ใบความรทู้ ่ี .....10 201 หลกั สูตร ประกาศนยี บัตรวชิ าชพี หนว่ ยที่ 10 รหัส 20001-1002 พลังงาน ทรัพยากร และส่งิ แวดล้อม สอนครงั้ ที่ 13 ช่อื เร่อื ง เรอื่ ง กฎหมายการอนุรักษพ์ ลังงาน เวลา......2............ชม. 3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 1. ผเู้ รยี นเข้าใจกฎหมายอนุรักษพ์ ลงั งาน 2. มีความเข้มแขง็ ท้งั รา่ งกายและจติ ใจ ไม่ยอมแพต้ ่ออำนาจใฝ่ต่ำ เกรงกลัวต่อบาป 2. สมรรถนะ 1. อธิบายกฎหมายอนุรกั ษพ์ ลังงานได้ 2. อธบิ ายหน้าที่และขั้นตอนการอนรุ กั ษ์พลังงานของโรงงานควบคมุ ได้ 3. อธบิ ายหนา้ ท่แี ละขนั้ ตอนการอนุรักษพ์ ลงั งานของอาคารควบคมุ ได้ 4.อธิบายค่าธรรมเนยี มพเิ ศษการใช้ไฟฟ้าได้ 5. อธิบายบทกำหนดโทษสำหรบั ผู้ฝ่าฝืนกฎหมายอนุรักษ์พลงั งานได้ 6. ตระหนักในความสำคัญของการอนุรักษ์พลงั งาน 3. เนื้อหาสาระ กฎหมายทีเ่ กย่ี วข้องกับพลังงาน สถานการณใ์ นด้านการใชพ้ ลังงานของประเทศไทยมีความต้องการเพ่ิมข้ึนอยา่ งรวดเรว็ เป็นผล มาจากความเจรญิ เตบิ โตสงู สดุ ทางเศรษฐกจิ จนรัฐบาลในขณะนั้นมีความวิตกกงั วลวา่ จะไม่สามารถจดั หาพลงั งานได้ เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ ประกอบกับการลงทุนในการจัดหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ มีต้นทุนสูง การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะชะลอการลงทุนในการจัดหาแหล่งพนักงานใหม่ๆ เพิ่มเตมิ ดงั น้นั รฐั บาลจึงได้ออกกฎหมายเพื่อสง่ เสรมิ ให้มีการผลิตและใชพ้ ลังงานอยา่ งประหยัดและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนก่อให้เกิดการผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ และวัสดุเพื่อใช้ในการอนุรักษ์พลังงานขึ้น ภายในประเทศ จึงได้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ และวัสดุเพื่อใช้ในการอนุรักษ์พลังงาน ภายในประเทศ จึงได้ตรา “พระราชบญั ญตั กิ ารสง่ เสริมการอนุรักษพ์ ลังงาน พ.ศ. 2535” เพอ่ื กำหนดมาตรการ ในการกำกับ ดูแลส่งเสริม และช่วยเหลือเกี่ยวกับการใช้พลังงาน ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไดป้ ระกาศใช้ในราชกิจจา นุเบกษา เล่ม 109 ตอนที่ 33 ลงวันที่ 2 เมษายน 2535 โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุนนายกรัฐมนตรีใน ขณะนัน้ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
202 กฎหมายอนุรักษพ์ ลังงานประกอบดว้ ย 9 หมวด 61 มาตรา ดังแสดงในตาราง ตาราง แสดงหมวดและมาตราของกฎหมายอนุรกั ษพ์ ลงั งาน หมวด มาตรา บทบญั ญตั ิและคำนยิ ามศพั ท์ มาตราท่ี 1-6 หมวด 1 การอนรุ ักษ์พลงั งานในโรงงาน มาตราท่ี 7-16 หมวด 2 การอนุรกั ษ์พลังงานในอาคาร มาตราท่ี 17-22 หมวด 3 การอนรุ ักษพ์ ลงั งานในเครื่องจกั ร อปุ กรณ์ และส่งเสริมการใชว้ สั ดุ มาตราที่ 23 เพื่ออนุรกั ษ์พลงั งาน หมวด 4 กองทนุ เพ่ือสง่ เสรมิ การอนุรกั ษ์พลังงาน มาตราที่ 24-39 หมวด 5 มาตรการสง่ เสริมและช่วยเหลือ มาตราที่ 40-41 หมวด 6 คา่ ธรรมเนยี มพิเศษ มาตราท่ี 42-46 หมวด 7 พนักงานเจา้ หน้าท่ี มาตราที่ 47-49 หมวด 8 การอุทธรณ์ มาตราท่ี 50-52 หมวด 9 บทกำหนดโทษ มาตราที่ 53-61 สรุปรายละเอยี ดสำคญั ของพระราชบัญญตั ิการส่งเสริมการอนรุ กั ษพ์ ลงั งาน พ.ศ. 2535 หมวด 1 กล่าวถงึ การอนรุ กั ษพ์ ลงั งานในโรงงาน ซง่ึ จะต้องดำเนนิ การดงั ต่อไปนี้ ปรับปรุงประสิทธิภาพ ของการเผาไหมเ้ ชื้อเพลิง ปอ้ งกนั การสญู เสยี พลังงาน นำพลังงานทเี่ หลอื จากการใช้แลว้ กลับมาใช้ใหม่ เปลย่ี นไป ใชพ้ ลังงานอีกประเภทหน่ึง โรงงานต้องอนุรักษ์พลังงาน ตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้ พลังงานในโรงงานของตนให้เป็นไปตาม มาตรฐาน หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงที่รัฐมนตรีออกโดยคำแนะนำของคณะกรรมการนโยบาย พลงั งานแห่งชาติ หมวด 2 แสดงวิธีในการดำเนินการอนุรักษ์พลังงาน กำหนดให้อาคารควบคุมและโรงงานควบคุมมี หน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติฉบับนี้ หน้าที่ของอาคารควบคุมและ โรงงานควบคุม คือ ต้องจัดให้มีผู้รับผิดชอบด้านพลังงานอย่างน้อย 1 คน กำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์ พลังงาน (โดยปฏิบตั งิ านร่วมกับบริษทั ที่ปรกึ ษาด้านการอนุรกั ษ์พลังงาน) บนั ทึกและรับรองขอ้ มูลตามกำหนดไว้ใน กฎกระทรวง เปน็ ตน้ หมวด 3 ให้อำนาจรฐั มนตรีกระทรวงพลงั งาน โดยคำแนะนำของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแหง่ ชาติ มอี ำนาจในการออกกฎกระทรวงเพ่อื กำหนดเครอื่ งจักรหรืออุปกรณต์ ่างๆ พรอ้ มรายละเอียดในการใช้วัสดุเพ่ือใช้ใน การอนุรักษ์พลังงาน ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ดังกล่าว มีสิทธิที่จะขอรับการสนับสนุนจาก กองทนุ เพอ่ื สง่ เสรมิ การอนุรักษ์พลังงานได้ หมวด 4 หมวดน้ีกำหนดให้จัดตั้ง “กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน” เพื่อเป็นกองทุนไว้ใช้ใน กจิ กรรมตา่ งๆ ด้านการอนรุ กั ษ์พลงั งานหรือการแกไ้ ขปญั หาสงิ่ แวดลอ้ มจากการอนุรกั ษพ์ ลงั งาน
203 หมวด 5 ผู้ผลิตและจำหนา่ ยเคร่ืองจักรอุปกรณท์ ม่ี ปี ระสิทธิภาพสูงและโรงงานหรืออาคารสว่ นราชการหรือ รัฐวิสาหกิจ อีกทั้งโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมมีสิทธิรับการส่งเสริมและช่วยเหลือจากกองทุนในการขอรับ ยกเว้นคา่ ธรรมเนยี มพิเศษตาม พ.ร.บ. หมวด 6 หากโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมใดไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง จะต้องชำระ ค่าธรรมเนยี มพเิ ศษการใชไ้ ฟฟ้า ซึง่ เรยี กเก็บตามปริมาณไฟฟา้ ท่ซี ื้อ หรอื ไดจ้ ากการไฟฟ้าฝา่ ยผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ซึ่งคณะกรรมการกองทุนโดยความ เหน็ ชอบของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติจะเปน็ ผูก้ ำหนดอตั ราคา่ ธรรมเนียมนีข้ นึ้ หมวด 7 แสดงถึงอำนาจหน้าทีข่ องพนกั งานเจา้ หน้าที่ ซ่ึงตาม พ.ร.บ. นีม้ อี ำนาจหลายประการ เช่น เรียกเจ้าของโรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุมมาให้ถ้อยคำ แจ้งข้อเท็จจริง หรือทำคำชี้แจงเป็นหนังสือ เพ่ือ ตรวจสอบหรอื เพ่ือประกอบการพิจารณา หรือว่าสามารถเข้าไปในโรงงานควบคมุ หรืออาคารควบคุมในระหว่างเวลา พระอาทิตย์ขึน้ ถึงพระอาทติ ย์ตกหรอื เวลาทำการได้โดยพนักงานเจ้าหน้าท่ีตอ้ งแสดงบัตรประจำตวั แก่บุคคลซ่ึงเกี่ยวข้อง ทุกครง้ั ท่เี ขา้ ไปปฎิบตั งิ าน หมวด 8 โรงงานควบคุมและอาคารควบคุมที่ใช้พลังงานต่ำกว่าที่กำหนดใน พ.ร.ก. และมีความจำเป็น จะต้องใช้พลังงานต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่าหกเดือน สามารถขอผ่อนผันการดำเนินการตาม พ.ร.บ. ต่ออธิบดีกรม พฒั นาและสง่ เสริมพลงั งานได้ หมวด 9 ในหมวดนีไ้ ด้กำหนดโทษในการฝา่ ฝืนไมป่ ฏบิ ตั ติ าม พ.ร.บ. ในหมวดทัง้ 9 หมวด ให้ศกึ ษามาตราที่เก่ยี วขอ้ งกบั การอนุรกั ษ์พลงั งานดงั นี้ หมวด ๑ การอนุรักษพ์ ลงั งานในโรงงาน มมี าตราท่เี กี่ยวขอ้ งกบั บทลงโทษดงั นี้ มาตรา ๗ การอนรุ กั ษพ์ ลังงานในโรงงานได้แก่การดำเนินการอยา่ งใดอย่างหนง่ึ ดงั ต่อไปน้ี (๑) การปรับปรงุ ประสทิ ธภิ าพของการเผาไหม้เช้อื เพลิง (๒) การป้องกนั การสญู เสียพลงั งาน (๓) การนำพลงั งานที่เหลือจากการใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ (๔) การเปลีย่ นไปใช้พลงั งานอกี ประเภทหน่ึง (๕) การปรับปรุงการใช้ไฟฟ้าด้วยวิธีปรับปรุงตัวประกอบกำลังไฟฟ้า การลดความต้องการ พลังไฟฟ้าสงู สดุ ในชว่ งความตอ้ งการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของระบบการใชอ้ ุปกรณไ์ ฟฟา้ ให้เหมาะสมกับภาระและวธิ กี ารอืน่ (๖) การใช้เคร่ืองจักรหรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงตลอดจนระบบควบคุมการทำงาน และวัสดุท่ีช่วยในการอนุรักษ์พลังงาน (๗) การอนรุ กั ษ์พลังงานโดยวิธอี ืน่ ตามทีก่ ำหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๘ การกำหนดโรงงานประเภทใด ขนาด ปริมาณการใช้พลังงาน หรือวิธีการใช้พลังงาน อย่างใดให้เป็นโรงงานควบคุม ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาพระราชกฤษฎกี าตามวรรคหน่ึงให้ใชบ้ ังคบั เมื่อพ้น กำหนดหน่ึงร้อยยส่ี ิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เจ้าของโรงงานควบคุมแห่งใดใช้พลังงานต่ำกว่าขนาดหรือปริมาณที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาตามวรรค หนึ่ง และจะใช้พลังงานในระดับดังกล่าวต่อไปเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าหกเดือน เจ้าของโรงงานควบคุมแห่ง นั้นอาจแจ้งรายละเอียดพร้อมด้วยเหตุผล และมีคำขอให้อธิบดีผ่อนผันการที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติน้ี
204 ตลอดเวลาดังกล่าวได้ ในกรณีที่มีคำขอดังกล่าว ให้อธิบดีพิจารณาผ่อนผัน หรือไม่ผ่อนผันและมีหนังสือแจ้งผลให้ เจ้าของโรงงานควบคมุ ทราบโดยเร็ว มาตรา ๑๐ ในกรณีท่ีมีเหตุอันสมควร อธิบดีมีอำนาจออกคำส่ังให้เจ้าของโรงงานควบคุมรายใด แจง้ ข้อเทจ็ จรงิ เกี่ยวกบั การใชพ้ ลงั งานเพอ่ื ตรวจสอบให้การอนรุ ักษพ์ ลงั งานเป็นไปตามมาตรฐานหลักเกณฑแ์ ละวิธกี ารทกี่ ำหนด ในกฏกระทรวงทีอ่ อกตามมาตรา ๙ และให้เจ้าของโรงงานควบคมุ รายน้ันปฏิบตั ิตามภายในสามสบิ วนั นบั แต่วนั ที่ ได้รับคำส่ังนนั้ มาตรา ๑๑ นอกจากท่บี ัญญัติไว้แล้วในมาตรา ๑๐ ให้เจ้าของโรงงานควบคุมมีหนา้ ทีด่ ังต่อไปน้ี (๑) จัดให้มีผู้รับผิดชอบด้านพลังงานซ่ึงมีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๓ อย่างน้อยหน่ึงคน ประจำที่โรงงานควบคุมแต่ละแห่ง (๒) ส่งข้อมูลเกี่ยวกับการผลิต การใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงานให้แก่กรม พัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ตามแบบแผน (๓) จัดให้มีการบันทึกข้อมูลการใช้พลังงาน การติดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงเคร่ืองจักรหรือ อุปกรณ์ท่ีมีผลต่อการใช้พลังงานและการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดใน กฎกระทรวงและระยะเวลาที่กำหนดในกฎกระทรวง (๔) กำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานของโรงงานควบคุมและส่งให้แก่กรม พัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาท่ีกำหนดในกฎกระทรวง (๕) ตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน ทั้งนี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาท่ีกำหนดในกฎกระทรวงกฏกระทรวงตามมาตรานใ้ี ห้รัฐมนตรอี อกโดยคำแนะนำของ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ มาตรา๑๒ เจ้าของโรงงานควบคุมต้องจัดให้มีผู้รับผิดชอบด้านพลังงานและแจ้งให้อธิบดีทราบ ภายในหนง่ึ ร้อยแปดสิบวันนบั แตว่ ันทีพ่ ระราชกฤษฎีกากำหนดโรงงานควบคุมตามมาตรา ๘ ใช้ บงั คับ ในกรณีที่เปน็ โรงงานควบคมุ ก่อนวนั ทพ่ี ระราชกฤษฎกี าท่ีออกตามมาตรา ๘ ใชบ้ ังคับ หรือนับแตว่ ันท่ีเป็นโรงงานควบคุม ในกรณีท่ีเป็นโรงงานควบคุมในหรือหลังวันทพ่ี ระราช กฤษฎกี าที่ออกตามมาตรา ๘ ใช้บังคับ มาตรา ๑๓ ผรู้ บั ผดิ ชอบด้านพลังงานตอ้ งมีคณุ สมบตั ิอย่างใดอย่างหน่ึงดงั ต่อไปน้ี (๑) เป็นผู้ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงและมีประสบการณ์การทำงานในโรงงาน อย่างน้อยสามปี โดยมีผลงานด้านการอนุรักษพ์ ลงั งานตามการรับรองของเจ้าของโรงงานควบคุม (๒) เป็นผู้ได้ปริญญาทางวิศวกรรมศาสตร์หรือทางวิทยาศาสตร์ โดยมี ผลงานด้าน การอนุรักษ์พลงั งานตามการรบั รองของเจา้ ของโรงงานควบคุม (๓) เปน็ ผู้สำเร็จการฝกึ อบรมด้านการอนรุ ักษ์พลังงานหรอื การฝึกอบรมท่ีมีวัตถุ ประสงค์ คล้ายคลึงกนั ทก่ี ระทรวงพลังงานจดั ข้นึ หรอื ใหค้ วามเหน็ ชอบ การรับรองของเจา้ ของโรงงานควบคมุ ตาม (๑) และ (๒) ใหเ้ ป็นไปตามแบบท่ีอธบิ ดกี ำหนด
205 มาตรา๑๔ ผรู้ บั ผดิ ชอบด้านพลังงานมหี น้าทีด่ งั ต่อไปนี้ (๑) บำรุงรักษาและตรวจสอบประสิทธิภาพของเคร่ืองจักรและอุปกรณ์ท่ีใช้พลังงานเป็น ระยะๆ (๒) ปรับปรุงวธิ ีการใชพ้ ลังงานให้เป็นไปตามหลกั การอนุรกั ษ์พลังงาน (๓) รับรองข้อมูลท่ีเจ้าของโรงงานควบคุมส่งให้แก่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ พลังงานตามมาตรา ๑๑ (๒) (๔) ควบคุมดูแลการบันทึกข้อมูลตามมาตรา ๑๑ (๓) เพ่ือให้พนักงานเจ้าท่ีตรวจสอบได้และ รบั รองความถูกตอ้ งของการบนั ทึกดังกลา่ ว (๕) ช่วยเจ้าของโรงงานควบคุมในการกำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงานของ โรงงานควบคมุ ตามมาตรา ๑๑ (๔) หมวด ๒ การอนรุ ักษ์พลงั งานในอาคาร มาตรา ๑๗ การอนรุ กั ษ์พลังงานในอาคารไดแ้ กก่ ารดำเนนิ การอยา่ งใดอย่างหนึ่ง ดงั ตอ่ ไปน้ี (๑) การลดความร้อนจากแสงอาทติ ย์ทีเ่ ขา้ มาในอาคาร (๒) การปรบั อากาศอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ รวมทัง้ การรกั ษาอุณหภูมภิ ายในอาคาร ใหอ้ ยู่ในระดับท่ี เหมาะสม (๓) การใช้วัสดุก่อสร้างอาคารท่ีจะช่วยอนุรักษ์พลังงาน ตลอดจนการแสดงคุณภาพของวัสดุ ก่อสร้างนั้นๆ (๔) การใชแ้ สงสว่างในอาคารอย่างมีประสิทธภิ าพ (๕) การใช้และการติดต้ังเครื่องจักร อุปกรณ์ และวัสดุที่ก่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร (๖) การใช้ระบบควบคมุ การทำงานของเครอื่ งจกั รและอปุ กรณ์ (๗) การอนุรักษ์พลังงานโดยวิธอี ่ืนตามที่กำหนดในกฎกระทรวง หมวด ๓ การอนุรักษพ์ ลงั งานในเคร่ืองจกั ร อปุ กรณ์ และส่งเสริมการใช้วสั ดุเพ่อื อนุรกั ษ์พลังงาน มาตรา ๒๓ เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์พลังงานในเครื่องจักรหรืออุปกรณ์และส่งเสริมการใช้วัสดุเพ่ือ อนุรกั ษพ์ ลงั งาน ใหร้ ฐั มนตรโี ดยคำแนะนำของคณะกรรมการนโยบายพลงั งานแห่งชาติ มีอำนาจออกกฎกระทรวงใน เรอื่ งดังตอ่ ไปน้ี (๑) กำหนดเครื่องจกั รหรืออุปกรณต์ ามประเภท ขนาด ปริมาณการใช้พลังงาน อัตราการ ส้ินเปลืองพลังงาน และประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างใด เป็นเคร่ืองจักรหรืออุปกรณ์ที่มีประสทิ ธิภาพสงู (๒) กำหนดวสั ดุตามประเภท คณุ ภาพและมาตรฐานอยา่ งใด เป็นวัสดุเพื่อใช้ในการอนุรักษ์ พลังงานผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงหรือวัสดุเพื่อใช้ในการอนุรักษ์พลัง งาน ตามวรรคหนงึ่ มีสิทธขิ อรบั การส่งเสรมิ และชว่ ยเหลอื ตามมาตรา ๔๐
206 หมวด ๖ ค่าธรรมเนยี มพิเศษ มาตรา ๔๒ เมื่อพ้นกำหนดสามปีนับแต่วันที่กฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๙ ใชบ้ งั คบั ในกรณีทเ่ี ป็นโรงงานควบคมุ หรอื อาคารควบคมุ ก่อนวนั ทกี่ ฎกระทรวงท่ีออกตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๙ ใช้บังคับ หรือนับแต่วันท่ีเป็นโรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุม ในกรณีที่เป็นโรงงานควบคุมในหรือหลังวันที่กฎกระทรวงที่ ออกตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๙ ใช้บังคับ ถ้าเจ้าของโรงงานควบคุม หรือเจ้าของอาคารควบคมุ ผูใ้ ดฝา่ ฝืนหรือไม่ ปฏิบัติตามกฎกระทรวงดงั กลา่ ว เจ้าของโรงงานควบคุม หรือเจ้าของอาคารควบคุม แล้วแต่กรณี จะต้องมีหนา้ ที่ชำระ คา่ ธรรมเนียมพิเศษการใช้ไฟฟา้ ตามหมวดน้ี ค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้ไฟฟา้ ตามวรรคหนง่ึ จะเรียกเก็บจากโรงงานควบคมุ หรืออาคารควบคุม ตามปริมาณไฟฟ้าที่ซื้อหรือไดม้ าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยให้ถือว่ามีผลบังคับเช่นเดียวกับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าตาม กฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าฝา่ ยผลติ แห่งประเทศไทย กฎหมายวา่ ด้วยการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฎหมายวา่ ด้วยการไฟฟา้ ส่วนภูมภิ าค แล้วแต่กรณี มาตรา ๔๓ ให้คณะกรรมการกองทุนโดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแหง่ ชาติกำหนด อตั ราค่าธรรมเนยี มพเิ ศษการใช้ไฟฟ้า ในการกำหนดอตั ราค่าธรรมเนยี มพิเศษการใช้ไฟฟ้าตามวรรคหนึง่ ใหค้ ำนึงถึงความแตกต่างระหว่างอัตราค่า ไฟฟ้าที่โรงงานควบคุมหรอื อาคารควบคุมชำระให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง หรือ การไฟฟา้ สว่ นภูมภิ าคกบั ตน้ ทุนรวมในการผลิตและจ่ายไฟฟ้าจำนวนดงั กล่าวให้แกโ่ รงงานควบคมุ หรอื อาคารควบคุม ต้นทุนรวมตามวรรคสองหมายความว่า ค่าลงทุนในระบบผลิตและระบบจ่ายไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายในการจัดหา เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ค่าใช้จ่ายในการบริหารความสูญเสียในระบบไฟฟ้า และ ค่าใช้จ่ายอ่ืนๆ ในการประกอบกิจการไฟฟ้าและให้รวมถึงผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมหรือประชาชนอันเกิดจาก การผลิตและจ่ายไฟฟ้านั้นที่ไม่เป็นภาระโดยตรงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวงหรือการ ไฟฟ้าสว่ นภมู ภิ าคด้วย มาตรา ๔๔ เมื่อมกี รณีท่ีตอ้ งดำเนนิ การเรยี กเก็บคา่ ธรรมเนียมพิเศษ การใช้ไฟฟ้าตามมาตรา ๔๒ ให้อธิบดีมี หนังสือแจ้งให้เจา้ ของโรงงานควบคุมหรือเจ้าของอาคารควบคุมที่จะต้องชำระคา่ ธรรมเนียมพิเศษการใช้ไฟฟ้าทราบ และให้ภาระการชำระค่าธรรมเนยี มพิเศษการใช้ไฟฟ้าเร่มิ มีผลตั้งแตว่ นั ที่หนงึ่ ของเดือนถัดไปนบั แต่วันท่ีได้รับแจ้งจาก อธิบดี ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้จัดเก็บ ค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้ไฟฟ้าจากโรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุมที่ซื้อหรือได้ไปจากตน พร้อมกับการจัดเก็บค่า ไฟฟ้าปกติประจำเดอื น และนำสง่ กองทนุ ภายในสามสิบวันนบั แตว่ นั ที่ได้รับค่าธรรมเนียมพิเศษการใชไ้ ฟฟ้า มาตรา ๔๕ ในระหว่างท่ีโรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุมต้องชำระค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้ ไฟฟ้าตามหมวดนี้ ให้คณะกรรมการกองทุนพิจารณาระงับสิทธิการขอรับการส่งเสริมและช่วยเหลือแก่ โรงงาน ควบคุม หรืออาคารควบคุมนั้นเป็นการชั่วคราวได้ หรือให้ระงับ หรือลดการให้การส่งเสริมหรือช่วยเหลือเป็นการ ชั่วคราวในกรณีที่โรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุมดังกล่าวได้รับการส่งเสริมและช่วยเหลืออยู่แล้วได้ตามที่ เห็นสมควร
207 มาตรา ๔๖ เมื่อโรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุมที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้ไฟฟ้าได้ปฏิบัติตาม กฎกระทรวงทีอ่ อกตามมาตรา ๙ หรอื มาตรา ๑๙ แล้ว ใหแ้ จ้งใหอ้ ธบิ ดีทราบ เมื่ออธิบดีได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้อธิบดีพิจารณาภายในสามสิบวันว่าโรงงานควบคุมหรืออาคาร ควบคมุ ดงั กลา่ วไดป้ ฏิบัติตามกฎกระทรวงท่ีออกตามมาตรา ๙ หรอื มาตรา ๑๙ หรือไม่ ในกรณที ี่ไดม้ ีการปฏิบัติตาม กฎกระทรวงดังกล่าวแล้ว ให้อธิบดีมีคำสั่งยุติการเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษการใช้ไฟฟ้าและมีหนังสือแจ้งให้โรงงาน ควบคุมหรืออาคารควบคมุ ทราบ การยุตกิ ารเกบ็ ค่าธรรมเนยี มพเิ ศษการใช้ไฟฟ้า ให้มีผลบงั คบั ใช้ตง้ั แตว่ ันทีห่ นึง่ ของเดือนถดั ไป หมวด ๙ บทกำหนดโทษ การกระทำ บทลงโทษ มาตรา ๕๓ การแจ้งเท็จในการขอผ่อนผันการ จำคุกไม่เกิน 3 เดอื น ปรับไม่เกิน 150,000บาท ดำเนินการตามพ.ร.บ. อนั เน่อื งจากการใช้พลังงานตำ่ หรือท้งั จำทง้ั ปรบั กว่าท่กี ำหนดใน พ.ร.ก. และยังใชต้ ่อเน่อื งไม่น้อย กวา่ หกเดอื นตามมาตรา ๘ วรรคสาม มาตรา ๕๔ การไมป่ ฏบิ ตั ิตามคำสั่งของอธบิ ดที ส่ี ่ังให้ ปรับไม่เกิน 50,000 บาท แจง้ ขอ้ มลู การใช้พลังงาน เพือ่ ตรวจสอบให้เปน็ มาตรฐานตามทีก่ ำหนดไวใ้ นกฎกระทรวง ตามมาตรา ๑๐ มาตรา ๕๕ไม่แจ้งแต่งตงั้ ผู้รบั ผิดชอบด้านพลังงาน ปรบั ไมเ่ กิน 200,000 บาท ตามมาตรา ๑๑ (๑) มาตรา ๕๖ไม่สง่ ขอ้ มลู การใช้พลังงาน ไมก่ ำหนด มีโทษปรบั ไม่เกิน 100,000 บาท เปา้ หมายและแผนอนรุ ักษ์พลังงาน ไมต่ รวจสอบและ วิเคราะห์การปฏบิ ัติตามเปา้ หมายและแผนอนุรักษ์ พลงั งานตาที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงตามมาตรา ๑๑ (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) หรือมาตรา ๑๕ มาตรา ๕๗ เจา้ ของโรงงานควบคมุ และอาคาร จำคุกไมเ่ กิน 1 เดือน ปรบั ไม่เกนิ 50,000บาท ควบคุมแจ้งผลงานเทจ็ ตามมาตรา ๑๓ (๑) หรอื (๒) หรอื ท้ังจำทง้ั ปรับ ในการแตง่ ตงั้ ผู้รับผดิ ชอบด้านพลงั งาน หรอื ผูร้ ับผดิ ชอบดา้ นพลงั งานรบั รองข้อมูลอนั เปน็ เท็จ๑๔ (๓) (๔) หรือ (๖ มาตรา ๕๘ ไมส่ ง่ เงินภาษนี ้ำมนั เช้อื เพลงิ และแก๊ส จำคกุ ตง้ั แต่ 3 เดือนถึง 2 ปีหรอื ปรบั ตัง้ แต่ ธรรมชาติเข้ากองทุนฯ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ หรือ 100,000บาท ถึง 10,000,000 บาท หรอื ทัง้ จำท้ัง มาตรา ๓๗ ปรบั มาตรา ๕๙ ขัดขวางหรอื ไม่อำนวยความสะดวกแก่ ปรับไม่เกนิ 5,000 บาท พนักงานเจา้ หนา้ ทใี่ นการเข้าไปตรวจสอบในโรงงาน ควบคุมและอาคารควบคุม ตามมาตรา ๔๗ (๒)
208 กฎหมายทเี่ กี่ยวขอ้ งกับ สง่ิ แวดล้อม ประเทศไทยไดม้ ีกฎหมายโดยเฉพาะว่าด้วยการส่งเสรมิ และรักษาคณุ ภาพสิง่ แวดล้อมคร้งั แรกเมื่อปี พ.ศ. 2518 ปรบั ปรงุ แก้ไขมาเปน็ พระราชบญั ญตั ิ ส่งเสริมและรกั ษาคุณภาพส่งิ แวดล้อมแหง่ ชาติ พ.ศ. 2535 ให้ไว้ ณ วันท่ี 29 มนี าคม พ.ศ. 2535 กฎหมายสง่ิ แวดลอ้ มเปน็ กฎหมายทีว่ ่าด้วยการดูแลรกั ษาสภาพแวดล้อมทุกอย่าง รวมถึงกฎหมายทุกลักษณะที่เกี่ยวข้องกัน ได้แก่ ปัญหาสิ่งแวดล้อม การป้องกันและแก้ไขปัญหาภาวะมลพิษ การจัดการและอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและการส่งเสริมพัฒนาสุขภาพพลานามัย สภาวะความ เปน็ อยู่ในทางเศรษฐกิจ สงั คม และวฒั นธรรม การควบคุมและจดั ระเบียบส่งิ แวดลอ้ มนัน้ ซง่ึ กฎหมายส่ิงแวดล้อม และสถาบันทางกฎหมายตอ้ งปฏิบัตหิ น้าทใ่ี ห้ครบถว้ นอยา่ งเตม็ ท่ี 3 ประการ ดงั น้ี 1) การควบคุมสงั คม มีกลไกทเ่ี ป็นทางการในการควบคุม คือ กฎเกณฑ์ทชี่ ัดเจนในการดำเนนิ กิจกรรม มีบทลงโทษทีส่ นับสนนุ กฎเกณฑ์ดังกล่าวและเจา้ หน้าที่ผู้ตีความและบังคับใช้กฎเกณฑ์เหล่านี้ไดร้ ับการ ยอมรับว่าเปน็ เคร่ืองมอื ท่เี ป็นทางการในการควบคมุ สังคมชนิดหน่งึ 2) การชำระข้อพพิ าท เมื่อสังคมเกิดปญั หาก็ตอ้ งหันไปพง่ึ กฎหมายเพ่ือการชำระขอ้ พิพาท แต่ การใชก้ ฎหมายชำระข้อพิพาทอาจใช้ได้เฉพาะกรณี ไม่สามารถแก้ไขตน้ เหตุของปัญหาในระดบั ลกึ ได้ 3) การเปลี่ยนแปลงสังคม มีการวางแผนและมีแนวทางโดยใช้กฎหมายเป็นสื่อนำทาง และ สนบั สนุนกอ่ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม สรุปสาระสำคญั ของ พระราชบัญญตั ิ สง่ เสริมและรักษาคณุ ภาพสิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ พ.ศ. 2535 1. เพอ่ื ประโยชนใ์ นการร่วมกันสง่ เสรมิ และรกั ษาคุณภาพสงิ่ แวดลอ้ มของชาติ 2. เพอ่ื เป็นการสนบั สนนุ การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในการส่งเสรมิ และรักษาคุณภาพส่งิ แวดลอ้ ม 3. เพื่อเป็นการป้องกนั แกไ้ ข ระงับ หรอื บรรเทาเหตฉุ ุกเฉนิ หรอื เหตภุ ยันตรายจากภาวะมลพษิ 4. เพื่อกำหนดอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นตามพระราชบัญญัติ สง่ เสริมและรักษาคุณภาพสิง่ แวดล้อมแหง่ ชาติ พ.ศ. 2535 5. เพื่อประโยชนใ์ นการจัดทำแผนปฏิบัติการเพ่ือจัดการคณุ ภาพสิง่ แวดลอ้ ม 6. เพือ่ ประโยชนใ์ นการประสานการปฏบิ ัตกิ ารราชการระหว่างหน่วยงานทเี่ กี่ยวข้อง 4. แบบฝึกหดั /แบบทดสอบ
209 ข้อสอบประจำหนว่ ยที่ 10 เรือ่ ง กฎหมายอนุรักษพ์ ลังงาน วชิ า พลงั งาน ทรัพยากรและสิ่งแวดลอ้ ม รหสั 20001-1002 ระดบั ปวช. คำชีแ้ จง: 1 ขอ้ สอบมีจำนวน 15 ข้อ 2. ให้นกั เรยี น x ข้อทีถ่ ูกตอ้ งลงในกระดาษคำตอบ แบบทดสอบ กฎหมายการอนุรกั ษพ์ ลงั งาน 1. กฎหมายอนรุ กั ษ์พลงั งาน ตามพระราชบญั ญตั กิ าร 4. ข้อใด ไมใ่ ช่ เหตุผลและความสำคัญของการออก ส่งเสรมิ การอนรุ ักษพ์ ลงั งาน ประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง พระราชบัญญตั กิ ารสง่ เสริมการอนรุ ักษ์พลังงาน ก. 9 หมวด 60 มาตรา ก. เพอ่ื จัดหาพลงั งานใหเ้ พยี งพอ ข. 9 หมวด 61 มาตรา ข. จดั หาแหลง่ พลงั งาน มตี น้ ทุนตำ่ ค. 10 หมวด 60 มาตรา ค. การใชพ้ ลังงานให้มปี ระสทิ ธภิ าพสงู สุด ง. 10 หมวด 61 มาตรา ง. ต้องการเพ่ิมจำนวน เครอ่ื งจกั รและอปุ กรณท์ ่ี 2. สถานที่ใดเป็น เปา้ หมายหลกั ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการ ทนั สมัย อนุรักษพ์ ลงั งาน พ.ศ.2535 5. ขอ้ ใด ไม่ใช่ หลักการของกฎหมายอนุรกั ษพ์ ลงั งาน ก. โรงเรียน ก. กำกบั ดูแล สง่ เสรมิ ใหม้ ีการอนรุ ักษพ์ ลงั งานใน ข. บา้ นพกั อาศัย บ้านเรือนทอ่ี ยู่อาศัย ค. มหาวิทยาลัย ข. สง่ เสรมิ และสนับสนนุ ให้มกี ารผลิตเครอื่ งจักร ง. โรงงานและอาคารควบคุม อปุ กรณ์ท่ีมีประสทิ ธิภาพ 3. ใครคอื ผ้มู ีอำนาจในการออกกฎหมายกระทรวง เพือ่ ค. กำกับ ดูแล สง่ เสริมใหม้ กี ารอนุรกั ษ์พลังงานใน กำหนดเครือ่ งจักรหรอื อุปกรณ์ตา่ ง ๆ พรอ้ ม อาคารควบคมุ รายละเอียดในการใช้วัสดใุ นโรงงานทค่ี วบคมุ เพอ่ื ใช้ ง. จดั ต้ังกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนรุ ักษพ์ ลงั งาน ในการอนรุ กั ษพ์ ลังงาน 6. การดำเนนิ การข้อใด ไม่เป็น การอนรุ กั ษพ์ ลังงาน ตาม ก. ประชาชนทั่วไป พ.ร.บ. ส่งเสริมการอนุรกั ษ์พลงั งาน พ.ศ. 2535 ข. รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงพลังงาน ก. การใชแ้ สงสวา่ งในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ ค. รฐั มนตรชี ว่ ยว่าการกระทรวงพลังงาน ข. การน้ำมนั แกส๊ โซฮอลใ์ ห้กับเครอื่ งยนต์ ง. คณะกรรมการการนโยบายพลังงานแหง่ ชาติ ค. การใช้เครือ่ งปรับอากาศอย่างมปี ระสิทธิภาพ ง. ใชร้ ะบบควบคุมการทำงานของเครอ่ื งจกั รอย่าง มีประสิทธภิ าพ
210 7. ข้อใดไมอ่ ยู่ในการอนุรักษพ์ ลังงานในโรงงานมาตราท่ี 7 11. โรงงานควบคมุ และอาคารควบคุมจะตอ้ งชำระ ก. การป้องกนั การสญู เสยี พลังงาน ค่าธรรมเนียมพเิ ศษการใช้ไฟฟา้ ในกรณีใด ข. การปรับปรงุ ประสทิ ธิภาพการเผาไหม้เชือ้ เพลงิ ก. ใช้พลังงานเกนิ เกณฑ์ทก่ี ำหนด ค. การปรับอากาศอย่างมปี ระสิทธภิ าพ ข. ไม่ปฏบิ ตั ิตามกฎหมายท่ีออกตามมาตรา 9 ง. การเปลยี่ นไปใช้พลงั งานอีกประเภทหนง่ึ ค. ไมช่ ะระคา่ ไฟฟา้ เวลาทกี่ ำหนด 8. ขอ้ ใด เป็นการอนรุ ักษ์พลังงานในโรงงาน มาตราที่ 7 ง. ฝ่าฝืนมาตรการการอนรุ กั ษพ์ ลงั งาน ใช่ใหม่ ก. การลดความร้อนจากแสงอาทิตย์ท่ีเข้ามาใน 12. โรงงานควบคุมและอาคารควบคุมที่ตอ้ งชำระ อาคาร คา่ ธรรมเนยี มพิเศษจะไดร้ ับผลกระทบขอ้ ใดตามมา ข. การใช้วัสดกุ อ่ สร้างอาคารทช่ี ว่ ยอนุรกั ษ์พลังงาน ก. ปิดกิจการชวั่ คราว ค. การใชแ้ สงสวา่ งในอาคารอย่างมีปนระสทิ ธิภาพ ข. รายงานผลการอนุรกั ษ์พลังงานทุกเดือน ง. การนำพลังงานที่เหลือจากการใชแ้ ล้วกลับมา ค. ระงับสทิ ธกิ ารขอรบั การสง่ เสริมและ 9. ข้อใดไมใ่ ชอ่ าคารทีไ่ ด้รับการยกเวน้ ไมเ่ ปน็ อาคารควบคมุ ชว่ ยเหลอื ง. ติดตั้งเครอ่ื งจักร อปุ กรณป์ ระหยดั พลังงาน ได้ 13. ถา้ เจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมแจ้ง ก. พระราชวัง ผลงานเทจ็ ในการแต่งตง้ั ผู้รับผิดชอบดา้ นพลงั งาน จะ ข. วัด มบี ทลงโทษตามข้อใด ค. ที่ทำการสถานฑูต ก. จำคุกไม่เกนิ 3 เดอื น ง. โรงเรียน ข. ปรบั ไมเ่ กนิ 50,000 บาท 10. ตามพระราชกฤษฎกี า กำหนดอาคารควบคุม พ.ศ. ค. จำคกุ ไมเ่ กนิ 1 เดอื น 2538 กำหนดใหอ้ าคารควบคุม ต้องมลี กั ษณะตรง ง. จำคุกไม่เกนิ 1 เดอื น ปรับไมเ่ กนิ 50,000 ตามขอ้ ใด บาท หรอื ท้ังจำทงั้ ปรบั 14. ผู้ใดขัดขวางหรอื ไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงาน ก. ใช้หม้อแปลงชดุ เดียวหรอื หลายชดุ รวมกัน เจ้าหน้าทซี่ ง่ึ ปฏบิ ตั ิหน้าที่มาตรา 47 จะไดร้ ับโทษตาม ขนาดตง้ั แต่ 1,000 กิโลวัตต์ขึ้นไป ขอ้ ใด ข. ใช้หม้อแปลงชดุ เดยี วหรือหลายชดุ รวมกนั ก. ปรบั ไม่เกินห้าพันบาท หรือท้งั ปรบั ทงั้ จำ ขนาดตง้ั แต่ 1,175 กโิ ลวตั ต์ข้นึ ไป ข. ปรับไมเ่ กินแปดพันบาท หรอื ทง้ั ปรบั ทงั้ จำ ค. ปรับไม่เกินแปดพันบาท ค. ใช้พลังงานไฟฟ้าตัง้ แต่ 1 ลา้ นเมกกะจูลขนึ้ ง. ปรับไมเ่ กินห้าพันบาท ไปต่อปี 15. พระราชบัญญัตสิ ่งเสริมและรกั ษาคณุ ภาพสงิ แวดลอ้ ม แหง่ ชาติ พ.ศ. 2535 เปน็ กฎหมายทีไ่ มเ่ กี่ยวขอ้ งกบั ง. ใช้พลงั งานไฟฟ้าตั้งแต่ 2 ลา้ นเมกกะจลู ข้นึ ไปตอ่ ปี ขอ้ ใด ก. การดูแลรักษาสภาพแวดลอ้ ม ข. การสำรวจเพอื่ ลดต้นทุนดา้ นพลังงาน ค. การจัดการและอนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาติ ง. การป้องกันและแก้ไขปัญหาภาวะมลพษิ
211
212 ใบงาน ท่ี ........ 10....... หนว่ ยท่ี 10 หลักสูตร ประกาศนียบตั รวชิ าชพี สอนครั้งที่...13 เวลา.........2 ชม. รหสั 20001-1002 พลงั งาน ทรพั ยากรและสิง่ แวดล้อม ชือ่ งาน........ กฎหมายอนรุ ักษ์พลังงาน 1. จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม หลังจากทำกิจกรรมนี้เสร็จแลว้ . นักเรยี นจะสามารถอธบิ ายเรอ่ื ง กฎหมายอนรุ ักษพ์ ลังงานได้ 2. สมรรถนะ แยกแยะกฎหมายที่เหมาะสม และทค่ี วรเพิ่มเตมิ ได้ 3. เครือ่ งมือ วสั ดุ และอุปกรณ์ (เอกสาร) เอกสารกฎหมายพลงั งาน 4.คำแนะนำ 5. ขอ้ ควรระวัง - ควรกระตุน้ ให้นกั เรยี นทำงานเป็นกลุ่ม 6. ลำดับขั้นการปฏบิ ัตงิ าน 14. แบ่งนกั เรียนเป็นกลมุ่ ละ 5 คน เพือ่ ระดมสมอง 15. ให้นกั เรยี นแตล่ ะกลุม่ ศกึ ษากฎหมายอนรุ กั ษพ์ ลังงาน เพ่อื นำมาวเิ คราะหว์ ่ากฎหมายข้อใดเหมาะสม และควรมกี ารเพมิ่ เตมิ แกไ้ ขกฎหมายใดบา้ งเพอ่ื ให้ทันสมัยแกเ่ หตกุ ารณ์ 16. นกั เรียนนำเสนอผลงาน รวมทกุ กล่มุ ประมาณ 20 นาที 4. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสรปุ 7. ผลการศกึ ษา - 8. สรปุ และวจิ ารณผ์ ล ............................................................................................................................. .......................... ........................................................................................................ ............................................................ 9. การประเมินผล 1. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล 2. ประเมนิ พฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกล่มุ 3. สังเกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลมุ่ 4 ตรวจกิจกรรมสง่ เสริมคณุ ธรรมนำความรู้
213 5. ตรวจแบบประเมนิ ผลการเรียนรู้ แบบฝกึ ปฏบิ ัติ 6. ตรวจกจิ กรรมใบงาน 7. การสงั เกตและประเมินพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ 10. เอกสารอา้ งอิง /เอกสารค้นควา้ เพิม่ เติม หนังสือเรยี นวชิ า พลงั งาน ทรพั ยากรและสงิ่ แวดลอ้ มสำนกั พมิ พเ์ อมพันธ์ รหสั 20001-1002 และ อนิ เทอรเ์ น็ต http://www.energy.go.th/?q=th/Laws
214 แผนการจดั การเรียนรู้ หนว่ ยที่ 11 หลกั สตู ร ประกาศนยี บัตรวชิ าชีพ สอนครัง้ ที่ 14-15 (27-30) รหสั 20001-1002 พลงั งาน ทรพั ยากรและส่ิงแวดล้อม ท-ป-น 2-0-2 ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้ หลกั การและวธิ กี ารอนุรกั ษ์พลงั งาน ทฤษฎี 4 ชม. 1. สาระสำคัญ การพัฒนาศกั ยภาพการใชพ้ ลังงานของประเทศไทยยังอย่ใู นขอบเขตจาํ กดั ในขณะที่ประเทศเรง่ พัฒนา เศรษฐกิจ จึงทำใหม้ ีความตอ้ งการใช้พลังงานภายในประเทศเพมิ่ มากข้นึ นอกจากนี้การใช้พลังงาน ยงั กอ่ ให้เกิด มลพิษกับส่งิ แวดล้อม ดงั นน้ั การอนุรกั ษพ์ ลงั งานจงึ เป็นแนวทางหนงึ่ ที่ช่วยให้มีการใช้พลงั งานอยา่ งประหยัด และมี ประสิทธิภาพ ตลอดจนมผี ลกระทบกับส่ิงแวดลอ้ มน้อยทส่ี ุด 2. สมรรถนะประจำหน่วย 1.นักเรียนสามารถอธบิ ายความหมายและความสำคัญของการอนุรกั ษ์พลงั งานได้ 2.นกั เรียนสามารถอธิบายมาตรการ และแนวทางในการอนุรกั ษ์พลังงานได้ 3.นักเรยี นสามารถกำหนดแนวทางปฏิบตั ิเพื่ออนรุ กั ษ์พลงั งานในบ้านได้ 4.นักเรียนสามารถเสนอแนวทางการอนรุ กั ษ์พลังงานในภาคอตสุ าหกรรมได้ 5.นกั เรียนสามารถบันทึกพฤติกรรมตนเองในการอนุรกั ษพ์ ลังงานและสง่ิ แวดล้อมได้ 6.นักเรยี นสามารถมีเจตคติที่ดีต่อการอนุรกั ษพ์ ลงั งาน ทรพั ยากรและส่ิงแวดลอ้ มในงานอาชีพ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1.อธบิ ายความหมายและความสำคญั ของการอนรุ ักษ์พลงั งานได้ 2.อธิบายมาตรการ และแนวทางในการอนุรกั ษพ์ ลังงานได้ 3.กำหนดแนวทางปฏบิ ัตเิ พ่ืออนรุ ักษพ์ ลงั งานในบ้านได้ 4.เสนอแนวทางการอนุรกั ษพ์ ลังงานในภาคอตสุ าหกรรมได้ 5.บนั ทกึ พฤตกิ รรมตนเองในการอนุรักษ์พลังงานและสง่ิ แวดล้อมได้ 6.มเี จตคติท่ีดีตอ่ การอนรุ ักษ์พลังงาน ทรัพยากรและสง่ิ แวดล้อมในงานอาชีพ 7. มีการพัฒนาคณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผสู้ ำเร็จการศึกษา สำนักงาน คณะกรรมการการอาชวี ศึกษา ท่ีครูสามารถสงั เกตไดข้ ณะทำการสอนในเรอื่ ง 7.1 ความมมี นษุ ยสมั พนั ธ์ 7.2 ความมวี นิ ยั 7.3 ความรบั ผิดชอบ 7.4 ความซื่อสัตย์สุจรติ 7.5 ความเช่ือมัน่ ในตนเอง 7.6 การประหยดั 7.7 ความสนใจใฝ่รู้ 7.8 การละเวน้ สิง่ เสพตดิ และการพนัน 7.9 ความรกั สามัคคี 7.10 ความกตัญญูกตเวที 7.11 แตง่ กายตามขอ้ ตกลง ตรงเวลา รักษาส่งิ แวดล้อม ใจอาสา
215 4. สาระการเรียนรู้ 1.ความหมายของการอนรุ ักษพ์ ลังงาน (Energy Conservation) 2.ความสำคญั ของการอนุรักษ์พลงั งาน 3.มาตรการในการอนรุ ักษ์พลังงาน 4.แนวทางการอนรุ ักษ์พลังงาน 5. กิจกรรมการเรยี นรู้ (สปั ดาหท์ ่.ี ..14........) ขั้นนำเขา้ สบู่ ทเรียน 1.ครแู ละผเู้ รียนสนทนาวา่ ประเทศไทยมีความต้องการพลงั งานในรปู ของน้ํามนั เชอ้ื เพลิง ซ่ึงต้องนําเขา้ จาก ต่างประเทศเปน็ สว่ นใหญ่ และมีแนวโน้มทีจ่ ะนําเขา้ มากขน้ึ ซง่ึ เปน็ ภาระทรี่ ัฐตอ้ ง จัดหาพลงั งานมาใช้ให้เพยี งพอกบั ความต้องการทีเ่ พิ่มขึน้ ทําให้รฐั ตอ้ งสูญเสยี เงินตรา ให้กับต่างประเทศเป็นจํานวนมาก ส่งผลกระทบต่อสภาวะทาง เศรษฐกิจของประเทศ นอกจากน้ีการผลิตและการใช้พลังงานยงั ส่งผลกระทบต่อส่งิ แวดล่อมอกี ดว้ ย ดังนนั้ การ อนุรกั ษ์พลงั งานจึงเปน็ มาตรการทสี่ ําคญั ทจ่ี ะทําใหม้ กี ารผลติ และการใชพ้ ลังงานอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพช่วยลดอัตรา การเพ่ิมความตอ้ งการใช้พลงั งานลง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของรฐั ในการนําเข้าพลงั งาน และประหยัดค่าใชจ้ ่ายของ ผูใ้ ช้พลงั งาน รวมทง้ั ช่วยลดผลกระทบต่อส่งิ แวดล้อมท่เี กิดจากการผลิต และการใช้พลังงานอกี ด้วย 2.ผู้เรยี นยกตัวอยา่ งการอนุรกั ษพ์ ลังงาน โดยแสดงรูปภาพประกอบ ขน้ั สอน 3.ครูใชเ้ ทคนิคการสอนแบบบรรยาย เพ่ืออธบิ ายเรอ่ื งความหมายของการอนุรกั ษ์พลงั งาน (Energy Conservation) และความสำคัญของการอนรุ ักษพ์ ลงั งาน โดยใช้ส่อื Power Point และ VDO ประกอบ 4.ครูใช้เทคนคิ การสอนแบบ Small Group Discussion การจดั การเรียนรู้โดยใช้การอภิปรายกลุม่ ยอ่ ย คือ กระบวนการเรยี นรทู้ ีผ่ ู้สอนจดั กลุม่ ผ้เู รยี นออกเป็นกลุม่ ย่อยประมาณ 4 – 8 คน ให้ผูเ้ รยี นในกลมุ่ มีโอกาสสนทนา แลกเปล่ยี นขอ้ มูลความคดิ เหน็ ประสบการณ์ในเรื่องมาตรการในการอนุรกั ษ์พลังงาน 5.ครเู ปิดวีดโี อให้ผู้เรียนดูกจิ กรรมแนวทางการอนุรกั ษพ์ ลังงาน ทงั้ วธิ กี ารทางเทคโนโลยี และการบาํ รุงรกั ษา 6.ผู้เรยี นศึกษาใบแจ้งหนค้ี ่าไฟฟา้ ของครอบครัวยอ้ นหลงั ประมาณ 6 เดอื น แลว้ นำมาแสดงเปน็ กราฟให้เหน็ ความแตกต่างของค่าไฟฟา้ รายเดอื น แล้วตอบคําถามว่าเดอื นใดค่าไฟฟา้ น้อยทสี่ ดุ เดือนใดมากที่สุด เดือนทใี่ ชไ้ ฟฟา้ มากท่สี ุดมีสาเหตุมาจากอะไร และมแี นวโนม้ การใช้ไฟฟ้าในบ้าน 7.ผเู้ รยี นสํารวจเครือ่ งใช้ไฟฟา้ ในบ้านมา 5 รายการ ระบุลกั ษณะการใช้ วตั ถุประสงคพร้อมทัง้ แสดงความ คิดเห็น ถ้าเครื่องใช้ไฟฟา้ ใดมีลกั ษณะการใช้งานที่ไม่เหมาะสม ให้เสนอแนวทางปฏิบัติเพือ่ อนุรักษ์พลังงาน 8.ผ้เู รียนกำหนดแนวทางปฏบิ ัติ เพ่อื ประหยดั พลังงานในบ้าน โดยพิจารณาการใชไ้ ฟฟา้ ทบ่ี า้ นทกุ ลักษณะ ต้งั แต่การใช้ไฟฟา้ เพือ่ แสงสว่าง การใชอ้ ปุ กรณ์ไฟฟา้ วธิ กี ารใช้ตลอดจนคุณสมบัติประหยดั ไฟฟ้าของเครอื่ งใชต้ า่ งๆ ท่สี ามารถประหยัดไฟฟ้าได้ สว่ นทป่ี ระหยัดแลว้ ส่วนทค่ี วรประหยดั ได้อีก ส่วนที่ควรงดใช้ไฟฟ้า
216 จากรายการท่ีลดหรือปรับเปลี่ยนการใช้ไฟฟ้าของบา้ นผูเ้ รยี น ผเู้ รียนคดิ วา่ สามารถประหยัด การใช้ไฟฟา้ ได้กี่ เปอร์เซ็นต์ เมือ่ ผเู้ รียนลดการใชไ้ ฟฟ้าในบา้ นได้แล้ว ผู้เรยี นจะช่วยแนะนาํ ใครให้ทําตามและจะแนะนาํ โดยใชว้ ิธใี ด 9.ผู้เรยี นทำกิจกรรม และใบงาน ข้ันสรุปและการประยกุ ต์ 10.ครแู ละผูเ้ รยี นสรปุ เนอื้ หาความหมายของการอนุรักษพ์ ลงั งาน (Energy Conservation) ความสำคญั ของ การอนุรักษพ์ ลังงาน มาตรการในการอนรุ ักษพ์ ลังงาน และแนวทางการอนรุ ักษพ์ ลงั งาน โดยการถามตอบ และให้ วเิ คราะห์กรณีศกึ ษาตามสถานการณท์ ก่ี ำหนดให้ 11.ทำแบบประเมินผลการเรยี นรู้ 12.ทำแบบประเมินผเู้ รยี นตามแบบฟอรม์ ตอ่ ไปนี้ ช่ือผูเ้ รยี น ประสบการณ์พ้ืนฐานการเรยี นรู้ วธิ กี ารเรยี นรู้ ความรู้ ทกั ษะ ผลงาน 1. 2. 3. 4. 5. สัปดาห์ท่ี 15 ขั้นนำเข้าส่บู ทเรียน 1.ครูใชเ้ ทคนิคการสอนแบบซปิ ปาโมเดล (CIPPA MODEL) โดยการทบทวนความรเู้ ดิมจากสัปดาห์ท่ีผ่านมา โดยดึงความร้เู ดิมของผเู้ รยี นในเรอื่ งท่ีจะเรียน เพอื่ ชว่ ยให้ผู้เรียนมคี วามพร้อมในการเช่ือมโยงความรู้ใหม่กับความรู้ เดมิ ของตน ผสู้ อนใชก้ ารสนทนาซกั ถามให้ผเู้ รียนเลา่ ประสบการณ์เดิม 2.ครูและผู้เรียนสนทนากันว่าประเทศไทยนําเข้านํ้ามันเชือ้ เพลิงจากต่างประเทศปีละเกอื บ 300,000 ล้าน บาท มากถึง 1 ใน 3 ของหนีส้ นิ ทป่ี ระเทศมอี ยู่ พลงั งานที่ใช้มากมายนี้ สว่ นหนึง่ เป็นผลมาจากการใชพ้ ลังงานอยา่ งไม่ มีประสทิธภิาพ ใช้มากเกินความจำเป็นขาดความรอบคอบ ไม่คิดก่อนใช้ทำให้เกิดการรั่วัไหลและสูญเปล่า หาก รอบคอบสักนิด คิดก่อนใช้ จะประหยัดพลังงานได้ถึงร้อยละ 10 ซึ่งเป็นการช่วยประหยัดเงนิ ที่ต้อง ใช้จ่ายออกไป นอกประเทศถึงเกอื บ 30,000 ล้านบาท ข้นั สอน 3.ครูและผู้เรยี นใช้สอ่ื Power Point และเปดิ VDE เพ่ืออธิบายวิธกี ารอนุรักษ์พลังงาน ซงึ่ วิธกี ารอนรุ กั ษ์ พลังงานมหี ลากหลายวิธี สรปุ เป็นแตละด้านไดด้ ังนี้ 3.1.การคมนาคม 3.2.การอตุ สาหกรรม
217 4.ครูเปิดวดิ ีโอ เพื่อเป็นสือ่ ในการสอนเร่อื งการอนรุ กั ษพ์ ลังงานในภาคอุตสาหกรรม เพ่ือจะได้ทราบขั้นตอน การประหยัดพลังงานในแต่ละสถานที่ และศกึ ษาข้อปฏิบัตเั พ่อื ประหยัดพลังงานในโรงงานอตุสาหกรรม 5.ผู้เรยี นศึกษาตวั อย่างการศกึ ษาศกั ยภาพการประหยัดพลังงานไฟฟา้ โดยใช้วิธกี ารของ Energy Audit 6.ผเู้ รยี นรว่ มกนั ทำกจิ กรรมดังต่อไปนี้ 6.1 จัดทําเอกสารหรือทําเป็นบทความ คําขวัญ เรียงความ แผ่นพับ โปสเตอร์ ฯลฯ เพื่อรณรงค์ใหม้ ี การอนรุ ักษ์พลงั งานในโรงงานอุตสาหกรรม 6.2 รายละเอยี ดทจี่ ะดําเนินการ จุด ประสงค์ 6.3 เปา้ หมาย (ปริมาณ) 6.4 วิธีดำเนินการ 6.6 ระยะเวลาดำเนินการ 6.7 กาํ หนดส่งผลงานและนําผลงานไปเผยแพร่ให้เพ่ือนๆ ได้รบั ทราบและแลกเปลยี่ นกนั ความคดิ เห็น ซึง่ กนั และกนั ตอ่ ไป 7.ครูแนะนำใหผ้ เู้ รยี นรู้จักการนำเอาความพอเพยี งไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ซ่ึงเปน็ ความพอประมาณ ความมี เหตผุ ล รวมถึงความจำเปน็ ที่ตอ้ งมีระบบภมู คิ มุ้ กนั ในตัวที่ดพี อสมควรตอ่ ผลกระทบใดๆ อนั เกดิ จากการเปลี่ยนแปลง ทงั้ ภายนอกและภายใน การตดั สนิ ใจและการดำเนนิ กิจกรรมต่างๆใหอ้ ยู่ในระดับพอเพียงนัน้ ตอ้ งอาศัยทงั้ ความร้แู ละ คณุ ธรรมเปน็ พ้ืนฐาน ข้นั สรุปและการประยกุ ต์ 8.ครูสรปุ บทเรียน โดยใช้ PowerPoint และอภิปรายซักถามขอ้ สงสยั เกย่ี วกบั วิธกี ารอนรุ กั ษพ์ ลงั งาน และการ อนรุ กั ษ์พลังงานในภาคอตุ สาหกรรม 9.ผู้เรยี นทำกิจกรรม ใบงาน และแบบประเมนิ ผลการเรียนรู้ 6. สื่อและแหลง่ การเรียนรู้ 1.หนังสอื เรียน วิชาพลงั งาน ทรัพยากรและส่ิงแวดล้อม ของสำนกั พิมพเ์ อมพนั ธ์ 2.สือ่ Power Point, วดี ที ัศน์ 3.กิจกรรมการเรยี นการสอน 4.รูปภาพประกอบ 5.แบบประเมนิ ผลการเรียนรู้ 7.หลักฐานการเรียนรู้ 1.บนั ทึกการสอนของผู้สอน 2.ใบเช็ครายช่ือ 3.แผนจดั การเรยี นรู้ 4.การตรวจประเมนิ ผลงาน
218 8.การวดั และประเมนิ ผล 8.1 วธิ กี าร 1. สงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล 2. ประเมินพฤติกรรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลุ่ม 3. สังเกตพฤติกรรมการเขา้ รว่ มกจิ กรรมกลมุ่ 4 ตรวจกจิ กรรมส่งเสริมคณุ ธรรมนำความรู้ 5. ตรวจแบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ แบบฝึกปฏบิ ัติ 6. ตรวจกิจกรรมใบงาน 7. การสงั เกตและประเมนิ พฤตกิ รรมดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ 8.2 เคร่ืองมือ 1. แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. แบบประเมนิ พฤติกรรมการเข้ารว่ มกจิ กรรมกลุ่ม (โดยครู) 3. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเข้าร่วมกิจกรรมกลุม่ (โดยผู้เรยี น) 4. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ และแบบฝึกปฏิบัติ 5. แบบประเมนิ กจิ กรรมใบงาน 6. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ โดยครูและผู้เรียนร่วมกัน ประเมนิ 8.3 เกณฑ์ 1. เกณฑ์ผ่านการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล ตอ้ งไม่มีชอ่ งปรบั ปรงุ 2. เกณฑผ์ ่านการประเมินพฤติกรรมการเข้ารว่ มกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (50 % ขึ้นไป) 3. เกณฑ์ผา่ นการสังเกตพฤติกรรมการเข้ารว่ มกจิ กรรมกลุม่ คอื ปานกลาง (50% ขน้ึ ไป) 4. แบบประเมนิ ผลการเรียนรู้มีเกณฑ์ผา่ น และแบบฝกึ ปฏบิ ตั ิ 50% 5. แบบประเมินกิจกรรมใบงานมีเกณฑ์ผ่าน 50% 6. แบบประเมนิ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ คะแนนข้ึนอยู่ กับการประเมินตามสภาพจริง
219 9.บนั ทกึ ผลหลังการจดั การเรียนรู้ 9.1 ข้อสรุปหลงั การจดั การเรียนรู้ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. 9.2 ปัญหาท่ีพบ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. 9.3 แนวทางแก้ปัญหา .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................
ใบความรทู้ ี่ .....11 220 หลักสูตร ประกาศนยี บตั รวิชาชีพ หนว่ ยท่ี 11 รหสั 20001-1002 พลังงาน ทรพั ยากร และส่งิ แวดล้อม สอนครง้ั ที่ 14-15 ชือ่ เร่ือง เรอ่ื ง หลักการและวธิ กี ารอนุรักษพ์ ลังงาน เวลา......4............ชม. 5. จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1. ผู้เรยี นเข้าใจวิธกี ารอนุรกั ษ์พลังงานไฟฟา้ น้ำมนั และนำ้ 2. ผู้เรียนเข้าใจวิธีการแกไ้ ขปัญหาพลังงาน 3. เขา้ ใจเรยี นรปู้ ระชาธิปไตย อันมพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมขุ ทถี่ กู ตอ้ ง 4. มีระเบยี บ วนิ ยั เคารพกฎหมาย ผนู้ อ้ ยรู้จักเคารพผใู้ หญ่ 5. มสี ติ รู้ตัว รู้คดิ รทู้ ำ รปู้ ฏิบตั ิ ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู วั รชั กาลที่ 9 2. สมรรถนะ 1. อธบิ ายความหมายและความสำคัญของการอนุรักษพ์ ลังงานได้ 2. อธิบายแนวทางในการอนุรักษ์พลงั งานได้ 3. อธบิ ายวิธกี ารแกไ้ ขปัญหาด้านพลังงานได้ 4. อธบิ ายและเสนอแนะการอนุรักษ์พลังงานไฟฟา้ พลังงานนำ้ มันและ พลงั งานน้ำได้ 5. มีความตระหนักในการใช้พลังงานอยา่ งประหยดั 6. ตระหนกั ในความสำคัญของการอนรุ ักษ์พลังงาน 3. เนอื้ หาสาระ 1. ความหมายและความสำคญั ของการอนุรกั ษพ์ ลังงาน (Energy Conservation) ความหมายของการอนรุ ักษพ์ ลงั งาน พระราชบญั ญตั กิ ารสง่ เสริม และการอนรุ กั ษพ์ ลังงาน พ.ศ. 2535 ได้นิยามคำ “การอนรุ กั ษพ์ ลงั งาน” ไว้ ว่า ผลติ และใชพ้ ลงั งานอย่างมีประสิทธิภาพ และประหยดั การอนรุ กั ษพ์ ลงั งาน จงึ หมายถงึ การผลิต และการ ใช้พลงั งานอย่างมปี ระสิทธภิ าพ และประหยดั โดยการพัฒนากระบวนการผลติ และการใช้พลังงานในรูปแบบต่าง ๆ ใหเ้ หมาะสม ตลอดจนการพฒั นาพลงั งานจากแหลง่ ใหมม่ าใช้ประโยชนท์ ดแทนพลังงานที่สน้ิ เปลือง รวมทั้งการ ป้องกันการสูญเสียพลังงานและผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม การอนุรักษ์พลังงานจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สดุ ที่ช่วยให้ ไดผ้ ลทางตรงคือการลดคา่ ใชจ้ า่ ย และผลทางออ้ มคือเป็นการชะลอเวลาทที่ รพั ยากรธรรมชาตจิ ะหมดไป
221 ความสำคญั ของการอนรุ ักษ์พลังงาน ประเทศไทยมีความต้องการพลงั งานในรูปของน้ำมนั เชื้อเพลงิ ซ่ึงตอ้ งนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และมแี นวโนม้ ทีจ่ ะนำเข้ามากข้ึน ซ่งึ เปน็ ภาระทีร่ ัฐตอ้ งจัดหาพลังงานมาใช้ให้เพียงพอกับความต้องการท่ีเพ่มิ ขึ้น ทำ ให้รัฐต้องสูญเสียเงินตราให้กับต่างประเทศเป็นจำนวนมากส่งผลกระทบต่อสภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้การผลิต และการใช้พลังงานยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ดังนั้นการอนุรักษ์พลังงานจึงเป็น มาตรการทส่ี ำคญั ท่จี ะทำใหม้ กี ารผลติ และการใช้พลงั งานอย่างมีประสทิ ธภิ าพ ช่วยลดอัตราการเพม่ิ ความต้องการใช้ พลังงานลงชว่ ยประหยดั คา่ ใช้จา่ ยของรฐั ในการนำเข้าพลงั งาน และประหยดั ค่าใช้จา่ ยของผู้ใช้พลังงาน รวมท้ังช่วย ลดผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดลอ้ มท่ีเกดิ จากผลิต และการใช้พลงั งานอีกด้วย สาเหตุท่ีต้องมีการป้องกนั แกไ้ ขปัญหาด้านพลงั งาน เนอื่ งจากมปี ญั หาด้านพลงั งานท่ีสำคัญในปจั จุบัน ดงั น้ี 1) พลังงานท่มี ีอยู่เริ่มลดปรมิ าณและจะหมดสน้ิ ไปในระยะเวลาไม่นาน เช่น น้ำมนั ปโิ ตรเลยี ม แกส๊ ธรรมชาติ เป็นต้น 2) มกี ารใชพ้ ลงั งานที่ไม่เหมาะสมและมอี นั ตรายในการผลิตหรือใช้พลงั งาน เช่น ใช้น้ำมันค่า ออกเทน สงู เตมิ ในรถยนต์ท่ีสามารถใช้คา่ ออกเทนตำ่ ได้ เปน็ ต้น 3) ใช้พลังงานอยา่ งส้ินเปลือง ไมค่ ำนงึ ถึงผลกระทบทีจ่ ะเกิดขน้ึ จากการใช้พลังงานน้นั ๆ เชน่ เปิดไฟฟา้ ทิ้งไว้ ใชร้ ถโดยไม่คำนึงถึงการบริโภคนำ้ มนั เปน็ ต้น 4) เรง่ พฒั นาศักยภาพด้านอุตสาหกรรมของประเทศ สง่ ผลให้การใช้พลังงานเปน็ ไปอยา่ ง ไร้ประสิทธภิ าพ มีการใชพ้ ลังงานในปริมาณมากเกินทป่ี ระเทศมี ต้องนำเข้าจากต่างประเทศสง่ ผลเสยี ตอ่ ระบบ เศรษฐกจิ ของชาติต่อไป 5) เกิดขยะที่เหลือจากการผลิตหรือใช้งานพลังงาน ในระบบค่อนข้างมากส่งผลให้เกิด มลภาวะตอ่ สภาพแวดลอ้ ม ท้งั ที่ส่งิ ที่เหลอื จากการผลิตหรือใช้งานพลงั งานดังกล่าวสามารถนำมาใช้ไดอ้ กี กต็ าม 6) เกิดความเสียหายต่อระบบและสิ่งแวดล้อมจากการผลิตหรือใช้พลังงาน ค่อนข้างมากใน ปจั จบุ ัน 2. แนวทางการอนรุ ักษ์พลังงาน แนวทางการอนรุ กั ษ์พลังงาน มีดังนี้ 1) วธิ ีการทางเทคโนโลยี เปน็ การอนุรักษพ์ ลงั งานโดยใช้เทคนคิ ในการเพม่ิ ประสิทธภิ าพการ ใชพ้ ลังงาน ไดแ้ ก่ 1.1 การใช้อปุ กรณ์ประสิทธภิ าพสูง จะช่วยให้สามารถลดการใช้พลงั งานของอุปกรณ์ตา่ งๆ โดยยังคงให้ผลการผลิต และเนื้องานเท่าเดิม ดังนั้นการเลือกซ้ืออุปกรณ์มาใช้งานควรพิจารณาขนาดกำลัง ไฟฟา้ หรือความต้องการพลังงานอุปกรณ์ ประกอบการตัดสินใจเพื่อเลือกอุปกรณ์ที่ใช้กำลังไฟฟ้าหรือมีความต้องการ พลังงานต่ำ
222 1.2 การบำรงุ รักษา และดูแลควบคุมการใช้อุปกรณ์ใหเ้ ปน็ ไปอยา่ งถูกวิธตี ามคำแนะนำใน เอกสารคู่มือการใช้อุปกรณ์นั้น ๆ รวมทั้งหาแนวทางลดการรั่วไหล และสูญเสียต่าง ๆ เช่น การดูแลทำความ สะอาดแผ่นกรองอากาศท่ีอยดู่ ้านหลงั หนา้ กากของเครอื่ งปรับอากาศอย่างน้อยเดือนละครงั้ และควรทำความสะอาด คร้งั ใหญต่ ลอดทั้งเคร่อื ง โดยใช้งานมาทำความสะอาดอย่างนอ้ ยปีละครั้ง เพ่ือใหเ้ ครือ่ งปรับอากาศทำงานได้อย่างมี ประสทิ ธิภาพ 2) วิธกี ารทางด้านการจดั การ เปน็ การวางแผนการใช้งานอปุ กรณ์ตา่ ง ๆ รวมทง้ั การปรับเปลี่ยน พฤติกรรมผู้ใช้ไฟฟ้า หรือวิธีการดำเนินชีวิต ลดความสิ้นเปลืองพลังงานในอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่นอย่างเปิดอุปกรณ์ เครอื่ งใช้ไฟฟา้ ตา่ ง ๆ ทิง้ ไว้เมื่อไมต่ อ้ งการใชง้ าน เช่น เปดิ หลอดไฟฟ้า พัดลมเคร่ืองปรับอากาศ วิทยุ โทรทัศน์ ทิ้งไวเ้ มื่อไมม่ ีคนอยู่ในหอ้ งหรือบริเวณนั้น 3. แนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านพลงั งาน 1) จัดหา และพัฒนาพลังงานจากแหล่งผลิตใหม่หรือพัฒนาพลังงานทดแทนมาใช้ให้มากขึ้น ทั้งจาก พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานจากขยะ พลังงานจากแอลกอฮอล์ พลังงานจากลม เป็นต้น 2) พัฒนากระบวนการผลิตหรือการใช้พลังงานในรูปแบบต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยต้องลดการ สูญเสยี พลงั งาน และความรอ้ นในกระบวนการผลติ ใหน้ ้อยท่ีสุด 3) รณรงค์ส่งเสริมใหม้ ีการใชพ้ ลังงานอย่างประหยัดและเตม็ ประสทิ ธิภาพ เช่น ไม่เปิดไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ ไฟฟา้ ทิ้งไว้ รดี ผ้าเปน็ จำนวนมากในคร้งั เดยี วกนั ใชไ้ ฟฟา้ เท่าที่จำเป็น เปน็ ตน้ 4) การพัฒนาประเทศควรคำนึงถึงปริมาณพลังงานที่มีอยู่ด้วย เพราะการเร่งรัดพัฒนาโดยไม่ดูศักยภาพ ด้านทรพั ยากรพลังงานของประเทศ จะสร้างปัญหาเศรษฐกจิ และสงั คมตามมามากกว่าจะเปน็ ผลดี 5) ควรหาแนวทางในการนำเอาพลงั งานหรือทรัพยากรที่ใช้แล้วกลับมาผ่านกระบวนการเพื่อนำกลับมาใช้ ใหม่ได้อีก 6) การใช้พลังงานต้องใชโ้ ดยใหเ้ กิดผลเสีย หรอื อนั ตรายต่อคน สตั ว์ พชื และส่ิงแวดลอ้ มนอ้ ยทีส่ ดุ 7) การสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนรู้ถึงโทษของการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยและควรจะใช้พลังงานให้มี ประสทิ ธภิ าพไดอ้ ยา่ งไร 4. การอนรุ กั ษพ์ ลังงาน 4.1 การอนุรักษพ์ ลังงานไฟฟา้ พลังงานไฟฟ้ามีความจำเป็นต่อการดำรงชีวติ ประจำวันของเราทุกคน ซึ่งความต้องการใชพ้ ลังงานไฟฟา้ มี อตั ราท่ีเพิ่มมากขน้ึ ทุก ๆ ปี ในขณะทพ่ี ลงั งานนั้นมีอยู่อย่างจำกัด ดงั นัน้ เราทุกคนจงึ ต้องช่วยกันประหยัดพลังงาน ตามแนวทางต่อไปน้ี เพ่ือให้มีพลงั งานใชไ้ ด้นานท่สี ุด 1. เลือกซือ้ เคร่อื งใชไ้ ฟฟา้ ท่ีได้มาตรฐาน ดูฉลากแสดงประสิทธิภาพใหแ้ น่ใจทุกคร้งั ก่อนตดั สนิ ใจซือ้ หากมี อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ต้องเลือกใช้เบอร์ 5 ปิดสวิตซ์ไฟและเคร่ืองใช้ไฟฟ้าทุกชนิดเมื่อเลิกใชง้ านสร้างให้เป็นนิสยั ใน การดับไฟทกุ ครัง้ ทอี่ อกจากหอ้ ง
223 2. เลือกซื้อพัดลมที่มีเครื่องหมายมาตรฐานรับรอง เพราะพัดลมที่ไม่ได้คุณภาพ มักเสียง่าย ทำให้ ส้นิ เปลอื ง หาอากาศไมร่ อ้ นเกนิ ไป ควรเปิดพัดลมแทนเคร่ืองปรับอากาศ จะช่วยประหยดั ไฟ ประหยดั เงินได้มาก ทีเดยี ว 3. ปิดเครื่องปรับอากาศทุกคร้ังที่จะไมอ่ ยู่ในหอ้ งเกิน 1 ชั่วโมง สำหรับเครื่องปรับอากาศทั่วไป และ 30 นาที สำหรับเครอ่ื งปรบั อากาศเบอร์ 5 หม่นั ทำความสะอาดแผน่ กรองอากาศของเครอื่ งปรบั อากาศบ่อย ๆ เพอ่ื ลด การเปลอื งไฟในการทำงานของเครือ่ งปรับอากาศ 4. ตดิ ต้งั ฉนวนกันความรอ้ นโดยรอบห้องที่การปรบั อากาศ เพอ่ื ลดการสูญเสยี พลังงานจากการถ่ายเทความ รอ้ นเขา้ ภายในอาคาร ใช้มูลก่ี นั สาดปอ้ งกนั แสงแดดส่องกระทบตัวอาคาร และบุฉนวนกันความรอ้ นตามหลังคาและ ฝาผนังเพือ่ ไมใ่ ห้เครอื่ งปรบั อากาศทำงานหนักเกินไป 5. หลีกเลี่ยงการสูญเสียพลังงานจากการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ห้องปรับอากาศ ติดตั้งและใช้อุปกรณ์ ควบคุมการเปดิ -ปดิ ประตูในหอ้ งทีม่ เี คร่อื งปรับอากาศ 6. ตัง้ อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซยี ส ซง่ึ เป็นอุณหภูมิทีก่ ำลงั สบาย อุณหภูมทิ เ่ี พิม่ ขึ้น 1 องศา ต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 5-10 ไม่ควรปล่อยให้มีความเย็นรั่วไหลจากห้องที่ติดตั้งเครื่องปรบั อากาศ ตรวจสอบและอุดรอยรั่วตามผนัง ฝ้าเพดาน ประตูช่องแสง และปิดประตูห้องทุกครั้งที่เปิดเครื่องปรับอากาศ หลีกเลี่ยงการเกบ็ เอกสาร หรอื วสั ดอุ ื่นที่ไมจ่ ำเป็นในหอ้ งทมี่ ีเคร่อื งปรับอากาศ เพือ่ ลดการสญู เสีย และใช้พลังงาน ในการปรับอากาศภายในอาคาร 7. ควรปลกู ต้นไม้รอบอาคาร เพราะตน้ ไมข้ นาดใหญ่ 1 ตน้ ให้ความเย็นเท่ากบั เครือ่ งปรับอากาศ 1 ตัน หรือให้ความเย็นประมาณ 12,000 บีทียู การปลูกต้นไม้เพื่อช่วยบังแดดข้างบ้านหรือเหนือหลังคา เพ่ือ เครื่องปรับอากาศจะไมต่ ้องทำงานหนกั เกินไป และปลูกพืชคลุมดิน เพื่อช่วยลดความรอ้ นและเพิม่ ความชืน้ ให้กับ ดิน จะทำให้บ้านเย็น ไม่จำเปน็ ตอ้ งเปดิ เครอ่ื งปรบั อากาศเย็นจนเกินไป 8. ในสำนักงานใหป้ ิดไฟ ปิดเครื่องปรับอากาศ และอุปกรณ์ไฟฟา้ ทีไ่ มจ่ ำเป็น ในช่วงเวลา 12.00-13.00 น. จะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้ ไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศก่อนเวลาเริ่มงาน และควรปิด เครื่องปรับอากาศกอ่ นเวลาเลิกใชง้ านเล็กนอ้ ยเพอ่ื ประหยัดไฟ 9. ใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน ใช้หลอดผอมจอมประหยัดแทนหลอดอว้ น ใช้หลอดตะเกียบแทนหลอด ไส้ หรอื ใชห้ ลอดคอมแพคท์ฟลอู อเรสเซนต์ ควรใชบ้ ลั ลาสต์ประหยดั ไฟ หรอื บลั ลาสตอ์ เิ ล็กโทรนิกคู่กับหลอดผอม จอมประหยดั จะชว่ ยเพิ่มประสทิ ธภิ าพในการประหยัดไฟได้อกี มาก 10. ควรใช้โคมไฟแบบมีแผนสะท้อนแสงในหอ้ งต่าง ๆ เพ่ือช่วยให้แสงสวา่ งจากหลอดไฟ กระจายได้ อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้หลอดไฟฟ้าวัตต์สูง ช่วยประหยัดพลังงาน ตั้งโคมไฟที่โต๊ะทำงาน หรอื ตดิ ต้งั ไฟเฉพาะจุด แทนการเปิดไฟท้ังหอ้ งเพ่อื ทำงาน จะประหยัดไฟลงไปได้มาก 11. หมั่นทำความสะอาดหลอดไฟที่บ้าน เพราะจะช่วยเพิ่มแสงสว่างโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากขึ้น ควรทำอยา่ งน้อย 4 คร้งั ต่อปี ใช้หลอดไฟทม่ี ีวัตต์ต่ำ สำหรับบริเวณที่จำเปน็ ต้องเปิดทิ้งไวท้ ั้งคืน ไม่ว่าจะเป็นใน บ้านหรือขา้ งนอก เพ่ือประหยดั ค่าไฟฟ้า 12. ควรใช้สีออ่ นตกแต่งอาคาร ทาผนังนอาคารเพ่อื การสะท้อนแสงทีด่ ี และทาภายในอาคารเพื่อทำ ให้ห้องสว่างไดม้ ากกว่า ใชแ้ สงสวา่ งจากธรรมชาติให้มากท่ีสดุ เชน่ ตดิ ต้ังกระจกหรอื ติดฟิล์มที่มีคุณสมบัติป้องกัน ความรอ้ น
224 4.2 การอนุรกั ษ์พลังงานนำ้ มนั ปัจจุบันประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมนั เชือ้ เพลิงจากต่างประเทศถึงปีละเกือบสามแสนลา้ นบาท ส่วนหนึ่ง เป็นผลมาจากการใชพ้ ลังงานอยา่ งไม่มปี ระสิทธิภาพ ใช้มากเกินความจำเป็น ขาดความเอาใจใส่ รอบคอบ ไม่ได้ คิดก่อนใชท้ ำให้เกดิ การรว่ั ไหลสูญเปล่าไปโดยร้เู ท่าไมถ่ งึ การณ์ ซึ่งแนวทางการประหยดั น้ำมันมดี งั น้ี 1. ตรวจตราลมยางเป็นประจำ เพราะยางที่ออ่ นเกินไปนน้ั ทำใหส้ ้ินเปลอื งนำ้ มนั มากกว่ายางที่มปี รมิ าณลม ยางตามท่ีมาตรฐานกำหนด สบั เปลย่ี นยาง ตรวจตงั้ ศูนยล์ อ้ ตามกำหนด จะชว่ ยประหยัดน้ำมันเพิ่มขน้ึ อีกมาก 2. ไม่ออกรถกระชากดงั เอี๊ยด การออกรถกระชา 10 ครั้ง สูญเสียน้ำมันไปเปล่า ๆ ถึง 100 ซีซี น้ำมนั จำนวนนี้รถสามารถวิ่งได้ไกล 700 เมตร ไม่เร่งเครื่องยนต์ตอนเกียร์ว่าง การกระทำดังกล่าว 10 ครั้ง สูญเสีย นำ้ มันถงึ 50 ซซี ี ปริมาณน้ำมนั ขนาดน้รี ถวิ่งไปไดต้ ั้ง 350 เมตร 3. ตรวจตั้งเครื่องยนต์ตามกำหนด ควรจรวจเช็คเครื่องยนต์สม่ำเสมอ เช่น ทำความสะอาดระบบไฟจดุ ระเบิด เปลี่ยนหัวคอมเดนเซอร์ ตั้งไฟแก่อ่อนใหพ้ อดี จะช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 10% ไม่ต้องอุ่นเครื่อง หาก ออกรถและขบั ช้า ๆ 1-2 กม. แรกเครือ่ งยนต์จะอุน่ เอง ไมต่ อ้ งเปลอื งนำ้ มนั ไปกับการอุน่ เครอ่ื ง 4. ใช้ระบบการใช้รถร่วมกัน หรือคาร์พูล (Car pool) ไปไหนมาไหน ที่หมายเดียวกัน ทางผ่านหรือ ใกล้เคียงกัน ควรใช้รถคันเดียวกนั เดินทางเท่าที่จำเป็นจริง ๆ เพื่อประหยัดน้ำมัน บางครั้งเรื่องบางเรื่องอาจจะ ติดต่อกันทางโทรศพั ทก์ ไ็ ด้ ประหยัดน้ำมันประหยดั เวลา 5. ไปซื้อของหรือไปธุระใกล้บ้านหรือใกล้ ๆ ที่ทำงาน อาจจะเดินหรือใช้จักรยานบ้าง ไม่จำเป็นต้องใช้ รถยนต์ทุกครั้ง เป็นการออกกำลังกายและประหยัดน้ำมันด้วย ก่อนไปพบใคร ควรโทรศัพท์ไปถามก่อนว่าเขาอยู่ หรอื ไม่ จะได้ไม่เสยี เทีย่ ว ไมเ่ สยี เวลา ไมเ่ สยี นำ้ มนั ไปโดยเปลา่ ประโยชน์ 6. ไม่ควรบรรทุกน้ำหนักเกินพกิ ัด เพราะเครื่องยนตจ์ ะทำงานตามน้ำหนักทีเ่ พิ่มข้ึน หากบรรทุกหนักมา จะทำใหเ้ ปลืองน้ำมนั และสึกหรอสงู 7. ดบั เครอื่ งยนตท์ ุกคร้ังเมอื่ ตอ้ งจอดรถนาน ๆ แค่จอดรถติดเครื่องทิง้ ไว้ 10 นาที ก็เสียนำ้ มนั ฟรี ๆ 200 ซซี ี ไมค่ วรตดิ เคร่อื งท้ิงไวเ้ ม่อื จอดรถ ให้ดับเคร่ืองยนตท์ กุ ครัง้ ทีข่ ึน้ ของ ลงทอง หรือคอยคน เพราะการติดเครื่อง ท้ิงไว้ เปลอื งนำ้ มันและสรา้ งมลพษิ อกี ด้วย 8. สอบถามเส้นทางทีจ่ ะไปใหแ้ นช่ ัด หรอื ศกึ ษาแผนทใ่ี หด้ ีจะได้ไมห่ ลง ไม่เสียเวลา ไมเ่ ปลืองน้ำมันในการ วนหา ควรใช้โทรศัพท์ โทรสาร ไปรษณีย์ อินเตอร์เน็ต หรือใช้บริการส่งเอกสาร แทนการเดินทางด้วยตัวเอง เพอ่ื ประหยดั นำ้ มนั 9. ไม่ควรเดินทางโดยไมไ่ ด้วางแผนการเดินทาง ควรกำหนดเส้นทาง และช่วงเวลาการเดินทางท่ีเหมาะสม เพื่อประหยัดน้ำมัน หมั่นศึกษาเส้นทางลัดเข้าไว้ ช่วยให้ไม่ต้องเดินทางยาวนานไม่ต้องเผชิญปัญหาจราจร ช่วย ประหยดั ท้ังเวลาและประหยัดนำ้ มนั 10. ควรขับรถด้วยความเร็วคงที่ เลือกขับที่ความเร็ว 70-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 2,000-2,500 รอบเคร่ืองยนต์ ความเรว็ ระดับน้ี ประหยัดน้ำมันได้มากกว่า ไมค่ วรขับรถลากเกียร์ เพราะการลากเกียรต์ ำ่ นาน ๆ จะทำใหเ้ คร่ืองยนต์หมุนรอบสูงกนิ นำ้ มนั มาก และเครอื่ งยนต์ร้อนจดั สึกหรองา่ ย 11. ไม่ตดิ ตั้งอปุ กรณต์ กแตง่ ทีจ่ ะทำให้เคร่ืองยนต์ทำงานหนกั ขน้ึ เชน่ การทำให้เกิดการตา้ นลมขณะว่ิง หรอื ทำให้เครื่องยนตไ์ ม่สามารถถ่ายเทความร้อนไดด้ ี
225 12. ไม่ควรใช้น้ำมันเบนซินที่ออกเทนสูงเกินความจำเป็นของเครื่องยนต์ เพราะเป็นการสิ้นเปลือง พลังงานโดยเปล่าประโยชน์ หมั่นเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมันเครื่อง ไส้กรองอากาศตามระยะเวลาที่ เหมาะสม เพอื่ ประหยัดนำ้ มนั สำหรบั เครื่องยนต์แบบเบนซนิ ควรเลือกเติมนำ้ มนั เบนซนิ ให้ถูกชนิด ถูกประเภท โดยเลือกตามค่าออกเทนทเี่ หมาะสมกับรถแต่ละยหี่ ้อ 13. ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปรบั อากาศตลอดเวลา เปิดกระจกรับความเยน็ จากลมธรรมชาติบา้ งก็สด ชื่นดี ประหยัดน้ำมันได้ด้วย ไม่ควรเร่งเครื่องปรับอากาศในรถอย่างในรถอยา่ งเต็มที่จนเกินความจำเป็นไม่เปิดแอร์ แรง ๆ จนรสู้ กึ หนาวเกนิ ไป เพราะส้นิ เปลืองพลังงาน 4.3 การอนุรกั ษ์พลงั งานนำ้ น้ำสะอาดเป็นส่งิ พเิ ศษ ในศตวรรษใหมน่ ้ยี ังมมี เี ทคโนโลยใี ดท่ีสามารถผลิตนำ้ ได้ น้ำจงึ ไมม่ สี ิ่งใดมาแทนท่ี หรือทดแทนได้ ดังนั้นจึงจำเปน็ อยา่ งยิ่งทีจ่ ะตอ้ งเห็นคุณคา่ ของน้ำและรักษาทรัพยากรน้ไี ว้ ซง่ึ มแี นวทางดังน้ี 1. ใชน้ ้ำอยา่ งประหยัดหมน่ั ตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำเพ่อื ลดการสูญเสียนำ้ อย่างเปล่าประโยชน์ ไมป่ ลอ่ ย ให้น้ำไหลตลอดเวลาตอนล้างหน้า แปรงฟัน โกนหนวด และถูสบู่ตอนอาบน้ำ เพราะจะสูญน้ำไปโดยเปล่า ประโยชนน์ าทลี ะหลาย ๆ ลิตร 2. ใชส้ บูเ่ หลวแทนสบกู่ ้อนเวลาลา้ งมือ เพราะการใช้สบู่ก้อนล้างมอื จะใช้เวลามากกว่าการใชส้ บเู่ หลว และ การใช้สบเู่ หลวทไี่ มเ่ ข้มขน้ จะใชน้ ำ้ น้อยกว่าการลา้ งมือด้วยสบ่เู หลวเข้มข้น 3. ซักผ้าด้วยมอื ควรรองน้ำใสก่ าละมังแค่พอใช้ อยา่ เปดิ น้ำไหลทิง้ ไวต้ ลอดเวลาซกั เพราะส้ินเปลืองกว่าการ ซักโดยวธิ ีการขังน้ำไว้ในกาละมงั 4. ใช้ Sprinkler หรอื ฝกั บวั รดนำ้ ตน้ ไม้แทนการฉีดนำ้ ด้วยสายยาง จะประหยดั นำ้ ไดม้ ากกวา่ ไม่ควรใช้สาย ยางและเปิดน้ำหลตลอดเวลาในขณะที่ล้างรถเพราะจะใช้น้ำมากถึง 400 ลิตร แต่ถ้าล้างด้วยน้ำและฟองน้ำใน กระป๋องหรอื ภาชนะบรรจนุ ้ำจะลดการใชน้ ้ำไดม้ ากถงึ 300 ลิตรตอ่ การล้างหนง่ึ ครัง้ 5. ไม่ควรลา้ งรถบ่อยครง้ั จนเกินไป เพราะนอกจากจะมีความส้ินเปลืองนำ้ แล้ว ยงั ทำให้เกดิ สนิมท่ีตัวถังได้ ดว้ ย 6. ตรวจสอบท่อนำ้ รว่ั ภายในบา้ น ด้วยการปิดกอ๊ กน้ำทกุ ตวั ภายในบา้ น หลงั จากทีทกุ คนเขา้ นอน 7. ควรล้างพืชผกั และผลไม้ในอ่างหรือภาชนะท่ีมีการกักเก็บน้ำไว้เพยี งพอ เพราะการลา้ งดว้ ยน้ำท่ีไหลจาก กอ๊ กนำ้ โดยตรง จะใชน้ ำ้ มากกว่า การล้างด้วยนำ้ ทบ่ี รรจุไวใ้ นภาชนะถึงร้อยละ 50 8. ตรวจสอบชักโครกว่ามีจุดรั่วซมึ หรือไม่ ให้ลองหยดสีผสมอาหารลงในถังพกั น้ำ แล้วสังเกตดูที่คอหา่ น หากมีน้ำสีลงมาโดยที่ไมไ่ ดก้ ดชกั โครก ไมใ่ ชช้ กั โครกเปน็ ท่ที ้ิงเศษอาหาร กระดาษ สารเคมีทกุ ชนดิ เพราะจะทำให้ สูญเสยี นำ้ จากการชกั โครก เพือ่ ไลส่ ิ่งของลงทอ่ 9. ใชอ้ ุปกรณ์ประหยัดน้ำ เชน่ ชกั โครกประหยัดนำ้ ฝักบวั ประหยดั น้ำ ก๊อกประหยดั น้ำ หัวฉีดประหยัด น้ำ เป็นต้น ติด Areator หรือ อปุ กรณเ์ ติมอากาศทห่ี ัวก๊อก เพื่อชว่ ยเพิ่มอากาศให้แกน่ ำ้ ท่ไี หลออกจากหัวก๊อก ลด ปรมิ าณการไหลของน้ำ ช่วยประหยัดนำ้ 10. ไม่ควรรดน้ำต้นไมต้ อนแดดจดั เพราะน้ำจะระเหยหมดไปเปล่า ๆ ให้รดตอนเช้าท่ีอากาศยงั เยน็ อยู่ การระเหยจะต่ำกวา่ ช่วยให้ประหยัดน้ำ
226 11. อย่าทิ้งน้ำดื่มที่เหลือในแก้วโดยไมเ่ กิดประโยชน์อันใด ใช้รดน้ำต้นไม้ ใช้ชำระพื้นผิว ใช้ชำระ ความสะอาดสงิ่ ต่าง ๆ ไดอ้ ีกมาก ควรใชเ้ หยอื กน้ำกับแก้วเปล่าในการบริการน้ำดม่ื และใหผ้ ้ทู ่ตี ้องการดื่มรินน้ำดื่ม เอง และควรด่ืมให้หมดทกุ ครั้ง 12. ล้างจานในภาชนะท่ขี บั น้ำไว้ จะประหยัดน้ำไดม้ ากกว่าการลา้ งจานดว้ ยวิธีท่ปี ล่อยให้น้ำไหลจาก กอ๊ กนำ้ ตลอดเวลา 13. ติดตั้งระบบน้ำให้สามารถใช้ประโยชน์จากการเก็บและจ่ายน้ำตามแรงโน้มถ่วงของโลก เพ่ือ หลกี เลย่ี งการใช้พลังงานไปสูบและจา่ ยนำ้ ภายในอาคาร 4.4 การอนุรกั ษ์พลงั งานอืน่ ๆ 1. อยา่ ใช้กระดาษหนา้ เดียวทง้ิ ให้ใชก้ ระดาษอยา่ งคุ้มค่าใช้ท้ังสองหน้า ใหน้ ึกเสมอวา่ กระดาษแตล่ ะแผน่ ยอ่ มหมายถึงต้นไม้หนงึ่ ตน้ ทตี่ อ้ งเสียไป 2. ในสำนักงานให้ใช้การส่งเอกสารต่อ ๆ กันแทนการสำเนาเอกสารหลาย ๆ ชุด เพื่อประหยัดกระดาษ ประหยัดพลังงาน ลดการสูญเสยี กระดาษเพิ่มมากขึ้น ด้วยการหลีกเลีย่ งการใช้กระดาษปะหนา้ โทรสาร ชนิดเต็ม แผน่ และหนั มาใชก้ ระดาขนาดเลก็ ทส่ี ามารถตัดพับบนโทรสารได้ง่าย 3. ใชก้ ารสง่ ผา่ นขอ้ มลู ต่าง ๆ ผา่ นระบบคอมพิวเตอร์ โดยโมเด็ม หรือแผ่นดสิ ก์ แทนการส่งขา่ วสารขอ้ มูล โดยเอกสาร ช่วยลดขน้ั ตอนการทำงาน ลดการใช้พลงั งานไดม้ าก 4. หลีกเลีย่ งการใช้จานกระดาษ แกว้ น้ำกระดาษ เวลาจัดงานสังสรรค์ต่าง ๆ เพราะสิน้ เปลืองพลังงานใน การผลิต รู้จักแยกแยะประเภทขยะ เพื่อช่วยลดขั้นตอน และลดพลังงานในการทำลายขยะ และทำให้ขยะ ท้ังหลายงา่ ยต่อการกำจดั หนงั สือพมิ พอ์ ่านเสรจ็ แล้วอยา่ ทิง้ ให้เก็บไวข้ าย หรอื พับถงุ เกบ็ ไวท้ ำอะไรอย่างอน่ื ใช้ ซ้ำทกุ ครั้งถา้ ทำได้ ช่วยลดการใช้พลงั งานในการผลิต 5. ขึ้นลงช้ันเดียวหรือสองชั้น ไม่จำเป็นต้องใชล้ ิฟท์ จำไว้เสมอวา่ การกดลิฟท์แต่ละครัง้ สูญเสียพลงั งาน ถึง 7 บาท 6. งด เลิก บริโภคผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้งเลย เพราะเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานในการผลิต ใช้ ทรัพยากรธรรมชาติสิน้ เปลือง เพม่ิ ปรมิ าณขยะ เปลืองพลังงานในการกำจัดขยะ ลดการใช้ผลิตภัณฑท์ ่ีมีบรรจุภัณฑ์ ทีย่ ากตอ่ การทำลาย เช่น โฟม หรือพลาสติก ควรเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ทน่ี ำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Reuse) หรือนำไป ผ่านกระบวนการผลิตมาใช้ใหม่ได้ (Recycle) สนับสนุนสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ เป็นวัสดุที่สามารถนำมาผ่าน กระบวนการนำมาใช้ใหม่ เช่น แก้ว กระดาษ โลหะ พลาสตกิ บางประเภท โดยจดั ใหม้ ีการแยกขยะในครัวเรือน และในสำนักงาน 7. ให้ความร่วมมือ สนับสนุน หรือเข้าร่วมกิจกรรมกับหนว่ ยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่รณรงค์ ส่งเสรมิ ให้มกี ารอนรุ กั ษพ์ ลังงาน 8. กระตุ้นเตือนให้ผู้อ่ืนช่วยกนั ประหยดั พลังงาน โดยการติดสญั ลักษณ์ หรือเครื่องหมายให้ช่วยประหยัด ไฟ ตรงบรเิ วณใกล้สวทิ ช์ไฟ เพือ่ เตือนให้ปดิ เมอ่ื เลกิ ใชแ้ ลว้
227 4. แบบฝึกหดั /แบบทดสอบ ข้อสอบประจำหน่วยที่ 11 เร่อื ง หลักการและวิธกี ารอนรุ ักษพ์ ลังงาน วิชา พลังงาน ทรัพยากรและส่งิ แวดลอ้ ม รหัส 20001-1002 ระดับ ปวช. คำชแ้ี จง: 1 ขอ้ สอบมีจำนวน 10 ข้อ 2. ให้นักเรียน x ขอ้ ท่ถี กู ต้องลงในกระดาษคำตอบ แบบทดสอบ หลักการและวธิ ีการอนุรกั ษพ์ ลงั งาน 1. ข้อใดไม่เปน็ การอนุรักษพ์ ลงั งานตามความหมายใน 4. การอนรุ กั ษ์พลงั งานในข้อใดเปน็ วิธกี ารทางดา้ นการ พระราชบญั ญตั กิ ารส่งเสริมและการอนรุ กั ษ์พลงั งาน จัดการ พ.ศ.2535 ก. ปดิ เครอื่ งปรับอากาศเมอ่ื ไมอ่ ยูใ่ นห้อง ก. การใชพ้ ลงั งานอยา่ งประหยัด ข. ใช้หลอดตะเกยี บแทนหลอดไส้ ข. การพฒั นาแหล่งพลงั งานใหม่ ค. ควบคมุ การรว่ั ไหลของการใชไ้ ฟฟ้า ค. การใชก้ ลไกทางตลาดเพ่ือลดการใชพ้ ลังงาน ง. ทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศเดือนละครงั้ ง. การพฒั นากระบวนการผลิต 5. การแกป้ ัญหาทเี่ กดิ จากการผลติ และใชพ้ ลงั งานที่ 2. สาเหตทุ ่ีต้องมีการอนรุ ักษ์พลังงานเพราะเหตุใด ไดผ้ ลดีทส่ี ุด ในระยะยาวคืออะไร ก. มนษุ ยต์ ระหนกั เรอ่ื งการใชพ้ ลงั งานมากขนึ้ กว่า ก. ออกกฎหมายใหม้ ีกฎที่เขม้ งวด ในอดตี ข. สร้างจติ สำนกึ การอนุรกั ษ์พลงั งานให้เกดิ ขนึ้ ข. มนุษยใ์ ชพ้ ลังงานอยา่ งสิ้นเปลือง ค. แจกใบปลวิ ประชาสมั พนั ธล์ ดใช้พลังงาน ค. พลังงานคุณภาพดีเรม่ิ หมดไป ง. โฆษณาส่งเสริมการใช้พลงั งานทางโทรทศั น์ ง. คน้ พบแหล่งพลงั งานเพิ่มแตอ่ ยู่ในประเทศโลกท่ี 6. ข้อใดไมใ่ ช่แนวทางในการแกไ้ ขปัญหาด้านพลังงาน 3 ก. จดั หาและพัฒนาแหล่งพลงั งานใหม่ 3. การอนุรกั ษ์พลังงานในขอ้ ใดเป็นวธิ กี ารทาง ข. พฒั นาการใชพ้ ลังงานให้มปี ระสทิ ธภิ าพ เทคโนโลยี ค. กกั ตุนพลังงานให้มากเพอื่ จะได้ใช้ได้นานๆ ก. ปิดไฟเมอ่ื ไม่ใช่ ง. รณรงค์ให้มกี ารใช้พลงั งานอย่างประหยดั ข. รดี ผ้าคราวละมาก ๆ ในครงั้ เดยี ว ค. ปิดทวี ีท่ีเครือ่ ง ไม่ใช่ปิดดว้ ยรีโมทคอนโทรล ง. การทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ เคร่ืองปรับอากาศ เดือนละครง้ั
228 7. การรีดผา้ เปน็ จำนวนมากในครัง้ เดยี ว จัดเปน็ แนวทาง 9.สมศักดิ์เปิดไฟหลอดไส้ขนาด 60 วัตต์ในฤดูหนาว9. ในการแกไ้ ขปัญหาด้านพลังงานอย่างไร อุณหภูมิท่ีพอเหมาะแกก่ ารตัง้ เคร่ืองปรับอากาศ เป็น ก. เป็นการจดั หาแหล่งพลงั งานใหม่ เท่าใด ข. การใชพ้ ลังงานอยา่ งเต็มประสิทธภิ าพ ก. 15 องศาเซลเซียส ค. เปน็ การนำพลงั งานกลบั มาใชใ้ หม่ ข. 20 องศาเซลเซียส ง. เป็นการพัฒนากระบวนการผลิตพลงั งาน ค. 25 องศาเซลเซยี ส 8. พฤตกิ รรมใดเปน็ การลดการสูญเสียพลังงาน ง. 30 องศาเซลเซยี ส ก. สมมาตรปิดผ้าม่านกนั้ แสงแดดขณะเปดิ 10. ข้อใดคอื ความหมายของการใชอ้ ปุ กรณไ์ ฟฟ้า เคร่อื งปรบั อากาศ ประสิทธภิ าพสูง ข. รัชนาเปิดพดั ลมเพื่อเป่าผมและการใช้เครอ่ื งเปา่ ก. ตู้เย็นแบบ 2 ประตู ผม ข. โทรทศั นจ์ อพลาสมา ค. บุญสขุ หงุ ข้าวครงั้ ละ 1 ลิตร ในหมอ้ หุงขา้ วขนาด ค. เคร่อื งปรับอากาศเบอร์ 5 5 ลิตร ง. เครื่องเสยี งพลังขับ 5,000 วตั ต์ ง. สมศักดิเ์ ปดิ ไฟหลอดไสข้ นาด 60 วตั ต์ในฤดู หนาว
229 ใบงาน ที่ ........ 11 หนว่ ยท่ี 11 หลกั สตู ร ประกาศนยี บัตรวชิ าชพี สอนคร้งั ท.่ี ..14-15 เวลา.........4 ชม. รหสั 20001-1002 พลังงาน ทรัพยากรและส่งิ แวดล้อม ชือ่ งาน........ หลักการและวธิ ีการอนรุ กั ษพ์ ลังงาน 1. จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม หลังจากทำกิจกรรมนเี้ สรจ็ แลว้ . นกั เรยี นจะสามารถวเิ คราะหเ์ รอ่ื ง มลพษิ ทางอากาศและวิธแี กไ้ ขได้ 2. สมรรถนะ แยกแยะมลพิษทางอากาศและวธิ แี กไ้ ขได้ 3. เครอ่ื งมือ วัสดุ และอปุ กรณ์ (เอกสาร) เนือ้ หาสาระ 10 เมืองท่ีมลพิษทางอากาศรุนแรงท่ีสุด \"ในปี 2012 มลพิษทางอากาศครา่ ชีวิตคนไปแลว้ กวา่ 6 ล้านคนทว่ั โลก\" ขอ้ ความในรายงานขององคก์ ารอนามัยโลกกำลงั ยำ้ เตอื นให้เราหันมา \"มองเหน็ \" ความสำคญั ของสงิ่ ทมี่ องไม่ เหน็ กนั บา้ ง จากข้อมูลขา้ งตน้ ทำให้ \"มลพิษทางอากาศ\" ข้นึ แทน่ เป็นปัญหาทางอนามยั ส่งิ แวดล้อมที่ใหญ่ที่สดุ จำนวนคน ทีเ่ สียชีวติ จากโรคมาลาเรียและเอดส์รวมกนั ยังนอ้ ยกวา่ มลพษิ ทางอากาศ เสยี อกี และทีน่ ่ากลวั ยิง่ กวา่ กค็ ือ ปญั หานย้ี งั ทวคี วามรุนแรงขนึ้ เร่อื ยๆ งานศึกษาฉบบั ลา่ สุดจากตวั แทนขององค์การสหประชาชาติ พบวา่ มลพิษทางอากาศเพิ่มข้ึนเรื่อยๆ ตง้ั แต่ การสำรวจในปี 2011 ทำให้คนเมอื งมคี วามเสี่ยงเป็นโรคมะเรง็ โรคทางหลอดเลอื ดสมอง และโรคหัวใจมากขนึ้ และในปีทผ่ี ่านมา หน่วยงานนานาชาตเิ พือ่ การวิจยั มะเร็งขององค์การอนามยั โลก (IARC) ได้ระบอุ ย่างเป็น ทางการว่า มลพิษทางอากาศในทกี่ ลางแจง้ เปน็ ปจั จัยท่ที ำใหม้ นษุ ยเ์ ป็นมะเร็ง โดย IARC แสดงให้เห็นว่ามีความ เชอื่ มโยงระหวา่ งมลพษิ ทางอากาศกบั มะเรง็ ปอดและมะเร็ง กระเพาะปัสสาวะ ในรายงานปี 2014 นกั วจิ ยั ไดส้ ำรวจมลพิษทางอากาศชว่ ง 5 ปที ผ่ี ่านมาในเกือบ 1,600 เมอื ง จาก 91 ประเทศ โดยเก็บขอ้ มลู จากอนภุ าคฝนุ่ ละอองเปน็ ปจั จยั หลกั รายงานชนิ้ น้รี ะบวุ า่ คน เมอื งท่วั โลกกวา่ ครึง่ หนง่ึ อาศยั อยใู่ นเมอื งที่มปี รมิ าณฝุน่ ละอองขนาดเลก็ เกินกว่ามาตรฐานขององคก์ ารอนามัยโลกถึง 2.5 เทา่ และมี ประชากรเมืองเพียง 12 เปอร์เซน็ ต์เท่าน้ันทอ่ี าศยั ในเมืองทค่ี ่าคณุ ภาพอากาศอยใู่ นมาตรฐาน โดยเมอื งทีม่ ีปญั หามลพิษทางอากาศรนุ แรงทสี ดุ คือ 1. เดลี ประเทศอนิ เดีย
230 2. ปตั นะ ประเทศอนิ เดยี 3. กวาลิเออร์ ประเทศอนิ เดยี 4. ไรปรุ ะ ประเทศอินเดีย 5. การาจี ประเทศปากีสถาน 6. เปชวาร์ ประเทศปากีสถาน 7. ราวลั ปนิ ดี ประเทศปากีสถาน 8. คอรร์ ามาบดั ประเทศอหิ รา่ น 9. อาเมดาบัด ประเทศอินเดีย 10. ลัคเนา ประเทศอินเดีย องคก์ ารอนามัยโลกให้ขอ้ มูลว่า สาเหตุหลักของมลพิษมาจากการปลอ่ ยไอเสียจากยานพาหนะและจาก โรงงาน นอกจากนี้ ยังมาจากการปล่อยมลพษิ จากอาคารบา้ นเรือนดว้ ย ซง่ึ บางพนื้ ท่ียงั ใชถ้ า่ นหนิ และฟืน ทำอาหารหรือสร้างความอบอ่นุ ในบา้ น สำหรบั เมืองท่ปี ัญหาคุณภาพอากาศอยู่ในระดบั ตำ่ อยใู่ นประเทศแคนาดา สหรฐั อเมริกา ฟินแลนด์ ไอซแ์ ลนด์และสวีเดน เอกสารอา้ งองิ http://www.greenworld.or.th/greenworld/foreign/2383 \"The 10 cities with the worst air pollution in the world\" www.mnn.com 4.คำแนะนำ - 5. ขอ้ ควรระวงั - ควรกระตุน้ ให้นักเรียนทำงานเป็นกลมุ่ 6. ลำดบั ขนั้ การปฏบิ ัตงิ าน 17. แบ่งนกั เรยี นเป็นกลุ่มละ 5 คน เพ่อื ระดมสมอง 18. ใหน้ ักเรียนแต่ละกล่มุ ศกึ ษา10 เมอื งที่มลพษิ ทางอากาศมากทส่ี ุด เพ่ือนำมาวเิ คราะหว์ า่ เพราะเหตใุ ด มวี ธิ ีแก้ไขอยา่ งไร 19. นกั เรียนนำเสนอผลงาน รวมทุกกลมุ่ ประมาณ 20 นาที 4. ครูและนักเรียนรว่ มกันสรปุ 7. ผลการศกึ ษา - 8. สรุปและวจิ ารณ์ผล ............................................................................................................................. .......................... ........................................................................................................ ............................................................
231 9. การประเมินผล 1. สังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล 2. ประเมนิ พฤติกรรมการเขา้ รว่ มกิจกรรมกลมุ่ 3. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลุ่ม 4 ตรวจกจิ กรรมสง่ เสรมิ คุณธรรมนำความรู้ 5. ตรวจแบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ แบบฝกึ ปฏบิ ัติ 6. ตรวจกิจกรรมใบงาน 7. การสงั เกตและประเมนิ พฤติกรรมด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 10. เอกสารอ้างอิง /เอกสารคน้ ควา้ เพิม่ เติม หนงั สือเรียนวิชา พลงั งาน ทรพั ยากรและสิ่งแวดลอ้ มสำนักพมิ พ์เอมพนั ธ์ รหัส 20001-1002 และ อินเทอร์เน็ต http://www.energy.go.th/?q=th/Laws
แผนการจัดการเรียนรู้ 232 หลกั สตู ร ประกาศนียบตั รวชิ าชพี หนว่ ยที่ 12 รหสั 20001-1002 พลังงาน ทรัพยากรและสงิ่ แวดล้อม สอนคร้งั ที่ 16-17 (31-34) ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้ การจดั การทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ ม ท-ป-น 2-0-2 ทฤษฎี 4 ชม. 1. สาระสำคญั การเพ่มิ จำนวนประชากรและการใช้เทคโนโลยีเพ่อื ผลิตส่งิ อำนวยความสะดวกใหก้ ับมนุษย์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ ทรัพยากรธรรมชาติถูกนำมาใชอ้ ยา่ งฟมุ่ เฟือย โดยเฉพาะทรพั ยากรธรรมชาตทิ ใ่ี ชแ้ ล้วหมดไป เชน่ นาํ้ มัน กา๊ ซ ธรรมชาติ และยังทําให้มีของเสยี ตกค้างอยู่ในสงิ่ แวดลอ้ ม เกดิ มลพิษสิ่งแวดลอ้ ม เชน่ มลพษิ ทางนํ้า มลพิษทาง อากาศ เป็นต้น ปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบตอ่ มนษุ ยใ์ นท่ีสุดการจดั การส่งิ แวดลอ้ ม ชว่ ยใหม้ ีการนาํ ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ มมาใชอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ และไม่เกิดผลกระทบต่อส่ิงแวดลอ้ ม 2. สมรรถนะประจำหนว่ ย 1.นกั เรียนสามารถบอกความสำคญั ของปัญหาสิ่งแวดลอ้ มได้ 2.นกั เรยี นสามารถบอกความหมายและความเป็นมาของการวิเคราะห์ 3.นกั เรียนสามารถบอกผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้ 3.นกั เรยี นสามารถระบขุ นาดของโครงการท่ตี ้องประเมินผลกระทบส่ิงแวดลอ้ มได้ 4.นกั เรียนสามารถบอกแนวคิดในการจัดการส่งิ แวดลอ้ มได้ 5.นักเรียนสามารถอธบิ ายแนวทางการจัดการสิง่ แวดล้อมในระดับสากลได้ 6.นกั เรียนสามารถบอกแนวทางการจดั ทำแผนปฏิบตั ิการเพ่ือจัดการคุณภาพสงิ่ แวดลอ้ มได้ 7.นกั เรียนสามารถวางแผนปอ้ งกนั แก้ไขปญั หาและผลกระทบท่เี กิดจากการใชพ้ ลงั งาน ทรพั ยากรและส่ิงแวดล้อมใน งานอาชพี ได้ 8 นักเรียนสามารถวางแผนการอนรุ กั ษ์พลงั งาน ทรพั ยากรและสิง่ แวดล้อมในงานอาชีพได้ 3. จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1.บอกความสำคญั ของปญั หาส่ิงแวดล้อมได้ 2.บอกความหมายและความเป็นมาของการวเิ คราะห์ 3.บอกผลกระทบสงิ่ แวดล้อมได้ 3.ระบุขนาดของโครงการท่ีตอ้ งประเมนิ ผลกระทบสิง่ แวดล้อมได้ 4.บอกแนวคิดในการจัดการส่งิ แวดล้อมได้ 5.อธบิ ายแนวทางการจดั การส่งิ แวดล้อมในระดบั สากลได้ 6.บอกแนวทางการจัดทำแผนปฏิบตั กิ ารเพ่อื จัดการคุณภาพสิง่ แวดลอ้ มได้ 7.วางแผนปอ้ งกัน แกไ้ ขปญั หาและผลกระทบท่เี กิดจากการใช้พลังงาน ทรพั ยากรและสิง่ แวดล้อมในงานอาชีพ ได้ 8 วางแผนการอนุรักษพ์ ลังงาน ทรพั ยากรและสิ่งแวดล้อมในงานอาชพี ได้ 9. มกี ารพัฒนาคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ของผู้สำเรจ็ การศึกษา สำนักงาน คณะกรรมการการอาชวี ศึกษา ที่ครูสามารถสังเกตไดข้ ณะทำการสอนในเร่อื ง
233 9.1 ความมีมนุษยสัมพนั ธ์ 9.2 ความมวี ินัย 9.3 ความรับผดิ ชอบ 9.4 ความซ่อื สตั ย์สจุ รติ 9.5 ความเช่อื ม่นั ในตนเอง 9.6 การประหยดั 9.7 ความสนใจใฝร่ ู้ 9.8 การละเว้นส่งิ เสพติดและการพนนั 9.9 ความรกั สามัคคี 9.10 ความกตญั ญกู ตเวที 9.11 แตง่ กายตามข้อตกลง ตรงเวลา รักษาสงิ่ แวดล้อม ใจอาสา 4. สาระการเรยี นรู้ 1.การจดั การทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม 2.การวิเคราะหผ์ ลกระทบส่งิ แวดล้อม 3.การจดั การสิ่งแวดลอ้ ม 4.การจัดการสิง่ แวดลอ้ มในระดบั สากล 5.การวางแผนการจัดการทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม 6.แนวทางการจัดทำแผนปฏบิ ัติการเพือ่ จัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม 5. กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สัปดาห์ที่...16........) ขั้นนำเข้าสูบ่ ทเรียน 1.ครสู นทนากบั เรียนเรียนถึงทรพั ยากรธรรมชาติ คอื ทรพั ย์อนั เกดิ ข้ึนเองหรือมีอยู่ตามธรรมชาติ เกิดข้ึนตามธรรมชาตแิ ละให้ประโยชนต์ ่อมนษุ ย์ไมท่ างใดกท็ างหน่งึ 2.ครแู ละผู้เรยี นสนทนาเกี่ยวกับสงิ่ แวดลอ้ ม (Environment) หมายถึง สง่ิ ต่างๆ ทอี่ ย่รู อบตัวเรา ส่ิงตา่ งๆ ทมี่ ลี ักษณะ ทางกายภาพและชีวภาพท่อี ยูร่ อบตวั มนษุ ย์ ซึ่งเกดิ ขึ้นเองตามธรรมชาติ และสงิ่ ทมี่ นษุ ยไ์ ด้ทำข้ึน” นอกจากนีย้ งั มี สง่ิ แวดล้อมท่เี ป็นนามธรรม หรอื มองไม่เห็นแตม่ คี วามสมั พันธ์ หรือมผี ลกระทบกับการดำรงชวี ติ ของมนุษย์ และ สิ่งแวดล้อมอืน่ ๆ เช่น กฎหมาย ระบบเศรษฐกจิ ระบบการเมอื ง เปน็ ต้น 3.ครแู ละผ้เู รียนยกตัวอย่างสง่ิ แวดลอ้ มตา่ งๆ ทีอ่ ยู่รอบตวั ผเู้ รยี น หรอื เคยเห็นในชีวติ ประจำวนั 4.ผเู้ รียนยกตัวอยา่ งการพฒั นาอท่ีเกยี่ วข้องกับชีวติ ประจำวัน ข้ันสอน 5.ครใู ช้สื่อ Power Point ประกอบการอธบิ ายการจดั การทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อม ความจําเปน็ ท่ีต้องมกี ารจดั การทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ ม เน่อื งจาก ทรพยั ากรธรรมชาติทม่ี ีความจำเปน็ ในการยง้ ชีพและการพฒั นาไดถ้ ูกทำลายมากขึน้ ในขณะที่ความต้องการ ทรพั ยากรธรรมชาติมีมากข้นึ ตลอดเวลา ความต้องการท่จี ะกาํ หนดวธิ ีปฏิบตั ิท่ีถูกตอ้ งเพ่อื ป้องกนั และแก้ปัญหาการอนุรักษ์ท่สี ำคัญท้งั ทเ่ี ป็นปญั หา เฉพาะหนา้ และทย่ี ืดเยื้อมานานซึ่งจําเป็นตอ้ งอาศยั เวลา สมรรถภาพของการอนรุ ักษ์ในประเทศและระหวา่ งประเทศ
234 โบราณสถานและศิลปวัฒนธรรมไดถ้ ูกทาํ ลายจาํ นวนมากจากมนษุ ยใ์ นการพัฒนาด้านตา่ งๆ 6.ครูและผู้เรียนอภิปรายการดำเนินงานจัดการทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอ้ ม ซ่ึงรฐั บาลได้ก่อตง้ั สํานักงานคณะกรรมการส่ิงแวดล้อมแห่งชาตขิ น้ึ เพ่ือดําเนินการจดั การสิ่งแวดลอ้ มของประเทศ โดยมีพระราชบญั ญตั ิ กํากบั ในการดําเนนิ งานใน พ.ศ. 2535 ได้แยกสำนกั งานคณะกรรมการสงิ่ แวดลอ้ มแห่งชาตอิ อกเปน็ 3 หนว่ ยงาน คอื สำนกั นโยบาย และแผนส่งิ แวดลอ้ ม กรมควบคุมคุณภาพส่ิงแวดลอ้ ม และกรมสง่ เสรมิ คุณภาพส่งิ แวดลอ้ ม และ ประกาศใช้พระราชบัญญัตสิ ่งเสริมและรกั ษาคุณภาพสิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ 7.ผู้เรยี นแบ่งกลุม่ ละ 5 – 6 คน รว่ มกันศึกษาการจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม ดงั นี้ กลมุ่ ท่ี 1.การจัดการทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อม กลมุ่ ที่ 2.การวิเคราะห์ผลกระทบสงิ่ แวดล้อม กลมุ่ ท่ี 3.การจัดการสงิ่ แวดล้อม กลมุ่ ที่ 4.การจัดการสิ่งแวดลอ้ มในระดบั สากล 8.ครูใช้เทคนิควิธกี ารจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) หมายถงึ กระบวนการเรยี นรทู้ ี่จดั ใหผ้ ู้เรยี น ได้รว่ มมือและชว่ ยเหลือกันในการเรยี นรโู้ ดยแบ่งกล่มุ ผ้เู รียนทีม่ ีความสามารถตา่ งกันออกเปน็ กลุ่มเล็ก ซึ่งเปน็ ลักษณะ การรวมกลมุ่ อย่างมโี ครงสร้างท่ชี ดั เจน มกี ารทำงานร่วมกัน มกี ารแลกเปลยี่ นความคิดเห็นมีการชว่ ยเหลอื พงึ่ พาอาศยั ซง่ึ กนั และกนั มีความรบั ผิดชอบรว่ มกนั ท้งั ในสว่ นตนและสว่ นรวมเพ่อื ให้ตนเองและสมาชกิ ทุกคนในกลุ่มประสบ ความสำเร็จตามเปา้ หมายทีก่ ำหนดไว้ ดงั นี้ 1) แบ่งผ้เู รยี นเป็นกลมุ่ ๆ ละ 3-4 คน 2) ผู้เรยี นระดมสมองเรื่องการจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม กลมุ่ ท่ี 1.การจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ ม กลุ่มท่ี 2.การวเิ คราะห์ผลกระทบสง่ิ แวดลอ้ ม กลมุ่ ท่ี 3.การจัดการสิ่งแวดล้อม กลมุ่ ที่ 4.การจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับสากล 3) นำเสนอหน้าชน้ั เรียน 9.ผเู้ รยี นเขยี นวงรอบคําหรอื ข้อความในตารางท่ีสัมพนั ธก์ บั ข้อความทกี่ ําหนดให้
235 1.สิง่ ท่เี ปน็ พิษ และอนั ตรายต่อมนุษย์และส่ิงแวดล้อม 2. การดูแล รักษา ใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ 3. การพฒั นาทสี่ ง่ ผลต่อมนุษย์อยา่ งถาวร และมนั่ คง 4. อนุมูลของกรดตา่ งๆ เจอื ปนอย่ใู นนา้ํ ฝน 5. ปรากฏการณท์ ี่อณุ หภูมิของโลกสงู ข้ึน 6. การปรบั ปรุงสง่ิ แวดลอ้ มให้ดีขนึ้ 7. การปลอ่ ยสง่ิ แวดลอ้ มให้เป็นไปตามธรรมชาติ 8. แนวทางแกป้ ัญหาสงิ่ แวดลอ้ ม 9.เปน็ สงิ่ ที่ก่อใหเ้ กิดกระบวนการผลิตทร่ี วดเรว็ และปริมาณมาก 10.การดาํ เนนิ งานทไ่ี ม่เปน็ อันตรายตอ่ สิง่ แวดล้อม 10.ผเู้ รียนทำใบงาน 11..ครแู นะนำให้ผู้เรยี นร้จู ักการนำเอาความพอเพยี งไปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์ ซึ่งเป็นความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเปน็ ทีต่ อ้ งมรี ะบบภมู คิ มุ้ กันในตวั ที่ดีพอสมควรตอ่ ผลกระทบใดๆ อนั เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้ง ภายนอกและภายใน การตัดสนิ ใจและการดำเนินกจิ กรรมต่างๆให้อย่ใู นระดับพอเพยี งนน้ั ต้องอาศัยทัง้ ความรู้และ คณุ ธรรมเปน็ พน้ื ฐาน ขน้ั สรปุ และการประเมนิ ผล 12.ครูและผู้เรยี นสรปุ การจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ ม การวเิ คราะห์ผลกระทบส่ิงแวดล้อม การจัดการสิ่งแวดลอ้ ม และการจดั การสิ่งแวดลอ้ มในระดบั สากล 13.ครูแนะนำให้ผเู้ รียนนำหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง มาประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ติ ประจำวนั 14.ผเู้ รยี นทำกจิ กรรม และแบบประเมินผลการเรียนรู้
236 สัปดาหท์ ่ี 17 ข้ันนำเขา้ ส่บู ทเรียน 1. ครูสนทนากบั ผู้เรียนวา่ ตามพระราชบญั ญัตสิ ง่ เสริมและรกั ษาคณุ ภาพสิ่งแวดลอ้ มแหง่ ชาติ พ.ศ. 2535 กาํ หนดใหจ้ ังหวัดมีหนา้ ท่ีในการจดั ทําแผนปฏบิ ตั ิการ เพื่อจัดการคณุ ภาพสิ่งแวดล้อมในระดับจงั หวดั การจัดทํา โครงการตามแผนปฏบิ ัติการจดั การคุณภาพสิง่ แวดลอ้ มระดบั จงั หวัด 2.ครูและผู้เรียนทบทวนการรกั ษาสิ่งแวดลอ้ มอย่างมีคณุ ภาพ ขั้นสอน 3.ครใู ชเ้ ทคนิควิธกี ารจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมอื (Cooperative Learning) หมายถงึ กระบวนการเรยี นรทู้ ่จี ัด ใหผ้ เู้ รยี นไดร้ ว่ มมอื และช่วยเหลือกนั ในการเรียนรโู้ ดยแบง่ กลมุ่ ผูเ้ รียนท่ีมีความสามารถตา่ งกนั ออกเป็นกล่มุ เลก็ ซ่ึง เปน็ ลักษณะการรวมกลมุ่ อยา่ งมีโครงสร้างท่ชี ัดเจน มกี ารทำงานร่วมกนั มกี ารแลกเปลย่ี นความคิดเห็นมีการ ชว่ ยเหลือพึ่งพาอาศัยซ่งึ กันและกนั มีความรับผดิ ชอบรว่ มกันทงั้ ในสว่ นตนและสว่ นรวมเพือ่ ให้ตนเองและสมาชิกทกุ คนในกล่มุ ประสบความสำเรจ็ ตามเป้าหมายทก่ี ำหนดไว้ ดังน้ี 1) แบ่งผ้เู รียนเปน็ กลุ่มๆ ละ 5-6 คน 2) สืบค้นข้อมูลในหัวขอ้ การวางแผนการจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางการจดั ทำแผนปฏิบัตกิ ารเพื่อ จัดการคุณภาพสง่ิ แวดล้อม 3) นำข้อมลู ท่ไี ด้มาอภิปรายรว่ มกนั นำเสนอและแลกเปล่ยี นเรยี นรู้ 4.ครใู ชส้ ่ือ Power Point และครูใช้เทคนคิ วิธกี ารจดั การเรียนร้แู บบร่วมมอื (Cooperative Learning) โดย อธบิ ายการวางแผนการจัดการทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม และแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัตกิ ารเพ่อื จดั การคณุ ภาพสิ่งแวดลอ้ ม 5.ผู้เรยี นศกึ ษาและวเิ คราะห์ข่าว “คพ.ตรวจแหล่งกำเนดิ มลพษิ แสนแสบ” แลว้ ประยกุ ตใ์ ชว้ ิธีการ หลกั การ จดั การส่ิงแวดลอ้ ม เพ่ือวางแผนป้องกนั แก้ไขปญั หา และผลกระทบท่เี กิดข้นึ จากน้ันให้ตอบคำถามดังนี้ 5.1 สาเหตุของปญั หา 5.2 ผลกระทบ 5.3 แนวทางปอ้ งกนั และแก้ไขปัญห 6.ผู้เรียนแบ่งกลุ่มศกึ ษาปัญหาการใชพ้ ลงั งานในสถานประกอบการใกล้เคยี งกับบ้านหรือสถานศึกษา โดย การสำรวจหรือสัมภาษณผ์ ู้ที่เกี่ยวขอ้ ง แล้วเขยี นโครงการเพอื่ ืสง่ เสริมให้มกี ารใช้พลงั งานอย่างมีประสิทธภิ าพ การ เขียนโครงการควรมีความเปน็ ไปได้ในทางปฏิบตั ิ 7.ผู้เรียนทำกิจกรรมใบงาน 8.ผูเ้ รียนบอกวธิ กี ารดำเนนิ ชวี ติ ของตวั เองโดยนำแนวคิดปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งมาใช้ ปฏบิ ตั ดิ ้านตา่ งๆ ทั้งจิตใจ สังคม ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม เทคโนโลยีและเศรษฐกจิ 9.ครูเนน้ ให้ผเู้ รยี น ระมัดระวงั รอบคอบทุกครัง้ ในการทำข้อสอบ
237 ขั้นสรุปและการประยกุ ต์ 10 ครสู รุปเน้ือหาบทเรียน โดยใชส้ อื่ Power Point เพือ่ สรปุ เนอื้ หาท่เี กีย่ วขอ้ ง 11.ครูสุม่ ถามตอบผ้เู รียนเกี่ยวกับเนือ้ หาท่ีเรยี น 12.ผเู้ รยี นทำกจิ กรรมใบงาน และแบบประเมนิ ผลการเรียนรู้ 13.ประเมินตนเองจากแบบประเมนิ ตนเอง รวมทงั้ กจิ กรรมการจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ ชือ่ ผูเ้ รยี น ธรรมชาติของผ้เู รียน วธิ กี ารเรียนรู้ ความสนใจ สติปญั ญา วุฒภิ าวะ 1. 2. 3. 4. 5. แบบประเมินผลประสบการณพ์ ืน้ ฐานการเรยี นรู้ ชอื่ ผู้เรียน ประสบการณพ์ น้ื ฐานการเรยี นรู้ วิธกี ารเรียนรู้ ความรู้ ทักษะ ผลงาน 1. 2. 3. 4. 5. 6. ส่ือและแหลง่ การเรียนรู้ 1.หนังสอื เรยี น วิชาพลังงาน ทรพั ยากรและสิง่ แวดล้อม ของสำนกั พมิ พเ์ อมพนั ธ์ 2.ส่อื Power Point, วีดีทัศน์ 3.กจิ กรรมการเรยี นการสอน 4.รปู ภาพประกอบ 5.แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ 7.หลักฐานการเรยี นรู้ 1.บนั ทึกการสอนของผูส้ อน 2.ใบเช็ครายชือ่ 3.แผนจัดการเรียนรู้ 4.การตรวจประเมนิ ผลงาน
238 8.การวัดและประเมินผล 8.1 วธิ ีการ 1. สงั เกตพฤติกรรมรายบคุ คล 2. ประเมนิ พฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกิจกรรมกลุ่ม 3. สังเกตพฤตกิ รรมการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุม่ 4 ตรวจกิจกรรมสง่ เสรมิ คุณธรรมนำความรู้ 5. ตรวจแบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ แบบฝกึ ปฏิบัติ 6. ตรวจกจิ กรรมใบงาน 7. การสังเกตและประเมินพฤตกิ รรมด้านคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นิยม และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 8.2 เคร่อื งมือ 1. แบบสงั เกตพฤติกรรมรายบคุ คล 2. แบบประเมนิ พฤติกรรมการเข้ารว่ มกจิ กรรมกล่มุ (โดยครู) 3. แบบสังเกตพฤติกรรมการเข้ารว่ มกิจกรรมกลุ่ม (โดยผเู้ รียน) 4. แบบประเมินผลการเรยี นรู้ และแบบฝกึ ปฏบิ ัติ 5. แบบประเมินกิจกรรมใบงาน 6. แบบประเมนิ คุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ โดยครูและผู้เรียนรว่ มกัน ประเมิน 8.3 เกณฑ์ 1. เกณฑ์ผา่ นการสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล ต้องไมม่ ีช่องปรับปรงุ 2. เกณฑผ์ า่ นการประเมินพฤตกิ รรมการเข้ารว่ มกจิ กรรมกลมุ่ คอื ปานกลาง (50 % ขึ้นไป) 3. เกณฑผ์ ่านการสงั เกตพฤติกรรมการเข้าร่วมกจิ กรรมกลุม่ คือ ปานกลาง (50% ขึ้นไป) 4. แบบประเมนิ ผลการเรียนรู้มีเกณฑ์ผา่ น และแบบฝึกปฏิบัติ 50% 5. แบบประเมนิ กิจกรรมใบงานมีเกณฑผ์ ่าน 50% 6. แบบประเมนิ คุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ ม และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ คะแนนขนึ้ อยู่ กบั การประเมนิ ตามสภาพจรงิ 9.บนั ทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้ 9.1 ขอ้ สรปุ หลงั การจดั การเรียนรู้ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................
239 9.2 ปญั หาที่พบ .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. 9.3 แนวทางแก้ปัญหา .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................. ..................................................................................................................................................
ใบความร้ทู ี่ .....12 240 หลักสูตร ประกาศนียบตั รวิชาชีพ หน่วยที่ 12 รหสั 20001-1002 พลงั งาน ทรพั ยากร และสง่ิ แวดลอ้ ม สอนครง้ั ที่ 16-17 ชื่อเรือ่ ง เรอ่ื ง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ ม เวลา......4............ชม. 6. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 1. บอกความสำคัญของปญั หาส่งิ แวดล้อมได้ 2. บอกความหมาย และความเป็นมาของการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดลอ้ มได้ 3. ระบขุ นาดของโครงการและวธิ ีการประเมนิ ผลกระทบ สิง่ แวดล้อมได้ 4. บอกแนวคิดในการจดั การส่งิ แวดลอ้ มได้ 5. อธบิ ายแนวทางการจดั การส่งิ แวดล้อมในระดบั สากลได้ 6. มีความตระหนกั ในการใช้พลงั งานอยา่ งประหยดั 2. สมรรถนะ 1. ผเู้ รยี นบอกความสำคญั ของปญั หาสง่ิ แวดลอ้ มได้ 2. ผเู้ รียนบอกความหมาย และความเปน็ มาของการวเิ คราะหผ์ ลกระทบสิง่ แวดลอ้ มได้ 3. ผู้เรียนระบุขนาดของโครงการและวธิ กี ารประเมนิ ผลกระทบ สิ่งแวดล้อมได้ 4. ผู้เรยี นบอกแนวคดิ ในการจดั การส่งิ แวดล้อมได้ 5. ผูเ้ รยี นอธบิ ายแนวทางการจัดการส่งิ แวดลอ้ มในระดบั สากลได้ 6. ผเู้ รียนมคี วามตระหนกั ในการใชพ้ ลังงานอย่างประหยัด 3. เนอ้ื หาสาระ 1. ความสำคัญของปัญหาสง่ิ แวดล้อม กิจรรมของมนุษย์เริ่มส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนับตัง้ แต่ประชากรมนุษย์เร่ิมมีมากขึ้นในสมยั ก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์เริม่ มีการล่าสตั ว์ ทำให้มีผลกระทบต่อจำนวนประชากรสัตว์ที่เป็นจุดเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของมนุษยใ์ น อดตี ที่มีผลกระทบตอ่ สิ่งแวดล้อมอย่างเหน็ ได้ชัดในระยะแรก เปน็ ชว่ ยท่ีมกี ารทำการเกษตร และมีการใช้เคร่ืองมือ ทางการเกษตรระหว่าง 8,000-7,500 ปกี อ่ นคริสตกาล และเร่มิ มีหลกั ฐานการเล้ยี งสัตว์เมื่อประมาณ 7,000 บาท ก่อนคริสตกาล ซง่ึ ทงั้ สองระยะมีการเปลีย่ นแปลงของสิ่งมชี ีวิตทง้ั พชื สตั ว์ และมนษุ ย์อยา่ งมาก จุดเปลย่ี นแปลงทีส่ ำคัญของมนุษย์ และสง่ิ แวดล้อมเร่มิ ตน้ ตัง้ แต่การปฏวิ ัติอุตสาหกรรม เพอ่ื เพ่มิ กำลังการผลิตทาง อุตสาหกรรม การใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน การใช้พลังงานในรูปอื่น ๆ มีมากขึ้น ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของก๊าซ คารบ์ อนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ การปฏิวัตอิ ตุ สาหกรรมนำไปสู่การพฒั นาการผลิตเป็นรูปแบบของการผลิตเป็น ปริมาณมาก และทำให้การบริโภคสนิ ค้าและบริการมีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้สังคมปัจจุบันเป็นสังคมแห่งการบริโภค การเตบิ โตทางเศรษฐกจิ และสงั คมทำให้ทรัพยากรรอ่ ยหรอ และเสอ่ื มโทรมลง เกิดมลพษิ ต่อสิ่งแวดลอ้ ม ปัญหาสิ่งแวดล้อมกำลังทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ทำให้นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ ที่ เกีย่ วขอ้ งตอ้ งหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว จากเหตุการณ์ทีเ่ กิดขนึ้ ในปจั จุบนั จะเห็นได้วา่ ถ้าไม่มกี ารจดั การแล้ว
241 ปัญหาส่งิ แวดลอ้ มจะส่งผลกระทบต่อความเปน็ อยู่ของมนุษย์มากขึน้ จากปญั หาตา่ ง ๆ ท่นี ักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะ เกิดในปี ค.ศ. 2050 เช่น แอลป์ รีสอร์ต ท่บี รเิ วณเทอื กเขาแอลป์ตอ้ งปดิ กิจการเนือ่ งจากไม่มหี มิ ะ หาดทรายในทะเล เมดิเตอร์เรเนยี นจะหายไป เน่ืองจากการเพิ่มขึน้ ของระดับน้ำทะเล นี่เปน็ เหตุการณ์ท่ีคาดว่าอาจเกิดขึ้น ซ่ึงความ จริงแลว้ อาจรุนแรงมากหรอื น้อยกวา่ ทค่ี าดไวน้ ักวทิ ยาศาสตรใ์ หค้ วามสำคญั และใหค้ วามเหน็ วา่ การเจรญิ เตบิ โตทาง เศรษฐกิจเปน็ สาเหตสุ ำคญั ที่ทำให้เกดิ ปญั หาสิง่ แวดล้อม และไดเ้ สนอใหม้ ีการหยดุ ยงั้ การเจริญเตบิ โตทางเศรษฐกิจ ให้เหลือศูนย์ (Zero Growth) และนำหลักการ “การพัฒนาที่ทำให้ได้รับความต้องการของคนในปัจจุบัน โดยไม่ เบยี ดเบยี นความต้องการของอนุชนร่นุ หลงั ” (Development that me….. the needs of the present without compromising the ability of future generations to meets their own needs) สหประชาชาติไ ด้ เห็น ความสำคญั ของปญั หาส่ิงแวดลอ้ ม และมกี ารจัดประชุมในระดับโลกหลายคร้งั เพือ่ ร่วมกันแก้ไขปัญหา เชน่ ปัญหา การเปลย่ี นแปลงของภูมอิ ากาศ ปญั หาความหลากหลายทางชีวภาพ เปน็ ต้น โครงการส่ิงแวดลอ้ มสหประชาชาติ (UNEP) ไดเ้ สนอแนวทางปอ้ งกนั และแกไ้ ขปญั หาสิง่ แวดล้อม ดังน้ี 4. ใหส้ าธารณชนเขา้ ถึงขา่ วสารเกยี่ วกบั ส่ิงแวดลอ้ มได้งา่ ยขน้ึ 5. จดั ให้ส่งิ แวดลอ้ มศึกษามคี วามสำคัญเทา่ กบั การเรียนคณิตศาสตร์ 6. สนับสนนุ ให้ส่อื สนใจในประเด็นส่ิงแวดลอ้ มมากขนึ้ นอกจากข่าวอาชญากรรม การเมือง การกีฬา และการเงนิ 7. เปิดให้ผู้มีสว่ นไดส้ ว่ นเสยี เข้ารว่ มในกระบวนการตดั สินใจทางสิ่งแวดล้อม 8. ใหโ้ อกาสเอ็นจีโอ (Non Government Organization : NGO) และชมุ ชนมสี ว่ นรว่ มในการปฏิบัติ ทางส่งิ แวดลอ้ ม 9. ส่งเสรมิ ให้อตุ สาหกรรมขนาดใหญ่ ให้ความช่วยเหลืออุตสาหกรรมขนาดเลก็ และกลางในการสร้าง ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทัง้ ในด้านสงั คม เศรษฐกจิ และสง่ิ แวดลอ้ ม 10. สรา้ งกระบวนการประเมนิ ผลกระทบจากกิจกรรมทางอตุ สาหกรรมที่มีตอ่ ส่ิงแวดลอ้ ม 11. เสรมิ ความเข้มแขง็ แก่สถาบนั ระดับชาติ พรอ้ มกับรักษาหน่วยปฏิบตั ิการท่ีเข้มแขง็ ทางสง่ิ แวดลอ้ ม 12. กระจายอำนาจรัฐบาล ตลอดจนกระจายอำนาจทางการเงิน และการตรวจสอบอันนำไปสู่การ สร้างความสามารถในการพ่ึงพาตนเองและความเขม้ แขง็ ของท้องถิน่ 13. สรา้ งระบบท่พี อเพยี งในการแกป้ ญั หาเกย่ี วกับสิ่งแวดลอ้ ม 14. เพ่มิ การสนับสนนุ ส่งิ แวดลอ้ มระหว่างประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 เป็นต้นมา รัฐบาลได้ก่อตั้งสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้น เพื่อดำเนินการ จัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยมีพระราชบัญญัติกำกับในการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2535 ได้แยกสำนักงาน คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติออกเป็น 3 หน่วยงาน คือ สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กรมควบคุม คุณภาพส่ิงแวดลอ้ ม และกรมส่งเสรมิ คุณภาพส่ิงแวดลอ้ ม และประกาศใชพ้ ระราชบญั ญัติสง่ เสริมและรกั ษาคณุ ภาพ ส่ิงแวดลอ้ มแห่งชาติในปีเดยี วกัน รัฐบาลได้สร้างแนวทางผสมผสาน 2 ลักษณะ คอื 1. ระดับโครงการ โดยกระทรวงวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่งิ แวดล้อม ได้กำหนดโครงการท่ี คาดว่าจะเกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ในกรณีที่นำโครงการมาพัฒนา โครงการเหล่านี้ต้องศึกษาผลกระทบ สง่ิ แวดล้อม 2. ระดับพนื้ ท่ี ในกรณที ีท่ ม่ี คี วามเปราะบาง ง่ายตอ่ การเกดิ ผลกระทบส่งิ แวดล้อมจำเป็นต้องแบ่ง เขตให้ชัดเจน แล้วกำหนดแนวทางใช้ทรัพยากรบรเิ วณนั้น ๆ ที่เหมาะสม เช่น เขตพื้นที่ลุ่มน้ำ เขตเมืองควบคมุ มลพิษสงิ่ แวดล้อม เปน็ ต้น
242 พ้ืนท่ีลุ่มนำ้ สำนกั งานสภาพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ได้แบ่งลุ่มน้ำในประเทศไทยเปน็ 25 ลมุ่ น้ำ และได้กำหนดแนวทางการฟน้ื ฟุ ป้องกัน หรอื ทำอย่างหนึ่งอย่างใดต้องดำเนนิ การอย่างผสมผสาน เมอื งควบคุมมลพิษส่ิงแวดล้อม กระทรวงวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และส่งิ แวดล้อมได้ประกาศเมืองควบคุมมลพิษ สิ่งแวดล้อมไว้ 7 แห่ง ได้แก่ 1. เมืองพัทยา 2. จังหวัดภูเก็ต 3. หมู่เกาะพพี ี จังหวัดกระบี่ 4. อำเภอ เมอื ง จงั หวัดสงขลา 5. อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 6. จงั หวดั สมุทรปราการ 7. ปรมิ ณฑล (จังหวดั นนทบุรี จังหวดั ปทุมธานี จงั หวดั นครปฐม และจังหวดั สมทุ รสาคร) 2. ความหมายและความเป็นมาของการวิเคราะหผ์ ลกระทบส่งิ แวดล้อม ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดลอ้ มทัง้ ขนาดและทศิ ทางจากการกระทำของ มนุษยแ์ ละ/หรอื ธรรมชาติ การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environment Impact Assessment : EIA) เป็นการศึกษาและการ คาดคะเนส่งิ ท่เี กิดขนึ้ ทสี่ ามารถวดั ขนาดและทิศทางได้ในระบบส่งิ แวดลอ้ มหรืออาณาบริเวณผลกระทบที่ศึกษา ความเป็นมาของการวิเคราะหผ์ ลกระทบสงิ่ แวดล้อม การศึกษาประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเร่ิมใช้ในประเทศสหรัฐอเมริการในปี พ.ศ. 2512 สำหรับประเทศ ไทย นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มกำหนดในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2517 แต่เป็นกฎหมายที่เป็นเพียงแนวทางให้ฝ่าย บริหารกำหนดนโยบาย และให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรากฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ต่อมามีการประกาศใช้ กฎหมายส่งิ แวดล้อมอย่างเปน็ ทางการฉบบั แรก คือ พระราชบญั ญตั สิ ง่ เสรมิ และรักษาคุณภาพส่งิ แวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2518 และได้กำหนดให้มีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างจริงจัง ในปี 2524 โดยมวี ัตถุประสงค์เพือ่ ให้มีการศกึ ษาเกี่ยวกับทรพั ยากรสิง่ แวดล้อมและคุณค่าต่าง ๆ ท่อี าจจะถูกกระทบจาก โครงการหรือกิจการทพี่ ัฒนาน้ัน 3. ขนาดโครงการทตี่ ้องทำการประเมินผลกระทบส่งิ แวดลอ้ ม กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมได้กำหนดประเภทและขนาดของโครงการพัฒนาที่มี ส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการใช้ทรัพยากร และอาจก่อให้เกิดปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้ โครงการขนาดใหญท่ ต่ี ้องทำรายงานการศกึ ษาถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้ 22 ประเภท ได้แก่ 1. การชลประทาน 2. เข่ือนเกบ็ นำ้ หรอื อ่างเก็บนำ้ 3. สนามบินพาณิชย์ 4. โรงแรมหรือสถานที่พักตากอากาศ 5. ระบบทางพิเศษ 6. การทำเหมอื งแร่ 7. นิคมอตุ สาหกรรม 8. ท่าเรือพาณิชย์ 9. โรงไฟฟา้ พลงั ความรอ้ น
243 10. การอตุ สาหกรรม 11. โครงการทุกประเภททอ่ี ยใู่ นพนื้ ทีท่ ี่คณะรฐั มนตรมี มี ติเหน็ ชอบอยูใ่ นพน้ื ที่ลุม่ น้ำชั้น 1 บี* 12. การถมท่ดี ินในทะเล 13. อาคารที่อย่รู มิ น้ำ ริมทะเล ทะเลสาบหรอื ชายหาด 14. อาคารอยู่อาศยั 15. การจดั สรรทดี่ นิ 16. โรงพยาบาล 17. อตุ สาหกรรมผลติ สารออกฤทธ์ิ 18. อุตสาหกรรมปุย๋ 19. ทางหลวงตดั ผ่านพืน้ ที่สงวน 20. โรงงานปรบั ปรุงคณุ ภาพเฉพาะสิง่ ปฏกิ ลู 21. อุตสาหกรรมประกอบกจิ การเกีย่ วกบั น้ำตาล และการพัฒนาปโิ ตรเลยี ม 22. โครงการหรือกิจการใดอยู่ในประเภท และขนาดที่กำหนดไว้ เจ้าของโครงการต้องจัดทำรายงาน การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ส่งให้หน่วยงานและผู้มีอำนาจอนุญาตและสำนักนโยบายและแผน สิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อดำเนินการตามข้ันตอนทก่ี ำหนดไวใ้ นพระราชบัญญตั ิส่งิ แวดลอ้ ม พ.ศ. 2535 วธิ กี ารวเิ คราะห์ผลกระทบสิ่งแวดลอ้ ม วิธีการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมมีหลายวิธี ผู้นำไปใช้ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าวิธีใด เหมาะสมกับงานประเภทใด มรี ายละเอียดแต่ละวธิ ี พออธิบายไดด้ ังนี้ 1. วิธีการตั้งกรรมการชัว่ คราว (Ad Hoc Committee) อาจมีกรรมการตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป แต่ไม่เกนิ 15 คน โดยแต่ละคนมคี วามชำนาญเฉพาะด้าน การประเมนิ ร่วมกนั จะได้ผลกระทบท่ดี ี วธิ กี ารนเี้ หมาะสำหรับงาน ที่ไม่แน่นอน หรือเอาแน่ไมไ่ ด้ ผู้ชำนาญแต่ละด้านจะใช้ความสามารถช่วยประเมนิ กัน ยกตัวอย่างเช่น การสร้าง ทางด่วนครอ่ มคลอง หรือทางดว่ นในกรงุ เทพมหานคร เปน็ ต้น 2. วิธีการบรรยาย (descriptive method) เป็นการนำข้อมูลมาเปรียบเทียบศึกษาข้อแตกต่างจาก มาตรฐานหรือผลงานทีผ่ ่านมาก ผปู้ ระเมนิ ใช้คำบรรยายเป็นตัวช้ี พร้อมทั้งสามารถระบุตัวเลขชัดเจนได้ วิธีการน้ี เหมาะสำหรับงานพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ หรือการเปลี่ยนแปลงทรัพยากรธรรมชาติ เช่น โครงการก่อสร้าง เขือ่ นอเนกประสงค์ โครงการนิคมสรา้ งตนเอง โครงการพัฒนาชนบท เปน็ ตน้ 3. วธิ กี ารใช้ภาพเชงิ ซอ้ น (overlays method) เป็นการนำภาพแผน่ ใสของแต่ละหน่วยพืน้ ท่ีศึกษามาทับ กัน พิจารณาการเปลี่ยนแปลงและการกระจาย ตลอดจนลักษณะผลกระทบจากการซ้อนภาพ วิธีการนี้เหมาะ สำหรับโครงการพฒั นาเก่ยี วกบั การใชท้ ีด่ ิน การวางผังเมอื ง การแพร่กระจายของมลสารในสง่ิ แวดล้อม เป็นตน้ 4. วิธีเช็คลิสต์ (Checklist method) เป็นวิธีการทีก่ ำหนดการเปลี่ยนแปลง หรือผลกระทบทัง้ ทางบวก และทางลบ โดยระบุตั้งแต่มากที่สุดจนถึงน้อยท่ีสุด หรือกำหนดศูนย์เปน็ กลางบวกลบไปสองข้างก็ได้ ส่วนจะใช้ ศึกษาดีกรีตามแตกต่างทีข่ นาดนั้น ก็แล้วแต่ข้อมูลทีม่ ี บางครั้งอาจต้องใช้การกำหนดขนาดหรือตัวเลขก็ได้ ทั้งนี้ เพอื่ จะไดข้ ้อแตกตา่ งทีช่ ดั เจน วธิ กี ารน้ี เหมาะสำหรบั การประเมินผลกระทบทางสงั คม เปน็ ตน้
244 5. วธิ ีแมตทริกซ์ (matrices method) มีลักษณะเป็นสองเช็คลิสต์ (Double checklist method) คือ มีทั้งแกนตั้งและแกนนอท่ีใชก้ ารประเมนิ อาจใชผ้ ลต่างทางมากท่ีสุดลงน้อยที่สุด หรอื ใชข้ นาดหรือเปน็ ตัวเลข ซึ่ง เหมือนกับวิธีการเชค็ ลิสต์ วิธีการนีเ้ หมาะสำหรับโครงการพัฒนาที่มีความยุ่งยาก และตัวดัชนีที่ตอ้ งพิจารณามาก และสลับซับซ้อน เช่น โครงการก่อสร้างเขื่อนอเนกประสงค์ โครงการสร้างถนนและทางด่วน โครงการก่อสร้าง โรงงานก่อสรา้ งโรงงานอุตสาหกรรม โครงการชลประทาน โครงการก่อสร้างเมืองหรือการวางผงั เมอื ง เปน็ ตน้ 6. วิธเี นตเวริ ์ค (network method) เปน็ วิธีการท่แี ตกย่อยท้ังระบบส่ิงแวดล้อม และผลกระทบของการ นำโครงการพฒั นาเป็นลกั ษณะสายใยเชื่อมโยงให้เห็นทั้งการแตกย่อยของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ปฏิกิริยาหรอื ผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมไปถึงวิธีการแก้ไขผลกระทบ วิธีการนี้เหมาะสำหรับโครงการพัฒนาเป็นระบบ เช่น โครงการพัฒนาทะเลสาบ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติ โครงการพัฒนาเมือง โครงการปรับปรุงระบบ การจราจร เป็นตน้ 7. วิธีการอื่นๆ ในที่นี้หมายถึง วิธีการที่สามารถนำหลักการอื่นมาประยุกต์ เช่น การสร้างแบบจำลอง (ทางคณิตศาสตร์ สถิติศาสตร์) โดยใช้คอมพิวเตอร์ การสร้างแบบจำลองสาธิต การใช้ energy System และ Diagram methodologies เป็นตน้ ซึง่ มรี ายละเอียดในเฉพาะเรอื่ ง 4. การจัดการสง่ิ แวดล้อม การจัดการสิ่งแวดล้อม หมายถึง การดำเนินการต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สิ่งแวดล้อม สามารถเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อมนุษย์ได้ตลอดไปโดยไม่ขาดแคลน และไม่มีปัญหาใด ๆ แนวคิดในการจัดการ สิง่ แวดลอ้ ม มดี ังน้ี 1. การสงวน (Preservation) หมายถึง การธำรงไว้ซึ่งความสมดุลของธรรมชาติ โดยปล่อยให้ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมมีการเจริญเติบโตและมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศั ยซึ่งกันและกันตามธรรมชาติ ทุก ประการ โดยมนุษย์ไมค่ วรเข้าไปเกี่ยวขอ้ ง 2. การอนุรักษ์ (Conservation) หมายถึง การดูแล ป้องกัน รักษา ซ่อมแซม และการใช้ ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ มเพื่อให้เกดิ ประโยชน์ต่อมนษุ ยม์ ากที่สุด โดยไม่ทำลาย หรอื ให้เกดิ ความเสียหาย นอ้ ยทีส่ ุด นับว่าเปน็ การรู้จักใช้ทรพั ยากรอยา่ งชาญฉลาดให้เปน็ ประโยชน์ต่อสงั คมสว่ นรวมมากที่สุด และใช้ได้เป็น เวลานานทส่ี ุด โดยสูญเสียทรพั ยากรน้อยท่ีสดุ และกระจายการใชป้ ระโยชน์ใหท้ ่วั ถงึ 3. การพัฒนา (Development) หมายถงึ การปรบั ปรุง ฟ้ืนฟู บูรณะสิ่งแวดล้อมให้มีสภาพท่ีดีขึ้น และสามารถนำมาใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์ 4. การใช้ประโยชน์ (utilization) หมายถึง การนำทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาใช้ ประโยชนอ์ ย่างถกู หลักวิชาการ การวางแผนจัดการสิ่งแวดล้อม ต้องเป็นไปตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยขั้นตอนตามลำดับ ตอ่ ไปนี้ 1. การสำรวจเบื้องต้น เป็นการสำรวจเพื่อให้ได้ข้อมูล ลักษณะพื้นที่ทั้งด้านโครงสร้างและการ ทำงานของระบบทรัพยากร เพื่อใช้ในการวางแผนสำรวจและวเิ คราะห์ต่อไป 2. การวางแผนเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล นำผลการสำรวจเบื้องต้นร่วมกับผลศึกษาจากเอกสาร รวมทงั้ ข้อกำหนดโครงการมาวางแผนเก็บและวเิ คราะห์ข้อมลู โดยแสดงในแผนท่ี 3. การสำรวจ/เกบ็ ขอ้ มลู ดำเนนิ การตามแผนท่ีกำหนดในการเกบ็ ข้อมูล
245 4. การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลทุกประเภท/กลุ่ม ข้อมูลบางประเภทสามารถตรวจ วเิ คราะหใ์ นพ้นื ท่ีด้วยเครอ่ื งมือ ข้อมูลบางประเภทต้องนำไปวเิ คราะหใ์ นหอ้ งปฏิบัติการ 5. เปรยี บเทยี บ/ประเมนิ ผลการวเิ คราะหก์ บั คา่ มาตรฐาน นำข้อมูลท่วี ิเคราะหไ์ ดเ้ ปรียบเทียบกับ ค่ามาตรฐาน/ธรรมชาติ พร้อมทั้งสรุปผลการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญทำให้เหน็ การเปลี่ยนแปลงของ สงิ่ แวดลอ้ ม ท่ีจะนำไปสปู่ ัญหา และสาเหตุของปญั หา 6. การประเมินสถานภาพของระบบทรพั ยากรและสง่ิ แวดล้อม แล้วประเมนิ ทง้ั ระบบสง่ิ แวดลอ้ ม 7. การหาปญั หา และสาเหตขุ องปญั หา การประเมนิ สภาพจะให้แนวทาง ชี้ประเดน็ ปญั หาและ สาเหตุของปญั หา 8. การสร้างมาตรการ หลังจากได้ปัญหาและเหตุของปัญหาแล้ว จะต้องสร้างมาตรการแก้ไข ป้องกัน ฟ้ืนฟู พัฒนา สงวน ซอ่ มแซม หรอื การใชว้ ธิ ีหนง่ึ วธิ ใี ดของการอนรุ ักษ์ โดยพิจารณาจากปัญหา 9. การสร้างแผนงาน ประกอบด้วย - โครงการและกจิ กรรม หมายถงึ ลกั ษณะงาน ซงึ่ ประกอบด้วยปญั หา และสาเหตุของปัญหา - เวลา และสถานท่ี กำหนดเวลา และสถานทข่ี องกิจกรรมใหช้ ดั เจน - งบประมาณ กำหนดงบประมาณให้เพยี งพอกับการดำเนินงาน - บคุ ลากร กำหนดใหเ้ หมาะสมกบั หนา้ ที่ การจดั การสิง่ แวดล้อมเปน็ การบริหารงานท่ีเปน็ ระบบ ปอ้ งกนั การเกดิ ปัญหาสิง่ แวดลอ้ ม ทำใหไ้ ม่ตอ้ งเสียค่าใช้จ่าย ในการแก้ปัญหา หรือเสียน้อยลง ช่วยประหยัดการใช้ทรัพยากร และทำให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทัง้ ทำให้เกดิ ความปลอดภัยต่อชีวิตและสง่ิ แวดล้อม 5. แนวทางการจัดการสง่ิ แวดลอ้ มในระดับสากล แนวทางในการจดั การส่ิงแวดลอ้ มมหี ลายแนวทาง แตล่ ะประเทศจะมีการกำหนดกฎหมายสง่ิ แวดล้อม กฎข้อบังคับ หรือมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นมาตรฐานของตนเอง ซึ่งอาจจะมีหลักการดำเนินการบริหาร จัดการที่แตกต่างกันไป ซึ่งอาจทำให้เกิดความขัดแย้งและไม่เท่าเทียมกันด้านการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น องค์การค้าโลก (World Trade Organiaztion : WTO) จึงได้มีการปรับปรุงมาตรฐานต่าง ๆ ขึ้น เพื่อใช้เป็น มาตรฐานสากล (International Organization for Standardization : ISO) สำหรับนำมาเป็นมาตรฐานที่ใช้ จดั การคณุ ภาพผลติ ภณั ฑ์ และการจดั การสงิ่ แวดล้อม มาตรฐานสากลท่ีเกย่ี วกับการผลิตและการจัดการส่ิงแวดล้อม ท่ีสำคัญ ๆ มดี งั น้ี 1) มาตรฐาน ISO 9000 เป็นมาตรฐานท่ีว่าดว้ ยระบบการบรหิ ารงานท้งั อตุ สาหกรรมการผลิต และบรกิ าร โดยมีเป้าหมายคือ ใหล้ ูกค้าพอใจในผลิตภัณฑห์ รือบริการ ซง่ึ มีการนำเอามาตรฐานดังกล่าวมาพัฒนา ธรุ กจิ อุตสาหกรรม เพือ่ การแบง่ จำหน่ายสินคา้ ในตลาดโลก 2) มาตรฐาน ISO 14000 เปน็ มาตรฐานสำหรบั การจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กรเพ่ือให้เกดิ ผล กระทบต่อส่ิงแวดลอ้ มนอ้ ยทีส่ ุด โดยองค์กรสามารถจดั ทำระบบและขอการรับรองได้โดยความสมัครใจ แต่ต้องมี การประกาศเป็นนโยบายอย่างชัดเจน และเปิดเผยต่อสาธารณชน มาตรฐาน ISO 14000 จะประกอบด้วย มาตรฐานหลายฉบบั ท่ีเป็นส่วนช่วยในการปฏบิ ัติ ซงึ่ ในมาตรฐานนี้ ISO 14001 (Environmental Management System : EMS) จะเปน็ มาตรฐานของระบบการจัดการส่งิ แวดล้อม
246 มาตรฐาน ISO 14000 เปน็ มาตรฐานท่ีสมัครใจไมม่ กี ารบังคับใช้ แตก่ ็มีแนวโนม้ ว่าประเทสผู้นำเข้า สนิ คา้ ตา่ ง ๆ โดยเฉพาะประเทศทพี่ ัฒนาแลว้ จะนำการรบั รอง ISO 14000 มาเปน็ เงอ่ื นไขในการนำเขา้ สนิ ค้า ดว้ ย สาเหตนุ ี้จึงทำให้ในการปฏิบัติคล้ายกับเป็นมาตรฐานบงั คับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และผสู้ ่งออกที่มีระบบการ จดั การสงิ่ แวดล้อมทไี่ ดม้ าตรฐาน ISO 14000 จะสามารถคา้ ขายในตลาดโลกได้ดขี ้นึ 4. แบบฝึกหดั /แบบทดสอบ ข้อสอบประจำหน่วยท่ี 12 เร่อื ง การจดั การทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ ม วิชา พลังงาน ทรัพยากรและส่ิงแวดล้อม รหัส 20001-1002 ระดบั ปวช. คำช้ีแจง: 1 ขอ้ สอบมีจำนวน 10 ขอ้ 3. ให้นกั เรียน x ข้อทีถ่ กู ต้องลงในกระดาษคำตอบ แบบทดสอบ การจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม 1. “โครงการประชาร่วมใจใช้หลอดผอม” ชว่ ยอนรุ ักษ์ 5. การขับรถด้วยความเร็วคงท่ีเพ่ือการประหยัดนำ้ มนั พลังงานได้อยา่ งไร ควรเลอื กขบั ท่ีความเร็วเท่าไร ก. 30-50 กโิ ลเมตรตอ่ ชวั่ โมง ก. หลอดผอมราคาถกู ข. 70-90 กโิ ลเมตรตอ่ ชว่ั โมง ข. หลอดผอมมีอายกุ ารใชง้ านนาน ค. 110-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ค. หลอดผอมช่วยประหยดั ค่าไฟฟ้า ง. ความเร็วขึ้นกบั สภาพรถ ถ้ารถใหมก่ ็ขับเรว็ ได้ ง. หลอดผอมลดการสูญเสียพลังงาน 2. ขอ้ ใดไม่ใช่การอนุรกั ษ์พลังงานในดา้ นการคมนาคม 6. ใครเป็นตัวอยา่ งในการอนรุ ักษ์พลังงานน้ำมัน ก. ใช้รถบรกิ ารขนส่งมากกวา่ ใช้รถส่วนตัว ก. โจแ๋ ต่งรถด้วยสปอยเลอร์ด้านหนา้ และหลงั รถทำ ข. เลอื กใชย้ านพาหนะสว่ นตวั ขนาดเล็ก ให้รถว่งิ ฉวิ ค. ใชร้ ถที่มีขนาด ซี ซี สูง เพราะทำให้ขับได้ถึงท่ี ข. กอ้ งขับรถยนตอ์ อกไปซอื้ ของหนา้ ปากซอยที่ บ้าน หมายเรว็ ขนึ้ ค. สมทรงอาศัยสมศักดิ์ไปโรงเรยี นเนอ่ื งจากบา้ นอยู่ ง. ไมเ่ ปิดเครอื่ งปรับอาการในรถยนต์โดยไมจ่ ำเปน็ ใกลก้ นั 3. คาร์พลู (Car pool) หมายถึงข้อใด ง. หลุยสเ์ ร่งเครอื่ งตอนออกรถเพือ่ ให้รถมกี ำลงั สง่ ก. การต่อรถพว่ งโดยใชห้ วั รถลาก ในการขับ ข. ไปทางเดยี วกัน ควรใช้รถคันเดยี วกัน ค. การตรวจเช็ครถ ในศูนยบ์ รกิ ารของบรษิ ัท 7. ใครคือตัวอย่างการอนรุ ักษ์พลังงานนำ้ ง. รถสำหรับขนของซง่ึ ต้องไม่ขนหนักเกินพกิ ัด ก. ก้อยลา้ งจานโดยใช้วิธปี ล่อยนำ้ ไหลผ่าน จานจะ 4. พฤติกรรมการใช้พลังงานในขอ้ ใดสมควรเอาเปน็ ไดส้ ะอาด แบบอย่างทด่ี ี ข. กุ้งรดนำ้ ต้นไมท้ ุกวนั ตอนพักเท่ยี ง ก. สมบัติลา้ งรถยนต์โดยเปิดน้ำจากสายยาง ค. กกุ๊ ลา้ งรถโดยใช้สายยาง ข. ออ้ ยต้มน้ำร้อนเพอื่ นำไปอาบด้วยเตาแก๊ส ง. กอ็ ตล้างมอื โดยใช้สบเู่ หลวแทนสบ่กู ้อน ค. แอนรดี ผา้ ทุกวนั ๆ ละชดุ เฉพาะที่จะใสเ่ ท่านั้น ง. เอกใช้เครอื่ งซกั ผ้าเม่อื มผี ้ามาก ๆ ประมาณ อาทติ ย์ละ 1 คร้งั
247 8. บคุ คลใดท่นี ักเรยี นควรปฏบิ ตั ติ าม 10. บุคคลใดทม่ี ีพฤตกิ รรมการอนุรักษพ์ ลังงานชดั เจน ก. ขิมจดั งานเลี้ยงโดยใช้จานกระดาจะได้ไม่ ท่ีสดุ เสียเวลาล้างจาน ก. สมบุญรว่ มรณรงค์อนุรักษพ์ ลังงาน ข. โข่งใชเ้ อกสารที่ใชแ้ ล้ว 1 หน้ามาจดบันทึก ข. สมจิตรเป็นสมาชกิ ชมรมอนุรกั ษ์พลงั งาน ค. ขวัญอาบน้ำอยา่ งประหยดั ในอ่างอาบนำ้ ค. สมชายเขียนบทความเชญิ ชวนใหใ้ ช้ไฟฟ้าอยา่ ง ง. ชยั ข้นึ ลิฟท์ไปหาเพื่อนทชี่ ้นั 3 ประหยดั ง. สมควรข่ีจักรยานไปทำงาน 9. ข้อใดกล่าวถึงการอนรุ ักษ์พลังงานได้อยา่ งถกู ตอ้ ง ก. มเี ท่าไหร่ใช้เท่าน้นั ข. ใช้อย่างสมเหตุสมผล ค. ไมต่ ้องใช้ เกบ็ ไวอ้ ยา่ งเดียว ง. ใชใ้ ห้มากท่สี ุดเท่าทจี่ ะมากได้
248 ใบงาน ท่ี ........ 12 หน่วยท่ี 12 หลักสตู ร ประกาศนยี บัตรวิชาชีพ สอนคร้ังท่ี...16-17 รหสั 20001-1002 พลงั งาน ทรัพยากรและสิง่ แวดลอ้ ม เวลา.........4 ชม. ช่อื งาน........ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม 1. จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม หลังจากทำกิจกรรมนเี้ สร็จแล้ว . นักเรียนจะสามารถจดั ทำโครงการและวิธแี ก้ไขปญั หาท่เี กิดข้ึนได้ 2. สมรรถนะ นกั เรยี นจะสามารถจัดทำโครงการและวิธีแกไ้ ขปัญหาที่เกดิ ข้ึนได้ 3. เครอ่ื งมอื วสั ดุ และอุปกรณ์ 4.คำแนะนำ เพ่อื นำมา - 5. ขอ้ ควรระวงั - ควรกระต้นุ ให้นกั เรียนทำงานเป็นกลุ่ม 6. ลำดบั ขั้นการปฏบิ ตั ิงาน 20. แบ่งนกั เรียนเปน็ กลมุ่ ละ 5 คน เพอื่ ระดมสมอง 21. ให้นักเรยี นแต่ละกลุม่ ศกึ ษาการสำรวจและจัดทำโครงการเพอื่ แก้ปัญหาสิ่งแวดลอ้ ม วิเคราะหว์ า่ มวี ิธีแกไ้ ขอยา่ งไร 22. นกั เรยี นนำเสนอผลงาน รวมทุกกลุม่ ประมาณ 20 นาที 4. ครูและนกั เรียนร่วมกนั สรุป 7. ผลการศึกษา -
249 8. สรปุ และวิจารณ์ผล ............................................................................................................................. .......................... ........................................................................................................ ............................................................ 9. การประเมินผล 1. สงั เกตพฤติกรรมรายบุคคล 2. ประเมินพฤตกิ รรมการเข้ารว่ มกิจกรรมกลุม่ 3. สงั เกตพฤตกิ รรมการเขา้ รว่ มกิจกรรมกลุ่ม 4 ตรวจกิจกรรมสง่ เสรมิ คุณธรรมนำความรู้ 5. ตรวจแบบประเมินผลการเรียนรู้ แบบฝึกปฏบิ ัติ 6. ตรวจกิจกรรมใบงาน 7. การสงั เกตและประเมินพฤติกรรมดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ ม และคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 10. เอกสารอ้างอิง /เอกสารคน้ คว้าเพิ่มเติม หนังสือเรียนวิชา พลงั งาน ทรัพยากรและส่งิ แวดล้อมสำนักพิมพ์เอมพันธ์ รหสั 20001-1002 และ อนิ เทอร์เน็ต
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249