ฉลาดไม่จ�ำ กดั กาล พระครใู บฎีกา อำ�นาจ โอภาโส
ISBN ๙๗๘-๖๑๖-๓๓๕-๓๙๗-๙ หนังสือ ฉลาดไม่จำ�กัดกาล ผู้แต่ง พระครูใบฎีกา อำ�นาจ โอภาโส พิมพ์ครั้งที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ดำ�เนินการผลิตโดย กองทุนเผยแพร่พระสัทธรรมวัดพระธาตุผาซ่อนเเก้ว สงวนสิทธิ์ หากญาติธรรมท่านใด สนใจจะพิมพ์หนังสือ “ฉลาดไม่จำ�กัดกาล” กรุณาขออนุญาตจาก พระครูใบฏีกา อำ�นาจ โอภาโส โดยติดต่อ [email protected] ออกเเบบปกและรูปเล่มโดย กรวีร์ แม่นศรแผลง พิสูจน์อักษรโดย อาสาระลอกคลื่น พิมพ์ที่ โรงพิมพ์ จ.เจริญ อินเตอร์พริ้น (ประเทศไทย) จำ�กัด โทร: ๐๒ ๘๘๙ ๙๐๙๐ Dhammaintrend รว่ มเผยแพรแ่ ละแบง่ ปันเป็ นธรรมทาน
หน้าแรกท่ีพงึ อา่ น รงุ่ อรณุ แหง่ แสงสวา่ งทางปญั ญา พฒั นาอยา่ งนมุ่ นวล แมจ้ ะใครค่ รวญ แต่มไิ ดเ้ รง่ รบี ม่านแหง่ ราตรีดำ�มใิ ชจ่ ะปกปิดเง่ือนง�ำ ทกุ อยา่ ง แต่กลบั เปิดเผยบาง อย่างทีแ่ สงสว่างปกปดิ ไว้ เมื่อแสงสว่างแห่งใกล้ค่ำ�ซีดจางลง กลับเปิดเผยแสงดาวนับอนันต์ ในอนันตจกั รวาลอนั ไม่สน้ิ สดุ ปัญหาของชีวิตแมจ้ ะดซู บั ซอ้ นเพียงใดกม็ วี ธิ ี คลีค่ ลายอย่เู สมอ ความจรงิ ในกระแสเหตุปัจจัยแห่งอดตี ซึ่งเรม่ิ ต้นโดยไมเ่ คย มเี ราอย่กู ่อน แมเ้ มือ่ ความจริงแหง่ สงั สารวัฏปรากฏเมื่อใด คำ�ว่า “เรา” ก็ จะหายไปจากห้วงกาลเวลา ดงั นน้ั ในท่ามกลางอุปสรรคปัญหา ไมว่ ่าเราจะ เลอื กความออ่ นแอหรอื เขม้ แขง็ หากจะพน้ ทกุ ขแ์ ละพบสขุ กต็ อ้ งเลอื กความเขม้ แข็งที่จะเผชญิ หนา้ ความจริงอยูด่ ี ไม่วา่ วนั น้หี รือในอนาคต ความฉลาดท่รี ู้วา่ สขุ -ทกุ ข์ไมใ่ ช่จากคนอื่นท�ำ ไมใ่ ช่จากเราท�ำ แตเ่ กิด จากผัสสะอนั อาศัยตากระทบรปู ท�ำ ให้เกดิ จกั ขวุ ิญญาณ การบรรจบแห่งองค์ ประกอบ ๓ อย่าง เรยี กวา่ ผัสสะ สง่ ผลสู่สุขเวทนา-ทกุ ขเวทนา ด่ังแสงดาว กระทบตาทำ�ให้เกิดการเห็น และการเห็นนั้นมักมีตัวแปรที่ความคิดปรุง แต่งวา่ จะบรรจงความคิดอันประณตี น�ำ มาซึ่งความสขุ ใจ หรือจะหยาบ คายในความคิดปรงุ แต่ง มีผลเปน็ ความทุกข์ ซ่ึงไมม่ ีตัวตนของเขาหรอื ของเราอย่ใู นนน้ั จริง หากรูปทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน ตาไม่ใช่ตัวตน จักขุวิญญาณจะเป็นตัว ตนได้อย่างไร มายากลแห่งวิญญาณที่ส่งผ่านไปสู่การปรุงแต่งทางใจมีผล เปน็ สุข-ทุกขท์ ้งั หลาย จงึ มใิ ชต่ ัวตนไปดว้ ย ๕
แม้ในเสียงกระทบหูและรสชาติจากปลายลิ้นอันควานหาความหวาน หอมใด ก็ล้วนเป็นกระแสเหตุปัจจัยแห่งผัสสะให้เกิดสุข-ทุกขเวทนาเช่นกัน เพียงว่าในท่ามกลางผสั สะน้นั จะมปี ัญญาหรืออวชิ ชา ความฉลาดน้ีย่อมนำ�ความเข้าใจไปสู่อดีตและอนาคตว่าสุข-ทุกข์ใน อดตี ปจั จบุ นั และอนาคต ล้วนเกดิ เพราะผสั สะ ดบั ไปเพราะผสั สะ ไมม่ ีตวั ตน ของ “เรา” อยู่ในนน้ั ตง้ั แต่ในอดีตหรืออนาคตก็เช่นกนั หากฉลาดที่จะแยกแยะเหตุปัจจัยจะเห็นว่าผัสสะเหล่าน้ันล้วนอาศัย องคป์ ระกอบทีม่ ิใชต่ วั ตน ต้งั แต่แสงดาว เมด็ น้ำ�ค้าง เพชรนิลจนิ ดา จนถงึ สรรพเสียงแห่งรัตตกิ าลหรอื รุ่งอรุณ ซงึ่ ความวิจิตรหรอื ความวินาศในโลกนี้ มิใชก่ ิเลส การรู้จกั กระแสเหตุ ปจั จยั ภายนอก ไมค่ วา้ เรอ่ื งภายนอกมาสรา้ งความวนุ่ วายภายในใหเ้ ปน็ ทุกข์ และไม่ปรุงแต่งความวนุ่ วายภายใน โยนออกไปสู่กระแสภายนอก ผู้คนในโลกนี้มากมายลว้ นมคี วามฉลาดแตกตา่ งกนั ไป แต่ต่างมจี ดุ หมายในชวี ติ เหมอื นกันคือ ความสุขและความพ้นจากความทกุ ขเ์ ดอื ดร้อนใจ หากจับประเด็นท่ีถูกต้องได้ว่าสุข-ทุกข์ไม่ใช่มาจากคนอื่นทำ�และไม่ใช่มาจาก เราทำ� ปญั หาจากการโกรธเกลียดอนั เศรา้ หมองย่อมหมดไปจากจิตใจ อัน เป็นจดุ ประกายเริม่ ต้นไปส่กู ารพน้ ทกุ ข์อยา่ งถาวร ซงึ่ พระพทุ ธองคท์ รงชี้ให้ เห็นกระบวนการเหตุปจั จัยในธรรมชาตวิ า่ ถึงแม้พระองค์ไมท่ รงตรสั รู้ เหตุ ปัจจัยเช่นนี้ก็มีอยู่ เพียงแต่พระองค์นำ�มาจัดระเบียบ จัดแบบแผนและช้ีให้ ดูวา่ เหตุปจั จัยในกระแสสขุ -ทกุ ขเ์ กดิ ไดอ้ ยา่ งไร ดับได้อย่างไร และทรงย้ำ�ให้ เหน็ วา่ หากผมู้ ปี ญั ญาในปจั จบุ นั กย็ อ่ มเหน็ เหตสุ ขุ -ทกุ ขอ์ ยา่ งน้ี แมอ้ ดตี -อนาคต หากจะรู้จักเหตุแหง่ สขุ -ทกุ ข์กต็ อ้ งเห็นเช่นน้ี ทั้งหมดล้วนเป็นเพยี งกระแสธรรม ไม่มีใครอยูใ่ นน้นั ดังพุทธพจน์ ๖
ท่วี า่ “ตถาคตจะบังเกิดขึ้นหรือไม่ ธรรมธาตุนั้นย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว” หรือ “ตถาคตยงั คงมคี วามสขุ อยไู่ ดใ้ นทา่ มกลางความปรวนแปรของรปู ฯ” ดงั นน้ั ประเดน็ ในหนังสือเล่มน้ีทุกบทจึงชี้ลงไปที่ปัญหาสุข-ทุกข์อันไม่ใช่จากคนอื่นทำ�หรือ เราทำ� ความเขา้ ใจเช่นนอี้ ย่างชัดเจนจะนำ�ไปสู่การพฒั นาปัญญาตง้ั แตร่ ะดบั พระโสดาบนั จนถึงการจบกจิ ในพระพุทธศาสนา ขออนุโมทนาธรรมทานแห่งการให้ธรรมเปน็ รัศมภี าพแหง่ ปัญญา จง เปน็ เหตปุ จั จยั อภิบาลใหท้ ุกทา่ นไดพ้ บความสขุ อันเกษมศานต์ในธรรม ตลอด กาลทกุ เมอื่ เทอญ พระครใู บฎีกาอ�ำ นาจ โอภาโส ๑๒ ธันวาคม พศ. ๒๕๕๕ วดั พระธาตผุ าซอ่ นแก้ว ๗
สารบญั ๑๐ ๑๘ ๑. ฉลาดรู้จกั โลกอันวิจิตร ๒๒ ๒. ฉลาดรกั ษาใจไม่กระสับกระสา่ ย ๒๙ ๓. ฉลาดในสิ่งท่เี ปน็ ไปได้ ๓๘ ๔. ฉลาดรู้เหตแุ ห่งสุข-ทุกข ์ ๔๕ ๕. ฉลาดรู้จัก คุณ โทษ และทางออก ๕๑ ๖. ฉลาดหาทางออก ๖๐ ๗. ฉลาดอยา่ งมสี ติ ๖๔ ๘. ฉลาดทจ่ี ะมคี วามสขุ กายสขุ ใจ ๗๔ ๙. ฉลาดในสติ เหน็ นิมิตของจติ ๘๓ ๑๐. ฉลาดไมเ่ ศร้าหมอง ๑๑. ฉลาดมนี ัดกบั ความสงบ ๙๓ ๑๒. ฉลาดรู้จักเครื่องร้อยรัด
๑๓. ฉลาดรู้จักเส้นผมบังภเู ขา ๑๐๐ ๑๔. ฉลาดปิดอบาย ๑๐๘ ๑๕. ฉลาดผ่องใสไมม่ เี วร ๑๑๕ ๑๖. ฉลาดละอปุ าทาน ๑๒๒ ๑๗. ฉลาดรู้จกั อวิชชา ๑๓๑ ๑๘. ฉลาดมคี วามสุขในปจั จบุ ันชาติ ๑๓๘ ๑๙. ฉลาดในการรู้ชดั ๑๔๖ ๒๐. ฉลาดในผสั สะกบั ชวี ิตประจ�ำ วนั ๑๕๐ ๒๑. ฉลาดในอริยสัจ ๑๕๖ ๒๒. ฉลาดในนิพพาน ๑๖๓ นิพพานอธิวจนะ ๑๖๘ ธรรมเปน็ เคร่อื งอยขู่ องพระอริยเจา้ (อรยิ วาส) ๑๗๙
๑. ฉลาดรู้จกั โลกอนั วจิ ิตร
กาลครั้งหนึ่ง มีกระแสเหตุปัจจัย ก่อความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่สิ้นสุด เกิดขึ้นในธรรมชาติ กาลครั้งนี้ มีกระแสเหตุปัจจัย ก่อความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่สิ้นสุด เกิดขึ้นในธรรมชาติ กาลครั้งหน้า มีกระแสเหตุปัจจัย ก่อความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่สิ้นสุด เกิดขึ้นในธรรมชาติ ๑๑
กระแสความเปลี่ยนแปลงทำ�ให้เกดิ ทงั้ ความวจิ ติ รและความวินาศ ผู้ ฉลาดในโลกนแ้ี ม้ในอดีต ปจั จุบันและอนาคต ยอ่ มฉลาดทจ่ี ะร้จู กั กระแสเหตุ ปัจจัยที่ถักทอความเปลี่ยนแปลงอันต่อเนื่อง เพราะอาศัยเงื่อนไขอื่นเป็น ปจั จยั อนั หลากหลาย แมใ้ นสขุ เวทนาอนั ประณตี หวานหอม กล็ ว้ นอาศยั ผสั สะ ที่ประกอบด้วยปัจจัยอันประณีตลึกล้ำ�หวานฉ่ำ�ด้วยการเทิดค่าในคุณงาม ความดี แต่ปลายลิน้ อันหวานหอมกม็ อิ าจคงท่ไี ด้สักขณะแม้ในขณะดม่ื ด่ำ� หยาดน้ำ�ผง้ึ ความซาบซง้ึ ในชว่ั ขณะกผ็ ละผา่ น ไมอ่ าจคงทอ่ี ยไู่ ด้ คอ่ ยๆ สลายตวั แปรปรวน กลายเปน็ สิ่งอื่นทไ่ี ม่ใช่น้ำ�ผึง้ เพราะไมม่ ี สขุ โสมนัสท่ีอาศัยสิ่งอ่ืนเกดิ ขน้ึ แล้ว จะคงท่ีอย่ไู ด้ เหมือนปราสาททราย ทช่ี ายหาดของเด็กนอ้ ย หรือปราสาท บนยอดดอยสูงของผู้ใหญ่ลว้ นตอ้ งผุ กร่อนแตกสลายไม่ว่าจะชา้ หรอื เร็ว ในวงจร ส้ันหรอื วงจรยาว เหมือนดวงดาวและหยดน้ำ�คา้ ง ทเ่ี กดิ -ดบั ดว้ ยอาศัยเหตุปัจจยั อืน่ เหมอื นกนั ตา่ งกันเพียงแค่ระยะเวลาแต่ เหมือนกันตรงความไมค่ งท่ีของลักษณะ หากโลกน้ไี ม่มีคุณแล้วสรรพชวี ติ คง ไม่อุบัติขึ้นในโลกนี้ ดังนัน้ ความวจิ ิตรและความวินาศในโลกน้ี มใิ ช่กิเลส (เคร่ืองเศรา้ หมอง) แต่ความไมร่ ู้ (อวชิ ชา) ตา่ งหากทห่ี ลงเข้าไปยดึ ม่ัน (อปุ าทาน) อยาก ให้เป็นดงั่ ปรารถนา ดั่งพุทธพจนท์ ีท่ รงตรสั ว่า “อารมณ์ (รปู รส กล่ิน เสียง สัมผัสกาย) อันวจิ ิตรท้ังหลายในโลกนี้ หาใช่กามไม่ ความกำ�หนดั ไปตามอำ�นาจ ความตริตรกึ นน่ั แหละคือกามฯ” (ฉกก.อ.๒๒/๔๕๗-๔๖๐/๓๓๔) ๑๒
“คหบด!ี ด้วยเหตนุ ี้แหละ สาวกของพระอรยิ เจา้ ย่อมพจิ ารณาเหน็ โดย ประจักษด์ ังนีว้ า่ กามทงั้ หลาย อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรสั แลว้ ว่า มีอุปมาด้วยของ ในความฝัน เป็นสิง่ ที่ทำ�ให้เกดิ ทกุ ข์มาก ทำ�ให้คบั แคน้ ใจมาก และมโี ทษอยา่ งย่งิ ” (-ม.ม. ๑๓/๑๔/๕๑) หากสงั เกตดพู ุทธพจนท์ ้ัง ๒ ข้างต้น อาจสรุปได้ว่าความกำ�หนดั ไป ตามอำ�นาจความตริตรึกนัน่ แหละเหมอื นความฝัน หากมองความจริงด้วยสายตาอันไม่บิดพริ้วจะเห็นด้วยในพุทธพจน์ “อารมณ์อันวจิ ติ รก็มีอย่ใู นโลก ตามประสาของมันเท่านนั้ ” ปญั ญาทีก่ ล้าหาญพอ จะยอมรบั ความจริงตรงหน้าฟ้ากว้าง หมเู่ มฆ ต้นไม้ สายน้ำ� ฝงู ปลา ทงุ่ หญา้ สรรพสัตว์ จนถึงรูปร่างของสรรพชีวิตต่าง ๆ ล้วนไม่รู้เรื่องด้วยว่ามันมีชื่อ อันสูงส่งหรือต่ำ�ตอ้ ยดอ้ ยค่าใด ๆ ความวิจติ รเหลา่ น้นั ไมเ่ คยรเู้ รอื่ งดว้ ยซ้ำ�วา่ มันวิจิตรเหมือนเม็ดน้ำ�ค้างอันกระจิ๊ดริดที่สะท้อนแสงตะวันเป็นประกายรุ้ง ดจุ เพชรนลิ จินดา การหลงเทิดคา่ ข้ึนมาชวั่ ขณะแล้วปรงุ แตง่ ประมวลเปรียบ เทยี บเหมอื นรูปลกั ษณ์แหง่ วยั ดรุณในชายหนุ่มและหญงิ สาว ซงึ่ มธี าตุ ๔ เป็น องคป์ ระกอบของอวยั วะตา่ ง ๆ ในรปู รส กลนิ่ เสยี ง สมั ผสั กาย ตรงไหนท่ี เรียกวา่ กเิ ลสกาม (ความเศรา้ หมอง) มแี ต ่ ความก�ำ หนดั ไปตามอำ�นาจความตรติ รึก เทดิ ค่าในสิ่งเหล่าน้ันดว้ ยความเผลอเพลนิ เพยี งชว่ั ขณะเหมอื นความฝนั ทป่ี รงุ แตง่ ขน้ึ ครน้ั พอตนื่ ก็ไมม่ ีตวั ตนถาวร ของสิง่ เหลา่ นั้น ๑๓
แม้ความเผลอเพลนิ เหลา่ น้นั กม็ ิใช่ “เรา” หรือมิใช่ “คน” เปน็ แต่ เพียงสภาวะธรรมหรือคลื่นพลังงานกระแสหนึ่งที่เกิดตามเหตุปัจจัยและดับ ไปทกุ ขณะ มีแต่ความหลงฝนั ขึน้ มาชั่วขณะว่า “เรา” ดังน้นั การรู้ความจรงิ วา่ สุข-ทกุ ข์ไม่ใช่มาจากคนอ่นื ท�ำ ไม่ใชม่ าจาก เราท�ำ ยอ่ มฉลาดทจ่ี ะรูจ้ กั คณุ รู้จักโทษและทางออกจากส่งิ เหลา่ นนั้ อย่างไม่ เปน็ ภยั ไม่หลงฝันใฝใ่ หเ้ ป็นดังปรารถนาด้วยตณั หา ซงึ่ ... คณุ แหง่ สรรพสง่ิ ในโลกนค้ี อื ผสั สะอนั น�ำ มา ซง่ึ สขุ โสมนสั อนั หวานช่ืน แม้ในนามของความดี บุญ และส่ิงท่ีเป็นมงคลทั้งหลาย โทษ ของสรรพสิง่ คอื ความแปรปรวน ไมค่ งที่ เปน็ อ่ืนไปตามกระแสเหตปุ จั จัย ท่ีมเี งือ่ นไข อันหลากหลายไม่มตี วั ตน ถาวร คือไมม่ ตี วั ตนของใครผู้ทุกขอ์ ยู่ ในน้นั เหมือนความฝันท่ตี ื่นข้ึนแล้วไม่มี ตัวตนถาวรอยจู่ ริง ทางออก คือ ละการเสพติด เผลอเพลิน ในส่ิงเหล่านัน้ ละความกำ�หนดั ไปด้วยอ�ำ นาจความ ต ริตรกึ เผลอเพ้อ ละเมอฝนั เมอ่ื กล่าวถึงคำ� “เสพตดิ ” จะเหน็ วา่ การเทยี่ วเตร่ในสถานเรงิ รมย์ ตา่ ง ๆ ล้วนให้คุณทางความเพลดิ เพลินทางกายและใจ ในรปู รส กลิ่น เสยี ง สมั ผสั กาย ดว้ ยอ�ำ นาจความตรติ รกึ เหมอื นความฝนั ชว่ั ขณะทไ่ี มไ่ ดอ้ ะไรขน้ึ มา ๑๔
อย่างหยาบ หมายถงึ สิ่งเสพตดิ มึนเมา ตอบสนองกามคณุ ๕ อย่างละเอียด หมายถึง สขุ โสมนสั อนั วิจิตรประณีต แต่โทษของมันคอื ความไมค่ งที่ แปรปรวนเปน็ อื่นไปทไ่ี มใ่ ชอ่ ยา่ งนน้ั ตลอดเวลา เพราะอาศยั เหตุปจั จัยอ่ืนเปน็ ตัวประกอบข้นึ มา แมว้ า่ จะประณตี และน่าเสียดายเพียงใดแต่ก็ไม่มีตัวตนถาวรอยู่ในกระแสเหตุปัจจัยเหล่านั้น และอบุ ายทางออกจากการเสพตดิ คือการมีสติละความเผลอเพลิน ละความพอใจในส่งิ เสพตดิ เหล่านน้ั ดุจเดียวกบั การละของมัวเมา ท้ังหลาย ซ่ึงความวจิ ิตรของโลกมิได้ร้เู รื่องด้วยว่ามนั มีคุณค่า นา่ หลงใหล และกม็ ิรู้เรื่องดว้ ยว่าความแปรปรวนของ มันจะท�ำ ให้ใครทุกข์ ดังนั้น ทุกข์จึงไมไ่ ด้เกิดจากตวั การภายนอก หรอื ผอู้ น่ื เปน็ ผกู้ ระท�ำ แตท่ กุ ขเ์ กดิ จากการเสพตดิ สง่ิ ทย่ี ดึ ถอื ไวไ้ มไ่ ด้ แปรปรวนทกุ ขณะ ไมป่ ลอดภยั ไม่ใช่ที่พึ่งอันแท้จริง หากขาดสิ่งที่เสพติดเมื่อใด ก็หวนั่ ไหวอยู่ไมเ่ ป็นสขุ ดังน้นั การเก่ยี วข้องกับสรรพส่งิ ในโลกตอ้ งฉลาด ทรี่ จู้ กั คณุ ของสงิ่ เหลา่ นน้ั แมใ้ นนามของความปรารถนาดี หากไม่เปน็ ดงั ใจก็ไม่ควรพลิกเป็นโทษคอื โทสะ เพราะฉลาดพอท่ีจะ เหน็ วา่ หากสร้างเจตนารา้ ย ผลย่อมเปน็ ความทุกข์ใจ และความสขุ -ทกุ ข์ เหล่านั้นก็มิใช่จากคนอื่นท�ำ ไม่ใชจ่ ากเราทำ� ๑๕
และเป็นเพยี งสภาวธรรมไม่ใช่ “คน” หรอื เป็นตวั ตนของใคร แต่เกดิ จากเหตุ ป ัจจัยคอื เจตนาดีมคี วามสุข หากเจตนารา้ ยใหผ้ ลเปน็ ความทกุ ข์ การรู้จกั คณุ รู้จกั โทษ และรู้จักทางออกจากทุกขเ์ หล่านนั้ จึงนับวา่ ฉลาดอยา่ งแทจ้ ริง สมดังพทุ ธพจน์ทวี่ า่ “ตถาคตยังคงอยู่เป็นสขุ ได้ แม้เพราะความแปรปรวนจางคลายดบั ไปแหง่ รปู (รส กล่ิน เสยี ง สมั ผสั กาย และธรรมารมณ์)” (ส ฬา. สํ ๑๘/๑๕๙/๒๑๖) ในเชิงปฏบิ ัติ ควรต้งั สติรูช้ ดั ลงท่ีกาย – ใจ ในขณะ เกยี่ วข้องกบั ปรากฏการณข์ องโลก โดยไม่หลง ขาดสติชิงชังกับความแปรปรวนของรูป รส กลิ่น เสียง สมั ผสั กาย และการปรุงแตง่ จากภายนอก ไมถ่ กู หลอกด้วยความฝนั ช่วั คราว เมอ่ื มีสติสมั ปชัญญะ สมาธทิ ่แี นบอยู่กบั ใจ จะเกดิ ตัวผรู้ ขู้ น้ึ และตื่นออกมาจากความฝนั ในกาม หรือออกมาจากอำ�นาจความตริตรึกถงึ สงิ่ เหลา่ น้นั เหน็ ความปรงุ แต่งชวั่ คราวทดี่ ับไป ในขณะทต่ี ืน่ ออกมาจากความ เผลอ จะเกดิ ความรู้สกึ เบิกบานข้นึ ช่วั ขณะพอใหไ้ ด้ชมิ ผลลัพธ์ แหง่ อิสรภาพของใจทหี่ ลุดออกมาจากสิ่งเสพติดในกามคณุ ๕ เหมอื นตน่ื ขนึ้ มาในยามเชา้ อย่างสดชืน่ ท่ีได้ร้คู วามจรงิ วา่ ความฝันหวาน หรอื ฝนั รา้ ยลว้ นไม่จริง ๑๖
๒. ฉลาดในเจตนาดมี ีความสุข
ฝงู นกเป็ดน้ำ� สงบเงยี บในลมหนาว ซ่อนศีรษะเขา้ ไปไว้ ใต้ปกี ดงั่ ก้อนหนิ สสี วยรมิ ธารในน้ำ�ตกซึ่งโหมกระหน่ำ�กึกก้อง ทกุ ชวี ติ ลว้ นมชี ว่ งเวลาอนั หวานหอมแมใ้ นทา่ มกลาง อปุ สรรคปญั หา ฉนั เคยเหน็ เดก็ ผหู้ ญงิ อายุ ๑๒ ปี ทส่ี มอง ไมส่ มบรู ณ์ พดู ไมไ่ ด้ รา่ งกายซบู ผอมนอนเปน็ ผกั อยบู่ นตกั แม่ แตก่ ม็ ีรอยยิ้มอันสดชื่นได้ท่ามกลางความกรุณาและมิตรไมตรี จากคนรอบข้าง สรรพชวี ิตในโลกลว้ นฉลาดพอท่จี ะหาความสขุ เจอไดเ้ สมอ ในโลกอันแปรปรวนอย่างไมค่ าดคิด ซึ่งมีเง่ือนไขอันมากมายท่ีพร้อม จะบรรณาการความเปลี่ยนแปลงให้อย่ตู ลอดเวลา ทัง้ ความวิจติ รและความ วนิ าศ ฉนั เคยเปน็ อาจารย์สอนเด็กพิการระดบั ปริญญาตรี ได้พบเหน็ ท้งั คน พกิ ารทางการไดย้ นิ พิการทางสายตา ทางแขนขา มอี ยคู่ ราวหน่งึ ฉันไดร้ ับ ข่าวถึงผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งถูกตัดขา ต่อมาเป็นมะเร็งถูกตัดเต้านมและโกน ศรี ษะให้คีโม ในขณะท่ีหล่อนเดนิ เข้าสพู่ ธิ วี วิ าหใ์ นฐานะเจา้ สาว ฉนั อดซาบซึง้ ไมไ่ ดว้ ่าเจ้าบา่ วทีแ่ สนดีนั้นมองเห็นความงามอนั ย่ิงใหญ่ตรงไหนในตวั เธอ ชว่ งเวลาแหง่ สง่ิ ทน่ี า่ รกั ในชวี ติ แมจ้ ะแปรปรวนเปน็ อน่ื ไป แตโ่ ลกนก้ี ม็ ี คุณงามความดีอันหวานช่นื มากมายท่ลี ่อลวงใจให้วนเวียนถวิลหาปรารถนา ผัสสะอนั เพลิดเพลินสง่ ผลส่สู ุขโสมนัสเวทนา หรอื จดจ�ำ ชว่ งเวลาอนั นา่ รกั และ คดิ ถึงความหวานหอมที่ท�ำ ใหจ้ ิตวญิ ญาณซาบซงึ้ เจริญงอกงามได้ชั่วขณะ ๑. จากรปู รส กล่นิ เสียง สัมผสั กาย (รูป) ๒. จากผสั สะทางกายใจ (เวทนา) ๓. จากความทรงจำ� (สัญญา) ๔. จากความคดิ นึก (สังขาร) ๕. จากการรับรใู้ นรปู นามนน้ั (วญิ ญาณ) ๑๙
องค์ประกอบของชวี ิตที่เรียกวา่ ขนั ธ์ ๕ นั้นก็มคี ุณอนั หวานช่นื ท่ีให้สขุ โสมนัส เพราะหากองค์ประกอบของชีวิตไม่มีคุณค่าอันหวานหอมอยู่แล้วไซร้ สรรพชวี ติ คงไมอ่ ุบตั ิขึน้ ในโลก และหากองค์ประกอบดังกล่าวไม่มีโทษปรากฏ ก็คงไม่มีช่วงเวลา แห่งการเบื่อหน่ายในชีวิตจากความแปรปรวนหรือถูกประทุษร้าย ยิ่งรู้ว่า ไมม่ ใี ครทเ่ี ปน็ ก�ำ ลงั ใจ ไมม่ ใี ครเขา้ ใจหรอื ไมม่ สี ง่ิ ใดใหค้ วามรสู้ กึ พกั พงิ ได้ อย่างถาวร ยิ่งมีความจำ�เป็นอยา่ งยง่ิ ท่ีตอ้ งพบความจริงอันปลอดภยั อยา่ งชาญฉลาด ดว้ ยการเขา้ ใจวา่ สขุ -ทกุ ขไ์ มไ่ ดม้ าจากผอู้ น่ื ท�ำ และไมใ่ ช่ มาจากเราท�ำ แมใ้ นยามทปี่ ว่ ยกายแตไ่ มท่ ุกขใ์ จ “ดูกรคฤหบด!ี บคุ คลแมเ้ ป็นผ้มู กี ายกระสับกระส่าย แตห่ าเปน็ ผ้มู ีจติ กระสับ กระสา่ ยไม่ ผู้ฉลาดในธรรมของพระอรยิ ะ ผู้ไดร้ บั แนะนำ�ดแี ลว้ ในอริยธรรม ฯ” ย่อมไม่เห็นรปู โดยความเป็นตนฯ ไม่เห็นตนมรี ปู ไม่เหน็ รูปในตน ไมเ่ ห็นตนใน รูป เพราะรูปแปรปรวนเป็นอยา่ งอ่ืนไป โสกะความคร�่ำ ครวญ ทุกข์ โทมนสั ความคับแคน้ ใจ จงึ ไมเ่ กดิ ขนึ้ ย่อมไมเ่ หน็ เวทนาโดยความเป็นตนฯ ยอ่ มไมเ่ หน็ สัญญาโดยความเปน็ ตนฯ ยอ่ มไมเ่ ห็นสงั ขารโดยความเปน็ ตนฯ ย่อมไม่เห็นวิญญาณโดยความเป็นตนฯ เพราะเวทนา สญั ญา สังขาร วญิ ญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอ่ืน ๒๐
โสกะความคร่ำ�ครวญ ทุกข์ โทมนัส ความคับแคน้ ใจ จงึ ไมเ่ กิดขน้ึ คฤหบดี บคุ คลแมม้ กี ายกระสบั กระสา่ ยแตห่ าเปน็ ผมู้ จี ติ กระสบั กระสา่ ยไม่ ในเชิงปฏิบัติ การเจรญิ สตติ ามดกู ายในกาย ดว้ ยการระลกึ รลู้ งไปตรงกายในปจั จบุ นั ตั้งแต่ลมหายใจที่ไหลเข้า-ออก รู้สึกลงไปให้รู้ชัดถึงผัสสะของลมที่กระทบ ปลายจมูก กลางอก ทอ้ ง จนจติ ตัง้ มน่ั ไมล่ อ่ งลอยไปในความคิดปรุงแต่ง ต่าง ๆ เมื่อรู้ชดั จนบัญญตั คิ �ำ วา่ “ลม” หายไป รูส้ ึกแตผ่ สั สะอันไม่มีชือ่ อัน เป็นแค่ความรู้สึกไม่หลงเติมคำ�ว่า “เรารู้สึก” จะพบว่าไม่เห็นมีตรงไหนที่ เรยี กว่า “เรา” หรือ “ของเรา” ในกายน้ี เม่อื กายระงับ จติ กร็ ะงบั สงบตัง้ มน่ั ต่อความจริงที่ปรากฏตรงหนา้ โดยมี หลกั ฐานรองรับจากการปฏิบัติ ยอ่ มเกิดความมั่นใจวา่ แม้กาย จะแตกสลาย ปว่ ยไขห้ รือ แปรปรวนผพุ งั ไป ย่อม ไม่กอ่ ความโศก ความ คร่ำ�ครวญ ความ คับแคน้ ให้กบั ใจ ๒๑
๓.ฉลาดในส่งิ ท่เี ป็นไปได้
เดก็ ผู้ชายสข่ี วบกำ�ลงั ถกู เพ่ือนรงั แก เขาหนั มองหน้าแม่ แตแ่ มก่ ลบั คดิ วา่ เขาเปน็ ผชู้ ายวยั สข่ี วบแลว้ นา่ จะลองแกป้ ญั หาเองดบู า้ ง เขาจงึ เดนิ เขา้ ไป ฟ อ้ งคณุ ครูวา่ \" คณุ ครคู รับ เพ่อื นคนนั้นเขาทำ�ผิดศีลขอ้ หนง่ึ และขอ้ สี\"่ เด็กผู้หญิงห้าขวบได้บอกกับฉันว่า \"หลวงพ่อขา เพื่อนที่โรงเรียน เขาเตะกน้ หน\"ู พช่ี ายวยั ๑๑ ขวบจบั นอ้ งมานง่ั ตกั แลว้ บอกวา่ “จ�ำ ค�ำ พไ่ี วน้ ะ อย่าไปโกรธเขา เราจะถูกหลอกด้วยอวิชชา” ขณะที่เด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ตง้ั ปณธิ านวา่ จะไมโ่ กรธตลอดชีวติ ซงึ่ หากร้วู ่าผอู้ นื่ ไมใ่ ช่ตน้ เหตแุ ห่งทุกข์ การมชี ีวิตทีไ่ มโ่ กรธเกลยี ดก็ยอ่ มเปน็ ไปได้ ครัง้ หน่ึงเด็กผู้ชาย ป.๔ มาขออธษิ ฐานว่าจะถือศีล ๕ ตลอดชีวติ ฉนั พบเขาอีกคร้ังเมื่อเขาข้ึนช้ันมัธยมแล้วเขาดูสดใสเป็นท่ีรักใคร่ของหลายคนที่ พบเห็นจนถกู อจิ ฉาจากบางคน เพอื่ นทเ่ี ข้ามาขา้ งหลังเอาแขนล็อกคอเขาจน เขาเจบ็ และพยายามด้ิน เพือ่ นได้ขเู่ ขาวา่ \"ไหนวา่ จะถอื ศลี ๕ ไง กห็ า้ มท�ำ รา้ ย ฉนั สิ\" \"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ควรจะเรียกภิกษุผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะด้วย เหตุเพยี งเท่าไร ฯ\" “ดกู รอานนท์ ภกิ ษใุ นธรรมวินัยน้ี ย่อมรู้ชัดวา่ ขอ้ ท่ีมใิ ชฐ่ านะ มใิ ชโ่ อกาส คือ วบิ ากแหง่ กายสุจรติ (วจสี ุจรติ มโนสจุ ริต) พึงเกิดเปน็ ที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่ารักใคร่ ไมน่ ่าพอใจ นัน่ ไม่ใชฐ่ านะทม่ี ีได้ และรู้ชดั วา่ ข้อทเ่ี ปน็ ฐานะมีไดแ้ ล คือวิบากแห่ง กายสุจริต (วจสี จุ รติ มโนสจุ ริต) พงึ เกิดเปน็ ทน่ี า่ ปรารถนา น่าใคร่ นา่ พอใจ น่นั เปน็ ฐานะท่ีมไี ด้ ฯ” ๒๓
ความเขา้ ใจด้วยปญั ญาใน เรอื่ งฐานะและอฐานะท่เี ป็นไปได้ และ เปน็ ไปไม่ไดย้ อ่ มเข้าใจความ จริงอยา่ งมีเหตุผล ไมก่ ่อกาย วาจา ใจ ในทางทุจรติ ฉันถามเดก็ ผชู้ าย ๑๑ ขวบว่า “ถา้ คนเขาเอาไม้มาตเี ธอ แล้วเธอกม็ ไี มอ้ ยู่ ข้าง ๆ เธอจะหยบิ ไม้ขน้ึ มาตีเขาไหม?” เขาตอบ วา่ “ไม่เดด็ ขาด ถึงตายเขาก็ยอม” หลายคนทต่ี ้งั ใจไวม้ นั่ คงในเรอื่ งความสุจริต กาย วาจา ใจ แต่โลกนี้ก็เต็มไป ด้วยการ ปรุงแต่งทั้งฝ่ายดี คือปุญญาภิสังขาร และ ฝ่ายร้ายคืออปุญญาภสิ งั ขาร ซ่ึงทัง้ เดก็ และ ผใู้ หญก่ ล็ ว้ นต้องประสบพบเจอเหมือนกนั เพยี งแต่ ใครจะฉลาดเข้าใจฐานะและอฐานะ ทเ่ี ป็นไปได้ และรักษาจดุ ยืนน้นั ไว้อยา่ ง มน่ั คงตลอดชวี ิต โดยเฉพาะอย่างย่งิ การเขา้ ใจความจริงว่าทกุ ขไ์ มไ่ ดม้ า จากผู้อนื่ ทำ� จะไม่ถกู หลอกด้วยอวิชชา เมอื่ ไม่ทำ�ร้ายผู้อื่นเพราะผ้อู ่นื ไม่ใชต่ ้นเหตแุ ห่งทุกข์ จึงยตุ ิการฆ่าการประทุษรา้ ย การเบยี ดเบยี น ตนและผู้อ่ืน ท�ำ ให้มศี ลี ๕ สมบรู ณ์จงึ เป็นฐานะทเ่ี ปน็ ไปได้ในการปดิ อบายภูมิ จะเหน็ ไดว้ า่ ทกุ ชวี ติ มอิ าจหลกี เลย่ี งผสั สะอนั ไมค่ าดคดิ ไปไดพ้ น้ แมแ้ ต่ นทา่ มกลางพายุรา้ ยภายนอกหรือมรสุมแหง่ ชวี ิตภายใน แต่ผสั สะเหล่านน้ั ๒๔
กลับมีตัวแปรที่สำ�คัญคือ ผัสสะไปที่ธรรมารมณ์กระทบใจหรือสังขารคือ ความนกึ คดิ ปรุงแตง่ ซ่ึงหากฉลาดเข้าใจวา่ ผู้อน่ื ไมใ่ ชต่ น้ เหตุแห่งทกุ ข์ และ เข้าใจค�ำ ว่า “กรรม” คอื เจตนาเปน็ ที่ตง้ั แหง่ เวทนา คอื เม่ือมเี จตนาดี เวทนา อารมณ์ย่อมดเี ป็นสุขใจ เมอ่ื มเี จตนารา้ ย เวทนาอารมณย์ ่อมไม่ดี เป็นทกุ ขใ์ จ (อบายภูม)ิ ความฉลาดตรงผสั สะทส่ี ามารถวางทา่ ทใี นจติ ใจดว้ ยเจตนาดี ยอ่ มสง่ ผลสคู่ วามสขุ ใจแมใ้ นเรอ่ื งทน่ี า่ จะทกุ ข์ ฉนั เคยพบเจอคนประเภทน้ี เวลาถกู กลน่ั แกลง้ กย็ งั สามารถหามมุ มองทห่ี วั เราะและยม้ิ ได้ ในขณะทถ่ี กู ขม่ เหงหรอื ถกู ยว่ั เยา้ ใหโ้ กรธ กไ็ มห่ ลวมตวั โกรธไปตามความตอ้ งการของฝา่ ยตรงขา้ ม ท�ำ เหมอื นไมม่ อี ะไรผดิ ปกติ โดยมสี ตริ กั ษาความปกตใิ นใจไวไ้ ดอ้ ยา่ งนา่ ทง่ึ การใชค้ ุณของความคดิ (สงั ขาร) ในทางเจตนาดี ไม่กอ่ เจตนารา้ ย จากการใชค้ ณุ ของความจ�ำ (สญั ญา) ทถ่ี กู ตอ้ ง อนั เปน็ สว่ นประกอบของวชิ ชา หรือถิรสญั ญา เป็นเหตใุ กล้ให้เกดิ สติ คือ ๑. จำ�ถูกต้องถงึ ความเปลย่ี นแปลงในสรรพสง่ิ (อนจิ จสัญญา) ๒. จำ�ถกู ต้องถึงความไม่คงท่ี ทรงตัวอยู่ไมไ่ ด้ (ทกุ ขสัญญา) ๓. จ�ำ ถกู ตอ้ งถงึ สง่ิ ทอ่ี าศยั เหตปุ จั จยั เกดิ ขน้ึ ไมใ่ ชต่ วั ตน (อนตั ตสญั ญา) ๔. จ�ำ ได้ถึงการละอกุศลออกจากใจ คือ ละโลภะ โทสะ โมหะ ที่ยังไม่เกดิ ไม่ใหเ้ กดิ (ปหานสญั ญา) ๕. จ�ำ ไดถ้ ึงการคลายตณั หาออกจากสิง่ ท่ไี ม่มีตวั ตน (วริ าคะสัญญา) ๖. จำ�ได้ถึงการดับไปในแต่ละขณะของเหตุปจั จยั อันไม่มีตัว ถาวรอยูจ่ รงิ (นิโรธสัญญา) ๒๕
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าสัญญาหรือความจำ�ที่ถูกต้องเป็นส่วนที่มี คุณูปการตอ่ ชวี ติ ท�ำ ให้เกิดสตหิ รอื ความคดิ (สังขาร) ทเี่ อื้ออ�ำ นวยใหเ้ กิดสขุ ในปุญญาภิสังขาร คือการปรุงแตง่ ฝา่ ยเกอ้ื กลู ความสุข ดงั ในบญุ กริ ิยาวตั ถุ ๑๐ คือ ทาน ศลี ภาวนา อ่อนน้อม ช่วยเหลือ แบ่งความดี ยนิ ดใี นความดขี อง ผู้อนื่ ฟังธรรม พดู ธรรม ท�ำ ความเหน็ ใหต้ รง แต่เพราะมคี วามจำ�ท่ถี กู ต้องใน ๖ ขอ้ ดังกลา่ ว แม้ในอนตั ตสญั ญา ยอ่ มรูจ้ กั ถึงเหตุปัจจยั อันไม่ใชต่ วั ตนอาศัยกันเกดิ ข้นึ คอื เจตนาดีย่อมมคี วาม สุข เจตนาร้ายให้ผลเป็นทุกข์ ทั้งเจตนาดีและเจตนาร้ายจึงเป็นสังขาร เปน็ อนตั ตา คอื ไม่หลงผดิ วา่ ตนเปน็ “คนด”ี แลว้ หลงสร้างเจตนาร้าย เกลียดคนช่ัว แตฉ่ ลาดทีจ่ ะไม่สรา้ งเจตนารา้ ยไมว่ า่ ในสถานการณใ์ ดๆ เพราะ จ�ำ ถกู ถงึ อนัตตสญั ญาดงั กลา่ ว โดยเฉพาะจำ�ได้ถูกต้องว่า ทกุ ข์ไม่ใช่มาจาก ผอู้ น่ื ท�ำ จงึ ยตุ บิ ทบาทในการโกรธเกลยี ดหรอื ไมค่ ดิ ประทษุ รา้ ยใคร เพอ่ื แก้ปัญหาแห่งทุกข์ ดงั พุทธพจนท์ ี่ถอื เป็นโอวาทวา่ “ผใู้ ดประทุษรา้ ยในโจรนัน้ ผนู้ นั้ ช่ือว่าไม่ท�ำ ตามคำ�สอนของเรา” ภิกษุ ท.! ถา้ โจรพงึ เลอื่ ยอวยั วะน้อยใหญข่ องใครด้วยเลื่อยทีม่ ดี ้ามสองข้าง ผใู้ ดมีใจประทุษร้ายในโจรนน้ั ผูน้ น้ั ชอ่ื ว่าไม่ท�ำ ตามคำ�สอนของเรา เพราะเหตทุ ีม่ ใี จ ประทุษรา้ ยตอ่ โจรนัน้ ภกิ ษุ ท.! ในกรณนี น้ั เธอพงึ ท�ำ การส�ำ เหนยี กอยา่ งนว้ี า่ “จติ ของเราจกั ไมแ่ ปรปรวน เราจกั ไมก่ ลา่ ววาจาอนั เปน็ บาป เราจกั เปน็ ผมู้ จี ติ เอน็ ดเู กอ้ื กลู มจี ติ ประกอบดว้ ยเมตตา ไมม่ โี ทสะภายในอยู่ จกั มจี ติ สหรคตดว้ ยเมตตาแผไ่ ปยงั บคุ คล นน้ั อยู่ อนั เปน็ จติ ไพบลู ยใ์ หญห่ ลวง ไมม่ ปี ระมาณ ไมม่ เี วร ไมม่ พี ยาบาทแผไ่ ปสโู่ ลก ถงึ ทส่ี ดุ ทกุ ทศิ ทาง มบี คุ คลนน้ั เปน็ อารมณแ์ ลว้ แลอย”ู่ ดงั น้ี ๒๖
ภกิ ษุ ท.! เธอพงึ กระทำ�ในใจถงึ โอวาทอันเปรียบดว้ ยเลอ่ื ยน้ี อย่เู นือง ๆ เถดิ ภิกษุ ท.! เมือ่ เธอท�ำ ในใจถึงโอวาทนนั้ อยู่ เธอจะ ไดเ้ ห็นทางแหง่ การกลา่ วหาเล็กหรือใหญ่ทีเ่ ธออดกล้นั ไมไ่ ด้ อยอู่ กี หรอื ? “ขอ้ น้ันหามิได้พระเจา้ ข้า” เพราะเหตนุ ั้นในเรอื่ งนี้ พวกเธอท้ังหลายจงกระท�ำ ในใจ ถงึ โอวาทอนั เปรียบด้วยเลื่อยนอ้ี ยู่เปน็ ประจ�ำ เถิด น่นั จะเป็นไปเพ่อื ประโยชน์เกื้อกลู และความสขุ แกเ่ ธอทัง้ หลาย ตลอดกาลนาน (-ม.ู ๒.๑๒/๒๕๕๔ – ๒๖๐/๒๖๗-๒๗๓) ในเชงิ ปฏบิ ตั ิ การเจริญสติอันเกิดจากความจ�ำ อนั ถกู ตอ้ งวา่ สขุ -ทกุ ข์ ไม่ใชม่ าจากผู้ อนื่ ทำ� ไม่ใช่มาจากเราท�ำ แตม่ าจากผัสสะ แมใ้ นท่ามกลางผัสสะอนั ไม่คาดคดิ จงึ จ�ำ เปน็ ตอ้ งมคี วามไมป่ ระมาทตอ่ ผสั สะทง้ั หลายทางอายตนะ ๖ อนั มาจาก หูกระทบเสียง ทำ�ใหเ้ กิดโสตวญิ ญาณฯ ดังน้ัน แม้คำ�พดู ที่ไมด่ ีกไ็ มใ่ ช่ต้นเหตุ แห่งทุกข์ แตอ่ ย่ทู ผ่ี สั สะภายในอันเกิดจากความคิดปรุงแต่งกระทบใจ ท�ำ ให้ เกดิ มโนวญิ ญาณ หากไมค่ ดิ รา้ ยเพราะเหน็ ถกู วา่ ผอู้ น่ื ไมใ่ ชต่ น้ เหตแุ หง่ ทกุ ข์ มี เจตนาดี มีเมตตา ไมม่ เี วร ไม่มีพยาบาท มสี ตเิ หน็ จติ ในจิต ไมเ่ ผลอคิดรา้ ย ย่อมไดร้ ับความสขุ ตลอดกาลนาน ๒๗
ภิกษุ ท.! ภิกษปุ ระกอบด้วยธรรม ๖ ประการ เปน็ ผูค้ วรเพื่อกระท�ำ ใหแ้ จ้งซง่ึ ความเย็นอันไมม่ อี นื่ ย่งิ กว่า ๑. ขม่ จติ ในสมัยทคี่ วรข่ม ๒. ประคองจิตในสมัยที่ควรประคอง ๓. ทำ�จติ ใหร้ า่ เรงิ ในสมยั ที่ควรทำ�จิตใหร้ ่าเริง ๔. เขา้ ไปเพง่ อยา่ งยงิ่ ซ่งึ จิตในสมัยที่ควรเพ่ง ๕. เป็นผ้มู จี ิตน้อมไปในธรรมประณีต ๖. เป็นผู้ยนิ ดยี ่งิ ในนพิ พาน ภกิ ษุ ท.! เป็นผ้คู วรเพื่อกระท�ำ ให้แจง้ ซง่ึ ความเยน็ อนั ไมม่ ีอ่นื ย่ิงกว่าแล (-ฉกฺก.อํ. ๒๒/๔๘๔/๓๕๖) ๒๘
๔.ฉลาดรเู้ หตแุ ห่งสขุ -ทุกข์
ที่นิวซแี ลนด์ ฉนั ยืนมองเจา้ กระตา่ ยปา่ สีน้ำ�ตาลออ่ นทซ่ี กุ ตวั สงบนิง่ อย่ขู า้ งก้อนหนิ มันไมไ่ หวติง เหมือนมนั เชื่อวา่ ฉันน่าจะเช่ือว่ามันเปน็ ก้อนหิน เพยี งฉันกะพริบตาเพียงแวบเดยี ว มันกพ็ งุ่ ปรู๊ดไปยงั ทุง่ กวา้ งอนั เวง้ิ วา้ ง แต่ บนท้องฟ้านั่นน่ากลัวกว่า เหยี่ยวกำ�ลังกางปีกร่อนมองหาเหยื่อบนท้อง ทุ่ง เจา้ กระตา่ ยทไ่ี รท้ ศิ ทาง หยดุ นง่ิ อกี ครง้ั ดไู กล ๆ แลว้ มนั กเ็ หมอื นก้อนหนิ สีน้ำ�ตาลออ่ นจรงิ ๆ เหยย่ี วยงั คงกางปกี รอ่ นอยู่ คงคะเนดอู ยวู่ า่ มนั เปน็ ก้อน หนิ หรือกระตา่ ย เจ้ากระต่ายท�ำ หลบหลู งแนบลำ�ตัว ดูสงบนิ่งแตห่ ัวใจแอบ ลอบเตน้ ตมู ตาม มันขาดความมัน่ ใจอีกคร้ังขณะพ่งุ ตัวออกไปกลางสนาม ซงึ่ ณ ปัจจุบันกลายเป็นสนามแข่งขันกับความตาย เหยี่ยวโฉบพุ่งด้วยอุ้งเล็บ คมกรบิ หว้ิ มันลอยขน้ึ ไปสู่ทอ้ งฟ้าลบั ตาหายไปบนตน้ ไมส้ งู ดูเหมอื นทกุ ข์ จากการเอาตัวรอดและความตายจะเกดิ -ดบั อยู่ในธรรมชาตติ ลอดเวลา ฉัน กลบั มาถึงเมอื งไทยได้ ๒ วนั เชา้ วนั ที่ ๑๖ พ.ย. มคี นเล่าให้ฟงั ถึงพนักงาน คนหน่งึ ซ่งึ มีทกุ ข์มาก พอ่ แมถ่ ูกฆาตกรรม พ่ี ๒ คนฆ่าตวั ตาย สามีก็เสยี ชีวิต สว่ นลูกสาวเปน็ ออทสิ ติก ฟงั แลว้ กใ็ จไหวสะทา้ นดว้ ยความสงสาร แอบคดิ ในใจวา่ ถา้ ตายแทนผู้ หญิงคนนี้ได้แล้วให้เธอมีชีวิตทีม่ ีความสขุ กจ็ ะท�ำ ฉันเองไม่ใช่คนดี เพียงแต่ เป็นผลกึ สงั ขารอนั sensitive เพราะไมม่ ี “คน” ไม่มี “ฉัน” นอกจากสังขาร ท่ีเปน็ ปจั จยั ใหเ้ กดิ วิญญาณ และนามรูปส่งผลสอู่ ายตนะ ผัสสะและมาประชมุ ลงที่เวทนาอันเปน็ ความรสู้ กึ สุข ทกุ ข์ หรอื เฉย ๆ เม่อื มีผูท้ ลู ถามพระองคว์ า่ “ใครหนอเสวยเวทนา? (สุข-ทกุ ข์) ตอบ : ตงั้ ปัญหายังไม่ถูกฯ ผ้ใู ดถามวา่ เพราะอะไรเปน็ ปจั จยั หนอ เวทนาจงึ มี? ๓๐
มคี ำ�เฉลยทถ่ี ูกต้องว่า เพราะผสั สะเป็นปัจจยั เวทนาจงึ มี ถาม : ใครเป็นผู้ไดร้ ับผัสสะ? ตอบ : ตงั้ ปัญหายงั ไม่ถกู ฯ เพราะสฬายตนะ (อาตยนะภายในภายนอกกระทบกนั ) เปน็ ปจั จัย ผัสสะจงึ มี เพราะผสั สะเป็นปัจจยั เวทนาจงึ มี (สขุ ทกุ ข์ เฉย ๆ) (สํ.น.ิ ๑๖/๓๓-๓๖/๑๖-๑๗) ถาม : สขุ ทกุ ข์ ตนทำ�เองหรอื ? ตอบ : อยา่ กลา่ วอยา่ งนัน้ ถาม : สุข ทุกข์ เกิดข้ึนลอย ๆ หรือ ? ตอบ : เพราะเข้าใจเอาแตแ่ รกว่า เวทนากน็ ่นั ผเู้ สวยเวทนากน็ ัน่ (หลงว่าเป็นอัตตา) จงึ เกิดยึดถือข้ึนวา่ สุข-ทกุ ข์ ตนท�ำ เอง เราหากลา่ วอยา่ งน้นั ไม่ เพราะเข้าใจว่า เวทนากอ็ ยา่ ง ผู้เสวยเวทนากอ็ ยา่ ง (อตั ตา) จงึ เกิดเหมอื นความยดึ ถอื อยา่ งผ้ถู ูกเวทนาทม่ิ แทงว่า สุข-ทุกข์ ตวั การท่ีทำ�ได้ เราหากล่าวอยา่ งนั้นไม่ (ส.ํ น.ิ ๑๖/๕๔-๕๕/๒๖-๒๘) ๓๑
คำ�ตอบน้กี นิ ความกว้างสัมพันธก์ บั เรอื่ งกรรม ซึง่ จากกรณีตัวอยา่ ง ความทุกข์ของหญงิ สาวขา้ งตน้ ทพ่ี อ่ แม่ถูกฆาตกรรม พี่ ๒ คน ฆา่ ตวั ตาย สามตี าย ลูกเปน็ ออทสิ ติก คนฟงั ส่วนใหญ่ประเดน็ แรกเลยที่คดิ คอื “กรรม เกา่ ” ซงึ่ พระพทุ ธองคท์ รงชใี้ หเ้ ห็นวา่ หากหลงยึดแต่กรรมเก่า การจะคิดวา่ “สงิ่ นีค้ วรท�ำ สิ่งนีไ้ มค่ วรท�ำ ” กย็ ่อมไมม่ ี ฯ (อ งฺ ตกิ . ๒๐/๕๐๑/๒๒๒) “ดกู รสวิ กะ เวทนาบางอย่างท่เี กดิ ขน้ึ มีดีเป็นสมฏุ ฐานกม็ ีฯ เกิดจากความ แปรปรวนแหง่ อตุ ุก็มี เกดิ จากการบริหารตนไม่สม่ำ�เสมอกม็ ี เกิดจากการถูกท�ำ ร้ายก็ มี เกดิ จากผลกรรมก็มี ฯ สมณพราหมณเ์ หลา่ ใด มีวาทะ มีความเห็นอย่างนีว้ ่า บุคคลใดเสวยเวทนาอย่างใดอย่างหน่ึง เปน็ สุขก็ดี ทุกขก์ ด็ ี ไมส่ ุข ไม่ทุกขก์ ด็ ี เวทนาน้ันเป็นเพราะกรรมทที่ ำ�ไวป้ างกอ่ นฯ เรากลา่ ววา่ เปน็ ความผิดของสมณพราหมณ์เหล่านน้ั เอง” (ส. ส.ฬ. ๑๘/๔๒๗/๒๘๔) ภกิ ษุ ท.! ผใู้ ดกลา่ วอย่างน้ีว่า “บุรุษนี้ทำ�กรรมไวอ้ ยา่ งไร ๆ เขายอ่ มได้เสวย กรรมนั้น อยา่ งน้ัน ๆ” เมื่อเป็นอยา่ งที่กลา่ วมานี้ การครองชีวิตประเสรฐิ กม็ ไี มไ่ ด้ เปน็ อันมองไมเ่ หน็ ชอ่ งทางที่จะทำ�ความส้นิ ทกุ ข์ให้ส�ำ เรจ็ ได้เลย แต่ผู้ใดกล่าวอยา่ งนี้ ว่า “บุรุษนท้ี �ำ กรรมอนั เป็นทตี่ ั้งแห่งเวทนาอยา่ งไร ๆ เขาย่อมไดเ้ สวยวบิ ากของกรรม นั้นอย่างนัน้ ๆ” เมื่อเป็นอย่างทกี่ ลา่ วน้ีการครองชวี ติ ประเสริฐจงึ มไี ด้ เป็นอันเหน็ ช่องทางทจ่ี ะทำ�ความส้ินทกุ ขใ์ หส้ �ำ เร็จได้ (อ งฺ ตกิ . ๒๐/๕๔๐/๓๒๐) ภิกษุ ท.! เจตนา เราเรยี กว่ากรรม (อ งฺ ฉกกุ ๒๒/๓๓๔/๔๖๓) ๓๒
จากพทุ ธพจนด์ งั กลา่ ว เมอ่ื น�ำ มาเรยี บเรยี งอยา่ งสอดคลอ้ งถงึ กระแส เหตปุ ัจจยั ท่ีไมใ่ ชอ่ ตั ตาตวั ตน แต่เป็นสภาวธรรมไมใ่ ช่ “คน” เจตนากเ็ ป็น สภาวธรรมไม่ใช่ “คน” ผสั สะก็เปน็ สภาวธรรมไมใ่ ช่ “คน” จนถึงรูป รส กล่นิ เสยี ง สัมผสั กาย ซงึ่ เปน็ เพยี งสภาวธรรมลว้ น ๆ ไมใ่ ชม่ ตี ัวตนภายนอก การมปี ญั ญาเหน็ เชน่ นจ้ี ะเหน็ วา่ สขุ -ทกุ เวทนา ไมใ่ ชม่ าจากผอู้ น่ื ท�ำ ไม่ใช่ มาจากเราท�ำ แมแ้ ตค่ วามคดิ ปรุงแต่งก็เป็นเพียงความคดิ เป็นพลังงานชนิด หนึ่งซึง่ อาศัยความจำ�มาประมวลปรงุ แต่ง หากจ�ำ ผิดก็จะคิดผิด ตดั สินใจผิด หากจ�ำ ถกู วา่ ไมใ่ ช่ตัวตนกจ็ ะคดิ ถูก ตัดสินใจถกู ดังพทุ ธพจน์ ดงั นี้ “อารมณอ์ นั วจิ ติ รก็มอี ย่ใู นโลก ตามประสาของมัน เทา่ นั้น” (คำ�ว่า “อารมณ์” หมายถงึ รูป รส กลิ่น เสียง สมั ผสั กาย) (ฉกก.๐.๒๒/๔๕๗-๔๖๐/๓๓๔) หยดุ อ่านซกั นิด ตัง้ สติ ท�ำ ความรู้สกึ ตวั ทัว่ พร้อม สมั ผัสอารมณอ์ ัน วิจิตรของโลกท่โี อบกอดอยทู่ ั่วสรรพางค์กายในทุกผสั สะทางตา หู จมูก ลน้ิ กาย ยังไมต่ อ้ งใช้ความคดิ ตรติ รองว่าชอบหรอื ชัง แตม่ สี ติร้สู ึกถงึ สภาวธรรม ตรงหนา้ ตง้ั แต่ก้นกระทบพ้นื ความรบั รู้ทางเสียง หรือสายตาท่ที อดมองยัง ฟ้ากว้าง ตน้ ไม้ นก ผเี ส้ือ หรือแสงแดด ซึมซบั อยา่ งซาบซึง้ จะประจกั ษเ์ ขา้ สสู่ ภาวะทพ่ี ระพทุ ธองคต์ รสั ไวข้ า้ งตน้ หากไมใ่ จแคบบดิ พรว้ิ ความจรงิ ตรงหนา้ โลกนนั้ อยู่ตามประสาของมนั ในรูป รส กลน่ิ เสยี ง สมั ผัสกาย เป็น เพยี งกระแสเหตปุ จั จยั แหง่ ผัสสะทท่ี ำ�ใหเ้ กดิ สขุ -ทกุ ขเวทนา แต่สภาวธรรม ของโลกไมใ่ ช่ตวั ตนของใครและโลกมิใช่กเิ ลส มีแต่ผัสสะเขา้ ไปทธ่ี รรมารมณ์ อันปรุงแต่งเจตนาดี – รา้ ย – ชอบ – ชัง จงึ สง่ ผลสู่สุข-ทกุ ขเวทนาทางใจ ๓๓
หากฉลาดและกล้าหาญพอท่ีจะยอมรับความจริงตามกระแสเหตุ ปัจจัย ไมห่ ลงกลความคดิ ท่ีปรงุ แต่งค�ำ วา่ “เรา” ขึ้นมา จะเหน็ หนทางแห่ง การพน้ ทกุ ขต์ รงปจั จบุ นั คอื ไมห่ ลงปรงุ แตง่ วา่ ผอู้ น่ื เปน็ ตน้ เหตแุ หง่ ทกุ ข์ หรอื ปรุงแตง่ ว่าเราเป็นตน้ เหตแุ ห่งทุกข์ ทกุ ชวี ติ ลว้ นพบเจอกระแสเหตปุ จั จยั อนั ปรวนแปรไมค่ งท่ี ดว้ ยเงอ่ื นไข เหตุปัจจัยอันหลากหลายของโลกอันวิจิตรอย่างคิดไม่ถึง ท่ามกลางความ ก ดดนั เหล่านั้นมหี นทางให้เลือก ๒ ทาง คือความอ่อนแอหรือความเขม้ แขง็ หากเราเลอื กความอ่อนแอกอ่ นดว้ ยการโทษคนอื่น หรือโทษตัวเอง ก็ มแี ตจ่ ะเพม่ิ ทกุ ข์ ยง่ิ ไมม่ ใี ครเขา้ ใจเราหรอื ขาดก�ำ ลงั ใจจากคนรอบขา้ ง หาทพ่ี กั พงิ อันถาวรจากสิ่งใดไม่ได้ สดุ ท้ายเรากต็ ้องเลอื กความเขม้ แข็งอยู่ดี ว่าไม่ใช่ ส่งิ ภายนอกหรือเราเป็นตน้ เหตุ แตส่ ขุ -ทกุ ขม์ าจากผสั สะโดยเฉพาะผัสสะไป ที่ความปรุงแต่งดีหรือร้าย เพราะเป็นทางรอดทางเดียวที่คนฉลาดในอดีต ปจั จุบนั หรอื ในอนาคต ไดเ้ หน็ กระแสเหตปุ ัจจัยของสง่ิ เหล่านน้ั อันมีท้ังคุณ ท้งั โทษและอุบายที่พ้นไปจากทุกข์ ดังท่ไี ดก้ ลา่ วไว้แล้วในบทต้นวา่ ขันธ์ ๕ และรูป รส กลน่ิ เสยี ง สมั ผัส กาย และธรรมารมณ์ ไม่ใช่ว่าจะไม่มคี ณุ ประโยชน์ คณุ ของมันคือความหวาน ชื่นชั่วคราวที่พอหลั่งชโลมความแห้งโหยของชีวิตได้ชุ่มฉ่ำ�เพียงชั่วขณะ ไม่ ว่าจะเปน็ กลิน่ ไอแหง่ ความเมตตา กรุณาและปราณี จนถงึ ผัสสะพื้นฐานจาก อาหารการกิน สายลมรำ�เพยฯ แต่โทษของมนั คือความไมค่ งท่ี เปน็ อ่ืนไปทุกขณะ เพราะอาศัยเหตุ ปจั จยั อน่ื เกดิ ขน้ึ จงึ ทรงตวั อยอู่ ยา่ งมตี วั ตนถาวรไมไ่ ด้ เพราะมนั ไมเ่ คยมตี วั ตนใด ถาวรอยู่จรงิ น่ันเอง ๓๔
สว่ นทางออกจากสง่ิ เหลา่ นน้ั จะเลอื กหรอื ไม่ มไิ ดถ้ กู ใครบงั คบั ใหเ้ ลอื ก แตห่ ากจะพ้นทุกข์ ก็ต้องเห็นตามความเปน็ จริง ดังพทุ ธพจน์ “ภิกษุ ท.! พวกเธอจะส�ำ คัญความข้อนน้ั อย่างไร? คือข้อหญ้า กิ่งไม้ และใบไมใ้ ด ๆ มอี ยู่ในเชตวนั น้ี เมื่อคนเขาขนมา เอามันไปเผาเสียก็ตาม หรือกระทำ�ตามความตอ้ งการอยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ กต็ าม พวกเธอเคยเกดิ ความคดิ อยา่ งนบ้ี า้ งหรอื ไม่ว่า “คนเขาขนเอาเราไปบ้าง เขาเผา เราบ้าง เขาทำ�แกเ่ ราตามความปรารถนาของเขาบ้าง ดงั น”ี้ “ขอ้ น้นั หามิได้ พระเจา้ ขา้ ” ขอ้ นัน้ เพราะเหตุไรเล่า ? “เพราะเหตวุ ่า น่นั หาไดเ้ ป็นตวั ตน หรือของเนื่องด้วยตวั ตนของขา้ พระองค์ ไม่ พระเจา้ ขา้ ” ภกิ ษุ ท.! ฉนั ใดกฉ็ นั นั้น คอื ส่ิงใดมิใชข่ องพวกเธอ พวกเธอจงละสงิ่ นัน้ เสยี สิ่งน้ันอันพวกเธอละได้แลว้ จกั เป็นไปเพ่ือประโยชน์สุข แกพ่ วกเธอเอง ตลอดกาล นานแล (ม.ู ม. ๑๒/๒๗๙/๒๘๗) สรปุ ความฉลาดในทม่ี าของสขุ -ทกุ ข์ ทำ�ให้มสี ตเิ ห็นเวทนาใน เวทนา วา่ มาจากผสั สะ ๑. สุข-ทกุ ข์ ไม่ใชม่ าจากผู้อน่ื ท�ำ ไมใ่ ช่มาจากเราทำ� แต่มาจาก ผสั สะทีไ่ ม่ใชต่ วั ตน ๓๕
๒. สขุ -ทุกข์ ไม่ใช่มาจากกรรมเกา่ แต่กรรมตรงปัจจุบนั สำ�คัญที่ เจตนาดีมคี วามสุข ๓. สุข-ทกุ ข์ ไม่ใชข่ อง “เรา” จงละสง่ิ ทีไ่ ม่ใชข่ องเราเสียจะเปน็ ไป เพอ่ื ประโยชนส์ ุขตลอดกาลนาน ในเชงิ ปฏบิ ัติ หากเจรญิ สตติ ามดูเวทนาในเวทนา รชู้ ดั ถึงตัวสภาวะคือความร้สู ึก อันเกดิ จากผสั สะคือองค์ประกอบจากอายตนะภายใน – ภายนอก เกิดเป็น วิญญาณการรับรู้ส่งผลส่เู วทนา หากอายตนะภายนอกคอื รูป เสยี ง กล่ิน รส สมั ผสั กายเปน็ เพยี งสิง่ ถกู รู้ เปน็ เพียงธาตภุ ายนอกท่ไี มใ่ ชต่ ัวตน วญิ ญาณทร่ี บั รจู้ ะเปน็ ตวั ตนไปไดอ้ ยา่ งไร หากผสั สะนน้ั อาศยั สง่ิ ทไ่ี มใ่ ชต่ วั ตน สุข- ทุกขเวทนา จะเป็นตัวตนของ “เรา” ไปได้อย่างไร การมีสติเข้าไปประจักษช์ ดั ถึง สภาวธรรมของเวทนาเหล่านน้ั จนเหน็ เป็นแค่คล่ืนพลังงานทแ่ี ฝง อยใู่ นความวา่ ง ไมม่ บี ญั ญตั ิ วา่ อะไร จนประจกั ษช์ ดั วา่ เวทนาไมใ่ ช่ “คน” และ ไมม่ ีตัวตนของ “เรา” อย่ใู นเวทนา เมื่อละส่ิงทีไ่ มใ่ ชข่ อง “เรา” ยอ่ มเป็นไปเพอื่ ประโยชน์ สุขตลอดกาลนาน ๓๖
๕. ฉลาดรู้จักคณุ โทษ และทางออก
ใกล้ค่ำ�มกั นำ�ความมืดค่ำ�มาห่มคลมุ ความเร่งรบี ผิดกบั รงุ่ อรุณแหง่ ชีวิตมักคืบคลานอย่างแช่มช้า และดูเหมือนว่าทุกชีวิตจะมีทั้งรัตติกาลและ รุ่งอรุณอย่างเสมอภาค คนฉลาดอาจสามารถหาคุณค่าของรัตติกาลแห่ง ชวี ิตเจอเสมอ ดจุ ขมุ ทรพั ยแ์ ห่งแสงดาวหรืออัญมณีอันริบหรใี่ นแสงหิง่ หอ้ ย เพราะบางครัง้ แสงสวา่ งกป็ กปิดคณุ คา่ แห่งความจรงิ บางอย่างไว้ ทุกสรรพสิ่งล้วนมีทั้งคุณ โทษ และทางออกจากปัญหาเหล่านั้น ซ่อนตัวอยู่ การมีปัญญารู้ว่าทุกข์ไม่ได้มาจากผู้อื่นหรือไม่ได้มาจากตัวการ ภายนอกและไม่ไดม้ าจากเรา เมอ่ื ๑๔ ปที แ่ี ลว้ คนทฉ่ี นั รจู้ กั ประสบอบุ ตั เิ หตถุ กู รถอกี คนั พงุ่ ชนรถท่ี เขานง่ั พลกิ คว่ำ�หลายตลบตกไปขา้ งทาง หลงั คายบุ กระจกแตกทม่ิ เขา้ ไปตาม ศรี ษะ แรงกระแทกนน้ั ท�ำ ใหก้ ระดกู คอกรอ่ นไป ๔ ขอ้ ปอดฉกี กระดกู หลงั บดิ ตวั ผลทต่ี ามมาคอื โรคหวั ใจ โรคภมู แิ พแ้ ละปวดศรี ษะทกุ วนั มานบั แตน่ น้ั หลายคนถามว่า เขาอยูก่ ับโรคประจ�ำ ตวั เหล่านัน้ มาได้อยา่ งไร เขา ตอบว่า ทกุ กุฏใิ นวดั จะมตี ัว everything OK อย่ทู ุกกฏุ ิ มันมกั จะร้องเสมอวา่ .......จะ จะ จะ จะ OK OK OK ซ่งึ ชาวบ้านมักเรียกมันวา่ “ตุก๊ แก” แตพ่ อ เราฟงั มันรอ้ งว่า OK ความรสู้ กึ รำ�คาญหรอื ไม่ชอบกจ็ ะหายไป หากเราตอ้ ง อย่กู ับตุ๊กแกทกุ วันเป็นเดอื นเปน็ ๑๐ ปี แลว้ หงดุ หงดิ ร�ำ คาญไมช่ อบมนั คง เป็นชว่ งเวลาทแ่ี ยน่ า่ ดู ในความเปน็ ทกุ ขน์ อ้ ยใหญอ่ นั เกดิ ขน้ึ ประจ�ำ ในชวี ติ กเ็ ชน่ กนั เขาแคอ่ ยู่กับโรคประจำ�ตวั ด้วยความรกั และเมตตา เหมือนสงสารใครสักคนที่ ปว่ ยแต่ไม่ใช่ “เราป่วย” ซึ่งขนั ธ์ ๕ และรปู รส กลิ่น เสียง สมั ผัสกาย และ ความนึกคิดตา่ ง ๆ ไม่ใช่ “เรา” ล้วนมีทั้งคณุ โทษ และทางออกจากส่ิงเหล่า นัน้ ดว้ ยความฉลาด ๓๙
ความฉลาดในเรื่องของคุณ โทษ และทางออกนี้ เป็นประเด็นที่ควร สนใจในแงท่ ี่ว่า การรจู้ ักใช้คุณของสิง่ น้นั ให้เป็น รู้จกั โทษ และอบุ ายทางออก โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งการรวู้ า่ สุข-ทุกข์ ไมใ่ ช่มาจากผ้อู น่ื และไมใ่ ชม่ าจากเราทำ� ซงึ่ พระโสดาบนั รจู้ กั อุปาทานขนั ธ์ ๕ ใน ๕ มมุ มอง ดงั น้ี ภกิ ษุ ท.! เมื่อใดแล สาวกของพระอรยิ เจ้าในธรรมวนิ ัยนี้ มารจู้ กั ๑. ความกอ่ ขึ้นแหง่ อุปาทานขันธ์ ๕ ๒. รจู้ ักความต้งั อยูไ่ มไ่ ด้ของอปุ าทานขันธ์ ๕ นี้ ๓. รู้จักอุปาทานขนั ธ์ ๕ ในแง่ทมี่ นั ให้รสอรอ่ ย ๔. รู้จักอุปาทานขนั ธ์ ๕ ในแงท่ ม่ี นั ให้โทษร้ายกาจ ๕. ท้งั รจู้ กั อุบายทีไ่ ปใหพ้ ้นจากอุปาทานขนั ธ์ ๕ นี้เสยี ตามท่ถี กู จริง ภกิ ษุ ท.! เมื่อนนั้ แล ฯ เราเรยี กวา่ เปน็ พระโสดาบนั ผู้มีอนั ไมต่ กต่ำ�เป็น ธรรมดา เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน จักตรัสรู้ธรรมได้ในการเบื้องหน้า (ขนฺธ. ส. ๑๗/๑๙๖/๒๙๖) มุมมอง ๕ ประการเบื้องต้นนี้ หากนำ�เอาเรื่องเวทนาขันธ์อันเป็น สุข-ทุกขเวทนามาพิจารณาเห็นความสอดคล้องในข้อที่ว่า พระโสดาบันรู้จักเหตุ แห่งสุข-ทุกข์ ว่าเป็นเพียงกระแสเหตุปัจจัยที่อาศัยกันเกิดขึ้นจากผัสสะ ซึ่งองค์ ประกอบของผัสสะเหล่านั้นไม่มีสักอนุภาคหนึ่งซึ่งเป็นตัวตน ดังนั้น พระโสดาบัน จึงรู้จักอุบายที่ออกจากอุปาทานขันธ์ ๕ และจะไม่คิดในที่มาของสุข-ทุกข์ใน ๖ มุมนี้ ๔๐
คอื จะไมค่ ดิ อย่างคลาดเคลอื่ นวา่ ๑. สุขและทุกข์ ตนทำ�เอง ๒. สขุ และทกุ ข์ ผู้อ่ืนท�ำ ให้ ๓. สขุ และทุกข์ ตนท�ำ เองก็มี ผอู้ ่ืนท�ำ ให้กม็ ี ๔. สุขและทกุ ข์ ไมต่ อ้ งท�ำ เอง เกิดข้ึนตามล�ำ พัง ๕. สุขและทุกข์ ไม่ตอ้ งใครอื่นท�ำ ให้ เกิดขนึ้ เองตามล�ำ พงั ๖. สขุ และทกุ ข์ ไมต่ ้องท�ำ เอง และไม่ตอ้ งใครอ่นื ท�ำ ให้ เกิดข้นึ ล�ำ พงั ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า? ภิกษุ ท.! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า เหตุอันผู้ถึงพร้อม ด้วยทิฏฐิเห็นแล้วโดยแท้จริง และธรรมทั้งหลายก็เป็นสิ่งที่เกิดมาแต่เหตุดว้ ย ภิกษุ ท.! เหล่านีแ้ ลฐานะทไ่ี มอ่ าจเป็นไปได้ ๖ ประการ (ฉ กฺ ก. อํ. ๒๒/๔๘๙/๓๖๖) สรปุ ความฉลาดทเ่ี หน็ กระแสปจั จยั คอื ธรรมทง้ั หลายลว้ นเกดิ แตเ่ หตุ คอื ไมม่ ตี ัวตน ความฉลาดมีปัญญาเหน็ เหตปุ จั จัยดังกล่าว ๑. รู้จกั ลักษณะท่ีก่อข้นึ จากเหตปุ ัจจยั ๒. รู้จักลกั ษณะต้งั อยูไ่ มไ่ ด้ ของเหตปุ ัจจยั ๓. รจู้ ักคุณ ว่าจะใช้เหตุปจั จยั เช่นใดใหเ้ ปน็ ประโยชน์ ๔. รจู้ ักโทษ คือเหตุปจั จยั น้ันแปรปรวนเป็นอืน่ ๕. รูจ้ กั อบุ ายท่ีจะไปให้พน้ อุปาทานขนั ธ์ ๕ อนั เป็นเหตุปัจจยั ไมใ่ ชต่ วั ตน ๔๑
คอื ไมห่ ลงเขา้ ไปยดึ มน่ั วา่ สขุ -ทกุ ขเวทนาเปน็ ตวั ตนของตนเพราะเหน็ เปน็ กระแสเหตุปัจจยั ท่ีอาศยั กนั เกิดขน้ึ ไม่ใชต่ วั ตนของผอู้ ่ืนกระท�ำ และไม่ซ้ำ� เติมว่าตนเปน็ ผู้กระทำ� คือไม่จ�ำ ผิดพลาดคลาดเคลอ่ื นแตม่ ี (สญั ญา) ความ จำ�ถกู วา่ เป็น อนตั ตสญั ญา โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงความฉลาดในความคดิ ปรุงแตง่ (สงั ขาร) ท่ีจะ ไม่กอ่ เหตปุ ัจจัยจากกระแสเจตนาร้ายซงึ่ สง่ ผลส่คู วามทุกขใ์ จให้ (วญิ ญาณ) ต้องรับรถู้ ูกความเศรา้ หมองครอบง�ำ และส่งผลสู่บคุ ลกิ ภาพ (รูป) คอื ฉลาดทร่ี จู้ กั อบุ ายในการพน้ ทกุ ขจ์ ากอปุ าทานขนั ธ์ ๕ เหน็ สขุ -ทกุ ข์ เกิดจากผัสสะและตัวแปรที่สำ�คัญคือผัสสะเข้าไปที่ความคิดปรุงแต่ง เมื่อ ฉลาดรู้จักว่าการปรุงแต่งเจตนาร้ายให้ผลทุกข์ใจ จึงฉลาดรู้อุบายในใจถึง โอวาทอนั เปรยี บด้วยเล่อื ย และพวกเธอจงละสง่ิ ท่ไี มใ่ ช่ของพวกเธอเสยี จะ เปน็ ไปเพื่อประโยชนส์ ุขแก่พวกเธอ ภกิ ษุ ท.! ก่อนสมั โพธิ เมือ่ ยังเปน็ โพธิสัตวผ์ ยู้ งั ไมต่ รัสรู้ เราได้เกดิ ความดำ�ริ ข้ึนดังนว้ี า่ อะไรเปน็ คุณ (ความหวานช่นื รสอร่อย) ของรปู (เสียง กลิน่ รส สมั ผัสกาย ธรรมารมณ์ และขันธ์ ๕) อะไรเปน็ โทษของรูป (เสียง กลนิ่ รส สมั ผัสกาย ธรรมารมณ์ และขันธ์ ๕) อะไรเป็นทางออกของรูป (เสียง กลิ่น รส สมั ผัสกาย ธรรมารมณ์ และขันธ์ ๕) ๔๒
สุข โสมนัสที่เกิดจากการอาศัยรูป (เสียง กลิ่น รส สัมผัสกาย ธรรมารมณ์ และขันธ์ ๕) นคี้ อื คณุ ของรปู (เสยี ง กลิน่ รส สัมผสั กาย และ ธรรมารมณ)์ ข้อที่รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความเป็นอื่น (ไม่ใช่ตัวตน) นี้คือโทษของรปู (เสียง กลิ่น รส สมั ผสั กาย และธรรมารมณ)์ การละฉันทราคะ (พอใจติดใคร่) นี้ คือทางออก (ตรัสถึงอายตนะภายใน และภายนอก และขันธ์ ๕ แบบเดียวกัน) (สํ.สฬ. ๑๘/๑๓-๑๔/๘-๙) การละความพอใจติดใคร่ คอื ต้องมีสติ สมาธิ และปัญญาเหน็ ความ จรงิ ตรงหน้าในคุณและโทษ “มหล!ิ ถ้าหากรปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ เหล่าน้ี ยงั ไดม้ ีสุขถา่ ย เดยี ว อันสขุ ตามสนอง หย่งั ลงสู่ความสขุ ไมห่ ย่ังลงสู่ความทกุ ขเ์ สยี เลยไซร้ สตั วท์ ง้ั หลายกจ็ ะไมเ่ บื่อหน่าย ฯ แตเ่ พราะเหตทุ รี่ ูป เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ เหลา่ น้ี เปน็ ทุกข์ (แปรปรวนเปน็ ส่ิงอนื่ ดว้ ยเหตุปจั จยั ไม่ใช่ตวั ตน) เม่ือเบือ่ หนา่ ย ย่อมคลาย ก�ำ หนดั เพราะคลายกำ�หนัด (ตัณหา ราคะ) ย่อมบริสุทธิ์ได”้ (ขนธ. สํ. ๑๗/๘๕,๘๗/๑๓๑,๑๓๒) ในเชิงปฏิบัติ หากเอาสขุ ทกุ ข์ เปน็ ตวั ตง้ั วา่ ไมใ่ ชม่ าจากผอู้ น่ื ท�ำ ไมใ่ ชม่ าจากเราท�ำ ๑. รจู้ ักความกอ่ ขนึ้ แห่งสุข-ทุกขเวทนา ว่ามาจากผัสสะ ๒. ร้จู กั ความตั้งอยู่ไมไ่ ดแ้ ห่งสขุ ทกุ ข์ เพราะผสั สะดบั เวทนาดับ ๔๓
๓. ร้จู ักคุณ คอื การไม่ก่อเจตนารา้ ย ทกุ ขเวทนาทางใจย่อมไมม่ ี หากเจตนาดี ย่อมมคี วามสขุ ใจ ๔. รู้จกั โทษ คือความแปรปรวน คงทีอ่ ยไู่ มไ่ ด้ ๕. รจู้ กั อบุ ายทางออก คอื การละความเผลอเพลนิ ไมย่ ดึ มน่ั ในสขุ ทุกข์ ท่ไี มใ่ ช่ตวั ตน “เรา” ดังน้นั การเจริญสตเิ หน็ ทม่ี าของสุข-ทุกขเวทนา วา่ ไม่ใช่มาจากผู้อน่ื ทำ� ไม่ใช่มาจากเราท�ำ ย่อมเปน็ การเจรญิ สตเิ หน็ จิตในจิตทจ่ี ะไมม่ รี าคะ ในผอู้ ่นื ทไ่ี ม่ใช่ต้นเหตแุ หง่ สขุ และไม่มีโทสะในผ้อู น่ื ทไ่ี ม่ใช่ตน้ เหตุแหง่ ทกุ ข์และละโมหะทไ่ี มม่ ตี ัวตนของเราผู้ไดร้ ับสุข ทุกข์ แต่เหน็ สขุ ทกุ ข์ หรือราคะ โทสะ โมหะ เปน็ เพียงสภาวธรรม หรอื คลืน่ พลังงานทีแ่ ฝงอยู่ในความว่างชวั่ คราวเกดิ – ดบั ตามเหตุ ปจั จัยไม่ใช่ “เรา” หรือ “ของเรา” แตอ่ ยา่ งใด ๔๔
๖. ฉลาดหาทางออก
คร้งั หนงึ่ ขณะเดนิ อยใู่ นยุโรป มคี นทข่ี บั รถสวนมาไขกระจกและชนู ิ้ว กลางให้ ฉันสบตาอันขมึงทึงของเขาดว้ ยรอยย้มิ แอบคดิ ในใจวา่ “เขาร้ไู ด้ อย่างไรว่าเราเดินทางสายกลาง” แต่ชาวยโุ รปส่วนใหญใ่ ห้เกียรติพระภิกษุ ชายผ้ใู จดี ซือ้ ลูกอมมาฝาก ทุกวันและอาสาพาขับรถเลาะชายฝั่งแอตแลนติก ดินแดนที่น้ำ�แข็งกัดเซาะ ซอกภเู ขา ขบั รถฝา่ ภเู ขาหมิ ะทถ่ี กู ตดั เปน็ ชอ่ งทา่ มกลางไหลท่ างอนั เปน็ เหวลาด ชันจนเขาต้องขับรถกลางถนน แล้วจู่ ๆ ก็มีเสียงบีบแตรไล่มาข้างหลัง เขา หลบชดิ ไหลท่ างเหว หลบทางใหร้ ถมอเตอรไ์ ซคค์ นั ใหญแ่ ซงพรอ้ มกบั ไขกระจก ชูนว้ิ กลางให้ แลเหน็ ปา้ ยทะเบยี นรถท่ีขบั มาจากตา่ งแดน ซึ่งคนขบั เอย้ี วหนา้ มานดิ หนง่ึ แลว้ ชน้ี ว้ิ ลงไปในเหว เหมอื นจะโตต้ อบวา่ “ไปตายซะ” ความอารมณด์ ีของเขาหายเป็นปลดิ ทิง้ ขณะขบั รถไลก่ วดทา้ ยมอเตอร์ไซค์ ฝ่าถนน ทีล่ น่ื และลาดชนั ด้วยหิมะ สารแห่ง ความต่ืนเต้นลน้ ทะลักกระฉอก อยู่ทั่วทกุ คนในรถยิ่งกวา่ อยใู่ น เกมส์ท่ดี ิสนยี แ์ ลนด์ ความจรงิ แลว้ เสียงบีบแตร นว้ิ กลาง หรือนวิ้ ช้เี ปน็ เพียงธาตชุ นดิ หน่ึง ไมใ่ ชต่ ้นเหตุแห่งทกุ ข์ คือสุข-ทกุ ข์ ไมใ่ ชม่ าจากผู้อืน่ ท�ำ หรือไม่ใช่มาจาก เราทำ� แตผ่ สั สะเข้าไปที่ความปรงุ แต่ง ชอบ-ชัง ภายในตา่ งหากท่เี ปน็ ตวั แปร ส�ำ คญั โดยเฉพาะผสั สะเข้าไปในอตั ตวาทปุ าทาน ๔๖
ด้วยความยึดมนั่ ในวาทะภายในท่ีปรงุ แต่งขึน้ เพราะเสยี งแตรหรือนว้ิ กลาง ไม่ใชก่ ิเลส และนว้ิ เหลา่ นั้นก็ไม่รู้เรื่องด้วยว่ามันหยาบคายหรือประณีต หาก ฉลาดรู้เท่าทันความปรุงแต่งภายในอันเป็นธรรมหยาบก็จะฉลาดรู้อุบาย ในการออกจากทุกข์ ดังพุทธพจน์ทีท่ รงตรสั ดงั น้ี “อานนท์ การอบรมอนิ ทรยี ์ที่ยอดเยีย่ มใน แบบแผนของอารยชนเปน็ อย่างไร?” เพราะเหน็ รปู ดว้ ยตา เพราะยินเสยี งด้วยหู ฯ ย่อมเกิดความชอบใจ ไมช่ อบใจบ้าง ภิกษุ ท.! เธอเขา้ ใจชดั ดังนีว้ ่า ความชอบใจ ความไมช่ อบใจ เปน็ ส่ิงปรงุ แตง่ เป็นธรรมหยาบ เปน็ ของอาศัยเหตปุ จั จยั เกิดข้นึ ภาวะตอ่ ไปน้จี ึงจะสงบประณีต น่ันคืออเุ บกขา ความชอบใจ ไม่ชอบใจกด็ ับ อเุ บกขาก็ต้งั ม่นั ได้เร็วพลันทนั ที โดยไมย่ าก เหมือนหลับตาแล้วลืมตา เหมอื นลืมตาแล้วหลับตา ฯ (ม.อ.ุ ๑๔/๘๕๖/๕๔๒) จะเห็นได้ว่าการมีสติรู้เท่าทันผัสสะทางใจท่ีปรุงแต่งชอบชังเป็นธรรม หยาบ เปน็ สงิ่ ส�ำ คญั เพราะผัสสะอนั ไมค่ าดคดิ ภายนอกมอี ยตู่ ลอดเวลา และผัสสะทางตา + รูป หู + เสียง ฯลฯ เหล่านั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต ประจ�ำ วนั ทุกขณะ ท้ังหยาบหรือละเอียดล้วนเปลย่ี นแปลงไปตามเง่อื นไขเหตุ ๔๗
ปจั จัยอันหลากหลาย แต่ผสั สะทางใจทฉ่ี ลาดวางแยบคายไว้ในใจท่จี ะไมก่ ่อ เจตนาร้ายในบทที่ผา่ นมา พอจะสรุปแนวทางใหเ้ หน็ ถึงการมีสตริ ักษาจิต ท่ี ประตูหน้าต่างทุกบานของชีวิตล้วนไหลลงสู่ผัสสะทางใจ ซึ่งมีตัวแปรคือ ความคิดปรงุ แต่งไปในทางชอบชงั อนั เปน็ ธรรมหยาบ ดังพทุ ธพจน์ข้างตน้ และตรสั ทำ�นองเดยี วกัน “ดว้ ยเหตุเพียงไร บคุ คลชอื่ ว่าเปน็ ผคู้ ุม้ ครองทวาร” ภกิ ษุเห็นรูปดว้ ยตาแลว้ ฟงั เสยี งดว้ ยหู ฯ ยอ่ มไมน่ อ้ มรกั ฝากใจในรปู ทน่ี า่ รกั (เสยี ง ฯ! เชน่ เดยี วกัน) ไมข่ ุ่นเคือง ขดั ใจในรปู ทีไ่ ม่น่ารัก (เสยี ง ฯ! เช่นเดยี วกนั ) มสี ตกิ ำ�กบั ใจ เปน็ อยู่อย่างมีจิตกวา้ ง ขวาง ไมม่ ปี ระมาณ เขา้ ใจตามความเปน็ จริง ซงึ่ ความหลดุ รอดปลอดพน้ ของจิต และความหลุดรอดปลอดพ้นดว้ ยปญั ญา ท่จี ะทำ�ให้บาปอกุศลธรรม (ธรรมหยาบ) ซง่ึ เกิดขนึ้ แลว้ แกต่ ัวเขา ดับไปโดยไมเ่ หลอื (ส.ํ สฬ. ๑๘/๑๔๒-๕/๙๐-๔) จะเห็นได้ว่าทุกสรรพสิ่งและทุกคนท่ีเก่ียวข้องล้วนมีท้ังคุณ-โทษใน ตัว และการรู้จักทางออกอันหลุดรอดปลอดพ้นด้วยปัญญา การเจริญสติ อยา่ งไมล่ มื ใจทป่ี กตอิ ยกู่ อ่ นในขณะเกย่ี วขอ้ งกบั สง่ิ ตา่ ง ๆ โดยรเู้ ทา่ ทนั การปรงุ แตง่ ชอบ-ชัง อันเป็นธรรมหยาบ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ควรตระหนักอยู่ กับใจ ไมเ่ ผลอขาดสติถล�ำ เข้าไปในการปรุงแตง่ รจู้ ักทางรอดปลอดภัยอย่าง ไมป่ ระมาท “ภกิ ษุ ท.! อย่างไรจงึ ชื่อว่าเป็นผู้อย่ดู ้วยความไมป่ ระมาท? เมื่อภกิ ษุสงั วร จกั ขนุ ทรีย์ (ในขณะตาท�ำ หน้าท่ีดู) อยู่ จติ ยอ่ มไมซ่ ่านแสไ่ ปในรูปท้งั หลายทพ่ี ึงรู้ด้วย จักษุ เม่อื มจี ิตไม่ซ่านแส่ ปราโมทย์ก็เกดิ เมือ่ มีปราโมทยแ์ ลว้ ปติ กิ ็เกดิ เมือ่ มีใจปิติ กายกส็ งบระงบั ผ้มู ีกายสงบย่อมเป็นสุข ผู้มสี ขุ จติ ย่อมเปน็ สมาธิ เมื่อจติ เป็นสมาธิ ๔๘
ธรรมท้งั หลายกป็ รากฏ เพราะธรรมท้งั หลายปรากฏ ผู้นั้นจงึ นับวา่ เปน็ ผอู้ ยู่ดว้ ย ความไมป่ ระมาท (หู จมกู ลนิ้ กาย ใจ ตรัสเช่นเดียวกัน) (สสํ ฬํ . ๑๘/๑๔๔/๙๘) ในเชิงปฏบิ ตั ิ จะเห็นไดว้ า่ การเจรญิ สตกิ ับชวี ติ ประจ�ำ วันมผี ลตอ่ สมาธิ เพราะหาก ไมป่ ระมาทขาดสติ ไมเ่ ผลอเกบ็ ความชอบ – ชงั ไว้ นิวรณ์ ๕ ก็ก่อตัวขนึ้ ไมไ่ ด้ เพราะขาดสตเิ ผลอเก็บความชอบไว้ จงึ กลายเป็นกามฉันทนวิ รณ์ เพราะ ขาดสติเผลอเก็บความชังไว้จึงกลายเป็นพยาบาทนิวรณ์ หากจำ�ถูกต้อง วา่ สขุ -ทกุ ข์ ไม่ใชม่ าจากผ้อู ่นื ท�ำ ไมใ่ ช่มาจากเราทำ� ยอ่ มระงับความหดหู่ ความฟุ้งซ่าน หรือความกังวลในปัญหาต่าง ๆ ลง จิตจึงตั้งมั่นเป็นสมาธิ ความจรงิ ทงั้ หลาย (ธรรม) จึงปรากฏ ผ้นู ัน้ จงึ นับวา่ เป็นผู้อย่ดู ้วยความไม่ ประมาทคอื มคี วามเพียร มีสติ มสี ัมปชัญญะ ซ่งึ พระพทุ ธองค์ทรงตรัสถึง ความฉลาดในสมาธิ ดังน้ี ผู้ไดฌ้ านท่ีฉลาด ในการเขา้ สมาธิ และกระทำ�ความเพยี รเป็นไป ตดิ ตอ่ ในสมาธนิ บั วา่ เป็นเลศิ ๔๙
ในการปฏบิ ตั สิ มาธิอาศัยฌาน คือการละ นวิ รณ์ดังกล่าว แลว้ อาศัยสติปัฏฐาน ๔ เป็นนิมติ หรอื เคร่อื งหมายใหจ้ ิตระลึกรู้ เป็นท่ีอาศัยแหง่ “ร”ู้ องคป์ ระกอบของฌานตง้ั แตป่ ฐมฌาน ๑. วิตก (เชน่ ลมหายใจ การเดิน อริ ิยาบทตา่ ง ๆ) ๒. วิจาร (เหน็ ลกั ษณะเข้าออกของลมหายใจ หรอื การเคลอื่ นไหวในอริยาบท) ๓. ปิติ (เมอื่ นิวรณ์ ๕ ระงับย่อมมปี ติ )ิ ๔. สขุ (เม่อื กเิ ลสเครื่องเศร้าหมองไมม่ ี ยอ่ มมีความสขุ ) ๕. เอกัคคตารมณ์ (คือสมาธติ งั้ มนั่ ) จนถึงฌาน ๒ ปิติ สขุ เอกคั คตารมณ์ จนถึงฌาน ๓ สุข เอกคั คตารมณ์ จนถึงฌาน ๔ อเุ บกขา เอกัคคตารมณ์ ผู้ไดฌ้ านทฉ่ี ลาด ในความเป็นผฉู้ ลาดในสมาธิ ฉลาดในอารมณ์ สมาธินับวา่ เป็นเลศิ ๕๐
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188