รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 44 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั 5) จัดทาแนวกันไฟ เพื่อป้องกันไฟป่า ในพื้นท่ีป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ และป่าชุมชนรวม ระยะทาง 1,600 กิโลเมตร (งบแผนพัฒนาภาคเหนือ 800 กม. และกิจกรรมแนวกันไฟตามแนวทางประชารัฐ 150 กม. มากกวา่ ปี 2560 ท่มี ีระยะทางรวม 340 กม.) 6) จัดการเช้ือเพลิง (ควบคุมการเผา) ในพ้ืนที่ป่าเต็งรัง พ้นื ที่อทุ ยานแห่งชาติแม่ปิง และพื้นที่ปา่ สงวน แห่งชาตริ วม 36,752 ไร่ 7) จดั การเชือ้ เพลงิ ในพนื้ ทีร่ มิ ทางหลวง/ถนนอื่นๆ รวมจานวน 237 กิโลเมตร 169.5 ไร่ 8) ท าการแปรรปู วัสดกุ ารเกษตรเพ่อื เพิ่มมูลคา่ จานวน 577 หมู่บา้ น 9) สนับสนุนชุมชนในการป้องกัน เฝ้าระวัง และลาดตระเวนในหมู่บ้านจานวน 520 หมู่บ้าน รวมกับ หน่วยงานลาดตระเวนป้องกันและดับไฟป่า 10 หน่วย และอาเภอ 8 อาเภอ มีการลาดตระเวนในพื้นท่ีป่า จานวน 1,186 ครั้ง 10) มาตรการบังคบั ใช้กฎหมาย จบั กมุ ผกู้ ระทาผิด ทงั้ ทด่ี าเนินคดหี รอื ทาการปรบั จานวน 30 ราย 11) สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีฝ่ายปกครองฯ 8 อาเภอ และชุดปฏิบัติการอาเภอ จัด ราษฎรอาสาสมคั รปอ้ งกันไฟป่า ลาดตระเวน ป้องกันไฟปา่ ในหมู่บา้ นพื้นทเ่ี สย่ี ง 12) จัดอบรมและแนวทางการดาเนินโครงการทีมประชารัฐเฝ้าระวังไฟป่าและหมอกควันจานวน 4 ร่นุ เป้าหมายผู้เข้าอบรมจานวน 400 คน 13) มาตรการหลังประกาศห้ามเผา 60 วัน ให้มีมาตรการควบคุมการเผาในพ้ืนท่ีตา่ งๆตามกฎหมายที่ กาหนด และสร้างความชมุ่ ช้ืนและความอุดมสมบูรณ์ในพ้นื ท่ีปา่ ระยะยาว โดยการจัดทาฝายต้นน้าลาธาร และ การปอ้ งกนั การบุกรกุ ปา่ 14) การส่งเสริมอาชีพ ในช่วงฤดูแล้ง เพ่ือให้เกิดการปรับเปล่ียนพฤติกรรม ลดละเลิกการเก็บหาของ ป่า ส่งเสริมให้มีการท าเกษตรโดยไม่เผา การไถกลบตอซัง การน าวัชพืชมาทาปุ๋ย เป็นต้น (สานักงาน ทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ มจังหวัดลาพูน,พฤษภาคม 2561) ในส่วนการจัดการของหน่วยงานในพ้ืนท่ีมี 4 ส่วน คือ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และเขตอุทยานแห่งชาติ ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเรื่องการ จัดการไฟป่าในพน้ื ทม่ี ี - สถานีควบคุมไฟป่า 3 หนว่ ย กาลังเจา้ หนา้ ท่ี 70 คน - หนว่ ยสง่ เสริมการควบคุมไฟป่าลาพนู 2 หน่วย - หนว่ ยป้องกันรกั ษาปา่ มีเจา้ หน้าท1ี่ คน ลกู จา้ ง 2 คน - พน้ื ท่ีป่าชมุ ชนและพนื้ ท่ีเกษตร มอี งคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ ดแู ล 44
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 45 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั บทท่ี 3 แนวคดิ การดาเนนิ งาน จากการวิเคราะห์สถานการณ์ บทเรียนการทางานในช่วงท่ีผ่านมา โดยเฉพาะมองผ่านบทเรียนการทางาน ของโครงการพัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวังและป้องกันไฟป่าหมอกควัน ภาคเหนือ ซึ่งดาเนินการในปี 2559 พบว่า แนวคิดสาคัญในการกากับกระบวนการแก้ไขปัญหาให้เกิดประสิทธิภาพน้ัน ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เพียงระยะ เฉพาะหน้า แต่เป็นการแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่มีทั้งมาตรการรับมือเฉพาะหน้าและมาตรการที่ย่ังยืนระยะยาว เพราะปัญหาไฟป่าหมอกควันเก่ียวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการท่ีดิน และการแก้ไข ปัญหาเร่ืองการดารงชีวิตของผู้คนท่ีเก่ียวข้อง ซ่ึงสามารถเช่ือมโยงไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ย่ังยืนเป็นธรรมได้ ใน โครงการพัฒนารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังไฟป่า ลดหมอกควัน ภาคเหนือ ในครั้งน้ี จึงให้ความสาคัญกับ แนวคิดสาคัญ 7 เร่ือง ได้แก่ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) แนวคิดเร่ืองการมีส่วนร่วม แนวคิดการสร้าง เครือข่าย แนวคิดการจัดการเชงิ ซ้อนและการจัดการร่วม แนวคิดการจัดการโดยใช้พ้นื ท่ีเปน็ ตัวต้ัง แนวคิดการตอบ แทนคุณระบบนิเวศกับการจัดการไฟป่าหมอกควัน และการใช้ข้อมูลแผนที่และระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ ประกอบการวางแผนการบริหารจัดการ เป็นกรอบในการดาเนินงานเพ่ือนาไปสู่เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของ โครงการทไี่ ดก้ าหนดไว้ 3.1 เปา้ หมายการพฒั นาทย่ี ่ังยืน (SDG) กบั การจดั การไฟป่าลดหมอกควนั ความตื่นตวั ในเร่ืองการพัฒนาที่ย่ังยืนท่ีเกิดขึ้นอย่างต่อเน่ือง ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค รวมถึงในระดับ ประชาคมโลก ได้นาไปสู่การกาหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) (UN ประเทศไทย,2015) ท่ีไดถ้ ูกยกระดบั ข้ึนมาจากเป้าหมายการพฒั นาแห่งสหัสวรรษ หรือ Millennium Development Goals (MDGs) ซึ่งครบกาหนดลงเม่ือปี 2558 เป้าหมายการพัฒนาท่ียั่งยืนหรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ถือไดว้ ่าเปน็ จุดเปล่ียนในเชิงสานึกร่วมของพลเมืองโลก ที่ตอ้ งการเห็นอนาคตของ แนวทางในการพฒั นาท่ีตัง้ อยู่บนความย่ังยนื ( Sustainable ) ความเป็นธรรม (Justice) ความเท่าเทียม ( Equity ) โดยอาศัยกรอบความคิดที่มองการพัฒนาเป็นมิติ (Dimensions) ของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้มีความ เช่ือมโยงกันโดยจะใช้เป็นทิศทางการพัฒนาต้ังแต่เดือนกันยายน ปี 2558 ถึงเดือนสิงหาคม 2573 ครอบคลุม ระยะเวลา 15 ปี โดยประกอบไปด้วย 17 เป้าหมาย ซึ่งภายใต้แนวทางในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ ส่ิงแวดล้อม ได้ปรากฏให้เห็นการเช่ือมโยงถึงแนวทางในการจัดการท่ีจะนาไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนใน
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 46 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั เป้าหมายที่ 13 ว่าด้วยการดาเนินการอย่างเร่งด่วนเพ่ือต่อสู้กับการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่ เกิดขึ้น และโดยเฉพาะในเป้าหมายท่ี 15 การพิทักษ์ บูรณะ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืนของระบบนิเวศ บนบก จัดการป่าไม้อย่างย่ังยืน ต่อสู้กับการแปรสภาพเป็นทะเลทราย หยุดย้ังและฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของท่ีดนิ และหยุดย้ังการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซ่ึงท้ัง 2 เป้าหมายมีฐานะที่แสดงถึงความชอบธรรมในการ จัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซ่ึงต้องอาศัยการปรับตัวในการทางาน การปรับปรุง ปฏิรูปกลไก กติกาต่างๆ ในการ จัดการทรัพยากรให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางด้านส่ิงแวดล้อม ระบบการผลิต เศรษฐกิจ รวมถึงยึดโยง กับปฏิบัติการณ์ท่ีเป็นรูปธรรมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพ่ือจะนาไปสู่การพัฒนาที่ย่ังยืนภายใต้เป้าหมาย การพฒั นาท่ยี ั่งยนื ในส่วนของประเทศไทยได้กาหนดให้มีการจัดทาแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพ่ือเป็นแนวทางในการ พัฒนาประเทศ โดยในด้านสิ่งแวดล้อมน้ันให้ความสาคัญกับการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อ สิง่ แวดล้อม(สานกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาต,ิ 2560) การเพ่มิ พื้นที่ปา่ ไม้ การบรหิ าร จัดการท่ีมีความสมดุล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพ่ือไป่สู่สังคมคาร์บอนต่า การเพ่ิมขีดความสามารถในการ รับมือภัยพบิ ัติและการเปล่ียนแปลงสภาพ ภูมิอากาศเพิ่มขึน้ ท้ังในระดับประเทศและระดับพื้นที่ การบริหารจัดการ ทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีประสิทธภิ าพและมีธรรมาภิบาล พ้ืนที่ฐานเศรษฐกิจหลกั มีการปรับระบบการ ผลิตให้เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม โดยมีคุณภาพส่ิงแวดล้อมตามมาตรฐานสากลและได้รับการยอมรับจากชุมชน ควบคู่กบั การพัฒนาโครงสร้างพ้นื ฐานท่ีมปี ระสทิ ธิภาพและเพียงพอ ภายใตแ้ นวคดิ นจี้ ะทาให้การแก้ไขปญั หาไฟป่า หมอกควนั เช่อื มโยงกับการจัดการสิ่งแวดล้อมในมิตอิ ่นื ๆ และตอ้ งยืนอยู่บนฐานความเปน็ ธรรมและเทา่ เทียม 3.2 แนวคดิ เรื่องการมีสว่ นร่วม แนวคิดการมีส่วนร่วมเป็นการกระจายโอกาสให้บุคคลมีส่วนร่วม และการบริหารเกี่ยวกับการตัดสินใจใน เรื่องต่างๆ รวมท้ังการจัดสรรทรัพยากรซ่ึงจะสง่ ผลกระทบตอ่ วิถชี ีวติ และความเป็นอยู่โดยการให้ขอ้ มูลแสดงความ คิดเห็น ให้คาแนะนาปรึกษา ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ รวมตลอดจนการควบคุมโดยตรงจากบุคคล การมีส่วนร่วม จึงเป็นกระบวนการซ่ึงบุคคลหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีโอกาสแสดงทัศนะและเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ท่ีมีผลตอ่ ชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งมีการนาความคิดเห็นดังกล่าวไปประกอบการพิจารณากาหนดนโยบายและการตัดสินใจ ขององค์กร นอกจากน้ี การมีส่วนร่วมเป็นกระบวนการสื่อสารในระบบเปิด กล่าวคือเป็นการสื่อสารสองทางท้ัง อย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ซึ่งประกอบไปด้วยการแบง่ สรรข้อมูลร่วมกันระหวา่ งผู้มีส่วนไดส้ ่วนเสียและ เป็นการเสริมสร้างความสามัคคีในสังคม ท้ังน้ีเพราะการมีส่วนร่วมเป็นการเพิ่มคุณภาพของการตัดสินใจ การลด ค่าใช้จ่ายและการสูญเสียเวลาเป็นการสร้างฉันทามติและทาให้ง่ายต่อการนาไปปฏิบัติ อีกท้ังช่วยหลีกเลี่ยงการ เผชิญหน้าใน “กรณีที่ ร้ายแรงท่ีสุด” ช่วยให้เกิดความน่าเช่ือถือและความชอบธรรมและช่วยให้ทราบความห่วง
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 47 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั กังวลและค่านิยมของ สาธารณชนรวมท้ังเป็นการพัฒนาความเชี่ยวชาญและความคิดสร้างสรรค์ของสาธารณชน (ประเวศ 2537, ไพรัตน์ 2527, อคนิ 2525,ปารชิ าติ 2542, ชัยรัตน์ 2545,ทะนงศกั ดิ์ 2534) สาหรับกระบวนการมีส่วนร่วมน้ัน อคิน รพีพัฒน์ (2531) บัณฑร อ่อนดา (2528 อ้างถึงในทศพล กฤตย พิสิฐ 2537 และโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ (2545) ได้กล่าวถึงกระบวนการมีส่วนร่วมตามข้ันตอนการพัฒนาซ่ึงเปน็ การวัดเชงิ คุณภาพ แบง่ ออกเป็น 5 ขั้นตอน ดงั น้ี ขนั้ ตอนท่ี 1 การมสี ่วนรว่ มในการรเิ ริม่ การพัฒนา ซึง่ เป็นขน้ั ตอนที่ประชาชนเข้ามามสี ่วนรว่ มในการค้นหา ปญั หา และสาเหตุของปัญหาภายในชมุ ชน ตลอดจนมีส่วนร่วมในการกาหนดความต้องการของชุมชน และมี ส่วน รว่ มในการจดั ลาดับความสาคัญของความต้องการด้วย ข้ันตอนท่ี 2 การมีส่วนร่วมในการวางแผนการพัฒนา เป็นขั้นตอนที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการกาหนด นโยบายและวัตถุประสงค์ของโครงการ กาหนดวิธีการ และแนวทางการดาเนินงาน ตลอดจนกาหนดทรัพยากร และแหลง่ ทรพั ยากรที่จะใช้ ข้ันตอนที่ 3 การมีส่วนร่วมในการดาเนินการพัฒนาเป็นข้ันตอนที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้าง ประโยชน์ โดยการสนับสนุนทรัพยากร วัสดุอุปกรณ์ และแรงงาน หรือเข้าร่วมบริหารงานประสานงานและการ ดาเนินการขอความชว่ ยเหลอื จากภายนอก ข้ันตอนที่ 4 การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์จากการพัฒนา เป็นขั้นตอนที่ประชาชนมีส่วนร่วม ใน การรบั ผลประโยชนท์ ่ีพึงได้รบั จากการพัฒนา หรอื ยอมรบั ผลประโยชนอ์ ันเกดิ จากการพัฒนาทัง้ ด้านวตั ถุและจิตใจ ข้ันตอนที่ 5 การมีส่วนร่วมในขั้นประเมินผลการพัฒนา เป็นข้ันตอนท่ีประชาชนเข้าร่วมประเมินว่าการ พัฒนาท่ีได้กระทาไปแล้วน้ันสาเร็จตามวัตถุประสงค์เพียงใดซึ่งในการประเมินอาจปรากฏในรูปของการประเมิน ย่อย เปน็ การประเมนิ ผลเปน็ ระยะๆ หรือในรปู ของการประเมนิ ผลรวมซ่งึ เป็นการประเมินผลสรปุ รวบยอด สาหรับรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการกิจกรรมมสารธารณะของภาครัฐน้ัน น้ัน มนัส สุวรรณ (2549) เสนอว่าสามารถทาได้ใน 5 รูปแบบคือ การรับรู้ข่าวสาร (Public information) การ ปรึกษาหารือ (Public consultation) การประชุมรับฟังความคิดเห็น (Public meeting) ร่วมในการตัดสินใจ (Decision making) และการใช้กลไกทางกฎหมาย ในลักษณะของการเรยี กรอ้ งสิทธิ หรอื การใชส้ ิทธขิ องประชาชน เม่ือเหน็ ว่าเกดิ ความไมโ่ ปร่งใสหรือไม่เปน็ ธรรมเกดิ ขึ้น กล่าวได้วา่ ในการบริหารจัดการไฟป่า สามารถนาหลักการ และกระบวนการสร้างการมสี ว่ นร่วมดังที่กล่าว ไว้ข้างต้น มาเป็นแนวทางการพัฒนาให้เกิดการปฏิบัติการร่วมในทุกระดับ ทั้งการมีส่วนร่วมในระดับชุมชน ระดับ ตาบล ระดับเครือข่าย รวมถึงอาจมีกระบวนสร้างการมีส่วนร่วมระดับภูมินิเวศ การมีส่วนร่วมระดับชุมชนหรือการ สร้างชุมชนให้เข็มแข็ง สามารถผสานพลังท้ังในแง่ของปัจเจกและกลุ่มต่างๆ ท่ีเกิดขึ้นในชุมชน ซ่ึงอาจมีท้ังกลุ่มท่ี เกิดขึ้นอย่างไม่เป็นทางการและกลุ่มหรือสมาชิกในหมู่บ้านท่ีถูกจัดต้ัง อย่างเป็นทางการจากกลไกภายนอก เช่น
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 48 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั คณะกรรมการหมู่บ้าน คณะกรรมการป่าชุมชน อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) กล่มุ เยาวชน กลมุ่ แม่บา้ น เป็นต้น ซึง่ เง่อื นไขและองคป์ ระกอบสาคญั คือ กระบวนการสร้างการเรยี นรรู้ ว่ ม ทั้งการสรา้ งเปา้ หมาย สร้างสานึกรว่ ม การสร้างแรงจงู ใจ การจัดการ ออกแบบการบริหารจัดการภายในชุมชน เช่น การสร้างระเบียบกติกาการจัดการที่ได้รับการยอมรับ สามารถบังคับใช้ได้ การออกแบบการบริหารจัดการกองทุน การจัดการระดับหมู่บ้าน การจัดแบ่งบทบาทความ รับผิดชอบร่วมในระดับชุมชนเป็นต้น กระบวนการออกแบบ การมีส่วนร่วมของชุมชน จึงเป็นเง่ือนไขสาคัญในการสร้างความเข้มแข็งสามารถจัดการตัวเอง หรือต่อรองให้เกิด การบริหารจัดการร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ได้ ในระดับเครือข่าย ท้ังในระดับตาบล ระดับลุ่มน้า หรือเครือข่ายระดับ ภูมินิเวศ กระบวนการมีส่วนร่วมเป็น เง่ือนไขในการผสานพลังของผู้มีส่วนเก่ียวข้อง ท้ังชุมชน ท้องถิ่น ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีอื่นๆ ซึ่งแต่ละภาคส่วนมีทั้งศักยภาพ เงื่อนไข ข้อจากัดในลักษณะท่ีแตกต่างกัน การบูรณา การความร่วมมือ การออกแบบให้เกิดระบบการจัดการร่วม ซ่ึงนอกจากการดาเนินงานตามกระบวนการขั้นตอน ของการมีสว่ นรว่ มแลว้ การคน้ หาเจา้ ภาพในการเชื่อมประสานถือเปน็ จุดเริม่ ต้นท่สี าคญั 3.3 แนวคิดการสร้างเครอื ข่าย กาญจนา แก้วเทพ (2540) อธิบายว่าเครือข่ายหมายถึงรูปแบบหน่ึงของการประสานงานของบุคคล กลุ่ม หรือองค์กรหลายๆองค์กรท่ีต่างก็มีทรัพยากรของตนเอง มีเป้าหมาย วธิ ีการทางาน และมีกลุ่มเป้าหมายของตนเอง บุคคลหรือกลุ่มเหล่านี้ได้เข้ามาประสานงานกันเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควร แม้อาจไม่มีกิจกรรมร่วมอย่าง สม่าเสมอก็ตามแต่ก็มีการวางรากฐานเอาไว้ เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความต้องการท่ีจะขอความช่วยเหลือหรือขอ ความร่วมมือจากกลุ่มอืน่ ๆเพื่อแก้ปัญหาก็สามารถติดต่อได้ ในการเข้าร่วมเป็นองค์กรเครือข่ายแม้ว่าองค์กรเหล่านี้ จะมีบางส่ิงบางอย่างร่วมกัน เช่น มีเป้าหมายการทางานร่วมกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน องค์กรเหล่านี้ก็ยังคงความ เปน็ เอกเทศอยู่ เพราะว่าการเขา้ รว่ มเป็นเครอื ขา่ ยเป็นการเขา้ รว่ มเพียงบางส่วนขององคก์ รเทา่ น้ัน สอดคล้องกับ พระมหาสุทิตย์อาภากโร (2547) กล่าววา่ เครือข่ายหมายถึง การท่ีคนมาพบปะกัน ประชุม กันและทาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อกันเพราะมีสิ่งยึดโยงใจระหว่างสมาชิกเข้าด้วยกัน คือ สัมพันธภาพของสมาชิกใน เครือข่าย โดยบุคคลจาเปน็ ต้องให้ความสาคญั กับความสมั พนั ธ์ระหวา่ งกนั บนพื้นฐานของความเท่าเทยี มกันในดา้ น ต่างๆ โดยเฉพาะด้านโอกาสในการสื่อสาร การเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสาร และการตัดสินใจเร่ืองต่างๆ ร่วมกัน เช่นเดียวกับ ขนิฏฐา กาญจนรังสีนนท์ (2547) กล่าวว่า “เครือข่าย” คือกลุ่มคนหรือองค์กรที่สมัครใจแลกเปล่ียน ข่าวสาร ข้อมูลระหว่างกัน หรือทากิจกรรมร่วมกันโดยมีการจัดรูปหรือจัดระเบียบโครงสร้างโดยคนหรือองค์กร สมาชิกยังมีความเป็นอิสระ ในความหมายนี้สาระสาคัญคือความสัมพันธ์ของสมาชิกในเครือข่ายต้องเป็นไปโดย สมัครใจ กิจกรรมท่ีทาในเครือข่ายต้องมีลักษณะเท่าเทียมหรือแลกเปล่ียนซ่ึงกันและกัน และการเป็นสมาชิก เครือข่ายไมม่ ีผลกระทบต่อความเปน็ อสิ ระหรอื ความเป็นตัวของตวั เองของคนหรอื องค์กรนน้ั ๆ
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 49 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั ในขณะที่ เสรี พงศ์พิศ (2545) นิยาม \"เครือข่าย\" คือ ขบวนการทางสังคม อันเกิดจากการสร้าง ความสัมพนั ธ์ระหว่างบุคคล กลมุ่ องคก์ ร สถาบนั โดยมีเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และความตอ้ งการบางอย่างร่วมกัน ร่วมกันดาเนินกิจกรรมบางอย่าง โดยท่ีสมาชิกของเครือข่ายยังคงความเป็นเอกเทศไม่ขึ้นต่อกัน อีกประการหน่ึง หมายถึงวัฒนธรรมองค์กร เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ท่ีทาให้มีการจัดความสัมพันธ์ภายในองค์กรหน่ึง ระหว่างคนใน องค์กร และระหว่างองค์กรนั้นกับองค์กรอ่ืนๆ ที่เก่ียวข้อง โดยการเปลี่ยนจากการจัดการแบบลาดับชั้น (hierarchical) มาเป็นการสร้างเครือข่าย (networking) วัฒนธรรมองค์กรที่มีกระบวนทัศน์นี้จะไม่เน้นการใช้ อานาจในการบริหารจัดการ แตเ่ น้นการจัดความสัมพนั ธ์ใหม่ การสร้างบรรยากาศการทางานท่ีดี สร้างแรงบันดาล ใจใหท้ กุ คนอยากทางาน และทลายกาแพงก้นั ระหวา่ งกอง ฝา่ ย โครงการตา่ งๆ ในองค์กรนั้น เกดิ เป็นความร่วมมือ เพ่ือใหเ้ กิดผลลพั ธ์ทด่ี ี และทางานแบบประสานพลัง (synergy) สาหรับ ประเวศ วะสี (2541) มองว่าเครือข่ายทางสังคมท่ีมีการขยายตัวออกไปว่าเครือข่ายทางสังคมจะ คล้ายเครือข่ายในสมอง โดยโครงสร้างของสมองน้ันจะทาให้เกิดการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นเพื่อการมีชีวิตรอด และ โครงสร้างทางสังคมจะมีวิวัฒนาการเหมือนโครงสร้างทางสมองมากข้ึนเรื่อยๆ ซึ่งก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลง พฤติกรรมของสังคม จากสังคมแห่งอานาจเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และการท่ีเกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ได้ โครงสร้างทางสังคมต้องปรับเปล่ียนจากโครงสร้างอานาจในแนวดิ่ง ไปเป็นเครื อข่ายสังคมที่มีการโยงใย ความสัมพันธ์ในทกุ ทศิ ในส่วน ธนา ประมุขกุล (2547) มองว่าเครือข่ายแต่ละเครือข่ายมีจุดเร่ิมต้น หรือถูกสร้างมาด้วยวิธีการ ต่างๆ 3 ลักษณะคือ (1) เครือข่ายท่ีเกิดโดยธรรมชาติ มักเกิดจากผู้คนท่ีมีความคิดตรงกันหรือคล้ายคลึงกัน (2) เครือข่ายจัดต้ัง เครือข่ายน้ีมักมีความเก่ียวข้องกับนโยบายหรือการดาเนินงานของภาครัฐอยู่เปน็ ส่วนมาก และ (3) เครือข่ายวิวัฒนาการ เกิดขนึ้ บนกระบวนการพฒั นาผสมผสานโดยกลมุ่ บุคคล องค์กรมารวมตัวกันดว้ ยวัตถุประสงค์ กว้างๆ ก่อน แล้วค่อยๆพัฒนาวัตถุประสงค์ในการรวมตัวที่แคบและมีความชัดเจนเฉพาะด้านข้ึน นอกจากนี้ เครือข่ายท่ีดีควรมีโครงสร้างดังนี้ (1) สมาชิก (2) กรรมการ / ผู้ประสานงาน (3) เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ (4) กิจกรรม ในขณะที่เกรียงศักด์ิ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2543) กล่าววา่ เครือข่ายควรมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ (1) การรับรู้ มุมมอง รว่ มกนั (Common Perception) (2) การมีวิสัยทัศนร์ ่วมกนั (Common Vision) (3) การเกดิ ผลประโยชน์ และ ความสนใจร่วมกัน (Mutual Interests/benefits) (4) การมีส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่ายอย่างกว้างขวาง (All Stakeholders Participation) (5) การเสริมสร้างซึ่งกันและกัน (Complementary Relationship) (6) การ พงึ่ พงิ องิ กัน (Interdependence) และ (7) การปฏิสัมพนั ธ์เชิงแลกเปลี่ยน (Interaction) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็น เรื่องท้าทายในการสร้างเครือข่าย คือ การรักษาความสาเร็จไว้ ซึ่งประกอบด้วย หลักการ 6 ข้อ คือ (1) มีการจัด กิจกรรมร่วมที่ดาเนินการอย่างตอ่ เนื่อง (2) มีการรักษาสัมพนั ธภาพท่ีดรี ะหว่าง สมาชิกเครือข่าย (3) กาหนดกลไก
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 50 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั สร้างระบบจูงใจ (4) จัดหาทรัพยากรสนับสนุนอย่างเพียงพอ (5) ให้ความ ช่วยเหลือแก้ช่วยแก้ไขปัญหา และ(6) มีการสร้างผนู้ ารุน่ ใหมอ่ ยา่ งต่อเนื่อง 3.4 แนวคิดเรื่องการจดั การเชิงซ้อนและการจัดการร่วม แม้ว่าแนวคิดเรื่องการมีส่วนร่วมจะเป็นเรื่องพ้ืนฐานท่ีทุกหน่วยงานให้ความสาคัญเป็นลาดับต้น ของการ พัฒนาและการดาเนินงานโครงการ อย่างไรก็ตาม จะพบว่าปัญหาการจัดการทรัพยากรและการจัดการไฟป่าเป็น ปัญหาท่ีซับซ้อนเก่ียวข้องกับหลายหน่วยงาน เก่ียวข้องกับความสัมพันธ์เชิงอานาจในการบริหารจัดการทรัพยากร ท้ังในมิติของการเข้าถึง การใช้ประโยชน์ และการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพซ่ึงมีความซับซ้อน อีกทั้ง ปัญหาในการบริหารจัดการทรัพยากรท่ีผ่านมาน้ันเกิดจากเป็นปัญหาวิธีคิดในการจัดการที่ยึดติดอยู่กับ วิธีการจัดการเชิงเด่ียว ซึ่งหมายถึงการมอบอานาจให้หน่วยงานใดหน่วยงานหน่ึงโดยเฉพาะหน่วยงานรัฐ หรือ องค์กรกลุม่ ใดกล่มุ หนึง่ ในการจัดการทรพั ยากรแบบเบ็ดเสรจ็ เด็ดขาด ซง่ึ ไมเ่ พยี งแตเ่ ปน็ ชนวนของความขัดแย้งแล้ว ยังเป็นข้อจากัดท่ีทาให้ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรขาดประสิทธิภาพด้วย อีกท้ังในบริบทที่สภาพแวดล้อม และระบบการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสลับซับซ้อนการมีส่วนร่วมขั้นพ้ืนฐานอาจไม่เพียงพอสาหรับการเพิ่ม ประสิทธิภาพในการจัดการ แต่จาเป็นต้องแสวงหาความรู้ชนิดใหม่ แนวคิด หรือการจัดการรูปแบบใหม่ๆ ใน ลกั ษณะของการจดั การเชิงซ้อน (อานนั ท์, 2552) มาเปน็ แนวทางในการบริหารจัดการรว่ ม การจัดการเชิงซ้อน หมายถึงการที่ไม่ไดใ้ ห้หน่วยงานใดหน่วยงานหน่ึงหรือกลุ่มใดกลุ่มหน่ึงมีสิทธิเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดในเร่ืองใดเร่ืองหนึ่งท้ังหมด แต่ใช้หลักการของสิทธิเชิงซ้อนเข้าไปจัดการ หลักการสิทธิเชิงซ้อนคือ สิทธิ หลายประเภทหรือหลายมิตซิ ้อนทับกันอยู่ เช่น สิทธิเชิงซ้อนในกฎหมายป่าชุมชนท่ีมีความพยายามในการผลักดัน ให้มีการตราพระราชบัญญัติข้ึน กฎหมายป่าชุมชนเป็นวิธีการที่นาเอาหลักการเชิงซ้อนหลายอย่างมาร่วมกันอยู่ใน พ้นื ท่ีเดียวกัน การมอบสิทธกิ ารจัดการและการใชป้ ระโยชน์ให้กับชุมชน แตไ่ ม่ใช่มอบพน้ื ที่ป่าให้กับชุมชน ราชการ ยังคงมีสิทธิการเป็นเจ้าของควบคุมดูแลพ้ืนท่ีป่าอยู่ ขณะเดียวกันก็มีสิทธิการตรวจสอบถ่วงดุลของบุคคล หรือ องค์กรท่ีดูแลป่าชุมชนจากภายนอกอีกด้วย ดังน้ันการจัดการป่าชุมชนต้ังอยู่บนพ้ืนฐานหลักการจัดการเชิงซ้อนใน แง่ทว่ี ่าเปิดใหห้ ลายฝ่ายมีสิทธิในมิติตา่ งๆ เขา้ มาตรวจสอบถว่ งดลุ กัน (เสน่ห์ และยศ 2536; อานันท์ 2544ก; 2544 ข; 2548; 2552: 86) ย่ิงกว่าน้ัน หลักการจัดการเชิงซ้อนดังกล่าวได้รับการพฒั นาและถูกนาไปใช้เป็นพ้นื ฐานของปฏบิ ัตกิ ารจริง ในระดับพ้ืนที่ในรูปแบบของการจัดการแบบมีส่วนร่วม จากปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชน หรือระหว่าง ชุมชนด้วยกันเอง ในการอ้างสิทธิเหนือพ้ืนท่ีป่า จึงเกิดความพยายามในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการแย่ง ชิงทรัพยากรโดยการมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้วยการผลักดันจ ากภาคประชาชน กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม จึงจัดทาโครงการนาร่องการพัฒนาการมีส่วนร่วมเพ่ือการจัดการอุทยาน
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 51 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั แห่งชาติอย่างย่ังยืนข้ึนในปีพ.ศ. 2545 และต่อมา มีการสานต่องานเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าทีข่ องรฐั และชุมชนท้องถ่ิน โดยในปีพ.ศ. 2547 กรมอุทยานได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลเดนมาร์กให้ดาเนินการ โครงการจัดการพ้ืนท่ีคุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมหรือที่เรียกกันว่าโครงการ “จอมป่า” (รายา, 2554) โครงการนี้ มงุ่ เนน้ การพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรระหวา่ งผู้ท่มี ีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทง้ั ภาครัฐ ชมุ ชน ท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคประชาสังคม หรือภาคีเครือข่าย ดังนั้นตัวอย่างรูปธรรมของการจัดการ ทรัพยากรแบบมีส่วนร่วมขา้ งตน้ จงึ เป็นทม่ี าของหลกั การจัดการร่วม (Co-management) น่ันเอง รากฐานของแนวคิดการจัดการร่วมมาจากแนวความคิดเร่ืองการจัดการแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน (Joint Management) (วราลักษณ์, 2554) แนวคิดน้ีถูกนามาประยุกต์ใช้ในหลายระดับ ท้ังระดับท้องถ่ินไปจนถึง ระดับนานาชาติ เช่น การจัดการทรัพยากรลุ่มน้าโขงซ่ึงเกี่ยวข้องกับประเทศต่างๆ ถึง 6 ประเทศ เป็นต้น แนวคิด การจัดการร่วมสามารถจาแนกออกเปน็ 2 มิตคิ ือ การจัดการร่วมในฐานะเทคโนโลยีในการจัดการ และการจัดการ ร่วมในฐานะกลไกในการตอ่ รองทางอานาจ ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้ 1) การจัดการร่วมในฐานะเทคโนโลยีในการจัดการ มิติน้ีได้รับการสนับสนุนจากนักบริหารจัดการ ทรัพยากรซ่ึงให้ความสาคัญกับการพฒั นาเครื่องมือหรือระบบกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากร โดยมองเห็นว่า การจัดการร่วมเป็นกระบวนการจัดการทรัพยากรท่ีมีประสิทธิภาพ เน่ืองจากจะเปดิ โอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ เข้ามามีส่วนร่วมในการระดมความคดิ เห็น และวางแผนการบริหารจดั การทรัพยากรร่วมกนั ซ่ึงจะชว่ ยคลคี่ ลายและ ป้องกันความขัดแย้งท่ีจะเกิดข้ึนได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการหนึ่งท่ีนิยมใช้อย่างมาก คือ การดาเนินการ วจิ ัยเชิงปฏิบัตกิ ารแบบมสี ว่ นร่วม (Participatory Action Research: PAR) 2) การจัดการร่วมในฐานะกลไกในการต่อรองทางอานาจ แนวคิดการจัดการร่วมในมิตินใ้ี ห้ความสาคัญกบั มิติความสัมพันธ์เชิงอานาจ โดยมีเป้าหมายเพ่ือวิพากษ์การผูกขาดอานาจรัฐในการจัดการทรัพยากร เพราะขณะที่ การดาเนินการเพ่ือพัฒนากลไกการจัดการร่วมหรือระดมความรู้ ระดมความคิดเพียงอย่างเดียว โดยมิได้ตระหนัก ถึงความสัมพันธท์ างอานาจที่ไม่เท่าเทียมกันดังกล่าวก็ไม่เพียงพอที่จะนา ไปสู่เป้าหมายการจัดการทรัพยากรอย่าง เป็นธรรมและย่ังยืน แนวคิดนี้จึงเสนอว่าภาคประชาชนจาเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร แทน การปล่อยให้รัฐผูกขาดอานาจการจัดการเพียงลาพัง แนวคิดนี้จึงเห็นว่าการจัดการร่วมคือการสร้างพื้นที่ในการ ต่อรองเพือ่ ปรบั ความสัมพนั ธ์ทางอานาจระหวา่ งผูม้ สี ว่ นไดเ้ สียกล่มุ ต่างๆ รวมทั้งรัฐและประชาชน โดยตระหนักว่า ผู้มีส่วนได้เสียแต่ละกลุ่ม หรือแม้แต่สมาชิกในชุมชนเดียวกันต่างมีสิทธิและอานาจในการเข้าถึงทรัพยากรที่ไม่เท่า เทียมกันตามเงื่อนไขทางสังคมและเศรษฐกิจ (Socio-economic Status) และเพศสภาพ (Gender) ของแต่ละ กลุ่มคน ดงั น้ันการตอ่ รองเพ่อื ปรับความสัมพนั ธ์ทางอานาจจึงเกิดข้ึนอยู่ตลอดเวลา เมื่อกลุ่มใดกลุ่มหน่ึงรู้สึกว่าตน ถูกลิดรอนสิทธิและอานาจมากจนเกินไป (Carlssona and Berkes 2005) แนวคิดการจัดการร่วมในมิตินี้จึงเน้น การสร้างพ้ืนที่ต่อรองเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหวา่ งกลุ่มอานาจต่างๆ แทนการมีเป้าหมายเพ่ือจะยุตขิ ้อขัดแย้ง
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 52 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั อย่างถาวร เพราะแม้ว่ากลุ่มผู้ด้อยอานาจจะมีโอกาสได้อยู่ร่วมในกระบวนการการจัดการ แต่ยังคงไม่มีอานาจใน การกาหนดแนวทางการจัดการทรัพยากรอยู่เช่นเดิม พวกเขาก็ยังคงถูกลิดรอนหรือละเมิดสิทธิในการเข้าถึง ทรัพยากรอยู่ต่อไป ดังน้ันการจัดการร่วมในมิติน้ีจึงให้ความสาคัญกับการปรับกลไกโครงสร้างอานาจรัฐเพื่อสร้าง กลไกเชงิ ซ้อนทเ่ี ปิดพน้ื ทีใ่ หภ้ าคประชาชนหรอื ภาคสว่ นต่างๆ ได้เขา้ มาตอ่ รองอานาจมากข้ึน แมว้ า่ การจดั การกลไก เพ่ือสร้างความร่วมมือจะมีความสาคัญ แต่ไม่อาจละเลยการให้ความสาคัญกับการปรับเปลี่ยนระบอบของสิทธิ ในทางกฎหมาย ซ่ึงถือเป็นกลไกพ้ืนฐานสาคัญในการสร้างพื้นท่ีการต่อรองให้ภาคประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมใน การจัดการทรพั ยากรธรรมชาติอยา่ งแท้จริง เพราะการจัดการทรพั ยากรชุมชนจะพบวา่ การจดั การกรรมสิทธิเ์ ป็นสิ่ง ทซ่ี บั ซอ้ นและมคี วามหลากหลายสงู (ยศ, 2550) แนวคิดการจัดการร่วมจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานหลักการจัดการเชิงซ้อนในหลายมิติ กล่าวคือ เชิงซ้อนในมิติ พน้ื ที่ คอื การจดั การลมุ่ น้า ทม่ี ที ัง้ พืน้ ทตี่ น้ นา้ กลางนา้ และท้ายน้า เชงิ ซ้อนในมติ กิ ฎหมาย เชิงซ้อนในมติ ิองค์กรคือ มีหลากหลายองคก์ ร ทั้งองค์กรชมุ ชน เครอื ข่ายลุ่มนา้ หนว่ ยงานรัฐ ท้องถิน่ ภูมิภาค ส่วนกลาง และภาครี ะดับชาติ รว่ มกันกาหนดกฎระเบียบและกตกิ าการจัดการไฟปา่ ในเขตป่า ทาให้เป็นท่ีรบั รู้รบั ทราบรว่ มกนั ไม่กอ่ ใหเ้ กิดปัญหา กล่าวโทษกันไปมาอย่างในอดีต ดังเช่น กรณีพ้ืนที่อาเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ที่เกิดขึ้น ดังน้ันการจัดการ เชิงซ้อนในพื้นท่ีที่โครงการฯ ดาเนินการจะสะท้อนถึงมิติการจัดการร่วมท่ีมีองค์ประกอบเชิงซ้อน ท้ังในเชิงพื้นท่ี เช่น ชุมชน ลุ่มน้า อุทยานแห่งชาติ ในเร่ืองกลุ่มคน ชาติพันธุ์ ในเร่ืององค์กรและโครงสร้าง เช่น การจัดการพ้ืนท่ี อุทยานแห่งชาติอย่างมีส่วนร่วมจะเห็นว่ามีโครงการที่ชาวบ้านและครูเข้าไปเป็นคณะกรรมการท่ีปรึกษาอุทยานฯ ซ้อนอยู่กับโครงสร้างบริหารในระดับอาเภอ และจังหวัด เพราะฉะนั้นการจัดการเชิงซ้อนสะท้อนนัยยะในเชิงการ สร้างกระบวนการเรยี นรู้ ในเชิงการตอ่ รอง และในเชิงเขา้ ไปประสานกลไกอานาจนโยบาย 3.5 แนวคิดเร่อื งการตอบแทนคุณระบบนิเวศ กับการจดั การไฟปา่ หมอกควนั ภายใต้การพัฒนาท่ีผ่านมานั้นทรัพยากรธรรมชาติถูกนาไปใช้ประโยชน์เพ่ือตอบสนองเป้าหมายทาง เศรษฐกิจและผลตอบแทนระยะส้ันเป็นหลัก จนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเส่ือมโทรม ทาลายความ สมดุลของระบบนิเวศ ทาให้เกิดปัญหาต่อเน่ืองทั้งความแปรปรวนของสภาพอากาศ ภาวะโลกร้อน และภัยพิบัติ ทางธรรมชาติ เช่น น้าท่วม ดนิ โคลนถล่ม ภัยแล้ง ไฟป่า ที่ส่งผลตอ่ ชวี ิตความเป็นอยู่ของประชาชนและสร้างความ สูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล จากการประเมินสถานการณ์ท่ีผ่านมา พบว่าแนวทางการอนุรักษ์ทีด่ าเนินการ โดยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว ไม่สามารถต้านทานแรงกดดันและปัจจัยคุกคามที่เกิดข้ึนได้ ดังน้ันจึงมีการคิดค้น แสวงหากลไกและมาตรการใหม่ๆ เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม และจูงใจให้ทุกภาคส่วนท่ีเก่ียวข้องเกิดความ ตระหนกั ถึงคุณคา่ และมลู ค่าของ ระบบนิเวศทแี่ ทจ้ ริง กลไกเหลา่ น้ี สง่ เสริมให้เกิดการประมูลคา่ ทางเศรษฐกิจของ ระบบนิเวศและทรัพยากรต่างๆ อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เพ่ือใช้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการตัดสินใจเชิง
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 53 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั นโยบาย สนับสนุนกลไกตลาด รวมท้ัง สร้างมาตรการจูงใจต่างๆ เพื่อการลงทุนในทรัพยากรธรรมชาติ และสร้าง รายได้จากการอนุรกั ษ์ ในแง่นี้ แนวคิดเร่ืองการตอบแทนคุณระบบนิเวศ ได้นาหลักการของแนวคิดเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนใน การ ให้บริการของระบบนิเวศ (payment for Ecosystem Sevice : PES) มาเป็นแนวทางในการดาเนินการ โดย หลักการท่ัวไปของแนวคิดนี้วางอยู่บนหลักการของ “ผู้ท่ีได้รับประโยชน์เป็นผู้จ่าย” ซึ่งจะส่งผลให้เกิดแรงจูงใจใน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากข้ึน โดยการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยผู้ท่ีได้การบริการจากระบบนิเวศจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้ผู้ทาหน้าที่อนุรักษ์ ซ่ึง โดยทว่ั ไปไดแ้ ก่ชมุ ชน กลไก PES จึงเปน็ ประโยชนต์ ่อการอนรุ ักษร์ ะบบนเิ วศและส่ิงแวดลอ้ ม ในขณะเดียวกนั ก็ชว่ ย สนับสนุนชุมชนหรือเกษตรกรในชนบทให้มีรายไดเ้ พิม่ ข้ึน โดยเช่ือมกับนักลงทนุ ภายนอก นอกจากนี้ PES ยังเป็น เคร่ืองมือในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาตอิ ย่างยั่งยืน ความสาคัญของการ ดาเนินงานเร่ือง PES มีความสาคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยก่อให้เกิดผลประโยชน์ท้ังทางตรงและ ทางอ้อม คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจานวนมหาศาล แต่ชุมชนซ่ึงมีส่วนในการดูแล รักษาระบบนิเวศ ส่วนใหญ่มี ฐานะยากจน ไม่ได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนา ขาดท่ีดินทากินและได้รับบริการโครงสร้างพื้นฐานและ สาธารณูปโภคที่จากัด ความสาคัญต่อสถานการณ์การเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความต้องการอาหารของ ประชากรโลกที่เพ่มิ ขึ้น รวมทงั้ นโยบายการพฒั นาดา้ นต่างๆ ทาให้มีการเปลี่ยนพืน้ ทปี่ ่าไมเ้ ป็นพ้ืนท่ีทากนิ เพื่อสรา้ ง รายได้และแก้ไขความยากจน เป็นแรงกดดันต่อการสูญเสียพ้ืนที่อนุรักษ์และการให้บริการของระบบนิเวศโดยรวม สาคัญต่อปัญหาความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจที่ใช้ประโยชน์ โดยตรง เช่น การท่องเท่ียว การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้าเพ่ือการผลิตพลังงาน ภาคเกษตรกรรม และการ อุปโภค บริโภค และทาให้เกิด ต้นทุนค่าใช้จ่ายท่ีผู้ประกอบการต้องจ่ายเพ่ิมขึ้น หรือสาธารณชนต้องจ่ายแทน รวมถึงเป็นแนวคิดท่ีทาให้กระแส สังคมที่เร่ิมตระหนักและให้ความสาคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทง้ั การปรับตัวเพอื่ รบั มือกบั การเปลี่ยนแปลงสภาพภมู อิ ากาศ เทา่ ๆ กบั การพฒั นาเศรษฐกจิ ในขณะท่ียังไม่มีความชัดเจนในการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ท่ีชัดเจน การนาแนวความคิด การตอบแทนคุณนิเวศให้เกิดการบริหารจัดการไฟป่าลดหมอกควันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นกระบวนการ หนุนเสริมขีดความสามารถของชมุ ชนเพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้ กระบวนการเชื่อมโยงการบริหารจัดการภายในชุมชน อย่างเป็นระบบเพอ่ื สรา้ งกลไกหรอื ช่องทางสนบั สนุนใหภ้ าคีจาก หลากหลายภาคส่วนสามารถให้การสนับสนุนเร่อื ง คา่ ใชจ้ า่ ย ตั้งแต่การหารายได้จากอาชพี เพาะปลกู ท่มี ีการวาง แผนการผลิตเพ่ือควบคมุ ปริมาณและราคาพืชผล การ ดาเนินกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพ่ือหารายได้เสริม การบริหารจัดการรายได้จากการทาตลาดรับซ้ือในรูปแบบ ธุรกิจชุมชนท่ีต้องผ่านผู้นาท้องถิ่น กรรมการท้องถ่ิน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน และองค์การบริหารส่วน ตาบล มีการประชุมสรุปผลประกอบการประจาปี รวมถึงการแบ่งเงินรายได้เพื่อดาเนินการหรือพัฒนา โดยมีการ
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 54 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั ประเมินประสิทธิภาพการจัดอนุรักษ์ป่าไม้อย่างเหมาะสม เช่น การป้องกันไฟป่าก่อนฤดูแล้ง การดับไฟป่าในฤดู แล้ง และการฟื้นฟูป่าหลังเกิดไฟ จะทาให้ชุมชน ก้าวพ้นข้อจากัดในปัจจุบันและช่วยให้ชุมชนสามารถเป็นกลไก สาคัญในการอนุรักษ์ป่าไม้ได้ หากชมุ ชนสามารถ เอาชนะข้อจากัดเรื่องค่าใชจ้ ่ายในการอนุรักษ์ป่าไม้ในช่วงเริ่มต้น ได้ ในระยะยาวก็จะทาให้ชุมชนสามารถกาหนดทิศทางการอนุรักษ์ป่าไม้ได้ตามต้องการ เกิดการจัดการที่มี ประสิทธภิ าพ ที่ชมุ ชนจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าจาก ระบบนิเวศป่าเต็งรังที่อุดมสมบูรณ์ข้ึน ความช่มุ ชื้นมากข้ึน ทาให้คา่ ใช้จา่ ยและมลู ค่าความเสยี หายจากภยั ธรรมชาติ ลดลง ทั้งนี้ สาหรับกระบวนการ วิธีการ รายละเอียดการท างานร่วมกับบริษัทภาคเอกชนส่วนต่างๆ สามารถ ดาเนินการได้หลายช่องทาง ซึ่งมีท้ังการออกแบบกระบวนการท้ังระยะส้ันและระยะยาว เช่น 1) การประสาน เครือข่ายภาคธุรกิจ ภาคเอกชน ภาคเมือง เช่น สภาอุตสาหกรรม หอการค้า สมาคมนัก ธุรกิจท่องเที่ยว มูลนิธิ สมั มาชพี และสอ่ื มวลชน รว่ มลงพืน้ ที่เพือ่ เรยี นรแู้ ละปฏิบัติการร่วมกบั ชุมชน รวมถึงการประสาน ระดมทุน ระดม ความชว่ ยเหลอื งบประมาณทางด้านการเงินและวัสดสุ ่ิงของจากผู้มีจติ ศรัทธา คณะบุคคล องคก์ รหนว่ ยงานทัว่ ๆ ไป ในรูปของการมอบกองทุนสมทบการจัดการไฟป่าของชุมชน หรือผ่านกิจกรรม ระดมทุน เช่น การจัดผ้าป่า การจัด คอนเสิร์ต การวางกล่องบริจาค เป็นต้น 2) การออกแบบเชิงระบบ เพื่อแนวพัฒนาแนวทางการเช่ือมโยง ให้เกิด ระบบกองทุนระยะยาวต่อเน่อื งท้ังนี้ แนวคดิ ในการพัฒนากองทนุ ที่มาจากการสนบั สนุนของ หน่วยงานทเี่ กี่ยวข้อง ในพ้ืนท่ี องค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน รวมถึงมาจากการระดมงบประมาณของกองงทุน เอง ท้ังน้ีการออกแบบเชิงระบบควรมี องค์ประกอบที่สาคัญ ได้แก่ การเตรียมความพร้อมของชุมชนท้ังในมิติของ ความสามารถในการบริหารจัดการไฟป่า ความสามารถในการบริหารจัดกองทุน การควบคุมกฎระเบียบกติกา สร้างระบบการบริหารจัดการกองทุนและกลไกการเช่ือมต่อกับภาคธุรกิจ เอกชน หรือการสร้าง เงื่อนไขการ สนับสนุนที่สอดคล้องกับการดาเนินงานของภาคธุรกิจ เช่นมาตรการในการลดหย่อย ภาษีเป็นต้น การสร้างระบบ การสื่อสาร ติดตามประเมินผลการจัดการ ทั้งการประเมินผลการเปลี่ยนแปลงด้าน สุขภาพ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้าน เศรษฐกิจของชุมชน รวมถึงตัวชี้วัดท่ีบ่งบอกถึงการลดลงของปริมาณ หมอกควันเป็นต้น ท้ังน้ีระบบการส่ือสาร และการติดตามผลการเปล่ียนแปลงท่ีชัดเจน จะเป็น เง่ือนไขที่สาคัญในการประสานเช่ือมโยงให้เกิดระบบการ สนบั สนุนอยา่ งกว้างขวางมากข้นึ ดังนั้นเมื่อนาหลักการการตอบแทนคุณนิเวศ โดยใช้แนวคิด PES มาประยุกต์ใช้ในโครงฯ นั้น แนว ทางการดาเนินงานตามโครงการจึงมิได้มุ่งท่ีจะสนับสนุนเครื่องข่ายด้วยงบประมาณของกรมส่งเสริมคุณภาพ สิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการจุดประกาย เป็นการเร่ิมต้นกระบวนการท างานให้เกิดการพัฒนาความ ร่วมมือ เกิดการหนุนเสริมให้ชุมชนมีศักยภาพ มีความสามารถ มีงบประมาณในการจัดการฟื้นฟู อนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ ได้อย่างเป็นระบบ โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนทั้งภาคเมือง ภาคชนบท หน่วยงานรัฐ องค์กรธุรกิจ ภาคประชาชน ซ่ึงได้รับผลประโยชน์ท้ังทางตรงและทางอ้อมจากทรัพยากรธรรมชาติจะเป็นผู้มีส่วน
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 55 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั ในการสนับสนุน ชุมชนซ่ึงเป็นผู้อนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรเป็นผู้จัดการ เฝ้าระวังไฟดับไฟป่าให้เกิดประสิทธิภาพได้ ต่อไป 3.6 แนวคดิ เรอ่ื งการบริหารจดั การเชิงพน้ื ที่ (area based approach) หรอื การจดั การโดยใชพ้ ้ืนทเี่ ปน็ ตัว ต้งั แนวคิดนี้มองว่า เป้าหมายและทิศทางในการพัฒนาเกิดจากการแก้ไขปัญหาที่เน้นการเปล่ียนแปลงท่ีฐาน ราก ต้ังแต่การเปลี่ยนแปลงในระดับพฤตกิ รรมของ “คน” เพ่ือนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับครัวเรือน ชุมชน และ ขยายไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ใหญ่ข้ึน ซึ่งการเปล่ียนมุมมองมาให้ความสาคัญกับ “การพัฒนาเชิง พื้นท่ี” หรือ “การใช้พื้นที่เป็นตวั ตัง้ ” ถือเปน็ จุดเปล่ียนสาคัญของกระบวนการผลักดนั การพัฒนาประเทศ โดยการ พัฒนาหรือส่งเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง พึงตนเองได้ สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ใช้ความรู้ในการหา วธิ ีจัดการหรือแก้ไขปัญหาของตนเอง ครัวเรือน ชุมชน และประเทศได้อย่างยั่งยืน การแก้ไขปัญหาโดยการใช้พืน้ ที่ เป็นตัวต้ังนั้นโจทย์สาคัญคือแนวทางการพัฒนาที่มาจากการริเร่ิมของคนในพื้นท่ี (ชุมชน) อย่างแท้จริง มีการ กาหนดประเด็นปัญหาหรือความต้องการของพื้นท่ี มีการสร้างเคร่ืองมือเพ่ือหาข้อมูล/ความรู้ การค้นหาและสร้าง กลไกความรว่ มมือ และการกาหนดแนวทางหรอื วธิ ีการจดั การกบั ประเดน็ ปญั หาหรอื ความต้องการของพน้ื ที่ สาหรับการนาแนวคิดเรื่องการบริหารจัดการเชิงพ้ืนที่ (area based approach) มาเป็นแนวทางหน่ึงใน การบริหารจัดการเพ่ือแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันจะเป็นกระบวนการที่ทางานในพ้ืนท่ีเป้าหมาย โดยอาศัยการมี ส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ภาครัฐ ภาควิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชน ให้มาร่วมแก้ไขปัญหา ในเร่ืองใหญ่ท่ีทุกคนในพื้นท่ีเห็นว่าต้องแก้ไข และจะสาเร็จได้ด้วยความร่วมมือของคนในพื้นท่ี ในลักษณะทาไป ปรับ ไป เรียนรู้ไป เพ่ือพัฒนารูปแบบและกลไกการทางานที่เอ้ือต่อการแก้ปัญหา” โดยมีวิธีการทางานเบื้องต้น ประกอบด้วย 6 ข้ันตอนคือ 1) การเตรียมความพร้อม 2) การพัฒนาเครื่องมือและวิทยากร 3) การสารวจและ วเิ คราะห์ข้อมูล 4) การทาแผนและข้อเสนอภาคประชาชน 5) การบูรณาการแผนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 6) การจดั การความร้แู ละขยายผล 3.7 การใชข้ ้อมลู แผนที่และระบบสารสนเทศทางภมู ิศาสตรป์ ระกอบการวางแผนการบริหารจดั การ ปจั จุบันระบบข้อมูล แผนที่ และระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ เป็นเทคโนโลยีสมยั ใหม่ท่ถี ูกนามาใช้เปน็ เคร่ืองมือสาคัญในการกากับ ควบคุมดูแล และจัดการทรัพยากร ซึ่งส่วนใหญ่ใช้สาหรับการวางแผนการบริหาร จัดการของหน่วยงานต่างๆ ระบบแผนที่จึงไม่สามารถเป็นเคร่ืองมือในการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างภาคส่วน ต่างๆ ได้ โดยเฉพาะการจัดทาแผนการบริหารจัดการทรัพยากรของภาคประชาชนท่ีใกล้ชิดป่า อย่างไรก็ตาม ใน ปัจจุบันได้มีกระบวนการจัดทาแผนท่ีของเครือข่ายต่าง ๆ หลายพ้ืนที่ โดยใช้แนวทางการจัดการร่วมทาให้แผนท่ี
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 56 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั กลายเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรร่วม เป็นเคร่ืองมือในการจัดการความขัดแย้งได้ สาหรับใน โครงการนี้จะนาข้อมูลแผนท่ีซึ่งมีตน้ ทุนการทางานในพ้ืนท่ีตา่ งๆ มาวิเคราะห์ร่วมกับภาพถ่ายทางดาวเทียม (brun scar) และจุด hotspot เพ่ือเป็นเคร่ืองมือในการจัดทาแผนก่อนเข้าช่วงฤดูหมอกควัน รวมถึงการวางแผนสาหรับ การตดิ ตามผลการจดั การดว้ ย กล่าวโดยสรปุ สาหรบั แนวคดิ ในการดาเนินงานในโครงการพฒั นาเครือขา่ ยเฝ้าระวงั และป้องกันไฟป่าหมอ ควันภาคเหนือ ท่ีดาเนินการในครั้งนี้มีกรอบคิดใหญ่เรื่องเป้าหมายการพัฒนาท่ีย่ังยืนด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ แนวคิดเร่ืองการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งระดับชุมชน ตาบล เครือข่าย โดยเน้นปฏิบัติการแก้ไขปัญหา โดยใช้พ้ืนที่เป็นตัวตั้ง บนฐานของการจัดการด้วยความรู้ที่หลากหลาย การออกแบบระบบการจัดการที่ยืดหยุ่น (Adaptive Management) ด้วยการสร้างชุมชนเครือข่ายให้เข้มแข็งให้เป็นกลไกแก้ไขปัญหาไปพร้อมกับ กระบวนการทางานที่ให้ความสาคัญกับการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจท้ังด้านรูปแบบ ปฏิบัติการในการจัดการไฟป่า นโยบายการจัดการ รวมถึงแนวทางในการจัดสรรทรัพยากรด้วยความเป็นธรรม รวมถึงการพัฒนาระบบตดิ ตามด้วยระบบขอ้ มูลเทคโนโลยีสมยั ใหม่ อย่างไรก็ตาม สาหรับปัจจุบันซึ่งสถานการณ์ปัญหามีความซับซ้อนมากข้ึน ประกอบกับการจัดการของแต่ ละภาคสว่ นล้วนมศี กั ยภาพและข้อจากดั ดังนั้นแนวทางการจดั การไฟป่าที่มปี ระสทิ ธิภาพนอกจากจะเปิดโอกาสให้ ทุกส่วนเข้ามามีส่วนร่วมแล้วยังต้องออกแบบระบบการจัดการให้เป็นไปในลักษณะของการจัดการร่วม ( co management) ซึ่งมุ่งเน้นให้เกิดการบูรณาการการทางานรวมกันกับภาคส่วนที่เก่ียวข้อง โดยมีการพัฒนากลไก การจดั การ การแบ่งบทบาทหนา้ ท่ี และอานาจระหวา่ งผมู้ สี ่วนเก่ยี วข้องอยา่ งชดั เจนโดยเฉพาะรัฐกับประชาชน นอกจากน้ี ในการจัดทาโครงการครั้งน้ียังไดน้ าแนวคิดเรื่องการตอบคุณระบบนิเวศมาเป็นแนวทางในการ ดาเนินงาน เพื่อประสานต่อยอดให้เกิดระบบสนับสนุนชุมชนและเครือข่ายในการเฝ้าระวังจัดการไฟป่าให้เกิดขึ้น อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการสนับสนุนและพัฒนาระบบกองทุนการจัดการไฟป่าและทรัพยากรให้เกิดขึ้นอย่างย่ังยืน ภายหลังการดาเนินโครงการน้ี ทง้ั นีใ้ นแง่ของการขยายผลมีการสรุปบทเรียน และพัฒนาเปน็ สือ่ สรา้ งการเรยี นร้โู ดย รูปแบบการดาเนินงาน สอ่ื ประชาสัมพันธ์ ท่ีพฒั นาให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายซ่ึงมีความหลากหลาย ท้ังภาครฐั เอกชน ประชาชนและเครอื ขา่ ยในพนื้ ท่ซี ่ึงมีหลากหลายชาติพนั ธุ์ ลักษณะของสื่อและรูปแบบในการสอื่ สารจงึ มกี าร ประยุกต์ข้อมูล วชิ าการ ข้อมูลทางวทิ ยาศาสตร์ ข้อมูลสถิตมิ าใช้เปน็ เครื่องมือในการสอื่ สารให้เกดิ ประสทิ ธผิ ลและ น่าเช่อื ถือมากยงิ่ ข้ึน
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 57 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั บทที่ 4 สถานภาพเครอื ขา่ ยการจดั การทรพั ยากร และแนวทางการเพิม่ ประสิทธภิ าพการแกไ้ ขปญั หาไฟปา่ หมอกควนั 4.1 สถานภาพเครอื ขา่ ยกบั การจดั การทรพั ยากรฯ ไฟปา่ ลดหมอกควนั \"เครือข่าย\" คือ ขบวนการทางสังคม อันเกิดจากการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กลุ่ม องค์กร สถาบัน โดยมีเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และความต้องการบางอย่างร่วมกัน ร่วมกันดาเนินกิจกรรมบางอย่าง โดยท่ี สมาชิกของเครือข่ายยังคงความเป็นเอกเทศไม่ขึ้นต่อกัน ในอีกประการหนึ่ง เครือข่ายหมายถึงวัฒนธรรมองค์กร เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ท่ีทาให้มีการจัดความสัมพันธ์ภายในองค์กรหนึ่ง ระหว่างคนในองค์กร และระหว่างองค์กร น้ันกับองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยการเปลี่ยนจากการจัดการแบบลาดับช้ัน (hierarchical) มาเป็นการสร้าง เครือข่าย (networking) วัฒนธรรมองค์กรท่ีมีกระบวนทัศน์นี้จะไม่เน้นการใช้อานาจในการบริหารจัดการ แต่เน้น การจัดความสัมพันธ์ใหม่ การสร้างบรรยากาศการทางานท่ีดี สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนอยากทางาน และทลาย กาแพงก้ันระหว่างกอง ฝ่าย โครงการ ต่างๆ ในองค์กรนั้น เกิดเปน็ ความร่วมมือเพือ่ ให้เกิดผลลัพธ์ท่ีดี และทางาน แบบประสานพลัง (synergy) ในภาคธุรกจิ เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะนนี้ บั แต่ปลายทศวรรษ 1970 เปน็ ตน้ มา ในขณะท่ีภาคสังคม โดยเฉพาะการพัฒนาชนบทในประเทศไทย ค่อยๆ เปลี่ยนมาต้ังแต่ต้นทศวรรษ 2530 เม่ือมี การดาเนินงานส่งเสริมเครือข่ายองค์กรชุมชนโดยกระบวนทัศน์คล้ายกันกับท่ีเกิดขึ้นในภาคธุรกิจ (เสรี พงศ์พิศ ,2545) เสรี พงศ์พิศ (2545) เห็นว่า การสร้างเครือข่ายน่าจะเป็นปัจจัยสาคัญท่ีสุดของการส่งเสริมให้เกิดการ พัฒนาท่ียั่งยืน ทั้งน้ีเพราะสมาชิกเครือข่ายมีบทบาทสาคัญในการดาเนินงานร่วมกัน เร่ิมด้วยการกาหนด เป้าประสงค์ กาหนดกฎเกณฑ์ ทาให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม และแบ่งบทบาทหน้าท่ีกันทา และทาบางอย่างร่วมกัน กิจกรรมสาคัญที่สุดท่ีเครือข่ายทุกเครือข่ายทาร่วมกัน คือ การแลกเปล่ียนเรียนรู้ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ประสบการณ์ แล้วพัฒนาไปสู่การวางแผนร่วมกัน ดาเนินกิจกรรมบางอย่างรวมกัน ทาให้ดา้ นหน่ึงหลีกเลี่ยงความ ซ้าซ้อน อีกด้านหน่ึงทาให้กิจกรรมน้ันมีประสิทธิภาพมากข้ึน เพราะเป็นการประสานพลัง (synergy) เป็นการใช้ ทรัพยากร ใชพ้ ลังงาน อย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการรณรงค์เร่ืองตา่ งๆ ถ้าทาเปน็ เครือข่ายจะ ไดผ้ ลมากกวา่ อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสาคัญของเครือข่าย คือ ต้องมีการติดต่อสัมพันธ์ส่ือสารกันอย่างสม่าเสมอระหว่าง สมาชิก อาจมีผู้ประสาน ซึ่งเป็นบุคคลหรือกลุ่มประสาน ดาเนินกิจกรรมการประสาน แต่ไม่ใช่เป็นผู้ดาเนินการ แทนสมาชิกเครือข่ายในทุกเรื่อง เครือข่ายอาจเป็นเครือข่ายแบบผสมผสานระหว่างสมาชิกที่แตกต่างกั นใน
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 58 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั สถานภาพ เช่น เป็นผู้นาชุมชน ข้าราชการ นักธุรกิจ นักวิชาการ แต่เมื่อทุกคนมีเป้าหมายร่วมกันก็สามารถเป็น เครือขา่ ยได้ อีกแบบหนง่ึ คือ เครอื ข่ายขององค์กรหรอื คนทมี่ ีสถานภาพเดียวกนั อาชีพเดียวกนั ระดบั เดยี วกนั เชน่ เกษตรกร นักวิจัย องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันวิจัย เป็นตน้ นอกจากน้ี เครือข่ายจะย่ังยืนถ้าหากว่าสมาชิกร่วม ใจกันตั้งแต่ต้น ไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายเลขานุการ ไม่ให้มีคนครอบงา มีปัจจัยหรือทุนในการดาเนินงาน ประสานงาน มีความยืดหยุ่นปรับตัวตามที่สมาชิกส่วนใหญ่เห็นชอบ บทบาทของผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กร ชุมชน หรือเครือข่ายองค์กรที่ทางานกับชุมชนมีอยู่ 3 ประการ คือ เป็นผู้เช่ือมประสานให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ และพัฒนา (facilitator) เป็นผู้เชื่อมประสานให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (catalyst) และเป็นผู้เชื่อมประสานให้เกิด เครอื ข่าย (networker) (เสรี พงศพ์ ิศ,2545) 4.1.1 ลกั ษณะและประเภทของเครอื ขา่ ย ในการอธิบายความหมายของ “เครือข่าย” ในปัจจุบัน มักจะย้อนกลับไปที่รากเหง้าหรือที่มาของความ เป็นเครือข่ายซึ่งเก่ียวโยงกับความเป็นชุมชนในอดีต กล่าวคือ ชุมชน คือ “เครือข่าย” ที่ก้าวข้ามเขตแดนทาง ภูมิศาสตร์ตั้งแต่ในอดีต เครือข่ายตั้งอยู่บนฐานของความสัมพันธ์แบบ “เครือญาติและวัฒนธรรม” หมายความว่า เป็นความสมั พันธโ์ ดยสายเลือด หรอื โดยความสัมพนั ธ์ในฐานะทเี่ ปน็ คนพืน้ เพเดยี วกัน เผา่ พันธุเ์ ดียวกัน หรอื มีอะไร ท่ีเป็นจุดร่วมกันอยู่ ซ่ึงเป็นเหตุผลที่มาของการจัดความสัมพนั ธ์แบบเครือข่าย ให้ผู้คนพึง่ พาอาศัยช่วยเหลือเกื้อกูล กัน (เสรี พงศ์พศิ ,2545) นิยามดงั กล่าวเกยี่ วโยงกบั ความหมายของ “ทุนทางสังคม“ ท่ีหมายถึงเครือข่ายสงั คมและ ปทสั ถานสาคัญเกี่ยวกบั การช่วยเหลือเกอื้ กลู กันและความไวเ้ นื้อเชอ่ื ใจกนั ตามนิยามของธนาคารโลก ลักษณะและประเภทของเครือข่าย การอธิบายลักษณะและจัดแบ่งประเภทของเครือข่ายขึ้นอยู่กับ สมาชิก พ้ืนท่ี กิจกรรมหลัก วัตถุประสงค์ และโครงสร้างการดาเนินงานในลักษณะองค์กรของเครือข่ายเอง โดยมี ลกั ษณะร่วมของเครือข่าย (เสรี พงศ์พศิ ,2545) คือ (1) เป็นกลุ่มองค์กรหรือบุคคลท่ีมารวมกันเพ่ือดาเนินการตามวัตถุประสงค์และ ความสนใจท่ีตั้งข้ึน รว่ มกัน (2) เปน็ เวทีเพ่ือกิจกรรมทางสงั คมโดยการแลกเปล่ียนเรยี นรู้รว่ มกนั (3) ดารงอย่ไู ดย้ าวนาน ด้วยการสือ่ สารแบบใดแบบหนึ่งท่ีตอ่ เน่อื ง (4) มคี วามรู้สกึ ผกู พนั กับโครงสร้างท่พี ัฒนาขน้ึ มารว่ มกัน และรว่ มกนั รับผดิ ชอบ (5) มีความเป็นเจ้าของร่วมกันและความมุ่งม่ันท่ีจะทาตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ร่วมกัน รวมท้ังเครื่องมือ หรือวิธกี ารในการดาเนินการท่คี ดิ ไวร้ ว่ มกนั
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 59 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั เช่นเดียวกันกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัจจุบนั มีความซับซ้อนสัมพันธ์กับเงื่อนไข หลายประการ รูปแบบการทางานแบบ “เครือข่าย” จึงเป็นหัวใจของการจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ ในการ วิเคราะห์เครือข่ายองค์กรชุมชนในรายงานฉบับน้ี แบ่งประเภทของเครือข่าย ได้เป็น 3 ลักษณะ คือ เครือข่าย จัดต้ังตามโครงสร้างของหน่วยงาน เครือข่ายเชิงพื้นท่ี (area network) และเครือข่ายเชิงประเด็น (issue network) กลา่ วคือ 1) เครือข่ายจัดต้ังตามโครงสรา้ งของหน่วยงาน หมายถึง เครือข่ายที่จัดตั้งขน้ึ ตามลักษณะของหน่วยงาน อาทิเช่น เครือข่ายภาครัฐ เครือข่ายภาคเอกชน เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน เป็นต้น สาหรับ หน่วยงานภาครัฐมักมีการออกระเบียบ กฎหมายของหน่วยงานราชการ เช่น พระราชบัญญัติสภา องค์กรชุมชน พ.ศ. 2551, พระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2550, ระเบียบ กระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน พ.ศ. 2554, ระเบียบกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าด้วยอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม หมู่บ้านพ.ศ. 2558 เป็นต้น เครือข่ายประเภทนี้ ได้แก่ เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน, เครือข่ายองค์กร สวสั ดิการชมุ ชน, เครือข่ายอาสาสมัคร สาธารณสุขประจาหมู่บ้าน(อสม.) เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) เป็นต้น โดยเครือข่ายต่างๆ ดังกล่าวมุ่งเน้นการ ดาเนนิ การภายใตก้ รอบแนวคดิ หลกั การ วัตถุประสงคแ์ ละเป้าหมายหลกั ของหน่วยงานเปน็ สาคญั 2) เครือขา่ ยเชิงพื้นท่ี หมายถึง การรวมตัวของกลุ่ม/องค์กรเป็นเครอื ข่ายอาศัยพ้ืนท่ดี าเนนิ การเป็นปจั จัย หลักในการทางานร่วมกัน อาศัยกิจกรรมที่เกิดขึ้นในพ้ืนท่ีเป็นเป้าหมายนาทางและเป็นการพัฒนา แบบบูรณาการท่ีไม่แยกส่วนต่างๆ ออกจากกัน โดยยึดเอาพื้นท่ีเป็นตัวต้ังแห่งความสาเร็จในการ ทางานร่วมกันของทุกฝ่าย ลักษณะและโครงสร้างของเครือข่ายเชิงพื้นที่ สามารถจัดได้หลายระดับ ตามลักษณะอาณาเขตพื้นท่ี หรือตามเขตการปกครอง เช่น เครือข่ายตาบล เครือข่ายหมู่บ้าน เครือข่ายอาเภอ เครือข่ายจังหวัด เครือข่ายระดับภูมิภาค หรือ เครือข่ายลุ่มน้า เครือข่ายประเภทน้ี ไดแ้ ก่ เครอื ข่ายกองทุนหมบู่ า้ น เครอื ขา่ ยเศรษฐกจิ ชุมชนตาบล เครือขา่ ยวสิ าหกจิ ชุมชน เครือข่ายลุ่ม นา้ อิง เครอื ขา่ ยลุ่มนา้ แมแ่ ตง เครือขา่ ยภมู ินเิ วศน์ออบหลวงดอยอินทนนท์ เป็นต้น 3) เครือข่ายเชิงประเด็น หมายถึง เครือข่ายท่ีใช้ประเด็นกิจกรรม หรือ สถานการณ์ท่ีเกิดข้ึนเป็นปัจจัย หลักในการรวมกลุ่มองค์กร โดยมองข้ามมิติในเชิงพ้ืนท่ี มุ่งเน้นการจัดการในประเด็นกิจกรรมน้ันๆ อยา่ งจริงจงั และพฒั นาใหเ้ กิดความรว่ มมือกับภาคีอืน่ ๆ ที่เก่ยี วขอ้ งโดยไม่จากดั เฉพาะอาณาเขตพื้นท่ี ลักษณะและโครงสร้างของเครือข่ายเชิงประเด็นกิจกรรม สามารถแบ่งได้อย่างมากมายตามประเด็น กิจกรรม และความสนใจที่เกิดข้ึนของฝ่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน โดยไม่ยึดติด
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 60 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั กบั พ้ืนทดี่ าเนนิ การ แตใ่ ชห้ ลกั ของกจิ กรรมท่ีเกดิ ขึ้นเป็นตวั กาหนดความเป็นเครือข่าย เช่น เครือขา่ ย ปา่ ชมุ ชน เครอื ข่ายทีด่ นิ เครือข่ายเหมืองฝาย เครอื ข่ายเกษตรอนิ ทรยี ์ เปน็ ต้น อย่างไรก็ตาม ในความเป็นเครือข่ายแต่ละรูปแบบอาจมีความสัมพันธ์ที่ซ้อนทับกันไปมา และมีลักษณะท่ี ลน่ื ไหล สามารถเชอ่ื มโยงหรอื เกิดขึน้ ตามแต่สถานการณ์ปัญหาหรอื เป้าหมายในการขบั เคล่อื นงาน 4.1.2 ศกั ยภาพในการจดั การปญั หา “เครือข่าย” เป็นเครือ่ งมือหรอื วธิ กี ารทางานรว่ มกนั ทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพรูปแบบหนึ่ง โดยเฉพาะในกรณีที่ต้อง เผชิญปัญหาต่างๆ ปัญหาท่ีใหญ่โตและซับซ้อนเกินกว่าท่ีใครคนใดคนหน่ึงจะเผชิญได้โดยลาพัง อย่างเร่ืองปัญหา ทรัพยากรธรรมชาติ การพิทักษ์สิทธิชุมชน ในขณะเดียวกัน การสร้างเครือข่ายหรือทางานเป็นเครือข่ายยังเป็น เคร่ืองมือท่ีทาให้เกิดผลกระทบที่กว้างขวางและมีพลังมากเพราะการทางานแบบเครือ ข่ายเป็นการทางานแบบ “ประสานพลัง” (synergy) (เสรี พงศพ์ ิศ,2545) กล่าวได้ว่า การทางานในลักษณะของเครือข่ายน้ันทาให้เกิดการทางานได้หลายอย่าง ทั้งเป็นการทางาน เช่ือมประสาน รณรงค์ การทาข้อมูล การวเิ คราะห์และแบ่งปนั ข้อมูล การฝึกอบรม การระดมพลังเพ่อื ให้เกิดความ สามัคคี การวางแผนการทางานร่วมกัน การบูรณาการแผน และพัฒนาวาระหรือประเด็นบางอย่างร่วมกัน การ เรียนรู้ประเด็นต่างๆ หลากหลายรูปแบบและวิธีการจัดการปัญหาร่วมกัน รวมท้ังยังสามารถร่วมมือกัน “ลงทุน” และดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ด้วย อาทิเช่น การจัดการทรัพยากรท้องถ่ินร่วมกัน การจัดการป่าชุมชน จดั การนา้ จัดการแหล่งอาหารตามธรรมชาติ อนุรักษ์ป่า ดนิ นา้ ปลา ส่ิงแวดล้อม เป็นต้น (เสรี พงศ์พิศ,2545) ศักยภาพในการทางานเป็นเครอื ขา่ ย (เสรี พงศพ์ ศิ ,2545) ได้แก่ (1) ก่อให้เกดิ ผลบางอย่างท่ใี ครคนเดียวทาให้เกิดขนึ้ ไม่ได้ แต่มาจากการร่วมมอื กัน (2) สร้างผลกระทบไดก้ ว้างขวางและมปี ระสทิ ธิภาพมากกวา่ (3) ทาให้เกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจในเรือ่ งหรือประเดน็ ปัญหาที่คนในชุมชนมีร่วมกันเพราะมีแงม่ มุ หลาย มมุ มองจากคนหลายคน (4) เกิดความร่วมมอื ร่วมกนั ทางานและเกิดการแบ่งงานกันทาจนงานประสบผลสาเร็จรวดเรว็ ขนึ้ (5) ลดงานท่ีซา้ ซอ้ นลง และลดการส้ินเปลืองทรัพยากร (6) ทาให้เกิดการแลกเปลย่ี นความคิด ประสบการณ์ แรงบันดาลใจ และทกั ษะต่างๆ (7) ทาให้เกดิ ความสามคั คี ให้กาลงั ใจกนั และช่วยเหลอื กันในรปู แบบต่างๆ
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 61 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั 4.1.3 ข้อจากัดและปญั หาของเครอื ข่าย ปัญหาท่ีเครือข่ายต่างๆ โดยทั่วไปมักประสบปัญหา เช่น ขาดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนร่วมกัน มีความ แตกตา่ งของสมาชิกทาให้เกิดข้อขัดแย้งจากความคิดเห็นไม่สอดคล้องกัน ขาดปัจจัยหรือทุนสนับสนุน ทาให้การ ดาเนินงานขาดความต่อเน่ือง แม้ว่าสมาชิกเครือข่ายมีความต้ังใจและความเสียสละสูง แต่หากขาดปัจจัยขาด เงินทุนสนับสนุนกิจกรรมก็มกั ทาให้เครือข่ายไมย่ ั่งยืน ขาดการสื่อสาร การประชาสัมพนั ธ์ท่ีดี ขาดผู้ประสานงาน หรือกลไกในการเช่ือมโยงเครือข่าย อิทธิพลของการเมืองหรือผู้มีอานาจเข้ามาแทรกแซงการทางานของเครือข่าย เปน็ ต้น 4.2 เครอื ข่ายการจัดการทรพั ยากร การจดั การไฟปา่ หมอกควันภาคเหนอื เครือข่ายความร่วมมือในการจัดการไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือนั้น จากการดาเนินงานที่ผ่านมาพบว่า มี เครือข่ายการทางานท่ีกรมส่งเสริมคุณภาพส่ิงแวดล้อมดาเนินงาน และเครือข่ายท่ีหน่วยงานอ่ืนๆดาเนินการ ท้ังนี้ เครือขา่ ยฯดงั กล่าวน้ันมีการเชื่อมโยงสัมพนั ธ์การทางานร่วมกันไม่แต่เฉพาะกระบวนการทีท่ าเก่ยี วกับการจดั การไฟ ป่าเท่าน้ัน แต่ละพื้นท่ีชุมชน หมู่บ้าน ตาบล ลุ่มน้า และเครือข่ายดาเนินการในลักษณะของการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ มโดยองค์รวม ดังนั้นหากวิเคราะห์เครือข่ายอาสาสมัคร รูปแบบ วิธีการบูรณาการความร่วมมือและเครือข่ายกระบวน การเกี่ยวกับการจดั การไฟป่าและอนื่ ๆ ในพน้ื ที่ 9 จงั หวดั ภาคเหนือแลว้ โดยแยกออกเปน็ 2 สว่ น คอื 4.2.1 กรมส่งเสรมิ คุณภาพสิ่งแวดล้อมกับการสนับสนนุ เครือขา่ ยเพือ่ แกไ้ ขปัญหาสิง่ แวดลอ้ ม การหนุนเสริมเครือข่ายอันจะนาไปสู่ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ัน กรมส่งเสริม คณุ ภาพส่งิ แวดลอ้ มมีการทางานกับเครือข่ายใน 2 ลกั ษณะ คอื เครือขา่ ยตามกฎหมายซ่ึงเป็นหน้าทโี่ ดยตรง ไดแ้ ก่ เครือข่ายองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (NGOs) และ 2) เครือข่าย อาสาสมคั รพิทกั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม และเครอื ขา่ ยการมสี ว่ นรว่ มอ่นื ๆ เครอื ขา่ ยอาสาสมคั รพทิ ักษท์ รพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม หมบู่ ้าน (ทสม.) เป็นเครือข่ายท่ีมีลักษณะทางการโดยการจดแจ้ง จัดตั้งจากกรมส่งเสริมคุณภาพส่ิงแวดล้อมในนาม “ทสม.” หรืออาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน ซ่ึงได้ดาเนินการในการจัดตั้ง อาสาสมัครครอบคลมุ 9 จงั หวดั ในพ้นื ทภ่ี าคเหนอื การก่อรูปของ ทสม. หรือ “อาสาสมัครพทิ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม หมู่บา้ น (ทสม.)” เป็น การสรรหาบุคคลในทอ้ งถ่นิ หรือหมู่บา้ นท่ีมจี ติ สาธารณะ และสมคั รใจเปน็ อาสาสมัครเข้ามารว่ มปกป้อง ดูแล รักษา
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 62 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั และฟ้ืนฟทู รัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม โดยการเช่ือมประสานการทางานร่วมกัน จนเป็น “เครือข่าย ทสม.” ขับเคลื่อนกลไกการดาเนินงานด้านการบริหารจัดการ อนุรักษ์ ฟ้ืนฟู ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใน ลักษณะของคณะกรรมการเครือข่าย ทสม. ในระดับต่างๆ ตั้งแตร่ ะดับหมู่บา้ น ตาบล อาเภอ จังหวัด และประเทศ ทั้งนกี้ ระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพส่ิงแวดล้อม ได้ใหค้ วามสาคัญกบั การมี ส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์ ฟ้ืนฟู บารุงรักษา และ รว่ มกันปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิน่ ช่วงปี พ.ศ. 2551–2554 การดาเนินงานด้านการพัฒนาเครือข่าย ทสม. นับเป็นจุดเร่ิมต้นที่มีการ ขับเคล่ือนการทางานมาอย่างต่อเนื่อง ท้ังนี้โดยเห็นว่านโยบายของรัฐบาลในขณะนั้นมุ่งเน้นให้เกิดกลไกการมีส่วน ร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการตัดสินใจต่อการพัฒนาโครงการที่อาจกระทบต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อมและ สุขภาพ และยังเป็นกลไกในการคุ้มครองสิทธิของชุมชนท้องถิ่นในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต สังคม และ วัฒนธรรม ทั้งน้ีเป็นตามนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในการพัฒนาท้องถิ่นตามหลักการกระจายอานาจ (Decentralization) ประเด็นสาคัญที่ระบุไว้ในแนวนโยบาย เช่น การพัฒนาเมือง การจัดการมลพิษ สิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ การป้องกันไฟป่า การฟ้ืนฟูแหล่งน้าเพื่อ การใช้ประโยชน์ การป้องกันการกัดเซาะชายฝ่ัง การขจัดการกากของเสียอันตรายในเขตพ้ืนท่ีวิกฤติส่ิงแวดล้อม เป็นต้น โดยประเด็นเหล่าน้ีได้ปรากฏในแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมระยะ 5 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สงั คมแห่งชาติ ฉบับท่ี 10 (พ.ศ. 2551 – 2554) ในขณะท่ีรัฐบาลยังไม่ระบุข้อความเรื่องการสนับสนุนบทบาทของ ทสม. อย่างชดั เจนไว้ในนโยบายท่ีแถลง ไว้ต่อรัฐสภา แต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพส่ิงแวดล้อม มีความ พยายามในการดาเนินงานเชิงนโยบายในการผลักดันบทบาทของ ทสม. สนับสนุนนโยบายของรัฐในการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด โดยให้เครือข่าย ทสม. ท้ัง 75 จังหวัด (ขณะน้ันยังไม่รวม กรุงเทพมหานคร และจังหวัดบึงกาฬ) มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง และต่อเน่ืองในกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดข้ึนเป็นประจาทุกปี รวมทั้งการจัดกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ เช่น กิจกรรม ป้องกันปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับส่ิงแวดล้อม การลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก (Green House Gases: GHG) หรือการส่งเสริมขีดความสามารถของชุมชนเพื่อรับมือกับความ เส่ยี งภยั ธรรมชาตแิ ละความแปรปรวนของสภาพภูมอิ ากาศ (Climate Change) นโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนบทบาทของคณะกรรมการ อานวยการ ทสม. ท่ีมีองค์ประกอบของผู้แทนฝ่ายบริหารของกรมต่างๆ ในสังกัดกระ ทรวงฯ มาร่วมเป็น คณะกรรมการอานวยการฯ โดยมบี ทบาทหนา้ ทใี่ นการสนบั สนุนความร่วมมือเชิงนโยบายในการพัฒนาบทบาทของ
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 63 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั ทสม. ในการเข้าร่วมกับรัฐในกิจกรรมด้านทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อมและพัฒนากลไกการดาเนินงานของ เครือข่ายทสม. ท้ังในด้านแผนปฏิบัติการ ระเบียบกระทรวงฯว่าด้วย ทสม. การติดตามประเมินผล ทสม. เป็นต้น ขณะท่ีบทบาทของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มุ่งผลักดันให้เกิดกระบวนการ/ขั้นตอนในการคัดสรรระบบ สมาชิกทสม. และเครือข่าย กรรมการบริหาร ทสม. ในระดับต่างๆ เพ่ือให้เกิดช่องทางในการส่งเสรมิ และสนับสนนุ ให้เครือข่ายอาสาสมัครท่ีมีความสนใจดาเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมหมู่บ้าน สมัครและ คดั เลอื กตามกระบวนการท่ีเหมาะสมและเปน็ การคดั กรองเครือขา่ ยผมู้ จี ติ อนุรักษ์อยา่ งแท้จรงิ กล่าวไดว้ า่ ช่วงปี พ.ศ. 2551 – 2554 คณะกรรมการเครือข่ายทสม. ในระดบั จงั หวดั หลายจังหวัด มีความ เข้มแข็งในการสนับสนุนกิจกรรม ทสม. เป็นอย่างดีบางจังหวดั ได้บูรณาการความร่วมมือในการจัดการใช้กลไกของ ทสม. สนับสนุนกระบวนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมชุมชนและเมืองอย่างกว้างขวาง กิจกรรมที่เห็นเด่นชัด คือ การ พัฒนาศักยภาพของเครอื ข่ายทสม. ทุกระดับ ตง้ั แต่ หมูบ่ า้ น ตาบล อาเภอ จังหวดั ในการเสรมิ ความรู้ ความเข้าใจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ระบบนิเวศ การวิเคราะห์สภาพปัญหาความต้องการ การจัดลาดับ ความสาคัญของปัญหา และการเสนอแผนปฏิบัติการ/โครงการท่ีชุมชน/ ทสม. สนใจดาเนินการ และการร่วม ปฏบิ ัตกิ ารจริงในระดบั พ้นื ท่ี สาหรับการก่อรูปของเครือข่าย ทสม. ในพื้นท่ีภาคเหนือน้ัน ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มคนผู้ที่สนใจทางานด้าน ส่งิ แวดลอ้ มในพ้นื ที่ซ่งึ มอี ยเู่ ดมิ พฒั นาเปน็ ทสม. เช่น อสม. กลุ่มอนรุ ักษป์ า่ กลุ่มอนุรกั ษ์นา้ เป็นตน้ พร้อมกบั จัดต้ัง เป็นคณะกรรมการหรือชุดคณะทางานข้ึนมาเพื่อดาเนินงานด้านการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยใชแ้ นวทางเทคนิคในการดาเนนิ งาน เนน้ การพฒั นาศกั ยภาพของ เครือข่าย เชน่ การศึกษาดูงานนอกพน้ื ท่ี การ เช่ือมร้อยภาคีเครือข่ายในพ้ืนท่ี/นอกพื้นที่เพื่อร่วมช่วยในการ สนับสนุนกิจกรรมหรือดาเนินงานด้านส่ิงแวดล้อม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการดาเนินงานด้านส่ิงแวดล้อม และต่อยอดขยายผลเครือข่าย ทสม.ใน การดาเนินงานดา้ นส่ิงแวดล้อม เช่น การสร้างนักสืบสายน้าในพื้นท่ี เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากการดาเนินงานของ เครือข่ายทสม.ท่ีผ่านมามีผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมหลายประการ กล่าวคือ พบว่าเกิดการขยายผลการ ดาเนินงานกิจกรรมด้านการอนุรักษ์พ้ืนที่อ่ืนๆ เช่น เกษตรอินทรีย์ การบริหารจัดการขยะรีไชเคิล ศูนย์การเรียนรู้ นิเวศท้องถิ่น แหล่งอนุรักษ์พันธุ์ พัฒนาศักยภาพเครือข่าย ทสม.ในการติดตามตรวจสอบ เฝ้าระวัง ปัญหาด้าน สิ่งแวดล้อม การจัดการขยะในชุมชน การสร้างฝายชะลอน้า การจัดการป่าชุมชน แต่ยังมีปัญหาอุปสรรคในเร่ือง ของการขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนท่ีจะมาร่วมกันในการจัดการ ทางทสม. จึงได้เสนอแนะให้มีการ กระตนุ้ การมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในการเขา้ มาร่วมกจิ กรรมด้านการอนุรกั ษม์ ากข้ึน กิจกรรมการดาเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเครือข่ายทสม. ในพ้ืนที่ 15 จังหวัด ภาคเหนือ มีกิจกรรมด้านการฟ้ืนฟู การจัดการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมที่เกิดข้ึนจากความ
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 64 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั ต้องการของเครือข่ายตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตาบล อาเภอ และพ้ืนท่ีโซน ทั้งการจัดทาฝาย ปลูกป่า ปลูกต้นไม้ เป็น แนวกันชน ป้องกันไฟป่า ทาแนวกันไฟป้องกันไฟป่า สืบชะต๋าแม่น้า คัดแยกขยะ บวชปลา การปล่อยปลาลงสู่ แม่น้า การสร้างวอร์รูมสมุนไพร ส่งเสริมพลังงานทดแทน กิจกรรมการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ เน้นกิจกรรม รณรงค์ลดการเผาไร่ รณรงค์การไม่เผาป่า และจัดทาสปอร์ตสื่อวทิ ยุ และการพฒั นาศักยภาพของเครือข่ายจะเป็น ในลักษณะการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายตามความต้องการบนพ้ืนฐานของปัญหาท่ีเกิดขึ้นในพ้ืนที่ เช่น อบรมให้ ความรู้สมาชิกเครือข่าย การศึกษาดูงาน การสร้างแรงจูงใจด้วยการให้รางวัล การจัดทาบัตรทสม. ระดับหมู่บ้าน และจัดประชุมเครือข่ายในระดับจังหวัด ใช้กุศโลบายทางวัฒนธรรม ใช้หลักธรรมาภิบาลในการทางานร่วมกัน และเชื่อมโยงแผนงานกิจกรรมในระดบั หมบู่ ้าน ตาบล อาเภอ สแู่ ผนยุทธศาสตรจ์ ังหวดั ตัวชี้วัดความสาเรจ็ ของกิจกรรมที่เห็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม พบว่าเป็นเร่ืองการลดลงของปริมาณขยะ โดยการบรหิ ารจัดการอย่างเปน็ ระบบ การบกุ รุกพนื้ ที่ปา่ ลดลง ความอุดสมบูรณข์ องพน้ื ท่ปี า่ เร่ิมกลับฟน้ื คืนมา การ ลดลงของปัญหาหมอกควัน จึงส่งผลทาให้พ้ืนท่ีป่าเพ่ิมข้ึนโดยการจัดการโดยชุมชน แต่ท้ังน้ียังขาดความรู้ ความ เข้าใจในเร่ืองของการอนุรักษ์ท่ีถูกต้องตามหลักวิชาการ ขาดทุนสนับสนุนในการดาเนินกิจกรรม จึงมีข้อเสนอว่า ควรท่ีจะส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพในการดาเนินงานด้านการอนุรักษ์ โดยกระบวนการมีส่วนร่วม และให้องค์กร ปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ เขา้ มาร่วมสนบั สนนุ เพ่อื เปน็ ตวั หนุนเสริมการทางาน รูปแบบการดาเนินงานด้านส่ิงแวดล้อมของเครือข่าย ทสม. พบว่าที่ผ่านมานั้น มีภาคีในพ้ืนที่เข้ามา เกี่ยวข้องมาสนับสนุนกิจกรรมการอนุรักษ์ต่างๆ เพื่อการทางานด้านการจัดการป่า และอ่ืนๆ รวมทั้งมีการจัด ประชมุ แลกเปล่ียนเรยี นรู้ร่วมกันของคณะทางาน แต่ยงั พบวา่ มีปัญหาในเรือ่ งของทักษะ และ องค์ความรตู้ า่ งๆ ใน การพัฒนากลไกในการดาเนินงานด้านการอนุรักษ์ในพ้ืนท่ี จึงมีข้อเสนอแนะ ให้มีการจัดเวที พูดคุยร่วมกันของ สมาชกิ เพอื่ ปรับรูปแบบการทางานใหม้ ีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น ในสว่ นของแผนงานในอนาคตคอื การเชื่อมร้อยภาคี เครือข่ายตา่ งๆเพื่อช่วยสนับสนุนกิจกรรมด้านส่งิ แวดล้อมของเครือขา่ ยทสม. การขยายพื้นที่เรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติฯ เพื่อให้ครอบคลุมท่ัวทุกอาเภอ และท่ีสาคัญคือการพัฒนาศักยภาพของเครือข่าย ทสม. ใน การดาเนินงานดา้ นส่ิงแวดล้อมให้มปี ระสิทธิภาพ กล่าวโดยสรุป การดาเนินงานของเครือข่าย ทสม. ในพน้ื ท่ีภาคเหนอื ตอนบน มีความเหมอื นและความต่าง ตามบริบทพื้นท่ีและสถานการณ์ปัญหาที่เกิดข้ึน ท้ังนี้จะเห็นได้จากบทเรียนที่เกิดขึ้น ผลการดาเนินงานที่ผ่านมา การก่อรูปเครือข่ายท่ีเร่ิมต้นมาจากแนวคิดหลักการท่ีมีจุดเริ่มต้นจากแนวนโยบายของรัฐ ให้เกิดอาสาสมัครใ น ระดับหมู่บ้าน ตาบล อาเภอ เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมผ่านกิจกรรมที่ หลากหลายรูปแบบท้ังการพัฒนาศักยภาพของเครือข่ายทสม. การสนับสนุนส่งเสริมการจัดการทรัพยากรในระดับ หมู่บ้าน ตาบล อาเภอ ไม่ว่าจะเป็นการฟ้ืนฟูป่าด้วยการปลูกป่าเสริม การทาแนวกันไฟ การจัดทาฝายชะลอน้า
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 65 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั การใช้ทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนมาสร้างเป็นกุศโลบายให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน การสร้างรูปแบบ การสื่อสาร ส่งสาร ให้ความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ ของ ทสม. การเชื่อมประสานภาคีความร่วมมือในการ หนุนเสริมการทางานร่วมกัน ท้ังหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินงาน กจิ กรรมรว่ มของชมุ ชน อย่างไรกต็ าม การดาเนินงานกิจกรรมของเครือข่าย ทสม. ในพน้ื ท่ี 15 จงั หวัดยังพบปัญหา อุปสรรค เง่ือนไขข้อจากัดท้ังระยะเวลาการทางาน ความต่อเน่ืองของการทางาน การส่ือสารให้เข้าถึง รับรู้โดยทั่ว กนั ภายในจงั หวัด รวมท้งั การเชื่อมโยงกิจกรรมในพื้นท่กี ับแผนงานยทุ ธศาสตร์การขับเคล่อื นในระดบั จังหวัด และที่ สาคัญ ตัวคน บทบาทของ ทสม. ท่ีจะทาให้เกิดการยอมรับตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตาบล อาเภอ จังหวัด ที่จะ ขบั เคลื่อนการทางาน การบริหารจัดการของเครอื ข่าย ทสม. ใหเ้ กดิ รูปธรรมอยา่ งแทจ้ รงิ ได้ บทบาทของ ทสม.กบั การจัดการปัญหาไฟป่าลดหมอกควนั ที่ผ่านมา ทสม. มีบทบาทสาคัญในการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการและแก้ไขปัญหาไฟป่าในแต่ละ จังหวัด ทั้งน้ีทสม. นั้นเป็นการรวมตัวกันของผู้มีจิตอาสาและใจรักในสิ่งแวดล้อมเป็นกลไกสาคัญในการจัดการ ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ มอย่างย่งั ยนื ซ่งึ มสี มาชกิ ท้ังหมด 25,069 คน โดยแยกออกเป็นรายจงั หวดั ดงั น้ี จงั หวดั สมคั รทางส่วนกลาง สมคั รทางสว่ นภมู ภิ าค รวม 1,947 เชยี งราย 171 1,776 6,316 2,764 เชยี งใหม่ 3,008 3,308 1,023 2,123 นา่ น 157 2,607 1,764 4,634 พะเยา 35 988 2,463 2,035 แพร่ 374 1,747 25,069 แม่ฮ่องสอน 203 1,561 ลาปาง 217 4,417 ลาพูน 637 1,826 อุตรดติ ถ์ 45 1,990 รวม 4,847 20,222 ท่ีมา: http://www.deqp.go.th กรมสง่ เสรมิ คณุ ภาพสงิ่ แวดลอ้ ม
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 66 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั ในส่วนของ 3 จังหวัดในพื้นท่ีที่ดาเนินการนั้นมี ทสม.กระจายอยู่ทุกพ้ืนที่ในระดับหมู่บ้านร่วมมากว่า 10,950 คน ซึ่งถอื วา่ เปน็ จานวนมากของพลงั จิตอาสาในการเขา้ มาดูแลจดั การทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อม รว่ มกับหนว่ ยงานในระดบั พ้ืนที่โดยมีหนว่ ยงานกลางในระดับจังหวัด สานกั งานทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม จังหวัด (ทสจ.) ดูแลและสนับสนุนแนวทางการดาเนินงานตามยุทธศาสตร์จังหวัด ได้แก่ พ้ืนที่อุทยานแห่งชาติ ดอยสุเทพ – ปุย และพื้นที่โดยรอบ (อาเภอเมือง แม่ริมและหางดง) จังหวดั เชียงใหม่ พืน้ ท่ีอทุ ยานแห่งชาติดอย อินทนนท์ และพื้นท่ีโดยรอบ (อาเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ และพ้ืนท่ีดอยพระบาท – ม่อนพระยาแช่ จังหวัด ลาปาง นอกจากจะมีทสม.ในพื้นท่ีเปน็ หลักในการดาเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐ ท้ังสถานีควบคุมไฟป่าดอยสุเทพ – ปุย สถานีควบคุมไฟป่าดอยอินทนนท์ หน่วยส่งเสริมการควบคุมไฟป่าลาปาง สานักจัดการทรัพยากรป่าไม้ท่ี 3 ลาปาง เจ้าหน้าที่วนอุทยานม่อนพระยาแช่ – สถานีดับไฟป่าพระบาท เฉพาะกิจดับไฟป่า มทบ. 32 ลาปาง เจ้าหนา้ ทสี่ วนรุกชาติพระบาท จากการทางานที่เช่ือมประสานกับหน่วยงานภาครัฐดังกล่าว ทาให้สถานะ บทบาทของ ทสม. มีความโดด เด่นในการทางานเชิงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ การใช้กลไกทสม.ในการเช่ือมประสานกับภาคี องค์กร ต่างๆในระดับพืน้ ท่สี ว่ นราชการท้องถิ่น สามารถที่จะเชือ่ มประสานการทางานได้เป็นอยา่ งดี ด้วยกลไกการเชื่อมต่อ จากระดับจังหวดั – อาเภอ – หมู่บ้าน/ชมุ ชน ซ่ึงถือว่าเป็นกลไกท่ีไดร้ ับการยอมรับในระบบท่ีเป็นทางการมากกว่า องค์กรเครือข่ายภาคประชาชนอน่ื ๆ อย่างไรก็ตามสถานะ ทสม.ในแต่ละหมู่บ้านน้ันส่วนใหญ่มาจากฐานการจัดตั้งของขบวนเครือข่ายองค์กร ชมุ ชนภาคประชาชนในการจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ มทไี่ ด้ดาเนนิ การมาอย่างต่อเน่ือง ไมว่ ่าจะเปน็ เครือข่ายลุ่มน้าแม่กลาง เครือข่ายลุ่มน้าแม่แตงตอนบน เครือข่ายกลุ่มคนฮักอมก๋อย เครือข่ายป่าจังหวัดลาปาง เครือข่ายดอยสุเทพ- ปุย เป็นต้น ซ่ึงเป็นผลดีท่ีทาให้สถานะองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนได้รับการยอมรับไป ด้วยเช่นกัน และท่ีผ่านมาในทางปฏิบัติการระดับพื้นท่ีแล้ว ลาพัง ทสม. หรือหน่วยงานภาครัฐส่วนราชการท่ี รับผิดชอบเรอ่ื งไฟปา่ ไมส่ ามารถดาเนนิ การในพ้ืนท่โี ดยลาพังได้ แต่จาเป็นอยา่ งยงิ่ ท่ีจะตอ้ งอาศัย ความรว่ มมือของ ชุมชน สมาชิกกลุ่ม องค์กรเครือข่ายภาคประชาชน และที่สาคัญท้องถิ่นเข้ามาหนุนเสริมให้เกิดการจัดการที่เป็น จริงได้ เครือข่ายองค์กรเอกชนดา้ นการค้มุ ครองสิง่ แวดลอ้ มและอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติ (NGOs) การดาเนินงานของกรมส่งเสริมคุณภาพส่ิงแวดล้อมมีกลไกในการทางานหนุนเสริมเครือข่ายองค์กรเอกชน ดา้ นการคมุ้ ครองสิง่ แวดลอ้ มและอนรุ กั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติใน 2 ลักษณะ คือ ระดบั เครอื ข่าย เป็นการหนุนเสริม การสร้างเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นการทางานสนับสนุนสมัชชาองค์กรเอกชนดา้ นการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 67 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (สคส.) และ ระดับการสร้างรูปธรรมเชิงปฏบิ ัติการในพื้นท่ี เป็นท้ังการประสาน ผ่านกลไกของสมัชชาองคก์ รเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมฯ และการรว่ มปฏิบัติการใหเ้ กิดรูปธรรมกับเครือขา่ ยในพ้ืนที่ สมชั ชาองคก์ รเอกชนดา้ นการค้มุ ครองสงิ่ แวดลอ้ มและอนุรกั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติ มีที่มาจากการสมั มนา องค์กรเอกชนดา้ นการคุม้ ครองสิ่งแวดลอ้ มและอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาตปิ ระจาปี 2538 ซึ่งจัดข้นึ ท่ชี ะอา จังหวัด เพชรบุรี ได้เสนอให้มีการจัดตั้งเครือข่ายส่ิงแวดล้อม หรือศูนย์ประสานงานระหว่างองค์กรเอกชนขึ้นโดยให้เป็น เครือข่ายองค์กรทุกระดับ ไม่ใช่เฉพาะองค์กรเอกชนท่ีจดทะเบียนเป็นองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเท่าน้ัน เพื่อทาหน้าท่ีเป็นเครือข่ายท่ีเสริมความเข้มแข็งแก่องค์กรสมาชิกและ องค์กรชุมชนรวมทั้งเป็นองค์กรกลางประสานงานระหว่างรัฐกับองค์กรเอกชน ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวสอดคล้องกับ การศึกษาพัฒนาการขององค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ที่สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยเสนอต่อกรม ส่งเสริมคุณภาพส่ิงแวดล้อม (มิถุนายน 2539) โดยได้เสนอแนวทางท่ีจะส่งเสริมและผลักดันให้องค์กรเอกชนมี ฐานะท่ียอมรับได้ตามกฎหมาย มีบาทบาทหน้าที่ท่ีสามารถเข้าคุ้มครองดูแลและจัดการทรัพยากรได้อย่างท่ัวถึง และได้เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานกลาง หรือเครือข่ายองค์กรเอกชนขึ้น ซ่ึงประกอบด้วยตัวแทนของ องคก์ รเอกชนตา่ ง ๆ จะทาใหก้ ารดาเนินงานขององคก์ รเอกชนเข้มแขง็ ขึน้ และได้รบั ความเช่อื ถือในการปฏบิ ตั งิ าน ต่อมาได้มีการยกร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งสมัชชาองค์กรเอกชน และได้นาเสนอในการ ประชุมองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองส่ิงแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เม่ือเดือนกุมภาพันธ์ 2541 และท่ีประชุมไดเ้ ห็นชอบในหลักการให้มีการจัดต้ังสมัชชาองค์กรเอกชนขึ้น หลังจากนั้นองค์กรเอกชนไดร้ ่วมกันยก ร่างธรรมนูญสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติข้ึนใหม่ และได้ ปรับปรุงแก้ไขจนแล้วเสร็จ ท้ังน้ีได้มีองค์กรเอกชนลงนามรับรองในธรรมนูญดังกล่าวและร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง สมัชชาองค์กรเอกชนดา้ นการคุม้ ครองส่งิ แวดล้อมและอนรุ กั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ จานวน 47 องค์กร ทศิ ทางการทางานของสมชั ชาองคก์ รเอกชนฯ พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองสิ่งแวดล้อม พ.ศ.๒๕๓๕ ได้ระบุแนวทางการส่งเสริมสิทธิ-หน้าท่ี และสนับสนุนกิจกรรมการมีส่วนร่วมของกลุ่มภาคประชาชน กลุ่มองค์กรเอกชน ด้านการคุ้มครองและรักษา คณุ ภาพสิ่งแวดลอ้ มไว้อย่างชัดเจน ดงั ระบุในมาตรา ๖ มาตรา ๗ และมาตรา ๘ ซงึ่ ไดส้ อดคลอ้ งกบั รฐั ธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ รวมถึงการกาหนดนโยบายและแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาตฯิ ระยะ ยาว ระยะปานกลาง และระยะสั้นไว้อย่างชัดเจน อันเป็นตัวบทกฎหมายที่มีสาระสาคัญ และหนุนเสริมกลไกการ ดาเนนิ งานของกลุ่มผมู้ สี ่วนไดเ้ สยี ในประเดน็ การดแู ลรกั ษาจดั การและใช้ประโยชนร์ ว่ มตอ่ ทรพั ยากรธรรมชาติฯ
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 68 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ดาเนินงานเพื่อให้การ ส นั บ ส นุ น แ ล ะ เ ส ริ ม ส ร้ า ง ค ว า ม เ ข้ ม แ ข็ ง ข อ ง อ ง ค์ ก ร เ อ ก ช น ด้ า น ก า ร คุ้ ม ค ร อ ง สิ่ ง แ ว ด ล้ อ ม แ ล ะ อ นุ รั ก ษ์ ทรัพยากรธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้สนับสนุนให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือในส่วนกลางในรูปแบบของ สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองคุณภาพส่ิงแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มา ต้งั แต่ปี พ.ศ. 2551 ซงึ่ ปัจจบุ นั มอี งค์กรเอกชนที่ดาเนนิ กจิ กรรมด้านสง่ิ แวดลอ้ มเกดิ ขน้ึ ท่ัวประเทศจานวนมาก กรม ส่งเสริมฯจึงได้กาหนดแนวทางการปฏิบัติงานท่ีสาคัญเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาเครือข่ายองค์กร เอกชนดา้ นการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ ในหลายระดับ เพ่อื ให้องค์กรเอกชนสามารถ ดาเนินงานร่วมกับภาครัฐและภาคีร่วมพัฒนาอื่นๆ ในการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการคุ้มครอง ส่งิ แวดล้อมและอนุรกั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติได้อย่างยง่ั ยนื สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเป็นเครือข่ายการ ดาเนินงานขององค์กรเอกชนที่มุ่งเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งแ ก่องค์กรสมาชิกและองค์กรชุมชน รวมท้ังเป็นองค์กรกลางประสานงานระหว่างรัฐกับองค์กรเอกชน และจะผลักดันให้องค์กรเอกชนมีฐานะที่ยอมรับ ได้ตามกฎหมาย เพ่ือให้สมาชิกขององค์กรได้มีบทบาทหน้าที่ท่ีสามารถเข้าคุ้มครองดูแลและจัดการทรัพยากรได้ อย่างทั่วถึงและเป็นที่ยอมรบั จากสาธารณะชน ปัจจุบนั มีองค์กรที่เปน็ สมาชิกของสมชั ชาองค์กรเอกชนฯ จานวน ๑๗๐ องค์กร ซ่ึงมีพ้ืนที่ครอบคลุมทุกภูมิภาค อย่างไรก็ดียังคงมีองค์กรเอกชนและเครือข่ายองค์กรชุมชนที่ ดาเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกจานวนมากในแต่ละภูมิภาคที่ยังไม่ได้ร่ วม กระบวนการพฒั นาศกั ยภาพและพัฒนาชดุ องค์ความร้ทู ีส่ าคัญอันมคี วามจาเปน็ ย่ิง การทางานของสมัชชาองค์กรเอกชนฯ จึงมีความสาคัญ และมุ่งหมายให้มีการเสริมสร้างศักยภาพองค์กร สมาชิกในสมัชชาองค์กรเอกชนฯ เพิ่มขึ้น เพ่ือยกระดับชุดองค์ความรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์ สู่การรณรงค์ รูปธรรมท่ีดีและเผยแพร่สาธารณะ การพัฒนากลไกความร่วมมือในระดับเครือข่ายเพ่ือส่งเสริมบทบาทหน้าท่ี ความรับผิดชอบต่อทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม การสะท้อนข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องรวมถึงและการขยาย พ้นื ท่ี เพมิ่ ชอ่ งทางการสอ่ื สารสองทาง อนั จะสามารถหนุนเสริมการเรียนรูท้ เ่ี ชือ่ มโยงประสบการณ์จรงิ อย่างมีนยั ยะสาคัญในระดับภูมิภาคถึงส่วนกลางให้ได้ในวงกว้าง และเสริมสร้างความเช่ือมั่นในต่อสาธารณะชนต่อกลไก การดาเนินงานขององคก์ รเอกชนฯ วิสัยทัศน์ สมัชชาองค์กรเอกชนฯ (สคส.) เป็นศูนย์รวมขององค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายภาค ประชาชนท่ีมุ่งทางานเพ่ือให้ทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมท่ีเหมาะสม ร่วมรักษา ทรพั ยากรธรรมชาติทเี่ กือ้ กูลซงึ่ กันและกนั
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 69 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั ภารกิจ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาชนเพื่อรักษาสภาวะแวดล้อมของชุมชน ให้ดารงชีวิต โดยปราศจากมลพิษ รวมถงึ การมสี ว่ นร่วมอนุรกั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติ แหล่งนา้ ฝง่ั ทะเล พ้ืนดิน ผนื ป่า พรรณ พืช สัตว์ป่า เพอ่ื ให้ใช้ประโยชน์ตามลกั ษณะนเิ วศนไ์ ดอ้ ย่างเหมาะสมและย่งั ยนื เป้าหมาย – ธรรมาภบิ าลดา้ นสง่ิ แวดลอ้ มและทรพั ยากรฯ 1) การปฏิรูปนโยบายและกฎหมายด้านการบริหารจัดการฐานทรัพยากรฯ ของประเทศ เพื่อใหค้ งอยตู่ ามระบบนเิ วศนแ์ ละใช้ประโยชนร์ ว่ มไดอ้ ยา่ งสมดุลและยง่ั ยืน 2) สนับสนุนสิทธแิ ละเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรพฒั นาเอกชนและเครือข่ายภาคประชาชน ให้สามารถทางานเพ่ือพิทักษ์/ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาทุกระดับ ตามท่บี ัญญตั ไิ วใ้ นรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย 3) ประสานงานร่วมกับองค์กรทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ท้ังภายในและระหว่างประเทศ เพ่ือ เสริมสร้างศักยภาพการดาเนินงานรว่ มอย่างโปร่งใส และเทา่ เทยี ม ขอบเขต และดาเนนิ งาน 1) การศึกษาข้อมูลขององค์กรที่เป็นสมาชิกของสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครอง สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ จานวน 170 องค์กร เพ่ือจัดทาฐานข้อมูลอันสาคัญ ขององค์กรน้ันๆ รวมถึงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลท่ีใช้ได้จริงในการประสานงานร่วมกัน โดยแยกออกเป็นภมู ิภาค ประกอบด้วย ภาคเหนอื ภาคเหนือตอนลา่ ง-กลางตอนบน ภาค ตะวันออกเฉียงเหนอื ภาคตะวนั ออกและภาคตะวนั ตก และภาคใต้ 2) การพัฒนากลไกสนบั สนุน/ช่วยเหลอื จากหน่วยงาน-องค์กรทเ่ี กีย่ วขอ้ ง วา่ ด้วยการมสี ่วนร่วม ในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพส่ิงแวดล้อม ตามมาตรา 6 มาตรา 7 และ มาตรา 8 ของพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองส่ิงแวดล้อม พ.ศ.2535 เพ่ือสรุปเป็น ข้อเสนอแนะต่อกลไกการดาเนินงานจากทางราชการที่เก่ียวข้อง ภายใต้พระราชบัญญัติน้ี และ พระราชบัญญัติ หรอื กฎหมายอน่ื ๆ ท่เี กีย่ วข้อง 3) จัดให้มีการประชุม/สัมมนาเพื่อส่งเสริมกลไกการประสานความร่วมมือ การวางกรอบการ ดาเนินงานร่วมขององคก์ รสมาชิกสมัชชาองคก์ รเอกชนฯ องค์กรเครือข่ายความรว่ มมือ และ การพัฒนาชุดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรฯโดยองค์รวม ท้ังในระดับ นโยบาย กฎหมาย และแนวทางการปฏบิ ตั งิ านทีเ่ กยี่ วขอ้ ง โดยกาหนดให้มเี วทีสมั มนาเป็น รายภมู ิภาค จานวน 5 คร้ัง รวมจานวน 6 ภูมิภาค ประกอบดว้ ย ภาคเหนือ ภาคเหนือ
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 70 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั ตอนล่าง-กลางตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก และ ภาคใต้ 4) จัดทายุทธศาสตร์และกลไกการประสานงานของสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครอง ส่ิงแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และข้อเสนอแนะต่อแนวทางการปฏิบัติที่ สอดคล้องเป็นรายภูมิภาค(ภูมินิเวศน์) โดยใช้ข้อมูลหลักจากข้อเสนอแนะในเวทีสัมมนา ระดับภูมิภาค และนามาสังเคราะห์ศักยภาพและข้อจากัดของกลุ่มองค์กรในระดับภูมิภาค แล้วประเมินทิศทางท่ีสามารถแปรไปสู่การปฏิบัติได้จริง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและ พัฒนาเครือข่ายองค์กรเอกชน เครือข่ายประชาชน ที่ดาเนินงานด้านการคุ้มครอง สิ่งแวดลอ้ มและอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ 5) การจัดประชุมเพ่ือนาเสนอยุทธศาสตร์และกลไกการประสานงานของสมัชชาองค์กรเอกชน ด้านการคุ้มครองส่ิงแวดล้อมฯ และข้อเสนอแนวทางการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนา เครือข่ายองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองส่ิงแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพือ่ รับ ฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการบรหิ ารสมชั ชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสง่ิ แวดลอ้ ม ฯ และผู้แทนจากกรมสง่ เสริมคุณภาพสิง่ แวดลอ้ ม 6) ดาเนินการเรือ่ งอนื่ ตามทีส่ มชั ชาฯ กาหนด ท้ังน้ีสาหรับเง่ือนไขการดาเนินงานนั้น สมาชิกมีสิทธิเสนอความคิดเห็นแตกต่างจากสมัชชาฯ ถือเป็นเอก สิทธิของสมาชิก โดยมีกรอบทศิ ทางการปฏบิ ัติงาน ให้เป็นไปตามธรรมนญู สมัชชาองค์กรเอกชนฯ ส่วน ก ล ไ ก การดาเนนิ งาน เปน็ ไปตามขอ้ ตกลง และมีมติในท่ีประชมุ คณะกรรมการสมชั ชาฯ อยา่ งเปน็ ทางการของ แต่ละชุด ปัจจุบันอยู่ในวาระการทางานของคณะกรรมการ โดยคณะกรรมระดับภูมิภาพมีขอบเขตการดาเนินงาน : ประสานงานองค์กรเอกชน ท่ีเป็นสมาชิกในสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองส่ิงแวดล้อมฯ และองค์กร เครือข่ายประชาชนในพื้นที่ภูมิภาคน้ันๆ เพ่ือร่วมพัฒนาฐานข้อมูลองค์กรและร่วมกิจกรรมที่กาหนดไว้ตาม วัตถุประสงค์ของโครงการ , การติดตามรายงานการดาเนินงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม , การประมวล สังเคราะหพ์ ร้อมจัดทารายงานการดาเนินงานระดบั ภูมิภาค นอกจากน้ียังมีการจัดตั้งสานักงานเลขานุการสมัชชาองค์กรเอกชน โดยมีขอบเขตการดาเนินงาน : การ ประสานงานร่วมกับผู้ประสานงานระดับภูมิภาค การประสานงานกับกรมส่งเสริมคุณภาพส่ิงแวดล้อม และองค์กร อ่ืนที่เก่ียวข้อง การสังเคราะห์ชุดองค์ความรู้ และระบบฐานข้อมูลร่วมกับภมู ิภาค การจัดเวทีสัมมนาระดับภูมิภาค และการประชุมของคณะกรรมการ การจัดทารายงานฉบับสมบูรณ์ และการประสานงานกับภาคีเครือข่ายความ ร่วมมอื ในประเด็นธรรมาภิบาลส่ิงแวดล้อม ซึง่ สามารถตดิ ต่อประสานงานได้ท่ี การติดตอ่ ประสานงาน : สานกั งาน
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 71 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั เลขานุการฯ เลขที่ 222 ซอยรามอินทรา 61 แขวงท่าแรง้ เขตบางเขน กรงุ เทพฯ 10130 โทรศัพท์ 02-9457125 , 088-9519542 เครือขา่ ยการมีส่วนรว่ มอืน่ ๆ จากการทางานในพื้นท่ี 3 จังหวัดพบว่า นอกจากเครือข่ายอาสาสมัครที่ทางกรมส่งเสริมคุณภาพ สิ่งแวดล้อมเข้าไปดาเนินการร่วมท้ังการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการจัดการปัญหาไฟป่าใน พน้ื ทแ่ี ลว้ ยังมสี ่วนสาคัญในการทางานร่วมกบั เครือข่ายและหนว่ ยงานอื่นๆ ซง่ึ มที ้งั การทางานร่วมกับองค์กรพฒั นา เอกชน การสนับสนุนกิจกรรมการดาเนินงานของเครือข่าย รวมทั้งสร้างการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์ปัญหาภายใน และภายนอก จนทาให้เครือขา่ ยองค์กรชาวบ้านในพ้นื ที่สามารถบริหารจัดการทรัพยากรโดยชุมชนในรูปแบบต่างๆ ทั้งเครือข่ายในระดับชุมชน ตาบล อาเภอและเครือข่ายลุ่มน้า โดยมีเครือข่ายในแตล่ ะจังหวดั ที่มีหน่วยงานเข้ามา ขับเคลอื่ น ดงั น้ี จังหวดั องคก์ ร/เครอื ขา่ ย ประเดน็ การเคลอ่ื นงาน หนว่ ยงานสนบั สนนุ เชียงใหม่ เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ ทรัพยากร สิทธิ ขับเคลื่อนการปรับแก้ มลู นิธพิ ัฒนาภาคเหนอื (คกน.) นโยบาย กฎหมาย มู ล นิ ธิ เ พื่ อ ก า ร พั ฒ น า ท่ี ยง่ั ยนื ภาคเหนอื สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนอื (สกน.) ทรัพยากร สิทธิ ขับเคล่ือนการปรับแก้ มูลนธิ พิ ัฒนาภาคเหนือ นโยบาย กฎหมาย กลุ่มคนฮักอมก๋อย ทรัพยากร สิทธิ การจัดการแก้ไข มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ ปญั หาปา่ ไม้ ทีด่ นิ ไฟป่า ยง่ั ยนื ภาคเหนือ เครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้าแม่แตง ทรัพยากร สิทธิ การจัดการแก้ไข มูลนิธิเพ่ือการพัฒนาที่ ตอนบน ปัญหาป่าไม้ ทดี่ ิน ไฟป่า ยัง่ ยืน ภาคเหนือ เครือข่ายลุ่มน้าดอยอินทนนท์- ทรัพยากร สิทธิ การจัดการแก้ไข มูลนิธิเพ่ือการพัฒนาที่ ออบหลวง 8 ลุ่มนา้ (ลุ่มนา้ แม่กลาง ปัญหาป่าไม้ ที่ดนิ ไฟป่า การท่องเที่ยว ยัง่ ยนื ภาคเหนอื ,ลุ่มน้าแม่แจ่ม,ลุ่มน้าแม่เต๊ียะ- แม่ โดยชมุ ชน การพัฒนาคุณภาพชีวิต มลู นิธไิ ทยรักษป์ ่า แตะ , ลุม่ นา้ แมป่ าน – แมอ่ วม ,ลุม่ ก ร ม ส่ ง เ ส ริ ม คุ ณ ภ า พ น้าแม่ยะ – แม่ปอน ,ลุ่มน้าแม่แรก สง่ิ แวดลอ้ ม ,ลุ่มน้าแม่วาก – แม่มะลอ, ลุ่มน้า ห้วยงู และลุ่มนา้ หว้ ยสม้ ปอ่ ย
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 72 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั คณะทางานแมแ่ จม่ โมเดลพลสั ทรัพยากร สิทธิ การจัดการแก้ไข ภ า คี ค ว า ม ร่ ว ม มื อ (สถาบันอ้อผะหญา,มูลนิธิฮักเมือง ปญั หาป่าไม้ ท่ีดิน ไฟป่า การท่องเที่ยว ขั บ เ ค ลื่ อ น แ ม่ แ จ่ ม แจม่ ) โดยชุมชน หนี้สินและ การพัฒนา โมเดลพลสั คุณภาพชวี ิต เครือข่ายทรพั ยากร ต.ปางหินฝน ทรัพยากร สิทธิ การจัดการแก้ไข มูลนิธิเพ่ือการพัฒนาท่ี ปญั หาป่าไม้ ท่ดี ิน ไฟปา่ ย่งั ยนื ภาคเหนือ เครอื ขา่ ยทรัพยากรฯต.ทาเหนอื ทรัพยากร สิทธิ การจัดการแก้ไข มูลนิธิเพื่อการพัฒนาท่ี ปญั หาปา่ ไม้ ที่ดนิ ไฟป่า ยง่ั ยนื ภาคเหนอื เครอื ข่ายทรัพยากรฯต.แมแ่ ดด ทรัพยากร สิทธิ การจัดการแก้ไข มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ ปัญหาปา่ ไม้ ท่ีดนิ ไฟป่า ยงั่ ยืน ภาคเหนอื เครอื ขา่ ยมง้ สเุ ทพ- ปุย ทรัพยากร สิทธิ การจัดการแก้ไข มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ ปัญหาป่าไม้ ที่ดนิ ไฟป่า ยั่งยืน ภาคเหนือ ก ร ม ส่ ง เ ส ริ ม คุ ณ ภ า พ ส่งิ แวดล้อม ลาปาง เครอื ขา่ ยป่าชุมชนจงั หวัดลาปาง ทรัพยากร สิทธิ การจัดการแก้ไข - ปญั หาป่าไม้ ที่ดนิ ไฟปา่ กลุม่ เฮาฮักมอ่ นพระยาแช่ ทรัพยากร ป่าไม้ ไฟป่า - เครอื ขา่ ยทด่ี ิน จงั หวัดลาปาง การจดั การที่ดินโดยชุมชน ส ถ า บั น พั ฒ น า อ ง ค์ ก ร ชุมชน จากรายชื่อกลุ่ม องค์กรเครือข่ายท่ีกล่าวมาน้ัน เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นท่ีได้มีการประสานการทางาน ร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ท้ังนี้ข้ึนอยู่กับประเด็นของแต่ละกลุ่ม องค์กร ที่จะขับเคลื่อน ตามกระบวนการ วิธีการ ทางานที่แตกต่างกัน แต่ประเด็นสาคัญทุกองค์กร เครือข่ายมุ่งเน้นให้เกิดการจัดการและแก้ไขปัญหา ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม สิทธิชุมชนบนฐานการจัดการทรัพยากรฯ ภายใต้องค์ความรู้ ภูมิปัญญา ท้องถิ่นของแต่ละชุมชน และการใช้เคร่ืองมือในการสนับสนุนให้เกิดการจัดการและแก้ไขปัญหา โดยมีเครื่องมือ กระบวนการสาคัญๆ อาทิ 1) การใช้ฐานข้อมูล ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ มาใช้ในการจัดการและแก้ไขปัญหาโดยการเดิน สารวจแนวเขตพ้ืนทป่ี ่า ที่ดนิ ทากินของชมุ ชนให้เกิดความชดั เจน ปอ้ งกันการบุกรุกขยายพื้นท่ปี ่า การใช้แผนทใี่ น การวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาไฟป่า หมอกควันร่วมกับชุมชนในพ้ืนท่ี ท้ังจุดเส่ียง จุดเกิดไฟซ้าซาก จุด Hot
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 73 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั sport ที่เป็นตัวชี้วัดของการเกิดไฟในแต่ละอาเภอ ส่งผลให้เกิดมาตรการในการกาหนดวันห้ามเผาของทุกปีซ่ึงแต่ ละจงั หวดั กาหนดช่วงเวลาทแี่ ตกต่างกันตามสภาพพ้ืนที่ รวมท้ังการวางแผนทั้งการชงิ เผา โดยเฉพาะในสภาพปา่ ท่ี เป็นป่าเต็งรังในพื้นท่ีอมก๋อย จอมทองและการจัดช่วงเวลาในการเผาในพ้ืนที่โล่งและพื้นที่เกษตรของชุมชนท่ีมี ความจาเป็นจริงๆ ที่สาคัญฐานข้อมลู ดังกล่าวนามาสู่การวางแผนและการจัดการร่วมกับหน่วยงาน องค์กรในพน้ื ที่ รวมท้งั การใชข้ อ้ มลู สารสนเทศทางภูมิศาสตร์ เป็นเครอ่ื งมือในการเจรจาตอ่ รองเม่อื เกิดปัญหาการบกุ รุกขยายพ้นื ท่ี ออกไปจากแนวเขตเดิม และขอ้ มูลท่ีเหมาะสม นามาใชใ้ นการบริหารจัดการทรพั ยากรท่ีสามารถขยายผล ยกระดับ เปน็ องค์ความรเู้ พ่ือใช้ในการส่ือสารเผยแพรแ่ ละขยายผลได้ 2) การใช้กลไก คณะทางานในระดับตาบล อาเภอ เครือข่ายลุ่มน้า จังหวัด และระดับชาติ เข้าไป ขับเคล่ือนใหเ้ กดิ การพัฒนาขอ้ เสนอต่อการจัดการและแก้ไขปญั หาในพนื้ ที่ ซ่ึงเปน็ เครอื่ งมอื สาคัญ ท่ใี หเ้ กิดการภาคี ความร่วมมอื บรู ณาการการทางานร่วมกัน ท้ังน้ีกลไกดังกล่าว มีท้ังกลไกทมี่ กี ารจดั ตง้ั อย่างเป็นทางการ ผู้นาชุมชน เข้าไปอยู่ในโครงสร้างของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการอนุกรรมการที่ปรึกษาอุทยาน คณะกรรมการการจัดการและแก้ไขปัญหาท่ีผู้บริหารท้องถ่ินลงนามแต่งต้ัง โครงสร้างคณะกรรมการในระดับ จังหวดั และโครงสร้างคณะกรรมการในระดับชาติที่ว่าด้วยการจัดการและแก้ไขปัญหาป่าไม้ –ที่ดิน และกลไกท่ีใช้ เครือข่ายในการขับเคล่ือนโดยใช้พลังมวลชนผลักดันทางนโยบาย ให้เกิดการแก้ไขกฎหมาย นโยบาย การ เปล่ียนแปลงโครงสร้างอานาจใหม่ในการจัดการทรัพยากรฯออกมาเป็นมติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายว่าด้วยการ จัดการทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม 3) การใช้อานาจท้องถิ่น ในการออกข้อบัญญัติท้องถ่ินในการจัดการทรัพยากรฯ โดยอาศัยอานาจนิติ บญั ญัตอิ งค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ ทม่ี ีกฎหมายจัดต้ังขึน้ ตามรัฐธรรมนญู พ.ศ. 2540 และพ.ศ. 2550 ตามมาตรา 66, 67 และ 290 ที่รับรองสิทธิชุมชน สิทธิบุคคล และองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน (อปท.) ในการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนการอนุรักษ์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรม ท้องถ่ิน ซึ่งที่ผ่านมามีหลายพื้นท่ี จังหวัดเชียงใหม่ ได้ดาเนินการออกข้อบัญญัติไปแล้วว่าด้วย “ข้อบัญญัติท้องถ่ิน ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ ตาบลทาเหนือ อาเภอแม่ออน ตาบลบ้านหลวง อาเภอจอมทอง ตาบลบ้านทับ อาเภอแม่แจ่ม ตาบลแม่วนิ อาเภอแม่วาง และการออกข้อบัญญัติว่าด้วย “ข้อบัญญัตทิ ้องถ่ินด้าน การจัดการและแก้ไขปัญหาไฟป่า” ในพื้นท่ีตาบลนาเกียน อาเภออมก๋อย ท่ีสามารถส่งเสริมรับรองสิทธิชมุ ชน ให้ เกิดการบังคบั ใชใ้ นทางปฏบิ ัตไิ ด้จรงิ และสามารถใชเ้ ป็นตัวอย่างในการขยายผลท้งั ในพื้นท่แี ละนโยบาย 4) ภาคีความร่วมมือต้ังแต่ระดับตาบล อาเภอ ลุ่มน้าและจังหวัด ที่สามารถพัฒนากลไกความร่วมมือเชงิ สถาบันในการจัดการทรัพยากรให้เกิดข้ึนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในพื้นท่ีดอยอินทนนท์ – ออบหลวง จากความ ขัดแย้งสู่ความร่วมมือ สู่แนวทางการจัดการร่วมในพนื้ ท่ี ดอยสุเทพ – ปยุ ความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ ราชการ ในพน้ื ท่ีในการร่วมมือกันขับเคล่อื นการจดั การทรัพยากรทีด่ นิ ปา่ ไม้ และไฟป่ารอบดอยสุเทพ ชมุ ชนรอบดอยพระ บาท ม่อนพระยาแช่ ชุมชน ท้องถิ่น จิตอาสาในพื้นที่ มาร่วมมือกันในการเฝ้าระวัง จัดการ ดูแลรักษาทรัพยากร
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 74 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั และไฟป่าทุกปี ที่สาคัญ ภาคีความร่วมมือกับภาคธุรกิจที่เข้ามามีบทบาทสาคัญในการหนุนเสริม สนับสนุน กิจกรรมของชุมชนในการจดั การทรัพยากรฯและไฟป่า ท้ังนี้สถานการณ์ไฟป่าในชว่ งท่ีผ่านมาน้ัน มีข้อสรุปร่วมกนั ของทุกภาคส่วนแล้วว่า ไม่ใช่ปัญหาหรือความพยายามในการจัดการและแก้ไขปัญหาของชุมชน หน่วยงานใด หนว่ ยงานหนึ่งเท่านนั้ แตเ่ ปน็ วาระร่วม ทท่ี กุ ฝา่ ยตา่ งตอ้ งมาร่วมมอื กันในการจัดการต้งั แตต่ น้ ทาง ระหวา่ งทางและ ปลายทาง (การจัดการดูแลรักษาทรัพยากรตลอดท้ังปี ไม่แต่เฉพาะช่วงฤดูไฟป่าเท่าน้ัน) ท่ีผ่านมา ภาคธุรกิจ โรงแรม บริษัทห้างร้าน สายการบินและกลุ่มคนในเมือง เข้ามาสนับสนุนการจัดการไฟป่า การจัดการทรัพยากรฯ ของชมุ ชน อาทิ หนงึ่ ชมุ ชนหนึง่ รา้ นคา้ หน่งึ บริษทั เป็นต้น จากกระบวนการและการใช้เคร่ืองมือในการดาเนินงานของกลุ่มองค์กรเครือข่ายท่ีมีหน่วยงานเข้าไป สนับสนุนการทางานน้ัน จะพบว่า มีความตา่ งกันในเชิงกระบวนการ แตม่ ีเป้าหมายเดียวกันที่จะดูแลรักษา จัดการ ทรัพยากรฯ บนฐานสิทธิชุมชน ฐานข้อมูล ความรู้ กลไกความร่วมมือที่มีความเข้มแข็ง และความพยายามให้เกิด การเปลีย่ นโครงสร้างอานาจทางกฎหมาย นโยบาย ที่เอือ้ ต่อการดารงอยขู่ องชมุ ชนกับทรพั ยากรอย่างย่ังยนื ได้ อย่างไรก็ตาม การลงมือปฏิบัติการในระดับพ้ืนท่ีน้ัน สองส่วนทั้งท่ีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ดาเนินงานและท่ีหน่วยงานอ่ืนดาเนินการ มีการบูรณาการความร่วมมือและเครือข่ายไปพร้อมๆกันเพียงแต่ กระบวนการ วธิ ีการอาจจะดาเนินการแตกต่างกันออกไปในแต่ละพ้ืนท่ี ฉะนั้นที่ผ่านมาจึงก่อเกิดผลสาเร็จของการ ทางานที่จะเป็นแนวทางสาคัญต่อการขับเคล่ือนการจัดการและแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ ไฟป่าได้ โดยมี ผลสรุปของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากเวที “ผนึกหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง และ 9 จังหวัด ภาคเหนอื เดินหนา้ แก้ไขปัญหาหมอกควัน และไฟป่าภาคเหนือ ปี 2561” ดังนี้ 1) เกดิ การบรู ณาการรว่ มกันของทกุ หน่วยงาน 2) มีระบบการสง่ั การทเี่ ป็น Single command จากระดบั จงั หวดั อาเภอ ตาบล หมู่บา้ นทช่ี ดั เจน 3) ผู้บรหิ ารระดบั สงู ทกุ หนว่ ยงานใหค้ วามสาคญั 4) มีการกาหนดพนื้ ท่ีเสย่ี งและมีมาตรการป้องกนั ชัดเจนในแผนการดาเนนิ งานรว่ ม 5) มกี ารจดั การเชอ้ื เพลงิ ในชว่ งเวลาทีเ่ หมาะสม 6) มีระบบกลไกประชารฐั และการมสี ว่ นรว่ มทกุ ภาคสว่ น 7) มีการสื่อสารเชิงรกุ เขา้ ถึงกลุม่ เปา้ หมายโดยเฉพาะระดับชมุ ชนและครวั เรือน 8) มีแรงจูงใจและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐในระดับกานันและ ผู้ใหญ่บ้าน ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ในปี 2561 (ข้อมูล : อติ บุญเสริม http://www.tnews.co.th)
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 75 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั 4.3 ทศิ ทางการสร้างเครอื ขา่ ยใหเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพ สาหรับทิศทางการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการจัดการเฝ้าระวังไฟป่า ลดหมอกควันภาคเหนือ ใน รายงานฉบับน้ี ได้ยึดหลักการตามแนวคิดการจัดการทรัพยากรร่วม (Common-Pool Resources) ของ Elinor Ostrom นกั เศรษฐศาสตรม์ ชี อื่ ผ้ไู ดร้ บั รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เมอื่ ปี 2009 (ชล บญุ นาค,2555) Elinor Ostrom เป็นนักวิชาการในสาขาระบบการจัดการทางเศรษฐกิจ (Economic Governance) ประจาอยู่ที่ Indiana University และ Arizona State University ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์จากการเป็นผู้นาในการพฒั นากรอบการวเิ คราะห์เกย่ี วกบั พฤติกรรมรวมหมู่ที่เกดิ ขึ้นดว้ ยตนเอง (Self-Organizing Collective Action) ในการจัดการทรัพยากรร่วม (Common-Pool Resources) ผลงานของ เธอในปี1990 อันเป็นหนังสือเล่มหลักท่ีนามาสู่การได้รับรางวัลโนเบล และผลงานในปี2010 อนั เป็นปาฐกถาท่ีเธอ กล่าวในพิธีมอบรางวัลโนเบล เป็นงานท่ีมีพ้ืนฐานมาจากการสารวจกรณีศึกษาจากทวีปต่างๆ ท่ัวโลก และนากรณี ตา่ งๆ เหล่านั้นมาสกัดเพื่อหากรอบการวิเคราะหแ์ ละทฤษฎเี พ่ืออธิบายพฤตกิ รรมการจัดการทรพั ยากร กล่าวคอื การจดั การทรัพยากรขนาดเล็กและขนาดกลางในหลายกรณพี บวา่ ผู้ใชท้ รัพยากรสามารถจดั การทรัพยากร ร่วมและการจัดการทรัพยากรโดยภาครัฐจะมีประสิทธิภาพต่ากว่าการจัดการโดยองค์กรชุมชน และพบว่า โครงสร้างการจัดการทรัพยากรร่วมที่ออกแบบโดยผู้ใช้เองมีแนวโน้มที่จะมีประสิทธิภาพมากกว่าเช่นกัน การ จัดการทรัพยากรนั้นสามารถเป็นไปได้และมีประสิทธิภาพดีกว่า หากการจัดการและกฎกติกาในการจัดการนั้น ดาเนนิ การโดยผู้ใชท้ รัพยากรอยา่ งสมัครใจเอง ทัง้ นเ้ี นื่องจากในความเป็นจริง คนสามารถ ร่วมมอื กนั เพอ่ื ให้บรรลุเปา้ หมายร่วมที่ดสี าหรับทกุ ฝ่ายไดห้ ากมีโอกาสไดค้ ุยกนั และเนอ่ื งจากผู้ใชท้ รัพยากรมีความ รู้ในเชิงพื้นที่ของระบบนิเวศ และรู้จักกับผู้ใช้ทรัพยากรคนอื่น ทาให้สามารถออกแบบกติกาที่เป็นที่ยอมรับและ เหมาะกบั บริบทในพนื้ ทด่ี ้วย (ชล บญุ นาค,2555) ปัจจยั ท่ที าใหก้ ารจัดการทรพั ยากรโดยชุมชนมปี ระสทิ ธิภาพ ปัจจัยท่ีทาให้การจัดการทรัพยากรโดยชุมชนผู้ใช้ทรัพยากรนั้นสาเร็จและดารงอยู่ได้นานตามแนวคิดของ Elinor Ostrom (ชล บญุ นาค,2555) ได้แก่ 1) องคป์ ระกอบและกลไกในการจัดการทรพั ยากรร่วม กล่าวคือ ทรัพยากรรว่ มมอี งค์ ประกอบสาคัญ 2 ประการ คือ ระบบทรัพยากร (Resource System) กับตวั ทรัพยากรเองท่ีคนเก็บเก่ียวไปใช้เพ่ือ การบรโิ ภค (Resource Unit) ระบบทรพั ยากรมลี ักษณะเป็น Stock ของทรพั ยากรท่ีจะตอ้ งดารงอยเู่ พอ่ื ให้เกดิ การ ผลิตตวั ทรพั ยากรออกมาได้ เชน่ จานวนปลาในฝูงท่ีจะทาให้อัตราการเกดิ ของปลาคงที่หรอื เพิ่มข้ึน ปา่ ชายเลนและ พืชที่เก่ียวข้องที่จะเป็นระบบอนุบาลให้ชาวบ้านสามารถเก็บเก่ียวไม้ฟืนและสัตว์น้าต่างๆ ในบริเวณป่าชายเลน ส่วนตวั ทรัพยากรมลี กั ษณะเป็น Flow ที่มาจากระบบทรพั ยากร ส่วนน้คี ือส่วนท่ีชาวบา้ นจะเกบ็ เก่ยี ว
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 76 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั โดยผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรร่วมมีอยู่หลายตาแหน่ง แต่ละตาแหน่งมี บทบาทแตกตา่ งกนั ไป บางคนอาจจะมหี ลายบทบาทก็ได้บทบาทดังกลา่ ว เช่น “ผู้ใช”้ (Appropriator) ในท่ีน้หี มายถึงผู้เกบ็ เก่ยี วตัวทรัพยากรไปเพอ่ื ใช้ประโยชนอ์ าจจะหมายถึงคนเลี้ยง สัตว์ชาวประมง ผู้ใช้น้าชลประทาน หรือใครก็ตามที่ใช้ตัวทรัพยากรจากระบบทรัพยากร ผู้ใช้ทรัพยากรอาจใช้ ทรัพยากรที่เก็บเกี่ยวได้เพ่ือการบริโภคหรือการผลิตของตน หรือจะถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่คนอ่ืนต่อไป ขอบเขต ของผู้ใช้ทรัพยากรในทฤษฎีของ Ostrom น้ีไม่ครอบคลุมถึงผู้ใช้ทรพั ยากรที่มีอานาจในตลาดสินค้าและบริการหรอื มผี ลตอ่ สิง่ แวดลอ้ มนอกบริบทของทรพั ยากรร่วมที่พจิ ารณา “ผู้จัดการ” (Provider) คือ ผู้เป็นเจ้าภาพจัดการให้เกิดการจัดการทรัพยากร อาจจะเป็นผู้ใช้เอง เป็นรัฐ เป็น NGO ที่เป็นผู้ประสานงานให้เกิดการออกกฎกตกิ าการบารงุ รักษาระบบทรัพยากร “ผู้ผลิต” (Producer) คือ ผู้ทาหน้าที่จริงในการสร้าง ซ่อม ทานุบารุงระบบทรัพยากร ผู้จัดการและผู้ใช้ อาจจะเปน็ คนคนเดยี วกันหรอื ไม่กไ็ ด้ 2) กฎกติกาในการจดั การทรัพยากรชมุ ชน กลา่ วคอื จากกรณีศึกษาต่างๆ พบวา่ กติกาใน การจัดการทรัพยากรชุมชนนน้ั มคี วามซับซอ้ นในตัวของมนั กลา่ วคือ กตกิ ามอี ยอู่ ย่างนอ้ ย 3 ระดบั ได้แก่ (1) กติการะดับปฏิบัติการ (Operational Rules)คือ กติกาท่ีผู้ใช้ทรัพยากรจะต้องเผชิญทุกๆ วัน เป็น กติกาท่ีกาหนดว่า ผู้ใช้ทรัพยากรสามารถใช้เครื่องมืออะไรในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ใช้ ประโยชนไ์ ดเ้ มื่อใด ในปรมิ าณเท่าไร เป็นต้น (2) กติกากากับทางเลือกร่วม (Collective-Choice Rules) เป็นกติกาท่ีใช้โดยผู้ใช้ทรัพยากร ผู้มีอานาจ ภายนอก หรือเจา้ หน้าทใี่ นการออกนโยบายว่าทรัพยากรจะถูกบริหารจัดการอยา่ งไร กตกิ าระดับน้ีจะ มีผลทางออ้ มต่อกตกิ าในระดับปฏิบัตกิ าร (3) กตกิ าระดับธรรมนญู (Constitutional Rules) เปน็ กตกิ าที่กาหนดว่าใครบ้างท่ีมสี ทิ ธิ์เขา้ มามสี ่วนร่วม ในการกาหนดกติกากากับทางเลือกร่วมบ้าง และกตกิ าท่ีใช้ในการออกแบบและสร้างกติกากากับทาง เลอื กรว่ มนอกจากนย้ี งั มีผลทางออ้ มเชน่ กนั ลักษณะของสิทธ์ิท่ีสืบเน่ืองมาจากกติกาข้างต้นน้ัน จากกรณีศึกษาต่างๆ Ostrom พบว่าสามารถจาแนก สิทธ์ิในการจัดการทรัพยากรออกเปน็ 5 ประเภท ดงั นี้ (1) สทิ ธิ์ในการเข้าใช้ทรัพยากร (Access) (2) สิทธ์ิในการใช้ ประโยชนจ์ ากระบบทรัพยากร(Withdrawal) (3) สิทธิในการจดั การ (Management) คือ สิทธิ ที่อนุญาตให้ผู้มีสิทธิ์สามารถปรับเปล่ียนสภาพของระบบทรัพยากรได้รวมถึงกาหนดรูปแบบการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรด้วย (4) สิทธ์ิในการกีดกัน (Exclusion) คือ สิทธิ์ท่ีกาหนดว่าใครสามารถเข้าใช้ประโยชน์จากระบบได้ หรือไม่ได้ (5) สิทธ์ิในการขายหรือให้ยืม สิทธิ์ทั้ง 4 ประเภทก่อนหน้าน้ีซ่ึงสิทธิแต่ละประเภทนั้นผู้กาหนดอาจไม่ จาเป็นต้องเป็นกลุ่มเดียวกันก็ได้เช่น สิทธิบางประเภทชุมชนอาจเป็นผู้กาหนด ในขณะท่ีสิทธิอีกประเภทอาจถูก กาหนดโดยเจ้าหน้าท่ี รัฐ เปน็ ต้น
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 77 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั 3) หลักการออกแบบกตกิ าในการจดั การทรัพยากรให้เกดิ ประสทิ ธภิ าพ มี 8 ประการ ไดแ้ ก่ ประการแรก ความชดั เจนของขอบเขต (Boundaries)ขอบเขตในที่น้มี ี 2 ส่วนคือ (1) ขอบเขตเกี่ยวกบั ผู้ใช้ คอื ชุมชนที่ประสบความสาเร็จในการจัดการทรพั ยากรสามารถแยกแยะกันเองในชุมชนได้วา่ ใครคือคนท่ีมหี รือไม่มี สิทธ์ิในทรัพยากรน้ัน และ (2)ขอบเขตของทรัพยากรคือ ทรัพยากรท่ีถูกจัดการน้ันมีขอบเขตชัดเจน สามารถ แยกแยะไดร้ ะหวา่ งขอบเขตของระบบทรัพยากรท่ีชุมชนดูแลกบั ระบบนเิ วศเชงิ สงั คมท่ีใหญ่กว่านน้ั ประการท่ีสอง ความสอดคล้อง (Congruence) มี2 ส่วนเช่นกัน คือ (1) ความสอดคล้องระหว่างกติกาว่า ด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร และบารุงรักษาระบบทรัพยากรกับเง่ือนไขทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ (2) ความสอดคล้องกนั ระหวา่ งประโยชนท์ ่ีสมาชกิ จะไดต้ อ้ งสอดคลอ้ งกบั ตน้ ทนุ ท่ีลงไปด้วย ประการที่สาม คนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลจากการจัดการทรัพยากรมีสิทธิ์ร่วมตัดสินใจและปรับปรุงกฎกตกิ า ในการจัดการทรพั ยากร (Collective Choice Arrangements) ประการที่ส่ี การสอดส่องดูแล (Monitoring) มี 2 ส่วนดังน้ีคือ (1) มีการสอดส่องดูแลพฤติกรรมการใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรและการบารุงรักษาระบบทรัพยากรของผู้ใช้ทรัพยากรว่าเป็นไปตามกติกาท่ีวางไว้หรือไม่ และ (2) มีการสอดสอ่ งดูแลสภาพของทรพั ยากรอยา่ งสมา่ เสมอ ประการท่ีห้า การลงโทษอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Graduated Sanctions) คือ หากสอดส่องดูแลแล้วพบผู้ กระทาผดิ การลงโทษในครั้งแรกๆ จะคอ่ นขา้ งเบามาก ในขณะที่การลงโทษผู้กระทาผดิ ละเมดิ กฎซ้าซากจะมีความ รนุ แรงเพม่ิ ขึ้น ประการท่ีหก มีกลไกในการจัดการความขัดแย้ง (Conflict Resolution Mechanisms) ชุมชนที่ประสบ ความสาเรจ็ ในการจัดการทรัพยากรจะมีกลไกในการจดั การความขัดแย้งระหว่างผู้ใชก้ ันเองหรอื ผู้ใชก้ บั เจ้าหน้าท่ีรัฐ ที่รวดเร็วและมีตน้ ทุนต่า ประการที่เจ็ด รัฐบาลรับรู้และให้สิทธ์ิแก่ผู้ใช้ทรัพยากรในการวางกติกาการใช้และจัดการทรัพยากร (Minimal Recognition of Rights) ประการที่แปด กติกาและการจัดการทรัพยากรเชื่อมโยงและสอดคล้องกับระบบที่ใหญ่กว่า (Nested Enterprises) ท้ังนี้เนื่องจากระบบทรัพยากรและการจัดการทรัพยากรเองก็ต้ังอยู่และเชื่อมโยงกับระบบนิเวศเชิง สงั คมท่ีใหญ่กว่าน้นั ระบบการจดั การและกตกิ าจึงจาเป็นต้องสอดคลอ้ งกบั ระบบท่ีใหญ่กว่า กล่าวได้ว่า แนวคิดการจัดการร่วม เป็นกระบวนการจัดการระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) หรือผู้มีส่วนเก่ียวข้องเพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพและความเท่าเทียมกันในแต่ละระดับพื้นที่ที่คานึงถึงการปกครอง ตนเองของชุมชน การออกระเบียบต่างๆ เพื่อบังคับใช้ในชุมชนและการมีส่วนร่วมในการดาเนินการจัดการ การ จัดการร่วมกันไม่ใช่การจัดการแบบเดียว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือไม่มีรูปแบบเดียวสาหรับการจัดการร่วม แต่เป็น กระบวนการการจัดการทรัพยากรอันประกอบด้วยการจัดสรรและการเปลี่ยนแปลงเง่ือนไขตามกาลเวลาโดยต้อง คานึงถึงความเป็นประชาธิปไตย การมีอานาจในสังคม การแบ่งอานาจระหว่างกันและกันและการปกครองแบบ
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 78 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั กระจายอานาจ การจัดการแบบมีส่วนร่วมหรือการจัดการร่วมกันจึงไม่ใช่เทคนิคท่ีดาเนินการเป็นระบบเดียวกัน หมด แต่เป็นการจัดการอย่างยืดหยุ่น กล่าวคือ โครงสร้างการจัดองค์กร ระเบียบต่างๆ อานาจหน้าที่ การประชุม หารือ การตดั สนิ ใจ การอบรมใหค้ วามรู้ การเรียนรซู้ ึง่ กนั และกนั โดยผูม้ ีส่วนเกย่ี วข้องในการจัดการฝ่ายต่าง ๆ การ จัดการลักษณะนี้จะเป็นการร่วมมือกันเพื่อก่อให้เกิดความเข้มแข็งและจะมีการปรับเปล่ียนหลายๆ คร้ังในระหวา่ ง ขบวนการจัดการ ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับนโยบายและสภาพส่ิงแวดล้อมในปัจจุบัน การสนับสนุนโดยรัฐในการปกครอง และความสามารถของชมุ ชนในการรับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในที่น้ีการจัดการทรพั ยากรร่วมกนั อาจครอบคลุม องค์กรของรัฐและองค์กรเอกชนท่ีเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรและผู้ท่ีมีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ อีกทั้งการจัดตั้งและ การดาเนินการในลักษณะการจดั การรว่ มนี้ให้ประสบความสาเรจ็ น้ัน จาเปน็ ตอ้ งใชเ้ วลาค่อนข้างนานเพราะมีความ ซับซ้อนมาก (บญุ ตา สืบประดิษฐ์,2557)
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 76 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั บทที่ 5 บทเรียนเครอื ขา่ ยความรว่ มมือลดปญั หาไฟป่าหมอกควัน พน้ื ทเ่ี ครอื ข่ายความรว่ มมอื การจดั การไฟปา่ รอบผนื ปา่ สเุ ทพ-ปยุ เครือข่ายความรว่ มมือรอบผืนป่าอทุ ยาน แหง่ ชาติออบหลวง-ดอยอินทนน์ จงั หวดั เชียงใหม่ เป็นพ้ืนทด่ี าเนินงานตอ่ เน่อื งจากโครงการในปี 2559 เน่อื งจาก ตอ้ งการสนับสนุนใหเ้ กิดเครอื ขา่ ยความรว่ มมือที่เขม้ แขง็ สามารถเปน็ ตัวอย่างในการสร้างเครอื ขา่ ยความร่วมมอื ใหก้ บั พน้ื ท่อี ่ืนๆ ได้ อีกท้งั ลกั ษณะพนื้ ทย่ี งั ประกอบด้วยความโดดเด่น มนี ยั สาคญั ตอ่ การดาเนินงานของโครงการ กล่าวคอื 1) ลักษณะทางกายภาพ อยู่ในเขตพ้ืนท่ีอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นพ้ืนท่ีป่าต้นน้า มีความอุดมสมบูรณ์ของ ระบบนิเวศ ท่ีมีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ ลักษณะของชุมชนมีทุนด้าน ทางสังคม วัฒนธรรม มีความพร้อม และมีศักยภาพพื้นท่ี เน่ืองจากเป็นเครือข่ายที่มีความเข้มแข็ง มีกลไกการ ดาเนินงานที่ชัดเจน ท้ังระดับหมู่บ้าน ระดับลุ่มน้า และระดับตาบล ท่ีมีการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในเครือข่ายรอบผนื ป่าอุทยานแห่งชาติดอยอนิ ทนนท์นั้น มีการบรู ณาการความรว่ มมือท้ังโครงการหลวง หน่วยจัดการตน้ นา้ องคก์ รพฒั นาเอกชน อุทยานแห่งชาติ โดยเฉพาะความรว่ มมอื กับองคก์ ารบรหิ ารปกครองส่วน ท้องถิ่น ซ่ึงมีการออกเทศบัญญัติท้องถ่ินด้านการจัดการทรัพยากร เพื่อหนุนองค์กรชุมชนในการบริหารจัดการ ทรพั ยากรอยา่ งเป็นรูปธรรม 2) การบูรณาการเชิงประเด็นในการบริหารจัดการทรัพยากร และบริบทพื้นที่ ที่มีความสอดคล้องกับ สถานการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันที่มีความสาคัญ และสอดคล้องกับทิศทางยุทธศาสตร์ ประเทศ โดยในพ้ืนที่ มีการทากิจกรรมที่ต่อเนื่องท้ังการจัดการไฟป่าหมอกควัน การอนุรักษ์และฟ้ืนฟูป่าต้นน้า ลาธาร การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชน รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน มีการพัฒนาเศรษฐกิจ ชุมชนหลากหลาย เช่น การท่องเท่ียวชุมชน การปลูกผักปลอดสารพิษเป็นต้น และยังเป็นพื้นท่ีที่สะท้อน กระบวนการแก้ไขปญั หาความขดั แยง้ ระหว่างรฐั ประชาชน คนตน้ น้า ทา้ ยน้า อย่างชัดเจน 3) การบริหารจัดการไฟปา่ เป็นพืน้ ท่ีซงึ่ มุง่ เน้นการบริหารจัดการบนฐานของความรู้ และระบบข้อมูลท่ี ทนั สมยั การนาระบบสารสนสเทศทางภูมศิ าสตร์ เข้ามาเป็นเครอื่ งมือในการวางแผน การติดตาม ตรวจสอบ โดยเฉพาะในกรณขี องอทุ ยานแหง่ ชาติออบหลวงและดอยอนิ ทนนท์ มีการพฒั นาระบบขอ้ มูลท่ชี ัดเจนและเปน็ ที่ ยอมรับของทกุ ฝา่ ย มกี ารเชอ่ื มโยงข้อมลู ระหวา่ งหน่วยงานทัง้ ขอ้ มลู จากการสารวจของชุมชน กรมปา่ ไม้ กรม
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 77 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั อทุ ยาน โดยลกั ษณะของข้อมลู มีทั้งแนวเขตท่ีดินกับท่ปี ่า ขอ้ มูลรายแปลง ขอ้ มลู การจดั การไฟปา่ และทรัพยากร ด้านการประยุกตใ์ ชค้ วามรู้ ในการบรหิ ารจัดการได้ประยุกตใ์ ชก้ ารจดั การเชือ้ เพลิงบรเิ วณปา่ เต็งรัง หรอื ในจุดซงึ่ เป็นพน้ื ที่เส่ียง เพือ่ ลดปริมาณเชือ้ เพลงิ ลดความรนุ แรงของการเกดิ ไฟป่าหมอกควนั ในชว่ งเวลาวกิ ฤติ 3) เชงิ กลไกและภาครี ว่ มพฒั นา เปน็ องค์การจัดการระดับเครอื ข่าย ทม่ี ีมกี ลไกการบรหิ ารจัดการทรพั ยากร ท่ีชัดเจน เข้มแข็ง ซ่ึงประกอบด้วย กลไกคณะกรรมการระดับหมู่บ้าน คณะกรรมการลุ่มน้า การบริหารจัดการให้ ความสาคัญกับการจัดการร่วม (co-management) ที่เน้นความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับพ้ืนท่ี โดยใช้ ฐานขอ้ มูลเป็นเครอื่ งมือในการบริหารจดั การ โดยมกี ลไก ทสม. เปน็ ภาคที สี่ าคัญในการจัดการระดับพ้ืนท่ี 4) ในเชิงการขยายผลการเรียนรู้ เป็นพ้ืนท่ีเคยได้รับการสนับสนุนจากรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ เป็นพ้ืนเรียนรู้หมู่บา้ นปลอดการเผา พืน้ ท่ีเรียนรู้เรอ่ื งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติท้ังระบบ ซ่ึงสามารถยกระดับ ไปสู่การขยายผลสร้างการเรียนรู้ให้กับเครือข่าย การสร้างการเรียนรู้ให้ภาคีความร่วมมือ และการพัฒนาระบบ สนับสนนุ กับภาคธรุ กจิ และหน่วยสนับสนุนตา่ งๆ ได้อย่างยง่ั ยนื ในระยะยาว ในส่วนของพนื้ ทเ่ี ครอื ขา่ ยความรว่ มมอื รอบดอยพระบาทและม่อนพญาแช่ ในเขต จงั หวดั ลาปาง ถอื เปน็ การ ขยายผลการทางาน จากจงั หวัดเชียงใหม่ เช่อื มต่อมายังจงั หวัดลาปาง ซึ่งถอื เปน็ จังหนงึ่ ของภาคเหนอื ทมี่ สี ถานการ ปัญหาไฟปา่ หมอกควันทร่ี นุ แรงอย่างตอ่ เนื่อง โดยพ้ืนทรี่ อบดอยพระบาทและมอ่ นพญาแชน่ บั เปน็ พ้ืนทีย่ ุทธศาสตร์ ทีส่ าคัญของการแก้ไขปญั หาในจงั หวัดลาปาง เน่อื งจาก 1) เปน็ ผืนปา่ ใกลเ้ มืองท่ีมีความอดุ มสมบูรณ์ของทรพั ากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ซึ่งเปรียบเสมือนเปน็ ปอดของจังหวดั ลาปาง เปน็ แหล่งทอ่ งเท่ยี วทคี่ นสนใจ มีทวิ ทัศนส์ วยงาม 2) เปน็ พนื้ ทเ่ี สย่ี งในการการเกิดวกิ ฤตปญั หาไฟปา่ หมอกควนั ท่ีอยใู่ กลต้ ัวเมือง เมื่อเกดิ ไฟป่า จงึ ทาใหเ้ กดิ ผล กระทบทงั้ ตอ่ สุขภาพ และเศรษฐกิจเปน็ วงกว้าง ซึ่งหากสามารถสนับสนนุ การจดั การให้เกดิ การแก้ไขปัญหาที่มี ประสิทธิภาพ จะเป็นเงอ่ื นไขในการสื่อสารสรา้ งการเรียนรไู้ ด้อย่างมีพ่ ลัง 3) เป็นพนื้ ท่ีซึ่งมีเครอื ข่ายภาคประชาชน ลกุ ขนึ้ มาจดั การขับเคลอื่ นการแกไ้ ขปญั หาไฟปา่ และการจดั การ ทรัพยากร อีกท้ังยังมภี าคคี วามรว่ มมือท่ีหลากหลาย ท้ังภาครฐั ท้องถิน่ ภาคประชาสงั คม ภาคธรุ กจิ ท่ีมแี นวโนม้ ในการผนึกกาลังขับเคลอื่ นการแก้ไขปัญหาในรปู แบบของกลไกประชารัฐ
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 78 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั 5.1 เครอื ขา่ ยความรว่ มมือการจัดการไฟปา่ รอบผืนป่าอุทยานแห่งชาติสุเทพ-ปุย ครอบคลมุ พื้นที่ 163162.5 ไร่ หรือราว 261 ตารางกิโลเมตร เปน็ พน้ื ท่ีภเู ขาสลับซบั ซอ้ น มอี งคป์ ระกอบป่า หลายประเภท อาทิ ป่าดบิ เขา ดิบแล้ง ปา่ เตง็ รงั ป่าเบญจพรรณ มีองค์การปกครองทอ้ งถ่ินในพื้นทีร่ อบผนื ป่าดอยสุ เทพ – ปุย 10 ตาบลใน 3 อาเภอ คือ เทศบาลตาบลบา้ นปง เทศบาลตาบลหนองควาย เทศบาลตาบลน้าแพรพ่ ฒั นา อาเภอหางดง เทศบาลเมอื งแมเ่ หียะ เทศบาลตาบลสเุ ทพ อาเภอเมอื ง เทศบาลตาบลแม่แรม องค์การบริหารส่วน ตาบลดอนแกว้ องคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลแมส่ า องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบลโปง่ แยง อาเภอแม่รมิ องคก์ ารปกครอง สว่ นทอ้ งถิน่ เหลา่ น้ไี ด้มีส่วนสาคญั ในการสนบั สนุนชมุ ชนเครือขา่ ยการจัดการและแก้ไขปัญหาหมอกควัน และการ พัฒนาความรว่ มมอื ในการจดั ทาแผนพฒั นาตาบลและการออกข้อบัญญตั ทิ ีเ่ ก่ยี วข้อง เครอื ขา่ ยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติสาคญั 2 เครือข่ายในพ้นื ทีด่ อยสุเทพ – ปยุ คือ เครือขา่ ยสง่ิ แวดล้อม ม้ง จงั หวัดเชียงใหม่ จดั ตง้ั ขึน้ ในปี 2530 ดว้ ยการรวมตัวกนั ของชุมชนม้ง 4 ชุมชน คอื บ้านม้ง ดอยปยุ บ้านขนุ ช่าง เคีย่ น บ้านผานกกก และบา้ นแมส่ าใหม่ ปจั จุบันขยายเครือขา่ ยตามความเปน็ ชาติพนั ธ์ุ คือ เพม่ิ อีก 8 หมู่บ้าน คือ บ.แมส่ านอ้ ย บ.หนองหอยเก่า บ.หนองหอยใหม่ บ.บวกเต๋ย บ.บวกจ่ัน บ.หว้ ยกวา้ ง บ.ห้วยเสยี้ ว และบ.แมข่ ิ รวม เปน็ 12 บา้ น เครือข่ายมีเป้าหมายร่วมกนั เพื่อการปลกู ป่า ทาแนวกนั ไฟ เวรยามเฝา้ ระวงั ไฟปา่ ฟื้นฟจู ิตสานึกการ จดั การป่า จากประสบการณ์การจดั การไฟปา่ ของเครอื ขา่ ยพบวา่ การจัดการรว่ มระหวา่ งผมู้ สี ่วนได้เสยี ในพน้ื ที่ เป็น การช่วยลดความขดั แย้ง และสร้างแรงจงู ใจการอนุรกั ษป์ ่า ยทุ ธวิธกี ารจัดการป่าชุมชน “ดงเซ้ง” ดว้ ยการใช้ พิธกี รรมเชือ่ มโยงรอ้ ยเครือข่ายการทางานในกลุม่ ชาตพิ นั ธ์เุ ดยี วกนั รว่ มกบั ภาคีอน่ื ๆ เครอื ขา่ ยล่มุ นา้ แมต่ าชา้ ง ก่อ เกิดขนึ้ จากประสบวิกฤติความขัดแยง้ แยง่ ชงิ น้าลาน้าแม่ตาชา้ ง จากปญั หานามาสูก่ ารพดู คุย ถกเถยี ง การเจรจา ตอ่ รองและหาแนวทางการจัดการทรพั ยากรธรรมชาตริ ่วมกัน ระหวา่ งชมุ ชนและความรว่ มมอื กบั องคก์ ารปกครอง สว่ นท้องถิ่นตาบลบา้ นปง และตาบลหนองควาย กิจกรรมการจัดการไฟป่า ดว้ ยการทาแนวกนั ไฟ การลาดตระเวน ไฟป่า การต้ังกฎระเบียบชุมชน เป็นต้น การจดั การเฝา้ ระวังไฟปา่ ลดหมอกควนั โดยภาครัฐในพืน้ ทด่ี อยสเุ ทพ – ปุย ประกอบด้วยหลายหน่วยงานท่ี มีบทบาทหนุนเสริมและปฏบิ ตั ิการ ไดแ้ ก่ สถานคี วบคมุ ไฟป่า เชียงใหม่ อุทยานแหง่ ชาติดอยสเุ ทพ – ปุย สานัก บรหิ ารพน้ื ท่ีอนรุ กั ษท์ ี่ 16 เชียงใหม่ สานักงานทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อมจงั หวดั เชียงใหม่ มณฑลทหารบก ที่ 33 ค่ายกาวิละ ในกิจกรรมการประชาสมั พันธ์ปอ้ งกันไฟป่า การปฏบิ ัตงิ านดบั ไฟปา่ การป้องกนั ไฟป่า ตรวจไฟ ปา่ และตรวจปราบปรามการลักลอบเผาปา่ นอกจากนี้ยงั มี ทสม. อาสาสมคั รพิทกั ษท์ รัพยากรธรรมชาติและ สงิ่ แวดล้อมทก่ี ระจายในพนื้ ท่ี และเป็นกลไกการเฝา้ ระวังไฟปา่ และการประสานความร่วมมือจากชุมชน องค์กร หนว่ ยงานรัฐ และเอกชนเพือ่ สนบั สนุนการแกไ้ ขปัญหาไฟปา่ หมอกควัน
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 79 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั ดว้ ยการจดั การไฟป่าในพ้นื ที่ดอยสุเทพ – ปุย ทีเ่ ปน็ พน้ื ท่ีเทอื กเขาสลบั ซับซอ้ น มคี วามยากลาบากและมัก เกดิ ไฟปา่ บ่อยคร้งั และมีความรุนแรง การจัดการไฟปา่ จงึ เนน้ แนวทางการมสี ่วนร่วมของทุกภาคสว่ น และความ เขม้ แข็งของเครือขา่ ยชมุ ชนในการจัดการร่วมกนั สถานการณแ์ ละการจัดการไฟปา่ สถานการณ์ไฟปา่ ปี 2561 ในพน้ื ที่ของเครือขา่ ยม้ง 12 บ้านรอบดอยสุเทพ – ปยุ เมื่อเทียบกับทุกปีที่ผ่านมา พบวา่ ปีน้ีเกิดน้อยครั้งลง โดยเฉพาะในชว่ ง 51 วนั ห้ามเผาซ่ึงเร่ิมมาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมและจะมีไปจนถึงวันที่ 20 เมษายน 2561 บริเวณที่มีปัญหาอยู่บ้างได้แก่บ้านน้าซุ้ม เขตติดต่อบ้านปง อ้าเภอหางดง และแถบแม่ขะนิลใต้ อุทยานแหง่ ชาตอิ อบขาน เน่อื งจากป่าในพื้นท่ดี งั กล่าวเป็นปา่ เตง็ รัง มคี วามแห้งแลง้ และใบไม้รว่ งหลน่ สะสม แม้จะ มีการจัดการเชื้อเพลิงไปแล้ว1รอบก่อนช่วงห้ามเผา ส่วนพื้นทีอ่ืนๆชุมชนและหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องได้มีการจัดชุด ลาดตระเวณตลอด 24 ชั่วโมง โดยแบ่งขอบเขตกันชัดเจน ระหว่างชาวบ้าน อุทยานดอยสุเทพปุย และสถาณีดับ ไฟป่าในแตล่ ะพ้นื ท่ี สาเหตุของการเกิดไฟส่วนใหญ่ เป็นไฟท่ีลามมาจากเขตหมู่บ้านที่ยังไม่ได้มีระบบการดูแล โดยเฉพาะฝั่ง อ้าเภอหางดง อ้าเภอสะเมิง ส่วนไฟท่ีเกิดจากการเก็บหาของป่านั้น พบว่ามีจ้านวนลดลงเรื่อยๆ เน่ืองจากการ ท้างานต่อเนอ่ื งมาหลายปใี นเรือ่ งการสรา้ งความตระหนกั และการจัดท้าข้อตกลงร่วมของชุมชน แนวทางการจัดการที่ผ่านมาหลักๆคือการท้างานร่วมกับหน่วยงาน ทั้งในเร่ือง การจัดท้าแนวกันไฟ การ เฝ้าระวัง การดับไฟในกรณีเกิดเหตุ การจัดท้าฝายในบางจุดเพื่อฟื้นฟูล้าน้าและป่า นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรม เป็นรูปแบบเชิงสัญลักษณ์ของการจัดการไฟป่าหมอกควันและทรัพยากรร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้เสีย ชาวบ้าน หน่วยงาน ผู้ประกอบการ และอ่ืนๆเพ่ือสะท้อนความร่วมมือและน้าไปสู่ความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่ายท่ี เกี่ยวข้อง โดย จัดขึ้น 2 ครั้งคือ วันท่ี 6 กุมภาพันธุ์ งานแนวกันไฟเครือข่ายม้งดอยสุเทพ 12 บ้าน ณ ดอยผากลอง บ้านแม่สา อา้ เภอแมร่ มิ จงั หวัดเชียงใหม่ ซ่งึ ประเดน็ แลกเปลีย่ นที่สา้ คญั ในเวทีก่อนการจดั ท้าแนวกนั ไฟร่วมกัน คอื ประเด็นการสร้างเครือข่าย การจัดการกองทุนระดับหมู่บ้านและเครือข่าย การสืบทอดของคนรุ่นใหม่ และการมี ส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ การพัฒนาฐานเศรษฐกิจให้เกิดความย่ังยืน ในงานน้ีมีกลุ่มต่างๆท่ีเป็นผไู้ ด้รับประโยชน์ จากปา่ และทรพั ยากรรว่ มสมทบกองทุนฯอยา่ งหลากหลาย อาทิ กล่มุ ขายพลอย พิพธิ พันธ์สวนดอกไม้ดอยปยุ กล่มุ สวนนา้ ตก กล่มุ พ่อค้าแมค่ ้าลานชมววิ กล่มุ บ้านหนองหอย กลมุ่ วนิ มอเตอร์ไซคม์ อ่ นแจม่ กลมุ่ พอ่ ค้าแม่คา้ มอ่ นแจม่ กลุ่มล้อเล่ือนม่อนแจ่ม สมาคมพ่อค้าม้ง กลุ่มวิสาหกิจท่องเที่ยวเชิงเกาตรม่อนแจ่ม เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้มีการ ประกอบพิธีกรรม “เฝอเหย่ง”เป็นความเช่ือเพ่ือให้เจ้าช่วยดูแลปกป้องผืนป่า อีกกิจกรรมคืองานรณรรงค์ป้องกัน ปัญหาหมอกควันและไฟป่า อุทยานแห่งชาติออบขาน บ้านแม่ขะนิลใต้ ต้าบลน้าแพร่ อ้าเภอหางดง จังหวัด เชียงใหม่
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 80 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั ในสว่ นของการเพ่ิมประสทิ ธภิ าพการจัดการน้นั ไดด้ า้ เนินการจดั ทา้ ขอ้ มลู แผนท่แี นวกนั ไฟเครอื ข่ายม้ง 12 บ้านรว่ มกบั หน่วยงานป่าไม้ในพ้นื ท่ี เพือ่ ใชเ้ ปน็ เคร่อื งมือในการวางแผนงานร่วมกันในระยะต่อไปทงั้ เรอ่ื งการจดั ทา้ แนวกนั ไฟใหค้ ลอบคลมุ พื้นท่มี ากขน้ึ การแบ่งพนื้ ทร่ี บั ผิดชอบ การบริหารจัดการพนื้ ทเี่ สี่ยงพน้ื ท่ีสูญญากาศร่วมกัน รวมถงึ ทิศทางในระยะยาวเร่ืองการพัฒนาศูนยข์ อ้ มูลเพื่อการจัดการท่ดี นิ ทรัพยากรร่วมกบั สว่ นท้องถิ่น โดยจดั ข้ึน เม่อื วนั ท่ี 12 มีนาคม 2561 ท่ีส้านกั งานเทศบาลตา้ บลแมแ่ รม อา้ เภอแมร่ ิม จังหวัดเชียงใหม่ ขอ้ สังเกตคอื แม้จะยงั ไม่มไี ฟไหม้ปา่ ในเขตใกล้เมือง แตส่ ถานการณห์ มอกควนั ในเมอื งเชยี งใหมก่ ลับมี ปัญหาวกิ ฤตคิ า่ ฝุ่นละอองขนาดเล็กเกนิ ค่ามาตรฐานหลายรอบในช่วงที่ผ่านมา จึงเป็นประเด็นน่าคดิ ว่า การพุ่งเป้า การจัดการเร่อื งนม้ี าเฉพาะพ้นื ทีใ่ นเขตป่าอาจไม่เพียงพอทจี่ ะทา้ ใหป้ ัญหาดังกล่าวยตุ ิลงอย่างย่ังยืน บทเรยี นทีน่ า่ สนใจและนา้ มาสคู่ วามสา้ เรจ็ ในระดบั หนง่ึ ของการจดั การ คอื 1. มุง่ เนน้ การทา้ งานร่วมกันระหวา่ งชาวบา้ นและเจา้ หนา้ ทีท่ ี่เกยี่ วขอ้ ง บนฐานคิดเรื่อง “การจดั การร่วม” 2. สร้างปฏบิ ตั กิ ารท้ังการป้องกันและรบั มือการเกดิ เหตุ โดยใช้วิธกี ารทหี่ ลากหลาย ประกอบดว้ ย การท้า แนวกันไฟ การลาดตระเวน การดบั ไฟ การฟื้นฟลู ้าห้วยและต้นน้า โดยระดมการมสี ว่ นรว่ มจากสมาชกิ ชุมชน กบั มีกลไกการจัดการ ทง้ั ในระดบั ชมุ ชน และเครือขา่ ย 3. ใช้ความรทู้ ้งั จากชมุ ชน และ ความร้วู ชิ าการ เชน่ ความรเู้ รอ่ื งการชิงเผา ความรู้เร่ืองการควบคุมไฟ 4. ผสมผสานแนวทางการจัดการในหลายมิติ หลายระดบั คอื ใชท้ งั้ ข้อตกลงร่วมของชุมชน พิธีกรรมความเช่ือ โดยใชก้ ฎหมายปา่ ไมเ้ ป็นเร่อื งท้ายสดุ ความพยายามจดั การไฟปา่ หมอกควันและทรพั ยากรท้งั ระบบมาอย่างตอ่ เน่ืองของเครือขา่ ยชมุ ชนม้ง 12 บา้ นรอบดอยสุเทพ บนฐานแนวความคดิ เรอ่ื ง “การจัดการรว่ ม”นัน้ ประสบความสา้ เรจ็ สา้ คัญทั้งตอ่ ระบบนิเวศน์ และความรว่ มมือของภาคส่วนทเ่ี กย่ี วขอ้ งโดยวดั ไดจ้ ากการมแี ผนปฏิบตั กิ ารรว่ มกัน การเขา้ ร่วมกิจกรรมทา้ แนวกัน ไฟ การดับไฟปา่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลความร้ใู นเวทีต่างๆ การสนบั สนนุ งบประมาณบางสว่ น เปน็ ตน้ ส่วนผลตอ่ ระบบนิเวศน์ นบั ตงั้ แต่เรมิ่ มีการจัดการไฟปา่ อย่างจริงจังตลอดช่วงท่ผี ่านมา พบว่าจ้านวนการเกิดไฟป่าลดลงอย่าง ตอ่ เนอื่ งในทกุ ชุมชน เงอ่ื นไขสา้ คญั ประการหน่งึ ทที่ า้ ให้ชมุ ชนลุกขึ้นมาจัดการทรพั ยากรและไฟป่า-หมอกควนั เนอื่ งจาก ต้องการสร้างภาพลกั ษณ์ใหม่กบั สังคม จากทถ่ี กู มองวา่ เปน็ ผทู้ ้าลาย ส่คู วามมงุ่ มน่ั ท่ีต้องการให้สงั คมไดร้ บั ร้วู ่า ชุมชนมีการรวมกลมุ่ มแี ผนและมีปฏบิ ตั ิการ การจดั การทรพั ยากรทงั้ ระบบ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่กบั สงั คม โดยใชจ้ ุดรว่ มความเป็นชาติพันธ์เุ พื่อเสรมิ สร้างความรว่ มมอื ภายในให้แข็งแกร่ง โดยกลไกขบั เคลือ่ นหลักในชมุ ชน
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 81 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั คือกลมุ่ ผู้น้า ซงึ่ มีลักษณะเดน่ คอื เป็นท้งั ผ้นู า้ ทางการและผนู้ ้าทางความคดิ มีความอาวโุ ส เป็นตัวอยา่ งในการทมุ่ เท เพอื่ ชมุ ชน เช่น พ่อหลวงยงิ่ ยศ หวงั วนวฒั น์ บา้ นมง้ ดอยปยุ พ่อหลวงไตรภพ แซ่ยา่ ง พอ่ หลวงสุรินทร์ บ้าน หนองหอย เปน็ ตน้ ซ่ึงเปน็ ผนู้ ้าที่เตบิ โตมากับขบวนการภาคประชาชนด้านการจดั การทรพั ยากรส่งิ แวดล้อมแบบมี ส่วนรว่ มมาอย่างต่อเนอื่ ง ทา้ ให้มีความคดิ ทเี่ ปน็ ระบบ มีทกั ษะความสามารถในการทา้ งานร่วมกับชมุ ชนและ ความสามารถในการประสานภาคภี ายนอกเพอื่ สนบั สนุนการขบั เคลอ่ื นภายในได้คอ่ นขา้ งดี อยา่ งไรก็ตามพอ่ หลวงย่งิ ยศจากบ้านดอยปุยได้สะทอ้ นว่า “การจดั การของชมุ ชนวันนีย้ ังไม1่ 00% แต่การ รวมกลุม่ ของเรา และระบบเปน็ สงิ่ ส้าคญั องค์กรชาวบ้านยังตอ้ งการการพฒั นาอดุ มการณข์ องคน-การจดั ท้าแผน- ข้อมูลประกอบการพฒั นาแผน ยังต้องการองคก์ รพ่เี ลีย้ งสนับสนุนหลายเรื่องเชน่ นั่งถกเรื่องขบวนการ ทศิ ทาง ตา่ งๆรว่ มกนั ” สา้ หรบั โจทยแ์ ละทศิ ทางการขบั เคลอ่ื นในระยะต่อไปของเครอื ขา่ ยมง้ 12 บา้ นรอบดอยสเุ ทพ – ปยุ หลงั จากนี้มีดงั นี้ - การเสรมิ สรา้ งความเขม้ แข็งขององค์กรชุมชนและเครอื ขา่ ย รวมทัง้ ขยายเครือข่ายไปสู่พ้ืนทข่ี ้างเคยี งให้ คลอบคลุมโดยเฉพาะฝ่งั ล่มุ นา้ แม่ตาชา้ งอ้าเภอหางดง เน่อื งจากทผี่ า่ นมาการเกดิ ข้นึ ของเครือข่ายยังเปน็ การรวมตัวกันแบบหลวมๆกระจดั กระจายเปน็ จดุ ๆ ประกอบด้วย เครือขา่ ยชมุ ชนม้ง เครอื ข่ายลุ่มน้าแม่ ตาชา้ ง ต้าบลน้าแพร่ ต้าบลหนองควาย ต้าบลแม่เหยี ะ และชมุ ชนในเมอื ง เป็นต้น ทั้งน้เี น่ืองจากใน ระยะท่ผี า่ นมายงั ไม่มอี งค์กรหรอื หนว่ ยสนบั สนุนสง่ เสรมิ ใหช้ าวบ้านเกิดการรวมตวั เปน็ เครอื ข่ายทเ่ี ข้มแข็ง เชอื่ มโยง กลมุ่ ตา่ งๆท่ีกระจัดกระจายต่างคนตา่ งอยู่ ต่างคนต่างท้า ให้เขา้ มาร่วมเปน็ เครือขา่ ยฯ สร้าง กระบวนการเรยี นรู้ เพื่อให้เกดิ แนวทางการจดั การรว่ ม พฒั นานโยบายสาธารณะในระดบั ท้องถ่ิน และ อน่ื ๆ - ยกระดับประเด็นจากเรอ่ื งการจดั การไฟปา่ หมอกควันไปส่เู รอื่ งการจดั การปญั หาสิง่ แวดล้อมอ่นื ๆในพน้ื ที่ ทงั้ เร่อื งการจัดการน้า การจัดการขยะ โดยเชอื่ มไปหากล่มุ อน่ื มากขึ้น ทง้ั ผู้ประกอบการ การทา้ งานกับ ภาคส่วนทข่ี บั เคลือ่ นอยใู่ นพนื้ ที่เมอื งเชยี งใหม่ นอกจากนค้ี วามสนใจหลกั ของพน้ื ทอี่ กี ประการในขณะนีค้ ือ เรอื่ งการพฒั นาคณุ ภาพชีวิตของคนในพนื้ ท่ดี ้วยแนวทางเรื่องการทอ่ งเทีย่ วชุมชน เนื่องจากผนู้ ้ามองเหน็ ว่าชมุ ชนมตี ้นทนุ ท่ดี ีอยใู่ นระดบั หน่ึงแตก่ ารท่องเท่ียวในขณะน้ีไมไ่ ดส้ ร้างเศรษฐกิจที่ยงั ยนื ให้กับชุมชน อย่างแทจ้ รงิ ชาวบา้ นไดป้ ระโยชน์เพยี งเล็กน้อยแตต่ ้องแบกรบั ปัญหาหลายประการ อกี ทัง้ คนรุ่นใหม่สว่ น ใหญ่เมื่อเรียนจบแลว้ ก็ไม่กลบั มาอยใู่ นชุมชน เน่อื งจากไม่มฐี านเศรษฐกิจรองรบั - การพฒั นาระบบข้อมลู สารสนเทศนเ์ พื่อการจัดการไฟป่าหมอกควนั และทรัพยากรท้งั ระบบ
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 82 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั - การพัฒนากองทนุ เพอ่ื การจัดการทรพั ยากรและไฟป่า-หมอกควัน ซง่ึ เป็นปัจจัยสา้ คัญประการหนง่ึ ท่จี ะ ช่วยเพ่ิมประสทิ ธิภาพการบริหารจัดการไฟปา่ หมอกควนั และทรพั ยากรทั้งระบบ โดยทผ่ี ่านมาพน้ื ทด่ี อยสุ เทพปยุ น้นั มจี ดุ แข็งเรอ่ื งความสามารถในการระดมทนุ จากผปู้ ระกอบการ ผู้มีสว่ นไดเ้ สียในพื้นทไ่ี ด้ในระดบั หนง่ึ แต่กย็ งั ไมเ่ พยี งพอ ระยะตอ่ ไปอาจพุ่งเปา้ ไปทก่ี ารพัฒนาแผนเพ่ือเสนอเปน็ ข้อบัญญัติท้องถนิ่ รวมทัง้ การสรา้ งปฏบิ ตั กิ าร เพื่อเชือ่ มภาคส่วนต่างๆใหเ้ ข้ามามีสว่ นร่วมสนบั สนนุ ชมุ ชนผ่านแนวคดิ เรอ่ื ง การตอบแทนคุณระบบนิเวศใหม้ ีความเป็นรปู ธรรมมากยงิ่ ข้ึน
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 83 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 84 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั 5.2 เครอื ข่ายความร่วมมอื รอบพืน้ ท่ีอทุ ยานแห่งชาตดิ อยอนิ ทนนท์ – ออบหลวง พ้ืนท่ีอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์และอุทยานแห่งชาติออบหลวง ครอบคลุมพื้นที่ 5 อาเภอได้แก่ อาเภอ จอมทอง อาเภอแม่แจ่ม อาเภอฮอด อาเภอแม่วาง และอาเภอดอยหล่อ มีพ้ืนที่รวมทั้งส้ิน 1,035.4 ตร.กม. หรือ 647,125 ไร่ สภาพปา่ ในบรเิ วณผนื ป่าอินทนนท์-ออบหลวง ดา้ นบนตามชนั้ ของป่าเป็นป่าดิบเขา ส่วนบริเวณที่ราบ เชิงเขามีสภาพเป็นป่าเต็งรังและเบญจพรรณ ดังน้ันรูปแบบการวางแผนและการจัดการไฟป่าจึงมีความแตกต่าง หลากหลายไปตามระบบนิเวศและธรรมชาติของป่าน้ันๆ โดยจาแนกการจัดการเป็น 3 ลักษณะคือ กลุ่มที่หนึ่งมี การจัดการเช้ือเพลิงหรือชิงเผา ในพื้นที่ป่าเต็งรัง และเบญจพรรณ กลุ่มท่ีสองมีท้ังการจัดการเชื้อเพลิงแบบชิงเผา และการป้องกันไฟ ในพ้ืนที่รอยต่อป่าเต็งรัง เบญจพรรณ และป่าดิบ และกลุ่มที่สามเน้นการป้องกันเฝ้าระวังและ ดับไฟป่า ในพน้ื ทป่ี ่าตน้ น้า ป่าดิบแล้ง ดบิ เขา และสนเขา เครือข่ายในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดการไฟป่ามีการจัดการองค์กร หลายระดับทาหน้าท่ีแตกต่างกัน โดยในพ้ืนที่อุทยานแห่งชาติออหลวงประกอบด้วยการจัดการระดับหมู่บ้าน เครอื ขา่ ยระดับล่มุ นา้ และเครือข่ายระดบั อาเภอ กระบวนการทางานเพื่อนาไปสู่แนวทางการจัดการและแก้ไขปัญหาท่ีสาคัญคือ 1) การใช้พ้ืนท่ีเป็น ตัวตั้ง 2) การนาข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อกาหนดแผนเลือกรูปแบบวิธีการท่ีเหมาะสมตามความรู้ท่ีมีอยู่เดิม 3) การบรู ณาการความร่วมมือของหนว่ ยงาน องค์กรในพ้ืนทีต่ งั้ แตห่ นว่ ยงานราชการ ป่าไม้ อปท. และประชาชนใน พน้ื ที่ ผลการจัดการไฟป่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ สามารถลดความรุนแรงของไฟได้อย่างต่อเน่ือง โดยในปี 2558 มีพนื้ ทเ่ี ผาไหม้ 261,710.9 ไร่ ปี 2559 ลดลงเหลอื 173,308.9 ไร่ และยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องในปี 2560 ซ่ึงมีพื้นท่ีเผาไหม้ 83,183.0 ไร่ สามารถเช่ือมโยงการจัดการได้ทั้งระบบ ทั้งการจัดการน้า การจัดการที่ดิน การ จัดการปา่ รวมถึงการพฒั นา “เทศบัญญัติทอ้ งถนิ่ วา่ ด้วยการจดั การทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ มอยา่ งมีส่วน ร่วม กรณีเทศบาลตาบลบา้ นหลวงในปี 2558 เพื่อสนับสนุนการจัดการของชุมชนอย่างเป็นระบบ และได้ต่อยอด การจัดทาฐานข้อมูลแนวเขตที่ดินทากิน และการพัฒนาระเบียบการจัดการทรัพยากร นาสู่การออก “ทะเบียน ประวัติการใช้ท่ีดินตาบลบ้านหลวง” ส่งผลให้มีพ้ืนท่ีคืนเป็นสภาพป่าจานวน 409.9 ไร่ และอนาคตจะยกระดับ ความร่วมมือจัดทา แผนแม่บทการใช้ประโยชน์ที่ดิน เชื่อมโยงการพัฒนาและส่งเสริมระบบเกษตรท่ีเหมาะสม ต่อไป ในพ้ืนท่ีน้ีจึงเป็นตัวอย่างของการจัดการร่วม ท่ีเป็น “กลไกประชารัฐ” ซ่ึงจะเป็นเงื่อนไขการจัดการไฟป่า และการจัดการทรัพยากรเกิดขึน้ อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ สามารถขยายผลไปสพู่ น้ื ที่อ่ืนๆ ได้
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 85 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 86 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 87 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั 5.3 พ้นื ท่บี รู ณาการความร่วมมือในการเสรมิ สร้าง และพัฒนาเครอื ข่ายอาสาสมคั รประชารฐั ร่วมใจเฝ้าระวังไฟปา่ ลดหมอกควันจังหวดั ลาปาง ผืนป่ามอ่ นพระยาแช่ ดอยพระบาท ผนื ปา่ ขนาดใหญอ่ ย่ใู กล้เมือง จงั หวดั ลาปางครอบคลมุ พนื้ ท่ี 67,466ไร่ พน้ื ทีส่ ่วนใหญอ่ ยใู่ นเขตวนอทุ ยานแห่งชาติมอ่ นพระยาแช่ 18,465ไร่ ป่าสงวนแหง่ ชาติปา่ แม่ยางและป่าแม่อาง 22,393 ไร่ และป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่จาง 23,815 ไร่ มชี ุมชนต้งั ถิ่นฐานและใชป้ ระโยชน์จากผืนปา่ 4 ตาบล ประกอบด้วย ตาบลพชิ ยั ตาบลกล้วยแพะ ตาบลพระบาท และตาบลแมท่ ะ โดยมีชมุ ชนท่ีใช้ประโยชน์และมสี ่วน ได้ส่วนเสียกบั พ้ืนท่ีปา่ อยู่ตดิ แนวกนั ชนพนื้ ทีป่ ่าและมกี ารจัดการดูแล เฝา้ ระวังพ้นื ทปี่ ่าแบ่งออกเปน็ 2 โซน ดงั นี้ ผืนปา่ มอ่ นพระยาแช่ มีชุมชน 8 หม่บู ้าน ในตาบลพชิ ยั ทเี่ ฝา้ ระวังดูแลพน้ื ท่ปี ่า ครอบคลมุ พนื้ ที่ 49,618 ไร่ และ ผืนปา่ ดอยพระบาท มี 5 หมู่บ้านในตาบลพระบาท 3 หมู่บ้านในตาบลกลว้ ยแพะ ครอบคลมุ พนื้ ที่ 17,848 ไร่ ชุมชนลุกขน้ึ มาจดั การไฟป่า เรมิ่ ต้นจากจังหวัดลาปางเป็นจังหวัดท่ีมไี ฟป่าเกดิ ขน้ึ กอ่ นจงั หวัดอื่นๆทุกๆปที ี่ ผ่านมา สาเหตุสว่ นใหญ่มองว่า เกดิ จากการเผาป่า และไฟลกุ ลามมาจากพืน้ ทใ่ี กลเ้ คยี ง จึงทาให้เกดิ หมอกควนั ปก คลุมท่ัวเมือง ดว้ ยเงอื่ นไขขอ้ จากดั ท้งั สว่ นเจา้ หนา้ ท่ี ทมี่ ไี ม่เพยี งพอในการจดั การ เฝ้าระวงั ไฟ ดบั ไฟปา่ ชุมชนทม่ี ี ความเป็นก่งึ เมือง และชานเมือง ซึ่งไดร้ ับผลประโยชนจ์ ากพื้นทป่ี า่ ท้งั ทางตรงและทางอ้อม ท่ผี ่านมาได้มีความ พยายามในการจัดการไฟปา่ รเิ ร่มิ ในการเฝ้าระวงั ดบั ไฟป่าโดยกลุ่มคนทีเ่ รียกว่า “จิตอาสา” ไม่ว่าจะเป็น กล่มุ “เฮาฮกั ม่อนพระยาแช”่ กล่มุ “ เฮาฮกั ดอยพระบาท” นกั เรยี น นักศกึ ษา ท้องถิ่น เจา้ หน้าท่ปี ่าไม้ เจ้าหน้าทีไ่ ฟ ปา่ ภาคเอกชนและชุมชนท่ีอยรู่ อบผนื ปา่ ซ่ึงมรี ปู แบบการจดั การไฟป่า จงึ เนน้ การเฝา้ ระวงั ปอ้ งกันไมใ่ หเ้ กดิ ไฟ ไหมร้ อบพ้นื ทม่ี อ่ นพระยาแชแ่ ละดอยพระบาท ทาแนวกนั ไฟ ทาฝายชะลอน้า ลาดตะเวน เฝา้ ระวังในชว่ ง สถานการณ์ไฟป่าเร่มิ มาตงั้ แตเ่ ดือน มกราคม – เมษายนของทกุ ปี สถานการณแ์ ละการจัดการ แต่เดิมการจัดการทรัพยากรรวมถึงไฟป่าหมอกควันในพ้ืนที่ม่อนพระยาแช่และดอยพระบาทเป็นรูปแบบ ของป่าชุมชน มีชุมชนต้นแบบท่ีโดดเด่นคือ ป่าชุมชนบ้านต้นต้อง บ้านไร่ศิลาทอง ต้าบลพิชัย เป็นต้น พ้ืนท่ีในการ ดูแลจัดการขนาดประมาณ 1,500 ไร่ ดูแลจัดการมามากกว่า 10 ปี ขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชนตามกฎหมายเมื่อปี 2559 ขณะท่ีผืนป่าม่อนพระยาแช่และดอยพระบาทน้ันมีพ้ืนท่ีทั้งหมดประมาณ 10000 กว่าไร่ เป็นผืนป่าที่อยู่ติด ตัวเมือง และมชี ุมชนอาศัยกระจายอยูจ่ ้านวนมาก
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 88 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั โดยฝั่งต้าบลพิชัยมีหมู่บ้านท่ีอยู่ติดผืนป่าจ้านวน 9 หมู่บ้าน จาก 11 หมู่บ้านประกอบด้วยหมู่ 1,3,5,7,10,13,16,17 ส่วนทางด้านฝ่ังดอยพระบาทน้ันมีหมู่บ้านท่ีอยู่ติดผืนป่าในเขตต้าบลพระบาทประกอบด้วย บ้านโทกหัวช้าง หัวทุ่งสามัคคี หัวฝาย อ่ิวเมี่ยน บ้านผาลาดในเขตต้าบลแม่ทะ และบ้านกล้วยแพะ ในเขตต้าบล กล้วยหลวง ชุมชนเหล่าน้ีที่ผ่านมายังไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลจัดการทรัพยากรและไฟป่าหมอกควันมาก นัก มีเพียงบางชุมชนดังท่ีกล่าวมาข้างต้นท่ีลุกขึ้นมาดูแลจัดการ ท้ังนี้ก็เป็นเพราะมีแกนน้าท่ีเข้มแข็ง มีเครือข่าย ความสมั พันธก์ ับภายนอกหลายองค์กรหลายหน่วยงานทีใ่ ห้การสนับสนุน รปู แบบของการมีส่วนร่วมของชมุ ชนและ การจัดการในลักษณะเครือขา่ ยชาวบา้ นกอ่ นหนา้ ป2ี 560 ยงั ไมช่ ดั เจนนกั สงิ่ ที่โดดเดน่ ในพน้ื ทคี่ ือการจดั การในลักษณะจิตอาสา ซึ่งรเิ รม่ิ จากคนภายนอกชมุ ชนได้แกก่ ล่มุ We Love The King ผู้ขับเคล่ือนหลักเป็นอดีตอาจารย์ ผู้ประกอบการในจังหวัดล้าปาง โดยปฏิบัติด้วยตนเองเป็นแบบอย่าง ของความทุ่มเท จนเกดิ ความศรัทธาจากคนในชุมชนบางส่วน และมีการต้ังกลมุ่ จิตอาสาข้นึ ในบางชุมชนเพอ่ื รว่ มกัน ดูแลจัดการทรัพยากรไฟป่าหมอกควนั ร่วมกัน เช่น ชมรมเฮาฮักม่อนพระยาแช่ กลุ่มเฮาฮักห้วยน้าขาว กลุ่มเฮาฮัก ดอยพระบาท เป็นต้น แนวทางหลักๆคือ การท้าแนวกันไฟ การเฝ้าระวัง การดับไฟ และการท้าฝายชะลอน้าเพื่อ สรา้ งความชุ่มช้นื ตามหลักการปา่ เปยี ก โดยมจี ิตอาสาในชุมชน สถานศกึ ษา ผปู้ ระกอบการ เข้ารว่ มตามความสมัคร ใจ นอกจากนี้ยังมีองค์การบริหารส่วนต้าบลพิชัยซึ่งเป็นอปท.ในพื้นที่เขตป่าม่อนพระยาแช่ที่ท้าหน้าที่ สนับสนนุ ชุมชนและหน่วยงานทเ่ี กย่ี วข้องในลักษณะของการตั้งงบประมาณ การมีทีมงานภายในรับผิดชอบ รวมท้ัง เป็นกลไกประสานงานระหว่างพื้นท่ีกับหน่วยงานสนับสนุนต่างๆ หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง เช่น งานวิจัยหมอกควันไฟ ป่าของ สกว. สมัชชาสุขภาพ ส้านักงานทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมจังหวัดล้าปาง วนอุทยานม่อนพระยา แช่ สถานีควบคุมไฟป่าพระบาทม่อนพระยาแช่ ส้านักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 ส้านักบริหารพ้ืนที่อนุรักษ์ที่ 13 เปน็ ต้น ปี 2560 พื้นท่ีม่อนพระยาแช่และดอยพระบาทเป็นพ้ืนที่ขยายผลการท้างานโครงการบูรณาการความ ร่วมมือในการเสริมสร้างและพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครประชารัฐร่วมใจเฝ้าระวังไฟป่าลดหมอกควันพ้ืนท่ีจังหวัด ล้าปาง ด้วยแนวคิดสนับสนุนให้ชุมชนลุกข้ึนมาจัดการไฟป่าหมอกควันในลักษณะของความเป็นเครือข่ายร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน ที่ด้าเนินการอยู่ในพ้ืนท่ี ท้ังนี้เพ่ือให้เกิดความยั่งยืนในการจัดการ โดยต้นทุนเดิมท่ีส้าคัญคือ ชุมชนต้นแบบที่เข้มแข็ง กลุ่มจิตอาสาภายในชุมชน/กลุ่มป่าชุมชน กลุ่มจิตอาสา ภายนอกชุมชน (คนในเมือง นักเรียน นักศกึ ษาและผปู้ ระกอบการ) องค์การบรหิ ารสว่ นตา้ บลพิชยั เปน็ ตน้ สถานการณแ์ ละการจัดการฝ่ังม่อนพระยาแช่ในปี 2561 เกิดไฟปา่ ในพ้นื ทจี่ ้านวน 3 คร้งั ทีห่ มู่ 14 และหมู่ 15 ต้าบลบ้านเสด็จ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีแนวเขาติดกับฝ่ังอ้าเภอแม่เมาะ คลอบคลุมพ้ืนที่ประมาณ 100 กว่าไร่
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 89 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือขา่ ยเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั ท้ังนี้ต้าบลบา้ นเสดจ็ เป็นพน้ื ท่ีใหม่ทีเ่ ข้ามาร่วมเปน็ เครือข่ายกับต้าบลพิชัยในปี2561 เน่ืองจากมีแนวเขตติดป่าม่อน พระยาแชเ่ ช่นกนั ในส่วนพ้ืนทีอ่ ่นื ๆทมี่ ชี มุ ชนดูแลปีนยี้ ังไม่เกิดไฟปา่ ข้ึน ในด้านของการจดั การพบว่าแตล่ ะหมู่บ้านมีกลุ่มจติ อาสาทีล่ กุ ขึน้ มาดูแลเรื่องไฟป่าหมอกควนั และการ จัดการทรพั ยากรครบทุกหมบู่ า้ น โดยมีสมาชกิ กลุ่มมาจากกรรมการปา่ ชมุ ชน ผนู้ า้ ทางการของหมู่บ้าน และสมาชิก ชมุ ชนทมี่ คี วามสนใจ ตวั อยา่ งเชน่ - ต้าบลบ้านเสด็จ 11 หมู่บ้าน ตั้งช่ือกลุ่มว่า “เครือข่ายจิตอาสาดับไฟป่า มีสมาชิกกลุ่มต้ังแต่15-25 คนต่อ หมูบ่ า้ น กิจกรรมหลักคอื การทา้ แนวกันไฟ ลาดตระเวนเฝ้าระวงั และดบั ไฟกรณีเกดิ ไฟลกุ ไหมใ้ นพ้นื ท่ี ปีที่ ผ่านมาได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานป่าไม้จ้านวน 2,500 บาท เป็นค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์ ค่า น้ามันเชอื้ เพลงิ ของกลมุ่ ฯ 11 หม่บู า้ น - บ้านไรศ่ ิลาทอง ตา้ บลพิชัย มกี รรการไฟป่า/จติ อาสา จ้านวน 15 คน เฝ้าระวังลาดตระเวนวนั ละ 2 คน มี กองทุนเพื่อการประกันอบุ ัตเิ หตุให้แก่กรรมการ - บา้ นต้นตอ้ ง มีกรรมการป่าชุมชนและจิตอาสาประมาณ 15 คน กจิ กรรมในชว่ งที่ผ่านมาคือ รณรงค์ ประชาสมั พันธ์ การจัดท้าแนวกนั ไฟ ลาดตระเวนเฝา้ ระวังวนั ละ 2 คน นอกจากนีใ้ นสว่ นของพน้ื ท่รี าบทว่ั ไปนอกเขตปา่ มอี งคก์ ารบรหิ ารส่วนตา้ บลพชิ ยั เป็นเจา้ ภาพดุแลพนื้ ที่ มี เจา้ หนา้ ท่ี 6 คน รถดับเพลงิ 2 คนั มจี ดุ เวรยามทีร่ า้ นคอ๊ ฟฟีเ่ ฮา้ ส์ สามารถเข้าถึงพื้นทด่ี บั ไฟไดภ้ ายใน 10 นาที ส้าหรับสถานการณ์ของฝ่งั ดอยพระบาทมดี ังน้ี - บ้านหัวฝายหมทู่ ี่4 ดูแลจัดการป่ารว่ มกับบ้านกลว้ ยแพะหมทู่ 2่ี มกี ลุ่มจอิ าสาชื่อ “กลมุ่ ไฟป่าห้วยน้าขาว” สมาชิกจา้ นวน18 คน กจิ กรรมทผี่ ่านมาคอื การท้าแนวกันไฟ จดั ชุดลาดตระเวนวันละ 6 คน ในชว่ งเดอื นท่ี ผ่านมา(กมุ ภาพันธ์)เกิดไฟไหมใ้ นพ้นื ทจ่ี า้ นวน 4 คร้ัง จบั กมุ ได้ 2 กรณี ใชม้ าตรการสถานเบาคือลงบนั ทึก ประจา้ วนั ไว้ และมอบหมายหนา้ ทใี่ หช้ ่วยสอดสอ่ งเร่ืองการเผาปา่ ปีทผี่ ่านมาได้รบั งบประมาณสนบั สนุน จากสองสว่ นคือ กรมป่าไม้ โดยสา้ นกั งานจดั การทรพั ยากรป่าไมท้ 3่ี สนบั สนนุ อุปกรณ์วิทยสุ ื่อสาร และ ส้านักงานทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ มจังหวดั ล้าปาง สนับสนุนเคร่ืองเป่าลม - บ้านโทกหัวช้าง มกี ลุ่มจิตอาสาดบั ไฟปา่ จ้านวน 15 คน กจิ กรรมที่ผา่ นมาคอื ท้าแนวกันไฟรว่ มกบั หม2ู่ และจดั ชดุ ลาดตระเวนเฝ้าระวงั ไฟปา่ ในพ้ืนท่ี - บ้านเหล่าบญุ เกิด สถานการณ์ปนี ี้ดขี น้ึ กว่าป2ี 560ที่ผา่ นมา ยังไม่เกิดไฟข้ึนในพื้นท่ี กจิ กรรมท่ีผา่ นมามกี าร ท้าแนวกนั ไฟ ตัง้ จดุ สกดั ร่วมกบั บา้ นโทกหวั ช้าง อีกทั้งเทศบาลเขลางคน์ ครได้ออกบัตรจิตอาสาฯเพือ่ รบั รองการทา้ งานในพื้นที่
รายงานฉบบั สมบรู ณ์ 90 โครงการพฒั นารูปแบบการสร้างเครือข่ายเฝา้ ระวงั ไฟป่า ลดหมอกควนั - หวั ทุ่งสามคั คี มกี รรมการฯจา้ นวน 15 คน จัดชดุ ลาดตระเวน 4 คนตอ่ วัน และเฝา้ จดุ สกัด 1 คน - อิ่วเมยี่ น มกี ลุ่มจติ อาสาฯจ้านวน 12 คน สถานการณห์ ลกั ทีเ่ ป็นปัญหาคือมีคนนอกพ้นื ท่ีเขา้ มาหาของป่า ขาย(แม่เมาะ,แมท่ ะ,ห้างฉตั ร) ทา้ ให้ต้องดแู ลเรื่องไฟเป็นพิเศษ มกี ารจดั ชดุ ลาดตระเวณและเฝา้ เวรยามจุด สกัด 24 ชวั่ โมง ห้ามคนเข้าป่าในช่วงหา้ มเผาของจังหวดั ระหวา่ งวนั ที่10กมุ ภาพนั ธ์-10 เมษายน 2561 นอกจากน้ีไดม้ กี ารทา้ แนวกันไฟ และการระดมทนุ จากภายในชมุ ชนเพอ่ื ดแู ลกลมุ่ จิตอาสาฯ ซงึ่ ไดร้ บั การ สนับสนนุ อาหาร(หัวหมูอาทิตยล์ ะ1หัว)จากฟาร์มหมูในพน้ื ท่ี รวมท้ังเงินส่วนตัวของผู้น้าชมุ ชน - ผาลาด มีกลุ่มจติ อาสา 10 คน(ปฏิบตั ิงานจริง 6 คน) - บา้ นกล้วยแพะ มีกลมุ่ จิตาสาฯจ้านวน 42 คน(ในจา้ นวนนีเ้ ป็นผู้หญงิ 5 คน ปฏิบัติงานจรงิ 20กวา่ คน) สถานการณใ์ นช่วงเดือนกมุ ภาพันธ์-มีนาคมที่ผา่ นมามไี ฟปา่ เกิดขึน้ จ้านวน 5 ครัง้ เป็นไฟทลี่ ามมาจากเขต แมท่ ะ ปัญหาคอื มีช่องทางเข้าป่าหลายทาง กิจกรรมท่ีทา้ คอื การทา้ แนวกันไฟ การจัดชดุ ลาดตระเวนเฝา้ ระวัง การดบั ไฟ นอกจากน้ียังไดม้ ีการออกบตั รรบั รองให้กรรมการฯ/จติ อาสาเพ่อื ความสะดวกในการ ท้างานในพื้นท(่ี การเข้ป่า)และการประสานความร่วมมอื กบั หนว่ ยงาน บตั รดังกลา่ วถูกรบั รองโดย ผ้ใู หญ่บา้ นและนายกองคก์ ารบริหารส่วนตา้ บลกลว้ ยแพะ สถานการณ์โดยภาพรวมปีน้มี คี วามกา้ วหน้าหลายประการ ทง้ั ในแงข่ องจ้านวนการเกิดไฟในพน้ื ที่ท่มี ี ชุมชนดูแลจดั การลดจ้านวนการเกิดและมคี วามรนุ แรงนอ้ ยลง อกี ท้งั ในแตล่ ะชมุ ชนมีกลมุ่ จติ อาสาทช่ี ดั เจน มี กิจกรรมตลอดทงั้ ปตี งั้ แต่การเตรียมการกอ่ นเกดิ เหต(ุ แนวกันไฟ) การเผา้ ระวงั (จุดสกดั ) การเผชิญเหตุ(ดบั ไฟ) และ การฟน้ื ฟ(ู การทา้ ฝายชะลอน้าเพ่อื สร้างความชุ่มช้นื ใหพ้ ้ืนทป่ี ่า) จุดแข็งหรือความก้าวหน้าส้าคัญมีสองเร่ืองคือการมีผู้น้า/กรรมการ/กลุ่มจิตอาสาท่ีลุกข้ึนมาชัดเจนทุก หมู่บ้าน น้ามาสู่ความความร่วมมือที่มากข้ึนของคนในชุมชน รวมทั้งคนต่างถิ่นท่ีเข้ามาหาของป่ามีจ้านวนลด นอ้ ยลง ยอมรับการจดั การของชุมชนมากข้นึ ประการทสี่ องคอื เรื่องการพัฒนากองทนุ ซึ่งมที ั้งภายในและภายนอก ชมุ ชน ภายในชมุ ชนนัน้ มบี างพืน้ ท่ี (อิ่วเม่ยี น) เร่มิ เข้าหาผู้ประกอบการในพนื้ ท่ี เช่น เจ้าของฟาร์มหมู ซ่ึงท้าใหไ้ ด้รบั การสนับสนุนเรื่องอาหารบางส่วนแก่กลุ่มจิตอาสาในช่วงปฏิบัติงาน แนวทางน้ีมีความส้าคัญที่ช่วยเปิดมุมมองให้ พน้ื ท่ีอืน่ ๆได้คดิ ถงึ เรื่องการระดมความรว่ มมือจากคนทีม่ ีศกั ยภาพในชมุ ชน ในหลายรปู แบบ ในส่วนของทุนภายนอกน้ันมีหลายหน่วยงานเข้ามาสนับสนุน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน (อบต. ,เทศบาล) กรมป่าไม้ ส้านักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดล้าปาง กลุ่มWe Love The King ธุรกิจ/ผู้ประกอบการในจังหวัด แต่ชาวบ้านสะท้อนว่า ทุนเหล่าน้ีเข้ามาในลักษณะต่างคนต่างมา บางหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐควรมีการท้าแผนร่วมกัน โดยให้ชุมชนท้าแผนเป็นหลัก และหน่วยงานเลือกสนับสนุนตาม
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244