Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore อัล-มุรอญิอาต เล่ม 1

อัล-มุรอญิอาต เล่ม 1

Published by thaiislamlib.com, 2022-06-06 05:29:41

Description: จดหมายสนทนาโตตอบทางวิชาการระหว่างอุลามาชีอะห์กับผู้รู้ซุนนี

Search

Read the Text Version

ทานไดทุมเททั้งความหวังและความตองการของทานมายังขาพเจาดวยการที่ทานไดเสนอ ตัวข้ึนมาเปนฝายเรียกรอง ท้ัง ๆ ที่ทานก็เปนผูมีความรูอยางลึกซึ้งอยูแลว อันความจริงขาพเจาเองก็ ไดนําความหวังอยางเต็มเปยมจากประเทศซีเรียมายังทาน ส่ิงท่ีสรางความเหน็ดเหนื่อยอยางรุนแรง ซึ่งเกิดจากเหตุของการเดินทางไดถูกกําจัดไปโดยสิ้นเชิง เพราะการตอนรับอยางอบอุนของทาน ขา พเจา ก็เปนผหู วิ กระหายวิชาการของทา นดุจเดยี วกันเปน ผูหวงั การชบุ ชโลมกับเกียรติคุณของทาน ขาพเจาใครจะสนองคืนกลับยังทาน ซ่ึงความรูสึกอันมาจากแรงปรารถนาเหลาน้ัน โดยมีความหวัง ไวอ ยา งหนักแนน ซ่ึงหวังวา เปนไปไดตามท่อี ลั ลอฮฺทรงมพี ระประสงค ๒. ขาพเจายินดีอนุญาตในการใหทานดําเนินการสนทนา และเปนสิทธิของทานอยูเสมอ สําหรบั การเสนอแนะและการทกั ทว ง ดงั น้ันขอทานไดโ ปรดถามตามสิ่งท่ที า นมคี วามประสงค และ ขอทานไดพ ดู ไปตามส่งิ ที่ทานตอ งการ คุณงามความดยี อมเปนของทาน เนื่องดวยวาทะของทานนั้น มีเหตผุ ล และวิทยปญ ญาของทา นมคี วามเทย่ี งธรรม ขอความสันตสิ ขุ พึงมีแดทา น วสั ลาม (ช)

ภาคการอธิบาย พ้ืนฐานมัซฮบั อัล-มุรอญอิ ะฮฺ ๓ ๗. ซุลเกาะอดฺ ะฮฺ ๑๓๒๙ ๑. ทาํ ไมฝายชอี ะฮจฺ งึ ไมยอมรับหลกั การของมัซอบั ซงึ่ เปนทยี่ ดึ ถอื ของคนสวนใหญ ๒. ความสําคัญอยางย่ิงของการรวมอยูในมติที่เปนเอกภาพของบรรดานักปราชญ (อิจญ มาอฺ) ๓. มาตรฐานอื่นท่ีนอกเหนือจากขอมูลของมัซฮับ ซึ่งเปนที่ยึดถือของคนสวนใหญน้ันยอม ไมถูกตอง ๑. ขาพเจาจะขอถามทานในตอนน้ีถึงสาเหตุที่พวกทานไมยอมรับกับหลักการของมัซฮับ ซ่ึงเปนท่ียึดถือของคนสวนใหญของบรรดามุสลิม คือหมายถึง มัซฮับ อัชอะรีย ที่มีหลักวิชาการใน สาขาอุศูลุดดีน (พ้ืนฐานท่ีสําคัญของศาสนา) ตลอดทั้งกับมัซฮับทั้งสี่ที่มีวิชาการในแงของ รายละเอียดตาง ๆ ของศาสนา ซึ่งเปนท่ีนับถือของบรรพชนผูมีคุณธรรม โดยไดพิสูจนแลววา มัซฮับเหลานั้นตางมีความเท่ียงธรรมและความประเสริฐเปนอยางยิ่ง บรรดาบรรพชนตางมี ความเห็นพองตองกัน แกการยอมรับตอมัซฮับท้ังหลายเหลาน้ัน ตลอดมาในทุกยุคทุกสมัยและทุก

ชนชาติ ซึ่งตางก็ไดลงความเห็นเปนมติเอกฉันทในความเที่ยงธรรมของหัวหนาแตละมัซฮับ ไมวา ในดา นความปรชี าสามารถ ความซ่อื สัตย ความเครง ครดั ความสมถะความสุจริตและความโอบออม อารีตอลดถึงการดํารงชีวิตอยางมีคุณธรรม อีกทั้งมีวิชาการและผลงานที่ยูในมาตรฐานอันสูงสงท่ี พวกเขาเหลานั้นมีอยู ๒. หนาที่ท่ีจําเปนอยางยิ่งสําหรับพวกเราในปจจุบันน้ี คือการยึดถือสายเชือกแหงเอกภาพ เง่ือนไขสําคัญของการรวมกันเขาเปนเอกภาพน้ันขึ้นอยูกับการท่ีพวกทานจะตองใหการยอมรับ ตอมัซฮับตาง ๆ โดยถือปฏิบัติไปตามทัศนะทั่ว ๆ ไปของประชาชาติอิสลามท้ังหลาย ทั้งนี้ก็ เพราะวาเง่ือนไขสําคัญของฝายศัตรูแหงศาสนานั้นเจตนารมณของพวกเขาก็คือการหลอกลวงพวก เรา โดยที่พวกเขาไดดําเนินนโยบายอยูแตในการสรางภัยอันตรายใหแกพวกเราทุกวิถีทาง พวกเขา ไดรวมระดมกันแตในสิ่งเหลาน้ีตามชั้นเชิงของพวกเขา และจิตใจของพวกเขาก็คอยท่ีจะคนหา วิธีการดังกลาวอยูเสมอ สวนบรรดามุสลิมนั้นเปนผูที่ลืมตัว เสมือนหน่ึงวาพวกเขาฝงตัวเองใหจม อยกู ับความเฉยเมย ซ่ึงมันเทา กบั ชวยใหต ัวของพวกเขาพบกับการแตกแยก และแตกกลุมกันไปดวย การแบงพรรคแบงพวกและถือฝกฝาย การแตกแยกเหลานี้ไดทําใหฝายหน่ึงตองเขาใจผิดกับอีกฝาย หน่ึง และตางฝายก็ไมแยแสซ่ึงกันและกัน ดวยลักษณะตาง ๆ เหลานี้จึงไดทําใหพวกเราตองเสียที กบั ฝงู สุนัขจิง้ จอก โดยทพี่ วกเราตองเปนอาหารอนั โอชะของฝูงสุนขั เหลา นนั้ ไปเสีย ๓. นอกเหนือจากส่ิงที่ขาพเจาไดกลาวมาแลวนี้ ทานยังมีความเห็นในรูปอ่ืนบางหรือไม ขออัลลอฮฺทรงโปรดนาํ ทางทานไปสพู ้ืนฐานแหงวถิ ีทางทีถ่ ูกตอ งดวย จึงขอใหท า นโปรดใหคําตอบ ตามความเหน็ ของทา นดวยเถิด ขอความสนั ตพิ ึงประสบแดท าน วสั ลาม (ช)

อัล-มุรอญอิ ะฮฺ ๔ ๘. ซลุ เกาะอฺดะฮฺ ๑๓๒๙ ๑. หลักฐานทางบทบัญญัติของศาสนาไดระบุถึงขอกําหนดที่จําเปนตองปฏิบัติตามแนวทา แหงอะหฺลุลบยั ตฺ ๒. ไมม หี ลกั ฐานอ่ืนใดที่บัญญัติวาจะเปน ตองยึดถือตอบรรดามซั ฮบั ซ่งึ เปนที่ยึดถอื ของคน สว นใหญ ๓. บรรพชนสามรนุ ในอดตี ไมเคยรจู ักกบั มซั ฮับตาง ๆ เหลา น้นั ๔. ประตูแหงการวินจิ ฉัยปญหาทางศาสนา (อจิ ญต ฮิ าด) ยงั คงเปดอยู ๕. แนวทางของ อะหลฺ ลุ บยั ตฺ เปน ขอ พิสจู นสําหรบั สัจธรรมเสมอ ๑. การท่ีเรายึดม่ันในพ้ืนฐานของศาสนาโดยปราศจากการยอมรับตอหลักการ ของมัซฮับอัชอะรีย และยึดถือปฏิบัติในรายละเอียดตาง ๆ ของศาสนา โดยปราศจากการยอมรับใน หลักการของมัซฮับท้ังสี่น้ัน หาไดเปน เพราะเนื่องจากการถือพวกพองหรือมีทัศนะถือฝกฝาย (ตะอัศศุบ) แตอยางใดไม และมิไดเปนเพราะมีความสงสัยในความปรีชาสามารถของบรรดา หัวหนา (อิมาม) แหงมัซฮับทั้งหลายเหลานั้น อีกทั้งมิไดเปนเพราะวาปฏิเสธตอความเท่ียงธรรม ความซือ่ สตั ย สจุ ริต ความมคณุ ธรรมและวิชาการตลอดถึงผลงานอันมีเกยี รตยิ ง่ิ ของทานท้ังหลายแต อยางใดเลย

แตทวา เปนเพรามีบทบัญญัติหลักฐานทางศาสนาท่ีผูกมัดความศรัทธาของเราใหยอมรับตอ แนวทางของบรรดาอมิ ามที่มาจากบุคคลในครอบครัว (อะหลฺ ลุ บยั ต)ฺ ของทานศาสดา ผเู ปนทต่ี ้ังของ สาสนอิสลามทานเปนผูรับชวงเอาสาสนนั้นมาจากมะลาอิกะฮฺ ทานเปนท่ีอัล – วะหยู (การดลใจ จากอัลลอฮฺ) และพระคัมภีรไดถูกประทานลง ฉะนั้นดวยเหตุดังกลาวแลวน้ี เราจึงตองจํานนอยาง ดุษฎีตอพวกทาน ในดานของการยึดถือขอมูลตาง ๆ ของศาสนา ตลอดจนถึงหลักการแหงความ เช่ือถืออีกทั้งพื้นฐานทางดานของศาสนบัญญัติและหลักเกณฑตาง ๆ อีกท้ังวิชาการท่ีอธิบายถึงจริย วัตร (ซุนนะฮฺ) ของศาสดาและอัล-กุรอาน ตลอดท้ังในดานของวิชาการทางจริยศาสตร ทางสังคม และวัฒนธรรมตาง ๆ ซึ่งเปนการสอดคลองตรงตอกฎเกณฑแหงหลักฐาน และขอพิสูจนตาง ๆ อีก ทั้งยังเปนการยอมจํานนตอหลักเกณฑ (ซุนนะฮฺ) ของประมุขแหงบรรดานบีและบรรดาศาสนทูต (อลั ลอฮทฺ รงประทานความจาํ เริญแดทานและแดบ รรดาลกู หลานของทา นตอลดท้ังบรรดาศาสดาท้ัง มวล) ไมมีหลักฐานอ่ืนใดท่ีจะทําใหเราขัดแยงตอบรรดาอิมามที่มาจากลูกหลานของศาสดามุฮัม มัด อีกทั้งไมมีแนวทางอื่นใดท่ีจะสามารถทําใหเราไดบ รรลุถึงเจตนารมณท ม่ี ีความใกลช ดิ ยงั อลั ลอฮฺ มหาบริสุทธิ์ย่ิงแดพระองคในการดําเนินศาสนกิจตาง ๆ ของบรรดามัซฮับซึ่งเปนที่ยึดถือของคน สว นใหญ และพวกเราก็ยงั ยนื ยนั ถึงเจตนารมณแหงภราดรภาพ และตระหนกั ในความเปนพน่ี อ ง แต ทวาเรื่องน้ีมีหลักฐานที่อยูในขั้นเด็ดขาดที่สามารถเปนคําตัดสินใหแกผูศรัทธา อยางชนิดท่ีสามารถ พิสจู นพจิ ารณาขอเทจ็ จรงิ ตา ง ๆ ได ๒. โดยเหตทุ ไี่ มมหี ลกั ฐานใดแมแตนอ ยท่พี อจะยืนยนั วา จาํ เปนที่จะตองยึดถือตอ มซั ฮบั ซงึ่ เปนที่ยึดถือของคนสวนใหญ ยิง่ เม่ือไดทาํ การพจิ ารณาในบรรดาหลกั ฐานตา ง ๆ ของมสุ ลิมท้ังหลาย ดวยสายตาของนักวิชาการที่มีความจริงใจตอสัจธรรมอยางละเอียดถ่ีถวนแลว เราก็ย่ิงไมมีโอกาส พบเห็นเลยวาขอมูลเหลาน้ีจะมีอยูในหลักฐานใดบาง นอกจากอาศัยเหตุผลเพียงเทาที่ทานท้ังหลาย ไดกลาวกันขึ้นมาเองเทานั้น เชน ความปรีชาสามารถในทางเปนผูนํา ความซ่ือสัตย ความยุติธรรม และเกยี รติยศของพวกเขา เหลาน้ีเปน ตน หวังวาทา นทง้ั หลายกย็ อมทราบดีอยแู ลว วา อันความสามารถในดานของการวินิจฉัยปญหา ทางศาสนา ตลอดถึงความซื่อสัตย ความเที่ยงธรรม และการดํารงตนอยางมีเกียรตินั้น มันมิไดเปน สิ่งที่ถูกจํากัดมาอยูแตเพียงที่พวกเขาเทานั้น สภาพอยางน้ีจะเปนเชนน้ันไดอยางไร ที่จะถือวาเปน เงื่อนไขทจ่ี ําเปน ตอ งยดึ ถือเอามซั ฮบั ของพวกเขาเหลา นัน้ มาเปนวถิ ที างไดอ ยา งถูกตอ ง ?

ขาพเจา คดิ วา เกยี รติท่ีดีเดนทางดานวิชาการ และผลงานของพวกเขาเหลานั้นก็มิไดมีมากยิ่ง ไปกวาบรรดาอิมามของเรา เพราะพวกเขาเปนอมิ ามที่สืบเช้ือสายบริสุทธิ์ของศาสนทูต และพวกเขา เปนนาวาท่ียังความปลอดภัยสําหรับประชาชาติ อีกทั้งพวกเขาเปนประตูแหงความเมตตาสําหรับ ประชาชาติ และเปนหลักประกันความปลอดภัยท่ีใหพนจากความขัดแยงตาง ๆ ในศาสนา พวกเขา เปนศูนยรวมแหงวชิ าการท่ใี หท างนาํ อยางแทจ ริงแกป ระชาชาติ อีกทั้งพวกเขาเปน สิ่งสาํ คญั อนั หนกั ยิ่งประการหนึ่งของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ และพวกเขาเปนสิ่งท่ีทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ได กลาววา “พวกทานอยาไดลํ้าหนาพวกเขาเพราะจะทําใหพวกทานเสียหาย และพวกทานอยาไดตัด รอนในวิชาการของพวกเขาเพราะจะทําใหพวกทานเสียหาย และทานอยาทําเปนรูดีกวาพวกเขา เพราะพวกเขารูดีกวาพวกทาน” แตเมื่อหลังจากทานศาสดาไดวะฟาตไปแลว สถานการณทาง การเมืองก็ไดเขามามีบทบาทลวงเกินกับกิจการของศาสนา แลวอันใดอีกเลาท่ีจะแจงใหทานได ทราบวาเปาหมายขั้นสูงสุดของระบบอิสลามนน้ั คืออะไร ? ชางเปนสิ่งที่นาประหลาดใจเสียย่ิงนักสําหรับคํากลาวของทานที่วา บรรพชนที่มีคุณธรรม ทั้งหลายในอดีตตางไดใหการยอมรับนับถือตอมัซฮับตาง ๆ เหลาน้ี โดยที่พวกเขาไดพิสูจนแลววา มซั ฮับเหลานีม้ ีความเที่ยงธรรมและมีความดีเดนเปนพิเศษ อีกทั้งพวกเขามีความเห็นพองตองกันแก การยอมรบั ตอ มัซฮับทั้งหลายเหลา นนั้ ตลอดมาในทุกยุคทุกสมยั และทุกชนชาติ เสมือนหนึ่งวาทาน แกลงทําเปนไมรูวาบรรพชนผูมีคุณธรรมทั้งในยุคเกากอนและยุคท่ีถัดมานั้น คือ พวกพอง (ชีอะฮฺ) ของลูกหลานศาสดามุฮัมมัด และพวกเขาจํานวนคร่ึงหนึ่งท่ีไดยอมรับนับถือในแนวทางของ บรรดาอิมามที่เปนสิ่งสําคัญย่ิงประการหน่ึงของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทาน ความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ซึ่งพวกเขามิเคยไดรับรูวา ทานจะเปล่ียนแปลงหลักการใด ๆ มากอน และพวกเขาก็ยังคงดําเนินกิจการทางศาสนา โดยอาศัย แนวทางจากเง่ือนไขของทานอาลี และทานหญิงฟาฏิมะฮฺจวบจนกระทั่งทุกวันน้ี โดยท่ีมิไดรับ หลักการของอิมามอัชอะรีย และแมแตหลักการของอิมามใด ๆ ในบรรดาอิมามท้ังสี่มัซฮับเพราะ แมแตบ ิดาของพวกเขากย็ ังไมม ีเลย ซงึ่ ขอ เทจ็ จริงในเรื่องนีไ้ มม ีอะไรซอนเรนใหน า สงสยั ๓. โดยเหตุท่ีวาบรรพชนทั้ง ๓ รุนในอดีตนั้นไมเคยไดยอมรับหลักการหนึ่งหลักการใด จากมัซฮับเหลานั้นมายึดถือเปนพื้นฐานทางศาสนาเลยอยางเด็ดขาด มัซฮับตาง ๆ เหลาน้ีตั้งอยูแหง หนใด ในยุคสมัยของบรรพชน ๓ รุนในอดีต? เพราะโดยแทจริงแลว นักปราชญอัชอะรียนั้นไดเกิด

เมื่อป ฮ.ศ.ท่ี ๒๗๐ ตายในป ฮ.ศ. ท่ี ๓๓๐ ทานอิบนุ หันบัล เกิดเม่ือป ฮ.ศ. ๑๖๔ ตายเม่ือป ฮ.ศ. ๒๔๑ ทานชาฟอียเกิดเม่ือป ฮ.ศ. ๑๕๐ ตายเมื่อ ฮ.ศ. ๒๐๔ ทานอิมามมาลิกเกิดเม่ือป ฮ.ศ. ๙๕(๒) ตายเมื่อป ฮ.ศ. ๑๗๙ ทานอะบูฮะนีฟะฮฺเกิดเม่ือป ฮ.ศ. ๘๐ ตายเมื่อป ฮ.ศ. ๑๕๐ สวนชีอะฮฺนั้น ได ยึดถืออยางเครงครัดตอมัซฮับของบรรดาอิมามแหงอะหฺลุลบัยตฺ อะหฺลุลบัยตฺท่ีวาน้ีหมายถึงเจาของ บานทีร่ ายละเอียดตาง ๆ ของศาสนาถูกประทานลงท่ีนั่น ฉะน้ันชีอะฮฺจึงมิไดมีการจัดต้ังมัซฮับ โดย นักปราชญคนใดไมวาจะเปน ศอฮาบะฮฺ หรือ ตาบิอีน ดังน้ันอะไรจะถือวาเปนขอกําหนดที่ถูกตอง สําหรับบรรดาประชาชาติมุสลิมทั้งหลาย หลังจากยุค ๓ สมัยน้ันไดผานไปแลว ก็ในเม่ือมัซฮับตาง ๆ ที่วาเหลาน้ี ตางก็ยังไมมีหัวหนามัซฮับ ซ่ึงจะพอเปนที่ยึดถือปฏิบัติตามของบรรพชนเหลาน้ันมา กอนเลย ? แลวอะไรกันเลาท่ีจะพอเปนเครื่องมือสองทางสําหรับการอธิบายใหเขาใจพระคัมภีร ? อะไรเลาอันเปนสิ่งสําคัญที่มีคายิ่งของทานรอซูลุลลอฮฺซ่ึงเปนสิ่งตกหลนของทาน ? อะไรเลาที่ พอจะถือไดวา เปนนาวาทย่ี งั ความปลอดภัยแกประชาชาติ ? อะไรเลา ที่เปน หลกั การชี้นําและประกัน ความปลอดภยั ใหแ กพ วกเขา ? และอะรือ ประตูแหง วชิ าการ.....? ๔. อะไรคือส่งิ ซึ่งทําการปด ก้นั ประตูแหงการวินจิ ฉัย (อิจญติฮาด) ในปญหาตาง ๆ เก่ียวกับ อนาคตของบรรดามุสลิม หลังจากเปนท่ีรูกันอยูแลววา สําหรับในสังคมของบรรพชนท้ัง ๓ รุนนั้น ไดถ กู เปดประตูกนั อยา งกวางขวาง? ทงั้ นกี้ ็เพื่อมิใหยํ้าอยกู ับความออ นแอ มิใหสงั คมสยบอยู (๒) ทานอิบนุ คุลกาน ไดกลาวไว วาทานอิมามมาลิกอยูในครรภมารดาถึง ๓ ป รายละเอียดเรื่องน้ีดูไดจากหนังสือของนักประวัติศาสตร เชน อัล – มะอาริฟ หนา ๑๘๐ นอกจากน้ี ยังมีเรื่องราวที่เลากันวาในบรรดานักปราชญชั้นนํานั้น มีหลายคนท่ีอยูในครรภมารดานานกวาคน ธรรมดา ดูหนังสอื อลั – มะอารฟี หนา ๑๙๘ เปน ตน กับความเฉื่อยชา มิใหพึงพอใจอยูกับความละเมิดในสิ่งตองหามมิใหสังคมอ่ิมอกอิ่มใจอยูกับความ งมงาย แลว ใครบา งเลา.....ท่ีอยากใหตัวเขาเองเปนเชน น้นั ? ไมวา เขาจะรตู ัวหรอื ไมร ูตวั กต็ าม ? จะมี ใครท่ีไหนกลา วกันบา งไหมหนอท่ีจะวา แทจริงอลั ลอฮผฺ ูท รงอานุภาพสูงสุด มิไดแตงต้ังเกียรติยศใหแกบรรดานบีและบรรดาศาสน ทูตทั้งหลายของพระองค ดวยเกียรติคุณแหงศาสนาและบทบัญญัติของพระองค ? พระองคมิได ประทานเกียรติคุณแหงคัมภีรเพ่ือเขาไดมีวิทยปญญาและความเฉลียวฉลาด และวาศาสนายังไมมี ความสมบูรณแกเขา ? ความโปรดปรานตาง ๆ ยังไมเปนท่ีสมบูรณแกเขา ? วิชาการท่ีมีอยูมิไดยัง ความรูอันใดใหแกเขา ? นอกจากวาจนกวากิจการทุกส่ิงทุกอยางดังกลาวน้ีจะตองไปยุติอยาง

สมบรู ณอยูท่ีบรรดาอมิ ามของมัซฮับท้ังหลายเหลาน้ันเสียกอน ? เม่ือนั้นแหละพวกเขาจึงไดยอมรับ ส่ิงตาง ๆ มาเปน เอกสิทธแ์ิ กต ัวของพวกเขาเอง และพวกเขาหามปรามมิใหมีการดําเนินงานเหลาน้ีสืบตอไปเปนแนวทางอ่ืนอันมิใช แนวทางเดิมของพวกเขา จนกระท่ังถือกันจนเปนเสมือนหน่ึงวาศาสนาอิสลามนั้นขึ้นอยูกับตํารา และแบบฉบับของพวกเขาเทาน้ันโดยส้ินเชิง อีกท้ังถือวารายละเอียดตาง ๆ ในการอรรถาธิบายและ การตีความหลักการใด ๆ ของศาสนายอมจะตองมาจากวิชาการของพวกเขาโดยเฉพาะเทาน้ันเอง และท่ีแนนอนท่ีสุดก็คือ พวกเขามิยอมใหเสรีภาพแกทัศนะของบุคคลอื่นในอันท่ีจะเปลี่ยนแปลง แกไ ขทัศนะของพวกเขา หรือวาพวกเขาเปน ทายาทโดยชอบธรรมของบรรดาศาสดา ? หรือวาอัลลอ ฮฺไดทรงประทับความสมบูรณแกพวกเขาซึ่งตําแหนงทายาทและผูนํา (อิมาม) หรือวาพระองคได ทรงสอนวชิ าการตา ง ๆ ใหแกพวกเขาซ่ึงมวลวิชาการไมว าท้ังท่ีมอี ยแู ลว และรวมท้ังวิชาการอ่ืน ๆ ทื่ ยังคงเหลืออยู ? หรือวาพระองคไดทรงประทานใหแกพวกเขาซ่ึงส่ิงท่ีพระองคมิเคยไดประทาน ใหแกผูใดมากอนเลยในสากลโลก ?หามิไดอยางแนนอน เพียงแตพวกเขาก็อยูในฐานะเดียวกับคน อื่น ๆ ไมวาจะเปนในดานการศึกษาวิชาการ หรือความรับผิดชอบตอศาสนาไมวาจะเปนเรื่องของ การพิทักษรักษาบทบัญญัติแหงศาสนา หรือดานดําเนินการเผยแผหลักการอิสลาม และพวกเขาก็ ยอมมีไดท้ังอุปสรรคทางดานการศึกษา วิชาการที่ปดก้ันโอกาสของเขา หรือสิ่งที่ขัดขวางหนทาง การเรียนรขู องพวกเขา ฉะนั้นพวกเขาจึงควรที่จะตองไมเปนผูกําหนดสติปญญาแหงการหาความรูความเขาใจ ตลอดจนถึงไมควรจะมีการไมยอมรับในทัศนะของบุคคลทั่วไป และไมบังควรที่พวกเขาจะเปน พันธนาการท่ีกีดกันเสรีภาพของหัวใจคนทั้งหลาย อีกท้ังไมบังควรท่ีพวกเขาจะเปนเกราะปดก้ันหู หรือจะเปนฝาที่ครอบงําบนดวงตาหรือการที่จะเปนส่ิงขัดขวางความรูสึกนึกคิดหรือการท่ีจะมัดมือ คนทั้งหลายใหคลองติดอยูกับคอ และมัดเทาคนท้ังหลายใหผูกติดอยูกับเชือกที่เห็นแกตัว ไมเปน การเหมาะสมแตอยางใดเลยในการท่ีจะยัดเยียด ขอหาเหลาน้ีใหแกพวกเขาท่ีเปนเจาของมัซฮับ นอกจากเปนการอางสาเหตุใหแกพวกเขาเทานั้นเอง สวนคํากลาวอันเปนขอแถลงที่แทจริงพวกเขา เหลานนั้ ทานเองกย็ อมประจกั ษด อี ยูแลวซ่ึงสงั เกตไดตามท่ที า นไดก ลาวมา ๕. บัดนี้เราก็ไดเขากาวมาถงึ ประเด็นทส่ี ําคญั ยิ่งอีกขอหนึ่ง ซ่ึงเราเองก็มีความตระหนักดีถึง การรวมสรางสรรคความเปนปกแผนของสังคมมุสลิม แตมันเปนสิ่งท่ีขาพเจามองเห็นวา ความ เปน ไปไดของสิ่งน้นั มนั มไิ ดขน้ึ อยกู บั การที่จะใหช ีอะฮฺไขวเ ขวออกมากมซั ฮับของตนดว ย และฝาย

ชีอะฮฺไดถือเปนภาระกับเร่ืองนี้โดยตระหนักวา ไมเพียงแตเปนปญหาหนักเทานั้น หากแตเปนผู รับภาระกับปญหาชนิดที่ปราศจากอํานาจที่จะกระทําการแกไขใด ๆ ดังเปนที่รูกันดีอยูแลว จาก เหตผุ ลตาง ๆ ตามท่เี ราไดกลาวผา นพน มา นับเปนทศั นะทมี่ คี วามดงี ามเปนอยา งย่งิ สาํ หรับการรวมมือกันเปน ปก แผนแตข้ันตอนท่ีจะ ประสบความสําเร็จ สําหรับเงื่อนไขการรวมตัวกันนี้ก็ข้ึนอยูกับการที่พวกทานตองใหเสรีภาพ แกมัซฮับ “อะหฺลุลบัยตฺ” โดยที่พวกทานตองมีทัศนคตีวา มัซฮับน้ีก็เปนเสมือนมัซฮับหนึ่งใน จํานวนมัซฮับตาง ๆ ของพวกทาน คือถือวาทัศนะทางวิชาการใด ๆ ก็ตามของทุกฝาย ไมวาจากฝาย ของ ชาฟอ ีย หะนะฟย มาลิกีย หนั บะลยี  แมกระทั่งกลุม ท่เี ปน ฝาย (ชีอะฮฺ) ลูกหลานของศาสดามุฮัม มดั (ขออัลลอฮทฺ รงประทานความจําเริญและความสนั ติสุขแดท า นและแดบรรดาลูกหลานของทาน) กเ็ ปน เสมอื นหน่งึ ทศั นะทางวิชาการของพวกใดพวกหน่ึงในหมพู วกเขาเหลา นน้ั เองทง้ั สิน้ และน่ีคือ หนทางเดียวสําหรบั การรวมตวั กนั เปน เอกภาพของสงั คมมสุ ลิม และเปน การวางข้ันตอนทีม่ ีเงื่อนไข อันจะสามารถเปน เครือ่ งผูกมดั สังคมของพวกเขาทงั้ หลายได แตทวาความขัดแยงท่ีมีอยูในมัซฮับตาง ๆ ของ “อะฮฺลิซซุนนะฮฺ” เองก็หาไดนอยไปกวา ความขัดแยงระหวางพวกเขากับมัซฮับชีอะฮฺแตอยางใดไม ทานเองก็ยอมประจักษอยูดีแลวถึง จํานวนนับพัน ๆ คนของบรรดานักปราชญตางทัศนะที่รวบรวมตําราตาง ๆ ในสาขาวิชาการตาง ๆ ของท้ังสองฝาย ฉะน้ันทําไมเลา ผูมีความเช่ียวชาญในหมูพวกทานจึงคํานึงถึงแตเพียงวา “ชีอะฮฺ” มี ความแตกตา งจาก “อะฮลฺ ิซซนุ นะฮฺ” หรอื “อะฮลฺ ซิ ซุน-นะฮ”ฺ มีความแตกตางกบั “ชอี ะฮ?ฺ ” แตถ งึ กระน้นั ความแตกตางระหวางพวกเขาท่ีมีอยูตอกลุมเดียวกันก็ยังพอมีทางออกไดดวย การยินยอมใหมีไดถึงส่ีมัซฮับ เม่ือเปนเชนน้ันเหตุใดเลาจึงไมยินยอมใหมีขึ้นมาอีกสัก “หนึ่ง” เพื่อ เปนหา? เปนไปไดอยางไรกันหรือ? วาการมีเพียง “สี่” น้ันหมายถึงสภาพท่ีบงบอกถึงการรวมกัน แลวของมุสลิมท้ังหลาย? คร้ันถาหากเพิ่มมัซฮับท่ีหาเขาไปแลวจะเปนการทําลายเอกภาพออกเปน เส่ียง ๆ ไป และบรรดามุสลิมจะแยกทางเดินกันอยางระส่ําระสาย? เปนความประเสริฐของทาน ที่สุดแลวที่ทานไดเรียกรองเราใหเขาไปสูเอกภาพทางมัซฮับ แตทานก็ควรที่จะไดเรียกรองหมูชน แหงมัซฮับท้ังส่ีใหเขาสูเอกภาพอันนั้นดวย เพราะแทจริงการกระทําอยางนั้นยอมเปนการยืนยันถึง ความดีงามของพวกทานและพวกเขาเหลานั้นดวย แลวทําไมทานจึงเฉพาะเจาะจงเสนอหลักการขอ น้ีเพียงแตกับพวกเรา? ทานคงจะคิดกระมังวาการปฏิบัติตาม “อะหฺลุลบัยตฺ” (เจาของบานศาสดา มุฮัมมัด) นั้นเปนสาเหตุสําคัญท่ีตัดรอนสายเชือกแหงเอกภาพและทําลายเง่ือนไขท่ีสําคัญสําหรับ

การรวมจิตใจ และเปนพลังท่ีมีความเปนเอกภาพอยางเด็ดเด่ียว แมวาจะมีความขัดแยงในทัศนะ แหง มซั ฮับตา ง ๆ เหลา น้นั กต็ าม และมบี คุ คลเปน จํานวนมากทเี่ ปนผูดื่มดํ่าอยูรสนิยมและทัศนะตาม อารมณอยางนี้ น่ีละหรือคือเจตนารมณของพวกทานท่ียังไมมีคุณธรรมใด ๆ อันไดมาจากความรัก ของทา นทัง้ หลายท่ีจะพงึ มีในบรรดาเครอื ญาติทสี่ นดิ (ของรอซูลฺลอฮฺ) วัสลาม (ช) อัล-มรุ อญิอะฮฺ ๕ ๙. ซุล-เกาะอดฺ ะฮฺ ๑๓๒๙ ๑. การตอบขอบคณุ ตามคาํ แถลงของเรา ๒. การขอหลักฐานเพือ่ พิสจู นโดยละเอยี ด ๑. ขาพเจาไดรับจดหมายของทานผูมีเกียรติ อันเต็มไปดวยเหตุผลที่ใหรายละเอียดอยาง กวางขวางจนอิ่มอกอ่ิมใจ เปนขอเสนอซ่ึงมีหลักการอันควรแกการยอมรับอยางมั่นคงยิ่ง และเปน คําตอบท่ีมีการอธิบายอยางมีคุณธรรมใหทัศนะที่หนักแนน โดยมีหลักฐานที่มั่นคงสนับสนุนไม ตองมีรายละเอียดใด ๆ อีกแลวที่จะคัดคานเหตุผลของหลักการท่ีวา “ไมถือวาจําเปนที่จะตองปฏิบัติ ตามสิ่งใด ๆ จากบรรดามัซฮับของกลุมนักปราชญทั้งหลาย” ในข้ันพื้นฐานและในข้ันรายละเอียด ของศาสนา และไมมีเหตุผลเพียงพอทจี่ ะคา นหลักการที่วา ประตูแหงการอิจญติฮาดน้ันยังเปดไดอยู เสมอ จากจดหมายของทาน ทําใหเห็นวามีหลักฐานท่ีแข็งแรงสําหรับปญหาสองประเด็นนี้ มีขอ พสิ จู นท่ีถกู ตองชดั เจนทกุ อยา งแลว สําหรับปญหาทั้งสองประการ เรามิไดนึกรังเกียจทานเลยในการ ที่จะรวมกันอยางจริงจังเพ่ือทําการคนควารายละเอียดของปญหาท้ังสองประการน้ี ท้ังน้ีเพื่อ กอใหเกิดความกระจางขึ้นแกปญหาท่ีมืดมนสองประการน้ี หากวาไมเปนการเหลือบากวาแรง สาํ หรบั การทเ่ี ราจะไดแสดงการอธิบายออกมาอนั ความเห็นน้ีกค็ ือ ความเหน็ ของทา นอกี นัน่ แหละ

๒. สําหรับคําถามท่ีเราไดถามทานเก่ียวกับเหตุผลในการปฏิเสธของพวกทานที่มีตอมัซฮับ ของนักปราชญทั้งหลายซึ่งเปนที่ยึดถือของกลุมมุสลิมน้ันทานก็ไดตอบในเรื่องนี้ผานพนไปแลว สวนหลักฐานทางบทบัญญัติตามท่ีทานไดสาธยายโดยละเอียดไปแลวน้ัน ทานยินดีท่ีจะแยกแยะ รายละเอียดของมันที่มาจากอัล-กุรอาน และซุนนะฮฺ (แบบฉบับจากศาสดา) อันเปนหลักฐานที่ เด็ดขาดไดหรือไม? ท้ังน้ีก็เพื่อที่จะไดใหเหมือนกับท่ีทานไดเคยกลาววา เพื่อผูศรัทธาไดรับ ประโยชนรวมกัน เพื่อเปนการคลี่คลายปญหาตาง ๆ ซึ่งกันและกัน ขาพเจาขอขอบคุณมายังทาน ดว ย วสั ลาม (ช) อลั -มุรอญิอะฮฺ ๖ ๑๒. ซลุ -เกาะอดฺ ะฮฺ ๑๓๒๙ ๑. การเปดฉากเพ่ือกาวไปสูหลักฐานท่ีวาดวย “ขอกําหนด” (วาญิบ) ที่จะตองปฏิบัติตามผู อยูใ นเชือ้ สายของศาสดา ๒. ทา นอามีรุล มมุ ินนี เชญิ ชวนสมู ัซฮบั อะหฺลุลบยั ตฺ (อ) ๓. ถอยแถลงของอมิ าม “ซัยนุล อาบดี นี ” เก่ยี วกับเรอื่ งนี้ แทจริงทาน (มวลการสรรเสริญน้ันเปนสิทธิของอัลลอฮฺ) เปนผูท่ีมีเหตุผลอยางย่ิงในการ หันหนามาเผชิญกันเพื่อทําการวิเคราะหปญหาตาง ๆ และไมทอถอยตอการที่จะรวมกันคนควาดวย แรงปรารถนาอันยิ่งใหญที่มีตออัลลอฮฺ ท้ัง ๆ ที่ยอมจะตองมีความระคายเคืองแกทานบางเปนแน เพราเกย่ี วกับในเรื่องราวของบรรดาอิมามแหงเช้ือสายท่ีบริสุทธิ์นั้นเราถือวาเปนแบบอยางหรือแนว ทางการประพฤติของทานศาสดา ตามสิง่ ทีพ่ วกเขาเสนอไวแ กบุคคลอ่นื ๆ ท่ีเคยประสบปญหาความ ทุกขยาก แนนอนยิ่งเราถือวากิจการตาง ๆ ของพวกเขาเหลาน้ันเปนท่ีไดรับอนุมัติจากพระผูทรง สูงสุดแลว เพราะพวกเขาไดรับการดูแลรักษามาอยางเหมาะสม ไดมีการเลือกสรรอยางถ่ีถวน วา พวกเขาเปน บรรดาผมู ที ัศนะทางวิชาการ พวกเขาถูกโอบอุม มาจากทา นรอซูลุลลอฮฺ (ขอความจําเริญ และความสันติสุขพึงมีแดทานและแดลูกหลานของทาน) ผูเปนคลังวิชาการของบรรดานบีตาง ๆ

พวกเขาเหลาน้ันไดรับการฝกฝนการใชสติปญญามาจากทานโดยตรง ทั้งกิจการทางดานโลกและ กจิ การดา นศาสนา ๑. ดวยเหตุนี้พวกเขาจึงไดรับการผูกมัดอยางมั่นคงอยูกับบทญัตติแหงอัล-กุรอาน และนั่น คือสิง่ ท่ที ําใหพวกเขาเปนผูน าํ สําหรับปญ ญาชน เปนนาวาท่ียังความปลอดภัยแกประชาชาติผองเมื่อ ถึงคราวพบปญหาที่อาจละเมิดได เปนหลักประกันที่ใหความปลอดภัยแกประชาชาติมิใหประสบ ปญ หาขอ ขัดแยงเมื่อลมพายแุ หงความชวั่ รา ยพดั กระหนํา่ เปน ประตูแหงความเมตตาท่ีอภัยใหแกผูที่ เขา มายอมรบั เสมอเปนสายเชอื กทีม่ ่นั คงไมมีการแยกขาดออกจากกนั 2. ทานอามีรุล มุมินนี (อาลี บนิ อาบฏี อลิบ) ไดกลา ววา .....(๓) “แลวยังมีทางไหนอีกเลาที่พวกทานจะดําเนินกันอีกตอไป ? และยังมีวิธีการใดอีกที่พวก ทานพอจะกลาวรายได ? เพราะวาสัญลักษณตาง ๆ น้ันยังยืนหยัดอยู บรรดาโองการทั้งหลายยังชัด แจงอยูเสมอ หลกั ฐานทเี่ ดนชัดยังหนักแนนอยู แลวพวกทานจะหนไี ปไหนพน พวกทานจะหลงทาง ไดอยางไร ถาในเม่ือพวกทานไดยึดม่ันอยูกับเช้ือสายศาสดาของพวกทานเองและพวกเขานั้นคือ มี ตําแหนง “บังเหียน” ของ “สัจธรรม” เปน “สัญลักษณ” ของศาสนา เปน “ปากเสียง” แหงความสื่อ สัตย ฐานะของพวกเขามี “ความดีเลิศ” ดุจดังฐานะของอัล-กุรอาน การมาของสัญชาตญาณแหง “ความละโมบหรือความอยากได” น้ันมันผละพนไปจากพวกเขาโดยสิ้นเชิงเสียแลว ประชาชน ทั้งหลายเอย ขอใหยึดถือส่ิงนี้ไวเถิด(๔) เพราะเปนส่ิงมาจาก “คอตะมันนะบียีน” (อัลลอฮฺทรง ประทานความจาํ เรญิ และความสนั ติสขุ อแดท า นและ (๓) หนา ๑๕๒ เลม ๑ นะฮฺ ุลบะตาเฆาะฮฺ คุฏบะฮฺท่ี ๘๓ (๔) หมายความวา ใหยึดส่ิงนี้ตามคําสั่งของทานรอซูลุลลอฮฺ (ศ) ท่ีเคยกลาววา (แทจริงผูตายแหง “อะหฺลุลบัยตฺ” เขายังคงดํารงอยูโดยมิไดตาย) คือ รูห ยังคงผองใสดวยรัศมีอยูในโลกที่เปดเผย ขอความน้ที า นมฮุ มั มัด ฮบั ตฮุ ฺ และคนอื่น ๆ ก็เคยกลาวถงึ แดบรรดาลูกหลานของทาน) แนนอนทานไดวายชนมไปแลว พวกของเราไมวาคนใดท่ีตายไปแลว น้ัน มิไดอยูในสภาพเหมือนกับผูตาย (ท่ัว ๆ ไป) และไมเสื่อมสลาย แมพวกของเราคนใดท่ีเส่ือม สลายแลวก็มไิ ดเ สอ่ื มสลาย (เหมือนคนทวั่ ๆ ไป) พวกทา นท้งั หลายอยาไดกลาวในส่ิงท่ีพวกทานยัง ไมรูแจง เพราะแทจริงมีสัจธรรมอีกต้ังมากมายที่พวกทานยังรังเกียจอยู พวกทานกอ “ความยุงยาก” ใหแกผูที่ทาน “ไมมีสิทธ์ิ” จะกระทําการใด ๆ ตอเขา น่ันคือ ฉัน ผลงานตาง ๆ ในหมูพวกทานได สรางความเจ็บปวดใหแก สิ่งสําคัญที่มีคาประการที่ยิ่งใหญ(๕) ในหมูพวกทานมีผูใดไดทําการ

ทอดทิ้งส่ิงสําคัญทมี่ ีคา ยง่ิ ประการท่ีรองลงมา ซึง่ ทัง้ สองประการนั้นเปน บรรทัดฐานในหมูพวกทาน สําหรับการใหทศั นะดานความศรัทธา....” ทานอิมามอาลี (ขอความสันติสุขพึงมีแดทาน) ไดกลาวอีกวา “พวกทานพึงพิจารณา เกี่ยวกับบรรดาอะหฺลุลบัยตฺแหงนบีของพวกทาน พวกทานพึงสังวรถึงเกียรติคุณของพวกเขาใหจง หนัก พวกทานจงปฏิบัติตามแนวทางของพวกเขา เพราะพวกเขาจะไมทําใหพวกทานออกพนไป จากทางนําและไมทําใหพวกทานคนื กลับไปในสภาพที่เปนโมฆะ ฉะน้ันถาพวกเขายึดถือส่ิงใดทาน ก็จงยึดถือตาม ถาพวกเขาตอสู ทานก็จงตอสูตาม พวกทานอยาไดกระทําการใด ๆ ล้ําหนาพวกเขา แตจงเปนเงาติดตามพวกเขา และพวกทานก็อยาไดปลอยตัวใหลาชาจนพลาดไปจากพวกเขา เพราะวา พวกทา นจะไดร บั ความเสยี หาย”(๖) ทานอิมาม (อะลัยอิสลาม) ไดกลาวถึงพวกเขาเหลานั้นอีกครั้งหนึ่งวา “พวกเขาเหลานั้น (อะหฺลลุ บยั ต)ฺ ตา งใหช ีวติ แกว ชิ าการและใหความตาย (๕) สิ่งสําคัญท่ีมีคา ประการที่ย่ิงใหญนั้นเปนสํานวนของทานอามีรุล-มุมินีน คือ หมายถึง พระคัมภีรอัล-กุรอาน คําวา การทอดทิ้งสิ่งสําคัญที่มีคายิ่งประการที่รองลงมา ก็คือบุตรท้ังสองของ ทาน หรือท่ีกลาววา เชื้อสายของทานนั้น คือ ผูนําของมนุษยชาติ ทานซัยค มุฮัมมัด อัลดุฮฺ และทาน อ่ืน ๆ ที่อธิบาย อัน-นะฮฺุฯ ตางกก็ ลาวเชน นี้ (๖) หนา ๑๘๙ ุซอทฺ ี่ ๑ ของ นะฮฺ ฯุ ศฏุ บะอฺท่ี ๙๓ แก ความโฉดเขลา ความปราดเปร่ืองแหงวิชาการของพวกเขาเหลาน้ันไดเปดเผยใหแกพวกทาน พวกเขาไดสําแดงความจริงมาจากส่ิงท่ีอยูภายในของพวกเขาออกมาโดยเปดเผย การนิ่งเงียบของ พวกเขาน้ัน ก็ใหถือวาเปนกฎเกณฑแนนอนขอหน่ึงของพวกเขา พวกเขาไมขัดแยงตอสัจธรรมและ ไมกระทําการขัดแยงในหลักสัจธรรมนั้น พวกเขาเปนหลักประกันของอิสลามและเปนความ แนนอนท่ีม่ันคงยิ่ง สัจธรรมจะคืนกลับมาสูตําแหนงของมันไดเพราะเพวกเขา ความเท็จจะ อันตรธานไปจากจุดยืนของมันไดก็เพราะพวกเขาอีกเชนกัน ปากเสียงแหงความเท็จจะถูกทําให แตกแยกออกไปจากรากฐานของมัน พวกเขามีความรูสึกนึกคิดตอศาสนาอยางความคิดท่ีมีความ รับผิดชอบและความรับผิดชอบอันน้ันมิไดมาจากความสํานึกท่ีเกิดจากการเรียนรูดวยการฟงหรือ ตามคํารายงานท่ีบอกเลา แนนอนวิชาการท่ีเรียนรูโดยรับรายงานบอกเลาน้ันมีดาษดื่นมากมาย สวน ความรูอยา งมคี วามรับผดิ ชอบนั้นมีนอ ย”(๗)

ทานอิมาม (อะลัยอิสลาม) ไดกลาวอีกวา “เชื้อสายของทานศาสดาน้ันเปนเชื้อสายท่ีดีเลิศ ครอบครัวของทานศาสดาน้ันเปนครอบครัวท่ีดีเลิศ ตนไมของทานศาสดาเปนตนไมท่ีดีเลิศ ซึ่งงอก ข้ึนในแดนฮะรอม และงอกงามข้ึนในแดนแหงเกียรติยศ ก่ิงกานสาขายืดยาว ผลไมตนน้ีจะไมขาด พันธ”ุ (๘) ทานอิมาม (อะลัยอิสลาม) ไดกลาวอีกวา “เราคือแหลงของบทบัญญัติ เปนกลุมบริวารของ รอซูลุลอฮฺ เราคือคลังแหงความรูและเปนประตูของมันและไมมีทางใดที่จะเขาบานนี้ได นอกจาก ตองผา นประตูของมนั ดงั น้นั ผูใดท่เี ขา บานโดยมิไดผ านประตู ยอ มไดช ือ่ วา “ขโมย”(๙) นอกจากนี้ทานยังไดกลาวถึงผูสืบเชื้อสายท่ีบริสุทธ์ิแหง “อะหฺลุลบัยตฺ” อีกวา “ในหมูพวก เขาเหลานน้ั หมายถึง “เกยี รติยศ” ของ อัล-กรุ อาน (๗) หนา ๒๐๙ ุซอทฺ ่ี ๒ อัน-นะฮฺ ุฯ ศฏุ บะฮฺที่ ๒๓๔ (๘) หนา ๑๗๕ ซุ อทฺ ่ี ๑ อัน-นะฮฺ ุฯ ศฏุ บะฮทฺ ี่ 90 (๙) หนา 58 ซุ อทฺ ี่ ๒ อนั -นะฮฺ ฯุ ศุฏบะฮฺที่ 150 พวกเขาเปนคลังแหงความเมตตา ฉะน้ันเม่ือพวกเขาพูดทานก็จงเชื่อฟง พวกเขาน่ิงเงียบทานก็อยา เพิ่งล้ําหนา คนที่เปนแขกน้ันควรเช่ือฟงเจาของบาน แลวสติปญญาของเขาก็จะไดมีโอกาสรับ เรอ่ื งราวตาง ๆ ได” ทานอิมาม อาลี (อะลัยอิสลาม) ยังไดกลาวอีกวา “พวกทานทั้งหลายจงรูไวเถิดวาพวกทาน ไมอาจรจู กั ความถกู ตองได จนกวาพวกทานจะไดรูจักถึงส่ิงที่บุคคลน้ัน (ศาสดา) ละท้ิงไว และพวก ทานไมสามารถท่ีจะรับเอาพันธะตาง ๆ ท่ีสําคัญของอัล-กุรอานไดจนกวาพวกทานจะไดรูจักกับสิ่ง ท่ีบุคคลผูน้ันละวางไว พวกทานยังไมไดยึดมั่นตอเขาจนกวาพวกทานจะไดรูจักกับสิ่งท่ีบุคคลผูนั้น ละวางไว พวกทานยังไมไดยึดม่ันตอเขาจนกวาพวกทานจะไดรูจักกับสิ่งท่ีเขาไดสลัดท้ิงเอาไว ดังน้ันพวกทานจงไดสัมผัสกับสิ่งนี้จากวงศวานของเขาเพราะแทจริงพวกเขาเหลานี้เปนผูยังมีชีวิต ของวิชาการเอาไว เปนผูใหความตายแกความโฉดเขลา พวกเขาคือผูซ่ึงเปดเผยวิทยปญญาจาก วชิ าการตา ง ๆ ของพวกเขาใหแกทาน แจงใหทานไดทราบถึงการนิ่งเงียบอันเปนสัญลักษณของการ ใชคําพูด แจงใหทานไดทราบถึงการแสดงออกท่ีเปดเผย อันมาจากความหมายทางดานในของพวก เขา พวกเขาไมขดั แยงกับศาสนา และพวกเขาไมกระทําการใดที่ขัดแยงในเร่ืองน้ัน เพราะวาพวกเขา น้นั มพี ยานทยี่ นื ยันความสัตย มีผนู ิง่ เงียบทเ่ี ปนเคร่อื งหมายของการใชคําพดู (๑๐)

ยังมีรายละเอียดอีกมากมายที่มาจากคําพูดของทานที่เกี่ยวกับเรื่องน้ี เชน ท่ีทานอิมามอาลี (อะลยั อสิ ลาม) ไดกลา ววา “เพราะเราน่ันเอง ท่ีพวกทานไดรับทางนําในยามอยูกับความมืดมิด ทาน ไดรบั ชีวิตท่มี ีศักดิ์ศรีกับเราอีกนัน่ แหละทพ่ี วกทา นไดร ับความสวาง พนจากความมืดทึบ(๑๑) (๑๐) หนา ๔๓ ุซอทฺ ่ี นะฮฺ ุบะดาเฆาะฮฺ ศุฏบะฮทฺ ี่ ๑๔๓ (๑๑) ทานซัยค มุฮัมมัด อับดุล กลาววา คําวา “สีรอร” มีความหมายคลายกับคําวา “สีหาบ” ท่ีแปลวา “กอนเมฆ” ในแงของภาษาที่นี่หมายถึง “ความมืดของคืนเดือนมืด” สวนความท่ีวาพวก ทานไดรับความสวางนั้น หมายถึงพวกที่เคยอยูในความอธรรมมากอน ตอมาก็ไดรับทางนําที่ ถูกตองทเ่ี ราไดน ําทาง “เรา” ในที่น้ีหมายถึง มุฮัมมัด (ศ) และบุตรชายของลุง นั่นคือทานอิมามเองที่ ไดใหค วามชว ยเหลือในการเผยแผศาสนา หทู ี่หนวกยอมไมมคี วามเขาใจกบั ส่ิงทถี่ ูกตอง(๑๒) และทานยังไดกลาวอีกวา “ประชาชนเอย จงต่ืนตัวใหพนจากองเพลิงท่ีลุกเจิดจาเสียเถิด จง รบั ฟง ผูตกั เตือน จงปดกวาดสายตาใหบริสทุ ธเิ์ พราะมันขนุ มัวเตม็ ไปหมดแลว ”(๑๓) ทานอิมามอาลี (อะลัยอิสลาม) ยังไดกลาวอีกวา “เราคือพืชพันธุแหงทานนบี เราคือตนตอ แหงบทบัญญัติ เปนท่ีรับชวงมาจากมะลาอิกะฮฺ เปนคลังแหงวิชาการ เปนบอเกิดแหงวิทยปญญา ทัศนะของเราและความรักของเรา คือ ทัศนะแหงความเมตตา สวนศัตรูของเราและผูชิงชังเรานั้นมี ทัศนะท่ชี ั่วรา ย”(๑๔) ทานไดกลาวอีกวา “พวกใดก็ตามที่แอบอางวา แทจริงพวกเขาบรรลุถึงความสําเร็จดาน วชิ าการนอกเหนือจากเราแลว เขาคอื ผูโกหก เปนผูกลาวรายตอ เรา แนน อนอัลลอฮฺจะทรงยกยองเรา และใหเขาตกต่ํา พระองคทรงประทานแกเราแตทรงหวงหามตอเขา พระองคทรงนําเขามาใหเรา และทรงนําออกไปจากพวกเขา ทางนําไดรับการเอ้ืออํานวย และยังประโยชนแกคนงมงายก็เพราะ เรา แทจริงบรรดาอิมามแหงตระกูลกุรอยข ท่ีจริญวัยอยูในสายเลือดนี้ก็คือ ที่สืบมาจาก ฮาชิม ไมมี คณุ ธรรมใด ๆ เกนิ ไปกวา พวกเขา และไมมใี ครอนื่ ทจ่ี ะใหก ารดูแลรักษาดีกวา พวกเขา”(๑๕) แลวทานยังไดกลาวถึงฝายตรงขามกับทานวา “พวกเขาปลอยความรวดเร็วแหงปจจุบันให ผานพนไป แลวคอยอยกู ับความเชือ่ งชาท่แี สนนาน พวกเขาท้งิ มติ รผปู ระเสริฐ พวกเขาดื่มนาํ้ กรอย” (๑๒) ศุฏบะฮฺท่ี ๑๓ หนา ๓๓ ซุ อฺท่ี ๑ ของหนังสือ “นะฮฺ ลุ -บะลาเฆาะฮ”ฺ (๑๓) หนา ๒๐๑ ซุ อทฺ ่ี ๑ หนังสือ “นะฮฺุล-บะลาเฆาะฮ”ฺ ศฏุ บะฮฺท่ี ๑๐๑

(๑๔) ตอนทายของศุฏบะฮฺท่ี ๑๐๕ หนา ๒๑๔ ุซอฺที่ ๑ นะฮฺุล-บะลาเฆาะฮฺ ถอยคําน้ีก็มี ในรายงานของทานอิบนุ ฮับบาลดวย ซ่ึงเปนท่ียอมรับของฝายซุนนะฮฺ เชนมีในทายหมวด “คุศู ศอด” หนา ๑๔๒ เศาะวาอิก มุฮัรรอเกาะฮฺ ของ อบิ นุฮะญัร (๑๕) จากวาทะของทา นท่ี ๑๔๐ หนา ๓๕ ซุ อทฺ ่ี ๒ นะฮฺ ุล-บะลาเฆาะฮฺ ทานไดกลาวอีกวา “ดังน้ันแทจริงผูท่ีตายลง ณ ท่ีนอนของเขาไมวาจะเปนใครในหมูพวก ทาน โดยท่ีเขาอยูกับสภาพของผูที่รูจักตอสิทธิแหงพระผูอภิบาลของเขา สิทธิแหงรอซูลของ พระองค และ อะหฺลุลบัยตฺของทาน เทากับเขาไดตายอยางชะฮีด การตอบแทนทั้งหมดของเขาอยู ที่อัลลอฮฺ พระองคจะทรงรับรองความดีงามแหงเจตนาดีสําหรับงานของเขา จิตสํานึกในเจตนาของ เขานั้นอยูใ นตาํ แหนง ทเ่ี ปน ดาบของเขา”(๑๖) และทานอมิ ามอาลี (อะลยั อสิ ลาม) ไดกลา วอีกวา “เราคอื บรรดาผูมคี วามประเสริฐ เผาพันธุ ของเราคือเผาพันธุแหงบรรดาศาสดา พรรคของเราคือพรรคแหงอัลลอฮฺผูทรงอานุภาพสูงสุด สวน พวกละเมิดคือพรรคของวัยฏอน ใครก็ตามท่ีอยูเปนกลางระหวางเรากับศัตรูของเรา ก็มิใชเปนพวก ของเรา”(๑๗) ๓. ดานอิมามอะบู มุฮัมมัด อาลี บิน ฮเุ ซน ซยั นุล-อาบีดีน ผูเปนประมุขแหงเหลาบรรดา “ผู มนั่ คงอยูกบั การกราบ” ไดอ ธบิ ายโองการของอัลลอฮฺ บรรดาผูศรัทธาทั้งหลายเอย จงเกรงกลัวตออัลลอฮฺและจงเปนผูที่อยูกับเหลาบรรดาผูมี ความสัตยจ รงิ เถิด (๙:๑๑๙) (๑๖) ทายคฏุ บะฮทฺ ี่ ๑๘๕ หนา ๑๕๖ ุซอทฺ ่ี ๒ นะฮฺ ลุ -บะลาเฆาะฮฺ (๑๗) บรรดานักปราชญจํานวนมากท่ีอางถอยแถลงดังกลาวนี้ เชนทานอิบนุ ฮะญัร ได บนั ทกึ ไวใ นทายบท ศอศศู ยิ าติฮิม หนงั สอื เศาะวาอิกฯ หนา ๑๔๒ (๑๘) ตอนทายของบทวะศยี ะศูนนบยี  หนังสือ เศาะวาอกิ ฯ อบิ นฮุ ะญรั หนา ๑๓๗ ซึ่งเปนโองการที่อัลลอฮฺไดทรงเรียกรองบรรดาผูศรัทธาทั้งหลายทุกยุคทุกสมัย โดย เปาหมายการเชิญชวนใหบรรลุความสําเร็จดวยฐานะของเหลาบรรดาผูมีความสัตยและขีดข้ันที่ สูงสง เพ่อื เปนการปกปอ งความผดิ พลาด และความเหลวไหลท้ังหลายของบรรดาผูอุตริ (บิดอะฮฺ) ที่ เปนผูแตกแยกออกไปจากอมิ ามของศาสนาและพืชพันธแุ หง ทา นนบี หลังจากนั้นทานอิมามไดกลาววา “หมูชนกลุมอื่นเขาถือสิทธิจํากัดภารกิจของเราใหสั้นลง และพวกเขาทําการตีความกับโองการ มุตะขาบิฮาต (คลุมเครือ) ของอัล-กุรอาน โดยอธิบายไปตาม

ความเห็นของพวกเขาเอง พวกเขาทําเปนเหมือนเฉยตอใจความการบอกเลาที่เก่ียวกับเร่ืองของพวก เรา” อีกตอนหนึ่งท่ีทานไดกลาววา “สําหรับประชาชาติรุนหลังท่ีเขามีความเกรงกลัว แนนอน เขาตองศึกษาไปตามสัญลักษณของศาสนานี้แนนอนที่สุด ประชาชาติทั้งหลายจะตองแตกแยกและ ขดั แยง กนั สว นหนง่ึ ของพวกเขากย็ อมปฏิเสธกับอีกฝายหนงึ่ อลั ลอฮฺผูทรงสูงสุดไดม ีโองการวา “และสเู จาท้ังหลายอยา ไดเ ปนด่ังบรรดาผซู งึ่ แตกแยกกนั และขดั แยง กนั หลังจากท่ีหลักฐาน ที่ชดั แจง ไดมีมายงั พวกเขาเหลานนั้ แลว” (๓:๑๐๔) ดังนั้น เขาควรเปนผูยึดมั่นตอส่ิงน้ันเพื่อบรรลุถึงส่ิงที่เปนหลักฐานและเปนขออรรถาธิบาย อัล-กุรอาน แนนอนที่สุดส่ิงนั้นคือมาตรฐานแหงพระคัมภีร และบรรดาบุตรแหงอิมามผูเปนทางนํา เปนดวงประทีปท่ีใหความสวาง เขาเหลาน้ันคือผูซึ่งอัลลอฮฺไดวางไวเปนบรรทัดฐานสําหรับปวง บวงทั้งหลาย พระองคมิไดปลอยใหบาวของพระองคดํานเนินชีวิตอยางปราศจากเหตุผลท่ีแนชัด พวกทานไดรูจักพวกเขาและพบพวกเขาแลวหรือ แนนอนพวกเขาเปนสาขาแหงพืชพันธุอันจําเริญ เปนคณุ สมบัติอนั ประเสรฐิ ท่ยี ังเหลอื อยขู องเหลาบรรดาผูซึ่งอัลลอฮฺไดทรงขจัดความมลทินออกไป จากพวกเขา และทรงชําระขัดเกลาพวกเขาใหสะอาดอยางผองแผว ใหพวกเขาบริสุทธ์ิพนจากความ มัวหมองทั้งปวงและทรงบัญญัติใหมีการจงรัก ตอพวกเขาในอัล-กุรอาน” น่ีคือวาทะของทานอิมาม ซัยนลุ -อาบดิ นี อะลยั ฮิสลาม อันเปนประโยคทมี่ คี วามหมายชดั แจง ท่สี ดุ (๑๙) ดังนั้นขอไดพิจารณาอยางถองแทในเร่ืองนี้ ตลอดจนถึงเรื่องท่ีเราไดถายทอดใหแกทานซ่ึง ถอยแถลงตาง ๆ ของทานอิมามอามีรุล-มุมินีนแลวทานก็จะไดประจักษวา เหตุผลท้ังสองประการ ไดอํานวยใหมัซฮับ ชีอะฮฺอยูในขอกําหนดอันน้ี เพราะตระหนักถึงความเดนชัดของสิ่งดังกลาว คุณคาจากถอยแถลงของสองทานน้ีไดเปนท่ีประจักษถึงแนวทางแหงวิชาความรูของคําสอนตาง ๆ แหง บรรดาอิมามของ “อะหฺลุลบัยตฺ” ทั้งหลายเพราะวา พวกเขาไดถูกหลอหลอมข้ึนมาบนหลักการ เหลาน้ัน เราจึงยอมรับอยางสมบูรณตอพวกเขาสําหรับในเร่ืองราวท่ีมีความถูกตองคลองจองกัน ท้งั หมดน้ี วสั ลาม (ช) (๑๙) หนา ๙๐ หนังสือ ศอวาอกิ อิบนุ ฮะญรั

อัล-มรุ อญิอะฮฺ ๗ ๑๓. ซุล-เกาะอฺดะฮฺ ๑๓๒๙ ๑. ขอหลกั ฐานอนั ชดั เจนทีม่ าจากโองการของอลั ลอฮฺและรอซูล ๒. บรรดาหลักฐานตาง ๆ ท่ีมาจากคํากลาวของอิมามแหง “อะหฺลุลบัยตฺ” น้ัน ฝายอะฮฺลิซ ซุนนะฮถฺ ือวา อยูใ นประเภทมีขึน้ มาใหม มิใชเปน หลักฐานเดด็ ขาด ขอไดนาํ หลักฐานประกอบท่ีชัดเจนมาจากโองการของอัลลอฮฺ และฮาดีษของรอซูลุลลอฮฺที่ เปนส่ิงยืนยันใหทานตองถือเปนวาญิบท่ีจะตองปฏิบัติตามบรรดาอิมามแหงอะหฺลุลบัยตฺ โดยไมมี การใหยอมรับตอมัซฮับอื่นเลย สวนเรามิไดมีจุดยืนอยางน้ันตราบใดที่ไมมีหลักฐานในโองการ ของอลั ลอฮแฺ ละฮาดษี แหงทานรอซูลของพระองค สําหรับถอยแถลงของบรรดาอิมามของทานนั้น ยังไมถือวาใหความกระจางได เพราะ เน่ืองจากเปนหลักฐานที่เกี่ยวของกับฝายท่ีเปนปรปกษของพวกเขา และหลักฐานน้ันก็ยังอยูใน ระดบั ของสิง่ ทถ่ี กู ตรวจตราพิจารณาอีกได เหมอื นดังทที่ านเองก็ทราบดอี ยูแ ลว วัสลาม (ช)

อัล-มุรอญอิ ะฮฺ ๘ ๑๕. ซลุ -เกาะอดฺ ะฮฺ ๑๓๒๙ ๑. การมองขามเหตผุ ลทเ่ี ราไดช แี้ จงผานไปแลว ๒. ความเขาใจผิดวา เปนหลักบานท่ีอยูในเง่ือนไขสําหรับการไดรับการทบทวนพิจารณา ไดอกี ๓. ฮาดีษท่ีกลาวถึงสิ่งสาํ คญั ทม่ี ีคายิ่งสองประการ ๔. สายสืบท่ีตรงกันมากมาย ๕. ความหลงผดิ ของผูไ มย ดึ มนั่ ตอเชอื้ สายท่บี รสิ ทุ ธิ์ ๖. อปุ มาพวกเขาด่ังเรือของนบนี หู เฺ ปน ประตแู หง ความเมตตา ๗. ความหมายของคําวา “อะหฺลลุ บัยต”ฺ ณ ทีน่ ้ี ๘. สารบญั ที่วา ดว ยการเปรียบเทยี บพวกเขาวา เปน เรอื นบีนูหแฺ ละประตูแหงความเมตตา ๑. เรามิไดละเลยตอหลักฐานอันชัดแจงท่ีมาจากคํากลาวของทานรอซูลลอฮฺ (ขออัลลอฮฺ ทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขใหแดทานตลอดทั้งบรรดาลูกหลานของทาน) แตทวา เราไดช้ีแจงผานไปแลวในตอนตน ๆ ของบทสนทนาของเขา ท่ีบงบอกถึงขอกําหนดที่จําเปนตอง

ปฏิบัติตามบรรดาอิมามแหง “อะหฺลุลบัยตฺ” โดยปราศจากการใหยอมรับแนวทางอื่น น่ันก็คือการที่ เราไดกลาวถึงทานรอซูลุลอฮฺ (ศ) วา ทานไดยืนยันฐานะของพวกเขาไปตามบทบัญญัติแหงอัล-กุ รอาน และทานไดแตงตั้งใหพวกเขาเปนผูนําของบรรดาปวงชนผูมีปญญาเปนนาวาท่ียังความ ปลอดภยั เปน หลกั ประกันความปลอดภัยแกเ หลา ประชาชาติ เปนประตูแหงความเมตตา หลักฐานท่ี บงช้ถี อยคาํ ดงั กลาวน้ีไดถูกรวบรวมไวอ ยางครบถวนในบรรดาตํารับตําราฮาดีษศอฮี้ฮฺทั้งหลาย และ มีใจความท่ีใหรายละเอียด เราคดิ วาถาทานยงั ไมก ระจางอยา งเพยี งพอในการรับพจิ ารณาขอ อธิบายก็ ขออยาไดทอถอยกับการเสนอแนะเพือ่ ไปสคู วามเดน ชดั ในขัน้ ตอไป ๒. ดังนั้นสําหรับถอยคําของบรรดาอิมามท้ังหลายของเราถือไดวาใหความกระจางแลว โดยเหตุผลตามท่ีเราไดชี้แจงมา ถึงแมวาเปนหลักฐานท่ีทานไดกลาวกับฝายปรปกษของทาน แตก็ มิไดเปน หลกั ฐานทอี่ ยใู นประเภททต่ี องไดรบั การถกู ตรวจสอบเหมอื นดงั ท่ที านเขาใจอกี เลย ๓. เพื่อเปนการใหความกระจางแจงแกทานตามที่เราไดชี้แจงไปแลว เราจะเสนอคํากลาว ของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแด บรรดาลูกหลานของทาน) ขณะที่อยูทามกลางยุคสมัยแหงความลาหลัง ทานไดกูรองประกาศเพื่อ ปองกันความหลงลืมวา “โอ บรรดาประชาชนเอย แทจริงฉันไดละทิ้งไวในหมูพวกทานซึ่งสิ่งท่ีถา พวกทานไดยึดถือแลว พวกทานจะไมหลงผิด นั่นคือพระคัมภีรของอัลลอฮฺและเช้ือสายแหง “อะหฺ ลลุ บัยต”ฺ ของฉนั ”(๒๐) ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวอีกวา “แทจริงฉันไดละท้ิงไวในหมูพวกทาน ซ่ึงส่ิงที่ถาพวก ทานไดยึดมั่นไวแลว พวกทานจะไมหลงผิดหลังจากฉัน นั่นคือ อัล-กุรอานของอัลลอฮฺซ่ึงเปนสาย เชือกทท่ี อดมาจากฟาก (๒๐) รายงานโดยทานดิรมิซีย ทานนะสาอีย เลาโดยทานญาบิร ทานมุคตะกีย อัล-ฮินดีย ก็ ไดอางรายงานของทานทั้งสองน้ีไวในตอนตนของบท อัล-เอียะดิศอม บิล-กิตาบ วัซซุนนะฮฺ จาก หนงั สือ “กนั ซลุ -อมุ าล” หนา ๔๔ ซุ อทฺ ่ี ๑ ฟาลงสูแดนดิน และเช้ือสายแหง “อะหฺลุลบัยตฺ” ของฉัน ส่ิงท้ังสองจะไมแตกแยกออกจากกัน จนกระท่ังท้ังสองอยางจะยอนคืนสูฉันยังอัล-เฮาฏ (สระแหงหนึ่งในสวนสวรรค) ดังนั้นพวกทาน พงึ พจิ ารณาเถิดวา พวกทา นขัดแยง กับฉนั ในส่งิ ท้ังสองอยา งไร”(๒๑)

ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบ รรดาลกู หลานของทาน) ไดกลาวอีกวา “แทจริงฉันไดละท้ิงไวในหมูพวกทาน ซึ่งของฝากสอง ประการ น่ันคืออัล-กุรอานแหงอัลลอฮฺซ่ึงเปนสายเชือกท่ีทอดยึดส่ิงที่อยูระหวางฟาและดินเอาไว หรือสิ่งที่อยูระหวางฟาและแผนดิน อีกอยางหนึ่ง คือเชื้อสายแหง “อะหฺลุลบัยตฺ” ของฉัน และ แทจ ริงส่ิงทัง้ สองยอมไมแตกแยกออกจากกันจนกวาสิง่ ท้ังสองจะคนื กลบั สูฉันยังอัล-เฮาฏ” (๒๒) ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบ รรดาลกู หลานของทา น) ไดก ลา ววา “แทจ ริงฉันเปน ผูสละทิ้งสิ่งสําคัญย่ิงสองประการไวในหมู พวกทาน นั่นคืออัล-กุรอานแหงอัลลอฮฺผูทรงอานุภาพสูงสุด และเช้ือสายของฉัน และแนนอนสิ่ง ท้งั สองยอ มไมแ ตกแยกออกจากกันจนกวาสิ่งท้งั สองจะคนื กลบั สูฉ ันยงั อลั -เฮาฏ” (๒๓) ทานศาสนทูตแหงอลั ลอฮฺ (อลั ลอฮทฺ รงประทานความจําเรญิ และความสันติสขุ (๒๑) รายงานโดยทานติรมิซีย เลาโดย ทานซัยต บิน อัรก็อม เปนฮาดีษที่ ๘๗๔ กันซุลอะ มาล หนา ๔๔ ซุ อทฺ ่ี ๑ (๒๒) รายงานโดยทานอิมาม อะหฺมัด เลาฮาดีษโดย ซัยต บิน ษาบิต โดยสายสืบท่ีศอฮี้ฮฺท้ัง สอง คือ (หนึ่ง) ในตอนแรกของหนา ๑๘๒ (สอง) หนา ๑๘๙ ของุซอฺท่ี ๕ อีกดวย โดยทานอิบนุ อะบี ชัยบะฮฺ ทานอะบู บะอฺสา ทานอิบนุ ซะอัด เลาฮาดีษโดยทานอะบี สะอีด เปนฮาดีษท่ี ๙๔๕ จากหนงั สอื ฮาดษี กนั ซฯ หนา ๔๗ ซุ อทฺ ี่ ๑ (๒๓) รายงานโดยทา นฮากมิ ในหนา ๑๔๗ ของุซอฺที่ ๓ หนังสือ อัล-มุสตัดร็อก หลังจาก น้ันทานยังไดกลาวไววา ฮาดีษน้ีศอฮี้อฺตามมาตรฐานสายสืบของทานซัยตท้ังสอง แตทานท้ังสอง มิไดรายงานและยังรายงานโดยทานซะฮะบียใน “ศัด-คีศ” โดยสรุปความวาเปนฮาดีษที่ถูกตองตาม มาตรฐานของทานซัยตท ง้ั สอง (บคุ อร-ี มสุ ลมิ ) แดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวอีกวา “แทจริงฉันจวนจะถึงคราวอําลา ดังน้ันจง สนองรับ แทจริงฉันไดละท้ิงไวในหมูพวกทานซ่ึงส่ิงสําคัญสองประการ นั่นคืออัล-กุรอาน แหงอัลลอฮฺผูทรงอานุภาพสูงสุด และเชื้อสายของฉัน อัล-กุรอานแหงอัลลอฮฺนั้นเปนสายเชือกท่ี ทอดมาจากฟากฟาสูแดนดินแทจริงผูแจงขาวท่ีทรงไวซ่ึงความออนโยนไดแจงแกฉันวา แทจริงส่ิง ท้ังสองน้ันจะไมแตกแยกออกจากกัน จนกวาส่ิงท้ังสองจะคืนลับยังที่ฉันท่ีอัล-เฮาฏ ดังนั้นจง พจิ ารณาใครครวญเถดิ วา พวกทา นขัดแยง กบั ฉันในสงิ่ ทั้งสองไดอ ยา งไร(๒๔)

และเมื่อตอนที่ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติ สขุ แดท านและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดเดินทางกลับจากทําฮัจญอําลา เมื่อมาถึงท่ีฆอดีร-คุม ทานไดส ่ังใหห าที่รองพน้ื แลวทา นไดยืนขน้ึ กลาววา “หวังวา อกี ไมน านน้ี ฉันตองอําลาจากพวกทาน ไป ดงั นั้นพวกทา นตอ งสนองรับขอเสนอของฉัน แทจ ริงฉนั ไดละท้ิงไวในหมูพวกทานซ่ึงส่ิงสําคัญ ที่หนักยิ่งสองประการ ประการท่ีหนึ่งน้ันย่ิงใหญกวาประการที่สอง นั่นคืออัล-กุรอานของอัลลอฮฺ และเช้ือสายของฉัน ดังนั้นพวกทานพึงพิจารณาเถิดวา พวกทานขัดแยงกับฉันในสิ่งท้ังสองได อยา งไร เพราะแทจ ริงสิ่งทง้ั สองจะไมแ ตกแยกออกจากกัน จนกวา มนั จะคนื กลบั สฉู นั ยังอัล-เฮาฏ” จากน้ันทานไดกลาวอีกวา “แทจริงอัลลอฮฺผูทรงอานุภาพสูงสุด คือผูปกครองที่มีอํานาจ เหนือฉัน สวนฉันคือผูปกครองผูมีอํานาจเหนือมวลผูศรัทธา” หลังจากน้ันทานไดจับมือของทาน อาลีแลวกลาววา “บุคคลใดก็ตามท่ีฉันเปนผูปกครองท่ีมีอํานาจเหนือเขาแลว ดังนั้นบุคคลผูนี้ก็คือ ผปู กครอง (๒๔) รายงานโดยทา นอิมาม อะหุมัด จากฮาดีษของทานอะบี สะอีล อัล-คุตวีย จากสายสืบ สองกระแส (หนึ่ง) ตอนทายของหนา ๑๘ และ (สอง) ตอนทายของหนา ๒๖ จาก ุชอฺที่ ๓ ของ มสุ ลมิ ของทา นและมีรายงานอีกโดยอิบนุ อะบี ซัยบะฮฺ อะบู บะอฺลา และอิบนุ สะอัด จากการเลาฮา ดษี ของทานอะบี สะอดี เปนฮาดีษที่ ๙๔๕ จากหนงั สือฮาดษี กนั ซฯ หนา ๔๗ ุซฮฺท่ี ๑ ท่ีมีอํานาจเหนือตัวของเขาดวย โอ อัลลอฮฺ ขอไดทรงคุมครองผูที่จงรักภักดีตอเขา และขอไดทรง เปน ศัตรตู อผทู ีเ่ ปนศตั รูของเขา”(๒๕) นอกจากนี้ยังมีรายงานมาจากทานอับดุลลอฮฺ บิน ฮันฏ็อบ ไดกลาวไวอีกวา ทานศาสนทูต แหงอัลลอฮฺ ไดกลาวคุฏบะฮฺแกพวกเราที่ุฮฺฟะฮฺมีใจความวา “ฉันเปนผูปกครองของพวกทานที่มี อาํ นาจเหนอื ตัวของพวกทานเองใชห รือไม?” พวกเขาเหลาน้ันไดกลาววา “ใชแลว โอทานศาสนทูต แหงอัลลอฮฺ” ทานจงึ ไดก ลา วตอไปวา “ฉะนั้น ฉนั จะขอฝากฝงแกพวกทานไวซ่ึงส่ิงสําคัญท่ีหนักย่ิง สองประการ น่นั คือ อลั -กุรอานและเชือ้ สายของฉนั ”(๒๖) ๔. ทานฮากิมไดรับรองฮาดีษท่ีวา “ตองยึดถือส่ิงสําคัญที่หนักยิ่งสองประการ” วาเปน หลักฐานที่ตรงกันทุกฝาย ซ่ึงมีรายงานท่ียืนยันมาโดยกลุมศอฮาบะฮฺผูใกลชิดนับจํานวนถึง ๒๐ ทาน โดยที่ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทาน และแดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดทําการแยกแยะวาระสําหรับการกลาวถึงเรื่องน้ีไวตาม

สถานการณตาง ๆ เชนครั้งหนึ่งท่ีฆอดีร-คุม ดังเชนท่ีทานเองก็เคยไดยินมาแลว อีกครั้งหน่ึงที่อาร ฟะฮใฺ นคราวบําเพ็ญฮัจญอ าํ ลา อีกครั้งหนึ่งในตอนทีเ่ สร็จสิน้ ภารกิจ (๒๕) รายงานโดยทานฮากิม จาก ซัยด บิน อัรก็อม หนา ๑๐๙ ุซอฺที่ ๓ หนังสือ “มุสคัต ร็อก” ทา นไดก ลา วกาํ กับไวว า เปน ฮาดีษที่มีมาตรฐานตามเงือ่ นไขของทานซัยดทั้งสอง และทานทั้ง สองมิไดระบุวาเปนโมฆะ รายงานอีกกระแสหนึ่งมาจากทานซัยด บิน อัรก็อม ในหนา ๕๓๓ ุซอฺ ที่ ๓ มุสสคัตร็อก ทานกลาวสรุปอีกวา ฮาดีษนี้มีสายสืบศอฮ้ีฮฺ และทานซะฮะบีย ก็ไดอธิบายไว ในดัล-ดีค โดยจํากดั ความไวว า ฮาดีษน้ี (ศอฮฮ้ี ฺเชน กัน) (๒๖) รายงานโดยทานฏอ็ บรอนยี  “ฮัรบะอนี ” ของนบั ฮานยี และใน อิหย าอุลมัยยิดของทาน ซะยูฏีย ทานเองก็ยอมทราบดวี า โอวาทของทา นศาสนทูตแหง อลั ลอฮฺ (ศ) ในวันนน้ั มิไดถูกยอความ ใหส้ันอยางประโยคนี้เลย เพราะทานมิไดกลาวจากคําพูดของผูท่ีตัดใจความคุฏบะฮฺ แตทวา สถานการณทางฝา ยผูถอื อํานาจการปกครองตา งหากท่ีดาํ เนินการปรับปรุงสํานวนของนักปราชญฮา ดีษและขัดขวางปลายปากกาของนักปราชญคนสําคัญ ๆ ทั้ง ๆ ท่ีสิ่งเหลานี้ แทจริงคือหยดท่ีสําคัญ หยดหนึ่งของนํ้าในทะเล และชิ้นสวนที่สําคัญชิ้นหน่ึงของสิ่งท่ีถูกทิ้งขวางไป ขอสรรเสริญ ตออัลลอฮทฺ ี่ยังไดม ผี รู ักษาสงิ่ เหลานไี้ วไ ด จากเมืองฏออิฟ อีกคร้ังหนึ่งที่บนมิมบัรของทานเองท่ีเมืองมะดีนะฮฺ และครั้งสุดทายคือ ที่หองนอน อันจําเริญของทานในตอนท่ีทานปวยหนัก ซ่ึงเปนหองแหงการอําลาจากบรรดาสาวกของทาน โดย ทา นไดกลา ววา “ประชาชนเอย จงรบี เรงในการที่จะยึดถือส่ิงเหนี่ยวไวใหรวดเร็วเถิด แลวจึงไดเปน ท่ีสมประสงคตอฉัน แทจริงฉันไดนําคําสอนท่ีเปนอุปสรรคแกพวกทานเปนอยางย่ิง ถาหากวาฉัน ไมไดฝากฝงไวในหมูพวกทาน น่ันคืออัล-กุรอานแหงอัลลอฮฺผูทรงอานุภาพสูงสุด และเชื้อสายท่ี เปนอะหลฺ ลุ บยั ตขฺ องฉนั ” หลังจากน้ันทานไดจับมือของทานอาลียกขึ้น แลวกลาววา “อาลีผูน้ีเขาอยูกับอัล-กุรอาน และอัล-กุรอานก็อยูกับอาลี ท้ังสองประการนี้ไมแตกแยกกันจนกวาจะไดคืนกลับสูฉันที่อัล-เฮาฏ” (๒๗) แนนอนบรรดากลุมนักปราชญท่ีทรงคุณวุฒิตางก็ไดยอมรับถึงความเปนจริงของหลักฐาน ในขอนี้ แมแตท านอบิ นุ ฮะญัรเองก็ยังไดกลาวในขณะท่ีไดทําการตรวจสอบพิจารณาฮาดีษ “อัษษะ กอลัยน” (สิ่งสําคัญท่ีหนักย่ิงสองประการ) วา “ขอไดเปนที่ทราบกันดวยวา แทจริงฮาดีษท่ีระบุวา

ใหย ดึ มัน่ ในส่งิ ทั้งสองน้ันมีสายสืบท่ีรายงานหลายกระแส เทาท่ีขาพเจาไดทําการสํารวจอยางถี่ถวน แลวปรากฏวา มีมากกวา ๒๐ รายชือ่ ของบรรดาศอฮาบะฮฺที่เลา ไว” ทานกลาวอีกวา สายสืบที่ตีแผอยางมากมายถึง ๑๑ กระแสนั้นมีบางสวนท่ีกลาววาเปนฮา ดีษที่ทานกลาวที่อารอฟะฮฺ เมื่อครั้งบําเพ็ญฮัจญครั้งสุดทาย และในสายสืบอ่ืน ๆ ไดยืนยันวาเปนฮา ดีษท่ีทานไดกลาวที่เมืองมะดีนะฮฺ ในขณะท่ีทานกําลังปวยอยูซึ่งแวดลอมอยูกับบรรดาศอฮาบะฮฺที่ อยูกันเต็มในหองของทาน สวนอีกกระแสหนึ่งยืนยันวา ทานไดกลาวฮาดีษน้ีที่ฆอดีร-คุม สวนอีก กระแสหนง่ึ บอกวา เปน ฮาดษี ท่ีทานไดกลา วไวในตอนท่ีไดสาํ เร็จภารกิจจากเมอื งฏออิฟ (๒๗) ดูตอนทายของหมวดท่ี ๒ จากบทที่ ๙ ของหนังสือ “อัศศอวาอิก อัล-มุฮัรรอเกาะฮฺ” เขียนโดยทา น อิบนุ ฮะญัร หลงั จาก อัล-อรั บะอนี (๔๐) ฮาดษี ทส่ี าํ คญั ในหมวดนนั้ หนา ๕๗ ทานอิบนุ อะญัร ไดกลาวอีกวา “ไมมีใครปฏิเสธเลยวาเรื่องน้ีไมไดรับการถูกกีดกัน เพราะ เนอื่ งจากเปน รายงานฮาดษี ทข่ี ัดกนั กบั พวกเขาในเมอื งน้ีและเมอื งอ่ืน ๆ ทง้ั ท่คี วามสําคัญที่สุดน้ันคือ อัล-กุรอานของพระผูทรงเดชานุภาพกับเช้ือสายของผูบริสุทธิ์” นี่คือประโยคหนึ่งในตอนสุดทาย ของทาน(๒๘) เปนอันวาบรรดาอิมามผูบริสุทธ์ินั้น ตามทัศนะของอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองคแลว ยอมอยูในฐานะเชนเดียวกับอัล-กุรอาน ซึ่งไมมีเหตุผลใด ๆ ที่อางวา “เปนโมฆะ” ไมวาในเรื่องราว ที่เปดเผย หรือเร่ืองราวที่ซอนเรนอยูเบ้ืองหลัง และโดยอาศัยเหตุดังกลาวนี้เอง ไดทําใหถือเปน หลกั ฐานวาตอ งยอมรบั อยางเดด็ ขาดตอ มัซฮับของพวกเขา เพราะวามุสลิมท้ังหลายนั้นยอมไมมีใคร พึงปรารถนาใหมีการเปล่ียนแปลงอัล-กุรอานของอัลลอฮฺ ดังนั้นเขาจะเสาะหาวิธีการที่จะทําให เท่ยี งตรงตออลั -กรุ อานไดอยางไร ? ๕. โดยเปนที่ถูกยอมรับกันแลวถึงฮาดีษที่วา “แทจริงฉันเปนผูละท้ิงไวในหมูพวกทานซ่ึง ส่ิงที่ถาหากทานไดทําการยึดถือไวแลว ทานจะไมมีทางหลงผิด นั่นคืออัล-กุรอานแหงอัลลอฮฺและ เชื้อสายของฉัน” ฉะน้ันจึงหมายความโดยปริยายวา ผูหลงผิดก็คือ ผูท่ีมิไดยึดถือส่ิงสองประการนี้ พรอ ม ๆ กนั ไป อยา งมติ องสงสยั ขออา งดงั กลา วนี้คือ คาํ กลา วของทา นศาสทตู แหง อัลลออฺ (อัลลอฮฺ ทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) กลาวไวในฮา ดีษ “อัษ-ษะกอลัยน” ซง่ึ รายงานโดยทา นฏ็อบรอนยี ท ี่วา “พวกทา นอยา ไดลํา้ หนาในกิจการใด ๆ ตอ ส่ิงท้ังสองเพราจะทําใหพวกทานไดรับความเสียหาย และพวกทานยอมไมรูอะไรดีไปกวาพวกเขา เพราะพวกเขารอบรูกวา พวกทาน”

(๒๘) ดูการดัฟฮีรโองการท่ีส่ี “วะเกาะฟุฮุม อินนะฮุม มัสอูลูน” อันเปนคุณสมบัติตาง ๆ ของพวกเขา ตามทีม่ ีอางไวในหมวดท่ีหน่ึง บทที่ ๑๑ หนัวสอื ศอวาอิก ตอนทา ยของหนา ๘๙ ทานอิบนุ ฮะญัรยังไดกลาวอีกวา จากคํากลาวของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรง ประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ท่ีกลาววา “ดังน้ัน พวกทานอยาไดล้ําหนาในกิจการใด ๆ กับส่ิงท้ังสอง เพราะจะทําใหพวกทานเสียหาย และอยาได บ่นั ทอนใด ๆ จากสงิ่ ทั้งสองนั้น” จึงเปนหลักฐานท่ีแสดงวา พวกเขาเปน บรรทัดฐานทส่ี ูงสง และเปน มาตรฐานทเ่ี ด็ดขาดของศาสนา อันเปนมาตรฐานชน้ี าํ สาํ หรับผูอื่นทงั้ หมด(๒๙) ๖. เพ่ือแสดงถึงการท่ีตองยอมรับโดยส้ินเชิงตออะหฺลุลบัยตฺและสําทับอยางแข็งขันแกผู ศรัทธามิใหแยกออกจากศาสนา ก็ยังมีคํากลาวของทานศาสนทูตแหงอัลลออฺ (อัลลอฮฺทรงประทาน ความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) อีกบทหน่ึงวา “จงรูไวดวย วา แทจริงอุปมาแหง “อะหฺลลุ บัยตฺ” ของฉันน้ัน ในหมูพวกทาน ก็อุปมัยดั่งเรือของนบีนูห ผูใดที่ขึ้น ขมี่ ันกย็ อมปลอดภยั สวนผูท ผ่ี ลกั ไสมนั กจ็ ะลม จม”(๓๐) และมีคํากลาวของทานศาสนทตู แหง อลั ลอฮฺ (อัลลอฮทฺ รงประทานความ (๒๙) ทานอิบนุ ฮะญัร ไดกลาวไวในบทท่ีวาดวย “วะศียะดุนนบีย” หนา ๑๓๕ ของ หนังสือ “อัศ-ศอวาดิก” แลวทานไดต้ังขอสังเกตวา ทําไมทานอัล-อัซอะรียจึงบทําการล้ําหนาพวก เขาในการอธิบาย “อุศูลุดดีน” และทําไมนักปราชญฟุกอฮาอฺท้ังส่ีจึงทําการลํ้าหนาในการอธิบาย รายละเอยี ดสาขาตา ง ๆ และอิมรอน บนิ ฮะฏอน รวมทง้ั คนอ่ืน ๆ ท่ีเปนพวกคอวาริจญ ไดทําการล้ํา หนาพวกเขาในการรายงานฮาดีษ และมะกอดิล บิน สุลัยมาน ก็ไดทําการอธิบาย (ตัฟสีร) อัล-กุ รอาน ล้ําหนาพวกเขา และเปนท่ีรูกันวาไดมีการลํ้าหนาดวยวิธีการปฏิเสธจริยธรรมและวิธีการตาง ๆ ของพวกเขาที่ “เปรียบด่ังเปนยาสําหรับการบําบัดจิตใจ” เปนจํานวนมากและทานไดกลาววา “จะ เพกิ เฉยเสียอยา งไรในเรื่องของคอลฟี ฮฺทว่ั ไปท่ีเปนตัวแทนของทานนบีที่มีศักด์ิเปนพ่ีนองและเปนผู ใกลชิดของทาน ซ่ึงทานไมเคยยกยองคนใดเทาเทียมเขามากอน หลังจากน้ันบุตรหลานของปุถุชน ท่ัวไปไดมาทําการลํ้าหนาบุตรหลานของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (ศ) ผูใดก็ตามที่ปฏิเสธในเช้ือ สายผูบริสุทธ์ิ ซึ่งเราไดกลาวถึงความสําคัญของเขาไวแลววา เปนบรรทัดฐานที่เด็ดขาดของศาสนา ฉะน้ันเม่ือฮาดีษท่ีวาดวย อัษ-ษะกอลัยน ไดรับการรับรองวาศอฮี้ฮฺเชนนี้ จะเปนไปไดอยางไร สําหรับการท่ีพวกเขาจะกลาววา เปนผูยึดถือตอเชื้อสายอันบริสุทธ์ิ และเปนผูที่ไดข่ีเรือแหงความ ปลอดภยั แลว และเปน ผทู ่ไี ดเขาประตแู หงการอภัยโทษอนั นน้ั แลว

(๓๐) รายงานโดยทานฮากิม จากสายสืบของอะบีชัร หนา ๑๕๑ เลมที่ ๓ หนังสือ “อัล-มุส ตัดร็อก” จําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) อีกวา “แทจริงสําหรับอุปมาของ “อะหฺลุลบัยตฺ” แหงฉันในหมูพวกทานนั้น เปรียบไดเสมือนดั่งเรือของนบีนูห ผูใดไดข่ีก็จะ ปลอดภัยผูใดผลักไสก็จะจมและสําหรับอุปมาแหง “อะหฺลุลบัยตฺ” ของฉันในหมูพวกทานนั้น อุป มัยด่ังประตูแหง ความเมตตาที่เคยมสี าํ หรบั บนอี ิสรออลี ผูใ ดทไี่ ดเ ขาไปก็ยอมไดรบั การอภยั ”(๓๑) และยังมคี าํ กลา วของทานศาสนทตู แหงอัลลอฮฺ (อลั ลอฮทฺ รงประทานความจาํ เริญและความ สันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) อีกวา “ดวงดาวนั้นเปนหลักประกันความ ปลอดภัย (ไมใหหลงทางในเวลากลางคืน) สําหรับชาวโลกมิใหลมจม สวน “อะหฺลุลบัยตฺ” ของฉัน นั้น เปนหลกั ประกนั ความปลอดภัยของประชาชาติของฉันใหพนจากความขัดแยง (ในเร่ืองศาสนา) เพราะเมื่อคราวใดที่กลุมชนเผาอาหรับขัดแยงกันในเร่ืองนั้น (หลักการของอัลลอฮฺผูทรงสูงสุด) เขา ก็จะเปน ดังพรรคพวกของอบิ ลีส”(๓๒) นี่คือขีดข้ันที่สูงสุดของบรรทัดฐานซึ่งยืนยันไดอยางแนนอนที่สุดวาจําเปนอยางย่ิงที่ ประชาชาตทิ ั้งหลายจะตอ งเชือ่ ฟงปฏบิ ัติตามพวกเขา และสกดั ก้ันความคิดที่จะบายเบี่ยงออกไปจาก พวกเขาและปญหาตาง ๆ ท่ียังความคลางแคลงอยูตามวิสัยของมนุษยนั้นก็ยอมสามารถคล่ีคลายได โดยอาศัยความหมายจากฮาดษี บทนี้ ๗. สําหรับความหมายของคําวา “อะหฺลุลบัยตฺ” ในท่ีนี้คือ กลุมของพวกเขาที่ถูกจัดไวใน ตําแหนงผูนําเทานั้น จํานวนทั้งหมดน้ีมิไดเปนวิถีทางที่นําไปสูความหายนะ เน่ืองดวยเหตุท่ีวา ตําแหนงเหลานี้มิไดมีขึ้นมาเพ่ืออื่นใด นอกจากเปนขอพิสูจนของอัลลอฮฺและเปนเหลาบรรดาที่ เทย่ี งตรงตอ (๓๑) รายงานโดยทานฏ็อบรอนีย ใน อัล-เอาสัฏ จากริวายะฮฺ อะบีสะอีด เปนฮาดีษท่ี ๑๘ ของฮาดษี อัรบะอีนเปนฮาดีษที่ ๒๕ ของฮาดีษอรั บะอีน ของนะบะฮานีย หนา ๒๑๖ (๓๒) รายงานโดยทานฮากิม หนา ๑๔๙ ุซอฺท่ี ๓ หนังสือ “อัล-มุสตัดร็อก” รายงานฮาดีษ ของทานอิบนุ อับบาส ทานไดกลาวกํากับไววา ฮาดีษนี้มีสายสืบที่ถูกตอง (ศอฮี้ฮฺ) แตมิไดมีการ บันทกึ จากทานซัยคทั้งสอง พระบัญชาของพระองคโดยเฉพาะ ไมวาจะเปนบทบัญญัติท่ีเก่ียวกับเรื่องของการใชสติปญญาหรือ เรื่องของการใหขอเสนอแนะ แนนอนที่สุดเหลาบรรดานักปราชญผูทรงคุณวุฒิจํานวนหน่ึงเขาก็ได

ยอมรับตอ ความเปนจรงิ ดังกลา วน้ี ดงั เชนในหนังสือ “อัศ-ศอวาอิกลุ -มุฮัรรอเกาะฮฺ” ของอิบนุฮะญัร ไดอางวา สวนหน่งึ ของพวกเขาไดก ลาววา “เปน ท่ีเช่ือถือกันวาความหมายที่เปนจริงของอะหฺลุลบัยตฺ นั้นก็คือ เหลาบรรดาผูที่เปนหลักประกันแหงความปลอดภัยแกบรรดานักปราชญของพวกเขา ทั้งนี้ เน่ืองจากดวยเหตุวาพวกเขาเหลาน้ันเปนบรรดาผูซ่ึงนําทางแกพวกเขา (ปวงปราชญ) เสมือนดั่ง ดวงดาวและชาวโลกกจ็ ะไดถูกนําใหป รากฏข้ึนมา” ทา นไดก ลา วอกี วา “และนั่นคือการลงมาของอิมามมะฮฺดี ตามที่มีรายงานของอาดีษวา “นบี อีซาจะมานมาซขางหลังทานและไดท าํ การฆา ดจั ญาลในสมยั ของทา น หลงั จากน้ันสัญญาณตาง ๆ ก็ จะติดตามมาปรากฏ”(๓๓) และในอีกแหงหนึ่งทานไดอางวา “มีคนกลาวแกทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (ศ) วา “มนุษย จะมีอะไรเหลืออยูบางหลักจากพวกเขาเหลานั้น” ทานกลาววา “คงเหลือแตลาท่ีกระดูสันหลังหัก” (๓๔) ๘. ทานเองก็ไดทราบแลวถึงคําเปรียบเทียบของพวกเขาที่วา “เปนเสมือนเรือทานนบีนูห น่ันคือ บุคคลใดก็ตามไดยึดมั่นในศาสนาโดยรับเอารายละเอียดแหงสาขาและพ้ืนฐานตาง ๆ ทาง วิชาการจากบรรดาอิมามของพวกเขา (๓๓) ตูตัฟสีร การอรรถาธิบายโองการที่ ๗ จากบทท่ี ๑๑ หนา ๙๑ ของหนังสืออัศ-ศอวา อกิ (๓๔) ดูตอนทายของบทอิซารอดิฮฺ (ซอลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะอาลิฮฺ วะซัลลัม) ไปจนถึงเร่ือง การบอกเลาใหพวกสาวกไดทราบถึงเหตุการณที่รายแรงหลังจากสมัยของทานหนา ๑๔๓ ตอนทาย ของหนังสอื อัศศอวาอกิ เราจึงใครท จ่ี ะถามอบิ นุ ฮะญรั วา “เมื่อฐานะของบรรดานกั ปราชญแหงอะหฺ ลุลบัยตมฺ คี วามเปน จรงิ อยา งนั้นแลว ไฉนทานท้งั หลายจึงทําพลกิ แพลงเสยี เลา ” ผูธ ํารงไวซ ่ึงความปลอดภยั แลว เขาก็ยอ มไดร ับความปลอดภยั จากการลงโทษของไฟนรก สวนผูใด ก็ตามท่ีปฏิเสธไมยอมรับพวกเขา ก็เปรยี บไดดงั เชน คนท่ีหยิ่งยะโส (เม่ือวันท่ีนํ้าทวม) อวดดีท่ีจะไป ยังภูเขา เพื่อคิดวาจะปกปองคนใหพนจากกิจการของอัลลอฮฺได ฉะน้ันเขาจึงไมสามารถไปทางอื่น ใดได นอกจากจมลงในนา้ํ นั่นคือหมายถงึ นา้ํ ท่เี ดือดพลาน (วลั อะยาซบุ ิลลาฮฺ)” สวนเปาหมายในขอเปรียบเทียบของพวกเขา (ขอความสันติสุขพึงมีแดทานเหลาน้ัน) วา เปนประตูแหงความเมตตานั้นก็หมายความวา อัลลอฮฺไดทรงกําหนดใหประตูนี้เปนหลักฐานที่

แสดงออกของผูที่ประกาศตนวามีความนอบนอมตออัลลอฮฺ หรือทําผิดตอบทบัญญัติของพระองค และดวยอาศัยส่ิงเหลานี้เอง ท่ีเปนเหตุใหมีการอภัยโทษแกเขา และแทจริงพระองคไดกําหนดให ประชาชาติท้ังหลายมีความเช่ือมั่นตออะหฺลุลบัยตฺของนบีแหงพวกเขาทั้งหลายและใหมีการปฏิบัติ ตามบรรดาอมิ ามเหลา น้นั นี่คือความหมายของขอเปรียบเทียบดังกลาวตามที่ทานอิบนุ ฮะญัร ไดอธิบายไวในตอน หน่ึงวา “ความหมายของฮาดีษบทน้ีกวางขวางมาก ซ่ึงสามารถอธิบายไดดังนี้” .... “ความหมายที่ เปรียบเทียบพวกเขาวาเปนเรือนั้น หมายความวา แทจริงผูท่ีรักพวกเขาใหเกียรติพวกเขา มีความ สํานึกในคุณงามความดีตาง ๆ แหงวิชาการของพวกเขา แลวไดยึดถือเอาทางนําน้ัน ๆ จากบรรดา นักปราชญของพวกเขา ก็ยอมไดรับความปลอดภัยพนจากความมืดมน สวนผูใดท่ีปฏิเสธจากความ จริงดังกลาวเขาก็จะลมจมอยูในหวงทะเล แหงความเนรคุณตอคุณงามความดี และอยูในความเว้ิง วา งของการละเมิด”(๓๕) ทานยังไดกลาวอีกวา “ความหมายของคําวา เปนประตูแหงความเมตตานั้น ก็คือแทจริง อัลลอฮฺไดกําหนดใหประตูเจริโคแหงปาเลสไตน หรือ “บัยตุล มักดิส” เปนที่ต้ังแหงการนอบนอม และการขออภยั โทษสําหรบั ผูหวัง (๓๕) ดูตฟั สรี โองการที่ ๗ จากหมวด ๑๑ หนา ๙๑ หนังสือ “อศั -ศอวาอิก” ไดรับการนิรโทษฉันใด พระองคก็ไดกําหนดความรักของประชาชาตินี้ที่มีตอบรรดาอะหฺลุลบัยตฺ เปนเยีย่ งนัน้ ดวย”(๓๖) หลักฐานเหลานี้เปนท่ียืนยันอยางชัดแจงวาถูกตองแลว ที่ถือเปนขอกําหนดวา จําเปนตอง ปฏิบัติตามพวกเขาโดยเอกฉันท และรายละเอียดตาง ๆ ท่ีมาจากเชื้อสายของผูบริสุทธ์ินั้นยังมีอีก มาก ถาหากวาไมมีความหวั่นกลัว ปญหาอุปสรรคตาง ๆ แลว เราจะไมหยุดยั้งการเสนอขอเขียนใน รายละเอยี ดทก่ี วา งไกลออกไปกวา น้อี ีก วสั ลาม (ช) (๓๖) ขอใหทานพิจารณาดูคําแถลงดังกลาวแลว โปรดไดแจงแกขาพเจาดวยวาเพราะเหตุ ใดเขาจึงไมยอมรับวิชาการใด ๆ ของบรรดาอิมามเหลาน้ันเลย ไมวาจะเปนในดานการอธิบาย

รายละเอียดของสาขาวิชาการ ตลอดจนถงึ เร่ืองหลกั การตา ง ๆ ไมยอมรับแมกระทง่ั สงิ่ ใด ๆ ทีม่ าจาก ภาควชิ าอุศลู ุตตนี และไมยอมรับในสง่ิ หนงึ่ สิ่งใดของวิชาการซุนนะฮฺและการอธบิ ายอลั -กรุ อานของ บรรดาอิมามแหงอะหฺลุลบัยตฺ ไมยอมรับแมแตในภาคจริยธรรมแนวทางและการปฏิบัติตน ฉะน้ัน เมื่อส่ิงท้ังหลายเหลานั้นพลาดไปจากเขา ก็ทําใหตัวเขาจมอยูในหวงทะเลแหงการปฏิเสธคุณงาม ความดีและทําใหตัวของเขาเสียหายอยูกับความเวิ้งวางของการละเมิด ขอใหอัลลอฮฺไดโปรดอภัย โทษใหแ กเ ขา ท่ีไดท ําใหพ วกเราไดร ับความสบั สนยงุ เหยงิ และไดสอดใสความคลุมเครือใหแกพวก เรา อลั -มรุ อญิอะฮฺ ๙ ๑๗. ซุล-เกาะอฺดะฮฺ ๑๓๒๙ • ขอใหเ พิม่ รายละเอียดของปญ หานี้ ขาพเจาขอสรุปขอเขียนวา ทานอยาไดประหว่ันตอปญหาอุปสรรคใด ๆ เลยเพราะวา ขาพเจา ยนิ ดอี นญุ าตใหทานเปน ผูแสดงวิชาการที่มีคุณคาแลว หัวใจของขาพเจามีความปลาบปลื้มที่ ขาพเจาไดมีโอกาสรับวิชาความรูจากทานมาคล่ีคลายปญหาที่อยูในใจของขาพเจา และทําใหความ ของใจของขาพเจาไดบรรเทาเบาบางลงไปและขอยอมรับวา หลักฐานตาง ๆ และคําอธิบายตาง ๆ ของทา นนนั้ ทําใหขาพเจา ตอ งการที่จะรูสืบตอไปอีก กลาวคือความคิดท่ีเคยเปนอุปสรรคนั้นไดพน ไปจากตัวขาพเจาแลว ดังน้ันขอใหทานไดเพ่ิมคําอธิบายของทานแกขาพเจา ซ่ึงสวนแบงท่ีมาจาก วิทยปญญาเล็ก ๆ นอย ๆ บางแลว แตก็ยังไมสมกับท่ีหัวใจของขาพเจากําลังกระหายน้ําเย็นอยู ฉะนนั้ ขอทานไดเพิ่มมันใหแกขาพเจาอีกเถิด ดวยพระนามของอัลลอฮฺ ขอทานไดเพิ่มใหแกขาพเจา อกี เถิด วัสลาม

(ช) อลั -มุรอญิอะฮฺ ๑๐ ๑๙ ซุล-เกาะอฺดะฮฺ ๑๓๒๙ • รายละเอียดท่แี จม ชัดจนเปน ท่เี พยี งพอ ถาหากทา นเห็นวา บทวเิ คราะหของขา พเจาไดส ามารถทําใหเกิดความอบอุนใจแกทาน และ ทานก็ไดยอมรับวาทานตองการคลี่คลายปญหาในใจของทานแลว น่ันคือหลักสําคัญท่ีขาพเจาตั้ง ความหวังไววาจะกระทําใหเปนที่สําเร็จ และลําพังความอุตสาหะเพียงสวนนอยของขาพเจานั้นยาก ที่จะบรรลุถึงความสมบูรณน้ันได อาศัยวาทานเปนผูท่ีมีเจตนาบริสุทธิ์ ไมมีเลศนัย เปนผูมีบุคลิกท่ี ถอมตน เปนผูมีความมุมานะเอาจริงเอาจัง ท่ีจะมุงม่ันหาวิชาความรู เปนผูชอบในการพิสูจนความ จริง แนนอนความเปนจริงตามท่ียืนยันในคําแถลงและปลายปากกานั้น ยอมฟองไปถึงลักษณะและ ความเปน จริงทอี่ ยูใ นมอื และปาก ส่ิงแรกของขา พเจา ท่จี ะเร่ิมตนครั้งน้ี ก็คือความขอบคุณตอทาน และสนองตอบคําเรียกรอง ของทาน เพราะการท่ีทานไดกลาววา ขอทานไดเพิ่มแกฉันอีกเถิดน้ัน จะหาส่ิงอื่นใดจากนี้ไดอีก หรือที่ยังความประเสริฐ ความดีงามและความนอบนอมถอมตนยิ่งกวา ? ดังน้ันขาพเจาจะขอ สนองตอบตอทาน แนนอนความดีงามยอมบังเกิดแกทาน ดวยพระนามของอัลลอฮฺ ขาพเจาจะขอ แถลงดังตอ ไปน.้ี ...

รายงานโดยทานฏอ็ บรอนีย ในหนังสือ อัล-กะบีร และทานรอฟอีย ในมุสนัดของทาน ตาม รายงานสายสืบท่ีมาจากทานอิบนุ อับบาส ไดกลาวไววา ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรง ประทานความจําเรญิ และความสันตสิ ุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาววา “ผูใดมี ความพยายามใชชีวิตเยี่ยงชีวิตของฉันและตายอยางการตายของฉัน เขาจะไดอยูในสวรรคอันบรม สุข(อัตน) ท่ีพระผูอภิบาลของฉันไดสรางเอาไว ดังน้ันเขาตองมีความจงรักภักดีตออาลีหลังจากฉัน แลว และตองยอมรับในอํานาจการปกครองของเขา และเขาตองยอมรับความเปนผูนําของ บรรดาอะหฺลุลบัยตฺของฉันภายหลังจากฉัน พวกเขาไดรับ “ริซกี” แหงความรูความเขาใจของฉัน ดังน้ันความวิบัติพึงมีแดบรรดาผูปฏิเสธเกียรติยศของพวกเขา ท่ีมีในหมูประชาชาติของฉัน (ผู ปฏเิ สธ) เหลานั้นเปนผูตัดขาดการติดตอกับฉัน อัลลอฮฺจะไมทรงประทานการชะฟาอัต (ชวยเหลือ) ของฉนั ใหแ กพวกเขา”(๓๗) มีรายงานมาจากทานมะฏีร ทานบารูดีย ทานอิบนุ ญะริร ทานอิบนุ ชาอีน และทานอิบนุ มนุ ดะฮฺ ทีไ่ ดร บั รายงานมาจากสายสบื ของทานอสิ หาก ซึ่งไดร ับรายงานมาจากทานซิยาด บนิ มัฏรบิ กลา ววา ฉนั เคยไดย ินทานศาสนทูตแหงอลั ลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเรญิ และความสนั ตสิ ขุ แดทา นและแดบ รรดาลกู หลานของทา น) กลาววา “ผูใดรักที่จะไดใชช ีวิต (๓๗) ฮาดีษน้ีมีใจความท่ีชัดเจนมากบทหนึ่ง เปนฮาดีษท่ี ๓๘๑๙ จากหนังสือ ฮาดีษกันซฯ ตอนทาย ๆ ของหนา ๒๑๘ ุซอฺท่ี ๖ รายละเอยี ดเร่อื งนี้ทานผูรวบรวมไดอธบิ ายไวตางหากใน “มุน ตะคอ็ บกันซ” นอกจากนีย้ งั มีในอะวามลิ ฮามชิ หนา ๙๔ ซุ อทฺ ี่ ๕ จากมุสนัคของทา นอะหมดั ทา น บันทึกประโยควา “พวกเขาไดรับริซกีความเขาใจของฉัน” แตไมมีคําวาและ “วิชาความรูของฉัน” น่ันคือการยกเลกิ ทป่ี ระมาทมากและยังมีรายงานโดย ฮาพซิ อะบูนะอมี ในตาํ ราบนั ทกึ ของทา น และ นักปราชญฝายมุอฺตะซิละฮฺ คนหนึ่งไดอางไวในหนา ๔๕๐ หมวด ๒ จากการอธิบายหนังสือ “นะฮฺุต-บะลาเฆาะฮฺ” ซ่ึงตีพิมพในประเทศอียิปต และมีการอางายงานจากหลักฐานนี้อีกในหนา ๔๔๙ จากรายงานของทานอับดุลลอฮฺ อะหมัด บิน ฮันบัลในมุสนัดของทาน หมวดที่วาดวย มะนา กิบ อาลี บนิ อะบฏี อสิบ อยางชีวิตของฉัน และตายอยางการตายของฉันและเขาสวรรค ซึ่งพระผูอภิบาลไดสัญญาใหแกฉัน นั่นคือสวรรคนิรันดร ดังน้ันเขาตองจงรักภักดีตออาลี และเช้ือสายของเขาหลังจากเขา เพราะวา แทจริงพวกเขาจะไมนําพวกทานออกจากประตูแหงทางนํา และไมนําพวกทานใหเขาสูประตูแหง ความหลงผิด”(๓๘)

ยังมีรายงานฮาดีษท่ีมาจากทานซัยด บิน อัรก็อม ไดกลาววา ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺได กลาววา “ผูใดที่มีความประสงคจะไดมีชีวิตเหมือนชีวิตของฉัน และตายอยางการตายของฉันและ อาศัยอยูในสวรรคอันนิรันดร ซ่ึงพระผูอภิบาลของฉันไดสัญญากับฉันไว ก็ขอใหเขาจงรักภักดีตอ อาลี บิน อะบีฏอลิบ เพราะแทจริงเขาจะไมทําใหพวกทานออกจากทางนําและเขาจะไมนําพวกทาน เขาไปในความหลงผิด”(๓๙) (๓๘) ฮาดีษน้ีเปนฮาดีษท่ี ๒๕๗๖ จากหนังสือฮาดีษ อัล-กันซ หนา ๑๕๕ ุซอฺท่ี ๖ และ ทานไดกลาวเปนรายละเอียดไวในหนังสือมุนตะค็อบอีกเชนกัน ดังนั้นถัดจากมีใน “มุนตะค็อบ” แลวบรรทัดตอนทาย ๆ ของฮามิช หนา ๓๒ ุซอฺที่ ๕ มุสนัดอะหฺมัดก็ยังมีอางอีกดวย ทานอิบนุ ฮะญรั อัล-อศั กอ็ ลลานยี ไดอธบิ ายเปนการสรปุ ไวในหมวดแนะนําบคุ คลที่ช่ือ ซิยาด บิน มัฏริบ ภาค ทห่ี นง่ึ ทา นไดก ลา ววา “ขาพเจาเหน็ วา ในรายงานของ “ยะหยา บนิ ยะอลา” น้ัน เขาคือวาฮีย น่ีคือส่ิง แปลกเทาที่พบจากการอนุมานของ “อัสก็อลลานีย” เพราะแทจริง “ยะหยา บิน ยะอลา” นั้นเปนคน ที่ถูกยอมรับวานาเช่ือถือมากท่ีสุด แมแตทานบุคอรีเองก็ยังเคยอางรายงานฮาดีษของเขาไวในเรื่อง เก่ียวกับสัญญาฮุดัยบียะฮฺ สวนทานอิมามมุสลิมก็ไดรับรายงานของเขาบันทึกไวในตําราศอฮี้ฮฺ เชนกัน ในรายงานของบุคอรี น้ันระบุวาทานยะหยา ไดฟงเร่ืองนี้มาจากบิดาของทาน สวนใน รายงานของมุสลิมนัน้ ระบุวาทา นยะหย าไดฟง เรื่องนมี้ าจาก ฆัยลานบนิ ญามิอฺทานชะฮะบยี ก็ไดอาง ไวในหนังสือมีซาน ทานอิมามกัยสะรอนียและอีกหลายคนอางวาผูอาวุโสทั้งสองเคยยอมรับ หลักฐานอืน่ ๆ จากบคุ คลเหลา น้ีมาบันทึก (๓๙) รายงานโดยทานฮากมิ ในตอนทา ยของหนา ๑๒๘ ซุ อฺที่ ๓ จากหนังสือศอฮี้ฮฺมุสตัด ร็อกของทาน หลังจากนั้นทานไดสรุปวา สายสืบของอาดีษนี้ศอฮี้ฮฺชัดเจนมากแตเขาทั้งสองไมได บนั ทกึ เอาไว และทา นฏ็อบรอนียกย็ งั ไดร ายงานฮาดีษนี้ลงในหนังสืออัล-กะบีร ทานอะบูนะอีมก็ได กลา วไวใ น “ฟะฏออิลศุ ซอฮาบะฮฺ” เปน ฮาดีษที่ ๒๕๗๗ จากหนังสือ ฮาดีษกันซฯ หนา ๑๕๕ ุซอฺ ที่ ๖ และทานยังไดอธิบายไวใน มุนตะค็อบ กันซ อีกดวย นอกจากนี้ในฮามิช หนา ๓๒ ุซอฺที่ ๕ ของมสุ นัด ก็ยังมบี ันทกึ ไวอีกเชน กนั ทํานองเดียวกันน้ีก็ยังมีรายงานฮาดีษที่มาจากทานอัมมารฺ บิน ยาสี อีกบทหนึ่งกลาววา ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทาน และแด บรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาววา “ฉันขอส่ังเสียแกผูซ่ึงมีความศรัทธาและซื่อสัตยตอฉัน ถึง เรื่อง “ฐานะผูปกครองท่ีมีอํานาจ” ของอาลี บิน อะบีฏอลิบ ฉะนั้นผูใดที่จงรักภักดีตอเขาก็เทากับ

จงรกั ภักดีตอฉัน และผูใดท่จี งรักภักดีตอฉัน ก็เทากับจงรักภักดีตออัลลอฮฺ ผูใดรักเขาก็เทากับรักฉัน และผูใดรักฉันก็เทากับรักอัลลอฮฺ และผูใดโกรธเขาก็เทากับโกรธฉัน ผูใดโกรธฉันก็เทากับ โกรธอัลลอฮฺ ผูทรงอานุภาพสูงสุด”(๔๐) ยังมีรายงานฮาดีษมัรฟูอฺ จากทานอัมมารฺอีกบทหน่ึงวา “โออัลลอฮฺ ผูใดท่ีเขาศรัทธาและเขาซื่อสัตยตอฉันจริง เขาก็ตองจงรักภักดีตอ อาลี บิน อะบีฏอลิบ ดังน้ันผูท่ีจงรักภักดีเขา ก็คือ ผูจงรักภักดีตอฉัน และผูใดจงรักภักดีตอฉันเทากับจงรักภักดีตออัลลอ ฮฺ ผทู รงสูงสุด”(๔๑) ทา นศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลกู หลานของทาน) ไดกลาวคุฏบะฮฺครั้งหน่ึง ใจความวา “โอบรรดาประชาชนเอย แทจริง เกยี รตยิ ศ บารมี ตําแหนงที่สงู สงและอํานาจการปกครองน้ัน เปนสทิ ธิของศาสนทตู แหง อัลลอฮฺและ เชือ้ สายของเขา การทพ่ี วกทานปด เรื่องนใี้ หพ นไปยอ มไมมผี ลอนื่ ใดนอกจากความสญู เสยี ”(๔๒) ทานศาสนทูตแหง อัลลอฮฺ (อลั ลอฮฺทรงประทานความจาํ เริญและความ (๔๐) รายงานโดยทานฏ็อบรอนีย ในอัล-กะบีรฺ และทานอิบนุ อะซากิรฺ ในตารีค เปนฮาดีษ ท่ี ๒๕๗๑ ของหนังสือฮาดษี กนั ซฯ ตอนทายของหนา ๑๕๔ ุซอทฺ ่ี ๖ (๔๑) รายงานโดยทานฏ็อบรอนีย ใน อัล-กะบีร ริวายะฮฺมาจาก มุฮัมมัด บิน อะบี อะบัย ดะฮฺ บิน มุฮัมมัด บิน อะมีรฺ บิน ยาซิรฺไดฟงมาจากบิดาของทาน ปูของทานคือ อัมมาร เปนฮาดีษท่ี ๒๕๗๖ จากหนังสอื ฮาดีษกันซฯ หนา ๑๕๕ ุซอทฺ ี่ ๖ และมรี ายละเอียดในมนุ ตะค็อบอกี ดว ย (๔๒) รายงานโดยอะบู ซัยค เปนฮาดีษท่ียาวมากบทหนึ่ง และทานอิบนุ ฮะญัร ก็ยังได อางอิงไวใ นปลายหัวขอ ที่ส่ี จากหลาย ๆ หัวขอซ่งึ ประกอบการอธบิ าย ตัฟสีรอฺ ายะฮฺ “อัล-มะวตั ตะฮฺ ฟลกรุ บา” หนา ๑๐๕ หนังสือ “เศาะวาอกิ ” สันติสุขแดทาน แตบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวอีกวา “ในปญหาขอขัดแยงทุกประการของ ประชาชาติของฉันนี้ มีมาตรฐานวัดไดท่ี อะหฺลุลบัยตุ ของฉัน พวกเขาจะขจัดออกไปจากศาสนานี้ ซึ่งความหลงผิดและความละเมิดของผูประพฤติผิดท้ังหลาย ตลอดจนถึงพฤติกรรมตาง ๆ ของพวก งมงาม จงรูไวเถิดวาแทจริงบรรดาอิมามของพวกทานนั้นตองนําทานไปยังอัลลอฮฺ ดังนั้นจง พิจารณาดูถึงตัวของผูท ่ีจะนําพวกทานไป (วาเปน ใคร)”(๔๓) ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลูกหลานของทาน)ไดกลาวอีกวา “ดังน้ันพวกทานอยาไดทําการใดลํ้าหนาพวกเขา เพราะ จะทําใหพวกทานประสบความเสียหายและพวกทานอยาไดบ่ันทอนส่ิงใด ๆ จากพวกเขา เพราะจะ

ทําใหพวกทานไดรับความเสียหาย และพวกทานอยาทํารูดีกวาพวกเขา เพราพวกเขารูดีกวาพวก ทา น”(๔๔) ทา นศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวอีกวา “พวกทานทั้งหลายจงยึดถือตออะหฺลุลบัยตฺของฉันไว ในตําแหนงสูงสุดของพวกทาน เชน ศีรษะกบั รางกาย และเชนตากับศีรษะ เพราศีรษะจะไมรูทางใด ๆ นอกจากตอ งอาศัยตา”(๔๕) (๔๓) รายงานในหนงั สอื “อัซซีเราะฮฺ” ของทานอัล-มลุ า และในตอนคัฟสีรโองการ “วะกอ ฟูฮุม อนิ นะฮุม มัสอลู นู ” หนา ๙๐ หนังสอื อศั ศอวาอิก อัล-มฮุ ัรเราะเกาะฮฺ” ขอบอิบนุ ฮะญรั (๔๔) รายงานโดยทานฏ็อบรอนียในฮาดีษอัษษะเกาะลัยน และทานอิบนุ ฮะญัรก็ยังได อางอิงจากทานอีกดวย ในคัฟสีรโองการที่ ๔ “วะกอฟูฮุม อินนุฮุม มัสอูลูน” ซ่ึงไดมีรายงานอยูใน บาบท่ี ๑๑ หนา ๘๙ ของหนงั สอื “อศั ศอวาอกิ ” (๔๕) นักปราชญของฝายซุนนะฮฺกลุมหน่ึงไดรายงานฮาดีษบทน้ีดวยสายสืบท่ีมาจาก ทานอะบูซัร เปนฮาดีษมัรฟูอฺ ทานอิมามศ็อบบาน ก็ไดอางอิงไวใน “ฟฏล อะหฺลุลบัยตฺ” จาก หนังสือ “อัสอาฟ รอฆิบีน” ทานซัยค ยูซุฟ นะบะฮานีย ก็ไดอางไวในหนา ๓๑ หนังสือ “ชัรฟุล-มุ อับบิด” นกั ปราชญค นสําคัญจํานวนไมนอยไดกลาววา “น่ีคือขอมูลท่ียืนยันในความจําเปน (วาญิบ) ท่ีจะตองใหพวกเขาอยูในฐานะหัวหนาและแนนอนท่ีสุด หนทางท่ีจะนําไปสูสัจธรรมน้ันยอมไมมี ทางอน่ื อีกแลว นอกจากทางของพวกเขาเทา นัน้ ” ทา นศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาววา “พวกทานจงเขมงวดในการใหความรักตอเรา บรรดาอะหฺ ลุลบัยตฺ เพราะแทจรงิ ผูที่พบกบั อัลลอฮฺโดยทเี่ ขามคี วามรักตอ เราน้ัน เขาจะไดเขาสวรรค เพราะการ ชะฟาอตั (อนุเคราะห) ของเรา ขอสาบานตอผูซ่ึงชีวิตของฉันอยูในพระหัตถของพระองควา ผลงาน ตาง ๆ นั้นไมอาจอํานวยคุณประโยชนใด ๆ แกบรรดาบาวท้ังหลายได นอกจากดวยการที่เขา ประจกั ษถงึ สิทธหิ นาที่ท่ีตองมตี อ เรา”(๔๖) ทา นศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาววา “การประจักษถึงสิทธิของลูกหลานมุฮัมมัดน้ัน ทําให ปลอดภัยจากไฟนรก ความรักท่ีมีตอลูกหลานของมุฮัมมัดน้ัน ทําใหไดรับทางนําท่ีเท่ียงตรง การ

ยอมรับ “ความเปนผูมีอํานาจ” ของลูกหลานมุฮัมมัดนั้น เปนหลักประกันที่พนจากการถูกลงโทษ” (๔๗) (๔๖) รายงานโดยทานฏ็อบรอนียใน อัล-เอาสัฏ ทานซะยฺฏียก็ไดอางไวในอะหยาอฺลมัยยิด ทานนะบะฮานียก็ไดอางไวในอัรบะอัน-อัรบะอีน ทานอิบนะ ฮะญัรก็ไดอางไวในเรื่องเกี่ยวกับ ความรักของพวกเขาในหนังสืออัศศอวาอิก ส่งิ หนึ่งท่ีนาสนใจก็คือการอธิบายประโยคท่ีวา “ผลงาน ตา ง ๆ นน้ั ไมอาจอํานวยคุณประโยชนใด ๆ แกบรรดาบาวท้ังหลายได นอกจากดวยการประจักษถึง สิทธิหนาท่ีที่ตองมีตอเรา” โปรดแจงใหขาพเจาดวยเถิดวา “อะไรคือสิทธิหนาท่ีซึ่งอัลลอฮฺไดทรง กาํ หนดใหเปนเงื่อนไขในการพสิ ูจนความถูกตองของผลงาน ? นั่นคือการเช่ือฟงปฏิบัติตามพวกเขา และสมั พันธก ับอลั ลอฮฺ ตามแนวทางของพวกเขาท่เี ท่ยี ง (๔๗) ทา นกอฏีย อิยาฏ ไดอ ธิบายไวใ นหมวดซง่ึ ทา นไดต ้ังช่ือวา “เงื่อนไขท่ีตองยึดม่ันและ แสวงหาความปลอดภัยตามคําสั่งของทานศาสนทูต” (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความ สันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) และหมวดที่วาดวย “การประกอบความดีแด ลูกหลานและเชื้อสายของทาน” จากหนังสืออัชชิฟา ตอนตน ๆ ของหนา ๔๐ สวนท่ีสองของ หนังสือ ตีพิมพใหมในป ๑๓๒๘ หวังวาทานเองก็ยอมทราบดีถึงจุดมุงหมายของความท่ีวา “ประจักษถึงความดีงามที่มีตอพวกเขา” ณ ที่น้ีวามิใชมีความหมายในประเด็นที่ใหรูจักชื่อ ประวัติ สว นตวั หรือความสัมพนั ธทม่ี ีตอทานศาสนาทูตแหง อลั ลอฮฺ (อัลลอฮทฺ รงประทาน ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวอีกวา “บรรดาบาวท้ังหลายยังไมอาจผานพนไปไหนได (ใน วนั กิยามตั ) จนกวาเขาจะไดถกู สอบถามเรอ่ื งราวสปี่ ระการเสียกอน นั่นคือ เรื่องการใชชีวิตในทางที่ สูญเปลา เร่ืองรางกายที่กระทําในความผิด เร่ืองทรัพยสินที่เขาใชจายวา เขาหาไดมาจากไหน และ เรอ่ื งความรักท่มี ีตอ พวกเรา (อะหฺลุลบยั ตฺ)” (๔๘) ทา นศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวอีกวา “ถึงแมวาเขาจะเปนผูเครงครัด ไววางใจไดอยางมั่นคง แลวเขานมาซถือศลี อด แตเขาชงิ ชังลกู หลานของมฮุ มั มัด เขากต็ อ งเขาไฟนรก”(๔๙) ความจําเรญิ และความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ในฐานะญาติเทาน้ัน เพราะ ถาเปนเชนน้ันก็เหมือน ๆ กับการรูจักในเรื่องของอะบู ญะฮัลและอะบู ละฮับ น่ันเอง แตขอแม สาํ หรับความหมายของการใหรจู ักพวกเขาในที่นก้ี ค็ อื การยอมรบั ในความเปน อลุ ุลอมั ร (ผูปกครอง)

ของพวกเขาหลังจากทานศาสนทูต (ศ) ส่ิงที่สําคัญท่ีสุดก็คือทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรง ประทานความจาํ เรญิ และความสันติสขุ แดท า นและแดบ รรดาลกู หลานของทาน) ไดก ลาววา “บุคคล ใดตายลงโดยท่ีเขาไมรูจักอิมามแหงยุคสมัยของเขาเทากับเขาไดตายอยางการตายของพวกญาฮิลี ยะฮฺ ความหมายของคําวาความรักและการยอมรับในอํานาจการปกครองของพวกเขานั้นมีการ อธิบายกันอยางกวางขวาง แตขอสรุปก็คือ การจงรักภักดีอยางจริงจังตออะฮฺลุลฮัก (กลุมผูอยูกับสัจ ธรรม) ซึง่ หมายถึงอิมามท่ีซื่อสัตยท้งั หลายน่นั เอง (๔๘) ถา หากวา ไมม กี ารรับรองจากอัลลอฮฺใหเชื่อฟงปฏิบัติตามพวกเขา ก็ยอมไมมีเง่ือนไข “ความรักทีต่ องมีตอพวกเขา” ไวในการตอบแทนนี้ และฮาดีษน้ีมีในรางานของทานฏ็อบรอนีย จาก รายงานของทานอิบนุ อับบาส มัรฟุอฺ ทานซะยฺฏีย ก็ไดอางไวในหนังสือ “อิหยาอุล-มัยยิต” ทาน นะบะอานีย อางในหนงั สอื “อรั บะอีน” เปนฮาดษี ท่ีเปน ท่ยี อมรบั โดยเอกฉนั ท (๔๙) รายงานโดยทานฏ็อบรอนีย ทา นฮากิม เชน เดียวกนั น้กี ็มใี นหนังสืออัรบะอีนของทาน นะบะฮานีย หนังสืออิหยาอฯ ของทานซะยฺฏียและอ่ืน ๆ อาดีษนี้ใหขอสังเกตท่ีสืบเน่ืองกับฮาดีษ ที่วา “ขอสาบานตอผูซึ่งชีวิตของฉันอยูในพระหัตถของพระองควาผลงานตาง ๆ น้ันไมอาจอํานวย คุณประโยชนใด ๆ แกบ รรดาบา วท้งั หลายได นอกจากดว ยการประจักษถึงสิทธิหนาท่ที ่ีตอ งมีตอเรา ซ่ึงแสดงวาความกร้ิวโกรธของพวกเขานั้นก็เปนเสมือนความกร้ิวโกรธของอัลลอฮฺและศาสนาของ พระองค ผลงานตาง ๆ ของบุคคลตาง ๆ จะถูกลบลา งหมดส้นิ ถา ทา นศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวอีกวา “ผูใดท่ีตายลงกับความรักที่มีตอลูกหลานของมุฮัมมัด เทากับเขาไดตายชะฮีด (พลีชีเพ่ือพิทักษอิสลาม) ไมเพียงแตเทาน้ันผูใดท่ีตายลงโดยมีความรักตอ ลูกหลานของมุฮัมมัด เทากับเขาไดตายอยางผูไดรับการนิรโทษใชแตเทาน้ัน ผูใดท่ีตายลงโดยมี ความรักตอลูกหลานของมุฮัมมัด เทากับเขาไดตายลงอยางผูกลับเนื้อกลับตัว ใชแตเทานั้น ผูใดท่ี ตายลงโดยมีความรักตอลูกหลานของมุฮัมมัด เทากับเขาไดตายลงอยางผูศรัทธาท่ีมีความศรัทธา อยางสมบูรณ ใชแตเทาน้ัน ผูใดที่ตายลงโดยมีความรักตอลูกหลานของมุฮัมมัด มะลาอิกะฮฺเมาต จะแจงขาวดีในเรื่องสวรรคใหแกเขา แมแตมุนกัรและนะกีรดวย ใชแตเทาน้ันผูใดที่ตายลงโดยมี ความรักตอลูกหลานของมุฮัมมัดเขาจะไดถูกแหแหนไปสวนสวรรค เสมือนด่ังเจาบาวถูกแหแหน ไปยังบานเจาสาวของเขา

เน่ืองจากเปนท่ีชิงชังของพวกเขา ถึงแมบุคคลนั้นจะเปนผูเครงครัดในเรื่องนมาซ ถือศีลอดตาม” ฉะนั้นถาหากวาพวกเขามิใชตัวแทนโดยแทจริงของทานนบี ฐานะอยางน้ีก็ยอมจะไมมีแกพวกเขา อยางแนนอน ฮาดีษนี้ยังมีในรายงานของทานฮากิม และอิบนุ ฮิบบาน ในหนังสือศอฮ้ีฮฺของทานอีก ดว ย สาํ หรับในหนังสอื อรั บะอีนของทานนะบะฮานยี  และหนังสอื อิหยาฯ ของทานซะยฺฏียน้ันยังได มีรายงานฮาดีษมาจากทานซะอีด อีกบทหน่ึงอีกวา ทานศาสนทูตไดกลาววา “ขอสาบานดวยพระผู ซงึ่ ชวี ิตของฉนั อยใู นพระหัตถของพระองค บุคคลท่ีเขากร้ิวโกรธตอพวกเรา (อะหฺลุลบัยตฺ) น้ันยอม ไมไดร ับสิ่งอื่นใด นอกจากาการเขา นรก” รายงานโดยทานฏ็อบรอนีย สวนใน “อัรบะอีน” ของทาน “นะบะฮานยี ” และหนังสืออหิ ยาฯ ของทา นซะยฺฏยี นน้ั มรี ายงานมาจากทานอิมามฮาซนั ผูเปนหลาน ของศาสดา ซง่ึ ไดก ลา วแกม อุ าวยิ ะฮฺ บนิ คอลจี ญ วา “ขอใหท า นพึงระวังเร่ืองราวของการโกรธเคือง ตอเรา อะหฺลุลบัยตฺ” เพราะแทจริงทานศาสนทูต ไดกลาววา “คนใดท่ีโกรธเคืองตอพวกเรา อะหฺ ลุลบัยตฺ” เพราะแทจริงทานศาสนทูต ไดกลาววา “คนใดที่โกรธเคืองตอพวกเรา คนใดที่อิจฉาพวก เรา ยอมไมไ ดรับสงิ่ ใดเลยในวันกิยามัด นอกจากกระแสคลื่นแหงไฟนรกจะปดกวาดใหเขาออกพน ไปจากอัล-เฮาฏ” มีบันทึกตออีกบทหน่ึงวา และทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทาน ความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวคุฏบะฮฺ วา “โอ ประชาชนเอย ใครก็ตามที่โกรธเราอะหฺลุลบัยตฺ อัลลอฮฺจะทรงรวมเขาใหอยูในกลุมเดียวกับพวก ยะฮูด ในวันกิยามัต” รายงานโดยทานฏ็อบรอนียในอัล-เอาสัฏ และมีบันทึกในอิหยาฯ ของทานซะ ยฏู ีย และอัรบะอีนของทา นนะบะนีย และเลม อื่น ๆ อีกเชนเดยี วกนั ใชแตเทานั้น ผูใดที่ตายลงโดยมีความรักกับลูกหลานของมุฮัมมัด ประตูสวรรคจะถูกเปดใหแกเขา ถึงสองบานจากกุบูร ใชแตเทาน้ัน ผูใดท่ีตายลงโดยมีความรักตอลูกหลานมุฮัมมัด มะลาอิกะฮฺแหง ความเมตตาจะอยูหอมลอมพวกเขา ใชแตเทาน้ัน ผูใดท่ีตายลงโดยมีความรักตอลูกหลานของมุฮัม มัดเทา กับเขาไดตายลงกับซนุ นะฮแฺ ละกลมุ ญะมาอะฮทฺ ี่เท่ียงแท จงรไู วเถดิ วาคนท่ีตายลงโดยมคี วาม ชิงชังตอลูกหลานของมุฮัมมัด เมื่อวันกิยามัตไดมาถึง ตรงท่ีระหวางนัยนตาของพวกเขาจะมีรอย จารกึ ไวว า “คนท่สี ้นิ หวังความเมตตาจากอลั ลอฮ”ฺ ตอนทา ยคุฏบะฮฺของทา นน้นั รุนแรงมาก”(๕๐) ส่งิ ทที่ า นศาสนทูตแหงอลั ลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทาน และแดบรรดาลูกหลานของทาน) มีความประสงคน้ัน ทานมิไดประสงคมาจากอารมณ รายละเอียด ที่รวบรวมมาจากฮาดีษเหลานี้ ทุกฮาดีษลวนเปนสายสืบมุตะวาติร (สอดคลองตรงกัน) ยืนยันถึง แนวทางของเชื้อสายผูบริสุทธิ์วาการท่ีไดระบุใหแกพวกเขาซึ่งตําแหนงเหลานี้ก็เปนเพราะ แทจริง

พวกเขาคือขอพิสูจนของอัลลอฮฺท่ีมีขีดข้ันบรรลุถึงความสูงสงและเปนแบบแผนสําหรับบทบัญญัติ อันล้ําเลิศของพระองค เขาเหลาน้ันเปนผูดํารงอยูกับหลักเกณฑของทานศาสนทูต ไมวาในดาน คําส่ังใหปฏิบัติหรือคําหามมิใหปฏิบัติ พวกเขาเปนผูสาธิตวิธีการปฏิบัติตามทาน โดยไดสําแดงให ปรากฏถึงทางนําของทานศาสดา ฉะนั้นผูที่มีความรักตอพวกเขา คือผูท่ีมีเหตุผลพอในการเปนที่รัก ของอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองคผูที่ชิงชังตอพวกเขาก็ยอมเปนที่โกรธกร้ิวของอัลลอฮฺและ ทานศาสนทตู ดว ย (๕๐) รายงานโดยอิมามษะลาบีย ในการอธิบายโองการ มะวัตคะฮฺ จาก ตัฟสีร อัล-กะบีร รายงานจากทานญะรีร บิน อับดุลลอฮฺ อัล-บาคิลลีย ท่ีไดรับฟงมาจากทานศาสนทูต (ศ) ทานซะมัค ชะรีย ยงั ไดนาํ ไปอา งไวอกี แหงหน่ึงในหนังสือ “กิชาฟอิรชาลุล-มุสลิมาต” สําหรับการอรรถาธิบาย ใจความโองการดังกลาวน้ี แทจริงทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแด ทาน และแดบันดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวไววา “ไมมีใครรักเรา นอกจากผูศรัทธาที่ปกปอง ตวั เอง และไมม ีใครโกรธเรา นอกจากคนกลับกลอกท่ชี ่ัวรา ย”(51) ดวยเหตุนี้อีกเชนกัน ที่นักกวีฟรซะดักไดประพันธบทกวีเพื่อสดุดีเกียรติคุณพวกเขาไวบท หน่ึงวา ...... “บรรดาคนทร่ี ักเขาเหลา น้นั ลวนเปน ผยู ึดมัน่ ศาสนา บรรดาคนโกรธเขาเขาบฑี า นั่นแหละหนาผูทรยศกบั พระองค การใกลช ดิ พวกเขาคือทางรอด ใหผ านปลอดภัยรายไมใ หลหลง ผูยาํ เกรงสํารวมใจใฝท างตรง ยอมบรรจงตอ หัวหนา หวงั ปรานี ไตถ ามกันหาคนดีเปนศรหี ลา หนใดหนาผกู ําโชคแหงโลกนี้ เสยี งขานรับตอบพลนั ทวั่ ทนั ที วา คนดีคอื พวกเขาเหลาผนู าํ ”

ทานอิมามอาลี อามีรุล-มุมนิ ีน (อ) ไดกลาวไวว า “แทจ รงิ ความดีเทา นน้ั ที่เปน ความประสงค ของฉัน และท่ีเปนคุณธรรมประเสริฐยิ่งน้ันคือ เช้ือสายของฉัน เขาใหความออนโยนกับผูนอย และ ใหวิชาการแกผูใหญกับพวกเรานี้ อัลลอฮฺ ไดทรงยับยั้งการโกหกไวเสียแลวกับพวกเรานี้ อัลลอฮฺ ทรงยับยั้งใหพนจากเขีย้ วของพวกสตั วปา และสุนัขกบั พวกเราน้ี ถาพวกทานเบียดเบียนก็เทากับเปน การใหร า ยตอ อลั ลอฮฺ (พวกเรา) ไดถอดบวงที่ผูกติดอยูกับคอของพวกทาน และพวกเรานี้อัลลอฮฺได ทรงเปดทางและทรงใหค วามสมบูรณไ ว” (52) (51) รายงานฮาดีษนี้โดยนักปราชญตาง ๆ และหนังสืออัศศอวาอิก หัวขอที่สอง อธิบาย ใจความของโองการที่ 14 ในบาบที่ 11 เปนท่ีเขาใจแกเราแลววา พวกเขายอมไดรับสิทธิท่ีดีกวาบุคคลอ่ืน ๆ ซ่ึงเปนสิทธิพิเศษ ที่อัลลอฮฺไดทรงมอบไวแกพวกเขาเปนการเฉพาะ จนกระท่ังไดทรงกําหนดใหการสดุดีตอพวกเขา เปนสว นหน่งึ ในการ “นมาซฟรฎ” ซึ่งบัญญตั ลิ งแกบ รรดาบาวทั้งมวล ฉะน้นั นมาซใด ๆ ก็ตามไมวา ของใครในโลกน้ี ถามิไดกลาวสดุดีตอพวกเขาแลว นมาซนั้น ๆ จะไมถูกตอง เปนความจริงอยาง แนนอนไมวานักปราชญที่เรืองนามแคไหนตางก็ยอมรับ แนนอนท่ีสุดสําหรับบาวของอัลลอฮฺทุก คน พระองคไดทรงสงั่ ใหเ คารพตอ พระองค และในการนมาซนนั้ พระองคก็ไดก ําหนดใหมีการสดุดี พวกเขา เชน เม่ือแสดงตนเปนผูเคารพพระองคน้ันตองมีการกลาวคําปฏิญาณทั้งสอง ตําแหนงอันนี้ เปนมาตรการสูงสุดของบรรดาประชาชาติท้ังหลาย และไดเปนท่ียอมรับอยางนอบนอมมาแลวจาก บรรดาผูมพี ิจารณาญาณตอบรรดาอิมามเหลา น้ี เชน ทานอมิ ามชาฟอยี  (อลั ลอฮฺทรงมีความชื่นชมตอ ทา น) ไดกลาวไววา .... “โอบรรดา อะหฺลุลบัยตฺ แหงทานศาสนทูตของอัลลอฮฺ ความรักท่ีพึงมีตอพวกทานน้ันเปน ขอกําหนดท่ีบัญญัติมาจากอัลลอฮฺ ที่มีใน อัล-กุรอานซ่ึงพระองคประทานลงมา เกียรติยศแหงคุณ งามความดีท้ังหลายแหลเปนท่ีเพียงพอแกพวกทานแลว แทจริงกับพวกทานนั้น ถาใครมิไดสดุดีให การนมาซก็ยอมไมม สี าํ หรับเขา”(53) (52) รายงานโดยทานอับดุล ฆอนีย บิน สะอัด ในหนังสืออีฎอห อัชกาล เปนฮาดีษ ท่ี 6050 จากหนงั สือ ฮาดีษกันซฯ ตอนทาย ๆ ของหนา 396 ซุ อฺท่ี 6 แนนอนย่ิงขอมูลตาง ๆ น้ียอมใหความกระจางแกเราจนเปนที่เพียงพอ วาจุดมุงหมายแหง ซุนนะฮฺอันบริสุทธิ์น้ัน มีหลักฐานท่ียืนยันถึงความจําเปนที่จะตองยึดถือเอาแบบอยางของพวกเขา และดําเนินการตาง ๆ ไปตามครรลองของพวกเขา สวนในอัล-กุรอานของอัลลอฮฺ ผูทรงไวซ่ึง

อานุภาพสูงสุดน้ัน ก็ยังมีอีกหลายโองการท่ีชัดแจง (มุหกะมาต) ที่ยืนยันถึงความจําเปนในขอน้ีอีก ดวย ซึ่งเราหวังเปนอยางย่ิงในดุลยพินิจท่ีแข็งแกรงและสติปญญาอันเฉียบแหลมของทาน เพราะ พวกทานก็เปนผูท่ียึดมั่นกับหลักฐานท่ีชัดแจงและคงมีความสามารถเพียงพอที่จะรับเอาสิ่งท่ีชี้แจง มาน้ที ้ังหมดไปพิสูจนได ขอสรรเสริญตอ อัลลอฮฺ พระผูอภิบาลแหง สากลโลก วัสลาม (ช) (53) ขอความสองตอนนี้มาจากหนังสือ มะดาอิหุชชาฟอีย และยังไดมีคํายืนยันสนับสนุน จากนักปราชญอ ืน่ ๆ อีกเชน อบิ นุ ฮะญัรซงึ่ ไดอ างในการอธบิ ายโองการของอัลลอฮฺท่ีวา “อินนัลลอ ฮะ วะมะลาอกิ ะตะฮู ยุศอ็ ลลนู ะ อะลนั นะบฯี ” หนา 88 หนังสือ “อัศศอวาอิก” และหนังสือ “ชัรฟุล- มุอับบดิ ของนะบะฮานี หนา 99 และทา นอมิ ามอะบูบักร บิน ชิฮาบุดดีนก็ไดอางไวในหนังสือ ร็อฟ ชะดุศ-ศอดียแ ละนกั ปราชญกลมุ อืน่ ๆ อีกเปน จํานวนมาก อัล-มุรอญิอะฮฺ 11 20. ซลุ -เกาะอฺดะฮฺ 1329 1. แสดงความชน่ื ชมตอหลกั ฐานตา ง ๆ ท่อี ธบิ ายไปแลว 2. แสดงความประหลาดใจในการเสนอรายละเอียดที่เขากันไดระหวางหลักฐานของ นักปราชญกลุมตา ง ๆ 3. ขอใหแ สดงหลักฐานที่สามารถพิสจู นไดจ ากอลั -กุรอาน 1. ขาพเจามีความปล้ืมปติยินดีเปนอยางย่ิงท่ีไดรับจดหมายอันมีคุณคาของทาน นับไดวา เปนขอมูลที่ชัดเจนที่สุด เทาท่ีความตองการเพ่ือบรรลุถึงวิชาการพึงจะมี จดหมายนี้เต็มไปดวย หลกั ฐานทย่ี ืนยันจนสามารถพิสูจนได ขาพเจาเองถึงกับตองยอมรับในส่ิงน้ันเหมือนกับพบสายทาง ทีต่ รงดง่ิ จากยอดภเู ขา ขาพเจาขอยอมรบั ในความจรงิ ดังกลา วไวในตัวของขาพเจา ซ่ึงมันเปนการทํา ใหขาพเจาตองยอมรับเหมือนเผชิญกับคําประกาศิต เพราะวิชาการของทานน้ันเปนวิชาการที่ม่ันคง โดยใหหลักฐานท่ียืนยันถึงความแข็งแรง มีความแข็งแกรงเฉียบขาดอยางอัจฉริยะย่ิง โดยใช หลักการพูดทีม่ อี รรถรสเขมขน

2. เมื่อขาพเจาไดฝงใจอยูกับคําอธิบายตามรายละเอียดในหลักฐานของทานแลว ขาพเจาก็ ไดทุมเทความพากเพียรเพ่ือทําการคนควาหลักฐานตาง ๆ ของทานตามวิสัยของผูท่ีมีความหวังใน วิชาการ ขาพเจาพิจารณาหลักฐานของทานแลวขาพเจาก็เห็นมันไดอยางชัดเจนในคําอธิบายของ ทาน ขาพเจาไดตระหนกั ถึงการยอมจํานนวา บัดนีข้ าพเจาพิจารณามองในบรรดาอิมามผูสืบเชื้อสาย ที่บริสุทธ์ิ อยางชนิดท่ีตองยอมรับถึงฐานะอันสูงที่มาจากอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค ปกแหง ความทะนงตองสยบใหอยางออนนอมยําเกรง และใหการคารวะในเกียรติยศ และแลวขาพเจาก็ได พิจารณามองไปยังบรรดาปวงปราชญ (ญัมฮูร) ตลอดถึงบรรดาอะฮฺลุลกิบละฮฺ ท้ังหลายท่ีพวกเขาก็ ยึดเอาหลักการตาง ๆ มาจากแนวทางเหลานี้ แลวเพราะเหตุใดท่ีพวกเขาตองมาขัดแยงกันกับ บรรดาอะหฺลุลบัยตฺ ในเมื่อพวกเขาเองก็ยอมรับในหลักฐานตาง ๆ เหลานั้นอยูโดยเปดเผย บัดน้ี ขาพเจากําลังควบคุมจิตใจของตนเองท่ีแบงเปนสองสวน ใจหน่ึงตองการที่จะสลัดออกไปเพ่ือ ยอมรับหลักฐานเหลาน้ัน แตอีกใจหนึ่งก็ยังหวาดหวั่นอยูกับสวนของชาวกิบละฮฺ แนนอนขาพเจา ขออาสาเพอ่ื ทา นเปนอนั ดับแรกที่จะชส้ี ง่ิ นโี้ ดยท่ีทานก็อยาไดล ะวางการคนควาหาหลกั ฐานตา ง ๆ ท่ี อยูในมือของทาน เพราะอีกฝายหนึ่งอาจตอสูคัดคานทาน แลวเทากับเปนการสรางความมัวหมอง ใหแ กทา นนัน่ เอง 3. ทานยังมีโอกาสพอหรือไม ในการที่จะแสดงหลักฐานตาง ๆ ท่ีชัดแจงมาจากอัล-กุรอาน ? อันที่ถือวาเปนหลักฐานนั้นเด็ดขาดท่ีสามารถตัดสินปญหาทุกอยางไดท้ังน้ีเพื่อเปรียบเทียบ ขอความนัน้ กบั แนวทางวิชาการทั่ว ๆ ไป ขอความสนั ติพึงมแี ดทา น วสั ลาม (ซ) อลั -มรุ อญิอะฮ 12 22 ซุล-เกาะอฺดะฮฺ 1329 • หลักฐานตา ง ๆ จากอลั -กรุ อาน อัล-ฮัมดุลิลลาฮฺ ทานเปนผูมีความรอบรูอยางกวางขวางและเปนผูตองการทบทวนขอความตาง ๆ อันลึกซึ้งของพระองค พระองคไดประทานโองการที่แจมแจง ระบุถึงเรื่องของเชื้อสายผูบริสุทธิ์

มาแลว มิใชหรือ ? โองการทีก่ ลาวถึงการขจัดความมลทินนั้นไดอธิบายอยางชัดแจงวา พระองคขจัด แกค นอืน่ ทม่ี ิใชพ วกเขากระนัน้ หรอื ? (54) หรือยังมีใครท่ีไหนอกี ในโลกนี้ ท่ไี ดรบั การรับรองเหมือน โองการที่กลาวถึงความบริสุทธิ์ของพวกเขา ? (55) ไดมีบัญญัติใด ๆ บางหรือไม ท่ีกําหนดใหมีความ รักตอคนอ่ืน นอกเหนือจากพวกเขาโดยโองการท่ีถูกประทานลงมา ? (56) และยังมีพวกไหนอีกที่ นอกเหนอื จากพวกเขา ซงึ่ ไดรับเกียรติดว ยโองการ มุบาฮิละฮฺจากญิบรออลี ? (57) (54) เหมือนดังท่ีมีโองการอันชัดแจงของอัลลอฮฺ ผูทรงสูงสุด ไดระบุวา ขจัดความมลทิน ออกไปจากพวกเขาคือโองการท่ีวา “แทจริงเพียงแตอัลลอฮฺทรงประสงคที่จะขจัดความมลทิน ออกไปจากสูเจา โอ อะหลฺ ุลบยั ตฺ และทรงชาํ ระสเู จา ใหสะอาดบรสิ ทุ ธ”ิ์ (33:33) (55) หามิไดเลยไมมีใครแมแตคนเดียวที่ไดรับการเลือกสรรเชนนั้น ไมวาเขาจะมีความ ตอ งการเพยี งใดก็ตาม (56) หามิไดเลย แตอัลลอฮฺทรงจําเพาะท่ีจะใหเกียรติแกพวกเขาเทานั้น ท่ีพระองคทรงตรัส วา “จงกลาวเถดิ (โอมฮุ ัมมดั ) ฉนั มไิ ดข อตอ พวกทา นเก่ียวกับการน้ันซึ่งรางวัลใด ๆ นอกจากการให ความรักตอญาติที่สนิท” “และผูใดที่เขาเพียรการทําดี (รักเขาเหลานั้น) เราก็จะเพ่ิมความดีในนั้น ใหแกเขา แทจรงิ อัลลอฮฺทรงอภยั โทษ (แกผซู ่ึงรกั พวกเขา) ผูทรงตระหนกั ตอ ความดี” (แกพวกเขาที่ ทาํ เชนนน้ั ) อซั ซูรอ อายะฮทฺ ี่ 23 “ยังมีเกียรติของใครอีกท่ีไดรับการยกยองเหมือนพวกเขา ไมมีอยางแนนอน พวกเขาเปนท่ี รักของผูราํ ลกึ ถงึ ”(58) พวกเขามิใชห รอื ทีเ่ ปนเชอื กของอลั ลอฮฺ ตามทพี่ ระองคท รงตรัสวา “และสเู จาจงยึดเหน่ียวใหมัน่ คงกับเชอื กของอลั ลอฮฺโดยพรอมเพรยี งกัน และสเู จาจงอยาได แตกแยกกนั ”(59) (อาลอิ มิ รอน : 103) และเปน บรรดาผมู ีความสตั ยจริงตามในโองการทวี่ า (57) หามิได เพียงแตพระองคประทานโองการน้ีมาเพื่อแสดงถึงพวกเขาโดยเฉพาะท่ี พระองคทรงตรัสวา “ดังนั้น จงกลาวเถิดมุฮัมมัด พวกทานจงมาซิ เราจะเรียกลูก ๆ ของเรามา และ ลกู ๆ ของทานมา (จนจบโองการท่ี 61-ซูเราะฮฺ อาลิอมิ รอน) (58) ถอยคําน้ีช้ีไปยังความหมายในซูเราะฮฺอัดดะฮฺร ที่ถูกประทานมาในเร่ืองของพวกเขา ถาหากวาใครไดติดตามศึกษารายละเอียดของความเปนมาจากบรรดาโองการที่อางมาแลวนี้ ก็ยอม

สามารถแกห รอื คลีค่ ลายปญหาที่ของใจในหลักฐานของเราได เพราะจะทําใหเขาใจเหตุผลที่แทจริง ไมอยใู นสภาพทร่ี เู ทา ไมถ งึ การณ (อัล-ฮมั ดลุ ลิ ลาฮ)ฺ (59) รายงานโดยอิมามษะอลาบีย ในการอธิบายความหมายของอายะฮน้ี ตัฟสีรอัล-กะบีร โดยอางสายสืบไปยัง อุบาน บิน ตัฆลิบ ซ่ึงไดรับรายงานมาจาก ทานอิมาม ญะอฟร ศอดิก ซ่ึงทาน ไดก ลา ววา “เรานี่แหละคือสายเชือกของอัลลอฮฺ ท่ีพระองคไดทรงตรัสไววา “และสูเจาจงยึดเหนี่ยว ใหมั่นคงกับสายเชือกของอัลลอฮฺโดยพรอมเพรียงกัน และสูเจาอยางไดแตกแยกกัน” ทานอิบนุ ฮะญัรยังไดอางวา โองการนี้ถูกประทานมาเพ่ือระบุถึงเร่ืองของพวกเขาเปนโองการท่ี 5 ท่ีกลาวถึง พวกเขา ซ่ึงทานไดอางไวในหนังสือ “อัศศอวาอิก” ของทาน ในภาคท่ี 1 บาบท่ี 11 โดยอางถึง รายงานของทา นษะอล ะบียท ไี่ ดร บั มาจากรายงานมาจากทานอมิ ามญะอฟ รศอดกิ ทานอิมาม ชาฟอีย ก็ไดก ลาวในเร่ืองเดยี วกันนีใ้ นหนังสือรุซฟะตศุ ศอดยี ของทา นอะบูบกั รฺ บิน ชฮี าบุดดีน วา .... “และสเู จา จงอยูกับบรรดาผูสตั ยจรงิ ” (อตั -เตาบะฮฺ : 119)(60) และพวกเขาคอื หนทางของอลั ลอฮฺ ตามความในโองการทวี่ า “และแทจ รงิ นค่ี ือหนทางของฉนั ดังน้นั สูเจาจงปฏบิ ัตติ ามมัน” และพวกเขาคือ “แนวทางของพระองค” ที่พระองคทรงกลา วถงึ อีกวรรคหนึ่งทีว่ า “และสูเจาอยาไดปฏิบัติตามแนวทางท้ังหลายเพราะมันจะทําใหสูเจาแตกแยกออกจาก แนวทางของพระองค” (อัล-อันอาม : 153)(61) และพวกเขาคือ บรรดาผบู ังคับบัญชาทีพ่ ระองคไ ดทรงกลา ววา “เมื่อขาพเจาไดพิจารณาดูประชาชนท่ีขาพเจาเคยรวมแนวทางกับพวกเขา แนวทางตาง ๆ ของพวก เขาลอ งลอยอยใู นทะเลแหงความผิดและความโงเขลา ขาพเจาไดข้ึนมาอยูในเรือแหงความปลอดภัย น้ีแลว ดวยพระนามของอัลลอฮฺพวกเขาผูเปนอะหฺลุลบัยตฺ ของศาสดามุศฎอฟา (ผูไดรับการ เลือกสรร) ผูเปนศาสนทูตที่สมบูรณท่ีสุด ขาพเจาไดยึดสายเชือกของอัลลอฮฺแลว นั่นคือความเปน ผนู ําของพวกเขาเหมอื นดัง่ เชนทเี่ ราไดถ ูกบญั ชาใหย ดึ เหน่ยี วดวยสายเชอื กน้ี” (60) ผมู คี วามสตั ยจ รงิ ในท่ีนหี้ มายถงึ “ศาสนทูตของอลั ลอฮฺและบรรดาอิมามแหง เช้อื สายที่ บรสิ ุทธ”์ิ ตามที่มีหลักฐานที่ศอฮ้ฮี ฺรับรองไวมากมาย เชนในรายงานของทานฮาฟซ อะบูนะอีม ทาน

เมาฟกุ บนิ อะหมฺ ัด ทานอบิ นุ ฮะญรั กไ็ ดอา งไวในตัฟสีร โองการท่ี 5 จากบาบท่ี 11 หนังสือ “อัศศอ วาอกิ ” หนา 90 รายงานมาจากทานอิมาม ซัยนุลอาบิดีน ซึ่งคําพูดของทานนั้นเราไดเสนอไปแลวใน อลั -มุรอญิอะฮทฺ ่ี 6 ตอนทา ยเรือ่ ง (61) ทานอิมามบากิร และอิมามศอดิก ไดรวมกันกลาววา หนทางที่เที่ยงตรงในที่น้ี หมายถึงอิมามและพวกทานอยาไดปฏิบัติตามทางอื่น (อิมามท่ีหลงผิด) เพราะจะทําใหพวกทาน แตกแยกออกมาจากแนวทางของพระองค (เราคือแนวทางของพระองค) “โอ บรรดาผูศรัทธาท้ังหลายสูเจาจงเช่ือฟงปฏิบัติตามอัลลอฮฺและจงเช่ือฟงปฏิบัติตาม รอซูล และผบู ังคบั บญั ชาของสเู จา....” (อัล-นิสาอฺ : 59) (62) และกับความหมายโองการท่วี า .... “บรรดาผมู คี วามรู” (อะฮลฺ ัซ-ซกิ ร) ในตอนท่ตี รสั วา (62) รายงานโดยผูทรงคุณวุฒิท่ีสําคัญคนหนึ่งของอิสลาม น่ันคือ มุฮัมมัด บิน ยะอฺกูบ ดวย สายสืบท่ศี อฮ้ีฮฺ ของทานบะรีด อจั ญลี ซ่ึงกลาววา “ขาพเจาไดถามทานอะบูญะอฟร (มุฮัมมัด บากิร) ถึงโองการของอัลลอฮฺที่วา “จงเช่ือฟงปฏิบัติตามอัลลอฮฺและจงเชื่อฟงปฏิบัติตามรอซูลและ ผูบังคับบัญชาของสูเจา” ปรากฏวาคําตอบมีดังน้ี “เจามิไดพิจารณาดูหรือ กับบรรดาผูซ่ึงมีสวน ไดรับมอบอัล-กุรอานวาพวกเขาเหลานั้นตางศรัทธาตอยิปต และฏอฆูต อีกทั้งพวกเขาไดกลาวแก บรรดาผปู ฏเิ สธวาพวกเหลาน้แี หละอยใู นแนวทางเที่ยงตรงยิง่ กวา บรรดาผูศรัทธาเสยี อีก (อัน-นิสาอฺ : 51) หมายถึง การที่พวกเขาไดกลาวแกเ หลา บรรดาผูนาํ (อิมาม) ท่หี ลงผดิ และบรรดาผเู รียกรองเขา สูไฟนรกวา เปนบรรดาผูท่ีอยูในหนทางที่ถูกตองยิ่งกวาพวกลูกหลานมุฮัมมัด (พวกเขาเหลานั้นคือ บรรดาผูซึ่งอลั ลอฮจฺ ะไดทรงสาปแชง พวกเขาและผใู ดที่อัลลอฮฺไดทรงสาปแชงแลว พวกเขาจะไมมี โอกาสพบกับการอนุเคราะหใด ๆ พวกเขาไมมีสวนใด ๆ เลยในดานการปกครอง) (อันนิสาอฺ : 52- 53) หมายความวา ตําแหนงอิมามผูปกครองและตําแหนงคอลีฟะฮฺผูแทนในหนาที่การปกครองของ ทานนบี (ฉะน้ันพวกเขาก็จะไมยอมใหคนใดไดรับแมแตส่ิงที่เลวซ่ึงนอยคาหรือวาเปนเพราะพวก เขามีความอิจฉาคนท่ีอัลลอฮฺไดทรงประทานเกียรติยศใหแกเขา โดยแทจริงเราไดประทานใหแก ลูกหลานของอิบรอฮีม ซึ่งพระคัมภีรและวิทยปญญา และเราไดประทานใหแกพวกเขาเหลาน้ัน ซึ่ง อํานาจทางการปกครองอันไพศาล) (อัน-นิสาอฺ : 53-54) ทานอิมามไดอธิบายวา “พวกเราคือ คนที่ ถูกอิจฉาในสิ่งที่อัลลอฮฺไดทรงประทานใหแกพวกเรา ซึ่งตําแหนงผูนําอันเปนสิ่งท่ีคนอื่น ๆ ไมมี โอกาสไดรบั ” ทานไดก ลาวอีกวา “ในพวกของเรานี้มีคนท่ีถูกแตงต้ังใหเปนรอซูล เปนนบี และเปน

ผูนํา (อิมาม) พวกเขาเหลาน้ัน (ผูปฏิเสธ) เคยเขมงวดในการชิงชังลูกหลานของนบีอิบรอฮีมฉันใด ความขมข่ืนเหลาน้ันก็ยังคงสืบเนื่องมาถึงลูกหลานของมุฮัมมัดดวยฉันน้ัน (ดังนั้นในหมูพวกเขามี ท้ังผูซึ่งศรัทธาตอเขา และจากหมูพวกเขาก็มีผูขัดขวางเขา นั่นเปนการเพียงพอแลวสําหรับนรก ญะฮันนัมท่ีรอ นแรงย่ิง) (อัน-นสิ าอฺ : 55) “ดงั นัน้ พวกสเู จาจงถามบรรดาผูรเู ถดิ ถาหากสูเจา ไมร ”ู (อัน-นะหล : 43) (63) และความหมายของคําวา “บรรดาผศู รทั ธา” ตามทพ่ี ระองคทรงมโี องการวา “และผูใดที่กระทําการฝาฝนตอรอซูล หลังจากที่ทางนําไดถูกอธิบายจนเปนท่ีแจมแจงแก เขาแลว และเขาไดปฏิบัติตามทางท่ีมิใชทางของ “บรรดาผูศรัทธา” เราจะกลับเขาใหหันไปยังทางท่ี เขาไดหันและเราจะใสเขาใหเ ขา ในนรกญะฮนั นัม (อัน-นิสาอฺ : 115) (64) (63) รายงานโดยทานษะอละบีย ในการอธิบายความหมายของโองการนี้ จากตัฟสีรอัล-กะ บีร ซึ่งอางริวายะฮจากทานญาบิรวา... “เม่ือตอนที่โองการนี้ไดถูกประทานลงมานั้น ทานอาลี ได กลาววา “เราน่ีแหละคือ อะฮลัซซิกร” และน่ีคือขอความตอนหน่ึงของหนังสือ “ซาอิร-อะอิมมะตุ ลฮดุ า” ของทาน อลั -ลามะฮฺ บะหรัยนียท่ีไดนํามาบันทึกไว ในบาบท่ี 35 ซ่ึงเปนรายงานฮาดีษท่ีศอฮี้ ฮฺท้ังส้นิ ในจาํ นวนฮาดษี ทไ่ี ดรวบรวมไว (64) รายงานโดยอิบนุ มัรดุวียะฮฺวาในการอรรถาธิบายโองการนี้ ถึงความหมายที่วา การฝา ฝนตอทานรอซูลนั้น ในท่ีน้ีหมายถึงการฝาฝนในเร่ืองตําแหนง-ฐานะของทานอาลี เพราะวา ความหมายของคําวาทางนําในโองการ ตอนท่ีวา “หลังจากท่ีทางนําไดถูกอธิบายจนเปนท่ีแจมแจง แกเขาแลว” นั้นหมายความวาเรื่องราวที่เปนสิทธิหนาที่โดยตําแหนงของทานอาลี (อะลัยฮิสลาม) ทานอะยาชียยังไดรายงานไวในตัฟสีรของทานในเร่ืองนี้อีกดวย และกลาววาเปนเรื่องราวท่ีมี สายสืบศอฮี้ฮฺถูกตองตรงกันกับรายงานของฝายเชื้อสายผูบริสุทธิ์ในความหมายท่ีวา แนวทางของผู ศรทั ธาน้นั หมายถึงแตเพียงแนวทางของพวกเขาเทานัน้ (บรรดาอิมามอะลยั ฮมิ ุสสลาม) และความหมายของคาํ วา “ผนู าํ ” ในโองการท่วี า “แทจริงเพียงแตเจานั้นเปนผูตักเตือน และสําหรับทุก ๆ หมูชนยอมมีผูนํา” (อัร-เราะด : 7) (65)

พวกเขาเหลานั้นมิใชหรือ ท่ีเปนบรรดาผูซ่ึงอัลลอฮฺไดทรงโปรดปรานพวกเขา ดังกรณีที่มี การชแี้ จงไวในซูเราะฮฺ อลั -ฟาตฮิ ะฮฺของ อลั -กรุ อานท่พี ระองคไดท รงมีโองการวา “ขอไดโปรดทรงนาํ เราสูหนทางอันเที่ยงตรง หนทางซึ่งพระองคไดทรงประทานเปนความ โปรดปรานแกพ วกเขา”(66) (อลั -ฟาฎิฮะฮฺ : 5-6) (65) รายงานโดยทานษะอละบีย ในตําราตัฟสีรของทาน ตอนที่อรรถาธิบายโองการน้ี ของตัฟสีร-อัล-กะบีร ซึ่งมีรายงานมาจากทานอิบนุ อับบาสวา “ในขณะที่โองการน้ีไดถูกประทาน มานั้น ทานศาสนทูต (ศ) ไดเอามือของทานวางทาบที่หนาอกของทานแลวกลาววา “ฉันคือผู ตักเตือน สวนอาลีคือผูนํา กับเจาน้ีเอง อาลีเอย ที่บรรดาผูไดรับทางนําไดอยูในทางนํา” ขอความ ตอนนอี้ ีกเชนกันที่ไดมีรายงานไวไมนอยเลยในบรรดานักปราชญตัฟสีร และบรรดานักปราชญฝาย ซุนนะฮฺ ท่ีอางถึงรายงานของทานอิบนุ อับบาส สวนรายงานของมุฮัมมัด บินมุสลิม ที่กลาววา “ฉัน ไดถามทานอะบู อับดุลลอฮฺ (ญะอฟร ศอดิก) ถึงความหมายของโองการน้ี ทานกลาววา “ทุก ๆ อิ มามนั้นคือ ผูนําสําหรับยุคสมัยของเขา” และทานอิมามอะบู ญะอฟร อัล-บากิร ไดกลาวไวในการ อธบิ ายโองการนว้ี า “ผทู าํ หนาที่ตักเตือนนน้ั คือทา นศาสนทตู สวนผูน ําน้ันคือทานอาลี” หลงั จากนนั้ ทานไดก ลาวอกี วา “ขอสาบานดวยพระนามของอัลลอฮ หนาทน่ี น้ั ยังดํารงอยูในหมูพวกเราจนถงึ วนั อวสาน” (66) ทานษะอละบีย ไดรายงานไวในการอธิบายความหมายของซูเราะฮฺ อัล-ฟาติฮะฮฺ จากตัฟสีร อัล-กะบีร ซ่ึงมีรายงานมาจากทานอะบู บุรัยตะฮฺ วา แทจริงหนทางอันเที่ยงตรงนั้น คือ หนทางของมุฮัมมัดและลูกหลานของทานจากตัฟสีรของทานวะกีอฺ บิน ญิรอห ซึ่งมาจากรายงาน ของทานซุฟยาน อัษษุรีย ที่ไดรับรายงานมาจากทานซุดีย ที่ไดรับรายงานมาจากทานอัสบาฎและ ทานมุญาฮิด ที่รับรายงานมาจากทานอิบนุ อับบาส ซึ่งไดกลาวถึงโองการที่วา “ขอไดทรงโปรดนํา เราสูหนทางอันเทย่ี งตรง พวกเขาเหลานั้นตา งกลา วกนั วา หมายถึงการขอใหน าํ เราเขาสคู วามรักของ มุฮมั มดั และบรรดาอะหลฺ ุลบัยตฺของทาน” และท่ีพระองคไดม โี องการวา

“บรรดาพวกเขาเหลานั้นท่ีไดอยูกับบรรดาผูซ่ึงอัลลอฮฺไดทรงโปรดปรานแกพวกเขา อัน ไดแกบรรดานบีตาง ๆ บรรดาผูมีความสัตยจริง บรรดาผูพลีตน (เพื่ออัลลอฮฺ) และบรรดาผูทรง คณุ ธรรม” (อนั -นสิ าอฺ : 69) (67) อลั ลอฮฺไดทรงกําหนดใหตําแหนงผูปกครองเปนของพวกเขาตลอดไปมิใชหรือ ? ตําแหนง เหลานั้นไมควรถูกบั่นทอนแกพวกเขาหลังจากสมัยทานรอซูลแลวใชหรือไม ? ขอใหทานไดอาน โองการตอ ไปนีเ้ ถดิ (67) จากบรรดาอิมามแหงอะหฺลุลบัยตฺ น้ันเปนบรรดาประมุขสูงสุดของบรรดาผูมีความ สัตยจริงและบรรดาผูพลีชีพเพื่อพิทักษอิสลาม ตลอดถึงบรรดาผูมีคุณธรรมอยางท่ีไมมีใครกลาวคํา คดั คา นใด ๆ เลย “แทจ รงิ ผปู กครองของสูเจานัน้ มีเพียงอัลลอฮฺ และรอซูลของพระองค และเหลาบรรดาผูซ่ึง ศรัทธา บรรดาผูซึ่งดํารงนมาซ และบริจาคซะกาต และพวกเขาเปนผูโคง และผูใดท่ียอมรับ (การ ปกครอง) ของอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค และบรรดาผูซึ่งศรัทธาแลว แทจริงพรรคของอัลลอฮฺ น้ันยอ มเปนผูชนะเสมอ (อัล-มาอิดะฮฺ 55-56)(68) อัลลอฮฺไดทรงกําหนดการอภัยโทษใหแกบรรดาผูกลับเน้ือกลับตัว และผูศรัทธา และผู ประกอบคณุ งามความดีท้งั หลายโดยมเี งอ่ื นไขวา ตอ งอยูในทางนําที่ยอมรับความเปนผูปกครองของ พวกเขามใิ ชห รือ ? เมือ่ พระองคม โี องการวา “และแทจริงฉันยอมใหอภัยแกผูกลับเนื้อกลับตัว และผูศรัทธาและผูประกอบความดี หลังจากนนั้ เขาเปน ผูไดร บั ทางนํา” (ฏอฮา : 82) (69) (68) บรรดานักตัฟสีรท้ังหลายตางมีมติเห็นพองตองกันเหมือนอยางที่ทานกูซะญียไดกลาว สรุปไวในหนังสือ “มับฮัษอิมามะฮฺ” วา “แทจริงโองการน้ีไดถูกประทานมาในเรื่องที่เก่ียวกับทาน อาลี ขณะที่ทานไดบริจาค ท้ัง ๆ ที่ทานกําลังโคงในนมาซอยู” และยังมีรายงานในหนังสือ “ศอฮ้ีฮฺ” ของทานนะสาอยี  อีกดวยวา “โองการนี้ถกู ประทานลงมาเก่ียวกับในเร่ืองของทานอาลี” จากรายงาน ของทา นอบั ดลุ ลอฮฺ บิน สลาม ยงั ไดมรี ายงานยนื ยันในเรอ่ื งน้อี ีกเชน กัน ในบรรดาตาํ ราตา ง ๆ ของศิ ฮาฮุสสิตตะฮฺ ในการตฟั สรี ซเู ราะฮฺมาอิดะฮฺ และมีรายงานของทานษะอละบีย ในตัฟสีรอัล-กะบีร ที่

ระบุวา “เปนโองการที่ถูกประทานลงมาในเรื่องของทานอะมีรุล-มุมินีน อาลี (อะลัยอิสลาม)” ดังที่ เราจะไดทาํ การอธบิ ายใหกระจางแจงในคราวตอไป. (69) ทา นอิบนุ ฮะญรั ไดก ลา วไวในญซอทฺ ี่หน่งึ ของบาบท่ี 11 ในหนังสือ “อศั ศอวาอิก” วา โองการท่ีอัลลอฮฺทรงตรัสวา “และแทจริงฉันยอมใหอภัยแกผูกลับเน้ือกลับตัวและผูศรัทธาและผู ประกอบความดี หลังจากนั้นเขาเปนผูไดรับทางนํา” น้ัน ทานษาบิต บะนานียไดกลาววา “หมายถึง ทางนําท่ีชไ้ี ปสูการยอมรับในอํานาจการปกครอง (วลิ ายะฮ)ฺ ของ อะหฺลลุ บยั ตขฺ อง การยอมรัยในอํานาจทางการปกครองของพวกเขานั้นเปนหลักประกันแหงความซ่ือสัตย ตามที่อลั ลอฮฺ ผทู รงสูงสดุ ไดท รงโองการไวว า “แทจริงเราไดเสนอหลักการแหงความซื่อสัตยแกชั้นฟาและแผนดินและภูเขา แตแลวพวก มันก็ปฏิเสธท่ีจะรับส่ิงน้ันไว และมีความกลัวตอส่ิงน้ัน แตมนุษยไดแบกมันไว แทจริงเขาเปนผู อธรรมที่โฉดเขลาย่งิ ” (อัล-อะหซ าบ : 72) (70) ทานนบี(ศ) ทานไดกลาวอีกวา “ทานอะบูญะอฟร บากิร ก็ไดอธิบายอยางน้ีเชนกัน หลังจากนั้น ทานอิบนุ ฮะญัร ยังไดอางรายงานฮาดีษท่ีระบุถึงความปลอดภัยจากทางนําที่เปนของพวกอะหฺ ลุลบัยตฺ (อะลัยฮิมุสลาม) และทานไดกลาวช้ีแจงถึงคํากลาวของทานบากิร ท่ีไดกลาวแกฮาริษ วา “โอฮาริษ เจาไดเห็นแลวหรือยังวา ทําไมอัลลอฮฺจึงกําหนดเงื่อนไขวาการอภัยโทษจะไมเปนผลแก มนุษยท่ีศรัทธา และประกอบการดี จนกวาเขาจะไดรับทางนําโดยอํานาจการปกครองของเรา” หลังจากน้ันทานอิมาม อะลัยฮิสลาม ไดอางริวายะฮฺฮาดีษท่ีมีสายสืบไปถึงปูของทานคือ ทานอะมี รุล มุมินีน วา “ขอสาบานดวยพระนามของอัลลอฮฺ ถึงแมวาชายผูน้ันเขาจะกลับเน้ือกลับตัว และมี ความศรัทธาและประกอบการดี แตถาหากยังไมอยูในทางนําแหงการปกครองของพวกเรา และไม รูจักในสิทธิหนาท่ีตาง ๆ ของเราแลวไซร สิ่งนั้น ๆ ยอมไมเปนผลท่ีเพียงพอแกเขาแตอยางใด” รายงานจากอะบู นะอมี ฮาฟซ ที่ไดร ับรายงานมาจากเอาวนบ ิน อะบี ญะฮฟี ะฮฺ ซึง่ อางรายงานมาจาก บิดาของทานที่ไดรับรายงานมาจากทานอาลี ก็กลาวเชนน้ีเหมือนกัน และมีในรายงานของทานฮา กิม ทานบากิร ทา นศอดิก ทา นษาบติ นะบานยี  และทา นอะนัส บิน มาลิก ก็กลา วเชน นีอ้ กี เชน กนั . (70) ดูการอธิบายความหมายโองการนี้ในหนังสือศอฟย และตัฟสีรในเรื่องอาลิ อิบรอฮีมและ รายงานของอิบนุ บาบุวียะฮฺในเร่ืองน้ี และจากรายงานทุกเลมท่ีมาจากทานบากิร ทานศอดิก และ

ทา นริฎอ และการอธิบายของอลั -ลามะฮฺ บะหรัยนียในตัฟสีร จากรายงายฮาดีษของอะฮฺลิซ-ซุนนะฮฺ ในบาบท่ี 115 หนังสือ “ฆอยะตลุ มะรอม” ฉบบั ที่ 20 ซุล-กิอดฺ ะฮฺ 1329 พวกเขาเปน “ความสันติ” ตามที่อัลลอฮฺทรงมีบัญชาใหเขาไปสูในน้ันมิใชหรือ ดังท่ี พระองคท รงตรสั วา “โอบรรดาผูศรัทธาเอย สูเจาจงไดเขาไปสูใน “ความสันติ” โดยพรอมเพรียงกันเถิด และสู เจาอยา ไดปฏบิ ัติตามรอยเทาของชัยฎอน”(71) (อัล-บากอเราะฮฺ : 208) พวกเขามิใชหรือทีเ่ ปนความโปรดปราน ? ตามท่อี ลั ลอฮผฺ ทู รงสงู สุด ไดทรงมีโองการวา “และแนน อนพวกสเู จา จะตอ งถูกสอบสวนแนใ นวนั น้ันเกี่ยวกับความโปรดปราน” (อัต-ตะ กาษรุ : 8) (72) สิ่งนั้นมิใชหรือท่ีทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความ สนั ตสิ ขุ แดท านและแดบ รรดาลูกหลานของทา น) ไดถกู บัญชาใหประกาศ ? เร่ืองน้ีมิใชหรือที่ทานมี ความรูสึกอดึ อัดใจในการประกาศ ? จนอัลลอฮฺไดเตือนสําทบั ดว ยโองการที่วา (71) รายงานโดยอัลลามะฮฺ บะหรัยนียในบาบที่ 224 หนังสือ “ฆอยะตุลมะรอม” โดยอาง 12 ฮาดีษที่ศอฮ้ีฮฺซึ่งยืนยันถึงโองการนี้วา “ถูกประทานมาเพื่อยืนยันในอํานาจการปกครองของอาลี และบรรดาอิมามและหามมิใหปฏิบัติตามแนวทางอ่ืน” ในบาบท่ี 223 ไดกลาววา “ทานอิศฟะฮานีย อะมะวยี  ไดรายงานเรือ่ งน้ซี ่งึ มสี ายสืบมาจากทานอาลีหลายกระแส” (72) รายงานโดยอัลลามะฮฺ บะหรัยนีย ในบาบที่ 48 ของหนังสือ “ฆอยะตุลมะรอม” โดย อาง 3 ฮาดีษท่ีรายงานมาจากอะฮฺลิซซุนนะฮฺท่ีกลาววา “แทจริง อันนะอีม (ความโปรดปราน) ที่อัลลอฮฺทรงประทานแกมนุษยน้ันคือ การยอมรับในอํานาจการปกครองของทานศาสนทูต แหงอัลลอฮฺ (ศ) ทานอะมีรุล-มุมินีน และบรรดา อะหฺลุลบัยตฺ” ยังมีรายงานในบาบท่ี 49 อีก 12 ฮา ดีษสอฮี้ฮทฺ ่ไี ดใหความหมายในทํานองเดยี วกัน “โอรอซูลเอย จงประกาศถงึ สงิ่ ทีไ่ ดถกู ประทานแกเจา จากพระผูอ ภิบาลของเจา และถาหาก เจามิไดกระทํา ดงั นน้ั เจา มไิ ดป ระกาศสาสน ของพระองคเลย และอัลลอฮฺจะทรงปกปองเจาจากมวล มนุษย แทจริงอัลลอฮฺจะไมทรงนําทางบรรดากลุมชนผปู ฏิเสธ” (อลั -มาอดิ ะฮฺ : 67)(73)

เร่ืองนี้มิใชหรือท่ีทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (ศ) ไดรับการกระตุนเตือนใหทําการประกาศ จากคําส่ังของอัลลอฮฺ ท่ีฆอดีร-คุมดวยการคุฏบะฮฺที่ยืดยาว การสรุปเรื่องราวท่ีสําคัญในวันน้ัน พระองคไดป ระทานโองการวา (73) รายงานโดยฟะกีฮ นักปราชญคนหนึ่งของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ซ่ึงไดกลาวเหมือนกันกับอิ มามวาฮิดีย ท่ีอธิบายซูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ จากหนังสือ “อัสบาบุนนุซูล” โดยอางรายงานจาก ทานอะบูซะอีด อัล-คุดดิรีย ไดกลาววา “โองการนี้ไดถูกประทานในเหตุการณเฆาะดีร-คุม คือใน เร่ืองการแตงต้ังทานอาลี บิน อะบีฎอลิบ” ทานอิมามษะอละบีย ก็ไดรายงานไวในตัฟสีรของทาน ดวยรายงานจากสายสืบสองกระแส และทานฮะมูวัยนีย อัชชาฟอีย ก็ไดรายงานไวในหนังสือ “ฟะ รออดิ ” ดว ยสายสบื หลายกระแสจากฮาดีษมัรฟูอ ของอะบู ฮุรัยเราะฮฺ และอะบู นะอีม ก็ยังไดอางไว ในหนังสือ “นุซูลุล-กุรอาน” ดวยสายสืบสองกระแส คือ กระแสท่ีหน่ึงรายงานมาจากอะบู รอฟอฺ ประโยคหลังรายงานมาจากอะอฺมัช จากอะฎียะฮฺ มัรฟูอท้ังสองฮาดีษ สวนในหนังสือ “ฆอยะตุลมะ รอม” นั้นมีเกาฮาดีษของฝายซุนนะฮฺ และแปดฮาดีษศอฮ้ีฮฺ จากสายสืบฝายชีอะฮฺท่ีใหการอธิบาย ความหมายอยางน้ี ดใู นบาบท่ี 37-38 ของหนงั สือดังกลาว. “วันนี้ฉันไดทําใหครบถวนแกสูเจาแลว ซึ่งศาสนาของสูเจา และฉันไดทําใหสมบูรณแกสู เจาซึ่งความโปรดปรานของฉัน และฉันดีใจตอสูเจาท่ีได “อิสลาม” เปนศาสนา” (อัล-มาอิดะฮฺ : 3)(74) ทานไดทราบหรือไมวา พระผูอภิบาลของทานไดทําอยางไรในวันนั้นกับผูที่คัดคาน ตําแหนงผูปกครองของพวกเขาโดยเปดเผย คือไดมีผูแสดงอาการบิดเบือนตอทานศาสนทูตฯ โดย ไดก ลาววา “โออัลลอฮฺ ถาหากวาส่ิงนั้นเปนความจริงที่มาจากพระองคแลวไซร ก็ขอใหพระองคไดทรงใหหิน แหงการลงโทษตกลงมาจากฟากฟาแกเราเถิดหรือไมก็ขอใหมีการลงโทษอยางรุนแรงแกเรา” แลวอัลลอฮฺก็ใหหินแหงการลงโทษชนิดที่พระองคเคยกระทํามาแลวกับ “อัศฮาบิลฟล” ในอดีต หลนลงมาในทันทที ันใดน้ัน และมีโองการท่ถี กู ประทานมาสําทับอกี วา “ไดมีผูหน่ึงเรียกรองขอการลงโทษ ซึ่งมันไดเกิดอยางแนนอนแกบรรดาผูปฏิเสธ โดยไมมี สงิ่ ใด ๆ ปอ งกันเขาได” (อัล-มะอารจิ ญ : 1-2)(75)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook