“ ขอถวายพระพร ได้เสวยเวทนาทางกาย ไมไ่ ด้เสวยเวทนาทางใจ ” “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน ข้อที่วา่ ได้เสวยเวทนาทางกาย แตไ่ มไ่ ด้เสวย เวทนาทางใจนนั้ คืออยา่ งไร ? ” “ ขอถวายพระพร คือเหตปุ ัจจยั อนั ใดท่ีจะให้เกิดทกุ ขเวทนาทาง กายยงั มีอยู่ ผ้นู นั้ ก็ยงั ได้เสวยทกุ ขเวทนาทางกายอยู่ เหตปุ ัจจยั อนั ใด ที่จะให้เกิดทกุ ขเวทนาทางใจดบั ไปแล้ว ผ้นู นั้ ก็ไมไ่ ด้เสวยทกุ ขเวทนา ทางใจ ข้อนีส้ มกบั ที่สมเดจ็ พระจอมไตรตรัสไว้วา่ “ ผ้นู นั้ ได้เสวยเวทนา ทางกายอยา่ งเดียว ไมไ่ ด้เสวยเวทนาทางใจ ” “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน ผ้ไู มไ่ ด้เสวยทกุ ขเวทนาแล้วนนั้ เหตไุ รจงึ ยงั ไม่ ปรินิพพาน ? ” “ ขอถวายพระพร ความยินดหี รือยนิ ร้ายไมม่ ีแกพ่ ระอรหนั ต์เลย พระอรหนั ต์ทงั้ หลายย่อมไมท่ าสงิ่ ท่ียงั ไมแ่ ก่ไมส่ กุ ให้ตกไป มีแตร่ อการ แก่การสกุ อยเู่ ทา่ นนั้ ” ข้อนีส้ มกบั พระสารีบตุ รเถระ ผ้เู ป็นเสนาบดีในทางธรรมได้กลา่ ว ไว้วา่ “ เราไมย่ ินดีตอ่ มรณะ เราไมย่ ินดีตอ่ ชีวิต เรารอแตเ่ วลาอยู่ เหมือน กบั ลกู จ้างรอเวลารับคา่ จ้างเทา่ นนั้ เราไมย่ นิ ดีตอ่ มรณะ ไม่ ยนิ ดีตอ่ ชีวิต เราผ้มู ีสตสิ มั ปชญั ญะ รอแตเ่ วลาอยเู่ ทา่ นนั้ ” “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน พระผ้เู ป็นเจ้าแก้ถกู ต้องดแี ล้ว ” ๑๐๑
สรุปความ ในข้อนีม้ ีความหมายวา่ พระอรหนั ต์ยงั ต้องมีความทกุ ข์ทางกาย เชน่ หนาวร้อน หิวกระหาย ปวดอจุ จาระปัสสาวะ การป่ วยไข้ไมส่ บาย ความแก่ และความตาย เป็ นต้นแตจ่ ติ ใจของทา่ นไมก่ ระวนกระวายไม่ เป็นทกุ ข์ไปด้วย ยอมรับนบั ถือกฏขอธรรมดาพระนาคเสนจงึ ตอบวา่ “ ผ้ทู ่ีไมเ่ กิดอีก จงึ ได้เสวยเวทนาแตท่ างกาย ไมไ่ ด้เสวยเวทนาทางใจ ” ดงั นี ้ ปัญหาท่ี ๕ ถามเร่ืองสุขเวทนา “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน สขุ เวทนา เป็นกศุ ลหรืออกศุ ล หรืออพั ยาก ฤต? ” (อพั ยากฤต หมายถงึ ธรรมท่ีไมใ่ ชก่ ศุ ลและอกศุ ล คือเป็นนพิ พาน) “ ขอถวายพระพร เป็นกศุ ลก็มี อกศุ ลก็มี อพั ยากฤตก็มี ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ถ้าเป็นกศุ ลก็ไมเ่ ป็นทกุ ข์ ถ้าเป็นทกุ ข์ก็ไมเ่ ป็น กศุ ล คากล่าววา่ “ สขุ เป็นทงั้ กศุ ล เป็นทงั้ ทกุ ข์ ” ก็ไมค่ วร ” อุปมาก้อนเหล็กแดงและหมิ ะ “ ขอถวายพระพร มหาบพติ รจะทรงเข้าพระทยั ความข้อนี ้ อยา่ งไร… คือ ถ้ามีก้อนเหล็กแดงวางอยทู่ ่ีมือข้างหนง่ึ ของบรุ ุษคนหนงึ่ ๑๐๒
และมีก้อนหิมะเยน็ วางอย่ทู ่ีมืออีกข้างหนงึ่ มือทงั้ สองข้างจะถกู เผา เหมือนกนั หรือ…มหาบพติ ร? ” “ ถกู เผาเหมือนกนั พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ ถ้าอยา่ งนนั้ มือทงั้ สองข้างนนั้ จะร้อนเหมือนกนั หรือ? ” “ ไมร่ ้อนเหมือนกนั พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ ถ้าอยา่ งนนั้ มือทงั้ สองข้างนนั้ จะเย็นเหมือนกนั หรือ? ” “ ไมเ่ ย็นเหมือนกนั พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ ขอมหาบพิตรจงทราบว่า มหาบพิตรถกู กลา่ วขม่ ขี่แล้ว คือ ถ้า ก้อนเหล็กแดง อนั ร้อนเป็นของเผา ก็จะต้องเผามือทงั้ สองข้าง แตม่ ือ ทงั้ สองข้างนนั้ ไมร่ ้อน เพราะฉะนนั้ ถ้อยคาของมหาบพติ รจงึ ใช้ไมไ่ ด้ ถ้าของท่ีเย็นเป็นของเผา มือทงั้ สองข้างก็จะต้องถกู เผา แตม่ ือทงั้ สอง ข้างไมเ่ ยน็ เหมือนกนั เพราะฉะนนั้ คาของมหาบพติ รจงึ ใช้ไมไ่ ด้ ขอ ถวายพระพร เหตไุ รจงึ วา่ มือทงั้ สองข้างถกู เผา แตม่ ือทงั้ สองข้างนนั้ ไม่ ร้อนเหมือนกนั ไมเ่ ย็นเหมือนกนั ข้างหนง่ึ ร้อน อีกข้างหนงึ่ เยน็ เพราะฉะนนั้ คาที่มหาบพิตรตรัสวา่ มือทงั้ สองข้างถกู เผานนั้ จงึ ใช้ ไมไ่ ด้ ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็ นเจ้า โยมไมอ่ าจโต้ตอบกบั พระผ้เู ป็นเจ้าได้แล้ว ขอพระผ้เู ป็นเจ้าจงแก้ไขไปเถิด ” ลาดบั นนั้ พระเถระจงึ ทาให้พระเจ้ามิลินท์ทรงเข้าพระทยั ได้ด้วย ๑๐๓
คาถาอนั ประกอบด้วย อภิธรรม วา่ “ มหาราชะ โสมนสั เวทนา ( ความรู้สกึ ยินดี ) อนั อาศยั การครอง เรือน ( กามคณุ ๕ ) มีอยู่ ๖ อาศยั การถือบวชมีอยู่ ๖ โทมนสั เวทนา ( ความรู้สึกยินร้าย ) อนั อาศยั การครองเรือนมีอยู่ ๖ อาศยั การถือบวชมีอยู่ ๖ อเุ บกขาเวทนา ( ความรู้สกึ วางเฉย ) อนั อาศยั การครองเรือนมีอยู่ ๖ อาศยั การถือบวชมีอยู่ ๖ เวทนาทงั้ ๓๖ อย่างนี ้ แยกเป็นเวทนาที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจบุ นั รวมเข้าด้วยกนั เป็น เวทนา ๑๐๘ ขอถวายพระพร ” “ พระผ้เู ป็นเจ้าแก้ไขถกู ต้องดแี ล้ว ” สรุปความ พระเจ้ามิลินท์ไมท่ รงเหน็ ด้วยกบั พระนาคเสนที่วา่ สขุ เวทนาเป็ น กศุ ลก็มี เป็นอกศุ ลก็มี เป็นอพั ยากฤตก็มี แตพ่ ระองค์ทรงเห็นวา่ ถ้าสขุ เวทนาเป็นกศุ ล ควรให้ผลแตส่ ขุ ไมค่ วรให้ทกุ ข์ด้วย แตพ่ ระนาคเสนยงั คงยืนยนั ตามเดมิ โดยยกตวั อยา่ งมาซกั ถาม เพื่อลวงให้พระราชาตอบผิด จะสงั เกตได้วา่ การตอบคาถาม ทา่ นจะ ไมค่ ้านหรือตาหนิโดยตรง เป็นแตใ่ ช้อบุ ายเพื่อรักษานา้ ใจเทา่ นนั้ อนั นี ้ เป็นหลกั ในการสนทนาธรรมของทา่ น ๑๐๔
ในฏีกามลิ นิ ท์ ทา่ นอธิบายวา่ ความจริงนนั้ มีอยวู่ า่ ถึงสขุ เวทนาท่ี เป็นกศุ ล ก็เป็นทกุ ข์ได้ เพราะเป็นทกุ ข์สงั ขาร และเป็นทกุ ข์แปรปรวน ถึงทกุ ข์อนั ได้แก่ โทมนสั คือความไมช่ อบใจ ที่อาศยั การถือบวชนนั้ ก็ เป็นกศุ ลได้ เพราะเป็ นของไมม่ ีโทษ แตพ่ ระเถระคิดวา่ เมื่อเราตงั้ ปัญหาวา่ ด้วย “ ก้อนเหล็กแดงกบั ก้อนหิมะ ” ถามพระราชา พระราชาก็จะแก้ผิด เราจกั ชีโ้ ทษวา่ แก้ผิด เมื่อพระราชาไมอ่ าจแก้ได้ ก็จะขอให้เราแก้ เราจงึ จะทาให้พระราชา เข้าใจตามความจริงได้ เม่ือพระเถระถามวา่ มือทงั้ สองข้างนนั้ ถกู เผาเหมือนกนั หรือ พระราชาก็จะต้องตอบผิดวา่ ถกู เผาเหมือนกนั เพราะได้ทรงสดบั มา วา่ ของเยน็ ของร้อนจดั เป็น “ เตโชธาตุ ” ทงั้ ทรงเข้าพระทยั วา่ ก้อนหิมะเยน็ เป็นของกดั อยา่ งร้ายแรง เม่ือ ทรงเข้าพระทยั ผดิ อยา่ งนี ้ ก็ตรัสตอบว่า มือทงั้ สองข้างถกู เผา เหมือนกนั เมื่อพระเถระซกั ถามตอ่ ไปวา่ ถ้ามือทงั้ สองข้างถกู เผา ก็ จะต้องร้อนเหมือนกนั หรือจะต้องเยน็ เหมือนกนั ใชไ่ หม พระเจ้ามิลินท์ ตรัสวา่ “ ไมใ่ ช่ ” ดงั นีแ้ ล้วพระนาคเสนจงึ เอาประเด็นนีเ้ป็นความผดิ เพ่ือชีโ้ ทษท่ีทรงเหน็ ผิดในข้อนี ้ เม่ือพระราชาอบั จนตอ่ ปัญหาท่ี ยกตวั อยา่ งมานีจ้ งึ เปิดโอกาสให้ชีแ้ จงได้ เป็นการยอมรับฟังความเห็น ของพระเถระวา่ ๑๐๕
“ บรุ ุษผ้หู นง่ึ จบั ก้อนเหล็กแดงด้วยมือข้างหนง่ึ และจบั ก้อนหิมะ ด้วยมืออีกข้างหนงึ่ ซง่ึ สง่ิ ของทงั้ สองอย่างนี ้ ถงึ แม้จะมีสภาพตรงกนั ข้าม แตก่ ็ให้ความรู้สกึ ทงั้ ร้อนและเยน็ แกผ่ ้จู บั เหมือนกนั ฉนั ใด สขุ เวทนา อนั มีในเวทนา ๑๐๘ ก็ยอ่ มให้ความรู้สกึ ทงั้ ที่เป็น กศุ ล อกศุ ล และอพั ยากฤตเชน่ กนั ฉนั นนั้ ” ปัญหาท่ี ๖ ถามการถอื กาเนิดแห่งนามรูป “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน อะไรปฏิสนธิ คือถือกาเนิด ? ” “ มหาราชะ นามรูป ถือกาเนดิ ” “ นามรูปนีห้ รือ…ถือกาเนิด ? ” “ มหาราชะ นามรูปนีไ้ มไ่ ด้ถือกาเนิด แตว่ า่ บคุ คลทากรรมดีหรือชวั่ ด้วยนามรูปนี ้นามรูปอ่ืนก็ถือกาเนิดด้วยกรรมนนั้ ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็ นเจ้า ถ้านามรูปนีไ้ มไ่ ด้ถือกาเนิด ผ้นู นั้ ก็จกั พ้น บาปกรรมทงั้ หลายไมใ่ ชห่ รือ ? ” “ ขอถวายพระพร ถ้าผ้นู นั้ ไมเ่ กิดแล้วก็พ้นจากบาปกรรมทงั้ หลาย แตถ่ ้ายงั เกิดอยกู่ ็หาพ้นไม่ ” “ ขอนมิ นตไ์ ด้โปรดอปุ มาด้วย ” อุปมาด้วยผลมะม่วง ๑๐๖
“ ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนบรุ ุษผ้หู นง่ึ ไปขโมยผลมะมว่ งของ เขามา แตเ่ จ้าของมะมว่ งนนั้ จบั ได้ จงึ นาไปถวายพระราชา กราบทลู วา่ บรุ ุษผ้นู ีข้ โมยมะมว่ งของข้าพระองค์ บรุ ุษนนั้ จะต้องกราบทลู วา่ ข้า แตส่ มมตุ เิ ทพ ข้าพระองค์มิได้ขโมยมะมว่ งของบรุ ุษนี ้ มะมว่ งท่ีบรุ ุษนี ้ ปลกู ไว้เป็นมะมว่ งอื่น สว่ นมะมว่ งที่ข้าพระองค์นาไปนนั้ เป็นมะมว่ ง อื่นอีกตา่ งหาก ข้าพระองคไ์ มค่ วรได้รับโทษ ดงั นี ้ อาตมภาพจงึ ขอถาม มหาบพิตรวา่ บรุ ุษผ้นู นั้ ควรจะได้รับโทษหรืออย่างไร ? ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า บรุ ุษนนั้ ควรได้รับโทษ ” “ เพราะอะไรละ่ มหาบพิตร ? ” “ เพราะวา่ บรุ ุษนนั้ รับวา่ ไปเอาผลมะมว่ งมาแล้ว แตบ่ อกวา่ เอาผล มะมว่ งลกู กอ่ นไปถงึ กระนนั้ ก็ควรได้รับโทษด้วยผลมะมว่ งลกู หลงั ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพิตร คอื บคุ คลทากรรมดีหรือชวั่ อนั ใด ไว้ด้วยนามรูปนีแ้ ล้ว นามรูปอื่นก็ถือกาเนิดสืบตอ่ กนั ด้วยกรรมนนั้ เพราะฉะนนั้ เขาจงึ ไมพ่ ้นไปจากบาปกรรมขอถวายพระพร ” “ ขอนมิ นต์อปุ มาให้ยง่ิ ขนึ ้ ไป ” อุปมาด้วยไฟไหม้ “ ขอถวายพระพร มีบรุ ุษคนหนงึ่ ก่อไฟไว้ในฤดหู นาว แล้วทงิ ้ ไว้มิได้ ดบั ไฟ ได้ไปเสียท่ีอื่น ไฟนนั้ ได้ไหม้นาของผ้อู ่ืน เจ้าของนาจงึ จบั บรุ ุษ ๑๐๗
นนั้ ไปถวายพระราชา กราบทลู วา่ ข้าแตส่ มมตุ เิ ทพ บรุ ุษนีเ้ผานาของ ข้าพระองค์ บรุ ุษนนั้ จะต้องทลู ให้การวา่ ข้าพระองคไ์ มไ่ ด้เผานาของผู้ นี ้ ไฟนนั้ ถงึ ข้าพระองคไ์ มไ่ ด้ดบั แตไ่ ฟท่ีไหม้นาของผ้นู ี ้ ก็เป็นไฟอื่น ตา่ งหากข้าพระองค์ไมม่ ีโทษ ดงั นี ้ อาตมภาพขอถามมหาบพิตรวา่ บรุ ุษนนั้ จะมีโทษหรือไม่ ? ” “ ต้องมีโทษซิ พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ เพราะเหตไุ ร มหาบพิตร ? ” “ ออ๋ …เพราะเหตวุ า่ ถงึ บรุ ุษนนั้ จะหมายเอาไฟกอ่ นก็ตาม แตก่ ็ ควรได้รับโทษด้วยไฟหลงั ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพิตร คอื บคุ คลทากรรมดีหรือชวั่ อนั ใด ไว้ด้วยนามรูปนีแ้ ล้ว นามรูปอ่ืนก็ถือกาเนดิ ด้วยกรรมนนั้ เพราะฉะนนั้ เขาจงึ ไมพ่ ้นจากบาปกรรม ” “ ขอนิมนต์อปุ มาให้ย่ิงขนึ ้ ไปอีก ” อุปมาด้วยประทปี “ ขอถวายพระพร เหมือนอยา่ งว่าบรุ ุษคนหนงึ่ ถือเอาประทีปเข้า ไปที่เรือนโรงแล้วกินข้าว ประทีปก็ลกุ ลามไปไหม้หญ้า หญ้าก็ลกุ ลาม ไปไหม้เรือน เรือนก็ลกุ ลามไปไหม้หมบู่ ้าน ชาวบ้านจงึ พากนั จบั บรุ ุษ นนั้ แล้วถามวา่ เหตไุ ฉนเจ้าจงึ เผาบ้าน บรุ ุษนนั้ จงึ ตอบวา่ เรานง่ั กิน ๑๐๘
ข้าวอยดู่ ้วยประทีปอื่นตา่ งหาก สว่ นไฟท่ีไหม้บ้านเป็นไฟอื่นอีก ตา่ งหาก เม่ือโต้เถียงกนั อย่างนี ้ เขาพากนั มาเฝ้ ามหาบพิตร กราบทลู วา่ มหาราชเจ้าจะรักษาประโยชน์ของใครไว้ พระเจ้าข้า มหาบพิตรจะ ตรัสตอบวา่ อยา่ งไร ? ” “ โยมจะตอบวา่ จะรักษาประโยชน์ของชาวบ้านไว้ ” “ เพราะอะไร มหาบพติ ร ? ” “ เพราะวา่ ถงึ บรุ ุษนนั้ จะกลา่ วอยา่ งนนั้ ก็จริง แตว่ า่ ไฟนนั้ เกิดมา จากประทีปดวงกอ่ นนนั้ เอง ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพิตร คือถงึ นามรูปอนั มีในที่สดุ แหง่ ความตายเป็นนามรูปอ่ืน สว่ นนามรูปท่ีถือกาเนิดเป็นนามรูปอื่นก็ตาม แตว่ า่ นามรูปนนั้ เกิดจากนามรูปเดมิ เพราะฉะนนั้ เขาจงึ ไมพ่ ้นจาก บาปกรรม” “ ขอนมิ นต์อปุ มาให้ยงิ่ ขนึ ้ ไปอีก ” อุปมาเร่ืองหมัน้ เดก็ หญิง “ ขอถวายพระพร เปรียบปานบรุ ุษผ้หู นง่ึ หมนั้ เดก็ หญิงท่ียงั เลก็ ๆ เอาไว้ ให้ของหมนั้ แล้วกลบั ไป ตอ่ มาภายหลงั เดก็ หญิงคนนนั้ ก็เตบิ โต ขนึ ้ มีบรุ ุษอีกคนหนง่ึ มาให้ของหมนั้ แล้วแตง่ งาน บรุ ุษท่ีหมนั้ ไว้กอ่ นจงึ มาตอ่ วา่ บรุ ุษนนั้ วา่ เหตใุ ดเจ้าจงึ นาภรรยาของเราไป บรุ ุษนนั้ ก็ตอบวา่ ๑๐๙
เราไมไ่ ด้นาภรรยาของเจ้าไป เดก็ หญิงเลก็ ๆ คนนนั้ ท่ีเจ้าขอไว้แล้วให้ ของหมนั้ ไว้นนั้ เป็นคนหนงึ่ ตา่ งหาก เดก็ หญิงที่เตบิ โตแล้ว ที่เราสขู่ อ แล้วนี ้ เป็นคนหนง่ึ อีกตา่ งหาก เมื่อบรุ ุษทงั้ สองนนั้ โต้เถียงกนั มาเฝ้ า มหาบพิตร พระองคจ์ ะทรงวนิ ิจฉยั ให้หญิงนนั้ แกใ่ คร ? ” “ ออ๋ …ต้องให้แก่บรุ ุษคนกอ่ นนะซิ พระผ้เู ป็ นเจ้า ” “ เพราะเหตใุ ด มหาบพติ ร ? ” “ เพราะเหตวุ า่ ถงึ บรุ ุษนนั้ จะกลา่ วอยา่ งนนั้ ก็จริง แตเ่ ดก็ สาวคน นนั้ ก็เติบโตตอ่ มาจากเดก็ หญิงเล็ก ๆ นนั้ เอง ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพิตร คือถึงนามรูปอนั มีตอ่ ไปจนกระทง่ั ตายเป็นนามรูปอื่น สว่ นนามรูปท่ีถือกาเนิดเป็นนามรูปอ่ืนก็ตาม แต่ นามรูปนนั้ ก็เกิดมาจากนามรูปเดมิ นน่ั เอง เพราะฉะนนั้ เขาจงึ ไมพ่ ้น จากบาปกรรม ” “ ขอนมิ นต์อปุ มาให้ยง่ิ กว่านีอ้ ีก ” อุปมาด้วยนมสด “ ขอถวายพระพร เชน่ เดียวกบั บรุ ุษผ้หู นงึ่ ไปซือ้ นมสดจากมือนาย โคบาล แล้วฝากนายโคบาลนนั้ ไว้ ด้วยคดิ วา่ พรุ่งนีเ้ช้าจงึ จะมารับเอา ไป ตอ่ มานมสดนนั้ ก็กลายเป็นนมส้ม เมื่อบรุ ุษนนั้ มาก็บอกนาย โคบาลวา่ จงให้หม้อนมสดนนั้ แกเ่ รา นายโคบาลนนั้ ก็สง่ หม้อนมส้มให้ ๑๑๐
ฝ่ ายผ้ซู ือ้ ก็กลา่ ววา่ เราไมไ่ ด้ซือ้ นมส้มจากเจ้า เจ้าจงให้นมสดแกเ่ รา นายโคบาลก็ตอบวา่ นมสดนนั้ แหละกลายเป็นนมส้ม ลาดบั นนั้ คนทงั้ สองได้โต้เถียงกนั ไม่ตกลง จงึ พากนั มาเฝ้ ามหาบพิตร พระองค์จะทรง วินจิ ฉยั ให้คนไหนละ ? ” “ โยมต้องวินจิ ฉยั ให้นายโคบาลชนะ ” “ เพราะอะไร มหาบพติ ร ? ” “ เพราะถึงบรุ ุษนนั้ กลา่ วอยา่ งนนั้ ก็จริง แตน่ มส้มนนั้ ก็เกิดมาจาก นมสดนนั่ เอง ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพิตร ถึงนามรูปท่ีมีตอ่ มาจนกระทงั่ เวลาตายเป็นนามรูปอื่น สว่ นนามรูปท่ีถือกาเนิดเป็นนามรูปอ่ืนก็ ตามแตก่ ็เกิดมาจากนามรูปเดิมนนั่ แหละ เพราะฉะนนั้ เขาจงึ ไมพ่ ้น จากบาปกรรม ขอถวายพระพร ” “ พระผ้เู ป็นเจ้าแก้ถกู ต้องดแี ล้ว ” อธิบาย คาวา่ “ นามรูป ” ในท่ีนีท้ า่ นหมายถงึ “ จติ ” และ “ กาย ” สว่ นคา วา่ “ นามรูปนี ้” เป็น “นามรูปอื่น ” ทา่ นหมายความวา่ บคุ คลท่ียงั เกิดอยนู่ นั้ เพราะผลกรรมของตน ( นามรูปนี ้ ) ท่ีกระทา ไว้แตช่ าติก่อนถ้าเป็นกรรมชวั่ ให้ผล ถึงจะเกิดอีกก่ีชาติ ( นามรูปอื่น ) ๑๑๑
ก็หาพ้นจากบาปกรรมที่ตนทาไว้แตเ่ ดมิ ไม่ จนกวา่ จะไมเ่ กิดอีกถึงจะ พ้นจากผลกรรมเหลา่ นนั้ ฏีกามิลนิ ท์ อธิบายคาว่า “ นามรูปอื่น ” หมายถงึ นามรูปในอนาคต ที่มีอยใู่ นสคุ ติและทคุ ติ ท่ีเกิดสืบตอ่ ไปด้วยนามรูปปัจจบุ นั นี ้ แล้วท่าน กลา่ วอีกวา่ “ ปัญหาข้อนีเ้ป็นปัญหาลกึ ผ้ศู กึ ษาควรใคร่ครวญด้วยปัญญาของ ตนเองด้วย เนือ้ ความอนั ใดดีกวา่ เนือ้ ความท่ีเรากลา่ วแล้วก็ควรถือเอา เนือ้ ความอนั นนั้ ” ปัญหาท่ี ๗ ถามการเกดิ อีกแห่งพระนาคเสน “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน ก็พระผ้เู ป็นเจ้าละ่ จะเกิดอีกหรือไม่ ? ” “ อยา่ เลยมหาบพิตร พระองค์จะต้องพระประสงค์อนั ใดด้วย คาถามนี ้ เพราะอาตมภาพได้กลา่ วไว้กอ่ นแล้วไมใ่ ชห่ รือวา่ ถ้าอาตมา ภาพยงั มีอปุ าทานก็จกั เกิดอีก ถ้าไมม่ ีความยดึ ถือแล้ว ก็จกั ไมเ่ กิดอีก ” “ ขอนมิ นต์อปุ มาด้วย ” “ ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนกบั บรุ ุษผ้หู นง่ึ ได้กระทาความดไี ว้ ตอ่ พระราชา พระราชาก็ทรงโปรดปรานเขา ได้พระราชาทรัพย์และยศ แกเ่ ขา เขาก็ได้รับความสขุ ในทางกามคณุ ๕ ด้วยได้พระราชาทรัพย์ และยศนนั้ ถ้าบรุ ุษนนั้ บอกแก่มหาชนวา่ พระราชาไมไ่ ด้พระราชทาน ๑๑๒
ส่งิ ใดแก่เรา มหาบพิตรจะทรงวนิ ิจฉยั วา่ บรุ ุษนนั้ พดู ถกู หรือไม่ ? ” “ ไมถ่ กู พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพติ ร จะประโยชน์อนั ใดด้วยคาถามนี ้ เพราะอาตมภาพได้บอกไว้ก่อนแล้วไมใ่ ชห่ รือว่า ถ้าอาตมภาพยงั มี ความยดึ มนั่ อยู่ ก็จกั เกิดอีก ถ้าไมม่ ีความยดึ มนั่ แล้ว ก็จกั ไมเ่ กิดอีก ขอ ถวายพระพร ” “ ถกู แล้ว พระผ้เู ป็นเจ้า ” อธิบาย ฏีกามลิ ินท์ กลา่ ววา่ ปัญหาข้อท่ี ๗ นีเ้คยถามมากอ่ นแล้วข้างต้น โน้น แตท่ ่ีถามอีกก็เพราะอยากจะฟังคาอปุ มา ปัญหาท่ี ๘ ถามเร่ืองนามรูป “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน คาวา่ นามรูป ท่ีพระผ้เู ป็ นเจ้าได้กลา่ วไว้แล้ว นนั้ อะไรเป็นนามรูป ? ” “ รูปใดเป็ นรูปหยาบ รูปนนั้ แหละเป็น “ รูป ” สว่ นสง่ิ ใดเป็นของ ละเอียด คือ จิตและเจตสกิ ส่ิงนนั้ เรียกวา่ “ นาม ” ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า เหตใุ ดจงึ ถือกาเนดิ แตน่ าม สว่ นรูปไมถ่ ือ กาเนดิ ละ่ ? ” ๑๑๓
“ ขอถวายพระพร สิ่งเหลา่ นนั้ อาศยั กนั และกนั ย่อมเกิดด้วยกนั ” “ ขอนิมนต์อปุ มาด้วย ” “ ขอถวายพระพร ถ้าแมไ่ กไ่ มม่ ีกลละ ( นา้ ใส ๆ เลก็ ๆ ) ไขก่ ็ไมม่ ี กลละกบั ไขท่ งั้ สองนีอ้ าศยั กนั เกิดร่วมกนั ไปฉันใด ข้อนีก้ ็มีอปุ มาฉนั นนั้ แหละ มหาบพิตรคือถ้านามไมม่ ี รูปก็เกิดไมไ่ ด้ นามกบั รูปทงั้ สองนี ้ อาศยั กนั เกิดด้วยกนั “นาม” กบั “รูป” ทงั้ สองนี ้ เวียนวนมาใน วฏั สงสารสิน้ กาลนานนกั หนาแล้ว ” “ สมควรแล้ว พระผ้เู ป็ นเจ้า ” ปัญหาท่ี ๙ ถามเร่ืองกาลนานยืดยาว “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน คาที่พระผ้เู ป็นเจ้ากลา่ ววา่ “ สิน้ กาลนานนกั หนาแล้วนนั้ ” คาวา่ “ นาน ” นนั้ หมายถึงอะไร ? ” “ ขอถวายพระพร หมายถึง กาล อนั เป็ นอดตี อนาคต ปัจจบุ นั ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า สงั ขารทงั้ หลายมีอยนู่ านทงั้ นนั้ หรือ ? ” “ ขอถวายพระพร บางอยา่ งก็มี บางอยา่ งก็ไมม่ ี ” “ อะไรมี…อะไรไมม่ ี ? ” “ ขอถวายพระพร สงั ขารที่ลว่ งลบั ดบั สลายไปแล้ว แปรปรวนไป แล้ว ไมม่ ีสว่ นสงิ่ ที่เป็นผลกรรม และสงิ่ ท่ีเป็นผลกรรมให้เกิดตอ่ ไปนนั้ ยงั มีอยนู่ าน สตั ว์เหลา่ ใดตายไปแล้ว สตั ว์เหลา่ นนั้ ไปเกิดในที่อ่ืน สตั ว์ ๑๑๔
เหลา่ นนั้ ยงั มีอยนู่ าน สว่ นพระอริยบคุ คลที่ดบั ขนั ธ์เข้าสพู่ ระนพิ พาน แล้ว ไมม่ ีอยอู่ ีก เพราะปรินพิ พานแล้วขอถวายพระพร ” “ ถกู แล้ว พระผ้เู ป็ นเจ้า ” จบวรรคท่ี ๒ มลิ นิ ทปัญหา วรรคท่ี ๓ ปัญหาท่ี ๑ ถามมูลเหตแุ ห่งกาลทงั้ ๓ พระเจ้ามลิ ินท์ตรัสถามวา่ “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน อะไรเป็นมลู แหง่ กาลนาน อนั เป็นอดีต อนาคต ปัจจบุ นั ? ” พระเถระตอบวา่ “ ขอถวายพระพร อวิชชา เป็นมลู แหง่ กาลนาน อนั เป็นอดีต อนาคต ปัจจบุ นั เพราะวา่ อวชิ ชา เป็นปัจจยั ให้เกิด สงั ขาร สงั ขาร เป็นปัจจยั ให้เกิด นามรูป นามรูป เป็ นปัจจยั ให้เกิด สฬายตนะ สฬายตนะ เป็นปัจจยั ให้เกิด อปุ าทาน อปุ าทาน เป็นปัจจยั ให้เกิด ภพ ภพ เป็นปัจจยั ให้เกิด ชาติ ชาติ เป็นปัจจยั ให้เกิด ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทกุ ข์ โทมนสั อปุ ายาส ( ตงั้ แต่ อวิชชา มาถงึ อปุ ายาส รวม เรียกวา่ ปฏิจจสมปุ บาท ) เป็นอนั วา่ ความเกิดขนึ ้ แหง่ กองทกุ ข์ทงั้ สนิ ้ นี ้ยอ่ มมีด้วยอาการอยา่ งนี ้ปรุ ิมโกฏิ คอื ท่ีสดุ เบอี ้ งต้นแหง่ กาลนาน ๑๑๕
ยอ่ มไมป่ รากฏ ” “ พระผ้เู ป็นเจ้าแก้ไขถกู ต้องดีแล้ว ” ปัญหาท่ี ๒ ถามท่สี ุดเบอื้ งต้นแห่งสงสาร “ คาที่พระผ้เู ป็นเจ้ากลา่ ววา่ “ ปรุ ิมโกฏิไมป่ รากฏนนั้ ” โยมยงั สงสยั อยู่ อะไรเป็นปรุ ิมโกฏิ กาลนานอนั อนั เป็นอดีตนนั้ หรือเป็นปรุ ิม โกฏิ ? ” “ มหาราชะ ปรุ ิมโกฏินนั้ แหละ เป็นกาลนานอนั เป็ นอดีต ” “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน เพราะเหตไุ รปรุ ิมโกฏิจงึ ไมป่ รากฏ ? ” “ ขอถวายพระพร ปรุ ิมโกฏิบางอย่างก็ปรากฏ บางอย่างก็ไม่ ปรากฏ ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า อยา่ งไหนปรากฏอยา่ งไหนไมป่ รากฏ ? ” “ ขอถวายพระพร ส่งิ ทงั้ ปวงที่ไมเ่ คยมีเบอื ้ งต้นปรากฏเลย ตงั้ แต่ ไหนแตไ่ รมา อนั นีแ้ หละ เรียกวา่ ปรุ ิมโกฏิ คือท่ีสดุ เบือ้ งต้นไมป่ รากฏ อีกประการหนงึ่ สงิ่ ที่ไมเ่ คยมีมามีขนึ ้ มีขนึ ้ แล้วกลบั หายไป อนั นีแ้ หละ เรียก วา่ ปรุ ิมโกฏิ คือท่ีสดุ เบือ้ งต้นปรากฏ ” “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน ข้อที่วา่ ท่ีสดุ เบอื ้ งต้นไมป่ รากฏนนั้ จะเปรียบ เหมือนด้วยสงิ่ ใด ขอนมิ นต์อปุ มา ” ๑๑๖
อุปมาด้วยพชื “ ขอถวายพระพร พืชเลก็ ๆ ที่อาศยั แผน่ ดนิ แล้วเกิดมีใบ มีดอก มี ผล ถึงซงึ่ ความเจริญงอกงามไพบลู ย์ไปตามลาดบั ผลก็เกิดจากพืชนนั้ ลาดบั นนั้ ต้นของพืชนนั้ ก็มีใบ ดอกผล ถึงซง่ึ ความเจริญงอกงาม ไพบลู ย์ไปตามลาดบั ที่สดุ แหง่ การสืบตอ่ แหง่ พืชนีม้ ีอยหู่ รือไม่ ? ” “ ไมม่ ี พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ คือที่สดุ เบือ้ งต้นแหง่ กาลนานไมป่ รากฏ ” “ ขอนิมนต์อปุ มาให้ยงิ่ ขนึ ้ ไป ” อุปมาด้วยแม่ไก่ “ มหาราชะ ไขอ่ อกจากแมไ่ ก่ แมไ่ กอ่ อกมาจากไข่ ไขก่ ็ออกมาจาก ไกอ่ ีก ที่สดุ แหง่ การสืบตอ่ แหง่ ไก่นีม้ ีอยหู่ รือไม่ ? ” “ ไมม่ ี พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพติ ร ที่สดุ เบือ้ งต้นแหง่ กาลนานไม่ ปรากฏ ” “ ขอนมิ นต์อปุ มาให้ยิง่ ขนึ ้ ไปอีก ” อุปมาด้วยกงรถ “ พระนาคเสนจงึ ขีดเป็ นกงรถลงที่พืน้ ดนิ แล้วถามพระเจ้ามลิ ินท์วา่ ๑๑๗
ท่ีสดุ แหง่ กงรถนีม้ ีอยหู่ รือไม่ ? ” “ ไมม่ ี พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพิตร สมเดจ็ พระธรรมสามสิ รตรัสไว้วา่ “ กงจกั รเหลา่ นีไ้ ด้แก่ จกั ขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน ” ขอถวาย พระพร จกั ขวุ ญิ ญาณ ยอ่ มเกิดพราะอาศยั จกั ขุ กบั รูป เมื่อสิ่งทงั้ ๓ นนั้ รวมกนั ก็เป็น ผสั สะ ผสั สะ เป็นปัจจยั ให้เกิด เวทนา ” เวทนา เป็นปัจจยั ให้เกิด ตณั หา ตณั หา เป็นปัจจยั ให้เกิด อปุ าทาน อปุ าทาน เป็นปัจจยั ให้เกิด กรรม จกั ขุ ก็เกิดจาก กรรม อีก ที่สดุ แหง่ การสืบตอ่ อนั นีม้ ีอยหู่ รือไม่ ? ” “ ไมม่ ี พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ ขอถวายพระพร โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชวิ หาวญิ ญาณ กายวญิ ญาณ มโนวิญญาณ ยอ่ มเกิดขนึ ้ เพราะอาศยั เสียงกบั หู จมกู กบั กลน่ิ ลนิ ้ กบั รส กายกบั โผฏฐัพพะ มโนกบั ธรรมะ เม่ือส่งิ ทงั้ ๓ รวมกนั เข้าก็เป็น ผสั สะ แล้วทาให้เกิด เวทนา ตณั หา อปุ ทาน กรรม แล้ว โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน ก็เกิดจากกรรมนนั้ อีก ท่ีสดุ แหง่ การ สืบตอ่ นีม้ ีอยหู่ รือไม่ ? ” “ ไมม่ ี พระผ้เู จ้าเป็นเจ้า ” “ ข้อนีฉ้ นั นนั้ แหละ มหาบพติ ร คอื ท่ีสดุ เบือ้ งต้นยอ่ มไมป่ รากฏ ขอ ๑๑๘
ถวายพระพร ” “ ชอบแล้ว พระนาคเสน ” อธิบาย ฏีกามลิ นิ ท์ อธิบายคาวา่ “ เขียนกงรถลงท่ีพนิ ้ ดนิ ” ได้แก่เขียนกง รถลงไปท่ีพืน้ ดนิ เวียนรอบแล้วรอบเลา่ ๆ แล้วจงึ ได้ถามปัญหาขนึ ้ อยา่ งนนั้ ปัญหาท่ี ๓ ถามความปรากฏแห่งท่สี ุดเบอื้ งต้น “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน พระผ้เู ป็นเจ้าได้กล่าวไว้แล้ววา่ ท่ีสดุ เบือ้ งต้น บางอย่างปรากฏ บางอยา่ งไมป่ รากฏ จงึ ขอถามวา่ อยา่ งไหนปรากฏ อยา่ งไหนไมป่ รากฏ ? ” “ ขอถวายพระพร สง่ิ ทงั้ ปวงที่ไมเ่ คยมีเบือ้ งต้นปรากฏมาเม่ือก่อน นนั้ แหละ เรียกวา่ ที่สดุ เบอื ้ งต้นไมป่ รากฏ ส่งิ ใดไมเ่ คยมีแตม่ ีขนึ ้ ครัง้ มี ขนึ ้ แล้วก็หายไป อนั นีแ้ หละ เรียกวา่ ที่สดุ เบอื ้ งต้นปรากฏ ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ส่ิงใดไมเ่ คยมีมามีขนึ ้ มีขนึ ้ แล้วหายไป ที่สดุ เบอื ้ งต้นอนั ขาดไปเป็น ๒ ฝ่ าย ก็ได้ความแล้วไมใ่ ชห่ รือ ? ” “ ขอถวายพระพร ถ้าท่ีสดุ เบือ้ งต้นตดั ออกไปเป็น ๒ ฝ่ ายแล้วก็ได้ ความ ” ๑๑๙
“ พระผ้เู ป็นเจ้าอาจให้โยมเข้าได้เป็น ๒ ฝ่ ายหรือไม่ ? ” “ ขอถวายพระพร อาจให้เข้าพระทยั ได้ ” “ โยมไมไ่ ด้ถามข้อนี ้พระผ้เู ป็นเจ้าอาจให้โยมเข้าใจได้โดยที่สดุ หรือไม่ ? ” “ อาจ ขอถวายพระพร ” “ ขอนมิ นต์อปุ มาด้วย ” พระเถระก็ได้ยกเอาต้นไม้ขนึ ้ อปุ มาดงั ท่ีว่ามาแล้วนนั้ พระเจ้ามลิ ินท์จงึ ตรัสว่า “ พระผ้เู ป็นเจ้ากลา่ วแก้ดแี ล้ว ” อธิบาย พืชยอ่ มเกิดเป็นต้นไม้แล้วมีใบ ดอก ผล เป็นลาดบั ไป ฉนั ใด กอง แหง่ ทกุ ข์ทงั้ สนิ ้ ก็เกิดตอ่ กนั ไมป่ รากฏเบือ้ งต้นว่า เกิดมาแตค่ รัง้ ไหน ฉนั นนั้ ได้ใจความวา่ รูปนามของสรรพสตั ว์ทงั้ หลายนี ้ ไมป่ รากฏวา่ เบอื ้ งต้นเกิดมาแตเ่ มื่อไรเพราะเกิดตอ่ ๆ กนั มาเป็นลาดบั ปัญหาท่ี ๔ ถามถงึ ความเกดิ ขึน้ แห่งสังขาร “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน สงั ขารบางอยา่ งเกิดขนึ ้ มีอยหู่ รือ ? ” “ ขอถวายพระพร มีอยู่ ” ๑๒๐
“ ได้แก่สงั ขารเหลา่ ไหน ? ” “ มหาราชะเมื่อ จกั ขุ โสตะ ฆานะ ชวิ หา กาย มโน มีอยู่ จกั ขุ วิญญาณ โสตวญิ ญาณ ฆานวิญญาณ ชวิ หาวิญญาณ กายวญิ ญาณ มโนวญิ ญาณ ก็มีอยู่ เวทนาอนั เกิดเพราะ จกั ขสุ มั ผสั โสตสมั ผสั ฆาน สมั ผสั ชิวหาสมั ผสั กายสมั ผสั มโนสมั ผสั ก็มีอยู่ เม่ือมีเวทนา ก็มี ตณั หา อปุ าทาน ภพชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวะ ทกุ ข์ โทมนสั อุ ปายาสขนึ ้ เป็นอนั วา่ ความเกิดขนึ ้ แหง่ กองทกุ ข์ทงั้ สนิ ้ นนั้ มีขนึ ้ อย่างนี ้ เม่ือจกั ขุ โสตะ ฆานะ ชวิ หา กาย มโนไมม่ ี วญิ ญาณ ๖ สมั ผสั ๖ เวทนา ๖ นนั้ ก็ไมม่ ี เมื่อไม่มีเวทนา ก็ไมม่ ีตณั หา อปุ าทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวะ ทกุ ข์ โทมนสั อปุ ายาส เป็ นอนั ว่า ความดบั ไป แหง่ กองทกุ ข์ทงั้ สนิ ้ มีขนึ ้ อยา่ งนี ้ขอถวายพระพร ” “ พระผ้เู ป็นเจ้าแก้ถกู ต้องดแี ล้ว ” สรุปความ ปัญหานีท้ า่ นถามตอ่ เน่ืองมาจากปัญหาท่ีแล้ว คือ วงรถ ท่ีเป็น วงกลม หรือเรียกวา่ กงจกั ร นน่ั เอง ได้แก่ ตา หู จมกู ลิน้ กาย ใจ รวม เรียกวา่ อายตนะภายใน ๖ สว่ น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมา รมณ์ รวมเรียกวา่ อายตนะภายนอก ๖ ทงั้ หมดรวมเรียกวา่ สฬายต นะ หรือที่เรียกกนั วา่ ทวาร อนั เป็นทางเข้าของอารมณ์ตา่ ง ๆ ๑๒๑
ยกตวั อย่างเชน่ เม่ือตาเห็นรูป เรียกวา่ จกั ขวุ ญิ ญาณ ( ประสาท รับรู้ทางตา ) สว่ นอวั ยวะอ่ืนก็ทาหน้าท่ีกนั เป็นคู่ ๆ จะไมน่ ามากลา่ ว ย้อนอีก รวมความวา่ เมื่อ ๓ อยา่ งคือ อายตนะภายใน อายตนะ ภายนอก วญิ ญาณ มากระทบกนั จงึ เรียกวา่ ผสั สะ ผสั สะเป็นปัจจยั คือเป็นเหตใุ ห้เกิด เวทนา ได้แก่อารมณ์ที่พอใจบ้าง ไมพ่ อใจบ้าง ไม่ สนใจบ้าง เป็ นต้น เวทนา ทาให้เกิด ตณั หา อปุ าทาน กรรม กล่าวรวม ๆ คือกระทาไป ด้วยความหลงผิด สง่ ผลให้เกิด สฬายตนะ อีกให้สืบตอ่ หมนุ เวียน อยา่ งนีเ้ป็ นวฏั จกั ร เรียกวา่ ปรุ ิมโกฏิ คือหาเบือ้ งต้นไมไ่ ด้ หาเบอื ้ ง ปลายไมพ่ บ สนิ ้ กาลนานนกั หนา อนั เป็นอดีต อนาคต และปัจจบุ นั ที่ เป็นเชน่ นีเ้พราะมี อวิชชา เป็ นมลู เหตุ อปุ มาเหมือนกบั เมล็ดพืชกบั ต้นไมเ่ หมือนไขก่ บั แมไ่ ก่ และ เหมือน กงรถนี ้ เป็นอนั วา่ ความเกิดขนึ ้ แหง่ กองทกุ ข์มีขนึ ้ อยา่ งนีซ้ ง่ึ เป็นการ ตอบคาถาม ของพระเจ้ามิลินท์ท่ีถามวา่ “ สงั ขารเหลา่ ไหนที่เกิดมี ขนึ ้ ? ” แล้วพระนาคเสนทา่ นก็แก้ตอ่ ไปวา่ สฬายตนะ ไมม่ ี วิญญาณ ผสั สะ เวทนา ก็ไมม่ ี ตณั หา อปุ าทาน กรรม ทกุ ข์ตา่ ง ๆ ก็ไมม่ ี รวมความวา่ ความดบั ไปแหง่ กองทกุ ข์ทงั้ สนิ ้ มี ขนึ ้ อยา่ งนี ้ดงั ที่ได้สรุปให้เช่ือมโยงกนั ทงั้ หมดนี ้ ๑๒๒
สว่ นปัญหาที่ ๕ เป็นข้อตอ่ ไป จะเป็นคาถามท่ีตรงกบั ข้ามกบั ข้อที่ ๔ มีวา่ อยา่ งนี ้ ปัญหาท่ี ๕ ถามถงึ ความมีขนึ้ แห่งสังขารท่ไี ม่มี “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน สงั ขารบางอยา่ งไมม่ ี แตม่ ีขนึ ้ มีบ้างหรือไม่ ? ” “ ขอถวายพระพร ไมม่ ี สงั ขารที่มีอยเู่ ทา่ นนั้ มีขนึ ้ เชน่ พระราช มณเฑียรที่มหาบพติ รประทบั นง่ั อยนู่ ี ้เม่ือก่อนไมม่ ี แตม่ ีขนึ ้ ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ในข้อนีไ้ ด้ความว่าสงั ขารทกุ อยา่ งท่ีไมม่ ี แตม่ ี ขนึ ้ ….ไมม่ ี มีขนึ ้ เฉพาะท่ีมีอยเู่ ทา่ นนั้ ” อุปมาพระราชมณเฑยี ร “ ขอถวายพระพร ไม้ที่นามาทาพระราชมณเฑียรนี ้ ได้เกิดอยแู่ ล้ว ในป่ า ดนิ เหนียวนีไ้ ด้มีท่ีแผน่ ดนิ แตม่ ามีขนึ ้ ในที่นีด้ ้วยความพยายาม ของสตรีและบรุ ุษทงั้ หลาย เป็นอนั วา่ พระราชมณเฑียรนีม้ ีขนึ ้ ด้วย อาการอย่างนี ้ ฉนั ใด สงั ขารบางอยา่ งท่ีไมม่ ีแล้วมีขนึ ้ …ไมม่ ี มีขนึ ้ เฉพาะสงั ขารท่ีมีอยเู่ ทา่ นนั้ ฉนั นนั้ ” “ ขอนมิ นต์อปุ มาอีก ” อุปมาด้วยต้นไม้ ๑๒๓
“ ขอถวายพระพร พืชเลก็ ๆ เกิดอยใู่ นแผน่ ดิน พืชเหลา่ นนั้ ย่อมมี ใบ ดอก ผล ตามลาดบั พืชท่ีเกิดเป็นลาต้นเหลา่ นนั้ ไมม่ ีอยู่ แตม่ ีขนึ ้ หา มไิ ด้ ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า เป็นอนั วา่ ต้นไม้เหลา่ นนั้ เป็นของมีอยแู่ ล้ว จงึ มีขนึ ้ ได้อย่างนนั้ นะ ” “ ขอถวายพระพร อยา่ งนนั้ แหละ คือสงั ขารบางอยา่ งที่ไมเ่ คยมี แต่ มีขนึ ้ ..เป็นอนั ไมม่ ี มีขนึ ้ เฉพาะแตท่ ่ีมีอยเู่ ทา่ นนั้ ” “ ขอนิมต์อปุ มาให้ย่งิ ขนึ ้ ” อุปมาด้วยช่างหม้อ “ ขอถวายพระพร ชา่ งหม้อขดุ เอาดนิ จากแผ่นดนิ แล้วมาทาเป็น ภาชนะตา่ ง ๆ ขนึ ้ ภาชนะเหลา่ นนั้ ยงั ไมเ่ คยมี แตม่ ีขนึ ้ จงึ วา่ มีขนึ ้ เฉพาะ ของท่ีมีอยเู่ ทา่ นนั้ ฉนั ใด สงั ขารบางอยา่ งที่ไมม่ ี แตม่ ีขนึ ้ ..เป็นอนั ไมม่ ี มีขนึ ้ เฉพาะแตท่ ี่มีอยเู่ ทา่ นนั้ ฉนั นนั้ ” “ ขอนมิ นต์อปุ มาให้ยิ่งขนึ ้ ไป ” อุปมาด้วยพณิ “ ขอถวายพระพร เหมือนอยา่ งวา่ เม่ือก่อนใบพิณไมม่ ี หนงั ขนึ ้ พิณ ก็ไมม่ ี รางพณิ ก็ไมม่ ี คนั พณิ ก็ไมม่ ี ลกู บดิ ก็ไมม่ ี สายพิณก็ไมม่ ี นมพิณ ๑๒๔
ก็ไมม่ ี ความพยายามอนั เกิดจากการกระทาของบรุ ุษก็ไมม่ ี แตม่ ีเสียง ขนึ ้ อยา่ งนนั้ หรือ ? ” “ ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนนั้ พระผ้เู ป็ นเจ้า ” “ ขอถวายพระพร เพราะใบพิณมี หนงั ขนึ ้ พณิ ก็มี รางพิณก็มี คนั พิณก็มี ท่ีรองพณิ ก็มี สายพิณก็มี นมพิณก็มี ความพยายามอนั เกิด จากการกระทาของบรุ ุษก็มี จงึ มีเสียงขนึ ้ อยา่ งนนั้ หรือ ? ” “ อยา่ งนนั้ พระผ้เู ป็ นเจ้า ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพิตร คือสงั ขารบางอยา่ งไมม่ ี แตม่ ี ขนึ ้ …เป็นอนั ไมม่ ี มีขนึ ้ เฉพาะแตท่ ี่มีอยเู่ ทา่ นนั้ ” “ ขอนิมนต์อปุ มายง่ิ ขนึ ้ ไปอีก ” อุปมาด้วยไฟ “ ขอถวายพระพร เหมือนอยา่ งว่าแมไ่ ม้สีไฟไมม่ ี ลกู ไม้สีไฟก็ไมม่ ี เชือกที่ผกู ไม้สีไฟก็ไมม่ ี ไม้ที่จะหนนุ ขนึ ้ ไว้ก็ไมม่ ี ป๋ ยุ หรือฝอยในแมไ่ ม้สี ไฟก็ไมม่ ี ความพยายามอนั เกิดจากกการกระทาของบรุ ุษก็ไมม่ ี แตม่ ี ไฟขนึ ้ อยา่ งนนั้ หรือ ? ” “ ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนนั้ พระผ้เู ป็ นเจ้า ” “ ขอถวายพระพร เพราะเหตทุ ี่แมไ่ ม้สีไฟก็มี ลกู ไม้สีไปก็มี เชือกรัด แมไ่ ม้สีไฟก็มี ไม้สาหรับหนนุ แมไ่ ม้สีไฟให้สงู ขนึ ้ ก็มี ป๋ ยุ หรือฝอยในแม่ ๑๒๕
ไม้สีไฟก็มี ความพยายามอนั เกิดจากการกระทาของบรุ ุษก็มี ไฟนนั้ จงึ มีขนึ ้ ได้อยา่ งนนั้ หรือ ? ” “ อยา่ งนนั้ พระผ้เู ป็ นเจ้า ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ คือสงั ขารบางอยา่ งไมม่ ี แตม่ ีขนึ ้ …เป็นอนั ไม่ มี มีขนึ ้ เฉพาะแตท่ ่ีมีอยแู่ ล้วเทา่ นนั้ ” “ ขอให้อปุ มาย่งิ ขนึ ้ ไปกวา่ นี ้” อุปมาด้วยแก้วมณี “ ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนแก้วมณีไมม่ ี แสงแดดก็ไมม่ ี ขีโ้ ค แห้งก็ไมม่ ี แตไ่ ฟเกิดขนึ ้ ได้อยา่ งนนั้ หรือ ? ” “ ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนนั้ พระผ้เู ป็ นเจ้า ” “ ขอถวายพระพร ก็เหตทุ ี่แก้วมณีก็มี แสงแดดก็มี ขีโ้ คแห้งก็มี ไฟ จงึ มีขนึ ้ อยา่ งนนั้ หรือ ? ” “ อยา่ งนนั้ พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพิตร คอื สงั ขารบางอยา่ งท่ีไมเ่ คยมี แต่ มีขนึ ้ ..ยอ่ มไมม่ ีมีขนึ ้ แตเ่ ฉพาะที่มีอยแู่ ล้วเท่านนั้ ” “ ขอนมิ นต์อปุ มาให้ย่ิงไปกวา่ นีอ้ ีก ” อุปมาด้วยกระจกเงา ๑๒๖
“ ขอถวายพระพร เปรียบเชน่ กบั กระจกเงาไมม่ ี แสงสวา่ งก็ไมม่ ี หน้าคนท่ีจะสอ่ งก็ไมม่ ีแตม่ ีหน้าคนเกิดขนึ ้ ที่กระจกเงานนั้ อยา่ งนนั้ หรือ ? ” “ ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนนั้ พระผ้เู ป็ นเจ้า ” “ ขอถวายพระพร เพราะเหตทุ ี่กระจกเงาก็มีอยู่ แสงสวา่ งก็มีอยู่ หน้าคนท่ีสอ่ งกระจกนนั้ ก็มีอยู่ เงาหน้าคนจงึ ปรากฏท่ีกระจกอยา่ งนนั้ หรือ ? ” “ อยา่ งนนั้ พระผ้เู ป็ นเจ้า ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพิตร คือสงั ขารบางอยา่ งที่ยงั ไมเ่ คยมี แตม่ ีขนึ ้ …ยอ่ มไมม่ ีมีขนึ ้ เฉพาะที่เคยมีอยแู่ ล้วเท่านนั้ ขอถวายพระพร ” “ ผ้เู ป็นเจ้าแก้ถกู ต้องดแี ล้ว ” ( ฎีกามลิ ินท์ อธิบายคาวา่ “ มีอยู่ ” หมายถึงมีอยแู่ ล้วในอดตี กาล ) ปัญหาท่ี ๖ ถามเร่ืองผู้ถงึ เวทย์ พระเจ้ามลิ นิ ท์ตรัสถามวา่ “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน เวทคู คือผ้ถู งึ เวทย์มีอยหู่ รือ? ” พระเถระจงึ ย้อนถามวา่ “ มหาบพติ ร ในข้อนีใ้ ครชื่อวา่ เวทคู ? ” พระเจ้ามิลนิ ท์ตรัสตอบว่า ๑๒๗
“ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า อพั ภนั ตรชีพ คอื สิง่ ที่เป็นอยใู่ นภายในนี ้ยอ่ ม เหน็ รูปด้วยตาได้ยินเสียงด้วยหู สดู ดมกลนิ่ ด้วยจมกู ลมิ ้ รสด้วยลนิ ้ ถกู ต้องสมั ผสั ด้วยกาย รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ นีแ้ หละช่ือว่า “ เวทคู ” โยมจะเปรียบให้พระผ้เู ป็นเจ้าฟัง เหมือนหนง่ึ วา่ เราทงั้ สองนงั่ อยทู่ ่ี ปราสาทนีป้ รารถนาจะแลดอู อกไปทางช่องหน้าตา่ งใด ๆ ก็แลดู ออกไปทางชอ่ งหน้าตา่ งนนั้ ๆ จะเป็นทางตะวนั ออก หรือทางตะวนั ตก ทางเหนือ ทางใต้ ก็ได้ตามประสงค์ฉนั ใด อพั ภนั ตรชีพ คือส่ิงที่เป็นอยู่ ในภายในร่างกายนี ้ ต้องการจะดอู อกไปทางทวารใด ๆ ก็ดอู อกไปทาง ทวารนนั้ ๆ แล้วก็ได้เหน็ รูปด้วยตา ได้ฟังเสียงด้วยหู ได้สดู ดมกล่ินด้วย จมกู ได้รู้รสด้วยลนิ ้ ได้ถกู ต้องสมั ผสั ด้วยกาย ได้รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ ฉนั นนั้ ” พระนาคเสนถวายพระพรตอบวา่ “ อาตมภาพจะกลา่ วให้ยงิ่ ขนึ ้ ไป คือเราทงั้ สองนงั่ อยทู่ ี่ปราสาทนี ้ ต้องการจะแลออกไปทางชอ่ งหน้าตา่ งใด ๆ จะเป็นทางตะวนั ออกหรือ ตะวนั ตก ทางเหนือ ทางใต้ ก็ได้เห็นรูปตา่ ง ๆ ฉนั ใด บคุ คลต้องได้เห็นรูปด้วยตา หู จมกู ลิน้ กายใจ อนั เป็น อพั ภนั ตร ชีพ อยา่ งนนั้ หรือ ? ต้องได้ฟังเสียงด้วยตา หู จมกู ลิน้ กาย ใจ ฉันนนั้ หรือ? ต้องได้สดู กลนิ่ ด้วยตา หู จมกู ลนิ ้ กาย ใจ ฉนั นนั้ หรือ? ๑๒๘
ต้องได้รู้รสด้วยตา หู จมกู ลนิ ้ กาย ใจ ฉนั นนั้ หรือ? ต้องถกู ต้องสมั ผสั ด้วยตา หู จมกู ลิน้ กาย ใจ ฉนั นนั้ หรือ ? ต้องรู้ธรรมารมณ์ด้วยตา หู จมกู ลิน้ กาย ใจ ฉนั นนั้ หรือ? ” “ ไมใ่ ชฉ่ นั นนั้ พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ ขอถวายพระพร คาหลงั กบั คาก่อน หรือคาก่อนกบั คาหลงั ของ มหาบพติ ร ยอ่ มไมส่ มควรแก่กนั เหมือนอยา่ งวา่ เราทงั้ สองนงั่ อยทู่ ่ี ปราสาทนี ้ เมื่อเปิ ดชอ่ งหน้าตา่ งเหลา่ นีไ้ ว้ แล้วแลออกไปภายนอกทาง อากาศอนั กว้างใหญ่ ก็ต้องเหน็ รูปได้ดี ฉนั ใด อพั ภนั ตรชีพ นนั้ เม่ือ เปิดจกั ขทุ วารหนั หน้าออกไปภายนอกทางอากาศอนั กว้างใหญ่ก็เห็น รูปได้ดี เมื่อเปิดหู จมกู ลิน้ กาย ใจ ไว้แล้วหนั หน้าออกไปภายนอก ทางอากาศอนั กว้างใหญ่ ต้องเห็นรูปได้ดฉี นั นนั้ อยา่ งนนั้ หรือ ? ” “ ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนนั้ พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ ขอถวายพระพร คาหลงั กบั คาก่อนหรือคากอ่ นกบั คาหลงั ของ มหาบพิตร ย่อมไมส่ มควรแกก่ นั เหมือนอยา่ งวา่ มียาจกเข้ามารับ พระราชทานสิ่งใดส่งิ หนง่ึ จากมหาบพติ ร แล้วออกไปยืนอยทู่ ี่ซุ้มประตู ภายนอก มหาบพิตรทรงรู้หรือไม?่ ” “ ออ๋ …รู้ซิ พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ ขอถวายพระพร ผ้ทู ่ีได้รับพระราชทานแล้วเข้าไปภายใน ยืนอยู่ ตรงพระพกั ตร์ของมหาบพิตร พระองคร์ ู้หรือวา่ ผ้นู ีเ้ข้ามาในภายใน มา ๑๒๙
ยืนอย่ขู ้างหน้าเรา ? ” “ รู้ พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพิตร คือ อพั ภนั ตรชีพ นนั้ เมื่อวางรสไว้ ที่ลนิ ้ ก็รู้วา่ เป็นรสเปรีย้ ว หรือรสเคม็ รสขม รสเผ็ด รสฝาด รสหวาน หรือไม่ ? ” “ รู้ พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ เมื่อรสเหลา่ นนั้ ไมเ่ ข้าไปภายใน อพั ภนั ตรชีพ นนั้ รู้หรือไมว่ า่ เป็ น รสเปรีย้ ว รสเคม็ รสขม รสเผ็ด รสฝาด รสหวาน ? ” “ ไมร่ ู้ พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ นี่แหละ มหาบพิตร จึงวา่ คาหลงั กบั คาก่อน หรือคาก่อนกบั คา หลงั ของมหาบพิตรไมส่ มควรแก่กนั ไมส่ มกนั เหมือนกบั มีบรุ ุษผ้หู นง่ึ ให้บรรทกุ นา้ ผงึ ้ ตงั้ ๑๐๐ หม้อ มาเทลงในรางนา้ ผงึ ้ แล้วมดั ปากบรุ ุษ นนั้ ไว้ จงึ เอาทงิ ้ ลงไปในรางนา้ ผงึ ้ บรุ ุษนนั้ จะรู้จกั รสนา้ ผงึ ้ หรือไม่? ” “ ไมร่ ู้ พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ เพราะอะไรละ่ มหาบพิตร ? ” “ เพราะนา้ ผงึ ้ ไมเ่ ข้าไปในปากของเขา ” “ ขอถวายพระพร ด้วยเหตนุ ีแ้ หละ จงึ วา่ คาหลงั กบั คาต้น หรือคา ต้นกบั คาหลงั ของมหาบพติ ร ไมส่ มควรแก่กนั เข้ากนั ไมไ่ ด้ ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า โยมไมอ่ าจสนทนากบั พระผ้เู ป็นเจ้าในข้อนี ้ ๑๓๐
ได้แล้ว ขอพระผ้เู ป็นเจ้าจงแสดงข้อนใึ ้ ห้โยมเข้าใจเถิด ” ลาดบั นนั้ พระเถระจงึ แสดงให้พระเจ้ามลิ นิ ท์เข้าพระทยั ด้วย ถ้อยคาอนั เก่ียวกบั อภิธรรม วา่ “ ขอถวายพระพร จกั ขวุ ิญญาณ ยอ่ มเกิดขนึ ้ ได้ เพราะอาศยั ตา กบั รูป แล้วจงึ มี เวทนา สญั ญา เจตนา ผสั สะ มนสกิ าร อนั เก่ียวข้อง กบั จกั ขวุ ิญญาณนนั้ เกิดขนึ ้ ตามปัจจยั ถึง โสตวิญญาณ ฆาน วิญญาณ ชวิ หาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ ก็เกิดขนึ ้ ได้ เพราะอาศยั หกู บั เสียง จมกู กบั กลนิ่ ลิน้ กบั รส กายกบั โผฏฐัพพะ ใจ กบั ธรรมารมณ์แล้วจงึ เกิด เวทนา สญั ญา เจตนา ผสั สะ มนสกิ าร เหมือนกนั เป็นอนั วา่ ผ้ชู ื่อวา่ “ เวทคู ” ไมม่ ีในข้อนี ้ขอถวายพระพร ” พระเจ้ามิลนิ ท์บรมกษัตริย์ ได้ฟังชดั ก็โสมนสั ปรีดา มีพระราชดารัส ตรัสสรรเสริญวา่ “ พระผ้เู ป็นเจ้าวิสชั นานี ้สมควรแล้ว ” อธิบาย คาวา่ “ เวทคู ” แปลวา่ ผ้ถู ึงเวทย์ ทา่ นหมายความวา่ เป็นผ้ถู ึงซงึ่ ความรู้ คือผ้รู ับรู้สงิ่ ตา่ ง ๆ พระเจ้ามิลนิ ทร์เข้าใจวา่ เวทคู นนั้ เป็น สตั ว์ บคุ คล ตวั ตน เป็นของมีชีวิตอยภู่ ายใน อนั เรียกวา่ อพั ภนั ตรชีพ วา่ เป็นผ้เู ห็นรูปด้วยตา ฟังเสียงด้วยหู หรือดมกลิ่นด้วยจมกู เป็นต้น ซงึ่ ๑๓๑
เป็ นการเข้ าใจผดิ สว่ นท่ีถกู นนั้ พระนาคเสนทา่ นกลา่ ววา่ ไมม่ ีสตั ว์ บคุ คล ตวั ตน หรือ อพั ภนั ตรชีพ คือสงิ่ ท่ีเป็นอยใู่ นภายใยเป็นเวทคเู ลย การที่รู้ อารมณ์ตา่ ง ๆ นนั้ ได้แก่ วญิ ญาณ อนั เกิดทางตา หู จมกู ลนิ ้ กาย ใจ กบั เวทนา สญั ญา เจตนา ผสั สะ มนสกิ าร ตา่ งหากดงั นี ้ คอื ข้อนีท้ า่ น มงุ่ แสดงเป็นปรมตั ถ์ ( คือเร่ืองของจิตและเจตสิก) ไมไ่ ด้มงุ่ แสดงเป็น สมมตุ ิ ( คือธรรมะทวั่ ไป ) ถ้าวา่ เป็นสมมตุ ิ เวทคู นนั้ ก็มีตวั ตน ดงั นี ้ ปัญหาท่ี ๗ ถามถงึ ความเก่ยี วกับแห่งจักขุวญิ ญาณ กบั มโนวิญญาณ “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน จกั ขวุ ิญญาณ เกิดในที่ใด มโนวญิ ญาณ ก็ ตามไปเกิดในที่นนั้ หรือ ? ” “ อยา่ งนนั้ มหาบพติ ร ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า จกั ขวุ ญิ ญาณเกิดก่อน มโนวิญญาณเกิดที หลงั หรืออยา่ งไร ? ” “ ขอถวายพระพร จกั ขวุ ิญญาณเกิดก่อน มโนวิญญาณเกิดทีหลงั ” “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน ก็จกั ขวุ ิญญาณบงั คบั มโนวญิ ญาณไว้หรือวา่ เราจกั เกิดในท่ีใดเจ้าจงเกิดในที่นนั้ หรือมโนวิญญาณสงั่ จกั ขุ วิญญาณไว้วา่ เจ้าจกั เกิดในที่ใด เราก็จกั เกิดในที่นนั้ อยา่ งนนั้ หรือ ? ” ๑๓๒
“ ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนนั้ มหาบพติ ร วิญญาณทงั้ สองนนั้ พดู จากนั ไมไ่ ด้ ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ถ้าอยา่ งนนั้ ไฉนจงึ วา่ จกั ขวุ ิญญาณเกิดในที่ ใด มโนวญิ ญาณก็เกิดในท่ีนนั้ ” “ ขอถวายพระพร ที่วา่ อยา่ งนนั้ เพราะเป็นของลมุ่ ๑ เป็นประตู ๑ เป็นที่สะสมมา ๑ เป็ นสิ่งที่เคยประพฤตมิ า ๑ ” เพราะเป็ นของลุ่ม “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน จกั ขวุ ิญญาณเกิดในที่ใด มโนวิญญาณก็เกิด ในที่นนั้ เพราะเป็ นของลมุ่ นนั้ คอื อยา่ งไร ขอนมิ นตอ์ ปุ มาด้วย? ” “ ขอถวายพระพร เมื่อฝนตกลงมามหาบพิตรทรงเข้าพระทยั วา่ นา้ จะไปทางไหน ? ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ที่ลมุ่ มีอยทู่ างใดนา้ ก็ต้องไปทางนนั้ ” “ ขอถวายพระพร เมื่อฝนตกลงมาอีกนา้ จะไหลไปทางไหน ? ” “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน นา้ ก่อนไปทางใด นา้ ใหมก่ ็ต้องไปทางนนั้ ” “ ขอถวายพระพร นา้ กอ่ นสงั่ นา้ หลงั ไว้หรือวา่ เราไปทางใด เจ้าจง ไปทางนนั้ หรือว่านา้ หลงั สงั่ นา้ กอ่ นไว้วา่ เจ้าจกั ไปทางใด เราก็จกั ไป ทางนนั้ ? ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า นา้ ทงั้ สองนนั้ พดู จากนั ไมไ่ ด้ แตน่ า้ นนั้ ไหลไป ได้ เพราะทางนนั้ เป็นทางลมุ่ เป็นทางต่าตา่ งหาก ” ๑๓๓
“ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพิตร คือจกั ขวุ ญิ ญาณเกิดในท่ีใด มโน วญิ ญาณก็เกิดในท่ีนนั้ เพราะที่นนั้ เป็นท่ีลมุ่ เป็นที่ต่าจกั ขวุ ญิ ญาณ ไมไ่ ด้สง่ั มโนวิญญาณไว้วา่ เราเกิดในท่ีใด เจ้าจงเกิดในที่นนั้ มโน วิญญาณก็ไมไ่ ด้สง่ั จกั ขวุ ญิ ญาณไว้เหมือนกนั วิญญาณทงั้ สองนนั้ ไม่ มีการพดู จากนั แตว่ า่ เกิดในที่นนั้ ในสง่ิ นนั้ เพราะท่ีนนั้ สิ่งนนั้ เป็นเหมือน ที่ลมุ่ ท่ีตา่ ฉะนนั้ ” เพราะเป็ นประตู “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน ข้อท่ีวา่ จกั ขวุ ญิ ญาณเกิดในท่ีใด มโนวิญ ญาณก็เกิดในท่ีนนั้ เพราะเป็นประตู นนั้ อยา่ งไร ขอได้โปรดอปุ มา ด้วย ? ” “ ขอถวายพระพร เหมือนอยา่ งวา่ หวั เมืองชายแดนของพระราชา มี ป้ อมคา่ ยประตหู อรบแนน่ หนาแข็งแรง แตม่ ีประตเู ข้าออกเพียงประตู เดยี ว มีผ้อู ยากจะออกไปจากพระนครนนั้ จะออกไปทางไหน ? ” “ ออกไปทางประตซู ิ พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ ขอถวายพระพร ยงั มีบรุ ุษอีกคนหนงึ่ อยากจะออกไป เขาจะ ออกไปทางไหน? ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า บรุ ุษคนก่อนออกไปทางประตใู ด บรุ ุษคน หลงั ก็ต้องออกไปทางประตนู นั้ แหละ ” ๑๓๔
“ ขอถวายพระพร บรุ ุษคนก่อนสงั่ บรุ ุษคนหลงั ไว้หรือวา่ เราออก ทางประตใู ด เจ้าจงออกทางประตนู นั้ หรือบรุ ุษคนหลงั สงั่ บรุ ุษคนก่อน ไว้วา่ เจ้าออกทางประตใู ด เราก็จกั ออกทางประตนู นั้ ? ” “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน บรุ ุษทงั้ สองนนั้ ไมไ่ ด้บอกกนั ไว้เลย แตเ่ ขา ออกไปทางเดียวกนั เพราะทางนนั้ เป็นประตู ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพติ ร จกั ขวุ ญิ ญาณเกิดในที่ใด มโน วญิ ญาณก็เกิดในที่นนั้ เพราะที่นนั้ เป็นประตู ไมใ่ ชจ่ กั ขวุ ิญญาณสง่ั ที่ มโนวญิ ญาณไว้ หรือมโนวิญญาณสงั่ จกั ขวุ ิญญาณไว้ ทงั้ สองนนั้ ไมม่ ี การพดู จากนั แตเ่ กิดขนึ ้ ในท่ีแหง่ เดียวกนั เพราะท่ีนนั้ เป็นประตู ” เพราะเป็ นท่สี ะสมมา “ ข้าแตพ่ ระเป้ นเจ้า ข้อวา่ จกั ขวุ ญิ ญาณเกิดในท่ีใด มโนวิญญาณก็ เกิดในที่นนั้ เพราะเป็นท่ีสะสมมา นนั้ คืออยา่ งไรขออปุ มาให้แจ้ง ด้วย ? ” “ ขอถวายพระพร เกวียนเลม่ แรกไปก่อนแล้ว มหาบพิตรจะเข้า พระทยั วา่ เกวียนเลม่ ที่ ๒ จะไปทางไหน ? ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า เกวียนเลม่ แรกไปทางใด เกวียนเลม่ หลงั ก็ ต้องไปทางนนั้ ” “ ขอถวายพระพร เกวียนเลม่ ก่อนสงั่ เกวียนเลม่ หลงั ไว้หรือวา่ เรา ๑๓๕
ไปทางใดเจ้าจงไปทางนนั้ หรือวา่ เกวียนเลม่ หลงั สง่ั เกวียนเลม่ ก่อนไว้ วา่ เจ้าจกั ไปทางใด เราก็จกั ไปทางนนั้ ? ” “ ไมไ่ ด้สง่ั ไว้เลย ผ้เู ป็นเจ้า เพราะเกวียนทงั้ สองนนั้ ไมม่ ีการพดู กนั แตไ่ ปทางเดียวกนั เพราะทางนนั้ เป็นทางที่สะสมมาแล้ว ” “ ข้อนีก้ ็ฉันนนั้ แหละ มหาบพิตร จกั ขวุ ญิ ญาณกบั มโนวิญญาณ ไมไ่ ด้สง่ั กนั ไว้เลย แตเ่ กิดในท่ีแหง่ เดยี วกนั เพราะเป็นท่ีสะสมมาแล้ว ” เพราะเป็ นส่ิงท่เี คยประพฤตมิ า “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน ข้อวา่ จกั ขวุ ิญญาณเกิดในที่ใด มโนวิญญาณ ก็เกิดในท่ีนนั้ เพราะเป็นสิ่งที่เคยประพฤตมิ า นนั้ คืออยา่ งไร ขอจง อปุ มาให้ทราบด้วย? ” “ ขอถวายพระพร ผ้ทู ี่เริ่มเรียนศลิ ปะในการนบั ด้วยนิว้ มือ หรือนบั ตามลาดบั หรือขีดเป็นรอยขีด หรือหดั ยงิ ธนู ทีแรกก็ช้ากอ่ นตอ่ มา ภายหลงั ก็ไวขนึ ้ เพราะเป็ นส่งิ ท่ีเคยประพฤตแิ ล้ว คือได้กระทามา เสมอ ฉนั ใด จกั ขวุ ญิ ญาณเกิดในที่ใด มโนวิญญาณก็เกิดในที่นนั้ จกั ขุ วญิ ญาณไมไ่ ด้สงั่ มโนวญิ ญาณไว้เลยวา่ เราเกิดในท่ีใด เจ้าจงเกิดในที่ นนั้ มโนวิญญาณก็ไมไ่ ด้สง่ั จกั ขวุ ิญญาณไว้เลยวา่ เจ้าจะเกิดในที่ใด เราก็จะเกิดในที่นนั้ เพราะเป็ นส่ิงที่เคยประพฤตมิ าแล้ว ฉันนนั้ ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า วญิ ญาณทงั้ สองนนั้ ไมม่ ีการพดู จากนั เลย แต่ ๑๓๖
เกิดในท่ีแหง่ เดียวกนั เพราะได้เคยประพฤตมิ าถงึ โสตวิญญาณ ฆาน วญิ ญาณ ชิวหาวญิ ญาณ กายวิญญาณ ก็เหมือนกนั อยา่ งนนั้ หรือ ? ” “ อยา่ งนนั้ มหาบพิตร เป็นอนั เหมือนกนั หมด ” “ พระผ้เู ป็นเจ้ากลา่ วแก้ถกู ต้องดแี ล้ว ” อธิบาย ข้อนีไ้ ด้ใจความว่า วิญญาณทงั้ ๕ คอื ความรู้สึกทางตา หู จมกู ลนิ ้ กาย ยอ่ มเกิดในท่ีแหง่ เดียวกบั มโนวญิ ญาณ คือความรู้สกึ ทางใจ ด้วยยกตวั อยา่ งเชน่ ตาเห็นรูปได้ช่ือวา่ จกั ขวุ ญิ ญาณ เกิดขนึ ้ ก่อนแล้ว มโนวญิ ญาณ จงึ เกิดทีหลงั ทาให้รู้และเข้าใจได้วา่ รูปที่เหน็ นนั้ เป็นคน สตั ว์ วตั ถสุ ิ่งของ มีลกั ษณะเป็นประการใด เพราะถ้าไมม่ ี มโน วญิ ญาณ เข้าร่วมด้วย ก็เหมือนกบั คนนงั่ ใจลอยเหมอ่ มองไปข้างหน้า เมื่อไปถามวา่ เหน็ อะไรไหม… เขาก็ตอบวา่ เหน็ แตไ่ มร่ ู้วา่ เป็นสิง่ ใด เพราะไมไ่ ด้ตงั้ ใจดู อยา่ งนีเ้ป็นต้น ถึงจะเป็นการฟังเสียง ดมกลิ่น ลิน้ รส สมั ผสั ถกู ต้อง ก็มีสภาพเชน่ เดียวกนั ฉะนนั้ เพราะอาศยั จกั ขวุ ิญญาณ หรือ โสตวิญญาณ หรือ ฆาน วญิ ญาณ หรือ ชิวหาวิญญาณ หรือ กายวิญญาณอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ก็ ตามเกิดขนึ ้ ก่อนแล้ว มโนวิญญาณ จงึ จะเกิดทีหลงั ดงั นี ้ ๑๓๗
ปัญหาท่ี ๘ ถามลักษณะผัสสะ “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน จกั ขวุ ญิ ญาณ เกิดในที่ใด เวทนาก็เกิดในท่ี นนั้ หรือ ? ” “ อยา่ งนนั้ มหาบพติ ร คือ จกั ขวุ ญิ ญาณ เกิดในที่ใด เวทนา ก็เกิด ในท่ีนนั้ ถึง สญั ญา เจตนา ผสั สะ มนสิการ วิตก วจิ าร ก็เกิดใน ในท่ี นนั้ ธรรมทงั้ หลายมี ผสั สะ เป็นต้น ก็เกิดในท่ีนนั้ ขอถวายพระพร ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ผสั สะ มีลกั ษณะอย่างไร ? ” “ ขอถวายพระพร ผสั สะ มีการ กระทบกนั เป็นลกั ษณะ ” “ ขอนิมนต์อปุ มาด้วย ” “ ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนกบั แพะ ๒ ตวั ชนกนั อยู่ จกั ขุ เหมือนกบั แพะตวั หนงึ่ รูป เหมือนกบั แพะอีกตวั หนงึ่ ผสั สะ เหมือนกบั การชนกนั แหง่ แพะทงั้ สอง ” “ ขอนิมนต์อปุ มาให้ยิ่งไป ” “ ขอถวายพระพร เหมือนอยา่ งว่า มือทงั้ สองท่ีตบกนั จกั ขุ เหมือน มือข้างหนง่ึ รูป เหมือนมืออีกข้างหนง่ึ ผสั สะ เหมือนการกระทบกนั แหง่ มือทงั้ สอง ” “ ขอนิมนต์อปุ มาให้ยิ่งขนึ ้ ไปอีก ” “ ขอถวายพระพร เปรียบประดจุ บรุ ุษเป่ าป่ี ๒ เลาขนึ ้ พร้อมกนั จกั ขุ เหมือนปี่ เลาหนงึ่ รูป เหมือนปี่ อีกเลาหนง่ึ ผสั สะ เหมือนการรวมกนั ๑๓๘
แหง่ เสียงป่ี ทงั้ สองเลานนั้ ” “ ถกู แล้ว พระผ้เู ป็นเจ้า ” ปัญหาท่ี ๙ ถามถงึ ลักษณะเวทนา “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน เวทนา มีลกั ษณะอยา่ งไร ? ” “ ขอถวายพระพร เวทนา มีการ ทาให้รู้สกึ เป็นลกั ษณะ อีกอยา่ ง หนงึ่ มีการ เสวย เป็นลกั ษณะ ” “ ขอนมิ นต์อปุ มาด้วย ” “ ขอถวายพระพร เหมือนอยา่ งวา่ มีบรุ ุษผ้หู นงึ่ ทาความดคี วาม ชอบตอ่ พระราชา เมื่อพระราชาทรงพอพระทยั แล้ว ก็ทรงพระราชทาน ทรัพย์ ยศ บริวาร ให้แก่บรุ ุษนนั้ บุรุษนนั้ ก็เพียบพร้อมด้วยกามคณุ ๕ แล้ว เขาก็คดิ ว่าเราได้ทาความดีตอ่ พระราชาไว้แล้ว เราจงึ ได้เสวย ความสขุ อยา่ งนี ้ อีกนยั หนงึ่ เหมือนกบั บรุ ุษคนหนง่ึ ทาบญุ กศุ ลไว้แล้ว ได้ขนึ ้ ไป บงั เกิดในสวรรค์ เขาก็มีความสขุ ด้วยทิพย์สมบตั ิ แล้วเขาก็นกึ ได้วา่ เพราะเราได้ทาบญุ กศุ ลไว้ในกาลก่อน เราจงึ ได้เสวยความสขุ อยา่ งนี ้ อยา่ งนีแ้ หละ มหาบพิตร เรียกวา่ เวทนา มีการ ทาให้รู้สกึ เป็ น ลกั ษณะ หรือมีการ เสวย เป็ นลกั ษณะ ” “ พระผ้เู ป็นเจ้าวสิ ชั นาสมควรแล้ว ” ๑๓๙
ปัญหาท่ี ๑๐ ถามลักษณะสัญญา “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน สญั ญา มีลกั ษณะอยา่ งไร ? ” “ ขอถวายพระพร สญั ญา มีการ จา เป็นลกั ษณะ ” “ จาอะไร ? ” “ จาสีเขียว สีแดง สีขาว ขอถวายพระพร ” “ ขอนิมนต์อปุ มาด้วย ” “ ขอถวายพระพร เหมือนอยา่ งเจ้าพนกั งานคลงั ของพระราชา ได้ เข้าไปที่คลงั แล้ว เห็นเคร่ืองใช้ตา่ ง ๆ ของพระราชา อนั มีสีสนั ตา่ ง ๆ กนั คือ สีเขียวก็มี เหลืองก็มี แดงก็มี ขาวก็มี เล่ือมก็มี ก็จาไว้ได้เป็น อยา่ ง ๆ ไป ฉนั ใด สญั ญา ก็มีการ จา เป็นลกั ษณะฉนั นนั้ ” “ ถกู แล้ว พระนาคเสน ” ปัญหาท่ี ๑๑ ถามลักษณะเจตนา “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน เจตนา มีลกั ษณะอยา่ งไร ? ” “ ขอถวายพระพร เจตนา มีความ จงใจ เป็นลกั ษณะ อีกอยา่ งหนง่ึ วา่ เจตนา มีการ ประชมุ แหง่ การตกแตง่ เป็นลกั ษณะ ” “ ขอนมิ นต์อปุ มาด้วย ” “ ขอถวายพระพร เหมือนอยา่ งว่าบรุ ุษผ้หู นงึ่ ตกแตง่ ยาพษิ ขนึ ้ แล้ว ก็ดม่ื เองด้วย ให้ผ้อู ่ืนดม่ื ด้วย เขาก็เป็นทกุ ข์ ผ้อู ่ืนก็เป็นทกุ ข์ ฉนั ใด บาง ๑๔๐
คนจงใจทาความชวั่ แล้วก็ไปเกิดในอบาย ทคุ ตวิ ินิบาต นรก พวกใดทา ตามบรุ ุษนนั้ พวกนนั้ ก็ไปเกิดในอบาย ทคุ ติ วินบิ าต นรก เหมือนกนั ฉนั นนั้ อีกประการหนงึ่ บรุ ุษผ้นู นั้ ตกแตง่ เนยใส เนยข้น นา้ มนั นา้ ผงึ ้ นา้ อ้อย ให้มีรสอนั เดียวกนั แล้วก็ดืม่ เองบ้าง ให้ผ้อู ่ืนด่ืมบ้าง เขาก็เป็น สขุ ผ้อู ่ืนก็เป็นสขุ ฉันใด บางคนจงใจทาความดแี ล้วได้ขนึ ้ ไปเกิดใน สวรรค์ พวกใดทาตามบรุ ุษนนั้ พวกนนั้ ก็ได้ขนึ ้ ไปเกิดในสวรรค์ เหมือนกนั ฉนั นนั้ อย่างนีแ้ หละ มหาบพิตร เรียกวา่ เจตนา มีการ จงใจ เป็นลกั ษณะ อีกอยา่ งหนง่ึ วา่ มีการ ปรุงแตง่ เป็นลกั ษณะ ” “ พระผ้เู ป็นเจ้าแก้ถกู ต้องดแี ล้ว ” ปัญหาท่ี ๑๒ ถามลักษณะวิญญาณ “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน วิญญาณ มีลกั ษณะอยา่ งไร ? ” “ ขอถวายพระพร วญิ ญาณ มีการ รู้ เป็นลกั ษณะ ” “ ขอนิมนต์อปุ มาด้วย ” “ ขอถวายพระพร เปรียบประดจุ บรุ ุษผ้รู ักษาพระนคร นงั่ อยทู่ ่ีถนน ๔ แพร่งกลางพระนคร ต้องได้เห็นบรุ ุษผ้มู าจากทางทิศตะวนั ออก ทิศ ตะวนั ตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ฉันใด บคุ คลเห็นรูป หรือฟังเสียง ดมกล่นิ ๑๔๑
ลิม้ รส ถกู ต้องสมั ผสั นกึ ถึงส่ิงใดด้วยใจ ก็รู้จกั ส่งิ นนั้ ได้ด้วย วญิ ญาณ ฉนั นนั้ วิญญาณมีการ รู้ เป็ นลกั ษณะอยา่ งนีแ้ หละ มหาบพิตร ” “ ถกู ต้องดแี ล้ว พระนาคเสน ” ปัญหาท่ี ๑๓ ถามลักษณะวติ ก “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน วติ ก มีลกั ษณะอยา่ งไร ? ” “ ขอถวายพระพร วิตก มีการ ประกบแนน่ เป็นลกั ษณะ ” “ ขอนิมนต์อปุ มาด้วย ” “ ขอถวายพระพร ชา่ งไม้ยอ่ มเข้าไม้ในท่ีตอ่ แล้วโบกด้วยปนู หรือ ทาด้วยสีให้สนิทฉนั ใด วติ ก ก็มีการประกบแนน่ มีการแนบแนน่ เป็น ลกั ษณะฉนั นนั้ ” “ ถกู ต้องดแี ล้ว พระนาคเสน ” ปัญหาท่ี ๑๔ ถามลักษณะวจิ าร “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน วิจาร มีลกั ษณะอยา่ งไร ? ” “ ขอถวายพระพร วจิ าร มีการ ลบู คลาไปตามวิตก เป็นลกั ษณะ ” “ ขอนมิ นต์อปุ มาด้วย ” “ ขอถวายพระพร เหมือนอยา่ งวา่ กงั สดาล อนั บคุ คลเคาะด้วย สนั ดาบ ก็มีเสียงดงั เป็นกงั วานตอ่ ๆ กนั ไป ฉนั ใด วิตก ก็เหมือนกบั การ ๑๔๒
เคาะ ฉนั นนั้ สว่ น วิจาร เหมือนกบั เสียงดงั ครวญครางไป ” “ สมควรแล้ว พระนาคเสน ” จบวรรคท่ี ๓ มิลินทปัญหา วรรคท่ี ๔ ปัญหาท่ี ๑ ถามลักษณะมนสิการ พระเจ้ามิลนิ ท์ตรัสถามวา่ “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน มนสิการ มีลกั ษณะอย่างไร ? ” พระเถระตอบวา่ “ ขอถวายพระพร มนสกิ าร มีการ นกึ เป็นลกั ษณะ ” “ ถกู แล้ว พระนาคเสน ” ปัญหาท่ี ๒ ถามลักษณะส่ิงท่มี ีภาวะอย่างเดยี วกัน พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามวา่ “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน พระผ้เู ป็นเจ้าอาจแยกธรรมที่รวมเป็นอนั เดียวกนั เหลา่ นี ้ ให้รู้วา่ ตา่ งกนั วา่ อนั นีเ้ป็ น ผสั สะ อนั นีเ้ป็ น เวทนา อนั นีเ้ป็น สญั ญา อนั นีเ้ป็น เจตนา อนั นีเ้ป็น วิตก อนั นีเ้ป็น วจิ าร ได้ หรือไม?่ ” “ ไมอ่ าจ ขอถวายพระพร ” ๑๔๓
“ ขอนมิ นต์อปุ มาด้วย ” “ ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนพอ่ ครัวของพระราชา เม่ือจะตก แตง่ เครื่องเสวยก็ใสเ่ ครื่องปรุงตา่ งๆ คือ นมส้ม เกลือ ขิง ผกั ชี พริก และสิง่ อื่น ๆ ลงไป ถ้าพระราชาตรัสสง่ั วา่ “ เจ้าจงแยกเอารสนมส้มมาให้เรา จงแยกเอารสเกลือ รสขิง รส หวาน รสเปรีย้ ว มาให้เราทีละอยา่ ง ๆ ” พอ่ ครัวนนั้ อาจแยกเอารสที่รวมกนั อยเู่ หลา่ นนั้ มาถวายพระราชา วา่ นีเ้ป็นรสเปรีย้ ว นีเ้ป็นรสเคม็ นีเ้ป็นรสขม นีเ้ป็นรสเผ็ด นีเ้ป็ นรสฝาด ได้หรือไม่ ? ” “ ไมไ่ ด้พระผ้เู ป็นเจ้า ก็แตว่ า่ เขาอาจรู้ได้ตามลกั ษณะของรสแตล่ ะ รส” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพิตร เม่ือ ผสั สะ เวทนา สญั ญา เจตนา วญิ ญาณ วิตก วจิ าร รวมกนั เข้าแล้ว อาตมภาพก็ไมอ่ าจแยกออกให้รู้ ได้แตล่ ะอยา่ ง ก็แตว่ า่ อาจให้เข้าใจได้ตามลกั ษณะแหง่ ธรรมเป็นอยา่ ง ๆ” “ ขอถวายพระพร เกลือ เป็นของจะต้องรู้ด้วย ตา ใชไ่ หม? ” “ ใช่ พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ ขอมหาบพิตรจงจาคานีไ้ ว้ให้ดนี ะ ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ถ้าอยา่ งนนั้ เกลือ เป็นของรู้ด้วย ลิน้ อยา่ ง ๑๔๔
นนั้ หรือ ? ” “ อยา่ งนนั้ มหาบพติ ร ” “ ถ้าบคุ คลรู้จกั เกลือทงั้ หมดด้วยลนิ ้ เหตไุ ฉนจงึ บรรทกุ เกลือมา ด้วยเกวียน ควรบรรทกุ มาเฉพาะความเคม็ เท่านนั้ ไมใ่ ชห่ รือ ? ” “ ไมอ่ าจบรรทกุ มาแตค่ วามเคม็ เทา่ นนั้ ได้ เพราะวา่ ของเหลา่ นีเ้ป็น ของรวมกนั สว่ นความเคม็ บคุ คลอาจชงั่ ได้ด้วยตาชง่ั หรือไม่ มหาบพิตร ? ” “ อาจชง่ั ได้ พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ มหาบพติ ร จงจาคานีไ้ ว้ให้ดวี า่ บคุ คลอาจชงั่ ความเคม็ ได้ด้วย ตาชงั่ ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า พระผ้เู ป็นเจ้าวา่ บคุ คลไมอ่ าจชงั่ ความเคม็ ได้ ด้วยตาชงั่ อยา่ งนนั้ หรือ? ” “ อยา่ งนนั้ มหาบพิตร ” “ ถกู ต้องดแี ล้ว พระนาคเสน ” สรุปความ วิญญาณทงั้ ๕ ได้แก่ จกั ขวุ ิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวญิ ญาณ ชวิ หาวญิ ญาณ กายวญิ ญาณ คือ ความรู้สึกทางตา หู จมกู ลนิ ้ กาย จะต้องมี มโนวญิ ญาณ คอื ความรู้สกึ ทางใจ เข้าร่วมด้วย จงึ จะสาเร็จ ๑๔๕
ประโยชน์ในการเห็น การฟัง การดม การลนิ ้ รส และการสมั ผสั เป็นต้น เม่ือวญิ ญาณทงั้ ๕ อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ เกิดขนึ ้ ก่อน เชน่ จกั ขวุ ิญญาณ เกิดขนึ ้ ในท่ีใด มโนวญิ ญาณ ก็เกิดในท่ีนนั้ เพราะอาศยั จกั ขุ กบั รูป ธรรมทงั้ หลายมี ผสั สะ เวทนา สญั ญา เจตนา วญิ ญาณ วิตก วจิ าร มนสิการ ได้เกิดขนึ ้ และเก่ียวข้องกนั แตม่ ีลกั ษณะตา่ งกนั ดงั นี ้ ผสั สะ มีลกั ษณะ กระทบกนั เชน่ จกั ขุ กบั รูป เรียกวา่ จกั ขวุ ิญญาณ เป็นต้น เวทนา มีลกั ษณะ เสวยอารมณ์ คอื ทาให้รู้สึกมีความสขุ มีความ ทกุ ข์หรือ รู้สกึ เฉย ๆ เป็นต้น สญั ญา มีลกั ษณะ จา เชน่ เมื่อตาเหน็ รูปก็ จาได้ วา่ มีสีสนั วรรณะเป็นประการใด เจตนา มีลกั ษณะ จงใจ หรือ ประชมุ แหง่ การตกแตง่ หมายถงึ มงุ่ กระทาความดีหรือความชวั่ ด้วยความจงใจ วญิ ญาณ อนั นีไ้ มใ่ ชว่ ิญญาณท่ีมาถือกาเนิดในครรภ์ แตใ่ นที่นีท้ า่ น หมายถงึ รู้ ในฎีกามิลนิ ท์ทา่ นหมายถึง ประสาท เหมือนกนั วติ ก มีลกั ษณะ ประกบแนน่ หมายถงึ การท่ีจิตตรึกอารมณ์ วจิ าร มีลกั ษณะ ลบู คลาไปตามวิตก คอื จิตเคล้าอารมณ์ หรือจิต ตรอง หรือพิจารณาอารมณ์ท่ีตรึกนนั้ วติ ก กบั วิจาร ทา่ นอธิบายมีความหมายคล้ายกนั คอื วิตก เหมือน กบั คนเคาะระฆงั เม่ือมีเสียงดงั กงั วานครวญครางขนึ ้ ทา่ นเรียกวา่ วจิ าร ได้แกอ่ ารมณ์คิดพจิ ารณานนั้ เอง ๑๔๖
มนสิการ มีลกั ษณะ นกึ ในข้อนีท้ า่ นไมไ่ ด้ยกอปุ มา เพราะได้เคย อปุ มาให้พระเจ้ามิลนิ ท์ได้ทราบไว้แล้ว รวมความวา่ การท่ีจะเหน็ รูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลมิ ้ รส สมั ผสั ได้นนั้ ไมใ่ ช่ อพั ภนั ตรชีพ ( สิ่งท่ีเป็ นอยใู่ นภายในกายนี)้ เป็น “ เวทคู ” คอื เป็นผ้รู ับรู้ แตก่ ารที่จะมีความรู้สกึ ได้เพราะอาศยั วญิ ญาณ ตา่ งหาก และวญิ ญาณทงั้ ๕ นีย้ อ่ มไหลไปสู่ มโนวิญญาณ เหมือนกบั นา้ ไหล ไปสทู่ ่ีลมุ่ ฉะนนั้ แตธ่ รรมทงั้ หลายท่ีเกิดขนึ ้ ด้วยกนั อนั มี ผสั สะ เป็ นต้นนนั้ ทา่ นไม่ สามารถจะแยกออกมาได้วา่ อนั นีเ้ป็นผสั สะ อนั นีเ้ป็นเวทนาหรือ อนั นี ้ เป็นสญั ญา เปรียบเหมือนเครื่องแกงท่ีผสมกนั หมดแล้ว รสชาตขิ อง มนั ปรากฏอยตู่ ามลกั ษณะของมนั แตจ่ ะแยกออกมาไมไ่ ด้ คาเปรียบเทียบของพระนาคเสนเร่ืองนีเ้หมาะสมมาก คือเม่ือเครื่อง แกงผสมเป็นนา้ แกงแล้ว เม่ือเราตกั ออกมาช้อนหนงึ่ ชิมดยู อ่ มมีรส เครื่อง แกงทกุ อยา่ งผสมอยู่ แตจ่ ะแยกออกมาหาได้ไม่ แตเ่ ราพอบอกได้วา่ ความเผ็ดเป็นรสของพริก ความเคม็ เป็นรสของ เกลือ ความเปรีย้ วเป็นรสของนา้ ส้มหรือมะนาว และความหวานเป็น รสของนา้ ตาล เป็นต้น อนงึ่ เหมือนกบั การบรรทกุ เกลือ แตจ่ ะไมบ่ รรทกุ ความเคม็ มาด้วย หรือจะชง่ั เฉพาะเกลือ แตไ่ ม่ชง่ั ความเคม็ ด้วยนนั้ ไมส่ ามารถจะกระทา ๑๔๗
ได้ เพราะของเหลา่ นีเ้ป็นของรวมกนั ฉนั ใด ธรรมทงั้ หลายอนั มี ผสั สะ เป็นต้น ได้ปรากฏชดั ตามลกั ษณะของ ตน แตจ่ ะแยกออกมาแตล่ ะอยา่ ง ๆ มิได้เชน่ กนั ฉนั นนั้ ปัญหาท่ี ๓ ถามการเกดิ แห่งอายตนะ ๕ “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน อายตนะ ๕ ( ตา หู จมกู ลนิ ้ กาย ) เกิดด้วย กรรมตา่ ง ๆ กนั หรือเกิดด้วยกรรมอย่างเดยี วกนั ? ” “ ขอถวายพระพร อายตนะ ๕ นนั้ เกิดด้วยกรรมตา่ ง ๆ กนั ที่เกิด ด้วยกรรมอนั เดยี วกนั ไมม่ ี ” “ ขอนมิ นต์อปุ มาด้วย ” “ ขอถวายพระพร พืชตา่ ง ๆ ๕ ชนดิ ที่บคุ คลหวา่ นลงไปในนาแหง่ เดียวกนั ผลแหง่ พืช ๕ ชนดิ นนั้ ก็เกิดตา่ ง ๆ กนั ฉนั ใด อายตนะ ๕ เหลา่ นี ้ก็เกิดด้วยกรรมตา่ งกนั ฉนั นนั้ ท่ีเกิดด้วยกรรมอย่างเดียวกนั ไม่ มี ” “ พระผ้เู ป็นเจ้ากลา่ วแก้ถกู ต้องดีแล้ว ” ปัญหาท่ี ๔ ถามเหตุต่าง ๆ กันแห่งกรรม พระเจ้ามิลนิ ท์ตรัสถามวา่ “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน เพราะเหตใุ ด มนษุ ย์ทงั้ หลายจงึ ไมเ่ สมอกนั ๑๔๘
คือมนษุ ย์ทงั้ หลายมีอายนุ ้อยก็มี มีอายยุ ืนยาวก็มี อาพาธมากก็มี อาพาธน้อยก็มี ผวิ พรรณวรรณะไมด่ ีก็มี ผวิ พรรณวรรณะดีก็มี มีศกั ด์ิ น้อยก็มี มีศกั ดใิ์ หญ่ก็มี มีโภคทรัพย์น้อยก็มี มีโภคทรัพย์มากก็มี มี ตระกลตู า่ ก็มี มีตระกลสู งู ก็มี ไมม่ ีปัญญาก็มี มีปัญญาก็มี ? ” พระเถระจงึ ย้อนถามวา่ “ ขอถวายพระพร เหตใุ ดต้นไม้ทงั้ หลายจงึ ไมเ่ สมอกนั สิน้ ต้นที่มีรส เปรีย้ วก็มี มีรสขมก็มี มีรสเผ็ดก็มี มีรสฝาดก็มี มีรสหวานก็มี ? ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า โยมเข้าใจวา่ เป็ นเพราะความตา่ งกนั แหง่ พืช ” “ ขอถวายพระพร ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ คือ มนษุ ย์ทงั้ หลายไมเ่ สมอ กนั หมด เพราะกรรมตา่ งกนั ข้อนีส้ มด้วยพระพทุ ธฎีกาของสมเดจ็ พระ บรมศาสดาตรัสไว้วา่ ” “ สตั ว์ทงั้ หลายมีกรรมตา่ งกนั เป็ นผ้รู ับผลของกรรม มีกรรมทาให้ เกิด มีกรรมเป็นพวกพ้อง มีกรรมเป็นท่ีอาศยั กรรมยอ่ มจาแนกสตั ว์ ทงั้ หลายให้เลวดตี า่ งกนั ” “ ดงั นี ้ขอถวายพระพร ” “ พระผ้เู ป็นเจ้าแก้ถกู ต้องดีแล้ว ” ปัญหาท่ี ๕ ถามถงึ สาเหตุท่คี วรให้รีบทาเสียก่อน ๑๔๙
พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามวา่ “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน พระผ้เู ป็นเจ้ากลา่ วไว้แก่โยมว่า ทาอยา่ งไร ทกุ ข์นีจ้ งึ จะดบั ไปและทกุ ข์อ่ืนจงึ จะไมเ่ กิดขนึ ้ ก็ควรรีบทาอยา่ งนนั้ แต่ โยมเหน็ วา่ ประโยชน์อะไรกบั การรีบพยายามทาอยา่ งนนั้ ตอ่ เม่ือถึง เวลา จงึ ควรทาไมใ่ ชห่ รือ ? ” พระเถระตอบวา่ “ ขอถวายพระพร เมื่อถึงเวลาแล้วความพยายามก็จะไมท่ าสิ่งนนั้ ให้สาเร็จไปความรีบพยายามนนั้ แหละ จะทาสง่ิ นนั้ ให้สาเร็จไป ” “ ขอนิมนต์อปุ มาด้วย ” อุปมาการขุดนา้ “ ขอถวายพระพร มหาบพิตรจะเข้าใจความข้อนีอ้ ยา่ งไร…คือ เมื่อใดมหาบพิตรอยากเสวยนา้ เม่ือนนั้ มหาบพติ รจงึ จะให้ขดุ ท่ีมีนา้ ให้ ขดุ สระโบกขรณี ให้ขดุ เหมืองนา้ วา่ เราจกั ดืม่ นา้ อยา่ งนนั้ หรือ ? ” “ ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนนั้ พระผ้เู ป็ นเจ้า ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพิตร เม่ือถงึ เวลาแล้วความพยายามไม่ สาเร็จประโยชน์ความรีบพยายามไว้ก่อนนนั้ แหละจงึ จะสาเร็จ ประโยชน์ ” “ ขอนิมนต์อปุ มาให้ยิ่งขนึ ้ ไป ” ๑๕๐
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208