Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือมิลินทปัญหา(1)

หนังสือมิลินทปัญหา(1)

Published by อ้าย นะ บ้านนา, 2021-09-24 09:14:09

Description: หนังสือมิลินทปัญหา(1)

Keywords: ......

Search

Read the Text Version

เหมือนกบั งมู าพบหมองู เหมือนกบั หนมู าพบแมว เหมือนกบั ปี ศาจมาพบหมอผี เหมือนกบั พระจนั ทรเทพบตุ รตกอยใู่ นปากราหู เหมือนกบั นกอยใู่ นกรง เหมือนกบั ปลาอยใู่ นลอบในไซ เหมือนกบั บรุ ุษที่ตกเข้าไปในป่ าสตั ว์ร้าย เหมือนกบั ยกั ษ์ทาผดิ ตอ่ ท้าวเวสสวุ ณั เหมือนกบั เทพบตุ รผ้จู ะสิน้ อายรุ ู้วา่ ตวั จะจตุ ิ สดุ ที่จะกลวั ตวั สนั่ ฉนั ใด พระเจ้ามลิ นิ ท์ทอดพระเนตรเหน็ พระนาคเสนแตไ่ กล ให้รู้สกึ หวาดกลวั อยใู่ นพระทยั ฉนั นนั้ แตพ่ ระบาทท้าวเธอทรงนกึ วา่ อยา่ ให้ผู้ ใดผ้หู นง่ึ ดถู กู เราได้เลย จงึ ได้ทรงแข็งพระทยั ตรัสขนึ ้ วา่ “ น่ีแนะ่ เทวมนั ตยิ ะ เธออยา่ ได้บอกพระนาคเสนให้แก่เราเลย วา่ เป็นองค์ใด เราจะให้รู้จกั พระนาคเสนเอง ” เทวมนั ตยิ ะอามาตย์จงึ กราบทลู ว่า “ ขอให้โปรดทรงทราบเองเถิดพระเจ้าข้า ” ในคราวนนั้ พระนาคเสนเถระได้นง่ั อยใู่ นทา่ มกลางของพระภิกษุ ๘ หม่ืนองค์ คือ นง่ั อยขู่ ้างหน้าของพระภิกษุ ๔ หม่ืนองค์ท่ีมีพรรษา ออ่ นกวา่ แตน่ งั่ อยขู่ ้างหลงั ของพระภิกษุผ้แู ก่กวา่ อีก ๔ หมื่นองค์ ๕๑

ฝ่ ายพระเจ้ามิลนิ ท์ก็ทอดพระเนตรดไู ปทงั้ ข้างหน้าข้างหลงั ทา่ มกลางของภิกษุสงฆ์ทงั้ ปวง ก็ได้เห็นพระนาคเสนนง่ั อยทู่ า่ มกลาง พระภิกษุสงฆ์ มีกิริยาองอาจดงั ราชสีห์ จงึ ทรงทราบวา่ องคน์ นั้ แหละ เป็นพระนาคเสน จงึ ตรัสถามขนึ ้ วา่ “ เทวมนั ตยิ ะ องคน์ ง่ั ในทา่ มกลางนนั้ หรือ..เป็ นพระนาคเสน? ” เทวมนั ตยิ ะกราบทลู ว่า “ ถกู แล้วพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบ พระนาคเสนได้ดแี ล้ว ” พระเจ้ามลิ ินท์ก็ทรงดีพระทยั วา่ เรารู้จกั พระนาคเสนด้วยตนเอง แตพ่ อพระบาทท้าวเธอแลเห็นพระนาคเสนเทา่ นนั้ ก็เกิดความกลวั ความหวาดหวน่ั มีพระโลมชาตชิ ชู นั เพราะฉะนนั้ พระโบราณาจารย์ทงั้ หลายจงึ กลา่ วไว้ว่า พระเจ้ามิลินท์ได้ทอดพระเนตรเหน็ พระนาคเสน ผ้สู มบรู ณ์ด้วย จรณธรรม ผ้ไู ด้ฝึกฝนอบรมมาเป็นอนั ดแี ล้ว จงึ ตรัสขนึ ้ วา่ “ เราได้พบเห็นสมณพราหมณ์และบณั ฑิตมาเป็ นอนั มาก ได้ สนทนากบั คนทงั้ หลายมาเป็ นอนั มากแล้วไมเ่ คยมีความสะด้งุ กลวั เหมือนในวนั นีเ้ลย วนั นีค้ วามปราชยั พา่ ยแพ้จกั ต้องมีแก่เราเป็นแนไ่ ม่ สงสยั ชยั ชนะจกั มีแก่พระนาคเสนแนเ่ พราะจิตใจของเราไมต่ งั้ อยเู่ ป็น ปกตเิ หมือนแตก่ ่อนเลย ” ดงั นี ้  จบเร่ืองเบือ้ งต้น ๕๒

 มิลนิ ทปัญหา วรรคท่ี ๑  ปัญหาท่ี ๑ ถามช่ือ ครัง้ นนั้ พระเจ้ามลิ ินท์ได้เสร็จไปหาพระนาคเสนแล้ว ทรงปราศรัย พอให้เกิดความร่าเริงยนิ ดีแล้วก็ประทบั นง่ั ฝ่ ายพระนาคเสนก็แสดง ความชื่นชมยินดี ทาให้เป็นที่พอพระทยั ของพระเจ้ามิลินท์ ลาดบั นนั้ พระองคจ์ งึ ตรัสถามปัญหาข้อแรกตอ่ พระนาคเสนขนึ ้ วา่ \" ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า โยมประสงคจ์ ะสนทนาด้วย \" พระนาคเสนถวายพระพรตอบวา่ \" เชิญสนทนาเถิด มหาบพติ ร อาตมภาพใคร่จะฟัง \" \" โยมสนทนาแล้ว ขอผ้เู ป็นเจ้าจงฟังเถิด \" \" อาตมภาพฟังอยแู่ ล้ว มหาบพิตรเชิญเจรจาเถิด \" \" พระผ้เู ป็นเจ้าได้ฟังวา่ อยา่ งไร ? \" \" ก็มหาบพติ รเจรจาวา่ อยา่ งไร ? \" \" โยมจะถามพระผ้เู ป็ นเจ้า \" \" จงถามเถิด มหาบพิตร \" \" โยมถามแล้ว \" \" อาตมภาพก็แก้แล้ว \" \" พระผ้เู ป็นเจ้าแก้วา่ อยา่ งไร ? \" \" ก็มหาบพติ รถามวา่ อยา่ งไร ? \" ๕๓

เม่ือพระเถระตอบอยา่ งนีแ้ ล้ว พวกโยนกเสนาทงั้ ๕๐๐ ก็เปลง่ เสียงสาธกุ ารถวายพระนาคเสน แล้วกราบทลู พระเจ้ามิลินท์วา่ \" ข้าแตม่ หาราชเจ้า คราวนีข้ องพระองค์จงตรัสถามปัญหา ตอ่ ไปเถิด พระเจ้าข้า \" เร่ิมมีปัญหาเพราะช่ือ ในกาลครัง้ นนั้ พระเจ้ามิลินท์จงึ ตรัสถามปัญหาตอ่ พระนาคเสนย่งิ ขนึ ้ ไปวา่ \" ข้าแตพ่ ระเป็นเจ้า ธรรมดาผ้จู ะสนทนากนั เมื่อไมร่ ู้จกั นาม และโคตรของกนั และกนั เสียกอ่ น เรื่องสนทนาก็จะไมม่ ีขนึ ้ เร่ืองที่พดู กนั ก็จกั ไมม่ นั่ คง เพราะฉะนนั้ โยมจงึ ขอถามพระผ้เู ป็นเจ้าวา่ พระผู้ เป็นเจ้าช่ืออะไร? \" พระนาคเสนตอบวา่ \" ขอถวายพระพร เพ่ือนพรหมจรรย์ทงั้ หลายเรียกอาตมภาพวา่ นาคเสน สว่ นมารดาบดิ าเรียกอาตมภาพวา่ นาคเสนก็มี วีรเสนก็มี สรุ เสนก็มี สีหเสนก็มี ก็แตว่ า่ ช่ือที่เพื่อนพรหมจารีเรียกอาตมภาพวา่ \" นาคเสน \" นี ้ เพียงเป็นแตช่ ่ือบญั ญตั ขิ นึ ้ เพ่ือให้เข้าใจกนั ได้เทา่ นนั้ ไม่ มีสตั ว์บคุ คลตวั ตนผ้ใู ดจะอยใู่ นชื่อนนั้ \" ลาดบั นนั้ พระเจ้ามิลนิ ท์จงึ ตรัสขนึ ้ ว่า ๕๔

\" ขอให้ชาวโยนกทงั้ ๕๐๐ นีแ้ ละพระภิกษุสงฆ์ ๘ หมื่นองค์นี ้ จงฟังถ้อยคาของข้าพเจ้าเถิด พระนาคเสนนีก้ ลา่ ววา่ เพ่ือน พรหมจรรย์เรียกอาตมาภาพวา่ \" นาคเสน \" ก็แตว่ า่ ไมม่ ีสตั ว์บคุ คล ตวั ตนอนั ใดอยใู่ นคาว่า \" นาคเสน \" นนั้ ดงั นี ้ ข้าแตพ่ ระนาคเสน ถ้าไม่ มีสตั ว์บคุ คลตวั ตนเราเขาอยแู่ ล้ว บคุ คลเหลา่ ใดถวายบาตร จีวร อาหาร ท่ีอยอู่ าศยั ยารักษาโรค และวตั ถทุ ี่เก็บเภสชั ไปแล้ว บญุ กศุ ลก็ ต้องไมม่ ีแกบ่ คุ คลเหล่านนั้ น่ะซิ ผ้ใู ดผ้หู นง่ึ คิดวา่ จะฆา่ พระผ้เู ป็นเจ้า โทษปาณาตบิ าตก็เป็นอนั ไมม่ ีนะ่ ซิ ถ้าบคุ คลตวั ตนเราเขาไมม่ ีอยแู่ ล้ว ก็ใครเลา่ จะถวายจีวร อาหาร ท่ีอยู่ ยา และท่ีใสย่ า แก่พระผ้เู ป็นเจ้า ใครเลา่ จะบริโภคสง่ิ เหลา่ นนั้ ใครเลา่ รักษาศลี ใครเลา่ รู้ไปใน พระไตรปิฎก ใครเลา่ เจริญภาวนา ใครเลา่ กระทาให้แจ้งซงึ่ มรรคผล นิพพาน ใครเล่ากระทาปาณาตบิ าต ใครเลา่ กระทาอทินนาทาน ใคร เลา่ ประพฤติกาเมสมุ ิจฉาจาร ใครเลา่ กลา่ วมสุ าวาท ใครเลา่ ด่ืมสรุ า เมรัย ใครเลา่ กระทาอนนั ตริยกรรมทงั้ ๕ เพราะฉะนนั้ ถ้าสตั ว์บคุ คล ตวั ตนไมม่ ีแล้ว กศุ ลก็ต้องไมม่ ี อกศุ ลก็ต้องไมม่ ี ผ้ทู าหรือผ้ใู ห้ทาซง่ึ กรรมดกี รรมชวั่ ก็ต้องไมม่ ี ผลแหง่ กรรมดีกรรมชวั่ ก็ต้องไมม่ ี ข้าแตพ่ ระ นาคเสน ผ้ใู ดฆา่ พระผ้เู ป็นเจ้าโทษปาณาตบิ าตก็ไมม่ ีแก่ผ้นู นั้ เมื่อถือ อยา่ งนนั้ ก็เป็นอนั วา่ อาจารย์ของพระผ้เู ป็นเจ้าก็ไมม่ ี อปุ ัชฌาย์ของ พระผ้เู ป็นเจ้าก็ไมม่ ี อปุ สมบทของพระผ้เู ป็นเจ้าก็ไมม่ ี คาใดท่ีพระผู้ ๕๕

เป็นเจ้ากลา่ วไว้วา่ พวกเพ่ือนพรหมจรรย์เรียกอาตมภาพวา่ \" นาคเสน \" อะไรเป็ นนาคเสนในคานนั้ เมื่อโยมถามพระผ้เู ป็นเจ้าอย่อู ยา่ งนี ้ พระ ผ้เู ป็นได้ยินเสียงถามอยหู่ รือไม่? \" ถามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย พระนาคเสนตอบวา่ \" ขอถวายพระพร อาตมภาพได้ยนิ เสียงถามอยู่ \" \" ถ้าพระผ้เู ป็นเจ้าได้ยินเสียงถามอยู่ คาวา่ \" นาคเสน \" ก็มีอยู่ ในชื่อนนั้ นะ่ ซิ \" \" ไมม่ ี มหาบพิตร \" \" ข้าแตพ่ ระนาคเสน ถ้าอยา่ งนนั้ โยมขอถามตอ่ ไปวา่ ผมของ พระผ้เู ป็นเจ้าหรือ…เป็นนาคเสน ? \" \" ไมใ่ ช่ มหาบพิตร \" \" ขนหรือ…เป็นนาคเสน ? \" \" ไมใ่ ช่ \" \" เลบ็ หรือ…เป็นนาคเสน ? \" \" ไมใ่ ช่ \" \" ฟันหรือ…เป็นนาคเสน ? \" \" ไมใ่ ช่ \" ๕๖

\" หนงั หรือ…เป็นนาคเสน ? \" \" ไมใ่ ช่ \" \" เนือ้ หรือ…เป็นนาคเสน ? \" \" ไมใ่ ช่ \" \" เอน็ กระดกู เย่ือในกระดกู ม้าม หวั ใจ ตบั พงั ผืด ไต ปอด ไส้ ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเกา่ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มนั ข้น นา้ ตา เปลวมนั นา้ ลาย นา้ มกู ไขข้อ นา้ มตู ร สมองศรี ษะ เหลา่ นีอ้ ยา่ ง ใดอยา่ งหนงึ่ หรือ…เป็นนาคเสน ? \" \" ไมใ่ ช่ มหาบพติ ร \" \" ถ้าอยา่ งนนั้ รูป หรือเวทนา หรือสญั ญาสงั ขาร วิญญาณ อยา่ งใดอย่างหนง่ึ หรือ…เป็นนาคเสน ? \" \" ไมใ่ ช่ มหาบพิตร \" \" ถ้าอยา่ งนนั้ จกั ขธุ าตุ และรูปธาตุ โสตธาตุ และสทั ทธาตุ ฆาน ธาตุ และคนั ธธาตุ ชวิ หาธาตุ และรสธาตุ กายธาตุ และโผฏฐัพพธาตุ มโนธาตุ เหลา่ นี ้อยา่ งใดอย่างหนง่ึ หรือ…เป็นนาคเสน ? \" \" ไมใ่ ช่ มหาบพติ ร \" \" ถ้าอย่างนนั้ รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณหรือ…เป็น นาคเสน ? \" \" ไมใ่ ช่ มหาบพิตร \" ๕๗

\" ถ้าอยา่ งนนั้ ส่งิ ท่ีนอกจาก รูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วิญญาณหรือ…เป็นนาคเสน ? \" \" ไมใ่ ช่ มหาบพติ ร \" \" ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า เม่ือโยมถามพระผ้เู ป็นเจ้าอยู่ ก็ไมไ่ ด้ ความวา่ อะไรเป็นนาคเสน เป็นอนั วา่ พระผ้เู ป็นเจ้าพดู เหลาะแหละ พดู มสุ าวาท \" พระนาคเสน กล่าวแก้ด้วยราชรถ เมื่อพระเจ้ามลิ ินท์ตรัสอยา่ งนีแ้ ล้ว พระนาคเสนองคอ์ รหนั ต์ ผ้สู าเร็จปฏิสมั ภิทาญาณ ผ้ไู ด้อบรมเมตตามาแล้ว จงึ น่ิงพิจารณาซง่ึ วาระจติ ของพระเจ้ามลิ ินท์อยสู่ กั ครู่หนง่ึ แล้วจงึ กลา่ วขนึ ้ วา่ \" มหาบพิตรเป็นผ้มู ีความสขุ มาแตก่ าเนิด มหาบพติ รได้เสดจ็ ออกจากพระนครในเวลาร้อนเที่ยงวนั อยา่ งนีม้ าหาอาตมภาพ ได้เสดจ็ มาด้วยพระบาท ก้อนกรวดเห็นจะถกู พระบาทให้ทรงเจบ็ ปวด พระ กายของพระองค์เหน็ จะทรงลาบาก พระหฤทยั ของพระองคเ์ ห็นจะเร่า ร้อน ความรู้สกึ ทางพระวรกายของพระองค์เหน็ จะประกอบกบั ทกุ ข์ เป็นแน่ เพราะเหตไุ รอาตมภาพจงึ วา่ อยา่ งนี ้ เพราะเหตวุ า่ มหาบพิตร มีพระหฤทยั ดรุ ้าย ได้ตรัสพระวาจาดรุ ้าย มหาบพิตรคงได้เสวย ทกุ ขเวทนาแรงกล้า อาตมาจงึ ขอถามวา่ มหาบพติ รเสดจ็ มาด้วยพระ ๕๘

บาท หรือด้วยราชพาหนะอย่างไร ? \" พระเจ้ามิลินท์จงึ ตรัสตอบวา่ \" ข้าแตพ่ ระนาคเสน โยมไมไ่ ด้มาด้วยเท้า โยมมาด้วยรถ ตา่ งหาก\" พระนาคเสนเถระจงึ กลา่ วประกาศขนึ ้ วา่ \" ขอพวกโยนกทงั้ ๕๐๐ กบั พระภิกษุ ๘ หมื่นองคน์ ี ้ จงฟัง ถ้อยคาของข้าพเจ้า คือพระเจ้ามลิ นิ ท์นีไ้ ด้ตรัสบอกว่า เสดจ็ มาด้วยรถ ข้าพเจ้าจะขอถามพระเจ้ามิลนิ ท์ตอ่ ไป \" กลา่ วดงั นีแ้ ล้ว จงึ ถามวา่ \" มหาบพติ รตรัสว่า เสดจ็ มาด้วยรถจริงหรือ ? \" พระเจ้ามลิ นิ ท์ ตรัสตอบวา่ \" เออ…ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็ นเจ้า โยมวา่ มาด้วยรถจริง \" พระเถระจงึ ซกั ถามตอ่ ไปว่า \" ถ้ามหาบพิตรเสดจ็ มาด้วยรถจริงแล้ว ขอจงตรัสบอกอาตม ภาพเถิดวา่ งอนรถหรือ…เป็นรถ ? \" \" ไมใ่ ช่ พระผ้เู ป็นเจ้า \" \" ถ้าอยา่ งนนั้ เพลารถหรือ…เป็นรถ ? \" \" ไมใ่ ช่ \" \" ถ้าอยา่ งนนั้ รถมีอยใู่ นเพลาหรือ ? \" \" ไมใ่ ช่ \" ๕๙

\" ถ้าอยา่ งนนั้ ล้อรถหรือ…เป็นรถ ? \" \" ไมใ่ ช่ \" \" ถ้าอยา่ งนนั้ รถมีอยใู่ นล้อรถหรือ ? \" \" ไมใ่ ช่ \" \" ถ้าอยา่ งนนั้ ไม้คา้ รถหรือ…เป็นรถ ? \" \" ไมใ่ ช่ \" \" ถ้าอยา่ งนนั้ กงรถหรือ…เป็นรถ ? \" \" ไมใ่ ช่ \" \" ถ้าอยา่ งนนั้ เชือกหรือ…เป็นรถ ? \" \" ไมใ่ ช่ \" \" ถ้าอยา่ งนนั้ รถมีอยใู่ นเชือกหรือ ? \" \" ไมใ่ ช่ \" \" ถ้าอยา่ งนนั้ คนั ปฏกั หรือ…เป็นรถ ? \" \" ไมใ่ ช่ \" \" ถ้าอยา่ งนนั้ รถมีอยใู่ นคนั ปฏกั หรือ ? \" \" ไมใ่ ช่ \" \" ถ้าอยา่ งนนั้ แอกรถหรือ…เป็นรถ ? \" \" ไมใ่ ช่ \" \" ถ้าอยา่ งนนั้ รถมีอยใู่ นแอกหรือ ? \" ๖๐

\" ไมใ่ ช่ \" \" ขอถวายพระพร อาตมภาพไมเ่ ลง็ เห็นวา่ ส่งิ ใดเป็ นรถเลยเป็น อนั วา่ รถไมม่ ี เป็นอนั วา่ มหาบพิตรตรัสเหลาะแหละเหลวไหล มหาบพิตรเป็นพระราชาผ้เู ลิศในชมพทู วีปนี ้ เหตไุ รมหาบพติ รจงึ ตรัส เหลาะแหละเหลวไหลอยา่ งนี ้? \" เมื่อพระเถระกลา่ วอย่างนีแ้ ล้ว พวกโยนกข้าราชบริพารทงั้ ๕๐๐ นนั้ ก็พากนั เปลง่ เสียงสาธุการขนึ ้ แก่พระนาคเสนเถระแล้วกราบทลู พระเจ้ามลิ ินท์ขนึ ้ วา่ \" ขอมหาราชเจ้าจงทรงแก้ไขไปเถิดพระเจ้าข้า \" พระเจ้ามลิ ินท์จงึ ตรัสขนึ ้ วา่ \" ข้าแตพ่ ระนาคเสน โยมไมไ่ ด้พดู เหลาะแหละเหลวไหล การที่ เรียกวา่ รถนีเ้พราะอาศยั เครื่องประกอบรถทงั้ ปวง คอื งอนรถ เพลารถ ล้อรถ ไม้คา้ รถ กงรถ เชือกขบั รถ เหล็กปฏกั ตลอดถึงแอกรถ มีอยู่ พร้อม จงึ เรียกวา่ รถได้ \" พระเถระจงึ กลา่ ววา่ \" ถกู แล้ว มหาบพิตร ข้อที่อาตมภาพได้ช่ือว่า \" นาคเสน \" ก็ เพราะอาศยั เคร่ืองประกอบด้วยอวยั วะทกุ อยา่ ง คือ อาการ ๓๒ มี ผม ขน เลบ็ ฟัน หนงั เนือ้ เอน็ กระดกู เป็ นต้น อนั จาแนกแจกออกไปเป็น ขนั ธ์ ธาตอุ ายตนะทงั้ ปวง ข้อนีถ้ กู ตามถ้อยคาของ นางปฏาจารา ๖๑

ภิกษุณี ผ้เู ป็นพระอรหนั ต์ กลา่ วขนึ ้ ในท่ีเฉพาะพระพกั ตร์ของสมเดจ็ พระผ้มู ีพระภาคเจ้าวา่ \" อนั ท่ีเรียกว่ารถ เพราะประกอบด้วยเคร่ืองรถทงั้ ปวงฉนั ใด เมื่อ ขนั ธ์ทงั้ หลายมีอยกู่ ็สมมตุ เิ รียกกนั ว่าเป็นสตั ว์ บคุ คล ตวั ตนเราเขาฉนั นนั้ \" ดงั นี ้ขอถวายพระพร \" พระเจ้ามลิ นิ ท์ทรงฟังแก้ปัญหาจบลง นา้ พระทยั ของพระบาท ท้าวเธอปรีดาปราโมทย์ออกพระโอษฐ์ตรัสซ้องสาธกุ ารวา่ \" สาธุ.. พระผ้เู ป็นเจ้าชา่ งแก้ปัญหาได้อยา่ งนา่ อศั จรรย์ กลา่ ว ปัญหาเปรียบเทียบอปุ มาด้วยปฏิภาณอนั วจิ ิตรยงิ่ ให้คนทงั้ หลาย คดิ เห็นกระจา่ งแจ้งถกู ต้องดีแท้ ถ้าพระพทุ ธองค์ยงั ทรงพระชนม์อยู่ ก็ จะต้องทรงสาธกุ ารเป็นแน่ \"  ปัญหาท่ี ๒ ถามพรรษา ครัง้ นนั้ พระเจ้ามิลินท์ได้ตรัสถามอรรถปัญหาสืบไปวา่ \" ข้าแตพ่ ระนาคเสน พระผ้เู ป็นเจ้ามีพรรษาเทา่ ไร ? \" พระนาค เสนตอบวา่ \" อาตมภาพมีพรรษาได้ ๗ พรรษาแล้ว \" \" ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า คาวา่ \" ๗ พรรษา \" นนั้ นบั ตวั พระผ้เู ป็น เจ้าด้วยหรือ…หรือวา่ นบั แตป่ ี เทา่ นนั้ ? \" ๖๒

อุปมาเงาในแก้วนา้ ก็ในคราวนนั้ เงาของพระเจ้ามิลนิ ท์ผ้ทู รงประดบั ด้วยเครื่องประดบั ทงั้ ปวงนนั้ ได้ปรากฏลงไปที่พระเต้าแก้ว อนั เตม็ ไปด้วยนา้ พระนาค เสนได้เห็นแล้ว จงึ ถามขนึ ้ วา่ \" มหาบพิตรเป็นพระราชา หรือวา่ เงาท่ีปรากฏอยใู่ นพระเต้า แก้วนีเ้ป็ นพระราชา ? \" \" ข้าแตพ่ ระนาคเสน เงาไมใ่ ชพ่ ระราชาโยมตา่ งหากเป็น พระราชา แตเ่ งาก็มีอยเู่ พราะอาศยั โยม \" \" เงาที่มีขนึ ้ เพราะอาศยั พระองค์ฉนั ใดการนบั พรรษาวา่ ๗ เพราะอาศยั อาตมาก็มีขนึ ้ ฉนั นนั้ ขอถวายพระพร \" \" นา่ อศั จรรย์ พระนาคเสน พระผ้เู ป็นเจ้าได้แก้ปัญหาปฏิภาณ อนั วิจิตรยิ่งถกู ต้องดีแล้ว \"  ปัญหาท่ี ๓ ถามลองปัญญา พระเจ้ามิลนิ ท์ตรัสถามขนึ ้ อีกว่า \" ข้าแตพ่ ระนาคเสน บรรพชามีประโยชน์อยา่ งไร อะไรคือจดุ มงุ่ หมายสงู สดุ ในการบรรพชาของพระผ้เู ป็นเจ้า ? \" พระเถระตอบวา่ \" บรรพชาของอาตมภาพนนั้ เป็นประโยชน์ เพ่ือการดบั ทกุ ข์ให้สิน้ ไป แล้วมใิ ห้ทกุ ข์อ่ืนบงั เกิดขนึ ้ ได้ อีกประการ ๖๓

หนง่ึ บรรพชายอ่ มให้สาเร็จประโยชน์แก่เทพยดาและมนษุ ย์ทงั้ หลาย \" สนทนาอย่างบัณฑติ หรืออย่างโจร พระเจ้ากรุงสาคลนครได้ทรงฟังพระนาคเสนเฉลยปัญหาได้ กระจา่ งแจ้ง ก็มไิ ด้มีทางท่ีจะซกั ไซร้ จงึ หนั เหถามปัญหาอ่ืนอีกวา่ \" ข้าแตพ่ ระนาคเสน พระผ้เู ป็นเจ้าจะสนทนากบั โยมตอ่ ไปได้ หรือไม่ \" พระนาคเสนตอบวา่ \" ถ้ามหาบพิตรจะสนทนาตามเย่ียงอยา่ งบณั ฑิต อาตมภาพก็ จะสนทนากบั มหาบพิตรได้ ถ้ามหาบพติ รจะสนทนาตามเย่ียงอยา่ ง ของพระราชา อาตมาก็จะสนทนาด้วยไมไ่ ด้ \" \" บณั ฑิตทงั้ หลายสนทนากนั อยา่ งไร ? \" \" อ๋อ…ธรรมดาวา่ บณั ฑิตท่ีสนทนากนั ยอ่ มเจรจาข่มข่ีกนั ได้ แก้ ตวั ได้ รับได้ ปฏิเสธได้ ผกู ได้ แก้ได้ บณั ฑิตทงั้ หลายไมโ่ กรธ บณั ฑิตทงั้ หลายสนทนากนั อยา่ งนีแ้ หละมหาบพติ ร \" \" ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า พระราชาทงั้ หลายสนทนากนั อยา่ งไร ? \" \" ขอถวายพระพร พระราชาทงั้ หลายทรงรับสงั่ สิ่งใดสิ่งหนงึ่ ลง ไปแล้ว ผ้ใู ดไมท่ าตาม ก็ทรงรับสง่ั ให้ลงโทษผ้นู นั้ ทนั ที พระราชา ทงั้ หลายสนทนากนั อยา่ งนีแ้ หละ มหาบพติ ร \" ๖๔

\" ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า โยมจะสนทนาตามเยี่ยงอยา่ งบณั ฑติ จกั ไมส่ นทนาตามเยี่ยงอยา่ งของพระราชา ขอพระเป็ นเจ้าจงเบาใจเถิด พระผ้เู ป็นเจ้าสนทนากบั ภิกษุณี หรือสามเณร อบุ าสก คนรักษา อารามฉนั ใด ของจงสนทนากบั โยมฉนั นนั้ อยา่ กลวั เลย \" \" ดแี ล้ว มหาบพติ ร \" พระเถระแสดงความยินดอี ยา่ งนีแ้ ล้วพระราชาจงึ ตรัสตอ่ ไปวา่ \" ข้าแตพ่ ระนาคเสน โยมจกั ถามพระผ้เู ป็นเจ้า \" \" เชญิ ถามเถิด มหาบพิตร \" \" โยมถามแล้ว พระผ้เู ป็นเจ้า \" \" อาตมภาพแก้แล้ว มหาบพติ ร \" \" พระผ้เู ป็นเจ้าแก้วา่ อยา่ งไร ? \" \" ก็มหาบพติ รตรัสถามวา่ อย่างไร ? \" (พระเจ้ามลิ ินท์ไตถ่ ามปัญหาเชน่ นี ้ หวงั จะลองปัญญาพระนาค เสนวา่ จะเขลาหรือฉลาดยงั่ ยืนอยไู่ มค่ รั่นคร้ามหรือประการใดเทา่ นนั้ ) ในวนั แรกนี ้ พระเจ้ามลิ นิ ท์ได้ตรัสถามปัญหา ๓ ข้อ คอื ถามชื่อ ๑ ถามพรรษา ๑ ถามเพ่ือทดลองสตปิ ัญญาของพระเถระ ๑ นิมนต์พระนาคเสนไปในวัง ลาดบั นนั้ พระเจ้ามลิ นิ ท์ทรงดาริว่าพระภิกษุองค์นีเ้ป็ นบณั ฑิต ๖๕

สามารถสนทนากบั เราได้ สิ่งที่เราควรถามมีอยมู่ าก สง่ิ ท่ีเรายงั ไมไ่ ด้ ถามก็มีอยเู่ ป็นอนั มาก แตเ่ วลานีด้ วงสรุ ิยะกาลงั จะสิน้ แสงแล้ว พรุ่งนี ้ เถิดเราจงึ จะสนทนากนั ในวงั ครัน้ ทรงดาริอยา่ งนีแ้ ล้ว จงึ ตรัสสงั่ เทวมนั ติยอามาตย์วา่ \" นี่แนะ่ เทวมนั ตยิ ะ จะอาราธนาพระผ้เู ป็ นเจ้าวา่ พรุ่งนีจ้ กั มี การสนทนากนั ในวงั \" ตรัสสง่ั ดงั นีแ้ ล้ว ก็เสดจ็ ลกุ ขนึ ้ จากท่ีประทบั ขนึ ้ ทรงม้าพระที่นงั่ แล้ว ทรงพมึ พาไปวา่ \" นาคเสน… นาคเสน…\" ดงั นี ้ ฝ่ ายเทวมนั ตยิ อามาตย์ก็อาราธนาพระนาคเสนวา่ \" ข้าแต้พระผ้เู ป็นเจ้า พระราชาตรัสสงั่ วา่ พรุ่งนีจ้ กั มีการสนทนา ในพระราชาวงั \" พระเถระก็แสดงความยนิ ดีตอบวา่ \" ดีแล้ว \" พอลว่ งราตรีวนั นนั้ เนมิตตยิ อามาตย์ อนั ตกายอามาตย์ มงั กรุ อามาตย์ สพั พทินนอามาตย์ ก็พร้อมกนั เข้าทลู ถามพระเจ้ามลิ ินท์วา่ \" ข้าแตม่ หาราชเจ้า จะโปรดให้พระนาคเสนเข้ามาได้หรือยงั พระเจ้าข้า ? \" พระราชาตรัสตอบวา่ \" ให้เข้ามาได้แล้ว \" ๖๖

\" จะโปรดให้เข้ามากบั พระภิกษุสกั เทา่ ไรพระเจ้าข้า ? \" \" ต้องการมากบั ภิกษุเทา่ ใด ก็จงมากบั ภิกษุเทา่ นนั้ \" สพั พทนิ นอามาตย์ได้กราบทลู ขนึ ้ เป็นครัง้ ที่ ๒ วา่ \" ข้าแตม่ หาราชเจ้า จะโปรดให้พระนาคเสนมากบั พระภิกษุสกั ๑๐ รูป จะได้หรือไม่ ? \" พระองคต์ รัสตอบวา่ \" พระนาคเสนต้องการจะมากบั พระภิกษุเทา่ ใด ก็จงมากบั พระ ภิกษุเทา่ นนั้ เถิด \" จงึ ทลู ถามขนึ ้ อีกเป็นครัง้ ที่ ๓ วา่ \" จะโปรดให้พระนาคเสนมากบั พระภิกษุสกั ๑๐ รูปได้หรือไม?่ \" พระเจ้ามิลินท์จงึ ตรัสวา่ \" เราพดู อยา่ งไมใ่ ห้สงสยั แล้ววา่ พระนาคเสนต้องการจะมากบั พระภิกษุเทา่ ใดจงมากบั พระภิกษุเทา่ นนั้ เราได้สง่ั เป็นคาขาดลงไป แล้ว เราไมม่ ีอาหารพอจะถวายพระภิกษุทงั้ หลายหรือ? \" เม่ือตรัสอย่างนีแ้ ล้วสพั พทินนอามาตย์ก็เก้อ ลาดบั นนั้ อามาตย์ทงั้ ๔ จงึ พากนั ออกไปหาพระนาคเสน กราบเรียนให้ทราบวา่ \" ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า พระเจ้ามลิ ินท์ตรัสสงั่ ว่า พระผ้เู ป็นเจ้า ต้องการจะเข้าไปในพระราชวงั กบั พระภิกษุเทา่ ใด ก็ขอให้เข้าไปได้ เทา่ นนั้ ไมม่ ีกาหนด \" ๖๗

 ปัญหาท่ี ๔ ปัญหาของอันตกายอามาตย์ เช้าวนั หนงึ่ พระนาคเสนก็นงุ่ สบงทรงจีวรมือสะพายบาตร แล้วเข้า ไปสสู่ าครนครกบั พระภิกษุ ๘ หมื่นองค์ เวลาเดนิ มาตามทางนนั้ อนั ต กายอามาตย์ถามขนึ ้ วา่ \" ข้าแตพ่ ระนาคเสน ทา่ นได้บอกไว้วา่ เราชื่อ \" นาคเสน \" ดงั นี ้ แตก่ ลา่ ววา่ ไมม่ ีสงิ่ ใดเป็ นนาคเสน ข้อนีข้ ้าพเจ้ายงั สงสยั อยู่ ? \" พระเถระจงึ ถามวา่ \" เธอเข้าใจวา่ มีอะไรเป็นนาคเสน อยใู่ นคาวา่ \" นาคเสน \" อยา่ งนนั้ หรือ ? \" \" ข้าพเจ้าเข้าใจวา่ ลมหายใจอนั เข้าไปและออกมา นีแ้ หละ.. เป็นนาคเสน \" \" ถ้าลมนนั้ ออกไปแล้วไมก่ ลบั เข้ามา ผ้นู นั้ จะเป็นอยไู่ ด้หรือ ? \" \" เป็นอยไู่ มไ่ ด้ พระผ้เู ป็นเจ้า \" อุปมาพวกเป่ าสังข์ \" ถ้าอยา่ งนนั้ เราขอถามวา่ ธรรมดาพวกเป่ าสงั ข์ ย่อมพากนั เป่ า สงั ข์ ลมของพวกเขากลบั เข้าไปอีกหรือไม่ ? \" \" ไมก่ ลบั พระผ้เู ป็นเจ้า \" \" ก็ถ้าอยา่ งนนั้ เพราะเหตไุ รพวกนนั้ จงึ ไมต่ าย พวกชา่ งทองก็ ๖๘

พากนั เป่ ากล้องประสานทอง ลมของเขากลบั เข้าไปอีกหรือไม่ ? \" \" ไมก่ ลบั เข้าไปอีก พระผ้เู ป็นเจ้า \" \" พวกเป่ าป่ี ก็พากนั เป่ าปี่ ลมของพวกเขากลบั เข้าไปอีกหรือไม่ \" \" ไมก่ ลบั พระผ้เู ป็นเจ้า \" \" ถ้าอยา่ งนนั้ เหตไุ รพวกนนั้ จงึ ไมต่ าย ? \" \" ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ข้าพเจ้าไมอ่ าจสนทนากบั ทา่ นได้แล้ว ขอ ทา่ นจงไขข้อความนนั้ ให้ข้าพเจ้าเข้าใจด้วยเถิด \" พระเถระจงึ แก้ไขวา่ \" อนั ลมหายใจออกหายใจเข้านนั้ ไมใ่ ชเ่ ป็นสิ่งท่ีมีชีวิต ( คือคน และสตั ว์ ) แตเ่ ป็ นกายสงั ขาร ( คือเป็นเครื่องชว่ ยให้ชีวติ ทรงอยู่ ) ตา่ งหาก \" \" ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า กายสงั ขารตงั้ อยใู่ นอะไร ? \" \" กายสงั ขารตงั้ อยใู่ น \" ขนั ธ์ \" ( คือร่างกาย ) \" ครัง้ ได้ฟังดงั นนั้ ก็มีจิตเล่ือมใสศรัทธาในพระพทุ ธศาสนา อนั ตกาย อามาตย์จงึ ได้ประกาศตนเป็ นอบุ าสก ขอนบั ถือพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นท่ีพงึ่ ดงั นี ้  ปัญหาท่ี ๕ ถามเร่ืองบรรพชา ครัง้ นนั้ พระนาคเสนเถระก็ได้เข้าไปสพู่ ระราชนิเวศน์ของพระเจ้ามิ ๖๙

ลินท์ ขนึ ้ สปู่ ราสาทแล้วนง่ั ลงบนอาสนะท่ีเขาจดั ไว้ พระเจ้ามลิ นิ ท์ก็ ทรงเลีย้ งดพู ระภิกษุสงฆ์ด้วยพระองค์เอง เสร็จแล้วจงึ ถวายผ้าไตรจีวร ครัน้ พระนาคเสนครองไตรจีวรแล้ว พระเจ้ามิลินท์จงึ ตรัสขนึ ้ วา่ \" ขอให้พระผ้เู ป็นเจ้านาคเสน จงนง่ั อยทู่ ่ีนีก้ บั พระภิกษุ ๑๐ รูป พระภิกษุผ้เู ฒา่ ผ้แู ก่ นอกนนั้ ขอนมิ นตก์ ลบั ไปกอ่ น \" เม่ือพระนาคเสนฉนั ภตั ตาหารเช้าเสร็จแล้ว พระเจ้ามลิ ินท์จงึ ตรัส ขนึ ้ วา่ \" ข้าแตพ่ ระนาคเสน เราจะสนทนากนั ด้วยสิง่ ใดดี ? \" \" ขอถวายพระพร เราต้องการด้วยส่ิงท่ีเป็นประโยชน์ ขอจง สนทนาด้วยสิ่งท่ีเป็ นประโยชน์เถิด \" \" ข้าแตพ่ ระนาคเสน บรรพชามีประโยชน์อยา่ งไร อะไรเป็น ประโยชน์สงู สดุ ของพระผ้เู ป็ นเจ้า ? \" \" ขอถวายพระพร บรรพชานีเ้พ่ือจะให้พ้นจากความทกุ ข์ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไมม่ ีการเวียนวา่ ยตายเกิดอีก การเข้าส่พู ระนิพพาน เป็นประโยชน์อยา่ งสงู สดุ ของอาตมา \" \" ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า บคุ คลทงั้ หลายบรรพชา เพื่อทาให้แจ้งซงึ่ พระนิพพานทงั้ นนั้ ? \" ๗๐

เหตขุ องผู้บวช \" ขอถวายพระพร มหาบพิตรพระราชสมภาร คนทงั้ หลายไมใ่ ช่ บวชเพื่อพระนพิ พานด้วยกนั ทงั้ สิน้ คือ บางพวกก็บวชหนีราชภยั (พระ ราชาเบียดเบียนใช้สอย) บางพวกก็บวชหนีโจรภยั บางพวกก็บวชเพ่ือ คล้อยตามพระราชา บางพวกก็บวชเพื่อหนีหนีส้ ิน บางพวกก็บวชเพื่อ ยศศกั ด์ิ บางพวกก็บวชเพื่อเลีย้ งชีวิต บางพวกก็บวชด้วยความกลวั ภยั บคุ คลเหลา่ ใดบวชโดยชอบ บคุ คลเหล่านนั้ ชื่อวา่ บวชเพื่อพระ นิพพาน ขอถวายพระพร \" พระเจ้ามิลินท์ทรงซกั ถามตอ่ ไปวา่ \" ก็พระผ้เู ป็นเจ้าเลา่ บวชเพ่ือพระนพิ พานหรือ ? \" พระเถระตอบวา่ \" อาตมภาพบวชแตย่ งั เป็นเด็ก ยงั ไมร่ ู้เร่ือง วา่ บวชเพื่อพระนิพพานนี ้ ก็แตว่ า่ อาตมาคิดว่า พระสมณะที่เป็นศาก บตุ รพทุ ธชโิ นรสเหลา่ นีเ้ป็นบณั ฑติ จกั ต้องให้อาตมภาพศกึ ษา อาตม ภาพได้รับการศกึ ษาแล้ว จงึ รู้เหน็ วา่ บวชเพื่อพระนพิ พานนี ้\" \" พระผ้เู ป็นเจ้า แก้ถกู ต้องดีแล้ว \"  ปัญหาท่ี ๖ ถามเร่ืองปฏสิ นธิ (เกดิ ) พระเจ้ามิลนิ ท์ตรัสถามวา่ \" ข้าแตพ่ ระนาคเสน ผ้ทู ี่ตายไปแล้วจะไมก่ ลบั มาเกิดอีกมี ๗๑

หรือไม?่ \" พระนาคเสนตอบวา่ \" คนบางจาพวกก็กลบั มาเกิดอีก บางจาพวกก็ไมก่ ลบั มาเกิด อีก \" \" ใครกลบั มาเกิดอีก ใครไมก่ ลบั มาเกิดอีก ? \" \" ผ้มู ีกิเลส ยงั กลบั มาเกิดอีก สว่ นผ้ไู มม่ ีกิเลศ ไม่ต้องกลบั มา เกิดอีก \" \" ก็พระผ้เู ป็นเจ้าเลา่ จะกลบั มาเกิดอีกหรือไม่ ? \" \" ถ้าอาตมภาพยงั มีอปุ าทาน คอื การยดึ ถืออยู่ ก็จกั กลบั มาเกิด ถ้าอาตมภาพไมม่ ีการยึดถือแล้ว ก็จกั ไมก่ ลบั มาเกิดอีก \" \" ถกู แล้ว พระผ้เู ป็นเจ้า \"  ปัญหาท่ี ๗ ถามเร่ืองมนสิการ (การกาหนดจติ ) พระเจ้ามลิ นิ ท์ตรัสถามวา่ \" ข้าแตพ่ ระนาคเสน ผ้ใู ดไมเ่ กิดอีกผ้นู นั้ ยอ่ มไมเ่ กิดอีกด้วย โยนิโสมนสิการ(คอื การกาหนดจติ ด้วยอบุ ายที่ชอบธรรม)ไมใ่ ชห่ รือ ? \" พระเถระตอบวา่ \" ขอถวายพระพร บคุ คลไมเ่ กิดอีกด้วย โยนโิ สมนสิการ คือด้วย ปัญญา และด้วยกศุ ลธรรมอ่ืน ๆ \" ๗๒

\" ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า โยนิโสมนสกิ าร กบั ปัญญา เป็นอนั เดยี วกนั หรืออยา่ งไร ? \" \" ไมใ่ ชอ่ ยา่ งเดยี วกนั คือ โยนโิ สมนสิการ ก็อยา่ งหนงึ่ ปัญญา ก็ อยา่ งหนงึ่ แพะ แกะ สตั ว์เลีย้ ง กระบือ อฐู โค ลา เหลา่ ใดมีมนสกิ าร แตป่ ัญญายอ่ มไมม่ ีแกส่ ตั ว์เหลา่ นนั้ ขอถวายพระพร \" \" ชอบแล้ว พระนาคเสน \"  ปัญหาท่ี ๘ ถามลักษณะมนสิการ พระเจ้ามิลนิ ท์ตรัสถามตอ่ ไปว่า \" ข้าแตพ่ ระนาคเสน มนสกิ าร มีลกั ษณะอยา่ งไร ปัญญา มี ลกั ษณะอยา่ งไร ? \" พระนาคเสนตอบวา่ \" มหาราชะ มนสิการ มีความ อตุ สาหะ เป็นลกั ษณะ และมีการ ถือไว้ เป็ นลกั ษณะ สว่ น ปัญญา มีการ ตดั เป็ นลกั ษณะ \" \" ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า มนสกิ าร มีการถือไว้เป็ นลกั ษณะอยา่ งไร ปัญญา มีการตดั เป็ นลกั ษณะอยา่ งไร ขอจงอปุ มาให้แจ้งด้วย ? \" อุปมาคนเก่ียวข้าว \" มหาบพิตรทรงรู้จกั วิธีเกี่ยวข้าวบ้างไหม ? \" ๗๓

\" ออ๋ …รู้จกั พระผ้เู ป็นเจ้า \" \" วธิ ีเก่ียวข้าวนนั้ คืออยา่ งไร ? \" \" ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็ นเจ้า คอื คนจบั กอข้าวด้วยมือข้างซ้าย แล้วเอา เคยี วตดั ให้ขาดด้วยมือข้างขวา \" \" มหาราชะ ข้อนีม้ ีอปุ มาฉนั ใด คอื พระโยคาวจรถือไว้ซง่ึ มนสิการ คอื กิเลสอนั มีในใจของตนแล้ว ก็ตดั ด้วยปัญญา ฉนั นนั้ มนสิการ มีลกั ษณะถือไว้ ปัญญา มีลกั ษณะตดั อยา่ งนนั้ แหละขอ ถวายพระพร \" \" ถกู ดีแล้ว พระนาคเสน \" อธิบาย คาวา่ มนสกิ าร มีลกั ษณะ ถือไว้ หมายถึงการกาหนดจิตพจิ ารณา ขนั ธ์ ๕ คือร่างกายวา่ มีสภาพเป็นอยา่ งไร สว่ น ปัญญา มีลกั ษณะ ตดั หมายถงึ ยอมรับนบั ถือกฎธรรมดาวา่ ร่างกายมีสภาพเป็ น อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ไมย่ ดึ ถือว่า \" มนั เป็นเราเป็ นของเรา \" ดงั นี ้  ปัญหาท่ี ๙ ถามลักษณะศีล พระเจ้ามลิ ินท์ตรัสถามวา่ \" ข้าแตพ่ ระนาคเสน พระผ้เู ป็นเจ้าได้กลา่ วไว้ในข้อก่อน ๗๔

(ปัญหาท่ี ๗) วา่ บคุ คลไมเ่ กิดอีกด้วยได้กระทากศุ ลธรรมเหลา่ อ่ืนไว้ โยมยงั ไมเ่ ข้าใจ จงึ ขอถามวา่ ธรรมเหลา่ ไหน…เป็นกศุ ลธรรม เหลา่ นนั้ ? \" พระเถระตอบวา่ \" มหาราชะ ศลี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เหลา่ นีแ้ หละ เป็นกศุ ลธรรมเหลา่ นนั้ \" \" ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ศลี มีลกั ษณะอยา่ งไร ? \" \" มหาราชะ ศีล มีการ เป็นที่ตงั้ เป็นลกั ษณะ คือ ศีล เป็นที่ตงั้ แหง่ กศุ ลธรรมทงั้ ปวง อนั ได้แก่ อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ สติปัฏฐาน สมั มปั ปธาน อทิ ธิบาท ฌาน วโิ มกข์ สมาธิ สมาบตั ิ กศุ ลธรรมทงั้ ปวง ของผ้ตู งั้ อยใู่ นศลี แล้วไมเ่ ส่ือม \" \" ขอพระผ้เู ป็นเจ้าโปรดอปุ มา \" อุปมา ๕ อย่าง \" มหาราชะ อนั ต้นไม้ใบหญ้าทงั้ สนิ ้ ได้อาศยั แผน่ ดนิ ตงั้ อยใู่ น แผน่ ดนิ แล้ว จงึ เจริญงอกงามขนึ ้ ฉนั ใด พระโยคาวจรได้อาศยั ศลี ตงั้ อยใู่ นศลี แล้ว จงึ ทาให้เกิด อนิ ทรีย์ ๕ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ขนึ ้ ได้ ฉนั นนั้ \" \" โปรดอปุ มาให้ย่งิ ขนึ ้ ไป \" ๗๕

\" มหาราชะ การงานทงั้ สนิ ้ ที่ทาบนบกต้องอาศยั แผน่ ดนิ ตงั้ อยู่ ในแผน่ ดนิ จงึ ทาได้ฉนั ใด พระโยคาวจรก็อาศยั ศลี ตงั้ อยใู่ นศลี จงึ ทา ให้เกิดอนิ ทรีย์ ๕ ขนึ ้ ได้ ฉนั นนั้ \" \" โปรดอปุ มาให้ยิง่ ขนึ ้ ไปอีก \" \" มหาราชะ บรุ ุษท่ีเป็นนกั กระโดดโลดเต้น ประสงคจ์ ะแสดง ศลิ ปะ ก็ให้คนถากพืน้ ดนิ ให้ปราศจากก้อนหินก้อนกรวด ทาให้สม่า เสมอดแี ล้ว จงึ แสดงศลิ ปะบนพืน้ ดนิ นนั้ ได้ ฉนั ใด พระโยคาวจรก็ อาศยั ศีลตงั้ อยใู่ นศีลแล้ว จงึ ทาให้เกิดอนิ ทรีย์ ๕ ขนึ ้ ได้ ฉนั นนั้ \" \" นมิ นต์อปุ มาให้ยิ่งขนึ ้ กวา่ นี ้\" \" มหาราชะ นายชา่ งประสงค์จะสร้างเมือง ให้ปราบพืน้ ที่จน หมดเสีย้ นหนามหลกั ตอ ทาพืน้ ท่ีให้สม่าเสมอดแี ล้ว จงึ กะถนนตา่ ง ๆ มีถนน ๔ แพร่ง ๓ แพร่ง เป็นต้น ไว้ภายในกาแพง แล้วจงึ สร้างเมืองลง ฉนั ใด พระโยคาวจรก็อาศยั ศีล ตงั้ อยใู่ นศีลแล้ว จงึ ทาให้เกิดอินทรีย์ ๕ ขนึ ้ ได้ ฉนั นนั้ \" \" ขอจงอปุ มาให้ยง่ิ ขนึ ้ กวา่ นีอ้ ีก \" \" มหาราชะ พลรบผ้เู ข้าสสู่ งคราม ตงั้ มน่ั อยใู่ นพืน้ ท่ีอนั เสมอดี กระทาพืน้ ที่ให้เสมอดแี ล้ว จงึ กระทาสงคราม ก็จกั ได้ชยั ชนะใหญ่ใน ไมช่ ้าฉนั ใด พระโยคาวจรก็อาศยั ศลี ตงั้ อยใู่ นศลี แล้ว จงึ ทาให้เกิด อินทรีย์ ๕ ให้เกิดได้ ฉนั นนั้ ๗๖

ข้อนี ้ สมกบั ที่สมเดจ็ พระภควนั ต์บรมศาสดาตรัสไว้วา่ \" ภิกษุ ผ้มู ีความเพียรรู้จกั รักษาตวั มีปัญญาตงั้ อยใู่ นศีลแล้ว ทาจติ และ ปัญญาให้เกิดขนึ ้ ยอ่ มสะสางซง่ึ ความรุงรังอนั นีไ้ ด้ ศีลนีเ้ป็นที่ตงั้ แหง่ กศุ ลธรรมทงั้ หลายเหมือนกบั พืน้ ธรณีอนั เป็นท่ีอาศยั แหง่ สตั ว์ทงั้ หลาย ศลี นีเ้ป็นรากเหง้าในการทากศุ ลให้เจริญขนึ ้ ศีลนีเ้ป็นหวั หน้าใน ศาสนาขององค์สมเดจ็ พระชินสีห์ทงั้ ปวง \" กองศีลอนั ดี ได้แก่ พระ ปาฏิโมกข์ ขอถวายพระพร \" \" ชอบแล้ว พระนาคเสน \"  ปัญหาท่ี ๑๐ ถามลักษณะศรัทธา “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน ศรัทธา เป็นลกั ษณะอย่างไร ? ” “ มหาราชะ ศรัทธามีความผ่องใส เป็นลกั ษณะ และมีการแลน่ ไป เป็นลกั ษณะ ขอถวายพระพร ” ศรัทธามีความผ่องใส “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็ นเจ้า ท่ีวา่ ศรัทธามีความผอ่ งใส เป็นลกั ษณะ นนั้ เป็นประการใด ? ” “ มหาราชะ ศรัทธา เมื่อเกิดขนึ ้ ก็ขม่ นิวรณ์ไว้ ทาจิตให้ ปราศจากนวิ รณ์ ทาจิตให้ผ่องใสไมข่ นุ่ มวั อยา่ งนีแ้ หละ เรียกวา่ มี ๗๗

ความผอ่ งใส เป็นลกั ษณะ ขอถวายพระพร ” “ ขอนมิ นต์อปุ มาด้วย พระผ้เู ป็นเจ้า ” อุปมาพระเจ้าจักรพรรดิ “ มหาราชะ พระเจ้าจกั รพรรดเิ สดจ็ พระราชดาเนินทางไกล พร้อมด้วยจตรุ งคเสนาต้องข้ามแมน่ า้ น้อยไป นา้ ในแมน่ า้ น้อยนนั้ ยอ่ ม ขนุ่ ไปด้วยช้าง ม้า รถ พลเดนิ เท้า เม่ือพระเจ้าจกั รพรรดเิ สดจ็ ข้ามไป แล้ว ได้ตรัสสง่ั พวกอามาตย์วา่ “ จงนานา้ ด่ืมมา เราจะด่ืมนา้ ” แก้วมณีสาหรับทานา้ ให้ใส ของพระเจ้าจกั รพรรดินนั้ มีอยู่ พวก อามาตย์รับพระราชโองการแล้ว ก็นาแก้วมณีนนั้ ไปกดลงในนา้ พอ วางแก้วมณีนนั้ ลงไปในนา้ สาหร่าย จอก แหนทงั้ หลายก็หายไป โคลน ตมก็จมลงไป นา้ ก็ใสไมข่ นุ่ มวั พวกอามาตย์ก็ตกั นา้ นนั้ ไปถวายพระ เจ้าจกั รพรรดิ กราบทลู วา่ “ เชญิ เสวยเถิด พระเจ้าข้า ” นา้ ที่ไมข่ นุ่ มวั ฉนั ใด ก็ควรเห็นจิตฉนั นนั้ พวกอามาตย์ฉนั ใด ก็ ควรเหน็ พระโยคาวจรฉนั นนั้ สาหร่าย จอก แหน โคลนตมนนั้ ฉนั ใด ก็ ควรเหน็ กิเลส ฉนั นนั้ แก้วมณีอนั ทานา้ ให้ใส ฉนั ใด ก็ควรเหน็ ศรัทธา ฉนั นนั้ ๗๘

ฉะนนั้ พอวางแก้วมณีอนั ทานา้ ให้ใสลงไปในนา้ สาหร่ายจอก แหนก็หายไป โคลนตมก็จมลงไป นา้ ก็ใสไมข่ นุ่ มวั ฉันใด เม่ือศรัทธา เกิดขนึ ้ ก็ขม่ นิวรณ์ไว้ ทาให้จิตผอ่ งใส ไมข่ นุ่ มวั จากความพอใจในรูป สวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สมั ผสั ระหวา่ งเพศ การไมช่ อบใจ ฟ้ งุ ซา่ น งว่ งและสงสยั ฉนั นนั้ อยา่ งนีแ้ หละเรียกว่า ศรัทธามีความผ่อง ใส เป็นลกั ษณะ ขอถวายพระพร ” ศรัทธามีการแล่นไป “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ข้อว่า ศรัทธามีการแลน่ ไป เป็นลกั ษณะ นนั้ คืออยา่ งไร ? ” “ ขอถวายพระพร พระโยคาวจรเลื่อมใสในปฏิปทาของพระอริย เจ้าแล้ว จติ ของพระโยคาวจรเหลา่ นนั้ ก็แลน่ ไปในโสดาปัตตผิ ล สกิทาคามีผล อนาคามีผล อรหตั ผล เป็นลาดบั ไปแล้วพระโยคาวจร นนั้ ก็กระทาความเพียรเพ่ือให้ถงึ ธรรมที่ยงั ไมถ่ งึ เพื่อให้บรรลธุ รรมท่ียงั ไมไ่ ด้บรรลุ เพื่อกระทาให้แจ้งซง่ึ ธรรม ท่ียงั ไมไ่ ด้กระทาให้แจ้ง อยา่ งนี ้ แหละมหาบพติ ร เรียกวา่ ศรัทธามีการแลน่ ไป เป็นลกั ษณะ ” “ นมิ นต์อปุ มาให้แจ้งด้วย ” อุปมาบุรุษผู้ข้ามแม่นา้ ๗๙

“ มหาราชะ เมฆใหญ่ตกลงบนภเู ขาแล้วก็มีนา้ ไหลลงไปสทู่ ี่ต่า ทาซอกเขาระแหงห้วยให้เตม็ แล้ว ก็ล้นไหลไปสแู่ มน่ า้ เซาะฝ่ังทงั้ สอง ไป เม่ือฝงู คนมาถึงไมร่ ู้ท่ีตนื ้ ที่ลกึ แหง่ แม่นา้ นนั้ ก็กลวั จงึ ยืนอยรู่ ิมฝั่งอนั กว้าง ลาดบั นนั้ ก็มีบรุ ุษคนหนง่ึ มาถงึ เขาเป็ นผ้มู ีกาลงั เร่ียวแรงมาก ได้เหน็บชายผ้านงุ่ ให้แน่น แล้วกระโดดลงไปในนา้ วา่ ยข้ามนา้ ไป มหาชนได้เหน็ บรุ ุษนนั้ ข้ามนา้ ไปได้ ก็พากนั วา่ ยข้ามตาม ฉนั ใด พระโยคาวจรได้เห็นปฏิปทาของพระอริยะเหลา่ อ่ืนแล้ว ก็มีจติ แลน่ ไปในโสดาปัตตผิ ล สกิทาคามีผล อนาคามีผล อรหตั ผล แล้วก็ กระทาความเพียรเพื่อถงึ ธรรมท่ีไมย่ งั ถงึ เพ่ือบรรลธุ รรมที่ยงั ไมบ่ รรลุ เพื่อทาให้แจ้งซง่ึ ธรรมท่ียงั ไมไ่ ด้ทาให้แจ้ง ฉนั นนั้ อยา่ งนีแ้ หละเรียกวา่ ศรัทธามีการแลน่ ไป เป็นลกั ษณะ ข้อนีส้ มกบั ที่สมเดจ็ พระชนิ สีห์ตรัสไว้วา่ “ บคุ คลย่อมข้ามห้วง นา้ ได้ด้วยศรัทธา ยอ่ มข้ามมหาสมทุ รได้ด้วยความไมป่ ระมาท ยอ่ ม ลว่ งทกุ ข์ได้ด้วยความเพียร ยอ่ มบริสทุ ธ์ิได้ด้วยปัญญา” ดงั นี ้ ขอถวาย พระพร ” “ ชอบแล้ว พระนาคเสน ” อธิบาย บคุ คลมีศรัทธาตอ่ สิ่งใด เม่ือระลกึ ถงึ ส่งิ นนั้ หรือบคุ คลนนั้ จติ ใจ ๘๐

ยอ่ มผอ่ งใส และจิตใจของเขายอ่ มแลน่ ไปยงั สิ่งนนั้ หรือบคุ คลนนั้ เสมอๆ ผ้ศู รัทธาในพระนพิ พาน หรือผ้ถู งึ นพิ พานแล้ว จติ ยอ่ มแล่นไป ในนิพพานเนืองๆ มีนพิ พานเป็นอารมณ์อยเู่ สมอ ยอ่ มทาความเพียร เพ่ือบรรลพุ ระนพิ พานนนั้  ปัญหาท่ี ๑๑ ถามลักษณะวริ ิยะ “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน วิริยะ คือความเพียร มีลกั ษณะอยา่ งไร? ” “ มหาราชะ ความเพียร มีการ คา้ จนุ ไว้ เป็นลกั ษณะ กศุ ลธรรม เหลา่ นนั้ ทงั้ สนิ ้ อนั ความเพียรคา้ จนุ ไว้แล้วยอ่ มไมเ่ ส่ือม ” “ ขอนมิ นต์อปุ มาก่อน ” อุปมาเรือนท่จี ะล้ม “ ขอถวายพระพร เม่ือเรือนจะล้มบคุ คลคา้ ไว้ด้วยไม้อ่ืน เรือนที่ ถกู คา้ ไว้นนั้ ก็ไมล่ ้ม ฉนั ใด ความเพียรก็มีการคา้ จนุ ไว้เป็นลกั ษณะ กศุ ลธรรมเหลา่ นนั้ ทงั้ สนิ ้ ก็ไมเ่ สื่อม ฉนั นนั้ ” “ ขอนมิ นตอ์ ปุ มาให้ยิ่งขนึ ้ ไปอีก ” อุปมาพวกเสนา “ มหาราชะ พวกเสนาจานวนน้อย ต้องพา่ ยแพ้แกเ่ สนาหมมู่ าก ๘๑

หากพระราชาทรงกาชบั ไปให้ดี ทงั้ เพม่ิ กองหนนุ สง่ ไปให้ เสนาจานวน น้อยกบั กองหนนุ นนั้ ต้องชนะเสนาหมมู่ ากได้ ฉนั ใด ความเพียรก็มี การคา้ จนุ ไว้เป็นลกั ษณะ กศุ ลธรรมเหลา่ นนั้ ทงั้ สนิ ้ อนั ความเพียร อดุ หนนุ แล้วก็ไมเ่ สื่อม ฉนั นนั้ ” ข้อนีส้ มกบั ที่สมเดจ็ พระทรงธรรม์ตรัสไว้วา่ “ อริยสาวกผ้มู ี ความเพียรเป็นกาลงั ยอ่ มละอกศุ ล เจริญกศุ ลได้ ละสง่ิ ท่ีมีโทษ เจริญ สิ่งท่ีไมม่ ีโทษได้ ยอ่ มไมเ่ ส่ือมจากพระสทั ธรรม ” ดงั นี ้ขอถวายพระพร ” “ พระผ้เู ป็นเจ้ากลา่ วแก้ถกู ต้องดีแล้ว ”  ปัญหาท่ี ๑๒ ถามลักษณะสติ “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน สติ มีลกั ษณะอยา่ งไร ? ” “ มหาราชะ สติ มีลกั ษณะ ๒ ประการ คือ ๑. มีการเตือน เป็น ลกั ษณะ ๒. มีการถือไว้ เป็ นลกั ษณะ ขอถวายพระพร ” สตมิ ีการเตือน “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ข้อวา่ สตมิ ีการเตอื น เป็ นลกั ษณะนนั้ คอื อยา่ งไร ? ” “ ขอถวายพระพร สตเิ มื่อเกิดขนึ ้ ก็เตอื นให้รู้จกั สง่ิ ท่ีเป็นกศุ ล อกศุ ล มีโทษ ไมม่ ีโทษ เลวดี ดาขาว วา่ เหลา่ นีเ้ป็นสตปิ ัฏฐาน ๔ ๘๒

เหลา่ นีเ้ป็นสมั มปั ปธาน ๔ เหลา่ นีเ้ป็นอทิ ธิบาท ๔ เหลา่ นีเ้ป็นอินทรีย์ ๕ เหลา่ นีเ้ป็นพละ ๕ เหล่านีเ้ป็นโพชฌงค์ ๗ เหลา่ นีเ้ป็นอริยมรรค ประกอบด้วยองค์ ๘ อนั นีเ้ป็ นสมถะ อนั นีเ้ป็นวิปัสสนา อนั นีเ้ป็นวชิ ชา อนั นีเ้ป็ นวิมตุ ติ เหลา่ นีเ้ป็นเจตสิกธรรม ดงั นี ้ ลาดบั นนั้ พระโยคาวจรก็เก่ียวข้องธรรมที่ควรเก่ียวข้อง ไมเ่ กี่ยว ข้องธรรมท่ีไมค่ วรเก่ียวข้อง คบหาธรรมที่ควรคบหา ไม่คบหาธรรมที่ ไมค่ วรคบหา อยา่ งนีแ้ หละมหาบพติ ร เรียกวา่ สตมิ ีการเตอื น เป็น ลกั ษณะ ” “ ขอได้โปรดอปุ มาด้วย ” อุปมานายคลังของพระราชา “ มหาราชะ นายคลงั ของพระราชา ยอ่ มทลู เตือนพระเจ้าจกั ร พรรดิ ให้ทรงระลกึ ถงึ ราชสมบตั ใิ นเวลาเช้าเยน็ วา่ “ ข้าแตส่ มมตุ เิ ทพ ช้างของพระองค์มีเทา่ นี ้ ม้ามีเทา่ นี ้ รถมี เทา่ นี ้ พลเดินเท้ามีเทา่ นี ้ เงินมีเทา่ นี ้ ทองมีเทา่ นี ้ ส่ิงที่เป็นประโยชน์ เกือ้ กลู แกเ่ จ้าของมีเทา่ นี ้ขอพระองคจ์ งทรงระลกึ เถิด พระเจ้าข้า ” ข้อนีม้ ีอปุ มาฉนั ใด สตเิ ม่ือเกิดขนึ ้ ก็เตือนให้ระลกึ ถงึ ธรรมที่เป็น กศุ ล อกศุ ล มีโทษไมม่ ีโทษ เลวดี ดาขาว วา่ เหล่านีเ้ป็นสตปิ ัฏฐาน ๔ เหลา่ นีเ้ป็นสมั มปั ปธาน ๔ ฯลฯ ลาดบั นนั้ พระโยคาวจรก็เก่ียวข้องกบั ๘๓

ธรรมที่ควรเกี่ยวข้อง ไมเ่ กี่ยวข้องกบั ธรรมท่ีไมค่ วรเก่ียวข้อง คบกบั ธรรมที่ควรคบ ไมค่ บกบั ธรรมที่ไมค่ วรคบ อยา่ งนีแ้ หละมหาบพติ ร ช่ือ วา่ สตมิ ีการเตือน เป็นลกั ษณะ ” “ ชอบแล้ว พระนาคเสน ” สตมิ ีการถอื ไว้ พระเจ้ามลิ นิ ท์ตรัสถามตอ่ ไปวา่ “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน ข้อวา่ สตมิ ีการถือไว้ เป็นลกั ษณะนนั้ เป็น ประการใด ? ” “ มหาราชะ สตเิ มื่อเกิดขนึ ้ ก็ชกั ชวนให้ถือเอาซง่ึ คตแิ หง่ ธรรม ทงั้ หลายวา่ ธรรมเหลา่ นีม้ ีประโยชน์ ธรรมเหล่านีไ้ ม่มีประโยชน์ ธรรม เหลา่ นีม้ ีอปุ การะ ธรรมเหลา่ นีไ้ มม่ ีอปุ การะ ลาดบั นนั้ พระโยคาวจรก็ ละธรรมอนั ไมม่ ีประโยชน์เสีย ถือเอาธรรมท่ีมีประโยชน์ ละธรรมท่ีไมม่ ี อปุ การะเสีย ถือเอาแตธ่ รรมท่ีมีอปุ การะ อยา่ งนีแ้ หละ มหาบพติ ร ช่ือ วา่ สตมิ ีการถือเอาไว้ เป็นลกั ษณะ ” “ ขอนมิ นตอ์ ปุ มาให้ทราบด้วย ” อุปมานายประตขู องพระราชา “ มหาราชะ นายประตขู องพระราชายอ่ มต้องรู้จกั ผ้ทู ี่มี ๘๔

ประโยชน์ และไมม่ ีประโยชน์แกพ่ ระราชา ผ้ทู ่ีมีอปุ การะหรือไมม่ ี อปุ การะแก่พระราชา เป็นต้น ลาดบั นนั้ นายประตกู ็กาจดั พวกที่ไมม่ ี ประโยชน์เสีย รับให้เข้าไปเฉพาะพวกที่มีประโยชน์ กาจดั พวกที่ไมม่ ี อปุ การะเสียให้เข้าไปแตพ่ วกที่มีอปุ การะ ฉันใด สตเิ มื่อเกิดขนึ ้ ก็ ชกั ชวนให้ถือเอาคตแิ หง่ ธรรมทงั้ หลายฉนั นนั้ วา่ ธรรมเหลา่ นีม้ ี ประโยชน์ ธรรมเหลา่ นีไ้ มม่ ีประโยชน์ ธรรมเหลา่ นีม้ ีอปุ การะ ธรรม เหลา่ นีไ้ มม่ ีอปุ การะ ลาดบั นนั้ พระโยคาวจรก็กาจดั ธรรมอนั ไมม่ ี ประโยชน์เสีย ถือเอาแตธ่ รรมที่มีประโยชน์ ละธรรมอนั ไมม่ ีอปุ การะ เสีย ถือเอาแตธ่ รรมอนั มีอปุ การะ อยา่ งนีแ้ หละมหาบพติ ร ชื่อวา่ สตมิ ี การถือไว้เป็นลกั ษณะ ข้อนีส้ มกบั ที่พระผ้มู ีพระภาคเจ้าตรัสไว้วา่ “สติ จะ โข อะหงั ภิกขเว สพั พตั ถิกงั วทามิ… ดกู อ่ นภิกษุทงั้ หลาย เรากลา่ ววา่ สติประ กอบด้วยประโยชน์ทงั้ ปวง ” ดงั นี ้ขอถวายพระพร ”  ปัญหาท่ี ๑๓ ถามลักษณะสมาธิ “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน สมาธิ มีลกั ษณะอยา่ งไร ? ” “ มหาราชะ สมาธิมีการเป็น หวั หน้า เป็นลกั ษณะ กศุ ลธรรม ทงั้ หลาย มีสมาธิเป็นหวั หน้าน้อมไปในสมาธิ โน้มไปในสมาธิ เงือ้ มไป ในสมาธิ ขอถวายพระพร ” ๘๕

“ ขอนมิ นตอ์ ปุ มา พระผ้เู ป็นเจ้า ” อุปมากลอนแห่งเรือนยอด “ ขอถวายพระพร เชน่ เดยี วกบั กลอนแหง่ เรือนยอดทงั้ หลาย ยอ่ มไปรวมอยทู่ ี่ยอด น้อมไปที่ยอด โน้มไปท่ียอด เงือ้ มไปที่ยอด ฉนั ใด กศุ ลธรรมทงั้ หลาย ก็มีสมาธิเป็นหวั หน้า น้อมไปในสมาธิ โน้มไป ในสมาธิ เงือ้ มไปในสมาธิ ฉนั นนั้ ” “ นิมนต์อปุ มาให้ยิ่งขนึ ้ ไปอีก ” อุปมาพระราชา “ มหาราชะ เวลาพระราชาเสดจ็ ออกสงคราม พร้อมด้วยจตรุ งค เสนานนั้ เสนาทงั้ หลาย เสนาบดที งั้ หลาย ช้าง ม้า รถ พลเดนิ เท้า ทงั้ หลาย ก็มีพระราชาเป็นหวั หน้า น้อมไปในพระราชา โน้มไปใน พระราชา เงือ้ มไปในพระราชา ห้อมล้อมพระราชา ฉนั ใด กศุ ลธรรม ทงั้ หลาย ก็มีสมาธิเป็นหวั หน้า น้อมไปในสมาธิ โน้มไปในสมาธิ เงือ้ ม ไปในสมาธิ ฉนั นนั้ อยา่ งนีแ้ หละ มหาบพิตร ชื่อวา่ สมาธิ มีความเป็น หวั หน้า เป็นลกั ษณะ ข้อนีส้ มกบั ที่สมเดจ็ พระมหามนุ ีตรัสไว้ว่า “สมาธิ ภิกขเว ภาเว ถะ สมาธิโก ภิกขุ ยถาภูตงั ปชานาติ… ดกู ่อนภิกษุทงั้ หลายเธอ ๘๖

ทงั้ หลายจงอบรมสมาธิ ภิกษุผ้ไู ด้สมาธิยอ่ มรู้ตามความเป็ นจริง ” ดงั นี ้ ขอถวายพระพร ” “ ถกู ต้องดีแล้ว พระนาคเสน ”  ปัญหาท่ี ๑๔ ถามลักษณะปัญญา “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน ปัญญา มีลกั ษณะอยา่ งไร ? ” “ มหาราชะ ปัญญา มีการตดั เป็นลกั ษณะ ตามท่ีอาตมภาพได้ ถวายวิสชั นาไว้แล้ว อีกประการหนง่ึ ปัญญา มีการทาให้สวา่ ง เป็น ลกั ษณะ ขอถวายพระพร ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็ นเจ้า ปัญญามีการทาให้สวา่ ง เป็นลกั ษณะ อยา่ งไร? ” “ มหาราชะ ปัญญาเม่ือเกิดขนึ ้ ก็กาจดั เคร่ืองทาให้มืด คอื อวิชชา ทาให้เกิดความสวา่ ง คือ วชิ ชา ทาให้เกิดความแจม่ แจ้ง คือ ญาณ ทาให้อริยสจั ปรากฏ ลาดบั นนั้ พระโยคาวจรก็เห็นด้วยปัญญา อนั ชอบวา่ อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ขอถวายพระพร ” “ ขอพระคณุ เจ้าได้โปรดอปุ มา ” อุปมาผู้ส่องประทปี “ มหาราชะ เปรียบปานบรุ ุษส่องประทีปเข้าไปในเรือนที่มืด ๘๗

แสงประทีปยอ่ มกาจดั ความมืด ทาให้เกิดแสงสวา่ งทาให้รูปทงั้ หลาย ปรากฏฉนั ใด ปัญญาเม่ือเกิดขนึ ้ ก็กาจดั ความมืดคือ อวิชชา ทาให้เกิด แสงสวา่ งคอื วิชชา ทาให้เกิดความแจม่ แจ้งคือ ญาณ ทาให้อริยสจั ทงั้ หลายปรากฏ ลาดบั นนั้ พระโยคาวจรก็เหน็ ด้วยปัญญาอนั ชอบวา่ อนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตา ฉนั นนั้ อยา่ งนีแ้ หละ มหาบพิตร ช่ือวา่ ปัญญา มีการทาให้สวา่ ง เป็นลกั ษณะ ขอถวายพระพร ” “ ถกู แล้ว พระนาคเสน ” อธิบาย คาวา่ “ ปัญญาอนั ชอบ ” ได้แก่ปัญญาอนั เกิดจากวิปัสสนาญาณ  ปัญหาท่ี ๑๕ ถามหน้าท่แี ห่งธรรมต่าง ๆ กนั “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน ธรรมเหลา่ นีม้ ีอย่ตู า่ ง ๆ กนั แตใ่ ห้สาเร็จ ประโยชน์อยา่ งเดียวกนั หรือ? ” “ อยา่ งนนั้ มหาบพิตร ธรรมเหลา่ นีม้ ีอยตู่ า่ ง ๆ กนั แตใ่ ห้สาเร็จ ประโยชน์อยา่ งเดยี วกนั คือฆา่ กิเลสเหมือนกนั ขอถวายพระพร ” “ ขอนมิ นตอ์ ปุ มาด้วย ” อุปมาเสนาต่าง ๆ ๘๘

“ มหาราชะ เสนามีหน้าที่ตา่ ง ๆ กนั คอื เสนาช้าง เสนาม้า เสนารถ เสนาพลเดินเท้า เสนาเหลา่ นนั้ ยอ่ มให้สาเร็จสงครามอย่าง เดียวกนั ยอ่ มชนะเสนาฝ่ ายอ่ืนในสงครามอยา่ งเดยี วกนั ฉนั ใด ธรรม เหลา่ นี ้ ถึงมีอยตู่ า่ ง ๆ กนั ก็ให้สาเร็จประโยชน์อยา่ งเดียวกนั คอื ฆา่ กิเลสอยา่ งเดยี วกนั ขอถวายพระพร ” “ พระผ้เู ป็นเจ้าวสิ ชั นาสมควรแล้ว ”  จบวรรคท่ี ๑ รวมความวา่ ปัญหาทงั้ หมดที่ผา่ นมานีเ้ป็ นปัญหาท่ีพระเจ้ามิลินท์ ถามพระนาคเสนถึงวธิ ีปฏิบตั ทิ ี่จะไมเ่ กิดอีก วา่ จะต้องประกอบด้วย ธรรมอะไรบ้าง สรุปความ คาวา่ “ ธรรมเหลา่ นี ้” หมายถึงธรรมที่กลา่ วมาแล้วข้างต้น คือ มนสิการ มีลกั ษณะ ถือไว้ กศุ ลธรรมอ่ืน ๆ ได้แก่ ศีล และ อนิ ทรีย์ ๕ คือ ศรัทธา วริ ิยะ สติ สมาธิ ปัญญา มีลกั ษณะดงั นี ้ ศีล มีลกั ษณะ เป็นที่ตงั้ ศรัทธา มีลกั ษณะ ผอ่ งใส และ แลน่ ไป ๘๙

วริ ิยะ มีลกั ษณะ คา้ จนุ ไว้ สติ มีลกั ษณะ เตือน และ ถือไว้ สมาธิ มีลกั ษณะเป็น หวั หน้า ปัญญา มลั กั ษณะ ตดั และ ทาให้สวา่ ง จงึ ขอลาดบั ความสมั พนั ธ์ของธรรมเหลา่ นีว้ า่ มีหน้าท่ีตา่ งกนั อยา่ งไร พระโยคาวจรหวงั ที่จะปฏิบตั เิ พื่อความพ้นทกุ ข์นนั้ จะต้อง ประกอบไปด้วยธรรมเหล่านี ้คือ ๑. มนสิการ คือคดิ ไว้เสมอวา่ ชีวิตนีจ้ ะต้องตายเป็นธรรมดา ๒. ศลี จะรักษาให้บริสทุ ธ์ิไว้เสมอ ๓. ศรัทธา มีความเลื่อมใสในคณุ พระพทุ ธ พระธรรม และพระ อริยสงฆ์ หวงั ปฏบั ตั ิตนเพ่ือความพ้นทกุ ข์ คอื พระนิพพานตอ่ ไป ๔. วิริยะ ทาความเพียรแตพ่ อดี ๕. สติ นกึ เตอื นตนเองไว้เสมอวา่ เราจะต้องตาย จะมีศลี บริสทุ ธิ์ จะเคารพในพระรัตนตรัย และมีนพิ พานเป็นอารมณ์ ๖. สมาธิ กาหนดรู้ลมหายใจเข้าออกหรือภาวนาตามอธั ยาศยั ๗. ปัญญา พจิ ารณา สกั กายทิฏฐิ ไมย่ ดึ ถือวา่ ร่างกายเป็นเรา เป็นของเรา แล้วตดั อวชิ ชา เราไมม่ ี ฉนั ทะ คือความพอใจ และ ราคะ คอื ความยินดใี นมนษุ ยโลก เทวโลกและพรหมโลก เราต้องการอยา่ ง เดยี วคอื พระนพิ พาน ๙๐

ธรรมเหลา่ นีจ้ งึ มีหน้าท่ีตา่ ง ๆ กนั แตม่ งุ่ ประโยชน์อยา่ งเดียวกนั คือ ฆา่ กิเลสให้เป็นสมจุ เฉทปหานตามที่ทา่ นได้อปุ มาไว้ ฉนั ใด เสนาช้าง ม้า รถ พลเดนิ เท้า เสนาเหลา่ นนั้ ยอ่ มชว่ ยกนั ทาสงคราม เพื่อท่ีจะมี ชยั ชนะตอ่ ข้าศกึ ศตั รู ก็มีอปุ มา ฉนั นนั้  มลิ ินทปัญหา วรรคท่ี ๒  ปัญหาท่ี ๑ ถามความสืบต่อแห่งธรรม สมเดจ็ พระเจ้ามลิ ินท์บรมกษตั ริย์ พระบาทท้าวเธอได้ตรัสถาม ปัญหาตอ่ ไปวา่ “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน ผ้ใู ดเกิดก็เป็นผ้นู นั้ หรือว่ากลายเป็ นผ้อู ่ืน? ” พระเถระถวายพระพรตอบวา่ “ ไมใ่ ชผ่ ้นู นั้ และไมใ่ ชผ่ ้อู ่ืน ” “ โยมยงั สงสยั ขอนิมนต์อปุ มากอ่ น ” “ ขอถวายพระพร มหาบพิตรเข้าพระทยั ว่าอยา่ งไร…คือมหาบพิตร เข้าพระทยั วา่ เม่ือมหาบพติ รยงั เป็นเด็กอ่อน ยงั นอนหงายอย่ทู ่ีพระอู่ นนั้ บดั นี ้มหาบพติ รเป็นผ้ใู หญ่แล้วก็คือเดก็ อ่อนนนั้ …อย่างนนั้ หรือ? ” “ ไมใ่ ช่ พระผ้เู ป็นเจ้า คือเดก็ ออ่ นนนั้ เป็ นผ้หู นงึ่ ตา่ งหาก มาบดั นี ้ โยมซง่ึ เป็นผ้ใู หญ่แล้วก็เป็ นอีกผ้หู นงึ่ ตา่ งหาก ” “ มหาราชะ เม่ือเป็นอย่างนนั้ มารดาก็จกั นบั วา่ ไมม่ ี บดิ าก็จกั ๙๑

นบั วา่ ไมม่ ี อาจารย์ก็จกั นบั วา่ ไมม่ ี ผ้มู ีศีลก็จกั นบั วา่ ไมม่ ี ผ้มู ีศลิ ปะก็ จกั นบั วา่ ไมม่ ี ผ้มู ีปัญญาก็จกั นบั วา่ ไมม่ ีทงั้ นีเ้พราะอะไร…เพราะวา่ มารดาของผ้ยู งั เป็น กลละ อยู่ เป็นผ้หู นง่ึ ตา่ งหาก มารดาของผ้เู ป็น อพั พทุ ะ คอื ผ้กู ลายจากกลละ อนั ได้แก่กลายจากนา้ ใส ๆ เลก็ ๆ มา เป็นนา้ คล้ายกบั นา้ ล้างเนือ้ ก็ผ้หู นงึ่ ตา่ งหากเมื่อผ้นู นั้ กลายเป็ นก้อน เนือ้ มารดาก็ผ้หู นงึ่ ตา่ งหาก เมื่อผ้นู นั้ กลายเป็ นแทง่ เนือ้ มารดาก็เป็น อีกผ้หู นง่ึ เม่ือผ้นู นั้ ยงั เลก็ อยู่ มารดาก็เป็ นผ้หู นง่ึ อีกตา่ งหาก เม่ือผ้นู นั้ โตขนึ ้ มารดาก็เป็นอีกผ้หู นงึ่ ตา่ งหาก อยา่ งนนั้ หรือ ผ้ศู กึ ษาศลิ ปะ ก็ เป็นผ้หู นงึ่ ตา่ งหาก ผ้สู าเร็จการศกึ ษาแล้วก็เป็ นผ้หู นง่ึ ตา่ งหาก ผ้ทู า บาปกรรมก็เป็ นผ้หู นง่ึ ตา่ งหาก ผ้มู ีมือด้วนเท้าด้วน ก็เป็นผ้หู นงึ่ ตา่ งหาก อยา่ งนนั้ หรือ ? ” “ ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนนั้ ผ้เู ป็นเจ้า ในเม่ือโยมกล่าวอยา่ งนี ้ สว่ นพระผ้เู ป็น เจ้าจะกลา่ ววา่ อยา่ งไร ? ” “ ขอถวายพระพร เมื่อกอ่ นอาตมายงั เป็นเดก็ ออ่ นอยู่ บดั นี ้ ได้ เจริญเตบิ โตขนึ ้ เป็นผ้ใู หญ่ อวยั วะทงั้ ปวงนนั้ รวมเข้าเป็นอนั เดยี วกนั เพราะอาศยั กายอนั นีแ้ หละ ” “ ขอได้โปรดอปุ มาด้วย ” “ มหาราชะ เปรียบเสมือนวา่ บรุ ุษคนหนงึ่ จดุ ประทีปไว้ ประทีปนนั้ จะสวา่ งอย่ตู ลอดคืนหรือไม่ ? ” ๙๒

“ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ประทีปนนั้ ต้องสวา่ งอย่ตู ลอดคืน ” “ มหาราชะ เปลวประทีปในยามต้น ก็คือเปลวประทีปในยามกลาง อยา่ งนนั้ หรือ? ” “ ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนนั้ พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ เปลวประทีปในยามกลาง ก็คือเปลวประทีปในยามปลายอยา่ ง นนั้ หรือ ? ” “ ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนนั้ พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ มหาราชะ เปลวประทีปในยามต้น ก็เป็นอยา่ งหนง่ึ เปลวประทีป ในยามกลาง ก็เป็นอยา่ งหนึ่ง เปลวประทีปในยามปลาย ก็เป็นอยา่ ง หนง่ึ อยา่ งนนั้ หรือ ? ” “ ไมใ่ ชอ่ ยา่ งนนั้ ผ้เู ป็ นเจ้า คือเปลวประทีปนนั้ ได้สวา่ งอยตู่ ลอดคืน ก็เพราะอาศยั ประทีปดวงเดียวกนั นนั้ แหละ ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพิตร คอื ธรรมสนั ตติ ความสืบตอ่ แหง่ ธรรม ยอ่ มสืบตอ่ กนั เม่ือส่งิ หนง่ึ เกิด ส่งิ หนง่ึ ดบั ยอ่ มติดตอ่ กนั ไมก่ ่อน ไมห่ ลงั เพราะฉะนนั้ จะวา่ ผ้นู นั้ ก็ไมใ่ ช่ จะวา่ ผ้อู ่ืนก็ไมใ่ ช่ ยอ่ มถงึ ซง่ึ การ จดั เข้าในวิญญาณดวงหลงั ขอถวายพระพร ” “ ขอนิมนต์อปุ มาให้ยิ่งขนึ ้ ไปอีก ” “ มหาราชะ ในเวลาท่ีคนทงั้ หลายรีดนม นมสดก็กลายเป็นนมส้ม เปล่ียมจากนมส้มก็กลายเป็ นนมข้น เมื่อเปล่ียนจากนมข้น ก็กลาย ๙๓

เป็นเปรียง ผ้ใู ดกลา่ ววา่ นมสดนนั้ แหละคือนมส้ม นมส้มนนั้ แหละคือ นมข้น นมข้นนนั้ แหละคือเปรียง จะวา่ ผ้นู นั้ กลา่ วถกู ต้องดีหรือ อยา่ งไร ? ” “ ไมถ่ กู พระผ้เู ป็นเจ้า คอื เปรียงนนั้ ก็อาศยั นมสดเดมิ นนั้ แหละ ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพิตร ธรรมสนั ตติ คือความสืบตอ่ แหง่ ธรรม ก็ยอ่ มสืบตอ่ กนั ไป อยา่ งหนง่ึ เกิด อยา่ งหนงึ่ ดบั สืบตอ่ กนั ไปไม่ ก่อนไมห่ ลงั เพราะฉะนนั้ จะวา่ ผ้นู นั้ ก็ไมใ่ ช่ จะวา่ ผ้อู ื่นก็ไมใ่ ช่ วา่ ได้แต่ เพียงวา่ ถงึ ซง่ึ การสงเคราะห์เข้าในวิญญาณดวงหลงั เทา่ นนั้ ขอถวาย พระพร ” “ พระผ้เู ป็นเจ้าแก้ไขนีส้ มควรแล้ว ” สรุปความ ปัญหานีพ้ ระเจ้ามลิ นิ ท์เข้าใจวา่ คนท่ีเกิดมาแล้วจากเดก็ มาเป็ น ผ้ใู หญ่ ทา่ นเข้าใจวา่ เป็นคนละคนกนั พระนาคเสนจงึ ชีแ้ จงวา่ ความจริงก็เป็นคนเดียวกนั แตท่ ่ีทา่ นตอบ วา่ จะเป็นผ้นู นั้ ก็ไมใ่ ชจ่ ะเป็นผ้อู ่ืนก็ไมใ่ ชน่ นั้ ก็เพราะอาศยั สนั ตติ ความสืบตอ่ กนั เปรียบเหมือนเปลวไฟและนมสดท่ีเปล่ียนไป เมื่อเปล่ียนไปแล้ว จะวา่ เป็นของเดมิ ก็ไมไ่ ด้ จะวา่ เป็นของอ่ืนก็ ไมใ่ ช่ แตต่ ้องอาศยั ความสืบตอ่ กนั ไป เหมือนกบั ร่างกายที่เกิดมาก็ ๙๔

อาศยั อวยั วะเดมิ แล้วคอ่ ยเปลี่ยนแปลง เตบิ โตขนึ ้ มาจนกวา่ จะแก่เฒา่ ไป ก็ช่ือวา่ เป็นบคุ คลเดียวกนั นน่ั เอง  ปัญหาท่ี ๒ ถามความรู้สึกของผู้ไม่เกดิ อีก “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน บคุ คลใดไมเ่ กิดอีกบคุ คลนนั้ รู้หรือไมว่ า่ เรา จกั ไมเ่ กิดอีก ? ” “ มหาราชะ ผ้ใู ดจะไมเ่ กิดอีก ผ้นู นั้ ก็รู้วา่ เราจกั ไมเ่ กิด ” “ ข้าแตพ่ ระคณุ เจ้า ผ้นู นั้ รู้ได้อยา่ งไร ? ” “ ขอถวายพระพร เหตปุ ัจจยั อนั ใดที่ทาให้ถือกาเนิด ผ้นู นั้ ก็รู้วา่ เรา จะไมเ่ กิด เพราะความดบั ไปแหง่ เหตปุ ัจจยั อนั นนั้ แล้ว ” “ ขอนมิ นต์อปุ มาด้วย ” “ มหาราชะ เปรียบเหมือนชาวนาไถนาแล้ว หวา่ นข้าวแล้ว ได้ข้าว ไว้เตม็ ย้งุ แล้ว ตอ่ มาภายหลงั เขาก็ไมไ่ ถไมห่ วา่ นอีก เขามีแตบ่ ริโภค หรือขายซง่ึ ข้าวนนั้ หรือทาอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ ตามเหตปุ ัจจยั ท่ีมีมา ชาวนานนั้ รู้หรือไมว่ า่ ย้งุ ข้าวของเราจกั ไมเ่ ตม็ ? ” “ รู้ซิ พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ รู้อยา่ งไรละ่ ? ” “ ออ๋ ..รู้เพราะไมม่ ีเหตปุ ัจจยั ท่ีจะทาให้ย้งุ ข้าวเตม็ ” “ ข้อนีก้ ็ฉนั นนั้ แหละ มหาบพติ ร ผ้นู นั้ ก็รู้วา่ เราจกั ไมเ่ กิดอีก เพราะ ๙๕

หมดเหตปุ ัจจยั ท่ีจะทาให้ถือกาเนิดแล้ว ” “ ถกู แล้ว พระนาคเสน ” อธิบาย คาวา่ “ หมดเหตปุ ัจจยั ” หมายความวา่ เป็นผ้หู มดกิเลส ตณั หา อปุ าทาน และอกศุ ลกรรม ท่ีจะทาให้เกิดอีก  ปัญหาท่ี ๓ ถามท่ดี บั ปัญญา “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน ญาณ เกิดแกผ่ ้ใู ด ปัญญา เกิดแก่ผ้นู นั้ หรือ ? ” “ เกิด…มหาราชะ คือ ญาณ เกิดแกผ่ ้ใู ด ปัญญา ก็เกิดแกผ่ ้นู นั้ ” “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน ส่งิ ใดเป็นญาณส่ิงนนั้ หรือเป็นปัญญา? ” “ ถกู แล้ว…มหาราชะ คอื สิ่งใดเป็นญาณก็สงิ่ นนั้ แหละเป็นปัญญา ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ญาณได้เกิดแกผ่ ้ใู ดปัญญานนั้ ได้เกิดแก่ผ้นู นั้ ผ้นู นั้ หลงหรือไมห่ ลง ? ” “ มหาราชะ ผ้มู ีปัญญาหลงในบางสง่ิ บางอยา่ ง ไมห่ ลงในบางสิ่ง บางอยา่ ง ” “ หลงในสิ่งไหน ไมห่ ลงในสิง่ ไหน ? ” “ ขอถวายพระพร หลงในศลิ ปะที่ไมช่ านาญก็มี ในทิศท่ีไมเ่ คยไปก็ มี ในชื่อหรือสถานที่ที่ไมเ่ คยได้ยินได้ฟังก็มี ” ๙๖

“ ออ๋ …แล้วไมห่ ลงในอะไร พระผ้เู ป็นเจ้า ? ” “ ไมห่ ลงในสิ่งที่ตนรู้แล้วว่าเป็น อนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตา ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ก็โมหะ คือความหลงของผ้นู นั้ ไปอยทู่ ี่ไหน ละ่ ? ” “ มหาราชะ พอ ญาณ เกิดแล้ว โมหะ คือความหลงก็ดบั ไปใน ญาณนนั้ เอง ” “ ขอนิมนต์อปุ มาเถิด ” อุปมาผู้จุดประทปี “ ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนบรุ ุษผ้หู นงึ่ จดุ ประทีปเข้าไปใน เรือนท่ีมืด ในขณะนนั้ ความมืดก็ดบั ไป แสงสวา่ งก็ปรากฏขนึ ้ ฉนั ใด เม่ือ ญาณ เกิดขนึ ้ แล้ว โมหะ ก็ดบั ไปในท่ีนนั้ ฉนั นนั้ แหละ ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ก็ปัญญานนั้ เลา่ …ไปอยทู่ ี่ไหน? ” “ มหาราชะ ปัญญา ทาหน้าท่ีของตนแล้วก็ดบั ไปในที่นนั้ เอง สงิ่ ใด ที่ทาด้วยปัญญานนั้ ว่าเป็นอนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตา สงิ่ นนั้ ไมด่ บั ” “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน พระผ้เู ป็นเจ้าได้กล่าวไว้แล้ววา่ ปัญญาทา หน้าท่ีของตนแล้วก็ดบั ไป แตส่ ิ่งใดท่ีทาด้วยปัญญานนั้ วา่ เป็น อนจิ จงั ทกุ ขงั อนตั ตา ส่ิงนนั้ ไมด่ บั ดงั นี ้ขอพระผ้เู ป็นเจ้าจงอปุ มาด้วย ” ๙๗

อุปมาการเขียนเลข “ มหาราชะ เหมือนอยา่ งวา่ บรุ ุษผ้ใู ดรู้หนง่ึ อยากดตู วั เลขในกลาง คืนจดั แจงให้จดุ ประทีปขนึ ้ เขียนเลข เมื่อประทีปดบั แล้วเลขก็ยงั ไม่ หายไป ข้อนีม้ ีอปุ มา ฉนั ใด ปัญญาทาหน้าที่ของตนแล้วดบั ไป แตส่ ิ่งท่ี รู้ด้วยปัญญาว่าเป็น อนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตานนั้ มิได้ดบั ไป ฉนั นนั้ ” ” ขอพระผ้เู ป็นเจ้าอปุ มาให้ย่ิงขนึ ้ ” อุปมาโอ่งนา้ “ ขอถวายพระพร เปรียบประดจุ พวกมนษุ ย์ในชนบทตะวนั ออก จดั ตงั้ โอง่ นา้ ไว้ ๕ โอง่ ข้างประตู เพ่ือดบั ไฟที่จะไหม้เรือน เม่ือไฟไหม้ เรือนแล้ว โอง่ นา้ ๕ โอง่ นนั้ เขาก็นาไปเก็บไว้ในละแวกบ้าน ไฟก็ดบั ไป ชาวบ้านคิดหรือไมว่ า่ เราจกั ต้องทาสงิ่ ที่จาเป็นด้วยโอ่งนา้ เหลา่ นนั้ อีก? ” “ ไมค่ ดิ พระผ้เู ป็นเจ้า เพราะไมม่ ีความจาเป็นกบั โอง่ นา้ เหลา่ นนั้ อีกแล้ว ด้วยวา่ ไฟก็ดบั แล้วเขาจงึ นาไปเก็บไว้อยา่ งนนั้ ” “ มหาราชะ ควรเห็นอินทรีย์ ๕ มีศรัทธาเป็นต้นวา่ เปรียบ เหมือนกบั โอง่ นา้ ทงั้ ๕ พระโยคาวจรเปรียบเหมือนชาวบ้าน กิเลส เปรียบเหมือนไฟ กิเลสดบั ไปด้วยอินทรีย์ ๕ เปรียบเหมือนกบั ไฟดบั ไป ด้วยนา้ ทงั้ ๕ โอง่ นนั้ กิเลสที่ดบั ไปแล้วย่อมไมเ่ กิดขนึ ้ อีก ฉนั ใด เมื่อ ๙๘

ปัญญาทาหน้าที่ของตนแล้วก็ดบั ไป แตส่ ิ่งท่ีรู้วา่ เป็น อนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตา นนั้ มิได้ดบั ไป ฉนั นนั้ ” “ ขอนิมนต์อปุ มาให้ยง่ิ ขนึ ้ ไปอีก ” อุปมารากยา “ มหาราชะเปรียบปานประหนงึ่ วา่ แพทย์ผ้ถู ือเอารากยา ๕ รากไป หาคนไข้ บดรากยาทงั้ ๕ นนั้ แล้วละลายนา้ ให้คนไข้ด่ืม โรคนนั้ ก็ หายไปด้วยรากยาทงั้ ๕ รากนนั้ แพทย์นนั้ คิดหรือไมว่ า่ เราจกั ต้องทา กิจท่ีควรทาด้วยรากยาเหลา่ นนั้ อีก ? ” “ ไมค่ ดิ พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ มหาราชะ รากยาทงั้ ๕ นนั้ เหมือน อินทรีย์ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น แพทย์นนั้ เหมือนพระโยคาวจร ความเจบ็ ไข้เหมือนกิเลส บรุ ุษผ้เู จบ็ ไข้ เหมือนปถุ ชุ น ไข้หายไปด้วยยาทงั้ ๕ รากนนั้ แล้ว ผ้เู จ็บไข้นนั้ ก็หาย โรค ฉนั ใด เมื่อกิเลสออกไปด้วยอินทรีย์ ๕ แล้วกิเลสก็ไมเ่ กิดอีก อยา่ ง นีแ้ หละ มหาบพติ รช่ือวา่ ปัญญาทาหน้าที่ของตนแล้วดบั ไป แตส่ ิ่งนนั้ หามิได้ดบั ไป ฉนั นนั้ ” “ นิมนต์อปุ มาให้ยง่ิ กวา่ นีอ้ ีก ” อุปมาผู้ถือลูกธนู ๙๙

“ มหาราชะ เหมือนกบั บรุ ุษผ้จู ะเข้าสสู่ งคราม ถือเอาลกู ธนู ๕ ลกู แล้วเข้าสสู่ งคราม เพื่อตอ่ ส้กู บั ข้าศกึ เขาเข้าสสู่ งครามแล้วก็ยิงลกู ธนู ไป ข้าศกึ ก็แตกพา่ ยไป บรุ ุษนนั้ คิดหรือไมว่ ่า เราจกั ต้องทากิจด้วยลกู ธนเู หลา่ นนั้ อีก ? ” “ ไมค่ ดิ พระผ้เู ป็นเจ้า ” “ มหาราชะ ควรเห็น อนิ ทรีย์ ๕ เหมือนลกู ธนทู งั้ ๕ พระโยคาวจร เหมือนกบั ผ้เู ข้าสสู่ งคราม กิเลสเหมือนกบั ข้าศกึ กิเลสแตกหกั ไป เหมือน กบั ข้าศกึ พา่ ยแพ้กิเลสดบั ไปแล้ว ไมเ่ กิดขนึ ้ อีกอยา่ งนีแ้ หละ มหาบพิตร ชื่อว่าปัญญาทาหน้าท่ีของตนแล้วดบั ไป แตส่ ่ิงท่ีรู้ด้วย ปัญญาวา่ เป็น อนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตา นนั้ หามิได้ดบั ไป ขอถวายพระ พร ” “ แก้ดีแล้ว พระนาคเสน ”  ปัญหาท่ี ๔ ถามเร่ืองปรินิพพาน “ ข้าแตพ่ ระนาคเสน ผ้ใู ดจะไมเ่ กิดอีก ผ้นู นั้ ยงั ได้เสวยทกุ ขเวทนา อยา่ งใดอย่างหนง่ึ หรือไม่ ? ” “ ขอถวายพระพร ได้เสวยก็มี ไมไ่ ด้เสวยก็มี ” “ ข้าแตพ่ ระผ้เู ป็นเจ้า ท่ีวา่ ได้เสวยก็มีไมไ่ ด้เสวยก็มีนนั้ คอื เสวย อะไร ไมไ่ ด้เสวยอะไร ? ” ๑๐๐


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook