มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย Mahachulalongkornrajavidyalaya University หลกั สตู รพทุ ธศาสตรบณั ฑติ เอกสารประกอบการสอน หมวดวชิ าเลอื ก รหสั วิชา ๒๐๙ ๔๑๒ แนวโน้มการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา (Trend of Buddhism Study) นายกติ ติศกั ดิ์ ณ สงขลา น.ธ.เอก, ป.ธ. ๖, พธ.บ.(บรหิ ารการศึกษา) ค.ม.(เทคโนโลยีและสื่อสารการศกึ ษา) โครงการสนับสนนุ การจัดทาํ เอกสารประกอบการสอน ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครศุ าสตร์
รหัสวชิ า ๒๐๙ ๔๑๒ แนวโน้มการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา (Trend of Buddhism Study) ผ้รู วบรวม นายกิตติศักด์ิ ณ สงขลา บรรณาธิการ ผศ.ดร.สมชัย ศรนี อก ศิลปะและรูปเล่ม นายกติ ติศักด์ิ ณ สงขลา ออกแบบปก นายกิตติศักด์ิ ณ สงขลา รายละเอียดการผลิตขนาดรปู เล่ม A๔ พมิ พ์ดว้ ยระบบดิจิตอล แบบ Print On Demand พมิ พ์คร้ังท่ี ๒ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ลิขสิทธ์ิ ลิขสิทธ์ิของภาควชิ าหลักสูตรและการสอน คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย ขอ้ มูลทางบรรณานุกรม นายกติ ติศักด์ิ ณ สงขลา. แนวโนม้ การศกึ ษาพระพุทธศาสนา.—กรงุ เทพฯ: มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๔. จดั พมิ พโ์ ดย ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ๗๙ หมู่ ๑ ถนนพหลโยธนิ กม.๕๕ ตําบลลําไทร อําเภอวงั น้อย จังหวัดพระนครศรีอยธุ ยา ๑๓๑๗๐ โทรศพั ท์ ๐-๓๕-๒๔๘-๐๐๐ ตอ่ ๘๓๐๓, ๘๓๐๔ โทรสาร ๐๓๕-๒๔๘-๐๙๕
คาํ นาํ เอกสารประกอบการสอนเล่มน้ี ได้จัดทําข้ึนตามโครงการสนับสนุนการจัดทําเอกสาร ประกอบการสอน ภาควิชาหลักสูตรและการสอน โดยมีวัตถุประสงค์ ดังน้ี (๑) เพื่อสนับสนุน คณาจารย์ในภาควิชาหลักสูตรและการสอน ในการจัดทําเอกสารประกอบการสอน (๒) เพ่ือพัฒนา รูปแบบเอกสารประกอบการสอน หนังสือ ตํารา ให้มีเอกลักษณ์ร่วมกัน ท้ังมีความคงทน สวยงาม น่าสนใจต่อการศึกษาค้นคว้า (๓) เพื่อนําเน้ือหาสาระไปพัฒนาสื่อการศึกษาและเผยแพร่ในรูปแบบ ต่างๆ ท้ังสื่อสิ่งพิมพ์ ส่ืออิเล็กทรอนิกส์ และระบบคลังข้อสอบ (๔) เพื่อสนับสนุนคณาจารย์ในการ พฒั นาและสรา้ งผลงานทางวิชาการอย่างมคี ณุ ภาพ ตอ่ ไป แนวโน้มการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา เปน็ วชิ าหน่ึงในหมวดวิชาเลอื ก ท่กี ําหนดให้ศึกษา ศึกษา สภาพปัญหาที่มีผลกระทบต่อการศึกษาพระพุทธศาสนา อันเน่ืองมาจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม ในยุคโลกาภิวัตน์ การศึกษาพระพุทธศาสนากับเทคโนโลยีสารสนเทศ การเมือง การปกครอง เศรษฐกิจพอเพียง และบทบาทของพระพุทธศาสนากับการพัฒนาสังคมในอนาคต ซึ่งมีรายละเอียด ตามที่ผรู้ วบรวมได้นาํ เสนอไว้แล้วในบทตา่ งๆ ผู้รวบรวมหวังว่าเอกสารเล่มน้ีจะยังประโยชน์ต่างๆ ให้เกิดข้ึนกับผู้เก่ียวข้อง ตาม วัตถุประสงค์ของโครงการพอสมควร จึงขอขอบคุณทุกท่านที่ได้มีส่วนร่วมทําเอกสารเล่มนี้ให้สําเร็จ สมบูรณ์เป็นรูปเล่ม อนึ่ง หากมีข้อบกพร่องผิดพลาดประการใดเกิดขึ้นในส่วนต่างๆ ของเอกสาร ต้อง ขออภัยมา ณ โอกาสนด้ี ว้ ย นายกติ ติศกั ด์ิ ณ สงขลา อาจารย์ประจําวิชา/ผรู้ วบรวมจดั ทํา
โครงการสนับสนนุ การจดั ทาํ เอกสารประกอบการสอน ภาควิชาหลกั สตู รและการสอน คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั ปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๕ คณะกรรมการดําเนนิ โครงการ ทป่ี รกึ ษา พระธรรมโกศาจารย์ พระสุวรรณเมธาภรณ์ ประธานกรรมการ พระครูปลัดมารตุ วรมงฺคโล รองประธาน พระครูสังฆรกั ษ์กิตตพิ งศ์ สิรวิ ฑฒฺ โน กรรมการ พระครโู สภณพุทธิศาสตร์ พระมหาภัทรวชิ ญ์ ปญญฺ าวชโิ ร พระมหาบุญสุข สุทฺธญิ าโณ ผศ.ดร.ชาติชายพิทกั ษ์ ธนาคม ผศ.ดร.สมชัยศรีนอก ผศ.ดร.ธรี ยุทธ พึ่งเทยี ร ผศ.บญุ เลิศ จรี ภทั ร์ กรรมการ/เลขานกุ ารและผู้ช่วย นายกิตตศิ กั ด์ิ ณ สงขลา พระมหาสาโรจน์ สารโรจโน
ปรัชญาคณะครศุ าสตร์ ศกึ ษาดี มีคณุ ธรรม นาํ ความรูส้ ู่สงั คม พมิ พโ์ ดย...อาจารยก์ ติ ตศิ ักดิ์ ณ สงขลา ภาควิชาหลกั สตู รและการสอน คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย เลขที่ ๗๙ หมู่ ๑ ถ.พหลโยธนิ กม.๔๕ ตําบลลาํ ไทร อําเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา ๑๓๑๗๐ โทร.๐๘๖-๗๙๖-๘๗๖๑ E-mail : [email protected] Address : http://edu.mcu.ac.th
รายละเอียดของรายวชิ า ช่ือสถาบนั อดุ มศกึ ษา มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขต/คณะ/ภาควชิ า ภาควชิ าหลักสตู รและการสอน ครุศาสตร์ หมวดท่ี ๑ ขอ้ มูลโดยท่วั ไป ๑. รหสั และช่อื รายวชิ า ๒๐๙ ๔๑๒ แนวโนม้ การศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา (Trend of Buddhism Study) ๒. จาํ นวนหน่วยกติ ๓ หนว่ ยกิต (๓-๐-๖) ๓. หลกั สตู รและประเภทของรายวชิ า การสอนพระพุทธศาสนา วิชาเลอื ก ๔. อาจารยผ์ รู้ บั ผดิ ชอบรายวชิ าและอาจารยผ์ ้สู อน อาจารยก์ ติ ตศิ ักดิ์ ณ สงขลา ๕. ภาคการศกึ ษา/ช้ันปที เ่ี รยี น ภาคการศกึ ษาท่ี ๕ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๕๔ ๖. รายวชิ าทต่ี ้องเรียนมากอ่ น (Pre-requisite) (ถา้ มี) -ไม่ม-ี ๗. รายวชิ าทตี่ อ้ งเรียนพรอ้ มกัน (Co-requisites) (ถ้าม)ี -ไมม่ -ี ๘. สถานท่เี รียน คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๙. วันท่จี ดั ทาํ หรอื ปรบั ปรุงรายละเอยี ดของรายวิชาครั้งล่าสดุ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ หมวดที่ ๒ จดุ ม่งุ หมายและวัตถปุ ระสงค์ ๑. จุดมงุ่ หมายของรายวิชา ๑. เพ่ือให้นสิ ิตเข้าใจถงึ ผลกระทบท่ีมตี ่อการศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๒. เพ่อื ใหน้ สิ ติ เขา้ ใจถงึ ความเปล่ยี นแปลงในยุคโลกาภิวฒั น์ ๓. เพ่อื ให้นสิ ติ สามารถนําส่อื ทางเทคโนโลยีมาใช้เพ่อื การศึกษาพระพุทธศาสนา ๔. เพอื่ ให้นิสิตเขา้ ใจบทบาทของพระพทุ ธศาสนากบั การพฒั นาสังคม ๒. วตั ถปุ ระสงคใ์ นการพฒั นา/ปรบั ปรุงรายวชิ า เพื่อให้นิสิตได้รู้จักหลักมูลของแนวโน้มการศึกษาพระพุทธศาสนาและเทคนิคการใช้เทคโนโลยีสา สนเทศ ซ่ึงเป็นหน่ึงในวิชาชีพเลือก โดยเนื้อหาบางส่วนปรับเปลี่ยนตามวิทยาการ และเทคโนโลยี
ตลอดเวลา ท่ีเน้นผลการเรียนรู้ซ่ึงผู้เรียนสามารถนําไปใช้ในวิชาอื่นๆ และบรรลุวัตถุประสงค์เชิง พฤติกรรม (Behavioral Objective) ดังนี้ ๑) พทุ ธิพสิ ยั คือ สามารถจาํ เข้าใจ รจู้ ักนําไปใช้ ร้จู ักวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมนิ ค่า ๒) จิตพิสัย คอื สามารถรบั รู้ หรือเอาใจใส่ ตอบสนอง เหน็ คุณค่า จดั ระบบ หรอื สร้างความเช่ือ สรา้ งนิสัย หรอื ค่านยิ ม ๓) ทกั ษะพิสยั คือ สามารถปฏิบัติ หรอื นาํ ความรู้ไปปฏบิ ัตจิ นชํานาญ หมวดที่ ๓ ลกั ษณะและการดาํ เนินการ ๑. คาํ อธบิ ายรายวชิ า ศกึ ษาสภาพปัญหาทีม่ ีผลกระทบตอ่ การศึกษาพระพทุ ธศาสนา อันเนอ่ื งมาจากการเปล่ียนแปลงของ สังคมในยุคโลกาภิวัตน์ การศึกษาพระพุทธศาสนากับเทคโนโลยีสารสนเทศ การเมือง การปกครอง เศรษฐกิจพอเพยี ง และบทบาทของพระพทุ ธศาสนากับการพัฒนาสงั คมในอนาคต ๒. จาํ นวนช่วั โมงทใ่ี ชต้ อ่ ภาคการศกึ ษา บรรยาย สอนเสริม การฝกึ ปฏบิ ตั /ิ งาน การศกึ ษาดว้ ยตนเอง ภาคสนาม/การฝกึ งาน บรรยาย ๔๕ ชว่ั โมง - - การศกึ ษาดว้ ยตนเอง ๖ ตอ่ ภาคการศึกษา ช่ัวโมงต่อสัปดาห์ ๓. จํานวนช่ัวโมงต่อสปั ดาหท์ อี่ าจารย์ใหค้ าํ ปรกึ ษาและแนะนาํ ทางวชิ าการแก่นสิ ติ เปน็ รายบุคคล - อาจารย์ประจํารายวชิ า ประกาศเวลาใหค้ ําปรึกษาผ่านเว็บไซต์การจดั การเรียนการสอนออนไลน์ ในรายวิชา http://www.educationmcu.com/moodle/ - อาจารย์จัดเวลาให้คําปรกึ ษาเป็นรายบุคคล หรอื รายกลมุ่ ตามความต้องการ ๑ ชั่วโมงต่อสปั ดาห์ (เฉพาะรายที่ต้องการ) หมวดท่ี ๔ การพฒั นาการเรียนรู้ของนสิ ติ การพฒั นาผลการเรยี นรใู้ นมาตรฐานผลการเรียนรู้แตล่ ะด้านทมี่ ่งุ หวงั ซึง่ สอดคลอ้ งกบั หลกั สตู ร โดยมาตรฐานการเรียนรูแ้ ต่ละด้าน ดงั ตอ่ ไปน้ี ๑. คณุ ธรรม จริยธรรม ๑.๑ คุณธรรม จรยิ ธรรมทต่ี ้องพัฒนา ใหส้ มั ฤทธ์ิ ผลการเรยี นรดู้ า้ นคุณธรรมจริยธรรม ๑) เข้าใจและซาบซึ้งในวัฒนธรรมไทย ตระหนักในคุณค่าของระบบคุณธรรม จริยธรรม เสยี สละ และ ซ่อื สตั ยส์ ุจริต ๒) มีวนิ ยั ตรงตอ่ เวลา และ รับผดิ ชอบตอ่ ตนเองและสังคม ๓) มีภาวะความเป็นผู้นาและผู้ตาม สามารถทางานเป็นทีม และสามารถแก้ไขข้อขัดแย้งตาม ลาดบั ความสาํ คัญ
๔) เคารพสิทธิและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รวมท้ังเคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีของความ เปน็ มนษุ ย์ ๕) เคารพกฎระเบียบและข้อบงั คบั ตา่ ง ๆ ขององคก์ รและสงั คม ๖) สามารถวิเคราะห์ผลกระทบจากการใช้ความรู้ทางวิศวกรรมต่อบุคคล องค์กร สังคมและ สงิ่ แวดล้อม ๗) มีจรรยาบรรณทางวชิ าการและวชิ าชพี และมคี วามรบั ผิดชอบในฐานะผ้ปู ระกอบวิชาชพี ๘) เข้าใจถึงบรบิ ททางสังคมของวชิ าชพี วศิ วกรรมในแต่ละสาขา ต้งั แตอ่ ดีตจนถงึ ปัจจบุ นั ทง้ั นี้ อาจจาํ แนกประเดน็ ท่ตี อ้ งพัฒนาให้ชดั เจนข้นึ ตัวอยา่ ง โดยปลูกฝังความมีวินัย ใฝ่รู้ ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และความมีน้ําใจ เช่น นักศึกษารู้ หน้าที่ (เข้าเรียนตรงเวลา และครบถ้วนตามเกณฑ์) รู้กาลเทศะ (แต่งกายตามระเบียบมหาวิทยาลัย เข้า ห้องเรียนตรงเวลา แจ้ง และส่งใบลา หากมีกิจธุระจําเป็น หรือเจ็บป่วย รักษามรรยาทในสังคม เคารพ สิทธิผอู้ ื่น) เปน็ ศนู ยก์ ลางการเรียนรู้ (เตรียมพรอ้ มก่อนเรยี น ทราบหัวข้อที่จะเรยี น และวัตถุประสงค์การ เรยี นรู้ มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ เชน่ ตอบคําถาม อภิปราย) สามารถนําผลการเรียนรู้ไปประกอบ วชิ าชีพ หรือใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตน และผู้อ่ืน มีสํานึกไทย สํานึก และภาคภูมิใจในวิชาชีพ รู้จริยธรรม ในวชิ าชพี ฯลฯ ๑.๒ วิธีการสอน เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ มีการบรรยายเน้ือหาหลักของแต่ละวิชา โดยแสดงที่มาของทฤษฎีและ กฎเกณฑ์ต่างๆ ในเชิงวิเคราะห์ และเน้นให้สามารถนําไปประยุกต์ใช้ในงาน กระตุ้นให้คิดตามหลักของ เหตุและผล พยายามช้ีให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีกับส่ิงต่างๆ ในธรรมชาติ เพื่อให้เข้าใจง่าย นําไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวัน ให้ผู้เรียนได้ทดลองปฏิบัติการจริง ใช้เครื่องมือด้วยตนเอง เพ่ือให้เกิด ความเช่ียวชาญ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะความสามารถในการค้นคว้าด้วยตนเอง มอบหมายงานให้ ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะ รู้จักวิเคราะห์และแก้ปัญหาด้วยตนเอง พัฒนาค้นหาความรู้ สร้างมีความรู้ในเร่ือง ที่ตนเองสนใจ ทักษะในการทดลองวิจัย และแก้ปัญหา ทักษะในการอภิปราย นําเสนอ และแลกเปล่ียน เรียนรู้ระหว่างกัน โดยใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารกับผู้อื่น ทักษะการใช้ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืน สอดแทรกเนื้อหา หรือกิจกรรมที่ส่งเสริมด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้ ผู้เรยี นเป็นผู้มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมในตนเองและวชิ าชพี โดย ๑) ทดสอบผู้เรียนก่อนเรียน เพ่ือทราบพื้นฐาน หรือความแตกต่างของผู้เรียน เพื่อปรับเน้ือหา หรือวิธีการสอน ๒) กําหนดหัวข้อในการเรียนรู้ท่ีมุ่งเน้นวัตถุประสงค์ โดยเริ่มจากการให้นิสิตทบทวน รู้จัก ตนเอง เตรียมพร้อม หรือปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง (การเรียน และปรับตัวในมหาวิทยาลัย คุณสมบัติของนิสิต และบัณฑิตท่ีพึงประสงค์ เก่ง ดี มีความสุขการส่ือสาร และการสื่อความหมาย การ สรา้ งสรรค์ความคดิ ๓) แบบทดสอบย่อย หรอื การบ้าน ในแตล่ ะหวั ขอ้ หรอื ช่วั โมง ๔) แบบทดสอบเชิงพฤติกรรม ๕) ใช้ความสามารถ และเทคนคิ ถ่ายทอด อาทิ เรือ่ งเล่า ประสบการณ์ กรณศี กึ ษา ๑.๓ วธิ กี ารประเมินผล มีกลยทุ ธ์การประเมินผล และทวนสอบผลการเรยี นรูต้ ามมาตรฐานจรงิ
๑) มีการประเมนิ ผลของรายวิชาเป็นความรบั ผดิ ชอบของผู้สอน และผู้สอนร่วม ๒) วิธีประเมินที่เหมาะสมกับเนื้อหาแต่ละหัวข้อ เช่น สอบข้อเขียน สอบปากเปล่า หรือ สัมภาษณ์ สังเกตพฤติกรรม ให้คะแนนโดยผู้ร่วมงาน รายงานกิจกรรม แฟ้มผลงาน การประเมินตนเอง ของผเู้ รียน ๓) การประเมินผลหลักสูตรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคณาจารย์และผู้บริหารหลักสูตร เช่น การประเมนิ ขอ้ สอบ สอบดว้ ยขอ้ สอบกลางของสาขาวิชา ๔) มีการประเมินโดยใช้องค์ประกอบ และตัวชี้วัดตามระบบประกันคุณภาพการศึกษา ระดับ คณะ และมหาวทิ ยาลัย ๕) มกี ารประเมนิ ของสมาคมวชิ าชีพ ในการขอรับใบอนญุ าตประกอบวชิ าชีพ เปน็ ต้น ทั้งนี้ อาจระบวุ ธิ ีเฉพาะทีใ่ ชใ้ นรายวชิ า ตวั อย่าง ๑) ประเมินจากพฤติกรรมของนิสิตในการเข้าชั้นเรียน (แต่งกาย ตรงต่อเวลา มรรยาทใน สงั คม) ๒) ประเมนิ จากพฤติกรรมของนิสติ ในการมสี ว่ นร่วมในการเรียนการสอน ๓) ประเมินจาก พฤติกรรมกลมุ่ ของนสิ ิตในการเรยี นรายวิชาตอ่ ไป หรือวชิ าอนื่ ๆ ๒. ความรู้ ๒.๑ ความรทู้ ่ีตอ้ งไดร้ บั เพื่อให้ผู้เรียน ๑) มีความรู้และความเข้าใจผลกระทบท่ีมีต่อการศึกษาพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน ความ เปล่ยี นแปลงของพระพทุ ธศาสนาในอดตี จนถงึ ปัจจุบัน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน บทบาทของ พระพุทธศาสนากับการพัฒนาสังคม เพื่อการประยุกต์ใช้กับรายวิชาที่เก่ียวข้อง และการสร้างนวัตกรรม ทางเทคโนโลยี ๒) มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการและทฤษฎีที่สําคัญในเนื้อหาของสาขาวิชาท่ี ศึกษา ๓) สามารถบรู ณาการความรู้ในสาขาวิชาท่ศี กึ ษากับความร้ใู นศาสตรอ์ นื่ ๆ ที่เกยี่ วขอ้ ง ๔) สามารถวิเคราะหแ์ ละแกป้ ญั หา โดยการประยกุ ตใ์ ช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ๕) สามารถใช้ความร้แู ละทักษะในสาขาของตน ในการประยกุ ต์แกไ้ ขปัญหาในงานจรงิ ได้ ท้ังนี้ อาจระบคุ วามรตู้ ามเนือ้ หา และวัตถุประสงค์ของรายวชิ า ตวั อยา่ ง เพื่อผู้เรียนทราบความรู้พื้นฐาน และภาพรวมของรายวิชาแนวโน้มการศึกษาพระพุทธศาสนา สัมพันธ์กับพัฒนาการของสังคมโลก และเหตุการณ์สําคัญ กระบวนทางวิทยาศาสตร์ แนวทางการ แกป้ ัญหาเชิงวิเคราะห์ การพฒั นาอย่างย่ังยนื ทางพระพทุ ธศาสนา และเศรษฐกิจพอเพยี ง ๒.๒ วิธกี ารสอน เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ มีการบรรยายเนื้อหาหลักของแต่รายวิชา โดยแสดงที่มาของกฎเกณฑ์ ตา่ งๆ ในเชิงวิเคราะห์ และเน้นให้สามารถนําไปประยุกต์ใช้ในงาน กระตุ้นใหค้ ิดตามหลักของเหตแุ ละผล พยายามชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ เพ่ือให้เข้าใจง่าย นําไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจําวัน ให้ผู้เรียนได้ทดลองปฏิบัติการจริง ใช้เคร่ืองมือด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความเช่ียวชาญ สง่ เสรมิ ให้ผู้เรยี นมีทักษะความสามารถในการคน้ คว้าด้วยตนเอง มอบหมายงานใหผ้ ู้เรยี นไดฝ้ กึ ฝนทกั ษะ รู้จักวิเคราะห์และแก้ปัญหาด้วยตนเอง พัฒนาค้นหาความรู้ สร้าง มีความรู้ในเรื่องท่ีตนเองสนใจ ทักษะ
ในการทดลองวิจยั และแก้ปัญหา ทักษะในการอภิปราย นําเสนอ และแลกเปลี่ยนเรียนรรู้ ะหวา่ งกนั โดย ใช้เทคโนโลยีในการส่ือสารกับผู้อื่น ทักษะการใช้ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ยอมรับฟังความ คิดเห็นของผู้อื่นสอดแทรกเนื้อหา หรือกิจกรรมที่ส่งเสริมด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้ผู้เรียนเป็นผู้มี คณุ ธรรม จรยิ ธรรมในตนเองและวชิ าชีพโดย ๑) บรรยายในชนั้ เรยี น ๒) ใช้ส่อื การสอน (สรปุ หวั ขอ้ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว แบบจําลอง) ๓) เวบ็ ไซท์ และสื่อในเว็บไซท์ ๔) สื่ออื่นๆ ทแ่ี นะนาํ โดยผ้สู อน ในเอกสารการสอน และเวบ็ ไซท์ ๕) ถามตอบ หรืออภปิ รายในช้นั เรียน ๖) ทดสอบยอ่ ย หรือการบ้าน ที่วดั ความรจู้ ํา ความเข้าใจ การนาํ ไปใช้ ๒.๓ วธิ กี ารประเมนิ ผล มกี ลยทุ ธ์การประเมินผล และทวนสอบผลการเรยี นรู้ตามมาตรฐานจรงิ ๑) มกี ารประเมนิ ผลของรายวชิ าเปน็ ความรับผดิ ชอบของผู้สอน และผสู้ อนร่วม ๒) วิธีประเมินที่เหมาะสมกับเน้ือหาแต่ละหัวข้อ เช่น สอบข้อเขียน สอบปากเปล่า หรือสัมภาษณ์ สงั เกตพฤติกรรม ใหค้ ะแนนโดยผรู้ ว่ มงาน รายงานกจิ กรรม แฟม้ ผลงาน การประเมินตนเองของผูเ้ รียน ๓) การประเมินผลหลักสูตรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคณาจารย์และผู้บริหารหลักสูตร เช่น การประเมนิ ขอ้ สอบ สอบด้วยขอ้ สอบกลางของสาขาวชิ า ๔) มีการประเมินโดยใช้องค์ประกอบ และตวั ช้วี ัดตามระบบประกันคุณภาพการศึกษา ระดับคณะ และมหาวทิ ยาลยั ๕) มกี ารประเมนิ ของสมาคมวิชาชีพ ในการขอรบั ใบอนุญาตประกอบวชิ าชีพ เปน็ ต้น ทั้งนี้ อาจระบวุ ิธเี ฉพาะท่ใี ช้ในรายวชิ า ตัวอยา่ ง ๑) ประเมนิ จากพฤติกรรมของนสิ ติ ในการเขา้ ชั้นเรยี น (แตง่ กาย ตรงตอ่ เวลา มรรยาทในสังคม) ๒) ประเมนิ จากพฤติกรรมของนิสิตในการมีสว่ นรว่ มในการเรยี นการสอน ๓) ประเมนิ จาก พฤตกิ รรมกลมุ่ ของนสิ ติ ในการเรยี นรายวิชาต่อไป หรอื วชิ าอ่นื ๆ ๓. ทกั ษะทางปญั ญา ๓.๑ ทกั ษะทางปญั ญาทตี่ ้องพฒั นา เพอื่ ใหผ้ เู้ รยี น ๑) มคี วามคิดอย่างมีวจิ ารณญาณ ๒) สามารถรวบรวม ศึกษา วเิ คราะห์ และสรปุ ประเดน็ ปัญหาและความต้องการ ๓) สามารถคดิ วเิ คราะห์ และแกไ้ ขปัญหาดา้ นวศิ วกรรมไดอ้ ยา่ งมรี ะบบ ๔) มจี นิ ตนาการและความยดื หยนุ่ ในการปรับใชอ้ งคค์ วามรทู้ ่ีเกย่ี วขอ้ งเหมาะสมในการพฒั นา นวตั กรรมหรือองคค์ วามรตู้ ่อยอดจากเดิมได้อยา่ งสรา้ งสรรค์ ๕) สามารถค้นคว้าความรู้เพ่ิมเติมได้ด้วยตนเอง เพ่ือการเรียนรู้ตลอดชีวิต และทันต่อการ เปลย่ี นแปลงทางองค์ความรู้และเทคโนโลยใี หม่ๆ ทีเ่ กยี่ วข้อง ๓.๒ วธิ ีการสอน เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ มีการบรรยายเน้ือหาหลักของรายวิชา โดยแสดงที่มาของกฎเกณฑ์ต่าง
ๆ ในเชิงวิเคราะห์ และเน้นให้สามารถนําไปประยุกต์ใช้ในงาน กระตุ้นให้คิดตามหลักของเหตุและผล พยายามชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ เพื่อให้เข้าใจง่าย นําไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจําวัน ให้ผู้เรียนได้ทดลองปฏิบัติการจริง ใช้เคร่ืองมือด้วยตนเอง เพ่ือให้เกิดความเชี่ยวชาญ สง่ เสริมให้ผู้เรียนมีทักษะความสามารถในการค้นควา้ ด้วยตนเอง มอบหมายงานให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะ รจู้ ักวเิ คราะหแ์ ละแก้ปัญหาดว้ ยตนเอง พฒั นาค้นหาความรู้สรา้ ง มีความรใู้ นเร่อื งที่ตนเองสนใจ ทักษะใน การทดลองวจิ ัย และแก้ปญั หา ทักษะในการอภิปราย นําเสนอ และแลกเปลีย่ นเรยี นรู้ระหว่างกัน โดยใช้ เทคโนโลยีในการสื่อสารกับผู้อื่น ทักษะการใช้ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ยอมรับฟังความคิดเห็น ของผู้อื่น สอดแทรกเน้ือหา หรือกิจกรรมท่ีส่งเสริมด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้ผู้เรียนเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรมในตนเองและวชิ าชีพ โดย ๑) เน้นผเู้ รยี นเปน็ สําคญั ๒) มีการบรรยายเนื้อหาหลักของรายวชิ า โดยแสดงทีม่ าของกฎเกณฑ์ต่างๆ ในเชิงวเิ คราะห์ และเนน้ ใหส้ ามารถนาํ ไปประยุกตใ์ ชใ้ นงาน ๓) กระตุ้นให้คิดตามหลักของเหตุและผลพยายามช้ีให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงต่างๆ ใน ธรรมชาติ เพือ่ ให้เข้าใจงา่ ย นาํ ไปประยุกต์ใชใ้ นชวี ติ ประจาํ วัน ๔) ใหผ้ ้เู รยี นไดท้ ดลองปฏบิ ัตกิ ารจริง ใช้เครื่องมอื ด้วยตนเอง เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความเชี่ยวชาญ ๕) ส่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รียนมีทักษะความสามารถในการค้นคว้าด้วยตนเอง ๖) มอบหมายงานให้ผเู้ รยี นไดฝ้ กึ ฝนทกั ษะ รจู้ กั วเิ คราะห์และแกป้ ญั หาดว้ ยตนเอง พัฒนาค้น หาความรู้ สรา้ ง มคี วามรูใ้ นเรื่องทีต่ นเองสนใจ ทักษะในการทดลองวจิ ยั และแก้ปัญหา ๗) ทัศนศกึ ษา ดงู าน หรอื เชญิ ผทู้ รงคณุ วฒุ ิภายนอก และผู้ประกอบการ มาสอน หรอื บรรยายเพื่อเพิ่มประสบการณ์เรียนรแู้ ละพฒั นาองค์ความรูข้ องนิสติ ๓.๓ วธิ กี ารประเมนิ ผล มกี ลยทุ ธก์ ารประเมินผล และทวนสอบผลการเรยี นรูต้ ามมาตรฐานจริง ๑) มีการประเมินผลของรายวิชาเป็นความรับผิดชอบของผสู้ อน และผู้สอนร่วม ๒) วิธีประเมินที่เหมาะสมกับเนื้อหาแต่ละหัวข้อ เช่น สอบข้อเขียน สอบปากเปล่า หรือ สัมภาษณ์ สังเกตพฤติกรรม ให้คะแนนโดยผู้ร่วมงาน รายงานกิจกรรม แฟ้มผลงาน การประเมินตนเอง ของผูเ้ รยี น ๓) การประเมินผลหลักสูตรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคณาจารย์และผู้บริหารหลักสูตร เช่น การประเมนิ ขอ้ สอบ สอบดว้ ยขอ้ สอบกลางของสาขาวชิ า ๔) มีการประเมินโดยใช้องค์ประกอบ และตัวช้ีวัดตามระบบประกันคุณภาพการศึกษา ระดับ คณะ และมหาวิทยาลัย ๕) มกี ารประเมนิ ของสมาคมวิชาชพี ในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชพี เปน็ ตน้ ทง้ั นี้ อาจระบวุ ิธเี ฉพาะที่ใชใ้ นรายวิชา ตัวอยา่ ง ๑) ประเมินจากพฤติกรรมของนิสิตในการเข้าช้ันเรียน (แต่งกาย ตรงต่อเวลา มรรยาทใน สงั คม) ๒) ประเมินจากพฤตกิ รรมของนิสิตในการมีสว่ นรว่ มในการเรียนการสอน ๓) ประเมนิ จาก พฤตกิ รรมกลมุ่ ของนสิ ิตในการเรยี นรายวชิ าต่อไป หรอื วิชาอื่นๆ ๔. ทกั ษะความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบคุ คลและความรบั ผดิ ชอบ
๔.๑ ทกั ษะความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบคุ คลและความรบั ผดิ ชอบทต่ี อ้ งพฒั นา เช่น การทํางานเปน็ กลุ่มและรบั ผิดชอบร่วมกนั เพ่อื ให้ผ้เู รยี น ๑) สามารถส่อื สารกับกล่มุ คนหลากหลาย และสามารถสนทนาท้งั ภาษาไทยและ ภาษาตา่ งประเทศได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ๒) สามารถใหค้ วามชว่ ยเหลือและอาํ นวยความสะดวกแกก่ ารแกป้ ญั หาสถานการณต์ า่ ง ๆ ใน กลุ่มท้งั ในบทบาทของผู้นําหรอื ในบทบาทของผ้รู ่วมทีมทาํ งาน ๓) สามารถใชค้ วามรใู้ นศาสตรม์ าช้ีนาํ สงั คมในประเด็นท่เี หมาะสม ๔) มคี วามรบั ผดิ ชอบในการกระทําของตนเองและรบั ผดิ ชอบงานในกลุ่ม ๕) สามารถเป็นผรู้ เิ รม่ิ แสดงประเด็นในการแก้ไขสถานการณท์ ง้ั ส่วนตวั และสว่ นรวม พร้อมท้ัง แสดงจดุ ยนื อยา่ งพอเหมาะทั้งของตนเองและของกลุ่ม ๖) สามารถวางแผนและรบั ผดิ ชอบในการพัฒนาการเรยี นร้ทู ัง้ ของตนเอง สงั คม และทาง วิชาชีพอย่างต่อเนือ่ ง ๗) รู้จักบทบาท หน้าที่ และมีความรับผดิ ชอบในการทางานตามทีม่ อบหมาย ทัง้ งานบุคคล และงานกลุ่ม สามารถปรบั ตัวและทางานร่วมกับผอู้ ่ืนทั้งในฐานะผนู้ าํ และผู้ตามได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ สามารถวางตัวไดอ้ ย่างเหมาะสมกบั ความรบั ผิดชอบ ๘) มจี ิตสานึกความรับผิดชอบด้านความปลอดภยั ในการทางาน มคี วามสามารถค้นควา้ ข้อมลู และใช้ขอ้ มลู ประกอบการตัดสนิ ใจในการทางานได้อย่างมีประสิทธภิ าพ ๔.๒ วิธีการสอน เน้นผู้เรยี นเป็นสําคัญ มีการบรรยายเน้ือหาหลักของรายวิชา โดยแสดงที่มาของกฎเกณฑ์ต่างๆ ในเชิงวิเคราะห์ และเน้นให้สามารถนําไปประยุกต์ใช้ในงาน กระตุ้นให้คิดตามหลักของเหตุและผล พยายามชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงต่างๆ ในธรรมชาติ เพื่อให้เข้าใจง่าย นําไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจําวัน ให้ผู้เรียนได้ทดลองปฏิบัติการจริง ใช้เครื่องมือด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความเช่ียวชาญ สง่ เสริมใหผ้ ู้เรียนมีทกั ษะความสามารถในการค้นควา้ ดว้ ยตนเอง มอบหมายงานให้ผู้เรยี นได้ฝกึ ฝนทักษะ รู้จักวิเคราะห์และแก้ปัญหาด้วยตนเอง พัฒนาค้นหาความรู้ สร้าง มีความรู้ในเร่ืองท่ีตนเองสนใจ ทักษะ ในการทดลองวิจัย และแก้ปัญหา ทักษะในการอภิปราย นําเสนอ และแลกเปล่ียนเรยี นรรู้ ะหว่างกัน โดย ใช้เทคโนโลยีในการส่ือสารกับผู้อ่ืน ทักษะการใช้ภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ยอมรับฟังความ คิดเห็นของผู้อื่น สอดแทรกเนื้อหา หรือกิจกรรมท่ีส่งเสริมด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้ผู้เรียนเป็นผู้มี คณุ ธรรม จริยธรรมในตนเองและวิชาชพี โดย ๑) ให้ผ้เู รยี นไดท้ ดลองปฏบิ ัตกิ ารจรงิ ใชเ้ ครือ่ งมือดว้ ยตนเอง เพ่อื ให้เกดิ ความเชี่ยวชาญ ๒) สง่ เสรมิ การเรียนรรู้ ่วมกนั การทํางานเปน็ กลมุ่ ๓) ส่งเสรมิ ใหผ้ ้เู รยี นมที กั ษะความสามารถในการค้นควา้ ดว้ ยตนเอง ๔) มอบหมายงานให้ผ้เู รยี นไดฝ้ ึกฝนทักษะ รจู้ ักวเิ คราะหแ์ ละแก้ปญั หาดว้ ยตนเอง พฒั นาค้น หาความรู้สรา้ ง มีความรู้ในเรอ่ื งท่ตี นเองสนใจ ทกั ษะในการทดลองวจิ ัย และแกป้ ญั หา ๔.๓ วธิ กี ารประเมินผล มกี ลยทุ ธ์การประเมินผล และทวนสอบผลการเรยี นร้ตู ามมาตรฐานจรงิ ๑) มีการประเมนิ ผลของรายวิชาเปน็ ความรบั ผิดชอบของผู้สอน และผูส้ อนรว่ ม
๒) วิธีประเมินที่เหมาะสมกับเนื้อหาแต่ละหัวข้อ เช่น สอบข้อเขียน สอบปากเปล่า หรือ สัมภาษณ์ สังเกตพฤติกรรม ให้คะแนนโดยผู้ร่วมงาน รายงานกิจกรรม แฟ้มผลงาน การประเมินตนเอง ของผูเ้ รยี น ๓) การประเมินผลหลักสูตรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคณาจารย์และผู้บริหารหลักสูตร เชน่ การประเมนิ ขอ้ สอบ สอบดว้ ยข้อสอบกลางของสาขาวิชา ๔) มีการประเมินโดยใช้องค์ประกอบ และตัวชี้วัดตามระบบประกันคุณภาพการศึกษา ระดับ คณะ และมหาวทิ ยาลยั ๕) มกี ารประเมนิ ของสมาคมวชิ าชพี ในการขอรบั ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เป็นต้น ท้ังนี้ อาจระบุวิธีเฉพาะทใ่ี ชใ้ นรายวชิ า เช่น ๑) ประเมนิ จากพฤติกรรมของนิสติ ในการเข้าช้ัน เรียน (แต่งกาย ตรงต่อเวลา มรรยาทในสงั คม) ๒) ประเมนิ จากพฤตกิ รรมของนสิ ติ ในการมสี ่วนรว่ มใน การเรยี นการสอน ๓) ประเมนิ จาก พฤตกิ รรมกลมุ่ ของนสิ ิตในการเรียนรายวิชาต่อไป หรือวิชาอน่ื ๆ ๕. ทกั ษะการวเิ คราะหเ์ ชิงตัวเลข การสอื่ สาร และการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ ๕.๑ ทกั ษะการวเิ คราะหเ์ ชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศทตี่ อ้ งพฒั นา ๑) มที กั ษะในการใชเ้ คร่ืองมือที่จาเปน็ ทีม่ ีอย่ใู นปจั จุบันตอ่ การทางานท่เี กยี่ วกับคอมพวิ เตอร์ ๒) สามารถแนะนาํ ประเด็นการแก้ไขปญั หาโดยใชส้ ารสนเทศทางคณติ ศาสตร์หรือการแสดง สถติ ิประยกุ ตต์ ่อปัญหาที่เกยี่ วขอ้ งอย่างสร้างสรรค์ ๓) สามารถสอ่ื สารอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพท้ังปากเปลา่ และการเขยี น เลือกใช้รปู แบบของสื่อการ นาเสนออยา่ งเหมาะสม ๔) สามารถใชส้ ารสนเทศและเทคโนโลยสี ื่อสารอย่างเหมาะสม ๕) มคี วามสามารถและความมั่นใจในการสรปุ ผลการทดลอง ศึกษา ในสาขาทีเ่ กย่ี วขอ้ ง ๖) มที กั ษะในการส่ือสารข้อมูลทงั้ ทางการพดู การเขียน และการสอื่ ความหมายโดยรูปภาพ ๗) สามารถประยกุ ต์ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศทีท่ นั สมยั ในงานทางวิศวกรรมได้ ๘) สามารถใช้เครอื่ งมือการคาํ นวณเพอ่ื ประกอบวิชาชีพในสาขาทเ่ี กีย่ วขอ้ งได้ ๕.๒ วิธกี ารสอน เนน้ ผู้เรียนเป็นสาํ คญั มกี ารบรรยายเนอื้ หาหลกั ของรายวชิ า โดยแสดงท่มี าของกฎเกณฑ์ต่างๆ ในเชิงวเิ คราะห์ และเนน้ ใหส้ ามารถนําไปประยุกตใ์ ช้ในงาน กระตุ้นใหค้ ิดตามหลักของเหตุและผล พยายามช้ีให้เห็นความสมั พนั ธ์ระหว่างทฤษฎีกับสง่ิ ต่างๆ ในธรรมชาติ เพ่อื ใหเ้ ข้าใจงา่ ย นําไปประยุกตใ์ ช้ ในชวี ิตประจาํ วัน ใหผ้ ้เู รียนไดท้ ดลองปฏิบัตกิ ารจรงิ ใชเ้ ครอ่ื งมอื ดว้ ยตนเอง เพอ่ื ให้เกิดความเชี่ยวชาญ ส่งเสรมิ ใหผ้ ูเ้ รยี นมที กั ษะความสามารถในการคน้ คว้าดว้ ยตนเอง มอบหมายงานใหผ้ ู้เรยี นไดฝ้ กึ ฝนทกั ษะ รจู้ ักวิเคราะห์และแก้ปัญหาดว้ ยตนเอง พฒั นาค้นหาความรู้ สรา้ งมคี วามรใู้ นเรือ่ งที่ตนเองสนใจ ทกั ษะใน การทดลองวิจยั และแกป้ ญั หา ทกั ษะในการอภปิ ราย นําเสนอ และแลกเปล่ียนเรยี นร้รู ะหว่างกัน โดยใช้ เทคโนโลยใี นการสอื่ สารกบั ผอู้ ่นื ทกั ษะการใช้ภาษาไทยและภาษาตา่ งประเทศ ยอมรับฟังความคดิ เห็น ของผอู้ ื่น สอดแทรกเนอ้ื หา หรอื กจิ กรรมทสี่ ่งเสรมิ ด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ใหผ้ ู้เรยี นเป็นผู้มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรมในตนเองและวิชาชีพ โดย ๑) ใหผ้ เู้ รยี นได้ทดลองปฏบิ ัตกิ ารจรงิ ใช้เคร่อื งมอื ดว้ ยตนเอง เพื่อใหเ้ กิดความเช่ยี วชาญ ๒) สง่ เสรมิ ใหผ้ ้เู รยี นมีทักษะความสามารถในการค้นควา้ ดว้ ยตนเอง
๓) มอบหมายงานใหผ้ ู้เรียนได้ฝึกฝนทกั ษะ รจู้ ักวเิ คราะหแ์ ละแก้ปญั หาดว้ ยตนเอง พฒั นาค้น หาความรู้ สรา้ ง มีความรูใ้ นเรอ่ื งท่ตี นเองสนใจ ทกั ษะในการทดลองวิจยั และแกป้ ญั หา ๕.๓ วธิ กี ารประเมินผล มีกลยุทธก์ ารประเมนิ ผล และทวนสอบผลการเรียนรตู้ ามมาตรฐานจริง ๑) มกี ารประเมินผลของรายวิชาเป็นความรบั ผดิ ชอบของผสู้ อน และผูส้ อนรว่ ม ๒) วิธีประเมินท่ีเหมาะสมกับเน้ือหาแต่ละหัวข้อ เช่น สอบข้อเขียน สอบปากเปล่า หรือ สัมภาษณ์ สังเกตพฤติกรรม ให้คะแนนโดยผู้ร่วมงาน รายงานกิจกรรม แฟ้มผลงาน การประเมินตนเอง ของผเู้ รียน ๓) การประเมินผลหลักสูตรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคณาจารย์และผู้บริหารหลักสูตร เช่น การประเมินขอ้ สอบ สอบดว้ ยขอ้ สอบกลางของสาขาวชิ า ๔) มีการประเมินโดยใช้องค์ประกอบ และตัวชี้วัดตามระบบประกันคุณภาพการศึกษา ระดับ คณะ และมหาวทิ ยาลัย ๕) มีการประเมนิ ของสมาคมวิชาชพี ในการขอรบั ใบอนญุ าตประกอบวชิ าชีพ เปน็ ต้น ท้ังนี้ อาจระบุวิธีเฉพาะท่ีใช้ในรายวิชา เช่น ๑) ประเมินจากพฤติกรรมของนิสิตในการเข้าชั้นเรียน (แต่งกาย ตรงต่อเวลา มรรยาทในสังคม) ๒) ประเมินจากพฤติกรรมของนิสิตในการมีส่วนร่วมในการ เรยี นการสอน ๓) ประเมินจาก พฤตกิ รรมกลมุ่ ของนสิ ิตในการเรียนรายวชิ าต่อไป หรือวิชาอน่ื ๆ หมวดที่ ๕ แผนการสอนและการประเมินผล ๕. แผนการสอน สปั ดาห์ หัวขอ้ /รายละเอียด จน. กิจกรรมการเรยี นการสอน/สือ่ ท่ใี ช้ ผสู้ อน ชว่ั โมง อ.ประจําวชิ า ท่ี ๓ แนะนาํ รายวิชา อ.ประจําวิชา ๑ ศกึ ษาสภาพปญั หาที่มผี ลกระทบ แนะนําเอกสารประกอบการเรียน บรรยาย/อภปิ รายซกั ถาม อ.ประจาํ วิชา ตอ่ การศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา มอบหมายงานศึกษาคน้ คว้า สรุปสาระสาํ คญั -สถานภาพของพทุ ธศาสนาในสาย ๓ บรรยาย/อภิปรายซกั ถาม สังคมโลก เอกสารประกอบการสอน PowerPoint -พุทธศาสนามฐี านะเปน็ สรุปสาระสําคญั วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ๓ บรรยาย/อภิปรายซักถาม ๒ ศกึ ษาสภาพปญั หาที่มผี ลกระทบ ต่อการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา (ต่อ) -พุทธศาสนามฐี านะเป็น สงั คมศาสตร์ -พุทธศาสนามฐี านะเปน็ มนษุ ย์ ศาสตร์ ๓ ศึกษาสภาพปญั หาทม่ี ผี ลกระทบ
ตอ่ การศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา เอกสารประกอบการสอน (ต่อ) PowerPoint -หลักรู้ หลกั คดิ เพ่ือเข้าถึง สรุปสาระสําคญั ผลกระทบต่อการศึกษา พระพุทธศาสนาและวิกฤตสงั คม โลก ๔ ศกึ ษาปจั จยั ทมี่ ีผลกระทบตอ่ ๓ บรรยาย/อภปิ รายซกั ถาม อ.ประจาํ วิชา อ.ประจาํ วิชา การศกึ ษาพระพทุ ธศาสนาในยุค เอกสารประกอบการสอน โลกาภวิ ตั น์ อ.ประจาํ วชิ า -ปจั จยั ท่ที ําใหพ้ ระพทุ ธศาสนา PowerPoint เสื่อมไปจากสังคม สรุปสาระสาํ คญั อ.ประจําวชิ า ๕ ศกึ ษาปัจจยั ทม่ี ผี ลกระทบตอ่ ๓ บรรยาย/อภิปรายซกั ถาม อ.ประจําวชิ า อ.ประจําวชิ า การศกึ ษาพระพทุ ธศาสนาในยคุ เอกสารประกอบการสอน โลกาภิวตั น์ (ต่อ) -ปัจจยั ท่ีมผี ลตอ่ การเรียนรู้ PowerPoint พระพุทธศาสนาในบรบิ ทของ สรปุ สาระสําคญั สังคมไทยปจั จบุ นั ๖ ศกึ ษาพทุ ธศาสนากบั เทคโนโลยี ๓ บรรยาย/อภิปรายซกั ถาม สารสนเทศ -หลกั มหาปเทศ คือ ทางออกของ เอกสารประกอบการสอน พระสงฆ์ PowerPoint -บทบาทของพระสงฆใ์ นสงั คม สรปุ สาระสําคญั เทคโนโลยีสารสนเทศ ๗ ศกึ ษาพทุ ธศาสนากบั เทคโนโลยี ๓ บรรยาย/อภิปรายซกั ถาม สารสนเทศ (ตอ่ ) -หลกั ธรรมสาํ หรบั นักเสพ เอกสารประกอบการสอน อินเตอร์เนต็ PowerPoint -การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกบั การ สรุปสาระสาํ คญั เผยแผพ่ ระพุทธศาสนา ๘ สอบกลางภาค ๓ ข้อสอบ ๙ ศกึ ษาพระพทุ ธศาสนากบั ๓ บรรยาย/อภปิ รายซักถาม การเมอื งการปกครอง เอกสารประกอบการสอน -การเปลีย่ นแปลงด้านการเมอื งการ PowerPoint ปกครอง สรุปสาระสาํ คญั -การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ -การเปลีย่ นแปลงดา้ นการศึกษา -การเปล่ยี นแปลงดา้ นการศกึ ษา
๑๐ โครงการทศั นศึกษาบรู ณาการการเรียนรู้จากสถานศกึ ษาจริง ๑๑ ศกึ ษาพระพทุ ธศาสนากบั ๓ บรรยาย/อภิปรายซักถาม อ.ประจาํ วิชา เศรษฐกจิ พอเพยี ง เอกสารประกอบการสอน -ปรชั ญาเศรษฐกิจพอพียง PowerPoint อ.ประจาํ วิชา -ความหมายเศรษฐกิจพอเพยี ง สรปุ สาระสาํ คญั นิสติ /อ.ประจํา ๑๒ ศึกษาพระพทุ ธศาสนากบั ๓ บรรยาย/อภิปรายซกั ถาม วชิ า เศรษฐกจิ พอเพยี ง (ตอ่ ) เอกสารประกอบการสอน -แนวคิดพื้นฐานเกย่ี วกับเศรษฐกจิ PowerPoint นสิ ิต/อ.ประจํา พอเพียง สรุปสาระสําคญั วิชา -เศรษฐกจิ เชงิ พทุ ธ นิสิต/อ.ประจํา วชิ า ๑๓ ศึกษาพระพทุ ธศาสตรก์ บั สงั คมใน ๓ บรรยาย/อภปิ รายซกั ถาม คณะกรรมการ อนาคต คุมสอบ เอกสารประกอบการสอน -จุดเปลี่ยนของพระพุทธศาสนาใน อดตี PowerPoint -พระพุทธศาสนาในปจั จบุ ันสู่ สรปุ สาระสําคญั อนาคต -ทางออกจากวิกฤตของ พระพทุ ธศาสนา -พระพทุ ธศาสนากบั สังคมไทยในบริบท ใหม่ ๑๔ จริยธรรมในการใช้งาน ๓ นสิ ิตนําเสนองานศกึ ษาคน้ คว้า คอมพิวเตอร์ (Internet) ของ เอกสารประกอบการสอน พระสงฆ์ สรปุ สาระสําคญั ๑๕ พระพทุ ธศาสนากบั เศรษฐกจิ ๓ นสิ ิตนาํ เสนองานศกึ ษาค้นคว้า พอเพียง เอกสารประกอบการสอน สรปุ สาระสาํ คญั ๑๖ สอบปลายภาค - ขอ้ สอบ ๒. แผนการประเมนิ ผลการเรียนรู้ กิจกรรม ผลการ วธิ ีการประเมนิ สปั ดาหท์ ี่ สดั สว่ นของการ ประเมนิ ประเมนิ ผล ที่ เรียนรู*้ - ตรวจผลงานศกึ ษา ตลอด ๒๐% ค้นควา้ และนําเสนอ ภาคเรียน ๑ การนาํ เสนอผลงาน การ - ตรวจผลงานกลุ่ม (ปฏิบตั ิกิจกรรมกลุ่ม) เรยี นรู้ ความรับผิดชอบ
๒ ทกั ษะสมั พนั ธร์ ะหว่าง - ประเมนิ จากการมีส่วน ตลอด ๑๐% บุคคลและความรบั ผดิ ชอบ ร่วมกจิ กรรมกลุ่มในชัน้ ภาคเรียน ๒๐% ๕๐% เรียน - ประเมนิ ความ รบั ผิดชอบ ความตรงต่อ เวลาในงานทไ่ี ดร้ ับ มอบหมาย ๓ ความรู้และทักษะการ - ทดสอบระหวา่ งเรียน ๔ วเิ คราะห์ผูเ้ รยี น การบรู ณา - ทดสอบปลายภาค ๑๖ การเรียนรเู้ พ่ือการนาํ ไป ประยุกต์ใชก้ บั การเรียนการ สอนรายวิชาอื่นๆ หมวดที่ ๖ ทรัพยากรประกอบการเรยี นการสอน ๑. เอกสารและตาํ ราหลกั ๑. สวสั ดิ์ โพธิวัฒน,์ ผศ. เทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การศกึ ษา, กรุงเทพฯ : เฮิรด์ เวฟเอ็ดดเู คชนั่ จํากัด, ๒๕๔๒. ๒. คณะศกึ ษาศาสตร์ \"การศกึ ษาไทยในยคุ โลกาภิวตั น์\" ความฝนั ของแผน่ ดิน. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์ ตะวนั ออก.๒๕๓๙ ๓. ชยั อนันต์ สมุทวณิช. ๑๐๐ ปี แห่งการปฏริ ปู ระบบราชการ วิวฒั นาการของอํานาจรัฐ และอาํ นาจ การเมือง. กรุงเทพมหานคร : สถาบนั นโยบายศกึ ษา , ๒๕๔๑ ๔. ประเวศ วะสี. การพฒั นากระบวนการเรยี นรแู้ บบพทุ ธ. กรุงเทพมหานคร : มลู นธิ ิสดศรี สฤษดว์ิ งศ,์ ๒๕๔๒ ---------------- ประชาคมตาํ บล :ยทุ ธศาสตรเ์ พือ่ เศรษฐกิจพอเพียง ศีลธรรมและสุขภาพ.กรงุ เทพฯ : สํานักพมิ พ์มติชน. ๒๕๔๑. ๕. พระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตโต) การพฒั นาทีย่ ง่ั ยนื .กรงุ เทพฯ :สํานักพมิ พม์ ลู นิธโิ กมลคีมทอง, ๒๕๓๙. ----------------คนไทยสู่ยคุ ไอท.ี กรุงเทพ ฯ : บริษทั สหธรรมกิ จาํ กดั ,๒๕๔๐ ----------------พทุ ธธรรม. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณร์ าชวทิ ยาลัย. ๒๕๔๐ ----------------มองสนั ติภาพผา่ นภมู ิหลงั อารยธรรมโลกาภิวัตน์. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพธ์ รรมสาร , ๒๕๔๒ ๖. พทุ ธทาส ภกิ ขุ . ธมั มกิ สงั คมนิยม. ไชยา. โรงพมิ พธ์ รรมทาน. ๒๕๒๐ ๒. เอกสารและขอ้ มลู สาํ คญั ระบุหนังสือ วารสาร รายงาน เว็บไซด์ กฎระเบียบต่างๆ โปรแกรมคอมพวิ เตอรแ์ ละแหล่งอา้ งอิงท่ีสําคญั อื่นๆ ซ่ึงนิสิตจาํ เปน็ ต้องศกึ ษาเพ่มิ เตมิ - ตํารา และเอกสารอ้างองิ ท่ใี ช้ประกอบการสอน (งานวจิ ยั งานสรา้ งสรรค์ หรอื บรกิ ารวชิ าการที่ไดน้ ํามาใช้ สอน ตัวอยา่ ง - ฟรติ จ๊อฟ คาปรา้ .จุดเปล่ยี นแหง่ ยคุ สมยั . ประชา หุตานวุ ัตรและคณะ แปลจาก The Turning Point. By Fritjof Capra กรุงเทพฯ : สํานักพิมพม์ ลู นธิ ิโกมลคีมทอง ,๒๕๓๙
๓. เอกสารและขอ้ มูลแนะนาํ - เอกสาร หรอื สอื่ ที่แนะนาํ เพิม่ เติมโดยผสู้ อน - เว็บไซด์ของผสู้ อน และเว็บไซด์ หรือสื่อ ท่แี นะนาํ ในเว็บไซดผ์ ูส้ อน หมวดที่ ๗ การประเมนิ และปรับปรงุ การดาํ เนนิ การของรายวชิ า ๑. กลยุทธก์ ารประเมินประสทิ ธิผลของรายวชิ าโดยนสิ ติ กลยุทธ์การประเมินประสิทธิผลของรายวิชาจากนิสิต กลยุทธ์การประเมินการสอน สอดคล้องกับวิธีการ สอน และวิธีประเมินการสอนที่ปรากฏใน หมวด ๔ การพัฒนาผลการเรียนรู้ ของนักศึกษา แต่เน่ืองจากทั้ง วิธีการสอน และวิธีการประเมิน สําหรับแต่ละผลการเรียนรู้อาจเหมือนกัน จึงสามารถเขียนรวมกันได้ ตัวอย่าง ๑) จํานวน หรอื รอ้ ยละของผู้เขา้ เรยี นในแตล่ ะคาบ ๒) แบบสอบถาม หรือแบบทดสอบเชงิ พฤติกรรมในกระบวนการเรียนการสอน ๓) ผลประเมินการเรยี นการสอน (ระบบ Online) ๒. กลยทุ ธก์ ารประเมินการสอน ๑) กลยทุ ธ์การประเมนิ การสอน สอดคล้องกับวธิ ีการสอน และวิธีประเมนิ การสอนท่ปี รากฏใน หมวด ๔ การพัฒนาผลการเรยี นรู้ ของนกั ศกึ ษา แต่เน่อื งจากทั้งวธิ ีการสอน และวิธกี ารประเมิน สาํ หรบั แตล่ ะผลการ เรยี นรู้อาจเหมือนกัน จงึ สามารถเขียนรวมกันได้ ตวั อย่าง ๒) จาํ นวนหรอื รอ้ ยละของผ้เู ขา้ เรียนแต่ละคาบ และการสังเกตพฤตกิ รรม ๓) คําถาม หรอื แบบทดสอบ ผลการเรียนรู้ ทกุ ด้าน ๔) คะแนนเฉลยี่ ของแบบทดสอบ หรืองานในแต่ละบทเรียน และคะแนนสอบของผู้เรียนท้งั กลมุ่ ๓. การปรบั ปรุงการสอน การปรับปรุงการสอน กระทาํ ทกุ ปกี ารศกึ ษา โดยพิจารณาจากผลประเมินรายวิชาโดยผู้เรียน และผล ประเมินการสอน และปัจจัยอ่ืนๆ รายวิชามีการปรบั ปรงุ การสอน โดยพิจารณาจาก ปจั จัยตอ่ ไปน้ี ๑) ผลประเมินรายวชิ า โดยผู้เรียน ๒) ผลประเมินการสอน ๓) แบบสอบถามความสนใจในชน้ั เรียน ๔) ประเด็นปัจจบุ ัน หรือหัวขอ้ ท่ีคัดสรรตามความสนใจ (Current issue & selected topics) ๕) การวจิ ัยชน้ั เรยี น ในประเดน็ ตา่ งๆ ทงั ในรายวชิ าน้ี และรายวิชาอน่ื ๆ ทเ่ี ก่ยี วเนือ่ งกัน (วชิ าชพี บงั คับ อ่ืนๆ และวชิ าชพี เลอื ก) อาทิ ศิลปะในการถ่ายทอดความรู้ ส่ือการสอน การนําความรู้ไปใช้ในรายวิชาอื่นๆ ฯลฯ ๔. การทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธขิ์ องนกั ศกึ ษาในรายวชิ า การทวนสอบมาตรฐานผลสมั ฤทธ์ริ ายวิชาของนสิ ติ อาศัยท้ังปัจจยั ภายใน และภายนอกกระบวนการ เรยี นการสอน ทดสอบทงั้ กระบวนการ ผลลพั ธ์ และผลสมั ฤทธเ์ิ พอ่ื ยนื ยันว่า ผลประเมนิ ประสิทธิผลของ รายวชิ า (ข้อ ๑) ผลประเมินการสอน (ขอ้ ๒) น่าเชอื่ ถอื การทดสอบมาตรฐานผลสมั ฤทธร์ิ ายวชิ าของนิสติ ดาํ เนินการทกุ คร้ังทีม่ กี ารเรยี นการสอนรายวิชา อาทิ ๑) ทดสอบจากการประเมนิ พฤตกิ รรมของผเู้ รียน (ลักษณะนิสัย ไดแ้ ก่ การเขา้ เรียน และการสังเกต
พฤตกิ รรม) โดยผูร้ ่วมรบั ผิดชอบรายวิชา ๒) การทวนสอบผลสมั ฤทธ์ไิ ด้เรียนผ่านไปแล้ว โดยผูร้ ว่ มสอนอืน่ หรอื ผ้รู ว่ มรับผิดชอบรายวิชา (Cross & Link check) ๓) ผรู้ ว่ มสอน และรว่ มรบั ผดิ ชอบรายวิชา มสี ่วนในการประเมินยอ่ ย ออกข้อสอบร่วม และรว่ ม ประเมนิ ผลการเรียน ๔) อาศยั การทดสอบจากกระบวนประกันคุณภาพ โดยเฉพาะผลการตรวจประเมินคุณภาพภายนอก (โดยผู้ทรงคณุ วุฒิจากภายนอก) ในองค์ประกอบเรอ่ื ง การเรยี นการสอน และการพฒั นาผเู้ รยี น ฯ ๕. การดาํ เนินการทบทวนและการวางแผนปรบั ปรงุ ประสทิ ธิผลของรายวชิ า การทบทวน และวางแผนปรบั ปรุงประสิทธผิ ลของรายวิชา ดาํ เนนิ การทกุ ปกี ารศึกษา โดยประมวลจาก กระบวนและผลลัพธ์ ใน มคอ.๑ ถึง มคอ.๓ จนกระทัง่ เป็นรายงาน (มคอ.๕ ถงึ มคอ๗) ตวั อย่าง ๑) การทบทวน และวางแผนปรบั ปรงุ ประสิทธิผลของรายวชิ า โดยผู้สอน ดําเนินการทุกปีการศึกษา อาศยั กระบวนใน มคอ.๑ มคอ.๒ และ มคอ.๓ โดยเฉพาะผลการประเมนิ ประสิทธิผลของรายวชิ าโดย นกั ศกึ ษา (ขอ้ ๑) ผลประเมนิ การสอน (ขอ้ ๒) การปรับปรงุ การสอน (ข้อ ๓) และการทวนสอบมาตรฐานผล สําฤทธิร์ ายวชิ าของนิสติ (ขอ้ ๔) ๒) การทบทวน และวางแผนปรบั ปรงุ ประสทิ ธผิ ลของรายวิชา โดยหลกั สตู ร คณะ และระดบั สถาบัน (มหาวทิ ยาลยั ) สอดคลอ้ งกับนโยบาย ปรัชญา วิสัยทศั น์ พนั ธกิจ และการประกันคุณภาพฯ
วชิ า แนวโนม้ การศกึ ษาพระพุทธศาสนา (Trend of Buddhism Study) รหสั วิชา ๒๐๙ ๔๑๒ ๓ หน่วยกติ (๓-๐-๖) คาํ อธบิ ายรายวชิ า ศึกษาสภาพปญั หาทมี่ ผี ลกระทบตอ่ การศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา อนั เนือ่ งมาจากการ เปล่ียนแปลงของสงั คมในยคุ โลกาภิวตั น์ การศกึ ษาพระพุทธศาสนากับเทคโนโลยีสารสนเทศ การเมอื ง การปกครอง เศรษฐกจิ พอเพียง และบทบาทของพระพุทธศาสนากบั การพัฒนาสังคมใน อนาคต จดุ มงุ่ หมายของรายวชิ า ๑. เพื่อให้นสิ ิตเข้าใจถงึ ผลกระทบที่มตี ่อการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ๒. เพือ่ ให้นสิ ติ เขา้ ใจถงึ ความเปลยี่ นแปลงในยุคโลกาภวิ ฒั น์ ๓. เพื่อใหน้ สิ ติ สามารถนาํ สื่อทางเทคโนโลยีมาใชเ้ พอื่ การศกึ ษาพระพุทธศาสนา ๔. เพ่อื ใหน้ ิสติ เขา้ ใจบทบาทของพระพทุ ธศาสนากับการพฒั นาสงั คม
สารบญั หน้า คาํ นาํ ๑ สารบัญ ๑ รายละเอียดประจําวชิ า ๒ ๒ บทท่ี ๑ บทนํา ๓ วัตถุประสงคก์ ารเรียนประจาํ บท ๔ กรอบเนื้อหา ๔ แนวคดิ ๕ ประวตั ศิ าสตร์พระพทุ ธศาสนา ๕ - ความหมายและความสําคัญ ๕ - ประวตั ิศาสตรพ์ ระพทุ ธศาสนาคอื อะไร ๖ - ทาํ ไมต้องศกึ ษาประวัตศิ าสตร์ ๗ - ศกึ ษาเพื่อเปน็ บทเรยี นสําหรับปัจจุบัน ๗ - ศกึ ษาความรใู้ นอดีตเพอ่ื นาํ มาต่อยอดสร้างความเจริญกา้ วหนา้ ในปัจจุบัน ๙ - ศกึ ษาเพื่อคาดคะเนความเปน็ ไปในอนาคต ๑๐ - ทาํ ไมตอ้ งศึกษาประวตั ิศาสตรพ์ ระพุทธศาสนา ๑๐ - จะศึกษาประวตั ิศาสตรด์ ว้ ยวิธกี ารอย่างไร ๑๑ พระพุทธศาสนากบั การศกึ ษา ๑๓ - การศึกษาในทัศนะของนักปราชญ์ - หลกั พระพทุ ธศาสนาส่งเสรมิ ให้มีการจัดการศกึ ษา ๑๔ - เปา้ หมายของการศึกษา ๑๔ คาํ ถามท้ายบท ๑๕ ๑๕ บทที่ ๒ การศกึ ษาในพระพทุ ธศาสนา ๑๖ วัตถุประสงคก์ ารเรียนประจําบท ๑๘ กรอบเน้อื หา ๑๘ แนวคดิ ๒๓ การศกึ ษาในสมยั พทุ ธกาล ๒๔ ลักษณะคาํ สอนของพระพทุ ธศาสนา ๓๐ บอ่ เกิดแหง่ พระพุทธศาสนา ๓๔ การศึกษาสมยั หลงั พทุ ธกาล ๔๔ - พระพทุ ธศาสนาหลังพุทธปรนิ ิพพาน ๕๐๐ ปี - พระพุทธศาสนาในยคุ พ.ศ. ๕๐๐-๑๐๐๐ - แนวคิดและความเช่ือพ้นื ฐานของนิกายมหายาน - พระพุทธศาสนาในยคุ เสอ่ื มจากอนิ เดีย
บทที่ ๓ สงั คมไทยกบั สงั คมชนบท ๕๓ วตั ถุประสงคก์ ารเรียนประจําบท ๕๓ กรอบเนื้อหา ๕๔ แนวคิด ๕๔ สงั คมไทย ๕๕ - ความหมาย ๕๕ - สง่ิ แวดลอ้ มทเ่ี ปน็ ตัวกาํ หนดลักษณะของสงั คม ๕๕ - ลกั ษณะสงั คมไทย ๕๕ - สถาบันสังคมทส่ี าํ คัญของไทย ๕๖ - คา่ นยิ มของสงั คมไทย ๕๘ - การเปลย่ี นแปลงของสงั คมไทย ๕๙ - แนวโนม้ การเปลยี่ นแปลงของสงั คมไทย ๕๙ - สังคมไทยในอดีต ๖๐ คาํ ถามทา้ ยบท ๖๓ บทที่ ๔ การเปลย่ี นแปลงและแนวโนม้ ของสังคมไทยสสู่ งั คมโลก ๖๔ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนประจาํ บท ๖๔ กรอบเนอ้ื หา ๖๕ แนวคดิ ๖๕ การเปลีย่ นแปลงของสังคมไทย ๖๖ - ความหมาย ๖๖ - ประเภทของการเปลย่ี นแปลงทางสงั คม ๖๖ - สาเหตุหรอื ปจั จยั ของการเปล่ยี นแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ๖๗ - การเปล่ยี นแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ๖๘ - แนวโน้มของสงั คมไทยสสู่ งั คมโลก ๗๔ คาํ ถามทา้ ยบท ๗๖ บทท่ี ๕ แนวโน้มของประเทศไทยและสรปุ แนวทางปฏริ ปู การจดั การศกึ ษา ๗๗ วัตถปุ ระสงค์การเรียนประจําบท ๗๗ กรอบเนอื้ หา ๗๘ แนวคิด ๗๘ แนวโนม้ ของประเทศไทย ๗๙ - แนวโน้มประชากรไทย ๗๙ - แนวโนม้ ปญั หาเศรษฐกจิ และสภาพแวดล้อมของโลก ๘๑ สรุปแนวทางการปฏริ ปู การจัดการศกึ ษา ๘๒ คําถามท้ายบท ๙๒ บทที่ ๖ การศกึ ษาไทยในยคุ โลกาภวิ ฒั น์ ๙๓ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นประจําบท ๙๓ กรอบเน้อื หา ๙๔
แนวคดิ ๙๔ การศึกษาไทยในยคุ โลกาภวิ ฒั น์ ๙๕ ๙๖ - กระแสโลกาภิวตั นก์ บั โอกาส และภยั คุกคามสังคมไทย ๙๗ - สู่โลกแหง่ กาํ ลังปัญญา ๙๘ - สังคมไทยในเสน้ ทางการเปลย่ี นแปลง ๙๙ - ความหวงั และทางเลอื กของแผ่นดินไทย ๑๐๒ - เพอ่ื ดลุ ยภาพใหมข่ องสงั คมในอนาคต ๑๐๔ คําถามทา้ ยบท ๑๐๕ บทที่ ๗ เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั พระพทุ ธศาสนา ๑๐๕ วตั ถุประสงคก์ ารเรียนประจําบท ๑๐๖ กรอบเนอื้ หา ๑๐๖ แนวคดิ ๑๐๗ เทคโนโลยีสารสนเทศ ๑๐๗ - ความหมาย ๑๐๗ - พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒(หมวดที่ ๙) ๑๐๘ เทคโนโลยสี ารสนเทศกบั พระพทุ ธศาสนา ๑๐๘ - พระสงฆ์ในโลกอนิ เทอรเ์ น็ต ๑๐๙ - หลกั ธรรมสําหรบั นกั เสพอนิ เทอรเ์ นต็ ๑๑๐ - พระสงฆเ์ มือ่ อยู่ในสังคมอินเทอรเ์ น็ตควรใช้อยา่ งไร? ๑๑๑ - การประยุกตใ์ ช้งานเทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การศาสนา ๑๑๔ - ขน้ั ตอนและวธิ ีการใช้งานเทคโนโลยีที่นํามาใช้เพือ่ ศาสนา ๑๑๕ การใช้เทคโนโลยีกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ๑๑๕ - การศกึ ษาธรรมะใกลม้ ือเผยแผ่ธรรมะผ่านเทคโนโลยี ๑๑๙ - เทคโนโลยสี ารสนเทศกับพระสงฆ์ ๑๒๑ คําถามทา้ ยบท ๑๒๒ บทท่ี ๘ แนวโนม้ การจดั การศึกษาไทยกบั พระพทุ ธศาสนา ๑๒๒ วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นประจําบท ๑๒๓ กรอบเนือ้ หา ๑๒๓ แนวคดิ ๑๒๔ การปฏิรูปการศกึ ษากบั การศกึ ษาคณะสงฆ์ ๑๒๔ - การจัดการศกึ ษาเพ่ือตวั บุคคล ๑๒๔ - การจัดการศกึ ษาเพ่อื พระพุทธศาสนา ๑๒๔ - การจัดการศกึ ษาเพอ่ื สงั คม ๑๒๗ - แนวโนม้ การจดั การศึกษาของพระสงฆ์ ๑๒๘ - แนวโนม้ การจัดการศึกษาระดบั อดุ มศึกษา ๑๒๙ กระแสของอุดมศึกษาของโลก ๑๓๒ ทิศทางการอุดมศกึ ษาไทย
ความเปน็ สากล ความเป็นเลศิ ทางวิชาการและคุณธรรม ๑๓๔ แนวโนม้ การจดั การศึกษาข้นั พ้นื ฐาน(มัธยมศกึ ษา) ๑๓๖ สรุป ๑๓๗ คาํ ถามท้ายบท ๑๓๙ บรรณานกุ รม ๑๔๐ ประวตั ผิ รู้ วบรวม ๑๔๓
บทท่ี ๑ บทนํา วัตถุประสงค์การเรียนรู้ประจาํ บท ๑. เพ่ือใหน้ ิสติ ทราบวา่ ประวตั ิศาสตรแ์ ละประวัตศิ าสตรพ์ ระพุทธศาสนาคอื อะไร รวมทั้ง สามารถอธิบายได้อย่างถูกตอ้ ง ๒. เพ่ือให้นิสิตทราบเหตุผลว่าทําไมต้องศึกษาประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ พระพทุ ธศาสนารวมท้ังสามารถอธบิ ายไดอ้ ยา่ งถูกต้อง ๓. เพ่ือให้นิสิตทราบวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนารวมท้ัง สามารถนํามาประยุกต์ใช้ในชวี ิตประจาํ วนั ได้ เอกสารประกอบการสอน วิชาแนวโนม้ การศึกษาพระพทุ ธศาสนา โดย…อาจารยก์ ิตติศักดิ์ ณ สงขลา
๒ กรอบเน้ือหา ๑. ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพทุ ธศาสนา ๒. พระพทุ ธศาสนากับการศกึ ษา แนวคดิ ๑. ประวัติศาสตร์ มีความหมาย ๒ ประการ คือ เหตุการณ์ทั้งหมดท่ีเกิดข้ึนในอดีตและ เหตกุ ารณใ์ นอดีตท่ีนกั ประวัติศาสตรไ์ ด้คน้ ควา้ หาหลกั ฐาน แลว้ นาํ มาวเิ คราะห์ ตีความหมายและเรียบ เรียงขึน้ โดยหยบิ ยกขน้ึ มาเฉพาะสิ่งท่คี ิดว่ามคี วามสําคัญ ประวัติศาสตร์พระพทุ ธศาสนา จงึ หมายถึง เหตุการณ์ทั้งหมดทีเ่ กิดขน้ึ กับพระพทุ ธศาสนา ใน อดีตและเหตุการณ์ท่ีนักประวัติศาสตร์ได้ค้นคว้าหาหลักฐาน แล้วนํามาวิเคราะห์ ตีความหมายและ เรียบเรยี งขึ้นโดยหยบิ ยกขน้ึ มาเฉพาะส่ิงทค่ี ดิ ว่ามคี วามสําคญั ๒. จุดประสงค์ของการศึกษาประวัติศาสตร์ ก็เพื่อนํามาเป็นบทเรียนสําหรับปัจจุบัน เพ่ือนํา ความรู้ในอดีตมาสร้างความเจริญก้าวหน้าในปัจจุบัน และเพ่ือเป็นพ้ืนฐานในการคาดคะเนความ เป็นไปในอนาคต เป็นต้น ๓. วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาเพ่ือให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างน้อยต้องประกอบด้วย ๓ ประการ คือ ต้องศึกษาด้วยความสนใจใคร่รู้ในประวัติศาสตร์ ศึกษา โดยใช้ความจําประกอบความเข้าใจ และศึกษาโดยคํานึงถึงเจตจํานงของผู้เขียนประวัติศาสตร์ ทั้งน้ี เพราะจะทาํ ให้นกั ศกึ ษาสามารถตีความประวัติศาสตร์ได้ถูกต้องแม่นยํามากขึ้น
๓ ประวตั ิศาสตร์ ประวัติศาสตร์คืออะไร นิสิตหลายท่านคงคิดว่า เป็นคําถามที่ไม่น่าจะถาม เพราะคําตอบชัด แกใ่ จของนักศึกษาดีอยแู่ ล้ว แต่เชื่อหรือไมว่ า่ ส่ิงท่ีนักศึกษาคิดวา่ รู้แล้วความรู้น้ันกลับไม่ตรงกนั แต่ละ คนจะให้นิยามแตกต่างกันตามความคิดและประสบการณ์ของตน ถ้ารู้จริง ส่ิงที่รู้น้ันก็ควรจะตรงกัน เพราะในเรื่องเดียวกันสิ่งท่ีถูกต้องมีเพียงหน่ึงเดียว แม้แต่นักประวัติศาสตร์เองท่ีเกือบทั้งชีวิตทุ่มเท ศึกษาในเรื่องนี้มายาวนาน กย็ ังให้คาํ ตอบไม่ตรงกนั เสียทีเดยี ว ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ให้ความหมายว่า ประวัติศาสตร์ คือ \"การศึกษาความเป็นมาของ มนุษยชาติหรือสังคมใดสังคมหนึ่งต้ังแต่อดีต ปัจจุบัน ถึงอนาคต โดยอาศัยวิธีการบางประการที่เป็นท่ี รจู้ ักกันวา่ วิธีของประวัติศาสตร์ (historical method)\" ดร.สืบแสง พรหมบุญ ให้ความหมายของประวัติศาสตร์ไว้ ๒ ประการ ในความหมายที่กว้าง ท่ีสุด ประวัติศาสตร์ หมายถึง \"ประสบการณ์ท้ังมวลในอดีตของมนุษย์\" ส่วนอีกความหมายหนึ่ง หมายถึง \"การเขียนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ และประสบการณ์ในอดีตที่นักประวัติศาสตร์ เห็นว่ามี คุณค่าขึน้ มาใหมโ่ ดยอาศยั การค้นควา้ การวเิ คราะห์ และการตคี วามจากหลกั ฐาน ทง้ั ปวงท่ีมอี ยู่\" วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ให้ความหมายประวัติศาสตร์ไว้ว่า \"การศึกษาประวัติของมนุษยชาติ ซ่งึ หมายถึง ความทรงจําของสังคมมนุษย์ในอดีตที่ได้รบั การบันทึกไว้ คําว่า ประวัตศิ าสตร์ มาจากการ สมาสคําว่า \"ประวัติ\" ซ่ึงหมายถึง เร่ืองราวความเป็นไป กับคําว่า \"ศาสตร์\" ซึ่งแปลว่า ความรู้ เข้า ด้วยกัน เพ่ือบัญญตั ิใช้หมายถึง คําวา่ history ในภาษาองั กฤษ\" รศ.นันทนา กปิลกาญจน์ กล่าวไว้ว่า \"ประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ศึกษาอดีตอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมและแทรกซึมอยู่ในทุกสาขาวิชา จะไม่มีวิชาใดท่ีมีลักษณะเป็นวิชาขึ้นได้โดยไม่อาศัย ประวัติศาสตร์เลย ในทางนิติศาสตร์ก็ต้องศึกษาถึงอดีตและการตัดสินคดีในอดีต ในทางแพทย์ศาสตร์ ก็ต้องศึกษาถึงลักษณะอาการของโรคและวิธีการรักษาจากอดีต เราต้องมีวิชาประวัติปรัชญา ประวัติ สังคมวิทยา ประวัติการเกษตร เป็นต้น วิชาประวัติศาสตร์ไม่ใช่วิชาท่ีศึกษาเฉพาะสิ่งท่ีบันทึกอยู่ใน ตําราหรือในหนังสือประวัติศาสตร์เทา่ น้นั ประวัตศิ าสตร์ท่ีไม่ไดจ้ ดบันทึกนั้นมีมากกว่าประวัตศิ าสตร์ที่ จดบันทึกเอาไว้เป็นหมืน่ เป็นแสนหรือเป็นล้านเทา่ \" จากความหมายของประวัติศาสตร์ที่กล่าวมาทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า คําว่า \"ประวัติศาสตร์\" มี ความหมายใน ๒ ลกั ษณะคือ ๑) ประวัตศิ าสตร์ หมายถึง เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดข้ึนในอดีตและสิ่งที่มนุษย์ได้กระทํา หรือ สร้างแนวความคิดไวท้ ั้งหมด ตลอดจนเหตุการณท์ ่ีเกิดข้นึ โดยธรรมชาติทม่ี ผี ลต่อมนุษยชาติ ๒) ประวัติศาสตร์ หมายถึง เหตุการณ์ในอดีตท่ีนักประวัติศาสตร์ได้สืบสวนค้นคว้าแสวงหา หลักฐานมารวบรวม วิเคราะห์ ตีความหมาย และเรียบเรียงขึ้น โดยหยิบยกข้นึ มาศึกษาเฉพาะแต่สิ่งท่ี ตน
๔ ความหมายและความสําคญั ประวัติศาสตร์ในความหมายประการท่ี ๒ นั้น เร่ิมต้นจากมีเหตุการณ์หรือพฤติกรรมมนุษย์ เกิดข้ึนซึ่งมีมากและเกิดขึ้นตลอดเวลา ส่วนใหญ่มักถูกลืมหรือผ่านไปโดยไม่มีใครสังเกต ฉะน้ัน ประวัติศาสตร์จึงต้องอาศัยผู้บันทึก ผู้สังเกต และผู้จดจําสร้างหลักฐานไว้ โดยหลักฐานนั้นอาจจะเป็น คัมภีร์ ตํารา ภาพวาด โบราณสถาน โบราณวัตถุ พงศาวดาร ศิลาจารึก เป็นต้น ผู้สร้างหลักฐานน้ีจะ เป็นใครก็ได้ ไม่จําเป็นท่ีจะต้องมีผู้รับผิดชอบโดยตรง และเม่ือเกิดหลักฐาน ข้ึนแล้ว ประวัติศาสตร์ จําต้องอาศัยนักประวัติศาสตร์ ทําหน้าท่ีรวบรวม ตรวจตรา พิจารณา ไตร่ตรอง ตีความหมายของ หลักฐานผสมผสานกบั ความรแู้ ละประสบการณ์ในชวี ิตมาวเิ คราะหแ์ ละเรยี บเรยี งขน้ึ แต่ส่ิงที่จะมองข้ามไปไม่ได้คือ ความจริงท่ีว่าวันหน่ึงๆ มีการกระทําของมนุษย์มากมาย และ ไม่มีใครสามารถจําลองอดีตมาได้โดยสมบูรณ์ ฉะน้ันเหตุการณ์ที่นักประวัติศาสตร์เรียบเรียงขึ้นจงึ เป็น เรื่องราวเพียง ๑ ใน ๑๐๐ หรือ ๑ ใน ๑,๐๐๐ ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไมแ่ น่เสมอไปว่าจะถูกต้อง ที่สุดหรือสําคัญที่สุด หากแต่เป็นเพียงเร่ืองราวของความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนและการ ตีความหมายในทัศนะของนักประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ซ่ึงเป็นที่ยอมรับกันว่า เชื่อถือ ได้แน่นอนแล้วนั้น ไม่จําเป็นต้องคงอยู่ในรูปน้ันเสมอไป ประวัติศาสตร์อาจจะเปล่ียนแปลงได้ทุกเวลา เมื่อพบหลักฐานใหม่ที่เช่ือถือได้ หลักฐานใหม่แม้เพียงอย่างเดียว ถ้ามีนํ้าหนักดีพอก็อาจจะเปล่ียน เร่อื งราวของประวตั ิศาสตรไ์ ด้ ประวตั ศิ าสตรพ์ ระพุทธศาสนาคืออะไร ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาจึงหมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาในอดีต จนถึงปัจจุบัน ซ่ึงนักประวัติศาสตร์ได้ศึกษาค้นคว้าเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนเหล่านั้นจากหลักฐานต่างๆ ท่ี ค้นพบ วิเคราะห์ตีความหมายด้วยความรู้และประสบการณ์ของตน แล้วเรียบเรียงขึ้นเป็นตํารา ประวตั ิศาสตร์พระพทุ ธศาสนาใหบ้ ุคคลในยคุ หลงั ได้ศกึ ษาคน้ คว้าต่อไป ในการศึกษาผลงานทางประวัติศาสตร์ นักศึกษาต้องยอมรับความจริงอย่างหน่ึงว่า เป็น การศึกษาข้อเท็จจริงซ่ึงเกิดขึ้นในอดีตผ่านการตีความของนักประวัติศาสตร์ ซ่ึงจะพบเสมอว่านัก ประวัติศาสตร์แต่ละท่านมักจะตีความไม่ตรงกันในหลายๆ ประเด็น เช่น ประเด็นปัจจุบันควรจะเป็น พทุ ธศักราชทีเ่ ท่าไร นักประวัติศาสตร์ได้เสนอทฤษฎีท่ีไม่ตรงกนั หลายสิบทฤษฎี จนทําให้ผอู้ ่านไม่รู้จะ เช่ือตามทฤษฎีไหนดี ในประเด็นน้ี นักศึกษาควรทําใจเป็นกลางและยอมรับว่าเป็นเร่ืองปกติธรรมดา ของการศึกษาเหตุการณ์ในอดตี ซ่ึงยากท่จี ะชี้ชัดลงไปวา่ ข้อเท็จจรงิ คืออะไร แต่ทั้งนก้ี ็ไมไ่ ด้หมายความ ว่าประวัติศาสตร์ท้ังหมดจะเชื่อถือไม่ได้ เพราะประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่มีข้อเท็จจริงท่ีเป็นหลักฐาน ยนื ยนั ชัดเจนและนกั ประวตั ศิ าสตรม์ คี วามเหน็ ตรงกัน
๕ ทาํ ไมตอ้ งศึกษาประวตั ิศาสตร์ นิสิตหลายท่านอาจสงสัยว่า ทําไมจึงต้องศึกษาประวัติศาสตร์ เพราะประวัติศาสตร์เป็น อดีตท่ีจบไปแล้ว จะไปศึกษาให้เสียเวลาทําไม ชีวิตเราจะต้องก้าวต่อไปข้างหน้า จะถอยหลังไปศึกษา เร่ืองราวเก่า ๆ ทําไม คําถามน้ี นักประวัติศาสตร์หลายท่านให้คําตอบค่อนข้างจะใกล้เคียงกันคือ ศึกษาประวัติศาสตร์เพ่ือเป็นบทเรียนสําหรับปัจจุบันบ้าง ศึกษาเพ่ือนําความรู้ในอดีตมา สร้างความ เจริญก้าวหน้าในปจั จุบันบ้าง และศึกษาเพื่อเปน็ พน้ื ฐานในการคาดคะเนความเป็นไปในอนาคตบ้าง ศกึ ษาเพอ่ื เปน็ บทเรยี นสาํ หรบั ปัจจบุ นั เหตุการณ์ทั้งหลายในโลก ย่อมหมุนเวียนกลับไปหาทางเก่าเสมอ จนฝรั่งตั้งเป็นสุภาษิตข้ึนว่า \"History repeats itself\" ซ่ึงหมายถึง ประวัติศาสตร์มักเกิดขึ้นซ้ําเดิมหรือกล่าวสั้นๆ ว่า ประวัติศาสตร์ซํา้ รอยน่นั เอง เหตุการณต์ า่ งๆ ทเ่ี คยเกิดขึ้นในอดตี ก็มักจะเกิดข้ึนในปจั จุบนั และอนาคต ด้วย แต่อาจจะเปลี่ยนสถานท่ี บุคคล และรูปแบบเท่าน้ันเอง เช่น ในอดีตมีสงคราม ปัจจุบันก็มี สงครามและมแี นวโนม้ ว่าจะมีต่อไปในอนาคตด้วย การเกดิ ขน้ึ และเส่ือมสลายของมหาอาณาจักรต่างๆ ภัยธรรมชาติต่างๆ ท่ีเราประสบในปัจจุบัน เช่น ภัยสึนามิ เป็นต้น ก็ไม่ได้เกิดขึ้นคร้ังแรก แต่เคย เกิดขึ้นมาแล้วเช่นกนั ในอดตี ดังน้ัน เมอื่ เหตกุ ารณ์ในโลกมักเกิดข้ึนซ้ําๆ กันอยา่ งน้ี หากเราศึกษาเหตุการณต์ ่างๆ ท่ีเกิดข้ึน ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า มีสาเหตุมาจากอะไร จะป้องกนั และแก้ไขอยา่ งไร ก็จะได้นาํ ความรนู้ ั้นมาเป็น บทเรียนในการดํารงชีวิตในปัจจุบัน ช่วยในการตัดสินใจ เม่ือจําเป็นต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ โดย อาศัยแนวประสบการณ์ของมนุษย์ในอดีต บทเรียนเหล่านั้นจะเปรียบประดุจแผนที่สําหรับการ เดินทางของมวลมนุษยชาติ ดังท่ีศาสตราจารย์อาร์โนลด์ ทอยน์บี นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษกล่าว ว่า \"บทเรียนจากประวัติศาสตร์น้ัน ผิดกับการทํานายโชคชะตาทางวิชาโหราศาสตร์ แต่เปรียบได้กับ แผนที่ของนักสํารวจและนกั เดินเรือทางทะเล ซง่ึ ให้ความหวังเป็นอย่างมากแก่นักเดินเรือผู้มีสตปิ ัญญา สามารถใช้แผนที่น้ันเป็นแนวทางหลีกเลี่ยงการอับปาง ดีกว่าจะแล่นเรือไปอย่างคนตาบอด แผนท่ีน้ัน จะช่วยบอกทิศทางให้ชาวเรือผู้นั้นนําเรือของเขาผ่านหินโสโครกและเกาะแก่งต่างๆ ท่ีบอกตําแหน่งไว้ ใหแ้ ล้วได้อยา่ งปลอดภยั \" ศกึ ษาความรู้ในอดตี เพ่อื นาํ มาตอ่ ยอดสร้างความเจริญกา้ วหน้าในปัจจบุ ัน ปัจจุบันโลกของเราเจริญก้าวหน้าไปมากโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษย์ สามารถเดินทางไปดวงจันทร์อันห่างไกลได้ สามารถเดินทางไปบนอากาศเหมือนนกได้ด้วยเครื่องบิน สามารถติดต่อส่ือสารกันข้ามประเทศข้ามทวีปได้ด้วยโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต ความเจริญก้าวหน้า เหล่าน้ีไม่ได้เกิดจากอัจฉริยภาพของนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการท่ี นักวิทยาศาสตร์แต่ละยุคศึกษาสิ่งท่ีบรรพบุรุษได้ค้นพบไว้ในอดีต และนํามาพัฒนาปรับปรุง เปลี่ยนแปลงสืบต่อไปกันมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบัน แม้แต่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้
๖ ย่ิงใหญ่ของโลกที่กล่าวขานกันว่ามีความเป็นอัจฉริยะมาก ยังต้องเริ่มต้นศึกษาความรู้และทฤษฎีต่างๆ ในอดีตที่นักวทิ ยาศาสตร์ยุคก่อนๆ ไดค้ น้ พบไว้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ไม่ได้คิดเองทั้งหมด แต่เป็นลักษณะของการศึกษาแล้วต่อยอดความรู้ เขา มีนิสัยรักการเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก ชอบศึกษาตําราคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ เป็นต้น โดยมักจะ อ่านจากหนังสอื ด้วยตนเองและสอบถามจากผูร้ ู้ท่านตา่ งๆ เม่ือคร้ังท่ีอัลเบิร์ต ไอน์สไตนเ์ รียนอยู่ท่ีมหา วิยาลัยโปลิเทคนิคแห่งสหพันธรัฐสวิส เขามีความตั้งใจว่า \"จะอ่านหนังสือในห้องสมุดให้หมดทุกเล่ม ก่อนเรียนจบ\" หนังสือทุกเล่มไม่ว่าจะเป็นวิชาใดก็ตามก็คือบันทึกทางประวัติศาสตร์ท่ีมนุษย์ในแต่ละ ยุคเขียนขึ้นเพ่ือให้คนยุคหลังได้ศึกษา เพื่อจะได้ไม่เสียเวลา เริ่มต้นค้นคว้าใหม่ ในสิ่งท่ีบรรพบุรุษได้ คน้ พบแล้ว ศึกษาเพอ่ื คาดคะเนความเป็นไปในอนาคต นักประวัติศาสตร์ท่านหน่ึงกล่าวไว้ว่า ก่อนท่ีเราจะก้าวสู่อนาคต เราต้องไขกุญแจย้อนสู่อดีต ท้ังนี้เพราะท้ังอดีต ปัจจุบัน และอนาคตมีความสืบเนื่องกัน กล่าวคือ อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล และปัจจุบันเปน็ เหตุ อนาคตเปน็ ผล หรือกลา่ วง่ายๆ วา่ ปัจจุบันเปน็ ผลติ ผลของอดีต ส่วนอนาคตเป็น ผลิตผลของปัจจุบัน ด้วยเหตุน้ีการที่เราจะเข้าใจปัจจุบันก็ต้องศึกษาความเป็นมาในอดีตในฐานะเป็น ต้นเหตุ และเมื่อเข้าใจปัจจุบันแล้วก็จะสามารถมองอนาคตได้ชัดเจนขึ้น ท้ังนี้เพราะอนาคตเป็น ผลิตผลของปัจจุบัน บุคคลที่ศึกษาเรื่องราวอดีตได้มากและลึกเท่าไร ก็จะเข้าใจปัจจุบันและมอง อนาคตได้ไกลและชัดเจนขึ้นเท่าน้ัน เปรียบเสมือนการยิงธนู บุคคลที่ดึงสายธนูมาด้านหลังได้มาก เท่าไร ก็จะสามารถยิงลูกธนูส่งไปข้างหน้าได้ไกลมากเท่าน้ัน บุคคลท่ีมองอนาคตได้กว้างไกลและ ชัดเจนจะมีโอกาสประสบความสําเร็จได้มากกว่าคนทั่วไป ทั้งนี้เพราะเม่ือทราบทิศทางความเป็นไป ของโลกได้ล่วงหน้า ก็สามารถเตรียมการรองรับได้ทันท่วงที เมื่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่คาดการณ์ว่าจะ เกิดขึน้ ได้เกดิ ข้ึนจรงิ ก็จะมคี วามพรอ้ มที่จะจดั การกบั เหตกุ ารณเ์ หล่านน้ั ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี วงการธุรกิจปัจจุบันเรียกส่ิงน้ีว่า \"วิสัยทัศน์\" ใครท่ีมีวิสัยทัศน์กว้างไกลชัดเจนและถูกต้อง ก็ จะประสบความสําเร็จได้มากกว่าบุคคลอื่น บิลล์ เกตส์ เป็นบุคคลหนึ่งที่ประสบความสําเร็จในธุรกิจ มาก เป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันหลายปี ในสมัยท่ีเขาทําธุรกิจคอมพิวเตอร์ใหม่ๆ เขา มองว่า \"นํ้ามันใต้ดินสําหรบั ยุคข้อมูลข่าวสารไม่ใช่ \"ฮาร์ดแวร์\" แต่เป็น \"ซอฟต์แวร์\" และเมื่อถึงเวลาที่ บริษัทอย่าง IBM พูดว่า ฮาร์ดแวร์จะเป็นผู้นํา บิลล์ เกตส์ บอกว่า ปล่อยให้พวกเขาคิดไป\" เขาเห็น ภาพในอนาคตว่า \"จะมีคอมพิวเตอร์อยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือทุกตัว มีคอมพิวเตอร์ในทุกบ้าน และ ไมโครซอฟต์จะเป็นซอฟต์แวร์สําหรับคอมพิวเตอร์ทั้งหมดน้ัน\" ด้วยวิสัยทัศน์เช่นน้ี บิลล์ เกตส์ และ ไมโครซอฟต์จึงมุ่งพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างจริงจังเพ่ือรองรับการเปล่ียนแปลงที่จะเกิดข้ึนน้ัน ในท่ีสุด วิสัยทัศน์ของเขาก็ถูกต้อง กล่าวคือในปี พ.ศ.๒๕๓๘ บริษัทไมโครซอฟต์เข้าครอบครองซอฟต์แวร์ ตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล อย่างสมบูรณ์ ระบบปฏิบัติการ \"วินโดวส์\" ของไมโครซอฟต์มีอยู่บน เคร่ืองคอมพิวเตอร์ถึง ๙๐% ในขณะที่ระบบปฏิบัติการของ IBM คือ \"OS/๒\" ครองตลาดได้เพียง ๕- ๖% เท่าน้ัน กว่าท่ีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง IBM จะรู้ตัวและปรับทิศทางได้ทันก็สายไปเสียแล้ว บริษัท ขาดทุนมหาศาล ถงึ ๑๖,๐๐๐ ล้านเหรยี ญ และเกอื บจะตอ้ งปดิ กิจการ
๗ ทําไม บิลล์ เกตส์ จึงมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและถูกต้องแม่นยําเช่นนี้ สาเหตุสําคัญประการหนึ่ง นอกเหนือจากทานบารมีและปัญญาบารมีที่สั่งสมมาในอดีตคือ การศึกษาหาความรู้อันเป็นพื้นฐาน ทางปัญญาในปัจจบุ นั เจมส์ วลั เลซ กลา่ วไว้ว่า \"การอา่ นหนงั สือของเกตสก์ ็เหมือนกบั ความคล่งั ไคลใ้ น คอมพิวเตอร์ โดยท่ีเขาจะลุยอ่านอัตชีวประวัติบุคคลมากมาย อาทิ แฟรงคลิน รูสเวล, นโปเลียน และ คนอน่ื ๆ เปน็ ตน้ และเขาจะอ่านเพอ่ื ใหเ้ ข้าใจอย่างถอ่ งแทเ้ พื่อจะดวู า่ ประวตั ิศาสตร์สอนอะไรบ้าง...\" ทําไมตอ้ งศึกษาประวตั ิศาสตร์พระพุทธศาสนา เหตุผลในการศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาก็เหมือนกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น บทเรยี นแห่งความสําเรจ็ และความลม้ เหลวขององคก์ ารพระพุทธศาสนาในอดตี จะเป็นกุญแจสําคัญท่ี จะไขความสําเร็จให้เกิดข้ึนกับงานพระพุทธศาสนาในปัจจุบันและอนาคต การเทศน์สอนของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าถือว่าเป็นแบบแผนท่ีดีในการใช้บทเรียนจากอดีตมาแก้ไขข้อบกพร่องในปัจจุบัน กล่าวคือ พระองค์มักจะระลึกชาติถึงบุพกรรมของพระภิกษุแต่ละรูปในอดีต เพื่อให้ท่านตระหนักและ แก้ไขจะได้ทําปัจจุบันให้สมบูรณ์ ด้วยพุทธวธิ ีน้ีเองจงึ ทําให้พระภิกษทุ ี่ไดฟ้ ังพระดํารัสของพระองคเ์ กิด ความซาบซึ้ง ประพฤติปฏิบัติตามจนบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์มากมาย หลักธรรมต่างๆ ที่พระองค์ นํามาตรัสสอนจึงไม่ได้เป็นสิ่งใหม่ หากแต่เป็นประวัติศาสตร์ในรูปแบบต่างๆ คือ เป็นประวัติชีวิตของ พระภกิ ษแุ ตล่ ะรูปบา้ ง เป็นประวตั ิการสร้างบารมขี องพระองคซ์ ่งึ ปรากฏอยูใ่ นชาดกต่างๆ บ้าง แม้แต่หลักธรรมอนั ลกึ ซึ้งอย่าง ปฏจิ จสมุปบาท หรอื อิทัปปจั จยตา กไ็ มไ่ ด้เปน็ สิ่งใหม่ แต่เปน็ ของเก่าทพี่ ระสัมมาสัมพุทธเจา้ ในอดีตเคยตรัสสอนไว้ พระสมั มาสัมพุทธเจา้ ได้ศกึ ษาค้นคว้าหลกั ธรรม นั้นด้วยการเจริญสมาธิภาวนาจนตรัสรู้ แล้วได้นํามาตรัสสอนพุทธบริษัทต่อไป พระองค์จะมาตรัสรู้ หรือไม่ก็ตามแต่หลักธรรมดั้งเดิมนั้นก็ยังคงอยู่ เหมือนดังท่ีพระองค์ตรัสไว้ใน ปัจจัยสูตรว่า \"พระ ตถาคตท้ังหลายเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุอันน้ัน คือ ธัมมฐิติ ธัมมนิยาม อิทัป ปัจจัย ก็ยังดํารงอยู่ พระตถาคตย่อมตรัสรู้ ย่อมตรัสรู้ท่ัวถึงซึ่งธาตุอันนั้น คร้ันแล้ว ย่อมตรัสบอก ทรง แสดง บัญญตั ิ แตง่ ตั้ง เปดิ เผย จําแนก กระทําให้ตืน้ และตรสั ว่าท่านท้งั หลายจงด.ู ..\" จะศกึ ษาประวตั ิศาสตรด์ ้วยวิธีการอยา่ งไร เม่อื ทราบความสําคัญของประวัติศาสตร์แลว้ เราจะศึกษาประวตั ศิ าสตร์ด้วยวิธกี ารอยา่ งไรจึง จะถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุด การศึกษาประวัติศาสตร์แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ ศึกษาใน ฐานะเป็นนักประวัติศาสตร์และศึกษาในฐานะบุคคลท่ัวไป การศึกษาประวัติศาสตร์ในฐานะเป็นนัก ประวัติศาสตร์นั้นค่อนข้างจะมีความซับซ้อน เพราะจะต้องมีการต้ังสมมติฐาน รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล จากน้ันจึงเรียบเรียงเป็นตําราประวัติศาสตร์ขึ้น ส่วนการศึกษาประวัติศาสตร์ในฐานะ เป็นบุคคลทั่วไป จะเป็นการศึกษาผลงานที่นักประวัติศาสตร์เรียบเรียง ขึ้นจากขั้นตอนดังกล่าวแล้ว ข้างต้น การศึกษาประวัติศาสตร์ในลักษณะน้ีให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างน้อยจะต้องมีองค์ประกอบ ดังน้ี
๘ ๑. ศึกษาดว้ ยความสนใจใคร่รู้ในประวตั ศิ าสตร์ นิสิตจํานวนมากมักจะเบ่ือวิชาประวัติศาสตร์ เพราะไม่เล็งเห็นถึงคุณประโยชน์ของเรื่องราว ในอดีต จึงมักศึกษาไปเพื่อใหพ้ อสอบผ่าน ไม่ได้ศึกษาด้วยความสนใจใคร่รู้ในประวัตศิ าสตร์จริงๆ ด้วย เหตุน้ีจึงไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร เม่ือเรียนจบแล้วจึงแทบจะไม่ได้บทเรียนอะไรจากประวัติศาสตร์ เลย นักศึกษาควรจะมีความใฝ่รู้เหมือนดงั เช่นสามเณรราหุลที่ปรารถนาจะศึกษาความรใู้ นแต่ละวนั ให้ มากท่สี ุด ให้เท่ากับปริมาณเม็ดทรายในมอื ท่กี าํ ขึ้นในแตล่ ะวัน ๒. ศกึ ษาดว้ ยการใชค้ วามจําประกอบกบั ความเขา้ ใจ การศึกษาส่ิงใดก็ตาม ความจํา กับความเข้าใจ ต้องไปด้วยกันจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด หาก เราจําได้แต่ไม่เข้าใจ ตัวเราก็ไม่ต่างอะไรกับ Hard Disk เก็บข้อมูลตัวหน่ึงแค่นั้นเอง เม่ือจําได้แต่ไม่ เข้าใจก็จะไม่สามารถนําไปประยุกต์ใช้ได้ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กล่าวไว้ว่า \"ปัญหาท่ีเป็นเกณฑ์ยึด เหนี่ยวทางประวัติศาสตร์จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะจําอะไรได้ทั้งหมด แต่ข้ึนอยู่ท่ีว่าเราจะรู้ลึกซ้ึงถึง ความหมายของสง่ิ ทเี่ รารหู้ รอื จําน้นั ได้อย่างไร\" นักประวัติศาสตร์มีหน้าที่สําคัญในการวิเคราะห์หาสาเหตุของเหตุการณ์ต่างๆ ท่ีเกิดขึ้นใน อดีตจากหลักฐานต่างๆ แล้วเขียนสาเหตุท่ีตนวิเคราะห์ได้ไว้ในตํารา นักศึกษาที่ศึกษาผลงานของนัก ประวัติศาสตร์เหล่าน้ันจึงต้องตรองดูสาเหตุท่ีเขียนข้ึนเหล่าน้ัน แล้วใช้ประสบการณ์ตนเองวิเคราะห์ พิจารณาว่า เห็นด้วยหรือไม่อย่างไร การหมั่นวิเคราะห์พิจารณาอย่างนี้จะทําให้เกิดความเข้าใจ ประวัติศาสตร์อย่างลึกซ้ึง ในขณะเดียวกันผู้เขียนเห็นว่า ความจําก็มีความสําคัญ จะอาศัยเพียงความ เข้าใจอย่างเดียวโดยที่จําเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ได้เลย เวลาจะนําไปใช้หรอื อธิบายให้คนอื่นฟังก็ไม่องอาจ หรืออธิบายไดเ้ พียงหลักการเทา่ น้นั ขาดตวั อย่างประกอบทชี่ ัดเจนจึงทําใหผ้ ูฟ้ ังไม่เขา้ ใจเทา่ ท่คี วร ๓. ศึกษาโดยคํานึงถึงเจตจํานงของผูเ้ ขยี นประวัตศิ าสตร์ จากทก่ี ลา่ วขา้ งต้นว่า ผลงานทางประวัติศาสตร์เกิดขึน้ จากการตีความหมายจากหลักฐานของ นักประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุนี้ ประวัติศาสตร์ จึงไม่ใช่เป็นอดีตในตัวของมันเองเท่าน้ัน แต่ยังเก่ียวเนื่อง มาถึงความคิดของนักประวัติศาสตร์เก่ียวกับอดีตน้ันๆ ด้วย ผู้ศึกษาตําราประวัติศาสตร์จึงต้องเข้าไป เก่ียวข้องกับความคิดที่ข้ึนลงอยู่ในจิตใจของผู้เขียนประวัติศาสตร์ยุคน้ันสมัยน้ัน จะต้องศึกษาความ เป็นไปในชีวิตของนักประวัติศาสตร์ควบคู่ไปกับการศึกษาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ด้วย ท้ังน้ี เพราะนักประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหน่ึง ย่อมต้องถูกหล่อหลอมทางความคิดจิตใจให้ เป็นไปตามสิ่งแวดล้อมตามภาวการณ์ต่างๆ ไม่มากก็น้อย ผลงานทางประวัติศาสตร์ที่เกิดข้ึนจากการ เขียนของเขาจึงอาจถูกวางรูปและถูกกําหนดขอบเขตข้ึนด้วยอิทธิพลของกาลสมัยและสถานที่ในชีวิต ของเขา การที่เราจะพิจารณาหาคณุ ค่าของประวตั ศิ าสตรจ์ ึงต้องทําควบคู่ไปกับทัศนคติและบคุ ลิกของ นักประวัตศิ าสตร์แต่ละคน
๙ ๔. ศึกษาแลว้ นาํ มาประยุกต์ใชใ้ นชีวิตประจําวัน การจะศึกษาประวัติศาสตร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดน้ัน เราจะต้องคาํ นึงเสมอวา่ เหตุการณแ์ ละ หลักการต่างๆ ท่ีเราศึกษานั้น จะนํามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวันอย่างไร และให้หมั่นนําความรู้ เหล่าน้ันมาใช้ในการดําเนินชีวิตอย่างสม่ําเสมอจนเป็นนิสัย หากทําได้เช่นนี้การศึกษาประวัติศาสตร์ก็ จะเกดิ ประโยชนส์ ูงสดุ และเมอ่ื เกิดเหตกุ ารณ์หรือปญั หาสาํ คัญในชีวิตของเรา อุปนสิ ัยที่เราได้ฝึกฝนไว้ อย่างดีแล้วน้ี จะทําให้เรานึกย้อนถึงความรตู้ ่างๆ ที่เราเคยได้ศึกษามา และสามารถนาํ ความรู้เหล่าน้ัน มาแก้ปัญหาชีวิตไดท้ ันท่วงที หากไมฝ่ ึกใหเ้ ป็นนิสัย เชน่ นี้ เม่ือมีปัญหาเกิดขึ้น จะไม่สามารถนาํ ความรู้ ทศี่ กึ ษามาใชใ้ นการแกป้ ัญหาได้ จะเป็นเหมอื นกับสุภาษติ โบราณวา่ ความรูท้ ่วมหัวแต่เอาตวั ไม่รอด ๕. จะศกึ ษาประวตั ิศาสตรพ์ ระพทุ ธศาสนาดว้ ยวธิ กี ารอยา่ งไร วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ก็เหมือนกับท่ีกล่าวมาแล้วข้างต้น นอกจากนี้ นักศึกษาก็ควรจะศึกษาให้เกิดความซาบซึ้งในคุณของพทุ ธบรษิ ัทในอดตี ที่ไดร้ ักษาและเผยแผ่สืบทอด พระพุทธศาสนามาได้จนถึงปัจจุบัน ให้เราท้ังหลายได้มีพระธรรมคําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นท่ีพ่ึง สําหรับเป็นแสงสว่างนําทางชีวิตและควรช่วยกันสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวออกไป โดยให้ยึดเอาปฏิปทาของพระสาวก สาวิกาในอดีต เป็นต้นแบบและเป็นกําลังใจในการทํางาน พระพุทธศาสนาในยุคปจั จบุ นั พระพทุ ธศาสนากบั การศึกษา Education มาจากภาษาลาตินว่า Educare มีความหมายตรงกับคําว่า Bring up หมายถึง การดึงออก การศึกษามิใช่การใส่เข้าไป แต่หมายถึงการดึงเอาความรู้ หรือส่ิงที่มีอยู่ในผู้เรียนออกมา ใช้ประโยชน์ใหม้ ากทีส่ ดุ Education มีความหมายดังนี้ ๑. เปน็ กระบวนการหรือการกระทําทใ่ี ห้ความรหู้ รอื ทกั ษะระบบการสอนหรือการเรียน ๒. เป็นการไดร้ ับความรู้ หรือทกั ษะผ่านกระบวนการจากโรงเรียน ๓. ความรู้หรอื ทักษะที่ได้รับหรอื พัฒนาโดยกระบวนการเรยี นรู้ หรือโครงการของการสอนใน ระดบั เฉพาะทาง ๔. สาขาของการศึกษา ซึ่งเก่ียวข้องกับการสอน การเรียนรู้ รวมทั้งทฤษฎีของการสอนและ ศาสตรข์ องการสอน การศึกษา คือ ความเจริญงอกงาม เพราะเป็นกระบวนการดึงออก และพัฒนาให้เจริญงอก งามขึ้น การศึกษาเป็นการใส่เข้าไป การศกึ ษาจะมลี กั ษณะ ๑. คงท่ี คือความรู้จะไม่มีการพัฒนาข้ึน จะมีเฉพาะท่ีอาจารย์บอกเท่าน้ัน อาจารย์หมด ความรกู้ เ็ ป็นอนั ว่าจบกนั เท่านัน้
๑๐ ๒. ขาดหายไป คือยิ่งนานวันเข้าความรู้ท่ีมีอยู่ก็จะหดหายไปทีละน้อยๆเพราะตกหล่นหรือ จะเป็น เพราะอะไรกแ็ ล้วแต่ ในทส่ี ดุ อาจจะหมดไปเลยก็ได้ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ศึกษาหมายถึง การเล่าเรียน ฝึกฝน อบรม ในภาษา บาลี ใชค้ ําวา่ “สกิ ขา” หมายถึงขอ้ ทต่ี ้องศกึ ษาขอ้ ท่ีจะต้องปฏบิ ตั ิ พลาโต (Plata)กล่าวว่า “การศึกษาคือการเปลี่ยนแปลงความคิดหรือวิญญาณของมนุษย์ (Education is conversion human’s soul) คือพัฒนาไปในทางทดี่ ขี ้นึ จากโลกมืดไปสู่โลกทส่ี วา่ ง การศกึ ษาในทศั นะของนักปราชญ์ พลาโต ไดแ้ บ่งโลกออกเป็น ๒ โลกคอื - โลกแหง่ สตปิ ัญญา โลกแห่งวิทยาศาสตร์ - โลกแห่งประสาทสัมผสั โลกของจนิ ตนาการ สงิ่ เหลา่ นีเ้ ป็นเพียงส่งิ ที่ใช้เปน็ การแสวงหาความจรงิ เท่านัน้ ไมใ่ ชค่ วามจรงิ แท้ ฟรานซิส เบคอน กล่าวว่าการศึกษาคือทําให้คนมีเหตุมีผล ให้เข้าถึงความจริงท่ีตรงกัน เบคอนเห็นว่าความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวตามแนวทัศนะนี้ จิตมนุษย์เหมือนกับกระจกเงา จะสะท้อน ภาพชดั เจนกต็ ่อเมื่อได้มีการชําระฝ้า จติ จะเขา้ ถงึ ต้องกําจัด “อคต”ิ รุสโซ นักธรรมชาตินิยมชาวฝร่ังเศส กล่าวถึงการศึกษาว่า “การศึกษา คือการเข้าให้ถึง ธรรมชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ ชีวิตท่ีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ จะมีแต่ความสด ช่ืน จิตใจจะเป็นอิสระ สว่างไสว มองโลกไดกว้างไกล การศึกษาท่ีดีต้องสอดคล้องกับความจริงตาม ธรรมชาติ และสามารถนําไปแก้ปัญหาได้ จอนห์ ดิวอี้ ชาวอเมริกัน ให้ความหมายของการศึกษาว่าการศึกษาคือชีวิต ไม่ใช่เป็นการ เตรียมตัวเชื่อชีวิตในภายหน้า การศึกษากับชีวิตเป็นของคู่กัน ตราบใดท่ียังมีชีวิตอยู่ก็ต้องมีการศึกษา ตลอดไป เป้าหมายทางการศึกษาคือชีวิตมนุษย์ ต้องการให้มนุษย์เป็นอย่างไรก็กําหนดเป็นหมายขึ้นไว้ การศึกษาเป็นพลวัตมีการเปล่ียนแปลงได้ ระบบการศึกษาท่ีมีเป้าหมายชัดเจนสมบูรณ์จะต้อจัดเพ่ือ พัฒนาทัง้ ในแง่ สติ ปญั ญา เหตผุ ล อารมณ์ และร่างกายของผู้เรียน หลักพระพทุ ธศาสนาส่งเสรมิ ให้มีการจดั การศกึ ษา องค์ประกอบสําคัญในการที่ทําให้การศึกษาในพระพุทธศาสนาก้าวหน้าอย่างมากคือ พระพุทธศาสนามิได้มีความหมายที่จะให้การศึกษาอบรมและการปฏิบัติธรรมอยู่อย่างในวัด เห็นได้
๑๑ จากตั้งแต่เริ่มประดิษฐานพระพุทธศาสนาเมื่อคราวส่งสาวกออกประกาศพระศาสนาว่า “ภิกษุ ทั้งหลาย เธอท้ังหลายจงจาริกไป เพ่ือประโยชน์และความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ท้ังหลาย” น่ันคือ เปิดโอกาสให้พุทธบริษัท ๔ ได้มีโอกาสศึกษาพระสงฆ์มีชีวิตผูกพันอยู่ในสังคมพระสงฆ์แล้ว ยังต้องมี สว่ นเก่ยี วขอ้ งกบั สังคมชาวโลก ด้วยบทบัญญัตใิ นการเลย้ี งชีพทางฝา่ ยวนิ ยั หลักการศึกษาคือ เป็นพื้นฐาน แห่งการให้การศึกษาเพื่อให้การจัดการศึกษาเกิด ประสทิ ธิภาพตามเป้าหมายทก่ี ําหนดไว้ เปา้ หมายของการศกึ ษา เป้าหมายของการศึกษาจะมีการเปลี่ยนแปลงการศึกษาเป็นพลวัตมีการเปล่ียนแปลงได้ ระบบการศึกษาที่มีเป้าหมายชัดเจนสมบูรณ์ ต้องพัฒนาทั้งในแง่ของสติ ปัญญา เหตุผล อารมณ์ และร่างกายของผู้เรยี น พระพุทธศาสนาในแงข่ องเป้าหมายทางการศกึ ษา ๑. เป็นเป้าหมายด้านการดํารงชีพ ดํารงชีพเป็นเร่ืองสําคัญพื้นฐาน ท่ีพุทธศาสนาให้ ความสําคัญ ในฐานะเป็นกระบวนการต่อเน่ืองตลอดชีวิต ในอริยมรรค ๘ ประการ ได้กล่าวถึง หลักการดําเนินชีวิตต้องเป็นสัมมาชีพ พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า ทรัพย์เป็นปัจจัยจําเป็นสําหรับการ ดําเนนิ ชวี ิต จึงใช้หลักธรรมดว้ ย เก่ยี วกับการดําเนนิ ชวี ติ ไว้ เชน่ - ทิฏฐธรรมมิกตั ถประโยชน์ - สุขของคฤหัสถ์ - ประโยชน์จากการถือโภคทรพั ย์ ๕ อยา่ ง ๒. เป้าหมายด้านการพัฒนาบุคลิกภาพ สอนให้พัฒนาบุคลิกภาพให้สมดุลมีความจําเป็นต่อ การครองชวี ิตทง้ั ส่วนตัวและในทางสงั คม โดยใช้หลักธรรมตา่ งๆเชน่ - สัปปรุ สิ ธรรม ๗ - ทิศ ๖ - เวสารชั ชกรณธรรม ๓. เป้าหมายด้านพัฒนาสติปัญญา สติปัญญาทําให้มนุษย์แตกต่างกับส่ิงท่ีมีชีวิตรูปแบบอ่ืน พระพุทธศาสนาไดจ้ ําแนกปญั ญาไว้ ๒ ทาง - สหชาติปัญญา (หรือวิปสั สนาปัญญา) ไม่สามารถพัฒนาได้ดกี ว่าเดิม เพราะเกดิ มีสาํ เร็จด้วย อานภุ าพหรืออทิ ธิพลของกรรม - นิปากปัญญา ปัญญาหรือความรู้ท่ีใช้ดํารงชีวิต เกิดจากการขวนขวายศึกษาเล่าเรียนจนมี ความรู้ และเปน็ ความรู้ที่ใช้ในการบรหิ าร
๑๒ ๔. เป้าหมายในการพัฒนาร่างกาย บุคคลจะต้องมีร่างกายสมบูรณ์ + แข็งแรง เราไม่อาจมี ชีวติ อยู่อย่างสขุ สบายหรือไดร้ ับสิง่ ท่ีปรารถนาได้ ในพระพุทธศาสนากลา่ วถึงสปั ปายะ ๔ ประการ อัน เป็นเหตเุ บือ้ งตน้ ในอนายุสสสูตร พระพุทธองคต์ รัสถึงเหตุทีท่ าํ ให้อายสุ ้นั ไว้ ๒ ประการ - สรา้ งเร่อื งความทุกขก์ าย-ทกุ ข์ใจใหแ้ ก่ตนเอง - ไม่รู้จักพอใจในการแสวงหาความสขุ - กินของยอ่ ยยาก และแสลงตอ่ สขุ ภาพ - เสยี ความประพฤติ ชอบฆ่าสตั ว์ ฯลฯ ด่ืมนํ้าเมา เป็นตน้ - ชอบเท่ียวในทไ่ี ม่ควรไป ไปแลว้ เสยี่ งโรคเสี่ยงภัย ๕. เป้าหมายในการพัฒนาด้านศีลธรรม คุณค่าทางศีลธรรมปรากฏชัดเจนในโลกปัจจุบัน ทั้ง ในการดํารงชีพการติดต่อสื่อสาร การใช้ผลิตผลทางวิทยาศาสตร์(เทคโนโลยี) การให้การศึกษาจะต้อง คาํ นงึ ถึงดา้ นเพอื่ ประโยชน์แกก่ ารอยูร่ ว่ มกันอย่างสันติสุข โดยมหี ลกั การอยรู่ ว่ มกนั ไว้ในสงิ คาลกสูตร การพัฒนาด้านจริยธรรม ให้กระทําโดยการเริ่มต้นคิดในส่ิงท่ีดีงามที่สอนไว้ซึ่งสัลเลขสูตร ความสุข ความทุกข์ของโลก ข้ึนอยู่กับใจของเราเอง ดังที่ตรัสไว้ในวัตถุปมสูตร แนวปฏิบัติเพ่ือบรรลุ ความเจรญิ กา้ วหน้าของชวี ิตกจ็ ะมอี ยู่ในมงคลสตู ร ๖. เปา้ หมายในการพฒั นาความรู้สกึ ซาบซึ้งในศิลปะ การศกึ ษา จะต้องทางให้ผู้เรยี นพัฒนา ความรู้สึกซาบซ้ึงในด้านศิลปะซึ่งทางพระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในนาถสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ มีความขยันไม่เกียจคร้านในหน้าที่สูงหรือตัวอย่างใดอย่างหน่ึงของเพื่อนพรหมจารี ประกอบด้วย ปัญญาอันเป็นตัวนําในหน้าท่ีน้ันๆ สามารถทําเองสามารถวางแผนอย่างน้ีถือว่า เป็น นาถกรณธรรม” ๗. เป้าหมายด้านการพัฒนาวิญญาณ มนุษย์มีวิญญาณธาตุ พระพุทธศาสนา มุ่งส่งเสริม พัฒนาวิญญาณของมนุษย์ให้สูงข้ึน ประณีตขึ้น ถึงขึ้นที่เรียกว่า อริยชน มีชีวิตอันประเสริฐ มุ่งเน้น พัฒนาด้านวิญญาณหลักคําสอนท่ีเรียกว่า อริยมรรค ๘ ประการ อันเป็นหัวใจของการปฏิบัติเพ่ือ พฒั นาวิญญาณธาตุ ๘. เป้าหมายด้านพัฒนาด้านการเมืองการปกครอง ไม่เน้นตัวบุคคล + ไม่เน้นที่ระบบแต่ เน้นทีจ่ ริยธรรมทางการเมืองด้วยเหตทุ กี่ ารเมืองเป็นเร่อื งของการได้มาและการใช้อาํ นาจ เพราะตอ้ งใช้ จริยธรรม ควบคุมบุคคลเพื่อรักษาระบบไว้ดังนี้พระพุทธองค์ตรัสไว้ “เทพเจ้าก็ดี พระตถาคตก็ดี มองเห็นบุคคล(นักปกครอง)ประพฤติอ่อนไหวง่ายไม่เสมอภาค ด้วยเหตุน้ัน ผู้ปกครองด้วยระบบ อัตตาธิปไตย จะต้องมีสติควบคุม ผู้ปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยต้องมีความรู้ และมีการ ตรวจสอบเพ่งพินิจ (ฌายี) ผู้ปกครอง ด้วยระบบธรรมธิปไตย จะต้องยึดหลักธรรม ตามความ เหมาะสมสําหรับแต่ละเร่อื ง
๑๓ คาํ ถามท้ายบท ๑. นิสิตคดิ วา่ เราเรยี นประวตั ิศาสตร์เพื่ออะไร จงอธบิ ายใหไ้ ด้ใจความ ? ๒. ตามแนวคิดของนิสิต ทา่ นเหน็ ว่าพระพทุ ธศาสนามีเป้าหมายในการศึกษาอยา่ งไรบา้ ง จงอธบิ าย ? ๓. อะไร คือเป้าหมายทางการศึกษาของพระพทุ ธศาสนา ?
บทท่ี ๒ การศึกษาในพระพุทธศาสนา วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นร้ปู ระจาํ บท ๑. เพื่อใหน้ สิ ิตสามารถอธิบายการศกึ ษาในสมัยพทุ ธกาลได้ ๒. เพือ่ ให้นสิ ิตสามารถอธิบายเหตุผลในการทพี่ ราหมณ์หนั มานับถือพระพุทธศาสนาได้ ๓. เพ่ือให้นิสิตสามารถสรุปเหตุการณ์สําคัญที่เกิดขึ้นในอินเดียภายหลังพุทธกาล ซึ่งมีความ เกย่ี วขอ้ งกบั การเผยแผ่และสบื ทอดพระพทุ ธศาสนามาจนถึงปจั จุบนั ๔. เพื่อให้นิสิตเข้าใจบ่อเกิดของพระพุทธศาสนามหายาน ท่ีมาของแนวคิดคําสอน ระบบ ความเช่ือและการปฏิบัติของฝ่ายมหายานที่ต่างไปจากพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ตลอดจนวิธี ประยุกตค์ ําสอนเพือ่ การเผยแผศ่ าสนาซ่งึ เป็นเอกลกั ษณข์ องฝ่ายมหายาน ๕. เพ่ือให้นิสิตเข้าใจอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ท่ีมีผลต่อพระพุทธศาสนา ตลอดจน เหตุการณส์ ําคญั ทเ่ี ป็นจุดเปลี่ยนทําให้พระพทุ ธศาสนาเข้าสู่ยคุ เสื่อม ๖. เพ่ือให้นิสิตเข้าใจสาเหตุที่ทําให้พระพุทธศาสนาเสื่อมไปจากอินเดีย และสามารถ วิเคราะหเ์ หตปุ จั จยั ที่มผี ลต่อความเสือ่ มสญู หรือความมน่ั คงของพระพทุ ธศาสนาได้ ๗. เพื่อให้นิสิตซาบซ้ึงถึงความสําคัญของพระพุทธศาสนา และตระหนักถึงหน้าที่ของชาว พทุ ธทจ่ี ะตอ้ งช่วยกันธาํ รงรกั ษาพระพุทธศาสนาให้เจริญร่งุ เรอื งสืบไป
๑๕ กรอบเน้ือหา ๑. การศกึ ษาสมยั พุทธกาล ๒. ลกั ษณะคาํ สอนของพระพุทธศาสนา ๓. บ่อเกิดแห่งพระพุทธศาสนา ๔. การศึกษาสมัยหลงั พุทธกาล - พระพุทธศาสนาในยุค พ.ศ. ๑-๕๐๐ ปี - พระพุทธศาสนาในยคุ พ.ศ.๕๐๐-๑,๐๐๐ ปี - พระพุทธศาสนาในยุคเสือ่ มจากอินเดยี แนวคิด ๑. ในสมัยพุทธกาลศึกษาประมาณ ๕ ปี เฉล่ียโดยมากเข้ามาบวชในสํานักของพระพุทธเจ้า แล้วจะอยู่ในสํานักพระพุทธเจ้าโดยตรง หรือในสมัยหลังๆ จะอยู่ในสํานักพระมหาเถระอื่น ๆ และ เมื่อได้ระยะเวลาพอสมควรพากันออกไปอยู่ป่าลึก ๆ จึงขอกัมมัฏฐานจากพระอุปัชฌาย์อาจารย์ หรือจากสมเด็จพระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าด้วยมุขปาฐะ ๒. สาเหตุสําคัญท่ีพราหมณ์ท้ังหลายในสมัยพุทธกาลละท้ิงความเชื่อเดิมที่สืบทอดกันมา หลายพันปี แล้วหันมานับถือพระพุทธศาสนามีหลายประการท่ีสําคัญท่ีสุดคือ คําสอนของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสัจธรรมอันจริงแท้แน่นอนท่ีผู้ปฏิบัติสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเองในยุคนั้นมีผู้ ปฏิบัติจนเข้าถึงธรรมเป็นพระอริยบุคคลมากมาย ซ่ึงสามารถเป็นพยานยืนยันคําสอนได้เป็นอย่างดี นอกจากน้ีเหล่าพราหมณ์ให้การยอมรับในบุคลิกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในฐานะท่ีทรงมีกายมหา บุรุษจึงต้ังใจฟังคําสอนของพระองค์ พุทธวิธีสอนธรรมก็มีส่วนอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ของคนในสังคมอินเดีย พระองค์ทรงสอนโดยยึดตามจริตผู้เรียนหรือในปัจจุบันเรียกว่าสอนโดยยึด ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child Center) อีกประการหน่ึง คําสอนของเหล่าพราหมณ์อาจารย์มีความ ขดั แยง้ กันเอง จึงทําใหพ้ ราหมณจ์ ํานวนไมน่ อ้ ยเสอ่ื มศรัทธาหนั มานับถือพระพุทธศาสนา เอกสารประกอบการสอน วชิ าแนวโนม้ การศกึ ษาพระพุทธศาสนา โดย…อาจารยก์ ิตตศิ ักดิ์ ณ สงขลา
๑๖ การศึกษาในสมัยพทุ ธกาล สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงวางระบบศึกษาไว้เป็นสามข้ันตอนดว้ ยกันคือ ขั้น ปรยิ ตั ิ ขน้ั ปฏิบตั ิ และข้ันปฏเิ วธ ขั้นปริยัติ เป็นการศึกษาพระธรรมวินัย ให้มีความรู้ในพระธรรมคําสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า รวมท้ังพระวินัย คือข้อบัญญัติต่าง ๆ ที่จะต้องประพฤติ ให้มีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องถ่องแท้ เพ่อื จะได้นํามาประพฤติปฏิบตั ิได้อย่างถกู ตอ้ งตรงทาง และยังสามารถแนะนาํ ส่ังสอนผู้อ่นื ให้มีความรู้ ความเขา้ ใจ ในพระพทุ ธศาสนาที่ถกู ตอ้ ง ขั้นปฏิบัติ เป็นการนําเอาพระธรรมวินัยท่ีได้ศึกษามาจนรอบรู้ และเข้าใจถ่องแท้ดีแล้ว มา ประพฤติปฏิบัติด้วยกาย วาจา และใจ ในสองข้อแรก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นไปในกรอบของพระวินัย คือ ศีลน่ันเอง ส่วนข้อที่สามเป็นการเจริญภาวนา อันได้แก่การฝึกสัมมาสมาธิ ซึ่งเป็นสมาธิใน พระพุทธศาสนา มิใช่สมาธิโดยท่ัวไป รายละเอียดในการนําไปสู่สัมมาสมาธิมีอยู่พร้อมมูล และชัดเจน แล้วในพระไตรปิฎก เม่ือได้สัมมาสมาธิในระดับที่จะนําไปใช้ปฏิบัติวิปัสนาได้ ก็น้อมนําไปสู่การทํา วิปัสนาอนั เป็นอบุ ายใหเ้ กดิ ปัญญา ทไี่ ดร้ เู้ ห็นความเป็นไปตา่ ง ๆ ของโลกตามความเป็นจริง ข้ันปฏิเวธ เป็นข้ันที่แสดงผลของการประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยในระดับต่าง ๆ ใน เรื่องตา่ ง ๆ ตามลาํ ดับ จนถงึ ขัน้ ทาํ ท่สี ดุ แห่งทกุ ข์ อนั เปน็ จุดหมายสงู สุดในพระพุทธศาสนา ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่พระสงฆ์สาวกเป็นประจําทุกวัน นอกจากนั้น พุทธกิจประจําวันอีกประการหนึ่งคือ ทรงสอดส่องดูเวไนยสัตว์ที่พระองค์ควรไปแสดง ธรรม เพื่อให้ผู้นั้นได้สําเร็จมรรคผล ตามควรแก่อุปนิสัยของเวไนยสัตว์นั้น ๆ นอกจากพระภิกษุสงฆ์ แล้ว บรรดาพุทธศาสนิกชนก็พากันไปฟังธรรมจากพระพุทธองค์ โดยตรงในตอนเย็นเป็นประจําทุกวัน พระภกิ ษุรูปใดหรือหมู่คณะใดฟังพระธรรมเทศนาจากพระพทุ ธเจ้า ซึง่ บางครัง้ ทรงแสดงแตโ่ ดยย่อ ทํา ให้ยังเข้าใจไม่แจ่มแจ้ง ก็พากันไปไต่ถามพระเถระผู้ทรงคุณวุฒิให้อธิบายโดยพิศดารให้ฟัง พระเถระ ดังกล่าวมีพระสารีบุตร พระมหากัจจานะ และพระมหากัสสปะ เป็นต้น แล้วทรงจําไว้ เมื่อมีโอกาสก็ กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พระธรรมเทศนาเรื่องน้ัน ๆ พระมหาเถระองค์น้ัน ๆ ได้อธิบายโดย พิศดารเป็นอย่างน้ัน ๆ พระพุทธองค์ก็ทรงรับรองว่าคําอธิบายนั้นถูกต้อง แม้พระองค์จะอธิบาย ก็จะ อธบิ ายอยา่ งนน้ั การศกึ ษาคําสอนของพระพุทธเจ้านีเ้ รียกวา่ การศึกษาพระปริยตั ิธรรม คาํ สอนของพระพุทธเจ้ามีองค์ ๙ ประการ เ รยี กว่านวงั คสตั ถุศาสน์ ไดแ้ ก่ สตุ ตะ เคยยะ เวยยากรณ คาถา อทุ าน อติ วิ ตุ ตกะ ชาดก อัพภตู ธรรม และเวทลั ละ การศึกษาพระปรยิ ตั ิธรรมก็ เพื่อรักษาพุทธวจนะ ให้ดํารงอยู่ พระพุทธเจ้าใช้ ภาษามคธ หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า ภาษาบาลี ใน การแสดงพระธรรมเทศนา เนื่องจากเป็นภาษาที่คนท่ัวไปในมัชฌิมประเทศ ใช้กันอยู่อย่างแพร่หลาย ดังนั้นแม้ว่าจะมีการแปลพระธรรมวินัย ออกเป็นภาษาต่าง ๆ ในระยะต่อมา แต่ต้องไม่ท้ิงพุทธวจนะ เดิมที่เป็นภาษาบาลี เพ่ือจะได้ไว้เป็นหลักฐาน ในการตรวจสอบความหมายที่แท้จริง ป้องกันความ วิปลาสคลาดเคล่อื นจากการแปลความหมายไปสู่ภาษาต่าง ๆ เอกสารประกอบการสอน วิชาแนวโน้มการศึกษาพระพทุ ธศาสนา โดย…อาจารย์กติ ตศิ ักด์ิ ณ สงขลา
๑๗ นอกจากน้ียังมีผลงานวิจัยของนักการศึกษาหลาย ๆ ท่าน ได้ทําการวิจัยเก่ียวกับการศึกษา พระพทุ ธศาสนาในสมัยพุทธกาล พบว่าผลการศึกษาสอดคลอ้ งกับขอ้ ความขา้ งต้น เชน่ นายจํารัส ในเสนา (๒๕๓๘ : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่อง สภาพและปัญหาการจัดการศึกษา ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ในเขตการปกครองคณะสงฆ์ ภาค ๔ ได้กล่าวถึงการจัดการศึกษาสมัย พุทธกาลไว้ว่า การจัดการศึกษาสมัยพุทธกาลนั้น เร่ิมต้นจากการที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาเข้ามาบวชใน พระพุทธศาสนาแล้ว การศึกษาเล่าเรียนหลักธรรมคําสอนของพระพุทธองค์ ถือเป็นภารกจิ อนั สาํ คัญ อย่างย่ิง แต่ถึงกระน้ันก็ตาม พระภิกษุเหล่านั้นก็จะได้รับการศึกษาทั้งคดีโลกและคดีธรรมมาเสียส่วน ใหญ่ตามลัทธศิ าสนาท่ีตนนบั ถือ อาทิ การศกึ ษาเล่าเรยี นในสํานกั อาจารย์ทศิ าปาโมกข์ มีการเรยี นไตร เพท เป็นวิชาความรู้สามประการเป็นชื่อแสดงลัทธิไสยศาสตร์ด้ังเดิมของพราหมณ์ ได้แก่ ฤคเวท - ยชุรเวท และสามเวท ในปัจจุบันน้ีเพิ่มอาถรรพเวท เป็นต้น แต่ถ้าจะแยกการศึกษาตามหลัก พระพุทธศาสนา ในสมยั พุทธกาล มี ๒ ประการ คือ ๑) คนั ถธรุ ะ ไดแ้ ก่ การศึกษาพระธรรมวนิ ยั อันเป็นคําส่ังสอนของพระพทุ ธเจ้า ๒) วิปัสสนาธุระ ได้แก่ การศึกษาเล่าเรียนกรรมฐานอันเป็นเครื่องมือหรอื อุบายฝึกหัดจิตใจ ตนเองให้สะอาด ปราศจากอาสวะกเิ ลสทัง้ หลาย การศึกษาในสมัยพุทธกาลน้นั แบง่ เป็น ๓ ส่วน คือ (๑) ปริยัติ ได้แก่การศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย นับเป็นส่วนสําคัญโดยความเป็นพื้นฐาน ของการปฏิบัติ และการศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรมนั้นเป็นการศึกษาภาคทฤษฎี คือ การศึกษาเล่า เรียนธรรมวินัยให้มีความรู้พื้นฐานอย่างแจ่มแจ้ง เพื่อให้เกิดความกระจา่ งแจ้งว่า คําสอนของพระพุทธ องค์ ที่จัดเป็นธรรมบทนั้น บทนี้ว่าด้วยเร่ืองอะไร ถ้าผู้เรียนจะน้อมนําเอาหลักธรรมคําสอนของ พระพุทธเจ้ามาปฏิบัติเพ่ือเป็นแนวทางหรือแสงประทปี แห่งชีวติ จะทําอย่างไรและเมื่อปฏิบตั ิตามแล้ว จะได้ผลอย่างไร เรียกว่า ปริยัติ การศึกษาในสมัยพุทธกาลน้ันเป็นการศึกษาแบบมุขปาฐะ คือการ ท่องจาํ ดว้ ยปากเปล่า (๒) ปฏิบัติ ได้แก่การน้อมนําเอาหลักธรรมคําสอนท่ีได้เรียนรู้ในทางภาคทฤษฎีแล้วนําสู่ ภาคปฏิบัติจรงิ ๆ เพ่ือเป็นการอบรมกาย วาจา ใจ กล่าวอีกนยั หนึ่งก็คือ นําเอาหลักธรรมท่ีเรียนรู้แล้ว นน้ั มาเป็นแนวทางหรือบันทดั ฐานแหง่ ชวี ติ ให้เหมาะสมกบั ฐานะของตน เรียกว่า ปฏิบตั ิ (๓) ปฏิเวธ ได้แก่ผลของการปฏิบัติธรรมนั้น เช่น พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระ อรหันตสาวก และพระอริยบุคคล ผู้ได้รับผลแห่งการปฏิบัติ ซ่ึงทําให้ยกฐานะจากปุถุชนธรรมดาขึ้น เป็นพระอริยบุคคล การบรรลุธรรมชั้นน้ัน ๆ ตามภูมิธรรมที่ตนปฏิบัตินั้น ไม่มีใครมายกย่องหรือ แตง่ ตั้งให้ฐานะหรอื ตาํ แหน่งแห่งพระอรยิ เจา้ นั้นไมม่ ีการแตง่ ตัง้ ให้ จะรู้ไดด้ ้วยตนเอง เรยี กวา่ ปฏเิ วธ สรุปว่า การศึกษาในพระพุทธศาสนากล่าวโดยรวมมี ๒ อย่าง คือ คันถธุระ และ วิปัสสนาธุระ คันถธุระ คือการศึกษาภาคทฤษฎีในวิชาการต่างๆ กล่าวคือ เรียนจากครู ดูจากตํารา เอกสารประกอบการสอน วิชาแนวโน้มการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา โดย…อาจารย์กติ ตศิ กั ดิ์ ณ สงขลา
๑๘ สดับปาฐะน่ันเอง ส่วนวิปัสสนาธุระ คือการศึกษาภาคปฏิบัติจากผลการเรียนรู้แล้วนํามาปฏิบัติให้เกิด มรรคผลรู้แจ้งในหลักธรรมคําสอนของพระพุทธศาสนา ตามกระบวนคือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ฉะน้ัน การศึกษาจึงทําให้คนมีความรู้ฉลาดรู้ทันคน รู้ทันเหตุการณ์ โดยเฉพาะการศึกษาใน พระพุทธศาสนาถือว่ามีความสําคัญอย่างย่ิงผู้มีการศึกษาคือผู้เจริญ การศึกษาเป็นกระบวนรองรับคน ให้มีศักยภาพสูง สามารถทําการเผยแผ่สั่งสอนคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พระพุทธเจ้าพระองค์ทรง ความรู้ทุกสรรพศาสตร์แล้วนําศาสตร์แห่งความรู้เหล่าน้ัน มาเป็นเคร่ืองมือในการเผยแผ่ทําให้ พระพุทธศาสนาเปน็ ศาสนาแหง่ ความรูน้ นั่ เอง ลักษณะคาํ สอนของพระพทุ ธศาสนา ลักษณะเด่นของพระพุทธศาสนา คือ เป็นศาสนาแห่งการวิเคราะห์ กล่าวคือ เช่ียวชาญใน การวิเคราะห์ท้ังความเป็นจริงและข้อธรรมได้ดีเย่ียมเป็นพิเศษ เช่น วิเคราะห์จิตได้ละเอียดลอออย่าง น่าอัศจรรย์ใจ วิเคราะห์ธรรมะออกเป็นข้อ ๆ อย่างละเอียดสุขุมและประสานสัมพันธ์กันเป็นระบบท่ี แน่นแฟ้น หากจะพยายามอธิบายธรรมะข้อใดสักข้อหนึ่ง ก็จะต้องอ้างถึงธรรมะข้ออ่ืนๆ เก่ียวโยงไป ทง้ั ระบบ วิธีการวิเคราะห์ธรรมะอยา่ งนี้ บางสาํ นกั ของศาสนาฮินดูไดเ้ คยทํามาบ้าง แตก่ ็ไม่สามารถทํา ได้เด่นชัดอยา่ งธรรมะท่สี อนกนั ในพระพุทธศาสนา จงึ ควรยกยอ่ งได้วา่ พระพุทธศาสนาเปน็ ศาสนาแห่ง การวิเคราะห์ และเม่ือกล่าวเช่นน้ีก็มิได้หมายความว่าพระพุทธศาสนาไม่สนใจด้านอ่ืนๆ ทั้งมิได้ หมายความเลยไปถึงว่าศาสนาอื่นๆ ไม่รู้จักวิเคราะห์ หามิได้ ต้องการหมายเพียงแต่ว่า พระพุทธศาสนาเด่นกว่าศาสนาอ่ืนๆ ในด้านวิเคราะห์เท่านั้น และถ้าหากศาสนาต่างๆ จะพึ่งพาอาศัย กันและกันก็พระพุทธศาสนาน่ีแหละสามารถให้ตัวอย่างในการวิเคราะห์ข้อธรรมะได้อย่างดีเย่ียม ในขณะทศ่ี าสนาอ่ืนๆ อาจจะบริการดา้ นอื่นๆ ทไ่ี ด้ปฏบิ ตั มิ าอย่างเดน่ ชดั เช่น ศาสนาพราหมณใ์ นเร่ือง จารีตพิธีกรรม ศาสนาอิสลามในเร่ืองกฎหมาย เป็นต้น แต่ทั้งน้ีแล้วแต่ว่าสมาชิกแต่ละคนของแต่ละ ศาสนาจะสนใจรว่ มมอื กันในทางศาสนามากนอ้ ยเพียงใด บอ่ เกิดของพระพุทธศาสนา สาเหตุของการเกิดศาสนาน้ัน มีหลายอย่างหลายประการตามความเชื่อของประชาชน แต่ละ กลุ่มและสภาพสงิ่ แวดลอ้ มท่ีโน้มนา้ วให้เกดิ ความเชอื่ เช่นนัน้ ซงึ่ พอจะรวมกล่าวได้ ๖ ประการคือ ๑. เกิดจากความไม่รู้ (อวชิ ชา) ๒. เกดิ จากความกลัว ๓. เกิดจากความจงรักภกั ดี ๔. เกิดจากความอยากรู้เหตุผล (ปญั ญา) ๕. เกิดจากอทิ ธิพลของคนสําคัญ ๖. เกดิ จากลทั ธิการเมอื ง เอกสารประกอบการสอน วิชาแนวโน้มการศึกษาพระพทุ ธศาสนา โดย…อาจารย์กิตตศิ ักดิ์ ณ สงขลา
๑๙ ๑. เกดิ จากความไมร่ ู้ ความไม่รู้เหตุผลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการเมื่อเห็นสิ่งท่ีเกิดข้ึนตามปรากฏการณ์ธรรมชาติก็ คิดว่าเป็นอํานาจของเทพเจ้าบันดาลให้เป็นไป ซึ่งความไม่รู้ในเหตุผลท้ังหลายเหล่านั้น พอจะสรุป กล่าวโดยยอ่ ๆ ได้ดงั นี้ ความไม่รู้เหตุผลทางภูมิศาสตร์ : คนในประเทศอินเดียไม่เคยปีนไปบนยอดเขาหิมาลัยอัน ปกคลุมด้วยหิมะอย่างหนาทึบในฤดูหนาว เม่ือถึงฤดูร้อนหิมะละลาย นํ้าไหลลงมาเป็นแม่นํ้าคงคา ชาวอินเดียไม่รู้ว่าต้นน้ําของแม่นํ้าคงคาเกิดจากเหตุน้ี เข้าใจว่าเป็นน้ําท่ีไหลมาจากสวรรค์ผ่านเศียร พระศิวะ ซึ่งเป็นเทพเจ้าศักดิ์สิทธ์ิของศาสนาพราหมณ์ และเข้าใจว่าแม่น้ําคงคาน้ันศักดิ์สิทธิ์สามารถ ลา้ งบาปได้ คนจึงนยิ มไปอาบน้ําในแม่นํา้ คงคาเพ่อื ลา้ งบาป ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ความไม่รู้เหตุผลทางดาราศาสตร์ : เมื่อเกิดจันทรุปราคาและสุริยุปราคาข้ึนเพราะการโคจร ของโลกรอบดวงอาทิตย์ ประชาชนที่ไม่รู้เหตุผลก็เรียกว่าเกิดราหูอมจันทร์ จึงยิงปืนบ้าง จุดประทัด บา้ ง หรอื ตีเกราะเคาะไม้ เพ่ือใหร้ าหตู กใจแล้วจะได้หนไี ป เปน็ ตน้ ความไม่รู้เหตุผลทางชีววิทยา : คนบางคนเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ เขาจะยกมือไหว้โดยเชื่อว่า ต้นไม้น้ันเป็นท่ีสิงสถิตของเทพเจ้า ผู้ท่ีเดินทางผ่านภูเขาใหญ่ หรือภูเขาที่ประกอบด้วยหน้าผารูป แปลกๆ ชาวบ้านให้ชื่อภูเขานั้นตามท่ีตนนึกว่าเหมือนอะไร แล้วก็แสดงความเคารพภูเขาน้ัน โดยถือ วา่ มเี ทพเจา้ สิงสถิตอยู่ ความไม่รู้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ : เมื่อเห็นรุ้งกินนํ้า ก็เข้าใจว่าเกิดจากอํานาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บันดาลให้เกิดข้นึ จึงทํานายไปตามความเข้าใจของตนว่า รุ้งกินน้ําทางทิศน้ีฝนจะตกชุก รงุ้ กินนํ้า ทาง ทิศนนั้ ฝนจะแล้ง เปน็ ตน้ จากความไม่รู้เหตุผลดังกล่าวมาแล้ว ทําให้คนยึดถือสิ่งศักดิ์สิทธ์ิเป็นที่พึ่งท่ีระลึก ซึ่งเป็นเหตุ ให้เกิดศาสนาประเภทเทวนิยมขึ้น ๒. เกดิ จากความกลัว เนื่องจากความไม่รู้เหตุผล เมื่อบุคคลได้เห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ ลมพายุ ฟ้าผ่า ฟ้า ร้อง แผ่นดินไหว มีดาวหางปรากฏข้ึน ก็เกิดความกลัวจึงขวนขวายหาท่ีพ่ึงโดยคิดว่าปรากฏการณ์ เหล่านั้น มีเทพเจ้าบันดาลให้เกิดข้ึนจึงได้อ้อนวอนบนบานศาลกล่าวขอให้เทพเจ้าเหล่านั้น โปรดระงับ สง่ิ เหลา่ นัน้ เสีย ๓. เกิดจากความจงรกั ภกั ดี ความภักดี คือความเช่ือในส่ิงนัน้ วา่ มอี ํานาจเหนือคน หรอื เชื่อในบุคคลวา่ มคี วามดีท่ีเช่ือถือได้ เกิดความเลื่อมใสในสงิ่ นัน้ หรือบุคคลน้ันว่ามีศักด์ศิ รีหรือมจี ริยาวัตรที่ควรแก่การยกย่อง เม่ือเกิดความ เช่ือความเลื่อมใสแล้ว ความเคารพ ความรักและความนับถือจะเกิดข้ึนตามมา กิจกรรมประกอบในส่ิง เอกสารประกอบการสอน วิชาแนวโน้มการศึกษาพระพทุ ธศาสนา โดย…อาจารย์กติ ตศิ กั ด์ิ ณ สงขลา
๒๐ ที่ตนมีความเช่ือความเล่ือมใสนนั้ ได้แก่ การแสดงความเคารพทางกายมีการกราบไหว้บูชา เคารพทาง วาจาได้แก่ การกล่าวคําสรรเสริญยกย่อง เคารพทางใจได้แก่ การเลยี นแบบจริยาวัตร หรือปฏิบัติตาม คําสอนของผนู้ นั้ ซงึ่ กเ็ ปน็ จดุ เร่มิ ต้นที่ทาํ ให้เกดิ ศาสนาขึน้ ๔. เกิดจากความอยากรู้เหตุผล ความอยากรู้เหตุผลน้ัน เป็นความรู้ที่ประกอบด้วยปัญญา ซึ่งจะต้องคิดค้นถึงเหตุผลท่ีแท้จริง วา่ สงิ่ นั้นเกิดขึ้นมาจากส่ิงอะไร เช่น เจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ และคนตาย ทรงพยายามที่จะแก้ทกุ ข์ทั้ง ๓ อยา่ ง โดยทรงดาํ รวิ า่ ในโลกมสี ่ิงท่ีเปน็ คู่ๆ ตรงกันเสมอ เช่น มีมืดแลว้ ก็ มีสว่าง มีร้อนแล้วก็มีเย็น ฉะนั้น เม่ือมีแก่ก็ต้องมีไม่แก่ได้ มีเจ็บก็ต้องมีไม่เจ็บได้ มีตายก็ต้องมี ไม่ตาย ได้ ความอยากรเู้ หตุผลเปน็ เหตุใหเ้ กดิ ศาสนาท่เี ป็นอเทวนิยม ๕. เกดิ จากอิทธพิ ลของคนสําคัญ การเคารพต่อวิญญาณของบรรพบุรุษ เป็นสิ่งท่ีได้กระทํากันมาช้านาน ถ้าบุคคลนั้นเป็นที่ สําคัญต่อชุมชน ก็สามารถเป็นจุดศูนย์รวมน้ําใจของคนส่วนมากไว้ได้อีกประการหน่ึง การเคารพ บุคคลสาํ คญั ทางวรรณคดี เช่น พระรามและพระกฤษณะในเร่ืองมหาภารตะ ซง่ึ เปน็ วรรณคดีทย่ี ่ิงใหญ่ ของอินเดีย พราหมณ์ต้องการให้พระรามและพระกฤษณะเข้ามาเป็นเทพเจ้าในศาสนาฮินดู เพ่ือ ต้องการให้ประชาชนนับถือศาสนาฮินดูมากยิ่งข้ึน จึงได้ประกาศแก่ประชาชนว่า พระรามและ พระกฤษณะก็ไม่ใช่ใครที่ไหนคือพระวิษณุได้อวตารลงมานัน่ เอง ประชาชนไดท้ ราบเช่นนัน้ ก็ไม่วา่ อะไร เพราะเขานับถือของเขาอยู่แล้วก็ยิ่งเป็นความดีย่ิงๆ ขึ้น การเคารพนับถือวิญญาณของบุคคลสําคัญก็ เปน็ ทางหนึง่ ท่ที ําใหเ้ กดิ ศาสนาข้ึน ๖. เกดิ จากลทั ธทิ างการเมือง ความเช่ือถือทางลัทธิการเมือง ทําให้คนมีจิตใจเบี่ยงเบนออกไปจากศาสนาประจําชาติของ ตนได้ เช่น ลัทธิคอมมิวนิสต์ ได้กล่าวประณามศาสนาเป็นยาเสพติด เอาเปรียบสังคม เป็นกาฝาก สังคม สูบเลือดเอาประโยชน์จากสังคม ผู้ท่ีเช่ือถือศาสนาเป็นพวกงมงาย ทําให้ประเทศชาติเจริญช้า ลทั ธคิ อมมิวนิสต์ทาํ ให้คนเสมอกนั คนมฐี านะเสมอเหมือนกันหมด ประเทศที่เรม่ิ ต้นเผยแพร่ลทั ธิ นค้ี ือ ประเทศรัสเซยี และจนี บนผนื แผน่ ดินใหญ่ ซ่งึ เป็นประเทศท่ีถือลัทธคิ อมมิวนิสต์เปน็ ศาสนาประจําชาติ จึงสรุปได้ว่า แม้ชาวพุทธจะมีความสํานึกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีมาแล้วมากมายใน อดีต และจะมีอีกมากมายต่อไปในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม คําสอนของอดีตพระพุทธเจ้าไม่เหลือ หลักฐานไว้ให้ศึกษาได้อีกแล้ว ส่วนคําสอนของพระพุทธเจ้าท่ีจะมาในอนาคตก็ยังไม่มีใครรู้ ดังนั้น บ่อ เกิดของพระพุทธศาสนาในปัจจุบันจึงมาจากคําสอนของพระพุทธโคตมแต่องค์เดียว คําสอนของ นักปราชญ์อ่ืนๆ ท้ังในและนอกพระพุทธศาสนา อาจจะเสริมความเข้าใจคําสอนของพระพุทธเจ้าได้ แตไ่ ม่อาจจะถือวา่ เป็นบอ่ เกดิ ของพระพทุ ธศาสนา เอกสารประกอบการสอน วิชาแนวโน้มการศึกษาพระพุทธศาสนา โดย…อาจารย์กติ ตศิ กั ด์ิ ณ สงขลา
๒๑ อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าได้ตรัสเตือนไว้ว่า ความรู้ที่พระองค์ทรงรู้จากการตรัสรู้นั้นมีมา กราวกับใบไม้ทั้งป่า แต่ที่พระองค์นํามาสอนสาวกนั้นมีปริมาณเทียบได้กับใบไม้เพียงกํามือเดียว พระองค์ไม่อาจจะสอนได้มากกว่าที่ได้ทรงสอนไว้ ดังนั้น หากมีปัญหาขัดแย้งเกิดข้ึน ให้ตกลงกันด้วย สังคายนา (ร้องร่วมกัน) คือ ประชุมและลงมติร่วมกัน ส่วนในเร่ืองธรรมวินัยปลีกย่อย หากจําเป็นก็ให้ ประชุมตกลงปรับปรุงได้ ดังน้ัน บ่อเกิดของพระพุทธศาสนาอีกทางหน่ึงก็คือสังคายนา สังคายนาจึง กลายเป็นเคร่ืองมือให้เกิดการยอมรับร่วมกันในหมู่ผยู้ อมรบั สังคายนาเดียวกัน แตก่ ็เปน็ ทางใหเ้ กิดการ แตกนิกายโดยไม่ยอมรับสังคายนาร่วมกัน นิกายต่างๆ ของพระพุทธศาสนาจึงเกิดข้ึน เพราะการ ยอมรบั สงั คายนาต่างกนั และนกิ ายต่างกันน้นั กย็ อมรับคมั ภีรแ์ ละอรรถกถาที่ใช้ตีความคัมภรี ต์ า่ งกนั อย่างไรก็ตาม ชาวพุทธแม้จะต่างนิกายกันก็ถือว่าเป็นชาวพุทธด้วยกัน ทําบุญร่วมกันได้ และ ร่วมมือในกิจการต่างๆ ได้ ผู้ใดนับถือพระพุทธเจ้าและแม้จะนับถือส่ิงอ่ืนด้วย เช่น พระพรหม พระ อินทร์ ไหว้เจ้า หรือภูตผีต่างๆ ก็ยังถือว่าเป็นชาวพุทธด้วยกัน มิได้มีความรังเกียจเดียดฉันกันแต่ ประการใด ดังนั้น การที่จะมีบ่อเกิดเพิ่มเติมแตกต่างกันไปบ้าง ตราบใดที่ยังยอมรับพระไตรปิฎก รว่ มกนั เปน็ สว่ นมาก ก็ไม่ถอื ว่าต้องแตกแยกกัน จะเห็นได้ว่าในครั้งพุทธกาลมีเศรษฐีมหาเศรษฐีจํานวนมากท่ีเลื่อมใสและเป็นกําลังสําคัญใน พระพุทธศาสนา เช่น โชติกเศรษฐี เมณฑกเศรษฐี ชฎิลเศรษฐี อนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาอุบาสิกา วิสาขา เป็นต้น และยังมีประชาชนพลเมืองทั่วไปอีกมากมาย เฉพาะในแคว้นมคธเพียงแคว้นเดียวก็มี ราษฎรจํานวนมากใน ๘๐,๐๐๐ ตําบล ท่ีเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา โดยครั้งหน่ึงพระเจ้าพิมพิสาร เรียกประชุมราษฎรทั้ง ๘๐,๐๐๐ ตําบล ซ่ึงอยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ จากน้ันก็ให้ราษฎร ทั้งหมดไปฟังธรรมจากพระสมั มาสัมพทุ ธเจ้า ในครัง้ นนั้ มผี ู้ไดต้ รสั รธู้ รรมกนั จาํ นวนมาก จึงกล่าวได้ว่าเวลาเพียง ๔๕ ปีแห่งการประกาศพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเช่ือและวัฒนธรรมในสังคมอินเดียได้เปล่ียนแปลงไปอย่างมากมาย ศาสนาพราหมณ์ได้เสื่อม ความนบั ถือลงและตอ้ งปรับตัวขนานใหญจ่ นกลายเปน็ ศาสนาฮินดูในเวลาต่อมา ทั้งน้ีเพราะแคว้นใหญ่ๆ ในอินเดียสมัยพุทธกาลมีทั้งหมด ๑๖ แคว้น ตามที่ปรากฏใน พระไตรปิฎก ดังตารางทก่ี ล่าวมาข้างตน้ จะเห็นว่า มีกษัตรยิ ์พราหมณผ์ ู้ปกครองและพราหมณ์เจ้าลัทธิ รวมทง้ั มหาเศรษฐีในแคว้นตา่ งๆ จาํ นวนมากที่เล่ือมใสในพระพุทธศาสนา เมือ่ ชนชัน้ ผู้ปกครองศรัทธา ในพระพทุ ธศาสนาแลว้ ประชาชนทวั่ ไปกจ็ ะศรทั ธาตามดว้ ย สาเหตุแห่งความเปล่ียนแปลงความเชื่อและวัฒนธรรมในสังคมอินเดียอย่างรวดเร็วใน ครง้ั น้ัน มีสาเหตุหลายประการท่ีสําคัญที่สุดคือ คําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสัจธรรมอันจริงแท้ แน่นอนที่ผู้ปฏิบัติสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง และมีผู้ปฏิบัติจนเข้าถึงธรรม บรรลุธรรมเป็นพระ อรหันต์ พระอริยบุคคลเป็นพยานให้พระพุทธศาสนามากมาย เขาเหล่านั้นมีท้ังพระราชามหากษัตริย์ มหาเศรษฐี เสนาบดี มหาอํามาตย์ แม้แต่เจ้าลัทธิใหญ่ท่ีมีศิษย์จํานวนมากก็หันมานับถือและเป็น พยานใหพ้ ระพุทธศาสนาด้วย เอกสารประกอบการสอน วชิ าแนวโน้มการศกึ ษาพระพุทธศาสนา โดย…อาจารยก์ ติ ติศกั ด์ิ ณ สงขลา
๒๒ นอกจากน้ี พราหมณ์โดยทั่วไปให้การยอมรับพระสัมมาสมั พุทธเจ้ามากเพราะพระองค์ทรงได้ ลักษณะกายมหาบุรุษ ทั้งน้ีเพราะมีกล่าวไว้ในมนต์ของพราหมณ์มาต้ังแต่ยุคโบราณว่า ผู้ท่ีได้กายมหา บรุ ุษหากอยเู่ ป็นฆราวาสจะได้เป็นพระเจา้ จักรพรรดิ แต่ถ้าออกบวชจะได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัม พุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกในโลก แม้อสิตดาบสผู้เป็นอาจารย์ของพระเจ้าสุทโธทนะยังประนมหัตถ์ก้ม กราบแทบเท้าของพระโพธิสัตว์ซึ่งประสูติได้ไม่ก่ีวัน เพราะตนทราบดีถึงคําทํานายในตํารามหา ปุรสิ ลกั ษณะของพราหมณ์ดงั กล่าวแลว้ อีกประการหน่ึงคําสอนของพราหมณ์ก็มีความขัดแย้งกันเอง ผู้ที่มีปัญญาจึงพยายามหา คําตอบท่ีถูกต้อง เม่ือเหล่าพราหมณ์ตอบไม่ได้จึงมาทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซ่ึงพระพุทธองค์ก็ ทรงเทศน์สอนชี้หนทางสว่างให้ เขาเหล่าน้ันจึงออกบวชตามบ้าง ขอถึงพระ-รัตนตรัยเป็นท่ีพ่ึงท่ีระลึก บ้าง เช่น กรณีของวาเสฏฐะและภารทวาชะ เป็นต้น โดยครั้งหนึ่งวาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพ ไดพ้ ูดกนั ถงึ เรอื่ งทางและมิใช่ทาง วาเสฏฐมาณพพูดอย่างนว้ี า่ ทางท่ีท่านโปกขรสาติพราหมณ์บอกไว้น้ีเท่านนั้ เปน็ ทางตรง เป็นเส้นทางเดิน เป็นทางนําออก ย่อมนําผู้ดําเนินไปตามทางนั้นเพื่อความอยู่ร่วมกับพรหม ฝ่ายภารทวาชมาณพพูดอย่างน้ีว่า ทางที่ ท่านตารกุ ขพราหมณ์บอกไว้นเ้ี ทา่ นน้ั เป็นทางตรง เปน็ เสน้ ทางเดิน เป็นทางนาํ ออก ย่อมนาํ ผดู้ าํ เนนิ ไป ตามทางน้ัน เพ่ือความอยู่ร่วมกับพรหมได้ วาเสฏฐมาณพ ไม่อาจให้ภารทวาชมาณพยินยอมได้ ฝา่ ยภารทวาชมาณพกไ็ ม่อาจใหว้ าเสฏฐมาณพยนิ ยอมได้ เม่ือมานพทั้งสองคนไม่อาจจะยังอีกฝ่ายหน่ึงให้ยินยอมได้ จึงไปกราบทูลถามพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ในคร้ังน้ันพระพุทธองค์ตรัสถามว่า วาเสฏฐะ บรรดาพราหมณ์ผู้จบไตรเพท พราหมณ์แม้ คนหน่ึง ที่เห็นพรหมมีเป็นพยานอยู่หรือ วาเสฏฐะตอบว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ไม่มีพระเจ้าข้า วา เสฏฐะ อาจารย์ที่สืบเนื่องมาเจ็ดช่ัวอาจารย์ของพราหมณ์ผู้จบไตรเพทที่เห็นพรหมเป็นพยานไม่มีเลย หรอื วาเสฏฐะตอบว่า ไมม่ เี ลยพระเจ้าข้า จากนนั้ พระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าจงึ ตรัสว่า วาเสฏฐะ ดีละ พวกพราหมณ์ผู้จบไตรเพท ไม่รู้จักพรหม ไม่เห็นพรหม แต่แสดงหนทางเพื่อ ความอยู่ร่วมกับพรหมว่าหนทางนี้แหละเป็นทางตรง เป็นสายทางเดิน เป็นทางนําออก นําผู้ดําเนินไป ตามทางน้ันเพ่ือความอยู่ร่วมกับพรหมได้ ข้อน้ีไม่ใช่ฐานะท่ีจะมีได้ วาเสฏฐะ เหมือนแถวคนตาบอด เกาะหลังกันและกนั คนต้นก็ไมเ่ ห็น คนกลางกไ็ มเ่ หน็ แม้คนหลังกไ็ ม่เหน็ ภาษิตของพราหมณผ์ ู้จบไตร เพทเหลา่ น้นั จึงเป็นคําน่าหัวเราะทีเดยี ว เปน็ คาํ ตา่ํ ชา้ เป็นคาํ ว่าง เป็นคาํ เปล่า... เมื่อวาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพฟังพระธรรมเทศนาจบแล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าแต่ พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์ไพเราะย่ิงนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของท่ีควํ่า เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทางหรือส่องประทีปในท่ีมืด ด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังน้ี ฉันใด พระผู้มีพระ ภาคเจ้าทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยายก็ฉันน้ันเหมือนกัน ข้าพระองค์ท้ังสองน้ี ขอถึงพระองค์ กับท้ังพระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จง ทรงจําข้าพระองคท์ ั้งสองว่าเป็นอบุ าสกผู้ถึง สรณะอย่างมอบกายถวายชีวิตตั้งแต่วันนีเ้ ปน็ ต้นไป เอกสารประกอบการสอน วชิ าแนวโน้มการศึกษาพระพทุ ธศาสนา โดย…อาจารย์กติ ตศิ กั ดิ์ ณ สงขลา
๒๓ นอกจากพราหมณ์ทั้งหลายจะให้การยอมรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระองค์ทรงมีกาย มหาบุรุษและเพราะคําสอนพราหมณ์ขัดแย้งกันเอง เป็นคําสอนไม่เป็นเหตุเป็นผลแล้ว พุทธวิธีการ สอนของพระสัมมาสัมพุทธเจา้ กม็ ีสว่ นเป็นอยา่ งมาก ทรงเทศน์สอนโดยยึดตามจริตผฟู้ ัง ทรงยึดผูเ้ รียน เป็นสําคัญ หรือในปัจจุบันใช้ศัพท์ว่า Child Center จึงเป็นเหตุให้พราหมณ์ทั้งหลาย มีความรู้ความ เข้าใจ มีความเลื่อมใส จนกระทั่งยอมละทิ้งความเชื่อด้ังเดิมที่นับถือกันมาหลายพันปี มาขอถึงพระ รัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกและยอมละท้ิงวัฒนธรรมเก่าๆ ทุกอย่าง โดยเฉพาะระบบวรรณะ ทั้งนี้เพราะ ผู้ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา จะมีความเสมอภาคกันไม่ว่าจะมาจากวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรอื ศูทรก็ตาม ดงั ท่พี ระพุทธองค์ ตรัสไวใ้ นปหาราทสูตรว่า ดูก่อนปหาราทะ แม่น้ําสายใหญ่ ๆ บางสาย คือ แม่น้ําคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภูมหี แม่นํ้า เหลา่ น้นั ไหลไปถงึ มหาสมทุ รแล้วย่อมละนามและโคตรเดมิ หมด ถึงความนับว่ามหาสมุทรน่ันเอง ฉนั ใด ... วรรณะ ๔ เหล่านี้ คือกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละนามและโคตรเดิมเสีย ถงึ ความนับว่าศากยบตุ รทงั้ น้นั การศึกษาในสมัยหลงั พทุ ธกาล ๑. พระพทุ ธศาสนาหลังพุทธปรนิ ิพพาน ๕๐๐ ปี ในมหาปรินิพพานสูตรมีข้อความตอนหน่ึงกล่าวถึงโอวาทท่ีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระ อานนท์ว่า \"อานนท์บางทีพวกเธออาจจะคิดว่า ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว พวกเราไม่มีพระ ศาสดา ข้อน้ีพวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมและวินัยท่ีเราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย หลงั จากเราล่วงลบั ไป ก็จะเปน็ ศาสดาของเธอทัง้ หลาย\" พระพุทธดํารัสนี้เป็นส่ิงยืนยันอย่างชัดเจนว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ความสําคัญกับธรรม และวินัยท่ีพระองค์ได้ทรงแสดงไว้ดีแล้วอย่างสูงยิ่ง ทรงยกธรรมและวินัยนั้นไว้ในฐานะศาสดาแทน พระองค์เอง น่ันหมายความว่า เม่ือพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ธรรมและวินัย ถือเป็นสิง่ แทนพระศาสดาและเป็นตัวพระศาสนาท่แี ท้จริงท่ีพุทธบริษัทจะต้องช่วยกันรักษาให้ดาํ รงคง อยู่สบื ไป การปรารภที่จะสังคายนาพระธรรมวินัยนั้น เร่ิมมีมาแล้วต้ังแต่สมัยพุทธกาล ในปาสาทิกสูตร กลา่ ววา่ ภายหลงั จากทน่ี ิครนถนาฏบตุ รผเู้ ปน็ ศาสดาของศาสนาเชนได้สนิ้ ชีวติ สานศุ ิษยไ์ ด้ทะเลาะกัน ขนานใหญ่จนแตกแยกนิกายกัน พระพุทธองค์ทรงปรารภเหตุนี้ ตรัสแนะนําให้พระสงฆ์ทั้งปวงร่วมกัน สังคายนาพระธรรมวินัยไว้เพ่ือให้พรหมจรรย์คือพระศาสนานี้ดํารงอยู่ได้นาน และเพื่อประโยชน์และ ความสุขแก่มหาชน ทั้งนี้เพราะไม่ทรงปรารถนาให้สาวก ท้ังหลายต้องแตกแยกทะเลาะวิวาทกัน เหมือนอยา่ งสาวกของศาสนาเชนทีต่ า่ งทมุ่ เถยี งกนั วา่ ก่อนนศ้ี าสดาของตนได้สอนไว้อยา่ งไร เอกสารประกอบการสอน วิชาแนวโน้มการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา โดย…อาจารย์กิตตศิ ักดิ์ ณ สงขลา
๒๔ ฉะน้ัน ในเวลาต่อมา พระสารีบุตรจึงได้แสดงวิธีการสังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัยไว้เป็น แบบแผน โดยท่านได้รวบรวมคําสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นข้อธรรมต่างๆ มาแสดง ตามลําดับหมวด ตั้งแต่หมวดหน่ึงถงึ หมวดสิบ มีตัวอย่างดงั ปรากฏในสังคีตสิ ูตร สังคายนา (ฺBuddhist Council) หรือสังคีติ มาจากคําว่า สํ (พร้อมกัน) +คีติ (การสวด) ซ่ึง แปลตามตัวอักษรว่า การสวดพร้อมกัน แปลตามรูปศัพท์ว่า ร้อยกรอง คือประชุมสงฆ์จัดระเบียบ หมวดหมู่พระพุทธวจนะ แล้วรับทราบทั่วกันในท่ีประชุมน้ันว่าตกลงกันอย่างนี้ แล้วก็มีการท่องจําสืบ ตอ่ กนั มา แต่เดิมนั้นการสังคายนาปรารภเหตุความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา จึงจัดระเบียบหมวดหมู่ พระพุทธวจนะไว้ ในครั้งต่อๆ มา ปรากฏว่ามีการถือผิด ตีความหมายผิด ก็มีการชําระวินิจฉัยข้อท่ีถือ ผิดหรือตีความหมายผิดนั้น ชี้ขาดว่าที่ถูกควรเป็นอย่างไร แล้วก็ทําการสังคายนา โดยการทบทวน ระเบียบเดิมบ้าง เพิ่มเติมของใหม่อันเป็นทํานองบันทึกเหตุการณ์บ้าง จัดระเบียบใหม่ในบางข้อบ้าง ในชั้นหลังๆ เพียงการจารึกลงในใบลาน การสอบทานข้อผิดในใบลาน ก็เรียกกันว่าสังคายนา ไม่ จาํ เป็นต้องมเี หตุการณ์ถอื ผิดหรือเขา้ ใจผดิ เกดิ ขน้ึ สําหรับการสังคายนาที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดียนั้น มีด้วยกัน ๔ คร้ัง การสังคายนาที่เป็นที่ ยอมรับกันของทุกนิกาย คือ การสังคายนาครั้งท่ี ๑ และครั้งท่ี ๒ ส่วนการสังคายนาคร้ังที่ ๓ ยอมรับ กันเฉพาะฝ่ายเถรวาท ส่วนมหายานและหินยานนิกายอ่ืนไม่มีการกล่าวถึงการสังคายนาครั้งน้ี สําหรับ การสังคายนาคร้ังท่ี ๔ ท่ีทํากันในอินเดียภาคเหนือโดยมีพระเจ้ากนิษกะทรงอุปถัมภ์นั้น ฝ่ายเถรวาท ไม่ยอมรับ เพราะถือว่าเป็นส่วนของฝ่ายมหายานท่ีสืบสายแยกกันไป ตลอดจนภาษาท่ีรองรับคัมภีร์ก็ ใช้ต่างกัน คือฝ่ายเถรวาทใชภ้ าษาบาลี ส่วนฝ่ายมหายานใชภ้ าษาสันสกฤต ในท่ีนีจ้ ึงขอกล่าวถึงเฉพาะ การสงั คายนาครงั้ ที่ ๑-๓ ซ่ึงเป็นทีย่ อมรับกันในฝา่ ยเถรวาทเทา่ นัน้ การสังคายนาคร้ังที่ ๑ ปฐมสังคายนา : หลังจากพุทธปรนิ ิพพาน ๓ เดือน ประธานสงฆ์ : พระมหากัสสปเถระ มีพระอุบาลีเป็นผู้เรียบเรียงสวดพระวินัย พระอานนท์ เปน็ ผเู้ รียบเรยี งสวดพระสูตร เข้ารว่ มประชุมสงั คายนา : พระอรหันตขณี าสพจาํ นวน ๕๐๐ รปู องคอ์ ปุ ถมั ภ์ : พระเจ้าอชาตศัตรู เหตุปรารภในการทําสังคายนา : พระสภุ ัททะกล่าวจว้ งจาบพระธรรมวินัย สถานทปี่ ระชมุ ทําสงั คายนา : ถํ้าสัตตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภารบรรพต เมืองราชคฤห์ ระยะเวลาในการประชุม : กระทําอยู่ ๗ เดอื นจึงสาํ เรจ็ บันทกึ เหตุการณ์สําคัญ : หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วได้เพียง ๗ วัน เหล่าพระสาวกที่ ยังไม่ได้บรรลุพระอรหันต์ ต่างมีความเศร้าโศกเสียใจเป็นอันมาก แต่มีพระภิกษุรูปหนึ่งช่ือว่า สุภัททะ กลับดีใจพูดว่า \"พระพุทธเจ้านิพพานเสียแล้วก็ดี ต่อไปจะได้ไม่มีใครมาคอยกล่าวว่า สิ่งนี้ควรทํา ส่ิงนี้ ไมค่ วรทํา\" เอกสารประกอบการสอน วชิ าแนวโน้มการศกึ ษาพระพุทธศาสนา โดย…อาจารยก์ ิตตศิ กั ดิ์ ณ สงขลา
๒๕ พระมหากสั สปะไดฟ้ งั ดังนัน้ กบ็ ังเกดิ ความสลดใจว่า \"พระพทุ ธเจ้าปรินพิ พานเพียงไม่กว่ี นั ยัง มีผู้กล่าวถ้อยคําที่ไม่สมควรเช่นนี้ ถ้าไม่จัดการอะไรลงไป ปล่อยไว้ให้เน่ินนานเสียก็จะนําความเส่ือม เสียมาสู่พระพุทธศาสนา ส่ิงท่ีไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัยจักเจริญ ส่ิงที่เป็นธรรมเป็นวินัยจะเส่ือมกําลัง พวก อธรรมวาทีจักเจริญ พวกธรรมวาทีจักเสื่อมถอย\" ดังน้ันเมื่อถวาย พระเพลิงพระพุทธสรีระเสร็จแล้ว ท่านจึงชักชวนภกิ ษทุ ้ังหลายให้มาร่วมทาํ สงั คายนา ในระหว่างสังคายนา พระอานนท์ได้แจ้งให้ท่ีประชุมสงฆ์ทราบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง อนุญาตว่า ถ้าสงฆ์เห็นสมควรก็สามารถเพิกถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ แต่ที่ประชุมมีความเห็นไม่ ตรงกันว่าสิกขาบทเล็กน้อยหมายความถึงสิกขาบทใดบ้าง พระมหากัสสปะจึงสรุปว่าจะไม่เพิกถอน สิกขาบทท่ีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว และจะไม่บัญญัติสิกขาบทที่พระองค์ไม่ได้บัญญัติ ไว้ ซ่ึงท่ีประชุมสงฆ์ก็รับรองเป็นเอกฉันท์ จึงเป็นหลักปฏิบัติต่อพระวินัยของคณะสงฆ์มาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะคณะสงฆเ์ ถรวาท หลังจากการทําสังคายนาผ่านไปไม่นานนัก มีพระเถระรูปหน่ึงชื่อว่า ปุราณะ พร้อมด้วย บริวารประมาณ ๕๐๐ รูป อยู่จําพรรษาท่ีทักขิณาคีรีชนบท เม่ือท่านทราบว่า การสังคายนาเสร็จส้ิน แล้ว ท่านและบริวารจึงได้เข้าสู่กรุงราชคฤห์ พระสังคีติกาจารย์ที่ร่วมในการทําสังคายนาได้เข้าไปแจ้ง ใหท้ ่านทราบวา่ พระสงฆ์ได้ทาํ สงั คายนากนั แล้ว ขอให้ท่านยอมรบั มตดิ ้วย พระปุราณะกลับกล่าวว่า \"ท่านท้ังหลาย พระเถระทั้งหลายได้ทําสังคายนาพระธรรมวินัยกัน เรียบร้อยก็ดีแล้ว แต่ข้าพเจ้าได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าอย่างไร ข้าพเจ้าก็จักถือปฏิบัติตามน้ัน\" เมื่อได้ช้ีแจงกันพอสมควรแล้ว ปรากฏว่าพระปุราณะมีความเห็นตรง กับพระสังคีติกาจารย์ส่วนมาก แต่ก็มีความเห็นขัดแย้งกันในเร่ืองวัตถุ ๘ ประการ ซ่ึงเป็นพุทธานุญาต พิเศษท่ีทรงอนุญาตให้ภิกษุทําได้ในคราวเกิดทุพภิกขภัย แต่เมื่อภัยเหล่านั้น ระงับก็ทรงบัญญัติห้ามมิ ใหก้ ระทาํ อีก สําหรับวัตถุ ๘ ประการน้ัน คือ ๑. อันโตวฏุ ฐะ เกบ็ ของทีเ่ ปน็ ยาวกาลิก คือ อาหารไวใ้ นที่อยู่ของตน ๒. อนั โตปกั กะ ให้มีการหงุ ตม้ อาหารในทอ่ี ยขู่ องตน ๓. สามปกั กะ พระลงมือหุงปรงุ อาหารดว้ ยตนเอง ๔. อคุ คหติ ะ คอื การหยิบเอาเองซง่ึ ของเค้ียวของฉันท่ียังมไิ ด้ประเคน ๕. ตโตนีหตะ ของที่นาํ มาจากท่ีนิมนต์ ซ่ึงเป็นพวกอาหาร ๖. ปุเรภัตตะ การฉันอาหารก่อนเวลาภัตตาหาร ในกรณีท่ีตนรับนิมนต์ไว้ในที่อื่น แต่ฉัน อาหารอ่นื ก่อนอาหารท่ตี นจะต้องฉันในท่นี มิ นต์ ๗. วนฏั ฐะ ของที่เกิดหรือตกอยู่ในปา่ ซึง่ ไม่มีใครเปน็ เจา้ ของ ๘. โปกขรณฏั ฐะ ของทเี่ กิดในสระ เช่น ดอกบัว เหงา้ บัว เอกสารประกอบการสอน วชิ าแนวโนม้ การศึกษาพระพทุ ธศาสนา โดย…อาจารย์กิตติศักดิ์ ณ สงขลา
๒๖ วัตถุท้ัง ๘ ประการ เป็นพุทธานุญาตพิเศษในคราวเกิดทุพภิกขภัย ๒ คราว คือ ท่ีเมืองเวสาลี และท่ีเมืองราชคฤห์ แต่เม่ือทุพภิกขภัยผ่านพ้นไปแล้ว ทรงห้ามมิให้ภิกษุกระทํา พระปุราณะและ บริวารของท่านคงจะได้ทราบเฉพาะเวลาท่ีทรงอนุญาต จึงปฏิบัติไปอย่างน้ัน เน่ืองจากการอยู่กัน กระจัดกระจายคนละทิศละทาง การตดิ ต่อบอกกล่าวอาจไม่ถงึ กัน ซึ่งจะว่าท่านด้อื ร้นั กค็ งไมใ่ ช่ เพราะ ท่านถือตามท่ีท่านได้สดับมาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนกัน เมื่อพระสังคีติกาจารย์ชี้แจงให้ ท่านฟัง ท่านปุราณะก็มีความเห็นว่า \"พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง มีพระสัพพัญญุตญาณไม่สมควรที่จะ บญั ญัติหา้ มแล้วอนญุ าต อนญุ าตแล้วกลับบัญญัติหา้ มมใิ ช่หรือ\" เมื่อเป็นดังน้ี ความแตกต่างในทางข้อปฏิบัติ (สีลสามัญญตา) จึงเกิดข้ึนตั้งแต่ครั้งนั้น แต่ก็ไม่ ถึงขนาดทาํ ใหเ้ กดิ การแตกแยกเปน็ นิกาย การสงั คายนาครั้งท่ี ๒ ทตุ ยิ สงั คายนา : ประมาณ พ.ศ.๑๐๐ ประธานสงฆ์ : มีพระยสกากัณฑกบุตรเถระเป็นประธาน พระเรวตะเป็นผู้ถาม พระสัพพกามี เป็นผตู้ อบ ผเู้ ขา้ รว่ มประชุมสังคายนา : พระอรหันตขณี าสพจาํ นวน ๗๐๐ รูป องคอ์ ปุ ถัมภ์ : พระเจา้ กาฬาโศกราช เหตุปรารภในการทําสงั คายนา : วตั ถุ ๑๐ ประการ สถานท่ีประชุมทาํ สังคายนา : วาลิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวชั ชี ระยะเวลาในการประชุม : กระทาํ อยู่ ๘ เดือนจงึ สําเรจ็ บนั ทึกเหตกุ ารณส์ าํ คญั : การทําสังคายนาครั้งท่ี ๒ ปรารภเรื่องวัตถุ ๑๐ ประการท่ีภิกษุชาววัชชีนําประพฤติปฏิบัติ โดยถอื ว่าไม่ผดิ ธรรมไมผ่ ดิ วนิ ยั ซึ่งมใี จความดังนี้ ๑. ภิกษุชาววัชชี : ภิกษุเก็บเกลือไว้ในเขนงแล้วนําไปฉันปนกับอาหารได้ ไม่เป็นอาบัติ (พระ สัพพกามีโต้ตอบว่า : การเก็บเกลือไว้ในเขนง โดยต้ังใจว่าจะใส่ลงในอาหารฉันนั้นเป็นอาบัติปาจิตตีย์ เพราะเป็นการสะสมอาหารตามโภชนสิกขาบท) ๒. ภิกษุชาววัชชี : ภิกษุจะฉันอาหารหลังจากตะวันบ่ายผ่านไปเพียง ๒ องคุลีก็ได้ไม่เป็น อาบตั ิ (พระสัพพกามีโต้ตอบว่า : ภิกษุฉันโภชนะในเวลาวิกาล เม่ือตะวันบ่ายคล้อยไปแล้ว ๒ องคุลี ต้อง อาบตั ิ ปาจิตตีย์ เพราะฉันโภชนะในเวลาวิกาล) ๓. ภิกษุชาววัชชี : ภิกษุฉันภตั ตาหารในวัดเสร็จแล้ว ฉันเสรจ็ แลว้ เขา้ ไปสู่บ้าน จะฉันอาหารท่ี ไม่เป็นเดนและไม่ ได้ ทําวินัยกรรมได้ ไม่เป็นอาบัติ (พระสัพพกามีโต้ตอบว่า: ภิกษุฉันอาหารเสร็จ แล้วคิดว่าจักฉันอาหาร เข้าไปในบ้านแล้ว ฉันโภชนะที่เป็นอนติริตตะ (ไม่เป็นเดน) ผิด เป็นอาบัติ ปาจติ ตยี ์ เพราะฉันอาหารท่ไี มเ่ ปน็ เดนภิกษไุ ข้) ๔. ภกิ ษุชาววชั ชี : ในอาวาสเดียวกันมีสีมาใหญ่ ภิกษุจะแยกทาํ อุโบสถได้ ไมเ่ ป็นอาบัติ เอกสารประกอบการสอน วิชาแนวโนม้ การศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา โดย…อาจารย์กิตติศกั ด์ิ ณ สงขลา
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173