Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้ 2-2562

แผนการจัดการเรียนรู้ 2-2562

Published by Thitiyaporn Keebsantia, 2020-09-30 06:09:51

Description: แผนการจัดการเรียนรู้ 2-2562

Search

Read the Text Version

หลกั สตู รกลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๑) ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ บทนา ตวั ชวี้ ัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ น้ีได้กาหนด สาระการเรียนรู้ ออกเปน็ ๔ สาระ ได้แก่ สาระที่ ๑ วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระที่ ๓ วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ และสาระท่ี ๔ เทคโนโลยี มีสาระเพ่มิ เตมิ ๔ สาระ ได้แก่ สาระชีววิทยา สาระเคมี สาระฟสิ กิ ส์สาระโลก ดาราศาสตรแ์ ละอวกาศ และสาระเทคโนโลยี ซง่ึ องคป์ ระกอบของหลกั สูตร ท้ังในด้านของเนือ้ หาการจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้นนั้ มีความสาคัญอยา่ งยง่ิ ในการวางรากฐานการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรข์ องผูเ้ รียนในแต่ละระดับช้นั ให้มคี วามต่อเนอ่ื งเชอ่ื มโยงกนั ต้ังแต่ ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๑ จนถึงช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๖ สาหรับกลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ ได้กาหนดตัวชว้ี ัด และสาระการเรยี นรแู้ กนกลางท่ีผเู้ รียน จาเป็นตอ้ งเรียนเป็นพน้ื ฐาน เพ่อื ให้สามารถนาความรนู้ ไี้ ปใช้ในการ ดารงชวี ิต หรือศกึ ษาตอ่ ในวชิ าชีพที่ต้องใช้วทิ ยาศาสตร์ได้ โดยจดั เรียงลาดับความยากงา่ ยของเนือ้ หาแต่ละ สาระในแตล่ ะระดบั ชั้นใหม้ ีการเชือ่ มโยงความรู้กับกระบวนการเรยี นรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทสี่ ง่ เสริม ให้ผู้เรยี นพัฒนาความคิด ทงั้ ความคิดเป็นเหตเุ ปน็ ผล คิดสรา้ งสรรค์ คิดวิเคราะห์วจิ ารณม์ ที กั ษะที่สาคัญ ทั้งทกั ษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละทักษะในศตวรรษท่ี ๒๑ ในการคน้ ควา้ และสร้างองค์ความรู้ ดว้ ยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแกป้ ัญหาอยา่ งเป็นระบบ สามารถตดั สนิ ใจโดยใช้ขอ้ มูล หลากหลาย และประจกั ษพ์ ยานที่ตรวจสอบได้ สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) ตระหนกั ถงึ ความสาคัญ ของการจดั การ เรียนรู้วทิ ยาศาสตรท์ ่มี ุง่ หวงั ใหเ้ กดิ ผลสัมฤทธิ์ต่อผเู้ รียนมากทีส่ ดุ จงึ ไดจ้ ดั ทาตวั ชีว้ ัด และสาระการเรียนรู้ แกนกลาง กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสตู ร แกนกลางการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐานพุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ขน้ึ เพ่อื ใหส้ ถานศึกษา ครูผสู้ อน ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ได้ใชเ้ ปน็ แนวทางในการพฒั นาหนงั สือเรยี น คูม่ ือครู ส่ือประกอบการเรียนการสอน ตลอดจนการวัดและ ประเมนิ ผล โดยตัวชว้ี ดั และสาระการเรยี นรู้แกนกลาง กล่มุ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐานพุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ท่ีจดั ทาขนึ้ น้ี ไดป้ รับปรงุ เพอ่ื ใหม้ คี วามสอดคล้องและเชอื่ มโยงกันภายในสาระการเรยี นรูเ้ ดยี วกันและระหวา่ งสาระ การเรยี นร้ใู นกลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีตลอดจนการเชื่อมโยงเนื้อหาความรู้ทาง วทิ ยาศาสตร์กบั คณติ ศาสตร์ดว้ ย นอกจากนย้ี ังไดป้ รบั ปรงุ เพอื่ ใหม้ ีความทนั สมยั ต่อการเปล่ียนแปลง และความ เจรญิ ก้าวหน้าของวทิ ยาการตา่ งๆ และทดั เทียมกับนานาชาติกลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี สรปุ เป็นแผนภาพไดด้ งั นี้

วิทยาศาสตร์เพมิ่ เตมิ  สาระฟิสกิ ส์  สาระชวี วิทยา  สาระเคมี  สาระเทคโนโลยี  สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ เป้าหมายวทิ ยาศาสตร์ ในการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตรม์ งุ่ เนน้ ใหผ้ ู้เรียนไดค้ ้นพบความรดู้ ว้ ยตนเองมากท่ีสดุ เพื่อใหไ้ ด้ทัง้ กระบวนการและความรู้จากวธิ กี ารสงั เกต การสารวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนาผลทีไ่ ด้ มาจดั ระบบ เปน็ หลักการ แนวคดิ และองค์ความรกู้ ารจัดการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตรจ์ ึงมีเป้าหมายท่ีสาคญั ดังนี้ ๑. เพอ่ื ให้เขา้ ใจหลกั การ ทฤษฎแี ละกฎทเ่ี ปน็ พนื้ ฐานในวิชาวิทยาศาสตร์ ๒. เพื่อให้เข้าใจขอบเขตของธรรมชาติของวชิ าวิทยาศาสตร์ และข้อจากัดในการศกึ ษาวชิ าวิทยาศาสตร์ ๓. เพอ่ื ใหม้ ที ักษะที่สาคัญในการศึกษาคน้ คว้า และคดิ คน้ ทางเทคโนโลยี ๔. เพือ่ ให้ตระหนกั ถึงความสมั พนั ธ์ระหวา่ งวชิ าวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยมี วลมนษุ ย์ และสภาพแวดล้อม ในเชงิ ท่มี ีอทิ ธิพลและผลกระทบซง่ึ กนั และกนั ๕. เพื่อนาความรู้ความเข้าใจ ในวิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยไี ปใช้ให้เกดิ ประโยชน์ ต่อสงั คมและ การดารงชีวติ

๖. เพอื่ พฒั นากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแกป้ ัญหา และการจดั การทักษะ ในการส่ือสาร และความสามารถในการตดั สินใจ ๗. เพ่อื ใหเ้ ป็นผู้ที่มีจติ วิทยาศาสตร์มีคุณธรรม จริยธรรม และคา่ นิยมในการใชว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละ เทคโนโลยีอย่างสรา้ งสรรค์ เรยี นรู้อะไรในวทิ ยาศาสตร์ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ มงุ่ หวงั ให้ผู้เรยี นไดเ้ รียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่เน้นการเชอื่ มโยงความรู้ กบั กระบวนการ มีทักษะสาคญั ในการค้นควา้ และสร้างองค์ความรู้โดยใช้กระบวนการในการสบื เสาะหาความรู้ และแก้ปญั หาทีห่ ลากหลาย ให้ผูเ้ รยี นมสี ว่ นรว่ มในการเรียนรูท้ กุ ขนั้ ตอน มีการทากจิ กรรมด้วยการลงมอื ปฏบิ ตั ิ จรงิ อยา่ งหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้น โดยกาหนดสาระสาคัญ ดงั น้ี ✧ วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ เรยี นรเู้ กย่ี วกับชีวติ ในส่ิงแวดลอ้ ม องค์ประกอบของสิง่ มีชีวิต การดารงชีวติ ของมนุษย์และสัตว์การดารงชวี ิตของพืช พนั ธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิวัฒนาการของ สงิ่ มีชีวติ ✧ วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาตขิ องสาร การเปล่ยี นแปลงของสาร การเคลอื่ นที่ พลังงาน และคลน่ื ✧ วทิ ยาศาสตร์โลกและอวกาศ เรียนร้เู กย่ี วกบั องค์ประกอบของเอกภพ ปฏสิ มั พันธภ์ ายใน ระบบ สุรยิ ะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลีย่ นแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการเปล่ยี นแปลงลม ฟ้าอากาศ และผลต่อส่งิ มชี วี ิตและสิ่งแวดลอ้ ม ✧ เทคโนโลยี  การออกแบบและเทคโนโลยี เรยี นรเู้ กยี่ วกบั เทคโนโลยีเพ่อื การดารงชีวิตในสังคมทม่ี ี การเปลี่ยนแปลงอยา่ งรวดเร็ว ใช้ความร้แู ละทกั ษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตรแ์ ละศาสตรอ์ ื่นๆ เพ่ือ แก้ปญั หาหรือพัฒนางานอยา่ งมคี วามคิดสรา้ งสรรค์ ดว้ ยกระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม เลอื กใช้ เทคโนโลยีอยา่ งเหมาะสมโดยคานึงถึงผลกระทบตอ่ ชวี ิต สงั คม และสง่ิ แวดล้อม  วทิ ยาการคานวณ เรยี นรู้เกีย่ วกบั การคิดเชิงคานวณ การคิดวิเคราะห์แกป้ ญั หาอย่าง เปน็ ขัน้ ตอนและเป็นระบบ ประยุกตใ์ ชค้ วามรดู้ ้านวิทยาการคอมพวิ เตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการ สื่อสาร ในการแกป้ ัญหาท่ีพบในชวี ิตจริงไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ มาตรฐาน ว ๑.๑ เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสมั พันธ์ระหว่างสง่ิ ไม่มีชีวิต กบั สิง่ มีชีวิตและความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่ิงมชี ีวิตกบั ส่งิ มชี วี ิตตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน

การเปลยี่ นแปลงแทนที่ในระบบนเิ วศ ความหมายของประชากร ปญั หาและผลกระทบทมี่ ีต่อทรัพยากร ธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม แนวทางในการอนรุ ักษท์ รพั ยากรธรรมชาติและการแกไ้ ขปัญหาส่ิงแวดล้อม รวมท้งั นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ มาตรฐาน ว ๑.๒ เขา้ ใจสมบัติของสง่ิ มชี วี ิต หน่วยพนื้ ฐานของสงิ่ มชี ีวิต การลาเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์ ความสมั พันธ์ของโครงสร้าง และหน้าทข่ี องระบบต่างๆ ของสัตว์และมนษุ ย์ทท่ี างานสัมพันธ์ กนั ความสัมพนั ธข์ องโครงสรา้ งและหนา้ ทขี่ องอวยั วะต่างๆ ของพชื ท่ีทางานสมั พนั ธ์กนั รวมท้ังนาความรไู้ ปใช้ ประโยชน์ มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถา่ ยทอดลักษณะทาง พนั ธุกรรมสารพนั ธกุ รรม การเปลยี่ นแปลงทางพันธุกรรมทม่ี ีผลตอ่ สิง่ มชี ีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและ วิวัฒนาการของสงิ่ มีชวี ิต รวมทั้งนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระท่ี ๒ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัตขิ องสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสมบตั ิ ของสสารกบั โครงสรา้ งและแรงยึดเหนยี่ วระหว่างอนุภาค หลกั และธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของ สสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี มาตรฐาน ว ๒.๒ เขา้ ใจธรรมชาติของแรงในชวี ิตประจาวัน ผลของแรงทก่ี ระทาตอ่ วตั ถุ ลักษณะ การเคลอ่ื นที่แบบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมทั้งนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถา่ ยโอนพลงั งาน ปฏิสัมพันธ์ระหวา่ งสสารและพลงั งาน พลังงานในชีวติ ประจาวนั ธรรมชาตขิ องคล่ืน ปรากฏการณ์ที่เกย่ี วขอ้ ง กบั เสยี ง แสง และคลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ รวมทง้ั นาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์ สาระที่ ๓ วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ มาตรฐาน ว ๓.๑ เขา้ ใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และววิ ฒั นาการของเอกภพ กาแล็กซดี าวฤกษ์ และระบบสรุ ยิ ะ รวมท้ังปฏสิ มั พันธ์ภายในระบบสรุ ิยะท่สี ง่ ผลตอ่ สิ่งมีชีวิตและการประยกุ ตใ์ ช้ เทคโนโลยอี วกาศ มาตรฐาน ว ๓.๒ เขา้ ใจองค์ประกอบและความสัมพนั ธข์ องระบบโลก กระบวนการ เปลีย่ นแปลงภายในโลก และบนผวิ โลก ธรณพี ิบัติภัย กระบวนการเปล่ยี นแปลงลมฟา้ อากาศและภูมิอากาศ โลก รวมท้ังผลต่อสง่ิ มชี วี ิตและส่ิงแวดล้อม สาระที่ ๔ เทคโนโลยี มาตรฐาน ว ๔.๑ เขา้ ใจแนวคิดหลกั ของเทคโนโลยี เพ่ือการดารงชีวติ ในสังคมทม่ี ีการ เปลีย่ นแปลงอยา่ งรวดเร็ว ใช้ความรู้และทกั ษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตรอ์ ื่นๆ เพอ่ื แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมคี วามคดิ สรา้ งสรรคด์ ว้ ยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลอื กใช้เทคโนโลยี อยา่ งเหมาะสมโดยคานึงถึงผลกระทบต่อชีวิตสงั คม และสงิ่ แวดลอ้ ม

มาตรฐาน ว ๔.๒ เขา้ ใจและใชแ้ นวคิดเชิงคานวณในการแกป้ ญั หาทีพ่ บในชีวติ จรงิ อยา่ งเป็น ขน้ั ตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปญั หาได้ อยา่ งมีประสิทธภิ าพ รู้เทา่ ทนั และมีจรยิ ธรรม วสิ ยั ทัศน์ พันธกจิ และเปา้ ประสงคข์ องกลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิสัยทศั น์ ม่งุ พฒั นาผ้เู รียนดา้ นวิทยาศาสตร์ ใหม้ ีคุณภาพตามเกณฑม์ าตรฐานการศกึ ษา พันธกจิ พัฒนาการจัดการเรยี นการสอนด้านวิทยาศาสตร์พัฒนางานในกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์ ให้เปน็ ระบบและมีประสทิ ธภิ าพ เป้าประสงค์ ๑. นกั เรียนมคี วามรู้ ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ตามเกณฑ์มาตรฐานการศกึ ษา ๒. การปฏิบตั ิงานของกลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ดาเนนิ ไปอยา่ งเปน็ ระบบ และมปี ระสิทธิภาพ สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน มงุ่ ให้ผเู้ รียนเกดิ สมรรถนะสาคญั ๕ ประการ ดงั นี้ ๑. ความสามารถในการสอ่ื สาร เป็นความสามารถในการรับและสง่ สาร มีวฒั นธรรมในการ ใช้ภาษา ถา่ ยทอดความคดิ ความร้คู วามเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพอื่ แลกเปล่ียนข้อมลู ขา่ วสารและ ประสบการณ์อันจะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การพฒั นาตนเองและสังคม รวมท้งั การเจรจาต่อรอง เพื่อขจดั และลด ปญั หาความขัดแยง้ ตา่ ง ๆ การเลอื กรับหรือไมร่ ับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจน การเลือกใชว้ ธิ กี ารส่อื สาร ท่มี ีประสิทธิภาพโดยคานึงถึงผลกระทบที่มตี อ่ ตนเองและสงั คม ๒. ความสามารถในการคดิ เป็นความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคดิ อยา่ ง สรา้ งสรรค์ การคดิ อย่างมวี ิจารณญาณ และการคิดเปน็ ระบบ เพ่อื นาไปสูก่ ารสร้างองค์ความรู้ หรือสารสนเทศ เพ่อื การตดั สินใจเกยี่ วกับตนเองและสงั คมได้อย่างเหมาะสม ๓. ความสามารถในการแก้ปญั หา เปน็ ความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคตา่ งๆ ทเี่ ผชญิ ไดอ้ ยา่ งอย่างถูกต้องเหมาะสมบนพ้นื ฐานของหลักเหตผุ ล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพนั ธ์ และการเปล่ยี นแปลงของเหตกุ ารณต์ า่ งๆ ในสงั คม แสวงหาความรู้ ประยุกตค์ วามรมู้ าใช้ในการป้องกันและแกไ้ ข ปัญหาและมีการตดั สินใจท่ีมีประสิทธิภาพโดยคานึงถึงผลกระทบทเ่ี กิดขนึ้ ตอ่ ตนเอง สงั คมและสิง่ แวดล้อม ๔. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต เปน็ ความสามารถในการนากระบวนการต่างๆ ไปใช้ในการ ดาเนนิ ชีวติ ประจาวนั การเรียนรดู้ ้วยตนเอง การเรียนร้อู ยา่ งต่อเนือ่ ง การทางาน และการอยรู่ ว่ มกนั ในสังคม ด้วยการสร้างเสริมความสัมพนั ธ์อันดีระหว่างบคุ คล การจัดการปญั หาและความขัดแยง้ ต่างๆ อยา่ งเหมาะสม การปรบั ตัวให้ทันกับการเปลย่ี นแปลงของสังคมและสภาพแวดลอ้ ม และการรจู้ กั หลีกเลีย่ งพฤติกรรมไม่ พึงประสงคท์ ีส่ ่งผลกระทบต่อตนเองและผูอ้ ืน่

๕. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี เปน็ ความสามารถในการเลอื ก และใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ และมที กั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพฒั นาตนเองและสังคม ในดา้ นการเรียนรู้ การสือ่ สาร การทางาน การแกป้ ญั หาอย่างสรา้ งสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมคี ุณธรรม คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน มุ่งพัฒนาผเู้ รียนให้มีคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ เพอื่ ให้ สามารถอยรู่ ่วมกับผ้อู น่ื ในสังคมไดอ้ ยา่ งมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมอื งไทยและพลโลก ดงั นี้ ๑. รกั ชาติศาสน์ กษัตริย์ ๒. ซ่ือสตั ยส์ จุ รติ ๓. มีวนิ ัย ๔. ใฝ่เรยี นรู้ ๕. อยู่อย่างพอเพียง ๖. มงุ่ ม่นั ในการทางาน ๗. รกั ความเปน็ ไทย ๘. มจี ิตสาธารณะ คุณภาพผเู้ รยี น จบชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ ๓ ๑) เข้าใจลกั ษณะและองค์ประกอบทีส่ าคัญของเซลล์ส่งิ มีชีวิต ความสัมพันธข์ องการทางานของระบบ ตา่ งๆ ในร่างกายมนุษย์ การดารงชีวติ ของพชื การถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม การเปลย่ี นแปลงของยีน หรือโครโมโซมและตวั อยา่ งโรคทเ่ี กดิ จากการเปลี่ยนแปลงทางพนั ธกุ รรม ประโยชนแ์ ละผลกระทบของสง่ิ มีชวี ิต ดัดแปรพนั ธุกรรมความหลากหลายทางชวี ภาพ ปฏสิ มั พันธข์ ององค์ประกอบของระบบนิเวศ และการถ่ายทอด พลงั งานในสิง่ มีชวี ิต ๒) เข้าใจองค์ประกอบและสมบัติของธาตุ สารละลาย สารบริสุทธิ์ สารผสม หลักการแยกสาร การเปลี่ยนแปลงของสารในรูปแบบของการเปลยี่ นสถานะ การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมแี ละ สมบัติทางกายภาพและการใช้ประโยชนข์ องวัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามกิ และวัสดุผสม ๓) เข้าใจการเคลอ่ื นที่ แรงลพั ธ์และผลของแรงลัพธก์ ระทาตอ่ วัตถุ โมเมนตข์ องแรง แรงที่ปรากฏใน ชีวติ ประจาวนั สนามของแรง ความสมั พันธ์ของงาน พลงั งานจลน์ พลังงานศักย์โน้มถว่ ง กฎการอนรุ กั ษ์ พลงั งานการถ่ายโอนพลังงาน สมดลุ ความร้อน ความสมั พนั ธ์ของปรมิ าณทางไฟฟา้ การต่อวงจรไฟฟา้ ในบา้ น พลงั งานไฟฟา้ และหลกั การเบ้ืองตน้ ของวงจรอิเล็กทรอนกิ ส์ ๔) เขา้ ใจสมบัติของคลน่ื และลกั ษณะของคลืน่ แบบต่าง ๆ แสง การสะทอ้ น การหักเหของแสงและ ทัศนอปุ กรณ์

๕) เข้าใจการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ การเกดิ ฤดู การเคลอ่ื นท่ีปรากฏของดวงอาทิตย์ การเกดิ ข้างข้นึ ขา้ งแรม การข้นึ และตกของดวงจนั ทร์ การเกดิ นา้ ขน้ึ นา้ ลง ประโยชน์ของเทคโนโลยอี วกาศและ ความก้าวหน้าของโครงการสารวจอวกาศ ๖) เข้าใจลักษณะของชั้นบรรยากาศ องคป์ ระกอบและปัจจัยที่มีตอ่ ลมฟา้ อากาศ การเกดิ และ ผลกระทบของพายุฟา้ คะนอง พายหุ มุนเขตร้อน การพยากรณ์อากาศ สถานการณ์การเปล่ียนแปลงภูมิอากาศ โลกกระบวนการเกดิ เช้ือเพลิงซากดกึ ดาบรรพแ์ ละการใชป้ ระโยชน์ พลงั งานทดแทนและการใช้ประโยชน์ ลักษณะโครงสรา้ งภายในโลก กระบวนการเปล่ยี นแปลงทางธรณีวิทยาบนผวิ โลก ลักษณะชั้นหน้าตัดดิน กระบวนการเกดิ ดนิ แหลง่ น้าผวิ ดนิ แหล่งน้าใตด้ ิน กระบวนการเกิดและผลกระทบของภยั ธรรมชาติและธรณี พิบัตภิ ยั ๗) เขา้ ใจแนวคิดหลกั ของเทคโนโลยี ไดแ้ ก่ ระบบทางเทคโนโลยี การเปล่ียนแปลงของเทคโนโลยี ความสมั พันธร์ ะหว่างเทคโนโลยกี บั ศาสตรอ์ นื่ โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือคณติ ศาสตร์ วิเคราะห์ เปรียบเทียบและตัดสนิ ใจเพื่อเลอื กใชเ้ ทคโนโลยี โดยคานึงถึงผลกระทบตอ่ ชีวิต สังคม และส่ิงแวดล้อม ประยุกตใ์ ช้ความรูท้ ักษะ และทรพั ยากรเพือ่ ออกแบบและสร้างผลงานสาหรบั การแกป้ ญั หาในชวี ติ ประจาวัน หรือการประกอบอาชพี โดยใชก้ ระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม รวมทั้งเลอื กใช้วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมอื ได้อย่างถกู ตอ้ ง เหมาะสมปลอดภัย รวมท้งั คานึงถงึ ทรัพย์สินทางปัญญา ๘) นาขอ้ มูลปฐมภูมิเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ วเิ คราะห์ ประเมนิ นาเสนอขอ้ มลู และสารสนเทศได้ตาม วตั ถปุ ระสงค์ ใช้ทกั ษะการคดิ เชิงคานวณในการแกป้ ญั หาที่พบในชวี ติ จรงิ และเขียนโปรแกรมอย่างงา่ ยเพ่ือ ชว่ ยในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอยา่ งรู้เท่าทันและรับผิดชอบตอ่ สังคม ๙) ตัง้ คาถามหรือกาหนดปัญหาท่ีเชอื่ มโยงกับพยานหลกั ฐานหรือหลกั การทางวทิ ยาศาสตร์ ท่มี กี ารกาหนดและควบคุมตวั แปร คดิ คาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง สรา้ งสมมติฐานท่ีสามารถนาไปสกู่ าร สารวจ ตรวจสอบ ออกแบบและลงมือสารวจตรวจสอบโดยใช้วสั ดุและเครือ่ งมือท่เี หมาะสม เลอื กใชเ้ ครอ่ื งมือ และเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ท้งั ในเชิงปริมาณและคณุ ภาพที่ไดผ้ ลเทยี่ งตรง และปลอดภยั ๑๐) วิเคราะหแ์ ละประเมนิ ความสอดคลอ้ งของข้อมูลที่ไดจ้ ากการสารวจตรวจสอบจาก พยานหลักฐานโดยใช้ความรแู้ ละหลกั การทางวิทยาศาสตร์ในการแปลความหมายและลงขอ้ สรปุ และส่ือสาร ความคิด ความรู้ จากผลการสารวจตรวจสอบหลากหลายรูปแบบ หรอื ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ ให้ผูอ้ ืน่ เข้าใจไดอ้ ย่างเหมาะสม ๑๑) แสดงถึงความสนใจ มุ่งมัน่ รบั ผิดชอบ รอบคอบ และซอื่ สตั ย์ ในสงิ่ ท่ีจะเรยี นรู้ มคี วามคิด สร้างสรรคเ์ กี่ยวกับเรอื่ งท่ีจะศึกษาตามความสนใจของตนเอง โดยใชเ้ ครือ่ งมอื และวิธกี ารทใ่ี หไ้ ด้ผลถูกตอ้ ง เชือ่ ถอื ได้ ศกึ ษาค้นควา้ เพมิ่ เตมิ จากแหลง่ ความรู้ต่าง ๆ แสดงความคิดเหน็ ของตนเอง รับฟังความคิดเหน็ ผู้อ่ืน และยอมรบั การเปล่ยี นแปลงความรทู้ ี่ค้นพบเมื่อมีขอ้ มูลและประจกั ษพ์ ยานใหมเ่ พ่มิ ข้นึ หรอื แยง้ จากเดิม ตระหนักในคุณค่าของความรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีท่ีใช้ในชีวิตประจาวนั ใช้ความรู้และกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยใี นการดารงชีวติ และการประกอบอาชีพ แสดงความชนื่ ชม ยกยอ่ งและเคารพสทิ ธิ

ในผลงานของผคู้ ิดค้น เขา้ ใจผลกระทบทั้งด้านบวกและดา้ นลบของการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ตอ่ ส่ิงแวดล้อม และตอ่ บริบทอน่ื ๆ และศึกษาหาความรู้เพมิ่ เติม ทาโครงงานหรอื สร้างช้ินงานตามความสนใจ ๑๒) แสดงถงึ ความซาบซึง้ ห่วงใย มพี ฤตกิ รรมเก่ียวกบั การดูแลรักษาความสมดลุ ของระบบนิเวศและ ความหลากหลายทางชีวภาพ

คำอธบิ ำยรำยวชิ ำ รำยวิชำ ว๒๐๑๑๒ วทิ ยำกำรคำนวณ ๒ กลมุ่ สำระกำรเรียนรู้วทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษำปที ี่ ๒ ภำคเรียนท่ี ๒ เวลำ ๒๐ ช่ัวโมง จำนวน ๐.๕ หน่วยกิต ศึกษาวิธีการแก้ปัญหาโดยใช้แนวคิดเชิงคานวณ การออกแบบและเขียนโปรแกรมท่ีมีการใช้ตรรกะ และฟังก์ชัน การออกแบบอัลกอริทึมเพ่ือการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ซอฟต์แวร์ในการเขียน โปรแกรม องค์ประกอบและหลักการทางานของระบบคอมพิวเตอร์ การใช้สื่อเทคโนโลยี การประยุกต์ใช้งาน และการแกป้ ญั หาเบ้อื งตน้ แนวทางการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภัย การเลอื กแนวทางปฏบิ ัติเม่ือพบ ข้อมูลที่ไม่เหมาะสม การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีความรับผิดชอบ การสร้างและแสดงสิทธิ์ความเป็น เจา้ ของผลงาน การกาหนดสิทธิการใช้ขอ้ มูล วเิ คราะห์เปรียบเทียบตัดสนิ ใจเลือกใช้เทคโนโลยี โดยนาแนวคิด เชงิ นามธรรมและข้นั ตอนการแกป้ ญั หา ปฏบิ ตั กิ ารประยุกตใ์ ชก้ ารเขียนโปรแกรมหรือการแก้ปัญหาในชีวิตจริง เลือกใช้ซอฟต์แวร์และบริการ บนอินเตอร์เน็ตเพ่ือใช้ในการจัดการข้อมูลสารสนเทศให้ปลอดภัย เลือกใช้เทคโนโลยีและแนวทางปฏิบัติเพื่อ ป้องกันข้อมูลและปอ้ งกนั การเข้าถึงเนื้อหาท่ีไมเ่ หมาะสม ใช้ซอฟต์แวร์เพื่อการจัดการข้อมูลสารสนเทศและประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม ตระหนักถึงการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ และไม่สร้างความ เสียหายให้แก่ผอู้ นื่ ตวั ชว้ี ัด ว๔.๒ ม.๒/๑ ออกแบบอัลกอริทมึ ท่ีใชแ้ นวคิดเชงิ คานวณในการแก้ปญั หา หรอื การทางานทพี่ บในชีวิตจริง ว๔.๒ ม.๒/๒ ออกแบบและเขียนโปรแกรมทใ่ี ช้ตรรกะและฟงั ก์ชนั ในการแกป้ ญั หา ว๔.๒ ม.๒/๓ อภปิ รายองค์ประกอบและหลกั การทางานของระบบคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยกี ารสื่อสาร เพื่อประยุกตใ์ ช้งานหรอื แกป้ ญั หาเบือ้ งต้น ว๔.๒ ม.๒/๔ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย มคี วามรับผิดชอบ สร้างและแสดงสิทธใิ นการ เผยแพรผ่ ลงาน รวม ๔ ตวั ชีว้ ัด

โครงสรา้ งรายวิชา รายวชิ า ว๒๐๑๑๒ วิทยาการคานวณ ๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ ๒ เวลาเรียน ๒๐ ชัว่ โมง/ภาคเรยี น จานวน ๐.๕ หนว่ ยกิต หนว่ ย ชอื่ หนว่ ย มาตรฐานการ สาระการเรียนรู้ เวลาเรียน นา้ หนกั ท่ี การเรียนรู้ เรยี นรู้/ตวั ชว้ี ัด (ชัว่ โมง) คะแนน ๑ อลั กอรทิ มึ และการ ว๔.๒ ม.๒/๑ • กระบวนการออกแบบวิธกี าร ๔ ๑๐ แก้ปัญหา แกป้ ัญหา ๒ การประยกุ ต์ใช้ ว๔.๒ ม.๒/๒ • การเขยี นโปรแกรมเพือ่ การแกป้ ญั หา ๑๐ ๓๐ โปรแกรม ในการ • ซอฟตแ์ วร์ท่ใี ช้ในการเขยี นโปรแกรม แก้ปัญหา ๓ การทางานของระบบ ว๔.๒ ม.๒/๓ • องค์ประกอบและหลักการทางาน ๒ ๑๐ คอมพวิ เตอร์ ของระบบคอมพวิ เตอร์ • เทคโนโลยกี ารส่ือสารและการ ประยกุ ตใ์ ช้งานเพอื่ การแก้ปัญหา เบอ้ื งตน้ ๔ ความปลอดภัยในการ ว๔.๒ ม.๒/๔ • การเลอื กแนวทางปฏิบตั ิเพือ่ ใช้ ๒ ๑๐ ใชเ้ ทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง สารสนเทศ รบั ผิดชอบ เหมาะสม และปลอดภยั • การสรา้ งและแสดงสทิ ธ์คิ วามเปน็ เจา้ ของผลงาน • การกาหนดสิทธกิ ารใช้ขอ้ มูล กลางภาค ๑ ๒๐ ปลายภาค ๑ ๒๐ ๒๐ ๑๐๐ รวม

กำหนดกำรสอนตำมโครงสร้ำงรำยวิชำ ว๒๐๑๑๒ วิทยำกำรคำนวณ ๒ ช้ันมัธยมศึกษำปีท่ี ๒ จำนวน ๒๐ ช่ัวโมง/ภำคเรยี น จำนวน ๐.๕ หนว่ ยกติ ท่ี ชอ่ื หนว่ ยกำรเรยี นรู้ เร่ือง มำตรฐำนกำรเรยี นร/ู้ ตัวชว้ี ัด จำนวน น้ำหนัก ช่ัวโมง คะแนน ๑ อลั กอริทมึ และการ 1. แนวคิดเชงิ คำนวณ ว๔.๒ ม.๒/๑ ออกแบบ 4 10 แก้ปัญหา 2. กำรแก้ปัญหำโดยใช้ อลั กอริทึมท่ใี ช้แนวคดิ เชิง แนวคดิ เชงิ คำนวณ คานวณในการแก้ปญั หา หรอื การทางานทพ่ี บในชีวติ จริง ๒ การประยกุ ต์ใช้ 3. กำรออกแบบข้ันตอนกำร ว๔.๒ ม.๒/๒ ออกแบบและ ๑๐ ๓๐ โปรแกรม ในการ ทำงำนของโปรแกรม เขียนโปรแกรมที่ใชต้ รรกะและ 4. ตวั แปรภำษำ Python ฟังกช์ นั ในการแกป้ ญั หา แกป้ ญั หา 5. ตัวดำเนนิ กำรในภำษำ Python 6. กำรเขียนโปรแกรมด้วย ภำษำ Python 7. กำรใชง้ ำนฟังกช์ นั ใน ภำษำ Python ๓ การทางานของระบบ 8. กำรทำงำนของระบบ ว๔.๒ ม.๒/๓ อภิปราย ๒ ๑๐ คอมพิวเตอร์ คอมพวิ เตอร์ องค์ประกอบและหลกั การ ทางานของระบบคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีการสื่อสารเพอื่ ประยกุ ต์ใชง้ านหรือแก้ปญั หา เบ้ืองต้น ๔ ความปลอดภยั ในการ 9. ควำมปลอดภยั ในกำรใช้ ว๔.๒ ม.๒/๔ ใช้เทคโนโลยี ๒ ๑๐ ใชเ้ ทคโนโลยี เทคโนโลยีสำรสนเทศ สารสนเทศอย่างปลอดภยั มี สารสนเทศ ความรับผิดชอบ สรา้ งและ แสดงสทิ ธใิ นการเผยแพรผ่ ลงาน

แผนการจดั การเรยี นรู้ หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี - รายวิชา ว๒๐๑๑๒ วิทยาการคานวณ ๒ เรอ่ื ง แผนปฐมนิเทศ ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ ๒ เวลา ๑ ชว่ั โมง กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้สอน นางฐิตยิ าภรณ์ ทวี ภาคเรยี นท่ี ๒ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๒ ๑. มาตรฐานการเรยี นรู้และตัวชว้ี ัด - ๒. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ (เรียง K P A) ๒.๑ นักเรียนมีความเขา้ ใจเกย่ี วกบั รายวิชา ตัวชว้ี ัดและวิธีการปฏิบตั ติ นในการเรยี นรายวชิ า ว๒๐๑๑๒ วทิ ยาการคานวณ ๒ (K) ๒.๒ สามารถสมัครและเข้าระบบ Gmail ของตนเองได้ (P) ๒.๓ มีความมุ่งม่ันและมีความรับผดิ ชอบในการทางาน (A) ๓. สมรรถนะที่สาคญั ๓.๑ ความสามารถในการส่ือสาร ๓.๒ ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต ๓.๓ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ๔. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ (ตามหลกั สูตร) (ให้บูรณาการกบั แนวคดิ เศรษฐกจิ พอเพียง) ๔.๑ มวี นิ ัย ๔.๒ ใฝเ่ รียนรู้ ๔.๓ มุง่ มนั่ ในการทางาน ๕. สาระสาคัญ การปฐมนิเทศกอ่ นเรยี นเปน็ การแนะนาเกย่ี วกบั วธิ ีเรียน ขอบขา่ ยเน้อื หาสาระ การวัดและประเมินผล รายวิชา ว๒๐๑๑๒ วทิ ยาการคานวณ ๒ ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี ๒ เพ่ือให้นักเรยี นทราบและเขา้ ใจถงึ วธิ กี าร เรยี นรู้ จุดประสงคข์ องการเรียนรู้ รวมถึงการแบ่งกลุม่ เพ่อื ทางานร่วมกับผูอ้ น่ื รบั ผดิ ชอบงานสว่ นรวมซงึ่ เปน็ แนวทางในการที่จะทาใหน้ กั เรยี นบรรลุวตั ถุประสงค์ทีต่ งั้ ไวแ้ ละทาใหค้ รแู ละนักเรียนเกดิ ความคุน้ เคยมี ปฏิสมั พันธ์ซึง่ กนั และกนั

๖. สาระการเรยี นรู้/เนื้อหาย่อย ๖.๑ คาอธบิ ายรายวิชา รายวิชา ว๒๐๑๑๒ วิทยาการคานวณ ๒ ๖.๒ เกณฑ์การวดั และประเมนิ ผลรายวิชา รายวิชา ว๒๐๑๑๒ วทิ ยาการคานวณ ๒ ๖.๓ การสมัครและเขา้ ระบบ Gmail ๗. ภาระงาน/ชิ้นงาน สมคั ร Gmail เขา้ สู่ระบบ และกรอกขอ้ มลู ในแบบฟอรม์ ขอ้ มลู นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ ๒ ๘. เกณฑก์ ารประเมินภาระงาน/ชน้ิ งาน (Rubric Scoring) สมัคร Gmail เข้าสูร่ ะบบ และขอ้ มลู นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๒ ครบ ๑๐๐ % ๙. กิจกรรมการเรยี นรู้ ชว่ั โมงท่ี ๑ ๙.๑ ครูแนะนาตัวให้นกั เรียนทราบรวมถึงหน้าทท่ี ไี่ ด้รับมอบหมายและทาความคุ้นเคย กบั นกั เรยี น ๙.๒ นกั เรยี นแนะนาตัวเป็นรายบุคคล โดยบอกชื่อ-นามสกลุ ช่อื เลน่ ๙.๓ ครูอธบิ ายวิธกี ารสมัคร Gmail และเขา้ ระบบ Gmail ๙.๔ นักเรียนเข้าไปกรอกข้อมลู ในแบบฟอร์มขอ้ มูลนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ ๒ ท่เี วบ็ ไซต์ http://www.gg.gg/comsic-2 คลกิ ท่ี แบบบันทึกข้อมูลผู้เรยี น แล้วกรอกข้อมูลให้เรียบร้อย ๙.๕ ครใู ห้นกั เรียนเข้าไปอ่านคาอธบิ ายรายวิชาและจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ทเ่ี ว็บไซต์ http://www.gg.gg/comsic-2 ตรงหัวขอ้ คาอธิบายรายวิชาและจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ ๙.๖ ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันสรุป เนอื้ หาท่เี รียนในรายวิชา ว๒๐๑๑๒ วิทยาการคานวณ ๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๒ ๑๐. ส่อื การเรยี นรู/้ แหลง่ เรยี นรู้ ๑๐.๑ เว็บไซต์ http://www.gg.gg/comsic-2 สร้างโดย นางฐิติยาภรณ์ ทวี ๑๑. การวดั และประเมินผล -





หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๑ เรอื่ ง อลั กอรทิ ึมและการแกป้ ัญหา

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 1 หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 อลั กอริทมึ และการแก้ปัญหา รายวิชา ว20112 วทิ ยาการคานวณ 2 เรอื่ ง แนวคิดเชงิ คานวณ ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 เวลา 1 ชัว่ โมง กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2562 ผ้สู อน นางฐติ ิยาภรณ์ ทวี 1. มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอน และเปน็ ระบบ ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี ประสิทธิภาพ รู้เท่าทนั และมจี ริยธรรม ตัวช้วี ดั ว ๔.๒ ม.๒/๑ ออกแบบอัลกอรทิ มึ ท่ีใชแ้ นวคิดเชิงคำนวณในกำรแกป้ ญั หำ หรือกำรทำงำนท่ี พบในชีวติ จริง 2. จุดประสงค์การเรยี นรู้ 2.1 นกั เรียนบอกความหมายของแนวคิดเชิงคานวณได้ (K) 2.2 นักเรียนอธิบายองคป์ ระกอบของแนวคดิ เชงิ คานวณได้ (K) 2.3 นกั เรยี นเขยี นภาพการทางานขององค์ประกอบแนวคิดเชงิ คานวณได้ (P) 2.4 นกั เรยี นมคี วามรับผิดชอบงานทไี่ ดร้ บั มอบหมาย (A) 3. สมรรถนะท่ีสาคัญ 3.1 ความสามารถในการส่ือสาร 3.2 ความสามารถในการคดิ 3.3 ความสามารถในการแกป้ ัญหา 3.4 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 4. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 4.1 มวี ินยั 4.2 ใฝเ่ รยี นรู้ 4.3 ม่งุ มน่ั ในการทางาน 5. สาระสาคญั แนวคิดเชิงคานวณ คือ แนวคดิ ในการแก้ปัญหาต่างๆ อยา่ งเปน็ ระบบ และเปน็ กระบวนการท่ีมลี าดบั ขั้นตอนชัดเจน โดยกระบวนการแกป้ ญั หาดังกลา่ วนเ้ี ปน็ กระบวนการที่มนษุ ย์ และคอมพวิ เตอร์ สามารถ เขา้ ใจร่วมกันได้ ซึง่ แนวคิดเชงิ คานวณนีเ้ ปน็ แนวคิดทสี่ าคัญสาหรับการพัฒนาซอฟตแ์ วร์คอมพิวเตอร์ เพราะการเขียนโปรแกรมถา้ ไมไ่ ดเ้ กิดขึ้นจากแนวคดิ เชงิ คานวณ จะทาให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทางานช้า ไมต่ รงตามทีต่ ้องการ ดงั น้นั จงึ ควรนาแนวคิดเชงิ คานวณเข้ามาใชใ้ นการแก้ปญั หาเพ่อื ให้เกดิ ผลลัพธข์ อง การแก้ปญั หาท่ีมีประสิทธภิ าพ 6. สาระการเรยี นร/ู้ เน้ือหายอ่ ย 6.1 ความหมายของแนวคิดเชิงคานวณ 6.2 องคป์ ระกอบของแนวคดิ เชงิ คานวณ

7. ภาระงาน/ชิน้ งาน ใบงานท่ี 1.1 องค์ประกอบของแนวคิดเชงิ คานวณ 8. เกณฑก์ ารประเมินภาระงาน/ชนิ้ งาน แนบท้ายแผน 9. กจิ กรรมการเรยี นรู้ ช่วั โมงที่ ๑ ๙.๑ แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ ๙.2 นักเรียนเข้าบทเรียนออนไลน์ทาแบบทดสอบก่อนเรียนใน Goggle Forms เร่ือง แนวคิดเชิง คานวณกับการแก้ปัญหา จานวน 10 ข้อ 9.3 ครูถามคาถามประจาหัวข้อวา่ “นกั เรยี นคดิ วา่ มนษุ ย์นาแนวคดิ เชิงคานวณมาประยกุ ต์ใช้ ในชวี ติ ประจาวันได้อย่างไร” ๙.4 นกั เรียนศกึ ษาค้นคว้าหาความรู้เกย่ี วกับความหมายและองค์ประกอบของแนวคิดเชิงคานวณ ใน เว็บไซต์ http://gg.gg/comsci-2 ท่ีครูสร้างข้ึน เพ่ือศึกษาความรู้เร่ือง ความหมายของแนวคิดเชิงคานวณ และองค์ประกอบของแนวคิดเชงิ คานวณ ๙.5 ครูนานักเรียนอภิปรายเก่ียวกับองค์ประกอบของแนวคิดเชิงคานวณ เพ่ือตรวจสอบความรู้ ความเขา้ ใจ โดยใหน้ ักเรียนแสดงความคดิ เหน็ ครแู นะนาเพ่ิมเตมิ ๙.๖ นกั เรียนทาใบงานท่ี 1.1 เร่อื ง องค์ประกอบของแนวคดิ เชงิ คานวณ เพ่ือทดสอบความรู้ความ เขา้ ใจ ๙.๗ ครูอภิปรายและสรปุ ความรู้ เรอื่ ง ความหมายและองคป์ ระกอบของแนวคดิ เชงิ คานวณ 10. ส่อื การเรียนรู้/แหล่งเรยี นรู้ 10.1 ใบงานท่ี 1.1 องคป์ ระกอบของแนวคดิ เชิงคานวณ 10.2 บทเรยี นออนไลน์ http://gg.gg/comsci-2 10.3 โปรแกรม Google doc 10.4 โปรแกรม Google Classroom 10.5 โปรแกรม Google forms 11. การวัดและประเมนิ ผล ๑๑.๑ วิธกี ารประเมนิ ๑) ทดสอบกอ่ นเรียน 2) ประเมินใบงาน 3) สังเกตพฤติกรรมการเรยี นรู้ ๑๑.๒ เครื่องมอื ๑) แบบทดสอบก่อนเรยี น 2) แบบประเมินใบงาน 3) แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรยี นรู้ ๑๑.๓ เกณฑ์การประเมิน 1) มีการตอบคาถามตามใบงาน ผา่ นเกณฑร์ ะดับคณุ ภาพดี 2) มีพฤตกิ รรมการเรียนรผู้ ่านเกณฑ์ระดบั คุณภาพดี





บทเรยี นออนไลน์ รายวิชา ว20112 วทิ ยาการคานวณ 2 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 2 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี *********************** แหลง่ เรยี นรู้ เวบ็ ไซต์ http://gg.gg/comsci-2 สรา้ งโดย นางฐิติยาภรณ์ ทวี

แบบทดสอบก่อนเรยี น หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๑ เร่อื ง แนวคิดเชิงคานวณกับการแกป้ ญั หา *********************** รายวชิ า ว20112 วิทยาการคานวณ 2 ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา ๒๕๖2 จานวน 10 ข้อ 10 นาที ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คาช้ีแจง ให้นกั เรียนเลอื กคำตอบทีถ่ กู ตอ้ งที่สดุ เพยี งข้อเดียว 1. ขอ้ ใดหมายถงึ แนวคดิ เชงิ คานวณ 6. แนวคดิ การแยกย่อยเปน็ องคป์ ระกอบของแนวคดิ ใด ก. Computer Thinking ก. แนวคดิ เชิงคานวณ ข. Computational Thinking ข. แนวคิดเชงิ ตรรกะ ค. Complete Thinking ค. แนวคิดเชิงรวบยอด ง. Calculator Thinking ง. แนวคดิ เชิงนามธรรม 2. ขอ้ ใด ไมใ่ ช่ องคป์ ระกอบของแนวคิดเชิงคานวณ 7. ขอ้ ใดกลา่ วถึงแนวคิดเชิงคานวณได้ถกู ต้อง ก. แนวคิดเชงิ นามธรรม ก. เป็นการแก้ปัญหาจากใหญ่ไปยอ่ ย ข. แนวคดิ การแยกยอ่ ย ค. แนวคดิ การหารูปแบบ ข. เป็นทกั ษะการแกป้ ัญหาท่ซี ับซ้อน ง. แนวคิดเชงิ รูปธรรม ค. เป็นทกั ษะที่ใชใ้ นการประดษิ ฐห์ นุ่ ยนต์ ง. เปน็ ทกั ษะสาคญั ทนี่ กั พัฒนาซอฟต์แวร์ควรมี 3. แนวคิดเชิงคานวณท่แี ตกปญั หาใหญ่ออกเป็นปัญหาย่อย 8. เม่ือพบกองเส้อื ผ้าท่ปี ะปนกันอยเู่ ป็นจานวนมาก หมายถงึ คอื ขอ้ ใด จะเลือกแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างไรจงึ จะถูกตอ้ ง ก. แนวคิดการแยกย่อย ก. จดั เรยี งเส้ือผา้ ตามกล่มุ / แบง่ กลุ่มเส้อื ผา่ / จดั เขา้ ตเู้ สอ้ื ผา้ ข. แนวคดิ การหารปู แบบ ข. แบง่ กลุ่มเสื้อผา้ / จดั เรยี งเส้อื ผ้าตามกล่มุ / จัดเข้าตเู้ สื้อผา้ ค. แนวคิดเชงิ นามธรรม ค. แบ่งกลมุ่ เสื้อผา้ / แยกสีเส้ือผา้ / แยกประเภทเสอ้ื ผ้า ง. แนวคดิ เชิงรูปธรรม / จดั เข้าต้เู ส้อื ผ้า 4. เมือ่ ครูสง่ั ใหเ้ ขา้ แถวตามลาดับความสงู ของนักเรยี น ง. หาวัตถุประสงค์หลกั ในการค้นหาเสอ้ื ผา้ / แบง่ กลมุ่ เสอื้ ผา้ ให้เร็วทส่ี ุด ส่ิงแรกที่ควรทาคือข้อใด ก. เรยี งลาดบั ตามความสูงจากน้อยไปหามาก ตามวตั ถุประสงค์หลกั / จัดเรยี งเสอ้ื ผา้ ตามกลุ่ม ข. เรียงลาดับตามความสูงจากมากไปหาน้อย 9. เม่อื ต้องการแกป้ ญั หาตามแนวคิดเชงิ คานวณ ค. กาหนดนกั เรียนคนแรกให้เปน็ นกั เรยี นตาแหน่งหลกั ง. แบ่งกลุม่ ออกเป็น 2 กลุ่มโดยกาหนดเงือ่ นไข ควรทาองคป์ ระกอบใดเปน็ ขน้ั ตอนแรก ให้ละเอียด ก. ทาปัญหาน้ันใหม้ ขี นาดเล็กลง เพื่อใหส้ ามารถจดั การ 5. ขอ้ ใดคือประโยชนข์ องการแกป้ ัญหาโดยใชแ้ นวคิด ปญั หาแต่ละสว่ นได้ง่ายขน้ึ เชิงคานวณ ข. เปลย่ี นรูปแบบปัญหาใหแ้ กไ้ ขปัญหาได้ง่ายขึ้น ก. สามารถแกป้ ญั หาไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว ค. กาหนดหลกั การในการแกป้ ัญหา ข. สามารถบันทึกแนวทางการแกป้ ญั หาได้ ง. ออกแบบข้ันตอนวธิ ใี นการแกป้ ัญหา ค. สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ 10. แนวคดิ ในขอ้ ใดใช้สญั ลกั ษณ์ Flowchart แสดงลาดับ ง. สามารถแกป้ ัญหาโดยใช้การคานวณจากคอมพิวเตอร์ ข้ันตอนในการแก้ปัญหา ก. แนวคดิ เชิงนามธรรม ข. แนวคิดการแยกย่อย ค. แนวคิดการออกแบบขัน้ ตอนวิธี ง. แนวคิดการหารปู แบบ เฉลย 1. ข 2. ง 3. ก 4. ค 5. ค 6. ก 7. ง 8. ง 9. ก 10. ค

ใบงานที่ ๑.๑ เร่อื ง องคป์ ระกอบของแนวคดิ เชงิ คำนวณ *********************** หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 1 อลั กอริทึมและการแกป้ ญั หา รายวชิ า ว20112 วิทยาการคานวณ 2 ประกอบแผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ ๑ แนวคดิ เชงิ คานวณ ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา ๒๕๖2 เวลา 1 ช่ัวโมง จานวน 0.5 หน่วยกติ ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คำชแี้ จง : ใหน้ ักเรียนเขียนภาพการทางานตามแนวคดิ ตา่ งๆ ขององคป์ ระกอบแนวคิดเชงิ คานวณ เพือ่ แกป้ ัญหาจากสถานการณ์ทก่ี าหนดให้ สถานการณ์ ให้นักเรยี นเขยี นภาพการทางาน ตามแนวคิดการแยกย่อย (Decomposition) ณ หมบู่ า้ นแสนสุข ผูใ้ หญบ่ า้ นกาลงั คิดหาวธิ ีการ ประกาศครอบครัวตวั อยา่ ง ทจี่ ะทาให้ชาวบ้านเข้าใจ โดยมคี รอบครวั ตวั อย่างจานวน 2 ครอบครวั ครอบครวั แรก คือ ครอบครวั ของนายมิง่ และนางแย้ม มลี กู สาว 1 คนชอ่ื สร้อย ส่วนครอบครัวที่สอง คือ ครอบครวั ของนายขวัญ และนางเรยี ม มลี กู ชายชื่อกล้า สถานการณ์ ใหน้ กั เรยี นเขียนภาพการทางาน ครนู กกาลงั คิดหาวิธกี ารทาสรุปจากการสารวจงาน ตามแนวคดิ การหารปู แบบ (Pattern Recognition) อดเิ รกของนกั เรยี นจานวน 100 คน โดยผลการสารวจ มีดงั นี้ มนี ักเรียนที่ชอบชมภาพยนตร์อยู่ 28 คน ชอบฟังเพลง 46 คน ชอบเล่นเกม 6 คน และชอบออก กาลงั กาย 20 คน

สถานการณ์ ใหน้ ักเรยี นเขียนภาพการทางาน ตามแนวคดิ เชิงนามธรรม (Abstraction) ครูฟา้ ใสมอบหมายให้วีระแยกสว่ นภาพวาดโดยตัดส่วน ที่เปน็ รายละเอยี ดต่างๆ ออกไป ซึง่ วีระไมเ่ ขา้ ใจ และ ภาพวาดทคี่ รฟู า้ ใสมอบหมายใหว้ รี ะคือรูปภาพ ดังต่อไปนี้ สถานการณ์ ให้นักเรียนเขยี นภาพการทางาน เขียวไมเ่ ข้าใจขนั้ ตอนการทอดไขเ่ จียวทีแ่ ดงอธบิ าย ตามแนวคดิ การออกแบบขั้นตอนวธิ ี (Algorithm Design) โดยขั้นตอนการทอดไข่เจียวท่ีแดงอธบิ ายมีดังนี้ ขั้นแรกตอกไขใ่ ส่ชามและใสเ่ ครื่องปรุงรส ตไี ข่ผสมให้ เข้ากนั ตงั้ กระทะเทน้ามนั นาไข่ลงในกระทะ จากน้นั กลบั ดา้ นไข่และตรวจสอบวา่ ไขส่ ุกหรือไม่ ถา้ สกุ แลว้ ให้ ตกั ใส่จานเสริ ์ฟ แต่ถ้ายังไมส่ กุ ใหท้ อดต่อจนกระทัง่ สกุ จงึ คอ่ ยทาการตกั ใสจ่ านเพอ่ื เสิร์ฟ

ใบงานท่ี ๑.๑ เรอื่ ง องคป์ ระกอบของแนวคดิ เชิงคำนวณ *********************** หน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 อัลกอริทมึ และการแก้ปัญหา รายวิชา ว20112 วทิ ยาการคานวณ 2 ประกอบแผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๑ แนวคดิ เชงิ คานวณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา ๒๕๖2 เวลา 1 ชัว่ โมง จานวน 0.5 หน่วยกติ ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คาชแ้ี จง : ให้นักเรยี นเขยี นภาพการทางานตามแนวคดิ ตา่ งๆ ขององคป์ ระกอบแนวคดิ เชิงคานวณ เพือ่ แก้ปญั หาจากสถานการณ์ทก่ี าหนดให้ สถานการณ์ ให้นักเรยี นเขยี นภาพการทางาน ตามแนวคิดการแยกย่อย (Decomposition) ณ หมบู่ ้านแสนสขุ ผู้ใหญบ่ า้ นกาลงั คิดหาวธิ ีการ ประกาศครอบครวั ตัวอย่าง ทจ่ี ะทาให้ชาวบา้ นเข้าใจ ครอบครวั นายม่ิง ด.ญ.สรอ้ ย โดยมีครอบครวั ตวั อยา่ งจานวน 2 ครอบครัว 1 นางแยม้ ครอบครัวแรก คือ ครอบครัวของนายมง่ิ และนางแย้ม มีลกู สาว 1 คนชอ่ื สร้อย สว่ นครอบครวั ที่สอง คอื หมู่บ้าน ครอบครัวของนายขวัญ และนางเรียม มลี กู ชายช่ือกล้า แสนสขุ ครอบครัว นายขวญั ด.ช.กล้า 2 นางเรยี ม สถานการณ์ ให้นักเรียนเขยี นภาพการทางาน ครนู กกาลังคิดหาวิธีการทาสรปุ จากการสารวจงาน ตามแนวคิดการหารูปแบบ (Pattern Recognition) อดิเรกของนกั เรียนจานวน 100 คน โดยผลการสารวจ มีดงั น้ี มนี ักเรยี นทช่ี อบชมภาพยนตร์อยู่ 28 คน ออก ชมภาพยนตร์ ชอบฟังเพลง 46 คน ชอบเลน่ เกม 6 คน และชอบออก กาลังกาย 28% กาลังกาย 20 คน 20% เล่นเกม 13% ฟงั เพลง 39%

สถานการณ์ ให้นกั เรยี นเขียนภาพการทางาน ตามแนวคดิ เชิงนามธรรม (Abstraction) ครูฟ้าใสมอบหมายให้วรี ะแยกส่วนภาพวาดโดยตัดส่วน ทีเ่ ปน็ รายละเอียดต่างๆ ออกไป ซ่ึงวีระไม่เข้าใจ และ ภาพวาดทค่ี รฟู า้ ใสมอบหมายให้วรี ะคือรปู ภาพ ดงั ต่อไปนี้ สถานการณ์ ใหน้ ักเรยี นเขยี นภาพการทางาน เขียวไม่เข้าใจขัน้ ตอนการทอดไขเ่ จยี วท่ีแดงอธบิ าย ตามแนวคดิ การออกแบบข้นั ตอนวธิ ี (Algorithm Design) โดยขน้ั ตอนการทอดไข่เจยี วท่แี ดงอธบิ ายมีดังน้ี ขัน้ แรกตอกไขใ่ สช่ าม และใส่เครอื่ งปรุงรส ตีไข่ผสมให้ เรมิ่ ต้น เข้ากนั ตง้ั กระทะเทนา้ มันนาไข่ลงในกระทะ จากนัน้ กลบั ด้านไข่และตรวจสอบวา่ ไขส่ กุ หรือไม่ ถา้ สุกแล้วให้ ตอกไข่ใสช่ าม ตักใสจ่ านเสิร์ฟ แต่ถ้ายงั ไมส่ กุ ใหท้ อดต่อจนกระท่งั สุก จงึ ค่อยทาการตักใส่จานเพ่อื เสิร์ฟ ใส่เคร่ืองปรงุ ตไี ข่ผสมให้เขา้ กนั ต้งั กระทะเทน้ามัน นาไขล่ งในกระทะ กลบั ดา้ นไข่ ทอดไขเ่ จยี วต่อ ไมส่ กุ สุกหรือไม่ สุก ตักใสจ่ านเสริ ์ฟ สนิ้ สดุ

แบบประเมินใบงานที่ ๑.๑ เร่ือง องคป์ ระกอบของแนวคดิ เชิงคำนวณ *********************** หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 1 อัลกอริทึมและการแกป้ ญั หา รายวชิ า ว20112 วิทยาการคานวณ 2 ประกอบแผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ ๑ แนวคดิ เชงิ คานวณ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา ๒๕๖2 เวลา 1 ช่วั โมง จานวน 0.5 หนว่ ยกติ --------------------------------------------------------------------------------------- ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒ /............... ข้อท่ี ข้อที่ ขอ้ ท่ี ข้อที่ รวม ระดับ เลขท่ี ชอ่ื -สกุล 12 34 คะแนน คณุ ภาพ ๕5 55 ๒๐ ลงชอ่ื ผ้ปู ระเมนิ (........................................................) เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ ระดับคณุ ภาพ ชว่ งคะแนน ดมี าก ๑๖ – ๒๐ ดี ๑๑ – ๑๕ พอใช้ ๖ – ๑๐ ปรับปรุง ๐–๕

แบบสังเกตพฤตกิ รรมผเู้ รียน ชน้ั ...............................................จำนวน...................คน สงั เกตพฤติกรรมกำรเรียนรู้ วนั ที่..............เดอื น....................................................พ.ศ........................ พฤตกิ รรม ความ ความ การตอบ ทางานทัน มีสว่ นรว่ ม ตง้ั ใจใน สนใจ คาถาม ตาม ในกิจกรรมหรือ รวม (๒๐) เลขท่ี ชือ่ -สกุล การเรียน และการ (๔) กาหนดเวลา งานกลมุ่ (๔) ซกั ถาม (๔) (๔) (๔) ๑. ๒. ๓. ๔. ๕. ลงช่ือ ......................................ผู้ประเมิน ............/............/.......... เกณฑก์ ารประเมนิ ในการสงั เกตพฤติกรรมการเรียนรู้ มีดังน้ี คะแนน ๑๘ – ๒๐ ดีมำก คะแนน ๑๔ – ๑๗ ดี คะแนน ๑๐ – ๑๓ พอใช้ คะแนน ๐ – ๙ ควรปรบั ปรุง เกณฑ์ให้คะแนนจากการสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้ คือ เกณฑก์ ำรใหค้ ะแนน ๔ คะแนน เม่อื นักเรียนแสดงพฤติกรรมตำมที่ตอ้ งกำรเป็นประจำสม่ำเสมอ เกณฑก์ ำรให้คะแนน ๓ คะแนน เมอ่ื นักเรยี นแสดงพฤตกิ รรมตำมทต่ี อ้ งกำรค่อนข้ำงจะสมำ่ เสมอ เกณฑ์กำรให้คะแนน ๒ คะแนน เมื่อนักเรยี นแสดงพฤตกิ รรมตำมทต่ี ้องกำรค่อนข้ำงน้อย เกณฑก์ ำรให้คะแนน ๑ คะแนน เม่อื นักเรยี นแสดงพฤตกิ รรมตำมที่ตอ้ งกำรน้อย

เกณฑก์ ารประเมนิ การสงั เกตพฤตกิ รรมผเู้ รียน เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน รายการประเมนิ ดีมาก(๔) ดี(๓) พอใช(้ ๒) ต้องปรบั ปรงุ (๑) ๑. ความตั้งใจในการเรยี น สนใจในกำรเรียนไม่ สนใจในกำรเรียน สนใจในกำรเรยี น ไม่สนใจในกำร ๒. ความสนใจและการ ซกั ถาม คยุ หรือเล่นกัน คยุ กันเลก็ นอ้ ย คุยกนั และเล่นกนั เรยี นคุยและเล่น ๓. การตอบคาถาม ในขณะเรยี น ในขณะเรยี น ในขณะเรยี นเปน็ กนั ในขณะเรยี น ๔. ทางานทนั ตาม บำงครัง้ กาหนดเวลา มกี ำรถำมในหวั ข้อท่ี มกี ำรถำมใน มีกำรถำมใน ไมถ่ ำมในหัวข้อท่ี ๕. มสี ่วนรว่ ม ในกจิ กรรมหรืองานกลมุ่ ตนไมเ่ ขำ้ ใจทกุ เรื่อง หวั ขอ้ ทต่ี นไม่ หวั ขอ้ ท่ีตนไม่ ตนไมเ่ ข้ำใจและ และกล้ำแสดงออก เขำ้ ใจเปน็ เขำ้ ใจเปน็ บำงคร้ัง ไมก่ ลำ้ แสดงออก ส่วนมำกและกลำ้ และไมค่ ่อยกล้ำ แสดงออก แสดงออก รว่ มตอบคำถำมใน ร่วมตอบคำถำม ร่วมตอบคำถำม ไมต่ อบคำถำม เรอ่ื งท่คี รถู ำมและ ในเรอ่ื งทคี่ รูถำม ในเรื่องทีค่ รถู ำม ตอบคำถำมถูกทุกขอ้ และตอบคำถำม เป็นบำงครัง้ และ ส่วนมำกถูก ตอบคำถำมถูก เปน็ บำงครง้ั ทำงำนส่งตำมเวลำที่ ทำงำนสง่ ตำม สง่ งำนช้ำและไม่ สง่ งำนช้ำและไม่ กำหนดและถูกตอ้ ง เวลำที่กำหนด ค่อยถูกต้อง ถูกตอ้ ง ชัดเจน และสว่ นใหญ่ ชดั เจน ถูกตอ้ ง ร่วมมอื และช่วยเหลือ รว่ มมือและ รว่ มมือและ ไมม่ ีควำมรว่ มมอื เพอ่ื นในกำรทำ ช่วยเหลอื เพอื่ น ชว่ ยเหลอื เพื่อนใน ในขณะทำ กจิ กรรม เป็นส่วนใหญใ่ น กำรทำกิจกรรม กิจกรรม กำรทำกิจกรรม เปน็ บำงครัง้

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 2 หน่วยการเรยี นรู้ที่ 1 อลั กอริทึมและการแก้ปัญหา รายวชิ า ว20112 วทิ ยาการคานวณ 2 เร่อื ง การแกป้ ญั หาโดยใชแ้ นวคิดเชิงคานวณ ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2 เวลา 3 ชัว่ โมง กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2562 ผูส้ อน นางฐิตยิ าภรณ์ ทวี 1. มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นข้ันตอน และเป็นระบบ ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี ประสิทธิภาพ รูเ้ ท่าทนั และมีจริยธรรม ตวั ชวี้ ดั ว ๔.๒ ม.๒/๑ ออกแบบอลั กอรทิ มึ ท่ีใช้แนวคดิ เชิงคำนวณในกำรแก้ปัญหำ หรือกำรทำงำนที่ พบในชีวติ จริง 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 นกั เรียนบอกวิธีการแก้ปญั หาการเขา้ แถวตามลาดบั ความสงู ของนกั เรยี นใหเ้ ร็วทีส่ ดุ ได้ (K) 2.2 นกั เรยี นบอกวธิ กี ารแกป้ ัญหาการจัดเรยี งเสื้อผา้ ใหห้ าง่ายทสี่ ุดได้ (K) 2.3 นักเรียนเขยี นวธิ กี ารแกป้ ัญหาโดยใชแ้ นวคดิ เชิงคานวณได้ (P) 2.4 นักเรียนมีความรับผดิ ชอบงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย (A) 3. สมรรถนะทสี่ าคญั 3.1 ความสามารถในการสอื่ สาร 3.2 ความสามารถในการคิด 3.3 ความสามารถในการแก้ปญั หา 3.4 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 4. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 4.1 มวี นิ ัย 4.2 ใฝเ่ รียนรู้ 4.3 มุ่งมนั่ ในการทางาน 5. สาระสาคญั แนวคดิ เชิงคานวณเปน็ กระบวนการท่มี ีลาดบั ขั้นตอนชัดเจนถูกนามาใช้เพ่ือแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดข้ึน ในชวี ิตประจาวนั อยา่ งเปน็ ระบบ ไมว่ ่าจะเปน็ ปัญหาการเข้าแถวตามลาดับความสูงของนกั เรียน หรือปญั หา การจดั เรยี งเส้อื ผา้ 6. สาระการเรียนรู้/เน้ือหายอ่ ย 6.1 แนวคดิ เชงิ คานวณ 6.2 กำรแก้ปัญหำโดยใช้แนวคิดเชงิ คำนวณ

7. ภาระงาน/ช้ินงาน ใบงานที่ 1.2 การแก้ปญั หาโดยใช้แนวคดิ เชงิ คานวณ 8. เกณฑ์การประเมนิ ภาระงาน/ชิน้ งาน แนบทา้ ยแผน 9. กิจกรรมการเรยี นรู้ ชั่วโมงที่ 2 ๙.๑ แจง้ จดุ ประสงค์การเรยี นรใู้ ห้นกั เรียนทราบ ๙.2 ครูถามคาถามประจาหัวข้อเพื่อกระต้นุ ความสนใจของนักเรยี นวา่ “แนวคิดเชงิ คานวณมสี ว่ น ชว่ ยการเรียงลาดับขอ้ มลู อยา่ งไร” 9.3 นักเรียนศึกษำตวั อยำ่ งปัญหำกำรเข้ำแถวตำมลำดับควำมสูงของนักเรียนให้เร็วท่ีสุด ในเว็บไซต์ http://gg.gg/comsci-2 ท่ีครสู รา้ งขึ้น เพอ่ื ทาความเขา้ ใจขัน้ ตอนการเข้าแถวของแตล่ ะแนวคิดเชิงคานวณ ๙.4 นกั เรียนแกป้ ญั หาโดยใช้องค์ประกอบของแนวคิดเชิงคานวณทง้ั 4 แนวคิด ช่ัวโมงท่ี 3 9.5 นักเรียนศึกษาตัวอย่างปัญหาการจัดเรียงเสื้อผ้าให้หาง่ายที่สุดโดยใช้องค์ประกอบของแนวคิด เชงิ คานวณตามลาดับการวเิ คราะห์ทง้ั 4 ขอ้ ในเว็บไซต์ http://gg.gg/comsci-2 ที่ครูสรา้ งขึ้น เพือ่ ทาความ เขา้ ใจขน้ั ตอนการจดั เรียงเสอื้ ผ้าของแตล่ ะแนวคิดเชิงคานวณ 9.6 ครสู ุ่มนกั เรียน 2-3 คน เพอื่ สรปุ กำรเขำ้ แถวตำมลำดบั ควำมสูงของนกั เรยี นใหเ้ ร็วท่ีสุด และการ จดั เรียงเสือ้ ผา้ ใหห้ าง่ายทส่ี ดุ ตามข้ันตอนการวิเคราะหโ์ ดยใชแ้ นวคดิ เชิงคานวณ ชั่วโมงท่ี 4 ๙.7 นักเรียนทาใบงานท่ี 1.2 เรื่อง การแก้ปัญหาโดยใช้แนวคิดเชิงคานวณ เพ่ือทดสอบความรู้ ความเขา้ ใจ ๙.8 ครอู ภิปรายและสรุปความรู้ เร่อื ง การแกป้ ัญหาโดยใชแ้ นวคิดเชงิ คานวณ 9.9 นักเรียนเข้าบทเรียนออนไลน์ทาแบบทดสอบหลังเรียนใน Goggle Forms เรื่อง แนวคิดเชิง คานวณกบั การแก้ปญั หา จานวน 10 ขอ้ 10. สอื่ การเรยี นรู้/แหลง่ เรียนรู้ 10.1 ใบงานท่ี 1.2 การแกป้ ัญหาโดยใชแ้ นวคิดเชงิ คานวณ 10.2 บทเรียนออนไลน์ http://gg.gg/comsci-2 10.3 โปรแกรม Google doc 10.4 โปรแกรม Google Classroom 10.5 โปรแกรม Google forms 11. การวัดและประเมนิ ผล ๑๑.๑ วิธกี ารประเมนิ ๑) ทดสอบหลงั เรียน 2) ประเมนิ ใบงาน 3) สงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นรู้

๑๑.๒ เครือ่ งมือ ๑) แบบทดสอบหลังเรยี น 2) แบบประเมินใบงาน 3) แบบสังเกตพฤติกรรมการเรยี นรู้ ๑๑.๓ เกณฑก์ ารประเมนิ 1) มคี ะแนนหลังเรยี น ผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ ๘๐ 2) มีการตอบคาถามตามใบงาน ผา่ นเกณฑ์ระดับคณุ ภาพดี 3) มีพฤติกรรมการเรียนรผู้ า่ นเกณฑร์ ะดับคณุ ภาพดี





บทเรยี นออนไลน์ รายวิชา ว20112 วทิ ยาการคานวณ 2 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 2 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี *********************** แหลง่ เรยี นรู้ เวบ็ ไซต์ http://gg.gg/comsci-2 สรา้ งโดย นางฐิติยาภรณ์ ทวี

แบบทดสอบหลังเรยี น หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๑ เร่อื ง แนวคิดเชิงคานวณกับการแก้ปญั หา *********************** รายวิชา ว20112 วทิ ยาการคานวณ 2 ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา ๒๕๖2 จานวน 10 ข้อ 10 นาที ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรียนเลอื กคำตอบทถ่ี กู ตอ้ งท่สี ุดเพียงขอ้ เดยี ว 1. การแกป้ ัญหาตา่ ง ๆ อย่างเปน็ ระบบ และมีกระบวนการ 6. ฟ้าใสมาโรงเรยี นสายจงึ พยายามแกป้ ัญหา ทาใหพ้ บว่า ท่ีมลี าดบั ข้ันตอนท่ีชดั เจนถอื วา่ ใชแ้ นวคิดในข้อใด สาเหตขุ องการมาโรงเรียนสาย คอื การนอนดึก และ ก. แนวคิดเชงิ สังเคราะห์ การแกต่งตัวมาโรงเรียนช้า การแกป้ ญั หาแบบนี้ถือว่า ข. แนวคดิ เชงิ คานวณ ฟ้าใสใชแ้ นวคิดใด ค. แนวคิดวเิ คราะห์ ก. Decomposition ข. Pattern Recognition ง. แนวคิดอยา่ งสร้างสรรค์ ค. Abstraction 2. ข้อใดคือองค์ประกบอของแนวคิดเชิงคานวณ ง. Algorithm Design ก. แนวคดิ การหารูปแบบ/แนวคิดวเิ คราะห/์ 7. การลากเส้นตรงผา่ นจุดทุกจุด โดยใชจ้ านวนเสน้ ทนี่ อ้ ยท่ีสุด แนวคดิ เชงิ สงั เคราะห์/แนวคดิ การแยกยอ่ ย ขอ้ มูในข้อใดไมจ่ าเป็นต่อการแกป้ ัญหา ข. แนวคิดเชงิ คานวณ/แนวคิดการออกแบบขั้นตอนวิธี  /แนวคิดการหารปู แบบ/แนวคิดการสังเคราะห์ข้อมลู  ค. แนวคดิ การการแยกยอ่ ย/แนวคิดการหารปู แบบ /แนวคิดเชิงนามธรรม/แนวคิดการออกแบบ  ขั้นตอนวิธี  ง. แนวคดิ วิเคราะห์/แนวคิดสงั เคราะห์/แนวคิด ก. จานวนจดุ ข. จานวนเสน้ ท่ีลาก เชงิ นามธรรม/แนวคดิ อยา่ งสร้างสรรค์ 3. การกาหนดหลกั การทัว่ ไปท่มี ุง่ เนน้ เฉพาะส่วนท่ีสาคญั ค. เส้นตาราง ง. จุด ของปญั หา ไม่สนใจรายละเอียดอ่ืนทไี่ มจ่ าเป็นตรงกบั 8. ขอ้ ใดหมายถงึ แนวคิดการออกแบบข้ันตอนวิธี แนวคดิ ในขอ้ ใด ก. Abstraction ก. เปน็ กระบวนการพสิ จู นค์ วามถูกต้องของนักคณติ ศาสตร์ ข. Decomposition ค. Algorithm Design ข. เป็นกระบวนการแก้ปญั หาโดยการออกแบบใหเ้ ขา้ ใจ ง. Pattern Recognition 4. การแก้ปัญหาท่ีแตกปญั หาใหญ่ออกเป็นปัญหาย่อย ไดง้ ่าย และทาใหป้ ญั หาน้ันมีขนาดเลก็ ลง ค. เปน็ กระบวนการคิดเชิงวเิ คราะห์ในการแก้ปัญหา ก. Abstraction ข. Decomposition ง. เปน็ กระบวนการแตกประเด็นปญั หาเป็นขอ้ ย่อย ๆ ค. Algorithm Design ง. Pattern Recognition เพือ่ ทาการออกแบบข้ันตอนวิธี 5. บุรุษไปรษณีย์ตอ้ งทาการจดั หมวดหมจู่ ดหมายกอ่ นนาสง่ ตามบา้ น ถือวา่ บรุ ษุ ไปรษณียใ์ ชแ้ นวคิดใดในการทางาน 9. เมอื่ พบขุดข้อมลู ตัวเลขเรียงคละกันอยู่ และต้องการ ก. แนวคิดวิเคราะห์ ข. แนวคดิ การจดั การขอ้ มลู เรยี งลาดับจากนอ้ ยไปมาก ขั้นตอนแรกในการจัดการ ค. แนวคิดเชิงคานวณ ง. แนวคิดเชิงสรา้ งสรรค์ คือขอ้ ใด ก. เลอื่ นไปทางขวา 1 ตาแหน่ง ข. หาขอ้ มูลที่นอ้ ยที่สดุ และนามาไว้ด้านหน้าสดุ ค. สลับตาแหน่งไปเรอ่ื ย ๆ ง. เปรียบเทียบตัวเลขในชุดขอ้ มูลทลี ะลาดบั 10. ขอ้ ใดสาคัญท่ีสุดในการจดั เรียงเสอ้ื ผา้ ก. การแยกสเี สือ้ ผ้า ข. การแยกประเภทเสอ้ื ผา้ ค. การจัดเรยี งเสือ้ ผา้ เข้าตู้ ง. การหาวตั ถปุ ระสงคห์ ลกั ในการคน้ หาเสื้อผ้า เฉลย 1. ข 2. ค 3. ก 4. ข 5. ค 6. ก 7. ค 8. ข 9. ข 10. ง

ใบงานที่ ๑.๒ เร่ือง การแกป้ ญั หาโดยใช้แนวคดิ เชิงคานวณ *********************** หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 1 อัลกอรทิ มึ และการแกป้ ัญหา รายวชิ า ว20112 วิทยาการคานวณ 2 ประกอบแผนการจดั การเรียนรู้ที่ 2 การแกป้ ัญหาโดยใช้แนวคิดเชิงคานวณ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา ๒๕๖2 เวลา 3 ช่วั โมง จานวน 0.5 หนว่ ยกติ ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คาชแี้ จง : ให้นกั เรยี นบอกวธิ กี ารแก้ปญั หาจากสถานการณท์ ี่กาหนดให้ โดยใช้แนวคิดเชิงคานวณ สถานการณท์ ี่ 1: คณุ ครฉู วีวรรณส่ังใหน้ ายแดงจัดแถวเพอื่ นร่วมชัน้ ตามลาดบั ความสูง ปรากฏวา่ นายแดง จดั แถวได้ชา้ มากทาใหเ้ สียเวลาในการเรียน นกั เรยี นมีวิธกี ารแกป้ ญั หาใหน้ ายแดงอยา่ งไร วธิ ีการแก้ปญั หาโดยใช้แนวคิดเชิงคานวณ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

สถานการณ์ท่ี 2: ฟ้าใสต้องการหาชดุ กระโปรงสีชมพูในต้เู สอ้ื ผ้าแต่ปรากฏวา่ ฟา้ ใสหาไมเ่ จอ จึงตอ้ งรื้อ เส้อื ผา้ ออกมากองไว้ข้างนอกตู้เสื้อผา้ ทงั้ หมด นักเรยี นมีวิธกี ารจัดเรยี งเสือ้ ผา้ ใหฟ้ ้าใส อยา่ งไร เพอื่ ใหฟ้ า้ ใสหาเส้ือผ้าไดง้ ่ายท่ีสุด วิธกี ารแกป้ ญั หาโดยใช้แนวคดิ เชิงคานวณ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

ใบงานท่ี 1.2 เรอื่ ง การแกป้ ญั หาโดยใชแ้ นวคดิ เชงิ คานวณ *********************** หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 1 อลั กอรทิ มึ และการแกป้ ัญหา รายวชิ า ว20112 วทิ ยาการคานวณ 2 ประกอบแผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 1 การแก้ปัญหาโดยใช้แนวคิดเชงิ คานวณ ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 2 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2562 เวลา 1 ช่ัวโมง จานวน 0.5 หน่วยกิต ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คาช้ีแจง : ใหน้ กั เรยี นบอกวธิ กี ารแก้ปญั หาจากสถานการณ์ทก่ี าหนดให้ โดยใช้แนวคิดเชิงคานวณ สถานการณ์ที่ 1: คณุ ครฉู ววี รรณส่ังให้นายแดงจัดแถวเพ่อื นร่วมชั้นตามลาดับความสูง ปรากฏว่านายแดง จัดแถวได้ช้ามากทาให้เสียเวลาในการเรียน นักเรยี นมวี ิธกี ารแก้ปัญหาใหน้ ายแดงอยา่ งไร วิธีการแก้ปัญหาโดยใช้แนวคิดเชิงคานวณ ...1......แ..น...ว..ค...ิด..ก..า...ร..แ..ย..ก...ย..่อ...ย...(..D...e..c..o...m....p...o..s..i.t..i.o..n...).................................................................................................... ...........ข..น้ั...ต..อ..น...ท...ี่ .1.....ก...า..ห..น...ด..น...ัก..เ..ร..ีย..น..ค...น...แ..ร..ก..เ.ป...น็...น..กั...เ.ร..ีย..น...ต..า..แ..ห...น...่ง..ห..ล..ัก................................................................... ...........ข..ัน้...ต..อ..น...ท...ี่ .2.....แ...บ..่ง..น...ัก..เ.ร..ยี...น..อ...อ..ก..เ..ป..็น....2....ก...ล..มุ่....ด..งั..น...ี้ ....................................................................................... ..............................ก...ล..ุ่ม..ท...ี่.1....น...กั..เ..ร..ีย..น...ท..่สี...ูง.น...อ้..ย...ก..ว..า่..ต...า.แ...ห..น...ง่..ห..ล...กั ..ใ..ห..้ต...้ัง..แ..ถ..ว..อ...ย..ู่ท...า..ง.ซ...า้ ..ย..ข..อ...ง..ต..า..แ..ห...น..่ง..ห...ล..ัก................ ..............................ก...ล..ุ่ม..ท...่ี.2....น...กั..เ..ร..ยี ..น...ท..ี่ส...งู .ม...า..ก..ก...ว..่า..ห..ร..ือ...เ.ท..่.า.ก...บั ..ต...า..แ..ห...น..ง่..ห...ล..ัก...ใ.ห...ต้ ..ง้ั..แ..ถ...ว..อ..ย..ู่ท...า..ง..ข..ว..า..ข..อ...ง..ต..า..แ..ห...น...่ง..ห..ล. ัก ...........ข..ัน้...ต..อ..น...ท...่ี .3.....ท...งั้...2....ก...ล..มุ่..ท...า..ซ..า้..จ...น..แ...บ..ง่..ก..ล...ุ่ม..ไ..ม..ไ่..ด..้อ...ีก..แ..ล...ะ..น..กั...เ.ร..ยี..น...เ.ข...้า..แ..ถ..ว..เ.ร..ยี...ง..ต..า..ม..ล...า..ด..บั...ค..ว..า..ม...ส..งู..ไ.ด...้ถ..ูก..ต...อ้ ..ง.. ...2......แ..น...ว..ค...ดิ ..ก...า..ร..ห..า..ร..ปู...แ...บ..บ.....(.P..a...t.t..e..r..n....R..e...c..o..g..n...i.t..i.o..n...)........................................................................................ ...........ก..ล..ุ่ม...น..กั...เ.ร..ยี..น...ท...่ีม..ีค...ว..า..ม..ส..งู..น...อ้ ..ย..ก...ว..า่..ต..า..แ...ห..น...ง่ ..ห..ล...ัก.....ต..า..แ..ห...น...่ง.ห...ล..ัก.......ก..ล..ุ่ม...น..ัก...เ.ร..ยี..น...ท...มี่ ..ีค...ว..า..ม..ส..ูง..ม...า..ก..ก..ว...า่ ............ ..................................................................................................................ห..ร..ือ...เ.ท..า่..ก...บั ..ต...า..แ..ห...น..่ง..ห...ล..ัก........................ ...3......แ..น...ว..ค...ิด..เ.ช...งิ ..น...า..ม..ธ..ร...ร..ม...(..A...b..s..t..r.a...c..t..i.o..n...).......................................................................................................... ...........ก..า..ร..เ.ร..ยี...ง.ล...า..ด..บั...ค..ว..า..ม...ส..งู..ข..อ...ง.น...กั..เ..ร..ยี ..น...จ..ะ..ส..น...ใ.จ...แ..ค..่ล...า..ด..บั...ค..ว..า..ม...ส..งู ..เ.ท...า่ .น...ัน้....แ..ล...ะ..ไ.ม...่ส..น...ใ.จ...ส..งิ่..ท..่ีไ..ม..่จ...า..เ.ป...็น................ ..........ต...่อ..ก...า..ร.จ...ดั ..แ...ถ..ว..ข..อ...ง.น...กั..เ..ร..ยี ..น....เ.ช..น่....ช...อื่ ...น...า..ม..ส...ก..ุล....เ.พ...ศ....อ..า..ย..ุ..น..้า..ห...น..กั....เ.ป...น็...ต..้น..................................................... ...4......แ..น...ว..ค...ดิ ..ก..า...ร..อ..อ..ก...แ..บ...บ...ข..้ัน...ต...อ..น...ว..ธิ..ี..(.A...l.g..o...r.i.t..h...m.....D...e..s..i.g..n...).............................................................................. ...ล..า..ด..บั ...ข..้ัน...ต..อ..น...ใ..น..ก...า.ร..แ...ก..ป้...ัญ...ห...า..ม..ดี ..ัง..น...้ี ................................................................................................................... ................1......ก...า..ห..น...ด..น...ัก..เ..ร..ีย..น...ค..น...แ..ร..ก..ท...า..ง..ซ..า้ ..ย..ส...ุด..เ.ป...น็ ...ต..า..แ..ห...น..่ง..ห...ล..กั......................................................................... ................2......ท...า..ก..า..ร..แ...บ..่ง..ก..ล...ุ่ม..น...กั ..เ.ร..ยี...น..โ..ด..ย...น..ัก...เ.ร..ีย..น...ท..่ีม...ีค..ว..า..ม...ส..ูง..น...้อ..ย..ก...ว..่า..ต..า..แ..ห...น...่ง.ห...ล..ัก...ใ.ห...ต้ ..้งั..แ..ถ...ว..อ..ย..ทู่...า..ง..ซ..้า..ย...ข..อ..ง..... ................ต...า..แ..ห...น..่ง..ห...ล..กั....แ..ล..ะ...น..ัก...เ.ร..ยี ..น...ท..ม่ี...ีค..ว..า..ม...ส..งู..ม..า..ก...ก..ว..่า..ห...ร..ือ..เ.ท...า่..ก..บั...ต..า..แ...ห..น...ง่..ห..ล...ัก..ใ..ห..้ต...้ัง..แ..ถ..ว..อ...ย..ูท่...า..ง.ข...ว..า..ข..อ...ง....... ................3ต...า...แท..ห.า..นซ..ง่้า..หข...ัน้ล..ักต...อ..น...ท..ี่..1....แ..ล..ะ...ข..้นั...ต..อ..น...ท...่ี .2....ไ..ป..เ.ร..่อื...ย..ๆ....จ..น...ก..ร..ะ..ท...่งั..ไ.ม...่ส..า..ม...า.ร..ถ...แ..บ...ง่ ..ก..ล..มุ่...ไ.ด...้อ..กี........................... และไดแ้ ถวทเ่ี รยี งลาดับความสงู จากน้อยไปหามาก

สถานการณ์ที่ 2: ฟ้าใสตอ้ งการหาชุดกระโปรงสชี มพูในตู้เสือ้ ผ้าแต่ปรากฏวา่ ฟา้ ใสหาไมเ่ จอ จงึ ตอ้ งรื้อ เสื้อผ้าออกมากองไวข้ า้ งนอกตูเ้ สอ้ื ผา้ ท้งั หมด นกั เรยี นมวี ิธกี ารจัดเรียงเสอ้ื ผ้าให้ฟ้าใส อย่างไร เพื่อให้ฟ้าใสหาเสื้อผ้าได้งา่ ยทสี่ ุด วิธกี ารแกป้ ญั หาโดยใชแ้ นวคิดเชงิ คานวณ .1......แ...น..ว...ค..ดิ...ก..า..ร..แ...ย..ก..ย...่อ..ย....(..D..e...c..o..m....p...o...s.i.t..i.o...n..)...................................................................................................... .........ข...ั้น..ต...อ..น...ท..ี่.1......ต..งั้..ว..ตั...ถ..ุป...ร..ะ..ส..ง..ค..์ห...ล..กั...ใ.น...ก..า..ร..ค...น้ ..ห...า..ว..่า..จ..ะ..ค...น้ ..ห...า..เ.ส..ือ้...ผ..้า..จ..า..ก...อ..ะ..ไ..ร...เ.ช...่น....ค..น้...ห..า..จ..า..ก...ส..ี.ห...ร..ือ...ป..ร..ะ..เ..ภ..ท.. ..............................เ.พ...อ่ื...ก..า..ห..น...ด..เ..ป..็น...เ.ก...ณ...ฑ...ใ์ .น...ก..า..ร..แ..บ...ง่..ก..ล...มุ่ ..เ.ส...้อื ..ผ..้า............................................................................. .........ข...้นั ..ต...อ..น...ท..ี่.2......แ..บ...ง่..ก..ล..ุ่ม...เ.ส...ื้อ..ผ..้า..ต...า.ม...ว..ตั...ถ..ุป...ร.ะ...ส..ง..ค..์ท...่ไี.ด...ต้ ..ัง้..ไ..ว..้ ............................................................................. .........ข...ั้น..ต...อ..น...ท..ี่.3......จ..ัด...เ.ร..ีย..ง..เ.ส...้ือ..ผ..้า..ต...า..ม..ท...่ไี .ด...้แ..บ...ง่ .ก...ล..ุ่ม...ไ.ว..้.......................................................................................... .2......แ...น..ว...ค..ดิ...ก..า..ร..ห...า..ร..ูป...แ..บ...บ....(..P..a..t..t.e...r.n....R...e..c..o...g..n...i.t.i.o...n..).......................................................................................... .........ห...า..ว..ตั ..ถ...ุป..ร..ะ..ส...ง..ค..์ใ.น...ก..า..ร..ค...น้ ..ห...า.....แ..บ...ง่ .ก...ล..ุ่ม...เ.ส..ือ้...ผ..า้..ต..า..ม...ว..ตั..ถ...ุป..ร..ะ..ส...ง..ค..์....จ..ัด...เ.ร..ยี..ง..เ.ส...อ้ื ..ผ..้า..ต...า..ม..ท...แ่ี ..บ...่ง..ก..ล..มุ่................... .........43...............................................แแ...........................นนลแก..................าลวว.........า.........ด.........ะรคค.........2143.........จบัสิดิด......................ดัง่ิข.........กเ.........ทจแหจชเ.........ัน้าร.........ดัดับ.........ี่ไงิารตยี.........มนว.........เเง่อ.........องขร.........ัต่สกา.........อเียน้า.........สนถลม.........กตง.........ใอ้ืปุุ่มใ.........ธเนแเู้.........จสผ.........สเรร.........กบสอื้.........้ะารอ้ื.........แาอื้.........บจผมส.........ผลร.........ผะ้าขง.........า้แะ.........(ตา้คส.........ในั้ก.........ไAตห.........นาใ์ม.........ตป้นb.........มา้เใ.........จ่อรญัม.........จกsท.........ายี.........นtแวา.........หเี่แบr.........ปัตรวค.........aบา.........ครถ.........ธ็นิก่มc.........่ง้อน้.........ีุปาตtก.........ดี(ย.........iรหร.........อ่Aลงัo.........แะ.........านกุม่.........lnบ.........สเgาี้.........เส).........oงง่สร.........้ือ.........คกจอ้ืr..................ผiล์.........ดัผt.........้า.........ุ่มhเา้.........ร.........เm.........ียส...........................งอื้ .........เ.D........ผ.........ส.........e้า.........้อื.........ต.........sผ..................iา.........g้า.........ม.........n.........คว.........).........ัตือ...........................ถ.........ข.........ปุ.........น..................ร.........า.........ะ.........ด.........ส..................ง.........ย.........ค.........ีห่.........์..................้อส..................ง่ิ.........เ.........ท.........ป.................ีส่.็น..................น.........ต.........ใ.........้น.........จ..................ค...........................อื ...........................ป...........................ร..................ะ..................เ.........ภ...........................ท...........................ข..................อ..................ง..................เ..................ส..................้ือ..................ผ...........................้า...........................ส..................ี.................................... .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................

แบบประเมินใบงานที่ ๑.๒ เรอื่ ง การแกป้ ญั หาโดยใช้แนวคดิ เชิงคานวณ *********************** หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 1 อลั กอริทมึ และการแกป้ ัญหา รายวิชา ว20112 วิทยาการคานวณ 2 ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑ การแก้ปญั หาโดยใชแ้ นวคิดเชงิ คานวณ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา ๒๕๖2 เวลา 1 ชัว่ โมง จานวน 0.5 หน่วยกิต --------------------------------------------------------------------------------------- ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี ๒ /............... ขอ้ ท่ี ข้อที่ รวม ระดบั เลขท่ี ชื่อ-สกลุ 1 2 คะแนน คณุ ภาพ 10 10 ๒๐ ลงช่อื ผปู้ ระเมิน (........................................................) เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ ระดบั คุณภาพ ชว่ งคะแนน ดมี าก ๑๖ – ๒๐ ดี ๑๑ – ๑๕ พอใช้ ๖ – ๑๐ ปรับปรุง ๐–๕

แบบสังเกตพฤตกิ รรมผเู้ รียน ชน้ั ...............................................จำนวน...................คน สงั เกตพฤติกรรมกำรเรียนรู้ วนั ที่..............เดอื น....................................................พ.ศ........................ พฤตกิ รรม ความ ความ การตอบ ทางานทัน มีสว่ นรว่ ม ตง้ั ใจใน สนใจ คาถาม ตาม ในกิจกรรมหรือ รวม (๒๐) เลขท่ี ชือ่ -สกุล การเรียน และการ (๔) กาหนดเวลา งานกลมุ่ (๔) ซกั ถาม (๔) (๔) (๔) ๑. ๒. ๓. ๔. ๕. ลงช่ือ ......................................ผู้ประเมิน ............/............/.......... เกณฑก์ ารประเมนิ ในการสงั เกตพฤติกรรมการเรียนรู้ มีดังน้ี คะแนน ๑๘ – ๒๐ ดีมำก คะแนน ๑๔ – ๑๗ ดี คะแนน ๑๐ – ๑๓ พอใช้ คะแนน ๐ – ๙ ควรปรบั ปรุง เกณฑ์ให้คะแนนจากการสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้ คือ เกณฑก์ ำรใหค้ ะแนน ๔ คะแนน เม่อื นักเรียนแสดงพฤติกรรมตำมที่ตอ้ งกำรเป็นประจำสม่ำเสมอ เกณฑก์ ำรให้คะแนน ๓ คะแนน เมอ่ื นักเรยี นแสดงพฤตกิ รรมตำมทต่ี อ้ งกำรค่อนข้ำงจะสมำ่ เสมอ เกณฑ์กำรให้คะแนน ๒ คะแนน เมื่อนักเรยี นแสดงพฤตกิ รรมตำมทต่ี ้องกำรค่อนข้ำงน้อย เกณฑก์ ำรให้คะแนน ๑ คะแนน เม่อื นักเรยี นแสดงพฤตกิ รรมตำมที่ตอ้ งกำรน้อย

เกณฑก์ ารประเมนิ การสงั เกตพฤตกิ รรมผเู้ รียน เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน รายการประเมนิ ดีมาก(๔) ดี(๓) พอใช(้ ๒) ต้องปรบั ปรงุ (๑) ๑. ความตั้งใจในการเรยี น สนใจในกำรเรียนไม่ สนใจในกำรเรียน สนใจในกำรเรยี น ไม่สนใจในกำร ๒. ความสนใจและการ ซกั ถาม คยุ หรือเล่นกัน คยุ กันเลก็ นอ้ ย คุยกนั และเล่นกนั เรยี นคุยและเล่น ๓. การตอบคาถาม ในขณะเรยี น ในขณะเรยี น ในขณะเรยี นเปน็ กนั ในขณะเรยี น ๔. ทางานทนั ตาม บำงครัง้ กาหนดเวลา มกี ำรถำมในหวั ข้อท่ี มกี ำรถำมใน มีกำรถำมใน ไมถ่ ำมในหัวข้อท่ี ๕. มสี ่วนรว่ ม ในกจิ กรรมหรืองานกลมุ่ ตนไมเ่ ขำ้ ใจทกุ เรื่อง หวั ขอ้ ทต่ี นไม่ หวั ขอ้ ท่ีตนไม่ ตนไมเ่ ข้ำใจและ และกล้ำแสดงออก เขำ้ ใจเปน็ เขำ้ ใจเปน็ บำงคร้ัง ไมก่ ลำ้ แสดงออก ส่วนมำกและกลำ้ และไมค่ ่อยกล้ำ แสดงออก แสดงออก รว่ มตอบคำถำมใน ร่วมตอบคำถำม ร่วมตอบคำถำม ไมต่ อบคำถำม เรอ่ื งท่คี รถู ำมและ ในเรอ่ื งทคี่ รูถำม ในเรื่องทีค่ รถู ำม ตอบคำถำมถูกทุกขอ้ และตอบคำถำม เป็นบำงครัง้ และ ส่วนมำกถูก ตอบคำถำมถูก เปน็ บำงครง้ั ทำงำนส่งตำมเวลำที่ ทำงำนสง่ ตำม สง่ งำนช้ำและไม่ สง่ งำนช้ำและไม่ กำหนดและถูกตอ้ ง เวลำที่กำหนด ค่อยถูกต้อง ถูกตอ้ ง ชัดเจน และสว่ นใหญ่ ชดั เจน ถูกตอ้ ง ร่วมมอื และช่วยเหลือ รว่ มมือและ รว่ มมือและ ไมม่ ีควำมรว่ มมอื เพอ่ื นในกำรทำ ช่วยเหลอื เพอื่ น ชว่ ยเหลอื เพื่อนใน ในขณะทำ กจิ กรรม เป็นส่วนใหญใ่ น กำรทำกิจกรรม กิจกรรม กำรทำกิจกรรม เปน็ บำงครัง้

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๒ เรอื่ ง การประยกุ ตใ์ ชโ้ ปรแกรมในการแกป้ ัญหา

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 การประยกุ ตใ์ ชโ้ ปรแกรมในการแก้ปัญหา รายวิชา ว20112 วิทยาการคานวณ 2 เรอื่ ง การออกแบบขน้ั ตอนการทางานของโปรแกรม ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 เวลา 2 ชั่วโมง กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2562 ผสู้ อน นางฐติ ยิ าภรณ์ ทวี 1. มาตรฐานการเรยี นรู้ มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริงอย่างเป็นข้ันตอน และเปน็ ระบบ ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การทางาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี ประสิทธภิ าพ รูเ้ ท่าทัน และมีจริยธรรม ตวั ชี้วดั ว ๔.๒ ม.๒/๒ ออกแบบและเขียนโปรแกรมที่ใชต้ รรกะและฟงั กช์ นั ในการแกป้ ัญหา 2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 2.1 นกั เรยี นอธบิ ายความหมายของการออกแบบขนั้ ตอนการทางานแตล่ ะแบบไดถ้ กู ต้อง (K) 2.2 นกั เรยี นออกแบบขั้นตอนการทางานโดยใช้ภาษาธรรมชาตไิ ดถ้ ูกตอ้ ง (P) 2.3 นักเรยี นออกแบบข้นั ตอนการทางานโดยใชร้ หสั จาลองไดถ้ กู ต้อง (P) 2.4 นักเรยี นออกแบบขัน้ ตอนการทางานโดยใช้ผังงานได้ถกู ต้อง (P) 2.5 นักเรียนมีความรบั ผิดชอบงานท่ีได้รบั มอบหมาย (A) 3. สมรรถนะทสี่ าคัญ 3.1 ความสามารถในการสอ่ื สาร 3.2 ความสามารถในการคดิ 3.3 ความสามารถในการแกป้ ัญหา 3.4 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 4. คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ 4.1 มวี ินยั 4.2 ใฝเ่ รยี นรู้ 4.3 มุ่งมนั่ ในการทางาน 5. สาระสาคญั การออกแบบข้ันตอนการทางานของโปรแกรมหรือการออกแบบอัลกอริทึม เป็นการออกแบบลาดับ ข้ันตอนการทางานของโปรแกรม ซ่ึงสามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ คือ การใช้ภาษาธรรมชาติ การใช้รหัส จาลอง และการใช้ผังงาน 6. สาระการเรียนร/ู้ เน้ือหาย่อย 6.1 ความหมายของการออกแบบขัน้ ตอนการทางาน 6.2 ขนั้ ตอนการทางานโดยใช้ภาษาธรรมชาติ 6.3 ขน้ั ตอนการทางานโดยใช้รหัสจาลอง 6.4 ขัน้ ตอนการทางานโดยใชผ้ ังงาน

7. ภาระงาน/ชิ้นงาน ใบงานที่ 2.1 การออกแบบข้ันตอนการทางาน 8. เกณฑก์ ารประเมินภาระงาน/ช้ินงาน แนบท้ายแผน 9. กิจกรรมการเรยี นรู้ ชว่ั โมงท่ี 5 ๙.๑ แจ้งจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ให้นกั เรยี นทราบ ๙.2 นักเรยี นเขา้ บทเรยี นออนไลน์ทาแบบทดสอบก่อนเรยี นใน Goggle Forms เร่ือง การประยกุ ต์ใช้ โปรแกรมในการแกป้ ญั หา จานวน 10 ข้อ 9.3 ครูถามคาถามประจาหัวขอ้ ว่า“นักเรียนคดิ ว่าการออกแบบขนั้ ตอนการทางานของโปรแกรม มคี วามสาคญั อย่างไรตอ่ การเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอร์” เพอ่ื กระตนุ้ การเรียนรู้ ๙.4 นักเรียนศึกษาคน้ คว้าหาความรเู้ กย่ี วกับการออกแบบขนั้ ตอนการทางานของโปรแกรม ใน เว็บไซต์ http://gg.gg/comsci-2 ทีค่ รสู ร้างขึ้น เพื่อศึกษาความร้เู ร่อื ง ความหมายของการออกแบบขั้นตอน การทางาน และการออกแบบขนั้ ตอนการทางานของโปรแกรม 9.5 ครอู ธิบายเพม่ิ เตมิ เพื่อใหน้ ักเรยี นเข้าใจเพ่มิ ขน้ึ ว่า“การออกแบบลาดบั ขั้นตอนการทางาน ของโปรแกรม สามารถแบง่ ไดเ้ ป็น 3 ลักษณะ คอื 1) การออกแบบลาดบั ข้นั ตอนการทางานโดยใชภ้ าษาธรรมชาติ เปน็ การบรรยายขน้ั ตอนการ ทางานของโปรแกรมโดยใช้ภาษามนษุ ย์ที่เขา้ ใจง่าย เพ่อื อธบิ ายลาดับขัน้ ตอนการทางานของโปรแกรม ตามลาดบั การทางานกอ่ นหลงั 2) การออกแบบลาดบั ขั้นตอนการทางานโดยใช้รหสั จาลอง เปน็ รูปแบบภาษาทีม่ โี ครงสร้างท่ี ชัดเจนและกระชบั เพอ่ื ใชอ้ ธบิ ายขน้ั ตอนการทางานของโปรแกรม 3) การออกแบบลาดบั ขน้ั ตอนการทางานโดยใช้ผังงาน เป็นการใช้แผนภาพสญั ลักษณ์เพือ่ แสดงลาดับขนั้ ตอนการทางานของโปรแกรม” ชัว่ โมงท่ี 6 ๙.6 ครูยกตัวอย่างการออกแบบขน้ั ตอนการทางานโดยใชภ้ าษาธรรมชาติ เพือ่ อธิบายลาดับขัน้ ตอน การทางานของโปรแกรมตามลาดบั การทางานกอ่ น-หลงั จากตวั อย่างต้องการคานวณหาพื้นทีข่ องรปู สเ่ี หลยี่ มผนื ผ้า มีขัน้ ตอนการทางานดังน้ี ขั้นตอนท่ี 1 เริ่มการทางาน ขัน้ ตอนที่ 2 นาเข้าข้อมูลความกว้างของรูปสเ่ี หลยี่ ม ขน้ั ตอนที่ 3 นาเข้าขอ้ มูลความยาวของรูปส่ีเหลยี่ ม ขนั้ ตอนที่ 4 คานวณพ้ืนทีร่ ปู ส่ีเหลย่ี ม = ความกวา้ ง x ความยาว ขน้ั ตอนท่ี 5 แสดงผลพ้ืนทข่ี องรูปสเี่ หลยี่ ม ขน้ั ตอนท่ี 6 จบการทางาน 9.7 การออกแบบข้ันตอนการทางานโดยใชร้ หสั จาลอง การคานวณหาพื้นท่ีของรูปส่ีเหลยี่ มผนื ผา้ มีขน้ั ตอนการทางานดังนี้ START INPUT width

INPUT length COMPUTE area = width * length OUTPUT area STOP 9.8 การออกแบบขัน้ ตอนการทางานโดยใช้ผงั งาน การคานวณหาพ้นื ท่ขี องรูปสีเ่ หลี่ยมผนื ผ้า มขี ัน้ ตอนการทางานดังนี้ START width length area = width * length area STOP ๙.9 นักเรยี นทาใบงานท่ี 2.1 เร่อื ง การออกแบบขน้ั ตอนการทางาน เพ่อื ทดสอบความรคู้ วามเขา้ ใจ ๙.10 ครูอภปิ รายและสรปุ ความรู้ เร่ือง การออกแบบขน้ั ตอนการทางาน 10. สือ่ การเรยี นร/ู้ แหลง่ เรียนรู้ 10.1 ใบงานที่ 2.1 การออกแบบขน้ั ตอนการทางาน 10.2 บทเรยี นออนไลน์ http://gg.gg/comsci-2 10.3 โปรแกรม Google doc 10.4 โปรแกรม Google Classroom 10.5 โปรแกรม Google forms 11. การวัดและประเมินผล ๑๑.๑ วิธกี ารประเมิน ๑) ทดสอบกอ่ นเรียน 2) ประเมินใบงาน 3) สงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นรู้

๑๑.๒ เคร่ืองมือ ๑) แบบทดสอบก่อนเรยี น 2) แบบประเมินใบงาน 3) แบบสังเกตพฤติกรรมการเรยี นรู้ ๑๑.๓ เกณฑก์ ารประเมิน 1) มกี ารตอบคาถามตามใบงาน ผ่านเกณฑร์ ะดับคุณภาพดี 2) มีพฤติกรรมการเรียนรู้ผ่านเกณฑร์ ะดับคุณภาพดี


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook