44 อย่างไรกด็ หี ลงั จากเหตกุ ารณน์ ั้น สหรฐั อเมรกิ ากก็ ลายมาเป็นประเทศมหาอำนาจและมีความเจริญรงุ่ เรอื ง มากขึ้นทุกวนั เน่อื งจากไมไ่ ดต้ กเปน็ อาณานคิ มของผใู้ ดแลว้ น่นั เอง 4.3 คำประกาศอิสรภาพ เม่ือใดวถิ ีแห่งเหตุการณ์ของมนษุ ย์ไดบ้ ังเกิดความจำเป็นทีป่ ระชาชนพวกหน่ึง จะตอ้ งทำลายข้อ ผกู พันทางการเมอื ง ซึ่งตนมีอยูก่ ับประชาชนพวกอ่นื ใหห้ มดไป และจะจัดตั้งแหล่งท่อี นั เปน็ เอกเทศและ เท่าเทย่ี มกันข้ึนใหม่ในหมอู่ ำนาจบนพื้นพภิ พนี้ ตามท่ีกฎแห่งธรรมชาตแิ ละพระเจ้าแห่งธรรมชาตไิ ด้ทรง กำหนดให้ไว้ เมือ่ น้ันความเคารพท่ีพงึ มตี อ่ ความเห็นของมวลมนุษยเ์ รียกร้องว่าพวกเขาจะต้องแถลงถึง สาเหตุทบ่ี ังคบั ให้ต้องกา้ วไปสกู่ ารแบง่ แยกดังกล่าวนั้น เราถือว่าความจรงิ ตอ่ ไปน้ีเปน็ สิง่ ทป่ี ระจกั ษ์แจ้งอย่ใู นตัวเอง นั่นคอื มนษุ ย์ทุกคนถกู สรา้ งข้ึนมา อยา่ งเท่าเทยี มกนั และพระเจ้าผสู้ รา้ งไดม้ อบสิทธิบางประการทีจ่ ะเพกิ ถอนมิไดไ้ วใ้ หแ้ กม่ นุษย์ ในบรรดา สิทธเิ หลา่ นัน้ ไดแ้ ก่ ชีวิต เสรภี าพ และการเสาะแสวงหาความสขุ เพอ่ื ท่จี ะคมุ้ ครองสทิ ธิเหล่านนั้ ให้ม่นั คง รัฐบาลจึงถกู สถาปนาข้นึ ในหมูม่ วลมนษุ ย์ โดยไดอ้ ำนาจท่ี ยตุ ิธรรมอันเน่ืองมาจากความยินยอมของผู้ที่อยใู่ ต้การปกครอง เมือ่ ใดก็ตามท่รี ปู แบบของรฐั บาลใดเปน็ ส่งิ ทีท่ ำลายเป้าหมายเหลา่ น้ี เม่ือนน้ั ย่อมเปน็ สทิ ธิของประชาชนทีจ่ ะเล่ยี นแปลงหรือยกเลกิ รัฐบาลแบบนน้ั เสีย และสถาปนารัฐบาลขึ้นใหมโ่ ดยให้มรี ากฐานอยู่บนหลักการดงั กล่าว และโดยการกหนดอำนาจของ รฐั บาลนั้นให้เปน็ ไปในแบบทีพ่ วกเขาเหน็ ว่าน่าจะมีผลต่อความปลอดภัยและความผาสุกของพวเขามาก ทส่ี ดุ แนน่ อนว่าความสุขุมรอบคอบยอ่ มจะกำหนดวา่ รัฐบาลทจ่ี ะได้จัดตั้งมาช้านานแล้ว ไมค่ วรที่จะตอ้ ง เปลีย่ นแปลงไปด้วยเหตุเพียงเลก็ นอ้ ยและช่ัวแล่น และโดยเหตนุ เี้ อง ประสบการณ์ทง้ั ปวงก็ได้แสดงให้เหน็ ว่ามนษุ ยชาตมิ แี นวโน้มท่จี ะยอมอดทนหากความชั่วร้ายนั้นพอทนได้ ยง่ิ กว่าท่จี ะแกไ้ ขใหแ้ กต่ นเองโดยการ ทำลายลา้ งแบบอย่างท่ีตนเคยชินอยู่ แต่เมอื่ การใช้อำนาจไปในทางท่ีผดิ และการช่วงชงิ อำนาจมอี ยู่อย่าง ยาวนาน โดยมุ่งหมายต่อวัตถุประสงคเ์ ดิมอย่างไม่เสอื่ มคลาย จนช้ีให้เห็นวา่ มีแผนการท่จี ะกดพวกเขาลง ภายใตก้ ารปกครองโดยเด็ดขาดของคนๆเดียวแลว้ ยอ่ มเป็นสิทธิ ยอ่ มเป็นหน้าทข่ี องพวกเขาท่ีจะล้มล้าง รฐั บาลเชน่ นน้ั และจดั หาเครือ่ งปอ้ งกันใหม่สำหรบั ความมั่นคงในอนาคตของพวกเขา – นีค่ ือความทุกข์ ยากท่ีได้อดทนมาช้านานแล้วของอาณานคิ มเหลา่ น้ี และนีก่ ค็ อื ความจำเปน็ ในปจั จบุ ันที่บีบบังคบั ให้พวก เขาตอ้ งเปล่ยี นระบบการปกครองเกา่ ของตนเสยี ใหม่ ประวตั ขิ องกษตั ริยอ์ งคป์ จั จบุ นั ขององั กฤษ คือ ประวัติแหง่ การสร้างความทกุ ข์ทรมานและการชว่ งชิงอำนาจซ้ำแล้วซำ้ เลา่ โดยล้วนแตม่ ีวตั ถปุ ระสงค์อัน แนว่ แนท่ ี่จะสถาปนาระบบทรราชย์อนั เด็ดขาดเหนือรัฐเหลา่ น้ัน เพ่ือทจี่ ะพสิ ูจน์ขอ้ นี้ ขอใหโ้ ลกที่เท่ียงตรง ได้พจิ ารณาขอ้ เท็จจริงต่อไปน้ดี ้วย
45 พระองคป์ ฏเิ สธไม่ยอมเหน็ ชอบดว้ ยกับกฎหมายซึ่งเปน็ ส่ิงทม่ี ีความจำเปน็ เพ่ือสาธารณประโยชน์ พระองคห์ า้ มมิใหผ้ วู้ ่าการรฐั ของพระองค์ผา่ นกฎหมาย ซึง่ มคี วามสำคัญอนั เร่งรีบและต้องใชโ้ ดย ด่วน และให้ระงับไวก้ ่อน จนกวา่ พระอง์จะเห็นชอบด้วย และเมือ่ ได้ระงบั ไว้แล้ว พระองคก์ ไ็ ด้เพิกเฉยไม่ สนพระทัยแต่อยา่ งใด พระองคป์ ฏิเสธไมย่ อมผ่านกฎหมายอ่ืนๆ เพือ่ อำนวยความสะดวกแกเ่ ขตท่มี ปี ระชาชนจำนวน มาก นอกเสียจากว่าประชาชนเหล่านั้นจะยอมสละสทิ ธิอันมคี ่าประมาณมิไดข้ องพวกเขา และเปน็ สิ่งท่ีนา่ เกรงกลัวก็เฉพาะต่อพวกทรราชเทา่ นัน้ พระองคไ์ ดเ้ รียกประชุมสภานิตบิ ญั ญตั ิในที่ต่างๆ ซ่งึ ผดิ ปรกติวิสัย ไมส่ ะดวกและหา่ งไกลจาก แหล่งรวมเอกสารทางราชการของพวกเขา โดยมีวัตถุประสงค์ประการเดียว คือ เพอ่ื ทำให้พวกเขาเหนื่อย ล้าและยอมปฏิบัตติ ามมาตรการของพระองค์ กษตั รยิ พ์ ระองค์นไี้ ดย้ บุ สภาผแู้ ทนราษฎรหลายคร้ังหลายหน โดยเหตุทไ่ี ด้คดั ค้านอย่างหนักแน่น และอยา่ งกลา้ หาญตอ่ การรุกรานสทิ ธขิ องประชาชนของพระองค์หลงั จากทไ่ี ดย้ ุบสภาแบบนแี้ ล้ว พระองค์ กไ็ ดป้ ฏเิ สธท่ีจะใหม้ ีการเลอื กต้ังคนอ่นื ๆขนึ้ อีกเป็นเวลานาน ทำให้การใช้อำนาจนิตบิ ญั ญตั ซิ ่ึงไม่อาจถกู ทำลายได้ ต้องกลับไปสู่ ประชาชนโดยทั่วไป ในขณะเดียวกันนี้ รฐั ก็ตกอยูใ่ นสภาพท่ลี ่อแหลมตอ่ อันตรายทงั้ ปวงจากการ รุกรานจากภายนอกและความปน่ั ป่วนภายในประเทศ พระองคไ์ ด้พยายามขดั ขวางประชากรของรฐั เหลา่ นน้ั โดยมีวตั ถุประสงคท์ ี่จะหยดุ ยงั้ กฎหมาย เรื่องการแปลงสัญชาติของคนตา่ งด้าว และปฏเิ สธไม่ยอมออกกฎหมายอื่นๆท่ีจะสนับสนนุ ให้พวกเขา เหล่าน้ันได้อพยพอกี รวมท้งั เพ่ิมเงือ่ นไขของการจดั แบง่ ท่ดี ินใหมข่ นึ้ พระองค์ได้ขัดขวางการบริหารงานยตุ ิธรรม โดยปฏเิ สธไม่ใหค้ วามเหน็ ชอบกบั การออกกฎหมาย จดั ต้งั อำนาจทางตุลาการ พระองคท์ ำใหผ้ พู้ พิ ากษาต้องข้ึนอยู่กับเจตนารมณ์ของพระองคแ์ ตผ่ เู้ ดยี ว ท้งั ในเรอื่ งระยะเวลาอยู่ ในตำแหนง่ จำนวนเงนิ และการจา่ ยเงินเดอื นของพวกเขาดว้ ย พระองคไ์ ดจ้ ัดต้ังหน่วยงานใหมๆ่ ขึน้ อกี มากมาย และไดส้ ง่ ขา้ ราชการในพระองค์จำนวนมากมา ขัดขวางประชาชนของเรา และหาเล้ยี งชีพจากสง่ิ ท่ีพวกเรามอี ยู่ พระองคไ์ ดน้ ำกองทัพประจำการเข้ามาไว้ในหม่พู วกเรา ในยามสงบโดยไมไ่ ดร้ ับความเหน็ ชอบ จากสภานติ ิบัญญัติของเรา พระองค์ได้ทำใหฝ้ า่ ยทหารอยูเ่ หนอื และเปน็ อสิ ระจากฝา่ ยพลเรือน
46 พระองคไ์ ดร้ ว่ มกบั บุคคลอ่ืนในการทำใหเ้ ราต้องข้ึนกับเขตอำนาจการปกครองที่ผิดแปลกออกไป จากรัฐธรรมนูญของเรา และเปน็ ส่งิ ซึง่ กฎหมายของเรามิได้ยอมรบั โดยทรงเห็นชอบกบั การกระทำของ บุคคลเหล่าน้ันในการออกกฎหมายจอมปลอม เช่น การนำเอากองทหารจำนวนมากท่มี ีอาวธุ เข้ามาไว้ใน หมูพ่ วกเรา การให้ความคมุ้ ครองแก่บคุ คลเหล่านั้นโดยการดำเนนิ คดีจอมปลอมเช่นเดยี วกนั เพอ่ื มิให้ บุคคลเหล่านน้ั ต้องถูกลงโทษจากการฆาตกรรมใดๆ อันพึงกระทำตอ่ ผ้อู าศยั อยู่ในรฐั เหล่านน้ั การตัดขาด การคา้ ของเรากับสว่ นอนื่ ๆทง้ั หมดของโลก การยงั คับเกบ็ ภาษีจากเราโดยทม่ี ิไดร้ บั ความยินยอมจากเรา การตัดโอกาสของพวกเราในหลายๆกรณีในการที่จะไดร้ ับประโยชน์จากระบบการพิจารณาคดโี ดยคณะ ลูกขุน การนำตัวพวกเราข้ามน้ำขา้ มทะเลไปดำเนินคดีตามขอ้ กล่าวหาท่ีเสกสรรั้นแต่งข้นึ การยกเลิก ระบบกฎหมายองั กฤษอนั เสรีในรฐั ใกลเ้ คยี ง โดยจัดตง้ั รฐั บาลเผด็จการขนึ้ แทน ท้ังยังได้ขยายขอบเขต ออกไปเพือ่ ใหเ้ ป็นตัวอย่างและเพ่ือเป็นเคร่ืองมือสำหรบั การนำเอาการปกครองโดยเด็ดขาดแบบเดียวกันน้ี มาใช้ในอาณานคิ มท้ังหลายได้โดยทันที การเพกิ ถอนกฎบัตรและยกเลิกกฎหมายกฎหมายท่มี ีคา่ สูงสุด ต่างๆของเรา เปลี่ยนแปลงรปู แบบการปกครองของเราในระดับมูลฐาน การยกเลิกสภานิติบัญญัตขิ องเรา และประกาศตนว่ามีอำนาจที่จะตรากฎหมายสำหรับเราในทกุ กรณี ไม่ว่าจะเปน็ เรอื่ งใดๆ พระองคไ์ ดล้ ม้ เลกิ รฐั บาลทีน่ ี่ โดยประกาศใหเ้ ราอยนู่ อกความคมุ้ ครองของพระองคแ์ ละทำ สงครามกบั เรา พระองค์ปลน้ สะดมทะเลของเรา ทำลายฝง่ั ทะเล เผาบา้ นเผาเมืองและทำลายชีวติ ประชาชนของ เรา ขณะนพี้ ระองค์ไดส้ ่งทหารรบั จ้างชาวตา่ งด้าวเป็นจำนวนมากเข้ามาเพ่ือกระทำการฆ่าฟนั คน ทำลายลา้ งและใช้ระบบทรราชย์ทไี่ ด้เริ่มขึ้นแลว้ ให้สมบรู ณ์อย่างโหดเหย้ี มทารุณและเตม็ ไปดว้ ยความ ทรยศหลอกลวงอย่างยากทจ่ี ะหายุคอนั ป่าเถ่อื นท่ีสดุ ยคุ ใดเสมอเหมอื น และอยา่ งไมเ่ หมาะสมโดยส้ินเชงิ กบั ประมุขของประเทศทมี่ อี ารยธรรม พระองคไ์ ด้บงั คับให้เพือ่ ร่วมชาตขิ องเราที่ถกู จบั ในทอ้ งทะเลหลวงต้องจับอาวธุ เข้าตอ่ สู้กับ ประเทศของพวกเขา บังคบั ใหพ้ วกเขาเป็นผสู้ งั หารมติ รสหายและพีน่ อ้ งของพวกเขาเอง หรือไมก่ ต็ อ้ งตาย ด้วยน้ำมือของพระองค์ พระองคไ์ ดย้ ุยงใหเ้ กดิ การกบฏข้นึ ภายในหมูข่ องพวกเรา และได้พยายามที่จะนำเอาผู้ที่อาศัยอยู่ ตามพรมแดนของเรา คอื ชาวอนิ เดยี นทีป่ ่าเถ่ือนไร้ความกรณุ าปรานี ผู้ซึ่งกฎเกณฑใ์ นการทำสงครามของ พวกเขาได้แกก่ ารทำลายลา้ งชีวติ ผคู้ นโดยไม่คำนงึ ถึงเพศ วัยและสภาพ เขา้ มา
47 ในทกุ ระยะของการกดขเ่ี หล่าน้ี เราได้รอ้ งขอให้มกี ารแก้ไขด้วยความถ่อมตนเปน็ ที่สุด แต่คำ ขอร้องครง้ั แล้วครง้ั เล่าของเรากลบั ทำให้ได้รบั การประทุษร้ายซำ้ แลว้ ซำ้ อีก กษตั รยิ ผ์ ูซ้ ึ่งมีการกระทำการ อนั มีลกั ษณะซงึ่ อาจกลา่ วไดว้ ่าเป็นทราราชน้ัน ไม่สมควรทจ่ี ะเปน็ ผู้ปกครองของประชาชนทีเ่ ปน็ อิสระ สำหรบั พ่ีน้องชาวองั กฤษของเรา ก็ใช่ว่าเราจะขาดซง่ึ การเรียกรอ้ งความสนใจ เราไดเ้ ตอื นพวก เขาให้ทราบเปน็ ระยะๆถงึ การทีส่ ภานติ ิบญั ญตั ขิ องพวกเขาไดพ้ ยายามขยายเขตอำนาจการปกครอง โดย ไมม่ สี ิทธิ เหนือพวกเรา เราได้เตือนใหพ้ วกเขาทราบถงึ สภาพแวดลอ้ ม การอพยพและการต้ังหลักแหลง่ ณ ท่แี หง่ นขี้ องพวกเรา เราได้ร้องอทุ ธรณต์ อ่ ความยตุ ธิ รรมในสายเลือดของพวกเขา และต่อความสงู ส่ง ของพวกเขา เราได้วงิ วอนพวกเขาโดยอาศยั ความสัมพันธ์จากเช้อื สายเดยี วกัน ขอให้เลกิ การช่วงชิงอำนาจ เหล่านี้ ซึ่งจำทำให้ความสัมพนั ธแ์ ละการติดตอ่ ของเราขาดสะบน้ั ลงอยา่ งแนน่ อน พวกเขากเ็ ชน่ เดยี วกันท่ี มิได้สนใจไยดีตอ่ เสยี งเรยี กหาความยุตธิ รรมและความเป็นสายเลอื ดเดยี วกนั ดังนั้น เราจึงต้องยอมจำนน ต่อความจำเป็นท่ีจะต้องประกาศการแยกตวั ของเรา และถือว่าพวกเขาก็เช่นเดยี วกับมนุษยชาติอืน่ ๆ คือ เป็นขา้ ศกึ ในยามสงครามและเปน็ มิตรในยามสงบ เพราะฉะน้นั เรา คณะผแู้ ทนของสหรัฐอเมรกิ า ในสภาคองเกรสทไี่ ดม้ าประชุมกนั โดยการวงิ วอนต่อผู้ พิพากษาสูงสุดแห่งโลก เพอื่ ให้ความยุติธรรมแกเ่ จตจำนงของเรา จงึ ขอบนั ทกึ และประกาศในนามและโดย อาศัยอำนาจของประชาชนผ้สู จุ ริตแห่งอาณานิคมเหลา่ นี้วา่ อาณานคิ มท่รี วมกนั เหลา่ นี้ มสี ทิ ธิและโดย สทิ ธิ ควรที่จะได้เป็นรัฐที่มอี ิสระและเป็นเอกราช และพวกเขาไดต้ ัดขาดซึ่งความจงรกั ภกั ดีทีม่ ีตอ่ กษัตริ ย์ องั กฤษ ความสมั พันธท์ างการเมืองทั้งหลายทั้งปวงระหว่างพวกเขากับรฐั อังกฤษได้สิน้ สุดและควรจะ ส้นิ สุดลงโดยสิ้นเชงิ และในฐานะที่เปน็ รฐั ฌอกราชท่อี สิ ระเสรี ก็ย่อมมอี ำนาจอย่างสมบูรณ์ทจ่ี ะทำ สงคราม ทำใหเ้ กดิ สันติภาพ ทำสญั ญาเปน็ พนั ธมติ ร จดั ตัง้ พาณิชยกรรม และกระทำการอ่ืนใดและสิ่งอ่นื ใดทง้ั ปวงซึง่ รัฐเอกราชมสี ทิ ธทิ ่ีจะทำ เพอ่ื เปน็ การสนบั สนุนคำประกาศน้ี โดยยดึ ม่นั ในการคุ้มครองของ พระผเู้ ปน็ เจ้า ผู้ทรงมหทิ ธานภุ าพ เราขอให้สัญญาต่อกนั และกนั ดว้ ยชีวติ ทรัพย์สิน และเกียรติอัน ศักดส์ิ ิทธิ์ของเรา 4.4 สรุปคำประการกาศอสิ รภาพ วันประกาศอิสรภาพหรือวนั ท่ี 4 กรกฎาคมเป็นวนั ฉลองประจำปเี พ่อื รำลึกถึงการก่อตง้ั ประเทศ ของสหรฐั อเมรกิ าอดตี อาณานิคมของอังกฤษ ซง่ึ ถอื เอาเหตกุ ารณ์ทส่ี ภาแห่งภาคพืน้ ทวีป (Continental Congress) หรือสภาแหง่ ฟลิ าเดลเฟียออกประกาศอิสรภาพอยา่ งเปน็ ทางการสภาแห่งภาคพื้นทวีป คอื ที่ ประชมุ ตวั แทนรฐั อาณานคิ ม 13 รฐั ขององั กฤษในทวปี อเมริกา ซงึ่ กลายมาเป็นสหรฐั อเมรกิ าในปัจจุบนั เหตขุ องการรวมตัวของสมาชิกอาณานิคมรัฐต่างๆ เนื่องมาจากความไมพ่ อใจการใช้อำนาจขูดรดี ของเจา้
48 อาณานิคม โดยหนึ่งในเหตกุ ารณ์สำคัญของการต่อตา้ นองั กฤษคอื การประท้วงในบอสตันเมอ่ื ราวสองร้อย ปีกอ่ นเหตดุ ังกล่าวเกดิ ขึน้ เม่ือวันท่ี 16 ธันวาคม 1773 เมือ่ ชาวอเมริกันท่ไี ม่พอใจอังกฤษได้ปลอมตวั เปน็ ชาวอนิ เดยี แดงเผ่าโมฮอว์กบกุ ขนึ้ เรือที่ เทยี บท่าท่บี อสตนั และโยนหบี บรรจชุ า 342 หบี ของบริษัทอนิ เดยี ตะวันออก (East India Company) ของอังกฤษทง้ิ ทะเล เพ่ือเป็นการประท้วงการเก็บภาษีชา ซึ่งชาวอเมริกนั อ้างว่าเป็น “การเก็บภาษโี ดยไม่ มีตัวแทน” (เนอ่ื งจากการออกกฎหมายของรฐั สภาบริเตนเพอ่ื บงั คบั ใช้ในดินแดนอาณานิคมนนั้ ไมม่ ี ตวั แทนโดยตรงของรัฐอาณานิคมในสภา) รวไปถึงการผกู ขาดการค้าของบรษิ ทั อินเดยี ตะวันออก หลงั เหตุการณ์ดงั กล่าวรฐั สภาบรเิ ตนจึงไดอ้ อกกฎหมายมาชดุ หนงึ่ ซ่ึงถกู เรียกกนั ว่าเป็นชดุ กฎหมายอนั ไม่อาจยอมรับได้(Intolerable Acts) ซ่งึ รวมถงึ พระราชบญั ญัติทา่ เรอื บอสตัน (Boston Port Bill) เพ่ือปิดท่าเรอื บอสตนั จนกวา่ จะมกี ารชดใชค้ ่าเสียหายใหก้ ับชาที่สญู เสยี ไป พระราชบัญญตั ิรฐั บาล แมสซาชเู ซตส์ซึ่งลดสถานะความเป็นรัฐหลังการออกชุดกฎหมายดงั กล่าวตวั แทนจากรฐั ต่างๆ จงึ ไดเ้ รียก ประชุมสภาแหง่ ภาคพ้นื ทวปี ครงั้ ท่ี 1 ในฟลิ าเดลเฟยี เมื่อวันที่ 5กันยายน 1774 เพ่อื หามาตรการตอบโต้ และเพอ่ื ความเป็นหนึ่งเดียวของทป่ี ระชมุ จึงไดม้ กี ารตกลงใหต้ วั แทนแต่ละคนมีเสยี งหนง่ึ เสยี งเท่ากันโดย ไมค่ านึงถงึ ขนาดของรฐั นนั้ ๆในการประชุมคร้ังที่ 1 ของสภาคองเกรส ตวั แทนซงึ่ รวมถงึ จอร์จ วอชิงตนั , แพทรคิ เฮนรี, จอหน์ และซามเู อล อดัมส์,จอหน์ เจยแ์ ละจอหน์ ดิกคนิ สัน ที่ประชุมมีความเห็นไมย่ อมรับ แผนการประนีประนอมกบั องั กฤษเพ่อื อสิ รภาพของอาณานคิ ม แต่ ไดป้ ระกาศหลักการวา่ ด้วยสิทธิส่วนบคุ คลทง้ั ชวี ติ เสรีภาพ และทรพั ยส์ นิ สทิ ธใิ นการชุมนมุ และการ พิจารณาคดโี ดยคณะลูกขนุ และประณามการเกบ็ ภาษีด้วยไม่มีตวั แทน รวมถงึ การการประจ าการของ กองทัพองั กฤษในดินแดนอาณานิคมโดยปราศจาความยินยอมความขดั แย้งของทั้งสองฝ่ายค่อยๆขยายตัว จนน าไปสูก่ ารเผชิญหน้ากันดว้ ยกำลงั ทหาร ซ่งึ เดิมทีป่ ระชุมของตวั แทนรฐั อาณานิคมเคยยืนยันเปน็ เวลา หลายเดือนวา่ พวกเขาตอ้ งการต่อสูเ้ พอ่ื สิทธขิ องตนภายใตจ้ กั รวรรดิอังกฤษ แตก่ ล่มุ รฐั อาณานคิ มก็ค่อยๆ ตัดสัมพนั ธก์ บั จกั รวรรดฯิ จนน าไปสกู่ ารแยกตวั เป็นอิสรภาพ ในวนั ที่ 2 กรกฎาคม 1776 ท่ีประชุมสภาแหง่ ภาคพ้นื ทวีป ยกเว้นตวั แทนจากนวิ ยอรก์ ทงี่ ดออก เสยี ง, ต่างลงมตอิ ย่างเปน็ เอกฉนั ท์ให้แยกตัวจากการเปน็ อาณานคิ มของอังกฤษ กอ่ นทีส่ องวันถดั มาใน วนั ท่ี 4 กรกฎาคม จึงไดม้ ีการลงเสียงอนมุ ัตคิ าประกาศอสิ รภาพอย่างเปน็ ทางการ สรปุ การสรา้ งชาติ (อเมริกา) สหรัฐอเมรกิ าได้ธำรงค์การปกครองระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตยเสรี มาตั้งแตก่ ารประกาศใชร้ ัฐธรรมนญู แหง่ สหรัฐอเมริกาในวันที่ 17 กนั ยายน ค.ศ. 1787 (พ.ศ. 2330) ตง้ั แตน่ ้นั มา สถานะการเมืองของสหรฐั อเมริกายังคงมนั่ คงมาจวบจนถงึ ทุกวันน้ี โดยสถานะ ทางเศรษฐกิจและทางทหารของสหรัฐฯ ไดเ้ พม่ิ ข้นึ อย่างคงทต่ี ลอดช่วงกลางถงึ ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผา่ นทง้ั สงครามโลกคร้งั ท่หี นึง่ และสงครามโลกคร้ังทสี่ อง โดยท้งั สองครงั้ อยู่ในฝา่ ยผู้ชนะ จากน้นั มา
49 สหรฐั ฯ ก็เปน็ ประเทศอภิมหาอำนาจคู่กับสหภาพโซเวียต และทำสงครามแนวใหมท่ เ่ี รยี กวา่ \"สงคราม เย็น\" ตอ่ กนั จนกระท่งั ในคริสตทศวรรษท่ี 90 (พ.ศ. 2533-2534) เม่อื สหภาพโซเวยี ตได้ลม่ สลายลง ทำให้สหรฐั อเมริกากลายเปน็ ประเทศ \"อภมิ หาอำา นาจ\" หน่งึ เดยี ว มาจนถงึ ทกุ วนั นี้ จากคำประกาศอิสรภาพเมอ่ื วันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1776 จงึ กล่าวได้ว่าเปน็ การสร้างชาติที่ สมบรู ณ์ของอเมรกิ าเพราะไมไ่ ดเ้ ปน็ อาณานิคมของใคร มอี ธปิ ไตยท่สี มบรู ณ
50 อ้างองิ 1.David L. Waldstreicher. “Independence Day.” Encyclopedia Britannica. Encyclopedia Britannica, inc. Web. 3 Jun 2016. <https://www.britannica.com/topic/Independence- DayUnited-States-holiday> 2. “Continental Congress”. Encyclopedia Britannica. Encyclopedia Britannica, inc. Web. 3 Jun 2016. <https://global.britannica.com/topic/Continental-Congress> 3. “Intolerable Acts”.Encyclopedia Britannica. Encyclopedia Britannica, inc. Web. 3 Jun 2016. <https://global.britannica.com/event/Intolerable-Acts> 4. https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_642
51 บทท่ี 5 การบกุ เบกิ ดนิ แดนตะวันตก ความนำ อ า ณ า น ิ ค ม ข อ ง อ เ ม ริ ก า แ ล ะ ป ร ะ เ ท ศ ใ ห ม ่ เ ติ บ โ ต ขึ้ น อ ย่ า ง ร ว ด เ ร ็ ว ใ น ด้ า น ป ร ะ ช า ก ร แ ล ะ ความก้าวหน้าในการเกษตร ขณะท่ีผู้เบิกผลักดันแนว พรมแดนไปทางตะวันตก ในประวัติศาสตร์ ของ สหรัฐอเมริกา ในช่วงเวลานี้ จะได้ พูดถึงการขยายดินแดนจรดชายฝั่งแปซิฟิก หมายถึง การรวมสาม แผ่นดินใหญ่ เขา้ กับ สหรฐั อเมริกา คือ ดินแดนเทก็ซัสดนิ แดนโอเรกอน และดินแดนทางฝ่ังตะวันตกเฉียง ใต้ อนั ประกอบด้วยดินแดน แคลฟิอร์เนยี ดินแดนยูทาห์ และนิวเมกซ็ ิโก นโยบายขยายอาณาเขต ของแจ็กสัน ประธานาธบิ ดีแจ็กกสนั มีนโยบายขยายอาณาเขตเพ่ือ ให้ ประชาชนมท่ีดนิ ในการ ประกอบเกษตรกรรมมากข้ึนประกอบกับความเกลียดชังสว่ นตวั ของแจ็ก สนั ที่มี ตอ่ ชาวอินเดียนแดง พืน้ เมอื ง นำไปส่นู โยบายการขับชาวพื้น เมอื งออกจากดนิ แดนเดมิ ของตนเพื่อให้ คน ขาวนามาทำการเกษตร ในค.ศ. 1830 รัฐบาลแจ็กสัน ออกรัฐบัญญัติ ชับไล่อินเดียนแดง (Indian Removal Act) ให้ชาวอินเดยีนแดงทั้งหมด ห้าเผ่าในมลรัฐทางตอนใต้ออกจากถิ่นเดิม ของตนแลว้ ไปตั้ง รกรากใหม่ที่มลรัฐโอคลาโฮมา) ชาวอินเดียนแดงไดร้ ้องเรยี นต่อศาลฎีกาสงูสุดแห่งสหรัฐ ซึ่งศาลฎีกาตัดสิน ว่า รัฐบาลกลางไม่มีสิท ธิอัน ชอบธรรมในการขับไล่ชาวอินเดียนแดง แม้กระนั้น ประธานาธิบดีแจ็กสัน ก็ไม่สนใจการตัดสินของศาล ฎีกา ยังคงให้มี การขบั ชาวอินเดียนแดงออกจากพื้นที่ตอ่ ไป จากความกดดนั ของรัฐบาลกลางและคนขาว ชาวอนิ เดยี นแดง ท้ังห้าเผา่ ออกเดนิ ทางสู่โอกลาโฮมาในช่วงฤดูหนาวปี ค.ศ. 1830-1835 ซึ่งชาวอินเดยีน แดงส่วนใหญ่เสยี ชีวติ ระหว่างการเดนิ ทาง เนื่องด้วยสภาพอากาศอันเลวรา้ ย เรยี กการอพยพของอนิ เดยีน แดงในคร้ังนี้วา่ “เส้นทางแห่งน้ำตา” (Trail of Tears ) 5.1 การผนวกดินแดนรัฐเท็กซัส และรัฐโอเรกอน 5.1.1 การประกาศเอกราชของเม็กซิโก หลังจากท่ีเม็กซิโก ประกาศเอกราชจากสเปนได้สำเรจ็ ในปี ค.ศ. 1824 โดยมีลักษณะเปน็ สมาพนั ธรัฐ (Federation) โดยแตล่ ะรฐั มีรัฐบาลเป็นของตนเองข้ึนแก่ รัฐบาลกลาง รัฐเท็กซัส เป็นหนึ่งในนั่น รัฐเท็กซัสซึ่งข้ึนแก่เม็กซิโก ได้เชื่อเชิญชาวแองโกล-อเมริกัน (Anglo-American) หรือชาวอเมริกัน ทั่วไปจากมลรัฐทางใต้ ของสหรัฐ เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเท็กซัส เพื่อ ส่งเสรมิ ส่งเสริมเศรษฐกจิ ภายในรัฐโดยทีช่ าวอเมริกนั ได้นำทาสผิว ดำชาวแอฟริกันมาดว้ ย
52 5.1.2 การปฎิวตั ิในเท็กซัส ต่อมาในปี ค.ศ. 1825 เมก็ ซิโกเปลยี่ นนโยบายให้เม็กซิโกเป็นรัฐเดี่ยว รวมอำนาจไว้ท่ี ศูนย์กลาง ยกเลิกรัฐบาลของแต่ละรัฐ สร้างความไม่พอใจ แก่ชาวรัฐเท็กซัส รวมไปถึง นโยบายการเลิกทาสของเมก็ ซิโกจงึ ได้ทาการปฎวิ ัติ โดย นายพล แซม ฮวิ สตัน แมก่ องทัพเมก็ ซิโกจะชนะ ในยุทธการอลาโม แต่สุดท้ายฝ่ายเท็กซัส เอาชนะกองทัพเมก็ ซโิ กจนได้ในได้ในยุทธการซานฮาซินโต จน นาไปสู่การแยกประเทศในท่ีสดุ โดยใช้ชือ่ ว่า สาธารณรัฐเทก็ ซัส ในปี ค.ศ. 1836 5.1.3 การเข้ามาของรัฐเท็กซัส แซม ฮิวสตัน เห็นว่าสาธารณรัฐ เท็กซัสควรท่ีจะเข้ารวมกับ สหรัฐ แต่ว่าถูกคัดค้านโดยรัฐบาลของ ประธานาธิบดีแวนบิวเรน เน่ืองจากเกรงว่าจะต้องมีสงครามกับ เม็กซิโกแม้ว่ารัฐเท็กซัสจะขอเข้าร่วมหลายคร้ังแต่ก็ถูกละเลยมาโดยตลอด แต่ว่าประชาชนชาวอเมริกัน ทางใต้นั้นต้องการที่จะให้เท็กซัสเข้า มาเป็น สมาชิกเพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ชาวอเมริกันเข้าไป แสวงหาที่ดนิ ทำกินเพ่ิมเตมิ นายเจมส์ เค.โพลก์ จึงใช้นโยบายสนับสนนุ การรวมเทก็ ซัสเข้ากับอเมริกา มา หาเสียงจนสามารถชนะ ขวั้ อำนาจเดิมขึ้นมาดำรงตำแหนงป่ ระธานาธิบดี ในปี ค.ศ.1845 ตอ่ มา สภาคองเกรสภายใต้ประธานาธบิ ดโี พลก์ ผ่านรา่ งเห็นชอบใหเ้ ทก็ ซัสเข้ามาเปน็ มลรัฐใหม่ ของสหรัฐ ในค.ศ. 1846 โดยเป็นมลรัฐที่มีทาส และให้ดินแดนโอเรกอน (Oregon Territory) อันเป็น ดินแดนร่วมระหว่างสหรัฐกบั บริเทน เข้ามาเป็นมลรัฐโอเรกอนเป็นรัฐปลอดทาสเพ่ือความสมดลุ โดยทา สนธิสัญญาโอเรกอน (Oregon Treaty) แบ่งเขตแดนระหว่างสหรัฐกับ แคนาดาของบริเทนที่เส้น ขนาน 49 องศาเหนอื 5.2 สงครามเม็กซิโก-อเมริกา มลรัฐเท็กซัสน้ันมีเขตแดนทับซ้อนกันกับ สาธารณรัฐเม็กซิโกโดยที่ฝ่ายอเมริกานั้นอ้าง ดินแดน จนถึงแม่น้ำริโอแกรนด์ ในขณะที่ฝ่ายเม็กซิโกอ้างดินแดนเข้ามาจนถึงแม่น้ำนิวซ์ ประธานาธิบดี โพล์กได้ สง่ นายพลแซคารี เทเลอร์ เป็นผู้นำทพั อเมรกิ นั เข้าไปในดินแดนพิพาท และสง่ นายจอหน์ ซ.ี เฟรมองต์ ไป ยัง แคลิฟอรเ์นีย เพื่อปลกุ ป่ัน่ให้ชาวแคลิฟอรเ์นียก่อกบฏ ต่อต้านรัฐบาลเม็กซิโก ในค.ศ. 1846 ทัพ เม็กซิโกได้เข้าโจมตีทัพของอเมริกาในดินแดนข้อพิพาท ทางฝ่ายสภาคองเกรสจึงประกาศ สงครามกับ เม็กซิโกโดยทัพอเมริกาเข้าบกุยึดดินแดนที่ปัจจุบันคือภาคตะวันตกเฉียงใต้ของ สหรัฐซ่ึงในขณะน้ันเปน็ ของเม็กซิโกอย่างรวดเร็ว ในขณะเดยี วกนั ทัพเรือแปซฟิ กิ ได้เข้าปิดล้อมเมอื งท่าตา่ งๆของเม็กซโิ กในแคลิฟอร์เนยี และนาย พลวนิ ฟีลด์ สก็อต ไดย้ กทพั ลงใตเ้ ข้าบุกยึดเมืองเมก็ ซโิ กซติ ี้ อันเปน็ เมอื งหลวงของ เม็กซโิ กไดส้ ำเรจ็ ในค.ศ. ๑๘๔๗ เป็นเหตุให้เม็กซิโกยอมจํานนและทำสนธิสัญญากวาเดอลูปฮิดัลโก ในค.ศ. 1848 ยอมรับสถานะ
53 ของมลรัฐเท็กซัส และยอมยกแคลิฟอร์เนียรวมทั้งดินแดน ที่เป็นภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐ อัน ประกอบด้วยดนิ แดน แคลิฟอรเ์ นยี ดนิ แดนยูท่าห์ และ นวิ เมก็ ซโิ กในปจั จบุ นั ใหแ้ กส่ หรัฐ 5.3 การตั้งรัฐเคลฟิ อรเ์ นีย ปี ค.ศ. 1848 มีการค้นพบเหมืองทองบริเวณแคลิฟอร์เนียและเทือกเขาเซียร์ราเนวาดา โดยท่ี ประธานาธิบดีโพล์กได้ยืนยันการค้นพบทองนี้ต่อสภาคองเกรส ส่งผลให้ในปีต่อมาค.ศ. ๑๘๔๔ ชาว อเมรกิ นั จาํ นวนมากจากฝั่งตะวนั ออกต่างพากนั หลง่ั ไหลไปสู่ฝงั่ ตะวันตกด้วยความหวงั ว่าจะได้ทองมาไว้ ในครอบครอง เรยี กว่า การตนื่ ทองแคลฟิ อร์เนีย (California Gold Rush) และเรยี กชาวอเมริกันที่อพยพ มาในปีนั้นว่า \"ชาวสี่สิบเก้า\" (Forty-Niners) นอกจากชาวอเมริกันแล้ว ชาวฮิสแปนิก ชาวอินเดียน พื้นเมือง หรือแม้แต่ผู้ อพยพจากเอเชียแปซิฟิกได้แก่ชาวจีน ชาวญี่ปุ่น และชาวออสเตรเลีย ต่างเข้ามา แข่งขันในการทาํ เหมอื งแร่ ทอง ประชากรในแคลิฟอร์เนยี เพ่มิ สูงข้นึ อย่างรวดเรว็ เมืองตา่ งๆได้แก่ ซานฟ รานซสิ โก ลอสแอนเจลิส ซานดเิ อโก กลายเป็นเมอื งใหญ่ เมือ่ ประชาชนชาวแคลฟิ อรเ์ นียยื่นรา่ งเสนอให้จัดตงั้ แคลิฟอร์เนียเป็นมลรัฐ ปัญหาจึงเกิดข้ึน เม่ือ ชาวแคลิฟอร์เนียต้องการให้รัฐของแต่เป็นเพราะแคลิฟอร์เนียมีอาณาเขต คาบเกี่ยวเส้นขนานข้อตกลง นกั การเมอื งพรรคเดโมแครตฝ่ายใต้ต้องการท่จี ะแบ่งแคลฟิ อรเ์ นยี เป็นสองส่วน สว่ นทอี่ ยู่ใต้ต่อเส้นขนาน นั้นเป็นรฐั มีทาส ในขณะเดียวกันนั้นมลรัฐเท็กซสั ซ่ึงเป็น รัฐมีทาสได้อ้างเขตแดนถึงแม่น้ำริโอแกรนด์ ซ่ึง ทับซ้อนกับดินแดนนิวเม็กซิโก ซึ่งชาว นิวเม็กซิโกปรารถนาจะเป็นเขตปลอดทาส จึงเกิดการ ประนีประนอมระหว่างฝ่ายนิยมทาสและ ฝ่ายที่ต่อต้านระบอบทาส โดยวุฒิสมาชิกสตเี ฟน ดักลาส แห่ง พรรคเดโมแครต และวุฒิสมาชิก เฮนรี เคลย์ แห่งพรรควิก ได้สร้างข้อตกลงร่วมกัน โดยให้แคลิฟอร์เนยี เป็นรัฐใหมป่ ลอดทาสโดย ไมม่ ีการแบ่งแยกตนเองเปน็ รัฐปลอดทาส รัฐเท็กซัส สละการอา้ งเขตแดน แตน่ ิวเมก็ ซิโกจะยังไมม่ ีสถานะเป็นมลรัฐ และไดอ้ อก รัฐบัญญัติ ทาสหนี (Fugitive Slave Act) ให้ตำรวจสามารถเข้าจับกุมชาวแอฟริกันอเมริกันผิวดำได้ทุกคนที่ถูก กล่าวหาวา่ เป็นทาสหลบหนี ขอ้ ตกลงทงั้ หลายนรี้ วมกนั เรียกว่า ข้อตกลงปีค.ศ. 1850 (Compromise of 1850) กส็ ามารถยตุ คิ วามขัดแย้งได้เกือบสิบปี 5.4 การบุกเบิกดนิ แดนตะวนั ตก การอพยบและเขา้ ตั้งถิ่นฐานในดินแดนตะวันตก ของชาวอเมรกิ ัน หมายถึงการอพยพของชาว อเมริกัน ข้ามเทือกเขาแอปปาเลเชียน แล้วเข้าตั้งมั่นในดินแดนเหล่านั้นเรื่อยไป ในดินแดนตะวันตก
54 กระทงั่ จรดชายฝงั่ มหาสมุทรแปซิฟิก เกิดขนึ้ อยา่ ง ตอ่ เน่ืองนับแต่ยุคที่สหรัฐอเมรกิ ายังคงแยกเป็นรัฐ 13 รฐั ในอาณานิคม ขององั กฤษ ยอมรบั กันวา่ การอพยพและเขา้ ต้งั ถนิ่ ฐานในดินแดนตะวันตก แทจ้ ริงเป็นไปในรูปแบบที่เรียกว่า ค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากชาวอังกฤษ หรือยุโรปเริ่มเข้ามาตั้งมั่นในดินแดนชายฝั่งตะวันออกติด มหาสมุทร แอตแลนติกกระทั้งจรดเทือกเขาแอปปาเลเชียน กระทั่งสามารถดำรงอยู่ อย่างถาวรถึงช่วงปี 1763 หลังปี 1763 กลุ่มนักบุกเบิกชาวอเมริกนั กลุม่ แรก ๆ ก็เริ่ม ข้ามเทือกเขาแอปปาเลเชียน เข้าไป บุกเบกิ และตงั้ ถิ่นฐานถงึ รมิ แมน่ ้ำ มสิ ซสิ ซปิ ปี ในช่วงเวลานีช้ าวอเมริกันเร่มิ เข้าไปตง้ั ถนิ่ ฐานในบริเวณ ลุ่ม แม่น้ำมิสซิสซิปปี รวมไปถึงพื้นที่รอบทะเลสาบทัง้ ห้า และเลยไปถึง พื้นที่รอบอ่าวเม็กซิโก ต่อจากนั้นใน ระหว่างปี 1840-1860 ก็เริ่มขยาย อาณาเขตออกไป โดยช่วงนีเ้ ป็นวาระของการเข้าไปตั้งมั่นในดนิ แดน ตะวันตกไกล คือ ยทู าห์ แคลฟิ อรเ์ นีย และดินแดนออริกอน ซ่ึงเรือ่ งราวเหล่านี้ ไดก้ ล่าวถงึ มาตลอดโดยสอดแทรกอยใู่ นบท และช่วงเวลาต่างๆ ในหนังสือเล่ม น้ี แตอ่ กี ช่วงเวลาหน่งึ ที่ยงั ไม่ไดก้ ล่าวถงึ และจะขอนาํ มาเสนอในบทนก้ี ็คือ ชว่ งเวลานบั แต่ปี 1860-1800 ที่ นักประวัติศาสตร์ถือกันว่า เป็นช่วงของการขยายดินแดนมุ่งสู่ตะวันตก ช่วงสุดท้ายของชาวอเมริกัน ทวี่ ่าเปน็ ชว่ งสดุ ทา้ ยก็เพราะในปี 1800 นนั้ สำนกั งานสำมะโนประชากรสหรัฐอเมรกิ าไดป้ ระกาศอยา่ งเปน็ ทางการ ว่า ไม่มีดนิ แดนชายแดน ในแผ่นดินสหรฐั ฯ อกี แล้ว จุดประสงค์หลักของชาวอเมริกันในการอพยพเข้าไปยังดินแดนตะวันตก นั้นว่ากันว่ามี 2 ปัจจัยสำคัญ นั่นก็คือ ความรักในการเผชิญโชค และความปรารถนาที่จะได้ถือครองที่ดินผืนใหม่ที่อุดม สมบรู ณ์ ดังที่ ได้รู้กนั มาแต่ตน้ ว่าแท้จริงชาวอเมริกันนัน้ มีรากฐานมาจากคนหลายกลมุ่ จากยโุ รปท่อี พยพเข้ามาต้งั ถนิ่ ฐานในแผ่นดินโลกใหม่ โดยมีเป้าหมายอยู่ ไม่กปี่ ระการ และ 2 ประเด็นใน การโยกย้ายมาจากยุโรปน้ันกม็ ีเร่อื งของ การเผชญิ โชค และแสวงหาทที่ ำกิน เปน็ ปัจจัยสำคัญมานับแต่ต้น เมื่อเข้ามาปักหลักในแผ่นดินอเมริกาแล้วอารมณ์และจินตนาการ แบบบรรพบุรุษจึงยังคงดำรงอยู่อย่าง เตม็ เป่ียม กระทง่ั กลายเป็นนสิ ัย ประจำชาตขิ องชาวอเมริกนั ในเวลาตอ่ มา นักเผชิญโชคยุคแรก ๆ ของอเมริกันมักเป็นพวกนายพราน (Hunters) นักดักสัตว์ (Trappers) และพ่อค้าขนสตั ว์ (Fur Traders) ซึ่งวา่ กันว่าพวกเหล่าน้ีเปน็ คนกลุ่มแรก ๆ ในฐานะชาวอาณานคิ มของ อังกฤษในอเมริกาทีเ่ ดนิ ทางขา้ มเทือกเขาแอปปาเลเชียน และคนกลมุ่ น้ี ขา้ มเทอื กเขาไปด้วยเหตุผลหลาย ประการ หากแต่ทุกครัง้ ทีพ่ วกเขา เดินทางกลับมาจากการเผชิญโชค สงิ่ ท่ีเกิดขึ้นกค็ อื คําบอกเล่าเกี่ยวกับ
55 ความอุดมสมบูรณข์ องดนิ แดนหลงั เทือกเขาแอปปาเลเชียน พ้ืนดิน ดา้ นตะวันตกมีไมม้ ากพอที่จะสร้างที่ พักอาศัย มีสัตวม์ ากมายพอเพยี ง ทจี่ ะล่ามาทาํ อาหาร ฝนตกและดนิ ชมุ่ ช้ืนเหมาะแก่การเพาะปลูก และด้วยเสียงเล่าลือนี้เองที่ทําให้ก่อเกิดกระบวนการเคลื่อนย้าย อพยพมุ่งสู่ตะวันตก ติดตามมาเป็น ระลอก ๆ ดังทไ่ี ด้กล่าวมา ปี 1763-1815 ชาวอเมริกันเริ่มข้ามเทือกเขาแอปปาเลเชียน และเข้าตั้งมั่นในดินแดนหลัง เทือกเขาไปจนจรดแม่น้ำมิสซิสซิปปี หรือเรียกว่าดินแดนลุยเซียนาตะวันออก ครั้งนั้นชาวอเมริกนั เรียก พน้ื ทีบ่ ริเวณนี้วา่ ดนิ แดนตะวนั ตกใหม่ (The New West) อีกทั้ง เมอื่ ถงึ ปี 1803 เม่อื ประธานาธิบดีโธมัส เจฟเฟอร์สัน ซื้อดินแดน ลุยเซียนาตะวันตกจากฝรั่งเศสได้ ก็ส่งผลให้ดินแดนของสหรัฐอเมริกา ขยาย ออกไปจนจรดเทอื กเขารอ็ คกี ในช่วงเวลานี้ผลของการอพยทําให้เกดิ รฐั ใหม่เข้าร่วมเปน็ สหภาพอีก 5 รัฐ คือเวอร์มอนต์ (Vermont) เคนทักกี (Kentucky) เทนเนสซี (Tennessee) โอไฮโอ (Ohio) และ สตีเฟน ลอง ประชุมร่วมกับ 6โอินเดียนเผ่าพาวนี้ ระหว่าง การเดินสํารวจแม่น้ำมิสซูรีและ แม่น้าแพลต ในปี 1819 ลุยเซยี นา (Louisiana) และพรอ้ มกันรัฐบาลกลางกส็ ่งนักสาํ รวจ ออกสํารวจดินแดนตะวันตกอยา่ งจรงิ จงั ปี 1815-1840 ช่วงนี้เรียกกันว่าช่วงการอพยพครั้งใหญ่ (The Great Migration) เป็นการ อพยพเข้าสู่ดินแดนตะวันตกกลางหรือ ตะวันตกตอนกลาง (The Midwest) บริเวณรอบทะเลสาบทั้งหา้ (บริเวณนี้เรียกว่าดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือเก่า) และในดินแดนทางใต้ (The South) บริเวณรอบอ่าว เม็กซโิ ก (เรยี กดินแดนนวี้ า่ ตะวนั ตกเฉียงใต้ เก่า) ไมเ่ พียงเทา่ น้ันนับแต่ปี 1822 คนอเมริกันยังแดนเข้าไป ตัง้ มั่น ในเทกซัสซึ่งเวลานั้นยังเป็นดินแดนของเม็กซิโกอีก ผลของการอพยพ และมุ่งตะวันตกของชาวอเมริกัน ในชว่ งปี 1815-184) ทําใหเ้ กดิ รฐั ใหม่ เพม่ิ ขน้ึ อกี 8 รฐั คอื ในดนิ แดนตะวันตกเฉยี งเหนือเก่า เกดิ ข้นึ 5 รัฐ คอื อินดีแอนา (Indiana) อิลลนิ อยส์ (Illinois) เมน (Maine) มสิ ซรู ี (Missouri) และมชิ แิ กน (Michigan) และในตะวันตกเฉียงใต้เก่า 3 รัฐ คือมิสซิสซิปปี (Mississippi) แอละแบมา (Alabama) และอาร์คันซอ (Arkansas) พร้อม ๆ กับการขยายตัวของเมืองออกไปรัฐบาลก็ยังส่ง นักสํารวจออกสํารวจดินแดนอื่น ๆ ต่อไป ปี 1840-1860 ชาวอเมรกิ นั อพยพกเ็ ริ่มม่งุ สดู่ ินแดนตะวนั ตกไกล (The Far West) ซงึ่ ดนิ แดน ตะวันตกไกลนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่อีก น้นั คอื ส่วนแรกคือสว่ นทอี่ เมริกาและองั กฤษถือครองร่วมกัน นั่นคือ ดินแดนออริกอน (Oregon Country) และส่วนทีส่ องคอื ดินแดนภายใต้ การปกครองของเมก็ ซิโก มาก่อน (บา้ งกเ็ รยี กวา่ ดินแดนตะวนั ตกเฉียงใต้ (The Southwest) พื้นท่ีน้จี ะประกอบด้วยดินแดน 4 สว่ น
56 คือ ดินแดน แคลฟิ อรเ์ นยี ดนิ แดนยูทาห์ (ยทู าห์ เนวาดา และตะวันตกของโคโลราโด) ดนิ แดนนวิ เม็กซิโก (นวิ เม็กซโิ ก แอริโซนา และตอนใตข้ องโคโลราโด) และดนิ แดนเทกซัส เมื่อพจิ ารณาดินแดนและการขยายตวั ของชาวอเมริกนั ใน ดนิ แดนตะวันตกตามช่วงเวลาดังกล่าว แล้ว จะพบว่ายังมีดินแดน ที่เหลือจากการเข้าตั้งมั่นอีกเพียง 2 ผืนใหญ่นั่นคอื ดินแดนที่ราบ กว้างใหญ่ (The Great Plains) และดินแดนเทือกเขารอ็ คกี (The Rocky Mountains Region) ท้ังสองผนื น้ตี อ่ เช่ือม และเป็นหน่ึงเดยี วกันอยู่ ถกู เรียกขานในนามดินแดนชายแดนผนื สุดทา้ ย (The Last Frontier) โดยดินแดนที่ราบกว้างใหญ่ ที่ว่านี้คือดินแดนพื้นที่ส่วนทาง ตะวันตกของลุยเซียนาตะวันตก เรื่อยไปทางตะวนั ตกจนถงึ เทอื กเขา ร็อคกี โดยพ้ืนทีน่ ีป้ ัจจุบันครอบคลมุ พื้นที่นอร์ทดาโกตา เซาทด์ าโกตา เนแบรสกา แคนซัส โคโลราโดและโอคลาโฮมา เหตทุ ด่ี นิ แดนผนื น้ไี ม่มีผู้คนหรือมีแตน่ อ้ ยอพยพเขา้ ตงั้ มัน่ นั้นเนอื่ งมาจาก กอ่ นหนา้ นัน้ คอื เม่อื ปี 1820 สตี เฟน เอช.ลอง (Stephen H. Long) นักสํารวจคนสําคัญได้เข้าสํารวจดินแดนที่ราบกว้างใหญ่ บริเวณโอ คลาโฮมา อันเป็นพืน้ ที่ระหว่างลุ่มแม่น้ำแดงกบั แมน่ ้ำอารค์ ันซอ สตเี ฟนพบวา่ พืน้ ทดี่ งั กล่าวมไี มข้ นาดใหญ่ น้อยมาก ลมแรงและทุรกันดาร อีกทั้งฝนยังตกน้อย อากาศก็แห้งแลว้ ดินก็ไมช่ ุม่ ชื้น ดูไม่เหมาะกับ การ ทําเกษตรกรรมและการตั้งมั่น และสตีเฟน ก็สรุปทันทีว่าดินแดนนี้ คือพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ของ สหรฐั อเมรกิ า อกี ทงั้ ดว้ ยลักษณะ ทางภูมศิ าสตรท์ ีพ่ น้ื ทีเ่ ป็นท่ีราบโลง่ หากจะใชด้ นิ แดนนี้เปน็ เส้นทาง เพื่อ มุ่งสู่ชายฝั่งแปซิฟิกแล้วก็จะเป็นการง่ายที่จะถูกอินเดียนเข้าโจมตี ดังนั้นด้วยเหตุผลเหล่านี้เองที่ทําให้ ดินแดนเหล่านี้ถูกมองเป็นจาก คนอเมริกันอพยพ โดยเฉพาะกลุ่มนกั แสวงหาในช่วงตน้ ศตวรรษที่ 19 ที่ ตอ้ งการแสวงหาดินแดนอันอดุ มสมบูรณ์เพ่ือเข้าต้งั ม่นั ทาํ การเกษตรกรรม บทสรุปว่า ดินแดนแห่งนี้มีแต่ความยากลําบากและ อุปสรรคในการต้ังถิ่นฐานของคนอเมรกิ ันนี้ เอง ที่ผลักดันให้ ในปี 1830 ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาแอนดรู แจ็คสัน จึงไดผ้ ่านกฎหมาย อพยพ อินเดียนปี 1830 (The Indian Removal Act 1830) โดย กฎหมายฉบับนี้ได้ผลักดันหรือกําหนดให้ อนิ เดยี นท้งั หมดในดินแดน ตะวนั ออกของลุ่มแม่น้ำมสิ ซิสซปิ ปีอพยพโยกยา้ ยเขา้ ไปต้งั ถน่ิ ฐาน ในเขตสงวน ในฝง่ั ตะวนั ตกของแมน่ ้ำมสิ ซิสซิปปีโดยเฉพาะในดินแดน ท่ีราบกวา้ งใหญ่ซงึ่ คนอเมริกันไม่ต้องการน่ันเอง ซึ่งการอพยพอินเดียน ครั้งปี 1830 สร้างความอัปยศและขมขึ้นต่อชาวอินเดียนที่ต้องอพยพ เข้าไปยัง ดนิ แดนทุรกนั ดาร โดยเฉพาะทโี่ อคลาโฮมา โดยรฐั บาลได้ กาํ หนดให้โอคลาโฮมาเปน็ ทอี่ ยู่ของอินเดียน 5 เผ่าหลักนั่นคือ ชอคทอ ชิกกาชอ ครีก และเซมินอล และอินเดียนเผ่าอื่น ๆ ก็กระจัดกระจาย อยู่ใน ดนิ แดนฝงั่ ตะวนั ตกของแม่น้ำมสิ ซสิ ซิปปนี ไ้ี ปแตป่ รากฏว่าเม่ือถึงปี 1850 ชาวอเมริกนั ทีไ่ ด้รบั คาํ ยืนยนั จาก บรรดาพ่อค้าขนสัตว์ นักดักสัตว์ หรือนักสํารวจบุกเบิก ว่าดินแดนแถบนี้ แท้จริงเหมาะแก่การตั้งมั่น
57 ประจวบกับก่อนหน้านี้ที่การอพยพเป็นกอง เกวียนขนาดใหญ่จากดินแดนตะวันออกมุ่งสู่ตะวันตกจรด ชายฝั่งแปซิฟิก เพื่อเข้าตั้งมั่นในออริกอน หรือในแคลิฟอร์เนียและยูทาห์โดยต้องผ่าน พื้นที่ที่ราบกว้าง ใหญ่ ซง่ึ ประจกตอ่ นักเดนิ ทางคร้ังนนั้ วา่ บรเิ วณน้ี เหมาะแกก่ ารตง้ั ถ่ินฐานได้ เพียงแต่เอานะนัน้ นักเดนิ ทาง ต้องทําใจเพราะ รู้ว่าเป็นเขตสงวนของอนิ เดียนอยู่ ก็ยิ่งทําให้ชาวอเมรกิ ันกระหายที่จะ เข้ามาตั้งม่นั และ ตั้งถ่นิ ฐานในดินแดนแหง่ นเ้ี พม่ิ มากยง่ิ ขน้ึ และก็แนน่ อนทสี่ ุด เพอ่ื ความเจอ้ งการดินแดนแห่งใหมท่ ี่เพิ่มมาก) ย่งิ ขึ้น การเดนิ ทางเพ่อื เข้าตง้ั มนั่ จงึ เริ่มมีมากข้นึ ด้วยเป็นเงาตามตัว ซึ่ง สดุ ท้ายแล้วนับแต่ปี 1860 กระท่ัง ถึงปี 1890 ดินแดนสว่ นตา่ ง ๆ เหล่านี้ กถ็ กู ผู้คนเข้าจับจองกันจนเต็มพ้นื ท่ี กระทัง่ สำนักสำมะโนประชากร ของ อเมรกิ นั ต้องประกาศว่าไม่มีดนิ แดนชายแดนในสหรฐั อเมรกิ าอกี ตอ่ ไป สรุปไดว้ า่ ในดนิ แคนขายแคนยนื สุดท้ายน้ี มคี นอเมริกนั 4 กล่มุ ทเ่ี ข้าครอบครอง ประกอบด้วย อินเดียนพื้นราบ (Plains Indians) คนงานเหมืองขุดหาทอง (miners) คนเลี้ยงฝูงวัว (cattlemen) และ เกษตรกร (farmers) โดยการเข้ามาครอบครองและต้งั มัน่ เปน็ ไปในรูปด้ังน้ี อินเดียนพ้ืนราบ เป็นชนกลุ่มแรกทีเ่ ขา้ จบั จองและอยู่อาศยั บางเผา่ ดาํ รงอยมู่ าก่อนท่ีชาวอเมริกัน จะเข้ามาจับจอง แผ่าที่สำคัญ ของกลุ่มนี้มีอาทิ เผ่าซู (Sioux) โคมันเซ (Comanche) คราปาโฮ (Arapatho) ไทเอไนน์ (Cheyenne) และ พควีน (PayyInce) พน้ื ที่เคลอื่ นไหว ของอนิ เดยี นกลมุ่ น้อี ยแู่ ถบ บรเิ วณพื้นที่ราบตอนกลางจากลุ่มน้ํามิสซิสซิปปี ไปทางตะวนั ตกถงึ เกือกเขารอ็ คกี ซ่งึ มพี น้ื ท่ีส่วนใหญ่เป็น ทุ่งหญ้ามีต้นไม้ ใหญ่น้อยมาก ด้วยสภาพภูมิประเทศเช่นนี้ทําให้อินเดียนเหล่านี้มีอาชีพ หลักคือการล่า สตั ว์ โดยเฉพาะล่าฝงู ววั หรือควายปา่ (Bison) กลาง ท่งุ หญา้ หลังจากที่ทวีปแห่งน้ถี ูกชาวยโุ รปเดนิ ทางเข้า มาจบั จองกระทง่ั เกดิ เป็นประเทศสหรัฐอเมรกิ าแล้ว ในชว่ งแรกการใช้ชีวิตของบรรดา อนิ เดียนก็แทบจะ ไมไ่ ดร้ บั ผลกระทบกระเทือนมากนกั ทง้ั น้ีเพราะ อยา่ งทร่ี ู้กันว่า ดนิ แดนแถบนถี้ ูกมองว่าทรุ กันดาร และมี ต้นไม้ใหญ่ น้อยไมเ่ หมาะแก่การต้ังถิ่นฐานแต่ปรากฏว่าเมื่อถึงปี 1830 ภายหลังจากรฐั สภาอเมริกันผ่าน กฎหมายอพยพอินเดียน ปี 1830 ออกมา รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้ การนําของแอนดรู แจ็คสัน ประธานาธิบดใี นสมัยนั้นก็ดำเนนิ การ ย้ายถิ่นฐานของชาวอนิ เดียนจากดินแดนด้านตะวนั ออกของแม่น้ำ มสิ ซสิ ซิปปี ดินแดนซ่ึงคนอเมรกิ ันต้องการเข้าไปครอบครอง ใหย้ า้ ยมา ยงั ดา้ นตะวันตกของมิสซิสซิปปีนี้ ซึ่งเป็นดนิ แดนกนั ดารทไ่ี ม่มีใครอยาก เขา้ อย่อู าศยั การอพยพอินเดียนในคร้งั นั้นนํามาสู่เหตุการณ์สําคัญ ในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาทเี่ รียกกนั วา่ “เส้นทางแห่งธารน้ำตา” ขนึ้ ในครั้งน้ันมีอินเดียนท่ีถูกอพยพ เข้ามาอยู่ประกอบด้วย อินเดียน 5 เผ่าหลัก คือ ชอคทอ (Choctaw) เชโรกี (Cherokee) ชิกกาชอ (Chickasaw) ครีก (Creek) และเซมินอล (Seminole)ดังนั้นจงึ รับรู้กันโดยนัยว่าดินแดนที่ราบกวา้ งใหญ่ (The Great Plains) นี้เป็นเขตของอินเดียน แต่ปรากฏว่าเมื่อเริ่มมีการอพยพ ครั้งใหญ่ในเหตุการณ์มุ่ง
58 ตะวันตกเพื่อไปจรดมหาสมุทรแปซิฟิกในช่วง หลังปี 1830 เป็นต้นมา ชาวอเมริกันได้อพยพเป็นกอง เกวยี นขนาดใหญ่ ผา่ นดินแดนเหล่าน้เี พ่ือมงุ่ ไปตงั้ มั่นในดินแดนภาคตะวันออก อนั นาํ มาสู่ การเกิดรัฐใหม่ ๆ เชน่ ออริกอนปี 1834 แคลฟิ อร์เนยี ปี 1841 ยูทาห์ ปี 1846 การอพยพครั้งใหญ่ นั้นทําให้ชาวอเมริกันได้รู้เห็นในดินแดน ที่ราบกว้างใหญ่นี้ว่า แท้จริงก็มีความเหมาะสมและสามารถเข้าตง้ั มนั่ ได้เชน่ กัน และเมอื่ ผนวกกับคําบอกเล่าของบรรดาพ่อค้า นักดกั สัตว์ และนักสํารวจบกุ เบกิ ทบี่ อกว่าดินแดนแถบนี้แท้จรงิ ก็อุดมสมบรู ณ์ สามารถเข้ามาตั้งหลักปัก ฐานไดเ้ ชน่ กนั กย็ ิ่งทําใหเ้ กดิ ความคิดในการ เขา้ มาตัง้ ถิน่ ฐานในดินแดนอนั ว่างเปล่าขนึ้ มาด้วย หากแต่ใน ระยะแรก นักแสวงหาหรือผู้อพยพยังยําเกรงพวกอินเดียนที่อาศัยอยูใ่ นดินแดน แถบนี้อยูม่ ากขณะท่ใี น มุมมองของชาวอินเดียนแล้ว พื้นที่เหล่านี้เป็นของ อินเดียนโดยเป็นสิทธินับแต่ครั้งปี 1830 เป็นต้นมา ความเปลี่ยนแปลงหน่ึงทีเ่ ดนิ ทางมาถงึ ความสุขสงบของชาว อินเดียนในแถบถ่นิ น้นี ั่นกค็ ือ นับแต่ปี 1848 ที่มีการพบทองคําแหล่งแรก โดยบังเอิญขึ้นที่เมืองแซคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย ส่งผลให้เกิด นักแสวง โชคเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว ว่ากันว่านับแต่ปี 1849 กระทั่ง ถึงปี 1850 คนอเมริกันทางตะวันออก และชาวยุโรปเดินทางหลั่งไหลสู่ แคลิฟอร์เนียเพื่อแสวงหาโชคทองคํากันอย่างคึกคัก หลังจากพบแหล่ง ทองแห่งแรกที่แคลิฟอร์เนียแล้ว และมี นักแสวงโชคขุดทองเพิ่มปริมาณขึ้นยา่ งรวดเร็วและมีจํานวนล้น เกินแล้ว ทําใหน้ กั แสวงโชคท่ีเข้ามามีน้อยคนนกั ที่จะประสบความสําเร็จ อีกทัง้ แหลง่ ทองคําที่พบก็มีทอง อยู่น้อยเกินกว่าความต้องการมากนัก ในเวลา ต่อมาทําให้บรรดานักแสวงโชคต้องออกค้นหาแหล่งแร่ ทองคําอื่น ๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะขยายแนวไปหาทองคําไปแถบเทือกเขาร็อคกี โดยแหล่งที่นักแสวงโชค ออกค้นหาทองคําในครั้งนั้นมีอยู่ 2 แถบคือ หนึ่งในดินแดนส่วนทางตอนเหนือ คือที่ ไวโอมิง ไอดาโฮ วอชิงตัน มอนแทนา นอร์ทดาโกตาและเซาท์ดาโกตา ส่วนที่สองคือดินแดน ทางตะวันตกเฉียงใต้คือที่ แอริโซนา เนวาดา เนแบรสกา โคโลราโด และยูทาห์ ผลปรากฏว่าในปี 1859 นักแสวงโชคก็ขุดคน้ พบทองคําแหง ทส่ี องทพ่ี ิคส์ พีค (Pich's Peak) ใน โคโลราโด ทําให้นักแสวงโชคพากัน หลั่งไหลเข้าไปขุดทองคํา และส่งผลให้เกิดประชากรเพิ่มจํานวนขึน้ อย่าง รวดเร็วกระทั่งสามารถตั้งเป็นรัฐโคโลราโด และเข้าร่วมกับสหภาพได้ ในปี 1876 ไม่เพียงแต่ที่ โคโลราโดเทา่ นน้ั ในเวลาต่อมาคอื ปี 1864 ก็ค้นพบแหล่งแร่ทองคาํ และเงนิ ท่ีคอมสต๊อก โลด (Comstock Lode) ในดินแดนเนวาดาอีก แล้วปี 1874 แหล่งทองแห่งที่สี่ก็ถูกพบอีกที แบล็คฮิลส์ (Black Hills) ใน ดินแดนเซาท์ดาโกตาทำให้เกิดการอพยพ เขา้ มาแสวงหาโชคทองคํากนั อย่างคึกคกั ทนี่ า่ สนใจท่สี ุดคอื ท่แี บลค็ ฮิลส์ นี้เป็นพื้นทส่ี ่วนหน่ึงของดนิ แดน ที่ราบกวา้ งใหญ่และเป็นดินแดน ทีอ่ ยภู่ ายใตก้ ารยึดครองของอินเดียน เผา่ ซู แตก่ ระนั้นก็มีการอพยพเข้าตั้งถน่ิ ฐานเพ่มิ ปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ
59 แมร้ ัฐบาลสหรัฐอเมรกิ าจะพยายามผลักดนั นักแสวงโชคออกจากดินแดน เซาท์ดาโกตา ดว้ ยเกรงวา่ จะเกิด การกระทบกระทง่ั กนั กบั อนิ เดียน เจา้ ของดนิ แดน แต่กไ็ ม่อาจทําสาํ เรจ็ การเพิ่มปริมาณของผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐาน เป็นไปอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งในช่วงสงครามกลางเมือง เป็นต้นมาผลติ ผลด้านการเกษตรกรรม มีราคาสูงยิง่ ข้ึน จึงเริ่มมีการแสวงหาดินแดนเพือ่ เปิดหรือหาท่ที าํ การ เกษตรกรรมเพิ่มมากยิ่งขึ้นด้วย โดยเฉพาะในดินแดนที่ราบกว้างใหญ่ ที่ยังว่างอยู่จึงกลายเป็น เป้าหมายของอเมริกันชนขึ้นมา กอปรกับ เพื่อขยายและเปิดโอกาสให้ชาวอเมริกันได้มีที่ทํากินและ สามารถ ขยายพื้นที่ทางการเกษตรกรรม โดยเฉพาะในช่วงสงครามกลางเมืองที่ รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ต้องการเพิ่มปริมาณข้าวสาลีแก่กองกําลังฝ่ายเหนือ ในปี 1862 ภายใต้การบริหารงานของอับราฮัม ลินคอล์น รัฐสภาก็ ได้ผ่านกฎหมายการตั้งรกรากปี 1862 (The Homestead Act 1862) ออกมา โดย กฎหมายฉบับนี้ได้อนุญาตให้คนอเมริกันเข้าไปตั้งรกราก ในพื้นที่รกร้างอันเป็นพื้นที่ของรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะในดนิ แดนทีร่ าบ กวา้ งใหญ่ โดยคนอเมริกนั ผ้เู ข้าตง้ั รกรากจะได้รบั ท่ีดนิ โดยไมต่ ้อง จ่ายค่าท่ีดิน คนละ 160 เอเคอร์ ภายใต้เงื่อนไขคือต้องทําเกษตรกรรม และตั้งมั่นจริงเป็นเวลา 5 ปี หากปฏิบัติตาม เง่ือนไขทด่ี นิ ผนื ดังกลา่ ว จะตกเปน็ ของคนอเมรกิ นั ผเู้ ข้าตั้งรกรากอยา่ งเป็นทางการ ดังนั้นนับจากปี 1870 ก็ปรากฏว่ามีคนอเมริกันพากันหลั่งไหล เข้าสู่ดินแดนที่ราบกว้างใหญ่ใน สว่ นพื้นทข่ี องรัฐบาลกลางกนั อยา่ ง คกึ คัก ความเปน็ จรงิ แล้วกอ่ นท่ีบรรดาเกษตรกรจะพากันหลัง่ ไหล ตดิ ตามหลงั กลมุ่ นักแสวงหาโชคทอง นั้น ยังมีคนอีกกลุ่มหน่ึงเริ่มเข้ามา เคลื่อนไหวในดินแดนที่ราบกว้างใหญ่นี้ก่อนแล้วนัน่ คือนักทําปศุสัตว์ (Ranching) การทําปศุสัตว์คือ การเลี้ยงวัวหรือแกะเป็นฝูงในทุ่งหญ้า ผืนใหญ่ โดยเฉพาะปศุสัตว์ วัว (cattle ranch) ในสหรัฐอเมริกานั้น ได้มีการเริ่มเลี้ยงกันขึ้นในดินแดนตะวันตกเฉียงใต้ของเทกซัสใกล้ พรมแดนของเม็กซิโกในตน้ ศตวรรษที่ 19 โดยระยะแรกเจ้าของฝงู วัว จะเปน็ ชาวสเปนหรือเม็กซิกัน และ คนดแู ลเลยี้ งฝงู ววั หรือคนเล้ียงวัว (The Cowboy Or Cattlemen) กค็ อื คนอเมรกิ ันในเทกซัส แต่นบั จากปี 1865 เปน็ ต้นมา การทาํ ปศุสัตว์กไ็ ด้ขยายเข้า ดนิ แดนที่ราบกวา้ งใหญ่ โดยมีสาเหตุ มาจาก บ้านเมอื งเร่มิ งบลง คือไมม่ ีสงครามกลางเมอื งและดนิ แดนทร่ี าบกวา้ งใหญแ่ ละดินแดน ท่รี าบกว้าง ใหญก่ ็ยงั คงเป็นดนิ แดนผืนเดียวท่ียงั ไม่มีผู้คนเข้ามาตงั้ ยาศัย อยา่ งแนน่ อน อกี ทงั้ ในช่วงเวลาดังกล่าวเน้ือ วัวก็เรม่ิ เป็นทต่ี อ้ งการ ของผ้บู ริโภคอย่างมากยงิ่ ขน้ึ โดยเฉพาะชาวอเมริกันทางตะวันออกและ ตลาดยโุ รป ท่สี ําคัญและเออื้ อาํ นวยมากยงิ่ ขน้ึ กค็ อื เกดิ เสน้ ทางรถไฟ พาดผ่านดินแดนที่ราบกว้างใหญ่ ทงั้ นี้รถไฟจะถูก ใชเ้ ปน็ พาหนะ ชนิดเดยี วท่สี ามารถลาํ เลียงฝูงววั ส่ตู ลาดและผู้บรโิ ภค โดยวิธีการกค็ ือ คนเลี้ยงวัวจะต้อนวัว ตัวผูท้ ่ีตอนแลว้ (steer) ฝูงใหญ่ (longhorn) จากเทกซัสเดนิ ทางไกล เพื่อมุง่ สู่เมอื งทต่ี ิดเสน้ ทางรถไฟ ฝูง
60 วัวจะ ถูกขายแก่พอ่ คา้ คนกลาง หลงั จากนน้ั พ่อค้าคนกลางกจ็ ะลาํ เลียงฝูงววั ขน้ึ รถไฟสูต่ ลาดและผู้บริโภค ทางตะวันออก ซึ่งเส้นทางเดินของฝูงวัวที่คนเลี้ยงวัวเลือกใช้มีอยู่ 2 ทาง คือ เส้นทางแรกคือเส้นทางสายคริส โฮลม์ (The Chrisholm) โดยจะเริ่มจาก ทุ่งหญ้าใกลเ้ มอื งออสตินหรอื วาโก ในเทกซสั ฝงู วัวจะถูกต้อนไป ทางเหนือ เข้าสู่ดินแดนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ มุ่งเขา้ สู่เมอื งอะไบลินหรือเอลส์เวริ ธ์ หรือเอลลิส และฝูงววั จะ ถูกนําขึน้ รถไฟสายแอทชิสนั โทเพคา และ ซานตาเฟ โดยมปี ลายทางทีแ่ คนซสั ซติ ี อนั เปน็ เมืองตลาดค้าวัว ทใี่ หญ่ ของดินแดนตะวนั ตกกอ่ นลําเลียงฝงู ววั เข้าสู่ชคิ าโก รัฐอลิ ลนิ อยส์ หรอื เมืองอ่ืน ๆ ทางทิศตะวนั ออก อีกเส้นทางหนึ่งคือเสน้ ทางชอนี (The Shawnee Trail) โดยเริ่มจากเทกซัส ฝูงวัวจะถูกต้อนไปทางเหนือ เข้าสู่ ดินแดนทร่ี าบกว้างใหญป่ ลายทางทเ่ี มืองเซนต์หลยุ ส์ รฐั มิสซรู ี หรอื แคนซสั ซิตี หรืออีกทางหนึง่ ก็คือ จากเทกซสั มงุ่ ส่ทู างเหนือเข้าสู่ดินแดน ท่ีราบกว้างใหญ่ปลายทางที่มอนแทนาหรือไวโอมงิ หรือนอร์ทดาโก ตา หรอื เซาทด์ าโกตา โดยฝูงววั จะถูกขายกับพ่อค้าโดยตรงหรือน้ําเล้ียงใน ทุ่งหญา้ เปดิ ใกล้ตลาดรับซื้อวัว เพื่อรอขายในอนาคต นับแต่ปี 1870-1885 ถือเป็นช่วงของการทําปศุสัตว์วัวแบบ ทุ่งหญ้าเปิดที่เฟื่องฟูที่สุด นัก ประวัตศิ าสตร์อเมรกิ นั ถึงกับขนานนาม ชว่ งเวลาน้วี า่ สมัยอาณาจกั รปศุสัตวว์ วั (The Cattle Kingdom) 3 แม้หากดจู ากระยะเวลาแล้วจะถอื ว่าสันเพราะเพียง 15 ปเี ทา่ น้ัน แตเ่ รื่องราวของการเลยี้ งววั การต้อน ฝูงวัว ของบรรดาคาวบอยก็นํามา ซึ่งเรื่องราวและจนิ ตนาการมากมายแก่สังคมอเมริกัน สมัยอาณาจักร ปศุสัตว์เริ่มเสื่อมลงในช่วงปี 1885-1890 โดยสาเหตุ 4 ประการ คือ 1. เร่ิมมีการเลี้ยงวัวกันมากยิ่งขึ้น และนาํ มาสคู่ วามล้นเกินของปริมาณ วัว สง่ ผลใหร้ าคาเนือ้ ววั ตกตํ่าลง 2. ดว้ ยอากาศทรี่ อ้ นรนุ แรงของ ปี 1885 ทําให้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในดินแดนที่ราบกว้างใหญ่ ผลของ ไฟไหม้ทําให้ขาดแคลนทุ่งหญ้าและ แหล่งน้ํา บรรดาฝูงวัวจึงอดอยาก และล้มตายลงจํานวนมาก และทําให้ผู้ประกอบการรายใหญต่ ้อง เลิก กิจการไปหรือบางแห่งก็ลดขนาดของปศุสัตว์ของตนเองลงเพื่อความ อยู่รอด 3. เกิดการทําปศุสัตว์แกะ (Sheep rancing) ขึ้นในดินแดนที่ราบ กว้างใหญ่ คนเลี้ยงฝูงแกะก็ต้องต้อนและเคลื่อนย้ายฝูงแกะของ ตนเอง ตลอดเวลา ทาํ ให้เกดิ การแยง่ ชิงใช้น้ำและทงุ่ หญา้ กบั ปศุสัตว์ววั ทําให้ การทาํ ปศสุ ตั วว์ วั ลดปริมาณ ลงเรอ่ื ยๆ และ 4. การเข้ามาตั้งรกราก อย่างถาวรมากข้นึ ของเกษตรกรในดินแดนท่ีราบกว้างใหญ่ อันเป็น ผล มาจากกฎหมายตั้งรกรากปี 1862 เมื่อมีการตั้งรกรากเพิ่มปริมาณ มากขึ้น ที่ดินก็หายไปมากข้ึน เกษตรกรต้องปอ้ งกันที่ดินหรือพืชผัก ของตนเองทีป่ ลูกขึ้นจากฝูงวัวหรือฝูงแกะ ก็จําเป็นต้องกันรั้วลวด หนาม ดว้ ยเหตนุ ี้กส็ ่งผลใหท้ งุ่ หญ้าเปดิ ลดลงเรอื่ ยๆ
61 สุดท้ายเมื่อถึงปี 1890 การทําปศุสัตว์วัวแบบทุ่งหญ้าเปิดใน ดินแดนที่ราบกว้างใหญ่ก็สิ้นสดุ ลง โดยนับแตป่ ี 1890 เปน็ ตน้ มาผูท้ าํ ปศสุ ตั วว์ ัวทเี่ หลอื หนั มาทําปศุสัตว์ววั ในพื้นที่จาํ กัดภายในร้ัวลวดหนาม และมแี หล่งน้ำให้สตั ว์ ดงั ท่ไี ด้กลา่ วมาแลว้ ว่ายงั มีเกษตรกรทีเ่ ขา้ มาตง้ั รกรากในดนิ แดน ท่รี าบกว้างใหญ่นเ้ี พ่ิมมากย่ิงขึ้น เกษตรกร (farmer) ถกู นับวา่ เปน็ คนกลุ่มสุดทา้ ยทีเ่ ข้ามาตั้งรกรากในดนิ แดนท่รี าบกว้างใหญ่น้ี ว่ากันว่า เกษตรกรผู้เข้ามาตั้งรกรากในดินแดนที่ราบกว้างใหญด่ ังกล่าวนีม้ ีที่มา จาก 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.อดีต ทหารจากสงครามกลางเมือง พวกน้ี ถูกนบั ว่าเปน็ ผู้เขา้ มาตง้ั รกรากกลุ่มบุกเบกิ ท่ีสมัครใจเข้ามาต้ังม่ันใน ดินแดนที่ราบกว้างใหญ่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายตั้งรกราก 1862 กลุ่มที่ 2. คือบรรดาชาวนาหรือ เกษตรกรจากนิวองิ แลนด์ (นวิ แฮมปเ์ ชยี ร์ เวอร์มอนต์ แมสซาชเู ซตส์ คอนเนตทคิ ตั และโรดไอแลนด์) เหตุ ท่ี ชาวนาเหลา่ นี้ตัดสนิ ใจเขา้ ต้งั รกรากในดินแดนท่ีราบกว้างใหญ่ เพราะ ดินแดนท่ีพวกเขาอยนู่ นั้ อยู่ติดกับ เทือกเขาแอปปาเลเซียน ดินมีหิน ปะปนมากและถูกใช้เพื่อทําการเกษตรซ้ําซากมาเป็นเวลานาน ทําให้ ขาดความอดุ มสมบรู ณ์และยากท่ีจะฟน้ื ฟูให้ดเี พื่อเหมาะแก่การทําการ เกษตรกรรม ดังน้ันพวกเขาจึงหวัง ทจ่ี ะไดท้ ี่ดินใหมท่ ีอ่ ุดมสมบูรณแ์ ละ ทาํ งานเล้ยี งครอบครัวได้ในอนาคต 3. คอื กลุ่มผู้อพยพชาวยุโรป ที่มา จาก เยอรมนี นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และรัสเซยี เป็นต้น พวกนี้หนีความลําบากจากยุโรป เพื่อหวังที่จะต้ังชีวิตใหม่และฝนั ทีจ่ ะ มีที่ดินเป็นของตนเองภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา (ว่ากันว่าคนเหล่านี้คือบรรพบุรุษของคนอเมริกันส่วนใหญ่ในอิลลินอยส์ อินดีแอนา ไอโอวา แคนซัส มิชแิ กน มนิ นิโซตา โอไฮโอ วิสคอนซิน นอรท์ ดาโกตา และเซาท์ดาโกตา หรือกลมุ่ รัฐตะวนั ตกกลางนน่ั เอง) นอกเหนือจากความต้องการมีท่ีทํากินของตนเองแล้ว ยงั เช่อื กันวา่ การท่บี รรดาเกษตรกรพากัน อพยพเข้ามามากอย่างตอ่ เนอื่ ง ก็เพราะการเกดิ ข้นึ ของเสน้ ทางรถไฟพาดผ่านดินแดนที่ราบกว้างใหญ่ โดย ในช่วงปี 1870-1890 ปรากฏว่ามีรถไฟข้ามทวีป 5 สายหลักและ ยังมีสายย่อยอีกหลายสายเกิดขึ้นมา เส้นทางรถไฟเหลา่ นี้นอกจาก จะนําผู้อพยพเข้ามาในดินแดนตะวันตกแล้ว ยังทําหน้าท่ีขนสง่ สินค้า และ พืชผลทางการเกษตรได้อยา่ งดีอกี ด้วย นอกจากนน้ั เส้นทางรถไฟ ยังถือวา่ เปน็ ผูน้ าํ ในการก่อต้งั ชมุ ชนเมือง ท่เี กดิ ข้ึนตามรายทางของรถไฟ อกี ด้วย การเกิดขึน้ ของเสน้ ทางรถไฟ เหล่านีเ้ ปน็ ผลมาจากความช่วย เหลือของรฐั บาลกลาง โดยรัฐบาล สหรัฐอเมริกาได้ให้ความช่วยเหลือแก่บรรดาบริษัทเอกชนผู้สร้างทางรถไฟใน 2 ลักษณะคือ ช่วยเหลือ เป็นเงินสดจํานวนหนึ่ง กับมอบที่ดินสองข้างทางรถไฟแก่เอกชนผู้สร้าง เส้นทางรถไฟนั้นทั้งนี้ก็เพื่อให้ บริษทั เอกชนจะได้นาํ ที่ดินสองข้างทาง รถไฟขายและใชเ้ งนิ จากที่ขายท่ีดนิ นน่ั เองมาใช้ในการก่อสร้างทาง รถไฟ
62 ว่ากนั ว่าในชว่ งแรกท่ีดินสองขา้ งทางรถไฟนัน้ แทบไม่มคี ่าอะไร แต่บรรดาบริษทั เอกชนก็พยายาม สร้างค่าใหท้ ี่ดินเหลา่ นั้นเกิดมูลค่าขึน้ โดยช่วงแรกเร่ิมโดยการเชิญชวนให้คนอเมริกันเข้าตั้งมั่นและสร้าง ความน่าสนใจในที่ดินเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในเวลาต่อมา ก็เกิดชุมชนและเมื่อชุมชนเหล่านั้น ขยายใหญ่ขึ้นก็กลายเป็นสังคมเมือง ในที่สุด บริษัทเอกชนจึงเริ่มมีรายได้มากยิ่งขึ้น และต่อเนื่องมาคือ เมอื่ เกดิ ชุมชนเมอื งแล้ว ธรุ กจิ ต่าง ๆ ก็เตบิ โตตดิ ตามมา และก่อเกิด เมอื งใหญๆ่ ขึน้ ตามรายทางรถไฟซึ่ง สรา้ งมูลค่าแกบ่ รษิ ัทเอกชนอยา่ งมหาศาล ดังที่ไดก้ ล่าวมาแต่ต้นว่าดนิ แดนทร่ี าบกว้างใหญน่ ีผ้ ทู้ ี่ถือเปน็ เจ้าของทด่ี ินรายแรกน้ันคือ อนิ เดยี น เมื่อมีการเข้ามาตั้งรกรากใน ดินแดนที่ราบกว้างใหญ่เพิ่มมากขึน้ เรื่อย ๆ นับแต่ปี 1850 เป็นต้นมา ด้วย ความที่หวงแหนในดินแดนของตนเองเพราะเกรงว่าคนขาวจะนํา ความเดอื ดรอ้ นมาให้ดว้ ยการแย่งท่ีดินท่ี ทํากิน หรือแม้แต่การที่คนขาว เข้ามาล่าสัตว์โดยเฉพาะไบซันซึ่งถือเป็นแหล่งอาหารและเครื่องมือ เครอ่ื งใชข้ องชาวอนิ เดียน ทาํ ใหเ้ กดิ การกระทบกระทั่งขน้ึ อย่างตอ่ เน่อื ง ระหว่างอินเดียนกับผู้อพยพ ต่อมาในปี 1851 ด้วยความที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เกรงการ กระทบกระทั่งกันระหว่างชาว อินเดียนกับผู้อพยพจึงได้หาทางและออก นโยบายใหม่กั บพวกอินเดียน เรียกนโยบายนั้นว่า “Concentration” คือการชักจูงให้พวกหัวหน้าเผ่าอินเดียนที่ราบควบคุมให้คนในเผ่าของตน อยู่แต่ใน บริเวณที่คนผิวขาวสญั ญาว่าจะไม่รกุ ล้ำ แต่เนื่องจากผืนดินที่ พวกอินเดียนอาศัยอยู่นัน้ อยู่ระหว่างกลาง พวกทําเหมืองแรห่ รือนกั ขุดทอง ซงึ่ ขยายเขตแดนเข้ามาจากทางตะวันตก และพวกเกษตรกรที่ขยาย เข้า มาจากทางตะวนั ออก ทาํ ให้พวกอนิ เดยี นพื้นราบเรียนรเู้ หมอื นพวก อินเดยี นตะวนั ออกเดมิ วา่ ไม่สามารถ ไว้ใจคนผิวขาวได้ อกี ทงั้ ดว้ ย ปญั หาทีค่ นเล้ียงววั กเ็ พ่มิ ปรมิ าณขึน้ และตอ้ นสัตว์เข้ามาจากเทกซัสทาง ด้าน ใต้ และเส้นทางรถไฟก็รุกล้ำเขา้ มาเรือ่ ย ๆ ขณะเดียวกันคนขาวที่ เข้ามาก็ทําการฆ่าไบซนั จนมากเกนิ ไป ด้วยเหตุการณ์เหล่านี้รวม ๆ กัน แล้วก็ส่งผลให้พวกอินเดยี นต้องจับอาวุธขึน้ มาสู้ กระทั่งก่อเกิดสงคราม ระหวา่ งอเมริกันกับอินเดียนหลายครง้ั เชน่ สงครามของพวกไชเอนน์-อราปาโฮ (Cheyenne-Arapaho War) ในโคโลราโด ซึ่งสงครามนี้ เกดิ ข้ึนในระยะเดยี วกับทีเ่ กดิ สงคราม กลางเมืองปี 1861-1864 โดยมีสาเหตุมาจากพวกชาวเหมอื งแร่และ นกั ขดุ ทองพากนั หลงั่ ไหลเขา้ ไปในโคโลราโดมากขนึ้ เพ่อื หาแร่และ อา้ งสทิ ธิในดินแดนและท่ดี นิ พร้อมกัน นี้เจ้าหนา้ ที่ของรฐั บาลกลางก็ได้ บังคับให้พวกอนิ เดียนเผา่ อราปาโฮกับเผ่าไชเอนน์ ยกเลิกกรรมสิทธ์ิ ใน ทีด่ ินท้ังหมดทพ่ี วกเขาไดร้ ับจากรัฐบาลเมอ่ื 10 ปีก่อน เมอื่ ชาว อราปาโฮและไชเอนนป์ ฏเิ สธการบีบบังคับ นั้น พวกเขาจงึ ต้องประกาศ สงครามขน้ึ มาทนั ที โดยในครง้ั นั้นมบี รรดานักรบอินเดยี นจากเผ่าต่างๆ ไม่ว่า ไชเอนน์ อราปาโฮ กิโอวา อาปาเช่ และโคมันเช่ เข้าร่วมกัน ประกาศสงครามกับคนผิวขาว โดยอินเดียน
63 นําโดยแบลค็ เคทเทิล (Black Kettle) หัวหน้าเผ่าไชเอนน์ ตลอดระยะเวลา 3 ปีของสงคราม พวกอนิ เดยี น ได้เข้าทําการปล้น เผาบ้านเรือน และสังหารหมู่ผู้คน จนทําให้เมืองเดนเวอร์ ต้องแยกอยู่อย่างโดดเดี่ยว จากภาคตะวนั ออก ในเวลาต่อมามีความพยายามที่จะเจรจาสงบศึกขึน้ เมื่อรัฐบาลกลาง รับรองในความ ปลอดภัยของอินเดยี นตามคําเรียกร้องของแบลก็ เคทเทิล แล้ว แบลค็ เคทเทลิ ก็นําคนของตัวเองเข้าไปต้ังท่ี พักอยู่ที่แวนด์ครีก ในโคโลราโด แต่ปรากฏว่า ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 1864 กองทหาร อาสาสมัคร ภายใต้การนําของพันเอกจอห์น เอ็ม.ซิฟวิงสตัน (John M. Chivington) ได้บุกเข้าโจมตีและสังหารหมู่ พวกอินเดียนทั้งชาย หญิงและ เด็กอย่างทารุณโหดร้าย มีอินเดียนเสียชีวิตไปถึง 450 คน แบล็คเคทเทิล และนักรบของเขาจํานวนหนึ่งสามารถหลบหนีไปได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้ีสงครามเผ่าซู (Sioux Wars) สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นมาหลายช่วง โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความไม่พอใจของพวกซูที่ถูกเจ้าหน้าที่ของ รัฐบาลกลางกลัน่ แกลง้ และเหยยี ดหยาม อกี ทงั้ ยงั ตัดเงินปแี ละอาหาร แก่พวกซูลงดว้ ย การกระทบกระทั่ง จนกลายมาเปน็ สงครามระหว่าง คนผวิ ขาวในอเมริกากบั อนิ เดียนเผ่าซูเกดิ ข้นึ ครงั้ แรกในเดือนสิงหาคม ปี 1862 โดยพวกซูซึ่งอาศัยอยู่ในแถบภาคตะวันตกเฉียงใต้ของมินนิโซตา ได้ก่อการจลาจลขึ้น ในความ จลาจลนั้นวันที่ 17 สิงหาคม 1862 พวกซู กลุ่มหนึ่งได้สังหารคนผิวขาวไป 5 คน ที่เมืองนิวอล์ม (New UIm) และ ด้วยความกลัวว่าจะถกู คนขาวแก้แคน้ ทําให้ ลิตเติลโครว์ (Little Crow) ซึ่งเป็นหัวหน้าพวกซู ได้นํานักรบชาวเผ่าซูกลุ่มหนึง่ เข้าโจมตีที่ตั้งถ่ินฐาน ของคนผิวขาวและลงมือสังหารผู้คนไปร่วม 700 คน การสังหารกันใน ครั้งนี้ทําให้เกิดสงครามขึ้นมาทันใด การปะทะระหว่างนักรบเผ่าซูกับกองกําลังทหาร อาสาสมัคร ของชาวอเมรกิ ันเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และหลายสถานที่ สุดท้ายชัยชนะ ก็เป็นของคนผิวขาว กล่าวคือในวันที่ 23 กันยายนกป็ ราบทีว่ ัดเลก (Wood Lake) และวันที่ 27 กันยายน ก็ชนะที่แคมป์รลี สี (Camp Release) นํามาซึ่งการสิ้นสุดการจลาจลอย่างแท้จริงในปี 1863 ในระหว่างที่สงครามเกิดข้ึน ช่วงแรกนี้ปรากฏว่าลิตเติลโครว์ เสียชีวิตใน สนามรบ นักรบชาวซูที่เหลือยอมแพ้และถูกแขวนคอไป 38 คน ส่วน พวกซทู ี่เหลอื อย่กู ็ถูกย้ายให้ไปอาศัยอยู่ในเขตแดนดาโกตา (Dagota Territory) ส่วนถิน่ ฐานเดิม ในมินนิโซตาถูกคนผิวขาวริบ แต่ความวุ่นวายที่เกดิ จากพวกซูยังไมห่ มดสิ้น คล้อยหลังไปเพียง 2 ปี คือปี 1865-1867 เมื่อรัฐบาลได้พยายามที่จะตัดเส้นทางสร้างถนน ให้มีคุณภาพดีขึ้นในเส้นทางโบซีแมน (Bozeman Trail) โดยเสน้ ทางสร้างขน้ึ น้จี ะเรมิ่ จากป้อมลารามีในไวโอมงิ แล้วลากข้นึ ไปทางเหนอื มุ่งตรง ยังโบซีแมนและเฮเลนา ในมอน แทนา เหตุแห่งการทําถนน ในครั้งนี้ก็เพื่อสนองความต้องการของชาว เหมืองที่ต้องการความสะดวก ในการเดินทาง แต่เส้นทางสายนี้ยังตัดผ่านทุ่งล่าสัตว์ที่ดีที่สุดของ พวกซู ตะวนั ตก ทาํ ใหพ้ วกซูไม่พอใจอยา่ งมาก ดว้ ยความโกรธและ เพื่อการแกแ้ ค้นใหก้ บั พวกซูในมนิ นิโซตาท่ีแพ้ จากการรบที่ผ่านมา ทําให้เรดคลาวด์ (Red Cloud) หัวหน้าเผ่าซูตะวันตกรวบรวมนักรบ ของตนเองได้
64 ประมาณ 16,000 คนออกก่อกวนรังควาญคนงาน สร้างถนน รัฐบาลจําเป็นต้องป้องกันและรักษาสวัสดิ ภาพของคนงาน จึงสร้างปอ้ มขนึ้ มา 3 แหง่ ตามเส้นทางโบซีแมน เพือ่ ใช้ป้องกันการ โจมตจี ากชาวอินเดยี น ในเดือนธันวาคม 1866 ปรากฏว่าพวกซูเขา้ ปลน้ ขบวนรถขนไม้ ร้อยเอกดับเบิลย, เจ.เฟทเทอร์แมน (W. J. Fetterman) ได้รับหน้าที่ ออกปฏิบัติการปราบปราม เขานําทหารจํานวนหนึ่งออกติดตามนักรบซู ท่ี เข้าปล้นรถ แต่เมื่อปะทะกันปรากฏว่าทหารอเมรกิ ันถูกนักรบซูโจมตี จนพ่ายแพ้อย่างย่อยยับที่ป้อมฟลิ คาร์นี้ ทําให้ทหารทั้ง 82 คนเสียชีวิต ทั้งหมดและด้วยชยั ชนะของพวกซูครั้งนีเ้ องทีท่ ําให้พวกซูเกดิ ความ ฮกึ เหิม และม่ันใจมากยิง่ ขึน้ พวกเขาเขา้ โจมตีการสร้างทางอย่างตอ่ เนอ่ื งกระท่งั สดุ ท้ายรัฐบาลจําต้องสั่ง ระงับการสร้างทางสายโบซีแมนไป ด้วยความวุ่นวายและเหตุแห่งการสังหารกันที่เกิดข้ึนระหว่าง คนผิว ขาวและชาวอินเดียน โดยเฉพาะเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่สําคัญ คือ การสังหารหมู่ชิฟวิงสตัน และเฟท เทอร์แมน และการรบยอ่ ย ๆ ที่เกิดขนึ้ มาอีกหลายคร้ังทาํ ใหร้ ฐั บาลกลางตอ้ งตัดสนิ ใจเปลย่ี นท่าที และหัน มากําหนดนโยบายเกี่ยวกับอินเดียนใหม่ในปี 1867 ปีเดียวกันนี้เองที่รัฐบาลได้ส่งคณะทูตสันติภาพซึ่ง ประกอบด้วย พลเรือน 4 คนและนายทหารชัน้ นายพลอีก 3 คนไปเจรจาเพือ่ ยตุ ิสงคราม กับเผ่าซู และมี เปา้ หมายอีกอยา่ งหนึง่ คอื ประกาศเขตสงวนเขตเล็ก ๆ ท่ี ต้ังขึ้นใหอ้ นิ เดยี นได้รู้ ซ่ึงก็ย่อมหมายความวา่ การ เจรจาสนั ติภาพในครัง้ น้ี จะนาํ มาซง่ึ ความเปล่ียนแปลงในวิถีชีวิตของชาวอินเดียนท่ีต้องย้ายเข้าไป อยู่ใน เขตสงวน อกี ท้ังยังคิดท่จี ะให้ชาวอินเดยี นยอมรับการอบรมจาก คนผวิ ขาวอกี โดยเขตสงวนที่ว่านี้รัฐบาล ไดจ้ ดั ต้งั ข้ึนมา 2 แหง่ คอื ท่ีแบล็คฮิลส์ (Black Hills) ในเขตดาโกตา โดยกาํ หนดเอาไวส้ ําหรบั พวกอินเดียน ใน ภาคเหนือ และแบ่งอาณาเขตของอนิ เดียนในโอคลาโฮมาให้แก่อนิ เดียน ท่ีราบแห่งภาคตะวันตกเฉียง ใตอ้ ยปู่ รากฏว่าพวกอินเดียนส่วนใหญ่ปฏิเสธการเขา้ อยู่ในเขตสงวน และเมอื่ ปฏเิ สธก็จําเป็นต้องจับอาวุธ ขนึ้ มาปกปอ้ งดินแดนของตนเองในระหว่างปี 1875-1873 สงครามเผา่ ซูก็เกดิ ขน้ึ มาอีกคร้งั หนง่ึ เป็นคร้ังท่ี 3 ด้วยเหตุเพราะเกิดมีการพบทองขึ้นที่แบล็คฮิลส์ อันถือเป็นเขตสงวนของอินเดียน โดยพบในปี 1874 ด้วยข่าวการพบทองน้ีก่อให้เกิด การตื่นทองขึ้นอกี หน ชาวอเมริกันพากันเดินทางเข้าไปในเขตสงวนเพอื่ หาทองคําพร้อมกันช่วงเวลาดังกล่าวก็มีนโยบายขยายเส้นทางรถไฟ สายนอร์ทเทิรน์ แปซิฟิกในบริเวณท่ี ราบขนาดใหญ่ข้นึ ทําให้จํานวน ควายป่าไบซนั ท่เี คยมีอย่างชุกชุมลดจํานวนน้อยลง และอีกประเด็นหน่ึง คือ เจา้ หนา้ ท่สี าํ นักงานดูแลอนิ เดียนของ รฐั บาลทมี่ ีหน้าทด่ี ูแลและมอบสงิ่ ของตา่ ง ๆ แก่อินเดียนได้จ่าย อาหาร คุณภาพเสื่อมแก่ชาวอนิ เดยี น ไมว่ ่า แปง้ ท่ีขึ้นรา เนือ้ เนา่ หรอื ผา้ หม่ ท่ีขาด เปน็ ตน้ ทั้งหมดที่กล่าว มานี้ทําให้พวกซูทางเหนือเกิดความโกรธแค้น ต่อคนผิวขาวมาก ในเดือนมีนาคม ปี 1874 ซิตติ้งบูล (Sitting Bull) และเครซีฮอรส์ (Crazy Horse) ไดน้ าํ พวกซขู องตนเองละทิ้งที่เขตสงวน ของตนเองในดาโก ตาทางเหนือแลว้ อพยพเขา้ สูม่ อนแทนา ทาํ ใหร้ ัฐบาล ตอ้ งจัดสง่ ทหารไปปราบรวม 3 หนว่ ย
65 ในที่ 25 มิถุนายน ทหาร 264 คนภายใต้การนําของนายพล จอร์จ เอ. คัสเตอร์ (George A. Custer) ได้ปะทะกบั พวกซูจาํ นวน 2,500 คน ทลี่ ติ เตลิ บกิ ฮอร์น (Little Big Horn) ในมอนแทนา ปรากฏ ว่าทหารของรัฐบาลถูกฆ่าตายหมด หลังส้ินสุดการรบพวกซู กแ็ ยกย้ายกันเพื่อไปล่าสตั ว์หาอาหารเพ่ือตุน เอาไวใ้ ช้ในฤดูหนาวทีจ่ ะ มาถงึ การแยกกันออกไปเชน่ น้ที าํ ให้พวกซกู ลมุ่ หนึง่ ถูกหนว่ ยทหารใหม่ จบั กมุ ตัว ได้ในเดือนตลุ าคม ปี 1876 และถูกส่งใหไ้ ปอยู่ในเขตสงวน ดาโกตา ขณะท่เี ครซฮี อรส์ ถูกจบั กุมและบังคับ ใหเ้ ขา้ คกุ แต่สดุ ท้ายเขา ก็ถูกฆ่าตาย ส่วน บลู \" ไดน้ าํ พรรคพวกกลุม่ หน่งึ หลบหนีเข้าไปในเขต แคนาดา แต่ เมื่อเข้าไปอยู่ในแคนาดาเขาก็ประสบกับความอดอยาก สุดท้ายตัดสินใจลับเข้าอเมริกาในปี 1881 และ ยอมเข้าไปอยใู่ นเขต สงวนดาโกตา สงครามเผ่าเนซเพียซ (Nez Perce War) ความเป็นจริงแล้ว อินเดียนเผ่าเนชเพียซ อาศัยอยู่ ร่วมกนั กบั ชาวอเมริกันผิวขาวในออริกอน มาอย่างยาวนาน และอยา่ งสงบสขุ แตป่ ญั หาเรม่ิ เกิดขึ้นเมื่อถึง ปี 1865 เมื่อปรากฏว่ามีผู้ตั้งถิ่นฐานผวิ ขาวจํานวนมากเริ่มหลั่งไหลมาสู่บริเวณ ภาคตะวันตกเฉียงเหนอื และส่วนใหญ่ก็มุ่งที่จะเข้าครอบครองเขต ล่าสัตว์ของชาวอินเดียนเผ่าเนซเพียซ เมื่อการรุกล้ํามีมากข้ึน เรอ่ื ยๆ ในปี 1877 ชาวเนซเพียซ จงึ ก่อสงครามเพอื่ ขบั ไล่ชาวผิวขาวใหอ้ อกไปจาก ออรกิ อน แตป่ รากฏว่ารฐั บาลกลางไดย้ ืน่ มือเข้ามาด้วย กล่าวคือ เขา้ มา บังคบั ให้ชาวเนซเุ พียซมอบดนิ แดน ให้รัฐบาล และให้ย้ายพวกเนซเพียซ ไปอยู่ในไอดาโฮ พวกเนซเพียซจึงปฏิเสธหัวหน้าของเนชเพียซ ขณะนั้น คือโจเซฟ (Chief Joseph) ได้นําพรรคพวกจํานวน 200 คน ในจํานวนน้ี รวมถึงผู้หญงิ และเด็ก หนีไปทางตะวันออกโดยข้ามภูเขาเพื่อมุ่งเข้าไปใน แคนาดา โดยมีทหารของอเมริกันติดตามมาอย่าง กระชน้ั ชดิ ว่ากันว่า ดว้ ยระยะทางกว่า 1,300 ไมลห์ ัวหนา้ โจเซฟสามารถพาคนของตนเอง หลบหนีทหาร มาไดต้ ลอดกระท่ังมาถึงมอนแทนา ซึง่ ยงั ห่างจากแคนาดา ไม่มากนกั กองทหารก็ติดตามมาทัน ทําให้เกิด การปะทะกัน การรบ ระหว่างชาวเนซเุ พียซกับกองทหารใช้เวลาถงึ 5 วัน ในที่สุดก็ต้องยอมแพ้ ในเดือน ตลุ าคม ปี 1877 เหตุเพราะชาวเนซเพยี ซนส่วนใหญ่บาดเจบ็ ลม้ ปว่ ย และอดอยาก ดงั นนั้ ในท่สี ดุ พวกเขา ก็ถูกจบั กมุ และสง่ ตวั กลบั ไปอย่ใู นเขตสงวนในโอคลาโฮมา สงครามเผ่าอาปาเช่ (Apache War) สงครามนี้เกิดขึ้นใน นิวเม็กซิโก และแอริโซนา เหตุการณ์ เกดิ ขึ้นเพราะฝงู แกะของอินเดียน ชาวเผ่านาวาโฮ (Navaho) ซง่ึ ถือเปน็ ญาตกิ ันกบั เผา่ อาปาเช่ ถกู คนขาว เข้าไปขโมยอยู่เสมอสร้างความโกรธแค้นให้แกช่ าวนาวาโฮและอาปาเช่ อย่างมาก ในที่สุดเมื่ออดรนทน ไม่ได้แล้วชาวอาปาเช่จึงกอ่ สงครามขึ้น มีการปะทะกันอยูห่ ลายครั้งตั้งแต่ปี 1861 ที่มี โคซีส (Cochise) และ แมงกสั โคโลราโดส (Mangas Colorados) เป็นหวั หน้า ในเวลาตอ่ มา แมงกัสถูกทหารสังหารในช่วง ปี 1872 ทาํ ใหโ้ คซี่สไดย้ อมตกลงสงบศกึ เพอื่ แลกอิสรภาพกบั ที่ดนิ สาํ หรับพรรคพวกของเขา ทาํ ใหพ้ วกอา
66 ปาเช่ รวมไปถงึ โคซีสและพวกนาวาโฮสว่ นใหญถ่ กู บังคับให้เข้าไปอยใู่ น เขตสงวน ซงึ่ โคชสี เสียชีวิตลงในปี 1874 ในเขตสงวนนนั้ เอง ขณะที่อกี สว่ นหน่งึ หวั หน้าเผ่าอีกคนคือ เจโรนิโม (Geronimo) ไม่ยอมจาํ นนตอ่ คนผิวขาว ได้นํา พรรคพวกอาปาเชก่ ่อสงครามขน้ึ อีก ในวันที่ 30 เมษายน 1871 ทั้งนี้เนื่องจากกอ่ นหนา้ นั้นเกดิ การสังหาร หมู่ ชาวอาปาเช่กว่า 100 คนที่ค่ายแกรนต์ (Camp Grant) ในแอริโซนา เจโรนิโมได้นําพรรคพวกออกสู้ รบกบั คนผิวขาวทเ่ี ขา้ ไปตัง้ ถนิ่ ฐานใน ดนิ แดนของเผา่ อาปาเช่ จนกระทง่ั เขาถูกจับในปี 1886 สดุ ท้ายพวก อาปาเช่ที่เหลอื กถ็ ูกสง่ เข้าไปอยูใ่ นเขตสงวน เล็ก ๆ ในภาคตะวันตก เฉียงเหนือ สงครามการเต้นปศี าจ (The Ghost Dance War) สงคราม ครัง้ นี้เกดิ ขน้ึ ในเขตสงวนแบล็คฮิลส์ ในเดือนธันวาคม 1890 ด้วยเหตุ มาจากอนิ เดยี นเผา่ ซูไดท้ าํ พิธีกรรมเต้นปศี าจขึ้น ซง่ึ พิธนี เ้ี ปน็ ส่วนหนึ่ง ใน การประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของตนเอง หากแตถ่ ือเป็นการขัดขนื คําสัง่ หา้ มของรัฐบาล ส่งผลให้เกิด การปราบปราม ซง่ึ ปรากฏวา่ เมอื่ กองทหารเดินทางมาถึงพวกอินเดียนก็ทําการต่อส้แู ละหลบหนีไป ทหาร ติดตามพวกที่หลบหนีไปจนทันที่วุ่นเด็ดนี (Wounded Knee) เกิดการ ปะทะกันขึ้นที่นั้น บรรดานักรบ เผา่ ซู ไมเ่ ว้นแมแ้ ตผ่ ้หู ญงิ และเด็กถกู สังหารหมูไ่ ปประมาณ 300 คน กลา่ วกนั ว่าความพ่ายแพ้ของอินเดียนในคร้ังน้ี ถอื เป็นการส้นิ สุด การกอ่ การจลาจลของพวกเขา ที่ดินของอินเดียนส่วนใหญ่ตกไปเป็นของ รัฐบาลกลาง พร้อมกันวัวป่าที่เคยเปน็ แหล่งอาหารสําคัญของ อินเดยี น กห็ มดไป นอกจากนนั้ อนิ เดียนยังตอ้ งสญู เสียอิสรภาพ และนับจากนี้ ก็มชี วี ิตความเป็นอยู่ตามท่ี คนขาวกาํ หนดให้ ชาวอนิ เดียนเพงิ่ จะมา มีสถานะเปน็ พลเมอื งของสหรฐั ฯ เมอ่ื ถงึ ปี 1924 แล้ว การปิดฉากปัญหาของอินเดียน ในปี 1890 และการอพยพ ข้ามมาตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่องใน ดินแดนที่ราบกว้างใหญ่ผืนสุดท้าย ของสหรัฐอเมริกา เมื่อถึงทศวรรษนี้ดินแดนอันถือเป็นชายแดนของ สหรัฐฯ ก็หมดสิน้ ไป ช่วงตง้ั แตป่ ี 1880-1890 จำนวน คนอเมริกันในดินแดนนี้ เพิ่มขน้ึ อยา่ งรวดเร็ว การ ทาํ การเกษตรโดยเฉพาะปลกู ข้าวสาลีและ เล้ียงสตั ว์คืออาชีพหลักท่กี ระจายไปท่ัวดินแดนท่ีราบกว้างใหญ่ จากบ้านหนึ่งหลัง ขยายออกไปเป็นหลายหลัง แล้วขยายเป็นชุมชนในที่สุด จากชุมชนหลาย \" ชมุ ชน ขยายใหญข่ น้ึ มาเปน็ สังคม เมอื งและหมบู่ า้ น หมู่บา้ นหลาย ๆ หมบู่ ้านกลายมาเป็นรัฐ ซ่งึ ปรากฏว่า ช่วงนับแต่ปี 1860-1800 มีรัฐเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นมาถึง 11 รัฐ เฉพาะเพียง ในดินแดนที่ราบกว้างใหญ่ก็ ประกอบไปด้วย 7 รัฐ ซึ่ง 7 รัฐใหมใ่ น ดนิ แดนทรี่ าบกวา้ งใหญน่ ีป้ ระกอบด้วยแคนซัส (Kansas) รัฐลําดับ ที่ 34 เข้าร่วมสหภาพในปี 1861 เนแบรสกา (Nebraska) รัฐลําดับที่ 37 เข้าร่วมสหภาพในปี 1867 โคโลราโด (Colorado) รัฐลําดับที่ 38 เข้าร่วมสหภาพในปี 1876 พร้อมกันในปี 1889 ก็เข้าร่วมสหภาพ
67 อีก 3 รัฐคือ นอร์ทดาโกตา (North Dagota) ลําดับที่ 39 เซาท์ดาโกตา (South Dagota) ลําดับที่ 40 และมอนแทนา (Montana) ลาํ ดบั ที่ 41 และยังมี ไวโอมงิ (Wyoming) ลาํ ดับท่ี 44 ในปี 1890 นอกเหนือจาก 7 รัฐในดินแดนที่ราบกว้างใหญ่แล้ว มีอีก 4 รัฐ ที่เข้าร่วมสหภาพในช่วงนี้ คือ เนวาดา (Nevada) ลําดับที่ 36 ปี 1864 วอชิงตัน (Washington) ลําดับที่ 42 ปี 1889 ไอดาโฮ (Idaho) ลําดับที่ 43 ปี 1890 ทั้ง 3 รัฐนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเทือกเขาร็อคกี และ เวสต์เวอร์จิเนีย ( West Virginia) รัฐลําดับที่ 35 เข้าร่วมสหภาพใน ปี 1863 (รัฐนี้ก่อตั้งขึ้นเพราะไม่ต้องการเข้าร่วมสงครามกบั ฝ่ายใต้โดย แยกออกมาจากเวอรจ์ ิเนีย) กลา่ วไดว้ ่าถงึ ปี 1890 สหรฐั อเมริกากม็ ีรัฐทั้งสน้ิ 44 รัฐ ซ่ึง ในปี 1890 นี้เองท่ีสํานักงานสํามะโน ประชากรสหรัฐฯ ประกาศอยา่ ง เปน็ ทางการวา่ ไม่มดี ินแดนชายแดนในแผ่นดินสหรัฐอเมริกา ปิดฉาก การ มงุ่ สตู่ ะวันตกของอเมริกันชน การมุ่งสู่ตะวันตกของอเมริกันชน ถือเป็นเรื่องสำคัญของชาว อเมริกันทั้งมวล ทั้งนี้เพราะ นอกเหนือจากความยากลําบากและความ มุ่งมั่นรวมถึงความรักเสรแี ละการแสวงหาของบรรพบุรุษชาว อเมรกิ ันอัน แสดงให้เห็นถึงจิตวญิ ญาณแหง่ อเมรกิ นั แล้ว มนั ยังไดแ้ สดงลักษณะ เฉพาะของคนอเมริกันท่ี สบื ลกู สบื หลานมาจนถึงปัจจุบัน อีกทงั้ การต้ัง รกราก การตอ่ สู้ และการผจญภัยตา่ ง ๆ ทีเ่ กิดขนึ้ มาในช่วง อันยาวนาน ของการรอนแรมผจญภัยยังนาํ มาซึ่งเรื่องเล่า ตํานาน นิทาน และ บันทึกอันตื่นเต้นโลดโผน จนเปน็ ทม่ี าของงานวรรณกรรม ศิลปะ และ การดนตรแี ละเรอื่ งพน้ื ฐานอนื่ ๆ ของชาวอเมรกิ นั ท่ีแท้จรงิ อกี ด้วย 5.5 สรุป • ชายแดน (Frontier) ในความหมายของอเมริกนั ในชว่ งเวลาดังกล่าวคือ ดินแดนบรเิ วณขอบของ พรมแดน เป็นดินแดนท่ีห่างไกลจากสังคมเมือง เปน็ ดนิ แดนที่ไม่เจรญิ และมีคนอาศัยอยู่นอ้ ยมาก ดังนั้น การประกาศวา่ ไม่มี ดนิ แดนชายแดนอีกต่อไปของสำนกั มโนประชากรของสหรัฐอเมรกิ าในปี 1890 น้ันก็ ย่อมหมายถึงพืน้ ท่ี (อาณาเขต) โดยรวมของสหรฐั ฯ กลายเป็น ชุมชน และสังคมเมืองเต็มพ้ืนที่แลว้ ไม่มี ดนิ แดนใหต้ อ้ งออกสาํ รวจหรือ อพยพโยกย้ายเข้าไปตง้ั ถน่ิ ฐานใหมอ่ กี ตอ่ ไป • เสน้ ทางรถไฟขา้ มทวีปเกิดขึน้ โดยมเี ปา้ หมายเพือ่ ใช้เปน็ เส้นทางลาํ เลียง ผคู้ นจากตะวันออกมุ่ง สู่ตะวนั ตกจรดแปซฟิ ิก โดยรถไฟขา้ มทวีปสายแรก (The First Transcontinental Railroad) สร้างเสร็จ ในวันที่ 10 พฤษภาคม 1869 โดยเส้นทางรถไฟสายยูเนียนแปซิฟิก (The Union Pacific Railroad) มี ชาวไอริช เป็นแรงงาน สร้างจากเมืองโอมาฮา ในเนแบรสกา ไปทางตะวันตกปลาย ทางที่โพรมอนโทรี พอยท์ (Promontory Point) ในยูทาห์ และจะบรรจบกับ เส้นทางรถไฟสายเซนทรัลแปซิฟิก (The
68 Central Pacific Railroad) ท่ีใช้ชาวจนี เปน็ แรงงานหลกั ทีส่ รา้ งจากเมืองแซคราเมนโตแคลิฟอร์เนีย ไป ทางตะวันออก จรดปลายทางที่เมืองโพรมอนโทรีพอยท์ เส้นทางรถไฟข้ามทวีปนี้พาดผ่าน และทําให้เกิด การแยกดินแดนที่ราบกว้างใหญอ่ อกเปน็ สองส่วน นํามาสู่การ ล่าควายไบซันด้วยปืนยาวขณะรถไฟแล่น และทําใหค้ วายไบซนั ถกู ฆา่ เปน็ จาํ นวนมาก • สงิ่ ที่นา่ สนใจคือนับจากปี 1866-1885 วา่ กันว่าววั ประมาณ 505 ลา้ นตัว ถูกต้อนจากเทกซัสข้ึน ไปทางเหนือ และการต้อนสัตว์นเี้ องกอ่ ให้เกิดเมืองใหม่ หรือบางแหล่งเรียกเมืองโคบาล (cowtowns) ข้ึน เช่น เมืองอบิลีน (Abiline) ดอดจ์ซิตี (Dodge City) และวิชิตา (Wichita) ในแคนซัส หรือเมืองซิดนีย์ (Sydney) และโอกัลลาลา (Ogalala) ในเนแบรสกา หรือเมืองลาราม (Laramie) และไซแอน (Cheyenne) ในไวโอมิง เปน็ ตน้ • อซิตติ้งบูล ( Siting Bul) มีชีวิตอยู่ราวปี 1831 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 1890 เป็นผู้นําของเผ่า “ยังปาปา ซู” (Hunkpapa Sioux) เป็นคนที่นํานักรบของเผ่าซู (Sioux) และ เผ่าไชแอน (Cheyenne) จาํ นวนราว 3,500 คนตอ่ ส้กู ับเหล่า ทหารม้าท่ี 7 ของอเมรกิ าเมอ่ื วันที่ 25 มิถุนายน 1876 (การรบครง้ั น้ัน ชื่อว่า “The Battle of Little Bighorn”) ซิตติงบลู กบั คนของเขาได้รับชัยชนะในการรบ ครั้งน้ันแต่เร่ือง การรบครั้งนั้นกลบั ทําใหช้ าวอเมริกันผิวขาว เกิดความเกลียด และหวาดกลัวพวกของซติ ติงบลู มากข้นึ จน ราวปี 1877 ซิตติ้งบูลกับคน ของเขาได้หลบหนีเข้าไปอยู่ในแคนาดา ซึ่งอีกราว 4 ปี ต่อมาเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 1881 ซิตติงบูลได้นําคนของเขาเข้ายอมแพ้กับกองทหารของ อเมริกาที่ค่ายบูฟอร์ด (Fort Buford) รัฐมอนแทนา ซติ ตง้ิ บลู กบั คนสนิทของ เขาถูกสง่ ไปทค่ี า่ ยแรนดัลอยรู่ าวปี 2 ปี จนปี 1883 ซติ ติ้ง บุลจึงสามารถกลับ ไปอยู่กับเผ่าของเขาได้อีกครั้ง ราวปี 1885 ซิตติ้งบูลได้เข้าร่วมกับการแสดงชื่อว่า Buffalo Bill Wild West Show ของบัฟฟาโลบลิ ล์ เม่อื ปี 1890 คกิ กิงแบร์ (Kicking Bear) ได้ชักชวนให้ ชาวเผา่ ทําการ เตน้ ปีศาจ (Ghost Dance) เพ่อื ขับไล่คนผิวขาว (ยุโรปอเมรกิ ัน) ออกจาก ดนิ แดนของเผ่า และเพื่อฟ้นื ฟูวถิ ีชวี ติ ดัง้ เดิมของชาวเผา่ แต่การเต้นปีศาจน้ี ไดส้ ร้างความหวาดกลัวอยา่ งมากกับเจ้าหน้าท่ี ทางการท่ีมหี น้าทด่ี ูแลควบคุม และด้วยเจา้ หนา้ ทีก่ ลวั ว่าซติ ต้งิ บูลจะเขา้ รว่ มการเต้นปศี าจ เจ้าหน้าท่ีจึงส่ง ทหารเพ่อื เขา้ ควบคุมตัวซิตตงิ บูลไดก้ ่อน แต่ในขณะการเขา้ ควบคมุ ตัว ได้ เกดิ การยงิ ต่อสู้กนั และซิตตงิ บูล ถกู กระสุนเสยี ชีวติ . (ขอ้ มลู จาก th.wigipidia.org.) • เจโรนิโม เปน็ ชาวอินเดียนเผ่าอาปาเช่ เบดอนโคเฮ เกิดเมอื่ วันท่ี 16 มิถนุ ายน 1829 ในบริเวณ ที่ในปัจจุบันเป็นรัฐนิวเม็กซิโก มีชื่อจริงว่า โกยาตเลย์ (Goyathlay) ในขณะนั้น รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ พยายามขับไล่ชาวอนิ เดียน ออกไปเพื่อขยายอาณาเขตของประเทศ อินเดียนหลายเผ่ายอมถอย แต่บาง เผา่ ซึง่ รวมทั้งเผา่ อาปาเช่ เบดอนโคเฮ ของเจโรนโิ ม ท่ีไม่ยอมถอย และออก มาตอบโตอ้ เมรกิ าโดยการดัก
69 ปล้นเสบียงและอาวุธของอเมริกาที่ขนส่ง เข้ามาใกล้ๆ ค.ศ. 1858 กลางปี โกยาตเลย์ ครอบครัว และชน เผ่าอาปาเช่บาง ส่วนได้ปลีกตัวออกมาเพื่อทําการค้าขายกับเมืองในเม็กซโิ ก แต่ว่า ในขณะที่ นักรบและ ผู้ชายไปค้าขาย หน่วยม้าลาดตระเวนของเม็กซโิ กกลับบุกถล่มค่าย สังหารผู้หญิงและเดก็ ทุกชีวิตในค่าย ชั่วคราวแหง่ นั้น เม่ือหัวหนา้ เผ่าอาปาเช่ ทราบเร่ือง จึงขอความช่วยเหลอื ไปยังเผ่า 2 เผา่ ทีเ่ ปน็ มติ รกับเผา่ อาปาเช่ เบดอน โคเฮ ซ่งึ ได้แก่ เผา่ อาปาเช่ เน็คนี และ เผา่ อาปาเช่ โคเนน็ เพอ่ื จะไดร้ ่วมมือกนั ทาํ สงครามกับเม็กซิโกเผ่า อาปาเช่ท้งั สาม เร่มิ สงครามกบั เมก็ ซิโกใน ค.ศ. 1859 โดยใน ฤดรู อ้ น ก็เริ่มโจมตีหน่วยทหารลาดตระเวน ที่ปฏิบัติหน้าทีอ่ ยู่ในแถบชนบท ของเม็กซิโก โดยมีโกยาตเลย์เปน็ ผู้นําที่มปล้นสะดม เผ่าอาปาเช่ทั้งสาม ออกปล้นอยา่ งตอ่ เน่ือง โดยรัฐบาลเมก็ ซิโกก็ไมส่ ามารถจับกมุ ไดเ้ ลย ดังน้นั ใน ค.ศ. 1962 รฐั บาลอเมริกัน ได้ร่วมมือกบั รัฐบาลเม็กซิโก เพื่อการจับกุม โกยาวเลย์โดยเฉพาะ และนอกจากนีย้ งั ให้ชื่อโกยาตเลย์ใหม่ สำหรบั เรียกกนั ในหมู่ชาวเม็กซกิ ันและอเมริกนั ว่า เจโรนิโม จนเป็นคาํ เรียกติดปากมาจนถึง ปจั จุบนั หลังจากรัฐบาลของเม็กซิโกและอเมริการ่วมมือกันแล้ว ก็ได้แต่งตั้ง นายพลจอร์จ คลูก เป็น ผบู้ ัญชาการในภารกจิ จบั กุมเจโรนโิ ม สามารถจับกมุ นกั รบเผ่าอาปาเชไ่ ด้หลายคน แตจ่ บั กมุ เจโรนิโมไม่ได้ จนกระทั่ง ประมาณ กลางปี 1862 รฐั บาลไดย้ ื่นขอ้ เสนอให้เผา่ อาปาเช่ท้งั สามทาํ สนธิสัญญา สนั ตภิ าพกับ พวกเขา เผ่าอาปาเช่ทง้ั สามประชุมกัน มที ัง้ คนที่เห็นด้วยและ ไม่เห็นดว้ ย แต่ผลสุดทา้ ย มตอิ อกมาวา่ เผ่า อาปาเชจ่ ะยินยอมทําสนธิสญั ญานี้ โดยหัวหนา้ ของเผา่ อาปาเช่ เบคอนโดเฮ และหัวหนา้ เผา่ ของเผ่าอาปา เช่ เน็คนี้ จะไปเป็นตัวแทนทําสนธิสญั ญา ส่วนหัวหนา้ เผ่าอาปาเช่ โคเห็น อยู่ในที่มั่นของเผ่า ทุกอย่างดู เหมือนจะจบด้วยดี ตัวแทนทั้งสองออกเดินทางในต้นปี 1863 การเจรจาเป็นไปด้วยดี แต่นายพลเซอร์ริ แดน คนระดับสูงของเหล่า ทหารอเมริกันทํานอกแผน ส่งคนมาลอบฆ่าหัวหน้าเผ่าทั้งคู่ และต่อมาในปี 1874 ก็ส่งทหารไปทําลายที่มั่นของเผ่าอาปาเช่อีก หัวหน้าเผ่าอาปาเช่ โคเห็น หัวหน้าเผ่าคนเดียวที่ เหลืออยู่ สง่ ใหเ้ จโรนโิ มพาผหู้ ญิงและเดก็ หนีไปหลบภัย ทเี่ ขตของชนเผ่าชิริคาฮวั แล้วเหลือไว้เพียงผู้ชาย 80 คนออกตา้ นกําลงั ทหาร แตต่ ้านไม่ได้ ถูกฆา่ ตายจนหมด ในราวตน้ ปี 1886 นายพลจอร์จ ครูก ถกู ปลด ทกุ ตําแหนง่ ที่เขามใี น ภารกิจจบั กมุ เจโรนิโม และแตง่ ตั้งนายพลเนลสนั ไมลส์ (Nelson A. Miles) เป็นผู้ บญั ชาการคนใหม่ในภารกิจจับกมุ เจโรนโิ ม เจโรนโิ ม ได้เปน็ หวั หนา้ คนใหมข่ องเผา่ อาปาเช่ เบดอนโคเฮ ได้ นาํ ชนเผา่ อพยพคร้ังแลว้ คร้งั เล่าเพอ่ื หนีการตามล่าของรัฐบาล แต่สุดทา้ ยก็เสยี รู้ ต่อเลห่ เ์ หลีย่ มของทหาร ภายใต้การนําของนายพลเนลสัน ไมลส์ ในเดือน กันยายน ปี 1886 ถูกกําลังทหารล้อมจับ เจโรนิโมยอม จาํ นนต่อกําลังทหาร สหรฐั อเมริกันทสี่ เกเลตน้ แคนยอน รฐั แอริโซนา และถูกจับกมุ เจโรนโิ มเสยี ชีวติ ด้วย โรคปอดอักเสบในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1909. (ขอ้ มลู จาก th.wigipidia.org.) • เขตสงวนอินเดียน (Indian reservation) เป็นเขตในบริเวณต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาที่ๆทาง รัฐบาลสหรัฐ กําหนดให้ชาวอนิ เดียนใช้เป็นที่ตั้งถิ่นฐานตาม การประกาศของรฐั บาล ให้ชาวอินเดียนทุก
70 คนยา้ ยเม่อื วันที่ 31 มกราคม 1876 ซึ่งมกี ารวพิ ากษว์ จิ ารณ์วา่ เปน็ การกระทําท่ีโหดร้าย ทารุณต่อมนุษย์ ในสหรัฐอเมริกามีประมาณ 300 เขตสงวนซึ่งบางเผ่าอาจจะมีอยู่ภายใน หลายเขตสงวน โดยมี 9 เขต สงวนทใี่ หญก่ ว่า 5,000 ตารางกิโลเมตร และ 12 เขตสงวนที่มีขนาดใหญก่ วา่ 3,000 ตารางกโิ ลเมตร โดย ในแต่ละเขต สงวนจะมีดินแดนที่ต่างกัน รวมถึงภูมิประเทศและภูมิอากาศ พื้นดินในบาง ดินแดนไม่ สามารถทาํ เกษตรกรรมได้
71 บรรณานุกรม https://pubhtml5.com/yexm/tbsh/basic/101-117 สบื ค้นเม่ือ 10/11/63 https://th.wikipedia.org/wiki/ สบื คน้ เมื่อ 10/11/63 Liberty, Margot (2549). \"Cheyenne Primacy: The Tribes' Perspective As Opposed To ThaOf The United States Army; A Possible Alternative To \"The Great Sioux War Of 1876\". Friends of the Little Bighorn. สืบคน้ เมื่อ 10/11/63. Ambrose, Stephen E. Crazy Horse and Custer New York: Anchor Books, 2539, หนา้ 41 Textor, Lucy E. Official Relations between the United States and the Sioux Indians, PaloAlto: สำนักพมิ พม์ หาวิทยาลัยสแตนฟอรด์ , 2439, สบื ค้นเมอ่ื 10/11/63. หนังสอื ประวตั ิศาสตร์อเมริกา (ปกแข็ง) ห้องสมุด (มจร วิทยาเขตสุรนิ ทร)์ สืบคน้ เมอ่ื 10/11/63.
72 บทท่ี 6 สงครามกลางเมอื ง ความนำ ปญั หาเรื่องทาสเป็นสาเหตใุ ห้เกิดสงครามกลางเมือง จากคำปราศรัยของ อบั ราฮัม ลนิ คอร์น ได้ กล่าวถึงสาเหตุของสงครามกลางเมือง คือ ความพยายามที่จะป้องกันมิให้ประเทศต้องเกิดการแตกแยก สงครามกลางเมืองเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด และทำความเสียหายมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของ สหรฐั อเมรกิ า ทำให้เกิดการสูญเสยี ชวี ิตพลเมือง และทรัพย์สินเปน็ จำนวนมาก สงครามกลางเมืองครั้งนี้มี สาเหตขุ องสงครามกลางเมอื ง 2 ประการ ดังต่อไปน้ี ประการแรก เกิดความขัดแย้งด้านเศรษฐกจิ และสังคมของฝ่ายมลรัฐทางภาคเหนือ และฝ่ายมล รัฐทางภาคใต้ ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจน คือเศรษฐกิจของฝ่ายทางภาคใต้ขึ้นอยู่กับเกษตรกรรมเป็นหลักที่ สำคัญได้แก่ ยาสูบ ฝ้าย ข้าวและน้ำตาล ผลผลิตเหล่านี้ต้องส่งไปขายยังต่างประเทศ ส่วนเศรษฐกิจของ ฝา่ ยมลรัฐทางภาคเหนือมกี ารทำเกษตรกรรมบ้าง และมอี ุตสาหกรรมทงั้ หนกั และเบา ซ่ึงแรงงานที่ใช้เป็น พวกกรรมกร ผลผลิตทางอุตสาหกรรมของมลรัฐภาคเหนือ จึงต้องการตลาดภายในประเทศ ทำให้มลรัฐ ภาคใต้เสยี ผลประโยชน์ การซื้อขายสนิ ค้าหรือผลิตภณั ฑท์ างภาคใต้ต้องเผชิญกำแพงภาษีของต่างประเทศ ทำให้ได้รับผลกระทบ 2 ดา้ น ประการที่สอง มลรัฐภาคใต้ใช้แรงงานจากทาสเป็นสำคัญซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวภาคใต้ ท้ัง ทางด้านเศรษฐกิจ และความเป็นหน้าเป็นตาทางสังคม มลรัฐทางภาคเหนือโจมตีการใช้แรงงานทาสว่า เป็นเร่ืองผิดศลี ธรรม เมื่อ อบั ราฮัม ลนิ คอร์น จากพรรครพี ับลกิ ัน ซงึ่ ต่อต้านการใช้แรงงานทาสอย่างรุนแรงได้รับการ เลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี ค.ศ.1861 ได้ประกาศไม่รับรองการแยกตัวของมลรัฐทางภาคใต้โดยให้ เหตผุ ลวา่ ไมถ่ ูกต้องตามกฎหมาย และใหส้ ัญญาวา่ จะไม่ยงุ่ เกย่ี วกบั ปัญหาเร่ืองทาสในมลรัฐท่มี ีทาสอยู่แล้ว แต่มลรัฐทางภาคใต้มไิ ดย้ อมรับฟงั เหตุผลและไดเ้ ขา้ โจมตีค่ายทหารของรฐั บาลกลางทป่ี ระจำการอยู่ในมล รัฐทางภาคใตซ้ ่ึงนับวา่ เป็นการจุดชนวนท่ีทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึน้ ในวนั ที่ 21 เมษายน ค.ศ.1861 ดงั น้นั ประธานาธบิ ดลี นิ คอร์นจงึ ประกาศใชก้ ำลงั เข้าปราบปรามมลรัฐทางภาคใตท้ แี่ ยกตวั ออก
73 6.1 สงครามกลางเมอื งของสหรัฐอเมรกิ า เกดิ ขน้ึ ในวันที่ 12 เมษายน 1861 และส้ินสุดลงในวันท่ี 9 เมษายน 1865 รวมระยะเวลาการรบ 4 ปเี ตม็ โดยฝ่ายใต้เปน็ ฝ่ายปราชยั หากแตแ่ ทจ้ ริงแล้ว สงครามไม่ไดเ้ กิดขึน้ โดยฉบั พลนั ทันดว่ น แต่มีผลต่อ เนื่องมาจากการสั่งสมปัญหาอย่างเป็นระบบและเป็นลูกโซ่ ในหลายหลากประเด็น โดยเฉพาะนับแต่ปี 1857-1861 นั้นถอื เป็น ช่วงวกิ ฤตของความแตกแยกของชาวอเมริกนั กอ่ นจะนาํ มาสู่บทสรุป ตรงที่การทํา สงครามต่อกัน ค.ศ. 1857 - 1861 สหรัฐอเมริกาอยู่ภายใต้การบรหิ ารงานของ ประธานาธบิ ดีเจมส์ บคู าแนน (James Buchanan 1791 - 1868) บคู าแนน เป็นชาวเพนซิลเวเนีย จากพรรคเดโมเครติก เป็น ประธานาธบิ ดี คนที่ 15 ของสหรัฐอเมริกา มรี องประธานาธิบดคี อื จอหน์ ซี. เบรดนิ รดิ จ์ (John C. Breckinridge) ช่วงเวลาการบริหารงานของเจมส์ บคู าแนน ถกู เรยี กวา่ เปน็ 4 ปวี ิกฤตกิ อ่ นเกดิ สงคราม กลางเมอื ง ทั้งน้เี พราะในช่วงดังกลา่ ว ความแตกแยกระหว่างคนอเมรกิ นั ทางเหนือกบั อเมริกันทางใต้เพมิ่ มากขนึ้ เน่ืองจากปญั หาประเด็นเรือ่ งการมหี รือไมม่ ที าสในดินแดนตะวันตกใหม่ (โดยเฉพาะในแคนซัสและ เนแบรสกา) นโยบายท่ีเอาชนะในการเลือกตงั้ เข้ามาเป็นประธานาธิบดีของบคู าแนนนน้ั คือสนบั สนุนคํา ประนปี ระนอมปี 1850 และกฎหมาย แคนซัสเนแบรสกาปี 1854 คอื ใหม้ กี ารใช้ประชามติในการเลือกวา่ จะให้เปน็ รฐั มีทาสหรอื รัฐเสรี บูคาแนนเชือ่ ว่าการใช้ประชามติจะสามารถ ยุติปญั หาทาสในดินแดน ตะวันตกใหมไ่ ด้ แต่ปรากฏวา่ ภายใตก้ ารบรหิ ารงานของเขา ทตี่ ้องเผชิญกับชว่ ง วิกฤติและเกดิ เรือ่ งต่าง ๆ ข้ึน มากมาย กลบั เป็นเพียงการยืดเวลาของ การปะทุของสงครามกลางเมืองออกไปไดเ้ ท่านนั้ โดยเฉพาะอยา่ ง ยงิ่ เมอ่ื เกิดกรณีปัญหาอันนาํ มาซ่ึงความแตกแยกในหลายกรณี ดังนี้
74 6.2 ปญั หาเครค สก็อต และคาํ พิพากษา ค.ศ. 1857 ปญั หาเดรด สกอ๊ ต นบั เป็นกรณที างสงั คมเร่ืองแรก ๆ ในสมัยของ บคู าแนนท่นี าํ มาสู่ความวุ่นวาย อกี หลายครัง้ โดยเรอ่ื งของเรอ่ื งคอื เดรด สกอ๊ ต (Dred Scott) เป็นทาสของจอห์น อเี มอรส์ ัน (John Emerson) ศัลยแพทย์ในกองทัพบกอเมริกนั ชาวมสิ ซูรี อนั เปน็ รัฐมีทาส ในปี 1834 สก๊อต ไดต้ ามอีเมอร์ สนั เขา้ ไปยังรฐั อิลลนิ อยส์ อนั เป็นรัฐเสรี ทาํ ให้ตัวของ สก๊อตมีสภาพเป็นไท หากแตเ่ มือ่ สก๊อตติดตามอีเมอร์ สันกลับมายังมิสซูรี อกี คร้งั หนง่ึ ในปี 1838 สกอ๊ ตก็กลบั มีสภาพเปน็ ทาสอกี ในปี 1843 อเี มอร์สนั นายทาสเสียชวี ิตลง สกอ๊ ต จึงถกู ขายตอ่ แก่จอห์น เอฟ. เอ. แซนฟอรด์ (John F. A. Sanford) ชาวนวิ ยอร์ก สกอ๊ ตจึงทําเร่ืองสศู่ าลเพอื่ ขอใหศ้ าลบง่ ช้สี ถานะของตนเอง ทง้ั นี้ เพราะ เขาเคยได้เปน็ ไทขณะอยู่ท่อี ลิ ลนิ อยส์ช่วงปี 1834 - 1838 แตเ่ น่อื งจาก แซนฟอรด์ ไมไ่ ด้อาศัยอยู่ในมิสซรู ี ดังนั้นทนายของสก็อตจึงขอย้ายคดี ของสก็อตให้ศาลของรฐั บาลกลางชข้ี าด ซึง่ ตอ่ มาศาลของรัฐบาลกลาง ไดป้ ฏเิ สธชข้ี าดในคดีของสก๊อต โดยสง่ ตอ่ ใหศ้ าลฎีกา วนั ที่ 6 มนี าคม 1857 ประธานศาลฎกี าคอื โรเจอร์ บแี ทเนย์ (Roger B. Taney) ได้อ่านคาํ พพิ ากษา ซ่ึงมอี ยู่ 3 ขอ้ วา่ 1. เดรด สก๊อต เป็นคนผิวดาํ และเป็นทาสไม่ใช่ประชาชนของสหรัฐอเมริกา ดงั นน้ั จึงไม่มีสทิ ธิฟอ้ งร้อง 2. การเขา้ พาํ นกั ในดนิ แดนปลอดทาสมไิ ด้ หมายความวา่ จะทาํ ให้ทาสเป็นไปได้ และ 3. ข้อประนปี ระนอมมิสซูรี 1820 ซึง่ กาํ หนดเสน้ 36 องศา 30 ลิปดาเหนอื เสน้ ดังกล่าวเปน็ เขตปลอด ทาส ใต้เส้นดงั กล่าวเปน็ เส้นมที าสนั้น ขดั ตอ่ รฐั ธรรมนูญตอ้ งให้การคมุ้ ครองทรพั ยส์ นิ ของประชาชนซง่ึ ผล ของคําพิพากษานส้ี น่ั สะเทือนสงั คมอเมริกันทนั ที ทั้งนี้ เพราะคนทางใตพ้ อใจตอ่ คําพิพากษามาก ด้วยมนั ใจวา่ นับจากนี้ สามารถนําทาสเข้าไปยงั ดินแดนตะวนั ตกใหม่ได้ สว่ นคนทางเหนือ กลับไม่พอใจอยา่ ง
75 รนุ แรงเพราะน่นั หมายความว่าจะมที าสหลงั ไหล เข้าไปในดนิ แดนตะวันตกใหม่ ซ่งึ สดุ ท้ายผบู้ ริหารของ ตะวันตกใหม่ กจ็ ะประกอบไปดว้ ยคนทางใต้อนั จะส่งผลให้กลายเป็นรัฐมีทาสได้ และทาํ ใหด้ ุลในรัฐสภา ต้องมีปญั หา ด้วยเหตุนีส้ ่งผลให้คนทางเหนือ มองวา่ การตดั สนิ เดรด สก๊อต ไดท้ ําลายอํานาจอธิปไตยของ ปวงชน ตลอดจนอดุ มการณ์ดนิ แดนเสรีของพรรครพี บั ลิกนั เพราะฉะนัน้ ฝา่ ยตอ่ ตา้ นทาสจึงไดต้ ่อสูอ้ ยา่ ง เตม็ กําลังเพอื่ ใหก้ ารเลอื กต้ังในปี 1860 ให้รพี ับลิกันชนะใหไ้ ด้ 6.3 ค.ศ. 1858 การปรากฏตวั ของลินคอล์น ภายใตค้ วามขดั แย้งท่ที วีความเขม้ ขน้ ของคนทางเหนอื และ ทางใตจ้ ากกรณีปัญหาเรื่องทาส ในปี 1858 นั้นทมี่ ลรัฐอลิ ลินอยส์ กําลงั จะมีการเลอื กต้ังตัวแทนของรัฐในตาํ แหน่งวฒุ ิสมาชกิ ซึง่ ในครงั้ นี้ พรรค เดโมแครต ได้สง่ สตีเฟน เอ. ดกั ลาส ลงเปน็ ตัวแทนขณะทพ่ี รรค รพี ับลกิ นั สตีเฟน เอ. ดกั ลาส นัน้ เป็นผู้มบี ทบาทสําคญั ในการเสนอ หรอื ผลักดนั กฎหมายแคนซสั - เนแบรสกาในปี 1854 ให้ผ่านรฐั สภา และมีผลบังคับใช้ ดังนนั้ เขาจึงถอื เป็นคนดงั ระดบั ชาตอิ ยู่แล้ว แต่ ลนิ คอล์นน้ันเปน็ เพยี งทนายบา้ นนอกท่ยี งั ไรช้ ื่อเสียง ว่ากันวา่ อบั ราฮมั ลินคอล์นไม่เชื่อในเสยี งประชามติ และแม้วา่ เขาจะไม่ใช่ผ้ทู น่ี ยิ มการล้มเลกิ ทาส แบบทันทีทนั ใด (abolitionist) แต่เขากไ็ มต่ ้องการใหม้ ีการนําทาสเข้าสู่รัฐทางตะวันตกใหม่ ทงั้ นี้เพราะ เขาเช่ือวา่ หากเปิดโอกาสใหม้ กี ารนาํ ทาสเขา้ ไปได้ยอ่ มหมายความว่า เศรษฐีทางใต้ทใ่ี ช้แรงงานทาสในการ ทาํ งานจะพากนั โยกย้ายเข้าไป ตั้งถ่นิ ฐานมากขึน้ ซ่ึงจะทาํ ให้ชาวอเมรกิ ันท่ียากจนหมดสิทธทิ ่จี ะมี ท่ดี นิ ครอบครองได้ ในการหาเสียงระหว่างวนั ท่ี 21 สงิ หาคม - 15 ตุลาคม 1858 ลนิ คอลน์ ได้ท้าดักลาส ประคารมกัน ถงึ 7 ครง้ั โดยเกิดขนึ้ ในเมอื งตา่ งๆ ทว่ั มลรฐั อลิ ลินอยส์ โดยเฉพาะการโตว้ าที่ท่ีเมอื งฟรีพอรต์ (Freeport) น้นั ลินคอลน์ กลา่ ววา่ ระบบการใชท้ าสวา่ เปน็ สง่ิ ทเี่ ลวร้าย และเขาไมเ่ หน็ ว่าสหรัฐอเมริกาจะสามารถ ก้าวหนา้ ไปไดห้ ากครง่ึ หน่งึ ของประเทศ ใช้ระบบทาสสว่ นอีกครงึ่ หนงึ่ กลบั ต่อต้านระบบทาส ลินคอล์นได้โจมตดี กั ลาสตลอดเวลา โดยเฉพาะการตง้ั คาํ ถาม แบบซาํ้ แล้วซ้ําอกี ว่า กฎหมาย แคนซัส - เนแบรสกา (ค.ศ. 1854) นน้ั ขดั แยง้ กับคาํ ตัดสินของศาลฎกี าท่ตี ัดสินความในคดขี องเดรด สกอ๊ ต กล่าวคอื ศาลฎกี าไดต้ ัดสนิ วา่ การใชท้ าสนนั้ ถูกตอ้ งตามกฎหมายใน ดนิ แดนสหรฐั อเมริกา แต่ในกฎหมาย แคนซัส - เนแบรสกาน้ันอนญุ าต ให้ประชาชนลงคะแนนเสยี งวา่ จะยนิ ยอมให้มีทาสในดินแดนนนั้ หรอื ไม่ ดงั น้ันดักลาสจะว่ากฎหมายฉบับนีข้ ัดกับรัฐธรรมนญู หรอื ไม่? ถือเป็นเกมการเมอื งของลินคอล์น ซงึ่ เขาร้ดู วี ่า หากดกั ลาส ตอบวา่ ไม่ ชาวภาคใตก้ จ็ ะไม่พอใจ เพราะชาวใต้สนบั สนุนคาํ ตดั สนิ ของศาลฎกี า แตถ่ ้าหากว่าดักลาสตอบว่า “ใช”่ ชาวภาคเหนือก็จะ ไม่
76 พอใจ เพราะชาวเหนอื เหน็ ด้วยกบั การที่จะใหป้ ระชาชนตดั สินใจว่า จะอนญุ าตใหม้ ที าสในดินแดนนั้น ๆ หรอื ไม่ ดกั ลาสพยายามตอบแบบเลยี ง ๆ ว่า ประชาชนสามารถท่ีจะ ไม่ยอมให้มีทาสในดนิ แดนของตนได้โดยไม่ ออกกฎหมายท้องถน่ิ การคมุ้ ครองการมีทาสก็ยอ่ มได้ กลายเปน็ ว่าคําตอบของดกั ลาสในครั้งนั้นสรา้ งความพอใจให้แก่ ชาวเหนือ แต่สําหรบั ชาวใตก้ ลับ ไม่พอใจอย่างรุนแรง ดักลาสไดร้ บั การ เลอื กต้งั ให้เป็นวฒุ ิสมาชิกอกี คร้งั หนึ่ง แตก่ ็มีผลเสียคอื นับจากนน้ั คนทางใตก้ ็เริ่มรู้แน่ชดั แล้ววา่ ดกั ลาสก็ไม่สนบั สนุนการขยายตัวของทาส ในดนิ แดนตะวันตกใหม่อย่าง แทจ้ รงิ ความพา่ ยแพใ้ นการเลอื กตั้งวฒุ ิสมาชกิ ครง้ั น้ัน กลายเปน็ เรอ่ื งดี ท้งั นี้เพราะจากทนายความไว้ชอื่ ทําใหเ้ ขาก้าวขึน้ มาเปน็ นกั การเมอื ง ผู้โดดเดน่ และไดก้ ลายเปน็ คนดังระดับชาตไิ ปทนั ทที นั ใด 6.4 ปัญหาชว่ ยเหลือทาส ของจอหน์ บราวน์ ในปี 1859 สถานการณค์ วามแตกแยกในเรื่องปญั หาทาสคอ่ ยทวีความ รนุ แรงข้นึ อย่างตอ่ เนื่อง สุดทา้ ยกม็ า เกิดปญั หาของจอห์น บราวน์ ข้นึ อีก จอหน์ บราวน์ คือหนึง่ ในสมาชกิ กล่มุ นยิ มการล้มเลิกทาส โดยสมาชกิ กลมุ่ น้ไี ด้รบั เงินบรจิ าคจาก บรรดาผู้มีอุดมการณ์เดยี วกนั ซ่ึงส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคเหนอื และนิวยอร์ก วันท่ี 16 ตุลาคม 1859 จอหน์ บราวนแ์ ละพวกอกี 18 คนไดเ้ ขา้ ไปยึดคลังอาวุธท่ีฮาร์เพอร์ เฟอรร์ ี(Harpers Ferry) ในเวอรจ์ ิเนยี แลว้ นาํ ปืนทีย่ ึดได้นั้นไปแจกจา่ ยให้แก่ บรรดาทาส หรอื หวังท่ีจะนาํ ไปปลดปล่อยทาสทว่ั ภาคใต้ เมือ่ ถึงวนั ที่ 18 ตลุ าคม 1859 เขาก็ถกู ทหารของรัฐบาลกลางทน่ี ําโดยพันเอกโรเบริ ต์ อ.สี (Robert E. Lee) เข้าทําการ ปราบปราม และในวนั ที่ 2 ธันวาคม 1859 นน้ั เองจอหน์ บราวน์ กถ็ ูกศาลพิพากษาประหารชวี ติ ด้วยการ แขวนคอ ปฏิกริ ิยาตอ่ กรณีของจอหน์ บราวน์ น้กี ลายเปน็ ประเด็นท่ี กลา่ วถึงกนั มาก คนทางเหนอื กลมุ่ หนึง่ ทีไ่ มน่ ิยมความรนุ แรงมองว่า การกระทําของจอหน์ บราวน์ในครั้งน้โี ง่เขลาและเกินกวา่ เหตุ แต่ คนทาง เหนอื ท่ีนยิ มการเลกิ ทาสได้ให้ความยกยอ่ งแก่จอห์น บราวน์ วา่ เขาคือลกู ผชู้ าย เปน็ นกั บญุ องค์ใหม่ ขณะท่ี คนทางใตน้ ัน้ กล่าวประณาม และตีความการกระทําทง้ั หมดของจอห์น บราวนน์ ้นั เป็นความคดิ ของ คนทาง เหนือทีต่ ้องการลม้ เลิกกระบบทาสของคนทางใตใ้ หไ้ ด้ ส่งิ ท่เี กิดในสงั คมสหรัฐฯ โดยรวมเวลาน้ันอันเป็นผลกระตุน้ จากกรณีจอห์น บราวนก์ ็คอื ความ แตกแยกที่ย่ิงทาํ ให้ชอ่ งว่างระหวา่ ง ความเขา้ ใจถอยห่างออกไปทกุ ท่ี ต่างฝ่ายตา่ งไมไ่ ว้วางใจในกันและกัน และพร้อมเสมอที่จะเข้าทาํ นั้นกนั หากถงึ เวลาที่ตอ้ งปะทะกัน
77 แม้ความว่นุ วายภายในของสหรฐั อเมริกากําลังเดินทางเขา้ สู่ ห้วงแหง่ การสกุ งอมกจ็ รงิ แตภ่ ายใต้ การปกครองของเจมส์ บคู าแนน เวลานั้นก็ยังปรากฏมีรฐั ใหมไ่ ดเ้ สนอตัวเข้าเปน็ สหภาพถงึ 3 รัฐ นั้นคือ 1. มนิ นโิ ซตา ได้เข้ารวมกับสหภาพเป็นรัฐท่ี 32 ในกลุ่มรฐั เสรี ที่ 17 ในวนั ที่ 11 พฤษภาคม 1858 2. ออริกอน เขา้ รวมกบั สหภาพเป็นรัฐท่ี 33 ในกลุ่มรัฐเสรี ท่ี 18 ในวนั ท่ี 14 กุมภาพันธ์ 1859 3. แคนซสั เข้ารวมกบั สหภาพเป็นรฐั ที่ 34 ในกลุ่มรฐั เสรี ที่ 19 ในวนั ท่ี 29 มกราคม 1861 ในปี 1858 มกี ารคน้ พบทองคาํ ท่ีเมืองเดนเวอร์ (Denver) ใน โคโลราโด และ ในปตี อ่ มาก็ค้นพบทองคาํ อีก ท่เี มืองเวอร์จิเนีย (Virginia City) ในมลรัฐเนวาดา 6.5 การเลอื กต้งั ประธานาธิบดี ค.ศ. 1860 จุดเร่มิ ต้นของสงครามกลางเมอื ง กอ่ นสนิ้ สมยั วาระประธานาธบิ ดีของเจมส์ บคู าแนน วาระ การเลอื กตั้งประธานาธบิ ดีครงั้ ใหมก่ ็ เกดิ ขนึ้ ในปี 1860 ครัง้ น้ีปรากฏวา่ มี 3 พรรคการเมืองส่งตวั แทนลงสมคั รชงิ ตาํ แหน่งประธานาธิบดี นัน่ คอื พรรคคอนสติตูชันแนล ยูเนยี น (The Constitutional Union Party) แท้จริงพรรคน้ีก็คือพรรควกิ เดมิ ที่มี สมาชกิ เหลอื อยู่นนั่ เอง กลา่ วคือ พรรควิกเสอ่ื มความนยิ มลงในปี 1856 สมาชิกส่วนหนง่ึ ซงึ่ ส่วนใหญ่ จะ เป็นคนทางใตข้ องพรรคน้ี ที่สนบั สนนุ การมีทาสไดแ้ ยกออกไปเขา้ เป็นสมาชิกพรรคเดโมเครติก ท่ี สนับสนุนการมีทาส ส่วนสมาชกิ ทีเ่ ป็น คนทางเหนือท่ีตอ่ ตา้ นการมีทาสก็ไดเ้ ขา้ เป็นสมาชิกของพรรครพี ับลิ กัน แต่ปรากฏวา่ ยงั มสี มาชกิ พรรคสว่ นนอ้ ยท่เี หลืออยู่ไมไ่ ดไ้ ปเขา้ ร่วมกับ พรรคการเมอื งใหญท่ ้งั สอง ได้ ร่วมกันจัดประชุมท่บี ัลตมิ อรใ์ นปี 1860 ได้มมี ตใิ หต้ ั้งพรรคใหมข่ ึน้ โดยไมใ่ ช้ชอ่ื หรอื เปล่ยี นชื่อจากพรรควิก มาเปน็ พรรคคอนสติตูชันแนล ยูเนียน และในการเลอื กตง้ั ประธานาธิบดกี ไ็ ด้ เสนอชื่อของจอห์น เบล (John Bel) ลงสมัคร โดยมนี โยบายพรรคคือ เพอื่ การคงอยู่ของสหภาพและรฐั ธรรมนูญ ขณะท่พี รรคเดโมเครตกิ นั้น ในการเลือกตัง้ ประธานาธิบดี ปี 1860 กเ็ กดิ ความแตกแยกภายใน พรรคข้นึ ด้วยเชน่ กนั โดยสมาชกิ ได้มี แนวคิดแตกออกเปน็ 2 กลมุ่ โดยกลุ่มแรกเปน็ กลมุ่ สนบั สนนุ การมี ทาส (Pro - Slavery Democrats) ซ่ึงกลุม่ นีส้ มาชกิ สว่ นใหญก่ ็เปน็ คนทางใต้ กไ็ ดป้ ระกาศทจ่ี ะสง่ จอห์น ซี. เบรดนิ รดิ จ์ (John C. Breckinridge) ลงรบั สมัครในตาํ แหนง่ ประธานาธิบดี โดยมนี โยบายชัดเจนว่า คงการ มที าสเอาไว้ และขยายตวั การมีทาสในดนิ แดนตะวันตก ตามคําตัดสนิ คดีเดรด สก๊อต ท่ีสาํ คัญบรรดา สมาชิกของกลุ่มนีไ้ ด้มีการตกลงกนั เอาไวว้ า่ หากพรรครพี บั ลิกนั ชนะการเลือกต้ังในครัง้ นจ้ี ะแยกตัวออก จาก สหภาพทนั ที กลุ่มท่ีสองคือ กลมุ่ สนับสนุนการมีทาสโดยยดึ เสียงประชามติ (Popular Sovereignty Democrats) ซ่งึ สมาชกิ ส่วนใหญข่ องกลมุ่ เปน็ พวกเดโมเครตกิ ทางเหนอื เสนอชอ่ื ของสตีเฟน เอ. ดักลาส ลงชิงชัย มนี โยบายคอื จะมีหรือไมม่ ีทาสใหย้ ดึ เสยี งประชามติ
78 ทีส่ าํ คัญท่ีสดุ คอื พรรครพี บั ลกิ นั ในคร้ังน้ไี ดเ้ สนอชอื่ ของอบั ราฮัม ลนิ คอลน์ (Abraham Lincoln) ลงเป็นตัวแทนชงิ ตาํ แหน่งประธานาธิบดี โดยมนี โยบายพรรคชดั เจนวา่ จะจัดสรรดนิ แดนและต่อต้านและ คัดค้าน การขยายตวั ของทาสเข้าสู่ดนิ แดนตะวันตกใหม่ โอบอุ้มธรุ กิจอุตสาหกรรม ดว้ ยการตัง้ กาํ แพงภาษี สินค้าขาเข้า พฒั นาภายในประเทศโดยการขยาย เส้นทางการคมนาคมโดยเฉพาะขยายเสน้ ทางรถไฟสู่ แปซิฟิก ผลการนบั คะแนนทม่ี ีขึน้ ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 1860 ปรากฏว่า รฐั เสรีให้การสนับสนุนลนิ คอล์นท้ังหมด โดยได้รบั คะแนนจากคณะ กรรมการเลอื กตัง้ ถึง 180 คะแนน เมอื รชู้ ัดว่าอับราฮมั ลินคอลน์ จากพรรครพี บั ลิกันชนะ การเลอื กตงั้ แนน่ อนแล้ว อกี 4 วันตอ่ มา คอื วันท่ี 10 พฤศจิกายน 1860 สภาของเซาทแ์ คโรไลนา กไ็ ดเ้ รยี กประชุมสมาชกิ เปน็ กรณพี ิเศษท่ี เมือง โคลมั เบีย โดยกําหนดให้มกี ารประชุมกันในวนั ที่ 20 ธันวาคม แลว้ ในวันท่ี 20 ธันวาคมน้ันก็มมี ตขิ องท่ีประชุมออกมาวา่ ให้ เซาท์แคโรไลนาแยกตัวออกจากกา รวมกับสหภาพ แล้วรา่ งคาํ ประกาศ สาเหตแุ หง่ การแยกตัวจากสหภาพ (The Declaration of Immediate Causes) ก็ปรากฏในวันที่ 24 ธันวาคม 1860 โดยเขยี นสาเหตุเอาไว้ 3 ข้อ คอื เพ่อื คงไวซ้ ึง่ สทิ ธิของรฐั ประกาศว่าไมอ่ าจอยู่รว่ มกบั รฐั ทางเหนือ ทีโ่ จมตีและตอ่ ตา้ นสถาบันทาส และประกาศว่าไม่อาจอยูร่ ่วมกบั รฐั บาล ซง่ึ นาํ โดยประธานาธิบดผี เู้ กลยี ดชงั สถาบันทาส ปญั หาที่เกิดดูเหมอื นจะเรมิ่ เคล่ือนตัวเปน็ ลกู โซ่ กล่าวคอื หลังจากเซาทแ์ คโรไลนา ประกาศ แยกตัวแลว้ ในวันท่ี 9 มกราคม - 1 กมุ ภาพนั ธ์ 1861 กป็ รากฏวา่ มีอีก 6 รฐั ทางใตท้ ่ีได้ลุกมาประกาศ ขอ แยกตัวออกจากสหภาพและเข้าเป็นพวกกับเซาทแ์ คโรไลนา ซงึ่ 6 รฐั ทางใต้นี้ประกอบดว้ ย มสิ ซสิ ซิปปี ฟลอรดิ า แอละแบมา จอร์เจีย ลุยเซยี นา และเทกซสั เมอ่ื นับรวมกบั เซาท์แคโรไลนาแล้วก็ได้เปน็ 7 รัฐ และตอ่ มา ในวันท่ี 4 กมุ ภาพนั ธ์ 1861 ท้งั 7 รฐั ก็ได้ส่งตัวแทนมารว่ มประชมุ กัน ทเ่ี มอื งมอนต์กอเมอรี (Montgomery) ในแอละแบมา และมีมตริ ่วมกัน ในวันท่ี 8 กมุ ภาพันธ์ 1861 เหน็ ชอบให้มกี ารรวมตวั ของเจ็ดรฐั ก่อตงั้ ขึ้น เปน็ ประเทศภายใต้ชอ่ื ว่า สมาพนั ธรัฐแหง่ อเมรกิ า (The Confederate States of America) โดยมีรัฐธรรมนูญของสมาพันธ์ (The Confederate Constitution) คลา้ ยกับรฐั ธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาแทบทุกประการ มีท่แี ตกต่างกันกค็ ือ การเน้นในอธิปไตยและอสิ รภาพในการบริหารงาน ในแต่ละรัฐ และมมี ติในทปี่ ระชุมทม่ี ีขน้ึ ในวันที่ 9 กุมภาพนั ธ์ 1861 อีก โดยเหน็ ชอบใหเ้ จฟเฟอร์สนั เดวสิ (Jefferson Davis) ชาวมิสซสิ ซปิ ปี เป็น ประธานาธิบดี และอเล็กซานเดอร์ เอช. สตีเฟน (Alexander H. Stephen) ชาวจอร์เจียเปน็ รอง ประธานาธบิ ดี
79 ทางดา้ นสหรฐั อเมรกิ า แม้จะผา่ นการเลอื กต้งั ประธานาธบิ ดี ไปแลว้ หากแตเ่ จมส์ บูคาแนนก็ยัง อยใู่ นตาํ แหน่ง และอับราฮมั ลนิ คอลน์ จะเขา้ รบั ตําแหน่งกต็ อ่ เมอ่ื ถงึ วันที่ 4 มนี าคม 1861 ดังน้นั เมื่อเกดิ กรณี 7 รฐั ทางใตป้ ระกาศแยกตัวออกจากสหภาพ ในช่วง ต้นปี 1861 การดําเนินการในการบริหาร ประเทศกย็ ังคงเปน็ หนา้ ท่ีของ บคู าแนนอยู่ ปรากฏวา่ เจมส์ บคู าแนนวางเฉยต่อกรณกี ารประกาศแยกตวั ไม่มีแม้แตจ่ ะส่งกําลังทหารหรือ ปราบปรามหรอื ขู่ให้ 7 รัฐกลับเขา้ มารว่ ม ในสหภาพแตอ่ ยา่ งใด ท้ังนเี้ พราะบูคาแนนมองวา่ การทรี่ ัฐบาล กลาง วางเฉยจะทําให้ทง้ั 7 รัฐรู้สกึ สํานกึ เองในภายหลงั อกี ทง้ั การปลอ่ ยให้ 7 รัฐดาํ เนินการตา่ ง ๆ ไปนนั้ ในทสี่ ุดทงั้ 7 รัฐจะรสู้ กึ โดดเดย่ี ว และจะ เกิดความขดั แยง้ กนั เองภายในซงึ่ สุดทา้ ยแต่ละรัฐก็จะแยกตวั ออกมา และกลับมาขอเข้าร่วมกับสหภาพดงั เดมิ เรยี กว่าบูคาแนนวางตนสงบ สยบความเคล่อื นไหวและ ปลอ่ ยใหเ้ วลารกั ษาตวั มันเอง อีกท้ังยงั เชือ่ วา่ รฐั บาลชดุ ใหมข่ องอบั ราฮัม ลนิ คอลน์ จะสามารถเขา้ มา แก้ปญั หานี้ได้ ดังนนั้ ส่ิงทบ่ี คู าแนนปฏิบตั ิอยู่เร่ืองเดียวตอ่ กรณีน้ีกค็ ือการประกาศวา่ ไม่มีรฐั ใดมสี ิทธิ แยกตวั ออกจากสหภาพ อันหมายถึงการประกาศ ไม่ยอมรับการแยกตวั ของสมาพันธ์ในคร้ังน้ีนั่นเอง แต่ดเู หมือนความสงบสยบความเคล่อื นไหวของบคู าแนนจะใช้ ไม่ได้ผล ท้งั น้ีเพราะการรวมตัวดู เหมอื นจะมาพรอ้ มกบั ความเชอ่ื มัน่ และ เอาจรงิ เอาจัง กลา่ วคอื ในทันทีทปี่ ระชุมของ 7 รัฐทางใต้มมี ติ ร่วมกันว่า จะให้มกี ารกอ่ ตงั้ เปน็ ประเทศในนามสมาพันธ์ ในวนั ที่ 8 กุมภาพันธน์ น้ั ฝ่ายใต้ก็เร่ิมเกมรุกทนั ที โดยการเข้ายดึ ท่ที ําการของรฐั บาลกลางส่วนใหญ่ ทตี่ ั้งในดนิ แดนทางใต้ โดยเฉพาะยดึ บรรดาป้อมทาง ชายฝ่ังตะวันออก อยา่ งตอ่ เนอื่ ง อับราฮัม ลนิ คอล์น เขา้ รับตําแหนง่ ประธานาธบิ ดใี นวันที่ 4 มนี าคม 1861 ก็คงเหลอื ป้อมทหาร ของรฐั บาลกลางทางใตอ้ ยเู่ พยี ง 2 แห่งทย่ี ังไมถ่ กู ยึดนน้ั คอื ปอ้ มพคิ เคนส์ (Pickens) ทีเ่ มืองเพนซาโคลา 6.6 สงครามกลางเมอื งสหรฐั อเมริกา อยา่ งทไ่ี ด้กลา่ วมาท้ังหมดในหนังสือเลม่ น้ี หากพิจารณากันอยา่ ง ผวิ เผนิ แลว้ เราอาจสรุปว่า สงครามกลางเมืองของสหรฐั ฯ นั้นมีปัญหา เรอื่ งทาส เปน็ ประเดน็ หลกั หรือประเด็นสําคญั หากแต่นัก ประวตั ิศาสตร์ ที่ศกึ ษาและสนใจในเรอ่ื งท่เี กดิ ขึ้นมาน้ี ไม่มองว่าแค่ปญั หาเร่อื งทาส เท่าน้นั ทีก่ ่อให้เกิดการ ต่อสแู้ ละรบกนั ของคนในประเทศเดยี วกัน หากแต่ ปญั หาทีแ่ ทจ้ ริงนัน้ มาจากความแตกแยกและแตกต่าง ในหลากหลาย เรอื่ งราวท่ีเปน็ อยูใ่ นสังคมสหรัฐอเมริกาท้งั จากก่อนหน้าน้ันและใน ช่วงเวลาที่เกดิ สงคราม เพียงแต่ประเดน็ เรื่องทาสคอื ชนวนอันสําคญั ทีท่ าํ ใหส้ งครามในครัง้ นร้ี ะเบิดขนึ้ อย่างท่ีไมอ่ าจหลีกเลีย่ ง และทส่ี ําคัญ “ทาส” เกีย่ วขอ้ งอย่ใู นทกุ องคาพยพของปญั หาที่เกดิ ขน้ึ มาดว้ ย
80 ในท่นี ้ีผเู้ ขียนจะขอสรปุ อยา่ งรวบรดั ในประเด็นปญั หาท่เี ป็นอยู่ ระหวา่ งสองฝ่ายคือฝา่ ยรฐั ทางใต้ และฝ่ายรฐั ทางเหนอื หรือทีจ่ ะเรยี กกนั ในเวลาต่อมาวา่ ฝา่ ยสมาพนั ธ์ (ฝา่ ยใต)้ กบั ฝ่ายสหรัฐฯ (ฝ่ายเหนือ) ซึ่งปญั หาทีเ่ กิดข้ึนมาของสหรฐั อเมรกิ าที่เปน็ อยู่และดํารงสบื ตอ่ กนั มา กระท่ังกลายเปน็ ปัญหาน้ีมาจาก ปญั หาหลกั ๆ ในทุกด้าน นบั แตป่ ญั หาความขัดแยง้ ด้านเศรษฐกิจ ดังท่ไี ดก้ ล่าวมาตลอด วา่ คนทางเหนือของสหรัฐอเมริกา นนั้ ประกอบธรุ กจิ อตุ สาหกรรมและ การค้า เป็นหลัก อกี ท้ังแรงงานทีใ่ ชส้ ่วนใหญ่ก็เป็นแรงงานคนผวิ ขาว เป็นหลัก รายได้ของคนทางเหนือจงึ ได้มาจากการสง่ สินค้าระบายขาย ทง้ั ภายในและภายนอกประเทศ (แทจ้ ริงความตอ้ งการภายในประเทศ มมี ากพอ ดังนนั้ ตลาดภายนอกจึงเป็นตลาดเลก็ เท่านั้น) ดังนัน้ ความ ต้องการของคนทางเหนอื ท่ตี อ้ งการใหร้ ฐั บาลดาํ เนินการใหก้ ค็ ือ ต้องการ ใหร้ ฐั บาลออกมาตรการต้ัง กาํ แพงภาษีกีดกนั สนิ ค้าจากตา่ งประเทศ ในอัตราทีส่ ูง ทงั้ นกี้ ็เพ่ือทจ่ี ะสามารสกดั กันสนิ ค้าประเภท เดียวกันกับที่ ผลติ ในประเทศได้ ให้ไมส่ ามารถเข้ามาทําตลาดแขง่ ขันกับสนิ คา้ ของพวกตนเองได้ เรียกวา่ ให้ลดหรือสกัดกัน้ ปรมิ าณการนาํ เข้านนั่ เอง เพ่อื สนิ ค้าของตนเองจะสามารถจําหน่ายในประเทศได้มาก ย่ิงข้ึนความตอ้ งการอกี ประการหนงึ่ ก็คือ ต้องการให้รฐั บาลกลางดาํ เนนิ มาตรการด้านการเงนิ โดยมี ธนาคารชาตเิ ป็นผ้ดู ําเนนิ การ อนั เป็น แบบเก่าที่เคยปฏบิ ัตมิ าเปน็ ชว่ งๆ กอ่ นหน้าน้ี โดยให้รฐั บาลกลางถือ หุ้น 1 ใน 5 เอกชนถอื 4 ส่วน ซ่ึงเรื่องนีจ้ ะมผี ลทําให้นายทนุ รวยจาก ภาคเหนอื เข้าไปถือหุ้นใหญแ่ ละมี อทิ ธพิ ลในวัฏจักรการเงินของประเทศ ประการต่อมาตอ้ งการให้รัฐบาลกลางเข้าจัดสรรดินแดนตะวนั ตก ใหม่ และสกัดกัน้ การนาํ ทาสเขา้ มาในดินแดนเหล่านัน้ โดยมีเปา้ หมายเพื่อให้ ประชาชนท่ียากจนจะไดม้ ี โอกาสมที ี่ดินของตนเอง แต่หากปลอ่ ยให้ กลายเป็นรัฐมที าส ทดี่ นิ ก็จะถูกกวาดซื้อโดยนายทุนรวยจาก ภาคใต้ ปิดกั้นคนยากจนทตี่ อ้ งการที่ดนิ แท้จริง สว่ นคนทางใต้กม็ คี วามตอ้ งการอยู่ 4 ประเดน็ เช่นกันคือ ต้องการให้รัฐบาลชว่ ยเหลอื หรือโอบอมุ้ เกษตรกร โดยการออกมา ลดอตั ราภาษีสินค้าขาเข้า ทัง้ นี้เพราะเมือ่ พ่อค้าตา่ งชาติหรอื จากยุโรป ถกู มาตรการภาษีที่สูงจนไม่สามารถส่งสินค้าเขา้ มาจําหนา่ ยหรอื จาํ หน่าย ในปริมาณน้อยลง พอ่ คา้ เหล่านั้นก็ ตอบโต้อเมริกาโดยการลดการ สงั่ สินค้าเกษตรกรรมอนั เปน็ วตั ถดุ บิ หลกั ลงดว้ ย ซึ่งกส็ ง่ ผลตอ่ บรรดา เจ้า ท่ดี นิ และคนทําเกษตรกรรมโดยตรง ประการต่อมาคือไม่เหน็ ด้วย กบั การจัดตัง้ ธนาคารชาติ โดยเฉพาะ กรณที ่ีเปดิ ให้เอกชนเข้าถอื หนุ้ 4 ใน 5 ส่วนซงึ่ จะทาํ ใหเ้ ศรษฐหี รือนายทุนทางเหนอื เข้ามีอํานาจใน ธนาคาร ชาติ อกี ท้ังยนื ยันวา่ ไมม่ มี าตรการใดในรัฐธรรมนูญอนญุ าตให้ รัฐบาลกลางต้ังธนาคารกลางได้ ประการท่ี สามคือตอ้ งการให้มีการนาํ ทาส เข้าส่ดู นิ แดนตะวันตกใหม่ เพือ่ ทจ่ี ะสามารถขยายแหล่งปลกู ฝ้าย ใหใ้ หญ่ ออกไปและสรา้ งผลิตผลด้านการเกษตรไดม้ ากข้ึน
81 ท้งั สองภาคมเี ร่ืองเดยี วทีด่ จู ะคลา้ ยกันนนั่ คือ ต้องการใหร้ ฐั บาล ขยายการคมนาคมให้สะดวกขึน้ และกว้างขวางทวั่ ถงึ มากย่งิ ขนึ้ เพอ่ื ฝา่ ยเหนอื จะได้ส่งสนิ ค้าขายสะดวกฝ่ายใตก้ ็จะส่งผลติ ผลดา้ น การเกษตร ง่ายและรวดเร็วข้นึ แตน่ อกจากน้นั ขัดแยง้ กันในแทบทกุ เร่อื ง ในดา้ นการเมอื ง ก็มคี วามขดั แยง้ กนั อยา่ งเห็นได้ชดั พรรค การเมืองหลัก 2 พรรคขณะน้ันกม็ คี วามคิดทาง การเมืองแตกต่างกนั 6.7 สงครามเริม่ ขึน้ แล้ว (ค.ศ. 1861 - 1865) หลังการปะทะกนั ทปี่ ้อมซัมเตอร์เม่อื วนั ท่ี 12 เมษายน 1861 กระท่ังรูผ้ ลวา่ สหรฐั ฯ ตอ้ งเสียป้อม ใหแ้ ก่ฝา่ ยสมาพันธแ์ ลว้ วันที่ 15 เมษายน 1861 อบั ราฮมั ลนิ คอลน์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ กเ็ รยี ก กองทัพและสังระดมพลทันที การตัดสินใจของอับราฮัม ลินคอล์น ส่งผลให้รฐั ทางใต้อกี 4 รฐั ที่ยงั ไมไ่ ดเ้ ข้า ร่วมกับฝา่ ยใดตัดสินใจที่จะ ขอแยกตัวออกจากสหภาพและเข้าร่วมกบั ฝา่ ยใต้ทนั ที่ 4 รัฐทีว่ ่าน้ี คือ เวอรจ์ ิเนยี อาร์คนั ซอ เทนเนสซี และนอร์ทแคโรไลนา โดยเข้ารว่ ม กบั สมาพันธใ์ นวนั ที่ 20 เมษายน 1861 ทําให้สมาพนั ธ์อเมริกามรี ฐั เข้ารว่ มเปน็ 11 รัฐ จากการเข้าร่วมของเวอรจ์ ิเนยี มปี ระเดน็ ทต่ี ้องกลา่ วเอาไว้ 2 ประการคือ จากที่เวอรจ์ เิ นีย ตดั สนิ ใจเขา้ รว่ มกบั ฝ่ายสมาพันธ์ทาํ ให้ ประชาชนในแถบตะวนั ตกเฉียงเหนือของเวอรจ์ เิ นยี เองไม่พอใจ จึง ลกุ มาประกาศตนขอแยกตวั ออกจากเวอร์จิเนยี แล้วกอ่ ต้งั เปน็ รฐั ใหม่ ชื่อ เวสตเ์ วอรจ์ ิเนีย (West Virginia) ในเวลาตอ่ มาเวสต์เวอรจ์ เิ นยี ก็ไดเ้ ขา้ ร่วมกับฝ่ายเหนือหรอื ฝา่ ยสหรฐั ฯ อีกเรื่องหนง่ึ คือเมือ่ เวอรจ์ เิ นยี เขา้ ร่วมกับฝา่ ยใตแ้ ลว้ เมอื ง รชิ มอนดข์ องเวอรจ์ ิเนียกถ็ ูกกําหนดให้เป็นเมอื งหลวงของสมาพันธ์ เช่นกันในเวลาไม่ตา่ งกันกับท่ฝี ่ายใต้หรือฝา่ ยสมาพันธเ์ ริม่ กอ่ รา่ งชัดเจนข้ึน ก็มีรฐั ตามแนว พรมแดนซ่ึงประกอบด้วย เดลาแวร์ แมรแิ ลนด์ เคนทักกี และมสิ ซรู ี อนั เป็นรัฐพรมแดน (The Border States) ทตี่ ง้ั อย่รู ะหวา่ งฝา่ ยเหนอื และฝา่ ยใต้ (ในอดีต 4 รฐั นีเ้ ปน็ รฐั มที าส) แต่อบั ราฮมั ลินคอล์น มองว่า จะเปน็ ทจ่ี ะตอ้ งนาํ 4 รัฐ ดังกล่าวน้ีเข้าร่วมกับฝา่ ยเหนือ โดยเฉพาะแมริแลนด์ ซ่งึ มเี มอื งหลวง คือวอชงิ ตัน ด.ี ซ.ี ตั้งอยู่ ดงั นัน้ ลินคอลน์ จึงส่ังใหก้ องกาํ ลงั เข้ายึด แมริแลนดแ์ ล้วนํารวมเขา้ กบั ฝ่ายเหนอื ส่วนเดลาแวร์ เคนทักกี และ มิสซูรี ตัดสินใจเข้าร่วมกับสหรัฐฯ เอง ดังนั้นเมอื่ สงครามปะทขุ น้ึ มา ทาํ ให้สหรัฐอเมริกาในนามสหภาพเดิมแยกออกเป็น 2 ฝา่ ย น่นั คอื ฝา่ ยสหรัฐอเมรกิ าและฝ่าย สมาพนั ธร์ ฐั อเมริกา ฝ่ายสหรัฐฯ มีรัฐเขา้ รว่ มเป็นสมาชิก 24 รัฐ สว่ น สมาพนั ธ์ มรี ัฐเข้าร่วม 11 รฐั ในการประกาศตงั้ ประเทศเอกเทศของฝา่ ยใตใ้ นคร้งั นี้ ทาํ ให้ รฐั บาลของลินคอล์นตอ้ งออกมา ปฏิเสธในทนั ที โดยกลา่ วหาผู้นาํ และบรรดารฐั ต่าง ๆ วา่ เปน็ กบฏ กระน้นั บรรดารัฐฝา่ ยใต้ก็อา้ งได้ เช่นกัน
82 วา่ การตง้ั หรือรวมประเทศใหม่เปน็ เอกสิทธขิ องแต่ละรฐั ทจ่ี ะประกาศตั้งตนเป็นอิสระทัง้ นีเ้ พราะเมอ่ื ครั้งที่ เขา้ ร่วมเป็นสหรัฐอเมรกิ า นัน้ กเ็ ปน็ การเข้าร่วมโดยสมคั รใจ เมือ่ ไม่พอใจทีจ่ ะอยรู่ ว่ มกนั ก็สามารถ ที่จะ แยกตัวออกมาไดด้ ้วยเชน่ กัน เม่ือทั้งสองฝ่ายตง้ั ประจันหนา้ กันอยู่เช่นนั้นแนน่ อนวา่ ทง้ั สองฝ่าย จะตอ้ งเรง่ ดําเนินการจัดต้งั กองทพั ของตัวเองขน้ึ โดยเร็วฝา่ ยใด้ได้จัดตัง้ กองทพั อนั เกรียงไกรขน้ึ มาเรยี กวา่ กองทพั แห่งเวอร์จเิ นยี เหนอื หรือ Army of Northern Virginia ภายใต้การ บงั คบั บญั ชาของ โรเบิรต์ อ. ลี ในขณะท่ีฝา่ ยเหนือมี กองทัพแหง่ โพโตแมคหรอื Arทา) of the Potomac เปน็ กองกาํ ลงั หลกั ประธานาธบิ ดีลนิ คอลน์ อยู่ ตลอดเวลาก็คอื การแทรกแซงจากมหาอํานาจ ในยโุ รปอยา่ งอังกฤษและฝรงั่ เศส ซ่ึงได้รับผลกระทบ โดยตรงจากการ ปดิ ลอ้ มทางทะเลที่ฝ่ายรฐั บาลกลางกระทําต่อฝ่ายสมาพนั ธรัฐ ทําให้ สูญเสยี ผลประโยชน์ ทางการค้าไปเปน็ จํานวนมหาศาล และมกี าร กระทบกระทงั่ กันอยู่บ่อยคร้งั เมอื่ เรอื ของอกี ฝ่ายพยายามฝา่ วงลอ้ ม เข้าไปทําการคา้ กบั เมืองท่าของฝ่ายใต้ ด้วยเหตุนป้ี ระธานาธิบดจี ึงจําตอ้ งปรบั เปลีย่ นเป้าหมายของ สงคราม คือจากเดิมที่เปน็ การส้รู บเพื่อรกั ษาไวซ้ ึ่งความเปน็ เอกภาพ ของชาติ เปน็ สงครามเพ่อื ให้ อิสรภาพกับแรงงานทาสผวิ ดาํ จํานวนเกอื บสลี ้านคนท่ัวประเทศดงั น้ันจึงมีคําประกาศเลิกทาสหรอื Emancipation Proclamation ออกมาโดยทาํ เนียบประธานาธิบดเี ม่ือวนั ที่ 22 กันยายน ปี 1862 คําประกาศดงั กลา่ วนับว่าเป็นนโยบายอันชาญฉลาดของลินคอล์น เพราะสามารถแก้ปัญหาการถูก แทรกแซงจากท้งั อังกฤษและฝร่งั เศสได้ เป็นปลิดทิ้ง เนื่องจากทงั้ สองประเทศนไี้ ด้มีการเลกิ ทาสไปกอ่ น หน้าแล้ว หากจะฉวยโอกาสนเี้ ข้ามาแทรกแซงโดยเข้าข้างฝ่ายใต้กเ็ ท่ากับว่า สนับสนนุ การคงอยู่ของระบบทาส ซึง่ เปน็ การกลนื น้ำลายตัวเองนอกจากนีย้ ังเป็นการยกระดับเปา้ หมายของการต่อสู้ on moral grounds นั่นก็ คือเปน็ การต่อสู้เพอ่ื ความเท่าเทียมกันของมนษุ ย์จุดเปลี่ยนของสงครามมาถงึ ในสมรภูมริ บทกี่ ินเวลาสาม วนั ใน เมืองเลก็ ๆ แหง่ หน่งึ ทางตอนใตข้ องรัฐเพนซิลเวเนยี ที่มีชือ่ วา่ เก็ตตีสเบริ ์ก ด้วยความเป็นนกั ยทุ ธศาสตรช์ น้ั เลิศ นายพลล่ีตระหนกั ดีวา่ หนทางเดียวทจี่ ะมีชัยเหนอื ฝ่ายรฐั บาลกลางไดก้ ็คอื การเปดิ เกม รกุ ข้ึนไปทางเหนอื และทําการบดขยีทหารฝ่ายแยงกี้ให้ยอ่ ยยับในพ้ืนท่ีของตนเอง จนทําให้ เกิดกระแส ต่อตา้ นสงครามในวอชิงตัน ซ่ึงจะบีบใหร้ ฐั บาลลินคอล์น ตอ้ งขอเจรจาสงบศึก 6.8 สงครามกําลงั จะจบลง 9 เมษายน 1865 เวลาเทีย่ งวนั นายพลลใี นชุดเคร่อื งแบบ ทหารเตม็ ยศควบม้าอยา่ งสงา่ ผ่าเผย มาถงึ สนามหน้าบ้านของมิสเตอร์ แมคคลนี แลว้ จากนน้ั ก็เข้าไปนง่ั รอแกรนต์ภายในหอ้ งรบั แขก หลัง
83 จากนั้นไม่นานนายพลแกรนตใ์ นชดุ สนามเป้ือนโคลนพรอ้ มดว้ ยเหลา่ คณะเสนาธกิ ารกไ็ ดเ้ ดนิ ทางมาถงึ และติดตามเข้าไปในบ้านพักท้ังสองนายพลจบั มอื ทักทายกันอย่างสภุ าพ แกรนต์พยายามสร้าง บรรยากาศ ของความเป็นกนั เองดว้ ยการร้อื ฟน้ื ความหลังสมยั สงครามเม็กซิกนั ท่ีตนยงั คงเปน็ เพยี งทหารช้ันผนู้ ้อย โดย หวงั วา่ ลีจะสามารถจดจําเขาไดแ้ ต่ในฐานะนายทหารทม่ี อี าวุโสสูงที่สดุ ในกองทพั และมีลกู น้องมากมาย กลบั นึกไมอ่ อกวา่ ไดเ้ คยพบกบั แรนตท์ ีไ่ หนมากอ่ น ลีเปน็ ฝ่ายเร่ิมเขา้ ประเดน็ โดยถามแกรนตถ์ ึงเงอ่ื นไขของฝ่าย รัฐบาลกลางสาํ หรับการยอมจํานนใน ครงั้ น้ี แกรนต์จึงได้อธบิ ายใหฟ้ งั ถึงเงอ่ื นไขตา่ ง ๆ นั่นกค็ ือใหท้ หารฝ่ายใต้ทัง้ หมดยอมวางอาวธุ โดยจะ ได้รบั การอภยั โทษจากทางรฐั บาลกลาง และสามารถเดินทางกลบั ไป ยังภูมิลําเนาเดิมของตนได้ โดยมีการภาคทัณฑไ์ ว้วา่ จะตอ้ งไม่จับอาวุธ ขึ้นมาตอ่ ส้กู บั ฝ่ายรฐั บาล กลางอีกเม่ือรับฟงั จบลีจึงได้ขอสนธิสัญญาท่เี ปน็ ลายลักษณ์อักษร จากแกรนต์ ท่ามกลางความตกตะลึงเลก็ ๆ ของลี แกรนตใ์ นฐานะ ผู้บัญชาการสงู สุดของกองทพั ฝา่ ยยเู นยี นทีค่ ุมทหารนับจาํ นวนเป็นลา้ น หยบิ เอากระดาษเปล่า ออกมาหนึ่งแผ่นและทําการรา่ งสัญญาสด ๆ ด้วยดนิ สอที่พกตดิ ตวั มาในกระเป๋าเส้อื จากน้ันจึงย่นื ให้ลีอา่ น และ ลงนาม และเมอื่ ทัง้ สองฝา่ ยได้ลงนามเสรจ็ สิ้นแลว้ ท้ังดแี ละแกรนต์ กเ็ ดนิ ออกมาจากตวั บ้านดว้ ยกนั ทา่ มกลางสายตานบั พันคขู่ องบรรดา เหล่าทหารฝ่ายยเู นียนทจ่ี ับจอ้ งมองดเู หตุการณป์ ระวตั ศิ าสตร์ครง้ั น้ี อย่างใจจดใจจอ่ หลังจากทีด่ ีควบม้าออกไป ทหารพวกนน้ั กไ็ ด้เริม่ ทาํ การโหร่ อ้ ง แสดงความยนิ ดีกันเสียงดงั สนั่นหว่นั ไหว จนแกรนตต์ อ้ งปรามออกมา วา่ “ตอนนี้ฝา่ ยใต้ได้กลับมาเป็นเพอ่ื นร่วมชาตขิ องพวกเราเหมอื นเดมิ แลว้ เพราะฉะน้ันเราจงึ ไม่ สมควรแสดงความยินดีในความพ่ายแพ้และ ชะตากรรมของเพ่อื นร่วมชาต”ิ ทหารเหลา่ นั้นจงึ ได้เงยี บเสยี ง ลงและแลว้ ในทส่ี ุดสงครามที่กินเวลายาวนานกวา่ หา้ ปแี ละมกี าร นองเลือดมากทสี่ ุดบนผืนแผน่ ดนิ อเมรกิ า ก็มีอนั ยตุ ลิ ง ผลของสงคราม ทําใหม้ ผี ู้บาดเจ็บล้มตายรวมแลว้ กว่า 600,000 คน หรือคิดเป็น สอง เปอร์เซ็นต์ของจํานวนประชากรท้งั หมด ทรพั ยส์ นิ บ้านเรือนตลอดจนเรอื กสวนไรน่ ารวมทงั้ ฝูงปศุสตั ว์ เสยี หายเหลอื ทจี่ ะคณานับ และทนี่ า่ เจบ็ ปวดใจท่ีสดุ กค็ ือพ่นี อ้ ง เพ่ือนสนิทมติ รสหายจะต้องหนั มาจบั อาวธุ เข่นฆา่ ประหัตประหารกนั เอง เพียง เพราะวา่ มแี นวคิดทางการเมืองท่แี ตกตา่ ง ทวา่ บทเรยี นจาก สงครามก็ทาํ ให้สหรัฐอเมรกิ าได้ค้นพบตวั ตนท่ี แท้จรงิ มิไดอ้ ยไู่ ด้ ด้วยการหลอกตัวเองว่าเป็นดนิ แดนแห่งเสรีภาพและความเท่าเทียมกัน ของมนุษย์ เหมอื นเชน่ เมอื่ ครง้ั ในอดตี
84 6.8.1 เหตกุ ารณ์สําคญั ตามลาํ ดบั ค.ศ.1860 อบั ราฮัม ลินคอล์นไดร้ บั การเลอื กตั้งเป็นประธานาธิบดี ค.ศ. 1860 เซาท์แคโรไลนาแยกตัวออกเพราะไมพ่ อใจผลการ เลือกต้ังประธานาธิบดี ค.ศ. 1860 การทําขอ้ ตกลงคริตเตนเดน (Crittenden Compromise) ล้มเหลวเทา่ กบั เปน็ การ สิน้ สุด ความพยายามครั้งสดุ ท้ายท่จี ะยงั คงรวมกันเปน็ สหภาพ (Union) ค.ศ. 1861 ฝา่ ยสมาพนั ธรฐั (Confederates) ยงิ เรอื ของฝ่าย สหภาพ พยายามปลดปล่อยปอ้ มซัม เตอร์ (Fort Sumter) ที่เมือง ชารล์ สตัน (เซาท์แคโรไลนา) ทําให้เรือของฝา่ ยสหรัฐฯ ตอ้ งถอย ค.ศ. 1861 มิสซิสซิปปี แยกตัว (9 มกราคม) ตามมาด้วยฟลอรดิ า (10 มกราคม) แอละแบมา (11 มกราคม) จอร์เจีย (19 มกราคม) ลุยเซยี นา (26 มกราคม) และเทกซสั (1 กมุ ภาพันธ)์ ค.ศ. 1861 สภาคองเกรสเรียกประชมุ ผู้แทน (4 กุมภาพนั ธ)์ บรรดารฐั ทแี่ ยกตวั ออกทเี่ มืองมอนต์ กอเมอรี รฐั แอละแบมาจดั ตัง้ รฐั บาลชวั่ คราวฝ่ายสมาพันธรฐั อเมริกา และเลือกต้งั นายพลเจฟเฟอร์สัน เด วสิ (Jefferson Davis) เปน็ ประธานาธบิ ดี ค.ศ. 1861 ประธานาธิบดเี ดวิส ประกาศเกณฑ์ทหารอาสาสมคั ร 20,000 คนเข้าประจําการ (3 เมษายน) ค.ศ. 1861 กองทัพฝ่ายสมาพันธน์ ําโดยนายพลโบร์การ์ด (Beauregard) ระดมยิงป้อมซมั เตอร์จน ตอ้ งยอมแพ้ เปน็ การเปดิ ฉาก สงครามกลางเมอื ง ที่มีความรนุ แรงย่ิงขน้ึ (12 - 14 เมษายน) ค.ศ. 1861 ประธานาธิบดลี นิ คอล์น ประกาศเกณฑท์ หาร อาสาสมัคร 75,000 คน (15 เมษายน) ดาํ เนินการปดิ ลอ้ มท่าเรือ ของฝ่ายรัฐท่ีแยกตัวออก (19 เมษายน) แตไ่ มส่ ามารถสกดั การ สง่ สินค้าจาก ต่างประเทศทเ่ี ข้ามาถึงรัฐท่ถี กู ปิดลอ้ มไดท้ ั้งหมด ค.ศ. 1861 เวอร์จเิ นยี ถอนตวั ออกจากสหพันธรัฐ (17 เมษายน) ตามดว้ ยอารค์ นั ซอ (6 พฤษภาคม) นอรท์ แคโรไลนา 20 พฤษภา) และเทนเนสซี (8 มิถุนา) ค.ศ. 1861 กองทพั ฝา่ ยสมาพันธรฐั เผชญิ หน้าฝ่ายสหพนั ธรฐั เร่ิมการสรู้ บท่ีบูลรัน (Bull Run) (21 กรกฎาคม) ทางตอนเหนอื ของ รัฐเวอรจ์ ิเนีย การสู้รบที่มลู วนั ทําให้ฝา่ ยเหนือคดิ เรื่องท่จี ะยุตสิ งคราม กลาง เมอื งโดยเร็ว ด้วยการปดิ ล้อมฝ่ายใต้ทางเรอื คมุ ย่านแมน่ า้ํ มิสซิสซิปปี (เพือ่ เป็นการแยกฝ่ายใตอ้ อกจาก กนั ) และเขา้ ยึดเมือง รชิ มอนด์ เมอื งหลวงของสมาพนั ธรัฐฝ่ายใต้ ค.ศ. 1861 ฝ่ายสมาพนั ธรัฐก็ยดึ เมืองสปริงฟลิ ด์ (Springfield) ในมสิ ซรู ภี ายหลังการรบที่วลิ สนั ค รีก (Wilson's Creek) (10 สิงหาคม)
85 ค.ศ. 1861 พลเอกจอรจ์ บี. แมคเคลแลน (George B. McClellan) เป็นผบู้ ญั ชาการกองทพั สหพันธรัฐ และจัดตง้ั กองทัพแหง่ โพโตแมค (Army of Potomac) ข้นึ ค.ศ. 1861 กองทพั สหพันธรฐั ปดิ ล้อมเรือองั กฤษ (8 พฤศจกิ ายน) 6.9 ผลของสงครามกลางเมอื ง สงครามนํามาซง่ึ ความสูญเสยี อยา่ งมาก แตก่ ระน้นั ก็ปรากฏผล ในหลากหลายประเด็น อันนํามา ซ่งึ ความเปลี่ยนแปลง ในระหวา่ งเกิด สงครามและหลงั สิน้ สงครามมีเรอ่ื งทน่ี า่ สนใจดงั น้ี การแก้ไขรฐั ธรรมนญู เน่อื งจากสหรัฐอเมรกิ าประสบชัยชนะ ในการสงครามจึงทําใหอ้ ํานาจของ รฐั บาลมเี พิ่มมากยิ่งขึน้ กอ่ นหน้านี้ใน รัฐธรรมนญู กําหนดทฤษฎี Nulification ว่าดว้ ยเรอ่ื งการแยกตัวออก จาก สหภาพเอาไวไ้ ด้ เมอื่ สหรฐั ฯ ประสบชัยชนะ ทฤษฎนี ้ีก็ถูกยกเลกิ ไป โดยเดด็ ขาด และจากผลของ สงครามทําให้เกิดมีบทบญั ญัตแิ ก้ไข เพ่ิมเติมรฐั ธรรมนูญอีก 3 ข้อ การเลิกทาส นบั แต่เริ่มสงครามแลว้ ทรี่ ฐั สภาไดอ้ อกกฎหมาย เลิกทาสในเขตดสิ ตรกิ ต์ออฟ โคลัมเบีย อนั เปน็ เขตนครหลวงของสหรัฐฯ ตอ่ มาประธานาธบิ ดลี นิ คอลน์ พิจารณาเหน็ ว่าอังกฤษมที ที่ ่าท่ี จะเข้ามา แทรกแซงโดยการช่วยเหลือฝา่ ยสมาพันธ์เนอ่ื งจากอตุ สาหกรรมทอผา้ ขององั กฤษตอ้ งพ่งึ พา วตั ถดุ ิบจากดนิ แดนดา้ นใตข้ องสหรัฐฯ ดังนั้น ดนิ คอล์นจงึ ทาํ ใหส้ งครามกลายเป็นเรอ่ื งของนโยบาย การเมอื งโดยการ ประกาศเลกิ ทาสในดนิ แดนสมาพันธรฐั ในวันท่ี 1 มกราคม 1863 ท้งั นกี้ ็เพื่อแสดงให้โลก โดยเฉพาะอังกฤษ เห็นว่าการตอ่ สู้ในสงคราม กลางเมอื งนน้ั กเ็ พ่ือการเลิกทาสอันเป็นเรอื่ งผิดศีลธรรม ทั้งนี้ อังกฤษ ได้เลกิ ทาสไปกอ่ นหนา้ นนั้ แล้ว หากเข้ามาชว่ ยฝา่ ยใตก้ เ็ ท่ากบั สนบั สนนุ การมที าส การประกาศ ของลนิ คอลน์ ไดผ้ ล เพราะมติมหาชนชาวองั กฤษ หนั มาเอาใจช่วยฝา่ ยสหรฐั ฯ ทําให้รัฐบาลอังกฤษไมก่ ลา้ เขา้ ชว่ ยฝ่ายใต้ อย่างทค่ี าด ค.ศ. 1865 ก็ไดม้ ีการยอมรับบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนญู เพิ่มเตมิ ขอ้ ที่ 13 ให้ เลิกทาสทัว่ สหรฐั อเมริกา บทบญั ญตั ิข้อท่ี 14 ก็ เปิดโอกาสให้ประชาชนชาวอเมริกนั มสี ิทธิเลอื กต้ังไดห้ าก มคี ณุ สมบัติ เพียงพอ และบทบัญญตั ทิ ี่ 15 ก็อนญุ าตใหน้ ิโกรผวิ ดําซ่ึงเคยเป็นทาส มาก่อนมสี ิทธิท่ีจะ ลงคะแนนเสียงเลอื กตง้ั ได้เช่นเดยี วกบั คนอเมริกัน ทั้งปวงทางการเมือง ผลของสงครามทําใหอ้ าํ นาจทางการเมืองของ อเมรกิ ันเปลี่ยนมอื จากบรรดาเจ้าของ ไรข่ นาดใหญท่ างภาคใตม้ าเปน็ พวกนักอตุ สาหกรรมทางภาคเหนือและพรรครีพับลิกนั กก็ ลายมาเป็นราคที่ สําคัญในวงการเมืองของสหรฐั ฯ นบั แต่นัน้ มา อีกทง้ั ผลของ สงครามยงั ทาํ ใหเ้ กิดประเพณีการรวมตัวกนั อย่างเหนียวแนน่ ทาง การเมอื งของมลรัฐทางภาคใต้ ซง่ึ มพี รรคการเมืองพรรคเดียวคือ พรรคเดโมเครตกิ ทั้งในระดบั มลรัฐและระดบั ชาติ ซ่ึงยังคงลักษณะ เช่นนมี้ าจนถงึ ปจั จุบัน
86 ภาคเหนือ ย่งิ เจรญิ ขน้ึ ในเวลาเดยี วกับทีภ่ าคใต้ลา้ หลงั ลงไป อันเน่อื งมาจากทรพั ยส์ ิน ไรน่ า อาคารต่างๆ ถกู ทาํ ลายลงไปมาก อีกท้ัง การเลกิ ทาสกท็ ําให้ทุนประมาณ 2 พนั ลา้ นเหรยี ญของการมีทาส สูญไปโดยสน้ิ เชิง ส่งผลใหฝ้ ่ายใต้ล้าหลงั กวา่ ภาคอื่น ๆ นบั 10 ปี เกดิ การแทรกแซงจากฝรั่งเศสกรณีจักรพรรดินโปเลยี นท่.ี 3.เนือ่ งจากเกิดสงครามกลางเมอื งข้นึ ใน สหรัฐอเมรกิ า ทาํ ให้จกั รพรรดิ นโปเลยี นท่ี 3 แหง่ ฝรง่ั เศสฉวยโอกาสเขา้ ไปขยายอํานาจในเมก็ ซโิ ก โดยยดึ และตั้งเมก็ ซโิ กเป็นจักรวรรดิ โดยมีแมกซิมเิ ลียนเป็นจกั รพรรดิ การกระทาํ เชน่ นี้เป็นการละเมิดกฏมอนโร แลว้ เมือ่ สงครามกลางเมอื ง ใกล้สงบลงสหรฐั ฯ จึงเตรยี มตวั ทาํ สงครามกบั ฝรงั่ เศสในเมก็ ซโิ ก ทําให้ นโป เลียนท่ี 3 ต้องถอยกลบั ปลอ่ ยใหแ้ มกซมิ ิเลยี นผไู้ ม่ยอมสละบัลลงั ก์ อยเดยลําพัง ตอ่ มาจักรพรรดิแมกซิมิ เลยี นกถ็ ูกกบฏชาวเมก็ ซิโกจับสงั หาร ในปี 1870 สหรัฐฯ ไดช้ ื่ออะแลสกาจากรัสเซยี ในราคา 7,200,000 เหรยี ญ โดยเป็นการตอบแทนบญุ คุณ รสั เซียท่แี สดงความเป็นมติ ร ซึ่งดินแดนนี้ 6.10 สงครามและความเปลี่ยนแปลง 4 ปขี องสงครามนาํ มาซง่ึ ความสญู เสีย โดยเฉพาะฝา่ ยใต้ท่ี พา่ ยแพ้น้ันดูเหมอื นจะเปน็ ชว่ งเวลา แห่งความทกุ ขย์ าก ว่ากันวา่ สงคราม กลางเมอื งที่เกิดขนึ้ ไมว่ ่าฝ่ายใดจะไดร้ บั ชยั ชนะหากแต่ส่ิงหนึ่งที่เกิด ขึน้ มา ก็คือความเปลี่ยนแปลงในวิถชี วี ติ และความเป็นอยขู่ องคนอเมริกัน ทั้งฝ่ายใตแ้ ละฝ่ายเหนอื สาํ หรบั ฝ่ายใต้แล้ว ดูเหมือนจะไดร้ บั ผลกระทบมากกวา่ ฝา่ ยเหนอื กลา่ วคอื ในปแี รกของสงคราม กองกาํ ลงั ของฝา่ ยใต้น้ันไดม้ าจากการ อาสาสมัคร โดยคิดกันวา่ สงครามคงจบลงดว้ ยเวลาอันส้นั แตเ่ ม่อื ไมไ่ ด้ เป็นเช่นนนั้ ทาํ ใหร้ ัฐบาลของสมาพันธต์ ้องออกกฎหมายเกณฑ์ทหาร (The Conscription Act 1862) โดยกาํ หนดให้ชายฉกรรจ์ผิวขาวอายุ ระหวา่ ง 18-35 รับราชการทหาร เกิดการต่อตา้ นจากบรรดา ผูม้ งั่ คงั่ ทางใต้ ท้ังนเี้ พราะไมต่ อ้ งการให้สามหี รือลกู ชายตอ้ งไปออกรบ ดงั นนั้ รฐั บาลสมาพนั ธจ์ งึ ตอ้ ง แก้ปัญหาโดยการอนุญาตให้บรรดาเศรษฐี สามารถจ้างผไู้ ปออกรบแทนได้ แตก่ ็ถกู โจมตีจากบรรดาคนจน ในดินแดน ภาคใต้อีก เพราะวถิ กี ารน้ดี จู ะไมเ่ ปน็ ธรรมตอ่ คนจน ดังนน้ั ในปลายปี 1863 รฐั บาลของฝา่ ยใต้ จึงตอ้ งยกเลิกการใหส้ ทิ ธิพเิ ศษนแ้ี ก่บรรดา ผูม้ ่ังคัง่ แต่กระนนั้ กําลังผลก็ยังไมเ่ พียงพออยู่ดี ค.ศ. 1864 รฐั บาล ฝา่ ยใต้กอ็ อกกฎหมายเกณฑ์ ทหารปี 1864 มาอีกฉบบั หนง่ึ ซง่ึ คราน้ี ใหช้ ายฉกรรจท์ ีม่ ีอายตุ ั้งแต่ 17 - 50 ปเี ข้ารบั ราชการทหาร ทาํ ให้ ผู้ชาย ในฝา่ ยใตต้ ้องเข้าร่วมสงครามเพมิ่ มากยง่ิ ขน้ึ ปัญหาขาดแคลนเงินในรัฐทางใต้ อยา่ งท่ีรูก้ นั คือดินแดนทางใต้ ดํารงอยูด่ ้วยเกษตรกรรม และทาส ท่ใี ชแ้ รงงาน รายไดไ้ ด้มาโดย การนาพชื ผลทางการเกษตรส่งไปขายยงั ภายนอกโดยเฉพาะในยโุ รป
87 แต่เม่ือเกดิ สงครามขน้ึ มา ฝา่ ยเหนอื ใชว้ ธิ ปี ดิ ล้อมโดยการให้เรอื รบ เข้าไปปิดลอ้ มชายฝ่งั ฝา่ ยใด้จาก เวอร์จเิ นยี อ้อมฟลอริดาถงึ เทกซสั ทาให้ฝา่ ยใดถ้ ูกตดั ขาดจากการคา้ อีกท้งั ยงั ขาดรายได้จากการจัดเกน สินค้าขาเขา้ อีกต่อหนึง่ อกี ท้งั เงินทไี่ ดม้ าในช่วงกอ่ นเร่มิ สงครามไม่วา่ จากการก้ยู มื เศรษฐีทางใต้ หรือจาก พอ่ ค้าชาวยโุ รปและการเกบ็ ภาษี สินคา้ ขาเข้าก็ลดน้อยลงเรือ่ ย ๆ ทางออกทีร่ ฐั บาลฝา่ ยใต้นาํ มาใชก้ ค็ ือ พิมพ์ธนบัตรออกมารวมท้งั สิ้น 1,000 ลา้ นเหรยี ญ ก็ยิง่ ทําให้สถานภาพ ทางการเงนิ ของสมาพนั ธไ์ มม่ ่นั คง มากย่ิงข้ึน จนสง่ ผลให้แพใ้ นสงคราม ในปี 1865 ทีส่ าํ คัญหลังสิ้นสดุ สงครามคา่ เงินท่ใี ช้ในฝ่ายใต้มูลคา่ 1 เหรียญมีคา่ แทจ้ รงิ แค่เพียง 1.6 เซนต์ ในปี 1865 เทา่ นัน้ ขาดแคลนขา้ วของเคร่ืองใช้ และเพราะถกู ปดิ ล้อมเป็นระยะเวลา นานนั้นเอง ทําให้ฝา่ ยใตต้ ้อง ขาดแคลนของใชจ้ ําเป็นในชีวิตประจําวนั ไม่ว่าเคร่อื งนงุ่ หม่ หรอื ยารกั ษาโรค ทหารต้องถึงกบั เดนิ เทา้ เปล่า ในการ เดินทัพ นอนโดยไม่มีผา้ หม่ และเคร่ืองแบบกจ็ าํ ต้องใส่ตัวทขี่ าดแลว้ ขาดอกี ซงึ่ ปรากฏวา่ ทุกครั้งท่ี สามารถรบชนะฝา่ ยเหนือ กองกําลงั ของไวอ้ ยา่ งดใี นช่วงสงคราม ไมเ่ พยี งเท่านั้นยังได้กาํ หนดเส้นทางรถไฟ สายใหม่ขนึ้ มาอกี หลายสายโดยความชว่ ยเหลอื ของรฐั บาล ซึง่ เมอื่ เส้นทางเหล่านส้ี ําเร็จก็ช่วยเช่ือมโยง เครอื ขา่ ยในภูมภิ าคไดอ้ ย่างสะดวก มากยง่ิ ขนึ้ กลา่ วกันวา่ การสรา้ งเส้นทางรถไฟขา้ มทวปี ถอื เปน็ ผลงานเดน่ ช้ินหน่งึ ทีก่ ําหนดดาํ เนินการใน ระหว่างสงครามกลางเมอื ง โดยรฐั สภา อนุมัติการสรา้ งเส้นทางรถไฟสายแปซิฟกิ ในวันที่ 1 กรกฎาคม 1862 โดยเสน้ ทางนี้จะเร่ิมจากเมืองโอมาฮา (Omaha) ในเนแบรสกาไปทาง ตะวันตกมุง่ ส่ยู ูทาห์ กาํ หนดให้บริษัทเสน้ ทางรถไฟสายยเู นียนแปซฟิ กิ เป็นผู้ดําเนนิ การก่อสรา้ ง เส้นทางน้จี ะไปบรรจบกับ เส้นทางรถไฟ ของบรษิ ทั เซนทรัลแปซฟิ ิก ทส่ี ร้างทางรถไฟจากเมอื งแซคราเมนโต ในแคลฟิ อร์เนยี ทาง ตะวนั ออก โดยเส้นทางรถไฟทั้งสองสายจะมา บรรจบกนั ท่ีเมอื งโอเดน (Ogden) ในยูทาห์ บริษทั เส้นทาง รถไฟสาย ยูเนยี นแปซิฟิก ใชแ้ รงงานชาวไอริสในการก่อสร้าง ขณะทีบ่ ริษทั เซนทรัลแปซิฟิก ใช้แรงงาน ชาวจนี รบั จา้ งท่สี ั่งเข้ามาทํางาน การเลอื กต้ังประธานาธิบดคี ร้งั ใหม่เกดิ ขนึ้ ในปี 1864 สมาชกิ พรรคเดโมเครติกเกดิ ความแตกแยก เพราะไม่พอใจการเกิดสงคราม ใน ปี 1864 ทําให้สมาชกิ สว่ นใหญ่ของพรรคนี้หนั มารวมกบั พรรครพี ับลกิ นั แล้วต้งั พรรคใหมข่ น้ึ คือพรรคยเู นยี น (The Unian Party) แล้วเสนอชือ่ อบั ราฮมั ลนิ คอล์น เป็นผ้สู มคั ร เลอื กตงั้ ประธานาธิบดอี ีกสมัย โดยมี แอนดรู จอหน์ สนั (Andrew Johnson) ในตาํ แหน่งรอง ประธานาธบิ ดี พรรคเดโมเครติกทเ่ี หลอื อยู่กส็ ่งผู้สมัครลงชิงชัยคอื นายพล จอร์จ บ.ี แมคเคลแลน (George B. McClelan) เปน็ ประธานาธบิ ดี ผลการ เลือกต้ังปรากฏวา่ อับราฮมั ลินคอล์นมชี ยั อยางเด็ดขาดเหนือ จอร์จ ปี แมคเคลแลน สงครามกลางเมืองยุตลิ งในวันที่ 9 เมษายน 1865 แต่ปรากฏว่าในวนั ที่ 14 เมษายน
88 1865 ลินคอล์นก็ถูกลอบยิงจน เสียชีวิตขณะท่มี ีอายุ 50 ปี อนั เปน็ การเสียชวี ิตในชว่ งตน้ สมัยการเป็น ประธานาธบิ ดีสมัยทสี่ อง ทําใหแ้ อนดรู จอหน์ สนั ไดเ้ ลือ่ นข้นึ มาเปน็ ประธานาธบิ ดแี ทน 6.10.1 อบั ราฮมั ลนิ คอล์น เป็นประธานาธิบดคี นที่ 16 ของสหรัฐอเมรกิ า และเป็นผทู้ ีไ่ ด้รบั การยกย่องว่า เปน็ ประธานาธิบดีทย่ี ิ่งใหญ่ท่สี ุดคนหน่ึง ของสหรัฐอเมรกิ า โดยเฉพาะบทบาทในการผลกั ดันให้มี การเลิกทาส ในสหรัฐอเมรกิ า อับราฮมั ลนิ คอลน์ เกิดเม่อื วันท่ี 12 กุมภาพันธ์ 1809 ใน บา้ นไมท้ ีท่ าํ จากทอ่ นซงุ (log cabin) ใน แถบชนบทของฮาร์ดนิ เคานต์ ี้ (Hardin County) รฐั เคนทักกี เป็นบตุ รของ โธมัส ลินคอล์น (Thomas Lincoln) ซึ่งมอี าชีพเปน็ ชา่ งไม้และชาวนาที่อยู่ไม่เป็นทแ่ี ละมฐี านะ ยากจนมาก แมข่ องเขาชอ่ื แนนซี แฮงค์ (Nancy Hank) ซงึ่ เสียชีวิต ในปี 1818 หลังจากนนั้ ไมน่ านครอบครวั ของเขาได้ยา้ ยไปตัง้ รกราก ใน บรเิ วณปา่ ซึ่งปจั จุบันคือ บริเวณเขตอุตสาหกรรมสเปนเซอร์เคาน์ต้ี (Spencer County Industry) และได้ แตง่ งานกบั หญิงหมา้ ยช่ือ ซาราห์ บชุ จอห์นสตนั (Sarah Bush Johnston) เธอเป็นแมเ่ ลี้ยงท่ีใจดแี ละ รกั อบั ราฮัมมาก ลินคอล์น แทบจะไม่เคยเรยี นในโรงเรยี นเลย เขาเรยี นดว้ ยตัวเอง จากการอา่ นหนังสอื กลา่ วคือ ลินคอล์นใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนในโรงเรยี น เพียง 18 เดือนเทา่ น้ัน ซ่งึ สว่ นใหญ่แล้วเขาชอบทีจ่ ะเรียนรู้ดว้ ย ตวั เอง มากกว่า นอกจากนีล้ ินคอลน์ ยังมีทักษะเกี่ยวกับการใช้ขวานอกี ด้วย ลนิ คอล์นหลีกเล่ียงการล่าสัตว์ การตกปลา เพราะเขาไม่ชอบฆา่ สัตว์
89 แต่กระนัน้ ดว้ ยสภาพชวี ิตท่ีตอ้ งต่อส้ตู ามแบบฉบับของเดก็ หนุ่ม อเมรกิ ัน ทําให้เขารักท่ีจะออก ทอ่ งโลกและทาํ ความรู้จกั กับโลกภายนอก อยูเ่ สมอ การทอ่ งโลกกว้างครั้งแรกของเขาคอื การลอ่ งเรอื ตาม แม่นาํ้ ไปยงั นิวออรล์ ีนส์ในปี 1828 ในปี 1830 ครอบครัวของเขากไ็ ดย้ า้ ยไปอยู่ทีเ่ มคอนเคาน์ต้ี (Macon County) รฐั อลิ ลินอยส์แต่ ปรากฏว่าดว้ ยสภาพปญั หาต่าง ๆ ของครอบครัวทําใหพ้ วกเขาต้องโยกย้ายอีกหลายครง้ั กระทั่ง ค.ศ. 1831 เขาไดก้ ลบั ไปตัง้ ถ่ินฐานท่ีเมอื งนวิ ซาเล็ม รฐั อิลลินอยส์ เขาไดเ้ รมิ่ ทํางาน ในรา้ นขายของและดูแลโรงสี เขา เปน็ ที่ช่นื ชอบของคนในแถบนน้ั เพราะ ความขยันขันแข็งและความสามารถในการเลา่ เรอ่ื ง แตส่ ่วนใหญ่ น่าจะ เป็นเพราะนสิ ยั ของเขาทซ่ี อื่ สตั ยแ์ ละจริงใจมากกว่า เขาได้รบั เลือกใหเ้ ป็น ผ้นู าํ กลมุ่ อาสาสมัครเพอื่ เข้าร่วมสงครามแบลค็ ฮอว์ค (Black Hawk War) ในปี 1832 แตก่ ไ็ มไ่ ดเ้ ขา้ ร่วมสงคราม เมอ่ื กลบั มาที่นิวซาเลม็ เขาได้เข้าเป็นหุ้นสว่ นในรา้ นขายของชาํ ซึง่ ต่อมากจิ การได้ขาดทนุ และทาํ ให้เขาเป็นหนี้จาํ นวนมาก หลังจากน้ัน เขาไดท้ าํ งานเป็นนักสาํ รวจ หวั หน้าไปรษณยี ์หมูบ่ า้ นและทํางาน แปลกๆ หลายอยา่ ง รวมท้ังสบั รางรถไฟ ในขณะเดยี วกันก็ไดพ้ ัฒนาการศกึ ษา ของเขาด้วยการเรยี น กฎหมาย และได้มีความสัมพนั ธก์ ับแอนน์ รัทเลดจ์ (Ann Rutledge) ในชว่ งเวลานั้น - ด้วยความท่เี ขาเปน็ คนท่มี อี ธั ยาศัยดีและเป็นคนกว้างขวาง รวม ทง้ั มักแสดงความคดิ ความเห็น ทางการเมืองอยเู่ สมอทาํ ใหเ้ ขากระโดด เข้าสูแ่ วดวงการเมืองทอ้ งถิ่น อบั ราฮัมได้รับเลือกใหเ้ ป็นผูว้ า่ การรัฐ ในปี 1834 และได้ดํารงตําแหน่งติดตอ่ กบั ถึง 4 สมัย จนถงึ ปี 1841 และไดม้ บี ทบาทสําคัญในฐานะกลมุ่ พรรครีพบั ลกิ ัน (Republican Party) ในปี 1836 เขาไดร้ บั ใบอนุญาตประกอบอาชพี ทนายความและได้ ย้าย ไปท่ีเมอื งสปริงฟลิ ด์ (Springfield) ในปถี ดั มา โดยไดเ้ ป็นหุ้นสว่ นทาง กฎหมายของจอห์น ท่ี. สจ๊วต (John T. Stuart) ซงึ่ เขากไ็ ดง้ านว่าความ เพ่มิ ข้ึนอยา่ งต่อเน่ือง ความสําเร็จของการเป็นหนุ้ ส่วนคร้ังนีไ้ ด้รับ ความร่วมมอื จากสตีเฟน ท.ี โลแกน (Stephen I. Logan) และ วิลเลียม เอช. เอิร์นดอน (William H. Herndon) ซงึ่ บคุ คลผู้นเ้ี ป็น ผู้เขียนอตั ชีวประวตั ิของอบั ราฮัมในเวลาต่อมา อับราฮัมไดฉ้ ายแววทาง ดา้ น กฎหมายจากการโตแ้ ยง้ แสดงเหตผุ ล ความจริงใจ ประเดน็ เร่ือง สีผิว และการพูดทเี่ ข้าใจไดง้ ่ายและชดั เจน ในปี 1842 เขาไดแ้ ตง่ งานกบั แมรี่ ทอดด์ (Mary Todd) หลังจากทมี่ ีปัญหาติดพนั ผ้หู ญงิ เขายังคงสนใจใน การเมอื งและได้ทาํ งาน เนสภาคองเกรส 1 สมัย (ค.ศ. 1847 - 1849) แตก่ ็ยังไม่มชี ่อื เสียง ทั้งนี้ เขาได้ สนับสนุนสงครามเม็กซิกนั (Mexican War) ทาํ ให้เขาเสยี ความนยิ มลงไป เขาไดเ้ ตรียมตวั อย่างหนกั ใน การเลอื กตง้ั ผู้สมัครพรรค รพี บั ลกิ ัน ในปี 1848 แตส่ อบตก เขาจึงหันหลงั ให้กบั การเมอื งและ 7 อันเป็นรฐั ที่สนบั สนุนการมรี ะบบทาส ไดแ้ ก่ (1) South Carolina (2) Mississippi (3) Florida (4) Alabama (5) Georgia (6) Texas และ (7) Louisiana
90 แมร้ ัฐทางใตไ้ ด้ประกาศแยกตัวออกไป แต่ลนิ คอล์นก็ยังมุง่ ทจี่ ะ รกั ษาสหภาพไว้ และเขาได้ ประณามการแยกตัวของรัฐเหลา่ นั้น โดย ให้สญั ญาว่า จะไมใ่ ช้กําลงั แต่หลังจากน้ันไม่นาน เขาก็สง่ั ให้ ทหาร เตรียมประจําการไวท้ ี่ป้อมซัมเตอร์ (Fort Sumter) โดยผ่ายใตถ้ อื ว่า การกระทําดังกลา่ วเปน็ การกอ่ สงคราม เมอื่ ป้อมฯ ถูกยิง สงคราม กลางเมอื งจึงเร่มิ ขนึ้ ในวันที่ 12 เมษายน 1861 ถงึ แมว้ า่ จะมีเสยี งวิพากษว์ จิ ารณม์ ากมายเก่ียวกบั การบริหาร ประเทศของอบั ราฮมั ลินคอล์น เขา ก็ไดใ้ ช้ความเด็ดเดย่ี วและเขม้ แขง็ ในการจัดการปัญหาตา่ ง ๆ โดยได้ออกหมายเรียกทหารทนั ที และสง่ เรอื รบปิดเมอื งท่าตา่ ง ๆ ของรัฐทางฝ่ายใตซ้ ่ึงเรียกตวั เองว่า สหพันธรัฐ อเมริกา (The Confederate) และได้ ระงับหมายเรียกตวั ผู้ท่ีถกู เจ้าหน้าที่ คมขังมายงั ศาลเพือ่ พจิ ารณาวา่ ถูกคุมขังโดยถูกตอ้ งตามกฎหมาย หรือไม่ ซงึ่ ทาํ ให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อยา่ งมาก แตล่ ินคอลน์ กย็ ังคงเดินหนา้ ตอ่ ไปโดยใชอ้ าํ นาจท่มี ีอยู่ แตก่ ็มขี ้อผูกมัดและอปุ สรรคต่างๆ ท่ีเปน็ ผล มาจากสงครามและความขัดแยง้ ของคนในพรรคเดยี วกนั คณะรฐั มนตรี ซง่ึ เต็มไปดว้ ยความริษยาและความเกลียดชังกันเอง กลุ่มผสู้ นับสนนุ การเลกิ ทาสได้ ประณามเขาว่า เขาใชว้ ิธีทนี่ ่มุ นวลเกินไป ในขณะทก่ี ลุ่ม อนรุ ักษนยิ มต่างหมดหวงั ทีจ่ ะไดช้ ยั ชนะใน สงคราม ในชว่ งสงคราม อับราฮัม ลินคอลน์ ไดใ้ ช้ความอดทนและ สติปญั ญาในการเริ่มทาํ สงครามกับฝา่ ย เหนือกอ่ น เขาไดต้ ดั สินใจ ผิดพลาดทางดา้ นการทหาร เช่น การสั่งบกุ รฐั เวอรจ์ ิเนยี ที่ทาํ ให้ ฝ่ายสหภาพพา่ ยแพใ้ นสงคราม Bull Run ในชว่ งแรกของสงคราม เขาได้ยกเลิกคาํ สั่งของจอหน์ ซี. เฟรม อง (John C. Fremont) และ การปลดปล่อยทาสในกองทัพของเดวดิ ฮันเตอร์ (David Hunter) อย่างไรก็ ตาม ชัยชนะของฝา่ ยสหภาพท่ีแอนท่ที มั (Antietam) ไดเ้ ป็น รากฐานทสี่ ําคัญท่ที ําให้เขาออกประกาศการ เลิกทาส (Emancipation Proclamation) ได้ สงครามครง้ั นี้ อับราฮัม ลินคอลน์ มจี ุดประสงคห์ ลกั คือ การ รักษาสหภาพไว้ ความเศรา้ สลดและ ความจําเป็นทาํ ให้เขาสะเทือนใจ และไดก้ ลา่ วสดดุ เี พื่อไว้อาลยั ให้กับทหารท่ีสสุ านในเมอื งเกต็ ตส์ เบิรก์ (Gettysburg) ในปี 1863 ในขณะนัน้ เขาถกู คุกคามจากการลาออกของ หัวหน้าพรรครีพบั ลิกันและพรรค ฝ่ายค้านในการเลอื กตั้งประธานาธิบดี ซึ่ง นาํ ไปสสู่ ถานการณ์ที่ยํา่ แย่ในปี 1864 แต่สิ่งที่ดที างด้าน การทหารได้ เกิดขึน้ ก่อนการเลือกต้ัง หลงั จากที่แกรนต์ (Grant) ไดม้ าเปน็ ผบู้ ังคับ บญั ชากองทัพ และ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ หลังจากทว่ี ลิ เลีย่ ม ท่ี เชอรแ์ มน (William T. Sherman) ยดึ แอตแลนตาได้ อบั ราฮมั ลนิ คอล์น ได้รบั เลือกใหเ้ ป็นประธานาธบิ ดอี ีกครงั้ หลังจากท่ไี ดค้ ะแนนเสยี งข้างมาก โดย ชนะจอร์จ บี. แมคเคลแลน (George B. McClellan) สุนทรพจน์ในการเขา้ รบั ตําแหนง่ ครั้งท่ี 2 ไดก้ ลา่ ว เมือ่ สงครามใกล้จะยตุ ลิ ง โดยเรียกรอ้ งใหป้ ระเทศใหมท่ ่ีเกดิ ท่ามกลางเถ้าถ่านของฝา่ ยใต้ ซึ่งมีมุมมองดา้ น
91 การใหอ้ ภยั ทไ่ี ด้กล่าวไวว้ ่า ไมป่ ระสงค์รา้ ยใคร และด้วยกศุ ลจติ สําหรับทุกคน” (With malice to none: with charity to al) เขามีชีวิตอยู่จนไดเ้ หน็ สงครามยุตลิ ง แต่ ไม่ได้มโี อกาสดําเนินแผนการบรู ณะประเทศ ในคืนวนั ท่ี 14 เมษายน 1865 เขาถูกลอบยงิ ขณะชมละครเรือ่ ง “Our American Cousin” ใน โรงละครฟอรด์ เธียร์เตอร์ (Ford's Theater) และเสยี ชีวติ ในเชา้ วันตอ่ มา ฆาตกรเป็นนักแสดงช่อื จอหน์ วิลกสี ์ บูธ (John Wilkes Booth) อบั ราฮัม ลินคอลน์ เปน็ ประธานาธิบดคี นแรกทถี่ ูกลอบสังหาร ในประวตั ิศาสตร์สหรัฐอเมรกิ า และทําให้ เขากลายเป็นผู้เสยี สละเพือ่ ความสามัคคขี องคนในชาตใิ นความคิดของประชาชนคนรนุ่ หลัง อบั ราฮมั ลินคอล์น เปน็ 1 ใน 4 ประธานาธบิ ดสี หรัฐอเมริกา ท่รี ปู ใบหน้าไดร้ บั การสลกั ไวท้ ่ี อนุสรณ์สถานแหง่ ชาตเิ มานต์รัชมอร์ (Mount Rushmore) ใบหนา้ ของเขาปรากฏอยู่บนธนบตั รราคา 5 ดอลลาร์ และเหรยี ญราคา 1 เซนต์ ช่ือของเขาถูกนํามาต้ังเป็นช่อื เรอื ดํานํา้ นวิ เคลยี ร์ และเรอื บรรทุก เครื่องบนิ เมื่อเวลาผ่านไป อบั ราฮัมกลายเปน็ เสมอื นส่งิ ที่ไดร้ บั การ สรรเสรญิ เยนิ ยอ ตํานานลนิ คอล์นจึง เกิดขน้ึ ถงึ แม้วา่ เขาจะมีความ ผิดพลาดหลายอย่าง แต่เขาก็เปน็ ทย่ี อมรับในฐานะรัฐบรุ ษุ ทม่ี ีวิสยั ทัศน์ ทางดา้ นคณุ ธรรม มนุษยธรรมและทกั ษะด้านการเมอื งท่ีโดดเด่น จึง ไมน่ ่าประหลาดใจว่า เหตุใดคนสบั ราง รถไฟรัฐอลิ ลนิ อยสไ์ ดก้ ลายเปน็ สญั ลักษณ์ของประชาธปิ ไตยของอเมรกิ า ภาพเขยี น รูปป้ันและ สถาปัตยกรรมตา่ ง ๆ ที่สรา้ งขึ้นเพ่ือเป็นที่ระลกึ แก่เขาไดม้ ีอยู่ดาษดืน่ อนุสรณ์สถานที่มีช่ือเสยี งมากท่ีสุดอยู่ ท่บี ้านเกิดของเขาท่เี มืองสปริงฟลิ ด์ รัฐอิลลนิ อยส์และอนุสรณ์สถานลนิ คอลน์ (Lincoln Memorial) ณ กรุงวอชงิ ตนั ดี.ซี.
92 อ้างอิง หนังสอื ประวตั ิศาสตร์อเมริกา จัดพิมพค์ รงั้ ที่ 2 (อนันทวฒั น์ บรู ณะหิกุล) https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B 8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0 %B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A1 %E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2 https://www.blockdit.com/posts/5f0c049a4aede90c4ea1a51d
93 บทท่ี 7 สหรฐั อเมริการะหว่างสงครามโลก บทนำ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ มสี าเหตุมาจากการแข่งขนั กันทางเศรษฐกิจและการแย่งชงิ ทรัพยากร การแข่งขันทางการ เมืองเพอ่ื ความเป็นใหญ่ในภูมภิ าค ความขดั แยง้ ทางดา้ นอุดมการณท์ าง การเมือง และศาสนา ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ความขัดแยง้ ระหว่างประเทศทีส่ ำคัญท่ีนำไปสู่สงคราม และมี ผลกระทบต่อโลกอย่างกวา้ งขวาง ได้แก่ สงครามโลกครงั้ ที่ 1 สงครามโลกครง้ั ที่ 2 และ สงครามเยน็ สงครามโลกครัง้ ท่ี 1 (World War : ค.ศ. 1914-1918) เป็นสงครามท่ีเริม่ ขึ้นเม่อื เดือนสงิ หาคม ค.ศ. 1914 และสน้ิ สดุ เมอื่ เดอื นพฤศจิกายน ค.ศ. 1918 เกิดจากความ ขัดแย้งของประเทศในทวปี ยุโรป และลุกลามไปยงั ประเทศต่างๆ ท่วั โลกมากกวา่ 30 ประเทศ สรา้ งความเสยี หายให้แก่มนุษยชาตอิ ย่าง กวา้ งขวาง จึงเรียกสงครามโลกคร้งั นีอ้ กี อย่างหนงึ่ วา่ มหาสงคราม (Great War) 7.1 สหรัฐอเมริการะหวา่ งสงครามโลกครั้งท่ี 1 7.1.1 ภมู หิ ลงั ของสงครามโลกคร้ังที่ 1 สงครามโลกครัง้ ท่ี 1 (World War I) เปน็ สงครามท่เี กดิ ขึ้นในช่วง ค.ศ. 1914 - ค.ศ. 1918 ระหว่าง ฝ่ายพันธมิตร (Allied Powers) คืออังกฤษ, ฝรงั่ เศส, รัสเซยี , อิตาลี และ สหรฐั อเมรกิ า กับฝ่าย มหาอำนาจกลาง (Central Powers) คอื เยอรมนี, ออสเตรีย-ฮงั การี และ จกั รวรรดิออตโตมานโดยพบวา่ มีทหารกวา่ 70 ล้านคนมสี ว่ นร่วมในการรบ ผลจากสงครามทำใหม้ ีผู้เสียชีวิต บาดเจบ็ และสญู หาย รวมกันไมต่ ำ่ กวา่ 40 ลา้ นคน สาเหตุหน่งึ ของสงครามโลกครั้งท่หี น่ึงก็คือ การลอบปลงพระชนมอ์ ารค์ ดุยค ฟรานซ์ เฟอรด์ นิ านด์รชั ทายาทของบัลลงั กจ์ ักรวรรดิออสเตรีย-ฮงั การี โดยกัฟรีโล ปรนิ ซีป ชาวเซริ ์ บบอสเนีย ซง่ึ เป็นสมาชิกของแกง๊ มอื มืด และการแก้แคน้ ของจกั รวรรดอิ อสเตรยี -ฮงั การีต่อราชอาณาจักร เซอรเ์ บยี ก็ทำใหเ้ กิดปฏิกริ ิยาลูกโซ่ก่อใหเ้ กิดสงครามครั้งใหญ่ปะทขุ ้นึ ในทวีปยโุ รป ภายในหนง่ึ เดือน ทวปี ยุโรปส่วนมากก็อยู่ในสภาวะสงคราม 1) สาเหตขุ องสงครามโลกคร้ังท่ี 1 1. การเกดิ ลทั ธิชาตินิยม ทำใหเ้ กิดรัฐชาติ สรา้ งระบบรวมอำนาจเขา้ สู่สว่ นกลาง ต่างแสวงหา ความเปน็ มหาอำนาจท้ังทางด้านการทหารและเศรษฐกจิ นำไปสกู่ ารแขง่ ขันอำนาจกนั
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179