๑๔๙ ในแงของความสําคัญ สติ หรือ อัปปมาทธรรมจึงเปนคุณธรรมที่เปนรากฐานของกุศลธรรมท้ัง ปวง ดงั พทุ ธพจนท ว่ี า “ภกิ ษุทัง้ หลาย รอยเทาของสตั วท เ่ี ทีย่ วไปบนแผนดินท้ังหมดรวมลงในรอยเทา ชา ง รอยเทา ชา งชาวโลกกลา ววา เลิศกวารอยเทา เหลา นน้ั เพราะเปนรอยเทาใหญ แมฉ นั ใด กุศลธรรมท้งั หมดกฉ็ ันน้นั เหมอื นกัน มคี วามไมป ระมาทเปนมูล ลงในความไมป ระมาท”๓๒๘ ในแงความสัมพันธระหวางองคมรรคอื่นน้ัน การเจริญสัมมาสติข้ันปฏิบัติการนั้นไมใชใชสติ เพียงองคประกอบเดียว แตมีธรรมอ่ืนควบคูอยูดวย ธรรมที่ไมไดแสดงไว คือสมาธิ ซ่ึงจะตองมีอยางนอย ในข้ันขณิกสมาธิ (สมาธิช่ัวขณะ) กับอุปจารสมาธิ (สมาธิที่จวนจะแนวแน) สวนธรรมท่ีระบุไวคือตอง ประกอบดวยองคมรรค ๓ คือ สัมมาวายามะ (มีความเพียร) สัมมาทิฏฐิ (มีสัมปชัญญะ) และสัมมาสติ (มี สติ) ๓๒๙ ในการเจริญสติปฎฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม เพ่ือกําจัดอภิชฌาและโทมนัส ดังพุทธพจน 328 วา “ภิกษใุ นธรรมวนิ ัยน้ี ๕) พิจารณาเหน็ กายในกายอยู มีความเพยี ร มีสตสิ มั ปชัญญะ มสี ติ กําจดั อภชิ ฌาแลโทมนสั ในโลก ได ๖) พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู มีความเพยี ร มีสติสมั ปชญั ญะ มีสติ กาํ จัดอภชิ ฌาและโทมนัส ในโลกได ๗) พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู มีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ มีสติ กําจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก ได ๘) พจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมอยู มีความเพียร มีสตสิ ัมปชัญญะ มสี ติ กําจดั อภชิ ฌาและโทมนัสใน โลกได น้เี รียกวา สมั มาสติ329๓๓๐ ๓๒๘ ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๑๔๐/๗๕. ๓๒๙ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๓๗/๑๗๖, พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), พุทธธรรม, หนา ๘๑๒-๘๑๔. ๓๓๐ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๖, ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๑๓๕/๑๒๗, ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๗๕/๔๒๓, อภิ.ว.ิ (ไทย) ๓๕/ ๒๐๕/๑๗๒, ๔๘๗/๓๗๒.
๑๕๐ จากพุทธพจนที่ยกมาขางตนน้ี แสดงใหเห็นถึงหนาท่ีของสัมมาสติที่ปฏิบัติการพรอมกับ สัมมาวายามะคือความเพียร และสัมมาทิฏฐิคือสัมปชัญญะ ในการเฝาระวังประคับประคองจิตใจไมให บาปอกศุ ลธรรมเกดิ ขน้ึ ในจติ ใจ ขอความที่กลาววา “กําจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได” แสดงใหเห็นถึงผลจากการมี สติสัมปชัญญะวาสามารถวางใจไวใหเปนกลาง ไมติดใจพัวพันอยากไดและไมขัดเคืองขุนของ เปนความ ทุกขทางใจ ความมีสติสมั ปชัญญะจึงทําใหจ ิตใจไมถ ูกครอบงําดวยอํานาจของกิเลส330๓๓๑ ในประเด็นนี้พระ พรหมคุณาภรณไดอธิบายขยายความไวความวา สัมปชัญญะเปนตัวที่ปรากฏควบคูกับสติ สัมปชัญญะก็ คือปญญา ดังนั้น การฝกฝนเรื่องสติจึงเปนสวนหน่ึงในกระบวนการพัฒนาปญญา331๓๓๒ เพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจสิ่งตาง ๆอยางถูกตอง ไมเกิดความหลงเขาใจผิด รับรูและมองดูส่ิงตาง ๆตามภาวะที่เปน ไม เอนเอียงไปตามอาํ นาจของอวชิ ชาตณั หา การดําเนินชีวิตอยางมีสติเปนเครื่องคุมครองตนจะชวยใหเกิดความระมัดระวังควบคุมตนอยู เสมอ ไมใหพล้ังพลาดดําเนนิ ชีวิตไปในทางผิดท่จี ะกอใหเกิดอกุศลกรรมขนึ้ และปรารภความเพียรในการ สงเสริมกุศลธรรมใหเกิดขึ้นในจิตใจ สรางสรรคความดีงามและประโยชนสุข ท้ังนี้เพราะเห็นคุณคาและ ความสําคัญของเวลาที่ผานไปทุกขณะ ไมปลอยเวลาและโอกาสใหผานเลยไป ใชเวลาอยางมีคุณคา และ เกิดประโยชน ท้ังน้ีก็ดวยความรู เขาใจอยางชัดเจนวาสิ่งใดเปนอกุศลธรรมและส่ิงใดเปนกุศลธรรมดวย อาํ นาจของสมั มาทฏิ ฐิ เมื่อนํามาประยุกตใชกับบุคคลท่ีประสบภาวะปญหาทางจิตใจและอารมณความรูสึก บุคคลที่ ปรารถนาจะพบกับความสุขสงบในจิตใจ และการจัดการกับปญหาชีวิตของแตละบุคคลนั้น บุคคลน้ัน จะตอ งดาํ เนินชีวติ อยางไมประมาท และสนใจทําใหช วี ิตทีเ่ ปนอยใู นแตละขณะปจจุบนั มีความสุข ดว ยการ ประคับประคองจติ ใจใหมีสตอิ ยูกับขณะปจจบุ ัน สกัดก้ันความคิดใครค รวญถึงอดตี ยบั ยงั้ ความคิดใฝหาใน อนาคต เพื่อใหมีชีวิตอยูอยางปจจุบัน เพราะถาชีวิตท่ีเปนอยูในแตละขณะนี้ยังทําใหมีความสุขไมไดแลว การทีจ่ ะมีความสุขในชวงเวลายาวไกลก็เปน จริงไดยาก ๓๓๑ ดรู ายละเอยี ดใน พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต), พทุ ธธรรม, หนา ๘๑๓. ๓๓๒ เรอื่ งเดียวกนั , ๘๑๓.
๑๕๑ การดํารงอยูอยางมีสติในปจจุบันขณะอยางแทจริง ดําเนินชีวิตในขณะนั้น ในเวลานั้นอยางมี จิตใจท่ีรับรูตามสภาวะที่กําลังเปนอยู จะทําใหบุคคลรูเขาใจสิ่งตาง ๆตามสภาวะท่ีแทจริง เม่ือเกิดความรู ความเขาใจส่ิงตาง ๆตามสภาวะ การจัดการกับปญหาและส่ิงตาง ๆยอมเปนไปไดดี คือเปนการดํารงชีวิต อยูดวยสติปญญา ตามหลักสติปฏฐาน ๔ คือ มีสติอยูกับลมหายใจเขาออกของตัวเอง มีสติอยูกับการยืน การเดิน การนั่ง การนอนของตนเอง รับรูอารมณความรูสึกสุข ทุกข เฉยๆ อยางท่ีมันเปนโดยไมปรุงแตง วาอะไรหรือใครที่ทําใหเราทุกข แครับรู พิจารณาดูอารมณความรูสึกวาสุขทุกข หรือเฉยๆเทานั้น มีสติอยู กับจิตใจของตนเองวาในขณะน้ันเปนอยางไร มีราคะ มีโทสะ มีโมหะ หรือไมมีราคะ ไมมีโทสะ ไมมีโมหะ เปนตน สติจะชวยใหบุคคลไดรับรูสภาพจิตนิสัยของตนตามความเปนจริง วาบุคคลสั่งสมจนคุนชินกับ อกุศลธรรมใด และคุนชินกับกุศลธรรมใด เม่ือเราพิจารณาสภาพจิตของตนเองอยางที่เปนจริง กลาที่จะ เผชิญสภาพความจริงของตนเองได ไมหลอกลวงตนเอง บุคคลนั้นก็จะมีกําลังใจในการสรางเสริมกุศล ธรรมที่เปนปฏิปกษกับอกุศลธรรมท่ีจิตคุนชินน้ัน สติจะชวยสนับสนุนในการละความเคยชินเกาท่ีไมดี และสรางความเคยชินใหมท่ีดี ทําใหสามารถชําระลางกิเลสเหลาน้ันได แกปญหาภาวะทางใจของตนเอง ได เม่ือบุคคลมสี ติเฝาระวังในการรับรูอ ารมณทเ่ี ขามาทางทวารทงั้ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและ ใจ สติจะเปนเครื่องชวยในการยับยั้งอกุศลธรรมไมใหเกิดขึ้น เพราะเมื่อบุคคลรับรูอารมณอยางมีสติ ยอม พิจารณาเห็นและเขาใจสิ่งตางๆที่มากระทบอยางถูกตองตามสภาวะท่ีเปนจริง ไมถูกครอบงําดวยอํานาจ อวิชชาและตัณหา ที่ทําใหการรับรูบิดเบือนผิดพลาดไปจากความเปนจริง ซึ่งทําใหตกอยูในอํานาจของ ความอยากใหเปน อยา งนนั้ หรอื ไมอยากใหเปน อยางนั้น ไมมองเห็นสิ่งทง้ั หลายตามทม่ี ันเปนจรงิ กอใหเกิด ปญหา ความบกพรอง ความกระวนกระวาย และความทุกขต างๆ ในทางตรงขาม การรับรูอารมณอยางมี สติ มีชีวิตในแตละขณะปจจุบัน ยอมไมมีความบกพรอง ไมมีความกระวนกระวาย จึงมีความสุขภายใน ตัวเองทุกๆขณะ เม่ือภายในจิตใจอยูในภาวะไรทุกขแลว บุคคลน้ันยอมสามารถทํากิจ และจัดการปญหา ภายนอกไดเปน อยา งดี เพราะไมม เี งอ่ื นปมปญหาภายในรั้งดงึ ไว332๓๓๓ ดังน้ัน การดําเนินชีวิตที่เปนอยูอยางพากเพียร โดยมีสติเปนเคร่ืองเราเตือนหรือควบคุม ให สํานึกอยูเสมอถึงสิ่งที่จะตองเวนและสิ่งท่ีจะตองทํา ดวยความใสใจ ไมใหถลําไปในทางท่ีเสื่อมเสีย ไม ๓๓๓ ดรู ายละเอยี ดใน พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต), พทุ ธธรรม, หนา ๘๙๑-๘๙๒.
๑๕๒ ทอดทิ้งโอกาสแหงความดีงาม รักษาสิ่งดีที่มีอยูและเรงทําสิ่งท่ีดีงามอ่ืนๆใหเกิดเจริญงอกงามย่ิงขึ้น เมื่อ เราตองการความดีงามความเจริญ เราก็ตองพยายามทํากรรมอันดีงามทั้งหลายอันเปนเหตุใหความดีงาม นั้นคงอยู และงอกงามยิ่งขึ้นจึงเปนการดําเนินชีวิตอยางไมประมาท และนําไปสูการปรับเปลี่ยนสภาวะ ทางจิตใจและอารมณความรูส ึกไดใ นทสี่ ดุ ค) สมั มาสมาธิ “สมาธิ” แปลวา ความต้ังมั่นของจิต หรือ ภาวะที่จิตมีอารมณเปนหนึ่ง (เอกัคคตา)333๓๓๔ คือ การที่จิตกําหนดแนวแนอยูกับส่ิงใดสิ่งหนึ่ง ไมฟุงซานหรือสายไป334๓๓๕ ในคัมภีรวิสุทธิมรรคกลาวไวความ วา สมาธิ คือ ความตั้งม่ัน ไดแก ความต้ังอยูหรือดํารงอยูของจิตและเจตสิกท้ังหลายในอารมณอันเดียว อยางสมํ่าเสมอ และโดยถูกทาง สมาธิมีความไมฟุงซานเปนลกั ษณะ มีความไมหว่ันไหวเปนอาการปรากฏ มีความสุขเปน ปทัฏฐาน จิตของบคุ คลผมู คี วามสขุ ยอมต้งั มั่น335๓๓๖ ในแงค วามหมาย สัมมาสมาธิ คือ ความตงั้ อยูแหงจิต ความดํารงมั่น ความดํารงอยู ความตง้ั ม่ัน ความไมซัดสาย ความไมฟุงซาน ความที่จิตไมซัดสาย สมถะ สมาธินทรีย สมาธิพละ336๓๓๗ สัมมาสมาธิ สมาธิสมั โพชฌงค337๓๓๘ สัมมาสมาธิเปนมรรคในขั้นของการฝกอบรมจิตในแงของการปฏิบัติ การปรับเปล่ียนสภาวะ ทางจิตใจนั้น ข้ันตอนของการเจริญสมาธินับเปนเรื่องสําคัญมาก เพราะสมาธิเปนการฝกฝนคุณภาพของ จิตใหจิตต้ังม่ันในทางที่ถูก ควรแกการใชงาน คือควรแกการปฏิบัติการของสติ (สัมมาสติ) และปญญา (สมั มาทฏิ ฐ)ิ ดังทก่ี ลา วแลวขา งตน โดยเฉพาะอยา งยง่ิ การฝก ฝนเมตตาภาวนา ๓๓๔ อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๑๑/๒๙. ๓๓๕ พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พุทธธรรม, หนา ๘๒๔. ๓๓๖ วิสุทธฺ .ิ (ไทย) ๓๘/๑๓๔. ๓๓๗ อภ.ิ วิ. (ไทย) ๓๕/๒๒๐/๒๐๑. ๓๓๘ อภ.ิ วิ. (ไทย) ๓๕/๔๙๒/๓๗๕.
๑๕๓ การปรับเปลย่ี นสภาวะทางจติ ใจและอารมณค วามรูสกึ โดยหลกั เมตตาภาวนา เมตตาภาวนาเปนขั้นตอนของการฝกสมาธิท่ีตองรักษาอยูเปนนิจ เรียกวา สัพพัตถกกรรมฐาน คือ เปนกรรมฐานท่ีมีประโยชนในกุศลธรรมท้ังปวง ทําใหบุคคลผูอยูรวมกันน้ันมีจิตออนโยน อยูเปนสุข ๓๓๙ ดังปรากฏในสังขิตตสูตร339๓๔๐ท่ีพระพุทธองคตรัสใหโอวาทแกพระภิกษุวา เม่ือจิตตั้งม่ันดวยดี อกุศล 338 ธรรมที่เกดิ ขนึ้ แลว จกั ไมครอบงําจิต พระภิกษพุ งึ เจรญิ ภาวนาดวยอํานาจเมตตา ดงั พระพุทธพจนวา “เม่ือใดแล จิตของเธอตั้งม่ัน ดํารงม่ันดวยดีในภายใน และบาปอกุศลธรรมท่ีเกิดขึ้นแลวจัก ครอบงําจิตไมไดอยู เมื่อน้ัน เธอพึงสําเหนียกอยางน้ีวา ‘เมตตาเจโตวิมุตติจักเปนธรรมอันเราเจริญ แลว ทําใหมากแลว ทําใหเ ปนดจุ ยานแลว ทําใหเปน ทต่ี ้ังแลว ใหต ้ังม่ันแลว สัง่ สมแลว ปรารภดแี ลว ’ เธอพงึ สําเหนยี กอยางนแี้ ล”๓๔๑ หากพิจารณาตามหลักปรมัตถธรรมแลว พบวา เมตตามอี งคธรรม คืออโทสเจตสกิ 341๓๔๒ ซงึ่ จดั อยู ในโสภณสาธารณเจตสกิ 342๓๔๓ คอื ประกอบอยูในจติ ท่ดี งี ามทกุ ดวง เกดิ ในกศุ ลจิต ซ่งึ ปฏปิ กษข องเมตตานั้น จะมี ๒ ประเภท คอื ปฏิปกษใ กล ไดแ ก ราคะ และปฏปิ กษไ กล ไดแ ก พยาบาท ๑) ปฏปิ กษใ กล ไดแก ราคะ ซ่ึงหมายถงึ ความกําหนัด ความยินดีในกาม มสี งิ่ อนั นาปรารถนา นาพอใจเปน อารมณ คอื เปน อิฏฐารมณ และการทีร่ าคะเปน ปฏิปกษใกลต อเมตตานัน้ เนื่องจากธรรมชาติ ของเมตตานน้ั ยอมรักใคร ชน่ื ชมตอสตั วท ง้ั หลาย โดยมอี งคธรรม ไดแ ก อโทสเจตสกิ ทีม่ ีปยมนาปสตั ว บัญญตั ิเปนอารมณ343๓๔๔ และเม่ือมีบคุ คลท่ีรกั ที่ชอบใจเปนอารมณ หากปราศจากการพจิ ารณาโยนิโส มนสกิ าร หรอื จิตเกิดอโยนิโสมนสิการแลว โลภเจตสิกยอ มครอบงาํ จติ ได หรือเม่ืออารมณทีน่ า ปรารถนา ถกู ขดั ขวาง หรือเสอื่ มไป สิ่งอนั เปนทร่ี ักจึงเปนเหตหุ นึ่งของความโกรธ344๓๔๕ ๓๓๙ ดูรายละเอียดใน วิ.ม.อ. (ไทย) ๑/๒/๓๕๑, วิสุทฺธ.ิ (ไทย) ๔๒/๑๕๙-๑๖๐. ๓๔๐ ดูรายละเอียดใน อง.ฺ อฏฐก. (ไทย) ๒๓/๖๓/๓๖๒-๓๖๔, องฺ.อฏฐ ก.อ. (ไทย) ๔/๕๙๔-๕๙๖. ๓๔๑ องฺ.อฏฐ ก. (ไทย) ๒๓/๖๓/๓๖๒. ๓๔๒ อโทสเจตสิก คือธรรมชาตทิ ่ีไมประทษุ รา ยในอารมณ ๓๔๓ พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจรยิ ะ, ปรมัตถโชติกะ ปรจิ เฉทที๑่ -๒-๖, หนา ๓๔. ๓๔๔ พระสัทธรรมโชติกธรรมจริยา, ปรมตั ถโชตกิ ะ ปริจเฉทที่ ๙ เลม ๑ , (มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั : กรุงเทพมหานคร, ๒๕๔๗), หนา ๑๗๙. ๓๔๕ ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๙๘/๓๐๑.
๑๕๔ ๒) ปฏปิ ก ษไกล ไดแ ก พยาบาท กลาวโดยหลกั ปรมตั ถธรรม พยาบาทมีองคธ รรม คอื โทสเจต สกิ ดงั ท่กี ลา วแลว ในเบือ้ งตน สวนเมตตามีองคธรรม คอื อโทสะ จงึ เปน ธรรมทเี่ ปนปฏิปก ษตอกนั เม่ือ บคุ คลประกอบดว ยกศุ ลจิต เจรญิ เมตตาจิตเปนประจาํ อยางตอเนื่องแลว ยอมสามารถกาํ จดั จติ ใจที่ ประกอบดว ยความอาฆาตอนั เกิดขน้ึ ในจติ ของมนุษยแ ละสตั วท ง้ั หลาย345๓๔๖ และสามารถเปนเคร่ืองละ ความพยาบาท ความขดั เคอื ง แคนใจ ความเจบ็ ใจ ความคดิ รา ย ความผกู ใจเจบ็ และคดิ แกแคน ตางๆ346๓๔๗ ตามนยั น้ี พระอรรถกถาจารยไ ดอธิบายถึงเมตตาเจโตวิมุตตแิ ละวธิ กี ารปฏบิ ตั ไิ ววา การเจริญ เมตตาเจโตวมิ ุตตินัน้ เปนไปเพ่ือละความพยาบาท ซึ่งอยูใ นระดับอุปจารสมาธแิ ละอัปปนาสมาธิ สามารถ บรรลถุ งึ อนาคามมิ รรค เพือ่ การไมเ กิดในครรภอ ีกตอ ไป โดยแสดงวธิ ีการละพยาบาท ดว ย ธรรม ๖ ประการคอื ๑) การกําหนดนิมติ ในเมตตาเปน อารมณ โดยการแผเ มตตาไปทั่วทิศโดยเจาะจงหรือไม เจาะจงอยางใดอยา งหน่งึ ยอมละความพยาบาทได ๒) การประกอบเนอื งๆซึ่งเมตตาภาวนา ๓) การพจิ ารณาถึงความทีส่ ัตวมกี รรมเปนของๆตน การโกรธบคุ คลอืน่ นนั้ เปรียบดังการจับ เหลก็ อันรอน จบั ถา นกอ นท่ไี ฟคุโชน มแี ตท าํ ใหต นเองพนิ าศ ความโกรธของบุคคลอื่นนนั้ ยอ มทาํ ความ พินาศสตู ัวของเขาเอง เปน ไปตามกรรมของเขา เมื่อพิจารณาไดด ังนีแ้ ลว ยอมละความพยาบาทได ๔) การทาํ ใหม ากซึง่ การพิจารณา เจรญิ โยนโิ สมนสกิ ารใหเปน ไปมากๆ กย็ อ มละพยาบาทได ๕) ความมีกัลยาณมิตร คบกัลยาณมติ รผยู ินดใี นการเจรญิ เมตตา ๖) การพดู แตเรื่องที่เปน สปั ปายะ คือ การเจรจาเร่ืองทอี่ าศัยความเมตตาในอิริยาบถตา งๆ ก็ ยอ มสามารถละพยาบาทได347๓๔๘ เม่ือบุคคลประกอบดวยเมตตาจิตอยูเสมอแลว ยอมไมถูกความโกรธครอบงํา มีจิตอันไมขุนมวั ไมกอใหเกิดทุกขแกตนเองและผูอื่น ดวยการเบียดเบียน ประทุษราย ดวยการกระทําทางกาย วาจา และ ใจ บุคคลผูประกอบดวยเมตตาจิตยอมละธรรมท่ีเปนฝายบาปอกุศลไดแลว ยอมอยูเปนสุขในปจจุบัน ไม ๓๔๖ อง.ฺ ปฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๖๒/๒๖๖-๒๖๙. ๓๔๗ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๐/๑๓๐. ๓๔๘ ดูรายละเอยี ดใน ท.ี ม.อ. (ไทย) ๒/๒/๓๑๘-๓๒๑.
๑๕๕ มที ุกขไ มคบั แคน ไมเดอื ดรอน ปรนิ พิ พานในปจจุบันนี้348๓๔๙ ตารางแสดงวธิ กี ารปรบั เปลย่ี นสภาวะภายในจิตใจ สมั มาวายามะ สมั มาสติ สัมมาสมาธ3ิ49๓๕๐ ๑ .ส ร างค วาม เพี ย รใ นการ ๑.ฝกหัดในการดํารงสติใน ๑.กําหนดเมตตาเปน อารมณ ปองกันไมใหเกดิ อกุศลธรรมขึ้น ขณะที่กระทํา ขณะท่พี ูด ขณะท่ี ๒.ประกอบเมตตาภาวนาเนืองๆ ๒.สรางความเพียรพยายามท่ีจะ คดิ ๓ . พิ จ า ร ณ า ถึ ง ค ว า ม ที่ สั ต ว ละอกศุ ลธรรมทเ่ี กิดข้นึ แลว ๒.ฝกหัดในการระลึกรูสภาวะ ทั้งหลายมีกรรมเปนของตน ๓.สรางความเพียรพยายามที่จะ ตางๆท่ีปรากฏขึ้นท้ังทางกาย ๔.กระทําใหมากซึ่งโยนิโส ใหเกิดกุศลธรรม เชน ความคิด และทางใจ ในความรูสึกสุข มนสกิ าร ปรารถนาดีตอผูอ่ืน ความคิด ทกุ ข หรือเฉยๆ ๕.ความมีกัลยาณมิตร คบหา ในทางทางเสียสละ เปน ตน ๓.ฝกหัดในการระลึกรูสภาวะ กัลยาณมิตรผูยินดีในการเจริญ ๔.มุงมั่นที่จะรักษากุศลธรรมที่ ตางๆท่ีเกิดข้ึนในจิตใจ ทั้ง เมตตา เกิดขึ้นแลวใหดํารงอยูอยาง อารมณความรูสึกรัก โกรธ ๖.การสนทนาในเรอื่ งที่สปั ปายะ มน่ั คง อิจฉาริษยา เปนตน คื อ ส น ท น า ใ น เ รื่ อ ง ท่ี ๔.ฝกหัดในการระลึกรูสภาวะ ประกอบดวยเมตตา ต า ง ๆ ท่ี ป ร า ก ฏ ข้ึ น ใ น ธ ร ร ม ท้ังหลาย เชน นิวรณ ๕ เปนตน การเจริญเมตตาภาวนาเพ่อื ใหถงึ ซึ่งความละพยาบาท หรือดับโทสะในใจนัน้ เปนวิธีการปฏบิ ตั ิ ที่บุคคลควรเจริญอยูเปนประจําอยางสม่ําเสมอ เพื่อเปนพ้ืนฐานในการพัฒนาคุณภาพของจิตใหออนนุม สามารถบรรลุคุณความดี ถาจิตของบุคคลเปนธรรมชาติออนและสามารถทนตออารมณได จึงดําเนินการ ปฏิบัติตามวิธีการดังกลาวมาน้ี เพื่อประโยชนสุขในชีวิตปจจุบัน และเพ่ือจุดมุงหมายสูงสุดใน พระพุทธศาสนา แตหากบุคคลใดยังมีธรรมชาติจิตไมออนโยน ยังไมสามารถระงับอารมณความรูสึกขัด เคืองใจ ขุนของหมองใจได ในเบ้ืองตนจึงยังไมควรเจริญเมตตาภาวนา แตควรกระทํากุศโลบายวิธีเพ่ือ ๓๔๙ ดรู ายละเอียดใน องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๗๐/๒๗๕-๒๗๙. ๓๕๐ ในหนงั สอื นี้เนนกลา วถึงการเจริญเมตตาภาวนา.
๑๕๖ กําจัดโทสมูลจิตอันเกิดจากจิตที่ประกอบดวยความริษยา ความหวงแหน หรือความคับของใจ ซึ่งเปนแรง ขับจากภายใน และสาเหตุภายนอกมาจากอนิฏฐารมณ หรืออิฏฐารมณที่แปรเปล่ียนไปโดยการถูก ขัดขวางหรือทําใหเกิดอุปสรรค จึงทําใหโทสมูลจิตเกิดขึ้น บุคคลน้ันจึงเกิดความโกรธ ความแคนใจ เปน เบ้ืองตน ในคัมภีรวิมุตติมรรคพระอุปติสสะไดให กุศโลบายวิธีเพ่ือกําจัดโทสะท่ีเกิดขึ้นในชีวิตประจําวัน ไว๓๕๑ ๑๒ วิธีดงั น้ี 350 ๑) แบงปนใหประโยชนแกคนที่ตนเกลียด คือ แมจะโกรธก็ควรใหส่ิงที่บุคคลน้ันขอ รับส่ิงท่ี เขาใหดว ยความเต็มใจ ใชค ําพดู ทดี่ แี ละกระทาํ สงิ่ ที่ดีตอบคุ คลที่โกรธเสมอ ยอ มดบั ความโกรธได ๒) คิดถึงความดีของเขา คือ ถาบุคคลมองเห็นความดีของคนอ่ืน ควรคิดวา “น้ีเปนความดี นี้ ไมใชความชั่ว” ถาบุคคลไมมคี วามดี ควรแผเมตตาใหเขาดังน้ีวา “บุคคลนี้ไมมคี วามดี เขาอยูเปนทุกขแน แท” ๓) ความปรารถนาดี คือ บุคคลควรคิดถึงความปรารถนาดีของผูอ่ืน ความดับไปแหงอกุศล คอื โทสะ เปนความสขุ จึงควรเปลีย่ นความโกรธใหก ลับเปนความปรารถนาดี ๔) ความท่สี ัตวมกี รรมเปน ของตน คอื บคุ คล ควรพิจารณากรรมช่ัวของตน อยา งน้ีวา “กรรม ท่เี ราทาํ จะทาํ ความโกรธใหเกดิ ขึน้ ในผูอน่ื ” ๕) การใชหนี้กรรม คือ บุคคลคิดอยางน้ีวา “เพราะกรรมในอดีตของเรา ผูอื่นจึงติเตียนเรา เราปลอดจากหนี้ เมอ่ื นอมนึกถึงการใชหนี้ไดอยางนี้ เราสบายใจ” ๖) ความเปนญาติ คือ บุคคลนั้นระลึกไดวา สัตวทั้งหลายเกิดสืบตอกันและกันในสังสารวัฏ คดิ ดงั นี้วา “น้ีเปน ญาตใิ นอดตี ชาตขิ องเรา” และเกิดความคิดวา เปน ญาติกัน ๗) ความผิดพลาดของตน คือ มีการมองตน ดังนี้วา “ความโกรธของบุรุษนั้น เกิดข้ึนเพราะ เรา เราไดท าํ บาปเพราะเขา” เมอ่ื ปลกุ จติ สํานกึ ตนอยางนแี้ ลว บคุ คลยอมมองเห็นขอผิดพลาดของตวั เอง ๘) ไมควรพิจารณาทุกข คือ ไมควรใสใจในการรับรูความทุกข ซึ่งไมเกี่ยวของกับความโกรธ บุคคลพิจารณาทุกขดังนี้วา “เพราะความโงเขลา เราจึงเห็นทุกขของตัวเองวาเปนนิวรณ” บุคคลประสบ ทุกขเอง เพราะเขาไมคิดดวยจิตประกอบดวยเมตตา ที่ความทุกขปรากฏเปนนิวรณก็เพราะมันเปนทุกข ทางใจ งดเวน สถานท่ศี ัตรอู าศัยอยู ควรอยใู นทีท่ ่จี ะไมไดย นิ เสยี งของเขา หรอื มองไมเ หน็ เขา ๓๕๑ คมั ภีรวิสุทธิมรรค ไดแ สดงกศุ โลบายกําจดั ความโกรธไว ๑๐ วธิ ีซึ่งผูวิจัยเห็นวาเหมาะแกบุคคลผเู จรญิ กรรมฐานมากกวาในระดบั บุคคลทัว่ ไป จึงนาํ เฉพาะคมั ภีรว มิ ตุ ติมรรคมาทําการศึกษาเทา นั้น.
๑๕๗ ๙) พจิ ารณาธรรมชาตขิ องอินทรยี คือ บุคคล ควรใครครวญอยา งนวี้ า “การประสบกับส่ิงเปน ท่ีรักและสิ่งอันไมเปนที่รักเปนเร่ืองธรรมดาของอินทรีย เพราะเหตุน้ัน เราจึงเกลียด เพราะเหตุนั้น เราจึง ขาดสต”ิ ๑๐) ความดับไปเพียงชั่วขณะของสภาพทั้งหลาย คือ บุคคลควรใครครวญอยางน้ีวา “บุรุษ นั้นประสบทุกขเพราะความเกิด สภาพท้ังหมดน้ี ดับไปในช่ัวขณะจิตเดียว เราโกรธตอสภาพใดในตัวเขา หรือ” ๑๑) ขันธ คือ บุคคลควรใครครวญอยางน้ีวา “ขันธภายในและภายนอก ทําใหเกิดทุกข เปน ไปไมไดสําหรับเราที่จะโกรธตอ สว นใดๆ หรือที่ใดๆ” ๑๒) สุญญตา คอื บคุ คลควรใครค รวญอยา งน้วี า “ความจริง ไมสามารถพดู ไดว า บุรุษน้ที าํ ให เกดิ ทกุ ข หรอื บุรษุ นีป้ ระสบทกุ ข กายนี้ เปน ผลแหงเหตุและปจจัยทงั้ หลาย ไมมคี วามมอี ยคู อื อตั ตาใน ขนั ธท้ังหลาย”๓๕๒ เน่อื งจากผูทม่ี เี มตตาจะมีความสุขไดก ็ตอ เมอ่ื ตนเองสามารถทําใหบ ุคคลอ่ืนมีความสุขดวย นั่น ก็คือ เห็นความสุขของบุคคลอื่นตลอดจนถึงสรรพสัตวท่ัวๆไปเปนพื้นฐานสําคัญ หากการกระทําหรือ คําพูดใดๆของตน ท่ีจะสงผลกระทบถึงบุคคลอื่นใหไดรับความทุกข ก็ไมกระทํา ไมกลาวคําเชนนั้น และ เมื่อเห็นบุคคลอื่นมีความสุขก็ยินดีในความสุขของเขา สนับสนุนเอาใจใส ไมอิจฉาริษยา มีแตความปลาบ ปล้ืมยินดีดวย ในทางตรงกันขามหากบุคคลที่ตนรักมีความทุกขก็จะเกิดความกรุณา สงสาร คิดชวยเหลือ หรอื พยายามกระทาํ การตา งๆเพือ่ ชว ยเหลือใหเ ขาพนจากความทกุ ข ดังกรณีตัวอยางที่ใชธรรมอันเปนปฏิปกษเพ่ือปรับเปล่ียนสภาวะทางจิตใจ ในสมัยพุทธกาล เม่ือพระผูมีพระภาคตรัสถามนางอุตตราผถู ูกนางสิรมิ า หญิงแพศยาทีจ่ างวานมาเพื่อปรนนิบัติสามที ําราย โดยการนําเนยใสท่ีเดือดจัดราดใสตัว แตนางอุตตรามิไดมีความโกรธ แตกลับระลึกถึงคุณของนางสิริมาท่ี มีอุปการะใหนางไดกระทําทานและฟงธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจาได โดยแผเมตตาจิตตอนางสิริมา เนยใสทร่ี อนจัดนน้ั กก็ ลับเย็นมิไดทาํ อันตรายใดๆแกนางเลย ในคร้งั นั้น พระผูมีพระภาคเจาไดต รสั ไวว า “พึงชนะคนโกรธ ดว ยความไมโ กรธ, พึงชนะคนไมดี ดวยความดี ๓๕๒ ดรู ายละเอยี ดใน วมิ ุตตฺ ิ. (ไทย) ๑๗๕-๑๗๗.
๑๕๘ พงึ ชนะคนตระหนี่ ดว ยการให พงึ ชนะคนพดู เหลวไหล ดวยคําจรงิ .”๓๕๓ จากกุศโลบายวิธีท้ัง ๑๒ ประการดังกลาว จําแนกพุทธวิธีสําหรับบุคคลเปน ๒ ระดับ ดังนี้คือ ๓๕๔ ๑. ระดับบุคคลท่ัวไปท่ีสภาพจิตใจยังไมออนโยน ประกอบดวยโทสะเม่ือประสบกับภาวะจิตใจท่ีมี 353 ปญหาอารมณโกรธขุนเคืองใจ เสียใจ เปนตน และ๒. ระดับบุคคลท่ีฝกหัดพัฒนาจิตใจมีสภาพออนโยนดี แลว ระดบั ที่ ๑ พุทธวธิ ีเพื่อบคุ คลทวั่ ไปที่สภาพจติ ใจยังไมอ อ นโยน การจัดการเพื่อปองกันไมใหเกิดปญหาภาวะบกพรองทางความรักในตัวบุคคลนั้น เบื้องตน ควรใชกุศโลบายในการกําจัดโทสะ ๑๒ วิธี คือ ๑) ใหปนแกคนท่ีตนโกรธเกลียด ๒) คิดถึงความดีของ เขา ๓) มีความปรารถนาดีตอผูอ่ืน ๔) พิจารณาตามหลักกฏแหงกรรม ๕) การใชหน้ีกรรม ๖) ระลึกถึง ความเปนญาติในสังสารวัฏ ๗)ปลูกจิตสํานึกโดยการมองเห็นความผิดพลาดของตนท่ีไดกระทํา ๘)ไมควร ใสใจในอารมณที่ทําใหโกรธ ๙)พิจารณาถึงกฏแหงธรรมชาติท่ีตองประสบกับส่ิงอันเปนที่รักและสิ่งอันไม เปนที่รัก ๑๐)พิจารณาถึงความเกิดข้ึนและดับไปของขณะจิต ๑๑) พิจารณาถึงขันธที่ไมไดประกอบเปน ตัวตนบุคคล ๑๒) พจิ ารณาถงึ ความเปน อนตั ตา ไมม ีส่ิงใดทมี่ ีอยอู ยา งแทจ ริง ระดับท่ี ๒ พทุ ธวิธเี พ่ือบคุ คลท่ฝี กหดั พัฒนาจติ ใจมีสภาพออนโยนดแี ลว พึงเจริญเมตตาเจโต วมิ ุตติ เพ่ือละความพยาบาทซึง่ เปน พุทธวิธที ่สี ามารถกระทาํ ใหถ ึงอนาคามมิ รรค ไมต อ งเกิดในครรภอ ีก ตอ ไป ดวยวธิ ี ๖ ประการ คอื ๑. การเจรญิ เมตตาเปน อารมณ โดยเฉพาะเจาะจงหรือไมเฉพาะเจาะจง ๒. เจริญเมตตาภาวนาอยเู ปน นิจ ๓. พจิ ารณาถึงความทีส่ ัตวมกี รรมเปน ของตน ๔.กระทําใหม ากซึง่ โยนิโส มนสกิ าร ๕.คบกัลยาณมิตรผูม ีเมตตาจติ ๖.สนทนาแตเ ร่ืองทปี่ ระกอบดว ยเมตตา พทุ ธวิธีในระดับท่ี ๒ ท้งั ๖ขอ น้ี บุคคลผมู ีจติ โกรธ หรือกาํ ลงั โกรธอยไู มพ ึงกระทาํ เนอื่ งจากจิต ทปี่ ระกอบดว ยโทสะเปน ปฏปิ ก ษต อเมตตา ดงั น้นั เมตตาจติ ยอมไมสามารถเกดิ ขึ้น ตอ เม่อื ใดที่จิตหาย ๓๕๓ ข.ุ ธ.อ. (ไทย) ๑/๒/๓/๔๔๖-๔๔๗. ๓๕๔ อายุษกร งามชาต,ิ พทุ ธวธิ ีปอ งกันปญหาความรนุ แรงในครอบครัว, สารนิพนธพุทธศาสตรดษุ ฏีบัณฑติ , (บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๒), หนา ๕๕-๕๗.
๑๕๙ กลุม รุมดว ยอาํ นาจแหง โทสะแลว เมอ่ื น้นั จงึ สามารถเจรญิ เมตตาภาวนาได ปจ จยั ภายนอกท่ีสาํ คัญ ๒ ประการ คือ การคบหากลั ยาณมิตรผปู ระกอบดวยเมตตาจิตและการสนทนาหรอื พิจารณาอารมณท ี่ ประกอบดว ยเมตตานัน้ จะมสี ว นสาํ คญั อยา งย่ิงทีท่ ําใหจ ิตใจของผูฝก หดั ในการเจริญเมตตาภาวนามี พัฒนาการที่ดขี นึ้ ซึ่งหากยอนกลบั ไปพจิ ารณากุศโลบายทกี่ ลาวไวในขอ ท่ี ๒-๓ คือ การคิดถึงความดแี ละมี ความปรารถนาตอ บุคคลท่เี ราโกรธ หรือบคุ คลที่ประทษุ รา ยเรา หากบุคคลใดสามารถระงับความโกรธได ในขณะทพ่ี ิจารณาดวยกศุ โลบาย ๒ ขอน้ี ตอ จากนน้ั กส็ ามารถเจรญิ เมตตาภาวนาตอ บุคคลผูประทษุ รา ย เราได ดงั เชน ที่ยกกรณขี องนางอตุ ตราทมี่ ีเมตตาจติ ตอนางสิริมาผูประทุษรา ย ดวยการระลึกถงึ คณุ ความดี ของนางสริ มิ าท่มี ีอปุ การะใหน างอตุ ตราไดฟง ธรรมและถวายทานแกพระผมู ีพระภาคเจา ดังน้นั หลักการ ดงั กลาวจงึ นํามาเพ่ือประยกุ ตใ ชใ นการปรับเปลีย่ นสภาวะจิตใจได การปรับเปล่ียนทา ทกี ารแสดงออกในอริยมรรคมอี งค ๘ จากท่ีกลาวมาขางตน เปนข้ันตอนในการปรับเปลี่ยนความเห็นและความคิด การปรับเปลี่ยน สภาวะทางจิตใจ ซึ่งเปนพื้นฐานสําคัญในการเกิดพฤติกรรมภายนอก คือ พฤติกรรมทางกาย และ พฤติกรรมทางวาจา โดยนําองคมรรค ๓ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เพื่อประยุกตใชใน การปรบั เปลี่ยนทา ทีในการแสดงออก องคมรรค ๓ ขอน้ี จัดอยูในข้ันศีลซึ่งเปนหลักของความประพฤติซึ่งขอกลาวรวมไวพรอมกัน ไดแก สัมมาวาจา คือ การพูดท่ีประกอบดวยเจตนาซ่ึงปราศจากความทุจริต หรือความคิดเบียดเบียน รวมถึงสุจริตที่เปนธรรมปฏิปกษคูกันดวย, สัมมากัมมันตะ คือ การกระทําที่ประกอบดวยเจตนาซ่ึง ปราศจากความทุจริต หรือความคิดเบียดเบียน รวมถึงสุจริตท่ีเปนธรรมปฏิปกษคูกันดวย354๓๕๕ และ สมั มาอาชวี ะ คอื การทําหนาที่ การประพฤติหรอื การดาํ รงตนอยา งถูกตอง355๓๕๖ เม่ือพิจารณาความหมายในคัมภีร สัมมาวาจา คอื เจตนาเปน เหตุงดเวน จากการพดู เท็จ เจตนา เปนเหตุงดเวนจากการพูดสอเสียด เจตนาเปนเหตุงดเวนจากการพูดคําหยาบ เจตนาเปนเหตุงดเวนจาก การพูดเพอเจอ สัมมากัมมันตะ คือ เจตนาเปนเหตุงดเวนจากการฆาสัตว เจตนาเปนเหตุงดเวนจากการ ๓๕๕ ดูรายละเอียดใน พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พุทธธรรม, หนา ๗๖๘-๗๗๐. ๓๕๖ เร่ืองเดียวกนั , หนา ๗๗๙.
๑๖๐ ถือเอาสิ่งของท่ีเจาของไมไดให เจตนาเปนเหตุงดเวนจากการประพฤติผิดในกาม356๓๕๗ สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีวติ อยูดวยสมั มาอาชวี ะ357๓๕๘ จากการใหความหมายขององคมรรคทั้ง ๓ ที่ปรากฏในคัมภีรน้ัน เปนการแสดงแนวทางขอ ประพฤติปฏิบัติที่เรียกวา กรรมบถ หรือสุจริต คือ ฝายกายกรรม ตรงกับ สัมมากัมมันตะ ฝายวจีกรรม ตรงกับ สัมมาวาจา สวนมโนกรรม ซ่ึงประกอบดวย อนภิชฌา อพยาบาท และสัมมาทิฏฐิน้ัน ก็จัดอยูใน สัมมาสังกัปปะ (อนภชิ ฌา และอพยาบาท) สัมมาทฏิ ฐิ จัดอยูใน สัมมาทิฏฐิ การนาํ องคมรรคทั้ง ๓ เพ่ือมาประยกุ ตใ ชในการปรับเปล่ียนภาวะพฤติกรรมที่มปี ญหา คอื การ ปรับเปล่ียนทาทีการแสดงออกทางการกระทําโดยใชเมตตาเขาไปประกอบ ไดแก กายกรรมท่ี ประกอบดวยเมตตา วจีกรรมท่ีประกอบดวยเมตตา ทั้งน้ีการท่ีกายและวาจาจะแสดงออกมาอยางดีงาม และประกอบดวยเมตตานั้น ก็เนื่องจากจิตใจเปนสําคัญ เม่ือปรับเปล่ียนสภาวะจิตใจใหมีคุณภาพท่ีดีท่ี ประกอบดวยเมตตาแลว ความประพฤติทางกายและวาจาท่ีแสดงออกมาก็ยอมมีเจตนาท่ีจะงดเวนหรือ การไมมคี วามดาํ รใิ นการที่ชั่วใดๆอยใู นใจ จติ ใจก็ยอมสงบและเปน สุข ตารางแสดงวธิ ีการปรับเปลยี่ นทาทีการแสดงออก วธิ กี ารปรับเปลีย่ นความ วธิ กี ารปรับเปลยี่ นทางวาจา วิธกี ารปรบั เปล่ยี นการวางตนให ประพฤติ (สัมมากมั มันตะ) (สมั มาวาจา) สมฐานะ (สัมมาอาชีวะ) ๑.การฝกประพฤติตนโดยสุจริต ๑.ฝกหัดในการพูดท่ีสุจริต ๑.การดํารงตนอยางถูกตอง ประกอบดวยเมตตา อาทิ การ ประกอบดวยเมตตา วาจาที่ สมควรแกฐานะ วางตนอยาง รูจักใหปน (ทาน), การประพฤติ สุภาพออนหวาน ซาบซึ้งใจ (ปย เหมาะสมกับฐานะ ภาวะบุคคล วาจา) ๓๕๗ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๕, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๓๕/๑๒๖, ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๓๗๕/๔๒๒, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/ ๔๘๗/๓๗๑. ๓๕๘ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๔๐๒/๓๓๖, ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๓๕/๑๒๗, ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๗๕/๔๒๒, อภิ.ว.ิ (ไทย) ๓๕/ ๔๘๗/๓๗๑.
๑๖๑ ตนใหเปนประโยชนตอผูอื่น เหตุการณและสิ่งแวดลอมอยาง (อัตถจริยา) ถูกตอ งตามธรรม (สมานตั ตตา) การปรับเปล่ียนทาทีในดานการแสดงออกเพ่ือเก้ือกูลและเปนประโยชนแกผูอ่ืนน้ันสงเคราะห เขา ไดก บั หลักธรรมสงั คหวตั ถุ ๔ ประการ358๓๕๙ คอื ๑) ทาน การให คือ เอื้อเฟอเผ่ือแผ เสียสละ แบงปน ชวยเหลือกันดวยส่ิงของ ตลอดถึงให ความรูและแนะนําสั่งสอน เม่ือนํามาประยุกตเขากับการปรับสภาวะจิตใจที่ประกอบดวยเมตตาแลว ก็จะ เปนการแสดงออกทางกายประกอบดวยความเมตตา ปรารถนาเกื้อกูลดวยการใหปนแกผูอ่ืน สงเคราะห เขากบั องคม รรคสมั มากัมมันตะ ๒) ปยวาจา คือ วาจาเปนท่ีรัก วาจาดูดดื่มนํ้าใจ หรือวาจาซาบซ้ึงใจ คือกลาวคําสุภาพไพเราะ ออนหวานสมานสามัคคี ใหเกิดไมตรีและความรักใครนับถือ เม่ือนํามาประยุกตเขากับการปรับเปล่ียน สภาวะทางจิตใจท่ีประกอบดวยเมตตาแลว ก็จะเปนการแสดงออกทางวาจาประกอบดวยความเมตตา สงเคราะหเขา กับ สมั มาวาจา ๓) อัตถจริยา การประพฤติตนใหเปนประโยชนแกผูอ่ืน เม่ือนํามาประยุกตเขากับการ ปรับเปล่ียนสภาวะทางจิตใจที่ประกอบดวยเมตตาแลว ก็จะเปนการกระทําท่ีประกอบดวยเมตตา สงเคราะหเ ขา กบั องคม รรคสมั มากมั มันตะ ๔) สมานัตตตา ความมีตนเสมอ คือทําตนเสมอตนเสมอปลาย ปฏิบัติสม่ําเสมอกันในชน ท้ังหลาย และเสมอในสุขทุกขโดยรวมรับรูแกไข ตลอดถึงวางตนเหมาะแกฐานะ ภาวะบุคคล เหตุการณ และส่ิงแวดลอม ถูกตองตามธรรม ในขอธรรมสมานัตตตานี้ เม่ือนํามาประยุกตกับหลักพรหมวิหารจะมี ความสัมพันธกับขอธรรมอุเบกขา359๓๖๐ เปนการแสดงออกทางการกระทําที่ปฏิบัติตอชนทั้งหลายดวยจิตใจ ทเี่ สมอกนั ๓๕๙ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบบั ประมวลธรรม, หนา ๑๔๓. ๓๖๐ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พุทธธรรม, หนา ๗๕๒-๗๕๓.
๑๖๒ สวนสัมมาอาชีวะน้ัน พระพรหมคุณาภรณไดอธิบายขยายความไวความวา สัมมาอาชีวะมิใช ความหมายเพียงการเล้ียงชีพชอบเทานั้น แตหมายถึงการทําหนาท่ี การประพฤติหรือการดํารงตนอยาง ถูกตอง เชน การที่ลูกประพฤติตนเปนลูกท่ีดีสมควรแกการเลี้ยงดูของพอแม ก็นับวาเปนสัมมาอาชีวะของ ลูก ๓๖๑ การพฤติตนดี ถามไถทุกขสุขเสมอ มีความปรารถนา เก้ือกูล กตัญูกตเวที ในที่น้ีจัดวา เปน 360 สมั มาอาชวี ะ คอื การประพฤติตนสมควรแกฐานะ คาํ ถามทา ยบท ๑ จงอธบิ ายหลกั คาํ สอนอริยมรรคมอี งค ๘ ในฐานะทางแหงความดบั ทุกขพ อสังเขป ๒ จงอธบิ ายหลักการปรบั เปลย่ี นความคิด และความเห็น โดยอริยมรรคมีองค ๘ ใหเ ขา ใจพอสังเขป ๓ จงอธิบายหลักการปรบั เปลยี่ นสภาวะทางจิตใจและอารมณความรสู กึ โดยอรยิ มรรคมอี งค ๘ มาให เขาใจพอ สงั เขป ๔ จงอธิบายหลกั การปรบั เปลยี่ นทาทีการแสดงออกโดยอริยมรรคมอี งค ๘ ๓๖๑ เร่อื งเดียวกนั , หนา ๗๗๙.
๑๖๓ เอกสารอา งองิ ประจาํ บท ๑ พระไตรปฎ ก พระไตรปฎ ก เลมท่ี ๔ วนิ ัยปฎก มหาวรรค. พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลยั . กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙. พระไตรปฎก เลม ที่ ๑๐ สตุ ตันตปฎ ก ทีฆนิกาย มหาวรรค . พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ าลง กรณราชวทิ ยาลัย. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลม ท่ี ๑๑ สุตตนั ตกปฎก ทีฆนกิ าย ปาฏกิ วรรค. พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลง กรณราชวทิ ยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลม ท่ี ๑๒ สตุ ตนั ตปฎก มชั ฌมิ นิกาย มูลปณ ณาสก. พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ า ลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลม ที่ ๑๓ สตุ ตนั ตปฎ ก มชั ฌมิ นิกาย มชั ฌมิ ปณ ณาสก. พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบับมหา จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎก เลม ที่ ๑๔ สุตตนั ตปฎก มัชฌมิ นิกาย อปุ รปิ ณณาสก พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบับมหา จุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั . กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎก เลมที่ ๑๙ สตุ ตันตปฎ ก สงั ยตุ ตนิกาย มหาวารวรรค. พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบับมหา จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎก เลมท่ี ๒๐ สตุ ตนั ตปฎก อังคตุ ตรนกิ าย เอกกนิบาต. พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ า ลงกรณราชวิทยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลมที่ ๒๐ สุตตนั ตปฎก อังคุตตรนกิ าย ทกุ นบิ าต . พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬา
๑๖๔ ลงกรณราชวิทยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลมท่ี ๒๑ สุตตนั ตปฎ ก อังคุตตรนิกาย จตกุ กนิบาต . พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบับมหา จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลม ท่ี ๒๒ สุตตันตปฎ ก อังคุตตรนกิ าย ปญจกนบิ าต. พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบบั มหา จฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙. พระไตรปฎก เลมท่ี ๒๓ สตุ ตันตปฎ ก องั คตุ ตรนิกาย อัฏฐกนิบาต. พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบบั มหา จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎก เลม ที่ ๒๔ สุตตนั ตปฎก อังคตุ ตรนิกาย ทสกนบิ าต. พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบับมหาจุฬา ลงกรณราชวทิ ยาลยั . กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลม ที่ ๒๙ สุตตนั ตปฎก ขุททกนกิ าย มหานิเทส. พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลง กรณราชวทิ ยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎก เลม ที่ ๓๑ สตุ ตันตปฎก ขุททกนกิ าย ปฏสิ ัมภิทามรรค. พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบบั มหา จุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลม ท่ี ๓๔ อภิธรรมปฎ ก ธรรมสังคณ.ี พระไตรปฎ กภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลยั . กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. พระไตรปฎ ก เลมท่ี ๓๕ อภธิ รรมปฎก วภิ งั ค . พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราช วทิ ยาลัย. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙.
๑๖๕ ๒ คัมภีรอ รรถกถา วนิ ยั ปฎก สมันตปาสาทิกา มหาวิภังคอรรถกถา. พระไตรปฎ ก และอรรถกถาแปล . ฉบับมหามกุฎราช วิทยาลยั พิมพค ร้ังท่ี ๓. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพม หามกุฎราชวิทยาลัย , ๒๕๓๖. ทฆี นิกาย สมุ งั คลวลิ าสินี มหาวรรคอรรถกถา. พระไตรปฎก และอรรถกถาแปล . ฉบับมหามกฎุ ราช วทิ ยาลัย พิมพค ร้งั ท่ี ๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม หามกฎุ ราชวิทยาลยั , ๒๕๓๖. ทฆี นิกาย สมุ งั คลวลิ าสนิ ี ปาฏวิ รรคอรรถกถา. พระไตรปฎ ก และอรรถกถาแปล . ฉบับมหามกฎุ ราช วทิ ยาลยั พิมพครงั้ ท่ี ๓. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พมหามกฎุ ราชวิทยาลัย , ๒๕๓๖. มชั ฌิมนกิ าย ปปญจสูทนี มูลปณณาสกอ รรถกถา. พระไตรปฎก และอรรถกถาแปล . ฉบับมหามกฎุ ราช วิทยาลยั พมิ พค รง้ั ท่ี ๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม หามกฎุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๖. องั คุตตรนิกาย มโนรถปูรณี อฏั ฐกนบิ าตอรรถกถา. พระไตรปฎ ก และอรรถกถาแปล . ฉบับมหามกุฎราช วทิ ยาลัย พิมพค รง้ั ที่ ๓. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม หามกฎุ ราชวิทยาลัย , ๒๕๓๖. ขทุ ทกนิกาย ธรรมบทอรรถกถา. พระไตรปฎ ก และอรรถกถาแปล . ฉบบั มหามกุฎราชวทิ ยาลยั พิมพค รง้ั ที่ ๓. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพมหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๖. อภิธรรมปฎก ธรรมสังคณี อัฏฐสาลินีอรรถกถา. พระไตรปฎก และอรรถกถาแปล . ฉบับมหามกุฎราช วทิ ยาลัย พิมพครง้ั ที่ ๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม หามกฎุ ราชวทิ ยาลัย . ๒๕๓๖. อภิธรรมปฎ ก วิภังค สัมโมหวิโนทนอี รรถกถา. พระไตรปฎ ก และอรรถกถาแปล . ฉบับมหามกฎุ ราช วิทยาลัย พมิ พคร้งั ที่ ๓. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พมหามกฎุ ราชวิทยาลัย , ๒๕๓๖.
๑๖๖ ๓ หนงั สอื พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). จากจิตวิทยา สูจิตภาวนา. กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภาและสถาบัน บนั ลือธรรม, ๒๕๔๖ พระนาคเสน. มลิ นิ ทปญ หา ฉบบั แปลในมหามกฏุ ราชวิทยาลัย. พมิ พค รง้ั ท่ี ๒. กรุงเทพมหานคร : มหา มกุฏราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๓. พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพทุ ธศาสตร ฉบบั ประมวลธรรม . พิมพครงั้ ท่ี ๑๖. กรงุ เทพมหานคร : บริษัท เอส อาร พริ้นตง้ิ แมส โปรดกั ส จาํ กดั , ๒๕๕๑. ______________ . พทุ ธธรรม ฉบบั ปรับขยาย. พิมพค รั้งที่ ๓๒. กรงุ เทพมหานคร : สํานักพมิ พ ผลิธัมม, ๒๕๕๕. พระพทุ ธโฆษะเถระ. คัมภีรว สิ ุทธิมรรค. ฉบับ ๑๐๐ ป สมเดจ็ พระพุฒาจารย อาจ อาสภมหาเถระ). พิมพ ครงั้ ท่ี ๖. กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัทธราเพลส จาํ กัด, ๒๕๔๘. พระมหาสมบรู ณ วุฑฒฺ ิกโร (พรรณนา). สมั มาทฏิ ฐิกบั การพฒั นาชวี ิตตามหลกั พระพุทธศาสนา. สาร นิพนธ พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต . บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. ๒๕๔๖. พระสัทธัมมโชติกะ ธมั มาจรยิ ะ. ปรมัตถโชตกิ ะ ปรจิ เฉทที่ ๑-๒-๖. กรุงเทพมหานคร : มูลนธิ ิสทั ธัมมโชติ กะ, ๒๕๔๗ พระสทั ธรรมโชติกธรรมจรยิ า. ปรมัตถโชติกะ ปรจิ เฉทท่ี ๙ เลม ๑ . มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย : กรงุ เทพมหานคร, ๒๕๔๗. พระอนุรุทธาจารย. พระคันธสาราภิวงศ. (ผูแปล). อภิธัมมัตถสงั คหะและปรมตั ถธปี นี. กรุงเทพมหานคร : ไทยรายวันกราฟฟค เพลท,๒๕๔๖. พระอปุ ติสสเถระ. วมิ ุตตมิ รรค. แปลโดย พระเทพโสภณและคณะ. พิมพค รัง้ ท่ี ๖. กรุงเทพมหานคร:โรง พิมพม หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . ๒๕๔๘. อายษุ กร งามชาต.ิ การบูรณาการหลกั พทุ ธธรรมเพอ่ื เปน เครอ่ื งมอื ปรับเปล่ยี นภาวะบกพรอ งทางความรกั .
๑๖๗ ดุษฎีนิพนธ พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลยั , ๒๕๕๓, _____________ . พุทธวธิ ปี อ งกนั ปญหาความรุนแรงในครอบครวั . สารนพิ นธพุทธศาสตรดุษฏีบณั ฑิต. บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๒.
๑๖๘ แผนการสอนประจาํ บทท่ี ๗ ๓ ชว่ั โมง เนื้อหา บทที่ ๗ ความคดิ และการตัดสนิ ใจ ความหมายของการคดิ โยนิโสมนสกิ าร : ความใสใจทด่ี ีงามนําไปสคู วามคดิ ที่ดีงาม การเลือกตดั สินใจ วธิ คี ดิ ในจิตวทิ ยาพทุ ธศาสนา คําถามทบทวนบทที่ ๗ เอกสารอา งองิ ประจาํ บท วัตถุประสงคเ ชงิ พฤติกรรม หลงั จากเรยี นจบบทนี้ นิสิต ๑ รู เขา ใจและสามารถอธบิ ายเรือ่ งการคิดและการตดั สินใจได ๒ รู เขา ใจและสามารถอธบิ ายวิธีคดิ ในจิตวิทยาพทุ ธศาสนาได ๓ สามารถประยกุ ตค วามรทู ไ่ี ดไปใชในชวี ิตประจําวนั วธิ ีสอนและกจิ กรรม ๑ ศึกษาเอกสารคาํ สอนบทที่ ๗ ๒ วิธสี อนแบบอภิปรายเนื้อหา ซักถาม ๓ ศกึ ษาคนควา ดว ยตนเอง ๔ รว มวิเคราะหและอภิปรายขอ มลู จาก PowerPoint หนา ช้นั เรียน
๑๖๙ ๕ สรุปเนือ้ หาการเรยี นการสอนทกุ ครั้ง ๖ ทาํ คาํ ถามทบทวนทายบท และนําผลท่ีไดจากการวเิ คราะหค วามรูความเขา ใจของนสิ ติ มา ปรบั ปรุง สือ่ การเรียนการสอน ๑ เอกสารคาํ สอนบทท่ี ๗ ๒ PowerPoint ๓ แบบฝก ปฏบิ ตั ิ ๔ เคร่อื งคอมพิวเตอร การวดั ผลและประเมนิ ผล ๑ สงั เกตการณการมีสว นรว มและการแสดงความคดิ เห็นของนสิ ติ ๒ สงั เกตความตงั้ ใจเรียน การต้งั คาํ ถาม/ตอบคําถาม ๓ การทําคาํ ถามทบทวนทา ยบท
๑๗๐ บทท่ี ๗ ความคิดและการตัดสนิ ใจ ความหมายของการคดิ นกั จติ วทิ ยาการรคู ดิ โรเบิรต แอล. โซลโซ (Robert L. Solso) กลา วไวน า สนใจวา “การคิดคอื มงกฎุ ทม่ี คี า ของการรคู ิด...หนึ่งในความมหัศจรรยท่ีย่งิ ใหญข องมนุษยชาติ”361๓๖๒ เรย คอรซ ีนี (Ray Corsini) กลา ววา การคิด หมายถึง “พฤตกิ รรมการรคู ดิ มโนภาพหรือ ความคิดทีเ่ ปน ตวั แทนของวัตถแุ ละเหตกุ ารณไ ดผานประสบการณห รอื ถูกปรบั เปลี่ยนดดั แปลงให เหมาะสม เพ่อื เปนสัญลักษณแ ละการแสดงความหมายแกก ระบวนการทางจติ กระบวนการเหลาน้ี ประกอบดว ยการจนิ ตนาการ การจําได การแกปญ หา การฝน กลางวัน การเช่อื มโยงขอ มลู อยา งอิสระ การสรา งมโนทศั น และการคดิ สรา งสรรค” 362๓๖๓ “สงั กปั ปะ” ในพระไตรปฎ กมีความหมายตรงกับคาํ วา ความคิด ดังทีค่ ัมภรี อฏั ฐสาลนิ อี ธบิ ายวา “ชื่อวา สังกัปปะ เพราะการกาํ หนดอยางดี”363๓๖๔ และยังมีไวพจนอกี หลายคํา ในทนี่ ส้ี นใจพิจารณา คําวา “วิตกฺก” “วติ กฺก” (เขียนในรูปแบบภาษาไทยวา วิตก) มีความสาํ คญั ตอ การอธบิ ายเรอ่ื งการคิดในที่นี้ เนอ่ื งจากเปนช่ือหนึง่ ของเจตสกิ (สง่ิ ทเ่ี กดิ พรอมกับจติ ) คอื วติ กเจตสิก364๓๖๕ คมั ภรี ธัมมสงั คณี อธิบายถงึ เร่อื งวติ กในกามาวจรกศุ ลจติ วา “ความตรึก ความตรกึ โดยอาการ ตาง ๆ ความดาํ ริ ความทจ่ี ติ แนบแนน ในอารมณ ความทจ่ี ติ แนบสนทิ ในอารมณ ความยกจิตขึ้นสูอารมณ ๓๖๒ R. L.Solso, Cognitive Psychology, 5th edition, Needham Heights, MA : Allyn & Bacon A Viacom Company,1998, p.420. ๓๖๓ R. J. Corsini, Dictionary of Psychology, New York , NY : Brunner-Routledge,2002, p.997. ๓๖๔ อภ.ิ สงฺ.อ. (ไทย) ๑/๑/๓๗๙. ๓๖๕ อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๑/๒๗.
๑๗๑ สัมมาสงั กัปปะ ในสมยั นั้น นช้ี ือ่ วาวิตกทเี่ กิดขนึ้ ในสมัยนน้ั ”365๓๖๖ สวนทศิ ทางตรงขา มคอื วิตก366๓๖๗ในอกุศล จติ ไดอธบิ ายไวว า “ความตรึก ความตรึกโดยอาการตาง ๆ ความดําริ ความที่จิตแนบแนน ในอารมณ ความทีจ่ ิตแนบสนิทในอารมณ ความยกจติ ขึน้ สูอารมณ มจิ ฉาสังกปั ปะในสมัยนน้ั นช้ี อื่ วา วิตกทเ่ี กดิ ข้ึนใน สมัยนั้น” “วิตก” มคี วามเกยี่ วขอ งกับวิถแี หง ชวี ิตทด่ี ีงามตามหลักอริยมรรค กลาวคอื องคธรรมของสมั มา สงั กัปปะ ไดแก วติ กเจตสกิ ที่ประกอบกับจติ หรอื วญิ ญาณท่ที าํ หนาที่ชวนะทเ่ี ปนกศุ ล และในทศิ ทาง ตรงกันขา ม องคธ รรมของมจิ ฉาสังกปั ปะ ไดแ ก วติ กเจตสกิ ทป่ี ระกอบกับจติ หรือวิญญาณท่ีทําหนา ท่ชี ว นะที่เปน อกุศล367๓๖๘ ดังนน้ั จิตวทิ ยาพุทธศาสนาจงึ ใหค วามสาํ คญั แกก ารคดิ เน่ืองจากการคดิ สามารถนาํ ชวี ติ ไปสู ทศิ ทางที่ดงี ามและไมดงี ามได หากคดิ ดงี ามจะนําชีวติ ไปสูความดีงาม ซ่ึงรวมถงึ ความดงี ามสูงสุดท่ีเรียกวา นพิ พาน การคิดดีงาม เรยี กวา สัมมาสงั กปั ปะ ซงึ่ เปน สวนหนงึ่ ของการดําเนินชีวิตอนั ประเสรฐิ เพอื่ บรรลุ ธรรมท่ีเรียกวา “อริยมรรค” ในทางกลับกนั หากคดิ ไมด ีไมง ามกจ็ ะนาํ ไปสูชวี ติ ทไี่ มด ไี มง าม เรยี กวา “มิจฉาสังกัปปะ” โยนโิ สมนสิการ : ความใสใ จทีด่ ีงามนาํ ไปสคู วามคดิ ทด่ี งี าม โยนโิ สมนสกิ าร (โยนโิ ส + มนสิ + กร= การ + ณ) แปลวา การทาํ ไวในใจโดยอบุ ายอนั แยบคาย การพิจารณาโดยแยบคาย368๓๖๙ การพจิ ารณาเพ่ือเขา ถึงความเปน จริงโดยสบื คนหาเหตุผลไปตามลําดบั จนถึงตน เหตุ แยกแยะองคป ระกอบจนมองเห็นตัวสภาวะและความสัมพนั ธแหง เหตปุ จจัยหรือตรติ รองให ๓๖๖ อภิ.สง.ฺ (ไทย) ๓๔/๗/๒๘. ๓๖๗ อภ.ิ สง.ฺ (ไทย) ๓๔/๓๗๑/๑๑๑. ๓๖๘ นนั ทพล โรจนโกศล, พทุ ธประสาทจรยิ ศาสตรกบั ภาวะบกพรองทางสมอง, หนา ๓๕๗. ๓๖๙ พระมหาสมปอง มทุ ิโต , คัมภรี อภิธานวรรณนา , พมิ พครงั้ ท่ี ๒ ชมรมนิรุตศกึ ษา วัดมหาธาตยุ ุวราช รงั สฤษฏ , กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พป ระยุรวงศพร้ินต้ิง จาํ กัด , ๒๕๔๗ ,หนา ๕๙๗.
๑๗๒ รจู กั ส่งิ ทีด่ ชี ว่ั ยงั กศุ ลธรรมใหเ กิดข้นึ โดยอุบายท่ีชอบ ซง่ึ จะมิใหเกิดอวิชชาและตัณหา ความรจู ักคิด คดิ ถกู วิธี ๓๗๐ ดงั ท่ีอรรถกถาจารยก ลาวถงึ โยนิโสมนสกิ ารไววา “ทีช่ ื่อวา โยนโิ สมนสิการ ไดแ กก ารทําไวในใจโดย 369 ถูกอุบาย การทาํ ไวใ นใจโดยถูกทาง การนกึ การนอ มนกึ การผกู ใจ การใฝใ จ การทาํ ไวใ นใจ ซ่ึงจติ โดย อนจิ จลักษณะเปนตน” ๓๗๑ โยนโิ สมนสกิ ารมีไวพจนจ ําแนกใหเหน็ ความหมายในแงมุมตา ง ๆ ไดแก อบุ ายมนสกิ าร แปลวา คดิ โดยอุบาย คือคิดอยา งมีวิธหี รอื คดิ ถูกวิธี371๓๗๒ปถมนสิการ แปลวา คดิ เปน ทาง หรอื คิดถกู ทาง คือคดิ ได ตอ เน่อื งเปน ลําดบั 372๓๗๓ การณมนสกิ าร แปลวา คดิ ตามเหตุ คดิ คน เหตุ คดิ ตามเหตุผล คอื คดิ อยางมีเหตุผล 373๓๗๔ และสุดทา ยอปุ ปาทมนสิการ แปลวา คิดใหเ กดิ ผล คอื ใชค วามคดิ ใหเ กิดผลทพ่ี ึงประสงค เลง็ ถึงการคิด อยางมเี ปา หมาย374๓๗๕ พระพรหมคุณาภรณไดจาํ แนกความหมายของโยนิโสมนสกิ ารเปน ๒ อยาง ๓๗๖ ตามบทบาท 375 หนา ท่ี ไดแก โยนโิ สมนสกิ ารที่สกัดอวชิ ชา และโยนโิ สมนสิการทสี่ กดั ตณั หา โยนิโสมนสกิ ารที่สกัดอวชิ ชามี บทบาทสาํ คัญทตี่ อ งใชส ําหรับการปฏิบตั ธิ รรมเพอื่ ใหเ กดิ ความรู ความเขาใจอยา งถูกตองตรงตามสภาวะ ความเปนจริง สวนโยนโิ สมนสกิ ารท่ีสกัดตณั หาน้ันสามารถประยกุ ตใ ชใ นชวี ติ ประจําวันได เปน วธิ คี ิด ขั้นตนในการฝก หัดขดั เกลากเิ ลสหรอื พฒั นาตนเองในดานคุณธรรมตางๆใหพรอมสําหรบั การปฏบิ ัตธิ รรม ข้ันสงู ข้นึ ไป อยา งไรกต็ ามอวิชชาและตณั หานั้นมาดว ยกันเสมอขนึ้ อยกู บั วา อวิชชาจะแสดงบทบาทเดนหรอื ตณั หาจะแสดงบทบาทเดน เมอ่ื อวิชชาเกิดขึ้นก็เขาสูกระบวนธรรมปฏิจจสมปุ บาท แมเ มื่อตัณหาเกิดขน้ึ ก็ เขาสวู งจรปฏจิ จสมุปบาทเชน เดยี วกัน ดังนั้นบทบาทของโยนโิ สมนสิการจงึ เริ่มทําหนาทีพ่ จิ ารณาโดยแยบ ๓๗๐ พระเทพเวท(ี ป.อ.ปยตุ โฺ ต) ,พจนานุกรมพุทธศาสน ฉบบั ประมวลศพั ท, พิมพค รง้ั ที่ ๔,(กรุงเทพฯ:บริษัท ดา นสทุ ธาการพิมพ,๒๕๓๑) , หนา ๒๔๔. ๓๗๑ ท.ี ม.อ.(ไทย) ๒/๑/๕๕๖. ๓๗๒ ที.ม.อ.(ไทย) ๒/๑/๑๓๕, ๕๕๖, ๒/๒/๓๑๘. ๓๗๓ ท.ี ม.อ.(ไทย) ๒/๑/๑๓๕, ๕๕๖, ๒/๒/๓๑๘. ๓๗๔ ใชข ยายความปถมนสิการ ดูรายละเอียดใน ท.ี สี.อภินวฏีกา (บาลี) ๔๘๑. ๓๗๕ ท.ี ม.อ.(ไทย) ๒/๒/๓๔๒, ม.ม.ู อ.(ไทย) ๑/๑/๗๗๑, อภ.ิ ว.ิ อ.(ไทย) ๒/๒/๑๔๓. ๓๗๖ พระพรหมคณุ าภรณ, พุทธธรรม,หนา ๖๗๕.
๑๗๓ คายเพื่อสกดั อวชิ ชา และตัณหาไว เมอื่ โยนโิ สมนสกิ ารเกดิ ขึ้น ยอ มนําไปสกู ารปฏิบัติตามมรรคมีองค ๘ ซ่ึง มีสัมมาทิฏฐเิ ปนองคธ รรมแรก เมอ่ื สมั มาทฏิ ฐเิ กดิ ขึ้น วชิ ชายอ มเกดิ ขึ้น อวชิ ชายอมดบั ไป กระบวนธรรม แหงนิโรธวารแหง ปฏจิ จสมปุ บาทก็ดําเนินไปสคู วามดับทกุ ขในทสี่ ดุ การพิจารณาวิธคี ิดหรือการกระทําไวใ นใจ (โยนโิ สมนสกิ าร) จําแนกโดยสรุปเปน ๒ ประเภท คือ ๑. โยนโิ สมนสิการระดบั สมมตสิ จั จะ หมายถงึ วธิ ีคิดหรือการกระทาํ ไวในใจโดยอบุ ายที่ทาํ ให เกดิ ความคิดทด่ี งี าม ความคิดในแงบวกทท่ี าํ ใหเ กิด ประโยชนท้ังแกต นเองเปนเบือ้ งตน และประโยชนแก สังคมเปนที่สุด การพิจารณาในลกั ษณะนีย้ ังอยบู นพน้ื ฐานของสมมตสิ จั จะ เปน วิธีคิดเพ่ือการดาํ เนินชีวิตที่ ดงี ามตามระบบของสงั คม ซึง่ สอดคลองกับพระพรหมคุณาภรณท ่ีทานไดจ ัดไวใ นโยนิโสมนสกิ ารประเภท สรางเสรมิ คุณภาพจติ มงุ ปลุกเรากศุ ลธรรม376๓๗๗สกดั ตณั หาเพอื่ เตรยี มความพรอ มและสรา งนสิ ัย เพอ่ื นําไปสูโ ลกียสมั มาทิฏฐิ ๒. โยนิโสมนสกิ ารระดับปรมตั ถสัจจะ หมายถงึ การกระทาํ ไวใ นใจโดยแยบคายในการพิจารณา เห็นสิ่งตา ง ๆ ตามสภาวะความเปน จรงิ เหน็ สงิ่ ที่ไมเทย่ี ง วาไมเท่ียง เห็นสิง่ ทเี่ ปนทกุ ข วา เปน ทุกข เห็น ความเปนอนัตตา วา เปนอนัตตา หรือโดยสจั จานโุ ลมกิ ญาณ377๓๗๘เปนตน ไป น้เี รียกวา โยนิโสมนสิการ ระดบั โลกตุ ตระ เปนลกั ษณะการเจริญวิปสสนาญาณ กําจดั อกศุ ลมูลโดยเดด็ ขาด เพ่อื นาํ ไปสูโลกตุ ตร สัมมาทฏิ ฐิ การเลอื กตัดสนิ ใจ การเลอื กตัดสนิ ใจเปนประเภทหนง่ึ ของการคดิ เรย คอรซ นี ี (Ray Corsini) กลา ววา “การเลือก ตดั สินใจ เปน ความสามารถทีจ่ ะเลือกอยา งอิสระและชาญฉลาด”378๓๗๙ ๓๗๗ เรอื่ งเดิม , หนา ๗๒๗. ๓๗๘ ที.ม.อ.(ไทย) ๒/๑/๕๕๖. ๓๗๙ Ability to make independent and intelligent choices. R. J. Corsini, The Dictionary of Psychology, p.253.
๑๗๔ การเลอื กตัดสนิ ใจจงึ หมายถงึ กระบวนการภายในจิตใจทมี่ ีความสามารถในการเลอื กทจ่ี ะทําสิง่ ใด ส่งิ หนึ่งจากหลาย ๆ ส่ิงในขอจาํ กัดที่มอี ยู โดยการเลอื กน้นั สามารถทีจ่ ะทาํ ไดโ ดยไมถ กู บงั คับ นอกจากนี้ ยงั ตอ งเปน ไปอยา งชาญฉลาด379๓๘๐ ในยคุ แรก ๆ การศกึ ษาเรอ่ื งการตดั สนิ ใจไมเ ปนทส่ี นใจของงนกั จิตวทิ ยา แตเปนความนา สนใจ ของนักเศรษฐศาสตร นกั ปรชั ญา ทฤษฎหี นงึ่ ทีน่ กั จิตวิทยาใหค วามสนใจ คอื ทฤษฎอี รรถประโยชน (utility theory)๓๘๑ ซงึ่ เปน ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร ท่แี สดงใหเหน็ วา การเลอื กตัดสินใจข้ึนอยูกับ ผลประโยชนทคี่ าด และจาํ นวนที่จะไดรับผลประโยชน ในยคุ ตอมา นกั จิตวทิ ยาหลายทานไดศึกษาเรื่องการตัดสนิ ใจเพ่มิ เตมิ และแสดงใหเ หน็ วา การ เลือกตดั สนิ ใจในโอกาสทีจ่ ะสญู เสยี จะมีความออนไหวมากกวา การเลือกตัดสินใจในโอกาสท่ไี ดร ับ ผลตอบแทน381๓๘๒ ในจิตวิทยาพทุ ธศาสนา การเลือกตดั สนิ ใจเปนการคดิ ประเภทหนึ่ง พระพุทธเจา ตรสั สอนวิธเี ลือก ตดั สินใจโดยการพจิ ารณาตามความเปนจริง โดยใหเ ห็นถงึ คุณและโทษ ประโยชนและไมใชประโยชน ส่งิ ท่ี จะนํามาซ่ึงความสุขหรอื ความทกุ ข ดังพระพุทธพจนว า “ภกิ ษุทัง้ หลาย เมื่อกอ นเราเปนพระโพธิสัตวยังไมไดตรสั รู ไดม คี วามคิดดงั นี้วา ‘ในโลกน้ี อะไร หนอเปนคณุ (อัสสาทะ) อะไรเปนโทษ (อาทีนวะ) อะไรเปน เครอ่ื งสลัดออก (นิสสรณะ)’ เรานนั้ ไดม ี ความคดิ ดงั น้วี า ‘สภาพทีส่ ขุ โสมนัสอาศยั โลกเกิดขนึ้ น้เี ปน คณุ ในโลก สภาพท่ีไมเ ทย่ี ง เปนทกุ ข มคี วาม ๓๘๐ นันทพล โรจนโกศล, พทุ ธประสาทจรยิ ศาสตรก บั ภาวะบกพรองทางสมอง, หนา ๑๕๓. ๓๘๑ R. J. Sternberg, Cognitive Psychology, 3rd edition, Belmont, CA : Wadsworth/Thompson Learning, 2003, p. 405. ๓๘๒ ดูรายละเอียดใน D. Kahneman, and A. Tversky, “Prospect theory : An Analysis of decision under risk”, Econometrica, vol.47 (1979) : 263-291.
๑๗๕ แปรผันเปนธรรมดา เปนโทษในโลก ธรรมทเี่ ปนขอ กําจัดฉนั ทราคะ ธรรมเปน ท่ีละฉนั ทราคะ382๓๘๓ เปน เครอื่ งสลดั ออกไปในโลก”383๓๘๔ นอกจากนี้ พระพุทธเจาทรงแนะนําใหพิจารณาโดยมงุ ทีค่ ณุ คาท่แี ท ไมใชคณุ คา เทยี ม ดังพระ พุทธพจนทีว่ า “ภิกษใุ นธรรมวนิ ัยนีพ้ จิ ารณาโดยแยบคายแลวใชสอยจวี รเพียงเพ่ือปองกนั ความหนาว ความรอ น เหลอื บ ยงุ ลม แดด และสมั ผัสแหงสตั วเลอ้ื ยคลาน เพียงเพือ่ ปกปด อวยั วะทก่ี อใหเ กดิ ความ ละอาย”384๓๘๕ ยกตัวอยา งในท่ีนคี้ อื คณุ คาแทของการนุง หมเสอ้ื ผา คือเพ่ือปองกันความหนาวรอน เพื่อปกปด อวัยวะท่ีกอใหเ กิดความอาย สว นสีสนั สไตลก ารออกของเสื้อผา เครอ่ื งนงุ หม เพื่อความสวยงามนนั้ เปน เพยี งคณุ คา เทยี ม ลักษณะเชน นจ้ี ึงเปน ลกั ษณะการเลือกตัดสนิ ใจตามคําสอนของพระพุทธเจา วิธีคิดตามหลกั จิตวิทยาพุทธศาสนา ในพระไตรปฎก พระพทุ ธเจา ตรสั สอนวิธีคิดไวห ลายวิธี เพ่ือใหเ หมาะสมกบั อปุ นิสัยของแตละ บคุ คล กลาวไว ๑๐ วิธีคดิ ดังนี้ ๑ คดิ สบื สาวเหตปุ จ จัย ๒ คดิ แยกแยะสว นประกอบ ๓ คิดแบบรเู ทา ทนั ธรรมดา ๔ คิดแบบแกป ญ หา ๕ คิดแบบตามหลักการและความมงุ หมาย ๓๘๓ ธรรมเปนทีก่ าํ จดั ฉันทราคะ ธรรมเปน ท่ีละฉันทราคะ หมายถึง นิพพาน, องฺ.ตกิ .อ. (ไทย) ๑/๓/๕๑๑- ๕๑๒. ๓๘๔ อง.ฺ ตกิ . (ไทย) ๒๐/๑๐๔/๓๔๘. ๓๘๕ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๒๓/๒๓.
๑๗๖ ๖ คดิ แบบรูทนั คณุ โทษและทางออก ๗ คิดแบบคณุ คาแทคณุ คา เทยี ม ๘ คดิ แบบปลกุ เราคณุ ธรรม ๙ คดิ แบบเปน อยูใ นปจ จุบัน ๑๐ คดิ แบบวภิ ชั ชวาท ดงั รายละเอยี ดพอสงั เขปดงั นี้ ๑ วธิ ีคดิ แบบสบื สาวเหตุปจ จยั วิธีคดิ แบบสืบสาวเหตุปจจยั คอื พจิ ารณาปรากฏการณที่เปนผล ใหร ูจกั สภาวะทเี่ ปน จรงิ หรอื พิจารณาปญหา หาหนทางแกไ ข ดว ยการคนหาสาเหตุและปจจยั ตาง ๆ ที่สัมพนั ธส งผลสบื ทอดกันมา อาจเรยี กวา วิธีคิดแบบอทิ ปั ปจ จยตา หรือคิดตามหลกั ปฏจิ จสมุปบาท จดั เปน วิธีโยนิโสมนสิการแบบ พ้ืนฐาน385๓๘๖ พจิ ารณาไดจ ากการแสดงธรรมของพระพุทธเจาในการอธบิ ายคาํ สอนเรอื่ งปฏิจจสมุปบาทดังพุทธ พจนว า เพราะอวิชชาเปนปจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเปนปจจัย วิญญาณจึงมี เพราะวิญญาณเปนปจจัย นามรูปจึงมี เพราะนามรูปเปนปจจัย สฬายตนะจึงมี เพราะสฬายตนะเปนปจจัย ผัสสะจึงมี เพราะผัสสะ เปนปจจัย เวทนาจึงมี เพราะเวทนาเปนปจจัย ตัณหาจึงมี เพราะตัณหาเปนปจจัย อุปาทานจึงมี เพราะ อุปาทานเปนปจจัย ภพจึงมี เพราะภพเปนปจจัย ชาติจึงมี เพราะชาติเปนปจจัย ชรา มรณะ โสกะ(ความ เศราโศก) ปริเทวะ(ความคร่ําครวญ) ทุกข(ความทุกขกาย) โทมนัส(ความทุกขใจ) และอุปายาส(ความคับ แคนใจ) จงึ มี ๓๘๗ 386 พุทธพจนดังกลาวแสดงถึงกระบวนการเกิดแหงทุกขตามหลักปฏิจจสมุปบาทโดยเริ่มจาก อวิชชาเปนปจจัยใหเกิดสังขาร เร่ือยมาถึงชาติเปนปจจัยใหเกิดชรามรณะ และมีผลสุดทายคือเกิดความ ๓๘๖ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พทุ ธธรรม, หนา ๖๒๘. ๓๘๗ ส.ํ น.ิ (ไทย) ๑๖/๑/๑-๒, ๒/๓-๔, ๓/๙.
๑๗๗ ทุกขทั้งปวงข้ึน กระบวนการแหงการเกิดขึ้นแหงทุกขที่เก่ียวเนื่องกันตลอดสายนี้ เรียกวา ปฏิจจสมุปบาท สายสมทุ ยวาร ตอจากนั้นพระพุทธองคทรงแสดงถึงกระบวนการแหงความดับทุกขโดยเร่ิมจากอวิชชาและมี ผลสุดทา ยคือความดับทุกขท ั้งปวง กระบวนการแหงความดับทุกขน ้ี เรยี กวา ปฏิจจสมุปบาทสายนโิ รธวาร ดังพุทธพจนว า เพราะอวิชชาดับไปไมเหลือดวยวิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณ ดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจงึ ดับ เพราะเวทนาดบั ตัณหาจงึ ดบั เพราะตณั หาดับ อุปาทานจงึ ดับ เพราะอปุ าทานดับ ภพจงึ ดับ เพราะภพดบั ชาติจึงดบั เพราะชาตดิ บั ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส และอปุ ายาสจงึ ดบั 387๓๘๘ ๒ วิธีคิดแบบแยกแยะสวนประกอบ วิธีคิดแบบแยกแยะสวนประกอบ หรือกระจายเน้ือหา เปนการคิดท่ีมุงใหมอง และใหรูจักสิ่ง ท้ังหลายตามสภาวะของมันเอง ในทางธรรม อาทิ หลักธรรมขันธ ๕ ทานมักใชพิจารณาเพื่อใหเห็นความ ไมมีแกนสาร หรือความไมเปนตัวเปนตนที่แทจริงของสิ่งท้ังหลาย ใหหายยึดติดถือมั่นในสมมติบัญญัติ โดยเฉพาะการพิจารณาเห็นสัตวบุคคล เปนเพียงการประชุมกันขององคประกอบตาง ๆ ๓๘๙ คือ รูป 388 เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เปนการแยกแยะสวนประกอบตางๆ เพ่ือใหเกิดความเขาใจตาม สภาวะ และชว ยใหพ จิ ารณาเหน็ ความเปน อนัตตาไดช ดั เจน ดังตวั อยา งท่ปี รากฏใน วชริ าสตู ร วาดว ยวชริ าภิกษณุ ี ทีก่ ลา วคาถากับมาร ดังน้ี “ขา พเจา ไดส ดับมาอยา งน้ี สมยั หนง่ึ พระผูมพี ระภาคประทบั อยู ณ พระเชตวนั อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวตั ถี คร้นั เวลาเชา วชิราภิกษณุ ีครองอันตรวาสก ถอื บาตร และจีวร เขา ไปบณิ ฑบาตยังกรุงสาวัตถี กลับจากบณิ ฑบาต ภายหลังจากฉนั ๓๘๘ สํ.น.ิ (ไทย) ๑๖/๑/๑-๒, ๒/๓-๔, ๓/๙. ๓๘๙ พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, หนา ๖๒๙.
๑๗๘ ภัตตาหารเสร็จแลว เขาไปยงั ปาอันธวันเพ่ือพักกลางวัน ถงึ ปาอนั ธวันแลว จงึ น่งั พกั กลางวนั ทีโ่ คนตนไมแ หงหน่งึ ลาํ ดับนั้น มารผูม บี าปประสงคจ ะใหว ชริ าภกิ ษณุ ีเกดิ ความกลัว ความหวาด สะดุง ความขนพองสยองเกลา และประสงคจ ะใหเคล่ือนจากสมาธิ จึงเขา ไปหา วชริ าภิกษณุ ีถึงที่น่งั พกั แลว ไดกลา วกับวชิราภิกษณุ ดี ว ยคาถาวา ใครสรา งสตั วนี้ ผสู รา งสตั วอยูทไ่ี หน สตั วเ กิดข้ึนที่ไหน สัตวดับที่ไหน ลําดับน้ัน วชริ าภิกษุณไี ดม คี วามคดิ ดังนว้ี า “นีใ่ ครหนอมากลาวคาถา จะเปน มนุษยหรืออมนุษยก นั แน” ทนั ใดนน้ั วชริ าภิกษุณีไดมคี วามคดิ ดงั นอี้ ีกวา “น่ีคอื มาร ผูมีบาป ประสงคจะใหเราเกิดความกลวั ความหวาดสะดุง ความขนพองสยองเกลา และประสงคจะใหเ คลอื่ นจากสมาธิ จึงกลาวคาถา” คร้งั น้นั แล วชริ าภิกษณุ ีทราบวา “น่คี อื มารผูมบี าป” จงึ ไดก ลาวกบั มาร ผูมีบาปดวยคาถาวา มารเอย ทฏิ ฐขิ องเจาเชื่อวา อะไรเปนสัตว กองแหง สงั ขารลวนๆ น้ี บณั ฑติ จะเรยี กวา สัตวไมไดเลย เม่ือขนั ธท้งั หลายมีอยู การสมมติวา สตั วก ม็ ไี ด เหมอื นคาํ วา รถมไี ดเ พราะประกอบสวนตา งๆ เขาดวยกัน อน่ึง ทกุ ขเ ทานั้นเกิดขึ้น ทุกขเทา นน้ั ดํารงอยแู ละแปรผนั ไป นอกจากทุกข ไมม ีสิ่งอ่นื เกิดข้ึน นอกจากทุกข ไมม ีอะไรอืน่ ดับไป ลําดับนัน้ มารผูมบี าปเปน ทกุ ขเสยี ใจวา “วชริ าภกิ ษุณรี ูจ กั เรา” จึงหายตัวไป ณ ท่นี น้ั เอง”389๓๙๐ ๓๙๐ ส.ํ ส. (ไทย) ๑๕/๑๗๑/๒๒๗-๘.
๑๗๙ ๓ วิธคี ิดแบบรูเทาทันธรรมดา วิธีคิดแบบรูเทาทันธรรมดา คือ มองอยางรูเทาทันความเปนอยูเปนไปของสิ่งท้ังหลาย ซึ่งจะตอง เปน อยางนั้น ๆ ตามธรรมดาของมันเอง โดยเฉพาะกม็ งุ ที่ประดาสัตวและสง่ิ ที่คนทว่ั ไปจะรูเขา ใจถงึ ได ธรรมดาน้ัน ไดแ ก อาการทสี่ ิง่ ท้งั หลายทงั้ ปวง ทเี่ กดิ จากปจจัยปรงุ แตงขนึ้ จะตอ งเปนไปตามเหตุ ปจจัย ไมเ ทย่ี ง ไมย่งั ยนื ไมคงอยตู ลอดไป เรียกวา เปน อนิจจัง ธรรมดานนั้ คอื อาการท่ปี จจัยท้งั หลายทัง้ ภายในภายนอกทกุ อยา ง ตางกเ็ กดิ ดับ เปลีย่ นแปลงไป ตลอดเวลาเสมอ เมื่อเขามาสัมพันธกัน สิ่งเหลาน้ันจึงมีสภาวะบีบคั้นกดดัน ไมอาจคงอยูสภาพเดิมได จะตอ งมคี วามแปรปรวนเปล่ยี นสภาพ ทีเ่ รียกวา ทุกข ธรรมดานั้น คือ มีภาวะของมันเอง เปนไปตามเหตุปจจัย ไมอาจเปนของของใคร ไมอาจเปนไป ตามความปรารถนาของใคร ไมมีใครครอบครองเปนเจาของหรือบังคับบัญชาส่ังการอะไรไดจริง เรียกวา เปน อนตั ตา390๓๙๑ การเขาไปเกี่ยวของและสัมพันธกับส่ิงทั้งหลายดวยวิธีคิดแบบรูเทาทันธรรมดา จะชวยใหเกิด ความผอนคลาย รูเทาทันและยอมรับความจริงของธรรมชาติ และทําใหใจเปนอิสระ ดังปรากฏในพระ โคมยปณ ฑสตู รดงั น้ี “ครง้ั นน้ั ภกิ ษรุ ปู หน่งึ ฯลฯ น่งั ณ ทีส่ มควร ไดท ูลถามพระผมู ีพระภาคดังนว้ี า “ขาแตพระองคผูเจริญ รูปอยางใดอยางหนึ่งที่จักเท่ียงแท ย่ังยืน คงทน ไมผันแปร เท่ียงเสมออยูอยางน้ัน มอี ยูหรือ เวทนาอยา งใดอยา งหนึ่งทจี่ กั เทยี่ งแท ยง่ั ยนื คงทน ไมผ ันแปร เท่ียงเสมออยูอยางน้ัน มีอยูหรอื สัญญาอยา งใดอยา งหนง่ึ ทจี่ ักเท่ยี งแท ยง่ั ยืน คงทน ไมผันแปร เท่ียงเสมออยอู ยา งนน้ั มอี ยูหรือ สงั ขารอยางใดอยา งหนงึ่ ที่จักเทีย่ งแท ยั่งยืน คงทน ไมผ ันแปร เท่ยี งเสมออยูอยา งนน้ั มีอยหู รือ วญิ ญาณอยา งใดอยา งหน่งึ ทจี่ ักเที่ยงแท ย่งั ยืน คงทน ไมผนั แปร เที่ยงเสมออยอู ยางน้ัน มอี ยูหรือ” ๓๙๑ ดรู ายละเอียดใน พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พทุ ธธรรม, หนา ๒๓๑.
๑๘๐ พระผูม ีพระภาคตรสั ตอบวา “ภิกษุ รปู อยา งใดอยา งหนึ่งท่จี กั เที่ยงแท ย่ังยืน คงทน ไมผนั แปร เทยี่ งเสมออยอู ยา งน้นั ไมมเี ลย เวทนาอยา งใดอยางหนึ่ง ... สัญญาอยางใดอยา งหน่ึง ... สงั ขารเหลา ใดเหลาหน่ึง ... วญิ ญาณอยา งใดอยางหนึง่ ท่ีจักเทย่ี งแท ยั่งยนื คงทน ไมผ นั แปร เทย่ี งเสมออยูอยา งนน้ั ไมมีเลย” ลาํ ดบั น้นั พระผมู พี ระภาคทรงหยบิ กอ นโคมัย (มลู โค) เล็ก ๆ ขึน้ มาแลว ตรสั วา “ภกิ ษุ การไดอ ัตภาพแมป ระมาณเทา นี้ท่จี ักเที่ยงแท ยั่งยืน คงทน ไม ผันแปร เท่ียงเสมออยูอยางนน้ั ไมม ี ถา แมการไดอ ตั ภาพประมาณเทา นี้ จกั เทยี่ งแท ยั่งยืน คงทน ไมผ นั แปรแลว ไซร การอยปู ระพฤติพรหมจรรย เพ่อื ความส้ินทกุ ขโ ดยชอบน้ี ก็จะไมพ ึงปรากฏ แตเพราะการได อตั ภาพแมป ระมาณเทา นท้ี จ่ี กั เทย่ี งแท ยงั่ ยนื คงทน ไมผ ันแปร ไมม ี ฉะนน้ั การอยปู ระพฤติพรหมจรรย เพือ่ ความส้ินทกุ ขโ ดยชอบจงึ ปรากฏ...” ๓๙๒ ๔ วธิ คี ดิ แบบแกป ญหา วิธีคิดแบบแกปญหา เรียกตามโวหารทางธรรมวา วิธีคิดแบบอริยสัจ หรือ วิธีแหงความดับทุกข เปนวิธีคิดตามเหตุและผล หรือสืบสาวจากผลไปหาเหตุ แลวแกไขทต่ี นเหตุ เปนวิธีคิดท่ีมุงตรงตอส่ิงที่ตอง ทําตองปฏิบัติตองเกี่ยวของของชีวิต ไมฟุงซานออกไปนอกเร่ือง ที่สักแตคิดเพื่อตอบสนองตัณหา มานะ ทิฏฐิ ที่ไมอาจะนํามาปฏิบัติในการแกไขปญหาได392๓๙๓ ดังปรากฏใน จูฬมาลุงกยสูตร เหตุแหงอัพยากต ปญหา ๑๐ ประการ ดังน้ี “ขาพเจาไดสดับมาอยา งน้ี สมยั หน่งึ พระผมู พี ระภาคประทบั อยู ณ พระเชตวนั อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรงุ สาวัตถี ครงั้ นนั้ แล ทา นพระมาลงุ กยบุตร หลีกเรนอยูใ นที่สงัด ไดเกดิ ความคดิ คาํ นึงอยา งนว้ี า “ทฏิ ฐทิ พ่ี ระผมู พี ระภาคไมต รัสตอบ ทรงงด ทรงวางเฉยเหลา นี้ คือ ทิฏฐิวา ‘โลกเท่ยี ง โลกไมเท่ยี ง โลกมที ี่สดุ โลกไมม ที ีส่ ดุ ชวี ะกับสรรี ะเปน อยา งเดยี วกัน ๓๙๒ สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๙๖/๑๘๓-๑๘๔. ๓๙๓ พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พทุ ธธรรม, หนา ๖๓๔.
๑๘๑ ชีวะกบั สรีระเปนคนละอยางกัน หลังจากตายแลว ตถาคต393๓๙๔เกดิ อกี หลังจากตายแลว ตถาคตไมเ กิดอกี หลังจากตายแลว ตถาคตเกิดอกี และไมเ กิดอีก หลังจากตายแลว ตถาคตจะวาเกิดอีกกม็ ใิ ช จะวาไมเ กิดอีกก็มใิ ช’ การที่พระผูมพี ระภาค ไมท รงตอบ ทฏิ ฐิเหลา น้นั แกเรา เราไมช อบใจ เราไมพอใจ เราจักเขา ไปเฝา พระผมู พี ระภาคอกี จะทลู ถามเน้อื ความนนั้ ถา พระผมู ีพระภาคจกั ตรสั ตอบเราวา ‘โลกเทีย่ ง ฯลฯ หลงั จากตายแลว ตถาคตจะวา เกิดอีกกม็ ิใช จะวาไมเกิดอกี กม็ ใิ ช’ เรากจ็ ักประพฤตพิ รหมจรรยใ น พระผมู ีพระภาคตอไป ถา พระผูม พี ระภาค จักไมต รัสตอบเราวา ‘โลกเทีย่ ง โลกไมเทยี่ ง โลกมีที่สุด โลกไมม ีทส่ี ุด ชีวะกบั สรรี ะเปนอยา งเดยี วกนั ชีวะกบั สรีระเปนคนละอยางกนั หลังจาก ตายแลวตถาคตเกดิ อีก หลังจากตายแลว ตถาคตไมเ กิดอีก หลงั จากตายแลว ตถาคตเกิดอกี และไมเกดิ อกี หลงั จากตายแลวตถาคตจะวาเกิดอกี ก็มใิ ช จะวา ไมเ กดิ อีกก็มิใช’ เรากจ็ ักลาสิกขาไปเปนคฤหัสถ” 394๓๙๕ ครนั้ เวลาเย็น ทา นพระมาลุงกยบตุ รออกจากท่หี ลีกเรน เขาไปเฝา พระผูมพี ระภาคถึงทป่ี ระทบั ถวายอภวิ าทแลว นง่ั ณ ที่สมควร ไดกราบทูลพระผมู ี พระภาควา 395๓๙๖ “ขาแตพ ระองคผูเจริญ ขอประทานวโรกาส เมอ่ื ขา พระองคอยูใ น ทสี่ งัด หลีกเรน อยู ไดเ กดิ ความคิดคํานงึ อยางน้วี า ‘ทฏิ ฐิทพ่ี ระผมู ีพระภาคไม ตรัสตอบ ทรงงด ทรงวางเฉยเหลา นี้ คือ ทฏิ ฐิวา ‘โลกเทย่ี ง โลกไมเ ทย่ี ง โลกมี ทสี่ ุด โลกไมม ที สี่ ดุ ชวี ะกับสรรี ะเปน อยา งเดยี วกนั ชวี ะกับสรีระเปน คนละอยา งกัน หลังจากตายแลวตถาคตเกดิ อีก หลังจากตายแลว ตถาคตไมเ กดิ อกี หลังจากตาย แลว ตถาคตเกิดอกี และไมเกดิ อกี หลงั จากตายแลวตถาคตจะวา เกิดอกี กม็ ิใช จะวา ไมเ กิดอกี กม็ ใิ ช’ การท่ีพระผมู พี ระภาคไมทรงตอบทฏิ ฐิเหลา นั้นแกเ รา เราไมชอบใจ เราไมพ อใจ เราจกั เขา ไปเฝาพระผูม ีพระภาคอีก จะทลู ถามเนอื้ ความนน้ั ๓๙๔ ตถาคต เปน คาํ ท่ลี ทั ธอิ ่ืนๆ ใชมากอ นพุทธกาลหมายถงึ อัตตา(อาตมัน) ไมไดห มายถงึ พระพทุ ธเจา ในท่ี นห้ี มายถงึ สัตว (เทยี บ ท.ี สี.อ. ๑/๖๕/๑๐๘, ม.ม.อ. ๒/๑๒๒/๑๐๕) ๓๙๕ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๒/๑๓๓-๔. ๓๙๖ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๓/๑๓๔.
๑๘๒ ถา พระผูม ีพระภาคจักตรสั ตอบเราวา ‘โลกเท่ียง ฯลฯ หลังจากตายแลว ตถาคตจะวาเกิดอีกก็มิใช จะวาไมเกิดอกี ก็มใิ ช’ เราก็จกั ประพฤติพรหมจรรยใ น พระผูม พี ระภาคตอไป ถาพระผูมีพระภาคจกั ไมตรัสตอบแกเ ราวา ‘โลกเทย่ี ง โลกไมเ ทีย่ ง โลกมี ท่ีสดุ โลกไมม ที ่สี ดุ ชีวะกับสรรี ะเปน อยา งเดยี วกัน ชีวะกับสรีระเปน คนละอยางกนั หลงั จากตายแลวตถาคตเกดิ อกี หลงั จากตายแลว ตถาคตไมเกิดอีก หลงั จากตาย แลว ตถาคตเกิดอีกและไมเ กดิ อีก หลังจากตายแลว ตถาคตจะวา เกิดอีกก็มิใช จะวา ไมเ กดิ อกี ก็มิใช’ เรากจ็ ักลาสกิ ขาไปเปน คฤหสั ถ ถาพระผูมพี ระภาคทรงทราบวา ‘โลกเท่ยี ง’ ขอจงตรสั ตอบขา พระองคเ ถิดวา ‘โลกเทย่ี ง’ ถาพระผมู พี ระภาคทรงทราบวา ‘โลกไมเทย่ี ง’ ขอจงตรัสตอบขา พระองคเถิดวา ‘โลกไมเทีย่ ง’ ถา พระผูมพี ระภาคไมท รงทราบวา ‘โลกเทย่ี ง หรอื โลกไมเ ทยี่ ง, เมือ่ ไมทรงรู ไมทรงเห็น ก็ขอใหตรัสบอกมาตรง ๆ เถิดวา ‘เราไมร ู เราไมเ หน็ ’ ถาพระผมู ีพระภาคทรงทราบวา ‘โลกมีทส่ี ดุ ’ ขอจงตรัสตอบขาพระองคเ ถิดวา ‘โลกมที สี่ ดุ ’ ถา พระผมู พี ระภาคทรงทราบวา ‘โลกไมม ที ส่ี ดุ ’ ขอจงตรสั ตอบขาพระองคเ ถิด วา ‘โลกไมมีทส่ี ุด’ ถาพระผมู พี ระภาคไมท รงทราบวา ‘โลกมีที่สดุ หรือ โลกไมม ที ่ีสุด’ เมอ่ื ไมท รงรู ไมท รงเห็น กข็ อใหตรสั บอกมาตรง ๆ เถดิ วา ‘เราไมร ู เราไมเห็น’ ถา พระผูมพี ระภาคทรงทราบวา ‘ชีวะกับสรีระเปน อยางเดียวกัน’ ขอจงตรัส ตอบขาพระองคเถิดวา ‘ชีวะกับสรรี ะเปน อยา งเดยี วกนั ’ ถา พระผูมพี ระภาคทรงทราบวา ‘ชีวะกบั สรีระเปนคนละอยา งกนั ’ ขอจงตรัส ตอบขาพระองคเถิดวา ‘ชีวะกับสรีระเปนคนละอยางกนั ’ ถาพระผมู ีพระภาคไมทรงทราบวา ‘ชีวะกับสรีระเปน อยา งเดียวกนั หรือชวี ะ กบั สรรี ะเปนคนละอยา งกนั ’ เมอื่ ไมทรงรู ไมท รงเห็น ก็ขอใหตรสั บอกมาตรง ๆ เถิดวา ‘เราไมร ู เราไมเ หน็ ’ ถาพระผมู ีพระภาคทรงทราบวา ‘หลังจากตายแลวตถาคตเกดิ อกี ’ ขอจง
๑๘๓ ตรสั ตอบขา พระองคเ ถิดวา ‘หลังจากตายแลว ตถาคตเกิดอกี ’ ถาพระผูมพี ระภาคทรงทราบวา ‘หลังจากตายแลว ตถาคตไมเกดิ อกี ’ ขอจง ตรัสตอบขาพระองคเถิดวา ‘หลังจากตายแลวตถาคตไมเ กดิ อกี ’ ถา พระผมู พี ระภาคไมท รงทราบวา ‘หลังจากตายแลว ตถาคตเกดิ อกี หรือ หลงั จากตายแลว ตถาคตไมเกิดอีก’ เม่อื ไมท รงรู ไมทรงเหน็ ก็ขอใหตรัสบอกมา ตรง ๆ เถิดวา ‘เราไมร ู เราไมเ ห็น’ ถา พระผมู ีพระภาคทรงทราบวา ‘หลงั จากตายแลว ตถาคตเกดิ อกี และไมเ กดิ อีก’ ขอจงตรัสตอบขาพระองคเถิดวา ‘หลังจากตายแลวตถาคตเกิดอกี และไมเกิดอีก’ ถาพระผมู ีพระภาคทรงทราบวา ‘หลังจากตายแลว ตถาคตจะวา เกิดอีกก็มใิ ช จะวา ไมเกดิ อกี ก็มใิ ช’ ขอจงตรัสตอบขาพระองคเ ถดิ วา ‘หลังจากตายแลวตถาคต จะวาเกดิ อีกก็มใิ ช จะวา ไมเกดิ อกี กม็ ใิ ช’ ถาพระผูม พี ระภาคไมทรงทราบวา ‘หลังจากตายแลว ตถาคตเกดิ อีกและไมเ กดิ อกี หรือหลังจากตายแลว ตถาคตจะวา เกดิ อกี ก็มใิ ช จะวาไมเ กดิ อีกกม็ ใิ ช’ เม่ือไมทรงรู ไมท รงเหน็ กข็ อใหตรสั บอกมาตรง ๆ เถดิ วา ‘เราไมร ู เราไมเ หน็ ”396๓๙๗ พระพุทธเจาตรัสสอนมาลงุ กยบุตรวา “พระผูมีพระภาคตรสั วา “มาลงุ กยบตุ ร เราไดพดู ไวอยางน้นั กับเธอ หรือวา ‘เธอจงมาประพฤตพิ รหมจรรยใ นเราเถดิ เราจักตอบเธอวา ‘โลกเท่ียง โลกไมเทีย่ ง โลกมที ี่สดุ โลกไมมีที่สดุ ชีวะกับสรรี ะเปน อยางเดยี วกนั ชีวะกบั สรีระเปนคนละอยา งกัน หลงั จากตายแลวตถาคตเกิดอกี หลงั จากตายแลวตถาคต ไมเกิดอกี หลังจากตายแลวตถาคตเกดิ อีกและไมเกิดอกี หลงั จากตายแลว ตถาคต จะวา เกิดอกี ก็มิใช จะวาไมเกิดอกี ก็มิใช บา งไหม” ทานพระมาลุงกยบตุ รกราบทลู วา “ไม พระพุทธเจาขา ” “กห็ รอื วา เธอไดพูดไวกบั เราอยางนี้วา ‘ขาแตพระองคผ ูเ จรญิ ขา พระองคจ ัก ประพฤตพิ รหมจรรยใ นพระผูมพี ระภาค ถา พระผมู พี ระภาคจกั ตรสั ตอบขาพระองค วา ‘โลกเทีย่ ง โลกไมเทย่ี ง โลกมที ีส่ ุด โลกไมม ที ่สี ุด ชีวะกับสรีระเปน อยางเดยี วกัน ชวี ะกับสรีระเปนคนละอยา งกนั หลังจากตายแลวตถาคตเกิดอกี หลงั จากตายแลว ๓๙๗ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๔/๑๓๔-๖.
๑๘๔ ตถาคตไมเ กิดอีก หลงั จากตายแลวตถาคตเกดิ อีกและไมเ กดิ อีก หลงั จากตายแลว ตถาคตจะวาเกิดอีกกม็ ิใช จะวา ไมเกดิ อีกก็มใิ ช บา งไหม” “ไม พระพุทธเจา ขา” “มาลงุ กยบุตร ไดยินวา เรามิไดพ ูดไวก ับเธอดังนวี้ า ‘เธอจงมาประพฤติ พรหมจรรยใ นเราเถดิ เราจักตอบเธอวา ‘โลกเทย่ี ง โลกไมเ ทยี่ ง ฯลฯ หลังจากตาย แลว ตถาคตจะวาเกิดอีกกม็ ใิ ช จะวา ไมเ กิดอีกกม็ ใิ ช’ ฯลฯ ไดย ินวา แมเ ธอก็มไิ ดพดู กับเราวา ‘ขา แตพระองคผูเจริญ ขา พระองคจ ักประพฤตพิ รหมจรรยในพระผูมี พระภาค ถาพระผมู พี ระภาคจกั ตรัสตอบขาพระองคว า ‘โลกเทยี่ ง โลกไมเ ทีย่ ง ฯลฯ หลังจากตายแลวตถาคตจะวาเกดิ อีกกม็ ใิ ช จะวา ไมเกิดอีกก็มิใช’ โมฆบุรุษ เมื่อเปน อยางนนั้ เธอเปนใคร จะมาทวงอะไรกับใครเลา 397๓๙๘ พระพุทธเจาตรสั ตําหนิมาลงุ กยบุตร และทรงอปุ มาดว ยบุคคลท่ีตอ งศรธนู ท่ไี มส นใจรบั การ รักษา แตกลับสนใจทอ่ี ยากรเู พยี งวาใครคอื ผยู งิ ลกู ศรนัน้ ซ่งึ ไมใชว ิธีคดิ ทีถ่ กู ตองในการแกไขปญหา ดงั พระพทุ ธพจน “มาลุงกยบุตร บคุ คลใดจะพึงกลาวอยา งนี้วา ‘ตราบใดที่พระผูมี พระภาคยงั ไมทรงตอบเราวา ‘โลกเท่ียง โลกไมเท่ียง ฯลฯ หลงั จากตายแลว ตถาคตเกดิ อกี และไมเ กิดอกี หลงั จากตายแลวตถาคตจะวาเกดิ อกี กม็ ิใช จะวา ไมเ กิดอกี กม็ ิใช’ ตราบนน้ั เราก็จักไมป ระพฤติพรหมจรรยใ นพระผมู ีพระภาค ตอ ใหบุคคลนน้ั ส้ินชวี ติ ไปตถาคตก็ไมตอบเร่ืองนนั้ เปรียบเหมือนบุรุษตอ งลูกศรที่ อาบยาพิษอยา งรายแรง มติ รอํามาตย ญาติสาโลหิต398๓๙๙ของบุรุษนัน้ พึงไปหาแพทย ผชู ํานาญในการผาตดั มารักษาบรุ ษุ ผูตอ งลูกศรนน้ั พึงกลาวอยา งนว้ี า ‘ตราบใดทีเ่ รา ยังไมรจู ักคนทยี่ งิ เราเลยวา เปนกษัตริย พราหมณ แพศย หรอื ศทู ร ตราบนน้ั เราก็ จักไมถ อนลกู ศรน้ีออกไป’ บรุ ษุ ผูตองลูกศรนนั้ พึงกลาวอยา งนี้วา ‘ตราบใดที่เรายังไมร จู กั คนท่ียิงเราวา ๓๙๘ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๕/๑๓๖-๗. ๓๙๙ ญาติ หมายถึงบิดามารดาของสามี หรอื บิดามารดาของภรรยาและเครอื ญาติของท้งั ๒ ฝา ย สาโลหติ หมายถึงผรู วมสายเลอื ดเดียวกัน ไดแ ก ปูหรอื ตา เปน ตน (ม.ม.ู อ. ๑/๖๕/๑๗๒)
๑๘๕ มชี อ่ื อยางน้ี มีโคตรอยา งนี้ ตราบนน้ั เราก็จกั ไมถ อนลูกศรนอ้ี อกไป’ บรุ ษุ ผูตองลกู ศรนนั้ พึงกลาวอยา งน้ีวา ‘ตราบใดที่เรายังไมร ูจ ักคนที่ยงิ เราวา เปน คนสูง ตาํ่ หรือปานกลาง ตราบนั้น เราก็จักไมถ อนลกู ศรน้อี อกไป’ บรุ ษุ ผูตองลูกศรนน้ั พงึ กลาวอยา งนวี้ า ‘ตราบใดที่เรายงั ไมรจู ักคนที่ยงิ เราวา เปนคนผิวดํา ผวิ คลาํ้ หรือผวิ สองสี ตราบนั้น เรากจ็ กั ไมถ อนลกู ศรนี้ออกไป’ บรุ ษุ ผูตอ งลกู ศรนน้ั พึงกลาวอยางน้ีวา ‘ตราบใดทเ่ี รายงั ไมร ูจักคนทย่ี งิ เราวา อยใู นบาน นิคม หรอื นครชอื่ โนน ตราบนัน้ เรากจ็ ักไมถอนลูกศรนีอ้ อกไป’ บรุ ษุ ผูต อ งลกู ศรนน้ั พงึ กลา วอยางนว้ี า ‘ตราบใดท่ีเรายังไมร จู ักธนทู ีเ่ ขาใชย ิง เราวา เปน ชนิดมแี ลง หรอื ชนดิ เกาทัณฑ ตราบนนั้ เราก็จกั ไมถ อนลูกศรนอี้ อกไป’ บรุ ษุ ผตู อ งลกู ศรนน้ั พึงกลาวอยางน้ีวา ‘ตราบใดท่เี รายังไมรูจักสายธนูทเี่ ขาใช ยงิ เราวา เปนสายที่ทําดว ยปอ ผิวไมไผ เอน็ ปา น หรือเย่ือไม ตราบน้นั เราก็จกั ไมถอนลกู ศรนอี้ อกไป’ บรุ ษุ ผูตอ งลกู ศรนน้ั พึงกลา วอยา งนี้วา ‘ตราบใดทเ่ี รายังไมร จู ักลกู ธนทู ีเ่ ขาใชยิง เราวา เปนธนูทท่ี ําดวยไมเ กดิ เองหรอื ไมค ัดปลูก ตราบน้ัน เราก็จักไมถอนลูกศรนี้ ออกไป’ บุรษุ ผตู อ งลกู ศรนนั้ พงึ กลาวอยางนว้ี า ‘ตราบใดท่เี รายงั ไมร จู กั หางเกาทณั ฑท ี่เขา ใชยงิ เราวา เปนหางท่เี สยี บดวยขนปก นกแรง นกตระกรุม นกเหยี่ยว นกยงู หรอื นกปากหา ง ตราบนั้น เราก็จกั ไมถอนลูกศรน้ีออกไป’ บรุ ษุ ผูต อ งลกู ศรนนั้ พึงกลาวอยา งนีว้ า ‘ตราบใดทเ่ี รายังไมรูจักเกาทัณฑทเ่ี ขา ใชย ิงเราวา เปนสงิ่ ท่เี ขาพนั ดว ยเอ็นววั เอน็ ควาย เอ็นคาง หรือเอน็ ลิง ตราบนน้ั เราก็จกั ไมถ อนลูกศรน้ีออกไป’ บุรษุ ผตู อ งลูกศรนน้ั พึงกลา วอยา งนีว้ า ‘ตราบใดทีเ่ รายงั ไมร ูจกั ลูกธนูท่เี ขาใชย งิ เราวา เปน ลกู ศรธรรมดา ลกู ศรคม ลกู ศรหวั เกาทัณฑ ลูกศรหัวโลหะ ลกู ศรหวั เข้ียวสตั ว หรอื ลูกศรพิเศษ ตราบนน้ั เราก็จกั ไมถ อนลูกศรนอี้ อกไป’ ตอใหบ รุ ษุ นนั้ ตายไป เขากจ็ ะไมร เู รือ่ งนัน้ เลย ฉันใด บุคคลใดพงึ กลาวอยางนวี้ า ‘ตราบใดทีพ่ ระผูมพี ระภาคไมตรสั ตอบวา ‘โลก เท่ยี ง โลกไมเทยี่ ง โลกมีท่ีสุด โลกไมมีทสี่ ุด ชีวะกับสรีระเปน อยา งเดยี วกัน ชวี ะ กับสรีระเปน คนละอยางกนั หลงั จากตายแลวตถาคตเกิดอกี หลังจากตายแลว ตถาคตไมเกดิ อีก หลงั จากตายแลวตถาคตเกิดอกี และไมเ กดิ อกี หลังจากตายแลว
๑๘๖ ตถาคตจะวาเกิดอกี กม็ ใิ ช จะวา ไมเ กดิ อีกกม็ ใิ ช’ ตราบน้นั เรากจ็ ักไมประพฤติ พรหมจรรยในพระผูมีพระภาค’ ตอใหบ ุคคลนั้นตายไป ตถาคตกไ็ มตอบเร่ืองนัน้ ฉันนน้ั เหมือนกัน”399๔๐๐ พระพทุ ธเจา ทรงแสดงใหม าลงุ กยบุตรพิจารณาวาการตอบปญ หาทางปรัชญานน้ั ไมมคี วาม เกีย่ วขอ งกบั การประพฤติพรหมจรรยเ พอ่ื การพน จากทกุ ข ความเกิด ความแก ความตาย ความเศราโศก ความคราํ่ ครวญ ความทุกขก ายใจ และความคับแคนใจ กย็ งั ปรากฏเปน ปกติ ดังพระพุทธพจนว า “มาลุงกยบตุ ร เมอ่ื มีความเห็นวา ‘โลกเทีย่ ง’ จักไดมกี ารอยปู ระพฤติ พรหมจรรยก ันหรือกห็ ามิได เมื่อมคี วามเห็นวา ‘โลกไมเ ท่ียง’ จกั ไดม ีการอยปู ระพฤตพิ รหมจรรยก นั หรอื กห็ ามไิ ด แมเมือ่ มีความเหน็ วา ‘โลกเทีย่ ง หรอื โลกไมเ ทยี่ ง’ ชาต(ิ ความเกิด) ชรา (ความแก) มรณะ(ความตาย) โสกะ(ความเศราโศก) ปรเิ ทวะ(ความครา่ํ ครวญ) ทุกข(ความทกุ ขกาย) โทมนสั (ความทุกขใจ) และอุปายาส(ความคับแคน ใจ) กย็ งั คง มอี ยูต ามปกติ เราจึงบญั ญัติเฉพาะการกาํ จดั ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ข โทมนสั และอปุ ายาสในปจ จบุ ัน เมื่อมคี วามเห็นวา ‘โลกมีทสี่ ุด’ จกั ไดมีการอยปู ระพฤติพรหมจรรยกันหรือ ก็หามิได เมือ่ มีความเห็นวา ‘โลกไมม ีทส่ี ดุ ’ จกั ไดมีการอยปู ระพฤติพรหมจรรยกนั หรอื ก็หามิได แมเมอื่ มคี วามเหน็ วา ‘โลกมที ่ีสดุ หรอื โลกไมมที สี่ ดุ ’ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัส และอปุ ายาสก็ยังคงมีอยตู ามปกติ เราจึงบญั ญตั ิการกาํ จัด ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ข โทมนสั และอุปายาสในปจ จุบนั เมอ่ื มีความเห็นวา ‘ชีวะกบั สรีระเปนอยางเดียวกัน’ จกั ไดม กี ารอยูประพฤติ พรหมจรรยก นั หรอื กห็ ามิได เมือ่ มีความเหน็ วา ‘ชีวะกับสรรี ะเปนคนละอยา งกนั ’ จกั ไดมีการอยปู ระพฤติ พรหมจรรยกันหรอื ก็หามิได ๔๐๐ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๖/๑๓๗-๙.
๑๘๗ แมเม่อื มีความเหน็ วา ‘ชีวะกบั สรรี ะเปน อยา งเดียวกนั หรือชีวะกบั สรรี ะเปน คนละอยางกนั ’ ชาติ ฯลฯ เราจึงบญั ญตั ิเฉพาะการกําจัด ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทุกข โทมนัส และอปุ ายาสในปจจบุ ัน เมอ่ื มคี วามเหน็ วา ‘หลงั จากตายแลวตถาคตเกิดอกี ’ จักไดม กี ารอยูประพฤติ พรหมจรรยก นั หรอื ก็หามไิ ด เม่อื มีความเหน็ วา ‘หลงั จากตายแลวตถาคตไมเ กิดอีก’ จักไดม ีการอยูประพฤติ พรหมจรรยก นั หรอื ก็หามิได แมเมือ่ มคี วามเหน็ วา ‘หลังจากตายแลวตถาคตเกิดอีก หรอื หลงั จากตายแลว ตถาคตไมเ กดิ อีก’ ชาติ ฯลฯ เราจึงบญั ญัติเฉพาะการกําจัดชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข โทมนสั และอปุ ายาสในปจ จุบนั เม่ือมคี วามเห็นวา ‘หลังจากตายแลว ตถาคตเกิดอีกและไมเ กดิ อกี ’ จักไดม กี าร อยูประพฤติพรหมจรรยก นั หรอื ก็หามิได เมอ่ื มคี วามเห็นวา ‘หลงั จากตายแลวตถาคตจะวา เกิดอีกกม็ ใิ ช จะวาไมเ กิดอีก ก็มิใช’ จกั ไดมกี ารอยปู ระพฤติพรหมจรรยกนั หรือก็หามิได มาลุงกยบุตร แมเ มื่อมีความเห็นวา ‘หลังจากตายแลวตถาคตเกิดอีกและไม เกดิ อีก หรือหลังจากตายแลว ตถาคตจะวา เกิดอกี กม็ ใิ ช จะวาไมเกดิ อีกก็มิใช’ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข โทมนสั และอปุ ายาสก็ยังคงมอี ยตู ามปกติ เราจงึ บัญญตั ิเฉพาะการกําจัดชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ข โทมนสั และอุปายาส ในปจจบุ ัน”400๔๐๑ พระพทุ ธเจา ไมทรงตรัสตอบปญหาเชิงปรชั ญา แตป ญหาท่ีพระพุทธองคท รงตอบคือ ทกุ ข เหตุ แหง ทกุ ข ความดับ และทางแหงความดับทกุ ข ดังพระพทุ ธพจน “มาลงุ กยบุตร เพราะเหตุนน้ั แล เธอจงจําปญหาทเี่ ราไมตอบวา เปน ปญหาท่เี ราไมต อบ และจงจาํ ปญหาท่ีเราตอบวา เปนปญ หาท่ีเราตอบเถิด ปญ หาอะไรเลา ทเ่ี ราไมต อบ คอื ปญ หาวา ‘โลกเทย่ี ง โลกไมเทยี่ ง โลกมีท่ีสุด โลกไมม ที สี่ ดุ ชวี ะกับสรีระ เปนอยา งเดียวกนั ชีวะกบั สรีระเปนคนละอยา งกัน หลังจากตายแลวตถาคตเกิดอีก ๔๐๑ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๒๗/๑๓๙-๑๔๐.
๑๘๘ หลงั จากตายแลวตถาคตไมเ กดิ อีก หลังจากตายแลวตถาคตเกดิ อีกและไมเกิดอกี หลังจากตายแลวตถาคตจะวาเกดิ อีกกม็ ใิ ช จะวา ไมเกิดอกี กม็ ิใช’ เราไมต อบ เพราะเหตไุ รเราจงึ ไมตอบ เพราะปญหาน้นั ไมมปี ระโยชน ไมเ ปนเบ้ืองตนแหง พรหมจรรย ไมเปน ไปเพ่ือ ความเบื่อหนาย เพือ่ คลายกาํ หนัด เพื่อดับ เพือ่ สงบระงับ เพ่ือรยู ่งิ เพอ่ื ตรัสรู และเพื่อนิพพาน เหตนุ ้ันเราจึงไมตอบ ปญ หาอะไรเลาท่ีเราตอบ คือ ปญหาวา ‘นท้ี กุ ข น้ีทกุ ขสมทุ ยั น้ที กุ ขนิโรธ นท้ี ุกขนิโรธคามินีปฏปิ ทา’ เราตอบ เพราะเหตุไรเราจงึ ตอบ เพราะปญ หานัน้ มปี ระโยชน เปน เบื้องตน แหง พรหมจรรย เปนไปเพอื่ ความ เบ่อื หนาย เพ่อื คลายกาํ หนดั เพ่ือดบั เพือ่ สงบระงับ เพือ่ รยู ่ิง เพื่อตรัสรู และเพอ่ื นิพพาน เหตุนัน้ เราจงึ ตอบ มาลุงกยบุตร เพราะเหตนุ น้ั แล เธอจงจําปญหาทเ่ี ราไมต อบวา เปน ปญหาที่ เราไมตอบ และจงจาํ ปญ หาทีเ่ ราตอบวา เปนปญหาทเี่ ราตอบเถดิ ” พระผมู ีพระภาคไดต รัสภาษติ น้ีแลว ทา นพระมาลุงกยบุตรมใี จยินดชี นื่ ชมพระ ภาษติ ของพระผมู พี ระภาค ดงั นี้แล”401๔๐๒ ๕ วิธีคิดแบบตามหลกั การและความมุง หมาย วิธีคิดแบบตามหลักการหรือความมุงหมาย คือ พิจารณาใหเขาใจความสัมพันธระหวาง หลักการ กบั ความมุงหมาย เปนวิธคี ิดท่มี คี วามสําคัญในการลงมอื ปฏิบตั เิ พอ่ื ใหไ ดผ ลตรงตามความมงุ หมาย ในการปฏิบัติธรรมหรือการกระทําการใด ๆ จะตองทําความเขาใจความหมายและความมุงหมาย ของหลักการน้ัน ๆ ความเขาใจท่ีถูกตองในหลักการและความมุงหมายจะนําไปสูการปฏิบัติที่ถูกตอง ท่ี ๔๐๒ ม.ม.(ไทย) ๑๓/๑๒๘/๑๔๑.
๑๘๙ เรียกวา ธัมมานุธัมมปฏิปตติ402๔๐๓ ปรากฏในพระไตรปฎก อาทิ มหานามสูตรและอังคสูตร ท่ีพระพุทธเจา ตรสั แสดงหลกั การที่นําไปสูค วามมงุ หมายคอื โสดาปตติมรรค โสดาปตติผล ดังนี้ มหานามสตู ร วาดว ยเจา ศากยะพระนามวามหานามะ เรอ่ื งเกิดข้นึ ทก่ี รุงกบิลพัสดุ พระผมู พี ระ ภาคไดต รสั กบั เจา ศากยะพระนามวามหานามะ ผูประทบั น่งั ณ ทส่ี มควรวา “มหาบพติ ร อรยิ สาวกผู ประกอบดวยธรรม ๔ ประการ เปน โสดาบัน ไมม ีทางตกต่ํา มีความแนน อนทจี่ ะสําเร็จสมั โพธิในวนั ขางหนา ธรรม ๔ ประการ มอี ะไรบา ง คือ อรยิ สาวกในธรรมวนิ ัยน้ี ๑ ประกอบดวยความเล่ือมใสอันไมห วัน่ ไหวในพระพทุ ธเจาวา ‘แมเพราะเหตนุ ้ี พระผูม ีพระภาคพระองค นนั้ ฯลฯ เปน ศาสดาของเทวดาและมนษุ ยท ง้ั หลาย เปนพระพุทธเจา เปนพระผมู พี ระภาค’ ๒ ประกอบดวยความเลือ่ มใสอันไมหวน่ั ไหวในพระธรรม ฯลฯ ๓ ประกอบดวยความเล่ือมใสอนั ไมห วัน่ ไหวในพระสงฆ ฯลฯ ๔ ประกอบดว ยศีลทีพ่ ระอรยิ ะชอบใจ ไมขาด ฯลฯ เปนไปเพอ่ื สมาธิ มหาบพิตร อรยิ สาวกผูประกอบดว ยธรรม ๔ ประการน้ี เปนโสดาบนั ไมม ีทางตกตา่ํ มคี วามแนน อนท่จี ะ สําเร็จสัมโพธใิ นวันขา งหนา ”403๔๐๔ อังคสูตร วา ดวยองคเครอ่ื งบรรลโุ สดา “ภกิ ษทุ ้งั หลาย องคเครอื่ งบรรลโุ สดา ๔ ประการนี้ องค เครอื่ งบรรลุโสดา ๔ ประการ อะไรบาง ๑ สัปปรุ ิสสงั เสวะ (การคบหาสตั บุรษุ ) ๒ สทั ธมั มัสสวนะ (การฟงพระสทั ธรรม) ๓ โยนิโสมนสกิ าร (การมนสกิ ารโดยแยบคาย) ๔ ธัมมานธุ ัมมปฏปิ ตติ (การปฏบิ ตั ธิ รรมสมควรแกธ รรม) ๔๐๓ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พทุ ธธรรม, หนา ๖๓๖. ๔๐๔ ส.ํ ม. (ไทย) ๑๙/๑๐๔๕/๕๖๘.
๑๙๐ ภกิ ษทุ ้ังหลาย องคเ ครือ่ งโสดา ๔ ประการน”ี้ 404๔๐๕ ๖ วิธีคดิ แบบรทู นั คณุ โทษและทางออก วิธีคิดแบบรูทันคุณโทษและทางออก เปนการมองส่ิงท้ังหลายตามความเปนจริงอีกแบบหนึ่ง ซ่ึง เนนการยอมรับความเปนจริงทีส่ ่ิงนั้น ๆเปนอยูในทุกแง ท้ังดานดีและดานเสีย405๔๐๖ เปนวิธีคิดท่ีพิจารณาส่งิ ตา ง ๆ อยางรอบคอบและรอบดา น ดังปรากฏใน สมณสตู ร ดงั น้ี “พระผมู พี ระภาคตรัสวา “ภกิ ษทุ งั้ หลาย อปุ าทานขันธ ๕ ประการนี้ อปุ าทานขนั ธ ๕ ประการ อะไรบาง คอื ๑. รูปปู าทานขนั ธ ฯลฯ ๕. วญิ ญาณปู าทานขันธ ภิกษทุ ง้ั หลาย สมณะหรอื พราหมณเหลาใดเหลา หนึ่งไมรชู ัดคณุ โทษ และ เครอื่ งสลดั ออกจากอปุ าทานขันธ ๕ ประการน้ตี ามความเปนจรงิ สมณะหรือ พราหมณเ หลานน้ั ไมจ ัดวา เปนสมณะในหมสู มณะ และไมจ ัดวา เปน พราหมณใ นหมู พราหมณ ท้งั ทา นเหลา นนั้ ก็ไมท ําใหแ จงซง่ึ ประโยชนแหง ความเปน สมณะหรอื พราหมณเ หลาน้ันไมจ ัดวา เปนสมณะในหมสู มณะ และไมจ ัดวาเปนพราหมณใ นหมูพราหมณ ท้งั ทา นเหลา น้นั ก็ทําใหแจงซงึ่ ประโยชนแ หงความเปนสมณะหรอื ประโยชนแ หงความเปน พราหมณด ว ย ปญ ญาอนั ยิ่งเองเขาถงึ อยใู นปจ จบุ ัน”406๔๐๗ ตัวอยา งอีกแหง หนง่ึ ท่ีปรากฏใน อสั สาทสตู ร วาดวยคุณของขันธ ดงั นี้ “พระผูมพี ระภาคตรัสวา “ภกิ ษทุ ัง้ หลาย เม่ือกอ นเราเปน โพธสิ ตั ว ยงั ไมได ตรัสรู ไดมคี วามคดิ ดังน้วี า ‘อะไรหนอเปน คณุ 407๔๐๘อะไรเปนโทษ408๔๐๙อะไรเปน เครอื่ ง ๔๐๕ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๑๐๔๖/๕๖๘-๙. ๔๐๖ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, หนา ๖๔๒. ๔๐๗ สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๑๐๗/๒๐๓. ๔๐๘ คุณ (อสั สาทะ) หมายถึงสภาวะท่อี รอ ยหรือสภาวะทส่ี ุขกายและสขุ ใจที่เกยี่ วของกามคุณ (อง.ฺ จตกุ ฺก.อ. ๒/๑๐/๒๘๘) ๔๐๙ โทษ (อาทนี วะ) หมายถึงสภาวะทไ่ี มอ รอย หรือสภาวะท่ีทุกขกายและทุกขใจซ่งึ มธี รรมเปนเหตุ
๑๙๑ สลดั ออกจากรูป อะไรเปน คุณ อะไรเปนโทษ อะไรเปน เคร่ืองสลดั ออกจากเวทนา อะไรเปน คณุ อะไรเปน โทษ อะไรเปนเครือ่ งสลัดออกจากสญั ญา อะไรเปน คณุ อะไรเปนโทษ อะไรเปน เครื่องสลัดออกจากสงั ขาร อะไรเปน คุณ อะไรเปน โทษ อะไรเปนเคร่อื งสลดั ออกจากวิญญาณ’ ภกิ ษทุ ัง้ หลาย เรานน้ั ไดมคี วามคิดตอ ไปดังนวี้ า ‘สภาพทส่ี ขุ โสมนัสอาศัยรปู เกดิ ขึ้น นีเ้ ปน คุณของรปู สภาพทร่ี ูปไมเ ทย่ี ง เปน ทุกข มีความแปรผนั เปน ธรรมดา นเี้ ปน โทษของรปู ธรรมเปนทก่ี าํ จัดฉันทราคะ ธรรมเปนท่ีละฉนั ทราคะ409๔๑๐ในรปู น้เี ปนเครื่องสลัดออกจากรปู สภาพที่สขุ โสมนัสอาศัยเวทนาเกิดข้ึน นเี้ ปนคณุ ของเวทนา สภาพทเ่ี วทนา ไมเ ที่ยง เปนทกุ ข มีความแปรผนั เปน ธรรมดา น้ีเปน โทษของเวทนา ธรรมเปน ที่ กาํ จดั ฉนั ทราคะ ธรรมเปน ทลี่ ะฉันทราคะในเวทนา น้เี ปนเคร่ืองสลดั ออกจากเวทนา สภาพท่ีสขุ โสมนัสอาศัยสญั ญาเกดิ ขึน้ ฯลฯ สภาพทสี่ ุขโสมนัสอาศยั สังขารเกดิ ขน้ึ น้ีเปน คุณของสังขาร สภาพทส่ี งั ขาร ไมเทีย่ ง เปน ทกุ ข มคี วามแปรผันเปน ธรรมดา นเ้ี ปนโทษของสังขาร ธรรมเปน ท่ี กาํ จัดฉันทราคะ ธรรมเปน ทล่ี ะฉันทราคะในสังขาร นเ้ี ปนเครอื่ งสลดั ออกจากสงั ขาร สภาพท่สี ขุ โสมนัสอาศยั วิญญาณเกดิ ขน้ึ น้เี ปน คุณของวิญญาณ สภาพท่ี วิญญาณไมเทยี่ ง เปน ทุกข มคี วามแปรผันเปน ธรรมดา นเ้ี ปนโทษของวิญญาณ ธรรมเปน ท่ีกาํ จดั ฉันทราคะ ธรรมเปนทีล่ ะฉนั ทราคะในวญิ ญาณ นี้เปน เครอื่ งสลดั ออกจากวญิ ญาณ ภิกษทุ ้ังหลาย ตราบใด เรายังไมร ูคุณโดยความเปน คุณ โทษโดยความเปน โทษ และเครือ่ งสลดั ออกโดยความเปนเครือ่ งสลดั ออกจากอุปาทานขันธ ๕ ประการนี้ ตามความเปน จรงิ อยา งนี้ ตราบนน้ั เรากย็ งั ไมย นื ยันวา ‘เปนผตู รสั รูโดยชอบซึง่ สมั มาสมั โพธญิ าณอนั ยอดเยยี่ มในโลก พรอมทัง้ เทวโลก มารโลก พรหมโลก ใน หมูส ตั ว พรอ มท้ังสมณพราหมณ เทวดาและมนษุ ย’ แตเมอ่ื ใดเรารชู ัดคณุ โดยความเปนคุณ โทษโดยความเปนโทษ เครือ่ งสลัด (อง.ฺ จตกุ ฺก.อ. ๒/๑๐/๒๘๘) ๔๑๐ ธรรมเปน ทก่ี ําจดั ฉันทราคะ ธรรมเปนทีล่ ะฉันทราคะในท่นี หี้ มายถึงนพิ พาน (องฺ.ติก.อ. ๒/๑๐๔/๒๕๗)
๑๙๒ ออกโดยความเปนเคร่ืองสลัดออกจากอุปาทานขนั ธ ๕ ประการนี้ ตามความเปน จริงอยางน้ี เม่ือน้ันเราจึงจะยืนยันวา ‘เปนผตู รสั รโู ดยชอบซ่ึงสัมมาสมั โพธญิ าณ อันยอดเยย่ี มในโลก พรอมทงั้ เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมูสัตวพ รอมทงั้ สมณพราหมณ เทวดาและมนษุ ย’ อนง่ึ ญาณทสั สนะ410๔๑๑เกิดข้นึ แลว แกเราวา ‘วมิ ตุ ติของเราไมกาํ เริบ ชาตนิ ี้ เปนชาติสุดทาย บัดนี้ภพใหมไ มม ีอีก”411๔๑๒ ๗ วธิ ีคดิ แบบคุณคา แทค ณุ คา เทยี ม วิธีคิดแบบคุณคาแทคุณคาเทียม เปนวิธีคิดที่ใชประโยชนไดมากในชีวิตประจําวัน โดยเฉพาะ อยางย่ิง เปนวิธีคิดที่ชวยสกัดตัณหา เปนการฝกหัดขัดเกลากิเลสไมใหครอบงําจิตใจ จนชักนําไปสู พฤตกิ รรม412๔๑๓ ตวั อยา งท่ีชดั เจนทส่ี ุดทีป่ รากฏในพระไตรปฎ ก อาสวสูตร ดงั น้ี “...ภิกษลุ ะอาสวะทจี่ ะพึงละไดด ว ยการใชส อยเปนอยา งไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยน้ี พิจารณาโดยแยบคายแลวใชสอยจีวรเพียงเพ่ือปองกัน ความหนาว ความรอน เหลือบยงุ ลม แดด และสัมผัสแหงสัตวเ ล้อื ยคลาน เพอ่ื ปกปด อวยั วะท่นี า ละอาย พิจารณาโดยแยบคายแลวฉันบิณฑบาต ไมใชเพื่อเลน ไมใชเพื่อมัวเมา ไมใชเพ่ือประดับ ไมใชเพ่ือตกแตง แตเพื่อกายน้ีดํารงอยูได เพ่ือใหชีวิตินทรียเปนไป เพื่อบําบัดความหิว เพื่ออนุเคราะหพรหมจรรย ดวย คิดเห็นวา ‘โดยอุบายน้ีเราจักกําจัดเวทนาเกาเสียได และจักไมใหเวทนาใหมเกิดข้ึน ความดํารงอยูแหง ชีวติ ความไมม โี ทษ และการอยูโ ดยผาสุกจกั มีแกเ รา’ พิจารณาโดยแยบคายแลวใชสอยเสนาสนะเพื่อปองกันความหนาว ความรอน เหลือบ ยุง ลม แดด และ สัมผสั แหงสัตวเลอ้ื ยคลาน เพ่ือบรรเทาอนั ตรายทเ่ี กดิ จากฤดู และยนิ ดีในการหลีกเรน ๔๑๑ ญาณทสั สนะ หมายถึงปจ จเวกขณญาณ ญาณหยงั่ รดู วยการพิจารณาทบทวน คอื สาํ รวจรูม รรคผล กเิ ลสทล่ี ะไดแลว และนิพพาน (องฺ.ตกิ .อ. ๒/๑๐๔/๒๕๗) ๔๑๒ สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๒๖/๓๘-๓๙. ๔๑๓ ดรู ายละเอยี ดใน พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พทุ ธธรรม, หนา ๖๔๖-๖๔๗.
๑๙๓ พิจารณาโดยแยบคายแลวใชส อยคลิ านปจ จัยเภสัชชบริขาร413๔๑๔ เพื่อบรรเทาเวทนาท่เี กดิ จากอาพาธตา ง ๆ ท่ีเกิดข้ึนแลว เพ่ือไมมีความเบียดเบียนเปนท่ีสุด414๔๑๕ซึ่งเมื่อเธอไมใชสอยอยู อาสวะและความเรารอน ความคับแคน ก็จะไมพ ึงเกดิ ขน้ึ เมื่อเธอใชสอยอยู อาสวะและความเรารอนทีก่ อความคบั แคน ยอมไมม แี ก เธอ ดว ยอาการอยางน้ี...”415๔๑๖ ๘ วธิ คี ิดแบบปลกุ เรา คณุ ธรรม วิธีคิดแบบปลุกเราคุณธรรม เปนวิธีคิดที่สกัดกั้นหรือบรรเทาขัดเกลาตัณหา และสรางเสริม สัมมาทิฏฐิท่ีเปนโลกิยะ เพ่ือชักนําความคิดใหดําเนินไปทางที่ดีงามและเปนประโยชน นอกจากน้ียังชวย สรางนิสัย ความเคยชินใหม ๆ ใหกับจิตไปในเวลาเดียวกัน416๔๑๗ ดังปรากฏในพระไตรปฎก อาทิ กุสีตารัมภ วัตถสุ ูตร วาดวยเหตแุ หง ความเกยี จครานและเหตุปรารภความเพียร ดงั นี้ “ภกิ ษุทั้งหลาย กสุ ีตวัตถุ (เหตุแหง ความเกยี จคราน) ๘ ประการนี้ กสุ ตี วตั ถุ ๘ ประการ อะไรบา ง คอื ๑. ภกิ ษุในพระธรรมวินัยนม้ี ีงานทีต่ องทาํ เธอมีความคดิ อยา งนว้ี า ‘เราจัก ตอ งทาํ งาน เมื่อเราทํางานอยู กายจักเม่อื ยลา อยากระน้ันเลย เราจะนอน’ เธอจงึ นอนเสยี ไมป รารภความเพียรเพื่อถงึ ธรรมท่ียัง ไมถึง เพ่อื บรรลธุ รรมทย่ี ังไมบ รรลุ เพ่อื ทาํ ใหแ จง ธรรมทีย่ งั ไมท าํ ใหแจง นีเ้ ปน กสุ ีตวตั ถปุ ระการท่ี ๑ ๒. ภกิ ษทุ ํางานแลว เธอมคี วามคิดอยางน้ีวา ‘เราไดท าํ งานแลว เมอื่ ๔๑๔ คาํ วา คิลานปจจัยเภสชั ชบริขาร แยกอธบิ ายความหมายดังนี้ ยาที่ชือ่ วา คิลานปจ จยั เพราะเปนเครื่อง ปราบโรค ท่ชี ื่อวา เภสัช เพราะเปน วัตถุทหี่ มออนุญาตใหใชได และท่ชี ือ่ วา บรขิ าร เพราะเปนสัมภาระเคร่อื งนําชวี ิตให ดาํ รงอยูไ ด , อง.ฺ ฉกกฺ .ฎีกา ๓/๕๘/๑๕๗. ๔๑๕ เพื่อไมม คี วามเบียดเบยี นเปนทส่ี ุด หมายถึง เพือ่ ไมใหมคี วามทุกขทง้ั หลายท้งั ปวง, อง.ฺ ฉกกฺ .ฏกี า ๓/๕๘/ ๑๕๗. ๔๑๖ องฺ.ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๕๘/๕๔๘-๙ ๔๑๗ ดูรายละเอียดใน พระพรหมคณุ าภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พุทธธรรม, หนา ๖๔๗-๖๔๘.
๑๙๔ เราทํางาน กายเม่ือยลา แลว อยากระน้ันเลย เราจะนอน’ เธอจึง นอนเสีย ไมปรารภความเพยี รเพอ่ื ถงึ ธรรมที่ยงั ไมถึง เพ่ือบรรลธุ รรม ทยี่ ังไมบ รรลุ เพอื่ ทาํ ใหแ จงธรรมท่ยี ังไมทําใหแ จง นีเ้ ปน กสุ ตี วัตถุ ประการท่ี ๒ ๓. ภกิ ษตุ อ งเดินทาง เธอมีความคิดอยา งน้วี า ‘เราจกั ตอ งเดินทาง เมื่อ เราเดนิ ทาง กายจกั เมื่อยลา อยา กระนน้ั เลย เราจะนอน’ เธอจึง นอนเสยี ไมป รารภความเพยี รเพือ่ ถงึ ธรรมท่ียังไมถงึ เพื่อบรรลุ ธรรมทย่ี งั ไมบ รรลุ เพอ่ื ทําใหแ จง ธรรมท่ียงั ไมทําใหแ จง นเ้ี ปน กสุ ตี วัตถุประการที่ ๓ ๔. ภิกษุเดนิ ทางแลว เธอมคี วามคดิ อยา งนี้วา ‘เราเดินทางแลว เมอ่ื เราเดนิ ทาง กายเมือ่ ยลา แลว อยา กระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจึง นอนเสีย ไมปรารภความเพยี รเพือ่ ถงึ ธรรมทย่ี งั ไมถ งึ เพอ่ื บรรลุ ธรรมทย่ี ังไมบ รรลุ เพ่อื ทาํ ใหแ จง ธรรมทย่ี ังไมทําใหแ จง นเี้ ปน กสุ ีตวตั ถุประการท่ี ๔ ๕. ภกิ ษุเท่ยี วบิณฑบาตตามหมบู า นหรอื นิคม ไมไ ดโภชนะเศราหมอง หรือประณีตบรบิ ูรณเพยี งพอตามตอ งการ เธอมีความคดิ อยางนีว้ า ‘เราเท่ียวบณิ ฑบาตตามหมบู า นหรอื นคิ ม ก็ไมไดโภชนะเศรา หมอง หรอื ประณีตบริบูรณเ พยี งพอตามตอ งการ กายของเรานนั้ เมอ่ื ยลา แลว ไมควรแกก ารงาน อยา กระน้ันเลย เราจะนอน’ เธอจงึ นอนเสยี ไมป รารภความเพียร ฯลฯ นเี้ ปน กุสีตวตั ถุประการท่ี ๕ ๖. ภกิ ษุเทยี่ วบิณฑบาตตามหมบู านหรอื นคิ ม ไดโภชนะเศรา หมอง หรือประณตี บริบูรณเพียงพอตามตองการ เธอมคี วามคิดอยา งนว้ี า ‘เราเท่ียวบิณฑบาตตามหมบู านหรือนิคม ไดโภชนะเศรา หมองหรือ ประณีตบรบิ ูรณเ พียงพอตามตองการแลว กายของเรานนั้ หนัก ไมค วร แกการงาน เหมือนถว่ั ราชมาสชมุ ดว ยน้ํา อยากระนัน้ เลย เรา จะนอน’ เธอจึงนอนเสีย ไมปรารภความเพียร ฯลฯ นเี้ ปน กุสีตวตั ถุ ประการที่ ๖ ๗. ภกิ ษุเกิดมอี าพาธขึน้ เลก็ นอย เธอมีความคดิ อยางน้วี า ‘เราเกดิ มี
๑๙๕ อาพาธขนึ้ เลก็ นอยแลว มีขออา งท่จี ะนอนได อยา กระนั้นเลย เราจะนอน’ เธอจงึ นอนเสยี ไมป รารภความเพยี ร ฯลฯ นีเ้ ปน กุสีตวตั ถปุ ระการท่ี ๗ ๘. ภิกษหุ ายอาพาธแลว แตห ายอาพาธยังไมน าน เธอมีความคดิ อยางนวี้ า ‘เราหายอาพาธแลว แตห ายอาพาธยงั ไมน าน กาย ของเราน้นั ยังออนแอ ไมควรแกการงาน อยากระน้นั เลย เรา จะนอน’ เธอจงึ นอนเสีย ไมปรารภความเพียรเพ่ือถึงธรรมท่ยี ัง ไมถึง เพอื่ บรรลุธรรมที่ยงั ไมบ รรลุ เพ่ือทําใหแจง ธรรมทย่ี งั ไมท ํา ใหแจง น้เี ปนกสุ ตี วัตถุประการท่ี ๘ ภกิ ษทุ ้งั หลาย กสุ ตี วตั ถุ ๘ ประการน้ีแล ภิกษทุ ง้ั หลาย อารัมภวัตถุ (เหตปุ รารภความเพยี ร) ๘ ประการนี้ อารมั ภวัตถุ ๘ ประการ อะไรบา ง คอื ๑. ภิกษุในธรรมวนิ ยั นมี้ งี านทตี่ องทาํ เธอมคี วามคิดอยา งนวี้ า ‘เราจกั ตองทํางาน เม่ือเราทาํ งาน การจะใสใจคําสงั่ สอนของพระพทุ ธเจา มใิ ชทําไดง าย อยา กระนน้ั เลย เราจะรบี ปรารภความเพยี รเพ่ือถงึ ธรรม ทีย่ งั ไมถงึ เพือ่ บรรลุธรรมที่ยงั ไมบ รรลุ เพ่อื ทําใหแ จงธรรมทีย่ ังไม ทาํ ใหแ จง’ เธอจึงปรารภความเพยี รเพื่อถึงธรรมที่ยงั ไมถ ึง เพือ่ บรรลุธรรมท่ียงั ไมบรรลุ เพ่ือทาํ ใหแ จงธรรมทีย่ ังไมทําใหแ จง นี้เปน อารมั ภวตั ถุประการท่ี ๑ ๒. ภิกษุทํางานแลว เธอมคี วามคดิ อยา งนวี้ า ‘เราทํางานแลว เมื่อทาํ งาน ก็ไมส ามารถท่ีจะใสใจคาํ สง่ั สอนของพระพุทธเจาได อยา กระนัน้ เลย เราจะรีบปรารภความเพียรเพอ่ื ถึงธรรมทยี่ ังไมถึง เพอื่ บรรลธุ รรมท่ียงั ไมบ รรลุ เพื่อทาํ ใหแจง ธรรมทีย่ ังไมท ําใหแ จง’ เธอจึงปรารภความเพียร ฯลฯ นเ้ี ปนอารัมภวตั ถุประการท่ี ๒ ๓. ภกิ ษตุ องเดินทาง เธอมคี วามคิดอยางน้วี า เราจกั ตอ งเดนิ ทาง การท่เี ราเดินทางอยูจะใสใ จคาํ ส่งั สอนของพระพทุ ธเจา มิใชท ําไดงา ย อยากระนน้ั เลย เราจะรีบปรารภความเพียร ฯลฯ นีเ้ ปนอารัมภ- วตั ถปุ ระการท่ี ๓ ๔. ภกิ ษุเดินทางแลว เธอมคี วามคดิ อยา งนี้วา เราเดินทางแลว
๑๙๖ เมอื่ เดนิ ทาง ก็ไมส ามารถจะใสใจคาํ ส่งั สอนของพระพทุ ธเจา ได อยา กระน้นั เลย เราจะรบี ปรารภความเพยี ร ฯลฯ นี้เปนอารัมภ- วตั ถุประการที่ ๔ ๕. ภกิ ษุเท่ียวบิณฑบาตตามหมูบ านหรือนคิ ม ไมไดโภชนะเศราหมอง หรือประณตี บรบิ ูรณเพยี งพอตามตอ งการ เธอมีความคิดอยา งนวี้ า เราเทย่ี วบณิ ฑบาตตามหมูบานหรอื นิคม กไ็ มไ ดโ ภชนะเศราหมอง หรอื ประณตี บริบรู ณเพยี งพอตามตอ งการ กายของเราน้ันเบา ควรแกก ารงาน อยากระนน้ั เลย เราจะรีบปรารภความเพียร ฯลฯ น้ีเปน อารมั ภวัตถปุ ระการท่ี ๕ ๖. ภกิ ษเุ ท่ยี วบณิ ฑบาตตามหมบู านหรอื นคิ ม ไดโภชนะเศรา หมอง หรือประณตี บรบิ ูรณเพียงพอตามตองการ เธอมีความคดิ อยางนว้ี า เราเท่ียวบิณฑบาตตามหมูบานหรือนิคม ไดโ ภชนะเศรา หมองหรอื ประณตี บรบิ ูรณเพียงพอตามตอ งการแลว กายของเราเบา ควรแก การงาน อยา กระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพียร ฯลฯ น้ีเปน อารัมภวตั ถุประการที่ ๖ ๗. ภิกษเุ กดิ มอี าพาธข้ึนเลก็ นอ ย เธอมคี วามคดิ อยางนวี้ า ‘เราเกิดมี อาพาธข้นึ เลก็ นอ ยแลว เปน ไปไดท ี่อาพาธของเราจะพึงรุนแรงขึน้ อยา กระนั้นเลย เราจะรีบปรารภความเพยี ร ฯลฯ นีเ้ ปนอารมั ภ- วัตถุประการที่ ๗ ๘. ภกิ ษุหายอาพาธแลว แตห ายอาพาธยังไมนาน เธอมคี วามคดิ อยา งนวี้ า ‘เราหายอาพาธแลว แตห ายอาพาธยังไมน าน เปน ไปได ทีอ่ าพาธของเราจะพึงกลบั กาํ เริบข้ึน อยา กระนน้ั เลย เราจะรบี ปรารภความเพยี ร เพอ่ื ถึงธรรมทีย่ งั ไมถ ึง เพือ่ บรรลุธรรมท่ยี งั ไม บรรลุ เพือ่ ทาํ ใหแ จง ธรรมท่ียงั ไมทาํ ใหแจง’ เธอจงึ ปรารภความเพยี ร เพ่อื ถึงธรรมที่ยงั ไมถ ึง เพอื่ บรรลธุ รรมทีย่ ังไมบ รรลุ เพ่อื ทาํ ใหแจง ธรรมทยี่ ังไมท าํ ใหแ จง น้ีเปนอารมั ภวตั ถปุ ระการท่ี ๘ ภกิ ษุท้งั หลาย อารมั ภวตั ถุ ๘ ประการน้แี ล”417๔๑๘ ๔๑๘ องฺ.อฏฐ ก. (ไทย) ๒๓/๘๐/๔๐๐-๔.
๑๙๗ ๙ วิธคี ดิ แบบเปน อยูในปจจุบนั การอยูห รือเปนอยูใ นปจ จุบัน หมายถงึ มีสติทันอยูก บั สิง่ ท่รี บั รเู ก่ียวของในแตล ะขณะ ทกุ ๆ ขณะ ถา จติ รบั รูสิง่ ใดแลว ตดิ ขอ งวนเวยี นอยูกับภาพของส่ิงน้นั ที่สรา งซอนข้นึ ในใจ เรยี กวา ตกไปในอดีต ถา จิต หลุดลอยไปจากปจจุบันขณะ คิดฝน ไปตามความรสู ึกทีเ่ กาะเกี่ยวกับภาพเลยไปขางหนา ของสิ่งที่ยงั ไมมา เรียกวา ฟงุ ไปอนาคต418๔๑๙ ปรากฏพระพทุ ธพจนใ นภัทเทกรตั ตสตู ร ทแี่ สดงไวดังน้ี พระผูมีพระภาคจงึ ไดตรสั คาถาประพันธน้ีวา “บคุ คลไมควรคํานงึ ถงึ 419๔๒๐ สง่ิ ทลี่ วงไปแลว420๔๒๑ ไมค วรหวังสิง่ ที่ยงั ไมม าถึง สิง่ ใดลว งไปแลว สิง่ นนั้ กเ็ ปนอันละไปแลว และส่งิ ใดทย่ี ังไมมาถงึ สิ่งนนั้ ก็เปน อนั ยังไมมาถงึ สวนบุคคลใดเห็นแจง ธรรมทเี่ ปนปจ จบุ ัน ไมง อนแงน ไมคลอนแคลนในธรรมนนั้ ๆ บคุ คลนัน้ ควรเจริญธรรมนนั้ ใหแ จมแจง บคุ คลควรทาํ ความเพียรตัง้ แตวันนี้ทเี ดียว ใครเลา จะรวู า ความตายจกั มีในวันพรุงนี้ เพราะวา ความผัดเพี้ยนกับมัจจรุ าชผูมเี สนามากนนั้ ยอมไมม แี กเ ราท้งั หลาย พระมุนผี ูส งบเรียกบุคคลผมู ีความเพยี ร ไมเกียจครา นทง้ั กลางวันและกลางคืน ซึ่งมีปกติอยูอยา งนน้ี น้ั แลวา ‘ผมู ีราตรเี ดียวเจริญ421 ”๔๒๒ ๔๒๓- 422 ๔๑๙ พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พุทธธรรม, หนา ๖๕๕. ๔๒๐ ไมควรคํานงึ ถงึ ในที่นหี้ มายถึงไมป รารถนาขนั ธ ๕ ดว ยตัณหาและทิฏฐิ (ม.อุ.อ. ๓/๒๗๒/๑๗๔) ๔๒๑ สิ่งทล่ี วงมาแลว ในท่นี หี้ มายถึงขันธ ๕ (คือ รปู เวทนา สัญญา สงั ขาร วิญญาณ) ในอดีต (ม.อุ.อ. ๓/๒๗๒/๑๗๔) ๔๒๒ ผูมรี าตรีเดยี วเจริญ หมายถงึ ผใู ชเ วลากลางคนื ใหห มดไปดวยการเจรญิ วิปส สนากมั มัฏฐานเทา น้นั ไมค าํ นึงถึงเรอ่ื งอ่นื ๆ (ม.อุ.อ. ๓/๒๗๒/๑๗๔) ๔๒๓ ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๒๗๒/๓๑๙-๓๒๐.
๑๙๘ ๑๐ วิธคี ิดแบบวภิ ัชชวาท คําวา “วิภัชช” แปลวา แยกแยะ แบงออก จําแนก ใกลก บั คาํ ท่ีใชในปจ จบุ นั วาวิเคราะห “วาท” แปลวา การแสดงคําสอน ระบบคาํ สอน ลัทธิ ดังนั้น วิภัชชวาท คอื ระบบแสดงคาํ สอนแบบวิเคราะห423๔๒๔ คาํ วา “วาทะ” เปน ไวพจนข องคําวา ทฏิ ฐิ เชน สสั สตวาท คอื สสั สตทฏิ ฐิ อุจเฉทวาท คอื อจุ เฉททฏิ ฐิ เปนตน ระบบความคดิ ของพระพุทธศาสนาน้นั นบั วาเปนระบบความคิดแบบวิภัชชวาท424๔๒๕ ลกั ษณะสําคญั ของการคดิ แบบวิภชั ชวาท คือ การมอง และแสดงความจริง โดยแยกแยะออกให เหน็ แตล ะแงละดาน วนิ จิ ฉัยครบทุกแงทกุ ดา น425๔๒๖ พระพทุ ธเจาตรสั แสดงคําสอนโดยวธิ คี ิดแบบวิภัชชวาท ไวใน เสวติ พั พาเสวติ พั พสูตร426๔๒๗ และ อภยั ราชกุมารสตู ร427๔๒๘ เปนตน ใน เสวิตัพพาเสวติ พั พสูตร428๔๒๙ ทรงแสดงพระพทุ ธพจนถึงธรรมทีค่ วรเสพและไมควรเสพ อาทิ เรื่อง อายตนะ ๑๒ ประการ ดงั น้ี “สารีบตุ ร เรากลา วรูปทีพ่ งึ รแู จง ทางตาไว ๒ ประการ คือ ๑. รูปทค่ี วรเสพ ๒. รปู ที่ไมควรเสพ เรากลา วเสยี งที่พึงรูแจง ทางหไู ว ๒ ประการ คอื ๑. เสยี งทค่ี วรเสพ ๒. เสียงท่ไี มค วรเสพ เรากลา วกลิ่นท่พี ึงรูแจง ทางจมูกไว ๒ ประการ คอื ๑. กลนิ่ ท่คี วรเสพ ๒. กลน่ิ ทไ่ี มค วรเสพ ๔๒๔ เร่อื งเดิม, หนา ๖๖๐. ๔๒๕ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๗๑๑/๖๕๑, อง.ฺ ทสก. (ไทย) ๒๔/๙๔/๒๐๔. ๔๒๖ ดรู ายละเอยี ดใน พระพรหมคุณาภรณ, พุทธธรรม, หนา ๖๖๐-๖๖๑. ๔๒๗ ม.อ.ุ (ไทย) ๑๔/๑๐๙-๑๒๓/๑๓๕-๑๕๙. ๔๒๘ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๘๖/๘๗-๘ ๔๒๙ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๑๙๘/๑๔๗-๒๓๓, องฺ.ทสก. (ไทย) ๒๔/๕๔/๑๐๖.
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245