Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore งานวิจัย เรื่องการพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์เขต 2 โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ

งานวิจัย เรื่องการพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์เขต 2 โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ

Published by ณัฐวุฒิ ใจแน่น, 2022-02-18 07:47:14

Description: งานวิจัย เรื่องการพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์เขต 2 โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ

Search

Read the Text Version

1

1 ช่ือเร่อื ง การพฒั นาแนวทางการจัดการเรียนรูข้ องครโู ดยใชแ้ นวคิดชมุ ชนแหง่ การเรยี นร้ทู างวชิ าชพี ครู สงั กัดสานกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศกึ ษา ผ้วู ิจัย กาฬสินธ์ุ เขต 2 ปีทพ่ี ิมพ์ นายณฐั วฒุ ิ ใจแนน่ 2563 บทคดั ย่อ การวิจยั ครัง้ นี้มจี ดุ มุ่งหมายเพ่ือ 1) เพ่ือศึกษาสภาพปจั จุบัน สภาพทพ่ี งึ ประสงค์ และความต้องการจาเป็นการจัดการเรยี นรู้ของครู โดยใชแ้ นวคดิ ชุมชนแห่งการเรยี นรู้ทางวิชาชีพครู สงั กัดสานกั งานเขตพ้นื ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธุ์เขต2 2) เพื่อพัฒนาแนวทางการจดั การ เรียนรู้ของครู โดยใชแ้ นวคดิ ชุมชนแหง่ เรยี นรทู้ างวชิ าชพี ครู สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษา ประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 การวจิ ยั ครั้งน้เี ปน็ การวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย 2 ระยะ ระยะที่1 การศกึ ษาสภาพปจั จบุ ัน สภาพท่ีพึงประสงค์ และความต้องการจาเป็นของการจัดการเรยี นรู้ของครู โดยใช้แนวคิดชุมชนแหง่ การเรียนร้ทู างวชิ าชีพสาหรบั ครู ระยะท่ี2 การพัฒนาแนวทางการจดั การ เรียนรขู้ องครูโดยใช้แนวคดิ ชมุ ชนแห่งเรียนรู้ทางวชิ าชีพครู กล่มุ ตวั อย่างที่ใชใ้ นการวจิ ัย ระยะท่ี 1 ไดแ้ ก่ ครูผสู้ อนสงั กัดสานักงานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธเุ์ ขต2 จานวน132 คน โดย การส่มุ แบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Random Sampling) เครื่องมือทใ่ี ช้ไดแ้ ก่ แบบสอบถาม สภาพปจั จบุ ันและสภาพท่ีพงึ ประสงค์การจดั การเรียนรู้ของครโู ดยใชแ้ นวคดิ ชุมชนแหง่ การเรยี นรู้ทาง วชิ าชีพ และระยะท่ี 2 กลุม่ ผใู้ ห้ขอ้ มูลการสัมภาษณ์ผบู้ ริหารสถานศึกษาและครผู สู้ อนในสถานศึกษาที่ มวี ธิ ีปฏบิ ตั ทิ ด่ี ีดา้ นการจัดการเรยี นรู้โดยใช้แนวคดิ ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้ทางวชิ าชพี และผทู้ รงคุณวฒุ ิ จานวน 5 คน ประเมนิ ความเหมาะสมและความเปน็ ได้ของแนวทางการจัดการเรียนร้ขู องครูโดยใช้ แนวคดิ ชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ทางวชิ าชีพ โดยใช้วธิ กี ารเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครอ่ื งมือท่ีใช้แบบสมั ภาษณแ์ บบมโี ครงสรา้ งและแบบประเมนิ แนวทาง สถติ ทิ ี่ใชใ้ นวเิ คราะหข์ ้อมูล ประกอบดว้ ย ความถี่ ร้อยละ ดัชนีความสอดคล้อง ค่าเฉล่ีย สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน และค่าดัชนี ความตอ้ งการจาเป็น (PNIModified) ผลการวจิ ยั พบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการจดั การเรยี นร้ขู องครูโดยใชแ้ นวคดิ ชมุ ชนแหง่ การเรียนรทู้ าง วิชาชพี โดยรวมอยู่ในระดับมากโดยเรยี งลาดับค่าเฉลยี่ จากมากไปหาน้อย ได้แก่ การกาหนด วัตถุประสงค์หรือจุดมงุ่ หมาย รองลงมาคอื การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การวัดและการประเมนิ ผล

2 การกาหนดเนื้อหาหรอื หลักสตู ร การกาหนดยทุ ธวิธใี นการสอน และตา่ สดุ คอื การศึกษาผู้เรยี น และ สภาพทีพ่ ึงประสงค์ของการดการเรียนรู้ของครูโดยใชแ้ นวคิดชุมชนแหง่ การเรียนรูท้ างวชิ าชีพ โดยรวม อยูใ่ นระดับมากที่สดุ 2. แนวทางที่เหมาะสมสาหรับการจดั การเรยี นรู้ของครูโดยใช้แนวคดิ ชมุ ชนแหง่ การ เรียนร้ทู างวิชาชีพ สังกดั สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธเ์ุ ขต 2 มีการทางานผา่ น องคป์ ระกอบ 6 องค์ประกอบ ไดแ้ ก่ 1) การกาหนดวตั ถปุ ระสงค์หรอื จุดม่งุ หมาย 2) การกาหนด เนือ้ หาหรอื หลักสตู ร 3) การศึกษาผู้เรยี น 4) การกาหนดยุทธวธิ ใี นการสอน 5) การจัดกิจกรรมการ เรยี นรู้ และ 6) การวดั และประเมินผล การพัฒนาแนวทางการจดั การเรียนรูข้ องครู โดยใช้แนวคิด ชุมชนแห่งการเรียนรูท้ างวชิ าชพี ครู สังกัดสานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุเ์ ขต 2 โดยรวมมีความเหมาะสมและความเปน็ ไปได้อยู่ในระดับมากทส่ี ุด

ก สารบญั บทท่ี หน้า 1 บทนา ................................................................................................................................ 1 ภูมิหลงั ......................................................................................................................... 1 คาถามการวจิ ยั ............................................................................................................. 4 ความมุง่ หมายของการวิจัย ........................................................................................... 4 ความสาคญั ของการวจิ ัย ............................................................................................... 4 ขอบเขตของการวจิ ยั ..................................................................................................... 5 นยิ ามศพั ท์เฉพาะ .......................................................................................................... 6 2 เอกสารและงานวิจยั ท่เี กย่ี วข้อง .......................................................................................... 9 การจดั การเรยี นรู้ (Leaning Management) ................................................................... 10 ชมุ ชนแหง่ การเรียนรูท้ างวชิ าชพี (Professional Leaning Community) .................... 43 บรบิ ทของสถานศึกษาสงั กดั สานกั งานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาประถมศึกษา กาฬสนิ ธ์ุ เขต 2 .......................................................................................................... 61 งานวจิ ัยที่เก่ียวข้อง ........................................................................................................ 68 งานวจิ ัยในประเทศ .................................................................................................. 68 งานวจิ ัยตา่ งประเทศ ................................................................................................ 72 กรอบแนวคิดทีใ่ ชใ้ นการวิจัย ......................................................................................... 76 3 วิธีดาเนนิ การวิจัย ................................................................................................................ 78 ระยะท่ี 1 การศึกษา สภาพปัจจุบนั สภาพทพี่ งึ ประสงค์ และความต้องการจาเป็น ของการพฒั นาแนวทางการจัดการเรยี นรูข้ องครู โดยใช้แนวคิดชุมชนแหง่ การเรยี นรู้ ทางวิชาชพี ครู................................................................................................................ 80 ระยะที่ 2 การพฒั นาแนวทางการจดั การเรียนรู้ของครู โดยใช้ แนวชมุ ชนแห่งการเรียนรูท้ างวิชาชพี ครู....................……................................................ 87 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล............................................................................................................ 93 สัญลกั ษณ์ท่ีใช้ในการเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู .......................................................... 93 ลาดบั ขน้ั ตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ......................................................... 93 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล .................................................................................................. 94

ข บทท่ี หน้า 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ................................................................................... 125 ความมุ่งหมายของการวจิ ยั .................................................................................................. 125 สรุปผล ................................................................................................................. ................ 125 อภิปรายผล .......................................................................................................................... 128 ขอ้ เสนอแนะ ........................................................................................................................ 131 บรรณานุกรม ....................................................................................................................... 133 ภาคผนวก .................................................................................................................. ........... 142 ภาคผนวก ก เครอ่ื งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัย ............................................................................ 143 ภาคผนวก ข หนังสอื ขอความอนุเคราะห์ ........................................................................ 157

1 บทที่ 1 บทนา ภูมิหลัง การศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานจดั เปน็ ระบบการศึกษาท่เี ปน็ หวั ใจหลักในการพัฒนาพลเมืองของชาติ ใหเ้ ปน็ ผูม้ คี วามรู้ มีคุณภาพ มีศักยภาพในการพัฒนาตนเองตลอดจนเปน็ กาลงั ในการพัฒนาเศรษฐกจิ พฒั นาสงั คมให้เจรญิ กา้ วหนา้ ในอนาคต (สานักนโยบายและแผนการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน, 2547) การ พัฒนาคนโดยใชก้ ารศกึ ษาเป็นเคร่ืองมือจึงถอื เปน็ กา้ วแรกทสี่ าคัญของการพฒั นาประเทศชาติให้มี ความเจริญก้าวหน้าไปในทิศทางที่ดี การศกึ ษาจึงเปรียบเสมือนเขม็ ทิศกาหนดทิศทางความรงุ่ เรอื ง หรอื ตกตา่ ของสังคมได้ ดังน้นั การสรา้ งสงั คมทีเ่ ตม็ ไปด้วยพลเมอื งที่มคี วามรู้ มีคณุ ภาพ มีศักยภาพใน การพฒั นาตนเองจึงเป็นรากฐานในการสรา้ งความมัน่ คงของชาติไดอ้ ย่างสมบูรณ์ เรื่องดงั กล่าวถอื ว่า เป็นเรื่องสาคัญ ในปัจจุบนั วกิ ฤตคิ ุณภาพการศกึ ษาของไทยเป็นเร่อื งท่ีวพิ ากษว์ จิ ารณก์ ันมากสะท้อนใหเ้ หน็ ว่าความพยายามของการปฏริ ูปการเรียนรู้ตาม พ.ร.บ.การศึกษา พ.ศ.2542 ยงั ไม่ประสบผลสาเร็จ ปรากฏการณ์ทางการศกึ ษาหลายประการไมว่ า่ จะเปน็ ผลการสอบ PISA ,ONET ผลการประเมนิ วเิ คราะห์ขององค์กรนานาชาตเิ ชน่ World Economic Forum ตลอดจนประสบการณข์ องคนไทยเอง สะทอ้ นให้เห็นวา่ เราจาเปน็ ต้องให้ความสาคญั และสนใจต่อการยกระดับคณุ ภาพของผูเ้ รยี นและ ยกคุณภาพของการศึกษากนั อยา่ งจรงิ จงั โดยจะต้องใหค้ วามสาคัญกบั การปฏิรปู การเรยี นรูน้ น่ั เอง (ไพฑรู ย์ สินลารตั น์, 2555) ปัญหาทกี่ ล่าวมาในข้างต้นอาจเกิดจากสาเหตหุ ลายประการ เชน่ ปัญหา จากตวั ผ้เู รยี น ปัญหาจากครูผู้สอน หรือปัญหาจากเทคนิควธิ ีการสอนของครูผ้สู อน จากปัญหา ดงั กล่าวจะเห็นไดว้ า่ เทคนิควิธกี ารสอนของครผู ู้สอนเปน็ สาเหตหุ นึง่ ทีท่ าให้ผ้เู รียนมีทกั ษะการเรียนรู้ ทักษะการคดิ วิเคราะห์ไมด่ เี ท่าที่ควร และผเู้ รยี นขาดแรงเสริมแรงจูงใจในการเรยี นรูก้ ารจัดกิจกรรม การเรียนรู้ไม่เรา้ ใจ จึงสง่ ผลให้มีการพฒั นาครใู นรูปแบบต่างๆ แต่ยงั ไมไ่ ด้ประสบผลสาเรจ็ เท่าทีค่ วร การพัฒนาบุคลากรโดยการประชมุ อบรมทไี่ มป่ ระสบความสาเรจ็ มีสาเหตมุ าจาก 1) มีเนื้อหาจานวน มาก ซับซ้อนแต่ให้เวลาในการเรียนรู้จากัด และมักเป็นการอบรมระยะส้นั (One-shot Workshop) 2) หัวข้อในการพัฒนาหรอื จัดการอบรมไม่สัมพันธก์ บั ความต้องการของครทู ่ีเขา้ รบั การอบรม 3) ไม่มี โอกาสติดตามผลการนามโนทัศนใ์ หมๆ่ จากการอบรมไปใช้ 4) ไม่มีโปรแกรมการพัฒนาบุคลากรอยา่ ง ตอ่ เนือ่ งท่ีชัดเจน 5) ไมใ่ ห้ความสาคญั กับความแตกตา่ ง ความตอ้ งการ และสภาพปญั หาของครแู ต่ละ คน 6) กระบวนการอบรมไมไ่ ดป้ รับให้เหมาะสมกบั บริบทของโรงเรยี นและครู และ 7) ไม่มีมโนทศั น์

2 พนื้ ฐานในการวางแผนโครงการและนาไปใช้ (สุวิทย์ มูลคา, 2550) ด้งั นน้ั การพฒั นาครจู ะต้องเปน็ ท้ัง การพัฒนาบุคลากร และพฒั นาการเรียนการสอน เพ่ือพฒั นาทัง้ สมรรถนะเชิงวิชาชีพครู และพฒั นา ผเู้ รยี นไปในเวลาเดยี วกันการสร้างผู้เรยี นให้เป็นบุคคลท่ีมคี ุณภาพต่อสังคมได้นัน้ ครูผู้สอนจะตอ้ งมี ความพร้อมโดยการพัฒนาตนเองทางดา้ นวชิ าชีพอยา่ งต่อเน่ืองจากความรว่ มมือในการทางาน เปน็ ชมุ ชนแหง่ การเรยี นรเู้ ชิงวิชาชีพครู โดยเฉพาะในระดบั สถานศึกษานัน้ การพัฒนาวิชาชพี ครูยคุ ใหม่ภายใต้ยุทธศาสตรข์ องการ ปฏิรูปการศึกษามคี วามสาคัญอยา่ งย่งิ เพราะเป็นแนวทางในการพฒั นาบุคลากรทางการศกึ ษาให้มี ประสทิ ธภิ าพย่ิงข้นึ โดยมจี ดุ เน้นอยู่ทีค่ วามสามารถในเชงิ สมรรถนะเปน็ ฐานในการทางานทางวชิ าชพี ซ่ึงมีความจาเป็นต่อการปฏบิ ัตงิ าน การจัดการเรยี นการสอนตลอดจนการเสรมิ สรา้ งองค์ความรใู้ หม่ เพอ่ื สรา้ งสรรคน์ วัตกรรมสู่สงั คม กล่าวคือ เป็นการพัฒนาคุณลกั ษณะของบุคคลเกย่ี วกับผลการ ปฏบิ ัติงานประกอบดว้ ยความรู้ความสามารถในวชิ าชพี ทกั ษะท่จี าเปน็ ต่อการจดั การเรยี นการสอน และคณุ ลักษณะอน่ื ๆ ทีเ่ ก่ียวข้องกับการทางาน ซ่งึ เปน็ คุณลักษณะเชงิ พฤติกรรมท่ีทาใหบ้ คุ ลากรใน องค์กร ปฏิบตั งิ านไดผ้ ลงานท่ีโดดเด่น ซ่งึ สอดคล้องกบั แนวทางการพัฒนาสมรรถนะการบรหิ าร ทรัพยากรบุคคลแนวใหมภ่ าครัฐของสานกั งานคณะกรรมการขา้ ราชการพลเรือน โดยส่งเสริม สนับสนนุ ให้ส่วนราชการบริหารทรัพยากรบคุ คลตามกรอบมาตรฐานความสาเร็จดา้ นการบรหิ าร ทรพั ยากรบุคคล เพือ่ ให้เกดิ ผลสัมฤทธิต์ ่อความสาเรจ็ ของส่วนราชการ (สานกั งานคณะกรรมการ การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน, 2553) ในปจั จุบันครูเป็นกลุม่ บุคคลที่สาคญั มากในด้านนการจัดการศึกษา ดังคาขวัญวนั ครโู ลกท่ีวา่ “Recovery begins with Teachers” (สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2554) คณุ ภาพของ ครูจึงสะท้อนคุณภาพของผเู้ รียน ดว้ ยเหตุนี้ กลไกการพฒั นาครอู ยา่ งตอ่ เน่ือง จงึ เป็นเร่ืองสาคัญในการ ดารงคณุ ภาพ จึงมีการปรับเปลีย่ นไปตามสถานการณ์ทเ่ี ปล่ียนแปลงไป การพฒั นาคุณภาพการจัดการ เรียนการสอนของครนู ับวา่ เป็นกลไกสาคัญและสง่ ผลโดยตรงต่อการพฒั นาคุณภาพการเรยี นรู้ของ ผู้เรียน ซึ่งแนวทางการสง่ เสริมใหค้ รมู ีสมรรถภาพในการจัดการเรยี นการสอนได้อยา่ งมีคุณภาพนน้ั มี อยหู่ ลากหลายแนวทาง ตลอดระยะเวลาหลายสบิ ปีทผี่ า่ นมา แนวทางการพฒั นาครูรูปแบบเดิมมักใช้ การฝึกอบรมระยะส้นั ซงึ่ หนว่ ยงานตน้ สงั กดั มักเปน็ ผู้กาหนดสาระสาคัญของการอบรม ท่ีไม่อาจ สอดคลอ้ งกับสภาพปัญหาและความต้องการท่ีแทจ้ ริงของครแู ละนักเรยี นในสถานศึกษาแต่ละแห่ง (วิจารณ์ พานชิ , 2555) เมอ่ื พิจารณาในดา้ นวถิ ชี ีวติ ของครู เรอ่ื งของ “ความโดดเด่ยี ว” เป็นประเดน็ ท่ี สาคญั ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาครู หากครูทุ่มเทเวลาไปกับการเรยี นการสอน แต่ไมบ่ อกให้คนนอก ไดล้ ว่ งรู้วา่ เกิดอะไร มีปญั หาอยา่ งไร ทง้ั ทีส่ งิ่ ทเ่ี กิดขนึ้ ในช้นั เรียน เปน็ ฐานขอ้ มูลสาคัญในการพัฒนา งาน ปญั หาทีเ่ กิดขึ้นกบั ผ้เู รยี นแต่ละคนในการเรยี นแตล่ ะรายวชิ า หรอื ผลการเรยี นรทู้ ้งั หมดของ

3 ผูเ้ รยี นจงึ ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถสว่ นบคุ คลของครูผู้นน้ั โดยไม่มรี ะบบกลไกทจี่ ะชว่ ยใหค้ รูได้ พฒั นาการจดั การเรยี นการสอนอย่างต่อเน่อื งได้ ดงั นัน้ ในสภาพปจั จุบนั กระทรวงศกึ ษาธกิ ารและหนว่ ยงานที่เกย่ี วขอ้ งจึงได้มกี าร ปรับเปล่ียนแนวทางการพัฒนาครจู ากเดิมทก่ี ล่าวมาในข้างต้น มาเปน็ แนวทางการพัฒนาครโู ดยใช้ บรบิ ทช้นั เรียนและสถานศกึ ษาเปน็ ฐาน (Classroom/School-based Development) ผ่านการ เรยี นรู้จากกนั และกันของครูและผ้ทู ี่เก่ียวข้องบนพื้นฐานของความเขา้ ใจในบรบิ ทและสภาพปญั หาจริง ของนักเรียนและสถานศึกษาของตน ในลักษณะของกาสร้างชุมชนแห่งการเรยี นรทู้ างวิชาชีพ เป็น แนวทางทค่ี รูและบุคลากรในสถานศกึ ษารว่ มกนั ปรับปรงุ การทางานอย่างต่อเนอื่ งในระยะยาวเพื่อมุ่ง ไปสู่ความสาเรจ็ ในเป้าหมายเดียวกันในลักษณะชุมชนเชิงวิชาการทม่ี ีเปา้ หมายเพ่ือพัฒนาผเู้ รยี น พฒั นากระบวนการจัดการเรยี นการสอน พฒั นาคุณภาพการศึกษา รวมไปถึงการม่งุ เนน้ การเรยี นรทู้ ่ี จะเกิดขึน้ โดยอาศัยการพ่ึงพาอาศัยซ่ึงกนั และกนั เพื่อช่วยใหเ้ กดิ พลงั ในการเปลีย่ นแปลงใน สถานศึกษาทุกระดบั (DuFour, 2007) สามารถดาเนินการได้ภายในสถานศึกษาโดยบูรณาการสกู่ าร ทางานตามปกติที่ครูไมจ่ าเปน็ ตอ้ งละทิ้งนกั เรยี น ชัน้ เรียนและโรงเรยี นของตนเพ่ือไปรบั การอบรมและ พฒั นาตนเองนอกสถานท่ี ถือเปน็ การพฒั นาครทู ่คี นื ครสู ศู่ ษิ ย์ซงึ่ สามารถสรา้ งการเปล่ยี นแปลงสภาพ การเรียนและการสอนไดอ้ ย่างแท้จรงิ อย่างไรกด็ แี นวคิดชุมชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวชิ าชพี ไม่ได้มวี ิธกี าร หรอื แนวทางทีส่ าเร็จรูป ทีส่ ถานศึกษาจะสามรถนาไปใช้ในการดาเนินการแกป้ ญั หาการจัดการเรียนรู้ ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง สานกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศกึ ษากาฬสินธุ์ เขต 2 เปน็ อีกหนงึ่ องค์กรทีม่ ีบทบาท หน้าทสี่ าคัญในการส่งเสริม สนับสนุน ใหโ้ รงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ใหม้ กี ารพฒั นา สมรรถนะตนเองอยู่เสมอ พร้อมให้การนเิ ทศกากบั ตดิ ตามการปฏบิ ตั งิ านของสถานศึกษา เพือ่ ให้ เกดิ ผลดีแก่การพฒั นาคุณภาพการเรยี นรขู้ องผู้เรยี น โดยให้มกี ารนาแนวคิดชุมชนแห่งการเรยี นรทู้ าง วิชาชพี มาปรบั ใช้ในกระบวนการบริหารและจดั การเรยี นรู้ในระดบั ชนั้ เรยี น โดยมีเปา้ หมายหลักเพื่อ พัฒนาคณุ ภาพของผเู้ รียนเป็นสาคญั แตใ่ นปัจจุบนั การกาหนดนโยบายเพื่อใหส้ ถานศึกษาในสงั กัดของ สาขกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธ์ุเขต 2 ได้นาแนวคดิ ลงสู่การปฏบิ ัติยังพบปัญหา บางประการเนอื่ งด้วยการดาเนินงานตามแนวคดิ ชมุ ชนแห่งการเรียนร้ทู างวิชาชีพไม่ได้มขี ้ันตอนหรอื รูปแบบการดาเนินงานที่สาเร็จเปน็ รูปธรรม เมอื่ สถานศึกษานาไปใช้จึงสง่ ผลใหค้ รูและบุคลากร ทางการศกึ ษาทีน่ าแนวคิดชุมชนแหง่ การเรียนรู้ทางวชิ าชพี ไปปรบั ใช้ตามแนวทางท่ีไมถ่ ูกตอ้ ง และไม่ สอดรับกับบรบิ ทของสถานศึกษา (สานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 2, 2562) ด้วยเหตุผลดงั กลา่ ผูว้ จิ ยั จงึ สนใจที่จะศึกษาและพฒั นาแนวทางการจดั การเรียนรขู้ องครู โดยใช้แนวคดิ ชุมชนแหง่ การเรยี นรู้เชงิ วชิ าชีพครู ผ้วู ิจยั จึงไดศ้ ึกษาวธิ ีการพฒั นาแนวทางการจดั การ เรยี นรู้ของครู โดยใชแ้ นวคิดชุมชนแห่งการเรียนร้ทู างวิชาชพี ครู สังกดั สานักงานเขตพื้นที่การศกึ ษา

4 ประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 โดยแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกบั นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ท่ี ได้ใหค้ วามสาคัญในการนามาปรับใช้ในสถานศึกษาทุกแหง่ ในปจั จบุ นั และมคี วามสอดคล้องกับสภาพ ปญั หาการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยด้านการพฒั นาครูและความตอ้ งการของครู ดังนั้นจึงมี ความเหมาะสมอย่างยิง่ ท่ีจะนาแนวทางดังกล่าวมาศึกษาให้เกิดเปน็ องคค์ วามรใู้ หม่ท่จี ะสามารถนาไป ประยุกต์ใช้เพื่อพฒั นาผเู้ รยี น พฒั นากระบวนการจัดการเรียนการสอน และพัฒนาคุณภาพการศึกษา ไทยในปัจจบุ นั ใหเ้ ปน็ ไปในทศิ ทางท่ีดีข้นึ คาถามการวจิ ัย 1. สภาพปัจจบุ นั สภาพที่พงึ ประสงค์ และความต้องการจาเปน็ ของการจดั การเรยี นรู้ของ ครู สงั กดั สานกั งานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 โดยใชแ้ นวคดิ ชมุ ชนแหง่ การ เรียนรทู้ างวิชาชพี ครู เปน็ อยา่ งไร 2. การพฒั นาแนวการจัดการเรียนรขู้ องครู สงั กัดสานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา กาฬสนิ ธุ์ เขต 2 โดยใช้แนวคิดชุมชนแหง่ การเรียนรทู้ างวชิ าชพี ครู ควรเป็นอย่างไร ความมุ่งหมายของการวจิ ยั 1. เพอ่ื ศึกษาสภาพปจั จุบนั สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจาเปน็ การจดั การเรยี นรู้ ของครู สงั กัดสานักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 โดยใชแ้ นวคดิ ชุมชนแห่งการ เรยี นรทู้ างวชิ าชพี ครู 2. เพอื่ พฒั นาแนวทางการจดั การเรยี นรขู้ องครู สงั กัดสานักงานเขตพ้นื ที่การศึกษา ประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 โดยใชแ้ นวคิดชุมชนแหง่ การเรยี นรู้ทางวิชาชีพครู ความสาคัญของการวิจัย 1. ไดท้ ราบถึงสภาพปจั จุบัน สภาพทพี่ งึ ประสงค์ และความตอ้ งการจาเปน็ ของการจัดการ เรยี นรูข้ องครู สังกดั สานกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 2 โดยใช้แนวคิดชุมชน แหง่ การเรยี นรูท้ างวชิ าชีพครู 2. ไดแ้ นวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรขู้ องครู สงั กัดสานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษา ประถมศกึ ษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2 โดยใชแ้ นวคดิ ชมุ ชนแห่งการเรยี นรูท้ างวชิ าชีพครู

5 ขอบเขตของการวิจยั การพฒั นาแนวทางการจดั การเรยี นรขู้ องครู สงั กัดสานักงานเขตพ้นื ที่การศึกษา ประถมศกึ ษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2 โดยใชแ้ นวคดิ ชุมชนแหง่ การเรียนรทู้ างวชิ าชพี ครูคร้ังนี้ ดาเนินการ พฒั นาตามกรอบของการวจิ ยั และพฒั นา(Research and Development) ดังนั้น เพ่อื ให้สอดคล้อง กับคาถามและความมุง่ หมายการวิจัย ผวู้ จิ ัยจงึ ได้กาหนดขอบเขตในการดาเนนิ งาน และนาเสนอ แบง่ เปน็ 2 ระยะ ดังต่อไปน้ี 1. ขอบเขตเนื้อหา การจัดการเรยี นรู้ของครู โดยใช้แนวคิดชุมชนแหง่ การเรยี นรูท้ างวชิ าชีพ 2. ขอบเขตประชากร กลุ่มตวั อยา่ ง และกลมุ่ ผใู้ ห้ข้อมลู ขอบเขตประชากร กลมุ่ ตัวอย่าง และกลมุ่ ผูใ้ ห้ข้อมลู ผวู้ ิจยั ได้แบง่ ออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่1 การศึกษาสภาพปจั จบุ นั สภาพทพี่ ึงประสงค์ และความต้องการจาเป็น ของแนวทางการจัดการเรยี นรู้ของครู สังกัดสานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2 โดยใช้แนวคดิ ชมุ ชนแห่งการเรียนร้ทู างวชิ าชีพครู 1. ประชากร ไดแ้ ก่ ครผู ้สู อน สงั กัดสานกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศึกษา ประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 จานวน 1,324 คน 2. กลมุ่ ตัวอย่าง ได้แก่ ครูผ้สู อน จานวน 132 คน ซึ่งกาหนดขนาดของกลุ่ม ตวั อยา่ งโดยใชเ้ กณฑ์รอ้ ยละ10 ของประชากรท้ังหมด (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2556) และวิธีการเลือก กลมุ่ ตัวอยา่ ง ใชว้ ธิ ีการส่มุ แบบหลายข้นั ตอน (Multi-stage Random Sampling) ระยะท่ี 2 พัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรูข้ องครู โดยใช้แนวคดิ ชมุ ชนแหง่ เรยี นรู้ทางวิชาชพี ครู สงั กัดสานักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 กลุ่มผ้ใู หข้ ้อมลู ได้แก่ ผทู้ รงคุณวุฒิซ่งึ ทาหนา้ ท่ปี ระเมนิ ความเหมาะสมและ ความเป็นไปไดข้ องแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรขู้ องครู โดยใช้แนวคดิ ชุมชนแหง่ การเรียนรู้ ทางวิชาชพี จานวน 5 คน

6 นิยามศพั ท์เฉพาะ 1. การจัดการเรียนรู้ หมายถึง คอื กระบวนการของครใู นการจดั การ ส่งเสรมิ พัฒนาผเู้ รยี น และนาพาผ้เู รยี นให้เกดิ สมรรถนะสาคัญ โดยคานึงถึงการจัดการเรยี นรู้ทมี่ ุ่งเนน้ ผูเ้ รียนเป็นสาคัญ คานงึ ถึงความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล ตอบสนองความต้องการความสามารถ ความสนใจ และวธิ กี ารเรยี นรู้ของผเู้ รยี นเปน็ สาคญั โดยประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.1 กาหนดวัตถุประสงค์หรอื จุดม่งุ หมาย เปน็ การกาหนดเป้าหมายท่ีต้องการให้เกิด ขึ้นกับผู้เรียนดา้ นความรู้ ทกั ษะ กระบวนการที่จะนาไปใช้ในการจดั การเรยี นรู้ โดยมีการกาหนดครบ ทัง้ 3 ด้าน คือ ด้านความรู้ (K) กระบวนการ (P) และคุณลกั ษณะท่ีพงึ ประสงค์ (A) 1.2 กาหนดเน้อื หาหรือหลกั สูตร คอื กาหนดเนือ้ หาสาระให้สอดคล้องหรือล้อไปกบั วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมในแต่ละวตั ถปุ ระสงค์ โดยออกแบบหน่วยการเรียนรู้และจัดการเรยี นรทู้ ่ี เน้นผ้เู รียนเปน็ สาคัญตอบสนองความแตกตา่ งระหว่างบุคคล เพอ่ี นาผู้เรียนไปสู่เป้าหมายการเรียนรู้ ตามมาตรฐานการเรียนรู้ และตวั ชี้วัดของหลกั สูตร 1.3 การศึกษาผ้เู รยี น คือการศึกษา หรือวเิ คราะหผ์ ูเ้ รยี นเป็นรายบคุ คล เพื่อนาข้อมลู มา ใชใ้ นการวางแผนการจดั การเรยี นรทู้ ท่ี ้าทายความสามารถของผ้เู รียนโดยคานงึ ถึงลักษณะการเรยี นรู้ ของผู้เรียนแต่ละคนในเร่อื ง ภูมิหลงั สตปิ ญั ญา ความสามารถ ความถนัด รปู แบบการเรียนรู้ ความสนใจ และความต้องการทแี่ ตกต่างกัน เพื่อจัดการเรียนรทู้ เี่ หมาะสมกบั พ้นื ฐานของผู้เรยี น สนองความต้องการของผเู้ รยี น ซงึ่ จะช่วยให้ผูเ้ รียนเกิดการเรียนรูไ้ ด้อย่างมีประสิทธิภาพ 1.4 กาหนดยุทธวธิ ีในการสอน เป็นการศึกษาหลกั การและทฤษฎขี องวิชาที่ทาการสอน อยา่ งละเอียด โดยพจิ ารณาหลกั การและเหตผุ ลของแนวโนม้ ในการจัดการเรยี นการสอนทีเ่ หมาะสม กับเนอ้ื หา เหมาะสมกบั ความสามารถของผูเ้ รียน บริบทของแหล่งการจัดการเรยี นการสอน โดยเน้น ผู้เรยี นเปน็ ศนู ยก์ ลาง โดยมีเป้าหมายคือถือประโยชน์ผเู้ รียนเป็นสาคัญ 1.5 การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เป็นกระบวนการสาคญั ในการนาหลกั สตู รสู่การปฏิบัติ นาไปสกู่ ารออกแบบหนว่ ยการเรียนรู้ จดั การเรยี นรู้ทเ่ี นน้ ผ้เู รยี นเปน็ สาคัญ ตอบสนองความแตกต่าง ระหว่างบคุ คล และมีความสอดคลอ้ งกับพฒั นาการทางสมองของผเู้ รียนในแตล่ ะช่วงวยั 1.6 การวัดและการประเมินผล เปน็ การกาหนดวิธีวัดผลการเรยี นรู้หรอื ประเมนิ ความก้าวหนา้ ในการเรยี นร้ขู องผ้เู รยี นด้วยวธิ กี ารท่หี ลากหลาย เหมาะสมกับธรรมชาติของรายวิชาใน แต่ละกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ และให้มีความเหมาะสมกบั ผเู้ รียนที่มคี วามแตกต่างกัน โดยเปน็ การวดั ผล ท่ีเนน้ ผเู้ รยี นเปน็ ศูนย์กลาง

7 2. ชุมชนแห่งการเรยี นรู้ทางวิชาชีพ หมายถงึ การรวมตัว ร่วมใจ รว่ มทา และร่วม เรียนร้รู ่วมกันของครู ผ้บู ริหาร และผู้เรยี น โดยครเู ปน็ ผูน้ ารว่ มกนั สว่ นผู้บริหารเป็นผ้ดู แู ลสนบั สนนุ บนพนื้ ฐานวฒั นธรรมความสมั พนั ธ์แบบกลั ยาณมิตร มีวสิ ยั ทัศน์ คณุ คา่ เปา้ หมาย และภารกจิ รว่ มกนั โดยทางานร่วมกันเปน็ ทีม เรยี นรู้ทค่ี รูเป็นผนู้ าร่วมกนั และผู้บริหารแบบผู้ดูแลสนบั สนนุ สูก่ ารเรียนรู้ และพฒั นาวิชาชพี เปล่ยี นแปลงคณุ ภาพตนเองสู่คุณภาพการจัดการเรียนรูท้ เี่ นน้ ความสาเร็จหรือ ประสิทธผิ ลของผู้เรยี นเปน็ สาคญั ประกอบด้วย 6 องคป์ ระกอบ ได้แก่ 2.1 การมภี าวะผู้นาแบบมสี ว่ นรว่ ม หมายถึง ครูร่วมกันเป็นผสู้ รา้ งใหเ้ กดิ การนารว่ ม เปน็ ผู้นาท่สี ามารถทาใหส้ มาชิกใน PLC เกิดการเรียนรู้เพ่ือการเปลี่ยนแปลงทั้งตนเองและวชิ าชีพ และ ผบู้ รหิ ารยึดหลกั แนวทางบริหารจัดการร่วม การสนับสนุน การกระจายอานาจ การสรา้ งแรงบันดาลใจ ของครู 2.2 การมีค่านิยมวิสยั ทศั น์รว่ มกัน หมายถึง มีการพัฒนาการเรียนรู้ของผเู้ รยี น และ พฒั นาตนเองด้านวิชาชีพเปน็ ภาพความสาเร็จที่มุ่งหวงั ในการนาทางรว่ มกนั และ สมาชิกมองเหน็ ภาพ และทศิ ทางความสาเรจ็ รว่ มกัน 2.3 การมีสภาพการที่สนบั สนุน หมายถงึ การลดความเป็นองค์การทย่ี ดึ วฒั นธรรมแบบ ราชการ เปลี่ยน มาใช้วัฒนธรรมแบบกลั ยาณมติ รทางวชิ าการแทน และมีการบริหารจัดการสมาชิก และการปฏบิ ัตงิ านในสถานศึกษาทีเ่ นน้ รปู แบบทีมงานเป็นหลัก 2.4 การมที มี ร่วมแรงรว่ มใจ หมายถงึ มีการคิดร่วมกนั วางแผนรว่ มกัน ความเข้าใจ รว่ มกัน สรา้ งขอ้ ตกลงร่วมกัน และตดั สินใจรว่ มกนั มีการคิดร่วมกนั วางแผนรว่ มกัน ความเขา้ ใจ ร่วมกัน มขี ้อตกลงรว่ มกัน และการรบั ผิดชอบรว่ มกนั และทางานร่วมกนั อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ บรรลุผลท่ีการเรยี นรขู้ องผู้เรยี น 2.5 การมีชุมชนกลั ยาณมิตร หมายถงึ การทสี่ มาชิกทุกคนมเี สรภี าพในการแสดงความ คดิ เหน็ ของตน และมวี ฒั นธรรมการทางานของสมาชกิ ทเ่ี ป็นความสัมพนั ธ์แบบกลั ยาณมิตร 2.6 มีการเรยี นรแู้ ละพัฒนาวิชาชีพ หมายถงึ การเรียนรบู้ นพ้นื ฐานประสบการณ์ตรงใน งานทลี่ งมือปฏบิ ัตจิ รงิ ร่วมกนั ของสมาชิกภายในชมุ ชนแหง่ การเรยี นร้ทู างวิชาชพี เปน็ หลัก ทมี่ ีการ ทางานรว่ มกนั เป็นทีม ร่วมคดิ รว่ มทา ร่วมรับผดิ ชอบทาให้บรรยากาศการพฒั นาวิชาชีพของครรู สู้ ึก ไมโ่ ดดเดีย่ ว รวมไปถึงการสรา้ งจติ วญิ ญาณความเป็นครขู องสมาชิกโดยการพัฒนาตนเองจากขา้ งใน หรือ วฒุ ภิ าวะความเป็นครู ให้เป็นครูท่สี มบูรณเ์ พื่อทีจ่ ะเข้าใจมิติของผู้เรียนมากย่งิ ขึน้ โดยการจดั การ เรียนรู้จะต้องยึดผู้เรยี นเปน็ สาคัญ มคี วามรัก ความเมตตา ความกรณุ า ต่อศิษย์ 4. ผู้อานวยการสถานศึกษา หมายถึง ผ้บู ริหาร หรือ ผรู้ กั ษาการในตาแหนง่ ผู้อานวยการ สถานศึกษา ในโรงเรียนประถมศกึ ษาสังกดั สานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 ประจาปีการศกึ ษา 2561

8 5. ครู หมายถงึ ผทู้ ่ที าหน้าทีใ่ นการสอนในระดับการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน สังกดั สานักงานเขต พ้ืนทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธุ์ เขต 2 ประจาปีการศึกษา 2561 6. แนวทางการจดั การเรยี นรูข้ องครโู ดยใช้แนวคิดชุมชนแหง่ การเรียนรูท้ างวิชาชพี หมายถึง การจดั กระบวนการเรยี นร้ขู องครโู ดยใชแ้ นวคิดชุมชนแหง่ การเรยี นร้ทู างวชิ าชพี เพื่อให้ การจัดการเรยี นรเู้ ป็นไปอย่างมีประสทิ ธภิ าพโดยคานึงถงึ ผ้เู รยี นเปน็ สาคญั 7. สภาพปจั จุบนั การจดั การเรียนรู้ของครูโดยใชแ้ นวคดิ ชุมชนแห่งการเรยี นรทู้ างวิชาชีพ หมายถงึ การปฏบิ ตั ิ การดาเนินงานท่เี ปน็ อยู่เก่ยี วกบั การพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนร้ขู องครโู ดย ใชแ้ นวคดิ ชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ทางวิชาชพี ครู สังกดั สานักงานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศึกษา กาฬสนิ ธ์เุ ขต2 8. สภาพท่ีพึงประสงค์การจดั การเรียนรขู้ องครูโดยใช้แนวคิดชุมชนแหง่ การเรียนรทู้ าง วิชาชพี หมายถึง สง่ิ ทีต่ อ้ งการใหเ้ กดิ ข้ึน ต้องการพฒั นาสง่ิ ทีเ่ ป็นอยใู่ ห้ดีกว่าเดมิ เก่ียวกบั การพฒั นา แนวทางการจัดการเรยี นรูข้ องครูโดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรยี นรู้ทางวิชาชพี ครู สังกัดสานกั งาน เขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2 9. สานกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต2 หมายถึง หนว่ ยงานใน สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ผู้รับผิดชอบดูแล สถานศึกษาระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ในเขตจังหวัด กาฬสินธ์ุ รวม 5 อาเภอ ได้แก่ อาเภอท่าคันโท อาเภอหนองกุงศรี อาเภอห้วยเม็ก อาเภอยางตลาด และอาเภอฆ้องชยั

9 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยท่ีเกย่ี วข้อง การวิจัยเรอ่ื ง การพัฒนาแนวทางการจดั การเรียนรขู้ องครู สงั กัดสานักงานเขตพ้นื ท่ี การศกึ ษาประถมศกึ ษากาฬสินธุ์ เขต 2 โดยใช้แนวคดิ ชมุ ชนแห่งการเรียนรูท้ างวิชาชีพครู ผ้วู ิจัยได้ ศึกษาเอกสาร และงานวจิ ยั ท่ีเกย่ี วข้องตามหัวข้อดงั น้ี 1. การจดั การเรยี นรู้ (Leaning Management) 1.1 ความหมายการจดั การเรียนรู้ 1.2 ความสาคญั ของการจัดการเรียนรู้ 13 หลกั การจัดการเรียนรู้ 1.4 แนวคิดทฤษฎีการจดั การเรียนรู้ 1.5 ลกั ษณะการจดั การเรยี นรู้ทดี่ ี 1.6 องคป์ ระกอบการจัดการเรียนรู้ 2. ชมุ ชนแห่งการเรียนรทู้ างวิชาชพี (Professional Leaning Community : PLC) 2.1 ความหมายของชุมชนแห่งการเรยี นรู้ทางวิชาชพี 2.2 ความสาคญั ของชุมชนแห่งการเรยี นรู้ทางวชิ าชีพ 2.3 องคป์ ระกอบของชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวิชาชพี 2.4 การพัฒนาแนวทางการจัดการเรยี นรู้ของครโู ดยใชแ้ นวคดิ ชุมชนแหง่ การเรียนรู้ ทางวิชาชพี 3. บรบิ ทของสถานศึกษา สงั กดั สานกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษา กาฬสนิ ธ์เุ ขต 2 4. งานวจิ ัยท่ีเกย่ี วขอ้ ง 4.1 งานวิจยั ในประเทศ 4.2 งานวจิ ยั ตา่ งประเทศ

10 การจัดการเรียนรู้ (Leaning Management) 1. ความหมายการจดั การเรยี นรู้ การจัดการเรียนร้เู ปรียบเสมือนกระบวนการของครูในการจัดการ ส่งเสริม และพัฒนา ผูเ้ รยี นให้เกดิ การเรยี นรู้เพอ่ื ใหบ้ รรลตุ ามเป้าหมายทต่ี ้ังไว้ ดังนั้นจงึ ไดม้ นี ักวชิ าการหลายท่านไดใ้ ห้ แนวคดิ เก่ยี วกบั การจัดการเรียนรู้ ไว้ดงั น้ี วชิ ัย ประสทิ ธ์วิ ุฒิเวชช์ (2542) ได้ใหค้ วามหมายว่า การจดั การเรียนรูห้ มายถึง กระบวนการท่มี รี ะบบระเบียบครอบคลุมการดาเนินงาน ต้ังแต่การวางแผนการจัดการเรียนรจู้ นถึง การประเมนิ ผลเมอื่ วิทยาการทางการศกึ ษากา้ วหนา้ มากข้ึน แนวคิดในการสอนเร่ิมเปล่ียนไปเปน็ การ ใหค้ วามสาคัญกับผเู้ รยี น โดยมแี นวคิดวา่ การเรียนรู้ของผ้เู รียนจะเกดิ ข้ึนได้ดีจากการได้คิดวิเคราะห์ และลงมือปฏิบัติ ไม่ใชก่ ารรับความร้จู ากครูแตเ่ พยี งอย่างเดียว ผู้เรียนจงึ ควรเปน็ ศูนยก์ ลางของ การเรยี นการสอน ส่วนครมู บี ทบาทในการฝกึ ฝน การชแ้ี นะ การจดั เตรียมและอานวยความสะดวก สาหรบั กิจกรรมการเรยี นการสอน แนวคิดใหม่น้ีคอื แนวทางในการจัดการเรยี นร้ทู ่เี น้นผเู้ รียนเป็น สาคัญการจดั การเรียนการสอนจึงเปลย่ี นไปเป็นการจัดการเรียนรูแ้ ทนตามบทบาทของครูทเ่ี ปล่ียนไป สาลี รักสุทธี (2544) ได้ให้ความหมายวา่ การจัดการเรยี นรู้หมายถงึ การจดั กิจกรรม การเรยี นการสอนใหส้ อดคลอ้ งกับพระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาติ ตามมาตรา 22-24 โดยถือว่า ผเู้ รยี นมคี วามสาคัญทีส่ ดุ ให้ผเู้ รียนมสี ่วนร่วม คอื รว่ มคดิ ร่วมทารว่ มสร้างสรรค์ กิจกรรมทางการ ศกึ ษาลงมอื ปฏิบัตจิ ริง ครูเปล่ียนบทบาทจากการเปน็ ผูช้ ้บี อกใหค้ วามรู้อยา่ งเดียว เป็นผู้คอยอานวย ความสะดวก คอยช่วยเหลอื แนะนา รวมท้งั เปน็ ทป่ี รกึ ษาให้กบั นักเรยี น ไสว ฟกั ขาว (2544) ได้ให้ความหมายวา่ การจัดการเรยี นรูเ้ ป็นกระบวนการสองทาง คอื การใหแ้ ละการรบั ความรทู้ เ่ี กิดข้ึนพร้อม ๆ กนั ทั้งฝา่ ยผสู้ อนซ่ึงเปน็ ผู้ใหค้ วามรู้ และฝ่ายผู้เรียนซ่งึ เปน็ ผ้รู ับความรู้ ซง่ึ ในขณะเดียวกันผ้สู อนกเ็ กิดการเรยี นรู้จากการตอบสนองของผูเ้ รียนดว้ ย วีระ พลอยครบรุ .ี (2545) ได้ใหค้ วามหมายวา่ การจัดการเรียนรู้หมายถึงกระบวนการ หรือวธิ กี ารจัดกิจกรรม ทีค่ านึงถึงความแตกตา่ งระหว่างบุคคลเพอื่ ใหผ้ ้เู รียนได้รับประสบการณจ์ าก การปฏบิ ตั จิ ริง ได้พฒั นากระบวนการคิด มีอสิ ระในการเรยี นรูต้ ามความถนัดและ ความสนใจ จนเกิด การเรยี นรู้และสรา้ งองค์ความรไู้ ด้ดว้ ยตนเอง โดยครูมีการวางแผนการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ อย่างเป็นระบบ อาภรณ์ ใจเทีย่ ง (2546) ได้ใหค้ วามหมายว่า การสอนคอื การจัดประสบการณท์ ่ี เหมาะสมให้นักเรยี นได้ปะทะเพ่อื เกิดการเรยี นรู้ หรือเปล่ียนแปลงพฤติกรรมท่ีดีขึ้น การสอนจงึ เป็น กระบวนการสาคัญที่กอ่ ให้เกิดความเจริญงอกงามท่ีใชท้ ้ังศาสตร์และศลิ ป์ สวุ ิทย์ มลู คา (2547) ได้ให้ความหมาย การจัดการเรยี นรเู้ พ่ือพัฒนากระบวนการคดิ

11 ไวว้ ่า เป็นกระบวนการท่ีผเู้ รียนได้ใชค้ วามสามารถทางสมองในการประมวลขอ้ มลู ความรู้และ ประสบการณ์ตา่ งๆ ท่ีมอี ยู่ใหเ้ ป็นความรู้ใหม่ วิธีการใหม่ เพื่อไปใชใ้ นสถานการณ์ต่างๆ อยา่ ง เหมาะสมสอดคล้องกนั แลว้ นาไปปฏิบตั จิ ริงตามมาตรฐานการศกึ ษาแห่งชาตดิ ้านผู้เรยี นที่เกยี่ วขอ้ ง การพฒั นากระบวนการคิด สรุ างค์ โค้วตระกลู (2552) ได้ใหค้ วามหมายวา่ การเรยี นรู้หมายถงึ การเปล่ียนแปลง พฤติกรรม ซ่งึ เป็นผลเน่ืองมาจากประสบการณ์ท่ีคนเรามปี ฏสิ มั พนั ธก์ ับสิ่งแวดล้อมหรือจากการฝกึ หัด รวมท้ังการเปลี่ยนแปลงปริมาณความรขู้ องผเู้ รียน มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ (2553) ได้ใหค้ วามหมายว่า การจัดการเรียนรู้หมายถงึ กระบวนการปฏสิ ัมพนั ธ์ระหว่างผสู้ อนกบั ผู้เรียนเพ่ือทจี่ ะทาให้ผเู้ รียนเกดิ การเรียนรตู้ ามวตั ถปุ ระสงค์ของผู้สอน สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน (2553) ได้ให้ความหมายวา่ การจัดการ เรยี นรู้ หมายถงึ การจัดการเรียนรูต้ ามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 มีมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดเปน็ เปา้ หมายในการพัฒนาผู้เรียน และนาพาผเู้ รียนให้เกิดสมรรถนะ สาคัญของผเู้ รยี นและคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ ในการจัดการเรียนรู้ครผู ูส้ อนต้องคานงึ ถึงการจดั การ เรียนรู้ท่ีมงุ่ เน้นผเู้ รียนเป็นสาคัญ คานึงถึงความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล พัฒนาการทางสมอง และ เนน้ คณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นิยมที่พึงประสงค์ ใช้ส่อื การเรียนรู้ แหลง่ การเรียนรู้ ภูมปิ ัญญาท้องถ่นิ ศนู ย์สือ่ การเรยี นรู้ ระบบสารสนเทศเครือข่ายการเรียนรู้ เป็นเครอ่ื งมือสาคัญต่อการพัฒนาคณุ ภาพ ผ้เู รยี นให้เกิดการเรียนรู้ สถานศึกษาต้องมกี ารวดั และประเมินผลการเรียนรู้และนาผลท่ีได้ใชเ้ ปน็ ขอ้ มูลเพื่อพฒั นาปรับปรงุ การจัดการเรียนรใู้ หเ้ กิดคณุ ภาพสงู สุดต่อผเู้ รยี น ธีระ รุญเจรญิ และคณะ (2554) ได้ให้ความหมายวา่ การจัดการเรียนรู้ หมายถึง กระบวนการของการเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมอันเนอ่ื งมาจากประสบการณ์และการฝึกอบรมที่แต่ละ บุคคลไดร้ บั มาซ่ึงอาจจะมีความแตกตา่ งกนั ไป ทิศนา แขมมณี (2555) ได้ให้ความหมายวา่ การจดั การเรียนรหู้ มายถงึ การบอกกล่าว สงั่ อธิบาย ชี้แจงหรอื แสดงให้ดู การจดั การเรยี นรเู้ ปน็ การถ่ายทอดความรู้ ทกั ษะและเจตคติต่างๆ โดยที่ผ้สู อนและผรู้ บั หรือครูและศิษย์มีปฏสิ ัมพนั ธ์ต่อกนั และกัน โดยครูเปน็ ผู้มีบทบาทสาคญั ในการ จัดการใหผ้ เู้ รียนเกดิ การเรียนรตู้ ามความสามารถของตนผูเ้ รยี นเปน็ ผู้รับการถา่ ยทอดความรตู้ ามแต่ครู จะใหค้ รูจงึ เป็นศูนยก์ ลางของการสอน และใช้คาเรยี กกระบวนการน้ีว่าการจัดการเรยี นการสอน มารุต พฒั ผล (2557) ไดใ้ ห้ความหมายว่า การจัดการเรียนร้หู มายถึงกระบวนการการรู้ คดิ (Cognitive Process) ท่ีเกิดขึ้นในสมองของบุคคล เพ่ือสร้างความหมายของข้อมลู สารสนเทศ และส่ิงเรา้ ต่าง ๆ ท่ีรบั เขา้ มาทางประสาทสมั ผัส เกดิ เป็นความรคู้ วามเขา้ ใจ ทกั ษะ เจตคติ ความรู้สึก

12 และพฤตกิ รรมตา่ ง ๆ การเรยี นรู้ยุคใหมผ่ ู้เรียนสาคญั ท่สี ุด คือการเรียนรู้ที่ตอบสนองความตอ้ งการ ความสามารถ ความสนใจ และวิธกี ารเรยี นร้ขู องผเู้ รียน โดยผเู้ รียนเป็นผลู้ งมอื ปฏบิ ตั ดิ ว้ ยตนเอง อย่างมีความรบั ผดิ ชอบ ผู้เรียนต้ังคาถาม (Questioning) และแสวงหาความรู้ (Inquiry) วีระชยั ศรวี งษร์ ตั น์ (2559) ไดใ้ หค้ วามหมายวา่ การจดั การเรยี นรูห้ มายถึง กระบวนการปฏสิ มั พนั ธ์ระหว่างผสู้ อนกบั ผู้เรยี นเพ่อื ทจ่ี ะทาให้ผเู้ รียนเกิดการเรียนรู้ตามวตั ถุประสงค์ ของผูส้ อนโดยผา่ นกจิ กรรม 4 ด้าน ไดแ้ ก่ 1. ดา้ นหลกั สตู ร 2. ดา้ นการจดั การเรยี นรู้ 3. ดา้ นการวดั ผล 4. ดา้ นการประเมนิ ผลการจดั การเรยี นรู้ Hough และ Duncan (1970) ไดใ้ หค้ วามหมายวา่ การจดั การเรียนรู้ หมายถึง กิจกรรม ของบุคคลซงึ่ มหี ลกั และเหตุผลเป็นกจิ กรรมทบี่ ุคคลไดใ้ ช้ความรู้ของตนเองอยา่ งสร้างสรรค์ เพ่อื สนับสนนุ ใหผ้ ู้อื่นเกิดการเรยี นรแู้ ละความผาสุกดังนน้ั การจดั การเรยี นรจู้ งึ เปน็ กิจกรรมในแงม่ ุม ตา่ งๆ 4 ดา้ น ซ่งึ ผทู้ เ่ี ปน็ ครจู าเป็นทจี่ ะต้องมีความรู้ ความสามารถ ทักษะเหล่านี้ เพื่อใหเ้ ปน็ ครมู อื อาชพี ประกอบดว้ ย 1. ด้านหลกั สตู ร (Curriculum) หมายถงึ การศึกษาจดุ มุ่งหมายของการศึกษา ความเข้าใจในจดุ ประสงคร์ ายวิชาและการตั้งจดุ ประสงค์การจดั การเรียนร้ทู ีช่ ัดเจนตลอดจนการเลอื ก เน้ือหาได้เหมาะสมสอดคล้องกับท้องถ่นิ 2. ด้านการจดั การเรียนรู้ (Instruction) หมายถึงการเลือกวิธีสอนและเทคนิค การจดั การเรียนรู้ที่เหมาะสมเพือ่ ชว่ ยใหผ้ เู้ รียนบรรลถุ ึงจดุ ประสงค์การเรียนรทู้ ว่ี างไว้ 3. ด้านการวัดผล (Measuring) หมายถึงการเลือกวธิ กี ารวัดผลท่เี หมาะสมและ สามารถวิเคราะหผ์ ลได้ 4. ด้านการประเมนิ ผลการจดั การเรยี นรู้ (Evaluating) หมายถงึ ความสามารถใน การประเมนิ ผลของการจดั การเรียนรทู้ ้ังหมดได้ Good (1974) ได้ให้ความหมายวา่ การจัดการเรียนร้หู มายถึงการกระทาอนั เปน็ การ อบรมสัง่ สอนผู้เรยี นในสถาบันการศึกษา Saylor and Lewis (1981) ไดใ้ ห้ความหมายว่า การจดั การเรยี นรู้ หมายถงึ แผนของ การสอนที่มกี ารจัดกระทาพฤตกิ รรมข้นึ จานวนหนง่ึ ซง่ึ มีความแตกต่างกันเพื่อจุดหมายหรือเนน้ เฉพาะเจาะจงอย่างใดอยา่ งหนึ่ง Hills (1982) ไดใ้ หค้ วามหมายวา่ การจดั การเรียนรู้คือกระบวนการให้การศึกษาแก่ ผู้เรียน ซงึ่ ต้องอาศยั ปฏสิ มั พันธ์ระหว่างผ้สู อนกับผูเ้ รยี น

13 Richey (1986) ได้ให้ความหมายวา่ การจัดการเรียนรู้ หมายถึง ศาสตร์ (Science) ในการกาหนดรายละเอยี ดรายการตา่ งๆ เพอ่ื พฒั นา การประเมนิ และการทานุบารงุ รักษาใหค้ งไว้ของ สภาวะตา่ งๆ เพ่ือทาใหเ้ กิดการเรยี นรู้ ท้ังในเน้ือหาจานวนมากหรือเน้ือหาสั้นๆ Moore (1992) ไดใ้ ห้ความหมายว่า การจัดการเรยี นรูห้ มายถงึ พฤตกิ รรมของบุคคลหนึ่ง ทพ่ี ยายามชว่ ยใหบ้ คุ คลอนื่ ได้เกิดการพัฒนาตนในทกุ ดา้ นอยา่ งเตม็ ศักยภาพ Finch และ Crunkilton (1993) ได้ใหค้ วามหมายวา่ การจัดการเรียนรู้ หมายถงึ การจดั การเรยี นร้ใู นความหมายของ interaction จะหมายถึง เหตกุ ารณ์ทเ่ี กดิ ขน้ึ ควบคู่การเรียนรู้ ของผเู้ รยี นของผู้เรียนท้ังภายในและภายนอกตัวผู้เรยี น อันเป็นผลเน่ืองมาจากการจดั กระทาของครู การปฏบิ ัตกิ ิจกรรมของนกั เรียน และลักษณะงานทนี่ ามาจัดให้ผู้เรยี นในสถานการณก์ ารเรียนรู้ แตล่ ะครัง้ Smith (1999) ได้ให้ความหมายวา่ การจดั การเรียนรู้ หมายถงึ การทากจิ กรรมที่มี ผ้เู รยี นไดด้ าเนินการเอง โดยต้ังใจหรือไมต่ งั้ ใจก็ได้ ซ่ึงส่ิงเหล่าน้ีจะเป็นข้อมลู ทักษะ เกิดเจตคตใิ หม่ เกิดความเขา้ ใจและเกิดคา่ นิยมใหมๆ่ ข้ึน โดยปกตแิ ล้วผลของการเรียนรูจ้ ะกระทบไปถึง การเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมในตัวผนู้ ้ัน Mayer (2003) ไดใ้ ห้ความหมายวา่ การจดั การเรียนรู้ หมายถึง กจิ กรรมการสรา้ งสรรค์ เปลย่ี นแปลงความร้แู ละพฤติกรรมการแสดงออกของนกั เรียนผ่านการจัดสภาพแวดล้อม เพ่อื กระต้นุ ให้เกดิ การปรบั เปลี่ยนในตัวผู้เรยี นมีองค์ประกอบสาคญั ได้แก่ ภารกิจทีค่ รูเป็นผลู้ งมอื ปฏิบตั แิ ละ เป็นกจิ กรรมทีม่ ีเปา้ หมายส่งเสริมใหเ้ กิดการเรียนในตัวผู้เรียน Hativa (2005) ได้ให้ความหมายว่า การจัดการเรียนรู้ หมายถงึ กระบวนการสรา้ ง ปฏิสมั พนั ธ์(Interaction) ระหวา่ งผู้ดาเนนิ การจดั กจิ กรรมการเรียนและผเู้ รียน หรือ Interaction หมายถึง กระบวนการสง่ ผา่ นประสบการณ์ไปยงั ผูเ้ รียน โดยจัดทาเปน็ แผนการเรียนรู้แสดงการมี ปฏสิ มั พันธร์ ะหวา่ งผสู้ อนกับผู้เรียน เพือ่ มุ่งหวงั ให้บรรลผุ ลการเรยี นร้ตู ามท่ีต้องการ Foster (2013) ไดใ้ ห้ความหมายว่า การจัดการเรยี นรู้ หมายถงึ ระยะของการปฏิบัติ เพือ่ โนม้ นาหรือนาพาผู้เรียนไปสกู่ ารเรยี นรู้ สรปุ ได้ว่า การจดั การเรียนรู้ หมายถงึ กระบวนการของครใู นการจัดการ สง่ เสรมิ พัฒนาผเู้ รยี นและนาพาผู้เรยี นให้เกิดสมรรถนะสาคญั โดยคานึงถึงการจัดการเรยี นร้ทู ี่มุง่ เนน้ ผ้เู รียน เปน็ สาคัญ คานึงถึงความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล ตอบสนองความตอ้ งการความสามารถ ความสนใจ และวธิ กี ารเรียนรู้ของผ้เู รียนเป็นสาคัญ 2. ความสาคัญของการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เปรียบเสมือนเครือ่ งมอื ทีส่ ง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รียนรกั การเรยี น ตง้ั ใจเรียนและ เกดิ การเรียนรู้ข้นึ การเรยี นของผู้เรยี นจะไปส่จู ดุ หมายปลายทาง คอื ความสาเรจ็ ในชวี ิตหรอื ไม่

14 เพียงใดนั้น ย่อมขึน้ อยู่กบั การจัดการเรยี นรทู้ ดี่ ขี องผูส้ อนดว้ ยเชน่ กนั หากผสู้ อนร้จู ักเลือกใชว้ ธิ ีการ จัดการเรียนรทู้ ่ดี ีและเหมาะสมแล้ว ย่อมจะมผี ลดตี ่อการเรียนของผู้เรยี นดังนน้ั จึงได้มนี ักวชิ าการได้ แสดงทรรศนะเกีย่ วกบั ความสาคญั ของการจัดการเรยี นรู้ ไว้ดงั นี้ สาราญ จชู ว่ ย (2553) ได้ให้แนวคิดวา่ การจดั การเรยี นรเู้ ปรียบเสมอื นเครื่องมือท่ี สง่ เสริมให้ผเู้ รยี นรกั การเรยี น ตัง้ ใจเรียน และเกดิ การเรยี นรู้ขึน้ การเรียนของผู้เรยี นจะไปสจู่ ุดหมาย ปลายทาง คือ ความสาเร็จในชีวติ หรือไมเ่ พียงใดนั้นย่อมข้นึ อยู่กับการจดั การเรยี นรู้ที่ดีของผสู้ อน หรอื ผสู้ อนดว้ ยเช่นกัน หากผู้สอนรู้จักเลือกใช้วธิ กี ารจดั การเรียนรูท้ ่ีดแี ละเหมาะสมแล้วย่อมจะมผี ลดี ตอ่ การเรยี นของผเู้ รียนดังน้ีคือ 1. มีความรู้และความเข้าใจในเนอื้ หาวชิ าหรือกิจกรรมทเ่ี รยี นรู้ 2. เกดิ ทักษะหรือมคี วามชานาญในเน้ือหาวิชาหรอื กจิ กรรมทเ่ี รียนรู้ 3. เกดิ ทศั นคตทิ ีด่ ีต่อส่งิ ทเี่ รียน 4. สามารถนาความรทู้ ่ีได้ไปประยกุ ต์ใช้ในชวี ติ ประจาวนั ได้ 5. สามารถนาความรู้ไปศึกษาหาความรู้เพ่ิมเติมต่อไปอีกได้ การที่ผู้สอนจะส่งเสริมใหผ้ ูเ้ รียนมคี วามเจรญิ งอกงามในทกุ ๆ ดา้ น ท้ังทางด้าน รา่ งกายอารมณ์ สังคม และสตปิ ญั ญานัน้ การส่งเสรมิ ท่ดี ที ่ีสุดก็คอื การให้การศึกษา ซึง่ จากที่กลา่ วมา จะเหน็ ได้วา่ การจดั การเรียนรู้เปน็ สิ่งสาคัญในการให้การศึกษาแก่ผเู้ รยี นเป็นอย่างมาก ปรัชญา เวสารัชช์ (2545) ได้ใหแ้ นวคิดวา่ การจดั การศึกษามคี วามสาคัญและจาเป็น เพราะต้องการคนทไ่ี ดร้ บั การฝกึ ฝนเฉพาะดา้ นท่ีมคี วามรู้ ความเข้าใจ ความชานาญมาดแู ลรบั ผดิ ชอบ ไมว่ ่าจะเป็นการรับผดิ ชอบด้านการสอน การบริหาร หรือการสนบั สนุน ตวั อยา่ งเช่น ครูท่ดี ีตอ้ งไดร้ ับ การศึกษาอบรมมาอย่างดี มีความรู้ความชานาญ และมีคุณลักษณะเหมาะสมกับการเปน็ ครู การเปน็ ครูจงึ เป็นทีย่ อมรับวา่ เปน็ วชิ าชพี ชัน้ สงู เนอื่ งจากสังคมเปล่ยี นแปลงตลอดเวลา การจัดการศึกษา จาเป็นตอ้ งไดร้ บั การปรบั เปล่ียนพฒั นาอย่างตอ่ เนื่อง เพอ่ื ให้เหมาะสมกับความจาเปน็ ของแตล่ ะยคุ สมยั การจดั การศึกษาทย่ี า่ อยู่กับที่ ยอ่ มหมายถึงความลา้ สมัย ไม่เหมาะสม ไมค่ ุ้มประโยชนป์ ัจจบุ นั โลกก้าวเข้าสูส่ ังคมแห่งการเรียนรู้ หรอื เข้าสรู่ ะบบเศรษฐกิจทเ่ี รียกวา่ เศรษฐกิจฐานความรู้ความรจู้ ึง เปน็ เคร่ืองมอื จาเปน็ ที่ขาดไม่ได้ ในสงั คมสมยั ใหมน่ คี้ วามร้ทู ี่ทนั สมัยที่เหมาะสมกบั สภาพการณ์จะชว่ ย แกป้ ญั หาได้ และนาสู่การพฒั นาอยา่ งต่อเน่ือง เป็นพลังสาคัญสาหรับการอยู่รอดและการพฒั นา ท้ังสาหรับบุคคลแต่ละคนและสาหรบั สงั คมประเทศชาตโิ ดยรวม สรปุ ได้วา่ การจัดการเรยี นรู้ที่ผูส้ อนเปน็ ผ้สู ง่ เสริมสนับสนนุ ใหผ้ ู้เรียนไดเ้ รียนร้ตู าม ความสามารถ เพอ่ื ให้ผ้เู รียนนาความรู้ไปสรา้ งสรรค์ด้วยตนเองการเรยี นการสอนจึงมคี วามสาคญั ต่อ การพัฒนาคนใหม้ ีความเจรญิ งอกงามในทกุ ๆ ดา้ น ท้ังทางด้านรา่ งกาย อารมณ์ สังคม และสตปิ ญั ญา เพราะความรทู้ ่ีเกิดจาการเรียนการสอนเป็นเคร่อื งมอื จาเป็นและขาดไม่ไดใ้ นสงั คมยคุ ปจั จุบนั

15 3. หลกั การจดั การเรียนรู้ หลกั การจดั การเรยี นรู้เปน็ ความรู้พนื้ ฐานทีส่ าคัญสาหรบั ครูผูส้ อน แม้ว่าผ้สู อนแตล่ ะคน จะมเี ทคนิคการจดั การเรียนรู้เฉพาะของตน แต่กจ็ ะยึดหลักการพื้นฐานเดยี วกนั ซ่ึงหลกั การพนื้ ฐานได้ มีนักการศึกษาได้แสดงทรรศนะไวห้ ลายท่าน ดังนี้ ทศิ นา แขมมณี (2542) ได้ให้แนวคดิ วา่ หลกั การพน้ื ฐานของการจัดการเรยี น การสอน มดี ังน้ี 1. ผเู้ รยี นมีบทบาทรบั ผิดชอบต่อการเรยี นรู้ของตนเอง ผเู้ รียนเป็นผู้เรียนรู้ บทบาทของครู คอื ผสู้ นบั สนุน (Supporter) และเป็นแหล่งความรู้ (Resource Person) ของผ้เู รียน ผเู้ รยี นจะรับผิดชอบตัง้ แตเ่ ลือกและวางแผนสิ่งทีต่ นจะเรียน หรอื เขา้ ไปมสี ว่ นร่วมในการเลอื กและจะ เร่ิมตน้ การเรยี นรตู้ นเอง ด้วยการศกึ ษาคน้ คว้ารบั ผดิ ชอบการเรียน ตลอดจนประเมินผลการเรียนรู้ ดว้ ยตนเอง 2. เนอื้ หาวชิ ามีความสาคญั และมคี วามหมายต่อการเรียนรู้ ในการออกแบบ กจิ กรรมการเรียนรู้ ปจั จัยที่สาคญั ทีจ่ ะต้องนามาพิจารณาประด้วยด้วย เนื้อหาวชิ าประสบการณ์เดิม และความต้องการของผเู้ รียน การเรียนรู้ท่ีสาคญั และมีความหมายจึงขนึ้ อยู่กบั สงิ่ ที่สอน และวิธที ีใ่ ช้ สอน 3. การเรยี นรูจ้ ะประสบผลสาเร็จ หากผ้เู รียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอน ผ้เู รยี นจะไดร้ ับความสุขจากการเรยี น หากไดเ้ ข้าไปมสี ่วนร่วมในการเรียนรู้ ทางาน รว่ มกับเพ่ือน ๆ ได้ค้นคว้าพบขอ้ คาถามและคาตอบใหม่ ๆ ประเดน็ ท่ีท้าทายและความสามารถใน เรื่องใหม่ ๆท่เี กดิ ข้นึ รวมทงั้ การบรรลุผลสาเรจ็ ของงานท่ีพวกเขาริเรมิ่ ด้วยตนเอง 4. สมั พันธภาพทดี่ ตี ่อกันระหว่างผู้เรียน การปฏสิ มั พันธท์ ด่ี ีในกลมุ่ จะช่วยส่งเสรมิ ความเจริญงอกงาม การพฒั นาความเป็นผใู้ หญ่ การปรบั ปรุงการทางานและการจดั การกับชวี ิตของ แตล่ ะบคุ คล สมั พนั ธภาพที่เท่าเทียมกันระหว่างสมาชิกในกลุ่ม จงึ เปน็ สิ่งสาคญั ทีจ่ ะเป็นส่วนช่วย สง่ เสรมิ การแลกเปล่ียนเรยี นรู้ซ่ึงกนั และกันของผู้เรยี น 5. ครู คอื ผูอ้ านวยความสะดวกและเปน็ แหล่งความรใู้ นการจดั การเรยี นการสอน ครจู ะต้องมีความสามารถท่ีจะคน้ พบความตอ้ งการท่ีแท้จรงิ ของผู้เรียนเป็นแหลง่ ความรทู้ ี่ทรงคณุ คา่ ของผู้เรยี น และสามารถคน้ ควา้ หาส่ือวสั ดอุ ปุ กรณ์ทเี่ หมาะสมกบั ผู้เรียน สง่ิ สาคญั ทสี่ ุด คือ ความเตม็ ใจของครทู จี่ ะช่วยเหลอื โดยไม่มเี งอื่ นไข ครูจะให้ทุกอย่างแก่ผ้เู รยี น ไม่ว่าจะเปน็ ความเชี่ยวชาญ ความรู้เจตคตแิ ละการฝึกฝน โดยผู้เรยี นมอี สิ ระท่ีจะรบั หรือไมร่ ับ การให้น้นั ก็ได้ 6. ผ้เู รยี นมีโอกาสเห็นตนเองในแงม่ มุ ที่แตกต่างจากเดิม การจัดการเรยี นการสอน มงุ่ ใหผ้ เู้ รียนมองเห็นตนเองในแงม่ ุมท่ีแตกต่างออกไป ผเู้ รียนจะมคี วามม่ันใจในตนเอง และควบคุม ตนเองไดม้ ากขึ้น สามารถเปน็ ส่ิงทอ่ี ยากเปน็ มวี ฒุ ิภาวะสูงมากขน้ึ

16 7. การศกึ ษา คือ การพฒั นาประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรยี นหลาย ๆ ดา้ น คณุ ลกั ษณะดา้ นความรู้ ความคิด ดา้ นการปฏบิ ตั ิ และด้านอารมณ์ความรสู้ ึกจะได้รบั การพัฒนา ทองคูณ หงส์พนั ธ์ (2542) ได้ใหแ้ นวคิดวา่ หลักการจัดการเรียนร้เู ป็นบัญญัติ 20 ประการ ของการจัดการเรยี นรู้ ประกอบดว้ ย 1. ศกึ ษาหลกั สตู รให้กระจา่ ง 2. วางแผนการจัดการเรียนรู้อย่างดี 3. มกี ิจกรรม/ทาอปุ กรณ์ 4. สอนจากงา่ ยไปหายาก 5. วิธีสอนหลายหลากมากชนิด 6. สอนให้คดิ มากกว่าจา 7. สอนให้ทามากกว่าท่อง 8. แคล่วคลอ่ งเรื่องสอ่ื สาร 9. ตอ้ งชานาญการจงู ใจ 10. อยา่ ลืมใช้จติ วิทยา 11. ตอ้ งพฒั นาอารมณ์ขัน 12. ต้องผูกพันห่วงหาศษิ ย์ 13. เฝา้ ตามตดิ พฤตกิ รรม 14. อย่าทาตัวเปน็ ทรราช 15. สร้างบรรยากาศไม่น่ากลัว 16. ประพฤติตัวตามทส่ี อน 17. อยา่ ตดั รอนกาลงั ใจ 18. ใชเ้ ทคนิคการประเมนิ 19. ผเู้ รยี นเพลินมคี วามสขุ 20. ผู้สอนสนุกกบั การเรียน วฒั นาพร ระงบั ทุกข์ (2542) ไดใ้ ห้แนวคดิ ว่า หลักการของการจัดการเรยี นการสอน มีหลักการพืน้ ฐาน ดังน้ี 1. ผู้เรียนมบี ทบาทรบั ผิดชอบตอ่ การเรียนรู้ของตนเอง บทบาทครู คือ ผู้สนบั สนนุ และเปน็ แหลง่ ความรูข้ องผเู้ รียน ผู้เรยี นจะรบั ผิดชอบในการเลือก และวางแผนที่ตนจะ เรยี นหรอื เข้าไปมีสว่ นร่วมในการเลอื ก และเรยี นรู้ดว้ ยตนเองด้วยการศกึ ษาค้นคว้า ตลอดจน ประเมนิ ผลการเรียนรู้ด้วยตนเอง

17 2. เนอื้ หาวชิ ามีความสาคัญ และมีความหมายต่อการเรียนรู้ การออกแบบ กจิ กรรมการเรียนรเู้ ปน็ ปัจจัยสาคัญทีต่ ้องนามาพจิ ารณา เน้ือหาวชิ า ประสบการณ์เดมิ และ ความต้องการของผู้เรียน การเรียนร้จู ะมคี วามหมายขน้ึ อยูก่ ับเน้ือหาทสี่ อนและวธิ สี อน หรอื เทคนิค การสอน 3. การเรยี นรจู้ ะประสบผลสาเร็จ หากผเู้ รียนมีสว่ นร่วมในกิจกรรมการเรยี น การสอนผเู้ รยี นจะได้รับความสนกุ สนาน ได้เขา้ ไปมีส่วนร่วมในการเรยี นรู้ ไดท้ างานร่วมกันกับเพ่ือได้ คน้ พบข้อคาถาม และคาตอบใหมๆ่ ประเดน็ ทท่ี ้าทายความสามารถ รวมท้ังการบรรลุผลสาเร็จของ งานทีร่ เิ ริม่ ดว้ ยตนเอง 4. สัมพันธภาพทด่ี ีระหวา่ งผเู้ รยี น การมปี ฏิสัมพันธ์ที่ดีในกลุม่ จะชว่ ยเสริม ความเจรญิ งอกงาม การพฒั นา และการจัดการกบั ชีวิตของแตล่ ะบุคคล สมั พันธภาพท่ีเท่าเทียมกนั 5. ครูคือผูอ้ านวยความสะดวก และเป็นแหลง่ ความรู้ ในการจดั การเรียนการสอน ครูจะต้องมีความสามารถทจ่ี ะคน้ พบความต้องการที่แท้จรงิ ของผเู้ รียนเป็นแหลง่ ความรู้ที่มีคณุ คา่ ของ ผู้เรียน และสามารถค้นคว้าหาวัสดอุ ุปกรณ์ทเ่ี หมาะสมกบั ผู้เรียน ส่งิ ที่สาคญั ที่สุดคือความเต็มใจของ ครทู จ่ี ะชว่ ยเหลือโดยไมม่ ีเงื่อนไข ครูจะใหท้ ุกอย่างแกผ่ เู้ รยี นไม่ว่าจะเปน็ ความเชีย่ วชาญ ความรู้ เจตคติ และการฝึกฝน โดยผู้เรียนมอี สิ ระท่จี ะรับหรือไม่รับการให้นน้ั ก็ได้ 6. ผเู้ รียนมีโอกาสเหน็ ตนเองในแง่มุมท่ีแตกต่างจากเดมิ การจดั การเรียนการสอน มุ่งใหผ้ เู้ รียนมองเห็นตนเองในแง่มมุ ที่แตกต่างออกไป ผู้เรียนจะมคี วามม่นั ใจในตนเอง และควบคุม ตนเองได้มากขึ้น ไดเ้ ปน็ ในสิ่งทอี่ ยากเป็น มวี ุฒภิ าวะสูงมากข้ึนปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมให้สอดคล้องกับ สิง่ แวดลอ้ ม และส่วนรวมได้มากข้ึน 7. การศกึ ษา คือ การพฒั นาประสบการณ์ของผเู้ รียนหลายๆ ดา้ นไปพร้อมกบั การเรยี นรู้ เป็นจุดเร่ิมต้นของการพัฒนาผูเ้ รียนหลายๆด้าน คณุ ลกั ษณะด้านความรู้ ความคิด ด้านการปฏิบัติ และด้านอารมณ์ความรู้สึกจะไดร้ บั การพัฒนาไปพร้อมๆกนั พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์ (2549) ได้ให้แนวคิดว่า หลกั การจดั การเรียนรู้คอื เสนอ หลักการจัดการจดั การเรียนรู้ที่เนน้ ผ้เู รยี นเป็นสาคญั ต้องคานงึ ถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลโดยจดั กิจกรรมการเรียนการสอนให้สมดลุ เหมาะสมกับวยั ความต้องการความสนใจของผเู้ รียนและ ความตอ้ งการของสงั คมดว้ ยกิจกรรมการเรยี นรู้ท่ีหลากหลาย ส่งเสริมกระบวนการคิด เร้าความสนใจ ดว้ ยเทคนคิ วธิ กี ารสอนทห่ี ลากหลาย ใช้ส่ือการเรียนรแู้ ละวิธีการวัดประเมนิ ผลทีห่ ลากหลาย ผเู้ รียนมี สว่ นรว่ มในการประเมิน

18 สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2552) ไดใ้ หแ้ นวคิดวา่ หลักการที่สาคัญใน การจดั การเรียนรู้มีดังน้ี 1. การจัดการเรยี นร้ทู ี่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ 2. การจัดการเรยี นรู้ที่เน้นความแตกต่างระหวา่ งบุคคล 3. การจดั การเรยี นรทู้ ี่สอดคล้องกบั พฒั นาการทางสมอง 4. การจดั การเรียนร้ทู ่เี นน้ ดา้ นคุณธรรมจรยิ ธรรม ชัยวัฒน์ สทุ ธริ ตั น์ (2552) ได้ใหแ้ นวคดิ วา่ หลกั การจัดการเรียนรูม้ ีดงั น้ี 1. เนน้ กระบวนการคิดในเนื้อหาการเรียนรู้ 2. เน้นแรงจูงใจภายใน 3. การเรยี นรูแ้ บบร่วมมือ โดยให้โอกาสการเรยี นหลากหลายระดับและ หลากหลายรูปแบบการเรยี นรู้ 4. ผสู้ อนเปน็ ผู้อานวยความสะดวกหรอื ผ้แู นะนามากกว่าสอนบรรยาย 5. ใช้เทคโนโลยสี นับสนนุ การเรยี นรทู้ ่กี ระตือรือรน้ 6. เน้อื หาควรสัมพันธก์ ับความร้พู น้ื ฐานของผูเ้ รยี น มีความหมายและเหมาะสม กับผ้เู รยี น 7. ส่งเสริมการใชแ้ หลง่ ข้อมูลทหี่ ลากหลายในการเรยี นรู้ 8. ส่งเสริมความร่วมมอื กันในการวางแผนการสอนของผสู้ อนและผ้มู ีส่วน เก่ยี วขอ้ ง 9. ส่งเสริมการใช้เวลาและสถานทเี่ รียนทย่ี ดื หยุ่น 10. สง่ เสรมิ การพัฒนายุทธวธิ ีและทักษะทางสารสนเทศ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ (2553) ได้ให้แนวคิดว่า หลกั การจดั การเรียนรู้พน้ื ฐานกาหนดไว้ ดังน้ี 1. สอนจากส่งิ ที่อย่ใู กลต้ ัวออกไป หาสิ่งที่อยไู่ กลตัว ตามปกติผูเ้ รียนมกั จะสนใจ และคนุ้ เคยกบั สง่ิ ที่อยู่ใกล้ตวั บทเรยี นที่ผสู้ อนจะนามาสอนนั้นควรเลือกส่งิ ท่ีอยรู่ อบตัว หรือใกล้ตัว ก่อนแล้วค่อยสอนสง่ิ ที่อยหู่ ่างจากตัวออกไปเรื่อย ๆ 2. สอนจากส่งิ ท่ีง่ายไปหาสงิ่ ท่ียาก การจดั การเรียนรูถ้ า้ จะใหเ้ กดิ การเรียนรูท้ ี่ดี ผูส้ อนจะต้องพิจารณาเลอื กหัวข้อเรอื่ งจากง่ายไปหายากอยู่แล้ว เพราะส่งิ ง่าย ๆ น้นั ผูเ้ รียนจะเขา้ ใจ ไดด้ ี และเปน็ พืน้ ฐานในการเรียนสง่ิ ยากตอ่ ไป 3. สอนจากตัวอย่างไปหากฎเกณฑ์ ในการจดั การเรยี นรบู้ ทเรียนใด ๆ ก็ตาม ผ้สู อนควรใหต้ ัวอย่างหลาย ๆ ตวั อยา่ ง หรอื อาจจะให้ผูเ้ รยี นช่วยหาตัวอย่างใหแ้ ลว้ ชว่ ยกันสรปุ ต้ัง กฎเกณฑข์ น้ึ มา

19 4. สอนจากส่ิงท่ีรูไ้ ปหาส่ิงท่ไี ม่รู้ ทั้งนี้ เป็นเพราะวา่ ประสบการณใ์ หม่นัน้ ย่อมต้องอาศัยบทเรยี นเก่าหรือประสบการณ์เดิมเป็นพนื้ ฐาน จงึ จะเรียนบทเรยี นใหม่ไดเ้ ข้าใจ 5. สอนจากรูปธรรมไปหานามธรรม ในการจัดการเรยี นร้บู ทเรยี นใด ๆ กต็ าม ผ้สู อนควรพยายามใช้สือ่ การเรียนประกอบการจดั การเรียนรู้ จะชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นเข้าใจบทเรียนไดง้ ่ายขึน้ เพอ่ื เปน็ วธิ ีการทาใหบ้ ทเรียน เป็นรูปธรรม ซึ่งจะงา่ ยแกก่ ารเข้าใจของผู้เรยี น 6. สอนจากการทดลองไปหาการสรปุ ตง้ั กฎเกณฑ์ บทเรยี นใดทสี่ ามารถใหผ้ ้เู รยี น ทดลองปฏิบัติจริงได้ ผ้สู อนก็ควรให้ผู้เรียนทดลองปฏิบตั ิหรอื ลงมือกระทาดว้ ยตนเอง เม่ือทดลองเสรจ็ แล้ว ผสู้ อนจงึ ซักถามและให้ผู้เรียนคิดสรุปเป็นกฎเกณฑ์ขึ้นมา 7. สอนโดยคานงึ ความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล ธรรมชาตขิ องผเู้ รียนในวัยต่าง ๆ น้ันจะมคี วามแตกต่างกนั ท้งั ในดา้ นความสนใจ ความถนัดพเิ ศษและความสามารถ ผสู้ อนจะตอ้ งเขา้ ใจ ในหลกั พัฒนาการของผู้เรยี นในวยั ตา่ งๆ ดว้ ย เพอ่ื ท่ีจะได้จดั เตรยี มบทเรียนและกจิ กรรมไว้หลายๆ อยา่ ง ใหผ้ เู้ รียนได้เลอื กทากจิ กรรมตามความถนัดและความสนใจ ซ่ึงจะเกดิ ผลดตี ่อการเรียนของ ผเู้ รียนดว้ ย 8. สอนโดยคานึงถึงหลักจิตวิทยา หลกั จติ วทิ ยาท่ผี สู้ อนต้องนามาใชใ้ นการ จัดการเรยี นรูม้ ากทสี่ ุดคือ จิตวิทยาพฒั นาการ และจิตวทิ ยาการศึกษา เปน็ ต้น 9. สอนโดยยึดจดุ หมายของการจดั การศึกษา จุดหมายของการจดั การศึกษาจะ เปน็ เปา้ หมายหลักตามแนวนโยบายในการจัดดาเนนิ การศึกษาของชาตใิ นระดับต่าง ๆ 10. สอนโดยยดึ ความมุง่ หมายของหลกั สูตรและบทเรียนเป็นหลกั ในการจัดการ เรยี นรู้นัน้ ผู้สอนจะตอ้ งจัดกิจกรรมการเรยี นร้โู ดยยึดความมุ่งหมายหรือผลการเรยี นร้ทู ีค่ าดหวงั ของ หลักสตู รที่กาหนดไวเ้ ป็นหลกั และอีกท้ังผูส้ อนยังตอ้ งกาหนดผลการเรยี นร้ทู ่ีคาดหวังเฉพาะของแต่ละ สาระหรือหน่วยการเรียนรู้ข้นึ ด้วย และในขณะสอนผูส้ อนต้องพยายามจดั สถานการณ์ สภาพการณ์ และกิจกรรมตา่ ง ๆ เพื่อให้การจดั การเรยี นรบู้ รรลตุ ามความมงุ่ หมายเฉพาะสาระหรือหน่วยการเรียนรู้ น้นั เพอื่ ให้ผู้เรียนเกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจและมีทักษะในการเรียนทด่ี ี ทิศนา แขมณี (2553) ได้ให้แนวคดิ วา่ หลกั การจดั การเรยี นรู้มีดงั นี้ 1. การจัดสภาพแวดลอ้ มทางการเรยี นให้อบอนุ่ ปลอดภยั ไมน่ า่ หวาดกลวั น่าไว้วางใจจะชว่ ยให้ผ้เู รยี นเกิดการเรยี นรไู้ ดด้ ี 2. ผ้เู รยี นแต่ละคนมศี ักยภาพและแรงจูงใจทจี่ ะพฒั นาตนเองอยแู่ ล้ว ครูจงึ ควร สอนแบบช้แี นะ (Non-Directive) โดยใหผ้ ู้เรียนเป็นผนู้ าทางในการเรยี นรขู้ องตน (Self-Directive) และคอยช่วยเหลือผู้เรยี นให้เรยี นอย่างสะดวกจนบรรลุผล

20 3. ในการจดั การเรียนการสอนควรเน้นการเรยี นร้กู ระบวนการ (Process Learning) เป็นสาคญั เน่ืองจากกระบวนการเรียนรูเ้ ป็นเครื่องมือสาคัญทีบ่ คุ คลใชใ้ นการดารงชีวติ และแสวงหาความร้ตู ่อไป วรี ะชัย ศรีวงษร์ ัตน์ (2559) ได้ใหแ้ นวคดิ วา่ หลักการจัดการเรียนรูเ้ ป็นความรู้ พ้นื ฐานท่ีสาคัญสาหรบั ผู้ทจ่ี ะเปน็ ผู้สอนแม้วา่ ผสู้ อนแต่ละคนจะมีเทคนิคการจดั การเรยี นรู้เฉพาะของ ตน แตก่ จ็ าเป็นจะยดึ หลกั การพ้ืนฐานเดยี วกันในการจัดการเรียนรอู้ นั ไดแ้ ก่ หลักการเตรียม ความพร้อมพ้ืนฐาน ไดแ้ ก่การเตรยี มตัวผ้สู อนดา้ นความรู้ ด้านทกั ษะการจัดการเรยี นรแู้ ละดา้ นการ แกป้ ญั หาการจัดการเรียนร้หู ลกั การวางแผนและเตรียมการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ การเตรียมเขียน แผนการจดั การเรียนรู้ การผลิตสือ่ เตรยี มบททดสอบและซ้อมสอน หลักการใช้จิตวิทยาการเรยี นรู้ เช่น หลกั ความแตกต่างระหว่างบคุ คลหลกั การเร้าความสนใจ หลกั การเสรมิ แรง และหลักการ ประเมินผลและรายงานผล ซงึ่ เกย่ี วกบั การกาหนดจุดประสงคก์ ารจัดการเรยี นรู้ การสร้างและการใช้ เคร่อื งมือ การประเมิน การตีความหมายและการรายงานผลการประเมนิ Rogers (1969) ได้ให้แนวคดิ วา่ หลักการจดั การเรียนรู้คือ การจัดสภาพแวดล้อม ทางการเรยี นให้อบอนุ่ ปลอดภัย ไม่น่าหวาดกลวั น่าไวว้ างใจ จะชว่ ยใหผ้ เู้ รียนเกดิ การเรียนรู้ได้ดี ผู้เรียนแตล่ ะคนมีศักยภาพและแรงจูงใจทจี่ ะพัฒนาตนเองอย่แู ลว้ ครูจงึ ควรสอนแบบชีแ้ นะ (Non- Directive) โดยใหผ้ ูเ้ รยี นเปน็ ผ้นู าทางในการเรยี นรู้ของตน (Self-Directive) และคอยชว่ ยเหลอื ผู้เรยี นให้เรยี นอย่างสะดวกจนบรรลผุ ลในการจัดการเรยี นการสอนควรเน้นการเรียนรู้กระบวนการ (Process Learning) เปน็ สาคัญเนอื่ งจากกระบวนการเรียนรูเ้ ป็นเครอื่ งมือสาคัญท่ีบุคคลใชใ้ นการ ดารงชวี ติ และแสวงหาความรู้ต่อไป Knowles (1978) ได้ให้แนวคิดวา่ หลกั การจดั การเรียนรู้คือการใหผ้ ้เู รียนมีส่วนรวม ในการเรยี นรับผิดชอบรว่ มกันในกระบวนการเรียนรู้ จะชว่ ยให้ผ้เู รียนเกิดการเรียนรู้ไดด้ ีใน กระบวนการเรยี นรู้ควรเปดิ โอกาสและส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นนาประสบการณ์ ความรู้ ทักษะ เจตคติ และ ค่านิยมตา่ งๆ ของตน เข้ามาใชใ้ นการทาความเขา้ ใจสิง่ ใหม่ ประสบการณ์ใหมใ่ นการจดั ประสบการณ์ การเรยี นรใู้ หแ้ ก่ผเู้ รียน ควรเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนไดเ้ ลือกสง่ิ ท่ีเรยี นและวธิ ีเรียนด้วยตนเองใน กระบวนการเรียนการสอน ครูควรเขา้ ใจและส่งเสริมความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล ควรเปดิ โอกาสและ สง่ เสริมให้ผเู้ รียนได้พฒั นาคณุ สมบัติเฉพาะตน ไมค่ วรปดิ ก้นั เพียงเพราะเขาไม่เหมือนคนอ่ืน ในกระบวนการเรยี นร้คู วรเปดิ โอกาสและสง่ เสริมให้ผเู้ รยี นตัดสินใจดว้ ยตนเอง ลงมือกระทา และ ยอมรบั ผลของการตัดสินใจหรือการกระทาน้ัน สรปุ ไดว้ ่า หลักการการจดั การเรยี นรู้ เป็นกระบวนการหรือกจิ กรรมการเรยี นรทู้ ี่จะ นาไปสคู่ วามสาเรจ็ ในการเรยี นรู้ของผเู้ รยี นซึง่ จะต้องยดึ หลักวา่ ผเู้ รียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ ครูผจู้ ัดการเรียนรู้จะตอ้ งเปลี่ยนแปลงบทบาทจากการผู้ถา่ ยทอดความรู้เพยี ง

21 ฝ่ายเดียวไปเป็นผูช้ ่วยเหลอื สง่ เสริม และสนับสนุนผเู้ รยี นในการแสวงหาความรู้ โดยมเี ป้าหมายสงู สุด คือคุณภาพของผู้เรียน 4. แนวคดิ ทฤษฎกี ารจดั การเรียนรู้ มนี กั วิชาการได้อธบิ ายแนวคิดทฤษฎกี ารจดั การเรยี นรตู้ ่างๆ ซงึ่ มีรปู แบบแนวคดิ การจดั การเรียนรทู้ ่ีคล้ายคลงึ และแตกตา่ งกนั บ้าง ซง่ึ เปา้ หมายเพ่ือที่จะทาให้การพฒั นาการจดั การ เรยี นรสู้ าเร็จและบรรลุเปา้ หมายทต่ี ั้งไว้ ดงั น้ี Ausubel (1963) ได้ใหแ้ นวคิดว่า แนวคิดทฤษฎีการจดั การเรียนรู้ คอื ทฤษฎี การเรยี นรอู้ ย่างมคี วามหมาย (Theory of Meaningful Verbal Learning) ของเดวิด ออซูเบล ซึ่งเชือ่ วา่ การเรยี นรู้จะมคี วามหมายแกผ่ ู้เรยี น หากการเรยี นรู้นั้นสามารถเชอ่ื มโยงกับสิง่ ใดสง่ิ หนงึ่ ที่รู้ มาก่อน การนาเสนอความคิดรวบยอดหรอื กรอบมโนทัศน์ หรือกรอบความคิด (Advance Organizer) ในเรอ่ื งใดเร่ืองหนง่ึ แกผ่ ูเ้ รียนก่อนการสอนเนอื้ หาสาระน้นั ๆ จะช่วยให้ผูเ้ รยี นรไู้ ดเ้ รยี น เนื้อหาสาระนนั้ อยา่ งมีความหมาย Bandura (1969) ไดใ้ หแ้ นวคิดวา่ แนวคิดทฤษฎีการจดั การเรียนรู้ เปน็ ทฤษฎี การเรยี นรซู้ ึ่งมีความเช่อื วา่ ผูเ้ รยี นกบั สิง่ แวดล้อมมีอิทธพิ ลซ่ึงกันและกนั หลักการสาคญั คือ ผเู้ รยี นกบั สง่ิ แวดลอ้ มมีอทิ ธิพลซึ่งกันและกนั (Reciprocal Determinism) แบนดรู าเสนอวา่ พฤตกิ รรมเกดิ ขน้ึ เนอ่ื งจากมกี ลไกเกดิ ข้ึนระหว่าง 3 ปัจจัย ทม่ี ีอิทธิพลต่อกนั คอื ปจั จัยสภาพแวดล้อม ปัจจยั ส่วนตน ของผูเ้ รียนและชนดิ ของพฤติกรรม ปัจจยั ท้ังสามอาจจะมอี ิทธิพล ตอ่ พฤติกรรมไม่เท่ากนั ปัจจัย บางตวั อาจมีอทิ ธพิ ลต่อการเกิดพฤติกรรมมากกว่าปัจจัยบางตวั ในช่วงเวลาหน่งึ แต่ปัจจยั ท้ังสาม จะไม่มอี ิทธิพลเทา่ กันพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ท้ังนผ้ี ลเก่ยี วข้องกนั จะเปน็ อย่างไรขึน้ อยู่กบั ปจั เจกบุคคลพฤติกรรมที่จะแสดงออก และสภาพแวดลอ้ มในขณะท่เี กดิ มีพฤติกรรมนัน้ ขึ้น Bandura (1969) ได้ให้แนวคิดวา่ ในการเรยี นรู้สิ่งต่างๆ ในโลกมนษุ ยม์ ี ความสามารถขั้นพืน้ ฐาน 5 ประการ 1. ความสามารถในการใช้สญั ลักษณ์ (Symbolizing Capability) 2. ความสามารถในการสงั เกตผูอ้ ืน่ (Vicarious Capability) 3. ความสามารถในการคดิ ลว่ งหนา้ (Forethought Capability) 4. ความสามารถในการควบคุมตนเอง (Self–Regulatory Capability) 5. ความสามารถในการสะทอ้ นกลบั ใหแ้ ก่ตนเอง (Self–Reflective Capability) ดงั ภาพประกอบ1

22 พฤติกรรม บคุ ลกิ ลักษณะของบคุ คล สภาพแวดล้อม ภาพประกอบ 1 การมีอิทธพิ ลเกย่ี วข้องของ พฤติกรรม บุคลิกลกั ษณะของบุคคลและสภาพแวดล้อม ของ Bandura (1969) Maslow (1970) ไดใ้ ห้แนวคิดว่า แนวคิดทฤษฎีการจดั การเรียนรู้ เปน็ ทฤษฎเี รยี นรู้ ซงึ่ มคี วามเช่ือว่าความรู้ท่ีได้มาเป็นกระบวนการของการสร้างความรู้ด้วยตวั ของมันเองอย่างต่อเนื่อง หลักการสาคัญ คือทฤษฎีลาดับขน้ั ความต้องการ (Hierarchy of Needs) เป็นนักจิตวิทยามนษุ ยน์ ิยม ไดเ้ สนอวา่ มนุษยม์ คี วามตอ้ งการ 5 ขนั้ ซึง่ จะเกดิ ตามลาดับข้นั บุคคลจะต้องไดร้ บั การตอบสนองในขน้ั ต่ากอ่ นจึงจะเกิดความต้องการในขั้นต่อไป ความต้องการ ขั้นพนื้ ฐานของมนษุ ย์ตามแนวความคดิ ของ Maslow มี 5 ขัน้ ดงั นี้ ขัน้ ท่ี 1 ความต้องการด้านสรีระ (Physiological Needs) ข้นั ที่ 2 ความต้องการดา้ นความม่นั คงปลอดภยั (Safety Needs) ขั้นที่ 3 ความต้องการดา้ นความรกั และความเปน็ เจา้ ของ (Needs of Love, Affection and Belongingness) ข้ันที่ 4 ความต้องการดา้ นศักดิ์ศรแี ละความภาคภมู ใิ จในตน (Self Esteem) ข้ันท่ี 5 ความต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเองอยา่ งสมบรู ณเ์ ต็มที่ (Need for Self Actualization) มาสโลว์ ได้ให้แนวคดิ ว่า เปา้ หมายของการเรยี นรู้คือ การพฒั นาศักยภาพของตนเอง เม่อื ใดทบี่ ุคคลสามารถหลดุ พ้นจากความกลวั ทอ่ี ดอยากหรือไม่มที ่ีพกั อาศัย ไม่มีความมั่นคงปลอดภยั ไมเ่ ป็นทร่ี ักหรอื ไมเ่ ป็นทย่ี อมรับยกย่องจากผ้อู น่ื เมือ่ นน้ั บุคคลจะเกดิ ความต้องการก้าวหนา้ พัฒนา ศักยภาพของตน และพยายามแสวงหาความรเู้ พราะอยากรู้และอยากเข้าใจในศาสตร์ท่ีตนสนใจ ดงั ภาพประกอบ 2

23 ความตอ้ งการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างสมบรู ณ์ ความตอ้ งการด้านศักดิ์ศรีและเตค็มวทามี่ ภาคภูมใิ จในตน ความตอ้ งการด้านความรักและความเปน็ เจ้าของ ความต้องการด้านความมนั่ คงปลอดภยั ความต้องการด้านสรรี ะ ภาพประกอบ 2 ลาดับความต้องการ 5 ขั้น ของ Maslow (1970) Piaget (1972) ได้ใหแ้ นวคดิ ว่า ความรทู้ ไ่ี ด้มาเปน็ กระบวนการของการสร้างความรู้ ด้วยตัวของมันเองอยา่ งต่อเนื่อง ในขณะทเ่ี ดก็ เจรญิ เติบโตเดก็ จะมีพัฒนาการทางสมองและมี พฤติกรรมปฏิสมั พันธ์กับสงิ่ แวดล้อมรอบตัว เดก็ จะกระตือรือร้นที่จะสัมพนั ธก์ ับโลกภายนอกและ ไดค้ วามรจู้ ากการกระทาของตน ความกระตอื รือรน้ ท่เี รยี นรนู้ ต้ี ดิ ตัวมาแตก่ าเนิดจงึ เรียกแนวคิดของ เปียเจตอ์ กี ช่ือหนง่ึ ว่า Genetic Epistemology เปยี เจตแ์ บง่ ชนิดของความรูเ้ ป็น 3 ชนิด 1. ความรทู้ างกายภาพ (Physical Knowledge หรือ Empirical Knowledge) เปน็ สิง่ ทีเ่ ด็กจะตอ้ งหาความรู้เกี่ยวกับคณุ สมบัตขิ องวัตถุในโลก โดยผา่ นทางประสาทสัมผัส (Perceptual Properties) เช่น สิง่ ต่าง ๆ มีลักษณะเป็นของแข็ง หรอื ของเหลว มรี สเปน็ รสหวานหรือ รสเปรยี้ ว มีสเี ป็นสแี ดงหรอื สีเหลอื ง 2. ความรู้ทางตรรกะคณิตศาสตร์ (Logical–Mathematical Knowledge) เปน็ ความรู้ทเี่ ป็นนามธรรม (Abstract) และเป็นความรทู้ ่ีมนุษย์ประดิษฐ์ขนึ้ มา เชน่ ลูกหนิ จานวน เท่ากันไมว่ ่าจะวางหา่ งกนั หรือชดิ กันกจ็ ะมีจานวนเท่ากนั หรอื ดินนา้ มันหน่ึงกอ้ นมนี ้าหนกั เท่ากับ เมอ่ื แบ่งออกมาป้นั เปน็ ลกู กลม ๆ 10 ก้อน 3. ความร้ทู างสงั คม (Social Knowledge) เป็นการได้ความรูจ้ ากการปฏิสมั พันธ์ กบั มนุษย์ เช่น การเรียนรมู้ ารยาททางสงั คม ถา้ ผใู้ หญ่ใหข้ องเดก็ นอ้ ยจะต้องไหว้ขอบคุณหรือการ เรียนรู้พฤติกรรม เพ่ือกาหนดประเภทของบคุ คลและบทบาทของบคุ คลในสังคม Santrock (2008) ไดใ้ หแ้ นวคิดวา่ แนวคิดทฤษฎีการจดั การเรียนรู้ เป็นการ เสรมิ สร้างแรงจูงใจของผเู้ รยี นในมมุ มองความเห็นทงั้ ในมิตขิ องแรงจงู ใจภายในและภายนอก ซ่งึ โดย ธรรมชาตขิ องแรงจูงใจทง้ั สองแบบจะให้ความสาคัญกับแรงจงู ใจภายในตัวผู้เรยี นมากกวา่ เพราะจะ เปน็ เง่อื นไขกระตุ้นให้ผูเ้ รียนสนใจในการเรยี นเพิม่ ข้นึ โดยกระต้นุ ให้เช่ือมโยงกับกระบวนการรูค้ ิด

24 (Cognitive Process) ของผเู้ รียนมิใช่เงอ่ื นไขกระตุน้ ให้สนใจเรยี นจากภายนอก ซ่ึงกระบวนการรูค้ ดิ ดา้ นแรงจูงใจของผู้เรียนจะประกอบด้วย 5 ลักษณะเง่ือนไข ดงั น้ี 1. คุณลกั ษณะของผเู้ รียน (Attribution) ตามกรอบทฤษฎีเกี่ยวกับคณุ ลักษณะ ของบุคคล (Attribution Theory) อธิบายไว้วา่ แตล่ ะบุคคลจะได้รบั การจูงใจให้ค้นหาสาเหตุของการ ปฏิบตั แิ ละพฤตกิ รรมของตน ซง่ึ จะเปน็ การรับรใู้ นสาเหตขุ องผลทีป่ รากฏกับตวั เอง เช่น ผู้เรียนจะรับรู้ วา่ ตนเองได้คะแนนผลการเรยี นดีเนือ่ งมาจากเหตุผลใด นกั เรยี นชอบเรียนวทิ ยาศาสตร์ และ คณติ ศาสตรเ์ พราะเหตุผลใด หรอื มีอะไรเปน็ ปัจจยั อยูเ่ บื้องหลงั ของการประสบผลสาเรจ็ ในการเรยี น จงึ เป็นความพยายามของผ้เู รียนที่จะรับร้เู ข้าใจพฤตกิ รรมการปฏิบัติของตน และมแี รงจูงใจที่จะค้นหา สาเหตขุ องปรากฏการณ์ดังกล่าวด้วยตนเอง ซงึ่ มีมติ ิการอธิบายด้านเหตุผลตามกรอบคุณลกั ษณะของ ผูเ้ รียน 3 ด้านไดแ้ ก่ (1) ด้านตาแหน่งของการใช้เหตผุ ลวา่ เป็นเง่อื นไขจากการจงู ใจภายในหรอื ภายนอกทนี่ าไปส่คู วามสาเร็จด้านการยอมรับนบั ถือตนเองของผ้เู รยี น (2) ความมั่นคงหรือความคงที่ ของปจั จยั สาเหตุทนี่ าไปสู่ความคาดหวงั ในการประสบผลสาเร็จของผเู้ รยี นแต่ละคร้ัง ท่ีมีเงือ่ นไข คลา้ ยกัน (3) ดา้ นความสามารถในการควบคมุ ปัจจัยสาเหตุของความสาเร็จท่ีอาจเปน็ อารมณ์ ความรู้สึกของผู้เรียนท่ีรับรู้ผา่ นสถานการณ์ 2. การจงู ใจตามเง่ือนไขการรูร้ อบ (Mastery Motivation) เป็นลักษณะการจูงใจ ท่ีเป็นผลมาจากปจั จัยจูงใจภายในของผู้เรียน ซ่ึงการจูงใจจะเป็นผลมาจากการรรู้ อบและความเกง่ ของ ผู้เรียน ความไมต่ ้องการการช่วยเหลือและความสามารถในการปฏิบัติงาน ดังนั้น การท่ีผู้เรียนมี แรงจูงใจแบบรูร้ อบจะให้ความสาคัญกบั เงอ่ื นไขที่นักเรียนมคี วามรคู้ วามสามารถในการปฏิบตั งิ านใน การเรยี นด้วยตนเอง ไม่ต้องการความช่วยเหลอื จากผอู้ ่ืน 3. ความสามารถท่ีมีประสทิ ธิผลของผเู้ รียน (Self-Efficacy) เปน็ การจูงใจที่เกิด จากเงอ่ื นไขของผ้เู รียนท่สี ามารถร้รู อบในเหตุการณ์และสามารถสร้างผลงานใหส้ าเรจ็ นกั เรยี นทม่ี ี ความสามารถทางานท่ีมปี ระสิทธิผลจะมีทัง้ แรงจูงใจแบบร้รู อบและแรงจงู ใจภายใน อกี ท้ังชว่ ยให้ ผู้เรยี นสามารถเลอื กกจิ กรรมปฏิบตั ไิ ดเ้ หมาะสม เรียนรใู้ นส่งิ ที่ท้าทายตนเองและช่วยยกระดับคุณภาพ การเรยี นรู้ มคี วามสามารถและความเชือ่ มัน่ ในการจดั การเรียนร้แู ละการสง่ ผ่านความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์ ในสถานการณ์อน่ื 4. การกาหนดเปา้ หมาย การวางแผนและการกากับตนเองของผ้เู รียน เม่ือผูเ้ รียน มคี วามสามารถก็จะสง่ ผลใหม้ ีการยกระดบั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น โดยย่อยจดุ ประสงค์หลกั เปน็ จุดประสงคใ์ หร้ ายขอ้ ย่อย สาหรับนาไปใชอ้ อกแบบการจดั กิจกรรมให้เหมาะกับผู้เรียน โดยทผ่ี เู้ รียนจะ ระบกุ จิ กรรมตามลาดับขน้ั ตอนและปฏิทนิ เพื่อใชก้ ากับการปฏิบตั งิ านของตนใหบ้ รรลุเปา้ หมาย และ ประสบผลสาเร็จ

25 5. การระบสุ ่งิ ที่คาดหวัง (Expectations) เนื่องจากสง่ิ ทคี่ าดหวังจะเป็นปัจจัย เงอื่ นไขชว่ ยให้ผู้เรยี นเกิดแรงจูงใจในการทางานที่ยากลาบากหรอื ซับซ้อนใหป้ ระสบผลสาเรจ็ ตาม เป้าหมาย โดยทผ่ี ู้เรียนอาจรบั รู้ เขา้ ใจความคาดหวังของตน และผอู้ ่ืนท่ีต้องการเปรียบเทียบนักเรยี น แตล่ ะคนอาจทุ่มเทความพยายามในการทางานใหส้ าเรจ็ เมื่อเหน็ ว่างานนนั้ มีคุณค่าสาหรับตน ซงึ่ มีผล การศึกษาสนับสนุนจานวนมากวา่ หากงานทีน่ ักเรียนรับผิดชอบเปน็ ส่ิงท่ีคาดหวังและมีคณุ ค่า ก็จะ สง่ ผลให้นักเรยี นมีความสามารถปฏิบตั ิ มีความคงอยหู่ รือคงทนสภาพการนาไปปฏบิ ัติและการเลือกวธิ ี ปฏิบัตนิ อกจากน้ผี ้เู รียนยังสามารถรับรู้สมรรถนะของตน รับรู้ความยงุ่ ยากของงานและเป้าหมายการ ทางานของตนแนวคดิ การสรา้ งคณุ ค่าในตนเอง (Self-Esteem) Woolfolk (2010) ได้ใหแ้ นวคดิ วา่ แนวคิดทฤษฎีการจดั การเรยี นรูเ้ ปน็ การสะท้อน ความรูส้ กึ นึกคิด ในการลงความเห็นดา้ นคุณคา่ ของตน (Self-Worth) รวมท้ังความรสู้ กึ เช่ือมน่ั และ ความภูมใิ จในตนเอง ท่ีเปน็ การลงความเหน็ ในด้านบวก ความร้สู ึกภมู ใิ จในตนเองจะปรากฏก็ตอ่ เมื่อ บคุ คลดังกล่าวประสบผลสาเรจ็ ทางวิชาการ ซงึ่ ความสนใจ ความรู้สึกพึงพอใจความรสู้ ึกหว่ งใย การ สะทอ้ นความคดิ เหน็ หรอื ให้ข้อมลู ป้อนกลับ และการประเมินผลผ้เู รยี นจะนาไปสูก่ ารตระหนักใน คุณคา่ ของตนเอง นอกจากน้ยี ังพบว่า ผู้เรยี นที่ประสบความสาเร็จในการปฏบิ ัติโดยไม่มีการช่วยเหลือ จากผูอ้ ืน่ หรือไดร้ ับมาโดยการใช้ความพยายามก็จะเปน็ ปัจจัยที่สง่ ผลใหบ้ ุคคลนัน้ เกิดความรสู้ ึก ตระหนักในคุณคา่ ของตน ในขณะทบ่ี คุ คลใดรสู้ กึ ตระหนกั ในคุณค่าของตนกจ็ ะมแี รงจูงใจในการ กระทาหรือการแสดงพฤติกรรมในทางบวกเพิ่มข้นึ สรปุ ไดว้ า่ แนวคดิ ทฤษฎีการจัดการเรียนรู้ มหี ลายแนวคดิ ท่ีครูผสู้ อนสามารถนามา ปรบั ใช้ในการจัดการเรยี นรู้ โดยมเี ปา้ หมายเพอ่ื การจดั การเรยี นรูท้ ่ีมปี ระสิทธภิ าพและคานึงถึงการ พัฒนาศักยภาพของผู้เรียนเป็นสาคญั 5. ลกั ษณะการจดั การเรยี นรู้ท่ดี ี ผสู้ อนท่ีดีทุกคนย่อมมีความรับผดิ ชอบในหนา้ ท่ี ในด้านการจดั การเรียนร้แู ละการอบรม ผู้เรียนให้เป็นสมาชิกที่ดีของชุมชนและประเทศชาติชาติ ดังน้ันจงึ มีนกั วชิ าการไดใ้ ห้แนวคิดเกยี่ วกบั การจัดการเรยี นรทู้ ี่ดี จะต้องมหี ลกั ในการยดึ ดังน้ี มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณใ์ นพระบรมราชูปถัมภ์ (2553) ได้ให้แนวคิดวา่ ลักษณะการจัดการเรยี นรูท้ ดี่ ีมีดงั นี้ 1. ส่งเสริมใหผ้ เู้ รียนได้ใชค้ วามคิดอยู่เสมอ โดยการซักถามหรอื ให้แสดงความ คิดเหน็ เก่ียวกบั ปัญหาง่าย ๆ สาหรบั ผเู้ รียนในระดับต่าง ๆ เพ่ือจะได้เปน็ การฝกึ ใหผ้ ้เู รียนคดิ หาเหตผุ ล คิดเปรยี บเทียบ และคิดพิจารณาถึงความสมั พันธร์ ะหว่างส่งิ ตา่ ง ๆ 2. ส่งเสรมิ ใหผ้ ูเ้ รียนมีประสบการณต์ รงให้มากทสี่ ดุ ด้วยการเรยี นโดยการกระทา ดว้ ยตนเอง (Learning by doing)

26 3. ส่งเสรมิ ให้ผเู้ รยี นทางานเป็นกลุ่ม (Group working) โดยมกี ารปรกึ ษาหารือ กันในกลุ่มแบ่งงานกันทาดว้ ยความรว่ มมอื กนั และประเมินผลรวมกัน 4. สง่ เสรมิ ใหผ้ ู้เรียนรจู้ กั แกป้ ัญหาด้วยตนเองตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ 5. มกี ารเปลย่ี นแปลงวธิ ีการจัดการเรยี นรอู้ ยเู่ สมอ เพื่อให้การจดั การเรยี นรู้นน้ั เกดิ ความยดื หยุ่น น่าสนใจ และไมน่ ่าเบ่อื โดยการนาเอาเทคนคิ การจัดการเรียนรูแ้ บบต่าง ๆ มาดดั แปลงใชใ้ นการจดั การเรียนรู้ 6. มกี ารเตรียมการจดั การเรยี นรไู้ วล้ ว่ งหนา้ เพ่อื ทผี่ ูส้ อนจะไดท้ ราบว่าจะสอน อยา่ งไรบ้างตามลาดับขัน้ และยังช่วยใหผ้ ู้สอนพร้อมท่ีจะสอนดว้ ยความมนั่ ใจ 7. เปดิ โอกาสให้ผเู้ รียนได้แสดงความคิดเห็นเพ่มิ เตมิ และคิดหาเหตุผล ความเปน็ มาของสิ่งทเ่ี รยี น และมกี ารรบั ฟังความคิดเหน็ ซ่ึงกันและกนั 8. มกี ารประเมินผลอยตู่ ลอดเวลา เน้นการประเมนิ ตามสภาพจรงิ ประเมินตาม ความรู้ความสามารถของผู้เรียนอย่างแท้จริง เพื่อใหแ้ น่ใจว่าการจดั การเรียนรู้ไดผ้ ลตรงตาม จดุ ประสงคท์ ีว่ างไว้ หรอื ไม่ เพียงใด 9. มีสือ่ การจัดการเรียนรู้ เพื่อชว่ ยให้ผเู้ รยี นสนใจและเข้าใจบทเรยี น เชน่ ของจรงิ รปู ภาพ ห่นุ จาลอง แผนภูมิ คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน วดี ิทศั น์ ฐานขอ้ มูลการเรียนรู้ เว็บไซต์ และโสตทศั นปู กรณ์อ่ืน ๆ 10. มีการจูงใจในระหว่างการจัดการเรียนรู้ เช่น การให้รางวลั การชมเชย การลงโทษ การติเตยี น การให้คะแนน การสอบ การแขง่ ขัน การปรบมอื ใหเ้ กยี รติ ฯลฯ มาใช้เป็นส่งิ กระต้นุ และชแ้ี นวทางเพื่อใหผ้ ้เู รียนเกดิ ความสนใจ ตงั้ ใจ ขยันหม่นั เพยี รในการเรียนการทากจิ กรรม มากข้นึ 11. มีกิจกรรมให้ผ้เู รียนทาหลายอย่างเพอ่ื เรา้ ความสนใจของผเู้ รยี นและชว่ ยให้ ผู้เรยี นสนุกสนานในการเรยี น 12. สง่ เสริมใหผ้ ูเ้ รียนมีความเจริญงอกงามในทุกด้านทง้ั รา่ งกาย อารมณ์ สงั คม และสตปิ ญั ญา 13. สง่ เสรมิ ความสัมพันธห์ รือการบูรณาการระหว่างวชิ าทเ่ี รียนกบั วิชาอนื่ ๆ ในหลักสตู ร เช่น สอนภาษาไทยก็สอนให้สัมพันธก์ บั สงั คมศกึ ษา ศลิ ปศกึ ษา ดนตรี และนาฏศลิ ป์ เปน็ ต้น 14. มีการสรา้ งบรรยากาศในการจดั การเรียนรใู้ ห้เหมาะแก่การเรยี นรูต้ าม บทเรยี นท่ีสอนท้งั ในแง่ของสง่ิ แวดล้อมและอารมณ์ของผู้เรียน

27 15. สอนแบบเนน้ ผู้เรียนเปน็ สาคัญ(Child center) ในการจัดกิจกรรมตา่ งๆ ผ้เู รยี นจะเปน็ ผู้ลงมอื ปฏิบตั ิกิจกรรมต่าง ๆ เอง ผู้สอนจะเป็นเพยี งผคู้ อยใหค้ วามชว่ ยเหลือแนะนาใน การทากจิ กรรม 16. สอนโดยส่งเสริมใหผ้ ูเ้ รยี นได้ใช้ประสาทสัมผสั ทง้ั 5 ใหม้ ากท่สี ุด 17. สอนตามกฎแห่งการเรียนร้โู ดยจดั บทเรยี นให้เหมาะสมกับวยั ความสามารถ และประสบการณ์เดิมของผู้เรียน 18. สอนโดยสง่ เสรมิ การดาเนินชีวิตตามแบบประชาธิปไตย โดยสามารถแสดง ความคิดเห็นต่าง ๆ และฝกึ ให้ผ้เู รยี นรจู้ ักรบั ฟังความคิดเห็นของผู้อน่ื เคารพความคดิ เหน็ ของผู้อน่ื อกี ทั้งเปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นได้มีการวางแผนงานร่วมกบั ผู้สอน สาราญ จูชว่ ย (2553) ได้ใหแ้ นวคดิ วา่ การจดั การเรียนรู้ทด่ี ีวา่ การจัดการเรียน การสอนลักษณะใดกต็ ามท่ีทาใหผ้ เู้ รียนเกิดการเรยี นรู้ไดด้ ี จัดเป็นการเรยี นการสอนที่ดีท้งั สนิ้ ถ้าจะกล่าวโดยละเอยี ดแยกย่อยแล้ว การเรียนการสอนท่ดี ีจะมีลกั ษณะดงั นี้ 1. เปน็ การสอนที่มีการเตรยี มการสอนเปน็ อยา่ งดี ครบองค์ประกอบของการสอน อนั ได้แก่ การตั้งจุดประสงคก์ ารสอน การจัดเน้ือหาสาระ การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน การใชส้ ่ือ การสอน และการวัดผลประเมนิ ผล 2. เป็นการสอนทที่ าใหผ้ ู้เรยี นเกดิ การพัฒนา ทัง้ ด้านความรู้ความคดิ ด้านเจตคติ และดา้ นทักษะ ทาให้ผเู้ รยี นเกิดความรู้แจง้ คิดชอบ และปฏบิ ตั ิดี เกดิ การเจรญิ เตบิ โตทุกดา้ นอย่างชน่ื บานและแจม่ ใส 3. เปน็ การสอนที่ผสู้ อนจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน ไดส้ อดคล้องกับ จุดประสงค์กับเนอ้ื หาและกับผู้เรียน โดยใช้กจิ กรรมในรปู แบบต่าง ๆ ท่เี หมาะสม 4. เปน็ การสอนทผ่ี ู้เรียนไดล้ งมอื กระทากจิ กรรมด้วยตนเอง หรอื ได้มีส่วนรว่ มใน กิจกรรมการเรียนการสอน ทาให้ผ้เู รียนเกดิ การเรยี นรู้ได้ดี และเกดิ ความกระตือรือร้นในการเรียน 5. เป็นการสอนท่ีสอดคลอ้ งกับเจตนารมณข์ องหลกั สตู ร เช่น หลกั สูตรการศกึ ษา ขนั้ พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2544 มุง่ พฒั นาคนไทยใหเ้ ปน็ มนษุ ยท์ สี่ มบรู ณ์ เป็นคนดี มีปัญญา มีความสขุ และมคี วามเปน็ ไทย มีศักยภาพในการศกึ ษาต่อและประกอบอาชพี ผู้สอนก็ต้องจดั การเรียนการสอน ใหผ้ ู้เรยี นเกิดคุณลักษณะดังที่หลกั สูตรกาหนดไว้ 6. เปน็ การสอนท่ีคานงึ ถึงประโยชน์ของผูเ้ รียนจะนาไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั และ ตลอดไป เช่นการสอนโดยให้ผู้เรียนไดค้ ดิ วิเคราะห์ วิจารณ์ ได้รูจ้ ักวธิ แี สวงหาความรู้ ได้ฝกึ คดิ แกป้ ญั หา ย่อมดกี วา่ วิธสี อนโดยบอกความรูใ้ ห้ หรอื กระทาให้ดูเพยี งแตอ่ ยา่ งเดยี ว การให้ผู้เรยี นได้นา ประสบการณ์ทง้ั ความรู้ ความคิด ไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั ปัจจุบนั และอนาคตได้ ย่อมเปน็ การสอนท่ีมี คณุ คา่ แก่ผ้เู รียน

28 7. เป็นการสอนท่ีเรา้ ความสนใจผเู้ รยี น ทาให้ผเู้ รียนสนใจการเรียนตลอดจนจบ กระบวนการสอน เช่น ผู้สอนใช้ส่อื การสอนท่นี า่ พอใจ ใชค้ าถามกระตุน้ ให้คิด ใชว้ ิธกี ารสอน หลากหลายรูปแบบท่เี หมาะสม ใหผ้ ู้เรยี นได้ลงมือกระทา (Learning by doing) ไดท้ ดลอง ไดค้ ิดคน้ ควา้ เปน็ ต้นทาให้ผ้เู รียน เรยี นดว้ ยความสนใจ 8. เป็นการสอนที่มีบรรยากาศส่งเสริมการเรยี นรู้ ทงั้ บรรยากาศดา้ นวัตถแุ ละด้าน จิตใจ บรรยากาศด้านวัตถุ หมายถึง การมีสภาพห้องเรยี น อุปกรณ์การเรียน และสิ่งแวดล้อมทด่ี ี เออื้ อานวยใหเ้ กิดความสบายตาสบายใจในการเรยี น สว่ นด้านจติ ใจ หมายถงึ การท่ีครูมีปฏสิ มั พันธก์ บั นักเรยี นด้วยดี ใหค้ วามเป็นกันเอง ให้ความเมตตา ความรัก ความอบอุ่นแก่นักเรียน ทาให้นกั เรยี นมี ความสขุ มีชีวิตชีวา และไมต่ ึงเครียด 9. เป็นการสอนทผ่ี สู้ อนรจู้ ักใชจ้ ิตวทิ ยาการเรยี นร้ไู ด้อย่างเหมาะสม เช่น การให้ รางวัลและการลงโทษท่ีพอดี การให้คาชม การจูงใจ เร้าใจให้ผ้เู รียนเกดิ แรงกระตุน้ ภายใน การให้ ผ้เู รยี นไดร้ ับทราบผลงานของตนทนั ที การให้ผู้เรียนเกิดความภมู ใิ จในความสาเร็จของตน การคานึงถึง ความแตกต่างระหวา่ งบุคคล การให้เรียนจากส่ิงท่ีง่ายไปยากเหล่านี้เปน็ ปจั จัยช่วยสง่ เสริมการเรยี นรู้ ไดด้ ี 10. เป็นการสอนทีส่ ่งเสริมการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย เช่น ให้ผ้เู รียนมี อิสระในการแสดงความคิดเห็น ผ้เู รียนไดฝ้ กึ การทางานกลุ่มร่วมกัน ไดฝ้ ึกการเป็นผนู้ าผู้ตาม ฝกึ การทาตามข้อกาหนดของกลุ่ม และฝึกระเบยี บวินยั ในตนเอง สิง่ เหลา่ นจี้ ะเป็นการปูพ้ืนฐานการ เปน็ สมาชิกท่ดี ีของสงั คม และการเป็นพลเมืองดีของประเทศชาตติ ่อไป 11. เปน็ การสอนท่ีมีกระบวนการ หมายถงึ มลี าดับขน้ั ตอนการสอนที่ไม่สับสนใน การสอนจาเป็นต้องมีการเตรียมการสอน เตรียมจดั ลาดบั การสอนใหส้ อดคลอ้ งต่อเนื่องกันอยา่ ง เหมาะสมตั้งแต่ข้ันนา ข้ันสอน และข้ันสรุป กระบวนการสอนจะมขี นั้ ตอนแตกตา่ งจากวิธสี อนแบบ ทดลอง ผ้สู อนต้องวางแผนจัดลาดบั ขน้ั ตอนการสอนใหถ้ กู ต้อง 12. เปน็ การสอนท่ีมกี ารวัดประเมินผลทัง้ กอ่ นเรยี น ระหว่างเรยี น และหลังการ เรยี นโดยอาจใช้วิธตี า่ ง ๆ เช่น การสงั เกต การซักถาม การทดสอบ การให้คน้ ควา้ รายงาน การทา แบบฝึกหัดฯลฯ การวัดผลประเมินผลจะช่วยวดั ผลสัมฤทธิข์ องผ้เู รยี น และวดั ผลสาเร็จของผู้สอน ผูส้ อนจะนาผลการประเมินมาเปน็ ขอ้ มลู ย้อนกลบั พจิ ารณาการสอนของตนว่า มขี ้อบกพร่องท่ี องคป์ ระกอบการสอนข้อใดทาให้แก้ไขไดต้ รงจุด เพ่อื ความสมบรู ณข์ องการสอนคร้ังต่อไป 13. เป็นการสอนที่ผู้สอน สอนด้วยวญิ ญาณความเป็นครู สอนด้วยความ กระตือรือร้นสอนดว้ ยความตั้งใจ ความเตม็ ใจ และความมั่นใจ บคุ ลิกภาพท่าทกี ารแสดงออกของ ผสู้ อน

29 สรุปได้วา่ ลกั ษณะการจัดการเรยี นรู้ทีด่ เี ป็นกระบวนการจดั กิจกรรมใหผ้ ู้เรียนเกิด การเรียนรูด้ ้วยวิธีการตา่ งๆ เพ่ือตอบสนองความสามารถของผเู้ รยี น ทจ่ี ะส่งเสรมิ ใหผ้ ูเ้ รยี นเกดิ พฒั นาการในแต่ละด้านทงั้ ทางร่างกาย และจิตใจ เพ่ือใหผ้ ู้เรียนเกิดการพฒั นาไปตามเป้าหมาย 6. องค์ประกอบการจดั การเรียนรู้ องค์ประกอบในการจดั กระบวนการเรียนรู้เป็นส่วนสาคญั ท่ีจะทากระบวนการจัดการ เรยี นรู้ของครผู ้สู อนท่ีทาหนา้ ทจี่ ดั การเรยี นเรยี นรู้ให้กบั ผู้เรียน เพื่อท่ีจะบรรลตุ ามเป้าหมายทตี่ ั้งไว้ องค์ประกอบการเรยี นรู้จงึ จาเปน็ ท่ีจะต้องมีครบทกุ ๆองค์ประกอบ จึงได้มีนกั วชิ าการหลายทา่ นได้ให้ แนวคิดขององคป์ ระกอบการจดั การเรยี นรู้ ไวด้ ังนี้ พมิ พนั ธ์ เดชะคปุ ต์ (2551) ไดใ้ ห้แนวคดิ ว่า การจดั การเรยี นรทู้ ี่มีประสทิ ธิภาพและ บรรลุตามเปา้ หมาย ประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบในการจดั การเรยี นรู้ ดังน้ี 1. กาหนดวตั ถปุ ระสงคห์ รอื จุดประสงค์เชงิ พฤติกรรม ซ่งึ ควรกาหนดใหค้ รบทง้ั ด้านความรู้ (K) กระบวนการ (P) และคุณสมบตั ิหรือคณุ ลักษณะทีพ่ ึงประสงค์ (A) 2. กาหนดเน้ือหาสาระให้สอดคลอ้ งหรอื ล้อไปกับวัตถปุ ระสงค์เชิงพฤตกิ รรม ในแตล่ ะวัตถปุ ระสงค์ สาระที่ระบุอาจเปน็ ข้อเท็จจรงิ (Fact) มโนทัศน์ (Concept) คานิยาม (Definition) หลกั การ (Principle) กฎ (law) และทฤษฎี (Theory) 3. กาหนดยุทธศาสตรก์ ารสอนวา่ ตอ้ งการใช้หรือเน้นทฤษฎกี ารเรียนรูห้ ลกั การ เรียนรู้หรอื แนวคดิ ใด ที่เหมาะสมกบั เน้ือหา เหมาะสมกบั ความสามารถของผเู้ รยี น บรบิ ทของแหล่ง การจดั การเรียนการสอน โดยเน้นครเู ป็นศนู ยก์ ลางบา้ ง เนน้ นกั เรยี นเป็นศนู ย์กลางบ้าง หรอื เนน้ สือ่ เป็นศูนย์กลางบ้าง โดยถอื ประโยชน์นักเรยี นเปน็ สาคญั จากนน้ั จงึ เลือกใชร้ ปู แบบการสอน หรือวธิ ีสอนเทคนิคการสอน หรือใหใ้ ช้แบบผสานให้เหมาะสมกบั เนอ้ื หาและบรบิ ท 4. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนทีเ่ น้นผูเ้ รียนเป็นศูนย์กลาง 5. กาหนดวธิ วี ดั ผลการเรยี นร้ทู หี่ ลากหลายวธิ ี กาหนดเครื่องมอื ผ้วู ัด เปน็ การ วัดผลทเ่ี นน้ นกั เรยี นเปน็ ศนู ย์กลาง เสาวลกั ษณ์ รัตนวิชช์ (2551) ได้ใหแ้ นวคดิ ว่า การจดั การเรียนร้ทู ี่ประสบผลสาเร็จ ควรคานงึ ถงึ องคป์ ระกอบสาคัญ 5 ประการ ดงั นี้ 1. หลักการและแนวทฤษฎขี องวชิ าทที่ าการสอน (Approach) ศึกษาหลักการ ทฤษฎขี องวิชาที่ทาการสอนอย่างละเอยี ด และการศึกษาผเู้ รียนแต่ละคน โดยพจิ ารณาหลักการและ เหตผุ ลของแนวโนม้ ในการจัดการเรยี นการสอนทเี่ หมาะสมกบั ผเู้ รยี นแตล่ ะคนจากตารา หรือ ผลงานวิจัยต่างๆ จากอดีตถงึ ปัจจุบัน

30 2. วธิ กี ารสอน (Method of Teaching) ศึกษาแนวโน้มของหลักการและทฤษฎี หรอื ผลงานวจิ ัยวิธีการสอนที่ไดผ้ ลของวิชาท่ีทาการสอนทีเ่ หมาะสมและจดั ลาดบั ข้นั ตอนการสอนให้ สอดคลอ้ งตามแนวโน้มของหลกั การและทฤษฎที ไ่ี ด้ศึกษา 3. เทคนิคการสอน (Techniques of Teaching) ศึกษากลวธิ ีการสอนต่างๆ ท่ี จะชว่ ยทาใหข้ น้ั ตอนการสอนตา่ งๆ ประสบความสาเร็จได้ เช่น วธิ ีการสอนโดยใชก้ ารเรียนรดู้ ้วย คาถามเปน็ หลัก (Problem-Based Learning) เทคนิคหรือกลวธิ ีการสอนทสี่ าคัญคอื การใชค้ าถาม การนาการอภิปราย การเสริมต่อการเรียนรู้ ฯลฯ 4. หลักสูตร (Curriculum) ผ้เู รียนตอ้ งเข้าใจรายละเอียดของหลกั สูตรตง้ั แต่ ปรัชญา หลกั การ วัตถปุ ระสงค์ รายละเอยี ดของรายวิชาท่ีกาหนด รวมทงั้ การวดั และ ประเมินผล เพ่ือการวางแผนการจัดการเรยี นการสอนท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพทง้ั ในระยะยาวและระยะส้ัน 5. สอื่ การเรียนการสอน อุปกรณก์ ารสอน (Teaching Materials) การ เตรยี มการเพื่อนาเสนอเน้ือหาแก่ผ้เู รยี นเปน็ เรื่องสาคัญท่ีต้องมกี ารวางแผน และการเตรียมการว่าจะ นาเสนอเนอ้ื หา หรือแนวคิดอย่างไรจึงจะเหมาะสม สอื่ การเรียนการสอน และอุปกรณใ์ ดบ้างที่สมควร นามาใชใ้ หเ้ หมาะสมกับวัย ระดับความสามารถและความสนใจ สอดคล้องกบั เนื้อหาตามวัตถปุ ระสงค์ ของหลกั สูตร สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน (2553) ได้ใหแ้ นวคิดวา่ การจดั การ เรียนรขู้ องครผู ้สู อนจะต้องประกอบไปดว้ ย 1. การสารวจประสบการณ์การเรียนรขู้ องผูเ้ รยี น ครผู ้สู อนควรคานึงว่าผูเ้ รยี นแต่ ละคนมวี ิธีการเรยี นรู้ (Learning Styles) แตกต่างกัน ดังน้ันครผู สู้ อนจะต้องให้เวลาในการเรยี นรู้และ ให้โอกาสกบั ผเู้ รยี นได้คน้ พบวิธกี ารเรียนร้ขู องตนเอง จงึ จะเปน็ สงิ่ ท่ีมคี ุณค่าและทาใหก้ ารเรียนร้นู นั้ มี ความหมายต่อผ้เู รยี น ดว้ ยเหตนุ คี้ รผู สู้ อนควรดาเนนิ การดังนี้ 1.1 ศกึ ษา วเิ คราะหผ์ ู้เรียนเป็นรายบุคคล เพ่ือนาข้อมูลมาใชใ้ นการวาง แผนการจดั การเรียนรู้ท่ที า้ ทายความสามารถของผเู้ รยี นโดยคานงึ ถงึ ลักษณะการเรียนรู้ของผเู้ รียนแต่ ละคนท่ีมีภูมิหลงั สตปิ ญั ญา ความสามารถ ความถนัด รปู แบบการเรียนรู้ความสนใจ และความ ต้องการทีแ่ ตกต่างกนั และจดั การเรยี นรู้ใหเ้ หมาะสมกับพนื้ ฐานของผู้เรียน ลกั ษณะของผูเ้ รียน และ สนองความต้องการของผูเ้ รยี น ซึ่งจะช่วยใหผ้ ้เู รียนเกิดการเรียนรูไ้ ดด้ ี มพี ัฒนาการท่ีเป็นไปตาม ความสามารถและเต็มตามศักยภาพของแตล่ ะคน 1.2 กาหนดเปา้ หมายทต่ี ้องการให้เกดิ ขึ้นกับผ้เู รียนดา้ นความรู้ ทักษะ กระบวนการ ทจี่ ะนาไปใชใ้ นการจัดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม

31 2. การบรู ณาการและการถา่ ยโยงความรู้ ครผู ้สู อนควรไดบ้ ูรณาการสงิ่ ท่ีต้องการ ให้ผู้เรยี นไดเ้ รียนรูเ้ ช่อื มโยงกับประสบการณ์เดิมของผูเ้ รียน นาไปประยุกต์ใช้อยา่ งสร้างสรรคแ์ ละ สามารถแก้ปญั หาในชวี ติ จรงิ ได้ ในการจัดกจิ กรรมการเรียนรคู้ รูผู้สอนควรดาเนินการดงั น้ี 2.1 ออกแบบหน่วยการเรียนรแู้ ละจัดการเรยี นรู้ที่เนน้ ผเู้ รยี นเป็นสาคญั ตอบสนองความแตกต่าง ระหวา่ งบุคคล สอดคล้องกบั พฒั นาการทางสมองและเน้นคุณธรรม จรยิ ธรรมเพี่อนาผู้เรยี นไปสเู่ ป้าหมายการเรียนรตู้ ามมาตรฐานการเรยี นรู้ และตวั ชวี้ ัดของหลกั สูตร 2.2 จดั บรรยากาศที่เอ้ือตอ่ การเรยี นรู้ และดูแลช่วยเหลือผูเ้ รียนใหเ้ กดิ การ เรียนรู้ 2.3 จัดเตรียมและเลือกใชส้ ื่อใหเ้ หมาะสมกบั กจิ กรรม นาภูมปิ ญั ญาท้องถิ่น และเทคโนโลยีทีเ่ หมาะสมมาประยกุ ตใ์ ช้ในการจดั การเรียนรู้ 2.4 ประเมินความก้าวหนา้ ในการเรยี นรขู้ องผ้เู รยี นดว้ ยวิธีการท่ีหลากหลาย เหมาะสมกบั ธรรมชาติ ของวชิ าในแตล่ ะกลุ่มสาระการเรียนรู้ และระดบั พัฒนาการของผู้เรียน 2.5 วิเคราะหผ์ ลการประเมนิ เพ่ีอนาผลมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนา ผูเ้ รียนรวมทั้งปรบั ปรุงการจัดการเรียนรูข้ องตนเองดว้ ยกระบวนการวจิ ยั ทศิ นา แขมมณี (2555) ได้ให้แนวคิดวา่ การจดั การเรยี นรู้ของครผู ูส้ อนจะต้อง ประกอบไปดว้ ย 1. พจิ ารณาหลกั สตู ร ปญั หาความต้องการของผเู้ รยี น ผ้สู อน 2. กาหนดเน้อื หาและมโนทัศน์ 3. กาหนดวัตถปุ ระสงค์ 4. กาหนดยทุ ธศาสตรห์ รือยุทธวิธใี นการสอน 5. จดั กจิ กรรมการเรียนการสอนและส่ือ 6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นการสอน Klausmeier และ Ripple (1971) ไดใ้ หแ้ นวคดิ ว่า แนวทางการจัดการเรยี นรู้ของ ครูผู้สอนมี 7 องคป์ ระกอบดงั น้ี 1. การกาหนดจุดมุ่งหมายของการจดั การเรียนรู้ 2. การพจิ ารณาความพรอ้ มของผเู้ รียน 3. การจัดเนอ้ื หาวชิ า วสั ดุอุปกรณ์ประกอบการจดั การเรียนรู้ 4. การจดั กจิ กรรมการจัดการเรยี นรู้ 5. การดาเนนิ การจดั การเรียนรู้ 6. การวดั และการประเมินผลการจัดการเรยี นรู้ 7. ผลสมั ฤทธ์ขิ องผ้เู รียน

32 จากการศึกษาองคป์ ระกอบการจัดการเรยี นรจู้ ากนักวชิ าการขา้ งตน ผ้วู ิจัยได้ทาการ สงั เคราะห์ และสามารถสรุปองค์ประกอบในการจดั การเรียนรู้ ไดต้ ามตาราง1 ตาราง 1 แสดงการสงั เคราะห์องค์ประกอบการจัดการเรยี นรู้ นกั วชิ าการ ิพม ัพนธ์ เดชะ ุคป ์ต (2551) เสาว ัลกษ ์ณ รัตนวิชช์ (2551) องค์ประกอบการจดั การเรียนรู้ สานักงานคณะกรรมการ การ ึศกษา ้ัขน ื้พนฐาน (2543) ทิศนา แขมมณี (2548) Klausmeier และ Ripple (1971) ความถ่ี การ ัสงเคราะห์ 1. กาหนดวตั ถปุ ระสงคห์ รือจุดมุง่ หมาย      5  2. การศกึ ษาผูเ้ รยี น  4  3. กาหนดเนื้อหาหรอื หลักสูตร     5  4. กาหนดยุทธวธิ ใี นการสอน    4 5. การจดั กิจกรรมการเรียนรู้   4  6. จดั บรรยากาศทีเ่ อื้อต่อการเรียนรู้ 1 7. การวดั และการประเมินผล   4  หมายเหตุ **องค์ประกอบดา้ นจัดบรรยากาศที่เอือ้ ต่อการเรียนรู้ นาไปจดั กล่มุ ตามความสอดคลอ้ งใน ด้านการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ จากตาราง 1 การศึกษาองคป์ ระกอบการจดั การเรียนรจู้ ากนกั วชิ าการขา้ งต้น ผ้วู จิ ัย สามารถสรุปองคป์ ระกอบของการจดั การเรยี นรู้ ได้ 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.)กาหนดวตั ถปุ ระสงค์ หรือจุดมงุ่ หมาย 2.)กาหนดเนื้อหาหรือหลกั สตู ร 3.)การศึกษาผู้เรยี น 4.)กาหนดยทุ ธวิธีในการสอน 5.) การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ 6.)การวดั และการประเมินผล (พิมพันธ์ เดชะคุปต์, 2551; เสาวลกั ษณ์ รัตนวิชช์, 2551 ; สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน, 2553 ; ทิศนา แขมมณี, 2555 ; Klausmeier และ Ripple, 1971) โดยมรี ายละเอียดการสังเคราะหต์ ัวบง่ ช้ีขององค์ประกอบการ จดั การเรียนรูด้ ังน้ี

33 1. การกาหนดวตั ถปุ ระสงคห์ รอื จุดมุ่งหมาย พิมพนั ธ์ เดชะคุปต์ (2551) เสนอเก่ียวกับการกาหนดวัตถุประสงค์หรือจดุ มุ่งหมาย 2 สว่ นคอื 1. ครูรว่ มกันรว่ มในการคดิ รเิ ร่มิ ศึกษาสภาพปญั หา ความต้องการ และบริบทของ ทอ้ งถน่ิ 2. ครูรว่ มกันกาหนดเป้าหมายท่ีตอ้ งการให้เกดิ ขน้ึ กบั ผ้เู รยี น ควรกาหนดใหค้ รบ ทั้งดา้ นความรู้ (K) กระบวนการ (P) และเจตคติ (A) สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน (2553) เสนอเก่ยี วกับการกาหนด วัตถุประสงค์หรือจดุ มงุ่ หมายคือ 1. ครูกาหนดเปา้ หมายทต่ี ้องการใหเ้ กดิ ขน้ึ กับผูเ้ รียนด้านความรู้ ทักษะ กระบวนการ 2. ครูกาหนดเปา้ หมายท่ีสอดคลอ้ งกับความต้องการ หรือบรบิ ทของทอ้ งถิ่นนน้ั ๆ Hough and Duncan (1997) เสนอเก่ียวกบั การกาหนดวตั ถปุ ระสงค์หรือ จดุ มุง่ หมายคือ 1. ครตู ั้งจดุ ประสงคการจดั การเรยี นรูท่ีชดั เจนตลอดจนการเลือกเน้ือหาได เหมาะสมสอดคลองกบั ทองถ่ิน 2. ครูกาหนดวัตถุประสงคเฉพาะหรือวัตถุประสงคเชงิ พฤติกรรมทผี่ ูเรียนสามารถ ปฏบิ ัติและผูสอนสามารถวัดหรือสังเกตได กล่าวโดยสรปุ คอื การกาหนดวตั ถุประสงค์หรือจดุ มุ่งหมาย คอื การกาหนด เปา้ หมายท่ีต้องการใหเ้ กิดข้ึนกบั ผูเ้ รียนด้านความรู้ ทักษะกระบวนการให้สอดคลอ้ งกับความตอ้ งการ หรอื บรบิ ทของท้องถิ่นนั้นๆ โดยเปา้ หมายทต่ี ้องการใหเ้ กิดขน้ึ กับผเู้ รียน ควรกาหนดให้ครบทง้ั ด้าน ความรู้ (K) กระบวนการ (P) และเจตคติ (A)

34 ตาราง 2 ผลการสังเคราะห์ตัวบ่งชด้ี ้านการกาหนดวตั ถุประสงค์หรือจดุ มงุ่ หมาย นกั วชิ าการ ิพม ัพนธ์ เดชะคุป ์ต (2551) องคป์ ระกอบ สานักงานคณะกรรมการ การ ึศกษา ้ัขน ื้พนฐาน (2553) Hough and Duncan (1997) จานวนผู้ให้ ้ขอมูล/ความ ่ีถ 1. ครูรว่ มกันร่วมในการคิดรเิ ร่ิมศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการ   3 และบริบทของท้องถนิ่ 2. ครูกาหนดเป้าหมายที่ต้องการใหเ้ กดิ ข้นึ กบั ผู้เรยี นดา้ นความรู้   3 ทกั ษะกระบวนการ จากตาราง 2 ผลการสงั เคราะหต์ วั บ่งชี้ด้านการกาหนดวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมาย มี 2 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย 1) ครูร่วมกนั ร่วมในการคิดริเรมิ่ ศึกษาสภาพปญั หา ความต้องการ และบริบท ของท้องถ่นิ 2) ครูกาหนดเปา้ หมายทตี่ ้องการให้เกดิ ขึ้นกบั ผ้เู รยี นดา้ นความรู้ ทกั ษะกระบวนการ 2. การกาหนดเน้ือหาหรือหลักสตู ร พิมพนั ธ์ เดชะคปุ ต์ (2551) เสนอเกย่ี วกบั การกาหนดเนอ้ื หาหรือหลกั สตู ร 2 สว่ นคือ 1. ครูรว่ มกันออกแบบเนื้อหาหรือหลักสตู รสถานศึกษาให้สอดคล้องกบั หลักสูตร แกนกลาง 2. ครูมคี วามสามารถการกาหนดสาระสาคัญในเรื่องทีส่ อน โดยการระบปุ ัญหา จาแนกแยกแยะขอ้ มลู เปรียบเทียบข้อมลู เพ่ือจัดกลุ่มอย่างเปน็ ระบบ สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน (2553) 1. ครอู อกแบบหนว่ ยการเรียนรแู้ ละจัดการเรยี นรู้ตอบสนองความแตกตา่ ง ระหวา่ งบุคคล 2. ครกู าหนดสาระสาคัญในเร่ืองท่ีสอนที่สามารถนาผู้เรียนไปส่เู ปา้ หมายการ เรยี นรตู้ ามมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวช้ีวดั ของหลกั สตู ร กล่าวโดยสรุปคือ คอื กาหนดเน้ือหาสาระให้สอดคล้องหรอื ล้อไปกับวัตถุประสงค์ เชิงพฤติกรรมในแตล่ ะวตั ถปุ ระสงค์ โดยออกแบบหน่วยการเรียนรู้และจัดการเรยี นรู้ท่เี นน้ ผูเ้ รียนเป็น

35 สาคญั ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล เพอ่ี นาผู้เรียนไปสเู่ ปา้ หมายการเรยี นรู้ตามมาตรฐาน การเรยี นรู้ และตวั ช้วี ดั ของหลกั สตู ร ตาราง 3 ผลการสงั เคราะหต์ วั บง่ ชี้ด้านการกาหนดเน้ือหาหรอื หลักสูตร นกั วชิ าการ ิพม ัพนธ์ เดชะ ุคปต์ (2551) องคป์ ระกอบ สานักงานคณะกรรมการ การ ึศกษา ้ัขน ้ืพนฐาน (2553) จานวนผู้ให้ ้ขอ ูมล/ความ ่ีถ 1. ครูร่วมกันออกแบบเนือ้ หาหรือหลกั สตู รสถานศึกษาใหส้ อดคล้องกับหลักสตู ร   3 แกนกลาง 2. ครกู าหนดสาระสาคญั ในเร่ืองทส่ี อนที่สามารถนาผ้เู รยี นไปสเู่ ปา้ หมายการ   3 เรยี นร้ตู ามมาตรฐานการเรียนรู้ และตวั ช้วี ดั ของหลักสตู ร จากตาราง 3 ผลการสังเคราะห์ตัวบง่ ช้ดี า้ นการกาหนดเนื้อหาหรือหลักสตู ร มี 2 ตัวบง่ ชี้ ประกอบด้วย 1) ครูรว่ มกันออกแบบเหนือ้ หาหรือหลกั สูตรสถานศึกษาใหส้ อดคลอ้ งกับหลักสูตร แกนกลาง 2) ครูกาหนดสาระสาคญั ในเร่ืองทีส่ อนท่สี ามารถนาผู้เรียนไปสเู่ ปา้ หมายการเรียนรตู้ าม มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชวี้ ัดของหลกั สตู ร 3. การศึกษาผเู้ รยี น สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน (2553) เสนอเกี่ยวกับการศึกษาผูเ้ รยี น 1. ครสู ารวจประสบการณก์ ารเรยี นร้ขู องผเู้ รยี น ครูผู้สอนควรคานึงว่าผเู้ รียนแตล่ ะ คนมีวิธีการเรยี นรู้ (Learning Styles) แตกต่างกัน 2. ครนู าขอ้ มลู มาใชใ้ นการวางแผนการจัดการเรยี นรู้ท่ที ้าทายความสามารถของ ผูเ้ รยี น ทิศนา แขมมณี (2555) เสนอเกย่ี วกบั การศึกษาผเู้ รียน 1. ครสู ารวจปญั หา และความตอ้ งการของผูเ้ รียนก่อนจดั การเรียนรู้

36 2. ครนู าขอ้ มลู การสารวจมาวิเคราะหเ์ พอ่ื จดั การเรียนร้ทู เ่ี หมาะสมกับพื้นฐานของ ผู้เรยี นสนองความต้องการของผู้เรยี น Klausmeier และ Ripple (1971) เสนอเก่ยี วกบั การศึกษาผ้เู รยี น 1. ครมู กี ารการพจิ ารณาความพรอ้ มของผเู้ รยี นก่อนจัดการเรยี นการสอน 2. ครูนาขอ้ มลู มาใช้ในการวางแผนการจดั การเรยี นรู้ กลา่ วโดยสรุปคือ การศึกษาผู้เรยี น คือการศึกษา หรอื วิเคราะหผ์ ู้เรยี นเปน็ รายบคุ คล เพื่อนาขอ้ มลู มาใชใ้ นการวางแผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ท้าทายความสามารถของผู้เรียนโดยคานงึ ถึง ลักษณะการเรยี นรู้ของผูเ้ รยี นแต่ละคนในเรื่อง ภูมหิ ลงั สติปญั ญา ความสามารถ ความถนัด รูปแบบ การเรยี นรู้ ความสนใจ และความตอ้ งการท่ีแตกต่างกัน เพื่อจัดการเรียนรทู้ ี่เหมาะสมกบั พื้นฐานของ ผ้เู รียนสนองความต้องการของผู้เรียน ซงึ่ จะช่วยให้ผเู้ รียนเกิดการเรยี นรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตาราง 4 ผลการสังเคราะหต์ ัวบ่งชด้ี ้านการศึกษาผเู้ รียน นกั วชิ าการ สานักงานคณะกรรมการ องคป์ ระกอบ การ ึศกษา ้ัขน ้ืพนฐาน (2553) ทิศนา แขมมณี (2555) Klausmeier และ Ripple (จ1า9น7ว1)นผู้ใ ้หข้อ ูมล/ความ ่ีถ 1. ครสู ารวจประสบการณ์การเรียนรขู้ องผเู้ รียน และความต้องการ   3 ของผเู้ รียนก่อนจดั การเรียนรู้ 2. ครนู าข้อมลู การสารวจมาวิเคราะห์เพื่อจดั การเรียนรู้ท่เี หมาะสม  3 กับพ้ืนฐานของผู้เรียน จากตาราง 4 ผลการสงั เคราะหต์ วั บ่งช้ีดา้ นการศกึ ษาผเู้ รียน มี 2 ตวั บ่งชี้ ประกอบด้วย 1) ครสู ารวจประสบการณก์ ารเรยี นร้ขู องผ้เู รียน และความต้องการของผู้เรียนก่อนจดั การเรยี นรู้ 2) ครูนาข้อมูลการสารวจมาวเิ คราะหเ์ พ่ือจดั การเรยี นรทู้ เี่ หมาะสมกับพนื้ ฐานของผเู้ รยี น 4. การกาหนดยทุ ธวิธีในการสอน พมิ พันธ์ เดชะคุปต์ (2551) เสนอเกี่ยวกับการกาหนดยุทธวิธใี นการสอน

37 1. ครูใช้ทฤษฎีการเรยี นรู้ หลักการเรียนรู้หรอื แนวคิดใด ท่ีเหมาะสมกับเนอ้ื หา เหมาะสมกบั ความสามารถของผูเ้ รยี น 2. ครเู ลอื กใช้การจัดการเรยี นการสอนท่เี นน้ นักเรียนเปน็ ศนู ยก์ ลาง โดยถอื ประโยชน์ นกั เรียนเปน็ สาคัญ 3. ครูเลือกใช้รูปแบบการสอนหรือวธิ ีสอนเทคนคิ การสอน หรือใหใ้ ช้แบบผสานให้ เหมาะสมกับเน้อื หาและบริบทของสถานศึกษา เสาวลักษณ์ รตั นวชิ ช์ (2551) เสนอเกย่ี วกับการกาหนดยุทธวธิ ใี นการสอน 1. ครูศกึ ษากลวิธกี ารสอนต่างๆ ทจี่ ะชว่ ยทาใหข้ ั้นตอนการสอนต่างๆ ประสบ ความสาเร็จได้ 2. ครูเน้นกระบวนการจัดการเรียนการสอนท่ีเนน้ ผ้เู รยี นเป็นสาคญั 3. ครูเลือกใชว้ ธิ ีการจัดการเรียนรทู้ ส่ี อดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและ เหมาะสมกบั บริบทของทอ้ งถิ่น ทศิ นา แขมมณี (2555) เสนอเกี่ยวกับการกาหนดยทุ ธวธิ ใี นการสอน 1. ครูเลือกใช้วธิ กี ารสอน หรือใช้เทคนิคการสอนมาช่วยในการจัดการเรียนรู้ให้เกิด ประสทิ ธิภาพเหมาะสมกับผู้เรียน 2. ครูเลือกวธิ ีการสอนทเ่ี หมาะสมกับเน้ือหา เหมาะสมกับความสามารถของผูเ้ รยี น 3. ครเู น้นใหผ้ ู้เรยี นมบี ทบาทรับผิดชอบตอ่ การเรียนรขู้ องตน ผเู้ รียนเป็นผู้เรียนรู้ บทบาทของครูคือผูส้ นับสนนุ (supporter) กล่าวโดยสรปุ คอื การกาหนดยทุ ธวธิ ีในการสอน เป็นการศึกษาหลักการและทฤษฎี ของวชิ าที่ทาการสอนอย่างละเอียด โดยพจิ ารณาหลกั การและเหตุผลของแนวโน้มในการจดั การเรยี น การสอนทเี่ หมาะสมกับเน้ือหา เหมาะสมกบั ความสามารถของผู้เรยี น บริบทของแหล่งการจัดการ เรยี นการสอน โดยเน้นผู้เรียนเปน็ ศูนย์กลาง โดยมเี ป้าหมายคือถือประโยชน์ผเู้ รียนเปน็ สาคัญ

38 ตาราง 5 ผลการสังเคราะห์ตัวบ่งช้ดี า้ นการกาหนดยุทธวิธใี นการสอน นกั วิชาการ ิพม ัพนธ์ เดชะคุปต์ (2551) องคป์ ระกอบ เสาวลักษ ์ณ รัตนวิชช์ (2551) ทิศนา แขมมณี (2555) จานวนผู้ให้ ้ขอ ูมล/ความ ี่ถ 1. ครใู ชท้ ฤษฎีการเรยี นรู้ หลักการเรียนรหู้ รอื แนวคิดใด ที่เหมาะสม    3 กบั เนือ้ หา เหมาะสมกับความสามารถของผเู้ รียน 2. ครเู ลือกใชก้ ารจัดการเรียนการสอนทีเ่ นน้ นักเรยี นเปน็ ศนู ย์กลาง    3 โดยถือประโยชนน์ ักเรยี นเปน็ สาคญั 3. ครูเลือกใช้วธิ กี ารจดั การเรียนรูท้ ส่ี อดคล้องกับความต้องการของ    3 ผเู้ รียนและเหมาะสมกบั บริบทของทอ้ งถิ่น จากตาราง 5 ผลการสังเคราะห์ตัวบ่งชดี้ า้ นการกาหนดยุทธวธิ ใี นการสอน มี 3 ตัวบง่ ช้ี ประกอบดว้ ย 1) ครูใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ หลกั การเรยี นรู้หรือแนวคดิ ใด ทเ่ี หมาะสมกับเน้ือหา เหมาะสมกบั ความสามารถของผ้เู รยี น 2) ครเู ลือกใช้การจดั การเรยี นการสอนท่เี นน้ นักเรียนเปน็ ศนู ย์กลาง โดยถือประโยชนน์ ักเรียนเป็นสาคัญ 3) ครเู ลือกใช้วิธีการจัดการเรียนรูท้ ่สี อดคล้องกบั ความ ต้องการของผเู้ รยี นและเหมาะสมกับบรบิ ทของทอ้ งถน่ิ 5. การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ พมิ พนั ธ์ เดชะคปุ ต์ (2551) เสนอเกี่ยวกบั การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ 1. ครมู ีการวเิ คราะหลกั สูตร และนาหลักสูตรสู่การปฏบิ ัติ 2. ครอู อกแบบหนว่ ยการเรียนรรู้ ว่ มกนั ใหต้ อบสนองความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน (2553) เสนอเก่ียวกบั การจัดกจิ กรรมการ เรยี นรู้ 1. ครมู ีการพฒั นาหลักสูตรให้มคี วามทนั สมัย และวเิ คราะหลกั สูตรการนามาสู่การ จดั กจิ กรรม 2. ครูออกแบบหน่วยการเรยี นรแู้ ละจดั การเรยี นรู้ท่ีเนน้ ผ้เู รียนเปน็ สาคัญตอบสนอง ความแตกต่าง ระหว่างบุคคล

39 ทิศนา แขมมณี (2555) เสนอเกย่ี วกับการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ 1. ครอู อกแบบหนว่ ยการเรยี นรู้ จดั ทาแผนการสอน เพ่ือนาไปส่เู ป้าหมายการเรียนรู้ ตามมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชว้ี ดั ของหลักสูตร 2. ครูร่วมกนั วางแผนการจัดการเรยี นภาพรวมของสถานศึกษาเพื่อแกป้ ัญหา และ ส่งเสรมิ โดยมเี ป้าหมายสาคัญคอื ผเู้ รียน กลา่ วโดยสรุปคือ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เปน็ กระบวนการสาคัญในการนา หลกั สตู รสู่การปฏิบตั นิ าไปสกู่ ารออกแบบหนว่ ยการเรยี นรู้ จัดการเรยี นรู้ทเ่ี นน้ ผเู้ รยี นเป็นสาคญั ตอบสนองความแตกต่างระหวา่ งบุคคล และมีความสอดคล้องกบั พัฒนาการทางสมองของผู้เรียนใน แต่ละชว่ งวัย ตาราง 6 ผลการสงั เคราะหต์ วั บ่งชี้ด้านการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ นกั วชิ าการ ิพม ัพนธ์ เดชะคุปต์ (2551) องคป์ ระกอบ สานักงานคณะกรรมการ การ ึศกษา ้ัขน ้ืพนฐาน (2553) ทิศนา แขมม ีณ (2555) จานวนผู้ใ ้ห ้ขอ ูมล/ความ ่ีถ 1. ครอู อกร่วมกันแบบหน่วยการเรียนรู้ จัดทาแผนการสอน เพ่อื นาไปส่เู ปา้ หมายการเรยี นรู้ตามมาตรฐานการเรยี นรู้ และตัวชว้ี ัด    3 ของหลกั สูตร 2. ครูร่วมกันวางแผนการจดั การเรยี นภาพรวมของสถานศึกษาเพ่ือ   3 แก้ปญั หา และสง่ เสริมโดยมีเป้าหมายสาคัญคือผ้เู รียน จากตาราง 6 ผลการสงั เคราะหต์ ัวบง่ ชดี้ ้านการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ มี 2 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย 1) ครูออกแบบหนว่ ยการเรียนร้รู ว่ มกัน จัดทาแผนการสอน เพอ่ื นาไปสเู่ ป้าหมายการ เรียนรตู้ ามมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวช้วี ดั ของหลกั สตู ร 2) ครรู ว่ มกันวางแผนการจดั การเรยี น ภาพรวมของสถานศึกษาเพื่อแกป้ ญั หา และส่งเสริมโดยมเี ป้าหมายสาคัญคอื ผเู้ รยี น 6. การวัดและการประเมนิ ผล พิมพันธ์ เดชะคปุ ต์ (2551) เสนอเกย่ี วกับการวัดและการประเมินผล

40 1. ครูกาหนดวธิ วี ัดผลการเรยี นรูท้ ่หี ลากหลายวธิ ี 2. ครกู าหนดเครื่องมือวัดผล เปน็ การวัดผลท่ีเน้นนกั เรียนเปน็ ศนู ย์กลาง สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน (2553) เสนอเกี่ยวกับการวดั และการ ประเมนิ ผล 1. ครูประเมนิ ความก้าวหน้าในการเรยี นร้ขู องผู้เรยี นด้วยวิธกี ารทหี่ ลากหลาย เหมาะสมกับธรรมชาตขิ องวชิ าในแตล่ ะกลุม่ สาระการเรยี นรู้ 2. ครวู ดั และประเมินผลตามสภาพจรงิ โดยการวดั ผลที่เนน้ ผ้เู รยี นเป็นศูนยก์ ลาง ทิศนา แขมมณี (2555) เสนอเกี่ยวกับการวดั และการประเมนิ ผล 1. ครูควรวดั และประเมินผลตามสภาพจริง ซ่ึงเป็นการประเมนิ การแสดงออกของ ผเู้ รียนรอบด้านตลอดเวลา 2. ครูใชข้ ้อมูลที่หลากหลาย หรือเครือ่ งมือที่หลากหลายและสอดคล้องกับวธิ ีการ ประเมนิ ตลอดจนจดุ ประสงคใ์ นการประเมิน กล่าวโดยสรปุ คอื การวดั และการประเมินผล เปน็ การกาหนดวธิ ีวัดผลการเรียนรู้หรือ ประเมินความก้าวหน้าในการเรยี นรู้ของผูเ้ รยี นดว้ ยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับธรรมชาตขิ อง รายวชิ าในแตล่ ะกล่มุ สาระการเรยี นรู้ และให้มคี วามเหมาะสมกับผ้เู รียนทมี่ ีความแตกตา่ งกัน โดยเป็น การวัดผลที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ตาราง 7 ผลการสังเคราะหต์ ัวบ่งชีด้ ้านการวัดและการประเมนิ ผล นกั วชิ าการ ิพม ัพนธ์ เดชะคุปต์ (2551) องคป์ ระกอบ สานักงานคณะกรรมการ การ ึศกษา ้ัขน ้ืพนฐาน (2553) ทิศนา แขมม ีณ (2555) จานวนผู้ใ ้ห ้ขอ ูมล/ความ ่ีถ 1. ครูประเมนิ ความกา้ วหนา้ ในการเรียนรูข้ องผ้เู รยี นดว้ ยวิธีการท่ี หลากหลายเหมาะสมกับธรรมชาติของวิชาในแตล่ ะกลุ่มสาระการ    3 เรยี นรู้ 2. ครกู าหนดเครื่องมือวัดผล เปน็ การวดั ผลทเ่ี น้นนักเรียนเปน็   3 ศนู ยก์ ลาง

41 จากตาราง 7 ผลการสงั เคราะห์ตวั บ่งช้ีด้านการวัดและการประเมินผล มี 2 ตวั บง่ ชี้ ประกอบด้วย 1) ครปู ระเมินความกา้ วหน้าในการเรยี นรู้ของผู้เรยี นดว้ ยวิธีการที่หลากหลายเหมาะสม กับธรรมชาติของวิชาในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ 2) ครูกาหนดเครื่องมอื วดั ผล เปน็ การวัดผลทเ่ี นน้ นักเรียนเปน็ ศนู ย์กลาง ตาราง 8 สรปุ องค์ประกอบและตวั บ่งชก้ี ารดาเนินการพฒั นาแนวทางการการเรียนรู้ โดยใชแ้ นวคดิ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชพี ครู จากการสังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัย ทเ่ี กีย่ วข้อง องคป์ ระกอบ ตวั บ่งชี้ 1. การกาหนดวตั ถุประสงคห์ รอื 1. ครูรว่ มกนั ร่วมในการคดิ รเิ รม่ิ ศึกษาสภาพปญั หา ความ จดุ มงุ่ หมาย ต้องการ และบรบิ ทของท้องถ่ิน 2. การกาหนดเน้ือหาหรอื หลักสตู ร 2. ครูกาหนดเปา้ หมายทต่ี อ้ งการใหเ้ กดิ ข้นึ กับผเู้ รยี นดา้ น ความรู้ ทักษะกระบวนการ 3. การศกึ ษาผเู้ รยี น 1. ครูร่วมกันออกแบบเนื้อหาหรอื หลักสตู รสถานศึกษาให้ สอดคล้องกบั หลกั สตู รแกนกลาง 4. การกาหนดยุทธวิธใี นการสอน 2. ครูกาหนดสาระสาคัญในเร่ืองทีส่ อนทส่ี ามารถนาผูเ้ รียน ไปส่เู ปา้ หมายการเรยี นร้ตู ามมาตรฐานการเรยี นรู้ และ 5. การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ ตัวชีว้ ัดของหลกั สตู ร 1. ครสู ารวจประสบการณก์ ารเรียนร้ขู องผูเ้ รียน และความ ตอ้ งการของผูเ้ รียนก่อนจดั การเรยี นรู้ 2. ครนู าข้อมูลการสารวจมาวิเคราะหเ์ พอื่ จดั การเรยี นรูท้ ่ี เหมาะสมกับพนื้ ฐานของผ้เู รยี น 1. ครูใชท้ ฤษฎกี ารเรียนรู้ หลักการเรยี นรู้หรอื แนวคดิ ใด ท่ี เหมาะสมกับเนอื้ หา เหมาะสมกับความสามารถของผูเ้ รยี น 2. ครเู ลือกใชก้ ารจัดการเรยี นการสอนท่เี นน้ นักเรยี นเปน็ ศูนยก์ ลาง โดยถือประโยชนน์ ักเรียนเป็นสาคัญ 3. ครเู ลือกใชว้ ิธีการจดั การเรียนรู้ทสี่ อดคล้องกบั ความ ตอ้ งการของผูเ้ รียนและเหมาะสมกบั บริบทของท้องถิ่น 1. ครูออกร่วมกนั แบบหน่วยการเรียนรู้ จัดทาแผนการสอน เพอ่ื นาไปสูเ่ ปา้ หมายการเรยี นรตู้ ามมาตรฐานการเรียนรู้ และ

42 ตารางที่ 8 (ต่อ) องค์ประกอบ ตวั บ่งช้ี 6. การวัดและการประเมนิ ผล ตวั ชี้วัดของหลกั สูตร 2. ครรู ว่ มกนั วางแผนการจดั การเรยี นภาพรวมของ สถานศกึ ษาเพ่ือแก้ปัญหา และสง่ เสริมโดยมีเป้าหมายสาคัญ คือผ้เู รียน 1. ครูประเมินความก้าวหนา้ ในการเรียนรูข้ องผูเ้ รยี นด้วย วิธกี ารทหี่ ลากหลายเหมาะสมกับธรรมชาตขิ องวิชาในแต่ละ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ 2. ครกู าหนดเคร่ืองมือวดั ผล เปน็ การวัดผลท่เี นน้ นกั เรยี น เปน็ ศนู ย์กลาง จากตาราง 8 การสรุปการสังเคราะห์องคป์ ระกอบการจดั การเรยี นรู้ทงั้ 6 องคป์ ระกอบ ประกอบด้วย 1. การกาหนดวัตถปุ ระสงค์หรอื จุดมุ่งหมาย 2. การกาหนดเนื้อหาหรือหลกั สตู ร 3. การศกึ ษาผ้เู รยี น 4. การกาหนดยุทธวธิ ใี นการสอน 5. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 6. การวดั และ การประเมินผล โดยมรี ายละเอียดของแตล่ ะองคป์ ระกอบ ทจ่ี ะนาไปส่กู ารนิยามองค์ประกอบ ดงั ต่อไปนี้ 1. การกาหนดวัตถุประสงคห์ รอื จุดมงุ่ หมาย หมายถึง ครรู ว่ มกนั รว่ มในการคดิ รเิ ริ่มศกึ ษา สภาพปัญหา ความต้องการ และบริบทของท้องถ่ิน รวมไปถึงการร่วมกนั กาหนดเปา้ หมายที่ต้องการ ใหเ้ กดิ ข้นึ กบั ผู้เรียนดา้ นความรู้ ทักษะกระบวนการ พิมพนั ธ์ เดชะคุปต์ (2551) ; สานกั งาน คณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน ; (2553 Hough and Duncan (1997) 2. การกาหนดเน้อื หาหรือหลักสูตร หมายถงึ ครรู ว่ มกนั ออกแบบเน้ือหาหรือหลกั สูตร สถานศกึ ษาใหส้ อดคลอ้ งกบั หลกั สูตรแกนกลาง โดยกาหนดสาระสาคญั ในเร่ืองทสี่ อนท่สี ามารถนา ผเู้ รยี นไปสู่เป้าหมายการเรียนรูต้ ามมาตรฐานการเรยี นรู้ และตวั ชี้วัดของหลกั สตู ร พมิ พนั ธ์ เดชะคปุ ต์ (2551) ; สานกั งานคณะกรรม การการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน (2553) 3. การศึกษาผูเ้ รยี น หมายถึง ครูสารวจประสบการณ์การเรียนร้ขู องผเู้ รียน และความ ตอ้ งการของผเู้ รยี นก่อนจัดการเรียนรู้ มีการนาข้อมูลท่ีได้จากการสารวจมาวิเคราะห์เพ่ือจัดการเรยี นรู้ ทเี่ หมาะสมกับพน้ื ฐานของผเู้ รียน สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน (2553) ; ทศิ นา แขม มณี (2555) ; Klausmeier และ Ripple (1971)

43 4. การกาหนดยุทธวิธีในการสอน หมายถึง ครูใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ หลักการเรยี นรู้หรอื แนวคดิ ใด ทเี่ หมาะสมกบั เน้อื หา เหมาะสมกับความสามารถของผูเ้ รียน โดยเลือกใชว้ ธิ ีการจดั การ เรียนรู้ทสี่ อดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและเหมาะสมกบั บริบทของท้องถิ่น ให้ความสาคญั ใน การจดั การเรียนการสอนท่ีเน้นนกั เรียนเปน็ ศูนย์กลาง ถือประโยชนน์ ักเรียนเป็นสาคญั พิมพันธ์ เดชะ คปุ ต์ (2551) ; เสาวลักษณ์ รัตนวชิ ช์ (2551) ; ทิศนา แขมมณี (2555) 5. การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ หมายถึง ครูออกร่วมกนั แบบหน่วยการเรยี นรู้ จัดทา แผนการสอน เพอ่ื นาไปส่เู ป้าหมายการเรียนรูต้ ามมาตรฐานการเรียนรู้ และตวั ชีว้ ัดของหลกั สตู ร โดย คณะครรู ่วมกนั วางแผนการจัดการเรยี นภาพรวมของสถานศึกษาเพ่ือแกป้ ัญหา และส่งเสรมิ โดยมี เปา้ หมายสาคญั คือผู้เรยี น พิมพนั ธ์ เดชะคปุ ต์ (2551) ; สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (2553) ; ทศิ นา แขมมณี (2555) 6. การวัดและการประเมินผล หมายถึง ครูมีประเมนิ ความกา้ วหนา้ ในการเรยี นรูข้ อง ผ้เู รยี นดว้ ยวิธกี ารทห่ี ลากหลายเหมาะสมกับธรรมชาติของวชิ าในแตล่ ะกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยการ กาหนดเคร่ืองมือวัดผล ต้องเปน็ การวดั ผลทเ่ี น้นนกั เรยี นเป็นศูนย์กลาง พิมพนั ธ์ เดชะคปุ ต์ (2551) ; สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน (2553) ; ทศิ นา แขมมณี (2555) ชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ทางวชิ าชีพ (Professional Leaning Community : PLC) 1. ความหมายของชมุ ชนแห่งการเรยี นรู้ทางวชิ าชพี ชุมชนแหง่ การเรยี นรูท้ างวชิ าชีพ มนี ักวชิ าการและหนว่ ยงานตา่ งๆได้ให้ความหมายของ ชุมชนแหง่ การเรียนร้ทู างวชิ าชีพไวห้ ลายความหมาย ไมเ่ ฉพาะเจาะจง ขนึ้ อยู่กับบรบิ ทของแตล่ ะ สถานที่ เพ่ือใหเ้ กิดความเขา้ ใจตรงกนั ผู้วิจยั ขอนาเสนอความหมายของชุมชนแห่งการเรยี นร้ทู าง วิชาชพี ดงั นี้ ณรงคฤ์ ทธ์ิ อินทนาม (2553) ไดใ้ ห้ความหมายว่า ชมุ ชนการเรียนร้ทู างวิชาชีพว่า ประกอบด้วย 2 สว่ นท่สี าคัญ คือ สว่ นท่เี ป็นกระบวนการ เชน่ การแลกเปลย่ี นและพดู คุยสอบถามเชงิ วิพากษว์ จิ ารณ์ การสะท้อนผล และร่วมมอื รวมพลงั ในการปฏิบตั งิ าน เปน็ ตน้ และส่วนทเ่ี ปน็ ผลลพั ธท์ ่ี คาดหวงั คอื การเป็นครมู ืออาชพี ที่มุ่งสผู่ ลประโยชน์ซ่งึ เปน็ การเรยี นรู้ของนกั เรียนเปน็ สาคัญ สิรพิ นั ธ์ สวุ รรณมรรคา (2554) ได้ให้ความหมายวา่ ชุมชนแหง่ การเรียนรูท้ างวิชาชีพ เปน็ กระบวนการเรยี นรู้ผา่ นบทเรยี น (Lesson Study) ทชี่ ่วยใหค้ รูรู้และเข้าใจศักยภาพของตนเอง สามารถกาหนดเปา้ หมาย และแนวทางการดาเนนิ การเพ่ือใหบ้ รรลเุ ป้าหมายท่ีชดั เจน เปน็ กระบวนที่ เกดิ ในหอ้ งเรียนคุณภาพ อนั ประกอบด้วย การมีแผนการเรียนรทู้ มี่ คี ณุ ภาพ การใชส้ ื่อ ICT การใชว้ นิ ัย

44 เชิงบวก การวดั และประเมินผลรอบด้าน ภายใต้กระบวนการสอนแนะ (Coaching) และกระบวนการ เปน็ พ่เี ลยี้ ง (Mentoring) พมิ พ์ทอง สังสทุ ธพิ งศ์ (2555) ไดใ้ ห้ความหมายวา่ ชุมชนการเรียนรูท้ างวิชาชีพไวว้ า่ เป็นชมุ ชนสายจิตปัญญาศึกษาที่มองหาคนที่มคี วามคิดเหมือนกนั ใช้พื้นท่ี (Space) ในการสรา้ งชุมชน ที่รองรับความหลากหลายของปัจเจกบคุ คล การสร้างชมุ ชนทาใหเ้ กิดความภมู ใิ จท่ีไดท้ าด้วยตนเอง เป็นเหมอื น (Container) ท่ีทาใหเ้ ตมิ เต็ม คนทฝี่ กึ ฝนเร่ืองน้ี จะมคี วามโดดเด่ียวค่อนข้างมากไม่เปน็ เป้าประสงค์ในการประสบความสาเรจ็ หรือมีอะไรเหมือนคนอื่น หากเพียงอยากร้วู า่ มีอะไรในตัวเราซ่ึง จะนาไปสู่การเกิดคุณคา่ ท่แี ท้จริงในตัวเรา (Individuality) เป็นตัวของตัวเรา ชุมชนต้องมีพ้ืนทใี่ ห้มาก เพอื่ เปิดโอกาสให้แต่ละคนได้ค้นหาตัวเอง ได้มแี นวทางของตนเองเห็นคุณคา่ ในตวั เองชุมชนควรมีการ เดินทางเป็นทต่ี ้ัง มีการสนทนา ไมม่ ีการตดั สนิ ผดิ ถูก วจิ ารณ์ พานชิ (2555) ได้ใหค้ วามหมายวา่ ชุมชนการเรยี นรู้ทางวชิ าชีพหมายถึง การมีคุณคา่ รว่ ม และวิสัยทัศนร์ ่วมกัน รวมไปถึงการเรยี นรู้รว่ มกนั และการนาส่งิ ท่เี รยี นรู้ไป ประยุกต์ใช้ อยา่ งสรา้ งสรรค์ร่วมกนั การรวมตัวในรูปแบบนี้เป็นเหมอื น แรงผลกั ดนั โดยอาศยั ความ ตอ้ งการและความสนใจของ สมาชกิ ในกลุ่ม PLC เพื่อการเรยี นรูแ้ ละพฒั นาวิชาชีพ สู่มาตรฐานการ เรียนรขู้ องนักเรยี นเปน็ หลกั เรวณี ชัยเชาวรัตน์ (2556) ได้ใหค้ วามหมายว่า ชุมชนการเรียนรทู้ างวิชาชพี หมายถงึ กระบวนการสร้างการเปลย่ี นแปลงโดยเรยี นรู้จากการปฏบิ ัตงิ านของกลุม่ บคุ คลที่มารวมกนั เพอ่ื ทางานรว่ มกันและสนับสนนุ ซึง่ กนั และกัน โดยมวี ตั ถุประสงคเ์ พ่อื พัฒนาการเรียนรขู้ องผเู้ รยี น ร่วมกนั วางเปา้ หมายการเรียนร้ขู องผู้เรียน และตรวจสอบ สะท้อนผลการปฏิบตั ิทั้งในส่วนบคุ คลและ ผลที่เกิดขึ้นโดยรวม ผา่ นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ การวพิ ากษว์ ิจารณ์ การทางานรว่ มกันการ รว่ มมือรวมพลงั โดยมุ่งเนน้ และสง่ เสรมิ กระบวนการเรยี นรู้อย่างเปน็ องค์รวม จลุ ลี่ ศรษี ะโคตร (2557) ไดใ้ ห้ความหมายว่า ชุมชนแหง่ การเรียนรทู้ างวชิ าชพี ของ ครู หมายถงึ การรวมตวั ของครูในสถานศกึ ษา ในลักษณะทีมเรยี นรู้ โดยครูเปน็ ผนู้ ารว่ มกัน สว่ น ผบู้ ริหารเป็นผู้ดแู ลสนบั สนุน บนพนื้ ฐานวัฒนธรรมความสมั พันธ์แบบกัลยาณมติ ร ท่ีมวี สิ ยั ทศั น์ เปา้ หมาย และภารกจิ ร่วมกัน มีการดาเนินการแบบทีมร่วมเรียนรู้ มกี ารจัดการความรแู้ ละพัฒนา วิชาชีพภายใตส้ ภาพการณท์ ี่ สนบั สนนุ เพอ่ื เปลยี่ นแปลงคุณภาพตนเองสคู่ ณุ ภาพการจัดการเรียนรูท้ ่ี เนน้ ความสาเร็จหรอื ประสทิ ธิผลของผเู้ รียนเปน็ สาคญั วรลักษณ์ ชกู าเนดิ (2557) ได้ใหค้ วามหมายวา่ ชมุ ชนการเรียนรู้ทางวชิ าชีพครู หรือ PLC หมายถึง การรวมตวั ร่วมใจ รว่ มพลัง รว่ มทา และร่วมเรยี นรรู้ ว่ มกันของครูผู้บริหาร และนักการ ศกึ ษาบนพ้ืนฐานวฒั นธรรมความสัมพันธแ์ บบกลั ยาณมิตร ท่มี ีวสิ ัยทศั น์ คุณค่าเป้าหมาย และภารกิจ รว่ มกนั โดยทางานรว่ มกันแบบทีม เรียนรู้ทค่ี รูเปน็ ผู้นาร่วมกัน และผู้บรหิ ารแบบผ้ดู ูแลสนบั สนนุ สู่

45 การเรยี นรูแ้ ละพัฒนาวชิ าชพี เปล่ยี นแปลงคุณภาพตนเองสคู่ ณุ ภาพการจัดการเรียนรู้ทเ่ี น้น ความสาเร็จหรือประสทิ ธิผลของผเู้ รยี นเป็นสาคญั และความสุขของการทางานร่วมกนั ของสมาชิกใน ชุมชน ปองทิพย์ เทพอารีย์ (2557) ได้ให้ความหมายว่า ชุมชนแห่งการเรยี นร้เู ชิงวชิ าชพี (Professional Learning Community) หมายถงึ กลุ่มครูท่ีรวมตัวกัน เพ่ือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ เกยี่ วกบั การจัดการเรียนการสอน ใหค้ ุณค่ากบั การเรยี นรู้อยา่ งต่อเนอื่ งโดยครูในชุมชนทางาน ร่วมกนั เพื่อสรา้ งองค์ความรู้ รวมทั้งสร้างความสามารถในระดบั ปจั เจก ระดบั กลมุ่ และระดับ สถานศกึ ษาเพ่ือพฒั นาการเรียนการสอนและการเรียนรู้ของนกั เรียน มารุต พฒั ผล (2557) ไดใ้ ห้ความหมายวา่ ชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้เชงิ วิชาชีพครวู ่าเปน็ การผสมผสานแนวคิด 2ประการ ไดแ้ ก่ ความเปน็ มืออาชีพ (Professional) และชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Community) หมายถงึ การรวมกลุ่มกันของบุคคลผปู้ ระกอบวิชาชีพครโู ดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาสมรรถนะเชิงวชิ าชพี และคุณภาพของผ้เู รยี นร่วมกนั ผ่านกระบวนการเรยี นรู้รว่ มมือร่วมใจ (Collaborative Learning) การเรียนรู้ประสบการณ์การปฏบิ ัตงิ านในพืน้ ที่ (Field) และการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Sharing Learning) อย่างต่อเน่ือง Sergiovanni (1994) ได้ให้ความหมายวา่ PLC เปน็ สถานทสี่ าหรบั “ปฏสิ ัมพนั ธ์” ลด “ความโดดเดีย่ ว” ของมวลสมาชิกวชิ าชพี ครขู องโรงเรยี นในการทางานเพื่อปรบั ปรงุ ผลการเรียน ของนักเรียน หรืองานวิชาการโรงเรยี น DuFour (2004) ได้ให้ความหมายวา่ ชุมชนแหง่ การเรียนรู้ทางวชิ าชพี คือแนวคดิ ของการพฒั นาโรงเรยี นในปจั จบุ ันโดยเป็นการรวมตวั กนั ทางานร่วมแรงรว่ มใจของบุคคลในวิชาชพี ครู ทม่ี ีความสนใจและมีความรู้ในการศกึ ษา เช่น คณะครูผู้สอนระดับช้นั ประถมศึกษา คณะครผู ู้สอน ระดบั ชั้นมธั ยมศึกษา คณะกรรมการสถานศกึ ษา องค์กรการศกึ ษาระดบั ชาตแิ ละอน่ื ๆ เรยี นรูแ้ ละ ทางานส่เู ป้าหมายอยา่ งมวี ุฒภิ าวะและความรบั ผดิ ชอบด้วยการพัฒนาทางวชิ าชพี สู่วุฒภิ าวะความเป็น ครขู องชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ทางวชิ าชีพ มลี ักษณะสาคญั คือเนน้ การพัฒนาบนฐานงานจริงมากกว่า การพฒั นานอกหน้างานจรงิ Hord (2004) ได้ใหค้ วามหมายวา่ ชุมชนแห่งการเรียนรทู้ างวชิ าชพี เปน็ ชมุ ชนของ การค้นหาและการพฒั นาทต่ี ่อเน่อื ง และให้ความสนใจไปทีศ่ ักยภาพของคนภายในและภายนอก โรงเรียนในการรว่ มกนั ส่งเสริมการเรียนรูข้ องครูและนักเรียนตลอดจนการพัฒนาโรงเรยี น Bulkley และ Hicks (2005) ได้ให้ความหมายว่า ชุมชนแหง่ การเรียนรูท้ างวชิ าชพี ของโรงเรยี นเป็นลักษณะของปฏิสัมพนั ธ์ท่ีต่อเน่ืองระหวา่ งครกู ับครเู ก่ยี วกับการปฏบิ ัตงิ านการสอน รวมทง้ั การเรียนรขู้ องครแู ละนกั เรียน