Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รวมไฟล์แผนการสอนพลังงาน

รวมไฟล์แผนการสอนพลังงาน

Published by sirinun2563, 2022-06-19 13:08:14

Description: รวมไฟล์แผนการสอนพลังงาน

Search

Read the Text Version

51 ขั้นสรุปและการประยกุ ต์ 20.สรุปความสัมพันธ์ของพลังงาน ทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม โดยการถามตอบ 21.ผู้เรยี นทำกิจกรรมใบงาน และแบบประเมินผลการเรยี นรู้ 22.ประเมนิ ผู้เรยี นตามแบบฟอรม์ ตอ่ ไปนี้ แบบประเมนิ ประสบการณ์พืน้ ฐาน ช่อื ผเู้ รียน ประสบการณพ์ ื้นฐานการเรียนรู้ วธิ กี ารเรียนรู้ ความรู้ ทกั ษะ ผลงาน 1. 2. 3. 4. 5. 6. สอ่ื และแหลง่ การเรียนรู้ 1.หนังสือเรยี น วิชาพลงั งาน ทรัพยากรและส่งิ แวดลอ้ ม ของสำนักพิมพเ์ อมพันธ์ 2.สื่อ Power Point, วดี ที ัศน์ 3.กิจกรรมการเรยี นการสอน 4.รปู ภาพประกอบ 5.แบบประเมินผลการเรยี นรู้ 7.หลักฐานการเรียนรู้ 1.บันทกึ การสอนของผูส้ อน 2.ใบเช็ครายชือ่ 3.แผนจดั การเรยี นรู้ 4.การตรวจประเมนิ ผลงาน 8.การวัดและประเมินผล 8.1 วธิ ีการ 1. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล 2. ประเมินพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลมุ่ 3. สังเกตพฤติกรรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลุ่ม 4 ตรวจกิจกรรมส่งเสรมิ คณุ ธรรมนำความรู้ 5. ตรวจแบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ แบบฝึกปฏบิ ัติ 6. ตรวจกิจกรรมใบงาน 7. การสงั เกตและประเมินพฤติกรรมด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

52 8.2 เครอื่ งมอื 1. แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. แบบประเมินพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลุม่ (โดยครู) 3. แบบสังเกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกล่มุ (โดยผูเ้ รยี น) 4. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ และแบบฝึกปฏิบัติ 5. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน 6. แบบประเมนิ คุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ โดยครูและผู้เรยี นรว่ มกนั ประเมนิ 8.3 เกณฑ์ 1. เกณฑ์ผา่ นการสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล ต้องไมม่ ีชอ่ งปรบั ปรุง 2. เกณฑ์ผา่ นการประเมินพฤตกิ รรมการเข้ารว่ มกิจกรรมกลุม่ คือ ปานกลาง (50 % ข้ึนไป) 3. เกณฑ์ผา่ นการสังเกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกิจกรรมกลุ่ม คือ ปานกลาง (50% ขึ้นไป) 4. แบบประเมินผลการเรียนรูม้ เี กณฑผ์ า่ น และแบบฝึกปฏบิ ัติ 50% 5. แบบประเมนิ กิจกรรมใบงานมเี กณฑผ์ ่าน 50% 6. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ คะแนนขนึ้ อยู่ กับการประเมินตามสภาพจริง 9.บนั ทกึ ผลหลังการจดั การเรยี นรู้ 9.1 ข้อสรปุ หลังการจดั การเรยี นรู้ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. 9.2 ปญั หาท่ีพบ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. 9.3 แนวทางแก้ปญั หา .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................

ใบความรู้ท่ี .....3........... 53 หลกั สตู ร ประกาศนยี บตั รวิชาชพี หนว่ ยท่ี 3 รหสั 20001-1002 พลงั งาน ทรัพยากร และสิ่งแวดลอ้ ม สอนคร้งั ที่......3 ชอ่ื เรือ่ ง ความสัมพนั ธข์ องพลังงานทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม เวลา......2............ชม. 1. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1.บอกความหมายและประเภทของสิง่ แวดลอ้ ม และทรัพยากรธรรมชาติ 2.อธบิ ายประโยชน์และความสำคัญของสงิ่ แวดลอ้ มและทรัพยากรธรรมชาติ 3.อธิบายทรัพยากรท่มี นษุ ย์นำมาใช้ประโยชน์ 4.วิเคราะห์ปญั หาการทำลายส่งิ แวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ 2. สมรรถนะ 1.นกั เรียนสามารถวเิ คราะหแ์ ละบอกความหมายและประเภทของส่ิงแวดลอ้ ม และทรัพยากรธรรมชาติ ได้ 2.นกั เรยี นสามารถอธิบายประโยชนแ์ ละความสำคัญของสิง่ แวดลอ้ มและทรัพยากรธรรมชาติ ได้ 3.นักเรียนสามารถอธิบายทรพั ยากรท่ีมนษุ ย์นำมาใช้ประโยชน์ ได้ 4.นักเรียนสามารถวิเคราะหป์ ญั หาการทำลายสงิ่ แวดลอ้ ม และทรัพยากรธรรมชาตไิ ด้ 3. เนอ้ื หาสาระ ความสัมพนั ธ์ของส่งิ แวดล้อมในระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมมคี วามสำคัญตอ่ การดำรงชวี ติ เพราะมนษุ ยเ์ ป็นส่วนหน่งึ ของระบบนเิ วศต้องอาศยั อยู่ และมกี ิจกรรมในระบบนิเวศ อยใู่ นระบบท้ังหว่ งโซอ่ าหาร และสายใยอาหาร ระบบนิเวศ ในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Ecosystem หมายถึง ระบบความสัมพันธ์ที่ ประกอบดว้ ยสง่ิ ทมี่ ีชีวิตทุกชนิด และสิ่งไม่มชี ีวิต ซง่ึ อยูร่ วมกนั ในพน้ื ทแ่ี ห่งใดแห่งหนึ่ง อาจเป็นพ้ืนท่ีขนาดเล็กหรือ ใหญ่ก็ได้ จะต้องมีความสัมพันธ์ และมีการเปลี่ยนสสารและพลังงาน ระหว่างหน่วยที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตในระบบ นิเวศน้ันด้วย ระบบนิเวศมีส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น อุณหภูมิ แสงสว่าง พืช สัตว์ ดิน น้ำ ฯลฯ ซึ่ง สามารถสรุปได้ความหมายสน้ั ๆ กค็ อื ระบบนิเวศ = กลุม่ ส่งิ มีชวี ิต + แหล่งที่อยู่ 1 คำศัพท์ทใ่ี ช้กันในระบบนเิ วศ ชุมชน (Community) หมายถึง กลุ่มของส่ิงมชี ีวิตทั้งพืชและสัตวท์ ี่อาศัยอยู่ในพ้ืนที่แห่งใดแห่ง หนงึ่ เชน่ ในหมูบ่ า้ น บนภเู ขา ส่ิงมชี ีวติ เหลา่ น้มี ีบทบาทตา่ ง ๆ กนั และมีความสมั พนั ธ์กบั ส่งิ มชี ีวิตอน่ื ๆ

54 ประชากร (Population) หมายถึง กลุ่มของสิ่งมีชีวิตกลุ่มเดียวกันที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันใน ระยะเวลาหนึ่ง เช่น ประชากรนกบนภูเขียว ประชากรปลาในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งองค์ประกอบของประชากร คือ การเกิด การตาย การย้ายถ่นิ ความหนาแน่น การกระจาย ที่อยู่อาศัย (Habitat) หมายถงึ สถานที่เฉพาะในธรรมชาติท่ีจะพบพืชหรอื สัตว์แต่ละชนิด ซึ่ง มักจะรวมถงึ สิง่ มีชีวติ และไม่มชี วี ติ ทกุ ชนดิ เขา้ ด้วยกัน ห่วงโซ่อาหาร (Food chain) หมายถงึ กระบวนการถ่ายทอดพลังงานในรูปสารอาหารจากผู้ผลิต ไปสผู่ ู้บริโภค โดยการกินตอ่ กันเปน็ ทอด ๆ หรอื ตามลำดับ การถ่ายทอดพลงั งาน (Energy flow) หมายถึง กระบวนการถา่ ยทอดพลังงานจากดวงอาทิตย์ไป ยังผู้ผลิต จากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค อันดับที่ 1 อันดับที่ 2…. ตามลำดับ และจากผู้ผลิตและผู้บริโภคไปยังผู้ยอ่ ย สลายในระบบนิเวศ โลกนิเวศ (Biosphere) หมายถึง บริเวณพื้นโลกทีส่ ิ่งมีชวี ิตอาศัยอยู่ทั้งบนบก ในดิน ในน้ำ ใน อากาศ ซง่ึ เปน็ ระบบนิเวศทีใ่ หญ่ท่สี ุด หรอื รวมระบบนเิ วศต่าง ๆ ไว้ทัง้ หมด 2 องค์ประกอบของระบบนิเวศ องค์ประกอบภายในระบบนิเวศ แบ่งเป็นส่วนประกอบใหญ่ ๆ ได้ 2 ส่วนคือ องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต และองคป์ ระกอบท่ีมชี ีวิต 2.1 องคป์ ระกอบทไ่ี มม่ ีชวี ติ (Abiotic Components) ได้แกส่ ว่ นประกอบดงั ต่อไปน้ี (1) ดวงอาทิตย์ เป็นแหล่งกำเนิดของพลังงานให้แก่ระบบนิเวศ ซึ่งเป็นปัจจัย สำคัญที่ทำให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดในระบบนิเวศสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยผู้ผลิตหรือผู้ที่สามารถรับเอาพลังงานจาก แสงอาทติ ย์ แลว้ ผ่านกระบวนการสงั เคราะหแ์ สงเปล่ยี นรปู ของพลังงานแสงเป็นพลังงานเคมี บางส่วนของพลังงาน นี้ พืชนำไปใช้เพื่อการเจริญเติบโต เพื่อการขยายพันธุ์ บางส่วนจะถ่ายทอดไปยังสัตว์ ซึ่งเป็นผู้บริโภค และ บางส่วนเปน็ พลังงานความรอ้ นที่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ และ คายออกมาสสู่ ภาพแวดล้อมภายนอก (2) อนินทรียสาร ได้แก่ คาร์บอน ไนโตรเจน ออกซิเจน ฟอสฟอรัส คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ เป็นต้น สารเหล่านีเ้ ป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวติ และเกี่ยวข้องกับการหมุนเวียนของแร่ ธาตุในวัฏจักร (3) อินทรียสาร ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ฮิวมัส เป็นต้น สารอินทรีย์ เหลา่ นี้จำเป็นตอ่ การดำรงชวี ิต ทำหนา้ ท่ีเป็นตวั เกยี่ วโยงระหว่างสิ่งมีชวี ติ และไมม่ ชี ีวิต (4) สภาพแวดลอ้ มทางกายภาพ ไดแ้ ก่ แสง อุณหภมู ิ อากาศ ความชื้น สภาพความ เปน็ กรดเป็นด่าง ความเคม็ เป็นตน้ 2.2 องค์ประกอบทม่ี ีชีวิต (Biotic Components) สามารถจำแนกได้ตามบทบาท หน้าที่ไดด้ ังน้ี

55 (1) ผผู้ ลติ (Producer) ในระบบนเิ วศ ผูผ้ ลิตที่สำคัญท่สี ุด คือ พชื เน่อื งจากพชื สามารถสรา้ งอาหารเองได้ ดว้ ยวิธีการสงั เคราะห์แสง โดยคลอโรฟิลล์ในพืชจะนำพลงั งานแสงอาทิตย์ มาใช้ร่วมกับ นำ้ และคาร์บอนไดออกไซด์ ทำใหเ้ กดิ ปฏิกริ ิยาเคมี กลายเปน็ สารประกอบคารโ์ บไฮเดรตขึน้ ดังสมการ พลงั งานแสง 6CO2 + 6H2O -------------- > C6H12O6 + 6O2 คลอโรฟลิ ล์ พลังงานแสง กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ + นำ้ -------------- > น้ำตาลกลโู คส + กา๊ ซออกซิเจน คลอโรฟลิ ล์ จึงจัดว่าพืชเป็นผู้ผลิตรายใหญ่และสำคัญที่สดุ นอกจากนี้ก็ยังมี แบคทีเรียบางชนิดที่สามารถสร้างอาหาร เองได้ ด้วยวิธีการเดียวกนั ซงึ่ ส่วนใหญม่ กั จะมีสีเขยี วดว้ ยเช่นกัน (2) ผ้บู ริโภค (Consumer) ได้แกส่ ัตว์ทบี่ รโิ ภค ไม่สามารถสร้างอาหารเลย้ี งตัวเองได้ ตอ้ งอาศัยพืช ผบู้ รโิ ภคแบง่ ออกเป็น 3 กลมุ่ คือ ก. พวกที่กินพืชเป็นอาหารโดยตรง เรียกว่า เฮอร์บิวอร์ (Herbivores) หรือ ไพรมารี คอนซูมเมอร์ (Primary Consumer) ไดแ้ ก่ ชา้ ง ม้า โค กระบือ แพะ และ แกะ เป็นตน้ ข. พวกที่กินสัตว์เป็นอาหาร สัตว์พวกนี้จะไม่กินพืชโดยตรง แต่อาศัยพลังงาน จากพืชทางอ้อม โดยกนิ เน้อื จากสตั วก์ ินพืชอีกทอดหนึ่งเรียกวา่ คาร์นิวอร์ (Carnivores) หรือ เซกกอนดารี คอน ซูมเมอร์ (Secondary Consumer) เช่น เสือ สงิ โต สนุ ัขจ้ิงจอก เป็นตน้ ค. พวกที่กนิ ทัง้ พชื และสัตว์เป็นอาหาร เรียกว่า โอมนิวอร์ (Omnivores) เชน่ มนุษย์ สุนขั แมว เป็นตน้ (3) ผ้ยู อ่ ยสลาย (Decomposer) หมายถึง สิง่ มชี ีวติ ที่ไม่สามารถสร้างอาหารได้ เอง แต่จะได้อาหารโดยการผลิตเอนไซม์ออกมา เพื่อย่อยสลายซากของสิ่งมีชีวิต ของเสีย กากอาหาร ให้ กลายเป็นสารท่มี โี มเลกุลขนาดเล็กลง แล้วจงึ ดดู ซมึ อาหารไปใช้บางส่วน สว่ นที่เหลือจะปลดปลอ่ ยออกสู่ระบบนิเวศ ซง่ึ ผู้ผลิตสามารถเอาไปใช้สร้างอาหารต่อไป ผู้ยอ่ ยสลายทสี่ ำคญั คอื แบคทเี รยี เหด็ รา ผ้ยู อ่ ยสลายจึงเป็นส่วน สำคญั ที่ทำใหส้ ารอาหารในวฏั จกั รหมุนเวยี นได้ 3 หนา้ ท่ี หรือกจิ กรรมในระบบนเิ วศ หน้าท่หี รอื กจิ กรรมในระบบนเิ วศ ทสี่ ำคัญ คอื การถ่ายทอดพลังงานและการ ถ่ายเทอาหาร 3.1 การถ่ายทอดพลงั งาน กจิ กรรมของสิง่ มชี วี ิตในโลกได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ และธาตุอาหารต่าง ๆ ในดิน พลงั งานจากดวง อาทิตยเ์ ข้าสูร่ ะบบนิเวศในรูปของแสง พืชใบเขียวมีหน้าที่ตรึงพลังงานจากแสงอาทิตยม์ าแปรสภาพเป็นอินทรียสาร และสัตว์ก็ได้ใช้พลังงานนั้นโดยการบริโภคพืชนั่นเอง ส่วนแบคทีเรียจะเป็นผู้ย่อยสลาย กาก ของเสีย และซาก ส่งิ มชี ีวิต ซง่ึ ในทีส่ ดุ พลงั งานจะถูกปลดปล่อยออกไปจากระบบนเิ วศในรปู ของพลังงาน ความรอ้ น ส่วนธาตุ อาหารจะกลบั ไปสะสมอยใู่ นดิน และพรอ้ มที่จะเปน็ ประโยชน์แกพ่ ืชตอ่ ไป

56 3.2 การถ่ายเทอาหาร การถ่ายเทอาหารในระบบนิเวศ ก็คือ การถ่ายเทพลังงานนั่นเอง การถ่ายเทอาหารจะเริ่มจากผู้ผลิตไปสู่ ผู้บริโภค เช่นเดียวกับการถา่ ยทอดพลังงาน สำหรับการถ่ายเทอาหารน้ี เรียกวา่ ห่วงโซอ่ าหาร (food chain) ห่วงโซอ่ าหาร สามารถแบง่ ไดเ้ ปน็ 3 ประเภท คอื (1) ห่วงโซ่อาหารแบบจับกิน (Grazing food chain) เป็นห่วงโซ่อาหารที่เริม่ ต้นจากพืช ไปยัง สตั ว์กนิ พชื และสัตวก์ ินสัตว์ ตามลำดบั เชน่ แพลงตอนพชื → แพลงตอนสัตว์ → ลูกปลา → ปลาใหญ่ → นก → มนษุ ย์ หรือ หญ้า → กวาง → สิงโต (2) หว่ งโซ่อาหารแบบกนิ เศษอินทรีย์ (Detritus food chain) เป็นหว่ งโซอ่ าหารท่ีเริ่มจากซาก เศษอินทรียซ์ งึ่ ถกู สลายตวั ด้วยจุลินทรยี ์ หรอื ผู้ยอ่ ยสลาย และจะถกู กนิ โดยสตั ว์ และผู้ล่าอ่ืน ๆ ต่อไป เช่น เศษใบไม้ → ป,ู กงุ้ , หอย → ปลา → นก (ทยี่ อ่ ยสลายโดยจลุ ินทรีย์) (3) ห่วงโซ่อาหารแบบปรสิต (Parasite chain) เป็นห่วงโซ่อาหารที่เริ่มจากผู้ถูกอาศัย ซึ่งเปน็ สัตว์ตวั ใหญก่ วา่ ไปยังสตั ว์ตวั เลก็ หรือผอู้ าศัยลำดบั ตอ่ ๆ ไป เช่น นก → ไรนก → โปรโตซัว → แบคทีเรีย → ไวรสั เครือขา่ ยอาหาร (Food Web) ในระบบนเิ วศ การกินอาหารของส่งมีชีวิตจะมลี ักษณะซับซอ้ นกว่าหว่ งโซ่อาหาร เนอ่ื งจากส่งิ มชี ีวิตชนิดนั้น ๆ สามารถบริโภคอาหารได้หลายชนิด และสัตว์บางชนิดก็อาจเป็นเหยื่อของสิ่งมีชีวิตได้หลายชนิดด้วยเช่นกัน ดังนั้น ความสัมพนั ธ์ในระบบนิเวศจึงเปรียบเสมือนห่วงโซอ่ าหารหลาย ๆ ห่วงโซ่อาหาร มาสัมพันธโ์ ยงใยซึ่งกนั และกัน และมีความซบั ซ้อนมาก ๆ ในระบบนิเวศ ซึง่ สง่ ผลให้ระบบนิเวศนนั้ อยไู่ ด้อย่างดี เชน่ คนบริโภคปลา ผัก หมู นก และนกอาจจะบริโภคต๊ักแตน เมลด็ ขา้ ว แมลงอนื่ ๆ และนกอาจเป็นอาหารของคน งู สตั วป์ ่าอื่น ๆ ตอ่ ไป การรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ ระบบนเิ วศใด ๆ ยอ่ มมีการเปลีย่ นแปลงตามธรรมชาติ การเปลีย่ นแปลงแบบค่อยเป็นคอ่ ยไปตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก ต่างจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากฝีมือของมนุษย์เอง มนุษย์ได้ใช้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ ประกอบกบั ความเห็นแก่ตัว ละขาดจติ สำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงทำให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบทำให้ระบบนิเวศเสียความสมดุล ซึ่งก่อให้เกดิ อันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง ดังนั้น เราจึงควรหาวิธีดำเนินการเพื่อให้ระบบนิเวศอยู่ในภาวะสมดุล หรอื เสยี สมดุลให้น้อยที่สุด การดำเนนิ การรกั ษาสมดุลของระบบนเิ วศ มีทงั้ มาตรการระยะยาว และมาตรการทั่ว ๆ ไป

57 สำหรับมาตรการระยะยาว ในการดำเนินการรกั ษาสมดลุ ของระบบนเิ วศมีดังน้ี 1) ควบคุมจำนวนประชากร ซึ่งเป็นปัญหาหลักในการพัฒนา เพราะถ้าประชากรมากเกินไป หรือเกินความสมดุลแล้ว การพัฒนาหรือการอนุรักษ์ก็จะประสบความสำเร็จได้ยาก เนื่องจากยิ่งประชากรมาก เท่าใด การใช้ทรัพยากรกจ็ ะเพิ่มมากขึ้นเทา่ น้นั ดงั น้ันจงึ ควรมกี ารควบคุมประชากรใหเ้ หมาะสม 2) การทำการเกษตร ควรใช้วิธีปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แบบผสมผสาน จะช่วยให้ระบบนิเวศมี เสถียรภาพดีกว่าการปลูกพืชชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว เนื่องจากพืชต่างชนิดกันอาจให้แร่ธาตุแก่ดินหรือ ต้องการแรธ่ าตุแตกตา่ งกนั และพืชตา่ งชนิดกนั อาจจะมีแมลงศัตรูพืชต่างกนั พชื บางชนิดยงั สามารถควบคุมแมลง ศัตรูพืชไดอ้ กี ดว้ ย เช่น เกษตรกรอาจปลูกมะเขือเทศ สลับแถวกับกระเทยี ม แมลงศัตรูของมะเขือเทศ ก็จะไม่มา รบกวนมะเขือเทศ เนื่องจากกลิน่ กระเทียมเป็นตัวขับไล่แมลงศัตรูของมะเขือเทศนั่นเอง วิธีการปลูกพืชหลาย ๆ ชนิดรว่ มกัน จงึ ทำใหผ้ ลผลติ เพ่ิมข้นึ และสามารถรักษาดลุ ยภาพของสิ่งแวดลอ้ มไดด้ ีขึน้ 3) ด้านการใชค้ วามรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยใี ห้เหมาะสม เช่น การใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ยาฆ่าแมลง ควรมีการแนะนำและควบคุมวิธีการให้สารเคมีต่าง ๆ ให้ถูกต้องและ ปรมิ าณเหมาะสม เพ่ือให้เกดิ ผลกระทบตอ่ สิ่งแวดลอ้ มน้อยท่ีสดุ 4) รัฐควรกำหนดนโยบายการใช้ท่ีดินที่ถูกต้อง เหมาะสม และสามารถปฏิบัติได้ ทุกครั้งที่มี การกำหนดนโยบายการใช้ทีด่ ิน ควรคำนึงถึงระบบนเิ วศดว้ ย ต้องพัฒนาโดยให้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และ สง่ิ แวดลอ้ มนอ้ ยทีส่ ุด มาตรการการรักษาสมดุลนเิ วศ สำหรบั มาตรการท่วั ๆ ไป ท่ีควรปฏิบตั ิในการรักษาความสมดลุ ของระบบนิเวศ ได้แก่ 1) ใชท้ รัพยากรทกุ อย่างอย่างประหยดั เชน่ ดนิ น้ำ ป่าไม้ แรธ่ าตุ และเช้ือเพลงิ 2) การนำกลบั มาใช้ประโยชนใ์ หม่ ◼ Reuse เช่น การใช้ถุงพลาสติกทีใ่ สข่ อง หรอื ขวดนำ้ พลาสติก ใชแ้ ล้ว นำมาใชซ้ ำ้ อกี ◼ Recycle เช่น การหลอมเศษแกว้ เพ่อื ทำแกว้ ใหม่ ๆ การหลอมเศษเหล็กและนำเหล็กมาทำ กันชนรถยนต์ เป็นต้น ◼ Repair เช่น ซ่อมแซมเก้าอ้ชี ำรดุ ใหก้ ลบั มาใช้ไดด้ งั เดมิ 3) การใช้สิ่งอื่นทดแทน โดยใช้สิ่งที่หาง่ายหรือมีมาก ทดแทนสิ่งที่หาได้ยาก หรือมีน้อยกว่า เช่น การสร้างบา้ นโดยใชป้ ูนแทนไม้ 4) การปอ้ งกันส่ิงท่ีใช้แล้วมใิ หเ้ ปน็ พิษ ไมใ่ หเ้ กิดความเส่ือมโทรม เสียหาย หรือถูกทำลาย เช่น การรณรงค์ไม่ใช้วัสดุโฟม เพราะโฟมมีสารประกอบ CFC (Chloro Fluoro Carbon) ซึ่งเป็นอันตรายต่อช้ัน โอโซน ทำให้เกดิ ชอ่ งโหวใ่ นชัน้ โอโซน เป็นต้น 5) การปรับปรุงคุณภาพใหด้ ีขึ้น เช่น การปรบั ปรุงดินเคม็ ให้สามารถเพาะปลกู ได้ 6) การสร้างจติ สำนึกให้ประชาชน ระลึกว่าตนเปน็ ส่วนหนึง่ ของธรรมชาติ จะต้องช่วยกันรกั ษา ธรรมชาติไว้ เพื่อใหท้ ุกคนสามารถดำรงชวี ิตอยู่ได้ ทั้งในปจั จุบนั และอนาคต สรุป พลังงานและสิ่งแวดล้อมที่มีมากมายหลายชนิดเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยเฉพาะมนษุ ย์ จะพบว่าในกิจวัตรประจำวันของมนุษย์เกี่ยวขอ้ งสัมพนั ธ์กบั พลังงานและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งท่ี มองเห็นและมองไมเ่ หน็ แตก่ ส็ ามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ อาทิ เช่น พลังงานตา่ ง ๆเช่น พลงั งานความร้อน

58 แสง เสียง และแม่เหล็กไฟฟ้า จึงถือเป็นหน้าที่ของคนในชุมชน ท้องถิ่น ในการที่จะต้องตรวจสอบดูแลและ ช่วยกันอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมให้มีสภาพที่ดี สามารถใช้งานได้นานๆ ในส่วนตัวทุกคนก็สามารถช่วย ส่งเสริมและอนุรักษ์พลงั งานและสง่ิ แวดลอ้ มไดอ้ ยตู่ ลอดเวลา แมข้ ณะดำเนินกิจกรรมในการดำรงชีวิตกส็ ามารถช่วย อนุรกั ษพ์ ลังงานและสิง่ แวดล้อมได้ ไมว่ า่ จะเป็นการการปิดไฟทุกครง้ั เมอ่ื เลกิ ใช้งาน การทิง้ ขยะในที่ที่จัดให้ การ ขบั รถดว้ ยความเร็วทีพ่ อดี การไม่ตัดไมท้ ำลายปา่ เปน็ ตน้ 4. แบบฝกึ หดั /แบบทดสอบ ข้อสอบประจำหน่วยที่ 3 เรือ่ ง ความสมั พนั ธข์ องพลังงานทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อม วิชา พลงั งาน ทรัพยากรและส่งิ แวดลอ้ ม รหสั 20001-1002 ระดบั ปวช. คำชแ้ี จง: 1 ข้อสอบมีจำนวน 10 ข้อ 2. ให้นักเรียนเขยี นเครอื่ งหมาย X ขอ้ ทเี่ หน็ วา่ ถูกต้องท่ีสุดเพยี งขอ้ เดยี วลงในกระดาษคำตอบ 1. ผู้ท่ีสามารถบริโภคไดท้ ง้ั พชื และสัตวค์ ือกล่มุ ใด 5. ถ้ามนุษย์ไมเ่ ขา้ ไปเกย่ี วขอ้ ง ระบบนิเวศใดเป็น ก. มนุษย์ สุนัข แมว ระบบที่มคี วามคงทน ไมเ่ สือ่ สลายไปได้ง่าย ๆ ข. สุนขั แมว กระต่าย ก. ระบบนิเวศเขตข้ัวโลกเหนอื ค. เสอื ช้าง สุนขั จง้ิ จอก ข. ระบบนิเวศในป่าดงดบิ ชา้ ง ม้า ววั ควาย ค. ระบบนเิ วศทท่ี ะเลทราย 2. การหลอมเศษเหลก็ และนำเหลก็ มาทำกันชน ง. ระบบนเิ วศในเขตป่าสงวน รถยนต์ หมายถึงขอ้ ใด 6. ความเส่ือมโทรมของส่ิงแวดล้อมในปจั จุบัน ส่วน ก. Reuse ใหญเ่ กดิ จากสาเหตุใดมากท่ีสดุ ข. Recycle ก. ลมพายุ ค. Repair ข. การกระทำของมนุษย์ ง. Reject ค. แผ่นดินไหว 3. ข้อใดกล่าวผิดไปจากความจริง ง. ภเู ขาไฟระเบิด ก. ในระบบนิเวศหน่ึง ๆ จะมกี ารแลกเปลย่ี น 7. ข้อใดคือสาเหตอุ นั ดับแรกที่ทำให้ระบบนิเวศเสยี สสาร และพลังงานเป็นวัฎจกั ร ความสมดลุ ข. ส่งิ มชี วี ิตในระบบนิเวศจะพ่งึ พาอาศยั ซงึ่ กนั ก. การขยายตัวของสังคมเมอื ง และกัน ข. การเพ่ิมของประชากร ค. ระบบนิเวศจะมีโครงสร้างท่ีปิดและสามารถ ค. การเกษตรสมยั ใหม่ทใี่ ช้สารเคมี ควบคุมตนเองได้ การใช้พลังงานฟมุ่ เฟอื ย ง. ระบบนิเวศท่ีใหญท่ ่ีสุดคอื โลกของเรา เรียกวา่ จากคำตอบต่อไปนี้ ใหต้ อบคำถามขอ้ 8-10 “ชีวาลยั ” ก. เศษใบไม้ ปู ปลา 4. ข้อใด ไม่ใช่ สาเหตทุ ่ที ำใหเ้ กิดผลกระทบ จาก ข. นก ไรนก โปรโตซัว การสงั เคราะห์สารใหม่ ค. สงิ โต กวาง หญ้ก ก. ยาฆ่าแมลง ง. ลูกปลา ปลาใหญ่ คน ข. อตุ สาหกรรมตเู้ ย็น 8.ข้อใดคือห่วงโซ่อาหารแบบปรสิต ค. อตุ สาหกรรมเหมืองแร่ 9.ขอ้ ใดคอื ห่วงโซอ่ าหารแบบกินเศษอนิ ทรีย์ ง. ปยุ๋ เคมี 10.ขอ้ ใดคอื ห่วงโซอ่ าหารแบบจับกิน

ใบงาน ท่ี ........ 3........ 59 หลกั สตู ร ประกาศนียบัตรวิชาชพี หนว่ ยท่ี 3 รหสั 20001-1002 พลังงาน ทรพั ยากรและส่ิงแวดล้อม สอนครง้ั ท.ี่ ...3..... ชอื่ งาน........ความสัมพนั ธ์ของพลังงานทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม เวลา.........2.........ชม. 1. จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม 1. อธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งจำนวนส่ิงมชี ีวิต(สัตว)์ กับทรัพยากรธรรมชาติได้ 2. อธบิ ายความสำคัญของระบบนเิ วศได้ 2. สมรรถนะ 1. ผู้เรยี นสามารถอธิบายความสมั พันธร์ ะหวา่ งจำนวนส่งิ มชี ีวิต(สตั ว)์ กับทรัพยากรธรรมชาตไิ ด้ 2. ผเู้ รียนสามารถอธิบายถงึ ความจำเปน็ ของพลงั งานและสงิ่ แวดล้อมในการดำรงชวี ติ ได้ 3. เครือ่ งมอื วัสดุ และอปุ กรณ์ นักเรียนทง้ั ห้อง แบ่งออกเปน็ 2 กลมุ่ 4. คำแนะนำ - 5. ขอ้ ควรระวัง ระวังไม่ให้นักเรียนวงิ่ ชนกัน 6. ลำดบั ข้ันการปฏบิ ตั งิ าน 1. กติกาการเล่นดงั น้ี คอื ใหน้ ักศึกษายนื เรยี งแถว ตรง 1 แถว แล้วนบั 1-4 2. แล้วใหน้ กั ศกึ ษาแบ่งเปน็ สองกล่มุ กลมุ่ ท่ี 1 คือ กวาง (เฉพาะหมายเลข 1) ครูจดจำนวนกวาง กลุม่ ท่ี 2 คือ นำ้ อาหาร และ ที่อย่อู าศัย (หมายเลข 2,3 และ 4) 3. ให้ทง้ั สองกลุม่ ยืนขนานกนั คนละด้านแลว้ หนั หลงั ใหก้ ัน 4. ดา้ นกลมุ่ ท่ี 2 (เลข 2,3 และ 4) ใครอยากเปน็ นำ้ ใหท้ ำมอื ปดิ ปาก ใครอยากเปน็ อาหาร ให้ทำมือกมุ ท้อง ใครอยากทอี่ ยู่อาศยั ใหท้ ำสามเหลย่ี มเหนือหัว กลุ่มที่ 1 (กวาง) ก็เช่นเดียวกัน ต้องการ น้ำ หรือ อาหาร หรือที่อยู่อาศัยก็ใหท้ ำท่าตามนั้น ไม่จำเป็นต้อง ทำท่าเหมือนกัน แต่ขณะที่ทำต้องหันหลังให้กัน ครูยืนอยู่ตรงกลางระหว่างแถว เมื่อทำท่าทุกคนแล้วให้กวา ง (กลุ่มที่ 1) หันกลับไปหากลุม่ ที่ 2 ถ้าคนใดในกลุม่ 2 ทำท่าเหมือนตน ให้ดึงกลับมาเป็นกวางได้ 1 คน แต่ถ้าไม่มี ใครทำทา่ เหมอื นตนเองเลย กวางกไ็ มส่ ามารถกลบั มาได้ ตอ้ งไปเข้ากลมุ่ 2 คอื นำ้ อาหาร และที่อยอู่ าศยั แทน แล้ว ทำแบบเดมิ อีก จดจำนวนกวางทกุ ครงั้ จำนวนกวางจะเพ่ิมขนึ้ จนสูงสุด แลว้ ตำ่ ลง เปน็ วงจรของสิ่งมีชวี ิต เมือ่ มีนำ้ อาหาร ทอ่ี ยอู่ าศัยมาก กวางก็ จะเพิ่มข้ึนเรอ่ื ย ๆ แตเ่ มื่อ นำ้ อาหาร และทอี่ ยอู่ าศยั ลดลง เนือ่ งจากจำนวนกวางเพมิ่ ขน้ึ ก็จะทำใหกวางลดลง จะ เป็นเช่นนไี้ ปเรอ่ื ย ๆ นำข้อมลู มา plot graph ใหน้ ักศึกษาดู ถามวา่ ทำไมจึงเป็นเช่นน้ี

60 7. ผลการศกึ ษา - ดูจากกิจกรรมทน่ี กั เรียนทำ และสรุปเรื่องระบบนเิ วศไดถ้ กู ต้อง 8. สรปุ และวิจารณ์ผล ........................................................................................................................... ............................ ............................................................................................................................. ....................................... 9. การประเมนิ ผล 1. สังเกตพฤติกรรมรายบคุ คล 2. ประเมินพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่ 3. สังเกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่ 4 ตรวจกิจกรรมสง่ เสรมิ คุณธรรมนำความรู้ 5. ตรวจแบบประเมินผลการเรยี นรู้ แบบฝึกปฏบิ ัติ 6. ตรวจกิจกรรมใบงาน 7. การสังเกตและประเมินพฤติกรรมดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 10. เอกสารอ้างองิ /เอกสารค้นควา้ เพ่มิ เติม หนงั สอื เรยี นวิชา พลังงาน ทรัพยากรและสงิ่ แวดล้อมสำนักพมิ พเ์ อมพนั ธ์ รหัส 20001-1002 และ อนิ เทอรเ์ นต็

61 แผนการจดั การเรยี นรู้ หนว่ ยที่ 4 สอนครัง้ ท่ี 4 (7-8) หลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ท-ป-น 2-0-2 รหสั 20001-1002 พลงั งาน ทรพั ยากรและสิง่ แวดลอ้ ม ทฤษฎี 2 ชม. ช่อื หนว่ ยการเรียนรู้ พลังงานกับการดำรงชวี ติ 1. สาระสำคญั มนษุ ย์ต้องพง่ึ พาพลังงาน เพราะพลงั งานมคี วามสำคญั สำหรับการเจรญิ เติบโต และเป็นปัจจยั พ้นื ฐานที่สาํ คัญ ในชีวิตประจําวันของมนษุ ย์ไมว่ า่ จะเปน็ ด้านการพฒั นาเศรษฐกจิ การสาธารณสุข การขนสง่ การส่ือสาร ตลอดจนสิ่ง อํานวยความสะดวกในชีวิตประจาํ วนั ปจั จุบนั มนษุ ย์มกี ารใช้พลังงานมากกวา่ ในอดตมี าก โดยเฉพาะประเทศทมี่ ี ความกา้ วหน้าทางเทคโนโลยีในขณะท่ีทั่วโลกกําลังประสบปัญหาการขาดแคลนพลงั งาน นอกจากนกี้ ารผลิตและการ ใชพ้ ลงั งานกย็ งั มีผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดล้อมด้วย 2. สมรรถนะประจำหน่วย 1.นักเรยี นสามารถเปรยี บเทยี บการใชพ้ ลงั งานในอดีตกับปัจจบุ ันได้ 2 นักเรียนสามารถวิเคราะหค์ วามสำคัญของพลงั งานที่มตี อ่ การดำรงชีวติ ได้ 3.นักเรียนสามารถบอกความเปน็ มาของการใชพ้ ลังงาน ในประเทศไทยได้ 4.นักเรียนสามารถวเิ คราะหค์ วามจำเปน็ ในการใช้พลงั งานเพ่ือพฒั นาประเทศด้านตา่ งๆ ได้ 5.นักเรยี นสามารถวิเคราะห์จำนวนเครือ่ งใช้ไฟฟ้าในบ้าน ระยะเวลาการใช้งาน จำนวนพลงั งานไฟฟา้ ท่ใี ช้และ คา่ ใช้จา่ ยได้ 3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1.เปรียบเทียบการใชพ้ ลังงานในอดตี กบั ปจั จบุ ันได้ 2 วิเคราะห์ความสำคญั ของพลงั งานทมี่ ีต่อการดำรงชวี ติ ได้ 3.บอกความเป็นมาของการใชพ้ ลงั งาน ในประเทศไทยได้ 4.วิเคราะหค์ วามจำเปน็ ในการใช้พลงั งานเพ่ือพฒั นาประเทศดา้ นตา่ งๆ ได้ 5.วเิ คราะหจ์ ำนวนเคร่ืองใช้ไฟฟ้าในบา้ น ระยะเวลาการใชง้ าน จำนวนพลังงานไฟฟ้าท่ีใช้และคา่ ใชจ้ ่ายได้ 6. มกี ารพัฒนาคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ของผสู้ ำเรจ็ การศึกษา สำนกั งาน คณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา ทค่ี รสู ามารถสังเกตไดข้ ณะทำการสอนในเรือ่ ง 6.1 ความมีมนษุ ยสัมพนั ธ์ 6.2 ความมวี นิ ยั 6.3 ความรับผดิ ชอบ 6.4 ความซือ่ สตั ยส์ ุจรติ 6.5 ความเชอื่ ม่นั ในตนเอง 6.6 การประหยดั 6.7 ความสนใจใฝ่รู้ 6.8 การละเวน้ สง่ิ เสพตดิ และการพนนั 6.9 ความรักสามคั คี 6.10 ความกตัญญกู ตเวที 6.11 แตง่ กายตามข้อตกลง ตรงเวลา รักษาสง่ิ แวดล้อม ใจอาสา 4. สาระการเรียนรู้ 1.การใชพ้ ลังงานในอดีต 2.วิวฒั นาการการใชพ้ ลังงานของมนุษย์ 3.ความเป็นมาของการใช้พลังงานในประเทศไทย

62 4.การนำพลงั งานมาใช้เพ่อื พัฒนาประเทศ 5. กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สัปดาหท์ .่ี ..4........) ข้นั นำเข้าสบู่ ทเรียน 1.ครใู ช้เทคนิคการสอนแบบซิปปาโมเดล (CIPPA MODEL) โดยการทบทวนความรเู้ ดมิ จากสัปดาห์ทผ่ี ่านมา โดยดึงความรูเ้ ดิมของผู้เรยี นในเร่ืองทจ่ี ะเรียน เพ่อื ช่วยใหผ้ ู้เรียนมคี วามพร้อมในการเชอื่ มโยงความรใู้ หมก่ บั ความรู้ เดิมของตน ผสู้ อนใช้การสนทนาซกั ถามให้ผเู้ รยี นเลา่ ประสบการณ์เดิม 2.ครูและผู้เรียนสนทนาว่าแต่เดมิ มนษุ ย์มีเพยี งอาหารเท่านนั้ ทเ่ี ป็นแหล่งพลังงาน โดยปริมาณท่ตี าละคน ได้รบั ในแตล่ ะวนั เทียบเท่ากบั ความร้อนเพียง 2,000 กิโลแคลอรี ขนั้ สอน 3.ครใู ช้เทคนคิ วิธสี อนแบบ Jigsaw เป็นการจัดการเรียนร้โู ดยใชเ้ ทคนคิ จิกซอว์ เปน็ การจัดกระบวนการ เรยี นรทู้ ี่ใช้แนวคิดการต่อภาพ โดยแบง่ ผู้เรียนเปน็ กลมุ่ ทุกกล่มุ จะไดร้ บั มอบหมายให้ทำกิจกรรมเดียวกนั เร่อื ง 1.การใชพ้ ลงั งานในอดตี 2.ววิ ัฒนาการการใชพ้ ลังงานของมนุษย์ 3.ความเป็นมาของการใช้พลงั งานในประเทศไทย 4.การนำพลังงานมาใช้เพ่อื พฒั นาประเทศ 4.ครใู ช้เทคนิควิธสี อนแบบ Discussion Method การจดั การเรยี นร้แู บบอภิปรายวิวฒั นาการการใช้พลงั งาน ของมนุษย์ ซ่ึงมีววิ ฒั นาการการค้นพบพลังงานกับการนํามาใช้น้นั มคี วามเป็นมาควบคู่กับความเจริญกา้ วหนา้ ของ อารยธรรมมนุษย์ นักวิทยาศาสตรไ์ ด้แบ่งยคุ สมยั ของความเจริญทางอารยธรรมของมนษุ ย์ตาม วิวัฒนาการในการใช้ พลงั งาน ดงั น้ี 5.ครูใชส้ ื่อวดิ ีทัศน์ เพื่ออธบิ ายความเป็นมาของการใช้พลังงานในประเทศไทย และการนำพลงั งานมาใช้ เพื่อพฒั นาประเทศ 6 ครูใชเ้ ทคนิคการสอนแบบ Demonstration Method เพ่ืออธิบายและสาธิต ถ่ายทอดความเปน็ มาของการ ใชพ้ ลังงานในประเทศไท และการนำพลงั งานมาใช้เพ่อื พัฒนาประเทศโดยเปิดวดี ีทัศนใ์ ห้ดูประกอบ 7.ผู้เรียนเปรยี บเทียบการใชพ้ ลังงานในอดีตกบั ปัจจุบัน

63 8.ผเู้ รยี นสํารวจวา่ ใช้พลงั งานสาํ หรบั ทํากิจกรรมใดบ้างในชวี ิตประจําวนั โดยสํารวจมา 7 รายการ พรอ้ มระบุ รายละเอยี ดท่เี กยี่ วขอ้ งตามตัวอย่างที่กําหนดให้ 9.ผเู้ รียนปฏบิ ตั ิกจิ กรรม ดงั นี้ 9.1 รวมรายการอปุ กรณไ์ ฟฟา้ ทใ่ี ชในบ้าน โดยระบจุ ํานวนทมี่ ีระยะเวลาการใชง้ านอปุ กรณไ์ ฟฟา้ ใน 1 วนั 9.2 ศึกษาตารางแสดงความสน้ิ เปลืองไฟฟา้ ของเครื่องใชไ้ ฟฟา้ 9.3 วเิ คราะห์จํานวนหนว่ ยไฟฟ้าที่ใช้ของอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบา้ นใน 1 วนั ตามขอ้ 9.1 โดยใช้สูตรการ คํานวณที่กาํ หนดให้ 9.4 วิเคราะห์หาค่าใช้จา่ ย (ค่าไฟฟ้า) ของอปุ กรณ์ภายในบา้ นแตล่ ะชนิดตอ่ วนั โดยใชส้ ูตรการคํานวณที่ กาํ หนดให้ 9.5 วเิ คราะห์หาจาํ นวนหน่วยทใ่ี ชแ้ ละค่าใช้จ่าย หนว่ ยไฟฟ้า (คา่ ไฟฟา้ ) ทใี่ ช้ของบ้านต่อเดือนแล้วนาํ ไป เปรยี บเทียบกบั ใบเสรจ็ รับเงนิ ค่าไฟฟา้ ของการไฟฟ้าประจาํ เดือน 10.ครใู ห้ความรเู้ พ่มิ เตมิ ในการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ซ่งึ เปน็ การจดบนั ทึกเหตุการณต์ ่าง ๆ เกย่ี วกบั การเงนิ หรือบางส่วนเก่ยี วขอ้ งกบั การเงนิ โดยผา่ นการวิเคราะห์ จัดประเภทและบันทกึ ไวใ้ นแบบฟอรม์ ท่กี ำหนด เพ่ือแสดง ฐานะการเงินและผลการดำเนนิ งานของตนเองหรอื ครอบครวั ในช่วงระยะเวลาหน่ึง เป็นวิธีตรวจสอบการใช้จ่ายของ ครอบครัวว่ามรี ายจา่ ยสมดุลกับรายรบั และใช้จ่ายอย่างมเี หตุผลตามความจำเปน็ พอเหมาะกับสภาพครอบครวั หรอื ไม่ หากสามารถปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมการบริโภค เพือ่ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นเกนิ ตนได้ จะช่วยให้มเี งินเกบ็ ออม เพือ่ เป็นรากฐานสร้างภูมคิ มุ้ กนั ทีดีในชวี ติ ได้ ขนั้ สรปุ และการประยกุ ต์ 11.ครแู ละผู้เรยี นสรุปเนอ้ื หาพลงั งานกบั การดำรงชีวิต โดยการถามตอบ 12.ผ้เู รียนทำกิจกรรมใบงาน แบบประเมินผลการเรียนรู้ และประเมนิ ผูเ้ รยี นตามแบบฟอร์มดังต่อไปนี้ ช่ือผู้เรียน ประสบการณ์พื้นฐานการเรียนรู้ วิธกี ารเรยี นรู้ ความรู้ ทกั ษะ ผลงาน 1. 2. 3. 4. 5. 6. สื่อและแหลง่ การเรยี นรู้ 1.หนงั สือเรียน วิชาพลังงาน ทรัพยากรและส่ิงแวดล้อม ของสำนักพมิ พเ์ อมพนั ธ์ 2.สอื่ Power Point, วีดีทัศน์ 3.กิจกรรมการเรยี นการสอน 4.รปู ภาพประกอบ 5.แบบประเมินผลการเรียนรู้

64 7.หลักฐานการเรียนรู้ 1.บนั ทึกการสอนของผ้สู อน 2.ใบเช็ครายชื่อ 3.แผนจดั การเรียนรู้ 4.การตรวจประเมินผลงาน 8.การวัดและประเมนิ ผล 8.1 วธิ ีการ 1. สังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. ประเมนิ พฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลมุ่ 3. สังเกตพฤติกรรมการเข้ารว่ มกจิ กรรมกลุ่ม 4 ตรวจกจิ กรรมส่งเสริมคณุ ธรรมนำความรู้ 5. ตรวจแบบประเมนิ ผลการเรียนรู้ แบบฝึกปฏิบัติ 6. ตรวจกิจกรรมใบงาน 7. การสงั เกตและประเมินพฤตกิ รรมด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 8.2 เคร่ืองมือ 1. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล 2. แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการเข้ารว่ มกจิ กรรมกลุ่ม (โดยครู) 3. แบบสังเกตพฤติกรรมการเข้ารว่ มกจิ กรรมกลุ่ม (โดยผู้เรยี น) 4. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ และแบบฝกึ ปฏบิ ัติ 5. แบบประเมนิ กิจกรรมใบงาน 6. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ โดยครูและผู้เรียนรว่ มกัน ประเมิน 8.3 เกณฑ์ 1. เกณฑผ์ า่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล ตอ้ งไม่มีชอ่ งปรบั ปรุง 2. เกณฑผ์ ่านการประเมนิ พฤติกรรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่ม คอื ปานกลาง (50 % ข้ึนไป) 3. เกณฑ์ผา่ นการสังเกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลมุ่ คือ ปานกลาง (50% ขน้ึ ไป) 4. แบบประเมินผลการเรียนรู้มเี กณฑผ์ ่าน และแบบฝึกปฏบิ ตั ิ 50% 5. แบบประเมนิ กิจกรรมใบงานมเี กณฑผ์ ่าน 50% 6. แบบประเมนิ คุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ คะแนนข้นึ อยู่ กับการประเมนิ ตามสภาพจริง

65 9.บันทึกผลหลงั การจัดการเรยี นรู้ 9.1 ข้อสรุปหลงั การจัดการเรียนรู้ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. 9.2 ปญั หาท่ีพบ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. 9.3 แนวทางแก้ปัญหา .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................

66 ใบความรทู้ ่ี .....4........... หนว่ ยที่ 4 หลักสูตร ประกาศนยี บตั รวิชาชพี สอนคร้ังท.ี่ .....4 เวลา......2............ชม. รหสั 20001-1002 พลังงาน ทรัพยากร และสงิ่ แวดล้อม ช่ือเรือ่ ง พลังงานกบั การดำรงชีวิต 1. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 1.บอกความหมายและประเภทของสิง่ แวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ 2.อธิบายประโยชน์และความสำคญั ของสิง่ แวดลอ้ มและทรัพยากรธรรมชาติ 3.อธิบายทรพั ยากรที่มนุษยน์ ำมาใช้ประโยชน์ 4.วิเคราะหป์ ัญหาการทำลายสงิ่ แวดลอ้ ม และทรัพยากรธรรมชาติ 2. สมรรถนะ 1.นกั เรียนสามารถวิเคราะห์และบอกความหมายและประเภทของส่ิงแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ ได้ 2.นักเรียนสามารถอธิบายประโยชนแ์ ละความสำคัญของสงิ่ แวดลอ้ มและทรพั ยากรธรรมชาติ ได้ 3.นกั เรยี นสามารถอธบิ ายทรัพยากรทมี่ นษุ ยน์ ำมาใชป้ ระโยชน์ ได้ 4.นักเรียนสามารถวิเคราะหป์ ญั หาการทำลายสิง่ แวดลอ้ ม และทรัพยากรธรรมชาติได้ 3. เนอ้ื หาสาระ ความหมายของพลังงานและส่งิ แวดลอ้ ม พลังงาน หมายถงึ ความสามารถของส่ิงใดสง่ิ หน่งึ ทจี่ ะทำงานได้ งาน (Work) เปน็ ผลของการกระทำ ของแรงเปน็ เหตใุ ห้ส่ิงนน้ั เคลือ่ นที่ เช่น เปลวไฟที่เผากาน้ำจะเปล่ียนน้ำให้เป็นไอน้ำและแรงดันไอน้ำจะดันฝากาน้ำ เผยอขึ้นได้ งานเช่นน้ี เรียกวา่ พลังงาน รถไฟเคลื่อนที่ไดเ้ พราะมีพลังงานมนุษย์เดินได้เพราะพลังงาน พลังงาน สามารถแปรรูปไปเป็นงานได้ เช่น พลังงานความร้อน ทำให้น้ำกลายเป็นไอและไอนี้ไปช่วยให้เครื่องจักรไอน้ำ ทำงานได้ พลังงานไฟฟ้าใช้ในการป่นั มอเตอร์ พลังงานอะตอมใชใ้ นการขับเคล่อื นเรอื รบและเรือรบดำนำ้ ประเภทของพลงั งาน พลงั งานแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1 พลังงานใช้แล้วหมด หรือที่นักวิชาการเรียกกันว่า พลังงานสิ้นเปลือง หรือพลังงานฟอสซิล ได้แก่ น้ำมนั รวมทง้ั หินน้ำมัน ทรายน้ำมนั ถา่ นหิน และก๊าซธรรมชาติ ทเ่ี รียกว่าใช้แล้วหมดก็เพราะหามาทดแทนไม่ทัน การใช้ พลังงานพวกนี้ปกติแล้วจะอยูใ่ ต้ดิน ถ้าไม่ขุดข้ึนมาใช้ตอนนี้ ก็เก็บไว้ให้ลูกหลานใช้ไดใ้ นอนาคต บางทีจงึ เรยี กวา่ พลังงานสำรอง 2 พลงั งานใชไ้ มห่ มด หรือ พลังงานหมนุ เวียน ไดแ้ ก่ ไม้ กระดาษ ฟนื แกลบ กาก (ชาน)ออ้ ย ชวี มวล (เช่น มูลสัตว์ และกา๊ ซชีวภาพ) นำ้ (จากเขื่อนไหลมาหมนุ กังหันป่นั ไฟ) แสงอาทิตย์ (ใช้เซลล์แสงอาทติ ย์ผลิต ไฟฟ้าได้) ลม (หมุนกังหันลมผลิตไฟฟ้า) และคลื่น (กระแทกให้กังหันหมุนปั่นไฟ) และที่ว่าใช้ไม่หมดก็เพราะ สามารถหามาทดแทนได้ เช่น ปลูกป่าเอาไม้มาทำฟืน หรือปล่อยน้ำจากเข่ือนมาปั่นไฟ แล้วไหลลงทะเลกลาง เป็นไอและเป็นฝนตกลงมาสโู่ ลกอีก หรอื แสงอาทติ ย์ทไี่ ดร้ ับจากดวงอาทติ ย์อยา่ งไม่มีวนั หมดสิ้น ความสำคัญของพลังงาน มนุษย์นำพลังงานมาใช้ในการดำรงชวี ิตตั้งแต่สมัยโบราณ เรม่ิ จากการใช้ไฟฟ้าท่เี กดิ จากการเสียดสี ของไม้หรอื หินเพือ่ ใหเ้ กิดความอบอุน่ แสงสว่างและการหงุ ตม้ อาหาร มนษุ ย์เร่มิ รูจ้ ักทำกงั หนั วดิ นำ้ ทำกงั หันลมมา

67 เพื่อยกของหนักและบดเมล็ดธัญพืช พลังงานเป็นปัจจัยสำคัญ ในการส่งเสริมสวัสดิภาพและความผาสุกของ ประชาชนแต่ละประเทศทั่วโลก พลังงานมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงของประเทศทั้งทางการเมือง การทหาร การเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันมีการใช้พลังงานมากขึ้น ในการพัฒนาเศรษฐกิ จทุกสาขา เช่น อุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่ง การไฟฟ้า เปน็ ตน้ ความหมายของส่ิงแวดลอ้ ม สง่ิ แวดลอ้ ม (Environment) หมายถึง ทกุ สิ่งทกุ อย่างทอี่ ยลู่ ้อมรอบตวั เรา ท้งั ท่มี ีชวี ติ และไม่มีชีวติ แบง่ เปน็ สิ่งแวดล้อมท่เี กดิ ขึ้นเองตามธรรมชาติ และส่ิงแวดลอ้ มที่มนุษย์สรา้ งขน้ึ 1) สิง่ แวดล้อมท่ีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ยังแบ่งออกเปน็ สิง่ แวดล้อมท่ีมีชวี ติ ไดแ้ ก่ คน สัตว์ พืช หรอื เรียกว่า ส่งิ แวดลอ้ มระบบชวี ภาพ และสิง่ แวดล้อมท่ไี มม่ ชี ีวติ ได้แก่ นำ้ ภเู ขา หิน ดิน แรธ่ าตุ 2) ส่งิ แวดลอ้ มที่มนษุ ยส์ ร้างข้นึ แบง่ เปน็ ส่งิ แวดลอ้ มทางกายภาพ หรอื สงิ่ แวดล้อมทส่ี ามารถจับ ตอ้ งได้ เช่น บ้าน อาคารที่อยอู่ าศัย ถนนหนทาง โรงงานอตุ สาหกรรม สง่ิ กอ่ สรา้ ง ส่งิ ประดษิ ฐ์ต่าง ๆ และ สิ่งแวดลอ้ มทางสังคม เปน็ สงิ่ แวดลอ้ มท่ีไมส่ ามารถมองเหน็ ได้ แตส่ รา้ งขน้ึ เพอ่ื ความเปน็ ระเบียบทางสงั คม หรอื สรา้ งขนึ้ เพ่อื ใช้ในการอยรู่ ว่ มกันในสังคม เชน่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา กฎหมาย การศกึ ษา และความเช่อื ตา่ ง ๆ ฯลฯ ความสมั พันธข์ องพลังงานและสิง่ แวดล้อมกบั การดำรงชีวติ ของมนุษย์ 1 พลงั งานกับการดำรงชีวิตของมนษุ ย์ - พลังงานไฟฟา้ ไฟฟ้าคือพลังงานรูปแบบหนึ่ง ซึ่งถูกแปรรูปเพื่อจัดส่งไปยังที่ต่าง ๆ โดยใช้สายไฟฟ้าเป็นตัว นำไป พลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานท่ีสำคัญและมนษุ ย์นำมาใช้มากทีส่ ุด นับแต่ ทอมัส แอลวา เอดิสัน ประดิษฐ์ หลอดไฟสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2422 แล้ว ไฟฟ้าก็นับเป็นปัจจัยท่ีสำคัญในการดำรงชีวิตของคนโดยเฉพาะสังคมใน เมือง การติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนสง่ การใหค้ วามรู้ การศึกษา การขยายตวั ทางเศรษฐกจิ การเพมิ่ ผลผลิต การค้นคว้าวิจยั ทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี แหล่งบนั เทิง การผลิตสนิ ค้าและการขายสนิ ค้า เหล่าน้ีต้องอาศัย พลังงานไฟฟา้ ทงั้ สิ้น สิ่งอำนวยความสะดวกที่เราใชส้ อยในชวี ิตประจำวนั ล้วนต้องการพลังงานในการทำงาน เช่น หลอดไฟก็ต้องการไฟฟ้าเพ่อื ส่องสว่าง รถยนตก์ ็ตอ้ งการนำ้ มนั เพื่อการขับเคล่ือน แม้แต่รถจักรยานยังต้องการแรง ถีบ แต่การจะส่งพลังงานต่อไปยังพืน้ ที่ห่างไกล การจะนำไปส่งให้อย่างงา่ ยที่สุดคือ การแปลงพลังงานอื่น ๆ เป็น พลงั งานไฟฟ้า และสง่ ไปตามสายไฟฟ้า นอกจากนี้เทคโนโลยีด้านเครอ่ื งใช้ไฟฟ้าได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ดังที่ เห็นได้รอบตัวในทุกวันนี้ เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้ใช้เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าไปเป็นพลังงานรูปอื่น เพื่อทำกิจกรรมใน ชีวติ ประจำวนั การผลิตไฟฟา้ ในปัจจุบนั และอนาคต การผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันเป็นการผลิตร่วมกันของโรงไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ เชื่อมโยงระบบส่งไฟฟา้ ด้วยสายส่งไฟฟ้า โดยมีศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า คอยควบคุมระบบการผลิตและส่งจ่ายกระแสไฟฟา้ ทำให้ สามารถเสริมกำลังผลิตแกก่ ันได้ โดยในการผลิตพลงั งานไฟฟา้ ของประเทศไทยในปี 2550 จะใชเ้ ช้ือเพลิงจากก๊าซ

68 ธรรมชาติมากที่สุด รองลงมาคือลิกไนต์ ถ่านหิน พลังน้ำ รับซื้อจากต่างประเทศ น้ำมันเตา และพลังงาน หมุนเวยี น ตามลำดบั สำหรับในอนาคต ความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยยังคงเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรม ภายในประเทศกำลงั เจริญก้าวหนา้ ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายแน่นอนทีจ่ ะขยายการพัฒนาไฟฟ้าไปสู่ชนบท กฟผ. จึงต้องมีการวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าครอบคลุมระยะเวลา 17 ปี โดยแบ่งออกเป็นแผนหลักและแผน ทางเลือกทดแทน แล้วพิจารณาปรับเปลี่ยนแผนไปตามสภาพการณ์ในช่วงเวลานั้น ๆ นอกจากนี้ กฟผ. ได้ศึกษา และวิจัยพลงั งานตามธรรมชาตอิ ่ืน ๆ มาทดแทน เชน่ ลม แสงอาทติ ย์ ความร้อนใต้พิภพ สำหรับการผลิตไฟฟ้า ในอนาคตอกี ดว้ ย - พลังงานเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะ พลงั งานเช้อื เพลิงท่ีได้ใช้เปน็ นำ้ มนั เชื้อเพลงิ ชนิดต่าง ๆ เตมิ ยานพาหนะไดแ้ ตกตา่ งกันไป ดงั น้ี 1. กา๊ ซปิโตรเลียมเหลว หรอื แอลพจี ี ใชส้ ำหรับรถยนต์ 2. น้ำมันเบนซิน (ก๊าซโซลีน) น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน เช่น รถยนต์ส่วน บุคคล รถจกั รยานยนต์ 3. นำ้ มันเคร่ืองบนิ ใช้สำหรบั เครือ่ งบนิ ใบพดั เครือ่ งบินไอพน่ 4. นำ้ มันดเี ซล น้ำมนั เชอ้ื เพลงิ สำหรับเครือ่ งยนต์ดเี ซล แบ่งเปน็ 2 ประเภท คอื 1) นำ้ มนั ดเี ซลหมนุ เร็ว หรือ น้ำมันโซลา่ ใช้สำหรบั เครือ่ งยนต์ดีเซลรอบหมุนเร็วท่ีใช้กับ ยานยนต์ เช่น รถยนต์ รถบรรทุก เรอื ประมง รถแทรกเตอร์ และเครอ่ื งจักรกลหนัก 2) น้ำมนั ดเี ซลหมนุ ช้า หรือ น้ำมันข้โี ล้ สำหรับเครอื่ งยนต์ดีเซลรอบหมนุ ปานกลางหรือ รอบหมนุ ช้า เช่น เครอ่ื งยนตด์ ีเซลขับสง่ กำลัง ติดต้งั อยูก่ ับทต่ี ามโรงงานตา่ ง ๆ 5. ไบโอดีเซล เป็นเชอ้ื เพลงิ ดีเซลทางเลอื กที่ผลิตจากแหล่งทรพั ยากรหมนุ เวียน เช่น น้ำมัน พืช ไขมันสัตว์ หรือสาหร่าย มีคุณสมบัติการเผาไหม้เหมือนกับดีเซลจากปิโตรเลียมมาก สามารถใช้แทนกันได้ สามารถยอยสลายไดเ้ อง ตามกระบวนการชีวภาพในธรรมชาติ และไมเ่ ป็นพษิ 6. นำ้ มันแกส๊ โซฮอล์ หรือที่นิยมเรียกว่า E10 คือ น้ำมนั เชือ้ เพลงิ สำหรับรถยนต์ ที่เกิดจาก การผสมระหว่าง นำ้ มนั เบนซิน 90% กบั แอลกอฮอล์ 10% 7. นำ้ มนั เตา นำมาใช้เปน็ เช้ือเพลงิ สำหรบั เรือและอุตสาหกรรม นอกจากน้ยี ังสามารถใช้กับ เครื่องยนต์ดีเซลรอบปานกลาง น้ำมันเตาช่วยลดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ จากการเผาไหม้ที่ออกสู่บรรยากาศของ โรงงานอุตสาหกรรม - พลังงานเพ่ือการประกอบอาหาร 1. การประกอบอาหาร ในการประกอบอาหารจำเป็นต้องทำให้อาหารนั้นสุกเสียก่อน โดยใช้พลังงานความร้อน พลังงานความร้อนที่ใช้ในอดีตมักใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น ฟืน ถ่านไม้ แกลบ เป็นต้น แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ พลังงานความร้อนที่ได้มากจากเชื้อเพลิงฟอสซิล นั่นคือ ก๊าซหุงต้มในครัวเรือน หรือที่เรียกว่า ก๊าซปิโตรเลียม เหลว หรอื กา๊ ซแอลพีจี (liquefied Petroleun Gas-LPG) 2. กา๊ ซหงุ ต้ม

69 เป็นก๊าซที่ได้จากกระบวนการแยกแก๊สธรรมชาติและขบวนการกลั่นน้ำมัน เป็น สารประกอบพวกไฮโดรคาร์บอน ประกอบดว้ ยแก๊สโพรเพน และบวิ เทน เป็นส่วนประกอบหลกั มคี ุณสมบัติหนัก กวา่ อากาศประมาณ 1.5-2 เท่า ไม่มีสี ไม่เปน็ พิษ จึงต้องเตมิ กลน่ิ เหมน็ (Ethyl Mercaptan) ลงไปเพ่ือให้รู้ว่า กา๊ ซร่วั ซ่งึ อาจทำใหต้ ิดไฟไดแ้ ละขยายตัวเมือ่ อุณหภมู ิสูง ก๊าซ 1 ลติ ร หนกั ประมาณ 0.5 กิโลกรมั เม่อื เผาไหมจ้ ะ มีมลภาวะตำ่ กวา่ น้ำมัน ก๊าซหุงต้มมีค่าความร้อนสูง เป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดมีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ การใช้งาน สะดวกไมต่ ้องการอุปกรณ์ที่ยุ่งยากเมือ่ เทยี บกบั เช้ือเพลิงอ่นื ๆ ควบคุมความรอ้ นไดง้ า่ ย คา่ ใช้จา่ ยในการใช้งาน และ บำรุงรักษาน้อยมาก จงึ นิยมนำมาใช้งานประกอบอาหาร หุงตม้ ในครัวเรือน งานอตุ สาหกรรม โดยใชก้ ๊าซร้อนจาก การเผาไหม้ของก๊าซหุงต้มไปใช้งานถ่ายความร้อนโดยตรงกนั มาก เช่น งานโลหะเช่ือมบัดกรี และในปัจจุบันนยิ ม นำมาใช้เป็นเช้อื เพลิงในรถยนต์ เนื่องจากมีราคาถกู และเปน็ มติ รต่อส่งิ แวดลอ้ ม การจดั หา การใช้และการส่งออกกา๊ ซ LPG ก๊าซแอลพีจี ถกู นำมาใชใ้ นครัวเรอื นมากทสี่ ุด รองลงมาคือ อุตสาหกรรม รถยนต์ และปิโตรเคมี ตามลำดบั และมีอัตราการใชเ้ พ่ิมขึ้นอย่างตอ่ เนือ่ ง หน่วย : ล้านกิโลกรัม ลา้ นกิโลกรัม 2546 2547 2548 2549 2550 อตั ราเพม่ิ (%) ครวั เรอื น 2547 2548 2549 2550 อุตสาหกรรม 1,502 1,513 1,604 1,721 1,223 0.7 6.0 7.3 9.4 รถยนต์ ปโิ ตรเลียม 435 441 450 511 385 1.4 2.0 13.6 15.3 รวม 210 225 303 459 373 7.1 34.7 51.6 31.8 การผลิต การสง่ ออก 405 425 567 521 388 4.9 33.4 -8.0 8.7 2,551 2,604 2,923 3,212 2,369 2.1 12.3 9.9 13.2 3,337 3,565 3,884 3,904 2,745 6.8 8.9 0.3 3.5 770 890 948 576 229 15.6 6.5 -39.2 -46.7 ผลกระทบของการใช้พลังงานตอ่ การดำรงชีวิต ประชากรมนุษยท์ ่ีเพมิ่ ขึ้นอยา่ งรวดเรว็ ประกอบกับกิจกรรมต่าง ๆ ในการดำรงชวี ติ ของมนุษย์ กอ่ ให้เกิด การรบกวนต่อวัฏจกั รของสสารท่ีหมุนเวียนอยูใ่ นระบบนเิ วศ ซึ่งอาจจะเปน็ ระบบนเิ วศขนาดเล็ก จนถึงระบบ นิเวศของโลก ประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศของโลก ระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลงไป มีผลมาจาก ประชากรในประเทศมีปรมิ าณเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเรว็ การใช้พลังงานจากถ่านหินและน้ำมันก็มากขึ้นเป็นเงาตาม ตัว การทำลายทรัพยากรป่าไม้เพื่อการขยายพื้นที่ทำการเกษตรก็เพ่ิมมากขึ้น และการสังเคราะห์สารเคมีต่าง ๆ มาใช้ในการผลิตทั้งการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอย่างมากมาย สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศเป็น ผลกระทบมาจากหัวข้อทีจ่ ะกลา่ วดังตอ่ ไปน้ี

70 1 ผลกระทบจากการใช้พลังงานจากถา่ นหิน นำ้ มัน และการทำลาย ทรัพยากรป่าไม้ ถา่ นหินและนำ้ มนั เกิดจากซากของสิง่ มชี ีวติ ที่ทับถมกนั ภายใต้ภาวะความดนั ท่ีสงู มาก ซึ่งเข้าใจ ว่าเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ที่ทำให้ส่วนของซากสิ่งมีชีวิตไม่สามารถที่จะย่อยสลายได้ตาม ธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตที่ทับถมกันเป็นเวลานานราว 200-300 ล้านปี โดยไม่มีการย่อยสลาย ทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่าน้ัน กลายเป็นน้ำมนั ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ปลายศตวรรษท่ี 18 มนุษย์ได้ค้นพบถา่ นหนิ และน้ำมนั เช้ือเพลิง และได้ นำมาใชป้ ระโยชน์ในด้านอุตสาหกรรม ด้านยานยนต์ จึงเปน็ จุดเริ่มตน้ ของการใช้ถา่ นหนิ และน้ำมันเช้ือเพลิงอย่าง มหาศาล จนมาถงึ ปจั จบุ ันนี้ และไมม่ ที ่าทีวา่ มนษุ ย์จะใชถ้ า่ นหินและนำ้ มนั ลดลง การเพมิ่ อตั ราการใชถ้ ่านหินและ น้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้เกิดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากสู่บรรยากาศ ซึ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มี คุณสมบัติทีไ่ มไ่ วต่อปฏกิ ิริยากับสารชนิดอ่ืน ๆ ทำให้คงตัวอยูไ่ ด้ในบรรยากาศ นอกจากบางส่วนทีจ่ ะละลายไปกบั นำ้ แตส่ ว่ นใหญจ่ ะถูกใชไ้ ปในกระบวนการสงั เคราะห์แสง การสังเคราะห์แสงในพนื้ ที่ต่าง ๆ ท่วั โลก ขน้ึ อยูก่ ับ สภาพพน้ื ที่ สภาพตน้ ไม้ ป่าไม้ ความหนาแน่น ของป่าไม้ในแต่ละแหง่ ถ้าเป็นปา่ ดิบช้ืน หรือป่าชายเลน ประสทิ ธิภาพในการสงั เคราะห์แสงจะดที ่ีสุด เนื่องจาก พื้นที่ในเขตร้อนมีแสงแดดจัดและมีพืชอยู่หนาแน่น ขึ้นเป็นชั้น ๆ ทำให้มีพื้นที่สีเขียว หรือคลอโรฟิลล์ที่จะจับ พลังงาน จากแสงอาทิตย์ได้จำนวนมาก แต่เมื่อมนุษย์ได้ทำลายป่าดิบชื้น ป่าชายเลนลงไปจำนวนมาก ประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสงของพ้ืนผิวโลกก็ลดลง ทำให้อัตราการใช้ก๊าซคาร์บอน-ไดออกไซด์ลดลงไปด้วย จงึ สง่ ผลให้มีการสะสมกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิม่ มากขึ้น ซง่ึ กา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์มีคุณสมบัติใน การปล่อยให้รังสีคลื่นสั้น คือ แสงสว่างและ รังสีอัลตราไวโอเลต จากดวงอาทิตย์ผ่านมายังพื้นโลกได้ แต่เม่ือ พลังงานแสงและรังสีอัลตราไวโอเลต เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนสะท้อนกลับออกไปจากพื้นโลก จะถูกก๊าซ คาร์บอนไดออกไซดด์ ดู ซับ และก้ันรงั สีความรอ้ นไว้ ทำให้อณุ หภมู ขิ องโลกเพ่ิมสูงขึ้น เมอ่ื ต้นไม้ ป่าไมน้ อ้ ยลง การ ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพือ่ การสังเคราะห์กล็ ดลง และก๊าซออกซเิ จนที่ได้จากการสงั เคราะห์แสงก็ย่อมลดลงไป ด้วยเช่นกัน สำหรับการใช้ถ่านหินและนำ้ มันเช้อื เพลิงนั้น นอกจากจะมีผลต่อการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใน บรรยากาศแลว้ ยังกอ่ ให้เกิดก๊าซพษิ ต่าง ๆ อกี ดว้ ย เช่น ซลั เฟอรไ์ ดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ แต่ก๊าซพิษ เหลา่ นมี้ ักจะมอี ันตรายในระยะเวลาอนั สน้ั เนื่องจากก๊าซเหลา่ นี้มีความไวต่อการทำปฏิกิรยิ ากับสารอื่น ๆ และละลาย นำ้ ไดด้ ี จงึ ถกู กำจัดออกไปจากช้ันบรรยากาศไดเ้ รว็ แตอ่ ย่างไรก็ตาม ถ้ามนุษยไ์ ดร้ ับสารพิษเหล่านี้เปน็ ประจำ และ ตอ่ เน่ือง กอ็ าจส่งผลให้เป็นอนั ตรายต่อสขุ ภาพได้ 2 ผลกระทบจากการขยายพ้นื ท่ีทำการเกษตร การขยายพื้นท่กี ารเกษตรเปน็ จำนวนมากและรวดเรว็ กอ่ ใหเ้ กดิ การทำลายพนื้ ท่ปี ่า สตั วป์ ่า และ พันธุไ์ ม้ต่าง ๆ ทำให้สูญเสยี พ้ืนทีต่ ้นน้ำลำธาร และส่งผลถึงการหมนุ เวียนธาตอุ าหารในดิน เน่ืองจากในระบบนิเวศ ป่าธรรมชาติ เมื่อมีซากของ สิ่งมีชีวิต เช่น ซากพืชซากสัตว์ กิ่งไม้ ใบไม้ เมื่ออยู่ในดิน จะเกิดการย่อยสลาย กลายเป็นแรธ่ าตุ ฮวิ มสั ซึง่ เป็นอาหารของพชื ต่อไป แตก่ ารเกษตรสมยั ใหม่นัน้ ไมไ่ ด้รอกระบวนการทางธรรมชาติ เพื่อให้มีการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ แต่จะใช้วิธีการนำผลผลิตออกจากพื้นที่ และกำจัดซาก ต่าง ๆ ออกจาก พื้นที่ด้วย จึงไม่มีกระบวนการคืนธาตุอาหารลงสู่ดิน เมื่อทำการเกษตรซ้ำ ๆ เดิมอยู่ตลอดปี จึงทำให้ดิน เสอ่ื มสภาพลงอย่างรวดเรว็ เพราะมแี ต่กระบวนการใชธ้ าตุอาหาร กระบวนการหมุนเวียนของธาตุอาหารในดินจึง ถกู รบกวน สง่ ผลกระทบตอ่ พืชซงึ่ เป็นผผู้ ลติ ในระบบนเิ วศน้ัน ๆ

71 3 ผลกระทบจากการใชส้ ารประกอบทส่ี งั เคราะหข์ ้นึ มาใหม่ การเกษตรในปัจจุบัน นอกจากจะไม่รอเวลาให้เกิดกระบวนการหมุนเวียนธาตุอาหารตาม ธรรมชาติแล้ว ยังจะต้องใช้สารสังเคราะห์อื่น ๆ เข้ามาช่วยในการเกษตรอีกด้วย เช่น การใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ การใชย้ าฆ่าแมลง ยาปราบศตั รพู ืช โดยเฉพาะเขตที่มีการเพาะปลูกตลอดปี การใชย้ าฆ่าแมลงอย่างต่อเน่ือง ทำ ให้แมลงมีโอกาสดื้อยา ซึ่งเกษตรกรจะต้องใช้ยาฆ่าแมลงในจำนวนมากขึน้ ทุกปี หรือใช้ยาที่มีความเข้มข้นมากขน้ึ การควบคมุ ประชากรแมลงดว้ ยวธิ ีนี้ ทำใหศ้ ัตรูของแมลง เชน่ นก ถูกควบคมุ ปริมาณไปด้วย เมอ่ื นกไปกินแมลง นกจะได้รับสารพิษและอาจตายได้ มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน เป็นผู้บริโภคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของระบบนิเวศก็ย่อมได้รับ ผลกระทบเชน่ เดียวกนั สำหรับสาร CFC หรือ คลอโรฟลูออโรคาร์บอน เป็นสารสังเคราะห์ที่มนุษย์นำมาใช้ใน อตุ สาหกรรมกระปอ๋ งสเปรย์ ตเู้ ย็น เครื่องปรับอากาศ และ โฟม สารตัวนีเ้ ปน็ ก๊าซเฉื่อย มคี วามคงตวั สูงมาก ไม่ ทำปฏิกริ ิยากบั สารอนื่ ๆ จะล่องลอยอย่ใู นบรรยากาศได้เปน็ เวลานาน และสามารถทจ่ี ะลอยไปถงึ บรรยากาศช้ันของ โอโซน (O3) ซึ่งห่อหุ้มโลกอยู่ โอโซนเป็นสารที่ไวต่อปฏิกิริยากับสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน ทำให้ โอโซน(O3) กลายเป็น ออกซเิ จน (O2) และชนั้ โอโซน(O3) จะเบาบางลง เปน็ เหตใุ ห้ปริมาณรงั สีจากดวงอาทิตย์สามารถผ่าน ชั้นโอโซนมายังโลกได้มากขึ้น ซึ่งความแรงของรังสีจะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในโซ่อาหาร อันตรายต่อ สายตาและผิวหนงั ของมนุษย์ และส่งผลให้ปริมาณความร้อนบนพน้ื โลกเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากน้ียังมีการใช้สารเคมี สังเคราะหอ์ ีกหลายชนดิ ทีผ่ ยู้ อ่ ยสลายสารอินทรยี ไ์ ม่สามารถทำหน้าที่ย่อยสลายได้ เชน่ พลาสตกิ โฟม ดังน้นั เม่ือ มสี ารเหล่านจี้ ำนวนมากขน้ึ และไม่สามารถย่อยสลาย กจ็ ะตกคา้ งอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มนษุ ยอ์ าศัยอยู่ หรอื คนื กลบั สู่ ระบบของส่ิงมีชีวิตนน่ั เอง

72 4. แบบฝกึ หัด/แบบทดสอบ ข้อสอบประจำหนว่ ยที่ 4 เรื่อง พลังงานกบั การดำรงชวี ิต วิชา พลังงาน ทรัพยากรและส่ิงแวดลอ้ ม รหัส 20001-1002 ระดบั ปวช. คำชีแ้ จง: 1 ขอ้ สอบมีจำนวน 10 ขอ้ 2. ใหน้ กั เรยี นเขียนเคร่ืองหมาย X ข้อทเี่ หน็ วา่ ถูกตอ้ งที่สดุ เพียงข้อเดยี วลงในกระดาษคำตอบ 1. พลงั งาน หมายถึง ขอ้ ใด 5. พลงั งานสำหรบั ยานพาหนะ ปัจจุบนั นยิ มนำ ก. ทรพั ยากรธรรมชาติท่ีมีอยู่ในธรรมชาติ เอทานอลมาผสม 10% ลงในนำ้ มันเบนซนิ ข. ทรพั ยากรทม่ี นุษย์สร้างขึน้ เรียกวา่ อะไร ค. ความสามารถในการทำงาน ก. ไบโอดีเซล ง. เทคโนโลยที ่ที ำใหเ้ กิดการสรา้ งงาน ข. ก๊าซโซฮอล์ 2. ข้อใดกล่าวถึงส่งิ แวดล้อมผิด ค. ปาลม์ ดีเซล ก. ส่ิงแวดลอ้ มมีทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ง. ก๊าซโซลนี ข. ส่งิ แวดลอ้ ม หมายถึง สง่ิ ต่างๆ มีอยรู่ อบตวั 6. กา๊ ซหงุ ต้มในครวั เรือนคอื ก๊าซชนดิ ใด เรา ก. ก๊าซ NGV ค. สง่ิ แวดล้อมรวมถึงทงั้ มชี ีวติ และไม่มชี ีวติ ข. กา๊ ซ CNG ง. ศาสนา และวฒั นธรรมไมจ่ ัดวา่ เป็น ค. ก๊าซ LPG สิง่ แวดล้อม ง. ก๊าซโซลีน 3. ส่ิงแวดลอ้ มทางสังคม มขี ึ้นเพ่ืออะไร 7. ขอ้ ใดถอื เป็นยุคแรกท่ีเป็นจุดเริ่มตน้ ของการ ก. ความเปน็ ระเบยี บของถนน บ้าน เปลยี่ นแปลงทางสิง่ แวดลอ้ มมากที่สดุ ข. เพือ่ ใช้ในการอยู่รว่ มกนั ในสังคม ก. ยคุ ก่อนประวัติศาสตร์ ค. เพื่ออนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติ ข. ยุคปฏวิ ัติอตุ สาหกรรม ง. เพอ่ื รกั ษาทรพั ยากรสิน้ เปลอื งให้ได้นาน ค. ยุคปจั จุบนั ท่สี ดุ ในระบบนิเวศได้ ง. ยคุ เทคโนโลยี 4. ประเทศไทยใช้เช้ือเพลงิ จากอะไรในการผลิต 8. ขอ้ ใดไม่ใช่ผลกระทบทีเ่ กิดจากการใชพ้ ลงั งานใน พลงั งานไฟฟา้ ในปัจจบุ ัน การ ก. ถ่านหนิ ดำรงชีวติ ของมนุษย์ ข. พลังนำ้ ก. คณุ ภาพชวี ติ ประชากรตำ่ ค. พลังงานแสงอาทติ ย์ ข. ราคาของพลังงานมรี าคาตำ่ ง. กา๊ ซธรรมชาติ ค. เกดิ ภาวะโลกรอ้ นกระจายไปท่ัวโลก ง. เกิดมลพษิ ทางอากาศจากโรงงาน อุตสาหกรรม

73 9. ข้อใด ไม่ใช่ สาเหตุที่ทำให้เกดิ ผลกระทบ จากการ 10. ความเสอ่ื มโทรมของส่งิ แวดล้อมในปัจจุบนั สว่ น สงั เคราะหส์ ารใหม่ ใหญ่เกดิ จากสาเหตใุ ดมากที่สุด จ. ยาฆา่ แมลง จ. ลมพายุ ฉ. อตุ สาหกรรมตเู้ ยน็ ฉ. การกระทำของมนษุ ย์ ช. อตุ สาหกรรมเหมืองแร่ ช. แผน่ ดนิ ไหว ซ. ป๋ยุ เคมี ซ. ภเู ขาไฟระเบิด

ใบงาน ที่ ........ 4........ 74 หลักสตู ร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ หนว่ ยที่ 4 รหสั 20001-1002 พลงั งาน ทรพั ยากรและส่ิงแวดลอ้ ม สอนคร้ังท่.ี ..4..... ชอื่ งาน........พลงั งานกับการดำรงชีวิต เวลา.........2.........ชม. 1. จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 1. วิเคราะหห์ าค่าใช้จา่ ย (ค่าไฟฟา้ ) ของอปุ กรณภ์ ายในบ้านแต่ละชนิดต่อวนั โดยใชส้ ูตรการคาํ นวณที่ กาํ หนดให้ ได้ 2. วิเคราะห์หาจํานวนหนว่ ยทใ่ี ช้และค่าใช้จา่ ย หนว่ ยไฟฟ้า (ค่าไฟฟ้า) ท่ใี ช้ของบ้านต่อเดอื นแล้วนําไป เปรียบเทยี บกับใบเสร็จรบั เงนิ คา่ ไฟฟ้าของการไฟฟา้ ประจําเดือน ได้ 2. สมรรถนะ 3. เครือ่ งมือ วสั ดุ และอุปกรณ์ นกั เรยี นทง้ั ห้อง แบง่ กลมุ่ ๆ ละ 4-5 คน 4. คำแนะนำ -ควรใชก้ ระดาษปรู๊ฟขนาดใหญ่ เพ่อื ใหน้ กั เรยี นไดท้ ำการคำนวณร่วมกัน 5. ข้อควรระวงั - อยา่ ใหน้ กั เรียนท่ีคดิ ได้ คิดเพยี งคนเดียว 6. ลำดับขั้นการปฏิบัติงาน 1. ใหน้ กั เรียนแบง่ กล่มุ เก่งคละอ่อน เรื่องการคำนวณ 2. ให้โจทย์คา่ ไฟฟ้า 3. ใหค้ ำนวณคา่ ไฟฟ้า ตามกฎเกณฑข์ องไฟฟ้าส่วนภมู ภิ าค 4. ให้นักเรยี นเก่งอธิบายนักเรียนท่ีออ่ นการคำนวณ 5. ให้นำเสนอผลงานทงั้ กลมุ่ 7. ผลการศึกษา - ดจู ากผลการคำนวณ และการนำเสนอของทกุ กลุ่ม ทุกคน 8. สรปุ และวิจารณ์ผล ............................................................................................................................. .......................... ............................................................................................................................. .......................................

75 9. การประเมนิ ผล 1. สังเกตพฤติกรรมรายบคุ คล 2. ประเมินพฤตกิ รรมการเข้ารว่ มกิจกรรมกลุ่ม 3. สังเกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม 4 ตรวจกจิ กรรมสง่ เสรมิ คุณธรรมนำความรู้ 5. ตรวจแบบประเมินผลการเรียนรู้ แบบฝึกปฏบิ ัติ 6. ตรวจกจิ กรรมใบงาน 7. การสังเกตและประเมินพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 10. เอกสารอ้างองิ /เอกสารค้นคว้าเพิ่มเตมิ หนังสอื เรียนวชิ า พลังงาน ทรัพยากรและส่ิงแวดล้อมสำนกั พิมพเ์ อมพนั ธ์ รหัส 20001-1002 และ อินเทอรเ์ นต็

76 แผนการจดั การเรียนรู้ หนว่ ยที่ 5 หลกั สตู ร ประกาศนยี บตั รวิชาชีพ สอนครง้ั ที่ 5 (9-10) รหสั 20001-1002 พลงั งาน ทรพั ยากรและส่ิงแวดลอ้ ม ท-ป-น 2-0-2 ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ ผลกระทบจากการผลติ และการใชพ้ ลงั งาน ทฤษฎี 2 ชม. 1. สาระสำคัญ ปัจจบุ ันมกี ารใช้พลังงาน และการผลติ พลงั งานหลายรปู แบบ แตท่ น่ี ิยมใชก้ นั มากคอื เชอ้ื เพลิงจากฟอสซลิ เชน่ ถ่านหิน นำ้ มัน ก๊าซธรรมชาติ เปน็ ต้น การเผาไหมเ้ ชอื้ เพลงิ จากฟอสซลิ จะทำให้มสี ารพิษจากการเผาไหม้ เชือ้ เพลงิ เกดิ ขึน้ นอกจากนีก้ ารขยายตัวทางเศรษฐกจิ ยังทำใหม้ ีการใชพ้ ลงั งาน และผลติ พลงั งานมากข้นึ จงึ ก่อให้เกิดปัญหาความเสือ่ มโทรมตอ่ สภาพแวดลอ้ ม 2. สมรรถนะประจำหน่วย 1.นักเรียนสามารถเปรยี บเทยี บการใชพ้ ลงั งานในอดีตกบั ปจั จุบันได้ 2 นกั เรียนสามารถวิเคราะห์ความสำคัญของพลังงานทม่ี ีต่อการดำรงชวี ิตได้ 3.นักเรียนสามารถบอกความเปน็ มาของการใชพ้ ลังงาน ในประเทศไทยได้ 4.นักเรยี นสามารถวิเคราะห์ความจำเปน็ ในการใช้พลงั งานเพื่อพฒั นาประเทศดา้ นต่างๆ ได้ 5.นกั เรียนสามารถวเิ คราะหจ์ ำนวนเคร่อื งใช้ไฟฟ้าในบา้ น ระยะเวลาการใชง้ าน จำนวนพลงั งานไฟฟา้ ทใี่ ช้และ คา่ ใช้จ่ายได้ 3. จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1 อธิบายปญั หาการผลิต และการใชพ้ ลงั งานจากกรณตี วั อยา่ งได้ 2.วิเคราะหส์ าเหตขุ องปญั หาการผลติ และการใชพ้ ลังงานจากกรณตี วั อยา่ งได้ 3.วิเคราะหผ์ ลกระทบของการผลิตและการใชพ้ ลังงานจากกรณีตัวอยา่ งได้ 4.เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาการผลติ และการใชพ้ ลงั งานจากกรณีตวั อย่างได้ 6.วิเคราะหผ์ ลกระทบจากการใช้พลงั งาน และเสนอแนวทางแกไ้ ขปัญหาได้ 7.ตระหนักถงึ ผลกระทบจากการใชพ้ ลังงานในชวี ิตประจำวนั 8. มีการพัฒนาคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ของผสู้ ำเรจ็ การศกึ ษา สำนักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา ทค่ี รสู ามารถสังเกตได้ขณะทำการสอนในเรอื่ ง 8.1 ความมมี นุษยสัมพนั ธ์ 8.2 ความมวี ินยั 8.3 ความรบั ผดิ ชอบ 8.4 ความซอ่ื สตั ยส์ ุจรติ 8.5 ความเชื่อมัน่ ในตนเอง 8.6 การประหยดั 8.7 ความสนใจใฝ่รู้ 8.8 การละเวน้ สงิ่ เสพตดิ และการพนัน 8.9 ความรักสามัคคี 8.10 ความกตัญญูกตเวที 8.11 แต่งกายตามข้อตกลง ตรงเวลา รักษาสงิ่ แวดลอ้ ม ใจอาสา

77 4. สาระการเรียนรู้ 1.ปญั หาสงิ่ แวดลอ้ มจากภาคผลิตไฟฟา้ 2.ปญั หาสิ่งแวดลอ้ มจากภาคอตุ สาหกรรม 3.ปัญหาสิง่ แวดลอ้ มจากภาคคมนาคมขนสง่ 5. กิจกรรมการเรียนรู้ (สัปดาหท์ ี่...5........) ขน้ั นำเขา้ สบู่ ทเรียน 1.ครูและผู้เรยี นกลา่ วถงึ ปัญหาความเส่อื มโทรมของสิ่งแวดลอ้ มทางธรรมชาติ เชน่ ป่าไม้ ดิน นํา้ แรธ่ าตุ สตั ว์และพืช ซ่ึงปญั หาดิน น้าํ และปา่ ไม้ นับเปน็ ปัญหาทส่ี ำคัญ เพราะส่งผลกระทบไปยงั ส่งิ แวดล้อม อืน่ ๆ ปัญหาสงิ่ แวดลอ้ มยังรวมถงึ ปัญหาความเสือ่ มโทรมของระบบนเิ วศตามธรรมชาติ ปัญหามลพษิ ตลอดจนปัญหา การเปลีย่ นแปลงของสิง่ แวดลอ้ มด้านวัฒนธรรม 2.ผเู้ รยี นยกตวั อยา่ งปัญหาคส่งิ แวดล้อมด้านต่างๆ ท่เี คยพบเหน็ มาในการดำเนนิ ชีวิต 3.ผูเ้ รยี นแสดงความคิดเหน็ เกย่ี วกบั การแก้ปัญหาส่ิงแวดล้อม 4.ครแู ละผ้เู รียนสนทนาวา่ การพัฒนาทางดา้ นเศรษฐกจิ ของประเทศต่างๆ เปน็ สาเหตทุ ําใหเ้ กิดความต้องการ ใช้พลังงานเพิ่มมากข้ึน การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและตอ่ เนอื่ งของเทคโนโลยกี ารผลิตและการบริโภค ผนวกกบั ความก้าวหน้าของการส่ือสารยุคปัจจบุ นั ทาํ ใหก้ ารบรโิ ภคและการผลิตต้องใชท้ รพั ยากรเป็นจํานวนมาก เพ่อื ตอบสนองตอ่ ความตอ้ งการท่ไี มส่ น้ิ สดุ ขัน้ สอน 5.ครูและผู้เรยี นใช้ส่ือวีดิทัศนเ์ พือ่ ให้ผเู้ รยี นไดศ้ กึ ษาหาความรู้เรื่องปญั หาจากส่ิงแวดล้อม ได้แก่ 1.ปัญหาสง่ิ แวดลอ้ มจากภาคผลติ ไฟฟา้ 2.ปญั หาสิ่งแวดล้อมจากภาคอตุ สาหกรรม 3.ปญั หาสิ่งแวดลอ้ มจากภาคคมนาคมขนสง่ 6.ครูใช้สือ่ Power Point ประกอบการอธบิ ายปัญหาสงิ่ แวดลอ้ มจากภาคผลติ ไฟฟ้า พลังงานที่ใช้กนั มากใน แต่ละประเทศ คือ พลงั งานไฟฟ้า การผลิตพลังงานไฟฟ้ามกี ระบวนการ ผลิตซง่ึ ใช้เชื้อเพลงิ ท่ีสําคญั ๆ ได้แก่ ถ่านหนิ น้าํ มันดิบ กา๊ ซธรรมชาติ ไฟฟา้ พลงั น้ํ และนวิ เคลยี ร์ รวมทั้งอธิบายถึงผลกระทบตอ่ สิ่งแวดล้อมทีเ่ กดิ ขน้ึ 7.ครูใชส้ อ่ื Power Point ประกอบการอธบิ ายปัญหาสง่ิ แวดลอ้ มจากภาคอุตสาหกรรม โดยการผลิต และ การใชพ้ ลงั งานในโรงงานกอ่ ใหเ้ กิดมลพิษ และของเสียปลดปลอ่ ยออกมา ซ่ึงอาจ ส่งผลกระทบตอ่ สังคม และชุมชนท่ี อาศยั อย่ใู กล้เคียงกับโรงงาน ได้แก่ น้าํ ทิ้ง ขยะหรอืกากของเสยี และมลพิษทางอากาศ 8.ครูและผูเ้ รียนใชเ้ ทคนิคการสอนแบบ Role Playing การจดั การเรยี นร้แู บบแสดงบทบาทสมมตุ ิ คือ กระบวนการท่ีผู้สอนกำหนดหัวข้อเร่อื งปญั หาสิ่งแวดลอ้ มจากภาคคมนาคมขนสง่ ให้คลา้ ยกบั สภาพความเปน็ จริง แล้วให้ผู้เรียนสวมบทบาท หรือแสดงบทบาทน้ันตามความรู้สึกนึกคิดและประสบการณ์ของผเู้ รยี นท่ีคดิ ว่าควรจะเปน็ ภายหลังของการแสดงบทบาทสมมุติจะต้องมกี ารอภิปรายเก่ียวกบั ผลท่ีเกดิ จากปญั หาส่งิ แวดลอ้ ม

78 ปัญหาและผลกระทบจากการคมนาคมขนส่งมาจากก๊าซเสยี ไอเสยี และฝุน่ ละอองที่ปล่อยออกมาจาก เครือ่ งยนต์ กา๊ ซเสยี บางส่วน และฝนุ่ ละอองท่ีเกิดขึ้น เปน็ ผลมาจากการเผาไหมท้ ี่ไม่สมบูรณ์ โดยท่ัวไปเขม่าฝุน่ ละอองมีขนาดเลก็ มาก (เลก็ กว่า 10 ไมครอน หรือ PM 10) เมอ่ื สดู ลมหายใจเข้าไป จะเปน็ อันตรายตอ่ ปอดของ มนษุ ย์ซง่ึ มผี ลตอ่ ชวี ติ และสุขภาพ ปัญหาดงั กลา่ วมีแนวโนม้ จะเปน็ อันตรายมากสาํ หรับชมุ ชนเมอื งใหญท่ มี่ กี ารจราจร ตดิ ขัดมากๆ 9.ครเู ปดิ วดี ีโอเรอื่ งฝนกรด (Acid Rain) และสภาวะโลกร้อน (Global Warming) ให้ผูเ้ รียนไดเ้ รยี นรู้ และ ช้ีให้เหน็ ปญั หาที่เกดิ ขึน้ และผลกระทบโดยรอบๆ 10.ผู้เรยี นวิเคราะห์ขา่ วจากกรณีศกึ ษาท่กี ำหนดให้ แล้วเขยี นสาเหตุการเกดิ ปญั หา ผลกระทบ และแนวทาง แกไ้ ข โดยเขียนเป็นแผนภมู กิ า้ งปลา 11.ผ้เู รียนแบง่ เป็นกล่มุ แต่ละกลุ่มร่วมกนั สังเกตสภาพการจราจรบริเวณหน้าสถานศึกษา โดยใช้เวลา 15 นาที แล้วบนั ทึกผลการสงั เกตลงในตารางที่กำหนดให้ จากนั้นรว่ มกนั อภิปรายว่าสภาพการจราจรหนา้ สถานศึกษาเปน็ ปญั หาทีจ่ ำเป็นตอ้ งแก้ไข หรือไม่ และควรจะแกไ้ ขอยา่ งไร 12.ผูเ้ รียนพจิ ารณาว่าในแต่ละวันผูเ้ รียนใช้พลงั งานเพ่อื ทาํ อะไรบ้าง พลงั งานเหล่าน้ัน มีผลกระทบต่อ สภาพแวดล้อมอย่างไร และเสนอแนวทางใช้พลังงานอื่นๆ มาทดแทน 13.ผู้เรียนทำกจิ กรรมใบงาน 14.ครเู สนอแนะและเปน็ ทีป่ รกึ ษาในการนำเอาแนวปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง ซงึ่ ในกระบวนการทำงานทุก ประเภทนั้น จะตอ้ งเน้นสัจจะซงึ่ เป็นตัวคณุ ธรรม จริยธรรม เน้นความซื่อสตั ยส์ จุ ริต เน้นใหช้ ่วยกนั คิด ชว่ ยกันทำ เนน้ ให้รูจ้ ักความพอดี พอประมาณ มเี หตุผล ทงั้ หมดนคี้ อื หลักปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง และสามารถนำไปประยกุ ต์ใช้ กบั การดำเนินชีวติ ของทุกคนได้ ขั้นสรปุ และการประยกุ ต์ 15.ครูและผู้เรยี นสรปุ เน้อื หาพลังงานเปน็ ส่งิ จําเป็นสําหรับมนษุ ย์ และเป็นปจั จัยพ้นื ฐานในการดาํ รงชีวติ ประเทศไทยมีแหล่งพลังงานหลายประเภท แตม่ ปี ริมาณนอ้ ยเม่อื เทียบกบั ประเทศอื่นๆ พลังงานหลกั ท่ใี ช้คือ นํา้ มนั ทั้งเพื่อใชใ้ นการผลิตไฟฟา้ การคมนาคมขนส่ง ตลอดจนเป็นวตั ถุดิบในการผลิตภาค อุตสาหกรรม การผลิตและการ ใช้พลังงานได้สง่ ผลกระทบต่อสงิ่ แวดลอ้ ม ทัง้ การทาํ ลายป่าไม้จากการสรา้ งเข่ือน การเกิดมลพษิ ทางอากาศจากการ ใชเ้ ชอื้ เพลิงฟอสซิล มลพิษทางน้ำจากโรงงานอตุสาหกรรม รวมทง้ั การเปลยี่ นแปลงของสภาพภูมอิ ากาศจากการเกดิ ปรากฏการณเ์ รอื นกระจกโอโซนที่ลดลง และ การเกดิ ฝนกรด 16.ผู้เรยี นทำกิจกรรม และแบบประเมินผลการเรียนรู้ 17.ผ้เู รียนร่วมกนั ประเมนิ โดยพิจารณาจากขอ้ มูลความรู้ การให้เหตุผล และความพรอ้ มในการนำเสนอ

79 ชื่อผ้เู รียน ประสบการณ์พื้นฐานการเรยี นรู้ วิธีการเรยี นรู้ ความรู้ ทกั ษะ ผลงาน 1. 2. 3. 4. 6. สอื่ และแหล่งการเรียนรู้ 1.หนงั สอื เรียน วชิ าพลงั งาน ทรพั ยากรและสงิ่ แวดล้อม ของสำนกั พมิ พ์เอมพนั ธ์ 2.ส่ือ Power Point, วดี ที ัศน์ 3.กิจกรรมการเรียนการสอน 4.รูปภาพประกอบ 5.แบบประเมินผลการเรยี นรู้ 7.หลกั ฐานการเรยี นรู้ 1.บนั ทึกการสอนของผู้สอน 2.ใบเช็ครายชอื่ 3.แผนจดั การเรยี นรู้ 4.การตรวจประเมนิ ผลงาน 8.การวดั และประเมินผล 8.1 วิธีการ 1. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล 2. ประเมนิ พฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลุ่ม 3. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่ม 4 ตรวจกจิ กรรมส่งเสรมิ คณุ ธรรมนำความรู้ 5. ตรวจแบบประเมนิ ผลการเรียนรู้ แบบฝกึ ปฏิบัติ 6. ตรวจกิจกรรมใบงาน 7. การสังเกตและประเมนิ พฤติกรรมดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 8.2 เคร่อื งมือ 1. แบบสังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล 2. แบบประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกิจกรรมกลุม่ (โดยครู) 3. แบบสังเกตพฤติกรรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกล่มุ (โดยผู้เรียน) 4. แบบประเมินผลการเรียนรู้ และแบบฝึกปฏิบัติ 5. แบบประเมนิ กิจกรรมใบงาน

80 6. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ โดยครูและผู้เรียนร่วมกนั ประเมิน 8.3 เกณฑ์ 1. เกณฑผ์ ่านการสังเกตพฤตกิ รรมรายบุคคล ตอ้ งไมม่ ีช่องปรับปรุง 2. เกณฑผ์ ่านการประเมินพฤติกรรมการเขา้ รว่ มกิจกรรมกลุ่ม คือ ปานกลาง (50 % ข้ึนไป) 3. เกณฑผ์ ่านการสังเกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลุ่ม คอื ปานกลาง (50% ขึ้นไป) 4. แบบประเมนิ ผลการเรยี นร้มู เี กณฑ์ผ่าน และแบบฝึกปฏบิ ตั ิ 50% 5. แบบประเมินกจิ กรรมใบงานมีเกณฑผ์ ่าน 50% 6. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ คะแนนข้ึนอยู่ กบั การประเมนิ ตามสภาพจริง 9.บันทกึ ผลหลงั การจัดการเรียนรู้ 9.1 ขอ้ สรุปหลังการจดั การเรยี นรู้ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. 9.2 ปัญหาที่พบ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. 9.3 แนวทางแกป้ ัญหา .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................

81 ใบความรูท้ ่ี .....5........... หนว่ ยที่ 5 หลกั สูตร ประกาศนยี บตั รวชิ าชีพ สอนครงั้ ท.่ี .....5 เวลา......2............ชม. รหสั 20001-1002 พลังงาน ทรัพยากร และสง่ิ แวดลอ้ ม ช่อื เรอ่ื ง ผลกระทบจากการผลิตและการใช้พลังงาน 1. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 1. ผเู้ รยี นเข้าใจการเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมจากภาคตา่ ง ๆ 2. ผเู้ รยี นเข้าใจรายละเอยี ดปัญหามลพษิ 2. สมรรถนะ 1. อธบิ ายปญั หาส่งิ แวดลอ้ มจากภาคผลิตไฟฟ้าได้ 2. อธบิ ายปญั หาสง่ิ แวดลอ้ มจากอุตสาหกรรมได้ 3. อธิบายปัญหาสิง่ แวดลอ้ มจากภาคคมนาคมขนส่งได้ 4. อธบิ ายปัญหามลพิษส่งิ แวดลอ้ มได้ 5. มีความตระหนกั ในการใชพ้ ลังงานอยา่ งประหยดั 3. เน้ือหาสาระ ผลกระทบจากการผลิตและการใช้พลังงาน 1. ปญั หาส่ิงแวดล้อมจากภาคผลติ ไฟฟา้ พลังงานท่ใี ช้กันมากในแต่ละประเทศ คือ พลงั งานไฟฟ้า การผลติ พลงั งานไฟฟ้ามีกระบวนการผลติ ซงึ่ ใช้ เชื้อเพลงิ ท่สี ำคญั ๆ ดงั น้ี ⬧ ถ่านหนิ ถ่านหินที่นำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตพลังงานไฟฟ้าอาจก่อให้เกิดปัญหา และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มากหรือนอ้ ยแตกตา่ งกันไปตามประเภทของถา่ นหนิ ลักษณะภมู ิประเทศและส่ิงแวดล้อม สำหรบั ประเทศไทยมกี าร นำถา่ นหินลิกไนตซ์ ง่ึ มคี ณุ ภาพตำ่ มาใช้ ผลกระทบท่ีเกิดเร่ิมต้ังแตก่ ระบวนการทำเหมืองแร่และแตง่ แรส่ รุปได้ดังนี้ ผลกระบทจากกระบวนการผลติ ถ่านหนิ เปน็ สนิ แรท่ ี่อยู่ใต้ผวิ โลก เกิดจากการทบั ถมของซากพืช และ ซากสัตว์ท่ีตายสะสมกนั มานับล้านปี ดังน้นั การนำถ่านหินมาใช้จึงตอ้ งมกี ารขดุ เจาะพืน้ ผิวดินเพื่อเปิดหน้าดิน เป็น การทำลายทรัพยากรอื่นๆ เช่น ป่าไม้ สตั วป์ า่ ดิน เป็นต้น ผลกระทบจากการใช้ประโยชน์ การนำถ่านหินมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ทำให้เกิดปัญหาแก๊สซัลเฟอร์ได ออกไซด์ แก๊สนี้เมื่ออยู่ในบรรยากาศจะรวมตัวกับไอน้ำและน้ำฝน กลายเป็นฝนกรด เป็นอันตรายต่อสิ่งก่อสรา้ ง พน้ื ดนิ แหล่งน้ำ และประชาชนทอ่ี าศัยอยบู่ รเิ วณนัน้ ⬧ น้ำมันดิบ การใช้พลังงานของโลก จะใชน้ ้ำมันซึ่งเป็นแหล่งพลงั งานท่ีมีปรมิ าณมากเปน็ อันดับ 2 รองจากถ่านหิน แหลง่ น้ำมันดิบขนาดใหญจ่ ะอย่ใู นตะวนั ออกกลาง สำหรบั ประเทศไทยแหลง่ นำ้ มนั ดิบมีนอ้ ย โดยท่ีแหลง่ สิริกิติ์ผลิต

82 ไดเ้ พียงร้อยละ 3 ของความตอ้ งการใช้ในประเทศ น้ำมนั ดิบส่วนใหญ่ที่ใช้ในประเทศนำเข้ามาจากต่างประเทศทำ ใหส้ ูญเสียเงินตราตา่ งประเทศเปน็ จำนวนมาก ผลกระทบจากการผลิต การขุดเจาะบ่อน้ำมันก่อให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกับการขุดถ่านหินแต่ใช้พื้นท่ี น้อยกว่า การขนถา่ ยน้ำมนั บรเิ วณแท่นขุดเจาะทัง้ บนบก และทางทะเลอาจมีปัญหาการรวั่ ไหล หรอื การฟุง้ กระจาย ของละอองหยดนำ้ มนั และการนำนำ้ มันดบิ มาแปรรูปเป็นน้ำมันสำเรจ็ รูปในโรงกลัน่ นำ้ มนั กอ็ าจก่อปัญหาคล้ายกับ ถ่านหนิ กลา่ วคอื การเผาไหมเ้ ชอื้ เพลงิ จะทำใหเ้ กดิ เขม่าควนั แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และซลั เฟอร์ไดออกไซด์ ⬧ แกส๊ ธรรมชาติ แก๊สธรรมชาติเป็นแหล่งพลังงานที่มีการขุดเจาะมาใช้ประโยชน์มากกว่า 10 ปีแล้ว แหล่งใหญ่อยู่ใน อ่าวไทย แต่ปริมาณที่มีในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ จึงต้องมีการซื้อจากพม่า มาเลเซีย และ อนิ โดนเี ซยี ในระยะต่อไป ผลกระทบจากการผลิต แท่นขุดเจาะน้ำมันสว่ นใหญอ่ ยู่กลางทะเล ปัญหาที่ต้องระวังคือการเดินเรือ หรือการทำประมง เพราะระยะรัศมี 500 เมตร รอบแท่นเจาะจะมีแก๊สฟุ้งกระจายสามารถติดไฟได้ นอกจากนี้ การทำประมงทิ้งสมอบากอวนผ่านแนวท่อแก๊สอาจทำให้ท่อรั่วหรือขาดจากกันได้ จะทำให้แก๊สรั่วออก และ ขยายตัวเป็นไอพุ่งขึน้ สู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว ฟองแก๊สสามารถทำให้เรือประมงพลิกคว่ำได้ และหากมีประกายไฟจะ เกดิ อนั ตรายจากไฟไหม้ได้ ผลกระทบจากการใช้ประโยชน์ การเผาไหมข้ องแก๊สธรรมชาติจะมีมลพษิ น้อยกวา่ เมื่อเปรียบเทียบกับ ถ่านหิน และนำ้ มนั บางครัง้ เรยี กว่า พลงั งานสะอาด (Clean Energy) ⬧ ไฟฟา้ พลังนำ้ การผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานจากน้ำท่ีเก็บกักอยู่ในอ่างเกบ็ น้ำหรอื เข่ือน อาศยั การปลอ่ ยใหน้ ้ำไหลออก ผ่านกังหัน (Turbine) เพื่อให้ไปขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ดังนั้นการผลิตไฟฟ้าจากน้ำ จึง จำเปน็ ต้องมกี ารสรา้ งเขอื่ นสำหรับเกบ็ กกั น้ำ ซึง่ กอ่ ให้เกิดผลกระทบตอ่ สิ่งแวดล้อมได้ ผลกระทบจากการผลิต จากความต้องการใช้พื้นที่เก็บกักน้ำเป็นจำนวนมากอาจทำให้ต้องเสียพื้นที่ เพาะปลูกเปน็ จำนวนมาก หรอื ตอ้ งมีการยา้ ยถ่นิ ฐานท่ีอยู่อาศยั ของชาวบ้านบริเวณดังกล่าว รวมท้ังเกิดผลกระทบ ตอ่ ป่าไมห้ รอื สัตว์ป่าท่อี าศัยอยบู่ รเิ วณน้ัน ⬧ นวิ เคลยี ร์ พลงั งานนวิ เคลียร์ เปน็ พลงั งานทม่ี ีศกั ยภาพในการใช้เป็นพลงั งานทดแทนในการผลิตไฟฟา้ พลังงานวิ เคลียร์ได้มาจากปฏิกิริยาการแตกตัว (Nuclear Fission) ซึ่งจะมีกากของเสียเป็นสารกัมมันตภาพรังสีที่กำลัง สลายตัวหรือจัดเรียงตัวใหม่ และมีการปลดปล่อยรังสีประเภทต่าง ๆ ออกมาทำให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมชี ีวิต และ สิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานนิวเคลียร์จึงแพร่หลายเฉพาะในประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีซึ่งมีขีด ความสามารถในการจดั การกบั ปญั หาและความเส่ยี ง สำหรบั ประเทศไทยปัจจุบนั มกี ารนำสารกมั มนั ตรงั สมี าใชใ้ นด้านการแพทย์ (การผลิตเวชภัณฑ์ปลอด เชือ้ ) การเกษตร (การถนอมอาหาร) และด้านอตุ สาหกรรม (การตรวจสอบการเชอื่ มโลหะ)

83 ผลกระทบของสารกัมมันตรังสีตอ่ สิง่ มีชีวิต การทำปฏิกิริยานิวเคลียร์จะมีการปลดปล่อยรังสีประเภท ต่าง ๆ ออกมา ประกอบด้วย รงั สแี กมมาทม่ี อี ำนาจทะลทุ ะลวงสงู สุดต้องใช้คอนกรตี หนา ๆ กน้ั ขวางจึงจะหยุดรังสี นไี้ ด้ สว่ นรงั สีเบตา และรังสีแอลฟามอี ำนาจในการทะลุทะลวงตำ่ มากอาจใชแ้ ผ่นไม้ และแผ่นกระดาษกนั้ ไมใ่ ห้ผ่าน ได้ รังสีทีม่ ีอำนาจทะลุทะลวงต่ำ ไดแ้ ก่ เบตา และแอลฟา จะเป็นอนั ตรายตอ่ รา่ งกายมนุษย์มากกว่า เนื่องจาก รังสที ้งั สองจะถูกกัน้ หรอื หยดุ ยง้ั ดว้ ยเซลล์หรอื เน้ือเย่ือในร่างกาย ทำใหเ้ กิดการถ่ายเทพลังงาน และการแยกตัวเป็น อนั ตรายได้ ส่วนรังสแี กมมามอี ำนาจทะลุทะลวงสูงจะผ่านรา่ งกายไปได้ และปล่อยพลงั งานในเนอื้ เย่อื นอ้ ยกว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานนิวเคลียร์ อาจทำให้สารกัมมันตรังสีเล็ดลอดออกสู่ ส่ิงแวดลอ้ ม โดยตดิ ออกมากับอากาศเสีย และน้ำท้ิงจากการทำงานของระบบ ผลกระทบจากกากของเสีย กากแร่กัมมันตรังสี หลังการใช้งานแล้วจะต้องมีวิธีการกักเกบ็ ไว้จนกวา่ ปริมาณรงั สีจะมคี ่าลดลงในระดบั ที่ไมเ่ ป็นอันตราย แล้วจึงนำไปกำจัดดว้ ยวิธปี กติ ผลกระทบจากการรั่วไหลของรังสีระหว่างดำเนินการ โดยปกติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีระบบป้องกัน อันตรายโดยการตรวจวัดปริมาณรังสีในสิ่งแวดลอ้ มรอบ ๆ โรงงานเปน็ ประจำแตก่ อ็ าจเกดิ ปัญหาไดถ้ ้าไม่ระมัดระวัง เช่น การระเบิดของโรงไฟฟา้ นิวเคลียร์เมอื งเชอรโ์ นบลิ ประเทศรัสเซยี เมอื่ วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2528 2. ปัญหาสิง่ แวดล้อมจากอตุ สาหกรรม การผลิตและการใชพ้ ลงั งานในโรงงานก่อใหเ้ กดิ มลพษิ และของเสยี ปลดปล่อยออกมา ซงึ่ อาจส่งผลกระทบ ต่อสังคม และชมุ ชนที่อาศัยอย่ใู กล้เคยี งกบั โรงงาน สรุปได้ดังน้ี น้ำทิ้ง น้ำทิ้งจากโรงงานมีทั้งน้ำที่ระบายทิ้งจากหม้อไอน้ำ หอหล่อเย็น (Cooling Tower) น้ำเสียจาก กระบวนการผลิต และระบบการหล่อเย็นอื่น ๆ น้ำดังกล่าวจะมีสิ่งสกปรก มลพิษสารแขวนลอย หรือของเสีย ปะปนอยู่อาจก่อใหเ้ กิดผลกระทบตอ่ สิ่งแวดลอ้ ม ขยะหรือกากของเสีย ขยะจากโรงงานอุตสาหกรรมมีทั้งขยะที่มีอันตรายและไมม่ ีอันตรายซ่ึงจะตอ้ งมีการ กำจัดโดยกระบวนการเผา แยกขยะนำกลับมาใช้ใหม่ หรือบำบัดความเป็นพิษของกากของเสียนั้นก่อนนำไปสู่ กระบวนการกำขจดั ปกติหรอื การฝังกลบในพ้นื ดิน มลพษิ ทางอากาศ อากาศทีป่ ล่อยทง้ิ จากปล่อยโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นแก๊สทเี่ กิดจากการเผาไหม้ เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต แก๊สเหล่านี้ส่วนมากเป็นแก๊สเรือนกระจกซึ่งได้แก่ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊ส ไนโตรเจน รวมท้งั ฝุ่นละอองท่ีเป็นข้ีเถา้ 3. ปัญหาส่งิ แวดลอ้ มจากภาคคมนาคมขนส่ง ปัญหาและผลกระทบจากการคมนาคมขนส่งมาจากแก๊สเสีย ไอเสีย และฝุ่นละอองที่ปล่อยออกมาจาก เครื่องยนต์ แก๊สเสียบางส่วน และฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ โดยทั่วไปเขม่าฝุ่น ละอองมีขนาดเล็กมาก (เล็กกว่า 10 ไมครอน หรือ PM 10) เมื่อสูดลมหายใจเข้าไปจะเป็นอันตรายต่อปอดของ มนุษยซ์ ึ่งมีผลต่อชวี ติ และสขุ ภาพ ปัญหาดงั กลา่ วมีแนวโน้มจะเป็นอนั ตรายมากสำหรบั ชมุ ชนเมืองใหญ่ทีม่ กี ารจราจร ติดขัดมาก ๆ การเกิดรูรั่วของชั้นโอโซชั้น (Ozone Depletion) รูรั่วในชั้นโอโซนเกิดขึ้นเนื่องจากสารคลอโรฟลูโอโร คาร์บอน (CFCs) ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในการทำความเย็น เช่น ใช้ในการทำตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ และในการอัด

84 ความดนั ในกระปอ๋ งสเปรย์ตา่ ง ๆ และสารฮาลอน (Halon) สารจำพวกนเ้ี ม่ือปลอ่ ยออกไปในบรรยากาศน้ีจะมีแก๊ส โอโซน (O3) ซึง่ ทำหน้าทเี่ ป็นตัวกั้นรงั สีอลั ตราไวโอเลตบี (UVB) ท่แี ผก่ ระจายมายงั โลกไมใ่ หม้ ีปรมิ าณมากเกินไปจน เป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้ โดยปกติถ้าผิวหนังมนุษย์ได้รับรังสี UVB มากเกินไปอาจทำให้เกดิ โรคมะเร็วผิวหนังได้ เม่อื สารจำพวก CFCs ปะปนอย่ใู นชัน้ สตารโ์ ทสเฟยี ร์ รังสีอัลตราไวโอเลตจะกระตนุ้ ให้อะตอมคลอรนี แตกตวั ออกมา จากสาร CFCs ซงึ่ อะตอมคลอรีนนจ้ี ะจับตัวกบั ออกซเิ จนอะตอมในโอโซนทำให้โอโซนถูกทำลายลง เนื่องจากแก๊สโอโซนเปน็ ตัวกรองรงั สี UVB ซึ่งเป็นรังสีทีเ่ ป็นอันตรายต่อผิวหนังมนุษย์ ยิ่งแก๊สโอโซนถูก ทำลายมากเท่าไร ก็แสดงว่าสิง่ มีชีวิตบนโลกจะได้รับความเส่ียงจากอันตรายของรังสี UVB มากขึ้น ดังนั้นปัญหา การเกิดรูรั่วของชั้นโอโซนนี้ จงึ จำเป็นตอ้ งมีการปอ้ งกันโดยการลดการใชส้ าร CFCs ฝนกรด (Acid Rain) คือ ฝนหรือหิมะท่ีตกลงมาโดยมีสภาพเป็นกรดจากสารซลั เฟอร์ไดออกไซด์ สารนี้ เกิดจากการเผาไหม้ถ่านหินที่มีส่วกอบของกำมะถัน (ซัลเฟอร์) จากโรงไฟฟ้าและสารไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งเกิด จากการเผาไหมเ้ ชือ้ เพลิง โดยเฉพาะการเผาไหมเ้ ช้อื เพลงิ ในรถยนต์ เมื่อซัลเฟอรไ์ ดออกไซด์ และไนโตรเจนอกไซด์ ลอยขึ้นส่อู ากาศก็จะรวมตัวกับไอนำ้ กลายเปน็ กรดซัลฟูรกิ และกรด ไนตรกิ ตกลงมาเปน็ ฝนที่มีสภาพเป็นกรด เป็นอนั ตรายตอ่ โลหะ ส่งิ ก่อสร้าง พืช และมนษุ ย์ สภาวะโลกร้อน (Global warming) เป็นสภาวะที่มีแก๊สบางชนิดสะสมอยู่ในบรรยากาศโลกเป็นจำนวน มาก ทำให้รงั สคี วามร้อนท่ีแผ่จากโลกไม่สามารถกระจายออกไปนอกบรรยากาศได้ ทำใหส้ ภาพภูมิอากาศโดยรวม ของโลกมีความร้อนสะสมอยู่มาก เป็นผลให้อุณหภูมิของอากาศในโลกสูงขึ้นเรื่อย ๆ ปรากฏการณ์นี้มีลักษณะ เช่นเดยี วกับการรักษาความร้อนภายในเรือ่ งเพาะชำกระจก (Greenhouse) ทางการเกษตร มลพิษส่ิงแวดลอ้ ม มลพษิ ทางนำ้ มลพษิ ทางน้ำ หรอื นำ้ เสยี หมายถึง คุณภาพนำ้ ที่มีคุณสมบัตเิ ปลยี่ นแปลงไปจากธรรมชาติ เนอื่ งจากมี สารพิษหรือสิ่งแปลกปลอมท่ีไมพ่ ึงปรารถนาปนเป้ือน ทำให้น้ำนั้นขาดคณุ ภาพ ไม่เหมาะต่อการนำมาใชป้ ระโยชน์ และยังเปน็ อันตรายตอ่ สุขภาพของมนุษยแ์ ละสิง่ แวดล้อมท่ีมีชีวติ อกี ดว้ ย น้ำเสีย หรือ น้ำโสโครก (Sewage or Waste Water) หมายถึง น้ำที่ใช้แล้วในกจิ กรรมต่าง ๆ ของชุมชน จากอาคารบา้ นเรอื น สถานประกอบการตา่ ง ๆ ตลอดจนนำ้ ทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม 1.)ประเภทของมลพิษทางน้ำ (กรมสง่ เสรมิ คุณภาพส่งิ แวดลอ้ ม, 2536) 1.1.) นำ้ เน่า ไดแ้ ก่ นำ้ ทม่ี ปี รมิ าณออกซิเจนละลายอยตู่ ำ่ มสี ีดำคลำ้ และอาจสง่ กลน่ิ เหม็น เนื่องจากมีสารอินทรีย์ต่าง ๆ ปนเปื้อนอยู่ในน้ำจำนวนมาก สารต่าง ๆ เหล่านี้จะเกิดการย่อยสลายได้ โดยอาศัย จลุ นิ ทรยี ์ทใ่ี ช้ออกซิเจน (Aerobic bacteria) ซึง่ จลุ นิ ทรยี ์หรือแบคทีเรียเหล่านี้ ขณะทำการย่อยสลายสารอินทรีย์จะ ใช้ออกซิเจนที่ละลายในน้ำ เมื่อออกซิเจนในแหล่งน้ำหมดไป จะทำให้แบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic bacteria) เจริญเตบิ โตและเพ่ิมจำนวนอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดน้ำเน่า มีกลิ่นเหม็น เป็นอันตรายต่อการบริโภค การประมง และทำให้สูญเสียคุณค่าทางดา้ นการพักผ่อนหย่อนใจ

85 1.2)นำ้ เป็นพิษ ได้แก่ น้ำท่ีมสี ารพษิ เจือปนในระดับท่ีเป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์และสัตว์น้ำ เช่น สารประกอบของปรอท ตะกั่ว สารหนู แคดเมี่ยม เป็นต้น ส่วนใหญ่มาจากโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตวั อยา่ งของสารพษิ ที่ไหลลงสู่แหล่งนำ้ และเปน็ อนั ตรายตอ่ มนุษย์ 1.3) น้ำทีม่ ีเชื้อโรค ได้แก่ นำ้ ท่ีมเี ชอื้ แบคทีเรยี ไวรสั ฯลฯ เป็นเชอ้ื ทท่ี ำให้เกิดโรคอหิวาต์ บิด ไทฟอยด์ การตรวจคุณภาพน้ำเพื่อหาปริมาณสิ่งสกปรกในน้ำ นิยมใช้ตรวจหา แบคทีเรีย ในกลุ่ม Coliform group ไดแ้ ก่ Escherichia coli ( หรือ E.coli) ซ่ึงพบมากในสิ่งแวดลอ้ ม และพบในอุจจาระของสตั วเ์ ลือดอนุ่ 1.4) นำ้ ขุ่นข้น ไดแ้ ก่ นำ้ ทีม่ ีตะกอนดิน ทราย เจือปนเป็นจำนวนมาก อาจเกดิ จากการ ทำเหมอื งแร่ การพงั ทลายของดนิ จำนวน 1.5) น้ำร้อน ไดแ้ กน่ ้ำที่มีอุณหภูมสิ งู กว่านำ้ ในธรรมชาติ สว่ นใหญ่เกดิ จากระบบหล่อเย็น จากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ถ่ายเทลงสู่แม่น้ำ เช่น โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำมัน หรือถ่านหิน โรงงานถลุง เหล็ก เป็นต้น ความร้อนน้ีเปน็ อันตรายต่อการดำรงชีวติ ของสตั วน์ ำ้ และสิ่งมีชีวติ อื่น ๆ โดยตรง และยังส่งผลให้ ปรมิ าณออกซิเจนในน้ำลดลงด้วย 1.6) น้ำที่มีกัมมันตรังสี น้ำที่มีกัมมันตภาพรังสีปน ส่วนใหญ่มักจะมาจากโรงพยาบาล เหมืองแร่เชอื้ เพลิงปรมาณู และกระบวนการผลิต หรือ โรงงานปรมาณู 1.7) น้ำกร่อย เปน็ นำ้ จืดทีเ่ สื่อมคณุ ภาพ เน่อื งจากการละลายของเกลือในดิน หรอื น้ำทะเล ไหลเข้ามาเจอื ปน เม่ือนำมาตม้ จะทำให้หม้อเกิดตะกรนั 1.8) น้ำที่มีคราบน้ำมัน ได้แก่น้ำท่ีมนี ้ำมัน หรือไขมันเจือปนอยู่ น้ำมันจะมีน้ำหนักเบา กวา่ นำ้ จะลอยเปน็ ฝาอยูเ่ หนือผิวน้ำ ทำใหแ้ สงแดดไมส่ ามารถส่องลงไปในน้ำได้ พชื ใตน้ ำ้ จึงไมส่ ามารถสังเคราะห์ แสงทำใหเ้ กดิ คาร์บอนไดออกไซดจ์ ากการหายใจเพ่มิ มากขึ้น ทำใหน้ ้ำบรเิ วณน้ันเน่าเสยี ได้ 2.) สาเหตุของน้ำเสีย มลพิษทางน้ำเกดิ ขน้ึ ได้จากหลายสาเหตุ สว่ นใหญ่เกดิ จากมนษุ ย์ทงั้ ทางตรงและทางออ้ ม ซง่ึ พอ สรุปไดด้ ังนี้ 2.1) สิ่งสกปรกจากอาคารบ้านเรือน ชุมชน มนุษย์ใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค น้ำที่ผ่าน การซกั ล้าง อาบนำ้ หรือทำความสะอาด จะกลายเป็นนำ้ สิง่ เหล่านีเ้ ป็นสาเหตุทำให้น้ำมอี อกซิเจนลดน้อยลง และน้ำ เนา่ เสยี ในท่ีสดุ 2.2) จากการทำเกษตรกรรม ปศุสัตว์ การใช้สารเคมี ทั้งปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช ยา กำจดั วัชพืช ซงึ่ เมือ่ มกี ารชะลา้ งจะไหลลงสู่แหลง่ น้ำเปน็ อนั ตรายได้ การเลีย้ งสตั ว์ มีการ ชะล้างสง่ิ โสโครกในคอก สัตว์สแู่ หลง่ น้ำ จะส่งผลกระทบต่อคณุ ภาพของน้ำ และนำ้ เนา่ เสยี ได้ 2.3) จากโรงงานอตุ สาหกรรม ปรมิ าณนำ้ เสยี จากโรงงานอตุ สาหกรรมส่วนใหญ่มีสารเคมี ปนเปอ้ื นมาด้วย และเปน็ สารเคมที ี่เปน็ อนั ตรายตอ่ ส่งิ แวดล้อม ต่อการดำรงชพี 2.4) จากกัมมันตภาพรังสี ส่วนใหญ่จากสถานพยาบาล ที่ปนมากับสิ่งปฏิกูล เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำยาล้างฟิล์มเอกซ์เรย์ เมื่อสะสมในแหล่งน้ำจำนวนมาก จะทำให้แหล่งน้ำบริเวณนั้นเกิด มลพิษ อันตรายตอ่ มนษุ ยแ์ ละสิง่ มีชีวิต 3.) การวิเคราะห์ลักษณะของน้ำเสีย นำ้ เสยี มีองค์ประกอบทีแ่ ตกตา่ งไปจากนำ้ ดี ซึง่ สามารถวเิ คราะห์ไดด้ ังนี้

86 3.1)ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (dissolved oxygen content) ออกซิเจนจะ ละลายน้ำได้ดีหรือไม่ ขน้ึ อยู่กับอณุ หภมู ิและความเค็มของนำ้ ดงั นนั้ นำ้ เสียท่มี ีณหภูมสิ ูง เมอ่ื ปล่อยท้ิงลงแม่น้ำจะทำ ให้ออกซิเจนที่ละลายในลดลงตามสัดส่วนสว่ นของอุณหภมู ิที่เพิ่มขึ้น ตามปกติออกซิเจนที่ละลายอิ่มตัวมาตรฐาน ภายใตค้ วามดนั ปกติ ออกซิเจนจะละลายในน้ำไดถ้ งึ 16.4 มิลลกิ รัมตอ่ ลิตร ทอ่ี ุณหภูมิ 0 องศาเซนเซยี ส และถึง 7 มิลลิกรัมต่อลิตร ที่อุณหภูมิ 35 องศา เซนเซียส ซึ่งโดยปกติ ปลามีความต้องการออกซิเจนที่ละลายในนำ้ อย่างน้อย 5 มิลลิกรัมต่อลิตร และถ้าเป็นปลาที่สามารถทนต่อปริมาณออกซิเจนท่ีละลายอยู่ในน้ำต่ำ ๆ ได้ ก็ไม่ สามารถมีชีวิตอยไู่ ด้ ถ้าปรมิ าณออกซิเจนตำ่ กว่า 2 มิลลิกรมั ตอ่ ลิตร 3. 2) ความข่นุ (turbidity) ความขนุ่ ของน้ำเกิดจากสารทีแ่ ขวนลอยหรือตะกอนเบาที่อยู่ ในน้ำไปขดั ขวางทางเดนิ ของแสง ทำใหแ้ สงไมอ่ าจทะลผุ า่ นได้ ทำให้เห็นวา่ น้ำขุน่ 3.3) สี (color) สีในน้ำ โดยทั่วไปเกิดจากสารประกอบอินทรีย์ของพืช เกิดจากพืชที่ หมกั หมมกัน รวมทั้งสที ่ีเกิดจากการท้งิ นำ้ เสียจากอตุ สาหกรรม บ้านเรือน ชุมชน ต่าง ๆ สที ี่เกดิ ขึ้น อาจเป็น สีชา สีเหลอื ง สีน้ำตาล ฯลฯ น้ำทมี่ สี ีทำให้ขาดความน่าด่มื สีของน้ำเปน็ ตวั ดัชนชี ้ีคณุ ภาพของนำ้ ไดเ้ ช่นกนั 3. 4) มาตรฐานทางแบคทเี รีย (bacteria standard) วธิ ีการตรวจหาแบคทีเรยี ทำไดย้ าก มาก แตท่ น่ี ยิ มตรวจหา คือ แบคทีเรีย ทชี่ อ่ื E - coli (โคลฟิ อร์ม) ซ่ึงทำได้งา่ ย ถา้ ตรวจพบ E - coli แสดงวา่ นำ้ นนั้ ถกู เจอื ปนดว้ ยปฏกิ ูล อจุ จาระ และมีโอกาสที่จะมเี ชอื้ แบคทเี รียที่ทำให้เกิดโรคได้มากขึน้ แตถ่ า้ ไมพ่ บ E - coli ก็ยงั สรปุ ไม่ไดว้ า่ ไมม่ ีแบคทเี รียทที่ ำใหเ้ กดิ โรคในนำ้ น้นั ดังน้ันการตรวจพบ E - coli ซงึ่ มมี ากในอจุ จาระ ของสัตว์เลอื ดอนุ่ จงึ เป็นเครื่องชว้ี า่ น้ำน้นั ไดร้ บั ความสกปรกประเภทอุจจาระ จงึ ทำใหต้ รวจเช็คถึงความปลอดภัยได้ มากข้ึน 3.5) ความกระด้าง (hardness) ความกระด้างของน้ำ เป็นสภาพน้ำที่ไม่เกิดฟองสบู่ และ ทำให้นำ้ เกดิ ตะกอนเม่ือต้มน้ำ หรือเกดิ ตะกรันในหม้อน้ำของโรงงานอุตสาหกรรม ความกระด้างมีผลเสียต่อ เศรษฐกิจ คือ ต้องใช้สบู่ในปริมาณมากขึ้นในการชะล้าง จึงจะเกิดฟอง และเสียเชื้อเพลิงในการต้มน้ำมา กข้ึน เนื่องจากเกิดตะกรันสารที่ทำให้เกิดความกระด้างของน้ำ ได้แก่ ไอออนของแมกนีเซียม แมงกานีส แคลเซียม เป็นตน้ 3.6) ค่า พี เอช (pH) ค่าพี เอช ใช้เป็นมาตรฐานในการวัดความเข้มของปฏิกิริยาของ กรด หรอื อัลคาไลน์ (ดา่ ง) ของนำ้ นำ้ ทม่ี ี pH เหมาะสม มีคา่ อยู่ระหว่าง 6-8 นำ้ ดื่ม ควรมคี า่ pH 6.8-7.3 ถ้า น้ำทมี่ คี ่า pH สูงเกนิ กว่า 8 ถือว่านำ้ น้นั เปน็ ดา่ ง และถ้าค่า pH ตำ่ กว่า 6 แสดงวา่ นำ้ นัน้ เป็น กรด มลพษิ ทางอากาศ ในบรรยากาศที่หอ่ หุ้มโลกนี้ เป็นอากาศที่ประกอบด้วย ออกซิเจนประมาณ 21 % ไนโตรเจน 78 % คาร์บอนไดออกไซด์ 0.03 % และที่เหลอื เป็นกา๊ ซอน่ื ซง่ึ ปริมาณหรอื อัตราส่วนดังกลา่ วน้ี เป็นอัตราส่วนของ อากาศท่ีเหมาะสมแกก่ ารหายใจของมนุษย์ มลพิษทางอากาศ (Air Pollution) หมายถึง ภาวะของอากาศที่เจือปนด้วยสารพิษในปริมาณที่ อาจเป็นอันตรายต่อ มนุษย์ สัตว์ พืช และทรัพย์สิน สิ่งเจือปนเหล่านี้ ได้แก่ เศษผง ฝุ่นละออง เขม่า ควัน ออกไซด์ของคาร์บอน ออกไซด์ของกำมะถัน ออกไซด์ของไนโตรเจน ไฮโดรคาร์บอน สารปรอท ตะก่ัว กัมมันตภาพรงั สี

87 1) แหลง่ กำเนิดมลพษิ ทางอากาศ มลพิษทางอากาศมแี หลง่ กำเนิด 2 แหล่งใหญ่ ๆ คือ 1.1) มลพิษทเี่ กดิ ขึ้นตามธรรมชาติ ได้แก่ ฝ่นุ ละออง ลมพายุ ควันจากไฟไหมป้ า่ เถา้ จากภูเขา ไฟระเบิด แผน่ ดนิ ไหว กา๊ ซที่เกิดจากการเน่าเหมน็ ของสารอินทรยี ์ และสิ่งปฏกิ ลู อากาศเสยี ที่เกิดจาก ธรรมชาตจิ ะมปี รมิ าณนอ้ ย ส่งผลกระทบตอ่ มนษุ ย์น้อยมาก 1.2) มลพษิ ที่เกิดข้นึ จากการกระทำของมนุษย์ เปน็ สาเหตุใหญ่ทท่ี ำ ให้เกิดมลพิษ ในอากาศขนึ้ อย่างมากมาย ซ่ึงกจิ กรรมของมนษุ ยท์ ่ที ำให้อากาศเสยี มีดงั น้ี 1.2.1 ) การคมนาคมขนสง่ เกิดจากยานพาหนะท่ีขบั เคลื่อนด้วยเคร่อื งยนต์ เช่น รถยนต์ เรือยนต์ เครื่องบิน ก๊าซพิษจากท่อไอเสียได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน ออกไซด์ของไนโตรเจน ออกไซด์ของกำมะถัน จากการสำรวจในเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก เช่น กรุงเทพฯ โตเกยี ว นวิ ยอรค์ พบวา่ อากาศเสียส่วนใหญ่เกิดจากยานพาหนะ ประเภทรถยนต์ถงึ ร้อยละ 85 % 1.2.2) โรงงานอตุ สาหกรรม ซึ่งจะปล่อยมลพษิ ออกส่บู รรยากาศหลายชนิด เช่น - โรงงานผลติ ปูนซเี มนต์ โรงโมห่ ิน ทำใหเ้ กิดฝุ่นละออง - โรงงานผลติ ปุ๋ยฟอสเฟต ทำให้เกิดกา๊ ซฟลอู อไรด์ ซึ่งเป็นกา๊ ซพิษ - โรงงานผลิตแบตเตอรี่ ทำใหเ้ กิดไอของตะกวั่ เมอ่ื มีการหลอมตะกว่ั - โรงงานผลิตพลงั งานไฟฟา้ ดว้ ยถ่านหนิ ลิกไนต์ ทำใหเ้ กิดก๊าซ ซลั เฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ และหมอกควัน - โรงงานท่มี หี ม้อนำ้ ซง่ึ ใช้นำ้ มนั เตาเปน็ เช้อื เพลิง มสี ารกำมะถันเจือปนอยู่ใน น้ำมนั เตา ทำใหเ้ กิดกา๊ ซซัลเฟอรไ์ ดออกไซด์ 1.2.3) เกดิ จากกิจกรรมทางดา้ นการเกษตร เช่น การพ่นยาปราบศตั รพู ชื ซง่ึ กอ่ ใหเ้ กิดมลพิษในอากาศการเผาตอซัง การเผาต้นออ้ ย เพื่อให้เก็บไดง้ า่ ยข้นึ จะทำให้เกดิ ฝ่นุ ควัน และสารพวก ไฮโดรคารบ์ อน 1.2.4) เกิดจากขยะมูลฝอย และการเผาขยะ กองขยะมลู ฝอยและมูลสัตว์ เม่ือทับ ถมกันเป็นเวลานาน ๆ ทำให้เกิดก๊าซไนตรัสออกไซด์ ฯลฯ และส่งกลิ่นเหมน็ รบกวนได้ การเผาขยะในเตาเผา จะ ทำใหเ้ กดิ พวกสารประกอบอลั ดีไฮน์ ไนโตรเจนออกไซด์ ซลั เฟอร์ไดออกไซด์ แอมโมเนยี คาร์บอนมอนอกไซด์ 1.2.5) เกิดจากการระเหยของก๊าซบางชนิด เช่น การพ่นสีรถยนต์ หรือน้ำมัน เชื้อเพลงิ 2.) องค์ประกอบของอากาศเสยี อากาศเสยี ประกอบด้วยสว่ นประกอบหลายชนดิ ดังนี้ 2.1) ประเภทท่เี ปน็ ของแขง็ ขนาดเล็ก ลอยอยู่ในอากาศ เชน่ ฝุ่นละออง เขม่า จลุ นิ ทรีย์ ซ่ึงเป็นอนั ตรายตอ่ ระบบทางเดินหายใจ 2.2) ประเภททเ่ี ป็นแก๊ส ท่ีมคี าร์บอนเปน็ องคป์ ระกอบ เศษละอองของ คาร์บอน คือ เศษถ่านเล็ก ๆ จากท่อไอเสีย ปล่องควนั โรงงานอุตสาหกรรม เมื่อลอยปะทะสารพิษในอากาศจะดูด พษิ ไว้ เม่ือพษิ เข้าสู่ปอด จะไปทำลายระบบทางเดินหายใจได้ สารประกอบคารบ์ อน ได้แก่

88 2.2.1) แคดเมีย่ ม พบมาในโรงงานถลุงเหลก็ หรอื โรงงานหลอมโลหะ ตะกว่ั สงั กะสี พษิ จากแคดเมยี่ มทำใหเ้ กดิ โรคหวั ใจ ทำลายไต และทำใหก้ ระดกู ผุ 2.2.2) ตะก่ัว ละอองตะก่วั ถ้าเข้าสูล่ มหายใจแล้ว มผี ลทำลายประสาท กลาง ทำลายกระดูก เม็ดเลือดขาว ไต และการสร้างเม็ดเลือดแดง พิษของตะกั่ว ทำให้อาเจียน ท้องผูก ปวด ท้อง โลหิตจาง และระบบประสาทถกู ทำลาย นอกจากจะพบสารตะกวั่ ในท่อไอเสียรถยนต์แล้ว ยังพบในสที าบา้ น และฝุ่นตามมาตรฐานสากล สารตะกั่วควรมีในบรรยากาศไม่เกิน 2 ไมโครกรัม ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร แต่ในทีจ่ ราจร คับคัง่ ในเมอื งใหญ่ พบว่ามสี ารตะก่ัวถึง 100 กวา่ ไมโครกรมั ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร 2.2.3) สารกัมมนั ตรงั สี อาจเกิดจากแหล่งธรรมชาติ การทดลอง ระเบิดปรมาณู เตาปฏิกรณ์ปรมาณู และจากเศษวัสดุของเสียที่มีกัมมันตรังสีอยู่ สารกัมมันตรังสีมีความคงทน และตกค้างเป็นเวลายาวนาน เป็น 100 หรือ 1000 ปีได้ สารกัมมันตรังสีเพียงน้อยนิดก็สามารถเป็นอันตรายต่อ มนุษย์ ทำใหเ้ คอื งตา ทำใหจ้ มูก มอื และคอ บวม อาเจยี น และโครโมโซมผิดปกติ 2.2.4) ปรอท สว่ นใหญส่ ารปรอทจะถกู ปล่อยจากโรงงานทตี่ ้องใช้ปรอทหรอื สารประกอบของปรอท โรงงานทำสักหลาด โรงงานผลิตเคร่อื งสำอาง เปน็ ต้น ไอของปรอทท่ปี ะปนในอากาศเข้า สู่ร่างกายทางลมหายใจและผวิ หนงั ทำใหเ้ กดิ อาการหนาวสน่ั เป็นไข้แนน่ หนา้ อก และอาจถูกตายได้ มลพิษทางเสียง เสียง หรือการได้ยิน เป็นการรับรู้สิ่งแวดล้อมที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ เสียงที่ดังตาม ธรรมชาติมักจะไม่ก่อใหเ้ กิดปัญหาอะไร เช่น เสียงนำ้ ตก เสียงนกรอ้ ง เป็นตน้ แต่เสียงจากกิจกรรมของมนุษย์ เสียง ทเี่ กดิ ขนึ้ ในเมืองใหญ่ ๆ ในโรงงานอตุ สาหกรรม เป็นเสียงท่ีอกึ ทึกทำให้ประสาทหูทำงานหนกั ตลอดเวลา เม่ือได้รับ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้ประสาทตึงเครียด จิตใจขาดสมาธิ และเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ จึงเรียกว่า เป็นมลพิษทางเสียง เนื่องจากเสียงมที ั้งเสียงสูงและต่ำ ซึ่งเกิดจากความถี่ของคลืน่ เสียง ซึ่งมีหน่วยเป็นเฮิรตซ์ หู ของคนเราจะได้ยินอยู่ในระดับ 20-20,000 เฮิรตซ์ ถ้าคนสูงอายุอาจจะไดย้ นิ เสียงทมี่ ีความถี่ไม่เกิน 10,000 เฮิรตซ์ โดยปกติเสียงพูดมีช่วงความถี่อยู่ระหว่าง 300 - 5,000 เฮิรตซ์ และช่วงหูเรามีความไวมากที่สุด คือ ระหว่าง 2,000 - 5,000 เฮริ ตซ์ ช่วงความถ่ีทห่ี มู นษุ ยม์ คี วามไวท่สี ุดน้ี เปน็ ชว่ งท่ีมอี นั ตรายหากขนาดของเสยี งมากเกินไป สำหรับขนาดของเสียง หรือความดังของเสียง หน่วยที่ใช้วัดคือเดซิเบล โดยวิธีการเปรียบเทียบ ความดงั หรือความเขม้ ของเสียงจาก 2 แหลง่ ด้วยกนั ซึ่งสามารถทำความเข้าใจเก่ยี วกับหน่วยเดซิเบลได้ง่าย ๆ คอื 10 เดซเิ บล มีความเข้มเปน็ 10 เท่าของ 0 เดซเิ บล 20 เดซเิ บล มคี วามเขม้ เป็น 100 เท่าของ 0 เดซเิ บล (คือ 10X10) 30 เดซิเบล มีความเข้มเป็น 1,000 เท่าของ 0 เดซิเบล (คือ 10X10X10) ขนาดของเสียงจาก กจิ กรรมตา่ ง ๆ มีดังนี้ 10 เดซเิ บล เสยี งกระซบิ แผว่ ๆ 20 เดซิเบล เสียงสนทนาเบา ๆ 30 เดซเิ บล เสียงสนทนาตามปกติ 40 เดซิเบล เสียงการจราจรเบา ๆ 50 เดซิเบล เสยี งพิมพด์ ดี และสนทนาดงั ๆ

89 60 เดซิเบล เสยี งเสียงในสำนกั งานที่วุ่นวาย 70 -90 เดซิเบล เสยี งการจราจรตามปกติ เสียงรถไฟ เสยี งขุดเจาะถนน 100 เดซิเบล เสยี งเคร่อื งบนิ ขน้ึ 140 เดซเิ บล อันตรายจากมลพษิ ทางเสียง มลพิษทางเสียง หมายถึง สภาพแวดล้อมที่มเี สียงดังเกนิ คา่ มาตรฐานท่กี รมควบคุมมลพษิ กำหนดอนั กอ่ ใหเ้ กดิ ความรำคาญสรา้ งความรบกวน ทำให้เกดิ ความเครยี ดทงั้ ทางร่างกายและจิตใจ ทำให้ตกใจและ อาจเปน็ อันตรายต่อสุขภาพอนามัยได้ เสยี งทไ่ี ดย้ ินทกุ วันน้ี ช่วยใหม้ นษุ ยส์ ามารถดำเนนิ กิจกรรมและแสวงหาความ เพลิดเพลินในชีวิต เสียงที่เกิดขึน้ กอ่ ให้เกดิ ระดับความดังทีต่ ่างกัน ซงึ่ บางระดบั อาจเปน็ อนั ตรายตอ่ สขุ ภาพได้ เสียงรบกวน หมายถงึ ระดบั เสียงท่ผี ู้ฟงั ไมต่ ้องการจะไดย้ ินเพราะสามารถกระทบต่ออารมณ์ ความรู้สึกได้ แม้จะไม่เกินเกณฑ์ ที่เป็นอันตราย แต่ก็เป็นเสียงรบกวนที่มีผลต่อผู้ฟังได้ การใช้ความรู้สึกทำวัดได้ยากว่าเป็นเสียง รบกวนหรือไม่เช่น เสียงดนตรีที่ดังมาก ในสถานที่เต้นรำ ไม่ทำให้ผู้ที่เข้าไปเที่ยวรู้สึกว่าถูกรบกวน แต่ในสถานที่ ต้องการความสงบ เช่น ห้องสมดุ เสยี งพดู คยุ ตามปกตทิ ่ีมีความดงั ประมาณ 60 เดซเิ บลเอ กถ็ ือว่าเปน็ เสียงรบกวนได้ ผลกระทบที่เกิดจากมลพิษทางเสียง เสียงที่เป็นอันตรายนั้น องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ว่า หมายถึง เสียงที่ดังเกิน 85 เดซิเบลเอ ที่ทุก ความถ่ี ส่วนใหญ่พบว่า โรงงานอุตสาหกรรมมรี ะดับเสียงที่ดังเกนิ มากกว่า 85 เดซิเบลเอ เป็นจำนวนมากซ่ึงสามารถ ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพทางกายและจิตใจของมนุษย์ได้ แต่นอกเหนือจากมนุษย์ มลพิษทางเสียงยัง ก่อใหเ้ กดิ ผลกระทบอกี มากมายหลายดา้ น ได้แก่ 1) ผลกระทบตอ่ มนุษย์ ระดับเสยี งท่ปี ลอดภยั ในการได้ยินต้องมีความดงั ไม่เกนิ 85 เดซิเบลเอ แตถ่ า้ สัมผสั วนั ละหลายๆ ช่วั โมง จะทำให้ประสาทหูเส่ือมได้ เสยี งที่ดังเกินความจำเป็นก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ อนามัยของคน คือ 1. ทำใหเ้ กิดความรำคาญ ร้สู ึกหงุดหงิดไมส่ บายใจ เกิดความเครยี ดทางประสาท 2. รบกวนต่อการพักผอ่ นนอนหลบั และการติดตอ่ สือ่ สาร 3. ทำใหข้ าดสมาธิ ประสทิ ธภิ าพการทำงานลดลง 4. มีผลตอ่ สขุ ภาพรา่ งกาย ความเครียด และอาจกอ่ ให้เกิดอาการปว่ ยทางกาย เช่น โรคกระเพาะ โรค ความดันสูง 5. การไดร้ ับฟังเสียงดงั เกินกว่ากำหนดเปน็ ระยะนานเกนิ อาจทำให้สูญเสยี การไดย้ ิน 2) ผลกระทบต่อสิง่ แวดล้อม ทำใหก้ ระจกแตก โบราณวัตถุพงั ทลาย เสียงจากเคร่อื งบินไอพน่ ทำ ให้เกิดเสียงอัตราโซนิกส์ มีผลทำให้บรรยากาศแปรปรวน ดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลง มีผลต่อการเจริญพันธุ์ของ สัตว์ เสียงที่มีความถี่สูงระหว่าง 15,000-20,000 เฮิรตซ์ ผ่านลงในน้ำ จะทำให้แบคทีเรียสลายตัว สัตว์น้ำซ่ึง ได้แก่ กบและปลา จะตายภายในไม่ก่นี าที

90 ขยะมูลฝอย ประเภทของขยะมลู ฝอย ขยะมลู ฝอยสามารถจำแนกตามลกั ษณะออกได้เปน็ 3 ประเภท คือ 1) ขยะเปียก (garbage) หมายถึงขยะที่มีความชื้นผสมอยู่ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 50 ได้แก่ พวกเศษอาหาร ผกั ผลไม้ ขยะประเภทน้จี ะทำให้เกดิ กลิ่น เนอื่ งจากเปน็ ขยะที่ประกอบไปดว้ ยสารอินทรีย์ จุลชีพ สามารถย่อยสลายได้ง่าย จึงมีการย่อยสลายและก่อให้เกิดกลิ่นเหม็น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค จาก แบคทีเรีย และจากสตั วเ์ ล็ก ๆ จำพวกแมลง หนู ไปอาศยั และกินด้วย 2) ขยะแห้ง (rubbish) เป็นขยะที่มคี วามชน้ื น้อยมาก หรือไม่มีเลย เช่น เศษแก้ว เศษ โลหะ เศษผ้า เศษถ้วยชาม เศษยาง เศษกระดาษฯลฯ ขยะประเภทนี้จะไม่ส่งกลิ่นเหม็น และไม่เป็นอนั ตรายตอ่ สขุ ภาพ 3) ขยะอันตราย เป็นขยะทอ่ี ันตรายตอ่ มนษุ ย์และสิ่งแวดล้อม เพราะมีสารพิษหรือเชื้อ โรคปนเปื้อนอยู่ ได้แก่ กากสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม หลอดไฟฟลูออเรสเซนส์ ถ่านไฟฉาย และขยะติด เช้อื จากโรงพยาบาล เข็มฉดี ยา เป็นต้น ผลกระทบจากขยะมลู ฝอย 1) เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค ในขยะเปียก และขยะจากโรงพยาบาล มีเชื้อโรค แบคทีเรีย ที่เปน็ อันตรายต่อสง่ิ มชี วี ติ อนื่ แหลง่ ขยะเปียกจงึ กลายเปน็ แหล่งเพาะพนั ธุ์เชื้อโรคเหล่านเี้ ปน็ อยา่ งดี 2) ก่อใหเ้ กดิ มลพิษทางอากาศ ขยะทำใหเ้ กิดกล่นิ เหมน็ ฟุ้งกระจาย ในบริเวณใกล้เคียง และถ้าเผาขยะโดยไม่ถูกสุขลักษณะด้วยแลว้ ถ้าเป็นขยะที่มสี ารพิษ การเผาจะทำให้สารพิษน้ันกระจายขึ้นมาใน อากาศ เปน็ อันตรายต่อสุขภาพอย่างย่งิ 3) ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ ขยะถูกทง้ิ ลงในแม่น้ำ ทำให้น้ำเน่าเสีย ออกซิเจนในนำ้ ลดลง สัตวน์ ำ้ ไม่สามารถอาศัยอยใู่ นแหล่งน้ำน้ันได้ ถ้าเปน็ ขยะท่มี ีสารพิษ จะทำให้สัตวน์ ำ้ ตายได้ 4) ทำใหแ้ หล่งนำ้ ตน้ื เขนิ 5) เปน็ อันตรายตอ่ สุขภาพ ถา้ เป็นขยะเปียก จะส่งกลน่ิ เหมน็ รบกวน สร้างความรำคาญ และเป็นอนั ตรายต่อสขุ ภาพ แตถ่ ้าเปน็ ขยะท่ีมสี ารพษิ จะก่อใหเ้ กิดอนั ตรายถึงชวี ิตได้ 6) ทำให้สูญเสียทางเศรษฐกจิ เนื่องจาก ขยะทำให้เกดิ มลพิษ 4. แบบฝกึ หัด/แบบทดสอบ ข้อสอบประจำหนว่ ยท่ี 5 เร่อื ง ผลกระทบจากการผลติ และการใช้พลังงาน วิชา พลงั งาน ทรัพยากรและส่ิงแวดลอ้ ม รหสั 20001-1002 ระดับ ปวช. คำชีแ้ จง: 1 ขอ้ สอบมีจำนวน 10 ขอ้ 2. ให้นักเรยี นเขยี นเคร่ืองหมาย X ขอ้ ท่เี ห็นวา่ ถูกต้องท่สี ุดเพยี งข้อเดียวลงในกระดาษคำตอบ

1. ในปัจจุบนั ประเทศไทย ยังไม่ได้ใช้ประโยชนจ์ าก 91 พลงั งานนวิ เคลยี ร์ในด้านใด ก. การแพทย์ 5. สารกัมมันตรงั สี ชนดิ ใดเป็นอนั ตรายตอ่ เซลล์มนษุ ย์ ข. อุตสาหกรรม ก. รงั สแี กมมา เพราะมีอำนาจทะลุทะลวงสูงสุด ค. เกษตรกรรม ข. รังสแี กมมา เพราะมีการถา่ ยเทพลังงานบน ง. โรงไฟฟ้า เน้อื เยอ่ื ค. รังสีเบาและแอลฟา เราะมีอำนาจทะลุทะลวง 2. โรงไฟฟ้าแมเ่ มาะ จ. ลำปาง ใชถ้ า่ นหนิ เพ่อื การผลิต กระแสไฟฟ้า กอ่ ใหเ้ กิดมลพษิ ด้านใดมากทส่ี ุด ต่ำ ก. มลพษิ ทางดิน ง. รงั สีเบตาและแอลฟา เพราะมีอำนาจทะลุ ข. มลพิษทางนำ้ ค. มลพิษทางอากาศ ทะลวง ง. มลพษิ ทางทัศนยี ภาพ สงู จงึ ทำลายเนอื้ เย่ือได้ 3. พลังงานท่ใี ช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ชนิดใดจัดวา่ 6. พลังงานชนดิ ใดทำให้เกิดฝนกรด เป็นพลังงานสะอาด ก. ถ่านหนิ ก. น้ำมนั ข. กา๊ ซธรรมชาติ ข. ก๊าซธรรมชาติ ค. แก๊สธรรมชาติ ค. นิวเคลยี ร์ ง. พลงั งานนำ้ ง. ถ่านหนิ 7. เหตุใดโรงงานอตุ สาหกรรม เมื่อจะปล่อยนำ้ ทง้ิ จึงต้อง 4. การใชพ้ ลังงานชนิดใดทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบกับพ้นื ที่ ผา่ นหอหลอ่ เยน็ ก่อนทง้ั สสู่ ง่ิ แวดลอ้ ม ป่าไม้มากท่ีสดุ ก. เพอื่ ใหเ้ ครอื่ งจกั รเย็นตัวลง ก. พลังน้ำ ข. เพื่อให้น้ำท่จี ะท้ิงเย็นลงก่อนสสู่ งิ่ แวดล้อม ข. ถา่ นหนิ ค. เพื่อเพิ่มอณุ หภมู ิใหก้ ับนำ้ เยน็ ที่จะท้งิ สู่ ค. นำ้ มนั สิ่งแวดลอ้ ม ง. กา๊ ซธรรมชาติ ง. เพือ่ ลดสงิ่ สกปรกก่อนปลอ่ ยน้ำสู่สิง่ แวดลอ้ ม 8. ในการคมนาคม ถ้าการสนั ดาปไมส่ มบูรณ์ทำให้เกิด ก๊าซชนิดใด ก. ซัลเฟอร์ ข. ในตรัสออกไซด์ ค. คารบ์ อนไดออกไซด์ ง. คาร์บอนมอนออกไซด์

92 9. น้ำเสยี จากครัว จะเปน็ น้ำเสียประเภทใด ควรกำจดั 10. เพราะเหตุใดจงึ ต้องมีการพกั นำ้ หล่อเยน็ กอ่ นปล่อยลง ด้วยวิธใี ด สแู่ ม่นำ้ ก. เป็นน้ำทมี่ ีความขนุ่ มาก ควรใช้วธิ กี ารกรอง ก. น้ำจะไดต้ กตะกอน มีเฉพาะนำ้ ใสลู่แม่น้ำ ข. เปน็ นำ้ ทมี่ ีสารพิษสูง ต้องใชว้ ิธีตกตะกอน ข. สารพิษจะไดเ้ จือจางลง ก่อนลงสแู่ มน่ ้ำ ค. เป็นนำ้ ที่มคี วามกระดา้ งมาก ควรใช้สารส้มแกวง่ ค. นำ้ จะมีสจี างลงกอ่ นลงสูแ่ ม่นำ้ ก่อน ง. นำ้ จะได้ปรับอุณหภูมิลง กอ่ นลงสู่แม่นำ้ ง. เปน็ น้ำทม่ี ีไขมนั มาก ควรตกั ไขมันทล่ี อยเปน็ ฝา แขง็ อย่บู ริเวณผวิ หนา้ ท้งิ ไปกอ่ น

ใบงาน ท่ี ........ 5........ 93 หลกั สูตร ประกาศนยี บัตรวิชาชพี หนว่ ยที่ 5 รหสั 20001-1002 พลังงาน ทรพั ยากรและสง่ิ แวดลอ้ ม สอนคร้ังท่ี...5.... ชอ่ื งาน........ผลกระทบจากการผลติ และการใช้พลงั งาน เวลา.........2.........ชม. 1. จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม หลังจากทำกิจกรรมน้ีเสรจ็ แล้ว นกั เรียนจะสามารถ อธบิ ายเร่อื ง ผลกระทบและการป้องกนั แก้ไขปัญหาดา้ น พลงั งานและสิง่ แวดล้อมได้ 2. สมรรถนะ เหน็ ความสำคญั ของผลกระทบและการป้องกนั แก้ไขปญั หาดา้ นพลงั งานและส่งิ แวดลอ้ ม 3. เครื่องมอื วสั ดุ และอปุ กรณ์ เครอ่ื งมอื วสั ดุ-อปุ กรณ์ เอกสาร สถานการณพ์ ลงั งานโลก (ถึงเวลาก้าวใหพ้ ้นยคุ ฟอสซลิ หรือยัง) จากการประเมินของ EIA (Energy Information Administration) ระบุวา่ การใช้พลังงานของ โลกมีแนวโนม้ เพ่มิ ขนึ้ เรอ่ื ยๆ โดยเฉพาะตัง้ แตป่ ี 2544 ไปจนถงึ ปี 2568 แนวโน้มการใชพ้ ลงั งานจะ เพ่ิมขึ้นร้อยละ 54 แหลง่ พลังงานทใี่ ช้ 3 อันดบั แรก ไดแ้ ก่ นำ้ มัน กา๊ ซธรรมชาติ และถ่านหิน EIA ประเมินสถานการณอ์ กี วา่ น้ำมันยังคงเปน็ แหลง่ พลงั งานท่มี ีการใชส้ งู สุด และมีอตั ราการ ใช้เพมิ่ ขึน้ ทุกปี ปลี ะประมาณร้อยละ 1.9 โดยในปี 2544 มปี ริมาณการใชอ้ ยู่ 77 บารเ์ รลต่อวนั และจะเพิ่มข้ึนเป็น 121 บาร์เรลต่อวันในปี 2568 กา๊ ซธรรมชาติเป็นแหลง่ พลังงานทมี่ ีการใช้เพิม่ ขึน้ คอ่ นข้างรวดเรว็ โดยจากปี 2544 ถึงปี 2568 ปรมิ าณการใชก้ า๊ ซธรรมชาตจิ ะเพิม่ สูงถงึ ประมาณร้อยละ 62 ถ่านหิน เดิมเป็นแหลง่ พลังงานท่มี ีการใช้มากกว่าก๊าซธรรมชาติ แมจ้ ะมแี นวโนม้ การใชเ้ พิ่มขึ้น แต่เมอ่ื หลังจากปี 2553 ไปแล้ว อตั ราการใชพ้ ลังงานจากถ่านหนิ จะน้อยกว่าก๊าซธรรมชาตริ อ้ ย ละ 12

94 ท่ีสำคญั หากโลกมกี ารใช้พลงั งานในระดบั ทเี่ ปน็ อยู่ และไมม่ กี ารค้นพบเพ่มิ เติมแลว้ คาดวา่ โลกจะมีแหล่งสำรองนำ้ มนั ใช้ไปไดอ้ ีกประมาณ 42 ปี ก๊าซธรรมชาตอิ กี ประมาณ 64 ปี และถ่าน หนิ อีกประมาณ 220 ปเี ทา่ นน้ั (ขอ้ มูลจากบริษทั นำ้ มนั บพี ี ปี ค.ศ. 2009) ในขณะท่ีแหล่งพลังงานฟอสซิลค่อยๆ หดหาย ก็มีการทำนายปรมิ าณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซ่ึงเป็นสาเหตขุ องปญั หาภาวะโลกรอ้ น พบวา่ ถีบตัวสูงขนึ้ เรื่อยๆ โดยขอ้ มลู ปี 2544 มปี รมิ าณกา๊ ซ คารบ์ อนไดออกไซด์เกดิ ขึ้น 23.9 พันล้านเมตริกตัน ซ่งึ จะเพมิ่ ขึน้ เปน็ 27.7 พนั ลา้ นเมตริกตันใน ปี 2553 และ37.1 พันลา้ นเมตริกตนั ในปี 2568 ถงึ เวลาท่ีโลกต้องพยายามอยา่ งแข็งขันเพ่ือกา้ วให้พ้นยุคพลงั งานฟอสซิลแลว้ หรอื ยงั ? ท่มี าของขอ้ มูล: Energy Information Administration(2004) International Energy Outlook 2004 On-line หมายเหตุ: EIA เป็นหน่วยงานทจี่ ดั ต้งั ขึน้ โดยสหรัฐอเมริการ่วมกบั สมาชกิ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม 26 ประเทศ และ เอกสาร ชัยพร เซียนพาณิช นักวจิ ยั Siam Intelligence Unit สถานการณด์ ้านพลังงานของประเทศไทย การ ใชพ้ ลังงานในประเทศไทยจำเปน็ ตอ้ งพง่ึ พาจากเชือ้ เพลงิ ประเภทฟอสซิลเป็น หลกั ไมว่ า่ จะเปน็ นำ้ มนั หรอื กา๊ ซธรรมชาติ เพอื่ นำมาใชผ้ ลิตกระแสไฟฟ้า ใชใ้ นภาคขนส่ง รวมไปถงึ ภาคการ อุตสาหกรรม รูปแบบการใช้พลงั งานแบ่งไดเ้ ปน็ สองส่วนคือ พลงั งานไฟฟา้ และพลังงานเชื้อเพลิง ภาพจากเวบ็ ไซตค์ ณะกรรมการกำกบั กิจการพลงั งาน ทศิ ทางพลงั งานไฟฟ้า การผลิตไฟฟา้ ของไทยทผี่ ่านมาใชก้ ๊าซธรรมชาตเิ ปน็ เช้ือเพลงิ หลัก โดยมสี ัดสว่ นถงึ รอ้ ยละ 72 ซึง่ นับวา่ สูงมาก และทำใหไ้ ทยต้องพงึ่ พากา๊ ซธรรมชาตอิ ย่างมนี ัยยะสำคญั แหลง่ ทม่ี าของก๊าซ ธรรมชาตมิ าจากอ่าวไทยเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีแหล่งกา๊ ซธรรมชาติจากประเทศเพ่ือนบา้ น ทง้ั พม่า (แหล่งยาดานา) มาเลเซีย (แหลง่ JDA) และในอนาคตอาจมาจากพนื้ ท่ที บั ซอ้ นระหว่างไทย- กัมพูชาด้วยอกี แหล่งหนึ่ง

95 แตส่ ถานการณ์พลงั งานในระดบั โลกจะตา่ งไปจากประเทศไทย เพราะประเทศต่างๆ นยิ มใช้ ถา่ นหนิ เพม่ิ ขน้ึ เน่ืองจากมีราคาถกู กว่าก๊าซธรรมชาติ และมปี ริมาณสำรองมากกว่ามาก นอกจากนกี้ ารนำก๊าชธรรมชาตมิ าเผาเพือ่ ผลิตไฟฟา้ ยงั ถูกมองว่า “เสียเปล่า” ในเชงิ เศรษฐกจิ เพราะสามารถนำไปแปรรปู เพมิ่ มูลค่าไดอ้ กี เปน็ อนั มาก อย่างไรก็ตาม การผลิตไฟฟา้ ของประเทศ ไทยยงั ใช้ถา่ นหินและพลงั งานน้ำเป็นสัดส่วนท่ีน้อย เม่อื เทยี บกับก๊าซธรรมชาติ นอกจากนีไ้ ทยยงั ตอ้ งซ้อื ไฟฟา้ จากประเทศเพอื่ นบา้ นเขา้ มาอีกสว่ นหน่งึ โดยเฉพาะพลังงาน ไฟฟา้ จากเขื่อนในประเทศลาวท่ีมีสมั พนั ธภาพที่ดีต่อกนั ในภาพรวมแลว้ ความสามารถในการผลิต กระแสไฟฟ้าของไทยยงั เพียงพอตอ่ การใช้งานภายในประเทศอยู่ แต่ประเทศไทยไม่ไดล้ งทนุ สร้าง โรงงานไฟฟ้าขนาดใหญม่ านานแล้ว รวมท้ังเข่อื นเพอ่ื ผลิตไฟฟา้ ที่อาจเรียกได้ว่าหยุดสร้างไปโดย สิ้นเชงิ ดงั น้ันถ้าตอ้ งการรกั ษาสถานะความมั่นคงของพลังงานเอาไวใ้ นอนาคต การซอื้ พลังงานจาก เพอ่ื นบา้ น และการหันไปใชว้ ตั ถดุ ิบประเภทอนื่ ๆ จงึ กลายเปน็ ตวั เลอื กทีไ่ มอ่ าจเลีย่ งได้ ทิศทางพลังงานเช้อื เพลิง ภาคขนส่งของไทยยังคงใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลงิ หลัก ถงึ แมว้ ่าระยะหลังจะมีการต่นื ตัวเรือ่ ง พลงั งานทดแทนมากข้ึน โดยนำเช้อื เพลงชีวภาพ (biofuel) กลมุ่ เอทานอลจากวัตถดุ ิบทาง การเกษตรมาเปน็ สว่ นประกอบของนำ้ มันสำเรจ็ รูปทงั้ เบนซินและดเี ซล แต่ประเทศไทยกย็ งั ต้อง พ่งึ พาการนำเขา้ น้ำมนั จากตา่ งประเทศอยดู่ ี โดยสัดส่วนของพลังงานในกลุ่มนำ้ มันอยู่ท่ีร้อยละ 39 ของพลังงานทัง้ ประเทศ และต้องนำเข้าสงู ถงึ รอ้ ยละ 80 ของปริมาณพลังงานนำเข้าทงั้ หมด อตั ราการใช้พลงั งานเชอื้ เพลิงของไทยไมเ่ คยลดลงเลย และเม่อื ไทยตอ้ งนำเขา้ พลงั งาน เชื้อเพลิงจากภายนอก พอมปี ญั หาราคาพลงั งานในตลาดโลกสงู ข้นึ ประเทศไทยก็จะพบความ ยากลำบากทางเศรษฐกิจเสมอมา (ราคานำ้ มนั ท่สี ูงขนึ้ เกดิ จากการผลติ น้ำมนั ของโลกในเวลาน้ไี ด้ เลยจุดสูงสุด ของการผลิตท้งั โลกไปแลว้ นนั่ หมายความวา่ การผลิตในอนาคตจะสามารถผลติ ได้ นอ้ ยลง ถา้ ไม่สามารถเปิดแหล่งพลงั งานใหมไ่ ด้ นอกจากนย้ี ังมปี จั จัยดา้ นเกง็ กำไรอีกส่วนหนงึ่ ) เสถยี รภาพความมั่นคงทางพลังงานเชื้อเพลิงของไทยจึงแขวนอยู่บนเส้นด้าย และกำลัง กลายเป็นปญั หาความมนั่ คงทางพลงั งานท่ีจำเป็นตอ้ งได้รบั การติดตามและ ประเมนิ ผลอย่าง ใกลช้ ิด แผนภาพท่ี 1: ปริมาณการบริโภคพลังงานข้นั สดุ ท้าย 5 ปยี ้อนหลงั (ขอ้ มูลจาก EPPO) แผนภาพท่ี 2: ปริมาณการบริโภคพลงั งานไฟฟ้าต่อปี 5 ปยี อ้ นหลงั (ข้อมูลจาก EPPO) อนาคตดา้ นพลังงานของประเทศไทย วกิ ฤตกิ ารณ์ราคาน้ำมันข้นึ ในปี 2551 ท่รี าคานำ้ มันทะยานข้ึนไปสูงเกอื บถึง 150 เหรยี ญ สหรัฐ/บารเ์ รล กลายเป็นจดุ เปลยี่ นทส่ี ำคัญของการกำหนดนโยบายพลังงานของไทย เพราะราคา พลงั งานท่สี งู ย่อมสง่ ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกจิ และสง่ ผลใหค้ วามมั่นคงทางเศรษฐกิจของ ประเทศตำ่ ลง เน่อื งจากตอ้ งพึ่งพาพลงั งานจากตา่ งประเทศสงู มาก

96 นอกจากนน้ั ปัจจยั ทวี่ ่าไทยยังต้องพงึ่ พาพลงั งานไฟฟ้าจากประเทศเพ่อื นบ้านกถ็ ือเปน็ ปจั จัยเสย่ี งในดา้ นความม่ันคงพลังงานอีกประการหนึ่ง ซ่งึ แนวโน้มการนำเข้าพลงั งานไฟฟา้ กไ็ มม่ ที ี ท่าวา่ จะน้อยลงในอนาคตอันใกล้ ดูได้จากแผนพฒั นาพัฒนากำลังผลติ ไฟฟา้ ของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2573 (PDP2010) จะเพ่มิ สดั สว่ นการซื้อไฟฟา้ จากเพอ่ื นบา้ นเป็นรอ้ ยละ 25 ของกำลงั การ ผลติ ไฟฟ้าท้งั หมด “พลังงานทดแทน” จงึ กลายเป็นคำตอบสำคญั ต่อความมน่ั คงทางพลังงานของไทย โดยแผน PDP2010 ของกระทรวงพลังงานไดเ้ พ่ิมสัดสว่ นของพลังงานทดแทนขน้ึ มาเปน็ รอ้ ยละ 20 ของ กำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด และชว่ งทผ่ี า่ นมา เชอ้ื เพลิงชีวภาพในกล่มุ ของ LPG, NGV, แกส๊ โซฮอลห์ รือน้ำมันไบโอดเี ซล กไ็ ดร้ บั ความนยิ มในกล่มุ ผู้ใช้รถยนตม์ ากขึน้ เทคโนโลยีพลังงาน ทดแทนชนิดใหมๆ่ อยา่ ง พลังงานความรอ้ นร่วมจากชีวมวล กา๊ ซชีวภาพ หรือแม้แตข่ ยะ กม็ ี อนาคตท่ีสดใส และสมควรได้รับการผลักดนั จากภาครฐั และภาคเอกชนอยา่ งจรงิ จงั แต่พลังงานทดแทนยังมขี ้อจำกัดด้านเทคโนโลยี และข้อจำกดั ด้านภมู ศิ าสตร์-ภมู ิอากาศของ ประเทศไทย ทำใหต้ วั เลือกของพลังงานทดแทนชนดิ ต่างๆ มไี ม่มากอยา่ งทค่ี วรจะเป็น ตวั อยา่ งเช่นกรณขี องพลงั งานแสงอาทิตย์ ทพ่ี บปัญหาเมฆมากหรือฝนตกในบริเวณกวา้ งทำให้ไมม่ ี แสงอาทิตยต์ อ่ เน่ืองมากพอ สำหรบั การผลิตกระแสไฟฟา้ และวัสดุอุปกรณ์ในการผลิตพลังงานยัง มีราคาสูงอยู่ ทำใหป้ ระเทศไทยยังมีข้อจำกดั ในการลงทุนกับโครงการพลังงานทดแทนขนาดใหญ่ ลักษณะน้ี ข้อจำกัดเหล่าน้ีทำใหห้ ลายฝา่ ยตอ้ งมองไปถงึ พลังงานทางเลอื กอกี อยา่ งคอื “พลงั งาน นิวเคลยี ร์” ซ่ึงยังไม่ไดข้ อ้ ยตุ ิว่าควรจะเดินหนา้ หรือไม่ เพราะเหตุการณโ์ รงไฟฟ้านวิ เคลียรเ์ ชอรโ์ น บลิ ยงั อยู่ในความทรงจำของประชาชน และกรณีโรงไฟฟ้านิวเคลยี ร์ฟุกชุ ิมะที่เกดิ ซ้ำในปี 2554 ย่ิง ทำใหป้ ระชาชนหลายฝ่ายยังวิตกกังวล อยา่ งไรก็ตาม เราควรพจิ ารณาขอ้ มลู ท่ีว่าประเทศเพือ่ น บ้านของไทยกลบั เรง่ การเกิดโครงการโรง ไฟฟา้ นวิ เคลยี ร์ตอ่ ไป ไมว่ า่ จะเป็นเวยี ดนามที่ชดั เจนแล้ว วา่ สรา้ งแนน่ อน (อย่หู ่างจากไทยไปราว 900 กโิ ลเมตร) และพมา่ กัมพูชา อนิ โดนีเซยี ทยี่ ังอยู่ใน ขน้ั เตรียมการ ทิศทางของพลังงานไทยในระยะยาวจึงประสบความผนั ผวนอยา่ งมาก ไทยจะตอ้ ง พยายามลดสัดส่วนพลงั งานจากเชือ้ เพลงิ ฟอซซลิ ลง พยายามใช้พลังงานทดแทนมากขนึ้ ลงทนุ ใน เทคโนโลยีผลิตพลงั งานแบบใหมๆ่ และสดุ ทา้ ยแล้วพลังงานนวิ เคลียร์ท่ตี น้ ทุนตำ่ แตค่ วามขัดแย้ง สูง อาจเป็นส่งิ ที่หลีกเล่ียงไม่ได้ เอกสารอา้ งอิง http://ton4aliving.blogspot.com/2011/10/blog-post_05.html

97 4.คำแนะนำ - 5. ขอ้ ควรระวัง - อย่าใหน้ ักเรียนทีค่ ดิ ได้ คิดเพียงคนเดียว 6. ลำดบั ข้ันการปฏิบัติงาน 1. แบ่งนกั เรยี นเปน็ กลุ่มละ 5 คน เพ่ือระดมสมอง 2. ใหน้ กั เรียนแตล่ ะกลุม่ เลือกว่า จะศึกษาพลงั งานทดแทนใดที่เหมาะสมในการทดแทนพลงั งานฟอสซิล 3. นกั เรยี นแตล่ ะกลุม่ คน้ ควา้ 4. นกั เรยี นนำเสนอผลงาน รวมทกุ กลมุ่ ประมาณ 20 นาที 5. ครูและนักเรยี นร่วมกันสรุป 7. ผลการศกึ ษา 1. เนื้อหาท่นี ำเสนอ 2. วิธกี ารนำเสนอ 8. สรุปและวิจารณ์ผล ............................................................................................................................. .......................... ........................................................................................................................................ ............................ 9. การประเมนิ ผล 1. สังเกตพฤติกรรมรายบคุ คล 2. ประเมินพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่ 3. สังเกตพฤตกิ รรมการเข้ารว่ มกิจกรรมกล่มุ 4 ตรวจกิจกรรมส่งเสรมิ คุณธรรมนำความรู้ 5. ตรวจแบบประเมินผลการเรยี นรู้ แบบฝกึ ปฏบิ ัติ 6. ตรวจกจิ กรรมใบงาน 7. การสงั เกตและประเมนิ พฤตกิ รรมดา้ นคุณธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม และคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 10. เอกสารอ้างองิ /เอกสารคน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ หนงั สือเรยี นวิชา พลังงาน ทรัพยากรและส่งิ แวดลอ้ มสำนักพมิ พ์เอมพนั ธ์ รหัส 20001-1002 และ อินเทอร์เน็ต

98 แผนการจัดการเรยี นรู้ หน่วยท่ี 6 หลกั สูตร ประกาศนียบัตรวชิ าชพี สอนคร้งั ที่ 6-7 (11-14) รหสั 20001-1002 พลังงาน ทรพั ยากรและส่ิงแวดล้อม ท-ป-น 2-0-2 ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ ปัญหาจากการใชพ้ ลงั งาน: สภาวะโลกรอ้ น ทฤษฎี 2 ชม. 1. สาระสำคัญ ปรากฏการณ์ทป่ี ระเทศไทยประสบกับฤดูรอ้ นทย่ี าวนานข้นึ หรือสภาพภูมอิ ากาศท่ีเปลย่ี นแปลงไปจากเดิมใน อีกหลายๆ ประเทศทัว่ โลก แสดงให้เห็นว่าภาวะการเปลย่ี นแปลงสภาพภูมอิ ากาศไมใ่ ช่เรื่อไกลตัวอีกตอ่ ไป ทุกวนั นี้ โลกกำลังรอ้ นข้นึ อยา่ งรวดเร็ว และมแี นวโน้มว่าจะร้อนขน้ึ เรือ่ ยๆ ในช่วงทศวรรษท่ีผา่ นมาถือวา่ เป็นทศวรรษทร่ี ้อน ท่ีสุดในรอบพนั ปี หลักฐานทางวิทยาศาสตรจ์ ากทั่วโลกยืนยนั ไดว้ ่าปัญหาการเปลยี่ นแปลงสภาพภูมิอากาศเกดิ จาก กิจกรรมต่างๆ ของมนษุ ย์ไมว่ ่าจะเปน็ การใชพ้ ลังงานจากฟอสซลิ การตัดไมท้ ำลายปา่ การผลติ ในภาคอตสุ าหกรรม และเกษตรกรรม ปัญหาดังกล่าวกอ่ ให้เกดิ ผลกระทบมากมายในแทบทุกพนื้ ท่ีทว่ั โลก รวมทั้งประเทศไทย 2. สมรรถนะประจำหน่วย 1.นักเรยี นสามารถบอกความหมายของสภาวะโลกร้อนได้ 2.นกั เรยี นสามารถอธิบายก๊าซเรือนกระจกได้ 3.นักเรียนสามารถสรปุ กลุ่มกิจกรรมทที่ ำใหเ้ กิดสภาวะโลกร้อนได้ 3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1.บอกความหมายของสภาวะโลกรอ้ นได้ 2.อธิบายกา๊ ซเรือนกระจกได้ 3.สรุปกลุ่มกจิ กรรมทท่ี ำให้เกดิ สภาวะโลกร้อนได้ 4.วิเคราะห์ผลกระทบและเสนอแนวทางปอ้ งกนั แกไ้ ข 5.ผลกระทบจากสภาวะโลกรอ้ นโดยใช้วิธคี ิดแบบหมวกหกใบได้ 5.อธิบายการเกิดปรากฏการณเ์ รอื นกระจกโดยกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ได้ 6.เปรียบเทยี บความแตกต่างของอุณหภูมภิ ายในและภายนอกเรือนกระจกได้ 7. มกี ารพฒั นาคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ของผสู้ ำเร็จการศึกษา สำนกั งาน คณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา ที่ครูสามารถสงั เกตไดข้ ณะทำการสอนในเรือ่ ง 7.1 ความมมี นษุ ยสมั พนั ธ์ 7.2 ความมวี ินัย 7.3 ความรับผดิ ชอบ 7.4 ความซ่อื สัตย์สุจริต 7.5 ความเชอื่ มน่ั ในตนเอง 7.6 การประหยัด 7.7 ความสนใจใฝร่ ู้ 7.8 การละเว้นสง่ิ เสพตดิ และการพนัน 7.9 ความรกั สามัคคี 7.10 ความกตญั ญูกตเวที 7.11 แตง่ กายตามข้อตกลง ตรงเวลา รกั ษาสิง่ แวดลอ้ ม ใจอาสา

99 4. สาระการเรยี นรู้ 1.ความหมายของสภาวะโลกรอ้ น 2.กา๊ ซเรอื นกระจก 3.กลมุ่ ธุรกิจกรรมทที่ทำให้เกิดสภาวะโลกรอ้ นในประเทศไทย 5. กิจกรรมการเรยี นรู้ (สัปดาห์ที.่ ..6........) ข้ันนำเข้าสู่บทเรียน 1.ครูสนทนากับผ้เู รียนวา่ โลกมชี ้นั บรรยากาศหอ่ หุ้มอยู่โดยรอบหลายชัน้ ชน้ั บรรยากาศแต่ละชนั้ จะทาํ หนา้ ท่ี คลา้ ยหลังคา ซึง่ เป็นกระจกคอยรับแสงอาทิตย์ที่ส่องผา่ นมายังโลก แสงบางส่วนจะถกู สะทอ้ นกลบั ออกไปยงั นอกโลก และบางส่วนจะสอ่ งทะลผุ ่านเข้ามายังพ้ืนผิวโลก เป็นความรอ้ นที่ถูกกกั เก็บไวภ้ ายในทาํ ใหโ้ ลกมี อุณหภูมิพอเหมาะ กับการดํารงชวี ติ ของสง่ิ มีชวี ติ ปัจจุบันชั้นบรรยากาศแต่ละช้ันกําลังถูกมนษุ ยท์ าํ ลาย และกอ่ ให้เกดิ ผลกระทบต่อโลก อยา่ งมากมาย ท่ีเห็นไดช้ ดั เจนคอื การเปลยี่ นแปลงอุณหภูมขิ องโลก ซ่ึงสงู ข้ึนอยา่ งรนุ แรงเรียกวา่ ปรากฏการณเ์ รอื น กระจก หรอื กรนีเฮาส์ เอฟเฟกต์ (Greenhouse Effect) ปจั จยั สําคัญทีท่ ําใหโ้ ลกรอ้ นขน้ึ คอื กิจกรรมตา่ งๆ ของมนษุ ย์ โดยเฉพาะกจิ กรรมทท่ี ําให้ปรมิ าณกา๊ ซเรอื นกระจก (Greenhouse Gases) ในบรรยากาศเพม่ิ มากข้ึน 2.ครูและผเู้ รยี นเลา่ ประสบการณเ์ กยี่ วกบั สถานการณก์ ๊าซเรอื นกระจก 3.ผู้เรียนยกตวั อย่างกิจกรรม หรือการป้องกนั สถานการณก์ า๊ ซเรือนกระจก ขน้ั สอน 4.ครใู ชส้ ือ่ Power Point เพื่ออธบิ ายความหมายของสภาวะโลกรอ้ น (Global Warming) หมายถงึ การท่ี ชน้ั บรรยากาศตั้งแตผ่ วิ โลกข้ึนไปมี อณุ หภูมิสงู ขึน้ เนื่องจากการเปล่ยี นแปลงลกั ษณะของสภาพภูมอิ ากาศ เชน่ อุณหภมู ิ ฝน ลม เปน็ ต้น ซ่ึงส่งผลกระทบตอ่ ส่ิงมีชีวิตและทําใหร้ ะบบนเิ วศมกี ารเปล่ยี นแปลง 5.ครูใช้เทคนิควิธกี ารจดั การเรียนรแู้ บบรว่ มมือ (Cooperative Learning) หมายถึงกระบวนการเรยี นรทู้ ่ีจัด ใหผ้ ูเ้ รียนไดร้ ว่ มมือและช่วยเหลอื กันในการเรยี นรโู้ ดยแบ่งกลมุ่ ผ้เู รยี นทม่ี คี วามสามารถตา่ งกันออกเป็นกลุม่ เล็ก ซึ่ง เปน็ ลักษณะการรวมกลมุ่ อย่างมีโครงสร้างท่ชี ัดเจน มีการทำงานรว่ มกนั มีการแลกเปล่ยี นความคิดเหน็ มกี าร ชว่ ยเหลอื พึ่งพาอาศยั ซงึ่ กันและกัน มคี วามรับผิดชอบร่วมกนั ทั้งในส่วนตนและส่วนรวมเพอ่ื ให้ตนเองและสมาชกิ ทุก คนในกลุ่มประสบความสำเรจ็ ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ดังน้ี 1) แบ่งผ้เู รียนเป็นกลมุ่ ๆ ละ 3-4 คน 2) ผ้เู รยี นระดมสมองเรือ่ ง ความหมายของสภาวะโลกร้อน กา๊ ซเรอื นกระจก กล่มุ ธุรกจิ กรรมทท่ที ำให้เกิดสภาวะโลกร้อนในประเทศไทย 3) นำเสนอหน้าช้ันเรียน 6.ครูและผู้เรียนใชเ้ ทคนิคการสอนแบบ Demonstration Method การจดั การเรยี นร้แู บบสาธิตผลทเี่ กดิ จากปัญหาสงิ่ แวดล้อม โดยเปิดวดี ีโอให้ผ้เู รียนดูเพื่อประกอบการศกึ ษา เรอ่ื งกา๊ ซเรอื นกระจก ซงึ่ ทำให้เกดิ สภาวะโลก

100 ร้อน ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide: CO2) เป็นก๊าซทไี่ ม่มีกลน่ิ ใชอ้ ัดลงในนํ้าด่ืม เพื่อใหเ้ กิดฟอง ซา่ เช่น โซดา นาํ้ อดั ลม และยงั นาํ ไปใชใ้ นอตุ สาหกรรมอ่ืนๆ อีกหลายประเภท 7.ครูและผเู้ รยี นใชเ้ ทคนิคการสอนแบบ Integration การจดั การเรยี นรู้แบบบรู ณาการ หมายถึง การเรียนรู้ ทีเ่ ช่อื มโยงศาสตรห์ รือเนอ้ื หาสาขาวิชาตา่ ง ๆ ที่มีความสัมพันธ์เก่ียวขอ้ งกันมาผสมผสานเข้าดว้ ยกนั เพ่อื ใหเ้ กิด ความรู้ทมี่ ีความหมาย มคี วามหลากหลายและสามารถนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้จริงในชวี ติ ประจำวัน เรอื่ งกลุ่มธุรกจิ กรรมททที่ ำให้เกดิ สภาวะโลกร้อนในประเทศไทย 8.ผ้เู รียนปฏิบัตกิ จิ กรรม ดังต่อไปน้ี 8.1 ผู้เรยี นเตรียมอุปกรณแ์ ละดําเนนิ กจิ กรรมตามทีก่ ําหนดแล้วบนั ทึกผลลงในแบบบนั ทึกผลการทดลอง 8.2 อุปกรณไ์ ดแ้ ก่ 1) ขวดนํ้าอัดลมแบบพลาสติกขนาด 2 ลิตร 2 ใบ 2) เทอร์โมมเิ ตอร์ 2 อนั (หากเปน็ Bitherm Thermometer จะอ่านง่ายข้นึ ) 3) สปอตไลต์ขนาด 150 วัตต์ พรอ้ มขาตั้ง (กรณีไมใ่ ชแ้ สงอาทิตย์) 4) นํา้ อดั ลมสดี าํ หรอื สีทบึ ขนาด 1 ลิตร 2 ขวด 8.3 วิธดี าํ เนินกิจกรรม 1) เปดิ ขวดน้ำอดั ลม 1 ขวด ทงิ้ ไว้ 1 วัน กอ่ นทำการทดลอง เพ่อื ปล่อยให้กา๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ ออกไปให้หมด แต่ยังไม่ตอ้ งเปดิ อกี ขวดที่เหลอื โดยนำนำ้ อดั ลมท้ังสองขวดควรตั้งทิง้ ไว้ ณ อุณหภมู หอ้ ง 2) นาํ ขวดพลาสติกนํ้าอัดลมเปล่าขนาด 2 ลติ ร มาตัดด้านปากขวดออก โดยใหม้ ขี นาดความสูงที่ เหลอื ของขวด 20 เซนตเิ มตร หรอื 8 นิ้ว 3) ใชป้ ากกาเมจกิ ทําเครอ่ื งหมายระดับของนา้ํ อัดลมท่จี ะเตมิ ลงไปไวท้ ขี่ ้างขวดทั้งสอง โดยใช้ไม้ บรรทดั วัดจากก้นขวดข้นึ มา 8 เซนตเิ มตร หรอื 3.5 น้ิว 4) เจาะรูดา้ นขา้ งของแตล่ ะขวดเพอื่ ใช้สำหรบั เสยี บเทอร์โมมเิ ตอร์ โดยวัดความสงู จากระดบั ท่ี จะเติม นาํ้ ข้นึ มา 5) เซนติเมตร หรือ 2 นวิ้ โดยใหข้ นาดรูทเ่ี จาะเหมาะกับขนาดเส้นรอบวงของเทอร์โมมิเตอร์ 5) จากนั้นเติมนา้ํ อัดลมทเ่ี ปิดทง้ิ ไว้แลว้ 1 คนื ลงในขวดพลาสตกิ เปล่าใบที่ 1 และเปดิ นํา้ อัดลม ที่ เหลืออกี ขวดเตมิ ลงขวดพลาสติกใบท่ี 2 จนมรี ะดับนํา้ ถงึ เครอ่ื งหมายทขี่ ดี ไว้ (โดยยงั ไมต่ ้องเสียบ เทอร์โมมิเตอรเ์ ขา้ ไปในรูทีเ่ จาะในขน้ั ตอนน้ี เพราะอาจทาํ ให้อุณหภมู ิคลาดเคลือ่ นจากการกระจายของ ละอองน้ําจากน้ําอัดลมท่เี ปิดใหม่) 6) ต้ังขวดทั้งสองทงิ้ ไวป้ ระมาณ 30-60 นาที เพ่ือให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซดคอ่ ยๆ กระจายออก จากนา้ํ อดั ลม มาแทนที่อากาศเหนอื น้าํ อดั ลมภายในขวดในปรมิ าณมากพอ (เนอื่ งจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะหนักกวา่ อากาศ กา๊ ซน้จี ึงจะกระจายอย่ภู ายในขวด) ผู้เรยี นสามารถทดสอบโดย การใสเ่ ศษกระดาษเลก็ ๆ ลงไป หากเศษกระดาษลอยออก แสดงวา่ มปี รมิ าณก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์ มากเพยี งพอแลว้


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook