ้ 2.วธิ ีรบั ชำระหน้ี ขนั้ ตอนที่ 4 ต้งั กลุ่มบญั ชสี ินค้า ที่เมนเู รม่ิ ระบบ ข้อ 1. กำหนดคา่ เร่มิ ต้นตา่ ง ๆ ขอ้ 3. ระบบสินค้า ข้อ 2. กลุ่มบญั ชสี ินค้า โดยกำหนด บัญชีขายสนิ คา้ เป็น บญั ชเี งนิ สด '1111-00' เพ่อื ใชใ้ นการเปิดบลิ ขายสด จะได้ ไม่มกี ารบนั ทกึ บญั ชี
84 ขั้นตอนที่ 5 ตั้งรหสั ลูกคา้ ที่ เมนูขาย ข้อ 6. รายละเอยี ดลกู ค้า โดยตัง้ ตามลกู คา้ ทีร่ ับฝากขาย เชน่ ห้าง โรบินสัน ขน้ั ตอนที่ 6 กำหนดรหัสสนิ คา้ ที่ เมนูสนิ คา้ ขอ้ 2. รายละเอียดสินค้า ขัน้ ตอนที่ 7 กำหนดรหสั รายได้ ทเี่ มนสู นิ ค้า ข้อ 4. รายละเอยี ดสนิ ค้าบรกิ าร โดยรหสั รายได้จะไม่ สามารถสรา้ งซ้ำ กับรหัสสินค้า ชอ่ื สนิ คา้ ตง้ั ให้เหมือนกนั ได้ และเลขทบ่ี ัญชรี ายได้ กเ็ ป็นบญั ชีเดยี วกบั รายไดฝ้ าก ขายทีต่ ้องการบนั ทึก
85 ขนั้ ตอนท่ี 8 กำหนดรหสั ค่าใช้จ่ายต่างๆ ท่ีเกิดข้นึ ในขน้ั ตอนการฝากขาย เชน่ คา่ ขนสง่ ค่าประกนั ฯลฯ เมนูซือ้ ขอ้ 7. รายละเอยี ดค่าใชจ้ ่ายอนื่ ๆ ขัน้ ตอนในการทำงาน การโอนสินคา้ ให้ทำการโอนย้ายระหว่างคลังเพ่ือเป็นการย้ายสนิ ค้าจากคลงั หลัก ไปยงั คลงั รับฝากขาย ที่ เมนสู ินคา้ ข้อ 1. รายการประจำวนั สนิ ค้า / ข้อ 2. โอนยา้ ยระหว่างคลงั เพอ่ื ทำการโอนยา้ ยสนิ คา้ ไปยงั คลัง ปลายทาง หรือคลังของผรู้ ับฝากขายที่กำหนดไวก้ อ่ นหน้าน้ีแล้ว โปรแกรมไม่มีการบนั ทกึ บัญชี 2. ทำรายการฝากขาย ใหเ้ ปดิ บิลขายเพอ่ื เปน็ การส่งสนิ คา้ ไปให้ผ้รู ับฝากขายท่ี เมนขู าย ข้อ 4. ขายเงิน เชื่อ โดยใช้ รหัสสินค้าเป็นรหัสรายได้ฝากขายที่กำหนดไว้แล้วใน เมนูรายละเอยี ดสินค้าบรกิ าร ข้อ4. และให้ ระบคุ ลังในใบกำกบั เป็น คลงั รบั ฝากขาย RBBP และเกณฑ์ภาษีจะเลือกเปน็ เกณฑส์ ทิ ธิ
86 โปรแกรมจะบนั ทึกบญั ชีแบบ Perpetual และแบบ Periodic เหมอื นกัน หมายเหตุ การลงบญั ชที ้งั 2 แบบเหมอื นกัน เพราะรหสั สนิ คา้ ที่ใช้เปน็ สินคา้ บริการ จงึ ไม่มกี ารบนั ทกึ บัญชีตน้ ทุนให้ 3. กรณมี ีคา่ ใช้จ่ายเก่ยี วกับการฝากขายเกดิ ข้นึ ซึ่งไดต้ กลงให้ผูฝ้ ากขายเป็นผู้ออกค่าใช้จา่ ยต่าง ๆ เช่น ค่าขนสง่ ค่าประกัน ฯลฯ ใหไ้ ปบันทึกที่เมนซู ื้อ ข้อ 5. บันทึกคา่ ใช้จ่าย ตามรหสั ที่ตั้งไว้ในรายละเอียดคา่ ใชจ้ ่าย โปรแกรมจะบนั ทึกบญั ชีโดย โปรแกรมจะบนั ทึกบัญชีแบบ Perpetual และ Periodic เหมือนกนั
87 4. มีการเช็คสินค้าที่ห้าง ในหน่ึงอาทติ ย์ถดั มา ถ้าไม่มีของกถ็ ือว่าสินค้าที่ฝาก ไดข้ ายไป ก็จะทำการเปิด บิลขาย เพื่อใหโ้ ปรแกรมตัดสตอ๊ คสนิ ค้าตามยอดที่ขายจรงิ ที่ เมนูขาย ข้อ 2. ขายเงินสด และระบุคลัง RBBP โดยขัน้ ตอนนี้จะไม่มีการบนั ทึกบญั ชรี ายได้ฝากขายแล้ว เพราะรายไดไ้ ดเ้ กดิ ตอนเปิดบิลขายเชือ่ แล้ว โปรแกรมจะบนั ทกึ บัญชแี บบ Perpetual กรณีบนั ทกึ บัญชแี บบ Periodic *** ไม่มกี ารบันทกึ บญั ชี *** 5. เมื่อทางผู้ฝากขายได้รับรายงานการฝากขาย เกี่ยวกับการขายสินค้าท่ีขายวา่ มีจำนวนเท่าใด และมี ค่าใช้จ่ายอะไรบา้ งที่ผู้ฝากขายออกแทนคิดค่านายหนา้ เท่าใด และเหลือเงินทไี่ ดร้ ับ ทางดา้ นผู้ฝากขายต้องทำการ บนั ทึกการรบั ชำระหนี้จากผู้รับฝากขายตามบิลท่ีได้เปิดไว้ท่ีเมนกู ารเงนิ ข้อ 1. รบั เงนิ / ข้อ 5. รบั ชำระหนี้ เพ่ือ ทำการตดั ยอดลกู หน้ี ซึ่งยอดท่รี บั ชำระหน้ีจะเปน็ ยอดเดียวกบั การเปิดบิลขายสด +
88 ภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น บิลขาย ยอด 3,500 ยอดภาษี คือ[ 3,500 *.07 =245] ยอดรับชำระหนี้ คือ [ 3,500+245 = 3,745.-] หักค่าขนส่งและค่านายหน้า [3,745 - 700 - 600 = 2,445.-] โปรแกรมจะบันทึก บญั ชีแบบ Perpetual และ แบบ Periodic เหมือนกัน 6. กรณสี ินคา้ ท่ีฝากขาย ชำรดุ เสยี หาย และทางผู้รบั ฝากขายได้ส่งกลับคนื มา ให้ทำเอกสารการรับคืน สนิ คา้ ท่ี เมนกู ารเงนิ ขอ้ 1. รับเงิน /ข้อ 4. ใบลดหน้/ี รับคืนสนิ คา้ และระบคุ ลงั ทร่ี ับคนื สินค้าเป็น คลัง RBBP โดยอ้างเอกสารบิลขายเชื่อที่ทำกอ่ นหนา้ น้ี เพือ่ เปน็ การลดยอดลกู หนี้ โปรแกรมจะบนั ทกึ บัญชีแบบ Perpetual และ แบบ Periodic เหมอื นกัน และการทำในขัน้ ตอนน้จี ะใชเ้ ป็นสินค้าบรกิ ารจึงไมม่ ีผลกบั สต๊อค จึงตอ้ งทำเอกสารปรับปรุงสนิ ค้าท่ี เมนูสินค้า ขอ้ 1. รายการประจำวันสนิ คา้ ข้อ 3. ปรับปรุงยอดสินคา้ เพือ่ เปน็ การลดยอดสินคา้ ใน คลงั ของผู้รับฝากขาย และปรับเพ่ิมสินคา้ หรือ รับสนิ คา้ กลับเขา้ มาใน คลัง 01หรือ คลังของผู้ฝากขาย
89 โปรแกรมไม่มีการบนั ทึกบญั ชี 7. การดรู ายงาน สามารถท่ีจะดูการเคล่อื นไหวสินคา้ ในคลงั ของผูฝ้ ากขาย และ คลังของผู้รบั ฝากขายจากรายงาน 416 คลังของผูฝ้ ากขาย คลงั ของผูร้ บั ฝากขาย (ห้าง) การวิเคราะห์ข้อมลู ดว้ ย โปรแกรม SPSS (Statistics Package for the Social Sciences) 1.การต้งั คา่ ตวั แปร เปดิ spss for window
90 เขา้ หน้าท่ีเปน็ variable view Name กำหนดชื่อหัวข้อ/ตัวแปร เช่น เพศ กำหนดให้เป็น a ควรกำหนดเป็นภาษาอังกฤษ แล้วตาม ด้วยตัวเลขได้ ไม่ควรเกนิ 8 ตวั อกั ษร Type กำหนดคา่ ใหก้ ำหนดเปน็ numeric Width ความกวา้ งท่ีจะให้กรอกได้กตี่ ัวอักษร จะเป็นคา่ ทกี่ รอกขอ้ มูลรวมค่าทศนยิ มดว้ ย Decimals กำหนดคา่ ทศนิยมวา่ จะใหม้ ีกี่หลัก Label การกำหนดค่าของตวั แปร เช่น เพศ ใช้ภาษาไทยได้ Values ค่าของตวั แปร ต้องกำหนดวา่ 1 คอื อะไร, 2 คืออะไร ชอ่ ง value ใหใ้ ส่ 1 ชอ่ ง value label ใหใ้ ส่คา่ ความหมายของเลขนนั้ เช่น 1 เปน็ ชาย แลว้ กด add แลว้ เพ่มิ 2 เปน็ หญิง
91 การแก้ไข ถ้าพิมพ์ผดิ คลิกท่ีเลขที่ผิด แก้ให้ถูกตอ้ งแลว้ กด change สว่ น remove ใช้กรณีต้องการลบ ค่าตัวแปรนั้นออกไปเลยอาจจะกำหนดค่า missing ค่าที่ไม่ได้ตอบ หรือระบุไม่ได้ สามารถกำหนดที่ช่อง value ได้เลย หรือไปกำหนดทีช่ ่อง missing กไ็ ด้ ส่วนกรณีทก่ี รอกเป็นตวั เลขได้เลย เชน่ อายุ ไมต่ ้องกำหนดค่า values ได้ ชอ่ ง value จะข้นึ เปน็ none Missing การกำหนดคา่ ทีเ่ ราจะไมว่ ิเคราะห์ ไมใ่ ชใ้ นการคำนวณ เชน่ 9 ไม่วเิ คราะห์ เพราะไม่ระบเุ พศ/ เกบ็ ขอ้ มลู มาไม่ได้
92 ช่อง Range เปน็ การกำหนดคา่ สงู สุด ต่ำสุด และ คา่ ท่จี ะไมว่ ิเคราะห์ Column การกำหนดค่าความกว้างของคอลมั น์ ปกติไม่ต้องแก้ไขใช้ตามคา่ ทต่ี ารางข้นึ อยู่ไดเ้ ลย Align การกำหนดทิศทางของตวั อักษรในช่องวา่ จะเป็น ซ้าย ขวา หรือ กลาง Measure ให้กำหนดค่าเปน็ scale ไวก้ อ่ น scale เป็น interval (ถามความคิดเห็น แบบ likert scale คะแนนสอบ) กับ ratio (ตัวเลขจริง เช่น อายุ น้ำหนกั ค่า 0 มีความหมาย) ordinal เป็นช่วงชัน้ nominal กรณที ่มี ีการตอบไดม้ ากกวา่ 1 คำตอบ
93 ในแตล่ ะคำตอบให้ต้งั เปน็ ค่าตัวแปรย่อยขึ้นมา และมคี ำตอบในตัวแปรยอ่ ยเป็น 1 = ใช,่ 0 = ไมใ่ ช่ แทน หลังจากกำหนดครบหมดแล้ว ให้กรอกขอ้ มูลทห่ี น้า data view บันทกึ เรยี งตามขอ้ ไปเลย การวิเคราะห์ข้อมูล descriptive statistics frequencies การหาค่าความถี่ ใช้ analyze กด ok จะเข้าหน้าจอมี dialogue box แบบน้ี
94 จะหาความถี่ของเพศวา่ มีเพศชายเท่าไหร่ หญงิ เท่าไหร่ คลิกที่ เพศ แลว้ คลกิ ลกู ศร หรือ ดบั เบิ้ลคลิก กไ็ ด้ เอามาวางไวช้ ่องขวามอื แลว้ กด ok จะแปรผลอยู่ในหน้าจอ out put จะแสดงผลความถี่ของเพศออกมาให้ ตวั ท่ีจะนำไปลงในตารางใช้แค่ frequencies กับเปอร์เซน็ ต์ สามารถ คลิกเลอื กให้วเิ คราะห์พร้อมกันหลายๆตวั แปรได้
95 ถา้ จะหาข้อมูลให้มีค่าสูงสุด ต่ำสุด และค่าเฉล่ยี (Mean) ด้วย ให้เลือกตรง statistics แล้วเขา้ ไปคลกิ เลือกท่ี คา่ mean ,ค่า minimum(ต่ำสดุ ) ,ค่า maximum (สูงสดุ ) แลว้ เลอื ก continue กด ok จะเข้าหน้าจอ out put การจัดชน้ั ข้อมูล เชน่ ช่วงอายุ ใหค้ ลิกท่ี analyze ไปที่ descriptive statistic ไปที่ descriptive เลอื กข้อมูลทีจ่ ะนำมาวเิ คราะห์ แล้ว ไปท่ี option
96 แลว้ เข้าไปคลกิ เลือกท่ีคา่ mean ,ค่า minimum(ตำ่ สดุ ) ,ค่า maximum (สูงสดุ ) แล้วเลอื ก continue กด ok จะเข้าหน้าจอ out put ถ้าจะจดั ชัน้ ตามปกติให้นำ คา่ max – คา่ min / จำนวนชนั้ ท่ตี อ้ งการ แต่การหาค่าอายุให้ดตู ามความ เหมาะสมของชั้น เช่น ห่างกันชว่ งละ 10 ปี
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204