Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ebook หนังสือจิตวิทยาในพระไตรปิฎก

ebook หนังสือจิตวิทยาในพระไตรปิฎก

Published by อยุษกร งามชาติ, 2022-08-08 03:38:55

Description: ebook หนังสือจิตวิทยาในพระไตรปิฎก
โดย ผศ.(พิเศษ) ดร.อยุษกร งามชาติ

Search

Read the Text Version

๑๔๙ ในแงของความสําคัญ สติ หรือ อัปปมาทธรรมจึงเปนคุณธรรมที่เปนรากฐานของกุศลธรรมท้ัง ปวง ดงั พทุ ธพจนท ว่ี า “ภกิ ษุทัง้ หลาย รอยเทาของสตั วท เ่ี ทีย่ วไปบนแผนดินท้ังหมดรวมลงในรอยเทา ชา ง รอยเทา ชา งชาวโลกกลา ววา เลิศกวารอยเทา เหลา นน้ั เพราะเปนรอยเทาใหญ แมฉ นั ใด กุศลธรรมท้งั หมดกฉ็ ันน้นั เหมอื นกัน มคี วามไมป ระมาทเปนมูล ลงในความไมป ระมาท”๓๒๘ ในแงความสัมพันธระหวางองคมรรคอื่นน้ัน การเจริญสัมมาสติข้ันปฏิบัติการนั้นไมใชใชสติ เพียงองคประกอบเดียว แตมีธรรมอ่ืนควบคูอยูดวย ธรรมที่ไมไดแสดงไว คือสมาธิ ซ่ึงจะตองมีอยางนอย ในข้ันขณิกสมาธิ (สมาธิช่ัวขณะ) กับอุปจารสมาธิ (สมาธิที่จวนจะแนวแน) สวนธรรมท่ีระบุไวคือตอง ประกอบดวยองคมรรค ๓ คือ สัมมาวายามะ (มีความเพียร) สัมมาทิฏฐิ (มีสัมปชัญญะ) และสัมมาสติ (มี สติ) ๓๒๙ ในการเจริญสติปฎฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม เพ่ือกําจัดอภิชฌาและโทมนัส ดังพุทธพจน 328 วา “ภิกษใุ นธรรมวนิ ัยน้ี ๕) พิจารณาเหน็ กายในกายอยู มีความเพยี ร มีสตสิ มั ปชัญญะ มสี ติ กําจดั อภชิ ฌาแลโทมนสั ในโลก ได ๖) พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู มีความเพยี ร มีสติสมั ปชญั ญะ มีสติ กาํ จัดอภชิ ฌาและโทมนัส ในโลกได ๗) พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู มีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ มีสติ กําจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก ได ๘) พจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมอยู มีความเพียร มีสตสิ ัมปชัญญะ มสี ติ กําจดั อภชิ ฌาและโทมนัสใน โลกได น้เี รียกวา สมั มาสติ329๓๓๐ ๓๒๘ ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๑๔๐/๗๕. ๓๒๙ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๓๗/๑๗๖, พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), พุทธธรรม, หนา ๘๑๒-๘๑๔. ๓๓๐ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๖, ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๑๓๕/๑๒๗, ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๗๕/๔๒๓, อภิ.ว.ิ (ไทย) ๓๕/ ๒๐๕/๑๗๒, ๔๘๗/๓๗๒.

๑๕๐ จากพุทธพจนที่ยกมาขางตนน้ี แสดงใหเห็นถึงหนาท่ีของสัมมาสติที่ปฏิบัติการพรอมกับ สัมมาวายามะคือความเพียร และสัมมาทิฏฐิคือสัมปชัญญะ ในการเฝาระวังประคับประคองจิตใจไมให บาปอกศุ ลธรรมเกดิ ขน้ึ ในจติ ใจ ขอความที่กลาววา “กําจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได” แสดงใหเห็นถึงผลจากการมี สติสัมปชัญญะวาสามารถวางใจไวใหเปนกลาง ไมติดใจพัวพันอยากไดและไมขัดเคืองขุนของ เปนความ ทุกขทางใจ ความมีสติสมั ปชัญญะจึงทําใหจ ิตใจไมถ ูกครอบงําดวยอํานาจของกิเลส330๓๓๑ ในประเด็นนี้พระ พรหมคุณาภรณไดอธิบายขยายความไวความวา สัมปชัญญะเปนตัวที่ปรากฏควบคูกับสติ สัมปชัญญะก็ คือปญญา ดังนั้น การฝกฝนเรื่องสติจึงเปนสวนหน่ึงในกระบวนการพัฒนาปญญา331๓๓๒ เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจสิ่งตาง ๆอยางถูกตอง ไมเกิดความหลงเขาใจผิด รับรูและมองดูส่ิงตาง ๆตามภาวะที่เปน ไม เอนเอียงไปตามอาํ นาจของอวชิ ชาตณั หา การดําเนินชีวิตอยางมีสติเปนเครื่องคุมครองตนจะชวยใหเกิดความระมัดระวังควบคุมตนอยู เสมอ ไมใหพล้ังพลาดดําเนนิ ชีวิตไปในทางผิดท่จี ะกอใหเกิดอกุศลกรรมขนึ้ และปรารภความเพียรในการ สงเสริมกุศลธรรมใหเกิดขึ้นในจิตใจ สรางสรรคความดีงามและประโยชนสุข ท้ังนี้เพราะเห็นคุณคาและ ความสําคัญของเวลาที่ผานไปทุกขณะ ไมปลอยเวลาและโอกาสใหผานเลยไป ใชเวลาอยางมีคุณคา และ เกิดประโยชน ท้ังน้ีก็ดวยความรู เขาใจอยางชัดเจนวาสิ่งใดเปนอกุศลธรรมและส่ิงใดเปนกุศลธรรมดวย อาํ นาจของสมั มาทฏิ ฐิ เมื่อนํามาประยุกตใชกับบุคคลท่ีประสบภาวะปญหาทางจิตใจและอารมณความรูสึก บุคคลที่ ปรารถนาจะพบกับความสุขสงบในจิตใจ และการจัดการกับปญหาชีวิตของแตละบุคคลนั้น บุคคลน้ัน จะตอ งดาํ เนินชีวติ อยางไมประมาท และสนใจทําใหช วี ิตทีเ่ ปนอยใู นแตละขณะปจจุบนั มีความสุข ดว ยการ ประคับประคองจติ ใจใหมีสตอิ ยูกับขณะปจจบุ ัน สกัดก้ันความคิดใครค รวญถึงอดตี ยบั ยงั้ ความคิดใฝหาใน อนาคต เพื่อใหมีชีวิตอยูอยางปจจุบัน เพราะถาชีวิตท่ีเปนอยูในแตละขณะนี้ยังทําใหมีความสุขไมไดแลว การทีจ่ ะมีความสุขในชวงเวลายาวไกลก็เปน จริงไดยาก ๓๓๑ ดรู ายละเอยี ดใน พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต), พทุ ธธรรม, หนา ๘๑๓. ๓๓๒ เรอื่ งเดียวกนั , ๘๑๓.

๑๕๑ การดํารงอยูอยางมีสติในปจจุบันขณะอยางแทจริง ดําเนินชีวิตในขณะนั้น ในเวลานั้นอยางมี จิตใจท่ีรับรูตามสภาวะที่กําลังเปนอยู จะทําใหบุคคลรูเขาใจสิ่งตาง ๆตามสภาวะท่ีแทจริง เม่ือเกิดความรู ความเขาใจส่ิงตาง ๆตามสภาวะ การจัดการกับปญหาและส่ิงตาง ๆยอมเปนไปไดดี คือเปนการดํารงชีวิต อยูดวยสติปญญา ตามหลักสติปฏฐาน ๔ คือ มีสติอยูกับลมหายใจเขาออกของตัวเอง มีสติอยูกับการยืน การเดิน การนั่ง การนอนของตนเอง รับรูอารมณความรูสึกสุข ทุกข เฉยๆ อยางท่ีมันเปนโดยไมปรุงแตง วาอะไรหรือใครที่ทําใหเราทุกข แครับรู พิจารณาดูอารมณความรูสึกวาสุขทุกข หรือเฉยๆเทานั้น มีสติอยู กับจิตใจของตนเองวาในขณะน้ันเปนอยางไร มีราคะ มีโทสะ มีโมหะ หรือไมมีราคะ ไมมีโทสะ ไมมีโมหะ เปนตน สติจะชวยใหบุคคลไดรับรูสภาพจิตนิสัยของตนตามความเปนจริง วาบุคคลสั่งสมจนคุนชินกับ อกุศลธรรมใด และคุนชินกับกุศลธรรมใด เม่ือเราพิจารณาสภาพจิตของตนเองอยางที่เปนจริง กลาที่จะ เผชิญสภาพความจริงของตนเองได ไมหลอกลวงตนเอง บุคคลนั้นก็จะมีกําลังใจในการสรางเสริมกุศล ธรรมที่เปนปฏิปกษกับอกุศลธรรมท่ีจิตคุนชินน้ัน สติจะชวยสนับสนุนในการละความเคยชินเกาท่ีไมดี และสรางความเคยชินใหมท่ีดี ทําใหสามารถชําระลางกิเลสเหลาน้ันได แกปญหาภาวะทางใจของตนเอง ได เม่ือบุคคลมสี ติเฝาระวังในการรับรูอ ารมณทเ่ี ขามาทางทวารทงั้ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและ ใจ สติจะเปนเครื่องชวยในการยับยั้งอกุศลธรรมไมใหเกิดขึ้น เพราะเมื่อบุคคลรับรูอารมณอยางมีสติ ยอม พิจารณาเห็นและเขาใจสิ่งตางๆที่มากระทบอยางถูกตองตามสภาวะท่ีเปนจริง ไมถูกครอบงําดวยอํานาจ อวิชชาและตัณหา ที่ทําใหการรับรูบิดเบือนผิดพลาดไปจากความเปนจริง ซึ่งทําใหตกอยูในอํานาจของ ความอยากใหเปน อยา งนนั้ หรอื ไมอยากใหเปน อยางนั้น ไมมองเห็นสิ่งทง้ั หลายตามทม่ี ันเปนจรงิ กอใหเกิด ปญหา ความบกพรอง ความกระวนกระวาย และความทุกขต างๆ ในทางตรงขาม การรับรูอารมณอยางมี สติ มีชีวิตในแตละขณะปจจุบัน ยอมไมมีความบกพรอง ไมมีความกระวนกระวาย จึงมีความสุขภายใน ตัวเองทุกๆขณะ เม่ือภายในจิตใจอยูในภาวะไรทุกขแลว บุคคลน้ันยอมสามารถทํากิจ และจัดการปญหา ภายนอกไดเปน อยา งดี เพราะไมม เี งอ่ื นปมปญหาภายในรั้งดงึ ไว332๓๓๓ ดังน้ัน การดําเนินชีวิตที่เปนอยูอยางพากเพียร โดยมีสติเปนเคร่ืองเราเตือนหรือควบคุม ให สํานึกอยูเสมอถึงสิ่งที่จะตองเวนและสิ่งท่ีจะตองทํา ดวยความใสใจ ไมใหถลําไปในทางท่ีเสื่อมเสีย ไม ๓๓๓ ดรู ายละเอยี ดใน พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต), พทุ ธธรรม, หนา ๘๙๑-๘๙๒.

๑๕๒ ทอดทิ้งโอกาสแหงความดีงาม รักษาสิ่งดีที่มีอยูและเรงทําสิ่งท่ีดีงามอ่ืนๆใหเกิดเจริญงอกงามย่ิงขึ้น เมื่อ เราตองการความดีงามความเจริญ เราก็ตองพยายามทํากรรมอันดีงามทั้งหลายอันเปนเหตุใหความดีงาม นั้นคงอยู และงอกงามยิ่งขึ้นจึงเปนการดําเนินชีวิตอยางไมประมาท และนําไปสูการปรับเปลี่ยนสภาวะ ทางจิตใจและอารมณความรูส ึกไดใ นทสี่ ดุ ค) สมั มาสมาธิ “สมาธิ” แปลวา ความต้ังมั่นของจิต หรือ ภาวะที่จิตมีอารมณเปนหนึ่ง (เอกัคคตา)333๓๓๔ คือ การที่จิตกําหนดแนวแนอยูกับส่ิงใดสิ่งหนึ่ง ไมฟุงซานหรือสายไป334๓๓๕ ในคัมภีรวิสุทธิมรรคกลาวไวความ วา สมาธิ คือ ความตั้งม่ัน ไดแก ความต้ังอยูหรือดํารงอยูของจิตและเจตสิกท้ังหลายในอารมณอันเดียว อยางสมํ่าเสมอ และโดยถูกทาง สมาธิมีความไมฟุงซานเปนลกั ษณะ มีความไมหว่ันไหวเปนอาการปรากฏ มีความสุขเปน ปทัฏฐาน จิตของบคุ คลผมู คี วามสขุ ยอมต้งั มั่น335๓๓๖ ในแงค วามหมาย สัมมาสมาธิ คือ ความตงั้ อยูแหงจิต ความดํารงมั่น ความดํารงอยู ความตง้ั ม่ัน ความไมซัดสาย ความไมฟุงซาน ความที่จิตไมซัดสาย สมถะ สมาธินทรีย สมาธิพละ336๓๓๗ สัมมาสมาธิ สมาธิสมั โพชฌงค337๓๓๘ สัมมาสมาธิเปนมรรคในขั้นของการฝกอบรมจิตในแงของการปฏิบัติ การปรับเปล่ียนสภาวะ ทางจิตใจนั้น ข้ันตอนของการเจริญสมาธินับเปนเรื่องสําคัญมาก เพราะสมาธิเปนการฝกฝนคุณภาพของ จิตใหจิตต้ังม่ันในทางที่ถูก ควรแกการใชงาน คือควรแกการปฏิบัติการของสติ (สัมมาสติ) และปญญา (สมั มาทฏิ ฐ)ิ ดังทก่ี ลา วแลวขา งตน โดยเฉพาะอยา งยง่ิ การฝก ฝนเมตตาภาวนา ๓๓๔ อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๑๑/๒๙. ๓๓๕ พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พุทธธรรม, หนา ๘๒๔. ๓๓๖ วิสุทธฺ .ิ (ไทย) ๓๘/๑๓๔. ๓๓๗ อภ.ิ วิ. (ไทย) ๓๕/๒๒๐/๒๐๑. ๓๓๘ อภ.ิ วิ. (ไทย) ๓๕/๔๙๒/๓๗๕.

๑๕๓ การปรับเปลย่ี นสภาวะทางจติ ใจและอารมณค วามรูสกึ โดยหลกั เมตตาภาวนา เมตตาภาวนาเปนขั้นตอนของการฝกสมาธิท่ีตองรักษาอยูเปนนิจ เรียกวา สัพพัตถกกรรมฐาน คือ เปนกรรมฐานท่ีมีประโยชนในกุศลธรรมท้ังปวง ทําใหบุคคลผูอยูรวมกันน้ันมีจิตออนโยน อยูเปนสุข ๓๓๙ ดังปรากฏในสังขิตตสูตร339๓๔๐ท่ีพระพุทธองคตรัสใหโอวาทแกพระภิกษุวา เม่ือจิตตั้งม่ันดวยดี อกุศล 338 ธรรมที่เกดิ ขนึ้ แลว จกั ไมครอบงําจิต พระภิกษพุ งึ เจรญิ ภาวนาดวยอํานาจเมตตา ดงั พระพุทธพจนวา “เม่ือใดแล จิตของเธอตั้งม่ัน ดํารงม่ันดวยดีในภายใน และบาปอกุศลธรรมท่ีเกิดขึ้นแลวจัก ครอบงําจิตไมไดอยู เมื่อน้ัน เธอพึงสําเหนียกอยางน้ีวา ‘เมตตาเจโตวิมุตติจักเปนธรรมอันเราเจริญ แลว ทําใหมากแลว ทําใหเ ปนดจุ ยานแลว ทําใหเปน ทต่ี ้ังแลว ใหต ้ังม่ันแลว สัง่ สมแลว ปรารภดแี ลว ’ เธอพงึ สําเหนยี กอยางนแี้ ล”๓๔๑ หากพิจารณาตามหลักปรมัตถธรรมแลว พบวา เมตตามอี งคธรรม คืออโทสเจตสกิ 341๓๔๒ ซงึ่ จดั อยู ในโสภณสาธารณเจตสกิ 342๓๔๓ คอื ประกอบอยูในจติ ท่ดี งี ามทกุ ดวง เกดิ ในกศุ ลจิต ซ่งึ ปฏปิ กษข องเมตตานั้น จะมี ๒ ประเภท คอื ปฏิปกษใ กล ไดแ ก ราคะ และปฏปิ กษไ กล ไดแ ก พยาบาท ๑) ปฏปิ กษใ กล ไดแก ราคะ ซ่ึงหมายถงึ ความกําหนัด ความยินดีในกาม มสี งิ่ อนั นาปรารถนา นาพอใจเปน อารมณ คอื เปน อิฏฐารมณ และการทีร่ าคะเปน ปฏิปกษใกลต อเมตตานัน้ เนื่องจากธรรมชาติ ของเมตตานน้ั ยอมรักใคร ชน่ื ชมตอสตั วท ง้ั หลาย โดยมอี งคธรรม ไดแ ก อโทสเจตสกิ ทีม่ ีปยมนาปสตั ว บัญญตั ิเปนอารมณ343๓๔๔ และเม่ือมีบคุ คลท่ีรกั ที่ชอบใจเปนอารมณ หากปราศจากการพจิ ารณาโยนิโส มนสกิ าร หรอื จิตเกิดอโยนิโสมนสิการแลว โลภเจตสิกยอ มครอบงาํ จติ ได หรือเม่ืออารมณทีน่ า ปรารถนา ถกู ขดั ขวาง หรือเสอื่ มไป สิ่งอนั เปนทร่ี ักจึงเปนเหตหุ นึ่งของความโกรธ344๓๔๕ ๓๓๙ ดูรายละเอียดใน วิ.ม.อ. (ไทย) ๑/๒/๓๕๑, วิสุทฺธ.ิ (ไทย) ๔๒/๑๕๙-๑๖๐. ๓๔๐ ดูรายละเอียดใน อง.ฺ อฏฐก. (ไทย) ๒๓/๖๓/๓๖๒-๓๖๔, องฺ.อฏฐ ก.อ. (ไทย) ๔/๕๙๔-๕๙๖. ๓๔๑ องฺ.อฏฐ ก. (ไทย) ๒๓/๖๓/๓๖๒. ๓๔๒ อโทสเจตสิก คือธรรมชาตทิ ่ีไมประทษุ รา ยในอารมณ ๓๔๓ พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจรยิ ะ, ปรมัตถโชติกะ ปรจิ เฉทที๑่ -๒-๖, หนา ๓๔. ๓๔๔ พระสัทธรรมโชติกธรรมจริยา, ปรมตั ถโชตกิ ะ ปริจเฉทที่ ๙ เลม ๑ , (มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั : กรุงเทพมหานคร, ๒๕๔๗), หนา ๑๗๙. ๓๔๕ ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๙๘/๓๐๑.

๑๕๔ ๒) ปฏปิ ก ษไกล ไดแ ก พยาบาท กลาวโดยหลกั ปรมตั ถธรรม พยาบาทมีองคธ รรม คอื โทสเจต สกิ ดงั ท่กี ลา วแลว ในเบือ้ งตน สวนเมตตามีองคธรรม คอื อโทสะ จงึ เปน ธรรมทเี่ ปนปฏิปก ษตอกนั เม่ือ บคุ คลประกอบดว ยกศุ ลจิต เจรญิ เมตตาจิตเปนประจาํ อยางตอเนื่องแลว ยอมสามารถกาํ จดั จติ ใจที่ ประกอบดว ยความอาฆาตอนั เกิดขน้ึ ในจติ ของมนุษยแ ละสตั วท ง้ั หลาย345๓๔๖ และสามารถเปนเคร่ืองละ ความพยาบาท ความขดั เคอื ง แคนใจ ความเจบ็ ใจ ความคดิ รา ย ความผกู ใจเจบ็ และคดิ แกแคน ตางๆ346๓๔๗ ตามนยั น้ี พระอรรถกถาจารยไ ดอธิบายถึงเมตตาเจโตวิมุตตแิ ละวธิ กี ารปฏบิ ตั ไิ ววา การเจริญ เมตตาเจโตวมิ ุตตินัน้ เปนไปเพ่ือละความพยาบาท ซึ่งอยูใ นระดับอุปจารสมาธแิ ละอัปปนาสมาธิ สามารถ บรรลถุ งึ อนาคามมิ รรค เพือ่ การไมเ กิดในครรภอ ีกตอ ไป โดยแสดงวธิ ีการละพยาบาท ดว ย ธรรม ๖ ประการคอื ๑) การกําหนดนิมติ ในเมตตาเปน อารมณ โดยการแผเ มตตาไปทั่วทิศโดยเจาะจงหรือไม เจาะจงอยางใดอยา งหน่งึ ยอมละความพยาบาทได ๒) การประกอบเนอื งๆซึ่งเมตตาภาวนา ๓) การพจิ ารณาถึงความทีส่ ัตวมกี รรมเปนของๆตน การโกรธบคุ คลอืน่ นนั้ เปรียบดังการจับ เหลก็ อันรอน จบั ถา นกอ นท่ไี ฟคุโชน มแี ตท าํ ใหต นเองพนิ าศ ความโกรธของบุคคลอื่นนนั้ ยอ มทาํ ความ พินาศสตู ัวของเขาเอง เปน ไปตามกรรมของเขา เมื่อพิจารณาไดด ังนีแ้ ลว ยอมละความพยาบาทได ๔) การทาํ ใหม ากซึง่ การพิจารณา เจรญิ โยนโิ สมนสกิ ารใหเปน ไปมากๆ กย็ อ มละพยาบาทได ๕) ความมีกัลยาณมิตร คบกัลยาณมติ รผยู ินดใี นการเจรญิ เมตตา ๖) การพดู แตเรื่องที่เปน สปั ปายะ คือ การเจรจาเร่ืองทอี่ าศัยความเมตตาในอิริยาบถตา งๆ ก็ ยอ มสามารถละพยาบาทได347๓๔๘ เม่ือบุคคลประกอบดวยเมตตาจิตอยูเสมอแลว ยอมไมถูกความโกรธครอบงํา มีจิตอันไมขุนมวั ไมกอใหเกิดทุกขแกตนเองและผูอื่น ดวยการเบียดเบียน ประทุษราย ดวยการกระทําทางกาย วาจา และ ใจ บุคคลผูประกอบดวยเมตตาจิตยอมละธรรมท่ีเปนฝายบาปอกุศลไดแลว ยอมอยูเปนสุขในปจจุบัน ไม ๓๔๖ อง.ฺ ปฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๖๒/๒๖๖-๒๖๙. ๓๔๗ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๐/๑๓๐. ๓๔๘ ดูรายละเอยี ดใน ท.ี ม.อ. (ไทย) ๒/๒/๓๑๘-๓๒๑.

๑๕๕ มที ุกขไ มคบั แคน ไมเดอื ดรอน ปรนิ พิ พานในปจจุบันนี้348๓๔๙ ตารางแสดงวธิ กี ารปรบั เปลย่ี นสภาวะภายในจิตใจ สมั มาวายามะ สมั มาสติ สัมมาสมาธ3ิ49๓๕๐ ๑ .ส ร างค วาม เพี ย รใ นการ ๑.ฝกหัดในการดํารงสติใน ๑.กําหนดเมตตาเปน อารมณ ปองกันไมใหเกดิ อกุศลธรรมขึ้น ขณะที่กระทํา ขณะท่พี ูด ขณะท่ี ๒.ประกอบเมตตาภาวนาเนืองๆ ๒.สรางความเพียรพยายามท่ีจะ คดิ ๓ . พิ จ า ร ณ า ถึ ง ค ว า ม ที่ สั ต ว ละอกศุ ลธรรมทเ่ี กิดข้นึ แลว ๒.ฝกหัดในการระลึกรูสภาวะ ทั้งหลายมีกรรมเปนของตน ๓.สรางความเพียรพยายามที่จะ ตางๆท่ีปรากฏขึ้นท้ังทางกาย ๔.กระทําใหมากซึ่งโยนิโส ใหเกิดกุศลธรรม เชน ความคิด และทางใจ ในความรูสึกสุข มนสกิ าร ปรารถนาดีตอผูอ่ืน ความคิด ทกุ ข หรือเฉยๆ ๕.ความมีกัลยาณมิตร คบหา ในทางทางเสียสละ เปน ตน ๓.ฝกหัดในการระลึกรูสภาวะ กัลยาณมิตรผูยินดีในการเจริญ ๔.มุงมั่นที่จะรักษากุศลธรรมที่ ตางๆท่ีเกิดข้ึนในจิตใจ ทั้ง เมตตา เกิดขึ้นแลวใหดํารงอยูอยาง อารมณความรูสึกรัก โกรธ ๖.การสนทนาในเรอื่ งที่สปั ปายะ มน่ั คง อิจฉาริษยา เปนตน คื อ ส น ท น า ใ น เ รื่ อ ง ท่ี ๔.ฝกหัดในการระลึกรูสภาวะ ประกอบดวยเมตตา ต า ง ๆ ท่ี ป ร า ก ฏ ข้ึ น ใ น ธ ร ร ม ท้ังหลาย เชน นิวรณ ๕ เปนตน การเจริญเมตตาภาวนาเพ่อื ใหถงึ ซึ่งความละพยาบาท หรือดับโทสะในใจนัน้ เปนวิธีการปฏบิ ตั ิ ที่บุคคลควรเจริญอยูเปนประจําอยางสม่ําเสมอ เพื่อเปนพ้ืนฐานในการพัฒนาคุณภาพของจิตใหออนนุม สามารถบรรลุคุณความดี ถาจิตของบุคคลเปนธรรมชาติออนและสามารถทนตออารมณได จึงดําเนินการ ปฏิบัติตามวิธีการดังกลาวมาน้ี เพื่อประโยชนสุขในชีวิตปจจุบัน และเพ่ือจุดมุงหมายสูงสุดใน พระพุทธศาสนา แตหากบุคคลใดยังมีธรรมชาติจิตไมออนโยน ยังไมสามารถระงับอารมณความรูสึกขัด เคืองใจ ขุนของหมองใจได ในเบ้ืองตนจึงยังไมควรเจริญเมตตาภาวนา แตควรกระทํากุศโลบายวิธีเพ่ือ ๓๔๙ ดรู ายละเอียดใน องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๗๐/๒๗๕-๒๗๙. ๓๕๐ ในหนงั สอื นี้เนนกลา วถึงการเจริญเมตตาภาวนา.

๑๕๖ กําจัดโทสมูลจิตอันเกิดจากจิตที่ประกอบดวยความริษยา ความหวงแหน หรือความคับของใจ ซึ่งเปนแรง ขับจากภายใน และสาเหตุภายนอกมาจากอนิฏฐารมณ หรืออิฏฐารมณที่แปรเปล่ียนไปโดยการถูก ขัดขวางหรือทําใหเกิดอุปสรรค จึงทําใหโทสมูลจิตเกิดขึ้น บุคคลน้ันจึงเกิดความโกรธ ความแคนใจ เปน เบ้ืองตน ในคัมภีรวิมุตติมรรคพระอุปติสสะไดให กุศโลบายวิธีเพ่ือกําจัดโทสะท่ีเกิดขึ้นในชีวิตประจําวัน ไว๓๕๑ ๑๒ วิธีดงั น้ี 350 ๑) แบงปนใหประโยชนแกคนที่ตนเกลียด คือ แมจะโกรธก็ควรใหส่ิงที่บุคคลน้ันขอ รับส่ิงท่ี เขาใหดว ยความเต็มใจ ใชค ําพดู ทดี่ แี ละกระทาํ สงิ่ ที่ดีตอบคุ คลที่โกรธเสมอ ยอ มดบั ความโกรธได ๒) คิดถึงความดีของเขา คือ ถาบุคคลมองเห็นความดีของคนอ่ืน ควรคิดวา “น้ีเปนความดี นี้ ไมใชความชั่ว” ถาบุคคลไมมคี วามดี ควรแผเมตตาใหเขาดังน้ีวา “บุคคลนี้ไมมคี วามดี เขาอยูเปนทุกขแน แท” ๓) ความปรารถนาดี คือ บุคคลควรคิดถึงความปรารถนาดีของผูอ่ืน ความดับไปแหงอกุศล คอื โทสะ เปนความสขุ จึงควรเปลีย่ นความโกรธใหก ลับเปนความปรารถนาดี ๔) ความท่สี ัตวมกี รรมเปน ของตน คอื บคุ คล ควรพิจารณากรรมช่ัวของตน อยา งน้ีวา “กรรม ท่เี ราทาํ จะทาํ ความโกรธใหเกดิ ขึน้ ในผูอน่ื ” ๕) การใชหนี้กรรม คือ บุคคลคิดอยางน้ีวา “เพราะกรรมในอดีตของเรา ผูอื่นจึงติเตียนเรา เราปลอดจากหนี้ เมอ่ื นอมนึกถึงการใชหนี้ไดอยางนี้ เราสบายใจ” ๖) ความเปนญาติ คือ บุคคลนั้นระลึกไดวา สัตวทั้งหลายเกิดสืบตอกันและกันในสังสารวัฏ คดิ ดงั นี้วา “น้ีเปน ญาตใิ นอดตี ชาตขิ องเรา” และเกิดความคิดวา เปน ญาติกัน ๗) ความผิดพลาดของตน คือ มีการมองตน ดังนี้วา “ความโกรธของบุรุษนั้น เกิดข้ึนเพราะ เรา เราไดท าํ บาปเพราะเขา” เมอ่ื ปลกุ จติ สํานกึ ตนอยางนแี้ ลว บคุ คลยอมมองเห็นขอผิดพลาดของตวั เอง ๘) ไมควรพิจารณาทุกข คือ ไมควรใสใจในการรับรูความทุกข ซึ่งไมเกี่ยวของกับความโกรธ บุคคลพิจารณาทุกขดังนี้วา “เพราะความโงเขลา เราจึงเห็นทุกขของตัวเองวาเปนนิวรณ” บุคคลประสบ ทุกขเอง เพราะเขาไมคิดดวยจิตประกอบดวยเมตตา ที่ความทุกขปรากฏเปนนิวรณก็เพราะมันเปนทุกข ทางใจ งดเวน สถานท่ศี ัตรอู าศัยอยู ควรอยใู นทีท่ ่จี ะไมไดย นิ เสยี งของเขา หรอื มองไมเ หน็ เขา ๓๕๑ คมั ภีรวิสุทธิมรรค ไดแ สดงกศุ โลบายกําจดั ความโกรธไว ๑๐ วธิ ีซึ่งผูวิจัยเห็นวาเหมาะแกบุคคลผเู จรญิ กรรมฐานมากกวาในระดบั บุคคลทัว่ ไป จึงนาํ เฉพาะคมั ภีรว มิ ตุ ติมรรคมาทําการศึกษาเทา นั้น.

๑๕๗ ๙) พจิ ารณาธรรมชาตขิ องอินทรยี  คือ บุคคล ควรใครครวญอยา งนวี้ า “การประสบกับส่ิงเปน ท่ีรักและสิ่งอันไมเปนที่รักเปนเร่ืองธรรมดาของอินทรีย เพราะเหตุน้ัน เราจึงเกลียด เพราะเหตุนั้น เราจึง ขาดสต”ิ ๑๐) ความดับไปเพียงชั่วขณะของสภาพทั้งหลาย คือ บุคคลควรใครครวญอยางน้ีวา “บุรุษ นั้นประสบทุกขเพราะความเกิด สภาพท้ังหมดน้ี ดับไปในช่ัวขณะจิตเดียว เราโกรธตอสภาพใดในตัวเขา หรือ” ๑๑) ขันธ คือ บุคคลควรใครครวญอยางน้ีวา “ขันธภายในและภายนอก ทําใหเกิดทุกข เปน ไปไมไดสําหรับเราที่จะโกรธตอ สว นใดๆ หรือที่ใดๆ” ๑๒) สุญญตา คอื บคุ คลควรใครค รวญอยา งน้วี า “ความจริง ไมสามารถพดู ไดว า บุรุษน้ที าํ ให เกดิ ทกุ ข หรอื บุรษุ นีป้ ระสบทกุ ข กายนี้ เปน ผลแหงเหตุและปจจัยทงั้ หลาย ไมมคี วามมอี ยคู อื อตั ตาใน ขนั ธท้ังหลาย”๓๕๒ เน่อื งจากผูทม่ี เี มตตาจะมีความสุขไดก ็ตอ เมอ่ื ตนเองสามารถทําใหบ ุคคลอ่ืนมีความสุขดวย นั่น ก็คือ เห็นความสุขของบุคคลอื่นตลอดจนถึงสรรพสัตวท่ัวๆไปเปนพื้นฐานสําคัญ หากการกระทําหรือ คําพูดใดๆของตน ท่ีจะสงผลกระทบถึงบุคคลอื่นใหไดรับความทุกข ก็ไมกระทํา ไมกลาวคําเชนนั้น และ เมื่อเห็นบุคคลอื่นมีความสุขก็ยินดีในความสุขของเขา สนับสนุนเอาใจใส ไมอิจฉาริษยา มีแตความปลาบ ปล้ืมยินดีดวย ในทางตรงกันขามหากบุคคลที่ตนรักมีความทุกขก็จะเกิดความกรุณา สงสาร คิดชวยเหลือ หรอื พยายามกระทาํ การตา งๆเพือ่ ชว ยเหลือใหเ ขาพนจากความทกุ ข ดังกรณีตัวอยางที่ใชธรรมอันเปนปฏิปกษเพ่ือปรับเปล่ียนสภาวะทางจิตใจ ในสมัยพุทธกาล เม่ือพระผูมีพระภาคตรัสถามนางอุตตราผถู ูกนางสิรมิ า หญิงแพศยาทีจ่ างวานมาเพื่อปรนนิบัติสามที ําราย โดยการนําเนยใสท่ีเดือดจัดราดใสตัว แตนางอุตตรามิไดมีความโกรธ แตกลับระลึกถึงคุณของนางสิริมาท่ี มีอุปการะใหนางไดกระทําทานและฟงธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจาได โดยแผเมตตาจิตตอนางสิริมา เนยใสทร่ี อนจัดนน้ั กก็ ลับเย็นมิไดทาํ อันตรายใดๆแกนางเลย ในคร้งั นั้น พระผูมีพระภาคเจาไดต รสั ไวว า “พึงชนะคนโกรธ ดว ยความไมโ กรธ, พึงชนะคนไมดี ดวยความดี ๓๕๒ ดรู ายละเอยี ดใน วมิ ุตตฺ ิ. (ไทย) ๑๗๕-๑๗๗.

๑๕๘ พงึ ชนะคนตระหนี่ ดว ยการให พงึ ชนะคนพดู เหลวไหล ดวยคําจรงิ .”๓๕๓ จากกุศโลบายวิธีท้ัง ๑๒ ประการดังกลาว จําแนกพุทธวิธีสําหรับบุคคลเปน ๒ ระดับ ดังนี้คือ ๓๕๔ ๑. ระดับบุคคลท่ัวไปท่ีสภาพจิตใจยังไมออนโยน ประกอบดวยโทสะเม่ือประสบกับภาวะจิตใจท่ีมี 353 ปญหาอารมณโกรธขุนเคืองใจ เสียใจ เปนตน และ๒. ระดับบุคคลท่ีฝกหัดพัฒนาจิตใจมีสภาพออนโยนดี แลว ระดบั ที่ ๑ พุทธวธิ ีเพื่อบคุ คลทวั่ ไปที่สภาพจติ ใจยังไมอ อ นโยน การจัดการเพื่อปองกันไมใหเกิดปญหาภาวะบกพรองทางความรักในตัวบุคคลนั้น เบื้องตน ควรใชกุศโลบายในการกําจัดโทสะ ๑๒ วิธี คือ ๑) ใหปนแกคนท่ีตนโกรธเกลียด ๒) คิดถึงความดีของ เขา ๓) มีความปรารถนาดีตอผูอ่ืน ๔) พิจารณาตามหลักกฏแหงกรรม ๕) การใชหน้ีกรรม ๖) ระลึกถึง ความเปนญาติในสังสารวัฏ ๗)ปลูกจิตสํานึกโดยการมองเห็นความผิดพลาดของตนท่ีไดกระทํา ๘)ไมควร ใสใจในอารมณที่ทําใหโกรธ ๙)พิจารณาถึงกฏแหงธรรมชาติท่ีตองประสบกับส่ิงอันเปนที่รักและสิ่งอันไม เปนที่รัก ๑๐)พิจารณาถึงความเกิดข้ึนและดับไปของขณะจิต ๑๑) พิจารณาถึงขันธที่ไมไดประกอบเปน ตัวตนบุคคล ๑๒) พจิ ารณาถงึ ความเปน อนตั ตา ไมม ีส่ิงใดทมี่ ีอยอู ยา งแทจ ริง ระดับท่ี ๒ พทุ ธวิธเี พ่ือบคุ คลท่ฝี กหดั พัฒนาจติ ใจมีสภาพออนโยนดแี ลว พึงเจริญเมตตาเจโต วมิ ุตติ เพ่ือละความพยาบาทซึง่ เปน พุทธวิธที ่สี ามารถกระทาํ ใหถ ึงอนาคามมิ รรค ไมต อ งเกิดในครรภอ ีก ตอ ไป ดวยวธิ ี ๖ ประการ คอื ๑. การเจรญิ เมตตาเปน อารมณ โดยเฉพาะเจาะจงหรือไมเฉพาะเจาะจง ๒. เจริญเมตตาภาวนาอยเู ปน นิจ ๓. พจิ ารณาถึงความทีส่ ัตวมกี รรมเปน ของตน ๔.กระทําใหม ากซึง่ โยนิโส มนสกิ าร ๕.คบกัลยาณมิตรผูม ีเมตตาจติ ๖.สนทนาแตเ ร่ืองทปี่ ระกอบดว ยเมตตา พทุ ธวิธีในระดับท่ี ๒ ท้งั ๖ขอ น้ี บุคคลผมู ีจติ โกรธ หรือกาํ ลงั โกรธอยไู มพ ึงกระทาํ เนอื่ งจากจิต ทปี่ ระกอบดว ยโทสะเปน ปฏปิ ก ษต อเมตตา ดงั น้นั เมตตาจติ ยอมไมสามารถเกดิ ขึ้น ตอ เม่อื ใดที่จิตหาย ๓๕๓ ข.ุ ธ.อ. (ไทย) ๑/๒/๓/๔๔๖-๔๔๗. ๓๕๔ อายุษกร งามชาต,ิ พทุ ธวธิ ีปอ งกันปญหาความรนุ แรงในครอบครัว, สารนิพนธพุทธศาสตรดษุ ฏีบัณฑติ , (บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๒), หนา ๕๕-๕๗.

๑๕๙ กลุม รุมดว ยอาํ นาจแหง โทสะแลว เมอ่ื น้นั จงึ สามารถเจรญิ เมตตาภาวนาได ปจ จยั ภายนอกท่ีสาํ คัญ ๒ ประการ คือ การคบหากลั ยาณมิตรผปู ระกอบดวยเมตตาจิตและการสนทนาหรอื พิจารณาอารมณท ี่ ประกอบดว ยเมตตานัน้ จะมสี ว นสาํ คญั อยา งย่ิงทีท่ ําใหจ ิตใจของผูฝก หดั ในการเจริญเมตตาภาวนามี พัฒนาการที่ดขี นึ้ ซึ่งหากยอนกลบั ไปพจิ ารณากุศโลบายทกี่ ลาวไวในขอ ท่ี ๒-๓ คือ การคิดถึงความดแี ละมี ความปรารถนาตอ บุคคลท่เี ราโกรธ หรือบคุ คลที่ประทษุ รา ยเรา หากบุคคลใดสามารถระงับความโกรธได ในขณะทพ่ี ิจารณาดวยกศุ โลบาย ๒ ขอน้ี ตอ จากนน้ั กส็ ามารถเจรญิ เมตตาภาวนาตอ บุคคลผูประทษุ รา ย เราได ดงั เชน ที่ยกกรณขี องนางอตุ ตราทมี่ ีเมตตาจติ ตอนางสิริมาผูประทุษรา ย ดวยการระลึกถงึ คณุ ความดี ของนางสริ มิ าท่มี ีอปุ การะใหน างอตุ ตราไดฟง ธรรมและถวายทานแกพระผมู ีพระภาคเจา ดังน้นั หลักการ ดงั กลาวจงึ นํามาเพ่ือประยกุ ตใ ชใ นการปรับเปลีย่ นสภาวะจิตใจได การปรับเปล่ียนทา ทกี ารแสดงออกในอริยมรรคมอี งค ๘ จากท่ีกลาวมาขางตน เปนข้ันตอนในการปรับเปลี่ยนความเห็นและความคิด การปรับเปลี่ยน สภาวะทางจิตใจ ซึ่งเปนพื้นฐานสําคัญในการเกิดพฤติกรรมภายนอก คือ พฤติกรรมทางกาย และ พฤติกรรมทางวาจา โดยนําองคมรรค ๓ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เพื่อประยุกตใชใน การปรบั เปลี่ยนทา ทีในการแสดงออก องคมรรค ๓ ขอน้ี จัดอยูในข้ันศีลซึ่งเปนหลักของความประพฤติซึ่งขอกลาวรวมไวพรอมกัน ไดแก สัมมาวาจา คือ การพูดท่ีประกอบดวยเจตนาซ่ึงปราศจากความทุจริต หรือความคิดเบียดเบียน รวมถึงสุจริตที่เปนธรรมปฏิปกษคูกันดวย, สัมมากัมมันตะ คือ การกระทําที่ประกอบดวยเจตนาซ่ึง ปราศจากความทุจริต หรือความคิดเบียดเบียน รวมถึงสุจริตท่ีเปนธรรมปฏิปกษคูกันดวย354๓๕๕ และ สมั มาอาชวี ะ คอื การทําหนาที่ การประพฤติหรอื การดาํ รงตนอยา งถูกตอง355๓๕๖ เม่ือพิจารณาความหมายในคัมภีร สัมมาวาจา คอื เจตนาเปน เหตุงดเวน จากการพดู เท็จ เจตนา เปนเหตุงดเวนจากการพูดสอเสียด เจตนาเปนเหตุงดเวนจากการพูดคําหยาบ เจตนาเปนเหตุงดเวนจาก การพูดเพอเจอ สัมมากัมมันตะ คือ เจตนาเปนเหตุงดเวนจากการฆาสัตว เจตนาเปนเหตุงดเวนจากการ ๓๕๕ ดูรายละเอียดใน พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พุทธธรรม, หนา ๗๖๘-๗๗๐. ๓๕๖ เร่ืองเดียวกนั , หนา ๗๗๙.

๑๖๐ ถือเอาสิ่งของท่ีเจาของไมไดให เจตนาเปนเหตุงดเวนจากการประพฤติผิดในกาม356๓๕๗ สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีวติ อยูดวยสมั มาอาชวี ะ357๓๕๘ จากการใหความหมายขององคมรรคทั้ง ๓ ที่ปรากฏในคัมภีรน้ัน เปนการแสดงแนวทางขอ ประพฤติปฏิบัติที่เรียกวา กรรมบถ หรือสุจริต คือ ฝายกายกรรม ตรงกับ สัมมากัมมันตะ ฝายวจีกรรม ตรงกับ สัมมาวาจา สวนมโนกรรม ซ่ึงประกอบดวย อนภิชฌา อพยาบาท และสัมมาทิฏฐิน้ัน ก็จัดอยูใน สัมมาสังกัปปะ (อนภชิ ฌา และอพยาบาท) สัมมาทฏิ ฐิ จัดอยูใน สัมมาทิฏฐิ การนาํ องคมรรคทั้ง ๓ เพ่ือมาประยกุ ตใ ชในการปรับเปล่ียนภาวะพฤติกรรมที่มปี ญหา คอื การ ปรับเปล่ียนทาทีการแสดงออกทางการกระทําโดยใชเมตตาเขาไปประกอบ ไดแก กายกรรมท่ี ประกอบดวยเมตตา วจีกรรมท่ีประกอบดวยเมตตา ทั้งน้ีการท่ีกายและวาจาจะแสดงออกมาอยางดีงาม และประกอบดวยเมตตานั้น ก็เนื่องจากจิตใจเปนสําคัญ เม่ือปรับเปล่ียนสภาวะจิตใจใหมีคุณภาพท่ีดีท่ี ประกอบดวยเมตตาแลว ความประพฤติทางกายและวาจาท่ีแสดงออกมาก็ยอมมีเจตนาท่ีจะงดเวนหรือ การไมมคี วามดาํ รใิ นการที่ชั่วใดๆอยใู นใจ จติ ใจก็ยอมสงบและเปน สุข ตารางแสดงวธิ ีการปรับเปลยี่ นทาทีการแสดงออก วธิ กี ารปรับเปลีย่ นความ วธิ กี ารปรับเปลยี่ นทางวาจา วิธกี ารปรบั เปล่ยี นการวางตนให ประพฤติ (สัมมากมั มันตะ) (สมั มาวาจา) สมฐานะ (สัมมาอาชีวะ) ๑.การฝกประพฤติตนโดยสุจริต ๑.ฝกหัดในการพูดท่ีสุจริต ๑.การดํารงตนอยางถูกตอง ประกอบดวยเมตตา อาทิ การ ประกอบดวยเมตตา วาจาที่ สมควรแกฐานะ วางตนอยาง รูจักใหปน (ทาน), การประพฤติ สุภาพออนหวาน ซาบซึ้งใจ (ปย เหมาะสมกับฐานะ ภาวะบุคคล วาจา) ๓๕๗ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๓๕/๑๒๖, ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๓๗๕/๔๒๒, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/ ๔๘๗/๓๗๑. ๓๕๘ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๖, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๓๕/๑๒๗, ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๗๕/๔๒๒, อภิ.ว.ิ (ไทย) ๓๕/ ๔๘๗/๓๗๑.

๑๖๑ ตนใหเปนประโยชนตอผูอื่น เหตุการณและสิ่งแวดลอมอยาง (อัตถจริยา) ถูกตอ งตามธรรม (สมานตั ตตา) การปรับเปล่ียนทาทีในดานการแสดงออกเพ่ือเก้ือกูลและเปนประโยชนแกผูอ่ืนน้ันสงเคราะห เขา ไดก บั หลักธรรมสงั คหวตั ถุ ๔ ประการ358๓๕๙ คอื ๑) ทาน การให คือ เอื้อเฟอเผ่ือแผ เสียสละ แบงปน ชวยเหลือกันดวยส่ิงของ ตลอดถึงให ความรูและแนะนําสั่งสอน เม่ือนํามาประยุกตเขากับการปรับสภาวะจิตใจที่ประกอบดวยเมตตาแลว ก็จะ เปนการแสดงออกทางกายประกอบดวยความเมตตา ปรารถนาเกื้อกูลดวยการใหปนแกผูอ่ืน สงเคราะห เขากบั องคม รรคสมั มากัมมันตะ ๒) ปยวาจา คือ วาจาเปนท่ีรัก วาจาดูดดื่มนํ้าใจ หรือวาจาซาบซ้ึงใจ คือกลาวคําสุภาพไพเราะ ออนหวานสมานสามัคคี ใหเกิดไมตรีและความรักใครนับถือ เม่ือนํามาประยุกตเขากับการปรับเปล่ียน สภาวะทางจิตใจท่ีประกอบดวยเมตตาแลว ก็จะเปนการแสดงออกทางวาจาประกอบดวยความเมตตา สงเคราะหเขา กับ สมั มาวาจา ๓) อัตถจริยา การประพฤติตนใหเปนประโยชนแกผูอ่ืน เม่ือนํามาประยุกตเขากับการ ปรับเปล่ียนสภาวะทางจิตใจที่ประกอบดวยเมตตาแลว ก็จะเปนการกระทําท่ีประกอบดวยเมตตา สงเคราะหเ ขา กบั องคม รรคสมั มากมั มันตะ ๔) สมานัตตตา ความมีตนเสมอ คือทําตนเสมอตนเสมอปลาย ปฏิบัติสม่ําเสมอกันในชน ท้ังหลาย และเสมอในสุขทุกขโดยรวมรับรูแกไข ตลอดถึงวางตนเหมาะแกฐานะ ภาวะบุคคล เหตุการณ และส่ิงแวดลอม ถูกตองตามธรรม ในขอธรรมสมานัตตตานี้ เม่ือนํามาประยุกตกับหลักพรหมวิหารจะมี ความสัมพันธกับขอธรรมอุเบกขา359๓๖๐ เปนการแสดงออกทางการกระทําที่ปฏิบัติตอชนทั้งหลายดวยจิตใจ ทเี่ สมอกนั ๓๕๙ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบบั ประมวลธรรม, หนา ๑๔๓. ๓๖๐ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พุทธธรรม, หนา ๗๕๒-๗๕๓.

๑๖๒ สวนสัมมาอาชีวะน้ัน พระพรหมคุณาภรณไดอธิบายขยายความไวความวา สัมมาอาชีวะมิใช ความหมายเพียงการเล้ียงชีพชอบเทานั้น แตหมายถึงการทําหนาท่ี การประพฤติหรือการดํารงตนอยาง ถูกตอง เชน การที่ลูกประพฤติตนเปนลูกท่ีดีสมควรแกการเลี้ยงดูของพอแม ก็นับวาเปนสัมมาอาชีวะของ ลูก ๓๖๑ การพฤติตนดี ถามไถทุกขสุขเสมอ มีความปรารถนา เก้ือกูล กตัญูกตเวที ในที่น้ีจัดวา เปน 360 สมั มาอาชวี ะ คอื การประพฤติตนสมควรแกฐานะ คาํ ถามทา ยบท ๑ จงอธบิ ายหลกั คาํ สอนอริยมรรคมอี งค ๘ ในฐานะทางแหงความดบั ทุกขพ อสังเขป ๒ จงอธบิ ายหลักการปรบั เปลย่ี นความคิด และความเห็น โดยอริยมรรคมีองค ๘ ใหเ ขา ใจพอสังเขป ๓ จงอธิบายหลักการปรบั เปลยี่ นสภาวะทางจิตใจและอารมณความรสู กึ โดยอรยิ มรรคมอี งค ๘ มาให เขาใจพอ สงั เขป ๔ จงอธิบายหลกั การปรบั เปลยี่ นทาทีการแสดงออกโดยอริยมรรคมอี งค ๘ ๓๖๑ เร่อื งเดียวกนั , หนา ๗๗๙.

๑๖๓ เอกสารอา งองิ ประจาํ บท ๑ พระไตรปฎ ก พระไตรปฎ ก เลมท่ี ๔ วนิ ัยปฎก มหาวรรค. พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลยั . กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙. พระไตรปฎก เลม ที่ ๑๐ สตุ ตันตปฎ ก ทีฆนิกาย มหาวรรค . พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ าลง กรณราชวทิ ยาลัย. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลม ท่ี ๑๑ สุตตนั ตกปฎก ทีฆนกิ าย ปาฏกิ วรรค. พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลง กรณราชวทิ ยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลม ท่ี ๑๒ สตุ ตนั ตปฎก มชั ฌมิ นิกาย มูลปณ ณาสก. พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ า ลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลม ที่ ๑๓ สตุ ตนั ตปฎ ก มชั ฌมิ นิกาย มชั ฌมิ ปณ ณาสก. พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบับมหา จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎก เลม ที่ ๑๔ สุตตนั ตปฎก มัชฌมิ นิกาย อปุ รปิ ณณาสก พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบับมหา จุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั . กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎก เลมที่ ๑๙ สตุ ตันตปฎ ก สงั ยตุ ตนิกาย มหาวารวรรค. พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบับมหา จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎก เลมท่ี ๒๐ สตุ ตนั ตปฎก อังคตุ ตรนกิ าย เอกกนิบาต. พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ า ลงกรณราชวิทยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลมที่ ๒๐ สุตตนั ตปฎก อังคุตตรนกิ าย ทกุ นบิ าต . พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬา

๑๖๔ ลงกรณราชวิทยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลมท่ี ๒๑ สุตตนั ตปฎ ก อังคุตตรนิกาย จตกุ กนิบาต . พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบับมหา จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลม ท่ี ๒๒ สุตตันตปฎ ก อังคุตตรนกิ าย ปญจกนบิ าต. พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบบั มหา จฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙. พระไตรปฎก เลมท่ี ๒๓ สตุ ตันตปฎ ก องั คตุ ตรนิกาย อัฏฐกนิบาต. พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบบั มหา จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎก เลม ที่ ๒๔ สุตตนั ตปฎก อังคตุ ตรนิกาย ทสกนบิ าต. พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบับมหาจุฬา ลงกรณราชวทิ ยาลยั . กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลม ที่ ๒๙ สุตตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย มหานิเทส. พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลง กรณราชวทิ ยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎก เลม ที่ ๓๑ สตุ ตันตปฎก ขุททกนกิ าย ปฏสิ ัมภิทามรรค. พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบบั มหา จุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลม ท่ี ๓๔ อภิธรรมปฎ ก ธรรมสังคณ.ี พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลยั . กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลมท่ี ๓๕ อภธิ รรมปฎก วภิ งั ค . พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราช วทิ ยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙.

๑๖๕ ๒ คัมภีรอ รรถกถา วนิ ยั ปฎก สมันตปาสาทิกา มหาวิภังคอรรถกถา. พระไตรปฎ ก และอรรถกถาแปล . ฉบับมหามกุฎราช วิทยาลยั พิมพค ร้ังท่ี ๓. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพม หามกุฎราชวิทยาลัย , ๒๕๓๖. ทฆี นิกาย สมุ งั คลวลิ าสินี มหาวรรคอรรถกถา. พระไตรปฎก และอรรถกถาแปล . ฉบับมหามกฎุ ราช วทิ ยาลัย พิมพค ร้งั ท่ี ๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม หามกฎุ ราชวิทยาลยั , ๒๕๓๖. ทฆี นิกาย สมุ งั คลวลิ าสนิ ี ปาฏวิ รรคอรรถกถา. พระไตรปฎ ก และอรรถกถาแปล . ฉบับมหามกฎุ ราช วทิ ยาลยั พิมพครงั้ ท่ี ๓. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พมหามกฎุ ราชวิทยาลัย , ๒๕๓๖. มชั ฌิมนกิ าย ปปญจสูทนี มูลปณณาสกอ รรถกถา. พระไตรปฎก และอรรถกถาแปล . ฉบับมหามกฎุ ราช วิทยาลยั พมิ พค รง้ั ท่ี ๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม หามกฎุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๖. องั คุตตรนิกาย มโนรถปูรณี อฏั ฐกนบิ าตอรรถกถา. พระไตรปฎ ก และอรรถกถาแปล . ฉบับมหามกุฎราช วทิ ยาลัย พิมพค รง้ั ที่ ๓. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม หามกฎุ ราชวิทยาลัย , ๒๕๓๖. ขทุ ทกนิกาย ธรรมบทอรรถกถา. พระไตรปฎ ก และอรรถกถาแปล . ฉบบั มหามกุฎราชวทิ ยาลยั พิมพค รง้ั ที่ ๓. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพมหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๖. อภิธรรมปฎก ธรรมสังคณี อัฏฐสาลินีอรรถกถา. พระไตรปฎก และอรรถกถาแปล . ฉบับมหามกุฎราช วทิ ยาลัย พิมพครง้ั ที่ ๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม หามกฎุ ราชวทิ ยาลัย . ๒๕๓๖. อภิธรรมปฎ ก วิภังค สัมโมหวิโนทนอี รรถกถา. พระไตรปฎ ก และอรรถกถาแปล . ฉบับมหามกฎุ ราช วิทยาลัย พมิ พคร้งั ที่ ๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พมหามกฎุ ราชวิทยาลัย , ๒๕๓๖.

๑๖๖ ๓ หนงั สอื พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). จากจิตวิทยา สูจิตภาวนา. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภาและสถาบัน บนั ลือธรรม, ๒๕๔๖ พระนาคเสน. มลิ นิ ทปญ หา ฉบบั แปลในมหามกฏุ ราชวิทยาลัย. พมิ พค รง้ั ท่ี ๒. กรุงเทพมหานคร : มหา มกุฏราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๓. พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพทุ ธศาสตร ฉบบั ประมวลธรรม . พิมพครงั้ ท่ี ๑๖. กรงุ เทพมหานคร : บริษัท เอส อาร พริ้นตง้ิ แมส โปรดกั ส จาํ กดั , ๒๕๕๑. ______________ . พทุ ธธรรม ฉบบั ปรับขยาย. พิมพค รั้งที่ ๓๒. กรงุ เทพมหานคร : สํานักพมิ พ ผลิธัมม, ๒๕๕๕. พระพทุ ธโฆษะเถระ. คัมภีรว สิ ุทธิมรรค. ฉบับ ๑๐๐ ป สมเดจ็ พระพุฒาจารย อาจ อาสภมหาเถระ). พิมพ ครงั้ ท่ี ๖. กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัทธราเพลส จาํ กัด, ๒๕๔๘. พระมหาสมบรู ณ วุฑฒฺ ิกโร (พรรณนา). สมั มาทฏิ ฐิกบั การพฒั นาชวี ิตตามหลกั พระพุทธศาสนา. สาร นิพนธ พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต . บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๔๖. พระสัทธัมมโชติกะ ธมั มาจรยิ ะ. ปรมัตถโชตกิ ะ ปรจิ เฉทที่ ๑-๒-๖. กรุงเทพมหานคร : มูลนธิ ิสทั ธัมมโชติ กะ, ๒๕๔๗ พระสทั ธรรมโชติกธรรมจรยิ า. ปรมัตถโชติกะ ปรจิ เฉทท่ี ๙ เลม ๑ . มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย : กรงุ เทพมหานคร, ๒๕๔๗. พระอนุรุทธาจารย. พระคันธสาราภิวงศ. (ผูแปล). อภิธัมมัตถสงั คหะและปรมตั ถธปี นี. กรุงเทพมหานคร : ไทยรายวันกราฟฟค เพลท,๒๕๔๖. พระอปุ ติสสเถระ. วมิ ุตตมิ รรค. แปลโดย พระเทพโสภณและคณะ. พิมพค รัง้ ท่ี ๖. กรุงเทพมหานคร:โรง พิมพม หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . ๒๕๔๘. อายษุ กร งามชาต.ิ การบูรณาการหลกั พทุ ธธรรมเพอ่ื เปน เครอ่ื งมอื ปรับเปล่ยี นภาวะบกพรอ งทางความรกั .

๑๖๗ ดุษฎีนิพนธ พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลยั , ๒๕๕๓, _____________ . พุทธวธิ ปี อ งกนั ปญหาความรุนแรงในครอบครวั . สารนพิ นธพุทธศาสตรดุษฏีบณั ฑิต. บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒.

๑๖๘ แผนการสอนประจาํ บทท่ี ๗ ๓ ชว่ั โมง เนื้อหา บทที่ ๗ ความคดิ และการตัดสนิ ใจ ความหมายของการคดิ โยนิโสมนสกิ าร : ความใสใจทด่ี ีงามนําไปสคู วามคดิ ที่ดีงาม การเลือกตดั สินใจ วธิ คี ดิ ในจิตวทิ ยาพทุ ธศาสนา คําถามทบทวนบทที่ ๗ เอกสารอา งองิ ประจาํ บท วัตถุประสงคเ ชงิ พฤติกรรม หลงั จากเรยี นจบบทนี้ นิสิต ๑ รู เขา ใจและสามารถอธบิ ายเรือ่ งการคิดและการตดั สินใจได ๒ รู เขา ใจและสามารถอธบิ ายวิธีคดิ ในจิตวิทยาพทุ ธศาสนาได ๓ สามารถประยกุ ตค วามรทู ไ่ี ดไปใชในชวี ิตประจําวนั วธิ ีสอนและกจิ กรรม ๑ ศึกษาเอกสารคาํ สอนบทที่ ๗ ๒ วิธสี อนแบบอภิปรายเนื้อหา ซักถาม ๓ ศกึ ษาคนควา ดว ยตนเอง ๔ รว มวิเคราะหและอภิปรายขอ มลู จาก PowerPoint หนา ช้นั เรียน

๑๖๙ ๕ สรุปเนือ้ หาการเรยี นการสอนทกุ ครั้ง ๖ ทาํ คาํ ถามทบทวนทายบท และนําผลท่ีไดจากการวเิ คราะหค วามรูความเขา ใจของนสิ ติ มา ปรบั ปรุง สือ่ การเรียนการสอน ๑ เอกสารคาํ สอนบทท่ี ๗ ๒ PowerPoint ๓ แบบฝก ปฏบิ ตั ิ ๔ เคร่อื งคอมพิวเตอร การวดั ผลและประเมนิ ผล ๑ สงั เกตการณการมีสว นรว มและการแสดงความคดิ เห็นของนสิ ติ ๒ สงั เกตความตงั้ ใจเรียน การต้งั คาํ ถาม/ตอบคําถาม ๓ การทําคาํ ถามทบทวนทา ยบท

๑๗๐ บทท่ี ๗ ความคิดและการตัดสนิ ใจ ความหมายของการคดิ นกั จติ วทิ ยาการรคู ดิ โรเบิรต แอล. โซลโซ (Robert L. Solso) กลา วไวน า สนใจวา “การคิดคอื มงกฎุ ทม่ี คี า ของการรคู ิด...หนึ่งในความมหัศจรรยท่ีย่งิ ใหญข องมนุษยชาติ”361๓๖๒ เรย คอรซ ีนี (Ray Corsini) กลา ววา การคิด หมายถึง “พฤตกิ รรมการรคู ดิ มโนภาพหรือ ความคิดทีเ่ ปน ตวั แทนของวัตถแุ ละเหตกุ ารณไ ดผานประสบการณห รอื ถูกปรบั เปลี่ยนดดั แปลงให เหมาะสม เพ่อื เปนสัญลักษณแ ละการแสดงความหมายแกก ระบวนการทางจติ กระบวนการเหลาน้ี ประกอบดว ยการจนิ ตนาการ การจําได การแกปญ หา การฝน กลางวัน การเช่อื มโยงขอ มลู อยา งอิสระ การสรา งมโนทศั น และการคดิ สรา งสรรค” 362๓๖๓ “สงั กปั ปะ” ในพระไตรปฎ กมีความหมายตรงกับคาํ วา ความคิด ดังทีค่ ัมภรี อฏั ฐสาลนิ อี ธบิ ายวา “ชื่อวา สังกัปปะ เพราะการกาํ หนดอยางดี”363๓๖๔ และยังมีไวพจนอกี หลายคํา ในทนี่ ส้ี นใจพิจารณา คําวา “วิตกฺก” “วติ กฺก” (เขียนในรูปแบบภาษาไทยวา วิตก) มีความสาํ คญั ตอ การอธบิ ายเรอ่ื งการคิดในที่นี้ เนอ่ื งจากเปนช่ือหนึง่ ของเจตสกิ (สง่ิ ทเ่ี กดิ พรอมกับจติ ) คอื วติ กเจตสิก364๓๖๕ คมั ภรี ธัมมสงั คณี อธิบายถงึ เร่อื งวติ กในกามาวจรกศุ ลจติ วา “ความตรึก ความตรกึ โดยอาการ ตาง ๆ ความดาํ ริ ความทจ่ี ติ แนบแนน ในอารมณ ความทจ่ี ติ แนบสนทิ ในอารมณ ความยกจิตขึ้นสูอารมณ ๓๖๒ R. L.Solso, Cognitive Psychology, 5th edition, Needham Heights, MA : Allyn & Bacon A Viacom Company,1998, p.420. ๓๖๓ R. J. Corsini, Dictionary of Psychology, New York , NY : Brunner-Routledge,2002, p.997. ๓๖๔ อภ.ิ สงฺ.อ. (ไทย) ๑/๑/๓๗๙. ๓๖๕ อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๑/๒๗.

๑๗๑ สัมมาสงั กัปปะ ในสมยั นั้น นช้ี ือ่ วาวิตกทเี่ กิดขนึ้ ในสมัยนน้ั ”365๓๖๖ สวนทศิ ทางตรงขา มคอื วิตก366๓๖๗ในอกุศล จติ ไดอธบิ ายไวว า “ความตรึก ความตรึกโดยอาการตาง ๆ ความดําริ ความที่จิตแนบแนน ในอารมณ ความทีจ่ ิตแนบสนิทในอารมณ ความยกจติ ขึน้ สูอารมณ มจิ ฉาสังกปั ปะในสมัยนน้ั นช้ี อื่ วา วิตกทเ่ี กดิ ข้ึนใน สมัยนั้น” “วิตก” มคี วามเกยี่ วขอ งกับวิถแี หง ชวี ิตทด่ี ีงามตามหลักอริยมรรค กลาวคอื องคธรรมของสมั มา สงั กัปปะ ไดแก วติ กเจตสกิ ที่ประกอบกับจติ หรอื วญิ ญาณท่ที าํ หนาที่ชวนะทเ่ี ปนกศุ ล และในทศิ ทาง ตรงกันขา ม องคธ รรมของมจิ ฉาสังกปั ปะ ไดแ ก วติ กเจตสกิ ทป่ี ระกอบกับจติ หรือวิญญาณท่ีทําหนา ท่ชี ว นะที่เปน อกุศล367๓๖๘ ดังนน้ั จิตวทิ ยาพุทธศาสนาจงึ ใหค วามสาํ คญั แกก ารคดิ เน่ืองจากการคดิ สามารถนาํ ชวี ติ ไปสู ทศิ ทางที่ดงี ามและไมดงี ามได หากคดิ ดงี ามจะนําชีวติ ไปสูความดีงาม ซ่ึงรวมถงึ ความดงี ามสูงสุดท่ีเรียกวา นพิ พาน การคิดดีงาม เรยี กวา สัมมาสงั กปั ปะ ซงึ่ เปน สวนหนงึ่ ของการดําเนินชีวิตอนั ประเสรฐิ เพอื่ บรรลุ ธรรมท่ีเรียกวา “อริยมรรค” ในทางกลับกนั หากคดิ ไมด ีไมง ามกจ็ ะนาํ ไปสูชวี ติ ทไี่ มด ไี มง าม เรยี กวา “มิจฉาสังกัปปะ” โยนโิ สมนสิการ : ความใสใ จทีด่ ีงามนาํ ไปสคู วามคดิ ทด่ี งี าม โยนโิ สมนสกิ าร (โยนโิ ส + มนสิ + กร= การ + ณ) แปลวา การทาํ ไวในใจโดยอบุ ายอนั แยบคาย การพิจารณาโดยแยบคาย368๓๖๙ การพจิ ารณาเพ่ือเขา ถึงความเปน จริงโดยสบื คนหาเหตุผลไปตามลําดบั จนถึงตน เหตุ แยกแยะองคป ระกอบจนมองเห็นตัวสภาวะและความสัมพนั ธแหง เหตปุ จจัยหรือตรติ รองให ๓๖๖ อภิ.สง.ฺ (ไทย) ๓๔/๗/๒๘. ๓๖๗ อภ.ิ สง.ฺ (ไทย) ๓๔/๓๗๑/๑๑๑. ๓๖๘ นนั ทพล โรจนโกศล, พทุ ธประสาทจรยิ ศาสตรกบั ภาวะบกพรองทางสมอง, หนา ๓๕๗. ๓๖๙ พระมหาสมปอง มทุ ิโต , คัมภรี อภิธานวรรณนา , พมิ พครงั้ ท่ี ๒ ชมรมนิรุตศกึ ษา วัดมหาธาตยุ ุวราช รงั สฤษฏ , กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พป ระยุรวงศพร้ินต้ิง จาํ กัด , ๒๕๔๗ ,หนา ๕๙๗.

๑๗๒ รจู กั ส่งิ ทีด่ ชี ว่ั ยงั กศุ ลธรรมใหเ กิดข้นึ โดยอุบายท่ีชอบ ซง่ึ จะมิใหเกิดอวิชชาและตัณหา ความรจู ักคิด คดิ ถกู วิธี ๓๗๐ ดงั ท่ีอรรถกถาจารยก ลาวถงึ โยนิโสมนสกิ ารไววา “ทีช่ ื่อวา โยนโิ สมนสิการ ไดแ กก ารทําไวในใจโดย 369 ถูกอุบาย การทาํ ไวใ นใจโดยถูกทาง การนกึ การนอ มนกึ การผกู ใจ การใฝใ จ การทาํ ไวใ นใจ ซ่ึงจติ โดย อนจิ จลักษณะเปนตน” ๓๗๑ โยนโิ สมนสกิ ารมีไวพจนจ ําแนกใหเหน็ ความหมายในแงมุมตา ง ๆ ไดแก อบุ ายมนสกิ าร แปลวา คดิ โดยอุบาย คือคิดอยา งมีวิธหี รอื คดิ ถูกวิธี371๓๗๒ปถมนสิการ แปลวา คดิ เปน ทาง หรอื คิดถกู ทาง คือคดิ ได ตอ เน่อื งเปน ลําดบั 372๓๗๓ การณมนสกิ าร แปลวา คดิ ตามเหตุ คดิ คน เหตุ คดิ ตามเหตุผล คอื คดิ อยางมีเหตุผล 373๓๗๔ และสุดทา ยอปุ ปาทมนสิการ แปลวา คิดใหเ กดิ ผล คอื ใชค วามคดิ ใหเ กิดผลทพ่ี ึงประสงค เลง็ ถึงการคิด อยางมเี ปา หมาย374๓๗๕ พระพรหมคุณาภรณไดจาํ แนกความหมายของโยนิโสมนสกิ ารเปน ๒ อยาง ๓๗๖ ตามบทบาท 375 หนา ท่ี ไดแก โยนโิ สมนสกิ ารที่สกัดอวชิ ชา และโยนโิ สมนสิการทสี่ กดั ตณั หา โยนิโสมนสกิ ารที่สกัดอวชิ ชามี บทบาทสาํ คัญทตี่ อ งใชส ําหรับการปฏิบตั ธิ รรมเพอื่ ใหเ กดิ ความรู ความเขาใจอยา งถูกตองตรงตามสภาวะ ความเปนจริง สวนโยนโิ สมนสกิ ารท่ีสกัดตณั หาน้ันสามารถประยกุ ตใ ชใ นชวี ติ ประจําวันได เปน วธิ คี ิด ขั้นตนในการฝก หัดขดั เกลากเิ ลสหรอื พฒั นาตนเองในดานคุณธรรมตางๆใหพรอมสําหรบั การปฏบิ ัตธิ รรม ข้ันสงู ข้นึ ไป อยา งไรกต็ ามอวิชชาและตณั หานั้นมาดว ยกันเสมอขนึ้ อยกู บั วา อวิชชาจะแสดงบทบาทเดนหรอื ตณั หาจะแสดงบทบาทเดน เมอ่ื อวิชชาเกิดขึ้นก็เขาสูกระบวนธรรมปฏิจจสมปุ บาท แมเ มื่อตัณหาเกิดขน้ึ ก็ เขาสวู งจรปฏจิ จสมุปบาทเชน เดยี วกัน ดังนั้นบทบาทของโยนโิ สมนสิการจงึ เริ่มทําหนาทีพ่ จิ ารณาโดยแยบ ๓๗๐ พระเทพเวท(ี ป.อ.ปยตุ โฺ ต) ,พจนานุกรมพุทธศาสน ฉบบั ประมวลศพั ท, พิมพค รง้ั ที่ ๔,(กรุงเทพฯ:บริษัท ดา นสทุ ธาการพิมพ,๒๕๓๑) , หนา ๒๔๔. ๓๗๑ ท.ี ม.อ.(ไทย) ๒/๑/๕๕๖. ๓๗๒ ที.ม.อ.(ไทย) ๒/๑/๑๓๕, ๕๕๖, ๒/๒/๓๑๘. ๓๗๓ ท.ี ม.อ.(ไทย) ๒/๑/๑๓๕, ๕๕๖, ๒/๒/๓๑๘. ๓๗๔ ใชข ยายความปถมนสิการ ดูรายละเอียดใน ท.ี สี.อภินวฏีกา (บาลี) ๔๘๑. ๓๗๕ ท.ี ม.อ.(ไทย) ๒/๒/๓๔๒, ม.ม.ู อ.(ไทย) ๑/๑/๗๗๑, อภ.ิ ว.ิ อ.(ไทย) ๒/๒/๑๔๓. ๓๗๖ พระพรหมคณุ าภรณ, พุทธธรรม,หนา ๖๗๕.

๑๗๓ คายเพื่อสกดั อวชิ ชา และตัณหาไว เมอื่ โยนโิ สมนสกิ ารเกดิ ขึ้น ยอ มนําไปสกู ารปฏิบัติตามมรรคมีองค ๘ ซ่ึง มีสัมมาทิฏฐเิ ปนองคธ รรมแรก เมอ่ื สมั มาทฏิ ฐเิ กดิ ขึ้น วชิ ชายอ มเกดิ ขึ้น อวชิ ชายอมดบั ไป กระบวนธรรม แหงนิโรธวารแหง ปฏจิ จสมปุ บาทก็ดําเนินไปสคู วามดับทกุ ขในทสี่ ดุ การพิจารณาวิธคี ิดหรือการกระทําไวใ นใจ (โยนโิ สมนสกิ าร) จําแนกโดยสรุปเปน ๒ ประเภท คือ ๑. โยนโิ สมนสิการระดบั สมมตสิ จั จะ หมายถงึ วธิ ีคิดหรือการกระทาํ ไวในใจโดยอบุ ายที่ทาํ ให เกดิ ความคิดทด่ี งี าม ความคิดในแงบวกทท่ี าํ ใหเ กิด ประโยชนท้ังแกต นเองเปนเบือ้ งตน และประโยชนแก สังคมเปนที่สุด การพิจารณาในลกั ษณะนีย้ ังอยบู นพน้ื ฐานของสมมตสิ จั จะ เปน วิธีคิดเพ่ือการดาํ เนินชีวิตที่ ดงี ามตามระบบของสงั คม ซึง่ สอดคลองกับพระพรหมคุณาภรณท ่ีทานไดจ ัดไวใ นโยนิโสมนสกิ ารประเภท สรางเสรมิ คุณภาพจติ มงุ ปลุกเรากศุ ลธรรม376๓๗๗สกดั ตณั หาเพอื่ เตรยี มความพรอ มและสรา งนสิ ัย เพอ่ื นําไปสูโ ลกียสมั มาทิฏฐิ ๒. โยนิโสมนสกิ ารระดับปรมตั ถสัจจะ หมายถงึ การกระทาํ ไวใ นใจโดยแยบคายในการพิจารณา เห็นสิ่งตา ง ๆ ตามสภาวะความเปน จรงิ เหน็ สงิ่ ที่ไมเทย่ี ง วาไมเท่ียง เห็นสิง่ ทเี่ ปนทกุ ข วา เปน ทุกข เห็น ความเปนอนัตตา วา เปนอนัตตา หรือโดยสจั จานโุ ลมกิ ญาณ377๓๗๘เปนตน ไป น้เี รียกวา โยนิโสมนสิการ ระดบั โลกตุ ตระ เปนลกั ษณะการเจริญวิปสสนาญาณ กําจดั อกศุ ลมูลโดยเดด็ ขาด เพ่อื นาํ ไปสูโลกตุ ตร สัมมาทฏิ ฐิ การเลอื กตัดสนิ ใจ การเลอื กตัดสนิ ใจเปนประเภทหนง่ึ ของการคดิ เรย คอรซ นี ี (Ray Corsini) กลา ววา “การเลือก ตดั สินใจ เปน ความสามารถทีจ่ ะเลือกอยา งอิสระและชาญฉลาด”378๓๗๙ ๓๗๗ เรอื่ งเดิม , หนา ๗๒๗. ๓๗๘ ที.ม.อ.(ไทย) ๒/๑/๕๕๖. ๓๗๙ Ability to make independent and intelligent choices. R. J. Corsini, The Dictionary of Psychology, p.253.

๑๗๔ การเลอื กตัดสนิ ใจจงึ หมายถงึ กระบวนการภายในจิตใจทมี่ ีความสามารถในการเลอื กทจ่ี ะทําสิง่ ใด ส่งิ หนึ่งจากหลาย ๆ ส่ิงในขอจาํ กัดที่มอี ยู โดยการเลอื กน้นั สามารถทีจ่ ะทาํ ไดโ ดยไมถ กู บงั คับ นอกจากนี้ ยงั ตอ งเปน ไปอยา งชาญฉลาด379๓๘๐ ในยคุ แรก ๆ การศกึ ษาเรอ่ื งการตดั สนิ ใจไมเ ปนทส่ี นใจของงนกั จิตวทิ ยา แตเปนความนา สนใจ ของนักเศรษฐศาสตร นกั ปรชั ญา ทฤษฎหี นงึ่ ทีน่ กั จิตวิทยาใหค วามสนใจ คอื ทฤษฎอี รรถประโยชน (utility theory)๓๘๑ ซงึ่ เปน ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร ท่แี สดงใหเหน็ วา การเลอื กตัดสินใจข้ึนอยูกับ ผลประโยชนทคี่ าด และจาํ นวนที่จะไดรับผลประโยชน ในยคุ ตอมา นกั จิตวทิ ยาหลายทานไดศึกษาเรื่องการตัดสนิ ใจเพ่มิ เตมิ และแสดงใหเ หน็ วา การ เลือกตดั สนิ ใจในโอกาสทีจ่ ะสญู เสยี จะมีความออนไหวมากกวา การเลือกตัดสินใจในโอกาสท่ไี ดร ับ ผลตอบแทน381๓๘๒ ในจิตวิทยาพทุ ธศาสนา การเลือกตดั สนิ ใจเปนการคดิ ประเภทหนึ่ง พระพุทธเจา ตรสั สอนวิธเี ลือก ตดั สินใจโดยการพจิ ารณาตามความเปนจริง โดยใหเ ห็นถงึ คุณและโทษ ประโยชนและไมใชประโยชน ส่งิ ท่ี จะนํามาซ่ึงความสุขหรอื ความทกุ ข ดังพระพุทธพจนว า “ภกิ ษุทัง้ หลาย เมื่อกอ นเราเปนพระโพธิสัตวยังไมไดตรสั รู ไดม คี วามคิดดงั นี้วา ‘ในโลกน้ี อะไร หนอเปนคณุ (อัสสาทะ) อะไรเปนโทษ (อาทีนวะ) อะไรเปน เครอ่ื งสลัดออก (นิสสรณะ)’ เรานนั้ ไดม ี ความคดิ ดงั น้วี า ‘สภาพทีส่ ขุ โสมนัสอาศยั โลกเกิดขนึ้ น้เี ปน คณุ ในโลก สภาพท่ีไมเ ทย่ี ง เปนทกุ ข มคี วาม ๓๘๐ นันทพล โรจนโกศล, พทุ ธประสาทจรยิ ศาสตรก บั ภาวะบกพรองทางสมอง, หนา ๑๕๓. ๓๘๑ R. J. Sternberg, Cognitive Psychology, 3rd edition, Belmont, CA : Wadsworth/Thompson Learning, 2003, p. 405. ๓๘๒ ดูรายละเอียดใน D. Kahneman, and A. Tversky, “Prospect theory : An Analysis of decision under risk”, Econometrica, vol.47 (1979) : 263-291.

๑๗๕ แปรผันเปนธรรมดา เปนโทษในโลก ธรรมทเี่ ปนขอ กําจัดฉนั ทราคะ ธรรมเปน ท่ีละฉนั ทราคะ382๓๘๓ เปน เครอื่ งสลดั ออกไปในโลก”383๓๘๔ นอกจากนี้ พระพุทธเจาทรงแนะนําใหพิจารณาโดยมงุ ทีค่ ณุ คาท่แี ท ไมใชคณุ คา เทยี ม ดังพระ พุทธพจนทีว่ า “ภิกษใุ นธรรมวนิ ัยนีพ้ จิ ารณาโดยแยบคายแลวใชสอยจวี รเพียงเพ่ือปองกนั ความหนาว ความรอ น เหลอื บ ยงุ ลม แดด และสมั ผัสแหงสตั วเลอ้ื ยคลาน เพียงเพือ่ ปกปด อวยั วะทก่ี อใหเ กดิ ความ ละอาย”384๓๘๕ ยกตัวอยา งในท่ีนคี้ อื คณุ คาแทของการนุง หมเสอ้ื ผา คือเพ่ือปองกันความหนาวรอน เพื่อปกปด อวัยวะท่ีกอใหเ กิดความอาย สว นสีสนั สไตลก ารออกของเสื้อผา เครอ่ื งนงุ หม เพื่อความสวยงามนนั้ เปน เพยี งคณุ คา เทยี ม ลักษณะเชน นจ้ี ึงเปน ลกั ษณะการเลือกตัดสนิ ใจตามคําสอนของพระพุทธเจา วิธีคิดตามหลกั จิตวิทยาพุทธศาสนา ในพระไตรปฎก พระพทุ ธเจา ตรสั สอนวิธีคิดไวห ลายวิธี เพ่ือใหเ หมาะสมกบั อปุ นิสัยของแตละ บคุ คล กลาวไว ๑๐ วิธีคดิ ดังนี้ ๑ คดิ สบื สาวเหตปุ จ จัย ๒ คดิ แยกแยะสว นประกอบ ๓ คิดแบบรเู ทา ทนั ธรรมดา ๔ คิดแบบแกป ญ หา ๕ คิดแบบตามหลักการและความมงุ หมาย ๓๘๓ ธรรมเปนทีก่ าํ จดั ฉันทราคะ ธรรมเปน ท่ีละฉันทราคะ หมายถึง นิพพาน, องฺ.ตกิ .อ. (ไทย) ๑/๓/๕๑๑- ๕๑๒. ๓๘๔ อง.ฺ ตกิ . (ไทย) ๒๐/๑๐๔/๓๔๘. ๓๘๕ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๒๓/๒๓.

๑๗๖ ๖ คดิ แบบรูทนั คณุ โทษและทางออก ๗ คิดแบบคณุ คาแทคณุ คา เทยี ม ๘ คดิ แบบปลกุ เราคณุ ธรรม ๙ คดิ แบบเปน อยูใ นปจ จุบัน ๑๐ คดิ แบบวภิ ชั ชวาท ดงั รายละเอยี ดพอสงั เขปดงั นี้ ๑ วธิ ีคดิ แบบสบื สาวเหตุปจ จยั วิธีคดิ แบบสืบสาวเหตุปจจยั คอื พจิ ารณาปรากฏการณที่เปนผล ใหร ูจกั สภาวะทเี่ ปน จรงิ หรอื พิจารณาปญหา หาหนทางแกไ ข ดว ยการคนหาสาเหตุและปจจยั ตาง ๆ ที่สัมพนั ธส งผลสบื ทอดกันมา อาจเรยี กวา วิธีคิดแบบอทิ ปั ปจ จยตา หรือคิดตามหลกั ปฏจิ จสมุปบาท จดั เปน วิธีโยนิโสมนสิการแบบ พ้ืนฐาน385๓๘๖ พจิ ารณาไดจ ากการแสดงธรรมของพระพุทธเจาในการอธบิ ายคาํ สอนเรอื่ งปฏิจจสมุปบาทดังพุทธ พจนว า เพราะอวิชชาเปนปจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเปนปจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเปนปจจัย นามรูปจึงมี เพราะนามรูปเปนปจจัย สฬายตนะจึงมี เพราะสฬายตนะเปนปจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะ เปนปจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเปนปจจัย ตัณหาจึงมี เพราะตัณหาเปนปจจัย อุปาทานจึงมี เพราะ อุปาทานเปนปจจัย ภพจึงมี เพราะภพเปนปจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเปนปจจัย ชรา มรณะ โสกะ(ความ เศราโศก) ปริเทวะ(ความคร่ําครวญ) ทุกข(ความทุกขกาย) โทมนัส(ความทุกขใจ) และอุปายาส(ความคับ แคนใจ) จงึ มี ๓๘๗ 386 พุทธพจนดังกลาวแสดงถึงกระบวนการเกิดแหงทุกขตามหลักปฏิจจสมุปบาทโดยเริ่มจาก อวิชชาเปนปจจัยใหเกิดสังขาร เร่ือยมาถึงชาติเปนปจจัยใหเกิดชรามรณะ และมีผลสุดทายคือเกิดความ ๓๘๖ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พทุ ธธรรม, หนา ๖๒๘. ๓๘๗ ส.ํ น.ิ (ไทย) ๑๖/๑/๑-๒, ๒/๓-๔, ๓/๙.

๑๗๗ ทุกขทั้งปวงข้ึน กระบวนการแหงการเกิดขึ้นแหงทุกขที่เก่ียวเนื่องกันตลอดสายนี้ เรียกวา ปฏิจจสมุปบาท สายสมทุ ยวาร ตอจากนั้นพระพุทธองคทรงแสดงถึงกระบวนการแหงความดับทุกขโดยเร่ิมจากอวิชชาและมี ผลสุดทา ยคือความดับทุกขท ั้งปวง กระบวนการแหงความดับทุกขน ้ี เรยี กวา ปฏิจจสมุปบาทสายนโิ รธวาร ดังพุทธพจนว า เพราะอวิชชาดับไปไมเหลือดวยวิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณ ดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจงึ ดับ เพราะเวทนาดบั ตัณหาจงึ ดบั เพราะตณั หาดับ อุปาทานจงึ ดับ เพราะอปุ าทานดับ ภพจงึ ดับ เพราะภพดบั ชาติจึงดบั เพราะชาตดิ บั ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส และอปุ ายาสจงึ ดบั 387๓๘๘ ๒ วิธีคิดแบบแยกแยะสวนประกอบ วิธีคิดแบบแยกแยะสวนประกอบ หรือกระจายเน้ือหา เปนการคิดท่ีมุงใหมอง และใหรูจักสิ่ง ท้ังหลายตามสภาวะของมันเอง ในทางธรรม อาทิ หลักธรรมขันธ ๕ ทานมักใชพิจารณาเพื่อใหเห็นความ ไมมีแกนสาร หรือความไมเปนตัวเปนตนที่แทจริงของสิ่งท้ังหลาย ใหหายยึดติดถือมั่นในสมมติบัญญัติ โดยเฉพาะการพิจารณาเห็นสัตวบุคคล เปนเพียงการประชุมกันขององคประกอบตาง ๆ ๓๘๙ คือ รูป 388 เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เปนการแยกแยะสวนประกอบตางๆ เพ่ือใหเกิดความเขาใจตาม สภาวะ และชว ยใหพ จิ ารณาเหน็ ความเปน อนัตตาไดช ดั เจน ดังตวั อยา งท่ปี รากฏใน วชริ าสตู ร วาดว ยวชริ าภิกษณุ ี ทีก่ ลา วคาถากับมาร ดังน้ี “ขา พเจา ไดส ดับมาอยา งน้ี สมยั หนง่ึ พระผูมพี ระภาคประทบั อยู ณ พระเชตวนั อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวตั ถี คร้นั เวลาเชา วชิราภิกษณุ ีครองอันตรวาสก ถอื บาตร และจีวร เขา ไปบณิ ฑบาตยังกรุงสาวัตถี กลับจากบณิ ฑบาต ภายหลังจากฉนั ๓๘๘ สํ.น.ิ (ไทย) ๑๖/๑/๑-๒, ๒/๓-๔, ๓/๙. ๓๘๙ พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, หนา ๖๒๙.

๑๗๘ ภัตตาหารเสร็จแลว เขาไปยงั ปาอันธวันเพ่ือพักกลางวัน ถงึ ปาอนั ธวันแลว จงึ น่งั พกั กลางวนั ทีโ่ คนตนไมแ หงหน่งึ ลาํ ดับนั้น มารผูม บี าปประสงคจ ะใหว ชริ าภกิ ษณุ ีเกดิ ความกลัว ความหวาด สะดุง ความขนพองสยองเกลา และประสงคจ ะใหเคล่ือนจากสมาธิ จึงเขา ไปหา วชริ าภิกษณุ ีถึงที่น่งั พกั แลว ไดกลา วกับวชิราภิกษณุ ดี ว ยคาถาวา ใครสรา งสตั วนี้ ผสู รา งสตั วอยูทไ่ี หน สตั วเ กิดข้ึนที่ไหน สัตวดับที่ไหน ลําดับน้ัน วชริ าภิกษุณไี ดม คี วามคดิ ดังนว้ี า “นีใ่ ครหนอมากลาวคาถา จะเปน มนุษยหรืออมนุษยก นั แน” ทนั ใดนน้ั วชริ าภิกษุณีไดมคี วามคดิ ดงั นอี้ ีกวา “น่ีคอื มาร ผูมีบาป ประสงคจะใหเราเกิดความกลวั ความหวาดสะดุง ความขนพองสยองเกลา และประสงคจะใหเ คลอื่ นจากสมาธิ จึงกลาวคาถา” คร้งั น้นั แล วชริ าภิกษณุ ีทราบวา “น่คี อื มารผูมบี าป” จงึ ไดก ลาวกบั มาร ผูมีบาปดวยคาถาวา มารเอย ทฏิ ฐขิ องเจาเชื่อวา อะไรเปนสัตว กองแหง สงั ขารลวนๆ น้ี บณั ฑติ จะเรยี กวา สัตวไมไดเลย เม่ือขนั ธท้งั หลายมีอยู การสมมติวา สตั วก ม็ ไี ด เหมอื นคาํ วา รถมไี ดเ พราะประกอบสวนตา งๆ เขาดวยกัน อน่ึง ทกุ ขเ ทานั้นเกิดขึ้น ทุกขเทา นน้ั ดํารงอยแู ละแปรผนั ไป นอกจากทุกข ไมม ีสิ่งอ่นื เกิดข้ึน นอกจากทุกข ไมม ีอะไรอืน่ ดับไป ลําดับนัน้ มารผูมบี าปเปน ทกุ ขเสยี ใจวา “วชริ าภกิ ษุณรี ูจ กั เรา” จึงหายตัวไป ณ ท่นี น้ั เอง”389๓๙๐ ๓๙๐ ส.ํ ส. (ไทย) ๑๕/๑๗๑/๒๒๗-๘.

๑๗๙ ๓ วิธคี ิดแบบรูเทาทันธรรมดา วิธีคิดแบบรูเทาทันธรรมดา คือ มองอยางรูเทาทันความเปนอยูเปนไปของสิ่งท้ังหลาย ซึ่งจะตอง เปน อยางนั้น ๆ ตามธรรมดาของมันเอง โดยเฉพาะกม็ งุ ที่ประดาสัตวและสง่ิ ที่คนทว่ั ไปจะรูเขา ใจถงึ ได ธรรมดาน้ัน ไดแ ก อาการทสี่ ิง่ ท้งั หลายทงั้ ปวง ทเี่ กดิ จากปจจัยปรงุ แตงขนึ้ จะตอ งเปนไปตามเหตุ ปจจัย ไมเ ทย่ี ง ไมย่งั ยนื ไมคงอยตู ลอดไป เรียกวา เปน อนิจจัง ธรรมดานนั้ คอื อาการท่ปี จจัยท้งั หลายทัง้ ภายในภายนอกทกุ อยา ง ตางกเ็ กดิ ดับ เปลีย่ นแปลงไป ตลอดเวลาเสมอ เมื่อเขามาสัมพันธกัน สิ่งเหลาน้ันจึงมีสภาวะบีบคั้นกดดัน ไมอาจคงอยูสภาพเดิมได จะตอ งมคี วามแปรปรวนเปล่ยี นสภาพ ทีเ่ รียกวา ทุกข ธรรมดานั้น คือ มีภาวะของมันเอง เปนไปตามเหตุปจจัย ไมอาจเปนของของใคร ไมอาจเปนไป ตามความปรารถนาของใคร ไมมีใครครอบครองเปนเจาของหรือบังคับบัญชาส่ังการอะไรไดจริง เรียกวา เปน อนตั ตา390๓๙๑ การเขาไปเกี่ยวของและสัมพันธกับส่ิงทั้งหลายดวยวิธีคิดแบบรูเทาทันธรรมดา จะชวยใหเกิด ความผอนคลาย รูเทาทันและยอมรับความจริงของธรรมชาติ และทําใหใจเปนอิสระ ดังปรากฏในพระ โคมยปณ ฑสตู รดงั น้ี “ครง้ั นน้ั ภกิ ษรุ ปู หน่งึ ฯลฯ น่งั ณ ทีส่ มควร ไดท ูลถามพระผมู ีพระภาคดังนว้ี า “ขาแตพระองคผูเจริญ รูปอยางใดอยางหนึ่งที่จักเท่ียงแท ย่ังยืน คงทน ไมผันแปร เท่ียงเสมออยูอยางน้ัน มอี ยูหรือ เวทนาอยา งใดอยา งหนึ่งทจี่ กั เทยี่ งแท ยง่ั ยนื คงทน ไมผ ันแปร เท่ียงเสมออยูอยางน้ัน มีอยูหรอื สัญญาอยา งใดอยา งหนง่ึ ทจี่ ักเท่ยี งแท ยง่ั ยืน คงทน ไมผันแปร เท่ียงเสมออยอู ยา งนน้ั มอี ยูหรือ สงั ขารอยางใดอยา งหนงึ่ ที่จักเทีย่ งแท ยั่งยืน คงทน ไมผ ันแปร เท่ยี งเสมออยูอยา งนน้ั มีอยหู รือ วญิ ญาณอยา งใดอยา งหน่งึ ทจี่ ักเที่ยงแท ย่งั ยืน คงทน ไมผนั แปร เที่ยงเสมออยอู ยางน้ัน มอี ยูหรือ” ๓๙๑ ดรู ายละเอียดใน พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พทุ ธธรรม, หนา ๒๓๑.

๑๘๐ พระผูม ีพระภาคตรสั ตอบวา “ภิกษุ รปู อยา งใดอยา งหนึ่งท่จี กั เที่ยงแท ย่ังยืน คงทน ไมผนั แปร เทยี่ งเสมออยอู ยา งน้นั ไมมเี ลย เวทนาอยา งใดอยางหนึ่ง ... สัญญาอยางใดอยา งหน่ึง ... สงั ขารเหลา ใดเหลาหน่ึง ... วญิ ญาณอยา งใดอยางหนึง่ ท่ีจักเทย่ี งแท ยั่งยนื คงทน ไมผ นั แปร เทย่ี งเสมออยูอยา งนน้ั ไมมีเลย” ลาํ ดบั น้นั พระผมู พี ระภาคทรงหยบิ กอ นโคมัย (มลู โค) เล็ก ๆ ขึน้ มาแลว ตรสั วา “ภกิ ษุ การไดอ ัตภาพแมป ระมาณเทา นี้ท่จี ักเที่ยงแท ยั่งยืน คงทน ไม ผันแปร เท่ียงเสมออยูอยางนน้ั ไมม ี ถา แมการไดอ ตั ภาพประมาณเทา นี้ จกั เทยี่ งแท ยั่งยืน คงทน ไมผ นั แปรแลว ไซร การอยปู ระพฤติพรหมจรรย เพ่อื ความส้ินทกุ ขโ ดยชอบน้ี ก็จะไมพ ึงปรากฏ แตเพราะการได อตั ภาพแมป ระมาณเทา นท้ี จ่ี กั เทย่ี งแท ยงั่ ยนื คงทน ไมผ ันแปร ไมม ี ฉะนน้ั การอยปู ระพฤติพรหมจรรย เพือ่ ความส้ินทกุ ขโ ดยชอบจงึ ปรากฏ...” ๓๙๒ ๔ วธิ คี ดิ แบบแกป ญหา วิธีคิดแบบแกปญหา เรียกตามโวหารทางธรรมวา วิธีคิดแบบอริยสัจ หรือ วิธีแหงความดับทุกข เปนวิธีคิดตามเหตุและผล หรือสืบสาวจากผลไปหาเหตุ แลวแกไขทต่ี นเหตุ เปนวิธีคิดท่ีมุงตรงตอส่ิงที่ตอง ทําตองปฏิบัติตองเกี่ยวของของชีวิต ไมฟุงซานออกไปนอกเร่ือง ที่สักแตคิดเพื่อตอบสนองตัณหา มานะ ทิฏฐิ ที่ไมอาจะนํามาปฏิบัติในการแกไขปญหาได392๓๙๓ ดังปรากฏใน จูฬมาลุงกยสูตร เหตุแหงอัพยากต ปญหา ๑๐ ประการ ดังน้ี “ขาพเจาไดสดับมาอยา งน้ี สมยั หน่งึ พระผมู พี ระภาคประทบั อยู ณ พระเชตวนั อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรงุ สาวัตถี ครงั้ นนั้ แล ทา นพระมาลงุ กยบุตร หลีกเรนอยูใ นที่สงัด ไดเกดิ ความคดิ คาํ นึงอยา งนว้ี า “ทฏิ ฐทิ พ่ี ระผมู พี ระภาคไมต รัสตอบ ทรงงด ทรงวางเฉยเหลา นี้ คือ ทิฏฐิวา ‘โลกเท่ยี ง โลกไมเท่ยี ง โลกมที ี่สดุ โลกไมม ที ีส่ ดุ ชวี ะกับสรรี ะเปน อยา งเดยี วกัน ๓๙๒ สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๙๖/๑๘๓-๑๘๔. ๓๙๓ พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พทุ ธธรรม, หนา ๖๓๔.

๑๘๑ ชีวะกบั สรีระเปนคนละอยางกัน หลังจากตายแลว ตถาคต393๓๙๔เกดิ อกี หลังจากตายแลว ตถาคตไมเ กิดอกี หลังจากตายแลว ตถาคตเกิดอกี และไมเ กิดอีก หลังจากตายแลว ตถาคตจะวาเกิดอีกกม็ ใิ ช จะวาไมเ กิดอีกก็มใิ ช’ การที่พระผูมพี ระภาค ไมท รงตอบ ทฏิ ฐิเหลา น้นั แกเรา เราไมช อบใจ เราไมพอใจ เราจักเขา ไปเฝา พระผมู พี ระภาคอกี จะทลู ถามเน้อื ความนนั้ ถา พระผมู ีพระภาคจกั ตรสั ตอบเราวา ‘โลกเทีย่ ง ฯลฯ หลงั จากตายแลว ตถาคตจะวา เกิดอีกกม็ ิใช จะวาไมเกิดอกี กม็ ใิ ช’ เรากจ็ ักประพฤตพิ รหมจรรยใ น พระผมู ีพระภาคตอไป ถา พระผูม พี ระภาค จักไมต รัสตอบเราวา ‘โลกเทีย่ ง โลกไมเทยี่ ง โลกมีที่สุด โลกไมม ีทส่ี ุด ชีวะกบั สรรี ะเปนอยา งเดยี วกนั ชีวะกบั สรีระเปนคนละอยางกนั หลังจาก ตายแลวตถาคตเกดิ อีก หลังจากตายแลว ตถาคตไมเ กิดอีก หลงั จากตายแลว ตถาคตเกิดอกี และไมเกดิ อกี หลงั จากตายแลวตถาคตจะวาเกิดอกี ก็มใิ ช จะวา ไมเ กดิ อีกก็มิใช’ เรากจ็ ักลาสิกขาไปเปนคฤหัสถ” 394๓๙๕ ครนั้ เวลาเย็น ทา นพระมาลุงกยบตุ รออกจากท่หี ลีกเรน เขาไปเฝา พระผูมพี ระภาคถึงทป่ี ระทบั ถวายอภวิ าทแลว นง่ั ณ ที่สมควร ไดกราบทูลพระผมู ี พระภาควา 395๓๙๖ “ขาแตพ ระองคผูเจริญ ขอประทานวโรกาส เมอ่ื ขา พระองคอยูใ น ทสี่ งัด หลีกเรน อยู ไดเ กดิ ความคิดคํานงึ อยางน้วี า ‘ทฏิ ฐิทพ่ี ระผมู ีพระภาคไม ตรัสตอบ ทรงงด ทรงวางเฉยเหลา นี้ คือ ทฏิ ฐิวา ‘โลกเทย่ี ง โลกไมเ ทย่ี ง โลกมี ทสี่ ุด โลกไมม ที สี่ ดุ ชวี ะกับสรรี ะเปน อยา งเดยี วกนั ชวี ะกับสรีระเปน คนละอยา งกัน หลังจากตายแลวตถาคตเกดิ อีก หลังจากตายแลว ตถาคตไมเ กดิ อกี หลังจากตาย แลว ตถาคตเกิดอกี และไมเกดิ อกี หลงั จากตายแลวตถาคตจะวา เกิดอกี กม็ ิใช จะวา ไมเ กิดอกี กม็ ใิ ช’ การท่ีพระผมู พี ระภาคไมทรงตอบทฏิ ฐิเหลา นั้นแกเ รา เราไมชอบใจ เราไมพ อใจ เราจกั เขา ไปเฝาพระผูม ีพระภาคอีก จะทลู ถามเนอื้ ความนน้ั ๓๙๔ ตถาคต เปน คาํ ท่ลี ทั ธอิ ่ืนๆ ใชมากอ นพุทธกาลหมายถงึ อัตตา(อาตมัน) ไมไดห มายถงึ พระพทุ ธเจา ในท่ี นห้ี มายถงึ สัตว (เทยี บ ท.ี สี.อ. ๑/๖๕/๑๐๘, ม.ม.อ. ๒/๑๒๒/๑๐๕) ๓๙๕ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๒/๑๓๓-๔. ๓๙๖ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๓/๑๓๔.

๑๘๒ ถา พระผูม ีพระภาคจักตรสั ตอบเราวา ‘โลกเท่ียง ฯลฯ หลังจากตายแลว ตถาคตจะวาเกิดอีกก็มิใช จะวาไมเกิดอกี ก็มใิ ช’ เราก็จกั ประพฤติพรหมจรรยใ น พระผูม พี ระภาคตอไป ถาพระผูมีพระภาคจกั ไมตรัสตอบแกเ ราวา ‘โลกเทย่ี ง โลกไมเ ทีย่ ง โลกมี ท่ีสดุ โลกไมม ที ่สี ดุ ชีวะกับสรรี ะเปน อยา งเดยี วกัน ชีวะกับสรีระเปน คนละอยางกนั หลงั จากตายแลวตถาคตเกดิ อกี หลงั จากตายแลว ตถาคตไมเกิดอีก หลงั จากตาย แลว ตถาคตเกิดอีกและไมเ กดิ อีก หลังจากตายแลว ตถาคตจะวา เกิดอีกก็มิใช จะวา ไมเ กดิ อกี ก็มิใช’ เรากจ็ ักลาสกิ ขาไปเปน คฤหสั ถ ถาพระผูมพี ระภาคทรงทราบวา ‘โลกเท่ยี ง’ ขอจงตรสั ตอบขา พระองคเ ถิดวา ‘โลกเทย่ี ง’ ถาพระผมู พี ระภาคทรงทราบวา ‘โลกไมเทย่ี ง’ ขอจงตรัสตอบขา พระองคเถิดวา ‘โลกไมเทีย่ ง’ ถา พระผูมพี ระภาคไมท รงทราบวา ‘โลกเทย่ี ง หรอื โลกไมเ ทยี่ ง, เมือ่ ไมทรงรู ไมทรงเห็น ก็ขอใหตรัสบอกมาตรง ๆ เถิดวา ‘เราไมร ู เราไมเ หน็ ’ ถาพระผมู ีพระภาคทรงทราบวา ‘โลกมีทส่ี ดุ ’ ขอจงตรัสตอบขาพระองคเ ถิดวา ‘โลกมที สี่ ดุ ’ ถา พระผมู พี ระภาคทรงทราบวา ‘โลกไมม ที ส่ี ดุ ’ ขอจงตรสั ตอบขาพระองคเ ถิด วา ‘โลกไมมีทส่ี ุด’ ถาพระผมู พี ระภาคไมท รงทราบวา ‘โลกมีที่สดุ หรือ โลกไมม ที ่ีสุด’ เมอ่ื ไมท รงรู ไมท รงเห็น กข็ อใหตรสั บอกมาตรง ๆ เถดิ วา ‘เราไมร ู เราไมเห็น’ ถา พระผูมพี ระภาคทรงทราบวา ‘ชีวะกับสรีระเปน อยางเดียวกัน’ ขอจงตรัส ตอบขาพระองคเถิดวา ‘ชีวะกับสรรี ะเปน อยา งเดยี วกนั ’ ถา พระผูมพี ระภาคทรงทราบวา ‘ชีวะกบั สรีระเปนคนละอยา งกนั ’ ขอจงตรัส ตอบขาพระองคเถิดวา ‘ชีวะกับสรีระเปนคนละอยางกนั ’ ถาพระผมู ีพระภาคไมทรงทราบวา ‘ชีวะกับสรีระเปน อยา งเดียวกนั หรือชวี ะ กบั สรรี ะเปนคนละอยา งกนั ’ เมอื่ ไมทรงรู ไมท รงเห็น ก็ขอใหตรสั บอกมาตรง ๆ เถิดวา ‘เราไมร ู เราไมเ หน็ ’ ถาพระผมู ีพระภาคทรงทราบวา ‘หลังจากตายแลวตถาคตเกดิ อกี ’ ขอจง

๑๘๓ ตรสั ตอบขา พระองคเ ถิดวา ‘หลังจากตายแลว ตถาคตเกิดอกี ’ ถาพระผูมพี ระภาคทรงทราบวา ‘หลังจากตายแลว ตถาคตไมเกดิ อกี ’ ขอจง ตรัสตอบขาพระองคเถิดวา ‘หลังจากตายแลวตถาคตไมเ กดิ อกี ’ ถา พระผมู พี ระภาคไมท รงทราบวา ‘หลังจากตายแลว ตถาคตเกดิ อกี หรือ หลงั จากตายแลว ตถาคตไมเกิดอีก’ เม่อื ไมท รงรู ไมทรงเหน็ ก็ขอใหตรัสบอกมา ตรง ๆ เถิดวา ‘เราไมร ู เราไมเ ห็น’ ถา พระผมู ีพระภาคทรงทราบวา ‘หลงั จากตายแลว ตถาคตเกดิ อกี และไมเ กดิ อีก’ ขอจงตรัสตอบขาพระองคเถิดวา ‘หลังจากตายแลวตถาคตเกิดอกี และไมเกิดอีก’ ถาพระผมู ีพระภาคทรงทราบวา ‘หลังจากตายแลว ตถาคตจะวา เกิดอีกก็มใิ ช จะวา ไมเกดิ อกี ก็มใิ ช’ ขอจงตรัสตอบขาพระองคเ ถดิ วา ‘หลังจากตายแลวตถาคต จะวาเกดิ อีกก็มใิ ช จะวา ไมเกดิ อกี กม็ ใิ ช’ ถาพระผูม พี ระภาคไมทรงทราบวา ‘หลังจากตายแลว ตถาคตเกดิ อีกและไมเ กดิ อกี หรือหลังจากตายแลว ตถาคตจะวา เกดิ อกี ก็มใิ ช จะวาไมเ กดิ อีกกม็ ใิ ช’ เม่ือไมทรงรู ไมท รงเหน็ กข็ อใหตรสั บอกมาตรง ๆ เถดิ วา ‘เราไมร ู เราไมเ หน็ ”396๓๙๗ พระพุทธเจาตรัสสอนมาลงุ กยบุตรวา “พระผูมีพระภาคตรสั วา “มาลงุ กยบตุ ร เราไดพดู ไวอยางน้นั กับเธอ หรือวา ‘เธอจงมาประพฤตพิ รหมจรรยใ นเราเถดิ เราจักตอบเธอวา ‘โลกเท่ียง โลกไมเทีย่ ง โลกมที ี่สดุ โลกไมมีที่สดุ ชีวะกับสรรี ะเปน อยางเดยี วกนั ชีวะกบั สรีระเปนคนละอยา งกัน หลงั จากตายแลวตถาคตเกิดอกี หลงั จากตายแลวตถาคต ไมเกิดอกี หลังจากตายแลวตถาคตเกดิ อีกและไมเกิดอกี หลงั จากตายแลว ตถาคต จะวา เกิดอกี ก็มิใช จะวาไมเกิดอกี ก็มิใช บา งไหม” ทานพระมาลุงกยบตุ รกราบทลู วา “ไม พระพุทธเจาขา ” “กห็ รอื วา เธอไดพูดไวกบั เราอยางนี้วา ‘ขาแตพระองคผ ูเ จรญิ ขา พระองคจ ัก ประพฤตพิ รหมจรรยใ นพระผูมพี ระภาค ถา พระผมู พี ระภาคจกั ตรสั ตอบขาพระองค วา ‘โลกเทีย่ ง โลกไมเทย่ี ง โลกมที ีส่ ุด โลกไมม ที ่สี ุด ชีวะกับสรีระเปน อยางเดยี วกัน ชวี ะกับสรีระเปนคนละอยา งกนั หลังจากตายแลวตถาคตเกิดอกี หลงั จากตายแลว ๓๙๗ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๔/๑๓๔-๖.

๑๘๔ ตถาคตไมเ กิดอีก หลงั จากตายแลวตถาคตเกดิ อีกและไมเ กดิ อีก หลงั จากตายแลว ตถาคตจะวาเกิดอีกกม็ ิใช จะวา ไมเกดิ อีกก็มใิ ช บา งไหม” “ไม พระพุทธเจา ขา” “มาลงุ กยบุตร ไดยินวา เรามิไดพ ูดไวก ับเธอดังนวี้ า ‘เธอจงมาประพฤติ พรหมจรรยใ นเราเถดิ เราจักตอบเธอวา ‘โลกเทย่ี ง โลกไมเ ทยี่ ง ฯลฯ หลังจากตาย แลว ตถาคตจะวาเกิดอีกกม็ ใิ ช จะวา ไมเ กิดอีกกม็ ใิ ช’ ฯลฯ ไดย ินวา แมเ ธอก็มไิ ดพดู กับเราวา ‘ขา แตพระองคผูเจริญ ขา พระองคจ ักประพฤตพิ รหมจรรยในพระผูมี พระภาค ถาพระผมู พี ระภาคจกั ตรัสตอบขาพระองคว า ‘โลกเทยี่ ง โลกไมเ ทีย่ ง ฯลฯ หลังจากตายแลวตถาคตจะวาเกดิ อีกกม็ ใิ ช จะวา ไมเกิดอีกก็มิใช’ โมฆบุรุษ เมื่อเปน อยางนนั้ เธอเปนใคร จะมาทวงอะไรกับใครเลา 397๓๙๘ พระพุทธเจาตรสั ตําหนิมาลงุ กยบุตร และทรงอปุ มาดว ยบุคคลท่ีตอ งศรธนู ท่ไี มส นใจรบั การ รักษา แตกลับสนใจทอ่ี ยากรเู พยี งวาใครคอื ผยู งิ ลกู ศรนัน้ ซ่งึ ไมใชว ิธีคดิ ทีถ่ กู ตองในการแกไขปญหา ดงั พระพทุ ธพจน “มาลุงกยบุตร บคุ คลใดจะพึงกลาวอยา งนี้วา ‘ตราบใดที่พระผูมี พระภาคยงั ไมทรงตอบเราวา ‘โลกเท่ียง โลกไมเท่ียง ฯลฯ หลงั จากตายแลว ตถาคตเกดิ อกี และไมเ กิดอกี หลงั จากตายแลวตถาคตจะวาเกดิ อกี กม็ ิใช จะวา ไมเ กิดอกี กม็ ิใช’ ตราบนน้ั เราก็จักไมป ระพฤติพรหมจรรยใ นพระผมู ีพระภาค ตอ ใหบุคคลนน้ั ส้ินชวี ติ ไปตถาคตก็ไมตอบเร่ืองนนั้ เปรียบเหมือนบุรุษตอ งลูกศรที่ อาบยาพิษอยา งรายแรง มติ รอํามาตย ญาติสาโลหิต398๓๙๙ของบุรุษนัน้ พึงไปหาแพทย ผชู ํานาญในการผาตดั มารักษาบรุ ษุ ผูตอ งลูกศรนน้ั พึงกลาวอยา งนว้ี า ‘ตราบใดทีเ่ รา ยังไมรจู ักคนทยี่ งิ เราเลยวา เปนกษัตริย พราหมณ แพศย หรอื ศทู ร ตราบนน้ั เราก็ จักไมถ อนลกู ศรน้ีออกไป’ บรุ ษุ ผูตองลูกศรนนั้ พึงกลาวอยา งนี้วา ‘ตราบใดที่เรายังไมร จู กั คนท่ียิงเราวา ๓๙๘ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๕/๑๓๖-๗. ๓๙๙ ญาติ หมายถึงบิดามารดาของสามี หรอื บิดามารดาของภรรยาและเครอื ญาติของท้งั ๒ ฝา ย สาโลหติ หมายถึงผรู วมสายเลอื ดเดียวกัน ไดแ ก ปูหรอื ตา เปน ตน (ม.ม.ู อ. ๑/๖๕/๑๗๒)

๑๘๕ มชี อ่ื อยางน้ี มีโคตรอยา งนี้ ตราบนน้ั เราก็จกั ไมถ อนลูกศรนอ้ี อกไป’ บรุ ษุ ผูตองลกู ศรนนั้ พึงกลาวอยา งน้ีวา ‘ตราบใดที่เรายังไมร ูจ ักคนที่ยงิ เราวา เปน คนสูง ตาํ่ หรือปานกลาง ตราบนั้น เราก็จักไมถ อนลกู ศรน้อี อกไป’ บรุ ษุ ผูตองลูกศรนน้ั พงึ กลาวอยา งนวี้ า ‘ตราบใดที่เรายงั ไมรจู ักคนที่ยงิ เราวา เปนคนผิวดํา ผวิ คลาํ้ หรือผวิ สองสี ตราบนั้น เรากจ็ กั ไมถ อนลกู ศรนี้ออกไป’ บรุ ษุ ผูตอ งลกู ศรนน้ั พึงกลาวอยางน้ีวา ‘ตราบใดทเ่ี รายงั ไมร ูจักคนทย่ี งิ เราวา อยใู นบาน นิคม หรอื นครชอื่ โนน ตราบนัน้ เรากจ็ ักไมถอนลูกศรนีอ้ อกไป’ บรุ ษุ ผูต อ งลกู ศรนน้ั พงึ กลา วอยางนว้ี า ‘ตราบใดท่ีเรายังไมร จู ักธนทู ีเ่ ขาใชย ิง เราวา เปน ชนิดมแี ลง หรอื ชนดิ เกาทัณฑ ตราบนนั้ เราก็จกั ไมถ อนลูกศรนอี้ อกไป’ บรุ ษุ ผตู อ งลกู ศรนน้ั พึงกลาวอยางน้ีวา ‘ตราบใดท่เี รายังไมรูจักสายธนูทเี่ ขาใช ยงิ เราวา เปนสายที่ทําดว ยปอ ผิวไมไผ เอน็ ปา น หรือเย่ือไม ตราบน้นั เราก็จกั ไมถอนลกู ศรนอี้ อกไป’ บรุ ษุ ผูตอ งลกู ศรนน้ั พึงกลา วอยา งนี้วา ‘ตราบใดทเ่ี รายังไมร จู ักลกู ธนทู ีเ่ ขาใชยิง เราวา เปนธนูทท่ี ําดวยไมเ กดิ เองหรอื ไมค ัดปลูก ตราบน้ัน เราก็จักไมถอนลูกศรนี้ ออกไป’ บุรษุ ผตู อ งลกู ศรนนั้ พงึ กลาวอยางนว้ี า ‘ตราบใดท่เี รายงั ไมร จู กั หางเกาทณั ฑท ี่เขา ใชยงิ เราวา เปนหางท่เี สยี บดวยขนปก นกแรง นกตระกรุม นกเหยี่ยว นกยงู หรอื นกปากหา ง ตราบนั้น เราก็จกั ไมถอนลูกศรน้ีออกไป’ บรุ ษุ ผูต อ งลกู ศรนนั้ พึงกลาวอยา งนีว้ า ‘ตราบใดทเ่ี รายังไมรูจักเกาทัณฑทเ่ี ขา ใชย ิงเราวา เปนสงิ่ ท่เี ขาพนั ดว ยเอ็นววั เอน็ ควาย เอ็นคาง หรือเอน็ ลิง ตราบนน้ั เราก็จกั ไมถ อนลูกศรน้ีออกไป’ บุรษุ ผตู อ งลูกศรนน้ั พึงกลา วอยา งนีว้ า ‘ตราบใดทีเ่ รายงั ไมร ูจกั ลูกธนูท่เี ขาใชย งิ เราวา เปน ลกู ศรธรรมดา ลกู ศรคม ลกู ศรหวั เกาทัณฑ ลูกศรหัวโลหะ ลกู ศรหวั เข้ียวสตั ว หรอื ลูกศรพิเศษ ตราบนน้ั เราก็จกั ไมถ อนลูกศรนอี้ อกไป’ ตอใหบ รุ ษุ นนั้ ตายไป เขากจ็ ะไมร เู รือ่ งนัน้ เลย ฉันใด บุคคลใดพงึ กลาวอยางนวี้ า ‘ตราบใดทีพ่ ระผูมพี ระภาคไมตรสั ตอบวา ‘โลก เท่ยี ง โลกไมเทยี่ ง โลกมีท่ีสุด โลกไมมีทสี่ ุด ชีวะกับสรีระเปน อยา งเดยี วกัน ชวี ะ กับสรีระเปน คนละอยางกนั หลงั จากตายแลวตถาคตเกิดอกี หลังจากตายแลว ตถาคตไมเกดิ อีก หลงั จากตายแลวตถาคตเกิดอกี และไมเ กดิ อกี หลังจากตายแลว

๑๘๖ ตถาคตจะวาเกิดอกี กม็ ใิ ช จะวา ไมเ กดิ อีกกม็ ใิ ช’ ตราบน้นั เรากจ็ ักไมประพฤติ พรหมจรรยในพระผูมีพระภาค’ ตอใหบ ุคคลนั้นตายไป ตถาคตกไ็ มตอบเร่ืองนัน้ ฉันนน้ั เหมือนกัน”399๔๐๐ พระพทุ ธเจา ทรงแสดงใหม าลงุ กยบุตรพิจารณาวาการตอบปญ หาทางปรัชญานน้ั ไมมคี วาม เกีย่ วขอ งกบั การประพฤติพรหมจรรยเ พอ่ื การพน จากทกุ ข ความเกิด ความแก ความตาย ความเศราโศก ความคราํ่ ครวญ ความทุกขก ายใจ และความคับแคนใจ กย็ งั ปรากฏเปน ปกติ ดังพระพุทธพจนว า “มาลุงกยบตุ ร เมอ่ื มีความเห็นวา ‘โลกเทีย่ ง’ จักไดมกี ารอยปู ระพฤติ พรหมจรรยก ันหรือกห็ ามิได เมื่อมคี วามเห็นวา ‘โลกไมเ ท่ียง’ จกั ไดม ีการอยปู ระพฤตพิ รหมจรรยก นั หรอื กห็ ามไิ ด แมเมือ่ มีความเหน็ วา ‘โลกเทีย่ ง หรอื โลกไมเ ทยี่ ง’ ชาต(ิ ความเกิด) ชรา (ความแก) มรณะ(ความตาย) โสกะ(ความเศราโศก) ปรเิ ทวะ(ความครา่ํ ครวญ) ทุกข(ความทกุ ขกาย) โทมนสั (ความทุกขใจ) และอุปายาส(ความคับแคน ใจ) กย็ งั คง มอี ยูต ามปกติ เราจึงบญั ญัติเฉพาะการกาํ จดั ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ข โทมนสั และอปุ ายาสในปจ จบุ ัน เมื่อมคี วามเห็นวา ‘โลกมีทสี่ ุด’ จกั ไดมีการอยปู ระพฤติพรหมจรรยกันหรือ ก็หามิได เมือ่ มีความเห็นวา ‘โลกไมม ีทส่ี ดุ ’ จกั ไดมีการอยปู ระพฤติพรหมจรรยกนั หรอื ก็หามิได แมเมอื่ มคี วามเหน็ วา ‘โลกมที ่ีสดุ หรอื โลกไมมที สี่ ดุ ’ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส และอปุ ายาสก็ยังคงมีอยตู ามปกติ เราจึงบญั ญตั ิการกาํ จัด ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ข โทมนสั และอุปายาสในปจ จุบนั เมอ่ื มีความเห็นวา ‘ชีวะกบั สรีระเปนอยางเดียวกัน’ จกั ไดม กี ารอยูประพฤติ พรหมจรรยก นั หรอื กห็ ามิได เมือ่ มีความเหน็ วา ‘ชีวะกับสรรี ะเปนคนละอยา งกนั ’ จกั ไดมีการอยปู ระพฤติ พรหมจรรยกันหรอื ก็หามิได ๔๐๐ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๖/๑๓๗-๙.

๑๘๗ แมเม่อื มีความเหน็ วา ‘ชีวะกบั สรรี ะเปน อยา งเดียวกนั หรือชีวะกบั สรรี ะเปน คนละอยางกนั ’ ชาติ ฯลฯ เราจึงบญั ญตั ิเฉพาะการกําจัด ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทุกข โทมนัส และอปุ ายาสในปจจบุ ัน เมอ่ื มคี วามเหน็ วา ‘หลงั จากตายแลวตถาคตเกิดอกี ’ จักไดม กี ารอยูประพฤติ พรหมจรรยก นั หรอื ก็หามไิ ด เม่อื มีความเหน็ วา ‘หลงั จากตายแลวตถาคตไมเ กิดอีก’ จักไดม ีการอยูประพฤติ พรหมจรรยก นั หรอื ก็หามิได แมเมือ่ มคี วามเหน็ วา ‘หลังจากตายแลวตถาคตเกิดอีก หรอื หลงั จากตายแลว ตถาคตไมเ กดิ อีก’ ชาติ ฯลฯ เราจึงบญั ญัติเฉพาะการกําจัดชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข โทมนสั และอปุ ายาสในปจ จุบนั เม่ือมคี วามเห็นวา ‘หลังจากตายแลว ตถาคตเกิดอีกและไมเ กดิ อกี ’ จักไดม กี าร อยูประพฤติพรหมจรรยก นั หรอื ก็หามิได เมอ่ื มคี วามเห็นวา ‘หลงั จากตายแลวตถาคตจะวา เกิดอีกกม็ ใิ ช จะวาไมเ กิดอีก ก็มิใช’ จกั ไดมกี ารอยปู ระพฤติพรหมจรรยกนั หรือก็หามิได มาลุงกยบุตร แมเ มื่อมีความเห็นวา ‘หลังจากตายแลวตถาคตเกิดอีกและไม เกดิ อีก หรือหลังจากตายแลว ตถาคตจะวา เกิดอกี กม็ ใิ ช จะวาไมเกดิ อีกก็มิใช’ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข โทมนสั และอปุ ายาสก็ยังคงมอี ยตู ามปกติ เราจงึ บัญญตั ิเฉพาะการกําจัดชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ข โทมนสั และอุปายาส ในปจจบุ ัน”400๔๐๑ พระพทุ ธเจา ไมทรงตรัสตอบปญหาเชิงปรชั ญา แตป ญหาท่ีพระพุทธองคท รงตอบคือ ทกุ ข เหตุ แหง ทกุ ข ความดับ และทางแหงความดับทกุ ข ดังพระพทุ ธพจน “มาลงุ กยบุตร เพราะเหตุนน้ั แล เธอจงจําปญหาทเี่ ราไมตอบวา เปน ปญหาท่เี ราไมต อบ และจงจาํ ปญหาท่ีเราตอบวา เปนปญ หาท่ีเราตอบเถิด ปญ หาอะไรเลา ทเ่ี ราไมต อบ คอื ปญ หาวา ‘โลกเทย่ี ง โลกไมเทยี่ ง โลกมีท่ีสุด โลกไมม ที สี่ ดุ ชวี ะกับสรีระ เปนอยา งเดียวกนั ชีวะกบั สรีระเปนคนละอยา งกัน หลังจากตายแลวตถาคตเกิดอีก ๔๐๑ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๗/๑๓๙-๑๔๐.

๑๘๘ หลงั จากตายแลวตถาคตไมเ กดิ อีก หลังจากตายแลวตถาคตเกดิ อีกและไมเกิดอกี หลังจากตายแลวตถาคตจะวาเกดิ อีกกม็ ใิ ช จะวา ไมเกิดอกี กม็ ิใช’ เราไมต อบ เพราะเหตไุ รเราจงึ ไมตอบ เพราะปญหาน้นั ไมมปี ระโยชน ไมเ ปนเบ้ืองตนแหง พรหมจรรย ไมเปน ไปเพ่ือ ความเบื่อหนาย เพือ่ คลายกาํ หนัด เพื่อดับ เพือ่ สงบระงับ เพ่ือรยู ่งิ เพอ่ื ตรัสรู และเพื่อนิพพาน เหตนุ ้ันเราจึงไมตอบ ปญ หาอะไรเลาท่ีเราตอบ คือ ปญหาวา ‘นท้ี กุ ข น้ีทกุ ขสมทุ ยั น้ที กุ ขนิโรธ นท้ี ุกขนิโรธคามินีปฏปิ ทา’ เราตอบ เพราะเหตุไรเราจงึ ตอบ เพราะปญ หานัน้ มปี ระโยชน เปน เบื้องตน แหง พรหมจรรย เปนไปเพอื่ ความ เบ่อื หนาย เพ่อื คลายกาํ หนดั เพ่ือดบั เพือ่ สงบระงับ เพือ่ รยู ่ิง เพื่อตรัสรู และเพอ่ื นิพพาน เหตุนัน้ เราจงึ ตอบ มาลุงกยบุตร เพราะเหตนุ น้ั แล เธอจงจําปญหาทเ่ี ราไมต อบวา เปน ปญหาที่ เราไมตอบ และจงจาํ ปญ หาทีเ่ ราตอบวา เปนปญหาทเี่ ราตอบเถดิ ” พระผมู ีพระภาคไดต รัสภาษติ น้ีแลว ทา นพระมาลุงกยบุตรมใี จยินดชี นื่ ชมพระ ภาษติ ของพระผมู พี ระภาค ดงั นี้แล”401๔๐๒ ๕ วิธีคิดแบบตามหลกั การและความมุง หมาย วิธีคิดแบบตามหลักการหรือความมุงหมาย คือ พิจารณาใหเขาใจความสัมพันธระหวาง หลักการ กบั ความมุงหมาย เปนวิธคี ิดท่มี คี วามสําคัญในการลงมอื ปฏิบตั เิ พอ่ื ใหไ ดผ ลตรงตามความมงุ หมาย ในการปฏิบัติธรรมหรือการกระทําการใด ๆ จะตองทําความเขาใจความหมายและความมุงหมาย ของหลักการน้ัน ๆ ความเขาใจท่ีถูกตองในหลักการและความมุงหมายจะนําไปสูการปฏิบัติที่ถูกตอง ท่ี ๔๐๒ ม.ม.(ไทย) ๑๓/๑๒๘/๑๔๑.

๑๘๙ เรียกวา ธัมมานุธัมมปฏิปตติ402๔๐๓ ปรากฏในพระไตรปฎก อาทิ มหานามสูตรและอังคสูตร ท่ีพระพุทธเจา ตรสั แสดงหลกั การที่นําไปสูค วามมงุ หมายคอื โสดาปตติมรรค โสดาปตติผล ดังนี้ มหานามสตู ร วาดว ยเจา ศากยะพระนามวามหานามะ เรอ่ื งเกิดข้นึ ทก่ี รุงกบิลพัสดุ พระผมู พี ระ ภาคไดต รสั กบั เจา ศากยะพระนามวามหานามะ ผูประทบั น่งั ณ ทส่ี มควรวา “มหาบพติ ร อรยิ สาวกผู ประกอบดวยธรรม ๔ ประการ เปน โสดาบัน ไมม ีทางตกต่ํา มีความแนน อนทจี่ ะสําเร็จสมั โพธิในวนั ขางหนา ธรรม ๔ ประการ มอี ะไรบา ง คือ อรยิ สาวกในธรรมวนิ ัยน้ี ๑ ประกอบดวยความเล่ือมใสอันไมห วัน่ ไหวในพระพทุ ธเจาวา ‘แมเพราะเหตนุ ้ี พระผูม ีพระภาคพระองค นนั้ ฯลฯ เปน ศาสดาของเทวดาและมนษุ ยท ง้ั หลาย เปนพระพุทธเจา เปนพระผมู พี ระภาค’ ๒ ประกอบดวยความเลือ่ มใสอันไมหวน่ั ไหวในพระธรรม ฯลฯ ๓ ประกอบดวยความเล่ือมใสอนั ไมห วัน่ ไหวในพระสงฆ ฯลฯ ๔ ประกอบดว ยศีลทีพ่ ระอรยิ ะชอบใจ ไมขาด ฯลฯ เปนไปเพอ่ื สมาธิ มหาบพิตร อรยิ สาวกผูประกอบดว ยธรรม ๔ ประการน้ี เปนโสดาบนั ไมม ีทางตกตา่ํ มคี วามแนน อนท่จี ะ สําเร็จสัมโพธใิ นวันขา งหนา ”403๔๐๔ อังคสูตร วา ดวยองคเครอ่ื งบรรลโุ สดา “ภกิ ษทุ ้งั หลาย องคเครอื่ งบรรลโุ สดา ๔ ประการนี้ องค เครอื่ งบรรลุโสดา ๔ ประการ อะไรบาง ๑ สัปปรุ ิสสงั เสวะ (การคบหาสตั บุรษุ ) ๒ สทั ธมั มัสสวนะ (การฟงพระสทั ธรรม) ๓ โยนิโสมนสกิ าร (การมนสกิ ารโดยแยบคาย) ๔ ธัมมานธุ ัมมปฏปิ ตติ (การปฏบิ ตั ธิ รรมสมควรแกธ รรม) ๔๐๓ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พทุ ธธรรม, หนา ๖๓๖. ๔๐๔ ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๑๐๔๕/๕๖๘.

๑๙๐ ภกิ ษทุ ้ังหลาย องคเ ครือ่ งโสดา ๔ ประการน”ี้ 404๔๐๕ ๖ วิธีคดิ แบบรทู นั คณุ โทษและทางออก วิธีคิดแบบรูทันคุณโทษและทางออก เปนการมองส่ิงท้ังหลายตามความเปนจริงอีกแบบหนึ่ง ซ่ึง เนนการยอมรับความเปนจริงทีส่ ่ิงนั้น ๆเปนอยูในทุกแง ท้ังดานดีและดานเสีย405๔๐๖ เปนวิธีคิดท่ีพิจารณาส่งิ ตา ง ๆ อยางรอบคอบและรอบดา น ดังปรากฏใน สมณสตู ร ดงั น้ี “พระผมู พี ระภาคตรัสวา “ภกิ ษทุ งั้ หลาย อปุ าทานขันธ ๕ ประการนี้ อปุ าทานขนั ธ ๕ ประการ อะไรบาง คอื ๑. รูปปู าทานขนั ธ ฯลฯ ๕. วญิ ญาณปู าทานขันธ ภิกษทุ ง้ั หลาย สมณะหรอื พราหมณเหลาใดเหลา หนึ่งไมรชู ัดคณุ โทษ และ เครอื่ งสลดั ออกจากอปุ าทานขันธ ๕ ประการน้ตี ามความเปนจรงิ สมณะหรือ พราหมณเ หลานน้ั ไมจ ัดวา เปนสมณะในหมสู มณะ และไมจ ัดวา เปน พราหมณใ นหมู พราหมณ ท้งั ทา นเหลา นนั้ ก็ไมท ําใหแ จงซง่ึ ประโยชนแหง ความเปน สมณะหรอื พราหมณเ หลาน้ันไมจ ัดวา เปนสมณะในหมสู มณะ และไมจ ัดวาเปนพราหมณใ นหมูพราหมณ ท้งั ทา นเหลา น้นั ก็ทําใหแจงซงึ่ ประโยชนแ หงความเปนสมณะหรอื ประโยชนแ หงความเปน พราหมณด ว ย ปญ ญาอนั ยิ่งเองเขาถงึ อยใู นปจ จบุ ัน”406๔๐๗ ตัวอยา งอีกแหง หนง่ึ ท่ีปรากฏใน อสั สาทสตู ร วาดวยคุณของขันธ ดงั นี้ “พระผูมพี ระภาคตรัสวา “ภกิ ษทุ ัง้ หลาย เม่ือกอ นเราเปน โพธสิ ตั ว ยงั ไมได ตรัสรู ไดมคี วามคดิ ดังน้วี า ‘อะไรหนอเปน คณุ 407๔๐๘อะไรเปนโทษ408๔๐๙อะไรเปน เครอื่ ง ๔๐๕ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๑๐๔๖/๕๖๘-๙. ๔๐๖ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, หนา ๖๔๒. ๔๐๗ สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๑๐๗/๒๐๓. ๔๐๘ คุณ (อสั สาทะ) หมายถึงสภาวะท่อี รอ ยหรือสภาวะทส่ี ุขกายและสขุ ใจที่เกยี่ วของกามคุณ (อง.ฺ จตกุ ฺก.อ. ๒/๑๐/๒๘๘) ๔๐๙ โทษ (อาทนี วะ) หมายถึงสภาวะทไ่ี มอ รอย หรือสภาวะท่ีทุกขกายและทุกขใจซ่งึ มธี รรมเปนเหตุ

๑๙๑ สลดั ออกจากรูป อะไรเปน คุณ อะไรเปนโทษ อะไรเปน เคร่ืองสลดั ออกจากเวทนา อะไรเปน คณุ อะไรเปน โทษ อะไรเปนเครือ่ งสลัดออกจากสญั ญา อะไรเปน คณุ อะไรเปนโทษ อะไรเปน เครื่องสลัดออกจากสงั ขาร อะไรเปน คุณ อะไรเปน โทษ อะไรเปนเคร่อื งสลดั ออกจากวิญญาณ’ ภกิ ษทุ ัง้ หลาย เรานน้ั ไดมคี วามคิดตอ ไปดังนวี้ า ‘สภาพทส่ี ขุ โสมนัสอาศัยรปู เกดิ ขึ้น นีเ้ ปน คุณของรปู สภาพทร่ี ูปไมเ ทย่ี ง เปน ทุกข มีความแปรผนั เปน ธรรมดา นเี้ ปน โทษของรปู ธรรมเปนทก่ี าํ จัดฉันทราคะ ธรรมเปนท่ีละฉนั ทราคะ409๔๑๐ในรปู น้เี ปนเครื่องสลัดออกจากรปู สภาพที่สขุ โสมนัสอาศัยเวทนาเกิดข้ึน นเี้ ปนคณุ ของเวทนา สภาพทเ่ี วทนา ไมเ ที่ยง เปนทกุ ข มีความแปรผนั เปน ธรรมดา น้ีเปน โทษของเวทนา ธรรมเปน ที่ กาํ จดั ฉนั ทราคะ ธรรมเปน ทลี่ ะฉันทราคะในเวทนา น้เี ปนเคร่ืองสลดั ออกจากเวทนา สภาพท่ีสขุ โสมนัสอาศัยสญั ญาเกดิ ขึน้ ฯลฯ สภาพทสี่ ุขโสมนัสอาศยั สังขารเกดิ ขน้ึ น้ีเปน คุณของสังขาร สภาพทส่ี งั ขาร ไมเทีย่ ง เปน ทกุ ข มคี วามแปรผันเปน ธรรมดา นเ้ี ปนโทษของสังขาร ธรรมเปน ท่ี กาํ จัดฉันทราคะ ธรรมเปน ทล่ี ะฉันทราคะในสังขาร นเ้ี ปนเครอื่ งสลดั ออกจากสงั ขาร สภาพท่สี ขุ โสมนัสอาศยั วิญญาณเกดิ ขน้ึ น้เี ปน คุณของวิญญาณ สภาพท่ี วิญญาณไมเทยี่ ง เปน ทุกข มคี วามแปรผันเปน ธรรมดา นเ้ี ปนโทษของวิญญาณ ธรรมเปน ท่ีกาํ จดั ฉันทราคะ ธรรมเปนทีล่ ะฉนั ทราคะในวญิ ญาณ นี้เปน เครอื่ งสลดั ออกจากวญิ ญาณ ภิกษทุ ้ังหลาย ตราบใด เรายังไมร ูคุณโดยความเปน คุณ โทษโดยความเปน โทษ และเครือ่ งสลดั ออกโดยความเปนเครือ่ งสลดั ออกจากอุปาทานขันธ ๕ ประการนี้ ตามความเปน จรงิ อยา งนี้ ตราบนน้ั เรากย็ งั ไมย นื ยันวา ‘เปนผตู รสั รูโดยชอบซึง่ สมั มาสมั โพธญิ าณอนั ยอดเยยี่ มในโลก พรอมทัง้ เทวโลก มารโลก พรหมโลก ใน หมูส ตั ว พรอ มท้ังสมณพราหมณ เทวดาและมนษุ ย’ แตเมอ่ื ใดเรารชู ัดคณุ โดยความเปนคุณ โทษโดยความเปนโทษ เครือ่ งสลัด (อง.ฺ จตกุ ฺก.อ. ๒/๑๐/๒๘๘) ๔๑๐ ธรรมเปน ทก่ี ําจดั ฉันทราคะ ธรรมเปนทีล่ ะฉันทราคะในท่นี หี้ มายถึงนพิ พาน (องฺ.ติก.อ. ๒/๑๐๔/๒๕๗)

๑๙๒ ออกโดยความเปนเคร่ืองสลัดออกจากอุปาทานขนั ธ ๕ ประการนี้ ตามความเปน จริงอยางน้ี เม่ือน้ันเราจึงจะยืนยันวา ‘เปนผตู รสั รโู ดยชอบซ่ึงสัมมาสมั โพธญิ าณ อันยอดเยย่ี มในโลก พรอมทงั้ เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมูสัตวพ รอมทงั้ สมณพราหมณ เทวดาและมนษุ ย’ อนง่ึ ญาณทสั สนะ410๔๑๑เกิดข้นึ แลว แกเราวา ‘วมิ ตุ ติของเราไมกาํ เริบ ชาตนิ ี้ เปนชาติสุดทาย บัดนี้ภพใหมไ มม ีอีก”411๔๑๒ ๗ วธิ ีคดิ แบบคุณคา แทค ณุ คา เทยี ม วิธีคิดแบบคุณคาแทคุณคาเทียม เปนวิธีคิดที่ใชประโยชนไดมากในชีวิตประจําวัน โดยเฉพาะ อยางย่ิง เปนวิธีคิดที่ชวยสกัดตัณหา เปนการฝกหัดขัดเกลากิเลสไมใหครอบงําจิตใจ จนชักนําไปสู พฤตกิ รรม412๔๑๓ ตวั อยา งท่ีชดั เจนทส่ี ุดทีป่ รากฏในพระไตรปฎ ก อาสวสูตร ดงั น้ี “...ภิกษลุ ะอาสวะทจี่ ะพึงละไดด ว ยการใชส อยเปนอยา งไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยน้ี พิจารณาโดยแยบคายแลวใชสอยจีวรเพียงเพ่ือปองกัน ความหนาว ความรอน เหลือบยงุ ลม แดด และสัมผัสแหงสัตวเ ล้อื ยคลาน เพอ่ื ปกปด อวยั วะท่นี า ละอาย พิจารณาโดยแยบคายแลวฉันบิณฑบาต ไมใชเพื่อเลน ไมใชเพื่อมัวเมา ไมใชเพ่ือประดับ ไมใชเพ่ือตกแตง แตเพื่อกายน้ีดํารงอยูได เพ่ือใหชีวิตินทรียเปนไป เพื่อบําบัดความหิว เพื่ออนุเคราะหพรหมจรรย ดวย คิดเห็นวา ‘โดยอุบายน้ีเราจักกําจัดเวทนาเกาเสียได และจักไมใหเวทนาใหมเกิดข้ึน ความดํารงอยูแหง ชีวติ ความไมม โี ทษ และการอยูโ ดยผาสุกจกั มีแกเ รา’ พิจารณาโดยแยบคายแลวใชสอยเสนาสนะเพื่อปองกันความหนาว ความรอน เหลือบ ยุง ลม แดด และ สัมผสั แหงสัตวเลอ้ื ยคลาน เพ่ือบรรเทาอนั ตรายทเ่ี กดิ จากฤดู และยนิ ดีในการหลีกเรน ๔๑๑ ญาณทสั สนะ หมายถึงปจ จเวกขณญาณ ญาณหยงั่ รดู วยการพิจารณาทบทวน คอื สาํ รวจรูม รรคผล กเิ ลสทล่ี ะไดแลว และนิพพาน (องฺ.ตกิ .อ. ๒/๑๐๔/๒๕๗) ๔๑๒ สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๒๖/๓๘-๓๙. ๔๑๓ ดรู ายละเอยี ดใน พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พทุ ธธรรม, หนา ๖๔๖-๖๔๗.

๑๙๓ พิจารณาโดยแยบคายแลวใชส อยคลิ านปจ จัยเภสัชชบริขาร413๔๑๔ เพื่อบรรเทาเวทนาท่เี กดิ จากอาพาธตา ง ๆ ท่ีเกิดข้ึนแลว เพ่ือไมมีความเบียดเบียนเปนท่ีสุด414๔๑๕ซึ่งเมื่อเธอไมใชสอยอยู อาสวะและความเรารอน ความคับแคน ก็จะไมพ ึงเกดิ ขน้ึ เมื่อเธอใชสอยอยู อาสวะและความเรารอนทีก่ อความคบั แคน ยอมไมม แี ก เธอ ดว ยอาการอยางน้ี...”415๔๑๖ ๘ วธิ คี ิดแบบปลกุ เรา คณุ ธรรม วิธีคิดแบบปลุกเราคุณธรรม เปนวิธีคิดที่สกัดกั้นหรือบรรเทาขัดเกลาตัณหา และสรางเสริม สัมมาทิฏฐิท่ีเปนโลกิยะ เพ่ือชักนําความคิดใหดําเนินไปทางที่ดีงามและเปนประโยชน นอกจากน้ียังชวย สรางนิสัย ความเคยชินใหม ๆ ใหกับจิตไปในเวลาเดียวกัน416๔๑๗ ดังปรากฏในพระไตรปฎก อาทิ กุสีตารัมภ วัตถสุ ูตร วาดวยเหตแุ หง ความเกยี จครานและเหตุปรารภความเพียร ดงั นี้ “ภกิ ษุทั้งหลาย กสุ ีตวัตถุ (เหตุแหง ความเกยี จคราน) ๘ ประการนี้ กสุ ตี วตั ถุ ๘ ประการ อะไรบา ง คอื ๑. ภกิ ษุในพระธรรมวินัยนม้ี ีงานทีต่ องทาํ เธอมีความคดิ อยา งนว้ี า ‘เราจัก ตอ งทาํ งาน เมื่อเราทํางานอยู กายจักเม่อื ยลา อยากระน้ันเลย เราจะนอน’ เธอจงึ นอนเสยี ไมป รารภความเพียรเพื่อถงึ ธรรมท่ียัง ไมถึง เพ่อื บรรลธุ รรมทย่ี ังไมบ รรลุ เพ่อื ทาํ ใหแ จง ธรรมทีย่ งั ไมท าํ ใหแจง นีเ้ ปน กสุ ีตวตั ถปุ ระการท่ี ๑ ๒. ภกิ ษทุ ํางานแลว เธอมคี วามคิดอยางน้ีวา ‘เราไดท าํ งานแลว เมอื่ ๔๑๔ คาํ วา คิลานปจจัยเภสชั ชบริขาร แยกอธบิ ายความหมายดังนี้ ยาที่ชือ่ วา คิลานปจ จยั เพราะเปนเครื่อง ปราบโรค ท่ชี ื่อวา เภสัช เพราะเปน วัตถุทหี่ มออนุญาตใหใชได และท่ชี ือ่ วา บรขิ าร เพราะเปนสัมภาระเคร่อื งนําชวี ิตให ดาํ รงอยูไ ด , อง.ฺ ฉกกฺ .ฎีกา ๓/๕๘/๑๕๗. ๔๑๕ เพื่อไมม คี วามเบียดเบยี นเปนทส่ี ุด หมายถึง เพือ่ ไมใหมคี วามทุกขทง้ั หลายท้งั ปวง, อง.ฺ ฉกกฺ .ฏกี า ๓/๕๘/ ๑๕๗. ๔๑๖ องฺ.ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๕๘/๕๔๘-๙ ๔๑๗ ดูรายละเอียดใน พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พุทธธรรม, หนา ๖๔๗-๖๔๘.

๑๙๔ เราทํางาน กายเม่ือยลา แลว อยากระน้ันเลย เราจะนอน’ เธอจึง นอนเสีย ไมปรารภความเพยี รเพอ่ื ถงึ ธรรมที่ยงั ไมถึง เพ่ือบรรลธุ รรม ทยี่ ังไมบ รรลุ เพอื่ ทาํ ใหแ จงธรรมท่ยี ังไมทําใหแ จง นีเ้ ปน กสุ ตี วัตถุ ประการท่ี ๒ ๓. ภกิ ษตุ อ งเดินทาง เธอมีความคิดอยา งน้วี า ‘เราจกั ตอ งเดินทาง เมื่อ เราเดนิ ทาง กายจกั เมื่อยลา อยา กระนน้ั เลย เราจะนอน’ เธอจึง นอนเสยี ไมป รารภความเพยี รเพือ่ ถงึ ธรรมท่ียังไมถงึ เพื่อบรรลุ ธรรมทย่ี งั ไมบ รรลุ เพอ่ื ทําใหแ จง ธรรมท่ียงั ไมทําใหแ จง นเ้ี ปน กสุ ตี วัตถุประการที่ ๓ ๔. ภิกษุเดนิ ทางแลว เธอมคี วามคดิ อยา งนี้วา ‘เราเดินทางแลว เมอ่ื เราเดนิ ทาง กายเมือ่ ยลา แลว อยา กระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจึง นอนเสีย ไมปรารภความเพยี รเพือ่ ถงึ ธรรมทย่ี งั ไมถ งึ เพอ่ื บรรลุ ธรรมทย่ี ังไมบ รรลุ เพ่อื ทาํ ใหแ จง ธรรมทย่ี ังไมทําใหแ จง นเี้ ปน กสุ ีตวตั ถุประการท่ี ๔ ๕. ภกิ ษุเท่ยี วบิณฑบาตตามหมบู า นหรอื นิคม ไมไ ดโภชนะเศราหมอง หรือประณีตบรบิ ูรณเพยี งพอตามตอ งการ เธอมีความคดิ อยางนีว้ า ‘เราเท่ียวบณิ ฑบาตตามหมบู า นหรอื นคิ ม ก็ไมไดโภชนะเศรา หมอง หรอื ประณีตบริบูรณเ พยี งพอตามตอ งการ กายของเรานนั้ เมอ่ื ยลา แลว ไมควรแกก ารงาน อยา กระน้ันเลย เราจะนอน’ เธอจงึ นอนเสยี ไมป รารภความเพียร ฯลฯ นเี้ ปน กุสีตวตั ถุประการท่ี ๕ ๖. ภกิ ษุเทยี่ วบิณฑบาตตามหมบู านหรอื นคิ ม ไดโภชนะเศรา หมอง หรือประณตี บริบูรณเพียงพอตามตองการ เธอมคี วามคิดอยา งนว้ี า ‘เราเท่ียวบิณฑบาตตามหมบู านหรือนิคม ไดโภชนะเศรา หมองหรือ ประณีตบรบิ ูรณเ พียงพอตามตองการแลว กายของเรานนั้ หนัก ไมค วร แกการงาน เหมือนถว่ั ราชมาสชมุ ดว ยน้ํา อยากระนัน้ เลย เรา จะนอน’ เธอจึงนอนเสีย ไมปรารภความเพียร ฯลฯ นเี้ ปน กุสีตวตั ถุ ประการที่ ๖ ๗. ภกิ ษุเกิดมอี าพาธขึน้ เลก็ นอย เธอมีความคดิ อยางน้วี า ‘เราเกดิ มี

๑๙๕ อาพาธขนึ้ เลก็ นอยแลว มีขออา งท่จี ะนอนได อยา กระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจงึ นอนเสยี ไมป รารภความเพยี ร ฯลฯ นีเ้ ปน กุสีตวตั ถปุ ระการท่ี ๗ ๘. ภิกษหุ ายอาพาธแลว แตห ายอาพาธยังไมน าน เธอมีความคดิ อยางนวี้ า ‘เราหายอาพาธแลว แตห ายอาพาธยงั ไมน าน กาย ของเราน้นั ยังออนแอ ไมควรแกการงาน อยากระน้นั เลย เรา จะนอน’ เธอจงึ นอนเสีย ไมปรารภความเพียรเพ่ือถึงธรรมท่ยี ัง ไมถึง เพอื่ บรรลุธรรมที่ยงั ไมบ รรลุ เพ่ือทําใหแจง ธรรมทย่ี งั ไมท ํา ใหแจง น้เี ปนกสุ ตี วัตถุประการท่ี ๘ ภกิ ษทุ ้งั หลาย กสุ ตี วตั ถุ ๘ ประการน้ีแล ภิกษทุ ง้ั หลาย อารัมภวัตถุ (เหตปุ รารภความเพยี ร) ๘ ประการนี้ อารมั ภวัตถุ ๘ ประการ อะไรบา ง คอื ๑. ภิกษุในธรรมวนิ ยั นมี้ งี านทตี่ องทาํ เธอมคี วามคิดอยา งนวี้ า ‘เราจกั ตองทํางาน เม่ือเราทาํ งาน การจะใสใจคําสงั่ สอนของพระพทุ ธเจา มใิ ชทําไดง าย อยา กระนน้ั เลย เราจะรบี ปรารภความเพยี รเพ่ือถงึ ธรรม ทีย่ งั ไมถงึ เพือ่ บรรลุธรรมที่ยงั ไมบ รรลุ เพ่อื ทําใหแ จงธรรมทีย่ ังไม ทาํ ใหแ จง’ เธอจึงปรารภความเพยี รเพื่อถึงธรรมที่ยงั ไมถ ึง เพือ่ บรรลุธรรมท่ียงั ไมบรรลุ เพ่ือทาํ ใหแ จงธรรมทีย่ ังไมทําใหแ จง นี้เปน อารมั ภวตั ถุประการท่ี ๑ ๒. ภิกษุทํางานแลว เธอมคี วามคดิ อยา งนวี้ า ‘เราทํางานแลว เมื่อทาํ งาน ก็ไมส ามารถท่ีจะใสใจคาํ สง่ั สอนของพระพุทธเจาได อยา กระนัน้ เลย เราจะรีบปรารภความเพียรเพอ่ื ถึงธรรมทยี่ ังไมถึง เพอื่ บรรลธุ รรมท่ียงั ไมบ รรลุ เพื่อทาํ ใหแจง ธรรมทีย่ ังไมท ําใหแ จง’ เธอจึงปรารภความเพียร ฯลฯ นเ้ี ปนอารัมภวตั ถุประการท่ี ๒ ๓. ภกิ ษตุ องเดินทาง เธอมคี วามคิดอยางน้วี า เราจกั ตอ งเดนิ ทาง การท่เี ราเดินทางอยูจะใสใ จคาํ ส่งั สอนของพระพทุ ธเจา มิใชท ําไดงา ย อยากระนน้ั เลย เราจะรีบปรารภความเพียร ฯลฯ นีเ้ ปนอารัมภ- วตั ถปุ ระการท่ี ๓ ๔. ภกิ ษุเดินทางแลว เธอมคี วามคดิ อยา งนี้วา เราเดินทางแลว

๑๙๖ เมอื่ เดนิ ทาง ก็ไมส ามารถจะใสใจคาํ ส่งั สอนของพระพทุ ธเจา ได อยา กระน้นั เลย เราจะรบี ปรารภความเพยี ร ฯลฯ นี้เปนอารัมภ- วตั ถุประการที่ ๔ ๕. ภกิ ษุเท่ียวบิณฑบาตตามหมูบ านหรือนคิ ม ไมไดโภชนะเศราหมอง หรือประณตี บรบิ ูรณเพยี งพอตามตอ งการ เธอมีความคิดอยา งนวี้ า เราเทย่ี วบณิ ฑบาตตามหมูบานหรอื นิคม กไ็ มไ ดโ ภชนะเศราหมอง หรอื ประณตี บริบรู ณเพยี งพอตามตอ งการ กายของเราน้ันเบา ควรแกก ารงาน อยากระนน้ั เลย เราจะรีบปรารภความเพียร ฯลฯ น้ีเปน อารมั ภวัตถปุ ระการท่ี ๕ ๖. ภกิ ษเุ ท่ยี วบณิ ฑบาตตามหมบู านหรอื นคิ ม ไดโภชนะเศรา หมอง หรือประณตี บรบิ ูรณเพียงพอตามตองการ เธอมีความคดิ อยางนว้ี า เราเท่ียวบิณฑบาตตามหมูบานหรือนิคม ไดโ ภชนะเศรา หมองหรอื ประณตี บรบิ ูรณเพียงพอตามตอ งการแลว กายของเราเบา ควรแก การงาน อยา กระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร ฯลฯ น้ีเปน อารัมภวตั ถุประการที่ ๖ ๗. ภิกษเุ กดิ มอี าพาธข้ึนเลก็ นอ ย เธอมคี วามคดิ อยางนวี้ า ‘เราเกิดมี อาพาธข้นึ เลก็ นอ ยแลว เปน ไปไดท ี่อาพาธของเราจะพึงรุนแรงขึน้ อยา กระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพยี ร ฯลฯ นีเ้ ปนอารมั ภ- วัตถุประการที่ ๗ ๘. ภกิ ษุหายอาพาธแลว แตห ายอาพาธยังไมนาน เธอมคี วามคดิ อยา งนวี้ า ‘เราหายอาพาธแลว แตห ายอาพาธยังไมน าน เปน ไปได ทีอ่ าพาธของเราจะพึงกลบั กาํ เริบข้ึน อยา กระนน้ั เลย เราจะรบี ปรารภความเพยี ร เพอ่ื ถึงธรรมทีย่ งั ไมถ ึง เพือ่ บรรลุธรรมท่ยี งั ไม บรรลุ เพือ่ ทาํ ใหแ จง ธรรมท่ียงั ไมทาํ ใหแจง’ เธอจงึ ปรารภความเพยี ร เพ่อื ถึงธรรมที่ยงั ไมถ ึง เพอื่ บรรลธุ รรมทีย่ ังไมบ รรลุ เพ่อื ทาํ ใหแจง ธรรมทยี่ ังไมท าํ ใหแ จง น้ีเปนอารมั ภวตั ถปุ ระการท่ี ๘ ภกิ ษุท้งั หลาย อารมั ภวตั ถุ ๘ ประการน้แี ล”417๔๑๘ ๔๑๘ องฺ.อฏฐ ก. (ไทย) ๒๓/๘๐/๔๐๐-๔.

๑๙๗ ๙ วิธคี ดิ แบบเปน อยูในปจจุบนั การอยูห รือเปนอยูใ นปจ จุบัน หมายถงึ มีสติทันอยูก บั สิง่ ท่รี บั รเู ก่ียวของในแตล ะขณะ ทกุ ๆ ขณะ ถา จติ รบั รูสิง่ ใดแลว ตดิ ขอ งวนเวยี นอยูกับภาพของส่ิงน้นั ที่สรา งซอนข้นึ ในใจ เรยี กวา ตกไปในอดีต ถา จิต หลุดลอยไปจากปจจุบันขณะ คิดฝน ไปตามความรสู ึกทีเ่ กาะเกี่ยวกับภาพเลยไปขางหนา ของสิ่งที่ยงั ไมมา เรียกวา ฟงุ ไปอนาคต418๔๑๙ ปรากฏพระพทุ ธพจนใ นภัทเทกรตั ตสตู ร ทแี่ สดงไวดังน้ี พระผูมีพระภาคจงึ ไดตรสั คาถาประพันธน้ีวา “บคุ คลไมควรคํานงึ ถงึ 419๔๒๐ สง่ิ ทลี่ วงไปแลว420๔๒๑ ไมค วรหวังสิง่ ที่ยงั ไมม าถึง สิง่ ใดลว งไปแลว สิง่ นนั้ กเ็ ปนอันละไปแลว และส่งิ ใดทย่ี ังไมมาถงึ สิ่งนนั้ ก็เปน อนั ยังไมมาถงึ สวนบุคคลใดเห็นแจง ธรรมทเี่ ปนปจ จบุ ัน ไมง อนแงน ไมคลอนแคลนในธรรมนนั้ ๆ บคุ คลนัน้ ควรเจริญธรรมนนั้ ใหแ จมแจง บคุ คลควรทาํ ความเพียรตัง้ แตวันนี้ทเี ดียว ใครเลา จะรวู า ความตายจกั มีในวันพรุงนี้ เพราะวา ความผัดเพี้ยนกับมัจจรุ าชผูมเี สนามากนนั้ ยอมไมม แี กเ ราท้งั หลาย พระมุนผี ูส งบเรียกบุคคลผมู ีความเพยี ร ไมเกียจครา นทง้ั กลางวันและกลางคืน ซึ่งมีปกติอยูอยา งนน้ี น้ั แลวา ‘ผมู ีราตรเี ดียวเจริญ421 ”๔๒๒ ๔๒๓- 422 ๔๑๙ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พุทธธรรม, หนา ๖๕๕. ๔๒๐ ไมควรคํานงึ ถงึ ในที่นหี้ มายถึงไมป รารถนาขนั ธ ๕ ดว ยตัณหาและทิฏฐิ (ม.อุ.อ. ๓/๒๗๒/๑๗๔) ๔๒๑ สิ่งทล่ี วงมาแลว ในท่นี หี้ มายถึงขันธ ๕ (คือ รปู เวทนา สัญญา สงั ขาร วิญญาณ) ในอดีต (ม.อุ.อ. ๓/๒๗๒/๑๗๔) ๔๒๒ ผูมรี าตรีเดยี วเจริญ หมายถงึ ผใู ชเ วลากลางคนื ใหห มดไปดวยการเจรญิ วิปส สนากมั มัฏฐานเทา น้นั ไมค าํ นึงถึงเรอ่ื งอ่นื ๆ (ม.อุ.อ. ๓/๒๗๒/๑๗๔) ๔๒๓ ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๒๗๒/๓๑๙-๓๒๐.

๑๙๘ ๑๐ วิธคี ิดแบบวภิ ัชชวาท คําวา “วิภัชช” แปลวา แยกแยะ แบงออก จําแนก ใกลก บั คาํ ท่ีใชในปจ จบุ นั วาวิเคราะห “วาท” แปลวา การแสดงคําสอน ระบบคาํ สอน ลัทธิ ดังนั้น วิภัชชวาท คอื ระบบแสดงคาํ สอนแบบวิเคราะห423๔๒๔ คาํ วา “วาทะ” เปน ไวพจนข องคําวา ทฏิ ฐิ เชน สสั สตวาท คอื สสั สตทฏิ ฐิ อุจเฉทวาท คอื อจุ เฉททฏิ ฐิ เปนตน ระบบความคดิ ของพระพุทธศาสนาน้นั นบั วาเปนระบบความคิดแบบวิภัชชวาท424๔๒๕ ลกั ษณะสําคญั ของการคดิ แบบวิภชั ชวาท คือ การมอง และแสดงความจริง โดยแยกแยะออกให เหน็ แตล ะแงละดาน วนิ จิ ฉัยครบทุกแงทกุ ดา น425๔๒๖ พระพทุ ธเจาตรสั แสดงคําสอนโดยวธิ คี ิดแบบวิภัชชวาท ไวใน เสวติ พั พาเสวติ พั พสูตร426๔๒๗ และ อภยั ราชกุมารสตู ร427๔๒๘ เปนตน ใน เสวิตัพพาเสวติ พั พสูตร428๔๒๙ ทรงแสดงพระพทุ ธพจนถึงธรรมทีค่ วรเสพและไมควรเสพ อาทิ เรื่อง อายตนะ ๑๒ ประการ ดงั น้ี “สารีบตุ ร เรากลา วรูปทีพ่ งึ รแู จง ทางตาไว ๒ ประการ คือ ๑. รูปทค่ี วรเสพ ๒. รปู ที่ไมควรเสพ เรากลา วเสยี งที่พึงรูแจง ทางหไู ว ๒ ประการ คอื ๑. เสยี งทค่ี วรเสพ ๒. เสียงท่ไี มค วรเสพ เรากลา วกลิ่นท่พี ึงรูแจง ทางจมูกไว ๒ ประการ คอื ๑. กลนิ่ ท่คี วรเสพ ๒. กลน่ิ ทไ่ี มค วรเสพ ๔๒๔ เร่อื งเดิม, หนา ๖๖๐. ๔๒๕ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๗๑๑/๖๕๑, อง.ฺ ทสก. (ไทย) ๒๔/๙๔/๒๐๔. ๔๒๖ ดรู ายละเอยี ดใน พระพรหมคุณาภรณ, พุทธธรรม, หนา ๖๖๐-๖๖๑. ๔๒๗ ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๑๐๙-๑๒๓/๑๓๕-๑๕๙. ๔๒๘ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๘๖/๘๗-๘ ๔๒๙ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๙๘/๑๔๗-๒๓๓, องฺ.ทสก. (ไทย) ๒๔/๕๔/๑๐๖.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook