รายงานวจิ ัยฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหล่ือมล้า ผา่ นกระบวนการยตุ ิธรรม” สญั ญาเลขที่ SRI58M0417 ลำดบั คำถำมหลัก งำนวิจัยเรอ่ื ง ผลกำรวิจัยโดยสรุป บทเรียนและข้อมูลจาก 5 ส า ม า ร ถ ย ก ร ะ ดั บ “ศั ก ย ภ า พ ห รื อ ขี ด จังหวัดภาคเหนือ” โดย นาย ความสามารถ” ในการจัดการตนเอง ทังนีโดย พิ ษ ณุ ไช ย ม งค ล ตุ ลาค ม ผ่าน “กระบวนการจัดท้าแผนและข้อเสนอ 2551 ชุมชน” ท่ีอาศัยข้อมูลรายรับ-จ่ายครัวเรือน และข้อมูลอ่ืนๆท่ีเก่ียวข้อง มาเป็นฐาน “การ เรี ย น รู้ ” แ ล ะ ก้ า ห น ด “แ น ว ท างห รื อ ทางเลือก” ในการจัดการปัญหาชองชุมชน พรอ้ มทงั สามารถเป็นเคร่ืองมือในการ “บูรณา การการบริหารจัดการท้องถิ่นต้าบล-จังหวัด” ระหว่างชุมชน ราชการส่วนท้องถ่ินและ ราชการส่วนภูมิภาคในพืนท่ีแต่ละจังหวัดเป็น อยา่ งดี รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เป็นงานวิจัยท่ี สกอ.ร่วมกับ สกว.สนับสนุน โครงการบูรณาการบริหาร ทุนวิจัยในชุดโครงการบูรณาการบริหาร จัดการงานพัฒนาขององค์กร จัดการงานพัฒนาขององค์กรปกครองส่วน ปกครองส่วนท้องถิ่นอย่าง ท้องถ่ินอย่างย่ังยืนเพ่ือแก้ไขปัญหาความ ยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหาความ ยากจน โดยได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัย 45. ยากจน โดย ผศ. อนันต์ ลิขิต ราช ภั ฎ ทั ง 4 ภู มิ ภ าค ภ า ค เห นื อ คื อ ประเสรฐิ มกราคม 2548 มหาวิทยาลัยราชภัฎล้าปาง ภาคกลางคือ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ คือ มหาวิทยาลัย ราชภัฎบุรีรัมย์ และภาคใต้ คือ มหาวิทยาลัย ราชภฎั สรุ าษฎรธ์ านี ใหเ้ กดิ เครอื ข่ายนักวิจยั รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ สัดส่วนความยากจนลดลงอย่างเห็นได้ชัด โครงการศึกษาพลวัตของ ในช่วงระหว่างปี 2531 – 2552 เมื่อพิจารณา ความยากจน : กรณีศึกษา ตามลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมของ ครัวเรือนชาวนาในพืนท่ีเขต ครัวเรือนท่ีจ้าแนกตามกลุ่ม จะเห็นความ 46. ช น บ ท ภ า ค ต ะ วั น อ อ ก แตกต่างของลักษณะในแต่ละกลุ่มครัวเรือน เฉียงเหนือและภาคกลางของ และพบว่ามีความเหล่ือมล้าในการถือครอง ไ ท ย น ส .อ า นั น ท์ ช น ก สินทรัพย์ระหว่างครัวเรือน ผลการศึกษา สกนธวัฒน์ สงิ หา 2554 แสดงให้เห็นว่าปัจจัยท่ีท้าให้ครัวเรือนอยู่ใน ความยากจน ออกจากความยากจน หรือเข้าสู่ 2-19
รายงานวิจยั ฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลือ่ มลา้ ผา่ นกระบวนการยตุ ิธรรม” สญั ญาเลขที่ SRI58M0417 ลำดับ คำถำมหลัก งำนวิจัยเรื่อง ผลกำรวจิ ยั โดยสรปุ ความยากจน มีความแตกต่างกัน โดยพบว่า ปั จ จั ย ส้ า คั ญ ท่ี ท้ า ให้ ค รั ว เรื อ น อ ยู่ ใน ค ว า ม ยากจนเรื อรัง เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มี ผลกระทบต่อการขยายตัวของรายได้และ ความเป็นอยู่ของครัวเรือนในระยะยาว ภาพรวมโครงการวิจัยและ ศึกษาชุมชนแออัดและความเป็นชุมชน ซ่ึง ปฏิบัติการเร่ือง “วิวัฒนาการ ศึกษาในกรุงเทพ เชียงใหม่ สงขลา และ ชุมชนแออัดและองค์กรชุมชน ขอนแก่น ซึ่งความแตกต่างระหว่างราคาท่ีดิน แออดั ในเมือง” รมิ ถนนและไม่ติดถนน ท้าให้เกิดการกว้านซือ อคนิ รพีพัฒน์ ตุลาคม 2541 ท่ีดินรอไว้เป็นจ้านวนมาก ผู้มีรายได้น้อยมี ทางเดียวคือ เช่าที่ดินของนักเก็งก้าไร (ที่ดินท่ี ทิงว่างเปล่ารอเวลาท่ีราคาท่ีดินบริเวณนันจะ 47. สูงขึน( มาใช้เป็นที่ปลูกบ้านแบบช่ัวคราวเพื่อ อย่อู าศัย ส่งิ ท่ีน่าสนใจ คอื หน่วยงานของรฐั ท่ี มที ดี่ ินอยู่ก็ท้าเชน่ เดียวกัน คือ ให้ผูย้ ากจนเช่า ทด่ี ินปลูกบ้านโดยไม่พัฒนาท่ีดิน โดยการถมที่ หรือระบายน้า แล้วพอถนนถึง ที่ดินราคา สู ง ขึ น ก็ ไล่ รื อ ผู้ เช่ า ท่ี ดิ น ก ล า ย เป็ น ผู้ บุ ก รุ ก เพราะเจ้าของที่ดินหยุดเก็บค่าเช่า พืนท่ีนันก็ กลายเป็นสลมั ชุมชนแออดั ท่คี วรจะถกู ไล่รือ รายงานโครงการวิจัยเร่ือง ผลกระทบจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของทุก “สถานการณ์คนจนและการ กลุ่มตัวอย่างจะคล้ายคลึงกัน เรียงล้าดับจาก จัดการแก้ปัญ หาคนจนใน มากไปหาน้อย คือ รายได้ของครอบครวั ลดลง ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ” รายจ่ายของครอบครัวเพิ่มขึน หนีสินของ กรกฎาคม 2542 ครอบครัวมีเท่าเดิมหรือเพ่ิมขึน บุตรของคน 48. จนชนบทได้รับผลกระทบในด้านการศึกษา ผลกระทบด้านสุขภาพอนามัยเกิดกับกลุ่มผู้ ถูกเลิกจ้างมากกว่าอีก 2 กลุ่ม ผลกระทบ ค่อนข้างน้อย ได้แก่ เร่ืองที่อยู่อาศัย และ โดยรวมกลุ่มผู้ถูกเลิกจ้างได้รับผลกระทบมาก ทสี่ ุด และคนจนเมืองได้รับผลกระทบมากกว่า คนจนชนบท กลุ่มผู้ถูกเลิกจ้างที่กลับสู่ชนบท 2-20
รายงานวิจยั ฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหลือ่ มล้า ผา่ นกระบวนการยุติธรรม” สัญญาเลขท่ี SRI58M0417 ลำดับ คำถำมหลกั งำนวิจยั เร่อื ง ผลกำรวิจยั โดยสรปุ มีปัญหาน้อยกว่าผู้ถูกเลิกจ้างในเมือง ทังนี บทสรุปจากผลการวิจัยนีสอดคล้องกับการ วจิ ัยท่ีมีหน่วยงานและบุคคลศึกษาไว้ก่อนหน้า นีในประเด็นเก่ียวกับผลกระทบจากภาวะ วิกฤษเศรษฐกิจ การปรับตัว และความ ต้องการให้รัฐช่วยเหลือ จึงเห็นว่าอาจไม่มี ความจ้าเป็นต้องศึกษาในประเด็นนีอีก แต่ ควรมีการศึกษาเก่ียวกับสภาพหนีสินของคน จน ศักยภาพของคนจนในการช่วยเหลือ ตัวเอง และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนใน การแก้ไขปัญหา งำนท่ีเสนอทำง ห นั ง สื อ ชุ ด “ป ฏิ รู ป การไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมและไม่ได้ แก้หรือทำงออก กระบวนการยุติธรรม” ล้าดับ รับความเสมอภาคเพราะความยากจน เป็นสิ่ง ของปญั หำ ที่ 4 เร่ื อ ง ก ร ะ บ ว น ก า ร ที่เกิดขึนจาก “การเลือกปฏิบัติ” เพราะ ยุติธรรมกับความยากจน : สถานภาพของการเป็นคนจน หรือแม้ไม่ได้ 49. ยุ ท ธ ศ า ส ต ร์ ก า ร พั ฒ น า เกิดจากการเลือกปฏิบัติโดยตรง แต่เป็นการ กระบวนการยุติธรรมเพื่อคน ได้รับความไม่เสมอภาคเพราะ “การปฏิบัติที่ จน ดร.กติ ตพิ งษ์ กติ ยารักษ์ เหมือนกันต่อบุคคลที่มีสถานะแตกต่างกัน” อันเป็นสิ่งที่เกิดขึนในสังคมไทย ซ่ึงเป็นสังคม สองระดับที่มีความแตกต่างระหว่างสถานะ “ความรวย” และ “ความจน” อย่างชัดเจน สรุปการสัมมนาทางวิชาการ เป็นงานสมั มนาท่ีทางสถาบันเพ่ือการยุติธรรม หัวข้อ กระบวนการยุติธรรม แห่ งป ระเท ศ ไท ย (ส ธ ท .( จั ด ขึ น โด ย มี ไทย “รู้อดีต เข้าใจปัจจุบัน ผู้ทรงคุณวุฒิในกระบวนการยุติธรรมไทย, เช่อื ม่นั อนาคต” นักวิชาการ มาร่วมแลกเปล่ียนมุมมองในแต่ ละมิติและห้วงเวลา เพื่อสะท้อนแนวคิด 50. มุมมอง ต่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการ ของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ทัง งานต้ารวจ อัยการ ศาลยุติธรรม ราชทัณฑ์ และกระบวนการยุติธรรมโดยรวม ตังแต่ ภายหลังเปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งหัวข้อหลักในการสัมมานา 2-21
รายงานวิจยั ฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหล่ือมล้า ผา่ นกระบวนการยตุ ิธรรม” สญั ญาเลขท่ี SRI58M0417 ลำดบั คำถำมหลกั งำนวิจยั เรอื่ ง ผลกำรวจิ ยั โดยสรุป แบ่งเป็น 1. ปัญหาความเหล่ือมล้าของฐานะ ทางสังคมที่มีผลต่อการเข้าถึงกระบวนการ ยุ ติ ธ รรม 2. ปั ญ ห าเรื่อ งบุ ค ค ล าก รใน กระบวนการยุติธรรม 3. ปัญหาของระบบ การศึ กษ า 4. ปั ญ ห าของห น่ วยงาน ใน กระบวนการยุติธรรมซึ่งถูกแทรกแซงจาก ห น่ ว ย งาน ต่ างๆ 5. ปั ญ ห าระ บ บ ก าร ตรวจสอบ ถ่วงดุล 6. ปัญหาความไม่เข้าใจใน การบริหารงานยุติธรรมและความไม่ร่วมมือ ของประชาชน 7. ปัญหาความน่าเชื่อถือของ ก ร ะ บ ว น ก า ร ยุ ติ ธ ร ร ม ไท ย ใ น ส า ย ต า ข อ ง นานาชาติ รวมถึงในสายตาของประชาชนชาว ไทย 8. ปัญหาการน้ามาตรฐานสากลมาปรับ ใช้ให้สอดคล้องกับความเป็นไทย และ 9. ปัญหาเรื่องการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ตา่ งๆ ในกระบวนยุตธิ รรม สรุปการสัมมนาทางวิชาการ เปน็ การสัมมนาท่สี ถาบนั เพื่อการยตุ ิธรรมแห่ง หั ว ข้ อ “ส า ย วั ด ร อ บ เอ ว ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย (Thailand Institute of กระบวนการยุติธรรมไทย” Justice — TIJ) ร่วมกับสถานฑูตแคนาดา (Criminal Justice จัดขึนเพ่ือน้าเสนอมุมมองของสากลเกี่ยวกับ Performance Indicators) หลักการและนัยส้าคัญในการพัฒนาตัวชีวัด ประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมทาง อ า ญ า (Criminal Justice Performance 51. Indicators) เพื่อเป็นแนวคิดในการพัฒนา และตัวชีวัดท่ีสะท้อนถึงประสิทธิภาพและ ปัจจัยท่ีเป็นตัวแปรของคุณภาพกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญาของไทย ซ่ึงหัวข้อหลักการ สมั มนาแบ่งเปน็ 1. ภ าพ รว ม ตั ว ชี วัด ป ระสิ ท ธิภ าพ ข อ ง กระบวนการยุติธรรมทางอาญา 2-22
รายงานวิจัยฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหล่ือมล้า ผา่ นกระบวนการยตุ ธิ รรม” สญั ญาเลขที่ SRI58M0417 ลำดับ คำถำมหลกั งำนวิจัยเรอ่ื ง ผลกำรวจิ ัยโดยสรุป 2. ตัวชีวัดประสิทธิภาพของกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญาคืออะไร และมีประโยชน์ อยา่ งไร 3. ประสบการณ์จากต่างประเทศในการ พัฒ นาและน้าตัวชีวัดมาประยุกต์ใช้ใน กระบวนการยุติธรรม: ความท้าทาย บทเรียน และข้อควรพจิ ารณาสา้ หรบั ประเทศไทย สรุปการสัมมนาทางวิชาการ ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมใน เรื่อง “ทิศทางกระบวนการ อนาคตควรจะเป็น ดงั นี ยุติธรรมไทยในศตวรรษหน้า” 1. ต้องจัดสรรประโยชน์อย่างเป็นธรรม โดยสถาบันกฎหมายอาญา 18 ระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ในสังคม รวมทังกับรัฐ สิงหาคม 2541 ต่างประเทศ หรอื ทุนต่างประเทศ 2. ต้องหลากหลาย คือ น้าวัฒนธรรมชุมชนที่ สังคมจัดการแก้ไขปัญหาหรือข้อพิพาทกันได้ เองโดยไม่ตอ้ งพึ่งกระบวนการยตุ ธิ รรมมาใช้ 3. กระบวนการยุติธรรมต้องเปล่ียนจากเรื่อง อ้านาจเป็นการบริการประชาชน ท้าให้เกิด ความเป็นธรรม สันติสุข ดุลยภาคของความ ขัดแย้งต่างๆ ในกลุ่มผลประโยชน์ โดยมี 52. ประชาชนเป็นศูนยก์ ลาง 4. ควรเน้นการป้องกันมากกว่าปราบปราม และแกไ้ ขปญั หาอาชญากรรม 5. ควรเน้นการเยียวยาแก้ไขฟื้นฟูผู้กระท้าผิด มากกวา่ การลงทัณฑ์ 6. ควรให้เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมมี หลักเกณฑ์ แนวทาง รวมทังเหตุผลในการใช้ ดุลยพินิจ เน่ืองจากเจ้าหน้าท่ีดังกล่าวมีดุลย พินจิ มากเกนิ ไป 7. ควรเปล่ียนเคร่ืองมือในการท้างานของ กระบวนการยุติธรรมจากกฎหมายไปสู่ความ ยุติธรรม ความถูกต้องเป็นธรรม สันติธรรม และมนษุ ยธรรม 2-23
รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลอ่ื มลา้ ผา่ นกระบวนการยตุ ิธรรม” สญั ญาเลขที่ SRI58M0417 ลำดบั คำถำมหลกั งำนวจิ ยั เรื่อง ผลกำรวิจยั โดยสรปุ โครงการวิจัย “ยุทธศาสตร์ กล่าวถึงปัญหาการบริหารกระบวนการ การพัฒนาระบบงานยุติธรรม ยตุ ธิ รรมทางอาญา โดยภาพรวม คอื ใน ศ ต ว ร ร ษ ห น้ า : ก า ร 1(. ปัญหาขาดการท้างานท่ีสอดประสานเป็น ประเมินสถานภาพองค์ความรู้ หน่งึ เดยี ว เก่ี ย ว กั บ ก า รบ ริห าร งา น 2(. ปัญหาประสิทธิภาพของกระบวนการ 53. ยุติธรรมทางอาญา” รศ.ดร. ยตุ ิธรรมทางอาญา พรเพ็ญ เพชรสุขศิริ (2542- 3(. การบริหารงานยุติธรรมทางอาญาขาดการ 2543( ทุนวิจยั สกว. กา้ หนดนโยบายอาญา 4(. ปัญ หาการใช้อ้านาจโดยมิชอบของ เจา้ หน้าท่ใี นกระบวนการยตุ ธิ รรม 5(. ปัญ หาการปรับตัวของกระบวนการ ยตุ ิธรรมไทยใหท้ นั กับยุคโลกาภิวตั น์ กำรทบทวนวรรณกรรมประเดน็ ควำมเหลอ่ื มลำในกระบวนกำรยตุ ิธรรม 2.1 กระบวนกำรยตุ ธิ รรมแก้ไขควำมเหลื่อมลำอยำ่ งไร 1. สรปุ สัมมนำวิชำกำร หัวข้อ “คนยุตธิ รรม ที่ไมอ่ ยตุ ิธรรม” (Criminal Justice Human Resources) เป็นการสัมมนาท่ีสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Justice - TIJ( เม่ือวันท่ี 11 มิถุนายน พ.ศ.2558 ณ โรงแรม เดอะ แลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ เพ่ือเป็นเวทีในการ ส้ารวจทางเลือกและแนวคิดจากภาคเอกชนและแวดวงกระบวนการยุติธรรมของประเทศต่างๆ ท่ีอาจ น้ามาประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมไทย ให้ดยี ง่ิ ขนึ หวั ข้อหลักของกำรสัมมนำ 1. คุณภาพของคนในองค์กร 2. หลักการและแนวคดิ ในการคดั เลือก พฒั นา และรักษาคนคุณภาพในองค์กร กำรอภปิ รำยเรื่อง “คณุ ภำพของคนในองค์กร” เป็นการอภปิ รายเก่ยี วกับการให้ความส้าคัญกับการคัดเลือกและพฒั นาทรพั ยากรมุนษย์ รวมทัง วธิ กี ารสร้างอตั ลกั ษณ์ขององค์กรให้มีความโดดเดน่ เพื่อเปน็ ที่สนใจของคนคุณภาพ 2-24
รายงานวิจยั ฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลอื่ มลา้ ผา่ นกระบวนการยตุ ธิ รรม” สญั ญาเลขท่ี SRI58M0417 1. กำรให้ควำมสำคัญกับกำรคดั เลอื กบุคลำกรเขำ้ สอู่ งค์กร จำกมุมมองขององค์กรอัยกำร นายพนัส ทัศนียานนท์ การคดั เลือกพนกั งานอัยการ มี 2 ประเด็นหลัก คือ คุณสมบัติของผู้สมัคร พรบ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการตังแต่อดีตถึงปัจจุบัน ได้ก้าหนด คณุ สมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกและคุณสมบัติของพนักงานอัยการ ให้ต้องมี “จิตใจ” เหมาะสมท่ีจะ เป็นข้าราชการอัยการ ซ่ึงในท่ีนีหมายถึง “ทัศนคติ” และ พรบ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 มกี ารเพิม่ คุณสมบัติของผสู้ มัครสอบขึนมาอีกประการ คือ “ความซอื่ สัตย์ สจุ ริต” วิธีการรับสมัคร พรบ.ระเบียบขา้ ราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2553 ได้เพ่ิมวิธีการรับสมคั รขึนอีก 2 วิธี คือ การสมัครทดสอบความรู้ และการคัดเลือกพิเศษ โดยค้านงึ ถึงคุณวุฒิการศึกษาและการฝึกอบรม เป็นส้าคัญ แต่ยังคงก้าหนดให้ผู้ผ่านการคัดเลือกทุกคนต้องเร่ิมต้นท่ีต้าแหน่งอัยการผู้ช่วย ซึ่งเป็นระดับ ต่า้ สุดกอ่ นเทา่ นัน 2. กำรให้ควำมสำคญั กับกำรคดั เลือกบุคลำกรเข้ำสู่องคก์ ร จำกมมุ มองขององคก์ รตุลำกำร นายบุญรอด ตันประเสริฐ กล่าวว่า ตังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การคัดเลือกผู้พิพากษามักใช้ วิธีการสอบคัดเลือก ต่อมาจึงได้มีการเพิ่มเติม เช่น เปิดโอกาสให้สหวิชาชีพอ่ืนที่มีวุฒินิติศาสตร์บัณฑิต เนติบัณฑิต และผ่านการประเมินสหวิชาชีพว่าเป็นผู้ช้านาญการเข้ามาสมัครได้ แต่ยังคงเน้นการสอบ ข้อเขียนเป็นส้าคัญ และเม่ือสอบผ่านจะมิได้ปฏิบัติงานทันที จะมีการอบรมผู้ช่วยผู้พิพากษาก่อนเป็น เวลา 1 ปี โดยอบรมทังงานด้านปฏบิ ัติและงานด้านวิชาการ หากผ่านการประเมินจึงจะได้รับการแตง่ ตัง เป็นผู้พิพากษา ปัจจุบนั ศาลยตุ ิธรรมมสี ถาบันพัฒนาข้าราชการตลุ าการ ซ่ึงท้าหน้าที่เสมือนกบั วิทยาลัยของ ตลุ าการ โดยมหี ลกั สูตรตา่ งๆ เพ่อื พฒั นาผู้พิพากษา “ถ้าถามว่าหลักสูตรท่ีมีเพียงพอที่จะท้าให้คนกลายเป็นท่ีคาดหวังของประชาชนได้หรือไม่นัน ผลบอกเลยว่าไม่พอหรอกครับ ต่อให้มีสักกี่หลกั สูตร มีกฎหมายออกมาใช้สกั กี่มากนอ้ ย เข้มงวดอย่างไร ก็แล้วแต่ ถ้าผู้พิพากษาท้าหน้าที่เพียงแค่ให้มันผ่านความรับผิดชอบออกไป ท่านไม่ได้เอาใจใส่ลงไปใน งาน ท่านไม่ได้มีจินตนาการเรื่องราวต่างๆ ที่มันเกิดขึนตรงหน้าของท่าน ท่านจับความรู้สึกที่เป็น ธรรมดาของชาวบา้ นไม่ได้ ผมคิดวา่ ลม้ เหลวส้าหรับผู้พิพากษาทา่ นนัน” ในมมุ มองของ นำยบญุ รอด ผ้พู ิพำกษำตอ้ งมีทักษะท่จี ำเป็น 3 ประกำร ดงั นี 1(. ทักษะในการตัดสินคดีหรือข้อพิพาทบนความกดดัน ผู้พิพากษาต้องยืนอยู่บนความถูกต้อง ระดับของความถกู ตอ้ งตอ้ งสงู กว่าระดับของความถูกใจ เพราะความถูกตอ้ งสามารถอธบิ ายสังคมได้หมด แตค่ วามถูกใจสามารถอธบิ ายได้เพียงบางคนเท่านัน 2-25
รายงานวจิ ัยฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหลือ่ มลา้ ผา่ นกระบวนการยตุ ิธรรม” สญั ญาเลขท่ี SRI58M0417 2(. ทักษะในการแสดงบทบาทเชิงรุก เกดิ กระแสสังคมว่าศาลเป็นทพี่ ่ึงสดุ ทา้ ยของประชาชน จึง ถึงเวลาแล้วที่ผู้พิพากษาต้องมีบทบาทในเชิงรุก อย่างน้อยการท้าหน้าที่จะต้องมองให้เห็นถึงจิตใจของ ประชาชนด้วย 3(. ทักษะในการฟัง ผู้พิพากษาต้องฟังถึงสิ่งที่ไม่ได้ยิน สิ่งท่ีซ่อนอยู่ในค้าพูด และต้องดูให้ลึกถึง ส่ิงท่ีมองไม่เห็น ผู้พิพากษาที่เก่งต้องมีความสามารถในการหาข้อเท็จจริง กล่าวคือ การฟังเร่ืองราวและ สามารถจินตนาการถึงภาพของเหตกุ ารณ์ท่คี วรจะเปน็ ได้ 3. ภำพลักษณ์และวฒั นธรรมขององค์กรอยั กำร นายพนัศ ทัศนียานนท์ กล่าวถึง วัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลให้เกิดภาพลักษณ์ขององค์กรอัยการ โดยเล่าผ่านประสบการณ์ของตนเอง และกล่าวว่า ข้อสงสัยท่ีว่าหากใครมีพรรคมีพวก มีเส้นสาย โดยเฉพาะลูกหลานของผู้หลักผู้ใหญ่ จะท้าให้สอบได้หรือสอบได้อันดับท่ีดีนัน สิ่งเหล่านีมิใช่เพียงความ สงสัย แต่เป็นความเชื่อที่ว่า ระบบอุปถัมภ์มีอยู่จริง และพบว่าในปัจจุบันกลับมีมากขึนกว่าในอดีตด้วย ซ้าไป 4. ภำพลักษณแ์ ละวฒั นธรรมองค์กรขององคก์ รตลุ ำกำร นายบุญรอด ตันประเสริฐ กล่าวว่า ตังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความคาดหวังของสังคมท่ีอยาก เห็นผู้พิพากษาท่ีซ่ือสัตย์สุจริต เป็นกลาง ตัดสินคดีด้วยความเท่ียงธรรมไม่เคยเปล่ียนแปลง แต่ในช่วง 20 ปีมานี ทศั นคติและความคิดของคนในสงั คมเปล่ยี นแปลงไปอย่างมาก โดยในชว่ งแรกองคก์ รตลุ าการ มีการวางตัวให้คนทั่วไปรู้สึกว่าเป็นองค์กรท่ีอยู่สูง แตะต้องไม่ได้ แต่ในปัจจุบันไม่เป็นเช่นนันแล้ว และ เพราะเมื่อสังคมมีความคาดหวังต่อคนท่ีท้าหน้าที่ผู้พิพากษา สังคมจึงต้องมีสิทธิตรวจสอบหรือ วพิ ากษ์วิจารณไ์ ด้ นายบุญรอด มองว่า วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นจุดเด่นขององค์กรตุลาการ คือ เป็นวิชาชีพท่ีไม่มี เจ้านายและไม่มีลูกน้อง ส่งผลให้การใช้ดุลยพินิจของผู้พิพากษาเป็นไปอย่างอิสระ ปราศจากการ แทรกแซง ส่วนจดุ อ่อน คอื การพดู การสอ่ื สารภายในองคก์ รค่อนข้างจ้ากัด การช่นื ชมสามารถทา้ ได้โดย เปิดเผย แต่การต้าหนิท้าได้ยาก และความเป็นอนุรักษ์นิยมในองค์กร ท้าให้การเปล่ียนแปลงเกิดได้ ค่อนขา้ งชา้ 5. คณุ สมบัติของนักกฎหมำยทดี่ ี ศ.คนึง ฤาไชย กลา่ ววา่ คุณสมบัตใิ นการเปน็ นักกฎหมายคุณภาพที่จะไดร้ ับความยกยอ่ งนับถือ และเป็นคุณสมบัติท่ีท้าให้ตนประสบความส้าเร็จมาถึงปัจจุบัน คือ “ความตรงไปตรงมา ยึดถือหลักการ เปน็ ส้าคญั ทงั ในการวา่ ความ การสอนหนงั สือ และการท้าหน้าท่ีตา่ งๆ ในฐานะนกั กฎหมาย” 2-26
รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลอ่ื มลา้ ผา่ นกระบวนการยตุ ิธรรม” สัญญาเลขท่ี SRI58M0417 กำรอภิปรำย เรื่อง “หลักกำรและแนวคิดในกำรคัดเลือก พัฒนำ และรักษำคนคุณภำพใน องค์กร” 1. หลักเกณฑก์ ำรคดั เลือกบุคคลำกรขององค์กรตุลำกำรในประเทศไทย นายสัญชัย ผลฉาย กล่าวว่า ตังแต่ พ.ศ.2543 การคัดเลือกผู้พิพากามีการเปลี่ยนแปลงอย่าง มาก จากผลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่มีการแก้ไขกฎหมายให้ผู้พิพากษามีที่มาท่ีหลากหลายมากขึน (สหวิชาชีพ( ในสัดส่วนที่ก้าหนดไว้ในทุกชันศาล แต่เน่ืองจากเป็นองค์การท่ีมีความอนุรักษ์นิยมสูง จึง บัญญัติให้ผู้พิพากษาที่มาจากสหวิชาชีพเข้ารับต้าแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ท้าให้ไม่สามารถดึงผู้มี ประสบการณค์ วามสามารถ เชน่ อาจารย์ ทนายความท่มี ีช่อื เสียง เข้าส่ตู ้าแหน่งผ้พู ิพากษาได้ และท้าให้ การคัดเลือกยังคงยึดมั่นกับการสอบข้อเขียนเช่นเดิม และในการออกข้อสอบจะเน้นเร่ืองการรักษา ความลับและความโปร่งใสในการออกข้องสอบ แต่มีข้อเสีย คือการตรวจข้อสอบท่ีผู้ตรวจแต่ละคนมี หลักเกณฑก์ ารใหค้ ะแนนทไ่ี ม่เหมือนกนั ทา้ ให้มาตรฐานการให้คะแนนอาจมีความเบ่ียงเบน 2. หลักกำรคัดเลอื กบคุ ลำกรขององค์กรอยั กำรในประเทศไทย นายสุชาติ หล่อโลหการ กล่าวว่า กระบวนการคัดเลือกพนักงานอัยการคล้ายกับของศาลทัง วิธีการสอบ และการตรวจข้อสอบ และในปัจจุบันองค์กรอัยการให้ความส้าคัญกับการสอบขอ้ เขียนมาก เกินไป แม้ว่าจะได้คนเก่งเข้ามาท้างาน แต่ก็ไม่ทราบถึงทัศนคติและมุมมองว่าผู้สมัครมีคุณธรรม จริยธรรมเพียงใด และในปัจจุบันองค์กรอัยการใช้ระบบประเมินผลเป็นมาตรการกระตุ้นให้พนักงาน อัยการปฏิบัติหน้าท่ีอย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีการลงโทษทางวินัย โดยมีโทษตังแต่การลดเลื่อนขัน เงนิ เดอื นจนถงึ ไล่ออก นายพนัศ ทัศนียานนท์ กล่าวว่า การทดสอบทัศนคติของผู้สมัครขึนอยู่กับการสอบสัมภาษณ์ และส่ิงท่ีบุคลาการในกระบวนการยุติธรรมต้องมี คือ ความสุจริต ยุติธรรม ดังนี จะท้าอย่างไรให้การ สอบสมั ภาษณ์สามารถทดสอบไดว้ ่าผสู้ มัครมีจิตใจทย่ี ุติธรรม สามารถปฏบิ ัตหิ น้าทีไ่ ด้โดยปราศจากอคติ 3. หลักเกณฑ์กำรคัดเลือกและกำรบริหำรบุคลำกรขององค์กรอัยกำร และองค์กรตุลำกำรใน ต่ำงประเทศ อนิ โดนีเซยี Mr. Narendra Jatna กล่าวว่า ในอินโดนีเซีย การคัดเลือกพนักงานอัยการมิได้มีการพิจารณา หรือวางหลักเกณฑ์พิเศษท่ีเก่ียวกับการเพศของผู้เข้ารับการคัดเลือก แต่ให้ความส้าคัญกับความพร้อม ทางกายภาพ เน่ืองจากพนักงานอัยการในอินโดนีเซียมีอ้านาจในการสืบสวนสอบสวนคดีด้วยตนเอง ส่วนการพิจารณาความเหมาะสมด้านจิตใจซึ่งรวมถึงบุคลิกภาพและทัศนคตินัน จะมีคณะกรรมการ พิเศษท้าการพิจารณาด้านนีโดยเฉพาะ ซ่ึงเป็นคณะกรรมการที่มิได้เกี่ยวข้องกับการคัดเลือกบุคลากร โดยตรง แต่เป็นผู้วางมาตรการ กฎเกณฑ์ และคุณสมบัติที่ใช้ในการคัดเลือกบุคลากรเข้ามาท้างาน เมื่อ 2-27
รายงานวิจัยฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหลอ่ื มล้า ผา่ นกระบวนการยตุ ิธรรม” สัญญาเลขที่ SRI58M0417 ผ่านการคัดเลอื กจะมีการฝึกอบรมเป็นเวลา 2 ปี โดยผฝู้ ึกอบรมจะต้องมผี ลการทดสอบท่ีดี และยงั ต้องมี การรายงานบญั ชที รพั ย์สนิ และหนสี ินกอ่ นเข้ารบั ต้าแหนง่ ด้วย ส้าหรับองค์กรตุลาการ จะมีคณะกรรมการตุลาการ (Justice Commission( ที่นอกจากจะเป็น ผู้วางมาตรการ กฏเกณฑ์ และคุณสมบัติท่ีใช้ในการคัดเลือกบุคลากรเข้ามาท้างานแล้ว ยังเป็น ผรู้ บั ผิดชอบด้าเนนิ การคดั เลอื กบคุ ลากรเขา้ มาเปน็ ผ้พู พิ ากษาโดยตรงอีกด้วย ฟิลปิ ปนิ ส์ Ms. Therese Bolunia กล่าวว่า ในฟิลิปปินส์ เมื่อต้าแหน่งผู้พิพากษาว่างลงจะมีการประกาศ รับสมัครลงในหนังสือพิมพ์ประจ้าชาติ เม่ือสินสุดระยะเวลารับสมัคร จะเร่ิมคัดเลือกโดยการสัมภาษณ์ และท้าการทดสอบหลายขันตอน ซ่ึงรวมไปถงึ การทดสอบด้านจิตวิทยาด้วย โดยผทู้ ี่จะเปน็ ผูพ้ ิพากษาได้ จะต้องมีประสบการณ์ท้างานในด้านกฎหมายมาก่อนอย่างน้อย 5 ปี โดยจะท้างานในภาคเอกชนหรือ ภาครัฐมากอ่ นก็ได้ ส้าหรับการเติบโตในสายงาน ประวัติการท้างานและอายุคงานในสายอาชีพที่มีมาก่อนจะมีผล ต่อการพิจารณาเล่ือนขันเลื่อนต้าแหน่ง ทังนี การเล่ือนต้าแหน่งและการโอนย้ายไปศาลที่ล้าดับสูงขึน จะตอ้ งสมัครและทดสอบใหม่ในทุกระดับ โดยจะมีคณะกรรมการสอบและสัมภาษณ์ในแต่ละชัน ส้าหรับ การเข้าเป็นผู้พิพากษาศาลชันต้น จะมีผู้พิพากษาคนเดียวในการสัมภาษณ์ แต่ถ้าสมัครเป็นผู้พิพากษา ศาลสูงจะมีคณะกรรมการจากองคก์ รต่างๆ เช่น ทนายความอาวุสโส ซง่ึ เปน็ ตัวแทนจากสภาทนายความ เข้าร่วมเป็นกรรมการสอบสัมภาษณ์ด้วย นอกจากนี ประธานาธิบดียังมีอ้านาจในการเลื่อนต้าแหน่งผู้ พิพากษา แต่ต้องกระท้าภายใต้การเสนอช่ือของคณะกรรมการขึนมาเป็นล้าดับชัน ซึ่งการพิจารณา ขึนอยูก่ บั ผลงานและความดีความชอบ Mr. Peter Ong กล่าวว่า กระบวนการคัดเลือกอัยการ คณะกรรมการไม่ค่อยมีเสรีภาพในการ พิจารณาเก่ียวกับทัศนคติและแรงจูงใจของผู้สมัครเท่าใดนัก เนื่องจากให้ความส้าคัญกับการประเมิน ด้านวิชาการเป็นหลัก และดูคุณสมบัติพืนฐานต่างๆ เช่น ไม่เคยมีประวัติก่ออาชญากรรม และยังมีการ ประเมนิ สภาพจิตใจ คณุ ธรรม และบคุ ลิกภาพจากการสมั ภาษณแ์ ละชว่ งฝึกงานเป็นผู้ช่วยอัยการดว้ ย ญ่ีปนุ่ Mr. Hirokazu Urata กล่าวว่า ในญป่ี ุ่น บุคคลท่ีตอ้ งการประกอบวชิ าชีพกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น อาชีพใดๆ ต้องผ่านข้อสอบของเนติบัณฑิตยสภา (Bar Examination( เมื่อสอบผ่านแล้ว ต้องเข้าร่วม การฝึกอบรมในสถาบันการวิจัยและฝึกอบรมด้านกฎหมาย (Legal Research and Training Institute( ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของศาลฎีกา โดยจะฝึกอบรม 1 ปี จากอาจารย์และผู้ท้าการ ฝึกอบรมจะได้รับการแต่งตังมาจากองค์กรต่างๆ เช่น ศาล อัยการ ทนายความ ซ่ึงผลการประเมินจะถือ เป็นเกณฑ์สา้ คญั ทีน่ า้ มาพิจารณาในการคดั เลอื กบุคลากรเข้าทา้ งานในองค์กร 2-28
รายงานวิจัยฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลอ่ื มลา้ ผา่ นกระบวนการยุติธรรม” สญั ญาเลขที่ SRI58M0417 องค์กรอัยการ การคัดเลือกและแต่งตังจะมีระเบียบที่ชัดเจนและต้องผ่านขันตอนการแต่งตัง โดยรัฐบาล นอกจากความรู้ทางวิชาการ ยังมีการประเมินด้านบุคลิกภาพ ความซ่ือสัตย์สุจริต และ พจิ ารณาไปถึงการท้างานภาคสนาม การฝึกงานคดี และการฝึกอบรมโดยสถาบนั เฉพาะขององคก์ ร เป็น เวลา 1 ปี และยังมหี น่วยงานสา้ หรับรบั เร่อื งร้องเรยี นการทา้ งานของอัยการโดยเฉพาะ Mr. Yusuke Hirose กล่าวว่า ผู้พิพากษาในญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความส้าคัญต่อการเลื่อน ขันเลอ่ื นต้าแหน่ง เน่ืองจากความรับผดิ ชอบหลัก คือ การดูแลคดีและอ้านวยความยตุ ิธรรมอย่างถึงที่สุด ส่ิงท่ีผู้พิพากษาทุกคนให้ความส้าคัญ จึงอยู่ท่ีเนือหาของคดีท่ีตนรับผิดชอบและประเด็นทางกฎหมายท่ี เก่ียวข้อง ความเป็นอิสระของผู้พิพากษาจึงมั่งคงอยู่ได้เพราะปราศจากการครอบง้า หรืออคติในการ ไต่เต้า หรือการเลื่อนขันเล่ือนต้าแหน่ง การเข้ามาเป็นผู้พิพากษาถือเป็นการท้าหน้าท่ีอันส้าคัญมากอยู่ แลว้ จึงไม่จ้าเป็นตอ้ งสนใจวา่ จะเตบิ โตต่อไปอยา่ งไรอีก 4. กำรใช้ระบบคณุ ธรรมขององคก์ รอัยกำรและองคก์ รตุลำกำรในประเทศไทย ดร.ต่อศักดิ์ บูรณะเรืองโรจน์ กล่าวว่า ส่ิงที่ควรค้านึงถึง คือ กระบวนการในการปฏิบัติ เช่น หากคณะกรรมการใหผ้ ูเ้ ข้าสอบไม่ผา่ นการวัดทัศนคติ การตดั สินจะสนิ สดุ ทใ่ี ครและชันใด การเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรท่ีดีควรเริ่มจากตัวบุคคลก่อน ซ่ึงวิธีทางจิตวิทยาอาจเป็นทาง หนึ่งท่ีช่วยได้ เช่น การติดป้ายที่หน้าห้องหรือโต๊ะท้างานว่า “ความยุติธรรมเป็นของประชาชนทุกคน” ฯลฯ เป็นการเตอื นสตแิ ละเป็นวิธีการทางจติ วิทยาทีไ่ ดผ้ ลในหลายกรณี นายสัญชัย ผลฉาย กล่าวว่า การสอบคัดเลือกเข้ามาเป็นผู้พิพากษาและพนักงานอัยการของ ไทย วัดความรู้แค่ระดับท่ีจ้าได้ใชเ้ ป็น คือ จ้าตัวบทกฎหมายและค้าพิพากษาฎีกาได้ สามารถนา้ มาปรับ ใชก้ บั คดหี รอื เหตุการณส์ มมตใิ นขอ้ สอบได้ แตไ่ ม่ได้วดั ความรู้ในระดับวเิ คราะหห์ รอื สังเคราะห์เลย ความเป็นอิสระของผู้พิพาษา เป็นส่ิงที่ท้าได้ง่ายและสอดคล้องกับระบบอาวุสโส กล่าวคือ ใคร สอบได้อันดับท่ีเท่าไหร่ ก็ยอมรับในผลสอบของตน เรียงล้าดับไปตามคะแนนสอบและตามอาวุสโส ไม่ ต้องวง่ิ เต้นเพ่ือให้ได้อันดับสูงขึนในรุ่น ไม่ตอ้ งไปอาศัยอา้ นาจของใคร และไม่ตอ้ งใช้อา้ นาจของตนให้ใคร อาศยั เมือ่ เปน็ เชน่ นกี ็เปน็ อสิ ระ นายพนัศ ทัศนียานนท์ กล่าวว่า สังคมไทยเป็นสังคมอ้านาจนิยม คนไทยเชื่อว่าอ้านาจ คือ ความถูกต้อง เม่ือผู้มีอ้านาจสูงกว่าให้ท้าส่ิงใด ผอู้ ยใู่ ตอ้ ้านาจก็มกั ไม่ค้าน ซ่งึ เป็นอุปสรรคส้าคัญที่สุดของ การน้าระบบคุณธรรมมาใช้ ในการสมั นาครังนี ผ้เู ข้าร่วมส่วนใหญ่ต่างสะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยท่ีต้องคา้ นึงถึงมากท่สี ุดในการ คัดเลือกบุคลากรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คือ ความกล้าหาญทางจริยธรรม ยึดมั่นในความถูกต้อง มากกวา่ ความต้องการของผู้มอี ้านาจ ตลอดจนไมห่ วนั่ ไหวต่อกระแสของสงั คม 2-29
รายงานวจิ ัยฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหลอ่ื มลา้ ผา่ นกระบวนการยุติธรรม” สญั ญาเลขท่ี SRI58M0417 2. แนวทำงกำรจดั ทำและกำรใช้ตัวชวี ัดด้ำนกระบวนกำรยุตธิ รรมทำงอำญำ (TIJ) เอกสารฉบับนแี บง่ ออกเปน็ 6 ส่วน ไดแ้ ก่ 1. บทท่ัวไปของการประเมินผลการด้าเนินงานและความหมายของตัวชีวัดในกระบวนการ ยตุ ิธรรม 2. ความมงุ่ หมายหรอื จดุ ประสงค์ในการใชต้ ัวชวี ดั 3. การจัดทา้ และพัฒนาตวั ชวี ัดในกระบวนการยตุ ิธรรม 4. แหล่งทม่ี าของข้อมูลเพ่อื ใชส้ า้ หรับการประเมิน 5. แนวทางในการใช้ตัวชีวัดให้เกิดประโยชน์ต่อบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมและผมู้ ีอ้านาจ ในการก้าหนดนโยบาย และ 6. ตัวอย่างของตวั ชีวัดท่อี าจน้ามาใชใ้ นกระบวนการยุตธิ รรมได้ ตวั ชีวดั ดา้ นกระบวนการยตุ ิธรรม ความจ้าเป็นในการพัฒนาตัวชีวัดกระบวนการยุติธรรม คือ เพ่ือประเมินคุณภาพของระบบ โดยรวมในแง่ประสทิ ธิภาพ ประสิทธิผล ความน่าเช่ือถือ เสรียรภาพ และความสามารถในการสร้างและ รักษาความยอมรับจากสังคม ซึ่งการพัฒนาและใช้ตัวชีวัดยังสามารถส่งเสริมการสนทนาหารือ แลกเปล่ียนกนั ภายในกระบวนการยุติธรรมและกับสังคมภายนอกอันเป็นบวกอย่างยิ่งตอ่ การเคล่ือนและ ประเมินผลแหง่ กระบวนการปฏริ ปู ระบบยตุ ิธรรมทางอาญา ทังนี เพราะกระบวนการยุติธรรมท่ีมีสมรรถภาพและมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ควรจะต้อง ตอบสนองต่อความคาดหวังได้ในหลายมิติ ความมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ในการปฏิรูปกระบวนการ ยุติธรรมจึงควรเชื่อมโยงกับมาตรฐานที่สังคมยอมรับ ไม่ว่าจะโดยยึดโยงกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หรือกฏหมายภายในอื่นๆ รวมทังกฎหมายระหว่างประเทศที่เก่ียวกับหลักการสิทธิมนุษยชน เหล่านี ย่อมสามารถนา้ มาใชเ้ ป็นตวั ชวี ัดในกระบวนการยุตธิ รรมได้ ในการประเมินผล หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทังหลายมีการประเมินประสิทธิภาพการ บริหารงานภายในของตนอยู่แล้ว ซึ่งหลายหน่วยงานได้ใช้วิธีการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรแบบ “Balanced scorecard” ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้กันในภาคเอกชน โดยวัดผลจากการเปรียบเทียบข้อมูลท่ี เก่ียวกับการเงินกับการด้าเนินงานด้านต่างๆ ตามเป้าหมาย การประเมินด้วยวิธีนีจะช่วยให้ผู้บริหาร สามารถทราบผลในการด้าเนินงานของหน่วยงานตนได้อยา่ งรวดเร็ว 2-30
รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลอื่ มลา้ ผา่ นกระบวนการยตุ ธิ รรม” สัญญาเลขท่ี SRI58M0417 แม้ว่าการพัฒนาตัวชีวัดเพ่ือใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมทังระบบ อาจเป็นเรื่องยาก แต่มีความจ้าเป็นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เมื่อความมุ่งหมายของการปฏิรูปนันคือ การประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานให้ด้าเนินร่วมกันได้อย่างเชื่อมโยงกันเป็นระบบ และเพ่ือ แสวงหาวธิ ลี ดความเหลอ่ื มลา้ หรอื การทบั ซ้อนของหน่วยงานตา่ งๆ ในกระบวนการ หลักการท่ีควรค้านึงถึงในการพัฒนาตัวชีวัดของกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ การก้าหนดกรอบ ในการประเมินท่ีชัดเจน ประเมินในสิ่งท่ีจับต้องได้และสามารถแสดงผลได้อย่างเป็นรูปธรรม การเลือก ตัวชีวดั ท่มี คี วามละเอยี ดและมคี วามยืดหยนุ่ เพียงพอ 3. รำยงำนกำรสัมมนำโครงกำรเวทีควำมคิดเพ่ือกำรพัฒนำกระบวนกำรยตุ ธิ รรมไทย เรื่อง “ทิศทำง กระบวนกำรยตุ ธิ รรมไทยในกำรคุม้ ครองสทิ ธเิ ด็ก” โดยสถำบันกฎหมำยอำญำ 21 กรกฎำคม 2543 สภำพปัญหำ กระบวนการยุติธรรมไทยยังไม่อาจคุ้มครองสิทธิเด็กที่เป็นเหย่ือและเด็กท่ีกระท้าผิดอย่าง เพยี งพอ อันเน่ืองมากจากสาเหตขุ องปัญหา ดงั นี 1. เด็กที่อยู่ในภาวะเส่ียงต่อการตกเป็นเหย่ืออาชญากรรมหรืออาจถูกชักจูงให้ประกอบ อาชญากรรมเสียเอง โดยกระบวนการยตุ ธิ รรมยังไมไ่ ดด้ แู ลเด็กกลุ่มนีอยา่ งเพียงพอ 2. ระบบศาลเยาวชนและครอบครัว การพิจารณาคดเี ดก็ ยงั ไม่มีช่องทางสา้ หรับเดก็ ท่ีกระท้าผิด ทางอาญาท่ไี มร่ ้ายแรง 3. เด็กท่ีตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม เหยื่อยาเสพติด เหยื่อการค้าหญิงและเด็ก กับไม่มี กระบวนการยุติธรรมเป็นระบบพิเศษเฉพาะท่ีลดทอนความทุกข์ยากท่ีได้รับมาให้บรรเทาลง ต่างกับเด็ก ในกระบวนการยุตธิ รรมท่ีมวี ิธพี จิ ารณาเปน็ การเฉพาะ 4. แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองเด็กหลายฉบับ แต่ก็ยังไม่ปัญหาในการบังคับใช้ค่อนข้างมาก เช่น กรณีเดก็ ตา่ งดา้ ว มักถูกบงั คับจากกฎหมายคนเข้าเมือง มากกว่าจะได้ใช้ พรบ.มาตรการการปอ้ งกนั และ ปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก ข้อเสนอแนะและแนวทำงปรับปรุงแกไ้ ข 1. ผลกั ดันให้ พรบ.สงเคราะห์และค้มุ ครองสง่ เสรมิ ความประพฤตเิ ด็กออกบังคบั ใช้ 2. ควรก้าหนดอายขุ นั ต้่าของเด็กทต่ี ้องหาวา่ กระท้าผดิ จะเขา้ สู่กระบวนการยตุ ิธรรมตาม ปอ.ให้ ขยายไปถึง 9 ปี 3. บคุ ลากรในกระบวนการยุตธิ รรมตอ้ งมคี วามร้ทู างจติ วทิ ยาเดก็ และพัฒนาการของเดก็ 2-31
รายงานวิจัยฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหลอื่ มล้า ผา่ นกระบวนการยตุ ธิ รรม” สัญญาเลขที่ SRI58M0417 4. กฎหมายวิธีพิจารณาความเด็กต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการคุ้มครองพยานเด็กในรูปของการ ตรากฎหมาย 5. การดูแลเด็กในสถานพินิจฯ ต้องจัดสภาพและรูปแบบวิธีการแก้ไขให้เหมาะสมกับการฟ้ืนฟู และพัฒนาเด็ก 6. น้าชุมชนเขา้ มามีส่วนร่วมในกระบวนการยตุ ิธรรม โดยเฉพาะการปอ้ งกนั 7. พัฒนาระบบสืบค้นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กที่เข้ามาในกระบวนการยุติธรรมให้กว้างขึนกว่า การพิสจู นค์ วามผิดตามขอ้ กลา่ วหา 8. รวบรวมกฎหมายวา่ ดว้ ยเดก็ และเยาวชนเปน็ กฎหมายฉบบั เดยี ว 9. สรา้ งกลไกในการป้องกนั ตัวเดก็ ด้วยการสรา้ งสภาพแวดล้อมท่ีปลอดภยั ตอ่ เด็ก 4. สรุปสัมมนำวิชำกำร เร่ือง “กระบวนกำรยุติธรรมกับควำมรุนแรงที่เกิดแก่ผู้หญิง” โดยสถำบัน กฎหมำยอำญำ 17 กนั ยำยน 2542 สำเหตขุ องปญั หำกำรคมุ้ ครองสิทธผิ ู้หญิงทีต่ กเปน็ เหย่ือควำมรนุ แรง 1. กลไกของกฎหมายสาระบัญญัตทิ างอาญา มุ่งแก้ปญั หาโดยการลงโทษผู้กระท้าผิดเป็นส้าคัญ โดยมิไดแ้ ก้ไขผู้กระท้า 2. เหตุปัจจัยและธรรมชาติของความรุนแรงที่เกิดขึนแก่ผู้หญิงมักจะเกิดซ้าแล้วซ้าอีก ถี่และ รุนแรงขนึ หากผู้กระทา้ ไม่ถูกลงโทษหรือปอ้ งปรามไว้ 3. หน่วยงานที่จัดบริการทางการแพทย์ สังคมสงเคราะห์ และทางกฎหมายยังขาดความ เช่ือมโยงถึงกนั 4. บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ผู้ร่างกฎหมาย หรือแก้ไขกฎหมาย ผู้ใช้กฎหมาย ยังไม่ เขา้ ใจในประเดน็ เร่อื งผ้หู ญงิ เพียงพอ 5. ความรุนแรงท่ีเป็นพฤติกรรมการลว่ งเกินทางเพศ ด้วยการแสดงออกทางวาจา กริ ิยา ท่าทาง การจับต้องร่างกาย ส่ิงแวดล้อมที่ท้างานและสถานศึกษาอันมีนัยทางเพศในลักษณะที่ไม่พึงปรารถนา และไม่ตอ้ งการ ข้อเสนอและแนวทำงแกไ้ ข 1. มกี ฎหมายบงั คับใหผ้ ู้กระท้าตอ้ งเข้ารับการบ้าบัดฟื้นฟู 2. ระบบกระบวนการยุติธรรม จัดให้มีศาลช้านัญเฉพาะคดีความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก แต่ หากยังคงพจิ ารณาคดีในศาลอาญาต้องมีชอ่ งทางทีส่ ะดวก รวดเร็ว 2-32
รายงานวจิ ัยฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลอื่ มลา้ ผา่ นกระบวนการยุตธิ รรม” สัญญาเลขที่ SRI58M0417 3. จัดตังองค์กรอิสระหรือหน่วยงานท่ีเป็นกลางในการตรวจสอบ ปรับปรุง แก้ไข ยกร่าง กฎหมายทคี่ มุ้ ครองผหู้ ญงิ จากความรุนแรง 4. กระบวนการทางสังคมสร้างรูปแบบจิตส้านึก สร้างทัศนคติที่ถูกต้องต่อบทบาทหญิงชายใน ครอบครัว 5. ในกรณีท่ีผู้เสียหายแจ้งความแต่ยังไม่ประสงค์จะร้องทุกข์ให้ด้าเนินคดีกับผู้กระท้า เจ้า พนักงานต้ารวจตอ้ งใช้วิจารณญาณแก้ไขปัญหาดว้ ยการปราม ตกั เตอื น ภาคทัณฑ์ หากเปน็ กรณีท่คี วาม รนุ แรงถงึ เปน็ ความผดิ ทางอาญาร้ายแรงต้องจดั ใหม้ ีมาตรการคมุ้ ครองพยาน 6. น้าระบบชะลอการฟ้องมาใช้ในคดีความรุนแรงที่เกิดแก่ผู้หญิง โดยมีเง่ือนไขเช่นเดียวกับ ระบบคมุ ประพฤติ และน้าวิธีการเพอื่ ความปลอดภัยมาใชแ้ ทนการพพิ ากษาลงโทษจ้าคุก 7. จัดโอกาสทางการศกึ ษาใหห้ ญิงชายเทา่ เทียมกัน 8. ปัญหาความรุนแรงท่ีเกิดแก่ผู้หญิงซับซ้อนและละเอียดอ่อน ศาสนาและวัดควรเข้ามามี บทบาทในการขดั เกลาจิตใจของผกู้ ระทา้ 9. ความรุนแรงท่ีเป็นการล่วงเกินทางเพศ ตาม พรบ.คุ้มครองแรงงานฯ ควรขยายขอบเขต ความคุ้มครองให้ครอบคลุมถึงการล่วงเกินทางเพศระหว่างผู้ร่วมงานด้วยกัน ผู้ใต้บังคับบัญชาและ นายจ้าง หรือบญั ญตั ิกฎหมายเก่ียวกบั การลว่ งเกนิ ทางเพศโดยเฉพาะ 10. เหยอ่ื หรือผู้เสียหายต้องเผชญิ ปัญหาอย่างมีสติ เกบ็ บันทึกหลักฐาน ตลอดจนร้องเรียนเป็น ลายลักษณอ์ ักษรไปยงั ผู้บังคบั บญั ชาท่มี อี ้านาจเหนือขนึ ไป 11. สร้างระบบจัดเก็บข้อมูลสถิติเกี่ยวกับความรุนแรงท่ีเกิดแก่ผู้หญิงที่ชัดเจน เพื่อเป็นฐานใน การก้าหนดนโยบายของรฐั และการจัดสรรงบประมาณ 12. ต้องมีกระบวนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม อย่างคอ่ ยเป็นคอ่ ยไป ซบึ ซาบทลี ะนอ้ ย 2.2 กระบวนกำรยุตธิ รรมมหี นำ้ ทีใ่ นกำรลดควำมเหล่อื มลำอย่ำงไร 1. สรุปกำรสัมมนำทำงวิชำกำร หัวข้อ “เข้ำถึงกระบวนกำรยุติธรรม เข้ำให้ถึงควำมเป็นธรรม” (Access to Justice) เป็นการสัมมนาท่ีสถาบันเพ่ือการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Justice — TIJ( เม่ือวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 ณ โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ เพ่ือเป็นเวทีในการส้ารวจทางเลือก และแนวคิดจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมทังในและต่างประเทศ เกี่ยวกับวิธีการ 2-33
รายงานวิจยั ฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลื่อมล้า ผา่ นกระบวนการยุตธิ รรม” สัญญาเลขท่ี SRI58M0417 แนวทาง และมาตรการในการส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมให้แก่ประชาชนท่ีอาจน้ามาส่งเสริมการ เข้าถึงความยตุ ิธรรมในประเทศไทยให้ดยี ง่ิ ขนึ 1.1 กำรอภิปรำยเรือ่ ง “กำรเขำ้ ถงึ ควำมยุตธิ รรม: คิดนอกกรอบมองรอบดำ้ น” อุปสรรคและควำมท้ำทำยของกำรเข้ำถงึ กระบวนกำรยุติธรรม นายบุญรอด ตันประเสริฐ ได้กล่าววา่ ความยุติธรรมหรือไมย่ ุติธรรมเป็นสิ่งท่ีเราสามารถรู้สึกได้ ไมม่ วี ัตถุให้เราจบั ต้องได้ ความยุติธรรมเป็นเรื่องของจติ ใจ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในระดับแรก คือ บุคคลากรในกระบวนการยุติธรรม ซ่ึงถือเป็น ปัจจัยส้าคญั ใหป้ ระชาชนรู้สึงถงึ การเข้าถึงกระบวนการยตุ ิธรรม โดยเฉพาะบทบาทในเชงิ รกุ การใชใ้ จใน การท้างาน การเข้าถึงผู้ท่ีได้รับความเดือดร้อน อันดับแรก คือ การสอบถามถึงความเดือดร้อน ความ เป็นอย่ขู องพวกเขา ศาลมีนวัตกรรมการเข้าถึงความยุติธรรมด้านคดีความ เช่น คดีร้องขอตังผู้จัดการมรดก ประชาชนที่ไม่มีกา้ ลังทรัพย์จะมเี จา้ หน้าทช่ี ่วยเขยี นค้ารอ้ ง การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่ส้าคัญอีกประการ คือ การพิจารณาถึงสิทธิของผู้เสียหาย โดยเฉพาะการเยียวยาด้านจิตใจ และควรมีการประเมินด้วยว่าค่าเสียหายท่ีผู้เสียหายได้รับไปนัน ได้ไป ถึงผู้ที่ได้รับความเสียหายทแ่ี ทจ้ ริงหรอื ไม่ กำรปฏิรูปกฎหมำยมสี ่วนสำคัญอย่ำงไรในกำรแกไ้ ขปญั หำกระบวนกำรเข้ำถงึ ควำมยุติธรรม นายสมชาย หอมลออ กล่าวว่า การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เข้าให้ถึงความเป็นธรรมมี ความส้าคัญมาก โดยเฉพาะท้าอย่างไรจะให้เกิดความเป็นธรรมหรือเข้าถึงความเป็นธรรม ก่อนเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก มิฉะนนั จะเกิดปญั หานักโทษลน้ คกุ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.( ก้าหนดแนวทางในการปฏิรูปกฎหมายว่า การปฏิรูป กฎหมายมิได้หมายถึงตัวบทกฎหมายเท่านัน แต่รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายและการตีความกฎหมาย ด้วย ซึ่งจะต้องสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้าในสังคม กล่าวคือ จะท้าอย่างไรให้บุคคลไม่ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่จ้าเป็น และจะท้าอยา่ งไรให้การเข้าถงึ ความเป็นธรรมนา้ ไปสู่ความเป็น ธรรมในสังคม แตจ่ ะดที ่ีสดุ คือ จะท้าอย่างไรให้เกิดความยตุ ธิ รรมไดโ้ ดยไมต่ ้องเข้าส่กู ระบวนการยตุ ธิ รรม กระแสหลัก ดังนี การปฏิรูปจึงต้องท้าให้กระบวนการยุติธรรมสามารถคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนทุกคน 2-34
รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหลอื่ มล้า ผา่ นกระบวนการยตุ ิธรรม” สัญญาเลขท่ี SRI58M0417 ควำมยุติธรรมและอุปสรรคของกำรเข้ำถึงควำมยุติธรรมในมุมมองขององค์กำร สหประชำชำติ Mr.Nicholas Booth ได้กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติมิได้มีนิยามหรือก้าหนดความหมาย ของคา้ ว่า “ความยตุ ธิ รรม” ไวอ้ ยา่ งเป็นทางการ เพราะในความเปน็ จริง ค้าวา่ ความยุติธรรม การเข้าถึง ความยุติธรรม และอุปสรรคของการเข้าถงึ ความยตุ ธิ รรมมีหลากหลายมิติ ตัวอย่ำงอปุ สรรคในกำรเขำ้ ถงึ ควำมยตุ ธิ รรม 1(. การเข้าถงึ นักกฎหมาย/ท่ีปรึกษา 2(. การจัดให้มีความช่วยเหลือทางกฎหมาย (Legal aid( ซ่ึงหมายความรวมถึงการเข้าถึง บริการของนักกฎหมายทีม่ ีคุณภาพดว้ ย 3(. ความล่าชา้ ของกระบวนการยตุ ิธรรม ซ่งึ การเข้าถึงความยุติธรรมต้องรวมถึงการเข้าถึงความ ยตุ ิธรรมท่มี คี วามรวดเร็ว 4(. การละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น การเข้าถึงสิทธิในการร้องเรียนเจ้าหน้าท่ี การได้รับการ เยยี วยาที่เหมาะสม ก็ถือเปน็ การเข้าถึงกระบวนการยตุ ิธรรมอยา่ งหน่ึง 5(. การคอรัปชั่น จากการส้ารวจของ Transparency International ในประเทศไทยพบว่า ร้อยละ 18 ของประชาชนไทยที่ท้าการส้ารวจ เห็นว่ามีการคอรัปช่ันในองค์กรตุลาการ ซึ่งถือว่าเป็น อตั ราส่วนท่ีดีเมื่อเทียบกับประเทศอ่ืนในอาเซียน และร้อยละ 71 เห็นว่ามกี ารคอรัปช่ันในองค์กรต้ารวจ ซึ่งอาจไม่เป็นความจริง แต่มุมมองเช่นนีถือเป็นปัญหา เพราะส่งผลกระทบให้ประชาชนไม่เชื่อใจใน ระบบและไม่กล้าเข้าหาต้ารวจ 6(. การปล่อยใหผ้ ู้กระทา้ ผดิ ลอยนวลจากการกระท้าความผิดตา่ งๆ เช่น การลว่ งละเมิดทางเพศ หรอื ความรนุ แรงในครอบครัว งานของ United Nations Development Programme — UNDP คือ การซ่อมแซมส่วนท่ี ท้าให้ระบบไม่สามารถท้างานต่อได้ โดยหาว่าส่วนไหนท่ีบกพร่องและหาวิธีแก้ไขปัญหา ในเร่ืองความ ยุติธรรม รัฐบาลจะต้องมีข้อมูลและช่องทางในเรื่องความยุติธรรมเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ และการสร้างตัวชีวดั ประสิทธภิ าพกระบวนการยตุ ิธรรมที่สามารถพฒั นาและนา้ มาใช้ได้จรงิ 2-35
รายงานวิจัยฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหล่อื มลา้ ผา่ นกระบวนการยตุ ธิ รรม” สญั ญาเลขท่ี SRI58M0417 1.2 กำรอภิปรำยเรอื่ ง “กำรเข้ำถึงควำมยตุ ธิ รรม : กรณศี ึกษำเกยี่ วกับเดก็ และสตรีในระบบยตุ ิธรรมทำงอำญำ” เป็นการอภิปรายในประเด็นเก่ียวกับปัญ หาการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้หญิง และเด็กใน สังคมไทย เพ่ือสะท้อนให้เห็นว่าความเท่าเทียมจะเกิดขึนได้ จ้าต้องอาศัยมาตรการและกลไกพิเศษ อยา่ งไรบ้าง ประเด็นอภิปรำยท่นี ำ่ สนใจ กำรเขำ้ ถงึ กระบวนกำรยุติธรรมของผู้หญิงอย่ำงเป็นธรรม ดร.สิตา สมั ฤทธ์ิ การเข้าถึงความยตุ ิธรรมของผหู้ ญงิ ใหไ้ ปสคู่ วามเป็นธรรม มีหลายรปู แบบ เชน่ 1(. การใหค้ วามรู้ทางกฎหมาย หรอื การสรา้ งศกั ยภาพทางกฎหมายใหก้ ับผ้หู ญงิ 2(. การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและการสร้างระบบที่เอืออ้านวยแก่การเข้าถึง กระบวนการยุตธิ รรม (legal aid( 3(. การบัญญัติกฎหมาย เน่ืองจากกฎหมายถูกคิดและเขียนขึนโดยเพศชาย ดังนัน มุมมอง ประสบการณ์ ความอ่อนไหวทางเพศสภาวะท่ีถูกใส่เข้าไปในกฎหมายจึงมิได้มาจากผู้หญิง ส่งผลให้ กฎหมายในบางประเทศเป็นอคติหรอื เปน็ โทษกับผู้ผญิง โดยเฉพาะกฎหมายครอบครัว ที่กฎหมายมักปิด ตายหรอื เลือกที่จะไมม่ องว่าเรอ่ื งครอบครัวเป็นปัญหา เชน่ การข่มขืนในสามีภรรยา 4(. การบังคับใช้กฎหมายหรือการบริการกฎหมาย ซ่ึงครอบคลุมถึงบุคลากรในกระบวนการ ยตุ ธิ รรมวา่ มคี วามเข้าใจประเดน็ ผู้หญิงและเดก็ และถนอมบุคคลเหลา่ นมี ากน้อยเพยี งใด 5(. การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมยังครอบคลุมไปถึง จ้านวนบุคคลากรหญิงในกระบวนการ ยตุ ธิ รรมดว้ ย เชน่ ผู้พพิ ากษาหญิง นักกฎหมายหญิง ฯลฯ ปัจจยั ทเ่ี อือตอ่ กำรสรำ้ งควำมเปน็ ธรรมให้แกผ่ หู้ ญงิ และเด็กในกระบวนกำรยุตธิ รรม “ชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรอื จ้าเลย ตา่ งกร็ สู้ กึ ว่ากระบวนการยุติธรรมมกี ้าแพงทมี่ องไม่เห็น มาขวางกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน เพราะฉะนันการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม คือ ท้า อยา่ งไรท่ีเราจะทา้ ลายก้าแพงนลี งได้ ซ่ึงเมือ่ ไหร่ที่บุคลากรมีความรคู้ วามเข้าใจ ก้าแพงนีจะถูกท้าลายลง และความยุตธิ รรมก็จะเขา้ ถึงประชาชน” นายวชั รินทร์ ปจั เจกวิญญูสกุล กลา่ ววา่ มีปัจจยั สา้ คญั 2 ประการ คอื 1(. ตัวบทกฎหมาย ท่ีอนุวัติตามสนธิสญั ญาต่างๆ ทไี่ ทยได้เข้ารว่ มเป็นภาคี 2-36
รายงานวิจยั ฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหลอื่ มล้า ผา่ นกระบวนการยตุ ธิ รรม” สญั ญาเลขท่ี SRI58M0417 2(. ทัศนคติของบคุ คลากรในกระบวนการยุตธิ รรม เป็นสิง่ สา้ คัญทจี่ ะท้าให้กระบวนการยุตธิ รรม สามารถสร้างความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริง หากต้ารวจ อัยการ และศาล มีความเข้าใจบริบทของเด็ก และสตรี ความยุตธิ รรมสามารถทา้ ไดท้ กุ ขนั ตอนของกระบวนการ ปจั จัยทเ่ี ปน็ อปุ สรรคตอ่ กำรเข้ำถงึ กระบวนกำรยุติธรรม นายวัชรนิ ทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล กล่าวว่า เมื่อเร่ิมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ความเป็นตัวตนจะ สูญสินไป เพราะเรื่องทังหมดจะอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐ กล่าวคือ ความเป็นอิสระในการ ตัดสินใจและควบคุมคดีด้วยตนเองจะหมดลง แต่ไปขึนอยู่กับต้ารวจ และอาจกระทบกับหน้าท่ีการงาน เช่น ต้องลางานเพ่อื มาสอบปากคา้ ฯลฯ ทา้ ให้คนไม่อยากเขา้ สู่กระบวนการยุตธิ รรม กำรออกแบบกระบวนกำรยุตธิ รรมใหเ้ อือแกก่ ำรปฏิบัตติ อ่ เด็กในกระบวนกำรยุติธรรม พ.ต.ท.อภิชาติ หตั ถสนิ เชน่ การสอบสวนเด็กท่ีต้องแตกตา่ งจากการสอบสวนผใู้ หญ่ กลไกและแนวทำงกำรชว่ ยเหลือผู้เสียหำยหรือเหยื่อในกระบวนกำรยตุ ิธรรม นส.สุเพญ็ ศรี พงึ่ โคกสงู แนวทางช่วยเหลอื ผเู้ สยี หายหรอื เหยื่อมหี ลายวธิ ี เชน่ 1(. การสร้างความร่วมมอื จากทกุ ฝา่ ยทีเ่ กีย่ วข้อง 2(. การวางแนวทางและบรรทัดฐานให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง สทิ ธสิ ตรี สิทธิมนุษยชน และเร่อื งความละเอียดออ่ นทางเพศ 3(. ทัศนคติและความเข้าใจของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมและกระบวนการทางสังคม โดยต้องไมค่ ิดวา่ เหตกุ ารณท์ ี่เกดิ ขนึ นันเป็นเคราะห์หรอื วิบากกรรมของผู้เสียหาย 4(. การฝึกให้ผู้เสียหายเผชิญความจริงให้เรียนรู้จากผู้เสียหายคนอ่ืนๆ ท่ีถูกกระท้าในแบบ เดียวกนั เพอื่ ให้ผ่านความเลวรา้ ยของปัญหาไปได้ แต่เป็นเร่อื งยากมาก 5(. การใช้วิธีคู่ขนาน นอกเหนือจากการร้องทุกข์ แจ้งความ คือ การร้องเรียนท่ีคณะกรรมการ สิทธิ ฝา่ ยตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนดา้ นเดก็ และสตรี ฯลฯ 1.3 กำรอภิปรำยเร่อื ง “กำรเข้ำถงึ ควำมยตุ ธิ รรม: กลไลท่มี ปี ระสิทธิภำพและแนวปฏิบัตทิ ด่ี ี” เป็นการอภิปรายท่ีมุ่งเน้นเรื่องกลไกส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรม ซ่ึงรวมถึงกลไกให้ความ ช่วยเหลือทางกฎหมาย (legal aid(, ทนายความภาครัฐซ่ึงว่าความให้จ้าเลยในคดีอาญา (public defender service( และงานบริการสังคมทางกฎหมายซ่ึงท้าโดยปราศจากค่าตอบแทน (Pro bono work( 2-37
รายงานวจิ ัยฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลือ่ มลา้ ผา่ นกระบวนการยุติธรรม” สัญญาเลขท่ี SRI58M0417 ภำพรวมเก่ียวกับกลไกท่มี ปี ระสทิ ธภิ ำพในกำรส่งเสรมิ กำรเขำ้ ถงึ ควำมยุตธิ รรม Mr.Nicholas Booth กล่าวว่าประเด็นหลักที่ควรพิจารณา คือ ประเทศต่างๆ มีมุมมองต่อการ อ้านวยความยุติธรรมอย่างไร และรัฐคิดว่าสิ่งที่ตนต้องท้าเพื่ออ้านวยความยุติธรรมอย่างไรบ้าง หลาย ครังท่ีอุปสรรคในการเข้าถึงความยุติธรรมมาจากความไม่รู้กฎหมายของประชาชน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า กลไกของภาครฐั ก็มีส่วนสา้ คญั ที่เปดิ ช่องใหเ้ กิดอุปสรรคในการเข้าถงึ ความยตุ ิธรรม กลไกกำรให้ควำมช่วยเหลอื ทำงกฎหมำยแก่ประชำชน (Legal Aid) นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช น้าเสนอข้อมูลเก่ียวกับกลไกการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย แก่ประชาชน (Legal Aid( ผ่านทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ท่ีมีกระบวนการท้างานตังแต่ ต้นน้า กลางนา้ และปลายน้า ตน้ น้า คอื กลไกการปอ้ งกนั การถูกละเมิดสิทธิ โดยวิธีใหค้ วามรูท้ างกฎหมายแก่ประชาชน กลางน้า คือ การให้คา้ ปรึกษาทางกฎหมายแก่ประชาชนเมื่อมีข้อพิพาท หรือเมื่อไม่ได้รบั ความ เป็นธรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่แม้ยังไม่ได้ฟ้องร้องเป็นคดีความ ประชาชนก็สามารถเข้าถึงคลินิกยุติธรรม (Justice Clinic( ที่จะมีนักกฎหมายให้บริการปรึกษาเกี่ยวกับข้อกฎหมาย คดีความ และกระบวนการ ทางศาล โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และยังรวมถึงการให้บริการเกี่ยวกับกองทุนยุติธรรม เพ่ือสนับสนุน ประชาชนท่ียากไร้ ทีไ่ ม่ได้รบั ความเปน็ ธรรมในคดี ปลายน้า คือ การเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยรัฐ และการเยียวนาผู้ได้รับความ เสียหายอันเกิดจากกระบวนการยุติธรรมที่บกพร่อง (หรือ “แพะ”( รวมถงึ ภารกิจในการคุ้มครองพยาน ดว้ ย อย่างไรกต็ าม ความพยายามในการชว่ ยเหลอื ประชาชนดงั กลา่ วนีจะพบปัญหาอยู่บา้ ง เชน่ การ ขาดทุนทรัพย์ และการขาดอา้ นาจตามกฎหมายแมบ่ ทในบางเรื่อง นายสมชาย หอมลออ กลา่ วเสริมถงึ แนวคดิ ว่าดว้ ยการเข้าถึงความยตุ ธิ รรมที่ส้าคญั คือ แนวคิด เรื่องการด้าเนินคดีอย่างเป็นธรรม (Fair Trial( ตามหลักความเท่าเทียมกันของอาวุธ (Equality of Arms( กล่าวคือ “บุคคลสองคนจะสู้รบกันโดยคนหน่ึงใช้ปืนและอีกคนหน่ึงใช้ดาบไม่ได้” ในปัจจุบัน ย่อมหมายถึง การท่ีคู่กรณีทังสองฝ่ายต้องมีอาวุธ คือ ความรู้กฎหมายที่เท่าเทียมกันหรือต้องสามารถมี ทนายความเป็นตวั แทนในการด้าเนนิ คดีไดอ้ ย่างเสมอภาคกนั จึงจะเปน็ การตอ่ สคู้ ดอี ยา่ งยตุ ธิ รรม หลักการนีน้ามาสู่กลไลการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ซ่ึงท้าให้ความสามารถในการต่อสู้ คดีของประชาชนเป็นไปอย่างเสมอภาคกัน และได้บัญญัติให้การเข้าถึงความยุติธรรมและความ ช่วยเหลือทางกฎหมายเป็นสิทธิของประชาชนที่จะได้รับและเป็นหน้าที่ของรัฐท่ีต้องจัดให้มีกลไก ช่วยเหลือประชาชน 2-38
รายงานวิจัยฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลือ่ มลา้ ผา่ นกระบวนการยุตธิ รรม” สญั ญาเลขท่ี SRI58M0417 อย่างไรก็ดี แม้จะมีกฎหมายก้าหนดไว้ ก็ยังพบปัญหาอยู่หลายประการ เช่น ทนายความท่ีขาด ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญได้รับมอบหมายให้มาท้าคดี โดยเอาความเสี่ยงของประชาชนใน คดีอาญามาสร้างประสบการณ์ให้แก่ตน หรือการที่ต้ารวจสามารถเข้าถึงทนายความของฝ่ายจ้าเลยและ พยานหลักฐานที่ลูกความมอบไว้แก่ทนายความ ซ่งึ เป็นประเด็นที่สะท้อนความอยุติธรรมอย่างรนุ แรงใน สังคม นายสมชาย หอมลออ ยงั ได้เสนอให้รฐั จัดให้มีทนายความภาครัฐที่สังกดั อย่ใู นหน่วยงานเฉพาะ ให้รับผิดชอบภารกิจดังกล่าว โดยมีอ้านาจหน้าที่ ศักด์ิศรี ค่าตอบแทน ไม่ต่้ากว่าพนักงานอัยการ แต่ กลไกให้ความช่วยเหลือจากสถาบันภาควชิ าการต่างๆ รวมถึงองคก์ รภาคประชาสังคม กย็ ังเป็นวิธีการที่ ยังจ้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะเอือให้เกิดการเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างท่ัวถึงในรูปแบบผสมผสาน ซ่ึงถือ เปน็ ประโยชน์มากส้าหรบั สังคมภาพรวม จุดเร่ิมต้นของระบบทนายความของรัฐมาจากค้าพิพากษาศาลฎีกาของอเมริกาในคดีหนึ่ง ในปี ค.ศ.1963 ท่ีวางหลักว่า เมื่อจ้าเป็นเป็นผู้ยากไร้ ไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรม รัฐมีหน้าที่ต้องจัดหา ทนายความเพื่อท้าหน้าที่ในการว่าความแทนจ้าเลยและปกป้องคุ้มครองสิทธิของจ้าเลยตามกฎหมาย โดยจ้าเลยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ สทิ ธิในการมีทนายความเป็นสิทธิของประชาชนทุกคนโดยเสมอภาค กัน และหลักการตามค้าพิพากษาดังกล่าวมีสถานะเป็นกฎหมายแห่งรัฐนับแต่นันเป็นต้นมา นอกจากนี ยังมีการออกกฎหมายของรัฐบาลกลางเพื่อจัดตังกองทุนและหน่วยงานเพื่อด้าเนินงานเกี่ยวกับทนาย จ้าเลย ทังในระดับสหพันธรัฐ มลรัฐ และระดับเมือง กล่าวคือ การท้างานของทนายความภาครัฐไม่ได้ ท้างานในนามปัจเจกบุคคล (ตัวทนายความเอง( แต่ท้าในนามองค์กรของรัฐซึ่งมีสถานะและมาตรฐาน วชิ าชพี ทไี่ มแ่ ตกตา่ งจากพนกั งานอัยการ กำรบริกำรสงั คมทำงกฎหมำยของนักกฎหมำยหรือสำนักงำนทนำยควำมเอกชนทมี่ ีชื่อเสียง ซึง่ ทำโดยปรำศจำกค่ำตอบแทน (pro bono work) นายธวัช ด้าสอาด การท้างานบริการสังคมในรูปแบบ pro bono work เป็นการให้บริการทาง กฎหมายของนักกฎหมาย ท่ีปรึกษากฎหมาย หรือส้านักงานทนายความภาคเอกชนท่ีมีลักษณะงานใน เชงิ ธรุ กิจทแ่ี สวงผลก้าไร แตส่ มคั รใจใหบ้ ริการแกผ่ ู้ยากไร้ ผู้ดอ้ ยโอกาสโดยปราศจากค่าตอบแทน การส่งเสริมงานบริการสังคม (pro bono( สามารถท้าได้หลายวิธี เช่น การรับคนพิการเข้า ท้างานหรือบริจากเงินสมทบเข้ากองทุนเป็นการทดแทน ตาม พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคน พิการ หรืออาจก้าหนดสัดส่วน pro bono ที่เหมาะสม โดยอาจสร้างแรงจูงใจในการท้างาน เช่น การ ค้านวณชั่วโมงงาน pro bono เพ่ือได้รับการลดหย่อนภาษี การมอบรางวัล หรือจัดอันดับส้านักงาน ทนายความทีท่ ้างาน pro bono 2-39
รายงานวจิ ัยฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลอื่ มลา้ ผา่ นกระบวนการยตุ ิธรรม” สญั ญาเลขท่ี SRI58M0417 2. รำยงำนวิจยั ฉบับสมบูรณ์ โครงกำร “กระบวนกำรยุตธิ รรมเชิงสมำนฉันท์: กำรคืน “อำนำจ” แก่ เหย่ืออำชญำกรรมและชุมชน” (สกว.) ดร.จฑุ ำรตั น์ เอืออำนวย และคณะ มกรำคม 248 กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉนั ท์ (restorative justice) มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความสมดลุ ย์ ระหว่างความต้องการของผู้กระท้าผิด เหย่ืออาชญากรรม และชุมชน โดยใช้ “พิธีกรรม” แบบง่ายๆ ท่ี ทา้ ให้ผู้กระท้าผิด เหยื่ออาชญากรรม และชุมชนจะต้องมีสว่ นรว่ มบรรลุถึงความเหน็ พ้องต้องกันวา่ ส่ิงใด ท่ีจ้าเป็นตอ้ งทา้ เพ่ือเยียวยาความเสียหายอันเกิดจากอาชญากรรม และไมเ่ พยี งแต่ทัง 3 ฝ่ายจะ “มีส่วน ร่วมบรรลุถึงเป้าหมายเดียวกัน” เท่านัน แต่ทัง 2 ฝ่ายท่ีเป็นคู่ขัดแย้งกันรวมทังคนกลางยังจะต้อง “ท้างานร่วมกัน” เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวอีกด้วย ดังนัน ความส้าเร็จของกระบวนการยุติธรรม เชงิ สมานฉันท์ คือ การบูรณาการความสัมพันธ์ระหวา่ งผู้กระท้าผิดและเหยื่ออาชญากรรมกลับคืนสขู่ ่าย ใยแห่งสัมพันธภาพทางสังคม บทพืนฐานของการปฏิบัติครบถ้วนตามสัญญาเชิงสมานฉันท์ท่ีทุกฝ่าย ร่วมกันจดั ทา้ ขนึ กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์จึงเป็นทังแนวคิดและวิธีการท่ีสามารถน้ามาซึ่งความ ปรองดองโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบยุติธรรม หรือหากคดีเข้าสู่ระบบยุติธรรมแล้วกระบวนการยุติธรรมเชิง สมานฉันท์ก็สามารถช่วยให้เกิดความยุติธรรมที่เหมาะสม มีการแสดงออกซ่ึงความรับผิดชอบและเป็น ประโยชน์กบั ทุกฝ่าย แมก้ ระทั่งในชันของการด้าเนนิ การหลงั จากพิพากษาแล้ว การท่ีจะกลับสู่สงั คมเพ่ือ ตังต้นชีวิตใหม่ของนักโทษท่ีพ้นโทษแล้ว ผู้เสียหายควรมีโอกาสได้รับรู้จากการพบกันในที่ประชุมเชิง สมานฉันท์วา่ สภาพขณะนผี ู้กระท้าผิดได้รับโทษไปแล้ว เขาส้านึกผิดแล้วเพยี งใด รวมทังชุมชนควรไดร้ ับ รู้ว่าผู้กระท้าผิดจะกลับออกมาสู่ชุมชนแล้วไปพร้อมๆ กัน ความสมานฉันท์ก็จะเกิดขึนได้แก่สังคม สว่ นรวมตอ่ ไป สังคมไทยรู้จักค้าว่า “กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” เป็นครังแรกเม่ือวันที่ 6 ตุลาคม 2543 โดย ดร.กิตติพงษ์ กติ ยารักษ์ ในเวทีวชิ าการเพื่อพัฒนากระบวนการยุตธิ รรมไทย มิติดำ้ นสงั คมและวฒั นธรรมของกำรคนื อำนำจกำรอำนวยควำมยุตธิ รรมแกเ่ หย่อื อำชญำกรรม พบว่า อาชญากรรมก่อให้เกิดผลกระทบแก่ผู้คนกลุ่มต่างๆ ในวงกว้าง ทังทางตรงและทางอ้อม กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์จึงเป็นกลยุทธ์ส้าคัญท่ีเปิดมิติด้านสังคมและวัฒนธรรมระหว่างผู้มี ส่วนเก่ียวข้องขึนใหม่อีกครัง โดยเป็นกรอบทัศนะที่มิได้จ้ากัดอยู่เพียงกรอบทัศนะด้านกฎหมายเท่านัน กล่าวคือ เหยือ่ อำชญำกรรมกบั อำนำจท่ไี ดร้ บั คืนมำจำกผู้กระทำผิด กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ช่วยให้เกิดเวทีที่ทัง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูล อารมย์ ความรู้สึก และการแสดงการขออภยั -ให้อภัยซ่ึงกนั และกนั 2-40
รายงานวจิ ัยฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลอื่ มลา้ ผา่ นกระบวนการยุติธรรม” สญั ญาเลขท่ี SRI58M0417 เหย่อื อำชญำกรรมกับอำนำจทไ่ี ดร้ บั คนื มำจำกกระบวนกำรยุติธรรม แม้ว่ากฎหมายจะเป็นอุปสรรคท่ีไม่เปิดช่องให้ระบบยุติธรรมเอือต่อการจัดบริการโดยค้านึงถึง ความรู้สึกของเหย่ืออาชญากรรมมากนัก แต่การท่ีกระบวนการยุติธรรมไม่ละเลยต่อสิทธิพืนฐานของ เหยื่ออาชญากรรม และการช่วยเป็นแกนน้าในการผลักดันให้มีการประกาศและรับรองสิทธิของเหยื่อ อาชญากรรมอย่างแพร่หลายในสังคมนัน นับได้ว่าเป็นการ “คืนอ้านาจ” และ “การเสริมพลัง” แก่ ประชาชนกลุ่มที่ตกเป็นเหย่ืออาชญากรรมซึ่งถูกผลักให้อยู่ชายขอบของกระบวนการยุติธรรมทางหนึ่ง เช่นกนั เหยื่ออำชญำกรรมกับกำรได้รบั คนื กำรเสริมพลังอำนำจจำกชมุ ชน กว่า 50 ปี (ตังแต่ปี 2494 เป็นต้นมา( ที่สังคมไทยได้น้าเอา “วิธีการคุมประพฤติ” มาใช้ โดย เป็นวิธีการปฏิบัติต่อผู้กระท้าผิดในชุมชนทางหนึ่ง คือ เป็นทางเลือกแทนการลงโทษผู้กระท้าผิดที่ไม่ ร้ายแรงในเรือนจ้า และท้าให้สังคมได้มีโอกาสน้าทรัพยากรชุมชนมาใช้เสริมพลังผู้กระท้าผิดให้แก้ไข ปรบั ปรงุ ความประพฤติและกลบั ตนเปน็ พลงเมอื งดีต่อไป มติ ดิ ้ำนสงั คมและวัฒนธรรมของกำรคนื อำนำจกำรอำนวยควำมยตุ ิธรรมแกช่ มุ ชน ชุมชนกับบทบำทหนำ้ ทใ่ี นกำรปอ้ งกนั อำชญำกรรม กระบวนการยุตธิ รรมเชิงสมานฉันท์ ทา้ ให้แนวคดิ ยตุ ิธรรมชุมชน (Community Justice) ไดร้ ับ ความสนใจตามมาด้วย โดยแนวคิดยุติธรรมชุมชนมุ่งให้ความสนใจป้องกันปัญหาอาชญากรรมที่ชุมชน เป็นส้าคัญ ด้วยการจัดให้ประชาชนรู้จักป้องกันตนเองและลูกหลายมิให้ตกเป็นเหย่ืออาชญากรรม รวมทังปอ้ งกันตนเองและลูกหลานมิใหป้ ระกอบอาชญากรรมเสียเองด้วย (เปน็ แนวคิดที่กระตุ้นให้ชุมชน มีบทบาทหน้าทีใ่ นการปอ้ งกนั อาชญากรรมเพ่มิ มากขนึ ( ชมุ ชนกับบทบำทหน้ำท่ใี นกำรแกไ้ ขปญั หำอำชญำกรรม เมื่อปัญหาอาชญากรรมเกิดขึนที่ชุมชน เกิดจากคนในชุมชนกระท้าแก่คนในชุมชนด้วยกันเอง ปัญหาอาชญากรรมเหล่านันควรได้รับการควบคุมแก้ไขโดยชุมชนเช่นกัน การคืนอ้านาจการอ้านวจ ความยุตธิ รรมแกช่ ุมชนจึงเป็นการเสรมิ พลังชมุ ชนให้เขม้ แขง็ ยง่ิ ขนึ เมื่อมีการคืนอ้านาจและเสริมพลังแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในปัญหาอาชญากรรม คือ เหย่ือ- ผู้กระท้าผิด-ชุมชน อย่างครบถ้วนเสมอภาคกันแล้ว ย่อมน้ามาซ่ึงความสมานฉันท์สันติสุขของสังคม สว่ นรวมดงั น่แี นวคิดกระบวนการยุตธิ รรมเชิงสมานฉนั ทไ์ ดก้ ้าหนดไว้ 2-41
รายงานวิจัยฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลอื่ มลา้ ผา่ นกระบวนการยุตธิ รรม” สัญญาเลขที่ SRI58M0417 3. รำยงำนวจิ ยั ฉบับสมบรู ณ์ โครงกำรวจิ ยั เร่อื ง “กระบวนกำรยุติธรรมเชงิ สมำนฉันท์กับวัฒนธรรม ระงบั ขอ้ พพิ ำทในทอ้ งถ่ินไทย” ดร.อังคณำ บญุ สิทธิ์ และคณะ มกรำคม 2489 (สกว.) เป็นงานวิจัยท่ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวัฒนธรรมการระงับข้อพิพาทในท้องถ่ิน เพ่ือศึกษา บริบทสังคมที่ท้าให้วัฒนธรรมการระงับข้อพิพาทในท้องถิ่นยังด้ารงอยู่ และเพื่อเปรียบเทียบแนวคิด หลักการ และวิธีการปฏิบตั ิของวัฒนธรรมการระงบั ข้อพิพาทในท้องถ่ินไทยกับกระบวนการยุติธรรมเชิง สมานฉนั ท์ โดยใชก้ ารวจิ ยั เชิงคณุ ภาพ เกบ็ ขอ้ มลู จากชุมชน 6 ชุมชน คอื 1. ชุมชนบดินทรเดชา แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กทม. 2. บา้ นเขายา่ อา้ เภอศรบี รรพต จ.พัทลงุ 3. บา้ นตะโหมด อ้าเภอตะโหมด จ.พัทลุง 4. บา้ นทุง้ ฟา้ ฮ่าม ต.น้าบอ่ หลวง อ.สนั ปา่ ตอง จ.เชยี งใหม่ 5. บ้านสระแก้ว อ.หว้ ยแถลง จ.นครราชสมี า 6. อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน โดยการสัมภาษณ์ผู้น้าชุมชน ได้แก่ พระสงฆ์ ก้านัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต. ประธานสภา อบต. ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ท่ีชาวบ้านเคารพนับถือและเป็นแกนน้าในการท้ากิจกรรมต่างๆ ของ ชมุ ชน และชาวบา้ นในทอ้ งถ่ินนนั ผลกำรศกึ ษำพบว่ำ ชุมชนบดนิ ทรเดชำ ซึ่งเป็นชุมชนแออัดในเขตเมือง ชาวบ้านในชุมชนมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม หลายกลุ่ม มีการแบ่งเป็นก๊กเป็นเหลา่ และแย่งชงิ ต้าแหน่งผูน้ ้าชุมชนกัน เพราะการเปน็ ผนู้ ้าชมุ ชนทา้ ให้ ได้มาซึ่งการครอบครองและจัดสรรผลประโยชน์หรือทรัพยากรท่ีได้มาจากรัฐ และ/หรือฝ่ายการเมือง ความขัดแย้งส่วนหน่ึงจึงมากจาการจัดสรรประโยชน์ที่ไม่ลงตัว การแก้ปัญหาส้าคัญของชุมชน คือ ปัญหาเรื่องท่ีดิน ซ่ึงเก่ียวพันกับคุณภาพชีวิต (ท่ีอยู่อาศัยและแหล่งท้ามาหากิน( และปัญหายาเสพติด (ความมนั่ คงในชวี ิตและทรัพยส์ นิ ( เม่ือเกิดความขัดแย้ง ชาวบ้านแบ่งเป็นกลุ่มๆ ไม่สามารถรวมตัวกันได้ การด้าเนินการเพ่ือ คุณภาพชีวิตในแนวคิดของยุติธรรมชุมชนจึงไม่เกิดขึน การป้องกันและการแก้ไขปัญหาอาชญากรรม เช่น ยาเสพติด จงึ เป็นการท้าแบบเฝ้าระวังและท้าโดยกลมุ่ ผนู้ ้าชมุ ชนเทา่ นัน ชาวบ้านทว่ั ไปไม่มสี ่วนรว่ ม และไม่มกี จิ กรรมหรือการดา้ เนนิ การใดท่เี ปน็ การป้องกันหรือแกป้ ญั หาอยา่ งยง่ั ยนื บ้ำนเขำย่ำ อำเภอศรีบรรพต จ.พัทลุง มีลักษณะเด่น คือ ชาวบ้านมีลักษณะของ “พลเมืองที่ มีความกระตือรือร้น (active citizen)” มีการออกกฎระเบียบของหมู่บ้านที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของ ชาวบ้านและบริบทของหมู่บ้าน ชาวบ้านมีการรวมตัวกันเพื่อท้ากติกาชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ของ 2-42
รายงานวิจัยฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหล่อื มล้า ผา่ นกระบวนการยุตธิ รรม” สญั ญาเลขที่ SRI58M0417 ชุมชน เช่น ยาเสพติด การทะเลาะวิวาทของเด็กในโรงเรียน ฯลฯ มีการใช้ “วัฒนธรรมเกลอ” ในการ สร้างความสัมพันธ์กัน ที่ส่งผลต่อการจัดระเบียบชุมชน การระงับข้อพิพาท และการป้องกัน อาชญากรรม การระงับข้อพิพาทด้วยวัฒนธรรมท้องถ่ิน มักท้าโดยผู้มีอ้านาจหรือผู้มีอิทธิพลในท้องถ่ินเป็นผู้ ไกล่เกล่ีย ซึ่งในบางกรณีไม่เป็นที่พอใจของคู่กรณีนัก แต่เม่ือน้ากระบวนการยุติธรรมชุมชนในเร่ืองการ แก้ไขผู้กระท้าผิดโดยชุมชนและการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในชุมชน ทังในรูปของการป้องกันและแก้ไข ปัญหานนั พบว่า การด้าเนินการของชาวบ้านสอดคล้องกบั วิถีทางของกระบวนการยุติธรรม กล่าวคอื มี การหยิบยกปัญหามาพิจารณาร่วมกัน หาทางแก้ปัญหาร่วมกัน โดยการสร้างกติกาชุมชนเพ่ือแก้ปัญหา หรอื ป้องกันปญั หานนั ๆ และด้าเนินการแก้ปัญหารว่ มกนั บ้ำนตะโหมด อำเภอตะโหมด จ.พัทลุง มีลักษณะเด่น คือ การอยู่ร่วมกันของชาวพุทธและ มุสลิมอย่างสันติสุข มีการท้ากิจกรรมร่วมกัน มีการท้าพิธีบูชาบรรพบุรุษร่วมกันของทังสองศาสนา เพราะทุกคนถือว่ามาจากต้นตระกูลเดียวกัน จุดเด่นที่ส้าคัญอีกประการ คือ “สภาลานวัด” ซ่ึงเป็นการ รวมตัวกันท้ากิจกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตของชุมชน เรยี นรแู้ ละรู้จักการพึง่ ตนเอง ด้ารงตนอย่างมีความสุข และมีศักดิ์ศรีในสังคมการเกษตร สร้างความรักความภาคภูมิใจในชุมชน ป้องกันและแก้ปัญหาของ ชมุ ชน แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความสมั พันธ์ของ “บวร” คือ บา้ น วดั และราชการ กำรระงับข้อพิพำท ท้าโดยก้านันและคณะกรรมการหมู่บ้าน หาหลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจรงิ กัน เปน็ การตัดสินความโดยคนนอก บ้ำนทุ้งฟ้ำฮ่ำม ต.นำบ่อหลวง อ.สันป่ำตอง จ.เชียงใหม่ เป็นชุมชนท่ีเกิดจากการอพยพมา รวมตัวกันของคนต่างวัฒนธรรม มีลักษณะเด่น คือ การท่ีผู้น้าแต่ละภาคส่วน อันได้แก่ อบต. โรงเรียน กา้ นัน ผู้ใหญ่บา้ น ผู้เฒา่ ผแู้ ก่ท่ีเป็นท่ีเคารพนับถือ ท้างานร่วมกนั อย่างบูรณาการ โดยการเรียนรู้และการ ทา้ กิจกรรมของนักเรยี นกลุ่ม “พิราบขาว” ส่งผลให้นกั เรียนรู้จกั คิดป้องกันและแก้ปัญหาและน้าไปปรับ ใชก้ บั ตนเองในชีวิตประจ้าวนั รวมทงั เผยแพรแ่ ก่คนในครอบครังและเพือ่ นบ้านอีกดว้ ย กำรระงับข้อพิพำทของคนในชุมชนมีน้อยมาก และหากเกิดขึนก้านันเป็นผู้ระงับข้อพิพาท ซ่ึง ท้าโดยการสืบหาข้อเท็จจริงด้วยตนเองก่อน แล้วจึงเรียกลูกบ้านท่ีมีข้อขัดแย้งมาพูดคุย หาทางให้ยุติ เรื่องกันไป ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ในแนวทางความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์พบว่า ชาวบ้านมีการป้องกันและ แก้ไขปัญหาของชุมชนในรูปแบบกระบวนการยุติธรรมชุมชน กล่าวคือ มีการร่วมกันสร้างกติกาชุมชน เพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาของชุมชน มีการร่วมกันคิดและท้ากิจกรรมร่วมกันเพ่ือคุณภาพชีวิตและ ความเปน็ อยู่ท่ดี ีของชุมชน บ้ำนสระแก้ว อ.ห้วยแถลง จ.นครรำชสีมำ เปน็ ชุมชนเครอื ญาติ โดยทั่วไปชาวบา้ นอยู่ร่วมกัน อย่างสงบสุข แต่ความขัดแย้งเกิดขึนเมื่อมีการเลือกตัง มีการแบ่งพวกแบ่งฝ่าย และการจัดสรร 2-43
รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลือ่ มลา้ ผา่ นกระบวนการยุติธรรม” สญั ญาเลขที่ SRI58M0417 ผลประโยชนจ์ ากทางราชการที่ไม่ลงตัว ส่วนในเรื่องการทา้ มาหากนิ และการดา้ รงชีวติ ประจ้าวนั ไมพ่ บว่า มีความขดั แย้งกัน เมอื่ มีความขัดแยง้ ชาวบ้านจะไม่จดั การอะไร ปลอ่ ยให้เวลาเปน็ เคร่ืองช่วยให้ลืมๆ กันไป แม้ว่า ชาวบา้ นจะมีการรวมตัวกันเพ่อื ช่วยงานวัด หรืองานของเพ่อื นบ้าน แตก่ ็เป็นการรวมตัวกนั เฉพาะกิจและ รวมตัวกันเพราะความสัมพันธ์หรือความผูกพนั กับตวั บุคคล ไม่ได้รวมตัวกันเพ่ือป้องกันหรือแก้ไขปัญหา หรือเพือ่ คุณภาพชวี ติ ความเปน็ อยทู่ ีด่ ขี องชุมชน อ.ปำงมะผ้ำ จ.แม่ฮ่องสอน มีความขัดแย้งท่ีเด่นชัด คือ ความขัดแย้งเรื่องที่ดินท้ากิน เพราะ พืนที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอนุรักษ์ทังหมด เจ้าหน้าที่ป่าไม้เสนอทางแก้ปัญหาด้วย “ทฤษฎีหมู่บ้านป่าไม้ แผนใหม่” เป็นแนวคิดในการใช้พืนท่ีป่าที่ตอบสนองต่อการดา้ รงชีวิตของชาวบ้านและการรักษาพืนทป่ี ่า ซงึ่ เปน็ หนา้ ทีข่ องรัฐ โดยการแบ่งพนื ทอี่ อกเปน็ 5 ส่วน คอื สว่ นท่ี 1 : ปา่ ไมต้ ้นนา้ สว่ นท่ี 2 : ปา่ ใชส้ อย สว่ นที่ 3 : ทีเ่ ลียงสตั ว์ ส่วนท่ี 4 : ทอ่ี ยู่อาศัย ส่วนท่ี 5 : ที่ทา้ กิน ซ่ึงการด้าเนินการตามแนวคิดนีต้องท้าด้วยความร่วมมือทังของเจ้าหน้าที่รัฐและชาวบ้าน การ ด้าเนินการอยา่ งเป็นรูปธรรมต้องผา่ นการทา้ ประชาคมหมูบ่ ้านกอ่ น หากชาวบ้านหมู่บ้านใดเห็นดว้ ยกจ็ ะ เปน็ การท้างานรว่ มกนั ระหว่างชาวบ้านกับเจา้ หน้าทปี่ ่าไม้ การด้าเนินการตามทฤษฎีข้างต้นเป็นวิธีคิดในกระบวนทัศน์ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ อนั ยึด หลกั ในการทา้ งานร่วมกนั สรปุ ผลกำรศึกษำ มีความแตกต่างระหว่างชุมชนแออัดเมืองและชุมชนชนบท โดยชุมชนแออัดในเมืองมีการ รวมตัวกันเพอ่ื ประโยชนข์ องสาธารณะน้อยมาก มคี วามขัดแยง้ กนั ในกลมุ่ ผูน้ า้ กลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่ และ มกั เป็นความขัดแย้งเร่อื งการจัดสรรทรัพยากรและผลประโยชน์ท่ีไม่เป็นธรรมและไม่ทั่วถึง การระงับข้อ พพิ าทในชุมชนทา้ ได้โดยผมู้ อี ทิ ธพิ ลทเี่ ปน็ ทยี่ า้ เกรง และ/หรอื เกรงใจของขาวบา้ น ส่วนชุมชนชนบททังในชุมชนท่ีเป็นเครือญาติและท่ีเกิดจากการอพยพของคนหลายกลุ่มมาอยู่ รวมกัน ชุมชนที่อยู่ร่วมกันของคนต่างวัฒธรรมหรือวัฒนธรรมเดียวกัน มีความเหมือนกัน คือ มีการ รวมตัวกันได้ดี มีการร่วมกันคิดร่วมกันท้าในเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ของชุมชน มีการ ร่วมกันสร้างกติกาชุมชนขึน 2-44
รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหลอื่ มล้า ผา่ นกระบวนการยุติธรรม” สญั ญาเลขที่ SRI58M0417 ความสัมพนั ธ์เชิงอุปถมั ปแ์ ละการเปน็ เครือข่ายการตอบแทนและใช้ประโยชน์ร่วมกัน ท้าให้เกิด ความร้สู ึกเป็นพวกเดียวกัน สง่ ผลใหม้ ีการรวมตวั กนั ไดด้ ี มีการช่วยเหลือเกอื กูลกนั เสมอื นญาติพนี่ อ้ ง ความขัดแย้งท่ีเกิดขึนในชุมชน มี 2 ลักษณะ คือ ความขัดแย้งระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ภายในชุมชน และความขัดแยง้ ระหวา่ งชาวบา้ นกับรฐั ในการจดั การความขดั แย้งระหว่างบคุ คลหรอื กลุ่มบุคคลภายในชมุ ชน พบวา่ มีทงั ในรปู ของการ จัดการกับความขัดแย้งที่ท้าเมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึนแล้ว โดยใช้กติกาชุมชน และการป้องกันไม่ให้มีข้อ พิพาทขึน และเมื่อมีการประพฤติผิดไปจากข้อตกลงหรือกติกาชุมชน ก็มีบทบัญญติให้มีการชดใช้ เยียวยาความเสียหายกัน และมีกระบวนการบูรณาการเพื่อให้ทุกคนมีความสัมพันธ์ที่ดีและมีความ ผกู พนั กบั สถาบันทางสงั คม ส่วนการจัดการกับความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกบั เจ้าหน้าท่ีรัฐ เป็นปัญหาท่ีเกิดขึนจากวิธีคิด ทแ่ี ตกต่างกัน ในขณะที่รฐั ยดึ กฎหมายเป็นหลัก แต่ชาวบ้านใช้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาและวิถีชีวติ ใน การใช้ท่ีดินเป็นกรอบคิด แนวคิดในการจัดการที่ดินเพ่ือให้ชาวบ้านและรัฐอยู่ร่วมกันอย่างบูรณาการใน วิถีทางความยตุ ธิ รรมเชงิ สมานฉันทจ์ ึงเกิดขึน เปา้ หมายสูงสุดของกระบวรทศั น์ความยตุ ิธรรมเชงิ สมานฉันทแ์ ละวัฒนธรรมการระงับขอ้ พพิ าท ในท้องถิ่นไทยมีความสอดคล้องต้องกัน คือ ต่างมุ่งไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข เอือเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเกอื กลู กนั ในฐานะเพ่ือนมนษุ ย์ 4. รำยงำนวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงกำรวิจัยยุติธรรมชุมชน: กำรเปิดพืนที่ของชุมชนในกำรอำนวย ควำมยตุ ิธรรม ผศ.ดร.จฑุ ำรัตน์ เออื อำนวย และคณะ (สกว.) ธนั วำคม 2549 การศึกษาในเชิงความหมาย หลักการ แนวคิด พบว่า “ยุติธรรมชุมชน” หมายถึง ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีส่งเสริมสนับสนุนหรือกระตุ้นให้ประชาชนในชุมชนเข้ามีส่วนร่วมหรือเป็ นหุ้นส่วนในการ ป้องกัน ควบคุม จัดการความขัดแย้งเชิงสมานฉันท์ ลดและเยียวยาความเสียหายหรือความรนุ แรงท่ีเกิด จากอาชญากรรมหรือการกระท้าผิด ตลอดจนรับผู้กระท้าผิดกลับคืนสู่ชุมชนด้วยการฟ้ืนฟูระบบ ยุติธรรมเชิงจารีตและ/หรือพัฒนาระบบยุติธรรมชุมชน โดยมีเป้าหมายเพ่ือให้ประชาชนรู้สึกม่ันคง ปลอดภัย สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้ และเพ่ือให้ชุมชนมีศักยภาพ มีความสมานฉันท์ และมีกลไก การท้างานตามระบบยุตธิ รรมชมุ ชนทเ่ี ชื่อมโยงกบั ระบบยตุ ิธรรมหลักผา่ นการประสารงานของหนว่ ยงาน ยตุ ิธรรมจงั หวดั ได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ จากนิยามดังกล่าว ยตุ ิธรรมชุมชน จึงมีลักษณะส้าคัญ คือ เปน็ กลไกเชิงระบบและโครงสร้าง มี หน้าที่ในการรกั ษาดุลยภาพด้านความยุติธรรมของชุมชน ที่ประชาชนมีส่วนร่วมกันสร้างและพัฒนาขึน ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานในกระบวนการยตุ ธิ รรม 2-45
รายงานวิจัยฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหล่ือมล้า ผา่ นกระบวนการยตุ ิธรรม” สัญญาเลขท่ี SRI58M0417 กล่าวโดยสรุป “ยุติธรรมชุมชน” เป็นยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการในรูปของมาตรการหรือวธิ ีการ หรือกระบวนการที่กระท้าในชุมชนระดับรากหญ้า โดยมีชุมชนเป็นองคป์ ระกอบส้าคัญในการมีส่วนร่วม หรือเป็นหุ้นส่วน และมีภารกิจหลักๆ คือ การป้องกันและควบคุมอาชญากรรมและความไร้ระเบียบของ ชุมชน, การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตา่ งๆ ที่เกิดขนึ ดว้ ยวธิ ีการเชิงสมานฉันท์, เยยี วยาความรนุ แรงทเี่ กิด จากอาชญากรรม และสง่ คนื ผูก้ ระทา้ ผิดกลบั สู่ชมุ ชน เปำ้ หมำยของยุติธรรมชุมชน มี 2 ระดับ คอื ระดับประชาชน กับระดบั ชมุ ชน ระดับประชำชน ท่ีรู้สึกถึงความมั่นคงปลอดภัยและเข้าถึงความยุติธรรม ทังด้านชีวิตและ ทรัพย์สินเมื่ออยู่ในชุมชน ความรู้สึกว่าเข้าถึง/ได้รับความยุติธรรม และความรู้สึกว่าเป็นส่วนหน่ึงของ ชุมชนเม่ือมกี ารด้าเนนิ กิจกรรมยุติธรรมชมุ ชน ระดับชุมชน พิจารณาจากชุมชนในด้านมีศักยภาพและความสมานฉันท์ โดยพิจารณาจาก ชุมชนว่ามีความสามารถในการพัฒนาระบบยุติธรรมชุมชนโดยสามารถระดมพลและใช้ ทรัพยากรมา บริหารการเปล่ียนแปลงได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ รวมทังขีดความสามารถของชุมชนในการแก้ปัญหาของ ตนเองได้เพิม่ ขึน อันน้าไปสเู่ ป้าหมายสงู สดุ คอื “ความสมานฉนั ทข์ องชุมชน” จากการศึกษาพบว่า ระบบยุติธรรมท่ีขาดการหยั่งลึกถึงรากฐานชุมชนจะท้าให้การควบคุม อาชญากรรมทุกรปู แบบกระทา้ ได้ยาก การท่ีระบบยุตธิ รรมไม่ให้ความสา้ คัญกับชมุ ชน หรือชุมชนเข้าถึง ระบบยุติธรรมได้ยากนัน เนื่องมาจากความสัมพันธ์ที่แยกกระบวนการยุติธรรมออกจากประชาสังคม โดยประชาสังคมมีหน้าที่สนองรับส่ิงที่กระบวนการยุติธรรมให้มาเท่านัน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาและ ผลกระทบตามมาคือ ประชาชนมีบทบาทในการรักษาความสงบและปลอดภัยในสังคมน้อยลงหรือไม่มี เลย จงึ ผลักภาระในการรกั ษาความสงบและปลอดภัยไปใหเ้ จ้าหนา้ ท่ี ปัญหำของระบบยุตธิ รรมไทยในปจั จบุ ัน 1. ปญั หำระบบงำนยุตธิ รรมเปน็ ปัญหำ “ระบบ” และ “โครงสร้ำง” สรุปไดว้ ำ่ ระบบงำนยตุ ิธรรมไทยมสี ภำพปญั หำ ดงั นี 1). ปัญหำเก่ียวกับระบบบริหำรงำนยุติธรรม คือ ไม่มีการบริหารในภาพรวม ท้าให้ขาด เป้าหมายและทิศทางการพัฒนากระบวนการยุติธรรมในภาพรวม ไม่สามารถก้าหนดนโยบายทางอาญา และน้านโยบายไปปฏิบัติอย่างมีสัมฤทธิ์ผล ขาดความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานย่อยในกระบวนการ ยุติธรรม ขาดระบบการบริหารจัดการที่ดี และส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาเก่ียวกับหน่วยงานย่อยใน กระบวนการยุตธิ รรมตามมา 2). ปัญหำเกี่ยวกับระบบกำรดำเนินคดีอำญำ มีลักษณะน้าคดีเข้าสู่ระบบยุติธรรมมากเกิน สมควร ขณะเดียวกันก็ไม่มีกระบวนการกล่ันกรองหรือเบี่ยงเบนคดีออกจากขันตอนกระบวนการ ยตุ ิธรรมปกติ ท้าให้เกิดปัญหาล้นศาล นักโทษล้นเรือนจ้า ขาดการจัดการอย่างเหมาะสมกับการกระท้า 2-46
รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลอ่ื มล้า ผา่ นกระบวนการยตุ ธิ รรม” สัญญาเลขท่ี SRI58M0417 ความผิดแต่ละระดับ ขาดการตรวจสอบ การตวรจค้นและจับกุมท่ีมีประสิทธภิ าพ และให้อ้านาจในการ ควบคุมผู้ต้องสงสัยได้นานเกินสมควร ระบบการตรวจสอบและฟ้องร้องมีการแยกจากกันโดยเด็ดขาด ท้าให้การด้าเนินคดขี าดประสิทธภิ าพ ระบบการส่ังคดีของอัยการยังต้องมีการปรับปรุง มีทัศนคตใิ นการ เก็บตัวผู้ต้องหาและจ้าเลยไว้ในการควบคุมมากกว่าปล่อยช่ัวคราว การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ในคดีอาญายังขาดประสิทธิภาพและไม่เพียงพอ ยังมิได้ให้ความส้าคัญกับศาลชันต้นเท่าที่ควร และการ ดา้ เนนิ คดมี คี วามลา่ ช้า ซ่ึงส่งผลกระทบตอ่ คณุ ภาพในการอ้านวยความยตุ ธิ รรม 3). ปัญหำเกี่ยวกับระบบกำรปฏิบัติต่อผู้กระทำควำมผิด กระบวนการยุติธรรมไทยยังคง ละเลยหรือมองข้ามความส้าคัญของการแก้ไขฟ้ืนฟูผู้กระท้าผิด เนื่องจากความคิดของนักกฎหมายใน กระบวนการยตุ ิธรรมยังผูกติดกับเพียงการวินิจฉัยข้อถูกผดิ ของการกระทา้ และมุ่งผลักดนั ผูก้ ระท้าผดิ เข้า สเู่ รือนจ้า ระบบการก้าหนดโทษยงั มไิ ดค้ ้านึงถึงภูมิหลังของผูก้ ระทา้ ผดิ อย่างจริงจัง และระบบราชทัณฑ์ ยงั ไมส่ ามารถแกไ้ ขฟื้นฟผู ูก้ ระทา้ ผิดไดอ้ ยา่ งแท้จรงิ 8). ปัญหำท่ีเกิดจำกกำรปฏิบัติโดยไม่ชอบจำกบุคคลในกระบวนกำรยุติธรรม อันเป็นการ ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ปรากฏปัญหาในหลายรูปแบบ ได้แก่ การคุกคามสิทธิของผู้ถูก กล่าวหา การละเลยไม่คุ้มครองสิทธขิ องผู้เสียหายและพยานเท่าทคี่ วร การเลือกปฏิบัติ การใช้ดลุ ยพินิจ ไมเ่ ทย่ี งธรรม การฉอ้ ราษฎร์บังหลวง การทา้ งานทลี่ ่าช้า 4). กระบวนกำรยุติธรรมขำดกำรมีส่วนร่วมและกำรสนับสนุนจำกประชำชน ซึ่งท้าให้ขาด การตรวจสอบ ร่วมรับทราบปัญหาอุปสรรค ร่วมก้าหนดนโยบายอันเป็นหัวใจของความส้าเร็จของ กระบวนการยุตธิ รรม 6). กระบวนกำรยุติธรรมขำดองค์ควำมรู้และศักยภำพในกำรพัฒนำ หน่วยงานภายในและ ภายนอกยงั ขาดความเขม้ แข็งทางวชิ าการดา้ นนี 7). บุคลำกรในกระบวนกำรยุติธรรมขำดจิตสำนึกและขำดทัศนคติที่ดีในกำรบริกำรควำม ยุติธรรมแก่ประชำชน เนอ่ื งจากมีทัศนคติเชงิ อา้ นาจนยิ มและติดยึดในระบบเจา้ ขุนมลู นาย 2. ปัญหำระบบงำนยุตธิ รรม : ปัญหำอันเกดิ จำกโครงสรำ้ งทำงสงั คมและวัฒนธรรมไทย สงั คมไทยมอี ปุ สรรคของควำมยุตธิ รรม 6 ประกำร คือ 1). ขำดจิตสำนึกเรื่องควำมยุติธรรม คนไทยท่ัวไปมีลักษณะเห็นแก่ตัว เห็นแก่พวกพ้อง มากกว่าเห็นความยุติธรรมของสังคมส่วนรวม คนไทยมิได้สนใจเร่ืองความเป็นธรรมหรือความยุติธรรม มากเท่าท่คี วร 2). โครงสร้ำงควำมสัมพันธ์ในสังคมไทยมีลักษณะแนวดิ่ง หรือ “ระบบอุปถัมภ์” เป็นสิ่งที่ ก้าหนดความสมั พันธ์และพฤติกรรมของคนในสังคม งานวจิ ัยของ อ.อคิน รพีพัฒน์ สะท้อนให้เห็นสังคม ตังแต่กรุงศรีอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความสัมพันธ์กันทางด่ิงระหว่างผู้มี 2-47
รายงานวิจยั ฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหล่อื มลา้ ผา่ นกระบวนการยุติธรรม” สญั ญาเลขท่ี SRI58M0417 อา้ นาจกับผู้ไม่มีอา้ นาจ ผู้มีอ้านาจเรียกว่า “นาย” ผ้ไู ม่มีอ้านาจเรียกวา่ “ไพร่” โดยเป็นความสัมพันธ์ท่ี สบื เนอื่ งมาโดยตลอดและกา้ หนดพฤติกรรมในสงั คมจนถงึ ปัจจบุ ัน โดยคนจะแสวงหาอา้ นาจและอิทธพิ ล มาคมุ้ กนั ตวั คนจึงไมน่ ึกถึงความยุติธรรม 3). ระบบอำนำจรัฐ ซ่ึงมีทังระบบการเมืองและระบบราชการที่ไม่ถูกต้องแล้วรวมศูนย์อ้านาจ เปน็ อุปสรรคตอ่ เรื่องความยุตธิ รรม 8). โครงสร้ำงที่รัฐมีอำนำจมำก อำนำจธุรกิจมำก แต่อำนำจประชำชนหรืออำนำจสังคม นอ้ ย ทา้ ใหไ้ มเ่ กดิ ความยุติธรรม คือ ส่งิ ทม่ี ีอา้ นาจจะดึงทรพั ยากรหรือส่ิงตา่ งๆ เขา้ สู่ตัวเอง 4). ควำมล่มสลำยของชุมชน เม่ือชุมชนล่มสลายลงกระบวนการยุติธณรมท่ีเคยมีอยู่ในระดับ ชมุ ชนกถ็ กู กระทบไปดว้ ย กรณตี ่างๆ แม้เปน็ เรือ่ งเลก็ น้อยก็ตอ้ งเข้าสกู่ ระบวนการยตุ ธิ รรมทังหมด 6). ระบบกำรเรยี นรู้ การเรียนรูแ้ บบทอ่ งจ้าของไทยทา้ ใหไ้ ม่เกดิ จิตสา้ นึกของความถกู ต้อง 3. ปญั หำระบบงำนยตุ ธิ รรม : ปัญหำอันเกดิ จำกกำรละเลยเหยอ่ื อำชญำกรรม เหยื่ออาชญากรรมถูกปฏิบัติ เหมือนเป็น “คนชายขอบกระบวนการยุติธรรม (marginal man of criminal justice)” โดยงานศึกษาเรื่อง “ศาลยุติธรรมกับการคุ้มครองผู้เสียหายตาม รธน.ปี 2540” ของ ไชยยงค์ คงจันทร์ พบว่า เหยื่อจ้านวนมากไม่กล้า ไม่เต็มใจเข้ามาพ่ึงพากระบวนการยุติธรรม อาจ ด้วยความเกรงกลวั อบั อาย เบ่อื หน่าย ผดิ หวังต่อการปฏิบัตหิ น้าที่ของเจา้ หนา้ ท่ใี นกระบวนการยุติธรรม 8. ปัญหำระบบงำนยุตธิ รรม : ปัญหำอนั เกดิ จำก “นิตวิ ิธี” “นิติวิธี” เป็นวิธีคิด วิธีตีความ วิธีให้เหตุผล วิธีปรับใช้กฎหมายของนักกฎหมาย ซึ่งนิติศาสตร์ และระบบกฎหมายไทยค่อนข้างจะยึดถือตัวบทกฎหมายท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรหรือประมวลกฎหมาย เป็นหลักส้าคญั ท่ีสดุ “ยตุ ธิ รรมชมุ ชน” คอื ช่องวำ่ งท่ีขำดหำยไปของกระบวนกำรยุติธรรม ยตุ ธิ รรมชมุ ชน หรอื การเปิดพืนท่ขี องชมุ ชนในการอ้านวยความยตุ ิธรรม ภำรกิจและเปำ้ หมำยของยตุ ธิ รรมชมุ ชน มี 8 ประกำร คือ 1. การป้องกันควบคมุ อาชญกรรมและการกระทา้ ผิด 2. การจดั การความขดั แยง้ เชิงสมานฉันท์ 3. การเยียวยาและการเสรมิ พลัง 4. การรับผกู้ ระท้าผิดกลับคนื สูส่ ังคม เปำ้ หมำยของยุตธิ รรมชุมชน มี 2 ประการ คอื 1. ประชาชนรสู้ ึกมั่นคงปลอดภยั และเขา้ ถงึ ความยตุ ธิ รรม 2-48
รายงานวิจยั ฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหล่ือมลา้ ผา่ นกระบวนการยุติธรรม” สญั ญาเลขที่ SRI58M0417 2. ชมุ ชนมีศกั ยภาพและความสมานฉันท์ ยตุ ิธรรมชุมชนจะเป็นระบบยตุ ิธรรมแห่งอนาคตท่ีได้รับการออกแบบให้มีความเข้มแข็งด้วยพลัง เครือขา่ ยความสัมพันธ์ของสมาชิกชุมชนทกุ กล่มุ ทุกระดับ เพอื่ รองรับกระแสโลกาภิวตั น์ที่เปลี่ยนแปลง สังคมโลกดว้ ยเทคโนโลยี และระบบขอ้ มูลข่าวสาร 2.3 งำนในมิติทำงกฎหมำยและทำงกระบวนกำรยุติธรรมที่สำมำรถใช้เป็นช่องทำงในกำรแก้ปัญหำ ควำมเหล่อื มลำอย่ำงไร งำนทสี่ ะทอ้ นใหเ้ หน็ ปัญหำ ปญั หำจำกกระบวนกำรยตุ ธิ รรมเอง 1.โครงกำรศึกษำเพ่ือพัฒนำแนวคิดในกำรพัฒนำระบบทนำยควำมขอแรงโดยกำรจัดตังองค์กำร (สกธ.) เป็นการที่ศึกษาถึงสภาพปัญหาและอุปสรรคของระบบทนายความขอแรงในประเทศไทย ซึ่ง จ้ากัดเฉพาะการให้ความช่วยเหลือส้าหรับจ้าเลยในคดีอาญาเท่านัน ประเทศไทยใช้ระบบทนายขอแรง ในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน โดยมีเป้าหมายเพื่อรับรองการเข้าถึงกระบวนการ ยุตธิ รรม การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายด้วยการจัดให้มีทนายของรัฐนันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ทนายอาสา และทนายขอแรง โดยทนายอาสาเป็นทนายที่รัฐจัดหาให้แก่ผู้ต้องหาในชันสอบสวน มี หน้าท่ีในการให้ค้าปรึกษาด้านกฎหมาย, เข้ารว่ มในการสอบปากค้าโดยมีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือรกั ษาสทิ ธิของ ผู้ต้องหา, ยื่นประกนั ตัว และรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้อง รวมถึงเตรียมเอกสารในการต่อสู้ คดี ส่วนทนายขอแรงเป็นทนายที่รัฐจัดหาให้แก่จ้าเลยในชันพิจารณาคดีของศาล มีหน้าที่เตรียมคดี สอบถามข้อเท็จจริง ช่วยเหลือผู้เสียหายในการรวบรวมพยานหลักฐาน, ว่าความในส่วนของจ้าเลยด้วย การถามค้าน/ถามติง รวมถึงให้ความช่วยเหลือในชนั อทุ ธรณ์ฎีกา ปัญหำในกำรให้ควำมช่วยเหลือทำงกฎหมำยโดยระบบทนำยควำมขอแรงในปัจจุบัน แบ่ง ออกเปน็ 1. ปญั หำดำ้ นคุณภำพของทนำยควำมขอแรง ทนายขอแรงส่วนมากเป็นทนายความที่ยังไม่มีประสบการณ์การท้างาน ไม่สันทัดในวิชาชีพท้า ให้ขาดความช้านาญและความรู้ ความสามารถในการต่อสู้คดี อีกทังยงั เป็นการท้างานภายใต้แรงจูงใจที่ ตอ้ งการสมัครสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาและอัยการผชู้ ่วย มิได้มาขึนทะเบียนเป็นทนายความขอแรงจาก ความต้องการอย่างแท้จริงในการช่วยเหลือประชาชน ดังนี การปฏิบัติงานของทนายความกลุ่มนีมักท้า คดีอย่างไมเ่ ตม็ ประสิทธิภาพ เพราะต้องการเรง่ รัดให้คดีเสร็จสนิ โดยเร็ว 2-49
รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหลอื่ มลา้ ผา่ นกระบวนการยุติธรรม” สญั ญาเลขท่ี SRI58M0417 2. ปญั หำด้ำนกระบวนกำรตังทนำยควำมขอแรง ในการแต่งตงั ทนายความขอแรง ศาลจะแต่งตังโดยการเลือกจากบัญชรี ายช่อื ทนายความขอแรง ท่ีได้ขึนทะเบียนไว้ตามล้าดับโดยที่มิได้มีการคัดเลือกแต่อย่างใด โดยจ้าเลยไม่สามารถเลือกทนายความ ขอแรงได้เช่นเดียวกับทนายความขอแรงท่ีไม่สามารถเลือกจ้าเลยหรือคดีท่ีตนเช่ียวชาญได้ แม้ว่าทัง ทนายความและจ้าเลยจะสามารถขอเปล่ียนตัวจ้าเลยหรือทนายความขอแรงได้ แต่จะกระท้าได้ภายใต้ เง่อื นไขทก่ี ฎหมายก้าหนดไวเ้ ทา่ นนั (มีเหตุอนั สมควรตามข้อยกเว้น( 3. ปัญหำด้ำนค่ำตอบแทนทนำยควำม อัตราค่าตอบแทนทนายความ ได้ถูกก้าหนดเป็นวงเงินไว้แล้ว ท้าให้ทนายขอแรงที่ท้าคดีไม่ สามารถเบิกคา่ ใช้จ่ายตายจรงิ ได้ การใช้ดุลยพินิจศาลในการก้าหนดอัตราเงินรางวัลและค่าใช้จ่าย เป็นอ้านาจของศาลที่จะใช้ ดุลยพินิจในการพิจารณาค้าร้องของทนายความขอแรงว่าเป็นค่าใช้จ่ายท่ีมีความเหมาะสมและเกิดจาก การปฏิบัติงานและด้าเนินการติดตามโดยแท้จริงหรือไม่ โดยศาลมีสิทธ์ิที่จะอนุมัติสั่งจ่ายเงินค่าใช้จ่าย ให้แก่ทนายความขอแรงหรอื ไม่อนุมตั สิ ่ังจา่ ย หรอื ไมจ่ า่ ยเต็มจ้านวนตามท่ีรอ้ งขอก็ได้ กระบวนการจ่ายเงินโดยศาล กฎหมายก้าหนดให้ศาลสั่งจ่ายเงินรางวัลภายหลังจากที่ศาล ชันต้นมีค้าพิพากษาหรือค้าวินิจฉัยชีขาดแล้ว หรือเมื่อทนายความขอแรงได้ท้าหน้าที่เสร็จสินแล้ว นอกจากนีขนั ตอนการดา้ เนนิ การจ่ายเงนิ รางวลั ให้แก่ทนายขอแรงตามที่ศาลส่งั ก็มคี วามลา่ ช้าอกี ด้วย 4. ปัญหำด้ำนประสิทธภิ ำพของหนว่ ยงำนท่ีรบั ผิดชอบ ไม่มีหนว่ ยงานที่เป็นผู้รับผิดชอบหลัก ในการจัดหาทนายความให้ผู้ต้องหาหรือจ้าเลยในคดีอาญาโดยตรง แม้ว่าในปัจจุบันจะมีหน่วยงานทัง ภาครัฐและภาคเอกชนด้าเนินการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนโดยท่ัวไป เช่น สภาทนายความ เนติ บัณฑิต ฯลฯ กย็ งั ไมส่ ามารถทา้ ไดท้ ั่วถึงและครอบคลุมจ้าเลยที่ไม่ไดร้ บั ความอยตุ ธิ รรม นอกจากนี การท่ีทนายความแต่ละหน่วยงานมีความเช่ียวชาญท่ีแตกต่างกันและมีความพร้อม ในการให้ความช่วยเหลือต่างกันในช่วงเวลาเดียวกัน การด้าเนินการอย่างเป็นเอกเทศท้าให้ไม่สามารถ ถ่ายทอดความรู้ แลกเปลี่ยนข้อมูล และโอนคดีความที่ผู้ถูกกล่าวหาหรอื จ้าเลยเข้ามาขอความช่วยเหลือ ซงึ่ ท้าให้จ้าเลยหรือผู้ท่ีร้องขอความช่วยเหลือไม่ได้รับความช่วยเหลือ หรือได้รับความช่วยเหลือล่าช้าซ่ึง อาจเปน็ ผลเสียตอ่ การดา้ เนนิ ชวี ิตของบุคคลนนั ได้ 5. ปัญหำดำ้ นกำรบรู ณำกำรหน่วยงำนทเ่ี ก่ียวข้อง การด้าเนนิ งานของทนายความขาดการบูรณาการกับหน่วยงานท่ีเกยี่ วขอ้ ง เชน่ ตา้ รวจ เรือนจ้า หรือ หน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่อาจเก่ียวข้องหรือมีส่วนช่วยในการรวบรวมติดตามพยานหลักฐาน เป็น ตน้ ทา้ ใหท้ นายความไม่สามารถดา้ เนินการรวบรวมขอ้ มลู หลกั ฐานและพยานเพ่อื ช่วยเหลอื จ้าเลยในการ ตอ่ สู้คดไี ด้เทา่ ท่ีควร เน่ืองจากไม่มีการทา้ ข้อตกลงความรว่ มมือระหว่างกนั 2-50
รายงานวิจัยฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหลื่อมลา้ ผา่ นกระบวนการยตุ ิธรรม” สญั ญาเลขท่ี SRI58M0417 2. สรุปกำรสัมมนำทำงวิชำกำร หัวข้อ “คดีล้นศำล นักโทษล้นคุก ปัญหำจุกอกกระบวนกำร ยตุ ิธรรมไทย” (Diversion of Cases and Offenders) เป็นการสัมมนาท่ีสถาบันเพ่ือการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Justice — TIJ( จดั ขึน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2558 ณ โรงแรม เดอะแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีในการ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อมูล ความรู้ แนวคิด ของนักวิชาการ นักอาชญาวิทยา นักกฎหมาย รวมถึง นกั เศรษฐศาสตรข์ องไทย ในการแก้ไขปญั หาคดลี ้นศาลและนักโทษลน้ คุกได้อยา่ งมรี ะบบคดิ ท่ีชดั เจน หวั ขอ้ หลักของกำรสัมมนำ 1. กระบวนการยตุ ิธรรมไทยกับคา้ วา่ อาญาเฟ้อ 2. ปัญหาคดลี น้ ศาลกับมาตรการเบย่ี งเบนคดี 3. ปัญหานกั โทษล้นคุกและทางออก กำรอภิปรำยเรือ่ ง “กระบวนกำรยุติธรรมไทยกับคำว่ำ อำญำเฟอ้ ” 1. ลกั ษณะทว่ั ไปของคำว่ำกฎหมำยอำญำเฟ้อ และผลกระทบจำกสภำพกฎหมำยอำญำเฟ้อทีเ่ กิดขึน ในสังคมไทย รศ.ดร.จุฑารัตน์ เอืออ้านวย กล่าวว่า อาญาเฟ้อ หมายถึง การมีกฎหมายท่ีมีโทษทางอาญา จ้านวนมากและเพิ่มขึนอย่างต่อเน่ืองโดยไม่มีแนวโน้มที่จะลดลง เป็นการก้าหนดบทลงโทษตาม กฎหมายท่ีไม่เหมาะสมกับความเป็นอาชญากรรมของการกระท้านันๆ และไม่เหมาะสมกับประเภทของ อาชญากรรมดว้ ย 2. สภำพปัญหำอำญำเฟอ้ สามารถจ้าแนกได้ ดังตอ่ ไปนี 2.1 กำรมีกฎหมำยจำนวนมำก กล่าวคอื มีกฎหมายใหม่เพิ่มมากขึน แตไ่ มม่ ีการปลดกฎหมาย ฉบับเก่า 2.2 กำรจัดกลุ่มบทลงโทษไม่เหมำะสมกับประเภทอำชญำกรรม อาชญากรรมประเภทท่ีผิด ต่อมาตรฐานทางศีลธรรม หรอื อาชญากรรมท่ีไม่มีเหยื่อ (Victimless Crime( เช่น การเล่นการพนัน แต่ เรากลับใช้วิธีการลงโทษท่ีมีโทษรุนแรงเท่ากับอาชญากรรมที่มีโทษประหารชีวิตหรือจ้าคุกต ลอดชีวิต โดยเฉพาะคดยี าเสพติด ซึง่ เปน็ คดีทเ่ี ขา้ สกู่ ระบวนการยตุ ธิ รรมมากที่สุด 2.3 กำรนำโทษอำญำไปบงั คบั คดแี พ่ง อนั ได้แก่ ความผดิ เก่ยี วกับการใชเ้ ช็ค 3. กำรใช้มำตรกำรทำงอำญำและกำรบังคับใช้โทษจำคุกกับผู้เสพยำเสพติด ถือเป็นผลกระทบที่ เกดิ ขนึ จากปัญหาสภาพกฎหมายอาญาเฟ้อหรือไม่ รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักโทษคดียายาเสพติด ร้อยละ 72 ของจ้านวน นักโทษทังหมด ซ่ึงคิดว่านอกจากจะเป็นการน้านโยบายการปราบปรามจากอเมริกามาใช้แล้ว ปัญหายัง 2-51
รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลอ่ื มลา้ ผา่ นกระบวนการยตุ ิธรรม” สญั ญาเลขท่ี SRI58M0417 เกิดจากการท่ีกฎหมายใช้ค้านิยามของค้าว่า ผู้ผลิต ผู้จ้าหน่วย ไม่ตรงกับพืนฐานของความเป็นจริง เช่น มียาเสพติด 2 เม็ด ในมุมมองผู้เสพถือว่าน้อย เพราะโดยเฉล่ียผู้เสพจะเสพ 20-30 เม็ดต่อวัน แต่ใน มุมมองกฎหมายจะถือว่ามาก ดังนี หากถูกจับจะถูกตังข้อหาว่าเป็นผู้จ้าหน่าย และ 1 เม็ด ที่เตรียมไว้ เสพ จะถูกตังข้อหาครอบครองเพื่อจ้าหนา่ ย การบัญญัติกฎหมายจึงควรพิจารณาถึงเจตนาท่ีแท้จริงว่ามี ไว้เพอ่ื บรโิ ภคหรอื เพอื่ ธรุ กจิ 4. สภำพปัญหำกฎหมำยอำญำเฟ้อ ส่งผลกระทบต่อกระบวนกำรยุติธรรมอย่ำงไร ในมุมมองของนัก เศรษฐศำสตร์ นายอิสร์กุล อุณหเกตุ กล่าวว่า ความจ้ากัดของทรัพยากรของรัฐที่ส้าคัญท่ีสุด คือ งบประมาณ และหากเราเปรียบเทียบต้นทุนท่ีรัฐต้องจ่ายระหว่างคดีความผิดทางแพ่งและคดีความผิดทางอาญาจะ พบว่า คดีความผิดทางแพ่ง จะเป็นคดีระหว่างคู่ความทังสองฝ่ายท่ีเสียค่าใช้จ่ายกันเอง ซ่ึงใช้ กระบวนการของรัฐน้อยกว่า รัฐจึงใช้ต้นมุนส้าหรับคดีความผิดทางแพ่งเฉลี่ยคดีละ 6,500 บาท และ ต้นทุนเฉลี่ยนคดีละ 76,000 บาท ส้าหรับคดีอาญา ซ่ึงฐานความผดิ กับต้นทุนในการบังคับคดีไม่สมส่วน กัน เพราะปัญหาโดยท่ัวไปประเทศไทยจะใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญามากกว่ากระบวนการ ยุติธรรมทางแพ่งและทางปกครอง เช่น คดีความผิดเกี่ยวกับเช็ค หมิ่นประมาท ละเมิดทรัพย์สินทาง ปัญญา บางกรณีท่ีไม่ควรเป็นความผิดทางอาญา ซ่ึงการลงโทษทางอาญามี 2 วิธี คือ โทษปรับและโทษ จ้าคุก โดยโทษปรับเป็นโทษที่ไม่ได้มีการแก้ไขมานาน ค่าของเงินในปีที่ออกกับในปัจจุบันมีความ แตกตา่ งกนั ส่งผลใหศ้ าลไมค่ อ่ ยนา้ โทษปรบั มาใช้ และเลอื กใชโ้ ทษจ้าคุกแทน กำรอภปิ รำยเร่อื ง “ปญั หำคดีลน้ ศำลกบั มำตรกำรเบยี่ งเบนคดี” 1. สำเหตุของปญั หำคดลี น้ ศำล นักโทษลน้ คกุ รศ.ดร.จุฑารัตน์ เอืออ้านวย กล่าวว่า ปัญหาคดีล้นศาล นักโทษล้นคุกเป็นปัญหาท่ีเกิดขึนท่ัว โลก เป็นปัญหาหลักๆ ของกระบวนการยุติธรรมทั่วโลกท่ีใช้ระบบกล่าวหา องค์กรสหประชาติได้จัดเวที เพ่ือให้นักวิชาการจากประเทศสมาชิกมาร่วมสัมมนาและแก้ปัญหา โดยมีปัญหาหลัก คือ เหตุใดต้องน้า กระบวนการยตุ ธิ รรมทางเลอื กมาใช้ ทงั ๆ ที่มีกระบวนการยตุ ิธรรมกระแสหลักอยูแ่ ลว้ และมีคำถำมยอ่ ยอกี 5 ประกำร คอื 1). กระบวนกำรยุติธรรมกระแสหลกั มปี ระสิทธิภำพที่จะลดจำนวนผู้ตอ้ งขังในเรือยจำ มำก- น้อยเพยี งใด คำตอบ : ทุกประเทศประสบปัญหาอย่างเดียวกัน คือกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักไม่มี ประสิทธภิ าพ และใชเ้ วลานาน 2). กระบวนกำรยุติธรรมกระแสหลักของประเทศนันๆ กำหนดกำรกระทำผิดกับสิ่งท่ี ผกู้ ระทำผดิ ควรจะได้รับอยำ่ งสมเหตสุ มผลหรือไม่ 2-52
รายงานวิจยั ฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหล่อื มล้า ผา่ นกระบวนการยุตธิ รรม” สัญญาเลขท่ี SRI58M0417 คำตอบ : ไม่สมเหตุสมผล เพราะมีพฤติกรรมหลายอย่างที่เปล่ียนแปลง เช่น ยาเสพติดบาง ประเภทไม่สามารถลดทอนความเป็นอาชญากรรมได้ แตก่ ลับมคี วามเป็นอาชญากรรมสูงเกินจริง มีโทษ ทางอาญา 3). กระบวนกำรยตุ ิธรรมกระแสหลักทมี่ ีรำคำแพง มีประสิทธิผลคมุ้ ค่ำหรือไม่ คำตอบ : กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยมีราคาแพง คอื เฉล่ีย 76,000 บาท และไม่มี ประสิทธิผลท่ีคุ้มค่า เพราะมุ่งตามหลักการแก้แค้นทดแทน ในขณะที่แนวคิดหลักของโลกเปล่ียนไปเป็น กระบวนการยตุ ิธรรมเชงิ สมานฉันท์ 4). กระบวนกำรยุติธรรมกระแสหลักช่วยให้จำนวนอำชญกรรมในชุมชนลดลงหรือไม่ คำตอบ : ไม่ลดลง เพราะผู้ต้องขังเมื่ออกจากเรือนจ้าก็จะกลับมากระท้าความผิดอีก อาชญากรรมในสังคมจึงไม่ลดลง ดังนี หากชุมชนเข้มแข็ง ควรน้ามาตรการยุติธรรมชุมชน (Community Justice( มาใช้ 5). กฎหมำยและกำรบังคับใช้กฎหมำยของกระบวนกำรยุติธรรมกระแสหลัก ช่วยคุ้มครอง สทิ ธมิ นษุ ยชนของผกู้ ระทำผดิ เพียงใด คำตอบ : พบว่า ทันทีท่ีผู้กระท้าความผิดเขา้ สู่กระบวนการยตุ ิธรรม มกั มีการละเมดิ สิทธใิ นทาง ใดทางหนง่ึ เกิดขึน 2. แนวทำงของกระบวนกำรยุตธิ รรมไทยทีส่ ำมำรถแกไ้ ขปญั หำคดลี ้นศำล นายวัฒนากร สันนุ้ย กล่าวว่า ปริมาณคดีของทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมมีมากกว่า 700,000 คดีต่อปี อันท้าให้เกิดปัญหาต่อกระบวนการยุติธรรมในหลายด้าน เช่น งบประมาณ และไม่มี การบริหารจัดการที่เป็นเอกภาพเท่าที่ควร เมื่อดูจ้านวนคดีท่ีค้างพิจารณา พบว่าสาเหตุท่ีคดีล้นศาล ไมใ่ ช่เพราะศาลท้าคดลี ่าช้า แต่เกดิ จากมีปริมาณคดีมากจนลน้ ศาล ปจั จุบัน ไทยมีวิธกี ารแก้ปัญหาในขันแรก คือ กอ่ นเข้าสกู่ ระบวนการยุติธรรมจะมีการไกล่เกล่ีย โดยฝ่ายปกครอง หรอื ยตุ ธิ รรมชุมชน แตย่ งั ไม่มปี ระสทิ ธภิ าพมากนัก ผ้อู ภปิ รำยได้เสนอวิธีแก้ปัญหำ ดงั ต่อไปนี 1(. ควรเพ่ิมเตมิ ประเภทความผดิ อนั ยอมความได้ ให้ประชาชนมดี ลุ ยพินจิ นา้ คดขี นึ สศู่ าล 2(. ควรน้ามาตรการต่อรองค้ารับสารภาพมาใช้ในชันสอบสวน ฟ้องร้อง และการชะลอการ ฟ้องร้อง ซึ่งในปัจจุบันส้านักงานกิจการยุติธรรมร่วมกับส้านักงานอัยการสูงสุด ได้เสนอกฎหมาย เรียกว่า มาตรการแทนการฟ้อง ซ่ึงใช้หลักการไกล่เกล่ียคดีที่มีอัตราโทษจ้าคุกไม่เกิน 5 ปี และมีการ ชะลอการฟอ้ งในคดที ม่ี ีอตั ราโทษจ้าคุกไมเ่ กนิ 5 ปี 2-53
รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหลื่อมล้า ผา่ นกระบวนการยุติธรรม” สญั ญาเลขที่ SRI58M0417 3. บทบำทและหนำ้ ทข่ี องตำรวจในกำรเบบ่ี งเบนคดีอำญำกอ่ นขนึ สู่ชันอัยกำร พ.ต.อ. ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ กล่าวถึง ร่าง พรบ.การไกล่เกลี่ยคดีอาญาในชันสอบสวนของเจ้า พนักงานต้ารวจ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ต้ารวจสามารถใช้ดุลยพินิจในการไกล่เกล่ียคดีอาญา เพื่อเบ่ียงเบน คดีออกจากชันอัยการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทังนี การจะลดปัญหาคดีล้นศาลได้อย่างมี ประสิทธิภาพไม่สามารถทา้ ไดเ้ พียงหน่วยงานเดียว แต่ตอ้ งดา้ เนนิ การรว่ มกนั ทงั ระบบ 4. บทบำทและหน้ำท่ีของพนกั งำนอัยกำรในกำรเบ่ยี งเบนคดอี ำญำก่อนขนึ สู่ชนั ศำล นายบวร บุญลพ กล่าวว่า การน้ามาตรการหรือแนวทางต่างๆ มาปรับใช้ในประเทศไทย ต้องดู วา่ วินัย มาตรฐานและวัฒนธรรมของสังคมไทยนัน พรอ้ มแล้วหรือยัง หลายครังท่ีใช้ไม่ไดผ้ ล ซ่ึงอาจเป็น ปญั หาทีบ่ รบิ ทของสังคมไทย ในหลายประเทศทีพ่ ัฒนาแล้ว คนของเขามีวนิ ัย มีจติ ส้านึกเคารพกฎหมาย อยู่ในจิตใจแต่ส้าหรับคนไทยนัน มีน้อยมาก ย่ิงแหกกฎได้ย่ิงดี ยิ่งเป็นฮีโร่ การแก้ไขปัญหาที่ดีท่ีสุด คือ การสร้างจิตส้านึกในการเคารพกฎหมายของคนไทย ท้าอย่างไรมันถึงจะดีขึนได้ หากเราท้าได้ เราก็ไม่ จ้าเปน็ ตอ้ งมกี ฎหมายมากมาย นายวัฒนากร สันนุ้น กล่าวว่า สิ่งส้าคัญในการพัฒนามาตรการเบี่ยงเบนต่างๆ คือ การสร้าง ดุลยภาพระหว่างการเบี่ยงเบนคดีและการคุ้มครองสังคม เช่น เราต้องการน้าคนออกจากคุก แต่เราก็ ต้องค้านึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดจากการน้าคนออกจากคุกด้วยเช่นกัน กล่าวคือ จะท้าอย่างไรให้คนที่ ออกจากคุกพร้อมกลับคืนสู่สังคมและเป็นทรัพยากรบุคคลท่ีมีค่าในระบบเศรษฐกิจหรือตลาดแรงงาน มากกว่าเปน็ ภาระของสังคมซงึ่ ทา้ ให้เสี่ยงตอ่ การกระทา้ ความผิดซา้ กำรอภิปรำยเรือ่ ง “ปัญหำนักโทษลน้ คกุ และทำงออก” นายวิทยา สรุ ยิ ะวงค์ อธบิ ดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า ผู้ต้องขงั ไทยมีอยู่ 2 ประเภท คือ ผู้ต้องขงั ที่ เป็นอาชญากรโดยสภาพ เชน่ คดีลัก วิ่ง ชิง ปล้น กับ ผู้ต้องขังคดีนโยบาย คือ ยาเสพติด ซ่ึงเป็นสาเหตุ หลักท่ีท้าให้มีนักโทษล้นคุก ส่งผลกระทบต่อการด้าเนินงานของกรมราชทัณฑ์ทังระบบ โดยเฉพาะส่วน โครงสร้างพืนฐานที่ไม่สามารถรองรับนักโทษได้ทังหมด เกิดเป็นปัญหาความแออัดในเรือนจ้า และยัง กระทบต่อสังคมในแงง่ บประมาณที่ตอ้ งใช้เพ่ิมมากขนึ 1. สถำนกำรณน์ ักโทษล้นคุกในประเทศไทย และแนวทำงแกป้ ญั หำของกรมรำชทณั ฑ์ นายนัทธี จิตสว่าง กล่าวว่า ปัญหานักโทษล้นคุกเร่ิมขึนเมื่อปี พ.ศ.2520 ซึ่งกรมราชทัณฑ์ได้ พยายามน้ามาตรการต่างๆ มาปรับใช้เพือ่ แกป้ ัญหา แต่ยงั ไม่ไดผ้ ลเท่าท่คี วร เพราะทัศนคตขิ องคนไทยที่ ตดิ ภาพการลงโทษว่าหากคนทา้ ผิดต้องตดิ คุก หากไม่ตดิ คุกจะคิดว่าไม่สาสม ท้าใหม้ าตรการต่างๆ มักไม่ ถกู นา้ ไปใช้ การปรบั เปลย่ี นทัศนคติของคนในเรอื่ งการลงโทษจงึ เปน็ เรื่องส้าคัญ 2-54
รายงานวิจัยฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลื่อมล้า ผา่ นกระบวนการยุตธิ รรม” สัญญาเลขที่ SRI58M0417 2. ปญั หำนักโทษล้นคกุ และแนวทำงกำรแกไ้ ข ผศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท กล่าวว่า การที่นักโทษล้นคุกท้าให้ประสิทธิภาพในการฟ้ืนฟูนักโทษลด น้อยลง แต่หากเร่งน้าคนออกจากเรือนจ้าเพ่ือลดปริมาณนักโทษโดยท่ียังไม่พร้อม เขาก็อาจกลับไป กระท้าความผดิ อกี เม่อื มองในภาพรวม การจะแก้ไขปัญหาในกระบวนการยตุ ิธรรม ต้องแก้ใน 2 ส่วนหลักๆ คือ 1. บุคลากร และ 2. ระบบ และไดเ้ สนอแนวทำงกำรแกไ้ ขปัญหำนักโทษลน้ คุก ดังนี 1(. แก้ไขสภาพกฎหมายอาญาเฟ้อ ด้วยการยกเลิกฐานความผิดท่ีไม่จ้าเป็น เช่น คดีความผิด เก่ยี วกับการใช้เช็คควรเป็นความรับผิดทางแพง่ ไม่ควรน้าโทษทางอาญามาใช้ เพราะเป็นการสร้างภาระ เพิม่ เตมิ ให้แก่เจ้าพนกั งาน 2(. ปรับปรุงโทษปรบั ทไ่ี ร้ประสทิ ธิภาพ เนือ่ งจากโทษปรบั ไม่สอดคล้องกับค่าของเงนิ ในปัจจุบัน จึงไม่สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ในการใช้โทษปรับได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้ศาลเลือกใช้โทษจ้าคุก เปน็ หลกั 3(. มาตรการโทษทางเลือก (Intermediate Punishment( แทนการจ้าคุก ไม่ว่าจะเป็น มาตรการโทษระดับกลาง หรือมาตรการอน่ื ๆ เช่น การลงโทษเชิงเยยี วยา การท้างานบรกิ ารสงั คม 4(. การพัฒนาระบบการปล่อยชั่วคราวให้มีประสิทธิภาพ การเรียกหลักประกันเป็นเงินหรือ ทรัพย์สินก่อให้เกิดความเหลื่อมล้า ท้าให้ผู้กระท้าผิดที่ยากไรไ้ ม่สามารถประกนั ตัวเองได้ ทังที่อาจทา้ ผิด เล็กน้อยเท่านัน โดยผู้อภิปรายเสนอให้ลดหลักประกันใหต้ ้า่ ลง และใหพ้ ิจารณาเบืองหลัง (Background Check( รวมถึงความประพฤติของผู้ต้องหาหรือจ้าเลยประกอบในการปล่อยช่ัวคราว มีการก้าหนด เงอ่ื นไขรายงานตวั เปน็ ต้น 5(. การควบคุมโดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึน (Electronic Monitoring — EM( เปน็ มาตรการทางเลือกในการปฏิบัตติ ่อผ้กู ระท้าความผิดเล็กน้อยที่มปี ระสิทธภิ าพ และสามารถบรรเทาปญั หานกั โทษลน้ คกุ ได้ในระดบั หนง่ึ 3. ระบบคำ่ ปรบั ทำงอำญำของประเทศไทยและแนวทำงกำรแก้ไขปรบั ปรุง นายอิสร์กุล อุณหเกตุ กล่าวว่า ปัญหาของระบบโทษปรับทางอาญาของไทย มีหลักๆ 2 ประการ 1(. โทษปรับไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน และเป็นโทษท่ีไม่ค้านึงถึง ฐานะทางเศรษฐกิจของแตล่ ะคน จึงเหลื่อมลา้ ระหว่างผู้กระทา้ ผิดท่ียากไร้ กบั ผู้กระท้าผิดทม่ี เี งนิ 2-55
รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหลอ่ื มลา้ ผา่ นกระบวนการยุตธิ รรม” สญั ญาเลขท่ี SRI58M0417 2(. โทษปรับเป็นโทษที่มมี ูลค่าชดั เจน ซึ่งไม่ไดค้ ้านงึ ถึงสภาพเงินเฟ้อที่เปล่ียนแปลงไป และยังมี ประเด็นท่ีวา่ คา่ ปรับเปน็ การใชเ้ งนิ ซือความสะดวก มากกว่าเปน็ การรบั การลงโทษอยา่ งแท้จรงิ ด้วย 3. รำยงำนประจำปี 2447 ของ TIJ ข้อกำหนดกรุงเทพ : กำรส่งเสริมกำรปฏิบัติตำมมำตรฐำนและบรรทัดฐำนในกระบวนกำรยุติธรรม ทำงอำญำ ผู้ต้องขงั หญงิ และปญั หำจำกกำรใชโ้ ทษจำคกุ จากรายงานสติถิกรมราชทัณฑ์ ณ วันที่ 1 ธนั วาคม 2557 พบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนผู้ต้องขัง หญิงสูงสุดในโลก หรือ 71 คน ต่อประชากร 100,000 คน และผู้ต้องขังหญิงในไทยกว่าร้อยละ 82 กระท้าความผิดเก่ียวกับยาเสพติด รองลงมาเป็นความผิดเก่ียวกับทรัพย์ จะเห็นได้ว่าผู้กระท้าความผิด หญิงส่วนมากไม่ใช่ผู้ที่มีความโหดร้ายโดยสันดาน การเพิ่มจ้านวนประชากรผู้ต้องขังหญิงน้าไปสู่ปัญหา ในการบริหารงานในเรือนจา้ หลายประการ ภายใต้โครงการ ELFI ไทยใช้ยุทธศาสตร์การฑูตเชิงรุกผ่านการเจรจาโน้มน้าวและแสวงหา ความร่วมมอื ระหว่างประเทศในการจัดท้าข้อก้าหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติตอ่ ผู้ต้องขงั หญิงใน เรือนจ้า และมาตรการท่ีมิใช่การคุมขังส้าหรับผู้กระท้าความผิดหญิง ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 65 ได้ให้การรับรอง และเรียกชื่อย่อของข้อก้าหนดนีว่า “ข้อก้าหนดกรุงเทพ หรือ The Bangkok Rules” และเพื่อเป็นการส่งเสริมการน้าข้อก้าหนดกรุงเทพไปปรับใช้ รัฐบาลได้จัดตังสถาบัน เพอ่ื การยตุ ิธรรมแห่งประเทศไทยขึน ควำมรุนแรงตอ่ ผู้หญงิ (Violence against Women) สหประชาชาติได้ประมาณการไว้ว่า กว่า 1 ใน 3 ของผู้หญิงทั่วโลก เคยผ่านประสบการณ์การ ถูกคุกคามหรือกระท้าความรุนแรงทางเพศมาแล้ว และข้อมูลจาก UNICEF แสดงให้เห็นว่าเด็กหญิง ประมาณ 120 ล้านคนทั่วโลก หรือ 1 ใน 10 ต้องประสบกับการถูกบังคับใช้มีเพศสัมพันธ์หรือการ กระท้าในลกั ษณะทางเพศในช่วงชีวิต และในไทย พบว่าทกุ 15 นาที จะเกดิ คดีข่มขนื ขึน 1 คดี ดังนี จะ เห็นได้ว่าความรุนแรงท่ีเกิดขึนกับผู้หญิงเป็นความรุนแรงท่ีเกิดขึนโดยเฉพาะเจาะจง จากอคติทางเพศ และมนี ัยยะของการเหยยี ดเพศระหวา่ งชายและหญงิ อะไรคอื ควำมรนุ แรงต่อผหู้ ญงิ ปฏิญญาสากลว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงของสหประชาชาติได้นิยามค้าว่า “ความ รุนแรงต่อผู้หญิง” ไว้ว่า “การกระท้าใดๆ ที่เป็นความรุนแรงที่เกิดขึนจากอคติทางเพศ เป็นผลให้เกิด ความทุกข์ทรมาณแก่ผู้หญิง รวมทังการขู่เข็ญ คุกคาม กีดกัน เสรีภาพของผู้หญิง ทังในพืนที่สาธารณะ และในชีวติ สว่ นตัว” 2-56
รายงานวจิ ัยฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลือ่ มล้า ผา่ นกระบวนการยตุ ิธรรม” สัญญาเลขที่ SRI58M0417 โครงกำรวิจยั ต่ำงๆ ในดำ้ นกำรยุติควำมรนุ แรงตอ่ ผหู้ ญงิ และเดก็ 1. รำยงำนกำรวจิ ยั ดำ้ นกำรยตุ คิ วำมรุนแรงต่อผู้หญงิ และเด็ก สถาบันฯ ร่วมกับองค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิง แห่งสหประชาชาติ (UN Women( จัดท้าโครงการวิจัยในหัวข้อระบบยุติธรรมทางอาญากับการ ตอบสนองต่อการขม่ ขนื และการกระท้าความรุนแรงทางเพศในประเทศไทย ผลการศกึ ษาในเบอื งต้นพบว่า แม้ในปัจจุบันคดีการใช้ความรนุ แรงทางเพศมีแนวโนม้ เพ่ิมสูงขึน เรื่อยๆ แต่สถิติของการเข้าแจ้งความกลับไม่เพิ่มสูงขึน นอกจากนี จา้ นวนคดีความรนุ แรงทางเพศท่ีได้มี การตัดสินลงโทษผู้กระท้าความผิดจนสินสุดกระบวนการกลับไม่ได้มีจ้านวนเพิ่มขึนในลักษณะแปรผัน ตามจา้ นวนความรนุ แรงทม่ี แี นวโมท่ีสงู ขึนแต่อย่างใด สำเหตแุ ละปจั จัยท่ที ำให้คดีควำมผดิ เกยี่ วกบั เพศหลดุ ออกจำกกระบวนกำรยตุ ธิ รรม (Attrition) การขาดความตระหนักรู้และความเขา้ ใจในการปฏบิ ัติงานของเจ้าหน้าทีใ่ นกระบวนการยตุ ธิ รรม เกีย่ วกับความละเอยี ดอ่อนทางเพศสภาพ จนอาจเปน็ การตอกย้าและเปน็ เหตใุ หผ้ ้เู สยี หายรู้สกึ อับอาย ประเทศไทยมีข้อจ้ากัดด้านบุคลากรท่ีปฏบิ ัติหน้าที่รับแจ้งเหตุและการสบื สวนสอบสวน ซึ่งอาจ ยังไมม่ คี วามร้คู วามเขา้ ใจในการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย ท่ถี กู กระท้าความรนุ แรงทางเพศอยา่ งเพยี งพอ ปญั หาด้านการด้าเนินการที่ลา่ ชา้ และยาวนาน ซ่ึงบน่ั ทอนกา้ ลังใจในการเนนิ คดีของผเู้ สียหาย ข้อจา้ กัดของ ปอ. และ ป.วิ.อ. ที่ยังคงมีบทบัญญัติที่ท้าให้ผู้เสียหายท่เี ป็นผู้หญิงเสียเปรียบและ มชี ่องโหวท่ ี่เอือต่อการยอมความหรือถอนฟ้อง การขาดการประสานงานท่ีเป็นระบบ ระหว่างหน่วยงานหลักในกระบวนการยุติธรรม คือ ต้ารวจ อัยการ ศาล และหน่วยงานส่วนเก่ียวข้องอื่นๆ บ่อยครังความบกพร่องในการประสานงานและ ขาดระบบการรวบรวมข้อมูลได้เพียงพอ คดคี วามจึงไมไ่ ดเ้ ข้าสกู่ ระบวนการยุติธรรมตงั แตแ่ รก การขาดความรู้ด้านกฎหมายและสิทธิท่ีพึงมีของผู้หญิงและเด็ก ตลอดจนข้อจ้ากัดด้านความรู้ ความเชย่ี วชาญของเจ้าหน้าทท่ี เ่ี ก่ียวขอ้ ง อคติเรื่องเพศในสังคมไทย เช่น มองว่าการถูกข่มขืนเป็นความผิดของผู้หญิง หรือหากมีการ ดา้ เนินคดกี จ็ ะท้าให้ครอบครัวของผเู้ สียหายเสื่อมเสียชอ่ื เสยี ง ฯลฯ จะเห็นไดว้ ่าสาเหตุที่ท้าให้คดีความผิดทางเพศหลดุ จากกระบวนการยุตธิ รรมนนั สามารถเกิดขึน ได้ตังแต่ก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และปัจจัยส้าคัญที่น้าพาคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ส้าเร็จ ขึนอยู่กับการท้างานของหน่วยงานต่างๆ ท่ีเก่ียวข้อง โดยท่ีประชุมเสนอให้มีการเพิ่มจ้านวนพนักงาน สอบสวนท่ีเป็นหญิง ให้มีการอบรมเร่ืองความละเอียดอ่อนทางเพศสภาพแก่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายใน กระบวนการยุติธรรม ส่งเสริมให้มีความร่วมมือของชุมชนเพ่ือให้ผู้หญิงเข้าใจสิทธขิ องตน มีความรู้เรือ่ ง 2-57
รายงานวิจยั ฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหลอื่ มล้า ผา่ นกระบวนการยุติธรรม” สญั ญาเลขที่ SRI58M0417 กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมและช่องทางความช่วยเหลือต่างๆ ทังของภาครัฐและภาคเอกชน และการเสริมพลัง (Empowerment( เพื่อให้ผู้หญิงและเด็กหญิงสามารถยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งและ ย่งั ยืนในสังคม 2. งำนด้ำนกำรเข้ำถึงควำมยตุ ิธรรมของผู้หญงิ ที่ถูกกระทำควำมรนุ แรงทำงเพศ แม้ว่าปัญหาความรุนแรงทางเพศจะมีแนวโน้มท่ีเพิ่มมากขึน แต่ผู้ท่ีประสบกับความรุนแรงทาง เพศมักเลือกที่จะไม่แจ้งความ หรือน้าคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สถาบันฯ ได้จัดท้า “คู่มือ ปฏิบัติการ” (The Toolkit( เพอื่ เป็นการให้ขอ้ มลู ทคี่ วรทราบแกบ่ ุคคลทัว่ ไป ควำมรนุ แรงต่อเด็ก (Violence against Children) ความรุนแรงต่อเด็กเป็นปรากฎการณ์ท่ีข้ามวัฒนธรรมและข้ามชนชันทางสังคม ข้อมูลจาก ยูนิเซฟมีการประมาณการว่ามีเด็กมากกว่า 500 ล้านคนทั่วโลก ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง ซ่ึงครึ่งใน จ้านวนนันเป็นความรุนแรงที่เกิดขึนในครอบครัว และองค์การการค้าโลกรายงานว่ามีเด็กอายุต้่าว่า 18 ปี ถึง 5.5 ลา้ นคนท่ถี ูกบังคับใช้แรงงาน ในไทย จากการส้ารวจสถิติสถานการณ์การกระท้าความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิง โดยศูนย์ ช่วยเหลือสงั คม (OSCC( พบว่าตลอดปี พ.ศ.2556 ได้ช่วยเหลือเดก็ ที่ถกู กระท้ารุนแรง รวม 19,229 คน ซ่ึงมีมากกว่า ปี พ.ศ.2555 ที่มีจ้านวนเพียง 9,803 คน และในจ้านวนนี 13,904 คน ถูกล่วงละเมิดทาง เพศ และ 4,256 คน ถูกท้าร้ายร่างกาย ทังที่ตลอด 10 ปีท่ีผ่านมา ไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่เก่ียวข้อง กับการคุ้มครองเด็ก อีกทังไทยยังได้ร่วมลงนามในข้อตกลงนานาชาติหลายฉบับ เช่น อนุสัญญาว่าด้วย สทิ ธเิ ดก็ ฯลฯ ซง่ึ กฎหมายเหลา่ นีเปน็ พนื ฐานในการทา้ งานดา้ นการคุ้มครองเด็ก และยังไม่รวมถึงความรุนแรงท่ีเกิดกับเด็กซึ่งอยู่ในระหว่างการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะจากรายงานข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรงของไทย พบว่าหลายจังหวัดไม่มีการร้องทุกข์ในคดีที่ เกี่ยวกับความผิดทางเพศ สาเหตุหลักมาจากการท่ีผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์หรือแจ้งความด้าเนินคดีกับ ผกู้ ระท้าความผดิ เปน็ ผลใหไ้ มม่ ีการนา้ ตัวผกู้ ระท้าความผิดมาด้าเนนิ คดี ทงั นอี าจมาจากปัจจยั เหลา่ นี - กระบวนการในการสอบสวนในชันต้ารวจ อัยการและการสืบพยานในชันศาล ต้องมีการเล่า ข้อเท็จจริงท่ีเกิดขึนหลายครัง เปรียบเสมือนการถูกกระท้าซ้า (revictimization( ซึ่งเป็นเหตุให้ ผู้ถกู กระท้าไม่ต้องการดา้ เนนิ คดี - แม้มีกฎหมายที่ให้อ้านาจเจ้าหน้าที่ทังภาครัฐและภาคเอกชนเข้าแทรกแซงและช่วยเหลือได้ เม่ือเกิดปัญหา ตลอดทังมีการจัดตังหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อปัญหานีโดยตรง แต่การช่วยเหลือเป็นไป ในลักษณะสหวิชาการที่เป็นการประสานงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน ซ่ึงอาจยังไม่สามารถ กอ่ ใหเ้ กิดผลลัพท์ทม่ี ีประสิทธภิ าพเพียงพอ 2-58
รายงานวิจัยฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหล่ือมล้า ผา่ นกระบวนการยตุ ธิ รรม” สญั ญาเลขที่ SRI58M0417 - ผู้เสียหายและครอบครัวไม่ประสงค์ด้าเนินการทางกฎหมาย เนื่องจากอับอายและความกังวล ว่าจะเส่ือมเสียช่ือเสียง - เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมบางส่วนอาจขาดความเข้าใจอย่างเพียงพอต่อประเด็นด้าน เพศภาวะ ทเ่ี กย่ี วกบั ปัญหาการใช้ความรนุ แรงต่อเด็กและหญงิ กำรขับเคลอื่ นงำนดำ้ นกำรยตุ ิควำมรุนแรงต่อเด็กทเ่ี ขำ้ ส่กู ระบวนกำรยตุ ิธรรม สืบเนื่องจากการประชุมหารอื อย่างไม่เป็นทางการเร่ืองการดูแลเด็กในกระบวนการยตุ ิธรรม ซ่ึง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ทรงด้ารงต้าแหน่งประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยการ ป้องกนั อาชญากรรมและความยุตธิ รรมทางอาญา สมยั ที่ 21 ประเทศไทยจึงได้ขออาณัติจากสหประชาชาติในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ Open-ended Intergovernmental Expert Group Meeting to Develop a Draft Set of Model Strategies and Practical Measures on the Elimination of Violence against Children in the Field of Crime Prevention and Criminal Justice ระหว่างวันที่ 18 – 21 กุมภาพันธ์ 2557 โดย UNODC, UNICEF, OHCHR, Special Representative of the UN Secretary General on Violence against Children และหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องร่วมกันเจรจายกร่างต้นแบบยุทธศาสตร์ ดังกล่าว เพ่ือเป็นแนวทางนา้ ไปปรับใช้ในการปฏิบัติของประเทศตา่ งๆ ในการเพ่ิมประสิทธิภาพการดูแล และให้ความชว่ ยเหลือและป้องกันความรนุ แรงตอ่ เดก็ ท่ีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา การประชุมครงั นไี ด้มกี ารร่างแผนยทุ ธศาสตร์ ซึ่งแบง่ ออกเป็น 3 ส่วน คือ 1(. ยุทธศาสตรป์ ้องกนั ทัว่ ไป 2(. ยุทธศาสตร์การเพ่ิมประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในการตอบสนองต่อ คดคี วามรุนแรงต่อเดก็ 3(. ยุทธศาสตร์การป้องกันและตอบสนองต่อปัญหาความรุนแรงต่อเด็กที่เกิดภายใน กระบวนการยตุ ธิ รรม ทังนี ร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการว่าด้วยการป้องกัน อาชญากรรมและยุติธรรมทางอาญา สมัยที่ 23 แล้วและจะน้าเสนอต่อท่ีประชุมสมัชชาสหประชาชาติ เพ่ือให้การรับรองในช่วงปลายปี นับตังแต่นันมา สถาบันฯจึงมุ่งม่ันในการพัฒนาแนวทางการแก้ปัญหา เรื่องเด็กในกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด เพราะเด็กเป็นกลุ่มท่ีเปราะบางและเป็นกลุ่มที่มักตกเป็น เหยื่อความรุนแรงและอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ แม้กระท่ังเด็กท่ีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็สามารถ ตกเปน็ เหย่อื ของความรุนแรงได้เชน่ กนั 2-59
รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหล่อื มล้า ผา่ นกระบวนการยุติธรรม” สัญญาเลขท่ี SRI58M0417 กำรคำ้ มนุษย์ (Human Trafficking) บทบาทของสถาบันฯ เก่ียวกับการต่อต้านการค้ามนุษย์มี 2 ส่วนหลักๆ คือ การบูรณาการ ข้อมูลส้าหรับการเขียนรายงานด้านการด้าเนินคดีค้ามนุษย์ และส่งเสริมประสิทธิภาพในการสืบสวน สอบสวนและด้าเนินคดีค้ามนุษย์ รวมถึงการจัดกิจกรรมในการยกระดับความสัมพันธ์และการ ประสานงานระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทย ซึ่งจากกิจกรรมดังกล่าว ส่งผลให้เกิดเป็น รปู ธรรม ดังนี - สนับสนุนให้มีการปรับปรุงรูปการเขียนรายงานในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างย่ิงในส่วนที่ เกี่ยวกบั การดา้ เนินคดี ให้มคี วามชัดเจนมากขึน - ส่งเสริมการประสานงานความร่วมมือกันในหมู่ผู้รับผิดชอบระดับสูงและผู้เช่ียวชาญใน กระบวนการยุติธรรมของไทย ได้แก่ สา้ นักงานต้ารวจแห่งชาติ ส้านกั งานอยั การสูงสุด กรมสอบสวนคดี พิเศษ ส้านักงานศาลยุติธรรม ส้านักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ส้านักงานป้องกันและ ปราบปรามการทจุ ริตในภาครฐั รวมถงึ กระทรวงแรงงาน - การกระชับความสัมพันธ์และประสานงานระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยกับ สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว - แปลค้าพิพากษาคดีค้ามนุษย์ที่นา่ สนใจ ส่งให้กับ UNODC เพื่อสนับสนุนการจัดทา้ ฐานขอ้ มูล ด้านคดีทางกฎหมาย รวมถงึ ด้าเนนิ โครงการน้ารอ่ งในการส้ารวจและเก็บขอ้ มูลด้านการคา้ มนุษยใ์ นไทย 4. รำยงำนผลสรุปกำรดำเนินกำรโครงกำรเวทีควำมคิดเพื่อกำรพัฒนำกระบวนกำรยุติธรรมไทย (สกว.) พ.ย.2543 สรุปผลกำรดำเนนิ กำร เริ่มด้าเนินการด้วยการจัดเวทีความคดิ เพื่อการพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทย แต่เดิมเปน็ งาน ที่ต้องการประเมินสถานภาพองค์ความรู้เพ่ือหาโจทย์วิจัย โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของ “ผู้ใช้งาน วิจัย” จึงท้าให้ลักษณะของการท้างานเปล่ียนแปลงไปจากที่คาดหมายไว้เดิมมาก โดยเป้าหมายหลักของ โครงการเปล่ียนจากการหาโจทย์วิจัย ท่ีตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานวิจัยไปสู่การสร้างความ เคล่ือนไหว เพื่อก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงในกระบวนการยุตธิ รรม ซ่งึ สภาพปัญหาส้าคัญอย่างหน่ึงก็คือ การขาดการมองภาพรวมของกระบวนการยุติธรรม ส่งผลให้โครงการนีเป็นข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ แนวทางและมาตรการต่างๆ ในภาพรวม ไมไ่ ดล้ งลกึ ไปถึงวิธกี ารในการแก้ปัญหาในรายละเอยี ด 2-60
รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลอื่ มล้า ผา่ นกระบวนการยตุ ธิ รรม” สญั ญาเลขที่ SRI58M0417 สภำพปัญหำของกระบวนกำรยุติธรรมไทย 1. ปญั หำเก่ียวกับโครงสรำ้ งของกระบวนกำรยตุ ธิ รรมไทย คือ ไม่มีการบริหารงานในภาพรวมองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จะแบ่งแยกความรับผิดชอบและ การบริการออกเป็นส่วนๆ โดยไม่มีความเช่ือมโยง หรือความรับผิดชอบต่อกันเท่าท่ีควร ซึ่งก่อให้เกิด ปัญหาต่างๆ ตามมา ดังนี - ขาดเป้าหมายและทศิ ทางการพัฒนากระบวนการยุติธรรมในภาพรวม - ไม่สามารถก้าหนดนโยบายทางอาญา และนา้ นโยบายไปปฏิบตั อิ ย่างมีสมั ฤทธิ์ผล - ขาดความรว่ มมอื กัน - ขาดระบบการบริหารจัดการทดี่ ี 2. ปัญหำเก่ยี วกบั โครงสรำ้ งระบบกำรดำเนนิ คดอี ำญำ แบง่ ออกเป็น - มกี ารนา้ คดีเขา้ สูร่ ะบบยุติธรรมมากเกินสมควร เพราะกฎหมายกา้ หนดให้น้าโทษทางอาญามา ใช้กับพฤติกรรมท่ีฝ่าฝืนกฎหมายเป็นจ้านวนมาก แม้จะเป็นความผิดท่ีมิใช่อาชญากรรมโดยแท้ก็ตาม และยังเป็นกระบวนการท่ีมีลักษณะตังรับ โดยท่ีไม่เปิดช่องให้ชุมชนและประชาสังคม มีโอกาสเข้ามา จัดการกับพฤติกรรมท่ีมีลักษณะฝ่าฝืนกฎหมาย อีกทังยังไม่มีระบบหรือกระบวนการในการกร่ันกรอง หรือเบี่ยงเบนคดี - ยงั ขาดระบบการตรวจสอบการตรวจคน้ และจับกมุ ทมี่ ีประสทิ ธภิ าพ - ระบบการสอบสวนและฟ้องร้องมีการแยกจากกันโดยเด็ดขาด ท้าให้การด้าเนินคดีขาด ประสทิ ธิภาพ (การท้างานของตา้ รวจแยกออกจากการทา้ งานของอัยการ( - ระบบการสั่งคดีของอัยการยังต้องมีการปรับปรุง โดยกฎหมายไทยยังไม่ได้วางกระบวนการ แก้ไขฟื้นฟูผู้กระท้าความผิด รองรับให้กับกรณีท่ีอัยการส่ังไม่ฟ้อง เพราะการคุมประพฤติจะเข้ามา เกีย่ วข้องต่อเมื่อภายหลังมีค้าพพิ ากษาของศางให้รอการลงโทษ สรปุ หากมกี รณีท่ีอัยการสั่งไม่ฟ้อง กจ็ ะ ไมม่ ีมาตรการดูแลไมใ่ หผ้ ู้ต้องหากลับมากระทา้ ความผิดซ้าอีก ซ่งึ ก็มีส่วนให้อัยการมักส่ังฟอ้ งคดีเล็กน้อย ไปส่ศู าล โดยไม่ใช้ดุลยพินิจในการกร่ันกรองคดีที่เหมาะสม และระบบของไทยใหส้ ิทธแิ ก่ผู้เสียหายอย่าง มาก ในการน้ามาตรการทางอาญามาเป็นเคร่ืองมือบีบบังคับให้ลูกหนีช้าระหนีทางแพ่ง ซ่ึงกระทบต่อ ระบบการบรหิ ารงานคดีอาญามาก - ยังมิได้ให้ความส้าคัญกับระบบการพิจารณาคดีของศาลชันต้นเท่าท่ีควร โดยเช่ือว่าศาลสูงมี ประสิทธิภาพเพียงพอ ท่ีจะตรวจสอบแก้ไขข้อผิดพลาดของศาลชันต้นได้ทังๆ ท่ีศาลสูงมิได้สัมผัสกับ 2-61
รายงานวจิ ัยฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหลื่อมล้า ผา่ นกระบวนการยตุ ิธรรม” สญั ญาเลขที่ SRI58M0417 พยานหลักฐานเอง แต่ตรวจสอบจากเอกสารท่ีศาลชันต้นจดบันทึก ซึ่งไม่ต่างกับการเช่ือถือพยานบอก เลา่ - การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายในคดีอาญายังขาดประสิทธิภาพและไม่เพียงพอ ส่วนมาก อยู่ในรูปแบบของทนายขอแรงท่ียังมีปัญหาเร่ืองประสิทธิภาพ จ้านวนของทนาย และงบประมาณ คา่ ใช้จา่ ยและคา่ ตอบแทนที่ทนายได้รบั 3. ปัญหำท่ีเกิดจำกกำรปฏิบัติโดยไม่ชอบธรรมจำกบุคคลในกระบวนกำรยุติธรรมอันเป็นกำรล่วง ละเมิดสทิ ธิเสรีภำพของประชำชน เปน็ ปัญหาทป่ี รากฏในหลายรปู แบบ เชน่ - การคกุ คามสทิ ธขิ องผ้ถู ูกกลา่ วหา เช่น ใชว้ ธิ ีการอนั มิชอบเพอ่ื ให้ได้ค้าใหก้ ารรับสารภาพในชัน สอบสวน สร้างเง่ือนไขหรืออุปสรรคเกินควรในการปล่อยตัวช่ัวคราว น้าผู้ต้องสงสัยหรือจ้าเลยไปขังปะ ปันกับนักโทษเด็ดขาด และการประจานตอ่ สาธารณชนในรูปแบบตา่ งๆ - การละเลยไมค่ ุ้มครองสิทธิของผูเ้ สยี หายและพยานเท่าทคี่ วร - การเลอื กปฏิบัติ โดยอคติหรอื เจตนาทจุ รติ - การใชด้ ลุ ยพินิจที่ไม่เทีย่ งธรรม อนั ทา้ ใหเ้ กดิ ความอยุตธิ รรม - การฉอ้ ราษฎร์บังหลวง - การทา้ งานที่ลา่ ชา้ ทงั การถ่วงเวลาและไมเ่ อาใจใส่ 4. กระบวนกำรยตุ ิธรรมขำดประสิทธิภำพในกำรควบคุมอำชญำกรรม มีหลายประเด็น คอื - ขาดการจัดการอย่างเหมาะสมกับการกระท้าความผิดแต่ละระดับ เช่น การจัดการกับกลุ่ม ความผิดแต่ละระดับ ซึ่งอาจแบ่งตามระดับความหนักเบาของผลร้ายท่ีมีต่อสังคม (ประกอบกับโอกาสท่ี ผู้กระท้าความผิดจะกลับตัว( แบ่งเป็น 1). อาชญากรรมรายใหญ่ 2). อาชญากรรมรายย่อย 3). การ กระท้าผิดเพราะความคิดที่ผิดพลาด ซ่ึงผู้กระท้าผิดไม่มีนิสัยเป็นอาชญากร 4). การกระท้าผิดเพราะฝ่า ฝนื หลักเกณฑข์ องกฎหมาย - ขาดประสิทธิภาพในการปราบปรามอาชญากรรมรายใหญ่ - ปริมาณคดีทศ่ี าลยกฟ้องมสี งู มาก 5. กระบวนกำรยตุ ิธรรมขำดประสทิ ธภิ ำพในกำรแก้ไขฟืน้ ฟผู ูก้ ระทำผดิ - ยังคงละเลยหรือมองขา้ มความส้าคัญของการแกไ้ ขฟื้นฟูผกู้ ระทา้ ผิด 2-62
รายงานวจิ ัยฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหลอ่ื มลา้ ผา่ นกระบวนการยตุ ิธรรม” สญั ญาเลขท่ี SRI58M0417 - ไม่มีการแก้ไขฟ้ืนฟูผู้กระท้าผิดก่อนขันตอนของศาล (ต้องถูกฟ้องทุกราย มีประวัติติดตัว เกิด โอกาสทจ่ี ะกระทา้ ผิดซา้ ( - ระบบราชทณั ฑย์ ังไม่สามารถแกไ้ ขฟน้ื ฟผู กู้ ระทา้ ผดิ ไดอ้ ยา่ งแท้จรงิ 6. กระบวนกำรยุติธรรมขำดกำรมสี ่วนรว่ มและกำรสนับสนนุ จำกประชำชน มีลักษณะเป็นกระบวนการของรัฐที่มีมุมมองของการใช้อ้านาจมากกว่าการให้บริการดา้ นความ ยุติธรรม (ใช้อ้านาจบังคับ( และมีลักษณะปิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือองค์กรภายนอก ระบบงานยตุ ธิ รรม 7. กระบวนกำรยุตธิ รรมขำดองคค์ วำมรู้และศักยภำพในกำรพฒั นำ กล่าวคือ บุคลากรส่วนใหญ่ในกระบวนยุติธรรมส่วนใหญ่ ยังวนเวียนปฏิบัติอยู่กับการ ปฏิบัติงานตามบรรทัดฐาน และระเบียบปฏิบัติท่ีมีอยู่เดิม ในขณะท่ีสังคมมึความสลับซับซ้อนและมี ศกั ยภาพมากขึน ท้าให้กระบวนการยตุ ิธรรมมีปัญหาไมส่ ามารถจัดการกับปัญหาอาชญากรรมใหม่ๆ ที่มี ความสลับซบั ซ้อนมากขนึ ได้ 8. บุคลำกรในกระบวนกำรยุติธรรมขำดจิตสนึกและขำดทัศนคติที่ดีในกำรให้บริกำรควำมยุติธรรม แก่ประชำชน กล่าวคือ บุคลากรบางส่วนมีทัศนคติเชิงอ้านาจนิยม และยึดติดในระบบเจ้าขุนมูลนาย การ เลือกคนเข้าท้างานในกระบวนการยุติธรรม ไม่ให้ควาส้าคัญกับด้านคุณธรรมจริยธรรมเท่ากับ ความสามารถในด้านความรู้ วสิ ยั ทศั น์กระบวนกำรยตุ ิธรรมไทย - มปี ระสิทธภิ าพในการควบคมุ อาชญากรรมและรักษาความสงบสขุ ของสังคม - เคารพและคุ้มครองสิทธเิ สรีภาพของประชาชน - บังคบั ใช้กฎหมายอยา่ งเสมอภาคและเปน็ ธรรม - มีทัศนคติและภาพลักษณ์ของการให้บริการด้านความยตุ ธิ รรม - มคี วามโปร่งใสเปิดรบั ความรว่ มมอื และการตรวจสอบจากประชาชน - มกี ารพฒั นาองค์ความรูแ้ ละวิทยาการจดั การให้เทา่ ทนั การพัฒนาของสงั คม กระบวนทศั น์ใหม่ในกำรบรหิ ำรงำนยตุ ิธรรม มปี ระเดน็ ทเ่ี ป็นกรอบความคดิ หลักๆ ดงั นี - ปรับกระบวนการยุตธิ รรมทม่ี ีทศั นคตเิ ชงิ อ้านาจ ไปสกู่ ารให้บรกิ ารดา้ นความยุตธิ รรม 2-63
รายงานวจิ ัยฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลอ่ื มลา้ ผา่ นกระบวนการยุติธรรม” สญั ญาเลขท่ี SRI58M0417 - มีมุมมองในการท้างานท่ีค้านึงถึงผลส้าเร็จของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม มากกว่าของ หน่วยงาน - เน้นการปอ้ งกันควบคู่กับการปราบปรามอาชญากรรม - เนน้ การสรา้ งทางเลือกท่ีไมน่ า้ คดเี ขา้ สรู่ ะบบยุติธรรมและระบบศาล โดยไมจ่ า้ เป็น - เนน้ การฟนื้ ฟแู กไ้ ขมากกว่าการลงโทษ - เน้นการอา้ นวยความยุติธรรมอยา่ งสรา้ งสรรค์ มากกว่าการแก้แค้นทดแทน - เน้นการสรา้ งระบบทม่ี ีความโปร่งใส การตรวจสอบควบค่กู ับบุคลากรทม่ี ีคุณธรรม - ค้านงึ ถงึ ความเสมอภาคของชายหญิงและคุ้มครองสิทธิผดู้ ้อยโอกาส - ส่งเสริมการมสี ว่ นร่วมของชมุ ชนและประชาสังคม - คา้ นึงถึงมาตรฐานความเป็นสากล และความรว่ มมือระหวา่ งประเทศในกระแสโลกาภิวัตน์ ยุทธศำสตรก์ ำรพฒั นำกระบวนกำรยุติธรรมไทย ยทุ ธศำสตรท์ ี่ 1 : ปรับปรุงระบบกำรบรหิ ำรงำนยตุ ิธรรมใหม้ ปี ระสิทธิภำพ 1. จัดให้มีคณะกรรมการนโยบายยุติธรรมแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าท่ีจัดท้าแผนนโยบายยุติธรรม แห่งชาติ และมีหน้ามีหน้าที่ในการติดตามประเมินผลส้าเร็จของการด้าเนินการ ให้เป็นไปตามแผน ดังกลา่ ว 2. จัดให้มีโครงสร้างกระทรวงยุติธรรมใหม่ ให้เป็นศูนย์กลางของการบริหารงานยุติธรรม ให้ เป็นองค์กรหลักในการบริหารงานยุติธรรมในทุกระดับ ยกเว้นส่วนท่ีเกี่ยวข้องกับการพิจารณาพิพากษา คดีของศาล 3. จัดใหม้ รี ะบบข้อมลู รวมกระบวนการยตุ ธิ รรมทมี่ ปี ระสิทธผิ ล 4. จดั สรรงบประมาณอย่างเพียงพอให้กับงานด้านยุติธรรม ยทุ ธศำสตร์ที่ 2. ปรบั ปรงุ ระบบกำรดำเนินคดีให้มปี ระสทิ ธิภำพมำกขนึ 1. ส่งเสริมให้มมี าตรการในการลดปริมาณคดที ่ีจะเข้าสรู่ ะบบงานยตุ ธิ รรม - ลดการนา้ เอามาตรการทางอาญามาใชใ้ นเรอ่ื งทไี่ มจ่ า้ เปน็ - สง่ เสริมให้นา้ เอามาตรการปอ้ งกันอาชญากรรมมาใช้อย่างจริงจัง - ส่งเสริมให้มีมาตรการท่ีเป็นทางเลือก ในการยุติข้อขัดแย้งนอกระบบยุตธิ รรมตามปกติให้มาก ขนึ 2. สง่ เสรมิ ให้นา้ มาตรการในการกลั่นกรองคดีกอ่ นเข้าสู่ระบบศาลให้มากขนึ 2-64
รายงานวจิ ยั ฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหล่อื มล้า ผา่ นกระบวนการยุตธิ รรม” สญั ญาเลขที่ SRI58M0417 3. ปรับปรุงให้มีการสอบสวนคดีอาญา มีหน่วยงานที่มีความเป็นกลางและอิสระ ตลอดจนมี ความเชี่ยวชาญพิเศษในเร่ืองนันๆ เข้าไปช่วยกันดูแลเพ่ือเป็นหลักประกันของความถูกต้อง ชอบธรรม และเสริมประสิทธิภาพของการสอบสวนใหเ้ พมิ่ มากขึน 4. พัฒนางานด้านนิติวิทยาศาสตรใ์ ห้มปี ระสิทธิภาพ อสิ ระ และมีความเปน็ กลาง 5. ปรับปรุงระบบสหวิชาชีพในการด้าเนินคดีอาญา ท่ีเก่ียวข้องกับเด็กและสตรีให้มี ประสิทธภิ าพมากขึน 6. ส่งเสริมความเข้มแข็งของศาลชันต้น และจ้ากัดคดีที่จะขึนสู่การพิจารณาของศาลสูงลง ให้ เหลือเท่าที่จ้าเป็นอยา่ งยงิ่ 7. จัดระบบการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายในคดีอาญาให้มีคุณภาพมากขึน โดยรัฐจะต้อง ให้งบประมาณที่เพียงพอ ในการท่ีจะมอบหมายให้สภาทนายความดา้ เนินการจัดตังส้านักงานช่วยเหลือ ทางกฎหมายในกระทรวงยตุ ธิ รรม 8. จัดให้มีระบบการขอและการให้ความร่วมมือระหว่างประเทศท่ีมีประสิทธิภาพ เช่น การส่ง ผู้ร้ายข้ามแดน หรือการแลกเปล่ียนนักโทษ โดยให้มีองค์กรกลางในการประสานงาน ซึ่งไม่ต้องผ่าน วิธีการทางการฑตู ทีม่ ากขนั ตอนและลา่ ชา้ ยุทธศำสตร์ที่ 3. : ปรับปรุงระบบกำรปฏิบัติต่อผู้กระทำควำมผิดให้มีควำมหลำกหลำย และมี ประสิทธิภำพในกำรแกไ้ ขฟน้ื ฟผู ู้กระทำผดิ ไดม้ ำกขนึ 1. พัฒนามาตรการในการปฏิบัติต่อผู้กระท้าผดิ อน่ื ทีเ่ หมาะสมมาใช้แทนโทษจ้าคกุ 2. ลดปริมาณผู้ท่ถี กู ควบคุมในเรือนจา้ ที่ไม่สมควรลดลงให้มากที่สุด 3. สง่ เสริมมาตรการในการช่วยผตู้ ้องโทษใหก้ ลับเขา้ สสู่ ังคมให้มากขึน 4. พัฒนาให้มีระบบรองรับในการน้ามาตรการ การปฏิบัติต่อผู้กระท้าความผิดโดยไม่ใช้สถาน ควบคมุ มาใช้ เช่น การเบยี่ งเบนคดอี อกจากกระบวนการยตุ ธิ รรม หรือการกรง่ั กรองคดีกอ่ นถึงศาล ยทุ ธศำสตร์ท่ี 8 : พฒั นำระบบกำรตรวจสอบและกำรคุม้ ครองสทิ ธิ 1. จัดระบบให้หน่วยงานในกระบวนการยตุ ิธรรมตรวจสอบถว่ งดลุ ย์การท้างานซง่ึ กันและกัน 2. สรา้ งระบบความรับผิดชอบ (accountability) ท่ีเหมาะสม กล่าวคือ เหมาะสมตามครรลอง ของระบอบประชาธิปไตย เพ่ือเป็นหลักประกันความเป็นกลางของการท้างาน มิให้เกิดการครอบง้า กันเองภายในองค์กร หรือการแทรกแซงจากภายนอก เช่น ให้อา้ นาจวุฒิสภาในการถอดถอนผู้พิพากษา และอยั การได้ 2-65
รายงานวจิ ัยฉบบั สมบูรณ์ “การลดความเหลอ่ื มลา้ ผา่ นกระบวนการยตุ ิธรรม” สญั ญาเลขที่ SRI58M0417 3. สรา้ งความโปร่งใสในกระบวนการท้างาน - ก้าหนดมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย พยาน และผู้ถูกกล่าวหาให้ชัดเจน ส้าหรับให้ บุคลากรในทุกขันตอนของกระบวนการยุติธรรมถอื ปฏบิ ัตโิ ดยเครง่ ครดั - ก้าหนดมาตรฐานในการใช้ดุลยพินิจในการใช้อ้านาจหน้าที่ต่างๆ ให้เกิดความชัดเจนและ เปิดเผยต่อสาธารณชน - เปิดเผยข้อมูลเก่ียวกับการปฏิบัติหน้าท่ีในส่วนที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการด้าเนินคดี ให้ผู้มีส่วน ไดเ้ สยี ได้รับทราบมากท่ีสุด - ปรับปรุงกฎหมายให้ก้าหนดระยะเวลาท่ีชัดเจนแน่นอน ส้าหรับขันตอนในกระบวนการ ยุติธรรม 4. พัฒนากลไกตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญให้มีบทบาท และศักยภาพในการตรวจสอบ กระบวนการยตุ ธิ รรม 5. ส่งเสรมิ ใหส้ ื่อมวลชนและประชาชน มีบทบาทในการตรวจสอบกระบวนการยตุ ธิ รรมมากขึน 6. จัดให้มีมาตรการและการด้าเนินการในการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา จ้าเลย และผู้ต้องโทษ ในดคีอาญาอย่างจริงจัง โดยการปล่อยช่ัวคราวควรเป็นหลักในการด้าเนินการไม่ใช่ข้อยกเว้น ไม่ควร เรียกหลักประกันในการปล่อยชั่วคราวให้สูงเกินไป และควรพัฒนาวิธีการอื่นในการปล่อยชวั่ คราวโดยไม่ ต้องใช้หลักประกัน การจัดให้มีทนายความท่ีมีประสิทธิภาพ เข้าร่วมในการสอบสวนและช่วยเหลือ ผู้ต้องหา ระหว่างที่ถูกสอบสวนด้าเนินคดีและในชันศาล การไม่ขังผู้ต้องหาที่ยังไม่มีค้าพิพากษาถึงท่ีสุด วา่ กระทา้ ความผดิ ปะปนกบั นักโทษเด็ดขาด เป็นตน้ 7. จัดให้มีมาตรการทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ และกองทุนท่ีเพียงพอในการคุ้มครองสิทธิ ผูเ้ สยี หายจากอาชญากรรม และผู้บรสิ ุทธท์ิ ไี่ ดร้ บั ผลร้ายจากกระบวนการยุติธรรม 8. จดั ให้มีระบบการใหก้ ารคุ้มครองพยานที่เหมาะสม โดยเฉพาะในคดีท่ีเกี่ยวข้องกับผมู้ อี ิทธพิ ล หรอื องคก์ รอาชญากรรม ยุทธศำสตร์ที่ 4 : ปฏิรูปทัศนคติ จิตสำนึก และเสริมสร้ำงศักยภำพของบุคลำกรในกระบวนกำร ยุตธิ รรม ยทุ ธศำสตร์ท่ี 6 : ส่งเสริมกำรมีส่วนร่วมของชุมชนและประชำสังคมในกระบวนกำรยตุ ิธรรม 1. เปิดระบบยุติธรรมให้ชมุ ชนและประชาสงั คม มีส่วนรว่ มมากขึนในทุกขันตอน 2. ส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวกันของชุมชนและประชาสังคมในการสร้างเครือข่าย เพ่ือด้าเนิน กิจกรรมท่ีเกี่ยวกับกระบวนการยตุ ิธรรม รวมทังส่งเสริมให้มีการจัดตังกองทุนหรือมูลนธิ ิร่วมภาครัฐและ เอกชนเพอ่ื สง่ เสรมิ กิจกรรมเหลา่ นี 2-66
รายงานวจิ ัยฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหลือ่ มล้า ผา่ นกระบวนการยตุ ิธรรม” สญั ญาเลขที่ SRI58M0417 3. สง่ เสริมใหป้ ระชาชนได้มโี อกาสรบั รู้ข้อมูลขา่ วสาร ตามสิทธทิ ่ีมอี ยตู่ ามกฎหมายใหม้ ากขนึ 4. ให้ความคุ้มครอง อ้านวยความสะดวก ให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม และยกย่องให้เกียรติ พยานและผูท้ ่ีมีส่วนเขา้ มาเกีย่ วขอ้ งกบั กระบวนการยุตธิ รรม 5. รณรงค์ให้ประชาชนรู้ถึงสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย และตระหนักถึงความส้าคัญของ กระบวนการยตุ ธิ รรม ในฐานะเป็นกลไกหลกั ในการผดงุ ไว้ซ่ึงหลักนิติธรรมอยา่ งจริงจงั ยุทธศำสตร์ท่ี 7 : พัฒนำมำตรกำรทำงกฎหมำยและเสริมสร้ำงองค์ควำมรู้เพ่ือพัฒนำกระบวนกำร ยุตธิ รรม 5. สรุปสัมมนำวิชำกำรเร่ือง “วิกฤตยุติธรรมกับนวัตกรรมใหม่ในกำรบริหำรงำนยุติธรรมและกำร ลงโทษผ้กู ระทำควำมผิด” โดยสถำบนั กฎหมำยอำญำ 18 กนั ยำยน 2541 เคร่ืองชีวัดความส้าเร็จหรือล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมท่ีส้าคัญ ได้แก่ ประสิทธิภาพใน การลงโทษและปฏิบัติต่อผู้กระท้าความผิด ซ่ึงเป็นขันตอนสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรม ซ่ึงเม่ือน้า เคร่ืองชีวัดดังกล่าวมาประเมินสภาพปัจจุบันของการลงโทษ และการปฏิบัติต่อผู้กระท้าผิดในประเทศ แล้ว จะเห็นไดช้ ัดเจนว่ายังอย่ใู นสภาพท่ีไม่น่าพอใจ ยังมีปัญหาขอ้ ขดั ขอ้ งหลายประการอันเป็นอุปสรรค ขัดขวางการน้ามาเอามาตรการใหม่ๆ มาใช้ ซึ่งเป็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรมทังระบบมิใช่เพียง ระบบราชทณั ฑเ์ ทา่ นนั 1. ภำพรวมประสิทธภิ ำพกำรแก้ไขผ้ตู ้องขังในประเทศไทย พบว่า การแก้ไขผู้ต้องขังของไทยยังไม่มีประสิทธิผลในการควบคุมอาชญากรรม โดยพิเคราะห์ จากปญั หาและสถติ ขิ องการกระทา้ ผิดซา้ ที่มีจ้านวนเพิ่มมากขึน 2. สำเหตุของควำมลม้ เหลวของกระบวนกำรลงโทษและกำรปฏิบัตติ อ่ ผ้กู ระทำควำมผดิ ของไทย 2.1 กระบวนกำรนำตัวผู้กระทำควำมผิดเขำ้ สู่เรือนจำของไทย ยังไม่ได้ให้ความส้าคัญกับการ แยกการด้าเนินการต่ออาชญากรท่ีเป็นอันตรายต่อสังคม หรือผู้กระท้าผิดซ่ึงเป็นผู้มีอิทธิพล หรือ ผู้กระท้าผิดติดนิสัย ออกจากการด้าเนินคดีและการปฏิบัติต่อผู้กระท้าผิด ที่กระท้าผิดเป็นครังแรกหรือ ครังคราว ซึ่งการกระท้าเช่นนีก่อให้เกิดผลเป็นการถ่ายทอดพฤตกิ รรมของอาชญากรรม และการน้าโทษ จ้าคุกมาเป็นมาตรการหลักในการลงโทษผู้กระท้าผิด น้าไปสู่ปัญหาผู้ต้องขังมีปริมาณสูงเกิน ความสามารถทเี่ รอื นจา้ จะรบั ได้ 2-67
รายงานวิจยั ฉบบั สมบรู ณ์ “การลดความเหล่อื มลา้ ผา่ นกระบวนการยุตธิ รรม” สัญญาเลขที่ SRI58M0417 ซึง่ สำเหตุของปญั หำ ได้แก่ 1(. ขาดกระบวนการกรั่นกรองคดี หรือการใช้มาตรการอ่ืนแทนการฟ้องคดี หรือลงโทษจ้าคุก ในเรอื นจ้า 2(. ปัญหาการให้การค้มุ ครองและการปฏิบัตทิ ่เี หมาะสมแกพ่ ยานบุคคลในคดีอาญา 3(. ปญั หาการก้าหนดโทษจ้าคุกของไทย โดยผ้พู ิพากษาไทนมกั จะก้าหนดโทษโดยพิจารณาจาก ความร้ายแรงของพฤติกรรมผู้กระท้าผิด มากกว่าจะก้าหนดโดยพิเคราะห์จากประวัติภูมิหลังของ ผูก้ ระทา้ ผดิ อันทา้ ให้มีการกา้ หนดโทษจา้ คุกเป็นหลักแทนการคุมประพฤตหิ รอื การใช้โทษปรับ 4(. การบังคับโทษจ้าคุกตามค้าพิพากษา มุ่งเน้นการบังคับโทษจนครบก้าหนดเวลาตามค้า พพิ ากษา ควรน้าเอามาตรการพักการลงโทษมาใชด้ ้วยเพ่ือให้มีโอกาสปรับตัวเขา้ สสู่ ังคมได้ 5(. การลงโทษบุคคลท่ีกระท้าความผิดเป็นครังคราว หรือผู้เสพยาเสพติด โดยให้รับโทษจ้าคุก แทนการคุมประพฤติหรอื ฟนื้ ฟู 2.2 สภำพปัญหำในเรอื นจำ 1(. นกั โทษล้นคุก 2(. กรมราชทณั ฑ์ขาดบคุ ลากร พืนทีข่ องเรือนจ้า และงบประมาณในการบริหารจัดการ 3(. มาตรการปล่อยตวั ก่อนครบกา้ หนดโทษตามค้าพิพากษา หรือมาตรการการพักโทษ ยังไม่ได้ มกี ารใชก้ ันอยา่ งจรงิ จัง 2.3 ปญั หำด้ำนกำรบริหำรงำน กำรรวบรวมขอ้ มูลและกระบวนกำรศึกษำ 1(. ปัญหาการประสานงานของหน่วยงานยุติธรรม และการจดั ทา้ ข้อมูลประวัตแิ ละภูมิหลังของ ผู้กระทา้ ความผิด 2(. การขาดกระบวนการศึกษาเกี่ยวกับการป้องกนั อาชญากรรม และการปฏิบัตติ ่อผู้กระท้าผิด อยา่ งเปน็ ระบบ 6. รำยงำนวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงกำรศึกษำเพื่อพัฒนำระบบกำรตรวจสอบถ่วงดุลในกระบวนกำร ยุตธิ รรมทำงอำญำ รศ.ดร.สุรศกั ด์ิ ลขิ สทิ ธิ์วัฒนกุล และคณะ (สกว.) กรกฎำคม 2551 เป็นการศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติกฎหมายที่ได้ก้าหนดกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล อันได้แก่ รฐั ธรรมนญู (ฉบับปี 2550) ป.วิ.อ. พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ พรบ.ต่างๆ ท่ีเก่ียวข้อง ตลอดจนระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อ้านาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการ ยุติธรรม โดยแยกเปน็ 3 หวั ขอ้ ตามขันตอนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ดงั นี 2-68
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220