Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิชา พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ

วิชา พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ

Published by rjan.kuljira, 2019-10-27 21:09:54

Description: วิชา พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ

Keywords: วิชา พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ

Search

Read the Text Version

เอกสารประกอบการสอน หมวดวิชา การบรหิ ารงานตารวจ วิชา พระราชบัญญตั ติ ารวจแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ รหสั วิชา บร. (PA) ๒๑๓๐๑ ร้อยตารวจเอกหญงิ กลุ จริ า ชนะกลุ อาจารย์ (สบ ๑) กลุม่ งานอาจารย์ ศนู ย์ฝกึ อบรมตารวจภูธรภาค ๘ สานกั งานตารวจแห่งชาติ



คำนำ เอกสารการสอนวิชาพระราชบัญญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ เล่มนี้ ผู้เขียนได้รวบรวม จดั ทาข้ึนวตั ถุประสงคเ์ พือ่ ใช้ประกอบการเรียนการสอนในหลักสูตรนักเรียนนายสิบตารวจ หลักสูตรการ ฝึกอบรมบุคคลภายนอกผู้มีวุฒิปริญญาตรีเพื่อบรรจุแต่งต้ังเป็นข้าราชการตารวจช้ันประทวน หลักสูตร พัฒนาข้าราชการตารวจช้ันประทวนในสายงานต่างๆ และหลักสูตรอื่นๆ ของสานักงานตารวจแห่งชาติ ในความรับผิดชอบของศูนย์ฝึกอบรมตารวจภูธรภาค ๘ ตลอดจนใช้ในการศึกษาค้นคว้าสาหรับ ข้าราชการตารวจและบุคคลทว่ั ไปทีส่ นใจ เนื้อหาของเอกสารการสอนวิชาพระราชบัญญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ นี้ ครอบคลุม เนอื้ หาสาคัญของพระราชบัญญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ในมาตราต่างๆ ท่ีเก่ียวกับประวัติตารวจไทย ที่มา และหลักการในการตราพระราชบัญญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ เร่ืองทั่วไปและบททั่วไป การจัดระเบียบราชการในสานักงานตารวจแห่งชาติ ยศตารวจและชั้นข้าราชการตารวจ คณะกรรมการ ข้าราชการตารวจ คณะกรรมการนโยบายตารวจแห่งชาติ ระเบียบข้าราชการตารวจ กองทุนเพ่ือการ สืบสวนและสอบสวนคดีอาญา และบทเฉพาะกาล โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น ๘ บท บทที่ ๑ เป็นประวัติ กิจการตารวจไทย, บทท่ี ๒ กล่าวถึงความเป็นมา เจตนารมณ์ หลักการ เหตุผล รวมถึงสาระสาคัญของ พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗, บทที่ ๓ ถงึ บทท่ี ๘ เปน็ การกลา่ วถงึ เน้อื หาบทบัญญัติตั้งแต่มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๑๒๘ ในสว่ นเน้ือหามาตรา ๑๑๗ ซง่ึ เปน็ มาตราสุดทา้ ยของลักษณะ ๗ กองทุนเพื่อการสืบสวน และสอบสวนคดีอาญา อันเป็นลักษณะสุดท้ายของพระราชบัญญัตินี้ และเนื้อหาบทเฉพาะกาล มาตรา ๑๑๘ ถึงมาตรา ๑๒๘ ได้กล่าวถึงเร่ืองอื่นๆ ที่เก่ียวข้องท่ีได้กาหนดไว้เพื่อรักษาสิทธิหรือกาหนดหน้าที่ บางประการตามที่เคยมีในกฎหมายเกา่ ให้ยังคงมีตอ่ ไปในชั่วระยะเวลาหน่ึงจนกว่าพระราชบัญญัติตารวจ แห่งชาติจะมผี ลใชบ้ ังคบั เต็มรปู แบบแล้วบทเฉพาะกาลจึงจะสิน้ ผลไป หวงั เปน็ อยา่ งยิ่งว่าเอกสารการสอนฉนับน้ีจะช่วยให้นักเรียนนายสิบตารวจ และผู้เข้ารับการ อบรมมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชานี้เพ่ิมข้ึน สามารถท่ีจะนาความรู้ท่ีได้รับไปปรับใช้ในการปฏิบัติ หน้าทีไ่ ด้อย่างมปี ระสิทธภิ าพตอ่ ไป ท้ายน้ี หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนขอน้อมรับไว้เพื่อแก้ไขปรับปรุงตามโอกาส อนั สมควรตอ่ ไปด้วยความยนิ ดอี ย่างย่ิง รอ้ ยตารวจเอกหญิง กุลจริ า ชนะกลุ อาจารย์ (สบ ๑) กลมุ่ งานอาจารย์ ศูนย์ฝกึ อบรมตารวจภูธรภาค ๘

-๒-

สารบัญ หนา้ ๑ แผนบริหารการสอนประจารายวิชา ๑๓ แผนบริหารการสอนประจาบทที่ ๑ ๑๕ บทท่ี ๑ ประวัติกิจการตารวจไทย ๒๒ แบบฝึกหัดท้ายบทที่ ๑ ๒๕ แผนบริหารการสอนประจาบทที่ ๒ บทท่ี ๒ ความเป็นมา เจตนารมณ์ หลกั การ และเหตุผล รวมถึงสาระสาคญั ของ ๒๗ พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ๒๙ แบบฝกึ หดั ท้ายบทที่ ๒ ๓๑ แผนบริหารการสอนประจาบทที่ ๓ ๓๓ บทที่ ๓ บทนาและบทท่วั ไป ๓๘ แบบฝึกหดั ท้ายบทท่ี ๓ ๔๑ แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี ๔ ๔๓ บทที่ ๔ การจดั ระเบยี บราชการในสานกั งานตารวจแห่งชาติ ๔๗ แบบฝึกหัดทา้ ยบทท่ี ๔ ๔๙ แผนบรหิ ารการสอนประจาบทท่ี ๕ ๕๑ บทที่ ๕ ยศและชนั้ ข้าราชการตารวจ ๕๔ แบบฝกึ หัดท้ายบทท่ี ๕ ๕๗ แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี ๖ ๕๙ บทที่ ๖ คณะกรรมการตาม พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ๖๗ แบบฝึกหดั ทา้ ยบทที่ ๖ ๗๑ แผนบริหารการสอนประจาบทที่ ๗ ๗๓ บทท่ี ๗ ระเบยี บขา้ ราชการตารวจ ๗๓ ๗๗ หมวด ๑ ตาแหนง่ และการกาหนดตาแหน่ง ๘๗ หมวด ๒ การบรรจุ การแตง่ ตง้ั และการเลอ่ื นขน้ั เงินเดือน ๙๐ หมวด ๓ เงนิ เดอื น เงินประจาตาแหน่งและเงนิ เพมิ่ อนื่ ๙๔ หมวด ๔ การรักษาราชการแทนและการปฏิบตั ริ าชการแทน ๑๑๐ หมวด ๕ วนิ ัยและการรกั ษาวินยั ๑๑๙ หมวด ๖ การดาเนินการทางวนิ ัย หมวด ๗ การออกจากราชการ

สารบญั (ตอ่ ) หนา้ หมวด ๘ การอุทธรณ์ ๑๒๕ หมวด ๙ การรอ้ งทุกข์ ๑๒๗ หมวด ๑๐ เคร่ืองแบบตารวจ ๑๒๙ แบบฝึกหดั ท้ายบทที่ ๗ ๑๓๑ แผนบริหารการสอนประจาบทท่ี ๘ ๑๔๓ บทที่ ๘ กองทนุ เพ่ือการสืบสวนและสอบสวนคดอี าญาและบทเฉพาะกาล ๑๔๕ แบบฝกึ หัดทา้ ยบทที่ ๘ ๑๕๐ สรุปวชิ า พ.ร.บ.ตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ๑๕๑ บรรณานกุ รม ๑๖๓ ภาคผนวก ๑๗๑

แผนการสอนประจารายวิชา (ประมวลการสอน (Course Syllabus)) รหัสวิชา บร.(PA) ๒๑๓๐๑ ชอื่ วิชา พระราชบัญญัติตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ จานวนชัว่ โมงสอน ภาคทฤษฎี ๒๔ ชว่ั โมง ภาคปฏิบตั ิ ๘ ชั่วโมง รวม ๓๒ ชว่ั โมง คาอธิบายรายวชิ า (Course Description) ประวัติตารวจไทย ที่มา และหลักการในการตราพระราชบัญญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ เรอ่ื งทวั่ ไปและบททว่ั ไป การจัดระเบียบราชการในสานักงานตารวจแหง่ ชาติ ยศตารวจและช้ันข้าราชการ ตารวจ คณะกรรมการข้าราชการตารวจ คณะกรรมการนโยบายตารวจแห่งชาติ ระเบียบข้าราชการ ตารวจ กองทุนเพือ่ การสบื สวนและสอบสวนคดีอาญา และบทเฉพาะกาล วตั ถปุ ระสงค์ ๑. เพ่ือให้ผู้เรียนมีความรู้ มีความเข้าใจ สามารถอธิบายประวัติกิจการตารวจไทย, ความเป็นมา, เจตนารมณ์ในการตรา พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗, เน้ือหาของ พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ และสามารถนาความร้ไู ปใชไ้ ด้ ๒. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าในการตัดสิน สรุปเก่ียวกับ เน้ือหาท่ีเรียนได้อย่างเหมาะสม และสามารถบูรณาการ เชื่อมโยงความรู้ในรายวิชาต่างๆ เพื่อใช้ในการ ปฏบิ ัติหนา้ ทไี่ ด้ ๓. ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ ประพฤติปฏิบัติตนเป็นข้าราชการตารวจ มืออาชีพในการพิทกั ษร์ บั ใช้ประชาชน สมรรถนะหลกั (core competency) ๑. ตารวจมืออาชีพ (Professional police) ๑.๑ มีความรู้ในหลักวิชาการ กฎหมายและกฎระเบียบ ที่จาเป็นและนาไปประยุกต์ใช้ในการ ปฏบิ ัติหน้าท่ี ๑.๒ ปฏิบัติหน้าท่ีตามระเบียบแบบแผนและคาสั่งของผู้บังคับบัญชา ตามอานาจหน้าที่ รกั ษาวนิ ยั และปฏบิ ตั ติ นอยูใ่ นระเบียบ ๒. ความอดกล้นั (Resilience) ใช้กริยา วาจาสุภาพ วธิ ีการแสดงออกอย่างเหมาะสม ภายใต้อานาจหน้าท่ีความรับผิดชอบ ตามทีก่ ฎหมายกาหนดในขณะปฏบิ ตั หิ น้าท่ี

-๒- ๓. ความร้คู วามสามารถดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Literacy) สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการชว่ ยสบื ค้นขอ้ มูลได้ ๔. การสร้างความเชอื่ มั่น ศรัทธา (Developing Trust) ปฏิบัติหน้าที่โดยยึด กฎหมาย ระเบียบ และแบบแผน ที่เก่ียวข้องกับประชาชนด้วยความ เท่าเทียมกนั ขอบเขตรายวิชา บทที่ ๑ ประวัติกจิ การตารวจไทย บทที่ ๒ ความเป็นมา เจตนารมณ์ หลักการ เหตุผล รวมถึงสาระสาคัญของ พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ บทที่ ๓ บทนาและบททัว่ ไปของ พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ บทท่ี ๔ การจัดระเบียบราชการในสานักงานตารวจแห่งชาติ บทท่ี ๕ ยศตารวจและชั้นข้าราชการตารวจ บทท่ี ๖ คณะกรรมการตาม พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ บทที่ ๗ ระเบยี บขา้ ราชการตารวจ บทท่ี ๘ กองทุนเพ่ือการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญาและบทเฉพาะกาล

-๓- กิจกรรมการเรยี นการสอน ครั้งที่ เน้ือหา กิจกรรม ส่อื วัดผล ๑ - ประวัติกจิ การตารวจไทย - แนะนาตัวอาจารย์ผูส้ อน - วดี โิ อคลิป - สังเกต - ความเป็นมาและ ทาความรจู้ ักกบั นักเรยี น - รปู ภาพ - ถาม-ตอบ เจตนารมณใ์ นการตรา - แนะนาการเรยี นการสอน - ไฟลน์ าเสนอเนือ้ หาการ - ผลการ พ.ร.บ.ตารวจแหง่ ชาติ - นาเขา้ สบู่ ทเรียน สอน (power point) อภิปราย พ.ศ.๒๕๔๗ เปิดวิดโี อประวตั ิกิจการ - ตาราเรยี น วิชา พ.ร.บ. - ประเมินผล - บทนาและบทท่วั ไปของ ตารวจ ตารวจแห่งชาติ พ.ศ. จากใบงาน พ.ร.บ.ตารวจแหง่ ชาติ - บรรยายตามวตั ถปุ ระสงค์ ๒๕๔๗ พ.ศ.๒๕๔๗ การเรยี นรู้ - เอกสารประกอบการสอน - กองทนุ เพ่อื การสบื สวนและ - สอดแทรกคณุ ธรรม วิชา พ.ร.บ.ตารวจแหง่ ชาติ สอบสวนคดอี าญาและบท จริยธรรม พ.ศ.๒๕๔๗ เฉพาะกาล - อภิปราย - เอกสารสรปุ วชิ า พ.ร.บ. - ถาม-ตอบ รายบคุ คล ตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ. - ทดสอบหลังเรยี น ๒๕๔๗ - สรปุ บทเรียน - Website - ประเมนิ ผลการเรยี นการ - ใบงาน สอน - มอบหมายงานให้ผูเ้ รยี น ๒ - การจดั ระเบยี บราชการใน - ทบทวนบทเรียนทผี่ า่ นมา - รูปภาพ - สงั เกต สานกั งานตารวจแหง่ ชาติ - นาเข้าสบู่ ทเรียน - ไฟล์นาเสนอเนื้อหาการ - ถาม-ตอบ บรรยายพรอ้ มยกตัวอยา่ ง สอน (power point) - ผลการ ประกอบตามวตั ถปุ ระสงค์ - ตาราเรียน วิชา พ.ร.บ. อภปิ ราย การเรียนรู้ ตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ. - ประเมินผล - สอดแทรกคุณธรรม ๒๕๔๗ จากใบงาน จริยธรรม - เอกสารประกอบการสอน - อภปิ ราย วิชา พ.ร.บ.ตารวจแหง่ ชาติ - ถาม-ตอบ รายบุคคล พ.ศ.๒๕๔๗ - ทดสอบหลงั เรียน - เอกสารสรปุ วิชา พ.ร.บ. - สรุปบทเรียน ตารวจแห่งชาติ พ.ศ. - ประเมนิ ผลการเรียนการ ๒๕๔๗ สอน - Website - มอบหมายงานให้ผ้เู รียน - ใบงาน

-๔- ครั้งที่ เนอื้ หา กิจกรรม สื่อ วัดผล ๓ - ยศและชน้ั ขา้ ราชการ - ทบทวนบทเรยี นท่ผี ่านมา - รปู ภาพ - สังเกต ตารวจ - นาเขา้ สบู่ ทเรียน - ไฟลน์ าเสนอเนือ้ หาการ - ถาม-ตอบ - คณะกรรมการตาม พ.ร.บ. บรรยายพร้อมยกตวั อย่าง สอน (power point) - ผลการ ตารวจแห่งชาติ ประกอบตามวัตถปุ ระสงค์ - ตาราเรียน วชิ า พ.ร.บ. อภิปราย การเรยี นรู้ ตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ. - ประเมินผล - สอดแทรกคณุ ธรรม ๒๕๔๗ จากใบงาน จริยธรรม - เอกสารประกอบการสอน - อภิปราย วิชา พ.ร.บ.ตารวจแหง่ ชาติ - ถาม-ตอบ รายบุคคล พ.ศ.๒๕๔๗ - ทดสอบหลงั เรยี น - เอกสารสรปุ วิชา พ.ร.บ. - สรุปบทเรียน ตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ. - ประเมนิ ผลการเรียนการ ๒๕๔๗ สอน - Website - มอบหมายงานใหผ้ ู้เรียน - ใบงาน ๔ ระเบยี บข้าราชการตารวจ - ทบทวนบทเรียนท่ีผา่ นมา - รูปภาพ - สงั เกต - ตาแหนง่ และการกาหนด - นาเขา้ สบู่ ทเรยี น - ไฟล์นาเสนอเนือ้ หาการ - ถาม-ตอบ ตาแหนง่ บรรยายพร้อมยกตวั อยา่ ง สอน (power point) - ผลการ - การบรรจุ การแต่งตั้ง และ ประกอบตามวัตถปุ ระสงค์ - ตาราเรียน วชิ า พ.ร.บ. อภปิ ราย การเล่อื นข้นั เงินเดือน การเรียนรู้ ตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ. - ประเมินผล - เงนิ เดอื น เงินประจา - สอดแทรกคณุ ธรรม ๒๕๔๗ จากใบงาน ตาแหนง่ และเงนิ เพ่ิมอื่น จริยธรรม - เอกสารประกอบการสอน - การรกั ษาราชการแทนและ - อภิปราย วชิ า พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ การปฏิบตั ิราชการแทน - ถาม-ตอบ รายบุคคล พ.ศ.๒๕๔๗ - ทดสอบหลงั เรยี น - เอกสารสรปุ วชิ า พ.ร.บ. - สรปุ บทเรยี น ตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ. - ประเมนิ ผลการเรียนการ ๒๕๔๗ สอน - Website - มอบหมายงานให้ผู้เรียน - ใบงาน

-๕- ครั้งที่ เนื้อหา กิจกรรม สอื่ วัดผล ๕ ระเบยี บขา้ ราชการตารวจ - วินยั และการรกั ษาวนิ ยั - ทบทวนบทเรยี นที่ผา่ นมา - วีดิโอคลปิ - สงั เกต - โทษทางวินยั - นาเขา้ สบู่ ทเรยี น - รปู ภาพ - ถาม-ตอบ ๖ ระเบยี บข้าราชการตารวจ - การดาเนินการทางวนิ ัย บรรยายพร้อมยกตวั อย่าง - ไฟล์นาเสนอเน้ือหาการ - ผลการ - การออกจากราชการ - การอทุ ธรณ์ ประกอบตามวัตถปุ ระสงค์ สอน (power point) อภปิ ราย - การรอ้ งทุกข์ - เครื่องแบบตารวจ การเรยี นรู้ - ตาราเรียน วิชา พ.ร.บ. - ประเมินผล - สอดแทรกคณุ ธรรม ตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ. จากใบงาน จริยธรรม ๒๕๔๗ - อภิปราย - เอกสารประกอบการสอน - ถาม-ตอบ รายบคุ คล วชิ า พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ - ทดสอบหลังเรียน พ.ศ.๒๕๔๗ - สรปุ บทเรียน - เอกสารสรุปวิชา พ.ร.บ. - ประเมินผลการเรยี นการ ตารวจแห่งชาติ พ.ศ. สอน ๒๕๔๗ - มอบหมายงานให้ผู้เรียน - Website - ใบงาน - ทบทวนบทเรียนท่ผี า่ นมา - รปู ภาพ - สังเกต - นาเขา้ สบู่ ทเรียน - ไฟลน์ าเสนอเนอื้ หาการ - ถาม-ตอบ บรรยายพรอ้ มยกตัวอย่าง สอน (power point) - ผลการ ประกอบตามวตั ถปุ ระสงค์ - ตาราเรยี น วิชา พ.ร.บ. อภปิ ราย การเรียนรู้ ตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ. - ประเมินผล - สอดแทรกคุณธรรม ๒๕๔๗ จากใบงาน จริยธรรม - เอกสารประกอบการสอน - อภปิ ราย วชิ า พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ - ถาม-ตอบ รายบุคคล พ.ศ.๒๕๔๗ - ทดสอบหลังเรยี น - เอกสารสรปุ วชิ า พ.ร.บ. - สรุปบทเรียน ตารวจแห่งชาติ พ.ศ. - ประเมินผลการเรยี นการ ๒๕๔๗ สอน - Website - มอบหมายงานให้ผเู้ รยี น - ใบงาน

-๖- ครั้งท่ี เน้อื หา กิจกรรม สือ่ วัดผล ๗ ภาคปฏบิ ตั ิ - แบ่งกลมุ่ ผเู้ รยี นทา - รูปภาพ - สงั เกต - สรุปเน้ือหา วิชา พ.ร.บ. กจิ กรรมตามหัวขอ้ ที่ไดร้ ับ - ไฟลน์ าเสนอเนื้อหาการ - ถาม-ตอบ ตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ มอบหมาย เนอื้ หา วิชา สอน (power point) - ประเมนิ ผล - แบง่ กลมุ่ ผ้เู รียนทา พ.ร.บ.ตารวจแหง่ ชาติ - ตาราเรยี น วชิ า พ.ร.บ. จากการ กจิ กรรมตามหวั ขอ้ ทไี่ ด้รบั พ.ศ.๒๕๔๗ ต้ังแต่บทท่ี ๑- ตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ. นาเสนอ มอบหมาย เนือ้ หา วิชา ๘ โดยแบง่ เปน็ ๑๐ กล่มุ ๒๕๔๗ - ประเมนิ ผล พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ พ.ศ. - ถาม-ตอบ รายกล่มุ และ - เอกสารประกอบการสอน จากผลงาน ๒๕๔๗ ตงั้ แตบ่ ทท่ี ๑-๘ โดย รายบคุ คล วิชา พ.ร.บ.ตารวจแหง่ ชาติ แบง่ เป็น ๑๐ กลมุ่ - สรปุ บทเรียน พ.ศ.๒๕๔๗ - ประเมนิ ผลการเรียนการ - เอกสารสรปุ วชิ า พ.ร.บ. สอน ตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ - Website ๘ ภาคปฏิบตั ิ - ผู้เรียนนาเสนอผลงาน - รปู ภาพ - สังเกต - แบ่งกลุม่ ผ้เู รียนทา (แบง่ กลุ่ม) นาเสนอหนา้ - ไฟลน์ าเสนอเน้ือหาการ - ถาม-ตอบ กิจกรรมและนาเสนอผลงาน ชนั้ เรียนตามหวั ขอ้ ทีไ่ ดร้ ับ สอน (power point) - ประเมินผล ตามทไี่ ด้รบั มอบหมาย มอบหมาย - ตาราเรียน วชิ า พ.ร.บ. จากการ - ถาม-ตอบ รายกลุ่มและ ตารวจแห่งชาติ พ.ศ. นาเสนอ รายบุคคล ๒๕๔๗ - ประเมนิ ผล - สรุปบทเรยี น - เอกสารประกอบการสอน จากผลงาน - ประเมนิ ผลการเรียนการ วชิ า พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ สอน พ.ศ.๒๕๔๗ - เอกสารสรุปวชิ า พ.ร.บ. ตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ - Website

-๗- วธิ ีวดั ผล ๑. ระหวา่ งภาคเรียน ๒๕% ๑.๑ ประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม ได้แก่ การเขา้ ชน้ั เรียน ความรบั ผิดชอบ วินยั ๕% ๑.๒ การมสี ว่ นร่วมและกิจกรรมการเรยี นการสอน ๑๐% ๑.๓ ทดสอบ ๑๐% ๒. ปลายภาคเรียน ๗๕% รวม ๑๐๐% เกณฑ์ประเมิน A หมายถึงคะแนน ๘๐ - ๑๐๐ = ๔.๐ B+ หมายถงึ คะแนน ๗๕ - ๗๙ = ๓.๕ B หมายถึงคะแนน ๗๐ - ๗๔ = ๓.๐ C+ หมายถึงคะแนน ๖๕ - ๖๙ = ๒.๕ C หมายถึงคะแนน ๖๐ - ๖๔ = ๒.๐ D+ หมายถึงคะแนน ๕๕ - ๕๙ = ๑.๕ D หมายถึงคะแนน ๕๐ - ๕๔ = ๑.๐ F หมายถึงคะแนน ตั้งแต่ ๔๙ ลงไป =๐ หนังสือ ตารา หรือเอกสารท่ผี ูเ้ รยี นต้องอา่ นหรือศึกษาคน้ คว้าเพมิ่ เตมิ กฎ ก.ตร.วา่ ดว้ ยกรณที ่ีเป็นความผดิ ท่ีปรากฏชดั แจ้ง พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ กันยายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม่ ๑๒๑ ตอนท่ี ๕๙ ก หน้า ๑๘ – ๑๙. กฎ ก.ตร.วา่ ดว้ ยการกาหนดช่ือตาแหน่งข้าราชการตารวจท่ีเรียกช่ืออยา่ งอื่นและการเทยี บตาแหนง่ ข้าราชการตารวจทเ่ี รยี กช่อื อย่างอ่นื กับตาแหนง่ ขา้ ราชการตารวจ พ.ศ. ๒๕๔๘. (๒๕๔๘, ๒๖ สงิ หาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เล่ม ๑๒๒ ตอนท่ี ๗๓ ก หน้า ๔. กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการกาหนดช่ือตาแหน่งขา้ ราชการตารวจทีเ่ รยี กชอ่ื อย่างอ่ืนและการเทียบตาแหน่ง ขา้ ราชการตารวจท่ีเรยี กชอ่ื อย่างอื่นกับตาแหน่งข้าราชการตารวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐. (๒๕๕๐, ๒๘ สิงหาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม่ ๑๒๔ ตอนที่ ๔๘ ก หนา้ ๑๙. กฎ ก.ตร.วา่ ดว้ ยการกาหนดช่อื ตาแหนง่ ขา้ ราชการตารวจทเ่ี รียกชือ่ อย่างอน่ื และการเทยี บตาแหนง่ ขา้ ราชการตารวจที่เรียกช่ืออยา่ งอ่ืนกับตาแหน่งข้าราชการตารวจ (ฉบับท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๒๕ พฤศจกิ ายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓๓ ตอนท่ี ๙๘ ก หน้า ๑๓ – ๑๔. กฎ ก.ตร. วา่ ด้วยการแตง่ ตั้งขา้ ราชการตารวจ พ.ศ. ๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๑๕ กรกฎาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม่ ๑๓๓ ตอนที่ ๖๐ ก หน้า ๑ – ๑๐. กฎ ก.ตร.วา่ ดว้ ยการทดลองปฏบิ ตั หิ นา้ ท่รี าชการ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๒ พฤศจิกายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม่ ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๒ ก หนา้ ๑๕ – ๑๗.

-๘- กฎ ก.ตร.วา่ ดว้ ยการบรรจุและแตง่ ต้ังขา้ ราชการซึง่ มใิ ช่ข้าราชการตารวจหรอื การบรรจแุ ละแตง่ ตั้ง พนกั งานขององคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่นซ่งึ ออกจากราชการหรอื ออกจากงานไปแล้ว กลบั เขา้ รบั ราชการเป็นขา้ ราชการตารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ กนั ยายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เล่ม ๑๒๑ ตอนท่ี ๖๒ ก หนา้ ๑๓ – ๑๕. กฎ ก.ตร.วา่ ดว้ ยการบรรจุและแตง่ ตง้ั ขา้ ราชการตารวจผ้อู อกจากราชการไปแล้วกลบั เขา้ รับราชการ เปน็ ข้าราชการตารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ กนั ยายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เล่ม ๑๒๑ ตอนที่ ๖๒ ก หนา้ ๑๑ – ๑๒. กฎ ก.ตร.วา่ ด้วยการรอ้ งทุกข์ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๙ ตุลาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เล่ม ๑๒๑ ตอนท่ี ๖๘ ก หนา้ ๙ – ๑๘. กฎ ก.ตร.วา่ ด้วยการสอบสวนพจิ ารณา พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธนั วาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม่ ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๕ ก หนา้ ๓๗ – ๕๒. กฎ ก.ตร.วา่ ดว้ ยการสัง่ พกั ราชการและการสัง่ ใหอ้ อกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธนั วาคม). ราชกจิ จานุเบกษา. เล่ม ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๕ ก หนา้ ๓๒ – ๓๖. กฎ ก.ตร.ว่าดว้ ยการสัง่ ให้ข้าราชการตารวจออกจากราชการกรณไี ม่สามารถปฏิบตั ริ าชการใหม้ ี ประสทิ ธิภาพและเกดิ ประสทิ ธผิ ล พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ กันยายน ) ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๒๑ ตอนท่ี ๕๙ ก หน้า ๒๐ – ๒๑. กฎ ก.ตร.ว่าดว้ ยการสบื สวนขอ้ เท็จจริง พ.ศ. ๒๕๕๖. (๒๕๕๖, ๕ มิถนุ ายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓๐ ตอนท่ี ๔๘ ก หน้า ๑ – ๒๔. กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการอุทธรณแ์ ละการพิจารณาอทุ ธรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ กันยายน). ราชกจิ จานุเบกษา. เล่ม ๑๒๑ ตอนท่ี ๕๙ ก หน้า ๒๒ – ๓๒. กฎ ก.ตร.ว่าดว้ ยคณุ สมบัติและลกั ษณะตอ้ งห้ามของการเป็นข้าราชการตารวจ พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๘ กนั ยายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เล่ม ๑๒๑ ตอนท่ี ๖๒ ก หน้า ๑๖ – ๑๘. กฎ ก.ตร.ว่าด้วยวีธกี ารออกคาสง่ั เกยี่ วกบั การลงโทษ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธนั วาคม). ราชกจิ จานุเบกษา. เล่ม ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๕ ก หน้า ๑๓ – ๑๔. กฎ ก.ตร.ว่าดว้ ยหลักเกณฑแ์ ละวิธีการคัดเลือกหรอื การสอบแข่งขนั บคุ คลเพ่อื บรรจุเขา้ รบั ราชการ เปน็ ข้าราชการตารวจ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒๑ มถิ ุนายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๒๑ ตอนพเิ ศษ ๒๕ ก หน้า ๑ – ๖. กฎ ก.ตร. วา่ ดว้ ยหลักเกณฑ์และวธิ ีการคดั เลือกหรือการสอบแขง่ ขันบคุ คลเพอื่ บรรจเุ ข้ารับราชการ เปน็ ขา้ ราชการตารวจ (ฉบบั ท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๒๘ กรกฎาคม). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม่ ๑๓๓ ตอนท่ี ๖๓ ก หน้า ๑ – ๒.

-๙- กฎ ก.ตร.วา่ ด้วยหลกั เกณฑแ์ ละวธิ ีการดาเนนิ การให้ผ้ถู กู ลงโทษตามคาสั่งเดิมรับโทษทเ่ี พิม่ ขึน้ หรอื กลับคนื สฐู่ านะเดิม พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๓ ตลุ าคม). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม่ ๑๒๑ ตอนท่ี ๖๖ ก หน้า ๑๐ – ๑๑. กฎ ก.ตร.วา่ ดว้ ยหลกั เกณฑ์และวิธกี ารแต่งตง้ั ยศ พ.ศ.๒๕๕๔. (๒๕๕๔, ๓๑ พฤษภาคม). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม่ ๑๒๘ ตอนท่ี ๔๓ ก หน้า ๘ – ๑๓. กฎ ก.ตร.วา่ ด้วยหลักเกณฑ์และวิธกี ารแตง่ ตั้งยศตารวจชน้ั ประทวนเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๒ กนั ยายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม่ ๑๒๑ ตอนที่ ๕๖ ก หน้า ๒๕ – ๒๖. กฎ ก.ตร.ว่าดว้ ยอานาจการลงโทษ อตั ราโทษ และการลงโทษภาคทัณฑ์ ทณั ฑกรรม กกั ยาม กกั ขงั หรือตัดเงนิ เดือน พ.ศ.๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ ธันวาคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม่ ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๕ ก หนา้ ๓๐ – ๓๑. กฎกระทรวงว่าดว้ ยหลกั เกณฑ์การแจ้งใหห้ ัวหนา้ สถานตี ารวจแห่งท้องท่ีทราบในกรณที จี่ ะแตง่ เครื่องแบบตารวจ หรือแตง่ กายโดยใช้เครอ่ื งแตง่ กายคลา้ ยเคร่อื งแบบตารวจเพอ่ื การแสดง พ.ศ. ๒๕๕๓. (๒๕๕๓, ๒๖ เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เลม่ ๑๒๗ ตอนท่ี ๒๗ ก หนา้ ๔ – ๖. กองบัญชาการศึกษา, สานักงานตารวจแหง่ ชาติ. (๒๕๕๗). ค่มู อื ตารวจ เล่ม ๑๐ วชิ า บร. (PA) ๒๑๓๐๓ ประวัติ โครงสรา้ ง ยุทธศาสตร์และการบริหารงานสานักงาน ตารวจแห่งชาติ ฉบบั ปรับปรุง ๒๕๕๗. กรุงเทพ : โรงพมิ พต์ ารวจ. คาสง่ั หัวหน้าคณะรักษาความสงบแหง่ ชาติ ท่ี ๗/๒๕๕๙ เรือ่ งการกาหนดตาแหนง่ ของข้าราชการ ตารวจซ่ึงมอี านาจหน้าที่ในการสอบสวน. (๒๕๕๙, ๕ กมุ ภาพนั ธ์). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม่ ๑๓๓ ตอนพิเศษ ๓๖ ง หน้า ๗ – ๑๐. คาสงั่ หัวหนา้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔๔/๒๕๕๘ เรื่องการแกไ้ ขปัญหาการบรหิ ารงาน บุคคลของข้าราชการตารวจ. (๒๕๕๘, ๔ ธนั วาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เลม่ ๑๓๒ ตอนพเิ ศษ ๓๒๒ ง หน้า ๓๑ – ๓๒. ดหุ ยกั – แต้ พระนคร. สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม ๖. กรุงเทพ : โรงพิมพร์ ุ่งเรืองธรรม. ธวัช ประสพพระ, พ.ต.อ. วินยั ตารวจ. กองวินยั สานักงานตารวจแห่งชาติ. มปท. (ถ่ายสาเนา) ประกาศคณะรกั ษาความสงบแห่งชาติ ฉบบั ที่ ๘๘/๒๕๕๗ เร่อื งการแก้ไขเพ่ิมเติมกฎหมายว่าด้วย ตารวจแหง่ ชาติ. (๒๕๕๗, ๒๑ กรกฎาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม่ ๑๓๑ ตอนพิเศษ ๑๓๔ ง หน้า ๒๐ – ๒๒. . ประกาศคณะรกั ษาความสงบแหง่ ชาติ ฉบับท่ี ๘๙/๒๕๕๗ เรอื่ งหลักเกณฑก์ ารแต่งตง้ั ข้าราชการ ตารวจ. (๒๕๕๗, ๒๑ กรกฎาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม่ ๑๓๑ ตอนพเิ ศษ ๑๓๔ ง หน้า ๒๓.

- ๑๐ - ประกาศคณะรกั ษาความสงบแห่งชาติ ฉบบั ท่ี ๑๑๑/๒๕๕๗ เรือ่ งการแก้ไขเพม่ิ เติมกฎหมายว่าด้วย ตารวจแห่งชาติ. (๒๕๕๗, ๓๐ กรกฎาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เล่ม ๑๓๑ ตอนพิเศษ ๑๔๓ ง หนา้ ๒๔. ประกาศคณะรักษาความสงบแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี ๑๑๔/๒๕๕๗ เร่อื งการแกไ้ ขเพมิ่ เตมิ กฎหมายว่าดว้ ย ตารวจแห่งชาต.ิ (๒๕๕๗, ๓๐ กรกฎาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๓๑ ตอนพเิ ศษ ๑๔๓ ง หนา้ ๒๘. . ประกาศสานกั นายกรัฐมนตรี เรอ่ื งกาหนดภาพเครอื่ งหมายราชการตามพระราชบัญญัติ เครื่องหมายราชการ พ.ศ. ๒๔๘๒ (ฉบับท่ี ๖). (๒๕๘๓, ๒๔ ธนั วาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม่ ๕๗ หนา้ ๙๓๔. ประกาศสานกั นายกรฐั มนตรี (ฉบับท่ี ๔๓) เรอื่ งกาหนดภาพเครื่องหมายราชการตาม พระราชบญั ญัติเครือ่ งหมายราชการ พ.ศ. ๒๔๘๒. (๒๕๐๖, ๙ เมษายน). ราชกจิ จานุเบกษา. เล่ม ๘๐ ตอนที่ ๓๕ หนา้ ๑๘๕ – ๒๐๕. ประกาศสานักนายกรัฐมนตรี เร่อื งกาหนดภาพเครอื่ งหมายราชการตามพระราชบญั ญตั ิ เครือ่ งหมายราชการ พ.ศ. ๒๔๘๒ (ฉบบั ที่ ๑๖๘). (๒๕๔๔, ๔ ตลุ าคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม่ ๑๑๘ ตอนท่ี ๘๐ ง หนา้ ๔. พระราชกฤษฎีกาการไดร้ ับเงินประจาตาแหน่งของขา้ ราชการตารวจ พ.ศ. ๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๓๐ กนั ยายน). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม่ ๑๓๒ ตอนที่ ๙๔ ก หนา้ ๑ – ๘. พระราชกฤษฎีกาขา้ ราชการตารวจประเภทไมม่ ียศ พ.ศ. ๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๒๖ สงิ หาคม). ราชกจิ านุเบกษา. เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๘๐ ก หนา้ ๓๒ – ๔๑. พระราชกฤษฎกี าโอนกรมตารวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจดั ตัง้ เป็น สานกั งานตารวจแหง่ ชาติ พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๑. (๒๕๔๑, ๑๖ ตุลาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เล่มท่ี ๑๑๕ ตอนท่ี ๗๓ ก หนา้ ๑๕ – ๑๗. พระราชบญั ญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗. (๒๕๔๗, ๑๔ กุมภาพนั ธ)์ . ราชกจิ จานุเบกษา. เล่ม ๑๒๑ ตอนท่ี ๑๘ ก หน้า ๑ – ๔๖. พระราชบัญญัติตารวจแห่งชาติ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔. (๒๕๕๔, ๒๑ มีนาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๒๘ ตอนที่ ๑๗ ก หน้า ๑ – ๓. พระราชบัญญตั ติ ารวจแหง่ ชาติ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘. (๒๕๕๘, ๒๑ พฤษภาคม). ราชกจิ จานุเบกษา. เลม่ ๑๓๒ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๑๐ – ๑๒. พระราชบญั ญตั ิปรบั ปรงุ กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕. (๒๕๔๕, ๒ ตุลาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เลม ๑๑๙ ตอนที่ ๙๙ ก หน้า ๑๔ – ๓๔. มัลลกิ า ลับไพรี. (๒๕๒๙). การยกรา่ งพระราชบัญญัติ. สานกั วชิ าการ สานักงานเลขาธิการสภา ผ้แู ทนราษฎร : กรงุ เทพ.

- ๑๑ - ระเบยี บ ก.ตร.วา่ ดว้ ยเงนิ เพมิ่ เปน็ กรณีพิเศษสาหรับตาแหนง่ ผปู้ ฏิบตั ิหนา้ ทีด่ า้ นสอบสวน พ.ศ. ๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๔ สิงหาคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เล่ม ๑๓๓ ตอนพเิ ศษ ๑๗๒ ง หนา้ ๑ – ๔. ระเบยี บ ก.ตร. วา่ ด้วยเงินเพมิ่ สาหรบั ตาแหน่งทม่ี ีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาหนา้ ทสี่ อบสวนคดี พ.ศ. ๒๕๕๙. (๒๕๕๙, ๔ สงิ หาคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เลม่ ๑๓๓ ตอนพิเศษ ๑๗๒ ง หน้า ๕ – ๘. ระเบียบคณะกรรมการบรหิ ารกองทนุ เพือ่ การสบื สวนและสอบสวนคดอี าญาวา่ ด้วยหลักเกณฑ์ การจา่ ยเงนิ กองทุนเพื่อสนับสนนุ การปฏิบตั งิ านของข้าราชการตารวจในการทาหนา้ ที่ เกี่ยวกับการสบื สวนและสอบสวนคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๙. (๒๕๔๙, ๒๕ พฤษภาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๒๓ ตอนท่ี ๕๒ ง หน้า ๑๕๗ – ๑๖๐. วฒุ สิ ภา. (๒ มถิ ุนายน ๒๕๔๖). รายงานการประชุมวฒุ ิสภา คร้ังท่ี ๒๗ เลม่ ๒ (สมยั สามญั ท่ัวไป) เปน็ พเิ ศษ. กรุงเทพ : วุฒิสภา. วุฒิสภา. (๒๒ สงิ หาคม ๒๕๔๖). รายงานการประชุมวุฒิสภา คร้งั ท่ี ๖ (สมัยสามัญนติ ิบัญญัติ). กรงุ เทพ : วุฒิสภา. วุฒสิ ภา, สานกั งาน, สานักการประชุม, กลมุ่ งานชวเลข. (๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๖). รายงาน การประชุมวุฒิสภา ครั้งท่ี ๗ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) เป็นพิเศษ. กรุงเทพ : วุฒิสภา. วุฒสิ ภา, สานกั กรรมาธกิ าร ๒, สานกั งานเลขาธกิ ารวุฒิสภา. รายงานของคณะกรรมาธิการ วิสามญั พิจารณาร่างพระราชบัญญัติตารวจแหง่ ชาติ วุฒิสภา. กรุงเทพ : วุฒสิ ภา. วฒุ สิ ภา. (๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๖). รายงานการประชมุ วุฒิสภา ครั้งท่ี ๘ (สมัยสามัญนิติบัญญตั ิ) เป็นพเิ ศษ. กรงุ เทพ : วฒุ ิสภา. วฒุ สิ ภา, สานกั งาน, สานกั การประชุม, กลุ่มงานชวเลข. (๒๙ สงิ หาคม ๒๕๔๖). รายงาน การประชมุ วุฒิสภา ครัง้ ท่ี ๙ (สมัยสามญั นติ ิบญั ญัต)ิ เปน็ พเิ ศษ. กรงุ เทพ : วฒุ ิสภา. สภาผแู้ ทนราษฎร.รายงานการประชมุ สภาผู้แทนราษฎร (สมัยสามญั นิติบัญญัต)ิ พ.ศ. ๒๕๔๖ ครั้งที่ ๓๐/๒๕๔๖. กรงุ เทพ : สภาผแู้ ทนราษฎร. สภาผู้แทนราษฎร.รายงานการประชุมสภาผแู้ ทนราษฎร (สมยั สามัญทั่วไป) พ.ศ. ๒๕๔๖ ครงั้ ที่ ๒๔/๒๕๔๖. กรุงเทพ : สภาผูแ้ ทนราษฎร. สภาผแู้ ทนราษฎร. รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๑ ปีที่ ๒ ครงั้ ท่ี ๑๗ (สมัยสามญั นิติบัญญัต)ิ เลม่ ๑๔ พ.ศ. ๒๕๔๕. กรุงเทพ : สภาผแู้ ทนราษฎร. สานักกฎหมาย, สานกั งานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. คูม่ ือแนวทางการยกร่างกฎหมาย. กรงุ เทพ : มปท. สานักงานเสริมสรา้ งเอกลักษณ์ของชาติ, สานกั งานปลดั สานักนายกรัฐมนตรี. การแตง่ กายไทย : ววิ ัฒนาการจากอดีตสปู่ ัจจบุ ัน เล่ม ๒. กรงุ เทพ. อนชุ ัย ณ วัชรเจริญ. (๒๕๕๙). คาอธบิ ายพระราชบญั ญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ และท่ีแกไ้ ขเพิ่มเติม. ยะลา : โอ เค ก๊อปปี้เซ็นเตอร์ แอนด์ ปรน๊ิ ต้งิ .

- ๑๒ -

- ๑๓ - แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ ๑ วชิ า พระราชบัญญตั ติ ารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ หัวข้อเร่อื ง ประวตั กิ ิจการตารวจไทย เน้ือหา ประวัติกิจการตารวจไทย จานวนช่วั โมงทส่ี อน ๑ ชัว่ โมง วัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ ๑. เพ่ือให้ผู้เรียนมีความรู้ มีความเข้าใจ สามารถอธิบายประวัติกิจการตารวจไทยและสามารถ นาความรู้ไปใชไ้ ด้ ๒. เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถสรุปเนื้อหาท่ีเรียนและสามารถบูรณาการความรู้เช่ือมโยงในรายวิชา ต่างๆ เพ่ือใชใ้ นการปฏิบัตหิ นา้ ท่ีได้ กิจกรรมการเรียนการสอน ๑. การนาเข้าสู่บทเรียน ผู้สอนอธบิ ายขอบเขตรายวชิ า ประมวลการสอน และให้ผ้เู รยี นทาแบบฝกึ หัดกอ่ นเรยี น ๒. การจัดกิจกรรม ๒.๑ ผสู้ อนเปดิ VDO ประวตั ิกิจการตารวจไทยให้ผเู้ รียนดู ๒.๒ ผูส้ อนอธบิ ายเน้ือหาตามวตั ถุประสงคใ์ นการเรยี นการสอน จดั กิจกรรมใหผ้ เู้ รยี นมสี ่วน รว่ มในเนื้อหาโดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนไดส้ อบถามและร่วมแสดงความคิดเห็น ๒.๓ สอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม ๒.๔ ผสู้ อนสรุปเน้ือหา เปดิ โอกาสใหผ้ ูเ้ รียนไดส้ อบถามและรว่ มแสดงความคิดเห็น ๒.๕ ผู้เรยี นทาแบบฝกึ หัดหลังเรยี นโดยใชข้ อ้ สอบเดิม ส่อื การสอน ๑. เครื่องคอมพิวเตอร์ โปรเจ็คเตอร์ จอภาพ ทีวี เคร่ืองขยายเสียง ไมค์โครโฟน ๒. VDO ประวตั กิ ิจการตารวจไทย ๓. ภาพประกอบที่เกีย่ วข้อง ๔. ส่ือนาเสนอในรูปแบบ Power Point ๕. หนงั สือ ๖. เว็บไซตท์ ี่เก่ยี วขอ้ ง ๗. ใบงาน

- ๑๔ - ๘. เอกสารสรปุ เน้อื หา ๙. เอกสารเกี่ยวกับกฎหมาย คาส่งั และระเบียบที่เก่ยี วข้อง การประเมินผล ๑. ประเมนิ ผลจากแบบฝึกหัดก่อนเรยี นและหลงั เรียน ๒. ประเมินผลจากการมีส่วนร่วมในกจิ กรรมที่ผสู้ อนมอบหมาย ๓. ประเมนิ ผลจากการสอบปลายภาคการศึกษา

บทที่ ๑ ประวัติกจิ การตารวจไทย ตำรวจ ถือกำเนิดข้ึนมำในประเทศไทยยำวนำนกวำ่ หลำยร้อยปแี ลว้ (ตำมหลักฐำนที่ปรำกฏก่อน พ.ศ.๒๔๐๓) ท้ังนี้ จำกอดีตถึงปัจจุบัน ตำรวจจะได้รับพระมหำกรุณำธิคุณและพระเมตตำจำก องค์พระมหำกษัตริย์ไทยเสมอมำ ต้ังแต่สมัยอยุธยำจนถึงพระมหำกษัตริย์แห่งพระบรมรำชจักรีวงศ์ ทกุ พระองค์ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระมหำกษัตรยิ ์เปน็ ผู้ทรงวำงรำกฐำน “ตำรวจไทย” ในสมัยกรุงศรีอยุธยำ “รัชสมัยพระเจ้ำอู่ทอง” ได้มีกำรจัดระบบกำรปกครองแบบจตุสดมภ์ หมำยถึง กำรท่ีพระมหำกษัตริย์เป็นผู้ปกครองโดยตรง ได้แบ่งหน้ำท่ีควำมรับผิดชอบเป็นกรม ๔ กรม ดังนี้  เวยี ง มขี นุ เวียง เป็นหวั หนำ้ ทำหนำ้ ท่ีรับผดิ ชอบดแู ลควำมสงบเรียบร้อยของรำษฎร ทั่วรำชอำณำจักร  วัง มีขุนวัง เป็นหัวหน้ำ ทำหน้ำท่ีรับผิดชอบดูแลรักษำในพระรำชวัง จัดงำน พระรำชพิธีตำ่ งๆ และพิจำรณำพพิ ำกษำคดี  คลัง มีขุนคลัง เป็นหัวหน้ำ ทำหน้ำท่ีรับผิดชอบด้ำนกำรคลังและกำรต่ำงประเทศ ทว่ั รำชอำณำจกั ร กำรเกบ็ ภำษี  นำ มีขนุ นำ เป็นหัวหนำ้ ทำหนำ้ ท่ีรบั ผดิ ชอบกำรเกษตร นำหลวง กำรเกบ็ ภำษนี ำ ซึ่งต่อมำในสมัย “พระบรมไตรโลกนำถ” ได้ทรงจัดระเบียบกำรปกครองใหม่ โดยทรงแยกทหำร และพลเรือนออกจำกกัน จึงทำให้มีหน่วยงำนระดบั กรม (เทยี บได้กับกระทรวงในปัจจุบัน) ข้ึนอีก ๒ กรม รวมมีหน่วยงำนทำงกำรปกครอง ๖ กรม ดงั น้ี  กรมมหาดไทย มี พระยำจักรีศรีองครักษ์เป็นสมุหนำยก ทำหน้ำท่ีบังคับบัญชำ ขำ้ รำชกำรฝ่ำยพลเรือนท่วั รำชอำณำจักรและดแู ลจตุสดมภ์  กรมกลาโหม มี พระยำมหำเสนำ เป็นสมุหกลำโหม รับผิดชอบด้ำนกำรทหำร มีหน้ำที่บังคับบัญชำ ตรวจตรำกำรทหำร เกณฑ์ไพร่พลในยำมมีศึก ยำมสงบรวบรวมผู้คน อำวุธ เตรยี มพร้อม  กรมเวียง/เมอื ง มี พระนครบำล เปน็ เสนำบดี  กรมวัง มี พระธรรมำธิกรณ์ เปน็ เสนำบดี  กรมคลงั มี พระโกษำธิบดี เปน็ เสนำบดี  กรมนา มี พระเกษตรำธิกำร เปน็ เสนำบดี

- ๑๖ - ท้ังนี้ได้ทรงพระกรุณำโปรดเกล้ำ ให้มีกิจกำรตำรวจข้ึน โดยอยู่ภำยใต้กำรดูแลของ กรมเวียง และในปี พ.ศ.๑๙๙๘ สมเด็จพระบรมไตรโลกนำถ พระกรุณำโปรดเกล้ำฯ ให้ตรำศักดินำของขุนนำง ฝ่ำยตำรวจไว้เชน่ เดยี วกบั ขนุ นำง ฝ่ำยอน่ื ๆ นอกจำกนี้ ยังมีเอกสำรทำงรำชกำรสำคัญอีกหลำยฉบับที่แสดงว่ำบุคคลท่ีจะเข้ำรับรำชกำร ตำรวจไดน้ ้ันจะตอ้ งเปน็ ผ้มู ชี ำติตระกลู สบื เช้อื สำยจำกบรรพบุรษุ ทีป่ ระกอบคุณงำมควำมดีต่อชำติ ศำสน์ กษัตริย์ และเป็นบุคคลที่พระมหำกษัตริย์ทรงไว้วำงพระรำชหฤทัย กำรบังคับบัญชำตำรวจในสมัย กรุงศรอี ยธุ ยำจึงอยภู่ ำยใต้พระมหำกษัตรยิ ์โดยตรง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั รชั กาลท่ี ๔ พระมหำกษัตริย์ผู้สร้ำงควำมเป็นปึกแผ่น ของกจิ กำรตำรวจ ได้พระรำชปรำรภว่ำ “บ้ำนเมืองมักมีเหตุกำรณ์โจรผู้ร้ำยก่อกวนควำมสงบสุขของรำษฎรอยู่ เนืองๆ ลำพังข้ำหลวงกองจับ ซ่ึงเป็นข้ำรำชกำร ขึ้นกรมเมืองหรือนครบำล มิอำจสำมำรถระงับ เหตุกำรณ์และปรำบปรำมโจรผู้ร้ำยให้สงบรำบคำบได้” จึงมีพระรำชดำริที่จะจัดต้ัง กองตำรวจ เชน่ เดียวกับต่ำงประเทศ เช่น สิงคโปร์ และอินเดีย ทรงแต่งตั้งให้ “กัปตันแซมมวล โจเซฟ เบิร์ด เอมส์” (Capt.S J. Ames) ชำวอังกฤษ มำเป็นผู้วำงโครงสร้ำงกำรจัดตั้งกองตำรวจขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เรียกว่ำ “กองโปลิสคอนสเตเปิล” โดยจ้ำงชำวมำลำยูและชำวอินเดียมำเป็นพลตำรวจ เรียกว่ำ “คอนสเตเปิล” มหี น้ำที่รกั ษำกำรณ์ในเขตกรุงเทพมหำนครชั้นใน ขึ้นอยู่กับกรมพระนครบำล จึงถือได้ว่ำ เปน็ จุดเริ่มตน้ ในควำมเป็นปกึ แผ่นของกจิ กำรตำรวจสมยั ต่อมำ

- ๑๗ - และเพ่ือเป็นกำรน้อมรำลึกถึงพระมหำกรุณำธิคุณแห่งล้นเกล้ำ รัชกำลท่ี ๔ ท่ีทรงปรับปรุง กิจกำรตำรวจให้ทันสมัยทัดเทียมนำนำอำรยประเทศ และเป็นรำกฐำนกิจกำรของตำรวจในยุคปัจจุบัน กรมตำรวจ จึงได้สร้ำง “พระบรมรำชำนุสำวรีย์” พระบำทสมเด็จพระจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว รัชกำลท่ี ๔ ประดิษฐำนบรเิ วณหน้ำอำคำร ๑ กรมตำรวจ เพ่อื ใหข้ ำ้ รำชกำรตำรวจและประชำชนท่ัวไปได้แสดงควำม เคำรพสักกำระ เม่ือวนั ที่ ๙ ตุลำคม พ.ศ.๒๕๓๔

- ๑๘ - พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว รชั กาลท่ี ๕ ภำยหลังจำกท่ี พระบำทสมเด็จพระจุลจอมเกล้ำเจ้ำอยู่หัว รัชกำลท่ี ๕ เสด็จขึ้นครองรำชย์ ตอ่ จำกพระรำชบดิ ำ พระองคไ์ ดท้ รงพฒั นำ “กิจกำรตำรวจ” ในดำ้ นตำ่ งๆ มำกมำยหลำยด้ำน ได้แก่ - ปี พ.ศ.๒๔๑๔ โปรดเกล้ำฯ พระรำชทำนบรรดำศักด์ใิ ห้ กัปตันแซมมวล โจเซฟ เบิรด์ เอมส์ เป็นหลวงรฐั ยำธบิ ำลบัญชำ และรับสง่ั ใหป้ รบั ปรงุ กิจกำรตำรวจให้เจรญิ กำ้ วหนำ้ ขึน้ - ปี พ.ศ.๒๔๑๘ โปรดเกลำ้ ฯ ให้ตรำ “กฎหมำยโปลสิ รักษำพระนคร ๕๓ ขอ้ ” ซ่งึ เป็นกฎหมำย เกี่ยวกับขนบธรรมเนยี มหน้ำที่ของโปลสิ จึงพึงปฏิบัติ และข้อบังคับ กำรรับสมัครบุคคลเข้ำเป็นโปลิสหรือ ตำรวจ โดยกฎหมำยดงั กล่ำวใชบ้ งั คบั ภำยใน-ภำยนอกพระนคร - ปี พ.ศ.๒๔๑๙ ทรงจดั ต้งั “ตำรวจภูธร” ขึ้นในรูป “ทหำรโปลสิ ” เพ่ือเปน็ กำลังรักษำควำมสงบ เรียบร้อยในส่วนภูมิภำค และให้สำมำรถปฏิบัติกำรทำงกำรทหำรได้ด้วย แต่ต่อมำได้เปล่ียนเป็น “กรมกองตระเวนหัวเมอื ง” - ปี พ.ศ.๒๔๔๕ ไดท้ รงลงพระปรมำภิไธยพระรำชทำนพระบรมรำชำนุญำต ให้จัดต้ังโรงเรียน นำยร้อยตำรวจ ตำมควำมกรำบบังคมทูลของ สมเด็จพระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมพระยำดำรงรำชำนุภำพ เมื่อวันที่ ๑๙ เมษำยน รศ.๑๒๑ (พ.ศ.๒๔๔๕) และเพ่ือน้อมรำลึกพระมหำกรุณำธิคุณแห่ง องค์ผู้พระรำชทำนกำเนิดโรงเรียนนำยร้อยตำรวจ ทำงโรงเรียนนำยร้อยตำรวจจึงจัดสร้ำง “พระบรมรำชำนสุ ำวรยี ์ พระบำทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลำ้ เจ้ำอยู่หัว รัชกำลที่ ๕” ประดิษฐำน ณ โรงเรียน นำยร้อยตำรวจ อ.สำมพรำน จ.นครปฐม เพื่อแสดงถึงควำมจงรักภักดี และเพื่อเป็นท่ีเคำรพสักกำระ ของเหลำ่ นกั เรียนนำยร้อย ขำ้ รำชกำรตำรวจและพสกนกิ รทว่ั ไป

- ๑๙ - พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจา้ อยู่หวั รชั กาลท่ี ๖ ได้ทรงพระกรุณำโปรดเกล้ำฯ “ตรำเครื่องหมำยโล่กับดำบ” เป็นเคร่ืองหมำยประจำกรมพล ตระเวน และตอ่ มำ พ.ศ.๒๔๕๔ ไดพ้ ระรำชทำนพระบรมรำชำนญุ ำตให้ใช้ “ตรำพระแสงดำบเขนและโล่” ประกอบท่ีมุมธงประจำกรมตำรวจภูธร อันเป็นที่มำของเครื่องหมำย “ตรำโล่เขน” ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ แหง่ กำรเปน็ ตำรวจมำจนทุกวนั นี้ ทั้งน้ีเนื่องจำกกิจกำรตำรวจในยุคแรกๆ น้ัน ได้มีกำรแบ่งแยกหน้ำที่ออกเป็น ๒ ส่วน คือ กรม พลตระเวน กบั กรมตำรวจภูธร - กรมพลตระเวน ขึ้นกับกระทรวงพระนคร รับผิดชอบดูแลพ้ืนที่ในเขตมณฑลกรุงเทพมหำนคร อันเปน็ ต้นกำเนดิ ของตำรวจนครบำลในปัจจุบัน - กรมตำรวจภูธร ข้ึนกับกระทรวงมหำดไทย รับผิดชอบพื้นที่หัวเมืองส่วนภูมิภำค ซึ่งเป็นต้น กำเนดิ ของตำรวจภูธรในปัจจุบนั พระบำทสมเด็จพระมงกุฎเกล้ำเจ้ำอยู่หัว รัชกำลที่ ๖ จึงได้มีพระบรมรำชโองกำร ประกำศรวม “พลตระเวน” กับ “กรมตำรวจภูธร” เข้ำเป็นกรมเดียวกัน ในวันที่ ๑๓ ตุลำคม พ.ศ.๒๔๕๘ เรียกว่ำ “กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวน” โดยให้สังกัดกระทรวงพระนครบำล ด้วยเหตุนี้จึงถือว่ำวันท่ี ๑๓ ตลุ ำคมของทกุ ปเี ปน็ วนั ตำรวจ พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอยหู่ วั รัชกาลท่ี ๗ “กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวน” ได้ถูกเปล่ียนนำมเรียกหลำยคร้ังหลำยครำจวบจนสมัย พระบำทสมเด็จพระปกเกล้ำเจ้ำอยู่หัว รัชกำลท่ี ๗ ได้ทรงพระกรุณำโปรดเกล้ำฯ ให้เปลี่ยนช่ือเรียกเป็น “กรมตำรวจ” เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๒ ก่อนจะไดร้ ับกำรโอนเป็น “สำนกั งำนตำรวจแห่งชำติ” ในปจั จบุ นั พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ กิจกำรตำรวจในรัชสมัยรัชกำลที่ ๙ ถือได้ว่ำเป็นกำรปรับเปล่ียนคร้ังสำคัญในประวัติศำสตร์ ตำรวจไทย คือ โดยมีกำรปรับโอน “กรมตำรวจ กระทรวงมหำดไทย” มำจัดต้ังเป็น “สำนักงำนตำรวจ แห่งชำติ” ซ่ึงขึ้นตรงกับนำยกรัฐมนตรี (รัชกำลท่ี ๙ ได้ทรงพระกรุณำโปรดเกล้ำฯ ให้ตรำพระรำช กฤษฎีกำ โอน กรมตำรวจ กระทรวงมหำดไทย ไปจัดตั้งเป็น สำนักงำนตำรวจแห่งชำติ พุทธศักรำช ๒๕๔๑ ซึ่งได้ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ เล่มที่ ๑๑๕ ตอนที่ ๗๓ ก วันท่ี ๑๖ ตุลำคม พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๗ ตุลำคม พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นต้นไป) ท้ังนี้เน่ืองจำกภำรกิจหน้ำท่ีและควำม รับผิดชอบของ กรมตำรวจ ซึ่งต้องดูแลรักษำควำมสงบเรียบร้อยของประชำชนและสังคมท่ัวประเทศ ทำให้กรมตำรวจจำเป็นต้องปรับปรุงระบบกำรบริหำรและกำรจัดกำรเพื่อให้เกิดควำมคล่องตัว อันจะ สำมำรถให้บรกิ ำรประชำชนไดร้ วดเรว็ และมีประสิทธภิ ำพมำกยง่ิ ขนึ้ กรมตำรวจ ได้มีกำรปรับปรุงโครงสร้ำงและระบบกำรบริหำรงำนตำรวจ ตำมมติคณะรัฐมนตรี เม่ือวันที่ ๑๘ สิงหำคม พ.ศ.๒๕๔๑ ใหด้ ำเนนิ กำรปฏิรูปกรมตำรวจในระยะท่ี ๑ โดยตรำเป็นพระรำชกฤษฎีกำ

- ๒๐ - และให้ดำเนินกำรปฏิรูปในระยะท่ี ๒ โดยออกพระรำชบัญญัติปรับปรุงแก้ไขงำนอื่นๆ ให้สมบูรณ์เต็ม รูปแบบต่อไป ต่อมำได้ประกำศใช้พระรำชบัญญัติตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ เม่ือวันที่ ๑๔ กุมภำพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๗ โดยแบง่ ส่วนรำชกำรเปน็ ๒ ส่วนใหญๆ่ คือ ๑. สำนกั งำนผู้บญั ชำกำรตำรวจแหง่ ชำติ ๒. กองบัญชำกำร พัฒนำกำรของ “กิจกำรตำรวจ” ได้ดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมำ ภำยใต้พระมหำกรุณำธิคุณของ พระมหำกษัตริย์แห่งบรมรำชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ และได้รับพระเมตตำจำก พระบำทสมเด็จพระ ปรมินทรมหำภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนำงเจ้ำสิริกิติ์ พระบรมรำชินีนำถ เสมอมำตลอดรัชสมัย ของพระองค์ พระบำทสมเด็จพระปรมินทรมหำภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนำงเจ้ำสิริกิติ์ พระบรมรำชินีนำถ ได้เสด็จพระรำชดำเนินทรงเย่ียมค่ำยตำรวจตระเวนชำยแดน ตำรวจพลร่ม และ ตำรวจในถิ่นทุรกันดำรในทุกภำคของประเทศ พร้อมกับพระรำชทำนส่ิงของเคร่ืองใช้ และของท่ีระลึก เพ่ือเป็นขวัญกำลังใจในกำรปฏิบัติหน้ำท่ีของบรรดำตำรวจในท้องถ่ินห่ำงไกล นอกจำกนี้หำกทรงทรำบ ถึงพระเนตรพระกรรณว่ำขำดแคลนสิ่งใดอันเป็นอุปสรรคต่อกำรปฏิบัติหน้ำที่ก็ได้ทรงพระกรุณำ โปรดเกลำ้ ฯ ให้จัดหำมำพระรำชทำนให้ทนั ทดี ้วยพระรำชทรพั ยส์ ว่ นพระองค์ สมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลท่ี ๑๐ ทรงเป็นพระกษัตริย์ ลำดับที่ ๑๐ แห่งรำชวงศ์จักรี เสด็จพระรำชสมภพ ณ พระท่ีน่ังอัมพรสถำน พระรำชวังดุสิต เมื่อวันจันทร์ท่ี ๒๘ กรกฎำคม พ.ศ.๒๔๙๕ เม่ือครั้งทรงมีพระชนมำยุครบ ๒๐ พรรษำ ทรงได้รับพระมหำกรุณำธิคุณสถำปนำจำกพระบำทสมเด็จพระปรมินทรมหำภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นเป็น “สมเด็จพระบรมโอรสำธิรำชฯ สยำมมกุฎรำชกุมำร” เมื่อวันท่ี ๒๘ ธันวำคม พ.ศ.๒๕๑๕ นับเป็นสยำม มกุฎรำชกมุ ำร พระองค์ที่ ๓ แหง่ สยำมประเทศ สมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวมหำวชิรำลงกรณ บดินทรเทพยวรำงกูร ได้พระรำชทำนผ้ำ สำหรับใช้ตัด เคร่ืองแบบของตำรวจ โดยผ้ำที่ได้รับพระรำชทำนเป็นผ้ำสี สนว.๐๑ ซ่ึงจะเป็นสีเดียวกันทุกหน่วยงำน ในสังกัดสำนักงำนตำรวจแห่งชำติทั่วประเทศ เพ่ือให้ตำรวจแต่งกำยเป็นรูปแบบเดียวกัน สมเด็จพระ เจ้ำอยู่หัวฯ ทรงเน้นย้ำให้พระรำโชบำยว่ำ “ผ้ำพระรำชทำนน้ีถือเป็นเกรำะคุ้มครองตำรวจ เป็นเคร่ือง เตือนใจว่ำตำรวจเป็นที่พึ่งของประชำชน ดูแลชีวิตควำมปลอดภัย รวมท้ังเตือนใจว่ำเป็นสีพระรำชทำน ให้ประพฤติตนถูกต้องด้วยใจ เป็นเครื่องรำงคุ้มครองให้ประพฤติปฏิบัติเรียบร้อย” ซึ่งนำมำซ่ึงควำม ปรำบปลมื้ และเป็นพระมหำกรณุ ำธิคุณอยำ่ งหำทีส่ ุดมไิ ด้กบั ตำรวจทกุ นำย สมเด็จพระเจำ้ อยู่หัวฯ ทรงดำรงตำแหน่งองคผ์ ู้บญั ชำกำรหน่วย บัญชำกำรถวำยควำมปลอดภัย รักษำพระองค์ต้ังแต่เมื่อครั้งยังทรงพระอิสริยยศเป็นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสำธิรำชฯ สยำม มกุฎรำชกมุ ำร พระองค์ทรงมพี ระมหำกรณุ ำธิคณุ ต่อกิจกำรตำรวจ ได้พระรำชทำนแบบฝึกบุคคลสำหรับ

- ๒๑ - กำรฝึกให้แก่กำลังพลของหน่วยท่ีมีหน้ำท่ีถวำยพระเกียรติ ถวำยควำมปลอดภัยแด่องค์พระมหำกษัตริย์ และพระบรมวงศำนุวงศ์ อำทิเช่น หน่วยในพระองค์, หน่วยทหำรรักษำพระองค์, หน่วยทหำรมหำดเล็ก รักษำพระองค์, หน่วยทหำรมหำดเล็กรำชวัลลภ รักษำพระองค์, ตารวจ และหน่วยอื่นๆ ท่ีมีหน้ำที่ ดังกลำ่ ว โดยทำ่ กำรฝึกน้ี ล้วนได้รับพระมหำกรุณำธิคุณพระรำชทำนคำส่ังสอนจำกสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัว มหำวชิรำลงกรณ บดินทรเทพวรำงกูร ต้ังแต่เม่ือครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรม โอรสำธริ ำชฯ สยำมมกุฎรำชกุมำร องค์ผบู้ ัญชำกำรหนว่ ยบญั ชำกำรถวำยควำมปลอดภัย รักษำพระองค์ โปรดเกล้ำฯ ให้ตำรวจเป็นข้ำรำชกำรในพระองค์ฝ่ำยตำรวจ โดยได้มี พ.ร.บ.ระเบียบบริหาร ราชการในพระองค์ พ.ศ.๒๕๖๐ ประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ เมื่อวันท่ี ๑ พฤษภำคม พ.ศ.๒๕๖๐ มำตรำ ๗ (๔) ให้โอนบรรดำกิจกำร อำนำจหน้ำท่ี ทรัพย์สิน สิทธิ และหน้ำท่ี ของสำนักงำนนำยตำรวจรำชสำนัก ประจำ สำนักงำนตำรวจแห่งชำติ ตำมกฎหมำยว่ำด้วยตำรวจแห่งชำติ ท่ีมีอยู่ในวันก่อนที่ พ.ร.ฎ.ใช้บังคับ ไปเป็นของส่วนรำชกำรในพระองค์ตำมที่กำหนดในพระรำชกฤษฎีกำและให้โอนตำแหน่งและอัตรำเงินเดือน ของข้ำรำชกำรตำรวจในสำนักงำนนำยตำรวจรำชสำนักประจำสำนักงำนตำรวจแห่งชำติ ที่มีอยู่ในวันก่อน วันที่พระรำชกฤษฎีกำใช้บังคับไปเป็นตำแหน่งและอัตรำเงินเดือนของข้ำรำชกำรในพระองค์ในส่วนรำชกำร ในพระองค์ตำมท่ีกำหนดในพระรำชกฤษฎีกำ ให้มี พ.ร.ฎ.จัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของ ราชการในพระองค์ พ.ศ.๒๕๖๐ สมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวมหำวชิรำลงกรณ บดินทรเทพยวรำงกูร ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐ พฤษภำคม พ.ศ.๒๕๖๐ สมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวมหำวชิรำลงกรณ บดินทรเทพยวรำงกูร มีพระรำชโองกำร โปรดเกล้ำฯ ให้ประกำศว่ำ โดยที่เป็นกำรสมควรจัดระเบียบรำชกำรและกำรบริหำรงำนบุคคลของรำชกำร ในพระองค์ กำหนดให้มี “หน่วยบญั ชำกำรถวำยควำมปลอดภัยรักษำพระองค์” เป็นส่วนรำชกำรในพระองค์ มาตรา ๘ หน่วยบัญชำกำรถวำยควำมปลอดภัยรักษำพระองค์มีหน้ำท่ีวำงแผน อำนวยกำร ประสำนงำน บังคับบัญชำ ควบคุม กำกับดูแลและปฏิบัติงำนในกำรถวำยอำรักขำและถวำยพระเกียรติ องค์ พระมหำกษัตริย์ พระรำชินี พระรัชทำยำท พระบรมวงศำนุวงศ์และบุคคลอื่นตำมที่พระมหำกษัตริย์ทรง มอบหมำย รวมท้ังกำรปฏิบัติหน้ำท่ีทำงพระรำชพิธีตำมที่ได้รับมอบหมำย และกำรรักษำ ควำมสงบ เรียบร้อยภำยในเขตพระรำชฐำน ตลอดจนปฏิบัติหน้ำท่ีตำมกฎหมำยที่เก่ียวกับกำรรักษำควำมปลอดภัย องค์พระมหำกษัตริย์ พระรำชินี พระรัชทำยำท ผู้สำเร็จรำชกำรแทนพระองค์ พระบรมวงศำนุวงศ์ ผู้แทน พระองค์และพระรำชอำคันตุกะ ให้หน่วยบัญชำกำรถวำยควำมปลอดภัยรักษำพระองค์มีกำรบังคับบัญชำ ข้ึนตรงต่อพระมหากษัตริย์... มาตรา ๙ หน่วยบัญชำกำรถวำยควำมปลอดภัยรักษำพระองค์มีส่วนรำชกำร ดงั ต่อไปน้ี (๑) สำนักงำนผู้บังคับบัญชำ (๒) สำนักงำนนำยทหำรปฏิบัติกำรพิเศษในพระองค์ (๓) สำนักงำน ฝ่ำยเสนำธิกำรในพระองค์ (๔) กรมรำชองครักษ์ (๕) หน่วยทหำรมหำดเล็กรำชวัลลภรักษำพระองค์ (๖) สํานักงานนายตํารวจราชสํานักประจํา (๗) ส่วนรำชกำรอ่ืนตำมท่ีกำหนดโดยประกำศหน่วยบัญชำกำร ถวำยควำมปลอดภัยรักษำพระองค์

- ๒๒ - นอกจำกน้ัน ยังได้มีกำรเปลี่ยนช่ือหน่วยงำนจำก \"กองบังคับกำร ถวำยควำมปลอดภัยและ ปฏิบัติกำรพิเศษ กองบัญชำกำรตำรวจสอบสวนกลำง\" เป็น \"กองบังคับกำร ตำรวจมหำดเล็กรำชวัลลภ รักษำพระองค์ ๙๐๔ กองบัญชำกำรตำรวจสอบสวนกลำง\" เพื่อให้ชื่อส่วนรำชกำรมีควำมเหมำะสม สอดคลอ้ งกับภำรกจิ หลกั ทไี่ ด้รับมอบหมำยโดยตรง อกี ทัง้ เพอื่ ใหก้ ำรปฏบิ ตั ิหนำ้ ที่เก่ียวกับกำรถวำยควำม ปลอดภยั ถวำยอำรักขำ ถวำยพระเกียรติ และกำรปฏิบัติภำรกิจทั้งปวงเป็นไปตำมพระรำชประสงค์และ ตำมรำชประเพณี ตลอดจนกำรประสำนงำนกับหน่วยงำนท่ีเก่ียวข้องเป็นไปด้วยควำมเรียบร้อย รวดเร็ว ทันต่อสถำนกำรณ์และ เกิดควำมปลอดภัยสูงสุด ถือเป็นพระมหำกรุณำธิคุณอันล้นพ้นอย่ำงหำท่ีสุดมิได้ ทที่ รงมีต่อสำนกั งำนตำรวจแหง่ ชำติ แบบฝึกหดั คาถาม กิจกำรตำรวจไทย (ตำมท่ีหลักฐำนปรำกฏ) กำเนิดขึ้นครั้งแรกในสมัยใด ให้อธิบำยประวัติกิจกำร ตำรวจไทยมำพอสงั เขป แนวคาตอบ กิจกำรตำรวจไทยถือกำเนิดข้ึนมำในประเทศไทยยำวนำนกว่ำหลำยร้อยปีแล้ว (ตำมหลักฐำนที่ ปรำกฏก่อน พ.ศ.๒๔๐๓) ตำรวจจะได้รับพระมหำกรุณำธิคุณและพระเมตตำจำกองค์พระมหำกษัตริย์ ไทยเสมอมำ ตงั้ แต่สมยั อยธุ ยำจนถึงพระมหำกษัตริยแ์ หง่ พระบรมรำชจักรวี งศ์ทกุ พระองค์  พระบรมไตรโลกนาถ โปรดเกล้ำฯ ให้มีกิจกำรตำรวจ อยู่ภำยใต้กำรดูแลของกรมเวียง กำร บงั คับบัญชำตำรวจในสมยั กรงุ ศรีอยุธยำอยู่ภำยใต้พระมหำกษัตริยโ์ ดยตรง  รัชกาลท่ี ๔ เป็นผ้พู ระรำชทำนกำเนดิ “ตำรวจสมัยใหม่” - โดยให้กัปตันแชมมวล โจเซฟ เบิร์ด เอมส์ ชำวอังกฤษ มำวำงโครงกำรจัดตั้งกองตำรวจ เรียกวำ่ “กองโปลิสคอนสเตเปลิ ” - ตร. สร้ำงพระบรมรำชำนุสำวรีย์ รัชกำลท่ี ๔ ประดิษฐำนบริเวณหน้ำอำคำร ๑ ตร. (เพื่อเป็น กำรนอ้ มรำลกึ ถึงพระมหำกรุณำธคิ ณุ ทท่ี รงปรบั ปรุงกิจกำรตำรวจให้ทนั สมยั ทัดเทียมประเทศตะวันตก)  รชั กาลท่ี ๕ - พัฒนำกจิ กำรตำรวจ โปรดเกล้ำฯ ให้ตรำ “กฎหมำยโปลิสรักษำพระนคร ๕๓ ขอ้ ” - ทรงจัดต้ัง “ตำรวจภูธร” ข้ึนในรูป “ทหำรโปลิส” เพื่อเป็นกองกำลังรักษำควำมสงบ เรียบรอ้ ย + ปฏิบตั ิกำรทำงทหำรได้ ซึง่ ตอ่ มำเปลยี่ นเปน็ “กรมกองตระเวนหวั เมือง”

- ๒๓ - - ทรงจัดตั้งโรงเรียนนำยร้อยตำรวจ เม่ือวันท่ี ๑๙ เม.ย.๒๔๔๕ ตร.จึงถือเอำวันท่ี ๑๙ เม.ย. ของทุกปี เป็นวันพระรำชทำนกำเนิด รร.นำยร้อยตำรวจ - รร.นำยร้อยตำรวจ สร้ำงพระบรมรำชำนุสำวรีย์ รัชกำลที่ ๕ ประดิษฐำน ณ รร.นำยร้อยตำรวจ อ.สำมพรำน  รัชกาลท่ี ๖ - พระรำชทำนเครอื่ งหมำยตำรวจ “ตรำโลเ่ ขน” ประกอบมุมธงกรมตำรวจภูธร - เนื่องจำกกิจกำรตำรวจในยุคแรกๆ แบ่งหน้ำท่ีออกเป็น ๒ ส่วน คือ กรมพลตระเวน กับ กรมตำรวจภูธร โดยกรมพลตระเวน (ตำรวจนครบำลในปัจจุบัน) ข้ึนกับกระทรวงพระนคร รับผิดชอบพื้นที่ ในเขตกรุงเทพฯ ส่วนกรมตำรวจภูธร (ตำรวจภูธรในปัจจุบัน) ขึ้นอยู่กับกระทรวงมหำดไทย รับผิดชอบพื้นที่ หัวเมืองส่วนภูมิภำค รัชกำลท่ี ๖ โปรดเกล้ำฯ ให้รวมกรมพลตระเวนกับกรมตำรวจภูธรเข้ำเป็นกรมเดียวกัน เรียกว่ำ “กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวน” เม่ือวันที่ ๑๓ ต.ค.๒๔๕๘ ถือเอำวันท่ี ๑๓ ต.ค. ของทุกปี เป็นวนั ตำรวจ  รัชกาลที่ ๗ - กรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวน ถูกเปล่ียนชื่อมำหลำยครั้ง จนถึงสมัยรัชกำลท่ี ๗ โปรดเกล้ำฯ ให้เปล่ยี นช่ือเปน็ “กรมตำรวจ”  รัชกาลที่ ๙ - โอนกรมตำรวจ กระทรวงมหำดไทย จัดตั้งเป็นสำนักงำนตำรวจแห่งชำติ ขึ้นตรงกับ นำยกรฐั มนตรี  รัชกาลท่ี ๑๐ - พระรำชทำนผ้ำ สำหรับใช้ตัดเครื่องแบบของตำรวจ โดยผ้ำท่ีได้รับพระรำชทำนเป็นผ้ำสี สนว.๐๑ ซึ่งจะเป็นสีเดียวกันทุกหน่วยงำน ในสังกัดสำนักงำนตำรวจแห่งชำติทั่วประเทศ เพ่ือให้ตำรวจ แต่งกำยเป็นรูปแบบเดยี วกนั - พระรำชทำนแบบฝึกบุคคลสำหรับกำรฝึกให้แก่กำลังพลของหน่วยที่มีหน้ำที่ถวำย พระเกียรติ ถวำยควำมปลอดภัยแด่องค์พระมหำกษัตริย์และพระบรมวงศำนุวงศ์ อำทิเช่น หน่วยใน พระองค์, หน่วยทหำรรักษำพระองค์, หน่วยทหำรมหำดเล็กรักษำพระองค์, หน่วยทหำรมหำดเล็กรำช วลั ลภ รกั ษำพระองค,์ ตารวจ และหนว่ ยอื่นๆ ท่ีมีหน้ำทด่ี งั กล่ำว

- ๒๔ -

- ๒๕ - แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ ๒ วชิ า พระราชบญั ญตั ิตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ หัวข้อเรือ่ ง ควำมเป็นมำ เจตนำรมณ์ หลักกำร เหตผุ ล และสำระสำคัญของ พ.ร.บ.ตำรวจแหง่ ชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ เน้ือหา ๑. ควำมเปน็ มำของพระรำชบญั ญตั ิตำรวจแหง่ ชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ ๒. เจตนำรมณ์ในกำรตรำ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ ๓. หลกั กำรและเหตุผลของกำรตรำพระรำชบญั ญัติตำรวจแหง่ ชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ ๔. สำระสำคญั ของพระรำชบญั ญัตติ ำรวจแหง่ ชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ จานวนช่ัวโมงทส่ี อน ๑ ชั่วโมง วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ ๑. เพ่ือให้ผู้เรียนมีควำมรู้ มีควำมเข้ำใจ สำมำรถอธิบำยควำมเป็นมำ เจตนำรมณ์ หลักกำร เหตผุ ล และสำระสำคัญของพระรำชบัญญตั ติ ำรวจแหง่ ชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ ได้ ๒. เพ่ือให้ผู้เรียนสำมำรถสรุปเนื้อหำท่ีเรียนและสำมำรถบูรณำกำรควำมรู้เช่ือมโยงในรำยวิชำ ตำ่ งๆ เพ่ือใช้ในกำรปฏิบตั หิ น้ำท่ีได้ กจิ กรรมการเรยี นการสอน ๑. การนาเข้าสบู่ ทเรยี น ผ้สู อนอธิบำยประมวลกำรสอน และให้ผเู้ รียนทำแบบฝึกหดั กอ่ นเรยี น ๒. การจดั กจิ กรรม ๒.๑ ผสู้ อนอธบิ ำยเนือ้ หำตำมวตั ถุประสงคใ์ นกำรเรียนกำรสอน จัดกจิ กรรมใหผ้ ูเ้ รยี นมสี ่วน รว่ มในเนือ้ หำโดยเปดิ โอกำสให้ผ้เู รียนได้สอบถำมและรว่ มแสดงควำมคดิ เหน็ ๒.๒ สอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ๒.๓ ผูส้ อนสรปุ เน้อื หำ เปิดโอกำสใหผ้ ู้เรยี นได้สอบถำมและรว่ มแสดงควำมคดิ เห็น ๒.๔ ผ้เู รยี นทำแบบฝกึ หัดหลังเรียนโดยใช้ขอ้ สอบเดิม สื่อการสอน ๑. เครอื่ งคอมพิวเตอร์ โปรเจค็ เตอร์ จอภำพ ทีวี เคร่ืองขยำยเสยี ง ไมค์โครโฟน ๒. ภำพประกอบที่เกี่ยวข้อง ๓. สอื่ นำเสนอในรปู แบบ Power Point ๔. หนงั สือ ๕. เวบ็ ไซตท์ ี่เกีย่ วข้อง ๖. ใบงำน

- ๒๖ - ๗. เอกสำรสรปุ เน้อื หำ ๘. เอกสำรเกี่ยวกับกฎหมำย คำส่งั และระเบยี บทเ่ี กยี่ วข้อง การประเมินผล ๑. ประเมนิ ผลจำกแบบฝึกหัดก่อนเรยี นและหลงั เรียน ๒. ประเมินผลจำกกำรมีส่วนร่วมในกจิ กรรมท่ีผ้สู อนมอบหมำย ๓. ประเมนิ ผลจำกกำรสอบปลำยภำคกำรศึกษำ

บทที่ ๒ ความเป็นมา เจตนารมณ์ หลกั การ เหตผุ ล รวมถงึ สาระสาคัญ ของ พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ พระราชบัญญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ เป็นกฎหมายที่โดยรูปแบบและเน้ือหาหลักแล้ว คือ กฎหมายปกครองสาคัญฉบับหนึ่งท่ีว่าด้วยเรื่องท่ีเก่ียวกับข้าราชการตารวจ การบริหารราชการ ตารวจ และการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตารวจ อย่างไรก็ตาม เน้ือหาบทบัญญัติของ พระราชบัญญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ บางส่วน ได้แก่ บทบัญญัติลักษณะ ๖ หมวด ๑๐ เคร่ืองแบบตารวจ มาตรา ๑๐๘ มาตรา ๑๐๙ และมาตรา ๑๑๐ เป็นกฎหมายอาญา ซ่ึงจะได้กล่าวต่อไป สาหรับในบทท่ี ๑ นี้จะกล่าวถึงความเปน็ มาของพระราชบัญญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ เจตนารมณ์ หลกั การ เหตุผล รวมถึงสาระสาคญั ของ พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ความเป็นมาของพระราชบญั ญัติตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ขณะน้ัน คือ รัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้บังคับ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ ซ่ึงต่อไปน้ีเรียกว่า รัฐธรรมนูญ (พ.ศ.๒๕๔๐)) ได้ถูกตราข้ึนใช้บังคับแทนรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ ตั้งแต่วันท่ี ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันที่ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา น้ัน ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาโอนกรมตารวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดตั้งเป็น สานักงานตารวจแห่งชาติ เม่ือวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๑ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๕ ตอนท่ี ๗๓ ก วันท่ี ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๑) อันเป็นจุดเร่ิมต้นสาคัญของกฎหมายตารวจแห่งชาติ ทั้งน้ี รัฐธรรมนูญ (พ.ศ.๒๕๔๐) มาตรา ๒๓๐ วรรคสอง ได้บัญญัติว่า “การรวมหรือการโอนกระทรวง ทบวง กรม ท่ีมีผล เปน็ การจัดต้งั เปน็ กระทรวง ทบวง กรมขึ้นใหม่ หรือ การรวมหรือการโอนกระทรวง ทบวง กรม ที่มิได้มี การจัดต้ังเป็นกระทรวง ทบวง กรมข้ึนใหม่ ทั้งนี้ โดยไม่มีการกาหนดตาแหน่งหรืออัตราของข้าราชการ หรือลูกจ้างเพ่ิมข้ึน หรือการยุบกระทรวง ทบวง กรม ให้ตราเป็น พระราชกฤษฎีกา” อันเป็นหลักการ ของกฎหมายใหม่และเป็นหลักกฎหมายสาคัญท่ีทาให้การโอนกรมท่ีมีผลเป็นการจัดต้ังกรมข้ึนใหม่ โดยไม่มีการกาหนดตาแหน่งหรอื อตั ราของข้าราชการหรือลูกจ้างเพ่ิมขนึ้ ให้ตราเปน็ พระราชกฤษฎกี าได้ เหตุผลในการโอนกรมตารวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดตั้งเป็นสานักงานตารวจแห่งชาติ ระบุ ไว้ในหมายเหตุของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวว่า “โดยท่ีเป็นการสมควรโอนกรมตารวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดต้ังเป็นสานักงานตารวจแห่งชาติ เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม ไม่สังกัด สานักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และมีอานาจหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงภายในส่วนท่ี เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม การตระเวนชายแดน การรักษาความปลอดภัยและ

- ๒๘ - ความสงบเรียบร้อยของประชาชน และอานาจหน้าที่อ่ืนตามท่ีกาหนดไว้ในกฎหมายและให้อยู่ในบังคับ บัญชาของนายกรฐั มนตรี” เจตนารมณใ์ นการตราพระราชบัญญตั ติ ารวจแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ เมื่อได้จัดตั้งสานักงานตารวจแห่งชาติแล้ว (ตามพระราชกฤษฎีกาโอนกรมตารวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดตั้งเป็นสานักงานตารวจแห่งชาติ) จึงมีความเป็นท่ีจะต้องมีการปรับปรุง กฎหมายท่ีใช้บังคับให้สอดคล้องและเป็นไปตามความมุ่งหมายของการจัดตั้ง สานักงานตารวจแห่งชาติ ด้วย การปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับข้าราชการตารวจซ่ึงเป็นเร่ืองหน่ึง ในขณะน้ันและเป็นท่ีมาของ พระราชบญั ญตั ติ ารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ หลักการและเหตผุ ลของการตราพระราชบญั ญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ระบุไว้ในหมายเหตุ ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวว่า “โดยที่กฎหมายเก่ียวกับข้าราชการตารวจซึ่งประกอบด้วย พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตารวจ พ.ศ.๒๕๒๑ พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตารวจ พุทธศักราช ๒๔๗๗ พระราชบัญญัติยศตารวจ พุทธศักราช ๒๔๘๐ และพระราชบัญญัติเคร่ืองแบบตารวจ พุทธศักราช ๒๔๗๗ (ฉบับที่ ๒) ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว ทาให้มีบทบัญญัติหลายประการ ไม่เหมาะสมแก่การพัฒนาระบบงานของตารวจในสภาพการณ์ปัจจุบัน ดังนั้น จึงสมควรปรับปรุง กฎหมายดังกล่าวโดยนามาบัญญัติรวมไว้เป็นกฎหมายฉบับเดียวให้ครอบคลุ มทุกเรื่องที่เกี่ยวกับ ข้าราชการตารวจ โดยกาหนดให้สานักงานตารวจแห่งชาติ แบ่งส่วนราชการเป็นสานักงานผู้บัญชาการ ตารวจแห่งชาติและกองบัญชาการเพ่ือกระจายอานาจไปยังกองบัญชาการมากข้ึน โดยให้มี คณะกรรมการนโยบายตารวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ทาหน้าที่ในการกาหนดนโยบายการบริหารราชการ ตารวจ เพื่อเป็นแนวทางการบริหารราชการและการดาเนินงานของข้าราชการตารวจให้เป็นไปตาม นโยบายน้ัน และกาหนดให้การบริหารงานบุคคลเป็นอานาจหน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการตารวจ (ก.ตร.) โดยเฉพาะ อันมีผลให้การจัดระบบไม่ว่าจะเป็นเร่ืองการบริหารราชการ การบริหารงานบุคคล การบังคบั บญั ชา การแต่งต้งั และโยกยา้ ยหรอื การดาเนินการทางวินัยเกิดความเป็นธรรม ความเหมาะสม และมีประสิทธิภาพยิ่งข้ึน นอกจากนี้ ได้กาหนดให้มีตาแหน่งข้าราชการตารวจประเภทไม่มียศ และกาหนดตาแหน่งพนักงานสอบสวนแยกต่างหากจากตาแหน่งข้าราชการตารวจท่ีมีอยู่เดิม เพื่อเป็น การพัฒนางานสอบสวนซ่ึงถือเป็นกระบวนการยุติธรรมในเบ้ืองต้นที่สาคัญ ตลอดจนจัดให้มีกองทุนเพ่ือ สนบั สนนุ และพัฒนางานเกี่ยวกับการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา อันจะทาให้การดาเนินกระบวนการ ยตุ ธิ รรมในสว่ นซง่ึ ขา้ ราชการตารวจเปน็ ผู้รบั ผิดชอบมีศกั ยภาพยิ่งขึน้ จงึ จาเป็นตอ้ งตราพระราชบญั ญัตนิ ้ี”

- ๒๙ - ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงนาไปสู่หลักการ คือ ให้มีกฎหมายว่าด้วยตารวจแห่งชาติ จึงได้มีการตรา พระราชบัญญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ข้ึนใช้บังคับ ด้วยการปรับปรุงจากกฎหมายเกี่ยวกับ ข้าราชการตารวจดังกล่าว โดยการนามาบัญญัติรวมไว้เป็นกฎหมายฉบับเดียวให้ครอบคลุมทุกเรื่อง ทเ่ี กี่ยวกับขา้ ราชการตารวจ ดงั มสี าระสาคัญ ดังตอ่ ไปนี้ สาระสาคญั ของพระราชบญั ญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ๑. กาหนดให้สานักงานตารวจแห่งชาติแบ่งส่วนราชการเป็นสานักงานผู้บัญชาการตารวจ แห่งชาตแิ ละกองบญั ชาการเพอื่ แบง่ อานาจไปยงั กองบัญชาการมากข้ึน ๒. กาหนดให้มคี ณะกรรมการนโยบายตารวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ทาหน้าท่ีในการกาหนดนโยบาย การบรหิ ารราชการตารวจ เพ่ือเปน็ แนวทางการบริหารราชการและการดาเนินงานของข้าราชการตารวจ ให้เป็นไปตามนโยบายน้ัน และกาหนดให้การบริหารงานบุคคลเป็นอานาจหน้าท่ีของคณะกรรมการ ข้าราชการตารวจแห่งชาติ (ก.ตร.) โดยเฉพาะ อันจะมีผลให้การจัดระบบไม่ว่าจะเป็นในเร่ืองการ บริหารงานบุคคลของข้าราชการตารวจ การจัดระบบราชการตารวจ การอบรมและพัฒนาข้าราชการ ตารวจ การแต่งต้ัง และโยกย้าย หรือการดาเนินการทางวินัย เกิดความเป็นธรรม เหมาะสม และมี ประสทิ ธิภาพยิง่ ขึ้น (คณะกรรมการท้ังสองแบง่ แยกหน้าที่ออกจากกันโดยเด็ดขาด) ๓. กาหนดให้มีตาแหนง่ ขา้ ราชการตารวจประเภทมยี ศและไม่มียศ ๔. กาหนดตาแหน่งพนักงานสอบสวนแยกต่างหากจากตาแหน่งข้าราชการตารวจท่ีมีอยู่เดิม เพือ่ เป็นการพฒั นางานสอบสวนซง่ึ ถือเปน็ กระบวนการยตุ ธิ รรมในเบ้ืองตน้ ทส่ี าคญั ๕. กาหนดให้มีกองทุนเพ่ือสนับสนุนและพัฒนางานเกี่ยวกับการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา อันจะทาให้การดาเนินการกระบวนการยุติธรรมในส่วนซึ่งข้าราชการตารวจเป็นผู้รับผิดชอบมีศักยภาพ ย่ิงขึ้น แบบฝกึ หัด คาถาม ๑. จงอธิบายความเป็นมาและเจตนารมณ์ในการตรา พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ มาพอ สงั เขป ๒. จงบอกสาระสาคญั ของพระราชบัญญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ แนวคาตอบ ๑. ภายหลงั จากที่รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย (ขณะน้นั คือ รฐั ธรรมนูญที่ประกาศใช้บังคับ เม่ือปี พ.ศ.๒๕๔๐ ซึ่งต่อไปนี้เรียกว่า รัฐธรรมนูญ (พ.ศ.๒๕๔๐)) ได้ถูกตราข้ึนใช้บังคับแทนรัฐธรรมนูญ แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๓๔ ต้ังแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันท่ีประกาศในราช

- ๓๐ - กิจจานุเบกษา นั้น ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาโอนกรมตารวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดต้ังเป็น สานักงานตารวจแห่งชาติ เม่ือวันท่ี ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๑ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๕ ตอนที่ ๗๓ ก วนั ที่ ๑๖ ตลุ าคม ๒๕๔๑) อนั เปน็ จดุ เริ่มต้นสาคญั ของกฎหมายตารวจแห่งชาติ เมื่อได้จัดตั้งสานักงานตารวจแห่งชาติแล้ว (ตามพระราชกฤษฎีกาโอนกรมตารวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดต้ังเป็นสานักงานตารวจแห่งชาติ) จึงมีความเป็นท่ีจะต้องมีการปรับปรุง กฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องและเป็นไปตามความมุ่งหมายของการจัดต้ัง สานักงานตารวจแห่งชาติ ด้วย การปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับข้าราชการตารวจซ่ึงเป็นเรื่องหนึ่ง ในขณะน้ันและเป็นที่มาของ พระราชบัญญัตติ ารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ๒. พระราชบัญญตั ิตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ประกอบด้วยสาระสาคัญ ดังตอ่ ไปนี้ ๑) กาหนดให้สานักงานตารวจแห่งชาติแบ่งส่วนราชการเป็นสานักงานผู้บัญชาการตารวจ แห่งชาตแิ ละกองบัญชาการเพื่อแบ่งอานาจไปยังกองบัญชาการมากขน้ึ ๒) กาหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายตารวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ทาหน้าท่ีในการกาหนด นโยบายการบริหารราชการตารวจ เพื่อเป็นแนวทางการบริหารราชการและการดาเนินงานของ ข้าราชการตารวจให้เป็นไปตามนโยบายนั้น และกาหนดให้การบริหารงานบุคคลเป็นอานาจหน้าที่ของ คณะกรรมการข้าราชการตารวจแห่งชาติ (ก.ตร.) โดยเฉพาะ อันจะมีผลให้การจัดระบบไม่ว่าจะเป็นใน เร่ืองการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตารวจ การจัดระบบราชการตารวจ การอบรมและพัฒนา ข้าราชการตารวจ การแต่งต้ัง และโยกย้าย หรือการดาเนินการทางวินัย เกิดความเป็นธรรม เหมาะสม และมีประสิทธิภาพยิง่ ขน้ึ (คณะกรรมการทง้ั สองแบง่ แยกหน้าทอ่ี อกจากกนั โดยเดด็ ขาด) ๓) กาหนดใหม้ ีตาแหน่งข้าราชการตารวจประเภทมียศและไม่มยี ศ ๔) กาหนดตาแหน่งพนักงานสอบสวนแยกต่างหากจากตาแหน่งข้าราชการตารวจท่ีมีอยู่เดิม เพอ่ื เป็นการพฒั นางานสอบสวนซึง่ ถือเปน็ กระบวนการยุตธิ รรมในเบ้ืองต้นทีส่ าคญั ๕) กาหนดใหม้ กี องทุนเพอ่ื สนับสนุนและพัฒนางานเกย่ี วกบั การสืบสวนและสอบสวนคดีอาญา อันจะทาให้การดาเนินการกระบวนการยุติธรรมในส่วนซึ่งข้าราชการตารวจเป็นผู้รับผิดชอบมีศักยภาพ ยง่ิ ข้ึน

- ๓๑ - แผนบรหิ ารการสอนประจาบทที่ ๓ วิชา พระราชบญั ญตั ติ ารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ หวั ข้อเรื่อง บทนาและบททวั่ ไป ของ พ.ร.บ.ตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ เน้อื หา ๑. บทนาของ พ.ร.บ.ตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ (มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๕) ๒. บททว่ั ไปของ พ.ร.บ.ตารวจแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ (ลกั ษณะ ๑ มาตรา ๖ ถึงมาตรา ๙) จานวนชัว่ โมงทส่ี อน ๑ ช่ัวโมง วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ ๑. เพ่ือให้ผู้เรียนมีความรู้ มีความเข้าใจ สามารถอธิบายบทนาและบทท่ัวไปของ พระราชบญั ญตั ติ ารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ ได้ ๒. เพอ่ื ให้ผู้เรียนสามารถสรุปเนื้อหาท่ีเรียนและสามารถบูรณาการความรู้เช่ือมโยงในรายวิชา ต่างๆ เพ่อื ใช้ในการปฏบิ ตั หิ น้าทไ่ี ด้ กจิ กรรมการเรยี นการสอน ๑. การนาเขา้ สูบ่ ทเรียน ผู้สอนอธบิ ายประมวลการสอน และใหผ้ ู้เรยี นทาแบบฝกึ หัดกอ่ นเรยี น ๒. การจดั กิจกรรม ๒.๑ ผสู้ อนอธบิ ายเน้อื หาตามวัตถุประสงค์ในการเรียนการสอน จดั กิจกรรมให้ผเู้ รยี นมสี ่วน รว่ มในเน้ือหาโดยเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนไดส้ อบถามและรว่ มแสดงความคิดเห็น ๒.๒ สอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ๒.๓ ผสู้ อนสรปุ เน้ือหา เปดิ โอกาสให้ผเู้ รียนไดส้ อบถามและรว่ มแสดงความคดิ เห็น ๒.๔ ผเู้ รยี นทาแบบฝึกหัดหลงั เรียนโดยใช้ข้อสอบเดิม ส่ือการสอน ๑. เครอื่ งคอมพิวเตอร์ โปรเจ็คเตอร์ จอภาพ ทวี ี เครื่องขยายเสียง ไมค์โครโฟน ๒. ภาพประกอบท่ีเกย่ี วข้อง ๓. สือ่ นาเสนอในรูปแบบ Power Point ๔. หนังสอื ๕. เวบ็ ไซตท์ ่ีเกย่ี วขอ้ ง ๖. ใบงาน ๗. เอกสารสรปุ เน้อื หา ๘. เอกสารเก่ยี วกบั กฎหมาย คาสัง่ และระเบียบท่ีเก่ียวข้อง

- ๓๒ - การประเมนิ ผล ๑. ประเมนิ ผลจากแบบฝกึ หัดก่อนเรยี นและหลังเรียน ๒. ประเมินผลจากการมีสว่ นรว่ มในกจิ กรรมที่ผ้สู อนมอบหมาย ๓. ประเมินผลจากการสอบปลายภาคการศึกษา

บทที่ ๓ บทนำและบททว่ั ไป ของ พ.ร.บ.ตำรวจแหง่ ชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ ในส่วนของบทนำและบทท่ัวไปของพระรำชบัญญัติตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ กำหนดไว้ใน มำตรำ ๑-๙ - บทนำ จะอยู่ในมำตรำ ๑ ถึงมำตรำ ๕ - บทท่วั ไป เป็นไปตำมบทบัญญัติในลักษณะ ๑ จะอยู่ในมำตรำ ๖ ถงึ มำตรำ ๙ บทนำ มำตรำ ๑ พระรำชบัญญัตนิ ้เี รยี กวำ่ “พระรำชบัญญตั ิตำรวจแหง่ ชำติ พ.ศ.๒๕๔๗” คำอธิบำย ช่ือพระรำชบัญญัติปรำกฎ ตำมส่วนต้นของกฎ หมำยและในมำตรำ ๑ คือ “พระรำชบัญญัติตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗” ซึ่งสอดคล้องและเป็นไปตำมหลักกำรในกำรเสนอ รัฐสภำพิจำรณำพระรำชบัญญัตินี้ของคณะรัฐมนตรีและสมำชิกสภำผู้แทนรำษฎร คือ ให้มีกฎหมำย ว่ำด้วยตำรวจแห่งชำติ มำตรำ ๒ พระรำชบญั ญัตินี้ให้ใช้บังคับต้งั แต่วนั ถัดจำกวนั ประกำศในรำชกจิ จำนุเบกษำเป็นต้นไป คำอธบิ ำย พระรำชบัญญตั ิตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ ประกำศในรำชกิจจำนะเบกษำ เล่ม ๑๒๑ ตอน ท่ี ๑๘ ก หน้ำ ๑ วันที่ ๑๔ กมุ ภำพนั ธ์ ๒๕๔๗ (จึงมผี ลบังคับใช้วันท่ี ๑๕ กุมภำพนั ธ์ ๒๕๔๗) มำตรำ ๓ ใหย้ กเลกิ (๑) พระรำชบญั ญัตริ ะเบียบข้ำรำชกำรตำรวจ พ.ศ.๒๕๒๑ (๒) พระรำชบญั ญตั ริ ะเบียบข้ำรำชกำรตำรวจ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ.๒๕๓๑ (๓) ประกำศคณะรักษำควำมสงบเรียบร้อยแห่งชำติ ฉบับท่ี ๓๘ ลงวันที่ ๒๘ กุมภำพนั ธ์ ๒๕๓๔ (๔) พระรำชบัญญัติระเบยี บขำ้ รำชกำรตำรวจ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ.๒๕๓๔ (๕) พระรำชบัญญตั ิระเบียบขำ้ รำชกำรตำรวจ (ฉบบั ที่ ๔) พ.ศ.๒๕๓๘ (๖) พระรำชบัญญัติวำ่ ดว้ ยวินัยตำรวจ พ.ศ.๒๔๗๗ (๗) พระรำชบัญญัติวำ่ ด้วยวินัยตำรวจ แกไ้ ขเพ่มิ เติม พ.ศ.๒๔๗๗ (๘) พระรำชบัญญัติวำ่ ดว้ ยวนิ ัยตำรวจ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ.๒๔๗๙ (๙) พระรำชบัญญตั วิ ่ำด้วยวนิ ยั ตำรวจ (ฉบบั ที่ ๔) พ.ศ.๒๔๘๐ (๑๐) พระรำชบัญญัติว่ำดว้ ยวินยั ตำรวจ (ฉบบั ที่ ๕) พ.ศ.๒๔๙๓ (๑๑) พระรำชบญั ญัติว่ำด้วยวนิ ัยตำรวจ (ฉบับท่ี ๖) พ.ศ.๒๔๙๕

- ๓๔ - (๑๒) พระรำชบัญญตั ิวำ่ ด้วยวินยั ตำรวจ (ฉบบั ท่ี ๗) พ.ศ.๒๔๙๗ (๑๓) พระรำชบญั ญัติยศตำรวจ พ.ศ.๒๔๘๐ (๑๔) พระรำชบญั ญัติยศตำรวจ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ.๒๔๙๕ (๑๕) พระรำชบญั ญัติยศตำรวจ (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ.๒๕๐๔ (๑๖) พระรำชบญั ญัติเคร่ืองแบบตำรวจ พ.ศ.๒๔๗๗ (ฉบบั ท่ี ๒) (๑๗) พระรำชบญั ญตั เิ คร่ืองแบบตำรวจ (ฉบับท่ี ๓) พ.ศ.๒๔๘๓ บรรดำกฎหมำย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรอื คำสั่งอ่ืนในส่วนที่ได้บัญญัติไว้แล้วในพระรำชบัญญัติน้ี หรือซึ่งขัดหรอื แย้งกับบทบัญญตั แิ ห่งพระรำชบญั ญตั นิ ้ี ให้ใช้พระรำชบญั ญัติน้แี ทน คำอธบิ ำย พระรำชบัญญัติตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ เป็นกำรนำกฎหมำยที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่ พระรำชบัญญัติใช้บงั คบั ซึ่งเป็นกฎหมำยเก่ียวกับข้ำรำชกำรตำรวจ จำนวน ๑๗ ฉบับ ซ่ึงอำจแบ่งเป็น ๔ เร่ือง มำรวมไวใ้ นฉบบั เดียวกนั เพอื่ ควำมสะดวกของผู้ใช้และง่ำยแก่กำรตรวจสอบ ยกเลิกกฎหมำยทเี่ กี่ยวขอ้ ง จำนวน ๑๗ ฉบับ ดงั นี้ ๑. พ.ร.บ.ระเบยี บข้ำรำชกำรตำรวจ พ.ศ.๒๕๒๑ , ๒๕๓๑ , ๒๕๓๕ , ๒๕๓๘ (๔ ฉบบั ) ๒. พ.รบ.ว่ำด้วยวินัยตำรวจ พ.ศ.๒๔๗๗ , ๒๔๗๗ , ๒๔๗๙ , ๒๔๘๐ , ๒๔๙๓ , ๒๔๙๕ , ๒๔๙๗ (๗ ฉบับ) ๓. พ.ร.บ.ว่ำด้วยยศตำรวจ พ.ศ.๒๔๘๐ , ๒๔๙๕ , ๒๕๐๔ (๓ ฉบบั ) ๔. พ.ร.บ.เคร่อื งแบบตำรวจ พ.ศ.๒๔๗๗ ฉ.๒, ๒๔๘๓ ฉ.๓ (๒ ฉบับ) ๕. ประกำศคณะรักษำควำมสงบเรยี บรอ้ ยแห่งชำติ ฉบับท่ี ๓๘ ลง ๒๘ ก.พ.๒๕๓๔ มำตรำ ๔ ในพระรำชบญั ญัตนิ ้ี “ข้ำรำชกำรตำรวจ” หมำยควำมว่ำ บุคคลซ่ึงได้รับกำรบรรจุและแต่งต้ังตำมพระรำชบัญญัติน้ี โดยได้รับเงินเดือนจำกเงินงบประมำณหมวดเงินเดือนในสำนักงำนตำรวจแห่งชำติ และให้หมำยควำม รวมถึงข้ำรำชกำรตำรวจในสำนักงำนตำรวจแห่งชำติซ่ึงสำนักงำนตำรวจแห่งชำติแต่งตั้งหรือส่ังให้ปฏิบัติ หน้ำท่รี ำชกำรตำรวจโดยได้รับเงินเดือนจำกส่วนรำชกำร รฐั วสิ ำหกจิ หรอื หน่วยงำนอ่นื ของรัฐดว้ ย “ประธำนกรรมกำร” หมำยควำมว่ำ ประธำนกรรมกำรนโยบำยตำรวจแหง่ ชำติ “กรรมกำร” หมำยควำมวำ่ กรรมกำรนโยบำยตำรวจแห่งชำติ “กองทุน” หมำยควำมว่ำ กองทนุ เพื่อกำรสืบสวนและสอบสวนคดอี ำญำ “กองบญั ชำกำร” หมำยควำมรวมถึง ส่วนรำชกำรทเี่ รยี กช่ืออย่ำงอนื่ ทีม่ ฐี ำนะเทียบกองบัญชำกำรดว้ ย “กองบงั คบั กำร” หมำยควำมรวมถึง ส่วนรำชกำรทีเ่ รียกชื่ออย่ำงอื่นทีม่ ีฐำนะเทยี บกองบังคบั กำรดว้ ย คำอธบิ ำย มำตรำน้ีกำหนดคำนิยำมไว้จำนวน ๖ คำ ได้แก่ “ข้ำรำชกำรตำรวจ” “ประธำน กรรมกำร” “กรรมกำร” “กองทุน” “กองบัญชำกำร” และ “กองบงั คบั กำร”

- ๓๕ - มำตรำ ๕ ให้นำยกรัฐมนตรีรักษำกำรตำมพระรำชบญั ญัติน้ี และมอี ำนำจออกกฎกระทรวงเพื่อ ปฏบิ ตั กิ ำรตำมพระรำชบญั ญัตินี้ กฎกระทรวงนน้ั เมอ่ื ประกำศในรำชกจิ จำนุเบกษำแล้วให้ใช้บงั คับได้ คำอธบิ ำย มำตรำน้ีกำหนดผู้รักษำกำรตำมพระรำชบัญญัติ กำรออกกฎกระทรวง และกำรมีผลใช้ บังคับของกฎกระทรวง (นำยกรัฐมนตรีรักษำกำร / มีอำนำจออกกฎกระทรวง / กฎกระทรวงเม่ือ ประกำศในรำชกจิ จำฯ แลว้ ให้ใชบ้ ังคบั ได้) ลักษณะ ๑ บททว่ั ไป มำตรำ ๖ สำนักงำนตำรวจแห่งชำติเป็นส่วนรำชกำรมีฐำนะเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชำ ของนำยกรฐั มนตรี และมอี ำนำจหน้ำทด่ี งั ต่อไปน้ี (๑) รักษำควำมปลอดภัยสำหรับองค์พระมหำกษัตริย์ พระรำชินี พระรัชทำยำท ผู้สำเร็จรำชกำรแทนพระองค์ พระบรมวงศำนุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระรำชอำคันตกุ ะ (๒) ดูแลควบคุมและกำกับกำรปฏิบัติงำนของข้ำรำชกำรตำรวจซ่ึงปฏิบัติกำรตำม ประมวลกฎหมำยวิธพี ิจำรณำควำมอำญำ (๓) ปอ้ งกันและปรำบปรำมกำรกระทำควำมผิดทำงอำญำ (๔) รักษำควำมสงบเรียบร้อย ควำมปลอดภัยของประชำชนและควำมมั่นคงของ รำชอำณำจักร (๕) ปฏิบัติกำรอื่นใดตำมที่กฎหมำยกำหนดให้เป็นอำนำจหน้ำที่ของข้ำรำชกำร ตำรวจหรอื สำนกั งำนตำรวจแห่งชำติ (๖) ชว่ ยเหลือกำรพฒั นำประเทศตำมท่นี ำยกรัฐมนตรมี อบหมำย (๗) ปฏิบัติกำรอ่ืนใดเพ่ือส่งเสริมและสนับสนุนให้กำรปฏิบัติกำรตำมอำนำจหน้ำที่ ตำม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) เป็นไปอย่ำงมปี ระสิทธภิ ำพ ในกรณีท่มี กี ฎหมำยกำหนดควำมผดิ ทำงอำญำขน้ึ สำหรับกำรกระทำใดเป็นกำรเฉพำะและตกอยู่ ภำยใต้อำนำจหน้ำท่ีของข้ำรำชกำรตำรวจหรือสำนักงำนตำรวจแห่งชำติตำม (๓) (๔) หรือ (๕) จะตรำ พระรำชกฤษฎีกำโอนอำนำจหน้ำท่ีตำม (๓) (๔) หรือ (๕) เฉพำะในส่วนที่เก่ียวกับควำมผิดทำงอำญำ ดังกล่ำวท้ังหมดหรือบำงส่วน ให้เป็นอำนำจหน้ำท่ีของหน่วยงำนหรือพนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีอื่นใดก็ได้ ในกรณเี ชน่ นั้น ให้ข้ำรำชกำรตำรวจและสำนักงำนตำรวจแห่งชำติพ้นจำกอำนำจหน้ำท่ีดังกล่ำวทั้งหมดหรือ บำงส่วน และให้ถือว่ำพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ของหน่วยงำนตำมท่ีกำหนดในพระรำชกฤษฎีกำรดังกล่ำวเป็น พนักงำนฝ่ำยปกครองหรือตำรวจ พนักงำนสอบสวน หรือพนักงำนฝ่ำยปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตำม ประมวลกฎหมำยวิธีพิจำรณำควำมอำญำ แล้วแต่กรณี ทงั้ นี้ ตำมที่กำหนดในพระรำชกฤษฎีกำดังกลำ่ ว

- ๓๖ - คำอธิบำย มำตรำนี้ได้กำหนดควำมเป็นส่วนรำชกำร ฐำนะ ผู้บังคับบัญชำ และอำนำจหน้ำท่ีของ สำนักงำนตำรวจแห่งชำติ ซึ่งเป็นกำรจัดลำดับควำมสำคัญก่อนหลัง โดยให้ควำมสำคัญกับกำรรักษำ ควำมปลอดภัยสำหรับองค์พระมหำกษัตริย์ พระรำชินี พระรัชทำยำท ผู้สำเร็จรำชกำรแทนพระองค์ พระบรมวงศำนุวงศ์ ผแู้ ทนพระองค์ และพระรำชอำคันตุกะ ซ่ึงเป็นหน้ำท่ีที่สำนักงำนตำรวจแห่งชำติ ให้ควำมสำคัญมำกที่สุด นอกจำกน้ี ยังกำหนดกำรโอนอำนำจหน้ำที่ของข้ำรำชกำรตำรวจหรือ สำนักงำนตำรวจแห่งชำติ (สำนักงำนตำรวจแห่งชำติเป็นส่วนรำชกำร มีฐำนะเป็นนิติบุคคล อยู่ใน บังคับบัญชำของนำยกรัฐมนตรี) มำตรำ ๗๑ ให้สำนักงำนตำรวจแห่งชำติจัดระบบกำรบริหำร กำรปฏิบัติงำนด้ำนกำรป้องกัน และปรำบปรำมกำรกระทำควำมผิดทำงอำญำ กำรรักษำควำมสงบเรียบร้อย และกำรรักษำควำม ปลอดภัยของประชำชนให้เหมำะสมกับควำมต้องกำรของแต่ละท้องถิ่นและชุมชน โดยต้องให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรภำคเอกชนมีส่วนร่วม ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบำย งบประมำณ และ อำสำสมัคร ตลอดจนกำรติดตำมตรวจสอบกำรปฏิบัติงำนตำรวจ ท้ังนี้ ตำมหลักเกณฑ์และวิธีกำรที่ ก.ต.ช.กำหนด กำรมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินหรือองค์กรภำคเอกชนตำมวรรคหน่ึงให้เป็นไป ตำมขอ้ ตกลงระหว่ำงสำนักงำนตำรวจแหง่ ชำติกบั องค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ หรือองค์กรภำคเอกชนนั้น คำอธบิ ำย มำตรำน้ีกล่ำวถงึ กำรจดั ระบบกำรบริหำรของสำนักงำนตำรวจแห่งชำติ โดยกำรให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถ่นิ เข้ำมำมีส่วนร่วม (กำหนดให้สำนักงำนตำรวจแห่งชำติจัดระบบกำรบริหำร...ให้เหมำะสมกับควำมต้องกำรของแต่ละ ท้องถ่ินและชุมชน **โดยต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน และองค์กรภำคเอกชนมีส่วนร่วม ทั้งใน ส่วนท่ีเก่ียวกับนโยบำย งบประมำณ และอำสำสมัคร ตลอดจนกำรติดตำมตรวจสอบกำรปฏิบัติงำน ตำรวจ ทง้ั นี้ ตำมหลักเกณฑ์และวิธกี ำรท่ี ก.ต.ช. กำหนด) ๑ มำตรำ ๗ แก่ไขเพิ่มเตมิ โดยประกำศคณะรกั ษำควำมสงบแห่งชำติ ฉบบั ท่ี ๑๑๑/๒๕๕๗ เรอื่ ง กำรแก้ไขเพมิ่ เติมกฎหมำยวำ่ ดว้ ยตำรวจแห่งชำติ (เล่ม ๑๓๑ ตอนพิเศษ ๑๔๓ ง วันท่ี ๓๐ กรกฎำคม ๒๕๕๗)

- ๓๗ - มำตรำ ๘๒ ข้ำรำชกำรตำรวจอำจให้แบ่งเป็นข้ำรำชกำรตำรวจประเภทไม่มียศด้วยก็ได้ โดยให้ ตรำเป็นพระรำชกฤษฎกี ำ ขำ้ รำชกำรตำรวจตำแหนง่ ใดหรอื ปฏบิ ัตหิ น้ำที่ใด จะเป็นขำ้ รำชกำรตำรวจประเภทไม่มียศให้ตรำ เป็นพระรำชกฤษฎีกำตำมวรรคหนึ่ง ในพระรำชกฤษฎีกำดังกล่ำวให้กำหนดประเภทตำแหน่ง วิธีกำร กำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ำม กำรบรรจุ กำรแต่งตั้ง กำรบังคับบัญชำ วินัยและกำร รักษำวินัย กำรดำเนินกำรทำงวินัย กำรโยกย้ำยระหว่ำงข้ำรำชกำรตำรวจประเภทมียศและข้ำรำชกำร ตำรวจประเภทไม่มียศ รวมท้ังกำรปรับยศและปรับเงินเดือนเม่ือมีกำรโยกย้ำยดังกล่ำว ตลอดจนกำรอื่น ตำมที่จำเป็น กำรกำหนดอัตรำเงินเดือน อัตรำเงินประจำตำแหน่ง กำรรับและกำรจ่ำยเงินเดือนและเงิน ประจำตำแหน่งของข้ำรำชกำรตำรวจประเภทไม่มียศสำหรับตำแหน่งแต่ละประเภท ให้นำกฎหมำยว่ำ ด้วยระเบียบข้ำรำชกำรพลเรือน กฎหมำยว่ำด้วยระเบียบข้ำรำชกำรครูและบุคลำกรทำงกำรศึกษำและ กฎหมำยว่ำด้วยระเบยี บข้ำรำชกำรพลเรอื นในสถำบันอุดมศกึ ษำ มำใช้บังคับโดยอนุโลมตำมลักษณะของ ประเภทตำแหนง่ แล้วแตก่ รณี พระรำชกฤษฎีกำตำมวรรคสอง ไม่มีผลกระทบฐำนะของข้ำรำชกำรตำรวจท่ีมียศอยู่แล้ว ในวนั ทีพ่ ระรำชกฤษฎีกำดังกล่ำวมีผลใชบ้ งั คบั คำอธิบำย มำตรำนี้กล่ำวถึงกำรกำหนดให้มีข้ำรำชกำรตำรวจประเภทไม่มียศด้วยก็ได้ โดยให้ตรำ เป็นพระรำชกฤษฎีกำ และเพื่อให้กำรกำหนดหลักเกณฑ์เก่ียวกับข้ำรำชกำรประเภทไม่มียศให้ เหมำะสมกับกำรปฏิบัติหน้ำท่ีของข้ำรำชกำรตำรวจ โดยให้มีระบบกำรบริหำรงำนบุคคล เงินเดือน และเงินประจำตำแหน่งเช่นเดียวกับข้ำรำชกำรพลเรือน ตำมกฎหมำยว่ำด้วยระเบียบข้ำรำชกำรพล เรือน ข้ำรำชกำรครูและบุคลำกรทำงกำรศึกษำ ตำมกฎหมำยว่ำด้วยระเบียบข้ำรำชกำรครูและ บุคลำกรทำงกำรศึกษำ และข้ำรำชกำรพลเรือนในสถำบันอุดมศึกษำ ตำมกฎหมำยว่ำด้วยระเบียบ ขำ้ รำชกำรพลเรือนในสถำบนั อดุ มศกึ ษำ มำตรำ ๙ วัน เวลำทำงำน วันหยุดรำชกำรตำมประเพณี วันหยุดรำชกำรประจำปี และกำร ลำหยุดรำชกำรของข้ำรำชกำรตำรวจ ให้เป็นไปตำมท่ีคณะรัฐมนตรีกำหนด แต่ในกรณีจำเป็นเพื่อ ประโยชน์ในกำรปฏิบัติหน้ำที่ ก.ต.ช.จะกำหนดให้ข้ำรำชกำรตำรวจต้องปฏิบัติตำมวัน เวลำ ท่ีแตกต่ำง จำกที่คณะรฐั มนตรกี ำหนดกไ็ ด้ คำอธิบำย วนั เวลำทำงำน วันหยุดรำชกำร กำรลำ ให้เป็นไปตำมท่ีคณะรัฐมนตรีกำหนด ในกรณี จำเป็นเพือ่ ประโยชน์ ก.ต.ช.จะกำหนดต่ำงจำกที่คณะรฐั มนตรีกำหนดกไ็ ด้ ๒ มำตรำ ๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกำศคณะรักษำควำมสงบแหง่ ชำติ ฉบบั ที่ ๑๑๔/๒๕๕๗ เร่ือง กำรแก้ไขเพ่ิมเตมิ กฎหมำยวำ่ ดว้ ยตำรวจแห่งชำติ (เล่ม ๑๓๑ ตอนพิเศษ ๑๔๓ ง วนั ที่ ๓๐ กรกฎำคม ๒๕๕๗)

- ๓๘ - แบบฝึกหดั คำถำม ๑. พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ ได้ยกเลิกกฎหมำยที่เก่ียวข้องกับตำรวจ จำนวนก่ีฉบับ อะไรบ้ำง โดยมำรวบรวมไว้เปน็ ฉบับเดียวคอื พ.ร.บ.ตำรวจแหง่ ชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ ๒. ขำ้ รำชกำรตำรวจหมำยควำมว่ำอะไร ๓. ผรู้ กั ษำกำรตำม พ.ร.บ.ตำรวจแหง่ ชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ คือใคร ๔. อำนำจหน้ำทข่ี องสำนักงำนตำรวจแหง่ ชำตไิ ดแ้ กอ่ ะไรบ้ำง ๕. ใครเป็นผู้กำหนดวัน เวลำในกำรปฏิบัติหน้ำท่ีของข้ำรำชกำรตำรวจที่แตกต่ำงจำกที่ คณะรัฐมนตรกี ำหนดได้ ๖. ข้ำรำชกำรตำรวจอำจให้แบ่งเป็นข้ำรำชกำรตำรวจประเภทไม่มียศด้วยก็ได้ โดยให้ดำเนินกำรอย่ำงไร แนวคำตอบ ๑. พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ ได้ยกเลิกกฎหมำยที่เก่ียวข้องกับตำรวจ จำนวน ๑๗ ฉบับ ดงั ต่อไปน้ี ๑) พระรำชบัญญตั ิระเบยี บขำ้ รำชกำรตำรวจ พ.ศ.๒๕๒๑ ๒) พระรำชบัญญัติระเบยี บขำ้ รำชกำรตำรวจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๑ ๓) ประกำศคณะรักษำควำมสงบเรียบร้อยแหง่ ชำติ ฉบบั ที่ ๓๘ ลงวันที่ ๒๘ กุมภำพันธ์ ๒๕๓๔ ๔) พระรำชบัญญตั ิระเบียบขำ้ รำชกำรตำรวจ (ฉบบั ท่ี ๓) พ.ศ.๒๕๓๔ ๕) พระรำชบญั ญัตริ ะเบยี บข้ำรำชกำรตำรวจ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๓๘ ๖) พระรำชบญั ญัติวำ่ ดว้ ยวินัยตำรวจ พ.ศ.๒๔๗๗ ๗) พระรำชบัญญตั ิว่ำด้วยวินัยตำรวจ แก้ไขเพมิ่ เติม พ.ศ.๒๔๗๗ ๘) พระรำชบญั ญัตวิ ่ำดว้ ยวนิ ยั ตำรวจ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๔๗๙ ๙) พระรำชบัญญตั วิ ำ่ ด้วยวินัยตำรวจ (ฉบบั ที่ ๔) พ.ศ.๒๔๘๐ ๑๐) พระรำชบญั ญัตวิ ่ำดว้ ยวนิ ัยตำรวจ (ฉบบั ท่ี ๕) พ.ศ.๒๔๙๓ ๑๑) พระรำชบญั ญัติวำ่ ดว้ ยวนิ ัยตำรวจ (ฉบบั ท่ี ๖) พ.ศ.๒๔๙๕ ๑๒) พระรำชบญั ญัตวิ ่ำดว้ ยวนิ ัยตำรวจ (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ.๒๔๙๗ ๑๓) พระรำชบัญญัติยศตำรวจ พ.ศ.๒๔๘๐ ๑๔) พระรำชบญั ญตั ยิ ศตำรวจ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ.๒๔๙๕ ๑๕) พระรำชบญั ญัตยิ ศตำรวจ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๐๔ ๑๖) พระรำชบญั ญัตเิ คร่ืองแบบตำรวจ พ.ศ.๒๔๗๗ (ฉบับที่ ๒) ๑๗) พระรำชบัญญัติเครื่องแบบตำรวจ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๔๘๓

- ๓๙ - ๒. มำตรำ ๔ ของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ ได้กำหนดคำนิยำมของคำว่ำ ข้ำรำชกำร ตำรวจไว้ คือ “ข้ำรำชกำรตำรวจ” หมำยควำมว่ำ บุคคลซ่ึงได้รับกำรบรรจุและแต่งต้ังตำม พระรำชบัญญัติน้ี โดยได้รับเงินเดือนจำกเงินงบประมำณหมวดเงินเดือนในสำนักงำนตำรวจแห่งชำติ และให้หมำยควำมรวมถึงข้ำรำชกำรตำรวจในสำนักงำนตำรวจแห่งชำติซ่ึงสำนักงำนตำรวจแห่งชำติ แต่งตั้งหรือส่ังให้ปฏิบัติหน้ำท่ีรำชกำรตำรวจโดยได้รับเงินเดือนจำกส่วนรำชกำร รัฐวิสำหกิจ หรือ หนว่ ยงำนอ่นื ของรฐั ด้วย ๓. ให้นำยกรัฐมนตรีรักษำกำรตำมพระรำชบัญญัตินี้ และมีอำนำจออกกฎกระทรวงเพื่ อ ปฏิบตั กิ ำรตำมพระรำชบญั ญตั นิ ี้ ๔. สำนักงำนตำรวจแห่งชำติเป็นส่วนรำชกำรมีฐำนะเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชำของ นำยกรฐั มนตรี และมีอำนำจหนำ้ ที่ดังต่อไปนี้ ๑) รักษำควำมปลอดภัยสำหรับองค์พระมหำกษัตริย์ พระรำชินี พระรัชทำยำท ผู้สำเร็จ รำชกำรแทนพระองค์ พระบรมวงศำนวุ งศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระรำชอำคันตุกะ ๒) ดูแลควบคุมและกำกับกำรปฏิบัติงำนของข้ำรำชกำรตำรวจซึ่งปฏิบัติกำรตำมประมวล กฎหมำยวธิ ีพจิ ำรณำควำมอำญำ ๓) ป้องกนั และปรำบปรำมกำรกระทำควำมผิดทำงอำญำ ๔) รกั ษำควำมสงบเรยี บรอ้ ย ควำมปลอดภัยของประชำชนและควำมมน่ั คงของรำชอำณำจักร ๕) ปฏิบัติกำรอ่ืนใดตำมที่กฎหมำยกำหนดให้เป็นอำนำจหน้ำที่ของข้ำรำชกำรตำรวจหรือ สำนกั งำนตำรวจแห่งชำติ ๖) ช่วยเหลือกำรพัฒนำประเทศตำมทนี่ ำยกรัฐมนตรมี อบหมำย ๗) ปฏบิ ตั ิกำรอื่นใดเพ่ือส่งเสริมและสนับสนุนให้กำรปฏิบัติกำรตำมอำนำจหน้ำที่ตำม (๑) (๒) (๓) (๔) หรอื (๕) เป็นไปอย่ำงมีประสทิ ธิภำพ ๕. วัน เวลำทำงำน วันหยุดรำชกำรตำมประเพณี วันหยุดรำชกำรประจำปี และกำรลำหยุด รำชกำรของข้ำรำชกำรตำรวจ ให้เป็นไปตำมที่คณะรัฐมนตรีกำหนด แต่ในกรณีจำเป็นเพ่ือประโยชน์ ในกำรปฏิบัติหน้ำท่ี ก.ต.ช.จะกำหนดให้ข้ำรำชกำรตำรวจต้องปฏิบัติตำมวัน เวลำ ที่แตกต่ำงจำกที่ คณะรัฐมนตรีกำหนดกไ็ ด้ ๖. ตำมมำตรำ ๘ ซง่ึ แก้ไขเพิม่ เติมโดยประกำศคณะรักษำควำมสงบแหง่ ชำติ ฉบบั ท่ี ๑๑๔/๒๕๕๗ เรื่อง กำรแก้ไขเพ่ิมเติมกฎหมำยว่ำด้วยตำรวจแห่งชำติ (เล่ม ๑๓๑ ตอนพิเศษ ๑๔๓ ง วันที่ ๓๐ กรกฎำคม ๒๕๕๗) ของ พ.ร.บ.ตำรวจแหง่ ชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ กำหนดว่ำ ข้ำรำชกำรตำรวจอำจให้แบ่งเป็น ขำ้ รำชกำรตำรวจประเภทไมม่ ยี ศดว้ ยกไ็ ด้ โดยให้ตรำเปน็ พระรำชกฤษฎกี ำ

- ๔๐ -

- ๔๑ - แผนบรหิ ำรกำรสอนประจำบทที่ ๔ วิชำ พระรำชบัญญตั ิตำรวจแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๗ หวั ข้อเร่ือง กำรจดั ระเบยี บรำชกำรในสำนักงำนตำรวจแห่งชำติ เนอ้ื หำ กำรแบ่งส่วนรำชกำรและอำนำจหนำ้ ท่ีของหน่วยงำนในสำนักงำนตำรวจแห่งชำติ จำนวนช่ัวโมงท่ีสอน ๔ ชวั่ โมง วตั ถุประสงคก์ ำรเรยี นรู้ ๑. เพื่อให้ผู้เรียนมีควำมรู้ เข้ำใจ และสำมำรถอธิบำยกำรจัดระเบียบรำชกำรในสำนักงำนตำรวจ แหง่ ชำติได้ ๒. เพือ่ ให้ผู้เรยี นสำมำรถสรุปเนื้อหำทเ่ี รียนและสำมำรถบรู ณำกำรควำมรู้เชอ่ื มโยงในรำยวิชำต่ำงๆ เพ่อื ใช้ในกำรปฏิบัตหิ น้ำที่ได้ กิจกรรมกำรเรียนกำรสอน ๑. กำรนำเข้ำสูบ่ ทเรียน ผู้สอนอธบิ ำยประมวลกำรสอน และใหผ้ เู้ รียนทำแบบฝึกหัดกอ่ นเรยี น ๒. กำรจดั กิจกรรม ๒.๑ ผสู้ อนอธบิ ำยเนื้อหำตำมวัตถุประสงค์ในกำรเรยี นกำรสอน จดั กิจกรรมให้ผเู้ รียนมีสว่ น ร่วมในเนื้อหำโดยเปดิ โอกำสใหผ้ เู้ รียนได้สอบถำมและร่วมแสดงควำมคิดเหน็ ๒.๒ สอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม ๒.๓ ผ้สู อนสรปุ เน้อื หำ เปิดโอกำสให้ผู้เรียนไดส้ อบถำมและร่วมแสดงควำมคิดเหน็ ๒.๔ ผ้เู รียนทำแบบฝกึ หัดหลังเรียนโดยใชข้ อ้ สอบเดิม ส่อื กำรสอน ๑. เครือ่ งคอมพวิ เตอร์ โปรเจค็ เตอร์ จอภำพ ทีวี เครื่องขยำยเสยี ง ไมคโ์ ครโฟน ๒. ภำพประกอบท่ีเกี่ยวข้อง ๓. สอ่ื นำเสนอในรปู แบบ Power Point ๔. หนงั สือ ๕. เวบ็ ไซตท์ ีเ่ กยี่ วข้อง ๖. ใบงำน ๗. เอกสำรสรปุ เน้ือหำ ๘. เอกสำรเกี่ยวกบั กฎหมำย คำสั่ง และระเบยี บทเี่ ก่ียวข้อง

- ๔๒ - กำรประเมนิ ผล ๑. ประเมนิ ผลจำกแบบฝกึ หัดก่อนเรยี นและหลังเรียน ๒. ประเมินผลจำกกำรมีสว่ นรว่ มในกจิ กรรมที่ผ้สู อนมอบหมำย ๓. ประเมนิ ผลจำกกำรสอบปลำยภำคกำรศกึ ษำ

บทท่ี ๔ การจัดระเบียบราชการในสานักงานตารวจแหง่ ชาติ การจัดระเบียบราชการในสานักงานตารวจแห่งชาติเป็นไปตามบทบัญญัติในลักษณะ ๒ ของ พระราชบญั ญัตติ ารวจแหง่ ชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ มาตรา ๑๐ ถงึ มาตรา ๑๕ ดงั ตอ่ ไปน้ี ลักษณะ ๒ การจัดระเบยี บราชการในสานักงานตารวจแหง่ ชาติ มาตรา ๑๐ สานกั งานตารวจแห่งชาตแิ บ่งส่วนราชการดังต่อไปน้ี (๑) สานกั งานผูบ้ ัญชาการตารวจแหง่ ชาติ (๒) กองบัญชาการ การแบ่งส่วนราชการตาม (๑) เป็นกองบัญชาการหรือการจัดต้ังกองบัญชาการตาม (๒) ให้ตรา เป็นพระราชกฤษฎีกา และการแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการอย่างอ่ืน ให้ออกเป็นกฎกระทรวงและให้กาหนดอานาจหน้าท่ีไว้ในพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงนั้น แลว้ แต่กรณี คาอธิบาย  สานักงานตารวจแห่งชาติแบ่งส่วนราชการ ออกเป็น สานักงานผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ กับ กองบัญชาการ การจัดระเบียบราชการในสานักงานตารวจแห่งชาติ โดยแบ่งส่วนราชการของ สานักงานตารวจแห่งชาติออกเป็นสานักงานผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติและกองบัญชาการเช่นน้ี ก็เพื่อทาให้เกิดความคล่องตัวในระดับพื้นท่ีที่อาจมีปัญหาท่ีแตกต่างกัน ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหา ดังกลา่ วได้เองทนั ท่วงที  การแบ่งส่วนราชการของสานักงานผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ หรือ การจัดต้ังกองบัญชาการ ให้ ออกเป็นพระราชกฤษฎีกา / การแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรืออย่างอื่น ให้ออกเป็น กฎกระทรวง  นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศกาหนดหน่วยงานและเขตอานาจการรับผิดชอบหรือเขตพ้ืนท่ีการ ปกครองของสว่ นราชการระดับกองบญั ชาการ โดยประกาศในราชกิจจานเุ บกษา (ศึกษารายละเอียดการแบ่งส่วนราชการของสานักงานตารวจแห่งชาติเพิ่มเติมได้จาก กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการเปน็ กองบังคับการหรอื สว่ นราชการอยา่ งอื่นในสานกั งานตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๕๒ และท่แี ก้ไขเพิม่ เตมิ )

- ๔๔ - มาตรา ๑๑ สานักงานตารวจแห่งชาติ มีผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติเป็นหัวหน้าส่วนราชการ มอี านาจหนา้ ท่ดี ังตอ่ ไปน้ี (๑) รับผิดชอบควบคุมราชการประจาในสานักงานตารวจแห่งชาติ กาหนด แนวทางและแผนการปฏิบัติราชการของสานักงานตารวจแห่งชาติ และลาดับความสาคัญของแผนการ ปฏิบัติราชการประจาปีของสานักงานตารวจแห่งชาติ ให้เป็นไปตามนโยบายและแนวทางการปฏิบัติ ราชการท่ีนายกรัฐมนตรี และ ก.ต.ช.กาหนด รวมทั้งกากับ เร่งรัด ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติ ราชการของสว่ นราชการในสานกั งานตารวจแห่งชาติ (๒) เป็นผบู้ ังคับบัญชาข้าราชการตารวจในสานักงานตารวจแห่งชาติรองจากนายกรัฐมนตรี (๓) เป็นผูร้ บั ผดิ ชอบในการปฏบิ ัติราชการของสานักงานผบู้ ญั ชาการตารวจแห่งชาติ (๔) ๓ วางระเบียบหรือทาคาสั่งเฉพาะเร่ืองไว้ให้ข้าราชการตารวจปฏิบัติการ เกย่ี วกบั การใช้อานาจ หรอื การปฏบิ ตั ิหนา้ ทต่ี ามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่น คาอธบิ าย มาตราน้ีกาหนดหัวหน้าส่วนราชการสานักงานตารวจแห่งชาติ คือ ผู้บัญชาการตารวจ แหง่ ชาติ และกาหนดอานาจหนา้ ทีข่ องผบู้ ญั ชาการตารวจแหง่ ชาติ มาตรา ๑๒ ให้มีจเรตารวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติหรือผู้ช่วยผู้บัญชาการ ตารวจแห่งชาติ เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการตารวจและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการรองจากผู้ บญั ชาการตารวจแหง่ ชาติตามท่ผี ู้บัญชาการตารวจแห่งชาติกาหนดหรอื มอบหมาย คาอธิบาย มาตราน้ีกาหนดตาแหน่งผู้บังคับบัญชาข้าราชการตารวจและความรับผิดชอบในการ ปฏบิ ตั ิราชการของผทู้ ี่มีอานาจรองจากผูบ้ ัญชาการตารวจแหง่ ชาติ มาตรา ๑๓ ในกองบญั ชาการหน่ึง ใหม้ ผี บู้ ัญชาการคนหนงึ่ เป็นผบู้ ังคับบัญชาขา้ ราชการตารวจ และรับผดิ ชอบการปฏบิ ัติราชการของสว่ นราชการนน้ั ข้ึนตรงต่อผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ และจะให้มี รองผู้บัญชาการเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการตารวจและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการรองจากผู้ บญั ชาการตามท่ีผ้บู ญั ชาการมอบหมายดว้ ยกไ็ ด้ ความในวรรคหน่ึง ให้ใช้บังคับกับส่วนราชการที่เรียกช่ืออย่างอ่ืนและมีฐานะเทียบเท่า กองบัญชาการดว้ ยโดยอนุโลม รวมทั้งใหห้ วั หน้าส่วนราชการดงั กลา่ วมีอานาจหน้าท่ีและความรับผิดชอบ ดังเชน่ ผบู้ ัญชาการด้วย คาอธิบาย มาตรานีก้ าหนดผ้บู งั คับบญั ชาขา้ ราชการตารวจซึ่งรับผิดชอบการปฏิบัติราชการของส่วน ราชการทเี่ ปน็ กองบัญชาการ ๓ มาตรา ๑๑ (๔) แก้ไขเพ่มิ เตมิ โดยคาส่ังหวั หนา้ คณะรักษาความสงบแหง่ ชาติ ที่ ๗/๒๕๕๙ เรื่อง การกาหนดตาแหน่งของ ข้าราชการตารวจซ่ึงมีอานาจหนา้ ท่ใี นการสอบสวน (เลม่ ๑๓๓ ตอนพเิ ศษ ๓๖ ง วนั ที่ ๕ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๙)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook