45 ตัวอยางท่ี 4 กาํ หนดให A และ B เปนสับเซตของ U โดยที่ U = ( 1 , 2 , 3 , . . . , 10 } ถา n (A/ ∪ B/) = 5 , n (A/ ) = 3 , n (B) = 6 แลว จงหา n ( A ∪ B) / วธิ ีทาํ จาก n ( U ) = 10 , n (A/ ∪ B/) = 5 , n (A/ ) = 3 , n (B) = 6 n (A ∪ B′) = n (A ∪ B/) ∴ n ( A ∩ B) = 10 – 5 = 5 n (A) = 10 – 3 = 7 n ( A ∪ B ) = n ( A ) + n (B) - n ( A ∩ B) n(A ∪ B) = 7+6–5 = 8 ∴ n ( A ∪ B) / = 10 - 8 = 2 • ถา เซต A เซต B และเซต C มีสมาชิกบางตัวรวมกัน n (A ∪ B ∪ C ) = n (A) + n (B) + n (C) - n (A ∩ B) – n (B ∩ C) - n (A ∩ C) + n (A ∩ B ∩ C) ตัวอยางท่ี 5 พิจารณาจากรูป ตัวเลขในภาพแสดงจํานวนสมาชิกของเซต จะได = 60 1) n (U) = 26 2) n (A) =7 3) n (B ∩ C) =8 4) n (A ∩ C) =3 5) n (A ∩ B ∩ C )
46 3.2 การนําเซตไปใชใ นการแกป ญ หา การแกป ญ หาโจทยโดยใชค วามรเู รอื่ งเซต สง่ิ ทน่ี ํามาใชป ระโยชนม ากกค็ อื การเขียนแผน ภาพเวนน - ออยเลอร และนาํ ความรูเร่ืองสมาชกิ ของเซตจํากดั ดงั ท่ีจะศกึ ษารายละเอียดตอไปนี้ ตัวอยางท่ี 1 บรษิ ัทแหง หนึ่งมพี นักงาน 80 คน พบวา พนกั งาน 18 คนมีรถยนต พนักงาน 23 คน มีบานเปนของตวั เอง และพนักงาน 9 คน มีบานของตัวเองและรถยนต จงหา 1) จาํ นวนพนกั งานทง้ั หมดทม่ี ีรถยนตห รือมบี า นเปนของตวั เอง 2) จํานวนพนักงานที่ไมม ีรถยนตห รือบานของตัวเอง วิธีทํา ให A แทนเซตของพนักงานที่มีรถยนต B แทนเซตของพนักงานที่มีบานเปนของตัวเอง เขยี นจาํ นวนพนกั งานที่สอดคลองกบั ขอมูลลงในแผนภาพไดด งั น้ี 1) n (A) = 18 , n (B) = 23 , n (A ∩ B) = 9 พจิ ารณา n (A ∪ B) = n(A) + n(B) - n (A ∩ B) = 18 + 23 – 9 = 32 ดงั นัน้ จาํ วนพนักงานท่มี ีรถยนตห รือมบี า นของตัวเองเปน 32 คน 2) เน่ืองจากพนักงานทั้งหมด 80 คน นนั่ คอื พนักงานท่ไี มม ีรถยนตหรือบา นของตัวเอง = 80 - 32 = 48 คน ดงั นั้น พนกั งานท่ไี มมีรถยนตหรือบา นของตวั เองเปน 48 คน
47 ตัวอยา งที่ 2 ในการสํารวจเกี่ยวกับความชอบของนักศึกษา 100 คน พบวา นกั ศึกษาทีช่ อบเรียน คณิตศาสตร 52 คน นักศกึ ษาทชี่ อบเรียนภาษาไทย 60 คน นักศกึ ษาทไ่ี มชอบเรยี น คณิตศาสตรและไมชอบเรียนภาษาไทยมี 14 คน จงหานกั ศึกษาที่ชอบเรยี นคณติ ศาสตร และภาษาไทย วิธีทาํ แนวคิดที่ 1 ให A แทนเซตของนักศึกษาที่ชอบเรียนคณิตศาสตร B แทนเซตของนักศึกษาที่ชอบเรียนภาษาไทย จาก n (A) = 52 , n(B) = 60 n ( A/ ∩ B/ ) = 14 = n ( A ∪ B )/ [∴A/ ∩ B/ = ( A ∪ B ) / ] ∴ n ( A ∪ B ) = 100 n ( A ∪ B ) = n(A) + n(B) - n (A ∩ B) 100 – 14 = 52 + 60 - n (A ∩ B) 86 = 52 + 60 - n (A ∩ B) n (A ∩ B) = 112 - 86 = 26 ดังน้ัน จํานวนนกั ศกึ ษาที่ชอบเรียนคณติ ศาสตรและภาษาไทย มี 26 คน แนวคดิ ที่ 2 ให x แทนจํานวนนักศึกษาที่ชอบเรียนคณิตศาสตรและภาษาไทย จากแผนภาพเขยี นสมการไดดงั น้ี ( 52 - x ) + x + ( 60 - x ) = 100 - 14 112 - x = 86 x = 112 - 86 = 26 ดงั นน้ั จาํ นวนนักศกึ ษาท่ีชอบเรียนคณติ ศาสตรแ ละภาษาไทย มี 26 คน
48 ตวั อยางท่ี 3 นกั ศึกษาสาขาหนึ่งมี 1,000 คน มีนกั ศกึ ษาเรยี นภาษาองั กฤษ 800 คน เรยี น คอมพิวเตอร 400 คน และเลอื กเรยี นท้งั สองวิชา 280 คน อยากทราบวา 1) มีนักศกึ ษากี่คนท่เี รยี นภาษาอังกฤษเพียงวชิ าเดยี ว 2) มีนักศึกษาก่คี นทเี่ รียนคอมพิวเตอรเพียงวชิ าเดียว 3) มีนกั ศกึ ษากค่ี นทีไ่ มไดเ รียนวิชาใดวชิ าหน่งึ เลย 4) มนี กั ศึกษากคี่ นท่ไี มไ ดเรยี นทัง้ สองวิชาพรอมกัน วธิ ีทาํ ให U แทนเซตของนักศึกษาทั้งหมด A แทน เซตของนักศึกษาทีเ่ รียนวิชาภาษาอังกฤษ B แทน เซตของนักศกึ ษาทีเ่ รียนวิชาคอมพิวเตอร A ∩ B แทน เซตของนักศึกษาท่เี รียนทั้งสองวิชา n ( U ) = 1,000 , n ( A ) = 800 , n ( B ) = 400 , n (A ∩ B) = 280 เขยี นแผนภาพไดด งั น้ี 1) นักศึกษาทเ่ี รียนภาษาองั กฤษเพียงวชิ าเดยี วมีจาํ นวน 800 - 280 = 520 คน 2) นักศึกษาทีเ่ รยี นคอมพิวเตอรเพียงวชิ าเดยี วมจี าํ นวน 400 - 280 = 120 คน 3) นกั ศึกษาที่ไมไ ดเรียนวชิ าใดวชิ าหนง่ึ เลย คือสวนที่แรเงาในแผนภาพซงึ่ มีจาํ นวน เทากบั 1,000 - 520 - 280 - 120 = 80 คน
49 4) นกั ศกึ ษาทีไ่ มเรยี นทั้งสองวชิ าพรอ มกัน คือ นกั ศึกษาทเ่ี รยี นวิชาใดวิชาหนง่ึ เพยี งวชิ า เดยี ว รวมกับนักศึกษาที่ไมเรยี นวชิ าใดเลย คอื สว นท่แี รเงาในแผนภาพ ซ่ึงมจี าํ นวน เทา กบั 1,000 - 280 = 720 หรือ 520 + 120 + 80 = 720 คน ตัวอยางท่ี 4 ในการสํารวจผใู ชสบู 3 ชนิด คอื ก , ข , ค พบวา มีผใู ชช นดิ ก. 113 คน, ชนิด ข. 180 คน, ชนดิ ค. 190 คน, ใชชนดิ ก . และ ข. 45 คน, ชนดิ ก. และ ค. 25 คน, ชนดิ ข. และ ค. 20 คน, ท้ัง 3 ชนดิ 15 คน, ไมใ ชทั้ง 3 วิธีทาํ ชนดิ 72 คน จงหาจํานวนของผเู ขารับการสาํ รวจทงั้ หมด แนวคดิ ที่ 1 ให A แทนผใู ชสบชู นดิ ก. B แทนผใู ชส บชู นิด ข. C แทนผูใชสบูช นิด ค. จาก n (A ∪ B ∪ C) = n (A) + n (B) + n (C) - n (A ∩ B) – n (B ∩ C) - n ( A ∩ C ) + n (A ∩ B ∩ C) โดยที่ n (A) = 113 n (B) = 180 n (C) = 190 n (A ∩ B) = 45 n (A ∩ C) = 25 n (B ∩ C) = 20 n (A ∩ B ∩ C) = 15 n (A ∪ B ∪ C ) = n (A) + n (B) + n (C) - n (A ∩ B) – n (B ∩ C) - n (A ∩ C) + n (A ∩ B ∩ C) ∴ n (A ∪ B ∪ C) = 113 + 180 + 190 - 45 – 20 – 25 + 15 = 408
50 จาํ นวนผูท ี่ใชส บู ก. หรอื ข. หรือ ค. = 408 คน จาํ นวนผูท่ไี มใชทง้ั 3 ชนิด = 72 คน ดงั น้นั จํานวนของผูเขารบั การสํารวจทัง้ หมด 408 + 72 = 480 คน แนวคดิ ที่ 2 ให A แทนผใู ชสบชู นดิ ก. B แทนผูใ ชสบูชนิด ข. C แทนผูใ ชสบูชนิด ค. จาํ นวนผูท่ใี ชส บู ก. หรือ ข. หรือ ค. = 58 + 30 + 10 + 15 + 160 + 5 + 130 = 408 คน จาํ นวนผทู ีไ่ มใ ชทั้ง 3 ชนิด = 72 คน ดงั นั้น จาํ นวนของผูเขารบั การสาํ รวจทั้งหมด 408 + 72 = 480 คน
51 แบบฝกหดั ท่ี 3 1. จงแรเงาแผนภาพที่กาํ หนดใหเ พ่ือแสดงเซตตอไปน้ี 1) B′ 2) A ∩ B′ 3) A′ 4) A′ ∪ B 5) A′ ∪ B′ 2. จากแผนภาพท่ีกาํ หนดให จงหาคา 1) A′ 2) (A ∩ B)′ 3) A′U B 4) A′ ∩ B
52 3. จากแผนภาพ กาํ หนดให U , A, B และ A∩B เปนเซตที่มีจํานวนสมาชิก 100 ,40,25, และ 6 ตามลําดับ จง เติมจํานวนสมาชิกของเซตตาง ๆ ลงในตารางตอไปนี้ เซต A-B B-A A∩B A′ B′ ( A ∪ B จํานวนสมาชิก 4. จากการสอบถามผูเรียนชอบเลน กฬี า 75 คน พบวา ชอบเลนปงปอง 27 คน ชอบเลน แบตมนิ ตัน 34 คน ชอบเลน ฟุตบอล 42 คน ชอบทั้งฟุตบอลและปงปอง 14 คน ชอบทั้งฟตุ บอลและแบตมินตนั 12 คน ชอบทั้งปงปองและแบดมินตัน 10 คน ชอบทั้งสามประเภท 7 คน จงหาวานักศึกษาที่ชอบเลน กีฬาประเภทเดียวมีกคี่ น
53 บทที่ 4 การใหเ หตผุ ล สาระสําคัญ 1. การใหเหตุผลแบบอุปนัยเปนการสรุปผลภายหลังจากคนพบความจริงที่ไดจากการสังเกต หรือการทดลองหลาย ๆ ครง้ั จากทุก ๆ กรณยี อยแลวนําบทสรปุ มาเปนความรูแบบทั่วไปเรา เรยี กขอ สรุปแบบน้ีวา “ ขอความคาดการณ” 2. การใหเหตุผลแบบนิรนัยไมไดคํานึงถึงความจริงหรือความเท็จแตจะคํานึงเฉพาะขอสรุปที่ ตองสรุปออกมาไดเทานน้ั ผลการเรยี นรทู ี่คาดหวัง 1. อธบิ ายและใชก ารใหเ หตผุ ลแบบอปุ นยั และนริ นยั ได 2. บอกไดวาการอางเหตผุ ลสมเหตสุ มผลหรือไม โดยใชแ ผนภาพเวนน – ออยเลอรไ ด ขอบขา ยเน้ือหา เร่ืองท่ี 1 การใหเหตผุ ล เร่ืองท่ี 2 การอางเหตุผลโดยใชแผนภาพเวนน – ออยเลอร
54 เรอ่ื งท่ี 1 การใหเ หตผุ ล การใหเ หตผุ ลมคี วามสําคญั เพราะการดาํ เนินชีวิตของคนเราตองขนึ้ อยกู ับเหตุผลไมว าจะเปน ความเชื่อ การโตแ ยง และการตดั สนิ ใจ เราจาํ เปนตองใชเ หตุผลประกอบท้ังสน้ิ อกี ทั้งยังเปน พ้ืนฐานท่ี สําคัญในการหาความรขู องศาสตรตาง ๆ อีกดว ย การใหเ หตผุ ล แบง เปน 2 ประเภท ไดแก การให เหตผุ ลแบบอปุ นัย และการใหเ หตุผลแบบนริ นยั 1.1 การใหเหตุผลแบบอุปนยั ( Inductive Reasoning ) การใหเหตุผลแบบอุปนัย หมายถึง การสรุปผลภายหลังจากการคนพบความจริงที่ไดจาก การ ใชสังเกต หรือการทดลองมาแลวหลายๆครั้ง จากทุกๆกรณียอยๆ แลวนําบทสรุปมาเปนความรูแบบทั่วไป หรืออีกนยั หนงึ่ การใหเ หตุผลแบบอุปนยั หมายถึง การใหเ หตุผลโดยยดึ ความจรงิ สวนยอ ยทพ่ี บเหน็ ไปสู ความจริงสวนใหญ ตวั อยา งการใหเหตุผลแบบอุปนยั 1. มนุษยส งั เกตพบวา : ทกุ ๆวันดวงอาทิตยขึ้นทางทิศตะวันออก และตกทางทิศตะวนั ตก จงึ สรุปวา : ดวงอาทิตยขึ้นทางทิศตะวนั ออก และตกทางทิศตะวนั ตกเสมอ 2. สนุ ทรี พบวา ทุกคร้ังทีค่ ณุ แมไ ปซือ้ กวยเตี๋ยวผดั ไทยจะมตี น กยุ ชายมาดวยทุกครง้ั จึงสรุปวา กวยเตย๋ี วผดั ไทยตอ งมีตนกุยชาย 3. ชาวสวนมะมวงสังเกตมาหลายปพบวา ถาปใดมีหมอกมาก ปนั้นจะไดผลผลิตนอย เขาจึง สรุปวาหมอกเปนสาเหตุที่ทําใหผลผลติ นอ ย ตอมามีชาวสวนหลายคนทดลองฉีดน้ําลางชอมะมวง เมอื่ มีหมอกมากๆ พบวา จะไดผ ลผลติ มากข้ึน
55 จึงสรุปวา การลางชอมะมวงตอนมีหมอกมากๆ จะทําใหไดผลผลิตมากขึ้น 4. นายสมบัติ พบวา ทุกครั้งที่ทําความดีจะมีความสบายใจ จึงสรุปผลวา การทําความดีจะทําใหเกิดความสบายใจ ตัวอยา งการใหเ หตผุ ลแบบอุปนยั ทางคณิตศาสตร 1. จงใชก ารใหเ หตผุ ลแบบอุปนัยสรปุ ผลเกย่ี วกบั ผลบวกของจาํ นวนคสู องจํานวน 0+2 = 2 (จาํ นวนคู) 2+4 = 6 (จาํ นวนค)ู 4+6 = 10 (จาํ นวนคู) 6+8 = 14 (จาํ นวนคู) 8+10 = 18 (จาํ นวนค)ู สรุปผลวา ผลบวกของจํานวนคูสองจํานวนเปนจํานวนคู 2. 11×11 = 121 11×111 = 12321 1111×1111 = 1234321 11111×11111 = 123454321 3. (1 × 9) + 2 = 11 (12 × 9) + 3 = 111 (123 × 9) + 4 = 1111 (1234 × 9) + 5 = 11111 ขอ สังเกต 12 1) ขอสรุปของการใหเหตุผลแบบอุปนัยอาจจะไมจรงิ เสมอไป 2) การสรุปผลของการใหเ หตุผลแบบอปุ นัยอาจข้นึ อยูกับประสบการณของผสู รุป 3) ขอสรุปทไี่ ดจากการใหเ หตผุ ลแบบอุปนัยไมจําเปนตอ งเหมอื นกัน ตวั อยา ง 1. กาํ หนด จาํ นวน 2, 4, 6 , a จงหา จาํ นวน a จะได a = 8 12 2. กาํ หนด จาํ นวน 2, 4, 6 , a จงหา จาํ นวน a จะได a = 10 เพราะวา 4 + 6 = 10
56 3. กาํ หนด จาํ นวน 2, 4, 6 , a จงหา จาํ นวน a จะได a = 22 เพราะวา 6 = (2 × 4)-2 และ 22 = (4 × 6)-2 ตัวอยาง 4) ขอสรุปของการใหเหตุผลแบบอปุ นยั อาจ ผดิ พลาดได 12 ให F(n) = n2 - 79n + 1601 ทดลองแทนคาจํานวนนับ n ใน F(n) 12 n = 1 ได F(1) = 1523 เปน จาํ นวนเฉพาะ 12 n = 2 ได F(2) = 1447 เปน จาํ นวนเฉพาะ 12 n = 3 ได F(3) = 1373 เปน จาํ นวนเฉพาะ ∴ F(n) = n2 - 79n + 1601 แทนคา n ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแทน n = 79 ได F(79) เปนจํานวนเฉพาะ 12 จากการทดลองดังกลาว อาจสรปุ ไดว า n2 - 79n + 1601 เปนจํานวนเฉพาะ สําหรับทุกจํานวน 12 นบั แต F(n) = n2 - 79n + 1601 F(80) = 802 - (79)(80) + 1601 = 1681 = (41)(41) ∴ F(80) ไมเปนจํานวนเฉพาะ 12
57 แบบฝกหดั ที่ 1 จงเติมคําตอบลงในชองวางตอไปนี้ 1) 1,4,9,16, , ,49, 64, , 2) 2,7,17, ,52 , , 3) 5,10,30,120, , 4) ถา 12345679 × 9 = 111111111 12345679 × 18 = 222222222 12345679 × 27 = 333333333 12345679 × = 12345679 × = 999999999 5) ถา 2=2 2+4 = 6 2+4+6 = 12 2+4+6+8 = 20 2+4+6+8+ = 30 2+4+ +8+ + 12 = 2+ + +8+ 12+14 = 2+ + +8+ +12+14+ = 12
58 1.2. การใหเหตผุ ลแบบนริ นัย (Deductive reasoning) เปน การนําความรูพื้นฐานที่อาจเปนความเชื่อ ขอตกลง กฏ หรือบทนิยาม ซง่ึ เปน สิง่ ทีร่ ู 12 มากอนและยอมรับวา เปน จริง เพือ่ หาเหตผุ ลนาํ ไปสขู อสรุป การใหเหตุผลแบบนิรนัย ไมไดคํานึงถึง ความจริงหรือความเท็จ แตจะคํานึงถึง เฉพาะ ขอ สรุปท่ีตองออกมาไดเทาน้ัน พจิ ารณากระบวนการการใหเหตผุ ลแบบนิรนยั จากแผนภาพดงั น้ี 12 ตวั อยา งการใหเ หตผุ ลแบบนิรนัย 12 1. เหตุ 1) จาํ นวนคหู มายถงึ จํานวนทห่ี ารดว ย 2 ลงตวั 2) 10 หารดว ย2 ลงตวั ผล 10 เปน จาํ นวนคู 2. เหตุ 1) คนที่ไมมีหนี้สินและมีเงินฝากในธนาคารมากกวา 10 ลานบาท เปนเศรษฐี 2) คุณมานะไมมีหนี้สินและมีเงินฝากในธนาคาร 11 ลานบาท ผล คุณมานะเปนเศรษฐี
59 3. เหตุ 1) นักกีฬาการแจงทุกคนจะตองมีสุขภาพดี 2) เกยี รติศักดิ์เปน นักฟตุ บอลทีมชาตไิ ทย ผล เกยี รตศิ กั ด์มิ สี ุขภาพดี จากตวั อยา งจะเห็นวาการยอมรับความรูพื้นฐานหรือความจริงบางอยางกอน แลวจึงหาขอสรุป จากส่งิ ที่ยอมรบั แลว นนั้ ซงึ่ เรียกวา ผล การสรปุ ผลจะถูกตองกต็ อเม่อื เปนการสรุปผลไดอ ยา ง สมเหตสุ มผล(valid) เชน เหตุ 1) เรือทกุ ลําลอยนาํ้ 2) ถงั นํา้ พลาสติกลอยน้ําได ผล ถงั นํา้ พลาสติกเปน เรือ การสรุปผลจากขางตนไมสมเหตุสมผล แมวาขออางหรือเหตุทั้งสองขอจะเปนจริง แตการที่เรา ทราบ วา เรือทกุ ลําลอยนา้ํ ไดกไ็ มไดห มายความวา ส่ิงอ่ืนๆ ท่ีลอยนา้ํ ไดจ ะตองเปน เรือเสมอไป ขอ สรปุ ใน ตัวอยางขางตนจึงเปนการสรุปที่ไมสมเหตุสมผล ขอสงั เกต 12 1. เหตุเปนจรงิ และ ผลเปน จรงิ 12 เหตุ แมงมุมทุกตัวมี 6 ขา และสัตวทม่ี ี 6 ขา ทกุ ตัวมปี ก ผล ดังนั้นแมงมุมทุกตัวมีปก 2. เหตุเปนเท็จ และ ผลเปน เท็จ เหตุ ถานายดําถูกลอตเตอรีร่ างวัลทีห่ นง่ึ นายดําจะมีเงินมากมาย แตน ายดาํ ไมถ ูกลอ ตเตอรี่รางวลั ท่ีหน่ึง ผล ดังนั้นนายดํามีเงินไมมาก 12 3. เหตุอาจเปน จรงิ และผลอาจเปน เท็จ 4. ผลสรุปสมเหตสุ มผลไมไดป ระกันวาขอสรปุ จะตองเปนจริงเสมอไป
60 แบบฝกหัดที่ 2 จงตรวจสอบผลที่ไดว าสมเหตสุ มผลหรอื ไม 1) เหตุ 1. คนทุกคนที่เปนไขหวัดตองไอ ผล 2. คนช่ือมุนไี อ 2) เหตุ มนุ เี ปน ไขห วัด 1. ชาวนาทุกคนเปนคนอดทน ผล 2. นายมีเปนชาวนา 3) เหตุ นายมีเปนคนอดทน 1. สัตวมีปกจะบนิ ได ผล 2. นกกระจอกเทศเปน สัตวมีปก นกกระจอกเทศบินได 4) เหตุ 1. จาํ นวนเต็มทหี่ ารดวย 9 ลงตวั จะหารดวย 3 ลงตวั 2. 15 หารดว ย 3 ลงตัว ผล 15 หารดว ย 9 ลงตัว 5) เหตุ 1. สัตวเลย้ี งลูกดวยนมบางชนิดไมมีขา 2. งูไมมีขา ผล งูเปนสตั วเ ลย้ี งลูกดวยนม
61 เร่ืองที่ 2 การอา งเหตผุ ลโดยใชแ ผนภาพของเวนน- ออยเลอร 00 ออยเลอร เปนนักคณิตศาสตรชาวสวิสเซอรแ ลนด มชี วี ิตอยรู ะหวาง ค.ศ. 1707 - 1783 เขาได คนพบวิธีการตรวจสอบความสมเหตุสมผลโดยใชรูปปด เชน วงกลม ซ่งึ เปนวิธีการท่งี าย และรวดเร็ว โดย มีหลักการดงั น้ี 1. เขยี นวงกลมแตล ะวงแทนเซตแตล ะเซต 2. ถา มี 2 เซตสมั พนั ธก ันกเ็ ขยี นวงกลมใหคาบเกย่ี วกัน 3. ถาเซต 2 เซตไมสมั พันธก นั กเ็ ขยี นวงกลมใหแยกหา งจากกนั แผนผงั แสดงการตรวจสอบความสมเหตสุ มผลโดยใชแ ผนภาพเวนน- ออยเลอร
62 ขอ ความ หรอื เหตแุ ละผล และแผนภาพเวนน – ออยเลอร ทใี่ ชใ นการใหเหตุผลมี 6 แบบ ดงั นี้
63 ตวั อยา ง การตรวจสอบความสมเหตุสมผลของการใหเหตุผลโดยใชแผนภาพ 1. เหตุ 1 : คนทุกคนเปนสิ่งที่มีสองขา 2 : ตํารวจทุกคนเปนคน ผลสรุป ตํารวจทุกคนเปนสิ่งท่ีมีสองขา จากเหตุ 1 จากเหตุ 2 แผนภาพรวม จากแผนภาพจะเหน็ วา วงของ \" ตาํ รวจ \" อยใู นวงของ \" สิ่งมี 2 ขา \" แสดงวา \" ตํารวจทุกคนเปน คนมีสองขา \" ซง่ึ สอดคลองกบั ผลสรุปทีก่ ําหนดให ดังนั้น การใหเ หตุผลนสี้ มเหตสุ มผล 2. เหตุ 1 : สุนัขบางตัวมีขนยาว 2 : มอมเปนสุนัขของฉัน ผลสรุป มอมเปน สุนขั ทีม่ ีขนยาว ดงั น้นั ผลสรุปที่วา มอมเปนสุนขั ท่ีมขี นยาว ไมส มเหตุสมผล
64 แบบฝก หดั ที่ 3 จงตรวจสอบผลที่ไดวา สมเหตสุ มผลหรอื ไม โดยใชแผนภาพเวนน – ออยเลอร 1) เหตุ 1. ถาฝนตก แคทลยี ากไ็ มออกนอกบา น 2. ฝนตก ผล แคทลียาไมออกนอกบาน 2) เหตุ 1. ถาสมชายขยันเรียนแลวเขาสอบเขาเกษตรได 2. สมชายสอบเขาเกษตรไมได ผล สมชายไมขยันเรียน 3) เหตุ 1. ถาอากาศชืน้ แลว อณุ หภูมิจะลด ผล 2. ถาอณุ หภมู ิลด แลวเกิดหมอก 4) เหตุ 3. อากาศชื้น จะเกดิ หมอก 1. a เปน จาํ นวนบวก หรอื เปนจาํ นวนลบ 2. a ไมเ ปน จาํ นวนบวก ผล a เปน จาํ นวนลบ 5) เหตุ 1. แมวบางตัวมีสองขา 2. นกยูงทุกตัวมีสองขา ผล นกบางตัวเปนแมว
65 บทท่ี 5 อัตราสว นตรโี กณมิตแิ ละการนาํ ไปใช สาระสําคญั 1. ถารูปสามเหลี่ยมคูใดคลายกัน อัตราสวนของดานที่อยูตรงขามมุมที่เทากันจะเทากัน 2. ในรูปสามเหลี่ยมมุมฉากทุกรูป อัตราสวนความยาวดาน 2 ดา น จะถกู กําหนดคาตางๆไวด งั น้ี 2.1 คาไซนของมุมใด (sine) จะเทากับอัตราสวนระหวางความยาวของดานตรงขามมุม นั้น กับความยาวของดานตรงขามมุมฉาก 2.2 คาโคไซนของมุมใด (cosine) จะเทากับอัตราสวนระหวางความยาวดานประชิตมุม กับความยาวดานตรงขามมุมฉาก 2.3 คาแทนเจนตของมุมใด (tangent) จะเทากับ อัตราสวนระหวางความยาวของดานตรง ขามมุมกับความยาวของดานประชิตมุมนั้นๆ 3. นอกจากอัตราสว นตรีโกณมิติหลกั 3 คา นแี้ ลว สว นกลับของ sine , cosine และ tangent เรียกวา cosecant , secant และ cotangent ตามลําดับ 4. อัตราสวนตรีโกณมิตขิ องมมุ 30,45 และ 60 องศา มีคาเฉพาะของแตละอัตราสวน สามารถ พิสจู นได 5. การแกปญหาโจทยท่ีเก่ยี วของ จะทาํ โดยการเปล่ยี นปญหาโจทยใหเปนประโยคสัญลกั ษณ และ ใชอัตราสวนตรีโกณมิติในการชวยหาคําตอบโดยเฉพาะการนําไปใชแกปญหาเกี่ยวกับการวัดระยะทาง และ ความสูง ผลการเรยี นรูท ค่ี าดหวงั 1. อธิบายการหาคาอัตราสวนตรีโกณมิติได 2. หาคาอัตราสวนตรีโกณมิติของมุม 300 , 450 และ 600 ได 3. นาํ อตั ราสว นตรีโกณมติ ิไปใชแกป ญ หาเกยี่ วกับระยะทาง ความสูง และการวัดได ขอบขา ยเนอ้ื หา เร่ืองท่ี 1 อัตราสว นตรีโกณมติ ิ เร่ืองที่ 2 อัตราสวนตรีโกณมิติของมุม 30, 45 และ 60 องศา เร่ืองที่ 3 การนําอตั ราสว นตรีโกณมิติ ไปใชแกปญหาเกี่ยวกับระยะทาง ความสูง และการวัด
66 เรอ่ื งท่ี 1 อัตราสว นตรโี กณมติ ิ เปนแขนงหนึ่งของคณิตศาสตร วาดว ยการวัดรูปสามเหลี่ยมตาง ๆ โดยหาความสัมพันธ ระหวา งดาน มมุ และพ้นื ที่ของรปู สามเหลย่ี ม มีความสําคัญตอวิชาดาราศาสตร การเดินเรือ และงาน สาํ รวจ ใชในการคํานวณสงสูงของภูเขา และหาความกวางของแมน้ํา มีประโยชนมากสําหรับวิชาวิทยาศาสตร วิศวกรรมศาสตร และการศึกษาเกย่ี วกับวตั ถุ ซ่ึงมสี ภาพเปนคลื่น เชน แสง เสียง แมเหล็กไฟฟา และวทิ ยุ ความรูเดมิ ที่ตอ งนํามาใชใ นบทเรียนน้ี 1. สมบัติสามเหลี่ยมคลาย พิจารณารูปสามเหลี่ยมสองรูปที่มีขนาดของมุมเทากัน 3 คู ดงั น้ี ถารูปสามเหลี่ยม 2 รูป มีมุมเทากันมุมตอมุมทั้ง 3 คู แลว สามเหลี่ยม 2 รปู นจ้ี ะคลายกัน ดงั รูป B ca Y z x A bC Xy Z รูปท่ี 1 รูปท่ี 2 จากรูป Aˆ = Xˆ , Bˆ = Yˆ , Cˆ = Zˆ ดังนัน้ รูปสามเหลย่ี ม ABC คลายกับรูปสามเหลี่ยม XYZ และจากสมบัติการคลายกันของ รูป สามเหลี่ยมจะไดผลตามมาคือ AB = BC = AC หรอื a = b = c XY YZ XZ xyz เมอ่ื a,b,c เปนความยาวของดาน AB, BC และ AC ตามลําดับในสามเหลี่ยม ABC x,y,z เปนความยาวของดาน XY,YZ และ XZ ตามลําดับในสามเหลย่ี ม XYZ
67 จาก a = b จะไดว า a=x จะไดวา by xy จะไดวา b= y b=c cz yz a=x a=c cz xz นั่นคือ ถามีรูปสามเหลี่ยมสองรูปคลายกัน อัตราสวนของความยาวของดานสองดานของรูป สามเหลีย่ มรปู หนึ่ง จะเทากับอัตราสวนของความยาวของดานสองดานของรูปสามเหลี่ยมอีกรูปหนึ่ง โดย ที่ดานของรูปสามเหลี่ยมที่หาความยาวนั้นจะตองเปนดานที่สมนัยกันอยูตรงขามกับมุมที่เทากัน ในทํานองเดียวกัน ถารูปสามเหลี่ยมทั้งสองเปนรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก ซึ่งมีมุมที่ไมเปนมุมฉาก เทา กันสมมติวาเปนมุม A เทากับมุม X ดังรูป B zY c ax A b CX yZ พบวา รูปสามเหลี่ยมสองรูปนี้คลายกัน ( มีมุมเทากันมุมตอมุม ทั้ง 3 คู ) ดงั นน้ั จะไดว า ax ax cz =, =, = czbyby สรปุ ไมวารูปสามเหลี่ยมดังกลาวจะมีขนาดใหญหรือเล็กก็ตาม ถารูปสามเหลี่ยม ทั้งสองรูปคลายกันแลว อัตราสวนความยาวของดานสองดานของรูปสามเหลี่ยมรูปหนึ่ง จะเทากับอัตราสวนของความยาวของดานสองดานของรูปสามเหลี่ยมอีกรูปหนึ่งทส่ี มนยั กนั เสมอ ( ดานที่กลาวถึงนี้ตองเปน ดา นทีอ่ ยูตรงขา มกับมุมท่ีเทา กัน )
68 2. สมบัติสามเหลี่ยมมุมฉาก ถา ให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก ที่มีมุมฉากที่ C และมี a , b , c เปนความยาวของดานตรง ขามมุม A , B และ C ตามลําดับ c a b ดา น AB เปนดานที่อยูตรงขามมุมฉากยาว c หนว ย เรียกวา ดานตรงขามมุมฉาก ดา น BC เปนดานท่ีอยตู รงขา มมมุ A ยาว a หนว ย เรียกวา ดานตรงขามมุม A ดา น AC เปนดานที่อยูตรงขามมุม B ยาว b หนว ย เรียกวา ดานประชิดมุม A ถา ABC เปนรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก ซึ่งมีมุม เปนมุมฉาก c แทนความยาวดานตรงขามมุมฉาก a และ b แทนความยาวของดานประกอบมุมฉาก จะไดความสัมพันธระหวางความยาวของดานทั้งสามของรูปสามเหลี่ยมมุมฉากดังตอไปนี้ c2 = a2 + b2 เมอ่ื a แทนความยาวของดานตรงขามมุม A b แทนความยาวของดานตรงขามมุม B c แทนความยาวของดานตรงขามมุม C
69 ขอควรรูเก่ยี วกบั ทฤษฎบี ทปทาโกรัส ปทาโกรัสไดศึกษาคนควาเกี่ยวกับความสัมพันธระหวางดานตรงขามมุมฉากและดานประกอบมุม ฉากของสามเหลี่ยมมุมฉาก ซึ่งเปนทฤษฎีบททีเ่ กาแกและมชี อ่ื เสียงทีส่ ุดบทหน่งึ ไดแกทฤษฎบี ทปท า โกรสั ซึ่งมีใจความวา ในสามเหลี่ยมมุมฉากใดๆ พนื้ ที่ของสี่เหลี่ยมจัตุรัสบนดานตรงขามมุมฉาก จะเทากับผลบวกของพนื้ ทีส่ ่เี หล่ียมจัตุรสั บนดา นประกอบมุมฉาก ตัวอยา ง จงเขียนความสัมพันธระหวางความยาวของดานของรูปสามเหลี่ยมมุมฉากตอไปนี้ ตามทฤษฎีบท ของ ปทาโกรัส 1). a 3 5 2). a 12 13
70 วิธีทํา พิจารณาความสัมพันธระหวางความยาวดานของรูปสามเหลี่ยมมุมฉากตามทฤษฎีบทปทาโกรัส 52 = a2 + 32 a 2 + 92 = 25 a 2 = 16 ดงั น้ัน a = 4 2). a2 +122 = 13 a2 +144 = 169 b2 = 25 ดังนน้ั b = 5 อัตราสวนตรีโกณมิติ ถา ให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมมุมฉากที่มีมุมฉากที่ C และมี a , b , c เปนความยาวของดานตรง ขามมุม A , B และ C ตามลําดับ B ca A b C A อัตราสวนตรีโกณมิติ คือ อัตราสวนที่เกิดจากความยาวของดานของรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก
71 a 1. อัตราสวนของความยาวของดานตรงขามมุม A ตอความยาวของดานตรงขามมุมฉาก หรือ c เรียกวา ไซน (sine) ของมุม A b 2. อัตราสวนของความยาวของดานประชิด มุม A ตอความยาวของดานตรงขามมุมฉาก หรือ c เรยี กวา โคไซน (cosine) ของมุม A a 3. อัตราสวนของความยาวของดานตรงขามมุม A ตอความยาวของดานประชดิ มุม A หรอื b เรยี กวา แทนเจนต (tangent) ของมุม A เรียกอัตราสว นทง้ั สามนี้วา อัตราสว นตรีโกณมิติของ A เมอ่ื A เปนมุมแหลมในรูปสามเหลี่ยมมุม ฉาก หรืออาจสรปุ ไดวา sin A = ความยาวของดานตรงขา มมุมA ความยาวของดา นตรงขามมุมฉาก cos A = ความยาวของดา นประชดิ มมุ A ความยาวของดานตรงขา มมุมฉาก tan A = ความยาวของดา นตรงขา มมมุ A ความยาวของดานประชิดมมุ A ตัวอยา ง กําหนดรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก ABC มีมุม C เปนมุมฉาก มีความยาวดานทั้งสาม ดังรูป จงหาคาตอไปนี้ 6 1. sin A, cos A และ tan A 8 2. sin B, cos B และ tan B วิธีทํา กาํ หนด ABC เปนรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก มีมุม C เปนมุมฉาก จากทฤษฎีบทปทาโกรัส จะได วา AB2 = AC 2 + BC 2 แทนคา AC = 8 , BC = 6 ดงั น้นั AB2 = 82 + 62 AB2 = 64 + 36 AB 2 = 100 AB2 = 10 ×10หรอื 102
72 น่ันคอื AB = 10 (1) หาคา sin A, cos A และ tan A โดยการพิจารณาที่มุม A sin A = ความยาวของดานตรงขามมุม A = BC = 6 = 3 ความยาวของดา นตรงขา มมมุ ฉาก AB 10 5 cos A = ความยาวของดานประชดิ มุมA = AC = 8 = 4 ความยาวของดา นตรงขา มมุมฉาก AB 10 5 tan A = ความยาวของดานตรงขา มมุมA = BC = 6 = 3 ความยาวของดานประชติ มุมA AC 8 4 (2) หาคา sin B, cos B และ tan B โดยการพิจารณาที่มุม B sin B = ความยาวของดานตรงขา มมมุ B = AC = 8 = 4 ความยาวของดานตรงขา มมมุ ฉาก AB 10 5 cos B = ความยาวของดา นประชิดมุมB = BC = 6 = 3 ความยาวของดานตรงขา มมมุ ฉาก AB 10 5 tan B = ความยาวของดานตรงขา มมมุ B = AC = 8 = 4 ความยาวของดานประชติ มมุ B BC 6 3 ขอสงั เกต ถา ABC เปนรูปสามเหลี่ยมมุมฉากที่มีมุม C เปนมุมฉากแลวจะไดวา 1. Aˆ + Bˆ = 1800 − Cˆ = 1800 − 900 = 900 2. sin A = cos B 3. cos A = sin B
73 แบบฝก หดั ที่ 1 1. จากรูปสามเหลี่ยมมุมฉากที่กําหนดใหตอไปนี้ จงเขียนความสัมพันธของความยาวของรูปสามเหลี่ยม มุมฉากโดยใชทฤษฎีบทปทาโกรัส และหาความยาวของดานที่เหลือ (1) (2) 2. กาํ หนด ABC เปนรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก มี Cˆ = 900 และความยาวของดานทั้งสาม ดังรูป จงหา 1) sin A , cos A และ tan A 2) sin B , cos B และ tan B B
74 3. จงหาวา อัตราสวนตรโี กณมติ ิทก่ี ําหนดใหตอ ไปน้ี เปน คาไซน(sin) หรือโคไซน(cos) หรือแทนเจนต (tan) ของมุมที่กําหนดให 4. กาํ หนด ABC เปนรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก โดยมีมุม C เปนมุมฉาก มีดาน AB = 10 และ AC = 8 จงหา 1 ) ความยาวดาน BC 2) sin A , cos A และ tan A 3) sin B , cos B และ tan B 5. กาํ หนดใหร ปู สามเหลย่ี ม ABC โดยมีมุม C เปน มุมฉาก และ a,b,c เปนความยาวดานตรงขามมุม A, มุม B และมุม C ตามลําดับ (1) ถา cot A = 3 , a = 5 จงหาคา b,c (2) ถา cos B = 3 และ a = 9 จงหาคา tan A 5
75 เรอื่ งที่ 2 การหาคา อตั ราสวนตรีโกณมติ ขิ องมุม 30 ,45 , 60 องศา การหาคาอัตราสวนตรีโกณมิตขิ องมมุ 60 องศา พิจารณารูปสามเหล่ียมดานเทา ABD มดี า นยาวดา นละ 2 หนว ย ดงั น้ี A 2 B 300 300 300 2 2 60° 60° 60° C B D A 1 C1 1 จากรูปสามเหลี่ยมดานเทา ABD ลาก AC แบง ครง่ึ มุม A เสนแบงครึ่งมุม A จะตั้งฉากกับ BD ที่ จดุ C โดยใชห ลกั ของสมบัติของสามเหลี่ยมคลาย ABC และ ADC จะได BC = CD = 1 หนว ย ดงั รปู และ จาก รูปสามเหลี่ยมมุมฉาก ABC ใชคุณสมบตั ิของปทาโกรสั ไดดังน้ี B 300 AB 2 = AC 2 + BC 2 2 22 = 12 + BC 2 4 = 1 + BC 2 60° C BC 2 = 4 −1 A BC 2 = 3 BC = 3 1 จะไดว า ดา น BC = 3 ดงั นน้ั Sin 600 = 3 2 Cos 600 = 1 2
76 Tan 600 = 3 = 3 1 ในทาํ นองเดยี วกนั การหาคาอัตราสว นตรีโกณมิตขิ องมมุ 30 องศา ดังน้นั Sin 300 = 1 2 Cos 300 = 3 2 Tan 300 = 1 3
77 สรปุ อัตราสว นของตรีโกณมิติทสี่ าํ คญั ดงั นี้ นน่ั คือ sin 300 = 1 cos 300 = 3 tan 300 = 1 2 2 3 sin 45 0 = 1 cos 45 0 = 1 tan 450 = 1 = 1 2 2 1 sin 600 = 3 cos 600 = 1 tan 600 = 3 = 3 2 2 1
78 เกร็ดความรู การใชนิ้วมอื ชว ยในการจาํ คา ตรีโกณมิตขิ องมุมพื้นฐาน การจําคาตรีโกณมิติพน้ื ฐานโดยใชน้วิ มือ ตองใชมือซา ย มขี นั้ ตอนดงั ตอ ไปน้ี วิธีการนี้ใชจ าํ คา ตรโี กณมิติของมุมพื้นฐานกลาวคือ 1. แบมือซายออกมา มองเลขมุมจับคูกับนิ้วเรียงจากซายไปขวา เปนมุม องศา 2. เมื่อตองการหาคาตรโี กณมิติของมุมใดใหงอนิ้วนั้น สมมติวาหา cos กจ็ ะตรงกบั น้ิวช้ี ก็งอนิ้วชี้ เกบ็ ไว 3. ถอื กฎวา \"sin-ซา ย(ออกเสียงคลายกัน) cos-ขวา(ออกเสยี ง /k/ เหมอื นกัน)\" เมื่อหาคาของฟงกชันใด ใหสนใจจาํ นวนน้วิ มือฝง ทีส่ อดคลองกบั ฟงกชนั นั้น o เพ่อื จะหาคา นาํ จาํ นวนนว้ิ มือดา นทส่ี นใจติดรากทส่ี องแลวหารดวยสอง (หรอื อาจจําวา มี เลขสองตัวใหญๆ อยูบนฝา มือ เม่ืออานก็จะเปน รากท่ีสองของจํานวนน้ิวมือดานทสี่ นใจ หารฝามือ) สาํ หรับ cos 30 กจ็ ะไดว ามีนิว้ มือเหลอื อยูท างดานขวาอีกสามน้วิ (กลาง นาง กอ ย) กจ็ ะได cos30= สาํ หรับฟงกช ันตรีโกณมิติอ่ืนก็ใชสมบัตขิ องฟงกชันนั้นกับ sin และ cos เชน tan=sin/cos
79 คา โดยประมาณของไซน โคไซน และแทนเจนต (ถงึ ทศนยิ มตาํ แหนง ที่ 3 ) หาไดจากตาราง ตอไปน้ี โดยทค่ี า ของไซน โคไซน และแทนเจนต ของมุมท่มี ีคา อยูระหวาง 00 และ900 จะมีคาอยู ระหวา ง 0 และ 1
80 ตัวอยา ง จงหาคาของ a, b จากรปู สามเหล่ยี มท่ีกาํ หนดใหตอไปน้ี วิธที ํา sin 320 = BC AB แทนคา sin 320 = 0.530 และ BC = a , AB = 10 ดงั นน้ั 0.530 = a นนั่ คอื 10 a = 10 × 0.530 a = 5.3 จงหาคาตอไปนี้ sin 450 − tan 450 1. cos 450 2.sin 300 sin 600 + cos 300 cos 600 ( ) ( )3. cos 300 2 + sin 300 2 4. tan 2 300 + 2 sin 600 + tan 450 − tan 600 + cos2 300 5.cos 600 − tan 2 450 + 4 tan 2 300 + cos2 300 − sin 300 3 วิธีทาํ 1 sin 450 − tan 450 = 2 −1 = 1 × 2 =1-1 =0 1. −1 cos 450 1 21 2 2.sin 300 sin 600 + cos 300 cos 600 = 1 3 + 3 1 = 2 2 2 2 3 32 3= 3 + = 44 42 ( ) ( )3. cos 300 2 + sin 300 2 = 3 2 + 1 2 = 3 + 1 = 4 =1 2 2 44 4 = 2 2 3 + 2 4. tan 2 300 + 2 sin 600 + tan 450 − tan 600 + cos2 300 1 + 3 + 1 − 3 3 2 2 = 1 + 3 +1− 3 + 3 34 = 25 12 5.cos 600 − tan 2 450 + 4 tan 2 300 + cos2 300 − sin 300 = 1 − (1)2 + 4 1 2 + 3 2 − 1 3 2 3 3 2 2 = 1 −1+ 4 + 3 − 1 2 942
81 อัตราสว นตรีโกณมิติอ่ืนๆ =7 36 อัตราสว นของความยาวของดานของรูปสามเหล่ยี มมุมฉากที่เรยี กวา ไซน โคไซน และ แทนเจนต เรียกวาอัตราสว นตรีโกณมติ ิ (Trigonometric ratio) ซงึ่ เปนหลักเบอื้ งตนในคณิตศาสตรแขนง หนึ่ง ทเ่ี รียกวา ตรีโกณมิติ (Trigonometry) หมายถึงการวดั เกย่ี วกบั รูปสามเหลยี่ ม มอี ตั ราสว นตรีโกณมิติอกี 3 อัตราสว น ซึง่ กาํ หนดดว ยบทนิยาม ดงั นี้ 1. ซีแคนตของมุม A เขยี นแทนดว ย secant A หรือ sec A คือสวนกลับของ cos A เมอื่ cos A ≠ 0 นนั่ คอื sec A = 1 เมอ่ื cos A ≠ 0 cos A 2. โคซแี คนตของมุม A เขยี นแทนดว ย cosecant A หรือ cosec A คือสวนกลับของ sin A เมอ่ื sin A ≠ 0 น่ันคือ cosec A = 1 เมอ่ื sin A ≠ 0 sin A 3. โคแทนเจนตของมุม A เขยี นแทนดว ย cotangent A หรือ cot A คอื สว นกลบั ของ tan A เมอ่ื tan A ≠ 0 น่ันคือ cotangent A = 1 เมอ่ื tan A ≠ 0 tan A
82
83 แบบฝก หัดท่ี 2 1. จงหาคาตอไปนี้ 1) sin 300 sin 600 − cos 300 cos 600 ( ) ( )2) sin 600 2 + cos 600 2 3) 1 − tan 450 2. จงหาคาอัตราสวนตรีโกณมิตติ อ ไปน้จี ากตาราง 1) sin 200 2) sin 380 3) cos 500 4) cos 520 5) tan 770 6) tan 890 3. ให ABC เปนรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก มีมุม C เปนมุมฉาก ดังรปู จงหา cos B, sin B, tan B, sec B, cosec B, cot B 4. จงหาคา a, b หรอื c จากรูปสามเหลี่ยมตอไปนี้ (1)
84 (2) (3) 5. กาํ หนดใหร ปู สามเหลย่ี ม ABC โดยมีมุม C เปนมุมฉาก และ a,b,c เปนความยาวดานตรงขามมุม A, มุม B และมุม C ตามลําดับ (1) ถา cot A = 3 , a = 5 จงหาคา b,c (2) ถา cos B = 3 และ a = 9 จงหาคา tan A 5
85 เรื่องที่ 3 การนําอตั ราสวนตรีโกณมติ ไิ ปใชแ กป ญหาเก่ยี วกับหาระยะทางและความสูงและการ วัด อัตราสวนตรีโกณมิติมีประโยชนมากในการหาความยาว ระยะทางหรือสวนสูงโดยที่ทราบคามุมใด มมุ หนง่ึ และความยาวของดานใดดานหนึ่งของรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก แลวจะสามารถหาดา นทเ่ี หลือได เสนระดับสายตา คือ เสนท่ีขนานกบั แนวพน้ื ราบ มุมกม คือ มมุ ท่ีแขนขางหนึ่งของมมุ อยตู ่ํากวาระดบั สายตา มมุ เงย คอื มุมท่แี ขนขา งหน่งึ อยูสงู กวา เสนระดับสายตา
86 ตวั อยา งท่ี 1 สมพรยืนอยูหางจากบานหลังหนึ่งเปนระยะทาง 100 เมตร เขาเห็นเครื่องบิน เครื่องหนึ่ง บนิ อยเู หนอื หลงั คาบา นพอดี และแนวที่เขามองเปนมุมเงย 60 องศา จงหาวาเครื่องบิน อยูสูงจาก พื้นดนิ กีเ่ มตร นั่นคือ ความยาวของดานตรงขามมุม 600 = 100 3 จะเหน็ ไดว า ความสงู ของเคร่อื งบินอยหู า งจากพนื้ ดนิ 100 3 ตัวอยา งที่ 2 บนั ไดยาว 50 ฟุต พาดอยูกับกําแพง ปลายบันไดถึงขอบกําแพงพอดี ถาบันไดทํามุม 600 กับกาํ แพง จงหาวาบันไดอยูหางจากกําแพงเทาไร
87 วิธที ํา cos 600 = ความยาวของดานประชิดมุม 60 0 ความยาวของดนตรงขา มมมุ ฉาก 1 = ความยาวของดา นประชิดมมุ 600 2 50 จะได ความยาวของดานประชิตมุม 600 = 50 2 ดังนั้น ระยะระหวา งบันไดกับกําแพงเทา กับ 25 ฟุต ตัวอยา งท่ี 3 สมพรยืนอยบู นหนาผาสงู ชนั แหง หนึง่ ซ่งึ สงู จากระดบั ผนา้ํ ทะเล 50 เมตร เมอ่ื เขาทอดสายตา ไปยังเรือลําหนึ่งกลางทะเล มุมที่แนวสายตาทํากับเสนระดับมีขนาด 30 องศา เรือลาํ น้อี ยูหา งจากฝง โดยประมาณกเี่ มตร วิธที าํ ให A เปนตาํ แหนงที่สมพรยืนอยู AC แทนระยะความสูงจากน้ําทะเลของหนาผา คือ 50 เมตร BC เปนระยะท่เี รอื อยูหา งจากฝง จาก AD // BC จะได CBˆA = DAˆB = 300 ABC เปนรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก ดังน้นั tan 300 = AC BC 1 = 50 3 BC BC = 50 3 ≈ 50 ×1.732 BC ≈ 86.6
88 แบบฝกหัดท่ี 3 1. ตน ไมต น หนง่ึ ทอดเงายาว 20 เมตร แนวของเสนตรงทลี่ ากผา นปลายของเงาตนไม และยอดตนไม ทํา มุม 30 องศา กับเงาของตนไม จงหาความสูงของตนไม 2. วินัยตองการหาความสูงของเสาธงโรงเรียน จึงทํามุมขนาด 45 องศา เพื่อใชในการเล็งไปที่ยอดเสาธง ถา ในขณะทเี่ ลง็ นนั้ เขามองไปท่ียอดเสาธงไดพ อดี เมอื่ กา วไปอยูทจ่ี ุดซ่งึ อยูหางโคนเสาธง 16 เมตร วินยั มี ความสูง 160 เซนติเมตร จงหาวาเสาธงสูงประมาณกี่เมตร 3. จดุ พลขุ น้ึ ไปในแนวดิ่ง โดยกําหนดจดุ สังเกตการณบนพื้นดินหา งจากตาํ แหนง ท่ีจดุ พลุ 1 กโิ ลเมตร ในขณะที่มองเห็นพลุทํามุม 60 องศา กับพืน้ ดนิ พลุขึ้นไปสูงเทาใด และอยูหา งจากจุดสังเกตการณเปน ระยะทางเทาใด
89 บทท่ี 6 การใชเครือ่ งมอื และการออกแบบผลิตภัณฑ สาระสําคัญ 1. การเลือกใชเครือ่ งมือตา ง ๆ ในการสรา งรูปเรขาคณิต 2. ในชีวติ ประจาํ วนั การออกแบบวัสดุหรือครุภัณฑ อาคารทีพ่ ักอาศยั หรอื อาคารสาํ นักงานตา ง ๆ จะเกยี่ วของกบั รูปแบบ การเล่ือนขนาน การหมุน และการสะทอน 3. การมบี รรจุภณั ฑข องสินคาท่ีดี สวยงาม นา สนใจ จะมีสว นชวยในการการเพ่ิมมูลคา ของสนิ คาน้ัน ๆ ได ผลการเรียนรทู ี่คาดหวงั 1. สรางรูปเรขาคณิตโดยใชเครื่องมือได 2. วิเคราะหและอธิบายความสัมพันธระหวางรูปตนแบบ และรูปที่ไดจากการเลื่อนขนาน การ สะทอ นและการหมนุ ได 3. นําสมบตั เิ กี่ยวกับการเลือ่ นขนาน การหมุน และการสะทอ นจากการแปลงทางเรขาคณิตศาสตร และทางเรขาคณิต ไปใชในการออกแบบ งานศิลปะได ขอบขา ยเน้ือหา เร่ืองท่ี 1 การสรางรูปทางเรขาคณิตโดยใชเครื่องมือ เร่ืองที่ 2 การแปลงทางเรขาคณิต เรื่องที่ 3 การออกแบบเพื่อการสรางสรรคงานศิลปะโดยใชการแปลงทางคณิตศาสตร และทาง เรขาคณิต
90 เร่อื งที่ 1 การสรา งรูปเรขาคณติ โดยใชเ ครื่องมือ 1.1 รูปเรขาคณิตสองมติ ิ สามารถสรางไดโ ดยใชสนั ตรง เชน ไมบ รรทัด ฟุตเหล็ก ไมฉาก ไม ที เพื่อวัดความยาว ใชไ มโปรแทรกเตอร เพ่ือวัดมุม หรือขนาดของมมุ ใชว งเวยี น เพอ่ื ประกอบการ สรางเสนโคงที่แทนความยาวรอบวงกลม หรือชวยในการสรางมุมที่มีขนาดที่ตองการ สมบตั ติ าง ๆ ของรูปเรขาคณิตและความสัมพันธระหวางรูปเรขาคณติ เพื่อใหนักศึกษามีความเขาใจในการสรางรูปเรขาคณิตสองมติ ิ ผเู รียนควรทบทวนสมบัติตา ง ๆ ของรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติดังนี้ 1. รูปส่เี หลยี่ มผนื ผา 1. มีมุมทั้งสี่เปนมุมฉาก 2. ดานที่อยูตรงขามกันยาวเทากันสองคูและขนานกัน 3. เสนทแยงมุมแบงครึ่งกันและกัน 4. พนื้ ท่ีของสี่เหล่ยี มผืนผา = ความยาวของดานกวาง x ความยาวของดานยาว 5. ความยาวรอบรูปของสีเ่ หล่ียมผืนผา = ( 2 x ความยาวของดานกวาง ) + ( 2 x ความยาวของดานยาว ) 2. รปู ส่ีเหลีย่ มจตั ุรัส 1. มุมทั้งสี่เปนมุมฉาก 2. ดา นทั้งสี่ยาวเทา กนั 3. เสนทแยงมุมแบงครง่ึ ซึง่ กันและกัน และตั้งฉากกัน
91 4. พน้ื ท่ีของรูปส่ีเหล่ยี มจตั ุรัส = ความยาวดา น x ความยาวดาน หรือ 1 × ผลคณู ของความ 2 ยาว เสนทแยงมมุ 3. รูปสเ่ี หลย่ี มดา นขนาน 1. มีดานตรงกันยาวเทากันและขนานกันสองคู 2. เสนทแยงมุมแบงครึง่ กันและกัน แตย าวไมเ ทากนั 3. พืน้ ท่ขี องรูปสี่เหลย่ี มดานขนาน = ความยาวฐาน X สว นสงู 1. รปู สีเ่ หล่ียมขนมเปยกปูน 1. มีดานตรงขามกันขนานกันสองคู 2. ดา นทง้ั ส่ยี าวเทากัน 3. เสน ทแยงมมุ แบง คร่ึงซ่ึงกันและกัน และตงั้ ฉากกนั 4. พน้ื ทร่ี ูปสามเหลยี่ มขนมเปยกปูน = ความยาวฐาน x สว นสงู หรือ 1 × ผลคณู ของความยาว 2 ของ เสนทแยงมุม
92 5. รปู สเี่ หล่ยี มรปู วา ว 1. มีดานประชดิ กันยาวเทากัน 2 คู 2. เสน ทแยงมุมสองเสน ต้ังฉากกนั 3. เสนทแยงมุมแบงครึ่งซง่ึ กันและกัน แตย าวไมเทากนั 4. พื้นท่ีของรปู สี่เหลย่ี มรูปวาว = 1 × ผลคณู ของความยาวของเสนทแยงมุม 2 6. รูปสี่เหลี่ยมคางหมู 1. มดี า นขนานกัน 1 คู 2. พื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมคางหมู = 1 × ผลบวกของความยาวของดานคูขนาน X สว นสูง 2 7. รูปวงกลม 1. ระยะทางจุดศูนยกลางไปยังเสนรอบวงเปนระยะที่เทากันเสมอ เรียกวา รัศมีของวงกลม 2. เสนผา นศูนยกลางยาวเปน 2 เทาของรัศมี 3. พืน้ ทว่ี งกลม = πr 2 4. ความยาวเสนรอบของวงกลม 2πr
93 1.2 รูปเรขาคณิตสามมติ ิ รปู เรขาคณิต สามมิติสามารถแสดงรูปรางซึ่งมีทั้งความกวาง ความยาว ความสูง หรือความ หนา ตัวอยางรูปทรงเรขาคณิตสามมิติ เชน ปริซึม เปน รปู สามมติ ิทีม่ หี นาตัดหัวทายเทากนั และขนานกนั และผิวดานขางเปนรปู สี่เหลี่ยม เชน ปรซิ มึ สามเหล่ยี ม ปริซึมสเ่ี หล่ยี ม ปริซึมหาเหล่ยี ม พรี ะมดิ เปน รปู เรขาคณติ สามมติ ทิ ่ีมียอดแหลม ผิวดานขางเปนรูปสามเหลยี่ ม สูงเอยี ง พรี ะมดิ ฐานสเ่ี หลย่ี ม พรี ะมดิ ฐานสามเหลี่ยม ตวั อยางรูปเรขาคณติ สามมติ ิทพ่ี บเห็นในชวี ิตประจําวนั เชน ตเู ย็น เปนรูปทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก หรือปรซิ มึ สเ่ี หลี่ยม ปลากระปอง เปน รปู ทรงกระบอก ไอศกรมี เปนรปู กรวยกลม เปนตน รูปเรขาคณิตที่พบในชีวิตประจําวันโดยเฉพาะรูปเรขาคณิตสามมิติและสองมิติ มีความสัมพันธ กันอยางมาก ซึ่งตองใชการสังเกตหาความสัมพันธ การจําแนก การเปรียบเทียบภาพที่มองเห็นจะ สามารถอธิบายขนาด ตําแหนง ระยะทาง และใชการคาดเดารูปรางของสิ่งที่กําหนดให เมื่อมีการเปลี่ยน ตําแหนงหรือมุมมองในดานตาง ๆ
94 1.3 การคลรี่ ูปเรขาคณิตสามมิติ ภาพท่ีไดจ ะเปนภาพของรปู เรขาคณิตสองมติ ิ เชน การคลีร่ ูปปรซิ มึ ทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก การคลร่ี ูปพีระมิด ฐานสีเ่ หล่ียม 1.4 การตัดขวางรูปเรขาคณิตสามมิติ เมื่อนาํ รปู เรขาคณิตสองมิติมาตัดขวางรปู เรขาคณิตสามมติ ิในแนวตาง ๆ กัน ภาพท่เี กดิ ขนึ้ จะ มีลักษณะตาง ๆ กนั เชน กรวยกลม เมอ่ื ตัดดว ยระนาบในแนวขนานกบั ฐานกรวย จะไดภ าพสองมติ เิ ปนรปู วงกลม กรวยกลม เมอ่ื ตัดดว ยระนาบในแนวตง้ั ฉากกบั ฐานกรวย จะไดภาพเปนรูปพาลาโบลา กรวยกลม เมื่อตัดดวยระนาบที่ไมขนานกับฐานและไมตั้งฉากกับฐาน จะไดภาพเปนวงรี
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227