Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รายงานการวิจัยในชั้นเรียนการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก

รายงานการวิจัยในชั้นเรียนการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก

Published by faiisaha89, 2023-07-05 13:03:52

Description: รายงานการวิจัยในชั้นเรียนการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก

Search

Read the Text Version

รายงานการวจิ ัยในชั้นเรียน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านและการเขียนตวั เลขฮนิ ดูอารบิก ตัวเลขไทยและตัวหนังสอื แสดงจำนวนนับท่มี ากกวา่ 100,000 โดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะ ของนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลเมอื งปัตตานี โดย นางสาวฟาอีซะห์ แยนา รายงานการวิจัยนเ้ี ปน็ สว่ นหน่งึ ของรายวิชา 1110422 วิจัยและสมั มนาปญั หาวิจยั ในช้ันเรยี นระดับประถมศกึ ษา ระดบั ปริญญาตรี สาขาวิชาการประถมศึกษา คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏยะลา ปกี ารศกึ ษา 2565

ก ชือ่ วจิ ัย การพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น เร่ือง การอา่ นและการเขียนตัวเลขฮนิ ดูอารบิก ตวั เลขไทยและตัวหนงั สอื แสดงจำนวนนับทมี่ ากกวา่ 100,000 โดยใช้แบบฝึกทักษะ ผ้วู ิจยั ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลเมอื งปตั ตานี สาขาวชิ า นางสาวฟาอีซะห์ แยนา ปกี ารศกึ ษา การประถมศึกษา 2565 บทคดั ยอ่ การวจิ ยั ในชนั้ เรียนเรอ่ื งมวี ตั ถปุ ระสงค์ 1) เพ่ือหาประสทิ ธภิ าพของแบบฝึกทกั ษะ เรื่องการอา่ น และการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดงจำนวนนับท่ีมากกว่า 100,000 ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อน และหลังเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือ แสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยประชากรได้แก่ นักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลเมืองปัตตานี ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 ทั้งหมด 3 ห้อง จำนวนนักเรียน 68 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลเมืองปัตตานี จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบยกกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็น หน่วยในการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านและการเขียน ตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือ แสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณติ ศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 จำนวน 7 ชว่ั โมง 2) แบบฝกึ ทักษะ เร่ือง การอา่ นและการเขียนตวั เลขฮินดูอา รบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 จำนวน 1 ชุด 3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือ แสดงจำนวนนับทีม่ ากกว่า 100,000 เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก จำนวน 10 ข้อ สถิตทิ ่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E1/E2) และการทดสอบค่าที (t-test for dependent samples) ผลการวจิ ยั พบวา่ 1) ประสทิ ธิภาพของแบบฝกึ ทักษะ เรื่อง การอา่ นและการเขียนตัวเลขฮนิ ดูอารบิก ตัวเลขไทย และตวั หนังสือแสดงจำนวนนับทีม่ ากกว่า 100,000 ของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มเี ทา่ กบั 90.31/ 94.35 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 2) ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น เรอ่ื ง การอ่านและการเขียนตวั เลข ฮินดอู ารบิก ตัวเลขไทย และตวั หนังสือ แสดงจำนวนนบั ที่มากกวา่ 100,000 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ่ี 4 หลงั เรียนสงู กวา่ กอ่ นเรียน อย่างมนี ัยสำคัญท่ีระดบั .05 คำสำคัญ : ผลสัมฤทธ์ิ, การอ่านและการเขยี นตวั เลขฮนิ ดอู ารบกิ ตวั เลขไทย และตวั หนงั สอื , แบบฝกึ ทักษะ

ข Research title The Development of learning achievement on reading and writing Hindu- Arabic numerals Thai number and alphabet that shows the counting Author numbers of more than 100,000 using skill exercises in 4 grade students, Degree Tedsaban 5 school, Pattani town municipality. Academic Year Miss Fa-e-sah Yaena Elementary Education 2022 Abstract The objectives of this research 1) to find the effectiveness of the skill exercises in terms of reading and writing Hindu-Arabic numerals, Thai numbers, and the alphabet that shows the counting numbers of more than 100,000 in four-grade students in order to attain the criteria of 80/80 2) to compare the learning achievement before and after using skill exercises of reading and writing Hindu-Arabic numerals Thai number and alphabet of 4th grade students. The population is 68 students, 3 rooms in grade 4 for the 1st semester of 2022 academic years at Tedsaban 5 school, Pattani town municipality. The sample is 23 students in grade 4/ 2 for the 1st semester of 2022 academic years at Tedsaban 5 school, Pattani town municipality by random group using the classroom as a random unit. Tools used in research include 1)Learning management plan in terms of reading and writing Hindu-Arabic numerals, Thai numbers, and the alphabet that shows the counting numbers of more than 100,000 by grade 4 students the 7 hours in mathematics Department 2) A set of Exercise Skills in terms of reading and writing Hindu-Arabic numerals, Thai numbers, and the alphabet that shows the counting numbers of more than 100,000 3) Pre-study and post-study of Achievement tests in terms of reading and writing Hindu- Arabic numerals, Thai numbers, and the alphabet show the counting numbers of more than 100,000. Using Multiple Choice Tests 10 items. The Statistics used to analyze data were percentage, mean, standard deviation, Process efficiency, results from efficiency (E1/E2) and t- test for dependent samples The research finding was as follows 1) The efficacy of grade 4 students equals 90.31/ 94.35 that a high benchmark of 80/80 2) Post-study high Achievement Test than pre-study at level 0.5 in terms of reading and writing Hindu-Arabic numerals, Thai numbers, and the alphabet that shows the counting numbers of more than 100,000 Keywords : Achievement, reading and writing Hindu-Arabic numerals Thai number and alphabet, Skill Exercises

ค กิตติกรรมประกาศ การวิจัยครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยความอนุเคราะห์ช่วยเหลืออย่างดีจากอาจารย์อุชุพร บถพิบูล ที่กรุณาให้ คำแนะนำ ข้อคดิ เห็น ดว้ ยความเอาใจใส่อย่างดีมาตลอด ผวู้ ิจยั ขอขอบคุณอยา่ งสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณคุณชาริณี สุขสันติดิลก ครูอมรรัตน์ ชุมอินทอง และครูกัลยา มาตรบุตร ที่ได้กรุณาให้ คำแนะนำ ตรวจสอบ แก้ไขและให้ข้อเสนอแนะต่าง ๆ เป็นอย่างดียิ่งในการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย และ บคุ คลอน่ื ที่เกยี่ วขอ้ งทกุ ทา่ น ท่ใี หค้ วามช่วยเหลือและความรว่ มมอื ในการจดั ทำวิจยั อย่างดียงิ่ ขอขอบคุณคุณครูพี่เลี้ยง ครูวิชาคณิตศาสตร์ และสาขาอื่นๆทุกท่าน ตลอดจนบุคคลที่ผู้วิจัยได้กล่าวนาม ไว้ในบรรณานุกรมทุกทา่ น ที่ทำให้ไดร้ ับความรแู้ ละแนวคดิ ทฤษฎตี ่างๆ จนสามารถนำมาใช้ในการทำวจิ ยั ไดอ้ ยา่ งดี ขอขอบคุณโรงเรยี นเทศบาล ๕ เทศบาลเมอื งปตั ตานี โรงเรียนหนว่ ยฝึกวิชาชีพครขู องมหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ยะลา คุณครูผู้สอนในโรงเรียน ทผ่ี ู้วิจัยได้รับความช่วยเหลือ ความรว่ มมือและประสาน ในการเก็บรวบรวม ขอ้ มลู และขอขอบใจนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4/2 ทกุ คน ท่ใี ห้ความรว่ มมือ ในการทาวิจัยให้เปน็ ไปไดด้ ้วยดี ท้ายสุดนี้ ขอขอบคุณครอบครัว และเพือ่ น ๆ ทเ่ี ปน็ แรงผลักดันใหผ้ ู้วจิ ัยได้ทางานวิจัย อย่างต่อเนื่อง และ เปน็ กำลงั ใจใหผ้ ู้วิจัยมีความพยายามในการทางานวิจยั จนประสบความสำเร็จ นางสาวฟาอีซะห์ แยนา กนั ยายน 2565

ง สารบญั เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาองั กฤษ ข กติ ติกรรมประกาศ ค สารบญั ง สารบญั ตาราง ฉ บทที่ 1 บทนำ 1 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 2 2. วตั ถปุ ระสงค์การวจิ ยั 2 3. สมมติฐานการวิจัย 3 4. ขอบเขตการวจิ ัย 4 5. กรอบแนวคิดการวิจัย 4 6. นิยามศัพทเฉพาะ 4 7. ประโยชน์ท่คี าดว่าจะได้รับ บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยทเี่ ก่ียวข้อง 6 1. ตวั ชว้ี ดั และสาระการเรยี นร้แู กนกลางกล่มุ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ 7 พ.ศ.2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 9 2. การสอนคณิตศาสตร์ในระดบั ประถมศกึ ษา 15 3. แบบฝึกทักษะ 18 4. ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน 5. งานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วข้อง 19 บทท่ี 3 วิธีการดำเนินการวิจัย 19 1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง 19 2. เคร่อื งมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ัย 22 3. การสร้างและหาคุณภาพของเครือ่ งมือ 23 4. แบบแผนการวิจัย 23 5. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู 24 6. การวเิ คราะห์ขอ้ มลู 27 7. สถิติทีใ่ ช้ในการวิจยั 29 บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล บทท่ี 5 สรุปผลการวจิ ยั อภปิ รายผลและข้อเสนอแนะ 1. สรปุ ผลการวิจัย

เรอื่ ง จ 2. อภปิ รายผลการวิจยั 3. ข้อเสนอแนะ หนา้ 29 บรรณานุกรม 31 ภาคผนวก 32 ภาคผนวก ก รายชอื่ ผู้เชยี่ วชาญ ภาคผนวก ข เครื่องมอื ที่ใช้ในการวจิ ยั ภาคผนวก ค การหาคณุ ภาพและประสทิ ธภิ าพของเครื่องมือ ภาคผนวก ง ภาพแสดงการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ ประวตั ผิ ู้วิจัย

ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1. แสดงผลการวเิ คราะหห์ าประสิทธิภาพของแบบฝึกเรื่อง เรื่องการอ่านและการเขยี นตัวเลข 28 ฮินดูอารบกิ ตวั เลขไทย และตวั หนังสอื แสดงจำนวนนบั ทม่ี ากกว่า 100,000 ของกลมุ่ ตวั อยา่ ง ตามเกณฑ์ E1/E2 (80/80) 28 2. แสดงผลการวิเคราะหเ์ ปรียบเทียบผลสมั ฤทธก์ิ ่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนจากการ ใช้แบบฝกึ เร่อื ง เร่อื ง การอ่านและการเขยี นตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตวั หนังสือ แสดงจำนวนนบั ท่ีมากกว่า 100,000

1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา คณติ ศาสตรม์ ีบทบาทสำคญั อยา่ งยิ่งต่อความสำเร็จในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 คณิตศาสตร์ช่วยให้ มนษุ ยม์ ีความคิดริเร่ิมสรา้ งสรรค์สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อยา่ งรอบคอบและถ่ีถว้ น ตัดสินใจ แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ คณิตศาสตร์ยังเป็นเครือ่ งมือในการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและศาสตร์อื่น ๆ อันเป็นรากฐานในการ พัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติให้มีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ทัดเทียมกับนานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตร์จึงจําเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพ เศรษฐกิจสังคมและความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2560 : 1) คณติ ศาสตร์เป็นเคร่ืองมือนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทางวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี เศรษฐกิจและสังคม เป็นรากฐานของวิทยาการหลายสาขาและการคน้ คว้าวิจยั ทุกประเภท และบรรจวุ ิชาคณติ ศาสตรไ์ ว้ในหลักสูตร การศึกษาทุกระดับ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จัดเป็น 3 สาระ ได้แก่ จำนวนและพีชคณิต การวัดและ เรขาคณิตและสถิติและความน่าจะเป็น โดยผู้เรียนที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จะต้องอ่านเขียนตัวเลข ตัวหนังสอื แสดงจำนวนนบั เศษส่วนทศนิยมไม่เกิน 3 ตำแหน่ง อัตราส่วนและรอ้ ยละ มีความรู้สึกเชิงจำนวน มี ทักษะการบวกการลบการคูณการหารประมาณผลลัพธ์และนำไปใชใ้ นสถานการณ์ต่าง ๆ(กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2560 : 3) คณิตศาสตร์เป็นวชิ าท่มี ลี ักษณะเป็นนามธรรมประกอบด้วยสญั ลักษณ์ กฎ และทฤษฎตี ่าง ๆ ซึ่งยาก ต่อการทำความเข้าใจ ดังนั้นการเรียนรู้จึงต้องอาศัยความรู้พื้นฐาน การฝึกฝนทักษะ การชี้แนะและการให้ กำลังใจจากครูผู้สอน การเรียนคณิตศาสตร์ต้องอาศัยเวลา ผู้มีประสบการณ์ช่วยแนะนำในการฝึกฝน และ คณิตศาสตรเ์ ป็นทักษะพื้นฐานในการเรยี นรู้ของผเู้ รียนท้ังในการเรยี นรู้กลุ่มสาระอื่นและการนำไปใช้ประโยชน์ ในชีวติ ประจำวนั การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยเฉพาะเรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือ และปัจจัยที่มีผลทำให้ นักเรียนมีความสามารถในการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือ อยู่ในระดับต่ำและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ไม่บรรลุเป้าหมายนั้น มีสาเหตุหลาย ประการ คือ ปัญหาจากการเรียนออนไลน์เนื่องด้วยสถานการณ์โรคระบาด โควิด-19 หรือปัญหาจากตัว นักเรียนเองที่ไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์ เพราะมีตัวเลข สัญลักษณ์มาก ขาดความละเอียดรอบคอบ เขียนตัวเลข สลับที่ ไม่สนใจการเรียน ไม่ชอบครูผู้สอน ตลอดจนปัญหาจากตัวครูผู้สอน กล่าวคือ ครูผู้สอนขาดความรู้ ความสามารถ ขาดทักษะ ครูใช้วิธีการสอนไม่เหมาะสม เช่น ใช้วิธีการสอนแบบบรรยาย ขาดความ กระตือรือร้นในการเรียน ทำให้บรรยากาศในการเรียนไม่เร้าใจ นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย นอกจากนี้ยังมี ปัญหาด้านการสอนของครูที่ขาดการใช้สื่อต่าง ๆ ขาดเทคนิคในการสอนที่ไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับ นักเรยี น ซง่ึ สอนโดยยึดเนอ้ื หาและยึดครเู ป็นศนู ยก์ ลาง ไมค่ ำนึงถงึ นักเรยี นและความแตกต่างระหว่างบุคคล จากประสบการณ์ของผู้ศึกษาโดยตรงซึ่งเป็นนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู วิชาเอกการ ประถมศึกษา และได้รับมอบหมายให้สอนวิชาคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า ในการจัดการเรียน การสอนในหน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง จำนวนนับที่มากกว่า 100,000 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลเมืองปัตตานี ส่วนใหญ่มีปัญหาด้านความสามารถในการทำแบบทดสอบประจำ

2 หนว่ ยการเรียนรู้ กล่าวคือ นักเรยี นมีความรู้ความเข้าใจในเน้ือหา โดยเฉพาะเรือ่ งการอ่านและการเขียนตัวเลข ฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือ แต่ไม่สามารถสามารถอ่านและเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตวั หนงั สือ แสดงจำนวนนบั ท่ีมากกวา่ 100,000 ได้ นักเรยี นขาดทกั ษะการอา่ นและการเขยี นตัวเลข สง่ ผล ให้คะแนนทไ่ี ด้จากการทดสอบของหนว่ ยการเรยี นรู้อยู่ในระดบั ทีต่ ำ่ กว่าเกณฑ์ เมื่อพิจารณาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบกิ ตวั เลขไทย และตัวหนงั สือ แสดงจำนวนนับท่ีมากกวา่ 100,000 จะเหน็ ได้ว่า นักเรยี นมปี ัญหาเป็นอย่างมาก โดยมีปัจจัยที่สำคัญอันเนื่องมาจากการจัดการเรียนรู้ของครูยังไม่ตรงกับประเด็นของปัญหามากนัก จึงทำให้ นักเรียนไมเ่ ข้าใจและสบั สนในประเด็นดังกลา่ ว ดงั นัน้ ครูผสู้ อนจึงควรหาวธิ ีการหรือเทคนิคต่าง ๆ เพ่ือส่งเสริม ทักษะการการอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนงั สือ ให้แก่ผู้เรียนได้ดียิง่ ขึ้น เทคนิค หรือวิธีการจัดการเรียนการสอนมีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่น่าสนใจรูปแบบหนึ่ง คือการสอนร่วมกับแบบฝึก ทักษะ ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง การสอนส่งผลให้ผู้เรียนมีทักษะ การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือที่ดีข้ึน อันเป็นผลให้มีทักษะการอ่านและ การเขียนทคี่ ล่องแคล่วมากยง่ิ ขึ้น จากผลการศึกษาและปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะสร้างแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เพื่อใช้ใน การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และ ตัวหนังสือ แสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 เพื่อนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนและพัฒนา ความสามารถทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และ ตัวหนังสือ แสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และสนใจที่จะศึกษาว่า การเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะทักษะคณิตศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์สูงขน้ึ หรอื ไม่ วัตถปุ ระสงคก์ ารวิจยั 1. เพ่ือหาประสทิ ธภิ าพของแบบฝึกทกั ษะ เร่ืองการอ่านและการเขยี นตัวเลขฮนิ ดูอารบิก ตวั เลขไทย และตัวหนงั สอื แสดงจำนวนนบั ที่มากกวา่ 100,000 ของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 4 ใหม้ ีประสทิ ธภิ าพตาม เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องการอ่าน และการเขียนตัวเลขฮินดอู ารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนงั สือแสดงจำนวนนับท่ีมากกว่า 100,000 ของนักเรียน ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลเมอื งปัตตานี สมมตฐิ านการวิจัย 1. แบบฝกึ ทกั ษะ เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดอู ารบกิ ตัวเลขไทย และตัวหนังสอื แสดง จำนวนนบั ท่ีมากกว่า 100,000 ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สรา้ งขึ้นมปี ระสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องการอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอา รบิก ตัวเลขไทย และตัวหนงั สือ แสดงจำนวนนบั ทีม่ ากกวา่ 100,000 สูงกวา่ กอ่ นเรียน

3 ขอบเขตของการวจิ ยั 1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง ประชากร ได้แก่ นักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลเมืองปตั ตานี ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ท้งั หมด 3 ห้อง จำนวนนักเรียน 68 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนช้ันชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 4/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียน เทศบาล ๕ เทศบาลเมืองปัตตานี จำนวน 23 คน ไดม้ าโดยวธิ ีการสุ่มแบบยกกลุ่ม โดยใชห้ อ้ งเรียนเป็นหน่วย ในการส่มุ 2. ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา ตัวแปรต้น คือ แบบฝึกทักษะ เรื่องการอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และ ตวั หนังสอื แสดงจำนวนนับท่ีมากกวา่ 100,000 ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 4 ตวั แปรตาม คอื ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน เรอื่ งการอา่ นและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตวั เลขไทย และตัวหนงั สอื แสดงจำนวนนบั ท่ีมากกวา่ 100,000 ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 4 3. เนือ้ หา เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สาระที่ 1 จำนวนและ พชี คณติ ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.2560) โดยผู้วิจัย ไดส้ งั เคราะห์และนำมาจัดทำแผนการจัดการเรยี นรใู้ นการทดลอง จำนวน 7 แผน จำนวน 7 ช่วั โมง ดังนี้ - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และ ตวั หนังสอื แสดงจำนวนนบั ไมเ่ กิน 1,000 จำนวน 1 ชวั่ โมง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และ ตวั หนงั สอื แสดงจำนวนนบั ไม่เกิน 100,000 จำนวน 1 ชวั่ โมง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และ ตวั หนงั สือแสดงจำนวนนบั ท่ีมากกว่า 100,000 (1) จำนวน 1 ชั่วโมง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และ ตวั หนงั สือแสดงจำนวนนบั ที่มากกวา่ 100,000 (2) จำนวน 1 ชว่ั โมง - แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ค่าของตัวเลขในแต่ละหลักและการเขียนรูปกระจายของจำนวน นบั ไม่เกิน 1,000 จำนวน 1 ชว่ั โมง - แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 1 เรื่อง ค่าของตัวเลขในแต่ละหลักและการเขียนรูปกระจายของจำนวน นบั ไม่เกนิ 100,000 จำนวน 1 ช่วั โมง - แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 1 เรื่อง ค่าของตัวเลขในแต่ละหลักและการเขียนรูปกระจายของจำนวน นบั ทมี่ ากกวา่ 100,000 จำนวน 1 ช่วั โมง 4. ระยะเวลาในการศึกษา เวลาในการดำเนนิ การศึกษาโดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ คือ ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565 โดยใช้คาบ สอนปกตติ ามตารางเรียน ใชเ้ วลาสอน 7 ชัว่ โมง

4 กรอบแนวคดิ การวิจัย กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัยครั้งนี้ มีตัวแปรตน้ คอื แบบฝกึ ทกั ษะ เรอื่ งการอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดู อารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนงั สือแสดงจำนวนนบั ที่มากกว่า 100,000 ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 4 ตวั แปรตาม คือ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น เร่ืองการอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดอู ารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดงจำนวน นบั ที่มากกว่า 100,000 ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 4 ดงั นี้ ตวั แปรต้น ตัวแปรตาม แบบฝึกทักษะ เรื่องการอ่านและการเขียนตัวเลข ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการอ่านและการเขียน ฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดงจำนวน ตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดง นับท่ีมากกว่า 100,000 ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 จำนวนนบั ที่มากกวา่ 100,000 ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 4 นยิ ามศัพท์เฉพาะ 1. แบบฝึกทักษะคณติ ศาสตร์ หมายถึง สือ่ การเรียนประเภทหนง่ึ ที่เปน็ ส่วนเพ่มิ เติม หรอื เสริม สำหรับใหผ้ ูเ้ รียนฝกึ ปฏบิ ตั ิ เพอ่ื ให้เกิดความรู้ ความเขา้ ใจและมีทกั ษะเพ่มิ ขนึ้ เป็นเคร่อื งมอื สำคัญทีค่ รูทุกคนใช้ ในการตรวจสอบความรู้ ความเข้าใจและพฒั นาทักษะของผเู้ รยี น 2. ประสทิ ธภิ าพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ หมายถึง ประสทิ ธภิ าพของแบบฝึกทักษะ หมายถึง คุณภาพของแบบฝึกทกั ษะท่ีทำให้ผูเ้ รยี นเกิดการเรียนรู้ และมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนดขี น้ึ อย่ใู นระดับท่ี น่าพอใจ ตามเกณฑ์ 80/80 80 ตัวแรก หมายถงึ รอ้ ยละของคะแนนเฉลีย่ ทไี่ ด้จากการทำแบบทดสอบท้ายแบบฝึก ทักษะ เรื่อง การอา่ นและการเขียนตัวเลขฮนิ ดอู ารบิก ตวั เลขไทย และตวั หนงั สอื แสดงจำนวนนับ ทมี่ ากกว่า 100,000 ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 4 ระหวา่ งเรยี นในแต่ละแบบฝึก 80 ตวั หลงั หมายถงึ รอ้ ยละ ของคะแนนเฉลี่ยท่ไี ดจ้ ากการทำแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรียนหลังเรยี น 3. ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น หมายถงึ คะแนนของผูเ้ รียนทไ่ี ด้จากการทำแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน เรือ่ ง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮนิ ดอู ารบกิ ตัวเลขไทย และตัวหนงั สือแสดงจำนวนนับ ทม่ี ากกวา่ 100,000 ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 มีลกั ษณะเปน็ แบบปรนัยเลอื กตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ขอ้ ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะไดร้ บั 1. ได้แบบฝึกทกั ษะคณิตศาสตร์ทีม่ ีประสทิ ธิภาพเปน็ ไปตามเกณฑท์ ่ีกำหนดและสามารถใช้จดั การ เรียนการสอน เรื่องการอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดงจำนวนนับท่ี มากกวา่ 100,000 ของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 4 2. นกั เรียนอ่านและเขียนตวั เลขฮินดอู ารบกิ ตวั เลขไทย และตัวหนงั สือแสดงจำนวนนับทม่ี ากกวา่ 100,000 ได้คลอ่ งแคล่วและแมน่ ยำมากยิ่งขนึ้ 3. เปน็ แนวทางสำหรบั ผู้สอน และผทู้ ีส่ นใจในการพัฒนาการเรยี นรู้โดยใช้แบบฝึกทกั ษะทกั ษะ เรื่อง การอ่านและการเขียนตวั เลขฮินดูอารบกิ ตัวเลขไทย และตัวหนงั สือแสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 ของ นกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 4

5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการวิจัยเรื่องนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นแนวทางใน การดดำเนนิ การวจิ ยั ดังนี้ 1. ตัวชี้วดั และสาระการเรยี นรู้แกนกลางกลุม่ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 1.1 ความสำคญั ของคณติ ศาสตร์ 1.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 1.3 คณุ ภาพผ้เู รียน (จบชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6) 2. การสอนคณติ ศาสตร์ในระดบั ประถมศกึ ษา 3. แบบฝึกทักษะ 3.1 ความหมายและความสำคญั ของแบบฝกึ ทักษะ 3.2 ลกั ษณะของแบบฝกึ ทกั ษะทกั ษะที่ดี 3.3 หลกั การในการสรา้ งแบบฝกึ ทกั ษะ 3.4 รูปแบบของการสร้างแบบฝึกทักษะ 3.5 สว่ นประกอบของแบบฝึกทกั ษะ 3.6 ข้นั ตอนในการสรา้ งแบบฝึกทักษะ 3.7 ประโยชน์ของแบบฝึกทกั ษะ 4. ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน 4.1 ความหมายของผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน 4.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น 4.3. ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น 4.4 หลกั การสรา้ งและขนั้ ตอนการสรา้ งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น 5. งานวิจัยทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง

6 1. หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2560) 1.1 ความสำคญั ของคณติ ศาสตร์ คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจาก คณติ ศาสตร์ชว่ ยใหม้ นุษยม์ คี วามคิดรเิ ร่มิ สรา้ งสรรค์ คดิ อยา่ งมีเหตุผล เปน็ ระบบ มีแบบแผน สามารถวเิ คราะห์ ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสม และสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็น เครื่องมือในการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและศาสตร์อื่น ๆ อันเป็นรากฐานในการพัฒนาทรัพยากร บุคคลของชาติให้มีคุณภาพ และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ทัดเทียมกับนานาชาติการศึกษาคณิตศาสตร์ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความรู้ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในยคุ โลกาภิวัตน์ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560 : 1) 1.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรูค้ ณิตศาสตร์ ไดก้ ำหนดสาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ ไวด้ ังนี้ (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2560 : 2) สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต เรียนรู้เกี่ยวกับระบบจำนวนจริง สมบัติเกี่ยวกับจำนวนจริง อัตราส่วน ร้อยละ การประมาณค่า การแก้ปัญหาเกี่ยวกับจำนวน การใช้จำนวนในชีวิตจริง แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน เซต ตรรกศาสตร์ นิพจน์ เอกนาม พหุนาม สมการระบบสมการ อสมการ กราฟ ดอกเบี้ยและมูลค่าของเงิน ลำดับและอนุกรมและการนำความรู้เกี่ยวกับจำนวนและพีชคณิตไปใช้ใน สถานการณ์ต่าง ๆ มาตรฐาน ค 1.1 เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจํานวน การดำเนินการ ของจํานวน ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ สมบัติของการดำเนินการและ นาํ ไปใช้ มาตรฐาน ค 1.2 เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูปความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน ลำดับ และอนุกรม และ นำไปใช้ มาตรฐาน ค 1.3 ใช้นิพจน์ สมการ และอสม การอธิบายความสัมพันธ์หรือช่วยแก้ปัญหาที่ กาํ หนดให้ สาระที่ 2 การวัดและเรขาคณติ เรียนรู้เกี่ยวกับความยาว ระยะทาง น้ำหนัก พื้นที่ปริมาตรและ ความจุ เงินและเวลา หน่วยวัดระบบต่าง ๆ การคาดคะเนเกี่ยวกับการวัด อัตราส่วนตรีโกณมิติ รูปเรขาคณิต และสมบัติของรูปเรขาคณิต การนึกภาพ แบบจำลองทางเรขาคณิต ทฤษฎีบททางเรขาคณิต การแปลงทาง เรขาคณิตในเรื่องการเลือ่ นขนาน การสะท้อน การหมุน และการนำความรู้เกี่ยวกับการวัดและเรขาคณิตไปใช้ ในสถานการณต์ า่ ง ๆ มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ต้องการวัด และนำไปใช้ มาตรฐาน ค 2.2 เข้าใจและวิเคราะห์รูปเรขาคณิต สมบัติของรูปเรขาคณิต ความสัมพันธ์ ระหวา่ งรูปเรขาคณติ และทฤษฎีบททางเรขาคณิต และนำไปใช้ สาระท่ี 3 สถติ ิและความน่าจะเป็น เรยี นรเู้ กย่ี วกบั การต้ังคำถามทางสถติ ิ การเกบ็ รวบรวมข้อมูล การคำนวณค่าสถิติ การนำเสนอและแปลผลสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ หลักการนับเบื้องต้น

7 ความน่าจะเป็น การใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิตแิ ละความน่าจะเป็นในการอธบิ ายเหตุการณต์ ่าง ๆ และช่วยในการ ตดั สินใจ มาตรฐาน ค 3.1 เข้าใจกระบวนการทางสถิตแิ ละใช้ความรทู้ างสถิติในการแกป้ ัญหา มาตรฐาน ค 3.2 เขา้ ใจหลักการนบั เบื้องต้น ความน่าจะเปน็ และนำไปใช้ 1.3 คณุ ภาพผเู้ รียน (จบช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6) เมือ่ นักเรียนเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตรจ์ บชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 แล้วนักเรียน ต้องมคี ุณภาพ ดังนี้ (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2560 : 3) 1. อา่ นเขียนตัวเลขตัวหนังสอื แสดงจำนวนนับเศษส่วนทศนยิ มไมเ่ กนิ 3 ตำแหนง่ อตั ราส่วน และร้อยละมีความรู้สึกเชิงจำนวนมีทักษะการบวกการลบการคูณการหารประมาณผลลัพธ์และนำไปใช้ใน สถานการณ์ต่าง ๆ 2. อธบิ ายลักษณะและสมบัติของรูปเรขาคณติ หาความยาวรอบรปู และพ้นื ทีข่ องรูปเรขาคณิต สร้างรูปสามเหลี่ยมรูปสี่เหลี่ยมและวงกลม หาปริมาตรและความจุของทรงสี่เหลี่ยมมุมฉากและนำไปใช้ใน สถานการณต์ ่าง ๆ 3. นำเสนอข้อมูลในรปู แผนภูมแิ ท่ง ใช้ขอ้ มลู จากแผนภมู ิแทง่ แผนภมู ิรูปวงกลมตารางสอง ทางและกราฟเส้นในการอธบิ ายเหตุการณต์ ่าง ๆ และตัดสนิ ใจ 2. การสอนคณิตศาสตรใ์ นระดบั ประถมศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 หมวดที่ 4 กำหนดแนวทางการศึกษาในมาตรา 22 วา่ การจดั การศึกษายดึ หลักวา่ นักเรียนทุกคนมคี วามสามารถเรียนรู้และพฒั นาตนเองได้ และถือว่านักเรียน มีความสำคญั ที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้นักเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตาม ศักยภาพ ดังนั้นในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ครูต้องหาวิธีการและรปู แบบการเรียนรู้ทีเ่ หมาะสม และ กิจกรรมท่จี ัดขนึ้ นั้นตอ้ งมุ่งสนองตอ่ ความต้องการ ความสามารถ ความสนใจของนักเรียนแตล่ ะคน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลต่อเจตคติผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ตลอดจนความคงทนในการเรียนรู้ของเด็ก เพราะการเรยี นการสอนเป็นการนำความรูไ้ ปสเู่ ด็กด้วยวิธีการ สื่อ กิจกรรมในรปู แบบต่าง ๆ การจัดเน้ือหา สอ่ื อุปกรณ์ กิจกรรมใหม้ ีความสมั พันธก์ นั น้ันก็เพือ่ ให้นกั เรียนเกิด การเรียนรู้ในการวางแผน มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรรม นักการศึกษาได้ให้แนวคิด เกี่ยวกบั หลกั การสอนคณติ ศาสตร์ไว้หลายแนวคิด ดงั น้ี ยพุ ิน พิพธิ กลุ (2545 : 11-12) จงึ ได้อธิบายหลักการสอนคณติ ศาสตรท์ ่ีครูควรคำนึงถึงไวด้ งั น้ี 1. ควรสอนจากเรือ่ งง่ายไปส่ยู าก เชน่ การยกตวั อย่างจะยกเป็นเลขง่ายๆกอ่ นแลว้ ไปสู่สัญลกั ษณ์ 2. เปลี่ยนจากรูปธรรมไปสู่นามธรรมในเรื่องที่สามารถใช้สื่อการเรียนการสอนจากรูปประกอบได้ เช่น การแยกตัวประกอบ 3. สอนให้สัมพันธ์ความคิด เมื่อครูจะทบทวนเรื่องใดก็ควรทบทวนให้หมดรวบรวมเรื่องที่เหมือนการเข้า เป็นหมวดหมู่ เช่น เส้นสัมผัส เส้นขนาน สมบัติของสามเหลี่ยมเท่ากันทุกประการ จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจและ จดจำไดแ้ มน่ ยำ 4. เปลี่ยนวธิ ีสอน ไมซ่ ้ำซากนา่ เบ่ือหน่าย ผู้สอนควรจะสอนใหส้ นุกสนานและน่าสนใจ ซ่งึ อาจจะมี กลอน เพลง เกม การเล่าเรื่อง การทำภาพประกอบและการ์ตูน ต้องรู้จักสอดแทรกสิ่งละอันพรรค์ละน้อยให้เป็น บทเรียนนา่ สนใจ

8 5. ใช้ความสนใจของผู้เรียนเป็นจุดเริ่มต้น เป็นแรงจูงใจที่จะเรียน ด้วยเหตุนี้ในการสอนจึงมีการนำเข้าสู่ บทเรยี นเพื่อเร้าใจเสียก่อน 6. ควรจะคำนึงถึงประสบการณ์เดิมและทักษะเดมิ ทผี่ ูเ้ รียนมอี ยู่กจิ กรรมใหมค่ วรต่อเนอ่ื งจากกิจกรรมเดิม 7. เร่อื งที่สัมพนั ธก์ ันก็ควรจะส่วนไปพร้อม ๆ กนั เช่น เซตท่เี ทา่ กนั กับเซตทเ่ี ทียบเท่ากันยูเนียนของเซตกับ อนิ เตอรเ์ ซกชันของเซต 8. ใหผ้ ู้เรียนมองเหน็ โครงสร้างไม่ใช้เนน้ เน้ือหา 9. ไม่ควรเป็นเรื่องยากเกินไป ผู้สอนบางคนชอบใช้โจทย์ยากเกิน หลักสูตรซึ่งอาจจะทำให้ผู้เรียนที่เรียน อ่อนท้อถอย แต่ถ้าผู้เรียนที่เก่งก็จะชอบ ควรจะส่งเสริมเป็นรายๆ ไปการสอนต้องคำนึงถึงหลักสูตรและเลือก เนอื้ หาเพิ่มเตมิ ให้เหมาะสม 10. สอนให้ผู้เรียนสามารถหาข้อสรุปได้ด้วยตนเอง การยกตัวอย่างหลาย ๆ ตัวอย่างจนผู้เรียนเห็น รูปแบบจะชว่ ยใหน้ กั เรยี นสรปุ ได้ ครูอยา่ รบี จนเกินไป ควรเลือกวธิ กี ารต่างๆที่สอนท่ีสอดคลอ้ งกบั เนือ้ หา 11. ใหผ้ ูเ้ รียนลงมอื ปฏิบตั ิในส่ิงทที่ ำได้ ลงมือปฏบิ ตั ิจริงและประเมินการปฏิบัตจิ รงิ 12. ผู้สอนควรจะมีอารมณ์ขันเพื่อช่วยให้บรรยากาศในห้องเรียนน่าเรียนยิ่งขึ้น สาระการเรียนรู้ คณติ ศาสตรเ์ ป็นสาระการเรียนรูท้ ่เี รยี นหนักครจู งึ ไมค่ วรเคร่งเครียดใหผ้ เู้ รียนเรยี นดว้ ยความสนกุ สนาน 13. ผสู้ อนควรมคี วามกระตอื รือร้นและตนื่ ตัวอย่เู สมอ 14. ผู้สอนควรหมั่นแสวงหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อที่จะนำสิ่งที่แปลกและใหม่มาถ่ายทอดให้ประสิทธิภาพ สงู สดุ ผเู้ รียนและผู้สอนควรจะเป็นผทู้ ี่มศี รัทธาในอาชีพของตนจงึ จะทำให้สอนได้ดี จากหลักการสอนดังกล่าวข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ผู้สอนคณิตศาสตร์ควรนำหลักการสอนคณิตศาสตร์ มาเป็นแนวทางในการสอนและประยกุ ตใ์ ช้ให้เหมาะสมอันจะสง่ ผลให้การสอนเกดิ ประสทิ ธภิ าพสูงสดุ สมศรี อภัย (2553 : 27-28) ได้สรุปหลักสำคัญในการเรยี นการสอนคณิตศาสตร์ในระดับประถมศึกษาไว้ ดงั น้ี 1. กำหนดความมุ่งหมายของการเรียนการสอนที่เด่นชดั การเรียนการสอนเป็นกระบวนการทีส่ ัมพันธ์กัน ดังนั้นครูผู้สอนจะต้องรู้ว่าจะสอนอะไร ครูผู้สอนต้องการจะให้นักเรียนรู้อะไรบ้าง ครูผู้สอนจะต้องบอกให้ นกั เรยี นรู้ว่าในบทเรยี นท่ีจะไดเ้ รียนนน้ั นักเรยี นจะต้องเรียนรู้อะไร จะต้องทำอะไรบ้าง เมือ่ ทง้ั สองฝา่ ยทราบส่ิง ที่จะต้องเรียนรู้แล้ว ครูผู้สอนก็จะได้วางแผนการสอนและจัดประสบการณ์ที่จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ และ นกั เรียนก็จะทำกจิ กรรมอย่างมจี ุดหมาย 2. การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนหลาย ๆ วิธี และการใชว้ สั ดปุ ระกอบการสอนหลายชนิด ในการเรียน เรอ่ื งใดเรอื่ งหนึ่งครคู วรจดั กจิ กรรมหลายๆประเภท เพราะว่ากิจกรรมแตล่ ะประเภทจะให้ความเข้าใจในเร่ืองที่ เรียนในระดับแตกต่างกัน นักเรียนแต่ละคนจะได้เรียนรู้จากกิจกรรมที่เหมาะสมกับระดับความสามารถของ ตนเอง ในทำนองเดียวกันอุปกรณ์การสอนก็ควรมีหลายชนิดเช่น ทั้งที่เป็นของจริง รูปภาพ หรือเครื่องมือ โสตทัศนูปกรณ์อื่นๆ การจัดให้มกี ิจกรรมหลายวิธี และการใช้วสั ดุอุปกรณ์การสอนหลายอย่าง เช่นการจัดการ เรียนการสอนให้เหมาะสมกับวิธีการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน หรือกล่าวได้ว่าหลักการเรียนการสอนข้อนี้เป็น การประยกุ ตว์ ิธกี ารสอนแบบเชิงปฏิบัตกิ าร 3. การเรียนรู้จากการค้นพบกิจกรรมต่าง ๆ ในการเรียนคณิตศาสตรค์ วรเป็นสื่อในการช่วยให้นักเรียนได้ ค้นพบมโนมิติ และหลักการทางคณิตศาสตรซ์ ่ึงมีครูเป็นผู้ช้ีแนะ และช่วยเหลือตั้งแต่จะเร่ิมทำกิจกรรมอย่างไร ช่องทางใดจะทำให้สามารถเรียนรู้ได้เร็ว และตลอดจนการอภิปรายและหาข้อสรุปร่วมกันในตอนท้ายของ บทเรยี น

9 4. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีระบบ ครูจะต้องจัดกิจกรรมการเรียนให้มีระบบโดยคำนึงถึงโครงสร้าง ของเนือ้ หาเปน็ สำคัญ 5. การเรียนรู้มโนมิติทางคณิตศาสตร์ควรเริ่มจากรูปธรรมไปสู่นามธรรม จากทฤษฎีการเรียนรู้ของบรู เนอร์ เพียเจต์ กาเย่ และคนอื่น ๆ เราทราบแล้ววา่ การเรียนรู้ของเด็กจะพัฒนาจากความคิดที่ยงั ไม่มวี ุฒิภาวะ ไปสคู่ วามคิดท่มี ีวฒุ ิภาวะ ดังน้นั เด็กควรจะได้เรยี นจากสิ่งทง่ี า่ ยไปหาสง่ิ ทีย่ าก จากส่งิ ทีม่ องเหน็ ดว้ ยสายตาไปสู่ สิง่ ทม่ี องเห็นดว้ ยมโนภาพ 6. การฝึกหัดควรที่จะได้กระทำหลังจากที่นักเรียนเข้าใจหลักการแล้ว การทำแบบฝึกทักษะหัดเป็น กิจกรรมเพื่อความเข้าใจ และเพื่อการเก็บรักษาความรู้ (retention) ดังนั้นการทำแบบฝึกทักษะหัดจะไม่ บรรลุผลถ้าครูให้นกั เรียนทำแบบฝกึ ทกั ษะหดั หรือการบ้านโดยท่ีนักเรียนปราศจากความเข้าใจสิง่ ทีเ่ รียนมาแล้ว ครูควรจะตรวจสอบและประเมินความเข้าใจของนักเรียนอย่างถี่ถ้วนก่อนจะให้นักเรียนทำ แบบฝึกทักษะหัด ตา่ ง ๆ จากหลกั สำคญั ในการเรียนการสอนคณติ ศาสตร์ในระดับประถมศกึ ษาดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าผู้สอน คณิตศาสตร์ควรกำหนดความมุ่งหมายของการเรียนการสอนที่เด่นชัด ครูผู้สอนจะต้องรู้ว่าจะสอนอะไร ครูผู้สอนต้องการจะให้นักเรียนรู้อะไรบ้าง ครูผู้สอนจะต้องบอกให้นักเรียนรู้ว่าในบทเรียนที่จะได้เรียนนั้น นักเรียนจะต้องเรียนรู้อะไร จะต้องทำอะไรบ้าง เมื่อทั้งสองฝ่ายทราบสิ่งที่จะต้องเรียนรู้แล้ว ครูผู้สอนก็จะได้ วางแผนการสอนและจัดประสบการณ์ท่ีจะกอ่ ให้เกิดการเรียนรู้ และนกั เรียนกจ็ ะทำกิจกรรมอยา่ งมีจดุ หมาย 3. แบบฝกึ ทกั ษะ 3.1 ความหมายและความสำคัญของแบบฝึกทกั ษะ นวัตกรรมทางการศึกษาท่ีมบี ทบาทและมคี วามสำคัญเปน็ อย่างยิง่ สำหรับครูผู้สอนเป็นสง่ิ สำคัญท่ีชว่ ย ให้การจัดการเรียนร้ปู ระสบผลสำเรจ็ คอื แบบฝกึ ทักษะ ซงึ่ ช่วยให้การเรยี นการสอนบรรลเุ ปา้ หมายได้เป็นอย่าง ดี แบบฝึกทักษะมักมีชื่อเรียกหลายแบบที่แตกต่างกันออกไป ได้แก่ ชุดการฝึก แบบฝึกทักษะ แบบฝึก เสริม ทักษะ เป็นต้น แตง่ านวจิ ัยนี้ผูว้ ิจัยขอใช้คำวา่ แบบฝึกทกั ษะ แบบฝึกทักษะเป็นนวัตกรรมหรือเป็นการสอนอีกแบบหนึ่ง เรียกได้หลายชื่อ เช่น แบบฝึกทักษะ แต่ ความหมายที่เหมือนกันคือเป็นนวัตกรรมการสอนแบบหนึ่งที่จะช่วยให้การเรียนการสอนบรรลุจุดประสงค์ อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เพราะแบบฝึกทักษะสามารถสนองความสนใจใคร่รู้และความสามารถของ ผู้เรียนส่งเสริมใหผ้ ้เู รียนมีส่วนร่วมอย่างเต็มท่ี โดยการฝึกทักษะหลายๆด้าน แบบฝึกทักษะทัมีความจำเป็นและ มีประโยชน์มาก จงึ มีผใู้ ห้ความหมายและความสำคญั ของแบบฝกึ ทักษะ ไว้ดงั น้ี ณัฐชา อักษรเดช (2554 : 19) กล่าวว่าแบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นอย่างมี จุดหมายที่แน่นอน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการกระทำจริง เป็นประสบการณ์ตรงของผู้เรียน ทำให้ ผู้เรียนเห็นคณุ ค่าของสิ่งที่เรียนสามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งที่เรียนได้ดี และนำการเรียนรู้และความรู้ที่ไดไ้ ปใช้ ในสถานการณ์อ่ืนท่ีมลี ักษณะคล้ายกันได้ สุธัญญา รัตนบรรพต (2558 : 48) ได้กล่าวถึงความหมายของแบบฝึกทักษะ หมายถึงแบบฝึกทักษะ หรอื ชุดการสอนท่เี ปน็ แบบฝกึ ทักษะทีใ่ ช้เป็นตัวอยา่ งปัญหา หรอื คำสัง่ ท่ตี ง้ั ขน้ึ เพ่ือใหผ้ ้เู รยี นตอบแบบฝึกทักษะ หรือแบบฝึกหัดหรือแบบฝึกเสริมทักษะหรือสื่อการเรียนประเภทหนึ่งที่เป็นส่วนเพิ่มเติม หรือเสริมสำหรับให้ ผู้เรียนฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและทักษะเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่หนังสือเรียนจะมีแบบฝึกทักษะอยู่ ท้ายบทเรยี นบางวิชา และแบบฝึกทักษะจะมลี ักษณะเป็นแบบปฏิบัติ

10 วรสุดา บญุ ยไวโรจน์ (2558 : 37) ได้กลา่ วไวว้ า่ แบบฝกึ ทักษะ เปน็ ส่ือการสอนทจ่ี ดั ขึน้ เพ่ือใหผ้ ูเ้ รยี นได้ ศึกษาทำความเข้าใจและฝึกฝนจนเกิดความคิดที่ถูกต้องและเกิดทักษะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แบบฝึกทักษะเป็น เคร่อื งมือสำคญั ทคี่ รูทุกคนใชใ้ นการตรวจสอบความรคู้ วามเข้าใจและพฒั นาทักษะของผเู้ รยี น วีณา วโรตมะวิชญ์ (2559 : 2) ได้กล่าวถึงความหมายของแบบฝึกทักษะว่า วิธีการสอนที่สนุกอีกวิธี หนงึ่ คือการให้ผูเ้ รยี นได้ทำแบบฝึกทักษะมาก ๆ ส่งิ ท่จี ะช่วยใหผ้ เู้ รยี นมีพัฒนาการทางการเรียนในเนื้อหาวิชาได้ ดีข้นึ คอื แบบฝกึ ทักษะเพราะผู้เรยี นมโี อกาสได้นำความรู้ที่เรียนมาแลว้ มาฝึกให้เกิดความรู้ความเข้าใจกว้างมาก ข้นึ จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนประเภทหนึ่งที่เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือ เสริมสำหรบั ให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและทักษะเพิ่มขึ้นเป็นเครื่องมือสำคัญที่ครูทุกคน ใช้ในการตรวจสอบความรคู้ วามเข้าใจและพัฒนาทกั ษะของผู้เรียน 3.2 ลกั ษณะของแบบฝึกทกั ษะทกั ษะทด่ี ี ในการสร้างแบบฝึกทักษะสำหรับนักเรียน มอี งค์ประกอบหลายประการ ซึง่ นักการศกึ ษาหลาย ท่านได้ใหข้ ้อเสนอแนะเกีย่ วกบั ลกั ษณะแบบฝึกทักษะทดี่ ไี ว้ ดังน้ี คณิศร ศรีประไพ (2555 : 25) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดีควรเป็นแบบฝึกทักษะ สน้ั ๆ ฝกึ หลาย ๆ ครงั้ มีรูปแบบการฝกึ ควรฝึกเฉพาะเรื่องเดียวและควรเป็นสิ่งทีผ่ เู้ รยี นพบเห็นอยู่แลว้ คำช้ีแจง สน้ั ๆ ใชเ้ วลาเหมาะสม เป็นเรื่องท่ีท้าทาย ใหแ้ สดงความสามารถเมื่อผเู้ รียนไดฝ้ ึก แล้วกส็ ามารถพัฒนาตนเอง ไดด้ ี จึงจะนบั วา่ เปน็ แบบฝกึ ทกั ษะทด่ี แี ละมีประโยชน์ บุญนำ เกษี (2556 : 18) ได้กล่าวว่าลักษณะของแบบฝึกทักษะดี ควรสร้างเพื่อฝึกทักษะเฉพาะ อยา่ ง โดยคำนงึ ถึงความเหมาะสมกับวัย ความสามารถและพัฒนาการของผู้เรียน โดยใช้ภาษาท่งี ่าย ชัดเจน มี กจิ กรรมหลายรูปแบบเพ่ือเร้าความสนใจของผู้เรยี น มภี าพประกอบ ฝกึ ตามข้นั เรียงจากงา่ ยไปหายาก ใช้เวลา ฝึกพอสมควร และมีการประเมนิ ผลใช้แบบฝกึ ทกั ษะทักษะเพ่ือให้ผเู้ รียนไดป้ ระเมินความสามารถของตนเอง จนิ ดา อ่นุ ทอง (2558 : 72) ได้ศึกษาและพบว่าแบบฝึกทักษะที่ผู้เรยี นสนใจและกระตือรือร้นท่ีจะ ทำมลี กั ษณะดงั น้ี 1. ใชห้ ลักจิตวทิ ยา 2. สำนวนภาษางา่ ย ๆ 3. ให้ความหมายตอ่ ชวี ิต 4. คดิ ไดเ้ ร็วและสนกุ 5. ปลกุ ความสนใจ 6. เหมาะสมกบั วัยและความสามารถ วลี สุมภิ ันธ์ (2558 : 190) ไดก้ ล่าวถงึ ลักษณะแบบฝึกทกั ษะท่ีดวี า่ ตอ้ งมลี ักษณะดงั น้ี 1. เกีย่ วขอ้ งกบั บทเรยี นทีเ่ รยี นมาแล้ว 2. เหมาะสมกับระดบั วัยและระดบั ความสามารถของเด็ก 3. มคี ำชี้แจงสัน้ ๆ ทจ่ี ะทำใหเ้ ด็กเข้าใจได้ง่าย คำชแ้ี จงหรือคำส่งั ตอ้ งกะทัดรดั 4. ใช้เวลาเหมาะสม คอื ไม่ใช้เวลานานหรอื เร็วเกินไป 5. เปน็ ทีน่ ่าสนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถ จากท่กี ลา่ วมาแล้วสรปุ ได้วา่ ลักษณะแบบฝึกทกั ษะท่ดี ี จะตอ้ งเกี่ยวข้องกบั บทเรยี นท่ีเรียนมาแล้ว เหมาะสมกับวยั และความสามารถของผู้เรยี น มรี ปู แบบที่หลากหลายเพื่อกระตุ้นให้ผเู้ รยี นอยากฝึกฝนและต้อง สอดคลอ้ งกับจุดประสงค์

11 3.3 หลกั การในการสรา้ งแบบฝึกทักษะ นติ ยา กิจโร (2553 : 40) ไดส้ รปุ หลักการสรา้ งแบบฝกึ ทักษะไวด้ งั นี้ 1. ก่อนสรา้ งแบบฝกึ ทักษะจำเปน็ ตอ้ งกำหนดโครงร่างไว้ก่อนวา่ มวี ัตถปุ ระสงค์อยา่ งไร แบบฝึกทักษะเกยี่ วกบั เร่อื งอะไร 2. ศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยที่เก่ียวขอ้ ง 3. เขียนวตั ถุประสงค์เชิงพฤตกิ รรม 4. แจง้ วัตถุประสงค์เชิงพฤตกิ รรมยอ่ ยโดยคำนึงถงึ ความเหมาะสมของผ้เู รียน 5. กำหนดอุปกรณท์ ี่ใชใ้ นแตล่ ะกิจกรรม 6. กำหนดเวลาและข้นั ตอนใหเ้ หมาะสม 7. การประเมินผลอยา่ งไร ประภาพร ถน่ิ ออ่ ง (2553 : 35) ได้กลา่ ววา่ หลักการสรา้ งแบบฝึกทักษะ ควรคำนงึ ถึงหลักจติ วทิ ยา ในการเรียนรู้ โดยมีจุดมุ่งหมายในการฝึก แบบฝึกทักษะควรเริ่มจากง่ายไปหายาก มีหลายแบบ มีตัวอย่าง ประกอบ ภาพประกอบ และสามารถศกึ ษาได้ด้วยตนเอง อุษณีย์ เสือจันทร์ (2553 : 26) ได้กล่าวว่าหลักการสร้างแบบฝึกทักษะผู้สร้างต้องศึกษาปัญหา ของเนื้อหาที่นำมาสร้างแบบ1ทักษะโดยนำมาตั้งวัตถุประสงค์ ตลอดจนรูปแบบและวางแผนขั้นตอนการใช้ แบบฝึกทักษะ การสร้างแบบฝึกทักษะต้องสอดคล้องกับเนื้อหาและทักษะที่ต้องการฝึก ต้องนำหลักจิตวิทยา การเรียนรู้และจิตวิทยาพัฒนาการมาเปน็ แนวทางในการสร้างแบบฝึกทักษะ ก่อนนำไปใช้ควรมีการทดลองใช้ เพือ่ หาข้อบกพร่องของแบบฝกึ ทักษะ กลั ยา แข็งแรง (2559 : 412 - 413) ได้กล่าวถงึ หลกั ในการจดั ทำแบบฝึกทักษะดังนี้ 1. ให้สอดคล้องกับจิตวทิ ยาและพัฒนาการของเดก็ และลำดบั ขั้นของการเรียน เด็กแรกเรียนยังมี ประสบการณ์น้อย แบบฝึกทักษะตอ้ งอาศัยรูปแบบสีสวย จูงใจ และเป็นไปตามลำดับความยากง่ายเพือ่ ใหเ้ ด็ก มกี ำลังใจทำ 2. ใหม้ จี ุดมงุ่ หมายว่าจะฝึกในด้านใด แล้วจดั เนื้อหาให้ตรงกบั จุดมุ่งหมายทวี่ างไว้ ครูจะตอ้ งจัดทํา ล่วงหน้าเสมอ 3. ต้องคำนึงถึงความแตกต่างของเด็ก ถ้าสามารถแยกตามความสามารถและจัดเป็นแบบฝึก ทกั ษะเพอ่ื สง่ เสริมเด็กแตล่ ะกลุ่มได้จะดียิ่ง 4. ในแบบฝึกทกั ษะต้องใช้คำชี้แจงส้ัน ๆ งา่ ย ๆ เพ่ือใหเ้ ด็กเข้าใจถ้าเด็กยังอา่ นไม่ได้ ครูต้องชี้แจง ดว้ ยคำพูดทใ่ี ชภ้ าษาง่าย ๆ ใหเ้ ด็กสามารถทำตามคำสงั่ ได้ 5. แบบฝกึ ทกั ษะต้องมคี วามถูกตอ้ ง ครูตอ้ งตรวจพจิ ารณาดูใหถ้ ่ีถ้วน อยา่ ใหม้ ีข้อผิดพลาดได้ 6. การใหเ้ ด็กทำแบบฝึกทักษะแต่ละครง้ั ตอ้ งให้เหมาะสมกบั เวลาและความสนใจของเด็ก 7. ควรทำแบบฝึกทักษะหลายแบบเพอื่ ใหเ้ ดก็ ไดเ้ รยี นอยา่ งกวา้ งขวางและส่งเสริมให้เกิดความคิด 8. กระดาษที่ใหเ้ ดก็ ทำแบบฝกึ ทักษะตอ้ งเหนียวและทนทานพอสมควร กฤษรา สุวรรณลพ (2559 : 27) ได้กล่าวถงึ ทฤษฎที ่ใี ช้เปน็ หลกั ในการสร้างแบบฝึกทกั ษะดังน้ี 1. หลักความใกล้ชิด การให้สิ่งเร้าและการตอบสนองในเวลาใกล้เคียงกันจะสร้างความพอใจแก่ ผูเ้ รยี นในขณะทีส่ อนจงึ มกี ารทำกจิ กรรมต่อเนอ่ื ง หลังการฝกึ มกี ารถามตอบใหร้ างวลั ชมเชย 2. หลักการฝึกหัด ให้ผู้เรียนฝึกทำซำ้ ๆ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่แนน่ อน การฝึกให้หยุดพัก เลก็ น้อยแล้วจงึ ใหฝ้ กึ ตอ่ ดกี ว่าการฝึกต่อเนือ่ งทยี่ าว

12 3. การให้ผเู้ รียนทราบผลการทำงานของตนเอง ได้แก่ การตรวจเฉลยคำตอบใหท้ ราบชี้ให้เห็นส่ิงท่ี ถกู ตอ้ งสงิ่ ทคี่ วรแก้ไข 4. การจูงใจผู้เรียน โดยการจัดแบบฝึกทักษะที่สั้นและเหมาะกับเนื้อหา เวลาและวัยของผู้เรียน จากงา่ ยไปยาก จากที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า การสร้างแบบฝึกทักษะให้สอดคล้องกบั จิตวิทยาและพัฒนาการของ เด็ก และลำดับข้ันของการเรียน ใหม้ ีจุดมุ่งหมายวา่ จะฝึกในดา้ นใดแลว้ จัดเน้ือหาให้ตรงกับจุดมุ่งหมายที่วางไว้ ตอ้ งคำนึงถงึ ความแตกตา่ งของเดก็ ใช้คำชีแ้ จงสัน้ ๆ งา่ ย ๆ โดยการจัดแบบฝกึ ทักษะทีส่ ั้นและเหมาะกบั เนื้อหา เวลาและวัยของผู้เรียนจากง่ายไปหายาก มีการหาคุณภาพของแบบฝึกทักษะ กระดาษที่ให้เด็กทำแบบฝึก ทักษะตอ้ งเหนียวและทนทานพอสมควรและใหผ้ เู้ รียนทราบผลการทำงานของตนเอง 3.4 รปู แบบของการสรา้ งแบบฝึกทักษะ สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 62) ได้เสนอแนะรูปแบบการสร้างแบบฝึก ทักษะ โดยอธิบายวา่ การสร้างแบบฝกึ รูปแบบก็เป็นสิ่งสำคัญในการที่จะจงู ใจให้ผู้เรียนไดท้ ดลองปฏิบัติ แบบ ฝึกจึงควรมีรปู แบบท่ีหลากหลายมิใชใ่ ช้แบบเดียวจะเกิดความจำเจ น่าเบ่ือหนา่ ย ไม่ทา้ ทายให้อยากรู้อยากลอง จึงขอเสนอรูปแบบที่เป็นหลักใหญ่ไว้ก่อน ส่วนผู้สร้างจะนำไปประยุกต์ใช้ปรับเปลี่ยนรูปแบบอื่น ๆ ก็แล้วแต่ เทคนคิ ของแตล่ ะคน ซ่งึ จะเรยี งลำดบั จากงา่ ยไปหายากดังนี้ 1. แบบถูกผดิ เป็นแบบฝึกที่เป็นประโยคบอกเล่าให้ผู้เรียนอา่ นแลว้ ใส่เครื่องหมายถูกหรือผิดตาม ดลุ ยพนิ ิจของผเู้ รยี น 2. แบบจับคู่ เป็นแบบฝกึ ทีป่ ระกอบด้วยตัวคำถามหรือตัวปัญหา ซ่ึงเป็นตัวยืนไวใ้ นสดมภ์ซ้ายมอื โดยมีที่ว่างไว้หน้าข้อเพื่อให้ผู้เรียนเลือกหาคำตอบที่กำหนดไว้ในสดมภ์ขวามือมาจับคู่กับคำถามให้สอดคล้อง กนั โดยใช้หมายเลขหรือรหัสคำตอบไปวางไว้ทีว่ า่ งหน้าข้อความหรอื จะใช้การโยงเส้นก็ได้ 3. แบบเติมคำหรือเติมข้อความ เป็นแบบฝึกที่มีข้อความไว้ให้ แต่จะเว้นช่องว่างไว้ให้ผู้เรียนเติม คำหรือข้อความที่ขาดหายไปซึง่ คำหรือข้อความทีน่ ำมาเติมอาจให้เติมอย่างอิสระหรือกำหนดตัวเลือกให้เติมก็ ได้ 4. แบบหมายตัวเลอื ก เป็นแบบฝึกเชิงแบบทดสอบโดยจะมี 2 ส่วนซึ่งจะต้องเป็นประโยคคำถาม ทสี่ มบูรณช์ ดั เจนไมค่ ลุมเครือ ส่วนที่ 2 เป็นตัวเลอื กคือคำตอบซ่งึ อาจจะมี 3-5 ตวั เลอื กก็ได้ ตัวเลอื กท้ังหมดจะ มีตวั เลอื กทถ่ี ูกที่สดุ เพยี งตวั เลือกเดยี วสว่ นท่ีเหลอื เปน็ ตัวลวง 5. แบบอัตนัย คือ ความเรียงเป็นแบบฝึกทีต่ ัวคำถาม ผู้เรียนต้องเขียนบรรยายตอบอยา่ งเสรีตาม ความรู้ความสามารถโดยไม่จำกัดคำตอบ แต่จำกัดในเรื่องเวลา อาจใช้คำถามในรูปทั่ว ๆ ไปหรือเป็นคำสั่งให้ เขยี นเรอื่ งราวตา่ ง ๆ กไ็ ด้ 3.5 สว่ นประกอบของแบบฝกึ ทกั ษะ สาํ ลี รักสทุ ธิ (ม.ป.ป. : 36-38) กล่าวถึงสว่ นประกอบของแบบฝกึ ทกั ษะชนิดต่าง ๆ 1. คำแนะนำการใช้แบบฝึกทกั ษะ 1.1 สำหรบั ครู เป็นคำแนะนำเพือ่ ให้ครูทำความเขา้ ใจเกี่ยวกบั การใช้แบบฝกึ ทักษะน้นั ๆ ว่า ครูจะต้องทำอยา่ งไร เตรยี มอะไรบา้ ง บทบาทของครเู ปน็ อยา่ งไร ขณะนักเรียนปฏิบตั ิครูควรมบี ทบาทอยา่ งไร 1.2 สำหรับนักเรยี น เปน็ คำแนะนำเพ่ือใหน้ ักเรียนปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตามทแ่ี บบฝึกทักษะ กำหนดไว้ให้ถกู ต้องเปน็ ไปตามขัน้ ตอนซึง่ จะมคี ำชี้แจงคำอธิบายไวช้ ัดเจนในการปฏบิ ัติกิจกรรม 2. แบบทดสอบก่อนเรยี นเป็นแบบทดสอบเพื่อประเมนิ ความรู้เดิมของนกั เรยี น 3. สาระสำคญั เพ่อื บอกใหร้ ู้ถงึ ความสำคญั ใจความสำคญั สนั้ ๆ ของเรอ่ื งน้ัน

13 4. ตวั บง่ ช้ีเพ่อื บอกใหท้ ราบถงึ ตัวบ่งชี้ทเ่ี ป็นปัญหาท่ีตอ้ งใชส้ ือ่ นวตั กรรมชดุ นี้ 5. จดุ ประสงค์การเรียนรเู้ พอ่ื บอกให้ทราบวา่ ผูเ้ รยี นต้องรู้อะไรเป็นอยา่ งไร 6.เนื้อหาสาระ 7. กจิ กรรม 8. สรุป 9. แบบทดสอบหลงั เรยี น หากนำเขา้ ไปจดั เป็นรูปเลม่ กจ็ ะเพิม่ สว่ นอ่นื เขา้ ไปดงั นี้ 1. เพิ่มส่วนหนา้ ประกอบดว้ ย 1) ปกนอก 2) ปกใน 3) คำนิยม (ไมม่ ีกไ็ ด)้ 4) คำรบั รอง (ไมม่ กี ็ได้) 5) คำนำและ 6) สารบญั 2. เพ่ิมส่วนหลังประกอบดว้ ย 1) เฉลย 2 ใบความรู้ 3) บรรณานกุ รมและ 4) ปกหลงั ดังที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะทักษะมีส่วนประกอบดังนี้ มีคำแนะนำการใช้แบบฝึก ทักษะ แบบทดสอบก่อนเรียน สาระสำคัญ ตัวบ่งชี้ จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ กิจกรรม สรุปและมี การแบบทดสอบหลังเรียน 3.6 ข้ันตอนในการสร้างแบบฝกึ ทกั ษะ การสร้างแบบฝกึ ทกั ษะมี ขน้ั ตอนทค่ี ลา้ ยคลงึ กบั การสรา้ งนวัตกรรมทางการศึกษาอื่น ๆ ซึ่งมี รายละเอียดดังนี้ 3.6.1 วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุทเี่ กิดจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น ปญั หาท่ี เกดิ ขึ้นในขณะทำการสอน ปัญหาการผา่ นจุดประสงคข์ องนกั เรยี น ผลจากการสงั เกตพฤติกรรมทไ่ี ม่พงึ ประสงค์ และผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน เป็นตน้ 3.6.2 ศึกษารายละเอียดในหลกั สตู รเพอ่ื วเิ คราะห์เนอื้ หาจุดประสงค์และกิจกรรม 3.6.3 พิจารณาแนวทางแกป้ ญั หาทเี่ กดิ ข้นึ จากข้อ 3.5.1 โดยการสร้างแบบฝึกทกั ษะและ เลือกเนือ้ หาในส่วนท่ีจะสรา้ งแบบฝกึ ทักษะนนั้ วา่ จะทำเรือ่ งใดบ้าง กำหนดเป็นโครงเรอ่ื งไว้ 3.6.4 ศกึ ษารปู แบบของการสร้างแบบฝกึ ทักษะจากเอกสารตัวอย่าง 3.6.5 ออกแบบแบบฝึกทกั ษะแต่ละชุดให้มีรูปแบบท่ีหลากหลายและนา่ สนใจ 3.6.6 ลงมอื สรา้ งแบบฝึกทักษะในแตล่ ะชุด พร้อมทัง้ ขอ้ ทดสอบกอ่ นและหลังเรยี น ให้สอดคล้อง กบั เนอื้ หาและจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 3.6.7 ส่งใหผ้ ู้เช่ยี วชาญตรวจสอบ 3.6.8 นำไปทดลองใช้ แล้วบนั ทกึ ผลเพ่ือนำมาปรับปรุงแก้ไขสว่ นที่บกพร่อง 3.7 ประโยชนข์ องแบบฝึกทกั ษะ ประโยชนข์ องแบบฝึกทกั ษะหากเปน็ แบบฝึกทกั ษะที่ดแี ละมปี ระสิทธภิ าพจะช่วยทำให้ นกั เรียน ประสบผลสำเรจ็ ในการฝึกทกั ษะได้เป็นอยา่ งดีทำให้ครูลดภาระการสอนลงและผู้เรียนสามารถพัฒนา ตนเองได้อย่างเต็มที่เพิม่ ความม่ันใจในการเรียนได้เป็นอย่างดี หากได้มีการฝึกบ่อยครั้งจนชำนาญ และยังช่วย ผเู้ รยี นที่มีปัญหาในการเรยี นรู้จำเปน็ ต้องมีการสอนตา่ งจากกลมุ่ ปกตทิ ั่วไปดว้ ยการเสริมเพม่ิ เติมใหเ้ ปน็ พเิ ศษ สุวทิ ย์ มลู คำ และสนุ นั ทา สุนทรประเสรฐิ (2550 : 53-54) ได้สรปุ ประโยชน์ของแบบฝกึ ทกั ษะ ดงั น้ี 1. ทำให้เขา้ ใจบทเรียนดขี ึน้ เพราะเป็นเคร่ืองอำนวยประโยชนใ์ นการเรยี นรู้ 2. ทำให้ครูทราบความเขา้ ใจของนกั เรยี นทีม่ ีตอ่ บทเรียน 3. ฝกึ ให้เดก็ มีความเชื่อมน่ั และสามารถประเมินผลของตนเองได้

14 4. ฝึกให้เดก็ ทำงานตามลำพงั โดยมคี วามรบั ผิดชอบในงานทีไ่ ดร้ บั มอบหมาย 5. ชว่ ยลดภาระครู 6. ช่วยให้เดก็ ฝึกฝนได้อย่างเตม็ ท่ี 7. ช่วยพัฒนาตามความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล 8. ช่วยเสรมิ ให้ทกั ษะคงทน ซึ่งลักษณะการฝึกเพอื่ ชว่ ยใหเ้ กดิ ผลดังกลา่ วนน้ั ไดแ้ ก่ 8.1 ฝกึ ทนั ทหี ลังจากทเ่ี ด็กได้เรียนร้ใู นเร่อื งน้นั ๆ 8.2 ฝกึ ซำ้ หลาย ๆ ครง้ั 8.3 เน้นเฉพาะในเร่อื งที่ผิด 9. เป็นเครือ่ งมือวัดผลการเรยี นหลงั จากจบบทเรียนในแตล่ ะคร้ัง 10. ใชเ้ ปน็ แนวทางเพื่อทบทวนด้วยตนเอง 11. ชว่ ยให้ครมู องเห็นจุดเด่นหรือปญั หาต่างๆของเด็กได้ชดั เจน 12. ประหยัดคา่ ใชจ้ ่ายแรงงานและเวลาของครู สันติ ภูสงดั (2559 : 175) ไดก้ ล่าวไว้ว่ามากดังตอ่ ไปน้ี 1. เปน็ สว่ นเพ่ิมหรอื เสริมหนังสือเรยี นในการเรียนวชิ าทักษะ เปน็ อปุ กรณก์ ารสอนทช่ี ่วยลด ภาระของผู้สอนได้มาก เพราะแบบฝกึ ทักษะเปน็ สงิ่ ท่ีจัดทำขน้ึ อย่างเป็นระบบระเบียบ 2. ช่วยเสรมิ ทกั ษะการใชภ้ าษา แบบฝึกทกั ษะเป็นเครอื่ งมอื ท่ชี ่วยใหผ้ ้เู รยี นมีทักษะการใช้ ภาษาได้ดีขนึ้ แต่จะต้องอาศัยการส่งเสริมและความเอาใจใส่จากผู้สอนด้วย 3. ช่วยในเร่ืองความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล เนอ่ื งจากผู้เรยี นมคี วามสามารถทางภาษาแตกต่าง กัน การที่ให้ผู้เรียนทำแบบฝึกทักษะที่เหมาะสมกับความสามารถของเขาจะช่วยให้ผู้เรียนประสบกับ ความสำเร็จในดา้ นจิตใจมากขึ้น 4. แบบฝกึ ทกั ษะใชเ้ ปน็ เครือ่ งมือวัดผลการเรียนหลงั จากจบบทเรยี นในแต่ละคร้งั 5. แบบฝึกทกั ษะที่จัดทำขึน้ เป็นรูปเล่ม ผ้เู รยี นสามารถเกบ็ รกั ษาไว้ใชเ้ ป็นแนวทางเพอ่ื ทบทวน ด้วยตนเองได้ตอ่ ไป 6. การใหผ้ ูเ้ รยี นทำแบบฝึกทกั ษะช่วยให้ผสู้ อนมองเหน็ จดุ เดน่ หรือปญั หาต่าง ๆ ของผ้เู รียนได้ ชดั เจน ซง่ึ จะช่วยให้ผ้สู อนดำเนนิ การปรับปรงุ แก้ไขปญั หาน้ันได้ทนั ทว่ งที 7. แบบฝึกทกั ษะทจ่ี ัดทำขน้ึ นอกเหนือจากที่อยใู่ นหนังสือเรียนจะชว่ ยให้ผเู้ รยี นได้ฝกึ ฝนอย่าง เตม็ ท่ี 8. แบบฝกึ ทกั ษะทพ่ี ิมพไ์ วเ้ รยี บร้อยแล้วจะชว่ ยให้ผสู้ อนประหยดั ทั้งแรงงาน และในการทจี่ ะ ต้องเตรียมสรา้ งแบบฝึกทักษะอยู่เสมอ ในด้านผเู้ รยี นกไ็ ม่ต้องเสียเวลาลอกแบบฝกึ ทักษะจากตำราเรียน ทำให้ มีโอกาสฝกึ ฝนทักษะต่าง ๆ มากขน้ึ 9. แบบฝึกทักษะชว่ ยประหยัดคา่ ใชจ้ ่าย เพราะการจดั พมิ พข์ ึ้นเปน็ รปู เลม่ ทีแ่ นน่ อนย่อมลงทุน ต่ำกว่าทจ่ี ะพิมพ์ในกระดาษไขทุกครั้ง และผู้เรยี นสามารถบนั ทึกและมองเห็นความก้าวหน้าของตนเองได้อย่าง มรี ะบบและเป็นระเบียบ จากการศึกษาประโยชน์ของแบบฝึกทักษะสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะมีประโยชน์สำหรับนักเรียนใน การท่จี ะเสริมสร้างทักษะ ทบทวนความรแู้ ละทำให้เกิดความชำนาญในเน้ือหาวิชาเหล่าน้ันย่ิงขน้ึ นอกจากน้ียัง มปี ระโยชน์สาํ หรบั ครเู ป็นอุปกรณ์การสอนทชี่ ว่ ยลดภาระของครู

15 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น 4.1 ความหมายของผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น พมิ พป์ ระภา อรัญมติ ร (2552 : 27 ไดใ้ ห้ความหมายของผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน หมายถึง คุณลักษณะและความรู้ความสามารถท่ีแสดงถึงความสำเรจ็ ที่ได้จากการเรียนการสอนในวิชาต่างๆ ซึ่งสามารถ วดั เปน็ คะแนนได้จากแบบทดสอบทางภาคทฤษฎหี รือภาคปฏบิ ตั ิหรอื ท้งั สองอยา่ ง วฒุ ชิ ัย ดานะ (2553 : 27 ไดก้ ล่าวว่า ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน หมายถงึ ระดับความรคู้ วามสามารถ และทักษะที่ได้รับและพัฒนามาจากการเรียนการสอนวิชาต่าง ๆ โดยอาศัยเคร่ืองมือในการวัดผลหลังจากการ เรยี นหรือจากการฝึกอบรม ไข่มุก มณีศรี (2554 : 57) ได้ให้ความหมายวา่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสำเรจ็ ในดา้ น ความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านต่าง ๆ ของสมองหรือประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนรู้ อันเป็นผลมาจาก การเรียนการสอน การฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่าง ๆ ของแต่ละบุคคลสามารถวัดได้โดยการทดสอบด้วยวิธี ตา่ ง ๆ กชพร ฤาชา (2555 : 31) ได้ใหค้ วามหมายว่า ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นเปน็ สิ่งทีม่ ีความสำคญั อยา่ งย่งิ ตอ่ กระบวนการเรยี นการสอนไม่ว่าจะปรับปรุง เปลย่ี นแปลงวิธีสอนอย่างไรกต็ าม ส่งิ ทพ่ี งึ ปรารถนาของครู คือ การสอนนัน้ จะต้องทำให้นกั เรยี นมผี ลสัมฤทธิท์ างการเรียนสูงขึ้น และสง่ิ ทีใ่ ชส้ ำหรบั วดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน สิ่งหนงึ่ ก็คอื แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากความหมายที่กลา่ วมาแล้ว เราอาจจะประมวลความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นได้วา่ คือ ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และทัศนคติอันเกิดจากการเรียนรู้ ซึ่งอาจวัดได้จากการทดสอบระว่างหรือหลังจัด กิจกรรมการเรียนการสอนด้วยการทดสอบหรือวิธีการอื่น ๆ นอกจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นจะบอกคุณภาพ ของผู้เรียนแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของหลักสูตร คุณภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตลอดจน ความรู้ ความสามารถของครูผ้สู อนและผู้บริหารอีกดว้ ย 4.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น นักการศึกษาไดใ้ หค้ วามหมายของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนไวห้ ลายลกั ษณะ ดังนี้ บญุ ชม ศรสี ะอาด (2556 : 53 ) ได้กล่าววา่ แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน หมายถึง แบบทดสอบทใ่ี ช้วัดความรคู้ วามสามารถของบคุ คลค้านวชิ าการ ซ่งึ เปน็ ผลจากการเรียนรู้ เนือ้ หาสาระและตาม จดุ ประสงค์ของวชิ าหรอื เน้ือหาทสี่ อบน้ัน โดยทวั่ ไปจะวดั ผลสัมฤทธใิ์ นวิชาตา่ ง ๆ ทีเ่ รียนในโรงเรยี น วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั หรอื สถาบนั การศกึ ษาต่างๆ สมนึก ภัททิยธานี (2557 : 73 - 95) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่วัดสมรรถภาพสมองด้านต่าง ๆ ที่ผู้เรียน ไดร้ บั การเรยี นรูผ้ า่ นมาแลว้ วิรัช วรรณรัตน์ (2558 : 49) ได้กล่าวว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ใช้วัดความรู้ ความสามารถของผสู้ อบท่ไี ด้จากการเรียนรู้ โดยต้องการทราบวา่ ผสู้ อบมีความรู้อะไรบ้างมากน้อยเพยี งใด เมื่อ ผา่ นการเรียนไปแลว้ พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2558 : 96) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ ทักษะและความสามารถทางวิชาการที่ผู้เรียนได้ เรยี นรมู้ าแลว้ ว่าบรรลผุ ลสำเร็จตามจุดประสงค์ที่กำหนดไวเ้ พยี งใด

16 จากที่กล่าวมาแล้ว สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง เครื่องมือที่ใช้วัด ความรู้ ความสามารถ ทักษะและสมรรถภาพทางสมอง ที่ได้จากการจัดการเรียนรู้ว่า สำเร็จตามจุดประสงค์ การเรยี นรู้ที่กำหนดไว้มากน้อยเพยี งใด 4.3 ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น นักวชิ าการศกึ ษาหลายทา่ นได้จำแนกแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นไว้หลายรูปแบบ ดงั น้ี วนดิ า เดชตานนท์ (2558 : 9) ไดจ้ ำแนกแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนไว้ 2 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบมาตรฐาน เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นอย่างมีหลักเกณฑ์ ตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ โดยผู้เชี่ยวชาญ มีการทดลองใช้ มีการตรวจสอบคุณภาพ วิเคราะห์และแก้ไขจนมีประสิทธิภาพสูง สามารถ นำไปใชไ้ ด้อยา่ งกว้างขวาง มมี าตรฐานในวิธีการดำเนินการสอบเพ่ือจะได้ดำเนินการสอบเหมือนกันหมด ไม่ว่า จะนำแบบทคสอบไปใชท้ ี่ใด เวลาใด พร้อมทง้ั มีมาตรฐานในการตรวจสอบให้คะแนน การแปลความหมายของ คะแนนโดยเทยี บกับเกณฑป์ กติ 2. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบที่ครูผู้สอนสร้างขึ้นเพื่อใช้ในชั้นเรียนโดยเฉพาะ และ นำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น เพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐาน เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าของผู้เรียน เพื่อตรวจสอบจุดเด่นจุดดอ้ ยของผู้เรียน เพื่อตัดสินได้ - ตก เป็นต้น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนท่ี ครสู รา้ งข้นึ น้ี โดยปกติจะไมม่ กี ารทดลองใช้เพ่อื ตรวจสอบความเปน็ มาตรฐานเหมือนแบบทดสอบมาตรฐาน พิชิต ฤทธจิ์ รญู (2558 : 36) ได้กล่าววา่ แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน เฉพาะกลุ่มที่ครูสอน เป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นใช้โดยทั่วไปในสถานศึกษา มีลักษณะเป็นแบบทดสอบ ข้อเขียน ซึง่ แบ่งออกได้ 2 ชนิด คอื 1.1 แบบทดสอบอัตนัย เป็นแบบทดสอบที่กำหนดคำถามหรือปัญหาให้ แล้วใหผ้ ตู้ อบเขยี น โดยแสดงความรู้ ความคดิ เจตคติ ไดอ้ ยา่ งเต็มที่ 1.2 แบบทดสอบปรนยั หรือแบบให้ตอบสน้ั ๆ เป็นแบบทดสอบทกี่ ำหนดให้ผู้ตอบเขยี นตอบ สน้ั ๆ หรอื มีคำตอบใหเ้ ลอื กแบบจำกดั คำตอบ ผ้ตู อบไม่มีโอกาสแสดงความรคู้ วามคดิ ได้อยา่ งกวา้ งขวางเหมือน แบบทดสอบอัตนัย แบบทดสอบชนิดนี้แบ่งออกเป็น 4 แบบคือ แบบทดสอบถูก - ผิด แบบทดสอบเติมคำ แบบทดสอบจบั คู่ และแบบทดสอบเลอื กตอบ 2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนทั่ว ๆ ไป ซึ่งสร้างโดย ผู้เชี่ยวชาญ มีการวิเคราะห์และปรับปรุงอย่างดีจนมีคุณภาพ มีมาตรฐาน กล่าวคือ มีมาตรฐานในการ ดำเนนิ การสอบ วิธกี ารใหค้ ะแนนและการแปลความหมายของคะแนน จากทกี่ ล่าวมาแลว้ สรุปไดว้ ่า แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนมี 2 ประเภท ไดแ้ ก่ แบบทดสอบ มาตรฐาน เป็นแบบทคสอบที่สร้างขึ้นอย่างมีหลักเกณฑ์ตามจุดมุ่งหมายที่ กำหนดไว้โดยผู้เชี่ยวชาญ และ แบบทดสอบที่ครูสร้างขึน้ นิยมใช้มี 6 รูปแบบ ข้อสอบแบบอัตนัยหรือความเรียง ข้อสอบแบบกาถูก - ผิด คือ ข้อสอบแบบเลือกตอบ มี 2 ตัวเลอื ก ข้อสอบเติมคำ ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ ข้อสอบแบบปรนยั ชนิดเลือกตอบ 3 หรอื 4 ตัวเลือก 4.4 หลักการสร้างและขนั้ ตอนการสรา้ งของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น หลักการสร้างและขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นักการศึกษาได้กล่าวถึง หลกั การสรา้ งแบบทคสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น ไว้ดงั ต่อไปน้ี

17 มะลิวัลย์ สมศกั ดิ์ (2559 : 114) ไดก้ ลา่ วถงึ ข้ันตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไวด้ ังนี้ 1. ระบจุ ุดมงุ่ หมายในการทดสอบให้ชดั เจนว่าต้องการนำผลการวดั ไปใช้ประเมินแบบองิ เกณฑห์ รือ องิ กล่มุ 2. ระบุวตั ถปุ ระสงค์ของการวัด วา่ ต้องการวัดพฤติกรรมด้านใด คอื ความจำ ความเขา้ ใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า 3. ระบุเนื้อหาให้ชดั เจน ทง้ั เนือ้ หาท่เี ป็นประเดน็ ใหญแ่ ละย่อย 4. ทำตารางวเิ คราะห์เน้ือหากบั จดุ มงุ่ หมายในการทดสอบ 5. จัดลำดบั ความสำคญั ของเนอ้ื หา 6. กำหนดนำ้ หนกั ของเนื้อหา อาจเทยี บเป็นรอ้ ยละหรอื ตารางพนั 7. กำหนดรูปแบบของข้อคำถามวา่ จะใชแ้ บบใด (ปรนัยหรืออตั นัย) 8. เขยี นขอ้ สอบให้ตรงตามวตั ถปุ ระสงค์การเรียนรูใ้ นตารางวิเคราะหเ์ นอื้ หาทจ่ี ัดทำไว้ 9. ตรวจสอบคณุ ภาพข้อสอบที่เขียนขึน้ โดยครผู สู้ อนและผู้เช่ียวชาญในด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา การกำหนดสัดส่วน การกำหนดน้ำหนักว่าเหมาะสมหรือไม่ ข้อคำถามแต่ละข้อวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์ท่ี ตอ้ งการวัดหรือไม่ นำข้อมลู ท่ีไดม้ าปรับปรุงแก้ไข 10. ทดลองใช้เพื่อตรวจสอบคุณภาพดา้ นอำนาจจำแนก ความยากง่าย นำข้อมูลที่ไดม้ าปรบั ปรงุ แกไ้ ข 11. ทดลองใชค้ รง้ั ท่ี 2 เพ่อื ตรวจสอบคณุ ภาพดา้ นความเช่ือมน่ั 12. จดั ทำเป็นฉบับสมบูรณ์ บญุ ชม ศรีสะอาด (2556 : 50 - 66) ไดก้ ลา่ วถงึ การสร้างแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน โดยดำเนนิ การตามขั้นตอน ต่อไปนี้ 1. วิเคราะห์จุดประสงค์ เนื้อหา และทำตารางกำหนดลักษณะข้อสอบ ขั้นตอนแรกสุดจะต้องทำการ วิเคราะห์ว่าเนื้อหาหรือหัวข้อที่จะสร้างข้อสอบวัดนั้นมีจุดประสงค์ของการสอนหรือจุดประสงค์การเรียนรู้ว่า อย่างไรบ้าง ทำการวิเคราะห์เนื้อหาวิชาว่ามีโครงสร้างอย่างไร จัดเขียนหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อยทุกหัวข้อ พิจารณาความเกี่ยวโยง ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาเหล่านั้นจากนั้นก็จัดทำตารางกำหนดลักษณะข้อสอบ หรือทีเ่ รยี กว่าตารางวิเคราะหห์ ลักสตู ร ตารางน้ีมี 2 มิติ คือ ด้านเนอ้ื หา กบั ดา้ นสมรรถภาพที่ต้องการวัด และ พิจารณาว่าจะออกข้อสอบทั้งหมดกี่ข้อ เขียนจำนวนข้อลงในช่องรวมช่องสุดท้าย จากนั้นพิจารณาว่า หัวข้อ เรื่องใดสำคญั มากน้อย เขียนลำดับความสำคัญลงไป แล้วกำหนดจำนวนข้อที่จะวัดในแตล่ ะช่องขึ้นอยู่กับเรื่อง น้ันต้องการให้เกดิ สมรรถภาพดา้ นใดมากน้อยกว่ากนั 2. กำหนดรูปแบบของข้อคำถามและศึกษาวิธีเขียนข้อสอบ ทำการพิจารณาและตัดสินใจว่าจะใช้ข้อ คำถามรูปแบบใด ศึกษาวิธีเขียนข้อสอบ หลักการเขียนข้อคำถาม ศึกษาวิธีเขียนข้อสอบ สมรรถภาพต่าง ๆ ศกึ ษาเทคโนโลยีในการเขียนข้อสอบเพื่อนำมาใชเ้ ปน็ หลักในการเขียนขอ้ สอบ 3. เขียนข้อสอบ ลงมือเขียนข้อสอบ ใช้ตารางกำหนดลักษณะของข้อสอบที่จดั ทำไว้ในขั้นที่เป็นกรอบ ซึ่งทำให้สามารถออกข้อสอบวัดได้ครอบคลุมทุกหัวข้อเนื้อหาและทุกสมรรถภาพ ส่วนรูปแบบและเทคนิคใน การเขยี นข้อสอบยึดตามท่ศี กึ ษาในขน้ั ที่ 2 4. ตรวจทานข้อสอบ นำข้อสอบที่ได้เขียนไว้ในขั้นที่ 3 มาพิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง โดยพิจารณา ถึงความถูกต้องตามหลักวิชา พิจารณาว่าแต่ละข้อวัดในเนื้อหาและสมรรถภาพตามตารางกำหนดลักษณะ ข้อสอบหรือไม่ ภาษาที่ใช้เขียนมีความเข้าใจง่ายเหมาะสมดีแล้วหรือไม่ ตัวถูกตัวลวงเหมาะสมเข้าหลักเกณฑ์

18 หรือไม่ หลังการพิจารณาทบทวนเอง แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดผล และด้านเนื้อหาสาระพิจารณา ขอ้ บกพร่อง และเอาข้อวจิ ารณ์เหลา่ นนั้ มาพจิ ารณาปรับปรแุ กไ้ ขให้เหมาะสมย่ิงข้นึ จากที่กล่าวมาแล้ว สรุปได้ว่า หลักการสร้างและขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน มีการระบุจุดมุ่งหมายในการทดสอบให้ชัดเจน ระบุวัตถุประสงค์ของการวัด ระบุเนื้อหาให้ชัดเจน ท้ัง เนื้อหาที่เป็นประเด็นใหญ่และย่อย ทำตารางวิเคราะห์เนื้อหากับจุดมุ่งหมายในการท ดสอบ จัดลำดับ ความสำคัญของเนื้อหา กำหนดน้ำหนักของเนื้อหา กำหนดรูปแบบของข้อคำถามแบบปรนัยหรืออัตนัย เขียน ข้อสอบให้ตรงตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ตรวจสอบคุณภาพข้อสอบที่เขียนขึ้นโดยครูผู้สอนและผู้เชี่ยวชาญ ทดลองใช้เพื่อตรวจสอบคุณภาพ ด้านอำนาจจำแนก ความยากง่าย ทดลองใช้ครั้งที่ 2 เพื่อตรวจสอบคุณภาพ ดา้ นความเชอ่ื มน่ั และจัดทำเป็นฉบบั สมบูรณ์ 5. งานวิจยั ทีเ่ กยี่ วข้อง จำเนียร แซ่เล่า (2561 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการคูณ สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึก ทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ สำหรับนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 4 มปี ระสทิ ธภิ าพเทา่ กับ 84.62 / 82.31 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณ โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 01 3) ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เท่ากับ 0.6666 หรือร้อยละ 66.67 สูงกว่า 0.50 หรอื รอ้ ยละ 50 ซึ่งเปน็ ไปตามสมมุติฐานทตี่ ง้ั ไว้ จิระพันธุ์ ปากวิเศษ (2561 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องการคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า การ จัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องการคูณมีประสิทธิภาพ (E1 / E2) เท่ากับ 82.08 / 81.82 ซึ่งสูงกว่า เกณฑท์ ่กี ำหนดไว้ 80/80 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนคณติ ศาสตร์ เร่อื งการคณู โดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะ มีผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 05 และความพึงพอใจต่อการเรียน โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะวิชาคณติ ศาสตรเ์ รอ่ื งการคณู มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก พิศุทธ์ปภาณ จินะวงค์ (2563 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ โดยใช้แบบฝึกทักษะสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุเหร่า ลาดพร้าว ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณสำหรับนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 82.33 / 83.67 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ที่กําหนดไว้ และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติท่ีระดบั . 05 จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ โดยใช้ แบบฝกึ ทักษะข้างตน้ พบวา่ เมอื่ นำแบบฝกึ ทักษะมาใชใ้ นการจัดการเรียนการสอนแลว้ ผเู้ รียนสามารถเกิดการ เรยี นร้ไู ดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ นักเรียนได้มองเห็นความสัมพนั ธ์ของเนอื้ หาย่อย ผเู้ รยี นมโี อกาสได้ศึกษาเน้ือหา ไดต้ ามศักยภาพ และชว่ ยเหลือซ่งึ กันและกนั อกี ทั้งแบบฝึกทักษะช่วยในการปรับเปล่ียนพฤติกรรมการเรียนรู้ให้ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และยังสนองต่อความต้องการที่แตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน ช่วยฝึกและ ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความรับผิดชอบในการทำกิจกรรมแบบฝึกทักษะและรู้จักทักษะการทำงานร่วมกับผู้อ่ืน จงึ ทำให้ผ้วู จิ ยั สนใจที่จะนำรปู แบบการสอนนมี้ าใชท้ ดลองกับผู้เรยี น เพ่อื ศึกษาเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรยี นในรายวชิ าคณิตศาสตร์ กอ่ นและหลงั การจดั การเรยี นรโู้ ดยใช้แบบฝกึ ทักษะ

19 บทท่ี 3 วธิ ีการดำเนินการวจิ ยั งานวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทยและตัวหนังสือแสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 โดยใช้แบบฝึกทักษะของนักเรียนชั้ น ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลเมอื งปัตตานี โดยผูว้ ิจยั ไดด้ ำเนินการตามขั้นตอน ดงั น้ี 1. ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง 2. เคร่อื งมอื ทใี่ ช้ในการวิจัย 3. การสรา้ งและหาคณุ ภาพของเครื่องมือ 4. แบบแผนการวิจยั 5. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 6. การวิเคราะห์ข้อมลู 7. สถิติทใ่ี ชใ้ นการวิจยั ประชากรและกลุม่ ตัวอยา่ ง ประชากรทใี่ ช้ในการวิจัยครง้ั นเ้ี ปน็ ผเู้ รียน นกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 4 โรงเรยี นเทศบาล ๕ เทศบาลเมืองปัตตานี ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 ทงั้ หมด 3 หอ้ ง จำนวนนกั เรยี น 68 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้เรียนนักเรียนชั้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลเมืองปัตตานี จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบยก กลมุ่ โดยใช้ห้องเรยี นเป็นหนว่ ยในการสุม่ เครือ่ งมือทใ่ี ชใ้ นการวิจัย เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการวจิ ยั ครง้ั น้ี ประกอบดว้ ย 1. แผนการจัดการเรยี นรู้ เรอ่ื ง การอ่านและการเขยี นตวั เลขฮนิ ดอู ารบกิ ตวั เลขไทยและ ตัวหนงั สอื แสดงจำนวนนบั ที่มากกวา่ 100,000 กล่มุ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ประถมศกึ ษาปีที่ 4 จำนวน 7 ช่วั โมง 2. แบบฝึกทักษะ เร่ือง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตวั เลขไทย และตวั หนงั สอื แสดง จำนวนนบั ทีม่ ากกว่า 100,000 จำนวน 1 ชดุ 3. แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เรอื่ ง การอา่ นและการเขยี นตวั เลขฮนิ ดอู ารบกิ ตัวเลขไทย และตวั หนงั สอื แสดงจำนวนนบั ท่มี ากกวา่ 100,000 เป็นแบบปรนัยเลอื กตอบ 4 ตวั เลือก จำนวน 10 ขอ้ การสรา้ งและหาคุณภาพเครอ่ื งมอื ผ้วู จิ ยั ไดด้ ำเนนิ การสร้างและหาคณุ ภาพเครื่องมือตามลำดบั ดงั นี้ 1. แผนการจัดการเรยี นรู้ การสร้างและหาคุณภาพของแผนการจัดการเรยี นรู้ เรื่อง การอา่ นและการเขยี นตัวเลขฮนิ ดู อารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือ แสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 ชั้นประถมศึกษาปีที 4 ผู้วิจัยได้ ดำเนินการตามลำดับขั้นตอน ดงั นี้

20 1.1 ศกึ ษาหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ศกึ ษาหลกั สตู รกลุ่ม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลเมืองปัตตานี เกี่ยวกับ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง การอ่านและการเขียน ตัวเลขฮนิ ดูอารบิก ตวั เลขไทย และตัวหนังสือ แสดงจำนวนนบั ทม่ี ากกวา่ 100,000 1.2 ศกึ ษาองคป์ ระกอบของแผนการจดั การเรียนรู้ ไดแ้ ก่ ตัวช้วี ดั นำทาง การอ่าน คิด วิเคราะห์ สาระการเรียนรู้ สาระสำคัญ สมรรถนะสำคัญ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ชิ้นงาน/ภาระงาน กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/แหล่งเรียนรู้/นวัตกรรม การวัดและประเมินผล แบบประเมินชิ้นงาน แบบสังเกต พฤติกรรมที่แสดงออกตามสมรรถนะของผู้เรียน แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ บันทึกข้อเสนอแนะ ของผ้ตู รวจแผนการจัดการเรยี นรู้ ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของผู้บรหิ าร และบนั ทึกหลงั สอน 1.3 ศึกษาเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะจากตำรา เอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวขอ้ ง 1.4 วิเคราะหม์ าตรฐานการเรยี นรู้และตัวชวี้ ดั เรอ่ื ง การอา่ นและการเขยี นตวั เลขฮินดูอารบิก ตวั เลขไทย และตวั หนังสือ แสดงจำนวนนับทีม่ ากกวา่ 100,000 ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 4 เพอ่ื กำหนดจุดประสงค์ การเรยี นรู้ด้านความรู้ (K) ด้านทกั ษะ/กระบวนการ (P) และดา้ นคุณลกั ษณะ (A) และสาระการเรยี นรู้ 1.5 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ให้ครอบคลุมตามองค์ประกอบ ข้อ 1.2 จำนวน 7 แผน ชว่ั โมงสอน 7 ชั่วโมง รวมเวลาที่ใชท้ ดสอบผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนรู้กอ่ นเรียนและหลงั เรยี น 1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 คน เพื่อพิจารณาตรวจสอบ ความถูกต้องเหมาะสมขององค์ประกอบและเนื้อหา ให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข เมื่อพิจารณาแล้ว พบวา่ แผนการจัดการเรยี นรู้มีความเหมาะสม โดยมีค่าเฉลี่ยโดยรวมตั้งแต่ 0.67 - 1.00 1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอีก คร้งั พร้อมทงั้ ประเมนิ ความเหมาะสมแผนการจดั การเรยี นรู้ 1.8 นำแผนการจัดการเรียนรู้มาปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องตามข้อเสนอแนะให้ถูกต้อง เหมาะสม และจดั พิมพเ์ ป็นฉบับสมบรู ณ์เพอื่ นำไปใช้สอนจริงกบั นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย 2. แบบฝึกทักษะ การสร้างและหาคณุ ภาพของแบบฝึกทกั ษะ เรือ่ ง การอ่านและการเขยี นตวั เลขฮนิ ดูอารบกิ ตัวเลขไทย และตัวหนังสือ แสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 ชั้นประถมศึกษาปีที 4 ผู้วิจัยได้ดำเนินการ ตามลำดบั ดังนี้ 2.1 ศึกษาหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานพทุ ธศักราช 2551 หลกั สตู รกลุม่ สาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ และวิเคราะหห์ ลักสูตร มาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ชว้ี ัด เรือ่ ง การอา่ นและการเขียนตัวเลข ฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือ แสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 และศึกษาคู่มือครูรายวิชา คณิตศาสตร์พื้นฐาน เล่ม 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 2.2 ศกึ ษาจุดประสงค์การเรยี นรู้ รปู แบบ และขน้ั ตอนการสร้างแบบฝกึ ทกั ษะวชิ า คณิตศาสตร์ เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือ แสดงจำนวนนับท่ี มากกวา่ 100,000 ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 4 2.3 สรา้ งแบบฝึกทกั ษะวชิ าคณิตศาสตร์ เรอ่ื ง การอา่ นและการเขยี นตัวเลขฮินดูอารบกิ ตวั เลขไทย และตัวหนงั สอื แสดงจำนวนนับทีม่ ากกว่า 100,000 ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 4 จำนวน 1 ชดุ ประกอบ ไปดว้ ย 7 แบบฝึกทกั ษะ

21 2.4 สร้างแบบประเมินคุณภาพของแบบฝกึ ทกั ษะ สำหรับเสนอผเู้ ช่ียวชาญ ซง่ึ เป็นแบบ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคอร์ท (Likert) โดยกำหนดเกณฑ์การประเมินคุณภาพด้าน ความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะและเกณฑ์การแปลความหมาย ดังน้ี (บุญชม ศรีสะอาด. 2554) เกณฑ์การใหค้ ะแนน เหมาะสมมากทส่ี ดุ ตรวจให้ 5 คะแนน เหมาะสมมาก ตรวจให้ 4 คะแนน เหมาะสมปานกลาง ตรวจให้ 3 คะแนน เหมาะสมนอ้ ย ตรวจให้ 2 คะแนน เหมาะสมน้อยท่สี ดุ ตรวจให้ 1 คะแนน เกณฑก์ ารแปลความหมาย ค่าเฉลี่ย 4.51 - 5.00 แปลความวา่ เหมาะสมมากทีส่ ุด ค่าเฉลี่ย 3.51 - 4.50 แปลความวา่ เหมาะสมมาก คา่ เฉลี่ย 2.51 - 3.50 แปลความว่า เหมาะสมปานกลาง คา่ เฉลย่ี 1.51- 2.50 แปลความวา่ เหมาะสมน้อย ค่าเฉลย่ี 1.00 - 1.50 แปลความวา่ เหมาะสมนอ้ ยทสี่ ดุ 2.5 นำแบบฝึกทกั ษะ พรอ้ มแบบประเมินความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะ เสนอผู้เชยี่ วชาญ จำนวน 3 คน ทำการประเมินเพื่อตรวจคุณภาพความเหมาะสม และตรวจสอบความถูกต้องของแบบฝึกทักษะ ด้านเนื้อหาและการนำเสนอ รวมถึงการใช้ภาษาและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ การคิดคำนวณและด้านการ พมิ พ์ (ภาคผนวก ง) 2.6 นำแบบฝกึ ทักษะ ที่ได้แก้ไขและปรบั ปรงุ เรยี บรอ้ ยแลว้ ไปทดลองใช้เพื่อหาประสทิ ธิภาพ ของแบบฝกึ ทักษะตามแนวคดิ ของชยั ยงค์ พรหมวงศ์ โดยดำเนินการตามข้ันตอน ดังนี้ ทดลองครงั้ ที่ 1 แบบเด่ียวจำนวน 3 คน ทีย่ งั ไม่เคยเรียน เรื่องการอา่ นและการเขียนตวั เลข ฮินดูอารบกิ ตัวเลขไทย และตวั หนงั สอื แสดงจำนวนนับทม่ี ากกว่า 100,000 ทดลองคร้งั ท่ี 2 แบบกลุ่ม จำนวน 9 คน ทย่ี ังไม่เคยเรียน เร่อื งการอา่ นและการเขยี นตัวเลข ฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนงั สือ แสดงจำนวนนบั ท่ีมากกวา่ 100,000 ทดลองครง้ั ที่ 3 แบบสนาม จำนวน 32 คน ท่ยี ังไม่เคยเรียน เร่อื งการอ่านและการเขียน ตวั เลขฮินดอู ารบกิ ตัวเลขไทย และตัวหนังสือ แสดงจำนวนนบั ทม่ี ากกวา่ 100,000 2.7 จดั พมิ พแ์ บบฝกึ ทักษะ เร่อื งการอา่ นและการเขียนตวั เลขฮนิ ดอู ารบกิ ตวั เลขไทย และ ตวั หนังสอื แสดงจำนวนนบั ทม่ี ากกวา่ 100,000 1 ชุด เป็นฉบบั สมบรู ณ์ใหเ้ พียงพอ และนำไปใช้กับนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 4/2 ภาคเรียนที 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลเมืองปัตตานี จำนวน 23 คน ซงึ่ เปน็ กลุ่มตวั อย่างต่อไป 3. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน การสรา้ งและหาคณุ ภาพของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นเรอื่ ง การอา่ นและการ เขยี นตัวเลขฮนิ ดูอารบิก ตวั เลขไทย และตัวหนังสอื แสดงจำนวนนับท่ีมากกว่า 100,000 ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 4 ผ้วู จิ ยั ไดด้ ำเนนิ การตามลำดับขน้ั ตอน ดงั นี้

22 3.1 ศึกษาหลักสตู ร คูม่ อื ครู คมู่ อื ประเมนิ ผลการเรียน กลุม่ สาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์และ ระบบธรรมชาติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เพื่อทราบหลักการ จุดหมาย โครงสร้าง เวลาเรียน วิเคราะห์ผลลัพธ์ การเรียนรู้ชัน้ ปี จุดประสงค์การเรยี นรู้เชงิ สมรรถนะ สมรรถนะหลัก สาระการเรียนรู้/เน้ือหา คุณลักษณะอัน พึงประสงค์ กิจกรรมการเรียนรู้ การวดั และประเมนิ ผล 3.2 ศกึ ษาทฤษฎี หลกั การสร้างแบบทดสอบ การหาความเที่ยงตรง ความเช่ือมน่ั ของแบบ ทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นจากเอกสารและตำราต่าง ๆ 3.3 สรา้ งตารางวเิ คราะห์เนอื้ หาสาระ จดุ ประสงค์การเรียนรเู้ ชิงสมรรถนะ ผลลพั ธ์การเรยี นรู้ ชั้นปี เพื่อกำหนดจำนวนข้อสอบท่ีต้องการวัดให้ครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนรู้ท่ีต้องการวัด เพื่อใช้เปน็ แผน ในการเขยี นขอ้ สอบ 3.4 สร้างแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น เรอื่ ง การอ่านและการเขยี นตัวเลขฮินดูอา รบิก ตวั เลขไทย และตวั หนังสือ แสดงจำนวนนบั ทมี่ ากกว่า 100,000 เปน็ แบบปรนัยชนดิ เลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก จำนวน 20 ขอ้ 3.5 นำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นเสนอผเู้ ช่ยี วชาญจำนวน 3 คน เพื่อให้ผู้เชย่ี ว ชาญ ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชงิ เนอื้ หา (content validity) และใหข้ ้อเสนอแนะเกี่ยวกับตัวเลอื ก และการใช้ ภาษาให้เหมาะสมกับผู้เรยี น 3.6 วิเคราะหค์ วามเท่ียงเชิงเน้ือหาโดยใชค้ า่ ดชั นีความสอดคล้องระหวา่ งข้อคำถามของ แบบทดสอบกับจดุ ประสงค์ของการวัด (IOC) เมือ่ พิจารณา พบวา่ ได้ดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบก่อน เรียนและหลังเรยี นเร่ืองนำ้ มคี ่าตง้ั แต่ 0.00 - 1.00 ผวู้ ิจยั ได้ทำการคัดเลือกข้อสอบ ทม่ี คี า่ IOC ตั้งแต่ 0.5 ข้ึน ไปไวใ้ ชจ้ ำนวน 10 ขอ้ ซึ่งมเี กณฑ์การใหค้ ะแนน ดังนี้ ใหค้ ะแนน +1 เมือ่ แนใ่ จวา่ ข้อสอบน้ันวัดตรงตามจุดประสงค์ ให้คะแนน 0 เมื่อไมแ่ นใ่ จวา่ ขอ้ สอบน้นั วัดตรงตามจุดประสงค์ ให้คะแนน -1 เมอ่ื แนใ่ จว่า ข้อสอบนน้ั วดั ไม่ตรงตามจุดประสงค์ 3.7 จัดพมิ พ์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ฉบบั สมบรู ณ์ จำนวน 10 ข้อ สำหรับใชท้ ดสอบกับ นักเรยี นกล่มุ ตัวอยา่ ง ท้งั กอ่ นเรยี นและหลงั การเรียน แบบแผนการวิจยั ในการวิจัยครั้งน้ี ผวู้ จิ ัยได้ใช้ระเบยี บวิธีการเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียว โดยผู้วิจัยใช้วิธีการทดสอบก่อน และหลังการจัดการเรยี นรโู้ ดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะ ดังแผนการทดลอง O1 X O2 เมอ่ื กำหนดให้ ผลการทดสอบกอ่ นการจัดการเรยี นรโู้ ดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ การจัดการเรยี นรู้โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ O1 หมายถงึ ผลการทดสอบหลังการจัดการเรียนรโู้ ดยใช้แบบฝกึ ทักษะ X หมายถงึ O2 หมายถงึ

23 การเก็บรวบรวมข้อมลู ผ้วู ิจัยได้ดำเนนิ การตามขน้ั ตอนดงั ตอ่ ไปนี้ 1. ขั้นเตรียมการ ผู้วิจัยได้ดำเนินการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/2 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลเมืองปัตตานี ที่กำลังศึกษาภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวนนักเรียน 23 คน ซง่ึ ได้มาโดยการส่มุ แบบยกกล่มุ โดยใช้ห้องเรียนเปน็ หนว่ ยในการสุม่ 2. ขั้นดำเนนิ การทดลอง ผูว้ จิ ยั ไดด้ ำเนนิ การทดลองในภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 เปน็ ระยะเวลา 2 สัปดาห์ สัปดาหล์ ะ 4 คาบ คาบละ 1 ช่ัวโมง 3. ขน้ั เกบ็ รวบรวมข้อมลู 3.1 ชแ้ี จงนกั เรยี นเกี่ยวกับวิธกี ารเรียน จดุ ประสงคใ์ นการเรยี น และเกณฑ์การประเมินผล การเรยี น 3.2 นักเรยี นกลุ่มตัวอย่างทาํ การทดสอบก่อนเรียน (pre-test) โดยใชแ้ บบทดสอบผลสมั ฤทธ์ิ เรอ่ื ง การอา่ นและการเขยี นตวั เลขฮนิ ดูอารบิก ตัวเลขไทย และตวั หนงั สือแสดงจำนวนนบั ทมี่ ากกว่า 100,000 จำนวน 10 ข้อ โดยใช้เวลาทดสอบ 40 นาที 3.3 ดาํ เนนิ การสอนกลมุ่ ตัวอยา่ ง โดยผู้วิจยั ดําเนนิ การตามแผนการสอนโดยใช้แบบฝกึ ทักษะ จำนวน 1 ชดุ เป็นเวลา 7 ช่วั โมง สปั ดาห์ละ 4 คาบ คาบละ 1 ชัว่ โมง 3.4 นกั เรยี นกลมุ่ ตวั อย่างทําแบบทดสอบหลังเรียน (post-test) โดยใชแ้ บบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดงจำนวนนับท่ี มากกวา่ 100,000 จำนวน 10 ข้อ โดยใชเ้ วลาทดสอบ 40 นาที (ชุดเดียวกบั แบบทดสอบก่อนเรียน) 3.5 รวบขอ้ มูล ตรวจให้คะแนน และประเมินผลโดยวธิ กี ารทางสถติ ิ การวเิ คราะห์ข้อมูล การวจิ ยั ครง้ั นี้ ผวู้ ิจัยได้ดำเนินการวเิ คราะหข์ ้อมลู ดงั นี้ 1. การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทกั ษะ เรอ่ื งการอา่ นและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิกตวั เลขไทย และตัวหนงั สอื แสดงจำนวนนบั ท่ีมากกวา่ 100,000 ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 โดยใช้คา่ สถิตริ อ้ ยละ ค่าเฉลีย่ สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน และประสทิ ธภิ าพ (E1/E2) 2. การเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน ก่อนและหลังเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง การอา่ น และการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตวั เลขไทย และตวั หนงั สือแสดงจำนวนนับท่ีมากกว่า 100,000 ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรยี นเทศบาล ๕ เทศบาลเมอื งปัตตานี โดยใช้แบบทดสอบแบบที (t-test for dependent samples)

24 สถิติทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั สถติ ิทใี่ ชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู ดังนี้ 1. สถิติพน้ื ฐาน 1.1 หาคา่ รอ้ ยละ โดยใชส้ ตู ร ������ ������ = ������ × 100 ������ แทน ร้อยละ ������ แทน ความถท่ี ่ตี ้องการแปลงให้เปน็ ร้อยละ ������ แทน จำนวนความถท่ี ง้ั หมด 1.2 หาค่าดัชนีความสอดคลอ้ งโดยใช้สตู ร (สมบรู ณ์ สรุ ิยวงค์ และคณะ. 2559 : 157) ������������������ = ∑ ������ ������ ������������������ แทน ดชั นคี วามสอดคล้องระหวา่ งขอ้ สอบกับจุดประสงค์การเรยี นรู้ ������������ แทน ผลรวมของคะแนนการพจิ ารณาของผเู้ ช่ยี วชาญ ������ แทน จำนวนผูเ้ ช่ยี วชาญ 1.3 หาคา่ เฉลย่ี ( ������̅ ) โดยใชส้ ตู ร (บุญชม ศรีสะอาด. 2556 : 123-124) สูตร ������̅ = ∑������ ������̅ แทน ค่าเฉลีย่ ������ ������������ แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมดในกล่มุ ������ แทน จำนวนนกั เรียน 1.4 หาสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน โดยใชส้ ูตร (บญุ ชม ศรสี ะอาด. 2556 : 126) สูตร ������.D. = √������ ∑ ������2−(∑ ������2) ������(������−1)

25 ������.D. แทน ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน ������ แทน คะแนนแต่ละตวั ������ แทน ผลรวม ������ แทน จำนวนนกั เรียน 2. สถิติทใ่ี ช้ในการทดสอบสมมติฐาน 2.1 หาประสทิ ธิภาพของแบบฝกึ ทักษะ ตามเกณฑ์ E1 /E2 จากสตู ร (ชยั พงค์ พรหมวงศ์. 2454 : 491) ∑ ������ ������1 = ������ ������ 100 ������ เมอื่ ������1 แทน ประสิทธผิ ลของกระบวนการ ∑������ แทน ผลรวมของคะแนนจากการทำทดสอบท้ายแบบฝกึ ทักษะ ������ แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบท้ายแบบฝึกทักษะ ������ แทน จำนวนนกั เรียน ∑������ ������2 = ������ ������ 100 ������ เมอื่ ������2 แทน ประสิทธิผลของผลลพั ธ์ ∑������ แทน ผลรวมของคะแนนจากการทำทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน ������ แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน ������ แทน จำนวนนักเรยี น 2.2 เปรยี บเทยี บวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนระหว่างเรยี นและหลังเรยี น โดยใช้สตู ร (ล้วน สายยศ, อังคณา สายยศ. 2558 : 104) ������ = ∑������ √������∑���������2��� − (∑������)2 − 1 เมื่อ ������ แทน ค่าสถติ ิทีจ่ ะใชเ้ ปรียบเทยี บกบั ค่าวิกฤติ เพ่ือทราบความมี นยั สำคัญ

26 ∑������ แทน ผลรวมของความแตกต่างของคะแนนแตล่ ะคู่ ∑������2 แทน ผลรวมของความแตกตา่ งของคะแนนแต่ละคยู่ กกำลังสอง (∑������)2 แทน ผลรวมของความแตกตา่ งของคะแนนแต่ละคู่ท้งั หมด ������ ยกกำลงั สอง แทน จำนวนคู่

27 บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล การวิจัยเร่ืองการพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เรอ่ื ง การอา่ นและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิกตัวเลข ไทยและตวั หนงั สือแสดงจำนวนนบั ท่ีมากกว่า 100,000 โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ ของนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลเมืองปัตตานี มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่องการ อ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดงจำนวนนับท่ีมากกว่า 100,000 ของ นักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4 ใหม้ ีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องการอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลข ไทย และตวั หนงั สอื แสดงจำนวนนับท่ีมากกว่า 100,000 ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลเมอื งปตั ตานี ผู้วจิ ยั ได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ดังตอ่ ไปน้ี ตอนท่ี 1 ผลการวเิ คราะห์หาประสทิ ธิภาพของแบบฝกึ ทักษะ เรือ่ ง การอ่านและการเขียนตัวเลข ฮนิ ดอู ารบิกตวั เลขไทย และตวั หนงั สอื แสดงจำนวนนับท่ีมากกว่า 100,000 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 ตอนที่ 2 ผลการเปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นกอ่ นและหลังการใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ เร่ือง การอ่าน และการเขียนตวั เลขฮนิ ดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนงั สือแสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 ของนักเรียน ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4 สัญลกั ษณ์ท่ใี ช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมูล ������ แทน จำนวนนักเรียน ������̅ แทน คา่ เฉลย่ี ������. ������. แทน ค่าสว่ นเบยี่ งเบนมาตราฐาน ∑������ แทน ผลรวมของความแตกตา่ งของคะแนนแตล่ ะคู่ ∑������2 แทน ผลรวมของความแตกตา่ งของคะแนนแต่ละคู่ยกกำลังสอง ������ แทน ระดับนยั สำคญั ทางสถติ ิ ** แทน มีนยั สำคญั สถติ ิทีร่ ะดบั .05 E1 แทน ประสทิ ธภิ าพของกระบวณการแบบสงั เกตพฤติกรรม E2 แทน ประสทิ ธภิ าพของผลลัพธ์แบบสังเกตพฤตกิ รรม ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็น 2 ขั้นตอน ตามลำดับ ดงั น้ี 1. ผลการสร้างและวิเคราะห์หาประสทิ ธภิ าพของแบบฝกึ ทกั ษะ เร่อื ง การอ่านและการเขยี นตัวเลข ฮินดอู ารบิกตัวเลขไทย และตัวหนงั สอื แสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 ผลปรากฏตาม ตามตารางท่ี 1

28 ตารางท่ี 1 ผลการวเิ คราะห์หาประสทิ ธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรอื่ ง การอา่ นและการเขียนตัวเลข ฮินดูอารบิก ตวั เลขไทย และตัวหนงั สอื แสดงจำนวนนบั ที่มากกว่า 100,000 ของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปที ่ี 4 คะแนน N คะแนนเตม็ ������̅ รอ้ ยละ คา่ ประสทิ ธิภาพ(E1/E2 ระหวา่ งเรยี น 23 70 63.22 90.31 90.31/94.35 หลงั เรียน 94.35 23 20 18.87 จากตารางที่ 1 พบว่า คะแนนจากการทำแบบทดสอบท้ายแบบฝึกทักษะ ระหว่างเรียนมีค่าเฉล่ีย 63.22 จากคะแนนเต็ม 70 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 90.31 และคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน มี ค่าเฉล่ีย 18.87 จากคะแนนเตม็ 20 คดิ เป็นร้อยละ 94.35 แสดงวา่ แบบฝึกทกั ษะ เรอื่ ง การอา่ นและการเขียน ตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 90.31/ 94.35 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน ทตี่ ั้งไวข้ ้อท่ี 1 2. ผลการเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนกอ่ นและหลงั การใชแ้ บบฝกึ ทักษะ เรื่อง การอา่ นและ การเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 ของนักเรียนชั้น ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 ผลปรากฏตามตารางท่ี 2 ตารางท่ี 2 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ เร่ือง การอ่าน และการเขียนตัวเลขฮนิ ดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดงจำนวนนับท่ีมากกว่า 100,000 ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 4 การทดสอบ N คะแนนเตม็ ������̅ ร้อยละ S.D. ∑D ∑D2 t ก่อนเรยี น 23 20 9.87 49.35 1.69 207.00 42849 21.60880** หลงั เรยี น 23 20 18.87 94.35 1.22 **มีนัยสำคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดับ .05 จากตารางท่ี 2 จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 23 คนพบว่า คะแนนจากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ย 9.87 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน คิดเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละ 49.35 ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน มีค่าเฉลี่ย 18.87 จาก คะแนนเตม็ 20 คะแนน คดิ เป็นคา่ เฉลี่ยร้อยละ 94.35 เมือ่ ทดสอบโดยใช้คา่ t (t-test) ปรากฏวา่ คา่ เฉลี่ยร้อย ละหลังเรยี นสูงกว่าก่อนเรียน แสดงว่านกั เรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านและการเขียนตวั เลข ฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตาม สมมตฐิ านข้อท่ี 2

29 บทท่ี 5 สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรอ่ื งการพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง การอา่ นและการเขยี นตวั เลขฮินดูอารบิกตัวเลข ไทยและตัวหนังสือแสดงจำนวนนบั ท่ีมากกว่า 100,000 โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ ของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลเมืองปัตตานี มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดงจำนวนนบั ท่ีมากกวา่ 100,000 ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ ทางการเรียน ก่อนและหลังเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องการอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลข ไทย และตัวหนงั สือแสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลเมืองปัตตานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การอ่านและการ เขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทยและตัวหนังสือ แสดงจำนวนนับท่ีมากกว่า 100,000 กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณติ ศาสตรป์ ระถมศึกษาปที ี่ 4 แบบฝกึ ทกั ษะ เร่ือง การอ่านและการเขียนตวั เลขฮินดูอารบิก ตวั เลขไทย และ ตัวหนังสือแสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านและการ เขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือ แสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และประสิทธิภาพ (E1/E2) และแบบทดสอบ แบบที (t-test for dependent samples) ผ้วู ิจยั ไดส้ รปุ ผลการวิจัย อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ ดงั น้ี สรุปผลการวจิ ยั ผลการวิจัยสรุปไดด้ ังน้ี 1. แบบฝึกทกั ษะ เรื่อง การอา่ นและการเขยี นตวั เลขฮนิ ดูอารบกิ ตวั เลขไทย และตัวหนงั สือแสดง จำนวนนบั ทม่ี ากกว่า 100,000 ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธภิ าพเท่ากับ 90.31/ 94.35 ซ่งึ สูง กว่าเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เรื่อง การอา่ นและการเขยี นตัวเลขฮนิ ดอู ารบิก ตวั เลขไทย และ ตัวหนงั สือ แสดงจำนวนนับท่ีมากกวา่ 100,000 ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 4 หลังเรียนสงู กว่ากอ่ นเรียน อยา่ งมนี ยั สำคญั ที่ระดับ .05 อภิปรายผลการวิจัย จากผลของการวิจัยในครัง้ น้ี มีประเด็นทนี่ ่าสนใจ นำส่กู ารอภิปรายผล ดังนี้ 1. การหาประสทิ ธภิ าพของแบบฝึกทักษะ เรอ่ื ง การอ่านและการเขยี นตวั เลขฮินดอู ารบกิ ตัวเลขไทย และตัวหนงั สอื แสดงจำนวนนับท่มี ากกว่า 100,000 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 พบว่า แบบฝึกทักษะมี ประสิทธิภาพเท่ากับ 90.31/ 94.35 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 ที่ตั้งไว้ และสอดคล้องกับผลการวิจยั ของ ประภาพร ถ่ินออ่ ง. (2560 : บทคดั ยอ่ ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาแบบ ฝึกทักษะการบวก ลบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยสรุปได้ว่า การพัฒนาแบบฝึกทักษะ การบวก ลบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 88.04/82.38 นักเรียนทำแบบฝึกทักษะ การบวก ลบ ระหว่างเรียนได้ถูกต้อง เฉล่ียร้อยละ 88.04 และนักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนได้เฉลี่ยร้อยละ 82.38 แสดงว่า แบบฝึกทักษะการบวก ลบ ที่ผู้วิจัยพัฒนา มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ มาตรฐานทกี่ ำหนด คอื 80/80 ผลสมั ฤทธหิ์ ลังเรยี นโดยใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ สงู กว่าก่อนเรยี น อย่างมี

30 นยั สำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนกั เรยี นมีความพึงพอใจต่อการเรยี นโดยใช้แบบฝึกทักษะการบวก ลบ โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสอดคล้องกับผลการวิจัยของ จำเนียร แซ่เล่า (2561 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะทักษะคณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการคูณ สําหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกทักษะทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ สำหรับ นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธภิ าพเท่ากับ 84.62 / 82.31 และผลสัมฤทธิท์ างการ เรียนเรอื่ งการคูณ โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะคณติ ศาสตร์หลังเรียนสงู กวา่ ก่อนเรยี นอยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถติ ิท่ีระดับ. 01 3) ค่าดัชนีประสทิ ธิผลของแบบฝึกทักษะทกั ษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคณู สำหรับนกั เรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 เท่ากับ 0.6666 หรือร้อยละ 66.67 สูงกว่า 0.50 หรือร้อยละ 50 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ สอดคล้องกบั ผลการวิจยั ของ จริ ะพนั ธ์ุ ปากวเิ ศษ (2561 : บทคดั ยอ่ ) ได้ทำการวิจยั เร่อื ง การพฒั นาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่องการคูณ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจยั พบวา่ การจดั การเรียนรโู้ ดยใช้แบบฝึกทกั ษะ เร่ืองการคณู มีประสทิ ธิภาพ (E1 / E2) เทา่ กับ 82.08 / 81.82 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ โดยใช้แบบฝึก ทักษะ มีผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 05 และความพึง พอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์เรื่องการคูณมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก และ สอดคล้องกับผลการวิจัยของ พิศุทธ์ปภาณ จินะวงค์ (2563 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นคณิตศาสตร์ เรื่อง การคณู โดยใช้แบบฝึกทักษะสำหรบั นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุเหร่าลาดพร้าว ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณสำหรับ นักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 มีคา่ เท่ากบั 82.33 / 83.67 ซ่งึ เป็นไปตามเกณฑป์ ระสทิ ธิภาพ 80/80 ท่ีกาํ หนด ไว้ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติทรี่ ะดบั . 05 2. การเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทกั ษะ เรื่อง การอ่านและ การเขียนตัวเลขฮินดอู ารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือ แสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบทดสอบแบบที (t-test for dependent samples) พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 2 ที่ตั้งไว้ สอดคล้อง กับผลการวิจัยของ จันตรา ธรรมแพทย์ (2560 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะการ แก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนช่วงช้ันที่ 2 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนณิตศาสตร์ต่ำ ผลการวิจัย พบว่า 1) แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนคณิตศาสตร์ต่ำ มีประสิทธิภาพ 80.52/79.84 ซึ่งสูงกว่าเกณท์ 75/75 ที่กำหนดไว้ 2) ความสามารถใน การแก้โจทยป์ ญั หากนิตศาสตร์ของนกั เรียนช่วงชัน้ ท่ี 2 ที่มีผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนคณิตศาสตรต์ ่ำ หลังการใช้ แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3) ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร์ต่ำ หลังการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทข์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่าร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.01 และสอดคล้องกับผลการวจิ ยั ของ สมหมาย ศุภพินิ (2560 : บทคัดย่อ) ที่ได้ทำการวจิ ัย เรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ร้อยละ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ร้อยละ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มี ประสิทธิภาพ 76.69/79.61 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ร้อยละ หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับผลการวิจัยของ สุภวัฒน์ นามเจริญ (2560 : บทคัดย่อ) ที่ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง

31 เศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยปรากฏว่า แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เร่ือง เศษส่วน ช้ัน ประถมศกึ ษาปีที่ มปี ระสทิ ธภิ าพ 84.39/85.59 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ทต่ี ั้งไว้ และผลสมั ฤทธ์ทิ างการ เรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับ ผลการวจิ ยั ของ มยุรี พรสุวรรณ (2560 : บทคดั ยอ่ ) ท่ีได้ทำการวิจัย เรอ่ื ง การพฒั นาชดุ ฝกึ ทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยปรากฏว่า ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนยิ ม สำหรบั นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี 5 มีประสิทธิภาพ 78. 1 1/77.67 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 70/70 ทต่ี ้ังไว้ และผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นคณิตศาสตร์ เรอ่ื ง ทศนิยม ของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 ที่ได้รับการ สอนโดยใชช้ ุดฝกึ ทกั ษะหลังเรียนสงู กวา่ ก่อนเรยี นอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติทรี่ ะดบั .0 1 จากที่กล่าวมาแล้ว สรุปได้ว่า งานวิจัยที่เกี่ยวข้อกับแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เป็นสื่อนวัตกรรมการ เรียนรู้ที่ช่วยให้ผูเ้ รียนเกิดการเรียนรู้ ตามความสามารถของตนเอง มีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะกระบวกการ ทางคณติ ศาสตร์ ชว่ ยให้การจัดการเรยี นการสอนมปี ระสทิ ธิภาพ บรรลตุ ามวตั ถปุ รสงค์ทกุ ประการ ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวจิ ัยไปใช้ 1.1 ในการทำแบบฝึกแตล่ ะครัง้ ของนกั เรียน ครูผูส้ อนจะต้องเฉลยทันทีและช้ีแจงขอ้ บกพร่องใน การที่จะแก้ไข เพื่อให้นักเรียนทราบความสามารถของตนเอง พร้อมทั้งแนะแนวทางแก้ไขและพัฒนา ความสามารถในการเรียนของตนเองใหด้ ีย่ิงขน้ึ ในครั้งต่อไป 1.2 การดำเนินการควรทำตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในคำชี้แจง แต่ครูผู้สอนสามารถปรับเปลี่ยนให้ เหมาะสมกบั สถานการณ์ได้ 1.3 ครูควรกระตุ้นให้กำลังใจและเสริมแรงให้นักเรียนกระตือรือร้นในการกิจกรรมตามแบบฝึก ทกั ษะวชิ าคณิตศาสตร์ 2. ขอ้ เสนอแนะในการวิจยั ครั้งต่อไป 2.1 ควรเพ่มิ ชว่ั โมงในการจัดการเรยี นการสอนให้มากกวา่ เดมิ 2.2 ควรมีการศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรยี นทม่ี ตี ่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะ เร่ือง การอ่านและการเขยี นตวั เลขฮินดูอารบิก ตวั เลขไทย และตัวหนังสือแสดงจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 ของนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 4 2.3 ในระหวา่ งการดำเนนิ การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ครูผูส้ อนควรสงั เกตพฤติกรรม นกั เรยี น ทม่ี คี วามสามารถในการเรียนตำ่ อาจจะไม่เข้าใจ ทำใหเ้ กิดการเรยี นร้ชู า้ หรอื ต้องการความชว่ ยเหลอื

32 บรรณานกุ รม กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2560). ตัวชวี้ ัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กลมุ่ สาระการเรียนรู้ คณติ ศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์ชุมนมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย. กฤษรา สวุ รรณลพ. (2559) เทคโนโลยีทางการศึกษาและนวัตกรรม. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์ มหาวทิ ยาลัย. กัลยา แข็งแรง. (2559) หลกั การสรา้ งแบบฝกึ (พมิ พค์ ร้งั ที่ 7). กรุงเทพฯ : สวุ รี ิยาสาสน์ . คณศิ ร ศรปี ระไพ. (2555). การพฒั นาแบบฝกึ ทักษะการอ่านจับใจความภาษาไทยสำหรบั นักเรียน ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 อำเภอเขาชะเมา จงั หวดั ระยอง. วทิ ยานิพนธ์ กศ.ม. (หลักสูตรและการสอน) มหาวทิ ยาลัยบูรพา. จนิ ดา อุ่นทอง. (2558) การพฒั นาแบบฝกึ ทักษะการบวกการลบ สำหรบั นกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 1. วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญาครศุ าสตร์มหาบัณฑติ สาขาหลกั สูตรและการสอน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ ประสารมิตร. จำเนียร แซเ่ ลา่ . (2561). การพฒั นาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เพ่อื พัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน เรอื่ ง การคณู สำหรับนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรยี นบ้านขอนหาด อำเภอชะอวด จงั หวดั นครศรธี รรมราช ณฐั ชา อกั ษรเดช. (2554). การสร้างแบบฝึกอา่ นจบั ใจความ สาํ หรบั นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2. วทิ ยานพิ นธป์ ริญญาการศกึ ษามหาบณั ฑิต. ชุลบุรี : มหาวทิ ยาลยั บูรพา. นติ ยา กิจโร. (2553). การศกึ ษาผลการฝกึ ทกั ษะการตั้งคำถามของนกั เรยี นในการสอนวิชาวทิ ยาศาสตร์ที่มี ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และความคิด สร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. ปริญญานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาวิชาการมัธยมศึกษา, บัณฑติ วิทยาลัย, มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. บุณนำ เกษี. (2556). รายงานผลการใชแ้ บบฝึกทักษะ เรือ่ ง ระบบสมการเชิงเสน้ ระดบั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 โรงเรียนพานทองสภาชนูปถัมถ์ อำเภอพานทอง จังหวดั ชลบุรี. ประภาพร ถน่ิ ออ่ ง. (2553). การพฒั นาแบบฝกึ ทักษะวชิ าคณติ ศาสตร์ เรื่องการแยกตัวประกอบของ พหุนามดีกรีสอง สำหรับนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3. วิทยานิพนธก์ ารศึกษามหาบณั ฑติ , สาขาวจิ ยั และประเมินผลการศกึ ษา (วจิ ัยและพฒั นาการศกึ ษา), บณั ฑติ วทิ ยาลยั , มหาวทิ ยาลยั นเรศวร. ยุพนิ พพิ ิธกุล. (2545). การเรยี นการสอนคณิตศาสตรย์ ุคปฏริ ปู การศกึ ษา, กรุงเทพฯ : บพิทการพมิ พ์ วรสดุ า บญุ ยไวโรจน์. (2558) คณติ ศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมศึกษา. กรงุ เทพฯ : คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ ประสานมติ ร. วลี สมุ ิภันธ.์ (2558) การเปรยี บเทียบความสามารถในการเรยี งความของนกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 เรยี นซอ่ มเสรมิ โดยใชแ้ บบฝึก. วทิ ยานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต. นนทบรุ ี : มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมติ ร. วณี า วโรตมะวชิ ญ.์ (2559) การสอนคณติ ศาสตรแ์ นวใหมใ่ นโรงเรยี นประถมศกึ ษา. เชียงใหม่ : คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

33 บรรณานุกรม (ตอ่ ) สนั ติ ภสู งัด. (2559) แบบฝึกเสรมิ ทักษะวชิ าคณติ ศาสตร์ เรอื่ ง โจทย์ปัญหาการบวก ลบ ระคน ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1. รายงานการศึกษาคน้ คว้าอสิ ระ การศึกษามหาบณั ฑติ . มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สมศรี อภยั . (2553). ผลการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวน ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 1 โดยใชแ้ บบฝกึ ทักษะ. การศึกษาค้นควา้ อิสระการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวชิ าหลักสตู รและการสอน บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สุธัญญา รตั นบรรพต. (2558) การพฒั นาแบบฝกึ ทักษะกลุ่มสาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์ เรอ่ื ง รอ้ ยละ ชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5. วทิ ยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรม์ หาบัณฑติ สาขาการพฒั นาหลักสตู ร และการเรยี นการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอุบลราชธานี. สุวทิ ย์ มูลคาํ และสุนนั ทา สุนทรประเสรฐิ . (2550). การพัฒนาผลงานทางวิชาการ สกู่ ารเลื่อนวทิ ยฐานะ. กรงุ เทพฯ : อี เคบุ๊คส์. อษุ ณีย์ เสือจันทร์. (2553). การพัฒนาแบบฝกึ ทักษะแกป้ ัญหาทางคณิตศาสตร์ เร่อื ง วธิ ีเรยี งสบั เปลีย่ นและ วธิ ีจดั หมู่ กลุม่ สาระการเรียนรูค้ ณติ ศาสตร์ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5. วิทยานิพนธป์ รญิ ญาการศึกษา มหาบัณฑติ (สาขาวิจัยและประเมินผลการศกึ ษา). บัณฑติ วิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั นเรศวร

ภาคผนวก

ภาคผนวก ก รายชอื่ ผู้เช่ยี วชาญ

รายชอื่ ผู้เช่ียวชาญ 1. นางชารณิ ี สุขสันติดิลก ตำแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครชู ำนาญการพิเศษ 2. นางอมรรตั น์ ชุมอนิ ทอง โรงเรยี นเทศบาล ๕ เทศบาลเมอื งปตั ตานี 3. นางสาวกลั ยา มาตรบุตร ตำแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลเมอื งปัตตานี ตำแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรยี นเทศบาล ๕ เทศบาลเมอื งปตั ตานี

ภาคผนวก ข เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั - แผนการจดั การเรยี นรู้ - แบบฝกึ ทกั ษะ - แบบทดสอบ

แผนการจดั การเรียนรู้

แผนการจัดการเรียนรู้กล่มุ สาระการเรียนร้คู ณติ ศาสตร์ ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 2 หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 เร่ืองจำนวนนับทมี่ ากกว่า 100,000 เวลา 7 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรอื่ ง การอ่านและการเขียนตัวเลขฮนิ ดอู ารบกิ เวลา 1 ช่ัวโมง ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดงจำนวนนับไม่เกนิ 1,000 สอนวันท่ี 19 เดือน กนั ยายน พ.ศ. 2565 มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชีว้ ัด ค 1.1 ป.2/1 อ่านและเขยี นตวั เลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแสดงจำนวนนบั ไม่เกิน 1,000 และ 0 ตวั ช้วี ดั นำทาง ดา้ นความรู้ (K) 1. อ่านตัวเลขไทย ตัวเลขฮนิ ดูอารบิก และตัวหนังสือแทนจำนวนนับไม่เกนิ 1,000 ได้ 2. เขยี นตัวเลขไทย ตวั เลขฮินดอู ารบกิ และตวั หนังสอื แทนจำนวนนับไมเ่ กนิ 1,000 ได้ ด้านทักษะกระบวนการ(P) 1. ใชภ้ าษาและสัญลกั ษณท์ างคณิตศาสตร์สอื่ ความหมายได้ 2. ใชเ้ หตุผลประกอบการตัดสินใจ และสรปุ ผลได้อยา่ งเหมาะสม ด้านคณุ ลกั ษณะ (A) 1. ต้ังใจเรยี น 2. มคี วามรับผดิ ชอบและทำงานเปน็ ระเบยี บ รอบคอบ คุณลักษณะท่พี ึงประสงค์ (I) 1. มีวนิ ยั 2. มีความรับผิดชอบ การอา่ น คิด วิเคราะห์ อา่ นจำนวนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตวั หนังสือ แสดงจำนวนนบั ไมเ่ กิน 1,000 และ 0 ไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง สาระการเรยี นรู้ 1. การอา่ น และการเขียนตัวเลขฮินดูอารบกิ ตัวเลขไทย และตัวหนังสือ แสดงจำนวนนับไมเ่ กนิ 1,000 และ 0 สาระสำคญั จำนวนนับไมเ่ กิน 1,000 เปน็ จำนวนที่มสี ามหลัก ได้แก่ 101 ถึง 999 สามารถเขียนแสดงดว้ ยตวั เลข ฮินดอู ารบิก ตวั เลขไทย และตัวหนงั สือ สมรรถนะสำคัญ ความสามารถในการคดิ : มคี วามสามารถในการคดิ เป็นระบบ เพื่อการสร้างองคค์ วามรู้

กระบวนการจดั การเรยี นรู้ ข้นั นำเข้าสู่บทเรียน 1. ครูให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่องการอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนงั สือ แสดงจำนวนนับท่ีมากกว่า 100,000 โดยให้นกั เรียนศึกษาคำช้ีแจงใหเ้ ข้าใจก่อนลงมือ ทำแบบทดสอบ ขน้ั จดั กจิ กรรมการเรียนรู้ 2. ครูสุ่มนักเรยี นออกมาเขียนเลขโดดในระบบฮินดูอารบกิ ตัวเลขไทย และตัวหนังสือ โดยนักเรียนที่ถกู สมุ่ คนแรกเป็นผูเ้ รยี กเพื่อนคนตอ่ ๆ ไป จนครบจำนวน 3. ครูและนกั เรียนรว่ มกันสนทนาถงึ การอา่ นและการเขยี นตวั เลขฮินดูอารบิก ตวั เลขไทย และ ตัวหนังสอื แทนจำนวนไมเ่ กนิ 1,000 โดยใช้บตั รตัวเลข และใหน้ กั เรียนดูคลิปวิดีโอจาก https://youtu.be/soJ8viHA1aA 4. ครูอภปิ รายเก่ยี วกับจำนวนที่นบั ต่อจาก 100 คือจำนวนใด จากนนั้ ครอู ธบิ ายเก่ยี วกบั จำนวน 100 – 999 วา่ เป็นจำนวนทีม่ ีสามหลกั และอธิบายถึงเลขโดดในแต่ละหลกั 5. ครูนำบัตรตัวเลขไม่เกนิ 1,000 ตดิ บนกระดาน แล้วใหน้ ักเรยี นทุกคนช่วยกนั บอกวา่ เลขโดด ตัวใดอยู่ในหลักใดจนครบทุกตัว จากนั้นครูเขียนตัวเลขไทยและตัวหนังสือแสดงจำนวนดังกล่าวให้ นักเรยี นดู แลว้ ให้นกั เรียนอา่ นจำนวนพรอ้ มๆ กนั 6. ครใู ห้นกั เรยี นทำกจิ กรรม โดยการหยบิ บัตรตัวเลขไทยและตัวเลขฮนิ ดูอารบิกท่ีมีค่าไมเ่ กนิ 1,000 คร้ังละ 1 บัตร แล้วร่วมกนั บอกคา่ ของจำนวน อ่านค่าของตวั เลขในแตล่ ะหลักทลี ะบตั ร และแสดงค่า ของตวั เลขโดยใชล้ ูกคิด ตารางตัวเลข 7. ครูใหน้ ักเรยี นอ่านและเขียนจำนวนนับไมเ่ กิน 1,000 เปน็ ตัวเลขฮนิ ดอู ารบิก ตวั เลขไทย และ ตวั หนงั สอื หลายๆ จำนวน เชน่ 453 541 707 926 8. ครูให้นักเรียนทำแบบฝกึ ทักษะที่ 1 เรื่องการอ่านและการเขียนตัวเลขฮนิ ดอู ารบกิ ตัวเลขไทย และ ตวั หนังสอื แทนจำนวนนับไมเ่ กิน 1,000 ขัน้ สรปุ ผลการเรียน 9. ครูและนกั เรยี นร่วมกนั สรปุ ว่า จำนวนนบั ไมเ่ กนิ 1,000 เป็นจำนวนที่มีสามหลกั ได้แก่ 101 ถงึ 999 สามารถเขียนแสดงด้วยตัวเลขฮินดูอารบกิ ตัวเลขไทย และตัวหนังสอื สอ่ื / แหล่งการเรยี นรู้ / นวัตกรรม 1. แบบทดสอบก่อนเรียน เร่ืองอ่านและเขียนตวั เลขฮนิ ดูอารบิก ตวั เลขไทย และตัวหนังสือแสดงจำนวน นบั ที่มากกวา่ 100,000 2. บตั รตวั เลขไม่เกิน 1,000 ตวั เลขฮนิ ดอู ารบิก ตวั เลขไทย 3. ตารางตัวเลข 4. ลกู คดิ หลักเลข (ลูกคดิ 7 หลัก) 5. แบบฝึกทักษะที่ 1 เรื่องการอ่านและการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลขไทย และตัวหนังสือแทน จำนวนนับไม่เกนิ 1,000 6. คลปิ วิดีโอจาก https://youtu.be/soJ8viHA1aA

การวดั ผลและประเมนิ ผล วิธกี าร เครื่องมอื เกณฑ์ ตรวจแบบฝึกทักษะที่ 1 เรื่องการอ่าน แบบฝึกทักษะที่ 1 เรื่องการ คะแนนเตม็ 10 คะแนน และการเขียนตัวเลขฮินดูอารบิก ตัวเลข อ่านและการเขียนตัวเลข นกั เรยี นทำแบบฝึกทกั ษะได้ ไทย และตัวหนังสือแทนจำนวนนับไม่ ฮินดูอารบกิ ตวั เลขไทย และ 6 คะแนนข้นึ ไป อย่ใู นระดับ เกิน 1,000 ตัวหนังสือแทนจำนวนนับไม่ ผา่ นเกณฑ์การประเมิน เกิน 1,000 ตรวจแบบทดสอบก่อนเรยี น เรอ่ื งการ แบบทดสอบกอ่ นเรียน เรอ่ื ง คะแนนเตม็ 20 คะแนน อ่านและการเขยี นตัวเลขฮนิ ดูอารบิก การอา่ นและการเขยี น นักเรยี นทำแบบทดสอบได้ ตัวเลขไทย และตวั หนังสือแสดงจำนวน ตวั เลขฮินดอู ารบกิ ตวั เลข 12 คะแนนขน้ึ ไป อยูใ่ นระดับ นับทม่ี ากกวา่ 100,000 ไทย และตวั หนงั สือแสดง ผ่านเกณฑ์การประเมิน จำนวนนับท่ีมากกวา่ 100,000

บันทึกผลหลงั การจดั การเรียนรู้ โรงเรยี นเทศบาล ๕ เทศบาลเมอื งปตั ตานี เทศบาลเมืองปัตตานี จังหวัดปตั ตานี หน่วยที่ 1 เร่ือง การอ่านและการเขยี นตัวเลขฮินดอู ารบกิ ตัวเลขไทย สอนวนั ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2565 และตัวหนงั สือแทนจำนวนนับไม่เกนิ 1,000 ดี (A) เกง่ (K) มีสขุ (P) นักเรยี นตัง้ ใจเรยี นมีความ นกั เรียนสามารถอ่านและเขียน นักเรียนสามารถใช้ภาษาและ รบั ผิดชอบและทำงานเปน็ ตัวเลขไทย ตวั เลขฮนิ ดอู ารบิก สัญลักษณ์ทางคณติ ศาสตร์ส่ือ ระเบยี บ รอบคอบ และตวั หนงั สือแทนจำนวนนับไม่ ความหมายและใชเ้ หตผุ ล เกนิ 1,000 ได้ ประกอบการตัดสนิ ใจ และ สรปุ ผลไดอ้ ย่างเหมาะสม ปัญหาและอุปสรรค นักเรียนบางคนยังไม่สามารถเขยี นตัวหนังสือแทนจำนวนนับท่ไี ม่เกิน 1,000 ได้ ขอ้ เสนอแนะ / วธิ แี ก้ไข ครูใหน้ ักเรียนคดั ตัวหนงั สือ ต้งั แต่ 1-10 ลงในสมดุ ลงช่อื ฟาอีซะห์ (นางสาวฟาอีซะห์ แยนา) นักศึกษาฝกึ ประสบการณว์ ิชาชพี ความคดิ เหน็ ของครพู เ่ี ล้ยี ง ความคิดเห็นของหัวหน้ากล่มุ สาระฯ ความคิดเห็นของฝา่ ยบริหาร จัดกจิ กรรมได้ดี จัดกจิ กรรมเหมาะสม จดั กิจกรรมไดด้ ี มีความเหมาะสม มคี วามเหมาะสม ลงชอ่ื ลงชื่อ....................................... ลงชื่อ....................................... (นางชารณิ ี สุขสันตดิ ิลก) ห ครพู ี่เลยี้ ง (นางอมรรตั น์ ชมุ อนิ ทอง) (นางสาวนนั ทวรรณ คงสปี าน) หวั หน้ากลุม่ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ลงชอ่ื ………………………………… (นางปิยะภรณ์ ดว้ งตุด) ผ้อู ำนวยการสถานศกึ ษา

แบบทดสอบก่อนเรียน เร่อื ง…การอ่านและเขียนตัวเลขฮินดูอารบกิ ตัวเลขไทยและตัวหนังสือ แสดงจำนวนนับทม่ี ากกวา่ 100,000 กลุ่มสาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที 4 คำชแ้ี จง 1. แบบทดสอบฉบบั นเ้ี ป็นแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง…การอ่านและเขียนตัวเลขฮนิ ดูอารบกิ ตัวเลขไทย และตัวหนังสอื แสดงจำนวนนบั ท่มี ากกว่า 100,000 โดยมเี วลาทำแบบทดสอบ 40 นาที 2. แบบทดสอบเล่มน้ีมีทง้ั หมด 10 ข้อ คะแนนเต็ม 20 คะแนน 3. ใหน้ ักเรยี นพจิ ารณาหาคำตอบทถี่ กู ต้องที่สุดเพียงคำตอบเดยี ว แลว้ ทำเครอ่ื งหมายกากบาท (X) ลงในกระดาษคำตอบให้ตรงกบั ตัวเลือกทต่ี ้องการ 1. 154,003 อา่ นว่าอยา่ งไร 6. จำนวนในขอ้ ใดอา่ นวา่ “ สบิ เจด็ ล้านห้าแสนหก ” ก. หน่ึงแสนห้าหม่ืนสีพ่ ันสาม ก. ๑๐๗,๕๐๐,๐๐๖ ข. หนึ่งแสนห้าหมื่นสี่พันสามสิบ ข. ๑๗,๐๕๐,๐๐๖ ค. หน่งึ ล้านหา้ หม่ืนสี่พันสาม ค. ๑๗,๕๐๐,๖๐๐ ง. หน่งึ แสนหา้ พนั สีร่ อ้ ยสาม ง. ๑๗,๕๐๐,๐๐๖ 2. 17,064,520 อา่ นได้อย่างไร ก. สบิ เจ็ดลา้ นหกแสนส่พี นั ห้ารอ้ ยยส่ี ิบ 7. ตวั เลข 1 ใน 17,302,009 มคี า่ เท่าใด ข. สบิ เจด็ ล้านหกแสนสีห่ ม่ืนหา้ ร้อยยส่ี บิ ก. 100,000,000 ค. สิบเจด็ ลา้ นหกหม่ืนสี่พนั หา้ ร้อยยีส่ ิบ ข. 10,000,000 ง. สบิ เจ็ดลา้ นหกหม่นื ส่รี อ้ ยย่ีสบิ ค. 1,000,000 3. จำนวนใดมเี ลข 6 อยู่ในหลักหม่ืน และอา่ นวา่ ง. 100,000 “สองแสนหกหม่ืนเก้าพันสองร้อย” 8. ๓๘,๐๕๒,๐๗๘ หลกั สิบลา้ นคอื ตัวเลขใด ก. 169,201 ก. ๐ ข. 169,020 ข. ๘ ค. 269,200 ค. ๕ ง. 269,201 ง. ๓ 4. จำนวน 6 ล้าน 4 แสน 8 หมนื่ 4 พนั 2 ร้อย 2 สิบ 9 หน่วย 9. 343,300 เขยี นในรูปกระจายไดอ้ ย่างไร ก. 3,000,000 + 40,000 + 3,000 + 300 เขยี นแทนดว้ ยตัวเลขไทยได้อยา่ งไร ก. ๒,๔๘๔,๒๒๙ ข. 300,000 + 40,000 + 3,000 + 300 ข. ๖,๘๔๔,๒๒๙ ค. ๖,๔๘๔,๒๒๙ ค. 300,000 + 40,000 + 300 + 30 ง. ๒,๘๔๔,๒๒๙ ง. 300,000 + 4,000 + 300 + 30 5. จำนวนในข้อใดอ่านวา่ “สแี่ สนหา้ หมื่นสามรอ้ ย” 10. 600,000 + 50,000 + 3,000 + 400 + 50 ก. 405,300 มคี า่ เท่าไร ข. 453,300 ก. 653,540 ค. 453,000 ข. 653,450 ง. 450,300 ค. 654,530 ง. 654,350