Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รวมไฟล์แผนการสอนพลังงาน

รวมไฟล์แผนการสอนพลังงาน

Published by sirinun2563, 2022-06-19 13:08:14

Description: รวมไฟล์แผนการสอนพลังงาน

Search

Read the Text Version

151 1.2)ลมมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือ หรือเรียกวา่ ลมมรสุมฤดหู นาว พัดจากแถบไซบีเรียและ จีนในระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ พาอากาศแห้งและเย็นลงมาปกคลุม ตอนเหนือถึงตอนกลางของประเทศไทย แล้วหอบเอาความชน้ื ในอ่าวไทยไปตกเป็นฝน ในแถบภาคใต้ฝ่งั อา่ วไทย แตฝ่ นตะน้อยลงมากในระหวา่ งเดอื นมกราคมถึงกมุ ภาพนั ธ์ 2) ลมบกลมทะเล 2.1)ลมบก เกิดขึ้นในเวลากลางคืน เนื่องจากพื้นดินคายความร้อนได้เร็วกว่าพื้นน้ำ อณุ หภูมิของอากาศเหนอื พ้ืนดนิ ตำ่ กว่าพืน้ น้ำ ดังนัน้ อากาศเหนอื พ้ืนดินจงึ มีอุณหภูมิต่ำ กวา่ อากาศเหนอื พื้นนำ้ อากาศเหนือพืน้ นำ้ ซึง่ ร้อนกวา่ จะขยายตัว ทำใหค้ วามหนาแนน่ ลดลง จึงลอยตัวสูงขึ้น เป็นผลให้อากาศเหนือพื้นดิน ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า ความ หนาแนน่ มากกว่า และความกดอากาศสงู กว่า ไหลเขา้ มาแทนที่ ทำใหล้ มพัดจากฝั่ง ออกสูท่ ะเล เรียกวา่ ลมบก 2.2)ลมทะเล เกิดขึ้นในเวลากลางวัน เนื่องจากพื้นน้ำดูดความร้อนได้ช้ากว่าพื้นดิน อุณหภมู ขิ องพ้ืนนำ้ จงึ เพิ่มข้ึนช้ากวา่ พืน้ ดิน ดงั นน้ั อากาศเหนอื พ้ืนน้ำจึงมีอุณหภูมิต่ำ กว่าอากาศเหนือพื้นดินซึ่งร้อนกว่าจะขยายตัวทำให้ความหนาแน่นลดลง จึงลอยตัว สูงขึ้น เป็นผลให้อากาศเหนือพื้นน้ำทะเลซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่าความหนาแน่นมากกวา่ และความกดอากาศสูงกว่า ไหลเข้ามาแทนที่ ทำให้ลมพัดจากทะเลเข้าสู่ฝั่ง เรียกว่า ลมทะเล 3) ลมภูเขาและลมหบุ เขา ตามบริเวณภเู ขาในขณะท่ีมีระบบลมอ่อน ลมมักจะพดั ลงตามลาด ของภูเขาในเวลากลางคนื และพดั ขนึ้ ลาดภเู ขาในเวลากลางวัน ทง้ั นเ้ี พราะในเวลากลางคนื บริเวณภูเขาพ้ืนที่สูงจะ มอี ากาศเย็นกว่าบริเวณพนื้ ท่ีต่ำกว่า ความหนาแน่นของอากาศในพื้นที่สงู จงึ มีมากกวา่ ในพนื้ ที่ต่ำ ลมจึงพัดลงตาม ภเู ขา เราเรยี กลมนว้ี า่ ลมภูเขา (mountain wind of mountain breeze) สว่ นในเวลากลางวนั ดวงอาทติ ย์แผ่รังสใี หแ้ กภ่ ูเขาและหุบเขา ทำให้อุณหภมู ิของบริเวณพื้นที่สูงหรือ ยอดเขาท่ีตำ่ หรอื หบุ เขา ความหนาแนน่ ของอากาศในพื้นท่สี ูงจึงน้อยกว่าและลอยตัวสูงข้ึน ฉะน้ันอากาศจากพ้ืนท่ี ต่ำหรอื หบุ เขาจึงพดั ขึ้นไปแทนท่ี เราเรียกวา่ ลมหุบเขา (valley wind or valley breeze) ตามปกตแิ ล้วลม ภเู ขา (พดั ลง) ย่อมมีความแรงกวา่ ลมหบุ เขา (พัดข้ึน) หลักการทำงานและประเภทของ กังหันลม กังหันลม คือ เครื่องจักรกลอย่างหนึ่งที่สามารถรับพลังงานจลน์จากการเคลื่อนที่ของลมให้เป็น พลงั งานกลได้ จากน้นั กน็ ำพลงั งานกลมาใชป้ ระโยชนโ์ ดยตรง เช่น การบดสีเมล็ดพืช การสูบนำ้ หรอื ในปัจจบุ ันใช้ ผลิตเป็นพลังงานไฟฟา้ หลกั การทำงานของพลงั งานลมคือ เมื่อลมพดั มาปะทะกับใบพดของกงั หันลม กงั หนั ลมจะ ทำหน้าทเ่ี ปล่ียนพลงั งานลมท่ีอยู่ในรูปของพลังงานจลน์ ไปเป็นพลงั งานกลโดยการหมุนของใบพัด แรงจากการหมุน ของใบพดั นี้จะถกู ส่งผ่านแกนหมุนทำใหเ้ ฟืองเกียรท์ ต่ี ิดอยู่กบั แกนหมนุ เกดิ การหมนุ ตามไปด้วย พลงั งานกลท่ไี ดจ้ าก การหมุนของเฟืองเกียร์เมื่อไปตอ่ กับเครอื่ งกำเนิดไฟฟ้า กจ็ ะผลิตไฟฟา้ ได้ ถา้ ในกรณกี งั หนั ลมสูบน้ำหรอื สขี ้าว ก็

152 สามารถนำเอาพลังงานกลจากการหมุนของเฟืองเกียร์นี้ไปประยุกต์ใช้ได้ดดยตรง การพัฒนากังหันลมเพื่อใช้ ประโยชนม์ ีมานานต้งั แต่สมยั อยี ิปตโ์ บราณตอ่ เนอ่ื งมาจนถงึ ปัจจุบัน กังหันลมที่สามารถใช้งานได้จรงิ ได้ถอื กำเนดิ ขึ้นมาเมื่อ ศตวรรษที่ 12 โดยกังหันลมดังกลา่ วถูกนำไปใช้ในทวีปยุโรป จนกระทั่งในศตวรรษที่ 14 มีการใช้ กงั หันลมสำหรับสูบน้ำในประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยมีการปรบั ปรุงและพฒั นารูปแบบกังหนั ลมแตกต่างไปจากอดีต มากและสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ในชื่อว่าดัทช์วินด์มิลล์ และเทคโนโลยี ทางดา้ นกังหนั ลมก็ไดร้ บั การพัฒนามาอยา่ งตอ่ เนอื่ ง การออกแบบกงั หันลมจะตอ้ งอาศัยความรู้ทางด้านพลศาสตร์ ของลม และหลกั วิศวกรรมศาสตรใ์ นแขนงต่าง ๆ เพื่อใหไ้ ดก้ ำลงั งาน พลังงาน และประสิทธภิ าพสูง 1) รปู แบบเทคโนโลยีกงั หนั ลม a. กังหันลมแนวแกนตงั้ (Vertical Axis Turbine : VAWT) เป็นกังหันลมทมี่ ีแกนหมนุ และใบพดั ตัง้ ฉากกบั การเคล่ือนทข่ี องลมในแนวราบ b. กังหนั ลมในแกนนอน (Horizontal Axis Wine Turbine : HAWT) เปน็ กงั หันทมี่ แี กน หมนุ ขนานกบั การเคลอื่ นที่ของลมในแนวราบ โดยมีใบพดั เป็นตัวตง้ั ฉากรับแรงลม 2) ประเภทของกงั หนั ลม กงั หันลมเพ่อื สูบนำ้ (wind turbine for dumping) เปน็ กงั หันลมทร่ี ับพลงั งานจลนจ์ ากการ เคลือ่ นทข่ี องลม และเปล่ียนให้เปน็ พลงั งานกลเพอ่ื ใช้ในการชกั หรือสูบน้ำจากท่ีต่ำขน้ึ ที่สูง วัตถุประสงค์เพื่อนำน้ำ ไปใช้ในการเกษตร การทำนาเกลือ การอุปโภคและการบริโภค ปัจจุบันกังหันเพื่อสูบน้ำ มีอยู่ 2 แบบ คือ แบบระหดั และแบบสูบชกั กังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า (wind turbine for electric) เป็นกังหันลมที่รับพลังงานจลน์จากการ เคลื่อนที่ของลม และเปลี่ยนให้เป็นพลังงานกลจากการหมุนของใบพัดกังหัน จากนั้นนำพลังงานกลมาผลิตเป็น พลังงานไฟฟ้า ปัจจุบันประเทศไทยมีการนำมาใช้งานด้านอำนวยความสะดวกในการผลิตไฟฟ้าตามบ้านพักอาศัย โดยใช้ทั้งกังหันลมขนาดเล็ก (small wind turbine) และกังหันลมขนาดใหญ่ (large wine turbine) ใน ส่วนของการผลิตพลังงานไฟฟ้าดว้ ยกงั หันลมเพื่อจำหนา่ ยยังไมม่ ี แต่มโี ครงการติดตัง้ เครื่องกงั หนั ลมผลติ ไฟฟ้าขนาด 1.5 เมกกะวตั ต์ บริเวณพนื้ ที่อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรธี รรมราช เพอื่ เป็นโครงการนำร่องในการจัดสร้างแหล่ง ผลติ พลังงานไฟฟ้าด้วยกงั หนั ลมเพ่อื จำหนา่ ย ประเทศไทยกบั การใช้พลงั งานลม ถึงแม้การศึกษาศักยภาพพลังงานลมในประเทศไทยค่อนข้างต่ำเม่ือเทียบกับทีอ่ ื่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พลังงานลมที่มีอยูไ่ ม่สามารถใช้ได้ จากผลการศึกษาเปรียบเทียบต้นทุนในการลงทนุ ระหว่างพลังงานจากระบบเซลล์ แสงอาทิตยก์ ับพลงั งานลมพบวา่ การผลติ ฟ้าจากพลงั งานลมมตี น้ ทนุ ถกู กว่าประมาณ 8-10 เทา่ และยิ่งถา้ สมารถ ผลติ ใบพัดของกงั หันลมไดเ้ องจะถกู กวา่ ถึง 10 เทา่ ในปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและจ่ายเข้าระบบสายส่งในปริมาณที่น้อยมากหาก เทียบกับแหล่งพลังงานอืน่ ๆ โดยมีการตดิ ต้ังกังหันลมผลิตไฟฟา้ ขนาด 150 กิโลวัตต์ ซึ่งผลิตโดยบริษัทนอร์ดแทงก์ ประเทศเดนมาร์ก ในพนื้ ทสี่ ถานผี ลิตไฟฟา้ จากพลงั งานทดแทนของการไฟฟ้าฝ่ายผลติ ณ แหลมพรหมเทพ จงั หวดั ภเู ก็ต ตง้ั แต่ปี พ.ศ. 2539 เพื่อสาธติ การผลิตไฟฟา้ จากกงั หนั ลมร่วมกับแผงเซลลแ์ สงอาทิตยข์ นาด 10 กโิ ลวตั ต์

153 โดยจ่ายไฟเขา้ ระบบสายส่งของการไฟฟ้าส่วนภูมภิ าค จนถึงปัจจุบันระบบยงั สามารถทำงานได้ดอี ยู่ กงั หนั ลมสามารถ ผลิตไฟฟ้าป้อนเข้าสายส่งได้ประมาณ 200,000 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีโครงการที่จะติดตัง้ กังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นที่แหลมพรหมเทพ โดยจะติดตั้งกังหันลมนาด 600 กิโลวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณปีละ 840,000 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ปัจจุบันโครงการดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการ ดำเนนิ งาน การประยุกต์นำพลังงานลมมาใช้ประโยชน์ในประโยชนใ์ นประเทศไทยมี 3 รูปแบบคือ ใช้เพื่อสูบน้ำ ผลิต กระแสไฟฟ้า และระบายอากาศจากหลังคา การนำพลงั งานลมมาใชเ้ พื่อสูบน้ำในประเทศไทยได้มีการใชก้ ันอย่างแพร่หลายการใชง้ านสว่ นใหญ่ใช้ในการ ประปา การเกษตร และการสบู น้ำทาเกลือ กังหนั ลมเพอื่ การสูบน้ำท่ใี ชง้ านภายในประเทศมี 3 แบบคอื กังหันลมใบ เรือ กังหันลมใบพัด และกังหันลมหลายใบ กังหันลมสองชนิดแรกทำจากวัสดุจำพวกไม้ เสื่อลำแพน ผ้าใบ และ สังกะสี มีความเหมาะสมการยกน้ำที่ระดับไม่เกิน 2 เมตร เกษตรกรสามารถสร้างเองได้ ราคาไม่รวมเครื่องสูบนำ้ ประมาณ 10,000 บาท สว่ นกงั หันลมหลายใบจะใช้ในการสูบน้ำจากบอ่ ลึกเพอ่ื ใช้ในการอปุ โภคบรโิ ภคราคาจะสูงกว่า สองแบบแรก ถ้าเปน็ แบบที่ผลิตในประเทศราคาจะสูงกวา่ ประมาณ 4 เท่า เครอ่ื งสูบนำ้ ท่ีใช้กบั กังหนั ลมมี 2 แบบ คือ แบบระหดั และแบบสบู ชกั แบบระหดั ทำจากโลหะใชร้ ่วมกบั กังหันแบบใบเรือและใบพัดเพื่อวิดน้ำเข้านาเกลือและนา ข้าว แบบสูบชักทำจากโลหะใช้ร่วมกับกังหันลมแบบหลายใบ (สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2540 : 3) คา่ ใช้จา่ ยในการสูบนำ้ จากกงั หนั ลมประมาณ 85-90 สตางค์ต่อลกู บาศก์เมตร (คดิ ระยะเวลาอายุการใช้งานของกังหนั ลม 20 ปี) เมื่อเปรยี บเทยี บกบั การสบู นำ้ ดว้ ยไฟฟา้ ราคาประมาณ 6-10 บาทต่อลกู บาศก์เมตร ซ่ึงจะเห็นวา่ การนำ พลังงานลมมาใช้เพ่อื การสูบน้ำทีความเหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์มากกวา่ สบู น้ำดว้ ยกระแสไฟฟา้ การนำพลงั งานลมมาผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศไทยมีการใช้ใน 2 ลกั ษณะคอื เปน็ แบบติดตง้ั อิสระ(stand alone) และแบบต่อเข้าระบบสายส่ง หน่วยงานท่ีดำเนินการและศึกษาทางด้านนี้ ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ง ประเทศไทย การไฟฟา้ สว่ นภูมิภาคและสถาบนั การศกึ ษาภายในประเทศไดร้ ว่ มมือทำการวิจัยและพฒั นานำพลังงาน ลมมาผลิตกระแสไฟฟ้าต้งั แตป่ ี พ.ศ.2533 ซึ่งไดม้ กี ารวิจยั กังหันลมทงั้ แบบแกนนอนและแกนตงั้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทยได้ติดตั้งกังหันลมเพื่อสาธิตการผลิตกระแสไฟฟ้า จำนวน 7 ชุด มีกำลังผลิตรวมประมาณ 190 กิโลวัตต์ ที่สถานีพลังงานทดแทนแหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต กังหันลมที่ใหญ่ที่สุดที่ติดตั้งมีขนาด 150 กิโลวัตต์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใบพัด 25 เมตร เสาสูง 31 เมตร เรมิ่ ทำงานทีค่ า่ ความเรว็ ลมเฉล่ยี 4 เมตรต่อวินาที สำหรับ การดำเนินงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคยงั อยใู่ นระหว่างดำเนินการเพอ่ื จา่ ยกระแสไฟฟ้าให้กับหมู่บ้านบนเกาะโดย ใช้ระบบผสมผสานระหวา่ งพลงั งานลม พลงั งานแสงอาทติ ยแ์ ละเคร่ืองกำเนนิ ไฟฟา้ เซลติดตง้ั เป็นระบบต่อเข้ากับสาย สง่ การนำพลังงานลมมาใช้เพื่อระบายอากาศจากหลังคา เพื่อใช้ในการระบายอากาศจากอาคารโรงงาน บ้านพกั อาศยั ตวั กังหนั เป็นโรเตอรแ์ กนต้ังมเี กลด็ โคง้ รับลม นำ้ หนกั เบาทำด้วยแผน่ อะลมู ิเนยี ม แผ่นเหล็กไรส้ นิมหรือ แผ่นเหล็กชุบสังกะสี ได้มีการติดตั้งและใช้งานกันอย่างแพร่หลายเป็นการปรับปรุงเทคโนโลยีนำมาใช้กับ ชีวิตประจำวัน

154 ผลกระทบจากการใช้กังหันลม 1. ดา้ นพ้นื ที่ กังหันลมจะต้องตดิ ตั้งอยู่หา่ งกันห้าถงึ สิบเท่าของความสูงกงั หัน เพื่อทีก่ ระแสลม จะได้ลด ความปั่นป่วนหลังจากที่ผ่านกังหันลมตัวอื่นมา อย่างไรก็ตามพื้นที่ตดิ ตั้งจริงของกังหันลมใช้เพยี ง 1 เปอร์เซ็นของ พ้ืนที่ทัง้ หมด ซง่ึ จะเป็นส่วนของเสาและฐานรากและเสน้ ทางสำหรับการเข้าไปติดต้งั และดแู ลรักษา กังหนั ลมขนาด ใหญ่ซึ่งมีความสูงของเสากังหันมาก จะต้องติดตั้งอยู่ห่างกันเป็นระยะทางไกล ตัวอย่างเช่น กังหันลมผลิตไฟฟ้า ขนาดระดับเมกะวัตต์ ต้องการระยะห่างระหว่างกันถึง 0.5-1 กิโลเมตร ดังนั้นเมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้วจะ พบว่าการติดตงั้ กังหันลมจะไม่สง่ ผลกระทบตอ่ การใช้ประโยชน์จากพน้ื ท่ีต่าง ๆ อาทิ เช่นพนื้ ที่ทางการเกษตร พื้นที่ อุตสาหกรรม หรือแม้แต่พืน้ ที่ป่าธรรมชาติ ประชาชนในพื้นท่ีดังกล่าวยังคงสามารถใช้ประโยชน์จากท่ีดินได้อย่าง ปกติ 2. ด้านทัศนะวิสัย สำหรับผลกระทบทางดา้ นสายตา หรือการมองเห็นของระบบกังหนั ลมผลิตไฟฟา้ นัน้ ยังไม่ได้มีการประเมินผลออกมาอย่างชัดเจน กังหันลมขนาดใหญ่จะมีความสูงมากกว่า 50 เมตรขึ้นไป ทำให้ สามารถมองเหน็ ได้จากระยะไกล กงั หนั ลมท่ตี ดิ ต้ังตามท่งุ หญา้ สรา้ งความสวยงาม สร้างจินตนาการ และความคิด ต่าง ๆ ใหก้ บั ผู้พบเหน็ กงั หันลมสามารถใช้เป็นสื่อการเรยี นรูห้ ลกั การทางอากาศพลศาสตร์ ซง่ึ เป็นพ้ืนฐานที่สำคัญ ต่อเทคโนโลยกี ารบินหรอื อากาศยานได้ 3. ด้านเสยี ง เสียงของกังหนั ลมเกิดจากการหมนุ ของปลายใบพัดตดั กบั อากาศ จากการที่ใบพัดหมุนผ่าน เสากังหัน จากความป่นั ปว่ นของลมบรเิ วณใบกงั หนั ลม และจากตวั เคร่ืองจกั รกลภายในตัวกงั หันลมโดยเฉพาะส่วน ของเกียร์ เสียงดังของกังหันลมผลิตไฟฟ้าเป็นตัวแปรที่สำคัญประการหนึ่งที่แสดงถึงประสิทธิภาพของกังหันลม ดงั น้ันทางบริษัทผู้ผลติ กงั หนั ลมจึงพยายามพัฒนาเทคโนโลยตี า่ ง ๆ เพอ่ื ลดผลกระทบจากเสียงของกงั หันลมในช่วงห้า ปีทีผ่ ่านมา ระดบั ของเสียงในบรเิ วณอาคาร บ้านเรอื นหรอื ท่พี ักอาศยั ท่จี ะเป็นอันตรายต่อมนษุ ย์อยทู่ ่ีไม่เกิน 40 เด ซิเบล ทรี่ ะยะห่างไม่เกนิ 250 เมตร 4. นก มผี ลการศกึ ษาจากหลายแห่งที่ขัดแยง้ กนั สำหรับสาเหตกุ ารตายของนกจากการบนิ ชนกังหันลมท่ี กำลังหมุนอยู่ แตห่ ากพจิ ารณาแลว้ ความถ่ีของเหตกุ ารณด์ ังกล่าวอาจจะเกิดขน้ึ ได้ใกลเ้ คียงหรอื นอ้ ยกว่าการท่ีนกบิน ชนรถ หน้าต่างของอาคาร หรอื สายไฟฟา้ แรงสงู ซ่งึ เหตุการณเ์ หล่าน้ีเกิดขนึ้ อย่เู สมอ ๆ ยกเวน้ ในบางกรณีจำนวน การตายของนกในพื้นที่ติดตั้งกังหันลมอาจสูง อันเนื่องมาจากมีฝูงนกที่อพยพย้ายถิ่นฐานในบางฤดูกาลผ่านพื้นท่ี ดังกลา่ วในเวลากลางคนื หรือพ้นื ท่ีนน้ั เปน็ แหลง่ หาอาหารของนกนกั ล่าบางชนดิ นอกจากน้แี ล้วจากการศึกษาของ ผู้เชี่ยวชาญ บางคนพบว่าในบริเวณพื้นที่ติดตั้งกังหันลม กลับมีอัตราการผสมพันธุ์ของเกสรดอกไม้ที่สูงมาก เน่ืองจากการป่ันปว่ นของกระแสลมในบรเิ วณนัน้ 5. คลื่นสนามแม่เหล็ก สัญญาณโทรทัศน์ คลื่นวิทยุ และเรดาร์ อาจถูกรบกรวนได้จากการหมุนของ กังหนั ลมซึ่งอาจสร้างคลน่ื รบกวนสัญญาณเหล่านโ้ี ดยเฉพาะเรดาร์ซงึ่ มีความสำคัญต่อทางการทหาร ในปัจจุบันยัง ไม่พบว่ามีรายงานการถูกรบกรวนจากกังหันลม ในทางตรงข้ามกังหันลมยังได้รับการยอมรับจากการทหารและมี พื้นที่ทางการทหารหลายแห่งโดยเฉพาะสนามบินบางแห่ง มีกังหันลมติดตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง แต่ก็ไม่พบวา่ มี ความผดิ ปกตใิ ด ๆ กับระบบเรดาร์

155 6. ความยั่งยืน ปัจจุบันกระแสในเรื่องความยั่งยืน และเทคโนโลยีที่ปลอดมลพิษกำลังเป็นที่สนใจของ นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย นักการเมือง การทำงานของกังหันลมผลิตไฟฟ้าไม่ก่อให้เกิดมลพิษ สามารถใช้เป็น เทคโนโลยีหนึ่ง เพื่อการผลิตไฟฟ้าทดแทนการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ และนิวเคลียร์ ดังน้ัน เทคโนโลยีกังหันลมจึงเปน็ อกี ทางเลอื กหน่งึ ของการพัฒนาอย่างยงั่ ยืน ผลกระทบต่อสงิ่ แวดล้อมจากการใชพ้ ลังงานลม การนำพลงั งานลมมาใช้ประโยชน์นอกจากจะมขี อ้ ดีในแง่ต่าง ๆ เน่ืองจากพลังงานลมไมม่ ีปญั หาในเรื่องการ ปล่อยก๊าซพิษ ฝนกรด หรือมลพิษจากการแผ่รังสีแล้ว ยังช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานจากเชือ้ เพลิงบรรพชีวิน รวมทั้งการนำพลังงานหมุนเวียนบางอย่างด้วย แต่การนำพลังงานลมมาใช้ไม่ว่าจะเพื่อการสูบน้ำหรือผลิต กระแสไฟฟา้ ก็ตาม มผี ลกระทบต่อส่ิงแวดลอ้ มในด้านต่าง ๆ สรปุ ได้ดังนี้ 1. เสียงรบกวน (noise pollution) กังหันลมที่หมุนด้วยความเร็วสูงจะทำใหเ้ กิดเสียงดังรบกวนบริเวณ ใกล้เคียง ซึ่งเสียงดังเกิดเนื่องจาก 2 สาเหตุคือ เสียงจากเครื่องมือที่ผลิตไฟฟ้าซึ่งเรียกว่า เสียงจากเครื่องกล (mechanical noise) และอีกส่วนหนึง่ เกิดจากกระแสลมกระทบใบพดั ซง่ึ เรยี กวา่ เสยี งจากการเคล่อื นทีข่ องอากาศ (aerodynamic noise) 2. รบกวนสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic interference) การใช้พลังงานลมส่ง ผลกระทบตอ่ การสง่ และรับสัญญาณคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟา้ ถ้าวัสดุทใี่ ชท้ ำกงั หนั เป็นโลหะ 3. รบกรวนตอ่ การบนิ และการนำสัญญาณ (interference with aviation and navigation) กงั หนั ลมที่ ตง้ั อยใู่ กล้บรเิ วณสนามบนิ จะรบกวนต่อการบินและสญั ญาณเรดาร์ ภาพที่ 3.6 แสดงการรบกวนสัญญาณวิทยุจาก กงั หนั ลม พลงั งานชีวมวล (Biomass Energy) ชวี มวล คอื สารทกุ รูปแบบทไ่ี ดจ้ ากสิง่ มชี วี ิต ประกอบดว้ ยไม้ และถ่านหิน ชานอ้อย แกลบ และ ของเหลอื ทางการเกษตรอ่นื ๆ อตุ สาหกรรมการเกษตรที่ใช้ชีวมวลเหลือจากกระบวนการผลิตมาใชเ้ ป็นเชื้อเพลิงใน การผลิตไฟฟ้า และความร้อนร่วม (Cogeneration) ได้แก่ โรงงาน น้ำตาล ซึ่งใช้ชานอ้อย ใบอ้อย และยอด อ้อยมาเปน็ เชือ้ เพลิง โรงสีข้าว ซง่ึ ใชแ้ กลบเป็นเชอ้ื เพลิงโรงงานน้ำมนั ปาลม์ ซ่ึงสามารถใชก้ าบ และกะลาผลปาล์ม รวมทั้งทะลายผลปาล์มมาเป็นเชือ้ เพลิงร่วมผลิตความร้อน และไฟฟ้าใช้ในโรงงาน และยังสามารถนำมูลสัตว์จาก การทำฟาร์มปศุสัตว์ตลอดจนน้ำเสียที่ทิ้งจากโรงงาน และอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น อุตสาหกรรมอาหาร และขยะมูลฝอยมาผลิตแก๊สชีวมวลได้โดยผ่านกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาพไร้อากาศ (Anaerobic Digestion) ซงึ่ จะได้แก๊สมเี ทนทใ่ี ช้เป็นเชื้อเพลงิ ในการผลิตไฟฟ้าได้ นอกจากนยี้ งั มกี ารนำชีวมวลชนิดต่าง ๆ มา ใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้ามากขึ้น เช่น มันสำปะหลังซึ่งมีปริมาณล้นตลาด หรือการปลูกไม้โตเร็ว เช่น กระถนิ ยกั ษ์ กระถนิ ณรงค์ ยคู าลิปตสั ในทด่ี นิ เสอื่ มโทรมมาเป็นเชื้อเพลงิ หากจะพดู ถงึ แหลง่ ท่มี าของพลังงานชวี มวล จะ พบว่า พลังงานชีวมวลเกิดจากการที่พืชใช้แสงจากดวงอาทิตย์เป็นพลังานในกระบวนการสร้างอาหารเรียกว่า กระบวนการสังเคราะห์แสง โดยอาศัยสารคลอโรฟิลล์ ( Cholorophyll) บนพืชสีเขียว ซึ่งจะดูดแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ (CO 2 ) จากดนิ อากาศและนำ้ (H 2 O) มาทำปฏกิ ริ ิยากนั แล้วผลติ ได้เป็นสารประกอบกล่มุ หนึ่ง อย่ใู นรูปของคาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) เช่น น้ำตาล แปง้ เซลลโู ลส เป็นตน้ พลงั งานแสงอาทติ ย์ จะถูกสะสมในรูปของพันธเคมี เมื่อเกิดห่วงโซ่อาหาร (กินกันเป็นทอด ๆ) ของส่ิงมีชีวิต ทำให้มีการถ่ายทอด

156 พลงั งานเคมจี ากพชื ไปสู่สตั วแ์ ละส่ิงมชี วี ิตอ่ืน ๆ โดยสรปุ คือ การทำงานของสิ่งมีชวี ติ โดยพนื้ ฐานอาศยั พลังงานจาก ดวงอาทิตย์ เม่อื ส่งิ มชี วี ติ เจริญเตบิ โตก็เปน็ แหล่งสะสมพลังงานตอ่ ไป แหลง่ ท่มี าของพลังงานชวี มวล แหลง่ ท่ีมาของพลงั งานชวี มวล แบง่ ไดด้ ังน้ี 1. พืชผลทางการเกษตร (agricultural crops) เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ข้าวฟ่างหวาน ซึง่ เป็นแหลง่ ของคารโ์ บไฮเดรต แปง้ และน้ำตาล รวมถึงพืชน้ำมันต่าง ๆ ทีส่ ามารถนำนำ้ มันมาใช้เปน็ พลังงานได้ 2. เศษวัสดเุ หลอื ท้ิงจากการเกษตร (agricultural residues) เชน่ ฟางข้าว เศษลำตน้ ข้าวโพด ซงั ข้าวโพด เหงา้ มนั สำปะหลงั 3. ไม้และเศษไม้ (wood and wood residues) เช่น ไม้โตเร็ว ยูคาลิปตัส กระถินณรงค์ เศษไม้ จากโรงงานผลติ เคร่ืองเรอื นและโรงงานผลิตเยือ่ กระดาษ 4. ของเหลือจากอุตสาหกรรมและชุมชน (waste streams) เช่น กากน้ำตาลและชานอ้อยจากโรงงาน นำ้ ตาล แกลบ ข้ีเล่ือย เส้นใยปาลม์ และกะลาปาล์ม 5. ชีวมวลทไี่ ด้จากสตั ว์ ไดแ้ ก่ มลู สัตว์ เช่น มลู ววั ควาย เปด็ ไก่ หมู่ เปน็ ตน้ กระบวนการแปรรปู ชีวมวลเพือ่ ผลิตพลงั งาน การแปรรปู ชวี มวลเพื่อผลิตพลงั งาน คือกระบวนการที่จะนำพลงั งานจากชีวมวลมาใช้ประโยชน์ โดยทำให้ เกิดการแตกตัวของอินทรียสารทอี่ ยู่ในชวี มวล และผลิตพลังงานออกมาเทคโนโลยีที่ใช้ในการแปรรูป ชีวมวลเพื่อ ผลิตพลังงานแบ่งเป็น 2 กระบวนการ คือ กระบวนการแปรรูปทางเคมีความร้อน และกระบวนการแปรรูปทาง ชีวเคมี ซ่ึงแต่ละกระบวนการจะมีวธิ กี ารหลายรปู แบบ และใหผ้ ลิตภณั ฑ์ออกมาในรูปแบบทแี่ ตกตา่ งกนั 1. กระบวนการแปรรูปทางเคมคี วามร้อน กระบวนการแปรรปู ทางเคมคี วามรอ้ น (thermo chemical conversion) เป็นกระบวนการ เปล่ยี นรูปชีวมวลเพื่อให้ได้เชื้อเพลงิ ชวี มวลทม่ี ีคุณภาพสูงขึน้ โดยเร่ิมจากวธิ ีทง่ี ่ายท่ีสุดคอื การเผาไหม้โดยตรง การ ย่อยสลายด้วยความร้อน และการแปรรูปเป็นกา๊ ซชีวมวล วิธีการที่แตกต่างกันจะให้ผลิตภัณฑ์ออกมาแตกต่างกนั ซง่ึ อาจอยู่ในรูปของของแข็ง ของเหลว หรือกา๊ ซแลว้ แตก่ รณไี ป 1.1 การเผาไหม้โดยตรง การเผาไหมโ้ ดยตรง (direct combustion) เปน็ กระบวนการการแปรรปู ชวี มวลโดยใชค้ วาม ร้อนในที่ที่มีอากาศ เพื่อให้เกิดการสันดาปอย่างสมบูรณ์ สารอินทรีย์ในชีวมวลจะถูกเปลี่ยนเป็นก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และใหพ้ ลงั งานออกมา วธิ ีนี้เปน็ วธิ ีทีน่ ิยมใช้ในชนบทในรปู แบบของการใช้ฟืนและถ่านไม้ เปน็ เชอ้ื เพลงิ ในการหงุ ตม้ ประสทิ ธิภาพของการเผาไหม้ขึ้นอยกู่ บั องค์ประกอบตา่ ง ๆ เช่น ปรมิ าณความช้ืนของชีว มวล เตาเผา ปริมาณอากาศที่ใช้ในการเผาไหม้ และอุณหภูมิในการเผาไหม้ เนื่องจากเชื้อเพลิงที่มีความชื้นสูง พลังงานสว่ นหนงึ่ จะสูญเสยี ไปในการระเหยนำ้ ทำให้ประสทิ ธิภาพในการเผาไหม้ต่ำ คา่ พลังงานเฉลย่ี ของเช้ือเพลิง ประเภทตา่ งๆ แสดงในตาราง

157 ตาราง ค่าพลงั งานเฉลย่ี ของเชอื้ เพลิงประเภทตา่ ง ๆ เชอ้ื เพลิง ค่าพลังงาน ไม้ (ความชื้น 20%) จกิ ะจลู ตอ่ ตัน จกิ ะจูลตอ่ ลกู บาศก์เมตร กระดาษ มูลสัตว์ (แหง้ ) 15 10 ฟาง อ้อย 17 9 ขยะ หญา้ (สด) 16 4 นำ้ มนั ปโิ ตรเลียม ถา่ นหิน 14 1.4 ก๊าซธรรมชาติ 14 10 9 1.5 43 42 34 28 50 55 0.04 ทม่ี า : Boyle, 1996: 143. (อ้างใน วรนชุ แจ้งสว่าง, 2551) ถ้าวิเคราะห์การเผาไหม้ของเช้อื เพลิงประเภทตา่ ง ๆ จากตารางท่ี 2.2 จะเห็นได้วา่ ไมต้ ากแหง้ (air-dried wood) ที่มีความช้ืนประมาณร้อยละ 20 ใหพ้ ลงั งานออกมา 10 จิกะจูลตอ่ ลกู บาศกเ์ มตร (10 ลา้ นกิโลจลู ) ถ้า เปรียบเทยี บพลงั งานดังกล่าวกับการต้มน้ำ 1 ลิตรใหม้ อี ุณหภมู ิเพมิ่ ขน้ึ 1 องศาเซลเซียส ต้องการพลังงานความ รอ้ น 4.2 กโิ ลจูล ถ้าตม้ นำ้ จนเดอื ดจะต้องใชพ้ ลงั งานความร้อน 420 กิโลจลู ซง่ึ คิดเปน็ พลงั งานจากไม้ตากแห้ง เพียง 42 ลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร แต่ในทางปฏบิ ตั ติ อ้ งใชไ้ มต้ ากแหง้ ในการต้มน้ำปริมาณนม้ี ากกว่าท่ีคำนวณไว้ถงึ 50 เท่า นั่นก็หมายความว่าประสิทธิภาพในการเผาไหม้โดยตรงนี้ต่ำมาก ซึ่งอาจจะน้อยกว่าร้อยละ 2 และ ประสทิ ธิภาพในการเผาไหมข้ น้ึ อยู่กบั ปรมิ าณความชนื้ ในเชือ้ เพลงิ 1.2 การย่อยสลายด้วยความรอ้ น การย่อยสลายชีวมวลด้วยความร้อนหรือที่เรียกว่า กระบวนการไพโรไลซิส (pyrolysis) นั้นเป็น กระบวนการย่อยสลายชวี มวลโดยใช้ความรอ้ นในท่ีมีอากาศปริมาณจำกัด ซึ่งจะเปลย่ี นชีวมวลใหเ้ ปน็ เชื้อเพลิงในรูป ของของแข็ง ของเหลว และก๊าซ การย่อยสลายด้วยความร้อนเป็นการเกิดปฏิกิริยาเคมีแบบย้อนกลับไม่ได้ (irreversible chemical process) โดยความร้อนที่ใช้มีอุณหภูมิตั้งแต่ 150 องศาเซลเซียสขึ้นไป และจะต้อง ป้อนอากาศในปริมาณที่จำกัดก๊าซที่ได้จากกระบวนการนี้ ได้แก่ ก๊าซไฮโดรเจน (H2) ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) คาร์บอนไดออกไซด์ (CH2) และเกิดสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอื่น ๆ อีกเล็กน้อย ของแข็งที่เหลือจาก กระบวนการนไ้ี ดแ้ ก่ ถา่ น และขเี้ ถา้ (ash) สำหรับสว่ นทีเ่ ปน็ ของเหลว ไดแ้ ก่ น้ำมัน นำ้ และนำ้ มันดนิ (tar) การย่อยสลายด้วยความร้อนแบบดั้งเดิม (conventional pyrolysis) เป็นกระบวนการเกิดขึ้นทีอ่ ุณหภมู ิ ต่ำกวา่ 600 องศาเซลเซยี ส เชน่ กระบวนการเผาถา่ น ซ่ึงก็คอื การยอ่ ยสลายไม้ดว้ ยความรอ้ น เปน็ วิธีท่ที ำกันมา แต่โบราณ กา๊ ซและไอทไี่ ด้จากกระบวนการจะระเหยไปปริมาณอตั ราส่วนอากาศตอ่ เช้ือเพลิงในการเผาไหม้เป็นตัว แปรที่สำคญั และมผี ลตอ่ ท้งั อุณหภูมิและผลติ ภณั ฑท์ ี่ได้ กระบวนการยอ่ ยสลายของไมแ้ ห้ง 1,000 กโิ ลกรัม จะให้ ผลติ ภัณฑด์ งั ตารางท่ี 2.3

158 ตาราง ผลิตภณั ฑ์ท่ไี ดจ้ ากกระบวนการยอ่ ยสลายดว้ ยความรอ้ นของไม้แห้ง 1,000 กิโลกรมั ผลติ ภัณฑ์ต่อไมแ้ ห้ง 1,000 กโิ ลกรัม ถ่าน 300 กิโลกรัม เมทลิ แอลกอฮอล์ 14 ลติ ร เอสเทอร์ 8 ลติ ร น้ำมนั จากไม้ และน้ำมันดบิ 76 ลิตร เศษไม้ 30 กโิ ลกรมั ก๊าซ 140 ลกู บาศกเ์ มตร กรดนำ้ ส้ม 53 ลิตร แอซีโตน 3 ลิตร นำ้ มันจากควัน 12 ลติ ร ที่มา : Twidell, and Weir, 1986: 296. (อ้างใน : วรนชุ แจง้ สว่าง, 2551) 1.3 กระบวนการแปรรปู เป็นกา๊ ซชวี มวล กระบวนการแปรรูปชีวมวลเป็นก๊าซชีวมวล หรือเรียกว่ากระบวนการแปรสภาพเป็นก๊าซ (gasification) เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมีโดยการสลายคาร์บอนในเชื้อเพลิงแข็งให้เป็นก๊าซ โดยการเผาชีวมวลใน อุปกรณท์ ่ีควบคุมปริมาณอากาศที่ใช้ในการเผาไหม้ กา๊ ซทไ่ี ด้จากกระบวนการน้เี รยี กว่า ก๊าซ ชีวมวลหรือโพรดิว เซอรก์ ๊าซ ซงึ่ จะนำไปใช้เปน็ เช้อื เพลงิ ของเครื่องยนต์สนั ดาปภายใน หรือเป็นเชื้อเพลงิ ใหค้ วามรอ้ น ก๊าซชวี มวลที่ได้ ประกอบไปดว้ ยกา๊ ซไฮโดรเจน และคารบ์ อนมอนอกไซดเ์ ปน็ ส่วนใหญ่ นอกจากนกี้ ม็ กี ๊าซมีเทน คารบ์ อนไดออกไซด์ และไอน้ำ กระบวนการแปรรูปชีวมวลเป็นกา๊ ซชวี มวลเป็นกระบวนการที่ตอ่ เนือ่ งมาจากกระบวนการย่อยสลายชีว มวลด้วยความร้อน แต่จะเกิดที่อุณหภูมิสูงต้ังแต่ 600 องศาเซลเซียสขึ้นไป (รัตนชัย ไพรินทร์, 2541 : 28-31) การผลิตกา๊ ซชวี มวลข้ึนอยกู่ ับองคป์ ระกอบในด้านตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ ปฏิกิริยาเคมีทีเ่ กดิ ในแต่ละชั้นของเตาเผา สารตั้งต้น ในการผลติ ก๊าซชีวมวล และลักษณะของเตาที่ใช้ในการผลติ ก๊าซชวี มวล 2. กระบวนการแปรรปู ทางชีวเคมี กระบวนการแปรรูปทางชีวเคมี (biochemical conversion) เปน็ กระบวนการทเี่ ปลี่ยนชวี มวลให้ เป็นพลังงานโดยผ่านกระบวนการทางชวี เคมีซ่ึงตอ้ งอาศัยจุลชวี ะในการผลิตแบง่ ออกเป็น 2 กระบวนการคือ การ ย่อยสลายในที่ไม่มีอากาศ ผลผลิตที่ได้จะเป็นก๊าซที่เรียกว่า ก๊าซชีวภาพ และการหมักผลผลิตที่ได้จะเป็น แอลกอฮอล์ 2.1 กระบวนการยอ่ ยสลายในทไ่ี ม่มอี ากาศ กระบวนการย่อยสลายในทีไ่ มม่ ีอากาศ (anaerobic digestion) เป็นกระบวนการยอ่ ย สารอินทรีย์ของ ชีวมวล โดยกระบวนการชีวเคมีในที่ที่ไม่มีอากาศให้ผลิตภัณฑ์เป็นก๊าซ เรียกว่า ก๊าซชีวภาพ (biogas) เปน็ ก๊าซผสมระหวา่ งมีเทน (CH4) และคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) และอาจมกี า๊ ซอ่นื ปนอยบู่ ้างเล็กน้อย เชน่ ไฮโดรเจนซลั ไฟด์ (H2S) ไฮโดรเจน (H2) และไนโตรเจน (N2) ค่าความรอ้ นของก๊าซชวี ภาพที่ไดจ้ ะข้ึนอยู่กับ ปริมาณของก๊าซมีเทนในก๊าซผสม ก๊าซมีเทนที่พบในก๊าซชีวภาพเป็นชนิดเดียวกับที่พบในก๊าซธรรมชาติ ในก๊าซ

159 ธรรมชาติมีก๊าซมีเทนร้อยละ 80 ในก๊าซชีวภาพมีมีเทนร้อยละ 50-75 ทั้งนี้ขึน้ อยู่กับชนิดของสารอินทรีย์ และ สภาวะแวดล้อมทเี่ กิดย่อยสลาย คา่ ความร้อนของกา๊ ซชีวภาพขึ้นอยกู่ บั ปรมิ าณก๊าซมีเทน ในการเกดิ กา๊ ซชีวภาพต้องมีองค์ประกอบทีส่ ำคญั คือ ชีวมวล จลุ ินทรยี ์ และสภาวะแวดล้อมที่ เหมาะสม ชวี มวลที่ใช้ในกระบวนการผลติ กา๊ ซชวี ภาพ ได้แก่ มูลสตั ว์และของเสียจากโรงงานอตุ สาหกรรม จุลนิ ทรีย์ที่ ใช้ในกระบวนการย่อยสลายจะเปน็ แบคทีเรียหลาย ๆ ชนิดที่ใช้ในการย่อยสารประกอบโมเลกุลใหญ่ใหเ้ ป็นโมเลกลุ เล็ก และกรดอนิ ทรียแ์ ลว้ เกิดก๊าซชวี ภาพ 2.2 กระบวนการหมกั เพ่อื ผลิตแอลกอฮอล์ กระบวนการหมกั เพอื่ ผลติ แอลอฮอล์ (alcoholic fermentation) คือ การแตกตัวของสาร ประเภทไฮโดรคาร์บอนเปน็ เอทิลแอลกอฮอล์ (เอทานอล) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เอทานอลที่เกิดขึ้นสามารถ นำมาใชเ้ ป็นพลังงานได้โดยผสมกับกา๊ ซโซลนี ร้อยละ 10 ตอ่ 90 หรอื 20 ตอ่ 80 กา๊ ซทีไ่ ด้เรียกว่า กา๊ ซโซฮอล์ กระบวนการผลติ เอทานอลจากวสั ดุการเกษตรโดยผ่านการหมกั ประกอบไปดว้ ยกระบวนการ หมกั 4 ขน้ั ตอน สรุปได้ดงั น้ี (1) การจัดหาวัตถดุ บิ ในการผลติ วัตถดุ บิ ท่มี แี ปง้ หรือน้ำตาลเปน็ องคป์ ระกอบ พวกทมี่ ีแป้ง เป็นองค์ประกอบ เช่น มันสำปะหลัง ข้าว ข้าวโพด พวกที่มีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบ เช่น อ้อย ข้าวฟ่างหวาน กากนำ้ ตาล โดยถา้ วัตถดุ ิบเปน็ นำ้ ตาลสามารถใช้ในการหมกั ไดท้ นั ที แต่ถ้าเปน็ แปง้ ตอ้ งเปลย่ี นเปน็ นำ้ ตาลเสยี ก่อน (2) กระบวนการหมกั กระบวนการหมักจะต้องใข้ยสี ต์ซงึ่ เป็นจุลนิ ทรียพ์ วกหนึง่ ใสล่ งไปในถัง หมักโดยไม่ต้องมีอากาศ ยีสต์จะผลิตเอทานอลออกมา กระบวนการหมักใช้เวลา 1-2 วัน ซึ่งจะได้เอทานอลมีความ เขม้ ข้นรอ้ ยละ 80 (3) กระบวนการกลั่น เอทานอลที่ได้จากการหมัก เม่ือต้องการนำไปใช้เปน็ เช้อื เพลงิ จะตอ้ งไม่ มีน้ำปนอยู่ ในการหมกั จะไดเ้ อทานอลทม่ี ีความเขม้ ข้นเพียงรอ้ ยละ 8-10 ดงั นัน้ จะตอ้ งทำให้เอทานอลมีความเขม้ ข้น มากขึน้ โดยการกลั่นลำดบั ส่วนเอาน้ำออก เม่อื นำเอานอลที่มนี ำ้ ปนอย่ไู ปกลั่น เม่อื ถงึ อุณหภูมจิ ุดเดือดของเอทานอล ท่ี 78 องศาเซลเซียส เอทานอลจะเดอื ดกลายเปน็ ไอแยกออกจากน้ำแลว้ จึงนำไอของเอทานอลไปคบแน่นที่อุณหภูมิ ต่ำกวา่ 78 องศาเซลเซียส ก็จะไดเ้ อทานอลท่ีมคี วามเขม้ ข้นสูง (4) การกำจดั ของเสยี หลงั จากทแ่ี ยกเอทานอลออกไปกลน่ั แล้ว จะเหลอื สว่ นของสารละลายที่ เรยี กวา่ น้ำกากส่า ซงึ่ จะมนี ้ำตาล สารอนิ ทรีย์ และเซลล์ของยีสต์ปนอยู่มากมายก่อนที่จะปลอ่ ยทิ้งลงสู่แมน่ ้ำลำคลอง ต้องมกี ารบำบดั เสยี กอ่ น เอทานอลท่ีไดจ้ ากการหมกั ชีวมวลประเภทต่าง ๆ มีปรมิ าณแตกตา่ งกันข้นึ กับชนิดของชีวมวล ดังตาราง ตาราง แสดงปริมาณเอทานอลทไี่ ด้จากการหมักชีวมวลชนิดต่าง ๆ ชีวมวล ลติ รต่อตัน อ้อย 70 ขา้ วโพด 360 มันสำปะหลงั 180 มันฝรั่ง 120 ไม้ 160 ทีม่ า : Boyle , 1996: 154. (อ้างในวรนุช แจ้งสวา่ ง , 2551)

160 พลงั งานจากขยะ ขยะคือของเหลือใช้หรือของที่ไม่ต้องการ อาจได้มาจากกระบวนการผลิตและบริโภคของมนุษย์ ขยะ กอ่ ให้เกิดปัญหาในเร่อื งการกำจัดและสขุ อนามยั เปน็ อย่างย่ิงโดยเฉพาะในเขตเมอื งใหญป่ ริมาณขยะเพมิ่ มากขึ้นอย่าง รวดเร็วจนไม่สามารถกำจัดให้หมดได้ในเวลาอันสั้น สถานที่ที่จะใช้ฝั่งกลบขยะที่ไม่เพียงพอ สิ่งที่สำคัญคือขยะ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง มนุษย์พยายามที่จะนำขยะมาใช้ให้เกิดประโยชน์ใน หลาย ๆ ลกั ษณะเช่น การขยะทำปุ๋ย การคัดแยกขยะหมุนเวียนกลบั มาใชใ้ หม่ รวมทั้งมกี ารพฒั นาใช้ขยะเปน็ แหลง่ พลังงานใน การให้ความร้อนเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า และผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงพลังงาน การนำขยะไป ผลิตเป็นพลังงานนับเป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะสมในการกำจดั ขยะ เพราะนอกจากจะไดป้ ระโยชน์โดยตรงจากการ กำจัดขยะแลว้ ยังไดพ้ ลงั งานออกมาใช้เปน็ ผลพลอยไดอ้ กี ดว้ ย ขยะจากแหล่งชมุ ชนและภาคอตุ สาหกรรมจัดแบง่ ไดเ้ ปน็ 2 ลักษณคอื ขยะทส่ี ามารถนำกลบั มาใชใ้ หมไ่ ด้ แต่ ไมส่ ามารถยอ่ ยสลายหรือเผาได้ สามารถนำไปปรับรุงสภาพหรอื แปรรูปนำมาใชใ้ หมไ่ ด้ เช่น เศษเหล็ก พลาสติก แก้ว กระดาษ โฟม เป็นต้น และขยะที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้แต่สามารถย่อยสลายได้ ได้แก่ขยะจากชุมชนและ ภาคการเกษตร การผลิตพลังงานจากขยะในที่นี้จะหมายถึงการผลิตพลังงานจากขยะชุมชน โดยที่ขยะมูลฝอยชุมชน หมายถึง ขยะมูลฝอยที่เกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน เช่น บ้านพักอาศัย ธุรกิจร้านค้า สถานประกอบการ ตลาดสด สถาบันต่าง ๆ รวมท้ังเศษวัสดุก่อสรา้ งทงั้ นีไ้ มร่ วมของเสยี อันตรายและมลู ฝอยตดิ เช้ือ การผลิตพลงั งานจากขยะชุมชนสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 วธิ ี คอื กระบวนการท่ใี ช้ความร้อน (thermal conversion process) กระบวนการทางชีวเคมี (biochemical conversion process) และกระบวนการทาง กายภาพ (physical conversion process) การเลือกใช้กระบวนการใดในการผลิตพลังงานจากขยะนั้นขึ้นกับ ปจั จยั หลาย ๆ อย่าง ๆ เชน่ องคป์ ระกอบของเช้ือเพลงิ การยอมรับของชุมชน การลงทนุ และเทคโนโลยี เปน็ ต้น จากข้อมูลในปี พ.ศ. 2548 ปริมาณขยะชุมชนในประเทศไทย มีประมาณ 39,956 ตัน ซึ่งถ้านำขยะ ปริมาณดังกล่าวมาผลิตพลังงาน จะสามารถผลิตพลังงานได้เท่ากับ 27.7 ล้านเมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี (สำนักงาน เลขาธิการวุฒิสภา, 2550 ) ดังจะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีศักยภาพเบื้องต้นในการที่จะผลิตพลังงานจากขยะ ซึ่ง กระทรวงพลังงานได้กำหนดนโยบาย ในการที่จะสนับสนุนการใช้ขยะชุมชนเพื่อผลิตพลังงานที่สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศไทยโดยกำหนดเป้าหมายที่จะติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนให้ได้ประมาณ 100 เมกะวัตต์ ภายใน พ.ศ. 2554 ผลกระทบตอ่ สิ่งแวดล้อมจากการดำเนินกิจกรรมของโรงไฟฟา้ ขยะ การดำเนินกิจกรรมของโรงไฟฟ้าขยะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญใน 3 ประการคือ มลพิษ ทางอากาศ มลพษิ ทางนำ้ และกากของเสีย (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, 2538) 1) มลพิษทางอากาศโรงไฟฟ้าขยะโดยทั่วไปจะก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศในเรื่องของกลิ่น ซึ่งทำให้เกิด ความรำคาญและกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนใกล้เคียงสำหรับปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศที่เกิดจาก กระบวนการทางความร้อน เชน่ การเผาไหม้ และ การเกดิ กา๊ ซเชื้อเพลิง กอ่ ให้เกดิ มลพษิ ทางอากาศทีส่ ำคญั ๆ ได้แก่

161 ฝุ่นละออง ก๊าซชัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจน ไดออกไซด์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้นจึงควรมี การติดตั้งระบบ บำบัดอนุภาคฝุ่นที่นิยมใช้ เช่นแบบถุงกรอง (bag filter) แบบไฟฟ้าสถิต (electrostatic precipitator) หรือแบบเครื่องแยกแรงเหวี่ยง (centrifugal separator) ปัจจุบันประเทศไทยยังมิได้กำหนด มาตรฐานพิษทางอากาศจากไฟฟ้าขยะ แต่ทั้งนี้อาจใช้มาตรฐานมลพิษอากาศจากโรงไฟฟ้าถา่ นหิน และน้ำมันเปน็ เกณฑใ์ นการพจิ ารณา 2) มลพิษทางน้ำ โรงไฟฟ้าขยะก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำเน่ืองจากน้ำเสียซึ่งเกิดจากกองขยะ น้ำชะขยะทีเ่ กิด จากก๊าซหลุมขยะ และน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากขยะ ในช่วงระหว่างการดำเนินการ ก่อสรา้ งและในชว่ งการเดนิ เคร่ืองไฟฟา้ ซงึ่ มผี ลกระทบต่อสง่ิ แวดลอ้ ม 3) กากของเสีย กากาของเสียทเี่ กิดขน้ึ จากไฟฟา้ ขยะพลงั ความร้อนจากขยะจะเป็นเถ้าและฝนุ่ ซ่งึ จะเกิดขึ้น ในชว่ งการกอ่ สรา้ งและการเดินเคร่ืองไฟฟ้า 2) การผลิตกระแสไฟฟา้ จากมูลสตั ว์ กรมพัฒนาและส่งเสรมิ พลังงานได้ดำเนนิ การให้การสนับสนุนจัดสร้าง บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบรางขนาด 200 ลูกบาศก์เมตร ให้แก่ฟาร์มสุกรเอราวัณฟาร์ม อำเภอพนมสารคาม จังหวัด ฉะเชิงเทรา เพื่อนำมูลสุกรและน้ำเสียจากการชำระล้างทำความสะอาดคอก นำมาผ่านกระบวนการย่อยสลายโดย ไมใ่ ช่ออกซเิ จน เกดิ กา๊ ซชีวภาพแล้วนำก๊าซท่ไี ด้มาผลิตกระแสไฟฟ้า ก๊าซชีวภาพทผ่ี ลิตได้ประมาณ 80 ลูกบาศก์ เมตรต่อวัน โดยมีองค์ประกอบของก๊าซมีเทนประมาณร้อยละ 50-70 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ ร้อยละ 30-40 และก๊าซอื่นๆ ประมาณร้อยละ 5 ระบบดังกล่าวผลิตกระแสไฟฟา้ ได้ 18 กิโลวัตต์ คิดเป็นกำลังไฟฟา้ ท่ี ผลิตได้ 100 กโิ ลวตั ต์-ช่วั โมงต่อวัน และทโี่ รงสขี า้ วเล้ียงหมู ทีต่ ำบลศรีบวั บาน อำเภอเมือง จังหวดั ลำพนู เลี้ยง หมูประมาณ 150 ตัว ได้สร้างบ่อก๊าซขนาด 50 ลูกบาศก์เมตร แบบโดมใต้ดิน ก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้สามารถ นำมาสขี า้ วไดว้ นั ละ 5 ช่วั โมง กากท่ลี ้นออกมานำมาเป็นปุ๋ย เป็นต้น ผลกระทบต่อส่งิ แวดล้อมจากการใช้พลงั งานชีวมวล การใชช้ ีวมวลเพ่ือผลิตพลังงาน ซ่ึงผลติ ภณั ฑ์ท่ีได้อาจอยใู่ นรูปของเชื้อเพลงิ แข็ง เช้อื เพลิงเหลว หรือก๊าซ ดงั รายละเอียดของเทคโนโลยีและกระบวนการทไ่ี ด้กล่าวมาแลว้ ข้างต้น อาจมผี ลกระทบตอ่ ส่ิงแวดล้อมในดา้ นตา่ ง ๆ สรปุ ได้ดงั นี้ 1. ผลกระทบต่อพ้ืนที่ป่าไม้ การผลิตพลังงานจากชีวมวลมีผลกระทบโดยรวมต่อระบบป่าไม้ในด้านตา่ ง ๆ เชน่ การปลกู พืชพลงั งานมีผลกระทบต่อพนื้ ที่ป่าไม้ ในด้านการใชพ้ ้ืนท่ีให้เหมาะสมและเกดิ ผลกระทบต่อแร่ธาตุใน ดนิ ทำใหด้ ินบริเวณนัน้ เส่ือโทรม มีผลกระทบต่อระบบนิเวศวทิ ยาของปา่ และชีวติ สตั วป์ ่า 2. ผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร การผลิตพลังงานจากชวี มวลมีผลกระทบโดยรวมตอ่ พืน้ ที่การเกษตรใน ดา้ นต่าง ๆ เชน่ ผลกระทบต่อพืน้ ท่ีการเกษตรในการปลูกพืชพลงั งานจะทำให้พน้ื ที่ปลกู พืชผลทางการเกษตรลดลง และมีผลตอ่ อาหารและแร่ธาตุในดนิ 3. ผลกระทบเนื่องจากของเสยี จากมลู สตั ว์ การผลติ ก๊าซชีวภาพจากมูลสตั ว์ เม่อื กระบวนการเสร็จสน้ิ แล้ว น้ำเสยี สว่ นหนง่ึ จะถูกปลอ่ ยลงไปในดนิ หรือแหลง่ นำ้ ธรรมชาติทำให้เกิดกล่ินและมลพิษทางน้ำ ดงั นัน้ กอ่ นการปล่อย น้ำเสยี จากขบวนการจำเป็นตอ้ งปรบั สภาพน้ำเสยี กอ่ น

162 4. แบบฝึกหัด/แบบทดสอบ ข้อสอบประจำหน่วยที่ 8 เร่ือง เรื่อง พลงั งานทดแทน วชิ า พลังงาน ทรัพยากรและสงิ่ แวดลอ้ ม รหสั 20001-1002 ระดับ ปวช. คำชี้แจง: 1 ข้อสอบมีจำนวน 15 ข้อ x 4 เรื่อง =60 ขอ้ 2. ให้นกั เรยี น x ขอ้ ที่ถูกตอ้ งลงในกระดาษคำตอบ แบบทดสอบ พลังงานทดแทน (พลงั งานจากน้ำ) 1. ความหมายของพลงั งานทดแทนคอื ขอ้ ใด 5.ขอ้ ใดไมใ่ ชพ่ ลงั งานทดแทน ก. พลงั งานสะอาดทีใ่ ช้แล้วไม่หมาดไป ใช้แทน ก. พลงั งานชวี มวล พลงั งานจากฟอสซลิ ข. พลังงานจากคล่นื ข. พลังงานจากฟอสซลิ ที่ทบั ถมกันเป็นเวลานาน ค. พลงั งานนิวเคลียร์ ค. พลงั งานจากสารกัมมนั ตรงั สี แร่นวิ เคลยี ร์ ง. ความรอ้ นใตพ้ ภิ พ ง. พลังงานจำพวก หินนำ้ มัน ปิโตรเลียม 6. พลังงานน้ำสว่ นใหญใ่ นปจั จบุ ันใช้จากแหลง่ พลังงานใด 2. สาเหตสุ ำคญั ข้อใดทำให้ประเทศไทยสนใจศกึ ษา ก. พลงั งานน้ำขนึ้ นำ้ ลง พลังงานทดแทน ข. พลังงานคลืน่ จากมหาสมุทร ก. การใช้น้ำมนั ทำใหเ้ กดิ ผลกระทบตอ่ ส่ิงแวดล้อม ค. พลงั งานจากกระแสน้ำในมหาสมุทร ข. น้ำมนั มีราคาแพง ง. พลงั งานนำ้ จากการสร้างเขอ่ื น ค. ตอ้ งการพัฒนาเทคโนโลยี 7. พลงั งานนำ้ ชนิดใดทใ่ี ช้ แอมโมเนยี เหลวในการ ง. ตอ้ งการแขง่ ขันตอ้ งประเทศ ควบแน่น จากไอมาเปน็ ของเหลวมาผลติ กระแสไฟฟา้ 3. ปจั จยั หลกั ทจ่ี ะพิจารณาเลือกใช้พลงั งานทดแทนชนิดใด ก. การใช้ความแตกต่างของอุณหภูมริ ะหว่างน้ำท่ี นน้ั ขึ้นอยู่กบั อะไร อบอนุ่ และน้ำลึกทเ่ี ย็นกวา่ ก. ขนาดของการตดิ ตัง้ ข. การใช้พลังงานจากกระแสนำ้ ในมหาสมทุ ร ข. ราคาของพลงั งาน เคลอื่ นที่ ค. สิง่ อำนวยความสะดวก ค. การใช้พลงั งานคลืน่ ในสมุทรโดยใช้ทนุ่ ลอย ง. สภาพแวดลอ้ มของแต่ละพ้ืนที่ ง. การใช้พลงั งานนำ้ ขึ้นน้ำลง 4. สาเหตุทพ่ี ลงั งานทดแทนเริม่ มกี ารสง่ เสริมให้มีการผลิต คอื อะไร ก. เปน็ พลงั งานสะอาด ไมเ่ ป็นพิษตอ่ ส่งิ แวดลอ้ ม ข. ราคาถูก ค. ใช้ไดง้ า่ ย ง. หาไดโ้ ดยทวั่ ไป

163 8. เพราะเหตใุ ดโรงงานไฟฟา้ พลงั งานนำ้ จงึ มุกอยใู่ กล้ 12. โรงไฟฟา้ ชนิดใดทีใ่ ชช้ ว่ งการเปลีย่ นระดับน้ำมาผลิต นำ้ ตกหรอื เขือ่ น กระแสไฟฟา้ ก. เพราะมีปรมิ าณน้ำจำนวนมาก ก. โรงไฟฟา้ พลังน้ำแบบด้งั เดมิ ข. เพราะมีผู้คนอาศยั อยู่มาก ข. โรงไฟฟ้าพลังนำ้ แบบนำ้ ข้ึนน้ำลง ค. เพราะตอ้ งอาศัยแรงดนั นำ้ จากท่ีสงู ส่ทู ี่ต่ำ ค. โรงไฟฟา้ พลังนำ้ แบบสูงกลบั ง. เพราะสามารถเคลอื่ นย้ายวัสดุได้ง่าย ง. โรงไฟฟา้ พลงั นำ้ ในกระแสมหาสมทุ ร 9. การเปลี่ยนแปลงพลงั งานศกั ยโ์ น้มถ่วงใหเ้ ปน็ พลงั งานกล 13. การผลติ ไฟฟา้ พลงั น้ำจากเข่อื นก่อให้เกิดผลกระทบต่อ คอื ข้อใด สิ่งแวดล้อมอย่างไร ก. พลังงานนำ้ ก. มลพษิ ทางดนิ ข. พลังงานลม ข. มลพิษทางนำ้ ค. พลงั งานแสงอาทติ ย์ ค. ป่าไมถ้ ูกทำลาย ง. พลงั งานนิวเคลยี ร์ ง. มลพิษทางอากาศ 10. ลักษณะภูมิประเทศแบบใดท่ีเหมาะสมสำหรบั การ 14. ขอ้ ดีของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำคอื ข้อใด สร้างเขอื่ น ก. โรงไฟฟ้าพลังงานนำ้ สามารถเดนิ เครอ่ื งได้รวดเรว็ ก. ปา่ ชายเลน ตา่ งโรงไฟฟา้ พลงั งานฟอสซลิ ข. เทอื กเขา ข. โรงไฟฟา้ พลงั น้ำใช้ต้นทนุ การสร้างต่ำ ค. ทุ่งนา ค. โรงไฟฟา้ พลงั น้ำมีค่าบำรุงรกั ษาต่ำ ง. ที่ราบลมุ่ แม่น้ำ ง. พลังงานนำ้ มที ุกฤดกู าล นำ้ หน้าแล้วและหน้าฝน 11. โรงไฟฟา้ ชนิดใดทนี่ ยิ มใช้เดินเครือ่ งกำเนดิ ไฟฟ้าชอ่ ง ในเขื่อนทุกชนดิ ท่ีมคี วามต้องการใช้ไฟฟา้ สงู สดุ ได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ 15. ข้อเสียของการสรา้ งโรงไฟฟ้าพลงั งานนำ้ เมื่อ ก. โรงไฟฟา้ พลงั น้ำแบบดัง้ เดิม เปรยี บเทียบกบั โรงไฟฟ้าความรอ้ นคอื ขอ้ ใด ข. โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบน้ำข้นึ น้ำลง ก. ค่าเช้ือเพลงิ มากกว่า ค. โรงไฟฟา้ พลังน้ำแบบสูงกลับ ข. อายุการใชง้ านสนั้ กว่า ง. โรงไฟฟ้าพลังนำ้ ในกระแสมหาสมุทร ค. คา่ ดำเนินการสงู กว่า ง. ส่งผลกระทบตอ่ สัตวป์ ่ามากกวา่

164 แบบทดสอบ พลังงานทดแทน (พลังงานแสงอาทติ ย์) 1. พลงั งานท่ีโลกไดร้ ับจากแสงอาทิตย์ ได้แก่ พลงั งาน 5. ในกรณีการนำพลงั งานแสงอาทิตยม์ าใช้ ในลกั ษณะ อะไรบ้าง เปลย่ี นรปู เป็นพลังงานความรอ้ นโดยให้แสงอาทติ ย์ ก. พลังงานความรอ้ นและพลังงานลม สอ่ งผา่ นแผ่นรบั แสงมาตกกระทบยงั พนื้ สีดำ ทำให้ ข. พลังงานความร้อนและแสงสว่าง ความรอ้ นเพมิ่ ข้นึ เหนือบริเวณน้ัน นิยมนำมาใช้ ค. พลงั งานลมและแสงสวา่ ง ประโยชนด์ ้านใด ง. พลงั งานนิวเคลียรแ์ ละพลังงานไฟฟ้า ก. ผลิตกระแสไฟฟ้า 2. ข้อจำกดั การใช้ประโยชน์ของพลังงานแสงอาทติ ย์ คอื ข. ใช้ในระบบส่อื สาร อะไร ค. ระบบสบู นำ้ ก. แสงอาทิตย์จะมเี ฉพาะเวลากลางวนั ง. อบแห้งพชื ผลทางการเกษตร ข. แสงอาทติ ย์มีปริมาณน้อย 6. จดุ ประสงค์แรกของการผลิตไฟฟา้ โดยเซลล์ ค. แสงอาทิตย์มีตลอด 24 ชวั่ โมง แสงอาทติ ย์ คืออะไร ง. แสงอาทติ ยม์ ีความรอ้ นน้อย ก. ใช้ในเหมอื งแร่ 3. ปริมาณแสงอาทติ ยจ์ ะมากที่สดุ เมอ่ื ตกกระทบพนื้ ท่ีเปน็ ข. ใช้ในโครงการอวกาศ มมุ เท่าไร ค. ใช้ในบา้ นพกั อาศัย ก. 90 องศา ง. ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ข. 45 องศา 7. สารกึง่ ตัวนำที่นยิ มมาใชเ้ ปน็ อปุ กรณ์สำหรบั การเปล่ียน ค. 60 องศา พลังงานแสงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า เน่ืองจากมรี าคาถูก ง. 0 องศา ท่ีสดุ และมมี ากท่ีสุดคือสารตัวใด 4. Solar Cell คอื อะไร ก. แกลเลีย่ ม อาร์เซไนด์ ก. อปุ กรณแ์ ปลงพลงั งานไฟฟ้า เปน็ พลงั งาน ข. แคดเม่ียม แสงอาทิตย์ ค. แคลเซย่ี ม ข. อปุ กรณแ์ ปลงพลงั งานแสงอาทติ ย์เป็นพลังงานลม ง. ซิลิคอน ค. อุปกรณแ์ ปลงพลังงานแสงอาทติ ย์เป็นพลังงาน 8. ในพื้นทีช่ นบทที่หา่ งไกล ถ้าจะผลิตกระแสไฟฟา้ ด้วย ไฟฟ้า แสงอาทิตย์ควรติดต้ังดว้ ยชนดิ ใด ง. อปุ กรณแ์ ปลงพลังงานลมเป็นพลงั งานไฟฟา้ ก. ชนิดติดต้ังอสิ ระ ข. ชนิดตอ่ เช่อื มระบบสายสง่ ค. แบบผสมผสาน ง. แบบเปน็ สถานี

165 9. การผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตยช์ นดิ ต่อเชือ่ มระบบ 13. พ้ืนท่ใี ดในประเทศไทยทไ่ี ดร้ บั รังสีจากดวงอาทติ ย์ สายส่ง ระบบจะถกู ออกแบบมาอยา่ งไร สงู สดุ เฉล่ียท้ังปี ก. เปลี่ยนระบบไฟฟ้ากระแสสลับใหเ้ ปน็ กระแสตรง ก. ภายใต้ ข. เปลี่ยนระบบไฟฟา้ กระแสตรงใหเ้ ป็นกระแสสลับ ข. ภาคกลาง ค. เปล่ยี นประจบุ วก ให้เปน็ ประจุลบ ค. ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ง. เปลยี่ นประจุลบใหเ้ ปน็ ประจบุ วก ง. ภาคเหนือ 10. ประเทศไทยมีการนำเซลล์แสงอาทิตย์ไปใช้ 14. ขอ้ ใดกล่าวไมถ่ กู ตอ้ ง สำหรบั การใชพ้ ลังงาน ประโยชน์ในกจิ กรรมใดมากทสี่ ุด แสงอาทิตย์ ก. ระบบสบู น้ำ ก. ค่าบำรงุ รกั ษาน้อยมาก ข. กลั่นน้ำ ข. ค่าใชจ้ ่ายในการตดิ ตงั้ ถกู มาก ค. อบและตากผลิตทางการเกษตร ค. ผลติ ไฟฟา้ ไดแ้ มแ้ สงแดดออ่ นหรือมีเมฆ ง. ผลติ ไฟฟ้า ง. ไมก่ ่อให้เกิดมลภาวะเป็นผลิตจากกระบวนการ ผลิต 11. ประเทศไทยไดร้ บั รังสดี วงอาทิตยส์ ูงสุดระหวา่ งเดือน ใด 15. ขอ้ เสียของการใชพ้ ลงั งานแสงอาทติ ยค์ อื ข้อใด ก. มกราคม - กุมภาพันธ์ ก. อาจเกิดการรัว่ ในระหวา่ งประจแุ บตเตอรไี่ ด้ ข. เมษายน – พฤษภาคม ข. ผลิตได้เฉพาะประเทศแถบเส้นศนู ย์สูตร ค. กรกฎาคม – สงิ หาคม ค. ประสิทธิภาพไมค่ งที่ ง. ตุลาคม - พฤศจกิ ายน ง. ค่าบำรุงรกั ษาแพง 12. ในประเทศไทยระบบใดยัง ไมไ่ ด้ใช้ประโยชนจ์ าก เซลล์แสงอาทติ ย์ ก. ระบบผลิตปิโตรเลยี ม ข. ระบบส่อื สารโทรคมนาคม ค. ระบบประจแุ บตเตอรี่ ง. ระบบสูบน้ำ

166 แบบทดสอบ พลงั งานทดแทน (พลังงานลม) 1. พลงั งานลมเกดิ ขึ้นไดอ้ ย่างไร 6. ข้อใดคือกงั หนั ลมเพอื่ สบู น้ำ ก. เกดิ จากความแตกต่างของอณุ หภมู ิ 2 บริเวณ ก. พลงั งานนำ้ พลงั งานไฟฟ้า ข. เกิดจากการเคลอ่ื นทีข่ องภเู ขานำ้ แขง็ ข. พลงั งานไฟฟา้ พลังงานความรอ้ น ค. เกิดจากการเผาป่า ค. พลงั งานกล พลังงานจลน์ ง. เกดิ จากการละลายของนำ้ แข็งขวั้ โลก ง. พลงั งานจลน์ พลังงานกล 2. ปจั จัยทไี่ มม่ ีผลต่อการเกิดลมคือขอ้ ใด 7. ขอ้ ใดคอื กังหันลมเพ่ือผลติ ไฟฟ้า ก. โลกหมุนรอบตวั เอง ก. พลงั งานน้ำ พลังงานไฟฟ้า ข. ความดันบรรยากาศ พลงั งานความรอ้ น ค. ความแตกต่างของอณุ หภมู ิ ข. พลงั งานไฟฟ้า พลังงานความร้อน ง. ขนาดของกังหนั ลม พลังงานไฟฟ้า 3. เหตุใดพลงั งานลมจึงไม่สามารถนำมาใช้งานด้าน ค. พลังงานกล พลงั งานจลน์ พลงั งานในประเทศไทยไดเ้ ต็มท่ี พลงั งานไฟฟ้า ก. ราคาแพง ง. พลังงานจลน์ พลังงานกล ข. เทคโนโลยีสงู พลังงานไฟฟ้า ค. ผ้ชู ำนาญการนอ้ ย 8. ประเทศใดใช้พลังงานลมเปน็ หลักในการผลิตพลงั งาน ง. สภาพลมน้อยและไมแ่ นน่ อน ไฟฟ้า 4. ลมประจำฤดูของไทย เรยี กว่าลมอะไร ก. ประเทศญ่ีปุ่น ก. ลมบก ข. ประเทศแอฟริกา ข. ลมมรสมุ ค. ประเทศไทย ค. ลมพายุ ง. ประเทศเนเธอรแ์ ลนด์ ง. ลมทะเล 9. กงั หันลมชนิดใดมแี กนหมนุ และใบพัดตง้ั ฉากกับการ 5. ข้อใดกล่าวผิด เคลือ่ นที่ของลมในแนวราบ ก. ลมบกเกดิ ข้นึ เวลากลางวนั ก. กังหนั ลมในแกนนอน ข. ตามปกติแล้วลมภูเขาจะพดั แรงกวา่ ลมหุบเขา ข. กังหนั ลมแกนตง้ั ค. ลมมรสมุ ตะวันตกเฉียงใตค้ ือลมมรสมุ ฤดูร้อน ค. กงั หันลมขนาดเลก็ ง. ลมทะเลพัดจากทะเลเขา้ สู่ฝงั่ ง. กังหนั ลมขนาดใหญ่

167 10. บริเวณใดของประเทศไทยทเ่ี ป็นสถานท่ีทดลองการ 13. กงั หนั ลมแบบใดในประเทศไทยทท่ี ำจากไม้รว่ มกับ ผลิตไฟฟา้ จากกังหนั ลม กงั หนั ลมแบบเรือใบและใบพดั เพ่อื วดิ นำ้ เขา้ นาเกลอื ก. แหลมตะลุมพุก ก. แบบระหดั ข. แหลมสิงห์ ข. แบบสบู ชกั ค. แหลมพรหมเทพ ค. แบบแกนต้ัง ง. แหลมแทน่ ง. แบบสายส่ง 11. พลังงานลมในประเทศไทยนำมาใช้ในลกั ษณะใด 14. ข้อใดคือผลเสียของพลงั งานท่ใี ช้กงั หันลม ก. สบู นำ้ ก. รบกวนตอ่ การบินและการนำสัญญาณ ข. ผลิตกระแสไฟฟา้ ข. ใชพ้ น้ื ทจ่ี ำนวนมาก พืน้ ทีร่ ะหวา่ งติดตัง้ กังกนั ลม ค. ระบายอากาศจากหลงั คา ไม่สามารถใช้งานได้ ง. ถูกทุกขอ้ ค. เปน็ มลภาวะทางสายตา ง. เป็นสาเหตุการตายของนกมากกวา่ สาเหตุอื่น 12. การใชพ้ ลงั งานลมในปจั จุบันใช้ผสมผสานกับ พลงั งานใด จงึ ผลิตกระแสไฟฟา้ ไดด้ ขี ้นึ 15. กงั หนั ลมมขี ้อดคี ืออะไร ก. พลังงานนำ้ ก. แมม้ ีสิง่ กีดขวางก็ทำงานได้ ข. พลงั งานนิวเคลยี ร์ ข. เสยี งเงียบ ไมร่ บกวนผู้ทีอ่ ยู่ใกล้ ค. พลังงานชวี ภาพ ค. ใชไ้ ด้ทกุ ท่ี ทุกแรงลม ง. พลังงานแสงอาทิตย์ ง. เปน็ เทคโนโลยีปลอดมลพษิ

168 แบบทดสอบ พลงั งานทดแทน (พลงั งานชวี มวล) 1. คำว่าชีวมวล หมายถงึ อะไร 6. การเผาถ่านเป็นกระบวนการแปรรูปแบบใด ก. ส่ิงท่ีเหลอื จากการผลติ ไฟฟา้ ก. ทางชวี วิทยา ข. สารทกุ ชนิดที่ได้จากสิ่งมีชีวิต ข. ทางชีวเคมี ค. สง่ิ ทไ่ี ดจ้ ากภเู ขาไฟระเบดิ ค. ทางเคมีความร้อน ง. สารทีไ่ ด้จากการเผาไหม้ในรถยนต์ ง. ทางเคมฟี ิสิกส์ 2. คนในชนบทใช้เชอ้ื เพลิงชนดิ ใดมากท่สี ดุ 7. กระบวนย่อยสลายดว้ ยความร้อนในการแปรรูปเป็น ก. ถ่านหนิ กา๊ ซชวี มวลตอ้ งใช้อุณหภูมติ ั้งแต่เท่าใด ข. ชีวมวล ก. 150 องศาเซลเซยี ส ค. แก๊ส ข. 300 องศาเซลเซยี ส ง. นำ้ มนั ก๊าด ค. 600 องศาเซลเซยี ส 3. ขอ้ ใด ไม่ใช่ ชีวมวล ง. 1,000 องศาเซลเซยี ส ก. นำ้ 8. กระบวนการหมกั เพือ่ ผลติ แอลกอฮอล์จากวตั ถุดบิ ข. แกลบ ประเภทแป้งและน้ำตาลจะไดส้ ารในข้อใด ค. มูลววั ก. เอทานอล ง. ขยะ ข. เมทลิ แอลกอฮอล์ 4. ของเหลอื จากอุสาหกรรมหรือโรงงานทำพลังงาน ค. ไบโอดีเซล ชีวมวล คอื ข้อใด ง. ดเี ซลปาลม์ ก. อ้อย 9. ในกระบวนการยอ่ ยสลายในทีไ่ มม่ ีอากาศองค์ประกอบ ข. เหงา้ มันสำปะหลัง ไม่มคี วามจำเป็น ค. มูลหมู ก. ชวี มวล ง. กากน้ำตาล ข. จลุ นิ ทรีย์ 5. กระบวนการแปรรูปชีวมวลเพื่อผลิตพลงั งานดว้ ยวิธี ค. ออกซเิ จน ยอ่ ยสสารดว้ ยความรอ้ น จะไดก้ า๊ ซใดมาเป็นพลงั งาน ง. สภาวะแวดลอ้ มท่ีเหมาะสม ก. อีเทน 10. ผลผลิตจากกระบวนการย่อยในทไ่ี ม่มีอากาศเรยี กวา่ ข. มีเทน อะไร ค. โพรเพน ก. กา๊ ซชวี ภาพ ง. บิวเทน ข. ก๊าซโอโซน ค. ก๊าซเรือนกระจก ง. กา๊ ซคาร์บอนมอนออกไซด์

169 11. วตั ถดุ ิบที่เหมาะสมสำหรับการหมกั เพือ่ ผลติ 14. มลพษิ จากการดำเนนิ กิจกรรมของโรงไฟฟ้าขยะคอื แอลกอฮอล์คอื ข้อใด ขอ้ ใด ก. ปาลม์ มะพรา้ ว ก. ก๊าซโอโซน ข. อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ข. ก๊าซซลั เฟอร์ไดออกไซด์ ค. สบูด่ ำ เมล็ดเรพ ค. กรดชัลฟรู กิ ง. ฟ้าทะลายโจร ลูกใต้ใบ พว่ั พวย ง. กรดเกลอื 12. การหมักชีวมวลชนิดใดให้ปรมิ าณเอทานอลสูงสุด 15. ข้อใด ไม่ใช่ ผลกระทบจากการใช้พลงั งานชวี มวล ก. ข้าวโพด ก. กระทบต่อพื้นท่ปี า่ ไม้ ข. อ้อย ข. กระทบต่อแหลง่ น้ำธรรมชาติ ค. มันสำปะหลัง ค. กระทบตอ่ แรธ่ าตุในดิน ง. มันฝร่ัง ง. กระทบต่อประเทศผู้ค้านำ้ มนั 13. ขยะทไ่ี มส่ ามารถนำกลับไปแปรรูปใชใ้ หม่ได้ ไดแ้ ก่ ขอ้ ใด ก. เหลก็ ข. แก้ว ค. โฟม ง. ชานออ้ ย .

170 ใบงาน ที่ ........ 8.1....... หนว่ ยที่ 8 หลกั สูตร ประกาศนียบตั รวิชาชีพ สอนครั้งท.่ี ..9 เวลา.........2 ชม. รหัส 20001-1002 พลงั งาน ทรพั ยากรและสงิ่ แวดลอ้ ม ชื่องาน........ พลงั งานนำ้ 1. จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม หลังจากทำกิจกรรมนเ้ี สรจ็ แล้ว . 1. อธิบายเงอ่ื นไขการผลติ กระแสไฟฟา้ จากพลังนำ้ ได้ 2. ตัดสินใจใช้พลังงานทางเลือกไดถ้ ูกต้องจากทรัพยากรธรรมชาติทีม่ ีเพือ่ สรา้ งชมุ ชนทย่ี ง่ั ยืน 2. สมรรถนะ สามารถใช้เหตุผลในการตดั สินใจการสรา้ งหมู่บา้ น และใชพ้ ลังงานนำ้ ได้ 3. เครอื่ งมอื วัสดุ และอุปกรณ์ 1. แผนท่ีขนาด A4 (แสดงขอ้ มลู ตา่ ง ๆ เชน่ ภเู ขา แหลง่ นำ้ ถนน ปา่ ไม้ เมอื ง ฯลฯ) 1. สีเมจิก 2. ดินสอ 3. ยางลบ 4. แผน่ ใส 5. ปากกาเขียนแผน่ ใส 4.คำแนะนำ ใหค้ ำแนะนำเกี่ยวกบั ความจำเป็นในการใช้น้ำในหมู่บา้ น 5. ข้อควรระวงั - ควรกระต้นุ ใหน้ กั เรยี นทำงานเป็นกลุ่ม 6. ลำดบั ข้ันการปฏิบัติงาน 1. แบง่ นักเรยี นเป็นกลุ่มละ 5 คน เพ่ือระดมสมอง 2. รับแผนที่ขนาด A4 จากครู 3. นกั ศึกษาแตล่ ะกล่มุ ออกแบบชมุ ชนยั่งยืน โดยคำนึงถึงการใชพ้ ลังงานจากทรัพยากรทม่ี ใี นชมุ ชน และกำหนดส่ิงปลูกสร้าง ไมเ่ กิน 30 หน่วย (Units) โดยคำนงึ ถงึ ความยง่ั ยนื (sustainability) ของ ชมุ ชน เมือ่ ออกแบบเสร็จเรยี บร้อย จงึ วาดลงบนแผ่นใส (ใช้เวลาประมาณ 40 นาที) 4. นกั ศึกษานำเสนอผลงาน รวมทุกกลุ่มประมาณ 20 นาที 5. ครูและนักศกึ ษาร่วมกันสรุป

171 7. ผลการศึกษา 1. ประเมนิ จากรูปแบบการเลอื กพนื้ ท่ีสรา้ งท่ีพักอาศัย 2. วิธกี ารนำเสนอ 8. สรปุ และวจิ ารณผ์ ล ........................................................................................................................................... ............ ............................................................................................................................. ....................................... 9. การประเมินผล 1. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล 2. ประเมินพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลมุ่ 3. สังเกตพฤติกรรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่ 4 ตรวจกจิ กรรมส่งเสริมคณุ ธรรมนำความรู้ 5. ตรวจแบบประเมินผลการเรยี นรู้ แบบฝึกปฏิบัติ 6. ตรวจกิจกรรมใบงาน 7. การสงั เกตและประเมนิ พฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 10. เอกสารอา้ งองิ /เอกสารคน้ คว้าเพิ่มเตมิ หนงั สอื เรยี นวชิ า พลังงาน ทรพั ยากรและส่ิงแวดลอ้ มสำนักพมิ พ์เอมพนั ธ์ รหัส 20001-1002 และ อนิ เทอร์เนต็

172 ใบงาน ท่ี ........ 8.2........ หนว่ ยที่ 8 หลกั สตู ร ประกาศนียบัตรวชิ าชีพ สอนครั้งท่.ี ..10 เวลา.........2 ชม. รหสั 20001-1002 พลังงาน ทรพั ยากรและสงิ่ แวดลอ้ ม ชอื่ งาน........ กังหันลม 1. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม หลังจากทำกิจกรรมน้เี สรจ็ แลว้ . ผเู้ รียนได้นำส่งิ ที่ศึกษาฝึกทักษะการพฒั นาพลังงานมาใช้ในชวี ติ ประจำวนั ได้ 2. สมรรถนะ สามารถนำพลังงานแสงอาทิตย์ไปใช้จริงได้ 3. เคร่ืองมือ วสั ดุ และอุปกรณ์ 1. เอกสารตำราเรยี นและอนิ เตอร์เน็ต 2. อุปกรณ์สำหรับสรา้ งสิง่ ประดิษฐ์ เช่น คอ้ น ตะปู เศษไม้ เศษเหล็ก เศษวัสดตุ า่ ง ๆ แผน่ อลูมิเนยี ม กระจก ฯลฯ 4.คำแนะนำ - 5. ขอ้ ควรระวงั - ควรกระตนุ้ ใหน้ กั เรยี นทำงานเปน็ กลุ่ม 6. ลำดบั ขน้ั การปฏิบตั ิงาน 11. แบ่งนักเรียนเปน็ กล่มุ ละ 5 คน เพือ่ ระดมสมอง 12. ศกึ ษาขอ้ มูลเรือ่ งพลงั งานแสงอาทิตยแ์ ละการนำพลงั งานแสงอาทติ ย์ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวนั จากเอกสาร ตำราเรยี นและอินเตอร์เนต็ 13. ใหน้ กั เรยี นนำความรู้เรื่องพลังงานแสงอาทติ ยท์ ี่ได้ศกึ ษา มาประดิษฐ์ชิ้นงานท่ีสามารถใช้ประโยชนใ์ น ชีวิตประจำวนั ได้ 1 ชนดิ เช่น เตาพลังงานแสงอาทิตย์ เตาอบแหง้ พลงั งานแสงอาทติ ย์ หม้อหงุ ขา้ ว พลงั งานแสงอาทติ ย์ เปน็ ต้น 4. นกั ศกึ ษานำเสนอผลงาน 5. ครแู ละนักศึกษาร่วมกนั สรุป 7. ผลการศกึ ษา 1. ประเมินจากนำความรู้เรอ่ื งพลังงานแสงอาทติ ย์ทไี่ ดศ้ ึกษา มาประดิษฐ์ชนิ้ งานทสี่ ามารถใช้ประโยชนใ์ น ชวี ิตประจำวนั ได้ 2. วธิ ีการนำเสนอ 8. สรุปและวจิ ารณ์ผล ............................................................................................................................. .......................... ............................................................................................................................. .......................................

173 9. การประเมนิ ผล 1. สงั เกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. ประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกิจกรรมกลุม่ 3. สงั เกตพฤติกรรมการเขา้ รว่ มกิจกรรมกล่มุ 4 ตรวจกจิ กรรมส่งเสรมิ คุณธรรมนำความรู้ 5. ตรวจแบบประเมินผลการเรยี นรู้ แบบฝกึ ปฏิบัติ 6. ตรวจกจิ กรรมใบงาน 7. การสงั เกตและประเมนิ พฤติกรรมดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 10. เอกสารอ้างองิ /เอกสารคน้ คว้าเพ่มิ เตมิ หนงั สือเรยี นวิชา พลังงาน ทรพั ยากรและส่ิงแวดล้อมสำนักพิมพเ์ อมพนั ธ์ รหัส 20001-1002 และ อนิ เทอรเ์ น็ต

174 ใบงาน ท่ี ........ 8.3........ หน่วยท่ี 8 หลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ สอนครั้งท.่ี .. 11 เวลา........2 ชม. รหสั 20001-1002 พลังงาน ทรัพยากรและสง่ิ แวดล้อม ชื่องาน........ กงั หันลม 1. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม หลังจากทำกิจกรรมนเ้ี สรจ็ แล้ว . ผ้เู รยี นมีความเข้าใจการทำงานและข้อดีขอ้ เสียของกงั หนั ลมแต่ละชนดิ 2. สมรรถนะ 1. แยกแยะขนดิ ของกังหันลม 2. บอกข้อดีข้อเสียของกงั หนั ลมแต่ละชนิดได้ 3. เคร่อื งมอื วัสดุ และอปุ กรณ์ 1. แผนที่ขนาด A4 2. .สเี มจิก 3. ดนิ สอ 4. ยางลบ 4.คำแนะนำ- 5. ข้อควรระวงั - ควรกระตุ้นใหน้ ักเรยี นทำงานเป็นกลุม่ 6. ลำดบั ขน้ั การปฏบิ ตั งิ าน 2. แบ่งนกั เรยี นเปน็ กลมุ่ ละ 5 คน เพอื่ ระดมสมอง 3. รับแผนท่ีขนาด A4 จากครู 4. นกั ศึกษาแต่ละกลุ่ม ค้นคว้า เรือ่ ง กังหนั ลมชนิดต่าง ๆ และบอกขอ้ ดี ข้อเสียของกงั หนั ลมแตล่ ะชนดิ ได้ 4. นกั ศึกษานำเสนอผลงาน รวมทกุ กลุม่ ประมาณ 20 นาที 5. ครแู ละนักศึกษารว่ มกนั สรปุ 7. ผลการศึกษา 1. ประเมนิ จากรูปแบบของกงั หันลม เนือ้ หา และการทำงานรว่ มกนั พลังงานอน่ื ๆ ของกังหนั ลม 2. วธิ กี ารนำเสนอ 8. สรปุ และวจิ ารณ์ผล ............................................................................................................................. .......................... ....................................................................................................................................................................

175 9. การประเมนิ ผล 1. สงั เกตพฤติกรรมรายบคุ คล 2. ประเมนิ พฤตกิ รรมการเข้ารว่ มกิจกรรมกลุม่ 3. สงั เกตพฤติกรรมการเข้ารว่ มกิจกรรมกล่มุ 4 ตรวจกจิ กรรมส่งเสรมิ คณุ ธรรมนำความรู้ 5. ตรวจแบบประเมินผลการเรยี นรู้ แบบฝกึ ปฏิบัติ 6. ตรวจกจิ กรรมใบงาน 7. การสงั เกตและประเมนิ พฤติกรรมดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 10. เอกสารอ้างองิ /เอกสารคน้ ควา้ เพ่มิ เตมิ หนงั สือเรยี นวิชา พลังงาน ทรพั ยากรและส่ิงแวดล้อมสำนักพิมพเ์ อมพนั ธ์ รหัส 20001-1002 และ อนิ เทอรเ์ น็ต

แผนการจดั การเรยี นรู้ 176 หลกั สูตร ประกาศนยี บตั รวชิ าชีพ หน่วยที่ 9 รหัส 20001-1002 พลงั งาน ทรัพยากรและส่ิงแวดล้อม สอนครัง้ ท่ี 12 (23-24) ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ นโยบายพลังงาน ท-ป-น 2-0-2 ทฤษฎี 2 ชม. 1. สาระสำคัญ นโยบายพลังงานของประเทศไทยอยูบ่ นพื้นฐานของแนวคดิ การพฒั นาทยี่ ่งั ยนื (sustainable development) โดยการกำหนดนโยบายเปน็ การพจิ ารณากระบวนการบริหารจดั การเพื่อพฒั นาระบบพลงั งานของประเทศให้เกิด ความสมดุลระหวา่ งความตอ้ งการใช้พลงั งาน (Demand Side) กับการจดั หาพลงั งาน (Supply Side) ซง่ึ แนวทางใน การดาํ เนนิ นโยบายจะทําใหเ้ กิดความมัน่ คงด้านพลงั งาน ลดการพึง่ พาพลังงานจากต่างประเทศ เกดิ การอนรุ ักษ์ พลังงาน และการใชพ้ ลงั งานอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ อันจะนำไปสกู่ ารพัฒนาพลังงานท่ียงั่ ยนื ต่อไป 2. สมรรถนะประจำหนว่ ย 1.นักเรยี นสามารถบอกสถานการณพ์ ลงั งานของประเทศไทยได้ 2.นักเรียนสามารถอธิบายนโยบายพลงั งานของประเทศไทยได้ 3.นักเรยี นสามารถวเิ คราะหน์ โยบายประหยดั พลงั งานได้ 4.นกั เรยี นสามารถตระหนักในความสำคญั ของการอนุรกั ษพ์ ลังงาน 5.นกั เรียนสามารถเสนอแนวทางในการช่วยใหแ้ ผนอนุรกั ษพ์ ลงั งานสมั ฤทธผิ ลได้ 6.นักเรียนสามารถวิเคราะห์แผนบรู ณาการพลงั งาน 21 ปี (พ.ศ. 2558-2579) ได้ 3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1.บอกสถานการณ์พลงั งานของประเทศไทยได้ 2.อธบิ ายนโยบายพลังงานของประเทศไทยได้ 3.วิเคราะห์นโยบายประหยัดพลังงานได้ 4.ตระหนกั ในความสำคญั ของการอนรุ ักษพ์ ลังงาน 5.เสนอแนวทางในการช่วยให้แผนอนรุ กั ษ์พลงั งานสัมฤทธผิ ลได้ 6.วเิ คราะห์แผนบูรณาการพลงั งาน 21 ปี (พ.ศ. 2558-2579) ได้ 7. มีการพฒั นาคณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผูส้ ำเร็จการศกึ ษา สำนักงาน คณะกรรมการการอาชวี ศึกษา ท่ีครูสามารถสงั เกตได้ขณะทำการสอนในเรือ่ ง 7.1 ความมีมนุษยสมั พันธ์ 7.2 ความมีวนิ ยั 7.3 ความรบั ผิดชอบ 7.4 ความซ่ือสัตย์สจุ ริต 7.5 ความเช่อื ม่ันในตนเอง 7.6 การประหยดั 7.7 ความสนใจใฝร่ ู้ 7.8 การละเวน้ สงิ่ เสพตดิ และการพนัน 7.9 ความรักสามัคคี 7.10 ความกตัญญกู ตเวที 7.11 แตง่ กายตามขอ้ ตกลง ตรงเวลา รกั ษาสง่ิ แวดล้อม ใจอาสา

177 4. สาระการเรยี นรู้ 1.สถานการณ์พลังงานของประเทศไทย 2.นโยบายพลงั งานของประเทศไทย นโยบายพลงั งาน 4.0 3.นโยบายประหยัดพลังงาน 4.แผนอนรุ ักษ์พลังงาน 20 ปี (พ.ศ. 2554-2573) 5.แผนบูรณาการพลังงาน 21 ปี (พ.ศ. 2558-2579) 5. กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สัปดาห์ที่...12........) ข้ันนำเขา้ สู่บทเรียน 1.ครสู นทนากบั ผเู้ รียนวา่ ประเทศไทยมีเศรษฐกจิ ใหญเ่ ป็นลาํ ดับที่สองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความต้องการพลงั งานสว่ นใหญ่รวมศูนย์อย่ใู นพนื้ ทบี่ ริเวณกรงุ เทพมหานครและปรมิ ณฑล ประเทศไทยยังเปน็ ฐาน การผลิตอุตสาหกรรมหนกั จำนวนมาก และมนี ักทอ่ งเทีย่ วจำนวนมากในหลายจังหวัดท่ัวประเทศ ประเทศไทยเติบโต อย่างรวดเรว็ และมจี ํานวนชนชั้นกลางเพิม่ ขน้ึ ด้วยเหตุนปี้ ระเทศไทยจงึ เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสรา้ ง ซง่ึ จะ สง่ ผลตอ่ รปู แบบของการใชพ้ ลงั งานของประเทศในอนาคต 2.ผู้เรียนยกตวั อย่างการจัดทำโครงการรณรงค์ส่งเสริมต่างๆ ที่เก่ียวกบั การประหยัดพลงั งาน ขน้ั สอน 3.ผเู้ รียนแบ่ง 4 กลุม่ เพือ่ ศึกษานโยบายพลงั งาน ดังน้ี กลุ่มท่ี 1 สถานการณ์พลงั งานของประเทศไทย กลมุ่ ที่ 2 นโยบายพลงั งานของประเทศไทย นโยบายพลงั งาน 4.0 กลุ่มท่ี 3 นโยบายประหยัดพลงั งาน กลุ่มท่ี 4 แผนอนรุ กั ษพ์ ลังงาน 20 ปี (พ.ศ. 2554-2573) กลุม่ ท่ี 5 แผนบรู ณาการพลังงาน 21 ปี (พ.ศ. 2558-2579) โดยจัดทำลงในกระดาษ คล้ายกระดาษวาดแบบเสอ้ื บางๆ สีขาว ขนาดใหญ่พอควร วาดภาพและ ระบายสใี ห้สวยงาม และให้ตวั แทนกลมุ่ ออกมานำเสนอหน้าชั้นเรยี น 4.ครแู ละผู้เรยี นใชเ้ ทคนคิ การสอนแบบ Discussion Method เปน็ การจดั การเรยี นรแู้ บบอภปิ ราย เกยี่ วกับนโยบายพลงั งาน พร้อมสอ่ื Power Point ประกอบ 5.ผ้เู รยี นแบง่ เปน็ กลุ่มละ 5-6 คน ศึกษานโยบายพลังงาน แล้วเลอื กทำโครงการที่สนใจ ดงั นี้ -กำหนดชือ่ โครงการมา 1 โครงการ -รายละเอียดโครงการ -ขอ้ บกพรอ่ ง/ปัญหาของการจดั การพลงั งาน -แนวทางในการประหยดั พลังงาน -ขน้ั ตอนในการจัดทำโครงการ 6.ครใู ชเ้ ทคนคิ วธิ ีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมอื (Cooperative Learning) หมายถงึ กระบวนการ เรยี นรู้ท่ีจัดใหผ้ ู้เรียนได้รว่ มมือและช่วยเหลอื กนั ในการเรียนรู้โดยแบง่ กลุม่ ผเู้ รยี นทม่ี ีความสามารถตา่ งกันออกเป็น

178 กลุม่ เลก็ ซึ่งเป็นลกั ษณะการรวมกลุ่มอยา่ งมีโครงสร้างท่ีชัดเจน มีการทำงานรว่ มกนั มกี ารแลกเปล่ียนความคดิ เห็นมี การช่วยเหลอื พึ่งพาอาศัยซง่ึ กันและกัน มีความรบั ผิดชอบรว่ มกันทั้งในสว่ นตนและส่วนรวมเพ่ือใหต้ นเองและสมาชกิ ทกุ คนในกลุม่ ประสบความสำเร็จตามเปา้ หมายท่ีกำหนดไว้ ดังน้ี 1) แบ่งผเู้ รียนเปน็ กลุ่มๆ ละ 5-6 คน 2) สืบค้นขอ้ มลู ในหัวขอ้ 1.สถานการณ์พลังงานของประเทศไทย 2.นโยบายพลงั งานของประเทศไทย นโยบายพลงั งาน 4.0 3.นโยบายประหยดั พลงั งาน 4.แผนอนรุ ักษ์พลงั งาน 20 ปี (พ.ศ. 2554-2573) 5.แผนบูรณาการพลังงาน 21 ปี (พ.ศ. 2558-2579) 3) นำขอ้ มลู ทไ่ี ดม้ าอภิปรายร่วมกัน นำเสนอและแลกเปล่ียนเรียนรู้ 7.ครใู ห้ความร้เู พ่มิ เติมในการทำบัญชีรายรบั -รายจา่ ย ซึ่งเปน็ การจดบันทกึ เหตกุ ารณ์ต่าง ๆ เกยี่ วกับ การเงินหรือบางส่วนเก่ยี วขอ้ งกับการเงนิ โดยผ่านการวิเคราะห์ จัดประเภทและบันทกึ ไว้ในแบบฟอร์มทกี่ ำหนด เพ่ือ แสดงฐานะการเงนิ และผลการดำเนินงานของตนเองหรอื ครอบครัวในช่วงระยะเวลาหนึง่ เป็นวิธีช่วยตรวจสอบการใช้ จ่ายของครอบครัววา่ มรี ายจ่ายสมดุลกบั รายรับ และใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลตามความจำเปน็ พอเหมาะกบั สภาพ ครอบครวั หรอื ไม่ หากสามารถปรบั เปลีย่ นพฤติกรรมการบริโภค เพ่ือลดรายจ่ายท่ีไมจ่ ำเป็นเกนิ ตนได้ จะช่วยใหม้ เี งิน เกบ็ ออมเพอื่ เป็นรากฐานสรา้ งภมู คิ มุ้ กันทีดีในชวี ิตได้ ขั้นสรุปและการประยกุ ต์ 8.ครใู ช้คำถามหรือกำหนดปัญหาโดยให้ผูเ้ รยี นระดมสมองชว่ ยกนั คิดหาคำตอบแล้วอธิบายคำตอบใหเ้ พือ่ น ทกุ คนในกลุ่มของตนเองเข้าใจ 9.ครูและผู้เรียนสรปุ เนือ้ หานโยบายพลังงาน โดยการถามตอบ และทำกิจกรรม 10.ผเู้ รียนตอบคำถาม ทำกจิ กรรมใบงาน และทำแบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ 6. สอื่ และแหล่งการเรยี นรู้ 1.หนังสอื เรียน วชิ าพลงั งาน ทรัพยากรและสง่ิ แวดลอ้ ม ของสำนักพิมพ์เอมพนั ธ์ 2.ส่อื Power Point, วดี ีทัศน์ 3.กิจกรรมการเรียนการสอน 4.รูปภาพประกอบ 5.แบบประเมนิ ผลการเรียนรู้ 7.หลักฐานการเรยี นรู้ 1.บนั ทกึ การสอนของผสู้ อน 2.ใบเช็ครายชือ่ 3.แผนจัดการเรยี นรู้ 4.การตรวจประเมินผลงาน

179 8.การวดั และประเมนิ ผล 8.1 วธิ กี าร 1. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล 2. ประเมินพฤติกรรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลุ่ม 3. สังเกตพฤติกรรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่ 4 ตรวจกจิ กรรมส่งเสริมคณุ ธรรมนำความรู้ 5. ตรวจแบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ แบบฝึกปฏบิ ัติ 6. ตรวจกิจกรรมใบงาน 7. การสงั เกตและประเมนิ พฤตกิ รรมดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ 8.2 เคร่ืองมือ 1. แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. แบบประเมนิ พฤติกรรมการเข้ารว่ มกจิ กรรมกลุ่ม (โดยครู) 3. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลุม่ (โดยผู้เรยี น) 4. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ และแบบฝึกปฏิบัติ 5. แบบประเมนิ กจิ กรรมใบงาน 6. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ โดยครูและผู้เรียนร่วมกัน ประเมนิ 8.3 เกณฑ์ 1. เกณฑ์ผ่านการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล ตอ้ งไม่มีชอ่ งปรบั ปรงุ 2. เกณฑผ์ ่านการประเมินพฤติกรรมการเข้ารว่ มกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (50 % ขึ้นไป) 3. เกณฑ์ผา่ นการสังเกตพฤติกรรมการเข้ารว่ มกจิ กรรมกลุม่ คอื ปานกลาง (50% ขน้ึ ไป) 4. แบบประเมนิ ผลการเรียนรู้มีเกณฑ์ผา่ น และแบบฝกึ ปฏบิ ตั ิ 50% 5. แบบประเมินกิจกรรมใบงานมีเกณฑ์ผ่าน 50% 6. แบบประเมนิ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ คะแนนข้ึนอยู่ กับการประเมินตามสภาพจริง

180 9.บนั ทกึ ผลหลังการจัดการเรยี นรู้ 9.1 ขอ้ สรปุ หลังการจดั การเรยี นรู้ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. 9.2 ปัญหาทพี่ บ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. 9.3 แนวทางแก้ปัญหา .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................

ใบความรู้ท่ี .....9 181 หลกั สูตร ประกาศนียบตั รวชิ าชพี หน่วยที่ 9 รหสั 20001-1002 พลังงาน ทรพั ยากร และสิง่ แวดล้อม สอนครงั้ ที่ 12 ช่ือเรื่อง เรอื่ ง นโยบายพลงั งาน เวลา......2............ชม. 2. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1. ผู้เรียนเข้าใจนโยบายพลงั งาน 2. ผู้เรยี นเขา้ ใจแผนยทุ ธศาสตรก์ ารอนุรกั ษ์พลังงานของประเทศไทย 2. สมรรถนะ 1.อธิบายนโยบายพลงั งานในภาพรวมได้ 2.วเิ คราะหน์ โยบายและแผนพัฒนาพลังงานของประเทศทัง้ ระยะสน้ั และระยะยาวได้ 3.อธบิ ายนโยบายพลงั งานสำหรับการนำเข้าพลังงานได้ 4.เสนอแนวทางในการช่วยให้แผนยทุ ธศาสตรก์ ารอนรุ กั ษ์พลังงานของประเทศไทยสัมฤทธิ์ ผลได้ 5.ตระหนักในความสำคัญของการอนรุ ักษพ์ ลงั งาน 3. เนอ้ื หาสาระ 1. หลกั การในการกำหนดนโยบายพลังงาน การกำหนดนโยบายพลงั งานของประเทศไทยเปน็ การกำหนดกรอบและแนวทางในการดำเนนิ งานดา้ น พลงั งานของประเทศ ซึ่งการกำหนดนโยบายพลงั งานน้ัน อาศัยกรอบแนวคดิ ของการพัฒนาทีย่ ่ังยนื ท่ีจะทำให้เกิด ความมั่นคงดา้ นพลงั งาน ลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ เกิดการอนรุ กั ษ์พลงั งานและการใช้พลงั งานอย่างมี ประสทิ ธิภาพ รวมท้ังเกดิ ความสมดุลต่อระบบเศรษฐกจิ สงั คม เกิดการอนรุ กั ษ์สิ่งแวดลอ้ มดว้ ย โดยการกำหนด นโยบายพลังงานของประเทศไทย ได้คำนึงถงึ หลกั การดังนี้ (1) การมีส่วนร่วมของภาครฐั และภาคประชาชนในการกำหนดนโยบายและการบรหิ ารจดั การดา้ นพลังงาน โดยเป็นการทำงานในลกั ษณะบรู ณาการ (2) มีนโยบายและการกำกับดูแลที่ชดั เจน เช่ือถือได้ เพราะโครงการด้านพลังงานเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ ต้องใชเ้ งินลงทนุ สูง และใช้ระยะเวลาในการดำเนินงาน (3) นโยบายดา้ นพลังงานควรยดึ ม่นั ในการแข่งขันของระบบการคา้ เสรี ที่ให้ความเปน็ ธรรมกับทุกฝา่ ย (4) ทกุ ส่วนทเ่ี กยี่ วข้องไม่วา่ จะเปน็ ผู้ผลติ ผจู้ ำหน่าย และผใู้ ช้ตอ้ งร่วมกันรบั ผดิ ชอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทางธรรมชาตแิ ละทางสงั คม (5) มีระบบขอ้ มูลสารสนเทศท่ีสมบูรณ์ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบาย

182 นโยบายดา้ นพลังงาน การกำหนดนโยบายด้านพลังงาน ได้แก่ เป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน การตรวจสอบและ วเิ คราะห์การอนรุ ักษ์พลงั งาน วิธีปฏิบัติในการอนุรกั ษ์พลงั งาน การกำหนดระดับการใชพ้ ลังงานในเคร่ืองจักรและ อุปกรณ์ รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อให้การอุดหนุนช่วยเหลือในการอนุรักษ์ พลังงานเป็นตน้ นโยบายว่าดว้ ยพลงั งานของไทย สามารถสรุปได้ 4 ประการคอื 1. ตอ้ งจัดหาพลงั งานใหพ้ อใช้ มีคณุ ภาพ มีความม่นั คง และราคาไม่แพง และต้องให้มกี ารกระจายแหลง่ และชนดิ ของพลงั งานได้หลากหลาย 2. ชักจงู ให้ประชาชนและโรงงานประหยดั พลงั งาน ถา้ จะใชก้ ใ็ ห้ใช้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ และอาจมีมาตรการ บงั คบั ใหป้ ระหยดั ดว้ ย โดยออกเปน็ กฎหมาย 3. สง่ เสรมิ ให้บริษัทเอกชน มาร่วมผลิตพลงั งานเพือ่ ลดภาระของรัฐ ทำให้เกิดการแขง่ ขันมากขึน้ ผู้ซื้อมี ทางเลอื กมากขนึ้ ได้บรกิ ารทด่ี ีข้นึ และราคาเปน็ ธรรม 4. ตอ้ งมผี ลกระทบตอ่ สิง่ แวดล้อมนอ้ ย เชอื้ เพลงิ ใดท่ีมีมลพษิ มาก ต้องมีมาตรการกำจัดออกให้ปลอดภยั กอ่ นทจ่ี ะปลอ่ ยทิง้ แนวทางการดำเนนิ งานแผนยทุ ธศาสตร์การอนรุ ักษ์พลงั งานตามมติคณะรัฐมนตรีเมอ่ื วนั ท่ี 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 ในชว่ งปี พ.ศ. 2545-2554 ซ่ึงมีสาระสำคัญ คือ 1. ดา้ นการอนรุ กั ษ์พลังงาน ประกอบด้วยการอนรุ ักษ์พลังงานในโรงงาน/อาคาร และท่อี ยู่อาศัย มงุ่ ส่งเสรมิ การฝึกอบรมทักษะ และการให้ความรู้เรอื่ งการอนรุ กั ษพ์ ลงั งาน การพัฒนา 2. บคุ ลากรอนุรกั ษ์พลงั งานในสาขาขนส่ง มุง่ เน้นการเพิ่มประสทิ ธิภาพการจดั การจราจร และ การขนสง่ คน และสินคา้ ตามขั้นตอนการดำเนนิ งานตาม พ.ร.บ.การสง่ เสริมการอนรุ กั ษ์พลงั งาน พ.ศ. 2535 3. ด้านการใช้พลงั งานหมนุ เวียน มงุ่ สนบั สนุนใหท้ นุ การศึกษา ทุนวิจยั และทุนพัฒนา นักวิจัยใน แตล่ ะเทคโนโลยี และเร่งสรา้ งเครือข่ายการทำงานร่วมกันระหว่างหนว่ ยงานภาครัฐเอกชน นักวชิ าการ และผู้แทน ประชาชน และใหบ้ ริการขอ้ มูลในดา้ นพลงั งานหมุนเวียน 4. ด้านการพฒั นาบุคลากร เพ่ือเพิ่มจำนวน และคุณภาพของบุคลากรให้เพียงพอในการนำ เปา้ หมายของแผนอนุรักษพ์ ลังงานไปสู่การปฏิบตั ิ โดยมงุ่ ดำเนินการให้เกดิ องค์ความรูด้ ้านการอนรุ กั ษพ์ ลังงาน และ การใชพ้ ลงั งานหมนุ เวยี น 5. ด้านการประชาสมั พันธ์ ดำเนนิ การประชาสมั พนั ธใ์ หป้ ระชาชนทั่วไปทราบถงึ ความสำคัญ และ ผลกระทบของการใช้พลงั งานอย่างมปี ระสทิ ธิภาพที่มีตอ่ เศรษฐศาสตร์ สังคมและสิง่ แวดลอ้ ม พรอ้ มท้งั เผยแพร่วธิ ีการประหยัดพลงั งานทีท่ ำได้ง่ายในชวี ิตประจำวัน 2. นโยบายและแผนพัฒนาพลังงานของประเทศ ดว้ ยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแหง่ ชาติ เมื่อวนั ที่ 6 พฤศจิกายน 2549 และคณะรัฐมนตรเี ม่อื วนั ที่ 21 พฤศจิกายน 2549 ไดม้ ีมตเิ ห็นชอบนโยบายและแผนพฒั นาพลงั งานของประเทศ โดยมสี าระสำคัญ ดงั น้ี

183 ระยะสั้น เริ่มดำเนนิ การทันทีภายในรัฐบาลพลเอกสรุ ยทุ ธ์ จลุ านนท์ 1. ปรับโครงสรา้ งการบริหารกิจการพลงั งานใหเ้ หมาะสมเพอ่ื ให้การบริหารจดั การพลังงานของประเทศมี ประสิทธภิ าพสงู สุด • ยกร่างและเรง่ ดำเนินการเพอื่ ให้มีพระราชบญั ญัตปิ ระกอบกิจการพลงั งาน เพอื่ แยกงานนโยบาย และการกำกับดแู ลออกจากกนั ให้มีความชัดเจน โดยให้การกำกบั ดแู ลกจิ การพลังงานครอบคลมุ ถึง กิจการไฟฟา้ และกา๊ ซธรรมชาติ และมกี ารจดั ต้ังองค์กรอสิ ระกำกบั ดแู ล • เสนอการแก้ไขพระราชกฤษฎีกา กำหนดอำนาจ สทิ ธิและประโยชนข์ อง บรษิ ทั ปตท. จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2544 เพื่อโอนอำนาจรฐั ให้มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ • เร่งผลกั ดนั ปรับปรงุ แก้ไข กฎหมายด้านพลังงานอืน่ ๆ เชน่ พ.ร.บ. ปิโตรเลียม พ.ศ. 2515 และ พ.ร.บ. เพอ่ื สง่ เสริมการอนรุ กั ษพ์ ลังงาน พ.ศ. 2535 เปน็ ต้น ทง้ั นี้ เพือ่ แกป้ ัญหาและอปุ สรรค ตลอดจนทำใหเ้ กิดความคล่องตัวในการดำเนนิ การด้านพลงั งาน 2. การจดั หาพลังงาน เพ่อื ใหพ้ ลังงานมคี วามเพียงพอและมน่ั คง • เร่งรัดและสง่ เสริมการสำรวจและพฒั นาแหล่งเชอ้ื เพลิงพลังงาน o ส่งเสริมการสำรวจพฒั นาแหลง่ เชอ้ื เพลงิ ปโิ ตรเลยี มทงั้ ในประเทศและเขตพื้นท่ีทับซ้อนกับ ประเทศเพ่อื นบ้าน ▪ เรง่ จัดหากา๊ ซธรรมชาตใิ นอ่าวไทยเพมิ่ เติม จากแหล่งยูโนแคล แหล่งอาทิตย์ แหล่งบงกช แหลง่ ไพลนิ และแหล่งก๊าซในเขตพนื้ ที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) ▪ พฒั นาโครงขา่ ยท่อก๊าซธรรมชาตกิ บั ประเทศเพอื่ นบ้าน ไดแ้ ก่ สหภาพพมา่ แหล่ง M7/M9 และ A1 และประเทศอินโดนีเซีย แหล่งนาทูนา่ และหรอื LNG จาก ตา่ งประเทศ ▪ เรง่ รัดการเจรจาตกลงเก่ยี วกับการพัฒนาทรพั ยากรปโิ ตรเลยี มในเขตไหลท่ วีปทับ ซ้อนไทย - กัมพูชา o สง่ เสรมิ บทบาทของ ปตท.สผ. ในการสำรวจพฒั นาแหลง่ ปโิ ตรเลียมท้ังในประเทศและ ต่างประเทศ • ปรบั ปรงุ แผนพฒั นากำลังการผลติ ไฟฟ้าของประเทศ o ปรบั ค่าพยากรณ์ไฟฟ้าใหเ้ หมาะสมและสอดคลอ้ งกับภาวะเศรษฐกิจ เพื่อใหก้ ารลงทนุ ด้าน กจิ การไฟฟ้าเปน็ ไปอยา่ งเหมาะสมและเพียงพอตอ่ ความตอ้ งการใช้ o ส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนให้มีสว่ นร่วมในการผลติ ไฟฟ้าเพิม่ ขนึ้ โดยเร่งรัดการออก ประกาศเชญิ ชวนการรับซอื้ ไฟฟา้ จากผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (IPP)

184 o กระจายแหล่งและชนดิ เชือ้ เพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า รวมถงึ การรบั ซอื้ ไฟฟ้าจากประเทศ เพื่อนบ้าน เพอื่ ความมั่นคงดา้ นพลังงาน เสถียรภาพของราคาโดยคำนงึ ถงึ ต้นทุนการผลติ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และประโยชน์ต่อผู้บรโิ ภค 3. สง่ เสริมใหม้ กี ารใช้พลงั งานอยา่ งประหยัดและมปี ระสิทธิภาพ • กำหนดเป้าหมายและเร่งดำเนินการอนุรักษ์พลงั งานท้ังภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อให้ เกดิ ผลในทางปฏบิ ัตอิ ย่างจริงจงั และต่อเนื่อง และปลกู ฝังใหเ้ กิดการใชพ้ ลังงานอยา่ งรคู้ ณุ ค่า เช่น การเลือกซอื้ อปุ กรณท์ ี่ตดิ ฉลากแสดงประสิทธภิ าพการใช้พลังงาน เป็นต้น • จดั ตง้ั องคก์ รหลักในการผลกั ดันและการบรหิ ารจดั การดา้ นการใช้พลงั งาน (National Demand Side Management Office) เพอ่ื ใหก้ ารดำเนินการสง่ เสริมการประหยัดพลังงานเป็นไปอย่าง คล่องตัว มีประสิทธภิ าพ มีความตอ่ เน่อื ง • เรง่ ดำเนินการกำหนดมาตรฐานการประหยัดพลังงานของอปุ กรณ์ เครื่องจักร และเคร่อื งยนตท์ ใ่ี ช้ พลงั งาน รวมท้ัง ดำเนนิ การตดิ ฉลากอปุ กรณ์ท่ีได้กำหนดมาตรฐานไว้แล้ว • สง่ เสรมิ การใชร้ ะบบขนส่งมวลชนใหม้ ากขน้ึ โดยจัดเตรียมพ้ืนที่จอดรถในลักษณะ Park & Ride และอำนวยความสะดวก โดยเตรียม Feeder ใหบ้ ริการเดนิ ทางเข้าสเู่ มือง • สนับสนนุ ใหม้ ีการรบั ซื้อไฟฟ้าจากผผู้ ลิตไฟฟ้าด้วยระบบผลิตไฟฟา้ และความรอ้ นร่วมกนั (Cogeneration) ซงึ่ เป็นระบบการผลิตไฟฟ้าที่มีประสิทธภิ าพ โดยผ่านระเบียบการรบั ซ้อื ไฟฟา้ จาก ผ้ผู ลิตไฟฟ้าขนาดเลก็ (SPP) และระเบยี บการรับซอื้ ไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ใน ปริมาณทเ่ี หมาะสม • รเิ ร่มิ มาตรการประหยดั พลังงานในภาคขนส่ง ได้แก่ การพัฒนาระบบขนสง่ มวลชน ระบบ Logistics และการพฒั นายานยนต์ประหยดั พลงั งาน เปน็ ตน้ 4. ส่งเสรมิ พลงั งานทดแทนทเี่ หมาะสมกบั ประเทศ เพ่อื กระจายชนดิ เชอ้ื เพลิงและลดการพงึ่ พาการนำเข้าพลงั งาน • สง่ เสรมิ การใชก้ ๊าซธรรมชาติ (NGV) ก๊าซโซฮอล์ (Gasohol) และไบโอดเี ซล (Biodiesel) ทดแทน น้ำมนั เชื้อเพลิงในภาคขนสง่ ตามความเหมาะสมกับศกั ยภาพด้านการพฒั นาพลงั งานทดแทนของ ประเทศ • สนับสนนุ ใหม้ กี ารรับซอื้ ไฟฟา้ จากพลังงานหมุนเวยี น เชน่ วสั ดุเหลอื ใช้จากการเกษตร ของเสยี จาก อตุ สาหกรรม ก๊าซชวี ภาพ ขยะ ลม พลงั งานแสงอาทิตย์ ในสดั สว่ นและราคาทเ่ี หมาะสม โดย เร่ง ออกประกาศขยายปรมิ าณการรับซือ้ ไฟฟ้าจากผู้ผลติ ขนาดเลก็ มาก (VSPP) และการกำหนดราคา รับซื้อ ไฟฟา้ สว่ นเพิม่ จากราคาตามระเบียบ • จัดตัง้ องค์การมหาชนเพอื่ ดำเนินการสง่ เสรมิ การใชพ้ ลงั งานหมุนเวยี นในชมุ ชนใหเ้ กดิ ข้นึ อยา่ ง จรงิ จังและยัง่ ยนื เนอ่ื งจากการดำเนินการจะเป็นไปอย่างคลอ่ งตัวและมีประสทิ ธิภาพ • สนบั สนุนการศึกษาวจิ ยั และพฒั นาพลงั งานทดแทนเชิงนโยบาย เพ่ือหาแนวทางที่เหมาะสม ในการ พัฒนาพลงั งานทดแทนของประเทศ

185 • เผยแพรใ่ ห้ความรเู้ พ่ือใหป้ ระชาชนรูจ้ ักและม่นั ใจการเลอื กใชเ้ ชอื้ เพลิงอื่นเชน่ NGV ก๊าซโซฮอล์ และไบโอดีเซล รวมทัง้ ประชาสัมพนั ธ์เพ่อื สร้างความรู้ ความเขา้ ใจเก่ียวกบั ความจำเปน็ ในการ ส่งเสรมิ และพฒั นาพลังงานทางเลอื กอ่ืนๆ เช่น ถ่านหิน และอืน่ ๆ 5. กำหนดโครงสร้างราคาพลงั งาน เพื่อให้การกำหนดราคาพลงั งานโปรง่ ใส เป็นธรรม และสะทอ้ นต้นทุนที่แท้จรงิ • กำกบั ดแู ลใหก้ ารกำหนดราคาน้ำมันเช้อื เพลิงเป็นไปตามกลไกตลาดที่เสรี โปรง่ ใส และเปน็ ธรรม • เร่งดำเนินการเพ่อื ลดภาระหนส้ี นิ กองทนุ นำ้ มนั เช้ือเพลิงและวางกรอบแนวทางการใช้งบประมาณ ของกองทนุ นำ้ มันเชอ้ื เพลงิ ในอนาคต • ปรับโครงสรา้ งราคาและการชดเชยก๊าซหงุ ต้ม (LPG) เพือ่ ให้ราคาสะท้อนตน้ ทนุ และลดการ บดิ เบอื นของการใช้กา๊ ซหุงตม้ ทไ่ี มเ่ หมาะสม • ปรบั วิธีการคำนวณคา่ Ft ใหม้ ีความเหมาะสมและเป็นธรรมย่งิ ข้นึ โดยใหม้ กี ารส่งผา่ นตน้ ทุนค่า เช้อื เพลิง และคา่ ซื้อไฟฟา้ ภายใตก้ ารดำเนนิ งานทมี่ ปี ระสิทธิภาพ • กำกบั ดแู ลอัตราค่าตอบแทนในการจัดหา คา่ ผ่านท่อ และการจำหนา่ ยกา๊ ซธรรมชาติ ใหม้ ีความ ชดั เจน โปรง่ ใส และเป็นธรรมต่อผู้บรโิ ภค • ติดตามและกำกับดูแลราคาพลังงานทดแทน (NGV, Gasohol, Biodisel) ให้สะทอ้ นต้นทุนและเปน็ ธรรมแก่ผู้บริโภค 6. กำหนดมาตรการดา้ นพลงั งานสะอาด เพือ่ ลดผลกระทบส่ิงแวดลอ้ มทีเ่ กดิ ขน้ึ จากการประกอบกิจการพลงั งานใน รปู แบบต่างๆ • กำหนดมาตรฐานคุณภาพนำ้ มนั สำเรจ็ รูปให้สงู ข้ึนอยา่ งเหมาะสม เพ่อื ให้สอดคล้องกับการจดั การ ดา้ นส่งิ แวดลอ้ มของประเทศ • ใหค้ วามสำคญั ในการลดผลกระทบด้านสง่ิ แวดล้อมจากการพฒั นาธรุ กจิ พลังงาน โดยให้ ผผู้ ลิต ผู้ จำหนา่ ย และผใู้ ชร้ ่วมรับผิดชอบค่าใช้จา่ ยในการปอ้ งกนั และแกไ้ ขปญั หาสิ่งแวดล้อม • ปฏบิ ัตติ ามพันธกรณีด้านส่งิ แวดล้อมที่ให้สัตยาบนั ไว้กับมิตรประเทศ • ร่วมมือกบั นานาประเทศในการดำเนินการดา้ นสิ่งแวดล้อมท่ีเกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการ พลงั งาน เพ่ือให้เกดิ การพฒั นาพลงั งานอยา่ งยง่ั ยนื • เรง่ ผลกั ดนั กลไกการพัฒนาทสี่ ะอาด (CDM) เพ่ือส่งเสริมให้เกิดการใชพ้ ลงั งานอย่างมี ประสทิ ธภิ าพ และช่วยใหม้ ีการใชพ้ ลังงานหมนุ เวยี นเพมิ่ ขึ้น 7. สง่ เสริมใหภ้ าคเอกชนและประชาชนมสี ่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย เพอื่ ความเขา้ ใจและร่วมมือกันพฒั นา พลงั งานของประเทศ • สง่ เสริมการมีสว่ นร่วมในการกำหนดนโยบายและมาตรการด้านพลังงาน เพือ่ ให้การพฒั นาพลงั งาน เปน็ การพัฒนาอยา่ งยงั่ ยืน

186 • สง่ เสริมการมีส่วนรว่ มในการพัฒนาพลังงานชมุ ชน เชน่ การผลิตไฟฟา้ และไบโอดเี ซลชุมชน อนั เปน็ การสอดคล้องกบั การพัฒนาเศรษฐกิจแบบพอเพยี ง ระยะยาว : เร่มิ ดำเนนิ การศึกษา วิจัยเพือ่ วางรากฐานการบริหารจดั การพลงั งานแบบย่ังยืนและ สอดคลอ้ งตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพยี ง โดยจะดำเนินการในเรอื่ งตา่ งๆ ดังน้ี 8. จัดหาพลังงาน • กำหนดมาตรการที่กอ่ ให้เกิดการพฒั นาและจัดหาพลงั งานของประเทศที่ทำใหเ้ กิดความม่นั คง มีใช้ อยา่ งพอเพียงและท่ัวถึง และลดการนำเขา้ พลงั งานจากต่างประเทศ • สนับสนุนส่งเสรมิ การใชพ้ ลงั งานทดแทน และศึกษาวิจัยพฒั นาพลงั งานทางเลอื กอ่ืนๆ 9. พัฒนาพลงั งานแบบย่ังยนื • ใหค้ วามสำคัญในการนำเทคโนโลยีสมัยใหมม่ าใชใ้ นการพัฒนาพลังงาน ควบคไู่ ปกับลดผลกระทบ ดา้ นสงิ่ แวดลอ้ มจากการพัฒนาธุรกิจพลังงาน • ปฏิบตั ติ ามพนั ธกรณีดา้ นส่งิ แวดลอ้ มท่ใี ห้สัตยาบนั ไวก้ ับมิตรประเทศ • ให้ผู้ผลติ ผจู้ ำหนา่ ย และผใู้ ช้เข้ามามีส่วนรว่ มในการรับผดิ ชอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม • ใหป้ ระชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพลังงาน 10 ใช้พลังงานอย่างมปี ระสิทธิภาพ • สนบั สนุนหน่วยงานอืน่ ในการพัฒนาโครงการที่สง่ ผลในการลดใชพ้ ลงั งาน โดยเฉพาะน้ำมนั ได้แก่ การพัฒนาระบบขนส่งมวลชน ระบบ Logistics การพฒั นายานยนตป์ ระหยดั พลงั งาน เปน็ ต้น 11. สง่ เสริมการแข่งขนั ในธุรกจิ พลังงาน สง่ เสริมการแข่งขนั ในธุรกิจพลังงานเพ่ือให้เกดิ ประสิทธิภาพและความเปน็ ธรรม โดยมรี ะบบ กำกบั ดูแลการประกอบกิจการทม่ี ีประสทิ ธิภาพและสร้างความเปน็ ธรรมใหแ้ กผ่ บู้ ริโภค 3. นโยบายพลังงานสำหรับการนำเขา้ พลังงาน ความมน่ั คงดา้ นพลังงาน หรือ Energy Security ได้กลายมาเปน็ สัญญาณเตือน สำหรับผู้ กำหนด นโยบายพลังงาน ของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงาน อาจกล่าวได้ว่า นับตั้งแต่เกิด วิกฤตการณ์นำ้ มันเม่ือปี พ.ศ. 2516 หลายๆ ประเทศไดใ้ ห้ความสำคญั กับแนวคิดเร่อื ง ความมนั่ คงด้านพลังงาน เพิ่ม มากขนึ้ เรือ่ ยๆ อย่างไรก็ตาม สำหรบั บางประเทศถือวา่ เปน็ ประเด็นปัญหาในชว่ งสั้นๆ ที่เกิดวกิ ฤตเท่านัน้ แต่สำหรับ

187 บางประเทศ กลายเป็นปัญหา ในการจัดการพลังงาน ให้เป็นไปอย่างยั่งยืน ความหมายของความมั่นคง ทางด้าน พลังงาน จึงแตกตา่ งกันออกไป ในปัจจบุ ันไม่ใช่ประเทศ ผู้นำเขา้ พลังงาน เพยี งฝา่ ยเดียว ทจ่ี ะตอ้ งคำนึงถึง การจัดหา พลังงาน เพื่อความมั่นคงเท่านั้น แม้แต่ประเทศผู้ส่งออกพลังงาน หลายๆ ประเทศก็เริ่มห่วงใยถึงอนาคตว่า สักวัน หนึ่งประเทศของตน อาจกลายเป็นประเทศผ้นู ำเข้าพลงั งานก็ได้ ดงั นั้น จึงมีความจำเปน็ ตอ้ งมีความร่วมมือ ทั้งจาก ภาครัฐบาลและเอกชน ในระดับประเทศ รวมไปถึงความร่วมมือ ระหว่างประเทศ ในระดับภูมิภาค เพื่อช่วยเหลือ และเสริมสรา้ งความม่ันคง ดา้ นพลงั งานซึง่ กันและกัน ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤตการณ์น้ำมันในปี พ.ศ. 2516 เช่นเดียวกันประเทศนำเข้าพลังงานอื่นๆ วิกฤตการณ์ในครั้งนัน้ ได้ก่อให้เกิดภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ รัฐบาลจึงได้ออกพระราชกำหนด แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ขึ้น โดยให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการกำหนด มาตรการเกี่ยวกับการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งในช่วงนั้นได้มีการกำหนดมาตรการ อย่างเข้มงวดเพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลง เช่น การกำหนดเวลาปิด-เปิดโรงงาน โรงภาพยนตร์ สถานบันเทิง สถานบรกิ ารตา่ งๆ เปน็ ตน้ จนกระทงั่ สถานการณก์ ลบั คนื ส่สู ภาวะปกติ ในช่วงปี พ.ศ. 2523 – 2527 เป็นช่วงที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเขา้ พลงั งานจากตา่ งประเทศใน สัดส่วนที่ สงู ถึงร้อยละ 90 ของความต้องการพลังงานทงั้ หมดของประเทศ ดว้ ยเหตุน้รี ัฐบาลจึงเรง่ รัดใหม้ กี ารสำรวจและพัฒนา แหลง่ พลังงานในประเทศขึน้ มาใชป้ ระโยชน์ แตเ่ น่ืองจากประเทศไทยมแี หล่งสำรองพลังงานไม่มากนักจงึ ยังตอ้ งพึ่งพา พลงั งานจากต่างประเทศ อยา่ งไรก็ตาม ในชว่ งแผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคม แห่งชาตฉิ บับที่ 6 พ.ศ. 2529 – 2533 รัฐได้กำหนดเป้าหมายในการลดสดั ส่วนการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศลง ให้เหลือเพียงร้อยละ 65.5 ในปี พ.ศ. 2539 ในขณะเดียวกนั ก็ได้กำหนดมาตรการให้มีการใชพ้ ลังงานอย่างประหยัด มปี ระสทิ ธภิ าพ และสอดคล้องกับการ รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ต่อมาเมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันในกลางปี พ.ศ. 2533 ทำให้รัฐต้องเร่งดำเนินมาตรการ ประหยัดพลงั งานอยา่ งจรงิ จัง และไดม้ ีการยกร่างกฎหมายเก่ียวกับการอนุรักษ์พลังงานขึน้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา งานดา้ นพลังงานกระจัดกระจายอยู่ในหน่วยงานต่างๆ หลายแหง่ อีกทง้ั กฎหมาย ทเ่ี กย่ี วข้องกับพลังงานมีหลายฉบับ จึงทำใหก้ ารบริหารพลังงานของรัฐขาดเอกภาพ ดังน้นั เพือ่ ใหก้ ารบรหิ ารงานดา้ น พลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2529 ให้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติขึ้น โดยใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยนโยบายการบริหารงาน พลังงานแหง่ ชาติ พ.ศ. 2529 เพอ่ื กำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ ทางดา้ นพลงั งาน การ บริหารงานด้านพลงั งาน ของประเทศจึงดำเนนิ การในรูปของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ซึ่งต่อมา ได้มีการตราพระราชบัญญัติ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และได้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงาน แห่งชาตขิ ้นึ เปน็ สำนักเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายพลงั งานแหง่ ชาติ หลงั จากทม่ี ีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ในเดอื นกมุ ภาพนั ธ์ 2535 กไ็ ดม้ กี ารประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ิการสง่ เสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 เม่อื เดอื นเมษายน 2535 โดย มีวัตถปุ ระสงคเ์ พอ่ื สง่ เสรมิ ให้เกดิ วินยั ในการอนรุ กั ษ์พลงั งาน และใหม้ ีการดำเนินการลงทนุ ในการอนรุ กั ษ์พลังงานใน โรงงานและอาคาร โดยใช้มาตรการบังคับใหป้ ฏิบัตติ ามบทบญั ญตั ิของกฎหมาย ในขณะเดียวกันก็มมี าตรการจูงใจ

188 โดยกำหนดให้มกี ารจัดตง้ั กองทนุ เพื่อสง่ เสริมการอนรุ กั ษพ์ ลงั งาน เพอ่ื ใหก้ ารสนบั สนนุ ทางการเงนิ ใน ลกั ษณะของเงินทนุ หมนุ เวยี น เงนิ ชว่ ยเหลอื หรอื เงนิ อดุ หนุนสำหรับการดำเนนิ การอนรุ กั ษพ์ ลงั งานของส่วนราชการ รฐั วสิ าหกจิ และภาคเอกชน ตลอดจนเป็นเงินชว่ ยเหลอื เงนิ อดุ หนุนแกส่ ่วนราชการและรฐั วสิ าหกิจ หรือองคก์ ร เอกชน และสถาบันการศึกษา การวจิ ยั การสาธิต การฝกึ อบรม และเรือ่ งอนื่ ๆ ท่เี กี่ยวขอ้ งกับการอนรุ ักษพ์ ลังงาน การ แกไ้ ขปัญหาส่งิ แวดลอ้ ม และการกำหนดนโยบายและการวางแผนพลังงาน ในปี พ.ศ. 2540 เศรษฐกิจไทยตอ้ งเผชญิ กบั ปัญหาถึงข้นั วิกฤต ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงอยา่ งมาก มผี ล ให้ความตอ้ งการพลงั งานเชงิ พาณชิ ยเ์ พม่ิ ขึ้นเพยี งรอ้ ยละ 4.9 ภาวะวกิ ฤตเศรษฐกจิ ไดต้ อ่ เนอื่ งมาจนถงึ ปี พ.ศ. 2541 ส่งผลให้ความตอ้ งการพลงั งานเชิงพาณชิ ยล์ ดลงถึงรอ้ ยละ 7.3 และสัดส่วนการพึง่ พาพลงั งานจากตา่ งประเทศลดลง เหลือรอ้ ยละ 57.1 ในปี พ.ศ. 2541 ภาวะเศรษฐกจิ ของไทยเริม่ ส่งสญั ญาณฟน้ื ตวั ตงั้ แต่ ไตรมาสที่สองของปี พ.ศ. 2542 ส่งผลให้ความต้องการพลงั งานเชงิ พาณชิ ยข์ องประเทศเร่ิมปรบั ตัวสูงข้นึ อย่างไรกต็ าม ในปีเดยี วกันนัน้ ประเทศไทยไดร้ ับผลกระทบจากวิกฤตการณร์ าคาน้ำมันท่เี พม่ิ สงู ขน้ึ อย่างมาก อนั เปน็ ผลมาจากความรว่ มมอื ในการ ลดปรมิ าณการผลิตของกลุ่มโอเปค ในขณะที่ความต้องการใช้นำ้ มนั ในตลาดโลก ได้ปรับตัวสงู ข้ึน รัฐจงึ มนี โยบายใหม้ ี การปรบั เปล่ยี นการใชน้ ้ำมันมาเป็นก๊าซธรรมชาติมากขนึ้ และ เร่งรดั การดำเนนิ การตามมาตรการอนุรักษ์พลังงาน ให้ เป็นรูปธรรมมากข้ึน เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในสถานะ เปน็ ประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ดังนน้ั ความมน่ั คงดา้ นพลังงาน (Energy Security) จึงเปน็ พน้ื ฐานท่สี ำคัญต่อนโยบายเศรษฐกจิ ของประเทศ การเกดิ วกิ ฤตการณ์น้ำมนั และวกิ ฤตการณ์ราคา น้ำมัน เปน็ บทเรียนทีส่ ำคญั ท่ีประเทศไทยตอ้ งให้ความสำคญั ต่อการพัฒนาพลงั งานของประเทศ ให้เปน็ ไปอย่างยัง่ ยืน มาตรการในการอนุรกั ษพ์ ลังงานและการใชพ้ ลังงานอย่างมีประสทิ ธภิ าพ รวมทง้ั การปรบั เปลีย่ นพลังงานโดยลดการ ใชน้ ้ำมนั ลง และเปลี่ยนมาใช้กา๊ ซธรรมชาติและพลงั งานหมนุ เวียนใหม้ ากขึ้น จะมสี ่วนชว่ ยเสรมิ การแกไ้ ขปญั หาการ พัฒนาพลังงานของประเทศ ให้เป็นไปอย่างย่ังยืนได้มาก อยา่ งไรก็ตาม การพงึ่ พาพลังงานต้องให้ความสำคญั กับการ กระจายชนิดและแหลง่ ของพลงั งาน เพราะการพง่ึ พาพลังงานชนดิ เดียวมากเกินไปจะก่อให้เกิดความเสี่ยง โดยเฉพาะ เช้ือเพลิงที่ใชใ้ นการผลติ ไฟฟา้ ถา่ นหนิ เปน็ ทางเลือกเชอ้ื เพลิงอีกชนิดหนงึ่ ท่ีมปี ริมาณสำรองมาก มีความมน่ั คง ราคา ตำ่ และมเี สถยี รภาพมากกว่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แมว้ ่าถ่านหนิ จะเป็นเชอื้ เพลงิ ทส่ี ะอาดน้อยกว่าก๊าซธรรมชาติ แต่มเี ทคโนโลยีสะอาด (Clean Coal Technology) ท่ไี ดร้ ับการพฒั นาอย่าง ต่อเน่อื งและมปี ระสทิ ธิภาพสงู สามารถ แกไ้ ขปัญหามลพิษไดใ้ นระดับทนี่ า่ พอใจ ถา่ นหินจึงควรเป็นทางเลือกที่สำคญั ในอนาคต สว่ นปญั หาสง่ิ แวดล้อมทีเ่ กิดจากการผลติ และการใช้พลงั งาน จะยงิ่ มีความสำคญั มากขึ้นในอนาคต ทัง้ ใน ระดับโลกและในระดับประเทศ ประเด็นส่งิ แวดล้อมในระดับโลก หลายๆ ประเทศจะใหค้ วามสำคัญกบั การลดปัญหา ก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น สว่ นปญั หาในประเทศไทยจำเป็นตอ้ งเรง่ สร้างความรคู้ วามเข้าใจ ใหก้ ับประชาชนมากขน้ึ ใน ประเดน็ การพฒั นาโครงสรา้ งพนื้ ฐานดา้ นพลงั งาน และการเลอื กใช้ถ่านหินเปน็ เชื้อเพลิงในการผลติ ไฟฟา้ รวมทงั้ ให้ ประชาชนเขา้ มามีส่วนร่วมรับร้นู โยบายพลังงานตง้ั แตเ่ ร่ิมแรกกอ่ นทจ่ี ะมีการตดั สนิ ใจโดยรัฐบาล

189 4. แนวทางในการชว่ ยให้แผนยุทธศาสตร์การอนุรักษพ์ ลงั งานของประเทศไทยสัมฤทธิผล แนวนโยบายการพัฒนาพลงั งานในอนาคต จงึ เนน้ นโยบายหลกั ๆ 4 ประการ ซึ่งสอดคลอ้ งกับ สถานการณ์พลงั งานของโลกและแนวนโยบายพลังงานของประเทศนำเขา้ พลงั งานอืน่ ๆ ดงั นี้คือ 1. นโยบายความมั่นคงดา้ นพลงั งาน เน้นการจัดหาพลงั งานใหเ้ พยี งพอกบั ความตอ้ งการของประเทศ โดย สง่ เสริมให้มกี ารสำรวจและพฒั นาแหลง่ พลังงานภายในประเทศ และแสวงหาแหล่งพลงั งานจากภายนอกประเทศเพือ่ พฒั นาขึ้นมาใชป้ ระโยชน์ โดยมีหลกั การดังนี้ • ต้องมีแหล่งสำรองพลงั งานทม่ี ีปรมิ าณเพียงพอ และแน่นอน เพือ่ ความมั่นคงในการจดั หา • ตอ้ งมกี ารกระจายแหล่งของพลงั งานและชนดิ ของพลังงานเพื่อลดความเสยี่ ง โดยหลกี เลี่ยงการพงึ่ พาจาก แหลง่ เดยี วหรือชนิดเดียว • ต้องมีราคาท่เี หมาะสม เพอื่ ให้ตน้ ทนุ การผลิตต่ำ • ต้องเป็นพลังงานท่สี ะอาด กอ่ ใหเ้ กิดมลพษิ นอ้ ย หรอื อาจจะเปน็ พลังงานที่ไมส่ ะอาด แต่มีเทคโนโลยีที่ ควบคุมมลพษิ ได้ • ต้องใช้ทรพั ยากรพลงั งานภายในประเทศ ทีม่ อี ยู่อยา่ งจำกดั ให้เกดิ ประโยชนส์ งู สุด เหมาะสมกับคณุ ค่าของ ทรัพยากร 2. นโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ให้ความสำคัญกับการดำเนินการอนุรักษ์ พลังงานให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานอย่างประหยดั และมีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากจะ ช่วยลดต้นทุนทางด้านเชื้อเพลิงในกิจกรรมการผลิตแล้วยังช่วยลดการลงทุนในการจัดหาพลังงานอีกด้วย โดยใช้ มาตรการจูงใจผ่านกลไกของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ควบคู่กับมาตรการบังคับผ่านกลไกของ กฎหมาย และการใช้กลไกตลาดเพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยให้มีการใช้พลังงานอย่างมี ประสิทธิภาพ นอกจากนี้ จะตอ้ งมกี ารส่งเสริมและกำหนดเปา้ หมายให้มกี ารใชพ้ ลงั งานหมนุ เวยี นเพม่ิ ขึน้ อย่างชัดเจน และขยายขอบเขตใหก้ ว้างขวางขึน้ ซึง่ ได้แก่ แสงแดด ก๊าซชีวภาพ และเศษวัสดเุ หลือใชก้ ารเกษตร เปน็ ต้น เพ่ือให้มี การใชป้ ระโยชน์จากพลงั งานในประเทศให้เป็นไปอย่างย่งั ยืน 3. นโยบายราคาและการปฏริ ปู ตลาดพลงั งาน เป็นการสง่ เสริมให้มีการแขง่ ขันและเพ่ิมบทบาทของ ภาคเอกชนในกิจการพลังงาน ทง้ั ด้านไฟฟ้าและกา๊ ซธรรมชาติ โดยเฉพาะการดำเนนิ การปรบั โครงสร้าง และแปรรปู กิจการพลังงาน ต้องดำเนินการอยา่ งต่อเน่อื ง ให้เปน็ ไปตามกรอบของแผนแม่บทการปฏิรปู รัฐวสิ าหกิจสาขาพลังงาน ซงึ่ ได้รับความเหน็ ชอบจากคณะรัฐมนตรเี มอ่ื วันท่ี 1 กันยายน 2541 โดยในอนาคตจะมีการเปิดใหบ้ ุคคลท่ีสาม สามารถใชร้ ะบบทอ่ ส่งก๊าซธรรมชาติได้ และจะมีการจัดตั้งตลาดกลางซอื้ ขายไฟฟา้ เพื่อให้กจิ การพลังงานมี ประสิทธิภาพมากขน้ึ ส่งผลให้ผู้บรโิ ภคมีทางเลอื กที่จะได้รับบริการทีด่ ี มีคุณภาพ และมรี าคาที่ เป็นธรรม รวมท้งั ยงั ช่วยลดภาระการลงทุนของภาครฐั ลง

190 4. นโยบายด้านสง่ิ แวดล้อมพลังงาน ให้ความสำคัญกับการปอ้ งกันและแก้ไขปญั หาทางด้านส่ิงแวดล้อม ที่ เกิดจากการผลิตและใช้พลังงาน โดยส่งเสรมิ ใหม้ ีการใช้เช้ือเพลงิ ที่มีผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมน้อย และส่งเสริม ให้มีการควบคมุ มลพิษ โดยใช้เทคโนโลยคี วบคมุ มลพษิ ท่มี ปี ระสทิ ธิภาพ และอยู่ภายใต้มาตรฐานท่ี เหมาะสม รวมทงั้ มีการกำหนดมาตรการต่างๆ เพอื่ ช่วยลดการปลอ่ ยกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ แนวนโยบายดังกล่าวขา้ งตน้ เป็นแนวนโยบายหลักๆ โดยในส่วนของการกำหนดมาตรการหรือกลยุทธ์ จะมี การปรับเปลีย่ นเป็นระยะ เพอ่ื ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ ประเทศไทยกเ็ ป็นสมาชิกใน กลุ่มเอเปค (APEC) และกลุ่มอาเซียน (ASEAN) แนวนโยบายหลัก ๆ ด้านพลังงาน ก็จะสอดคล้องไป ในทิศทาง เดยี วกันกบั ประเทศสมาชกิ และเนอ่ื งจากประเทศนำเข้าพลงั งาน มักจะไดร้ บั ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ น้ำมันและ ราคาน้ำมัน ดงั น้ัน ความมัน่ คงด้านพลงั งาน (Energy Security) จงึ เปน็ ประเดน็ สำคัญเป็นอันดบั แรกและในการที่จะ ลดความเสี่ยงลง หลายๆ ประเทศจะพยายามพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด แต่เนื่องจากประเทศไทยมีแหล่งสำรอง พลังงานน้อยมาก ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดก็คือ การใช้พลังงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดที่สุด ใน ขณะเดียวกนั การพึ่งพาพลังงานจากภายนอกประเทศ ก็จำเป็นต้องให้มีการกระจาย ทั้งชนิดและแหล่งของพลงั งาน เพ่ือให้มคี วามเสีย่ งน้อยทสี่ ดุ ตาราง เปรยี บเทยี บอตั ราการใช้พลังงานต่อจำนวนประชากรในปี พ.ศ. 2538 ประเทศ ความต้องการใชพ้ ลังงาน จำนวนประชากร อัตราการใชพ้ ลังงาน (ลา้ นตนั ) (ลา้ นคน) (ตัน/คน) สหรฐั อเมรกิ า 2,105 263 8.00 ญีป่ นุ่ 488 126 3.87 ไทย 48 59 0.83 ฟิลปิ ปินส์ 23 69 0.33 สวิตเซอร์แลนด์* 21 7 3.00 * ใชข้ อ้ มูลปี พ.ศ. 2539 ที่มา : http://www.eppo.go.th/doc/gov-policy-2549/energy-policy-2549.html จากนโยบายพลงั งานของประเทศนำเขา้ พลังงานทใี่ ชเ้ ป็นตวั อยา่ งข้างต้น จะเห็นไดว้ ่าความม่ันคงดา้ น พลังงาน (Energy Security) เป็นประเด็นนโยบายทีม่ ีความสำคัญเป็นอยา่ งย่งิ เพราะการทปี่ ระเทศต้อง พึง่ พาผู้อ่ืน ย่อมมคี วามเส่ยี งตอ่ การเกดิ ภาวะขาดแคลนพลังงานไดเ้ สมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดวิกฤตการณ์พลังงานอยา่ งเชน่ ในอดีตที่ผ่านมา ดงั น้นั ทกุ ประเทศจงึ ให้ความสำคัญกับการดำเนนิ การอนุรกั ษพ์ ลงั งาน อยา่ งจรงิ จังเพื่อใหม้ กี ารใช้ พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธภิ าพ และหากประเทศใดพอมีแหลง่ พลังงานสำรองในประเทศอยู่บ้าง ก็จะ เร่งรัดให้มกี ารสำรวจ และพัฒนา ข้นึ มาใช้ประโยชน์ เพอ่ื ใหม้ กี ารพ่งึ พาทรัพยากรภายในประเทศ ให้มากที่สุด รวมทงั้ มกี ารสง่ เสรมิ การวิจยั และพัฒนา พลังงานหมุนเวยี น ขึ้นมาใช้ประโยชน์ เพือ่ ชว่ ยใหต้ น้ ทุนการผลติ สามารถแขง่ ขันกับ พลงั งานจากฟอสซลิ ได้ในอนาคต ในขณะเดียวกัน การพ่งึ พาพลงั งาน กเ็ น้นการกระจายชนิดและแหลง่ ของพลังงาน เพ่ือลดความเสยี่ งลง

191 แนวความคิดเรื่องความมัน่ คงดา้ นพลังงานในปัจจุบันนอกจากจะเกย่ี วขอ้ งกบั ความเจริญเตบิ โต ทาง เศรษฐกิจของประเทศแลว้ ยงั เก่ยี วขอ้ งกบั การจดั การความเสยี หายทางดา้ นสงิ่ แวดล้อมควบคกู่ นั ไปด้วย เน่อื งจากการ พัฒนาและใชป้ ระโยชนจ์ ากพลังงานโดยคำนึงถงึ การรักษาสภาพแวดล้อมยอ่ มจะส่งผลให้การพัฒนาเปน็ ไปอยา่ ง ย่ังยนื โดยเฉพาะประเทศอตุ สาหกรรมซ่งึ มพี นั ธกรณีตามพิธสี ารเกยี วโต ทีจ่ ะตอ้ งจำกัด หรือลดปริมาณการปล่อยก๊าซ คารบ์ อนไดออกไซด์ ใหเ้ ป็นไปตามเป้าหมาย และถึงแมส้ หรัฐอเมรกิ าจะไม่ยนิ ยอมปฏบิ ตั ติ ามพันธกรณกี ต็ าม แต่ แนวโน้มของการใช้พลงั งานจะมงุ่ ไปส่เู ชื้อเพลงิ ที่สะอาด หรอื การใช้เทคโนโลยีทมี่ ปี ระสิทธิภาพในการเผาไหมท้ ี่ดีขน้ึ ในประเทศท่พี ัฒนาแล้ว เชน่ สวิตเซอรแ์ ลนด์ สหรัฐอเมรกิ า และญี่ปนุ่ จึงพึ่งพาโรงไฟฟ้านวิ เคลียรเ์ ป็นหลักในการผลิต ไฟฟ้า เนือ่ งจากเป็นโรงไฟฟ้าทป่ี ลอดมลสารทเี่ กิดจากการเผาไหม้ อยา่ งไรก็ตาม ประเทศที่ใชโ้ รงไฟฟา้ นวิ เคลียร์ก็ จำเป็นตอ้ งให้ความสำคัญกับการกำจัดกากนวิ เคลียรแ์ ละการปอ้ งกนั อนั ตราย ที่อาจจะเกดิ ข้ึนจากโรงไฟฟ้านวิ เคลยี ร์ ใหม้ ากขึน้ นอกจากการผลิตไฟฟา้ จากโรงไฟฟ้านิวเคลียรแ์ ล้ว ประเทศสว่ นใหญ่ซงึ่ รวมถงึ ประเทศไทยมแี นวโนม้ ที่จะ พง่ึ พากา๊ ซธรรมชาตเิ ป็นเช้อื เพลงิ ในการผลิตไฟฟา้ มากขนึ้ ด้วย เพ่ือลดผลกระทบที่เกดิ จากวกิ ฤตการณ์น้ำมนั และ วกิ ฤตการณร์ าคานำ้ มันทมี่ ีแนวโน้มเพ่มิ สูงขนึ้ อย่างไรกต็ าม ราคาก๊าซธรรมชาตกิ ย็ ังคงต้ององิ กับราคา เช้ือเพลิงท่ี แข่งขันกันได้ ในประเทศทีใ่ ช้ถา่ นหนิ เป็นเชอื้ เพลงิ หลักในการผลิตไฟฟ้า กา๊ ซธรรมชาตกิ ็จะตอ้ งแข่งขนั กบั ถา่ นหิน ซ่ึง ถา่ นหินจะมีเสถยี รภาพทางดา้ นราคา ดังน้นั ต้นทุนเชอื้ เพลงิ กจ็ ะมคี วามผันผวนน้อยลง ส่วนประเทศไทยใชก้ ๊าซ ธรรมชาตเิ ป็นเชอ้ื เพลิงหลกั ในการผลิตไฟฟ้าและยังไม่มโี รงไฟฟา้ ทีใ่ ชถ้ า่ นหนิ เปน็ เชอื้ เพลงิ (ยกเว้นโรงไฟฟ้าแมเ่ มาะ) ราคาก๊าซธรรมชาติจึงต้องแขง่ ขนั กบั นำ้ มนั เตา ดังนน้ั เมื่อราคานำ้ มนั สูงขน้ึ ก็จะมีผลใหร้ าคากา๊ ซธรรมชาติสงู ตามไป ดว้ ย การกระจายชนิดและแหลง่ ของเชือ้ เพลงิ ใหม้ คี วามหลากหลายมากขนึ้ จะชว่ ยลดความผันผวน ของต้นทุน เช้อื เพลงิ ลงได้ รวมทง้ั ยังชว่ ยลดความเสีย่ ง ในกรณีทีไ่ มส่ ามารถพึ่งพาเช้อื เพลงิ ชนดิ ใดชนิดหนึ่งหรือจากแหลง่ ใด แหล่งหนึง่ ได้ นอกจากน้ี แนวโน้มระบบเศรษฐกจิ โลกมีการเปิดเสรมี ากขึน้ เพ่ือใหม้ ีการขยายตลาดการค้าและบรกิ าร ออกไปทัว่ โลก จงึ สง่ ผลใหม้ กี ารรวมกลุ่มทางเศรษฐกจิ ในระดับภมู ภิ าคและอนุภมู ิภาคเพ่มิ ข้นึ เร่อื ยๆ เพ่ือร่วมมอื กนั พัฒนาขดี ความสามารถในการแขง่ ขนั ในตลาดโลก เชน่ กลุ่มเอเปค กลุ่มอาเซยี น กลุม่ ประชาคมยุโรป เป็นต้น การเปิด เสรีตลาดพลังงานก็เปน็ ส่วนหนึ่งของการขยายตลาดการคา้ และบรกิ าร ในขณะเดยี วกนั กเ็ ปน็ สว่ นหนง่ึ ในการ เสรมิ สร้างความมน่ั คงด้านพลังงานของกลุม่ องคก์ รที่มคี วามรว่ มมอื กนั ดังนั้น แนวโนม้ การเปดิ เสรตี ลาดพลงั งานจึง เป็นไปในทศิ ทางเดียวกันเป็นสว่ นใหญ่ โดยสรุปแล้ว นโยบายพลังงานของประเทศนำเขา้ พลังงาน จะมีความสอดคล้อง และเปน็ ไปในทศิ ทาง เดยี วกัน นนั่ กค็ ือ การใหค้ วามสำคัญกบั ความมั่นคงดา้ นพลังงาน การอนุรกั ษ์พลงั งานและการใชพ้ ลงั งานอยา่ งมี ประสิทธิภาพ การส่งเสริมการแขง่ ขัน และการปกป้องดูแลทางด้านสิง่ แวดล้อม

192 4. แบบฝึกหดั /แบบทดสอบ ข้อสอบประจำหนว่ ยท่ี 9 เรือ่ ง เรื่อง นโยบายพลังงาน วิชา พลงั งาน ทรัพยากรและสงิ่ แวดล้อม รหัส 20001-1002 ระดับ ปวช. คำชี้แจง: 1 ขอ้ สอบมีจำนวน 10 ขอ้ 2. ให้นักเรียน x ขอ้ ที่ถูกตอ้ งลงในกระดาษคำตอบ แบบทดสอบ นโยบายพลังงาน 1. หลักการกำหนดนโยบายพลงั งาน ผู้ท่ีต้องรบั ผดิ ชอบ 4. การทำแผนประหยดั และเพ่มิ ประสทิ ธิภาพการใช้ ผลกระทบต่อส่งิ แวดล้อมทางธรรมชาตแิ ละทางสังคม พลังงาน ตามแผนยทุ ธศาสตร์การอนรุ กั ษพ์ ลังงาน คอื ใคร (พ.ศ.2545-2554) มุ่งเน้นด้านใดเปน็ หลัก ก. ผู้ผลิต และผจู้ ำหนา่ ย ก. ดา้ นการเกษตร ข. ผจู้ ำหนา่ ย และผู้ใช้ ข. ด้านการขนสง่ ค. ผ้ใู ช้ ผู้ผลิตและผู้จำหน่าย ค. ด้านทพ่ี กั อาศยั ง. ผู้ผลิตเท่านัน้ ง. ด้านพลังงานทดแทน 2. ขอ้ ใดกล่าว ผิด เกยี่ วกบั หลักการกำหนดนโยบาย 5. ในปี 2549 มนี โยบายและแผนพัฒนาพลงั งานของ พลงั งาน ประเทศ ได้พัฒนาโครงข่ายทอ่ กา๊ ซธรรมชาติกับ ก. เปน็ ระบบผูกขาด ของรัฐไมใ่ หม้ กี ารแข่งขัน ประเทศใด ข. มกี ารกำกบั ดูแลท่ีชดั เจน และเช่อื ถือได้ ก. ลาว ข. กมั พูชา ค. ทัง้ ภาครัฐและภาคเอกชนต้องมสี ่วนร่วม ค. สหภาพพม่า ง. อินเดยี ง. มีระบบสารสนเทศ 6. การเรง่ รดั การเจรจาเกีย่ วกับการพัฒนาทรพั ยากร 3. ขอ้ ใด ไม่ใช่ นโยบายพลังงานไทย ปิโตรเลยี มที่ทับซอ้ นกับประเทศใด ก. สง่ เสริมใหป้ ระชาชนมสี ว่ นรว่ มพัฒนาพลังงาน ก. ลาว ข. กัมพชู า ข. พัฒนากฎหมายท่เี กยี่ วข้องกบั กจิ การพลงั งาน ค. สหภาพพม่า ง. อินเดีย ค. คุม้ ครองผู้บรโิ ภคใหม้ ีความปลอดภยั จาก 7. เหตุใดจำต้องปรับโครงสรา้ งราคา และชดเชยก๊าซหุง ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ต้ม (LPG) ง. สนับสนนุ ใหต้ ่างชาติมาลงทุนผลิตพลงั งานใน ก. เพ่อื ลดภาวะหนก้ี องทุนน้ำมันเชือ้ เพลงิ ประเทศไทย ข. เพื่อใหร้ าคาเป็นไปตามตลาดทเ่ี สรี ค. เพอ่ื จำหน่ายกา๊ ซดว้ ยความโปรง่ ใส ง. เพ่ือใหร้ าคาสะท้อนต้นทนุ และลดการบดิ เบอื น ของการใช้กา๊ ซหงุ ต้มทไี่ ม่เหมาะสม

193 8. นโยบายและแผนพฒั นาพลังงานระยะสน้ั คือข้อใด 10. ประเทศไทยมกี ารนำเขา้ พลงั งานเชงิ พาณิชย์ในปี พ.ศ. ก. กำหนดโครงสรา้ งราคาพลงั งาน 2540 ลดลงเนอ่ื งจากสาเหตใุ ด ข. จดั หาพลงั งาน ก. ภาษมี ูลค่าเพิม่ สูงข้นึ ค. พฒั นาพลงั งานแบบย่งั ยืน ข. ภาษีสรรพากรทำใหร้ าคานำ้ มนั แพง ง. ส่งเสรมิ การ ค. ไทยเผชญิ กบั ปัญหาวกิ ฤติเศรษฐกิจแขง่ ขันใน 9. การพงึ่ พาพลังงานจากต่างประเทศ มีผลต่อความมนั่ คง ธุรกิจพลังงาน ของประเทศดงั นน้ั นโยบายพลงั งานเพื่อลดการนำ ง. ขณะนัน้ ประเทศไทย ยังไมเ่ ขา้ กลุ่มเอเปค พลงั งานของประเทศไทยทำไดโ้ ดยวธิ ใี ด ก. สนับสนนุ การใชพ้ ลงั งานนวิ เคลยี ร์ ข. สนบั สนนุ การใชพ้ ลังงานทดแทน ค. ใชถ้ า่ นหนิ มาเป็นพลงั งานเพ่มิ ขึน้ ง. เพม่ิ ภาษนี ำ้ มัน เพอ่ื ใหก้ ารนำเข้าลดลง

194 ใบงาน ที่ ........ 9....... หน่วยท่ี 9 หลักสูตร ประกาศนยี บตั รวิชาชีพ สอนครัง้ ที่...12 เวลา.........2 ชม. รหสั 20001-1002 พลงั งาน ทรัพยากรและส่งิ แวดลอ้ ม ช่ืองาน........ นโยบายพลงั งาน 1. จดุ ประสงค์เชิงพฤตกิ รรม หลังจากทำกิจกรรมนีเ้ สร็จแลว้ . นักเรยี นจะสามารถอธบิ ายเรอ่ื ง นโยบายพลงั งานไทยได้ 2. สมรรถนะ วิเคราะห์สง่ิ ทีค่ วรแก้ไขนโยบายพลงั งานไทยได้ 3. เครอ่ื งมือ วสั ดุ และอปุ กรณ์ (เอกสาร) เน้ือหาสาระ นโยบายพลังงาน ชัยวัฒน์ วนชิ วัฒนะ ขอ้ เทจ็ จริงด้านพลังงานของประเทศไทยคอื ใชก้ นั อย่างไมบ่ ันยะบันยงั ใช้กนั อย่างไม่ลืมหลู ืมตา ใช้กันมากจน ตอ้ งนำเข้าเพิม่ ขึน้ ทุกปี ใช้กนั มากจนทรัพยากรท่ีมอี ย่ใู นบา้ นกำลังจะหมด ความจรงิ คือประเทศไทยฝากลมหายใจด้านพลังงานเอาไวก้ ับต่างประเทศ ทกุ วนั นีม้ สี ัดส่วนการนำเขา้ น้ำมนั สงู ถงึ 80% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด โดยมีการใช้น้ำมนั ดเี ซลวันละเกอื บ 60 ลา้ นลิตร แกส๊ โซฮอล์วนั ละประมาณ 12 ลา้ นลิตร นำ้ บนั เบนซิน 91 วนั ละ 8.6 ลา้ นลิตร กา๊ ซ LPG วนั ละ 20,000 ตัน การนำเข้าพลงั งานในปี 2555 มีมูลคา่ รวม 1.45 ลา้ นล้านบาท ปี 2556 เพิ่มขึน้ เปน็ 1.6 ลา้ นล้านบาท และปี 2557 คาดวา่ จะขยบั ขึน้ เป็น 1.7 ล้านลา้ นบาท ส่ิงทีน่ า่ เป็นห่วงคือ \"ก๊าซธรรมชาติ\" ในอ่าวไทยซึ่งเคยโชติชว่ งชัชวาลหลอ่ เลีย้ งระบบเศรษฐกจิ และชีวติ คนไทย มาแล้ว 30 ปี บัดน้มี ีการคาดหมายว่าปรมิ าณสำรองทพี่ สิ จู นแ์ ลว้ ที่เหลืออยู่ประมาณ 10 ล้านล้านลูกบาศกฟ์ ตุ เมื่อ คำนวณกบั ปริมาณการใช้อยา่ งฟมุ่ เฟอื ยในปจั จุบนั 4,500 ล้านลูกบาศก์ฟตุ ต่อวนั จะพอใชไ้ ดอ้ กี เพยี ง 6-7 ปเี ท่านัน้ แตห่ ากมองโลกสวยวา่ ยงั มีปริมาณสำรองทค่ี าดวา่ จะพบอกี ประมาณ 10 ล้านล้านลกู บาศก์ฟุต ก็อาจจะยืดอายุ มที รัพยากรดา้ นพลงั งานใหเ้ ผาผลาญกนั ตอ่ ไปอกี ประมาณ 12-13 ปี จากนั้นก็จะเป็นยุคของการนำเขา้ 100% ยอ้ นกลบั ไปหลายๆ ปที ่ีผา่ นมา ในยคุ รฐั บาลท่ีชอบใช้นโยบายประชานิยม ทัง้ สมยั รัฐบาลประชาธปิ ตั ย์ และ รัฐบาลเพื่อไทย ต่างก็พยายามเอาใจชาวบ้านด้วยการตรงึ ราคาพลังงาน ทง้ั น้ำมัน และกา๊ ซ โดยเฉพาะในช่วงท่ีเกิด วกิ ฤตทิ างเศรษฐกิจซ่ึงส่งผลกระทบตอ่ การครองชีพ เอกสารอ้างองิ http://www.thanonline.com/ วนั อาทติ ย์ท่ี 08 มิถนุ ายน 2014 เวลา 13:00 น

195 4.คำแนะนำ - 5. ขอ้ ควรระวงั - ควรกระตุน้ ให้นกั เรยี นทำงานเป็นกลุม่ 6. ลำดับข้ันการปฏิบตั งิ าน 7. ผลการศกึ ษา 8. สรุปและวจิ ารณ์ผล ............................................................................................................................. .......................... .................................................................................................................................................................... 9. การประเมินผล 1. สังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล 2. ประเมนิ พฤติกรรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกล่มุ 3. สังเกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลุ่ม 4 ตรวจกิจกรรมส่งเสรมิ คุณธรรมนำความรู้ 5. ตรวจแบบประเมินผลการเรียนรู้ แบบฝึกปฏิบัติ 6. ตรวจกิจกรรมใบงาน 7. การสังเกตและประเมินพฤติกรรมดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ 10. เอกสารอา้ งองิ /เอกสารคน้ คว้าเพิม่ เติม หนงั สอื เรียนวชิ า พลงั งาน ทรัพยากรและสง่ิ แวดล้อมสำนักพมิ พ์เอมพันธ์ รหัส 20001-1002 และ อนิ เทอร์เน็ต

196 แผนการจัดการเรียนรู้ หนว่ ยที่ 10 หลกั สูตร ประกาศนยี บัตรวิชาชพี สอนคร้งั ที่ 13 (25-26) รหสั 20001-1002 พลงั งาน ทรัพยากรและส่งิ แวดลอ้ ม ท-ป-น 2-0-2 ช่อื หน่วยการเรียนรู้ กฎหมายการอนุรักษพ์ ลังงาน ทฤษฎี 2 ชม. 1. สาระสำคัญ ความต้องการใช้พลงั งานเพือ่ ตอบสนองการเจริญเตบิ โตทางเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศได้เพม่ิ ขึ้นใน อตั ราท่ีสูง เปน็ ภาระแก่ประเทศในการลงทุนจัดหาพลังงานทงั้ ในและนอกประเทศไวใ้ ช้ตามความต้องการที่เพม่ิ ขนึ้ และปจั จบุ นั การดาํ เนินการอนรุ กั ษ์พลังงานเพอื่ ให้มกี ารผลติ และการใช้พลังงานอย่างประหยัด ตลอดจนการผลติ เครื่องจักรและอุปกรณ์ทีม่ ปี ระสิทธภิ าพ ยังไมส่ ามารถทำใหก้ ารอนุรกั ษ์พลังงานบรรลเุ ปา้ หมายได้ จึงมมี าตรการ ใน การกาํ กับดแู ล สง่ เสรมิ และช่วยเหลอื เก่ยี วกบั การใชพ้ ลังงาน โดยกำหนดนโยบายอนรุ กั ษพ์ ลังงาน เป้าหมาย และ แผนอนุรักษพ์ ลังงาน การตรวจสอบ และการอนรุ กั ษ์พลังงาน วธิ ปี ฏบิ ัตใิ นการอนรุ กั ษ์พลังงาน และการกำหนด ระดบั การใชพ้ ลงั งานในเครอ่ื งจกั ร และอปุ กรณ์ รวมทัง้ ได้มกี ารตราพระราชบัญญตั ิการสง่ เสริมการอนุรักษ์พลงั งาน พ.ศ. 2535 2. สมรรถนะประจำหนว่ ย 1.นกั เรียนสามารถบอกความเป็นมาของกฎหมายอนุรักษ์พลังงานได้ 2.นกั เรียนสามารถอธบิ ายกฎหมายอนรุ ักษ์พลงั งานได้ 3.นักเรียนสามารถสรปุ สาระสำคญั เกย่ี วกับกฎหมายอนุรักษพ์ ลังงานได้ 4.นกั เรียนสามารถวิเคราะหข์ า่ วเกี่ยวกับกฎหมายอนรุ กั ษ์พลังงานได้ 3. จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1.บอกความเป็นมาของกฎหมายอนรุ กั ษ์พลงั งานได้ 2.อธบิ ายกฎหมายอนรุ กั ษพ์ ลงั งานได้ 3.สรุปสาระสำคญั เกยี่ วกับกฎหมายอนรุ ักษ์พลงั งานได้ 4.วเิ คราะห์ขา่ วเกี่ยวกบั กฎหมายอนรุ ักษพ์ ลังงานได้ 5. มีการพัฒนาคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผูส้ ำเรจ็ การศึกษา สำนกั งาน คณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา ทคี่ รสู ามารถสงั เกตไดข้ ณะทำการสอนในเร่ือง 5.1 ความมีมนุษยสมั พันธ์ 5.2 ความมีวินัย 5.3 ความรับผิดชอบ 5.4 ความซอ่ื สตั ยส์ ุจริต 5.5 ความเชื่อม่นั ในตนเอง 5.6 การประหยดั 5.7 ความสนใจใฝร่ ู้ 5.8 การละเวน้ สิ่งเสพตดิ และการพนนั 5.9 ความรักสามคั คี 5.10 ความกตญั ญกู ตเวที 5.11 แตง่ กายตามข้อตกลง ตรงเวลา รักษาสงิ่ แวดลอ้ ม ใจอาสา 4. สาระการเรยี นรู้ 1.ความเป็นมา

197 2.กฎหมายอนุรักษ์พลังงาน 3.ข้อกำหนดอาคารควบคุม 4.หนา้ ทแี่ ละข้ันตอนการอนรุ ักษ์พลังงานของอาคารควบคุม 5.ค่าธรรมเนียมพเิ ศษการใชไ้ ฟฟา้ 6.บทกำหนดโทษสำหรบั ผูฝ้ ่าฝืนกฎหมายอนรุ ักษ์พลังงาน 5. กิจกรรมการเรยี นรู้ (สัปดาหท์ .่ี ..13........) ขัน้ นำเข้าสู่บทเรยี น 1.ครใู ช้เทคนคิ การสอนแบบซิปปาโมเดล (CIPPA MODEL) โดยการทบทวนความรเู้ ดมิ จากสัปดาห์ที่ผา่ นมา โดยดึงความรู้เดมิ ของผ้เู รียนในเร่ืองท่จี ะเรยี น เพื่อช่วยให้ผเู้ รียนมีความพร้อมในการเชือ่ มโยงความร้ใู หม่กับความรู้ เดมิ ของตน ผู้สอนใชก้ ารสนทนาซักถามให้ผ้เู รยี นเลา่ ประสบการณ์เดิม 2.ครแู ละผ้เู รียนกล่าวถึงความเป็นมา โดยกรมพัฒนาพลงั งานทดแทนและอนุรกั ษ์พลังงาน (พพ.) ได้ตอบสนอง นโยบายของรฐั บาลในการ สงวนรกั ษาพลังงานของชาติโดยรับหน้าที่ควบคุมดูแลและกาํ กับการผลิต และการใช้ พลังงาน ตลอดจนสง่ เสริมให้คนไทยใชพ้ ลังงานอยา่ งประหยัด และมีประสิทธภิ าพ เพ่อื ช่วยลดคา่ ใช้จา่ ยจากการใช้ พลังงานอยา่ งสนิ้ เปลอื ง ลดการลงทนุ ในการจัดหาแหล่งพลงั านใหม่ และลดการเสยี ดลุ การค้าระหว่างประเทศ รวมท้งั ป้องกนั ผลกระทบตอ่ สภาวะแวดลอ้ มทอา่ี จเกิดข้นึ จากการผลิตและการใช้พลงั งาน และเพื่อเปน็ การสง่ เสรมิ การอนรุ ักษ์พลงั งานแก่ภาคเอกชนกรมพฒั นาพลังงานทดแทนและอนรุ ักษ์พลงั งานจงึ ได้ยกรา่ งกฎหมายส่งเสริมการ อนรุ กั ษพ์ ลงั งานขึน้ ในปี พ.ศ. 2535 ขน้ั สอน 3.ครูใชแ้ ผนภาพ และสอื่ Power Point อธบิ ายกฎหมายอนรุ กั ษ์พลงั งาน โดยยกตัวอยา่ งกรณีศึกษาประกอบ เพอ่ื ให้ผเู้ รยี นสรุปแต่ละหวั ขอ้ ไดถ้ ูกตอ้ ง และสามารถนำไปวิเคราะหใ์ ช้ได้อยา่ งเหมาะสม 4.ครใู ชส้ ่ือ Power Point และส่อื วีดทิ ศั น์ ประกอบการอธบิ ายขอ้ กำหนดอาคารควบคุมตามโครงสร้าง กฎหมายอนุรกั ษพ์ ลงั งานในสว่ นของอาคารควบคุม 5.ครูใช้เทคนิคการสอนแบบบรรยาย และสาธิตดว้ ยสอ่ื Power Point เพื่อประกอบการอธิบายหนา้ ที่และ ข้นั ตอนการอนรุ กั ษพ์ ลงั งานของอาคารควบคุม 6.ครูใช้เทคนคิ การสอนแบบ Small Group Discussion การจัดการเรยี นร้โู ดยใช้การอภิปรายกลมุ่ ย่อย คอื กระบวนการเรยี นรู้ทผี่ ูส้ อนจดั กลุ่มผู้เรียนออกเปน็ กลมุ่ ย่อยประมาณ 4 – 8 คน ให้ผู้เรียนในกล่มุ มีโอกาสสนทนา แลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเหน็ ประสบการณ์ในเรื่องค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้ไฟฟ้า และบทกำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝนื กฎหมายอนุรักษพ์ ลงั งาน 7.ผู้เรียนสรุปสาระสาํ คัญเกยี่ วกบั กฎหมายอนุรักษพ์ ลงั งาน โดยเขียนเป็นแผนที่ความคิด 8.ผู้เรยี นอา่ นข่าว “เตรียมออกกฎหมายคุมโรงงาน SME ให้มมี าตรการประหยดั พลงั งาน” แล้ววิเคราะห์ขา่ วตาม หวั ขอ้ ทีก่ ําหนดให้

198 9.ผเู้ รียนทำกิจกรรม และใบงาน 10.ครูแนะนำใหผ้ ูเ้ รยี นควรการทำบญั ชีด้วยความละเอยี ดรอบคอบ มีความเพยี รพยายามในการนำความรู้ ไปใช้ให้ประสบความสำเรจ็ และมีความระมัดระวังขอ้ ผิดพลาดทอ่ี าจจะเกิดขึ้นได้ในระหวา่ งการทำงาน หรอื หลังจาก ปฏบิ ตั ิหน้าท่ีดว้ ยความรับผิดชอบ ซ่งึ เปน็ การสร้างภมู ิคุม้ กันท่ีดีในตัวเองตามแนวทางปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง ดังนนั้ ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง จงึ เป็นหลักการดำเนินชวี ติ การทำงาน การบริหาร การพัฒนา รวมถงึ การดำเนนิ กิจกรรมในด้านต่างๆ ของมนุษย์ ที่เน้นแนวทางสายกลางยดึ หลกั ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมคิ มุ้ กัน ทด่ี ี ภายใต้เงอ่ื นไขความรอบรู้ รอบคอบ ระมดั ระวงั และเงือ่ นไขคุณธรรม ความซ่อื สัตยส์ ุจรติ ความเพยี ร ขยันอดทน และการแบ่งปนั ขั้นสรุปและการประยกุ ต์ 11.ครูและผู้เรียนสรุปเนื้อหาที่เรียนโดยการถาม ตอบ อ่านกรณีศึกษาแล้ววิเคราะห์ รวมทั้งให้สรุปข่าว เก่ยี วกบั การใชพ้ ลงั งานในปจั จบุ ัน 12.ผเู้ รียนตอบคำถาม ทำกจิ กรรมใบงาน และแบบประเมินผลการเรยี นรู้ 13.ประเมนิ ผูเ้ รยี นตามแบบฟอรม์ ตอ่ ไปน้ี ชอื่ ผ้เู รยี น ประสบการณพ์ น้ื ฐานการเรียนรู้ วิธกี ารเรียนรู้ ความรู้ ทกั ษะ ผลงาน 1. 2. 3. 4. 5. 6. สื่อและแหล่งการเรยี นรู้ 1.หนังสอื เรียน วิชาพลังงาน ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ของสำนักพิมพ์เอมพนั ธ์ 2.สอื่ Power Point, วดี ีทัศน์ 3.กจิ กรรมการเรียนการสอน 4.รูปภาพประกอบ 5.แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ 7.หลักฐานการเรยี นรู้ 1.บนั ทึกการสอนของผ้สู อน 2.ใบเช็ครายชือ่ 3.แผนจัดการเรียนรู้ 4.การตรวจประเมนิ ผลงาน

199 8.การวัดและประเมนิ ผล 8.1 วธิ ีการ 1. สังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล 2. ประเมินพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่ม 3. สังเกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกิจกรรมกลุ่ม 4 ตรวจกจิ กรรมส่งเสริมคุณธรรมนำความรู้ 5. ตรวจแบบประเมนิ ผลการเรียนรู้ แบบฝกึ ปฏบิ ัติ 6. ตรวจกิจกรรมใบงาน 7. การสังเกตและประเมนิ พฤตกิ รรมดา้ นคุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 8.2 เครื่องมือ 1. แบบสังเกตพฤติกรรมรายบคุ คล 2. แบบประเมินพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่ม (โดยครู) 3. แบบสังเกตพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลมุ่ (โดยผเู้ รียน) 4. แบบประเมินผลการเรยี นรู้ และแบบฝกึ ปฏบิ ัติ 5. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน 6. แบบประเมนิ คุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ โดยครูและผู้เรยี นร่วมกัน ประเมนิ 8.3 เกณฑ์ 1. เกณฑผ์ ่านการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล ตอ้ งไม่มชี ่องปรับปรงุ 2. เกณฑผ์ ่านการประเมนิ พฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมกล่มุ คือ ปานกลาง (50 % ข้นึ ไป) 3. เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (50% ข้ึนไป) 4. แบบประเมินผลการเรียนรู้มีเกณฑผ์ ่าน และแบบฝึกปฏิบตั ิ 50% 5. แบบประเมนิ กิจกรรมใบงานมเี กณฑผ์ ่าน 50% 6. แบบประเมนิ คุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ คะแนนขน้ึ อยู่ กบั การประเมนิ ตามสภาพจริง 9.บันทึกผลหลงั การจดั การเรียนรู้ 9.1 ขอ้ สรุปหลังการจัดการเรยี นรู้ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................

200 9.2 ปญั หาท่ีพบ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. 9.3 แนวทางแกป้ ัญหา .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook