Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พุทธวจน (แก้กรรม)

พุทธวจน (แก้กรรม)

Published by Sarapee District Public Library, 2020-07-17 02:27:36

Description: พุทธวจน (แก้กรรม)

Keywords: พุทธวจน,ธรรมะ,แก้กรรม

Search

Read the Text Version

พุทธวจน แกก้ รรม ? โดย ตถาคต ?วนั น้ีชาวพทุ ธ แกก้ รรมตามใคร? ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! เรากลา่ วซง่ึ เจตนา วา่ เปน็ กรรม. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! เหตเุ กดิ ของกรรมทง้ั หลาย ยอ่ มมี เพราะความเกดิ ของผสั สะ. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! ความดบั แหง่ กรรม ยอ่ มมี เพราะความดบั แหง่ ผสั สะ. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! มรรคมอี งค์ ๘ นน้ี น่ั เอง เปน็ กมั มนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทา. ฉกกฺ . อํ. ๒๒/๔๖๔/๓๓๔.

“ราหุล ! กระจกเงามีไว้สำาหรับทำาอะไร ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! กระจกเงามีไว้สำาหรับส่องดู พระเจ้าข้า !”. “ราหุล ! กรรมทั้งหลาย ก็เป็นสิ่งที่บุคคลควรสอดส่อง พิจารณาดูแล้วดูเล่าเสียก่อน จึงทำาลงไป ทางกาย, ทางวาจา หรือ ทางใจ ฉันเดียวกับกระจกเงานั้นเหมือนกัน”. ม. ม. ๑๓/๑๒๕/๑๒๘

พุทธวจน ฉบับ ๕ แก้กรรม ? พุทธวจนสถาบัน รว่ มกนั มงุ่ มน่ั ศกึ ษา ปฏบิ ตั ิ เผยแผค่ �ำ ของตถาคต

พุทธวจน ฉบับ ๕ แกก้ รรม ? สื่อธรรมะนี้ จัดทำ�เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาสู่สาธารณชน เป็นธรรมทาน ลขิ สิทธใ์ิ นตน้ ฉบับนี้ไดร้ บั การสงวนไว้ ไมส่ งวนสิทธ์ใิ นการจดั ทำ�จากต้นฉบับเพื่อเผยแผ่ในทกุ กรณี ในการจดั ทำ�หรอื เผยแผ่ โปรดใช้ความละเอียดรอบคอบ เพือ่ รกั ษาความถกู ตอ้ งของข้อมลู ขอคำ�ปรกึ ษาดา้ นขอ้ มูลในการจดั ทำ�เพอ่ื ความสะดวกและประหยดั ตดิ ต่อไดท้ ี่ มลู นิธิพทุ ธโฆษณ ์ โทรศัพท์ ๐๘ ๘๔๙๔ ๘๐๘๓ คุณศรชา โทรศัพท์ ๐๘ ๑๕๑๓ ๑๖๑๑ คณุ อารีวรรณ โทรศพั ท์ ๐๘ ๕๐๕๘ ๖๘๘๘ พิมพ์ครัง้ ที่ ๑ ๒๕๕๔ ศลิ ปกรรม ปรญิ ญา ปฐวินทรานนท์, วิชชุ เสริมสวสั ดิศ์ รี จัดทำ�โดย มลู นธิ ิพทุ ธโฆษณ์ (เวบ็ ไซต์ www.buddhakos.org)

ค�ำ อนุโมทนา ขออนุโมทนา ในกุศลเจตนาคร้ังนี้เป็นอย่างยิ่ง ทไ่ี ดส้ รา้ งเหตปุ จั จยั อนั เปน็ ไปเพอ่ื ความเจรญิ และความมอี ายุ ยืนยาวแห่งพุทธวจน ด้วยการสืบสายถ่ายทอดคำ�สอนท่ี ออกจากพระโอษฐข์ องพระองคเ์ อง ในสว่ นของเรอ่ื งกรรม กับความเข้าใจที่ถูกต้อง สมดังพุทธประสงค์ ที่ต้องการ ให้มีผู้นำ�คำ�สอนของพระองค์ไปศึกษาประพฤติปฏิบัติ เพ่งพิสูจน์ข้ออรรถข้อธรรม เพื่อให้เห็นแจ้งเป็นปัจจัตตัง และขยนั ในการถา่ ยทอดบอกสอนกนั รนุ่ ตอ่ รนุ่ สบื ๆ กนั ไป ดว้ ยเหตทุ ไ่ี ดก้ ระท�ำ มาแลว้ น้ี ขอจงเปน็ พลวปจั จยั ให้ผู้มีส่วนร่วมในการทำ�หนังสือและผู้ท่ีได้อ่าน ได้ศึกษา พึงได้ดวงตาเห็นธรรม  สำ�เร็จผลยังพระนิพพาน  สมดัง ความปรารถนาท่ีได้สรา้ งมาอย่างดีแลว้ ด้วยเทอญ. ขออนโุ มทนา พระคึกฤทธ์ิ โสตฺถิผโล

อักษรย่อ เพื่อความสะดวกแกผ่ ้ทู ่ยี ังไมเ่ ข้าใจเร่อื งอกั ษรย่อ ทใ่ี ชห้ มายแทนช่อื คัมภีร์ ซ่งึ มีอยู่โดยมาก มหาว.ิ วิ. มหาวภิ งั ค ์ วนิ ยั ปฎิ ก. ภกิ ขฺ ุนี. ว.ิ ภิกขุนวี ภิ งั ค์ วนิ ยั ปฎิ ก. มหา. ว.ิ มหาวรรค วนิ ยั ปฎิ ก. จุลฺล. วิ. จลุ วรรค วินัยปิฎก. ปริวาร. วิ. ปรวิ ารวรรค วินยั ปิฎก. สี. ที. สีลขันธวรรค ทฆี นิกาย. มหา. ท.ี มหาวรรค ทีฆนิกาย. ปา. ที. ปาฏกิ วรรค ทีฆนกิ าย. มู. ม. มลู ปณั ณาสก์ มชั ฌมิ นกิ าย. ม. ม. มชั ฌิมปัณณาสก์ มชั ฌมิ นกิ าย. อุปร.ิ ม. อปุ รปิ ณั ณาสก์ มัชฌิมนกิ าย. สคาถ. สํ. สคาถวรรค สังยุตตนกิ าย. นิทาน. ส.ํ นิทานวรรค สงั ยตุ ตนกิ าย. ขนธฺ . สํ. ขนั ธวารวรรค สังยตุ ตนกิ าย. สฬา. ส.ํ สฬายตนวรรค สังยตุ ตนิกาย. มหาวาร. สํ. มหาวารวรรค สงั ยุตตนกิ าย. เอก. อ.ํ เอกนบิ าต อังคตุ ตรนกิ าย. ทุก. อ.ํ ทกุ นบิ าต อังคตุ ตรนิกาย. ตกิ . อ.ํ ตกิ นิบาต องั คตุ ตรนกิ าย. จตกุ กฺ . อํ. จตกุ กนิบาต อังคุตตรนิกาย.

ปญฺจก. อํ. ปัญจกนบิ าต องั คุตตรนกิ าย. ฉกฺก. อ.ํ ฉกั กนิบาต อังคตุ ตรนิกาย. สตฺตก. อ.ํ สตั ตกนิบาต อังคุตตรนิกาย อฏฺก. อ.ํ อัฏฐกนบิ าต องั คตุ ตรนิกาย. นวก. อํ. นวกนบิ าต องั คตุ ตรนิกาย. ทสก. อ.ํ ทสกนิบาต อังคุตตรนกิ าย. เอกาทสก. อ.ํ เอกาทสกนบิ าต องั คตุ ตรนกิ าย. ข.ุ ข.ุ ขุททกปาฐะ ขุททกนกิ าย. ธ. ขุ. ธรรมบท ขุททกนิกาย. อุ. ขุ. อุทาน ขทุ ทกนิกาย. อติ วิ ุ. ขุ. อิติวุตตกะ ขทุ ทกนกิ าย. สตุ ตฺ . ข.ุ สุตตนิบาต ขุททกนกิ าย. วมิ าน. ขุ. วมิ านวัตถุ ขุททกนกิ าย. เปต. ขุ. เปตวตั ถุ ขุททกนิกาย. เถร. ข.ุ เถรคาถา ขุททกนิกาย. เถรี. ข.ุ เถรคี าถา ขทุ ทกนกิ าย. ชา. ข.ุ ชาดก ขุททกนกิ าย. มหาน.ิ ขุ. มหานทิ เทส ขทุ ทกนิกาย. จฬู นิ. ข.ุ จฬู นิทเทส ขุททกนกิ าย. ปฏสิ ม.ฺ ข.ุ ปฏิสัมภิทามรรค ขุททกนิกาย. อปท. ข.ุ อปทาน ขทุ ทกนิกาย. พุทธฺ ว. ขุ. พุทธวงส์ ขุททกนิกาย. จริยา. ข.ุ จริยาปฎิ ก ขุททกนกิ าย. ตัวอย่าง : ๑๔/๑๗๑/๒๔๕ ใหอ้ ่านว่า ไตรปฎิ กฉบับบาลสี ยามรฐั เล่ม ๑๔ หนา้ ๑๗๑ ขอ้ ท่ี ๒๔๕



คำ�น�ำ ในครง้ั พทุ ธกาล มภี กิ ษอุ ธบิ ายเกย่ี วกบั วญิ ญาณวา่ วญิ ญาณ คอื สภาพทร่ี บั รอู้ ารมณต์ า่ งๆ ได้ สอ่ื สารพดู คยุ ได้ เปน็ ผรู้ บั ผลของกรรมดกี รรมชว่ั เปน็ ผทู้ แ่ี ลน่ ไป ทอ่ งเทย่ี วไป พระพุทธเจ้าทรงเรียกภิกษุรูปนั้นมาสอบทันที เม่อื ได้ความตรงกันกับท่ถี ูกโจทก์แล้ว ทรงต�ำ หนิโดยการ เรยี กภิกษุรปู นี้ว่า “โมฆะบุรษุ ” ซ่งึ แปลตามความหมายวา่ บุคคลอันเปล่า ไร้ประโยชน์ เป็นโมฆะ มีไว้ก็เท่ากับไม่มี จากนนั้ ทรงพยากรณ์วา่ การพดู ผดิ ไปจากค�ำ ของตถาคต เช่นนี้ จะทำ�ให้ประสพบาปมิใช่บุญเป็นอนั มาก คงไมใ่ ชเ่ รื่องยากเกนิ ไปนกั ท่จี ะท�ำ ความเข้าใจว่า วญิ ญาณ โดยนยั ของขันธ์ห้าน้ัน ไม่ใชต่ วั สัตว์ ไม่ใชบ่ ุคคล เปน็ แต่เพยี งสงิ่ ทมี่ กี รยิ ารไู้ ด้ และเปน็ ปฏจิ จสมปุ ปนั ธรรม คืออาศัยเหตุปัจจัยในการเกิดขึ้นมีอยู่ ส่วนสัตว์ บุคคลผู้ ท�ำ กรรม รบั กรรมนนั้ คอื ขนั ธห์ า้ อนั ประกอบดว้ ยอปุ าทาน ปรงุ แต่งเสรจ็ ไปแลว้ วา่ เป็นนี้ๆ  เปน็ นัน้ ๆ คำ�ถามก็คือ บุคคลประเภทไหนท่ีสนใจกรรม วบิ ากกรรมในขนั ธห์ า้ (อนั ไมใ่ ชข่ องเรา ไมใ่ ชเ่ ปน็ เรา ไมใ่ ชต่ วั ตน ของเรา) น้ี

คำ�ตอบก็คือ บุคคลที่ยังมีความเห็นในวิญญาณ ว่าคือผู้รับรู้ ผู้กระทำ� ผู้รับผลของกรรม คือผู้ท่องเท่ียว เวียนว่ายไป โดยนัยลักษณะเดียวกับภิกษุรูปน้ัน ในคร้ัง พุทธกาล ค�ำ ถามอาจมขี น้ึ อกี วา่ จะมบี า้ งไหมบางคน ทไ่ี มส่ นใจ ไมแ่ ยแส ไมอ่ ยากรู้ ในเรอื่ งของกรรม และวบิ ากของกรรม ในแงม่ มุ ตา่ งๆ ภายใตค้ วามเหน็ วา่ ใชต่ วั ตนในอปุ าทานขนั ธ์ ไมส่ นใจ การทม่ี ที เ่ี ปน็ แลว้ น้ี วา่ เกดิ จากกรรมนๆ้ี ในภพโนน้ ๆ ไมแ่ ยแส แกก้ รรมในภพโนน้ ๆ ทส่ี ง่ ผลอยนู่ ้ี ดว้ ยกรรมนน้ั ๆ ไมอ่ ยากรู้ วา่ ท�ำ กรรมแบบนน้ั ๆ แลว้ จะไดร้ บั ผลแบบไหนๆ ค�ำ ตอบพงึ มวี า่ ผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐิ (ทฏิ ฐสิ มั ปนั นะ) มอี ยคู่ อื เขา้ สแู่ ลว้ ในสมั มตั ตนยิ าม เขา้ สแู่ ลว้ ในระบบทถ่ี กู ตอ้ ง เปน็ ผ้ถู งึ แลว้ ซ่งึ กระแส (โสตะ) คอื ทางอนั เปน็ อริยะ ฐานะทเ่ี ปน็ ไปไมไ่ ด้ ของผถู้ งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐิ นน่ั คอื ยึดม่ันความตามเห็นขันธ์ในส่วนอดีต (ปุพพันตานุทิฏฐิ) และยดึ มนั่ ความตามเหน็ ขนั ธส์ ว่ นอนาคต (อปรนั ตานทุ ฏิ ฐ)ิ พระพทุ ธเจา้ ทรงยนื ยนั วา่ ผทู้ ถ่ี งึ พรอ้ มดว้ ยทฏิ ฐแิ ลว้ น้ี จะมี ความรู้เข้าใจอันพิเศษเฉพาะ ซึ่งหาไม่ได้ในปุถุชนท่ัวไป ทกุ ข์ จะคอ่ ยๆ ดบั ไป ในทกุ ๆ กา้ วบนหนทาง และเปน็ ผทู้ ่ี จะไม่ตกต�่ำ เปน็ ธรรมดา มสี มั โพธิเป็นเบื้องหนา้ ท่ีสดุ

สงั คมพทุ ธในวนั น้ี แมจ้ ะยงั มคี วามเจรญิ ในระบบ ธรรมวนิ ัยอยกู่ ต็ าม แตก่ ป็ ฏิเสธไม่ไดว้ ่ายงั มบี คุ คลในขา่ ย “โมฆะบุรษุ ” ดังคร้ังพทุ ธกาลนั้น โมฆะบุรุษนี้ คือผู้ท่ีขับเคลื่อนการกระทำ�ต่างๆ ทอ่ี อกนอกแนวทางของอรยิ มรรคมอี งค์ ๘ ไปเรอ่ื ยๆ และ น�ำ พาโลกไป ดว้ ยระบบคดิ ทป่ี รารภขนั ธห์ า้ โดยความเปน็ ตน ทั้งหมดน้ีทำ�ขน้ึ ภายใต้การอา้ งถึงค�ำ สอนของพระพทุ ธเจา้ เราอาจเคยได้ยิน การอ้างถึงพระธรรมค�ำ สอนใน สว่ นของศลี ธรรม ซง่ึ เปน็ เรอ่ื งของขอ้ ปฏบิ ตั ทิ ไ่ี มเ่ บยี ดเบยี น อนั น�ำ มาซง่ึ วบิ ากอนั ดตี อ่ ตนเอง และหมสู่ ตั วท์ ง้ั หลายโดยรวม อกี ทงั้ ยงั เปน็ เหตใุ หไ้ ดบ้ งั เกดิ ในภพทเ่ี ตม็ ไปดว้ ยสขุ เวทนา ธรรมะ ในแงม่ มุ ระดบั ศลี ธรรมน้ี ไดถ้ กู เขา้ ใจไปวา่ เปน็ เพยี ง เครอ่ื งมอื ใหไ้ ดม้ าซง่ึ ความสขุ มปี ระมาณตา่ งๆ อนั เปน็ ผลจาก การกระท�ำ ทด่ี นี นั้   และเพื่อให้มีภพต่อๆ ไปทีด่ ีเท่านนั้ ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ต่อระบบศีลธรรมน้ี เกดิ จากการไมร่ แู้ จง้ แทงตลอดดว้ ยดดี ว้ ยทฏิ ฐิ ในพทุ ธวจน เรอ่ื งทาน ศลี สวรรค์ เปน็ เพยี งสว่ นหนง่ึ ในอนปุ พุ พกิ ถา ๕ ซง่ึ พระพทุ ธองคท์ รงใชแ้ สดงตอ่ ฆราวาส ผทู้ ย่ี งั มจี ติ จมอยใู่ น ความสขุ แบบโลกๆ ยังไมพ่ ร้อมท่ีจะเข้าถึงอริยสจั ไดท้ ันที ทานกถา คอื การให้ การสละ, สลี กถา คอื ระบบศลี ธรรม,

สคั คกถา คอื สขุ แบบสวรรค,์ กามาทนี วกถา คอื โทษแหง่ กาม และ เนกขมั มานสิ งั สกถา คอื อานสิ งสแ์ หง่ การออกจากกาม เมอ่ื ผฟู้ งั มจี ติ ออ่ นโยน ปลอดนวิ รณ์ นมุ่ เบาควรแกก่ ารแลว้ จงึ ทรงแสดงอรยิ สจั ส่ี อนั เปน็ จดุ ประสงคห์ ลกั เพยี งอนั เดยี ว ของการเทศนาแต่ละครง้ั ส่ิงท่ีเกิดข้ึนทุกวันน้ี คือ การตัดทอนคำ�สอน โดยแยกเนน้ เวียนวนอยู่ เฉพาะเรอื่ งของทาน ศลี สวรรค์ ยิง่ ไปกว่านน้ั หากบวกเข้าไปดว้ ยกับบุคคลท่ยี ังไม่พน้ การ ด�ำ รงชพี ดว้ ยมจิ ฉาอาชวี ะแบบของสมณะ คอื เลยี้ งชพี ดว้ ย การทำ�นาย การดูหมอ ดฤู กษ์ และอื่นๆ ทง้ั หลายท้งั ปวง ทร่ี วมเรยี กวา่ ตริ จั ฉานวชิ า ทง้ั หมดนจ้ี งึ เปน็ เสมอื นขบวนการ ทผี่ นั แปรธรรมวินยั ให้กลายเป็นลทั ธใิ หมอ่ ะไรสกั อย่างท่ี ไมใ่ ชพ่ ทุ ธ แตอ่ า้ งความเปน็ พทุ ธ แลว้ น�ำ พาผคู้ นทห่ี ลงทาง อยแู่ ล้ว ใหย้ ่ิงผูกตดิ พนั เกยี่ วอยูแ่ ตใ่ นภพ หนงั สอื พทุ ธวจน ฉบบั แกก้ รรม โดยพระตถาคต น้ี คอื การรวมหลกั ธรรมทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงตรสั ไวเ้ กย่ี วกบั กรรม โดยผศู้ กึ ษาจะสงั เกตเหน็ ไดท้ นั ทคี อื ความรใู้ นเรอ่ื งกรรม วา่ กรรม เปน็ สง่ิ ทบ่ี คุ คลพงึ ทราบทง้ั หมด ๖ แงม่ มุ ดว้ ยกนั เทา่ นน้ั เป็นการรู้ที่จะนำ�ไปสู่การหลุดพ้นจากระบบแห่งกรรมท่ี หม่สู ตั วต์ ิดข้องอยู่มานานนบั น้ี

อรยิ มรรคมอี งค์๘คอื หนทางใหถ้ งึ ความดบั แหง่ กรรม โดยตวั ของอรยิ มรรคเอง มแี ลว้ ซง่ึ การสรา้ งวบิ ากอนั เปน็ เลศิ มพี รอ้ มแลว้ ซง่ึ อานสิ งสค์ อื การน�ำ ไปสกู่ ารสลดั คนื อปุ าทานขนั ธ์ นน่ั คอื การกระท�ำ กรรม เพอ่ื ใหร้ ะบบกรรมทง้ั หมดทง้ั ปวงนน้ั กลายเป็นโมฆะโดยสน้ิ เชงิ คณะผู้จัดพมิ พห์ นงั สือเลม่ นี้ ขอนอบนอ้ มสกั การะ ตอ่ ตถาคต ผอู้ รหันตสมั มาสมั พุทธะ และ ภกิ ษสุ าวกในธรรมวินยั นี้ ตั้งแตค่ รัง้ พทุ ธกาล จนถงึ ยคุ ปัจจุบัน ทีม่ ีส่วนเกี่ยวข้องในการสบื ทอดพุทธวจน คือ ธรรม และวนิ ัย ทีท่ รงประกาศไว้ บรสิ ุทธิ์บริบูรณด์ ีแล้ว คณะศิษย์พระตถาคต

สารบัญ สิ่งทีต่ อ้ งรูเ้ ก่ยี วกับ “กรรม” ๑ ๑. รายละเอยี ดทบี่ ุคคลควรทราบ ๒ เกีย่ วกับเรอ่ื งกรรม ๒. ว่าด้วยเหตุเกิดของกรรม ๓ อยา่ ง ๖ ๓. วา่ ดว้ ยเหตเุ กดิ แหง่ กรรม ๓ อยา่ ง (อกี นยั ยะ) ๙ ๔. สิ่งทไ่ี ม่ควรคิด ๑๓ ประเภทของกรรม ๑๕ ๕. แบ่งตามการกระท�ำ และผลทไ่ี ดร้ บั ๑๖ ๖. อะไรคือกรรมเกา่ และกรรมใหม ่ ๒๑ ๗. กายนี้ เปน็ “กรรมเกา่ ” ๒๔ ๘. การท�ำ กรรมทางใดมีโทษมากที่สุด ๒๖ หลกั การพจิ ารณาวา่ กรรมชนดิ นน้ั ควรท�ำ หรอื ไม ่ ๓๑ ๙. เม่ือจะกระท�ำ ๓๒ ๑๐. เมอื่ กระทำ�อยู่ ๓๓ ๑๑. เม่ือกระท�ำ แลว้ ๓๔

ข้อควรทราบเพ่ือปอ้ งกนั ความเขา้ ใจผดิ ๓๗ เกยี่ วกบั เรอ่ื งกรรม ๑๒. การพยากรณบ์ ุคคลอนื่ ทำ�ได้หรือไม ่ ๓๘ ๑๓. ทุกขเ์ กิดเพราะมเี หตุปัจจัย ๓๙ ๑๔. ทาง ๒ สายที่ไม่ควรเดนิ ๔๑ ๑๕. บาปกรรมเกา่ ๔๓ ไมอ่ าจส้นิ ได้ด้วยการทรมานตนเอง ๑๖. สุข-ทุกข์ ทีไ่ ดร้ ับ ไม่ใชผ่ ลของกรรมเกา่ อยา่ งเดียว ๔๗ ลทั ธคิ วามเช่อื ผิดๆ เกยี่ วกบั กรรม ๓ แบบ ๕๙ ๑๗. ลัทธิท่เี ช่อื วา่ สขุ และทกุ ข์ ๖๐ เกดิ จากกรรมเก่าอยา่ งเดียว ๑๘. ลทั ธิท่ีเชื่อวา่ สุขและทุกข ์ ๖๓ เกิดจากเทพเจ้าบันดาลให้ ๑๙. ลทั ธทิ เี่ ช่อื วา่ สุขและทกุ ข์เกิดขนึ้ เองลอยๆ ๖๕ ไมม่ ีอะไรเป็นเหตุ เปน็ ปจั จยั ๒๐. เชื่อว่า “กรรม” ไม่มี อันตรายอยา่ งยิง่ ๖๗

ผลของกรรม แบ่งโดยระยะเวลาการใหผ้ ล ๖๙ ๒๑. ระยะเวลาการใหผ้ ลของกรรม ๗๐ ผลของกรรม แบง่ โดยผลทไี่ ด้รบั ๗๑ ๒๒. ผูฉ้ ลาดในเรอ่ื งวิบากแห่งกรรม ๗๒ ๒๓. เหตุใหไ้ ด้ความเปน็ ผมู้ รี ปู งาม ๗๔ มที รัพยม์ าก และสงู ศกั ด ์ิ ๒๔. ผลของการใหท้ านแบบต่างๆ ๗๕ ๒๕. กรรมทที่ �ำ ใหไ้ ด้รับผลเปน็ ความไม่ตกต�ำ่ ๗๗ ๒๖. เหตุที่ท�ำ ให้มนษุ ยเ์ กิดมาแตกต่างกัน ๗๙ ๒๗. บรุ พกรรมของการไดล้ กั ษณะ “มหาบรุ ษุ ” ๙๓ ๒๘. ท�ำ ไมคนทีท่ ำ�บาปกรรมอย่างเดียวกัน ๑๐๕ แต่รบั วบิ ากกรรมต่างกัน ๒๙. อานิสงส์ของการรกั ษาศลี ๑๑๑ ๓๐. สุคตขิ องผูม้ ศี ลี ๑๑๕ ๓๑. วิบากของผทู้ ศุ ีล ๑๑๗ ๓๒. ทคุ ตขิ องผทู้ ุศลี ๑๒๐ ๓๓. ท�ำ ชั่วไดช้ ั่ว ๑๒๒ ๓๔. บุคคล ๔ จำ�พวก ๑๒๔

กรรมทที่ ำ�ให้ส้นิ กรรม ๑๒๙ ๓๕. ข้อปฏิบัตใิ ห้ถึงความส้ินกรรม ๑๓๐ -รายละเอียดของสัมมากมั มันตะ ๑๓๕ -สมั มากัมมันตะโดยปรยิ ายสองอยา่ ง ๑๓๗ -อาชพี ทีไ่ มค่ วรกระทำ� ๑๓๙ ๓๖. “สิ้นตณั หา ก็ สิ้นกรรม” ๑๔๐ ๓๗. การกระท�ำ กรรมทเ่ี ปน็ ไปเพอ่ื การสน้ิ กรรม ๑๔๒ ๓๘. จะเกดิ ในตระกลู ใดก็สิน้ กรรมได ้ ๑๔๕ เรอ่ื งเกย่ี วกบั “กรรม” ในเชงิ ปฏจิ จสมปุ บาท ๑๕๑ (การทที่ กุ ขเ์ กดิ ขึน้ เพราะอาศัยปัจจัยต่อเน่อื งกันมา) ๓๙. เหตเุ กิดของทกุ ข์ ๑๕๒ ๔๐. ความหมายทแี่ ทจ้ ริงของคำ�ว่า “สตั ว์” ๑๕๔ ๔๑. ความไม่มีสตั ว์ บุคคล ตวั ตน เรา เขา ๑๕๕ ๔๒. เหตุเกดิ ของภพ ๑๕๙ ๔๓. เคร่อื งนำ�ไปสู่ภพ ๑๖๑ ๔๔. ปฏจิ จสมปุ บาท ๑๖๒ ในฐานะเปน็ กฎสงู สดุ ของธรรมชาติ



ส่งิ ท่ตี ้องร้เู กีย่ วกับ “กรรม”

2​ พุทธวจน ๑ รายละเอียดทีบ่ ุคคลควรทราบ เกี่ยวกับเรอ่ื งกรรม ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! กรรม เป็นส่ิงท่บี คุ คลควรทราบ, นิทานสัมภวะแหง่ กรรม เปน็ สงิ่ ท่บี คุ คลควรทราบ, เวมัตตตาแห่งกรรม เปน็ ส่งิ ทบ่ี คุ คลควรทราบ, วิบากแห่งกรรม เป็นสง่ิ ทบี่ คุ คลควรทราบ, กัมมนิโรธ เปน็ ส่ิงทบี่ ุคคลควรทราบ, กมั มนิโรธคามินปี ฏิปทา เปน็ สง่ิ ทบ่ี คุ คลควรทราบ .... คำ�ท่ีเรากล่าวแล้วดังนนี้ น้ั เราอาศัยอะไรกลา่ วเล่า ? ภิกษทุ ั้งหลาย ! เรากลา่ วซง่ึ เจตนาวา่ เปน็ กรรม เพราะว่าบุคคล เจตนาแลว้ ยอ่ มกระท�ำ ซง่ึ กรรมดว้ ยกาย ดว้ ยวาจา ดว้ ยใจ.

ฉบับ ๕ แก้กรรม ? ​3 ภิกษทุ ัง้ หลาย ! นิทานสัมภวะ (เหตเุ ป็นแดนเกดิ พร้อม) แห่งกรรมท้งั หลาย เปน็ อย่างไรเล่า ? ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! นทิ านสมั ภวะแหง่ กรรมทง้ั หลาย คอื ผสั สะ. ภิกษุทง้ั หลาย ! เวมตั ตตา (ความมปี ระมาณตา่ งๆ) แหง่ กรรมทงั้ หลาย เป็นอย่างไรเลา่  ? ภกิ ษุทง้ั หลาย ! กรรมทที่ �ำ สตั วใ์ หเ้ สวยเวทนา ในนรก มีอยู่, กรรมท่ีทำ�สัตว์ให้เสวยเวทนาในกำ�เนิด เดรจั ฉาน มอี ย,ู่ กรรมทท่ี �ำ สตั วใ์ หเ้ สวยเวทนาในเปรตวสิ ยั มีอยู่, กรรมท่ีทำ�สัตว์ให้เสวยเวทนาในมนุษย์โลก มีอยู่, กรรมทท่ี �ำ สตั วใ์ หเ้ สวยเวทนาในเทวโลก มอี ย.ู่ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! นี้เรากลา่ ววา่ เวมตั ตตาแหง่ กรรมทัง้ หลาย. ภกิ ษุท้ังหลาย ! วิบาก (ผลแหง่ การกระทำ�) แห่ง กรรมทง้ั หลาย เปน็ อย่างไรเล่า ? ภิกษทุ ัง้ หลาย ! เรากลา่ ววบิ ากแหง่ กรรมทง้ั หลาย ว่ามีอยู่ ๓ อย่าง คือ วิบากในทิฏฐธรรม (คือทันควัน) หรอื วา่ วบิ ากในอปุ ปชั ชะ (คอื ในเวลาตอ่ มา) หรอื วา่ วบิ าก ในอปรปริยายะ (คือในเวลาต่อมาอีก). ภิกษุท้ังหลาย ! นีเ้ รากล่าวว่า วบิ ากแหง่ กรรมทง้ั หลาย.

4​ พุทธวจน ภิกษทุ ั้งหลาย ! กัมมนิโรธ (ความดับไม่เหลือ แห่งกรรม) เป็นอย่างไรเล่า ? ภกิ ษทุ ัง้ หลาย ! ความดับแห่งกรรมท้ังหลาย ย่อมมีเพราะความดับแหง่ ผสั สะ. ภกิ ษุทงั้ หลาย ! กั ม ม นิ โ ร ธ ค า มิ นี ป ฏิ ป ท า (ขอ้ ปฏบิ ตั ใิ หถ้ งึ ความดบั ไมเ่ หลอื แหง่ กรรม) เปน็ อยา่ งไรเลา่  ? ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! อรยิ อฏั ฐงั คกิ มรรค (อรยิ มรรค มีองค์แปด)  น้ีนั่นเอง  คือ  กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา; ไดแ้ กส่ ง่ิ เหลา่ นีค้ อื :- สัมมาทิฏฐิ  (ความเห็นชอบ)  สมั มาสงั กปั ปะ  (ความด�ำ รชิ อบ) สมั มาวาจา  (การพดู จาชอบ)  สมั มากัมมนั ตะ  (การท�ำ การงานชอบ)  สมั มาอาชีวะ  (การเลยี้ งชีวิตชอบ) สมั มาวายามะ  (ความพากเพยี รชอบ)  สมั มาสต ิ (ความระลกึ ชอบ)  สมั มาสมาธ ิ (ความตง้ั ใจมน่ั ชอบ).

ฉบับ ๕ แก้กรรม ? ​5 ภิกษุทั้งหลาย ! เมือ่ ใดอรยิ สาวก ย่อมรู้ชดั ซง่ึ กรรม อย่างนี้, รูช้ ดั ซ่งึ นทิ านสมั ภวะแห่งกรรม อย่างนี,้ รู้ชดั ซึ่ง เวมตั ตตาแห่งกรรม อยา่ งนี้, รู้ชดั ซง่ึ วิบากแหง่ กรรม อยา่ งน้,ี รู้ชัดซึ่ง กัมมนโิ รธ อย่างนี้, รชู้ ัดซงึ่ กัมมนโิ รธคามินปี ฏิปทา อย่างน;ี้ อริยสาวกนั้น ย่อมรู้ชัดซ่ึงพรหมจรรย์นี้ว่า เป็นเคร่ืองเจาะแทงกเิ ลส เปน็ ที่ดับไมเ่ หลือแห่งกรรม. ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! ขอ้ ทเ่ี รากลา่ วแล้วว่า “กรรม  เปน็ สิง่ ทีบ่ คุ คลควรทราบ,  นทิ านสมั ภวะแหง่ กรรม  เปน็ สง่ิ ทบ่ี คุ คลควรทราบ,  เวมตั ตตาแห่งกรรม  เปน็ สิ่งท่บี ุคคลควรทราบ,  วบิ ากแหง่ กรรม  เปน็ สิ่งท่บี ุคคลควรทราบ,  กมั มนิโรธ  เป็นส่งิ ท่ีบุคคลควรทราบ, กมั มนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทา  เปน็ สง่ิ ทบ่ี คุ คลควรทราบ” ดงั นีน้ ั้น  เราอาศยั ความข้อน้ีกล่าวแลว้ . ฉกฺก. อ.ํ ๒๒/๔๕๘,๔๖๓-๔๖๔/๓๓๔.

6​ พุทธวจน ๒ วา่ ดว้ ยเหตุเกดิ ของกรรม ๓ อย่าง ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! เหตทุ ง้ั หลาย ๓ ประการเหลา่ นี้ มีอย ู่ เพอื่ ความเกิดข้นึ แหง่ กรรมทงั้ หลาย. ๓ ประการเหล่าไหนเลา่  ? ๓ ประการ คอื :- โลภะ (ความโลภ) เป็นเหตุเพื่อความเกิดขึ้น แห่งกรรมทัง้ หลาย, โทสะ (ความคดิ ประทษุ รา้ ย) เปน็ เหตเุ พอ่ื ความเกดิ ขน้ึ แหง่ กรรมทัง้ หลาย, โมหะ (ความหลง) เป็นเหตุเพ่ือความเกิดขึ้น แห่งกรรมทงั้ หลาย. ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! เปรยี บเหมอื นเมลด็ พชื ทง้ั หลาย ท่ีไม่แตกหัก  ท่ีไม่เน่า  ท่ีไม่ถูกทำ�ลายด้วยลมและแดด เลือกเอาแต่เม็ดดี  เก็บงำ�ไว้ดี  อันบุคคลหว่านไปแล้ว ในพ้ืนท่ีซ่ึงมีปริกรรมอันกระทำ�ดีแล้วในเนื้อนาดี.  อน่ึง สายฝนกต็ กต้องตามฤดูกาล.

ฉบับ ๕ แก้กรรม ? ​7 ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! เมล็ดพืชทั้งหลายเหล่านั้น จะพงึ ถงึ ซง่ึ ความเจรญิ งอกงาม ไพบลู ยโ์ ดยแนน่ อน, ฉนั ใด; ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนก้ี ็ฉันนั้น คือ กรรมอนั บคุ คลกระท�ำ แลว้ ดว้ ยโลภะ เกดิ จากโลภะ มโี ลภะเปน็ เหต ุ มโี ลภะเปน็ สมทุ ยั   อนั ใด;  กรรมอนั นนั้   ย่อมให้ผลในขันธ์ท้งั หลาย  อันเป็นท่บี ังเกิดแก่อัตตภาพ ของบคุ คลนน้ั .  กรรมน้ันให้ผลในอัตตภาพใด  เขาย่อม เสวยวิบากแห่งกรรมนั้นในอัตตภาพนั้นเอง  ไม่ว่าจะ เป็นไปอย่างในทิฏฐธรรม  (คือทันควัน)  หรือว่า  เป็นไป อยา่ งในอปุ ปัชชะ (คอื ในเวลาตอ่ มา)  หรือว่า  เปน็ ไปอย่าง ในอปรปริยายะ  (คอื ในเวลาตอ่ มาอีก)  ก็ตาม. กรรมอนั บคุ คลกระท�ำ แลว้ ดว้ ยโทสะ  เกดิ จากโทสะ มีโทสะเป็นเหตุ  มีโทสะเป็นสมุทัย  อันใด;  กรรมอันนั้น ย่อมให้ผลในขันธ์ท้ังหลาย  อันเป็นที่บังเกิดแก่อัตตภาพ ของบุคคลนัน้ .  กรรมนนั้ ใหผ้ ลในอัตตภาพใด  เขาย่อม เสวยวิบากแห่งกรรมน้ันในอัตตภาพนั้นเอง  ไม่ว่าจะ เปน็ ไปอยา่ งในทฏิ ฐธรรม  หรอื วา่   เปน็ ไปอยา่ งในอปุ ปชั ชะ หรือว่า  เปน็ ไปอย่างในอปรปรยิ ายะ  ก็ตาม.

8​ พุทธวจน กรรมอนั บคุ คลกระท�ำ แลว้ ดว้ ยโมหะ  เกดิ จากโมหะ มโี มหะเปน็ เหต ุ มโี มหะเปน็ สมทุ ยั   อนั ใด;  กรรมอนั นน้ั ย่อมให้ผลในขันธ์ทั้งหลาย  อันเป็นท่ีบังเกิดแก่อัตตภาพ ของบุคคลน้นั .  กรรมน้ันใหผ้ ลในอัตตภาพใด  เขายอ่ ม เสวยวิบากแห่งกรรมน้ันในอัตตภาพน้ันเอง  ไม่ว่าจะ เปน็ ไปอยา่ งในทฏิ ฐธรรม  หรอื วา่   เปน็ ไปอยา่ งในอปุ ปชั ชะ  หรอื ว่า  เป็นไปอยา่ งในอปรปริยายะ  ก็ตาม. ภกิ ษุทั้งหลาย ! เหตุท้ังหลาย ๓ ประการ เหล่านี้แล เป็นไปเพอื่ ความเกิดขึน้ แห่งกรรมทง้ั หลาย. ติก. อํ. ๒๐/๑๗๑/๔๗๓.

ฉบับ ๕ แก้กรรม ? ​9 ๓ ว่าด้วยเหตุเกดิ ของกรรม ๓ อยา่ ง (อกี นัยยะ) ภิกษทุ งั้ หลาย ! เหตุ ๓ ประการนี้ เป็นไป เพื่อความเกิดขึ้นพร้อมมลู แห่งกรรม. เหตุ ๓ ประการ คืออะไรบา้ งเล่า ? คอื ความพอใจ เกดิ เพราะปรารภธรรมทง้ั หลาย อนั เปน็ ฐานแหง่ ฉนั ทราคะ (ความรกั ใคร่ พอใจ) ทเ่ี ปน็ อดตี ๑, ความพอใจ เกิด เพราะปรารภธรรมท้ังหลาย อนั เปน็ ฐานแหง่ ฉันทราคะท่เี ปน็ อนาคต ๑, ความพอใจ เกิด เพราะปรารภธรรมท้ังหลาย อันเป็นฐานแหง่ ฉันทราคะที่เป็นปัจจุบัน ๑. ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย อนั เป็นฐานแหง่ ฉันทราคะทเ่ี ป็นอดีต  เปน็ อยา่ งไรเลา่  ? คือบุคคลตรึกตรองไปถึงธรรมอันเป็นฐานแห่ง ฉนั ทราคะทล่ี ว่ งไปแลว้ เมอ่ื ตรกึ ตรองตามไป ความพอใจ ก็เกิดข้ึน ผู้เกิดความพอใจแล้ว ก็ชื่อว่าถูกธรรมเหล่าน้ัน ผกู ไวแ้ ลว้ เรากลา่ วความตดิ ใจนน้ั วา่ เปน็ สงั โยชน์ (เครอ่ื งผกู )

1​ 0 พุทธวจน ความพอใจเกดิ เพราะปรารภธรรมทง้ั หลาย อนั เปน็ ฐาน แห่งฉันทราคะท่เี ปน็ อดีต เปน็ อย่างนแี้ ล. ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรมท้ังหลาย อนั เปน็ ฐานแหง่ ฉนั ทราคะทเ่ี ปน็ อนาคต เปน็ อยา่ งไรเลา่  ? คือบุคคลตรึกตรองไปถึงธรรม อันเป็นฐานแห่ง ฉนั ทราคะทย่ี งั ไมม่ าถงึ เมอ่ื ตรกึ ตรองตามไป ความพอใจ ก็เกิดข้ึน ผู้เกิดความพอใจแล้ว ก็ชื่อว่าถูกธรรมเหล่านั้น ผูกไว้แล้ว เรากล่าวความติดใจนั้น ว่าเป็นสังโยชน์ ความพอใจเกดิ เพราะปรารภธรรมทง้ั หลาย อนั เปน็ ฐาน แหง่ ฉันทราคะทีเ่ ป็นอนาคต เปน็ อย่างนแ้ี ล. ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรมท้ังหลาย อนั เปน็ ฐานแหง่ ฉนั ทราคะทเ่ี ปน็ ปจั จบุ นั เปน็ อยา่ งไรเลา่  ? คือบุคคลตรึกตรองถึงธรรม อันเป็นฐานแห่ง ฉันทราคะท่ีเกิดข้ึนจำ�เพาะหน้า เม่ือตรึกตรองตามไป ความพอใจก็เกิดข้ึน ผู้เกิดความพอใจแล้ว ก็ช่ือว่าถูก ธรรมเหล่าน้ันผูกไว้แล้ว เรากล่าวความติดใจนั้น ว่าเป็น สังโยชน์ ความพอใจเกิดเพราะปรารภธรรมท้ังหลาย อนั เปน็ ฐานแหง่ ฉนั ทราคะทเี่ ปน็ ปจั จบุ นั เปน็ อยา่ งนแ้ี ล.

ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1​ 1 ภิกษุทง้ั หลาย ! เหตุ ๓ ประการเหล่าน้ีแล เปน็ ไปเพอ่ื ความเกดิ ข้ึนพรอ้ มมูลแหง่ กรรม. ภิกษุทัง้ หลาย ! (อกี อยา่ งหนง่ึ ) เหตุ ๓ ประการน้ี เปน็ ไปเพอ่ื ความเกดิ ขน้ึ พร้อมมูลแห่งกรรม. เหตุ ๓ ประการ คอื อะไรบ้างเล่า ? คอื ความพอใจ ไมเ่ กดิ เพราะปรารภธรรมทงั้ หลาย อนั เป็นฐานแห่งฉันทราคะทเ่ี ป็นอดตี ๑, ความพอใจ ไม่เกิด เพราะปรารภธรรมท้ังหลาย อันเปน็ ฐานแหง่ ฉันทราคะทเ่ี ป็นอนาคต ๑, ความพอใจ ไม่เกิด เพราะปรารภธรรมทั้งหลาย อนั เปน็ ฐานแหง่ ฉันทราคะท่ีเปน็ ปัจจุบัน ๑. ความพอใจไม่เกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลาย อนั เปน็ ฐานแห่งฉันทราคะทเ่ี ป็นอดตี   เป็นอย่างไร ? คือบุคคลรู้ชัดซ่ึงวิบากอันยืดยาวของธรรม อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะท่ีล่วงไปแล้ว คร้ันรู้ชัดซ่ึง วบิ ากอนั ยดื ยาวแลว้ กลับใจเสยี จากเรอื่ งน้ัน ครนั้ กลบั ใจ ได้แล้ว คลายใจออก ก็เห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา ความพอใจไมเ่ กดิ เพราะปรารภธรรมทง้ั หลาย อนั เปน็ ฐาน แห่งฉันทราคะทีเ่ ปน็ อดตี เป็นอยา่ งนี้แล.

1​ 2 พุทธวจน ความพอใจไม่เกิดเพราะปรารภธรรมท้ังหลาย อนั เปน็ ฐานแหง่ ฉนั ทราคะทเ่ี ปน็ อนาคต  เปน็ อยา่ งไรเลา่  ? คือบุคคลรู้ชัดซ่ึงวิบากอันยืดยาวของธรรม อันเป็นฐานแห่งฉันทราคะที่ยังไม่มาถึง  ครั้นรู้ชัดซ่ึง วบิ ากอนั ยดื ยาวแลว้   กลบั ใจเสยี จากเรอ่ื งนน้ั   ครน้ั กลบั ใจ ได้แล้ว  คลายใจออก  ก็เห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา ความพอใจไมเ่ กดิ เพราะปรารภธรรมทง้ั หลาย  อนั เปน็ ฐานแห่งฉนั ทราคะท่เี ป็นอนาคต  เป็นอยา่ งนแ้ี ล. ความพอใจไม่เกิดเพราะปรารภธรรมท้ังหลาย อนั เปน็ ฐานแหง่ ฉนั ทราคะทเ่ี ปน็ ปจั จบุ นั   เปน็ อยา่ งไรเลา่  ? คือบุคคลรู้ชัดซึ่งวิบากอันยืดยาวของธรรม อนั เปน็ ฐานแหง่ ฉนั ทราคะทเ่ี กดิ ขน้ึ จ�ำ เพาะหนา้ ครน้ั รู้ชัด ซึ่งวิบากอันยืดยาวแล้ว  กลับใจเสียจากเรื่องนั้น  ครั้น กลับใจได้แล้ว คลายใจออก ก็เห็นแจ้งแทงตลอดด้วย ปัญญา ความพอใจไม่เกิดเพราะปรารภธรรมท้ังหลาย อนั เปน็ ฐานแหง่ ฉนั ทราคะทเี่ ปน็ ปจั จบุ นั เปน็ อยา่ งนแี้ ล. ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! เหตุ ๓ ประการเหล่านี้แล เปน็ ไปเพือ่ ความเกิดข้นึ พร้อมมูลแห่งกรรม. ติก. อํ. ๒๐/๓๓๙/๕๕๒.

ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1​ 3 ๔ ส่ิงทไ่ี มค่ วรคดิ ภกิ ษทุ ้งั หลาย ! อจินไตย ๔ อย่างน้ีไม่ควรคิด ผทู้ ค่ี ดิ กจ็ ะพงึ มสี ว่ นแหง่ ความเปน็ บา้ ไดร้ บั ความล�ำ บากเปลา่ . อจินไตย ๔ คืออะไรบ้างเล่า ? คือ :- ๑. พุทธวสิ ยั แหง่ พระพุทธเจา้ ทัง้ หลาย เปน็ อจนิ ไตยไมค่ วรคดิ ผทู้ ค่ี ดิ กจ็ ะพงึ มสี ว่ นแหง่ ความเปน็ บ้า ได้รับความล�ำ บากเปลา่ . ๒. ฌานวิสยั แหง่ ผูไ้ ดฌ้ าน เป็นอจนิ ไตยไมค่ วรคดิ ผู้ท่คี ดิ ก็จะพงึ มีส่วนแห่ง ความเป็นบา้ ไดร้ ับความลำ�ปากเปลา่ . ๓. วบิ ากแห่งกรรม เปน็ อจินไตยไมค่ วรคดิ ผ้ทู คี่ ิด ก็จะพึงมีส่วนแหง่ ความเปน็ บ้า ไดร้ บั ความลำ�บากเปลา่ . ๔. โลกจินดา (ความคดิ ในเรือ่ งของโลก) เปน็ อจนิ ไตยไม่ควรคิด ผ้ทู ่ีคิด ก็จะพงึ มสี ว่ นแหง่ ความเปน็ บา้ ได้รับความลำ�บากเปล่า.

1​ 4 พุทธวจน ภิกษทุ งั้ หลาย ! นี้แล อจินไตย ๔ ไม่ควรคิด ผทู้ ค่ี ดิ ก็จะพึงมีสว่ น แห่งความเปน็ บา้ ได้รบั ความลำ�บากเปล่า. จตุกกฺ . อํ. ๒๑/๑๐๔/๗๗.

ประเภทของกรรม

1​ 6 พุทธวจน ๕ แบง่ ตามการกระท�ำ และผลทไ่ี ด้รบั ภิกษทุ ง้ั หลาย ! กรรม ๔ อย่างเหลา่ น้ี เรากระทำ�ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศใหร้ ู้ทวั่ กนั . กรรม ๔ อยา่ ง อย่างไรเล่า ? ภิกษุท้งั หลาย ! กรรมดำ� มวี ิบากดำ� ก็มีอยู.่ ภกิ ษุทั้งหลาย ! กรรมขาว มวี บิ ากขาว กม็ อี ย.ู่ ภิกษุทงั้ หลาย ! กรรมท้ังดำ�ท้ังขาว มีวิบาก ทง้ั ดำ�ทง้ั ขาว ก็มอี ยู่. ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! กรรมไม่ดำ�ไม่ขาว  มีวิบาก ไม่ด�ำ ไมข่ าว  เป็นไปเพือ่ ความสิน้ กรรม  กม็ อี ย.ู่ ภกิ ษุทั้งหลาย ! กรรมด�ำ มวี บิ ากด�ำ เปน็ อยา่ งไร เลา่  ? ภิกษทุ ้ังหลาย ! บคุ คลบางคนในกรณนี ้ี ยอ่ มท�ำ ความปรงุ แตง่ ทางกาย อนั เปน็ ไปกบั ดว้ ยความเบยี ดเบยี น, ย่อมทำ�ความปรุงแต่งทางวาจา อันเป็นไปกับด้วยความ เบียดเบียน, ย่อมทำ�ความปรุงแต่งทางใจ อันเป็นไปกับ

ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1​ 7 ด้วยความเบียดเบยี น. ครน้ั เขาทำ�ความปรุงแต่ง (ทงั้ สาม) ดงั นแ้ี ลว้ ยอ่ มเขา้ ถงึ โลก อนั เปน็ ไปกบั ดว้ ยความเบยี ดเบยี น; ผสั สะทง้ั หลายอนั เปน็ ไปกบั ดว้ ยความเบยี ดเบยี น ยอ่ มถกู ตอ้ ง เขาซ่ึงเป็นผู้เข้าถึงโลกอันเป็นไปด้วยความเบียดเบียน; เขาอนั ผสั สะทเ่ี ปน็ ไปกบั ดว้ ยความเบยี ดเบยี นถกู ตอ้ งแลว้ ยอ่ มเสวยเวทนาทเ่ี ปน็ ไปดว้ ยความเบยี ดเบยี น อนั เปน็ ทกุ ข์ โดยส่วนเดียว, ดังเช่นพวกสัตวน์ รก. ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กรรมดำ� มีวิบากดำ�. ภกิ ษุท้งั หลาย ! กรรมขาว มีวิบากขาว เป็น อยา่ งไรเลา่  ? ภกิ ษุท้ังหลาย ! บคุ คลบางคนในกรณนี ้ี ยอ่ มท�ำ ความปรงุ แตง่ ทางกาย อนั ไมเ่ ปน็ ไปกบั ดว้ ยความเบยี ดเบยี น, ย่อมทำ�ความปรุงแต่งทางวาจา อันไม่เป็นไปกับด้วย ความเบยี ดเบยี น, ยอ่ มท�ำ ความปรงุ แตง่ ทางใจ อนั ไมเ่ ปน็ ไป กบั ดว้ ยความเบยี ดเบยี น. ครน้ั เขาท�ำ ความปรงุ แตง่ (ทง้ั สาม) ดงั นแ้ี ลว้ ยอ่ มเขา้ ถงึ โลก อนั ไมเ่ ปน็ ไปกบั ดว้ ยความเบยี ดเบยี น; ผสั สะทง้ั หลายทไ่ี มเ่ ปน็ ไปกบั ดว้ ยความเบยี ดเบยี น ยอ่ ม ถกู ตอ้ งเขาผเู้ ขา้ ถงึ โลกอนั ไมเ่ ปน็ ไปกบั ดว้ ยความเบยี ดเบยี น;

1​ 8 พุทธวจน เขาอนั ผสั สะทไ่ี มเ่ ปน็ ไปกบั ดว้ ยความเบยี ดเบยี นถกู ตอ้ งแลว้ ย่อมเสวยเวทนาท่ีไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน อันเป็นสขุ โดยสว่ นเดยี ว, ดงั เชน่ พวกเทพสุภกณิ หา. ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! นี้เรียกว่า กรรมขาว มีวิบากขาว. ภิกษุทง้ั หลาย ! กรรมทั้งดำ�ท้ังขาว  มีวิบาก ทั้งด�ำ ทง้ั ขาว  เปน็ อย่างไรเลา่  ? ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! บคุ คลบางคนในกรณนี ้ี ยอ่ มท�ำ ความปรุงแต่งทางกาย  อันเป็นไปกับด้วยความ เบียดเบียนบ้าง  ไม่เป็นไปด้วยความเบียดเบียนบ้าง, ย่อมทำ�ความปรุงแต่งทางวาจา อันเป็นไปกับด้วยความ เบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง, ย่อมทำ�ความปรุงแต่งทางใจ อันเป็นไปกับด้วยความ เบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง. ครน้ั เขาท�ำ ความปรงุ แตง่ (ทง้ั สาม) ดงั นแ้ี ลว้ ยอ่ มเขา้ ถงึ โลก อันเป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง  ไม่เป็นไปด้วย ความเบียดเบียนบ้าง; ผัสสะท้ังหลายที่เป็นไปกับด้วย ความเบยี ดเบยี นบา้ ง  ไมเ่ ปน็ ไปดว้ ยความเบยี ดเบยี นบา้ ง

ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 1​ 9 ย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงโลกอันเป็นไปกับด้วยความ เบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง; เขาอนั ผสั สะทเ่ี ปน็ ไปกบั ดว้ ยความเบยี ดเบยี นบา้ ง ไมเ่ ปน็ ไป ด้วยความเบยี ดเบยี นบา้ งถกู ตอ้ งแล้ว ย่อมเสวยเวทนา ที่เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียนบ้าง ไม่เป็นไปด้วย ความเบียดเบียนบ้าง อันเป็นเวทนาท่ีเป็นสุขและทุกข์ เจอื กนั , ดงั เชน่ พวกมนษุ ย์ พวกเทพบางพวก พวกวนิ บิ าต บางพวก. ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! นเ้ี รยี กวา่ กรรมทง้ั ด�ำ ทง้ั ขาว มวี บิ ากทง้ั ด�ำ ทง้ั ขาว. ภกิ ษุท้งั หลาย ! กรรมไมด่ �ำ ไมข่ าว มวี บิ ากไมด่ �ำ ไม่ขาว เปน็ ไปเพอ่ื ความสิ้นกรรมนน้ั เป็นอยา่ งไรเล่า ? คอื   สมั มาทฏิ ฐ ิ (ความเหน็ ชอบ)  สมั มาสงั กปั ปะ  (ความดำ�ริชอบ) สัมมาวาจา  (การพูดจาชอบ)  สัมมากัมมันตะ  (การทำ�การงานชอบ)  สัมมาอาชีวะ  (การเล้ยี งชีวิตชอบ) สัมมาวายามะ  (ความพากเพียรชอบ)  สัมมาสติ (ความระลึกชอบ)  สมั มาสมาธ ิ (ความต้ังใจมน่ั ชอบ).

2​ 0 พุทธวจน ภิกษุท้ังหลาย ! นเ้ี รยี กวา่ กรรมไมด่ �ำ ไมข่ าว มวี บิ ากไมด่ �ำ ไมข่ าว เป็นไปเพื่อความส้ินกรรม. ภกิ ษทุ ้ังหลาย ! เหล่าน้ีแล กรรม ๔ อย่าง ทเ่ี ราท�ำ ใหแ้ จง้ ดว้ ยปญั ญาอนั ยง่ิ เองแลว้ ประกาศใหร้ ทู้ ว่ั กนั . จตกุ ฺก. อํ. ๒๑/๓๒๐-๓๒๑/๒๓๗. (ในสูตรนี้ ทรงแสดงกรรมไม่ดำ�ไม่ขาว เป็นที่สิ้นกรรมไว้ด้วย อริยมรรคมีองค์แปด; ในสูตรอื่นทรงแสดงไว้ด้วย โพชฌงค์เจ็ด ก็มี ๒๑/๓๒๒/๒๓๘., แสดงไว้ด้วยเจตนาเปน็ เคร่ืองละกรรมดำ�, กรรมขาว และ กรรมทั้งดำ�ทั้งขาว ก็มี ๒๑/๓๑๘/๒๓๔.).

ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 2​ 1 ๖ อะไรคอื กรรมเก่าและกรรมใหม่ ภกิ ษุทง้ั หลาย ! เราจักแสดงซ่ึงกรรมทั้งหลาย ทง้ั ใหมแ่ ละเกา่   (นวปรุ าณกมั ม)  กมั มนโิ รธ  และกมั มนโิ รธ- คามนิ ีปฏปิ ทา. .... ภกิ ษุทง้ั หลาย ! กรรมเกา่ (ปุราณกมั ม) เป็นอย่างไรเล่า ? ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ! จักษุ (ตา) .... โสตะ (หู) .... ฆานะ (จมกู ) .... ชวิ หา (ลน้ิ ) .... กายะ (กาย) .... มนะ (ใจ) อันเธอทั้งหลาย พึงเห็นว่าเป็นปุราณกัมม (กรรมเก่า) อภสิ งั ขตะ (อนั ปจั จยั ปรงุ แตง่ ขน้ึ ) อภสิ ญั เจตยติ ะ (อนั ปจั จยั ทำ�ใหเ้ กดิ ความรูส้ กึ ขึน้ ) เวทนยี ะ (มีความรสู้ ึกต่ออารมณ์ได้). ภิกษุทัง้ หลาย ! นเ้ี รยี กว่า กรรมเก่า. ภกิ ษุท้ังหลาย ! กรรมใหม่ (นวกัมม) เปน็ อยา่ งไรเลา่  ? ภิกษทุ ัง้ หลาย ! ข้ อ ท่ีบุ ค ค ล ก ร ะ ทำ � ก ร ร ม  ด้วยกาย  ด้วยวาจา  ด้วยใจ  ในกาลบัดน้ี  อันใด,  อันน้ีเรียกว่า  กรรมใหม.่

2​ 2 พุทธวจน ภิกษทุ ั้งหลาย ! กัมมนิโรธ (ความดับแห่งกรรม) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษทุ ัง้ หลาย ! ข้อท่ีบุคคลถูกต้องวิมุตติ เพราะความดบั แหง่ กายกรรม วจกี รรม มโนกรรม อนั ใด, อันน้เี รยี กวา่ กัมมนิโรธ. ภกิ ษุท้ังหลาย ! กั ม ม นิ โ ร ธ ค า มิ นี ป ฏิ ป ท า (ขอ้ ปฏบิ ตั ใิ หถ้ ึงความดับแห่งกรรม)  เป็นอยา่ งไรเล่า ? กมั มนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทานน้ั คอื อรยิ อฏั ฐงั คกิ มรรค (อรยิ มรรคมีองคแ์ ปด) นน้ี ่ันเอง ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ  (ความเห็นชอบ)  สัมมาสังกัปปะ  (ความดำ�ริชอบ) สัมมาวาจา  (การพูดจาชอบ)  สัมมากัมมันตะ  (การทำ�การงานชอบ)  สมั มาอาชวี ะ  (การเล้ียงชวี ิตชอบ) สัมมาวายามะ  (ความพากเพียรชอบ)  สัมมาสติ (ความระลึกชอบ)  สมั มาสมาธ ิ (ความต้ังใจมน่ั ชอบ). ภิกษทุ ั้งหลาย ! นี้เรียกว่า กัมมนิโรธคามินี- ปฏปิ ทา.

ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 2​ 3 ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! ดว้ ยประการดงั นแี้ ล (เปน็ อนั วา่ ) กรรมเก่า เราได้แสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย กรรมใหม่ เรากแ็ สดงแลว้ , กมั มนโิ รธ เรากไ็ ดแ้ สดงแลว้ , กมั มนโิ รธ- คามนิ ีปฏิปทา เราก็ไดแ้ สดงแลว้ . ภิกษทุ งั้ หลาย ! กจิ ใด ทศ่ี าสดาผเู้ อน็ ดู แสวงหาประโยชนเ์ กอ้ื กลู อาศยั ความเอน็ ดแู ลว้ จะพงึ ท�ำ แกส่ าวกทง้ั หลาย, กิจนน้ั เราได้ทำ�แล้วแกพ่ วกเธอ. ภิกษทุ ัง้ หลาย ! นน่ั โคนไม้, น่ันเรอื นว่าง. พวกเธอจงเพยี รเผากเิ ลส, อย่าได้ประมาท, อยา่ เปน็ ผ้ทู ีต่ อ้ งรอ้ นใจ ในภายหลังเลย. น่ีแล เป็นวาจาเครอื่ งพร่ำ�สอนของเรา แกเ่ ธอทั้งหลาย. สฬา. ส.ํ ๑๘/๑๖๖/๒๒๗-๒๓๑.

2​ 4 พุทธวจน ๗ กายน้ี เป็น “กรรมเกา่ ” ภกิ ษทุ งั้ หลาย ! กายนี้ ไม่ใชข่ องเธอท้ังหลาย และทั้งไม่ใชข่ องบคุ คลเหลา่ อื่น. ภกิ ษทุ ั้งหลาย ! กรรมเก่า  (กาย)  นี้  อันเธอ ทงั้ หลาย พงึ เหน็ วา่ เปน็ สง่ิ ทปี่ จั จยั ปรงุ แตง่ ขนึ้   (อภสิ งขฺ ต), เป็นส่ิงที่ปัจจัยทำ�ให้เกิดความรู้สึกขึ้น  (อภิสญฺเจตยิต), เป็นส่งิ ที่มีความรู้สึกต่ออารมณไ์ ด ้ (เวทนยี ). ภกิ ษุทัง้ หลาย ! ในกรณีของกายน้ัน อริยสาวก ผู้ได้สดับแล้ว  ย่อมทำ�ไว้ในใจโดยแยบคายเป็นอย่างดี  ซง่ึ ปฏจิ จสมปุ บาท นน่ั เทยี ว ดงั นว้ี า่ “ดว้ ยอาการอยา่ งน้ี : เพราะส่งิ นม้ี ี, สิ่งนีจ้ งึ ม;ี เพราะความเกิดขนึ้ แหง่ สิ่งน้ี, ส่งิ นจี้ งึ เกดิ ข้ึน; เพราะส่ิงนไ้ี ม่มี, ส่งิ น้ีจึงไม่มี; เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี,้ ส่งิ นีจ้ ึงดบั ไป : ข้อน้ไี ด้แกส่ ง่ิ เหล่าน้คี ือ เพราะมอี วิชชาเปน็ ปัจจยั จงึ มสี งั ขารท้งั หลาย; เพราะมสี ังขารเป็นปจั จยั จึงมีวิญญาณ;

ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 2​ 5 เพราะมวี ิญญาณเป็นปจั จัย จึงมีนามรปู ; เพราะมีนามรูปเปน็ ปจั จยั จงึ มีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจยั จึงมผี ัสสะ; เพราะมผี สั สะเปน็ ปัจจัย จงึ มเี วทนา; เพราะมเี วทนาเปน็ ปัจจัย จึงมตี ณั หา; เพราะมีตณั หาเป็นปัจจัย จงึ มีอปุ าทาน; เพราะมีอปุ าทานเป็นปัจจัย จงึ มภี พ; เพราะมีภพเปน็ ปจั จยั จึงมชี าต;ิ เพราะมชี าตเิ ปน็ ปจั จยั ชรามรณะ โสกะปรเิ ทวะ ทกุ ขะโทมนสั อปุ ายาสทัง้ หลาย จึงเกดิ ข้ึนครบถ้วน : ความเกดิ ขน้ึ พรอ้ มแหง่ กองทกุ ขท์ ง้ั สน้ิ น้ี ยอ่ มมี ดว้ ยอาการอยา่ งน้ี. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่ง อวิชชาน้ัน นั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร, เพราะมี ความดบั แหง่ สงั ขาร จงึ มคี วามดบั แหง่ วญิ ญาณ; ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... ฯลฯ ... เพราะมคี วามดบั แหง่ ชาติ นน่ั แล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น  :  ความดบั ลงแหง่ กองทกุ ขท์ ง้ั สน้ิ น้ี ยอ่ มมี ดว้ ยอาการอยา่ งน”้ี ดงั นี้ แล. นิทาน. สํ. ๑๖/๗๗/๑๔๓.

2​ 6 พุทธวจน ๘ การทำ�กรรมทางใดมโี ทษมากท่ีสดุ ทีฆตปสั สีนิครนถ์ ไดก้ ราบทลู ถามพระผูม้ ีพระภาควา่ ทา่ นพระโคดม ! พระองค์เล่าย่อมบัญญัติทัณฑะ ในการท�ำ บาปกรรม ในการเป็นไปแหง่ บาปกรรมไวเ้ ทา่ ไร ? ทีฆตปสั ส ี ! ตถาคตจะบัญญตั ิว่ากรรมๆ ดงั นี้ เปน็ อาจิณ. ทา่ นพระโคดม ! ก็พระองค์ย่อมบัญญัติกรรม ในการ ท�ำ บาปกรรม ในการเปน็ ไปแหง่ บาปกรรมไวเ้ ทา่ ไร ? ทีฆตปสั สี ! เรายอ่ มบญั ญตั กิ รรม ในการท�ำ บาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรมไว้ ๓ ประการ คือ กายกรรม ๑ วจกี รรม ๑ มโนกรรม ๑. ทา่ นพระโคดม ! กก็ ายกรรมอยา่ งหนง่ึ วจกี รรมอยา่ งหนง่ึ มโนกรรมอยา่ งหนง่ึ มใิ ช่หรอื  ? ทฆี ตปสั สี ! กายกรรมอย่างหนึ่ง วจีกรรม อย่างหนึ่ง มโนกรรมอย่างหนึ่ง.

ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 2​ 7 ทา่ นพระโคดม ! กบ็ รรดากรรมทงั้ ๓ ประการ ทจี่ ำ�แนก ออกแลว้ เปน็ สว่ นละอยา่ งตา่ งกนั เหลา่ น้ี กรรมไหน คอื กายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรม ท่ีพระองค์บัญญัติว่ามีโทษมากกว่า ในการท�ำ บาปกรรม ในการเปน็ ไปแห่งบาปกรรม ? ทีฆตปสั ส ี ! บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ทีจ่ ำ�แนกออกแล้วเปน็ สว่ นละอย่างต่างกนั เหล่าน้ี เราบญั ญตั มิ โนกรรมวา่ มโี ทษมากกวา่ ในการท�ำ บาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม เราจะบญั ญัติกายกรรม วจกี รรม วา่ มีโทษมาก เหมอื นมโนกรรม หามไิ ด้. ทา่ นพระโคดม ! พระองคต์ รสั วา่ มโนกรรมหรือ ? ทีฆตปัสสี ! เรากลา่ วว่ามโนกรรม. ท่านพระโคดม ! พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรอื  ? ทีฆตปสั ส ี ! เรากล่าววา่ มโนกรรม. ทา่ นพระโคดม ! พระองค์ตรัสว่ามโนกรรมหรือ ? ทีฆตปสั ส ี ! เรากล่าวว่ามโนกรรม.

2​ 8 พุทธวจน ทีฆตปัสสีนิครนถ์ให้พระผู้มีพระภาคทรงยืนยัน ในเรื่องท่ีตรัสน้ีถึง ๓ คร้ัง ด้วยประการฉะน้ี แล้วลุกจาก อาสนะเขา้ ไปหานคิ รนถน์ าฏบตุ รถึงทอี่ ย.ู่ (จากนน้ั ไดม้ ี อุบาลคี หบดี เขา้ มาเพ่อื สนทนาในเรือ่ งนี้ ตอ่ จากฑฆี ตปสั สนี คิ รณถ์ โดยยงั มคี วามเหน็ วา่ กรรมทางกายมโี ทษ มากกวา่ กรรมทางใจ และพระผมู้ พี ระภาคไดย้ กอปุ มา เพอ่ื ใหเ้ หน็ เปรยี บเทียบได้ชัดเจนยิ่งข้นึ ดงั นี้) คหบด ี ! ท่านจะสำ�คัญความข้อน้ีเป็นอย่างไร ในบ้านนาลันทาน้ี พึงมีบุรุษคนหนึ่งเง้ือดาบมา เขาพึง กล่าวอย่างน้ีว่า เราจักท�ำ สัตว์เท่าท่ีมีอยู่ในบ้านนาลันทาน้ี ให้เป็นลานเนื้ออันเดียวกัน ให้เป็นกองเน้ืออันเดียวกัน โดยขณะหนง่ึ โดยครูห่ นึง่ . คหบด ี ! ทา่ นจะสำ�คญั ความ ขอ้ นนั้ เปน็ อยา่ งไร บรุ ษุ นน้ั จะสามารถท�ำ สตั วเ์ ทา่ ทมี่ อี ยใู่ น บา้ นนาลนั ทานี้ ใหเ้ ปน็ ลานเนอื้ อนั เดยี วกนั ใหเ้ ปน็ กองเนอ้ื อนั เดยี วกนั โดยขณะหนง่ึ โดยครหู่ นง่ึ ได้หรอื  ? ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  บุรุษ ๑๐ คนก็ดี ๒๐ คนก็ดี ๓๐ คนกด็ ี ๔๐ คนก็ดี ๕๐ คนกด็ ี ไม่สามารถจะทำ�สัตวเ์ ทา่ ที่มอี ยู่ ในบ้านนาลันทาน้ี ให้เป็นลานเน้ืออันเดียวกัน ให้เป็นกองเนื้อ อนั เดยี วกนั โดยขณะหนง่ึ โดยครหู่ นง่ึ ได้ พระเจา้ ขา้ บรุ ษุ ผตู้ �ำ่ ทราม คนเดียวจะเกง่ กาจอะไรกนั เลา่ .

ฉบับ ๕ แก้กรรม ? 2​ 9 คหบด ี ! ท่านจะสำ�คัญความข้อนี้เป็นอย่างไร สมณะหรอื พราหมณผ์ มู้ ฤี ทธ์ิ ถงึ ความเปน็ ผชู้ �ำ นาญในทางจติ พงึ มาในบา้ นนาลนั ทาน้ี สมณะหรอื พราหมณน์ น้ั พงึ กลา่ ว อย่างน้ีว่าเราจักทำ�บ้านนาลันทาน้ีให้เป็นเถ้า ด้วยใจคิด ประทษุ รา้ ยครงั้ เดียว. คหบด ี ! ท่านจะส�ำ คัญความข้อน้นั เป็นอย่างไร สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ ถึงความเป็น ผู้ชำ�นาญในทางจิตนั้น จะสามารถทำ�บ้านนาลันทานี้ ใหเ้ ปน็ เถา้ ดว้ ยใจคดิ ประทษุ รา้ ยครง้ั เดยี วไดห้ รอื ไมห่ นอ ? ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  บ้านนาลันทา ๑๐ บ้านก็ดี ๒๐ บ้านก็ดี ๓๐ บ้านก็ดี ๔๐ บ้านก็ดี ๕๐ บ้านก็ดี สมณะหรือ พราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ ถึงความเป็นผู้ช�ำ นาญในทางจิตนั้น ยังสามารถ ท�ำ ให้เป็นเถ้าได้ดว้ ยใจคิดประทษุ ร้ายครัง้ เดยี ว แล้วบา้ นนาลันทา ที่ทรุดโทรมหลังเดียวคณาอะไรเล่า. คหบด ี ! ทา่ นจงมนสกิ าร ครน้ั แลว้ จงพยากรณ์ คำ�หลังกับคำ�ก่อนก็ดี คำ�ก่อนกับคำ�หลังก็ดี ของท่าน ไม่ต่อกันเลย... ม. ม. ๑๓/๕๔/๖๒.



หลักการพิจารณา วา่ กรรมชนิดนั้น ควรท�ำ หรือไม่

3​ 2 พุทธวจน ๙ เมื่อจะกระท�ำ ราหลุ  ! เธอใคร่จะทำ�กรรมใดด้วยกาย พึง พิจารณากรรมนั้นเสียก่อนว่า “กายกรรมท่ีเราใคร่จะ กระท�ำ นี้ เปน็ ไปเพือ่ เบียดเบยี นตนเองบ้าง เบยี ดเบยี น ผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนท้ังสองฝ่ายบ้าง เป็นกายกรรมที่ เปน็ อกศุ ล มที กุ ขเ์ ปน็ ก�ำ ไร มที กุ ขเ์ ปน็ วบิ าก หรอื ไมห่ นอ” ดังน.ี้ ราหลุ  ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังน้ันไซร้, เธอไมพ่ ึงกระท�ำ กายกรรมชนดิ นนั้ โดยถา่ ยเดยี ว. ราหลุ  ! ถ้าเธอพิจารณา รู้สึกอยู่ดังนี้ว่า “กายกรรมทเ่ี ราใครจ่ ะกระท�ำ น้ี ไมเ่ ปน็ ไปเพอ่ื เบยี ดเบยี น ตนเองบา้ ง ไมเ่ ปน็ ไปเพอ่ื เบยี ดเบยี นผอู้ น่ื บา้ ง ไมเ่ ปน็ ไป เพอ่ื เบยี ดเบยี นทง้ั สองฝา่ ยบา้ ง เปน็ กายกรรมอนั เปน็ กศุ ล มสี ขุ เปน็ ก�ำ ไร มสี ขุ เปน็ วิบาก” ดังนี้, ราหุล ! เธอพึงกระท�ำ กายกรรมชนิดน้นั .


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook