Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ວິຊາເສດຖະສາດການຈັດການ

ວິຊາເສດຖະສາດການຈັດການ

Published by lavanh5579, 2021-08-27 03:38:56

Description: ວິຊາເສດຖະສາດການຈັດການ

Search

Read the Text Version

326 ตลาดกงึ่ แข่งขนั กงึ่ ผูกขาด ลกั ษณะของตลาดกงึ่ แข่งขนั กงึ่ ผูกขาด ผผู้ ลิตท่ีอยใู่ นตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดเป็ นผผู้ ลิตที่มีขนาดเลก็ เม่ือเทียบกบั ตลาดผผู้ ลิตรายใหม่ เขา้ มาแสวงหากาไรได้ง่ายและสามารถหาสินคา้ อื่นทดแทนได้ง่าย ผูผ้ ลิตท่ีอยู่ในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึง ผูกขาดพยายามมีอานาจในตลาดโดยการทาให้สินคา้ มีความแตกต่างจากผูผ้ ลิตรายอื่น จากการผลิตสิ่ง ใหม่ที่แตกตา่ งดว้ ยการสร้างเอกลกั ษณ์ (ประเจิด, 2550) และ (จรินทร์, 2550) กล่าววา่ ตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึง ผูกขาด หมายถึง ตลาดที่มีผูข้ ายสินคา้ จานวนค่อนขา้ งมาก สินคา้ มีลกั ษณะต่างกนั ส่วนใหญ่เป็ นการ แขง่ ขนั ท่ีไมใ่ ช่ราคา ดงั น้นั จึงสรุปไดว้ า่ ตลาดก่ึงแขง่ ขนั ก่ึงผกู ขาด (Monopolistic Competition Market) จึงเป็นตลาด ท่ีมีสภาพใกลค้ วามเป็นจริง คือ มีจานวนผผู้ ลิตมากผผู้ ลิตรายใหม่เขา้ มาทาการผลิตไดไ้ ม่มีการรวมตวั กนั ของผูซ้ ้ือหรือผูข้ าย และสินคา้ มีความแตกต่างกนั ในมุมมองของผูบ้ ริโภคทาใหก้ ารแข่งขนั ในตลาดเป็ น การแข่งขนั ทาใหส้ ินคา้ ของตนแตกต่างจากผผู้ ลิตรายอ่ืนเพื่อสร้างอานาจผูกขาด แต่อยา่ งไรก็ตามผูผ้ ลิต ในตลาดก่ึงแขง่ ขนั ก่ึงผกู ขาดจะไม่สามารถต้งั ราคาสินคา้ สูงกวา่ ผผู้ ลิตรายอื่นได้ เพราะจะทาใหผ้ บู้ ริโภค หนั ไปบริโภคสินคา้ ของผผู้ ลิตรายอ่ืนที่สามารถใชท้ ดแทนกนั ได้ ตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดจึงเป็ นตลาด ท่ีอยู่ระหว่างตลาดผูข้ ายน้อยรายและตลาดแข่งขนั สมบูรณ์ เนื่องจากตลาดแข่งขนั สมบูรณ์และตลาด ผกู ขาดมีลกั ษณะไม่สอดคลอ้ งกบั ความจริง ทาใหม้ ีผทู้ ี่พยายามจะอธิบายลกั ษณะตลาดใหค้ รอบคลุมมาก ยง่ิ ข้ึน ซ่ึงเป็นตลาดมีผผู้ ลิตหรือผขู้ ายเป็นจานวนมาก แต่ไมม่ ากเท่าตลาดแข่งขนั สมบูรณ์และไม่สามารถ ต้งั เกณฑไ์ ดว้ า่ มีผขู้ ายจานวนเท่าไหร่ข้ึนไปจึงเรียกวา่ ผขู้ ายจานวนมาก เง่ือนไขตลาดก่ึงแขง่ ขนั ก่ึงผกู ขาด จึงข้ึนอยู่กบั ส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) การมีอิทธิพลต่อราคาในตลาด ความสามารถในการ รวมตวั กนั กาหนดราคา สินคา้ ท่ีมีลกั ษณะแตกต่างกนั การทดแทนกนั และอุปสรรคในการเขา้ สู่ตลาด ซ่ึง จะสามารถอธิบายลกั ษณะของตลาดก่ึงแขง่ ขนั ก่ึงผกู ขาดไดด้ งั น้ี ลกั ษณะของตลาดกงึ่ แข่งขันกง่ึ ผูกขาด ตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดมีลกั ษณะท่ีสาคญั ดงั ต่อไปน้ี 1. จานวนผผู้ ลิตมีมากแต่ไมเ่ ท่ากบั ตลาดแขง่ ขนั สมบูรณ์ ผผู้ ลิตแตล่ ะรายผลิตสินคา้ เป็ น สัดส่วนนอ้ ยของตลาด และพฤติกรรมของผูผ้ ลิตแต่ละรายเป็ นอิสระจากกนั การกระทาของผูผ้ ลิตราย หน่ึงไมม่ ีผลตอ่ ผผู้ ลิตรายอ่ืนในตลาด 2. สินคา้ มีความแตกต่างกนั ในมุมมองของผบู้ ริโภค แต่สามารถใชท้ ดแทนกนั ไดค้ วาม แตกต่างน้ีเกิดจากความรู้สึกของผูบ้ ริโภคมากกว่าที่จะเป็ นความแตกต่างโดยแทจ้ ริงในคุณสมบตั ิของ สินคา้ ความแตกต่างสินคา้ ในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดแบง่ ออกไดเ้ ป็ น 4 ประการ คือคุณภาพของสินคา้ (Product Quality) บริการ (Service) ท่ีต้งั (Location) การโฆษณาและการบรรจุหีบห่อ (Advertising and packaging)

327 3. ผูผ้ ลิตใหม่เขา้ สู่ตลาดแข่งขนั ไดโ้ ดยง่ายการเขา้ และออกจากตลาดเป็ นไปโดยเสรี โดยถ้าหน่วยผลิตท่ีดาเนินการผลิตอยู่ไดร้ ับกาไรเกินปกติจะมีหน่วยผลิตใหม่เขา้ มาดาเนินการผลิต แขง่ ขนั แตถ่ า้ ขาดทุนหน่วยผลิตก็จะออกไปจากตลาด 4. มีการแข่งขนั กนั อยา่ งเสรี ส่วนใหญ่ใชก้ ารแข่งขนั ท่ีไม่ใช่ราคา โดยการโฆษณา และ ส่งเสริมการขายรูปแบบตา่ ง ๆ 5. ผูผ้ ลิตและผซู้ ้ือในระบบเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ไม่ไดม้ ีความรอบรู้เก่ียวกบั ภาวะตลาด อยา่ งสมบูรณ์ เนื่องจากตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผูกขาดมีผูผ้ ลิตจานวนมาก การเพ่ิมหรือลดปริมาณการผลิตของ ผูผ้ ลิตรายหน่ึงจะไม่สร้างผลกระทบต่อปริมาณสินคา้ รวมในตลาด ทาใหผ้ ูผ้ ลิตไม่มีอิทธิพลเหนือราคา ตลาด ไม่สามารถกาหนดปริมาณหรือราคาได้ สินคา้ ในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดมีความแตกต่างกนั แต่ สามารถทดแทนกนั ได้ ดงั น้นั ผูผ้ ลิตแต่ละรายจึงพยายามสร้างความแตกต่างของสินคา้ ทางกายภาพ ทางการบริการ หรือความรู้สึกของผูบ้ ริโภค ซ่ึงผูผ้ ลิตมีอานาจในการต้งั ราคาสินคา้ ไดใ้ นระดบั หน่ึง แต่ ถา้ ระดบั ราคาสินคา้ สูงเกินไปผูบ้ ริโภคจะหันไปซ้ือสินคา้ ของผูผ้ ลิตรายอ่ืนทดแทนทนั ที เช่น เส้ือผา้ สาเร็จรูป ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย เป็นตน้ เส้นอุปสงค์และการกาหนดราคาในตลาดกง่ึ แข่งขนั กง่ึ ผูกขาด เส้นอุปสงค์ของตลาดกง่ึ แข่งขันกงึ่ ผกู ขาด เน่ืองจากตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผูกขาดเป็ นตลาดท่ีใกลเ้ คียงสภาพความเป็ นจริงมากที่สุด เส้นอุป สงคข์ องผผู้ ลิตในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดมีลกั ษณะเอียงลงจากซ้ายไปขวา และเป็ นเส้นค่อนขา้ งลาด เพราะผูผ้ ลิตแต่ละรายตอ้ งเผชิญกบั การแข่งขนั จากผูผ้ ลิตจานวนมากที่ผลิตสินคา้ คลา้ ยกนั ผูผ้ ลิตท่ีมี จานวนค่อนขา้ งมากเมื่อมีผูผ้ ลิตรายใหม่เขา้ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยผูผ้ ลิตรายใหม่จะพยายามสร้าง ความแตกต่างของสินคา้ ของตนในตลาด ทาใหส้ ินคา้ ตนเองมีความไดเ้ ปรียบกวา่ ผผู้ ลิตรายอื่น จนตลาด เขา้ สู่สภาวะอิ่มตวั หรือเขา้ สู่ตลาดการแข่งขนั สมบูรณ์และจะทาให้ผูผ้ ลิตรายใหม่เขา้ สู่ตลาดลดลง โดย เส้นอุปสงคข์ องตลาดก่ึงแขง่ ขนั ก่ึงผกู ขาดมีลกั ษณะดงั น้ี

328 ราคา D MR = ปริมาณ ภาพแสดงที่ 7.23 เส้นอุปสงคข์ องตลาดก่ึงแขง่ ขนั ก่ึงผกู ขาด จากภาพแสดงที่ 7.23 เส้นอุปสงคท์ ่ีผผู้ ลิตเผชิญมีลกั ษณะลาดเอียงลงจากซา้ ยมาขวา ซ่ึงแสดงถึง ราคาของผูผ้ ลิตที่ไม่คงท่ีและเส้นอุปสงคท์ ี่ผูผ้ ลิตเผชิญน้ีเป็ นเส้นเดียวกบั เส้นรายรับเฉลี่ย (D=AR) แต่ เนื่องจากราคาผลผลิตคงที่รายรับส่วนเพ่ิมจึงมีค่าน้อยกวา่ รายรับเฉล่ีย ณ ทุกระดบั ผลผลิต (MR<AR) ดงั น้นั ถา้ ผูข้ ายกาหนดราคาผลผลิตแพงข้ึนจะทาให้ผูบ้ ริโภคซ้ือผลผลิตน้อยลง และในทางกลบั กนั ถา้ กาหนดราคาผลผลิตถูกลงจะทาให้ผบู้ ริโภคซ้ือผลผลิตมากข้ึน ซ่ึงในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดเส้นอุป สงค์ของผูผ้ ลิตจะมีความลาดเอียงและมีความยืดหยุ่นมากว่าเส้นอุปสงค์ตลาด หากเปรียบเทียบความ ตอ้ งการของผบู้ ริโภคที่มีต่อสินคา้ โดยรวมในตลาดกบั ความตอ้ งการสินคา้ ของผผู้ ลิตรายหน่ึงในตลาด จะพบวา่ ผูบ้ ริโภคมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาสินคา้ รายหน่ึงมากกวา่ การเปลี่ยนแปลง ของราคาสินคา้ โดยรวมท้งั ตลาด แต่ในความเป็ นจริงผูผ้ ลิตไม่รู้ลกั ษณะท่ีแน่นอนของเส้นอุปสงค์ต่อ สินคา้ ที่ตนผลิตได้ การเปล่ียนแปลงปริมาณการผลิตของตนไม่มีผลกระทบต่อผูผ้ ลิตรายอื่น ดงั น้นั เส้น อุปสงคข์ องผูผ้ ลิตแต่ละรายจึงเป็นเส้นที่ค่อนขา้ งลาด แต่ถา้ ผูผ้ ลิตทุกรายในกลุ่มไดด้ าเนินนโยบายอยา่ ง เดียวกนั และพร้อมกนั ผูผ้ ลิตแต่ละรายก็ไม่อาจหลีกเล่ียงผลกระทบระหวา่ งกนั ไดท้ าใหเ้ ส้นอุปสงคข์ อง ผผู้ ลิตแตล่ ะรายจะแตกต่างกนั ไป การกาหนดราคาในตลาดกง่ึ แข่งขนั กง่ึ ผกู ขาด เนื่องจากผูผ้ ลิตในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดจะทาการผลิตโดยแสวงหากาไรสูงสุด โดยทาการ ผลิตจนกระทง่ั รายรับเพิ่มเทา่ กบั ตน้ ทุนเพ่ิม (MR=MC) ซ่ึงเป็นระดบั ราคาที่จุดดุลยภาพ และผผู้ ลิตแต่ละ รายสามารถต้งั ราคาใหแ้ ตกต่างไปจากราคาตลาดไดใ้ นตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผูกขาดเส้นรายรับเพ่ิมจะไม่

329 เทา่ กบั ราคา เพราะผผู้ ลิตสามารถควบคุมราคาจากการกาหนดจานวนผลผลิต ทาใหเ้ ส้นรายรับเพม่ิ ต่ากวา่ เส้นอุปสงคด์ งั น้ี ราคา MC ATC P0 A B C D MR ปริมาณ 0 Q0 สินคา้ ภาพแสดงที่ 7.24 ดุลยภาพในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาด จากภาพแสดงที่ 7.24 ช้ีใหเ้ ห็นวา่ ดุลยภาพระยะส้ันในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดผูผ้ ลิตจะไดร้ ับ กาไรเกินปกติ โดยผลิตที่ปริมาณ Q0 ซ่ึงเป็ นปริมาณที่ตน้ ทุนรวมเท่ากบั รายรับรวม (MC=MR) และต้งั ราคาอยรู่ ะดบั P0 ซ่ึงจะไดร้ ับกาไรเกินปกติเท่ากบั PABC แต่สาหรับระยะยาวผูผ้ ลิตในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดจะไดร้ ับเพียงกาไรปกติเท่าน้นั จึงสามารถอธิบายลกั ษณะการกาหนดราคาในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดไดด้ งั น้ี ลกั ษณะของการกาหนดราคาในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาด 1. สินคา้ ของผูข้ ายมีความแตกต่างกนั เช่น รูปแบบของผลิตภณั ฑต์ ่างกนั หรือ การบรรจุหีบห่อ แตกต่างกนั จะสามารถกาหนดราคาไดแ้ ตกต่างกนั โดยผูผ้ ลิตท่ีผลิตไดแ้ ปลกใหม่หรือมีความพิเศษของ สินคา้ จะสามารถกาหนดราคาขายไดใ้ นราคาสูง 2. ถา้ มีผซู้ ้ือผขู้ ายจานวนมากราย และผูข้ ายแต่ละรายสามารถควบคุมราคาสินคา้ ไดบ้ า้ ง ราคาก็ จะถูก เพราะมีผซู้ ้ือเยอะผลิตเท่าไหร่กข็ ายหมด 3. การแข่งขนั ทางดา้ นการขาย จะอาศยั การโฆษณาส่งเสริมการขายก็สามารถกาหนดตวั สินคา้ ไดเ้ หมือนกนั เน่ืองจากสินคา้ ในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผูกขาดเป็ นสินคา้ ที่มีผูผ้ ลิตมาก และสินคา้ มีลกั ษณะไม่ เหมือนกนั อาจจะแตกต่างดา้ นคุณภาพ หีบห่อ การโฆษณา แต่สามารถใช้ทดแทนกนั ได้ เหตุผลที่เป็ น เช่นน้ีเพราะผผู้ ลิตแต่ละรายตอ้ งการใหส้ ินคา้ ของตนแตกต่างจากผผู้ ลิตรายอ่ืน ทาใหต้ นมีอานาจต่อรอง

330 ด้านราคาและมีส่วนแบ่งในตลาดเพ่ิมข้ึน ถึงแม้จะมีผูผ้ ลิตมากแต่สินคา้ แตกต่างกนั ในมุมมองของ ผบู้ ริโภคจึงทาให้ผขู้ ายมีอานาจต่อรองบา้ ง จึงเรียกลกั ษณะของตลาดสินคา้ ประเภทน้ีวา่ ตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาด เน่ืองจากสินคา้ ในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผูกขาดไม่เหมือนกนั ทุกประการ จึงไม่สามารถวเิ คราะห์ ดุลยภาพของตลาดได้ สามารถวิเคราะห์ไดเ้ ฉพาะหน่วยธุรกิจ นอกจากน้ีความแตกต่างของสินคา้ ของ ผูผ้ ลิตแต่ละรายยงั สามารถแตกต่างเนื่องจากตวั ของสินคา้ เอง เช่น สินคา้ บางชนิดมีลิขสิทธ์ิ เครื่องหมาย การคา้ บรรจุภณั ฑ์ หรือเป็ นจากความแตกต่างดา้ นสถานที่ในการขายสินคา้ น้นั ไม่วา่ จะแตกต่างในดา้ น ใดก็ตามจะมีผลใหผ้ ขู้ ายมีอานาจผกู ขาดไม่มากก็นอ้ ยผูข้ ายสามารถคิดราคาไดส้ ูงกวา่ คู่แข่งโดยไม่ตอ้ ง สูญเสียตลาดไป เพราะผซู้ ้ือติดใจ สี กลิ่น หรือทาเล ที่ต้งั เป็นตน้ ดุลยภาพระยะส้ันและดุลยภาพระยะยาวในตลาดกง่ึ แข่งขันกง่ึ ผูกขาด การวเิ คราะห์ดุลยภาพในตลาดก่ึงแขง่ ขนั ก่ึงผกู ขาด สามารถแบง่ ได้ 2 กรณีคือ การวเิ คราะห์ดุลย ภาพในระยะส้นั และการวเิ คราะห์ดุลยภาพในระยะยาว ซ่ึงมีรายละเอียดดงั ตอ่ ไปน้ี ดุลยภาพระยะส้ันในตลาดกง่ึ แข่งขนั กงึ่ ผูกขาด เนื่องจากตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดมีหน่วยผลิตอยเู่ ป็นจานวนมาก สินคา้ มีลกั ษณะที่แตกตา่ งกนั บา้ งซ่ึงอาจจะเป็นความแตกต่างกนั ของการมีสีสัน การบรรจุหีบห่อ การใชต้ รายหี่ อ้ ก็ตาม จึงทาใหห้ น่วย ผลิตสามารถจาหน่ายสินคา้ ประเภทเดียวกนั ในราคาท่ีแตกต่างกนั ได้ ในระยะส้ันผผู้ ลิตใหม่ไม่สามารถ เขา้ มาทาการประกอบธุรกิจแข่งขนั ในตลาดได้ ในดุลยภาพของผูผ้ ลิตตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดในระยะ ส้ันผูผ้ ลิตจะเลือกทาการผลิตท่ีตน้ ทุนเพิ่มเท่ากบั รายรับเพิ่ม (MC=MR) เส้นอุปสงคข์ องผูผ้ ลิตจะเป็ น เส้นตรงมีความชนั เป็ นลบและลาดลงจากซา้ ยไปขวา เน่ืองจากสินคา้ ในตลาดสามารถใชท้ ดแทนกนั ได้ เส้นอุปสงคข์ องผผู้ ลิตแต่ละรายในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผูกขาดจึงคลา้ ยกบั เส้นอุปสงคข์ องตลาดผผู้ ูกขาด แทจ้ ริงคือ เป็นเส้นลาดจากซา้ ยไปขวาแต่มีความยดื หยนุ่ มากกวา่ เพราะสินคา้ ใชท้ ดแทนกนั ไดด้ ี และเส้น รายไดส้ ่วนเพิ่มจะอยใู่ ตเ้ ส้นอุปสงค์ (ซ่ึงกเ็ ป็นเส้นเดียวกบั เส้นรายไดเ้ ฉลี่ย) ดงั น้นั ดุลยภาพของผูผ้ ลิตในระยะส้ันอาจทาให้ผูผ้ ลิตขาดทุน กาไรปกติ หรือไดร้ ับกาไรเกิน ปกติได้ เนื่องจากในระยะส้ันผผู้ ลิตมีท้งั ตน้ ทุนคงท่ีและตน้ ทุนแปรผนั ถึงแมว้ า่ ผูผ้ ลิตขาดทุนแต่ถา้ ราคา สินคา้ ท่ีขายไดม้ ากกวา่ ตน้ ทุนแปรผนั เฉลี่ย (P > AVC) ผผู้ ลิตจะยงั คงผลิตต่อไปเพ่ือนาเอาเงินส่วนต่าง ระหวา่ งรายรับรวมกบั ตน้ ทุนแปรผนั รวม หรือกาไรจากตน้ ทุนแปรผนั เฉล่ียไปชดเชยกบั ตน้ ทุนคงท่ีที่มี อยู่ โดยสามารถพิจารณาในแตล่ ะกรณีไดด้ งั น้ี 1. กรณีกาไรปกติ ดุลยภาพระยะส้ันในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผูกขาดกรณีกาไรปกติ เป็ นระดับ ผลผลิตท่ีทาให้กาไรสูงสุดที่เส้นอุปสงคส์ ัมผสั กบั เส้นตน้ ทุนเฉล่ีย ซ่ึงแสดงวา่ ณ ระดบั ผลผลิตดงั กล่าว ผผู้ ลิตสามารถขายผลผลิตไดใ้ นราคาท่ีเทา่ กบั ตน้ ทุนเฉล่ีย (P = AC) หรือมีรายรับเฉลี่ยเท่ากบั ตน้ ทุนเฉล่ีย (AR = AC) ทาใหผ้ ผู้ ลิตไดก้ าไรปกติ ดงั ภาพแสดงท่ี 7.25

331 ราคารายรับ ตน้ ทุน MC AC P D = AR MR 0Q ผลผลิต ภาพแสดงที่ 7.25 ดุลยภาพกรณีกาไรปกติ ยกตวั อยา่ ง การวิเคราะห์ดุลยภาพในระยะส้ันกรณีกาไรปกติของบริษทั ผลิตสินคา้ 20 ชิ้นโดย ขายในราคา 100 บาท และถา้ ตน้ ทุนเทา่ กบั ชิ้นละ 100บาท ดงั ภาพแสดงท่ี 7.26 ราคา รายรับ ตน้ ทุน MC AC 100 D=AR MR 0 ปริมาณ 20 ภาพแสดงที่ 7.26 ดุลยภาพกรณีกาไรปกติ

332 จากภาพแสดงที่ 7.26 การวิเคราะห์กรณีน้ีเป็ นการวิเคราะห์ดุลยภาพในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึง ผกู ขาด จะเห็นไดว้ า่ ระดบั ผลผลิตท่ีทาใหก้ าไรสูงสุด เส้นอุปสงคส์ ัมผสั กบั เส้นตน้ ทุนเฉลี่ยซ่ึงแสดงวา่ ณ ระดบั ดงั กล่าวผผู้ ลิตสามารถขายผลผลิตไดใ้ นราคาที่เท่ากบั ตน้ ทุนเฉลี่ย (P=AC) มีรายรับเฉล่ียเท่ากบั ตน้ ทุนเฉล่ีย (AR=AC) ทาให้ผูผ้ ลิตไดก้ าไรปกติ เน่ืองจากการผลิตดงั กล่าวมีราคาต่อหน่วยเท่ากบั 100 บาท รายรับรวมเทา่ กบั 2,000 บาท ตน้ ทุนตอ่ หน่วยเทา่ กบั 100 บาท ตน้ ทุนรวมเทา่ กบั 2,000 บาท 2. กรณีกาไรเกินปกติ ดุลยภาพระยะส้ันในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผูกขาดกรณีกาไรเกินปกติเป็ น ระดบั ผลผลิตที่ทาให้ไดร้ ับกาไรสูงสุดที่เส้นอุปสงคอ์ ยูส่ ูงกวา่ เส้นตน้ ทุนเฉล่ีย แสดงถึงผูผ้ ลิตสามารถ ขายผลผลิตไดใ้ นราคาท่ีสูงกวา่ ตน้ ทุนเฉล่ีย (P > AC) หรือมีรายรับเฉลี่ยสูงกวา่ ตน้ ทุนเฉลี่ย (AR > AC) โดยไดร้ ับกาไรเฉล่ียเท่ากบั ระยะห่าง PD และกาไรรวมเท่ากบั พ้ืนที่ PBCDจึงทาให้ผูผ้ ลิตไดก้ าไรเกิน ปกติ ดงั น้ี ราคา MC ATC AVC B P D C D = AR A MR ปริมาณ 0Q ภาพแสดงท่ี 7.27 ดุลยภาพกรณีกาไรเกินปกติ

333 ยกตวั อย่าง การวิเคราะห์ดุลยภาพระยะส้ันกรณีกาไรเกินปกติของบริษทั แห่งหน่ึงในตลาดก่ึง แข่งขนั ก่ึงผูกขาก ซ่ึงผลิตสินคา้ จานวน 100 หน่วย ราคาทุนหน่วย 40 บาท ราคาขายหน่วย 50 บาท ดงั ต่อไปน้ี ราคา รายรับ ตน้ ทุน MC AC 50 AVC 40 D=AR MR ปริมาณ 0 100 ภาพแสดงที่ 7.28 ดุลยภาพกรณีกาไรเกินปกติ จากภาพแสดงท่ี 7.28 เป็นการวเิ คราะห์ดุลยภาพในตลาดก่ึงแขง่ ขนั ก่ึงผกู ขาดที่จุดดุลยภาพ โดย ระดับปริมาณการผลิตท่ีทาให้กาไรสูงสุดเส้นอุปสงค์อยู่สูงกว่าเส้นต้นทุนเฉลี่ยซ่ึงแสดงถึงผูผ้ ลิต สามารถขายผลผลิตไดใ้ นราคาสูงกว่าตน้ ทุนเฉลี่ย หรือมีรายรับเฉลี่ยสูงกวา่ ตน้ ทุนเฉล่ีย เนื่องจากการ ผลิตดงั กล่าวมีราคาต่อหน่วยเท่ากบั 50 บาท รายรับรวมเท่ากบั 5,000 บาท ตน้ ทุนต่อหน่วยเท่ากบั 40 บาท ตน้ ทุนรวมเท่ากบั 4,000 บาท และกาไรรวมเท่ากบั 1,000 บาทจึงทาใหไ้ ดร้ ับกาไรเกินปกติ 3. กรณีขาดทุน ดุลยภาพระยะส้ันในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผูกขาดกรณีขาดทุนเป็นระดบั ผลผลิตที่ ทาให้กาไรสูงสุดท่ีเส้นอุปสงคอ์ ยูต่ ่ากวา่ เส้นตน้ ทุนเฉลี่ย ซ่ึงแสดงว่าผูผ้ ลิตขายผลผลิตในราคาต่ากวา่ ตน้ ทุนเฉล่ีย (P < AC) หรือมีรายรับเฉล่ียต่ากวา่ ตน้ ทุนเฉลี่ย (AR < AC) ดงั น้นั ผูผ้ ลิตจึงประสบกบั การ ขาดทุน เนื่องจากผูผ้ ลิตในระยะส้ันอาจมีตน้ ทุนสูงกว่าราคาสินคา้ จากการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพ ดงั น้นั ในการวเิ คราะห์จุดดุลยภาพในตลาดก่ึงแขง่ ขนั ก่ึงผกู ขาดในกรณีขาดทุนน้นั ผูผ้ ลิตมีสองทางเลือก ไดแ้ ก่ ขาดทุนแตผ่ ผู้ ลิตรายน้ีจะผลิตตอ่ ไป และปิ ดกิจการ

334 อยา่ งไรก็ตามแมว้ า่ จะขาดทุนแต่ผูผ้ ลิตรายน้ีจะผลิตต่อไปเพราะผูผ้ ลิตยงั มีกาไรจากตน้ ทุนแปร ผนั เฉล่ีย ซ่ึงสามารถนาไปชดเชยกบั ตน้ ทุนคงที่บางส่วน จนกระทงั่ เมื่อราคาหรือรายรับเฉลี่ยต่ากว่า ตน้ ทุนแปรผนั เฉล่ีย ซ่ึงเรียกวา่ จุดปิ ดกิจการ (Shut down point) ดงั ภาพแสดงที่ 7.29 ราคารายรับ ตน้ ทุน MC AC AVC D = AR MR 0Q ผลผลิต ภาพแสดงที่ 7.29 ดุลยภาพกรณีขาดทุน จากภาพแสดงท่ี 7.29 จะเห็นวา่ ในระยะส้ันผผู้ ลิตแต่ละรายจะพยายามสร้างความแตกตา่ งให้กบั สินคา้ ของตน โดยการพฒั นาตวั ผลิตภณั ฑ์เพื่อให้เกิดความแตกตา่ งอยา่ งแทจ้ ริงทางกายภาพ การโฆษณา การใชบ้ รรจุภณั ฑ์ หรือความแตกต่างในการรับรู้ของผบู้ ริโภค การสร้างความแตกต่างน้ีแมว้ า่ จะทาใหม้ ี ตน้ ทุนที่เพ่ิมข้ึนแต่ผูผ้ ลิตจะไดร้ ับรายรับเพ่ิมดว้ ยเช่นกนั การนาสินคา้ ท่ีมีความแตกต่างออกสู่ตลาดจะมี ผลทาใหอ้ ุปสงคม์ ีความยดื หยนุ่ ต่อราคานอ้ ยลงชว่ั คราว ซ่ึงเกิดผลดีคือ ผผู้ ลิตสามารถขายผลผลิตไดใ้ น ราคาท่ีสูงข้ึนและทาใหผ้ ผู้ ลิตไดร้ ับกาไรเกินปกติ

335 ยกตวั อยา่ ง การวเิ คราะห์ดุลยภาพในระยะส้นั กรณีขาดทุนแต่ยงั ผลิตต่อของผผู้ ลิตรายหน่ึงโดยมี การผลิตสินคา้ จาพวกอาหารกระป๋ องจานวน 100 หน่วย ตน้ ทุนตอ่ หน่วย 50 บาท ราคาต่อหน่วย 45 บาท ดงั ภาพแสดงที่ 7.30 ราคา รายรับ ตน้ ทุน MC AC AVC 50 45 40 D=AR MR ปริมาณ 100 ภาพแสดงท่ี 7.30 ดุลยภาพกรณีขาดทุนแตย่ งั ผลิตต่อ จากภาพแสดงท่ี 7.30 ดุลยภาพเป็ นระดบั ผลผลิตที่ทาใหก้ าไรสูงสุด เส้นอุปสงคอ์ ยูต่ ่ากวา่ เส้น ตน้ ทุนเฉล่ียซ่ึงสามารถวา่ ผผู้ ลิตขายผลผลิตในราคาต่ากวา่ ตน้ ทุนเฉล่ีย (P<AC) หรือมีรายรับเฉล่ียต่ากวา่ ตน้ ทุนเฉลี่ย (AR<AC) ดงั น้นั ผูผ้ ลิตรายน้ีจึงประสบกบั การขาดทุนแต่ผูผ้ ลิตรายน้ีจะผลิตต่อไป เพราะ ผผู้ ลิตรายน้ียงั มีกาไรจากตน้ ทุนแปรผนั เฉลี่ย ซ่ึงสามารถนาไปชดเชยกบั ตน้ ทุนคงท่ีไดบ้ างส่วน จากการ วเิ คราะห์เนื่องจากการผลิตดงั กล่าวมีราคาต่อหน่วยเท่ากบั 45 บาท รายรับรวมเทา่ กบั 4,500 บาท ตน้ ทุน ตอ่ หน่วยเท่ากบั 50 บาท และตน้ ทุนรวมเท่ากบั 5,000 บาท จึงทาใหข้ าดทุนเทา่ กบั 500 บาท

336 ยกตวั อยา่ ง การวเิ คราะห์ดุลยภาพในระยะส้นั กรณีขาดทุนและปิ ดกิจการของผผู้ ลิตรายหน่ึงผลิต สินคา้ คือพดั ลมจานวน 500 หน่วย ตน้ ทุนต่อหน่วย 450 บาท ราคาต่อหน่วย 350 บาท ดงั ภาพแสดงที่ 7.31 ราคา รายรับ ตน้ ทุน MC AC 450 AVC 350 MR D=AR 500 ปริมาณ ภาพแสดงท่ี 7.31 ดุลยภาพกรณีจุดปิ ดกิจการ จากภาพแสดงท่ี 7.31 แสดงระดบั ผลผลิตผผู้ ลิตรายน้ีพบวา่ การผลิตสินคา้ ชนิดน้ีมีการขาดทุน มากจนกระทง่ั พบวา่ ราคาหรือรายรับเฉลี่ยเท่ากบั ตน้ ทุนแปรผนั เฉลี่ยเรียกวา่ “จุดปิ ดกิจการ” กรณีน้ีเป็ น การวิเคราะห์ดุลยภาพในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผูกขาดท่ีจุดดุลยภาพเม่ือราคาต่อหน่วยเท่ากบั 350 บาท รายรับรวมเท่ากบั 175,000 บาท ตน้ ทุนต่อหน่วยเท่ากับ 450 บาท ต้นทุนรวมเท่ากับ 225,000 บาท ตน้ ทุนแปรผนั ตอ่ หน่วย 350 บาท และตน้ ทุนแปรผนั เท่ากบั 175,000 บาท จึงทาใหก้ ิจการขาดทุนเท่ากบั 50,000 บาท และตอ้ งปิ ดกิจการ ดุลยภาพระยะยาวในตลาดกงึ่ แข่งขันกงึ่ ผูกขาด เนื่องจากในเง่ือนไขดุลยภาพระยะยาวของตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดเกิดข้ึนท่ี ตน้ ทุนส่วนเพ่ิม เท่ากบั รายรับส่วนเพิ่ม หรือ (MC=MR) เช่นเดียวกบั ทุกตลาด แต่ผูผ้ ลิตในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดจะ ได้รับเพียงกาไรปกติเท่าน้ัน จากลกั ษณะของตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผูกขาดท่ีมีลกั ษณะเหมือนกบั ตลาด แข่งขนั สมบูรณ์คือ ผผู้ ลิตรายใหมส่ ามารถเขา้ มาทาการผลิตแข่งขนั โดยปราศจากสิ่งกีดขวางน้นั ถา้ ตลาด มีกาไรเกินปกติผูผ้ ลิตรายใหม่จะเขา้ มาในตลาดทนั ที แต่ถา้ เกิดการขาดทุน ผูผ้ ลิตรายน้นั จะออกตลาด เช่นกนั เนื่องจากตลาดมีกาไรเกินปกติในระยะส้ันเป็ นจุดที่เส้นอุปสงคอ์ ยสู่ ูงกวา่ ตน้ ทุนเฉลี่ย กาไรเกิน

337 ปกติน้ีจะจูงใจใหผ้ ผู้ ลิตรายใหม่เขา้ สู่ตลาด ผูผ้ ลิตรายใหม่จะผลิตสินคา้ ที่สามารถทดแทนได้ ทาให้ส่วน แบ่งการตลาดของผูผ้ ลิตรายเดิมลดลง โดยผผู้ ลิตรายใหม่จะเขา้ สู่ตลาดจนกาไรส่วนเกินหมดไป ทาให้ เส้นอุปสงคเ์ คล่ือนที่ไปทางซา้ ยจนเส้นอุปสงคม์ ีความชนั เดียวกนั กบั เส้นตน้ ทุนเฉล่ียซ่ึงเป็ นจุดดุลยภาพ ระยะยาว ส่งผลให้เส้นอุปสงคท์ ี่ผูผ้ ลิตแต่ละรายเผชิญขยบั ลดลดลงจนกระทง่ั กาไรส่วนเกินเป็ นศูนยใ์ น ที่สุดผผู้ ลิตไดร้ ับเพยี งกาไรปกติ และการเขา้ มาผลิตแขง่ ขนั ของผผู้ ลิตใหมก่ จ็ ะสิ้นสุดลง ผผู้ ลิตก็จะอยใู่ น ดุลยภาพระยะยาวและส่วนผูผ้ ลิตรายใดที่ไดร้ ับกาไรปกติเมื่อกาไรลดลงอาจทาให้ผผู้ ลิตรายน้นั ขาดทุน ถา้ หากไม่สามารถปรับลดตน้ ทุนการผลิตลงได้ (ดงั ภาพแสดงท่ี 8.32) ในทางกลบั กนั ถา้ เส้นอุปสงค์อยู่ ต่ากว่าเส้นตน้ ทุนเฉล่ีย ผูผ้ ลิตจะขาดทุน ทาให้ผูผ้ ลิตตอ้ งออกจากตลาด ทาให้เส้นอุปสงคเ์ คล่ือนที่ไป ทางขวา ซ่ึงทาให้จานวนผูผ้ ลิตในตลาดลดลง ผูผ้ ลิตในตลาดท่ีเหลือแต่ละรายมีส่วนแบ่งตลาดมากข้ึน ทาให้ผูผ้ ลิตท่ีผลิตอยู่มีกาไรเพิ่มข้ึนจนกระทง่ั เส้นอุปสงคม์ ีความชนั เดียวกบั เส้นตน้ ทุนเฉล่ีย จึงทาให้ ผผู้ ลิตไดร้ ับกาไรปกติ ดงั น้นั จึงสรุปไดว้ า่ การผลิตในระยะยาวของผผู้ ลิตในตลาดก่ึงแขง่ ขนั ก่ึงผกู ขาดจะมีการปรับตวั ในลกั ษณะดงั กล่าวไปเรื่อย ๆ ซ่ึงจะมีท้งั การเขา้ และการออกจากตลาดจนในท่ีสุดเม่ือผูผ้ ลิตทุกรายใน ตลาดไดร้ ับเพียงกาไรปกติเท่าน้นั จะไม่มีการเขา้ และออกจากตลาดอีกต่อไปทาให้เกิดดุลยภาพในระยะ ยาวของผูผ้ ลิตแต่ละรายในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผูกขาด อยา่ งไรก็ตามในความเป็ นจริงตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึง ผูกขาดยงั คงมีอานาจทางการตลาด ในบางคร้ังการผลิตสินคา้ บางชนิดผูผ้ ลิตรายใหม่อาจจะเขา้ มาผลิต แข่งขนั ไดย้ าก เพราะการผลิตสินคา้ ชนิดน้นั อาจตอ้ งใชเ้ งินลงทุนเป็ นจานวนมากหรือสินคา้ ชนิดน้นั ติด ตลาดเป็ นท่ีนิยมอยา่ งมากของผูบ้ ริโภค ถึงแมจ้ ะมีผูผ้ ลิตสินคา้ รายอ่ืนที่มาผลิตสินคา้ ลกั ษณะเดียวกนั มา แข่งขนั ก็ไม่อาจแยง่ ลูกคา้ ส่วนน้ีไปได้ เช่น สินคา้ ยากท่ีจะเลียนแบบไดเ้ หมือนแมจ้ ะให้เวลาเพียงใดก็ ตามหรือตอ้ งลงทุนเป็นเงินจานวนมากซ่ึงเกินกาลงั ความสามารถของผผู้ ลิตรายใหม่ หรือผูบ้ ริโภคติดใจ สินคา้ หน่ึงอยา่ งมน่ั คงจนผผู้ ลิตรายใหม่ยากท่ีจะแยง่ ลูกคา้ ไดส้ าเร็จ เป็ นตน้ ในกรณีเช่นน้ี ผูผ้ ลิตอาจจะ ยงั คงมีกาไรเกินปกติในระยะยาวทาให้ผูผ้ ลิตบางรายต้งั ราคาอยูส่ ูงกว่าตน้ ทุนเพ่ิม ทาให้เกิดการไม่มี ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรการผลิต และการผลิตท่ีไม่ประหยดั ต่อขนาดเหมือนกับในตลาด แข่งขนั สมบูรณ์ การผลิตในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผูกขาดจึงไม่มีประสิทธิภาพเท่ากบั ตลาดแข่งขนั สมบูรณ์ เปรียบเทียบกบั อุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยไดส้ ่วนหน่ึงเทา่ น้นั การปล่อยใหอ้ ุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทย เป็ นไปตามกลไกตลาดแข่งขนั สมบูรณ์ในอุดมคติ จึงเป็ นความเสี่ยงท่ีจะเกิดผลกระทบอย่างมากต่อ เกษตรกรผเู้ ล้ียงไก่ขนาดกลางและขนาดเลก็ เป็นตน้

ราคา D1 338 D2 LMC LAC P1 P2 d1 d2 MR1 0 Q1 Q2 ปริมาณ ภาพแสดงท่ี 7.32 ดุลยภาพระยะยาวในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาด จากภาพแสดงท่ี 7.32 เมื่อตลาดมีกาไรเกินปกติในระยะส้ัน เป็ นจุดท่ีเส้นอุปสงค์อยู่สูงกว่า ตน้ ทุนเฉล่ีย กาไรเกินปกติน้ีจะจูงใจใหผ้ ผู้ ลิตรายใหมเ่ ขา้ สู่ตลาดและเขา้ สู่ตลาดจนกาไรส่วนเกินหมดไป ทาให้เส้นอุปสงคเ์ คล่ือนท่ีไปทางซ้าย จนเส้นอุปสงคม์ ีความชนั เดียวกนั กบั เส้นตน้ ทุนเฉลี่ย ซ่ึงเป็ นจุด ดุลยภาพระยะยาว ส่งผลใหเ้ ส้นอุปสงคท์ ่ีผผู้ ลิตแตล่ ะรายเผชิญขยบั ลดลดลงจนกระทง่ั กาไรส่วนเกินเป็ น ศูนย์ ในที่สุดผผู้ ลิตไดร้ ับเพียงกาไรปกตินน่ั เอง

339 ราคา LAC LMC E P MR 0Q ปริมาณ ณณ ภาพแสดงท่ี 7.33 ดุลยภาพระยะยาวของผผู้ ลิตในตลาดก่ึงแขง่ ขนั ก่ึงผกู ขาด จากภาพแสดงท่ี 7.33 ใหเ้ ห็นวา่ ดุลยภาพในระยะยาวของผผู้ ลิตจะอยู่ ณ จุดท่ี ตน้ ทุนเฉล่ียเทา่ กบั รายรับเฉลี่ย หรือ (MC = MR) หรือจุดดุลยภาพคือ จุด E ปริมาณผลผลิตคือ Q และราคาขายคือ P จะเห็น ไดว้ า่ เส้นตน้ ทุนเฉลี่ยในระยะยาวตน้ ทุนเฉล่ีย (AC) เท่ากบั ราคา (P) หรือรายรับเฉลี่ยพอดีแสดงวา่ ผผู้ ลิต ไดร้ ับเพียงกาไรปกติเหมือนกบั ตลาดแข่งขนั สมบูรณ์ในระยะยาว แต่มีขอ้ แตกต่างจากตลาดแข่งขนั สมบูรณ์ คือ ในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผูกขาดเส้นอุปสงคส์ ัมผสั กบั เส้นตน้ ทุนเฉลี่ย (AC) ก่อนถึงจุดต่าท่ีสุด ส่วนตลาดแข่งขนั สมบูรณ์จะสัมผสั จุดต่าท่ีสุดของเส้นตน้ ทุนเฉลี่ย (AC) พอดี ทาใหร้ าคาดุลยภาพของ ตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผูกขาดสูงกว่าตลาดแข่งขนั สมบูรณ์และผลิตสินคา้ น้อยกวา่ ที่ควร ทาให้ในตลาดก่ึง แขง่ ขนั ก่ึงผกู ขาดมีการใชท้ รัพยากรไม่เตม็ ท่ี การต้งั ราคารูปแบบอื่น ๆ เนื่องจากตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาด สินคา้ มีลกั ษณะที่แตกต่างกนั ในมุมมองของผบู้ ริโภค ผผู้ ลิต จึงสามารถต้งั ราคาในทางปฏิบตั ิไดอ้ ีกหลายรูปแบบ ดงั ต่อไปน้ี 1. การต้ังราคาตามราคาตลาด (Market Pricing) เป็นการต้งั ราคาตามราคาของตลาดอยูท่ ี่เท่าไร ผผู้ ลิตจะพยายามลดตน้ ทุนการผลิตของตน หรือผลิตใหม้ ีประสิทธิภาพดีข้ึนเพ่ือใหไ้ ดก้ าไรที่สูงข้ึน ถา้ ราคาตลาดสูงกว่าตน้ ทุนการผลิต ผูผ้ ลิตก็ไม่สามารถอยู่ไดอ้ าจตอ้ งออกจากระบบการผลิต และหากมี กาไรผผู้ ลิตรายใหม่ ๆ ก็อยากเขา้ มาอาจตอ้ งมีการปรับเปลี่ยนราคาตามตลาด ซ่ึงทาให้เสียตน้ ทุนในการ ปรับเปลี่ยน

340 2. การต้ังราคาสินค้าให้แตกต่างกัน (Price Discrimination) ผูผ้ ลิตจะต้องทาการปรับปรุง คุณสมบตั ิ เพื่อให้มีขอ้ แตกต่างจากสินคา้ อ่ืนในตลาด แลว้ แยกตลาดในการกาหนดราคาซ่ึงเป็ นการนา เรื่องความยืดหยุน่ มาใช้ต้งั ราคาสูงในตลาดท่ีมี Ed สูงเพ่ือให้รายรับรวมมากข้ึนแต่ตอ้ งแบ่งตลาดให้ดี เพราะมีการขนสินคา้ ขา้ มตลาดเช่น สินคา้ แบรนดเ์ นมท้งั หลาย 3. การต้งั ราคาตามรุ่นหรือรูปแบบของสินค้า (Multiple Model Pricing) วธิ ีการน้ีใชก้ บั สินคา้ ที่ มีความทนั สมยั จากการออกรุ่นใหม่ ๆ โดยราคาของสินคา้ ที่ตกรุ่นก็จะมีราคาท่ีต่ากวา่ สินคา้ ที่ออกใหม่ สินคา้ เหล่าน้ีทาใหป้ ระหยดั ต่อขนาดได้ 4. การต้ังราคาตามต้นทุน (Cost-Plus Pricing) ผูผ้ ลิตจะคิดต้นทุนท้งั หมดและบวกกาไรท่ี ตอ้ งการ ราคาขายที่ต้งั น้นั ตอ้ งไม่สูงกว่าราคาที่ขายอยูใ่ นตลาด ถา้ อยู่สูงกวา่ ราคาตลาด ผูผ้ ลิตตอ้ งหา หนทาง คือ เพ่ิมปริมาณผลผลิต เพื่อให้ตน้ ทุนรวมเฉล่ียต่อหน่วยถูกลง ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ลดอตั ราผลกาไรที่ตอ้ งการ สร้างความแตกต่างไดไ้ ม่ตอ้ งเทียบกบั คนอื่น 5. การต้ังราคาเพ่ือสร้ างค่านิยม (Prestige Pricing) และตามประเพณีนิยม (Customary Pricing) การต้งั ราคาลกั ษณะน้ีอาจไมส่ ัมพนั ธ์กบั ตน้ ทุนการผลิต เป็ นการต้งั ราคาโดยอาศยั ช่ือเสียงและ เอกลกั ษณ์ของสินคา้ อาศยั การโฆษณาเป็ นสาคญั ส่วนใหญ่เป็ นสินคา้ ที่แสดงถึงรสนิยมของผซู้ ้ือสินคา้ และบริการน้นั ๆ สินคา้ เหล่าน้ีส่วนใหญ่เป็ นสินคา้ ที่ฟ่ ุมเฟื อย และในส่วนประเพณีนิยมน้นั เป็ นการต้งั ราคาตามการรับรู้และเคยชินของคนทว่ั ไป เช่น นวดแผนไทยชว่ั โมงละ 200 บาท ถ่ายเอกสารแผน่ ละ50 สตางค์ เป็นตน้ 6. การต้ังราคาแบบอ่ืน ๆ เป็ นการต้งั ราคาตามกลยุทธ์ทางการตลาดและทางจิตวิทยา เช่นการต้งั ราคาเพอ่ื ทุม่ ตลาด (Dumping Pricing) การต้งั ราคาแบบเจาะตลาด (Penetration Pricing) เป็นตน้ สรุป ตลาดผขู้ ายนอ้ ยรายเป็ นตลาดแข่งขนั ไม่สมบูรณ์ที่มีลกั ษณะอยรู่ ะหวา่ งตลาด ผูกขาดและตลาด ผูข้ ายมากราย หน่วยธุรกิจในตลาดผูข้ ายนอ้ ยรายอาจผลิตสินคา้ ท่ีมีลกั ษณะเหมือนกนั และแข่งขนั กนั ทางดา้ นราคา หรืออาจผลิตสินคา้ ที่มีลกั ษณะแตกต่างกนั และแข่งขนั กนั ทางดา้ นราคา คุณภาพผลิตภณั ฑ์ และการตลาด การกาหนดราคาและปริมาณผลผลิตในตลาดผูข้ ายน้อยราย ผูข้ ายจะกาหนดโดยการ พิจารณาการโตต้ อบของผผู้ ลิตรายอ่ืนในตลาด ผผู้ ลิตในตลาดผกู ขาดจะทราบอุปสงคท์ ่ีชดั เจนในตลาด ทาให้สามารถทาการกาหนดราคาและปริมาณผลผลิตได้ แต่ในตลาดผขู้ ายนอ้ ยรายท่ีผผู้ ลิตไม่ทราบอุป สงค์ท่ีชัดเจน จึงไม่สามารถกาหนดราคาหรือปริมาณผลผลิตได้ ส่วนการกาหนดราคาและปริมาณ ผลผลิตในตลาดผขู้ ายน้อยราย ผูข้ ายจะกาหนดโดยการพิจารณาการโตต้ อบ ของผผู้ ลิตรายอื่นในตลาด สาหรับแบบจาลองแบบในตลาดผขู้ ายนอ้ ยรายสามารถแบง่ ออกเป็น 4 แบบ ดงั น้ี แบบจาลองอุปสงคห์ กั มุม แบบจาลองคูโน แบบจาลองการต้งั ราคาตามผูน้ า และแบบจาลองการรวมตวั กนั กาหนดราคา ตลาด

341 ผขู้ ายนอ้ ยรายมีขอ้ ดี คือ ผขู้ ายจานวนนอ้ ยมีอิทธิพลต่อตลาดสูง สินคา้ และบริการสามารถทดแทนกนั ได้ อยา่ งดี ทาให้ผูข้ ายแต่ละรายตอ้ งสนใจที่จะแข่งขนั ในด้านบริการเพ่ือดึงดูดผูบ้ ริโภค ขอ้ เสีย คือ หาก ผูผ้ ลิตในตลาดสามารถร่วมมือกนั ได้ท่ีจะไม่แข่งขนั ในดา้ นราคา และเม่ือการร่วมมือกนั น้นั มีความ ใกลช้ ิดกนั มากจะเป็นเช่นเดียวกนั กบั กรณีของตลาดผกู ขาดนนั่ เอง ตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดเป็ นตลาดที่อยู่ระหวา่ งตลาดผูข้ ายน้อยรายและตลาดแข่งขนั สมบูรณ์ เกิดข้ึนเน่ืองจากตลาดแข่งขนั สมบูรณ์และตลาดผูกขาดไม่สอดคลอ้ งกบั ความจริง ตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึง ผกู ขาดเป็นตลาดท่ีมีจานวนผขู้ ายมาก ผผู้ ลิตรายใหมส่ ามารถเขา้ มาทาการผลิตไดง้ ่าย โดยผผู้ ลิตในตลาด ก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดไมส่ ามารถต้งั ราคาสินคา้ สูงกวา่ ของผผู้ ลิตรายอ่ืนได้ เพราะจะทาให้ผบู้ ริโภคหนั ไป บริโภคสินคา้ ท่ีสามารถใชท้ ดแทนกนั ไดซ้ ่ึงตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดน้นั มีลกั ษณะที่สาคญั คือ มีจานวน ผูข้ ายมากแต่ไม่เท่ากบั ตลาดแข่งขนั สมบูรณ์และผูผ้ ลิตรายใหม่เขา้ สู่ตลาดแข่งขนั ไดโ้ ดยง่ายการเขา้ และ ออกจากตลาดเป็ นไปไดอ้ ยา่ งเสรีโดยที่ผูผ้ ลิตและผซู้ ้ือส่วนใหญ่ไม่ไดม้ ีความรู้เกี่ยวกบั ภาวะตลาดอยา่ ง สมบูรณ์และสินคา้ สามารถทดแทนกนั ไดส้ ่วนหน่ึง เส้นอุปสงคข์ องตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดมีลกั ษณะ เอียงลงจากซ้ายไปขวา และเป็ นเส้นค่อนขา้ งลาด เพราะผูผ้ ลิตแต่ละรายตอ้ งเผชิญกบั การแข่งขนั จาก ผูผ้ ลิตจานวนมากที่ผลิตสินคา้ คลา้ ยกนั ซ่ึงการกาหนดราคาในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผูกขาดน้นั กาหนดได้ จากการผลิตระยะส้ันจะทาการผลิตโดยหากาไรสูงสุด และการผลิตระยะยาวจะไดร้ ับกาไรปกติเท่าน้นั ในการกาหนดราคาของตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาด ผูผ้ ลิตยงั สามารถต้งั ราคาตามราคาตลาดตามตน้ ทุน สินคา้ ที่แตกต่างกนั รูปแบบของสินคา้ ค่านิยมและประเพณีนิยม หรือตามความตอ้ งการของผูผ้ ลิตอีก ดว้ ย คาถามทบทวน 1. จงอธิบายลกั ษณะของตลาดผแู้ ข่งขนั นอ้ ยราย 2. ตลาดผแู้ ข่งขนั นอ้ ยรายสามารถแบ่งออกเป็นก่ีรูปแบบ อะไรบา้ ง 3. เหตุใดเส้นอุปสงคใ์ นแบบจาลองอุปสงคห์ กั มุมจึงหกั มุม 4. ดุลยภาพในตลาดผขู้ ายนอ้ ยรายเป็นอยา่ งไร จงยกตวั อยา่ ง 5. ยกตวั อยา่ งขอ้ ดีและขอ้ เสียของตลาดผแู้ ขง่ ขนั นอ้ ยราย 6. ตลาดก่ึงแขง่ ขนั ผกู ขาดมีลกั ษณะอยา่ งไร 7. จงอธิบายอุปสงคใ์ นตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาด 8. กลยทุ ธ์การกาหนดราคาในตลาดก่ึงแขง่ ขนั ก่ึงผกู ขาดเป็นอยา่ งไร จงยกตวั อยา่ ง 9. ดุลยภาพระยะส้นั และดุลยภาพระยะยาวในตลาดก่ึงแข่งขนั ก่ึงผกู ขาดเป็นอยา่ งไร 10. จงยกตวั อยา่ งธุรกิจในตลาดก่ึงแขง่ ขนั ก่ึงผกู ขาด บอกถึงขอ้ ดีขอ้ เสีย

342 อ้างองิ ปิ ยะลกั ษณ์ สิทธิเดช. (2553) . เศรษฐศาสตร์จุลภาค. พิมพค์ ร้ังที่ 2. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . พรพิมล สันติมณีรัตน.์ (2545) . เศรษฐศาสตร์จุลภาค. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์. ภราดร ปรีดาศกั ด์ิ. (2549) . หลกั เศรษฐศาสตร์จุลภาค. พิมพค์ ร้ังท่ี 2. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์. วริ ุณสิริ ใจมา. (2553) . เศรษฐศาสตร์จุลภาค 1. พิมพค์ ร้ังท่ี 2. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . Robin Bade and Michael Parkin. (2550) . เศรษฐศาสตร์จุลภาค. กรุงเทพฯ: บริษทั เพียร์สัน เอด็ ดูเคชนั่ อินโดไชน่า จากดั . Christopher P. Thomus.and S. Chartes Maurice, (2008) . Managerial Economics. 9th edition. USA: McGraw-Hill Companies.Inc Lipsey. Richard G. and peter O.Stener. (2002) . Economic. 15hed. New York: Harper and Row Publishers. McConnell and Brue, (2002) . Economics. Boston: McGraw Hill Companies. จรินทร์ เทศวานิช. (2550) . หลกั เศรษศาสตร์เบอี้ งต้น 1. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. ณรงคศ์ กั ด์ิ ธนวบิ ูลยช์ ยั . (2551) . เศรษศาสตร์จุลภาค. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง. เดชกาญจนางกรู . (2551) . จุลเศรษฐศาสตร์. กรุงเทพฯ: สานกั พมิ พโ์ อเดียนสโตร์. ประเจิด สินทรัพย.์ (2550) . ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคในเชิงคณติ ศาสตร์วเิ คราะห์.กรุงเทพฯ: มติชน. ประยรู เถลิงศรีและพจิ ิตร ชาญโกเวทย.์ (2551) . หลกั เศรษศาสตร์. พมิ พค์ ร้ังที่ 4. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ ชวนพิมพ.์ Lipsey. Richard G. and peter O.Stener. (2002) . Economic.15hed. New York: Harper and Row Publishers. McConnell and Brue, (2002) . Economics. Boston: McGraw Hill Companies. McEachen, W.A. (2006) .Economics ; A contemporary introduction. 7 ed. China: South-Wedem. Robin Bade and Michael Parkin. (2550) .เศรษฐศาสตร์จุลภาค. กรุงเทพฯ: บริษทั เพียร์สนั เอด็ ดูเคชนั่ อินโดไชน่า จากดั .

แผนการสอนประจาบทท่ี 8 เร่ือง การตดั สินใจในการลงทุนและความเสี่ยง หวั ข้อเนื้อหาประจาบท รายรับ รายรับรวม รายรับเฉลี่ยและรายรับหน่วยทา้ ยสุด ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งรายรับรวม รายรับเฉล่ียและรายรับเพิ่ม แนวคิดกาไร การวเิ คราะห์จุดคุม้ ทุน เส้นตน้ ทุนเท่ากนั เส้นผลผลิตเท่ากนั การใชป้ ัจจยั การผลิตทดแทน ดุลยภาพของผผู้ ลิต การวเิ คราะห์เส้นขยายการผลิต การตดั สินใจลงทุนและความเส่ียง กระบวนการจดั ทางบประมาณการลงทุนเพอ่ื การตดั สินใจ เครื่องมือที่ใชใ้ นการตดั สินใจลงทุน การเลือกตดั สินใจลงทุน การวเิ คราะห์ความเสี่ยงและความไมแ่ น่นอน ประเภทของความเสี่ยง เครื่องมือท่ีใชใ้ นการตดั สินใจภายใตค้ วามเสี่ยง ทฤษฎีเกมส์ วตั ถุประสงค์เชิงพฤตกิ รรม เม่ือศึกษาบทน้ีแลว้ ผศู้ ึกษาสามารถ 1. อธิบายลกั ษณะรายรับและกาไรจากการผลิต 2. สามารถอธิบายความสัมพนั ธ์ของรายรับรวม รายรับเฉลี่ยและรายรับหน่วยทา้ ยสุดจาก 3. สามารถวเิ คราะห์รายรับและกาไรจากจุดคุม้ ทุน 4. สามารถอธิบายเส้นตน้ ทุนเท่ากนั และเส้นผลผลิตเท่ากนั 5. สามารถวเิ คราะห์การเปล่ียนแปลงของเส้นตน้ ทุนที่เท่ากนั และเส้นผลผลิตเท่ากนั 6. เขา้ ใจหลกั การอตั ราการใชป้ ัจจยั การผลิตทดแทน

344 7. สามารถวเิ คราะห์การตดั สินใจลงทุนและความเส่ียง 8. อภิปรายและตอบคาถามได้ วธิ ีการสอนและกจิ กรรมการเรียนการสอนประจาบท 1. แนะนาเน้ือหารายวชิ าในบท 2. แนะนาเอกสารและตาราอ่ืนที่เกี่ยวขอ้ ง สาหรับอ่านเพ่มิ เติม 3. แนะนากิจกรรมการเรียนการสอน การวดั ผลและการประเมินผล 4. บรรยายโดยใชเ้ อกสารและยกตวั อยา่ ง 6. ยกตวั อยา่ งกรณีศึกษา และร่วมกนั วเิ คราะห์รายรับและกาไรจากการผลิต 7. ตอบคาถามและส่งงานคาถามทา้ ยบท 8. จดั ทารายงานคน้ ควา้ นอกช้นั เรียน พร้อมนาเสนอหนา้ ช้นั เรียน ส่ือการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน 2. เอกสาร ตารา และบทความท่ีเก่ียวขอ้ ง 3. เอกสารตวั อยา่ งกรณีศึกษาในปัจจุบนั 4. ชุดแผน่ ใสสรุปคาบรรยาย การวดั และประเมินผล 1. สังเกตจากเขา้ ช้นั เรียน ความสนใจในการเรียน 2. การมีส่วนร่วมในกิจกรรมในช้นั เรียน 3. การตอบคาถาม การวเิ คราะห์กรณีศึกษาในช้นั เรียน 4. การตอบคาถามทา้ ยบท 5. รายงานการคน้ ควา้ นอกช้นั เรียนและการนาเสนอ

บทที่ 8 การตดั สินใจในการลงทุนและความเสี่ยง รายรับ รายรับ คือ รายไดท้ ี่ผูผ้ ลิตไดร้ ับจากการขายผลผลิตของตนตามราคาท่ีถูกกาหนดข้ึน (ประยูร, 2551) และ (จรินทร์, 2550) กล่าววา่ รายรับจากการผลิตหมายถึง รายไดท้ ี่ผผู้ ลิตไดร้ ับจากการขายสินคา้ และบริการที่ผลิตของตนตามราคาของตลาดในขณะน้นั ดงั น้นั จึงกล่าวไดว้ า่ รายรับ หมายถึง รายไดท้ ี่ ผผู้ ลิตไดร้ ับจากการขายสินคา้ หรือบริการในราคาที่กาหนด ซ่ึงรายไดจ้ ะมากหรือนอ้ ยข้ึนอยกู่ บั ปริมาณ ผลผลิตของหน่วยผลิตกบั ราคาสินคา้ ท่ีสามารถขายไดใ้ นขณะน้นั โดยรายรับสามารถหาไดจ้ ากการนา ราคาสินคา้ (P) คูณดว้ ยปริมาณสินคา้ ท่ีขายได้ (Q) และสามารถเขียนเป็นสมการไดด้ งั น้ี R = PxQ เน่ืองจากรายรับน้นั เป็ นสิ่งที่ทาใหท้ ราบวา่ ผผู้ ลิตไดร้ ับกาไรมากนอ้ ยอยา่ งไรโดยการนารายรับ มาเปรียบเทียบกบั ตน้ ทุนการผลิต ในทางเศรษฐศาสตร์การกาหนดปริมาณการผลิตจะพิจารณาจากกาไร เป็นหลกั ถา้ ไดร้ ับกาไรมากกจ็ ะขยายการผลิต แต่ถา้ กาไรนอ้ ยกจ็ ะลดการผลิตลงเพื่อใหผ้ ลิตอยใู่ นระดบั ที่เหมาะสม เนื่องจากกาไรคือส่วนต่างระหว่างตน้ ทุนและรายรับจากการผลิต ดงั น้ันผูผ้ ลิตจึงตอ้ ง วิเคราะห์รายรับควบคู่ไปกับต้นทุน เพื่อใช้ในการวิเคราะห์กาไรจากการผลิตในแต่ละช่วงเวลา ยกตวั อยา่ งเช่น ราคาสินคา้ ชนิดหน่ึง หน่วยละ 10 บาท มีผูซ้ ้ือท้งั หมด 20 หน่วย รายรับท้งั หมดที่ผูข้ าย ได้รับจากการขายเท่ากบั 200 บาท รายรับท่ีผูข้ ายได้รับ 200 บาทน้ีมาจากการขายสินคา้ 20 หน่วย เพราะฉะน้นั รายรับเฉลี่ย ต่อ 1 หน่วยสินคา้ เท่ากบั 10 บาท ซ่ึงหาไดจ้ ากผลหารของรายรับท้งั หมดกบั จานวนสินคา้ ที่ขายจะเท่ากบั ราคาสินคา้ น้นั รายรับรวม รายรับเฉลย่ี และรายรับหน่วยท้ายสุด รายรับ สามารถแบง่ ได้ 3 ประเภทดงั ตอ่ ไปน้ี 1. รายรับรวม (Total Revenue: TR) หมายถึง รายไดท้ ้งั หมดท่ีผูผ้ ลิตไดร้ ับจากการขายสินคา้ และบริการในปริมาณต่าง ๆ กนั ตามระดบั ราคาในตลาด โดยหาจากราคาของสินคา้ คูณกบั ปริมาณขาย และสามารถเขียนเป็นสมการเพอ่ื หารายรับรวมไดด้ งั น้ี TR = P x Q โดยท่ี P = ราคาสินคา้ ตอ่ หน่วย Q = ปริมาณสินคา้ ท่ีขายได้

346 2. รายรับเฉล่ีย (Average Revenue: AR) หมายถึง รายได้หรือรายรับต่อการขายผลผลิต 1 หน่วย หรือรายรับรวมต่อจานวนสินคา้ หรือบริการท้งั หมดท่ีขายได้ โดยหาจากรายรับรวมหารด้วย ปริมาณขาย และรายรับเฉล่ีย (AR) น้นั เป็ นค่าเดียวกนั กบั ราคา (P) ดงั น้นั เส้นรายรับเฉลี่ย (AR) จึงเป็ น เส้นเดียวกบั เส้นอุปสงค์ ซ่ึงสามารถเขียนเป็นสมการเพ่อื หารายรับเฉล่ียไดด้ งั น้ี AR  TR  P Q 3. รายรับส่วนเพิ่มหรือรายรับหน่วยท้ายสุด (Marginal Revenue: MR) หมายถึง รายไดห้ รือ รายรับท่ีเพ่ิมข้ึนเม่ือขายสินค้าเพิ่มข้ึนหน่ึงหน่วย หรือรายรับรวมที่เปลี่ยนแปลงไปเม่ือขายสินค้า เปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย ซ่ึงเป็ นการเปล่ียนแปลงของรายรับรวมเมื่อเทียบกบั การเปลี่ยนแปลงปริมาณ ขาย 1 หน่วย โดยหาจากอตั ราส่วนระหว่างการเปลี่ยนแปลงของรายรับรวมกบั การเปลี่ยนแปลงของ ปริมาณขาย และอาจกล่าวไดว้ า่ รายรับส่วนเพ่ิม (MR) คือค่าความชนั (Slope) ของเส้นรายรับรวม (TR) ณ จุดสัมผสั นนั่ เอง และสามารถเขียนเป็นสมการเพอ่ื หารายรับส่วนเพม่ิ หรือรายรับหน่วยทา้ ยสุดไดด้ งั น้ี MR  TR Q โดยที่ TR คือ ส่วนเปลี่ยนแปลงของรายรับรวม Q คือ ส่วนเปลี่ยนแปลงของปริมาณการขาย ยกตวั อยา่ ง แมค่ า้ ขายแอปเปิ ลรายหน่ึงมีอุปสงคห์ รือความตอ้ งการซ้ือของลูกคา้ ดงั น้ี ตารางที่ 8.1 อุปสงคห์ รือความตอ้ งการซ้ือแอปเปิ ล ราคา ปริมาณซ้ือ 81 72 63 54 45 36 จากตารางที่ 8.1 จะเห็นไดว้ า่ แม่คา้ ขายแอปเปิ ลรายน้ีสามารถหารายรับรวมไดจ้ ากการนาราคา สินคา้ คูณดว้ ยปริมาณสินคา้ ท่ีขายได้ หรือ (P×Q) และสามารถหารายรับเฉล่ียไดจ้ ากรายรับรวมหารดว้ ย

347 ปริมาณขาย (TR / Q) ) และหารายรับส่วนเพม่ิ ไดจ้ ากอตั ราส่วนระหวา่ งการเปลี่ยนแปลงของรายรับรวม กบั การเปลี่ยนแปลงของปริมาณขาย หรือ TR ไดด้ งั น้ี Q ตารางท่ี 8.2 รายรับรวม รายรับเฉล่ีย และรายรับส่วนเพม่ิ รายรับรวม รายรับเฉล่ีย รายรับส่วนเพม่ิ TR  PQ AR TR / Q MR  TR / Q 8 8 - 14 7 6 18 6 4 20 5 2 20 4 0 18 3 -2 ยกตวั อยา่ ง สินคา้ ของผผู้ ลิตรายหน่ึงมีปริมาณซ้ือเปลี่ยนแปลงตามราคา ดงั น้ี ตารางท่ี 8.3 ปริมาณซ้ือท่ีเปล่ียนแปลงราคา ราคา  P  ปริมาณซ้ือ Q 35 0 30 1 35 2 30 3 25 4 20 5 15 6 10 7 จากตารางที่ 8.3 ดงั กล่าวผผู้ ลิตสามารถหารายรับรวมไดจ้ ากการนาราคาสินคา้ คูณดว้ ยปริมาณ สินคา้ ที่ขายได้ หรือ (P x Q) และผูผ้ ลิตสามารถหารายรับเฉลี่ยไดจ้ ากรายรับรวมหารดว้ ยปริมาณขาย (TR / Q) และผผู้ ลิตสามารถหารายรับส่วนเพิม่ ไดจ้ ากอตั ราส่วนระหวา่ งการเปล่ียนแปลงของรายรับรวม กบั การเปลี่ยนแปลงของปริมาณขาย หรือการเปล่ียนแปลงTR / การเปลี่ยนแปลงQ ดงั ตอ่ ไปน้ี

348 ตารางที่ 8.4 รายรับรวม รายรับเฉลี่ย และรายรับส่วนเพ่มิ รายรับรวม รายรับเฉล่ีย รายรับส่วนเพ่มิ - 00 30 30 30 40 70 35 20 90 30 10 100 25 0 -10 100 20 -20 90 15 70 10 ความสัมพนั ธ์ระหว่างรายรับรวม รายรับเฉลย่ี และรายรับเพม่ิ เนื่องจากรายรับรวม รายรับเฉล่ียและรายรับส่วนเพ่ิมน้นั เป็นรายรับจากการผลิต ซ่ึงในการผลิต น้นั จุดมุ่งหมายของผูผ้ ลิตคือตอ้ งการกาไรสูงสุด และการที่ผูผ้ ลิตจะไดร้ ับกาไรหรือขาดทุนเกิดจาก ความแตกต่างระหวา่ งรายรับจากการผลิตกบั ตน้ ทุนการผลิต ซ่ึงสามารถแสดงความสัมพนั ธ์ของรายรับ รายรับรวม รายรับเฉลี่ย และรายรับเพิ่มไดด้ งั น้ี ตารางท่ี 8.5 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ ง รายรับเฉลี่ย รายรับรวม และรายรับส่วนเพ่มิ ราคา ปริมาณซ้ือ รายรับรวม รายรับเฉลี่ย รายรับส่วนเพม่ิ P Q TR AR MR วธิ ีการหา TR  PxQ  AR TR / Q TR / Q TRหลงั -TRก่อน จากตารางนามาวาดกราฟแสดงความสัมพนั ธ์ไดด้ งั น้ี

349 รายรับ TR AR ปริมาณ MR ภาพแสดงที่ 8.1 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งรายรับรวม รายรับเฉลี่ย และรายรับเพิ่ม ดงั น้นั ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งรายรับรวม รายรับเฉลี่ย และรายรับเพิ่ม สามารถสรุปไดด้ งั ตอ่ ไปน้ี 1. เม่ือปริมาณการขายเพิ่มข้ึนรายรับเฉล่ียจะมีคา่ ลดลง ซ่ึงเส้นรายรับเฉล่ียจะมีค่าเหมือนกบั เส้น อุปสงคซ์ ่ึงเทา่ กบั เส้นราคา และรายรับเฉล่ียจะมีค่าลดลงเม่ือขายสินคา้ ไดเ้ พ่มิ ข้ึนและมีคา่ มากกวา่ รายรับ เพ่มิ เสมอ 2. เส้นรายรับเพิ่มจะมีค่าลดลงเท่ากบั ศูนยแ์ ละติดลบเม่ือรายรับรวมมีค่าสูงสุด เมื่อรายรับเพ่ิมมี คา่ มากกวา่ ศูนย์ รายรับรวมจะเพิ่มข้ึน 3. รายรับรวมจะมีค่าสูงสุดเม่ือรายรับเพิ่มมีค่าเท่ากบั ศูนย์ และจะมีค่าลดลงเม่ือรายรับเพ่ิมมีค่า ติดลบ 4. รายรับรวมมีค่าเพิม่ ข้ึนในขณะที่รายรับเฉลี่ยและรายรับเพิม่ จะมีคา่ ลดลง ยกตวั อยา่ งเช่น ราคาสินคา้ ในตลาดแข่งขนั สมบูรณ์ชนิดหน่ึงเท่ากบั หน่วยละ 2 บาท ผบู้ ริโภคสามารถ ซ้ือสินคา้ ชนิดน้ีไดไ้ ม่จากดั จานวน ณ ระดบั ราคาที่ 2 บาท รายรับเฉลี่ยของผผู้ ลิตสินคา้ ชนิดน้ีเท่ากบั AR  P 2 รายรับรวมของผผู้ ลิตรายน้ีเทา่ กบั TR  ARQ  PQ  2Q รายรับเพ่มิ ของผผู้ ลิตรายน้ีเท่ากบั MR  TR  2 Q

350 ตารางที่ 8.6 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งรายรับรวม รายรับเฉลี่ย และรายรับเพิม่ ราคา ปริมาณ รายรับรวม รายรับเฉล่ีย รายรับเพิม่ - 200- 2 2 2122 2 2 2242 2 2 2362 2482 2 5 10 2 2 6 12 2 จากตารางท่ี 8.6 สามารถนามาวาดกราฟแสดงความสัมพนั ธ์ของเส้นรายรับรวม รายรับเฉล่ีย และรายรับเพม่ิ ไดด้ งั น้ี รายรับ TR 10 8 6 4 2 D=AR=MR=P ปริมาณ 06 ภาพแสดงท่ี 8.2 ความสัมพนั ธ์ของเส้นรายรับรวม รายรับเฉล่ีย และรายรับเพิม่

351 ท้งั น้ีในความสัมพนั ธ์ระหวา่ งรายรับรวม รายรับเฉล่ีย และรายรับเพิ่มน้นั สามารถพิจารณาได้ 2 กรณี พร้อมยกตวั อยา่ งประกอบไดด้ งั ตอ่ ไปน้ี 1. กรณีท่ีราคาสินค้าไม่คงท่ี ยกตวั อยา่ งเช่นผูผ้ ลิตรายหน่ึงขายสินคา้ หน่วยละ 2 บาท จะขายสินคา้ ได้ 12 หน่วย รายรับเท่ากบั 24 บาท เมื่อขายสินคา้ หน่วยละ 3 บาท จะขายสินคา้ ได้ 10 หน่วย รายรับเท่ากบั 30 บาท เม่ือขายสินคา้ หน่วยละ 4 บาท จะขายสินคา้ ได้ 8 หน่วย รายรับเท่ากบั 32 บาท เมื่อขายสินคา้ หน่วยละ 5 บาท จะขายสินคา้ ได้ 6 หน่วย รายรับเท่ากบั 30 บาท เมื่อขายสินคา้ หน่วย ละ 6 บาท จะขายสินคา้ 4 หน่วย รายรับเท่ากบั 24 บาทเมื่อขายสินคา้ หน่วยละ 7 บาท จะขายสินคา้ ได้ 2 หน่วย รายรับเท่ากบั 14 บาท สามารถคานวณหาค่ารายรับรวม รายรับส่วนเพิ่ม และรายรับเฉลี่ยได้ ดงั ตอ่ ไปน้ี ตารางท่ี 8.7 รายรับรวม รายรับส่วนเพ่มิ และรายรับเฉล่ีย Q P TR AR MR 12 2 24 2 - 10 3 30 3 6 8 4 32 4 2 6 5 30 5 -2 4 6 24 6 -6 2 7 14 7 -10 จากตารางที่ 8.7 นาขอ้ มูลมาสร้างเป็นกราฟจะไดค้ วามสัมพนั ธ์ของเส้นตา่ ง ๆ ดงั น้ี

352 รายรับ TR 30 20 AR 10 0 2466 ปริมาณสินคา้ MR ภาพแสดงที่ 8.3 ความสมั พนั ธ์ของเส้นรายรับ กรณีราคาสินคา้ ไม่คงท่ี 2. กรณีราคาสินค้าคงท่ี ยกตวั อยา่ งเช่นผูผ้ ลิตรายหน่ึงขายสินคา้ ราคาหน่วยละ 4 บาท เม่ือขาย สินคา้ ได้ 1 หน่วย รายรับรวมเท่ากบั 4 บาท เม่ือขายสินคา้ ได้ 2 หน่วยรายรับรวมเท่ากบั 8 บาท เมื่อขาย สินคา้ ได้ 3 หน่วย รายรับรวมเท่ากบั 12 บาท เม่ือขายสินคา้ ได้4 หน่วย รายรับรวมเท่ากบั 16 บาทเม่ือ ขายสินคา้ ได้ 5 หน่วย รายรับรวมเท่ากบั 20 บา เม่ือขายสินคา้ ได้ 6 หน่วย รายรับรวมเท่ากบั 24 บาท ตามลาดบั สามารถคานวณหาคา่ รายรับรวม รายรับส่วนเพ่มิ และรายรับเฉลี่ยไดด้ งั น้ี ตารางที่ 8.8 ราคาสินคา้ คงที่ P Q TR AR MR 4144 - 42844 4 3 12 4 4 4 4 16 4 4 4 5 20 4 4 4 6 24 4 4

353 จากตารางท่ี 8.8 เมื่อนาขอ้ มูลมาสร้างเป็นกราฟจะไดค้ วามสัมพนั ธ์ของเส้นต่าง ๆ ดงั ภาพแสดง ท่ี 8.4 ราคารายรับ 20 TR 16 12 8 4 D = AR , MR 0 ปริมาณ 135 ภาพแสดงท่ี 8.4 ความสมั พนั ธ์ของเส้นรายรับ กรณีราคาสินคา้ คงท่ี แนวคดิ กาไร กาไร หมายถึง ผลต่างระหว่างตน้ ทุนการผลิตท้งั หมดกบั รายรับจากปริมาณการขายผลผลิต ท้งั หมด ซ่ึงสามารถเขียนเป็นสมการเพอื่ หากาไรไดด้ งั น้ี  = TR – TC โดยที่  = กาไร TR = รายรับจากการขายผลผลิตท้งั หมด TC = ตน้ ทุนจากการผลิตท้งั หมด จากความหมายของกาไรดงั กล่าว เนื่องจากตน้ ทุนทางดา้ นเศรษฐศาสตร์น้นั มีการพิจารณาค่า เสียโอกาสทาให้แตกต่างจากตน้ ทุนทางดา้ นบญั ชี หรือกล่าวไดว้ า่ กาไรทางดา้ นเศรษฐศาสตร์แตกต่าง จากกาไรทางดา้ นบญั ชี จึงทาให้ตน้ ทุนในทางเศรษฐศาสตร์สูงกวา่ ตน้ ทุนในทางบญั ชี เพราะตน้ ทุน ในทางบญั ชีไม่ไดค้ านึงถึงตน้ ทุนแอบแฝงและค่าตอบแทนของผูป้ ระกอบการแต่ในทางเศรษฐศาสตร์

354 น้นั คิดเป็ นตน้ ทุน จึงทาให้กาไรทางเศรษฐศาสตร์น้นั มีการพิจารณาจากตน้ ทุนค่าเสียโอกาสดว้ ย และ สามารถคานวณได้จากรายจ่ายท้งั ที่ไดจ้ ่ายจริงและไม่ไดจ้ ่ายจริงเช่น ตน้ ทุนค่าเสียโอกาส ตน้ ทุนแฝง เป็ นตน้ จึงทาใหต้ น้ ทุนในทางเศรษฐศาสตร์สูงกวา่ ตน้ ทุนทางบญั ชี ดงั น้นั กาไรในทางเศรษฐศาสตร์จึง สามารถแบง่ ไดเ้ ป็น 3 ประเภท ดงั ตอ่ ไปน้ี 1. กาไรท่ีไดม้ ีค่ามากกวา่ ศูนยแ์ สดงถึงกาไรเกินปกติหรือกาไรส่วนเกิน (Excess Profit) 2. กาไรที่ไดม้ ีคา่ เท่ากบั ศูนยแ์ สดงถึงกาไรปกติ (Normal Profit) 3. กาไรท่ีไดม้ ีคา่ นอ้ ยกวา่ ศูนยแ์ สดงถึงการขาดทุน (Lose) เน่ืองจากกาไรที่สาคญั ในทางเศรษฐศาสตร์น้ันเป็ นกาไรท่ีถูกรวมค่าเสียโอกาสต่าง ๆ ไวใ้ น ตน้ ทุนการผลิตแลว้ ดงั น้นั ผูผ้ ลิตจึงมีกาไรในทางเศรษฐศาสตร์คือ กาไรเกินปกติและกาไรปกติ ซ่ึง สามารถอธิบายไดจ้ ากการพจิ ารณาความสมั พนั ธ์ระหวา่ งรายรับรวมและตน้ ทุนรวม ดงั ต่อไปน้ี กาไรเกินปกติ ผูผ้ ลิตจะได้รับกาไรเกินปกติหรือส่วนเกินของกาไรน้ันเม่ือรายรับรวมมีค่า มากกว่าตน้ ทุนรวม และกาไรเกินปกติเป็ นกาไรทางเศรษฐศาสตร์ท่ีมากกว่าศูนยซ์ ่ึงนบั ว่าเป็ นกาไรที่ แทจ้ ริงทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Profit) เน่ืองจากกาไรจะเป็ นแรงจูงใจหรือดึงดูดใหผ้ ผู้ ลิตรายใหม่ ๆ เขา้ สู่ตลาด พร้อมท้งั ดึงดูดใหห้ น่วยผลิตเดิมขยายกิจการหรือขนาดของการผลิตใหใ้ หญ่โตมากยงิ่ ข้ึน กาไรปกติ ผผู้ ลิตจะไดร้ ับกาไรปกติเม่ือรายรับรวมมีค่าเท่ากบั ตน้ ทุนรวม และกาไรปกติน้นั จะ เป็ นกาไรทางเศรษฐศาสตร์ท่ีมีค่าเท่ากบั ศูนย์ เน่ืองจากเป็ นกาไรที่คิดต้นทุนค่าเสียโอกาสและรวม คา่ ตอบแทนที่ผผู้ ลิตควรไดร้ ับ เช่น คา่ แรงหรือค่าเช่าสถานที่ของผผู้ ลิตเอง เป็นตน้ เนื่องจากจุดมุ่งหมายสาคัญของผู้ผลิตคือ การได้รับกาไรสูงสุด (Maximized Profit) ซ่ึง จุดมุ่งหมายดงั กล่าวน้นั เป็ นการทากาไรเกินปกติท่ีผูผ้ ลิตตอ้ งการจากการผลิต โดยวธิ ีการพิจารณา 2 วิธี ไดแ้ ก่ 1. การสังเกตจากค่ารายรับเพิ่มและค่าตน้ ทุนเพ่ิม โดยปกติผผู้ ลิตจะขยายการผลิตต่อไปหากยงั ไดก้ าไรเพ่ิมข้ึนคือ รายรับเพ่ิมมากกวา่ ตน้ ทุนเพ่ิมจนถึงจุดที่รายรับเพ่ิมมีค่าเท่ากบั ค่าตน้ ทุนเพ่ิมซ่ึงเป็ น ปริมาณการผลิตท่ีจะให้กาไรสูงสุด เม่ือรายรับเพ่ิมมีมากกว่าตน้ ทุนเพิ่มกาไรท่ีผูผ้ ลิตไดร้ ับยงั คงสูงข้ึน ไป ผผู้ ลิตจึงทาการขยายการผลิตต่อไปจนกระทงั่ ถึงจุดท่ีตน้ ทุนเพิ่มเท่ากบั รายรับเพิม่ หรือ (MC = MR) จึงจะหยดุ ขยายการผลิตหรือเป็นดุลยภาพของผผู้ ลิตนน่ั เอง ซ่ึงแสดงไดด้ งั ภาพแสดงที่ 8.5

355 ตน้ ทุน MC ปริมาณ Q MR ภาพแสดงที่ 8.5 ปริมาณการผลิตที่ไดร้ ับกาไรสูงสุด 2. การสังเกตจากความแตกต่างระหว่างค่ารายรับรวมและค่าตน้ ทุนรวม โดยกาไรเกินปกติท่ี มากที่สุดคือ ปริมาณการผลิตท่ีทาให้ค่ารายรับรวมมากกว่าค่าตน้ ทุนรวมมากท่ีสุด ซ่ึงจะเกิดข้ึน ณ ปริมาณการผลิตท่ีจะใหก้ าไรสูงสุด ดงั ภาพแสดงท่ี 8.6

356 ตน้ ทุน รายรับกาไร A TC B TR ปริมาณ 0Q π ภาพแสดงที่ 8.6 แสดงผลกาไรรวมท่ีมีคา่ สูงที่สุด เน่ืองจากกาไรสูงสุดจะอยู่ ณ ระดบั ท่ีผลผลิตที่ค่าความชนั ของเส้นตน้ ทุนรวมเท่ากบั ค่าความ ชนั ของเส้นรายรับรวม นน่ั คือรายรับเพ่ิมเท่ากบั ตน้ ทุนเพิม่ (MC = MR) ท้งั น้ีจากกราฟขา้ งตน้ จะเห็นวา่ เส้นตน้ ทุนรวมและเส้นรายรับรวมน้นั มีช่วงห่างกนั มากที่สุดท่ีจุด A และ B ณ แสดงถึงจุดที่มีกาไรสูง ท่ีสุด โดยมีผลผลิตท่ี Q หน่วยหรือสังเกตไดจ้ ากค่าความชนั ของเส้นตน้ ทุนรวมเท่ากบั ค่าความชนั ของ เส้นรายรับรวม SlopeTR  TR  MR Q SlopeTC  TC  MC Q การวเิ คราะห์จุดคุ้มทุน การวิเคราะห์จุดคุม้ ทุน (Break Even Point Analysis) เป็ นวิธีการวิเคราะห์โดยใชค้ วามสัมพนั ธ์ ระหว่างตวั แปรที่เกี่ยวข้องดว้ ยกราฟและสมการทางคณิตศาสตร์ จุดตดั บนกราฟและการแก้ระบบ สมการจะทาให้ผูผ้ ลิตทราบถึงจานวนสินคา้ ที่ควรผลิต จานวนสิ นคา้ ข้นั ต่าที่จะทาให้รายรับเท่ากบั ตน้ ทุน (Break-even) ที่เรียกวา่ จุดคุม้ ทุน ซ่ึงจุดคุม้ ทุนเป็ นแนวคิดที่ใชใ้ นวิเคราะห์รายรับและตน้ ทุนท่ีมี

357 ความสัมพนั ธ์กบั ปริมาณผลผลิต ดงั น้นั จุดคุม้ ทุนจึงเป็ นจุดที่เมื่อผูผ้ ลิตผลิตสินคา้ จานวนดงั กล่าวแลว้ ไดร้ ับกาไรปกติหรือเทา่ กบั ศูนย์ นนั่ คือปริมาณสินคา้ ที่ทาใหร้ ายไดร้ วมมีค่าเทา่ กบั ตน้ ทุนรวม ภายใตข้ อ้ สมมติฐานท่ีว่าราคาของสินคา้ ไม่มีการเปล่ียนแปลงและต้นทุนแปรผนั คงท่ี ท้งั น้ีสามารถวิเคราะห์ จุดคุม้ ทุนโดยใชก้ ารคานวณหาไดจ้ ากตน้ ทุนคงท่ีและกาไรส่วนเกินต่อหน่วย โดยนากาไรส่วนเกินต่อ หน่วยหารดว้ ยตน้ ทุนคงท่ีดงั ตอ่ ไปน้ี จุดคุม้ ทุน = ตน้ ทุนคงท่ี กาไรส่วนเกินต่อหน่วย ตน้ ทุนคงท่ี ราคาขาย-ตน้ ทุนผนั แปร = ตน้ ทุนคงท่ี อตั รากาไรส่วนเกิน ยกตวั อย่าง การหาจุดคุม้ ทุนของบริษทั ผลิตตุ๊กตาเด็กเล่น โดยกิจการขายส่งในราคาตวั ละ 70 บาท ตน้ ทุนแปรผนั ตุ๊กตา เท่ากบั 50 บาท และกิจการแห่งน้ีมีค่าใช้จ่ายคงท่ีต่อเดือน เดือนละ 400,000 บาท การคานวณหาจุดคุม้ ทุนไดด้ งั น้ี จุดคุม้ ทุน = ตน้ ทุนคงท่ี กาไรส่วนเกิน  400,000  20,000 70  50 การวเิ คราะห์จุดคุม้ ทุนสามารถพิจารณาการเปล่ียนแปลงของจุดตุม้ ทุนได้ ดงั น้ี 1. การเปลีย่ นแปลงราคาขาย ถา้ กิจการเพิ่มราคาขายจากเดิมหน่วยละ 70 บาท เป็ นหน่วยละ 75 บาท และสมมุติให้ปัจจยั อื่นไม่เปล่ียนแปลงหรือคงท่ีก็จะมีผลกระทบต่อจุดคุม้ ทุนคือ กิจการจะขาย สินคา้ ถึงจุดคุม้ ทุนเร็วข้ึน ซ่ึงสามารถคานวณหาจุดคุม้ ทุนไดด้ งั น้ี จุดคุม้ ทุน = ตน้ ทุนคงที่ กาไรส่วนเกิน  400,000  16,000 75  50

358 จากการหาจุดคุม้ ทุนเม่ือเปลี่ยนแปลงราคาขายจะเห็นไดว้ า่ เมื่อกิจการเพ่มิ ราคาขายจาก 70 บาท เป็ น 75 บาท จุดคุม้ ทุนก็จะเปล่ียนจาก 20,000 หน่วยเป็ น 16,000 หน่วย แต่ถา้ หากกิจการลดราคาสินคา้ ขายลงก็จะทาใหจ้ ุดคุม้ ทุนสูงข้ึนจากเดิมเช่นกนั 2. การเปลี่ยนแปลงต้นทุนแปรผัน ถา้ กิจการมีตน้ ทุนแปรผนั ท่ีมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มข้ึนจาก หน่วยละ 50 บาทเป็ น 54 บาท และสมมุติให้ปัจจยั อ่ืนไม่เปล่ียนแปลงหรือคงท่ีก็จะมีผลกระทบต่อ จุดคุม้ ทุน และสามารถคานวณหาจุดคุม้ ทุนไดด้ งั น้ี จุดคุม้ ทุน = ตน้ ทุนคงที่ กาไรส่วนเกิน  400,000  25,000 70  54 จากการหาจุดคุม้ ทุนเม่ือมีเปล่ียนแปลงตน้ ทุนแปรผนั จะเห็นไดว้ า่ เมื่อตน้ ทุนแปรผนั เพิ่มข้ึน จาก 50 บาท เป็น 54 บาท จุดคุม้ ทุนก็จะเพม่ิ ข้ึนจาก 16,000หน่วย เป็น 25,000 หน่วย 3. การเปลี่ยนแปลงต้นทุนคงที่ ถา้ ตน้ ทุนคงท่ีเพิ่มจาก 400,000 บาท เป็ น 440,000 บาท และ ปัจจยั อ่ืนไม่เปล่ียนแปลงหรือคงท่ีก็จะมีผลกระทบต่อจุดคุม้ ทุน และสามารถคานวณหาจุดคุม้ ทุนใหม่ ไดด้ งั น้ี จุดคุม้ ทุน ตก=นา้ ไทรุนสค่วงนทเกี่ ิน  440,000  22,000 70  50 จากการหาจุดคุม้ ทุนเม่ือมีเปล่ียนแปลงตน้ ทุนคงที่ เม่ือตน้ ทุนคงที่เพิ่มข้ึนจาก 400,000 บาท เป็น 440,000 บาท จะทาใหจ้ ุดคุม้ ทุนเพิม่ จาก 25,000 หน่วย เป็น 22,000 หน่วย ซ่ึงจะไดจ้ ุดคุม้ ทุนใหม่ท่ี 22,000 หน่วยนน่ั เอง อาจกล่าวไดว้ า่ จุดคุม้ ทุนเป็ นจุดท่ีรายรับรวมมีค่าเท่ากบั ตน้ ทุนรวมซ่ึงเป็ นจุดที่ทา ใหผ้ ผู้ ลิตไดร้ ับกาไรปกติ คือ กาไรเทา่ กบั ศูนย์ ดงั ภาพแสดงท่ี 8.7

359 ตน้ ทุน รายรบั กาไร TR TC TVC A Lose TFC จุดคุม้ ทุน ปริมาณ ภาพแสดงที่ 8.7 จุดคุม้ ทุน จากภาพแสดงท่ี 8.7 สรุปไดว้ า่ จุดคุม้ ทุนคือ จุด A ซ่ึงหมายความวา่ ถา้ ผผู้ ลิตผลิตสินคา้ และขาย ไดต้ ามปริมาณ ณ จุดคุม้ ทุน กิจการกจ็ ะไมไ่ ดก้ าไรและไม่ขาดทุน แตถ่ า้ ขายไดเ้ กินกวา่ น้นั กจ็ ะเกิดกาไร หรือถา้ หากขายต่ากวา่ ก็จะเกิดการขาดทุน สาหรับในส่วนต่างระหวา่ งราคากบั ตน้ ทุนแปรผนั จะเป็ น ส่วนท่ีเอาไปชดเชยตน้ ทุนคงที่ ดงั น้นั หากสินคา้ ของผผู้ ลิตราคาขายสูงกวา่ ตน้ ทุนแปรผนั ผูผ้ ลิตจะทา การผลิตต่อเพื่อนาเอาส่วนต่างมาชดเชยตน้ ทุนคงท่ี แต่ถา้ หากราคาสินคา้ ต่ากวา่ ตน้ ทุนแปรผนั ผูผ้ ลิตจะ พบกบั การขาดทุนและจึงควรเลิกกิจการ ดงั ภาพแสดงท่ี 8.8 รายได้ ตน้ ทุน TR กาไร TC B TFC ขาดทนุ ปริมาณ ภาพแสดงที่ 8.8 การวเิ คราะห์จุดคุม้ ทุน

360 จากภาพดงั กล่าวจะเห็นไดว้ า่ จุด B เป็ นจุดคุม้ ทุนที่ตอ้ งผลิตปริมาณ Q1 หน่วย และตน้ ทุนรวม เท่ากบั C1 บาท ซ่ึงเกิดจากเส้นของรายไดต้ ดั กบั เส้นของตน้ ทุนรวม โดยพ้ืนที่ท่ีอยู่ระหว่างเส้นรายรับ รวมกบั เส้นตน้ ทุนรวมในส่วนที่มากกวา่ Q1 จะเกิดกาไร แต่ในทางตรงขา้ มกนั กิจการจะเกิดการขาดทุน เมื่อส่วนพ้ืนที่ท่ีอยรู่ ะหวา่ งเส้นรายรับรวมและตน้ ทุนรวมท่ีอยนู่ อ้ ยกวา่ Q1 ยกตวั อยา่ ง การวเิ คราะห์ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งปริมาณการขายอิฐ รายรับรวมตน้ ทุนรวม และ ตน้ ทุนคงท่ีของกิจการผลิตอิฐมวลเบาแห่งหน่ึงมีดงั น้ี รายรับ ตน้ ทนุ จุดคุม้ ทุน TR 700,000 TC ขาดทุน 0 ปริมาณ (พนั หน่วย) 22 ภาพแสดงท่ี 8.9 จุดคุม้ ทุน การวิเคราะห์จุดคุ้มทุนของกิจการผลิตอิฐมวลเบาน้ันจากกราฟจะเห็นได้ว่า จุดคุม้ ทุนของ กิจการน้ีเท่ากบั 22,000 หน่วยหรือ 700‚000 บาท และเป็ นจุดท่ีเส้นรายรับรวมตดั กบั เส้นตน้ ทุนรวมซ่ึง หมายความวา่ ณ จุดน้ีกิจการจะมีกาไรเท่ากบั ศูนยห์ รือขายไดเ้ ท่ากบั ตน้ ทุนพอดี แต่ถา้ กิจการขายไดเ้ กิน 22,000 หน่วย เส้นขายจะอยูเ่ หนือเส้นตน้ ทุนรวมแสดงว่ารายไดม้ ากกวา่ ตน้ ทุนรวมคือกิจการจะเกิด กาไร แตถ่ า้ กิจการขายไดต้ ่ากวา่ 22,000 หน่วย และตน้ ทุนรวมจะอยเู่ หนือเส้นขายแสดงวา่ ตน้ ทุนสูงกวา่ รายไดก้ ิจการจะเกิดการขาดทุนนน่ั เอง ยกตวั อยา่ ง การหากาไรหรือขาดทุนโดยการวเิ คราะห์จุดคุม้ ทุนของบริษทั ผลิตถ่านไฟฟ้า โดยมี ตน้ ทุนคงท่ีรวมท้งั สิ้น 45,000 บาทค่าใช้จ่ายแปรผนั ต่อหน่วยเป็ นค่าแรงงาน 10 บาท ค่าวสั ดุ 23 บาท และมีค่าอื่นอีก 10 บาท ถ้ากิจการขายสินคา้ ราคาหน่วยละ 45 บาท และถ้าผลิต 30,000 หรือ 20,000 หน่วย จงหาจุดคุม้ ทุนวา่ กิจการควรจะขายสินคา้ จานวนเท่าไหร่ ตน้ ทุนคงที่ = 45,000 บาท ตน้ ทุนแปรผนั = 10+23+10 = 43 บาทตอ่ หน่วย

361 ราคาขาย = 45 บาทตอ่ หน่วย จากสมการ จุดคุม้ ทุน = ตน้ ทุนคงท่ี ราคาขาย-ตน้ ทุนผนั แปร  45,000  22,500 45  43 ถา้ หากกิจการขายสินคา้ จานวน 30,000 หน่วย คานวณไดด้ งั น้ี กาไร = รายได้ – ตน้ ทุน  4530,000 45,000433,000 15,000 บาท ดงั น้นั กิจการขายสินคา้ จานวน 30,000 หน่วยจะทาใหก้ ิจการไดก้ าไรเท่ากบั 15,000 บาท ถา้ หากกิจการขายสินคา้ จานวน 20,000 หน่วย คานวณไดด้ งั น้ี กาไร = รายได้ – ตน้ ทุน  4520,000  45,0004320,000  5,000 บาท ดงั น้นั กิจการขายสินคา้ จานวน 20,000 หน่วย จะทาใหก้ ิจการขาดทุนเท่ากบั 5,000 บาท จากการวเิ คราะห์จุดคุม้ ทุนของบริษทั ผลิตถ่านไฟฟ้า การผลิตท่ีกิจการจะมีกาไรเท่ากบั ศูนยห์ รือ ขายไดเ้ ท่ากบั ตน้ ทุนพอดีน้นั จะอยทู่ ่ีจุดการผลิตเท่ากบั 22,500 หน่วย และถา้ หากกิจการขายถ่านไฟฟ้า จานวน 30,000 หน่วยกิจการจะได้รับกาไรเท่ากบั 15,000 บาท แต่ถ้าหากกิจการขายสินค้าจานวน 20,000 หน่วยกิจการจะขาดทุนเทา่ กบั 5,000 บาท ซ่ึงสามารถนามาวาดกราฟไดด้ งั น้ี

รายได้ ตน้ ทุน (แสนบาท) 362 ขาดทุน TR กาไร TC จุดคุม้ ทุน TFC 20,000 22,500 30,000 ปริมาณ ภาพแสดงที่ 8.10 จุดคุม้ ทุน ยกตวั อยา่ ง การหาจุดคุม้ ทุนของร้านคา้ แห่งหน่ึงขายสินคา้ ได้ 150,000 หน่วยต่อเดือน ในราคา 15 บาทตอ่ หน่วย ตน้ ทุนมีดงั รายการตอ่ ไปน้ี 1. คา่ ไฟฟ้า 75,000 บาท มีคา่ ใชจ้ ่ายคงท่ี 25,000 บาทและคา่ ใชจ้ า่ ยแปรผนั 50,000 บาท 2. คา่ วสั ดุในการผลิต 150,000 บาท 3. คา่ ใชจ้ ่ายท่ีเป็นตน้ ทุนคงท่ี 750,000 บาท และตน้ ทุนแปรผนั 950,000 บาท 4. คา่ ใชจ้ า่ ยดาเนินการคงที่ 550,000 บาท และแปรผนั 120,000 บาท จงคานวณหาจุดคุม้ ทุนและหาผลกาไรหรือขาดทุนของปริมาณการขายในปัจจุบนั และวิธีทา แยกรายการของตน้ ทุนคงที่และตน้ ทุนแปรผนั แสดงในตารางต่อไปน้ี

363 ตารางที่ 8.9 ตน้ ทุนคงที่และตน้ ทุนแปรผนั ตน้ ทุนคงที่ ตน้ ทุนแปรผนั (บาท) 25,000 50,000 รายการ - 150,000 ค่าไฟฟ้า 750,000 950,000 ค่าวสั ดุ 120,000 ค่าใชจ้ ่ายโรงงาน 550,000 1,270,000 ค่าดาเนินรายการ 1,325,000 รวม ปริมาณขาย = 150,000 หน่วย ตน้ ทุนคงที่ = 1,325,000 บาท ตน้ ทุนแปรผนั = 1,270,000 ราคาขาย 150,000 จุดคุม้ ทุน = 8.47 บาทต่อหน่วย = 15 บาทต่อหน่วย = ตน้ ทุนคงท่ี / (ราคาขาย – ตน้ ทุนแปรผนั )  1,325,000 15  8.47  202.909.65 ณ ปัจจุบนั ผผู้ ลิตทาการขายอยทู่ ่ี 150,000 หน่วยตอ่ เดือน จะทาใหผ้ ผู้ ลิตขาดทุนดงั น้ี ขาดทุน = รายได้ - ตน้ ทุน = (15) (150,000) - [1,325,000 + (1,270,000) = -345,000 บาท จากการวเิ คราะห์จุดคุม้ ทุนของร้านคา้ จะสรุปไดว้ า่ ปริมาณการผลิตในปัจจุบนั ของผูผ้ ลิตรายน้ี จะขาดทุนเท่ากบั 345,000 บาท นามาเขียนเป็นกราฟไดด้ งั ภาพ

364 รายได้ ตน้ ทุน (ลา้ นบาท) TR 4 2 จุดคุม้ ทุน TC TFC ขาดทนุ ปริมาณ (หม่ืนหน่วย) 0 15 20 ภาพแสดงท่ี 8.11 จุดคุม้ ทุน เส้ นต้นทุนเท่ากนั เส้นตน้ ทุนเท่ากนั (Isocost Curve) คือ เส้นที่แสดงถึงจานวนต่าง ๆ ของปัจจยั การผลิตท้งั สอง ชนิดท่ีสามารถซ้ือไดด้ ว้ ยตน้ ทุนจานวนหน่ึงท่ีกาหนดให้ ณ ระดบั ราคาของปัจจยั การผลิตท้งั สองชนิด ในขณะใดขณะหน่ึง หมายความวา่ ไม่วา่ ผผู้ ลิตจะเลือกส่วนผสมปัจจยั การผลิตท้งั สองชนิด ณ จุดใดก็ ตามบนเส้น ก็จะทาให้ตน้ ทุนการผลิตเท่ากนั หมดตลอดเส้นเส้นตน้ ทุนเท่ากนั น้ีมีลกั ษณะเช่นเดียวกบั เส้นงบประมาณในเรื่องความพอใจเท่ากนั (ทบั ทิม, 2546) เส้นตน้ ทุนและเส้นผลผลิตเท่ากนั ถูกนามาใชใ้ นการวิเคราะห์พฤติกรรมผูผ้ ลิต โดยมีลกั ษณะ การวิเคราะห์เช่นเดียวกบั พฤติกรรมผูบ้ ริโภคโดยแตกต่างกนั ที่เป้าหมายของผูผ้ ลิตคือ การทากาไรมาก ที่สุดจากการผลิตสินคา้ หรือบริการ ภายใตเ้ งินทุนหรืองบประมาณที่มีอยูอ่ ยา่ งจากดั ดงั น้นั เส้นตน้ ทุน เท่ากนั จึงเป็ นเส้นที่แสดงถึงอตั ราส่วนของจานวนปัจจยั การผลิตสองชนิด ที่ผผู้ ลิตใชใ้ นการผลิตภายใต้ งบประมาณที่มีอยู่ เพ่ือให้ไดร้ ะดบั สินคา้ หน่ึง ๆ ตามที่ผูผ้ ลิตตอ้ งการ จึงกล่าวไดว้ า่ แมผ้ ูผ้ ลิตจะเลือก ส่วนผสมปัจจยั การผลิตท้งั สองชนิด ณ จุดใดกต็ ามบนเส้นน้ี กจ็ ะทาใหต้ น้ ทุนการผลิตเท่ากนั ตลอดเส้น และเส้นตน้ ทุนเท่ากนั น้ีจะมีลกั ษณะเช่นเดียวกบั เส้นงบประมาณในเน้ือหาส่วนเส้นความพอใจเท่ากนั ดงั ต่อไปน้ี

ปัจจยั Y 365 A B Y2 Y1 0 X1 C ปัจจยั X X2 ภาพแสดงท่ี 8.12 เส้นตน้ ทุนเท่ากนั จากกราฟสามารถพิจารณาตาแหน่งการใช้ตน้ ทุนปัจจยั การผลิต X และปัจจยั การผลิต Y ณ ตาแหน่ง A B C ไดค้ ือ ตาแหน่ง A เป็นตาแหน่งที่ใชป้ ัจจยั การผลิต X จานวน 0 หน่วย และใชป้ ัจจยั การ ผลิต Y จานวน Y2หน่วย ในตาแหน่ง B ใชป้ ัจจยั การผลิต X จานวน X1หน่วยปัจจยั การผลิต Y จานวน Y1หน่วย และตาแหน่ง C ใชป้ ัจจยั การผลิต X จานวน X2หน่วยปัจจยั การผลิต Y จานวน 0 หน่วย ซ่ึงแต่ ละตาแหน่งน้ันจะแสดงถึงการใช้ตน้ ทุนการผลิตจานวนเท่ากนั ซ่ึงอยู่บนเส้นตน้ ทุนเท่ากนั ดงั น้ันจึง สามารถแสดงสมการของเส้นตน้ ทุนไดด้ งั น้ี TC P K P L KL โดยกาหนด TC = งบประมาณการผลิต หรือตน้ ทุนการผลิต L = จานวนแรงงาน (คน) PL = ค่าจา้ งแรงงานต่อคน (บาทต่อคน) K = จานวนทุน (หน่วย) PK = ค่าเช่าทุน (บาทต่อหน่วย) ยกตวั อยา่ ง การหาเส้นตน้ ทุนเท่ากนั ในการผลิตเส้ือโหล ถา้ ค่าแรงงานเท่ากบั 150 บาท ต่อคน ต่อวนั เคร่ืองจกั รเยบ็ ผา้ เครื่องละ 500 บาท ผูผ้ ลิตมีตน้ ทุนในการผลิตเท่ากบั 4,500 บาท ถา้ ผูผ้ ลิตไม่ใช้

366 แรงงานเลยจะสามารถซ้ือเครื่องจกั รไดท้ ้งั สิ้นจานวน 9 เครื่อง และถา้ ผูผ้ ลิตไม่ใช้เคร่ืองเยบ็ ผา้ เลยจะ สามารถจา้ งคนงานไดท้ ้งั สิ้นจานวน 30 คน สามารถคานวณไดด้ งั น้ี สมการของเส้นตน้ ทุนเท่ากนั TC  P K  P L KL เม่ือ TC คือ ตน้ ทุนรวม (Total Cost) PK คือ ราคาเครื่องเยบ็ ผา้ หน่ึงหน่วย PL คือ คา่ แรงงานหน่ึงหน่วย K คือ จานวนเคร่ืองจกั รเยบ็ ผา้ คือ จานวนแรงงาน L ถา้ L = O TC  P K  P L KL 4,500 = 500 K + 150 (0) K = 4,500 / 500 K = 9 เครื่อง ถา้ K = O TC  P K  P L KL 4,500 = 500 (0) + 150 L L = 4,500 / 150 L = 30 คน จากการคานวณหาเส้นตน้ ทุนเทา่ กนั สามารถนามาวาดกราฟไดด้ งั น้ี

367 จานวนแรงงาน 30 20 10 0 36 9 จานวนเคร่ืองจกั ร ภาพแสดงที่ 8.13 เส้นตน้ ทุนเทา่ กนั ในการผลิตเส้ือโหล ยกตวั อยา่ ง การหาเส้นตน้ ทุนเท่ากนั ในการผลิตตุ๊กตา ถา้ ค่าแรงงานเท่ากบั 200 บาท / คน/ วนั เครื่องจกั รเยบ็ ผา้ เคร่ืองละ 1,000 บาท ผผู้ ลิตมีตน้ ทุนในการผลิตเทา่ กบั 10,000 บาท ถา้ ผผู้ ลิตไม่ ใชแ้ รงงานเลยจะสามารถซ้ือเคร่ืองจกั รไดท้ ้งั สิ้นจานวน 10 เครื่อง และถา้ ผผู้ ลิตไม่ใชเ้ ครื่องจกั รเลยจะ สามารถจา้ งคนงานไดท้ ้งั สิ้นจานวน 50 คน สามารถคานวณไดด้ งั น้ี สมการของเส้นตน้ ทุนเท่ากนั TC  P K  P L KL เม่ือ TC คือ ตน้ ทุนรวม (Total Cost) PK คือ ราคาเคร่ืองเยบ็ ผา้ หน่ึงหน่วย PL คือ ค่าแรงงาน หน่ึงหน่วย K คือ จานวนเครื่องจกั รเยบ็ ผา้ L คือ จานวนแรงงาน ถา้ L = O TC  P K  P L KL 10,000 = 1,000 K + 200 (0) K = 10,000 / 1,000 K = 10 เคร่ือง ถา้ K = O TC  P K  P L KL 10,000= 1,000 (0) + 200 L

368 L = 10,000 / 200 L = 50 คน จากการคานวณหาเส้นตน้ ทุนเท่ากนั สามารถนามาวาดกราฟไดด้ งั ต่อไปน้ี จานวนแรงงาน (L) 50 40 30 20 0 24 68 จานวนเคร่ืองจกั ร (K) ภาพแสดงที่ 8.14 เส้นตน้ ทุนเท่ากนั ในการผลิตตุก๊ ตา ลกั ษณะของเส้นและการเปล่ียนแปลงของเส้นต้นทุนทเ่ี ท่ากนั ลกั ษณะและการเปลี่ยนแปลงของเส้นตน้ ทุนที่เท่ากนั มีคุณสมบตั ิท่ีเหมือนกบั เส้นงบประมาณที่ กล่าวถึงในเน้ือหาเร่ืองพฤติกรรมผูบ้ ริโภค คือ ลกั ษณะเส้นตน้ ทุนจะเป็ นเส้นตรงที่มีค่าความชนั เป็นลบ ทอดลงจากซ้ายมาขวาและไม่ขาดช่วง โดยเส้นตน้ ทุนเท่ากนั น้นั จะไม่ตดั กนั และจุดที่อยบู่ นเส้นตน้ ทุน เท่ากนั เดียวกนั จะมีตน้ ทุนท่ีเทา่ กนั และถา้ หากเส้นตน้ ทุนเทา่ กนั ท่ีอยสู่ ูงกวา่ (ทางขวา) แสดงถึงตน้ ทุนท่ี มากกว่าแต่ถ้าเส้นต้นทุนเท่ากันท่ีอยู่ต่ากว่า (ทางซ้าย) แสดงถึงต้นทุนที่น้อยกว่า สาหรับการ เปลี่ยนแปลงของเส้นต้นทุนน้นั เกิดจาก 2 ปัจจยั คือ การเปลี่ยนแปลงงบประมาณการผลิต และการ เปลี่ยนแปลงราคาของปัจจยั ท่ีใชใ้ นการผลิต โดยมีรายละเอียดดงั ต่อไปน้ี 1. กรณีราคาปัจจัยการผลิตเปลี่ยนแปลงไปในขณะที่ต้นทุนเท่าเดิม แบ่งศึกษาได้ 2 กรณีคือ กรณีท่ีราคาปัจจยั X เพ่ิมข้ึนหรือลดลง ราคาปัจจยั Y คงเดิม และกรณีท่ีราคาปัจจยั X คงเดิม ราคาปัจจยั Y เพิ่มข้ึนหรือลดลง โดยมีลกั ษณะการเปลี่ยนแปลงดงั น้ี กรณีท่ีราคาปัจจยั X เพม่ิ ข้ึนหรือลดลง ราคาปัจจยั Y คงเดิม เส้นตน้ ทุนการผลิตจะเปล่ียนแปลง ไปดงั น้ี

369 ปัจจยั X 0 ปัจจยั Y ภาพแสดงที่ 8.15 การเปล่ียนของเส้นตน้ ทุนเท่ากนั กรณีราคาปัจจยั X เปลี่ยน จากภาพแสดงที่ 8.15 จะเห็นวา่ เส้นตน้ ทุนเดิมคือเส้น IC0เม่ือราคาปัจจยั X สูงข้ึน ขณะท่ีปัจจยั Y ราคาคงเดิมและตน้ ทุนคงเดิม เส้นตน้ ทุนจะเปลี่ยนไปเป็ นเส้น IC2เนื่องจากสามารถซ้ือปัจจยั X ได้ นอ้ ยลงจาก X0เป็น X2 แตใ่ นทางตรงขา้ มกนั ถา้ ราคาปัจจยั X ลดลง เส้นตน้ ทุนก็จะเปลี่ยนเป็น IC1เพราะ สามารถซ้ือปัจจยั X ไดม้ ากข้ึนจาก X0เป็น X1

370 สาหรับกรณีท่ีราคาปัจจยั X คงเดิม ราคาปัจจยั Y เพ่ิมข้ึนหรือลดลง เส้นตน้ ทุนการผลิตจะ เปล่ียนแปลงไปดงั ภาพน้ี ปัจจยั X ปัจจยั Y 0 ภาพแสดงท่ี 8.16 เส้นตน้ ทุนเท่ากนั เปล่ียนกรณีท่ีราคาเปล่ียน จากกราฟจะเห็นวา่ เส้นตน้ ทุนเดิมคือเส้น IC0 เมื่อราคาปัจจยั Y สูงข้ึน ขณะท่ีปัจจยั X ราคาคง เดิมและตน้ ทุนคงเดิม เส้นตน้ ทุนจะเปลี่ยนไปเป็ น IC2 เน่ืองจากสามารถซ้ือปัจจยั Y ไดน้ ้อยลงจาก Y0 เป็ น Y2 แต่ในทางตรงขา้ มถา้ ราคาปัจจยั Y ลดลง เส้นตน้ ทุนก็จะเปล่ียนเป็น IC1 เพราะสามารถซ้ือปัจจยั Y ไดม้ ากข้ึนจากY0 เป็น Y1 เช่นกนั ยกตวั อย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงของราคาปัจจยั การผลิตโดยกาหนดให้งบประมาณการผลิต ของผผู้ ลิตเท่ากบั 20,000 บาท ราคาค่าจา้ งแรงงานเท่ากบั 200 บาทต่อคน และค่าเช่าทุนเท่ากบั 300 บาท ตอ่ หน่วย รวมท้งั มีขอ้ กาหนดเพิ่มเติมคือ ใหค้ ่าจา้ งแรงงานเพ่มิ ข้ึนเป็ น 300 บาทตอ่ คน และอีกกรณีหน่ึง คือ คา่ จา้ งแรงงานลดลงเป็น 100 บาทตอ่ คน โดยสามารถแสดงการเปล่ียนแปลงของเส้นตน้ ทุนการผลิต ท้งั สองกรณีดงั น้ี

371 จานวนทนุ 67 จานวนแรงงาน 67 100 200 ภาพแสดงท่ี 8.17 การเปลี่ยนแปลงของราคาปัจจยั การผลิต จากกราฟแสดงให้เห็นวา่ เม่ือคา่ จา้ งแรงงานลดลงจาก 200 บาทตอ่ คนเป็ น 100 บาทต่อคน และ ดว้ ยงบประมาณการผลิต 20,000 บาท หากผผู้ ลิตเลือกใชแ้ รงงานเพยี งอยา่ งเดียว จะจา้ งแรงงานไดท้ ้งั สิ้น 200 คน ทาให้เส้นตน้ ทุนเท่ากนั เคลื่อนยา้ ยมาทางขวามือของเส้นตน้ ทุนเท่ากนั เส้นเดิม หรือเส้นตน้ ทุน เท่ากนั จะเคล่ือนยา้ ยจากเส้นตน้ ทุนเท่ากนั IC0 เป็ นเส้นตน้ ทุนเท่ากนั IC1 ขณะที่ค่าจา้ งแรงงานเพ่ิมข้ึน เป็น 300 บาทต่อคน และดว้ ยงบประมาณผลิต 20,000 บาท หากผผู้ ลิตเลือกใชแ้ รงงานเพียงอยา่ งเดียวจะ จา้ งแรงงานไดท้ ้งั สิ้น 67 คน ทาใหเ้ ส้นตน้ ทุนเท่ากนั เปลี่ยนจากเส้น IC0ไปเป็นเส้น IC2 2. กรณีราคาขายปัจจัยการผลิตท้ัง 2 ชนิดเท่าเดิมแต่ผู้ผลิตใช้ต้นทุนการผลิตเปลี่ยนจากเดิม โดยศึกษาได้ 2 กรณีคือ กรณีท่ีมีตน้ ทุนการผลิตมากข้ึนเส้นตน้ ทุนจะเคล่ือนท่ีไปทางขวา และกรณีที่มี ตน้ ทุนการผลิตนอ้ ยลงเส้นตน้ ทุนจะเคล่ือนท่ีไปทางซา้ ย ดงั น้ี

372 ปัจจยั Y ลด เพ่มิ 0 ปัจจยั X ภาพแสดงที่ 8.18 การเปล่ียนเส้นตน้ ทุนเท่ากนั กรณีงบประมาณเปล่ียน จากกราฟจะเห็นได้ว่าเส้นตน้ ทุนเดิมคือ เส้น IC0 เมื่อผูผ้ ลิตมีตน้ ทุนเพิ่มข้ึน เส้นตน้ ทุนจะ เปลี่ยนเป็ นเส้น IC1 เน่ืองจากปัจจยั การผลิตของราคาน้ันคงเดิม จึงทาให้สามารถซ้ือปัจจยั การผลิต ไดม้ ากข้ึน และเม่ือผูผ้ ลิตมีตน้ ทุนนอ้ ยลงเส้นตน้ ทุนจะเป็ นเส้น IC2 เนื่องจากปัจจยั การผลิตราคาคงเดิม ทาใหส้ ามารถซ้ือปัจจยั การผลิตไดน้ อ้ ยลง ยกตวั อยา่ ง การเปลี่ยนแปลงงบประมาณการผลิตโดยกาหนดใหง้ บประมาณการผลิตของผผู้ ลิต รายหน่ึงเพ่ิมข้ึนจาก 20,000 บาท เป็ น 40,000 หรืองบประมาณการผลิตลดลงจาก 20,000 บาทเป็ น 10,000 บาท โดยกาหนดใหร้ าคาค่าจา้ งแรงงานเทา่ กบั 200 บาท ต่อคน และค่าเช่าทุนหน่วยละ 100 บาท เป็นตน้ ซ่ึงการเปล่ียนแปลงของงบประมาณการผลิตจะส่งผลต่อเส้นงบประมาณ ดงั ต่อไปน้ี

373 จานวนแรงงาน 200 100 50 จานวนทนุ 100 200 400 ภาพแสดงที่ 8.19 การเปลี่ยนแปลงงบประมาณการผลิต จากภาพ ถา้ หากงบประมาณการผลิตของผูผ้ ลิตเพ่ิมข้ึนจาก 20,000 บาท เป็ น40,000 บาท จะ ส่งผลใหเ้ ส้นตน้ ทุนเทา่ กนั เคล่ือนยา้ ยจากเส้น IC0เปลี่ยนไปเป็นเส้น IC2หรือเส้นตน้ ทุนเทา่ กนั จะยา้ ยไป ทางขวามือ โดยขนานกบั เส้นตน้ ทุนเท่ากนั เส้นเดิมหรือถา้ หากงบประมาณการผลิตของผูบ้ ริโภคผลิต ลดลงจาก 20,000 บาท เป็ น 10,000 บาท จะส่งผลให้เส้นตน้ ทุนเท่ากนั เคลื่อนยา้ ยไปทางซ้ายมือ โดย ขนานกบั เส้นตน้ ทุนเทา่ กนั เส้นเดิมเป็นเส้น IC1นน่ั เอง เส้นผลผลติ เท่ากนั เส้นผลผลิตเทา่ กนั (Isoquant Curve : IQ) เป็นเส้นที่แสดงถึงส่วนประกอบต่าง ๆ ของปัจจยั การ ผลิต 2 ชนิดในส่วนประกอบท่ีต่างกนั แต่ให้ผลผลิตท่ีเท่ากนั ซ่ึงทุก ๆ จุดบนเส้นผลผลิตเท่ากนั จะแสดง ถึงจานวนผลผลิตท่ีเท่ากนั ตลอดท้งั เส้น หรือเส้นผลผลิตเท่ากนั น้นั เป็ นเส้นท่ีแสดงถึงอตั ราส่วนจานวน ปัจจยั การผลิตสองชนิดที่ผผู้ ลิตใชใ้ นการผลิตเพอ่ื ใหไ้ ดผ้ ลผลิตออกมาจานวนเทา่ กนั นนั่ เอง ยกตวั อย่าง ปัจจยั การผลิตท่ีจะตอ้ งใชใ้ นการผลิตโต๊ะเพื่อให้ไดจ้ านวน 50 หน่วยมี 2 ชนิดคือ ปัจจยั การผลิต A และปัจจยั การผลิต B ผลผลิตแสดงการใชป้ ัจจยั การผลิต A และ B ในการผลิตโตะ๊ ให้ ไดจ้ านวน50หน่วย ดงั ตารางแสดงท่ี 8.10

374 ตารางที่ 8.10 ผลผลิตแสดงการใชป้ ัจจยั การผลิต แผนการผลิตท่ี ปัจจยั การผลิต A ปัจจยั การผลิต B จานวนสินคา้ 0 50 1 50 10 50 20 50 2 40 30 50 40 50 3 30 50 50 4 20 5 10 60 จากตารางที่ 8.10 เม่ือนาขอ้ มูลมาสร้างเป็นกราฟแลว้ จะไดเ้ ส้นผลผลิตที่เทา่ กนั ดงั น้ี ปัจจยั A 50 IQ 0 ปัจจยั B 50 ภาพแสดงที่ 8.20 เส้นผลผลิตที่เทา่ กนั

375 ปัจจยั Y IQ3 IQ2 IQ1 0 ปัจจยั X ภาพแสดงที่ 8.21 เส้นผลผลิตเทา่ กนั ในลกั ษณะผลผลิตท่ีแตกตา่ งกนั เน่ืองจากลกั ษณะของเส้นผลผลิตเท่ากนั มีคุณสมบตั ิท่ีเหมือนกบั เส้นความพึงพอใจเท่ากนั ที่ กล่าวถึงในบทพฤติกรรมผูบ้ ริโภคคือ เส้นผลผลิตเท่ากันท่ีอยู่สูงกว่า (ทางขวา) แสดงถึงผลผลิตท่ี มากกวา่ ส่วนเส้นผลผลิตเท่ากนั ท่ีอยูต่ ่ากวา่ (ทางซา้ ย) แสดงถึงผลผลิตที่นอ้ ยกวา่ และเส้นผลผลิตเท่ากนั จะไม่ตดั กนั ดงั น้นั จึงทาให้ความชนั เป็ นลบทอดลงจากซ้ายมาขวาและไม่ขาดช่วง ซ่ึงจุดที่อยู่บนเส้น ผลผลิตเดียวกนั จะมีผลผลิตท่ีเท่ากนั ท้งั น้ีลกั ษณะของเส้นผลผลิตที่เท่ากนั ยงั สามารถบอกถึงผลการ ทดแทนของปัจจยั การผลิตได้ โดยมีรูปแบบการทดแทนของปัจจยั การผลิต 3 รูปแบบดงั ตอ่ ไปน้ี 1. เส้นผลผลติ เท่ากันทม่ี ีลกั ษณะเป็ นเส้นตรง จะมีลกั ษณะของเส้นท่ีมีความชนั เป็ นลบ และทอดลงจากซา้ ยมาขวา ซ่ึงแสดงถึงปัจจยั การผลิตสองชนิดน้ีสามารถใชท้ ดแทนกนั ไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์ ดงั ภาพแสดงท่ี 8.22


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook