Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การศึกษาเปรียบเทียบ ไทย USA

การศึกษาเปรียบเทียบ ไทย USA

Published by กชมน ชูเทพ, 2023-02-28 12:02:02

Description: การศึกษาเปรียบเทียบ ไทย USA
พระศักดา ข้อยุ่น 65560334
นางสาวกชมน ชูเทพ 65560389

Keywords: การศึกษาเปรียบเทียบ,USA,ไทย

Search

Read the Text Version

รายงานเชิงสังเคราะหแ์ ละวเิ คราะหก์ ารเปรียบเทียบระบบการศกึ ษาและการบริหารการศกึ ษา ระหว่างประเทศสหรัฐอเมรกิ าและประเทศไทย พระศักดา ขอ้ ยุ่น 65560334 นางสาวกชมน ชเู ทพ 65560389 รายงานเลม่ น้เี ป็นส่วนหนึง่ ของวิชา EDA711 การบริหารการศึกษาเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Educational Administration) หลักสูตรปรชั ญาดุษฎบี ณั ฑติ สาขาการบรหิ ารการศกึ ษา วิทยาลัยบัณฑติ ศึกษาด้านการจดั การ มหาวทิ ยาลัยศรีปทมุ

2 คำนำ รายงานเชิงสงั เคราะหแ์ ละวเิ คราะหก์ ารเปรียบเทยี บระบบการศกึ ษาและการบรหิ ารการศึกษาระหว่าง ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของวชิ า EDA711 การบริหารการศึกษาเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Educational Administration) จัดทำขึ้นเพื่อสังเคราะหแ์ ละวิเคราะหก์ ารเปรียบเทียบระบบ การศึกษาและการบรหิ ารการศกึ ษาระหวา่ งประเทศสหรฐั อเมริกาและประเทศไทย โดยมอี งค์ประกอบนำเสนอ เกี่ยวกับ บริบทประเทศสหรัฐอเมริกาและไทย การจัดการด้านการศึกษา นโยบายและยุทธศาสตร์ของระบบ การศึกษา การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา และนำมาเปรียบเทียบกับการ ดำเนินการจัดการศึกษาหรือการบริหารการศึกษาของไทย การวิเคราะห์ สังเคราะห์บทความวิชาการและ เอกสารที่เกี่ยวข้องรวมถึงจุดเด่นและจุดด้อยของการศึกษาประเทศสหรัฐอเมริกา และข้อเสนอแนะแนว ทางการพัฒนาการศกึ ษาของไทย การศึกษารายงานเชิงสังเคราะห์และวิเคราะห์การเปรียบเทียบระบบการศึกษาและการบริหาร การศึกษา ระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย ก่อให้เกิดความรู้และการประยุกต์ในแนวการจัดการศึกษา ท้ัง ในดา้ นการเปรียบเทียบและนโยบาย กลยทุ ธ์ในการจัดการศึกษาท้ัง 2 ประเทศ ทั้งนก้ี ารไดม้ าซ่ึงความรู้จะต้อง ศึกษาข้อมูลจากบทความ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยมี ผศ.ดร.วราภรณ์ ไทยมา อาจารย์ประจำรายวิชา EDA711 ไดใ้ ห้คำปรกึ ษาและแนะนำให้การดำเนินการจดั การรายงานสำเรจ็ ลุล่วงไปดี พระศักดา ข้อย่นุ นางสาวกชมน ชูเทพ คณะผู้จดั ทำ

3 สารบญั ตอนท่ี เรอื่ ง หน้า ประเทศไทย 1 บริบทและโครงสร้างและการจัดระบบการศึกษา (Structure and organization of education system)............................................................................................................. 6 2 หลักการและจดุ มงุ่ หมายท่ัวไปในการจดั การศกึ ษาของไทย (Principles and general objectives of Thailand’s education)……………………………………………………………………. 9 3 กฎหมายการศึกษาหรือกฎระเบียบตา่ ง ๆ ทเ่ี ก่ยี วข้องกบั การศึกษาของประเทษไทย………… 11 4 การบริหารและการจัดการระบบการศึกษาของประเทศไทย (Administration and management of the education system of Thailand)…………………………………………. 12 5 การประกนั คุณภาพการศกึ ษา................................................................................................ 19 ประเทศสหรฐั อเมรกิ า 6 โครงสรา้ งและการจัดระบบการศึกษา (Structure and organization of education 22 system)............................................................................................................................ ..... 7 หลักการและจุดมุ่งหมายทั่วไปในการจัดการศึกษาของสหรัฐอเมริกา (Principles and general objectives of education USA’s education)..................................................... 27 8 กฎหมายการศึกษาหรือกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา (Laws and other basic regulations concerning education)...................................................................... 28 9 การบริหารและการจัดการระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา (Administration and management of the USA’s education system).................................................... 30 10 การประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา................................................................................................ 43 11 การวเิ คราะหบ์ ทความ เรื่อง การจัดการชั้นเรยี นของครูท่ตี อบสนองต่อช้นั เรียนพหุวัฒนธรรม ระดับประถมศึกษา ตอนตน้ :การศึกษาเปรียบเทยี บระหว่างประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา.................... 46 12 การวเิ คราะห์บทความ เรื่อง การศกึ ษาเพื่อความเป็นพลเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกา........ 48 13 การวเิ คราะหบ์ ทความ เรื่อง การศึกษาเพื่อความเปน็ พลเมอื งในประเทศสหรัฐอเมริกา. 50 14 การวิเคราะหบ์ ทความ เร่ือง Teacher Education in the United States of America: An Overview of the Policies, Pathways, Issues and Relevant Research............... 51 บรรณานกุ รม 53

สารบญั ภาพ 4 ภาพท่ี หน้า 1 แผนที่ประเทศไทย 6 2 แผนภมู ิระดบั โดยรวมการจดั การศกึ ษาในไทย 7 3 โครงสรา้ งสำนกั งานปลัดกระทรวงศกึ ษาธกิ าร 15 4 โครงสรา้ งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน 16 5 โครงสร้างสำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา 17 6 โครงสรา้ งสำนักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษา 22 7 ประเทศสหรฐั อเมรกิ า 24 8 แผนภมู ริ ะดับโดยรวมการจัดการศึกษาในสหรัฐอเมริกา 31 9 โครงสรา้ งการบรหิ ารงานการศกึ ษาของรฐั บาลกลาง 33 10 โครงสร้างกระทรวงการศึกษาของประเทศสหรฐั อเมริกา 35 11 แนวทางการได้มาของคณะกรรมการการศึกษามลรัฐกบั ศึกษาธกิ ารมลรฐั 38

ตารางท่ี สารบัญตาราง 5 - - หน้า -

6 ตอนที่ 1 บริบทของประเทศไทยและประเทศสหรฐั อเมริกา 1.ประเทศไทย 1.1 ข้อมูลทวั่ ไปของประเทศไทย ภาพท่ี 1 แผนประเทศไทย ท่ีมา http://th.wikipedia.org/wiki/กรุงเทพมหานคร เข้าถึงเมื่อวนั ที่ 8 มกราคม พ.ศ.2566 ประเทศไทยหรือชื่อทางการว่า ราชอาณาจักรไทย เป็นรัฐชาติอันตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีน และมลายู ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนด้านตะวันออกติดประเทศลาวและประเทศ กัมพูชา ทิศใต้เป็นแดนต่อแดนประเทศมาเลเซียและอ่าวไทย ทิศตะวันตกติดทะเลอันดามันและประเทศ พม่า และทิศเหนอื ติดประเทศพม่าและลาว มแี ม่น้ำโขงก้ันเปน็ บางชว่ ง ปกครองดว้ ยระบอบประชาธิปไตย แบบมีรัฐสภา มีศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินอยู่ทีก่ รุงเทพมหานคร และการปกครองส่วนภูมภิ าค จัดระเบียบเป็น 77 จังหวัด ประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 50 ของโลก มีเนื้อที่ 513,115 ตาราง กิโลเมตร และมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 20 ของโลก คือ ประมาณ 66 ล้านคน กับทั้งยังเป็นประเทศ อุตสาหกรรมใหม่ โดยมีรายได้หลักจากภาคอุตสาหกรรมและการบริการ ไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มี ชื่อเสียงเป็นอันมาก อาทิ พัทยา, ภูเก็ต, กรุงเทพมหานคร และเชียงใหม่ ซึ่งเศรษฐกิจของประเทศไทย นับวา่ ใหญ่เป็นอนั ดบั ท่ี 30 ของโลก

7 1.2 โครงสร้างระบบการศกึ ษาของประเทศไทย ภาพที่ 2 แผนภมู ริ ะดับโดยรวมการจดั การศึกษาในไทย ภาพที่ 2 ทมี่ า ทีม่ า https://wenr.wes.org/2018/02/education-in-thailand-2 เข้าถงึ เม่ือวันท่ี 8 มกราคม พ.ศ.2566 การศกึ ษาในประเทศไทย เปน็ การศกึ ษาที่จดั โดยกระทรวงศกึ ษาธิการของประเทศไทย รัฐบาลจะดูแล การศึกษาสำหรับเด็กทุกคนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา ทุกคนในประเทศไทยต้องสำเร็จ การศึกษาอย่างน้อยระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยเป็นระดับประถมศึกษา 6 ปีและมัธยมศึกษา 6 ปี และ การศึกษาปฐมวัย รัฐต้องจัดหรือบริหารงานอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายตามความใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ส่วนการบริหารและการควบคุมการศึกษาใน ระดับอุดมศึกษาจะดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ซึ่งเป็นฝ่ายหนึ่งของ กระทรวงศึกษาธิการ ในปจั จุบันการศกึ ษาในประเทศไทยมที ้งั ส้นิ 3 รูปแบบ คอื (1) การศึกษาในระบบ เปน็ การศึกษาทีก่ ำหนดจดุ มุง่ หมาย วธิ กี ารศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาของ การศึกษา การวัดและการประเมินผล ซง่ึ เป็นเงื่อนไขของการสำเรจ็ การศึกษาทแ่ี น่นอน (2) การศึกษานอกระบบ รูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นช่วยให้นักเรียนสามารถกำหนดเป้าหมายของ ตนเอง ศกึ ษาเปน็ ระยะเวลาหนง่ึ จากน้ันจงึ ทำการวัดและประเมินผลการปฏบิ ัตงิ าน นี่เปน็ สิ่งสำคัญสำหรับผู้ท่ี ต้องการสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียน เนื้อหาและหลักสูตรต้องเหมาะสมและสอดคล้องกับปัญหาและความ ตอ้ งการของคนแตล่ ะกลุ่ม (3) การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบคุ คล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดลอ้ ม หรอื แหล่งความรู้อนื่ ๆ

8 การศึกษาในระบบมสี องระดับคือ การศกึ ษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาระดบั อุดมศึกษา - การศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบด้วย การศึกษาซึ่งจัดไม่น้อยกว่า 12 ปี ระบบ 6:3:3 ชน้ั ประถมศกึ ษา 6 ปี ,ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น 3 ปี และระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น 3 ปี กอ่ นระดับอดุ มศึกษา การแบ่งระดับและประเภทของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง การแบ่งระดับ หรือการเทียบระดับการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศัยให้เป็นไปตามที่ก ำหนดในกฎกระทรวง การศึกษาในระบบที่เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานแบ่งเป็น 3 ระดับ โดยการศึกษาในระบบจะแบ่งออกตาม ดังน้ี - หลักสตู รระดบั อนบุ าล (Kindergarten) เป็นการจัดการศึกษาให้แกเ่ ด็กท่ีมีอายุ 3 – 6 ปี - หลกั สตู รระดับประถมศึกษา (Elementary School) โดยปกตใิ ช้เวลาเรียน 6 ปี - หลักสูตรระดับมธั ยมศึกษา (Secondary School) - การศกึ ษาระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น โดยปกติ ใช้เวลาเรียน 3 ปีและการศึกษาระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย โดยปกติใช้เวลาเรยี น 3 ปี แบ่งเป็นสองประเภท ดังน้ี 1) ประเภทสามญั ศึกษา เปน็ การจัดการศึกษาเพื่อเปน็ พน้ื ฐานในการศกึ ษาตอ่ ในระดับอุดมศึกษา และ 2) ประเภทอาชวี ศึกษา เป็นการจัดการศึกษาเพ่ือพัฒนาความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ หรือศึกษาต่อใน ระดบั อาชีพชั้นสงู ต่อไป - หลกั สตู รระดับอดุ มศกึ ษา (Higher Education) แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดบั ต่ำกว่าปริญญาและ ระดับปรญิ ญา การใช้คำวา่ \"อุดมศกึ ษา\" แทนคำวา่ \"การศึกษาระดับมหาวิทยาลยั \" กเ็ พ่ือจะใหค้ รอบคลุม การศกึ ษาในระดบั ประกาศนียบัตรหรืออนุปรญิ ญา ท่ีเรยี นภายหลังทจ่ี บการศึกษาขัน้ พน้ื ฐานแล้ว การศึกษาภาคบังคับในประเทศไทยมีระยะเวลา 9 ปี โดย 7 ปีเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน หากคุณอายุ ระหว่าง 7 ถึง 16 ปี คุณต้องเข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา อย่างไรก็ตาม การศึกษา ภาคบังคับแตกต่างจากการศึกษาขั้นพื้นฐานตรงที่การศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ได้บังคับให้คนเข้าเรียนแต่เป็นสิทธิ ของคนไทย ตามกฎกระทรวง การศกึ ษาภาคบงั คบั เปน็ การศึกษาภาคบังคับสำหรับทุกคนท่ีมอี ายุระหวา่ ง 7 ถึง 16 ปี ซง่ึ เปน็ ไปตามทก่ี ำหนดไว้ในรฐั ธรรมนญู 1.3 ภาคการศึกษาของประเทศไทย การศกึ ษาระดับประถมศึกษาและมธั ยมศึกษาในประเทศไทยแบง่ ออกเป็น 2 ภาคการศึกษา โดยภาค การศึกษาแรกเรม่ิ ในวันที่ 16 พฤษภาคม และส้ินสดุ ในวันท่ี 11 ตุลาคม ภาคการศึกษาท่ี 2 เรมิ่ ในวันท่ี 1 พฤศจิกายน และสนิ้ สุดในวนั ที่ 1 เมษายน อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการยังคงยืนกรานท่ีจะกำหนดให้ วันเปิด-ปิดภาคเรียนตามปกติ สำหรับระดับอุดมศึกษาจัดการเรียนการสอนเป็นภาคเรยี น ยกเว้น หลักสตู ร นานาชาตทิ ส่ี อนแบบไตรภาค นอกจากนี้ยังมภี าคฤดรู อ้ นเพื่อให้นักเรียนสามารถเรยี นได้

9 ตอนท่ี 2 หลักการและจุดมงุ่ หมายทวั่ ไปในการจดั การศกึ ษาของไทย (Principles and general objectives of Thailand’s education) 2.1 หลักการท่ัวไปในการจดั การศกึ ษาของไทย การจัดการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน ยึดหลักท่ีสอดคล้องกับ อุดมการณ์ ดังน้ี 2.1.1 หลกั การพฒั นาผเู้ รยี นอย่างครบถ้วนสมบรู ณ์ ทง้ั รา่ งกาย จิตใจ สติปญั ญา ความรู้ และ คุณธรรม เป็นผู้ที่มีจรยิ ธรรมในการดำเนินชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ใฝ่รู้ มีทักษะในการ แสวงหาความร้ทู ่พี อเพยี งต่อการพฒั นางานอาชีพและคุณภาพชีวติ สว่ นตน สามารถเผชิญความเปล่ียนแปลงได้ อย่างเท่าทนั และชาญฉลาด และมคี วามเป็นประชาธปิ ไตย 2.1.2 หลักการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นไทย ให้มีความรัก และภาคภูมิใจในท้องถิ่นและ ประเทศชาติ มคี วามรแู้ ละทักษะพน้ื ฐานสำหรับการประกอบอาชีพสจุ รติ มีความมุ่งมน่ั ขยนั ซือ่ สตั ย์ ประหยัด อดทน มีลักษณะนิสัยและทัศนคติที่พึงประสงค์ เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีทั้งของครอบครัว ชุมชน สังคมไทย และ สังคมโลก 2.1.3 หลักแห่งความเสมอภาค คนไทยทั้งปวงต้องมีสิทธิ์เสมอกันในการรับการศึกษาข้ัน พื้นฐาน ไม่น้อยกว่า 12 ปี อย่างทั่วถึงเท่าเทียม ควบคู่ไปกับความมีคุณภาพ โดยไม่แบ่งชนชั้นหรือความ แตกตา่ งทางสงั คมวฒั นธรรม 2.1.4 หลักการมีส่วนร่วม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการ บริหารและการจัดการศึกษา ร่วมกับคณะกรรมการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถาน ศึกษาเพ่ือ เสริมสร้างเอกลักษณ์ศักดิ์ศรีและตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นตามนัยของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เกี่ยวกับการกระจายอำนาจ 2.1.5 หลักแห่งความสอดคล้อง อุดมการณ์และมาตรฐานในการจัดการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐานตอ้ ง สอดคล้องกับสาระบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 พระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 นโยบายการศึกษาของรัฐบาลท่ี แถลงต่อรัฐสภา สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ และสัมพันธ์เชื่อมโยงกับมาตรฐานการอาชีวศึกษา และมาตรฐานการอดุ มศกึ ษา 2.2 จดุ มุ่งหมายท่ัวไปในการจัดการศกึ ษาของไทย จุดมุ่งหมายของการศกึ ษาไทย โดยทัว่ ไปก็คือ การสร้างพลเมืองที่ดีมีคุณภาพ เป็นการศึกษาในภาพรวม แตถ่ า้ จะมุ่งเน้นเฉพาะกระบวนการทจ่ี ะทำให้เกิด ความรใู้ นวทิ ยาการ จดุ มุ่งเน้นของการศึกษาจะประกอบไปดว้ ยตวั แปรตา่ งๆ 5 ข้อ ดังตอ่ ไปน้ี 2.2.1 การศึกษาคือกระบวนการให้เขา้ ถึงข้อมลู ข่าวสาร (data or information) ซ่ึงหมายความว่า บคุ คลท่ีอยูใ่ นสงั คมจำเปน็ ต้องมีการเข้าถึง หรือทราบข่าวสารขอ้ มลู เบื้องตน้ มิฉะนน้ั จะเปน็ การลม้ เหลวของ การศึกษาทนั ทรี ะบบการศึกษาใดหากคิดว่าการให้ข้อมูลข่าวสารกบั ผูเ้ รียน คอื การให้ความรู้นน้ั ถอื เป็นการ

10 เขา้ ใจผดิ ซ้ำร้ายหากการประเมนิ ผลมงุ่ เน้นการทดสอบความสามารถในการท่องจำ คนเก่งคอื คนทที่ ่องตำรา เก่ง การมีความคดิ เป็นของตัวเองจงึ เปลา่ ประโยชน์ เพราะมันจะขจดั ความคดิ ริเริ่มเปน็ การทำลายพัฒนาการ ของบุคคลด้วยระบบการศึกษาอยา่ งน่าเสยี ดาย 2.2.2 การศกึ ษามุ่งเนน้ ใหค้ นคิดเป็น คอื มีความสามารถในการวิเคราะห์ ซึ่งต้องเร่มิ จากการสรา้ งจติ วเิ คราะห์ (analytical mind) คือ ชา่ งสงั เกต ชา่ งสงสัย ตัง้ คำถามและใชห้ ลกั ตรรกะในการหาคำตอบเบอ้ื งต้น เป็นกญุ แจที่นำไปสคู่ วามรู้ โดยการนำข้อมูลมาสัมพนั ธก์ ันด้วยเหตุและผล นแ่ี หละค่ะเรียกว่า การเกิดความรู้ 2.2.3 การรู้จักวิเคราะหแ์ ละการมีขอ้ มูลข่าวสารเบอ้ื งต้น ต้องเสริมดว้ ยการหาข้อมูลเพ่มิ เติม เพื่อ ทำให้การวิเคราะหน์ า่ เชอ่ื ถือยิ่งข้นึ นัน่ คือได้ข้อมลู ใหมแ่ ละข้อมลู เพิ่มเตมิ มายืนยนั การวเิ คราะหป์ ญั หา เพ่ือการ วางแผนแก้ปัญหาประเมินความสำเรจ็ หรือล้มเหลวของนโยบายการแก้ปญั หานั่นคือ การวจิ ยั บวกกับ ความสามารถในการวิเคราะห์ คือ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ในวงวิชาการ 2.2.4 การสรา้ งทฤษฎี การเกบ็ ข้อมลู จากการวิจยั การวเิ คราะหท์ ่ีมีผลออกมาซ้ำกนั หลายๆคร้ัง ย่อมนำไปสคู่ วามเช่ือมน่ั ในระดบั หนึ่ง เปน็ การสรา้ งทฤษฎีจากการวิจัย ซงึ่ เปน็ ส่วนสำคัญของการสร้างความรู้ ใหม่ ผู้เรยี นคนใดมีจิตวเิ คราะห์ มีการวจิ ัยหาข้อมูลใหม่ๆ ยอ่ มสรา้ งทฤษฎไี ด้ท้งั สนิ้ ไม่จำเป็นต้องอ้าง ปรมาจารยข์ องตา่ งประเทศเสมอไป 2.2.5 ส่วนสำคญั ของการวเิ คราะห์วิจยั นำไปสกู่ ารสรา้ งทฤษฎีเพื่อนำไปประยุกต์ ซึ่งการประยุกต์ เป็นการนำเอาความรู้มาเป็นฐานของการวางนโยบายเพื่อแกป้ ัญหาการวางนโยบายโดยไร้ขอ้ มูล ไมม่ ีความรทู้ ี่ ผา่ นการวเิ คราะห์มาแลว้ ย่อมเกดิ ความสำเรจ็ น้อยการแก้ปญั หาในสมัยใหมต่ ้องมกี ารวิจัยเพือ่ หาสาเหตุท่ี แทจ้ รงิ

11 ตอนท่ี 3 กฎหมายการศึกษาหรอื กฎระเบียบต่าง ๆ ท่เี กีย่ วขอ้ งกบั การศึกษา กฎหมายเปน็ กฎเกณฑ์ทีร่ ัฐกำหนดขน้ึ เพื่อบงั คบั ใหม้ ีการประพฤติปฏบิ ตั ติ าม หากผใู้ ดละเมดิ หรอื ไม่ ปฏบิ ัติตามก็จะไดร้ บั โทษ กฎหมายคือเครอื่ งมือของรัฐในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ และเปน็ เรือ่ งที่มี ความสมั พนั ธเ์ ก่ียวข้องกบั ชวี ติ ประจำวันและการดำเนนิ งานของทกุ คน โดยเฉพาะผู้มีหน้าท่เี ก่ียวกับการจดั การศกึ ษา ย่อมตอ้ งใชก้ ฎหมายเป็นเคร่ืองมือในการดำเนินงานด้วย 3.1 กฎหมายทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับการบริหารการศึกษาระดบั ภาครัฐของประเทศไทย กฎหมายสำคัญท่ีเกย่ี วข้องกับการจดั การศกึ ษาของภาครัฐ ไดแ้ ก่ พระราชบญั ญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542, พระราชบัญญัติการศกึ ษาแหง่ ชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545, พระราชบัญญตั ิระเบียบบรหิ ารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546, พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ (ฉบบั ที่ 3) พ.ศ.2553 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562,และพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบรหิ ารราชการกระทรวงศกึ ษาธิการ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2553 โดยมีกฎหมาย เก่ียวกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาภาคบังคบั พ.ศ.2545 3.2 กฎหมายท่เี กี่ยวขอ้ งกบั การบรหิ ารการศกึ ษาในระดับทอ้ งถิน่ ของประเทศไทย หนว่ ยงานปกครองสว่ นท้องถิ่นสามารถจดั การศึกษาในระดับต่างๆได้ตามเง่ือนไขของตนเอง การ บังคบั ใช้และความต้องการของท้องถนิ่ ในการสนับสนนุ สทิ ธขิ องรัฐบาลท้องถิน่ และการมีสว่ นรว่ มในการจัด การศึกษา ภายใตร้ ฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 กระทรวงไดก้ ำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ ประเมนิ ความพร้อม รวมถึงประสานและอำนวยความสะดวกแก่องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ให้สามารถจัด การศกึ ษาไดแ้ ละเปน็ ไปตามพระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 และฉบบั แก้ไขเพิ่มเตมิ พ.ศ. 2545 (ฉบบั ที่ 2) 3.3 กฎหมายที่เกี่ยวขอ้ งกบั การบริหารการศกึ ษาในระดับเอกชนของประเทศไทย กฎหมายสำคญั ที่เก่ียวข้องกับการจัดการศึกษาในระดบั เอกชน ได้แก่ พระราชบัญญตั ิโรงเรยี นเอกชน พ.ศ.2550, พระราชบญั ญตั โิ รงเรยี นเอกชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545, พระราชบญั ญตั ิสถาบันอดุ มศึกษาเอกชน พ.ศ.2546, พระราชบญั ญัตสิ ถาบนั อดุ มศึกษาเอกชน (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ.2550

12 ตอนท่ี 4 การบริหารและการจัดการระบบการศึกษาของประเทศไทย (Administration and management of the education system of Thailand) 4.1 การบรหิ ารและการจัดการศึกษาของประเทศไทย การบรหิ ารและการจัดการศึกษาของประเทศ ไทย สามารถแบ่งออกได้ 3 ส่วน ดังนี้ 4.1.1 การบริหารและการจดั การศึกษาของรัฐ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดบั ชาติ (ส่วนกลาง) ระดบั เขตพ้นื ท่ีการศึกษาและระดับสถานศึกษา เพื่อเป็นการกระจายอำนาจ ลงไปสูท่ ้องถิน่ และสถานศกึ ษาให้ มากที่สดุ กระทรวงมอี งค์กรหลกั ทเ่ี ป็นคณะบุคคลในรปู สภาหรอื คณะกรรมการ 4 องค์กร คอื สภาการศึกษา คณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน คณะกรรมการอาชีวศกึ ษา และคณะกรรมการการอุดมศกึ ษา ให้สำนกั งาน ของท้งั 4 องคก์ รเปน็ นิติบุคคล มคี ณะกรรมการแต่ละองค์กร ประกอบดว้ ยกรรมการ โดยตำแหนง่ จาก หน่วยงานทีเ่ ก่ยี วข้อง ผ้แู ทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองสว่ นท้องถ่นิ ผู้แทนองค์กรวิชาชพี และ ผู้ทรงคุณวฒุ ิซึ่งมีจำนวนไมน่ ้อยกว่าจำนวนกรรมการประเภทอืน่ รวมกัน มีเลขาธกิ ารของแต่ละสำนักงาน เป็น กรรมการและเลขานุการ ตวั อย่างเชน่ คณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน มีหนา้ ที่พจิ ารณาเสนอนโยบาย แผนพฒั นา มาตรฐานและหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานทส่ี อดคล้องกบั แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และ สังคมแห่งชาติและแผนการศึกษาแห่งชาติ การสนบั สนุนทรพั ยากร การตดิ ตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การจดั การศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน การบรหิ ารและการจดั การศึกษาขั้นพื้นฐานและการอดุ มศึกษาระดับต่ำ กวา่ ปริญญา ระดบั เขตพน้ื ท่ีการศึกษา ใหย้ ดึ เขตพ้นื ที่การศกึ ษาโดยคำนงึ ถงึ ปรมิ าณสถานศกึ ษา และจำนวน ประชากร วัฒนธรรม และความเหมาะสมด้านอน่ื ๆด้วย เว้นแต่การจัดการศกึ ษาขน้ั พื้นฐานว่าดว้ ยการ อาชวี ศึกษา ปจั จบุ นั มีสำนกั งานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาทว่ั ประเทศ 245 เขตพืน้ ท่ี (https://www.kruchiangrai.net/2022/05/02/สำนักงานเขตพื้นที่การ/,2565) เขตการศกึ ษาทกุ แหง่ ต้องมีคณะกรรมการและสำนักงานเขต รับผิดชอบควบคมุ ดูแลการ จัดตั้ง ยุบ รวมหรอื ยบุ สถานศึกษาขัน้ พน้ื ฐานในสว่ นภูมภิ าค ประสานการส่งเสริมการศกึ ษาเอกชน องค์กร ปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ สามารถจัดการศึกษาตามนโยบายและมาตรฐานการศึกษา ส่งเสรมิ และสนับสนนุ การจัด การศกึ ษาของบุคคล ครอบครัว องคก์ รชุมชน องค์กรเอกชน กลุ่มอาชพี สถาบนั ศาสนา และสถาน ประกอบการ และสถาบนั ทางสงั คมอ่นื ๆ ท่ีจัดการศกึ ษารปู แบบตา่ ง ๆ คณะกรรมการเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ประกอบดว้ ยผแู้ ทนองค์กรชุมชน ผแู้ ทนองคก์ รเอกชน ผู้แทนองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน ผแู้ ทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพครู และผู้ประกอบวิชาชีพบรหิ ารการศึกษา ผูแ้ ทนสมาคมผปู้ กครองและครู ผูน้ ำทางศาสนาและผู้ทรงคุณวุฒดิ า้ นการศึกษา ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม โดยให้ ผอู้ ำนวยการสำนักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษาเปน็ กรรมการและเลขานกุ ารของคณะกรรมการ ระดบั สถานศึกษา ใหแ้ ต่ละสถานศึกษาข้ันพืน้ ฐาน และสถานศกึ ษาอดุ มศึกษาระดบั ต่ำกว่า ปรญิ ญา มคี ณะกรรมการสถานศึกษา เพือ่ ทำหน้าท่ีกำกับและส่งเสรมิ สนับสนุนกิจการของสถานศกึ ษา คณะกรรมการสถานศึกษาประกอบด้วย ผูแ้ ทน ผู้ปกครอง ผ้แู ทนครู ผ้แู ทนองค์กรชมุ ชน ผู้แทนองค์กร

13 ปกครองสว่ นท้องถนิ่ ผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศึกษา ผูแ้ ทนพระภกิ ษุสงฆแ์ ละหรือผ้แู ทนองค์กรศาสนาอ่นื ใน พื้นท่ี และผู้ทรงคณุ วุฒิ และให้ผบู้ รหิ ารสถานศึกษาเปน็ กรรมการและเลขานกุ ารของคณะกรรมการให้ กระทรวงกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา ทง้ั ดา้ นวชิ าการ งบประมาณ การบรหิ ารงานบุคคล และการบริหารทวั่ ไปไปยังคณะกรรมการและสำนักงานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาและสถานศึกษาในเขตพ้ืนที่ การศึกษาโดยตรง 4.1.2 การบริหารและการจัดการศึกษาขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถน่ิ ให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถ่ินจัดการศึกษาไดท้ ุกระดับและทุกประเภทตามความพรอ้ ม ความเหมาะสมและความต้องการภายใน ทอ้ งถ่ิน เพื่อเป็นการรองรบั สิทธ์ิและการมสี ว่ นรว่ มในการจัดการศึกษาขององคก์ รปกครองส่วนท้องถิน่ ตามท่ี กำหนดในรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกระทรวงกำหนดหลกั เกณฑแ์ ละวธิ ีการประเมนิ ความพร้อม รวมทงั้ ประสานและสง่ เสรมิ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถนิ่ สามารถจัดการศึกษาได้ 4.1.3 การบริหารและการจดั การศึกษาของเอกชน สถานศกึ ษาเอกชนเป็นนติ ิบุคคลจดั การศึกษาได้ทกุ ระดบั และทุกประเภท มีคณะกรรมการบรหิ าร ประกอบดว้ ยผบู้ ริหารสถานศึกษาเอกชน ผู้รบั ใบอนญุ าต ผ้แู ทนผปู้ กครอง ผแู้ ทนองค์กรชมุ ชน ผู้แทนครู ผู้แทนศิษย์เกา่ และผู้ทรงคณุ วุฒิ การบริหารและ การจดั การศกึ ษาของเอกชนใหม้ ีความเปน็ อิสระ โดยมีการกำกับ ติดตาม ประเมินคณุ ภาพและมาตรฐาน การศึกษาจากรัฐ และต้องปฏิบัติตามหลกั เกณฑ์การประเมินคณุ ภาพและมาตรฐานการศึกษาเช่นเดยี วกบั สถานศึกษาของรฐั รวมทง้ั รัฐตอ้ งให้การสนับสนุนดา้ นวชิ าการและด้านเงินอุดหนุน การลดหยอ่ นหรือยกเว้น ภาษี รวมทงั้ สทิ ธปิ ระโยชน์อ่นื ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ การกำหนดนโยบายและแผนการจดั การศกึ ษาของรัฐ ของเขตพื้นท่ีการศกึ ษา หรือขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ินให้คำนงึ ถึงผลกระทบตอ่ การจัดการศึกษาของ เอกชน โดยให้รับฟังความคิดเห็นของเอกชน และประชาชนประกอบการพจิ ารณาดว้ ย ส่วนสถานศึกษาของ เอกชนระดับปรญิ ญา ใหด้ ำเนินกิจการโดยอิสระภายใตก้ ารกำกบั ดูแลของสภาสถานศึกษาตามกฎหมายวา่ ดว้ ย สถาบนั อดุ มศึกษาเอกชน 4.2 บทบาทหน้าทีข่ องกระทรวงการศกึ ษาธิการ 4.2.1 กระทรวงศกึ ษาธกิ าร เป็นสว่ นราชการในส่วนกลางประเภทกระทรวง มหี น้าทส่ี ่งเสรมิ การศกึ ษาของประชาชนอย่างทัว่ ถงึ และเท่าเทียมกัน ความเสมอภาคและโอกาสทางการศึกษาสนบั สนนุ การมี ส่วนร่วมของสถาบนั การศึกษาต่างๆ การสง่ เสริมการศึกษาดา้ นวชิ าชพี การมสี ว่ นรว่ มของภาคเอกชน การศึกษามงุ่ เน้นทีก่ ารให้โอกาสแก่นกั เรียนในการศึกษาต่อในสถาบันการศกึ ษาในท้องถ่ินและเปดิ เน้นการ เรยี นรูต้ ลอดชีวิตเพือ่ รบั ใชส้ ังคม บ่มเพาะคนเก่ง ส่งเสริมคนเก่งเรยี นรแู้ ละแสดงออกอย่างเหมาะสม โดยมี หนว่ ยงานในสังกดั ดงั ต่อไปนี้ - สำนักงานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ มีอำนาจหนา้ ที่ 1) ดำเนินการเก่ียวกบั ราชการประจำ ทวั่ ไปของกระทรวงและราชการทคี่ ณะรัฐมนตรมี ิไดก้ ำหนดให้เปน็ หน้าท่ีของสำนักใดสำนักหนง่ึ ในสังกัด กระทรวงโดยเฉพาะ 2) ประสานงานตา่ งๆ ในกระทรวง และดำเนนิ งานต่างๆ ทมี่ ีลักษณะงานที่ต้องปฏิบัตติ าม สายงานการบังคบั บัญชาอันเปน็ อำนาจหนา้ ที่ซง่ึ จะต้องมีการกำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือในกฎหมายอ่ืน 3) จดั ทำงบประมาณแลแผนปฏิบัตริ าชการของกระทรวง เร่งรดั ติดตาม และประเมนิ การปฏบิ ัตริ าชการใน

14 กระทรวงใหเ้ ปน็ ไปตามนโยบาย แนวทาง และแผนปฏิบตั ริ าชการของกระทรวง 4) ดำเนินการเกยี่ วกบั กฎหมายวา่ ด้วยการศึกษาแห่งชาติมไิ ด้อยูใ่ นอำนาจของสว่ นราชการอืน่ และ5) ดำเนนิ การอืน่ ตามทีก่ ำหนดใน กฎกระทรวงวา่ ดว้ ยการแบง่ ส่วนราชการ ภาพที่ 3 โครงสร้างสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร ภาพท่ี 3 ทีม่ า https://www.ptnpeo.go.th/org-chart/ เขา้ ถึงเมอ่ื วันท่ี 8 มกราคม พ.ศ.2566 - สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน หรอื สพฐ. มีหนา้ ที่ 1) พิจารณาเสนอ นโยบายแผนพฒั นามาตรฐาน และหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐานทสี่ อดคล้องกับแผนพฒั นา เศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ และแผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ การสนับสนุนทรพั ยากรการตดิ ตามตรวจสอบและ ประเมนิ ผลการจัดการศึกษาข้ันพืน้ ฐานและเสนอแนะในการออกระเบียบหลักเกณฑ์ และประกาศท่เี กย่ี วกับ การบรหิ ารงานของสำนักงาน 2) ใหค้ วามเห็นหรอื คำแนะนำแก่รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงศกึ ษาธิการ หรือ คณะกรรมการ และมีอำนาจหนา้ ท่อี น่ื ตามกฎหมายกำหนดหรอื ตามท่รี ัฐมนตรีวา่ การกระทรวง ศึกษาธิการ มอบหมาย 3) รบั ผิดชอบงานเลขานกุ ารของคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐานและมอี ำนาจหนา้ ทต่ี ามที่ กำหนดในกระทรวง วา่ ด้วยการแบ่งสว่ นราชการตามมาตรา 11 โดยมเี ลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พื้นฐาน ทำหน้าทเี่ ปน็ กรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน 4) รบั ผิดชอบบงั คบั บญั ชาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้ืนฐานตามมาตรา 10 (4) เปน็ ผ้บู งั คับบญั ชาข้าราชการใน สำนักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาหรอื ในสถานศึกษาท่ีอยู่ในสงั กัดสำนักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษาด้วย 5) เป็นองคก์ ร สง่ เสริมและให้คำปรึกษาเกย่ี วกบั การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซ่ึงมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสาร และการเรยี นรู้ หรือมรี า่ งกายพิการ หรอื ทุพพลภาพหรอื บคุ คลซ่งึ ไม่สามารถพึง่ ตนเองได้ ไมม่ ีผู้ดแู ลหรือด้อยโอกาส และมอี ำนาจหนา้ ทต่ี ามท่ี 6) เปน็ องค์กรสง่ เสรมิ และให้

15 คำปรกึ ษาเกยี่ วกบั การศึกษาสำหรบั บคุ คล ซ่ึงมีความสามารถพิเศษ และมอี ำนาจหนา้ ท่ีตามท่ีกำหนดไว้ใน กฎหมาย กฎกระทรวง หรือประกาศกระทรวง และ 7) คณะกรรมการสถานศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน สถานศกึ ษา ระดับอุดมศึกษาระดบั ตำ่ กวา่ ปรญิ ญาและสถานศึกษาอาชีวศึกษาเของแต่ละสถานศึกษาเพ่ือทำหน้าท่ีกำกับ และสง่ เสริมสนับสนนุ กจิ การของสถานศึกษา ประกอบดว้ ยผ้แู ทนผ้ปู กครอง ผูแ้ ทนครู ผูแ้ ทนองค์กรชมุ ชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศกึ ษาผูแ้ ทนพระภกิ ษสุ งฆ์และหรอื ผแู้ ทนองคก์ ร ศาสนาอ่นื ในพ้ืนที่ และผู้ทรงคุณวุฒิ ภาพที่ 4 โครงสรา้ งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภาพที่ 4 ท่ีมา https://www.obec.go.th/about/โครงสร้างองคก์ ร เข้าถึงเมอื่ วนั ที่ 8 มกราคม พ.ศ.2566 - สำนักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา มีหนา้ ที่ 1) พจิ ารณาเสนอนโยบายแผนพัฒนา มาตรฐานและหลกั สูตรการอาชีวศกึ ษาทุกระดบั ที่สอดคล้องกบั แผนพฒั นาเศรษฐกจิ สังคมแห่งชาติ และ แผนการศึกษาแหง่ ชาติ การสง่ เสริมประสานงานการจดั การอาชีวศกึ ษาของรัฐและเอกชนการสนบั สนุน ทรพั ยากรการติดตามตรวจสอบและประเมนิ ผลการจัดการศึกษาอาชวี ศึกษา โดยคำนึงถึงคุณภาพและความ เปน็ เลิศทางวิชาชพี และเสนอแนะในการออกระเบยี บหลกั เกณฑ์ และประกาศทีเ่ กย่ี วกับการบริหารงานของ สำนกั งาน 2) ให้ความเหน็ หรือใหค้ ำแนะนำแกร่ ัฐมนตรวี ่าการกระทรวงศกึ ษาธิการ หรอื คณะรฐั มนตรีและมี อำนาจหน้าที่อ่นื ตามท่กี ฎหมายกำหนดหรือตามที่รฐั มนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธกิ ารมอบหมาย 3) รับผดิ ชอบงานเลขานุการของคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษาและมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง วา่ ดว้ ยการแบง่ สว่ นราชการตามมาตรา 11 โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษาทำหน้าท่ีเปน็ กรรมการ และเลขานุการคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา และ 4) รับผิดชอบบังคับบญั ชาสำนักงานคณะกรรมาการการ

16 อาชีวศกึ ษาตามมาตรา 10 (6) เปน็ ผูบ้ ังคับบญั ชาข้าราชการในสถานศึกษาของรัฐในสงั กัดสำนักงาน คณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษาดว้ ย ภาพท่ี 5 โครงสรา้ งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภาพท่ี 5 ที่มา http://lertkrai.net/ivec/vec-jd.pdf เข้าถึงเมือ่ วนั ท่ี 8 มกราคม พ.ศ.2566 - สำนกั งานคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีหน้าที่ 1) พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพฒั นา และมาตรฐานการอุดมศึกษาทีส่ อดคล้องกบั แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ แผนการศึกษา แหง่ ชาติ และทรัพยากรเพือ่ สนับสนุนการตดิ ตามและประเมินผลการจัดการศกึ ษาระดับอุดมศึกษา ตามกฎหมายการ จดั ต้งั สถาบนั การศึกษาแตล่ ะแหง่ และกฎหมายท่ีเก่ยี วข้อง เสนอให้ออกระเบยี บโดยคำนึงถงึ ความเป็นอสิ ระ และความเปน็ เลิศทางวิชาการของสถาบันการศกึ ษาระดับปรญิ ญา และประกาศเกย่ี วกับการบรหิ ารงาน สำนกั งาน 2) ให้ความเหน็ หรือใหค้ ำแนะนำแกร่ ัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการหรอื คณะรฐั มนตรีและมี อำนาจหนา้ ที่อ่นื ตามทกี่ ฎหมายกำหนดหรอื ตามท่ีรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงศกึ ษาธกิ ารมอบหมายตลอดท้งั ใหม้ ี อำนาจเสนอแนะและให้ความเหน็ ในการจดั สรรเงินอุดหนุนท่วั ไปให้แกส่ ถานศึกษาระดบั ปรญิ ญา ท้ังท่ีเป็น สถานศึกษาในสงั กัดและสถานศึกษาในกำกบั แก่คณะรัฐมนตรี 3) รบั ผิดชอบงานเลขานุการของคณะกรรมการ การอดุ มศกึ ษา และมีอำนาจหนา้ ที่ตามท่ีกำหนดให้กฎกระทรวงวา่ ดว้ ยการแบ่งสว่ นราชการตามมาตรา 11 โดยมีเลขาธกิ ารคณะกรรมการการอดุ มศกึ ษาทำหน้าทเี่ ป็นกรรมการ และเลขานุการของคณะกรรมการการ อดุ มศึกษา และ 4) เลขาธกิ ารคณะกรรมการการอุดมศกึ ษาซ่ึงรับผิดชอบบงั คับบัญชาสำนกั งานคณะกรรมการ การอุดมศึกษาตามมาตรา 10 (5) เปน็ ผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสถานศกึ ษาของรัฐในสังกัดที่เปน็ นติ บิ ุคคลที่ จดั การศกึ ษาระดบั ปริญญาดว้ ย

17 - สำนักงานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา มหี นา้ ท่ี 1) พิจารณาเสนอแผนการศกึ ษาแหง่ ชาติที่ บูรณาการศาสนา ศลิ ปะ วฒั นธรรม และกีฬากับการศกึ ษาทุกระดับ 2) พิจารณาเสนอนโยบาย แผน และ มาตรฐานการศึกษา เพอ่ื ดำเนินการให้เป็นไปตามแผน 3) พิจารณาเสนอนโยบายและแผนในการสนบั สนุน ทรัพยากรเพ่ือการศกึ ษา 4) ดำเนินการประเมินผลการจดั การศึกษา และ 5) ให้ความเห็นหรอื คำแนะนำ เกี่ยวกบั กฎหมายและกฎกระทรวงท่ีออกตามความในพระราชบญั ญัตินี้ นอกจากนี้ สภาการศกึ ษายังมีหนา้ ท่ใี หค้ วามเห็นหรือคำแนะนำแกร่ ฐั มนตรีว่าการกระทรวง ศกึ ษาธิการ หรือคณะรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าท่ีอน่ื ตามท่ีกฎหมายกำหนด หรอื ตามที่รัฐมนตรีวา่ การ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารมอบหมาย 4.3 คณะกรรมการการศึกษาในระดบั เขตพื้นท่ีการศึกษา กำหนดให้แต่ละเขตพืน้ ที่การศึกษามีคณะกรรมการเขตพนื้ ท่กี ารศึกษาจำนวน 15 คน โดยมีประธาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเปน็ ผแู้ ตง่ ตั้ง (กฎกระทรวงขอ้ 2-4) โดยมีอำนาจหน้าทีด่ งั น้ี 1) กำกบั ดแู ล สถานศกึ ษาขั้นพ้นื ฐานและสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับตำ่ กวา่ ปรญิ ญา 2) พิจารณาการจัดตงั้ ยุบ รวม หรอื เลกิ สถานศึกษา 3) ประสาน ส่งเสรมิ และสนับสนนุ สถานศกึ ษาเอกชนในเขตพนื้ ที่การศึกษา 4) ประสาน และสง่ เสรมิ องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ ให้สามารถจัดการศึกษาสอดคลอ้ งกับนโยบายและมาตรฐานการศึกษา และ 5) ส่งเสริมและสนับสนนุ การจดั การศกึ ษาของบุคคลครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กร วชิ าชพี สถาบันศาสนา สถานประกอบการและสถาบันสงั คมอ่ืนที่จดั การศึกษาในรปู แบบท่ีหลากหลาย 4.4 สำนกั งานเขตพื้นทก่ี ารศึกษา ภาพท่ี 6 โครงสรา้ งสำนักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษา ภาพท่ี 6 ทม่ี า https://www.obec.go.th/about/โครงสรา้ งองค์กร เข้าถงึ เมื่อวันท่ี 8 มกราคม พ.ศ.2566 สำนกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษาเป็นหนว่ ยงานท่ีอยู่ภายใต้การกำกบั ดูแลของสำนกั งานคณะกรรมการ การศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน มหี นา้ ท่ีดำเนินการใหเ้ ปน็ ไปตามอำนาจหนา้ ท่ีของคณะกรรมการเขตพน้ื ท่ีการศึกษาตาม มาตรา 38 แห่งพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และมาตรา 37 แหง่ พระราชบญั ญตั ิระเบียบ บรหิ ารราชการกระทรวงศกึ ษาธกิ าร พ.ศ. 2546 มีภารกจิ หนา้ ทค่ี วามรับผดิ ชอบ ได้แก่ 1) จัดทำนโยบาย

18 แผนพัฒนาและมาตรฐานการศกึ ษาของเขตพืน้ ท่ีการศึกษาให้สอดคล้องกบั นโยบาย มาตรฐานการศกึ ษา แผนการศกึ ษา แผนพฒั นาการศึกษาขน้ั พืน้ ฐานและความตอ้ งการทอ้ งถิน่ 2)วเิ คราะห์การจัดทำงบเงิน อดุ หนุนทั่วไปของสถานศึกษาและหนว่ ยงานในเขตพน้ื ที่การศึกษาและรายงานการจดั ทำงบเงินอุดหนนุ ท่ัวไป ของสถานศกึ ษา และสถาบันด้านการศึกษา 3) ประสาน ส่งเสริม สนบั สนุน และพฒั นาหลกั สตู รรว่ มกบั สถานศึกษาในเขตพื้นทกี่ ารศึกษา 4) นิเทศ ติดตามและประเมนิ ผลสถานศึกษาขั้นพ้นื ฐานและเขตพื้นท่ี การศึกษา 5) คน้ คว้า วิเคราะห์ ศกึ ษา และรวบรวมข้อมลู ทางการศึกษา 6) ประสานและระดมทรัพยากรต่างๆ ไดแ้ ก่ ทรพั ยากรบคุ คล ส่งเสรมิ สนับสนุนการจัดการศกึ ษาและพัฒนาดา้ นบริการการศกึ ษา 7) จดั ระบบการ ประกันคุณภาพการศึกษา และประเมินผลสถานศึกษาในเขตพื้นท่ีการศึกษา 8) ประสานสง่ เสรมิ สนับสนุน การจดั การศกึ ษาของเอกชน องค์กรปกครองทอ้ งถนิ่ รวมทั้งบุคคลองค์กรชมุ ชน องค์กรวชิ าชีพ สถาบนั ศาสนา สถานประกอบการและสถาบันอ่นื ท่ีจัดรูปแบบทห่ี ลากหลายในเขตพ้ืนท่ีการศึกษา 9) ดำเนินการและประสาน ส่งเสรมิ สนบั สนุนการวิจยั และพัฒนาการศึกษาในเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษา 10) ประสาน ส่งเสริมการดำเนินงาน ของอนุกรรมการและคณะทำงานด้านการศึกษาองคก์ รปกครองส่วนท้องถนิ่ ในฐานะสำนักงานผแู้ ทน กระทรวงศกึ ษาธิการในเขตพื้นทก่ี ารศึกษาในเขตพื้นที่การศกึ ษา และ 11) ประสานการปฏิบัตริ าชการทั่วไปกบั องค์กร หนว่ ยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรปกครองทอ้ งถ่ิน 4.5 บุคลากรทางการศึกษาและการจา้ งงาน ใหก้ ระทรวงส่งเสริมให้มีระบบ กระบวนการผลิตและพฒั นาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศกึ ษา ใหม้ ีคุณภาพและมาตรฐานทเ่ี หมาะสมกับการเปน็ วิชาชพี ช้ันสูง โดยรัฐจัดสรรงบประมาณและกองทุนพฒั นาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศกึ ษาอย่างเพียงพอ มีกฎหมายวา่ ดว้ ยเงินเดือน ค่าตอบแทน สวสั ดิการ ฯลฯ ให้มอี งค์กรวชิ าชีพครู ผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษา และผบู้ ริหารการศึกษา เปน็ องค์กรอิสระมีอำนาจหน้าทีก่ ำหนด มาตรฐานวชิ าชพี ออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ รวมท้ังกำกบั ดูแลการปฏิบตั ิตามมาตรฐานและ จรรยาบรรณของวชิ าชพี ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผบู้ ริหารการศกึ ษาและบุคลากรทางการศกึ ษาอน่ื ท้ังของรัฐ และเอกชน ตอ้ งมีใบอนุญาตประกอบวิชาชพี ทงั้ น้ี ยกเว้นผู้ท่จี ัดการศึกษาตามอัธยาศยั จดั การศึกษาในศนู ย์ การเรยี น วิทยากรพเิ ศษ และผู้บริหารการศกึ ษาระดับเหนือเขตพื้นท่ีการศึกษา ให้ข้าราชการของหนว่ ยงาน ทางการศกึ ษาในระดับสถานศึกษาและระดบั เขตพ้นื ท่ีการศึกษาเป็นขา้ ราชการในสงั กัดองค์กรกลางบริหารงาน บคุ คลของข้าราชการครู ตามหลกั การกระจายอำนาจการบรหิ ารงานบคุ คลสเู่ ขตพนื้ ท่ีการศึกษาและ สถานศกึ ษา การผลิตและพัฒนาคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา การพฒั นามาตรฐานและจรรยาบรรณ ของวชิ าชีพ และการบริหารงานบุคคลของข้าราชการหรือพนักงานของรฐั ในสถานศึกษาระดบั ปริญญาทเ่ี ปน็ นิตบิ คุ คลใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายเฉพาะของสถานศกึ ษาน้ัน ๆ 4.6 หน่วยงานสนับสนนุ การจดั การศึกษาในเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษา สำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษา มอี ำนาจหนา้ ทต่ี ามกฎกระทรวง ซง่ึ กำหนดหลักเกณฑ์การแบง่ ส่วน ราชการภายในสำนักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษา พ.ศ.2546 กำหนดใหส้ ำนกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษามีหนา้ ที่ ดำเนนิ การใหเ้ ปน็ ไปตามอำนาจหน้าทข่ี องสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ตามกฎหมายว่าดว้ ยระเบยี บบรหิ าร ราชการกระทรวงศกึ ษาธกิ าร

19 ตอนท่ี 5 การประกันคุณภาพสถานศึกษา 1. การประกนั คณุ ภาพของประเทศไทย การประกันคุณภาพการศึกษา หมายถงึ การรบั รองว่าคุณภาพการศึกษาของนักเรยี น ผู้ปกครอง และ เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนโดยรวมดี รวมถึงการดำเนินกิจกรรมเพื่อช่วยให้โรงเรียนบรรลุมาตรฐานด้านวิชาการ การบริการ และการบริหารจัดการที่กำหนดไว้ การประกันคุณภาพยังช่วยคุ้มครองผู้มารับบริการการศึกษา ตลอดจนตัวสถานศกึ ษาเองด้วย 1.1 ระบบและกระบวนการประกันคณุ ภาพการศึกษา ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาไทยตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 47 ประกอบดว้ ย 2 ระบบคอื 1.ระบบการประกันคุณภาพภายในและ 2. ระบบการประกนั คุณภาพภายนอก 1.1.1 กระบวนการประกันคณุ ภาพภายใน ระบบการประกันคุณภาพภายใน หมายถึง ระบบการประเมินผล และการติดตามตรวจสอบคุณภาพ และ มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายในโดยบคุ ลากรของสถานศึกษาน้ันเองหรือโดยหน่วยงานต้น สังกัด ที่มีหน้าที่กำกับดูแลสถานศึกษานั้น สถานศึกษาจะต้องพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในให้เป็น ส่วนหน่งึ ของกระบวนการบรหิ ารและการ ปฏิบัติงาน โดยคำนงึ ถงึ หลักการและกระบวนการดงั ต่อไปน้ี (1) หลักการสำคัญของการประกนั คณุ ภาพภายในของสถานศกึ ษามี 3 ประการคือ - จดุ มุง่ หมายของการประกันคุณภาพภายใน คือ การทส่ี ถานศกึ ษาร่วมกนั พฒั นาปรับปรุง คณุ ภาพให้ เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา ไม่ใช่การจับผิดหรือทำให้บุคลากรเสียหน้า โดย เป้าหมายสำคัญอยู่ที่ การ พัฒนาคณุ ภาพให้เกดิ ขน้ึ กบั ผ้เู รียน - เพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพการศึกษาอยู่ในระดับสูง การประกันคุณภาพการศึกษาจะต้องเป็นส่วนหน่ึง ของกระบวนการบริหารจัดการที่โรงเรียน ซงึ่ หมายความว่าทุกคนในโรงเรียนต้ังแต่ระดับบนลงล่างต้องมีความ เข้าใจทช่ี ดั เจนเกีย่ วกบั เป้าหมายของโรงเรียนและทำงานร่วมกันเพื่อพยายามบรรลุเป้าหมาย ระบบการประกัน คุณภาพการศึกษาได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้โรงเรียนติดตามความคืบหน้าและเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขา กำลงั เปลีย่ นแปลงตามความจำเป็นเพื่อปรับปรุงคุณภาพการศกึ ษาของพวกเขา - การประกันคุณภาพเป็นหน้าที่ของบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ครู อาจารย์ และบุคลากรอื่น ๆ ในสถานศึกษาโดยในการดำเนินงานจะต้องให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้เรียน ชุมชน เขตพื้นท่ี การศึกษา หรือหน่วยงานที่กำกับดูแลเข้ามามีส่วนร่วมในการกาหนด เป้าหมาย วางแผน ติดตามประเมินผล

20 พฒั นาปรบั ปรุง ช่วยกันคดิ ชว่ ยกันทำ ช่วยกนั ผลกั ดันให้ สถานศกึ ษามคี ณุ ภาพ เพ่อื ใหผ้ ู้เรยี นได้รบั การศึกษาท่ี ดมี ีคณุ ภาพ เป็นไปตามความต้องการของ ผู้ปกครอง สงั คม และประเทศชาติ (2) กระบวนการการประกนั คุณภาพภายในตามแนวคิดของการประกนั คุณภาพ มี 3 ขน้ั ตอนคือ - การควบคุมคุณภาพ เป็นการกำหนดมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาเพื่อพัฒนา สถานศกึ ษาใหเ้ ข้าส่มู าตรฐาน - การตรวจสอบคุณภาพ เป็นการตรวจสอบ และติดตามผลการดำเนินงานของสถานศกึ ษาให้ เป็นไป ตามมาตรฐานที่กำหนด (3) กระบวนการประกันคุณภาพภายในตามแนวคิดของหลักการบริหารที่เป็นกระบวนการครบ วงจร (PDCA) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคอื - การร่วมกันวางแผน (Planning) - การรว่ มกันปฏบิ ัตติ ามแผน (Doing) - การร่วมกันตรวจสอบ (Checking) - การรว่ มกันปรบั ปรงุ (Action) การควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบคุณภาพเป็นสองวิธีที่สถาบันการศึกษาสามารถทำงานเพื่อ ปรับปรุงคุณภาพงานของตนได้ การควบคุมคุณภาพหมายความว่าสถาบันการศึกษาทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง แผนเฉพาะเพื่อปรับปรุงโรงเรียนของตนให้ได้มาตรฐานที่กำหนด การตรวจสอบคุณภาพ หมายถึง การที่ สถานศกึ ษาร่วมกนั ตรวจสอบคณุ ภาพสถานศกึ ษาของตนใหเ้ ปน็ ไปตามมาตรฐานทกี่ ำหนด สง่ิ น้ีชว่ ยให้ม่ันใจได้ วา่ สถาบนั การศึกษามคี วามก้าวหนา้ ในการบรรลเุ ปา้ หมายและมาตรฐาน 1.1.2 การประเมินคุณภาพภายนอก การประเมินคุณภาพภายนอก คือ การประเมินคุณภาพการจัดการศึกษา การติดตาม การตรวจสอบ คุณภาพและ มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา โดยผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการรับรองจากสำนักงาน รับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษา โดยผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการรับรองจากสานักงาน รับรองมาตรฐานและ ประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เพื่อมุ่งให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น ผู้ ประเมินภายนอกมีความเป็นอสิ ระ และเป็นกลาง ไม่มผี ลประโยชนข์ ดั แย้งกันการประเมนิ คณุ ภาพภายนอกจะ นำไปสกู่ ารเข้าถงึ คุณภาพการศกึ ษาด้วยความเปน็ กลาง เพอ่ื สรา้ งสรรค์พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา อย่างแท้จรงิ แนวคดิ และหลกั การของการประเมินคุณภาพภายนอก การประเมินภายนอกของ สมศ. เป็นการประเมินโดยใช้รูปแบบ “ กัลยาณมิตรประเมิน” โดยมี วัตถปุ ระสงค์เพอ่ื 1. เพื่อตรวจสอบ ยืนยันสภาพจริงในการดาเนินงานของสถานศึกษาและประเมินคุณภาพการศึกษา ตาม มาตรฐานการศกึ ษาที่กำหนด

21 2. เพอื่ ใหไ้ ด้ข้อมูลซ่ึงช่วยสะท้อนให้เห็นจุดเด่น-จุดด้อยของสถานศึกษา เงอื่ นไขของความสำเร็จ และ สาเหตุของปญั หา 3. เพื่อช่วยเสนอแนะแนวทางปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการศึกษาแก่สถานศึกษาและหน่วยงานต้น สงั กดั 4. เพอื่ สง่ เสริมให้สถานศึกษามกี ารพัฒนาคณุ ภาพและประกนั คณุ ภาพภายในอยา่ งตอ่ เน่ือง 5. เพื่อรายงานผลการประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาต่อหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องและสาธารณชน ความสำคญั ของการประเมินคุณภาพภายนอก การประเมินคุณภาพภายนอก มีความสำคัญและมีความหมายต่อสถานศึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสาธารณชน ดังต่อไปน้ี 1. เป็นการส่งเสริมให้สถานศึกษาพัฒนาเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานและพัฒนาตนเองให้เต็มตามศักยภาพ อยา่ งต่อเนอ่ื ง 2. เพิ่มความมั่นใจและคุ้มครองประโยชน์ให้ผู้รับบริการทางการศึกษาว่าสถานศึกษาได้จัดการศึกษา มุ่งสู่ คณุ ภาพตามมาตรฐานการศกึ ษาที่เนน้ ใหผ้ เู้ รยี นเป็นคนดี มคี วามสามารถ และมีความสุขเพ่ือเปน็ สมาชิกท่ี ดขี องสังคม 3. สถานศึกษาและหน่วยงานที่กำกับดูแล เช่น คณะกรรมการสถานศึกษา หน่วยงานต้สังกัด สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชนท้องถิ่นมีขอ้ มูลที่จะช่วยตัดสนิ ใจในการ วางแผนและดาเนินการเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาให้เป็นไปในทิศทางท่ีต้องการและ บรรลุ เปา้ หมายตามทีก่ ำหนด 4. หนว่ ยงานท่เี กยี่ วขอ้ งในระดบั นโยบายมีข้อมูลสาคัญในภาพรวมเกี่ยวกับคุณภาพและมาตรฐานของ สถานศึกษาทุกระดับทุกสังกัด เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำหนดแนวนโยบายทางการศึกษาและการ จัดสรร งบประมาณเพอื่ การศกึ ษาอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ ความแตกตา่ งระหวา่ งการประกนั คุณภาพภายในและภายนอก การประกนั คณุ ภาพภายใน การประกนั คุณภาพภายนอก ผรู้ ับผดิ ชอบ ผรู้ บั ผิดชอบ โรงเรยี น, สำนกั งานเขตพื้นทีก่ ารศึกษา, สว่ นกลาง สำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมิน คุณภาพ การศกึ ษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) กระบวนการ กระบวนการ • การควบคมุ คณุ ภาพ • การตรวจสอบคุณภาพ • การตรวจสอบคุณภาพ • การประเมนิ คุณภาพ • ประเมนิ คณุ ภาพ • การใหก้ ารรับรอง

22 ตอนท่ี 6 โครงสร้างและการจัดระบบการศึกษา (Structure and organization of education system) 6.1 ข้อมูลทั่วไปของประเทศสหรฐั อเมรกิ า ภาพท่ี 7 ประเทศสหรฐั อเมริกา ภาพท่ี 7 ทม่ี า https://wall.alphacoders.com เขา้ ถงึ เม่ือวันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2566 ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ประมาณ 18 เท่าของประเทศไทย มีจำนวน พลเมืองเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีหลากหลายเชื้อชาติหลากหลายวัฒนธรรม ประชากรตั้งเดิมของสหรัฐอเมริกคือ ชาวอนิ เดียแดงหลายเผ่า แต่ประชากรปัจจบุ ันสืบเชื้อสายมาจากชนชาติต่างๆ ทวั่ โลก สหรัฐอเมริกา ประกอบ ไปด้วยรัฐต่างๆ 50 รัฐกบั 1 เขตการปกครองคือ วอชงิ ต้น ดซี ี รัฐที่ มพี ลเมืองหนาแนน่ ที่สดุ คอื รฐั แคลฟิ อร์เนยี รองลงมาคือ นิวยอรค์ และเนื่องจากลักษณะภูมิประเทศกว้างใหญม่ าก จึงทำให้มีสภาพภมู ิอากาศแตกต่างกนั ออกไป ระบอบการเมืองของสหรฐั อเมริกาเปน็ การปกครองแบบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดเี ปน็ ประมขุ คน อเมรกิ ันมเี สรภี าพในการนบั ถอื ศาสนาใดก็ใด้ตามความเชื้อของแต่ละบคุ คล โดยมรี ายละเอียด ดังนี้ - เมอื งหลวง วอชงิ ตนั ดี.ซ.ี - ทตี่ งั้ อยูใ่ นทวีปอเมรกิ าเหนอื ระหวา่ งเส้นละตจิ ดู ท่ี 25-49 องศาเหนือ กบั เส้นลองจจิ ดู ที่ 67-124 องศาตะวนั ตก มีขนาดใหญ่เป็นลำดบั 3 ของโลก รองจากสหพันธรฐั รัสเซีย และแคนาดา (ใหญก่ วา่ ไทยเกอื บ 18-19 เท่า) มพี ืน้ ที่ 9,631,420 ตร.กม. ชายฝั่งทะเลยาว 19,924 กม. - อาณาเขต ทศิ เหนือ ติดกบั แคนาดา ทิศใต้ ติดกบั เม็กซโิ ก ทศิ ตะวันออก ติดกับมหาสมุทร แอตแลนติก ทิศตะวันตก ตดิ กบั มหาสมุทรแปซิฟิก - ภมู ปิ ระเทศ ภาคตะวนั ตกเปน็ แนวเทอื กเขาสูงทส่ี ลบั ซับซอ้ นในรัฐอะแลสกา รัฐเนวาดาและรัฐ แคลฟิ อร์เนยี ภาคกลางเปน็ ท่ีราบระหวา่ งเทือกเขาสงู ทางตะวนั ตกกับทร่ี าบสูงทางตะวันออกภาคเหนือ มี อาณาบริเวณกว้างขวาง จากชายฝง่ั มหาสมุทรอาร์กตกิ ไปจนถงึ ชายฝั่งอ่าวเม็กซโิ กภาคตะวันออกเปน็ เขตหนิ เกา่ มีเทือกเขาและทีร่ าบสูงจาก ทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปทิศตะวนั ตกเฉยี งใต้ท่สี ำคัญ ได้แก่ ทรี่ าบนวิ ฟาว แลนดแ์ ละลาบราดอรแ์ ละเทือกเขาแอพพาลาเชยี น

23 - ประชากร ประมาณ 333.6 ลา้ นคน (พ.ย. 2564) มากเป็นอันดบั 3 ของโลก รองจากจีนและอินเดยี ประกอบดว้ ย คนผิวขาว 57.8% คนเชอ้ื สายลาติน 18.7% คนเช้ือสายแอฟริกา 12.1% และอืน่ ๆ 11.4% รฐั ทีม่ ีประชากรมากท่ีสดุ 5 อันดบั แรก ได้แก่ รฐั แคลิฟอรเ์ นีย เทกซัส ฟลอริดา นิวยอร์ก และเพนซิลเวเนยี - ศาสนา ครสิ ต์นิกายโปรเตสแตนต์ 46.5% โรมนั คาทอลกิ 20.8% มอรม์ อน 1.6% ยิว 1.9% พทุ ธ 0.7% อสิ ลาม 0.9% ฮนิ ดู 0.7% อื่นๆ 4 % และไมน่ ับถือศาสนา 22.8% - ภาษา ไมม่ ภี าษาประจำชาติแตใ่ นทางปฏบิ ตั ิมีผู้ใชภ้ าษาอังกฤษประมาณ 239 ลา้ นคน (78.7%) ภาษาสเปนประมาณ 41 ล้านคน (13.4%) ภาษาอนิ โด-ยูโรเปยี น เช่น รสั เซยี เยอรมัน ฝรั่งเศส อติ าลีและฮนิ ดี ประมาณ 11.1 ล้านคน (3.7%) ภาษาเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟกิ เช่น จีน ญี่ปุน่ เกาหลีและเวยี ดนาม ประมาณ 10.7 ล้านคน (3.5%) และภาษาอืน่ ๆ ประมาณ 3.4 ลา้ นคน (1.1%) ส่วนรฐั ฮาวายกำหนดให้ ภาษาองั กฤษและภาษาฮาวายเป็นภาษาทางการ - การศึกษา อัตราการรู้หนงั สือของประชากรวยั ผใู้ หญ่ 79% การใช้จา่ ยของรฐั บาลด้านการศกึ ษา ปีงบประมาณ 2564 เทา่ กับ 382,800 ลา้ นดอลลารส์ หรัฐ (พ.ย.2564) หรอื 4.1% ของงบประมาณทงั้ หมด ประชากรอายุ 25-34 ปี จบการศกึ ษาระดบั อดุ มศึกษา 52% (ปี 2563) นอกจากน้ี สหรัฐฯ มนี โยบาย สนับสนนุ งบประมาณใหส้ ถาบันการศกึ ษามากข้ึน เพ่ือส่งเสริมการเรียนการสอนในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ตลอดจนมุ่งเน้นการผลิตบุคลากรในสาขาวิชาวิทยาศาสตรค์ ณติ ศาสตร์ เทคโนโลยแี ละ วศิ วกรรมศาสตรเ์ พอ่ื ส่งเสริมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ - ประธานาธบิ ดี นายโจเซฟ โรบเิ นต ไบเดน จูเนียร์ Joseph Robinette Biden Jr. ประธานาธิบดี คนที่ 46 สงั กัดพรรคเดโมแครต

24 6.2 ระบบการศึกษาประเทศสหรัฐอเมริกา ภาพที่ 8 แผนภูมริ ะดบั โดยรวมการจัดการศึกษาในสหรัฐอเมริกา ภาพที่ 8 ท่มี า https://www.wisdomhouse.co.th/content/5265/ระบบการศึกษาในสหรัฐอเมริกา เขา้ ถงึ เม่ือวันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2566 ในแต่ละรัฐจะมกี ารควบคุมคุณภาพการเรียนการสอน และวางแผนการศึกษาของตนเองโดยไม่ขึน้ กบั รัฐบาลกลาง ทุกรัฐจะมีหน่วยงานการศึกษาคล้ายกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้คอยกำหนดมาตรฐานต่างๆ สำหรับการศึกษาภาคบังคับนักเรียนอเมริกันทุกคนจะได้เรียนฟรีจนจบระดับมัธยมศึกษาหรือ Grade 12 สำหรับนักเรียนต่างชาติที่ต้องการเรียนในระดับประถมและมัธยมศึกษาที่อเมริกาจะสามารถสมัครเรียนได้ เฉพาะในโรงเรียนเอกชนเท่านั้น เนื่องจากโรงเรียนรัฐบาล (Public School) จะรับนักเรียนที่ถือสัญชาติ อเมริกันและจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้นโรงเรียนเหล่านี้จึงไม่มีนโยบายรับเด็กต่างชาติเข้าศึกษาใน ระบบปกติ สว่ นการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจะมีข้อแตกต่างกล่าวคือ หากนกั เรียนอเมริกันที่มีถิ่นฐานอยู่ใน รัฐหนึ่งจะข้ามมาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของอีกรัฐหนึ่งจะต้องเสียค่าเล่าเรียนแพงขึ้นที่เรียกว่า “Out of State Tuition” โดยในแตล่ ะรัฐจะแบ่งระบบการศึกษาของตนเองตามความเหมาะสมของแตล่ ะมลรัฐสามารถ แบง่ ระบบการศกึ ษาได้ดงั น้ี - หลักสูตรระดับอนบุ าล (Kindergarten) การศึกษาระดับนไี้ ม่ใชก่ ารศึกษาภาคบังคับ แตเ่ ป็นการ เรียนเพอ่ื ปรบั พน้ื ฐานในชว่ งอายุ 3-6 ปีก่อนทีจ่ ะเรม่ิ เรียนอย่างจริงจังในระดับประถมศึกษา ชวี ติ การเรยี นของ เดก็ อเมริกนั เร่มิ ตน้ ด้วยโรงเรยี นเตรียมอนบุ าล หรอื โรงเรียนอนุบาล ตั้งแต่อายุประมาณ 3 ขวบ เดก็ อเมริกนั

25 จะเร่มิ ต้นเข้าเรยี นอย่างจริงจังเมอื่ อายุ 6 ขวบบริบรู ณ์ โดยระดบั ประถมศึกษาจะเริ่มต้ังแต่ Grade 1 – 6 ซึ่ง เทยี บกับระบบการศึกษาของประเทศไทย คือประถมศึกษาปที ่ี 1 – 6 - หลักสตู รระดบั ประถมศึกษา (Elementary School) เป็นการศึกษาภาคบงั คบั สำหรับเด็กอายุ 6 ปี มรี ะยะการศึกษา 6 ปี คือเข้าเรยี นในชั้น Grade 1 ถงึ Grade 6 ซึ่งตรงกับประเทศไทยคือ ประถมศึกษาปีที่ 1-6 - หลักสูตรระดบั มัธยมศึกษา (Secondary School) การศึกษาภาคบังคับของอเมริกานน้ั ทกุ คนจะ ได้รับสทิ ธิเรียนฟรี จนกระทัง่ ถึงเกรด 12 (Grade 12) หรอื จบในระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย สำหรับเด็ก 12- 18 ปี แบง่ เป็นชว่ งที่ 2 คือ Grade 7 และ Grade 8 หรือระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น (Junior High School) และชว่ งที่ 3 คอื Grade 9 ถึง Grade 12 เป็นระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย (Senior High School) โดยท่วั ไป สำหรับเดก็ ที่เข้าเริ่มเรียนตามปกติ และเรยี นต่อเนื่องไปโดยไมข่ าดตอน จะสำเร็จการศึกษา Grade 12 เมือ่ อายปุ ระมาณ 18 ปี ซงึ่ นบั ว่าสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย - หลักสูตรระดบั อดุ มศกึ ษา (Higher Education) ระดับอุดมศึกษา สถาบนั ในระดับน้ีมีมากกว่า 3,000 แห่งทง้ั ของรฐั และเอกชน แบง่ เป็น 4 ประเภท คือ 1) วทิ ยาลัยแบบ 2 ปี หรือวิทยาลัยชมุ ชน (JUNIOR COLLEGE หรือ COMMUNITY COLLEGE) สามารถเลอื กเรยี นได้ 2 หลกั สูตร คอื 1.1) Transfer Track เป็นหลกั สูตรทเี่ ป็นวิชาพื้นฐาน 2 ปแี รกของการศกึ ษาระดับปรญิ ญาตรี ซึง่ จะต้องเรยี นวิชา บังคบั 2 ปี จากน้นั สามารถโอนหนว่ ยกิตไปยงั มหาวทิ ยาลยั เพื่อศึกษาตอ่ ในปีท่ี 3 โดยเกรดเฉลย่ี ทนี่ กั ศึกษาทำ ไดใ้ นระหว่างเรยี น 2 ปีจะเป็นตัวกำหนดว่า นกั ศกึ ษาจะได้รับการตอบรบั เข้ามหาวทิ ยาลยั ที่อย่ใู นอนั ดับยาก งา่ ยเพียงใด 1.2) Terminal / Vocational Track เปน็ หลักสูตรอนปุ ริญญาสายวชิ าชีพ หลงั จากเรียนไปแลว้ 2 ปี นกั ศกึ ษาจะไดร้ บั วฒุ ิอนุปริญญาตรี และโทในสาขาวชิ าท่ีเลือก อาทิ สาขาคอมพวิ เตอร์ เลขานกุ าร เขยี น แบบ เปน็ ต้น 2) วทิ ยาลัย (COLLEGE) เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาหลักสตู ร 4 ปี เปิดสอนในระดบั ปริญญา ตรี และปริญญาโท หากได้รบั วฒุ ิบตั รระดบั ปริญญาตรี และโทจาก COLLEGE ทัง้ จากของรฐั บาล และเอกชน นัน้ ถือวา่ มีศกั ดิแ์ ละสทิ ธ์เิ ทียบเทา่ กับ UNIVERSITY ทกุ ประการ 3) มหาวิทยาลยั (UNIVERSITY) เปดิ สอนใน ระดับปริญญาตรี โท และเอกในสาขาต่าง ๆ บางสถาบนั อาจจะยงั มสี ถานะเป็น COLLEGE เช่น BOSTON หรือ DORTMOUNT COLLEGE 4) สถาบนั เทคโนโลยี (INSTITUTE OF TECHNOLOGY) เปิดสอนตงั้ แต่ ระดับปรญิ ญาตรี โท และเอก ส่วนใหญจ่ ะมุ่งเนน้ ในสาขาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในแต่ละมลรฐั จะแบ่ง ระบบการศึกษาตามความเหมาะสมของแตล่ ะพน้ื ที่ โดยการศกึ ษาข้ันพื้นฐานนน้ั ประเทศสหรัฐอเมริกาจะมี ระบบการศึกษาท่ีแต่ตา่ งกับในแตล่ ะมลรัฐซ่ึงมรี ะบบการศึกษาดังนี้ - ระบบแบบ 9:3 คอื ระดับประถมศกึ ษา 9 ปี อายุ 5- 14 และระดบั มธั ยมศึกษา 3 ปี อายุ 15-17 ปี - ระบบแบบ 6:3:3 คอื ระดบั ประถมศึกษา 6 ปี อายุ 5- 10 ,ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น 3 ปี อายุ 11- 14 ปี และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี อายุ 15-17 ปี - ระบบแบบ 6:6 คือ ระดบั ประถมศกึ ษา 6 ปี อายุ 5- 10 และระดบั มัธยมศึกษา 6 ปี อายุ 11-17 ปี

26 6.3 ภาคการศึกษาประเทศสหรฐั อเมรกิ า สถานศกึ ษาในสหรฐั อเมริกาใชภ้ าคการศกึ ษาหลายแบบแตกตา่ งกนั ออกไป ทัง้ น้ีกข็ ้ึนอยู่กบั ความ ตอ้ งการของสถานศึกษา ปีการศึกษาในสหรฐั อเมริกา (Academic year) จะเริม่ ประมาณเดอื นกนั ยายน ถงึ พฤษภาคม ระยะเวลาประมาณ 9 – 10 เดือน การกำหนดภาคการศึกษาจะแตกต่างกันออกไปขน้ึ อยู่กบั ความ ตอ้ งการของสถานศึกษา และความนิยมของท้องถน่ิ นนั้ ๆ ได้แก่ 1. ระบบ Semester เปน็ ระบบท่ีนยิ มใชก้ นั มากท่สี ดุ ในระยะเวลาหน่ึงปจี ะประกอบด้วย 2 semester และ 1 – 2 summer sessions แต่ละ semester ยาวประมาณ 15-16 สปั ดาห์ 2. ระบบ Quarter ในหนง่ึ ปแี บ่งออกเปน็ 4 Quarters โดยแตล่ ะ Quarter นานประมาณ 10 สัปดาห์ 3. ระบบ Trimester ใน 1 ปี แบง่ เป็น 3 เทอม ๆ ละ ประมาณ 3 เดือน 4. ระบบ 4-1-4 เปน็ ระบบใหม่ทใี่ ชใ้ นสถานศกึ ษาราว 8 % ในสหรัฐอเมริกา แบง่ ปีการศึกษาออกเปน็ 2 ภาคใหญ่ คั่นดว้ ยภาคเรยี นสนั้ ๆ ทเ่ี รยี นกวา่ Interim เพื่อใหน้ ักศึกษาไปทำการค้นคว้าด้วยตนเองหรอื ออก การศกึ ษานอกสถานท่ี ในช่วงแบ่งภาคเรยี น

27 ตอนท่ี 7 หลักการและจุดมงุ่ หมายท่วั ไปในการจัดการศึกษาของสหรัฐอเมริกา (Principles and general objectives of education USA’s education) 7.1 หลักการท่ัวไปในการจัดการศึกษาของอเมริกา การศกึ ษาในสหรฐั อเมรกิ าแต่ละรัฐจะควบคุม คณุ ภาพ การเรียนการสอน และวางแผนการศึกษาของตนเอง โดยไม่ข้นึ อยู่กับรฐั บาลกลาง ทุกรัฐจะมี หน่วยงานการศกึ ษาคลา้ ยกระทรวงศึกษาธิการท่ีคอยกำหนดมาตรฐานตา่ งๆ แนะนำเงนิ งบประมาณอุดหนนุ ให้ โรงเรียน วทิ ยาลยั และมหาวิทยาลยั จากเงนิ ภาษีท่ีเก็บได้จากประชาชนในแต่ละรัฐ การศึกษาภาคบังคบั นักเรยี นอเมริกันทุกคนจะเรยี นฟรีไมว่ า่ จะอยู่ทรี่ ฐั ใดจนจบชน้ั มัธยมศกึ ษา หรอื Grade 12 สำหรบั นกั เรยี นจาก ประเทศไทย ที่ต้องการเรียนในระดับประถมและมัธยมศกึ ษาท่ีอเมริกาจะสมัครเข้าเรยี นได้ในโรงเรียนเอกชน เท่าน้นั เพราะสหรฐั อเมริกาจะไม่ออกวซี ่าให้นักเรียนไทย จากโรงเรียนระดับประถมและมธั ยมศึกษาจาก โรงเรยี นของรฐั ทีเ่ รยี กว่า Public School เพราะสงวนไว้ให้กบั เดก็ อเมริกัน การเรยี นในระดับมหาวทิ ยาลัยจะ มีข้อแตกต่าง คือ ถ้านักเรยี นท่มี ถี นิ่ ฐานในรัฐหน่ึง จะขา้ มมาศึกษาต่อในระดบั มหาวิทยาลัยอีกรฐั หนึ่ง จะต้อง เสียคา่ เลา่ เรียนแพงข้นึ ทเี่ รียกว่า Out of States Tuition และถ้านกั ศึกษามาจากประเทศอนื่ จะต้องเสยี ค่า เลา่ เรยี นแพงมากข้ึนไปอกี ระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา แบ่งเปน็ ระดับต่าง ๆ ไดด้ ังน้ี 1) ระดบั อนุบาล (Kindergarten) การศึกษาระดบั น้ี ไมใ่ ช่การศกึ ษาภาคบงั คับ 2) ระดับประถมศกึ ษา (Elementary School) เปน็ การศึกษาภาคบังคบั สำหรบั เด็กอายุ 6 – 11 ปี มรี ะยะเวลาการศกึ ษา 6 ปี (ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 ถงึ ประถม 6) 3) ระดับมัธยมศึกษา (Secondary School) เป็นการศึกษาภาคบงั คบั สำหรับเดก็ อายุ 12 – 18 ปี (มัธยมศึกษาปีท่ี 1-6) แบ่งออกเปน็ 2 ประเภทคือ 1) โรงเรียนรัฐบาล นักเรยี นทุนส่วนตวั มสี ิทธิเ์ รียนได้ เปน็ เวลา 1 ปี เทา่ นนั้ 2) โรงเรียนเอกชน มี 3 รูปแบบ 1) Independent School หรือ Prep. School เพือ่ เตรียมนกั เรียนเข้าศึกษาต่อระดับปรญิ ญาตรี 2) Parochial School โรงเรยี นศาสนาโรมนั คารธ์ อลิค 3) Bible School หรอื Christian School สอนศาสนาควบคู่กบั วชิ าการ 4) ระดบั อุดมศกึ ษา การศึกษาในระดับน้ี แบง่ เปน็ ประเภทตา่ ง ๆ ดังน้ี 1) วิทยาลยั 2 ปี (Junior College) เป็นหลักสูตร 2 ปตี อ่ จากมธั ยมศึกษาตอน ปลาย หลกั สูตรการสอนมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1) Transferable Program ผูเ้ รียนสามารถโอนหน่วยกติ ไป เรียนตอ่ ปีที่ 3 ของวทิ ยาลยั หรือมหาวทิ ยาลยั เพ่ือศึกษาต่อจนจบปรญิ ญาตรไี ด้ 2) Terminal/Occupational Program เปน็ หลกั สตู ร 2 ปี เนน้ ทางวิชาชพี ความสามารถในงานเทคนิค และงานกง่ึ วิชาชีพ สำเรจ็ แลว้ ได้รับ อนปุ รญิ ญา 2) วทิ ยาลยั ประจำท้องถ่ิน (Community College) เป็นหลักสตู ร 2 ปีต่อจากมัธยมศึกษาตอน ปลาย มแี บบแผนเดียวกบั Junior College เพอ่ื ตอบสนองความต้องการของทอ้ งถิ่น 3) วิทยาลัย (College) หลักสูตร 4 ปี สำเรจ็ แล้วไดร้ บั ปรญิ ญาตรี บางแหง่ เปิดสอนถงึ ระดบั ปริญญาโท 4) มหาวทิ ยาลยั (University) เปิดสอนระดบั ปริญญาตรี (4 ปี) ปริญญาโท (1 – 2 ปี) และปรญิ ญาเอก (4 ปี) เนน้ การสอนและการ ค้นคว้าวจิ ยั ในแงว่ ิชาการ 5) สถาบันทางวิชาชีพ เปน็ สถาบันทางวชิ าชีพช้ันสูงโดยเฉพาะ เชน่ แพทยศาสตร์ กฎหมาย เป็นต้น หลักสตู ร 3-8 ปี แลว้ แต่สาขาวิชา โดยปกตนิ ักศึกษาจะเข้าศึกษาหลังจากท่ีสำเร็จปริญญาตรี มาแล้ว

28 ตอนที่ 8 กฎหมายการศกึ ษาหรือกฎระเบยี บตา่ ง ๆ ที่เกย่ี วขอ้ งกบั การศกึ ษา (Laws and other basic regulations concerning education) 8.1 กฎหมายทีเ่ ก่ียวข้องกบั การบรหิ ารการศกึ ษาของประเทศสหรัฐอเมรกิ า กฎหมายเป็นผู้มอี ำนาจสงู สุดในรัฐตราข้ึน หรอื ท่เี กิดข้ึนจากจารีตประเพณอี นั เปน็ ท่ียอมรับนบั ถือ เพอ่ื ใช้ในการบริหารประเทศ เพ่ือใชบ้ งั คับบคุ คลใหป้ ฏิบตั ิตาม หรอื เพ่ือกำหนดระเบียบแห่งความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งบุคคล หรอื ระหว่างบุคคลกับรฐั โดยประเทศสหรัฐอเมริกามีพระราชบญั ญัติเก่ียวกับการศึกษา ดงั ต่อไปนี้ พระราชบัญญัติวา่ ดว้ ยการศึกษาป้องกันราชอาณาจกั ร The National Defense Education Act. 1963 พระราชบัญญัตวิ า่ ดว้ ยการศึกษาสำหรบั คนพิการ Individuals with Disabilities Education Act Amendments. 1997 พระราชบัญญัตวิ า่ ด้วยความร่วมมอื ด้านความยืดหยนุ่ ด้านการศึกษา Education Flexibility Partnership Act. 1999 พระราชบญั ญัตวิ ่าดว้ ยการไม่ท้งิ เด็กไว้ข้างหลงั No Child Left Behind Act. 2001 พระราชบญั ญัตวิ ่าดว้ ยการประสานงานระหวา่ งเทคโนโลยี การศึกษา และลิขสิทธ์ิ Technology, Education and Copyright Harmonization Act. (TEACH 2002) พระราชบัญญัติว่าดว้ ยการศึกษาประวัติศาสตร์และพลเมืองอเมริกัน American History and Civics Education Act. 2004 พระราชบญั ญัตวิ ่าดว้ ยการพัฒนาการศึกษาสำหรับบคุ คลทุพพลภาพ Individuals with Disabilities Education Improvement Act. (IDEA 2004) พระราชบัญญตั ิว่าดว้ ยการคุม้ ครองครผู เู้ สยี ภาษี Taxpayer-Teacher Protection Act. 2004 พระราชบญั ญตั ิว่าด้วยความเปน็ ธรรมในการช่วยเหลือนกั เรยี นจากภัยธรรมชาติ Natural Disaster Student Aid Fairness Act. 2005 พระราชบญั ญตั ิวา่ ดว้ ยการลดค่าใช้จา่ ยและการเข้าวทิ ยาลยั College Cost Reduction and Access Act. 2007 พระราชบัญญตั วิ ่าดว้ ยการชว่ ยการศึกษาตามความจำเปน็ Need-Based Educational Aid Act. 2008 พระราชบัญญัตวิ ่าดว้ ยโอกาสทางการศกึ ษาระดบั อดุ มศกึ ษา Higher Education Opportunity Act. 2008 พระราชบญั ญตั ิว่าดว้ ยความชว่ ยเหลอื ดา้ นการศึกษาตามความจำเปน็ Need-Based Educational Aid Act. 2008

29 พระราชบญั ญตั ิวา่ ด้วยการสง่ เสรมิ การศกึ ษาระดบั อุดมศึกษา Higher Education Extension Act. 2008 พระราชบญั ญตั วิ ่าด้วยการดูแลสขุ ภาพและการศึกษา Health Care and Education Reconciliation Act. 2010 พระราชบญั ญัตวิ า่ ดว้ ยความสำเร็จของนักเรยี นทุกคน Every Student Succeeds Act. 2015 พระราชบัญญตั วิ า่ ด้วยพระราชบญั ญัตสิ ะเต็มศกึ ษา STEM Education Act. 2015 พระราชบญั ญัติวา่ ด้วยการศึกษาของประถมศกึ ษาและมัธยมศึกษา The Elementary and Secondary Education Act. 2015 พระราชบัญญัตวิ ่าดว้ ยการจัดโปรแกรมทางการศึกษา Never Again Education Act. 2020 พระราชบัญญตั วิ า่ ดว้ ยการพิจารณาคดั สรรบุคลากรทางการศึกษา Consider Teachers Act. 2021

30 ตอนท่ี 9 การบรหิ ารและการจดั การระบบการศกึ ษาของประเทศสหรฐั อเมริกา (Administration and management of the USA’s education system) 9.1 การบริหารและการจดั การศกึ ษาของประเทศสหรัฐอเมรกิ า ในการบริหารและการจัดการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา มีรูปแบบทีแ่ ตกต่างกันอย่างหลากหลาย ทั้งนี้เพราะประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศใหญ่ มีการปกครอง แบบสาธารณรัฐ ประกอบด้วยมลรัฐต่างๆ 50 มลรัฐ แต่ละมลรัฐมีอิสระในการออกแบบระบบบริหารและการจัดการศึกษาของตนเอง และนอกจากนี้ใน แต่ละมลรัฐยังกระจายอำนาจใน การบริหารและการจัดการศึกษาไปยังเขตพื้นที่การศึกษา จึงทำให้การ ประมวลสรุประบบ การบริหารและการจัดการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาให้ตายตัวว่าเป็นแบบใดน้ัน เป็นไปได้ค่อนข้างยากการบริหารงานในระดับมลรัฐและในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศ สหรัฐอเมริกามีความเป็นเอกลักษณ์ฉพาะเปน็ ของตนเอง ยากที่ประเทศอื่นจะเลียนแบบได้ แต่ละรัฐธรรมนูญ และรูปแบบการบริหารเฉพาะของตนเอง เป็น 50 แบบใน 50 มลรัฐ ดังกล่าวมาแล้ว ด้วยความเป็นอิสระใน การบรหิ ารกิจการภายในของแต่ละมลรฐั ดังกล่าว จงึ ทำให้ระบบราชการอ่นื ๆ ในแต่ละมลรฐั แตกต่างกันไปด้วย แต่โดยสรุปขีดหลักการเดียวกัน คือ การกระจายอำนาจการบริหารและการเป็นประชาธิปไตย โดยให้ ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารให้มากที่สุด รัฐบาลกลางเชื่อมระบบการบริหารของรัฐต่างๆ โดยระบบการ ประสานงานและการควบคุมด้วยกลไกการควบคุมอื่นๆ เช่น กลไกทางกฎหมาย และระบบงบประมาณ เป็น ตน้ รฐั บาลกลางจะ กำหนดมาตรฐานการปฏบิ ัติงาน ในแต่ละด้านไว้จดั สรรค่าใชจ้ า่ ย ประมาณร้อยละ 90 ของ ค่าใชจ้ ่ายในการบริหารกจิ การของมลรัฐ เงนิ เหลา่ นจ้ี ำนวนหน่ึงจะจัดสรรเปน็ เงนิ อุดหนุนอย่างมี วัตถุประสงค์ เป็นแบบ Block Grants เป็นเงินช่วยเหลือตามจำนวนที่กำหนดจากรัฐบาลที่ใหญ่กว่าไปยังหน่วยงานรัฐบาล ระดับภูมิภาคที่มีขนาดเล็กกว่า Block Grants มีการกำกับดูแลน้อยกว่าจากรัฐบาลที่ใหญ่กว่า และให้ความ ยดื หยนุ่ แก่หน่วยงานย่อยของรัฐบาลแต่ละแหง่ ในแง่ของการออกแบบและการนำโปรแกรมไปใช้ ไปยังรัฐต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมด้านการศึกษาและการพัฒนาสังคม การบริหารการปกครองและการบริหารการศึกษาเปีน หนา้ ทีข่ องแต่ละมลรัฐ โดย ดำเนินงานตามแบบรฐั บาลกลาง ผู้ว่าการมลรัฐเป็นประมุขฝ่ายบริหาร อำนาจการ ปกครองแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าข คือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติกร และฝ่ายตุลาการ รัฐบาลของแต่ละมลรัฐจะรับภาระ ทางด้านธำรงรักษาความเป็นระเบียบวินัย ให้การศึกษาแก่เด็กและเขาวชน ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลกลาง ดำเนินการในด้านความสัมพันธ์ภายในประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และปัญหาส่วนภูมิภาคที่ เก่ียวขอ้ งกับมลรัฐต่างๆ งานการศึกษาน้ันไม่มีระบบการศกึ ษาในระดับชาติ การศึกษาแต่เดมิ มารวมอยู่เป็นกระทรวงเดียวกนั กบั งานดา้ นสาธารณสุขและสวสั ดกิ ารทเ่ี รยี กวา่ Department of Health, Education and Welfare (DHEW คือ กระทรวงสาธารณสุข การศึกษา และสวสั ดกิ าร) ในปี พ.ศ.2522 ไดแ้ บ่งออกเปน็ 2 กระทรวงคือ กระทรวงการศึกษา (Department of Education) และ กระทรวงสาธารณสขุ และบริการประชากร (Department of Health and Human Services)

31 ภาพที่ 9 โครงสรา้ งการบริหารงานการศึกษาของรฐั บาลกลาง ภาพท่ี 9 ที่มา วารสารสำนกั ข่าวสารอเมรกิ นั สหรฐั อเมริกา สำหรับโครงสร้างการบริหารการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีรายละเอียดโครงสร้างการ บริหารการศึกษาของประเทศการบริหารการศึกษาในสหรัฐอมริกานั้นไม่มีการบริหารแบบรวมอำนาจหรือส่ัง การจากข้างบน แต่เป็นการบริหารจากองค์กร ระดับล่างสุดหรือท้องถิ่นเหมือนกับการปกตรองด้านอื่นๆ การ จัดการศึกษาของสหรฐั ฯ เป็นหน้าที่ของแตล่ ะมลรัฐท้ัง 50 มลรัฐ แม้รัฐบาลกลาง (Federal Glovemant) จะ มีกระทรวงศึกษาธิการแต่ก็ทำหน้าที่เพียงดำเนินการด้านประสานงานโครงการให้ความช่วยเหลือในด้าน การศึกษาแก่มลรัฐต่างๆ ทั้งประเทศหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและการจัดการศึกษาของประเทศ สหรัฐอเมรกิ าแบ่งออกไดเ้ ปน็ 3 ระดับ คือ องคก์ ารบริหารการศกึ ษาสว่ นกลาง องคก์ ารบริหารการศึกษาระดับ มลรัฐ และองคก์ ารบรหิ ารการศึกษาระดบั ท้องถ่ิน ซึง่ มีสาระ โดยสรุปดังน้ี (Saman Asawapom,1991) 1. องค์การบริหารการศึกษาส่วนกลาง องค์การบริหารและการศึกษาส่วนกลางของประเทศ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเรียกว่า The U.S. Department of Education หรือกระทรวงศึกษาธิการนั้น มีขนาด ค่อนข้างเล็กถ้าจะเปรียบเที่ยบกับขนาดของประเทศ และปริมาณงานในความรบั ผิดชอบ เป็นหน่วยงานที่เล็ก ที่สุดในรัฐบาลกลาง จากข้อมูลเกี่ยวกับอัตรากำลังในปี ค.ศ. 1997 มีบุคลากรในสังกัดเพียง 4,600 กว่าคน เท่าน้นั (http/w.w.w.ed.gov/pub/statfjla/) แตล่ กั ษณะดงั กล่าวน้ีเปน็ เอกลักษณส์ ำคัญของการบริหารแบบ กระจายอำนาจ ซึ่งเปน็ ไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งชาติของประเทศสหรฐั อเมริกา ที่บญั ญัติไว้ในการ แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ ข้อที่ 10 มีใจความว่า อำนาจใดทม่ี ิไดบ้ ัญญัติไวเ้ ป็นอำนาจสว่ นกลาง ให้เปน็ อำนาจหน้าที่ของมล รัฐหรือประชาชนโดยทั่วไปตามลำคับ ดังนั้นเมื่อการจัดการศึกษาเป็นการกิจท่ีไม่ได้ระบุให้เป็นไปตามหน้าท่ี ของส่วนกลางจึงเป็นหน้าที่ของมลรัฐที่ต้องรับผิดชอบดำเนินการต่อไป แม้ว่าอำนาจการจัดการศึกษาจะเป็น

32 ของมลรัฐดังที่กล่าวมาแล้วแต่กระทรวงศึกษาธิการได้รับการสถาปนาขึ้นโดยกฎหมายในปี พ.ศ. 2410 โดยมี เหตผุ ลและความจำเปน็ ดงั น้ี 1) เพอ่ื เป็นหนว่ ยงานกลางในการปรบั ปรุงการบรหิ ารและประสานงานใครงการการศึกษา และการ ให้การสนับสนุนด้านการศกึ ษาแก่มลรฐั ต่างๆ 2) เนอื่ งจากยงั ไมม่ หี น่วยงานใดรับผิดชอบงานดา้ นการศึกษาเพ่ือประโยชน์ในดา้ นการบรหิ ารและการ จดั การศกึ ษาของประธานาธิบดี องค์กรอ่ืนๆ ที่มอี ยู่ในขณะน้นั เป็นอปุ สรรคต่อการพจิ ารณาและการตดั สินใจ ดา้ นการศึกษา 3) การกระจายอำนาจการบริการและการจดั การศกึ ษาไปยังมลรัฐและท้องถ่นิ โดยไมม่ ีหน่วยประสาน กลาง ทำใหข้ าดเอกภาพด้านนโยบาย และบางคร้งั มีความขดั แขง็ กันเองอีกดว้ ย ในระยะแรกของการก่อต้งั นั้น กระทรวงการศึกษามหี น้าท่ีในการรวบรวมสถติ ิข้อมลู และข้อเท็จจริง ทางการศกึ ษา เพ่ือรายงานความกา้ วหนา้ ของการดำเนินงานดา้ นการศึกษาของมลรัฐต่างๆ และเผยแพร่ ขา่ วสารขอ้ มูลเหล่านน้ั เพ่ือปรับปรงุ พฒั นาการ จดั การศึกษาใหด้ ียง่ิ ข้นึ อย่างไรก็ตาม ในปัจจบุ ันนบี้ ทบาทหนา้ ท่ี ดงั กล่าว ยังมคี วามสำคัญต่อการบริหารและการจัดการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ และดูจะมี ความสำคญั มากข้ึน จนมกี ารก่อตงั้ ศนู ยส์ ถติ ิขอ้ มูลเพื่อการศกึ ษาแห่งชาติขึ้น เพอ่ื ดำเนินการเรอื่ งนีโ้ ดยเฉพาะ (U.S. Department of Education,1998) นอกจากการใช้สถติ ิขอ้ มูลเป็นเครื่องมือในการกำกับการจดั การศกึ ษาแล้วกระทรวงศึกษาธิการยงั ใชง้ บประมาณและการให้รางวัลเป็นกลไกในการควบคุมการจัด การศึกษาของมลรฐั และสถานศึกษาตา่ งๆ ในหลายรปู แบบ เช่น การใหก้ องทุน หรืองบประมาณสนบั สนนุ โดย มเี ง่ือนไขเชิงนโยบาย และการให้รางวัล สถานศกึ ษาดเี ดน่ เป็นตน้ - บทบาทหนา้ ท่ีของกระทรวงการศึกษารฐั บาลกลาง ในปัจจุบันกระทรวงศกึ ษาของรัฐบาลกลาง บริหารงานในรูปบริหารโครงการ ซงึ่ มโี ครงการในการให้ ความช่วยเหลอื ด้านการศกึ ษาทงั้ ประเทศมากกวา่ 200 โครงการ ทุก ๆ ปรี ฐั สภา ทีเ่ รยี กว่า สภาคองเกรส จะ จัดสรรเงินกองทนุ ช่วยมลรฐั ตา่ งๆ เพื่อขยายโครงการการศึกษาแกป่ ระชาชน โดยในปี พ.ศ. 2508 กองทุน ชว่ ยเหลอื น้ใี ด้ครอบคลมุ ไปถึงโรงเรยี นเอกชนและโรงเรยี นทางศาสนาเปน็ คร้ังแรกกองทุนของรฐั บาลเป็น จำนวนมากทชี่ ่วยมลรฐั ต่างๆ ให้ปรบั ปรุงคณุ ภาพของระบบการศกึ ษาของตนให้ดยี ิ่งขึน้ องค์กรบริหารงาน การศึกษาของรัฐบาลกลาง คือ กระทรวงการศึกษาซ่งึ ตัง้ อยู่ เลขที่ 400 Maryland Ave. SW 20202 Washington D.C. ซง่ึ ประกอบด้วย เจ้าหนา้ ท่รี ะดบั สงู และผูช้ ่วยตำแหนง่ ตา่ งๆ ทำหนา้ ที่ในสำนักงานเพอื่ บรกิ ารใหแ้ ก่มลรัฐต่างๆ ดังปรากฏตามภาพประกอบ 10 ดังต่อไปน้ี

33 ภาพท่ี 10 โครงสร้างกระทรวงการศึกษาของประเทศสหรฐั อเมริกา ภาพที่ 10 ที่มา California State Board of Education. School District Organization Handbook 1998 กระทรวงศึกษาของรฐั บาลกลางนนั้ มไิ ดท้ ำหน้าทีบ่ รหิ ารจัดการศึกษา มแี ต่การบรหิ าร จดั การชว่ ยเหลอื ใหแ้ ก่มลรัฐ โดยใหแ้ ต่ละมลรฐั รบั ผดิ ชอบในการบรหิ ารจดั การทางการศึกษาของตนให้มาก ทส่ี ดุ การทเ่ี ป็นเชน่ นีส้ าเหตเุ นื่องมาจากอิทธิพลทีส่ ำคญั 2 ประการที่มีต่อการศึกษาของชนชาติอเมริกัน ประการแรก คือ นักฎหมายและการปกครอง และประการที่สองคือ ด้านวัฒนธรรม ทม่ี ีความหลากหลายจงึ นบั ว่าการศกึ ษาของสหรัฐ ฯ ไม่มรี ะบบการศึกษาในระดับชาติ ระบบการศกึ ษาเปน็ ไปตามความรบั ผดิ ชอบของ แต่ละมลรฐั รฐั บาลกลางยอมรบั ในความรบั ผิดชอบทางการศกึ ษาของแต่ละมลรฐั รัฐบาลกลางจึงทำหนา้ ท่ี เพียง ประสานงานเก็บรวบรวมขอ้ มลู แนะนำช่วยเหลือดา้ นการเงนิ ในโครงการต่างๆ เฉพาะด้าน ดังคำกล่าว ทว่ี ่า \"การศกึ ษา เปน็ ความผูกพันของรฐั บาลกลาง เป็นความรับผิดชอบของมลรฐั และเป็นหนา้ ที่ของท้องถิ่น\" เนอ่ื งจากกฎหมายรฐั ธรรมนูญมไิ ด้กำหนดใหร้ ัฐบาลกลางจดั การศึกษาการบรหิ ารจดั การศกึ ษาจงึ ตกเปน็ ความ รบั ผดิ ชอบของมลรัฐต่างๆ โดยแตล่ ะมลรฐั มผี ู้ว่าการรัฐและรฐั มนตรบี ริหารจดั การในมลรัฐของตนเอง - องค์การบริหารการศกึ ษาระดบั มลรัฐ หน้าทีห่ ลกั ของรฐั บาลระดับมลรัฐ คอื การดูแลการเลือกตั้งการใหค้ ำปรึกษาแนะนำแก่เทศบาลและ หน่วยบรหิ าร การจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาโดยทั่วไปแล้วเปน็ หน้าท่ีของคณะกรรมการ

34 การศึกษาของเขตพื้นที่ ซงึ่ เป็นเขตพื้นทเ่ี ฉพาะท่ีกำหนดข้ึนเพือ่ รับผิดชอบการบริหารและการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการจดั องค์การบริหารการศึกษา เปน็ อำนาจหน้าที่ของแตล่ ะมลรัฐ โดยตรงซ่ึงแต่ละมลรัฐจะมีการ จัดองค์กรที่แตกต่างกนั ไป ท้ังนี้ขนึ้ อยู่กับธรรมนูญของแตล่ ะมลรฐั แต่โดยทวั่ ไปจะมลี กั ษณะคล้ายกนั อยู่ 2 ประการ (Mocephet, Johns and Reller, 1982) คือ 1) การบรหิ ารและการจดั การศกึ ษาในแต่ละมลรฐั ทง้ั ระดับมลรฐั และระดบั ท้องถนิ่ มีความเป็นอิสระ จากหน่วยงานการปกครองค่อนขา้ งมาก ท้งั น้ีอาจจะเพราะความเชื่อที่ว่า การศกึ ษาเป็นเครอ่ื งมือที่ทรง คณุ ภาพในการพัฒนาทรัพยากรมนุษ ดังน้นั จงึ เป็นการเส่ยี งต่อความหายนะอย่างยิง่ ถ้าจะปล่อยให้การจดั การศกึ ษาตกอยู่ในมือของคนใดคนหนงึ่ หรอื กลุ่มใด กลมุ่ หนึง่ โดยเฉพาะโรงเรียนของรฐั และสถาบนั การศึกษา ทงั้ หลายจงึ ควรปลอดจากการแทรกแซงและครอบงำทางการเมอื ง ซึง่ เปน็ คุณลักษณะเฉพาะทีช่ าวอเมรกิ นั ภาคภูมใิ จมาก 2) การบริหารและจดั การศึกษาของมลรฐั สว่ นใหญจ่ ะกระจายอำนาจแบบเบ็ดเสรจ็ ให้ท้องถิ่น ซงึ่ มี คณะกรรมการการศกึ ษาเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาและสำนักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษา เปน็ ผูร้ ับผิดชอบคำเนนิ การทงั้ นี้ อาจจะเป็นเพราะความเชื่อในหลกั ประชาธิปไตย และเป็นไปตามบทบญั ญัติของรฐั ธรรมนญู ที่กลา่ วว่า ภารกิจ ใดทไี่ ม่เปน็ อำนาจของสว่ นกลางให้เปน็ อำนาจหน้าทข่ี องมลรัฐ และประชาชน มลรัฐต่างๆ จึงมอบอำนาจให้ ประชาชนเปน็ ผู้รับผดิ ชอบในการจัดการศกึ ษาเองดงั กล่าว 2.1 สำนกั การศึกษาของมลรัฐ หน่วยงานทางการศึกษาทดี่ ูแลการบรหิ ารและการจัดการศึกษาในแต่ละมลรัฐเรยี กว่าสำนกั การศกึ ษาของมลรัฐ (Static Department of Education) ซง่ึ แตล่ ะมลรฐั อาจจะมชี อ่ื เรียกตา่ งกนั เชน่ มลรฐั แคลฟิ อร์เนยี เรียกวา่ California department of Education สว่ นมลรัฐ รฐั วสิ คอนซิน เรียกวา่ Wisconsin Department of Public Instruction (California State Board of Department , 1998 ; Wisconsin Department of Public Instruction, 1994) เปน็ ตน้ สำนักการศึกษาของมลรฐั ประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบสำคัญ 2 สว่ น คอื คณะกรรมการ การศกึ ษาของมลรัฐ (State Board of Education) และการศึกษาธกิ ารมลรฐั กับเจ้าหน้าท่ี (State Superintendent and Stats) คณะกรรมการการศึกษาของมลรฐั ทำหน้าทก่ี ำหนดและกำกบั นโยบายส่วน การศึกษาธกิ ารมลรัฐและเจ้าหน้าทีร่ ับผดิ ชอบในการกำหนดนโยบายไปปฏบิ ตั ริ ายละเอยี ดของอำนาจหน้าท่ที ้ัง ของคณะกรรมการการศึกษามลรฐั และศึกษาธิการมลรฐั สรปุ ไดด้ งั น้ี (Mocephet, Johns และ Reller, 1982) 1) หนา้ ทข่ี องคณะกรรมการการศึกษามลรัฐ ไดแ้ ก่ 1.1) แต่งต้ังและกำหนดคา่ ตอบแทน ศกึ ษาธิการการศกึ ษามลรฐั 1.2) พิจารณาการแบ่งงาน คุณสมบัติเจ้าหน้าท่แี ละการแต่งตั้งเจ้าหนา้ ทข่ี องสำนัก การศึกษาของมลรฐั 1.3) ให้ความเหน็ ชอบและบรหิ ารงบประมาณ ในการดำเนนิ งานหน่วยงานทางการศกึ ษา ของมลรฐั 1.4) อนมุ ัติการศึกษาความต้องการจำเป็นและจัดโครงการสนับสนนุ การพฒั นาคณุ ภาพการศึกษาใน มลรฐั 1.5) ใหค้ วามเหน็ ชอบนโยบายเกี่ยวกบั มาตรฐานขั้นต่ำในการบริหารและการนเิ ทศการศึกษา 1.6)

35 นำเสนอนโยบายเกี่ยวกบั การจดั การศึกษาต่อมลรฐั และ 1.7) อนมุ ัติและให้ความเหน็ ชอบนโยบายการเปดิ สอนสถาบันการศกึ ษาระดับสงู และสถาบนั การศึกษาอ่ืนๆ และโปรแกรมการศึกษาต่างๆ ของมลรฐั 2) หนา้ ทีข่ องศึกษาธิการมลรัฐ ได้แก่ 2.1) ทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการการศึกษามลรัฐ และเป็นหัวหนา้ สำนักการศึกษาของมลรัฐ 2.2) ทำหน้าทผี่ ู้บริหารคณะทำงานที่ต้ังขน้ึ เพ่ือประสานงานการ ดำเนนิ งานโปรแกรมต่างๆ 2.3) เลอื กเจา้ หน้าท่แี ละทำหน้าท่เี ปน็ หวั หน้าสำนกั การศึกษาของมลรฐั 2.4) จัดการใหม้ ีการศึกษาความตอ้ งการจำเปน็ และคณะทำงานเพ่ือการน้ี เพื่อคน้ หาปัญหาและพัฒนาโปรแกรมใน การแกป้ ัญหา 2.5) เสนอคณะกรรมการการศึกษามลรฐั เก่ียวกบั นโยบาย เกณฑ์มาตรฐานและกฎระเบียบท่ี เกย่ี วข้องกบั การจดั การศึกษาของรฐั ในมลรฐั 2.6) เสนอแนะแนวทางในการปรบั ปรงุ กฎหมายการศึกษาของมล รัฐ และการจดั สรรงบประมาณด้านการศึกษา และ 2.7) ให้ความกระจ่างเกีย่ วกับกฎหมายการศึกษา นโยบาย และกฎระเบียบเกี่ยวกบั การศึกษาแกค่ ณะกรรมการการศึกษามลรฐั สำหรับการได้มาของคณะกรรมการการศึกษามลรฐั กบั ศกึ ษาธกิ ารมลรัฐ มี 3 ลักษณะ ดงั ภาพประกอบ 11 ภาพท่ี 11 แนวทางการไดม้ าของคณะกรรมการการศกึ ษามลรัฐกับศึกษาธิการมลรัฐ ภาพที่ 11 ที่มา Guthrie and Reed , Educational Administration and Policy : Effective Leadership for American Education, 1986 อา้ งใน Saman Asawapoom, 1991 - องคก์ ารบรหิ ารการศกึ ษาในระดับทอ้ งถน่ิ การบรหิ ารและการจัดการศกึ ษาในระดับท้องถิน่ ของประเทศสหรัฐอเมรกิ าเป็นความรบั ผิดชอบของ ประชาชนในแต่ละเขต ซงึ่ เรยี กวา่ เขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษา หรอื School District ทก่ี ำหนดขึ้นมารับผิดชอบในการ จดั การศึกษาของเขตพ้นื ที่ ส่วนหน่วยปฏิบตั ิการในการบรหิ ารและการจดั การศึกษาของแต่ละพ้ืนที่นั้นมี 2 หน่วย คอื สำนกั งานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาและสถานศึกษาหน่วยงานทง้ั สองน้รี ่วมกันรบั ผดิ ชอบในการจดั การศกึ ษาในเขตพื้นท่บี ริการ ภายใต้การกำกับดแู ลของคณะกรรมการการศกึ ษาของเขตพื้นทีก่ ารศึกษา ซ่ึง

36 สามารถสรุปแนวคดิ และหลกั การท่ีเกี่ยวข้องกับการจดั องค์การและการบรหิ ารการศึกขาในเขตพ้ืนทกี่ ารศกึ ษา ของประเทศสหรฐั อเมรกิ า ได้ดังนี้ 1) เขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษา การแบ่งเขตพืน้ ท่ีเพ่ือวตั ถปุ ระสงค์ในการบรหิ ารและการจัดการศกึ ษา ของประเทศสหรฐั อเมรกิ นน้ั มเี อกลักษณเ์ ฉพาะตวั ทั้งประวตั ิศาสตรค์ วามเปน็ มา และลักษณะโครงสร้างการ บริหารการรวมตวั กันของประชาชนในชุมชนเพ่อื ดำเนินการจัดการศึกษาของประเทศสหรฐั อเมรกิ านนั้ มีมา ตง้ั แตเ่ รม่ิ มีการตงั้ ถิ่นฐานของผบู้ ุกเบิกยุคอาณานคิ ม (Saman Aswapoom, 1991) ประชาชนในชมุ ชนต่างๆ หลายแหง่ ได้ระดมเงนิ บริจาคและเกบ็ ภาษี โรงเรือนเพื่อนำมาใช้จา่ ยในการจัดการศึกษาสำหรับบตุ รหลานของ ตน และต่อมามลรฐั ตา่ งๆ นำโดยรัฐ Massachusetts ไดอ้ อกกฎหมายมอบอำนาจให้ขุมชนตั้งองคก์ ารบรหิ าร การศึกมาในท้องถ่นิ ของตนได้ จงึ นับได้วา่ เปน็ จุดเริ่มต้นของการกำเนดิ เขตพื้นท่ีการศกึ ษา และองคก์ ารบรหิ าร การศกึ ษาในเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาต่างๆ ขึ้นในประเทศสหรฐั อเมรกิ า สว่ นลักษณะโครงสร้างของเขตพนื้ ที่ การศึกษาของสหรฐั อเมริกาน้ันมคี วามแต่แตกต่างหลากหลายกันหลายแบบและปรับเปล่ียนเพ่ือความ เหมาะสมอย่เู สมอ เดิมน้นั เขตพนื้ ที่การปกครองไม่วา่ จะเปน็ เขตพ้นื ท่ีเมอื งใหญ่ เขตพ้ืนท่ีเมอื ง เขตพ้ืนที่เมืองเลก็ นน้ั นอกจากจะกำหนดไว้เพอ่ื ประโยชนใ์ นการปกครองแลว้ ยังไดร้ ับมอบหมายให้ทำหนา้ ทีใ่ นการจดั การศึกษา ดว้ ย เพยี งแตไ่ ดม้ กี ารแยกหน้าทแี่ ละมหี น่วยงานรับผดิ ชอบในการดำเนนิ งานด้านการศกึ ษาโดยเฉพาะข้นึ มา ซ่งึ มที ้งั แบบทยี่ ังอยู่ภายใต้การบงั คับบญั ชาขององค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ และแบบเปน็ อิสระเปน็ เอกเทศ แมว้ า่ ส่วนใหญ่จะใช้เขตพนื้ ที่แบบเดมิ อยูก่ ต็ าม และต่อมาหลายเขตพนื้ ที่ไดม้ ีการปรบั เขตพืน้ ท่ีของตนเองให้ เหมาะสมยิ่งขน้ึ โดยไม่ติดยดึ กับเขตพืน้ ท่ปี กครอง และมีอิสระในการบรหิ ารจัดการภายในของตนเองมากขึ้น ความเปน็ อิสระในการบริหารคังกล่าว หมายถึงเขตพน้ื ที่การศกึ ษา อาจจะจา้ งครจู ัดโปรแกรมการเรียนการ สอน ให้เหมาะสมกบั ท้องถิน่ รวมทงั้ กรบริหารงบประมาณของตนเองด้วย ตัวแปรที่ส่งผลตอ่ การเปล่ยี นแปลง เขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาดังกล่าว ได้แก่ ความสะดวกในการคมนาคม การขยายตัวของโปรแกรมการศึกษาเพ่ือ ตอบสนองความต้องการของผเู้ รยี นมากข้ึนการเปลย่ี นแปลงด้านเศรษฐกิจและความเปน็ อยูข่ องชุมชน และ ภาวะผู้นำทางการศกึ ษา เป็นตน้ (Morphet, Johns and Reller, 1982) และถา้ จะดูแนวโนม้ ของจำนวนเขต พื้นทก่ี ารศึกษาตั้งแต่ปี 1930 เป็นตน้ มา จะพบว่า มจี ำนวนลดนอ้ ยลง กล่าวคือ ในปี 1930 เขตพนื้ ท่ีการศึกษา ในประเทศสหรฐั อเมริกามีมากกวา่ หนึง่ แสนสามหมนื่ เขต ย่ีสิบปีต่อมาลดเหลือแปดหม่นื กวา่ เขต และในปี 1990 มีอย่เู พียงหนง่ึ หมน่ื ห้าพนั กวา่ เขต ( Lunenburg and Omstein, 1991) 2) เกณฑใ์ นการพิจารณาเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษา ในยคุ แรกของการเกิดข้ึนของเขตพน้ื ที่การศึกษา ในประเทศสหรฐั อเมริกาเรม่ิ ต้นจากการรวมตวั ของประชาชนในแต่ละชมุ ชนเพ่ือดำเนินการจัดการศึกษา สำหรับบุตรหลานของตนเอง ดังนนั้ เขตพนื้ ท่ีการศึกษาต่างๆ จึงเกิดขนึ้ ตามความต้องการของชมุ ชนเป็นหลกั ตอ่ มาเมอื่ การจดั การศกึ ษามรี ะบบมากขึน้ และมีกฎหมายรองรบั เปน็ ทางการมากขึน้ ประกอบกบั ค่าใชจ้ า่ ยใน การดำเนินการมมี ากขนึ้ จึงได้มีการศึกษาวิจัยในเร่ืองนมี้ ากขน้ึ และพบว่าการจดั การศึกษาในเขตพืน้ ท่ี การศกึ ษาขนาดเล็กจะส้ินเปลืองมากกวา่ เขตพืน้ ทีก่ ารศึกษาขนาดใหญ่ จงึ ทำใหม้ ีการรวมเขตพน้ื ที่การศึกษา ต่างๆ เข้าด้วยกนั มากข้ึน จากจำนวนกวา่ 130,000 เขต ในปี 1930 เป็น 15,000 กว่าเขต ในปี 1990 ซึ่งจะ

37 เหน็ ไดว้ า่ ลดลงถงึ เก้าในสบิ สว่ น การยบุ เลิกและรวมเขตพนื้ ท่ีการศึกษาเข้าดว้ ยกันในแตล่ ะมลรัฐมหี ลักในการ พิจารณาตา่ งกันไป แลว้ แต่กฎระเบียบของแต่ละมลรัฐ แตเ่ วลาพิจารณาขนาดของเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาว่าเปน็ เขตขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่น้ัน ยึดจำนวนนกั เรียนเปน็ หลัก (Luneenburg และ Omstein, 1991 ; U.S. Department of Education,1998) สว่ นหลักเกณฑใ์ นการพิจารณารวมเขตพ้นื ทกี่ ารศกึ ษาโดยท่วั ไปนนั้ สรปุ ไดด้ ังน้ี 1) ความสะดวกในการคมนาคม 2) โปรแกรมการเรียนการสอน 3) สภาพเศรษฐกิจและสงั คมของ ชมุ ชน 4) ภาวะผนู้ ำทางการศึกษา ( Morphet, Johns และ Reller, 1982) 5) ขนาดเหมาะสมในการจดั การศึกษาไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและประสทิ ธิผล 6) มีฐานดา้ นภาษีเพยี งพอในการบรหิ ารและการจัดการ และ 7) ลกั ษณะเฉพาะบางประการของชุมชน (Lunenburg and Ornstein, 1991) 3) ประเภทของเขตพื้นทกี่ ารศึกษา เขตพนื้ ทีก่ ารศึกษาในประเทศสหรัฐอเมรกิ ามีความ แตกตา่ งในแต่ละมลรฐั บางมลรฐั จะกำหนดเขตพ้ืนที่การศึกษาตามเขตการปกครองที่เรียกว่า เคาตี้ (County) สำหรับเขตพ้นื ที่นอกเขตเมอื ง แต่ในเขตพื้นท่ีเมือง โดยฉพาะเมืองใหญ่ อาจจะแบง่ เขตพ้ืนท่ีการศึกษาออกเป็น หลายเขต เพื่อมขี นาดเหมาะสมในการบรหิ ารจัดการ บางเขตพ้ืนที่จะมีคณะกรรมการการศกึ ษาระดบั เขตพื้นท่ี การศึกษาเพียงคณะเดยี ว ทำหนา้ ท่ีกำกำกบั ดูแลการจดั การศึกษาทุกระดับ ตัง้ แต่การศึกษาปฐมวยั จนถึง มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย แต่ในบางเขตพืน้ ท่ีซ่งึ สว่ นใหญ่เป็นเขตพืน้ ท่ี การศึกษาในชนบท ในหลายมลรัฐจะมีเขต พ้ืนท่ีการศึกษาสำหรบั การศกึ ษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแยกจากกัน เพราะบางพ้นื ทสี่ ามารถจัด การศกึ ษาไดเ้ ฉพาะระดบั มธั ยมศึกษาเท่านัน้ ดังตวั อยา่ งการแบ่งประเภทของเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาในมลรัฐ วอชิงตัน (Billings, 1996) ซ่ึงแบง่ เขตพน้ื ท่ีการศึกษาออกเป็น 2 ลกั ษณะ คอื 1) แบง่ ตามขนาดของโรงเรยี น คอื 1.1 First Class District ได้แก่ เขตซง่ึ มีนักเรยี นต้องแต่ 2,000 คน ขน้ึ ไป ในปี 1995-1996 มลรฐั วอชงิ ตนั มี First Class District รวม 96 เขต ใหบ้ รกิ ารนักเรยี น ประมาณ ร้อยละ 85 ของนักเรยี นในมลรัฐ เขตพ้นื ท่ีการศึกษาในกลุม่ นี้ทีใ่ หญ่ทสี่ ดุ คือ Seattle มนี กั เรยี น 43,758 คน และเลก็ ท่สี ดุ คือ Pullman ซึ่งมีนกั เรยี น 2,088 คน 1.2 Second Class District เขตซง่ึ มี นกั เรียนไม่มาก คือ มีนักเรียนน้อย กวา่ 2,000 คน หรือเกินนไ้ี ม่มากนกั ในปี 1995-1996 มลรฐั วอชิงตนั มี Second Class District อยู่ 200 เขต แต่ให้บริการนักเรียนเพียง รอ้ ยละ 15 เท่านั้น เขตพื้นท่ีการศกึ ษาใน กลุ่มน้ที ใ่ี หญ่ที่สุด คอื Lynden มนี กั เรยี น 2,362 คน และเล็กท่ีสุด คอื Bergen ซง่ึ มีนักเรียน 8 คน 2) แบง่ ตามระดับการศึกษา 2.1 High School District เปน็ เขตซึง่ มโี รงเรยี นระดบั High School อยู่ อาจจะอยูใ่ น First Class District หรอื Second Class District ก็ได้ และโรงเรียนเหล่านต้ี อ้ ง รบั นกั เรยี นจาก Non School District เข้าเรยี นด้วย และในปี 1995-1996 High School District ใหบ้ รกิ ารแก่ นกั เรียน 946.648 คน หรือประมาณร้อยละ 99 ของนักเรียนทัง้ หมด 2.2 Non School District เปน็ เขตท่ีไม่ สอนระดับ High School Districtsโดย Non School District เป็นเขตแบบ Second Class District และใน ปี 1995-1996 มลรัฐวอชิงดนั มเี ขตแบบน้ีอยู่ 48 เขต ใหบ้ ริการแก่นักเรียนเพียงร้อยละหนึง่ หรอื ประมาณ 9,924 คน

38 - คณะกรรมการการศกึ ษาในระดบั เขตพ้ืนท่ีการศกึ ษา การบริหารและการจดั การศึกษาในเขตพ้นื ท่ีการศึกษาดำเนินไปภายใต้ การควบคมุ ดแู ลของ คณะกรรมการการศกึ ษาของแตล่ ะเขตพ้นื ท่ีการศึกษา ซึ่งแต่ละมลรฐั อาจจะมีช่อื เรยี กแตกต่างกัน และมี บทบาทหน้าที่ต่างกัน ทั้งนี้ขน้ึ อยู่กับบทบญั ญัติของกฎหมายแต่ละมลรฐั อยา่ งไรก่ีตาม Morphet, Johns และ Reller (1982) ได้สรปุ อำนาจหน้าทขี่ องคณะกรรมการการศึกษาระดบั เขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาเอาไว้ ดังนี้ 1) คัดเลือกผู้บริหาร ระดับสูง ของสำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษาหรือศึกษาธิการเขตพื้นที่การศึกษา 2) กำหนด นโยบาย และระเบยี บการเพื่อเปน็ แนวในการจัดบรกิ ารทางการศกึ ษา และโปรแกรมการศกึ ษาของเขตพน้ื ท่ี การศึกษา 3) กำหนดนโยบายเกย่ี วกับแผนพฒั นาการศึกษาและความรบั ผิดชอบตอ่ ผลงาน (Accountability) 4) เห็นชอบงบประมาณและจัดสรรงบสนับสนุนการจัดการศกึ ษาของโรงเรียน 5) จดั หาและพฒั นาทรัพย์สินท่ี จำเปน็ และให้การสนับสนนุ วัสดุอุปกรณ์ตา่ งๆ 6) เหน็ ชอบนโยบายเกีย่ วกบั บคุ ลากร รวมทัง้ การกำหนด นโยบายสำคญั และระเบียบการในการต่อรอง และข้อตกลงท่ีอาจเกดิ ขึ้นจากการเจรจาต่อรองต่างๆ 7) ประเมินผลการปฏบิ ัติงานของโรงเรียน และเหน็ ชอบแผนการปรบั ปรุงพัฒนา และ8) ประเมินผลการ ปฏิบตั งิ านของสถานศึกษา และอนมุ ัติแผนการพัฒนาสถานศึกษา Lunenburg and Omstien (1991) ได้ กลา่ วถึงอำนาจหนา้ ทแี่ ละความรบั ผดิ ชอบของคณะกรรมการการศึกษา ระดบั เขตพน้ื ทกี่ ารศึกษา ไว้ 8 ดา้ น คอื 1) ด้านนโยบาย คณะกรรมการการศึกษาเป็นผกู้ ำหนดระเบียบทว่ั ไป วา่ ด้วยสง่ิ ทสี่ ถานศึกษาตอ้ ง ดำเนินการ ผู้รบั ผดิ ชอบในการดำเนินงานและแนวทางในการดำเนนิ งานน้นั ๆ 2) ด้านบุคลากร ในเชิงเทคนิค แล้ว คณะกรรมการการศึกษามหี น้าทีใ่ นการจา้ งบคุ ลากรทางการศึกษา แต่ในทางปฏิบัตจิ ะเปน็ ผใู้ ห้ความ เห็นชอบบคุ ลากรทศี่ ึกษาธิการเขตเป็นผ้สู รรหา คดั เลอื ก และเสนอแตง่ ต้ัง โดยเฉพาะบุคลากรในสำนกั งานเขต พืน้ ทก่ี ารศึกษา 3) ด้านความสัมพนั ธ์กบั บคุ ลากร คณะกรรมการการศึกษามหี น้าท่ใี นการสร้างความสัมพันธ์ กบั บุคลากรทางการศึกษาทุกระดับ โดยเฉพาะการตอ่ รองกับสมาคม ชมรม วชิ าชพี ต่างๆ ในเขตพืน้ ท่ี การศกึ ษาขนาดเล็ก อาจจะให้ศกึ ษาธกิ ารเขตเป็น ผู้ดำเนินการหรือคณะกรรมการการศึกษาเปน็ ผู้ดำเนนิ การ เอง 4) ด้านการเงนิ งบประมาณ คณะกรรมการการศึกษาระดบั เขตพนื้ ท่ีการศึกษาต้องรับผิดชอบในการจัดหา จดั สรรและกำกับดูแลคา่ ใช้จา่ ยในการจัดการศกึ ษาในเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาของตน และ โดยทวั่ ไปแลว้ หน่วยงาน ทางการศกึ ษาจะมีงบประมาณคา่ ใชจ้ า่ ยมากกว่าหนว่ ยงานท้องถ่ิน อืน่ ๆ 5) ด้านนักเรยี น คณะกรรมการ การศึกษาระดบั เขตพนื้ ที่การศกึ ษาต้องดูแลคุ้มครองสิทธขิ องเดก็ ในการได้รับการศึกษา ความรับผดิ ชอบในการ เรียนของนักเรียน และการจัดกิจกรรมเสริมหลกั สตู ร รวมถึงการเลอื่ นช้นั และการปกครองดูแลนักเรียน 6) ดา้ นหลักสูตร คณะกรรมการการศึกษาระดับเขตพื้นท่ีการศึกษามีหนา้ ทีใ่ นการพัฒนาหลกั สตู รตาม ขอ้ กำหนดของกฎหมาย และคู่มือของมลรัฐ และให้การเห็นชอบแบบเรียน 7) ความสัมพันธก์ ับชุมชน คณะกรรมการการศึกษาระดับเขตพ้นื ที่การศกึ ษาตอ้ งรับผดิ ชอบตอ่ ผู้ปกครองนักเรยี นและบคุ คลอน่ื ๆ ใน ชุมชน และ8) การประสานงานกับหน่วยงานอ่นื โดยปกติองค์การบริหารการศึกษาสว่ นกลางและระดับมลรัฐ มกั จะกำหนดสงิ่ ท่สี ถานศึกษาควรทำ ดังน้ันคณะกรรมการการศึกษาระดับเขตพื้นที่การศึกษาต้องดูแลให้มกี าร นำข้อกำหนดเหลา่ น้ันไปสู่การปฏิบตั ิ

39 อยา่ งไรก็ตามในการปฏิบัติหน้าทีก่ รรมการการศกึ ษาระดับเขตพ้ืนที่การศึกษานั้น คณะกรรมการการศึกษาต้องทำหน้าทีใ่ นฐานะองคค์ ณะบุคคล ขณะเด่ียวกับคณะกรรมการการศึกษาระดบั เขต พ้ืนท่ีการศกึ ษาอาจจะมีการแต่งต้ังคณะทำงาน หรืออนุกรรมการเฉพาะเรื่องขน้ึ มาปฏบิ ัติหน้าท่ีได้ และต้อง รายงานผลการปฏิบตั ิงานต่อคณะกรรมการการศกึ บาระดับเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษา นอกจากน้ี คณะกรรมการ การศึกษาระดับเขตพื้นท่ีการศกึ ษาตอ้ งชดั เจนในบทบาทหนา้ ทีข่ องตน คือ เปน็ ผกู้ ำหนดและกำกบั การบรหิ าร ในเชงิ นโยบายและระเบียบการเท่านนั้ จะไม่กา้ วก่ายการบริหารงานของสำนกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษา (Morphet, Johns และ Reller, 1982) - ศกึ ษาธิการเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษา ศกึ ษาธิการเขตพ้ืนท่ีการศึกษาเปน็ บคุ คลท่ีมคี วามสำคัญอย่างย่ิงอีกคนหนึง่ ของท้องถิ่น โดยเฉพาะถ้าชุมชุนเห็นวา่ โรงเรียน เป็นสถาบนั สำคัญในการพัฒนาคา่ นิยมของคนในชุมชน ดงั น้นั ผู้ที่จะมา ดำรงตำแหน่งน้ีจงึ ต้องมีความรู้ ความสามารถ และภาวะผู้นำเป็นอย่างดี (Morphet, Johns และ Reller, 1982) บทบาทหนา้ ทท่ี ่สี ำคัญท่สี ดุ ของคณะกรรมการการศึกษาระดับเขตพื้นที่การศึกษา คอื การคัดเลือกหรอื สรรหาศึกษาธกิ ารเขตพื้นท่กี ารศกึ ษา ถา้ คณะกรรมการเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษาไดศ้ ึกษาธิการเขตทม่ี ีภาวะผู้นำ และ เป็นนกั บรหิ ารทข่ี อดเย่ียมแล้ว เทา่ กบั งานการศึกษาของเขตพ้ืนท่ีการศึกษาสำเรจ็ ไปแล้วครงึ่ หน่งึ คณะกรรมการการศกึ ษาของเขตพ้ืนที่การศึกษาบางเขตอาจจะขอความชว่ ยเหลอื จากนักการศึกษาจาก มหาวิทยาลัย หรอื จ้างมืออาชพี ช่วยในการสรรหาและคัดเลือกศึกษาธิการเขตพ้นื ที่การศึกษาให้กไ็ ด้ บทบาทหน้าท่ีของศกึ ษาธกิ ารเขตพื้นทีก่ ารศึกษาจะเป็นเชน่ ไรนนั้ สว่ นใหญ่ข้ึนอยู่กับการ กำหนดของคณะกรรมการ การศึกษาของเขตพื้นท่ีการศึกษานัน้ ๆ ยกเวน้ บางเขตพน้ื ทโ่ี ดยเฉพาะเขดพน้ื ทเ่ี มอื ง ใหญ่ Charter หรอื Statute มีส่วนในการกำหนดบทบาทหน้าทขี่ องศึกษาธิการเขตพ้นื ที่การศึกษา แต่ โดยทวั่ ไปแลว้ คนส่วนใหญอ่ ยากให้คณะกรรมการการศึกษาเขตพน้ื ท่ีการศึกษาเป็นผู้กำหนด และหนา้ ทห่ี ลกั ของศกึ ษาธกิ ารเขตพน้ื ท่ีการศึกยาสว่ นใหญ่ มีดงั น้ี (Morphet ,Johns and Reller, 1982) 1) ทำหน้าทเ่ี ปน็ หัวหนา้ สำนักงาน เป็นผู้บังคับบัญชาบุคลากรและเจา้ หนา้ ทซ่ี ึง่ ปฏิบตั งิ านที่ สำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษา และรับผิดชอบการบรกิ ารการศึกมาในเขตพน้ื ท่ีการศึกษาท้ังหมด 2) เป็นผนู้ ำในการกำหนดนโยบายการพัฒนาของคณะกรรมการการศึกษาเขตพ้นื ที่การศกึ ษา 3) เป็นผู้นำในการจดั ทำแผนการบริหารและการประเมนิ โปรแกรมการศึกษาท้ังหมดทุก ขั้นตอน 4) เลือกและเสนอแนะบุคลากรเพ่ือแต่งต้ังเป็นเจ้าหนา้ ทฝี่ ่ายตา่ งๆ เพ่ือการนำในการทำแผน และโปรแกรมพฒั นาบุคลากร และเป็นผใู้ ห้คำแนะนำในเรือ่ งการต่อรองเรื่องต่างๆ 5) เตรยี มนำเสนองบประมาณเพ่อื ขอความเหน็ ชอบจากคณะกรรมการการศึกษาเขตพ้ืนท่ี การศกึ ษาและบรหิ ารงบประมาณที่ไดร้ บั การเหน็ ชอบดังกล่าว 6) พิจารณาความจำเป็นด้านอาคารสถานทแี่ ละบริการสรา้ งอาคารสถานท่ีการก่อสรา้ งการใช้ การบำรุงรักษาและจดั ทำสิ่งอำนวยความสะดวก

40 7) เป็นผูน้ ำของคณะกรรมการการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาทมี ประจำสำนักงานและชมุ ชนใน การปรับปรุงระบบการบรหิ ารการศึกษา - สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา การบริหารและการจัดการศกึ ษาในเขตพื้นที่การศึกษาเปน็ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ การศกึ ษาเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัตทิ างคณะกรรมการการศึกษาเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษา ดำเนนิ การผ่านทางสำนกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษา โดยมีศกึ ษาธกิ ารเขตพ้ืนที่การศึกษาและคณะเปน็ ผูด้ ำเนนิ การสำหรบั การจัดองคก์ ารบริหารงานในสำนกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษา เป็นความรับผดิ ชอบของ ศึกษาธิการเขตพื้นที่การศึกษา - การบรหิ ารสถานศกึ ษา สถานศึกษาในเขตพื้นท่ีการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา ทำหน้าทเ่ี สมือนหนง่ึ เป็นแผนก หรอื ฝ่ายหน่งึ ของสำนักงานเขตพืน้ ที่การศึกษา โดยปฏบิ ัติงานที่สถานศึกษา ดังน้นั องคก์ ารบริหารการศึกษา ระดบั เขตพน้ื ท่ีการศึกษา จึงประกอบด้วยแผนกหรือฝา่ ยต่างๆ ซ่งึ ปฏบิ ตั ิงานทส่ี ำนักการศึกษาและมี สถานศกึ ษาตา่ งๆ และองค์การบริหารการศึกษาเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา ทำหน้าทเี่ ปน็ หนว่ ยปฏิบตั กิ ารในการจดั การศกึ ษา บริหารงานภายใต้คณะกรรมการเขตพ้นื ที่การศึกษา โดยมีสถานศึกษา เป็นหนว่ ยปฏิบตั ใิ นการจัดการเรยี นการสอน ภายใต้ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศกึ ษา ซ่ึงสรรหา แต่งต้ัง และ จ้างโดยคณะกรรมการการศึกษาเขตพืน้ ท่ีการศึกษา ดังน้ันการกระจายอำนาจการบรหิ ารในระดบั เขตพื้นที่ การศกึ ษาของประเทศสหรัฐอเมรกิ จงึ เปน็ แบบมอบอำนาจ เพราะเป็นการกระจายอำนาจระหวา่ งหน่วยงานใน องค์การเดียวกัน และการกระจายอำนาจ โดยการมอบอำนาจดงั กล่าวนนั้ อาจจะมรี ะดบั การกระจายอำนาจ มากหรอื น้อยเพยี งใด ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการการศกึ ษาของแดล่ ะเขต สำหรับเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษาทมี่ ีการนำ แนวคิด School Based Management หรอื Site-Based Management มาปฏิบัติ - บุคลากรทางการศกึ ษาและการจา้ งงาน บคุ ลากรทางการศึกษาประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่าย เช่น ศึกษาธิการเขตพ้นื ที่ ผู้บริหาร สถานศึกษา ผู้เช่ยี วชาญดา้ นหลักสตู ร ผู้จัดการฝ่ายธรุ การ นักจิตวิทยา นกั ประกันสงั คม ครูแนะแนว และ ครูผสู้ อน เป็นตน้ บุคคลทีจ่ ะประกอบอาชีพเหล่านใ้ี นประเทศสหรฐั อเมริกาน้ัน ตอ้ งมีใบประกอบวชิ าชีพ ตาม ขอ้ กำหนดของมลรฐั (Lunenburg and Omstein ,1991) โดยปกตแิ ล้วอำนาจในการกำหนดและออกใบ ประกาศวชิ าชีพน้ีมอบให้เปน็ อำนาจของคณะกรรมการการศึกษามลรัฐ หรอื สำนักงานการศึกษาระดบั มลรัฐ แตโ่ ดยทวั่ ไปแลว้ มลรัฐจะมอบใหเ้ ปน็ อำนาจหน้าทข่ี องเขตพืน้ ท่ีการศกึ ษา ใบประกอบวชิ าชีพแบ่งออกเปน็ หลายประเภท เชน่ ใบประกอบวิชาชีพชัว่ คราว ใบประกอบวชิ าชพี ฉุกเฉิน ใบประกอบวิชาชีพอยา่ งมเี ง่ือนไข ใบประกอบวชิ าชพี มาตรฐาน และใบประกอบวิชาชพี ถาวร เปน็ ต้น การตอ่ อายใุ บประกอบวชิ าชีพต่างๆ เป็น หน้าทแี่ ละความรบั ผิดชอบของครูแตล่ ะคนทีต่ ้องเป็นผูด้ ำเนินการ โดยใช้ผลงานและประสบการณ์ในการ ทำงานมาประกอบ เชน่ การศึกษาเพิม่ เติม ประสบการณ์ในการสอนในโรงเรียนรัฐบาล หรอื การสอน National Teacher Examination เปน็ ตน้ การออกใบประกอบวชิ าชพี อาจจะแยกตามประเภทของตำแหน่ง งาน เช่น ใบประกอบวิชาชีพผู้บริหาร ครูแนะแนว ครปู ระจำวิชา หรือศกึ ษาธิการเขตกไ็ ด้ และอาจจะแยกออก

41 ตามระดับชน้ั เช่น ประถมศึกษา มัธยมศึกษา เป็นต้น การเลิกจา้ งกับการถอดถอนใบประกอบวิชาชีพเปน็ คน ละเร่อื งกัน คณะกรรมการการศึกษาระดบั เขตพนื้ ทก่ี ารศกึ ษาอาจจะเลิกจ้างครกู ็ได้ แมจ้ ะมใี บประกอบวิชาชพี แตก่ ารถอดใบประกาศวชิ าชีพเปน็ หนา้ ท่ีของมลรัฐการจ้างและการเลิกจา้ งบุคลากรทางการศกึ ษาเปน็ อีก กระบวนการหนงึ่ ของการบริหารงานบุคคล และการท่ีบคุ คลใดบุคคลหนึ่งมใี บประกอบวชิ าชพี ไม่ได้รบั ประกนั วา่ จะได้รบั บรรจแุ ต่งต้ังเขา้ ทำงาน กฎหมายของมลรฐั เพียงแตใ่ หอ้ ำนาจคณะกรรมการการศึกษาระดบั เขต พ้นื ท่กี ารศกึ ษาสามารถจา้ งบุคคลท่มี ีใบประกอบวิชาชีพเข้าทำงานในหนว่ ยงานในความรบั ผิดชอบของตนเอง ไดเ้ ท่านั้น และในสญั ญานน้ั ควรครอบคลมุ รายละเอยี ดการงานจา้ ง สทิ ธแิ ละอำนาจหนา้ ที่ของผูจ้ า้ งและผรู้ บั สญั ญา เพือ่ ใหท้ ราบถึงบทบาทหน้าทีข่ องแต่ละฝา่ ยที่มีตอ่ กันขอ้ ผกู พนั ในการปฏิบตั ิตามสัญญา และการปฏิบตั ิ หนา้ ทซ่ี งึ่ ไมข่ ัดต่อบทบัญญัตขิ องกฎหมายทเี่ กี่ยวข้อง สำหรับการเลิกจ้างบุคลากรนน้ั Lunenburg and Omstein (1991) กล่าววา่ เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการศึกษาระดับเขตพน้ื ที่การศึกษา แต่ต้อง เปน็ ไปตามกฎหมายและกระบวนการทกี่ ำหนดไว้ ซง่ึ อยา่ งนอ้ ยต้องมี 3 องคป์ ระกอบต่อไปน้ี 1)หนังสือแจง้ อย่างเปน็ ทางการ พรอ้ มกำหนดระยะเวลาในการดำเนนิ การ 2) การระบุข้อบกพร่องของบคุ ลากร และ3) การ รับฟังข้อกล่าวหา และการพจิ ารณาผลตลอดจนการชี้แจงข้อกลา่ วหา - หน่วยงานสนับสนนุ การจัดการศึกษาในเขตพน้ื ท่ีการศึกษา นอกจากสำนกั งานเขตพน้ื ที่ การศกึ ษาแลว้ หน่วยงานทางการศึกษาท่ีปฏิบตั ิงานในเขดพ้ืนท่กี ารศึกษา แต่สังกดั สว่ นการศกึ ษาของมลรัฐ คือ หนว่ ยงานกลางเพ่ือชว่ ยเหลือและสนับสนุนงานการจัดและใหบ้ รกิ ารการศึกษาของเขตพื้นท่ี หนว่ ยงานกลาง ดงั กล่าวนี้อาจมชี ่ือแตกตา่ งกันไป แต่ภารกิจหลัก คือ การประสานงานและให้ความชว่ ยเหลอื แกเ่ ขตพื้นท่ี การศึกษาในการบริหารและให้บรกิ ารทางการศึกษา Morphet, Johns and Reller (1982) กลา่ ววา่ ใน ระยะแรกนน้ั หน่วยงานการปกครองส่วนท้องถ่ินทำหน้าทเี่ ปน็ หนว่ ยงานกลางในการให้ความช่วยเหลอื และ สนับสนนุ งานการศกึ ษาดงั กล่าว ตอ่ มาเมื่อสำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษาแยกตวั อิสระจากองคก์ รปกครองส่วน ทอ้ งถนิ่ ทำหน้าท่ีในการบรหิ ารและการจดั การศึกษาของตนเองแลว้ สำนักการศึกษามลรัฐไดต้ ัง้ หน่วยงาน กลางขึ้นมาทำหนา้ ท่ีแทนหน่วยงานการปกครอง ซง่ึ ทำหนา้ ท่ดี ังกลา่ วในชว่ งตน้ แต่ไมค่ ่อยไดร้ บั ความนิยม เท่าทีค่ วร จนกระทั่งมลรฐั นิวยอร์กได้ต้งั คณะกรรมการประสานการใหบ้ รกิ ารทางการศกึ ษา มีชือ่ ภาษาองั กฤษ ว่า Boards of Cooperation Service หรือ BOCES ข้ึนในปี 1948 แนวคดิ ดังกล่าว ไดร้ ับความนยิ มในหลาย มลรัฐในเวลาต่อมาหลักสำคัญของคณะกรรมการกลางประสานการ ให้บริการทางการศึกษา ดังกลา่ ว มดี งั น้ี Morphet, Johns and Reller (1982) 1) หน่วยงานดังกล่าวสงั กัดสำนักงานการศึกษาของมลรัฐ 2) เป็น หนว่ ยงานท่ีมีความเปน็ อิสระจากสำนกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษา 3) สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาของมลรฐั ทุก หนว่ ย เป็นเครือขา่ ยของระบบการบริหารทางการศึกษาเดียวกัน 4) การใช้บรกิ ารจากหน่วยประสานการ ใหบ้ รกิ ารการศึกษาดังกลา่ วเป็นไปโดยอสิ ระของแต่ละหน่วยงาน

42 บทสรุปเชิงวิเคราะห์ ผลจากการศึกษา รูปแบบการจัดการศึกษาเชงิ เปรยี บเทยี บระหว่าง ประเทศสหรฐั อเมริกและประเทศ ไทย สรปุ ได้ ดังนี้ ประเด็น สหรัฐอเมรกิ า ไทย ระบบการศกึ ษาปี 6:3:3 / 9:3 / 6:6 6:3:3 รปู แบบการจัดการศกึ ษา เน้นในระบบโรงเรียน เน้นทง้ั 3 แบบ โครงสรา้ งการบรหิ าร สว่ นกลาง/มลรฐั ส่วนกลาง/สว่ นทอ้ งถนิ่ การบรหิ ารงบประมาณ สว่ นกลาง/มลรฐั ส่วนกลาง/สว่ นท้องถ่ิน การบรหิ ารบุคลากร โดยมลรัฐ ส่วนกลาง ระบบการจัดการโรงเรียน ประถมศึกษา/มัธยมศึกษา ประถมศกึ ษา/มัธยมศึกษา การบริหารคุณภาพ มรี ะบบการประกันคณุ ภาพท่ี มรี ะบบการประกันคณุ ภาพที่ ชดั เจน ชัดเจน การจา้ งครู สว่ นกลางจ้าง/มลรฐั /ท้องถิน่ สว่ นกลางจา้ ง ท้ังของรฐั และ จดั การ ทอ้ งถน่ิ ปรัชญาการศึกษา สทิ ธิทางการศึกษา(การศึกษาเพอื่ สิทธิทางการศึกษา(การศกึ ษาเพอ่ื ประชาธิปไตย) พฒั นาคน) ลักษณะการบริหารการศึกษา ในรปู คณะกรรมการแต่ละระดบั ในรูปคณะกรรมการแต่ละระดบั การได้มาซึ่งองค์คณะกรรมการ เลอื กตั้งไปทำงาน เลือกตง้ั ไปแต่งตง้ั การรับรองสถานภาพ โดยกฎหมายรฐั /มลรฐั โดยกฎหมายรัฐ ที่มาของหลักสูตร มลรฐั สว่ นกลาง การพัฒนาหลักสตู ร สว่ นกลาง/มลรัฐ สว่ นกลาง การจ้างครู มลรฐั ส่วนกลาง

43 ตอนท่ี 10 การประกันคุณภาพของประเทศสหรฐั อเมรกิ า ประเทศสหรัฐอเมริกานับเป็นประเทศใหญ่อีกประเทศหนึง่ ทีม่ ีระบบการศึกษาที่ค่อนข้างซับซ้อนและ หลากหลายมีการกระจายการกำกับดูแลออกไปขึ้นอยู่กับมลรัฐนั้นๆ แต่สหรัฐอเมริกาก็ยังมีระบบการจัด การศึกษาที่ดีเพื่อให้การศึกษาของทั้งประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเห็นได้จากคุณภาพการศึกษาของ สหรัฐอเมริกาปัจจุบันอยูในลำดับที่ 14 ของโลก ซึ่งขั้นตอนการประเมินและรูปแบบการประกันคุณภาพ การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดบั หลกั ๆ คือ (1) การศกึ ษาปฐมวัย ซึ่งมีองค์กร หลักของประเทศ ชื่อว่า NAEYC-National Association for the Education of Young Children ที่ทำ หน้าที่ดูแลมาตรฐานและการรับรองคุณภาพทั้งในส่วนของสถานศึกษาและครูผู้สอน โดยรายละเอียดของ มาตรฐานคณุ ภาพการดูแลเลย้ี งดูและให้การศึกษาจะกำหนดส่ิงทีต่ ้องปฏบิ ตั ติ ่อเด็กเล็กต้ังแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๘ ปีไว้เป็นข้อๆอย่างชัดเจน (2) ประถมศึกษา-มัธยมศึกษา ถ้าเป็นโรงเรียนของรัฐบาลมาตรฐานการเรียนการ สอนภายใต้การดูแลของรัฐบาลแต่ละมลรัฐ ซึ่งจะเรียกว่า “Common Core Standards”มาตรฐานดังกล่าว ระบุรายละเอยี ดเกยี่ วกับเน้อื หาทุกรายวิชาทน่ี ักเรียนควรได้รับการประเมินระดับนี้แบง่ เปน็ 2 ประเภท คือการ ประเมินผลระยะยาว และการประเมินหลัก ซึ่งจะเน้นดูจากผลสัมฤทธิ์การศึกษาในวิชาคณิตศาสตร์และการ อ่าน ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งทำการประเมินใน รายวิชาตามตารางกำหนดการของหน่วยงานหลักชื่อว่า The National Assessment of Educational Progress (NAEP) ในส่วนของโรงเรียนเอกชน จะทำการประเมินคุณภาพจากองค์กรภายนอกซึ่งเป็นองค์กร กลางระดับประเทศเชน่ National Council for Private School Accreditation (NCPSA) (๓) อดุ มศกึ ษา จะ เป็นการประเมินโดยหน่วยงาน/องค์กรภายนอกที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลกลาง (Federal Government) โดยมีองค์กรของรัฐบาลกลางทำหน้าที่ในการกำกับ คือ CHEA (The Council for Higher Education Accreditation) มีรูปแบบการประเมนิ ที่หลากหลาย และเปน็ การประเมินตามบริบทของสถานศกึ ษา หลกั สตู ร หรือสาขาวิชาวิธีการและเกณฑ์การประเมินจะมีทั้งแบบเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยจะประเมินผลจาก ผลสัมฤทธกิ์ ารเรยี นรู้ของนักศกึ ษาเปน็ หลัก การรับรองสถาบนั ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นมีผู้ได้รับการรับรองกระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐอเมริกาหลากหลาย องค์กร แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ (1) ผู้ได้รับการรับรองจากสถาบันที่ได้รับการยอมรับ (2) ผู้ได้รับการ รับรองเฉพาะทางและเป็นมืออาชีพ ผู้ได้รับการรับรองเฉพาะทางและเป็นมืออาชีพได้รับการยอมรับว่ามี ชื่อเสียงจากกระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐอเมริกาและสภารับรองการศึกษาระดับอุดมศึกษา ( CHEA)

44 แนวทางปฏิบัตทิ ีด่ ที สี่ ุดได้รบั การแบ่งปันและพฒั นาผ่านความรว่ มมือกับสมาคมผู้เช่ียวชาญและผู้รับรองเฉพาะ ทาง (3) ผไู้ ด้รบั การรับรองทางศาสนา ตวั อย่างของผู้ได้รับการรับรองกระทรวงศึกษาธิการของสหรฐั อเมรกิ า ดงั นี้ 1. Accrediting Commission of Career Schools and Colleges: ส ถ า บ ั น ร ั บ ร อ ง ท ี ่ ใ ห ้ ทุ น อนุปริญญาปริญญาตรีและปริญญาโท สถาบันเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การประกอบอาชีพการค้าและอาชีพทาง เทคนคิ เปน็ หลัก 2. สภารับรองการศึกษาต่อเนื่องและการฝึกอบรม : สถาบันรับรองที่เปิดสอนหลักสูตรการศึกษา ตอ่ เนือ่ งและอาชีวศึกษารวมทัง้ ประกาศนียบัตรหรอื อนุปรญิ ญาด้านการประกอบอาชพี 3. สภารับรองสำหรับวิทยาลัยและโรงเรียนอิสระ : สถาบันรับรองที่เปิดสอนประกาศนียบัตร อนุปริญญาอนุปริญญาอนุปริญญาตรีและปริญญาโท สถาบันเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่วิชาชีพด้านเทคนิคและการ ประกอบอาชีพ ในปี 2564 เจ้าหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐอเมริกาได้แนะนำ ให้รัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการยกเลิกการยอมรับการรับรองระบบนี้ อำนาจสุดท้ายขึ้นอยู่กับรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธกิ ารของสหรัฐอเมริกา 4. สภาวิชาชีพการศึกษา : รับรองสถาบันท่ีเปิดสอนหลักสูตรอนปุ ริญญาทีไ่ ม่ใช่ปริญญาและประยุกต์ สถาบันเหล่านีส้ ่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่สาขาการศึกษาดา้ นอาชีพและดา้ นเทคนิคโดยเฉพาะ 5. คณะกรรมการรับรองการศึกษาทางไกล : รับรองสถาบันที่เปิดสอนระดับปริญญาและหลักสูตรท่ี ไม่ใชป่ ริญญาโดยใช้การศึกษาทางไกลหรอื การติดตอ่ เป็นหลัก 6. คณะกรรมการการเรียนรู้ระดับสูง : สถาบันที่ได้รับการรับรองในระดับที่ให้ความสำคั ญทาง ประวัติศาสตร์กับผู้ที่อยู่ในรัฐแอริโซนาอาร์คันซอโคโลราโดอิลลินอยส์อินเดียนาไอโอวาแคนซัสมิชิแกน มินนิโซตามิสซูรีเนแบรสกานิวเม็กซิโกนอร์ทดาโคตาโอไฮโอโอคลาโฮมา , เซาท์ดาโคตาเวสต์เวอร์จิเนีย วิสคอนซินและไวโอมงิ 7. คณะกรรมการระดบั อดุ มศึกษาของรฐั กลาง : ไดร้ ับการรับรองสถาบันท่ใี หก้ ารศึกษาระดับปริญญา โดยให้ความสำคัญทางประวัติศาสตร์กับผู้ที่อยู่ในเดลาแวร์ดิสตริกต์ออฟโคลัมเบียแมริแลนด์นิวเจอร์ซีย์ นวิ ยอร์กเพนซลิ เวเนียเปอรโ์ ตริโกและหมูเ่ กาะเวอรจ์ ินของสหรัฐอเมริกา 8. คณะกรรมการกลางของรฐั ในโรงเรียนมธั ยมศึกษา : รับรองหลักสตู รการงานอาชีพและเทคโนโลยีท่ี ไม่ได้รับปริญญาในเดลาแวร์แมริแลนด์นิวเจอร์ซียน์ ิวยอร์กเพนซิลเวเนียเครอื จักรภพเปอร์โตริโกเขตโคลมั เบีย และหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมรกิ า 9. New England Commission of Higher Education: ใ ห ้ ก า ร ร ั บ ร อ ง ส ถ า บ ั น ท ี ่ เ น ้ น ท า ง ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสถาบันเหล่านั้นในรัฐคอนเนตทิคัตเมนแมสซาชูเซตส์นิวแฮมป์เชียร์โรดไอส์แลนด์และ เวอร์มอนต์

45 คณะผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวยอร์กและคณะกรรมาธิการการศึกษา: สถาบันที่ได้รับการรับรองระดับปริญญา ในรัฐนวิ ยอรก์ 10. Northwest Commission on Colleges and Universities: ได้รับการรับรองสถาบันที่ให้ การศึกษาระดับปริญญาโดยมุ่งเน้นที่ประวัติศาสตร์ในรัฐ Alaska, Idaho, Montana, Nevada, Oregon, Utah และ Washington จะเห็นได้ว่า การประกันคุณภาพการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกามาตัวเลือกการประกันคุณภาพ ภายนอกที่หลากหลายกว่าประเทศไทย มีการประกันคุณภาพการศึกษาเฉพาะทางกว่า ในขณะที่ประเทศไทย นนั้ กม็ ีขอ้ ดีตรงการประกันคณุ ภาพภายในท่ีสถานศึกษาจะได้สะท้อนตัวเองออกมามากกว่า

46 การจัดการชน้ั เรยี นของครทู ่ีตอบสนองตอ่ ช้ันเรยี นพหุวฒั นธรรมระดบั ประถมศึกษาตอนตน้ :การศกึ ษาเปรยี บเทียบระหวา่ งประเทศไทยและประเทศสหรฐั อเมรกิ า อา้ งอิง ณฐอร วราพงษ์พิพฒั น์ และยศวรี ์ สายฟ้า. (2558).การจดั การชั้นเรียนของครทู ่ีตอบสนองต่อช้ันเรียนพหวุ ฒั นธรรม ระดบั ประถมศึกษาตอนต้น :การศึกษาเปรยี บเทียบระหวา่ งประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา. วารสารอเิ ลก็ ทรอนิกส์ทางการศกึ ษา, 10(1), 329-343. 1. วเิ คราะห์จดุ เด่นจากบทความทางวชิ าการ/ บทความวิจยั จุดเด่นของการจัดการชั้นเรียนของครูที่ตอบสนองต่อชั้นเรียนพหุวัฒนธรรมระดับประถมศึกษาใน อเมริกา โดยการจดั การในชัน้ เรยี นของครปู ระถมศกึ ษาตอนต้นทตี่ อบสนองถึงความเป็นพหวุ ัฒนธรรม ในประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกามีความแตกต่างกัน โดยครูในประเทศไทยและครูในประเทศ สหรฐั อเมริกา มีความแตกต่างกันในเรื่องการจดั ชน้ั เรียน การสอื่ สารในชัน้ เรียนทีม่ ีความเปน็ พหวุ ัฒนธรรม ด้าน แนวทางปฏิบัติและการเชือ่ มโยงกับความเป็นพหุวัฒนธรรม การวางแผนพัฒนาชัน้ เรียน และการแก้ปัญหาใน ช้นั เรียนท่ีมคี วามเป็นพหวุ ฒั นธรรม 2.เปรยี บเทียบกับการจดั การศกึ ษาหรือการบริหารจดั การศึกษาในประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา ข้อเปรียบเทยี บ ประเทศไทย ประเทศอเมริกา ห้องเรยี นของประเทศไทยและหอ้ ง มสี ภาพความเปน็ พหุวัฒนธรรม มสี ภาพความเป็นพหุวัฒนธรรม เรียนของประเทศหรฐั อเมริกา ความแตกตา่ งของนักเรยี นในห้อง มสี ภาพความเปน็ พหวุ ัฒนธรรม มีสภาพความเป็นพหวุ ฒั นธรรม เรยี นดา้ นเชอ้ื ชาติ ภาษา ศาสนา สภาพการเรียนรู้ ทักษะภาษา และลกั ษณะทางพฤติกรรม แนวทางจัดชั้นเรียนของครู ไมม่ แี นวทางทชี่ ดั เจน -แนวทางชดั เจน ระบบการจดั การชน้ั เรยี น การจัดการจัดการชัน้ เรียนอย่าง การจดั การจดั การชั้นเรียนอย่าง ไม่เปน็ ระบบ เป็นระบบ การเช่อื มโยงความเปน็ ไม่มีการเช่อื มโยงความเป็น มกี ารเชอื่ มโยงบริบทต่างๆ พหุวฒั นธรรม พหุวัฒนธรรมให้เกดิ ความ ในชั้นเรียนใหเ้ ขา้ กบั ความเปน็ ผสมผสานและตอบสนองต่อความ พหวุ ฒั นธรรม เป็นพหุวฒั นธรรมในชั้นเรยี น

47 ข้อเปรียบเทยี บ ประเทศไทย ประเทศอเมริกา การปฏบิ ัติต่อช้นั เรยี นที่เอ้ือต่อ รูปแบบการปฏบิ ัติอย่างหลากหลาย แนวทางการปฏิบัติของครูยังมี บรบิ ทความเป็นพหุวัฒนธรรม และไมม่ คี วามชัดเจนต่อช้ันเรียนท่ี แนวทางการปฏิบตั ทิ ่ีมคี วามชัดเจน เอื้อต่อบรบิ ทความเปน็ พหวุ ฒั นธรรม ตอ่ ชนั้ เรียนพหวุ ัฒนธรรม การวางแผนและการพัฒนา ไม่มีการวางแผนและไม่มีการ มกี ารวางแผนและพฒั นาชัน้ เรยี น ชน้ั เรยี น พฒั นาช้ันเรียน อย่างต่อเน่อื ง สม่ำเสมอ และมที ิศทางการปฏบิ ตั ขิ องครู การแก้ไขปญั หา แตล่ ะทา่ นในทศิ ทางเดยี วกนั อยา่ ง ชัดเจน ไม่มแี นวทางการแก้ปญั หาทช่ี ดั เจน มรี ปู แบบและแนวทางการ โดยครทู ุกท่านมแี นวทางที่ แก้ปญั หาในช้ันเรียนอย่างชดั เจน หลากหลายในการแก้ปญั หา 3. การนําไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการจัดการศกึ ษา หรือบริหารการศึกษาในประเทศไทย 3.1ครสู ามารถสงั เคราะหเ์ ป็นรูปแบบการจัดการช้นั เรียนท่ีเอื้อต่อความเป็นพหวุ ฒั นธรรมให้เหมาะสม กับ บรบิ ทของโรงเรยี น 3.2 ครูในประเทศไทยสามารถนำมาทำวิจัยเชิงทดลองเพื่อเป็นรูปแบบการจัดการชั้นเรียนเรียนได้ในอนาคต อีกทั้งครูผู้สอนยังสามารถพัฒนารูปของโปรแกรมการศึกษาการจัดการชั้นเรียนของครูที่ตอบสนองต่อชั้นเรียน พหวุ ัฒนธรรมในระดับช้ันต่างๆเพื่อให้เกิดวงกว้างมากยิ่งข้ึนและสามารถนำมาพัฒนาเป็นโปรแกรมการแก้ปัญหาก าร จัดการช้ันเรยี นทตี่ อบสนองต่อชัน้ เรยี นพหุวัฒนธรรมได้อีกดว้ ย 3. สามารถสังเคราะห์ออกมาเป็นชุดความรู้สำหรับครูและปรับทัศนคติของครูที่มีความเป็น พหวุ ฒั นธรรมในช้ันเรยี นเพ่ือเป็นแนวทางในการจดั การเรียนการสอนของครูที่ตอบสนองต่อพหุวัฒนธรรมในชั้นเรีย น และให้การจดั การเรียนการสอนในบรบิ ทพหวุ ฒั นธรรมเกดิ ประสิทธิภาพสูงสดุ

48 การศกึ ษาเพอ่ื ความเป็นพลเมืองในประเทศสหรฐั อเมรกิ า อา้ งอิง เพญ็ ณี กนั ตะวงษ์ และศิวัช ศรีโภคางกุล. (2563). การศึกษาเพ่ือความเป็นพลเมืองในประเทศหรฐั อเมรกิ า. //////// วารสารมนุษย์กบั สังคมคณะมนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์, 6(1), 111-130. 1. วิเคราะห์จดุ เด่น จากบทความทางวิชาการ/ บทความวจิ ัย การใหค้ วามรว่ มมอื ของทกุ ฝา่ ยในสังคมทเ่ี ก่ยี วข้องในการเสริมสร้างบรรยากาศและสร้างความรู้ ความเขา้ ใจด้านการเป็นพลเมืองโดยการมสี ว่ นรว่ มของชุมชน ผปู้ กครอง ท้องถ่นิ นักการเมืองทสี่ ำคญั คือ สถาบันอุดมศึกษา เน้ือหาท่ีใหค้ วามร้ดู ้านความเป็นพลเมืองจะถูกระบุไวช้ ัดเจน ใน Model Curriculum ของทกุ รฐั แมเ้ นื้อหาวชิ าจะมีความแตกต่าง แต่การเตรียมเยาวชนให้มสี ่วนร่วมในการปกครองของประเทศถือ เป็นสิ่งท่ที ุกมลรัฐให้ความสำคัญเนือ้ หาทจี่ ัดไว้ในหลักสตู รประกอบด้วยประเด็นทค่ี รอบคลมุ นัน้ อำนาจของรัฐบาลท่ีท้องถน่ิ มลรัฐและรฐั บาลกลาง แต่ความสำคญั ของรฐั ธรรมนูญ ใหอ้ ำนาจบริหารตา่ ง ๆ เชน่ สทิ ธิในทรัพย์สนิ สิทธบิ คุ คล ความรับผดิ ชอบของความเปน็ พลเมือง เปน็ ตน้ 2.เปรยี บเทียบกับการจัดการศกึ ษาหรอื การบริหารจัดการศึกษาในประเทศไทยกบั ประเทศสหรัฐอเมริกา ขอ้ เปรยี บเทียบ ประเทศไทย ประเทศอเมริกา ปรชั ญาและความสำคญั ของความรู้ หลกั สูตรมาจากหนว่ ยงานรัฐ พลเมืองในสังคมตอ้ งมสี ่วนในการต่ ด้านการศึกษาการ อรองในเรื่องหลักสูตร ไมว่ ่าพลเมืองเหล่านน้ั จะมีภูมิหลัง แตกตา่ งกนั อย่างไร เนอ้ื หาการสอนพลเมืองศึกษาและ วชิ าหน้าท่พี ลเมอื ง วิชาการสร้างความเป็นพลเมือง กจิ กรรมการเรียนการสอน (Civics Education) 3. การนาํ ไปประยุกตใ์ ชใ้ นการจัดการศกึ ษา หรอื บรหิ ารการศึกษาในประเทศไทย 3.1 ควรสร้างความเป็นพลเมืองโดยอาจให้อยู่ในสาระวิชาต่างๆตามรูปแบบของประเทศสหรัฐ อเมริกาหรือ เมื่อจัดการจัดสอนในกลุ่มสาระวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรมสาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และการดำรงชีวิตในสังคม โรงเรียนควรต้องให้ความสำคัญโดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงพื้นที่ เรียนรู้จากทอ้ งถ่ินเพอ่ื เป็นการส่งเสรมิ การสร้างความรบั ผิดชอบตอ่ สงั คมและสร้างความตระหนกั มีจิตสำนกึ ตอ่ ทอ้ งถนิ่ 3.2 ควรใช้วิธีการสอนที่หลากหลายโดยผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณลักษณะ และทักษะการเปน็ พลเมอื งในสงั คมทีม่ ีคุณภาพ 3.3 ควรพัฒนาเครือข่ายโดยใช้ความร่วมมือจากองค์กรด้านต่าง ๆในพื้นที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ แลกเปลี่ยนเรียนร้แู ละสมั ผัสกับองค์ความรู้ท่ีผา่ นประสบการณจ์ ริงมากกว่าใช้ตำราเป็นฐาน

49 3.4 ควรพัฒนาความร่วมมือกับคณะนิติศาสตร์โดยให้คณะมีนโยบายในการให้นักศึกษาฝึกโครงการ พฒั นาความเปน็ พลเมืองโดยการให้ความรู้กับสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในรูปแบบของการจัดวางกรอบหลักสูตรที่มีค วามชัดเจน และตอ่ เนอื่ ง

50 การศึกษาเพื่อความเปน็ พลเมอื งในประเทศสหรฐั อเมรกิ า Education for Civic Education in the USA. เพญ็ ณี กันตะวงษ,์ และศวิ ชั ศรโี ภคางกลุ . (2563). การศึกษาเพือ่ ความเป็นพลเมืองในประเทศสหรฐั อเมรกิ า. วารสารมนษุ ยก์ บั สงั คม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม. 6(1), 111-130 วัตถุประสงค์ เพือ่ ศึกษาถงึ ปรชั ญาของการศึกษาและการจดั การศึกษา เพื่อความเป็นพลเมือง ของประเทศสหรฐั อเมรกิ า วธิ ีดำเนินการวิจยั งานวิจัยนี้ เป็นการวิเคราะหเ์ อกสารและงานวิจัยท่ีเกีย่ วข้อง โดยรวบรวม วิเคราะห์ตามกรอบประเด็นหลักใน การศึกษา ซึ่งประกอบด้วย 1) ปรัชญาและความสำคัญ ของความรู้ด้านความเป็นพลเมือง 2) เนื้อหาและ ปรัชญาของหลักสูตรการศึกษา 3) แนวทาง และวิธีการจัดการเรียนการสอน ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์เชิง เน้ือหา (Descriptive Analysis) และสรปุ นำเสนอขอ้ เสนอแนะจากบทเรยี นที่ได้ วเิ คราะหจ์ ดุ เด่น จากบทความทางวชิ าการ/ บทความวิจัย ปรัชญา การศกึ ษาของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่ใู นกรอบแนวคดิ พ้ืนฐานทีว่ ่า ประชาชนไมใ่ ชเ่ ป็น เพียง ผู้ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นผู้มีส่วนสำคัญ และมีส่วนร่วมในการสร้างฐานความ เป็นประชาธิปไตย รวมถึง ความเชื่อในหลักประชาธิปไตยที่ได้ถูกวางรากฐานไว้ สถาบันการ ศึกษามีหน้าที่พัฒนาความรู้พื้นฐานของ ประชาธิปไตยในรูปแบบของอเมริกา การปฏิบัติงาน ของรัฐภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญการเมืองและความเป็น พลเมือง กรอบแนวคิดของหลักสูตร ส่วนใหญ่จะอยู่บนมาตรฐานด้านความเป็นพลเมืองและรัฐ ความฉลาดรู้ ดา้ นการจัดการการ เงนิ และเศรษฐกจิ สว่ นบุคคล อยา่ งไรกต็ ามจากการบริหารประเทศในระบบกระจายอำนาจ มี ผลทำให้แต่ละมลรัฐพัฒนาหลกั สตู รของตนเองอย่างอิสระ แต่อยบู่ นฐานของประชาธิปไตย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook