Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore มาลัยลายมือ

มาลัยลายมือ

Description: มาลัยลายมือ

Search

Read the Text Version

A

B

1



มาลัยลายมือ พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอก ตัดตอน หรือนำ�ไปพิมพ์จำ�หน่าย หากท่านใดประสงค์จะพิมพ์แจกเป็นธรรมทาน โปรดติดต่อ มูลนิธิปัญญาประทีป หรือ โรงเรียนทอสี ๑๐๒๓/๔๗ ซอยปรีดีพนมยงค์ ๔๑ สุขุมวิท ๗๑ เขตวัฒนา กทม. ๑๐๑๑๐ โทรศัพท์ ๐-๒๗๑๓-๓๖๗๔ www.thawsischool.com, www.panyaprateep.org พิมพ์ครั้งที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๙ จำ�นวน ๒,๐๐๐ เล่ม ผู้แปล พระอาจารย์ภูวดล ปิยสีโล ออกแบบรูปเล่ม นาตาลี ทรัพย์สาคร, นฤพฒั น์ อดุ มสนิ , ทักษกรณ์ ปัทมพงศ์ ถ่ายภาพ อรรถวชิ ย์ อังศวานนท์ ผู้ออกแบบมาลัย พัชนา มหพันธ์ ผู้วาดภาพมาลัย สุขยา ถวิลประวัติ จัดทำ�​โดย มูลนิธิปัญญาประทีป พิมพ์ที่ บริษัท โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์ (1987) จำ�กัด โทรศัพท์ ๐-๒๔ ๒๘-๗๕๐๐ ดำ�เนินการพิมพ์โดย บริษัท คิว พริ้นท์ แมเนจเม้นท์ จำ�กัด โทรศัพท์ ๐-๒๘๐๐-๒๒๙ ๒ 3



5

6

การทำ�สมาธิภาวนาเหมือนการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับ จิตใจของตนเองอย่างเคารพและอ่อนน้อม การออกไปสู่ธรรมชาติคือการเข้าไปในโลกที่มีกฏเกณฑ์ของตัวเอง และเป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่สามารถปรับได้ตามใจใครเราต่อรองไม่ได้ และข่มขู่อะไรไม่ ได้ทั้งนั้นธรรมชาติไม่หวั่นไหวไปกับหยาดน้ำ�ตาของใคร หากต้องการจะอยู่ให้รอด เราต้องเรียนรู้กฎธรรมชาติ และปรับตัวให้ สอดคล้องกับกฎเหล่านั้น ไม่ต่อต้านแข็งขืน หรือคอยบังคับให้ธรรมชาติเป็น ไปตามใจตัวเอง ด้วยท่าทีที่อ่อนน้อมเช่นนี้เอง ธรรมชาติจะตอบแทนเราด้วยความเบิกบานและความเข้าใจ เมื่อธรรมชาติ ภายนอกเป็นเช่นนี้ ธรรมชาติภายในใจขณะที่เราหลับตาทำ�สมาธิย่อมไม่แตก ต่างกัน ด้วยเหตุที่ขาดการเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติในใจของตนเอง มัวแต่ ทะเลาะเบาะแว้งกับความคิดในใจ และมุ่งแต่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงทุกอย่างตามใจตัวเอง มนุษย์จึงเบียดเบียน ธรรมชาติรอบข้างด้วยท่าทีแบบเดียวกัน พูดง่ายๆ ว่า ก่อนจะเบียดเบียนคน อื่น สิ่งอ่ืนมนุษย์เราก็เบียดเบียนตัวเองไปก่อนแล้ว 7

8

คนเรามักจะให้ความส�ำ คญั กับสิ่งเราแตกตา่ งจากคนอืน่ มากเกินไป ส่งผลใหเ้ กดิ ความรู้สกึ เย่อยิง่ ไม่มน่ั คง รวมท้ังความลำ�เอียงและ หว่นั กลัว ในฐานะชาวพุทธ เราหาทางป้องกนั ความส�ำ คัญผิดนี้ ดว้ ยการทบทวนอย่เู สมอในความตระหนกั รู้ถึงสิง่ ท่ีมนุษยเ์ รามีร่วมกนั เราพจิ ารณาความจริงพน้ื ฐานท่ีไมอ่ าจปฏเิ สธไดว้ า่ เราทุกคนเป็นเพือ่ นเกดิ แก่ เจบ็ ตายดว้ ยกันทง้ั หมดทั้งส้ิน ทกุ คนต้องการความสขุ และไม่มีใครตอ้ งการความทุกข์ เราไม่ไดป้ ฏิเสธหรือละเลยความแตกต่างของแต่ละคน แต่มองเห็นมนั บนพน้ื ฐานทางธรรมชาติทเี่ รามรี ว่ มกนั ในฐานะส่ิงมีชีวิตบนโลกท่เี ปราะบางและทา้ ทาย 9

10

ที่ใดมลี าภ ท่ีน่ันมีเสอื่ มลาภ ท่ีใดมยี ศ ทน่ี น่ั มเี สือ่ มยศ ท่ีใดมีสุข ท่ีนน่ั มที กุ ข์ ที่ใดมีสรรเสรญิ ทน่ี น่ั มนี ินทา เราปรารถนาลาภ ยศ สขุ สรรเสริญ และเกลียดกลัวในส่งิ ตรงกนั ขา้ ม แต่โลกธรรมทัง้ สองฝา่ ยนี้แยกจากกันไม่ได้ ย่งิ ยึดติดกับภาวะอนั ไมม่ ัน่ คงทเี่ ราชอบใจมากเทา่ ใด ก็ย่งิ ต้องทุกข์ทรมานมากเทา่ นน้ั ในยามที่ส่ิงน้นั แปรเปลย่ี น ส่งิ ท่ีได้มาและเสียไปมขี นึ้ และลง ไมม่ อี ะไรคงที่ ผูม้ ปี ญั ญาจงึ ไม่ยึดสง่ิ ใดเปน็ แกน่ สาร เม่ือยามได้ก็ไม่หลงไปกับมนั เมื่อยามเสียก็ไมผ่ ิดหวงั ท้อแท้ 11

12

ในพระสตู ร มหี ลายเรือ่ งท่พี ญามารพยายามแปลงร่างไปสารพดั เพอ่ื หลอกลวง พระพทุ ธองค์ แต่พระพทุ ธองค์ไมท่ รงหลงเชอ่ื เลย และในแต่ละครง้ั พระองคต์ รัส เพยี งว่า “เราเห็นเธอแลว้ พญามาร” เพียงเทา่ น้ี พญามารกผ็ ิดหวงั และหายตัวไป เร่อื งเหล่านีส้ อนเราวา่ ความสามารถในการมองเหน็ กเิ ลสอยา่ งชดั เจนตามความ เปน็ จริงเปน็ เครอ่ื งค้มุ ครองป้องกันอยา่ งยิ่ง ด้วยการเจรญิ สติ เราบอกกับตัวเองอย่างสงบว่า “ฉันเห็นเธอแลว้ นะ ความโลภ” “ฉันเหน็ เธอแลว้ นะ ความโกรธ” “ฉันเหน็ เธอแลว้ นะ ความวิตกกังวล” เนื่องจาก กเิ ลสเหลา่ น้เี ปน็ เพยี งแขกท่ีไมม่ ีใครต้อนรับ ไม่ใช่ตวั ใช่ตนของเรา พอเรารู้จกั มนั ชัดเจน กเิ ลสกย็ อมถอย 13

14

ชาวนาแผ้วถางทงุ่ นาเพื่อเตรยี มเพาะปลูกเปน็ ครัง้ แรกยอ่ มเจออปุ สรรค มากมาย อาจจะตอ้ งขดุ รากไม้ลกึ เกนิ กว่าที่คาดไว้ บางคร้ังก็ต้องเจอกอ้ นหินท่ี ซอ่ นอยู่ในดิน บางกอ้ นก็เล็ก แตบ่ างกอ้ นก็ใหญโ่ ตใชเ่ ลน่  ชาวนาอดทนเพราะร้ดู ี ว่า หากต้องการเพาะปลูกพชื พันธ์ุให้ไดผ้ ลดี เขาย่อมไม่มที างเลือกอ่นื ขอใหเ้ ราอดทนพากเพยี รในการเจริญภาวนาเพาะปลกู พชื พนั ธ์ุในท้องท่งุ ทาง จติ  อย่าปลอ่ ยให้ตวั เองโกรธเวลาเจอรากไมห้ รอื กอ้ นหนิ ทซี่ อ่ นอยู่ในใจ เพราะ ไม่มีใครท่ที �ำ งานนเี้ สรจ็ แล้วจะนกึ เสยี ดายวนั เวลาตลอดจนแรงกายแรงใจท่ีทมุ่ เท ลงไป  ในทางตรงกนั ขา้ ม เมื่อยอ้ นกลับไปพิจารณาความอตุ สาหะพากเพยี รเทยี บกับผล ท่ีได้รบั ครบู าอาจารยผ์ ู้เข้าถึงธรรมทงั้ หลายย่อมยืนยันวา่  ตอ่ ให้ต้องอดทนกบั ความยากลำ�บากกวา่ นน้ั สกั รอ้ ยเท่าหรือพนั เทา่  ผลที่ไดร้ บั ก็ยงั คมุ้ คา่ 15

16

กเิ ลสท่เี รยี กว่า ‘มานะ’ มีรากฐานจากความคิดสองประการ ประการแรกคอื การ ประเมนิ คา่ อกี ประการหน่งึ เป็นการชูปา้ ยประกาศ เราชอบประเมินคณุ คา่ ตนเอง เทียบกบั ผ้อู น่ื และชอบชตู ัวตนด่งั ป้ายประกาศ ราวกบั จะบอกใครๆ วา่ “ดูฉันสิ น่ี ไงตวั ฉนั ” ‘มานะ’ นั้นมีดว้ ยกันสามแบบ คอื “ฉนั เหนือกวา่ เธอ” “ฉนั ดอ้ ยกว่าเธอ” และ”ฉัน เทา่ เทยี มกับเธอ” ในแวดวงทางศาสนา ความคดิ แบบ “ฉันดอ้ ยกว่าเธอ” มกั เขา้ ใจกนั คลาดเคลือ่ นวา่ เป็นความถ่อมเนอ้ื ถอ่ มตัว สว่ นในสงั คมประชาธิปไตย ความคิดแบบ “ฉันเทา่ เทียม กบั เธอ” แทบจะไมม่ ีใครเหน็ วา่ เปน็ มานะเอาเสยี เลย แตเ่ มอื่ ไหรก่ ็ตามทเ่ี รามีความคดิ ยดึ มั่นในตวั ตน ไม่ว่าจะเหนอื กวา่ ด้อยกวา่ หรอื เสมอกันกับผ้อู ืน่ เมอื่ นน้ั เราก็ติด อยู่ในกับดกั ของมานะทั้งส้ิน 17

18

เวลาเจอข้อคิดที่เข้าใจได้ยาก เรามกั จะคดิ กนั ว่าคงเป็นเร่อื งทีล่ ึกซ้งึ มาก แต่แทจ้ ริง แล้ว ขอ้ คิดท่อี ธบิ ายดว้ ยถ้อยคำ�ยดื ยาวและศัพทแ์ สงยากๆ โดยไม่จำ�เปน็ นนั้ กลับ ต้ืนเขนิ ออกบอ่ ยไป ภาษาถูกใชเ้ ปน็ เครือ่ งมอื อำ�พรางความคิดมากกวา่ จะเปิดเผย ความจรงิ และข่มผู้ฟังใหค้ รน่ั ครา้ ม เรือ่ งทลี่ ึกซึง้ ท่ีสดุ นน้ั ไม่ไดย้ ากเกนิ จะคิดและเข้าใจ อะไรเลา่ จะอธบิ ายได้ง่ายไปกวา่ ‘อนจิ จงั ’ สิง่ ท้าทายจึงอย่ทู ่กี ารฝึกฝนจิตใจใหถ้ ึงขัน้ ท่ีความเขา้ ใจเชงิ เหตุผลจะทำ�หน้าทเี่ ป็น แท่นกระโดด ส่งให้จติ ทะยานเขา้ ถงึ ปัญญาในระดับเปล่ียนชวี ิตได้ ขา้ มพ้นกบั ดัก แหง่ ถ้อยคำ�ใดๆ 19

20

ถ้าหมอนวดกดโดนจุด คนทีถ่ ูกนวดย่อมไม่รอ้ งโอดโอยว่า “เจบ็ เหลอื เกิน อย่า นวดจดุ นี้เลย ขอนวดตรงท่ีไม่เจบ็ เถอะ” แต่ตรงกนั ข้าม แมจ้ ะรู้สึกเจบ็ บคุ คลนัน้ ย่อมยินดที ่ีไดพ้ บท่ีมาเปน็ ปญั หา ต่อจากนน้ั การลงมอื เยียวยาจึงจะเร่มิ ตน้ ได้ เวลาพิจารณาดูจิตใจ เราควรใชท้ า่ ทีแบบเดยี วกัน เมอ่ื คน้ พบจดุ ขัดข้อง อยา่ รบี หนั เหความสนใจไปทางอ่นื ให้อดทนอยูต่ รงน้นั ค่อยๆ คลำ� ค่อยๆ เฟ้นจนกวา่ ตัณหาและอุปาทานท่ีแฝงเรน้ อยู่ในอารมณน์ ั้นจะเผยออกมาและไดร้ บั การเยียวยา ในท่ีสดุ 21

22

เม่ือไมน่ านมานี้ มลี ูกศษิ ย์คนหน่งึ ของอาตมาได้รับคำ�ยกย่องว่าเป็นคนใจดีมี เมตตา พอไดย้ ินดังน้ันเขาก็ร้สู กึ ปลื้มใจขึน้ มาทนั ที ตอ่ มาเขานึกสงสยั ว่าปฏกิ ริ ยิ า ทางอารมณข์ องเขาจะถือเปน็ กิเลสหรอื เปล่า เขาจึงถามอาตมาวา่ “บุคคลผู้มี ปญั ญาอยา่ งแทจ้ ริงจะรูส้ กึ ยนิ ดหี รือไม่ เวลาที่มคี นยกย่องชืน่ ชม” อาตมาตอบวา่ บคุ คลผมู้ ปี ญั ญายอ่ มไมส่ �ำ คญั ตวั วา่ เปน็ เจา้ ของคณุ ธรรมภายในตน จึงไมป่ รารถนาค�ำ ยกยอ่ งในความดีงามของตนหรอื ยึดติดกบั คำ�ชมน้ัน  แตท่ ่าน อาจรบั รูถ้ งึ อาการเบิกบานในใจเหมือนคนปลกู ต้นไมร้ ูส้ กึ ยินดีในยามทมี่ คี นชื่นชม ความงามของมวลดอกไม้ในสวนของตน 23

24

ในฐานะชาวพุทธ เราศกึ ษาความเปน็ มนษุ ย์ของตวั เราเอง เรียนรู้เรอื่ งกายและใจ ตลอดจนวธิ ปี ้องกนั กายใจไม่ใหเ้ ปน็ บอ่ เกดิ ของทุกข์ เวลาพิจารณากาย เราเริม่ ด้วยสว่ นทีม่ องเห็นได้งา่ ย เชน่ ผม ขน เลบ็ ฟัน หนงั เป็นตน้ อวยั วะต่างๆ เหลา่ น้ีน่าพงึ พอใจจริงหรือ แล้วมนั เปน็ ของเราจรงิ ๆ หรือเปลา่ ดูอย่างเรือ่ งผิวหนัง เปน็ ต้น เด๋ยี วนค้ี นเรายดึ ถอื ตัวตนในเรือ่ งผิวพรรณกนั มาก หลายคนวิตกกงั วลกบั สแี ละความหยาบกรา้ นของผวิ พรรณ ในประเทศแถบเอเชีย ผู้หญงิ จ�ำ นวนมากอยากมผี วิ ขาวใส แต่ในยโุ รปกลับอยากมีผิวสคี ลำ้�  และในแต่ละ ปีมกี ารใชจ้ า่ ยมากมายในการประทนิ ผวิ แต่แทจ้ รงิ แล้ว ผิวหนงั ของคนเราเปน็ อยา่ งไรกนั แน่ มีข้อมลู เกยี่ วกับผวิ หนังสว่ นหน่ึงท่ีอาตมาชอบมากดงั น้ี ฝุน่ ผงในบา้ นเรือนร้อยละ 50 คือเซลล์ผิวหนังทต่ี ายแลว้ สว่ นในระดบั โลก ปรมิ าณฝนุ่ ผงจากผิวหนังในช้นั บรรยากาศมมี ากถึงหนึง่ พนั ลา้ นตนั และจ�ำ นวน แบคทีเรยี ที่อาศยั อยตู่ ามผิวหนงั ของแต่ละคนมีอยปู่ ระมาณหน่ึงล้านล้านตวั (1,000,000,000,000) ดว้ ยการพิจารณาอย่างลกึ ซ้ึงถงึ สงิ่ ทเี่ ป็นตน้ ตอของตัณหาและอปุ าทาน ความ ส�ำ คญั ผดิ ของเรากป็ รากฎชดั เจน  ประตูท่จี ะน�ำ ไปส่หู นทางแหง่ ความเปน็ อิสระก็ ยอ่ มเปิดใหเ้ ราเห็น 25

26

ถา้ เรามัวแต่เฝา้ คดิ ซ้ำ�แล้วซำ้�เล่าถึงส่ิงทเ่ี กรงวา่ จะเกิดข้นึ อาทิ เรื่องในครอบครัว หลายสง่ิ หลายอยา่ งยอ่ มเกดิ ตามมา ประการแรก อุปนิสัยทางจิตจะก่อตวั กลาย เป็นความคดิ หมกมุน่ ไดอ้ ย่างง่ายดาย บั่นทอนก�ำ ลงั ท้ังกายและใจ ประการต่อมา เนอื่ งจากภาพทป่ี รากฎในใจนน้ั ชัดเจนมากและอารมณ์ที่เกดิ ขึ้นกเ็ ข้มขน้ รนุ แรง  เราจงึ อาจจะเหมาไปวา่ ความกลวั นน้ั มีเหตผุ ล ส่ิงเลวร้ายคงจะเกิดขน้ึ แน่ ท้ังๆ ที่ใน ความเป็นจริง อาจไม่เป็นตามนัน้ เลยก็ได้ ด้วยสติสัมปชญั ญะ เราจงึ ตอ้ งมองใหเ้ หน็ ภาพในใจเป็นสักแตว่ า่ ภาพในใจ อารมณ์เปน็ สกั แต่ว่าอารมณ์ เรอ่ื งทเี่ ราหวนั่ เกรงอาจจะเกิดข้นึ หรือไม่ก็ได้ ความเข้มข้นทางอารมณ์ท่ีเร่อื งนัน้ กระตนุ้ ใหเ้ กดิ ไม่ใช่ส่งิ ที่น่าเช่อื ถอื ในการตดั สนิ ใจ ท�ำ อะไร 27

28

เม่ือวานนเ้ี ปน็ วันมหาปวารณาและเปน็ วันสดุ ท้ายของการเข้าพรรษา เม่ือถงึ วาระ เชน่ นี้ คณะสงฆจ์ ะมาประชมุ กันเพอื่ ทำ�พธิ ีปวารณา โดยพระทุกรูปจะเปดิ โอกาสให้ พระภกิ ษรุ ปู อ่นื วา่ กล่าวตักเตอื นได้ หากเหน็ ว่ามีความประพฤติอนั ใดไมเ่ หมาะสมใน ระหวา่ งที่จ�ำ พรรษาร่วมกนั ความยนิ ดีเปดิ ใจรับฟังค�ำ ตกั เตอื นจากทกุ คนทอี่ ย่รู อบตัวโดยไม่มขี อ้ ยกเวน้ เรอ่ื ง อาวุโส เปน็ หนทางหนึ่งท่มี ัน่ ใจไดว้ า่ จะชว่ ยใหเ้ ห็นข้อบกพร่องที่เรามองขา้ มและ ลงมือแก้ไข ส่วนความยนิ ดีทีจ่ ะตักเตือนกันและกนั อยา่ งถูกกาละเทศะ ด้วยความ หวงั ดแี ละด้วยถ้อยค�ำ ท่ีเลือกสรรแล้ว เปน็ คุณลกั ษณะของกลั ยาณมิตร 29

30

อาตมาเคยอา่ นนิทานเรอ่ื งหนง่ึ ทีม่ สี หายสองคนอยากจะร่ำ�รวย พอได้ยนิ วา่ เกาะ แห่งหนึง่ มีพลเมืองทมี่ ีตาเดียวตรงกลางหน้าผาก สองคนจงึ ตดั สินใจแล่นเรอื ไปทเี่ กาะ กะว่าจะลักคนตาเดยี วมาขายให้สวนสัตว์ในบา้ นเมืองตน แตเ่ มื่อไปถงึ เกาะ ทงั้ สองคนกเ็ จอชายฉกรรจต์ าเดียวกล่มุ หน่ึงรมุ กนั จบั ตวั พวกเขาสง่ ไปขายสวน สตั ว์บนเกาะ เรอ่ื งราวแบบนีเ้ กิดข้ึนบ่อยแค่ไหน เวลาที่เราเชื่อวา่ ตวั เองฉลาดล้�ำ แต่แท้จริงกลับ เปน็ เวลาทเ่ี ราแสนจะโงง่ ม คงไม่บ่อยนักทผ่ี ลของความโลภและความเหน็ แกต่ ัวจะ เกดิ ขนึ้ ชัดเจนทนั ใจอย่างในนิทาน แต่ไม่ช้าก็เร็ว ผลนน้ั ย่อมปรากฎตามมาอยา่ ง แนน่ อน การตระหนกั ในความจรงิ เร่อื งนี้ดว้ ยการพิจารณาประสบการณ์ของตัว เราเองตลอดจนของคนรอบข้าง ยอ่ มน�ำ ไปสู่ปญั ญาและการรจู้ กั ยับย้งั ชั่งใจ 31

32

เรามักจะหาขอ้ อ้างดๆี ในการไม่นงั่ สมาธิได้เสมอ นอกจากข้ออ้างยอดนิยมอยา่ ง ‘ไม่มเี วลา’ แลว้ ยังมอี ีกหลายข้อ เชน่ ‘เช้าเกนิ ไป’ ‘สายเกนิ ไป’ ‘หิวเกินไป’ ‘อ่มิ เกินไป’ ‘เหนื่อยเกนิ ไป’ หรอื ‘จิตใจวุน่ วายเกนิ ไป’ จะตอ้ งมีอะไร ‘เกินไป’ สำ�หรับ การน่ังสมาธไิ ดเ้ สมอ อย่าใหก้ ารน่งั สมาธกิ ลายเป็นภาระ แตล่ องมองว่าเปน็ การใชเ้ วลากบั จิตใจอยา่ งมี ความหมาย อย่าสู้กบั ตัวเอง ใหม้ ีเหตมุ ีผล ออ่ นโยนกบั ตัวเอง และมั่นคง ไม่หวน่ั ไหวกับข้ออ้างใดๆ ใหย้ อมรับกบั ตัวเองวา่ ใช่.. เราย่งุ  ใช่.. เราเหนือ่ ย แตแ่ ทนทจ่ี ะปล่อยให้เปน็ ขอ้ อา้ ง ของการไมน่ ง่ั สมาธเิ อาเสยี เลย เรากเ็ ปลย่ี นเปน็ นง่ั สมาธิ ‘นดิ เดยี ว’ ‘แปบ๊ เดยี ว’ หรือ ‘แค่ไม่กนี่ าที’ ลองตัดสนิ ใจวา่ จะนั่งสมาธโิ ดยไม่คาดหวังอะไร แตป่ ฏิบตั เิ ปน็ พุทธ บชู า หรอื เปน็ เครอ่ื งบูชาพระคณุ ครบู าอาจารย์ เราอาจจะพบวา่ ตวั เองนง่ั สมาธิ ได้นานกว่าท่ตี ัง้ ใจไวแ้ ตแ่ รก 33

34

เราสามารถพจิ ารณาไดว้ ่าความโกรธและความกลวั เปน็ ปฏกิ ริ ิยาปกติต่อการถกู คุกคามโดยไม่จำ�เป็นตอ้ งโตต้ อบอยา่ งรนุ แรงเพ่อื ระบายอารมณ์ เราคาดหวัง อะไรจากโลกไม่ไดม้ ากนักหรอก ตราบใดที่คนเขลาเบาปัญญายงั หาขอ้ อ้างเพ่อื สนบั สนุนการกระท�ำ ของตนจากหลกั ปรชั ญาและค�ำ สอนทางศาสนา ตราบนน้ั ยอ่ มไมม่ สี นั ตภิ าพอันแทจ้ รงิ สง่ิ ทเ่ี ราท�ำ ไดค้ อื การเจรญิ ความกรณุ าอนั ไมแ่ บง่ เขาแบง่ เรา โดยประกอบดว้ ยปญั ญา อนั สขุ มุ เยอื กเยน็ และตนื่ รอู้ ยเู่ สมอ ปญั ญาทเ่ี ราตอ้ งการส�ำ หรบั แกป้ ญั หาซบั ซอ้ น ยอ่ มตอ้ งมาจากจติ อันแจ่มชัด ไม่ใช่จากอารมณ์โกรธเกร้ียว พระพุทธองคท์ รงสอนว่าเราไม่อาจเอาชนะความเกลียดชงั ดว้ ยการเกลียดตอบ ถ้าเราเกลยี ดคนที่เกลยี ดเรา เราย่อมกลายเปน็ คนท่ีมีจติ ใจเกลียดชงั ไปด้วย ไม่ได้ ดีไปกว่ากนั เลย ผลกค็ ือความเกลียดชังในโลกยิง่ เพ่มิ มากข้ึน 35

36

พระพุทธองคต์ รสั ว่า หากปราศจากปัญญา การอยู่ใกลค้ รูบาอาจารยห์ รือใกล้ ชิดกบั ค�ำ สอนก็ไม่ตา่ งจากช้อนที่ไม่มีวันร้รู สแกง แต่เมือ่ มปี ญั ญา เราจะรับรู้ รสของธรรมะไดเ้ หมือนลน้ิ ทีร่ ับรู้รสของอาหาร ลำ�พังการอยู่ใกล้พระอรหนั ต์ เทา่ น้ันยังไม่พอ ลูกศษิ ยเ์ ก่าแก่ของหลวงพ่อชาคนหน่ึงไมส่ ามารถเอาชนะอารมณ์ รา้ ยของตนได้ ทา้ ยสุดเขาลุแก่โทสะจนฆา่ คนตาย ตอ่ จากนนั้ ไม่นานเขาเสยี ชีวิตใน คกุ โดยไม่ได้มีสาเหตจุ ากโรคทางกาย แต่เป็นเหตุทีเ่ นื่องมาจากความละอายใจ ปัญญาท่ีตอ้ งการจะเกดิ ข้นึ ไดอ้ ย่างไร ความฉลาดทางใจไม่ได้เกดิ จากการคิดปรุง แต่ง แต่เกิดจากการกระท�ำ และสงิ่ ทเี่ ราท�ำ ไดค้ ือจรงิ ใจในการ ปล่อยวางอุปนิสยั และความยดึ มั่นถอื มั่นท่ีจะขวางกัน้ ปญั ญา เราพยายามเขา้ ถึง ธรรมะดว้ ยจติ ใจทีเ่ ปิดกว้าง ใส่ใจ ตื่นตวั และสงบอ่อนนอ้ ม 37

38

เราใช้เวลามากมายในชวี ิตเพ่ือรออะไรสกั อย่างทีต่ อ้ งการ ไมว่ า่ จะเป็นการรอรับ บริการในรา้ นรวง รอรถตดิ รอค�ำ ตอบตกลง หรอื อาจจะรอคำ�ให้อภยั จากใคร สกั คน มีหลายสงิ่ หลายอยา่ งเหลอื เกนิ ทเ่ี ราตอ้ งรอ แตแ่ ทจ้ รงิ แล้ว การรอคือ อะไรกันแน่ จะตา่ งจากการยืน เดนิ น่งั นอนตามปกตอิ ย่างไร ทำ�ไมการรอจงึ ทำ�ใหเ้ วลาผา่ นไปเชอื่ งชา้ ขนาดนน้ั ลองสงั เกตความรสู้ ึกเฝา้ รอท่เี กิดขึ้นในเวลาทเี่ ราปล่อยใจให้ไหลไปสอู่ นาคต ใน ความรับรู้ของเรา การรอเปน็ ความรูส้ กึ ที่เกดิ ขึน้ ในรอยต่อระหวา่ งปจั จบุ นั กับ เหตุการณท์ ี่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ความรสู้ ึกเฝา้ รอนน้ี �ำ ไปสู่ความเครยี ดและความ คบั ขอ้ งใจไดง้ ่ายดายเหลือเกิน ทำ�ไมไม่ลองรักษาใจใหอ้ ยูก่ ับปจั จบุ ัน ด�ำ รงอยู่ในความสงบและแจ่มชัด ในระหว่าง ทร่ี บั รูถ้ ึงความตอ้ งการให้อะไรสักอยา่ งเกิดขนึ้ กบั ช่วงขณะทผ่ี ลลพั ธ์นัน้ ปรากฎ ช่วงเวลาแห่งการรอคอยไมจ่ ำ�เปน็ ต้องทำ�ใหเ้ ราทุกข์ แตเ่ ป็นเวลาทเี่ ราเพลดิ เพลนิ ไปกับมนั ได้ 39

40

พระพทุ ธองคท์ รงสอนวา่ ตอ่ เมอ่ื หมดกงั วลในเรอื่ งปจั จยั ส่ี คอื เสอ้ื ผา้ เครอื่ งนงุ่ หม่ อาหาร ทอี่ ยอู่ าศัยและยารกั ษาโรคเท่าน้ัน คนเราจงึ จะพบความกา้ วหน้าในทาง ธรรม แทนท่ีจะละเลยความส�ำ คัญของการพฒั นาทางวัตถุ พระพุทธองค์ทรงเหน็ ว่าเป็นพื้นฐานที่จำ�เป็นในการบรรลุความตอ้ งการทางจติ ท่ลี ึกซ้งึ ข้ึน ปัญหาเกิด ข้นึ เมอื่ การพัฒนาทางวัตถกุ ลายเปน็ เป้าหมายหนงึ่ เดยี วของชีวติ  ผลท่ีตามมามี ตง้ั แตค่ วามเครยี ด อาการซึมเศร้า ไปจนถึงการใชย้ าเสพตดิ และการฆ่าตัวตาย ชวี ติ ทสี่ มดลุ คอื ชวี ิตท่ีใส่ใจในความต้องการท้งั ภายนอกและภายใน แตเ่ นื่องจาก ความต้องการภายในเหน็ ไดย้ าก ต่างจากความต้องการภายนอกท่ีดรู บี ด่วนกวา่ เวลาส�ำ หรับการภาวนาจงึ เกิดขนึ้ เองไม่ได้ เราตอ้ งหาเวลาให้ตัวเอง 41

42

ในเดอื นกมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2519 ตอนนน้ั อาตมายังเป็นวัยรนุ่ ท่องเทีย่ วไปตาม ลำ�พังในแถบอนิ เดียใต ้ จำ�ได้วา่ หลังจากเดินทางคลุกฝุ่นมาทง้ั วนั อาตมากล็ าก ขาลงจากรถเมลท์ ่ีแน่นเอย้ี ดบรเิ วณชานเมืองใหญแ่ ห่งหนง่ึ ตอนนน้ั เริม่ มืดแลว้ และต้องตระเวณหาโรงแรมราคาถูกสำ�หรบั คืนน้นั ขณะเดนิ มาถึงมุมถนนก็ได้ยนิ เสียงตะโกนเรียก เม่ือหันไปกเ็ หน็ ผหู้ ญิงคนหนงึ่ นงั่ อย่ขู า้ งถนน ก�ำ ลงั ตกั แกง ถั่วจากหม้อเก่าๆ ใบหนง่ึ แจกจ่ายให้ลูกๆ  เธอคะย้ันคะยอให้อาตมานั่งร่วมกับ เดก็ ๆ และทานแกงถ่ัวกบั จาปาตี ตอนนัน้ อาตมาหิวมากจนอาหารธรรมดาๆ ก็ แสนอร่อย เม่ือเงยหนา้ ขึน้ กเ็ หน็ ผู้หญงิ คนน้นั มองการกินอย่างมคี วามสขุ ของ อาตมาดว้ ยสายตาเอน็ ดแู ละมีสหี น้าพอใจราวกบั เพิ่งจะตกั อาหารให้ลกู ชายท่โี ต แล้วมากกวา่ จะตักใหค้ นแปลกหน้า เวลาผา่ นไปเกือบสี่สิบปีแล้ว ในระหว่างการเดินทางทผ่ี ่านมา คงตอ้ งมีหลายครง้ั ท่ีไดร้ ับการปฏิบตั ทิ ่ีไมด่ นี กั แตเ่ มื่อถงึ เวลานี้อาตมาก็จ�ำ เหตกุ ารณ์เหล่าน้นั ไม่ได้ แลว้ ในทางตรงกันข้าม ความเอ้ืออารีของหญิงยากจนทีส่ วมเสื้อผา้ ซอมซอ่ อาศัยอยขู่ ้างถนนกบั ลกู ๆ ของเธอ กลบั ไมเ่ คยเลือนหาย จากความทรงจ�ำ ของ อาตมา เราไมค่ วรมองขา้ มการกระท�ำ เลก็ ๆ นอ้ ยๆ อนั เน่ืองจากความกรณุ า เพราะเปน็ การกระท�ำ ทม่ี ีพลัง ส่งอิทธิพลตอ่ จิตใจ และเป็นความงดงามทจี่ ะคงอยู่ แมเ้ วลาผ่านไปนานแสนนาน 43

44

เมอ่ื อย่ตู ามล�ำ พัง วธิ ีเจรญิ สติในชีวติ ประจ�ำ วันแบบหน่ึง คอื การลองปรับ ความเร็วในการท�ำ กจิ วัตรต่างๆ การเคลือ่ นไหวร่างกายดว้ ยความประณีตตั้งใจ จนเหมอื นก�ำ ลังเคล่อื นไหวชา้ ๆ นบั เป็นแบบฝึกหดั สำ�หรับพฒั นาความรู้สกึ ตวั ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ช่วยทำ�ใจใหส้ งบ ทำ�ใหร้ ู้เจตนาในการกระท�ำ ตา่ งๆ รวมทัง้ รับรู้ อารมณแ์ ละความคิดซงึ่ ปกตมิ ักปรากฎในใจเพียงชวั่ แวบเทา่ น้นั ในบางคร้งั การตัง้ ใจท�ำ อะไรอยา่ งรวดเรว็ กม็ ีประโยชน์เช่นกนั  ลองพยายาม ทำ�สง่ิ ที่เราต้องท�ำ ทุกวนั เชน่ แตง่ ตวั ใหเ้ รว็ โดยไมพ่ ล้งั เผลอ จะช่วยให้จิต กระฉับกระเฉง คมชดั และแจ่มใส 45

46

ด้วยการเดนิ จงกรมสลบั กับนั่งสมาธิ ผปู้ ฏิบัติสามารถยืดเวลาทำ�สมาธิภาวนาให้ นานข้ึนอีก การทำ�ทงั้ สองอย่างน้ีสลับกนั ไป ช่วยพฒั นาสตหิ รอื ความรู้ตวั ท้งั ขณะทน่ี ัง่ อยู่นิง่ ๆ และเคลือ่ นไหว โดยไมจ่ ำ�กดั อยู่เพียงอิรยิ าบถใดอริ ิยาบถหนง่ึ หากชอบอิริยาบถใดมากกว่า เราก็สามารถใช้เวลาปฏบิ ตั ิภาวนาในอริ ยิ าบถนน้ั นานขนึ้ ได้ แต่ไมค่ วรละเลยอกี อิริยาบถหนึ่งไปเสียเลย การเดินจงกรมนน้ั ดเี ปน็ พเิ ศษอย่ปู ระการหน่ึง คือ ท�ำ ให้เกดิ สติที่น�ำ ไปปรบั ใชก้ ับ ชีวิตประจ�ำ วันไดม้ ากกวา่ การนั่งสมาธิ การเดินอย่างมีสตใิ นสภาพแวดลอ้ มทเี่ ปน็ ธรรมชาติ กลบั ไปกลับมาใต้ร่มไม้ในระยะ ประมาณยส่ี ิบถึงสามสบิ กา้ ว เปน็ การปฏบิ ัติภาวนาที่ดีจรงิ ๆ ยง่ิ กวา่ นน้ั การเดิน จงกรมยงั ดสี ำ�หรบั คนที่นึกขยาดกบั ความปวดเมือ่ ยจากการนงั่ สมาธดิ ว้ ย 47

48


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook