Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ปกนอกคู่มือ

ปกนอกคู่มือ

Published by Ople_papatsara6, 2020-07-30 03:30:27

Description: ปกนอกคู่มือ ฉบับที่ 2-ผสาน

Search

Read the Text Version

คมู่อื การสรา้งและถา่ยทอดองคค์วามรู้พระไตรปฎิกฉบบัแปลสูช่มุชนโลก ProjectforCreationandTransferKnowledgeonTranslatedBuddhism TipitakatoGlobalCommunity ฉบับท่ี๒ โครงไกดา้รรบัจทดัุนกอารุดคหวนาุนมกรากู้ราทรวำิจกยัิจเกพร่่อืรมกาสรง่ใเสชป้รมิรแะโลยะชสนนม์ับติสเินชุนิงชกมุาชรวนิจสยังัคม จากสำนกังานการวิจัยแหง่ชาติ(วช.)ประจำปงีบประมาณ๒๕๖๒

สารบัญ หน้า หวั ข้อ 1 บทที่ 1 บทนำ 11 1.1 เหตผุ ลควำมสำคัญและที่มำของโครงกำร 64 1.2 วัตถุประสงค์ของโครงกำร 106 1.3 พระไตรปิฎก บทที่ 2 พระสุตตนั ตปฎิ ก สงั ยุตตนิกำย สคำถวรรค พระสูตร สังยุตตนิกำย เล่ม 1, พระไตรปฎิ ก เลม่ ท่ี 15 บทท่ี 3 พระสูตตนั ตปิฎก องั คตุ ตรนกิ ำย เอกกนิบำต ทุกนบิ ำต ตกิ นบิ ำต พระสตู ร อังคตุ ตรนิกำย เลม่ 1, พระไตรปฎิ ก เลม่ ที่ 20 บทท่ี 4 พระสูตรตนั ตปิฎก ขทุ ทกนิกำย ขทุ ทกปำฐะ, ธรรมบท, อทุ ำน, อติ ิอตุ ตกะ, สตุ ตนบิ ำต พระสตู ร ขุททกนิกำย เลม่ 1, พระไตรปิฎก เล่มท่ี 25

บทท่ี 1 พระไตรปฎิ ก บทนำ พระไตรปิฎก ถือเป็นคัมภีร์สำคัญทำงพระพุทธศำสนำท่ีใชเ้ ปน็ บทศึกษำเล่ำเรยี นสำหรับพระภกิ ษุ สำมเณร และ พุทธศำสนิกชน ด้วยมุ่งหมำยเพ่ือให้ผู้ที่ศึกษำได้รู้ท่ัวถึงพระธรรมวินัย และปฏิบัติตำมพระธรรมคำสอนของพระสัมมำสมั พุทธเจำ้ ได้อยำ่ งถกู ต้อง คำว่ำพระไตรปิฎก เป็นพระคัมภีร์ท่ีหมำยถึง ปิฎก 3, กระจำด ตะกร้ำ กระบุง หรือตำรำ 3, ประมวลแห่งคัมภีร์ ทร่ี วบรวมพระธรรมวินัย 3 หมวด หรือ 3 ชุด (Tipitaka : The Three Baskets; the Pali Canon)1 พระไตรปิฎกเป็นภำษำมคธซงึ่ สมบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะ2 ผูท้ ี่จะเรยี นรพู้ ระไตรปฎิ กไดจ้ ะต้องเรยี นรู้อกั ขระ วิธขี องภำษำมคธเปน็ เบอื้ งต้น ซ่งึ ตำมหลักภำษำศำสตร์ กำรเรียนรภู้ ำษำในกรณีมตี วั เขียนนน้ั อักขระวิธีจงึ เปน็ เบื้องแรก ในกำรศึกษำ แต่เนอ่ื งจำกภำษำมคธทปี่ รำกฏเป็นภำษำท่ีใชใ้ นพระไตรปฎิ ก เป็นภำษำท่ีใชพ้ ดู กนั ในแควน้ ท่ีใหญ่ทส่ี ุดของ อนิ เดียตอนเหนอื ในสมัยพุทธกำล คือแควน้ มคธ ไม่มีตวั เขียน ดังนัน้ กำรเรยี นรอู้ ักขระวิธจี ึงไม่มีกำรศึกษำเลำ่ เรยี น พระ พุทธองคไ์ ด้ทรงใช้ภำษำทีใ่ ช้ในแควน้มี คธประกำศศำสนำพุทธโดยกำรกำหนดแบบแผนของกำรเรียนรดู้ ว้ ยกำรท่องจำปำก เปลำ่ ตอ่ ๆ กันมำ ภำษำท่ีพระพุทธเจำ้ ทรงใชใ้ นกำรเทศนำสั่งสอน เรยี กว่ำ บำลี (Pa.li) แปลว่ำ “แบบแผน” และกลำย กำรเรียกช่ือ มำเปน็ ภำษำบำลี แทนภำษำมคธในท่สี ุด ถึงแม้วำ่ ในสมยั พุทธกำล มีภำษำท่มี ีอักขระวิธีท่ีเรียกว่ำอักษรเท วนำครี ใชใ้ นกำรศึกษำภำษำท่เี รียกว่ำ สนั สกฤต (แปลวำ่ “สิ่งที่ได้จัดระเบียบและขดั เกลำเรียบรอ้ ยดีแล้ว”) ท่นี กั ปรำชญ์ ชำวอินเดยี ชอื่ “ปำณนิ ”ิ ผศู้ ึกษำคัมภีร์พระเวทอยำ่ งแตกฉำน ไดน้ ำเนอ้ื หำมำจัดแจงวำงหลักเกณฑใ์ ห้เป็นระเบียบและ รัดกมุ ในรูปแบบของตำรำไวยำกรณช์ ่อื ว่ำ “อษั ฏำธยำยี” ถือไดว้ ่ำเปน็ ตำรำไวยำกรณเ์ ล่มแรกและแต่งไดด้ ที สี่ ดุ ในโลก ซ่ึง ตอ่ มำมีผูเ้ รยี กภำษำที่ ปำณินิไดจ้ ัดระเบียบไวอ้ ย่ำงสมบรู ณ์น้ีวำ่ สนั สกฤต ที่พระพทุ ธองคท์ รงเลอื กใชภ้ ำษำของแคว้นมคธ ในกำรประกำศพระพุทธศำสนำ กเ็ นือ่ งจำกว่ำภำษำสันสกฤต ถึงแม้จะมจี ะมีตัวอักษรและกำรเรยี บเรียงไวยำกรณ์ (ระเบยี บของภำษำ) ไว้อย่ำงดีกต็ ำม แตภ่ ำษำสนั สกฤตถือว่ำเป็นภำษำที่ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ ใช้ในหมู่นักปรำชญ์ โดยเฉพำะวรรณะ กษตั รยิ แ์ ละพรำหมณ์ท่เี ปน็ บุรษุ เพศเท่ำน้ัน จงึ เป็น ภำษำต้องห้ำมสำหรับกำรนำมำใช้โดยทั่วไป สำหรับวิวัฒนำกำรของภำษำสันสกฤต ที่เข้ำมำในประเทศอินเดีย พรหม คุณำภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้เขียนไว้ในหนังสือ “กำลำนุกรม : พระพุทธศำสนำในอำรยธรรมโลก” ไว้ในตอนหนึ่งของ หนงั สอื คือตอนท่วี ่ำดว้ ย “ก่อนพุทธกำล อำรยธรรมชมพูทวีบ” ไวว้ ำ่ 1 พจนำนกุ รมพทุ ธศำสตร์ ฉบับประมวลธรรม : Dictionary of Buddhism, พระรำชวรมนุ ี (ประยุทธ์ ปยตุ โฺ ต) พมิ พ์เผยแพรเ่ ป็นธรรมทำน, มหำจุฬำลงกรณร์ ำช วทิ ยำลยั 2528 2 รำยละเอยี ดอ่ำนในคำปรำรภของหนงั สอื พระไตรปฎิ กภำษำไทยฉบบั มหำจฬุ ำลงกรณรำชวิทยำลยั 1

“1500-1200 B.C. (900-600 ปีก่อน พ.ศ.) ชนเผ่ำอำรยันยกจำกที่รำบสูงอิหร่ำนหรือเปอร์เซีย เข้ำมำรุกรำนและ ครอบครองตลอดลงไปถึงลมุ่ แมน่ ้ำคงคำ พรอ้ มทั้งนำศำสนำพรำหม์ ภำษำสันสกฤตและระบบวรรณะเขำ้ มำดว้ ย” ดังน้ัน ภำษำที่ใช้ในประเทศอินเดีย โดยเฉพำะในสมัยพุทธกำล นักปรำชญ์ทำงภำษำ ได้แบ่งภำษำในอินเดีย ที่ เรยี กวำ่ ภำษำตระกลู อำรยนั ออกเปน็ 3 สมัยคือ 1. ภำษำอำรยันสมัยเก่ำ เป็นภำษำท่ีใช้ในคัมภรี พ์ ระเวทท้ัง 3 คือ ฤคเวท ยชุรเวท สำมเวท และอำถรรพเวท และ คมั ภีรอ์ ปุ นษิ ทั ไดแ้ ก่ ภำษำสนั สกฤต ตัวอกั ษรท่ใี ชค้ ือ ตัวอักษรเทวนำครี 2. ภำษำอำรยันสมัยกลำง เป็นภำษำถน่ิ ท่ีใช้กนั ตำมท้องถน่ิ ต่ำงๆของประเทศ เรยี กว่ำภำษำปรำกฤต ซึ่งเรยี กอีกช่ือ หน่ึงว่ำภำษำกำรละคร เพรำะนำไปใช้เป็นภำษำพูดของตัวละคร บำงตัว ในบทละครภำษำสันสกฤต เช่น ภำษำ มำคธี (พูดในแคว้นมคธ) ภำษำมหำรำษฎร์ ภำษำเศำรเสนี ฯลฯ ภำษำบำลีจึงเป็นภำษำอำรยันสมยั กลำง 3. ภำษำอำรยันสมัยใหม่ เปน็ ภำษำทใ่ี ชอ้ ยู่ในปัจจุบัน เปน็ ภำษำทเี่ ชือ่ ว่ำสืบมำจำกภำษำ ปรำกฤต ถึงแม้วำ่ ลักษณะ ของภำษำและควำมเข้ำใจ จะแตกต่ำงกันออกไป เน่ืองด้วยกำรคมนำคม กำรติดต่อค้ำขำยทำให้มีอิทธิพลของ ภำษำอื่นเข้ำมำปะปน ภำษำอำรยันสมัยใหม่ท่ีใช้ส่ือสำรกันในปัจจุบันได้แก่ ภำษำฮินดี เบงกำลี ปัญจำปี มรำฐี เนปำลี เปน็ ตน้ ตัวอกั ษรท่ีใชค้ อื ตัวอกั ษรทีส่ บื มำจำกตวั อักษรเทวนำครี จำกกำรสืบสำนทำงประวัติศำสตร์ ภำษำบำลี นับได้ว่ำเป็นภำษำปรำกฤตหนึ่ง ท่ีมีวิวัฒนำกำรมำจำกภำษำพระเวท ใชพ้ ูดกนั ในแคว้นมคธ เรียกวำ่ ภำษำมำคธี พระพุทธเจ้ำ ไดเ้ ลอื กภำษำมำคธี ประกำศศำสนำของพระองค์ โดยมกี ำรเรียบ เรียงแบบแผนให้เป็นที่เข้ำใจโดยทั่วไป เรียกว่ำ ปำลิ (แบบแผน) และได้กลำยกำรเรียกช่ือมำเป็น ภำษำปำลิ (ภำษำ ประกำศพุทธศำสนำของพระพุทธเจ้ำ) ในที่สุด ในสมัยนั้น แบบแผนของภำษำท่ีพระองค์ทรงใช้จะมีภำษำ 2 ประเภท ตำมท่ีนกั ปรำชญข์ องอินเดียได้ทำกำรศกึ ษำไว้ คอื ประเภทหนึง่ เปน็ ภำษำมำคธี ที่ช่อื วำ่ สุทธมำคธี เปน็ ภำษำของกษัตริย์ หรือภำษำรำชกำร อกี ประเภทหน่ึงเปน็ ภำษำ “เทสิยำ” หรือ “ปรำกฤต” เปน็ ภำษำประจำถ่ินของแคว้นมคธสมยั นน้ั พระไตรปิฎกภำษำบำลี เนื่องจำกภำษำบำลีซ่ึงเป็นภำษำท่ีพระพุทธเจ้ำใช้ในกำรประกำศพุทธศำสนำ ไม่มีตัวอักษรใช้ กำรรวบรวมคำ สอนของพระพุทธเจ้ำจึงเป็นกำรจำปำกเปล่ำ ท่ีเรียกว่ำ มุขปำฐะ กำรรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้ำที่มีกำรรวบรวมท่ี เป็นแบบแผน เรียกว่ำ สังคำยนำ แปลว่ำ กำรสวดพร้อมกัน ในหนังสือ “พจนำนุกรมพุทธศำสนำ ฉบับประมวลศัพท์” โดยพระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ฉบับ พ.ศ. 2558 ได้อธิบำย กำรสังคำยนำ ไว้ว่ำ เป็น “กำรสวดพร้อมกัน, กำร ร้อยกรองพระธรรมวินัย, กำรประชุมรวบรวมและจัดหมวดหมู่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ำโดยพร้อมกัน จนยอมรับและ วำงลงเป็นแบบแผนอันหน่งึ อนั เดียวกัน” กำรรวบรวมคำสอนและกำรจัดหมวดหมู่คำสอนท่ีเรียกว่ำ พระธรรมวินัย เกิดข้ึนเป็นแนวทำงและหลักกำรใน สมัยพุทธกำล โดยพระอัครสำวกสำรีบุตรได้รับพุทธดำรัส มอบหมำยให้แสดงธรรมแก่ภิกษุสงฆ์ในท่ีเฉพำะพระพักตร์ อัน เปน็ ธรรมท้งั หลำยทที่ รงแสดงแลว้ ดว้ ยปญั ญำอันยิ่ง หมำยถงึ ธรรม 7 หมวด ทมี่ ีชอ่ื รวมวำ่ “โพธิปักขิยธรรม 37” ในครั้ง น้ัน พระสำรีบุตรได้แนะนำให้สังคำยนำ พร้อมท้ังทำเป็นตัวอย่ำงโดยประมวลธรรมมำลำดับแสดง เป็นหมวดหมู่ ตั้งแต่ 2

หมวด 1 ถึงหมวด 103 เทศนำของพระสำรีบุตรในคร้ังนั้นได้ชอ่ื ว่ำ “สังคีตสูตร”4 เป็นพระสูตรว่ำด้วยกำรสังคำยนำที่ทำ ในสมัยพทุ ธกำล เม่ือพระพุทธเจ้ำปรินิพพำนแลว้ มกี ำรสังคำยนำตำมหลักกำรดังกลำ่ ว 5 ครัง้ คือ 1. สังคำยนำครงั้ ที่ 1 เป็นกำรสงั คำยนำภำยหลงั พระพุทธเจำ้ เสด็จปรินิพพำนแลว้ 3 เดือน พระมหำกัสสปะผูเ้ ปน็ สงั ฆเถระ ได้ชักชวนพระอรหันต์ 500 รูป โดยมีพระมหำกัสปปะเปน็ ผู้ถำม พระอุบำลีเปน็ ผ้วู ิสชั นำพระวินยั พระอำนนท์เป็นผู้วิสชั นำพระธรรม ประชุมสังคำยนำท่ีถำ้ สัตตบรรณคหู ำ ภเู ขำเวภำรบรรพต เมืองรำชคฤห์ โดยมพี ระเจำ้ อชำตศัตรู เป็นศำสนปู ถมั ภ์ สิ้นเวลำ 7 เดอื นจึงเสรจ็ 2. สงั คำยนำคร้ังท่ี 2 พระยสกำกัณฑกบุตร เป็นผู้ชักชวนพระอรหนั ต์ 700 รูป โดยมีพระเรวตะเป็นผูถ้ ำม พระสัพ พกำมีเปน็ ผู้วสิ ัชนำ ประชมุ ท่ีวำลิกำรำม เมืองเวสำลี เม่อื พ.ศ. 100 โดยพระเจำ้ กำลำโศกรำช เปน็ ศำนปู ถมั ภ์ ใช้ เวลำ 8 เดอื น 3. สงั คำยนำคร้ังท่ี 3 มีพระอรหนั ต์ 1,000 รูป มพี ระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธำน ประชมุ ท่ี อโศกำรำม เมืองปำฏลบี ุตร เมื่อประมำณ พ.ศ. 234 โดยพระเจ้ำอโศก เป็นศำสนปู ถมั ภ์ ใชเ้ วลำ 9 เดือน 4. สังคำยนำคร้ังที่ 4 มีพระสงฆ์ 68,000 รูป มีพระมหินทเถระเป็นประธำนและเป็นผู้ถำม มีพระอริฏฐะเป็นผู้ วิสัชนำ ประชุมท่ีถูปำรำม เมืองอนุรำชบุรี ของลังกำทวีป เมื่อ พ.ศ. 236 โดยพระเจ้ำเทวำนัมปิยติสสะ เป็น ศำสนูปถัมภ์ ใช้เวลำ 10 เดือน 5. สังคำยนำคร้ังท่ี 5 เป็นกำรสังคำยนำเพื่อจำรึกพระธรรมวินัยลงในใบลำนโดยมีพระอรหันต์ 500 รูป ประชุมกัน สวดซ้อมแล้วจำรพุทธพจน์ลงในใบลำน ณ อำโลกเลณสถำน มลยชนบท ในลังกำทวีป เม่ือ พ.ศ. 450 โดยพระ เจำ้ วฏั ฏคำมณีอภยั เป็นศำสนปู ถมั ภ์ ส่วนกำรสังคำยนำท่ีเกิดขึ้นหลังจำกครั้งท่ี 5 กล่ำวคือจัดขึ้นหลังพุทธปรินิพพำนอย่ำงน้อย 1 ศตวรรษ จนถึง ปัจจุบันไม่ถือว่ำเป็นกำรรวบรวมพระพุทธพจน์ แต่เน้นกำรรักษำพุทธพจน์และคำสอนเดิม ที่ได้รวบรวมไว้แล้ว ใน หนังสือ พจนำนุกรมศำสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของพระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้เขียนไว้ว่ำ “สังคำยนำใน ยุคหลังสืบมำจำกปัจจุบัน จึงมีควำมหมำยวำ่ เป็นกำรประชมุ ตรวจชำระสอบทำน รักษำพระไตรปิฎกให้บริสทุ ธ์ิ หมด จดจำกควำมผดิ พลำดคลำดเคลื่อน” เนื่องจำกภำษำบำลีไม่มีตัวอักษรและในสมัยพระเจ้ำอโศก ภำษำปรำกฤตเขียนด้วยอักษรพรำหมี ตัวอักษรท่ี บันทึกคัมภีร์ทำงพุทธศำสนำ ที่เป็นภำษำบำลีครั้งแรก คือตัวอักษรสิงหล ของศรีลังกำ ต่อมำประเทศต่ำงๆที่นับถือ พระพุทธศำสนำก็ถ่ำยทอดภำษำบำลีจำกพระไตรปิฎกเป็นตัวอักษรของประเทศน้ันๆ ปัจจุบันมีหลักฐำนจำรึกภำษำ บำลีด้วยอกั ษรต่ำงๆ เชน่ อกั ษรพรำหมี อักษรเทวนำครี อกั ษรล้ำนนำ อักษรขอม อกั ษรไทย อักษรมอญ อักษรโรมัน เป็นตน้ 3 พระพรหมคณุ ำภรณ์ ได้จดั ลำดับหมวดหมู่ของหลกั ธรรมในหนงั สอื ของท่ำนเรอื่ ง “พจนำนุกรมพทุ ธศำสตร์ ฉบบั ประมวลธรรม – Dictionary of Buddhism” 2558. 4 ท.ี ปำ. 11/221/222. 3

สำระสำคัญและกำรจดั หมวดหมู่ของพระไตรปฎิ ก จำกควำมหมำยสำหรบั พระไตรปฎิ กทีส่ รุปได้วำ่ เป็น “คัมภีร์ที่บรรจุพุทธพจน์ คือคำสอนของพระพุทธเจ้ำ” ออกเปน็ หมวดหมู่ และซกั ซ้อมกันจนลงตัว แล้วถ่ำยทอดตอ่ กันมำ จนถงึ พ.ศ. 450 จงึ มีกำรจำรกึ ลงเปน็ ลำยลกั ษณ์อักษร ดังนั้นกำรถ่ำยทอดคำสอนของพระพุทธเจ้ำ ต้ังแต่สมัยพุทธกำลจนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลำกว่ำ 2500 ปี พระไตรปิฎกซึ่ง เป็นคัมภีร์พระพุทธศำสนำฝ่ำยเถรวำท จึงเป็นบันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้ำที่เก่ำแก่ ดั้งเดิม และสมบูรณ์ที่สุด อีกท้ังยัง มคี วำมยัง่ ยนื สืบทอดมำจนถงึ ปัจจุบัน” ลักษณะตดั สนิ พระธรรมวนิ ัย ในกำรพจิ ำรณำวำ่ ธรรมหรอื คำสอนใดเป็นคำสอนพระพุทธเจำ้ หำกในกรณีมีข้อสงสยั ในกำรศกึ ษำพระไตรปิฎก ซึ่ง อำจจะเกิดข้ึนในควำมคิดของผู้ศึกษำน้ัน ในหนังสือ “ลักษณะแห่งพระพุทธศำสนำ : Characteristic of Buddhism” ของพระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) (หน้ำ 2-3) พ.ศ. 2558 ได้อธิบำยไว้ในหัวข้อ “ลักษณะ ตัดสนิ ธรรมวนิ ยั 8” ไว้วำ่ “ลักษณะตัดสนิ พระธรรมวนิ ัยน้ี เปน็ หลักธรรมทีพ่ ระพุทธเจำ้ เอง ได้ตรัสไวแ้ ก่ พระนำงมหำปชำบดีโคตมี วำ่ มีอยู่ 8 ประกำรดว้ ยกนั …” กล่ำวคือ 1. เป็นไปเพ่ือวริ ำคะ คือควำมคลำยหำยตดิ (สำนวนเกำ่ ว่ำคลำยกำหนัด) 2. เป็นไปเพื่อวิสังโยค เพ่ือควำมคลำยกำรหลดุ จำกควำมทุกข์ ไมป่ ระกอบด้วยควำมทุกข์ 3. เป็นไปเพ่ืออปจยะ ควำมไม่พอกพนู กเิ ลส 4. เป็นไปเพื่ออปั ปจิ ฉตำ ควำมมักน้อย 5. เปน็ ไปเพื่อสันตุฏฐี ควำมสนั โดษ 6. เปน็ ไปเพ่ือปวิเวก ควำมสงดั 7. เปน็ ไปเพื่อวริ ยิ ำรัมภะ กำรระดมควำมเพยี ร 8. เปน็ ไปเพ่ือสภุ รตำ ควำมเลี้ยงงำ่ ย ซึ่งพระพรหมคุณำภรณ์ ได้อธิบำยไว้ว่ำ จำกกำรศึกษำหลักธรรมที่ว่ำด้วยลักษณะ ตัดสินธรรมวินัย ถ้ำไม่เป็นไปตำมหลัก 8 ประกำร กถ็ ือวำ่ ไมใ่ ช่ธรรม ไมใ่ ชว่ นิ ัย ไมใ่ ช่สตั ถสุ ำสน์ ไม่ใชค่ ำสอนของพระพุทธเจำ้ อีกตอนหน่งึ ในหนงั สอื เล่มเดียวกนั อธิบำยถึงหลกั ธรรมตดั สินธรรมวนิ ยั 7 ซง่ึ เป็นหลกั ธรรมทีพ่ ระพุทธเจำ้ ตรัสไว้ แก่พระอุบำลี ซง่ึ เป็นพระเถระเอตทัคคะมีควำมเป็นเลิศทำงพระวนิ ัย (พระวนิ ยั ธร) วำ่ ด้วยลักษณะตัดสินพระธรรมวินัย 7 ประกำรคอื ๑. เปน็ ไปเพื่อเอกันตนิพพทิ ำ ควำมหน่ำยสนิ้ เชิง ๒. เป็นไปเพื่อวริ ำคะ ควำมคลำยควำมยึดติด ๓. เป็นไปเพื่อนิโรธะ ควำมดบั ทุกข์ ๔. เปน็ ไปเพ่ืออปุ สมะ ควำมเขำ้ ไปสงบระงบั ๕. เป็นไปเพ่ืออภญิ ญำ ควำมรู้ยง่ิ เฉพำะ 4

๖. เป็นไปเพ่ือสมั โพธะ ควำมตรัสรู้ ๗. เป็นไปเพื่อนิพพำน ถำ้ เข้ำกบั หลกั เหล่ำนี้ ก็เรยี กวำ่ เป็นธรรมวนิ ัย เป็นคำสอนของพระพทุ ธเจำ้ หมวดหม่หู รือโครงสรำ้ งของพระไตรปฎิ ก ในภำพรวม พระไตรปฎิ กมกี ำรแปลไว้ วำ่ หมำยถึง “คัมภีรท์ ่ีบรรจพุ ระพุทธพจน์และช้ันเดิมของพระพุทธศำสนำ 3 ชดุ หรอื ประมวลแหง่ คัมภีรท์ รี่ วบรวมพระธรรมวินัย 3 หมวด” กลำ่ วคือ วินยั ปิฎก สุตตันตปิฎก และ อภิธรรมปิฎก5 ในประเทศไทย กำรจัดพิมพ์พระไตรปิฎกด้วยอักษรไทยมี 45 เล่ม ท่ี จัดพมิ พด์ ้วยอักษรโรมันมี 56 เลม่ ในจำนวน 45 เล่มของพระไตรปฎิ ก ทีจ่ ัดพิมพ์ด้วยอักษรไทย ทีแ่ บ่งออกเป็น 3 หมวดประกอบด้วย 1. วินัยปิฎก (หมวดพระวนิ ัย, ประมวลสิกขำบท สำหรับภกิ ษุสงฆแ์ ละภิกษณุ สี งฆ์) แบง่ เปน็ 3 หมวด หรือ 5 คมั ภีร์ จัดพมิ พเ์ ป็นอกั ษรไทย 8 เล่ม 2. สุตตันตปฎิ ก (หมวดพระสตู ร, ประมวลพระธรรมเทศนำ, คำบรรยำยธรรม, และเร่อื งเล่ำตำ่ งๆอันยักเยื้อง ตำมบุคคลและโอกำส) แบง่ เป็น 5 นิกำย (แปลวำ่ ประมวลหรือชมุ นุม) จดั พมิ พ์เปน็ 25 เล่ม 3. ตัวอยำ่ งบทแปลท่นี ำมำศกึ ษำตอ่ จำกคมู่ ือฉบบั แรก เปน็ กำรคดั จำกพระไตรปิฎกจำนวนอีก 3 เลม่ จำกฉบับ แปลจำกบำลี อักษรไทย และบำลีอกั ษรโรมัน คือ จำนวนเลม่ ละ ประมำณ 25 หน้ำ จำกพระไตรปฎิ กเล่ม ต่ำง ๆ คอื 3.1 พระสตุ ตันตปิฎก สงั ยตุ ตนิกำย สคำถวรรค เทวตำสงั ยุต วำ่ ดว้ ยนฬวรรค และนนั ทวรรค พระไตรปิฎก เล่มที่ 15 3.2 พระสุตตนั ตปิฎก อังคตุ ตรนกิ ำย เอกกทุกติกนบิ ำต วำ่ ด้วยเอกกนิบำต รูปำทิวรรค จนถึงอจั ฉรำสงั ฆำต วรรค ในพระไตรปิฎก เลม่ ที่ 20 3.3 พระสตุ ตันตปิฎก ขุททกนิกำย ธรรมบท อทุ ำน อิติอุตตกะ สตุ ตนบิ ำต ว่ำด้วย ขทุ ทกปำฐะ สรณคมน์ จนถงึ เมตตสตู ร ในหนังสอื “พระไตรปิฎก : ส่งิ ทช่ี ำวพทุ ธต้องรู้ (หนำ้ 33).” ไดแ้ สดงภำพของโครงสรำ้ งและกำรจดั หมวดหมู่ของ พระไตรปฎิ กเปน็ แผนผังภำพไวด้ ังนี้ 5 พจนำนกุ รมพุทธศำสน์ ฉบบั ประมวลคำศพั ท์ พระพรหมคุณำภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต) หนำ้ 111. พ.ศ. 2558 5

ปริยัตติ (คำสงั่ สอนอนั จะตอ้ งเลำ่ เรียน) Pariyatti (Study) กระบวนกำรเรยี นรู้ Learning Process ปฎิเวธ (ผลอันจะพึงเขำ้ ถึง) ปฎิปตั ติ (ปฏิปทำอันจะตอ้ ง Paṭivedha (Penetration, ปฏิบตั ิ) Realization) Paṭipatti (Practice) ควำมสำคัญของพระไตรปิฎก ตอ่ คำถำมท่วี ำ่ ทำไมจะตอ้ งมีกำรจดั กำรแปลพระไตรปิฎกคำต่อคำ หรอื ทำไมจะตอ้ งศึกษำพระไตรปิฎกทั้งหมด คำตอบสำหรับคำถำมนี้ จำกกำรศึกษำหนังสือเรื่อง “พระไตรปฎิ ก : ส่งิ ท่ชี ำวพุทธตอ้ งรู้” โดย พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยตุ ฺ โต) ท่ที ่ำนได้อธบิ ำยถงึ ควำมสำคญั ของพระไตรปฎิ ก ในประเด็นตำ่ งๆสรปุ ได้ 3 ประเด็นหลกั ดังนี้ 1. พระไตรปิฎกเป็นท่ีรักษำพระรัตนตรัย เนื่องจำกพระไตรปิฎกเป็นกำรอธิบำยถึงพระธรรมวินัยของพระพุทธ องค์ ดังนนั้ กำรมพี ระไตรปิฎกจึงเป็นเสมือนมีศำสดำแทนพระองค์ ดงั ทเ่ี คยตรัสแก่พระอำนนทก์ ่อนเสดจ็ ปรินพิ พำนไวว้ ำ่ “โย โว อำนนฺท มยำ ธมโฺ ม จ วนิ โย จ เทเสติ ปญญฺ ตฺโต โส โว มมจจ̣ เยน สตฺถำ ดูก่อนอำนนท์ แด่เธอท้ังหลำย อันธรรมและวินัยใดที่เรำแสดงแล้วและบัญญัติแล้ว ธรรมและวินัยน้ัน โดยกำลที่ เรำล่วงลับไปแลว้ จกั เป็นศำสดำของเธอทัง้ หลำย” จึงเทำ่ กบั ว่ำ พระไตรปฎิ กเปน็ ทีส่ ถิตของพระพุทธเจ้ำ นับไดว้ ำ่ เป็นพระพุทธ ในส่วนท่เี ปน็ พระธรรม กเ็ น่ืองจำกพระธรรม วินัย หรือเรียกส้ันๆว่ำ พระธรรม ปรำกฏอยู่ในพระไตรปิฎก กำรมีพระไตรปิฎกจึงเท่ำกับกำรมีพระธรรม และในส่วนท่ี เปน็ พระสงฆ์ก็เนอ่ื งจำกในพระไตรปิฎก ภิกษทุ ้งั หลำยบวชข้นึ มำ และอยู่ไดด้ ว้ ยพระวินัยอนั เกดิ จำกพทุ ธบัญญัติ ที่ปรำกฏ ในพระไตรปิฎก 2. พระไตรปฎิ กเป็นหลักฐำนในกำรศึกษำเล่ำเรียน ที่ครบองค์ประกอบทั้ง 3 ประกำร ของแกน่ ศำสนำ คอื ปริยัติ (คำส่ังสอนอันจะต้องเล่ำเรียนได้แก่พุทธพจน์) ปฏิบัติ (ปฏิปทำอันจะต้องปฏิบัติได้แก่ อัฏฐังคิกมรรคหรือไตรสิกขำ คือ ศีล สมำธิ ปญั ญำ) และปฏิเวธ (คือผลอันจะพึงเขำ้ ถงึ หรือบรรลดุ ว้ ยกำรปฏบิ ัติได้แกม่ รรค ผล และนพิ พำน6) 6 วนิ ย.อ. 1/264; ม.อ. 3/147,523; อง.ฺ อ. 3/391 6

3. พระไตรปฎิ กเป็นหลักของพุทธบริษทั ท้ัง 4 คือชำวพุทธ 4 กลุม่ ไดแ้ ก่ ภกิ ษุ ภกิ ษุณี อบุ ำสกอุบำสกิ ำ ซ่ึงอยู่ใน รูปของคัมภีร์ ที่จะต้องเรียนรู้เข้ำใจ เพ่ือช่วยกันธำรงให้พระพุทธศำสนำดำรงอยู่ และเกิดประโยชน์ ซ่ึงพุทธบริษัทท้ัง 4 จะต้องเป็นผู้มีคณุ สมบัตถิ ูกตอ้ ง ในกำรช่วยจรรโลงพระศำสนำไว้ โดยท่คี ุณสมบตั ดิ งั กล่ำวได้แก่ 3.1 เป็นผู้มีควำมรู้ควำมเข้ำใจ ในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ำได้ดีและประพฤติปฏิบัติได้ถูกต้องตำมคำ สอน จงึ ต้องเรยี นรจู้ ำกพระไตรปฎิ ก 3.2 เป็นผู้สำมำรถบอกกลำ่ ว และนำสั่งสอนผู้อนื่ จึงตอ้ งทำควำมเข้ำใจและประพฤตปิ ฏิบัติใหเ้ ปน็ ตวั อย่ำง ซ่ึง จะต้องอำศัยพระไตรปฎิ กเปน็ ฐำนในกำรสร้ำงตนให้เป็นต้นแบบ 3.3 เมอื่ มีคำจว้ งจำบ สอนคลำดเคลอ่ื นผดิ เพ้ยี นจำกพระธรรมวนิ ยั กส็ ำมำรถชแี้ จงแกไ้ ขได้ จงึ ตอ้ งอำศยั กำรศึกษำจำกพระไตรปิฎก อยำ่ งเขำ้ ใจแจ่มแจ้งตลอดเวลำ ซึ่งจำกกำรที่พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้อธิบำยให้เห็นถึงควำมสำคัญของกำรศึกษำพระไตรปิฎก ว่ำเป็น หลักฐำนในกำรศึกษำเล่ำเรียน ที่ครบองค์ประกอบทั้ง 3 ของแก่นศำสนำ ทำให้สำมำรถประจักษ์ได้ว่ำ นอกจำกกำรรับรู้ ถึงควำมสำคัญในกำรที่จะต้องศึกษำพระไตรปิฎกแล้ว ยังทำให้ได้ทรำบอีกว่ำ กระบวนกำรเรียนรู้ที่พระพุทธองค์ได้ตรัส สอนไว้ จะเป็นกระบวนกำรเรียนรู้ท่ีจะต้องดำเนินกำรให้ครบองค์ประกอบทั้ง 3 ของกระบวนกำรเรียนรู้ ท่ีจะก่อให้เกิด ควำมรู้ควำมเข้ำใจพระไตรปิฎกอย่ำงถ่องแท้ จนสำมำรถนำมำเป็นองค์ควำมรู้ในกำรถ่ำยทอดส่ือสำร ในกำรช่วยกันสืบ สำนพระพุทธศำสนำให้ย่ังยืนต่อไปได้ กระบวนกำรเรียนรู้ ศึกษำพระไตรปิฎกท่ีมีองค์ประกอบทั้ง 3 ท่ีสำมำรถนำไป ประยุกตใ์ ช้สรำ้ งกระบวนกำรเรยี นร้ศู ำสตรท์ ้งั หลำยไดเ้ ช่นกนั อำจจะแสดงใหเ้ หน็ เป็นแผนผังขำ้ งล่ำงดังน้ี 7

ปรยิ ัตติ (คำสงั่ สอนอนั จะต้องเล่ำ เรยี น) Pariyatti (Study) กระบวนกำรเรยี นรู้ Learning Process ปฎเิ วธ (ผลอนั จะพึงเข้ำถงึ ) ปฎิปตั ติ (ปฏิปทำอันจะต้อง Paṭivedha ปฏิบัติ) (Penetration,Realization) Paṭipatti (Practice) พระไตรปิฎกฉบับแปลคำต่อคำ (Word-by-Word Tipiṭaka Translation) ในกำรจัดทำคู่มือพระไตรปิฎกฉบับแปลในท่ีนี้ เป็นกำรนำเอำผลของโครงกำรถ่ำยทอดควำมรู้สู่สำกล ที่ได้รับ ทุนอุดหนุนจำกสำนักงำนคณะกรรมวิจัยแห่งชำติ (วช.) (ในขณะน้ัน) ระหว่ำงปีงบประมำณ 2559-2560 ให้ดำเนินกำร โดยคณะสงฆ์และคณำจำรย์ของมหำจุฬำลงกรณ์รำชวิทยำลัย วิทยำเขตนครสวรรค์ และคณำจำรย์จำกมหำวิทยำลัย พุทธศำสนำต่ำงๆ จำกประเทศศรีลังกำท่ีประกอบด้วย คณำจำรย์ประเภทภิกษุและประเภทคฤหัสถ์ ทุนอุดหนุนดังกล่ำว เปน็ กำรสนับสนนุ ให้ทำกำรวจิ ยั ในลักษณะของกำรได้ผลผลิต คือกำรถ่ำยทอดควำมรู้ ดว้ ยกำรแปลพระไตรปิฎกฉบับบำลี อักษรไทย และทำบำลีอักษรโรมัน จำนวน 45 เล่ม และจำนวน 56 เล่มตำมลำดับ ด้วยวัตถุประสงค์ เพ่ือนำเอำผลของ กำรแปลในลักษณะคำต่อคำ (Word-by-Word) ท่ปี ระกอบด้วยเน้อื หำ 84,000 พระธรรมขันธ์ รวมได้ 22,379 หน้ำ (บำลี ฉบับสยำมรัฐ) เป็นตัวอักษรประมำณ 24,300,000 ตวั 7 เนื่องจำกวัตถุประสงค์ของกำรจัดทำคู่มือ เพื่อจัดทำเอกสำรกำรแปล ให้ เหมำะสมกับกำรถ่ำยทอด ด้วยกำร วิเครำะห์และปรับปรุงแก้ไข ให้สำมำรถนำเป็นสื่อในกำรเรียนรู้และง่ำยต่อกำรศึกษำ จึงเป็นกำรดำเนินกำรปรับปรุงและ 7 พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยตุ โฺ ต) พระไตรปิฎกสงิ่ ท่ีชำวพุทธต้องรู้. 8

พัฒนำให้บทแปลท้ังหมดสมบูรณ์เรียบร้อย ในสภำพสื่อกำรแปลและกำรเรยี นรู้ ทำให้กำรดำเนินกำรในกำรจดั ทำคู่มือไม่ สำมำรถจะนำเอำเนอ้ื หำทั้งหมดจำก 45 เล่มมำนำเสนอในคร้งั เดียวได้ เนื่องจำกพระไตรปิฎกแต่ละเล่ม เม่ือนำฉบับแปล จำกโครงกำรเดิมมำปรับปรุง ได้พบว่ำจำนวนหน้ำในกำรจัดทำเป็นส่ือเป็นเล่มๆ จะเพ่ิมเป็น 4 เท่ำ ของจำนวนหน้ำใน ต้นฉบับ คณะผู้จัดทำคู่มือฉบับน้ี จึงได้แบ่งกำรจัดทำรู้เล่มออกเป็นส่วนๆ โดยให้รูปเล่มย่อยแต่ละเล่ม บรรจุจำนวนหนำ้ ไมเ่ กินกว่ำ 200 หนำ้ เพือ่ ควำมสะดวกในกำรศึกษำ และกำรพกพำ ในค่มู อื จงึ เป็นกำรนำเสนอตัวอยำ่ งของกำรแปล เพ่ือ นำมำถ่ำยทอดที่เป็นควำมสะดวกของผู้ต้องกำรศึกษำและสำมำรถศึกษำได้ทั้ง 45 เล่มโดยคณะผู้จัดทำ ได้จัดทำเป็น รปู เลม่ ไวใ้ นรปู แบบของเอกสำร และในรปู ของเอกสำรอเิ ลกทรอนกิ ส์ (E-books) ที่ผู้สนใจสำมำรถติดตอ่ รับไปศึกษำ และ เขำ้ ถึงจำกอินเทอร์เนต็ ได้ ในกำรนำตวั อย่ำงจำกพระไตรปิฎกฉบับแปลมำจดั ทำเปน็ รปู เลม่ คณะผู้ดำเนนิ โครงกำร ได้กำหนดประเด็นหัวข้อ ของกำรศึกษำดังน้ี 1. เป็นกำรศึกษำควำมหมำยของศัพท์บำลีคำต่อคำ เพ่ือควำมเข้ำใจในควำมหมำยของภำษำ โดยเป็นกำรร่น ระยะเวลำของกำรเปิดปทำนุกรม หรือพจนำนุกรมทีละตัว ทำให้สำมำรถเข้ำใจควำมหมำยของศัพท์แต่ละคำได้ ทนั ที 2. เป็นกำรศึกษำถึงเนื้อหำและหลักธรรมท่ีปรำกฏอยู่ เนื้อหำของส่วนท่ีเป็นตัวอย่ำงที่ยกมำศึกษำจำนวนประมำณ 25 หนำ้ แปลเปน็ ไทย 25 หน้ำ แปลเป็นองั กฤษ 25 หน้ำของพระไตรปิฎกแต่ละเลม่ ดังน้ี 2.1 เรื่องรำวเน้อื หำทป่ี รำกฏในบทแปลตวั อยำ่ ง 2.2 วธิ ีกำรศึกษำควำมหมำยของกำรแปล 2.3 หลักธรรมทป่ี รำกฏในบทแปล 3. ตัวอย่ำงบทแปลท่ีนำมำศึกษำนำร่อง เป็นกำรคัดจำกพระไตรปิฎกจำนวน 3 เล่ม ฉบับแปลจำกบำลีอักษรไทย และบำลอี ักษรโรมัน คือจำนวนประมำณเล่มละ 250 หนำ้ จำกพระไตรปฎิ กเลม่ ต่ำงๆ คือ 3.1 สตุ ตนั ตปิฎกท่ี ทีฆนิกำย สลี ขันธวรรค ชอื่ พรหมชำลสูตร 3.2 สุตตนั ตปฎิ กท่ี ทฆี นิกำย มหำวรรค ชอ่ื มหำปทำนสูตร 3.3 สตุ ตนั ตปฎิ กท่ี ทฆี นิกำย ปำฏิกวรรค ชือ่ ปำฎกิ สูตร ลักษณะของคู่มือเพ่ือกำรใชป้ ระโยชนจ์ ำกพระไตรปฎิ กฉบับแปล คูม่ อื ทค่ี ณะผู้ดำเนนิ กำรจัดทำขึ้นในครงั้ น้ี ได้จดั ทำเป็นคู่มือ 2 ส่วน สว่ นหนึ่งเป็นคมู่ อื กำรศึกษำพระไตรปฎิ กจำก บทแปลเป็นภำษำไทย อีกสว่ นหน่งึ เปน็ คู่มอื กำรศึกษำพระไตรปิฎกจำกบทแปลเปน็ ภำษำองั กฤษ สำหรับรูปแบบของกำรแปลฉบับภำษำไทย คณะผู้ดำเนินกำรได้จัดทำเป็นรูปเล่มท่ีผ่ำนกำรตรวจสอบควำม ถูกต้อง และควำมครบถ้วนของกำรแปลแล้ว เป็นกำรจัดทำคู่มือที่เป็นภำษำบำลีอักษรไทย ฉบับมหำจุฬำเตปิฎกโดยจะ ยกท่อนบำลีนำแล้วท่อนล่ำงจะเป็นกำรแปลคำต่อคำ หรือศัพท์ต่อศัพท์ของคำศัพท์แต่ละตัว ตำมด้วยคำแปลท่ีเป็น ภำษำไทยเพือ่ ให้ผศู้ ึกษำได้สำมำรถรู้ควำมหมำยจำกศัพท์ได้ทนั ที ดังตวั อยำ่ งรปู แบบของกำรแปลจะอยู่ในลักษณะดังนี้ 9

“อิตปิ ิ โส ภควำ อรห สมมฺ ำสมพฺ ทุ โฺ ธ วิชชฺ ำจรณสมฺปนโฺ น สคุ โต โลกวทิ ู อนตุ ตฺ โร ปุรสิ ทมฺมสำรถิ สตถฺ ำ เทวมนุสฺ สำน พทุ โฺ ธ ภควำ ต8ิ ” อิตปิ ิ – แมเ้ พรำะอยำ่ งนี/้ โส – พระองคน์ นั้ / ภควำ – พระผู้มโี ชคพรอ้ มมพี ระภำคเจำ้ / อรห – เปน็ พระอรหนั ต์/ สมฺมำสมฺ พุทโฺ ธ – เปน็ ผ้ตู รสั รู้ชอบเอง/ วชิ ชฺ ำจรณสมปฺ นโฺ น – ดว้ ยควำมรแู้ ละควำมประพฤติ เปน็ ผู้ถงึ พร้อม/ สุคโต - เปน็ ผู้เสดจ็ ไป ดแี ลว้ / โลกวทิ ู - เป็นผู้รู้แจ้งโลก/ อนุตตฺ โร – ไม่มีใครยง่ิ ไปกว่ำ/ ปุริสทมมฺ สำรถิ – เป็นสำรถีฝึกบรุ ษุ ทฝ่ี ึกได/้ สตฺถำ – เป็น ศำสดำ/ เทวมนสุ สฺ ำน – ของเทวดำและมนษุ ย์ทั้งหลำย/ พทุ โฺ ธ - เป็นผ้รู ตู้ ่ืนและเบิกบำนแลว้ / ภควำ – ทรงเปน็ ผู้มีโชค/ ติ – ทรงเปน็ / ในส่วนของกำรแปลเป็นภำษำอังกฤษ จำกพระไตรปิฎกฉบับภำษำบำลีตวั อักษรโรมัน คณะผู้ดำเนินกำรได้จดั ทำ รูปเล่มในขนำดพกพำ และศึกษำได้ง่ำยเช่นเดียวกัน แต่เป็นกำรนำเอำอักษรบำลีโรมันอยู่ด้ำนบน และส่วนของกำรแปล คำต่อคำที่เป็นภำษำอังกฤษอยู่ด้ำนล่ำง โดนใช้สัญลักษณ์ (/) คั่นคำศัพท์แต่ละคำเพ่ือสำมำรถเทียบกับศัพท์ที่ฉบับภำษำ บำลดี ้ำนบนไดถ้ ้ำเทยี บกบั บทแปลที่เป็นภำษำไทย จะเหน็ ภำพกำรแปลเป็นภำษำองั กฤษดังนี้ \"itipi so bhagavā arahaṃ sammāsambuddho vijjācaraṇasampanno sugato lokavidū anuttaro purisadammasārathī6 satthā devamanussānaṃ buddho bhagavā” Thus indeed /is he/ the Fortunate One/ the Holy One/ the Fully Enlightened One/ the Perfect in knowledge and conduct/ the Well-gone/ the World Knower/ the incomparable Leader of men to be tamed/ the Teacher/ of gods and men/ the Awakened One/ the Fortunate One/ He is/ ซ่งึ ในบทต่อๆไป จะเป็นกำรนำบทแปลจำกพระสตุ ตนั ตปิฎก 3 เลม่ ทีก่ ำหนดไวเ้ บอ้ื งต้นมำศึกษำในรำยละเอียด ต่อไป 8 บทพระพุทธคณุ จำกสำมญั ญผลสูตร พระสตุ ตนั ตปฎิ ก ทฆี นกิ ำย สีลขนั ธวรรค ตอน หมอชีวกทลู พระเจ้ำอชำตศิ ัตรถู งึ บทสรรเสริญพระพุทธคณุ ของ พระพุทธเจำ้ 10

บทที่ 2 พระไตรปฎิ ก เล่มที่ 15 บทนำ ในการศึกษาบทท่ี 2 น้ี เป็นการนาพระสูตรท่ี 1 ของหมวดที่ชอื่ นฬวรรค (หมวดวา่ ดว้ ยต้นอ้อ) ซึ่งเปน็ ส่วนแรก ของเทวตาสังยตุ (ประมวลพระสตู รท่เี กี่ยวกับเทวดา) ซ่ึงเทวตาสังยตุ น้ีนบั เป็นสว่ นแรกของพระสุตตนั ตปฎิ ก สังยตุ ต นิกาย สถากวรรค (เป็นพระสตุ ตันตปฎิ ก สังยุตตนิกาย เล่มที่ 1 ของพระสตุ ตนั ตปฎิ ก สังยตุ ตนิกาย) อันเป็น พระไตรปฎิ กเลม่ ที่ 15 ในจานวน 45 เล่ม โดยความหมาย สงั ยุตตนิกาย เปน็ คาศัพท์จากสังยุตต+นกิ าย คาวา่ นกิ ายมีคาอธิบายไว้ว่า หมายถึง หมวด หรอื หม่โู ดยเฉพาะหมวดหรือหมู่พระสูตร คาวา่ สงั ยตุ ต แปลวา่ ประกอบ, รวบรวม, หรอื ประมวล ซง่ึ หมายถงึ หมวด ประมวลเน้อื หาสาระ หรอื หมวดประมวลเรอ่ื ง สงั ยุตตนิกาย เปน็ นิกายท่ี 3 ในจานวน 5 นิกาย ของพระไตรปฎิ กซง่ึ ประกอบดว้ ย 1. ทฆี นกิ าย มีจานวน 3 เลม่ นบั เป็นพระไตรปิฎก เล่มที่ 9-11 (เปน็ พระสตู ร ทีฆนิกาย เลม่ 1-3) 2. มัชฌมิ นิกาย มจี านวน 3 เลม่ นบั เปน็ พระไตรปฎิ ก เล่มที่ 12-14 (เปน็ พระสูตร มัชฌิมนิกาย เล่ม 1-3) 3. สงั ยตุ ตนิกาย มีจานวน 5 เล่ม นับเป็นพระไตรปฎิ ก เลม่ ท่ี 15-19 (เปน็ พระสตู รสังยตุ ตนิกาย เลม่ 1-5) 4. องั คุตตรนิกาย มีจานวน 5 เล่ม นับเป็นพระไตรปิฎก เล่มท่ี 20-24 (เป็นพระสตู รอังคุตตรนิกาย เลม่ 1-5) 5. ขุททกนิกายน มจี านวน 9 เล่ม นับเป็นพระไตรปฎิ ก เลม่ ที่ 25-33 (เป็นพระสตู ร ขุททกนกิ าย เล่ม 1-9) พระสุตตนั ตปิฎก สงั ยุตตนิกำย จากคัมภรี ์ 5 เลม่ ของสงั ยุตตนิกาย ไดม้ ีการจดั หมวดหมู่ของประมวลเนือ้ หาสาระของสงั ยุตตนกิ าย ออกเป็น 3 แบบ 1. แบบท่ี 1 เรียกวา่ เป็นการจัดแบง่ เปน็ วรรค (เปน็ กลุ่ม) มี 5 วรรค หรือ 5 กล่มุ จากจานวนพระสูตรท้งั หมด 2,752 สูตร1 ดังน้ี 1) กลุ่มพระสตู รท่ีมีรปู แบบเป็นคาถาประพนั ธ์ ชอ่ื วา่ สคาถวรรค ประกอบดว้ ยพระสูตร 271 สูตร จัดเป็นพระไตรปิฎก เลม่ ท่ี 15 2) กลุ่มพระสูตรที่มเี น้ือหาสาระเกี่ยวกับธรรมะทเี่ ปน็ ตน้ เหตแุ หง่ การเกดิ และการดบั แห่งทกุ ข์ คือ ปฏจิ จสมุปบาท ชือ่ วา่ นิทานวรรค ประกอบดว้ ยพระสูตรจานวน 337 สตู ร นบั เปน็ พระไตรปิฎก เลม่ ที่ 16 3) กลุ่มพระสตู รทม่ี ีเน้ือหาสาระเกี่ยวกับขันธ์ 5 เรียกวา่ ขันธวารวรรค ประกอบด้วยพระสตู รจานวน 716 สูตร นับเป็นพระไตรปิฎก เล่มที่ 17 1อรรถกถา พระวินัย มี 7,762 สตู ร 4) กลมุ่ พระสตู รท่ีมเี นือ้ หาสาระเก่ยี วกับอายตนะ 6 เรียกว่า สฬายตนวรรค ประกอบดว้ ยพระสูตร จานวน 420 สูตร นับเปน็ พระไตรปฎิ ก เล่มท่ี 18 5) กลุม่ พระสตู รท่ีมีเนอ้ื หาสาระเกี่ยวกับธรรมหมวดใหญ่ คือ โพธปิ ักขยิ ธรรม 37 ประการ และหมวด ธรรมที่เก่ียวขอ้ ง เรยี กว่า มหาวารวรรค ประกอบด้วยพระสูตร จานวน 1,008 สูตร นับเป็นพระไตรปฎิ ก เล่มที่ 19 11

2. แบบท่ี 2 จัดแบ่งเป็นสังยตุ ในแต่ละวรรคท่านจัดแบ่งหมวดหมูอ่ กี ช้นั หนงึ่ โดยประมวลเฉพาะพระสตู ร ทม่ี ีเน้ือหาประเภทเดยี วกันมา รวมเขา้ เป็นเรือ่ ง ๆ เรยี กว่า สังยตุ เช่น ในสคาถวรรค ประมวลพระสูตรที่เกีย่ วกบั เทวตา เรียกว่า เทวตาสงั ยุต ในนทิ านวรรค ประมวลพระสูตรที่เกี่ยวกบั ธรรมทเี่ ป็นตน้ เหตุแห่งการเกดิ และการดบั แห่งทกุ ข์ คือ ปฏิจจสมุปบาท เรียกว่า นทิ านสังยุต ในขนั ธวารวรรค ประมวลพระสตู รทเี่ ก่ยี วกับขนั ธ์ 5 เรียกว่า ขันธสังยตุ ในสฬายตนวรรค ประมวลพระสูตรทเี่ กีย่ วกับอายตนะท้ัง 6 เรียกว่า สฬายตนสังยุต ในมหาวารวรรค ประมวลพระสูตรท่ีเกี่ยวกับอรยิ มรรคมีองค์ 8 เรียกว่า มัคคสังยุต 3. แบบท่ี 3 เปน็ การจัดแบ่งสังยุตเปน็ แบบต่าง ๆ จาก 56 สงั ยตุ ที่มีอยู่คือ แบ่งเป็นหมวดหม่ยู ่อยได้ 3 แบบ แบบท่ี 1 แบง่ สงั ยตุ ออกเป็น ปณั ณาสก์ หมายถงึ หมวด 50 สูตร แลว้ แบ่งปณั ณาสก์ ออกเป็นวรรค แบบที่ 2 แบง่ สงั ยตุ ออกเปน็ วรรค โดยไมแ่ บ่งออกเปน็ ปัณณาสก์ แบบท่ี 3 ไม่มีการแบ่งเป็นปัณณาสก์หรือเป็นวรรค พระสตุ ตนั ตปิฎก สังยตุ ตนกิ ำย สคำถวรรค พระสุตตนั ตปิฎก สังยุตตนิกาย เลม่ ที่ 15 วา่ ดว้ ย สคาถวรรค ประกอบดว้ ยพระสตู ร 271 สูตร นับเปน็ เล่มที่ 1 ของสงั ยตุ ตนิกาย ว่าดว้ ยพระสตู รทีม่ ีคาถานามาเป็นเล่มสาหรับการศึกษาโดยท่ีคัดเอาบางตอนมาเปน็ ตัวอย่าง ในคู่มือฉบับน้ี ศัพท์ว่า คาถา หมายถงึ ระเบยี บคาที่เปน็ ประเภทร้อยกรองลว้ นเป็นบทกวี ทม่ี ีกฎเกณฑ์ มีความไพเราะ ลกึ ซึ้ง (เป็นรูปแบบ 1 ของ นวงั คสัตถศุ าสน์ (9 รูปแบบ) ซ่ึงไดอ้ ธบิ ายไว้ในคู่มือ เลม่ ที่ 1 ท่ไี ด้แสดงไว้แล้ว) ในสงั ยตุ ตนกิ าย สคาถวรรค มีพระสตู รท่ีมีคาถาปรากฎอยู่ทุกสูตร พระธรรมสังคตี กิ าจารย์ จงึ ได้ต้งั ช่อื วา่ สคาถวรรค แปลว่า หมวดพระสูตรทม่ี ีคาถา คือ (จากจานวน 271 สูตร จะประกอบด้วย 271 คาถา) เม่ือพจิ ารณาถึง การจัดหมวดหมใู่ นสคาถวรรค จะมีการแบง่ เน้อื หาออกเป็น 2 แบบ คือ (ก.) แบ่งออกเปน็ 11 สังยตุ ไดแ้ ก่ 1. เทวตาสังยตุ มี 81 สูตร 2. เทวบตุ รสงั ยุต มี 30 สูตร 3. โกสลสงั ยุต มี 25 สูตร 4. มารสังยุต มี 25 สูตร 5. ภิกขนุ ีสังยุต มี 10 สตู ร 6. พรหมสงั ยตุ มี 15 สูตร 7. พราหมณสังยตุ มี 22 สูตร 8. วงั คสี สงั ยุต มี 12 สตู ร 9. วนสังยุต มี 14 สูตร 10. ยกั ขสงั ยตุ มี 12 สตู ร 12

11. สกั กสงั ยตุ มี 25 สตู ร (ข) แบ่งเปน็ แบบต่าง ๆ 2 แบบ คือ แบบท่ี 1 : เทวตาสงั ยุต เทวปุตตสงั ยตุ โกสลสังยตุ มารสงั ยุต พรหมสังยตุ พราหมณสงั ยุต สักกสงั ยุต รวม 7 สงั ยุต แบง่ เป็นวรรคๆ ในแต่ละสังยตุ แบบท่ี 2 : ภิภขุนีสังยตุ วงั คีสสงั ยุต วนสงั ยุต ยักขสังยุต รวม 4 สังยตุ ไมแ่ บ่งเปน็ วรรค2 (ในพระไตรปิฎกภาษาไทย แบง่ เป็น 11 สังยตุ ในฉบบั ภาษาบาลีโรมัน ?) สคำถวรรค เทวตำสังยุต ในคู่มือฉบับนี้ ไดน้ าพระสูตรจาก 2 หมวดของเทวตาสังยตุ มาเปน็ ตวั อย่างในการศึกษา ศัพท์ว่า เทวตาสงั ยตุ แปลวา่ ประมวลเร่ือง เทวดา หมายถึง ประมวลพระสตู รท่ีเก่ียวกบั การถามปัญหา หรือการสนทนา เชน่ การสนทนาธรรมระหวา่ งเทวดากับพระผ้มู ีพระภาค หมวดทวี่ า่ คอื พระสูตรในหมวด 1 และ หมวด 2 ของเทวตาสังยุต ซง่ึ ในเทวตาสงั ยุต มีการจัดแบ่งออกเปน็ วรรคได้ 8 วรรค (ประกอบด้วย 81 สตู ร) ดงั นี้ 1. นฬวรรค - หมวดวา่ ด้วยต้นอ้อ 2. นันทนวรรค - หมวดวา่ ดว้ ยสวนนันทวัน 3. สัตตวิ รรค - หมวดว่าดว้ ยหอก 4. สตุลลปกายกิ วรรค - หมวดว่าด้วยพวกเทวดาสตลู ปกายกิ 5. อาทติ ตวรรค - หมวดวา่ ด้วยส่งิ ทเี่ ป็นของร้อน 6. ชราวรรค - หมวดว่าด้วยชรา 7. อทั ธวรรค - หมวดวา่ ดว้ ยสิง่ ครอบงา 8. ฆัตวาวรรค - หมวดว่าด้วยการฆ่า 2สงั ยตุ นกิ ายท่ใี ชเ้ ป็นพระคัมภรี ศ์ กึ ษาในพระไตรปิฎกภาษาไทย แบ่งเปน็ 11 สงั ยุต คือเป็นแบบ (ข) เป็นท่นี ่างสังเกตได้วา่ ช่อื แต่ละวรรคต้ังช่ือตาม ชอ่ื พระสูตร เช่น นันทนวรรค ตง้ั ชื่อตามนันทนสตู รสาหรับ ขอ้ พจิ ารณาถึง ความโดดเดน่ ของสงั ยตุ ท่ีวา่ ด้วยเทวตาสังยุตคอื 1) การจดั หมวดหมู่พระสูตรเขา้ เปน็ วรรคโดยไม่ถือเอา เนื้อหาสาระของพระสตู รเปน็ เกณฑ์ แต่ถือเอารปู แบบของพระสูตรที่มคี าถาประพนั ธ์เป็นเกณฑ์ 2) เนอื้ หาของแตล่ ะ สูตรในสคาถวรรค เปน็ ธรรมบทสน้ั ๆ แต่มคี วามหมายลกึ ซง้ึ (บางบทใช้ เปน็ บทต้ังในการรจนาคมั ภรี ห์ ลัก เชน่ วิสทุ ธิ มรรค คอื ชฎาสูตร ของสตั ติวรรค เปน็ ตน้ ) จากพระสูตรในเทวตาสงั ยตุ ได้นาพระสูตรทเี่ ป็นตวั อย่างนามาแสดง 2 หมวด คือ นฬวรรค และนันทนวรรค นฬวรรค หมายถงึ หมวดวา่ ด้วยต้นออ้ เนื้อหาในวรรคนเี้ ป็นเรื่องทวี่ า่ ด้วยการข้ามโอฆะ ชือ่ พระสตู รในวรรคนี้ท่ีนามา ศึกษา คอื โอฆตรณสูตร แปลว่า “ว่าดว้ ยการข้ามโอฆะ” เป็นพระสตู รท่ี 1 ในจานวน 10 สูตรของนฬวรรค สว่ นนนั ทนวรรค แปลว่า หมวดวา่ ด้วยสวนนันทวัน (เป็นสวนในสวรรคช์ น้ั ไตรทศ) นนั ทนวรรค เป็นหมวดของ เทวตาสงั ยตุ วรรคท่ี 2 ในจานวน 8 วรรค ประกอบด้วย 10 สตู รเช่นเดยี วกัน เน้ือหาของนันทวรรคเป็นการดาเนิน เช่นเดียวกับนฬวรรค คอื เป็นบทสนทนาระหว่างเทวดากบั พระผ้มู ีพระภาค โดยเทวดาได้มาเฝา้ เพื่อทลู ถามปญั หาดว้ ย คาถาและพระผู้มีพระภาคตรัสตอบเปน็ คาถาเชน่ เดียวกัน 13

ตวั อยา่ ง ของการแสดงพระสูตรท่เี ป็นความไพเราะของการแสดงภาษามีอยูห่ ลายตอนในนันทนวรรค เช่น ตวั อยา่ งจากสตู รที่ 3 ของวรรคนีท้ ี่ช่ือว่า นตั ถปิ ุตตสมสูตร แปลวา่ สิง่ ทีเ่ สมอดว้ ยบตุ รไมม่ ี ตวั อย่างเชน่ เทวดาทูล : ความรกั เสมอดว้ ยบุตรไมม่ ี ทรพั ย์เสมอดว้ ยโคไม่มี แสงสวา่ งเสมอด้วยดวงอาทติ ยไ์ มม่ ี แหล่งน้าท้ังหลายมีสมุทรเปน็ ยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ : ความรกั เสมอดว้ ยตนไม่มี ทรัพย์เสมอดว้ ยขา้ วเปลอื กไมม่ ี แสงสวา่ งเสมอดว้ ยปัญญาไมม่ ี ฝนจดั เป็นแหล่งน้าอนั ยอดเย่ียม อกี ตวั อย่างที่พระผมู้ ีพระภาคตรัสตอบเทวดาดว้ ยคาถาท่ีเทวดาทูลถามและทรงตอบการแสดงความเป็นผู้ประเสรฐิ จาก สตู รท่ี 4 ว่าดว้ ย ขตั ตยิ สูตร (ว่าด้วยกษตั รยิ ์) ตอนหนง่ึ ว่า เทวดาทลู : บรรดาสัตว์สองเท้า กษัตริย์ประเสรฐิ ท่สี ดุ บรรดาสตั ว์สีเ่ ท้า โคพลิพทั ประเสรฐิ ที่สุด บรรดาภรรยา ภรรยาท่เี ป็นกุมารีประเสริฐที่สดุ บรรดาบตุ ร บตุ รทเี่ กิดกอ่ นประเสริฐท่สี ดุ พระผมู้ ีพระภาค : ตรัสตอบแก้ไข ความเขา้ ใจผิด ของเทวดาว่า บรรดาสัตว์สองเท้า พระสมั มาสัมพทุ ธเจา้ ประเสรฐิ ทสี่ ุด บรรดาสัตว์สเ่ี ท้า สตั ว์อาชาไนยประเสรฐิ ท่สี ดุ บรรดาภรรยา ภรรยาผเู้ ชื่อฟงั ประเสริฐท่สี ุด บรรดาบุตร บุตรผ้เู ชอ่ื ฟังประเสริฐทสี่ ดุ ซึง่ จากบทสนทนาข้างต้นที่เป็นตัวอย่าง ผู้สนใจสามารถศกึ ษาเปรียบเทียบไดจ้ ากพระบาลีในบทแปลทีย่ กมาให้ เปน็ ตวั อยา่ งข้างล่างได้ สังยตุ ตนกิ ำย สคำถวรรค ฉบบั แปล ฉบับแปลของสังยุตตนิกาย สคาถวรรค ซึ่งเป็นพระสูตรเลม่ ท่ี 1 ของสังยุตตนนกิ าย เปน็ พระสูตร เล่มท่ี 1 ของ พระสตุ ตนั ตปิฎก และเป็นพระไตรปฎิ กเล่มท่ี 15 น้ัน ไดค้ ดั เอามาบางส่วนของวรรคที่ 1 ของพระคัมภีร์ ในหมวดทีว่ ่า ดว้ ย เทวตาสงั ยตุ คอื ว่าดว้ ย นฬวรรค และนันทวรรค มาเป็นแบบฝกึ หัดสาหรบั การศกึ ษา วิธกี ารแปลของพระธรรมใน พระคัมภรี เ์ ลม่ น้มี าแสดงในตวั อยา่ งข้างล่าง จะเห็นได้วา่ โดยภาพรวมของพระสูตรทวี่ า่ ด้วยสงั ยตุ ตนิกายพระสูตรเลม่ ท่วี ่าดว้ ยสคาถาวรรค จะมีลักษณะพิเศษทแ่ี ตกตา่ งจากลษั ณะของพระสูตรเลม่ อ่ืน ๆ ในสงั ยตุ ตนิกาย ทั้ง 5 เลม่ คือพระ สูตรท่ปี รากฎเป็นคาถา (ร้อยกรอง) ประพนั ธ์เป็นเกณฑ์ และสาหรับเนือ้ หาเปน็ บทธรรมส้ัน ๆ แต่มคี วามหมายลึกซ้งึ ในส่วนของรูปแบบการประพันธท์ ่เี รยี กว่า คาถา เป็นการยกสงั ยุต ทช่ี ่อื วา่ เทวตาสังยตุ มาเป็นตัวอย่างสาหรับ การศกึ ษาและฝึกหัดแปลด้วยตนเอง 2 วรรค คือ นฬวรรค ซงึ่ หมายถงึ หมวดว่าดว้ ยต้นอ้อ ซ่งึ ประกอบดว้ ยพระสตู ร 10 สูตร และนนั ทวรรค ซึ่งหมายถึง หมวดวา่ ดว้ ยสวนนนั ทวนั ที่ประกอบดว้ ย 10 สตู รเชน่ เดียวกันตัวอยา่ งคาถา, 14

ช่อื ของพระสตู รและความหมายของชื่อพระสตู ร ของนฬวรรคและนนั ทวรรค สามารถแสดงให้เห็นในตารางข้างลา่ ง ถัดไป ตวั อย่ำงประพันธ์คำถำในเทวตำสงั ยตุ พระบาลีอกั ษรไทย อตตี นอนุโสจนฺติ นปฺปชปปฺ นฺติ อนาคต ปจฺจุปฺปนฺเนน ยาเปนฺติ เตน จนโฺ ณ ปลิ่ทติ อนาคตปปฺ ชปปฺ าย อตีตสฺสานุโสจนา เอเตน พาลา สสุ ฺสนฺติ นโฬว หริโต ลุโต’ติ พระบาลีอักษรโรมัน Atītaṃ nānusocanti nappajappanti’ anāgatam. Paecuppannena yāpenti tena vaṇṇo pasīdati. Anāgatappajappāya atītassānusocanā, Etena bālā sussanti naḷova luto’ti. (จาก อรญญสฺ ุตตฺ – พระสตุ รว่าด้วยปา่ – สูตรท่ี 10 ของนฬวรรค) ซงึ่ เมอ่ื ศึกษาการแปลจากบททยี่ กมาเปน็ ตวั อยา่ งในนฬวรรคขา้ งล่างจะเหน็ ว่า บทแปลที่เปน็ ภาษาไทย จะมี ข้อความทีเ่ ปน็ พระบาลแี ละคาแปล อยูใ่ นวงเลบ็ นั้น เป็นส่วนทผี่ ู้แปลได้เพมิ่ เข้ามา เพ่อื ความเข้าใจวา่ ไวยากรณ์ของรูป ประโยค ควรจะเป็นอยา่ งไร ที่จะทาใหค้ วามหมายชดั เจนขึ้น ซงึ่ ในบทที่ยกมาเปน็ ตัวอย่างของวิธีการแปล ในส่วนทเี่ ป็น อรัญญสูตร มคี าว่า (ปคุ ฺคลา – บคุ คลทง้ั หลาย), (วตถฺ ุ-ชอ่ื เรื่อง), (วตฺถนุ า-ดว้ ยเรือ่ ง), (การเณน-ดว้ ยเหตุ), (ปุคเฺ ลน-อนั บคุ คล). เป็นต้น แตส่ าหรบั บทแปลในภาษาอังกฤษ เนื่องจากเป็นภาษาท่ีอยู่ในตระกูลใหญ่เดยี วกนั คือ อนิ เดยี -ยุโรป (Indo-European) จึงแปลตรงตัวให้ศพั ทแ์ ตล่ ะตวั เรียงกันไปได้เชน่ เดยี วกบั บทก่อน ๆ ที่ได้ยกตัวอย่างมาแสดง นอกจากพระคาถาในพระสตู รของนฬวรรคที่ได้ยกมาแสดงข้างต้นจะแสดงว่าเปน็ พระสูตรทเี่ ป็นคาถาทีม่ ี ความหมายลกึ ซ้ึง และมีความไพเราะของการใช้ภาษาด้วยการแสดงบทอุปมาอุปไมยใหเ้ ห็นทาให้สามารถอธบิ ายได้ว่า พระผมู้ ีพระภาค ทรงตรสั ด้วยปยิ วาจา คอื ความไพเราะทั้งการเรยี งคา และความไพเราะของความหมายท่ที รงใช้บท เปรยี บเทียบ ซึ่งถือวา่ เป็นการใช้ภาษาทด่ี ที ส่ี ดุ นอกจากนี้เมื่อพจิ ารณาถึงบทเปรียบเทยี บทท่ี รงใช้ ไดแ้ สดงถงึ ความ เรียบงา่ ยของการใช้ศัพท์ ซ่ึงในพระสตู รท่ียกมาเปน็ ตัวอยา่ ง ทรงเปรียบเทียบหลกั ธรรมท่ที รงสอนให้อยู่กบั ปจั จุบัน เพราะอดตี เปน็ สิ่งทีล่ ว่ งเลยไปแลว้ และอนาคตคือสิ่งท่ียังมาไม่ถงึ หากผกู ตดิ อยู่กับอดตี และอนาคต จะเป็นเหตุท่ใี ห้เกิด ความเศรา้ หมองเหมือนตน้ ออ้ ทถี่ ูกถอนขนึ้ ยอ่ มซบู ซดี ไมเ่ ขียวสดอีกตอ่ ไป เปน็ การเปรยี บเทียบกบั ธรรมชาตทิ ่ีทาใหค้ า อภิบายเปน็ รูปธรรมและเป็นทเี่ ข้าใจท่ัวไปได้ดที ีส่ ดุ สังยตุ ตนกิ ำย สคำถวรรค เทวตำสงั ยุต ฉบับแปล เมอ่ื พจิ ารณาถึงการจัดหมวดหมู่ของสคาถวรรค เทวตาสังยุต ท่ีนามาเป็นตวั อย่างในการศึกษา คือ นฬวรรค และนนั ทนวรรค ทงั้ 2 วรรค มีองคป์ ระกอบเปน็ สูตร จานวน วรรคละ 10 สูตรเทา่ กนั รายละเอียดของสตู รได้ เปรียบเทียบช่อื และความหมายของสตู รดงั ตารางข้างล่าง ดังตอ่ ไปนี้ 15

นฬวรรค เทวตำสงั ยตุ 1. โอฆตรณสตู ร-วา่ ด้วยการข้ามโอฆะ นันทวรรค 2. นโิ มกขสตู ร-วา่ ดว้ ยทางหลดุ พ้น 3. อุปนียสตู ร-ว่าดว้ ยชวี ิตถูกชรานาเขา้ ไป 1. นันทนสตู ร-วา่ ด้วยสวนนันทวนั 4. อัจจเจนติสูตร-ว่าดว้ ยผลทีล่ ว่ งเลยไป 2. นนั ทติสูตร-วา่ ด้วยความยินดี 5. กตฉิ นิ ทสูตร-วา่ ดว้ ยบคุ คลตัดอะไรจึง 3. นัตถิปตุ ตฺ สมสตู ร-วา่ ด้วยส่ิงเสมอดว้ ยบุตรไมม่ ี 4. ขัตตยิ สตู ร-ว่าดว้ ยกษัตริย์ ข้ามโอฆะได้ 5. สณมานสตู ร-ว่าด้วยเสียงป่าควรญ 6. ชาครสูตร-ว่าด้วยความตืน่ 6. นนิ ทาตนั ฑสิ ูตร-ว่าดว้ ยความหลบั 7. อัปปฎวิ ิทิตสูตร-วา่ ดว้ ยผู้ไม่รู้แจ้งธรรม และความเกียจครา้ น 8. สุสมั มฏุ ฐสตู ร-วา่ ดว้ ยผลู้ ืมเลือนธรรม 9. มานกามสตู ร-วา่ ดว้ ยผูม้ มี านะ 7. ทกุ กรสตู ร-ว่าดว้ ยสมณธรรมที่ทาไดย้ าก 10. อรญั ญสูตร-วา่ ด้วยปา่ 8. หิรสิ ูตร-ว่าด้วยหิริ 9. กฏุ ิถาสตู ร-ว่าด้วยกระท่อม 10. สมทิ ธสิ ตู ร-ว่าดว้ ยพระสมิทธิ ทีม่ ีคากล่าวถึงลกั ษณะพิเศษของสังยตุ นกิ าย ในเลม่ สคาถาวรรคนีว้ า่ พระสตู รทง้ั หมด 271 สูตร เป็นพระสตู ร ที่เป็นคาถาทกุ สตู ร ซ่งึ ตวั อย่างก็เนน้ ไดช้ ดั แม้แต่ในบทท่ียกมาเปน็ ตัวอยา่ งในบทแปลในคู่มอื ทย่ี กมาแสดงข้างล่าง เช่น ในนฬวรรค อรัญญสูตร พระผูม้ ีพระภาคตรสั ตอบคาถามของเทวดา ทลู ถามพระองคด์ ้วยคาถา วา่ เหตใุ ดภกิ ษุอยู่ในป่า ฉนั อาหารมือเดียว ผดิ พรรณจึงผ่องใส และผมู้ ีพระภาคตรัสตอบด้วยคาถา เช่นกนั เป็นต้น แบบฝกึ หดั 1. ผ้ศู กึ ษา ศึกษาความหมายและคาแปลของศัพทใ์ นพระสูตรตวั อยา่ งข้างล่าง เพื่อสร้างความเข้าใจแลว้ เรยี บ เรียงเป็นภาษาของท่านท่ีใช้อยูใ่ นปจั จบุ ัน 2. ในนฬวรรค และนนั ทวรรค ที่ยกมาเปน็ ตัวอยา่ งแล้วพจิ ารณาว่า มพี ระสตู รใดที่มลี กั ษณะดังน้ี 2.1 ความหมายของพระสูตรท่ีเป็นธรรมทีเ่ ป็นหลกั ยึดในการดาเนินชวี ิตทด่ี ี 2.2 มพี ระสตู รที่แสดงถึงการใช้ภาษาท่มี บี ทเปรยี บเทียบแล้วเป็นท่เี ข้าใจทัว่ ไป 2.3 บทธรรมจากพระสูตรท่ีท่านมีความค้นุ เคย 16

สุตตฺ นฺตปิ ฏเก – ในพระสตุ ตนั ตปิฎก/ สยํ ุตตฺ นิกายสฺส – แหง่ สงั ยตุ ตนกิ าย/ ปฐโม – ท่ี ๑/ ภาโค – ภาค/ สคาถวคฺโค – หมวดธรรมท่ีมีคาถา/ นโม – ขอความนอบนอ้ ม/ ตสฺส – พระองคน์ นั้ / ภควโต – แดพ่ ระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อรหโต – ผเู้ ป็นพระอรหนั ต/์ สมมฺ าสมพฺ ุทธฺ สสฺ . – ผตู้ รสั รูช้ อบไดโ้ ดยพระองคเ์ อง/ ๑. เทวตาสยํ ตุ ตฺ ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยเร่อื งท่ีเก่ียวขอ้ งกบั เทวดา/ ๑. นฬวคฺโค – นฬวรรค (หมวดวา่ ดว้ ยตน้ ออ้ )/ ๑. โอฆตรณสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยการขา้ มโอฆะ/ ๑. เอวมเฺ ม – อยา่ งนี+้ อนั ขา้ พเจา้ / สุตํ – ไดส้ ดบั มาแลว้ / เอกํ สมยํ – ในสมยั หน่งึ / ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / สาวตถฺ ยิ ํ – เขตกรุงสาวตั ถี/ วหิ ร ติ – ยอ่ มประทบั อย/ู่ เชตวเน – ในพระเชตวนั / อนาถปิ ณฺฑกิ สสฺ – ของอนาถปิณฑิกะ/ อาราเม. – อนั เป็นอาราม/ อถ โข – ครงั้ นนั้ แล/ อญญฺ ตรา – ตนใดตนหน่งึ / เทวตา – เทวดา/ อภกิ ฺกนฺตาย – ผา่ นไป แลว้ / รตฺตยิ า – ครนั้ เม่ือราตรี/ อภกิ กฺ นฺตวณฺณา – มีวรรณะงดงามย่งิ นกั / เกวลกปฺปํ – ทงั้ สนิ้ / เชตวนํ – ยงั พระเชตวนั / โอภาเสตวฺ า – ใหส้ วา่ งแลว้ / เยน – ใด/ [ทิสาภาเคน – ทางทิศ]/ ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / เตนุปสงกฺ มิ; – เขา้ ไปเฝ้าแลว้ +[ทิสาภาเคน – ทางทิศ]+นนั้ / อุปสงกฺ มติ วฺ า – ครนั้ เขา้ ไปเฝา้ แลว้ / ภควนฺตํ – ซง่ึ พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อภวิ าเทตฺวา – ถวายอภิวาทแลว้ / เอกมนฺตํ – ณ สว่ นขา้ งหนง่ึ / อฏฺ ฐาสิ. – ไดย้ ืนอยแู่ ลว้ / เอกมนฺตํ – ณ สว่ นขา้ งหน่งึ / ฐิตา โข – ยืนอยแู่ ลว้ แล/ สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ ภควนฺตํ – กบั พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / เอตทโวจ – ไดก้ ราบทูลแลว้ +[วจนํ – ซ่ึงคา]+น่นั / “‘กถํ นุ – อยา่ งไรหนอ/ ตวฺ ํ – พระองค/์ มารสิ – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ นู้ ริ ทกุ ข/์ โอฆมตรี’ต?ิ – ทรงขา้ มไดแ้ ลว้ +ซ่งึ โอฆะ’”ดงั นี?้ / ‘อปปฺ ตฏิ ฺ ฐํ ขวฺ าหํ – เม่ือไมพ่ กั แล+ขา้ พเจา้ / อาวุโส – ดกู ่อนท่านผมู้ ีอาย/ุ อนายหู ํ – เม่ือ ไมเ่ พียรพยายาม/ โอฆมตริ’นฺต.ิ – ไดข้ า้ มแลว้ +ซ่งึ โอฆะ’ดงั นี/้ ‘ยถา กถํ ปน – ก็+โดยประการใดอยา่ งไรเลา่ / ตวฺ ํ – พระองค/์ มารสิ – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ นู้ ริ ทกุ ข/์ อปปฺ ติฏฺ ฐํ – เม่ือไมพ่ กั / อนายูหํ – เม่ือไมเ่ พียรพยายาม/ โอฆมตรี’ต?ิ – ทรงขา้ มไดแ้ ลว้ +ซ่งึ โอฆะ’ดงั นี?้ / ‘ยทาขวฺ าหํ – ในกาลใดแล+ขา้ พเจา้ / อาวุโส – ดกู ่อนทา่ นผมู้ ีอายุ/ สนฺตฏิ ฺ ฐามิ – ยอ่ มพกั อย่/ู ตทาสสฺ ุ – ในกาลนนั้ แล/ สสํ ที ามิ – ยอ่ มน่งั อย่/ู ยทาขฺวาหํ – ในกาลใดแล+ขา้ พเจา้ / อาวุโส – ผมู้ ีอาย/ุ อายหู ามิ – พากเพียรอย่/ู ตทาสฺ สุ – ในกาลนนั้ แล/ นิพพฺ ยุ หฺ ามิ. – ยอ่ มลอยอย่/ู 17

เอวํ ขฺวาหํ – อยา่ งนีแ้ ล+ขา้ พเจา้ / อาวุโส – ดกู อ่ นทา่ นผมู้ ีอาย/ุ อปฺปตฏิ ฺ ฐํ – เม่ือไมพ่ กั / อนายหู ํ – เม่ือไมเ่ พียรพยายาม/ โอฆมตริ”’นฺติ. – ไดข้ า้ มแลว้ +ซ่งึ โอฆะ”’ดงั นี/้ จิรสฺสํ วต – สิน้ กาลนานจรงิ หนอ/ [อหํ – ขา้ พระพทุ ธเจา้ ]/ ปสสฺ ามิ – ยอ่ มไดพ้ บ/ พฺ ราหมฺ ณํ – ซ่งึ พราหมณ/์ ปรินิพพฺ ตุ .ํ – ผดู้ บั กิเลสไดส้ ิน้ แลว้ / อปปฺ ตฏิ ฺ ฐํ – ผไู้ มพ่ กั อย/ู่ อนา ยหู ํ – ผไู้ มเ่ พียรพยามอย่/ู ตณิ ฺณํ – ผขู้ า้ มไดแ้ ลว้ / โลเก – ในโลก/ วิสตตฺ กิ ”นฺติ. – ผมู้ ีตณั หา อนั ซา่ นไปในอารมณต์ า่ ง ๆ”ดงั นี/้ เอตทโวจ – ไดก้ ล่าวแลว้ +[วจนํ – ซง่ึ คา]+น่นั / สา – นนั้ / เทวตา. – เทวดา/ สมนุญโฺ ญ – เป็นผทู้ รงพอพระทยั แลว้ / สตถฺ า – พระศาสดา/ อโหสิ. – ไดเ้ ป็นแลว้ / อถ โข – ครงั้ นนั้ แล/ สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ “สมนุญโฺ ญ – เป็นผพู้ อพระทยั แลว้ / เม – ขา้ พเจา้ / สตฺถา”ติ – พระศาสดา”ดงั นี/้ ภควนฺตํ – ซง่ึ พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อภวิ าเทตวฺ า – ถวาย อภิวาทแลว้ / ปทกขฺ ณิ ํ – ซ่งึ ประทกั ษิณ/ กตวฺ า – กระทาแลว้ / ตตเฺ ถวนฺตรธายตี ิ. – ไดอ้ นั ตรธานไป แลว้ +[ฐาเน – จากท่ี]+นนั้ +น่นั แล+ดงั นีแ้ ล/ [โอฆตรณสุตตฺ ํ – โอฆตรณสตู ร/ ปฐมํ – ท่ี ๑/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๒. นิโมกขฺ สุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยทางหลดุ พน้ / ๒. สาวตถฺ นิ ิทานํ – เร่ืองเกิดขนึ้ ท่ีกรุงสาวตั ถี/ อถ โข – ครงั้ นนั้ แล/ อญญฺ ตรา – ตนใดตนหนง่ึ / เทวตา – เทวดา/ อภกิ ฺกนฺตาย – ผา่ นไป แลว้ / รตตฺ ยิ า – ครนั้ เม่ือราตร/ี อภกิ กฺ นฺตวณฺณา – มีวรรณะงดงามย่งิ นกั / เกวลกปฺปํ – ทงั้ สนิ้ / เชตวนํ – ยงั พระเชตวนั / โอภาเสตวฺ า – ใหส้ วา่ งแลว้ / เยน – ใด/ [ทิสาภาเคน – ทางทิศ]/ ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / เตนุปสงกฺ มิ; – เขา้ ไปเฝา้ แลว้ +[ทิสาภาเคน – ทางทิศ]+นนั้ / อุปสงกฺ มติ วฺ า – ครนั้ เขา้ ไปเฝา้ แลว้ / ภควนฺตํ – ซ่งึ พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อภวิ าเทตวฺ า – ถวายอภิวาทแลว้ / เอกมนฺตํ – ณ สว่ นขา้ งหนง่ึ / อฏฺ ฐาสิ. – ไดย้ ืนอยแู่ ลว้ / เอกมนฺตํ – ณ สว่ นขา้ งหน่งึ / ฐิตา โข – ยืนอยแู่ ลว้ แล/ สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ ภควนฺตํ – กบั พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / เอตทโวจ – ไดก้ ราบทลู แลว้ +[วจนํ – ซ่งึ คา]+น่นั / “ชานาสิ โน – ยอ่ มทรงทราบหรอื ไม่/ [ตวฺ ํ – พระองค]์ / มาริส – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ นู้ ริ ทกุ ข/์ สตตฺ านํ – ของสตั วท์ งั้ หลาย/ นิโมกขฺ ํ – ซ่งึ นโิ มกข์ (ทางหลดุ พน้ )/ ปโมกขฺ ํ – ซ่งึ ปโมกข์ (ความหลดุ พน้ )/ วิเวก”นฺต?ิ – ซ่งึ วิเวก (ความสงดั )”ดงั นี?้ / “ชานามิ โข – ยอ่ มรูแ้ ล/ อหํ – ขา้ พเจา้ / อาวุโส – ดกู ่อนทา่ นผมู้ ีอาย/ุ สตตฺ านํ – ของสตั ว์ ทงั้ หลาย/ นิโมกขฺ ํ – ซ่งึ นิโมกข/์ ปโมกขฺ ํ – ซ่งึ ปโมกข/์ วเิ วก”นฺต.ิ – ซ่งึ วเิ วก”ดงั นี/้ “ยถา กถํ ปน – ก็+โดยประการใดอย่างไรเลา่ / ตวฺ ํ – พระองค/์ มาริส – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ นู้ ิร ทกุ ข/์ ชานาสิ – ยอ่ มทรงทราบ/ สตตฺ านํ – ของสตั วท์ งั้ หลาย/ นิโมกฺขํ – ซง่ึ นิโมกข/์ ปโมกขฺ ํ – ซง่ึ ป โมกข/์ วิเวก”นฺต?ิ – ซ่งึ วิเวก”ดงั นี?้ / 18

[ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อิมํ – นี/้ คาถํ – ซ่งึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ “นนฺทภี วปริกฺขยา – เพราะความสิน้ ไปแหง่ ภพอนั มีความเพลดิ เพลนิ เป็นมลู / สญญฺ าวญิ ฺ ญาณสงขฺ ยา – เพราะความสิน้ ไปแหง่ สญั ญาและวิญญาณ/ เวทนานํ – แหง่ เวทนา ทงั้ หลาย/ นิโรธา – เพราะความดบั ไป/ อุปสมา – เพราะความสงบระงบั / เอวํ ขฺวาหํ – อยา่ งนีแ้ ล+ขา้ พเจา้ / อาวุโส – ดกู ่อนทา่ นผมู้ ีอาย/ุ ชานามิ – ยอ่ มรู/้ สตตฺ านํ – ของสตั ว์ ทงั้ หลาย/ นิโมกฺขํ – ซง่ึ นโิ มกข/์ ปโมกขฺ ํ – ซง่ึ ปโมกข/์ วิเวก”นฺต.ิ – ซ่งึ วเิ วก”ดงั นี/้ [นิโมกฺขสุตตฺ ํ – โมกขสตู ร/ ทตุ ยิ ํ – ท่ี ๒/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๓. อุปนียสุตตฺ .ํ – พระสตู รว่าดว้ ยชีวิตถกู ชรานาเขา้ ไป/ ๓. สาวตถฺ นิ ิทานํ – เร่ืองเกิดขนึ้ ท่ีกรุงสาวตั ถี/ เอกมนฺตํ – ณ สว่ นขา้ งหน่งึ / ฐิตา โข – ยืนอยแู่ ลว้ แล/ สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ ภควโต – ของพระผมู้ ีพระภาคเจา้ / สนฺตเิ ก – ในสานกั / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ คาถา/ อภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ / “อุปนียติ – นาเขา้ ไปอย/ู่ [ชราย – อนั ชรา]/ ชวี ิตมปฺปมายุ – ชีวติ +อาย+ุ อนั สนั้ / ชรูปนีตสสฺ – ผอู้ นั ชรานาเขา้ ไปแลว้ / [ปุคคฺ ลสฺส – แกบ่ คุ คล]/ น สนฺติ – ยอ่ มไมม่ ี/ ตาณา. – เคร่อื งตา้ นทาน/ เอตํ – น่นั / ภยํ – ซ่งึ ภยั / มรเณ – ในความตาย/ เปกขฺ มาโน – ผู้ พิจารณาเหน็ อย่/ู [ปุคฺคโล – บคุ คล]/ ปุญญฺ านิ – ซง่ึ บญุ ทงั้ หลาย/ กยริ าถ – พงึ กระทา/ สุขาวหานี”ต.ิ – อนั เป็นเหตนุ าความสขุ มาให”้ ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซ่งึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ “อุปนียติ – นาเขา้ ไปอย/ู่ [ชราย – อนั ชรา]/ ชีวิตมปฺปมายุ – ชีวติ +อาย+ุ อนั สนั้ / ชรูปนีตสสฺ – ผอู้ นั ชรานาเขา้ ไปแลว้ / [ปุคคฺ ลสฺส – แกบ่ คุ คล]/ น สนฺติ – ยอ่ มไมม่ ี/ ตาณา. – เคร่อื งตา้ นทาน/ เอตํ – น่นั / ภยํ – ซ่งึ ภยั / มรเณ – ในความตาย/ เปกฺขมาโน – ผู้ พิจารณาเห็นอย่/ู [ปุคฺคโล – บคุ คล]/ โลกามิสํ – ซ่งึ โลกามสิ / ปชเห – พงึ ละ/ สนฺตเิ ปกฺ โข”ต.ิ – ผมู้ งุ่ สสู่ นั ติ”ดงั นี/้ [อุปนียสุตตฺ ํ – อปุ นียสตู ร/ ตตยิ ํ – ท่ี ๓/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๔. อจเฺ จนฺตสิ ุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยกาลท่ีลว่ งเลยไป/ ๔. สาวตถฺ นิ ิทานํ – เร่อื งเกิดขนึ้ ท่ีกรุงสาวตั ถี/ เอกมนฺตํ – ณ สว่ นขา้ งหนง่ึ / ฐิตา โข – ยืนอยแู่ ลว้ แล/ สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ ภควโต – ของพระผมู้ ีพระภาคเจา้ / สนฺตเิ ก – ในสานกั / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ คาถา/ อภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ / “อจฺเจนฺติ – ยอ่ มลว่ งเลยไป/ กาลา – กาลทงั้ หลาย/ ตรยนฺติ – ยอ่ มลว่ งเลยไป/ รตตฺ โิ ย – ราตรีทงั้ หลาย/ วโยคุณา – ชว่ งแหง่ วยั ทงั้ หลาย/ อนุปุพพฺ ํ – ตามลาดบั / ชหนฺต.ิ – ยอ่ มละ ไป/ เอตํ – น่นั / ภยํ – ซ่งึ ภยั / มรเณ – ในความตาย/ เปกขฺ มาโน – ผพู้ จิ ารณาเห็นอย่/ู 19

[ปุคคฺ โล – บคุ คล]/ ปุญญฺ านิ – ซ่งึ บญุ ทงั้ หลาย/ กยิราถ – พงึ กระทา/ สุขาวหานี”ต.ิ – อนั เป็นเหตนุ าความสขุ มาให”้ ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซ่งึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ “อจเฺ จนฺติ – ยอ่ มลว่ งเลยไป/ กาลา – กาลทงั้ หลาย/ ตรยนฺติ – ยอ่ มลว่ งเลยไป/ รตตฺ โิ ย – ราตรที งั้ หลาย/ วโยคุณา – ชว่ งแหง่ วยั ทงั้ หลาย/ อนุปุพพฺ ํ – ตามลาดบั / ชหนฺต.ิ – ยอ่ มละ ไป/ เอตํ – น่นั / ภยํ – ซ่งึ ภยั / มรเณ – ในความตาย/ เปกขฺ มาโน – ผพู้ ิจารณาเห็นอย่/ู [ปุคฺคโล – บคุ คล]/ โลกามิสํ – ซง่ึ โลกามสิ / ปชเห – พงึ ละ/ สนฺตเิ ปกโฺ ข”ต.ิ – ผมู้ งุ่ สสู่ นั ต”ิ ดงั นี/้ [อจฺเจนฺตสิ ุตตฺ ํ – อจั เจนตสิ ตู ร/ จตตุ ฺถํ – ท่ี ๔/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๕. กตฉิ ินฺทสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยบคุ คลตดั อะไรจงึ ขา้ มโอฆะได/้ ๕. สาวตถฺ นิ ิทานํ – เร่อื งเกิดขนึ้ ท่ีกรุงสาวตั ถี/ เอกมนฺตํ – ณ สว่ นขา้ งหนง่ึ / ฐิตา โข – ยืนอยแู่ ลว้ แล/ สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ ภควโต – ของพระผมู้ ีพระภาคเจา้ / สนฺตเิ ก – ในสานกั / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซ่งึ คาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ / “[ปุคคฺ โล – บคุ คล]/ กติ – เทา่ ไร/ [ธมเฺ ม – ซง่ึ ธรรมทงั้ หลาย]/ ฉินฺเท – พงึ ตดั / กติ – เทา่ ไร/ [ธมเฺ ม – ซง่ึ ธรรมทงั้ หลาย]/ ชเห – พงึ ละ/ กติ – เทา่ ไร/ [ธมเฺ ม – ยงั ธรรมทงั้ หลาย]/ จ – ดว้ ย/ อุตตฺ ริ – ใหย้ ่งิ ขนึ้ ไป/ ภาวเย. – พงึ ใหเ้ จรญิ / กติ – เทา่ ไร/ [ธมฺเม – ซ่งึ ธรรมทงั้ หลาย]/ สงคฺ าตโิ ค – ผกู้ า้ วลว่ งซ่งึ ธรรมเป็นเคร่ืองขอ้ ง/ ภกิ ขฺ ุ – ภิกษุ/ [ตยา – อนั พระองค]์ / โอฆ ตณิ ฺโณ’ติ – วา่ ผขู้ า้ มโอฆะไดแ้ ลว้ ’ดงั นี/้ วุจฺจต”ี ต.ิ – ยอ่ มตรสั เรยี ก”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อิมํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ “[ปุคคฺ โล – บคุ คล]/ ปญจฺ – ๕ ประการ/ [ธมฺเม – ซ่งึ ธรรมทงั้ หลาย]/ ฉินฺเท – พงึ ตดั / ปญจฺ – ๕ ประการ/ [ธมฺเม – ซง่ึ ธรรมทงั้ หลาย]/ ชเห – พงึ ละ/ ปญจฺ – ๕ ประการ/ [ธมเฺ ม – ยงั ธรรมทงั้ หลาย]/ จ – ดว้ ย/ อุตตฺ ริ – ใหย้ ่งิ ขนึ้ ไป/ ภาวเย. – พงึ ใหเ้ จรญิ / ปญจฺ – ๕ ประการ/ [ธมเฺ ม – ซ่งึ ธรรมทงั้ หลาย]/ สงคฺ าตโิ ค – ผกู้ า้ วลว่ งธรรมเป็นเคร่ืองขอ้ ง/ ภกิ ฺขุ – ภิกษุ/ [มยา – อนั ขา้ พเจา้ ]/ โอฆติณฺโณ’ติ – วา่ ผขู้ า้ มโอฆะไดแ้ ลว้ ’ดงั นี/้ วุจจฺ ตี”ต.ิ – ยอ่ มกลา่ ว เรียก”ดงั นี/้ [กตฉิ ินฺทสุตตฺ ํ – กตฉิ ินทสตู ร/ ปญจฺ มํ – ท่ี ๕/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๖. ชาครสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยความต่นื / ๖. สาวตถฺ นิ ิทานํ – เร่อื งเกิดขนึ้ ท่ีกรุงสาวตั ถี/ เอกมนฺตํ – ณ สว่ นขา้ งหนง่ึ / ฐิตา โข – ยืนอยแู่ ลว้ แล/ สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ ภควโต – ของพระผมู้ ีพระภาคเจา้ / สนฺตเิ ก – ในสานกั / อิมํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ คาถา/ อภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ / 20

“กติ – ประเภทไหน/ [ธมมฺ า – ธรรมทงั้ หลาย]/ [ธมฺมานํ – เม่ือธรรมทงั้ หลาย]/ ชาครตํ – ต่นื อย่/ู สุตตฺ า – ช่ือวา่ หลบั แลว้ / กติ – ประเภทไหน/ [ธมฺมา – ธรรมทงั้ หลาย]/ [ธมฺเมสุ – ครนั้ เม่ือธรรมทงั้ หลาย]/ สุตเฺ ตสุ – หลบั แลว้ / ชาครา – ช่ือวา่ เป็นผตู้ ่นื / กตภิ ิ – ประเภท ไหน/ [ธมเฺ มหิ – เพราะธรรมทงั้ หลาย]/ [ปุคฺคโล – บคุ คล]/ รชํ – ซง่ึ ธลุ ีคือกิเลส/ อาเทติ – ช่ือวา่ ย่อมหมกั หมม/ กตภิ ิ – ธรรมประเภทไหน/ [ธมเฺ มหิ – เพราะธรรมทงั้ หลาย]/ [ปุคคฺ โล – บคุ คล]/ ปรสิ ุชฌฺ ตี”ต.ิ – ยอ่ มบรสิ ทุ ธิ์”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ “ปญจฺ – ๕ ประการ/ [ธมมฺ า – ธรรมทงั้ หลาย]/ [ธมฺมานํ – เม่ือธรรมทงั้ หลาย]/ ชาครตํ – ผตู้ ่นื อย่/ู สุตตฺ า – ช่ือวา่ หลบั แลว้ / ปญจฺ – ๕ ประการ/ [ธมมฺ า – ธรรมทงั้ หลาย]/ [ธมเฺ มสุ – ครนั้ เม่ือธรรมทงั้ หลาย]/ สุตเฺ ตสุ – หลบั แลว้ / ชาครา – ช่ือวา่ เป็นผตู้ ่นื / [ปุคคฺ โล – บคุ คล]/ ปญจฺ ภิ – ๕ ประการ/ [ธมเฺ มหิ – เพราะธรรมทงั้ หลาย]/ รชํ – ซ่งึ ธุลีคือกิเลส/ อา เทติ – ช่ือวา่ ย่อมหมกั หมม/ [ปุคฺคโล – บคุ คล]/ ปญจฺ ภิ – ๕ ประการ/ [ธมฺเมหิ – เพราะ ธรรมทงั้ หลาย]/ ปรสิ ุชฺฌตี”ต.ิ – ยอ่ มบรสิ ทุ ธิ์”ดงั นี/้ [ชาครสุตตฺ ํ – ชาครสตู ร/ ฉฏฺ ฐํ – ท่ี ๖/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๗. อปปฺ ฏวิ ทิ ติ สุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยบคุ คลผไู้ มร่ ูแ้ จง้ ธรรม/ ๗. สาวตถฺ นิ ิทานํ – เร่อื งเกิดขนึ้ ท่ีกรุงสาวตั ถี/ เอกมนฺตํ – ณ สว่ นขา้ งหนง่ึ / ฐิตา โข – ยืนอยแู่ ลว้ แล/ สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ ภควโต – ของพระผมู้ ีพระภาคเจา้ / สนฺตเิ ก – ในสานกั / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ คาถา/ อภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ / “เยสํ – เหลา่ ใด/ [ปุคคฺ ลานํ – อนั บคุ คลทงั้ หลาย]/ ธมมฺ า – ธรรมทงั้ หลาย/ อปปฺ ฏิวิทติ า – ไมแ่ ทงตลอดแลว้ / [ปรปุคฺคเลหิ – อนั บคุ คลทงั้ หลายเหลา่ อ่ืน]/ ปรวาเทสุ – ในเพราะวา ทะของบคุ คลทงั้ หลายเหลา่ อ่ืน/ นียเร – ยอ่ มชกั นาไป/ สุตตฺ า – ผหู้ ลบั แลว้ / เต – เหลา่ นนั้ / [ปุคคฺ ลา – บคุ คลทงั้ หลาย]/ นปฺปพชุ ฺฌนฺติ – ยอ่ มไมต่ ่ืนรู/้ [อยํ – นี/้ กาโล – กาล]/ กาโล – เป็นกาลอนั สมควร/ เตสํ – เหลา่ นนั้ / [ปุคคฺ ลานํ – แหง่ บคุ คลทงั้ หลาย]/ ปพุชฺฌติ ุ”นฺต.ิ – เพ่ือการต่ืนรู”้ ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ “เยสํ – เหลา่ ใด/ [ปุคฺคลานํ – อนั บคุ คลทงั้ หลาย]/ ธมมฺ า – ธรรมทงั้ หลาย/ สุปฺปฏวิ ิทติ า – รูแ้ จง้ ดแี ลว้ / เต – เหลา่ นนั้ / [ปุคฺคลา – บคุ คลทงั้ หลาย]/ [ปรปุคคฺ เลหิ – อนั บคุ คล ทงั้ หลายเหลา่ อ่ืน]/ ปรวาเทสุ – ในเพราะวาทะของบคุ คลทงั้ หลายเหลา่ อ่ืน/ น นียเร – ยอ่ มไมถ่ กู ชกั นาไป/ เต – เหลา่ นนั้ / [ปุคคฺ ลา – บคุ คลทงั้ หลาย]/ สมฺพทุ ธฺ า – ผรู้ ูด้ แี ลว้ / สมฺ มทญญฺ า – รูช้ อบแลว้ / จรนฺติ – ยอ่ มดาเนนิ ไป/ วิสเม – ท่ีไมส่ ม่าเสมอ/ [ฐาเน – ในท่ี]/ สม”นฺติ. – อยา่ งสม่าเสมอ”ดงั นี/้ 21

[อปปฺ ฏวิ ทิ ติ สุตตฺ ํ – อปั ปฏิวิทิตสตู ร/ สตตฺ มํ – ท่ี ๗/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๘. สุสมฺมุฏฺ ฐสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยบคุ คลผลู้ ืมเลือนธรรมแลว้ / ๘. สาวตถฺ นิ ิทานํ – เร่ืองเกิดขนึ้ ท่ีกรุงสาวตั ถี/ เอกมนฺตํ – ณ สว่ นขา้ งหน่งึ / ฐิตา โข – ยืนอยแู่ ลว้ แล/ สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ ภควโต – ของพระผมู้ ีพระภาคเจา้ / สนฺตเิ ก – ในสานกั / อิมํ – นี/้ คาถํ – ซ่งึ คาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ / “เยสํ – เหลา่ ใด/ [ปุคฺคลานํ – อนั บคุ คลทงั้ หลาย]/ ธมฺมา – ธรรมทงั้ หลาย/ สุสมมฺ ุฏฺ ฐา – ลืมเลือนแลว้ ดว้ ยดี/ ปรวาเทสุ – ในเพราะวาทะของบคุ คลทงั้ หลายเหลา่ อ่ืน/ [ปรปุคฺค เลหิ – อนั บคุ คลทงั้ หลายเหลา่ อ่ืน]/ ปรวาเทสุ – ในเพราะวาทะของบคุ คลทงั้ หลายเหลา่ อ่ืน/ นียเร – ยอ่ มชกั นาไป/ สุตตฺ า – หลบั แลว้ / เต – เหลา่ นนั้ / [ปุคคฺ ลา – บคุ คลทงั้ หลาย]/ นปฺปพชุ ฌฺ นฺติ – ยอ่ มไมต่ ่นื รู/้ [อยํ – นี/้ กาโล – กาล]/ กาโล – เป็นกาลอนั สมควร/ เตสํ – เหลา่ นนั้ / [ปุคคฺ ลานํ – แหง่ บคุ คลทงั้ หลาย]/ ปพชุ ฺฌติ ุ”นฺต.ิ – เพ่ือการต่นื รู”้ ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ “เยสํ – เหลา่ ใด/ [ปุคคฺ ลานํ – อนั บคุ คลทงั้ หลาย]/ ธมมฺ า – ธรรมทงั้ หลาย/ อสมมฺ ุฏฺ ฐา – ไมล่ ืมเลือนแลว้ / เต – เหลา่ นนั้ / [ปุคคฺ ลา – บคุ คลทงั้ หลาย]/ [ปรปุคฺคเลหิ – อนั บคุ คล ทงั้ หลายเหลา่ อ่ืน]/ ปรวาเทสุ – ในเพราะวาทะของบคุ คลทงั้ หลายเหลา่ อ่ืน/ น นียเร – ยอ่ มไมถ่ กู ชกั นาไป/ เต – เหลา่ นนั้ / [ปุคคฺ ลา – บคุ คลทงั้ หลาย]/ สมพฺ ทุ ธฺ า – ผรู้ ูด้ แี ลว้ / สมฺ มทญญฺ า – รูช้ อบแลว้ / จรนฺติ – ยอ่ มดาเนนิ ไป/ วสิ เม – ท่ีไมส่ ม่าเสมอ/ [ฐาเน – ในท่ี]/ สม”นฺติ. – อยา่ งสม่าเสมอ”ดงั นี/้ [สุสมมฺ ุฏฺ ฐสุตตฺ ํ – สสุ มั มฏุ ฐสตู ร/ อฏฺ ฐมํ – ท่ี ๘/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๙. มานกามสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยบคุ คลผมู้ ีมานะ/ ๙. สาวตถฺ นิ ิทานํ – เร่อื งเกิดขนึ้ ท่ีกรุงสาวตั ถี/ เอกมนฺตํ – ณ สว่ นขา้ งหน่งึ / ฐิตา โข – ยืนอยแู่ ลว้ แล/ สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ ภควโต – ของพระผมู้ ีพระภาคเจา้ / สนฺตเิ ก – ในสานกั / อิมํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ คาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ / “น – หามไิ ด/้ มานกามสสฺ – ผมู้ ีมานะ (ความถือตวั )/ [ปุคฺคลสสฺ – ของบคุ คล]/ ทโม – การฝึกตนเอง/ อิธ – นี/้ [โลเก – ในโลก]/ อตถฺ ิ – มีอย/ู่ น – หามิได/้ โมนํ – ความรู/้ อตถฺ ิ – มีอย/ู่ อสมาหติ สสฺ – ผมู้ ีจติ ไมม่ ่นั คงแลว้ / [ปุคฺคลสสฺ – ของบคุ คล]/ เอโก – ผเู้ ดยี ว/ [ปุคคฺ โล – บคุ คล]/ อรญเฺ ญ – ในป่า/ วหิ รํ – ผอู้ าศยั อย/ู่ ปมตโฺ ต – เป็นผปู้ ระมาทแลว้ / น – หามิได/้ มจฺจุเธยยฺ สฺส – แหง่ ความตาย/ ตเรยฺย – พงึ ขา้ มพน้ / ปาร”นฺต.ิ – ซ่งึ ฝ่ัง”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อิมํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ “[ปุคฺคโล – บคุ คล]/ มานํ – ซ่งึ มานะ/ ปหาย – ละไดแ้ ลว้ / สุสมาหติ ตโฺ ต – เป็นผมู้ ีใจม่นั คง ดแี ลว้ / สุเจตโส – เป็นผมู้ ีใจดี/ สพพฺ ธิ – ทงั้ ปวง/ [ธมเฺ มสุ – ในธรรมทงั้ หลาย]/ 22

วปิ ปฺ มุตโฺ ต – เป็นผหู้ ลดุ พน้ แลว้ / เอโก – เป็นผผู้ เู้ ดียว/ อรญเฺ ญ – ในป่า/ วิหรํ – ผอู้ าศยั อย/ู่ อปปฺ มตฺโต – เป็นผไู้ มป่ ระมาทแลว้ / ส – นนั้ / [ปุคคฺ โล – บคุ คล]/ มจฺจุเธยยฺ สสฺ – แหง่ ความตาย/ ตเรยยฺ – พงึ ขา้ มพน้ / ปาร”นฺต.ิ – ซง่ึ ฝ่ัง”ดงั นี/้ [มานกามสุตตฺ ํ – มานกามสตู ร/ นวมํ – ท่ี ๙/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๑๐. อรญญฺ สุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยป่ า/ ๑๐. สาวตถฺ นิ ิทานํ – เร่ืองเกิดขนึ้ ท่ีกรุงสาวตั ถี/ เอกมนฺตํ – ณ สว่ นขา้ งหน่งึ / ฐิตา โข – ยืนอยแู่ ลว้ แล/ สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ ภควนฺตํ – กบั พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / คาถาย – ดว้ ยคาถา/ อชฺฌภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ / [ภกิ ขฺ ูนํ – ของภิกษุทงั้ หลาย]/ อรญเฺ ญ – ในป่า/ วหิ รนฺตานํ – ผอู้ าศยั อย/ู่ สนฺตานํ – ผู้ สงบแลว้ / พรฺ หมฺ จารินํ. – ผปู้ ระพฤตธิ รรมอนั ประเสรฐิ / เอกภตตฺ ํ – ซง่ึ ภตั มือ้ เดยี ว/ ภญุ ฺ ชมานานํ – ผฉู้ นั อย/ู่ เกน – อะไร/ [การเณน – เพราะเหต]ุ / วณฺโณ – ผิวพรรณ/ ปสีทต”ี ต.ิ ยอ่ มผอ่ งใส”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ “[ปุคฺคลา – บคุ คลทงั้ หลาย]/ อตตี ํ – อนั ลว่ งเลยไปแลว้ / [วตถฺ ุํ – ซง่ึ เร่อื ง]/ น อนุโสจนฺติ – ยอ่ มไมเ่ ศรา้ โศกถึง/ นปฺปชปฺปนฺติ – ยอ่ มไมค่ ดิ ถงึ / อนาคต.ํ – อนั ยงั มาไมถ่ ึงแลว้ / [วตถฺ ุํ – ซง่ึ เร่อื ง]/ ปจฺจุปปฺ นฺเนน – อนั เกิดขนึ้ เฉพาะแลว้ / [วตถฺ นุ า – ดว้ ยเร่ือง]/ ยาเปนฺติ – กาหนดอย/ู่ เตน – นนั้ / [การเณน – เพราะเหต]ุ / วณฺโณ – ผิวพรรณ/ ปสที ติ”. – ยอ่ ม ผอ่ งใส”/ อนาคตปปฺ ชปปฺ าย – เพราะการคดิ ถึงซ่งึ เร่อื งอนั ยงั มาไมถ่ งึ แลว้ / อตตี สสฺ านุ โสจนา. – เพราะการเศรา้ โศกถงึ ซ่งึ เร่อื งอนั ลว่ งเลยไปแลว้ / เอเตน – นี/้ [การเณน – ดว้ ย เหต]ุ / พาลา – ผเู้ ขลา/ [ปุคคฺ ลา – บคุ คลทงั้ หลาย]/ สุสสฺ นฺติ – ยอ่ มซูบซีด/ นโฬว – เพียง ดงั +ตน้ ออ้ / หริโต – อนั เขียวสด/ [ปุคคฺ เลน] ลุโต”ต.ิ – อนั บคุ คลถอนขนึ้ แลว้ ”ดงั นี/้ [อรญญฺ สุตตฺ ํ – อรญั ญสตู ร/ ทสมํ – ท่ี ๑๐/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ นฬวคโฺ ค – นฬวรรค/ ปฐโม. – ท่ี ๑/ นิฏฺ ฐิโต. – จบแลว้ / ตสสฺ ุททฺ านํ – รวมพระสตู รท่ีมีในวรรคนี้ คือ/ โอฆํ – ๑. โอฆตรณสตู ร/ นิโมกขฺ ํ – ๒. นโิ มกขสตู ร/ อุปเนยยฺ ํ – ๓. อปุ นียสตู ร/ อจฺเจนฺติ – ๔. อจั เจนตสิ ตู ร/ กตฉิ ินฺทิ – ๕. กตฉิ ินทสตู ร/ จ – ดว้ ย/ ชาครํ – ๖. ชาครสตู ร/ อปฺปฏวิ ทิ ิ ตา – ๗. อปั ปฏิวทิ ติ สตู ร/ สุสมมฺ ุฏฺ ฐา – ๘. สสุ มั มฏุ ฐสตู ร/ มานกามนิ า. – ๙. มานกาม สตู ร/ อรญเฺ ญ – ๑๐. อรญั ญสตู ร/ ทสโม – ท่ี ๑๐/ [ภควตา – อนั พระผมู้ ีภาคเจา้ ]/ วุตโฺ ต – ตรสั ไวแ้ ลว้ / วคฺโค – วรรค/ เตน – นนั้ / [การเณน – ดว้ ยเหต]ุ / [มยา – อนั ขา้ พเจา้ ]/ ปวุจฺจต.ิ – ยอ่ มกลา่ วเรยี ก/ ๒. นนฺทนวคฺโค – หมวดวา่ ดว้ ยสวนนนั ทนวนั / 23

๑. นนฺทนสุตตฺ .ํ – พระสตู รว่าดว้ ยสวนนนั ทนวนั / ๑๑. เอวมเฺ ม – อยา่ งนี+้ อนั ขา้ พเจา้ / สุตํ – ไดส้ ดบั มาแลว้ / เอกํ สมยํ – ในสมยั หนง่ึ / ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / สาวตถฺ ยิ ํ – เขตกรุงสาวตั ถี/ วหิ ร ติ – ยอ่ มประทบั อย/ู่ เชตวเน – ในพระเชตวนั / อนาถปิ ณฺฑกิ สสฺ – ของอนาถปิณฑิกะ/ อาราเม. – อนั เป็นอาราม/ ตตรฺ โข – นนั้ แล/ [ฐาเน – ณ ท่ี]/ ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / ภกิ ขฺ ู – ซ่งึ ภิกษุทงั้ หลาย/ อามนฺเตสิ – ตรสั เรียกมาแลว้ / “ภกิ ฺขโว”ต.ิ – “ดกู ่อนภิกษุทงั้ หลาย”ดงั นี/้ “ภททฺ นฺเต”ติ – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ ”ดงั นี/้ เต – เหลา่ นนั้ / ภกิ ฺขู – ภิกษุทงั้ หลาย/ ภควโต – ตอ่ พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / ปจจฺ สโฺ สสุ.ํ – ฟังตอบแลว้ / ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / เอตทโวจ – ไดต้ รสั แลว้ +[วจนํ – ซ่งึ พระดารสั ]+น่นั / “ภตู ปุพพฺ ํ – เคยมีมาแลว้ / [วตถฺ ุ – เร่ือง]/ ภกิ ฺขเว – ดกู ่อนภิกษุทงั้ หลาย/ อญฺญตรา – ตน ใดตนหนง่ึ / ตาวตสึ กายกิ า – ผนู้ บั เน่ืองในหมเู่ ทวดาชนั้ ดาวดงึ ส/์ เทวตา – เทวดา/ นนฺทเน – ช่ือ วา่ นนั ทวนั / วเน – ในสวนป่า/ อจฺฉราสงฆฺ ปรวิ ุตา – เป็นผอู้ นั หมแู่ หง่ นางอปั สรแวดลอ้ มแลว้ / ทพิ ฺ เพหิ – อนั เป็นทพิ ย/์ ปญจฺ หิ – ๕ ประการ/ กามคุเณหิ – ดว้ ยกามคณุ ทงั้ หลาย/ สมปปฺ ิ ตา – เป็นผู้ เอบิ อ่มิ แลว้ / สมงคฺ ภี ูตา – เป็นผพู้ ร่งั พรอ้ มแลว้ / [เทวตาหิ – อนั เทวดาทงั้ หลาย]/ ปริจารยิ มานา – บารุงบาเรออย่/ู ตายํ – นนั้ / เวลายํ – ในเวลา/ อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ คาถา/ อภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ / “น – หามิได/้ เต – เหลา่ นนั้ / [เทวา – เทวดาทงั้ หลาย]/ สุขํ – ซ่งึ ความสขุ / ปชานนฺติ – ยอ่ มรูจ้ กั / เย – เหลา่ ใด/ [เทวา – เทวดาทงั้ หลาย]/ น ปสสฺ นฺติ – ยอ่ มไมเ่ ห็น/ นนฺทนํ – ซง่ึ สวนนนั ทนวนั / อาวาสํ – อนั เป็นท่ีอย/ู่ นรเทวานํ – ของนรเทพทงั้ หลาย/ ตทิ สานํ – ชนั้ ไตร ทศ/ ยสสฺสิน”นฺต.ิ – ผมู้ ียศ”ดงั นี/้ “เอวํ – อยา่ งนี/้ [วจเน – ครนั้ เม่ือคา/ อญญฺ ตราย – ตนใดตนหนง่ึ / ตาวตสึ กายกิ าย – ผู้ นบั เน่ืองในหมเู่ ทวดาชนั้ ดาวดงึ ส/์ เทวตาย – อนั เทวดา]/ วุตเฺ ต – กราบทลู แลว้ / ภกิ ขฺ เว – ดกู ่อน ภิกษุทงั้ หลาย/ อญญฺ ตรา – ตนใดตนหนง่ึ / เทวตา – เทวดา/ ตํ – นนั้ / เทวตํ – เทวดา/ คาถาย – ดว้ ยคาถา/ ปจจฺ ภาสิ – ไดก้ ลา่ วตอบแลว้ / น – หามไิ ด/้ ตวฺ ํ – ทา่ น/ พาเล – ผเู้ ขลา/ [เทวเต – แนะ่ เทวดา]/ ปชานาสิ – ยอ่ มรูจ้ กั / ยถา – ตามเป็นจรงิ / อรหตํ – ของพระอรหนั ตท์ งั้ หลาย/ วโจ – ซ่งึ ถอ้ ยคา/ อนิจจฺ า – ไม่ เท่ียง/ สพพฺ สงขฺ ารา – สงั ขารทงั้ หลายทงั้ ปวง/ อุปฺปาทวยธมฺมโิ น – เป็นของมีความ เกิดขนึ้ และความเส่ือมไปเป็นธรรมดา/ อุปปฺ ชชฺ ิตวฺ า – เกิดขนึ้ แลว้ / นิรุชฌฺ นฺติ – ยอ่ มดบั ไป/ เตสํ – เหลา่ นนั้ / [สงขฺ ารานํ – แหง่ สงั ขารทงั้ หลาย]/ วูปสโม – ความสงบระงบั / สุโข” ต.ิ – เป็นความสขุ ”ดงั นี/้ 24

[นนฺทนสุตตฺ ํ – นนั ทนสตู ร/ ปฐมํ – ท่ี ๑/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๒. นนฺทตสิ ุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยความยนิ ดี/ ๑๒. สาวตถฺ นิ ิทานํ – เร่อื งเกิดขนึ้ ท่ีกรุงสาวตั ถี/ เอกมนฺตํ – ณ สว่ นขา้ งหนง่ึ / ฐิตา โข – ยืนอยแู่ ลว้ แล/ สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ ภควโต – ของพระผมู้ ีพระภาคเจา้ / สนฺตเิ ก – ในสานกั / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ คาถา/ อภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ / นนฺทติ – ย่อมยินดี/ ปุตฺเตหิ – เพราะบุตรทั้งหลาย/ ปุตฺติมา – ผู้มีบุตร/ [ปุคฺคโล – บคุ คล]/ โคมา – ผมู้ ีโค/ [ปุคฺคโล – บคุ คล]/ โคหิ – เพราะโคทงั้ หลาย/ ตเถว – อยา่ งนนั้ + น่นั แล/ นนฺทติ – ยอ่ มยนิ ด/ี อุปธีหิ – เพราะอปุ ธิทงั้ หลาย/ นรสสฺ – ของนรชน/ นนฺทนา – ความยินดี/ น – หามิได/้ หิ – ก็/ โส – ผนู้ นั้ / [ปุคฺคโล – บคุ คล]/ นนฺทติ – ย่อมยินดี/ โย – ผใู้ ด/ [ปุคคฺ โล – บคุ คล]/ นิรูปธี”ต.ิ – ผไู้ รอ้ ปุ ธิ”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซ่งึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ นนฺทติ – ย่อมยินดี/ ปุตฺเตหิ – เพราะบุตรทั้งหลาย/ ปุตฺติมา – ผู้มีบุตร/ [ปุคฺคโล – บคุ คล]/ โคมา – ผมู้ ีโค/ [ปุคฺคโล – บคุ คล]/ โคหิ – เพราะโคทงั้ หลาย/ ตเถว – อยา่ งนนั้ + น่นั แล/ นนฺทติ – ยอ่ มยินดี/ อุปธีหิ – เพราะอปุ ธิทงั้ หลาย/ นรสสฺ – ของนรชน/ นนฺทนา – ความยินด/ี น – หามิได/้ หิ – ก็/ โส – ผนู้ นั้ / [ปุคคฺ โล – บคุ คล]/ โสจติ – ยอ่ มเศรา้ โศก/ โย – ผใู้ ด/ [ปุคฺคโล – บคุ คล]/ นิรูปธี”ต.ิ – ผไู้ รอ้ ปุ ธิ”ดงั นี/้ [นนฺทตสิ ุตตฺ ํ – นนั ทตสิ ตู ร/ ทตุ ยิ ํ – ท่ี ๒/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๓. นตถฺ ปิ ุตตฺ สมสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยส่งิ ท่ีเสมอดว้ ยบตุ รไมม่ ี/ ๑๓. สาวตถฺ นิ ิทานํ – เร่ืองเกิดขนึ้ ท่ีกรุงสาวตั ถี/ เอกมนฺตํ – ณ สว่ นขา้ งหนง่ึ / ฐิตา โข – ยืนอยแู่ ลว้ แล/ สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ ภควโต – ของพระผมู้ ีพระภาคเจา้ / สนฺตเิ ก – ในสานกั / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ คาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ / “นตถฺ ิ – ยอ่ มไมม่ ี/ ปุตตฺ สมํ – อนั เสมอดว้ ยบตุ ร/ เปมํ – ความรกั / นตถฺ ิ – ยอ่ มไมม่ ี/ โคส มติ ํ – อนั เสมอดว้ ยโค/ ธนํ – ทรพั ย/์ นตฺถิ – ยอ่ มไมม่ ี/ สุรยิ สมา – อนั เสมอดว้ ยดวง อาทิตย/์ อาภา – แสงสวา่ ง/ สมุททฺ ปรมา – เป็นของมีสมทุ รเป็นยอดเย่ียม/ สรา”ต.ิ – แหลง่ นา้ ทงั้ หลาย”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ “นตถฺ ิ – ยอ่ มไมม่ ี/ อตตฺ สมํ – อนั เสมอดว้ ยตน/ เปมํ – ความรกั / นตถฺ ิ – ยอ่ มไมม่ ี/ ธญญฺ สมํ – อนั เสมอดว้ ยขา้ วเปลือก/ ธนํ – ทรพั ย/์ นตฺถิ – ยอ่ มไมม่ ี/ ปญญฺ าสมา – อนั เสมอดว้ ยปัญญา/ อาภา – แสงสวา่ ง/ วุฏฺ ฐิ เว – ฝนแล/ ปรมา – อยา่ งย่งิ / สรา”ต.ิ – เป็น สระนา้ ”ดงั นี/้ [นตถฺ ปิ ุตตฺ สมสุตตฺ ํ – นตั ถิปตุ ตสมสตู ร/ ตตยิ ํ – ท่ี ๓/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ 25

๔. ขตตฺ ยิ สุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยกษัตรยิ /์ ๑๔. [เทวตา – เทวดา/ อิมํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ คาถา/ อภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ ]/ “ขตตฺ โิ ย – กษตั รย/์ ทวฺ ิปทํ – ผมู้ ี ๒ เทา้ / [สตตฺ านํ – บรรดาสตั วท์ งั้ หลาย]/ เสฏฺ โฐ – เป็น ผปู้ ระเสรฐิ ท่ีสดุ / พลีพทโฺ ท – โคพลพิ ทั / จตุปฺปทํ – ผมู้ ี ๔ เทา้ / [สตตฺ านํ – บรรดาสตั ว์ ทงั้ หลาย]/ [เสฏฺ โฐ – เป็นสตั วป์ ระเสรฐิ ท่ีสดุ ]/ โกมารี – ภรรยาท่ีเป็นกมุ ารี/ เสฏฺ ฐา – เป็น ผปู้ ระเสรฐิ ท่ีสดุ / ภรยิ านํ – บรรดาภรรยาทงั้ หลาย/ [โส – ผนู้ นั้ / ปุตโฺ ต – บตุ ร/ เสฏฺ โฐ – เป็นผปู้ ระเสรฐิ ท่ีสดุ ]/ โย – ผใู้ ด/ จ – อนง่ึ / [ปุตโฺ ต – บตุ ร]/ ปุตตฺ านมสฺสโว”ต.ิ – บรรดา บตุ รทงั้ หลาย+เป็นผเู้ กิดก่อน”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซ่งึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ “สมฺพุทโฺ ธ – พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ / ทวฺ ิปทํ – ผมู้ ี ๒ เทา้ / [สตตฺ านํ – บรรดาสตั วท์ งั้ หลาย]/ เสฏฺ โฐ – เป็นผปู้ ระเสรฐิ ท่ีสดุ / อาชานีโย – สตั วอ์ าชาไนย/ จตปุ ฺปทํ – ผมู้ ี ๔ เทา้ / [สตตฺ านํ – บรรดาสตั วท์ งั้ หลาย]/ สุสฺสูสา – ภรรยาผเู้ ช่ือฟังดี/ เสฏฺ ฐา – เป็นผปู้ ระเสรฐิ ท่ีสดุ / ภริยานํ – บรรดาภรรยาทงั้ หลาย/ [โส – ผนู้ นั้ / ปุตโฺ ต – บตุ ร/ เสฏฺ โฐ – เป็นผปู้ ระเสรฐิ ท่ีสดุ ]/ โย – ผใู้ ด/ จ – อน่งึ / [ปุตโฺ ต – บตุ ร]/ ปุตตฺ านมสฺสโว”ติ. – บรรดาบตุ รทงั้ หลาย+ เป็นผเู้ กิดกอ่ น”ดงั นี/้ [ขตตฺ ยิ สุตตฺ ํ – ขตั ตยิ สตู ร/ จตุตถฺ ํ – ท่ี ๔/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๕. สณมานสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยเสียงป่ าครวญ/ ๑๕. [เทวตา – เทวดา/ อิมํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ คาถา/ อภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ ]/ “ฐิเต – อนั ดารงอย่แู ลว้ / มชฺฌนฺหเิ ก – อนั มีในทา่ มกลาง/ กาเล – ในกาล/ สนฺนิสีเวสุ – ประชมุ กนั อย/ู่ ปกขฺ ิสุ – ครนั้ เม่ือนกทงั้ หลาย/ สณเตว พรฺ หารญญฺ ํ – เพียงดงั ป่าใหญ่สง่ เสียงอย/ู่ ตํ – นนั้ / ภยํ – ความกลวั / ปฏภิ าติ – ยอ่ มปรากฏ/ ม”นฺติ. – แก่ขา้ พเจา้ ”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อิมํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ “ฐิเต – อนั ดารงอยแู่ ลว้ มชฺฌนฺหเิ ก – อนั มีในทา่ มกลาง/ กาเล – ในกาล/ สนฺนิสีเวสุ – ประชมุ กนั อย/ู่ ปกฺขสิ ุ – ครนั้ เม่ือนกทงั้ หลาย/ สณเตว พรฺ หารญญฺ ํ – เพียงดงั ป่าใหญ่สง่ เสียงอย/ู่ สา – นนั้ / รติ – ความยินดี/ ปฏภิ าติ – ยอ่ มปรากฏ/ ม”นฺต.ิ – แกข่ า้ พเจา้ ”ดงั นี/้ [สณมานสุตตฺ ํ – สณมานสตู ร/ ปญจฺ มํ – ท่ี ๕/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๖. นิททฺ าตนฺทสี ุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยความหลบั และความเกียจครา้ น/ ๑๖. [เทวตา – เทวดา/ อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ คาถา/ อภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ ]/ “นิททฺ า – ความหลบั / ตนฺที – ความเกียจครา้ น/ วชิ มฺภติ า – การบิดกาย/ อรตี – ความไม่ ยินดี/ ภตตฺ สมฺมโท – ความเมาอาหาร/ เอเตน – น่นั / [กมมฺ ุนา – เพราะกรรม]/ 26

นปฺปกาสติ – ยอ่ มไมป่ รากฏ/ อริยมคฺโค – อรยิ มรรค/ อิธ – นี/้ [โลเก – ในโลก]/ ปาณิน”นฺติ. – แก่สตั วท์ งั้ หลาย”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซ่งึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ นิททฺ ํ – ซง่ึ ความหลบั / ตนฺทึ – ซง่ึ ความเกียจครา้ น/ วชิ มฺภติ ํ – ซง่ึ การบดิ กาย/ อรตึ – ซง่ึ ความไมย่ ินดี/ ภตตฺ สมฺมทํ – ซ่งึ ความเมาอาหาร/ วีรเิ ยน – ดว้ ยความเพียร/ นํ – นนั้ / ปณาเมตวฺ า – เพราะกาจดั / อรยิ มคฺโค – อรยิ มรรค/ วิสุชฌฺ ต”ี ต.ิ – ยอ่ มบรสิ ทุ ธิ์ได”้ ดงั นี/้ [นิททฺ าตนฺทสี ุตตฺ ํ – นิททาตนั ทสิ ตู ร/ ฉฏฺ ฐํ – ท่ี ๖/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๗. ทุกกฺ รสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยสมณธรรมท่ีทาไดย้ าก/ ๑๗. [เทวตา – เทวดา/ อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ คาถา/ อภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ ]/ “ทุกฺกรํ – กระทาไดย้ าก/ ทตุ ฺตติ กิ ฺขํ – อดทนไดย้ าก/ จ – ดว้ ย/ อพยฺ ตเฺ ตน – ผไู้ มฉ่ ลาด/ จ – ดว้ ย/ [ปุคคฺ เลน – อนั บคุ คล]/ สามญญฺ ํ – ความเป็นสมณะ/ พหู – จานวนมาก/ หิ – เพราะวา่ / ตตฺถ – นนั้ / [สามญเฺ ญ – ในความเป็นสมณะ]/ สมฺพาธา – ความคบั แคบ ทงั้ หลาย/ [อตถฺ ิ – มีอย่]ู / ยตถฺ – ใด/ [สามญเฺ ญ – ในความเป็นสมณะ]/ พาโล – ผเู้ ป็น พาล/ [ปุคฺคโล – บคุ คล]/ วิสีทตี”ต.ิ – ยอ่ มตดิ ขดั อย่”ู ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ “พาโล – ผเู้ ป็นพาล/ [ปุคฺคโล – บคุ คล]/ กตหิ ํ – สนิ้ วนั เทา่ ไร/ จเรยยฺ – พงึ ประพฤต/ิ สามญญฺ ํ – ซง่ึ ความเป็นสมณะ/ จติ ตฺ ํ – ซ่งึ จติ / เจ – หากวา่ / น นิวารเย – ไมพ่ งึ หา้ ม/ ปเท ปเท – ในทกุ บท/ วสิ ีเทยยฺ – พงึ ตดิ ขดั / [พาโล – ผเู้ ป็นพาล/ ปุคฺคโล – บคุ คล]/ สงกฺ ปฺ ปานํ – แหง่ ความดารทิ งั้ หลาย/ วสานุโค”ต.ิ – เป็นผตู้ กอยใู่ นอานาจ”ดงั นี/้ “กุมโฺ มว – เพียงดงั +เตา่ / องฺคานิ – ซง่ึ อวยั วะทงั้ หลาย/ สเก – ของตน/ กปาเล – ใน กระดอง/ สโมทหํ – ยบั ยงั้ อย/ู่ ภกิ ขฺ ุ – ภิกษุ/ มโนวิตกเฺ ก – ซ่งึ ความวิตกในใจทงั้ หลาย/ อนิสสฺ โิ ต – เป็นผไู้ มม่ ีตณั หาและทิฏฐิอาศยั แลว้ / อญญฺ ํ – อ่ืน/ [สตตฺ ํ – ซ่งึ สตั ว]์ / อเหฐ ยาโน – ไมเ่ บยี ดเบียนอย/ู่ ปรนิ ิพพฺ ุโต – เป็นผดู้ บั สนิทแลว้ / อนูปวเทยยฺ – ไมพ่ งึ วา่ รา้ ย/ กญจฺ ี”ต.ิ – ซง่ึ ใครๆ”ดงั นี/้ [ทุกฺกรสุตตฺ ํ – ทกุ กรสตู ร/ สตตฺ มํ – ท่ี ๗/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๘. หริ ีสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยหริ /ิ ๑๘. [เทวตา – เทวดา/ อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซ่งึ คาถา/ อภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ ]/ “หริ ีนิเสโธ – ผกู้ ีดกนั (ซ่งึ อกศุ ลธรรม) ไดด้ ว้ ยหริ ิ/ ปุริโส – บรุ ุษ/ โกจิ – นอ้ ยคน/ โลกสฺมึ – ในโลก/ วชิ ฺชติ – มีอย/ู่ โย – ผใู้ ด/ [ปุรโิ ส – บรุ ุษ]/ นิททฺ ํ – ซ่งึ ความหลบั / อปโพธติ – หลบ หลีกต่นื อย่/ู อสโฺ ส ภทโฺ ร [อปหรนฺโต] กสามวิ า”ต.ิ – เพียงดงั มา้ +ชนั้ ดี+หลบอย+ู่ ซง่ึ แส”้ ดงั นี/้ 27

[ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ “หริ นี ิเสธา – ผกู้ ีดกนั (อกศุ ลธรรม) ไดด้ ว้ ยหริ /ิ ตนุยา – โดยสว่ นนอ้ ย/ เย – เหลา่ ใด/ [ภกิ ฺขู – ภิกษุทงั้ หลาย]/ จรนฺติ – ประพฤตอิ ย่/ู สทา – ในกาลทกุ เม่ือ/ สตา – เป็นผมู้ ีสติ/ อนฺตํ – ซง่ึ ท่ีสดุ / ทุกขฺ สสฺ – แหง่ ทกุ ข/์ ปปปฺ ุยยฺ – พงึ บรรลถุ ึง/ เต – เหลา่ นนั้ / [ภกิ ขฺ ู – ภิกษุ ทงั้ หลาย]/ จรนฺติ – ยอ่ มดาเนินไป/ วสิ เม – ท่ีไมส่ ม่าเสมอ/ [ฐาเน – ในท่ี]/ สม”นฺต.ิ – อยา่ งสม่าเสมอ”ดงั นี/้ [หริ ีสุตตฺ ํ – หิรสิ ตู ร/ อฏฺ ฐมํ – ท่ี ๘/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๙. กุฏกิ าสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยกระทอ่ ม/ ๑๙. [เทวตา – เทวดา/ อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซ่งึ คาถา/ อภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ ]/ “กจจฺ ิ – แลหรือ/ เต – ของพระองค/์ กุฏกิ า – กระทอ่ ม/ นตถฺ ิ – ยอ่ มไมม่ ี/ กจจฺ ิ – แลหรอื / นตถฺ ิ – ยอ่ มไมม่ ี/ กุลาวกา – รงั / กจฺจิ – แลหรือ/ สนฺตานกา – ผสู้ ืบสกลุ / [เต – ของ พระองค/์ ปุตตฺ า – บตุ รทงั้ หลาย]/ นตถฺ ิ – ยอ่ มไมม่ ี/ กจจฺ ิ – แลหรือ/ [ตวฺ ํ – พระองค]์ / มุตฺ โตสิ – เป็นผหู้ ลดุ พน้ แลว้ +ยอ่ มเป็น/ พนฺธนา”ต.ิ – จากเคร่อื งผกู ”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซ่งึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ “ตคฺฆ – แนน่ อน/ เม – ของขา้ พเจา้ / กุฏกิ า – กระทอ่ ม/ นตถฺ ิ – ยอ่ มไมม่ ี/ ตคฺฆ – แนน่ อน/ นตถฺ ิ – ยอ่ มไมม่ ี/ กุลาวกา – รงั / ตคฆฺ – แนน่ อน/ สนฺตานกา – ผสู้ ืบสกลุ / [เม – ของ ขา้ พเจา้ / ปุตตฺ า – บตุ รทงั้ หลาย]/ นตถฺ ิ – ยอ่ มไมม่ ี/ ตคฺฆ – แนน่ อน/ [อหํ – ขา้ พเจา้ ]/ มุตฺ โตมหฺ ิ – เป็นผหู้ ลดุ พน้ แลว้ +ยอ่ มเป็น/ พนฺธนา”ต.ิ – จากเคร่อื งผกู ”ดงั นี/้ [เทวตา – เทวดา/ อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ คาถา/ อภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ ]/ กึ – ซ่งึ อะไร/ เต – แกพ่ ระองค/์ อหํ – ขา้ พระพทุ ธเจา้ / กุฏิกํ – วา่ เป็นกระท่อม/ พฺรูมิ – ยอ่ ม กลา่ วเรียก/ กึ – ซง่ึ อะไร/ เต – แกพ่ ระองค/์ [อหํ – ขา้ พระพทุ ธเจา้ ]/ พรฺ ูมิ – ยอ่ มกลา่ วเรียก/ กุลาวกํ – วา่ เป็นรงั / กึ – ซง่ึ อะไร/ เต – แกพ่ ระองค/์ [อหํ – ขา้ พระพทุ ธเจา้ ]/ สนฺตานกํ – วา่ เป็นผสู้ ืบสกลุ / พรฺ ูมิ – ยอ่ มกลา่ วเรยี ก/ กึ – ซ่งึ อะไร/ เต – แกพ่ ระองค/์ [อหํ – ขา้ พระพทุ ธเจา้ ]/ พรฺ ูมิ – ยอ่ มกลา่ ว/ พนฺธน”นฺติ. – วา่ เป็นเคร่อื งผกู ”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ พระคาถา/ อภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ ]/ [ตวฺ ํ – เธอ]/ มาตรํ – ซง่ึ มารดา/ กุฏกิ ํ – วา่ เป็นกระทอ่ ม/ พรฺ ูสิ – ยอ่ มกลา่ ว/ [ตวฺ ํ – เธอ]/ ภริยํ – ซง่ึ ภรรยา/ พฺรูสิ – ยอ่ มกลา่ ว/ กุลาวกํ – วา่ เป็นรงั / ปุตเฺ ต – ซง่ึ บตุ รทงั้ หลาย/ สนฺ ตานเก – วา่ เป็นผสู้ ืบสกลุ / พรฺ ูสิ – ยอ่ มกลา่ ว/ ตณฺหํ – ซง่ึ ตณั หา/ เม – กบั ขา้ พเจา้ / [ตวฺ ํ – เธอ]/ พฺรูสิ – ยอ่ มกล่าว/ พนฺธน”นฺติ. – วา่ เป็นเคร่อื งผกู ”ดงั นี/้ [เทวตา – เทวดา/ อิมํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ คาถา/ อภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ ]/ สาหุ – ดจี รงิ / เต – ของพระองค/์ กุฏกิ า – กระทอ่ ม/ นตถฺ ิ – ยอ่ มไมม่ ี/ สาหุ – ดจี รงิ / 28

นตถฺ ิ – ยอ่ มไมม่ ี/ กุลาวกา – รงั / สาหุ – ดจี รงิ / สนฺตานกา – ผสู้ ืบสกลุ / นตถฺ ิ – ยอ่ มไมม่ ี/ สาหุ – ดจี รงิ / มุตโฺ ตสิ – เป็นผหู้ ลดุ พน้ แลว้ +ย่อมเป็น/ พนฺธนา”ต.ิ – จากเคร่ืองผกู ”ดงั นี/้ [กุฏิกาสุตตฺ ํ – กฏุ ิกาสตู ร/ นวมํ – ท่ี ๙/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๑๐. สมทิ ธฺ ิสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยพระสมิทธิ/ ๒๐. เอวมเฺ ม – อยา่ งนี+้ อนั ขา้ พเจา้ / สุตํ – ไดส้ ดบั มาแลว้ / เอกํ สมยํ – ในสมยั หนง่ึ / ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / ราชคเห – เขตกรุงราชคฤห/์ วหิ ร ติ – ยอ่ มประทบั อย/ู่ ตโปทาราเม – ณ ตโปทาราม/ อถ โข – ครงั้ นนั้ แล/ อายสฺมา – ทา่ นผมู้ ีอาย/ุ สมิทธฺ ิ – ช่ือวา่ สมทิ ธิ/ รตตฺ ยิ า – แหง่ ราตรี/ ปจฺจูสสมยํ – ในสมยั เป็นท่ีกาจดั เฉพาะซง่ึ ความมืด/ ปจฺจุฏฺ ฐาย – ต่นื ขนึ้ แลว้ / เยน – ใด/ [ทสิ าภา เคน – ทางทิศ]/ ตโปทา – แมน่ า้ ตโปทา/ เตนุปสงกฺ มิ – เขา้ ไปแลว้ +[ทิสาภาเคน – ทางทิศ]+ นนั้ / คตตฺ านิ – ซง่ึ ลาตวั / ปริสญิ จฺ ิตุ.ํ – เพ่ือการลา้ ง/ ตโปเท – ท่ีแมน่ า้ ตโปทา/ คตตฺ านิ – ซ่งึ ลาตวั / ปริสิญจฺ ิตวฺ า – ครนั้ ลา้ งแลว้ / ปจจฺ ุตฺตรติ ฺ วา – กลบั ขนึ้ มาแลว้ / เอกจวี โร – เป็นผมู้ ีจีวรผืนเดียว/ อฏฺ ฐาสิ – ไดย้ ืนอยแู่ ลว้ / คตตฺ านิ – ยงั ลาตวั / ปุพพฺ าปยมาโน. – ใหแ้ หง้ อย/ู่ อถ โข – ครงั้ นนั้ แล/ อญญฺ ตรา – ตนใดตนหน่งึ / เทวตา – เทวดา/ อภกิ ฺกนฺตาย – ผา่ นไป แลว้ / รตตฺ ยิ า – ครนั้ เม่ือราตร/ี อภกิ กฺ นฺตวณฺณา – มีวรรณะงดงามย่งิ นกั / เกวลกปปฺ ํ – ทงั้ สนิ้ / ตโปทํ – ยงั ตโปทาราม/ โอภาเสตวฺ า – ใหส้ วา่ งแลว้ / เยน – ใด/ [ทสิ าภาเคน – ทางทศิ ]/ อายสฺ มา – ทา่ นผมู้ ีอาย/ุ สมิทธฺ ิ – ช่ือวา่ สมิทธิ/ เตนุปสงกฺ มิ – เขา้ ไปแลว้ +[ทิสาภาเคน – ทางทิศ]+ นนั้ / อุปสงกฺ มิตวฺ า – ครนั้ เขา้ ไปหาแลว้ / เวหาสํ – ในอากาศ/ ฐิตา – ยืนอยแู่ ลว้ / อายสมฺ นฺตํ – กบั ทา่ นผมู้ ีอาย/ุ สมิทธฺ ึ – ช่ือวา่ สมิทธิ/ คาถาย – ดว้ ยคาถา/ อชฌฺ ภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ / “[ตวฺ ํ – ทา่ น]/ อภตุ วฺ า – ไมบ่ รโิ ภคแลว้ / ภกิ ฺขสิ – ขออย่/ู ภกิ ขฺ ุ – ดกู ่อนภิกษุ/ น – หามิได/้ หิ – ก็/ ภตุ วฺ าน – บรโิ ภคแลว้ / ภกิ ฺขสิ – ยอ่ มขอ/ [ตวฺ ํ – ทา่ น]/ ภตุ วฺ าน – บรโิ ภคแลว้ / ภกิ ขฺ ุ – ดกู อ่ นภิกษุ/ ภกิ ฺขสฺสุ – จงขอเถิด/ มา – อยา่ / ตํ – ซ่งึ ทา่ น/ กาโล – กาล/ อุปจจฺ คา”ต.ิ – ไดเ้ ขา้ ไปลว่ งแลว้ ”ดงั นี/้ [อายสฺมา – ทา่ นผมู้ ีอาย/ุ สมิทธฺ ิ – ช่ือวา่ สมทิ ธิ/ อภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ ]/ กาลํ โว – ซง่ึ กาลแล/ อหํ – ขา้ พเจา้ / น ชานามิ – ยอ่ มไมร่ ูจ้ กั / ฉนฺโน – ถกู ปกปิดไวแ้ ลว้ / กาโล – กาล/ น ทสิ ฺสติ – ไมป่ รากฏอย่/ู ตสมฺ า – เพราะเหตนุ นั้ / อหํ – ขา้ พเจา้ / อภตุ ฺวา – ไมบ่ รโิ ภคแลว้ / ภกิ ฺขามิ – ขออย่/ู มา – อย่า/ มํ – ซ่งึ ขา้ พเจา้ / กาโล – กาล/ อุปจจฺ คา”ต.ิ – ไดเ้ ขา้ ไปลว่ งแลว้ ”ดงั นี/้ อถ โข – ครงั้ นนั้ แล/ สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ ปถวยิ ํ – ท่ีพืน้ ดนิ / ปตฏิ ฺ ฐหติ วฺ า – ยืนอยู่ 29

แลว้ / อายสฺมนฺตํ – กบั ทา่ นผมู้ ีอาย/ุ สมทิ ธฺ ึ – ช่ือวา่ สมิทธิ/ เอตทโวจ – ไดก้ ลา่ วแลว้ + [วจนํ – ซง่ึ คา]+น่นั / ทหโร – เป็นหนมุ่ แนน่ / ตวฺ ํ – ทา่ น/ ภกิ ฺขุ – ขา้ แตภ่ ิกษุ/ ปพพฺ ชิโต – เป็นผบู้ วชแลว้ / สุสุ กาฬเกโส – เป็นผมู้ ีผมดาสนทิ / ภทเฺ รน – อนั เจรญิ / โยพพฺ เนน – ดว้ ยความเป็นหนมุ่ / สมนฺนาค โต – เป็นผปู้ ระกอบแลว้ / ปฐเมน – ท่ีหนง่ึ / วยสา – ดว้ ยวยั / อนิกกฺ ีฬิตาวี – ไมเ่ พลิดเพลินแลว้ / กาเมสุ – ในกามทงั้ หลาย/ ภุญชฺ – จงบรโิ ภค/ ภกิ ขฺ ุ – ขา้ แตภ่ ิกษุ/ มานุสเก – อนั เป็นของมนษุ ย/์ กาเม – ซ่งึ กามทงั้ หลาย/ มา – อยา่ / สนฺทฏิ ฺ ฐิกํ – ท่ีเห็นเฉพาะหนา้ แลว้ / [กามํ – ซ่งึ กาม]/ หติ วฺ า – ละแลว้ / กาลิกํ – อนั มีอยตู่ ามกาล/ อนุธาวี”ต.ิ – ว่งิ ไปหาแลว้ ”ดงั นี/้ [อายสมฺ า – ทา่ นผมู้ ีอาย/ุ สมทิ ธฺ ิ – ช่ือวา่ สมทิ ธิ/ อภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ ]/ “น โข – หามไิ ดแ้ ล/ อหํ – ขา้ พเจา้ / อาวุโส – ดกู ่อนทา่ นผมู้ ีอายุ/ สนฺทฏิ ฺ ฐิกํ – ท่ีเห็น เฉพาะหนา้ แลว้ / [กามํ – ซง่ึ กาม]/ หติ วฺ า – ละแลว้ / กาลิกํ – อนั มีอยตู่ ามกาล/ อนุธาวามิ – ว่งิ ไป หาแลว้ / กาลิกํ – อนั มีอยตู่ ามกาล/ [กามํ – ซ่งึ กาม]/ จ โข – ก็แล/ อหํ – ขา้ พเจา้ / อาวุโส – ทา่ นผู้ มีอาย/ุ หติ วฺ า – ละแลว้ / สนฺทฏิ ฺ ฐิกํ – ท่ีเหน็ เฉพาะหนา้ / อนุธาวามิ – ว่งิ ไปหาแลว้ / กาลิกา – อนั มีอยตู่ ามกาล/ หิ – เพราะวา่ / อาวุโส – ทา่ นผมู้ ีอาย/ุ กามา – กามทงั้ หลาย/ วุตตฺ า – ตรสั ไว้ แลว้ / ภควตา – อนั พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / พหุทุกฺขา – เป็นของมีทกุ ขม์ าก/ พหุปายาสา – เป็นของ มีความคบั แคน้ มาก/ อาทนี โว – โทษ/ เอตถฺ – เหลา่ นี/้ [กาเมสุ – ในกามทงั้ หลาย]/ ภยิ โฺ ย – โดย ย่งิ / สนฺทฏิ ฺ ฐิโก – เป็นธรรมท่ีผปู้ ฏิบตั จิ ะพงึ เห็นชดั ดว้ ยตนเอง/ อยํ – นี/้ ธมโฺ ม – ธรรม/ อกาลิ โก – เป็นธรรมไมป่ ระกอบแลว้ ดว้ ยกาล/ เอหปิ สสฺ โิ ก – เป็นธรรมควรเรยี กใหม้ าด/ู โอปเนยยฺ โิ ก – เป็นธรรมควรนอ้ มเขา้ มาในตน/ ปจฺจตตฺ ํ – เฉพาะตน/ เวทติ พโฺ พ วญิ ญฺ ูห”ี ติ – เป็นธรรมอนั วญิ ญู ชนทงั้ หลาย+พงึ รูไ้ ด”้ ดงั นี/้ กถํ – เป็นอยา่ งไร/ จ – ก็/ ภกิ ขฺ ุ – ขา้ แตภ่ ิกษุ/ กาลกิ า – อนั มีอย่ตู ามกาล/ กามา – กาม ทงั้ หลาย/ วุตตฺ า – ตรสั แลว้ / ภควตา – อนั พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / พหุทุกขฺ า – เป็นของมีทกุ ขม์ าก/ พหุปายาสา – เป็นของมีความคบั แคน้ มาก/ อาทนี โว – โทษ/ เอตถฺ – เหลา่ นี/้ [กาเมสุ – ในกาม ทงั้ หลาย]/ ภยิ โฺ ย? – โดยย่งิ ?/ กถํ – เป็นอยา่ งไร/ สนฺทิฏฺ ฐิโก – เป็นธรรมท่ีผปู้ ฏิบตั จิ ะพงึ เห็นชดั ดว้ ยตนเอง/ อยํ – นี/้ ธมฺ โม – ธรรม/ อกาลิโก – เป็นธรรมไมป่ ระกอบแลว้ ดว้ ยกาล/ เอหปิ สฺสโิ ก – เป็นธรรมควรเรียกใหม้ า ด/ู โอปเนยฺยโิ ก – เป็นธรรมควรนอ้ มเขา้ มาในตน/ ปจฺจตตฺ ํ – เฉพาะตน/ เวทติ พโฺ พ วญิ ญฺ ูห”ี ต?ิ – เป็นธรรมอนั วญิ ญชู นทงั้ หลาย+พงึ รูไ้ ด”้ ดงั นี?้ / อหํ โข – ขา้ พเจา้ แล/ อาวุโส – ดกู ่อนทา่ นผมู้ ีอายุ/ นโว – เป็นพระใหม่/ อจิรปพพฺ ชิโต – เป็นผบู้ วชแลว้ โดยกาลไมน่ าน/ อธุนาคโต – เป็นผมู้ าแลว้ โดยกาลไมน่ าน/ อมิ ํ – นี/้ ธมมฺ วนิ ยํ – สู่ 30

พระธรรมวินยั / น – หามิได/้ ตํ – กบั ทา่ น/ อหํ – ขา้ พเจา้ / สกโฺ กมิ – ยอ่ มสามารถ/ วติ ถฺ าเรน – โดยพิสดาร/ อาจิกขฺ ิตุํ – เพ่ือการกลา่ ว/ อยํ – นี/้ โส – พระองคน์ นั้ / ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อรหํ – เป็นพระอรหนั ต/์ สมฺ มาสมพฺ ทุ โฺ ธ – ผตู้ รสั รูช้ อบไดโ้ ดยพระองคเ์ อง/ ราชคเห – เขตกรุงราชคฤห/์ วหิ รติ – ยอ่ มประทบั อย่/ู ตโปทาราเม – ณ ตโปทาราม/ [ตวฺ ํ – ทา่ น]/ ตํ – พระองคน์ นั้ / ภควนฺตํ – ซง่ึ พระผมู้ ีพระภาค เจา้ / อุปสงกฺ มิตวฺ า – เขา้ ไปเฝา้ แลว้ / เอตมตถฺ ํ – ซง่ึ เนือ้ ความ+น่นั / ปุจฉฺ – จงทลู ถาม/ ยถา – โดยประการใด/ เต – ตอ่ ทา่ น/ ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / พยฺ ากโรติ – ยอ่ มพยากรณ/์ ตถา – โดยประการนนั้ / [ตวฺ ํ – ทา่ น]/ นํ – นนั้ / [อตถฺ ํ – ซง่ึ เนือ้ ความ]/ ธาเรยยฺ าสี”ต.ิ – พงึ จดจาไว”้ ดงั นี/้ น โข – หามไิ ดแ้ ล/ ภกิ ฺขุ – ขา้ แตภ่ ิกษุ/ สุกโร – กระทาไดง้ ่าย/ โส – พระองคน์ นั้ / ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมฺเหหิ – อนั ขา้ พเจา้ ทงั้ หลาย/ อุปสงกฺ มิตุํ – เพ่ือการเขา้ ไปเฝา้ / อญญฺ าหิ – เหลา่ อ่ืน/ มเหสกขฺ าหิ – ผมู้ ีศกั ดใิ์ หญ่/ เทวตาหิ – ดว้ ยเทวดาทงั้ หลาย/ ปรวิ ุโต – เป็นผแู้ วดลอ้ ม แลว้ / สเจ โข – ถา้ วา่ แล/ ตวฺ ํ – ทา่ น/ ภกิ ขฺ ุ – ขา้ แตภ่ ิกษุ/ ตํ – พระองคน์ นั้ / ภควนฺตํ – พระผมู้ ีพระ ภาคเจา้ / อุปสงกฺ มติ วฺ า – เขา้ ไปเฝา้ แลว้ / เอตมตถฺ ํ – ซง่ึ เนือ้ ความ+น่นั / ปุจฺเฉยยฺ าสิ – พงึ ทลู ถาม/ มยมฺปิ – แมข้ า้ พเจา้ ทงั้ หลาย/ อาคจฺเฉยยฺ าม – พงึ มา/ ธมมฺ สสฺ วนายา”ต.ิ – เพ่ือการฟัง ธรรม”ดงั นี/้ “เอวมาวุโส”ติ โข – อยา่ งนี+้ ดกู อ่ นทา่ นผมู้ ีอาย”ุ ดงั นีแ้ ล/ อายสมฺ า – ทา่ นผมู้ ีอาย/ุ สมิทธฺ ิ – ช่ือวา่ สมิทธิ/ ตสสฺ า – นนั้ / เทวตาย – ตอ่ เทวดา/ ปฏิสฺสุตวฺ า – ฟังตอบแลว้ / เยน – ใด/ [ทิสาภา เคน – ทางทิศ]/ ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / เตนุปสงกฺ มิ; – เขา้ ไปเฝ้าแลว้ +[ทิสาภาเคน – ทางทิศ]+นนั้ / อุปสงกฺ มติ วฺ า – ครนั้ เขา้ ไปเฝา้ แลว้ / ภควนฺตํ – ซง่ึ พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อภวิ าเทตวฺ า – ถวายอภิวาทแลว้ / เอกมนฺตํ – ณ สว่ นขา้ งหน่งึ / นิสีทิ – น่งั แลว้ / เอกมนฺตํ – ณ สว่ นขา้ งหนง่ึ / นิสินฺโน โข – ผนู้ ่งั แลว้ แล/ อายสมฺ า – ทา่ นผมู้ ีอาย/ุ สมิทธฺ ิ – ช่ือวา่ สมทิ ธิ/ ภควนฺตํ – กบั พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / เอตทโวจ – ไดก้ ราบทูลแลว้ +[วจนํ – ซ่ึงคา]+ น่นั / อิธ – ขอประทานวโรกาส/ อหํ – ขา้ พระองค/์ ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ / รตตฺ ยิ า – แหง่ ราตรี/ ปจฺจูสสมยํ – ในสมยั เป็นท่ีกาจดั เฉพาะซง่ึ ความมืด/ ปจฺจุฏฺ ฐาย – ลกุ ขนึ้ แลว้ / เยน – ใด/ [ทิสาภาเคน – ทางทศิ ]/ ตโปทา – แมน่ า้ ตโปทา/ เตนุปสงกฺ มึ – เขา้ ไปแลว้ +[ทสิ าภาเคน – ทางทิศ]+นนั้ / คตตฺ านิ – ซง่ึ ลาตวั / ปรสิ ญิ จฺ ิตุํ – เพ่ือการลา้ ง/ ตโปเท – ท่ีแมน่ า้ ตโปทา/ คตตฺ านิ – ซ่งึ ลาตวั / ปรสิ ญิ จฺ ติ วฺ า – ครนั้ ลา้ งแลว้ / ปจจฺ ุตตฺ รติ วฺ า – กลบั ขนึ้ มาแลว้ / เอกจวี โร – เป็นผมู้ ีจีวร ผืนเดยี ว/ อฏฺ ฐาสึ – ไดย้ ืนอยแู่ ลว้ / คตตฺ านิ – ยงั ลาตวั / ปุพพฺ าปยมาโน. – ใหแ้ หง้ อย/ู่ 31

อถ โข – ครงั้ นนั้ แล/ ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ / อญญฺ ตรา – ตนใดตนหน่งึ / เทวตา – เทวดา/ อภกิ ฺกนฺตาย – ผา่ นไปแลว้ / รตตฺ ยิ า – ครนั้ เม่ือราตรี/ อภกิ กฺ นฺตวณฺณา – มีวรรณะงดงาม ย่งิ นกั / เกวลกปฺปํ – ทงั้ สนิ้ / ตโปทํ – ยงั ตโปทาราม/ โอภาเสตวฺ า – ใหส้ วา่ งแลว้ / เยนาหํ [ทสิ าภา เคน – ทางทิศ]+ใด+ขา้ พระองค/์ เตนุปสงกฺ มิ – เขา้ ไปแลว้ +[ทิสาภาเคน – ทางทิศ]+นนั้ / อุปสงกฺ มติ วฺ า – ครนั้ เขา้ ไปหาแลว้ / เวหาสํ – ในอากาศ/ ฐิตา – ยืนอย่แู ลว้ / อิมาย – นี/้ คาถาย – ดว้ ยคาถา/ อชฺฌภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ / “[ตวฺ ํ – ทา่ น]/ อภตุ วฺ า – ไมบ่ รโิ ภคแลว้ / ภกิ ขฺ สิ – ขออย่/ู ภกิ ขฺ ุ – ดกู ่อนภิกษุ/ น – หามไิ ด/้ หิ – ก็/ ภตุ วฺ าน – บรโิ ภคแลว้ / ภกิ ฺขสิ – ยอ่ มขอ/ [ตวฺ ํ – ทา่ น]/ ภตุ วฺ าน – บรโิ ภคแลว้ / ภกิ ขฺ ุ – ดกู อ่ นภิกษุ/ ภกิ ขฺ สฺสุ – จงขอเถิด/ มา – อยา่ / ตํ – ซ่งึ ทา่ น/ กาโล – กาล/ อุปจฺจคา”ต.ิ – ไดเ้ ขา้ ไปลว่ งแลว้ ”ดงั นี/้ [อหํ – ขา้ พระองค/์ อภาสึ – ไดก้ ลา่ วแลว้ ]/ กาลํ โว – ซง่ึ กาลแล/ อหํ – ขา้ พเจา้ / น ชานามิ – ยอ่ มไมร่ ูจ้ กั / ฉนฺโน – ถกู ปกปิดไวแ้ ลว้ / กาโล – กาล/ น ทสิ สฺ ติ – ไมป่ รากฏอย่/ู ตสมฺ า – เพราะเหตนุ นั้ / อหํ – ขา้ พเจา้ / อภุตฺวา – ไมบ่ รโิ ภคแลว้ / ภกิ ฺขามิ – ขออย่/ู มา – อยา่ / มํ – ซง่ึ ขา้ พเจา้ / กาโล – กาล/ อุปจจฺ คา”ต.ิ – ไดเ้ ขา้ ไปลว่ งแลว้ ”ดงั นี/้ อถ โข – ครงั้ นนั้ แล/ ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ / สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ ปถวยิ ํ – ท่ีพืน้ ดนิ / ปตฏิ ฺ ฐหติ วฺ า – ยืนอยแู่ ลว้ / มํ – กะขา้ พระองค/์ เอตทโวจ – ไดก้ ล่าวแลว้ +[วจนํ – ซง่ึ คา]+น่นั / ‘ทหโร – เป็นหนมุ่ แนน่ / ตวฺ ํ – ทา่ น/ ภกิ ขฺ ุ – ขา้ แตภ่ ิกษุ/ ปพพฺ ชโิ ต – เป็นผบู้ วชแลว้ / สุสุ กาฬเกโส – เป็นผมู้ ีผมดาสนิท/ ภทเฺ รน – อนั เจรญิ / โยพพฺ เนน – ดว้ ยความเป็นหนมุ่ / สมนฺนาค โต – เป็นผปู้ ระกอบแลว้ / ปฐเมน – ท่ีหนง่ึ / วยสา – ดว้ ยวยั / อนิกกฺ ีฬิตาวี – ไมเ่ พลิดเพลินแลว้ / กาเมสุ – ในกามทงั้ หลาย/ ภญุ ชฺ – จงบรโิ ภค/ ภกิ ฺขุ – ขา้ แตภ่ ิกษุ/ มานุสเก – อนั เป็นของมนษุ ย/์ กาเม – ซง่ึ กามทงั้ หลาย/ มา – อยา่ / สนฺทฏิ ฺ ฐิกํ – ท่ีเหน็ เฉพาะหนา้ แลว้ / [กามํ – ซง่ึ กาม]/ หติ วฺ า – ละแลว้ / กาลิกํ – อนั มีอย่ตู ามกาล/ อนุธาวี”ต.ิ – ว่งิ ไปหาแลว้ ”ดงั นี/้ “เอวํ – อยา่ งนี/้ [วจเน – ครนั้ เม่ือคา/ เทวตาย – อนั เทวดา]/ วุตเฺ ต – กลา่ วแลว้ / อหํ – ขา้ พระองค/์ ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ / ตํ – นนั้ / เทวตํ – กบั เทวดา/ เอตทโวจํ – ไดก้ ลา่ วแลว้ + [วจนํ – ซ่งึ คา]+น่นั / ‘น โข – หามไิ ดแ้ ล/ อหํ – ขา้ พเจา้ / อาวุโส – ดกู อ่ นทา่ นผมู้ ีอาย/ุ สนฺทฏิ ฺ ฐิกํ – ท่ีเห็น เฉพาะหนา้ แลว้ / [กามํ – ซง่ึ กาม]/ หติ วฺ า – ละแลว้ / กาลิกํ – อนั มีอยตู่ ามกาล/ อนุธาวามิ – ว่งิ ไป หาแลว้ / กาลกิ ํ – อนั มีอยตู่ ามกาล/ [กามํ – ซง่ึ กาม]/ จ โข – ก็แล/ อหํ – ขา้ พเจา้ / อาวุโส – ทา่ นผู้ มีอาย/ุ หติ วฺ า – ละแลว้ / สนฺทฏิ ฺ ฐิกํ – ท่ีเห็นเฉพาะหนา้ / อนุธาวามิ – ว่งิ ไปหาแลว้ / กาลิกา – 32

อนั มีอยตู่ ามกาล/ หิ – เพราะวา่ / อาวุโส – ทา่ นผมู้ ีอาย/ุ กามา – กามทงั้ หลาย/ วุตตฺ า – ตรสั ไว้ แลว้ / ภควตา – อนั พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / พหทุ ุกขฺ า – เป็นของมีทกุ ขม์ าก/ พหุปายาสา – เป็นของ มีความคบั แคน้ มาก/ อาทนี โว – โทษ/ เอตถฺ – เหลา่ นี/้ [กาเมสุ – ในกามทงั้ หลาย]/ ภยิ โฺ ย – โดย ย่งิ / สนฺทฏิ ฺ ฐิโก – เป็นธรรมท่ีผปู้ ฏิบตั จิ ะพงึ เหน็ ชดั ดว้ ยตนเอง/ อยํ – นี/้ ธมฺโม – ธรรม/ อกาลิ โก – เป็นธรรมไมป่ ระกอบแลว้ ดว้ ยกาล/ เอหปิ สฺสิโก – เป็นธรรมควรเรยี กใหม้ าด/ู โอปเนยยฺ โิ ก – เป็นธรรมควรนอ้ มเขา้ มาในตน/ ปจจฺ ตตฺ ํ – เฉพาะตน/ เวทติ พโฺ พ วญิ ญฺ หู ี’ติ – เป็นธรรมอนั วิญญู ชนทงั้ หลาย+พงึ รูไ้ ด’้ ดงั นี/้ เอวํ – อยา่ งนี/้ [วจเน – ครนั้ เม่ือคา/ มยา – อนั ขา้ พระองค]์ / วุตเฺ ต – กลา่ วแลว้ / ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ / สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ มํ – กบั ขา้ พระองค/์ เอตทโวจ – ไดก้ ลา่ วแลว้ + [วจนํ – ซ่งึ คา]+น่นั / ‘กถํ – เป็นอย่างไร/ จ – ก็/ ภกิ ขฺ ุ – ขา้ แตภ่ ิกษุ/ กาลิกา – อนั มีอยตู่ ามกาล/ กามา – กาม ทงั้ หลาย/ วุตตฺ า – ตรสั แลว้ / ภควตา – อนั พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / พหุทุกขฺ า – เป็นของมีทกุ ขม์ าก/ พหปุ ายาสา – เป็นของมีความคบั แคน้ มาก/ อาทนี โว – โทษ/ เอตถฺ – เหลา่ นี/้ [กาเมสุ – ในกาม ทงั้ หลาย]/ ภยิ โฺ ย? – โดยย่งิ ?/ กถํ – เป็นอย่างไร/ สนฺทฏิ ฺ ฐิโก – เป็นธรรมท่ีผปู้ ฏิบตั จิ ะพงึ เหน็ ชดั ดว้ ยตนเอง/ อยํ – นี/้ ธมฺ โม – ธรรม/ อกาลิโก – เป็นธรรมไมป่ ระกอบแลว้ ดว้ ยกาล/ เอหปิ สสฺ โิ ก – เป็นธรรมควรเรยี กใหม้ า ด/ู โอปเนยฺยโิ ก – เป็นธรรมควรนอ้ มเขา้ มาในตน/ ปจฺจตตฺ ํ – เฉพาะตน/ เวทติ พโฺ พ วิญญฺ ูหี’ต?ิ – เป็นธรรมอนั วิญญชู นทงั้ หลาย+พงึ รูไ้ ด’้ ดงั นี?้ / “เอวํ – อยา่ งนี/้ [วจเน – ครนั้ เม่ือคา/ เทวตาย – อนั เทวดา]/ วุตเฺ ต – กลา่ วแลว้ / อหํ – ขา้ พระองค/์ ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ / ตํ – นนั้ / เทวตํ – กบั เทวดา/ เอตทโวจํ – ไดก้ ลา่ วแลว้ + [วจนํ – ซ่งึ คา]+น่นั / ‘อหํ โข – ขา้ พเจา้ แล/ อาวุโส – ดกู ่อนท่านผมู้ ีอายุ/ นโว – เป็นพระใหม/่ อจิรปพพฺ ชิโต – เป็นผบู้ วชแลว้ โดยกาลไมน่ าน/ อธุนาคโต – เป็นผมู้ าแลว้ โดยกาลไมน่ าน/ อมิ ํ – นี/้ ธมฺมวนิ ยํ – สู่ พระธรรมวินยั / น – หามิได/้ ตํ – กบั ท่าน/ อหํ – ขา้ พเจา้ / สกโฺ กมิ – ยอ่ มสามารถ/ วิตถฺ าเรน – โดยพิสดาร/ อาจิกฺขติ ุํ – เพ่ือการกลา่ ว/ อยํ – นี/้ โส – พระองคน์ นั้ / ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อรหํ – เป็นพระอรหนั ต/์ สมฺ มาสมฺพทุ โฺ ธ – ผตู้ รสั รูช้ อบไดโ้ ดยพระองคเ์ อง/ ราชคเห – เขตกรุงราชคฤห/์ วิหรติ – ยอ่ มประทบั อย่/ู ตโปทาราเม – ณ ตโปทาราม/ [ตวฺ ํ – ทา่ น]/ ตํ – พระองคน์ นั้ / ภควนฺตํ – ซง่ึ พระผมู้ ีพระภาค เจา้ / อุปสงกฺ มิตวฺ า – เขา้ ไปเฝา้ แลว้ / เอตมตถฺ ํ – ซ่งึ เนือ้ ความ+น่นั / ปุจฺฉ – จงทลู ถาม/ ยถา – 33

โดยประการใด/ เต – ตอ่ ทา่ น/ ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / พยฺ ากโรติ – ยอ่ มพยากรณ/์ ตถา – โดยประการนนั้ / [ตวฺ ํ – ทา่ น]/ นํ – นนั้ / [อตถฺ ํ – ซ่งึ เนือ้ ความ]/ ธาเรยยฺ าสี’ต.ิ – พงึ จดจาไว’้ ดงั นี/้ “เอวํ – อยา่ งนี/้ [วจเน – ครนั้ เม่ือคา/ มยา – อนั ขา้ พระองค]์ / วุตเฺ ต – กลา่ วแลว้ / ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ / สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ มํ – กบั ขา้ พระองค/์ เอตทโวจ – ไดก้ ลา่ วแลว้ + [วจนํ – ซ่งึ คา]+น่นั / ‘น โข – หามิไดแ้ ล/ ภกิ ขฺ ุ – ขา้ แตภ่ ิกษุ/ สุกโร – กระทาไดง้ า่ ย/ โส – พระองคน์ นั้ / ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมเฺ หหิ – อนั ขา้ พเจา้ ทงั้ หลาย/ อุปสงกฺ มติ ุํ – เพ่ือการเขา้ ไปเฝา้ / อญญฺ าหิ – เหลา่ อ่ืน/ มเหสกฺขาหิ – ผมู้ ีศกั ดใิ์ หญ่/ เทวตาหิ – ดว้ ยเทวดาทงั้ หลาย/ ปริวุโต – เป็นผแู้ วดลอ้ ม แลว้ / สเจ โข – ถา้ วา่ แล/ ตวฺ ํ – ทา่ น/ ภกิ ขฺ ุ – ขา้ แตภ่ ิกษุ/ ตํ – พระองคน์ นั้ / ภควนฺตํ – พระผมู้ ีพระ ภาคเจา้ / อุปสงกฺ มติ วฺ า – เขา้ ไปเฝา้ แลว้ / เอตมตถฺ ํ – ซง่ึ เนือ้ ความ+น่นั / ปุจฺเฉยยฺ าสิ – พงึ ทลู ถาม/ มยมฺปิ – แมข้ า้ พเจา้ ทงั้ หลาย/ อาคจเฺ ฉยยฺ าม – พงึ มา/ ธมฺมสฺสวนายา’ต.ิ – เพ่ือการฟัง ธรรม’ดงั นี/้ สเจ – ถา้ วา่ / ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ / ตสสฺ า – นนั้ / เทวตาย – ของเทวดา/ สจฺจํ – เป็นคาจรงิ / วจนํ – คาพดู / อิเธว – นี+้ น่ีแหละ/ [ตโปทาราเม – ณ ตโปทาราม]/ สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ อวิทูเร”ต.ิ – ในท่ีไมไ่ กล”ดงั นี/้ เอวํ – อยา่ งนี/้ [วจเน – ครนั้ เม่ือคา/ อายสมฺ ตา – อนั ท่านผมู้ ีอาย/ุ สมทิ ธฺ ินา – ช่ือวา่ สมทิ ธิ]/ วุตเฺ ต – กราบทลู แลว้ / สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ อายสมฺ นฺตํ – กบั ทา่ นผมู้ ีอาย/ุ สมิทธฺ ึ – ช่ือวา่ สมิทธิ/ เอตทโวจ – ไดก้ ลา่ วแลว้ +[วจนํ – ซง่ึ คา]+น่นั / “ปุจฉฺ – จงทลู ถามเถิด/ [ตวฺ ํ – ทา่ น]/ ภกิ ฺขุ – ขา้ แตภ่ ิกษุ/ ปุจฺฉ – จงทลู ถามเถิด/ [ตวฺ ํ – ทา่ น]/ ภกิ ฺขุ – ขา้ แตภ่ ิกษุ/ ยมหํ – ขา้ พเจา้ +[ตํ – ซ่งึ ทา่ น]+ ใด/ อนุปฺปตตฺ า”ต.ิ – เป็นผตู้ ามมาแลว้ ”ดงั นี/้ อถ โข – ครงั้ นนั้ แล/ ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / ตํ – นนั้ / เทวตํ – กบั เทวดา/ คาถาหิ – ดว้ ยพระคาถาทงั้ หลาย/ อชฺฌภาสิ – ไดต้ รสั แลว้ / “อกเฺ ขยยฺ สญญฺ ิโน – ผมู้ ีความหมายรูใ้ นส่ิงของอนั พงึ เรียกขาน/ สตตฺ า – สตั วท์ งั้ หลาย/ อกเฺ ขยยฺ สมฺ ึ – ท่ีพงึ เรยี กขาน/ [วตถฺ สุ มฺ ึ – ในส่ิงของ]/ ปตฏิ ฺ ฐิตา – ติดอยแู่ ลว้ / อกฺเขยยฺ ํ – อนั พงึ เรียกขาน/ [วตถฺ ุํ – ซ่งึ ส่งิ ของ]/ อปรญิ ญฺ าย – ไมก่ าหนดรูแ้ ลว้ / โยคมายนฺติ – ยอ่ ม ตกไป+สอู่ านาจ/ มจจฺ ุโน – แหง่ ความตาย/ จ – สว่ นวา่ / อกฺเขยยฺ ญจฺ – สว่ นวา่ +อนั พงึ เรียกขาน/ [วตถฺ ุํ – ซง่ึ ส่งิ ของ]/ ปรญิ ฺญาย – กาหนดรูแ้ ลว้ / [ภกิ ฺขุ – ภิกษุ]/ อกขฺ าตารํ – ท่ี เรยี กขาน/ [วตถฺ ุํ – ซง่ึ ส่งิ ของ]/ น มญญฺ ติ – ยอ่ มไมก่ าหนดหมาย/ ตญหฺ ิ – เพราะวา่ +นนั้ / [อกฺเขยยฺ ํ – อนั พงึ เรียกขาน/ วตถฺ ุ – ส่ิงของ]/ ตสสฺ – รูปนนั้ / [ภกิ ฺขุโน – แกภ่ ิกษุ]/ น โหตี ติ – ยอ่ มไมม่ ี+เพราะเหตนุ นั้ / เยน – ใด/ [การเณน – เพราะเหต]ุ / นํ – รูปนนั้ / [ภกิ ขฺ ุํ – ซ่งึ 34

ภิกษุ/ ปุคคฺ โล – บคุ คล]/ วชฺชา – พงึ เรยี ก/ น – หามิได/้ ตสสฺ – รูปนนั้ / [ภกิ ขฺ ุโน – แก่ ภิกษุ/ ตํ – นนั้ / [การณํ – เหต]ุ / อตถฺ ิ. – มีอย/ู่ สเจ – ถา้ วา่ / [ตวฺ ํ – เธอ]/ วชิ านาสิ – ยอ่ มรู้ ชดั / วเทหิ – จงบอกเถิด/ [ตวฺ ํ – เธอ]/ ยกขฺ า”ต.ิ – ดกู ่อนยกั ษ”์ ดงั นี/้ “น ขวฺ าหํ – หามไิ ดแ้ ล+ขา้ พระองค/์ ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ / อิมสฺส – นี/้ ภควตา – อนั พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / สงขฺ ติ เฺ ตน – โดยยอ่ / ภาสติ สฺส – ตรสั ไวแ้ ลว้ / [วจนสสฺ – แหง่ พระ ดารสั ]/ วิตถฺ าเรน – โดยพิสดารได/้ อตถฺ ํ – เนือ้ ความ/ อาชานามิ – ยอ่ มรูท้ ่วั ถงึ / สาธุ – ขอประทานวโรกาส/ เม – แกข่ า้ พระองค/์ ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ / ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / ตถา – โดยประการนนั้ / ภาสตุ – ขอไดโ้ ปรดตรสั / ยถา – โดยประการใด/ อหํ – ขา้ พระองค/์ อมิ สสฺ – นี/้ ภควตา – อนั พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / สงขฺ ติ เฺ ตน – โดยยอ่ / ภาสติ สสฺ – ตรสั ไวแ้ ลว้ / [วจนสฺส – แหง่ พระดารสั ]/ วิตถฺ าเรน – โดยพสิ ดารได/้ อตถฺ ํ – เนือ้ ความ/ ชาเนยยฺ ” นฺต.ิ – พงึ รูท้ ่วั ถึง”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อิมํ – นี/้ คาถมาห – ตรสั แลว้ +ซ่งึ พระคาถา]/ สโม – เป็นผเู้ สมอเขา/ วิเสสี – เป็นผเู้ ลิศกวา่ เขา/ อุท วา – ก็หรือวา่ / นิหีโน – เป็นผดู้ อ้ ย กวา่ เขา/ โย – ผใู้ ด/ [ปุคคฺ โล – บคุ คล]/ มญญฺ ตี – ยอ่ มถือตวั / โส – ผนู้ นั้ / [ปุคฺคโล – บคุ คล]/ ววิ เทถ – พงึ ทะเลาะกนั / เตน – นนั้ / [อธิมาเนน – เพราะความถือตวั ย่งิ ]/ ตสี ุ – ทงั้ ๓ อยา่ ง/ วธิ าสุ – อนั มีประเภท/ [อธิมานชาตสี ุ – ในความถือตวั ย่งิ ทงั้ หลาย]/ อวิกมปฺ มาโน – ผไู้ มห่ ว่นั ไหวอย่/ู สโม – เป็นผเู้ สมอเขา/ [อุท วา – ก็หรือวา่ / นิหโี น – ผดู้ อ้ ยกวา่ เขา]/ วิเสสีต.ิ – เป็นผเู้ ลศิ กวา่ เขา+ดงั นี/้ ตสฺส – นนั้ / [ปุคคฺ ลสฺส – แก่บคุ คล]/ [อธิมาโน – ความถือตวั ย่งิ ]/ โหติ – ยอ่ มมี/ สเจ – ถา้ วา่ / [ตวฺ ํ – เธอ]/ วิชานาสิ – ยอ่ มรูช้ ดั / วเทหิ – จงบอกเถิด/ [ตวฺ ํ – เธอ]/ ยกฺขา”ต.ิ – ดกู ่อนยกั ษ”์ ดงั นี/้ อมิ สสฺ าปิ ขฺวาหํ – แมน้ ีแ้ ล+ขา้ พระองค/์ ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ / ภควตา – อนั พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / สงขฺ ิตเฺ ตน – โดยยอ่ / ภาสิตสฺส – ตรสั ไวแ้ ลว้ / [วจนสสฺ – แหง่ พระดารสั ]/ น – หามไิ ด/้ วติ ฺถาเรน – โดยพสิ ดารได/้ อตถฺ ํ – เนือ้ ความ/ อาชานามิ – ยอ่ มรูท้ ่วั ถงึ / สาธุ – ขอประทานวโรกาส/ เม – แก่ขา้ พระองค/์ ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ / ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / ตถา – โดยประการนนั้ / ภาสตุ – ขอไดโ้ ปรดตรสั / ยถา – โดยประการใด/ อหํ – ขา้ พระองค/์ อิมสฺส – นี/้ ภควตา – อนั พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / สงขฺ ติ เฺ ตน – โดยยอ่ / ภาสติ สฺส – ตรสั ไวแ้ ลว้ / [วจนสสฺ – แหง่ พระดารสั ]/ วิตถฺ าเรน – โดยพิสดารได/้ อตถฺ ํ – เนือ้ ความ/ ชาเนยยฺ ” นฺต.ิ – พงึ รูท้ ่วั ถงึ ”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อิมํ – นี/้ คาถมาห – ตรสั แลว้ +ซง่ึ พระคาถา]/ “[ปุคคฺ โล – บคุ คล]/ ปหาสิ – ละแลว้ / สงขฺ ํ – ซง่ึ ส่ิงท่ีบญั ญตั ไิ ว/้ น – หามไิ ด/้ วิมานมชฺฌ คา – ไดเ้ ขา้ ถงึ แลว้ +ซ่งึ วมิ าน/ อจฺเฉจฉฺ ิ – ไดต้ ดั แลว้ / ตณฺหํ – ซ่งึ ตณั หา/ อิธ – นี/้ นามรูเป 35

– ในนามรูป/ ตํ – นนั้ / [ปุคคฺ ลํ – ซ่งึ บคุ คล]/ ฉินฺนคนฺถํ – ผตู้ ดั กิเลสเคร่ืองผกู ไดแ้ ลว้ / อนิฆํ – ผไู้ รท้ กุ ข/์ นิราสํ – ผหู้ มดความกระหาย/ ปริเยสมานา – เท่ียวคน้ หาอย่/ู น อชฌฺ คมุํ – ไมไ่ ดเ้ ขา้ ถงึ แลว้ / เทวา – เทวดา/ มนุสฺสา – มนษุ ย/์ อิธ – นี/้ [โลเก – ในโลก]/ วา – หรอื / หรุ ํ – อ่ืน/ [โลเก – ในโลก]/ วา – หรอื วา่ / สคฺเคสุ – ในสวรรคท์ งั้ หลาย/ วา – หรอื / สพพฺ นิ เวสเนสุ – ในสถานท่ีอย่อู าศยั ของสตั วท์ กุ จาพวก/ สเจ – ถา้ วา่ / [ตวฺ ํ – เธอ]/ วิชานาสิ – ยอ่ มรูช้ ดั / วเทหิ – จงบอกเถิด/ [ตวฺ ํ – เธอ]/ ยกฺขา”ต.ิ – ดกู อ่ นยกั ษ”์ ดงั นี/้ “อมิ สฺสาปิ ขวฺ าหํ – แมน้ ีแ้ ล+ขา้ พระองค/์ ภนฺเต – ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ / ภควตา – อนั พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / สงขฺ ิตเฺ ตน – โดยย่อ/ ภาสิตสฺส – ตรสั ไวแ้ ลว้ / [วจนสฺส – แหง่ พระดารสั ]/ เอวํ – อยา่ งนี/้ วติ ถฺ าเรน – โดยพิสดารได/้ อตถฺ ํ – เนือ้ ความ/ อาชานามิ – ยอ่ มรูท้ ่วั ถึง/ “[ปุคคฺ โล – บคุ คล]/ ปาปํ – อนั ช่วั / [กมมฺ ํ – ซ่งึ กรรม]/ น กยริ า – ไมพ่ งึ กระทา/ วจสา – ทางวาจา/ มนสา – ทางใจ/ กาเยน – ทางกาย/ วา – หรือวา่ / กิญจฺ น – บางส่งิ บางอยา่ ง/ สพพฺ โลเก – ในโลกทงั้ ปวง/ กาเม – ซง่ึ กามทงั้ หลาย/ ปหาย – ละแลว้ / สตมิ า – เป็นผมู้ ี สต/ิ สมฺปชาโน – เป็นผมู้ ีสมั ปชญั ญะ/ ทกุ ขฺ ํ – ซ่งึ ทกุ ข/์ น เสเวถ – ไมพ่ งึ เสวย/ อนตถฺ สํ หติ ”นฺติ. – อนั ประกอบดว้ ยส่งิ ท่ีไมเ่ ป็นประโยชน”์ ดงั นี/้ [สมิทธฺ ิสุตตฺ ํ – สมทิ ธิสตู ร/ ทสมํ – ท่ี ๑๐/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ นนฺทนวคฺโค – นนั ทนวรรค/ ทุตโิ ย – ท่ี ๒/ นิฏฺ ฐิโต – จบ/ ตสสฺ ุททฺ านํ – รวมพระสตู รท่ีมีในวรรคนี/้ คอื นนฺทนา – ๑. นนั ทนสตู ร/ นนฺทติ – ๒. นนั ทตสิ ตู ร/ จ – ดว้ ย/ เอว – น่นั เทียว/ นตถฺ ปิ ุตตฺ สเมน ๓. นตั ถิปตุ ตสมสตู ร/ จ – ดว้ ย/ ขตตฺ โิ ย – ๔. ขตั ตยิ สตู ร/ สณมาโน – ๕. สณมาน สตู ร/ จ – ดว้ ย/ นิททฺ าตนฺที – ๖. นิททาตนั ทสิ ตู ร/ จ – ดว้ ย/ ทกุ ฺกร.ํ ๗. ทกุ กรสตู ร/ หริ ี – หิร/ิ ๘. หริ สิ ตู ร/ กุฏกิ า – ๙. กฏุ ิกาสตู ร/ นวโม – เป็นท่ี ๙/ ทสโม – ท่ี ๑๐/ วุตโฺ ต – กลา่ ว ไวแ้ ลว้ / สมิทธฺ ินาต.ิ – ๑๐. สมิทธิสตู ร+ดงั นีแ้ ล/ ๓. สตตฺ วิ คฺโค – หมวดวา่ ดว้ ยหอก/ ๑. สตตฺ สิ ุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยหอก/ ๒๑. สาวตถฺ นิ ิทานํ – เร่ืองเกิดขนึ้ ท่ีกรุงสาวตั ถี/ เอกมนฺตํ – ณ สว่ นขา้ งหน่งึ / ฐิตา โข – ยืนอยแู่ ลว้ แล/ สา – นนั้ / เทวตา – เทวดา/ ภควโต – ของพระผมู้ ีพระภาคเจา้ / สนฺตเิ ก – ในสานกั / อมิ ํ – นี/้ คาถํ – ซง่ึ คาถา/ อภาสิ – ไดก้ ลา่ วแลว้ / [ปุคคฺ เลน] สตตฺ ยิ า วิย โอมฏฺ โฐ – เป็นผรู้ าวกะอนั บคุ คลแทงแลว้ ดว้ ยหอก/ [อคฺคินา] ฑยหฺ มาโนว มตถฺ เก – เป็นผรู้ าวกะวา่ อนั ไฟไฟไหมอ้ ย+ู่ บนศรี ษะ/ กามราคปปฺ หานาย – เพ่ือละกามราคะ/ สโต – ผมู้ ีสติ/ ภกิ ขฺ ุ – ภิกษุ/ ปริพฺพเช”ต.ิ – พงึ อย”ู่ ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถมาห – ตรสั แลว้ +ซ่งึ พระคาถา]/ 36

[ปุคฺคเลน] สตตฺ ยิ า วิย โอมฏฺ โฐ – เป็นผรู้ าวกะอนั บคุ คลแทงแลว้ ดว้ ยหอก/ [อคฺคินา] ฑยหฺ มาโนว มตถฺ เก – เป็นผรู้ าวกะว่าอนั ไฟไฟไหมอ้ ย่+ู บนศรี ษะ/ สกฺกายทฏิ ฺ ฐิปฺปหา นาย – เพ่ือการละซ่งึ สกั กายทิฏฐิ/ สโต – ผมู้ ีสต/ิ ภกิ ขฺ ุ – ภิกษุ/ ปริพพฺ เช”ต.ิ – พงึ อย”ู่ ดงั นี/้ [สตตฺ สิ ุตตฺ ํ – สตั ตสิ ตู ร/ ปฐมํ – ท่ี ๑/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๒. ผุสตสิ ุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยการถกู ตอ้ ง/ ๒๒. [เทวตา – เทวดา/ อภาสิ – ไดก้ ราบทลู แลว้ ]/ “นาผุสนฺตํ – หามิได+้ ผไู้ มถ่ กู ตอ้ งอยู่/ [ปุคคฺ ลํ – ซง่ึ บคุ คล]/ ผุสติ – ยอ่ มถกู ตอ้ ง/ [วปิ าโก – วบิ าก]/ จ – ดว้ ย/ ผุสนฺตํ – ผถู้ กู ตอ้ งอย่/ู จ – แตว่ า่ / [ปุคคฺ ลํ – ซง่ึ บคุ คล]/ [วิปาโก – วบิ าก]/ ตโต – นนั้ / [กมฺมโต – เพราะกรรม]/ ผุเส – พงึ ถกู ตอ้ ง/ ตสฺมา – เพราะฉะนนั้ / ผุสนฺตํ – ผถู้ กู ตอ้ งอย่/ู [ปุคคฺ ลํ – ซง่ึ บคุ คล]/ [วิปาโก – วบิ าก]/ ผุสติ – ยอ่ มถกู ตอ้ ง/ อปปฺ ทุฏฺ ฐปโทสนิ ”นฺติ. – ผมู้ ีปกตปิ ระทษุ รา้ ยซง่ึ บคุ คลผไู้ มป่ ระทษุ รา้ ยแลว้ ”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถมาห – ตรสั แลว้ +ซ่งึ พระคาถา]/ โย – ผใู้ ด/ [ปุคคฺ โล – บคุ คล]/ อปปฺ ทุฏฺ ฐสสฺ – ผไู้ มป่ ระทษุ รา้ ยแลว้ / นรสฺส – ตอ่ นรชน/ ทสุ ฺสติ – ยอ่ มประทษุ รา้ ย/ สุทธฺ สฺส – ผบู้ รสิ ทุ ธิ์แลว้ / โปสสสฺ – ผเู้ ป็นสตั วเ์ ลีย้ ง/ อนงคฺ ณสฺส – ผไู้ มม่ ีกิเลสเพียงดงั เนนิ / ตเมว – ผนู้ นั้ +น่นั แหละ/ [ปุคคฺ ลํ – ซ่งึ บคุ คล]/ พาลํ – ผเู้ ป็นคนพาล/ ปจเฺ จติ – ยอ่ มกลบั มาถงึ / ปาปํ – อนั ช่วั / [กมฺมํ – กรรม]/ [ตเมว – ผนู้ นั้ +น่นั แหละ/ ปุคฺคลํ – ซ่งึ บคุ คล/ ปจฺเจนฺโต – กลบั มาถงึ อย่]ู / สุขุโม รโช ปฏิวาตวํ ขติ ฺ โต”ติ. – เพียงดงั ผงธุลีอนั ละเอียด+อนั บคุ คลโปรยไปแลว้ +สทู่ ่ีทวนลม”ดงั นี/้ [ผุสตสิ ุตตฺ ํ – ผสุ ตสิ ตู ร/ ทตุ ยิ ํ – ท่ี ๒/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๓. ชฏาสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยความยงุ่ / ๒๓ [เทวตา – เทวดา/ อภาสิ – ไดก้ ราบทลู แลว้ ]/ อนฺโตชฏา – เป็นผยู้ งุ่ แลว้ ภายใน/ พหชิ ฏา – เป็นผยู้ งุ่ แลว้ ในภายนอก/ ชฏาย ชฏิตา – เป็นผอู้ นั ความยงุ่ +พาใหย้ งุ่ แลว้ / ปชา – หมสู่ ตั ว/์ ตํ – เพราะฉะนนั้ / [อหํ – ขา้ พระองค]์ / ตํ – ซง่ึ พระองค/์ โคตม – ขา้ แตพ่ ระโคดม/ ปุจฉฺ ามิ – ยอ่ มขอทลู ถาม/ โก – ใคร/ อิมํ – นี/้ วชิ ฏเย – พงึ สะสาง/ ชฏ”นฺต.ิ – ซง่ึ ความยงุ่ ”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อิมํ – นี/้ คาถมาห – ตรสั แลว้ +ซ่งึ พระคาถา]/ สเี ล – ในศลี / ปตฏิ ฺ ฐาย – ดารงอยแู่ ลว้ / นโร – นรชน/ สปญโฺ ญ – เป็นผมู้ ีปัญญา/ จิตตฺ ํ – ซ่งึ จติ / ปญญฺ ํ – ซ่งึ ปัญญา/ จ – ดว้ ย/ ภาวย.ํ – เจรญิ อย/ู่ อาตาปี – เป็นผมู้ ีความเพียร/ นิปโก – เป็นผมู้ ีปัญญาเคร่อื งบรหิ าร/ ภกิ ขฺ ุ – เป็นผเู้ ห็นภยั ในสงั สารวฏั / โส – ผนู้ นั้ / นโร – นรชน/ อมิ ํ – นี/้ วชิ ฏเย – พงึ สะสาง/ ชฏํ – ซง่ึ ความยงุ่ / เยสํ – เหลา่ ใด/ [ปุคฺคลานํ – อนั บคุ คลทงั้ หลาย]/ ราโค – ราคะ/ จ – ดว้ ย/ โทโส – โทสะ/ จ – ดว้ ย/ อวิชชฺ า – อวชิ ชา/ จ – 37

ดว้ ย/ วริ าชิตา. – กาจดั ไดแ้ ลว้ / [ปุคฺคลา – บคุ คลทงั้ หลาย]/ ขีณาสวา – เป็นผสู้ ิน้ อาสวะ แลว้ / อรหนฺโต – เป็นพระอรหนั ต/์ เตสํ – เหลา่ นนั้ / [ปุคคฺ ลานํ – อนั บคุ คลทงั้ หลาย]/ วิชฏิ ตา – แกไ้ ดแ้ ลว้ / ชฏา – ความยงุ่ / ยตถฺ – ใด/ [ฐาเน – ในท่ี]/ นามญจฺ – นาม+ดว้ ย/ รูปญจฺ – รูป+ดว้ ย/ อเสสํ – โดยไมม่ ีเหลือ/ อุปรุชฺฌติ – ยอ่ มดบั ลง/ ปฏิฆํ – ปฏิฆสญั ญา/ รูปสญญฺ า – รูปสญั ญา/ จ – ดว้ ย/ เอตเฺ ถสา [ฐาเน – ในท่ี]+น่นั +นี/้ ฉิชชฺ เต – ยอ่ มขาด หายไป/ ชฏา”ต.ิ – ความยงุ่ ”ดงั นี/้ [ชฏาสุตตฺ ํ – ชฏาสตู ร/ ตตยิ ํ – ท่ี ๓/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๔. มโนนิวารณสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยการหา้ มใจ/ ๒๔. [เทวตา – เทวดา/ อภาสิ – ไดก้ ราบทลู แลว้ ]/ [ปุคฺคโล – บคุ คล]/ ยโต – ใด/ ยโต – ใด/ [อารมฺมณโต – จากอารมณ]์ / มโน – ซง่ึ ใจ/ นิ วารเย – พงึ หา้ ม/ น ทกุ ฺขเมติ – ความทกุ ข+์ ย่อมไมม่ าถึง/ นํ – ผนู้ นั้ / [ปุคคฺ ลํ – ซ่งึ บคุ คล]/ ตโต – นนั้ / ตโต – นนั้ / [อารมมฺ ณโต – จากอารมณ]์ / ส – นนั้ / [ปุคคฺ โล – บคุ คล]/ สพพฺ โต – ทงั้ ปวง/ มโน – ซง่ึ ใจ/ นิวารเย – พงึ หา้ ม”/ ส – นนั้ / [ปุคฺคโล – บคุ คล]/ สพพฺ โต – ทงั้ ปวง/ ทุกฺขา – จากทกุ ข/์ ปมุจฺจต”ิ – ยอ่ มพน้ ”/ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถมาห – ตรสั แลว้ +ซ่งึ พระคาถา]/ น สพพฺ โต [อารมฺมณโต] มโน นิวารเย – พงึ ไมห่ า้ ม+ซง่ึ ใจ+จากอารมณ+์ ทงั้ ปวง/ น มโน [นิวารเย] สยํ ตตตฺ ํ อาคตํ – พงึ ไมห่ า้ ม+ซง่ึ ใจ+ท่มี าถึงแลว้ +ซ่งึ ตนอนั สารวมแลว้ / ยโต – ใด/ ยโต – ใด/ [อารมมฺ ณโต – จากอารมณ]์ / จ – ก็/ ปาปกํ – อนั ช่วั / [กมมฺ ํ – กรรม]/ [อุปฺปชชฺ ติ – ยอ่ มเกิดขนึ้ ]/ [ปุคคฺ โล – บคุ คล]/ ตโต – นนั้ / ตโต – นนั้ / [อารมฺมณ โต – จากอารมณ]์ / มโน – ซง่ึ ใจ/ นิวารเย”ต.ิ – พงึ หา้ ม”ดงั นี/้ [มโนนิวารณสุตตฺ ํ – มโนนวิ ารณสตู ร/ จตุตถฺ ํ – ท่ี ๔/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๕. อรหนฺตสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยพระอรหนั ต/์ ๒๕ [เทวตา – เทวดา/ อภาสิ – ไดก้ ราบทลู แลว้ ]/ โย – รูปใด/ [ภกิ ขฺ ุ – ภิกษุ]/ โหติ – ยอ่ มเป็น/ อรหํ – เป็นพระอรหนั ต/์ กตาวี – เป็นผทู้ ากิจ เสรจ็ แลว้ / ขีณาสโว – เป็นผสู้ นิ้ อาสวะแลว้ / อนฺตมิ เทหธารี – เป็นผทู้ รงไวซ้ ่งึ รา่ งกายอนั มี ในชาตสิ ดุ ทา้ ย/ อหํ – ขา้ พเจา้ / วทามี’ตปิ ิ – ยอ่ มกลา่ ว’ดงั นีบ้ า้ ง/ โส – รูปนนั้ / [ภกิ ขฺ ุ – ภิกษุ]/ วเทยยฺ – พงึ กลา่ ว/ มนุสสฺ า – มนษุ ยท์ งั้ หลาย/ วทนฺติ – ยอ่ มพดู / มมํ – กบั ขา้ พเจา้ / วทนฺต’ี ตปิ ิ – ยอ่ มกลา่ ว’ดงั นีบ้ า้ ง/ โส – รูปนนั้ / [ภกิ ฺขุ – ภิกษุ]/ วเทยยฺ า”ต.ิ – พงึ กลา่ ว”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อิมํ – นี/้ คาถมาห – ตรสั แลว้ +ซ่งึ พระคาถา]/ โย – รูปใด/ [ภกิ ฺขุ – ภิกษุ]/ โหติ – ยอ่ มเป็น/ อรหํ – เป็นพระอรหนั ต/์ กตาวี – เป็นผทู้ ากิจ 38

เสรจ็ แลว้ / ขณี าสโว – เป็นผสู้ นิ้ อาสวะแลว้ / อนฺตมิ เทหธารี – เป็นผทู้ รงไวซ้ ่งึ รา่ งกายอนั มี ในชาตสิ ดุ ทา้ ย/ อหํ – ขา้ พเจา้ / วทามี’ตปิ ิ – ยอ่ มกลา่ ว’ดงั นีบ้ า้ ง/ โส – รูปนนั้ / [ภกิ ขฺ ุ – ภิกษุ]/ วเทยยฺ – พงึ กลา่ ว/ มนุสสฺ า – มนษุ ยท์ งั้ หลาย/ วทนฺติ – ยอ่ มพดู / มมํ – กบั ขา้ พเจา้ / วทนฺตี’ตปิ ิ – ยอ่ มกลา่ ว’ดงั นีบ้ า้ ง/ โส – รูปนนั้ / [ภกิ ขฺ ุ – ภิกษุ]/ วเทยยฺ . – พงึ กลา่ ว/ โลเก – ในโลก/ สมญญฺ ํ – ซ่งึ คาพดู ท่ีรูก้ นั / กุสโล – เป็นผฉู้ ลาด/ วิทติ วฺ า – ทราบ แลว้ / โวหารมตเฺ ตน – อนั สกั วา่ โวหาร/ [วจสา – ดว้ ยคาพดู ]/ โส – รูปนนั้ / [ภกิ ขฺ ุ – ภิกษุ]/ โวหเรยยฺ า”ต.ิ – พงึ กลา่ ว”ดงั นี/้ [เทวตา – เทวดา/ อภาสิ – ไดก้ ราบทลู แลว้ ]/ “โย – รูปใด/ [ภกิ ฺขุ – ภิกษุ]/ โหติ – ยอ่ มเป็น/ อรหํ – เป็นพระอรหนั ต/์ กตาวี – เป็นผทู้ า กิจเสรจ็ แลว้ / ขีณาสโว – เป็นผสู้ ิน้ อาสวะแลว้ / อนฺตมิ เทหธารี – เป็นผทู้ รงไวซ้ ่งึ รา่ งกาย อนั มีในชาตสิ ดุ ทา้ ย/ มานํ – ซง่ึ มานะ/ นุ โข – หรอื หนอแล/ โส – รูปนนั้ / อุปคมมฺ – เขา้ ไป ตดิ แลว้ / ภกิ ฺขุ – ภิกษุ/ อหํ – ขา้ พเจา้ / วทามี’ตปิ ิ – ยอ่ มกลา่ ว’ดงั นีบ้ า้ ง/ โส – รูปนนั้ / [ภกิ ขฺ ุ – ภิกษุ]/ วเทยยฺ – พงึ กลา่ ว/ มนุสฺสา – มนษุ ยท์ งั้ หลาย/ วทนฺติ – ยอ่ มพดู / มมํ – กบั ขา้ พเจา้ / วทนฺตี’ตปิ ิ – ยอ่ มกลา่ ว’ดงั นีบ้ า้ ง/ โส – รูปนนั้ / [ภกิ ขฺ ุ – ภิกษุ]/ โวหเรยยฺ า”ต.ิ – พงึ กลา่ ว”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อิมํ – นี/้ คาถมาห – ตรสั แลว้ +ซ่งึ พระคาถา]/ “ปหนี มานสสฺ – ผลู้ ะมานะไดแ้ ลว้ / [ภกิ ฺขุโน – แก่ภิกษุ]/ น สนฺติ – ยอ่ มไมม่ ี/ คนฺถา – กิเลสเคร่อื งผกู ทงั้ หลาย/ วธิ ูปิ ตา – กาจดั ไดแ้ ลว้ / มานคนฺถาสสฺ – มานะและกิเลสเคร่อื ง ผกู ทงั้ หลาย+รูปนนั้ / [ภกิ ฺขุโน – อนั ภิกษุ]/ สพเฺ พ – ทงั้ ปวง/ ส – รูปนนั้ / [ภกิ ขฺ ุ – ภิกษุ]/ วี ตวิ ตโฺ ต – ลว่ งพน้ แลว้ / มญญฺ ตํ – ซง่ึ ความถือตวั / สุเมโธ – เป็นผมู้ ีปัญญาด/ี อหํ – ขา้ พเจา้ / วทามี’ตปิ ิ – ยอ่ มกลา่ ว’ดงั นีบ้ า้ ง/ โส – รูปนนั้ / [ภกิ ฺขุ – ภิกษุ]/ วเทยยฺ – พงึ กลา่ ว/ มนุสสฺ า – มนษุ ยท์ งั้ หลาย/ วทนฺติ – ยอ่ มพดู / มมํ – กบั ขา้ พเจา้ / วทนฺตี’ตปิ ิ – ยอ่ มกลา่ ว’ ดงั นีบ้ า้ ง/ โส – รูปนนั้ / [ภกิ ฺขุ – ภิกษุ]/ วเทยยฺ . – พงึ กลา่ ว/ โลเก – ในโลก/ สมญญฺ ํ – ซ่งึ คาพดู ท่ีรูก้ นั / กุสโล – เป็นผฉู้ ลาด/ วิทติ วฺ า – ทราบแลว้ / โวหารมตเฺ ตน – อนั สกั วา่ โวหาร/ [วจสา – ดว้ ยคาพดู ]/ โส – รูปนนั้ / [ภกิ ฺขุ – ภิกษุ]/ โวหเรยยฺ า”ติ. – พงึ กลา่ ว”ดงั นี/้ [อรหนฺตสุตตฺ ํ – อรหนั ตสตู ร/ ปญจฺ มํ – ท่ี ๕/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๖. ปชโฺ ชตสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยแสงสวา่ ง/ ๒๖. [เทวตา – เทวดา/ อภาสิ – ไดก้ ราบทลู แลว้ ]/ “กติ – เทา่ ไร/ โลกสมฺ ึ – ในโลก/ ปชโฺ ชตา – แสงสวา่ งทงั้ หลาย/ เยหิ – เหลา่ ใด/ [ปชโฺ ช เตหิ – เพราะแสงสวา่ งทงั้ หลาย]/ โลโก – โลก/ ปกาสต.ิ – ยอ่ มสอ่ งสวา่ ง/ ภควนฺตํ – ซ่งึ พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / ปุฏฺ ฐุมาคมฺม – มาแลว้ +เพ่ือการทลู ถาม/ กถํ – อยา่ งไร/ ชาเนมุ – 39

พงึ ทราบ/ ตํ – นนั้ / [ปชโฺ ชตํ – ซ่งึ แสงสวา่ ง]/ มย”นฺติ. – ขา้ พระองคท์ งั้ หลาย”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อิมํ – นี/้ คาถมาห – ตรสั แลว้ +ซ่งึ พระคาถา]/ “จตตฺ าโร – ๔ อยา่ ง/ โลเก – ในโลก/ ปชฺโชตา – แสงสวา่ งทงั้ หลาย/ ปญจฺ เมตถฺ [ปชฺโช ตา – แสงสวา่ ง]+ประเภทท่ี ๕+[โลเก – ในโลก]+นี/้ น วิชฺชติ – ยอ่ มไมม่ ี/ ทวิ า – ใน กลางวนั / ตปติ – ยอ่ มสอ่ งสวา่ ง/ อาทจิ ฺโจ – ดวงอาทิตย/์ รตตฺ มิ าภาติ – ยอ่ มสอ่ งสว่าง+ ในกลางคนื / จนฺทมิ า – ดวงจนั ทร/์ อถ – ก็/ อคฺคิ – ไฟ/ ทวิ ารตตฺ ึ – ทงั้ กลางวนั และ กลางคนื / ตตฺถ – นนั้ / ตตถฺ – นนั้ / [ฐาเน – ในท่ี]/ ปกาสต.ิ – ยอ่ มรุง่ เรอื ง/ สมพฺ ุทฺโธ – พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ / ตปตํ – กวา่ แสงสวา่ งทงั้ หลาย/ เสฏฺ โฐ – เป็นผปู้ ระเสรฐิ กวา่ / เอสา – นี/้ อาภา – เป็นแสงสวา่ ง/ อนุตตฺ รา”ต.ิ – อยา่ งยอดเย่ียม”ดงั นี/้ [อรหนฺตสุตตฺ ํ – ปัชโชตสตู ร/ ฉฏฺ ฐํ – ท่ี ๖/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๗. สรสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยความแลน่ ไป/ ๒๗. เทวตา – เทวดา/ อภาสิ – ไดก้ ราบทลู แลว้ ]/ กุโต – แหง่ ไหน/ [ฐานโต – จากท่ี]/ สรา – ความแลน่ ไปทงั้ หลาย/ นิวตตฺ นฺติ – ยอ่ มหยดุ ลง/ กตถฺ – ไหน/ [ฐาเน – ในท่ี]/ วฏฺ ฏํ – วฏั ฏะ/ น วตตฺ ติ – ยอ่ มไมห่ มนุ วนอย่/ู กตถฺ – ไหน/ [ฐาเน – ในท่ี]/ นามญฺจ – นาม+ดว้ ย/ รูปญจฺ – รูป+ดว้ ย/ อเสสํ – โดยไมเ่ หลือ/ อุ ปรุชฌฺ ตี”ต.ิ – ยอ่ มดบั ลง”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถมาห – ตรสั แลว้ +ซง่ึ พระคาถา]/ “ยตถฺ – ใด/ [ฐาเน – ในท่ี]/ อาโป – นา้ / จ – ดว้ ย/ ปถวี – ดนิ / เตโช – ไฟ/ วาโย – ลม/ น คาธติ – ยอ่ มไมต่ งั้ อย่ไู ด/้ อโต – นี/้ [ฐานโต – จากท่ี]/ สรา – ความแลน่ ไปทงั้ หลาย/ นิวตตฺ นฺติ –ยอ่ มหยดุ ลง/ เอตถฺ – นี/้ [ฐาเน – ในท่ี]/ วฏฺ ฏํ – วฏั ฏะ/ น วตตฺ ติ – ยอ่ มไม่ หมนุ วนอย่/ู เอตถฺ – นี/้ [ฐาเน – ในท่ี]/ นามญจฺ – นาม+ดว้ ย/ รูปญจฺ – รูป+ดว้ ย/ อเสสํ – โดยไมเ่ หลือ/ อุปรุชฌฺ ตี”ต.ิ – ยอ่ มดบั ลง”ดงั นี/้ [สรสุตตฺ ํ – สรสตู ร/ สตตฺ มํ – ท่ี ๗/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๘. มหทธฺ นสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยผมู้ ีทรพั ยม์ าก/ ๒๘. [เทวตา – เทวดา/ อภาสิ – ไดก้ ราบทลู แลว้ ]/ “มหทธฺ นา – ผมู้ ีทรพั ยม์ าก/ มหาโภคา – ผมู้ ีโภคะมาก/ รฏฺ ฐวนฺโตปิ – แมผ้ มู้ ีแวน่ แควน้ / ขตตฺ ยิ า – กษัตรยิ ท์ งั้ หลาย/ อญญฺ มญฺญํ – ซ่งึ กนั และกนั / อภคิ ิชฌฺ นฺติ – ยอ่ มแขง่ ขนั / กา เมสุ – ในกามทงั้ หลาย/ อนลงกฺ ตา – เป็นผไู้ มร่ ูจ้ กั พอแลว้ / “เตสุ – เหลา่ นนั้ / [ขตตฺ เิ ยสุ – ครนั้ เม่ือกษัตรยิ ท์ งั้ หลาย]/ อุสสฺ ุกกฺ ชาเตสุ – เป็นผมู้ ีความขวนขวายแลว้ / ภวโสตานุสาริ สุ – เป็นผวู้ ่งิ ไปตามกระแสแหง่ ภพ/ เกธ [ปุคฺคลา – บคุ คลทงั้ หลาย]+เหลา่ ไหนเลา่ +[โลเก – ในโลก]+นี/้ ตณฺหํ – ซง่ึ ตณั หา/ ปชหสึ ุ – ละแลว้ / เก – เหลา่ ไหนเลา่ / [ปุคฺคลา – บคุ คล 40

ทงั้ หลาย]/ โลกสฺมึ – ในโลก/ อนุสสฺ ุกา”ต.ิ – เป็นผไู้ มม่ ีความขวนขวาย”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อิมํ – นี/้ คาถมาห – ตรสั แลว้ +ซ่งึ พระคาถา]/ “[ปุคฺคลา – บคุ คลทงั้ หลาย]/ หติ วฺ า – สละแลว้ / อคารํ – ซ่งึ เรือน/ ปพพฺ ชติ า – บวชแลว้ / หติ วฺ า – สละแลว้ / ปุตตฺ ํ – ซ่งึ บตุ ร/ ปสุํ – ซง่ึ สตั วเ์ ลีย้ ง/ วยิ ํ – อนั เป็นท่ีรกั / หติ วฺ า – สละ แลว้ / ราคญจฺ – ซง่ึ ราคะ+ดว้ ย/ โทสญจฺ – ซง่ึ โทสะ+ดว้ ย/ อวิชฺชญจฺ – ซง่ึ อวชิ ชา+ดว้ ย/ วริ าชิย – กาจดั แลว้ / ขีณาสวา – เป็นผสู้ นิ้ อาสวะแลว้ / อรหนฺโต – เป็นพระอรหนั ต/์ เต – เหลา่ นนั้ / [ปุคฺคลา – บคุ คลทงั้ หลาย]/ โลกสมฺ ึ – ในโลก/ อนุสฺสุกา”ต.ิ – เป็นผไู้ มม่ ีความ ขวนขวาย”ดงั นี/้ [มหทธฺ นสุตตฺ ํ – มหทั ธนสตู ร/ อฏฺ ฐมํ – ท่ี ๘/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๙. จตจุ กฺกสุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยสรรี ยนต์ ๔ ลอ้ / ๒๙. [เทวตา – เทวดา/ อภาสิ – ไดก้ ราบทลู แลว้ ]/ “[สรรี ยนฺตํ – สรรี ยนต]์ / จตจุ กฺกํ – มี ๔ ลอ้ / นวทวฺ ารํ – มี ๙ ประต/ู ปุณฺณํ – เตม็ แลว้ / โลเภน – อนั โลภะ/ สยํ ตุ ํ – ประกอบไวแ้ ลว้ / ปงกฺ ชาตํ – เป็นเหมือนเปือกตม/ มหาวีร – ขา้ แตพ่ ระมหาวีรเจา้ / กถํ – อย่างไร/ ยาตรฺ า – การดาเนินไป/ ภวิสสฺ ตี”ต.ิ – จกั มีได”้ ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อิมํ – นี/้ คาถมาห – ตรสั แลว้ +ซง่ึ พระคาถา]/ “เฉตวฺ า – เพราะตดั / นทธฺ ึ – ซง่ึ ชะเนาะ/ วรตตฺ ญจฺ – ซ่งึ เชือกหนงั +ดว้ ย/ อิจฉฺ าโลภํ – ซง่ึ ความปรารถนา/ โลภญจฺ – ซง่ึ ความโลภ+ดว้ ย/ ปาปกํ – อนั เลวทราม/ สมูลํ – พรอ้ มทงั้ รากได/้ ตณฺหมพฺพุยหฺ – เพราะถอนขนึ้ ได+้ ซง่ึ ตณั หา/ เอวํ – อยา่ งนี/้ ยาตรฺ า – การดาเนิน ไป/ ภวิสฺสตี”ต.ิ – จกั มีได”้ ดงั นี/้ [จตุจกฺกสุตตฺ ํ – จตจุ กั กสตู ร/ นวมํ – ท่ี ๙/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ ๑๐. เอณิชงฆฺ สุตตฺ .ํ – พระสตู รวา่ ดว้ ยพระผมู้ ีพระชงฆเ์ หมือนเนือ้ ทราย/ ๓๐. [เทวตา – เทวดา/ อภาสิ – ไดก้ ราบทลู แลว้ ]/ “เอณิชงฆฺ ํ – ผมู้ ีพระชงฆเ์ หมือนเนือ้ ทราย/ กิสํ – ผมู้ ีพระวรกายสมสว่ น/ วีรํ – ผมู้ ีความ เพียร/ อปปฺ าหารํ – ผมู้ ีพระกระยาหารนอ้ ย/ อโลลุปํ – ผไู้ มม่ ีความโลเล/ สีหํ – ผเู้ ป็น เหมือนราชสีห/์ เวกจรํ – ผเู้ ท่ียวไปตามลาพงั / นาคํ – ผเู้ ป็นเหมือนชา้ ง/ กาเมสุ – ในกาม ทงั้ หลาย/ อนเปกขฺ นิ ํ – ผไู้ มม่ ีความหว่ ง/ อุปสงกฺ มฺม – เขา้ ไปเฝา้ แลว้ / [มยํ – ขา้ พเจา้ ทงั้ หลาย]/ ปุจฉฺ าม – ขอจงทลู ถาม/ กถํ – อยา่ งไร/ ทกุ ขฺ า – จากทกุ ข/์ ปมุจฺจตี”ต.ิ – ยอ่ ม หลดุ พน้ ”ดงั นี/้ [ภควา – พระผมู้ ีพระภาคเจา้ / อมิ ํ – นี/้ คาถมาห – ตรสั แลว้ +ซง่ึ พระคาถา]/ “ปญจฺ – ๕ ประการ/ กามคุณา – กามคณุ ทงั้ หลาย/ โลเก – ในโลก/ มโนฉฏฺ ฐา – มีใจเป็น ท่ี ๖/ [ปณฺฑเิ ตหิ – อนั บณั ฑิตทงั้ หลาย]/ ปเวทติ า – ประกาศไวช้ ดั แลว้ / เอตถฺ – นี/้ [นาม 41

รูเป – ในนามรูป]/ ฉนฺทํ – ซ่งึ ความพอใจ/ วริ าเชตวฺ า – คลายแลว้ / เอวํ – อยา่ งนี/้ ทุกขฺ า – จากทกุ ขไ์ ด/้ ปมุจฺจตี”ต.ิ – ยอ่ มหลดุ พน้ ”ดงั นี/้ [เอณิชงฆฺ สุตตฺ ํ – เอณิชงั ฆสตู ร/ ทสมํ – ท่ี ๑๐/ นิฏฺ ฐิตํ – จบแลว้ ]/ สตตฺ วิ คโฺ ค – สตั ตวิ รรค/ ตตโิ ย – ท่ี ๓ จบ/ ตสฺสุททฺ านํ – รวมพระสตู รท่ีมีในวรรคนี้ คอื / สตตฺ ยิ า – ๑. สตั ตสิ ตู ร/ ผุสติ – ๒. ผสุ ตสิ ตู ร/ เจว – ดว้ ย+น่นั เทียว/ ชฏา – ๓. ชฏาสตู ร/ มโนนิวารณา. – ๔. มโนนวิ ารณสตู ร/ อรหนฺเตน – ๕. อรหนั ตสตู ร/ ปชโฺ ชโต – ๖. ปัชโชต สตู ร/ สรา – ๗. สรสตู ร/ มหทธฺ เนน – ๘. มหทั ธนสตู ร/ จ – ดว้ ย/ จตุจกเฺ กน – ๙. จตจุ กั ก สตู ร/ นวมํ – เป็นท่ี ๙/ เอณิชงเฺ ฆน – ๑๐. เอณิชงั ฆสตู ร/ เต – เหลา่ นนั้ / [สุตตฺ า – พระ สตู รทงั้ หลาย]/ ทสา’ต.ิ – เป็น ๑๐ สตู ร’ดงั นีแ้ ล/ 42

Suttantapiṭake Saṃyuttanikāyo The Connected Discourses in the Basket of Discourses Paṭhamo bhāgo/the First Part Sagāthavaggo/the Stanza’s Group 1. Devatāsaṃyuttaṃ/The Connected Discourse of the Deities 1. Naḷavaggo/The Nala’s Group Namo tassa bhagavato arahato sammāsambuddhassa. Homage/to that/to the Fortunate One/to the Noble One/to the Fully Enlightened One 1. 1. 1. Oghataraṇasuttaṃ/Discourse of Crossing over the Flood 1. Evam me sutaṃ. ekaṃ samayaṃ bhagavā sāvatthiyaṃ viharati jetavane anāthapiṇḍikassa ārāme. Atha kho aññatarā devatā abhikkantāya rattiyā abhikkantavaṇṇā kevalakappaṃ jetavanaṃ obhāsetvā yena bhagavā tenupasaṅkami, upasaṅkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhāsi. Ekamantaṃ ṭhitā kho sā devatā bhagavantaṃ etadavoca: Thus/by me/have heard/at one time/the Fortunate One/in Sāvatthi/dwells/in the Jata’s grove/ Anāthapiṇḍica’s/monastery/then/indeed/a certain deity/ then/indeed/a certain deity/in the advanced/in the night/in surpassing colour/entire/Jeta’s grove/having brightened/where/the Fortunate One/approached there/having approached/the Fortunate One/having worshiped/in a side/stood/in a side/being stood/indeed/that deity/to the Fortunate One/with a stanza/spoke/ Kathannu tvaṃ mārisa oghamatarīti? How/you/Sir/the flood/did cross? (Bhagavā:) Appatiṭṭhaṃ khvāhaṃ āvuso anāyūhaṃ oghamatarinti. Without standing/indeed/I/friend/without exerting/the flood/crossed over/ Yathā kathaṃ pana tvaṃ mārisa appatiṭṭhaṃ anāyūhaṃ oghamatarīti? But how/you/ Sir/ without standing/ without exerting/ the flood/did cross over?/ (Bhagavā:) Yadā svāhaṃ āvuso santiṭṭhāmi. Tadāssu saṃsīdāmi. Yadā svāhaṃ āvuso āyūhāmi tadāssu nibbuyhāmi1. Evaṃ khvāhaṃ āvuso appatiṭṭhaṃ anāyūhaṃ oghamatarintī. (The Fortunate One) When/that’s I/friend/stand/then/I was sunk/When I/ Friend/when exert/then/led astray./And so I/ Friend/ without taking a footing/without exerting/the flood/I crossed over/ 43

(Devatā:) Cirassaṃ vata passāmi brāhmaṇaṃ parinibbutaṃ, Appatiṭṭhaṃ anāyūhaṃ tiṇṇaṃ loke visattikaṃ. (The Deity) After long time/certainly/see/a Brahmin/who has extinguished/ Without standing/without exerting/has crossed/in the world/craving/ Idamavocasā devatā. Samanuñño satthā ahosi. This/was said/that deity/has approved/the Teacher/was/ Atha kho sā devatā \"samanuñño me satthā'ti ti bhagavantaṃ abhivādetvā padakkhiṇaṃ katvā/ tatthevantaradhāyīti. Then/indeed/that deity/has approved/me/the Teacher/as/the Fortunate One/having worshiped/circumambulation/having done/in that just place/disappeared/ 1. 1. 2. Nimokkho sutta/Discourse of Release 2. Evam me sutaṃ. Ekaṃ samayaṃ bhagavā sāvatthiyaṃ viharati jetavane anāthapiṇḍikassa ārāme. Atha kho aññatarā devatā abhikkantāya rattiyā abhikkantavaṇṇā kevalakappaṃ jetavanaṃ obhāsetvā yena bhagavā tenupasaṅkami. Upasaṅkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhāsi. Ekamantaṃ ṭhitā kho sā devatā bhagavantaṃ etadavoca: Thus/by me/have heard/at one time/the Fortunate One/in Sāvatthi/dwells/in the Jata’s grove/ Anāthapiṇḍica’s/monastery/then/indeed/a certain deity/ then/indeed/a certain deity/in the advanced/in the night/in surpassing colour/entire/Jeta’s grove/having brightened/where/the Fortunate One/approached there/having approached/the Fortunate One/having worshiped/in a side/stood/in a side/being stood/indeed/that deity/to the Fortunate One/with a stanza/spoke/ Jānāsi no tvaṃ mārisa, sattānaṃ nimokkhaṃ pamokkhaṃ vivekanti? Know/(exactly)/you/Sir/of the beings/seclusion/deliverance/releasing? (Bhagavā:) Jānāmi khvāhaṃ āvuso sattānaṃ nimokkhaṃ pamokkhaṃ vivekanti. (The Fortunate One) Know/indeed/I/friend/of the beings/seclusion/deliverance/releasing/ (Devatā:) Yathā kathampana tvaṃ mārisa jānāsi sattānaṃ nimokkhaṃ pamokkhaṃ vivekanti? (the deity) 44

As/how/you/Sir/do know/of the beings/seclusion/deliverance/releasing? (Bhagavā:) Nandībhavaparikkhayā saññāviññāṇasaṅkhayā, Vedanānaṃ nirodhā upasamā evaṃ khvāhaṃ āvuso jānāmi. Sattānaṃ nimokkhaṃ pamokkhaṃ vivekanti. (The Fortunate One) The interest/of the existence/by removing/the perception/the consciousness/destroying/ The feeling/cessation/calmness/thus/indeed/I/friend/know/ Of the being/seclusion/deliverance/releasing/ 1. 1. 3. Upanīyati suttaṃ/the Discourse of Comparing 3. Evam me sutaṃ. Ekaṃ samayaṃ bhagavā sāvatthiyaṃ viharati jetavane anāthapiṇḍikassa ārāme. Atha kho aññatarā devatā abhikkantāya rattiyā abhikkantavaṇṇā kevalakappaṃ jetavanaṃ obhāsetvā yena bhagavā tenupasaṅkami. Upasaṅkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhāsi. Atha kho sā devatā bhagavato santike imaṃ gāthaṃ abhāsi: Thus/by me/have heard/at one time/the Fortunate One/in Sāvatthi/dwells/in the Jata’s grove/ Anāthapiṇḍica’s/monastery/then/indeed/a certain deity/ then/indeed/a certain deity/in the advanced/in the night/in surpassing colour/entire/Jeta’s grove/having brightened/where/the Fortunate One/approached there/having approached/the Fortunate One/having worshiped/in a side/stood/Then/indeed/that deity/of the Fortunate One/near/this/stanza/recited/ Upanīyati jīvitamappamāyu jarūpanītassa na santi tāṇā, Etaṃ bhayaṃ maraṇe pekkhamāno puññāni kayirātha sukhāvahānīti. Carries away/the life/less span/to the one who endowed with the old-age/no/there are/protections/ This/fear/at the death/being observed/the merits/perform/which brings the happiness/ (Bhagavā:) Upanīyati jīvitamappamāyu jarūpanītassa na santi tāṇā Etaṃ bhayaṃ maraṇe pekkhamāno lokāmisaṃ pajahe santipekkhoti. (The Fortunate One) Carries away/the life/less span/to the one who endowed with the old-age/no/there are/protections/ This/fear/at the death/being observed/in the world/give up/being expected the calmness/ 1. 1. 4. Accentisuttaṃ/the Discourse of Time Sits 45

4. Evam me sutaṃ. Ekaṃ samayaṃ bhagavā sāvatthiyaṃ viharati jetavane anāthapiṇḍikassa ārāme. Atha kho aññatarā devatā abhikkantāya rattiyā abhikkantavaṇṇā kevalakappaṃ jetavanaṃ obhāsetvā yena bhagavā tenupasaṅkami. Upasaṅkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhāsi. Atha kho sā devatā bhagavato santike imaṃ gāthaṃ abhāsi: Thus/by me/have heard/at one time/the Fortunate One/in Sāvatthi/dwells/in the Jata’s grove/ Anāthapiṇḍica’s/monastery/then/indeed/a certain deity/ then/indeed/a certain deity/in the advanced/in the night/in surpassing colour/entire/Jeta’s grove/having brightened/where/the Fortunate One/approached there/having approached/the Fortunate One/having worshiped/in a side/stood/Then/indeed/that deity/of the Fortunate One/near/this/stanza/recited/ Accenti kālā tarayanti rattiyo vayoguṇā anupubbaṃ jahanti. Etaṃ bhayaṃ maraṇe pekkhamāno puññāni kayirātha sukhāvahānīti. Pass/the times/surpass/the nights/the age/qualities/accordingly/give up/ This/fear/at the death/being observed/the merits/perform/which brings the happiness/ (Bhagavā:) Accenti kālā tarayanti rattiyo vayoguṇā anupubbaṃ jahanti, Etaṃ bhayaṃ maraṇe pekkhamāno lokāmisaṃ pajahe santipekkhoti. (The Fortunate One) Pass/the times/surpass/the nights/the age/qualities/accordingly/give up/ This/fear/at the death/being observed/in the world/give up/being expected the calmness/ 1. 1. 5. Katichinda suttaṃ/the Discourse of how many have been cut/ 5. Evam me sutaṃ. Ekaṃ samayaṃ bhagavā sāvatthiyaṃ viharati jetavane anāthapiṇḍikassa ārāme. Atha kho aññatarā devatā abhikkantāya rattiyā abhikkantavaṇṇā kevalakappaṃ jetavanaṃ obhāsetvā yena bhagavā tenupasaṅkami. Upasaṅkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhāsi. Ekamantaṃ ṭhitā kho sā devatā bhagavato santike imaṃ gāthaṃ abhāsi: Thus/by me/have heard/at one time/the Fortunate One/in Sāvatthi/dwells/in the Jata’s grove/ Anāthapiṇḍica’s/monastery/then/indeed/a certain deity/ then/indeed/a certain deity/in the advanced/in the night/in surpassing colour/entire/Jeta’s grove/having brightened/where/the Fortunate One/approached there/having approached/the Fortunate One/having worshiped/in a side/stood/ In a side/being stood/ that deity/of the Fortunate One/near/this stanza/recited/ Kati chinde kati jahe kati cuttari bhāvaye, Kati saṅgātigo \" bhikkhu oghatiṇṇo’ti vuccatīti: How many/should be cut/how many/should be given up/how many/further/should be developed/ How many/together/a bhikkhu/as ‘the one who crossed the flood’/is said? 46

(Bhagavā:) Pañca chinde pañca jahe pañca cuttari bhāvaye, Pañca saṅgātigo \" bhikkhu oghatiṇṇo’ti vuccatīti. (The Fortunate One) Five (defilements)/should be cut/five (defilements)/should be given up/five (faculties) /further/should be developed/ Five (bonds) /together/a bhikkhus/ as ‘the one who crossed the flood’/is said/ 1. 1. 6. Jāgarasuttaṃ/the Discourse of Sleeplessness 6. Evam me sutaṃ. Ekaṃ samayaṃ bhagavā sāvatthiyaṃ viharati jetavane anāthapiṇḍikassa ārāme. Atha kho aññatarā devatā abhikkantāya rattiyā abhikkantavaṇṇā kevalakappaṃ jetavanaṃ obhāsetvā yena bhagavā tenupasaṅkami. Upasaṅkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhāsi. Ekamantaṃ ṭhitā kho sā devatā bhagavato santike imaṃ gāthaṃ abhāsi: Thus/by me/have heard/at one time/the Fortunate One/in Sāvatthi/dwells/in the Jata’s grove/ Anāthapiṇḍica’s/monastery/then/indeed/a certain deity/ then/indeed/a certain deity/in the advanced/in the night/in surpassing colour/entire/Jeta’s grove/having brightened/where/the Fortunate One/approached there/having approached/the Fortunate One/having worshiped/in a side/stood/ In a side/being stood/ that deity/of the Fortunate One/near/this stanza/recited/ Kati jāgarataṃ suttā kati suttesu jāgarā, Katīhi rajamādeti katīhi parisujjhatīti. How many/wakefully/being slept/how many/in sleeping/being restless/ By how many/the dust (of defilement)does grasp/by how many/does purify/ (Bhagavā:) Pañca jāgarataṃ suttā pañca suttesu jāgarā, Pañcahi rajamādeti pañcahi parisujjhatīti. (The Fortunate One) Five (senses)/wakefully/being/five (hindrances)/in sleeping/restless/ By five (hindrances)/the dust (of defilement) grasps/by five (faculties)/purifies/ 1. 1. 7. Appaṭividita suttaṃ/ Not Penetrating 7. Evam me sutaṃ. Ekaṃ samayaṃ bhagavā sāvatthiyaṃ viharati jetavane anāthapiṇḍikassa ārāme. Atha kho aññatarā devatā abhikkantāya rattiyā abhikkantavaṇṇā kevalakappaṃ jetavanaṃ obhāsetvā yena bhagavā tenupasaṅkami. Upasaṅkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhāsi. Ekamantaṃ ṭhitā kho sā devatā bhagavato santike imaṃ gāthaṃ abhāsi: 47

Thus/by me/have heard/at one time/the Fortunate One/in Sāvatthi/dwells/in the Jata’s grove/ Anāthapiṇḍica’s/monastery/then/indeed/a certain deity/ then/indeed/a certain deity/in the advanced/in the night/in surpassing colour/entire/Jeta’s grove/having brightened/where/the Fortunate One/approached there/having approached/the Fortunate One/having worshiped/in a side/stood/ In a side/being stood/ that deity/of the Fortunate One/near/this stanza/recited/ Yesaṃ dhammā appaṭividitā paravādesu nīyare, Suttā te nappabujjhanti kālo tesaṃ pabujjhitunti Whatever things/not penetrating/in the others’ view/(one) deviates, Being slept/do not penetrate/the time/of them/wakeful/as/ (Bhagavā:) the Blessed One Yesaṃ dhammā suppaṭividitā paravādesu na nīyare, Sambuddhā sammadaññāya caranti visame samanti. (The Fortunate One) Whatever/the things/being thoroughly penetrated/in the others’ view/(one) does not deviate, the Fully Enlightened Ones/having known well/wander/in the unequal/the equal/ 1. 1. 8. Susammuṭṭhasuttaṃ/the Discourse of Thoroughly Forgetful 8. Evam me sutaṃ. Ekaṃ samayaṃ bhagavā sāvatthiyaṃ viharati jetavane anāthapiṇḍikassa ārāme. Atha kho aññatarā devatā abhikkantāya rattiyā abhikkantavaṇṇā kevalakappaṃ jetavanaṃ obhāsetvā yena bhagavā tenupasaṅkami. Upasaṅkamitvā bhagavantaṃ abhivādetvā ekamantaṃ aṭṭhāsi. Ekamantaṃ ṭhitā kho sā devatā bhagavato santike imaṃ gāthaṃ abhāsi: Thus/by me/have heard/at one time/the Fortunate One/in Sāvatthi/dwells/in the Jata’s grove/ Anāthapiṇḍica’s/monastery/then/indeed/a certain deity/ then/indeed/a certain deity/in the advanced/in the night/in surpassing colour/entire/Jeta’s grove/having brightened/where/the Fortunate One/approached there/having approached/the Fortunate One/having worshiped/in a side/stood/ In a side/being stood/ that deity/of the Fortunate One/near/this stanza/recited/ Yesaṃ dhammā susammuṭṭhā paravādesu nīyare, Suttā te nappabujjhanti kālo tesaṃ pabujjhitunti Whatever things/being thoroughly forgetful/in the others’ view/(one) deviates, Being slept/do not penetrate/the time/of them/wakeful/as/ (Bhagavā:) Yesaṃ dhammā asammuṭṭhā paravādesu na nīyare, Sambuddhā sammadaññāya caranti visame samaṃ. (The Fortunate One) Whatever/the things/being not thoroughly forgetful/in the others’ view/(one) does not deviate, the Fully Enlightened Ones/having known well/wander/in the unequal/the equal/ 48


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook