ทานไดทุมเททั้งความหวังและความตองการของทานมายังขาพเจาดวยการที่ทานไดเสนอ ตัวข้ึนมาเปนฝายเรียกรอง ท้ัง ๆ ที่ทานก็เปนผูมีความรูอยางลึกซึ้งอยูแลว อันความจริงขาพเจาเองก็ ไดนําความหวังอยางเต็มเปยมจากประเทศซีเรียมายังทาน ส่ิงท่ีสรางความเหน็ดเหนื่อยอยางรุนแรง ซึ่งเกิดจากเหตุของการเดินทางไดถูกกําจัดไปโดยสิ้นเชิง เพราะการตอนรับอยางอบอุนของทาน ขา พเจา ก็เปนผหู วิ กระหายวิชาการของทา นดุจเดยี วกันเปน ผูหวงั การชบุ ชโลมกับเกียรติคุณของทาน ขาพเจาใครจะสนองคืนกลับยังทาน ซ่ึงความรูสึกอันมาจากแรงปรารถนาเหลาน้ัน โดยมีความหวัง ไวอ ยา งหนักแนน ซ่ึงหวังวา เปนไปไดตามท่อี ลั ลอฮฺทรงมพี ระประสงค ๒. ขาพเจายินดีอนุญาตในการใหทานดําเนินการสนทนา และเปนสิทธิของทานอยูเสมอ สําหรบั การเสนอแนะและการทกั ทว ง ดงั น้ันขอทานไดโ ปรดถามตามสิ่งท่ที า นมคี วามประสงค และ ขอทานไดพ ดู ไปตามส่งิ ที่ทานตอ งการ คุณงามความดยี อมเปนของทาน เนื่องดวยวาทะของทานนั้น มีเหตผุ ล และวิทยปญ ญาของทา นมคี วามเทย่ี งธรรม ขอความสันตสิ ขุ พึงมีแดทา น วสั ลาม (ช)
ภาคการอธิบาย พ้ืนฐานมัซฮบั อัล-มุรอญอิ ะฮฺ ๓ ๗. ซุลเกาะอดฺ ะฮฺ ๑๓๒๙ ๑. ทาํ ไมฝายชอี ะฮจฺ งึ ไมยอมรับหลกั การของมัซอบั ซงึ่ เปนทยี่ ดึ ถอื ของคนสวนใหญ ๒. ความสําคัญอยางย่ิงของการรวมอยูในมติที่เปนเอกภาพของบรรดานักปราชญ (อิจญ มาอฺ) ๓. มาตรฐานอื่นท่ีนอกเหนือจากขอมูลของมัซฮับ ซึ่งเปนที่ยึดถือของคนสวนใหญน้ันยอม ไมถูกตอง ๑. ขาพเจาจะขอถามทานในตอนน้ีถึงสาเหตุที่พวกทานไมยอมรับกับหลักการของมัซฮับ ซ่ึงเปนท่ียึดถือของคนสวนใหญของบรรดามุสลิม คือหมายถึง มัซฮับ อัชอะรีย ที่มีหลักวิชาการใน สาขาอุศูลุดดีน (พ้ืนฐานท่ีสําคัญของศาสนา) ตลอดทั้งกับมัซฮับทั้งสี่ที่มีวิชาการในแงของ รายละเอียดตาง ๆ ของศาสนา ซึ่งเปนท่ีนับถือของบรรพชนผูมีคุณธรรม โดยไดพิสูจนแลววา มัซฮับเหลานั้นตางมีความเท่ียงธรรมและความประเสริฐเปนอยางยิ่ง บรรดาบรรพชนตางมี ความเห็นพองตองกัน แกการยอมรับตอมัซฮับท้ังหลายเหลาน้ัน ตลอดมาในทุกยุคทุกสมัยและทุก
ชนชาติ ซึ่งตางก็ไดลงความเห็นเปนมติเอกฉันทในความเที่ยงธรรมของหัวหนาแตละมัซฮับ ไมวา ในดา นความปรชี าสามารถ ความซ่อื สัตย ความเครง ครดั ความสมถะความสุจริตและความโอบออม อารีตอลดถึงการดํารงชีวิตอยางมีคุณธรรม อีกทั้งมีวิชาการและผลงานที่ยูในมาตรฐานอันสูงสงท่ี พวกเขาเหลานั้นมีอยู ๒. หนาที่ท่ีจําเปนอยางยิ่งสําหรับพวกเราในปจจุบันน้ี คือการยึดถือสายเชือกแหงเอกภาพ เง่ือนไขสําคัญของการรวมกันเขาเปนเอกภาพน้ันขึ้นอยูกับการท่ีพวกทานจะตองใหการยอมรับ ตอมัซฮับตาง ๆ โดยถือปฏิบัติไปตามทัศนะทั่ว ๆ ไปของประชาชาติอิสลามท้ังหลาย ทั้งนี้ก็ เพราะวาเง่ือนไขสําคัญของฝายศัตรูแหงศาสนานั้นเจตนารมณของพวกเขาก็คือการหลอกลวงพวก เรา โดยที่พวกเขาไดดําเนินนโยบายอยูแตในการสรางภัยอันตรายใหแกพวกเราทุกวิถีทาง พวกเขา ไดรวมระดมกันแตในสิ่งเหลาน้ีตามชั้นเชิงของพวกเขา และจิตใจของพวกเขาก็คอยท่ีจะคนหา วิธีการดังกลาวอยูเสมอ สวนบรรดามุสลิมนั้นเปนผูที่ลืมตัว เสมือนหน่ึงวาพวกเขาฝงตัวเองใหจม อยกู ับความเฉยเมย ซ่ึงมันเทา กบั ชวยใหต ัวของพวกเขาพบกับการแตกแยก และแตกกลุมกันไปดวย การแบงพรรคแบงพวกและถือฝกฝาย การแตกแยกเหลานี้ไดทําใหฝายหน่ึงตองเขาใจผิดกับอีกฝาย หน่ึง และตางฝายก็ไมแยแสซ่ึงกันและกัน ดวยลักษณะตาง ๆ เหลานี้จึงไดทําใหพวกเราตองเสียที กบั ฝงู สุนัขจิง้ จอก โดยทพี่ วกเราตองเปนอาหารอนั โอชะของฝูงสุนขั เหลา นนั้ ไปเสีย ๓. นอกเหนือจากส่ิงที่ขาพเจาไดกลาวมาแลวนี้ ทานยังมีความเห็นในรูปอ่ืนบางหรือไม ขออัลลอฮฺทรงโปรดนาํ ทางทานไปสพู ้ืนฐานแหงวถิ ีทางทีถ่ ูกตอ งดวย จึงขอใหท า นโปรดใหคําตอบ ตามความเหน็ ของทา นดวยเถิด ขอความสนั ตพิ ึงประสบแดท าน วสั ลาม (ช)
อัล-มุรอญอิ ะฮฺ ๔ ๘. ซลุ เกาะอฺดะฮฺ ๑๓๒๙ ๑. หลักฐานทางบทบัญญัติของศาสนาไดระบุถึงขอกําหนดที่จําเปนตองปฏิบัติตามแนวทา แหงอะหฺลุลบยั ตฺ ๒. ไมม หี ลกั ฐานอ่ืนใดที่บัญญัติวาจะเปน ตองยึดถือตอบรรดามซั ฮบั ซ่งึ เปนที่ยึดถอื ของคน สว นใหญ ๓. บรรพชนสามรนุ ในอดตี ไมเคยรจู ักกบั มซั ฮับตาง ๆ เหลา น้นั ๔. ประตูแหงการวินจิ ฉัยปญหาทางศาสนา (อจิ ญต ฮิ าด) ยงั คงเปดอยู ๕. แนวทางของ อะหลฺ ลุ บยั ตฺ เปน ขอ พิสจู นสําหรบั สัจธรรมเสมอ ๑. การท่ีเรายึดม่ันในพ้ืนฐานของศาสนาโดยปราศจากการยอมรับตอหลักการ ของมัซฮับอัชอะรีย และยึดถือปฏิบัติในรายละเอียดตาง ๆ ของศาสนา โดยปราศจากการยอมรับใน หลักการของมัซฮับท้ังสี่น้ัน หาไดเปน เพราะเนื่องจากการถือพวกพองหรือมีทัศนะถือฝกฝาย (ตะอัศศุบ) แตอยางใดไม และมิไดเปนเพราะมีความสงสัยในความปรีชาสามารถของบรรดา หัวหนา (อิมาม) แหงมัซฮับทั้งหลายเหลานั้น อีกทั้งมิไดเปนเพราะวาปฏิเสธตอความเท่ียงธรรม ความซือ่ สตั ย สจุ ริต ความมคณุ ธรรมและวิชาการตลอดถึงผลงานอันมีเกยี รตยิ ง่ิ ของทานท้ังหลายแต อยางใดเลย
แตทวา เปนเพรามีบทบัญญัติหลักฐานทางศาสนาท่ีผูกมัดความศรัทธาของเราใหยอมรับตอ แนวทางของบรรดาอมิ ามที่มาจากบุคคลในครอบครัว (อะหลฺ ลุ บยั ต)ฺ ของทานศาสดา ผเู ปนทต่ี ้ังของ สาสนอิสลามทานเปนผูรับชวงเอาสาสนนั้นมาจากมะลาอิกะฮฺ ทานเปนท่ีอัล – วะหยู (การดลใจ จากอัลลอฮฺ) และพระคัมภีรไดถูกประทานลง ฉะนั้นดวยเหตุดังกลาวแลวน้ี เราจึงตองจํานนอยาง ดุษฎีตอพวกทาน ในดานของการยึดถือขอมูลตาง ๆ ของศาสนา ตลอดจนถึงหลักการแหงความ เช่ือถืออีกทั้งพื้นฐานทางดานของศาสนบัญญัติและหลักเกณฑตาง ๆ อีกท้ังวิชาการท่ีอธิบายถึงจริย วัตร (ซุนนะฮฺ) ของศาสดาและอัล-กุรอาน ตลอดท้ังในดานของวิชาการทางจริยศาสตร ทางสังคม และวัฒนธรรมตาง ๆ ซึ่งเปนการสอดคลองตรงตอกฎเกณฑแหงหลักฐาน และขอพิสูจนตาง ๆ อีก ทั้งยังเปนการยอมจํานนตอหลักเกณฑ (ซุนนะฮฺ) ของประมุขแหงบรรดานบีและบรรดาศาสนทูต (อลั ลอฮทฺ รงประทานความจาํ เริญแดทานและแดบ รรดาลกู หลานของทา นตอลดท้ังบรรดาศาสดาท้ัง มวล) ไมมีหลักฐานอ่ืนใดท่ีจะทําใหเราขัดแยงตอบรรดาอิมามที่มาจากลูกหลานของศาสดามุฮัม มัด อีกทั้งไมมีแนวทางอื่นใดท่ีจะสามารถทําใหเราไดบ รรลุถึงเจตนารมณท ม่ี ีความใกลช ดิ ยงั อลั ลอฮฺ มหาบริสุทธิ์ย่ิงแดพระองคในการดําเนินศาสนกิจตาง ๆ ของบรรดามัซฮับซึ่งเปนที่ยึดถือของคน สว นใหญ และพวกเราก็ยงั ยนื ยนั ถึงเจตนารมณแหงภราดรภาพ และตระหนกั ในความเปนพน่ี อ ง แต ทวาเรื่องน้ีมีหลักฐานที่อยูในขั้นเด็ดขาดที่สามารถเปนคําตัดสินใหแกผูศรัทธา อยางชนิดท่ีสามารถ พิสจู นพจิ ารณาขอเทจ็ จรงิ ตา ง ๆ ได ๒. โดยเหตทุ ไี่ มมหี ลกั ฐานใดแมแตนอ ยท่พี อจะยืนยนั วา จาํ เปนที่จะตองยึดถือตอ มซั ฮบั ซงึ่ เปนที่ยึดถือของคนสวนใหญ ยิง่ เม่ือไดทาํ การพจิ ารณาในบรรดาหลกั ฐานตา ง ๆ ของมสุ ลิมท้ังหลาย ดวยสายตาของนักวิชาการที่มีความจริงใจตอสัจธรรมอยางละเอียดถ่ีถวนแลว เราก็ย่ิงไมมีโอกาส พบเห็นเลยวาขอมูลเหลาน้ีจะมีอยูในหลักฐานใดบาง นอกจากอาศัยเหตุผลเพียงเทาที่ทานท้ังหลาย ไดกลาวกันขึ้นมาเองเทานั้น เชน ความปรีชาสามารถในทางเปนผูนํา ความซ่ือสัตย ความยุติธรรม และเกยี รติยศของพวกเขา เหลาน้ีเปน ตน หวังวาทา นทง้ั หลายกย็ อมทราบดีอยแู ลว วา อันความสามารถในดานของการวินิจฉัยปญหา ทางศาสนา ตลอดถึงความซื่อสัตย ความเที่ยงธรรม และการดํารงตนอยางมีเกียรตินั้น มันมิไดเปน สิ่งที่ถูกจํากัดมาอยูแตเพียงที่พวกเขาเทานั้น สภาพอยางน้ีจะเปนเชนน้ันไดอยางไร ที่จะถือวาเปน เงื่อนไขทจ่ี ําเปน ตอ งยดึ ถือเอามซั ฮบั ของพวกเขาเหลา นัน้ มาเปนวถิ ที างไดอ ยา งถูกตอ ง ?
ขาพเจา คดิ วา เกยี รติท่ีดีเดนทางดานวิชาการ และผลงานของพวกเขาเหลานั้นก็มิไดมีมากยิ่ง ไปกวาบรรดาอิมามของเรา เพราะพวกเขาเปนอมิ ามที่สืบเช้ือสายบริสุทธิ์ของศาสนทูต และพวกเขา เปนนาวาท่ียังความปลอดภัยสําหรับประชาชาติ อีกทั้งพวกเขาเปนประตูแหงความเมตตาสําหรับ ประชาชาติ และเปนหลักประกันความปลอดภัยท่ีใหพนจากความขัดแยงตาง ๆ ในศาสนา พวกเขา เปนศูนยรวมแหงวชิ าการท่ใี หท างนาํ อยางแทจ ริงแกป ระชาชาติ อีกทั้งพวกเขาเปน สิ่งสาํ คญั อนั หนกั ยิ่งประการหนึ่งของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ และพวกเขาเปนสิ่งท่ีทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ได กลาววา “พวกทานอยาไดลํ้าหนาพวกเขาเพราะจะทําใหพวกทานเสียหาย และพวกทานอยาไดตัด รอนในวิชาการของพวกเขาเพราะจะทําใหพวกทานเสียหาย และทานอยาทําเปนรูดีกวาพวกเขา เพราะพวกเขารูดีกวาพวกทาน” แตเมื่อหลังจากทานศาสดาไดวะฟาตไปแลว สถานการณทาง การเมืองก็ไดเขามามีบทบาทลวงเกินกับกิจการของศาสนา แลวอันใดอีกเลาท่ีจะแจงใหทานได ทราบวาเปาหมายขั้นสูงสุดของระบบอิสลามนน้ั คืออะไร ? ชางเปนสิ่งที่นาประหลาดใจเสียย่ิงนักสําหรับคํากลาวของทานที่วา บรรพชนที่มีคุณธรรม ทั้งหลายในอดีตตางไดใหการยอมรับนับถือตอมัซฮับตาง ๆ เหลาน้ี โดยที่พวกเขาไดพิสูจนแลววา มซั ฮับเหลานีม้ ีความเที่ยงธรรมและมีความดีเดนเปนพิเศษ อีกทั้งพวกเขามีความเห็นพองตองกันแก การยอมรบั ตอ มัซฮับทั้งหลายเหลา นนั้ ตลอดมาในทุกยุคทุกสมยั และทุกชนชาติ เสมือนหนึ่งวาทาน แกลงทําเปนไมรูวาบรรพชนผูมีคุณธรรมทั้งในยุคเกากอนและยุคท่ีถัดมานั้น คือ พวกพอง (ชีอะฮฺ) ของลูกหลานศาสดามุฮัมมัด และพวกเขาจํานวนคร่ึงหนึ่งท่ีไดยอมรับนับถือในแนวทางของ บรรดาอิมามที่เปนสิ่งสําคัญย่ิงประการหน่ึงของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทาน ความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ซึ่งพวกเขามิเคยไดรับรูวา ทานจะเปล่ียนแปลงหลักการใด ๆ มากอน และพวกเขาก็ยังคงดําเนินกิจการทางศาสนา โดยอาศัย แนวทางจากเง่ือนไขของทานอาลี และทานหญิงฟาฏิมะฮฺจวบจนกระทั่งทุกวันน้ี โดยท่ีมิไดรับ หลักการของอิมามอัชอะรีย และแมแตหลักการของอิมามใด ๆ ในบรรดาอิมามท้ังสี่มัซฮับเพราะ แมแตบ ิดาของพวกเขากย็ ังไมม ีเลย ซงึ่ ขอ เทจ็ จริงในเรื่องนีไ้ มม ีอะไรซอนเรนใหน า สงสยั ๓. โดยเหตุท่ีวาบรรพชนทั้ง ๓ รุนในอดีตนั้นไมเคยไดยอมรับหลักการหนึ่งหลักการใด จากมัซฮับเหลานั้นมายึดถือเปนพื้นฐานทางศาสนาเลยอยางเด็ดขาด มัซฮับตาง ๆ เหลาน้ีตั้งอยูแหง หนใด ในยุคสมัยของบรรพชน ๓ รุนในอดีต? เพราะโดยแทจริงแลว นักปราชญอัชอะรียนั้นไดเกิด
เมื่อป ฮ.ศ.ท่ี ๒๗๐ ตายในป ฮ.ศ. ท่ี ๓๓๐ ทานอิบนุ หันบัล เกิดเม่ือป ฮ.ศ. ๑๖๔ ตายเม่ือป ฮ.ศ. ๒๔๑ ทานชาฟอียเกิดเม่ือป ฮ.ศ. ๑๕๐ ตายเมื่อ ฮ.ศ. ๒๐๔ ทานอิมามมาลิกเกิดเม่ือป ฮ.ศ. ๙๕(๒) ตายเมื่อป ฮ.ศ. ๑๗๙ ทานอะบูฮะนีฟะฮฺเกิดเม่ือป ฮ.ศ. ๘๐ ตายเมื่อป ฮ.ศ. ๑๕๐ สวนชีอะฮฺนั้น ได ยึดถืออยางเครงครัดตอมัซฮับของบรรดาอิมามแหงอะหฺลุลบัยตฺ อะหฺลุลบัยตฺท่ีวาน้ีหมายถึงเจาของ บานทีร่ ายละเอียดตาง ๆ ของศาสนาถูกประทานลงท่ีนั่น ฉะน้ันชีอะฮฺจึงมิไดมีการจัดต้ังมัซฮับ โดย นักปราชญคนใดไมวาจะเปน ศอฮาบะฮฺ หรือ ตาบิอีน ดังน้ันอะไรจะถือวาเปนขอกําหนดที่ถูกตอง สําหรับบรรดาประชาชาติมุสลิมทั้งหลาย หลังจากยุค ๓ สมัยน้ันไดผานไปแลว ก็ในเม่ือมัซฮับตาง ๆ ที่วาเหลาน้ี ตางก็ยังไมมีหัวหนามัซฮับ ซ่ึงจะพอเปนที่ยึดถือปฏิบัติตามของบรรพชนเหลาน้ันมา กอนเลย ? แลวอะไรกันเลาท่ีจะพอเปนเครื่องมือสองทางสําหรับการอธิบายใหเขาใจพระคัมภีร ? อะไรเลาอันเปนสิ่งสําคัญที่มีคายิ่งของทานรอซูลุลลอฮฺซ่ึงเปนสิ่งตกหลนของทาน ? อะไรเลาที่ พอจะถือไดวา เปนนาวาทย่ี งั ความปลอดภัยแกประชาชาติ ? อะไรเลา ที่เปน หลกั การชี้นําและประกัน ความปลอดภยั ใหแ กพ วกเขา ? และอะรือ ประตูแหง วชิ าการ.....? ๔. อะไรคือส่งิ ซึ่งทําการปด ก้นั ประตูแหงการวินจิ ฉัย (อิจญติฮาด) ในปญหาตาง ๆ เก่ียวกับ อนาคตของบรรดามุสลิม หลังจากเปนท่ีรูกันอยูแลววา สําหรับในสังคมของบรรพชนท้ัง ๓ รุนนั้น ไดถ กู เปดประตูกนั อยา งกวางขวาง? ทงั้ นกี้ ็เพื่อมิใหยํ้าอยกู ับความออ นแอ มิใหสงั คมสยบอยู (๒) ทานอิบนุ คุลกาน ไดกลาวไว วาทานอิมามมาลิกอยูในครรภมารดาถึง ๓ ป รายละเอียดเรื่องน้ีดูไดจากหนังสือของนักประวัติศาสตร เชน อัล – มะอาริฟ หนา ๑๘๐ นอกจากน้ี ยังมีเรื่องราวที่เลากันวาในบรรดานักปราชญชั้นนํานั้น มีหลายคนท่ีอยูในครรภมารดานานกวาคน ธรรมดา ดูหนังสอื อลั – มะอารฟี หนา ๑๙๘ เปน ตน กับความเฉื่อยชา มิใหพึงพอใจอยูกับความละเมิดในสิ่งตองหามมิใหสังคมอ่ิมอกอิ่มใจอยูกับความ งมงาย แลว ใครบา งเลา.....ท่ีอยากใหตัวเขาเองเปนเชน น้นั ? ไมวา เขาจะรตู ัวหรอื ไมร ูตวั กต็ าม ? จะมี ใครท่ีไหนกลา วกันบา งไหมหนอท่ีจะวา แทจริงอลั ลอฮผฺ ูท รงอานุภาพสูงสุด มิไดแตงต้ังเกียรติยศใหแกบรรดานบีและบรรดาศาสน ทูตทั้งหลายของพระองค ดวยเกียรติคุณแหงศาสนาและบทบัญญัติของพระองค ? พระองคมิได ประทานเกียรติคุณแหงคัมภีรเพ่ือเขาไดมีวิทยปญญาและความเฉลียวฉลาด และวาศาสนายังไมมี ความสมบูรณแกเขา ? ความโปรดปรานตาง ๆ ยังไมเปนท่ีสมบูรณแกเขา ? วิชาการท่ีมีอยูมิไดยัง ความรูอันใดใหแกเขา ? นอกจากวาจนกวากิจการทุกส่ิงทุกอยางดังกลาวน้ีจะตองไปยุติอยาง
สมบรู ณอยูท่ีบรรดาอมิ ามของมัซฮับท้ังหลายเหลาน้ันเสียกอน ? เม่ือนั้นแหละพวกเขาจึงไดยอมรับ ส่ิงตาง ๆ มาเปน เอกสิทธแ์ิ กต ัวของพวกเขาเอง และพวกเขาหามปรามมิใหมีการดําเนินงานเหลาน้ีสืบตอไปเปนแนวทางอ่ืนอันมิใช แนวทางเดิมของพวกเขา จนกระท่ังถือกันจนเปนเสมือนหน่ึงวาศาสนาอิสลามนั้นขึ้นอยูกับตํารา และแบบฉบับของพวกเขาเทาน้ันโดยส้ินเชิง อีกท้ังถือวารายละเอียดตาง ๆ ในการอรรถาธิบายและ การตีความหลักการใด ๆ ของศาสนายอมจะตองมาจากวิชาการของพวกเขาโดยเฉพาะเทาน้ันเอง และท่ีแนนอนท่ีสุดก็คือ พวกเขามิยอมใหเสรีภาพแกทัศนะของบุคคลอื่นในอันท่ีจะเปลี่ยนแปลง แกไ ขทัศนะของพวกเขา หรือวาพวกเขาเปน ทายาทโดยชอบธรรมของบรรดาศาสดา ? หรือวาอัลลอ ฮฺไดทรงประทับความสมบูรณแกพวกเขาซึ่งตําแหนงทายาทและผูนํา (อิมาม) หรือวาพระองคได ทรงสอนวชิ าการตา ง ๆ ใหแกพวกเขาซ่ึงมวลวิชาการไมว าท้ังท่ีมอี ยแู ลว และรวมท้ังวิชาการอ่ืน ๆ ทื่ ยังคงเหลืออยู ? หรือวาพระองคไดทรงประทานใหแกพวกเขาซ่ึงส่ิงท่ีพระองคมิเคยไดประทาน ใหแกผูใดมากอนเลยในสากลโลก ?หามิไดอยางแนนอน เพียงแตพวกเขาก็อยูในฐานะเดียวกับคน อื่น ๆ ไมวาจะเปนในดานการศึกษาวิชาการ หรือความรับผิดชอบตอศาสนาไมวาจะเปนเรื่องของ การพิทักษรักษาบทบัญญัติแหงศาสนา หรือดานดําเนินการเผยแผหลักการอิสลาม และพวกเขาก็ ยอมมีไดท้ังอุปสรรคทางดานการศึกษา วิชาการที่ปดก้ันโอกาสของเขา หรือสิ่งที่ขัดขวางหนทาง การเรียนรขู องพวกเขา ฉะนั้นพวกเขาจึงควรที่จะตองไมเปนผูกําหนดสติปญญาแหงการหาความรูความเขาใจ ตลอดจนถึงไมควรจะมีการไมยอมรับในทัศนะของบุคคลทั่วไป และไมบังควรที่พวกเขาจะเปน พันธนาการท่ีกีดกันเสรีภาพของหัวใจคนทั้งหลาย อีกท้ังไมบังควรท่ีพวกเขาจะเปนเกราะปดก้ันหู หรือจะเปนฝาที่ครอบงําบนดวงตาหรือการที่จะเปนส่ิงขัดขวางความรูสึกนึกคิดหรือการท่ีจะมัดมือ คนทั้งหลายใหคลองติดอยูกับคอ และมัดเทาคนท้ังหลายใหผูกติดอยูกับเชือกที่เห็นแกตัว ไมเปน การเหมาะสมแตอยางใดเลยในการท่ีจะยัดเยียด ขอหาเหลาน้ีใหแกพวกเขาท่ีเปนเจาของมัซฮับ นอกจากเปนการอางสาเหตุใหแกพวกเขาเทานั้นเอง สวนคํากลาวอันเปนขอแถลงที่แทจริงพวกเขา เหลานนั้ ทานเองกย็ อมประจกั ษด อี ยูแลวซ่ึงสงั เกตไดตามท่ที า นไดก ลาวมา ๕. บัดนี้เราก็ไดเขากาวมาถงึ ประเด็นทส่ี ําคญั ยิ่งอีกขอหนึ่ง ซ่ึงเราเองก็มีความตระหนักดีถึง การรวมสรางสรรคความเปนปกแผนของสังคมมุสลิม แตมันเปนสิ่งท่ีขาพเจามองเห็นวา ความ เปน ไปไดของสิ่งน้นั มนั มไิ ดขน้ึ อยกู บั การที่จะใหช ีอะฮฺไขวเ ขวออกมากมซั ฮับของตนดว ย และฝาย
ชีอะฮฺไดถือเปนภาระกับเร่ืองนี้โดยตระหนักวา ไมเพียงแตเปนปญหาหนักเทานั้น หากแตเปนผู รับภาระกับปญหาชนิดที่ปราศจากอํานาจที่จะกระทําการแกไขใด ๆ ดังเปนที่รูกันดีอยูแลว จาก เหตผุ ลตาง ๆ ตามท่เี ราไดกลาวผา นพน มา นับเปนทศั นะทมี่ คี วามดงี ามเปนอยา งย่งิ สาํ หรับการรวมมือกันเปน ปก แผนแตข้ันตอนท่ีจะ ประสบความสําเร็จ สําหรับเงื่อนไขการรวมตัวกันนี้ก็ข้ึนอยูกับการที่พวกทานตองใหเสรีภาพ แกมัซฮับ “อะหฺลุลบัยตฺ” โดยที่พวกทานตองมีทัศนคตีวา มัซฮับน้ีก็เปนเสมือนมัซฮับหนึ่งใน จํานวนมัซฮับตาง ๆ ของพวกทาน คือถือวาทัศนะทางวิชาการใด ๆ ก็ตามของทุกฝาย ไมวาจากฝาย ของ ชาฟอ ีย หะนะฟย มาลิกีย หนั บะลยี แมกระทั่งกลุม ท่เี ปน ฝาย (ชีอะฮฺ) ลูกหลานของศาสดามุฮัม มดั (ขออัลลอฮทฺ รงประทานความจําเริญและความสนั ติสุขแดท า นและแดบรรดาลูกหลานของทาน) กเ็ ปน เสมอื นหน่งึ ทศั นะทางวิชาการของพวกใดพวกหน่ึงในหมพู วกเขาเหลา นน้ั เองทง้ั สิน้ และน่ีคือ หนทางเดียวสําหรบั การรวมตวั กนั เปน เอกภาพของสงั คมมสุ ลิม และเปน การวางข้ันตอนทีม่ ีเงื่อนไข อันจะสามารถเปน เครือ่ งผูกมดั สังคมของพวกเขาทงั้ หลายได แตทวาความขัดแยงท่ีมีอยูในมัซฮับตาง ๆ ของ “อะฮฺลิซซุนนะฮฺ” เองก็หาไดนอยไปกวา ความขัดแยงระหวางพวกเขากับมัซฮับชีอะฮฺแตอยางใดไม ทานเองก็ยอมประจักษอยูดีแลวถึง จํานวนนับพัน ๆ คนของบรรดานักปราชญตางทัศนะที่รวบรวมตําราตาง ๆ ในสาขาวิชาการตาง ๆ ของท้ังสองฝาย ฉะน้ันทําไมเลา ผูมีความเช่ียวชาญในหมูพวกทานจึงคํานึงถึงแตเพียงวา “ชีอะฮฺ” มี ความแตกตา งจาก “อะฮลฺ ิซซนุ นะฮฺ” หรอื “อะฮลฺ ซิ ซุน-นะฮ”ฺ มีความแตกตางกบั “ชอี ะฮ?ฺ ” แตถ งึ กระน้นั ความแตกตางระหวางพวกเขาท่ีมีอยูตอกลุมเดียวกันก็ยังพอมีทางออกไดดวย การยินยอมใหมีไดถึงส่ีมัซฮับ เม่ือเปนเชนน้ันเหตุใดเลาจึงไมยินยอมใหมีขึ้นมาอีกสัก “หนึ่ง” เพื่อ เปนหา? เปนไปไดอยางไรกันหรือ? วาการมีเพียง “สี่” น้ันหมายถึงสภาพท่ีบงบอกถึงการรวมกัน แลวของมุสลิมท้ังหลาย? คร้ันถาหากเพิ่มมัซฮับท่ีหาเขาไปแลวจะเปนการทําลายเอกภาพออกเปน เส่ียง ๆ ไป และบรรดามุสลิมจะแยกทางเดินกันอยางระส่ําระสาย? เปนความประเสริฐของทาน ที่สุดแลวที่ทานไดเรียกรองเราใหเขาไปสูเอกภาพทางมัซฮับ แตทานก็ควรที่จะไดเรียกรองหมูชน แหงมัซฮับท้ังส่ีใหเขาสูเอกภาพอันนั้นดวย เพราะแทจริงการกระทําอยางนั้นยอมเปนการยืนยันถึง ความดีงามของพวกทานและพวกเขาเหลานั้นดวย แลวทําไมทานจึงเฉพาะเจาะจงเสนอหลักการขอ น้ีเพียงแตกับพวกเรา? ทานคงจะคิดกระมังวาการปฏิบัติตาม “อะหฺลุลบัยตฺ” (เจาของบานศาสดา มุฮัมมัด) นั้นเปนสาเหตุสําคัญท่ีตัดรอนสายเชือกแหงเอกภาพและทําลายเง่ือนไขท่ีสําคัญสําหรับ
การรวมจิตใจ และเปนพลังท่ีมีความเปนเอกภาพอยางเด็ดเด่ียว แมวาจะมีความขัดแยงในทัศนะ แหง มซั ฮับตา ง ๆ เหลา น้นั กต็ าม และมบี คุ คลเปน จํานวนมากทเี่ ปนผูดื่มดํ่าอยูรสนิยมและทัศนะตาม อารมณอยางนี้ น่ีละหรือคือเจตนารมณของพวกทานท่ียังไมมีคุณธรรมใด ๆ อันไดมาจากความรัก ของทา นทัง้ หลายท่ีจะพงึ มีในบรรดาเครอื ญาติทสี่ นดิ (ของรอซูลฺลอฮฺ) วัสลาม (ช) อัล-มรุ อญิอะฮฺ ๕ ๙. ซุล-เกาะอดฺ ะฮฺ ๑๓๒๙ ๑. การตอบขอบคณุ ตามคาํ แถลงของเรา ๒. การขอหลักฐานเพือ่ พิสจู นโดยละเอยี ด ๑. ขาพเจาไดรับจดหมายของทานผูมีเกียรติ อันเต็มไปดวยเหตุผลที่ใหรายละเอียดอยาง กวางขวางจนอิ่มอกอ่ิมใจ เปนขอเสนอซ่ึงมีหลักการอันควรแกการยอมรับอยางมั่นคงยิ่ง และเปน คําตอบท่ีมีการอธิบายอยางมีคุณธรรมใหทัศนะที่หนักแนน โดยมีหลักฐานที่มั่นคงสนับสนุนไม ตองมีรายละเอียดใด ๆ อีกแลวที่จะคัดคานเหตุผลของหลักการท่ีวา “ไมถือวาจําเปนที่จะตองปฏิบัติ ตามสิ่งใด ๆ จากบรรดามัซฮับของกลุมนักปราชญทั้งหลาย” ในข้ันพื้นฐานและในข้ันรายละเอียด ของศาสนา และไมมีเหตุผลเพียงพอทจี่ ะคา นหลักการที่วา ประตูแหงการอิจญติฮาดน้ันยังเปดไดอยู เสมอ จากจดหมายของทาน ทําใหเห็นวามีหลักฐานท่ีแข็งแรงสําหรับปญหาสองประเด็นนี้ มีขอ พสิ จู นท่ีถกู ตองชดั เจนทกุ อยา งแลว สําหรับปญหาทั้งสองประการ เรามิไดนึกรังเกียจทานเลยในการ ที่จะรวมกันอยางจริงจังเพ่ือทําการคนควารายละเอียดของปญหาท้ังสองประการน้ี ท้ังน้ีเพื่อ กอใหเกิดความกระจางขึ้นแกปญหาท่ีมืดมนสองประการน้ี หากวาไมเปนการเหลือบากวาแรง สาํ หรบั การทเ่ี ราจะไดแสดงการอธิบายออกมาอนั ความเห็นน้ีกค็ ือ ความเหน็ ของทา นอกี นัน่ แหละ
๒. สําหรับคําถามท่ีเราไดถามทานเก่ียวกับเหตุผลในการปฏิเสธของพวกทานที่มีตอมัซฮับ ของนักปราชญทั้งหลายซึ่งเปนที่ยึดถือของกลุมมุสลิมน้ันทานก็ไดตอบในเรื่องนี้ผานพนไปแลว สวนหลักฐานทางบทบัญญัติตามท่ีทานไดสาธยายโดยละเอียดไปแลวน้ัน ทานยินดีท่ีจะแยกแยะ รายละเอียดของมันที่มาจากอัล-กุรอาน และซุนนะฮฺ (แบบฉบับจากศาสดา) อันเปนหลักฐานที่ เด็ดขาดไดหรือไม? ท้ังน้ีก็เพื่อที่จะไดใหเหมือนกับท่ีทานไดเคยกลาววา เพื่อผูศรัทธาไดรับ ประโยชนรวมกัน เพื่อเปนการคลี่คลายปญหาตาง ๆ ซึ่งกันและกัน ขาพเจาขอขอบคุณมายังทาน ดว ย วสั ลาม (ช) อลั -มุรอญิอะฮฺ ๖ ๑๒. ซลุ -เกาะอดฺ ะฮฺ ๑๓๒๙ ๑. การเปดฉากเพ่ือกาวไปสูหลักฐานท่ีวาดวย “ขอกําหนด” (วาญิบ) ที่จะตองปฏิบัติตามผู อยูใ นเชือ้ สายของศาสดา ๒. ทา นอามีรุล มมุ ินนี เชญิ ชวนสมู ัซฮบั อะหฺลุลบยั ตฺ (อ) ๓. ถอยแถลงของอมิ าม “ซัยนุล อาบดี นี ” เก่ยี วกับเรอื่ งนี้ แทจริงทาน (มวลการสรรเสริญน้ันเปนสิทธิของอัลลอฮฺ) เปนผูท่ีมีเหตุผลอยางย่ิงในการ หันหนามาเผชิญกันเพื่อทําการวิเคราะหปญหาตาง ๆ และไมทอถอยตอการที่จะรวมกันคนควาดวย แรงปรารถนาอันยิ่งใหญที่มีตออัลลอฮฺ ท้ัง ๆ ที่ยอมจะตองมีความระคายเคืองแกทานบางเปนแน เพราเกย่ี วกับในเรื่องราวของบรรดาอิมามแหงเช้ือสายท่ีบริสุทธิ์นั้นเราถือวาเปนแบบอยางหรือแนว ทางการประพฤติของทานศาสดา ตามสิง่ ทีพ่ วกเขาเสนอไวแ กบุคคลอ่นื ๆ ท่ีเคยประสบปญหาความ ทุกขยาก แนนอนยิ่งเราถือวากิจการตาง ๆ ของพวกเขาเหลาน้ันเปนท่ีไดรับอนุมัติจากพระผูทรง สูงสุดแลว เพราะพวกเขาไดรับการดูแลรักษามาอยางเหมาะสม ไดมีการเลือกสรรอยางถ่ีถวน วา พวกเขาเปน บรรดาผมู ที ัศนะทางวิชาการ พวกเขาถูกโอบอุม มาจากทา นรอซูลุลลอฮฺ (ขอความจําเริญ และความสันติสุขพึงมีแดทานและแดลูกหลานของทาน) ผูเปนคลังวิชาการของบรรดานบีตาง ๆ
พวกเขาเหลาน้ันไดรับการฝกฝนการใชสติปญญามาจากทานโดยตรง ทั้งกิจการทางดานโลกและ กจิ การดา นศาสนา ๑. ดวยเหตุนี้พวกเขาจึงไดรับการผูกมัดอยางมั่นคงอยูกับบทญัตติแหงอัล-กุรอาน และนั่น คือสิง่ ท่ที ําใหพวกเขาเปนผูน าํ สําหรับปญ ญาชน เปนนาวาท่ียังความปลอดภัยแกประชาชาติผองเมื่อ ถึงคราวพบปญหาที่อาจละเมิดได เปนหลักประกันที่ใหความปลอดภัยแกประชาชาติมิใหประสบ ปญ หาขอ ขัดแยงเมื่อลมพายแุ หงความชวั่ รา ยพดั กระหนํา่ เปน ประตูแหงความเมตตาท่ีอภัยใหแกผูที่ เขา มายอมรบั เสมอเปนสายเชอื กทีม่ ่นั คงไมมีการแยกขาดออกจากกนั 2. ทานอามีรุล มุมินนี (อาลี บนิ อาบฏี อลิบ) ไดกลา ววา .....(๓) “แลวยังมีทางไหนอีกเลาที่พวกทานจะดําเนินกันอีกตอไป ? และยังมีวิธีการใดอีกที่พวก ทานพอจะกลาวรายได ? เพราะวาสัญลักษณตาง ๆ น้ันยังยืนหยัดอยู บรรดาโองการทั้งหลายยังชัด แจงอยูเสมอ หลกั ฐานทเี่ ดนชัดยังหนักแนนอยู แลวพวกทานจะหนไี ปไหนพน พวกทานจะหลงทาง ไดอยางไร ถาในเม่ือพวกทานไดยึดม่ันอยูกับเช้ือสายศาสดาของพวกทานเองและพวกเขานั้นคือ มี ตําแหนง “บังเหียน” ของ “สัจธรรม” เปน “สัญลักษณ” ของศาสนา เปน “ปากเสียง” แหงความสื่อ สัตย ฐานะของพวกเขามี “ความดีเลิศ” ดุจดังฐานะของอัล-กุรอาน การมาของสัญชาตญาณแหง “ความละโมบหรือความอยากได” น้ันมันผละพนไปจากพวกเขาโดยสิ้นเชิงเสียแลว ประชาชน ทั้งหลายเอย ขอใหยึดถือส่ิงนี้ไวเถิด(๔) เพราะเปนส่ิงมาจาก “คอตะมันนะบียีน” (อัลลอฮฺทรง ประทานความจาํ เรญิ และความสนั ติสขุ อแดท า นและ (๓) หนา ๑๕๒ เลม ๑ นะฮฺ ุลบะตาเฆาะฮฺ คุฏบะฮฺท่ี ๘๓ (๔) หมายความวา ใหยึดส่ิงนี้ตามคําสั่งของทานรอซูลุลลอฮฺ (ศ) ท่ีเคยกลาววา (แทจริงผูตายแหง “อะหฺลุลบัยตฺ” เขายังคงดํารงอยูโดยมิไดตาย) คือ รูห ยังคงผองใสดวยรัศมีอยูในโลกที่เปดเผย ขอความน้ที า นมฮุ มั มัด ฮบั ตฮุ ฺ และคนอื่น ๆ ก็เคยกลาวถงึ แดบรรดาลูกหลานของทาน) แนนอนทานไดวายชนมไปแลว พวกของเราไมวาคนใดท่ีตายไปแลว น้ัน มิไดอยูในสภาพเหมือนกับผูตาย (ท่ัว ๆ ไป) และไมเสื่อมสลาย แมพวกของเราคนใดท่ีเส่ือม สลายแลวก็มไิ ดเ สอ่ื มสลาย (เหมือนคนทวั่ ๆ ไป) พวกทา นท้งั หลายอยาไดกลาวในส่ิงท่ีพวกทานยัง ไมรูแจง เพราะแทจริงมีสัจธรรมอีกต้ังมากมายที่พวกทานยังรังเกียจอยู พวกทานกอ “ความยุงยาก” ใหแกผูที่ทาน “ไมมีสิทธ์ิ” จะกระทําการใด ๆ ตอเขา น่ันคือ ฉัน ผลงานตาง ๆ ในหมูพวกทานได สรางความเจ็บปวดใหแก สิ่งสําคัญที่มีคาประการที่ยิ่งใหญ(๕) ในหมูพวกทานมีผูใดไดทําการ
ทอดทิ้งส่ิงสําคัญทมี่ ีคา ยง่ิ ประการท่ีรองลงมา ซึง่ ทัง้ สองประการนั้นเปน บรรทัดฐานในหมูพวกทาน สําหรับการใหทศั นะดานความศรัทธา....” ทานอิมามอาลี (ขอความสันติสุขพึงมีแดทาน) ไดกลาวอีกวา “พวกทานพึงพิจารณา เกี่ยวกับบรรดาอะหฺลุลบัยตฺแหงนบีของพวกทาน พวกทานพึงสังวรถึงเกียรติคุณของพวกเขาใหจง หนัก พวกทานจงปฏิบัติตามแนวทางของพวกเขา เพราะพวกเขาจะไมทําใหพวกทานออกพนไป จากทางนําและไมทําใหพวกทานคนื กลับไปในสภาพที่เปนโมฆะ ฉะน้ันถาพวกเขายึดถือส่ิงใดทาน ก็จงยึดถือตาม ถาพวกเขาตอสู ทานก็จงตอสูตาม พวกทานอยาไดกระทําการใด ๆ ล้ําหนาพวกเขา แตจงเปนเงาติดตามพวกเขา และพวกทานก็อยาไดปลอยตัวใหลาชาจนพลาดไปจากพวกเขา เพราะวา พวกทา นจะไดร บั ความเสยี หาย”(๖) ทานอิมาม (อะลัยอิสลาม) ไดกลาวถึงพวกเขาเหลานั้นอีกครั้งหนึ่งวา “พวกเขาเหลานั้น (อะหฺลลุ บยั ต)ฺ ตา งใหช ีวติ แกว ชิ าการและใหความตาย (๕) สิ่งสําคัญท่ีมีคา ประการที่ย่ิงใหญนั้นเปนสํานวนของทานอามีรุล-มุมินีน คือ หมายถึง พระคัมภีรอัล-กุรอาน คําวา การทอดทิ้งสิ่งสําคัญที่มีคายิ่งประการที่รองลงมา ก็คือบุตรท้ังสองของ ทาน หรือท่ีกลาววา เชื้อสายของทานนั้น คือ ผูนําของมนุษยชาติ ทานซัยค มุฮัมมัด อัลดุฮฺ และทาน อ่ืน ๆ ที่อธิบาย อัน-นะฮฺุฯ ตางกก็ ลาวเชน นี้ (๖) หนา ๑๘๙ ุซอทฺ ี่ ๑ ของ นะฮฺ ฯุ ศฏุ บะอฺท่ี ๙๓ แก ความโฉดเขลา ความปราดเปร่ืองแหงวิชาการของพวกเขาเหลาน้ันไดเปดเผยใหแกพวกทาน พวกเขาไดสําแดงความจริงมาจากส่ิงท่ีอยูภายในของพวกเขาออกมาโดยเปดเผย การนิ่งเงียบของ พวกเขาน้ัน ก็ใหถือวาเปนกฎเกณฑแนนอนขอหน่ึงของพวกเขา พวกเขาไมขัดแยงตอสัจธรรมและ ไมกระทําการขัดแยงในหลักสัจธรรมนั้น พวกเขาเปนหลักประกันของอิสลามและเปนความ แนนอนท่ีม่ันคงยิ่ง สัจธรรมจะคืนกลับมาสูตําแหนงของมันไดเพราะเพวกเขา ความเท็จจะ อันตรธานไปจากจุดยืนของมันไดก็เพราะพวกเขาอีกเชนกัน ปากเสียงแหงความเท็จจะถูกทําให แตกแยกออกไปจากรากฐานของมัน พวกเขามีความรูสึกนึกคิดตอศาสนาอยางความคิดท่ีมีความ รับผิดชอบและความรับผิดชอบอันน้ันมิไดมาจากความสํานึกท่ีเกิดจากการเรียนรูดวยการฟงหรือ ตามคํารายงานท่ีบอกเลา แนนอนวิชาการท่ีเรียนรูโดยรับรายงานบอกเลาน้ันมีดาษดื่นมากมาย สวน ความรูอยา งมคี วามรับผดิ ชอบนั้นมีนอ ย”(๗)
ทานอิมาม (อะลัยอิสลาม) ไดกลาวอีกวา “เชื้อสายของทานศาสดาน้ันเปนเชื้อสายท่ีดีเลิศ ครอบครัวของทานศาสดาน้ันเปนครอบครัวท่ีดีเลิศ ตนไมของทานศาสดาเปนตนไมท่ีดีเลิศ ซึ่งงอก ข้ึนในแดนฮะรอม และงอกงามข้ึนในแดนแหงเกียรติยศ ก่ิงกานสาขายืดยาว ผลไมตนน้ีจะไมขาด พันธ”ุ (๘) ทานอิมาม (อะลัยอิสลาม) ไดกลาวอีกวา “เราคือแหลงของบทบัญญัติ เปนกลุมบริวารของ รอซูลุลอฮฺ เราคือคลังแหงความรูและเปนประตูของมันและไมมีทางใดที่จะเขาบานนี้ได นอกจาก ตองผา นประตูของมนั ดงั น้นั ผูใดท่เี ขา บานโดยมิไดผ านประตู ยอ มไดช ือ่ วา “ขโมย”(๙) นอกจากนี้ทานยังไดกลาวถึงผูสืบเชื้อสายท่ีบริสุทธ์ิแหง “อะหฺลุลบัยตฺ” อีกวา “ในหมูพวก เขาเหลานน้ั หมายถึง “เกยี รติยศ” ของ อัล-กรุ อาน (๗) หนา ๒๐๙ ุซอทฺ ่ี ๒ อัน-นะฮฺ ุฯ ศฏุ บะฮฺที่ ๒๓๔ (๘) หนา ๑๗๕ ซุ อทฺ ่ี ๑ อัน-นะฮฺ ุฯ ศฏุ บะฮทฺ ี่ 90 (๙) หนา 58 ซุ อทฺ ี่ ๒ อนั -นะฮฺ ฯุ ศุฏบะฮฺที่ 150 พวกเขาเปนคลังแหงความเมตตา ฉะน้ันเม่ือพวกเขาพูดทานก็จงเชื่อฟง พวกเขาน่ิงเงียบทานก็อยา เพิ่งล้ําหนา คนที่เปนแขกน้ันควรเช่ือฟงเจาของบาน แลวสติปญญาของเขาก็จะไดมีโอกาสรับ เรอ่ื งราวตาง ๆ ได” ทานอิมาม อาลี (อะลัยอิสลาม) ยังไดกลาวอีกวา “พวกทานทั้งหลายจงรูไวเถิดวาพวกทาน ไมอาจรจู กั ความถกู ตองได จนกวาพวกทานจะไดรูจักถึงส่ิงที่บุคคลน้ัน (ศาสดา) ละท้ิงไว และพวก ทานไมสามารถท่ีจะรับเอาพันธะตาง ๆ ท่ีสําคัญของอัล-กุรอานไดจนกวาพวกทานจะไดรูจักกับสิ่ง ท่ีบุคคลผูน้ันละวางไว พวกทานยังไมไดยึดมั่นตอเขาจนกวาพวกทานจะไดรูจักกับสิ่งท่ีบุคคลผูนั้น ละวางไว พวกทานยังไมไดยึดม่ันตอเขาจนกวาพวกทานจะไดรูจักกับสิ่งท่ีเขาไดสลัดท้ิงเอาไว ดังน้ันพวกทานจงไดสัมผัสกับสิ่งนี้จากวงศวานของเขาเพราะแทจริงพวกเขาเหลานี้เปนผูยังมีชีวิต ของวิชาการเอาไว เปนผูใหความตายแกความโฉดเขลา พวกเขาคือผูซ่ึงเปดเผยวิทยปญญาจาก วชิ าการตา ง ๆ ของพวกเขาใหแกทาน แจงใหทานไดทราบถึงการนิ่งเงียบอันเปนสัญลักษณของการ ใชคําพูด แจงใหทานไดทราบถึงการแสดงออกท่ีเปดเผย อันมาจากความหมายทางดานในของพวก เขา พวกเขาไมขดั แยงกับศาสนา และพวกเขาไมกระทําการใดที่ขัดแยงในเร่ืองน้ัน เพราะวาพวกเขา น้นั มพี ยานทยี่ นื ยันความสัตย มีผนู ิง่ เงียบทเ่ี ปนเคร่อื งหมายของการใชคําพดู (๑๐)
ยังมีรายละเอียดอีกมากมายที่มาจากคําพูดของทานที่เกี่ยวกับเรื่องน้ี เชน ท่ีทานอิมามอาลี (อะลยั อสิ ลาม) ไดกลา ววา “เพราะเราน่ันเอง ท่ีพวกทานไดรับทางนําในยามอยูกับความมืดมิด ทาน ไดรบั ชีวิตท่มี ีศักดิ์ศรีกับเราอีกนัน่ แหละทพ่ี วกทา นไดร ับความสวาง พนจากความมืดทึบ(๑๑) (๑๐) หนา ๔๓ ุซอทฺ ่ี นะฮฺ ุบะดาเฆาะฮฺ ศุฏบะฮทฺ ี่ ๑๔๓ (๑๑) ทานซัยค มุฮัมมัด อับดุล กลาววา คําวา “สีรอร” มีความหมายคลายกับคําวา “สีหาบ” ท่ีแปลวา “กอนเมฆ” ในแงของภาษาที่นี่หมายถึง “ความมืดของคืนเดือนมืด” สวนความท่ีวาพวก ทานไดรับความสวางนั้น หมายถึงพวกที่เคยอยูในความอธรรมมากอน ตอมาก็ไดรับทางนําที่ ถูกตองทเ่ี ราไดน ําทาง “เรา” ในที่น้ีหมายถึง มุฮัมมัด (ศ) และบุตรชายของลุง นั่นคือทานอิมามเองที่ ไดใหค วามชว ยเหลือในการเผยแผศาสนา หทู ี่หนวกยอมไมมคี วามเขาใจกบั ส่ิงทถี่ ูกตอง(๑๒) และทานยังไดกลาวอีกวา “ประชาชนเอย จงต่ืนตัวใหพนจากองเพลิงท่ีลุกเจิดจาเสียเถิด จง รบั ฟง ผูตกั เตือน จงปดกวาดสายตาใหบริสทุ ธเิ์ พราะมันขนุ มัวเตม็ ไปหมดแลว ”(๑๓) ทานอิมามอาลี (อะลัยอิสลาม) ยังไดกลาวอีกวา “เราคือพืชพันธุแหงทานนบี เราคือตนตอ แหงบทบัญญัติ เปนท่ีรับชวงมาจากมะลาอิกะฮฺ เปนคลังแหงวิชาการ เปนบอเกิดแหงวิทยปญญา ทัศนะของเราและความรักของเรา คือ ทัศนะแหงความเมตตา สวนศัตรูของเราและผูชิงชังเรานั้นมี ทัศนะท่ชี ั่วรา ย”(๑๔) ทานไดกลาวอีกวา “พวกใดก็ตามที่แอบอางวา แทจริงพวกเขาบรรลุถึงความสําเร็จดาน วชิ าการนอกเหนือจากเราแลว เขาคอื ผูโกหก เปนผูกลาวรายตอ เรา แนน อนอัลลอฮฺจะทรงยกยองเรา และใหเขาตกต่ํา พระองคทรงประทานแกเราแตทรงหวงหามตอเขา พระองคทรงนําเขามาใหเรา และทรงนําออกไปจากพวกเขา ทางนําไดรับการเอ้ืออํานวย และยังประโยชนแกคนงมงายก็เพราะ เรา แทจริงบรรดาอิมามแหงตระกูลกุรอยข ท่ีจริญวัยอยูในสายเลือดนี้ก็คือ ที่สืบมาจาก ฮาชิม ไมมี คณุ ธรรมใด ๆ เกนิ ไปกวา พวกเขา และไมมใี ครอนื่ ทจ่ี ะใหก ารดูแลรักษาดีกวา พวกเขา”(๑๕) แลวทานยังไดกลาวถึงฝายตรงขามกับทานวา “พวกเขาปลอยความรวดเร็วแหงปจจุบันให ผานพนไป แลวคอยอยกู ับความเชือ่ งชาท่แี สนนาน พวกเขาท้งิ มติ รผปู ระเสริฐ พวกเขาดื่มนาํ้ กรอย” (๑๒) ศุฏบะฮฺท่ี ๑๓ หนา ๓๓ ซุ อฺท่ี ๑ ของหนังสือ “นะฮฺ ลุ -บะลาเฆาะฮ”ฺ (๑๓) หนา ๒๐๑ ซุ อทฺ ่ี ๑ หนังสือ “นะฮฺุล-บะลาเฆาะฮ”ฺ ศฏุ บะฮฺท่ี ๑๐๑
(๑๔) ตอนทายของศุฏบะฮฺท่ี ๑๐๕ หนา ๒๑๔ ุซอฺที่ ๑ นะฮฺุล-บะลาเฆาะฮฺ ถอยคําน้ีก็มี ในรายงานของทานอิบนุ ฮับบาลดวย ซ่ึงเปนท่ียอมรับของฝายซุนนะฮฺ เชนมีในทายหมวด “คุศู ศอด” หนา ๑๔๒ เศาะวาอิก มุฮัรรอเกาะฮฺ ของ อบิ นุฮะญัร (๑๕) จากวาทะของทา นท่ี ๑๔๐ หนา ๓๕ ซุ อทฺ ่ี ๒ นะฮฺ ุล-บะลาเฆาะฮฺ ทานไดกลาวอีกวา “ดังน้ันแทจริงผูท่ีตายลง ณ ท่ีนอนของเขาไมวาจะเปนใครในหมูพวก ทาน โดยท่ีเขาอยูกับสภาพของผูที่รูจักตอสิทธิแหงพระผูอภิบาลของเขา สิทธิแหงรอซูลของ พระองค และ อะหฺลุลบัยตฺของทาน เทากับเขาไดตายอยางชะฮีด การตอบแทนทั้งหมดของเขาอยู ที่อัลลอฮฺ พระองคจะทรงรับรองความดีงามแหงเจตนาดีสําหรับงานของเขา จิตสํานึกในเจตนาของ เขานั้นอยูใ นตาํ แหนง ทเ่ี ปน ดาบของเขา”(๑๖) และทานอมิ ามอาลี (อะลยั อสิ ลาม) ไดกลา วอีกวา “เราคอื บรรดาผูมคี วามประเสริฐ เผาพันธุ ของเราคือเผาพันธุแหงบรรดาศาสดา พรรคของเราคือพรรคแหงอัลลอฮฺผูทรงอานุภาพสูงสุด สวน พวกละเมิดคือพรรคของวัยฏอน ใครก็ตามท่ีอยูเปนกลางระหวางเรากับศัตรูของเรา ก็มิใชเปนพวก ของเรา”(๑๗) ๓. ดานอิมามอะบู มุฮัมมัด อาลี บิน ฮเุ ซน ซยั นุล-อาบีดีน ผูเปนประมุขแหงเหลาบรรดา “ผู มนั่ คงอยูกบั การกราบ” ไดอ ธบิ ายโองการของอัลลอฮฺ บรรดาผูศรัทธาทั้งหลายเอย จงเกรงกลัวตออัลลอฮฺและจงเปนผูที่อยูกับเหลาบรรดาผูมี ความสัตยจ รงิ เถิด (๙:๑๑๙) (๑๖) ทายคฏุ บะฮทฺ ี่ ๑๘๕ หนา ๑๕๖ ุซอทฺ ่ี ๒ นะฮฺ ลุ -บะลาเฆาะฮฺ (๑๗) บรรดานักปราชญจํานวนมากท่ีอางถอยแถลงดังกลาวนี้ เชนทานอิบนุ ฮะญัร ได บนั ทกึ ไวใ นทายบท ศอศศู ยิ าติฮิม หนงั สอื เศาะวาอิกฯ หนา ๑๔๒ (๑๘) ตอนทายของบทวะศยี ะศูนนบยี หนังสือ เศาะวาอกิ ฯ อบิ นฮุ ะญรั หนา ๑๓๗ ซึ่งเปนโองการที่อัลลอฮฺไดทรงเรียกรองบรรดาผูศรัทธาทั้งหลายทุกยุคทุกสมัย โดย เปาหมายการเชิญชวนใหบรรลุความสําเร็จดวยฐานะของเหลาบรรดาผูมีความสัตยและขีดข้ันที่ สูงสง เพ่อื เปนการปกปอ งความผดิ พลาด และความเหลวไหลท้ังหลายของบรรดาผูอุตริ (บิดอะฮฺ) ที่ เปนผูแตกแยกออกไปจากอมิ ามของศาสนาและพืชพันธแุ หง ทา นนบี หลังจากนั้นทานอิมามไดกลาววา “หมูชนกลุมอื่นเขาถือสิทธิจํากัดภารกิจของเราใหสั้นลง และพวกเขาทําการตีความกับโองการ มุตะขาบิฮาต (คลุมเครือ) ของอัล-กุรอาน โดยอธิบายไปตาม
ความเห็นของพวกเขาเอง พวกเขาทําเปนเหมือนเฉยตอใจความการบอกเลาที่เก่ียวกับเร่ืองของพวก เรา” อีกตอนหนึ่งท่ีทานไดกลาววา “สําหรับประชาชาติรุนหลังท่ีเขามีความเกรงกลัว แนนอน เขาตองศึกษาไปตามสัญลักษณของศาสนานี้แนนอนที่สุด ประชาชาติทั้งหลายจะตองแตกแยกและ ขดั แยง กนั สว นหนง่ึ ของพวกเขากย็ อมปฏิเสธกับอีกฝายหนงึ่ อลั ลอฮฺผูทรงสูงสุดไดม ีโองการวา “และสเู จาท้ังหลายอยา ไดเ ปนด่ังบรรดาผซู งึ่ แตกแยกกนั และขดั แยง กนั หลังจากท่ีหลักฐาน ที่ชดั แจง ไดมีมายงั พวกเขาเหลานนั้ แลว” (๓:๑๐๔) ดังนั้น เขาควรเปนผูยึดมั่นตอส่ิงน้ันเพื่อบรรลุถึงส่ิงที่เปนหลักฐานและเปนขออรรถาธิบาย อัล-กุรอาน แนนอนที่สุดส่ิงนั้นคือมาตรฐานแหงพระคัมภีร และบรรดาบุตรแหงอิมามผูเปนทางนํา เปนดวงประทีปท่ีใหความสวาง เขาเหลาน้ันคือผูซึ่งอัลลอฮฺไดวางไวเปนบรรทัดฐานสําหรับปวง บวงทั้งหลาย พระองคมิไดปลอยใหบาวของพระองคดํานเนินชีวิตอยางปราศจากเหตุผลท่ีแนชัด พวกทานไดรูจักพวกเขาและพบพวกเขาแลวหรือ แนนอนพวกเขาเปนสาขาแหงพืชพันธุอันจําเริญ เปนคณุ สมบัติอนั ประเสรฐิ ท่ยี ังเหลอื อยขู องเหลาบรรดาผูซึ่งอัลลอฮฺไดทรงขจัดความมลทินออกไป จากพวกเขา และทรงชําระขัดเกลาพวกเขาใหสะอาดอยางผองแผว ใหพวกเขาบริสุทธ์ิพนจากความ มัวหมองทั้งปวงและทรงบัญญัติใหมีการจงรัก ตอพวกเขาในอัล-กุรอาน” น่ีคือวาทะของทานอิมาม ซัยนลุ -อาบดิ นี อะลยั ฮิสลาม อันเปนประโยคทมี่ คี วามหมายชดั แจง ท่สี ดุ (๑๙) ดังนั้นขอไดพิจารณาอยางถองแทในเร่ืองนี้ ตลอดจนถึงเรื่องท่ีเราไดถายทอดใหแกทานซ่ึง ถอยแถลงตาง ๆ ของทานอิมามอามีรุล-มุมินีนแลวทานก็จะไดประจักษวา เหตุผลท้ังสองประการ ไดอํานวยใหมัซฮับ ชีอะฮฺอยูในขอกําหนดอันน้ี เพราะตระหนักถึงความเดนชัดของสิ่งดังกลาว คุณคาจากถอยแถลงของสองทานน้ีไดเปนท่ีประจักษถึงแนวทางแหงวิชาความรูของคําสอนตาง ๆ แหง บรรดาอิมามของ “อะหฺลุลบัยตฺ” ทั้งหลายเพราะวา พวกเขาไดถูกหลอหลอมข้ึนมาบนหลักการ เหลาน้ัน เราจึงยอมรับอยางสมบูรณตอพวกเขาสําหรับในเร่ืองราวท่ีมีความถูกตองคลองจองกัน ท้งั หมดน้ี วสั ลาม (ช) (๑๙) หนา ๙๐ หนังสือ ศอวาอกิ อิบนุ ฮะญรั
อัล-มรุ อญิอะฮฺ ๗ ๑๓. ซุล-เกาะอฺดะฮฺ ๑๓๒๙ ๑. ขอหลกั ฐานอนั ชดั เจนทีม่ าจากโองการของอลั ลอฮฺและรอซูล ๒. บรรดาหลักฐานตาง ๆ ท่ีมาจากคํากลาวของอิมามแหง “อะหฺลุลบัยตฺ” น้ัน ฝายอะฮฺลิซ ซุนนะฮถฺ ือวา อยูใ นประเภทมีขึน้ มาใหม มิใชเปน หลักฐานเดด็ ขาด ขอไดนาํ หลักฐานประกอบท่ีชัดเจนมาจากโองการของอัลลอฮฺ และฮาดีษของรอซูลุลลอฮฺที่ เปนส่ิงยืนยันใหทานตองถือเปนวาญิบท่ีจะตองปฏิบัติตามบรรดาอิมามแหงอะหฺลุลบัยตฺ โดยไมมี การใหยอมรับตอมัซฮับอื่นเลย สวนเรามิไดมีจุดยืนอยางน้ันตราบใดที่ไมมีหลักฐานในโองการ ของอลั ลอฮแฺ ละฮาดษี แหงทานรอซูลของพระองค สําหรับถอยแถลงของบรรดาอิมามของทานนั้น ยังไมถือวาใหความกระจางได เพราะ เน่ืองจากเปนหลักฐานที่เกี่ยวของกับฝายท่ีเปนปรปกษของพวกเขา และหลักฐานน้ันก็ยังอยูใน ระดบั ของสิง่ ทถ่ี กู ตรวจตราพิจารณาอีกได เหมอื นดังทที่ านเองก็ทราบดอี ยูแ ลว วัสลาม (ช)
อัล-มุรอญอิ ะฮฺ ๘ ๑๕. ซลุ -เกาะอดฺ ะฮฺ ๑๓๒๙ ๑. การมองขามเหตผุ ลทเ่ี ราไดช แี้ จงผานไปแลว ๒. ความเขาใจผิดวา เปนหลักบานท่ีอยูในเง่ือนไขสําหรับการไดรับการทบทวนพิจารณา ไดอกี ๓. ฮาดีษท่ีกลาวถึงสิ่งสาํ คญั ทม่ี ีคายิ่งสองประการ ๔. สายสืบท่ีตรงกันมากมาย ๕. ความหลงผดิ ของผูไ มย ดึ มนั่ ตอเชอื้ สายท่บี รสิ ทุ ธิ์ ๖. อปุ มาพวกเขาด่ังเรือของนบนี หู เฺ ปน ประตแู หง ความเมตตา ๗. ความหมายของคําวา “อะหฺลลุ บัยต”ฺ ณ ทีน่ ้ี ๘. สารบญั ที่วา ดว ยการเปรียบเทยี บพวกเขาวา เปน เรอื นบีนูหแฺ ละประตูแหงความเมตตา ๑. เรามิไดละเลยตอหลักฐานอันชัดแจงท่ีมาจากคํากลาวของทานรอซูลลอฮฺ (ขออัลลอฮฺ ทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขใหแดทานตลอดทั้งบรรดาลูกหลานของทาน) แตทวา เราไดช้ีแจงผานไปแลวในตอนตน ๆ ของบทสนทนาของเขา ท่ีบงบอกถึงขอกําหนดที่จําเปนตอง
ปฏิบัติตามบรรดาอิมามแหง “อะหฺลุลบัยตฺ” โดยปราศจากการใหยอมรับแนวทางอื่น น่ันก็คือการที่ เราไดกลาวถึงทานรอซูลุลอฮฺ (ศ) วา ทานไดยืนยันฐานะของพวกเขาไปตามบทบัญญัติแหงอัล-กุ รอาน และทานไดแตงตั้งใหพวกเขาเปนผูนําของบรรดาปวงชนผูมีปญญาเปนนาวาท่ียังความ ปลอดภยั เปน หลกั ประกันความปลอดภัยแกเ หลา ประชาชาติ เปนประตูแหงความเมตตา หลักฐานท่ี บงช้ถี อยคาํ ดงั กลาวน้ีไดถูกรวบรวมไวอ ยางครบถวนในบรรดาตํารับตําราฮาดีษศอฮี้ฮฺทั้งหลาย และ มีใจความท่ีใหรายละเอียด เราคดิ วาถาทานยงั ไมก ระจางอยา งเพยี งพอในการรับพจิ ารณาขอ อธิบายก็ ขออยาไดทอถอยกับการเสนอแนะเพือ่ ไปสคู วามเดน ชดั ในขัน้ ตอไป ๒. ดังนั้นสําหรับถอยคําของบรรดาอิมามท้ังหลายของเราถือไดวาใหความกระจางแลว โดยเหตุผลตามท่ีเราไดชี้แจงมา ถึงแมวาเปนหลักฐานท่ีทานไดกลาวกับฝายปรปกษของทาน แตก็ มิไดเปน หลกั ฐานทอี่ ยใู นประเภททต่ี องไดรบั การถกู ตรวจสอบเหมอื นดงั ท่ที านเขาใจอกี เลย ๓. เพื่อเปนการใหความกระจางแจงแกทานตามที่เราไดชี้แจงไปแลว เราจะเสนอคํากลาว ของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแด บรรดาลูกหลานของทาน) ขณะที่อยูทามกลางยุคสมัยแหงความลาหลัง ทานไดกูรองประกาศเพื่อ ปองกันความหลงลืมวา “โอ บรรดาประชาชนเอย แทจริงฉันไดละทิ้งไวในหมูพวกทานซึ่งสิ่งท่ีถา พวกทานไดยึดถือแลว พวกทานจะไมหลงผิด นั่นคือพระคัมภีรของอัลลอฮฺและเช้ือสายแหง “อะหฺ ลลุ บัยต”ฺ ของฉนั ”(๒๐) ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวอีกวา “แทจริงฉันไดละท้ิงไวในหมูพวกทาน ซ่ึงส่ิงที่ถาพวก ทานไดยึดมั่นไวแลว พวกทานจะไมหลงผิดหลังจากฉัน นั่นคือ อัล-กุรอานของอัลลอฮฺซ่ึงเปนสาย เชือกทท่ี อดมาจากฟาก (๒๐) รายงานโดยทานดิรมิซีย ทานนะสาอีย เลาโดยทานญาบิร ทานมุคตะกีย อัล-ฮินดีย ก็ ไดอางรายงานของทานทั้งสองน้ีไวในตอนตนของบท อัล-เอียะดิศอม บิล-กิตาบ วัซซุนนะฮฺ จาก หนงั สือ “กนั ซลุ -อมุ าล” หนา ๔๔ ซุ อทฺ ่ี ๑ ฟาลงสูแดนดิน และเช้ือสายแหง “อะหฺลุลบัยตฺ” ของฉัน ส่ิงท้ังสองจะไมแตกแยกออกจากกัน จนกระท่ังท้ังสองอยางจะยอนคืนสูฉันยังอัล-เฮาฏ (สระแหงหนึ่งในสวนสวรรค) ดังนั้นพวกทาน พงึ พจิ ารณาเถิดวา พวกทา นขัดแยง กับฉนั ในส่งิ ท้ังสองอยา งไร”(๒๑)
ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบ รรดาลกู หลานของทาน) ไดกลาวอีกวา “แทจริงฉันไดละท้ิงไวในหมูพวกทาน ซึ่งของฝากสอง ประการ น่ันคืออัล-กุรอานแหงอัลลอฮฺซ่ึงเปนสายเชือกท่ีทอดยึดส่ิงที่อยูระหวางฟาและดินเอาไว หรือสิ่งที่อยูระหวางฟาและแผนดิน อีกอยางหนึ่ง คือเชื้อสายแหง “อะหฺลุลบัยตฺ” ของฉัน และ แทจ ริงส่ิงทัง้ สองยอมไมแตกแยกออกจากกันจนกวาสิง่ ท้ังสองจะคนื กลบั สูฉันยังอัล-เฮาฏ” (๒๒) ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบ รรดาลกู หลานของทา น) ไดก ลา ววา “แทจ ริงฉันเปน ผูสละทิ้งสิ่งสําคัญย่ิงสองประการไวในหมู พวกทาน นั่นคืออัล-กุรอานแหงอัลลอฮฺผูทรงอานุภาพสูงสุด และเช้ือสายของฉัน และแนนอนสิ่ง ท้งั สองยอ มไมแ ตกแยกออกจากกันจนกวาสิ่งท้งั สองจะคนื กลบั สูฉ ันยงั อลั -เฮาฏ” (๒๓) ทานศาสนทูตแหงอลั ลอฮฺ (อลั ลอฮทฺ รงประทานความจําเรญิ และความสันติสขุ (๒๑) รายงานโดยทานติรมิซีย เลาโดย ทานซัยต บิน อัรก็อม เปนฮาดีษที่ ๘๗๔ กันซุลอะ มาล หนา ๔๔ ซุ อทฺ ่ี ๑ (๒๒) รายงานโดยทานอิมาม อะหฺมัด เลาฮาดีษโดย ซัยต บิน ษาบิต โดยสายสืบท่ีศอฮี้ฮฺท้ัง สอง คือ (หนึ่ง) ในตอนแรกของหนา ๑๘๒ (สอง) หนา ๑๘๙ ของุซอฺท่ี ๕ อีกดวย โดยทานอิบนุ อะบี ชัยบะฮฺ ทานอะบู บะอฺสา ทานอิบนุ ซะอัด เลาฮาดีษโดยทานอะบี สะอีด เปนฮาดีษท่ี ๙๔๕ จากหนงั สอื ฮาดษี กนั ซฯ หนา ๔๗ ซุ อทฺ ี่ ๑ (๒๓) รายงานโดยทา นฮากมิ ในหนา ๑๔๗ ของุซอฺที่ ๓ หนังสือ อัล-มุสตัดร็อก หลังจาก น้ันทานยังไดกลาวไววา ฮาดีษน้ีศอฮี้อฺตามมาตรฐานสายสืบของทานซัยตท้ังสอง แตทานท้ังสอง มิไดรายงานและยังรายงานโดยทานซะฮะบียใน “ศัด-คีศ” โดยสรุปความวาเปนฮาดีษที่ถูกตองตาม มาตรฐานของทานซัยตท ง้ั สอง (บคุ อร-ี มสุ ลมิ ) แดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวอีกวา “แทจริงฉันจวนจะถึงคราวอําลา ดังน้ันจง สนองรับ แทจริงฉันไดละท้ิงไวในหมูพวกทานซ่ึงส่ิงสําคัญสองประการ นั่นคืออัล-กุรอาน แหงอัลลอฮฺผูทรงอานุภาพสูงสุด และเชื้อสายของฉัน อัล-กุรอานแหงอัลลอฮฺนั้นเปนสายเชือกท่ี ทอดมาจากฟากฟาสูแดนดินแทจริงผูแจงขาวท่ีทรงไวซ่ึงความออนโยนไดแจงแกฉันวา แทจริงส่ิง ท้ังสองน้ันจะไมแตกแยกออกจากกัน จนกวาส่ิงท้ังสองจะคืนลับยังที่ฉันท่ีอัล-เฮาฏ ดังนั้นจง พจิ ารณาใครครวญเถดิ วา พวกทา นขัดแยง กบั ฉันในสงิ่ ทั้งสองไดอ ยา งไร(๒๔)
และเมื่อตอนที่ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติ สขุ แดท านและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดเดินทางกลับจากทําฮัจญอําลา เมื่อมาถึงท่ีฆอดีร-คุม ทานไดส ่ังใหห าที่รองพน้ื แลวทา นไดยืนขน้ึ กลาววา “หวังวา อกี ไมน านน้ี ฉันตองอําลาจากพวกทาน ไป ดงั นั้นพวกทา นตอ งสนองรับขอเสนอของฉัน แทจ ริงฉนั ไดละท้ิงไวในหมูพวกทานซ่ึงส่ิงสําคัญ ที่หนักยิ่งสองประการ ประการท่ีหนึ่งน้ันย่ิงใหญกวาประการที่สอง นั่นคืออัล-กุรอานของอัลลอฮฺ และเช้ือสายของฉัน ดังนั้นพวกทานพึงพิจารณาเถิดวา พวกทานขัดแยงกับฉันในสิ่งท้ังสองได อยา งไร เพราะแทจ ริงสิ่งทง้ั สองจะไมแ ตกแยกออกจากกัน จนกวา มนั จะคนื กลบั สฉู นั ยังอัล-เฮาฏ” จากน้ันทานไดกลาวอีกวา “แทจริงอัลลอฮฺผูทรงอานุภาพสูงสุด คือผูปกครองที่มีอํานาจ เหนือฉัน สวนฉันคือผูปกครองผูมีอํานาจเหนือมวลผูศรัทธา” หลังจากน้ันทานไดจับมือของทาน อาลีแลวกลาววา “บุคคลใดก็ตามท่ีฉันเปนผูปกครองท่ีมีอํานาจเหนือเขาแลว ดังนั้นบุคคลผูนี้ก็คือ ผปู กครอง (๒๔) รายงานโดยทา นอิมาม อะหุมัด จากฮาดีษของทานอะบี สะอีล อัล-คุตวีย จากสายสืบ สองกระแส (หนึ่ง) ตอนทายของหนา ๑๘ และ (สอง) ตอนทายของหนา ๒๖ จาก ุชอฺที่ ๓ ของ มสุ ลมิ ของทา นและมีรายงานอีกโดยอิบนุ อะบี ซัยบะฮฺ อะบู บะอฺลา และอิบนุ สะอัด จากการเลาฮา ดษี ของทานอะบี สะอดี เปนฮาดีษที่ ๙๔๕ จากหนงั สือฮาดษี กนั ซฯ หนา ๔๗ ุซฮฺท่ี ๑ ท่ีมีอํานาจเหนือตัวของเขาดวย โอ อัลลอฮฺ ขอไดทรงคุมครองผูที่จงรักภักดีตอเขา และขอไดทรง เปน ศัตรตู อผทู ีเ่ ปนศตั รูของเขา”(๒๕) นอกจากนี้ยังมีรายงานมาจากทานอับดุลลอฮฺ บิน ฮันฏ็อบ ไดกลาวไวอีกวา ทานศาสนทูต แหงอัลลอฮฺ ไดกลาวคุฏบะฮฺแกพวกเราทีุ่ฮฺฟะฮฺมีใจความวา “ฉันเปนผูปกครองของพวกทานที่มี อาํ นาจเหนอื ตัวของพวกทานเองใชห รือไม?” พวกเขาเหลาน้ันไดกลาววา “ใชแลว โอทานศาสนทูต แหงอัลลอฮฺ” ทานจงึ ไดก ลา วตอไปวา “ฉะนั้น ฉนั จะขอฝากฝงแกพวกทานไวซ่ึงส่ิงสําคัญท่ีหนักย่ิง สองประการ น่นั คือ อลั -กุรอานและเชือ้ สายของฉนั ”(๒๖) ๔. ทานฮากิมไดรับรองฮาดีษท่ีวา “ตองยึดถือส่ิงสําคัญที่หนักยิ่งสองประการ” วาเปน หลักฐานที่ตรงกันทุกฝาย ซ่ึงมีรายงานท่ียืนยันมาโดยกลุมศอฮาบะฮฺผูใกลชิดนับจํานวนถึง ๒๐ ทาน โดยที่ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทาน และแดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดทําการแยกแยะวาระสําหรับการกลาวถึงเรื่องน้ีไวตาม
สถานการณตาง ๆ เชนครั้งหนึ่งท่ีฆอดีร-คุม ดังเชนท่ีทานเองก็เคยไดยินมาแลว อีกครั้งหน่ึงที่อาร ฟะฮใฺ นคราวบําเพ็ญฮัจญอ าํ ลา อีกครั้งหนึ่งในตอนทีเ่ สร็จสิน้ ภารกิจ (๒๕) รายงานโดยทานฮากิม จาก ซัยด บิน อัรก็อม หนา ๑๐๙ ุซอฺที่ ๓ หนังสือ “มุสคัต ร็อก” ทา นไดก ลา วกาํ กับไวว า เปน ฮาดีษที่มีมาตรฐานตามเงือ่ นไขของทานซัยดทั้งสอง และทานทั้ง สองมิไดระบุวาเปนโมฆะ รายงานอีกกระแสหนึ่งมาจากทานซัยด บิน อัรก็อม ในหนา ๕๓๓ ุซอฺ ที่ ๓ มุสสคัตร็อก ทานกลาวสรุปอีกวา ฮาดีษนี้มีสายสืบศอฮ้ีฮฺ และทานซะฮะบีย ก็ไดอธิบายไว ในดัล-ดีค โดยจํากดั ความไวว า ฮาดีษน้ี (ศอฮฮ้ี ฺเชน กัน) (๒๖) รายงานโดยทานฏอ็ บรอนยี “ฮัรบะอนี ” ของนบั ฮานยี และใน อิหย าอุลมัยยิดของทาน ซะยูฏีย ทานเองก็ยอมทราบดวี า โอวาทของทา นศาสนทูตแหง อลั ลอฮฺ (ศ) ในวันนน้ั มิไดถูกยอความ ใหส้ันอยางประโยคนี้เลย เพราะทานมิไดกลาวจากคําพูดของผูท่ีตัดใจความคุฏบะฮฺ แตทวา สถานการณทางฝา ยผูถอื อํานาจการปกครองตา งหากท่ีดาํ เนินการปรับปรุงสํานวนของนักปราชญฮา ดีษและขัดขวางปลายปากกาของนักปราชญคนสําคัญ ๆ ทั้ง ๆ ท่ีสิ่งเหลานี้ แทจริงคือหยดท่ีสําคัญ หยดหนึ่งของนํ้าในทะเล และชิ้นสวนที่สําคัญชิ้นหน่ึงของสิ่งท่ีถูกทิ้งขวางไป ขอสรรเสริญ ตออัลลอฮทฺ ี่ยังไดม ผี รู ักษาสงิ่ เหลานไี้ วไ ด จากเมืองฏออิฟ อีกคร้ังหนึ่งที่บนมิมบัรของทานเองท่ีเมืองมะดีนะฮฺ และครั้งสุดทายคือ ที่หองนอน อันจําเริญของทานในตอนท่ีทานปวยหนัก ซ่ึงเปนหองแหงการอําลาจากบรรดาสาวกของทาน โดย ทา นไดกลา ววา “ประชาชนเอย จงรบี เรงในการที่จะยึดถือส่ิงเหนี่ยวไวใหรวดเร็วเถิด แลวจึงไดเปน ท่ีสมประสงคตอฉัน แทจริงฉันไดนําคําสอนท่ีเปนอุปสรรคแกพวกทานเปนอยางย่ิง ถาหากวาฉัน ไมไดฝากฝงไวในหมูพวกทาน น่ันคืออัล-กุรอานแหงอัลลอฮฺผูทรงอานุภาพสูงสุด และเชื้อสายท่ี เปนอะหลฺ ลุ บยั ตขฺ องฉนั ” หลังจากน้ันทานไดจับมือของทานอาลียกขึ้น แลวกลาววา “อาลีผูน้ีเขาอยูกับอัล-กุรอาน และอัล-กุรอานก็อยูกับอาลี ท้ังสองประการนี้ไมแตกแยกกันจนกวาจะไดคืนกลับสูฉันที่อัล-เฮาฏ” (๒๗) แนนอนบรรดากลุมนักปราชญท่ีทรงคุณวุฒิตางก็ไดยอมรับถึงความเปนจริงของหลักฐาน ในขอนี้ แมแตท านอบิ นุ ฮะญัรเองก็ยังไดกลาวในขณะท่ีไดทําการตรวจสอบพิจารณาฮาดีษ “อัษษะ กอลัยน” (สิ่งสําคัญท่ีหนักย่ิงสองประการ) วา “ขอไดเปนที่ทราบกันดวยวา แทจริงฮาดีษท่ีระบุวา
ใหย ดึ มัน่ ในส่งิ ทั้งสองน้ันมีสายสืบท่ีรายงานหลายกระแส เทาท่ีขาพเจาไดทําการสํารวจอยางถี่ถวน แลวปรากฏวา มีมากกวา ๒๐ รายชือ่ ของบรรดาศอฮาบะฮฺที่เลา ไว” ทานกลาวอีกวา สายสืบที่ตีแผอยางมากมายถึง ๑๑ กระแสนั้นมีบางสวนท่ีกลาววาเปนฮา ดีษที่ทานกลาวที่อารอฟะฮฺ เมื่อครั้งบําเพ็ญฮัจญครั้งสุดทาย และในสายสืบอ่ืน ๆ ไดยืนยันวาเปนฮา ดีษท่ีทานไดกลาวที่เมืองมะดีนะฮฺ ในขณะท่ีทานกําลังปวยอยูซึ่งแวดลอมอยูกับบรรดาศอฮาบะฮฺที่ อยูกันเต็มในหองของทาน สวนอีกกระแสหนึ่งยืนยันวา ทานไดกลาวฮาดีษน้ีที่ฆอดีร-คุม สวนอีก กระแสหนง่ึ บอกวา เปน ฮาดษี ท่ีทานไดกลา วไวในตอนท่ีไดสาํ เร็จภารกิจจากเมอื งฏออิฟ (๒๗) ดูตอนทายของหมวดท่ี ๒ จากบทที่ ๙ ของหนังสือ “อัศศอวาอิก อัล-มุฮัรรอเกาะฮฺ” เขียนโดยทา น อิบนุ ฮะญัร หลงั จาก อัล-อรั บะอนี (๔๐) ฮาดษี ทส่ี าํ คญั ในหมวดนนั้ หนา ๕๗ ทานอิบนุ อะญัร ไดกลาวอีกวา “ไมมีใครปฏิเสธเลยวาเรื่องน้ีไมไดรับการถูกกีดกัน เพราะ เนอื่ งจากเปน รายงานฮาดษี ทข่ี ัดกนั กบั พวกเขาในเมอื งน้ีและเมอื งอ่ืน ๆ ทง้ั ท่คี วามสําคัญที่สุดน้ันคือ อัล-กุรอานของพระผูทรงเดชานุภาพกับเช้ือสายของผูบริสุทธิ์” นี่คือประโยคหนึ่งในตอนสุดทาย ของทาน(๒๘) เปนอันวาบรรดาอิมามผูบริสุทธ์ินั้น ตามทัศนะของอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองคแลว ยอมอยูในฐานะเชนเดียวกับอัล-กุรอาน ซึ่งไมมีเหตุผลใด ๆ ที่อางวา “เปนโมฆะ” ไมวาในเรื่องราว ที่เปดเผย หรือเร่ืองราวที่ซอนเรนอยูเบ้ืองหลัง และโดยอาศัยเหตุดังกลาวนี้เอง ไดทําใหถือเปน หลกั ฐานวาตอ งยอมรบั อยางเดด็ ขาดตอ มัซฮับของพวกเขา เพราะวามุสลิมท้ังหลายนั้นยอมไมมีใคร พึงปรารถนาใหมีการเปล่ียนแปลงอัล-กุรอานของอัลลอฮฺ ดังนั้นเขาจะเสาะหาวิธีการที่จะทําให เท่ยี งตรงตออลั -กรุ อานไดอยางไร ? ๕. โดยเปนที่ถูกยอมรับกันแลวถึงฮาดีษที่วา “แทจริงฉันเปนผูละท้ิงไวในหมูพวกทานซ่ึง ส่ิงที่ถาหากทานไดทําการยึดถือไวแลว ทานจะไมมีทางหลงผิด นั่นคืออัล-กุรอานแหงอัลลอฮฺและ เชื้อสายของฉัน” ฉะน้ันจึงหมายความโดยปริยายวา ผูหลงผิดก็คือ ผูท่ีมิไดยึดถือส่ิงสองประการนี้ พรอ ม ๆ กนั ไป อยา งมติ องสงสยั ขออา งดงั กลา วนี้คือ คาํ กลา วของทา นศาสทตู แหง อัลลออฺ (อัลลอฮฺ ทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) กลาวไวในฮา ดีษ “อัษ-ษะกอลัยน” ซง่ึ รายงานโดยทา นฏ็อบรอนยี ท ี่วา “พวกทา นอยา ไดลํา้ หนาในกิจการใด ๆ ตอ ส่ิงท้ังสองเพราจะทําใหพวกทานไดรับความเสียหาย และพวกทานยอมไมรูอะไรดีไปกวาพวกเขา เพราะพวกเขารอบรูกวา พวกทาน”
(๒๘) ดูการดัฟฮีรโองการท่ีส่ี “วะเกาะฟุฮุม อินนะฮุม มัสอูลูน” อันเปนคุณสมบัติตาง ๆ ของพวกเขา ตามทีม่ ีอางไวในหมวดท่ีหน่ึง บทที่ ๑๑ หนัวสอื ศอวาอิก ตอนทา ยของหนา ๘๙ ทานอิบนุ ฮะญัรยังไดกลาวอีกวา จากคํากลาวของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรง ประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ท่ีกลาววา “ดังน้ัน พวกทานอยาไดล้ําหนาในกิจการใด ๆ กับส่ิงท้ังสอง เพราะจะทําใหพวกทานเสียหาย และอยาได บ่นั ทอนใด ๆ จากสงิ่ ทั้งสองนั้น” จึงเปนหลักฐานท่ีแสดงวา พวกเขาเปน บรรทัดฐานทส่ี ูงสง และเปน มาตรฐานทเ่ี ด็ดขาดของศาสนา อันเปนมาตรฐานชน้ี าํ สาํ หรับผูอื่นทงั้ หมด(๒๙) ๖. เพ่ือแสดงถึงการท่ีตองยอมรับโดยส้ินเชิงตออะหฺลุลบัยตฺและสําทับอยางแข็งขันแกผู ศรัทธามิใหแยกออกจากศาสนา ก็ยังมีคํากลาวของทานศาสนทูตแหงอัลลออฺ (อัลลอฮฺทรงประทาน ความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) อีกบทหน่ึงวา “จงรูไวดวย วา แทจริงอุปมาแหง “อะหฺลลุ บัยตฺ” ของฉันน้ัน ในหมูพวกทาน ก็อุปมัยดั่งเรือของนบีนูห ผูใดที่ขึ้น ขมี่ ันกย็ อมปลอดภยั สวนผูท ผ่ี ลกั ไสมนั กจ็ ะลม จม”(๓๐) และมีคํากลาวของทานศาสนทตู แหง อลั ลอฮฺ (อัลลอฮทฺ รงประทานความ (๒๙) ทานอิบนุ ฮะญัร ไดกลาวไวในบทท่ีวาดวย “วะศียะดุนนบีย” หนา ๑๓๕ ของ หนังสือ “อัศ-ศอวาดิก” แลวทานไดต้ังขอสังเกตวา ทําไมทานอัล-อัซอะรียจึงบทําการล้ําหนาพวก เขาในการอธิบาย “อุศูลุดดีน” และทําไมนักปราชญฟุกอฮาอฺท้ังส่ีจึงทําการลํ้าหนาในการอธิบาย รายละเอยี ดสาขาตา ง ๆ และอิมรอน บนิ ฮะฏอน รวมทง้ั คนอ่ืน ๆ ท่ีเปนพวกคอวาริจญ ไดทําการล้ํา หนาพวกเขาในการรายงานฮาดีษ และมะกอดิล บิน สุลัยมาน ก็ไดทําการอธิบาย (ตัฟสีร) อัล-กุ รอาน ล้ําหนาพวกเขา และเปนท่ีรูกันวาไดมีการลํ้าหนาดวยวิธีการปฏิเสธจริยธรรมและวิธีการตาง ๆ ของพวกเขาที่ “เปรียบด่ังเปนยาสําหรับการบําบัดจิตใจ” เปนจํานวนมากและทานไดกลาววา “จะ เพกิ เฉยเสียอยา งไรในเรื่องของคอลฟี ฮฺทว่ั ไปท่ีเปนตัวแทนของทานนบีที่มีศักด์ิเปนพ่ีนองและเปนผู ใกลชิดของทาน ซ่ึงทานไมเคยยกยองคนใดเทาเทียมเขามากอน หลังจากน้ันบุตรหลานของปุถุชน ท่ัวไปไดมาทําการลํ้าหนาบุตรหลานของทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (ศ) ผูใดก็ตามที่ปฏิเสธในเช้ือ สายผูบริสุทธ์ิ ซึ่งเราไดกลาวถึงความสําคัญของเขาไวแลววา เปนบรรทัดฐานที่เด็ดขาดของศาสนา ฉะน้ันเม่ือฮาดีษท่ีวาดวย อัษ-ษะกอลัยน ไดรับการรับรองวาศอฮี้ฮฺเชนนี้ จะเปนไปไดอยางไร สําหรับการท่ีพวกเขาจะกลาววา เปนผูยึดถือตอเชื้อสายอันบริสุทธ์ิ และเปนผูที่ไดข่ีเรือแหงความ ปลอดภยั แลว และเปน ผทู ่ไี ดเขาประตแู หงการอภัยโทษอนั นน้ั แลว
(๓๐) รายงานโดยทานฮากิม จากสายสืบของอะบีชัร หนา ๑๕๑ เลมที่ ๓ หนังสือ “อัล-มุส ตัดร็อก” จําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) อีกวา “แทจริงสําหรับอุปมาของ “อะหฺลุลบัยตฺ” แหงฉันในหมูพวกทานนั้น เปรียบไดเสมือนดั่งเรือของนบีนูห ผูใดไดข่ีก็จะ ปลอดภัยผูใดผลักไสก็จะจมและสําหรับอุปมาแหง “อะหฺลุลบัยตฺ” ของฉันในหมูพวกทานนั้น อุป มัยด่ังประตูแหง ความเมตตาที่เคยมสี าํ หรบั บนอี ิสรออลี ผูใ ดทไี่ ดเ ขาไปก็ยอมไดรบั การอภยั ”(๓๑) และยังมคี าํ กลา วของทานศาสนทตู แหงอัลลอฮฺ (อลั ลอฮทฺ รงประทานความจาํ เริญและความ สันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) อีกวา “ดวงดาวนั้นเปนหลักประกันความ ปลอดภัย (ไมใหหลงทางในเวลากลางคืน) สําหรับชาวโลกมิใหลมจม สวน “อะหฺลุลบัยตฺ” ของฉัน นั้น เปนหลกั ประกนั ความปลอดภัยของประชาชาติของฉันใหพนจากความขัดแยง (ในเร่ืองศาสนา) เพราะเมื่อคราวใดที่กลุมชนเผาอาหรับขัดแยงกันในเร่ืองนั้น (หลักการของอัลลอฮฺผูทรงสูงสุด) เขา ก็จะเปน ดังพรรคพวกของอบิ ลีส”(๓๒) นี่คือขีดข้ันที่สูงสุดของบรรทัดฐานซึ่งยืนยันไดอยางแนนอนที่สุดวาจําเปนอยางย่ิงที่ ประชาชาตทิ ั้งหลายจะตอ งเชือ่ ฟงปฏบิ ัติตามพวกเขา และสกดั ก้ันความคิดที่จะบายเบี่ยงออกไปจาก พวกเขาและปญหาตาง ๆ ท่ียังความคลางแคลงอยูตามวิสัยของมนุษยนั้นก็ยอมสามารถคล่ีคลายได โดยอาศัยความหมายจากฮาดษี บทนี้ ๗. สําหรับความหมายของคําวา “อะหฺลุลบัยตฺ” ในท่ีนี้คือ กลุมของพวกเขาที่ถูกจัดไวใน ตําแหนงผูนําเทานั้น จํานวนทั้งหมดน้ีมิไดเปนวิถีทางที่นําไปสูความหายนะ เน่ืองดวยเหตุท่ีวา ตําแหนงเหลานี้มิไดมีขึ้นมาเพ่ืออื่นใด นอกจากเปนขอพิสูจนของอัลลอฮฺและเปนเหลาบรรดาที่ เทย่ี งตรงตอ (๓๑) รายงานโดยทานฏ็อบรอนีย ใน อัล-เอาสัฏ จากริวายะฮฺ อะบีสะอีด เปนฮาดีษท่ี ๑๘ ของฮาดษี อัรบะอีนเปนฮาดีษที่ ๒๕ ของฮาดีษอรั บะอีน ของนะบะฮานีย หนา ๒๑๖ (๓๒) รายงานโดยทานฮากิม หนา ๑๔๙ ุซอฺท่ี ๓ หนังสือ “อัล-มุสตัดร็อก” รายงานฮาดีษ ของทานอิบนุ อับบาส ทานไดกลาวกํากับไววา ฮาดีษนี้มีสายสืบที่ถูกตอง (ศอฮี้ฮฺ) แตมิไดมีการ บันทกึ จากทานซัยคทั้งสอง พระบัญชาของพระองคโดยเฉพาะ ไมวาจะเปนบทบัญญัติท่ีเก่ียวกับเรื่องของการใชสติปญญาหรือ เรื่องของการใหขอเสนอแนะ แนนอนที่สุดเหลาบรรดานักปราชญผูทรงคุณวุฒิจํานวนหน่ึงเขาก็ได
ยอมรับตอ ความเปนจรงิ ดังกลา วน้ี ดงั เชนในหนังสือ “อัศ-ศอวาอิกลุ -มุฮัรรอเกาะฮฺ” ของอิบนุฮะญัร ไดอางวา สวนหน่งึ ของพวกเขาไดก ลาววา “เปน ท่ีเช่ือถือกันวาความหมายที่เปนจริงของอะหฺลุลบัยตฺ นั้นก็คือ เหลาบรรดาผูที่เปนหลักประกันแหงความปลอดภัยแกบรรดานักปราชญของพวกเขา ทั้งนี้ เน่ืองจากดวยเหตุวาพวกเขาเหลาน้ันเปนบรรดาผูซ่ึงนําทางแกพวกเขา (ปวงปราชญ) เสมือนดั่ง ดวงดาวและชาวโลกกจ็ ะไดถูกนําใหป รากฏข้ึนมา” ทา นไดก ลา วอกี วา “และนั่นคือการลงมาของอิมามมะฮฺดี ตามที่มีรายงานของอาดีษวา “นบี อีซาจะมานมาซขางหลังทานและไดท าํ การฆา ดจั ญาลในสมยั ของทา น หลงั จากน้ันสัญญาณตาง ๆ ก็ จะติดตามมาปรากฏ”(๓๓) และในอีกแหงหนึ่งทานไดอางวา “มีคนกลาวแกทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (ศ) วา “มนุษย จะมีอะไรเหลืออยูบางหลักจากพวกเขาเหลานั้น” ทานกลาววา “คงเหลือแตลาท่ีกระดูสันหลังหัก” (๓๔) ๘. ทานเองก็ไดทราบแลวถึงคําเปรียบเทียบของพวกเขาที่วา “เปนเสมือนเรือทานนบีนูห น่ันคือ บุคคลใดก็ตามไดยึดมั่นในศาสนาโดยรับเอารายละเอียดแหงสาขาและพ้ืนฐานตาง ๆ ทาง วิชาการจากบรรดาอิมามของพวกเขา (๓๓) ตูตัฟสีร การอรรถาธิบายโองการที่ ๗ จากบทท่ี ๑๑ หนา ๙๑ ของหนังสืออัศ-ศอวา อกิ (๓๔) ดูตอนทายของบทอิซารอดิฮฺ (ซอลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะอาลิฮฺ วะซัลลัม) ไปจนถึงเร่ือง การบอกเลาใหพวกสาวกไดทราบถึงเหตุการณที่รายแรงหลังจากสมัยของทานหนา ๑๔๓ ตอนทาย ของหนังสอื อัศศอวาอกิ เราจึงใครท จ่ี ะถามอบิ นุ ฮะญรั วา “เมื่อฐานะของบรรดานกั ปราชญแหงอะหฺ ลุลบัยตมฺ คี วามเปน จรงิ อยา งนั้นแลว ไฉนทานท้งั หลายจึงทําพลกิ แพลงเสยี เลา ” ผูธ ํารงไวซ ่ึงความปลอดภยั แลว เขาก็ยอ มไดร ับความปลอดภยั จากการลงโทษของไฟนรก สวนผูใด ก็ตามท่ีปฏิเสธไมยอมรับพวกเขา ก็เปรยี บไดดงั เชน คนท่ีหยิ่งยะโส (เม่ือวันท่ีนํ้าทวม) อวดดีท่ีจะไป ยังภูเขา เพื่อคิดวาจะปกปองคนใหพนจากกิจการของอัลลอฮฺได ฉะน้ันเขาจึงไมสามารถไปทางอื่น ใดได นอกจากจมลงในนา้ํ นั่นคือหมายถงึ นา้ํ ท่เี ดือดพลาน (วลั อะยาซบุ ิลลาฮฺ)” สวนเปาหมายในขอเปรียบเทียบของพวกเขา (ขอความสันติสุขพึงมีแดทานเหลาน้ัน) วา เปนประตูแหงความเมตตานั้นก็หมายความวา อัลลอฮฺไดทรงกําหนดใหประตูนี้เปนหลักฐานที่
แสดงออกของผูที่ประกาศตนวามีความนอบนอมตออัลลอฮฺ หรือทําผิดตอบทบัญญัติของพระองค และดวยอาศัยส่ิงเหลานี้เอง ท่ีเปนเหตุใหมีการอภัยโทษแกเขา และแทจริงพระองคไดกําหนดให ประชาชาติท้ังหลายมีความเช่ือมั่นตออะหฺลุลบัยตฺของนบีแหงพวกเขาทั้งหลายและใหมีการปฏิบัติ ตามบรรดาอมิ ามเหลา น้นั นี่คือความหมายของขอเปรียบเทียบดังกลาวตามที่ทานอิบนุ ฮะญัร ไดอธิบายไวในตอน หน่ึงวา “ความหมายของฮาดีษบทน้ีกวางขวางมาก ซ่ึงสามารถอธิบายไดดังนี้” .... “ความหมายที่ เปรียบเทียบพวกเขาวาเปนเรือนั้น หมายความวา แทจริงผูท่ีรักพวกเขาใหเกียรติพวกเขา มีความ สํานึกในคุณงามความดีตาง ๆ แหงวิชาการของพวกเขา แลวไดยึดถือเอาทางนําน้ัน ๆ จากบรรดา นักปราชญของพวกเขา ก็ยอมไดรับความปลอดภัยพนจากความมืดมน สวนผูใดท่ีปฏิเสธจากความ จริงดังกลาวเขาก็จะลมจมอยูในหวงทะเล แหงความเนรคุณตอคุณงามความดี และอยูในความเว้ิง วา งของการละเมิด”(๓๕) ทานยังไดกลาวอีกวา “ความหมายของคําวา เปนประตูแหงความเมตตานั้น ก็คือแทจริง อัลลอฮฺไดกําหนดใหประตูเจริโคแหงปาเลสไตน หรือ “บัยตุล มักดิส” เปนที่ต้ังแหงการนอบนอม และการขออภยั โทษสําหรบั ผูหวัง (๓๕) ดูตฟั สรี โองการที่ ๗ จากหมวด ๑๑ หนา ๙๑ หนังสือ “อศั -ศอวาอิก” ไดรับการนิรโทษฉันใด พระองคก็ไดกําหนดความรักของประชาชาตินี้ที่มีตอบรรดาอะหฺลุลบัยตฺ เปนเยีย่ งนัน้ ดวย”(๓๖) หลักฐานเหลานี้เปนท่ียืนยันอยางชัดแจงวาถูกตองแลว ที่ถือเปนขอกําหนดวา จําเปนตอง ปฏิบัติตามพวกเขาโดยเอกฉันท และรายละเอียดตาง ๆ ท่ีมาจากเชื้อสายของผูบริสุทธ์ินั้นยังมีอีก มาก ถาหากวาไมมีความหวั่นกลัว ปญหาอุปสรรคตาง ๆ แลว เราจะไมหยุดยั้งการเสนอขอเขียนใน รายละเอยี ดทก่ี วา งไกลออกไปกวา น้อี ีก วสั ลาม (ช) (๓๖) ขอใหทานพิจารณาดูคําแถลงดังกลาวแลว โปรดไดแจงแกขาพเจาดวยวาเพราะเหตุ ใดเขาจึงไมยอมรับวิชาการใด ๆ ของบรรดาอิมามเหลาน้ันเลย ไมวาจะเปนในดานการอธิบาย
รายละเอียดของสาขาวิชาการ ตลอดจนถงึ เร่ืองหลกั การตา ง ๆ ไมยอมรับแมกระทง่ั สงิ่ ใด ๆ ทีม่ าจาก ภาควชิ าอุศลู ุตตนี และไมยอมรับในสง่ิ หนงึ่ สิ่งใดของวิชาการซุนนะฮฺและการอธบิ ายอลั -กรุ อานของ บรรดาอิมามแหงอะหฺลุลบัยตฺ ไมยอมรับแมแตในภาคจริยธรรมแนวทางและการปฏิบัติตน ฉะน้ัน เมื่อส่ิงท้ังหลายเหลานั้นพลาดไปจากเขา ก็ทําใหตัวเขาจมอยูในหวงทะเลแหงการปฏิเสธคุณงาม ความดีและทําใหตัวของเขาเสียหายอยูกับความเวิ้งวางของการละเมิด ขอใหอัลลอฮฺไดโปรดอภัย โทษใหแ กเ ขา ท่ีไดท ําใหพ วกเราไดร ับความสบั สนยงุ เหยงิ และไดสอดใสความคลุมเครือใหแกพวก เรา อลั -มรุ อญิอะฮฺ ๙ ๑๗. ซุล-เกาะอฺดะฮฺ ๑๓๒๙ • ขอใหเ พิม่ รายละเอียดของปญ หานี้ ขาพเจาขอสรุปขอเขียนวา ทานอยาไดประหว่ันตอปญหาอุปสรรคใด ๆ เลยเพราะวา ขาพเจา ยนิ ดอี นญุ าตใหทานเปน ผูแสดงวิชาการที่มีคุณคาแลว หัวใจของขาพเจามีความปลาบปลื้มที่ ขาพเจาไดมีโอกาสรับวิชาความรูจากทานมาคล่ีคลายปญหาที่อยูในใจของขาพเจา และทําใหความ ของใจของขาพเจาไดบรรเทาเบาบางลงไปและขอยอมรับวา หลักฐานตาง ๆ และคําอธิบายตาง ๆ ของทา นนนั้ ทําใหขาพเจา ตอ งการที่จะรูสืบตอไปอีก กลาวคือความคิดท่ีเคยเปนอุปสรรคนั้นไดพน ไปจากตัวขาพเจาแลว ดังน้ันขอใหทานไดเพ่ิมคําอธิบายของทานแกขาพเจา ซ่ึงสวนแบงท่ีมาจาก วิทยปญญาเล็ก ๆ นอย ๆ บางแลว แตก็ยังไมสมกับท่ีหัวใจของขาพเจากําลังกระหายน้ําเย็นอยู ฉะนนั้ ขอทานไดเพิ่มมันใหแกขาพเจาอีกเถิด ดวยพระนามของอัลลอฮฺ ขอทานไดเพิ่มใหแกขาพเจา อกี เถิด วัสลาม
(ช) อลั -มุรอญิอะฮฺ ๑๐ ๑๙ ซุล-เกาะอฺดะฮฺ ๑๓๒๙ • รายละเอียดท่แี จม ชัดจนเปน ท่เี พยี งพอ ถาหากทา นเห็นวา บทวเิ คราะหของขา พเจาไดส ามารถทําใหเกิดความอบอุนใจแกทาน และ ทานก็ไดยอมรับวาทานตองการคลี่คลายปญหาในใจของทานแลว น่ันคือหลักสําคัญท่ีขาพเจาตั้ง ความหวังไววาจะกระทําใหเปนที่สําเร็จ และลําพังความอุตสาหะเพียงสวนนอยของขาพเจานั้นยาก ที่จะบรรลุถึงความสมบูรณน้ันได อาศัยวาทานเปนผูท่ีมีเจตนาบริสุทธิ์ ไมมีเลศนัย เปนผูมีบุคลิกท่ี ถอมตน เปนผูมีความมุมานะเอาจริงเอาจัง ท่ีจะมุงม่ันหาวิชาความรู เปนผูชอบในการพิสูจนความ จริง แนนอนความเปนจริงตามท่ียืนยันในคําแถลงและปลายปากกานั้น ยอมฟองไปถึงลักษณะและ ความเปน จริงทอี่ ยูใ นมอื และปาก ส่ิงแรกของขา พเจา ท่จี ะเร่ิมตนครั้งน้ี ก็คือความขอบคุณตอทาน และสนองตอบคําเรียกรอง ของทาน เพราะการท่ีทานไดกลาววา ขอทานไดเพิ่มแกฉันอีกเถิดน้ัน จะหาส่ิงอื่นใดจากนี้ไดอีก หรือที่ยังความประเสริฐ ความดีงามและความนอบนอมถอมตนยิ่งกวา ? ดังน้ันขาพเจาจะขอ สนองตอบตอทาน แนนอนความดีงามยอมบังเกิดแกทาน ดวยพระนามของอัลลอฮฺ ขาพเจาจะขอ แถลงดังตอ ไปน.้ี ...
รายงานโดยทานฏอ็ บรอนีย ในหนังสือ อัล-กะบีร และทานรอฟอีย ในมุสนัดของทาน ตาม รายงานสายสืบท่ีมาจากทานอิบนุ อับบาส ไดกลาวไววา ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรง ประทานความจําเรญิ และความสันตสิ ุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาววา “ผูใดมี ความพยายามใชชีวิตเยี่ยงชีวิตของฉันและตายอยางการตายของฉัน เขาจะไดอยูในสวรรคอันบรม สุข(อัตน) ท่ีพระผูอภิบาลของฉันไดสรางเอาไว ดังน้ันเขาตองมีความจงรักภักดีตออาลีหลังจากฉัน แลว และตองยอมรับในอํานาจการปกครองของเขา และเขาตองยอมรับความเปนผูนําของ บรรดาอะหฺลุลบัยตฺของฉันภายหลังจากฉัน พวกเขาไดรับ “ริซกี” แหงความรูความเขาใจของฉัน ดังน้ันความวิบัติพึงมีแดบรรดาผูปฏิเสธเกียรติยศของพวกเขา ท่ีมีในหมูประชาชาติของฉัน (ผู ปฏเิ สธ) เหลานั้นเปนผูตัดขาดการติดตอกับฉัน อัลลอฮฺจะไมทรงประทานการชะฟาอัต (ชวยเหลือ) ของฉนั ใหแ กพวกเขา”(๓๗) มีรายงานมาจากทานมะฏีร ทานบารูดีย ทานอิบนุ ญะริร ทานอิบนุ ชาอีน และทานอิบนุ มนุ ดะฮฺ ทีไ่ ดร บั รายงานมาจากสายสบื ของทานอสิ หาก ซึ่งไดร ับรายงานมาจากทานซิยาด บนิ มัฏรบิ กลา ววา ฉนั เคยไดย ินทานศาสนทูตแหงอลั ลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเรญิ และความสนั ตสิ ขุ แดทา นและแดบ รรดาลกู หลานของทา น) กลาววา “ผูใดรักที่จะไดใชช ีวิต (๓๗) ฮาดีษน้ีมีใจความท่ีชัดเจนมากบทหนึ่ง เปนฮาดีษท่ี ๓๘๑๙ จากหนังสือ ฮาดีษกันซฯ ตอนทาย ๆ ของหนา ๒๑๘ ุซอฺท่ี ๖ รายละเอยี ดเร่อื งนี้ทานผูรวบรวมไดอธบิ ายไวตางหากใน “มุน ตะคอ็ บกันซ” นอกจากนีย้ งั มีในอะวามลิ ฮามชิ หนา ๙๔ ซุ อทฺ ี่ ๕ จากมุสนัคของทา นอะหมดั ทา น บันทึกประโยควา “พวกเขาไดรับริซกีความเขาใจของฉัน” แตไมมีคําวาและ “วิชาความรูของฉัน” น่ันคือการยกเลกิ ทป่ี ระมาทมากและยังมีรายงานโดย ฮาพซิ อะบูนะอมี ในตาํ ราบนั ทกึ ของทา น และ นักปราชญฝายมุอฺตะซิละฮฺ คนหนึ่งไดอางไวในหนา ๔๕๐ หมวด ๒ จากการอธิบายหนังสือ “นะฮฺุต-บะลาเฆาะฮฺ” ซ่ึงตีพิมพในประเทศอียิปต และมีการอางายงานจากหลักฐานนี้อีกในหนา ๔๔๙ จากรายงานของทานอับดุลลอฮฺ อะหมัด บิน ฮันบัลในมุสนัดของทาน หมวดที่วาดวย มะนา กิบ อาลี บนิ อะบฏี อสิบ อยางชีวิตของฉัน และตายอยางการตายของฉันและเขาสวรรค ซึ่งพระผูอภิบาลไดสัญญาใหแกฉัน นั่นคือสวรรคนิรันดร ดังน้ันเขาตองจงรักภักดีตออาลี และเช้ือสายของเขาหลังจากเขา เพราะวา แทจริงพวกเขาจะไมนําพวกทานออกจากประตูแหงทางนํา และไมนําพวกทานใหเขาสูประตูแหง ความหลงผิด”(๓๘)
ยังมีรายงานฮาดีษท่ีมาจากทานซัยด บิน อัรก็อม ไดกลาววา ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺได กลาววา “ผูใดที่มีความประสงคจะไดมีชีวิตเหมือนชีวิตของฉัน และตายอยางการตายของฉันและ อาศัยอยูในสวรรคอันนิรันดร ซ่ึงพระผูอภิบาลของฉันไดสัญญากับฉันไว ก็ขอใหเขาจงรักภักดีตอ อาลี บิน อะบีฏอลิบ เพราะแทจริงเขาจะไมทําใหพวกทานออกจากทางนําและเขาจะไมนําพวกทาน เขาไปในความหลงผิด”(๓๙) (๓๘) ฮาดีษน้ีเปนฮาดีษท่ี ๒๕๗๖ จากหนังสือฮาดีษ อัล-กันซ หนา ๑๕๕ ุซอฺท่ี ๖ และ ทานไดกลาวเปนรายละเอียดไวในหนังสือมุนตะค็อบอีกเชนกัน ดังนั้นถัดจากมีใน “มุนตะค็อบ” แลวบรรทัดตอนทาย ๆ ของฮามิช หนา ๓๒ ุซอฺที่ ๕ มุสนัดอะหฺมัดก็ยังมีอางอีกดวย ทานอิบนุ ฮะญรั อัล-อศั กอ็ ลลานยี ไดอธบิ ายเปนการสรปุ ไวในหมวดแนะนําบคุ คลที่ช่ือ ซิยาด บิน มัฏริบ ภาค ทห่ี นง่ึ ทา นไดก ลา ววา “ขาพเจาเหน็ วา ในรายงานของ “ยะหยา บนิ ยะอลา” น้ัน เขาคือวาฮีย น่ีคือส่ิง แปลกเทาที่พบจากการอนุมานของ “อัสก็อลลานีย” เพราะแทจริง “ยะหยา บิน ยะอลา” นั้นเปนคน ที่ถูกยอมรับวานาเช่ือถือมากท่ีสุด แมแตทานบุคอรีเองก็ยังเคยอางรายงานฮาดีษของเขาไวในเรื่อง เก่ียวกับสัญญาฮุดัยบียะฮฺ สวนทานอิมามมุสลิมก็ไดรับรายงานของเขาบันทึกไวในตําราศอฮี้ฮฺ เชนกัน ในรายงานของบุคอรี น้ันระบุวาทานยะหยา ไดฟงเร่ืองนี้มาจากบิดาของทาน สวนใน รายงานของมุสลิมนัน้ ระบุวาทา นยะหย าไดฟง เรื่องนมี้ าจาก ฆัยลานบนิ ญามิอฺทานชะฮะบยี ก็ไดอาง ไวในหนังสือมีซาน ทานอิมามกัยสะรอนียและอีกหลายคนอางวาผูอาวุโสทั้งสองเคยยอมรับ หลักฐานอืน่ ๆ จากบคุ คลเหลา น้ีมาบันทึก (๓๙) รายงานโดยทานฮากมิ ในตอนทา ยของหนา ๑๒๘ ซุ อฺที่ ๓ จากหนังสือศอฮี้ฮฺมุสตัด ร็อกของทาน หลังจากนั้นทานไดสรุปวา สายสืบของอาดีษนี้ศอฮี้ฮฺชัดเจนมากแตเขาทั้งสองไมได บนั ทกึ เอาไว และทา นฏ็อบรอนียกย็ งั ไดร ายงานฮาดีษนี้ลงในหนังสืออัล-กะบีร ทานอะบูนะอีมก็ได กลา วไวใ น “ฟะฏออิลศุ ซอฮาบะฮฺ” เปน ฮาดีษที่ ๒๕๗๗ จากหนังสือ ฮาดีษกันซฯ หนา ๑๕๕ ุซอฺ ที่ ๖ และทานยังไดอธิบายไวใน มุนตะค็อบ กันซ อีกดวย นอกจากนี้ในฮามิช หนา ๓๒ ุซอฺที่ ๕ ของมสุ นัด ก็ยังมบี ันทกึ ไวอีกเชน กนั ทํานองเดียวกันน้ีก็ยังมีรายงานฮาดีษที่มาจากทานอัมมารฺ บิน ยาสี อีกบทหนึ่งกลาววา ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทาน และแด บรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาววา “ฉันขอส่ังเสียแกผูซ่ึงมีความศรัทธาและซื่อสัตยตอฉัน ถึง เรื่อง “ฐานะผูปกครองท่ีมีอํานาจ” ของอาลี บิน อะบีฏอลิบ ฉะนั้นผูใดที่จงรักภักดีตอเขาก็เทากับ
จงรกั ภักดีตอฉัน และผูใดท่จี งรักภักดีตอฉัน ก็เทากับจงรักภักดีตออัลลอฮฺ ผูใดรักเขาก็เทากับรักฉัน และผูใดรักฉันก็เทากับรักอัลลอฮฺ และผูใดโกรธเขาก็เทากับโกรธฉัน ผูใดโกรธฉันก็เทากับ โกรธอัลลอฮฺ ผูทรงอานุภาพสูงสุด”(๔๐) ยังมีรายงานฮาดีษมัรฟูอฺ จากทานอัมมารฺอีกบทหน่ึงวา “โออัลลอฮฺ ผูใดท่ีเขาศรัทธาและเขาซื่อสัตยตอฉันจริง เขาก็ตองจงรักภักดีตอ อาลี บิน อะบีฏอลิบ ดังน้ันผูท่ีจงรักภักดีเขา ก็คือ ผูจงรักภักดีตอฉัน และผูใดจงรักภักดีตอฉันเทากับจงรักภักดีตออัลลอ ฮฺ ผทู รงสูงสุด”(๔๑) ทา นศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลกู หลานของทาน) ไดกลาวคุฏบะฮฺครั้งหน่ึง ใจความวา “โอบรรดาประชาชนเอย แทจริง เกยี รตยิ ศ บารมี ตําแหนงที่สงู สงและอํานาจการปกครองน้ัน เปนสทิ ธิของศาสนทตู แหง อัลลอฮฺและ เชือ้ สายของเขา การทพ่ี วกทานปด เรื่องนใี้ หพ นไปยอ มไมมผี ลอนื่ ใดนอกจากความสญู เสยี ”(๔๒) ทานศาสนทูตแหง อัลลอฮฺ (อลั ลอฮฺทรงประทานความจาํ เริญและความ (๔๐) รายงานโดยทานฏ็อบรอนีย ในอัล-กะบีรฺ และทานอิบนุ อะซากิรฺ ในตารีค เปนฮาดีษ ท่ี ๒๕๗๑ ของหนังสือฮาดษี กนั ซฯ ตอนทายของหนา ๑๕๔ ุซอทฺ ่ี ๖ (๔๑) รายงานโดยทานฏ็อบรอนีย ใน อัล-กะบีร ริวายะฮฺมาจาก มุฮัมมัด บิน อะบี อะบัย ดะฮฺ บิน มุฮัมมัด บิน อะมีรฺ บิน ยาซิรฺไดฟงมาจากบิดาของทาน ปูของทานคือ อัมมาร เปนฮาดีษท่ี ๒๕๗๖ จากหนังสอื ฮาดีษกันซฯ หนา ๑๕๕ ุซอทฺ ี่ ๖ และมรี ายละเอียดในมนุ ตะค็อบอกี ดว ย (๔๒) รายงานโดยอะบู ซัยค เปนฮาดีษท่ียาวมากบทหนึ่ง และทานอิบนุ ฮะญัร ก็ยังได อางอิงไวใ นปลายหัวขอ ที่ส่ี จากหลาย ๆ หัวขอซ่งึ ประกอบการอธบิ าย ตัฟสีรอฺ ายะฮฺ “อัล-มะวตั ตะฮฺ ฟลกรุ บา” หนา ๑๐๕ หนังสือ “เศาะวาอกิ ” สันติสุขแดทาน แตบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวอีกวา “ในปญหาขอขัดแยงทุกประการของ ประชาชาติของฉันนี้ มีมาตรฐานวัดไดท่ี อะหฺลุลบัยตุ ของฉัน พวกเขาจะขจัดออกไปจากศาสนานี้ ซึ่งความหลงผิดและความละเมิดของผูประพฤติผิดท้ังหลาย ตลอดจนถึงพฤติกรรมตาง ๆ ของพวก งมงาม จงรูไวเถิดวาแทจริงบรรดาอิมามของพวกทานนั้นตองนําทานไปยังอัลลอฮฺ ดังนั้นจง พิจารณาดูถึงตัวของผูท ่ีจะนําพวกทานไป (วาเปน ใคร)”(๔๓) ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลูกหลานของทาน)ไดกลาวอีกวา “ดังน้ันพวกทานอยาไดทําการใดลํ้าหนาพวกเขา เพราะ จะทําใหพวกทานประสบความเสียหายและพวกทานอยาไดบ่ันทอนส่ิงใด ๆ จากพวกเขา เพราะจะ
ทําใหพวกทานไดรับความเสียหาย และพวกทานอยาทํารูดีกวาพวกเขา เพราพวกเขารูดีกวาพวก ทา น”(๔๔) ทา นศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวอีกวา “พวกทานทั้งหลายจงยึดถือตออะหฺลุลบัยตฺของฉันไว ในตําแหนงสูงสุดของพวกทาน เชน ศีรษะกบั รางกาย และเชนตากับศีรษะ เพราศีรษะจะไมรูทางใด ๆ นอกจากตอ งอาศัยตา”(๔๕) (๔๓) รายงานในหนงั สอื “อัซซีเราะฮฺ” ของทานอัล-มลุ า และในตอนคัฟสีรโองการ “วะกอ ฟูฮุม อนิ นะฮุม มัสอลู นู ” หนา ๙๐ หนังสอื อศั ศอวาอิก อัล-มฮุ ัรเราะเกาะฮฺ” ขอบอิบนุ ฮะญรั (๔๔) รายงานโดยทานฏ็อบรอนียในฮาดีษอัษษะเกาะลัยน และทานอิบนุ ฮะญัรก็ยังได อางอิงจากทานอีกดวย ในคัฟสีรโองการที่ ๔ “วะกอฟูฮุม อินนุฮุม มัสอูลูน” ซ่ึงไดมีรายงานอยูใน บาบท่ี ๑๑ หนา ๘๙ ของหนงั สอื “อศั ศอวาอกิ ” (๔๕) นักปราชญของฝายซุนนะฮฺกลุมหน่ึงไดรายงานฮาดีษบทน้ีดวยสายสืบท่ีมาจาก ทานอะบูซัร เปนฮาดีษมัรฟูอฺ ทานอิมามศ็อบบาน ก็ไดอางอิงไวใน “ฟฏล อะหฺลุลบัยตฺ” จาก หนังสือ “อัสอาฟ รอฆิบีน” ทานซัยค ยูซุฟ นะบะฮานีย ก็ไดอางไวในหนา ๓๑ หนังสือ “ชัรฟุล-มุ อับบิด” นกั ปราชญค นสําคัญจํานวนไมนอยไดกลาววา “น่ีคือขอมูลท่ียืนยันในความจําเปน (วาญิบ) ท่ีจะตองใหพวกเขาอยูในฐานะหัวหนาและแนนอนท่ีสุด หนทางท่ีจะนําไปสูสัจธรรมน้ันยอมไมมี ทางอน่ื อีกแลว นอกจากทางของพวกเขาเทา นัน้ ” ทา นศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาววา “พวกทานจงเขมงวดในการใหความรักตอเรา บรรดาอะหฺ ลุลบัยตฺ เพราะแทจรงิ ผูที่พบกบั อัลลอฮฺโดยทเี่ ขามคี วามรักตอ เราน้ัน เขาจะไดเขาสวรรค เพราะการ ชะฟาอตั (อนุเคราะห) ของเรา ขอสาบานตอผูซ่ึงชีวิตของฉันอยูในพระหัตถของพระองควา ผลงาน ตาง ๆ นั้นไมอาจอํานวยคุณประโยชนใด ๆ แกบรรดาบาวท้ังหลายได นอกจากดวยการที่เขา ประจกั ษถงึ สิทธหิ นาที่ท่ีตองมตี อ เรา”(๔๖) ทา นศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาววา “การประจักษถึงสิทธิของลูกหลานมุฮัมมัดน้ัน ทําให ปลอดภัยจากไฟนรก ความรักท่ีมีตอลูกหลานของมุฮัมมัดน้ัน ทําใหไดรับทางนําท่ีเท่ียงตรง การ
ยอมรับ “ความเปนผูมีอํานาจ” ของลูกหลานมุฮัมมัดนั้น เปนหลักประกันที่พนจากการถูกลงโทษ” (๔๗) (๔๖) รายงานโดยทานฏ็อบรอนียใน อัล-เอาสัฏ ทานซะยฺฏียก็ไดอางไวในอะหยาอฺลมัยยิด ทานนะบะฮานียก็ไดอางไวในอัรบะอัน-อัรบะอีน ทานอิบนะ ฮะญัรก็ไดอางไวในเรื่องเกี่ยวกับ ความรักของพวกเขาในหนังสืออัศศอวาอิก ส่งิ หนึ่งท่ีนาสนใจก็คือการอธิบายประโยคท่ีวา “ผลงาน ตา ง ๆ นน้ั ไมอาจอํานวยคุณประโยชนใด ๆ แกบรรดาบาวท้ังหลายได นอกจากดวยการประจักษถึง สิทธิหนาท่ีที่ตองมีตอเรา” โปรดแจงใหขาพเจาดวยเถิดวา “อะไรคือสิทธิหนาท่ีซึ่งอัลลอฮฺไดทรง กาํ หนดใหเปนเงื่อนไขในการพสิ ูจนความถูกตองของผลงาน ? นั่นคือการเช่ือฟงปฏิบัติตามพวกเขา และสมั พันธก ับอลั ลอฮฺ ตามแนวทางของพวกเขาท่เี ท่ยี ง (๔๗) ทา นกอฏีย อิยาฏ ไดอ ธิบายไวใ นหมวดซง่ึ ทา นไดต ้ังช่ือวา “เงื่อนไขท่ีตองยึดม่ันและ แสวงหาความปลอดภัยตามคําสั่งของทานศาสนทูต” (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความ สันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) และหมวดที่วาดวย “การประกอบความดีแด ลูกหลานและเชื้อสายของทาน” จากหนังสืออัชชิฟา ตอนตน ๆ ของหนา ๔๐ สวนท่ีสองของ หนังสือ ตีพิมพใหมในป ๑๓๒๘ หวังวาทานเองก็ยอมทราบดีถึงจุดมุงหมายของความท่ีวา “ประจักษถึงความดีงามที่มีตอพวกเขา” ณ ที่น้ีวามิใชมีความหมายในประเด็นที่ใหรูจักชื่อ ประวัติ สว นตวั หรือความสัมพนั ธทม่ี ีตอทานศาสนาทูตแหง อลั ลอฮฺ (อัลลอฮทฺ รงประทาน ทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวอีกวา “บรรดาบาวท้ังหลายยังไมอาจผานพนไปไหนได (ใน วนั กิยามตั ) จนกวาเขาจะไดถกู สอบถามเรอ่ื งราวสปี่ ระการเสียกอน นั่นคือ เรื่องการใชชีวิตในทางที่ สูญเปลา เร่ืองรางกายที่กระทําในความผิด เร่ืองทรัพยสินที่เขาใชจายวา เขาหาไดมาจากไหน และ เรอ่ื งความรักท่มี ีตอ พวกเรา (อะหฺลุลบยั ตฺ)” (๔๘) ทา นศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวอีกวา “ถึงแมวาเขาจะเปนผูเครงครัด ไววางใจไดอยางมั่นคง แลวเขานมาซถือศลี อด แตเขาชงิ ชังลกู หลานของมฮุ มั มัด เขากต็ อ งเขาไฟนรก”(๔๙) ความจําเรญิ และความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ในฐานะญาติเทาน้ัน เพราะ ถาเปนเชนน้ันก็เหมือน ๆ กับการรูจักในเรื่องของอะบู ญะฮัลและอะบู ละฮับ น่ันเอง แตขอแม สาํ หรับความหมายของการใหรจู ักพวกเขาในที่นก้ี ค็ อื การยอมรบั ในความเปน อลุ ุลอมั ร (ผูปกครอง)
ของพวกเขาหลังจากทานศาสนทูต (ศ) ส่ิงที่สําคัญท่ีสุดก็คือทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรง ประทานความจาํ เรญิ และความสันติสขุ แดท า นและแดบ รรดาลกู หลานของทาน) ไดก ลาววา “บุคคล ใดตายลงโดยท่ีเขาไมรูจักอิมามแหงยุคสมัยของเขาเทากับเขาไดตายอยางการตายของพวกญาฮิลี ยะฮฺ ความหมายของคําวาความรักและการยอมรับในอํานาจการปกครองของพวกเขานั้นมีการ อธิบายกันอยางกวางขวาง แตขอสรุปก็คือ การจงรักภักดีอยางจริงจังตออะฮฺลุลฮัก (กลุมผูอยูกับสัจ ธรรม) ซึง่ หมายถึงอิมามท่ีซื่อสัตยท้งั หลายน่นั เอง (๔๘) ถา หากวา ไมม กี ารรับรองจากอัลลอฮฺใหเชื่อฟงปฏิบัติตามพวกเขา ก็ยอมไมมีเง่ือนไข “ความรักทีต่ องมีตอพวกเขา” ไวในการตอบแทนนี้ และฮาดีษน้ีมีในรางานของทานฏ็อบรอนีย จาก รายงานของทานอิบนุ อับบาส มัรฟุอฺ ทานซะยฺฏีย ก็ไดอางไวในหนังสือ “อิหยาอุล-มัยยิต” ทาน นะบะอานีย อางในหนงั สอื “อรั บะอีน” เปนฮาดษี ท่ีเปน ท่ยี อมรบั โดยเอกฉนั ท (๔๙) รายงานโดยทานฏ็อบรอนีย ทา นฮากิม เชน เดียวกนั น้กี ็มใี นหนังสืออัรบะอีนของทาน นะบะฮานีย หนังสืออิหยาอฯ ของทานซะยฺฏียและอ่ืน ๆ อาดีษนี้ใหขอสังเกตท่ีสืบเน่ืองกับฮาดีษ ที่วา “ขอสาบานตอผูซึ่งชีวิตของฉันอยูในพระหัตถของพระองควาผลงานตาง ๆ น้ันไมอาจอํานวย คุณประโยชนใด ๆ แกบ รรดาบา วท้งั หลายได นอกจากดว ยการประจักษถึงสิทธิหนาท่ที ่ีตอ งมีตอเรา ซ่ึงแสดงวาความกร้ิวโกรธของพวกเขานั้นก็เปนเสมือนความกร้ิวโกรธของอัลลอฮฺและศาสนาของ พระองค ผลงานตาง ๆ ของบุคคลตาง ๆ จะถูกลบลา งหมดส้นิ ถา ทา นศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทานและ แดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวอีกวา “ผูใดท่ีตายลงกับความรักที่มีตอลูกหลานของมุฮัมมัด เทากับเขาไดตายชะฮีด (พลีชีเพ่ือพิทักษอิสลาม) ไมเพียงแตเทาน้ันผูใดท่ีตายลงโดยมีความรักตอ ลูกหลานของมุฮัมมัด เทากับเขาไดตายอยางผูไดรับการนิรโทษใชแตเทาน้ัน ผูใดท่ีตายลงโดยมี ความรักตอลูกหลานของมุฮัมมัด เทากับเขาไดตายลงอยางผูกลับเนื้อกลับตัว ใชแตเทานั้น ผูใดท่ี ตายลงโดยมีความรักตอลูกหลานของมุฮัมมัด เทากับเขาไดตายลงอยางผูศรัทธาท่ีมีความศรัทธา อยางสมบูรณ ใชแตเทาน้ัน ผูใดที่ตายลงโดยมีความรักตอลูกหลานของมุฮัมมัด มะลาอิกะฮฺเมาต จะแจงขาวดีในเรื่องสวรรคใหแกเขา แมแตมุนกัรและนะกีรดวย ใชแตเทาน้ันผูใดที่ตายลงโดยมี ความรักตอลูกหลานของมุฮัมมัดเขาจะไดถูกแหแหนไปสวนสวรรค เสมือนด่ังเจาบาวถูกแหแหน ไปยังบานเจาสาวของเขา
เน่ืองจากเปนท่ีชิงชังของพวกเขา ถึงแมบุคคลนั้นจะเปนผูเครงครัดในเรื่องนมาซ ถือศีลอดตาม” ฉะนั้นถาหากวาพวกเขามิใชตัวแทนโดยแทจริงของทานนบี ฐานะอยางน้ีก็ยอมจะไมมีแกพวกเขา อยางแนนอน ฮาดีษนี้ยังมีในรายงานของทานฮากิม และอิบนุ ฮิบบาน ในหนังสือศอฮ้ีฮฺของทานอีก ดว ย สาํ หรับในหนังสอื อรั บะอีนของทานนะบะฮานยี และหนังสอื อิหยาฯ ของทานซะยฺฏียน้ันยังได มีรายงานฮาดีษมาจากทานซะอีด อีกบทหน่ึงอีกวา ทานศาสนทูตไดกลาววา “ขอสาบานดวยพระผู ซงึ่ ชวี ิตของฉนั อยใู นพระหัตถของพระองค บุคคลท่ีเขากร้ิวโกรธตอพวกเรา (อะหฺลุลบัยตฺ) น้ันยอม ไมไดร ับสิ่งอื่นใด นอกจากาการเขา นรก” รายงานโดยทานฏ็อบรอนีย สวนใน “อัรบะอีน” ของทาน “นะบะฮานยี ” และหนังสืออหิ ยาฯ ของทา นซะยฺฏยี นน้ั มรี ายงานมาจากทานอิมามฮาซนั ผูเปนหลาน ของศาสดา ซง่ึ ไดก ลา วแกม อุ าวยิ ะฮฺ บนิ คอลจี ญ วา “ขอใหท า นพึงระวังเร่ืองราวของการโกรธเคือง ตอเรา อะหฺลุลบัยตฺ” เพราะแทจริงทานศาสนทูต ไดกลาววา “คนใดท่ีโกรธเคืองตอพวกเรา อะหฺ ลุลบัยตฺ” เพราะแทจริงทานศาสนทูต ไดกลาววา “คนใดที่โกรธเคืองตอพวกเรา คนใดที่อิจฉาพวก เรา ยอมไมไ ดรับสงิ่ ใดเลยในวันกิยามัด นอกจากกระแสคลื่นแหงไฟนรกจะปดกวาดใหเขาออกพน ไปจากอัล-เฮาฏ” มีบันทึกตออีกบทหน่ึงวา และทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทาน ความจําเริญและความสันติสุขแดทานและแดบรรดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวคุฏบะฮฺ วา “โอ ประชาชนเอย ใครก็ตามที่โกรธเราอะหฺลุลบัยตฺ อัลลอฮฺจะทรงรวมเขาใหอยูในกลุมเดียวกับพวก ยะฮูด ในวันกิยามัต” รายงานโดยทานฏ็อบรอนียในอัล-เอาสัฏ และมีบันทึกในอิหยาฯ ของทานซะ ยฏู ีย และอัรบะอีนของทา นนะบะนีย และเลม อื่น ๆ อีกเชนเดยี วกนั ใชแตเทานั้น ผูใดที่ตายลงโดยมีความรักกับลูกหลานของมุฮัมมัด ประตูสวรรคจะถูกเปดใหแกเขา ถึงสองบานจากกุบูร ใชแตเทาน้ัน ผูใดท่ีตายลงโดยมีความรักตอลูกหลานมุฮัมมัด มะลาอิกะฮฺแหง ความเมตตาจะอยูหอมลอมพวกเขา ใชแตเทาน้ัน ผูใดท่ีตายลงโดยมีความรักตอลูกหลานของมุฮัม มัดเทา กับเขาไดตายลงกับซนุ นะฮแฺ ละกลมุ ญะมาอะฮทฺ ี่เท่ียงแท จงรไู วเถดิ วาคนท่ีตายลงโดยมคี วาม ชิงชังตอลูกหลานของมุฮัมมัด เมื่อวันกิยามัตไดมาถึง ตรงท่ีระหวางนัยนตาของพวกเขาจะมีรอย จารกึ ไวว า “คนท่สี ้นิ หวังความเมตตาจากอลั ลอฮ”ฺ ตอนทา ยคุฏบะฮฺของทา นน้นั รุนแรงมาก”(๕๐) ส่งิ ทที่ า นศาสนทูตแหงอลั ลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแดทาน และแดบรรดาลูกหลานของทาน) มีความประสงคน้ัน ทานมิไดประสงคมาจากอารมณ รายละเอียด ที่รวบรวมมาจากฮาดีษเหลานี้ ทุกฮาดีษลวนเปนสายสืบมุตะวาติร (สอดคลองตรงกัน) ยืนยันถึง แนวทางของเชื้อสายผูบริสุทธิ์วาการท่ีไดระบุใหแกพวกเขาซึ่งตําแหนงเหลานี้ก็เปนเพราะ แทจริง
พวกเขาคือขอพิสูจนของอัลลอฮฺท่ีมีขีดข้ันบรรลุถึงความสูงสงและเปนแบบแผนสําหรับบทบัญญัติ อันล้ําเลิศของพระองค เขาเหลาน้ันเปนผูดํารงอยูกับหลักเกณฑของทานศาสนทูต ไมวาในดาน คําส่ังใหปฏิบัติหรือคําหามมิใหปฏิบัติ พวกเขาเปนผูสาธิตวิธีการปฏิบัติตามทาน โดยไดสําแดงให ปรากฏถึงทางนําของทานศาสดา ฉะนั้นผูที่มีความรักตอพวกเขา คือผูท่ีมีเหตุผลพอในการเปนที่รัก ของอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองคผูที่ชิงชังตอพวกเขาก็ยอมเปนที่โกรธกร้ิวของอัลลอฮฺและ ทานศาสนทตู ดว ย (๕๐) รายงานโดยอิมามษะลาบีย ในการอธิบายโองการ มะวัตคะฮฺ จาก ตัฟสีร อัล-กะบีร รายงานจากทานญะรีร บิน อับดุลลอฮฺ อัล-บาคิลลีย ท่ีไดรับฟงมาจากทานศาสนทูต (ศ) ทานซะมัค ชะรีย ยงั ไดนาํ ไปอา งไวอกี แหงหน่ึงในหนังสือ “กิชาฟอิรชาลุล-มุสลิมาต” สําหรับการอรรถาธิบาย ใจความโองการดังกลาวน้ี แทจริงทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความสันติสุขแด ทาน และแดบันดาลูกหลานของทาน) ไดกลาวไววา “ไมมีใครรักเรา นอกจากผูศรัทธาที่ปกปอง ตวั เอง และไมม ีใครโกรธเรา นอกจากคนกลับกลอกท่ชี ่ัวรา ย”(51) ดวยเหตุนี้อีกเชนกัน ที่นักกวีฟรซะดักไดประพันธบทกวีเพื่อสดุดีเกียรติคุณพวกเขาไวบท หน่ึงวา ...... “บรรดาคนทร่ี ักเขาเหลา น้นั ลวนเปน ผยู ึดมัน่ ศาสนา บรรดาคนโกรธเขาเขาบฑี า นั่นแหละหนาผูทรยศกบั พระองค การใกลช ดิ พวกเขาคือทางรอด ใหผ านปลอดภัยรายไมใ หลหลง ผูยาํ เกรงสํารวมใจใฝท างตรง ยอมบรรจงตอ หัวหนา หวงั ปรานี ไตถ ามกันหาคนดีเปนศรหี ลา หนใดหนาผกู ําโชคแหงโลกนี้ เสยี งขานรับตอบพลนั ทวั่ ทนั ที วา คนดีคอื พวกเขาเหลาผนู าํ ”
ทานอิมามอาลี อามีรุล-มุมนิ ีน (อ) ไดกลาวไวว า “แทจ รงิ ความดีเทา นน้ั ที่เปน ความประสงค ของฉัน และท่ีเปนคุณธรรมประเสริฐยิ่งน้ันคือ เช้ือสายของฉัน เขาใหความออนโยนกับผูนอย และ ใหวิชาการแกผูใหญกับพวกเรานี้ อัลลอฮฺ ไดทรงยับยั้งการโกหกไวเสียแลวกับพวกเรานี้ อัลลอฮฺ ทรงยับยั้งใหพนจากเขีย้ วของพวกสตั วปา และสุนัขกบั พวกเราน้ี ถาพวกทานเบียดเบียนก็เทากับเปน การใหร า ยตอ อลั ลอฮฺ (พวกเรา) ไดถอดบวงที่ผูกติดอยูกับคอของพวกทาน และพวกเรานี้อัลลอฮฺได ทรงเปดทางและทรงใหค วามสมบูรณไ ว” (52) (51) รายงานฮาดีษนี้โดยนักปราชญตาง ๆ และหนังสืออัศศอวาอิก หัวขอที่สอง อธิบาย ใจความของโองการที่ 14 ในบาบที่ 11 เปนท่ีเขาใจแกเราแลววา พวกเขายอมไดรับสิทธิท่ีดีกวาบุคคลอ่ืน ๆ ซ่ึงเปนสิทธิพิเศษ ที่อัลลอฮฺไดทรงมอบไวแกพวกเขาเปนการเฉพาะ จนกระท่ังไดทรงกําหนดใหการสดุดีตอพวกเขา เปนสว นหน่งึ ในการ “นมาซฟรฎ” ซึ่งบัญญตั ลิ งแกบ รรดาบาวทั้งมวล ฉะน้นั นมาซใด ๆ ก็ตามไมวา ของใครในโลกน้ี ถามิไดกลาวสดุดีตอพวกเขาแลว นมาซนั้น ๆ จะไมถูกตอง เปนความจริงอยาง แนนอนไมวานักปราชญที่เรืองนามแคไหนตางก็ยอมรับ แนนอนท่ีสุดสําหรับบาวของอัลลอฮฺทุก คน พระองคไดทรงสงั่ ใหเ คารพตอ พระองค และในการนมาซนนั้ พระองคก็ไดก ําหนดใหมีการสดุดี พวกเขา เชน เม่ือแสดงตนเปนผูเคารพพระองคน้ันตองมีการกลาวคําปฏิญาณทั้งสอง ตําแหนงอันนี้ เปนมาตรการสูงสุดของบรรดาประชาชาติท้ังหลาย และไดเปนท่ียอมรับอยางนอบนอมมาแลวจาก บรรดาผูมพี ิจารณาญาณตอบรรดาอิมามเหลา น้ี เชน ทานอมิ ามชาฟอยี (อลั ลอฮฺทรงมีความชื่นชมตอ ทา น) ไดกลาวไววา .... “โอบรรดา อะหฺลุลบัยตฺ แหงทานศาสนทูตของอัลลอฮฺ ความรักท่ีพึงมีตอพวกทานน้ันเปน ขอกําหนดท่ีบัญญัติมาจากอัลลอฮฺ ที่มีใน อัล-กุรอานซ่ึงพระองคประทานลงมา เกียรติยศแหงคุณ งามความดีท้ังหลายแหลเปนท่ีเพียงพอแกพวกทานแลว แทจริงกับพวกทานนั้น ถาใครมิไดสดุดีให การนมาซก็ยอมไมม สี าํ หรับเขา”(53) (52) รายงานโดยทานอับดุล ฆอนีย บิน สะอัด ในหนังสืออีฎอห อัชกาล เปนฮาดีษ ท่ี 6050 จากหนงั สือ ฮาดีษกันซฯ ตอนทาย ๆ ของหนา 396 ซุ อฺท่ี 6 แนนอนย่ิงขอมูลตาง ๆ น้ียอมใหความกระจางแกเราจนเปนที่เพียงพอ วาจุดมุงหมายแหง ซุนนะฮฺอันบริสุทธิ์น้ัน มีหลักฐานท่ียืนยันถึงความจําเปนที่จะตองยึดถือเอาแบบอยางของพวกเขา และดําเนินการตาง ๆ ไปตามครรลองของพวกเขา สวนในอัล-กุรอานของอัลลอฮฺ ผูทรงไวซ่ึง
อานุภาพสูงสุดน้ัน ก็ยังมีอีกหลายโองการท่ีชัดแจง (มุหกะมาต) ที่ยืนยันถึงความจําเปนในขอน้ีอีก ดวย ซึ่งเราหวังเปนอยางย่ิงในดุลยพินิจท่ีแข็งแกรงและสติปญญาอันเฉียบแหลมของทาน เพราะ พวกทานก็เปนผูท่ียึดมั่นกับหลักฐานท่ีชัดแจงและคงมีความสามารถเพียงพอที่จะรับเอาสิ่งท่ีชี้แจง มาน้ที ้ังหมดไปพิสูจนได ขอสรรเสริญตอ อัลลอฮฺ พระผูอภิบาลแหง สากลโลก วัสลาม (ช) (53) ขอความสองตอนนี้มาจากหนังสือ มะดาอิหุชชาฟอีย และยังไดมีคํายืนยันสนับสนุน จากนักปราชญอ ืน่ ๆ อีกเชน อบิ นุ ฮะญัรซงึ่ ไดอ างในการอธบิ ายโองการของอัลลอฮฺท่ีวา “อินนัลลอ ฮะ วะมะลาอกิ ะตะฮู ยุศอ็ ลลนู ะ อะลนั นะบฯี ” หนา 88 หนังสือ “อัศศอวาอิก” และหนังสือ “ชัรฟุล- มุอับบดิ ของนะบะฮานี หนา 99 และทา นอมิ ามอะบูบักร บิน ชิฮาบุดดีนก็ไดอางไวในหนังสือ ร็อฟ ชะดุศ-ศอดียแ ละนกั ปราชญกลมุ อืน่ ๆ อีกเปน จํานวนมาก อัล-มุรอญิอะฮฺ 11 20. ซลุ -เกาะอฺดะฮฺ 1329 1. แสดงความชน่ื ชมตอหลกั ฐานตา ง ๆ ท่อี ธบิ ายไปแลว 2. แสดงความประหลาดใจในการเสนอรายละเอียดที่เขากันไดระหวางหลักฐานของ นักปราชญกลุมตา ง ๆ 3. ขอใหแ สดงหลักฐานที่สามารถพิสจู นไดจ ากอลั -กุรอาน 1. ขาพเจามีความปล้ืมปติยินดีเปนอยางย่ิงท่ีไดรับจดหมายอันมีคุณคาของทาน นับไดวา เปนขอมูลที่ชัดเจนที่สุด เทาท่ีความตองการเพ่ือบรรลุถึงวิชาการพึงจะมี จดหมายนี้เต็มไปดวย หลกั ฐานทย่ี ืนยันจนสามารถพิสูจนได ขาพเจาเองถึงกับตองยอมรับในส่ิงน้ันเหมือนกับพบสายทาง ทีต่ รงดง่ิ จากยอดภเู ขา ขาพเจาขอยอมรบั ในความจรงิ ดังกลา วไวในตัวของขาพเจา ซ่ึงมันเปนการทํา ใหขาพเจาตองยอมรับเหมือนเผชิญกับคําประกาศิต เพราะวิชาการของทานน้ันเปนวิชาการที่ม่ันคง โดยใหหลักฐานท่ียืนยันถึงความแข็งแรง มีความแข็งแกรงเฉียบขาดอยางอัจฉริยะย่ิง โดยใช หลักการพูดทีม่ อี รรถรสเขมขน
2. เมื่อขาพเจาไดฝงใจอยูกับคําอธิบายตามรายละเอียดในหลักฐานของทานแลว ขาพเจาก็ ไดทุมเทความพากเพียรเพ่ือทําการคนควาหลักฐานตาง ๆ ของทานตามวิสัยของผูท่ีมีความหวังใน วิชาการ ขาพเจาพิจารณาหลักฐานของทานแลวขาพเจาก็เห็นมันไดอยางชัดเจนในคําอธิบายของ ทาน ขาพเจาไดตระหนกั ถึงการยอมจํานนวา บัดนีข้ าพเจาพิจารณามองในบรรดาอิมามผูสืบเชื้อสาย ที่บริสุทธ์ิ อยางชนิดท่ีตองยอมรับถึงฐานะอันสูงที่มาจากอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค ปกแหง ความทะนงตองสยบใหอยางออนนอมยําเกรง และใหการคารวะในเกียรติยศ และแลวขาพเจาก็ได พิจารณามองไปยังบรรดาปวงปราชญ (ญัมฮูร) ตลอดถึงบรรดาอะฮฺลุลกิบละฮฺ ท้ังหลายท่ีพวกเขาก็ ยึดเอาหลักการตาง ๆ มาจากแนวทางเหลานี้ แลวเพราะเหตุใดท่ีพวกเขาตองมาขัดแยงกันกับ บรรดาอะหฺลุลบัยตฺ ในเมื่อพวกเขาเองก็ยอมรับในหลักฐานตาง ๆ เหลานั้นอยูโดยเปดเผย บัดน้ี ขาพเจากําลังควบคุมจิตใจของตนเองท่ีแบงเปนสองสวน ใจหน่ึงตองการที่จะสลัดออกไปเพ่ือ ยอมรับหลักฐานเหลาน้ัน แตอีกใจหนึ่งก็ยังหวาดหวั่นอยูกับสวนของชาวกิบละฮฺ แนนอนขาพเจา ขออาสาเพอ่ื ทา นเปนอนั ดับแรกที่จะชส้ี ง่ิ นโี้ ดยท่ีทานก็อยาไดล ะวางการคนควาหาหลกั ฐานตา ง ๆ ท่ี อยูในมือของทาน เพราะอีกฝายหนึ่งอาจตอสูคัดคานทาน แลวเทากับเปนการสรางความมัวหมอง ใหแ กทา นนัน่ เอง 3. ทานยังมีโอกาสพอหรือไม ในการที่จะแสดงหลักฐานตาง ๆ ท่ีชัดแจงมาจากอัล-กุรอาน ? อันที่ถือวาเปนหลักฐานนั้นเด็ดขาดท่ีสามารถตัดสินปญหาทุกอยางไดท้ังน้ีเพื่อเปรียบเทียบ ขอความนัน้ กบั แนวทางวิชาการทั่ว ๆ ไป ขอความสนั ติพึงมแี ดทา น วสั ลาม (ซ) อลั -มรุ อญิอะฮ 12 22 ซุล-เกาะอฺดะฮฺ 1329 • หลักฐานตา ง ๆ จากอลั -กรุ อาน อัล-ฮัมดุลิลลาฮฺ ทานเปนผูมีความรอบรูอยางกวางขวางและเปนผูตองการทบทวนขอความตาง ๆ อันลึกซึ้งของพระองค พระองคไดประทานโองการที่แจมแจง ระบุถึงเรื่องของเชื้อสายผูบริสุทธิ์
มาแลว มิใชหรือ ? โองการทีก่ ลาวถึงการขจัดความมลทินนั้นไดอธิบายอยางชัดแจงวา พระองคขจัด แกค นอืน่ ทม่ี ิใชพ วกเขากระนัน้ หรอื ? (54) หรือยังมีใครท่ีไหนอกี ในโลกนี้ ท่ไี ดรบั การรับรองเหมือน โองการที่กลาวถึงความบริสุทธิ์ของพวกเขา ? (55) ไดมีบัญญัติใด ๆ บางหรือไม ท่ีกําหนดใหมีความ รักตอคนอ่ืน นอกเหนือจากพวกเขาโดยโองการท่ีถูกประทานลงมา ? (56) และยังมีพวกไหนอีกที่ นอกเหนอื จากพวกเขา ซงึ่ ไดรับเกียรติดว ยโองการ มุบาฮิละฮฺจากญิบรออลี ? (57) (54) เหมือนดังท่ีมีโองการอันชัดแจงของอัลลอฮฺ ผูทรงสูงสุด ไดระบุวา ขจัดความมลทิน ออกไปจากพวกเขาคือโองการท่ีวา “แทจริงเพียงแตอัลลอฮฺทรงประสงคที่จะขจัดความมลทิน ออกไปจากสูเจา โอ อะหลฺ ุลบยั ตฺ และทรงชาํ ระสเู จา ใหสะอาดบรสิ ทุ ธ”ิ์ (33:33) (55) หามิไดเลยไมมีใครแมแตคนเดียวที่ไดรับการเลือกสรรเชนนั้น ไมวาเขาจะมีความ ตอ งการเพยี งใดก็ตาม (56) หามิไดเลย แตอัลลอฮฺทรงจําเพาะท่ีจะใหเกียรติแกพวกเขาเทานั้น ท่ีพระองคทรงตรัส วา “จงกลาวเถดิ (โอมฮุ ัมมดั ) ฉนั มไิ ดข อตอ พวกทา นเก่ียวกับการน้ันซึ่งรางวัลใด ๆ นอกจากการให ความรักตอญาติที่สนิท” “และผูใดที่เขาเพียรการทําดี (รักเขาเหลานั้น) เราก็จะเพ่ิมความดีในนั้น ใหแกเขา แทจรงิ อัลลอฮฺทรงอภยั โทษ (แกผซู ่ึงรกั พวกเขา) ผูทรงตระหนกั ตอ ความดี” (แกพวกเขาที่ ทาํ เชนนน้ั ) อซั ซูรอ อายะฮทฺ ี่ 23 “ยังมีเกียรติของใครอีกท่ีไดรับการยกยองเหมือนพวกเขา ไมมีอยางแนนอน พวกเขาเปนท่ี รักของผูราํ ลกึ ถงึ ”(58) พวกเขามิใชห รอื ทีเ่ ปนเชอื กของอลั ลอฮฺ ตามทพี่ ระองคท รงตรัสวา “และสเู จาจงยึดเหน่ียวใหมัน่ คงกับเชอื กของอลั ลอฮฺโดยพรอมเพรยี งกัน และสเู จาจงอยาได แตกแยกกนั ”(59) (อาลอิ มิ รอน : 103) และเปน บรรดาผมู ีความสตั ยจริงตามในโองการทวี่ า (57) หามิได เพียงแตพระองคประทานโองการน้ีมาเพื่อแสดงถึงพวกเขาโดยเฉพาะท่ี พระองคทรงตรัสวา “ดังนั้น จงกลาวเถิดมุฮัมมัด พวกทานจงมาซิ เราจะเรียกลูก ๆ ของเรามา และ ลกู ๆ ของทานมา (จนจบโองการท่ี 61-ซูเราะฮฺ อาลิอมิ รอน) (58) ถอยคําน้ีช้ีไปยังความหมายในซูเราะฮฺอัดดะฮฺร ที่ถูกประทานมาในเร่ืองของพวกเขา ถาหากวาใครไดติดตามศึกษารายละเอียดของความเปนมาจากบรรดาโองการที่อางมาแลวนี้ ก็ยอม
สามารถแกห รอื คลีค่ ลายปญหาที่ของใจในหลักฐานของเราได เพราะจะทําใหเขาใจเหตุผลที่แทจริง ไมอยใู นสภาพทร่ี เู ทา ไมถ งึ การณ (อัล-ฮมั ดลุ ลิ ลาฮ)ฺ (59) รายงานโดยอิมามษะอลาบีย ในการอธิบายความหมายของอายะฮน้ี ตัฟสีรอัล-กะบีร โดยอางสายสืบไปยัง อุบาน บิน ตัฆลิบ ซ่ึงไดรับรายงานมาจาก ทานอิมาม ญะอฟร ศอดิก ซ่ึงทาน ไดก ลา ววา “เรานี่แหละคือสายเชือกของอัลลอฮฺ ท่ีพระองคไดทรงตรัสไววา “และสูเจาจงยึดเหนี่ยว ใหมั่นคงกับสายเชือกของอัลลอฮฺโดยพรอมเพรียงกัน และสูเจาอยางไดแตกแยกกัน” ทานอิบนุ ฮะญัรยังไดอางวา โองการนี้ถูกประทานมาเพ่ือระบุถึงเร่ืองของพวกเขาเปนโองการท่ี 5 ท่ีกลาวถึง พวกเขา ซ่ึงทานไดอางไวในหนังสือ “อัศศอวาอิก” ของทาน ในภาคท่ี 1 บาบท่ี 11 โดยอางถึง รายงานของทา นษะอล ะบียท ไี่ ดร บั มาจากรายงานมาจากทานอมิ ามญะอฟ รศอดกิ ทานอิมาม ชาฟอีย ก็ไดก ลาวในเร่ืองเดยี วกันนีใ้ นหนังสือรุซฟะตศุ ศอดยี ของทา นอะบูบกั รฺ บิน ชฮี าบุดดีน วา .... “และสเู จา จงอยูกับบรรดาผูสตั ยจรงิ ” (อตั -เตาบะฮฺ : 119)(60) และพวกเขาคอื หนทางของอลั ลอฮฺ ตามความในโองการทวี่ า “และแทจ รงิ นค่ี ือหนทางของฉนั ดังน้นั สูเจาจงปฏบิ ัตติ ามมัน” และพวกเขาคือ “แนวทางของพระองค” ที่พระองคทรงกลา วถงึ อีกวรรคหนึ่งทีว่ า “และสูเจาอยาไดปฏิบัติตามแนวทางท้ังหลายเพราะมันจะทําใหสูเจาแตกแยกออกจาก แนวทางของพระองค” (อัล-อันอาม : 153)(61) และพวกเขาคือ บรรดาผบู ังคับบัญชาทีพ่ ระองคไ ดทรงกลา ววา “เมื่อขาพเจาไดพิจารณาดูประชาชนท่ีขาพเจาเคยรวมแนวทางกับพวกเขา แนวทางตาง ๆ ของพวก เขาลอ งลอยอยใู นทะเลแหงความผิดและความโงเขลา ขาพเจาไดข้ึนมาอยูในเรือแหงความปลอดภัย น้ีแลว ดวยพระนามของอัลลอฮฺพวกเขาผูเปนอะหฺลุลบัยตฺ ของศาสดามุศฎอฟา (ผูไดรับการ เลือกสรร) ผูเปนศาสนทูตที่สมบูรณท่ีสุด ขาพเจาไดยึดสายเชือกของอัลลอฮฺแลว นั่นคือความเปน ผนู ําของพวกเขาเหมอื นดัง่ เชนทเี่ ราไดถ ูกบญั ชาใหย ดึ เหน่ยี วดวยสายเชอื กน้ี” (60) ผมู คี วามสตั ยจ รงิ ในท่ีนหี้ มายถงึ “ศาสนทูตของอลั ลอฮฺและบรรดาอิมามแหง เช้อื สายที่ บรสิ ุทธ”์ิ ตามที่มีหลักฐานที่ศอฮ้ฮี ฺรับรองไวมากมาย เชนในรายงานของทานฮาฟซ อะบูนะอีม ทาน
เมาฟกุ บนิ อะหมฺ ัด ทานอบิ นุ ฮะญรั กไ็ ดอา งไวในตัฟสีร โองการท่ี 5 จากบาบท่ี 11 หนังสือ “อัศศอ วาอกิ ” หนา 90 รายงานมาจากทานอิมาม ซัยนุลอาบิดีน ซึ่งคําพูดของทานนั้นเราไดเสนอไปแลวใน อลั -มุรอญิอะฮทฺ ่ี 6 ตอนทา ยเรือ่ ง (61) ทานอิมามบากิร และอิมามศอดิก ไดรวมกันกลาววา หนทางที่เที่ยงตรงในที่น้ี หมายถึงอิมามและพวกทานอยาไดปฏิบัติตามทางอื่น (อิมามท่ีหลงผิด) เพราะจะทําใหพวกทาน แตกแยกออกมาจากแนวทางของพระองค (เราคือแนวทางของพระองค) “โอ บรรดาผูศรัทธาท้ังหลายสูเจาจงเช่ือฟงปฏิบัติตามอัลลอฮฺและจงเช่ือฟงปฏิบัติตาม รอซูล และผบู ังคบั บญั ชาของสเู จา....” (อัล-นิสาอฺ : 59) (62) และกับความหมายโองการท่วี า .... “บรรดาผมู คี วามรู” (อะฮลฺ ัซ-ซกิ ร) ในตอนท่ตี รสั วา (62) รายงานโดยผูทรงคุณวุฒิท่ีสําคัญคนหนึ่งของอิสลาม น่ันคือ มุฮัมมัด บิน ยะอฺกูบ ดวย สายสืบท่ศี อฮ้ีฮฺ ของทานบะรีด อจั ญลี ซ่ึงกลาววา “ขาพเจาไดถามทานอะบูญะอฟร (มุฮัมมัด บากิร) ถึงโองการของอัลลอฮฺที่วา “จงเช่ือฟงปฏิบัติตามอัลลอฮฺและจงเชื่อฟงปฏิบัติตามรอซูลและ ผูบังคับบัญชาของสูเจา” ปรากฏวาคําตอบมีดังน้ี “เจามิไดพิจารณาดูหรือ กับบรรดาผูซ่ึงมีสวน ไดรับมอบอัล-กุรอานวาพวกเขาเหลานั้นตางศรัทธาตอยิปต และฏอฆูต อีกทั้งพวกเขาไดกลาวแก บรรดาผปู ฏเิ สธวาพวกเหลาน้แี หละอยใู นแนวทางเที่ยงตรงยิง่ กวา บรรดาผูศรัทธาเสยี อีก (อัน-นิสาอฺ : 51) หมายถึง การที่พวกเขาไดกลาวแกเ หลา บรรดาผูนาํ (อิมาม) ท่หี ลงผดิ และบรรดาผเู รียกรองเขา สูไฟนรกวา เปนบรรดาผูท่ีอยูในหนทางที่ถูกตองยิ่งกวาพวกลูกหลานมุฮัมมัด (พวกเขาเหลานั้นคือ บรรดาผูซึ่งอลั ลอฮจฺ ะไดทรงสาปแชง พวกเขาและผใู ดที่อัลลอฮฺไดทรงสาปแชงแลว พวกเขาจะไมมี โอกาสพบกับการอนุเคราะหใด ๆ พวกเขาไมมีสวนใด ๆ เลยในดานการปกครอง) (อันนิสาอฺ : 52- 53) หมายความวา ตําแหนงอิมามผูปกครองและตําแหนงคอลีฟะฮฺผูแทนในหนาที่การปกครองของ ทานนบี (ฉะน้ันพวกเขาก็จะไมยอมใหคนใดไดรับแมแตส่ิงที่เลวซ่ึงนอยคาหรือวาเปนเพราะพวก เขามีความอิจฉาคนท่ีอัลลอฮฺไดทรงประทานเกียรติยศใหแกเขา โดยแทจริงเราไดประทานใหแก ลูกหลานของอิบรอฮีม ซึ่งพระคัมภีรและวิทยปญญา และเราไดประทานใหแกพวกเขาเหลาน้ัน ซึ่ง อํานาจทางการปกครองอันไพศาล) (อัน-นิสาอฺ : 53-54) ทานอิมามไดอธิบายวา “พวกเราคือ คนที่ ถูกอิจฉาในสิ่งที่อัลลอฮฺไดทรงประทานใหแกพวกเรา ซึ่งตําแหนงผูนําอันเปนสิ่งท่ีคนอื่น ๆ ไมมี โอกาสไดรบั ” ทานไดก ลาวอีกวา “ในพวกของเรานี้มีคนท่ีถูกแตงต้ังใหเปนรอซูล เปนนบี และเปน
ผูนํา (อิมาม) พวกเขาเหลาน้ัน (ผูปฏิเสธ) เคยเขมงวดในการชิงชังลูกหลานของนบีอิบรอฮีมฉันใด ความขมข่ืนเหลาน้ันก็ยังคงสืบเนื่องมาถึงลูกหลานของมุฮัมมัดดวยฉันน้ัน (ดังนั้นในหมูพวกเขามี ท้ังผูซึ่งศรัทธาตอเขา และจากหมูพวกเขาก็มีผูขัดขวางเขา นั่นเปนการเพียงพอแลวสําหรับนรก ญะฮันนัมท่ีรอ นแรงย่ิง) (อัน-นสิ าอฺ : 55) “ดงั นัน้ พวกสเู จาจงถามบรรดาผูรเู ถดิ ถาหากสูเจา ไมร ”ู (อัน-นะหล : 43) (63) และความหมายของคําวา “บรรดาผศู รทั ธา” ตามทพ่ี ระองคทรงมโี องการวา “และผูใดที่กระทําการฝาฝนตอรอซูล หลังจากที่ทางนําไดถูกอธิบายจนเปนท่ีแจมแจงแก เขาแลว และเขาไดปฏิบัติตามทางท่ีมิใชทางของ “บรรดาผูศรัทธา” เราจะกลับเขาใหหันไปยังทางท่ี เขาไดหันและเราจะใสเขาใหเ ขา ในนรกญะฮนั นัม (อัน-นิสาอฺ : 115) (64) (63) รายงานโดยทานษะอละบีย ในการอธิบายความหมายของโองการนี้ จากตัฟสีรอัล-กะ บีร ซึ่งอางริวายะฮจากทานญาบิรวา... “เม่ือตอนที่โองการนี้ไดถูกประทานลงมานั้น ทานอาลี ได กลาววา “เราน่ีแหละคือ อะฮลัซซิกร” และน่ีคือขอความตอนหน่ึงของหนังสือ “ซาอิร-อะอิมมะตุ ลฮดุ า” ของทาน อลั -ลามะฮฺ บะหรัยนียท่ีไดนํามาบันทึกไว ในบาบท่ี 35 ซ่ึงเปนรายงานฮาดีษท่ีศอฮี้ ฮฺท้ังส้นิ ในจาํ นวนฮาดษี ทไ่ี ดรวบรวมไว (64) รายงานโดยอิบนุ มัรดุวียะฮฺวาในการอรรถาธิบายโองการนี้ ถึงความหมายที่วา การฝา ฝนตอทานรอซูลนั้น ในท่ีน้ีหมายถึงการฝาฝนในเร่ืองตําแหนง-ฐานะของทานอาลี เพราะวา ความหมายของคําวาทางนําในโองการ ตอนท่ีวา “หลังจากท่ีทางนําไดถูกอธิบายจนเปนท่ีแจมแจง แกเขาแลว” นั้นหมายความวาเรื่องราวที่เปนสิทธิหนาที่โดยตําแหนงของทานอาลี (อะลัยฮิสลาม) ทานอะยาชียยังไดรายงานไวในตัฟสีรของทานในเร่ืองนี้อีกดวย และกลาววาเปนเรื่องราวท่ีมี สายสืบศอฮี้ฮฺถูกตองตรงกันกับรายงานของฝายเชื้อสายผูบริสุทธิ์ในความหมายท่ีวา แนวทางของผู ศรทั ธาน้นั หมายถึงแตเพียงแนวทางของพวกเขาเทานัน้ (บรรดาอิมามอะลยั ฮมิ ุสสลาม) และความหมายของคาํ วา “ผนู าํ ” ในโองการท่วี า “แทจริงเพียงแตเจานั้นเปนผูตักเตือน และสําหรับทุก ๆ หมูชนยอมมีผูนํา” (อัร-เราะด : 7) (65)
พวกเขาเหลานั้นมิใชหรือ ท่ีเปนบรรดาผูซ่ึงอัลลอฮฺไดทรงโปรดปรานพวกเขา ดังกรณีที่มี การชแี้ จงไวในซูเราะฮฺ อลั -ฟาตฮิ ะฮฺของ อลั -กรุ อานท่พี ระองคไดท รงมีโองการวา “ขอไดโปรดทรงนาํ เราสูหนทางอันเที่ยงตรง หนทางซึ่งพระองคไดทรงประทานเปนความ โปรดปรานแกพ วกเขา”(66) (อลั -ฟาฎิฮะฮฺ : 5-6) (65) รายงานโดยทานษะอละบีย ในตําราตัฟสีรของทาน ตอนที่อรรถาธิบายโองการน้ี ของตัฟสีร-อัล-กะบีร ซึ่งมีรายงานมาจากทานอิบนุ อับบาสวา “ในขณะที่โองการน้ีไดถูกประทาน มานั้น ทานศาสนทูต (ศ) ไดเอามือของทานวางทาบที่หนาอกของทานแลวกลาววา “ฉันคือผู ตักเตือน สวนอาลีคือผูนํา กับเจาน้ีเอง อาลีเอย ที่บรรดาผูไดรับทางนําไดอยูในทางนํา” ขอความ ตอนนอี้ ีกเชนกันที่ไดมีรายงานไวไมนอยเลยในบรรดานักปราชญตัฟสีร และบรรดานักปราชญฝาย ซุนนะฮฺ ท่ีอางถึงรายงานของทานอิบนุ อับบาส สวนรายงานของมุฮัมมัด บินมุสลิม ที่กลาววา “ฉัน ไดถามทานอะบู อับดุลลอฮฺ (ญะอฟร ศอดิก) ถึงความหมายของโองการน้ี ทานกลาววา “ทุก ๆ อิ มามนั้นคือ ผูนําสําหรับยุคสมัยของเขา” และทานอิมามอะบู ญะอฟร อัล-บากิร ไดกลาวไวในการ อธบิ ายโองการนว้ี า “ผทู าํ หนาที่ตักเตือนนน้ั คือทา นศาสนทตู สวนผูน ําน้ันคือทานอาลี” หลงั จากนนั้ ทานไดก ลาวอกี วา “ขอสาบานดวยพระนามของอัลลอฮ หนาทน่ี น้ั ยังดํารงอยูในหมูพวกเราจนถงึ วนั อวสาน” (66) ทานษะอละบีย ไดรายงานไวในการอธิบายความหมายของซูเราะฮฺ อัล-ฟาติฮะฮฺ จากตัฟสีร อัล-กะบีร ซ่ึงมีรายงานมาจากทานอะบู บุรัยตะฮฺ วา แทจริงหนทางอันเที่ยงตรงนั้น คือ หนทางของมุฮัมมัดและลูกหลานของทานจากตัฟสีรของทานวะกีอฺ บิน ญิรอห ซึ่งมาจากรายงาน ของทานซุฟยาน อัษษุรีย ที่ไดรับรายงานมาจากทานซุดีย ที่ไดรับรายงานมาจากทานอัสบาฎและ ทานมุญาฮิด ที่รับรายงานมาจากทานอิบนุ อับบาส ซึ่งไดกลาวถึงโองการที่วา “ขอไดทรงโปรดนํา เราสูหนทางอันเทย่ี งตรง พวกเขาเหลานั้นตา งกลา วกนั วา หมายถึงการขอใหน าํ เราเขาสคู วามรักของ มุฮมั มดั และบรรดาอะหลฺ ุลบัยตฺของทาน” และท่ีพระองคไดม โี องการวา
“บรรดาพวกเขาเหลานั้นท่ีไดอยูกับบรรดาผูซ่ึงอัลลอฮฺไดทรงโปรดปรานแกพวกเขา อัน ไดแกบรรดานบีตาง ๆ บรรดาผูมีความสัตยจริง บรรดาผูพลีตน (เพื่ออัลลอฮฺ) และบรรดาผูทรง คณุ ธรรม” (อนั -นสิ าอฺ : 69) (67) อลั ลอฮฺไดทรงกําหนดใหตําแหนงผูปกครองเปนของพวกเขาตลอดไปมิใชหรือ ? ตําแหนง เหลานั้นไมควรถูกบั่นทอนแกพวกเขาหลังจากสมัยทานรอซูลแลวใชหรือไม ? ขอใหทานไดอาน โองการตอ ไปนีเ้ ถดิ (67) จากบรรดาอิมามแหงอะหฺลุลบัยตฺ น้ันเปนบรรดาประมุขสูงสุดของบรรดาผูมีความ สัตยจริงและบรรดาผูพลีชีพเพื่อพิทักษอิสลาม ตลอดถึงบรรดาผูมีคุณธรรมอยางท่ีไมมีใครกลาวคํา คดั คา นใด ๆ เลย “แทจ รงิ ผปู กครองของสูเจานัน้ มีเพียงอัลลอฮฺ และรอซูลของพระองค และเหลาบรรดาผูซ่ึง ศรัทธา บรรดาผูซึ่งดํารงนมาซ และบริจาคซะกาต และพวกเขาเปนผูโคง และผูใดท่ียอมรับ (การ ปกครอง) ของอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค และบรรดาผูซึ่งศรัทธาแลว แทจริงพรรคของอัลลอฮฺ น้ันยอ มเปนผูชนะเสมอ (อัล-มาอิดะฮฺ 55-56)(68) อัลลอฮฺไดทรงกําหนดการอภัยโทษใหแกบรรดาผูกลับเน้ือกลับตัว และผูศรัทธา และผู ประกอบคณุ งามความดีท้งั หลายโดยมเี งอ่ื นไขวา ตอ งอยูในทางนําที่ยอมรับความเปนผูปกครองของ พวกเขามใิ ชห รือ ? เมือ่ พระองคม โี องการวา “และแทจริงฉันยอมใหอภัยแกผูกลับเนื้อกลับตัว และผูศรัทธาและผูประกอบความดี หลังจากนนั้ เขาเปน ผูไดร บั ทางนํา” (ฏอฮา : 82) (69) (68) บรรดานักตัฟสีรท้ังหลายตางมีมติเห็นพองตองกันเหมือนอยางที่ทานกูซะญียไดกลาว สรุปไวในหนังสือ “มับฮัษอิมามะฮฺ” วา “แทจริงโองการน้ีไดถูกประทานมาในเรื่องที่เก่ียวกับทาน อาลี ขณะที่ทานไดบริจาค ท้ัง ๆ ที่ทานกําลังโคงในนมาซอยู” และยังมีรายงานในหนังสือ “ศอฮ้ีฮฺ” ของทานนะสาอยี อีกดวยวา “โองการนี้ถกู ประทานลงมาเก่ียวกับในเร่ืองของทานอาลี” จากรายงาน ของทา นอบั ดลุ ลอฮฺ บิน สลาม ยงั ไดมรี ายงานยนื ยันในเรอ่ื งน้อี ีกเชน กัน ในบรรดาตาํ ราตา ง ๆ ของศิ ฮาฮุสสิตตะฮฺ ในการตฟั สรี ซเู ราะฮฺมาอิดะฮฺ และมีรายงานของทานษะอละบีย ในตัฟสีรอัล-กะบีร ที่
ระบุวา “เปนโองการที่ถูกประทานลงมาในเรื่องของทานอะมีรุล-มุมินีน อาลี (อะลัยอิสลาม)” ดังที่ เราจะไดทาํ การอธบิ ายใหกระจางแจงในคราวตอไป. (69) ทา นอิบนุ ฮะญรั ไดก ลา วไวในญซอทฺ ี่หน่งึ ของบาบท่ี 11 ในหนังสือ “อศั ศอวาอิก” วา โองการท่ีอัลลอฮฺทรงตรัสวา “และแทจริงฉันยอมใหอภัยแกผูกลับเน้ือกลับตัวและผูศรัทธาและผู ประกอบความดี หลังจากนั้นเขาเปนผูไดรับทางนํา” น้ัน ทานษาบิต บะนานียไดกลาววา “หมายถึง ทางนําท่ีชไ้ี ปสูการยอมรับในอํานาจการปกครอง (วลิ ายะฮ)ฺ ของ อะหฺลลุ บยั ตขฺ อง การยอมรัยในอํานาจทางการปกครองของพวกเขานั้นเปนหลักประกันแหงความซ่ือสัตย ตามที่อลั ลอฮฺ ผทู รงสูงสดุ ไดท รงโองการไวว า “แทจริงเราไดเสนอหลักการแหงความซื่อสัตยแกชั้นฟาและแผนดินและภูเขา แตแลวพวก มันก็ปฏิเสธท่ีจะรับส่ิงน้ันไว และมีความกลัวตอส่ิงน้ัน แตมนุษยไดแบกมันไว แทจริงเขาเปนผู อธรรมที่โฉดเขลาย่งิ ” (อัล-อะหซ าบ : 72) (70) ทานนบี(ศ) ทานไดกลาวอีกวา “ทานอะบูญะอฟร บากิร ก็ไดอธิบายอยางน้ีเชนกัน หลังจากนั้น ทานอิบนุ ฮะญัร ยังไดอางรายงานฮาดีษท่ีระบุถึงความปลอดภัยจากทางนําที่เปนของพวกอะหฺ ลุลบัยตฺ (อะลัยฮิมุสลาม) และทานไดกลาวช้ีแจงถึงคํากลาวของทานบากิร ท่ีไดกลาวแกฮาริษ วา “โอฮาริษ เจาไดเห็นแลวหรือยังวา ทําไมอัลลอฮฺจึงกําหนดเงื่อนไขวาการอภัยโทษจะไมเปนผลแก มนุษยท่ีศรัทธา และประกอบการดี จนกวาเขาจะไดรับทางนําโดยอํานาจการปกครองของเรา” หลังจากน้ันทานอิมาม อะลัยฮิสลาม ไดอางริวายะฮฺฮาดีษท่ีมีสายสืบไปถึงปูของทานคือ ทานอะมี รุล มุมินีน วา “ขอสาบานดวยพระนามของอัลลอฮฺ ถึงแมวาชายผูน้ันเขาจะกลับเน้ือกลับตัว และมี ความศรัทธาและประกอบการดี แตถาหากยังไมอยูในทางนําแหงการปกครองของพวกเรา และไม รูจักในสิทธิหนาท่ีตาง ๆ ของเราแลวไซร สิ่งนั้น ๆ ยอมไมเปนผลท่ีเพียงพอแกเขาแตอยางใด” รายงานจากอะบู นะอมี ฮาฟซ ที่ไดร ับรายงานมาจากเอาวนบ ิน อะบี ญะฮฟี ะฮฺ ซึง่ อางรายงานมาจาก บิดาของทานที่ไดรับรายงานมาจากทานอาลี ก็กลาวเชนน้ีเหมือนกัน และมีในรายงานของทานฮา กิม ทานบากิร ทา นศอดิก ทา นษาบติ นะบานยี และทา นอะนัส บิน มาลิก ก็กลา วเชน นีอ้ กี เชน กนั . (70) ดูการอธิบายความหมายโองการนี้ในหนังสือศอฟย และตัฟสีรในเรื่องอาลิ อิบรอฮีมและ รายงานของอิบนุ บาบุวียะฮฺในเร่ืองน้ี และจากรายงานทุกเลมท่ีมาจากทานบากิร ทานศอดิก และ
ทา นริฎอ และการอธิบายของอลั -ลามะฮฺ บะหรัยนียในตัฟสีร จากรายงายฮาดีษของอะฮฺลิซ-ซุนนะฮฺ ในบาบท่ี 115 หนังสือ “ฆอยะตลุ มะรอม” ฉบบั ที่ 20 ซุล-กิอดฺ ะฮฺ 1329 พวกเขาเปน “ความสันติ” ตามที่อัลลอฮฺทรงมีบัญชาใหเขาไปสูในน้ันมิใชหรือ ดังท่ี พระองคท รงตรสั วา “โอบรรดาผูศรัทธาเอย สูเจาจงไดเขาไปสูใน “ความสันติ” โดยพรอมเพรียงกันเถิด และสู เจาอยา ไดปฏบิ ัติตามรอยเทาของชัยฎอน”(71) (อัล-บากอเราะฮฺ : 208) พวกเขามิใชหรือทีเ่ ปนความโปรดปราน ? ตามท่อี ลั ลอฮผฺ ทู รงสงู สุด ไดทรงมีโองการวา “และแนน อนพวกสเู จา จะตอ งถูกสอบสวนแนใ นวนั น้ันเกี่ยวกับความโปรดปราน” (อัต-ตะ กาษรุ : 8) (72) สิ่งนั้นมิใชหรือท่ีทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (อัลลอฮฺทรงประทานความจําเริญและความ สนั ตสิ ขุ แดท านและแดบ รรดาลูกหลานของทา น) ไดถกู บัญชาใหประกาศ ? เร่ืองน้ีมิใชหรือที่ทานมี ความรูสึกอดึ อัดใจในการประกาศ ? จนอัลลอฮฺไดเตือนสําทบั ดว ยโองการที่วา (71) รายงานโดยอัลลามะฮฺ บะหรัยนียในบาบที่ 224 หนังสือ “ฆอยะตุลมะรอม” โดยอาง 12 ฮาดีษที่ศอฮ้ีฮฺซึ่งยืนยันถึงโองการนี้วา “ถูกประทานมาเพื่อยืนยันในอํานาจการปกครองของอาลี และบรรดาอิมามและหามมิใหปฏิบัติตามแนวทางอ่ืน” ในบาบท่ี 223 ไดกลาววา “ทานอิศฟะฮานีย อะมะวยี ไดรายงานเรือ่ งน้ซี ่งึ มสี ายสืบมาจากทานอาลีหลายกระแส” (72) รายงานโดยอัลลามะฮฺ บะหรัยนีย ในบาบที่ 48 ของหนังสือ “ฆอยะตุลมะรอม” โดย อาง 3 ฮาดีษท่ีรายงานมาจากอะฮฺลิซซุนนะฮฺท่ีกลาววา “แทจริง อันนะอีม (ความโปรดปราน) ที่อัลลอฮฺทรงประทานแกมนุษยน้ันคือ การยอมรับในอํานาจการปกครองของทานศาสนทูต แหงอัลลอฮฺ (ศ) ทานอะมีรุล-มุมินีน และบรรดา อะหฺลุลบัยตฺ” ยังมีรายงานในบาบท่ี 49 อีก 12 ฮา ดีษสอฮี้ฮทฺ ่ไี ดใหความหมายในทํานองเดยี วกัน “โอรอซูลเอย จงประกาศถงึ สงิ่ ทีไ่ ดถกู ประทานแกเจา จากพระผูอ ภิบาลของเจา และถาหาก เจามิไดกระทํา ดงั นน้ั เจา มไิ ดป ระกาศสาสน ของพระองคเลย และอัลลอฮฺจะทรงปกปองเจาจากมวล มนุษย แทจริงอัลลอฮฺจะไมทรงนําทางบรรดากลุมชนผปู ฏิเสธ” (อลั -มาอดิ ะฮฺ : 67)(73)
เร่ืองนี้มิใชหรือท่ีทานศาสนทูตแหงอัลลอฮฺ (ศ) ไดรับการกระตุนเตือนใหทําการประกาศ จากคําส่ังของอัลลอฮฺ ท่ีฆอดีร-คุมดวยการคุฏบะฮฺที่ยืดยาว การสรุปเรื่องราวท่ีสําคัญในวันน้ัน พระองคไดป ระทานโองการวา (73) รายงานโดยฟะกีฮ นักปราชญคนหนึ่งของอะฮฺลิซซุนนะฮฺ ซ่ึงไดกลาวเหมือนกันกับอิ มามวาฮิดีย ท่ีอธิบายซูเราะฮฺ อัล-มาอิดะฮฺ จากหนังสือ “อัสบาบุนนุซูล” โดยอางรายงานจาก ทานอะบูซะอีด อัล-คุดดิรีย ไดกลาววา “โองการนี้ไดถูกประทานในเหตุการณเฆาะดีร-คุม คือใน เร่ืองการแตงต้ังทานอาลี บิน อะบีฎอลิบ” ทานอิมามษะอละบีย ก็ไดรายงานไวในตัฟสีรของทาน ดวยรายงานจากสายสืบสองกระแส และทานฮะมูวัยนีย อัชชาฟอีย ก็ไดรายงานไวในหนังสือ “ฟะ รออดิ ” ดว ยสายสบื หลายกระแสจากฮาดีษมัรฟูอ ของอะบู ฮุรัยเราะฮฺ และอะบู นะอีม ก็ยังไดอางไว ในหนังสือ “นุซูลุล-กุรอาน” ดวยสายสืบสองกระแส คือ กระแสท่ีหน่ึงรายงานมาจากอะบู รอฟอฺ ประโยคหลังรายงานมาจากอะอฺมัช จากอะฎียะฮฺ มัรฟูอท้ังสองฮาดีษ สวนในหนังสือ “ฆอยะตุลมะ รอม” นั้นมีเกาฮาดีษของฝายซุนนะฮฺ และแปดฮาดีษศอฮ้ีฮฺ จากสายสืบฝายชีอะฮฺท่ีใหการอธิบาย ความหมายอยางน้ี ดใู นบาบท่ี 37-38 ของหนงั สือดังกลาว. “วันนี้ฉันไดทําใหครบถวนแกสูเจาแลว ซึ่งศาสนาของสูเจา และฉันไดทําใหสมบูรณแกสู เจาซึ่งความโปรดปรานของฉัน และฉันดีใจตอสูเจาท่ีได “อิสลาม” เปนศาสนา” (อัล-มาอิดะฮฺ : 3)(74) ทานไดทราบหรือไมวา พระผูอภิบาลของทานไดทําอยางไรในวันนั้นกับผูที่คัดคาน ตําแหนงผูปกครองของพวกเขาโดยเปดเผย คือไดมีผูแสดงอาการบิดเบือนตอทานศาสนทูตฯ โดย ไดก ลาววา “โออัลลอฮฺ ถาหากวาส่ิงนั้นเปนความจริงที่มาจากพระองคแลวไซร ก็ขอใหพระองคไดทรงใหหิน แหงการลงโทษตกลงมาจากฟากฟาแกเราเถิดหรือไมก็ขอใหมีการลงโทษอยางรุนแรงแกเรา” แลวอัลลอฮฺก็ใหหินแหงการลงโทษชนิดที่พระองคเคยกระทํามาแลวกับ “อัศฮาบิลฟล” ในอดีต หลนลงมาในทันทที ันใดน้ัน และมีโองการท่ถี กู ประทานมาสําทับอกี วา “ไดมีผูหน่ึงเรียกรองขอการลงโทษ ซึ่งมันไดเกิดอยางแนนอนแกบรรดาผูปฏิเสธ โดยไมมี สงิ่ ใด ๆ ปอ งกันเขาได” (อัล-มะอารจิ ญ : 1-2)(75)
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234