หนงั สือเรียนสาระทกั ษะการดาเนินชีวติ รายวชิ า สุขศึกษา พลศึกษา (ทช 21002) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560) หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 สานกั งานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั สานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการห้ามจาหน่ายหนงั สือเรียนเล่มน้ีจดั พิมพด์ ว้ ยเงินงบประมาณแผน่ ดินเพื่อการศึกษาตลอดชีวติ สาหรับประชาชน ลิขสิทธ์ิเป็นของ สานกั งาน กศน. สานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการเอกสารทางวชิ าการลาดบั ท่ี 13/2555
หนงั สือเรียนสาระทกั ษะการดาเนินชีวติรายวชิ า สุขศึกษา พลศึกษา ( ทช21002 )ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560ลิขสิทธ์ิเป็นของ สานกั งาน กศน. สานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธิการเอกสารทางวชิ าการลาดบั ท่ี 13/2554
คาํ นํา กระทรวงศึกษาธิการไดประกาศใชหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 เม่อื วนั ที่ 18 กนั ยายน พ.ศ. 2551 แทนหลักเกณฑแ ละวธิ กี ารจัดการศกึ ษานอกโรงเรียนตามหลกั สตู รการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2544 ซ่ึงเปนหลักสูตรทพ่ี ัฒนาขนึ้ ตามหลกั ปรชั ญาและความเชื่อพนื้ ฐานในการจัดการศึกษานอกโรงเรียนท่ีมีกลุมเปาหมายเปนผูใหญมีการเรยี นรูแ ละส่ังสมความรแู ละประสบการณอ ยางตอเน่ือง ในปงบประมาณ 2554 กระทรวงศึกษาธิการไดกําหนดแผนยุทธศาสตรในการขับเคล่ือนนโยบายทางการศึกษาเพอ่ื เพ่มิ ศักยภาพและขีดความสามารถในการแขงขนั ใหป ระชาชนไดมีอาชีพที่สามารถสรา งรายไดท่ีมงั่ คัง่ และมนั่ คง เปนบคุ ลากรท่ีมีวินัย เปยมไปดวยคุณธรรมและจริยธรรมและมีจิตสํานึกรับผิดชอบตอตนเองและผูอื่น สํานักงาน กศน. จึงไดพิจารณาทบทวนหลักการจุดหมาย มาตรฐาน ผลการเรียนรูที่คาดหวัง และเน้ือหาสาระ ทั้ง 5 กลุมสาระการเรียนรู ของหลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษา ขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ใหม ีความสอดคลองตอบสนองนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ซ่ึงสงผลใหตองปรับปรุงหนังสือเรียน โดยการเพิ่มและสอดแทรกเน้อื หาสาระเกี่ยวกับอาชีพ คณุ ธรรม จริยธรรมและการเตรยี มพรอม เพ่ือเขาสูประชาคมอาเซียน ในรายวิชาท่ีมีความเกี่ยวของสัมพันธกัน แตยังคงหลักการและวิธีการเดิมในการพัฒนาหนังสือที่ใหผูเรียนศึกษาคนควาความรูดวยตนเอง ปฏิบัติกิจกรรม ทําแบบฝกหัด เพ่ือทดสอบความรูความเขาใจ มีการอภปิ รายแลกเปล่ยี นเรียนรูกบั กลมุ หรอื ศึกษาเพม่ิ เตมิ จากภมู ปิ ญ ญาทอ งถ่ินแหลงการเรียนรแู ละส่ืออื่น การปรบั ปรุงหนังสอื เรียนในครงั้ นี้ ไดรับความรวมมืออยางดีย่ิงจากผูทรงคุณวุฒิในแตละสาขาวิชา และผเู ก่ียวขอ งในการจัดการเรียนการสอนทศี่ ึกษาคนควา รวบรวมขอ มลู องคค วามรจู ากสอื่ ตาง ๆ มาเรียบเรียงเนอ้ื หาใหค รบถวนสอดคลองกับมาตรฐาน ผลการเรียนรูที่คาดหวัง ตัวชี้วัดและกรอบเน้ือหาสาระของรายวิชา สํานักงาน กศน.ขอขอบคุณผูมีสวนเกี่ยวของทุกทานไว ณโอกาสน้ี และหวังวาหนงั สอื เรียน ชดุ น้ีจะเปน ประโยชนแกผูเรียน ครู ผูสอน และผูเกี่ยวของในทุกระดบั หากมขี อ เสนอแนะประการใด สาํ นกั งาน กศน. ขอนอมรับดวยความขอบคุณย่ิง
สารบัญ หนาคํานํา 1คําแนะนาํ การใชห นงั สอื เรียนโครงสรา งรายวิชาสขุ ศกึ ษา พลศกึ ษา 2บทที่ 1 การพฒั นาการของรา งกาย 12 14 เรอ่ื งท่ี 1 โครงสราง หนา ทแ่ี ละการทาํ งานของระบบตาง ๆ ที่สาํ คัญของรา งกาย 29 และการดูแลรกั ษาการปองกันความผิดปกตขิ องอวยั วะ 30 35 เรอ่ื งที่ 2 ปจจยั ท่ีมีผลตอการเจรญิ เติบโตและพัฒนาการของมนุษย 40 เรอ่ื งที่ 3 พฒั นาการและการเปลยี่ นแปลงตามวัย 45บทที่ 2 สขุ ภาพทางกาย 46 เรอ่ื งท่ี 1 การเสรมิ สรา งสขุ ภาพตนเองและบคุ คลในครอบครวั 51 เร่ืองที่ 2 การออกกาํ ลังกาย 60 เรื่องท่ี 3 รปู แบบและวธิ ีการออกกําลงั กายเพื่อสุขภาพ 69บทที่ 3 สุขภาพทางเพศ 76 เรื่องท่ี 1 สรีระรา งกายท่เี ก่ยี วขอ งกบั การสืบพนั ธุ 77 เรือ่ งท่ี 2 การเปลย่ี นแปลงเมอื่ เขาวัยหนมุ สาว 82 เรื่องที่ 3 พฤติกรรมที่นําไปสกู ารมีเพศสัมพนั ธ 84 เรื่องที่ 4 สุขภาพทางเพศ 88บทท่ี 4 สารอาหาร 95 เรื่องที่ 1 สารอาหาร 96 เรื่องที่ 2 วธิ กี ารประกอบอาหารเพอื่ คงคุณคา ของสารอาหาร 98 เรื่องท่ี 3 ความเชื่อและคานยิ มเกีย่ วกบั การบรโิ ภค 113 เรอ่ื งท่ี 4 ปญหาสขุ ภาพทีเ่ กิดจากการบรโิ ภค 114บทที่ 5 โรคระบาด 121 เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคญั และการแพรก ระจายของเช้ือโรค เรื่องที่ 2 โรคทีเ่ ปน ปญหาสาธารณสุขของประเทศบทท่ี 6 ยาแผนโบราณและยาสมุนไพร เรื่องที่ 1 หลกั การและวธิ กี ารใชย าแผนโบราณและยาสมนุ ไพร เรอ่ื งท่ี 2 อันตรายจากการใชยาแผนโบราณและยาสมุนไพร
บทท่ี 7 การปองกนั สารเสพตดิ 126 เรื่องที่ 1 ปญ หา สาเหตุ ประเภทและอันตรายของสารเสพตดิ 127 เรอ่ื งท่ี 2 ลกั ษณะอาการของผตู ดิ สารเสพติด 137 เรื่องที่ 3 การปอ งกนั และหลีกเลี่ยงการติดสารเสพตดิ 139 142บทที่ 8 อนั ตรายจากการประกอบอาชพี 143 เรือ่ งท่ี 1 การปองกนั อันตรายจากการประกอบอาชพี 169 เรื่องท่ี 2 การปฐมพยาบาลเบ้ืองตน 178 179บทที่ 9 ทกั ษะชีวติ เพอ่ื การส่อื สาร 181 เรอ่ื งที่ 1 ความหมายของทักษะชวี ติ 190 เรื่องท่ี 2 ทักษะทีจ่ าํ เปน 3 ประการ 190 190บทที่ 10 อาชีพแปรรูปสมนุ ไพร 190 สมุนไพรกับบทบาททางเศรษฐกิจ 193 การผลติ สมุนไพรในรปู แบบการประกอบอาชพี 193 การแปรรูปสมุนไพรเพือ่ การจําหนา ย การขออนญุ าตผลิตภัณฑอาหารและยา (ขอเคร่อื งหมาย อย.) การแบงกลุม ผลติ ภณั ฑอ าหาร
คําแนะนําการใชห นงั สอื เรียน หนังสือเรียนสาระทักษะการดําเนินชีวิต รายวิชาสุขศึกษา พลศึกษา รหัส ทช 21002 ระดับมัธยมศึกษาตอนตน เปนหนังสือเรียนที่จัดทําขึ้น สําหรับผูเรียนที่เปนนักศึกษานอกระบบ ในการศกึ ษาหนังสอื เรยี นสาระทักษะการดําเนินชวี ติ รายวิชาสุขศกึ ษา พลศึกษา ผเู รียนควรปฏบิ ัตดิ ังนี้ 1. ศึกษาโครงสรางรายวิชาใหเขาใจในหัวขอและสาระสําคัญ ผลการเรียนรูท่ีคาดหวังและขอบขายเนอ้ื หาของรายวชิ านัน้ ๆ โดยละเอียด 2. ศกึ ษารายละเอยี ดเนื้อหาของแตละบทอยา งละเอยี ด และทาํ กจิ กรรมตามที่กําหนด แลวตรวจสอบกบั แนวตอบกจิ กรรม ถา ผูเรยี นตอบผดิ ควรกลับไปศกึ ษาและทําความเขาใจในเน้ือหานน้ัใหมใ หเขาใจ กอนท่จี ะศกึ ษาเรือ่ งตอ ๆ ไป 3. ปฏิบัติกิจกรรมทา ยเรอ่ื งของแตล ะเรอื่ ง เพ่ือเปนการสรุปความรู ความเขาใจของเน้ือหาในเร่ืองนั้น ๆ อีกครั้ง และการปฏิบัติกิจกรรมของแตละเนื้อหา แตละเร่ือง ผูเรียนสามารถนําไปตรวจสอบกับครูและเพอ่ื น ๆ ทรี่ วมเรียนในรายวชิ าและระดบั เดียวกันได 4. หนงั สือเรยี นเลม น้ีมี 10 บท บทท่ี 1 การพัฒนาการของรา งกาย บทที่ 2 สุขภาพทางเพศ บทท่ี 3 สารอาหาร บทที่ 4 สขุ ภาพทางกาย บทที่ 5 โรคระบาด บทท่ี 6 ยาแผนโบราณและยาสมนุ ไพร บทท่ี 7 การปองกนั สารเสพตดิ บทที่ 8 อนั ตรายจากการประกอบอาชีพ บทที่ 9 ทกั ษะชวี ติ เพ่อื การส่ือสาร บทที่ 10 อาชพี แปรรูปสมุนไพร
โครงสรางรายวิชาสุขศึกษา พลศึกษา ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน (ทช 21002)สาระสําคญั เปน ความรูเจตคติทด่ี ีการปฏิบัติเกี่ยวกับการดแู ลสง เสริมสขุ ภาพอนามยั และความปลอดภัยในการดาํ เนนิ ชีวิตผลการเรียนรทู คี่ าดหวงั 1. อธบิ ายธรรมชาติการเจรญิ เติบโตและพัฒนาการของมนุษย 2. บอกหลกั การดูแลและการสรางพฤติกรรมสขุ ภาพท่ีดขี องตนเองและครอบครวั 3. ปฏบิ ตั ติ นในการดูแล และสรางเสรมิ พฤติกรรมสุขภาพท่ีดีจนเปนกิจนสิ ยั 4. ปองกันและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงตอสุขภาพและความปลอดภัยดวยกระบวนการทกั ษะชีวติ 5. แนะนําการปฏบิ ตั ิตนเกย่ี วกบั การดูแลสุขภาพและการหลีกเล่ยี ง 6. ปฏบิ ตั ติ นดแู ลสุขอนามัยและส่ิงแวดลอมในชุมชนขอบขา ยเนอื้ หา บทท่ี 1 การพัฒนาการของรา งกาย บทท่ี 2 สขุ ภาพทางเพศ บทที่ 3 สารอาหาร บทท่ี 4 สขุ ภาพทางกาย บทท่ี 5 โรคระบาด บทท่ี 6 ยาแผนโบราณและยาสมุนไพร บทท่ี 7 การปองกนั สารเสพติด บทท่ี 8 อันตรายจากการประกอบอาชีพ บทที่ 9 ทักษะชวี ิตเพื่อการสอื่ สาร บทที่ 10 อาชพี แปรรูปสมนุ ไพร
1 บทที่ 1การพฒั นาการของรางกายสาระสาํ คัญ พฒั นาการของรา งกายของมนุษยตอ งเปนไปตามวยั ทกุ คนจําเปนตอ งเรียนรใู หเ ขา ใจถึงโครงสรา ง หนา ที่ และการทํางานของระบบอวัยวะทส่ี ําคญั ในรา งกายรวมถึงการปอ งกนั ดูแลรกั ษาไมใหเกิดการผิดปกติ เพื่อใหพัฒนาการของรางกายท่ีเปล่ียนแปลงตามวัยมีความสมบูรณท้ังดานรา งกาย จติ ใจ อารมณ สังคม และสติปญ ญาผลการเรยี นรูทคี่ าดหวัง 1. อธบิ ายโครงสราง หนาที่ และการทํางานของระบบอวยั วะสําคญั ของรางกาย 2. บอกวิธปี ฏิบตั ิตนในการดูแลรกั ษาและปองกันอาการผิดปกติของระบบอวัยวะท่ีสําคญั 3. อธบิ ายการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษยไ ด 4. อธิบายพัฒนาการและการเปล่ียนแปลงของมนุษยในดานตา ง ๆ ไดขอบขา ยเนอื้ หา เรอ่ื งท่ี 1 โครงสราง หนา ทีแ่ ละการทาํ งานของระบบตา ง ๆ ท่สี ําคญั ของรางกายและการดูแลรกั ษาการปอ งกนั ความผิดปกติของระบบอวยั วะ เรื่องท่ี 2 ปจ จัยทมี่ ีผลตอการเจรญิ เตบิ โตและพฒั นาการของมนุษย เร่อื งที่ 3 พฒั นาการและการเปล่ยี นแปลงตามวัย
2เรอ่ื งท่ี 1 โครงสรา ง หนา ที่และการทาํ งานของระบบตาง ๆ ที่สําคัญของรางกาย และการดูแลอวัยวะ รักษาและการปองกนั ความผิดปกตขิ องระบบอวัยวะ รางกายของมนุษยประกอบขึ้นจากหนวยเล็กท่ีสุด คือ เซลลจํานวนหลายพันลานเซลล เซลลท ม่ี โี ครงสรางและหนา ท่ีคลา ยคลงึ กนั มารวมเปน เน้อื เยื่อ เน้ือเยื่อมีหลายชนิด แตละชนิดเมอ่ื มาประกอบกนั จะเปนอวัยวะ อวยั วะทที่ ําหนา ทป่ี ระสานสัมพนั ธก ันรวมเรยี กวา ระบบในรา งกายมนุษย ประกอบดว ยระบบการทํางานทัง้ สิ้น 10 ระบบ แตละระบบมกี ารทาํ งานที่ประสานสัมพนั ธก นักลไกทาํ งานของรา งกายมีการทํางานที่ซบั ซอ น โดยมีระบบประสาทรวมท้ังฮอรโมนจากระบบตอมไรท อเปน หนว ยควบคมุ การทํางานของรา งกาย
3 อวยั วะตาง ๆ ของรา งกายน้นั มมี ากมาย มีทัง้ อวยั วะทีเ่ รามองเหน็ ซึ่งสวนใหญจะอยูภายนอกรางกาย และอวยั วะทเี่ รามองไมเห็นซงึ่ อยูภายในรา งกายของคนเรา การทํางานของระบบอวยั วะตา ง ๆของรา งกาย ประกอบดวยโครงสรางท่ีสลับซับซอนย่ิงกวาเคร่อื งยนตกลไกทีม่ นุษยสรา งขน้ึ เปน อยางมาก ธรรมชาตไิ ดสรา งระบบอวัยวะตางๆของรา งกายอยา งนาพศิ วง พอจําแนกไดเปน10ระบบ ซง่ึ แตละระบบกจ็ ะทาํ งานไปตามหนาที่ และมีความสมั พันธตอกันในการทาํ งานอยางวเิ ศษสุด ระบบอวยั วะตาง ๆของรางกายทง้ั 10 ระบบ มดี งั น้ี 1. ระบบผวิ หนัง (Integumentary System) 2. ระบบโครงกระดกู (Skeletal System) 3. ระบบกลา มเนื้อ (Muscular System) 4. ระบบยอยอาหาร (Digestive System) 5. ระบบขบั ถา ยปส สาวะ (Urinary System) 6. ระบบหายใจ (Respiratory System) 7. ระบบไหลเวียนเลอื ด (Circulatory System) 8. ระบบประสาท (Nervous System) 9. ระบบสบื พนั ธุ (Reproductive System) 10. ระบบตอมไรทอ (Endocrine System) ระบบอวัยวะที่จัดวาเปนระบบโครงสรางพื้นฐานของรางกาย คือ ระบบผิวหนังระบบโครงกระดูก และระบบกลามเนื้อ ระบบอวัยวะทงั้ 3 มีความเก่ียวของสัมพนั ธ กลา วคอื ระบบผิวหนังทําหนาที่ปกคลุมรางกาย ซ่ึงรวมท้ังการหุมหอปองกันอันตรายระบบโครงกระดูกและกลา มเนือ้ ดว ย สาํ หรับระบบกระดูกทําหนาท่ีเปนโครงรางของรางกาย เปนที่ยึดเกาะของกลามเนื้อเมือ่ กลามเนอ้ื หดตัวทาํ ใหร า งกายสามารถเคล่ือนไหวสวนตาง ๆ ได ระบบท้ัง 3 นอกจากมีการทํางานเก่ียวขอ งกันและตอ งทาํ งานประสานกับระบบอน่ื ๆ อกี ดว ยในชั้นนี้จะกลาวถึงการทํางานของระบบอวัยวะ 4 ระบบ คือระบบผิวหนัง ระบบกลามเนื้อ ระบบกระดกู และระบบไหลเวยี นโลหติ1. ระบบผวิ หนงั ผวิ หนังเปนอวัยวะที่หอหุมรา งกายเซลลช ้นั บนมกี ารเปล่ียนแปลงท่ีสาํ คัญคือ มีเคอราทิน(Keratin) ใสและหนา มีความสําคญั คือ ปองกันนํ้าซมึเขา สรู า งกาย การเปล่ียนแปลงทีท่ ําใหเกดิ เคอราทนีเรียกวา เคอราท-ี ไนเซซนั (Keratinization) ตัวอยา งอวยั วะที่เกิดกระบวนการดังกลาว เชน ฝา มือ ฝาเทา
4 ผิวหนังประกอบดวย 2 สวน คือ สวนที่อยูบนพื้นผิว เรียกวา หนังกําพรา(Epidermis) สวนทีอ่ ยลู กึ ลงไป เรียกวา หนังแท (Dermis) 1. หนังกําพรา (Epidermis) เปนผิวหนังสวนบนสุด ประกอบดวยเซลลบาง ๆ ตรงพืน้ ผวิ ไมมนี ิวเคลียส และจะเปน สวนท่ีมีการหลุดลอกออกเปนขี้ไคล แลวสรางเซลลข้ึนมาทดแทนอยูเสมอสวนตาง ๆ ท่ีเกิดข้ึนในชั้นผิวหนังกําพรา ไดแก เล็บมือ เล็บเทา ขน และผม สวนเซลลชนั้ ในสดุ ทีท่ าํ หนา ท่ผี ลิตสผี วิ (Melanin) เรียกวา สเตรตมั เจอรมนิ าทิวมั (Stratum Germinativum) 2. หนงั แท (Dermis) ผิวหนังแทอ ยูใตผ วิ หนังกาํ พรา หนาประมาณ 1-2 มิลลิเมตรประกอบดว ย เนือ้ เยอ่ื เก่ยี วพัน 2 ชน้ั คอื 2.1 ชนั้ บนหรือชน้ั ตน้ื (Papillary Layer) เปน ชั้นทน่ี ูน ยน่ื เขามาแทรกเขาไปในหนังกาํ พรา เรียกวา เพบ็ พิลารี (Papillary) มีหลอดเลือด และปลายประสาทฝอย 2.2 ชนั้ ลางหรือชนั้ ลึก (Reticular Layer) มีไขมันอยู มีรากผมหรือขนและตอมไขมนั (Sebaceous Glands) อยูใ นชนั้ น้ีความสําคญั ของระบบผวิ หนงั 1. เปน สวนท่หี อหมุ รา งกาย สาํ หรับปองกันอันตรายตาง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับอวัยวะใตผ ิวหนัง 2. เปน อวยั วะรบั สัมผสั ความรสู ึกตา ง ๆ เชน รอ น หนาว 3. เปนอวยั วะขบั ถา ยของเสยี เชน เหงือ่ 4. เปนอวัยวะท่ีชวยขับสงิ่ ตาง ๆ ทอ่ี ยใู นตอ มของผิวหนงั ใหเปน ประโยชนต อรางกายเชน ขบั ไขมันไปหลอ เลย้ี งเสน ขนหรือผมใหเงางาม 5. ชวยเปนสวนปองกนั รังสตี าง ๆ ไมใหเปน อันตรายตอรา งกาย
5 6. ชวยควบคุมความรอนในรางกายใหคงที่อยูเสมอ รางกายขณะปกติอุณหภูมิ 37องศาเซลเซียส หรือ 98.7 องศาฟาเรนไฮต หรอื ถา อากาศอบอา วเกนิ ไปก็จะระบายความรอนออกทางรูขมุ ขนการสรา งเสรมิ และดาํ รงประสิทธิภาพการทาํ งานของระบบผวิ หนัง ผิวหนังเปน อวยั วะภายนอกท่ีหอหุมรางกาย ชวยสงเสริมบุคลิกภาพของบุคคลและบงบอกถึงการมีสขุ ภาพทด่ี แี ละไมดขี องแตล ะคนดว ย เชน คนทม่ี สี ุขภาพดี ผวิ หนังหรือผิวพรรณจะเตง ตงึ สดใส แข็งแรง ซงึ่ จะตรงกนั ขามกับผูท่ีมีสุขภาพไมดีหรือเจ็บปวย ผิวหนังจะแหง ซีดเซียวหรือผวิ หนังเปนแผลตกสะเกด็เปน ตน ดงั น้นั จงึ จาํ เปน ตองสรางเสริมและดูแลผิวหนังใหมีสภาพท่ีสมบูรณมีประสิทธิภาพในการทํางานอยูเสมอ ดังนี้ 1. อาบน้ําชําระลา งรางกายใหส ะอาดดวยสบูอ ยา งนอยวนั ละ 1-2 ครั้ง 2. ทาครมี บาํ รงุ ผิวทม่ี ีคุณภาพและเหมาะสมกับผวิ ของตนเอง ซึง่ ตามปกติวัยรุนจะมีผิวพรรณเปลงปล่ังตามธรรมชาติอยูแลว ไมจําเปนท่ีจะตองใชครีมบํารุงผิว ยกเวนในชวงอากาศหนาว ซ่ึงจะทําใหผวิ แหง แตก 3. ทาครีมกันแดดกอนออกจากบานเมื่อตองไปเผชิญกับแดดรอนจัด เพ่ือปองกันอันตรายจากแสงแดดท่มี รี ังสีซ่ึงเปน อันตรายตอผิวหนงั 4. สวมเส้ือผาทีส่ ะอาดพอดีตัวไมค ับหรอื หลวมเกินไป และเหมาะสมกับภูมิอากาศตามฤดกู าล 5. รบั ประทานอาหารใหครบทกุ หมู และเพยี งพอตอ ความตองการโดยเฉพาะผักและผลไม 6. ดม่ื น้ําสะอาดอยางนอยวันละ 6-8 แกว น้าํ จะชว ยใหผ วิ พรรณสดช่ืนแจม ใส 7. ออกกาํ ลังกายเปนประจาํ เพอ่ื ใหร า งกายแขง็ แรง 8. นอนหลับ พกั ผอ นใหเพียงพออยางนอยวนั ละ 8 ช่วั โมง 9. ดูแลผิวหนังอยาใหเปนแผล ถามีควรรีบรักษาเพ่ือไมไดเกิดแผลเร้ือรัง เพราะแผลเปนทางผา นของเช้ือโรคเขาสรู างกาย2. ระบบกลามเนือ้ กลามเนอ้ื เปนแหลง พลงั งานทีท่ าํ ใหเ กดิ การเคลอื่ นไหว ในสวนตาง ๆ ของรางกายมีกลามเนอ้ื อยใู นรา งกาย 656 มัด เราสามารถสรางเสริมกลามเน้ือใหใหญโต แข็งแรงได ดังเชน นักเพาะกายทีม่ กี ลา มเน้อื ใหญโตใหเห็นเปนมัด ๆ หรือนักกีฬาที่มีกลามเน้ือแข็งแรงสามารถปฏิบัติงาน
6อยางหนักหนวงไดอยางมีประสิทธิภาพ อดทนตอความเมื่อยลา กลามเน้ือประกอบดวยนํ้า 75%โปรตีน 20% คารโ บไฮเดรต ไขมัน เกลือแร และอน่ื ๆ อกี 5%ความสําคัญของระบบกลามเนอื้ 1. ชวยใหรางกายสามารถเคลื่อนไหวไดจากการทํางาน ซ่ึงในการเคล่ือนไหวของรา งกายน้ี ตอ งอาศัยการทาํ งานของระบบโครงกระดกู และขอตอตาง ๆ ดวย โดยอาศัยการยืด และหดตัวของกลามเน้อื 2. ชว ยใหอ วยั วะภายในตาง ๆ เชน หัวใจ ปอด กระเพาะอาหาร ลําไสเล็ก ลําไสใหญ หลอดเลือด ทํางานไดตามปกติและมีประสิทธิภาพ เน่ืองจากการบีบรัดตัวของกลามเนื้อของอวยั วะดังกลาว 3. ผลติ ความรอนใหความอบอุนแกรางกาย ซึ่งความรอนนี้เกิดจากการหดตัวของกลา มเนื้อ แลว เกดิ ปฏิกริ ิยาทางเคมี 4. ชวยปองกันการกระทบกระเทอื นจากอวยั วะภายใน 5. เปนท่ีเกดิ พลังงานของรา งกายชนิดของกลามเนอื้ กลา มเนื้อแบง ตามลักษณะรูปรา งและการทาํ งานได 3 ชนิด คอื 1. กลามเนื้อลาย (Striated Muscle or Crosstripe Muscle) เปนกลามเนื้อที่ประกอบเปนโครงรางของรา งกาย (Skeletal Muscle) เปนกลามเนื้อท่ีประกอบเปนลําตัว หนา แขนขา เปน ตน โครงสรา งและรูปรา งลักษณะไฟเบอร (Fiber) หรือเซลลของเน้ือเยื่อกลามเน้ือลายมีรูปรางยาวรีเปนรูปกระสวย ไฟเบอรมีขนาดยาว 1-40 มิลลิเมตร มีพื้นหนาตัดกวาง 0.01-0.05มิลลิเมตร ไฟเบอรแตละอันเมื่อสองดูดวยกลองจุลทรรศนจะพบลายตามขวางเปนสีแกและออนสลบั กัน
7 2. กลามเน้ือเรียบ (Smooth Muscle) กลามเนื้อเรียบประกอบเปนอวัยวะภายในรา งกาย เรียกวา กลามเนื้ออวัยวะภายใน ไดแก ลําไส กระเพาะอาหาร กระเพาะปสสาวะ มดลูกหลอดเลอื ด หลอดน้าํ เหลือง เปนตน กลามเนื้อเรยี บสนองตอบสิ่งเรา นานาชนดิ ไดดี เชน การขยายตัว การเปล่ียนแปลงของอณุ หภมู แิ ละกระแสประสาท ความเย็นจะทําใหก ลามเนอ้ื หดตวั ไดด ี สําหรับความรอนน้ันขึ้นอยูกับอัตราการใหวาเร็วหรือชา คือ ถาหากประคบความรอนทันทีทันใด ความรอนจะกระตุนใหกลามเน้ือหดตัว แตใหความรอนทีละนอยกลามเน้ือจะคลายตัว กลามเน้ือเรียบมีความไวตอการเปล่ยี นแปลงของสว นประกอบของเลอื ดหรือนาํ้ ในเนื้อเย่ือ ฮอรโ มน วิตามนิ ยา เกลือ กรด ดาง 3. กลามเน้ือหัวใจ (Cardiac Muscle) กลามเน้ือหัวใจจะพบท่ีหัวใจและผนังเสนเลือดดาํ ใหญท ีน่ าํ เลือดเขา สหู ัวใจเทา น้นั เซลลกลามเน้ือหวั ใจมีลักษณะโดยทั่วไปคลายคลึงกับเซลลกลามเนื้อลาย คือ มีการเรียงตัวใหเห็นเปนลายเม่ือดูดวยกลองจุลทรรศน กลามเน้ือหัวใจมีลักษณะแตกกิ่งกานและสานกัน มีรอยตอและชอง (Gap Junction) ระหวางเซลล ซึ่งเปนบริเวณที่มีความตานทานไฟฟาตํ่า ทาํ ใหเซลลก ลา มเน้อื หัวใจสามารถสงกระแสไฟฟา ผา นจากเซลลห นึ่งไปยงั อีกเซลลหนงึ่ ไดการสรา งเสรมิ และดาํ รงประสิทธภิ าพการทํางานของระบบกลา มเนอื้ การทํางานของกลามเนอื้ ที่มปี ระสทิ ธภิ าพตองทํางานประสานสมั พนั ธก บั กระดกู และขอตอ ตา ง ๆ อยา งเหมาะสมกลมกลืนกัน ตลอดจนมีผิวหนังหอหุม ดังน้ัน อวัยวะตาง ๆ เหลานี้จึงตองไดรับการสรา งเสรมิ บํารุง คือ 1. รับประทานอาหารท่ีมีประโยชน โดยเฉพาะวัยรุนตองการสารอาหารประเภทโปรตีน แคลเซียม วิตามิน และเกลือแร เพ่ือเสริมสรางกลามเน้ือและกระดูกใหแข็งแรงสมบูรณควรไดรับอาหารทใ่ี หสารอาหารโปรตีนอยางนอย 1 กรัม ตอน้ําหนักตัว 1 กิโลกรัมตอวัน และตองรับประทานอาหารใหครบทุกหมใู นปรมิ าณทีเ่ พียงพอ 2. ดื่มนํา้ มาก ๆ อยา งนอยวันละ 6-8 แกว เพราะนํ้ามีความสําคัญตอการทํางานของระบบอวัยวะตาง ๆ
8 3. ออกกําลังกายเพือ่ สรางเสรมิ ความแข็งแรงใหก ับกลามเน้ือ อยางนอยสัปดาหละ 3วนัวนั ละ 30-60 นาที 4. ปอ งกนั การบาดเจบ็ ของกลามเนื้อโดยไมใ ชก ลามเนอ้ื มากเกินความสามารถ3. ระบบโครงกระดกู มนษุ ยจ ะมรี ปู รา งเหมาะสมสวยงามข้ึนอยูก บั กระดกู สวนตาง ๆ ท่ีประกอบเปนโครงรางของรางกายเรม่ิ แรกกระดูกทเี่ กดิ ขึ้นเปน กระดูกออนและเปล่ยี นเปนกระดูกแขง็ ในระยะตอมา โดยมีเลอื ดไปเล้ียงและนําแคลเซยี มไปสะสมในกระดูก กระดูกจะเจริญท้ังดานยาวและดานกวาง กระดูกจะยาวขึ้นโดยเฉพาะในวัยเด็กกระดกู จะยาวขึ้นเรอ่ื ย ๆ จนอายุ 18 ปใ นหญงิ และ 20 ปใ นชาย แลว จึงหยดุ เจริญเติบโต และกลายเปนกระดูกแข็งแรงทัง้ หมด สว นการขยายใหญยังมีอยูเน่ืองจากยังมีเซลลกระดูกใหมงอกขึ้นเปนเยื่อหุมรอบ ๆ กระดูก กระดูกเปน อวัยวะสาํ คญั ในการชว ยพยงุ รางกายและประกอบเปนโครงราง เปนที่ยึดเกาะของกลา มเนอื้ และปอ งกันการกระทบกระเทือนตออวัยวะภายในของรางกาย เม่ือเจริญเติบโตเต็มทจี่ ะมีกระดกู 206 ชิ้น แบงเปน กระดกู แกน80 ชิน้ และกระดกู ระยางค 126 ชิน้ กระดูกใหญท ส่ี ําคัญ ๆ ประกอบเปนโครงราง ไดแ ก 1. กระโหลกศรี ษะ (Skull) ประกอบดว ย กระดูก 8 ชิ้น 2. กระดูกใบหนา (Face Bone) ประกอบดว ยกระดกู 14 ช้ิน 3. กระดูกทอี่ ยูภ ายในของหสู วนกลาง (Ear Ossicles) ประกอบดว ยกระดกู 6 ชนิ้ 4. กระดกู โคนลิน้ (Hyoid Bone) ประกอบดว ยกระดกู 1 ชน้ิ 5. กระดูกลําตวั (Hyoid of the Trunk) ประกอบดวยกระดูก 26 ช้ิน 6. กระดกู หนาอก (Sternum) ประกอบดว ยกระดูก 1 ช้ิน 7. กระดูกซ่ีโครง (Ribs)ประกอบดวยกระดกู 24 ช้ิน หรือ 12 คู 8. กระดูกแขนและขา (Appendicular Skeleton) ประกอบดวยกระดูก 126 ชิ้น
9ความสําคญั ของระบบโครงกระดูก 1. ประกอบเปนโครงรา ง เปนสวนทแ่ี ข็งของรา งกาย 2. เปน ท่ีรองรับและปอ งกันอวยั วะตาง ๆ ของรางกาย 3. เปน ทยี่ ึดเกาะของกลามเนือ้ ทาํ ใหม กี ารเคล่ือนไหวได 4. เปนที่สรา งเม็ดเลือด 5. เปน ทเ่ี ก็บและจา ยเกลือแคลเซยี ม ฟอสเฟต และแมกนเี ซียม 6. ปอ งกนั อวยั วะภายในรา งกาย เชน ปอด หวั ใจ ตบั สมอง และประสาท เปน ตนการสรางเสริมและดาํ รงประสิทธิภาพการทาํ งานของระบบโครงกระดกู 1. รบั ประทานอาหารใหครบทุกหมโู ดยเฉพาะอาหารทม่ี ีสารแคลเซียมและวิตามินดีไดแก เนอื้ สัตว นมและผักผลไมตางๆ รับประทานใหเพียงพอตอความตองการของรางกายเพ่ือไปสรางและบํารุงกระดกู ใหแ ขง็ แรงสามารถทาํ งานไดอยางมีประสิทธิภาพ 2. ออกกําลังกายเปนประจําสม่ําเสมอจะชวยใหรางกายแข็งแรง กระดูกและกลามเน้ือท่ีไดรับการบริหารหรือทํางานสม่ําเสมอ จะมีความแข็งแกรงมากข้ึน มีการยืดหยุน และทํางานไดอยางเต็มที่ 3. ระมดั ระวงั การเกิดอบุ ตั ิเหตกุ ับกระดูก หากไดรับอบุ ตั ิเหตุโดยถกู ตี กระแทก ชนหรอื ตกจากที่สงู จนทาํ ใหกระดูกแตกหรอื หัก ตองรีบปฐมพยาบาลอยางถูกวิธีและพบแพทย เพื่อใหกระดูกกลับสสู ภาพปกติและใชงานไดดอี ยา งปกติ4. ระบบไหลเวียนเลือด ระบบไหลเวียนเลือดเปรียบเสมือนระบบการขนสง ท้ังน้ีเปนเพราะในระบบไหลเวียนเลือด มีเลือดทําหนาท่ีลําเลียงอาหารท่ียอยสลายแลว น้ํา กาซ ไปเลี้ยงเซลลตาง ๆ ของรางกาย และเวลาเลือดไหลเวียนกลับก็จะพาเอาของเสียตาง ๆ ไปยังสวนของรางกายท่ีทําหนาท่ีสงของเสยี เหลา นี้ออกมานอกรางกายดวยความสาํ คญั ของระบบไหลเวียนเลือด 1. นํากาซออกซิเจน (O2) สงไปยังเซลลตาง ๆ ของรางกาย และนํากาซคารบอนไดออกไซด (CO2) จากเซลลเพื่อขบั ออกนอกรา งกายทางลมหายใจ 2. ควบคุมอุณหภูมิภายในรางกายใหอยูใ นเกณฑป กติ 3. นํานํ้าและเกลอื แรต า งๆไปสูเ ซลลแ ละขับของเสียออกจากรางกายในรูปของปส สาวะ 4. นาํ แอนตบิ อดี (Antibody) ไปใหเ ซลลต าง ๆเพือ่ ชว ยใหรางกายมีภูมิคุมกนั โรค 5. นําฮอรโมนไปใหเ ซลลตา ง ๆเพือ่ ใหรางกายทาํ งานตอบสนองตอส่ิงเรา ตา ง ๆได 6. นําเอนไซมไ ปใหเ ซลลตาง ๆ เพอ่ื ชว ยในการเผาผลาญอาหาร
10 เลอื ดและทางเดนิ ของเลอื ด 1. เลือด (Blood) เปน ของเหลวสแี ดงมฤี ทธเ์ิ ปนดา ง มีความเหนียวกวานํ้าประมาณ5 เทา รางกายคนเรามีเลือดอยูประมาณ 10% ของน้ําหนักตัว ในเลือดจะประกอบดวยพลาสมา(Plasma) มีอยูประมาณ 55% ของปริมาณเลือดในรางกายและมีเซลลเม็ดเลือด (Corpuscle) ซึ่งมีทั้งเม็ดเลอื ดแดงและเม็ดเลือดขาว และเกลด็ เลอื ด (Platelets) ซึ่งรวมกันแลวประมาณ 45% ของปริมาณเลือดในรา งกาย 2. หัวใจ (Heart) จะมีขนาดประมาณกําปนของตนเอง ต้ังอยูในทรวงอกระหวางปอดท้งั2 ขาง พนื้ ทขี่ องหัวใจ 2 ใน 3 สว นจะอยูท างหนา อกดานซา ยของรางกาย ภายในหัวใจจะแบงเปน 4หอง ขางบน 2 หอง ขางลาง 2 หอง มีล้ินหัวใจก้ันระหวางหองบนและหองลาง แตละหองจะทําหนา ทีต่ างกนั คือ หอ งบนขวาจะรบั เลือดเสียจากสวนตาง ๆ ของรางกายจากหลอดเลือดดํา หองลางขวาจะรบั เลอื ดจากหองบนขวาแลวสงไปยังปอด ปอดจะฟอกเลือดดําใหเปนเลือดแดงเพ่ือนําไปใชใหม หองบนซา ยจะรบั เลอื ดแดงจากปอด หองลา งซายจะรับเลือดจากหองบนซายแลวสงผานหลอดเลือดแดงไปยังสว นตา ง ๆ ของรางกาย 3. หลอดเลือด (Blood Vessels) มี 3 ชนิด ไดแก หลอดเลือดแดง (Arteries) จะนําเลอื ดแดงจากหวั ใจไปเลย้ี งเซลลตาง ๆ ของรางกาย หลอดเลือดดํา (Veins) จะนําเลือดที่ใชแลวจากสว นตา ง ๆ ของรา งกายกลับสูหัวใจ แลวสงไปฟอกที่ปอด หลอดเลือดฝอย (Capillaries) เปนแขนงเล็ก ๆ ของทั้งหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดํา ผนังของหลอดเลือดฝอยจะบางมากมีอยูทั่วไปในรา งกาย จะเปน ท่ีแลกเปลี่ยนอาหาร กาซ และของเสยี ตา ง ๆ ระหวา งเลือดกับเซลลกับเซลลของรางกายเพราะอาหาร กาซ และของเสยี ตา ง ๆสามารถซมึ ผา นได
114. น้ําเหลืองและหลอดนํ้าเหลือง (Lymph and Lymphatic Vessels) นํ้าเหลืองเปนสวนหน่ึงของของเหลวในรา งกาย มีลักษณะเปน น้ําสีเหลืองออ นอยูในหลอดนา้ํ เหลืองซ่ึงมอี ยูทว่ั รางกาย น้ําเหลืองจะประกอบดวย นํ้า โปรตีน (Protein) เอนไซม (Enzyme) แอนตบิ อดี (Antibody) และเซลลเม็ดเลือดขาว(White blood cell) นํา้ เหลอื งจะเปนตัวกลางแลกเปลยี่ นสารตา ง ๆ ระหวางเซลลและหลอดเลือดฝอย เซลลเม็ดเลือดขาวในตอ มน้ําเหลอื งชว ยกําจดั แบคทเี รยี หรือสงิ่ แปลกปลอมตา ง ๆการเสรมิ สรางและดํารงประสิทธภิ าพการทํางานของระบบไหลเวยี นเลือด 1. รับประทานอาหารใหครบ 5 หมู และมีปริมาณที่เพียงพอตอความตองการของรางกาย 2. ลดปริมาณการรับประทานอาหารท่ีมีไขมัน และมีสารคอเลสเตอรอล(Cholesterol) สงู เมอื่ เขา สูวยั ผใู หญ เน่อื งจากจะทําใหเกิดไขมันในเลือดสูง เชน กุง ปลาหมึก กะทิอาหารประเภทผัด ทอด หนังสตั ว ไขมันสัตว เปนตน อยางไรก็ตาม สารอาหารประเภทไขมันยังจดั วา เปนสารอาหารท่จี ําเปน ในวัยเด็กและวัยรุน เพราะไขมันเปนสวนประกอบของโครงสรางผนังเซลลและเปนแหลงของพลังงาน ดังน้ัน วัยรุนควรรับประทานอาหารท่ีมีไขมันบางในปริมาณท่ีเหมาะสมตามขอ แนะนําทางโภชนาการ 3. ออกกําลงั กายอยา งสมํา่ เสมออยางนอยสปั ดาหละ3 วัน วนั ละอยา งนอย 30 นาที 4. ทําจติ ใจใหร า เริงแจมใส ดูแลสุขภาพจติ ของตนเองใหด ี 5. ควรมีเวลาพักผอ นบาง ไมหกั โหมการทาํ งานจนเกินไป
12 6. ผใู หญค วรตรวจวดั ความดันเลือดเปนระยะ ๆ และตรวจเลือดเพ่ือดูไขมันในเลือดอยา งนอ ยปล ะคร้ัง 7. งดเวนการสบู บหุ ร่ี และการด่ืมสุรา ตลอดจนสารเสพตดิ ทกุ ชนดิ 8. เมอ่ื เกิดความผิดปกตเิ กี่ยวกบั ระบบไหลเวียนเลือดควรรีบไปพบแพทยสรุป รา งกายของคนเราประกอบดว ยอวยั วะตาง ๆ มากมาย มีท้ังที่มองเห็น ซ่ึงสวนใหญจะอยูภ ายนอกรางกาย และสว นทีเ่ รามองไมเ หน็ ซงึ่ จะอยภู ายในรา งกายของคนเรา แตล ะอวัยวะจะทําหนาท่ีเฉพาะและทาํ งานประสานกนั จงึ ทาํ ใหร า งกายสามารถดาํ รงชวี ติ อยไู ดอ ยางปกติสขุ การทํางานของระบบอวยั วะตา ง ๆ ของรางกายจาํ แนกเปนระบบได 10 ระบบ ในช้นั นี้ไดศ กึ ษาเพยี ง 4 ระบบ คือระบบผิวหนัง ระบบกลา มเนื้อ ระบบโครงกระดูกและระบบไหลเวยี นเลอื ด ผิวหนังทาํ หนาทเ่ี หมือนเกราะปอ งกนั ส่งิ ตาง ๆ ที่อาจทําอันตรายตอรางกาย กระดูกเปนอวัยวะสําคัญในการชวยพยุงรางกายและประกอบโครงราง เปนที่ยึดเกาะของกลามเนื้อ ซึ่งกลา มเน้อื ทั่วรา งกายมี 656 มดั มีหนาทีท่ าํ ใหคนเราทาํ งานตาง ๆ ได โดยใชการยืดหดของกลามเนื้อดังนั้นเราจะตองสรางเสริมเพ่ือดํารงประสิทธิภาพในการทํางานของระบบผิวหนัง ระบบกลามเนื้อและระบบโครงกระดูกเรอ่ื งที่ 2 ปจ จัยทม่ี ีผลตอการเจริญเตบิ โตและพฒั นาการของมนษุ ย การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษยทุกวัยต้ังแตเกิดจนตาย มีปจจัยสําคัญที่เกี่ยวของท้ัง 3 เร่ืองคือ พันธุกรรม ส่ิงแวดลอม และโภชนาการ ทุกคนจึงควรเรียนรูเพ่ือใหการเจรญิ เตบิ โตและพฒั นาการเปนไปตามวัย1. พันธุกรรม (Heredity) ลกั ษณะท่ีถา ยทอดทางพันธุกรรม เปน ลกั ษณะทางรางกายและจิตใจที่สืบทอดไปยังลกู หลานได ตองเปน ลักษณะที่บรรพบุรุษไดรับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษรุนกอน ๆ สวนความผดิ ปกติทเ่ี กิดขน้ึ หลังจากการปฏิสนธิ เชน ตาบอด มอี วยั วะบางสวนพกิ าร เปน โรคล้ินหวั ใจรั่ว เปนตน ลักษณะผดิ ปกติเหลา น้ี จึงไมใ ชค วามผดิ ปกตจิ ากสาเหตุทางพนั ธุกรรม เมื่อมนุษยรูจักธรรมชาติภายในตนเองมากขึน้ และชวยใหวงการแพทยเขา ใจกลไกของการเกดิ โรคหลายกลุม โดยเฉพาะโรคที่ถา ยทอดทางพันธกุ รรม อนั มีสาเหตุจากยีน (gene) หรือ โครโมโซม (Chromosome)
13 ลกั ษณะทีถ่ ายทอดทางพนั ธกุ รรม ไดแ ก 1. ลกั ษณะทางกาย เชน สผี วิ สตี า รปู รา ง 2. ลักษณะทางจติ ใจและสติปญญา เชน อารมณ ความฉลาด 3. โรคทางกาย เชน เบาหวาน ตาบอดสี เลอื ดออกไมห ยุด 4. โรคทางจติ บางประเภท เชน โรคจิตเภท 5. ชนดิ ของหมูเ ลือด (Blood group)สรปุ พันธุกรรม เปนปจจัยที่มีผลตอการเจริญเติบโต และพัฒนาการของมนุษย เปนลักษณะทางรางกายที่ไดรับการถายทอดจากบรรพบุรุษสูลูกหลานตามโครโมโซม ที่แสดงออกในลักษณะสีผวิ สตปิ ญ ญา ชนดิ เลอื ด เปน ตน2. สิ่งแวดลอม ส่ิงแวดลอมมีอิทธิพลตอชีวิตตั้งแตการปฏิสนธิในครรภมารดาจนกระท่ังคลอดออกมาเปน ทารก แลว เจริญเติบโตและพัฒนาผา นวยั ตาง ๆ ตามลาํ ดบั สิ่งแวดลอ มเปน องคป ระกอบท่ีมอี ิทธิพลตอสขุ ภาพและการเจรญิ เติบโต แบงออกไดดงั นี้ 1. สิ่งแวดลอมกอนเกิด ไมใชเปนเรื่องที่เก่ียวกับพันธุกรรม สิ่งแวดลอมนี้ไดแกรา งกายของมารดา สุขภาพของมารดาเปนสิ่งท่ีสําคัญที่อาจมีผลกระทบกระเทือนตอทารกในครรภโดยเฉพาะอาหาร การกิน และการปฏิบัติของมารดาในขณะตัง้ ครรภ 2. ภาวะทางโภชนาการ มคี วามสาํ คัญตอ ทารกในครรภ หากมารดาขาดสารอาหารขณะต้งั ครรภจ ะมผี ลทาํ ใหบ ุตรมนี ้าํ หนกั แรกเกิดนอย ผลกระทบตอ การเจริญเติบโตมากนอยเพียงใดขน้ึ อยูกับระดับความรุนแรงและระยะเวลาของการขาดสารอาหารนั้น ๆ 3. โรคภัยไขเจ็บโรคตาง ๆ เชน หัดเยอรมัน จะมีผลตออัตราการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กนับต้งั แตอ ยูในครรภ เปนตน 4. ฐานะทางเศรษฐกิจ สภาพเศรษฐกิจยอมมีผลกระทบตอภาวะโภชนาการและสขุ ภาพของเดก็ ได 5. สขุ ภาพของผูเล้ียงดู สภาพสังคมปจจุบันภาระการอบรมเลี้ยงดูเด็กมักตกอยูกับผูอืน่ ทีไ่ มใ ชบิดา มารดา หากผูเล้ียงดูมีสุขภาพท่ีไมดี มีโรคติดตอเชนเปนวัณโรค เพราะเด็กจะติดโรครา ยแรงและมกี ารเจรญิ เตบิ โตไมดเี ทา ที่ควร สง ผลกระทบตอ พฒั นาการดานอืน่ ๆ 6. สิ่งแวดลอ มทางสังคม 7. บรกิ ารสุขภาพ
14สรปุ ส่งิ แวดลอ ม เปน ปจ จยั ท่ีมผี ลตอ การเจรญิ เตบิ โต และพัฒนาการของมนุษยต้ังแตการปฏิสนธิในครรภจนกระทั้งคลอดออกมาเปนทารกและเจรญิ เตบิ โตผานวยั ตาง ๆ ตามลําดบั สิง่ แวดลอ มเหลา น้ีเชน สุขภาพของมารดาในขณะตั้งครรภ อาจมีผลกระทบตอทารกในครรภ ฐานะทางเศรษฐกิจสงิ่ แวดลอมทางสังคม เปน ตน3. โภชนาการ การมีความรูเรือ่ งโภชนาการทถ่ี ูกตอง จะทาํ ใหท กุ คนมสี ุขภาพดีท้งั กายและใจทกุ คน ซง่ึควรเรียนรหู ลักการบรโิ ภคเพอื่ สุขภาพท่ดี ขี องคนไทย เรียกวา โภชนบญั ญตั ิ 9 ประการ ดังนี้ 1. กนิ อาหารครบ 5 หมู แตล ะหมูใ หห ลากหลาย และหม่นั ดแู ลน้ําหนกั ตัว 2. กินขาวเปนอาหารหลักสลบั กบั อาหารประเภทแปงเปนบางมอ้ื 3. กินพืชผกั ใหมากและกินผลไมเปน ประจํา 4. กนิ ปลา เน้ือสตั วไ มตดิ มนั ไข และถั่วเมล็ดแหง เปน ประจํา 5. ดมื่ นมใหเ หมาะสมตามวัย 6. กินอาหารท่ีมไี ขมันแตพ อควร 7. หลกี เล่ียงการกินอาหารรสหวานจดั และเค็มจัด 8. กนิ อาหารทีส่ ะอาดปราศจากการปนเปอ น 9. งดหรือลดเครอ่ื งดมื่ ที่มีแอลกอฮอลสรปุ การรับประทานอาหารโดยยึดหลักโภชนาการ ทําใหไดพลังงานและสารอาหารท่ีเหมาะสมกับวยั เปน ปจ จัยสาํ คัญขอหน่งึ ท่ีสงผลตอ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษยทุกเพศทุกวยัเร่อื งท่ี 3 พฒั นาการและการเปลีย่ นแปลงตามวัย 3.1 วัยทารก การแบงชวงอายขุ องวยั ทารกจะแบงออกได 2 ระยะ คอื วัยทารกแรกเกิด อายุตั้งแตแรกเกิดถงึ 2 สปั ดาห วยั ทารกอายุตั้งแต 2 สัปดาหถึง 2 ขวบ
15 3.1.1 วยั ทารกแรกเกดิ พฒั นาการทางรา งกาย ทารกแรกเกิดมีน้ําหนักเฉลี่ยประมาณ 3,000 กรัม และลําตัวยาวประมาณ 45-50เซนติเมตร ทารกไมอาจควบคุมกลา มเนื้อได สายตามองส่ิงตาง ๆ ไรจุดหมาย มองเห็นสิ่งใดไมชัดจะนอนมากหลับงายและสะดุงต่ืนงา ย พัฒนาการทางอารมณ อารมณของทารกแรกเกิดมักจะมีอารมณรัก อารมณโกรธ และอารมณกลัว ทั้งน้ีพอ แมจ ะมีอิทธพิ ลในการพัฒนาอารมณต อทารกมากที่สดุ พัฒนาการดานบคุ ลิกภาพ บุคลิกภาพของทารกมีการพัฒนามาตั้งแตกําเนิดเชนเดียวกับลักษณะอ่ืน ๆ ของรายกายโดยมีส่งิ แวดลอมและพนั ธกุ รรมเปนตัวกําหนด จึงทําใหทารกแตละคนมีความแตกตางกันตั้งแตเกิด 3.1.2 วยั ทารก พฒั นาการทางรา งกาย ระยะนท้ี ารกเจรญิ เตบิ โตอยางรวดเรว็ จากแรกเกิดถึงอายุ 6 เดือน นํา้ หนักจะเพิม่ ข้ึนรวดเร็วภายหลัง 6 เดือน ถึง 3 ป น้ําหนักจะเร่ิมลดลง เน่ืองจากตองออกกําลังกายในการฝกหัดอริ ยิ าบถตา ง ๆ เชน นั่ง ยืน เดิน เปนระยะฝกลักษณะใหมจงึ มักเกิดอุบัติเหตุบาง เชน ลม ตกเตียงหรอื ตกบนั ได เปนตน พฒั นาการทางอารมณ การพัฒนาดานอารมณของทารกวัยแรกเกิดจะสงเสียงรองเมื่อไมพอใจ หรือโกรธเมือ่ ถกู ขดั ใจ จะเรมิ่ กลวั ส่ิงรอบตวั สงิ่ ที่ไมคุนเคยจะถอยหนี รองไหเมื่อตองการขอความชวยเหลือจากผูใหญ จะเปนวัยท่ีมีความอิจฉาริษยา เมื่อเห็นพอแมเอาใจใสนองเปนพิเศษ ทําใหตนขาดความสําคญั ไปอยากรูอยากเห็นสิง่ แปลก ๆ ใหม ๆ รูจกั ยิ้มหรือหวั เราะเมอ่ื มคี วามพอใจ จะรกั และหวงแหนของเลนหรอื รักสัตวเ ลีย้ ง พัฒนาการทางภาษา ทารกเริ่มเปลงเสยี งออแอไ ดตั้งแตร ะยะ 6 เดือนแรก เชน ปอ มา ดา ฯลฯ ภายหลังจงึ ฝก หดั ทําเสียงเลยี นแบบผูใกลชิด สามารถเขาใจคําพูด ความรูสึกท่ีแสดงออกทางสีหนา ทาทางนํ้าเสียงของผูพูดได ในระหวางน้ีผอู ยใู กลช ดิ ควรเปน แบบอยา งท่ดี ใี หแกท ารก เชนการพูดชา ๆ ออกเสยี งใหชัดเจน
16 พัฒนาการทางสติปญ ญา พัฒนาการดานนี้มีอิทธิพลจากการไดเลนกับเพื่อน ๆ เขาใจภาษาท่ีพูดกับคนอ่ืนตลอดจนการพัฒนากลา มเนอ้ื บางสว น เชน หู ตา เปน ตน พฒั นาการทางสตปิ ญ ญาของทารก จะเร่ิมมกี ารเคลอ่ื นไหวโดยบังเอญิ และพอใจเพลดิ เพลิน เชน อมสงิ่ ของ ดูดนิ้วมือ รูจักใชเทาเข่ียของท่ีอยูใกลตัว การถีบผาใหออกจากตัวเมื่อรอนหรือผาเปยก รูจักแกปญหาดวยวิธีลองถูกลองผิด ไมทําซาํ้ ซาก เม่ืออายุ 18 เดอื นขน้ึ ไป จะรูจกั สรา งความคิดรวบยอด รจู ักนาํ ตวั ตุก ตามาสมมตเิ ปนพ่ีนอ งกันได พอแมควรเสริมพฒั นาการดานความคิดดวยการหาเคร่อื งเลน เกย่ี วกับประสาทสัมผัสการใชกลา มเนอื้ ในระยะตางๆ เชน อายุ 1 เดือน การหาของเลน สสี วยไมแตกมาใหจับเลน อายุ 6-12เดือน ควรหาของเลนท่เี ปนรูปทรงตางๆ และมีกลองใหใส อายุ 12-18 เดือน ควรเปนรถท่ีสามารถลากได เพ่ือใหเ กิดความสนุกเพลิดเพลินฝกสอนไปดว ยสรปุ วัยทารกนบั ชว งอายรุ ะหวา งแรกเกิดจนถึง 2 ขวบ โดยแบงการพัฒนาการออกได 2ระยะ คือ 1. วัยทารกแรกเกดิ มพี ฒั นาการทางรางกาย ทางอารมณ และดา นบคุ ลิกภาพ 2. วยั ทารก มีพฒั นาการทางรางกาย ทางอารมณ ทางภาษาและสติปญ ญา ในวัยทารกจะมีสงิ่ แวดลอ มและพนั ธุกรรมกาํ หนดความแตกตางกันของทารกแตละคน ตั้งแตเกิด 3.2 วยั เด็ก การแบงชวงอายุของวัยเด็ก โดยประมาณแบงไดเปน 3 ระยะไดแกวัยเด็กตอนตน อายุตงั้ แต 2 - 5 ป วยั เดก็ ตอนกลาง อายตุ งั้ แต 5 - 9 ป วัยเด็กตอนปลาย อายุตง้ั แต 9 - 12 ป 3.2.1 วัยเด็กตอนตน พฒั นาการทางรา งกาย วัยเดก็ ตอนตน หรือวัยกอนเขา เรยี น อตั ราการเจริญเตบิ โตลดลงตางกวาวัยทารก จะเปลย่ี นจากลกั ษณะทาทางของทารก มคี วามเจริญเติบโตของอวัยวะตาง ๆ ของรางกาย ฟนแทจะเริ่มขึน้ 1-2 ซี่ จะเร่ิมเลอื กอาหารตามที่ชอบ นอนเปน เวลา บางคนยังปสสาวะรดที่นอน เร่ิมมีทักษะในการใชม อื แตงตวั ไดเอง ใสรองเทาไดเอง เปน ตน ตอ ไปจะสนใจการวิ่งกระโดดหอยโหนเปนระยะชอบเลน กับเพอ่ื น ๆ มาก ทําใหเ กดิ ความอบอนุ ไมรสู ึกถกู ทอดท้ิง
17 พฒั นาการทางอารมณ วยั นจ้ี ะเปนคนเจาอารมณ มกั จะโกรธเมือ่ ถกู ขัดใจจะแสดงออกโดยการทุบตี ขวางปาส่งิ ของทง้ิ ตวั ลงนอน จะมีความกลัวกับสิ่งของแปลก ๆ ใหม ๆ จะหลบซอนวิ่งหนี ความกลัวจะคอ ย ๆ หายไปโดยการไดร บั การอธิบาย และการใหเ ดก็ ไดคนุ เคยกบั ส่ิงนั้น ๆ มีความอิจฉาริษยานองใหมหรอื พี่ ๆ โดยคิดวา ตนถกู แยงความรกั ไปจากพอแม เปนวัยที่มอี ารมณรางเริง แจมใส หวั เราะย้ิมงา ย อยากรูอยากเห็นจะถามโนนถามน่ี มีความสงสัยในส่ิงตาง ๆ ไมส้ินสุด จะแสดงความรักอยา งเปด เผย เชน การกอดจูบ บุคคลที่ตนรกั หรอื สิ่งของตา งๆ พฒั นาการทางสงั คม เด็กเริ่มรจู กั คบเพอ่ื น เลน กับเพอ่ื น ปรบั ตัวใหเขากับเพอื่ น ๆ มีการเลนกันเปนกลุมชอบเลนแขง ขันมกี ารเลนแยกตามเพศชายเพศหญงิ พอใจจะเลนดวยกัน ชวยเหลือกัน เห็นอกเห็นใจกนั ยอมรบั ฟงกัน เร่มิ มองเห็นความแตกตางระหวางเพศหญิงเพศชาย สนใจซักถามเก่ียวกับสิ่งท่ีเปนเพศของตน ซึง่ จะเปนการไปสบู ทบาทชายหญิงเมือ่ เตบิ โตข้นึ พัฒนาการทางภาษา เดก็ จะใชภ าษาไดด ีพอสมควรสามารถอา นและเขยี น รคู วามหมาย คําใหม ๆ ไดอ ยา งรวดเรว็ การพฒั นาภาษามไิ ดข น้ึ อยูกบั สติปญญาอยา งเดยี ว แตม ีองคประกอบอื่น เชน ครอบครัวใหญเกนิ ไปโอกาสพูดคยุ กบั ลูกนอ ยไป ในครอบครัวใชภ าษาพูดมากกวา 1 ภาษาทาํ ใหเด็กสบั สน 3.2.2 วยั เด็กตอนกลาง พฒั นาการทางรางกาย การเจริญเตบิ โตจะเปนไปเรอื่ ย ๆ รางกายจะขยายออกทางสงู มากกวา ทางกวา ง รปู รางเปล่ียนแปลงจะมฟี นถาวรขนึ้ แทนฟนนาํ้ นมเรอื่ ย ๆ เดก็ วัยนีไ้ มชอบอยูนิ่ง ชอบทาํ กจิ กรรมอยางรวดเร็วไมคอ ยระมัดระวงั เด็กสนใจกจิ กรรมการเลน กลางแจง เกมสกฬี าตา ง ๆ ท่ใี ชก ลา มเนือ้ และการทรงตัว พัฒนาการทางอารมณ เปนวยั เขาเรียนตอนตน เม่อื เขาโรงเรียนเด็กตองเรียนรูการปรับตัวเขากับส่ิงแปลก ๆใหม ๆ เชน ครู สถานท่ี ระเบียบวินัย สิ่งแวดลอมใหม ๆ ทําใหเด็กมีการเปล่ียนแปลงทางอารมณตองการแสดงตนเปนท่ีชนื่ ชอบของครู ตองการการยอมรับเขาเปนหมูคณะ มีโอกาสทํากิจกรรมกับหมคู ณะทําใหอารมณแจมใสเบิกบาน
18 พัฒนาการทางสังคม เมอื่ เดก็ เริม่ เขาโรงเรยี นบางคนอาจมปี ญ หาในการคบเพอ่ื นฝูง ปรบั ตวั เขากับผูอ่ืนไดยาก ทัง้ นแ้ี ลว แตการอบรมที่ไดรับจากทางบาน เด็กที่เติบโตในครอบครัวท่ีบรรยากาศอบอุน จะมีอารมณม นั่ คงแจม ใสจะใหค วามรว มมือแกหมูค ณะ มีเพ่อื นมาก พฒั นาการทางสตปิ ญญา โดยทั่วไปเด็กจะเรียนรูจากส่ิงใกลตัวกอน จะมีพัฒนาการทางดานภาษาเจริญข้ึนรวดเร็ว รับรูคําศัพทเพ่ิมข้ึนใชถอยคําภาษาแสดงความคิดความรูสึกไดอยางดี เริ่มมีพัฒนาการดานจรยิ ธรรม มีความรบั ผิดชอบไดในบางอยางเรม่ิ สนใจส่ิงตาง ๆ แตย งั ไมส ามารถพิจารณาไดอยา งลกึ ซ้ึงในเรอื่ งของความจริง ความซอ่ื สัตยอ าจหยิบฉวยของผูอืน่ โดยไมต ั้งใจขโมยกไ็ ด 3.2.3 วยั เดก็ ตอนปลาย เดก็ วยั นี้จะมีอายุระหวาง 9-12 ป โดยประมาณ โครงสรางของรางกายเปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมเขาสวู ยั รุน พัฒนาการทางรางกาย ในระยะนี้ เดก็ หญิงจะเติบโตเร็วกวา เด็กชาย เด็กหญิงจะเริ่มมีประจําเดือนระหวางอายุ 11-12 ป โดยประมาณ เดก็ ชายจะเริ่มมีการหล่งั อสุจริ ะหวา งอายุ 12-16 ป โดยประมาณ พัฒนาการทางดานอารมณ รกั ษาอารมณไดปานกลาง ไมชอบการแขงขนั ชอบการยกยองมีความกังวลเกี่ยวกับรูปรางตนเอง รักสวยรักงาม ตองการความรักจากเพื่อนและครู พัฒนาการทางสังคม เดก็ จะมีการรักกลมุ พวกมากโดยมพี ฤติกรรมเหมือนกลมุ ในดานการแตงกาย วาจาและการแสดงออกมคี วามตอ งการเปน ทไ่ี ววางใจได มอี ารมณ คลา ยคลึงกัน ไมย อมอยูคนเดียว พัฒนาการทางสตปิ ญ ญา เรมิ่ มสี ตปิ ญ ญามีความสามารถคิดและแกปญหาไดมาก มีความคิดริเริ่ม ท่ีจะทําสิ่งใหม ๆ มีความเช่ือมน่ั ในตนเอง รบั ผดิ ชอบ รจู กั ใชเหตุผล อยากรูอ ยากเห็น และมคี วามเขา ใจส่ิงตางๆ ไดเรว็ เดก็ ชายจะมีความสนใจเรอ่ื งวทิ ยาศาสตร คณิตศาสตร ดาราศาสตร แตเด็กหญิงสนใจเร่ืองตดั เย็บ ทาํ อาหาร การเรือน แตท่ีสนใจคลายกันไดแก เล้ยี งสัตว ดูภาพยนตร หรือการไปเที่ยวไกลๆ
19สรปุ ชว งอายุในวัยเดก็ อยูระหวาง 2-12 ป โดยประมาณมีพัฒนาการเปน 3 ระยะดงั น้ี วยั เดก็ ตอนตน มพี ัฒนาการทางรา งกาย ทางอารมณ ทางสงั คม และทางภาษา วัยเด็กตอนกลาง มีพัฒนาการทางรางกาย ทางอารมณ ทางสังคม และทาง สตปิ ญ ญา วัยเดก็ ตอนปลาย มพี ัฒนาการทางรา งกาย ทางอารมณ ทางสงั คม และทางสติปญญา พัฒนาการชวงอายุในวัยเด็ก จะพบวาเด็กหญิงมีพัฒนาการทางรางกายเร็วกวา เดก็ ชาย 3.3 วยั รุน การแบง ชว งอายขุ องวัยรุนอยูระหวาง 11-20 ป โดยประมาณ การเจริญเติบโตทางรางกายของเด็กผูชายและเด็กผูหญิง เปนชวงระยะของการเขาสูวัยหนุมวัยสาว เด็กผูหญิงจะเขาสูวัยรุนเม่อื อายปุ ระมาณ 11 ปข ึน้ ไป เดก็ ผชู ายจะเขา สวู ัยรนุ เม่อื อายปุ ระมาณ 13 ป วยั รุนเปนชวงของการปรับตวั จากวยั เดก็ ไปสวู ัยผใู หญ ทาํ ใหมีความเครียด ความขดั แยงในความคิด อารมณ และจติ ใจหากเด็กวัยรนุ ไดร บั รู เขาใจกระบวนการพัฒนาท้ังในดานรางกายและจิตใจ จะไมวิตกกังวลกับการเปล่ียนแปลงท่จี ะเกิดข้ึนกับตัวของเขาเอง อีกท้ังยังสามารถชวยใหพวกเขารูจักวิธีปรับตัวใหเขากับสังคม ไมก อ ปญหาใหเ กิดเปนเรื่องวุนวายรวมถึงการดแู ลรักษา และปอ งกันตนเองจากโรคติดตอทางเพศสมั พนั ธชนิดตา ง ๆ การแบง ชวงอายขุ องวยั รุนที่ ชวงวยั หญิง ชาย1. วัยเตรยี มเขา สูว ัยรุน 11-13 ป 13-15 ป2. วยั รนุ ตอนตน 13-15 ป 15-17 ป3. วัยรุนตอนกลาง 15-18 ป 17-19 ป4. วยั รุนตอนปลาย 18-21 ป 19-20 ป
20ความวิตกกงั วลของวยั รุน ความวิตกกังวล เปนความกลัวอยางหน่ึงท่ีมีสาเหตุเน่ืองมาจากการใชจินตนาการมากกวาจะมีสาเหตจุ รงิ ๆ ในวัยรนุ ความกลวั จะลดนอยลงแตจะมีความกังวลใจมาแทน ความวิตกกังวลอาจเกดิ จากประสบการณทไี่ มพ อใจในอดตี หรือตัง้ ความหวงั ในการทํางานไวส งู เปนตน วยั รุน มักมีความวิตกกังวลในเรือ่ งตาง ๆ อาทิ วติ กกังวลเก่ียวกับการเปล่ยี นแปลงของรางกายวา มีความผิดปกติหรือไม วัยรุนคนอ่ืน ๆ จะเปน แบบนหี้ รือไม วิตกกังวลกับอารมณทางเพศท่ีสูงข้ึน และรูสึกไมแนใจในความเปนชายหรือหญิงของตนทีอ่ าจทําใหภาพพจนหรือความนับถอื ตนเองเรมิ่ สั่นคลอน กงั วลกบั พฤตกิ รรมทางเพศ ไดแ ก การสําเรจ็ ความใครดว ยตนเอง ความอยากรูอยากเหน็ พฤตกิ รรมเบีย่ งเบนทางเพศตาง ๆ เรอื่ งความสมั พันธก ับเพือ่ น ทง้ั กบั เพ่ือนเพศเดยี วกัน และเพื่อนตา งเพศ เรื่องการทาํ งาน เกรงจะไมประสบความสําเร็จ วยั รนุ สามารถลดความรูสึกวติ กกังวลลงไดด ว ยวธิ กี ารตาง ๆ อาทิ ทําความเขาใจหรอื หาความรูในเรื่องท่ียังไมเขาใจใหเกิดความชัดเจน อาทิ หาความรทู ่ีถูกตองในเรอ่ื งเพศ ปรึกษาผูใหญหรอื ผรู ูในเรื่องนน้ั ๆ ยอมรับวา อารมณความรูสึกเปนสิ่งท่ีเกิดข้ึนเองควบคุมไมไดเพราะเปนธรรมชาติ แตเราสามารถควบคุมการกระทํา หรือพฤติกรรมได อาทิ อยูใกลเพื่อนหญิงแลวเกิดอารมณท างเพศกค็ วรเขา ใจวา เปนอารมณท เ่ี กดิ ขึน้ จากแรงขับทางเพศตามธรรมชาตไิ มใ ชค วามผดิ ปกติหรือสิ่งเลวราย และพยายามฝกควบคุมใหมีการแสดงออกที่เหมาะสมกับสถานะของตนหรือหากจิ กรรมอืน่ ทาํ อาทิ การเลนกฬี า ทาํ งานอดิเรก อานหนังสอื เลนดนตรรี อ งเพลง ฯลฯ เปนตนความกลัวของวัยรนุ เนือ่ งจากวัยรนุ ในชวงเวลาของการเปลย่ี นจากเดก็ ไปเปนผูใหญ วัยรุนจึงมักกลัวการเปน ผใู หญก ลวั ความรับผิดชอบ บางคร้ังอยากเปนเดก็ บางครัง้ อยากเปนผใู หญ ทาํ ใหอารมณผ นั ผวนหงุดหงดิ ไดง ายมาก วัยรุนมักกลัวเสยี ช่อื เสียง กลวั ผดิ พลาด กลวั ทํางานไมไดผ ล การแสดงออกของวัยรุนเมื่อเกิดความกลัว คอื การหลีกเล่ียงไปจากสถานการณท่ีทําใหเ กดิ กลวั หรือพยายามตอ สกู ับเหตุการณที่เขาพิจารณาแลววาจะเอาชนะได ซ่ึงจะเปนผลดีคือเกิด
21ความม่ันใจเพม่ิ ข้นึ แตบ างครงั้ ทวี่ ยั รุนไมอ าจหนีจากเหตุการณท่ีทําใหกลัวได เพราะกลัวคนจะวาข้ีขลาดจะเปนผลใหว ัยรุนเกิดความวติ กกงั วล วยั รุน ควรหาทางออกใหแ กต นเองเพอ่ื เอาชนะความกลวั ไดโ ดย พยายามหาประสบการณตาง ๆ ใหมากท่ีสุดเพื่อไมไดเกิดความกลัวและสรางความม่นั ใจใหต นเอง วิเคราะหสถานการณ และพยายามหาทางแกไขสิง่ ทแี่ กไขได ขอความชวยเหลือจากผูอ่ืน อาทิ เพอื่ น ครู พอ แม หรอื ผูใหญที่ไวใ จความโกรธของวยั รนุ ความโกรธของวัยรุนอาจเกิดจากสาเหตุตางๆ อาทิ ความรูสึกวาไมไดรับความยุตธิ รรมจากผูใหญ ถกู เยาะเยย ถากถาง ถกู กา วกา ยเรอ่ื งสวนตัว ถกู ขัดขวางไมใหท ําในสิ่งท่ีเขาคิดวาจะประสบความสําเร็จ เปนตน การแสดงออกเม่ือโกรธข้ึนอยูกับการเลี้ยงดู การเลียนแบบในครอบครวั อาจแสดงออกโดย สบถ สาบาน การทุบขวางปาส่ิงของ วัยรุนหญิงรองไหเม่ือผานชวงวัยรุนตอนตนไปแลวคืออายุประมาณ 17-18 ปไปแลวจะควบคุมความโกรธไดดีข้ึน วัยรุนหญิงสามารถควบคุมโกรธไดด กี วา วัยรนุ ชาย วนั รุน ควรฝก ควบคมุ การแสดงออกใหเ หมาะสม อาทิ ฝกควบคุมความโกรธดวยวิธีตาง ๆ เชน นับ 1-100 หายใจเขาออกลึก ๆ ชาๆ ใหสมาธิจดจอ อยกู บั ลมหายใจเขาออก หลกี เลีย่ งออกไปจากสถานการณที่ทาํ ใหโกรธ เปน ตน ไมค วรตอบโตฝา ยตรงขามในขณะทอ่ี ยใู นอารมณโกรธดว ยกนั ท้งั 2 ฝา ย รอใหอารมณส งบแลว จงึ พดู คุยดวยเหตุผล ควรพดู ชแ้ี จงดว ยกิรยิ าทส่ี ุภาพตอผใู หญท ี่ตักเตือนเพราะความหว งใยอารมณรักของวยั รนุ อารมณรักเปนอารมณที่กอใหเกิดสภาวะของความยินดี ความพอใจ เมื่อวัยรุนมีความรูสึกรักใครขึ้นแลว จะมีความรูสึกท่ีรุนแรงและจะมีการเลียนแบบบุคลิกภาพที่ตนรักอีกดวยเม่ืออยูหางกันจะทําใหเกิดความกระวนกระวายใจ จะมีการโทรศัพทหรือเขียนจดหมายติดตอกันวัยรนุ จะพยายามทาํ ทุกวถิ ที างเพ่อื ใหค นทตี่ นรกั มีความสขุ อาทิ ชว ยทํางานในโรงเรียน ใหของขวัญวยั รุน จะแสดงออกอยางเปด เผย อาทิ การเฝาคอยดหู รอื คอยฟงคนท่ีตนรักทําสง่ิ ตาง ๆ
22 การมคี วามรกั ตอสิ่งตาง ๆ อาทิ รักธรรมชาติ รักช่ืนชมตอเสียงเพลง แมแตความรักที่เปนอุดมคติสูงสง อาทิ รกั ในเพอื่ นมนุษย หรอื ความรักตอบคุ คลอ่ืนลวนเปนสิง่ ทีด่ งี าม แตทั้งน้ีขึน้ อยกู ับการแสดงออกวา มคี วามเหมาะสมตามสถานะของวัยรุนหรอื ไม การแสดงความรักที่เหมาะสมตอสถานะของวัยรุน โดยเฉพาะความรักตอเพศตรงขา ม ควรเปนความรักทอี่ ยูบ นพื้นฐานของการใหเกยี รติคนที่ตนรัก ไมลวงเกินใหเกิดความเส่ือมเสียมีการควบคุมอารมณค วามตองการทางเพศ มีการแสดงออกทส่ี ังคมยอมรับได อาทิ ไมไปอยูในที่ลับตา ไมไ ปพักคางคนื กนั ตามลาํ พัง ไมม ีการถูกเนื้อตอ งตวั เปน ตนอารมณร า เริงของวัยรนุ อารมณรา เริงจะเกดิ ขน้ึ เมือ่ วัยรุนสามารถปรบั ตวั ไดด ใี นการทํางาน และการปรับตัวใหเขา กับสถานการณต าง ๆ ทางสังคม สามารถทาํ งานที่ยาก ๆ ไดส าํ เร็จ วยั รุน ทอ่ี ารมณราเริงที่มีการแสดงออกทางใบหนา ทางรา งกาย อาทิ การย้มิ หวั เราะความอยากรอู ยากเห็น วัยรุนมีความอยากรูอยากเปนในเหตุการณแปลก ๆ ใหม ๆ เชน เรื่องเพศ การเปลย่ี นแปลงรา งกาย ความรูสกึ ทางเพศ ความอยากรูอยากเปน ของวัยรุน แสดงออกโดยการพดุ คยุ ซักถาม วิพากษวิจารณ มีการตงั้ คําถามกับคนใกลชิด อาทิ เพื่อน ผูใหญท่ีใกลชิด การแสดงออกเชนน้ีเปนการแสดงออกที่สรา งสรรค การที่วยั รนุ ไดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกบั ผใู หญทมี่ ปี ระสบการณมาก ๆ และเปนคนท่ีใจกวา งยอมรบั ฟงจะชวยใหวยั รุน ไดพัฒนาความคดิ ทกี่ วา งขวางสกู ารเปนผูใหญต อไปการเปล่ียนแปลงทางดา นสงั คมของวยั รนุ เด็กผูห ญิงเม่อื เริม่ ยา งเขาสวู ัยสาวก็จะมีการเปล่ียนแปลงทางดานอารมณ หรือภาวะทางดานจิตใจไปดวยเชนกัน โดยท่ีเด็กผูหญิงจะเร่ิมมีวามสนใจตัวเองมากข้ึน โดยเฉพาะในเรื่องความแตกตางของบุคลิกภาพ มีความสนใจทางเพศตรงขาม รูจักสังเกตความรูสึกของผูอื่นท่ีมีตอตนเอง ตองการใหผูอื่นประทับใจและใชเวลากับการแตงตัวมากข้ึน ในชวงวัยรุนนี้เองเปนชวงท่ีเด็กผูหญิง เร่ิมทีจ่ ะวางตัวแยกออกหางจากครอบครัว และเริ่มมีวงสังคมในกลุมเพื่อน ๆ ของเขาเองทั้งกลุม เพอ่ื นในเพศเดียวกันและเพอื่ นตา งเพศจะไปไหนมาไหนกนั เปนกลุม และเมอ่ื ถึงคราวกลับบานก็ยงั ยกหูโทรศัพทห ากันเปน ชั่วโมง ทั้ง ๆ ทีเ่ มื่อกลางวันกไ็ ดเจอกันท่โี รงเรยี น เด็กผูชายเมื่อเขาสูชวงวัยรุนจะเร่ิมมีความสนใจและใกลชิดกับกลุมเพื่อนมากข้ึนพวกเขาจะมีกิจกรรมตาง ๆ รวมกัน ซึ่งอาจจะเปนการเลนกีฬา ดนตรีหรือการออกไปเดินตาม
23หางสรรพสนิ คา พวกเขามีความรูสกึ เอาใจใสซึ่งกันและกัน รักเพ่ือนมากขึ้นทําอะไรก็จะทําตาม ๆ กันเปน กลุม ไมตองการที่จะแตกแยกหรือถูกทอดทง้ิ ออกจากลมุ ปญ หาการเปลีย่ นแปลงทางดา นสงั คมของเดก็ วยั รนุ ผชู ายสว นใหญ จะเปนเรื่องของยาเสพตดิ ซง่ึ มกั จะเริ่มขึน้ ครง้ั แรกจากการทดลองใชย าเสพติด โดยไดร บั การแนะนําจากเพ่ือน บางคนอาจจะเต็มใจที่จะลอง แตบ างคนจําเปน ทีจ่ ะตอ งลองเพราะวา ไมตองการท่ีจะถกู ทอดทิง้ ออกจากลุม โดยท่วั ไปการทดลองยาเสพติดมักจะเร่ิมจากการสบู บุหร่ี เพราะสามารถหาซอื้ ไดงายและมีราคาถกู ที่สุด เมือ่ เทยี บกบั ยาเสพติดชนดิ อื่น ๆ เม่อื เรม่ิ สบู บหุ ร่ีแลวกอ็ าจจะเริ่มทดลองยาเสพติดประเภทอนื่ ๆ ทีม่ ีฤทธร์ิ า ยแรงมากยง่ิ ข้ึน อาทิ สบู กญั ชา เสพยาบา ผงขาว หรือเฮโรอีน เปน ตนการพฒั นาการทางสติปญญา (Metal Development) การพัฒนาการทางสติปญญาของวัยรุนตอนตน คือ ความสามารถทางสมองเพิ่มขึ้นเพราะเซลลประสาทซ่ึงมีอยูต้ังแตเด็ก ในระยะนี้จะพัฒนาเต็มที่ การเปลี่ยนแปลงจะเห็นไดชัดในความสามารถในการพูด จนิ ตนาการ ความสนใจ เปล่ียนแปลงไปจากเดิม เร่ิมสนใจเพื่อนตางเพศไมเหมอื นกับวยั เดก็ การทาํ งานมคี วามสนใจและตดิ ตอกนั นานกวา วัยเดก็ การทํางาน เรียนดี ความคิดดี มีเหตุผลข้ึน เด็กบางคนสามารถเขียนบทประพันธน วนิยายได เปน ตนสรุป วัยรุน มีพฒั นาการทางรางกายของเด็กหญิง และเด็กชายแตกตา งกนั คือเด็กหญิงจะมีพฒั นาการเรว็ กวา เด็กชาย โดยแบง ชวงอายดุ งั น้ี 1. วยั เตรยี มเขาสูว ัยรนุ 2. วัยรุน ตอนตน 3. วัยรุนตอนกลาง 4. วยั รนุ ตอนปลาย วัยรนุ เปนชว งท่มี ีพฒั นาการทั้งในดา นรา งกายและจติ ใจคอ นขา งเร็วกวาวยั อนื่ ๆ เปนชวงของการปรบั ตัวจากวยั เด็กไปสวู ัยผูใหญ โดยมกี ารเปลี่ยนแปลงในดา นตาง ๆ ดังนี้ 1. การเปล่ียนแปลงทางดา นรา งกายจะเปนไปอยางชัดเจน วัยรุนหญิงจะมีลักษณะรูปรา งทรวดทรงเปนหญิงสาวชัดเจนมีการเปล่ียนแปลงระบบอวัยวะสืบพันธุโดยเร่ิมมีประจําเดือนพรอ มจะสืบพันธุได วยั รนุ ชายจะเรมิ่ มีลักษณะของชายหนุม มีการเปลีย่ นแปลงของระบบอวัยวะเพศเรม่ิ มีอสุจิซึง่ เปน เซลลส ืบพันธพุ รอ มที่จะสบื พันธุได
24 2. การเปล่ียนแปลงทางดานอารมณและจิตใจสวนใหญจะมีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางดานรางกาย ไดแก ความวิตกกังวล ความกลัว ความโกรธ ความรักและความอยากรอู ยากเห็น ส่ิงตา ง ๆ ท่ีเกิดข้นึ กบั วยั รนุ ดังกลาวนน้ั ผูใหญ ผใู กลชิดควรสงั เกตและแกไขปญหาดว ยเหตผุ ลตาง ๆ ที่เหมาะสม 3. การเปล่ียนแปลงทางดานสังคมเร่ิมมีวงสังคมในกลุมเพศเดียวกันและตางเพศมีการทาํ กจิ กรรมรว มกันเปนกลมุ กลวั การถกู ทอดท้ิง ปญ หาที่ควรระวังมากเปนเรื่องของยาเสพติด 4. การพัฒนาการทางสติปญญาความสามารถทางสมองจะพัฒนาเต็มท่ี มีการเปล่ยี นแปลงท่ีเหน็ ไดชัด ไดแกความสามารถใน การพูด การทํางาน ความคิด ความจําดี มีสมาธิมากขึ้น 3.4 วัยผูใหญ ระยะของชว งเวลาทเี่ รยี กวา ผูใหญ นั้นมคี วามยาวนาน และมีความสําคัญตอชีวิตอยางมากเปนระยะเวลาการเลือกประกอบอาชีพท่ีมั่นคง มีเพื่อน คูครอง ในวัยน้ียังมีการเปลย่ี นแปลงทางรางกาย และความเสอื่ มในดานความสามารถอีกดว ย จะแบงชวงอายุไดเปน 2 ระยะคอื วยั ผใู หญอายตุ ั้งแต 21-40 ป วัยกลางคนอายตุ งั้ แต 40-60 ป 3.4.1 วัยผูใ หญ (Adulthood) ลกั ษณะโดยท่ัวไปของวัยผูใหญ บคุ คลยา งเขาสวู ัยผูใหญ ตองปรับตัวใหเขากฎเกณฑตาง ๆ ของสังคมยอมรับความเปน จรงิ ของชีวิต การควบคมุ อารมณ การเลือกคคู รองทีเ่ หมาะสม อาจกลา วไดดงั นี้ 1. การเลือกคคู รองใชระยะเวลาหลังจากวัยรุน สนใจเลือกคูครองโดยศกึ ษาองคประกอบท่สี าํ คญั เพือ่ เลือกคูครองไดเหมาะสมกับตน อาทิ ความสนใจ ทัศนคติคลายคลึงกนั ฐานะทางเศรษฐกิจไมแ ตกตางกนั เกนิ ไป องคป ระกอบเหลา นี้จะชวยใหชีวติ ครอบครัวยัง่ ยืนเมื่อแตงงานแลว ทง้ั ชายและหญิง กต็ อ งปรบั ตัวใหเ ขา กับบทบาทใหมในฐานะความเปนสามี ภรรยาตองเขา อกเขา ใจกัน ปรบั ตัวเขาหากัน ยอมรบั สภาพความเปน อยูของกันและกนั ไดด แี ลว การเตรียมจติ ใจไวเพื่อเปน พอ แมต อ ไป 2. การประกอบอาชีพท่ีเหมาะสมกับความสามารถของตน มักจะมีความเจริญกาวหนาในอาชีพผูประสบความสําเร็จในการประกอบอาชีพ จะชวยใหชีวิตครอบครัวมีความสุข
25 3. การเผชิญปญ หา ในวยั ผูใหญมกั จะมปี ญ หาในเรือ่ งของการมีคูครองและบุตร การมีสมาชิกเพื่อขน้ึ กย็ อมมีปญ หาประดังเขามา ตองใชความสามารถในการแกปญหาเพื่อประคับประคองครอบครัวได 4. ความกดดันทางดา นอารมณ ปญ หาตาง ๆ ท้ังในดานครอบครัวและการงานบางคนมคี วามยงุ ยากในการปรับตวั อยูบา ง แตพอยา งเขา สวู ยั 30-40 ป อาจลดความตึงเครียดไดบา งและสามารถแกไ ขปญหาตา ง ๆ ไดดขี น้ึ ความตงึ เครยี ดทางอารมณกล็ ดลงไป 3.4.2 วัยกลางคน (Middle Ages) วัยกลางคนนับวา เปน ชว งระยะเวลาที่ยาวนานเปน ชวงท่ีสําคัญที่สุดของชีวิต บคุ คลที่ประสบความสําเรจ็ ในชวี ิตจะอยูในชว งชีวิตตอนนีเ้ ปนสว นมาก ความเปลี่ยนแปลงในดา นตา ง ๆ ทีเ่ กิดขึน้ กับบคุ คลวยั กลางคน 1. ความเปล่ียนแปลงทางรางกาย ไดแก รูปราง หนาตา ทาทาง การมอง การฟง การทํางานของตอมตาง ๆ ชาลง สมรรถภาพทางเพศลดลง ผูหญิงจะอยูในระยะท่ีประจาํ เดือนเรมิ่ หมดหรอื ทีเ่ รียกวา ระยะ “menopause” อารมณหวน่ั ไหวไดงาย มีความหงุดหงิดและราํ คาญเกง ผใู กลชดิ ตองรูจักเอาอกเอาใจ จะชว ยใหค วามวิตกกังวลลดลงไปได 2. ความเปล่ยี นแปลงในหนาทีก่ ารงาน อาจมกี ารเปลย่ี นแปลงตําแหนงหนา ทีก่ ารงาน เปลย่ี นแปลงผูบังคับบัญชา ระยะนเี้ ปน ชว งของความสาํ เรจ็ สงู สุดในชีวิตการงาน อาจกอใหเกดิ ความกงั วลใจไมนอย 3. ความเปล่ียนแปลงทางดานอารมณ มีความกังวลหวงการงานอาจมีอารมณท ี่แปรเปล่ียนไปจากเดิม อารมณของหญิงวัยนก้ี ลบั มลี กั ษณะคลา ย ๆ กบั อารมณโกรธงายหายเรว็ 4. ความเปล่ียนแปลงดานความสนใจ มีความสนใจในเร่ืองตาง ๆลึกซ้งึ พเิ ศษและจริงจัง บางคนสนใจเรอ่ื งศาสนา บางคนชว ยงานสังคม เปน การหาความสขุ ใหต นเองและสงั คมตามอตั ภาพสรุป วยั ผใู หญเปนชว งอายุต้ังแต 21-60 ป เปน วยั ที่มพี ัฒนาการในดานตา ง ๆ ไดม ากจนถึงขดี สูงสดุ อาทิ ดานความสูง สตปิ ญ ญา มกี ารเปลย่ี นแปลงดานจิตใจความพอใจ คานิยม และสนใจในเร่ืองคคู รองมาก เปน วยั ทเี่ รม่ิ เส่อื มความสามารถ สมรรถภาพทางเพศลดนอยลง
26 3.5 วยั สูงอายุ ความชราจะมีความแตกตางของบคุ คล เขา มาเกี่ยวของดวยในวัยท่ีมีอายุเทากนัสมรรถภาพอาจแตกตา งกนั บางคนอายุ 50 ป แตความชราทางกายภาพมีมาก ในเวลาเดียวกัน คนอายุ 60 ปค วามชราทางกายภาพยงั ไมม ากนัก เราจึงกําหนดอายุวยั ชราโดยประมาณ คอื วัย 60 ปข น้ึ ไป พฒั นาการทางรางกาย เซลลตาง ๆ เร่มิ ตายจะมกี ารเกิดทดแทนไดนอยและชา รางกายสึกหรอ ถามีการเจ็บปวยทางรางกายจะรักษาลาํ บากและหายชากวา วยั อน่ื ๆ เพราะวยั นร้ี างกายมแี ตค วามทรดุ โทรมมากกวา ความเจริญ ความสูงจะคงท่ี หลังโกง ผมบนศรี ษะหงอก กลา มเนือ้ หยอนสมรรถภาพการทรงตัวไมดี พฒั นาทางสตปิ ญญา มีความสขุ ุมรอบคอบ ยงั มเี หตผุ ลดีแตขาดความริเริ่มจะยึดหลักเกณฑที่ตนเคยยึดถือปฏิบัติ สมรรถภาพในการเลาเรียนจะคอย ๆ ลดลงทีละนอยในชวงอายุระหวาง 25-50 ปหลงั จาก 50 ปแ ลว จะลดลงคอนขา งเร็ว การทองจาํ อะไรจะรับไดยากกวาวยั อืน่ มีความหลงลืมงาย พัฒนาการทางดานอารมณ บางคนชอบงาย โกรธงาย อารมณแปรปรวนไมคงท่ี แตวัยชราบางรายมีจิตใจดี ท้ังนเี้ ปนไปตามสภาพแวดลอม สังคม และประสบการณท ่ผี า นมา รวมถงึ สภาพเศรษฐกิจในครอบครัวดวย ในวยั ชรานจี้ ะมีความเมตตากรุณา สงู กวา วัยอ่นื ๆ จะเห็นไดจ ากการชวยเหลือผูอื่นในกรณีตาง ๆ พัฒนาการทางดา นสงั คม สวนมากจะสนใจเร่ืองของการกุศลยดึ ถือศาสนาเปนที่พึ่งพิงทางใจ บริจาคทรัพยสินเพ่ือการบํารุงศาสนา จับกลุมปฏิบัติธรรม บางรายสิ่งแวดลอมและเศรษฐกิจบังคับไมสามารถทาํ ความตอ งการได ก็จะไดร ับมอบหมายใหเล้ียงดูเด็กเล็ก ๆ ในบาน มีความสุขเพลิดเพลินไปกับลูกหลานประสบการณของคนชรามคี ามากสําหรบั หนุมสาว บตุ รหลาน ตองยอมรับนับถือเอาใจใสเห็นคุณคา ไมเหยียบย่ําดูหม่ินดูแคลน ควรหาทํางานอดิเรกใหทําเพ่ือใหทานมีความสุขเพลดิ เพลิน
27สรุป ชวงอายุวยั ชราจะเรมิ่ นับต้ังแต 60 ปข น้ึ ไป ความชรามีความแตกตางของบุคคล ในวัยอายุเทากัน สมรรถภาพอาจแตกตางกัน โดยทั่วไป รางกายมีแตความทรุดโทรมมากกวาความเจริญเติบโต สติปญญาจะคอยลดนอยลง แตเปนวัยท่ีมีความสุขุมรอบคอบมีเหตุผล อารมณจะแปรปรวนไมค งที่ เปนวัยท่ีมคี วามเมตตากรุณาสงู กวา วัยอ่นื ๆกจิ กรรมท่ี 1 จงอธิบายโครงสราง หนาที่การทาํ งานและการดแู ลรกั ษาระบบอวัยวะที่สําคัญ 4 ระบบมาโดยสรปุ 1. ระบบผิวหนงั ________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________ 2. ระบบกลา มเน้อื _____________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________ 3. ระบบกระดกู _______________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________ 4. ระบบไหลเวยี นเลือด_________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________
28กิจกรรมท่ี 2 ปจ จยั ท่ีผลตอ การเจริญเติบโตและพฒั นาการมนษุ ยม ีอะไรบาง______________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________กิจกรรมท่ี 3 จงอธบิ ายพฒั นาการและการเปล่ยี นแปลงตามวัยของมนษุ ยม าโดยสรปุ 1. วยั ทารก__________________________________________________________________________________________________________________________________________ 2. วัยเด็ก___________________________________________________________________________________________________________________________________________ 3. วัยรุน ____________________________________________________________________________________________________________________________________________ 4. วยั ผูใ หญ__________________________________________________________________________________________________________________________________________ 5. วยั สงู อาย_ุ _________________________________________________________________________________________________________________________________________
29 บทที่ 2 สขุ ภาพทางกายสาระสําคัญ ความรคู วามเขา ใจ ในการปฏิบัติตนเพอ่ื หลีกเลย่ี งพฤตกิ รรมเสย่ี งตอ สุขภาพ ตลอดจนสามารถอธิบายถึงประโยชนของการออกกําลังกายและโทษของการขาดออกกําลังกาย ตลอดจนอธิบายถึงวิธกี ารออกกาํ ลังกายเพ่อื สุขภาพไดผลการเรยี นรูทค่ี าดหวงั 1.สามารถอธบิ ายถงึ วิธีปฏิบัติตนในการหลีกเล่ยี งพฤตกิ รรมเสีย่ งตอสุขภาพได 2.สามารถอธิบายประโยชนและรูปแบบของการออกกําลังกายและโทษของการขาดการออก กําลงั กายไดขอบขา ยเนอ้ื หา เรื่องท่ี 1 การเสริมสรา งสขุ ภาพของตนเองและบคุ คลในครอบครวั เรอ่ื งที่ 2 การออกกาํ ลังกาย เร่ืองที่ 3 รปู แบบและวธิ กี ารออกกาํ ลังกายเพ่อื สขุ ภาพ
30เรอ่ื งท่ี 1 การเสริมสรา งสุขภาพตนเองและบคุ คลในครอบครวั ครอบครัวมีบทบาทและอิทธิพลที่สําคัญมากในการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของบุคลในครอบครัว เพราะครอบครวั เปนสงั คมปฐมภูมิทม่ี ีความใกลชิดผูกพัน มีความนับถือเชื่อฟงกันและกันเปนพ้ืนฐาน ครอบครัวประกอบดวย ปู ยา ตา ยาย พอ แม ลูก หลาน และอ่ืนๆครอบครัวจึงเปนศนู ยก ลางการเรยี นรูข้นั พื้นฐานและพัฒนาการดานตางๆ ตลอดจนการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพของบุคคลทุกวัย ดังนั้นการวางแผนดูแลสุขภาพของบุคคลในครอบครัวจึงจําเปนและสําคัญอยางมากเพ่ือใหท ุกคนมีสขุ ภาพดีโดยตอ งเรมิ่ จากตัวเราและทกุ คนในครอบครวั เปนสาํ คญั การดูแลสุขภาพของบุคคลในครอบครัวจะตองมีการวางแผนไวลวงหนาและดําเนินการใหเปนไปตามแผน และทุกคนตองมีการปฏิบตั ใิ หเปน ไปตามแผนท่ีวางไวในเร่อื งตา งๆดังนี้ 1. การรกั ษาความสะอาด 2. การปอ งกนั โรค 3.การรับภมู คิ มุ กันโรค 4. อาหารและโภชนาการ 5. การออกกาํ ลังกายและเลน กฬี า 6. การพกั ผอนและกิจกรรมนนั ทนาการ 7. การดูแลรักษาสง่ิ แวดลอ ม 8. การดแู ลสขุ ภาพจิต 9. การปอ งกนั อบุ ตั ิเหตแุ ละสรางเสริมความปลอดภยั 10. การปฐมพยาบาลเบ้ืองตนการรกั ษาความสะอาด การรกั ษาความสะอาดของรางกาย ไดแก เส้ือผา เคร่อื งนงุ หม เคร่ืองใชสวนตัว และสวนรวมตลอดจนการรักษาความสะอาดของท่ีอยูอาศัย ในวัยเด็ก พอ แม ปู ยา ตา ยาย หรือ ผูปกครองเปนแบบอยา งในการรกั ษาความสะอาด เมื่อเติบโตขน้ึ เราควรรูจักการดูแลตนเองเร่ืองการทําความสะอาดในเร่ืองสว นตัว และชวยเหลือสมาชิกคนอื่น ภายในครอบครัวจนเปนนิสัย เชน ชวยซักผาใหพอแมหรือผูสงู อายใุ นครอบครวั เปนตน
31การปองกันโรค การปฏิบัติใหถูกตองจะชวยปองกันโรคตาง ๆ ที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลหรือเม่ือเกิดการระบาดเชน หนา ฝนจะมีการระบาดของโรคหวัด ควรสวมใสเส้ือผาที่ทําใหรางกายอบอุน ฝนตกตองกางรมหรอื สวมใสเ ส้ือกนั ฝน หนารอนกเ็ กิดการระบาดของโรคทองรวงหรืออหิวาตกโรค ควรรับประทานอาหารทีม่ ปี ระโยชนและปรุงสุกใหม ๆ หากมกี ารระบาดของโรคที่ปองกนั ได โดยการฉีดวัคซีนปองกัน ก็ควรใหบุคคลในครอบครัวไปรับการฉดี วคั ซนี เปน ตนการรบั ภูมิคมุ กนั โรค การรับภูมคิ มุ กันโรคในวัยเด็กเปน หนา ท่ีของพอแมห รือผูปกครองตอ งพาเด็กไปรับภูมิคุมกันจากแพทย เชน โรคไอกรน คอตบี โปลโิ อ เปน ตน เม่ือโตข้นึ หากเกิดโรคระบาดหรือตอ งฉดี วัคซีน เราตองเห็นความสําคัญและเห็นคุณคาของการรับภูมิคุมกันเพ่ือปองกันโรคตางๆและยินดีเต็มใจรับภมู คิ ุมกัน ตลอดจนแนะนําคนอ่ืนๆใหเหน็ ความสําคญั ดวยอาหารและโภชนาการ การไดรบั อาหารที่มปี ระโยชน มีคุณคา และเพียงพอตอความตองการของรางกายในแตละม้ือและแตละวันนับวามีความสําคัญ ควรมีกาํ หนดหรอื วางแผนไวลว งหนาวาม้ือเชา ม้ือกลางวัน หรือมื้อเย็นจะทําอาหารอะไรบาง เพ่ือจะไดอาหารที่หลากหลายและแตกตางกันไป เชน อาหารของเด็กเล็กควรแตกตางจากอาหารผูใ หญ การจัดอาหารสาํ หรับผูปวยเฉพาะโรค ไดคุณคาของอาหารครบทุกหมูและในปรมิ าณที่เพียงพอตอ ความตองการของรา งกาย เพอ่ื สงเสริมสุขภาพของทุกคนในครอบครัว ในแตล ะวนั ทกุ คนในครอบครัวควรไดร ับประทานอาหารครบ 3 ม้ือ มคี ุณคาอาหารครบ 5 หมู และดื่มนํ้าอยางนอยวันละ 6-8 แกวการออกกําลงั กายและเลนกฬี า ควรออกกําลังกายและสนับสนุนใหทุกคนในครอบครัวไดออกกําลังกายและเลนกีฬาเปนประจาํ โดยชกั ชวนกนั ไปออกกําลังกาย พรอมทั้งใหคําแนะนําเก่ียวกับประโยชนของการออกกําลังกายและเลนกีฬาที่ชวยใหสุขภาพดี มีความสดช่ืน แจมใส คลายเครียด และชวยใหระบบตางๆ ในรา งกายทํางานดีขึ้น ทุกคนควรออกกําลังกายอยางสม่ําเสมออยางนอยวันละ 30 นาที หรืออยางนอยสปั ดาหละ 3 วัน ถาเปนไปไดค วรออกกาํ ลังกายทุกๆวัน
32การพกั ผอนและกจิ กรรมนนั ทนาการ หลงั จากการทาํ งานของผูใหญ หรอื การเรียนของเดก็ การออกกําลังกาย และการเลนกีฬาของทุกคนในครอบครัวท่ีถือวาเปนภารกิจท่จี ะตอ งทําประจาํ วนั แลว ภารกจิ อกี สว นหนงึ่ ท่ีทกุ คนจะตองทําคือ การพกั ผอนและกจิ กรรมนันทนาการที่ตองมีการกําหนดหรือวางแผนในการปฏิบัติ การพักผอนโดยการนอนท่ีถือวาสําคัญที่สุด ควรนอนเปนเวลา และนอนหลับอยางนอยวันละ 6-8 ช่ัวโมงนอกจากน้ีควรกําหนดการวางแผนรวมกับครอบครัว โดยใชกิจกรรมนันทนาการ เชน ปลูกตนไมรว มกนั ไปทอ งเทยี่ วในวนั หยุด เปน ตนการดูแลรักษาสงิ่ แวดลอม การดูแลสุขภาพของทุกคนในครอบครัวในเรื่องสุขภาพรางกาย ความสะอาด อาหาร การบรโิ ภค ตลอดจนการพักผอ นนั้นยังไมเพยี งพอ เพราะสงิ่ ท่ีจะชวยใหคนมีสขุ ภาพดี ปราศจากโรคภัยไขเจบ็ ไดตองมีสิ่งอื่นประกอบดวย ไดแก บานเรือน โรงเรียน สิ่งแวดลอมรอบตัว ตองชวยกันดูแลใหสะอาด ปราศจากขยะมูลฝอย และส่ิงปฏิกูลตางๆ ทางระบายน้ําไมมีน้ําเนา นํ้าขัง มีสวมที่ถูกสขุ ลกั ษณะ และมสี ง่ิ แวดลอมท่ดี ี นา อยูอ าศยั ทกุ คนควรมจี ิตสาํ นกึ โดยปฏิบตั ติ นเปนแบบอยา งและจดัส่ิงแวดลอมภายในบานและบริเวณใหถูกสุขลักษณะ รวมท้ังใหความรวมมือในการดูแลรักษาส่ิงแวดลอมในชุมชนอยางสม่ําเสมอ เชน การเขารวมกิจกรรมพัฒนาสาธารณะสถานหรือกิจกรรมบําเพ็ญประโยชนก ารรกั ษาชมุ ชนใหส ะอาด หรอื กจิ กรรมในวันสําคญั ทางศาสนา เปนตนการดูแลสขุ ภาพจิต การดแู ลสขุ ภาพรางกายอยา งเดยี วยอมไมเ พยี งพอ เพราะทกุ คนจะมีสขุ ภาพท่ีสมบูรณแข็งแรงไดจ ะตองมีความสมบรู ณแข็งแรงท้ังสุขภาพกายและสุขภาพจิต การดูแลสุขภาพจิต ทําไดโดยการใหความเอ้ืออาทร ความหวงใยแกสมาชกิ ในครอบครวั มีการชวยเหลือเก้ือกูล และใหกําลังใจซึ่งกันและกัน ใหคําปรึกษาหารือและมีสวนรวมในการวางแผนและการทํากิจกรรมของครอบครัวเพ่ือสรางสมั พนั ธภาพอนั ดี ใหเ กดิ ข้ึนในครอบครัวซ่ึงจะสงผลถงึ การมสี ุขภาพจติ ทด่ี ีในท่สี ุดการปอ งกนั อบุ ัตเิ หตุและสรางเสริมความปลอดภัย การวางแผนเพอ่ื ไมใหเ กดิ อุบตั ิเหตุภายในครอบครัว ทุกคนในครอบครัวควรชวยกันสํารวจเคร่อื งมอื เครอ่ื งใชท อ่ี าจจะเปน สาเหตขุ องการเกดิ อบุ ัติเหตุใหปลอดภัยในการใช หากมีการชํารุดตองซอ มแซมแกไขใหอ ยูในสภาพท่ีพรอมใชงานไดดี จัดเก็บในท่ีท่ีเหมาะสมและสะดวกสําหรับการใชงานในครั้งตอไป เรียนรูการใชเคร่ืองมือทุกชนิดใหถูกวิธี และรูวิธีปองกันอุบัติเหตุตางๆ ท่ีอาจจะเกิดขน้ึ ฝก ใหม พี ฤตกิ รรมที่ถกู ตอง รูหลกั ของความปลอดภัย และรจู กั หลกี เลยี่ งการเกดิ อุบตั เิ หตุตางๆการปฐมพยาบาลเบอ้ื งตน
33 การดแู ลปฐมพยาบาลเบอื้ งตน เปน เรอื่ งสําคัญและจําเปนสําหรับครอบครัว นักเรียน ควรหาความรู และความเขาใจในเร่อื งการปฐมพยาบาลอยางงา ยๆ สาํ หรบั บคุ คลในครอบครัว เชน เม่ือมีการบาดเจบ็ ตอ งปฐมพยาบาลดว ยการทําแผล ใสย า รจู กั การวดั อณุ หภมู ิเม่ือมีไข การปฐมพยาบาลคนเปนลม เปน ตะครวิ เปนตน นอกจากน้ีตอ งวางแผนในการดแู ลคนในบานใหไ ดร ับการตรวจโรคอยางนอยปละ 1 ครง้ั หรือถา ในครอบครวั มสี ุขภาพไมป กตจิ ะตอ งไปพบแพทยวันใด เดือนใดหรือหากเกิดเหตุฉกุ เฉินตองไปพบแพทยที่ไหน โดยวธิ ใี ด หรอื ใชเ บอรโทรศพั ทอะไร เปนตน และแนะนาํ ใหทุกคนในบา นเขาใจและฝก ปฏิบัติใหทกุ คนไดเรยี นรู เพอื่ ใหส ามารถชวยเหลอื ตนเองและผอู ื่นได การวางแผนดูแลสขุ ภาพของบคุ คลในครอบครัวเปนสิ่งที่จําเปน เพราะเม่ือปฏิบัติแลวจะเกิดประโยชนต อสุขภาพ ดังนั้นทุกคนในครอบครัวจึงควรมีการวางแผนดูแลสขุ ภาพของตนเองและบคุ คลในครอบครัว ดงั นี้ 1. ฝกใหตนเองสนับสนุนใหบุคคลในครอบครัวมีพฤติกรรมที่ถูกตองเก่ียวกับเร่ือง ความสะอาด และมีความเปน อยทู ถี่ ูกสุขลักษณะ 2. วางแผนการไปรบั ความรูและการปอ งกันโรค ท้ังโรคตดิ ตอ และไมตดิ ตอ 3. วางแผนไปรับการสรางภูมิคุมกันโรคดวยการฉีดวัคซีนตามกําหนด หรือตามการระบาดของโรค 4. วางแผนรับประทานอาหารท่มี ีคุณคา และเปนประโยชนตอรางกายครบถวนท้ังคุณคาและปรมิ าณทเ่ี หมาะสม และเปน ไปตามวัย 5. จัดตารางเวลากิจกรรมในชวี ติ ประจําวนั ใหสามารถออกกําลังกายเลนกีฬาอยา งสม่าํ เสมอ 6. แบง เวลาเพ่ือใหไ ดร ับการพกั ผอนอยา งเพียงพอ 7. วางแผนในการปรับปรุงท่อี ยูอ าศัยและสิง่ แวดลอ มใหปลอดภยั 8. ดูแลเอาใจใสท กุ คนในครอบครวั ใหม ีสุขภาพจิตทีด่ ี มีความรกั ความอบอุน มกี ารชวยเหลือเก้อื กูลและเออื้ อาทรตอกันในครอบครัว 9.วางแผนเรือ่ งความปลอดภัยในชีวิต หลีกเล่ียงพฤติกรรมที่อาจกอใหเกิดอุบัติเหตุหรือการสูญเสยี เนื่องจากมกี ารปอ งกนั ไวก อ น 10. วางแผนเม่ือเกิดเหตุการณไมคาดคิดโดยใหความชวยเหลืออยางถูกตองวิธีเม่ือมีการบาดเจบ็ หรือเจ็บปว ยขน้ึ ในครอบครัว
34 วัน จันทร ตวั อยา งแผนตารางและกจิ กรรมประจาํ สปั ดาห อาทติ ย ผลการปฏิบตั ิ หมาย เวลา เลน ฟตุ บอล ทาํ สวน ได ไมไ ด เหตุ 17.00 น. องั คาร พุธ พฤหัสบดี ศกุ ร เสาร ชวยแม วา ยนํา้ เลน ดนตรี ข่จี ักรยาน ทําความ ทํากบั ขา ว สะอาดบา น 18.00 น. รบั ประทาน รบั ประทาน รับประทาน รับประทาน รบั ประทาน รบั ประทาน รับประทาน อาหารกับ อาหารกบั อาหารกบั อาหารกบั อาหารกับ อาหารกบั อาหารกบั 19.00 น. ครอบครวั ครอบครัว ครอบครัว ครอบครวั ครอบครัว ครอบครวั ครอบครัว 20.00 น. ทําการบา น ทาํ การบาน ทําการบาน ทําการบา น ทาํ การบา น ดูโทรทัศน ดโู ทรทัศน ดูโทรทศั น อา นหนังสือ ดูโทรทัศน อา นหนงั สือ อา นหนังสอื อา นหนังสือ อานหนงั สอื กับคณุ ยาย กับคณุ พอคณุ แม ตวั อยางแผนตารางและกิจกรรมประจาํ เดอื น(ใน1วนั อาจเลอื กปฏบิ ัตไิ ดม ากกวา 1 กจิ กรรม) วนั 1 2 3 4 56 78 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 หมายกิจกรรม เหตุ 1. ไปวดั 2 . ขั ด หองน้ํา3. ซกั ผา 4. ไป ตลาด 5. ไปเลนกฬี า(สัปดาหละ3วัน) การวางแผนดูแลสุขภาพของบุคคลในเรื่องตางๆ ดังกลาวขางตน เปนเรื่องจําเปน สําหรับทุกครอบครัว ซึ่งพื้นฐานของการมีสุขภาพดีตองประกอบดวยรางกาย จิตใจ เคร่ืองใช ที่อยู อาศัย ตลอดจนสิง่ แวดลอม อาหารและโภชนาการท่ีไดคณุ คาครบถว น ปริมาณท่ีเหมาะสม รวมท้ังการ ไดออกกําลังกาย หรือเลนกีฬาที่กระตุนใหอวัยวะทุกสวนไดเคล่ือนไหว ระบบตางๆ ของรางกาย ทาํ งานไดด ี มกี ารพกั ผอ นทีเ่ หมาะสมเพียงพอ ตลอดจนไดด แู ลสขุ ภาพใหพนจากทุกขภ ยั และปลอดภยั จากการทํางานหรือการเลน เมื่อเจ็บปวยไดรับการดูแลที่ถูกตองเหมาะสม ก็จะชวยทําใหคนเรามี สุขภาพท่ีดี ดังนั้นการดูแลสุขภาพที่ถูกตองและไดรับการแนะนําท่ีเหมาะสม ปลูกฝงพฤติกรรมที่ ถูกตอ งต้ังแตว ัยเดก็ ตอเน่อื งมาจนเติบโตเปนผูใหญจึงมีความจําเปนในการที่จะชวยทําใหสมาชิกใน ครอบครวั ไดชว ยเหลอื ดูแลกนั และกนั อนั จะนาํ ไปสูการมสี ัมพันธภาพอันดแี ละสุขภาพที่ดีของบุคคล ในครอบครัว
35การปฏบิ ัติในการหลกี เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงตอสขุ ภาพ ในสภาวะปจจุบันความเจริญกาวหนาทางดานเทคโนโลยี และพัฒนาการทางสังคมเขามาเกยี่ วขอ งในชีวติ ประจําวนั และเปน ตนเหตุทท่ี ําใหเกิดพฤตกิ รรมในทางที่ไมถูกตอง พฤตกิ รรมท่ีไมถกู ตอง ไดแ ก - การมีเพศสัมพนั ธท ไ่ี มปลอดภัย - การดมื่ เคร่ืองดืม่ ทม่ี แี อลกอฮอล - การรับประทานอาหารไมต รงเวลา - การกลน้ั ปส สาวะ - การเกยี่ วขอ งกบั สารเสพติด และบุหรี่ - การด่มื เครอื่ งดื่มชกู าํ ลังเปนประจํา - การน่งั ในอริ ยิ าบถเดมิ นานๆ - การใชสายตาเพงมองนานๆ เชน เลนเกม,ทาํ คอมพวิ เตอรเร่อื งท่ี 2 การออกกาํ ลงั กาย การออกกาํ ลงั กายเปน ปจ จัยหนงึ่ ของสิ่งแวดลอ มท่มี ผี ลตอการเจริญเติบโต และพัฒนาการของมนุษย การออกกาํ ลงั กายเปนการกระตนุ การสราง และเติบโตของกระดูก รวมถึงกลามเน้ือใหมีความแขง็ แกรง มีโครงสรา งรางกายท่สี มบูรณ กระตุนการทํางานของปอด หัวใจ กระดกู กลา มเน้อื และเปนการเพิ่มภูมิตานทานโรคไดเปนอยางดี นอกจากน้ีการออกกําลังกายยังเปนการใชเวลาวางใหเปนประโยชน ลดความเครยี ดทางอารมณ เปน การเปดโอกาสใหไดพบเพื่อนใหม ๆ เรียนรูการอยูกันเปนหมูค ณะ และสามารถปรบั ตวั ใหเขากับสังคม และสภาพแวดลอ มไดเ ปน อยา งดี ท้ังน้ี แตล ะบุคคลอาจมคี วามถนัดในกฬี าที่แตกตา งกัน การเลนกีฬาเปนการพัฒนาตนเอง จึงไมจาํ เปนตองหาซื้ออุปกรณท่มี รี าคาแพง กิจกรรม หรอื งานบา นหลายอยางก็เปนการออกกําลังกายท่ีดีอาทิ การกวาดบาน ถบู าน ซักผา ตดั หญา รดน้ําตน ไม ฯลฯ ซง่ึ นอกจากจะเปน การออกกาํ ลังกายแลว ยงัทาํ ใหคนในครอบครวั เห็นถงึ ความรบั ผิดชอบ ซง่ึ เปน การพัฒนาตนเองใหผูอื่นยอมรับ และไววางใจมากขึ้น2.1 ความสําคัญของการออกกาํ ลงั กาย มีดังน้ี 1. การออกกาํ ลังกายชวยใหอวยั วะตา ง ๆ อาทิ หัวใจ ปอด ไต กระดูก และกลามเนื้อแข็งแรงขนึ้ และยงั ชว ยลดการเปนโรคความดนั โลหิตสูง โรคไขมนั ในเลือดสูง และโรคบาดแผลในกระเพาะอาหาร 2. ผูทีท่ าํ งานเบา ๆ แตไมคอยไดอ อกกําลังกาย อาจเปนโรคเหนื่อยงาย และทําใหเวียนศีรษะการออกกําลงั กายบอ ย ๆ จะชว ยปอ งกนั อาการเหลาน้ไี ด
36 3. พระภิกษุ นักเรียน แมบาน ชางเย็บเส้ือผา นักธุรกิจ หรือผูที่มีอาชีพทํางานเบา ๆ ควรหาเวลาออกกําลงั กายทุกวนั อาการเหนอ่ื ยงาย เบ่ืออาหาร เวียนศีรษะ และอาการนอนไมหลบั อาจหายได 4. บรุ ษุ ไปรษณยี เปนโรคหัวใจนอยกวาพนักงานรับโทรศัพท กระเปารถเมลเปนโรคหัวใจนอยกวา พนักงานขับรถเมล เพราะผลจากการเดินท่ีมากกวานน่ั เอง 5. การออกกาํ ลงั กายเปนประจําทกุ วนั ทาํ ใหก ารเปนโรคตดิ เชอื้ อาทิ หวัด และอาการเจ็บคอนอ ยลง 6. ผทู ท่ี ํางานเบา ๆ อาจเจ็บปวยไดบอ ย ๆ 7. การเดนิ การว่งิ การทาํ กายบรหิ าร การทาํ โยคะ การรํามวยจีน ลว นเปน การบริหารกายท่ีทําใหสขุ ภาพดีข้ึน 8. การออกกําลงั กายทกุ วนั ทาํ ใหชะลอความชรา และอายุยนื 9. การออกกําลังกายวันละนดิ จิตแจม ใส ถา ไมอ ยากหวั ใจวายใหอ อกกําลงั กายประโยชนข องการออกกําลังกายทีม่ ตี อสุขภาพ 1.ระบบการทํางานของหวั ใจ ระบบการเตน หวั ใจของนกั กีฬา และผอู อกกาํ ลังกายเปนประจาํ จะชากวาคนปกติ ท้ังน้ีเพราะกลา มเนือ้ หัวใจแข็งแรงกวาจึงทาํ งานนอยกวา กลาวคือ หัวใจของคนปกติเตน 70-80 คร้ังตอนาที ขณะท่ีผูออกกําลังกายเปนประจํา จะเตนเพียง 50-60 ครั้งตอนาทีเทานัน้ เมอ่ื หวั ใจทาํ งานนอ ยกวาจึงมอี ายกุ ารใชงานที่ยาวนานกวา คนปกติ อยางไรกต็ าม ขณะออกกําลังกายหัวใจอาจเตนเรว็ ถึง 140-150 ครง้ั ตอนาที จึงทําใหมีโลหิตไปหลอเล้ียงรางกายมากถึง 5-6 เทาของชวงปกติ ผลของการสูบฉีดโลหิตท่ีเร็ว ทําใหการหมนุ เวียนโลหติ ในรางกายดีขนึ้ จึงสามารถปอ งกนั โรคหลอดเลอื ดหัวใจตีบได ตอระบบหายใจ ตามปกติคนเราหายใจเขาออกประมาณ 16-18 คร้ังตอนาที ขณะท่ีออกกําลังกาย รางกายตองการออกซิเจนเพิ่มขึ้นจากเดิม 5-15 เทา เมื่อเปนเชนน้ีจะทําใหปอดรับออกซิเจน และคายคารบ อนไดออกไซด ปอดจึงฟอกโลหิตไดด ขี ึน้ การที่ปอดพอง และแฟบมากขน้ึ ทาํ ใหห ลอดลมขยายตัวมกี ารไหลเวียนของโลหติ ในถุงลมมากข้นึ ปอดจึงแข็งแรงขนึ้ ตามไปดว ย อนึง่ จากการสํารวจการหายใจเขา ออกของนกั กฬี าเหรยี ญทองโอลมิ ปกพบวา หายใจชาและลึกกวาคนปกติ ดวยเหตุนี้จึงไมคอยเหนื่อยงาย หัวใจทํางานไมหนักและปอดไดออกซิเจนมากกวา คนธรรมดา ระบบกลามเน้ือ การออกกําลังกายทําใหเกิดการเผาผลาญไขมันใหหมดไป กอเกิดกลามเน้ือ รางกายสมสวน ขอตอตาง ๆ มีการเคลื่อนไหว เอ็นยึดขอตอมีการเคลื่อนไหว จึงมีการยดื หยนุ แขง็ แรง ผูที่ออกกาํ ลงั กายจงึ ไมป วดเมอื่ ย ไมปวดหลัง ไมข ัดยอก
37 2. ผลที่เก่ยี วของกับการเจริญเติบโต จากการศึกษาเปรยี บเทยี บในเรื่องความแตกตางในลักษณะตา ง ๆ ของการเจรญิ เตบิ โต ระหวา งเด็กที่ออกกําลังกายอยางสมํ่าเสมอ และถูกตองกับเด็กท่ีขาดการออกกําลังกาย หรือมีการออกกําลังกายที่ไมถูกตองพบวา เด็กที่มีการออกกําลังกายอยูถูกวิธี และสม่าํ เสมอจะมีการเจริญเตบิ โตของรา งกายทีด่ ีกวาเดก็ ทีข่ าดการออกกําลงั กาย 3. ผลท่เี กย่ี วของกบั รูปรางทรวดทรง ความผดิ ปกตขิ องรูปรางทรวดทรง นอกจากจะเปนผลสืบเน่ืองมาจากปจจัยท่ีเก่ียวของกับการเจริญเติบโต ความผิดปกติของรูปรางทรวดทรง เชนรูปรางอวน หรือผอมเกินไป ลักษณะลําตัวเอียง กระดูกสันหลังคดงอ เปนตน ซ่ึงความผิดปกติของรูปรา งทรวดทรงดงั กลาวจะมีมากย่งิ ขนึ้ หากขาดการออกกําลังกายท่ีถกู ตอง ในทางตรงขามการนําเอารปู แบบและวิธกี ารออกกาํ ลังกายท่ีถกู ตองมาปฏิบัติเปนประจําสมํ่าเสมอ จะสามารถแกไขทรวดทรงใหก ลับคนื ดีข้ึน ดังจะเห็นไดจากในทางการแพทย ไดมีการนําเอาวิธีการออกกําลังกายมาใชในการฟนฟูสภาพ และสมรรถภาพของผูปวยในระหวางการบําบัดควบคูกับวิธีการบําบัดอื่น ๆ โดยเฉพาะอยางยง่ิ ผูปว ยท่มี ปี ญ หาในการเคล่อื นไหว หรือความออ นแอของระบบกลา มเน้ือ 4. ผลท่ีเก่ียวของกับสุขภาพทั่วไป เชื่อวาเม่ือการทํางานของอวัยวะตาง ๆ มีประสิทธภิ าพทดี่ จี ะสงผลใหสุขภาพโดยทวั่ ไปดขี น้ึ โดยเฉพาะความตานทานโรค หรือภูมติ า นทานตอโรคของบุคคลท่ีมากข้ึน ดังจะเห็นไดจากการศึกษาเปรียบเทียบชวงเวลาของการเกิดการเจ็บปวยระหวางนักกีฬากับบคุ คลทว่ั ไปจะพบวา นกั กฬี าท่เี กดิ จากการเจบ็ ปวยจาการติดเช้อื จะมีระยะเวลาในการฟน ตัวและเกิดโรคแทรกซอนนอ ยกวาบคุ คลโดยทวั่ ไปสรุป การออกกําลงั กายเพอื่ สขุ ภาพ เปนการเคลื่อนไหวของรางกายท่ีใชกลามเน้ือมัดใหญเชน กลามเนือ้ ขา ลาํ ตวั แขน ใหมกี ารเคล่ือนไหวที่เร็วข้ึน ทําใหอัตราการเตนของหัวใจเพ่ิมข้ึน หรือเหนื่อยข้นึ อยา งตอ เนอ่ื ง อยา งนอยสัปดาหละ 3 วนั ๆ ละ 20-60 นาที แลวแตความเหนื่อยนั้นมากหรือนอย ถาเหน่ือยมากก็ใชเวลานอย แตถาเหน่ือยนอยก็ใชเวลามากขึ้น ซ่ึงจะทําใหเกิดประโยชนตอรา งกาย คอื มีการเปลี่ยนแปลงท่ีทําใหเกิดความแข็งแรงอดทนของการทํางานของปอด หัวใจ ระบบไหลเวียนโลหติ กลามเน้ือ กระดกู เอ็น ขอตอ และสงผลใหร า งกายมคี วามแขง็ แรง เพิ่มความตานทานของการเกิดโรค ชวยลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอวนไขมนั ในเสนเลือด ฯลฯ
38 การออกกาํ ลงั กายอยางสมํ่าเสมอ จะใหป ระโยชนตอรางกายดงั นี้ 1. ระบบไหลเวยี นโลหิต หัวใจ ปอด ทํางานดีขนึ้ จะชวยปองกันโรคหัวใจโรคความดันโลหติ 2. รา งกายมีการอดทน แขง็ แรง กระฉบั กระเฉง ทํางานไดนานโดยไมเหนอื่ ย 3. ชวยปอ งกนั โรคกระดกู ขอ เสอ่ื ม และยังทําใหกระดกู ขอ เอน็ แข็งแรง 4. ชว ยผอ นคลายความเครยี ด และชวยใหน อนหลบั ดีขึ้น2.3 ผลกระทบจาการขาดการออกกาํ ลังกาย จากการศึกษาในเร่ืองผลกระทบของการขาดการออกกาํ ลงั กายในวัยเด็ก วัยหนุมสาวและวยั กลางคนข้ึนไป สรุปลักษณะเดน ๆ ที่เกิดขน้ึ ไดด งั นี้1. ผลกระทบในวยั เด็ก ผลกระทบจากการขาดการออกกําลงั กายของเดก็ ในวัยน้ี มลี กั ษณะดังนี้ 1.ดานการเจริญเตบิ โต และทรวดทรง พบวา นอกจากการบรโิ ภคอาหารทีถ่ ูกตองตามหลกั โภชนาการแลว การออกกําลังกายยังมีสวนชวยกระตุนใหกระดูกมีการเจริญที่เหมาะสมตามวัยทั้งในดา นความยาว และความหนา เนอื่ งจากรา งกายสามารถดงึ ธาตุแคลเซยี มทม่ี ใี นอาหารมาชวยสรา งเสรมิ โครงกระดูกไดมากขน้ึ น่นั เอง แตใ นบางกรณีอาจพบวา มเี ดก็ บางกลุมที่ไมคอยไดออกกําลังกายแตมอี าหารการกินอุดมสมบรู ณ อาจมสี วนสูง และน้าํ หนักตวั มากกวา เดก็ ในวัยเดยี วกันโดยเฉล่ีย แตก็พบวา สวนใหญแ ลวรา งกายมกั จะมกี ารสะสมไขมนั มากเกนิ (อวน) มีกระดกู เล็ก หัวใจมีขนาดเล็กเมื่อเทยี บกบั นํ้าหนักตัว และทาํ ใหท รวดทรงรูปรางท่ีเห็นมีความผิดปกติเกิดขึ้น เชน อวนลงพุง มีเขาชิดหรอื ขาโกง เปนตน 2.ดานสุขภาพและสมรรถภาพทางกาย พบวาเด็กที่ขาดการออกกําลังกายจะมีความตานโรคตาํ่ เจ็บปวยไดงา ย และระยะการฟนตัวในการเจ็บปวยก็มักจะมีระยะเวลานานกวาเด็กท่ีออกกาํ ลังกายเปนประจาํ ซึ่งจะมีความสมั พันธกบั ระดับสมรรถภาพทางกาย เพราะสมรรถภาพทางกายเปนผลมาจากการออกกําลังกาย ดังนั้นหากขาดการออกกําลังกายยอมสงผลใหสมรรถภาพทางกายตํ่าลงเมอื่ สมรรถภาพทางกายตา่ํ จะสง ผลใหองคประกอบในดา นสุขภาพต่าํ ดวยเชนกัน 3.ดา นสังคมและสภาพของจิตใจ พบวา เดก็ ท่ขี าดการออกกาํ ลังกายมักเปนเด็กท่ีชอบเก็บตัว และขาดความเชื่อมัน่ ในตนเอง ตรงกันขามกับกลุมที่ชอบออกกาํ ลังกาย และเลน กีฬา จะมีความเช่ือมั่นในตนเอง และไดเรียนรูพฤติกรรมทางสังคมกับกลุม ทําใหรูแนวทางในการปรับตัวเขากับสงั คมท่ีเปน หมูค ณะไดด ขี ึ้น นอกจากนเ้ี ด็กท่ีขาดการออกกําลังมักจะมีนิสัยไมชอบออกกําลังกายเมื่อเขา สูวยั รนุ และวยั ผูใหญ
39 4.ดานการเรียน พบวา เดก็ ที่มีสมรรถภาพทางกายที่ดจี ะมผี ลการเรยี นรูท่ีดีกวาเด็กที่มีสมรรถภาพทางกายต่ํา ซ่งึ สนบั สนุนใหเ หน็ วาการขาดการออกกาํ ลังกายจะสง ผลเสียตอ การเรียนรูของเด็กดวย2.ผลกระทบในวัยหนมุ สาว ชวงวยั นเี้ ปนชวงทีต่ อเน่ืองจากวัยเด็ก และเช่ือมตอกับวัยกลางคน ถือวาเปนวัยแหงการเจริญพันธุหากขาดการออกกําลังกาย ผลกระทบท่ีเกิดขึ้นก็จะคลายกับผลกระทบในวัยเด็ก คือสมรรถภาพทางกายตํ่า สขุ ภาพท่ัวไปไมดี การทาํ งานของระบบตา งๆ โดยเฉพาะระบบไหลเวียนเลือดจะผิดปกติ รวมไปถงึ บคุ ลิกภาพท่ีอาจมีความไมเหมาะสม และสงผลเสียตอการแสดงออกทางสังคมดวย3.ผลกระทบในวัยกลางคนขน้ึ ไป ชวงวัยน้ีเปนบุคคลที่มีอายุต้ังแต 35 ปข้ึนไป และถือวาเปนชวงของวัยเสื่อมโดยเฉพาะอยางย่ิงหากขาดการออกกําลังกายดวยวิธีที่ถูกตองเหมาะสม ความผิดปกติท่ีเกิดขึ้นมักแสดงออกในลกั ษณะอาการความผดิ ปกตขิ องรางกาย ซงึ่ เปน อาการของการเกิดโรคตางๆ ไดแก โรคประสาทเสยี ดลุ ยภาพ โรคความดันเลือดสงู โรคหลอดเลือดหัวใจเส่ือมสภาพ โรคอวน โรคเบาหวานและโรคทีเ่ ก่ยี วของกบั ขอ ตอ กระดกู เปน ตนสรุป การเลน กีฬาตามหลักวิทยาศาสตร เปนการกระทําท่ีกอใหเกิดการเปล่ียนแปลงของระบบตางๆ ภายในรางกายใหมีสุขภาพท่ีดีขึ้น การออกกําลังกายมีผลตอการเจริญเติบโต และพัฒนาการของมนุษย ชว ยใหกระดกู มีความแข็งแกรง อวัยวะตาง ๆ อาทิ ปอด ไต หัวใจ แข็งแรงชวยลดการเปนโรค ความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเสนเลือดสูง ๆ การออกกําลังกายประจําสมํ่าเสมอ จึงมีความสําคัญ และเพ่ิมภูมิตานทานโรคไดอยางดียิ่ง นักวิทยาศาสตรการกีฬาไดแบงประเภทของการออกกําลังกายได 5 ชนิด คอื 1.การออกกาํ ลงั กายแบบเกร็งกลา มเน้ืออยูกับท่ีไมม กี ารเคลอ่ื นไหว 2.การออกกําลงั กายแบบมีการยืด – หดตวั ของกลามเนอ้ื 3.การออกกาํ ลงั กายแบบใหกลา มเนอ้ื ทํางานเปน ไปอยา งสมํ่าเสมอ 4.การออกกาํ ลงั กายแบบไมต องใชออกซิเจนในระหวา งมกี ารเคลอื่ นไหว 5.การออกกาํ ลงั กายแบบใชอ อกซเิ จน
40ประโยชนและคุณคาของการออกกาํ ลงั กายและการเลน กฬี า จําแนกไดด ังน้ี 1.ทางดา นรางกาย 1.1 ชวยเสริมสรางสมรรถภาพทางดานรางกายใหเปนผูท่ีแข็งแรง มีประสิทธิภาพในการทาํ งาน สรา งความแข็งแกรงของกลา มเนื้อ 1.2 ชวยทําใหระบบตางๆ ภายในรางกายเจริญเติบโตแข็งแรง มีประสทิ ธภิ าพในการทาํ งาน อาทิ ระบบการไหลเวยี นของเลือด ระบบหายใจ และระบบการยอ ยอาหารเปนตน 2.ทางดา นอารมณ 2.1 ชว ยสามารถควบคมุ อารมณไ ดเปนอยา งดไี มวา จะอยใู นสภาพเชนไร 2.2 ชวยใหค นทีม่ ีอารมณเ บกิ บาน ย้ิมแยมแจมใส 2.3 ชว ยผอ นคลายความตงึ เครยี ดทางสมอง และอารมณไดเปน อยางดี 3.ทางดา นจติ ใจ 3.1 ชว ยใหเปนคนทม่ี จี ิตใจบริสทุ ธิ์มองโลกในแงด ี 3.2 ชวยใหเปน คนทมี่ ีจติ ใจเขมแข็ง กลาเผชิญตอ ปญหาอปุ สรรคตางๆ 3.3 ชวยใหเ กดิ ความเชื่อมั่น ตัดสินใจไดดี 4.ทางดา นสังคม 4.1 เปนผทู ม่ี รี ะเบียบวนิ ัย สามารถอยูใ นสภาพแวดลอมตางๆ ได 4.2 เปนผูท ี่เขากับสงั คม เพ่ือนฝงู และบุคคลทัว่ ไปไดเปนอยางดี ไมป ระหมาหรอื เคอะเขิน 4.3 เปนผทู ี่ชว ยสรางความสมั พนั ธอันดรี ะหวา งสังคมตอ สังคม และประเทศตอประเทศเรอ่ื งท่ี 3 รปู แบบ และวธิ ีการออกกําลงั กายเพอื่ สขุ ภาพ การเคลื่อนไหว การออกกําลังกาย และการเลนกีฬาตามหลักวิทยาศาสตร เปนการกระทําท่ีกอใหเ กดิ การเปลี่ยนแปลงของระบบตา ง ๆ ภายในรางกายท่ีตองทํางานหนักเพ่ิมมากข้ึน แตเปนผลดีตอสุขภาพรางกาย ซึ่งนักวิทยาศาสตรการกีฬา ไดแบงประเภทของการออกกําลังกายออกเปน 5ประเภท คือ 1. การออกกําลงั กายแบบเกรง็ กลามเน้ืออยูกับท่ี ไมมีการเคล่ือนไหว (Isometric Exercise) ซง่ึ จะไมมกี ารเคลอื่ นที่ หรอื มีการเคลื่อนไหวของรา งกาย อาทิ การบีบกําวตั ถุ การยนื ตนเสา หรอื กําแพงเหมาะกบั ผทู ่ีทํางานน่งั โตะ เปนเวลานานจนไมมีเวลาออกกาํ ลงั กาย แตไมเ หมาะสมกับรายท่เี ปน
41โรคหัวใจ หรือโรคความดันโลหติ สูง เปน การออกกาํ ลงั กายที่ไมไดชว ยสงเสริมสมรรถภาพทางกายไดอยางครบถวน 2. การออกกาํ ลังกายแบบมกี าร ยดื – หดตวั ของกลามเนอ้ื (Isotonic Exercise) จะมกี ารเคลอ่ื นไหวสวนตา ง ๆ ของรา งกาย ขณะทอ่ี อกกาํ ลังกาย อาทิ การวดิ พืน้ การยกนาํ้ หนกั การดึงขอเหมาะกับผทู ีม่ ีความตองการสรางความแข็งแรงกลามเนอ้ื เฉพาะสว นของรา งกาย อาทิ นกั เพาะกายหรือนกั ยกนํ้าหนกั 3. การออกกาํ ลงั กายแบบใหก ลา มเนื้อทาํ งานเปน ไปอยางสม่าํ เสมอ ตลอดการเคลอ่ื นไหว(Isokinetic Exercise) อาทิ การถบี จกั รยานอยกู บั ที่ การกาวข้นึ ลงแบบขนั้ บันได หรอื การใชเครอื่ งมือทางชีวกลศาสตร เหมาะกบั การใชทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักกีฬา หรือผทู ่มี ีความสมบรู ณทางรา งกายเปน สว นใหญ 4. การออกกาํ ลงั กายแบบไมตอ งใชออกซเิ จนในระหวา งทมี่ กี ารเคลือ่ นไหว (Anaerobic Exercise) อาทิ วง่ิ 100 เมตร กระโดดสงู ปฏิบัตกิ นั ในหมนู กั กฬี าที่ทาํ การฝก ซอ ม หรอื แขงขัน จึงไมเหมาะกบั บคุ คลทวั่ ไป 5. การออกกาํ ลงั กายแบบใชออกซเิ จน (Aerobic Exercise) คอื จะเปนลกั ษณะท่ีมกี ารหายใจเขา – ออก ในระหวางท่ีมกี ารเคล่อื นไหว อาทิ การวงิ่ จ็อกกงิ้ การเดนิ เร็ว หรือการวา ยนา้ํ นยิ มกนั มากในหมขู องนกั ออกกําลงั กาย นกั วทิ ยาศาสตรก ารกฬี า ตลอดจนวงการแพทย สามารถบงบอกถงึสมรรถภาพรางกายของบคุ คลนน้ั ๆ ไดเ ปนอยา งดี3.1 ขั้นตอนในการออกกําลงั กาย การออกกาํ ลงั กายแตล ะรปู แบบขน้ึ อยูกบั ความตอ งการ และความพอใจของผทู ่ีตอ งการกระทําซึง่ จะสง ผลใหร างกายแขง็ แรง มสี ขุ ภาพดี และเปน การสรางภมู คิ มุ กันโรคไดอ ยา งวิเศษ โดยไมตอ งพึง่วิตามนิ หรอื อาหารเสรมิ ทมี่ รี าคาแพงในยคุ เศรษฐกจิ แบบพอเพยี ง ตราบใดกต็ าม ถา มนษุ ยยังมกี ารเคลอื่ นไหว การกีฬา หรือการออกกาํ ลงั กายยอมเขา มามีบทบาทที่จะสง เสริมการเคลือ่ นไหวใหมปี ระสทิ ธิภาพย่ิงขนึ้ ฉะนน้ั การกีฬาจงึ มคี วามสัมพันธอยางใกลชดิ กบั การดาํ รงชวี ติ ในยุคปจ จุบัน ขนั้ ตอนในการจัดแนะนาํ ใหค นออกกาํ ลงั กาย และเลน กีฬา 1. ตองใหความรกู ับผูเลน เพื่อใหเขาใจหลักการ เหตุผล ขอจาํ กัด ขอควรระวังของการออกกาํ ลงั กาย / กีฬา 2. ตองปลกู ฝงใหเกิดเจตคตทิ ี่ดีตอการออกกาํ ลงั กาย 3. ตอ งฝก ใหเกดิ ทกั ษะ เมอ่ื เลนเปนจนชํานาญทาํ ไดค ลอ งแคลว จงึ จะอยากเลน ตอไป 4. ตอ งรว มกจิ กรรมสมํ่าเสมอ
42 5. กิจกรรมนนั้ ตองสรางใหเ กดิ สมรรถภาพทางกายท่เี ปลยี่ นไปในทางดขี ้นึ เชน แขง็ แรงอดทน คลอ งตวั รวดเรว็ และมกี ารตดั สินใจดีขน้ึ การออกกาํ ลงั กายเพื่อสุขภาพทด่ี ี และกิจกรรมหนกั เพยี งพอ ตองฝก ใหห วั ใจเตนประมาณ 120– 130 คร้งั ตอ นาที สําหับผูใ หญท วั่ ไปท่ีมสี ขุ ภาพดี หรือทาํ ใหตองใชพ ลงั งานจากการออกกําลังกายวนัละ 285 แคลอรี่ หรอื 2000 กิโลแคลอรี่ / สัปดาห การจดั โครงการ หรอื รูปแบบการออกกาํ ลงั กายทีด่ ี ควรมีลกั ษณะดังนี้ 1. ตองทาํ ใหผ เู ลนไดใ ชค วามคดิ สตปิ ญ ญา 2. ชวยใหผเู ลน ไดร จู กั สมาชกิ มากขนึ้ ชวยกระชับสัมพันธไมตรี 3. ใหผลดีตออารมณ สนกุ สนาน เพลิดเพลนิ 4. ใหผ ลดีตอ รา งกาย ทาํ ใหแขง็ แรง มีพละกาํ ลงั 5. ชวยใหส มาธิ และจติ ใจปลอดโปรง คลายเครยี ด ถา ผอู านสนใจจะออกกาํ ลังกาย หรือเลนกีฬา แตยังไมร ูว า จะใชว ิธีใด ลองตรวจสอบจาก คณุ สมบตั ิตามหลักการดงั ตอไปน้ี 1. การออกกาํ ลงั กาย / กฬี าทีด่ ี ตองมจี งั หวะการหายใจสมา่ํ เสมอ 2. ไมมีการกระแทก หรือแบง แรง หรอื อดกล้นั การหายใจ 3. ผูเลนตอ งรคู ณุ คา ผลประโยชนข องการออกกําลังกาย 4. ผเู ลน ตอ งสนุกที่จะทํา ทาํ ดว ยความเต็มใจ พึงพอใจ 5. ผเู ลน ตอ งเกดิ การเรยี นรู และทาํ ดว ยตนเอง 6. เม่ือเลน แลว ตองเหนื่อยอยางสบายใจ3.2 หลักการและรูปแบบการออกกาํ ลังกายเพอื่ สขุ ภาพ หลักการออกกําลงั กายเพอ่ื สุขภาพเปนการเสรมิ การทํางานของปอด หัวใจ ระบบการไหลเวยี นของเลือด ความแข็งแรงของกลามเนือ้ และขอ ตอ ซง่ึ จะชว ยใหร า งกายแขง็ แรงสมบรู ณรวมทั้งสุขภาพจิตดี รปู แบบของการออกกําลังกาย แบงออกไดดังน้ี 1. การออกกาํ ลังกายโดยการเลน 2. การออกกาํ ลงั กายโดยการทํางาน 3. การออกกาํ ลังกายโดยการบรหิ ารรางกาย มรี ายละเอยี ดตามรปู แบบ 3 ขอ ดงั นี้ 1. การออกกําลังกายโดยการเลน คือ การเลน เกมกีฬาตาง ๆ ทีช่ ่ืนชอบ เชน เดิน วง่ิ วายนาํ้ 2. การออกกาํ ลังกายโดยการทํางาน นอกจากจะไดงานแลว ยงั ทาํ ใหก ลามเนอ้ื ไดม กี าร เคลอื่ นไหวจากการทํางาน เพ่มิ ความแข็งแรงใหก บั สุขภาพ อาทิ การทํางานบา น ทําสวน ดอกไม หรือผลไม
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208