144 การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู 2) สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation : S, SD) เปนการวัดการกระจายมักใชเม่ือ วดั แนวโนม เขาสูสวนกลางดว ยคา เฉลย่ี มีวธิ ีการหาไดห ลายวธิ ี ดงั นี้ (อวยพร เรอื งตระกลู , 2541) 2.1) ถา ขอ มลู มีจาํ นวนนอย และไมไ ดจดั กลมุ ใชส ูตร ดังน้ี S= x x 2 หรือ S = X2 X 2 N N N ตัวอยาง จงหาสว นเบีย่ งเบนมาตรฐานจากขอมูลตอไปนี้ 48, 46, 44, 42, 39, 35, 35, 33, 31, 37 วิธที ่ี 1 X = x N = 48 46 44 42 39 35 35 33 31 37 10 = 39 สรางตารางเพือ่ หาคาตา งๆ ดังนี้ x x x (x x )2 48 9 81 46 7 49 44 5 25 42 3 9 39 0 0 35 4 16 35 4 16 33 6 36 31 8 64 37 2 41 300 แทนคาสตู ร S = 2 xx N = 300 = 5.48 10 สวนเบีย่ งเบนมาตรฐาน = 5.477225
การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู 145 วิธีท่ี 2 x2 2,304 x 2,116 48 1,936 46 1,764 44 1,521 42 1,225 39 1,225 35 1,089 35 961 33 1,369 31 37 15,510 390 แทนคาสูตร S = x2 x2 N N 15,510 390 2 10 10 = สว นเบี่ยงเบนมาตรฐาน = 5.48 2.2) ถาขอมลู มีจํานวนมากและตองจดั กลมุ ใชสตู รดงั นี้ S = f x x 2 หรือ N S= ∑ fx2 -∑Nfx2 N ตวั อยาง จงหาสวนเบยี่ งเบนมาตรฐานจากขอมูลตอ ไปนี้ x2 fx2 400 1,200 x f fx 361 2,888 20 3 60 324 3,240 19 8 152 289 3,468 18 10 180 256 2,048 17 12 204 225 1,350 16 8 128 196 588 15 6 90 14 3 42 14,782 50 856
146 การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู แทนคาในสูตร S = fx 2 fx 2 N N S= 14,782 856 2 50 50 S = 1.595 หรือ 1.60 สวนเบีย่ งเบนมาตรฐาน = 1.60 แปลความหมายไดวา ขอมูลมีการกระจายของคะแนนหา ง จากคา เฉลีย่ โดยเฉล่ยี เทากับ 1.60 3) ความแปรปรวน (Variance : S2) เปนการวัดการกระจายในรูปพื้นท่ี เปนคากําลังสองของ สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน นิยมใชเมื่อหาคาแนวโนมเขาสูสวนกลางดวยคาเฉล่ียเชนเดียวกับสวนเบี่ยงเบน มาตรฐาน มสี ูตรดังน้ี (อวยพร เรอื งตระกูล, 2541) 3.1) ถา ขอมลู มีจํานวนนอ ยใชส ตู ร ดงั น้ี S2 = x x 2 หรอื N S2 = x2 x 2 N N 3.2) ถาขอมลู มีจาํ นวนมากจะตองจดั กลมุ ใชสตู ร ดงั นี้ S2 = f xx2 หรือ S2 = fx2 fx 2 N N N ตัวอยาง ถา ขอมูลชุดหนึ่งคํานวณคา S ได = 1.5 ดังน้ัน S2 = 2.25 4. สหสัมพันธ (Correlation) การวิเคราะหสหสัมพันธเปนสถิติเชิงสรุปอางอิง ที่ตองการวัดความสัมพันธระหวางตัวแปรจํานวน 2 ตัวแปร เชน ตองการทราบวา ระดับทัศนคติตอการเรียน และ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในวิชาสังคมศึกษามี ความสัมพันธกันหรือไม จากตัวอยางดังกลาวน้ัน ครูผูสอนสนใจใน 2 ตัวแปร คือ ทัศนคติตอการเรียนของ นักเรียน และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาสังคมศึกษา สถิติที่ใชวัดความสัมพันธดังกลาวนั้นเรียกวา สหสัมพันธ ที่ใชวัดวาตัวแปรท้ังคูน้ันมีความสัมพันธกันจริงหรือไม และถามีความสัมพันธกันจริงมีขนาดของ ความสัมพันธกันมากหรอื นอ ยเพียงใด จากตัวอยางในขางตนนั้น ถาหากทัศนคตติ อการเรียน และ ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนในวชิ าสงั คมศกึ ษามคี วามสมั พันธกนั และมคี วามสัมพนั ธกันในระดับสงู น้นั หมายความวา นกั เรยี น ทมี่ ีทัศนคติตอการเรียนที่ดีนั้น มักจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาสังคมศึกษาทด่ี ีไปดว ย และเราสามารถ ประยกุ ตความสัมพันธดงั กลา วในการออกแบบการจัดการเรียนการสอนทมี่ ปี ระสทิ ธิภาพไดโดยจัดประสบการณ การเรียนรูในช้ันเรียนท่ีสามารถใหนักเรียนมีทัศนคติที่ดีตอรายวิชา ซึ่งจะมีสวนชวยทําใหนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนตอ ไป
การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู 147 คาสัมป ระสิทธ์ิสหสัมพันธ (Coefficient of Correlation) จึงเปนสถิติเชิงอางอิงท่ีใชสรุป ความสัมพันธเชิงเสนตรงระหวางตัวแปร 2 ตัวแปร และมีการสรุปความสัมพันธไว 2 ลักษณ ะ (อรุณ จิรวฒั นกลุ , 2553) ดงั นี้ 1. ตัวแปรมีความสัมพันธกัน (Association) หรือไม ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นจะตองมีการทดสอบ นยั สาํ คญั ทางสถิติของคาสัมประสทิ ธส์ิ หสัมพันธระหวางตวั แปรทีต่ องการศึกษา 2. ขนาดของความสัมพันธ (Strength of association) เปนเทาใด ท้ังนี้เน่ืองจากการวิเคราะห สหสัมพันธน้ันมีรายละเอียดและขั้นตอนท่ีมีความซับซอนและตองมีพื้นฐานความรูเกี่ยวกับการทดสอบ สมมติฐานทางสถิติ จงึ รายงานเฉพาะการวิเคราะหขนาดของความสัมพนั ธเปนหลัก คาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ จะใชสัญลักษณ r แทนสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธของกลุมตัวอยาง และใช สัญลักษณ แทนสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธของประชากร ซ่ึงเปนความสัมพันธระหวางตัวแปร 2 ตัวแปรท่ีมี ลักษณะเปนเชิงเสนตรงเทาน้ัน ท้ังนี้มีการคํานวณคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธหลายชนิด เชน สัมประสิทธิ์ สหสัมพันธแบบเปยรสัน (Pearson productmoment correlation) สัมประสิทธิ์สหสัมพันธแบบบางสวน (Partial correlation) สัมประสิทธิ์สหสัมพันธแบบก่ึงบางสวน (Part correlation หรือ Semipartial correlation) และ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธแบบสเปยรแมน (Spearman rank correlation) การวิเคราะห ความสหสัมพันธเปนสถิตทิ ี่มคี วามสาํ คญั ในการตรวจสอบคณุ ภาพของเครื่องมอื วดั หลายประเภท ไดแก ความ เท่ียงตรงตามสภาพ (Concurrent validity) ความเที่ยงตรงเชิงทํานาย (Predictive validity) ความเช่ือม่ัน แบบคงท่ี (Stability reliability) หรือความเช่ือม่ันแบบทดสอบซํ้า (Testretest) ความเชื่อม่ันของการใช เครื่องมือภายในบุคคลและระหวางบุคคล (Intra & inter rater reliability) เปนตน ในบทนี้จะนําเสนอ สหสัมพันธ 2 ชนิดไดแก สหสัมพันธแบบเปยรสัน (Pearson productmoment correlation) และ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธแ บบสเปย รแมน (Spearman rank correlation) โดยมวี ิธีการคาํ นวณดังน้ี 1. สหสัมพันธแบบเปยรสัน หรือสหสัมพันธจากผลคูณของคะแนน (Pearson product moment correlation) สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธแบบเปยรสัน ใชแทนดวยสัญลักษณ rxy แสดงถึง ความสัมพันธระหวาง คะแนน x และคะแนน y เม่ือ x, y เปนคะแนนดิบของขอมูลแตละชุด ทั้งนี้ คะแนน x และ คะแนน y ตองมีมาตรในระดับอันตรภาคชั้นหรืออัตราสวน (หรือเปนคาตัวเลข) เชน หาความสัมพันธระหวางระดับ สติปญญา (x) และ แรงจูงใจใฝสัมฤทธ์ิ (y) ขอมูลสติปญญาและแรงจูงใจใฝสัมฤทธ์ิท่ีจะคํานวณคาสหสัมพันธ แบบเปยรสัน จะตองมคี าคะแนนทั้งสองตัวแปร เปนตน ทั้งน้ีขอ ตกลงเบ้ืองตน มรี ายละเอียดดังน้ี 1) ตัวแปร หรือขอมูลท้ัง 2 ชุด อยูในมาตรอันตรภาคหรืออัตราสวน 2) ตัวแปรทั้งสองตัวจะตองมีการแจกแจงแบบปกติ และตวั แปรท้ังคจู ะมีความสัมพันธเ ชงิ เสนตรง และ 3) ขอมลู แตล ะชดุ จะตองเปนอิสระตอ กนั คา สัมประสทิ ธส์ิ หสัมพนั ธแ บบเปยรส ันสามารถคาํ นวณไดด ังน้ี (Person, 1895) N xyx y N x2 x2 N y2 y2 rxy = เม่อื x คือ คะแนนดิบแตละคนของตวั แปรที่ 1 (x)
148 การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู y คือ คะแนนดิบแตละคนของตัวแปรท่ี 2 (y) rxy คือ สหสมั พันธข องตวั แปร x และตัวแปร y โดยตัวอยางการคํานวณคาสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธเปยรสันของคะแนน x และ y สามารถแสดงไดดัง ตัวอยา งในสว นถดั ไป ตัวอยา ง การหาคาสหสมั พันธจากผลคณู ของคะแนน จากผลการสอบ 2 ครงั้ ของนกั เรยี น 10 คน ไดผ ลดงั นี้ นกั เรียน 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 คะแนน x 37 41 48 32 36 30 40 45 59 34 คะแนน y 75 78 88 80 78 71 75 83 74 74 หาคะแนน rxy โดยใชส ตู รของเพียรสนั ดังน้ี rxy = N xy x y N x 2 x 2 N y 2 y 2 วธิ ีทํา X Y X2 Y2 XY 37 75 1369 5625 2775 นักเรยี นคนท่ี 41 78 1681 6084 3198 1 48 88 2304 7744 4224 2 32 80 1024 6400 2560 3 36 78 1296 6084 2808 4 30 71 900 5041 2130 5 40 75 1600 5625 3000 6 45 83 2025 6889 3735 7 34 74 1156 5476 2516 8 39 74 1521 5476 2886 9 ∑X = 382 ∑Y= 776 ∑X2= 14,876 ∑Y2= 60,444 ∑XY= 29,832 10 n = 10 (10 29832 ) (382 776 ) (10 14876 ) 382 2 (10 60444 ) 776 2 rxy = = 0.745
การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู 149 2. สัมประสิทธิ์สหสัมพันธแบบสเปยรแมน (Spearman rank correlation) หรือสหสัมพันธ ตาํ แหนงของคะแนน (Correlation from Ranks) สัมป ระสิท ธ์ิส ห สัมพั น ธแบ บ ส เป ยรแมน (Spearman rank correlation coefficient ห รือ Spearman’s rho) ใชแ ทนดวยสัญลักษณ rs แสดงถงึ ความสัมพนั ธระหวาง 2 ตัวแปร เชน เดยี วกับสหสัมพันธ แบบเปยรสัน ซึ่งเปนความสัมพันธระหวาง ตัวแปร x และตัวแปร y ทั้งน้ี ตัวแปร x, y เปนคะแนนดิบของ ขอมูลแตละชุด ทั้งนี้ คะแนน x และ คะแนน y ตองมีมาตรในระดับเรียงอันดับ (Ordinal scale) ท้ังน้ี ขอ ตกลงเบอื้ งตน มรี ายละเอียดดงั น้ี 1) ตวั แปรหรอื ขอมลู ทั้ง 2 ชุด อยูใ นมาตรเรยี งอนั ดบั ข้ึนไป 2) ขอมลู แตละ ชุดจะตองเปนอิสระตอกัน ท้ังนี้สถิติสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธแบบสเปยรแมนเปนสถิติที่ใชแทนสัมประสิทธ์ิ สหสมั พันธแบบเปยรสนั ในกรณีท่ีขอมลู แจกแจงแบบไมป กติ หรือมีขนาดของกลุมตัวอยางนอ ย วิธคี ิดคํานวณนี้ ไดจากผลตางของตําแหนงของคะแนน 2 ชุด ท่ีเรียงลําดับที่ (Rank) จากคะแนนตํ่าสุดไปถึงคะแนนสูงสุด ถา ขอ มลู ตําแหนง ซ้ํากนั กใ็ หถ อื ตาํ แหนง ของคะแนนแตละคะแนน คาสมั ประสทิ ธ์ิสหสัมพนั ธแ บบสเปย รแมนสามารถคํานวณไดด ังนี้ rs = 1 6 D2 n n 2 1 เมือ่ rs คอื สมั ประสิทธส์ิ หสัมพนั ธจากผลตา งของตาํ แหนง ของคะแนน D2 คือ ผลบวกของกําลงั สองของผลตางของตาํ แหนงของคะแนนแตละคู N คือ จาํ นวนคน ตัวอยา ง นักเรียน 15 คน สอบวิชาคณติ ศาสตรแ ละวทิ ยาศาสตร ปรากฏผลดงั นี้ คนที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 คะแนน คณิตศาสตร 9 11 14 17 19 22 24 27 25 23 20 18 15 13 10 (X) คะแนน วิทยาศาสตร 10 14 16 24 21 22 19 26 28 30 18 12 27 23 8 (Y) หาคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของคะแนนทั้งสองวิชา โดยการจัดตําแหนงของคะแนนของแตละวิชา ของนักเรียนแตละคน โดยใหคะแนนคณิตศาสตรแทนดวย X และคะแนนวิทยาศาสตรแทนดวย Y แลวหา ผลตา งของ X และ Y ลงตารางชอง D ดงั ตอไปน้ี
150 การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู นักเรียนคนที่ คะแนน X คะแนน Y ตําแหนง ลําดบั X ตาํ แหนง ลําดับ Y D D2 1 9 10 15 14 1 1 2 11 14 13 12 1 1 3 14 16 11 11 0 0 4 17 24 95 4 16 5 19 21 78 1 1 6 22 22 57 2 4 7 24 19 39 6 36 8 27 26 14 3 9 9 25 28 22 0 0 10 23 30 41 3 9 11 20 18 6 10 4 16 12 18 12 8 13 5 25 13 15 27 10 3 7 49 14 13 23 12 6 6 36 15 10 8 14 15 1 1 D 0 D2 204 rs = 1 6 D 2 = 1 6 x 204 n n 2 1 15 224 = 1 1224 = 1 – 0.36 3360 rs = 0.64 การแปลความหมายสหสมั พันธจากสมั ประสิทธส์ิ หสมั พนั ธ การแปลความหมายคาสัมประสิทธิ์สหสมั พันธทั้งสหสัมพันธแบบเปยรสันและสหสัมพันธแบบสเปยร แมน มีการแปลความหมายโดยพิจารณาขนาดของความสัมพันธ (Strength of association) ระหวางตัวแปร ซึง่ คาสมั ประสิทธ์ิสหสัมพนั ธ มีคาระหวาง 1.00 ถึง 1.00 ทั้งนี้หากคาสหสัมพันธมีคาใกล 1 หรือ 1 แสดง วาตัวแปรคูน้ันมีความสัมพันธเชิงเสนตรงในระดับสูง แตหากคาสหสัมพันธมีคาใกล 0 แสดงตัวแปรท้ังคูน้ัน ไมสัมพันธกัน การพิจารณาขนาดของความสัมพันธของสหสัมพันธมีประเด็นตองพิจารณา 2 ประเด็น ไดแก ทศิ ทางของความสัมพนั ธ และระดบั ของความสมั พันธ โดยมรี ายละเอียดดังน้ี (Hinkle, 1998)
การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู 151 ทศิ ทางของความสมั พนั ธ ขนาดของความสัมพนั ธ คา สหสัมพนั ธ ความหมาย คาสหสมั พันธ ความหมาย r มเี ครอ่ื งหมาย + ตัวแปรสมั พนั ธใ นทศิ ทาง 1.00 สัมพนั ธอยางสมบูรณ เดียวกัน 0.90 – 0.99 ความสมั พนั ธส งู มาก 0.70 – 0.89 ความสัมพันธส ูง r มีเคร่อื งหมาย ตัวแปรสมั พนั ธในทศิ ทาง 0.50 – 0.69 ความสมั พนั ธปานกลาง ตรงกนั ขาม 0.30 – 0.49 ความสัมพนั ธตาํ่ 0.00 – 0.29 ความสัมพนั ธต ํา่ มาก 5. ตําแหนงของคะแนน สถิติท่ีชวยในการแปลความหมายของคะแนนใหมีความหมายชัดเจนมากย่ิงขนึ้ โดยทําการวิเคราะห คะแนนและทําการเปรียบเทียบโดยใชตําแหนงของคะแนนมาพิจารณา ซ่ึงจะเปนการแปลงขอมูลดิบมาเปน คะแนนท่ีสามารถบอกตําแหนงหรือลําดับของคะแนนน้ัน ๆ ในชุดขอมูลดังกลาว ซึ่งจะชวยทําใหเขาใจใน ความสามารถของผูเ รยี นไดอ ยางชดั เจนมากยง่ิ ข้นึ กระบวนการแปลความหมายคะแนนดว ยตาํ แหนงของคะแนนนั้น ใชก ารเรียงลาํ ดับของชุดขอมูลและ พิจารณาวาอันดับของคะแนนดังกลาวนั้นอยูในชวงใดของชุดขอมูลทั้งหมด ทั้งน้ีการใชตําแหนงของคะแนน เพยี งอยา งเดียวโดยไมใชจํานวนคนที่เขาสอบทั้งหมดมารว มพิจารณาน้ัน ทาํ ใหไมทราบวาตําแหนงของคะแนน ดังกลาว มีความหมายหรือไมสามารถสรุประดับความสามารถของผูสอบไดอยางเหมาะสม เชน ในการ สอบแขงขันตอบปญหาคณิตศาสตร นักเรียนคนหนึ่งสอบไดตําแหนงท่ี 15 หรือ 82 คะแนน การสอบได ตาํ แหนง ท่ี 15 หรอื 82 คะแนนดังกลาวจะไมทราบวา เปน ตาํ แหนงทด่ี ีหรือไม แตถา ทราบจํานวนผูสอบทงั้ หมด จึงสามารถสรุปไดวา นักเรียนน้ันสอบไดในตําแหนงใด เชน อยูในกลุมคะแนนท่ีสุดที่สุดในสี่อันดับแรก ก็สามารถสรปุ ไดว า นักเรียนคนดังกลาวน้ันมที กั ษะในการตอบปญหาคณิตศาสตรใ นระดบั สงู เปนตน การพจิ ารณาตาํ แหนงของคะแนนนนั้ จะตองดําเนินการ 3 ประการ ไดแก 1) จัดเรียงขอ มูลจากนอยไป หามาก 2) ทําการแบงขอมูลเปนสวนยอย ๆ เพ่ือทําการพิจารณาวาตําแหนงของคะแนนดังกลาวอยูในสวนใด เพ่ือทราบความหมายของคะแนน สถิติที่ใชบอกตําแหนงของคะแนนโดยท่ัวไปมีดวยกัน 3 วิธี ประกอบดวย การแบงขอมูลเปน 4 สวนเทา ๆ กัน หรือควอไทล (Quartile) การแบงขอมูลเปน 10 สวนเทา ๆ กัน หรือ เดไซล (Decile) และแบง ขอ มูลเปน 100 สว นเทา ๆ กันหรือเปอรเซน็ ตไ ทล (Percentile) 3) ทําการพิจารณา วาคะแนนดงั กลาวอยูในตําแหนง สว นไหนของขอ มลู เพราะฉะน้นั การแปลความหมายของคะแนนดวยตําแหนง ของคะแนนนั้นจึงเปนการแปลความหมายดวยวิธีอิงกลุม เนื่องจากมีการเปรียบเทียบคะแนนในชุดขอมูล เดียวกัน โดยสรุปควอรไทล เดไชล และเปอรเซ็นไทล เปนวิธีการบอกตําแหนงท่ีของขอมูล โดยการนําขอมูล มาเรียงจากคานอยไปหาคามากแลวแบงขอมูลออกเปน 4, 10 และ 100 สวน ๆ ละเทากันเพ่ือทําการแปล ความหมายคะแนน ซึ่งในบทนี้จะนําเสนอเน้ือหาในสวนของเปอรเซ็นไทล (Percentile) เปนหลัก โดยมี รายละเอยี ดดังนี้
152 การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู เปอรเซ็นไทล (Percentile) เปนการวัดตําแหนงท่ีแบงขอมูลท้ังหมดท่ีเรียงจากนอยไปหามาก ออกเปน 100 สวนเทา ๆ กัน แตละสวนประกอบดวยจํานวนขอมูล N ชุดขอมูล เมื่อ N แทนจํานวน 100 ขอมูลท้ังหมด ใชสัญลักษณ P ในการแปลความหมายของคะแนน เชนถามีขอมูลจํานวน 100 ชุด จะแบง ขอมลู ออกเปน 100 กลมุ กลมุ ละ 100 = 1 ชดุ ขอ มูล จํานวน 100 กลุม 100 นักเรยี นทไ่ี ดคะแนนนอย นกั เรียนทไ่ี ดค ะแนนมาก P10 P20 P30 P40 P50 P60 P70 P80 P90 P100 จุดทีแ่ บง ขอมูลออกเปน 100 สว นนั้นจะมี 99 จุด เรียกวา เปอรเ ซ็นไทลท่ี 1 (p1) , เปอรเซ็นไทล ท่ี 2 (p2), เปอรเซ็นไทลที่ 3 (p3), … ,เปอรเซ็นไทลท่ี 99 (p99) , ตามลําดับ เชน P70 คือ ขอมูลท่ีขอมูลตัว อืน่ ๆ ท่มี ีคานอยกวาหรอื เทากับมันอยู 70 สว นและมากกวาหรือเทากับมันอยู 30 สว นเมือ่ แบงขอมลู ออกเปน 100 สวนเทา ๆ กนั เชน นักเรียนสอบทักษะการนําเสนอหนาชั้นเรียน 81 คะแนน ซ่ึงคะแนนดังกลาวเม่ือหาคาเปอรเซ็นไทล แลว ตรงกับเปอรเซ็นตไทลท่ี 72 หมายความวามีนักเรียนท่ีไดคะแนนเทากับหรือหรือนอยกวานักเรียนคน ดังกลาว (81 คะแนน) อยูรอยละ 72 หรือคิดเปน 72 คนจากคนท้ังหมด 100 คน และถาหากมีนักเรียนไม เทากับรอยคนใหเทียบเทียบบัญญัตไิ ตรยางค โดยนําคา เปอรเ ซ็นไทลหารดวยรอ ยและคณู ดวยจาํ นวนคนสอบ ในชดุ ขอ มูลดังกลา ว เชน ในการสอบดังกลา วนัน้ มนี กั เรยี นจํานวน 50 คน 1. คิดคาสดั สว นของเปอรเ ซน็ ไทล 72 / 100 = 0.72 2. นําคา สัดสว นดังกลาวมาคูณกับจํานวนคนสอบทัง้ หมด 0.72 x 50 = 36 คน หมายความวา จะมีนักเรียนที่มีคะแนนเทากับหรือต่ํากวา 81 คะแนน หรือเปอรเซ็นตไทลท่ี 72 เทากับ 36 คน เปน ตน การคํานวณหาคาเปอรเ ซ็นตไ ทล ทาํ ไดด งั นี้ (ชวาล แพรัตกลุ , 2552) 1. เรยี งคะแนนหรือจดั ชน้ั ของคะแนนจากมาก–นอย โดยใหค ะแนนนอ ยอยูลา ง (ดูตารางชอ งที่ 1) 2. หาความถ่ขี องคะแนนหรือชว งคะแนน (ตารางชองท่ี 2) 3. หาความถ่ีสะสม (Cumulative frequency: cf) ของคะแนน (ดตู ารางชองที่ 3) 4. หาความถ่ขี องครึ่งหนงึ่ ของแตล ะคะแนนหรือชวงคะแนน ( 1 f ) (ดูตารางชอ งที่ 4) 2 5. หาความแตกตางระหวา ง cf กบั 1 f ของคะแนนแตละชั้น (ดูตารางชองท่ี 5) 2 6 . นํ า ค า cf 1 f ม า คู ณ กั บ 100 ได แ ล ว นํ า ไป ใส ไว ใน ช อ ง 100 (cf 1 f ) 2n n2 (ดูตารางชอ งท่ี 6) ผลการคาํ นวณ เปน ตาํ แหนง เปอรเซ็นตไทลของแตละคะแนน
การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู 153 ตัวอยาง คะแนนดบิ (1) ความถ่ี (2) ความถสี่ ะสม (3) คา ครึ่งหนง่ึ ของ คาความ เปอรเซน็ ไทล ความถี่ (4) แตกตาง (5) (6) X f cf 1f cf 1 f 100(cf – 1 f) 2 2 n2 35 1 85 0.5 84.5 99.41 33 2 84 1.0 83.0 97.65 32 2 82 1.0 81.0 95.29 31 3 80 1.5 78.5 92.35 30 3 77 1.5 75.5 88.82 28 4 74 2.0 72.0 84.71 27 5 70 2.5 67.5 79.41 26 7 65 3.5 61.5 72.35 24 9 58 4.5 53.5 62.94 23 12 49 6.0 43.0 50.59 20 11 37 5.5 31.5 37.06 19 8 26 4.0 22.0 25.88 18 6 18 3.0 15.0 17.65 17 4 12 2.0 10.0 11.76 16 3 8 1.5 6.5 7.65 14 2 5 1.0 4.0 4.71 13 2 3 1.0 2.0 2.35 8 1 1 0.5 0.5 0.59 n = 85 จากตัวอยางคะแนน 30 คะแนน ตรงกบั ตําแหนงเปอรเ ซ็นตไทลท ่ี 88.82 หมายความวา มคี นที่ ไดคะแนนตํ่ากวา 30 คะแนน อยู 89 คนจากคนทั้งหมด 100 คน ซ่ึงการคํานวณคาเปอรเซ็นตไทลน้ันมี ความสําคัญในการคํานวณคาคะแนนมาตรฐานทีแบบปกติ (Normalized T Score) โดยเน้ือหาเกี่ยวกับ คะแนนมาตรฐานน้นั อยใู นสว นถัดไป 6. คะแนนมาตรฐาน (Standard Score) คะแนนมาตรฐาน เปนการประยุกตใ ชสถิติในการแปลงรปู ของคะแนน เพอ่ื แปลงหนวยของการวัดหรือ คะแนนดิบ ใหมีหนวยของการวัดท่ีเปนมาตรฐานเดียวกันโดยใช คาเฉลี่ย และสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ในการ แปลงรูปคะแนนที่มีหนวยวัดท่ีแตกตางกัน ใหมีหนวยของการวดั ท่ีเทากัน เชน เมือ่ ครตู องการเปรียบเทียบวา นกั เรียนนั้นสอบไดดใี นวิชาคณติ ศาสตรหรอื ภาษาไทยดีกวา กันนน้ั เน่อื งจากท้งั วชิ าคณติ ศาสตรและภาษาไทย ขอ สอบท่แี ตกตางกัน มีชว งคะแนนท่ีแตกตางกนั จึงทําใหค ะแนนที่ไดอ อกมาจากทง้ั สองวิชานั้นมีความแตกตาง
154 การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู กัน การเปรียบเทียบคะแนนดิบทั้งสองรายวิชานั้นจึงไมเหมาะสมในการเปรียบเทียบ เพราะฉะน้ันจึงใช กระบวนการทางสถิติในการแปลงรูปคะแนนดิบใหคะแนนทั้งสองรายวิชาน้ันมีหนวยที่เทากัน และสามารถ เปรียบเทียบกันไดในทส่ี ุด ท้ังน้ีคะแนนมาตรฐานนน้ั เปนการแปลความหมายของคะแนนแบบองิ กลมุ เน่อื งจาก การคํานวณคะแนนมาตรฐานจะตองคํานวณโดยใชคาเฉลี่ยและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในการสอบครั้งนั้น เชนเดียวกัน เพราะฉะน้ันคะแนนมาตรฐานจึงสามารถบอกตําแหนงของคะแนนไดเชนเดียวกันกับเปอรเซ็นต ไทลแ ตม หี นว ยของคะแนนทแ่ี ตกตางกัน คะแนนมาตรฐานท่นี ิยมใช ไดแก คะแนนมาตรฐานซี (Zscore) และ คะแนนมาตรฐานที (Tscore) โดยรายละเอียดของคะแนนแตละประเภทมีดังนี้ คะแนนซี (Z score) เปน คะแนนมาตรฐานที่มีการกระจายเปนโคงปกติ ซ่ึงมีคาเฉลี่ยเทากบั 0 และมี สวนเบ่ยี งเบนมาตรฐานเทา กับ 1 ทั้งนีค้ ะแนนซสี ามารถมชี วงคะแนนไดทั้งคาบวกและคาลบ ถาหากคะแนนซี เปนคาบวกหมายความวา คนท่ีไดคะแนนดังกลาวมีความสามารถสงู กวา คา เฉลี่ยของกลุม ในขณะที่คะแนนซี เปน คาลบหมายความวาคนทไ่ี ดค ะแนนดงั กลาวมีความสามารถตา่ํ กวา คาเฉลี่ย อยา งไรก็ตามเน่ืองจากคะแนนซี นั้นมีท้ังคาบวกและคาลบ จึงมีการแปลงคะแนนซีใหเปนคะแนนที (Tscore) ท่ีมีคาเฉลี่ยเทากับ 50 คะแนน และสวนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทากับ 10 ซ่ึงทําใหคะแนนน้ันมีความหมายชัดเจนกวาคะแนนซี คะแนนทีจึง ไดรับความนยิ มในการนํามาใชแปลความหมายคะแนนมากกวา ภาพที่ 1 การเปล่ยี นเทียบคะแนนมาตรฐานซีและคะแนนมาตรฐานที เมอ่ื คะแนนท่ีเราเก็บมาไดน ั้นมลี ักษณะการกระจายเปนโคง ปกติ เม่อื นํามาคํานวณเปน คะแนนซแี ละ คะแนนทีและเม่ือกาํ หนดพน้ื ที่ใตโคง เปน 100 % จะมีคุณสมบตั ิดงั นี้ คา Z จาก 0 ถึง 1 หรอื 0 ถงึ 1 มพี ืน้ ที่ประมาณ 34 % คา Z จาก 1 ถงึ 2 หรือ 1 ถงึ 2 มีพ้ืนท่ปี ระมาณ 14 % คา Z จาก 2 ถึง 3 หรอื 2 ถงึ 3 มพี น้ื ทีป่ ระมาณ 2 % คา T จาก 50 ถึง 60 หรือ 40 ถึง 50 มีพน้ื ท่ปี ระมาณ 34 % คา T จาก 60 ถงึ 70 หรอื 30 ถงึ 40 มพี นื้ ทป่ี ระมาณ 14 % คา T จาก 70 ถึง 80 หรอื 20 ถงึ 30 มีพื้นทปี่ ระมาณ 2 %
การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู 155 จากคุณสมบัติน้ีเปนประโยชนตอการแปลความหมายของคะแนน โดยสามารถแปลคะแนนไดดังนี้ Z = 0 จะมีความสามารถสูงกวาคนอื่น 50 คน ใน 100 คน Z=1 จะมีความสามารถสูงกวาคนอ่ืน 84 คน ใน 100 คน Z=2 จะมีความสามารถสูงกวา คนอืน่ 98 คน ใน 100 คน Z=1 จะมีความสามารถสูงกวา คนอนื่ 16 คน ใน 100 คน Z= 2 จะมีความสามารถสูงกวาคนอื่น 2 คน ใน 100 คน ซ่ึงคือการแปลความหมายของ คะแนนโดยใชเ ปอรเซน็ ไทลน่นั เอง คะแนนมาตรฐานซี (Z Score) เปนคะแนนมาตรฐานท่ีมีคาเฉลี่ยเปน 0 และสวนเบ่ียงเบน มาตรฐานเปน 1 การปรับคะแนนดิบเปนคะแนนมาตรฐานซี (Z Score) ซ่ึงคิดคํานวณไดจากความ แตกตางระหวางคะแนนดิบของคะแนนแตล ะบุคคลกบั คะแนนเฉล่ีย (X ) ของคะแนนกลุมนน้ั หารดวย คา สว นเบีย่ งเบนมาตรฐาน (S) หรือคํานวณไดจากสตู ร ดังน้ี Z Score = X X S ตวั อยา ง ผลการสอบวิชาภาษาไทยของนักเรยี น ช้ัน ป. 6 จาํ นวน 40 คน หาคา เฉลยี่ ได 71 คะแนน และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 18 นักเรียนคนที่หนึ่งสอบได 85 คะแนน นักเรียนคนท่ีสองสอบได 49 คะแนน จึงเปลยี่ นคะแนนของทง้ั สองคนเปนคะแนนซี (Z Score) วธิ ที าํ จากสตู ร Z score = X X S Z score ของนกั เรียนคนที่ 1 85 71 = 0.78 18 Z score ของนักเรยี นคนที่ 2 49 71 = 1.22 18 จากผลคะแนนมาตรฐานซีของนักเรียนท้ังสองคนนั้นสามารถบอกไดวานักเรียนคนที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาไทยดีกวา นักเรียนในหอ งเรยี น เนอ่ื งจากมคี ะแนนซเี ปนคาบวก ในขณะท่ีนักเรียนคนที่ สองนนั้ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยคอ นขางตา่ํ หรือออ นมาก เนอื่ งจากมคี ะแนนตํ่ากวา 1 ซ่ึงบงบอกวา นักเรียนคนที่สองน้ันมีปญหาในการเรียนรูในวิชาดังกลาวเม่ือเปรียบเทียบกับเพ่ือนในชั้นเรียน คะแนน มาตรฐานซนี ้ันเปน คะแนนทีม่ ีทง้ั คา บวกและคาลบ จงึ ไมเหมาะสมในการรายงานผลคะแนน จึงมีการปรบั ชวง ของคะแนนมาตรฐานซี ท่ีมีคาเฉลี่ยเทากับ 0 และสวนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทากับ 1 เปนคะแนนมาตรฐานที ท่มี ีคาเฉล่ียเทากับ 50 และสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ 10 คะแนน ซึง่ จะทําใหการรายงานผลของคะแนน นั้นมีความหมายท่ดี ีกวา ซ่ึงคะแนนมาตรฐานทมี ีรายละเอยี ดดังในสวนถดั ไป คะแนนมาตรฐานที (T Score หรือ Standard T Score) เปน คะแนนแปลงรูปชนิดท่มี ีคาเฉล่ีย (X ) เปน 50 สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S) เปน 10 สามารถหาคะแนนจากคะแนน Z Score ไดด งั น้ี T score = 10 Z + 50 เชน นกั เรียนสอบไดค ะแนน Z = 1.22 Tscore ของเขาจะไดเทากับ (10 x 1.22) + 50 = 37.8 คะแนน
156 การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู การใชสถิติในการคํานวณคะแนนมาตรฐานซีและคะแนนมาตรฐานทีน้ันเปนสวนหนึ่งของการ ประยกุ ตใชสถิติในการสรุปและทําความเขาใจเกี่ยวกบั ผลการเรียนรูของผูเรียน เพื่อทําใหค รูสามารถนําผลการ วดั มาประกอบในการประเมนิ ผลการเรยี นรูไดอยา งมีประสิทธิภาพ และมีความหมาย อยางไรก็ตาม เน่ืองจาก การแปลงรูปของคะแนนซีหรือคะแนนมาตรฐานที ที่กลาวมานั้นจะไมเปล่ียนแปลงการแจกแจงของคะแนนใน การสอบ เชน ในการสอบครั้งหน่ึงอาจจะมีนักเรียนท่ีมีความสามารถที่ใกลเคียงกันมาก เชน เปนนักเรียนที่มี ศกั ยภาพสงู เพราะฉะน้ันการกระจายและการแจกแจงของของคะแนนอาจจะไมเ ปนปกติ เชน ขอมูลจะเบซาย หรือนักเรียนสวนใหญไดคะแนนมาก จึงมีการคํานวณคะแนนทีปกติมาตรฐาน (Normalized Tscore) เพ่ือ ปรบั การกระจายของขอมูลใหมีการแจกแจงแบบปกติ และสามารถนาํ มาใชใ นการประเมนิ แบบองิ กลมุ ไดอ ยางมี ประสทิ ธิภาพตอไป คะแนนทีปกตมิ าตรฐานน้ันมรี ายละเอียดดงั นี้ คะแนนทปี กติมาตรฐาน (Normalized T Score) ในการคาํ นวณคะแนนทนี ัน้ ลกั ษณะของการกระจายตวั ของคะแนนอาจจะไมเ ปน โคง ปกตขิ ึ้นอยกู ับ ลกั ษณะความสามารถของผเู รยี นแตละกลมุ ถา ตองการใหค ะแนนดังกลาวมีการแจกแจงแบบโคงปกติ สามารถ คํานวณคะแนนทีปกติได โดยอาศัยพื้นท่ีใตโคงเปนการปรับคะแนนที่ไดใหมีลักษณะเปนโคงปกติ ซึ่งในการ ดําเนินการดังกลาวน้ัน จะตองคํานวณคาเปอรเซ็นไทลเพื่อใชในการแปลงคะแนน โดยมีวิธีดําเนินการ ดังนี้ (ชวาล แพรัตกลุ , 2552, น. 268 – 270) 1. เรียงคะแนนหรอื จัดชั้นของคะแนนจากมากไปหานอยโดยใหค ะแนนนอ ยอยูล าง (ดูตารางชอ งที่ 1) 2. หาความถข่ี องคะแนนหรอื ชวงคะแนน (ตารางชอ งที่ 2) 3. หาความถี่สะสม (cf = cumulative frequency) ของคะแนน (ดตู ารางชอ งท่ี 3) 4. หาความถ่ขี องคร่ึงหน่ึงของแตละคะแนนหรอื ชว งคะแนน ( 1 f ) (ดูตารางชองท่ี 4) 2 5. หาความแตกตางระหวา ง cf กบั 1 f ของคะแนนแตละชน้ั (ดูตารางชองที่ 5) 2 6. นําคา cf 1 f มาคูณกับ 100 ไดแลวนําไปใสไวในชอง 100 (cf 1 f ) (ดูตารางชองท่ี 6) 2n n2 ผลการคาํ นวณ เปนตําแหนงเปอรเซ็นตไ ทลของแตล ะคะแนน 7. นําคาตัวเลขท่ีไดในชอง 6 ไปเปดหาคะแนนทีจากตาราง ดังน้ันจึงทําการเปล่ียนคาเปอรเซนไทล เปนคะแนนทีปกติ ดังแสดงในตาราง
การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู 157 ตัวอยาง การแปลงคะแนนดิบเปนคะแนนทีปกติ (1) (2) (3) (4) (5) (6) (7) X f cf 1f cf 1 f 100 (cf – 1 f) T Score 2 2 n2 35 1 85 0.5 84.5 99.41 75 33 2 84 1.0 83.0 97.65 70 32 2 82 1.0 81.0 95.29 67 31 3 80 1.5 78.5 92.35 64 30 3 77 1.5 75.5 88.82 62 28 4 74 2.0 72.0 84.71 60 27 5 70 2.5 67.5 79.41 58 26 7 65 3.5 61.5 72.35 56 24 9 58 4.5 53.5 62.94 53 23 12 49 6.0 43.0 50.59 50 20 11 37 5.5 31.5 37.06 47 19 8 26 4.0 22.0 25.88 44 18 6 18 3.0 15.0 17.65 41 17 4 12 2.0 10.0 11.76 38 16 3 8 1.5 6.5 7.65 36 14 2 5 1.0 4.0 4.71 33 13 2 3 1.0 2.0 2.35 30 8 1 1 0.5 0.5 0.59 25 n = 85 1. จากผลการสอบของนักเรียนท้ังสิน้ 85 คนเมือ่ เรียงคะแนนท่ีนอยท่ีสุดไปหาคนท่ีไดคะแนนมากท่ี โดยคะแนนทนี่ อยที่สุดคอื 8 คะแนน และคะแนนท่มี ากที่สดุ คือ 35 คะแนน 2. หาความถี่ของคะแนนหรือชวงคะแนน จะไดเ หน็ ไดวาคะแนนที่มีความถี่มากท่ีสุดคือคะแนนท่ี 23 คะแนน และคะแนนมีลักษณะการกระจายใกลเ คยี งกบั โคงปกติ 3. หาความถส่ี ะสม (cf = cumulative frequency) ของคะแนน เพอื่ ใชใ นการคํานวณหาคาสัดสว น ของตําแหนง ของคะแนนที่ได (ชอ งที่ 3) 4. หาความถี่ของครงหนง่ึ ของแตล ะคะแนนหรอื ชว งคะแนน ( 1 f ) (ดูตารางชองที่ 4) 2 5. หาความแตกตางระหวา ง cf กับ 1 f ของคะแนนแตล ะชัน้ (ดูตารางชองท่ี 5) 2 6. นําคา cf 1 f มาคูณกับ 100 ไดแลวนําไปใสไวในชอง 100 (cf 1 f ) (ดูตารางชองที่ 6) 2n n2 ผลการคํานวณ เปน ตาํ แหนงเปอรเซ็นตไทลของแตละคะแนน
158 การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู 7. เมื่อไดคา คะแนนเปอรเซ็นไทลแลว จะทําการแปลงคะแนนจากคะแนนเปอรเซ็นไทล เปน คะแนน ทีปกติ โดยใชพ้นื ท่ใี ตโคงของ เปนคะแนนทปี กติ ตัวอยาง การแปลงคะแนนเปอรเซ็นไทลเปน คะแนนทีปกติ Percent Tscore Percent Tscore Percent Tscore .0032 10 13.57 39 96.41 68 .0048 11 15.87 40 97.13 69 .007 12 18.41 41 97.72 70 .011 13 21.19 42 98.21 71 .016 14 24.20 43 98.61 72 .023 15 27.43 44 98.93 73 .034 16 30.85 45 99.18 74 .048 17 34.46 46 99.38 75 .069 18 38.21 47 99.53 76 .097 19 42.07 48 99.56 77 .13 20 46.02 49 99.74 78 .19 21 50.00 50 99.81 79 .26 22 53.98 51 99.865 80 .33 23 57.93 52 99.903 81 .47 24 61.79 53 99.931 82 .62 25 65.54 54 99.952 83 .82 26 69.15 55 99.966 84 1.07 27 72.59 56 99.977 85 1.39 28 75.80 57 99.984 86 1.79 29 78.81 58 99.9890 87 2.28 30 81.59 59 99.9928 88 2.87 31 84.13 60 99.9952 89 3.59 32 86.43 61 99.9952 90 4.46 33 88.49 62 5.46 34 90.32 63 6.68 35 91.52 64 8.08 36 93.32 65 9.68 37 94.52 66 11.51 38 95.54 67
การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู 159 โดยสรุปแลว ประโยชนของคะแนนมาตรฐาน มีดวยกันอยางนอย 2 ประการ ประการท่ีหน่ึงคือใชเพื่อ เปรยี บเทียบขอมูลตางชุดกัน ทม่ี ีหนวยการวัดที่แตกตางกันใหส ามารถเปรียบเทียบกันได โดยเปลยี่ นคะแนน ดิบของแตละชุดใหเปนคะแนนมาตรฐาน ประการที่สองคือการคํานวณคะแนนรวมจากผลการทดสอบ ที่มี ลกั ษณะรูปแบบตางชนิด ชวงคะแนนที่แตกตางกัน และมนี ้ําหนักที่แตกตางกัน เนื่องจากแตละการทดสอบนั้น นํ้าหนักคะแนนไมเทากัน นํามารวมกันไมได จําเปนตองเปล่ียนเปนคะแนนมาตรฐานเสียกอน แลวจึงนํามา คาํ นวณเปน คะแนนรวมของทุกชดุ การทดสอบจึงมีความเหมาะสม ภายหลังจากการทดสอบ หรือวัดพฤติกรรมการเรียนรดู านตางๆ จะตองมีการนําคะแนนมาวิเคราะห เพื่อแปลความหมายของคะแนนเหลานนั้ สถิติท่ีใชในการวัดและประเมนิ ผล จึงมีต้ังแตการแจกแจงความถี่เพ่ือ จัดระเบียบและทําใหมองเห็นลักษณะของขอมูล การวัดแนวโนมเขาสูสวนกลางเพื่อสรุปหาตัวแทนของขอมูล ทง้ั ชุด มี 3 แบบ คอื คา เฉลี่ย มัธยฐานและฐานนิยม การวัดการกระจายเพอื่ ใหทราบความแตกตา งของคะแนน ในกลุม คาสหสัมพันธเพ่ือหาความสัมพันธระหวางคะแนนในการพัฒนาสงเสริมผูเรียน การหาตําแหนงของ คะแนน คะแนนมาตรฐาน (Standard Score) ที่ชวยในการแปลความหมายของคะแนนใหมีความหมาย ชดั เจนขึ้น อยางไรกต็ าม คา สถติ ดิ ังกลา ว แมผา นการวิเคราะหด ว ยสตู รตางๆ มากมาย แตสารสนเทศเหลานีจ้ ะ ไมเกิดประโยชน ถาครูผูสอนไมไดนํามาทบทวนพิจารณา ปรับปรุงการเรียน เปล่ียนวิธีการสอน และใหขอมูล ปอ นกลับแกผเู รียน
160 การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู กิจกรรมทา ยบท จงทําแบบฝกหดั ดังตอ ไปน้ี แบบฝก หัดที่ 1 คําชแี้ จง จงตอบคาํ ถามตอไปน้ี โดยใชข อ มลู ที่กาํ หนดให พรอ มแสดงวิธคี าํ นวณ คะแนนผลการสอบวชิ าภาษาไทยเปน ดงั น้ี 6 4 6 3 87 5 7 9 8 7 1 5 2 66 8 7 6 5 7 5 4 4 66 3 9 28 1. จงแจกแจงความถขี่ องขอมูล 2. จงหาคะแนนเฉลี่ย 3. จงหาสว นเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4. จงหาความแปรปรวน *************************** แบบฝก หัดที่ 2 คําชีแ้ จง จงตอบคําถามตอไปนี้ โดยใชข อ มูลที่กําหนดให พรอมแสดงวธิ ีคํานวณ แบบทดสอบภาษาไทยฉบบั หนงึ่ มีจํานวนขอ สอบ 10 ขอ ขอ ละ 1 คะแนน นาํ ไปทดสอบกบั นกั เรยี น ไดคะแนนตามขอ มลู ในแบบฝก หดั ท่ี 1 จงหาคา ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ แบบ KR 21 โดยแสดงวิธี คาํ นวณตามขั้นตอน ดงั นี้ 1. สตู ร KR21 rtt = 2. k = 3. X = 4. S t2= 5. แทนคา สตู ร *************************** แบบฝก หดั ที่ 3 คาํ ชแ้ี จง จงตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี โดยใชขอมลู ที่กําหนดให พรอมแสดงวธิ ีคํานวณ ผลการสอบวชิ าภาษาไทยของนักเรยี นช้ัน ม.6 มีคะแนนเฉล่ีย 30 คะแนน มสี ว นเบยี่ งเบนมาตรฐาน เทา กับ 5 รตั นาภรณสอบได 30 คะแนน คิดเปนคะแนนที (T – Score) เทา ไร ***************************
การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู 161 แบบฝกหัดที่ 4 คาํ ชีแ้ จง จงตอบคาํ ถามตอ ไปนี้ โดยใชขอ มลู จากแบบฝกหัดท่ี 1 1. จงแปลงใหเปน เปอรเ ซน็ ไทล 2. ด.ญ. ลลติ า สอบได 6 คะแนน แปลความหมายในรปู เปอรเ ซ็นไทลไ ดว า อยา งไร 3. จงแปลงใหเปน คะแนนที – ปกติ (1) (2) (3) (4) (5) (1) X f cf 1 f cf 1 f 100 (cf – 1 f) TScore 22 n2 9 8 7 6 5 4 3 2 1
162 การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู รายการอางอิง โกวิท ประวาลพฤกษ และสมศกั ดิ์ สินธรุ ะเวชญ. (2527). การประเมินในชนั้ เรียน (พิมพคร้ังที่ 2). กรงุ เทพฯ : วัฒนาพานิช. ชวาล แพรตั กลุ . (2552). เทคนคิ การวดั ผล. (พมิ พ คร้ังท่7ี ). กรงุ เทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานชิ . ชศู รี วงศรตั นะ. (2560). เทคนิคการใชสถิตเิ พอื่ การวจิ ัย. กรุงเทพฯ : ศนู ยหนังสอื จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลัย. ภทั รา นคิ มานนท. (2543). การประเมนิ ผลการเรียน. กรงุ เทพฯ : ทิพยวสิ ทุ ธ์.ิ วรรณี แกมเกตุ. (2551). วิธีวิทยาการวิจัยทางสังคมศาสตร (พิมพครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : โรงพิมพแหง จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั . ศิริชัย กาญจนวาสี. (2548). ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม (พิมพครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ : โรงพิมพแหง จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั . ศิริชัย พงษวิชัย. (2556). การวิเคราะหขอมูลทางสถิติดวยคอมพิวเตอร. กรุงเทพฯ : โรงพิมพแหง จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั . สมนึก ภทั ทิยธน.ี (2551). การวดั ผลการศกึ ษา (พมิ พค รง้ั ท่ี 5). กาฬสินธุ : ประสานการพิมพ. สุชาดา บวรกิติวงศ. (2548). สถิติประยุกตทางพฤติกรรมศาสตร = Statistics Applied to Behavioral Sciences. กรงุ เทพฯ : สาํ นักพมิ พแหง จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย. อรุณ จิรวัฒนกุล. (2553). สถิติทางวิทยาศาสตรสุขภาพเพื่อการวิจัย = Statistics for health Science Research. กรงุ เทพฯ : วิทยพฒั น. อวยพร เรืองตระกูล. (2541). สถิติการศึกษาขั้นนํา. พิมพคร้ังที่ 1. กรุงเทพฯ : ศูนยตําราและเอกสารทาง วชิ าการ คณะครุศาสตร จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย.
บทที่ 9 การตดั สนิ ผลการเรยี นรู และการใหข อมูลยอ นกลบั เพื่อพัฒนาผเู รยี น เกษมสนั ต์ิ รจพจน1 การวัดและประเมินผลการเรียนรูผูเรียนเปนสวนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอนที่มีจุดมุงหมาย สาํ คัญคือ การพัฒนาผเู รยี น เพื่อใหไดผลการประเมนิ ทส่ี ะทอนความรคู วามสามารถท่ีแทจริงของผูเรยี น โดยวดั และ ประเมินการเรียนรูอยางตอเนื่องไปพรอมกับการจัดการเรียนการสอน สังเกตพัฒนาการและความประพฤติของ ผูเรียน สังเกตพฤติกรรมการเรียน การรวมกิจกรรม การประเมินผลการเรียนรูควรเนนการประเมินตามสภาพจริง เชน การประเมินการปฏิบัติงาน การประเมินจากโครงงาน หรือการประเมินจากแฟมสะสมงาน ฯลฯ ควบคูไปกับ การใชการทดสอบแบบตาง ๆ อยางสมดุล ตองใหความสําคัญกับการประเมินระหวางเรียนมากกวาการประเมิน ปลายป/ปลายภาค และใชเปนขอมลู เพ่ือประเมนิ การเลื่อนชัน้ เรียนและการจบการศึกษาระดบั ตาง ๆ ในบทเรียนน้ี จะไดกลาวถึงการตัดสนิ ผลการเรยี นรู และการใหขอ มูลยอนกลบั เพื่อพฒั นาผเู รียน ซงึ่ มีรายละเอียดดงั นี้ 1. การวัดผลการเรียนรู ประเภทของการวัดผลการเรียนรูที่ใชในปจจุบัน แบงออกเปน 2 แบบ คือ (ภัทรา นิคมานนท, 2537) 2.1 การวดั ผลแบบอิงกลุม (Norm Referenced Measurement) การวดั ผลแบบอิงกลุมเปนการวัดเพอื่ เปรยี บเทียบคะแนนทไ่ี ดจากการทาํ แบบทดสอบหรอื ผลงานของ บุคคลใดบุคคลหนึ่งกับบุคคลอื่นท่ีทํางานหรือทําแบบทดสอบอยางเดียวกัน จุดมุงหมายของการวัดผลน้ีเพ่ือ ตองการจําแนกหรือจัดลําดับบุคคลในกลุมนั้น ๆ โดยยึดระดับผลสัมฤทธิ์ (Achievement) เปนเครื่องมือในการ จําแนก น่ันคือจําแนกตามระดับคะแนนสูงสุดจนถึงต่ําสุด เชน การคัดเลือกนักเรียนเขาเรียนตอในสถานศึกษา เปนตน การวัดระบบนี้จะแปลงคะแนนออกมาในรูปของ Percentile Rank หรือคะแนนมาตรฐานอื่น ๆ แลวจึง นําคะแนนเหลาน้ันมาเปรยี บเทียบกนั เพอื่ ประเมนิ ผลตอไป เนื่องจากวัตถุประสงคของการวัดผลแบบน้ีตองการกระจายบุคคลใหมีความแตกตางกันมาก ดังน้ัน คณุ ภาพของขอสอบแบบนี้จึงมคี วามสาํ คญั มาก ขอสอบท่ใี ชควรมเี นอ้ื หาท่เี ปนตัวอยางของเน้ือหาท้ังหมด มีความ ยากงายพอเหมาะไมยากหรอื งายเกินไป และมีคาอาํ นาจจาํ แนกสงู การวัดผลแบบอิงกลุมน้ีตองการขอสอบที่มี คะแนนกระจายมาก ๆ เพื่อเปรยี บเทียบระหวางผูเขา สอบไดด ี ความเทย่ี งตรงทกุ แบบของขอสอบมีสวนสาํ คัญย่ิง การประเมินผลแบบอิงกลุมนี้เปนการประเมินตัวนักเรียนเปนสวนใหญ การไดคะแนนสูงต่ําของ นักเรียนถือวาเปนเพราะความแตกตางของนักเรียนเองและเปนความสามารถของขอสอบท่ีสามารถทําให นักเรียนแตกตางกนั มาก 2.2 การวัดผลแบบองิ เกณฑ (Criterion Referenced Measurement) เปนการวัดเพื่อตอ งการทราบวาบุคคลนั้น ๆ มีความสามารถถึงเกณฑตามทกี่ าํ หนดไวในจดุ มุงหมาย หรือไม การประเมนิ ผลตองนาํ คะแนนทีไ่ ดจากผลงานของบุคคลใดบุคคลหน่ึงไปเปรยี บเทยี บกับเกณฑท่ีกาํ หนด 1อาจารยประจาํ สาขาวชิ าการประเมนิ ผลและวิจัยทางการศึกษา
164 การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู ไวขางตน การวัดผลแบบอิงเกณฑจะใชไดผลดีในสถานการณที่ตองการวัดสมรรถภาพเปนรายบุคคลและ เนื่องจากจุดมุงหมายของการวดั เพื่อช้ีวานักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิตามจุดมุงหมายหรือไมจึงตองมีการกําหนดเกณฑ เพอ่ื ใชใ นการแปลผลจากคะแนนของผลงาน ถานกั เรียนทําขอสอบไดถกู ตองถึงเกณฑท่ีกาํ หนดไวถ ือวาไดเ รยี นรู ตามจุดมุงหมายแลว การวัดผลแบบอิงเกณฑเหมาะสําหรับการเรียนการสอน การใชการวัดผลแบบน้ีเนนจุดประสงค เชิงพฤติกรรม ลาํ ดบั ขั้นของการสอน การสอนรายบุคคลและแบบเรียนสําเร็จรูป การวดั ผลแบบนี้ความยากงาย ของขอสอบไมใ ชเรื่องสาํ คัญ แตตองเขียนขอสอบตามเนือ้ หาและจุดมุงหมายท่ไี ดวางไว วราพร เอราวรรณ (2559) กลาววา การใหเกรดแบบอิงเกณฑเปนการนําคะแนนของผูเรียนแตละ คนไปเปรียบเทียบกับเกณฑหรอื จุดประสงคท่ีตั้งไว การประเมินลักษณะนี้สวนมากจะออกมาในรูปผานหรือไม ผาน รูหรือไมรู หรือออกมาในรูปแบบของเกรด A, B ,C, D หรือ F แตเกรดท่ีไดจากการประเมินแบบน้ีจะบอก ไดแควาคนนี้ไดเกรด A สามารถทําอะไรไดบาง เชน สามารถผานจุดประสงคหลัก จุดประสงครองทุกขอ หรือ สามารถทําคะแนนไดถึงรอยละ 90 ข้ึนไป เทานั้น ไมสามารถนําไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ ได วิธกี ารใหเกรด มดี ังน้ี 1. การตัดสินใหผ า น – ไมผ าน หลักการสําคัญ คือ กําหนดเกณฑข้ันตํ่าในรูปของคะแนนดิบหรือเปอรเซ็นต ผลที่ไดจากการ ประเมินในระดับน้ีจะมีแค 1 คาเทาน้ัน ซึ่งการใหเกรดวิธีน้ีใชดีมากในการประเมินอิงเกณฑ โดยครูผูสอนตอง กําหนดเกณฑขั้นต่ํา (Minimum Requirement) วาผูเรียนตองมีความสามารถอะไรบาง จากน้ันจึงตรวจสอบ วาใครผา นไมผ านตามเกณฑท ี่กําหนดไว 2. ใชเ กณฑทีค่ าดหวงั หรือตั้งเกณฑไวตายตัว หลักการสําคัญ คือ กําหนดเกณฑในรูปของคะแนนดิบเทียบเปนรอยละของคะแนนเต็ม จากนั้นนาํ รอยละของคะแนนเต็มทีไ่ ดไ ปเปรียบเทียบกบั เกณฑท่ีกําหนด เชน กําหนดโดยการเทียบกับเกณฑไว ดงั นี้ รอ ยละ 90 – 100 ให A ถอื วาเปน พวกดเี ลิศ (Outstanding) รอ ยละ 75 – 89 ให B ถือวาเปน พวกดมี าก (Very Good) รอ ยละ 60 – 74 ให C ถือวา เปน พวกพอใช (Satisfactory) รอ ยละ 45 – 49 ให D ถอื วา เปน พวกทอี่ อนมาก แตพอใหผ า นไปได (Very Weak) รอ ยละ 0 – 44 ให F ถือวา เปนพวกทไ่ี มค วรใหผ า น (Unsatisfactory) การกําหนดตัวเลขรอยละหรือเกณฑควรพิจารณาถึงความยากงายของขอสอบที่ใชดวย ถาขอสอบ ยากมากยง่ิ กําหนดรอ ยละของคะแนนเตม็ ใหส งู กย็ ่ิงทาํ ใหน กั เรยี นตกมากข้นึ
การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู 165 ขอแตกตางระหวางการวัดผลและประเมนิ ผลแบบองิ เกณฑและแบบองิ กลุม หวั ขอ แบบอิงเกณฑ แบบอิงกลุม หลกั การ 1. ยดึ การเรียนรเู พือ่ ความรอบรู 1. ยึดความแตกตา งระหวางบคุ คลในเรอ่ื ง 2. ทุกคนเรยี นรูจนบรรลเุ ปา หมายได แตอาจใช ของการเรียนรู เวลาตางกัน 2. ทุกคนเรยี นรไู ดไ มเทา กนั แตกตางกันตาม สภาพพนื้ ฐาน จดุ มงุ หมาย 1. เพ่ือปรบั ปรงุ การเรยี นการสอน 1. เพอื่ ประเมินผลการเรยี นการสอน 2. มุงตอบคาํ ถามวา “เดก็ ทําอะไรไดบ า ง” 2. มุง ตอบคําถามวา “เด็กมีความรมู ากนอ ย 3. เปรยี บเทียบความสามารถของเด็กกับเกณฑท ี่ เพยี งใดเม่อื เทียบกับกลมุ ” กาํ หนดไว 3. เปรยี บเทยี บความสามารถกนั เอง ภายในกลุม ความหมายของ 1. แปลไดจ ากคะแนนดิบ 1. แปลโดยใชคะแนนมาตรฐาน คะแนน 2. คะแนนแทนระดบั ความสามารถ 2. คะแนนแทนระดับความสามารถ เมือ่ เทียบกบั เกณฑ เม่ือเทยี บกับกลมุ 3. ตัดสนิ ผลการสอบแบบผานไมผ าน 3. ตดั สนิ ผลการสอบแบบใชระดับคะแนน คุณภาพของ 1. เนน ความเทีย่ งตรงตามเนื้อหาและโครงสราง 1. เนน ความเทย่ี งตรงทกุ ประเภท เครื่องมอื 2. ไมเนนความเชอ่ื ม่นั ของขอ สอบ 2. เนน ความเชื่อมั่นของขอ สอบ 3. ไมเนนความยากงายและอาํ นาจจําแนก 3. เนน ความยากงายและอาํ นาจจาํ แนก ของขอสอบ ขอ สอบ 4. วเิ คราะหข อ สอบโดยใชเ กณฑภายนอก 4. วเิ คราะหข อ สอบโดยใชเ กณฑภ ายใน คือ ความรอบรูและไมรอบรู คอื ความเกง – ออน ของนกั เรียน ขอ ดี 1. เนนพฤตกิ รรมทตี่ องการเนน ใหเ ดก็ นกั เรยี น 1. มีการแขง ขนั ความสามารถ แสดงออก 2. ยดึ นกั เรยี นเปนศูนยกลางในการสอน 2. สงเสรมิ การเรยี นรขู องเด็กทกุ คน 3. แปลความหมายไดถ กู ตองเพราะใช 3. ประเมินไดทง้ั ผลการเรียนของนักเรียนและ คะแนนมาตรฐาน การสอนของครู ขอ เสยี 1. การตั้งเกณฑล าํ บาก มกั จะมีความเปนอัตนัย 1. การแขง ขนั ทาํ ใหเ กดิ การทุจรติ และทําให 2. ถาผูส อนไมย ึดแนวปฏิบตั อิ ยา งจรงิ จงั ผลทไี่ ด ขาดมนษุ ยสมั พนั ธ จะผดิ พลาดมาก 2. ประเมินไดเ ฉพาะผลการเรยี น 3. การประเมินผลแบบผา น – ไมผ า นทําใหเด็ก ของนกั เรยี น ขาดความกระตือรอื รน 3. ยดึ การกระจายคะแนนแบบโคง ปกติ ไมค ํานึงวา เปน เดก็ ในกลมุ เกง หรือกลุมออน
166 การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู 2. องคป ระกอบท่ีใชในการตัดเกรด องคประกอบที่ใชในการตดั เกรด ความถูกตองเหมาะสมของการตัดเกรดยอมขึ้นอยูก ับองคป ระกอบ 3 ประการ คือ 2.1 ผลการวัด (Measurement) เปนขอมูลที่ไดจากการศึกษารายละเอียดของเด็กโดยอาศัย วิธีการตาง ๆ เชน การสอบ การสังเกต การปฏิบัติงาน เปนตน การตัดเกรดท่ีดีจะตองอาศัยผลของการวัดท่ี ถูกตอง แมนยํา มีความเที่ยงตรง ครอบคลุมและเช่ือม่ันได ถาหากผลการวัดเช่ือถือไมได หรือขาดความ เที่ยงตรง เม่ือนําผลไปตัดเกรด ก็ยอมคลาดเคลื่อนจากความเปนจริง ดังน้ันจึงกลาวไดวาการใหเกรดที่ดีตอง อาศัยผลการวัดท่ดี ี 2.2 เกณฑการพิจารณา (Criteria) เปนมาตรฐานท่ีใชเปนหลักของการเปรียบเทียบหรือ คุณลักษณะท่ีต้ังไว เปนเปาหมายหรือความมุงหวังที่จะใหเกิดแกผูเรียนและใชเปนเคร่ืองตัดสินช้ีขาดระดับ ความสามารถท่เี กดิ ขึน้ กับเด็ก 2.3 วิจารณญาณและคุณธรรมตาง ๆ (Value Judgment) เปนคุณสมบัติในดานตาง ๆ ของผูสอน ที่จะชวยใหการกําหนดกระทําอยางเหมาะสมยุติธรรม ผลการวัดที่ไดเปนเพียงขอมูลสวนหนึ่งเก่ียวกับตัวเด็ก เทาน้ัน การประเมินผลที่เที่ยงตรง จําเปนตองอาศัยดุลพินิจหรือการพิจารณาอยางรอบคอบถ่ีถวนของผูสอน ประกอบอีกสวนหน่ึงดวย โดยพยายามใหความเปนธรรม ขจัดความลําเอียงหรืออคติสวนตัว และควรคํานึงถึง ความเปล่ียนแปลงงอกงามของเด็กในดานอื่น ๆ ประกอบดวย เชน ความสนใจ ความต้ังใจใน การเรียนรายวิชา น้นั ๆ ดว ย 3. ระดับคะแนนหรือเกรด 3.1 ความหมายของระดับคะแนนหรอื เกรด นงลักษณ วิรัชชัย (2546) ใหความหมายของเกรดวา หมายถึง ตัวบงชี้ท่ีเปนผลการประเมินอยาง เปนทางการของครูผูสอน เพื่อบอกระดับผลการเรียนรู/ผลการปฏิบัติงานของผูเรียนตามมาตรฐานที่กําหนดไวใน รายวิชา/ โปรแกรมการเรียน โดยทั่วไปนิยมใหสัญลักษณเปนเกรดตัวอักษร เชน A, B, C, D, F หรือเกรดตัวเลข เชน 4, 3, 2, 1, 0 หรอื 90 – 100, 80 – 89, ... เปนตน หรือเกรดจัดประเภท เชน ดีเยี่ยม ดีมาก ดีปานกลาง ไมดี ยังตองปรับปรงุ ศิริชัย กาญจนวาสี (2544) ใหความหมายวา เกรด คอื สญั ลกั ษณทแ่ี สดงถงึ ระดับผลสมั ฤทธิ์ทางการ เรียนรูของผูเรียน ซึ่งไดจากการประเมินผลการเรยี น สัญลักษณท ี่นิยมใชเปนตัวอักษร ไดแก A, B, C, D และ F หรอื อาจใชเปนตัวเลข 4, 3, 2, 1 และ 0 ซึ่งเปนส่อื ทแี่ สดงถึงผลสัมฤทธิ์ระดับดมี าก ดีพอใช ออ น และออ นมาก Popham (1995) ใหคําอธิบายเพิ่มเติมถึงความแตกตางระหวางคะแนนสอบกับเกรดวาโดยทั่วไป เมื่อครูผูสอนจัดใหมีการสอบและตรวจใหคะแนน คะแนนผลการสอบของผูเรียนหรือคะแนนสอบเปนเพียงผล การคํานวณคา รอ ยละจากจํานวนขอที่ผูเรยี นตอบขอสอบไดถูกตองโดยไมมีการประเมิน แตเ ม่อื ครผู ูสอนใหเกรด แกผูเรียน ครูผูสอนประเมินจากคะแนนสอบวา ผูเรียนไดเ รียนรูมากนอยเพียงไร ผูเรียนที่ไดคะแนนสอบ 99% อาจไดร บั การประเมินและไดเกรด A ไดเชนเดยี วกับผูเรียนที่ไดค ะแนนสอบเพยี ง 15% ไดเพราะขอสอบที่ใชใน แตละคร้ังมีความยากงายแตกตางกัน ดังน้ัน การรายงานคะแนนสอบจึงใหขอมูลสารสนเทศนอยกวา การรายงานเกรด
การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู 167 3.2 วัตถปุ ระสงคข องการตดั เกรด วัตถุประสงคท่ัวไปของการตัดเกรด คือ เพ่ือใหไดเกรดท่ีบงช้ีผลการเรียนรู/ผลการปฏิบัติงานของ ผูเรียนที่มีความตรงและเปนธรรม เพ่ือใชประโยชนในการเรียนการสอนและการสื่อสารกับผูเกี่ยวของ การตัด เกรดเพื่อใหเกรดผูเรียนมีวัตถุประสงคยอยในการใชเกรดรวม 4 ประการ (Ariasian, 2000; Popham, 1995; Friedman, 2002 อา งถงึ ในนงลกั ษณ วริ ัชชยั , 2546) ดังตอ ไปน้ี 1. การใชเกรดเพื่อการบริหาร (Administratively Uses) โรงเรียน/สถานศึกษา ใชเกรดเพื่อจัด ผูเรียนเขาช้ันเรียนหรือแยกกลุมผูเรียน เพ่ือตัดสินวาผูเรียนมีความรูความสามารถ/ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพียง พอสมควรที่จะเล่ือนระดับหรือเลื่อนขั้น (progress/promote) หรือสําเร็จการศึกษา (graduate) และไดรับ ประกาศนียบัตรหรือไม รวมท้ังใชเพ่อื จัดอันดับผูเรียนในการใหรางวัล (awards) และใชเกรดของผูเรียนสําหรบั การ ตรวจสอบประสทิ ธภิ าพของโครงการ (program effectiveness) การวิจัยสถาบัน และการวางแผนของสถาบนั 2. การใชเกรดเพื่อเปนสารสนเทศ/การส่ือสาร (Informationally/Communicatively Uses) โรงเรียน/สถานศึกษารายงานเกรดเพ่ือใหผูปกครองและผูเก่ียวของทราบวา ผูเรียนประสบความสําเร็จในการเรียน มากนอ ยเพยี งใด เปดโอกาสใหชุมชนสามารถตรวจสอบการดําเนนิ งานของโรงเรียนได และใชเกรดเปน ตัวบง ช้ีใน การประกันคุณภาพการศกึ ษาเพ่ือใหความมั่นใจแกผูเ กี่ยวของ 3. การใชเกรดเปนเครื่องกระตุน (Motivate) การเรียนรู การใชเกรดเพ่ือกระตุนการเรียนรูน้ี เปรียบเสมอื นดาบสองคม เพราะผูเรยี นที่ไดเกรดสูงกวาท่ีคาดหวังจะเกิดแรงจูงใจท่ีทําใหผูเรียนอยากเรียนใหได เกรดดีย่ิงข้ึน สวนผูเรยี นที่ไดเกรดตํ่ากวาที่คาดหวังอาจมีผลทําใหผูเรียนเกิดความทอถอยได ดังน้ันครูผูส อนจึง ตองระมัดระวังในการใชเกรดดวย นอกจากนี้ครูผูสอนยังใชเกรดเปนเคร่ืองวินิจฉัย (diagnosis) เปนขอมูล ปอนกลบั (feedback) ในการวางแผนและดาํ เนนิ การเรยี นการสอนของครดู ว ย 4. การใชเกรดสําหรับการแนะแนว (Guidance) ครูผูสอน นักแนะแนว ผูปกครอง ใชเกรดของ ผูเรียนประกอบในการตัดสินใจใหคําแนะนําทิศทางการศึกษาตอ และการเลือกประกอบอาชีพของผูเรียนรวมทั้ง การแกปญหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนดวย 3.3 หลักการใหเ กรด ไดมีนักวิชาการไดน ําเสนอหลักการใหเกรดหรือแนวทางการตัดเกรดที่ดไี วด ังน้ี อุทุมพร จามรมาน (2544) ไดเ สนอหลักการใหเกรด คอื 1. การใหเกรดตองตั้งอยูบนพื้นฐานของความยุติธรรมทั้งผใู หแ ละผรู ับ 2. การใหเกรดตองยึดเกณฑเปนหลัก เชน วัตถุประสงคของการเรยี น 3. การใหเกรดตองอาศัยขอมลู ที่เชอ่ื ถือไดค ือ มีทั้งความตรงและความเท่ียง 4. การใหเกรดควรอิงปจจัย 3 ดาน คือความรอบรูในเนื้อหาวิชา ความสามารถเม่ือเทียบกับ กลมุ ปกติและความเจรญิ กาวหนาเม่อื เทียบกับตัวเองในชว งกอนและหลังการเรียนวิชาน้ัน ศิรชิ ัย กาญจนวาสี (2544) เสนอแนวทางของการวัดผลและการกําหนดเกรดไวด ังนี้ 1. ปจ จัยที่ใชกําหนดเกรด ควรประกอบดวยปจจัยหลักของความรคู วามสามารถหรือทักษะของ ผูเรียนตามจุดมุงหมายของการเรียนรูเปนสําคัญและปจจัยเสริม เชน การมีสวนรวมในกิจกรรม เจตคติตอการ
168 การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู เรียน ความรับผิดชอบ เปนตน ปจจัยหลักจะตองเปนปจจัยสําคัญสุดที่ใชในการกําหนดเกรด สวนปจจัยเสริม เปนเพียงสวนประกอบท่ีนํามาพจิ ารณากรณที ปี่ จจัยหลักขาดความสมบูรณ 2. เคร่ืองมือท่ีใชวดั ผลจะตองมีคุณภาพ วัดไดครอบคลุมคุณลักษณะตามนา้ํ หนักความสําคัญท่ี ตองประเมิน ควรวัดดวยเคร่ืองมือหลายอยาง หลายคร้ัง หลายเวลา (ท้ังระหวางและส้ินสุดการเรียนการสอน) และมมี าตรการในการตรวจคะแนนอยางเปน ปรนัย 3. เกณฑที่ใชในการกําหนดเกรดจะตองเหมาะสมกับธรรมชาติของวิชาและระบุใหชัดเจน เกณฑน้ันจะตองสอดคลองกับแผนการวัดผลและแผนการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน 4. การตัดสินผลจะตองเปนไปอยางยุติธรรม โปรงใส สามารถอธิบายใหผูเรียนและผูเก่ียวของ ยอมรับไดดวยหลักการและเหตุผล การใชวิจารณญาณจะตองเปนไปอยางมีคุณธรรมและรับผิดชอบตอผลที่ เกิดขึ้น Cross, 1995; Ariasian, 2000 (อางถึงใน นงลักษณ วิรัชชัย, 2546) ใหแนวทางการใหเกรดหรือ การตัดเกรดที่ดดี ังตอไปนี้ 1. การตัดเกรดท่ีครผู ูสอนใชตองสอดคลองกับวัตถุประสงค 2. การรวบรวมสารสนเทศเกย่ี วกับผลการปฏิบัตงิ านตองใชหลายวิธีและหลายแหลง 3. การรวบรวมสารสนเทศเก่ียวกับผลการเรียนรูของผูเรยี น ตองมกี ารดําเนินการอยางตอเน่ือง ตลอดชวงเวลาการเรียนการสอน 4. ผูเรียนและผูเก่ยี วของไดร ับรรู ูปแบบการใหเกรดตั้งแตเริ่มตนการเรยี นการสอน 5. การตัดเกรดควรแยกรายงานเปน เกรดดา นพุทธพิ สิ ยั และเกรดดา นจติ พสิ ัย 6. การตดั เกรดใชข อมูลทีไ่ ดจากการวดั ผลการศึกษาที่มีความเทย่ี งตรงและความเช่ือมั่น 7. ขอมูลสารสนเทศผลการปฏิบัติงาน/ผลการเรียนรูของผูเรียนสวนท่ีสําคัญตองมีนํ้าหนักสูง กวาสวนทไ่ี มส ําคัญ 8. ระบบการตัดเกรดตองใชกับผูเรียนทุกคนโดยเสมอหนาและเปนธรรม 9. การกาํ หนดคะแนนสอบผาน (passing score) ควรอิงความรสู ําคญั ของรายวชิ า 10. การกําหนดคะแนนจุดตัด (cut points) ระหวางเกรดควรใชหลักวิชาประกอบกับผลการ ปฏบิ ัติงาน/ผลการเรียนรขู องผูเรียน และเกณฑมาตรฐานไมจ ําเปน ตองยึดหลักการตดั เกรดโดยใชโ คงปกติเสมอไป 3.4 ประเภทของเกรด Garrick Duhaney and Salend, 2002; Center for Teaching and Learning Services, 2002 (อ าง ถึงใน นงลกั ษณ วิรัชชัย, 2546) แบงประเภทของเกรดเปนหลายแบบแตกตา งกันตามเกณฑทีใ่ ชเ ปน 7 แบบ ดังน้ี 1. การแบง ประเภทตามสัญลกั ษณของเกรด แบงเปน 3 ประเภท ไดแก เกรดตัวอักษร (letter grade) เกรดตัวเลข (numerical grade) เกรดจดั ประเภท (categorical grade) 2. การแบงประเภทตามเกณฑมาตรฐานท่ีใชในการตัดเกรดแบงเปน 2 ประเภท คือ การตัด เกรดแบบอิงกลุม (normreferenced grading) เปนการตัดเกรดท่ีใหเกรดแกผ ูเรียนเทียบกับกลุม เชน ผเู รียน 10% ทีไ่ ดคะแนนสูงสดุ ไดเ กรด A และการตัดเกรดแบบองิ เกณฑ (criterionreferenced grading) เปน การตัด
การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู 169 เกรดท่ีใหเกรดผูเรียนตามเกณฑมาตรฐานท่กี าํ หนดไวลวงหนา เชน ผูเรียนที่ทําคะแนนได 95 – 100 คะแนนได เกรด A 3. การแบงประเภทตามวัตถุประสงคการใชเกรด แบงเปน 2 ประเภท คือ ประเภทแรก เกรด แบบตรวจสอบรายการ/มาตรประเมินคา (checklists/rating scales) เปนเกรดที่มีระบบการตัดเกรดเพื่อบอก ระดับความกาวหนา ในการเรยี นรขู องผูเรยี น และนําไปใชประโยชนในการวางแผนการจดั การเรยี นรู ประเภทท่ีสอง คือ เกรดบอกเรื่องราว/ เกรดบรรยาย (anecdotal/ descriptive grades) เปนเกรดที่ครูผูสอนบรรยายทักษะ ความพยายาม เจตคติ คานิยม ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของผูเรียนเพือ่ เปน ขอมูลสําหรับการพัฒนาผูเรียนในแต ละประเด็น 4. การแบงประเภทของเกรดตามจํานวนเกรดในการตัดเกรดแบงเปน 2 ประเภท คือเกรด ระบบได/ตก (pass/fail grade system) ท่ีกําหนดใหมีสองระบบ คือไดและตก และเกรดระบบพหุระดับ (multiple system) เปน การตัดเกรดที่กาํ หนดใหมีหลายระดับ ดังตัวอยางตามตาราง การใหเกรดเปน สญั ลักษณ จําแนกตามจํานวนเกรด 2 เกรด 3 เกรด 5 เกรด 8 เกรด สัญลักษณ ระดับ ความหมาย S (ผาน) G (ดี) A A 4.0 ดีเยย่ี ม (excellent) B B+ 3.5 ดีมาก (very good) B 3.0 ดี (good) P (ผาน) C C+ 2.5 คอนขางดี (fairly good) C 2.0 พอใช (fair) D D+ 1.5 ออน (poor) D 1.0 ออนมาก (very poor) U (ไมผ า น) F (ตก) F F 0.0 ตก (fail) ทม่ี า : ศิริชัย กาญจนาวาส.ี ทฤษฎกี ารทดสอบแบบดั้งเดิม (classical test theory). พิมพคร้ังท่ี 4. กรุงเทพฯ : โรงพิมพจ ฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย. 2544. 5. การแบงประเภทของเกรดตามแหลงท่ีมาของขอมูลที่ใชใ นการตัดเกรด แบงเปน 2 ประเภท ประเภทแรก คือ การตัดเกรดเด่ียว (single grading) เปนการตัดเกรดจากขอมูลเพียงแหลงเดียว ประเภทท่ีสอง คือ การตัดเกรดพหุ (multiple grading) เปนการตัดเกรดของขอมูลหลายแหลง/มิติ เชน ทักษะความสามารถ ความพยายาม และผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น การตัดเกรดอาจตัดเกรดแยกจากกันเปนสามชุดตามมิติท้ังสามแยกกัน หรอื อาจนําคะแนนมารวมกันแลวตัดเกรดก็ได ข้ึนอยูกับวัตถุประสงคในการใชงาน 6. การแบงประเภทของเกรดตามลักษณะการตัดเกรดแบงเปน 3 ประเภท ประเภทแรก คือ การตัด เกรดอิงระดับชั้นเรียน (level grading) เปน การตัดเกรดโดยเทียบระดับความยากตามชั้นเรียน เชน เกรด B6 หมายถงึ เกรดท่ีแสดงวาผูเรียนมีผลการเรียนระดับ B เทียบกับระดับชั้นเรียนปที่ 6 ประเภทที่สอง คือ การตัดเกรดตาม สญั ญาการเรียน (learning contract grading) เปนการตัดเกรดตามท่ีครผู ูสอนและผูเรียนไดทําสัญญาการเรียนไว
170 การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู ในสัญญาการเรียนระบุวัตถุประสงคเปาหมาย วิธีการเรียนและกําหนดการเรียน และคุณภาพของผลการเรียนท่ี ตองการ ประเภทท่ีสาม คอื การตัดเกรดตามโปรแกรมการเรยี นเปน รายบุคคล (individualized educational program grading) เปนการตัดเกรดตามโปรแกรมการเรียนเฉพาะตัวผูเรียนเปนรายบุคคลที่ครูผูสอน ผูเรียน และผูปกครอง ไดรวมกันจัดทาํ ขึ้นใชมากกับเด็กพกิ ารหรือเด็กดอ ยโอกาส 7. การแบงประเภทของเกรดตามประเภทผูประเมิน แบงเปน 3 ประเภท คือการตัด/ใหเกรด โดยครูผูสอน (teacher grading) การใหเกรดโดยกลุมเพ่ือน (peer grading) และการใหเกรดตนเอง (self grading) ซึ่งจดั วาเปน การประเมนิ ตนเองรูปแบบหน่ึง 4. การใหข อ มลู ยอนกลบั เพือ่ สง เสรมิ การเรียนรู การใหขอ มูลยอ นกลับ (Feedback) มีความสาํ คัญในการสง เสรมิ กระบวนการเรียนรูของผูเ รียน และ การประเมินเพื่อการเรียนรู (Assessment for learning) ซึง่ จะเปน ตัวสะทอ นผลการเรยี นรใู นขณะเดียวกนั ก็ เปน การสะทอนผลของกระบวนการจดั การเรียนการสอนของครใู นยุคปจจุบนั การจะใหข อ มลู ยอ นกลบั จะตอง เปน การใหข อมลู ท่เี ปนประโยชนตอการพฒั นาทงั้ สองผาย คือ ครูพัฒนากระบวนการเรียนการสอน และผูเ รียน พัฒนาทกั ษะกระบวนการเรียนรู ดว ยแนวคิดดังกลา วการสง เสริมการมสี วนรว มในการเรียนระหวางผเู รยี นและ ครูจงึ เปน ส่ิงทจ่ี าํ เปน เพื่อพฒั นาความรู ความสามารถของผเู รียนโดยมกี ารเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผเู รียนใน ระยะยาวดว ยขอ มูลยอ นกลบั ทไ่ี ดร ับจากครู รวมถึงการสรา งบรรยากาศในการเรียนรูท่เี หมาะสม การใหข อมูลยอนกลบั แกผ ูเรยี นใน 3 ลักษณะ ไดแก 1. การใหขอมลู กระตนุ การเรยี นรู (Feed up) คอื การกระตุนและสรา งแรงจงู ใจในการเรยี น โดย กําหนดจดุ ประสงคของการเรยี นรแู ละวธิ กี ารประเมินทชี่ ัดเจนใหผเู รยี นรบั รู เพ่อื ใหผ ูเรียนไดต ระหนักและเห็น ความสาํ คญั ในการเรียนรแู ละการประเมิน 2. การใหข อมลู ยอนกลบั (Feedback) คือ การใหขอมลู สารสนเทศทเี่ ปนประโยชนเ กี่ยวกับ ความสําเรจ็ และส่ิงท่จี าํ เปน ท่ีจะตอ งไดรบั การพฒั นาหรอื ปรับปรงุ แกไ ขแกผูเ รยี น 3. การใหขอมลู เพ่อื การเรียนรตู อยอด (Feed forward) คือ การใหคําแนะนาํ หรือชีแ้ นะแนวทางท่ี เหมาะสมตอ ผูเ รยี นในการแสวงหาองคค วามรเู พมิ่ เตมิ โดยการพจิ ารณาจากขอมูลเชงิ ประจกั ษข องผเู รยี นแตล ะ คน เพื่อกระตุนใหผ เู รยี นเกิดการพฒั นาการเรยี นรทู ี่สงู ขนึ้ การใหขอมูลยอนกลับ ผูเรียนมีความสําคัญตอการประเมินเพ่ือพัฒนาการเรียนรู มีประโยชนตอการ เรียนการสอน โดยเฉพาะอยางยิ่งมีการประเมินและใหขอมูลยอนหลับผูเรียนในระหวางที่มีการเรียนการสอน และการใหขอ มูลยอนกลับผูเรียนไมมีกฎเกณฑตายตัว ขึ้นอยูกับบริบทของการจัดการเรียนรู และการใหขอมูล แกผูเรียนท่ีมีประสิทธิภาพจะตองตรงประเด็น อธิบายผลที่เกิดตามจริงและทันเวลาเพื่อผูเรียนจะไดแกไขได ทันทวงที ดังนั้นจะไมตัดสินวา ถูก – ผิด แตจะบอกใหผูเรียนเห็นประเด็นตามเกณฑท่ีกําหนดแลวสรุปการ ปฏิบตั ขิ องตนเองวาเปน อยางไร หางจากเปาหมายอยา งไร และตองทําอะไรตอ ไปเพอ่ื ใหบรรลุเปาหมาย การ ใหขอมูลแกผูเรียนที่มีประสิทธิภาพสงเสริมใหผูเรียนสามารถเรียนรูไดดวยตนเองเพราะผูเรียนไดฝกฝนการ ประเมนิ ตนเอง
การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู 171 รปู แบบการใหขอมูลยอ นกลับทีม่ ีประสิทธิภาพ ในระหวา งกระบวนการเรยี นการสอนของครู การใหผูเรียนแกไขผลงานขณะนนั้ ก็ถอื วา เปน การใหผล สะทอนกลับ และเปนแนวทางในการใชการประเมินเพื่อสงเสริมการเรียนรูของผูเรียนเรียน หรือการตรวจงาน ของครูควรใหขอเสนอแนะมากกวาที่จะใหเปนคะแนนหรือเกรด เพื่อใหผูเรียนและครูสามารถตรวจสอบ ความกา วหนาได กระบวนการใหข อมลู ยอนกลบั ดงั กลาวควรมีการจดบนั ทึกไวสม่ําเสมอ หรอื อาจทาํ ในรูปแบบ บันทึกการเรียนรู และการใหผลสะทอนกลับของครูควรมีลักษณะเชิงบวก ควรมีการชมเชย และ ระบุจุดเดน ของงาน ในขณะเดียวกัน ก็ควรใหการแนะแนวทางเพ่ือการปรับปรุงใหผูเรียนรูวาจะพัฒนางานไดอยางไร ครู อาจนํางานหรือการบานท่ีผูเรียนทําผิดมาเปนประเด็นในการอภิปราย เพื่อชวยแกไขความเขา ใจที่คลาดเคล่ือน อยางไรก็ตามครูไมควรสรางบรรยากาศเชิงลบ หรือทาใหผูเรียนรูสึกวาถูกซํ้าเติม นอกจากการใหผลสะทอน กลับแลวครูควรเปดโอกาสใหผูเรียนแกไขผลงานของผูเรียนเอง และครูควรมีการติดตามใหผูเรียนไดแกไขงาน ตามผลสะทอ นกลบั ท่ไี ดร บั การใหข อมูลยอ นกลบั ของครสู ามารถดาํ เนนิ การได 5 รปู แบบ ไดแก 1. การใหผลสะทอนกลับเก่ียวกบั ผลงาน (task) วาผลงานทป่ี ฏิบัติดีหรือไม ถูกตอ งหรือไม เชนการแก โจทยปญหาขอนถี้ กู ตอ ง หรอื การแกโ จทยป ญ หาขอ นผี้ ิด 2. การใหขอมูลยอนกลับเก่ียวกับกระบวนการ (process) วากระบวนการท่ีใชในการปฏิบัติงานมี ขอบกพรองอยางไร จะแกข อบกพรองของกระบวนการอยางไร มีทางเลือกในการปฏิบัติงานดว ยวธิ ีอ่ืนหรือไม 3. การใหข อมูลยอนกลับเกี่ยวกับการกํากบั ติดตามตนเอง (selfregulation) วาผูเรียนตอ งตรวจสอบ การทํางานของตนเองไดอยางไร 4. การใหขอมูลยอนกลับเกี่ยวกับการประเมินตนเอง (selfpersonal evaluation) วาผลงานของ ตนเองเปนอยา งไร เมอ่ื เทยี บกบั เกณฑม ีคณุ ภาพระดับใด 5. การใหขอมูลยอนกลับโดยการเขียน (recommendation) เปนการเขียนขอเสนอแนะโดยครู ดวย การเลอื กใชค ําหรอื วลีที่มีความเหมาะสม โดยอาจจะเขียนลงในงานของผูเรียนหรือเขียนลงในใบงานของผูเรียน โดยสามารถดําเนินการได ดังน้ี 1) หลีกเลี่ยงการใชปากกาหมึกสีแดงเพราะทําใหผูเรียนรูสึกวางานของตนมี ขอผิดพลาด 2) เขียนการใหขอ มูลยอ นกลับดว ยลายมือทีอ่ านงาย 3) เขียนการใหขอ มูลยอนกลับดว ยขอ ความท่ี เขาใจงาย มีนัยทางบวก 4) เขียนการใหขอมูลยอนกลับโดยใชเทคนิค Sandwich 3 ขั้นตอน ไดแก ขั้นตอน แรกการเขียนขอความชมเชย โดยนําขอดีของผูเรียนกลาวขึ้นตน จากนั้นใหเขียนขอความที่ตองการใหปรับปรุง แกไ ข และขั้นตอนสดุ ทา ยใหเ ขียนขอ ความทเ่ี ปนเชงิ บวกโดยกลาวถึงสิ่งทีจ่ ะเปนผลจากการปรับปรุงผลงานนน้ั ๆ
172 การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู การตัดสินผลการเรียนรู เปนการแปลความหมายของคะแนน/ การแปลงคะแนนเปนสัญลักษณ การใหระดับคะแนน มีหลายวิธี เชน การใหระดับคะแนนโดยตรง คือ การพิจารณาใหคะแนนเปนสัญลักษณ A,B,C,....เลย โดยไมมีการใหเปนคะแนนดิบกอน วิธีน้ีตองทําอยางรอบคอบและถวนที่มากเพ่ือใหเกิดความ ยตุ ิธรรม การเทียบคะแนนกับรอยละ เชน 90100% = A, 8089% =B การใชอันดับท่ี เชน อันดับท่ี 110 = A , 1120 =B การใชวัดการกระจายของคะแนน โดยใชพิสัย (range) คูกับ ฐานนิยม (Mode) สวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (standard deviation) คูกับคาเฉล่ีย (Mean) สวนเบี่ยงเบนควอไทล (Quartile deviation) คูกับมัธยฐาน (Median) การตัดสินผลการเรียนแบงออกเปน 2 กลุมใหญ ๆ คือ แบบอิงเกณฑ วิธีนี้เหมาะกับแบบทดสอบแบบอิงเกณฑท่ี ครอบคลุมทุกเนื้อหาท่ีสําคญั ตามวัตถุประสงคการศกึ ษา และแบบอิงกลมุ วิธีนี้มักใชโ ดยการใชการกระจายของ คะแนนเปนหลัก และการใหขอมูลยอนกลับเพื่อพัฒนาผูเรียน เปนแนวทางในการใชการประเมินเพ่ือสงเสริม การเรียนรูของผูเ รยี น หรือการตรวจงานของครคู วรใหข อเสนอแนะมากกวาท่ีจะใหเ ปน คะแนนหรือเกรด เพื่อให ผเู รยี นและครูสามารถตรวจสอบความกาวหนาได *************************************
การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู 173 กจิ กรรมทายบท คําชี้แจง จงทาํ แบบฝก หัดโดยตอบคําถามตอไปน้ี 1. จงอธบิ ายเกีย่ วกับหลักการวดั ผลการเรียนการสอน พรอมทง้ั ยกตัวอยา งประกอบพอสงั เขป 2. จงอธิบายเก่ียวกับองคประกอบทีใ่ ชใ นการตดั เกรด พรอ มท้ังยกตวั อยา งประกอบพอสงั เขป 3. จงอธิบายเกย่ี วกบั ระดบั คะแนนหรอื เกรด พรอ มท้ังยกตวั อยา งประกอบพอสงั เขป 4. จงออกแบบคะแนนและการตัดสินผลการเรียนรายวิชาภาษาไทยระดับประถมศึกษาและระดับ มัธยมศึกษา คนละ 1 รายวิชา
174 การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู รายการอางอิง นงลักษณ วิรชั ชยั . (2546). “การตัดสินผลการเรียนรู : เกรดและการตัดเกรด” ในการประเมนิ ผลการเรียนรู แนวใหม โดยมีสุวิมล วองวาณชิ เปน บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพจ ุฬาลงกรณม หาวิทยาลยั . ภัทรา นคิ มานนท. (2537). การประเมินผลและการสรา งแบบทดสอบ. พมิ พครัง้ ที่ 8. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ ทพิ ยว ิสุทธ์ิ. วราพร เอราวรรณ. (2559). “การใหเกรด” ในการวัดและการประเมนิ ผลการศกึ ษา. พิมพค รง้ั ท่ี 2. มหาสารคาม : ตกั สลิ าการพิมพ. ศิรชิ ยั กาญจนวาสี. (2544). ทฤษฎกี ารทดสอบแบบดงั้ เดิม. พิมพครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พจฬุ าลงกรณ มหาวิทยาลยั . สมบัติ ทา ยเรือคํา. (2553). วิธีการทางสถิติสําหรบั การวิจยั . มหาสารคาม. ภาควิจัยและพฒั นาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร: มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม. อทุ มุ พร จามรมาน. (2544). การวัดและประเมินการเรยี นการสอนระดบั อดุ มศึกษา. พิมพครั้งท่ี 3. กรุงเทพฯ : หางหุนสวนจาํ กัดฟน นี่พับพลชิ ช่งิ . โชตมิ า หนูพริก. (2558). เทคนิคการประเมินเพอ่ื พัฒนาการเรยี นรู : การตงั้ คําถามและการใหขอมลู ยอ นกลบั เพ่อื สงเสรมิ การเรยี นรู. กลมุ พัฒนาและสง เสรมิ การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู สาํ นักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. Popham, W. J.. (1995). Classroom Assessment: What Teachers Need to Know. Boston : Allyn & Bacon.
บทที่ 10 ตัวอยางเคร่อื งมอื Digital / Application ดานการวดั และประเมินผลการเรยี นรู สริ ิกร โตสต1ิ ปจจุบันเทคโนโลยีไดเขามามีบทบาท ชวยอํานวยความสะดวกในการดําเนินชีวิตประจําวันเปนอยาง มาก การมีทักษะในการใชเทคโนโลยีดิจิทัล หรือการนําเคร่ืองมือ อุปกรณ และเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยูใน ปจ จบุ ัน เชน คอมพิวเตอร โทรศพั ท Teblet (แท็บเล็ต) โปรแกรมคอมพิวเตอร และส่อื ออนไลน มาประยกุ ตใ ช ในการปฏิบัติงานจึงเปนส่ิงจําเปน ในดานการวัดประเมินผลการเรียนรู มีเครื่องมือดิจิทัล/Application หลาย ตวั ทเี่ ขามาชวยในการปฏิบัตงิ านของครผู ูสอน ทง้ั การบริหารจดั การขอสอบ การสรางขอ สอบ การตรวจขอสอบ เปนตน ในบทน้ีจงึ มีการนําเสนอตวั อยา งเคร่อื งเคร่ืองมือดิจิทัล/ Application ท่ีชว ยในการบริหารจัดการ เชน computer – based assessment, eportfolio, ClassDojo การสรางขอสอบหรือเครื่องมือวัดประเมิน เชน Google Form, Microsolf Form, Kahoot, Plickers, Socrative, Mentimeter, Quizlet, Padlet การตรวจขอสอบชนิดเลือกตอบ เชน Zipgrade ซึ่งการใชเคร่ืองมือ Digital / Application ดังกลาวจะชวย ค รู ผู ส อ น ให ส า ม า ร ถ ป ฏิ บั ติ งา น ด า น ก า ร วั ด แ ล ะ ป ร ะ เมิ น ผ ล เพื่ อ พั ฒ น า ก า ร เรี ย น รู ข อ งผู เรี ย น ได อ ย า ง มี ประสิทธิภาพ Application หรือทีเ่ รียกกันสนั้ ๆ วา App (แอพ) คือ โปรแกรมท่อี ํานวยความสะดวกในดา นตา งๆ ที่ ออกแบบมาสําหรับ Mobile (โมบาย) Teblet (แท็บเล็ต) หรืออุปกรณเคล่ือนที่ แตละระบบปฏิบัติการจะมี ผูพั ฒ น าขึ้น เพ่ือใหตรงกับ ความตองการของผูใชงาน ซึ่งจะมีใหดาวนโหลดทั้งฟรีและจายเงิน (https://www.mangoconsultant.com/) ในดานของการวัดและประเมินผลการเรียนรู มีเคร่ืองมือดิจิทัล/ Application หลายตวั ท่ีสามารถนาํ มาประยกุ ตใชไ ด ยกตัวอยา งเชน 10.1 เครือ่ งมอื ดิจิทลั /Application ในการบรหิ ารจัดการ 10.1.1 computer – based assessment computer – based assessment หรอื การวัดผลดว ยขอสอบทจ่ี ดั ใน รปู แบบของคอมพวิ เตอรใ นระบบออนไลน เชน การสอบ PISA ซ่งึ มกี ารจดั สอบในรปู แบบออนไลน นอกจากนยี้ ังมีการสอบอนื่ ๆ ทมี่ ีการรวบรวม ขอสอบ สรา งระบบในรปู แบบออนไลน ใหนักเรียน สามารถเขา มาฝก ทํา โดยนกั เรียนหรอื ผูสนใจ สามารถคลกิ เขาไปทาํ ขอ สอบในระบบบไดดวย ตนเองผา นคอมพวิ เตอร ท่ีมา : https://pisathailand.ipst.ac.th/cps/ 1อาจารยประจาํ สาขาวิชาการประเมนิ ผลและวิจยั ทางการศกึ ษา
176 การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู 10.1.2 eportfolio ในการประเมินตามสภาพจริง นักเรียนจะมีการจัดทํา “แฟมสะสมผลงาน” (portfolio) ประกอบเพ่ือรวบรวมขอมูลเชิงประจักษเ ปนหลกั ฐานถึงความกา วหนา ผลการพัฒนาตวั เอง หรือความสาํ เรจ็ ใน การทําชนิ้ งาน ครูผสู อนสามารถประเมินความกา วหนา (formative evaluation) ประเมินกระบวนการทํางาน และการประเมนิ ผลลพั ธ (summative evaluation) ประเมินผลงานท่ีเปน ผลจากการดําเนินงาน แสดงใหเห็น จุดออนและจุดแข็ง ทั้งน้ีเดิมการจัดทําแฟมสะสมผลงาน มักจะจัดพิมพขอมูลในรูปกระดาษรวบรวมใสแฟม ปจจบุ ันมีการนําเทคโนโลยีเขามาใชในการจัดทําแฟม สะสมผลงานในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส หรือ eportfolio ระบบท่ชี วยในการสรางและเผยแพรแฟมสะสมงาน (Portfolio) ในระบบ Online ผานทาง Internet สามารถ ตกแตงขอความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว และการจัดการเอกสารตาง ๆ โดยไมตองพิมพออกมา ลดการใช ทรัพยากร และสะดวกในการบรหิ ารจัดการ การจัดเก็บ ซึ่งครูสามารถทําการเขาสูร ะบบเพ่ือทาํ การตรวจแฟม ส ะ ส ม ผ ล ง า น ผ า น ท า ง อินเตอรเน็ตไดเชนเดียวกัน ตัวอยางของโปรแกรมที่งาย ท่ี สุ ด ท่ี นํ า ม า ใ ช เ ช น PowerPoint หรืออาจสราง เปนเว็บไซตสวนตัวเพื่อเก็บ สะสมผลงานดวยโปรแกรม WordPress , Dreamweaver เปนตน ที่มา : http://site.bsru.ac.th/sirikorn.to/?page_id=14 10.1.3 ClassDojo ClassDojo เปน Application ที่ใชในการบริหารจัดการช้ันเรียน ถูกสรางมาเพ่ือเช่ือมตอ สังคมออนไลน สําหรับครู นักเรียน ผูปกครอง และผูบริหารโรงเรียน สามารถใชผานคอมพิวเตอรและ โทรศัพทมือถือได เปดโอกาสใหผูปกครองเขามามสี วนรวมในการรับรู เห็นพัฒนาการ ชวยตามงาน เขาใจบุตร หลานในวยั เรียนมากขนึ้ ชวยเสรมิ การบริหารจัดการสอนของครู เชน การเชค็ ช่ือ การประเมินนักเรียนระหวาง เรยี นผานการใหคะแนน ลดคะแนน โดยเฉพาะดานคุณลักษณะอันพึงประสงค เชน ทํางานเปน ทีม ตอบคําถาม ชวยเหลือคนอื่น การสงงาน มีชองทางการแชรผลงานของนักเรียน การบันทึกการเรียนการสอนของครู การสราง portfolio ประจาํ ตวั นกั เรียน เปน ตน (www.classdojo.com) การเขาใชงานโปรแกรมทําไดโดยโหลดแอฟพลิเคช่ัน ClaaDojo หรือเขาเว็บไซต www.classdojo.com สมัครใช สรางหองเรียน เพ่ิมรายชื่อนักเรียน (สามารถเชื่อมโยงรายชื่อนักเรียนจากไฟล Excel) นักเรียนจะมีสัญลักษณประจําตัว คุณลักษณะท่ีครูจะประเมิน/เก็บขอมูล ตั้งเกณฑการใหคะแนน โดย สามารถประเมินเปนรายบุคคลหรือเปนกลุมก็ได ต้ังคาการใหผูปกครองเขามามีสวนรวมในการรับผูผล การประเมิน เม่ือครปู ระเมินใหคะแนนนักเรียน ครูผูสอนสามารถแจงพฤติกรรมของนักเรียนใหแก ผูปกครอง และ
การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู 177 ผบู ริหารโรงเรียนทราบได ขอมูลจะถูกบันทึกวิเคราะหเปนรายบุคคล/กลมุ สามารถเรียกดูผา นโทรศัพทมือถอื หรือ คอมพิวเตอรไ ดตลอดเวลา อีกทัง้ ยงั สามารถนาํ ขอมลู ออกมาอยูในรูปแบบของ Excel ไดอ ีกดวย ทีม่ า : https://www.classdojo.com/ 10.2 เคร่ืองมือดิจิทลั /Application ในการสรางเครอื่ งมือวัดประเมิน 10.2.1 Google Form Google Form เปนสวนหน่ึงในบริการของกลุม Google Docs ท่ีชวยใหสรางเครื่องมือวัด ประเมินออนไลนได เชน แบบสอบถามออนไลน แบบทดสอบออนไลน ผเู ขาใชจะตอ งมีบญั ชีของ Gmail หรือ Account ของ Google จึงจะสามารถเขาใชงานสรางแบบฟอรมผาน Web Browser ไดโดยที่ไมตองติดต้ัง โปรแกรมใดๆ มขี น้ั ตอนการสรางดังนี้ login เขา สูบญั ชีใชงาน Google หรอื สามารถเพ่ิมจาก Google Drive ใน Gmail ไปท่ี https://forms.google.com แลวเลือก template ในการสรางแบบฟอรม สามารถ ต้งั คา เปนแบบสอบถามท่วั ไป หรือแบบทดสอบทม่ี ีคาคะแนนได ใสคําถามและชุดคําตอบ ชุดคําตอบมีหลายรูปแบบ เชน ตอบสั้น (Short Answer) ตอบ ยาว (Paragraph) แบบหลายตัวเลือก (Multiple Choice) แบบตรวจสอบรายการมากกวา 1 (Checkboxes) แบบมาตรประมาณคา (Linear scale) ฯลฯ ตรวจสอบแบบฟอรม ตกแตง กอ นสง สงแบบฟอรม โดยสามารถสง เปน link สงเขา Mail หรือจัดทําเปน QR –code ได
178 การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู ตัวอยางหนา จอมมุ มองครูขณะสราง ตวั อยา งหนา จอมุมมองนกั เรยี น นอกจากน้ีครูผูสอนสามารถแจงผลคะแนนสอบใหผูเรียนทราบไดทันที พรอมเฉลย และครูผูสอน สามารถดผู ล การสอบรายบคุ คล รายขอ ของผูเรียน ตลอดจนนําคาคะแนนออกมาในรปู แบบ Excel
การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู 179 10.2.2 Microsolf Form Microsolf Form เปนบริการของ Office 365 Education ที่อนุญาตใหผูใชสามารถสราง แบบทดสอบ แบบสํารวจ แบบสอบถาม การลงทะเบียน ฯลฯ เม่ือสรางฟอรมเสร็จ สามารถเชิญบุคคลอื่นให ตอบกลับโดยใชเว็บเบราวเซอรไดแมกระทั่งบนอุปกรณเคล่ือนที่เชนมือถือ ผลการสอบจะถูกสงกลับ มีการวิเคราะหในรูปแบบกราฟ หรอื ขอมูลในไฟล Excel ผเู ขาใชจะตองมีบัญชขี อง Office 365 จึงจะสามารถ เขาใชงานสรางแบบฟอรมผาน Web Browser ได การทํางานของ Microsolf Form มีข้ันตอนคลาย Google Form โดยสามารถลงชื่อเขา ใชผา นหนาเว็บไซตไมโครซอฟต http://login.microsoftonline.com ตวั อยางหนา จอมุมมองครูขณะสรา ง ตัวอยางหนา จอมุมมองนกั เรยี น
180 การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู 10.2.3 Kahoot! Kahoot เปนเครื่องมือในการวัดประเมินอีกเครื่องมือหนึ่ง โดยสามารถสรางเครื่องมือวัด ประเมินผลออนไลนใหนักเรียนตอบคําถามในหองเรียน เปนการกระตุนการเรียนรู นักเรียนสนุกสนาน มีการ แขงขัน เพราะมีการจับเวลา ใครตอบกอนและถูกตองจะไดคะแนนสูงกวาคนอ่ืนๆ และมีการแสดงผลประมวล คะแนน แตขอจํากัดคือนักเรียนตองมี Smart phone และมีเครือขาย Internet ในการลงทะเบียนเลน วิธีใช Kahoot มขี ั้นตอนดงั นี้ เขาไปท่ีเว็บไซต https://getkahoot.com ทําการสมัครโดยใช email หรือ Facebook เพ่ือลงทะเบียน เลอื ก template ในการสรา งแบบฟอรม สรา งขอคําถาม เลือกรูปแบบคําตอบ โดยจะมีใหเลือกหลากหลายรูปแบบ ทง้ั แบบทดสอบ (Quiz) ถูกผิด (True or false) ปลายเปด (Openended) โพล (Poll) เปนตน กําหนดเวลา กําหนดคะแนน และเฉลย ซ่งึ จะไดรหสั PIN หรือ QRCode มา ใหนักเรยี นเขาไปท่ีเว็บ https://kahoot.it แลวกรอกรหัส PIN หรือ Scan QRCode ที่ครู กําหนด ต้งั ชอื่ แทนตัวตน รอเพอ่ื นๆ เขา รว มเลน เมอ่ื นักเรยี นพรอม ครูเริ่มตนการใชงาน ตวั อยางหนา จอมุมมองครูขณะสราง Pin ทนี่ ักเรียนจะตอ งเขาไปเลน
การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู 181 ตวั อยา งหนาจอมมุ มองนักเรยี น 10.2.4 Plickers Plickers เปนเครื่องมือในการวัดประเมินอีกเคร่ืองมือหน่ึงที่ครูสามารถตรวจคาํ ตอบได real time หรืออาจใชเปนเกมประกอบการสอนได ชวยสรางบรรยากาศการประเมินใหส นุกสนาน โดยครูจะตองเขา ไป download กระดาษคาํ ตอบ ในเว็บไซต www.plickers.com และพมิ พออกมา ตัวใบคําตอบของแตละคน จะหนา ตาไมเหมือนกัน ลกั ษณะหนาตาเหมือน QR Code สามารถพลิกได 4 ดานเพือ่ เปลย่ี นคาํ ตอบ A/B/C/D วิธีการใชก็คือ ครูจะต้ังคําถามและใหนักเรียนตอบโดยยกกระดาษคําตอบขึ้น ครูจะใชมือถือเปดแอปพลิเคชัน แลวถายสแกนตรวจท้ังหองไดเลย สามารถเก็บคะแนนได สามารถแสดงผลข้ึนจอทีวีหรือโปรเจคเตอร แบบ Real Time ใหนักเรียนตนื่ เตน โดยที่นักเรยี นไมจ าํ เปนจะตองมีมอื ถอื คอมพิวเตอร หรืออปุ กรณอ ิเล็กทรอนกิ ส ใดๆ เลย Plickers จงึ เปนเครือ่ งมอื ท่ีเขา ถึงนักเรียนไดทุกพ้ืนที่ ขอจํากัดของ Plickers คือไมสามารถใชในหองประชุมใหญ คําถามจะถามไดเฉพาะรูปแบบ ตัวเลอื ก เชน ถูก/ผดิ หรือสตี่ ัวเลอื กเทานั้น วิธใี ช Plickers มขี ้ันตอนดังน้ี เขาไปท่ีเว็บไซต https://www.plickers.com ทําการสมัคร ลงทะเบียน โดยใช gmail ทาํ การสรา งหองเรยี น เพมิ่ รายชื่อนักเรยี น สรางขอ สอบ แบบ 4 ตวั เลือก download กระดาษคําตอบ AR Code สาํ หรบั นักเรียนแตล ะคน (Plicker Cards) ครู download application Plickers บนมือถือ และดําเนินการใชงาน
182 การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู ตวั อยางหนา จอมมุ มองครูขณะสราง ตวั อยา ง Plicker Cards 10.2.5 Socrative Socrative เปนแอปพลิเคชันท่ีชวยสรางแบบทดสอบเพ่ือประเมินผลนักเรียนแบบออนไลน สามารถแสดงผลการสอบไดทันที สามารถใสภาพประกอบคาํ อธิบายตา งๆ เพอื่ ใหผูเรียนพิมพคาํ ตอบ จุดเดนท่ีสําคัญ คือ ผูเรียนสามารถทําขอสอบผานอุปกรณหลากหลายแพลตฟอรม (Platform) ท่ี เชือ่ มตอ ระบบอินเตอรเนต็ ได เชน มอื ถือสมารทโฟน แท็บเล็ต และเครื่องคอมพิวเตอร อกี ทั้งสามารถ สลบั คาํ ตอบตวั เลือกได ทําใหป องกนั การทุจริต มขี นั้ ตอนการใช ดังนี้ เขาไปท่ีเวบ็ ไซต http://socrative.com ทาํ การสมคั ร ลงทะเบียนโดยใช email เริ่มสรางแบบทดสอบ ซ่ึงมีรูปแบบการตอบที่หลากหลายท้ัง แบบเลือกตอบ (Multiple Choice) ถกู ผดิ (True/False) เติมคาํ ตอบ (Short Answer) ฯลฯ ครูเปด ระบบใหนกั เรียนเขา ไปในหอง และดาํ เนนิ การสอบ
การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู 183 ตัวอยางหนาจอมมุ มองครูขณะสรา ง ตวั อยา งหนา จอมุมมองนักเรยี น
184 การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู ตวั อยา งหนา จอมุมมองนกั เรยี น 10.2.6 Mentimeter Mentimeter เปนแอปพลิเคชันที่ชวยใหผูเรียนมีสวนรวมในการตอบคําถาม แสดงความ คิดเห็น โตตอบในหองเรียน คลายกระดานโตตอบปฏิสัมพันธ real time ซึ่งจะชวยใหผูสอนสามารถ วดั ความเขา ใจของผูเรียนหรือใชส าํ หรับทาํ ใหม ีกจิ กรรมโตตอบในหองเรยี น มีข้ันตอนการใช ดงั น้ี เขา ไปท่ีเว็บไซต https://www.mentimeter.com ทําการสมัคร และลงทะเบยี นโดยใช email เร่ิมสรางแบบทดสอบ โดยเลือกรูปแบบคําตอบ เชน แบบเลือกตอบ (Multiple Choice) ปลายเปด (Open Ended) เรยี งอันดบั (Ranking) World Cloud ฯลฯ กดบนั ทกึ หรือ Present เพือ่ นาํ เสนอ ใหนกั เรียนเชื่อมตอ ดวยมอื ถือทาง www.menti.com .และใส Code ทคี่ รูแจง ระบบจะแสดงผล รวมทง้ั สามารถดาวโหลดผลลพั ธใ นรูปแบบ Excel ไปใชต อ ได ตัวอยา งหนาจอมุมมองครูขณะสราง
การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู 185 ตัวอยา งหนา จอมุมมองนกั เรียน 10.2.7 Quizlet Quizlet เปนแอปพลิเคชันท่ีชวยในการทดสอบประเภทจับคู ถูกนํามาใชในการเรียนรูกลุม สาระวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือคณิตศาสตร เชน ในการทดสอบคําศัพท สูตรตางๆ มีข้ันตอนการสราง ดงั นี้ เขาไปท่ีเว็บไซต https://quizlet.com/ ทําการสมัคร ลงทะเบียนโดยใช gmail หรือ Facebook เรมิ่ สรางแบบทดสอบ นําไปใชประเมินผูเรียน โดยครูแสดงหนาจอขอคําถาม ใหนักเรียนตอบ แลวครูเฉลยโดย คลิก 1 ครง้ั ก็จะเฉลยใหเหน็ คาํ ตอบท่ถี กู และดาํ เนินการทดสอบขอใหม
186 การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู ตวั อยางหนา จอมุมมองครูขณะสรา ง ตัวอยางหนาจอมมุ มองนักเรยี น 10.2.8 Padlet Padlet เปน Application ท่ีชวยใหครูนักเรียนสามารถแลกเปลี่ยนแสดงความ คดิ เห็นกันได โดยเม่อื นักเรียนใชมอื ถือสแกน QR Code เขาไปในระบบสามารถเพ่ิมความคิดเห็นของตนเองได ในขณะเดียวกันนักเรียนจะสามารถเห็นความคิดเห็นของเพื่อนคนอื่นๆ นอกจากน้ีระบบยังสามารถใหนักเรียน แทรกเสียง วิดิโอ ภาพ ฯลฯ ไดดวย มีข้นั ตอนการสราง ดังนี้ เขาไปท่ีเว็บไซต http://padlet.com/ ทําการสมัคร ลงทะเบียนโดยใช gmail หรือ Facebook เริม่ สรางประเดน็ สอบถามความคิดเห็น โดยกาํ หนด Title และ Description นาํ ไปใช โดยครูสง link หรอื QR Code ใหน กั เรียนเขาไปแสดงความคิดเหน็ นักเรียนกด + พิมพความคดิ เห็นตามประเดน็
การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู 187 ตวั อยา งหนา จอมุมมองนกั เรยี น 10.3 เครอ่ื งมือดิจทิ ัล/Application ในการตรวจขอ สอบชนดิ เลือกตอบ 10.3.1 ZipGrade ZipGrade เปน Application ตัวหนึ่งท่ีชวยในเรื่องการตรวจขอสอบแบบเลือกตอบสําหรับ ครูผูสอน ซ่ึงวิธีการเดิมครูผูสอนตองใชเวลาตรวจนาน และอาจมีความผิดพลาด แตวิธีการน้ีเพียงครูผูสอนใช โทรศัพทมือถือ scan กระดาษคําตอบผา น Application ก็สามารถทราบคะแนนรายคนของนักเรียนได อีกท้ัง ยงั สามารถเช่อื มโยงกบั ไฟลข อมูล Excel ตลอดจนเรยี กดคู า สถติ พิ นื้ ฐานภาพรวมการสอบของนักเรยี นท้ังหอ งได อยางไรก็ตามมีขอจํากัดสําหรับการตรวจคือ ตองใชกระดาษคําตอบตามรูปแบบท่ี ZipGrade กําหนดเทานั้น โดยมีขน้ั ตอนการใช ดังน้ี เขาไปท่ีเว็บไซต https://www.zipgrade.com/ ทําการสมัคร ลงทะเบียน สราง Class สรา ง Student download กระดาษคําตอบ ซ่งึ มี 20 ขอ 50 ขอ และ 100 ขอ Download Application ทม่ี ีชือ่ วา Zipgrade ลงโทรศพั ทม ือถือ กําหนดเฉลย นําไป Scan ตรวจกระดาษคาํ ตอบ ซึ่งจะแสดงคะแนนที่นกั เรียนตอบถกู ตลอดจนสามารถ เรยี กดคู าสถติ ิภาพรวมได
188 การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู การสรางเฉลย สแกนตรวจขอ สอบ
การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู 189 หนาจอแสดงผล ในการใช Application ตางๆ ครูผูสอนสามารถปรับใชใ นการประเมินผลกอนเรียน ระหวางเรยี น และ หลงั เรียนได ดงั ตาราง กอ นเรยี น ระหวาง เรียน หลงั เรยี น
190 การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู เคร่ืองมือ Applications ตางๆ สามารถนํามาประยุกตใชในการออกแบบการวัดและ ประเมินผลการเรียนรูของผูเรียนได โดยครูสามารถนําไปใชวัดประเมินผลกอนเรียน ระหวางเรียน หรือหลัง เรียน อีกท้ังมีรูปแบบหลากหลายท้ังแบบเลือกตอบ แบบตอบสั้น ถูกผิด จับคู แบบสอบถาม โพลฯลฯ ให ครูผูสอนสามารถเลือกใชเพื่ออํานวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การวัดประเมินผลใน หองเรียนยุค 4.0 ที่ผูเรียนสามารถเขาถึงส่ือเทคโนโลยีได อยางไรก็ตาม ส่ิงที่อยากจะเนนยํ้าคือ เปาหมายของ การวัดและประเมินผลการเรียนรูเปนไปเพื่อพัฒนาผูเรียน การนําผลการประเมินมาวิเคราะห ปรับการเรียน เปลีย่ นการสอน ชว ยเหลือผูเรียนเปนสิ่งสําคัญ ครูผูสอนควรนําผลที่ไดจากเครื่องมือดิจิดัล application ตางๆ มาวเิ คราะหช วยเหลอื ผูเรียน นอกจากนี้ การวางแผน การสรา งและออกแบบเครื่องมือ การหาประสิทธิภาพของ เครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรูเปนสิ่งที่ครูผูสอนจะละเลยไมได เพราะตราบใดท่ีเรามีเทคโนโลยี มี ชองทางมากมาย แตเคร่ืองมือไรคุณภาพไมมีการนําผลมาใชเพื่อพัฒนาผูเรียน ก็ถือวาเรายังไปไมถึงเปาหมาย การวดั ประเมินผลเพอ่ื พัฒนาการเรียนรขู องผเู รยี น บรบิ ทหอ งเรยี น ความพรอมของนกั เรยี นกเ็ ปนสงิ่ สาํ คญั การ เรียนการสอนในพ้ืนท่ีชนบทหางไกล ไรสัญญาณอินเทอรเนต นักเรียนไมมีอุปกรณ ไมมีโทรศัพทมือถือ ไม สามารถเขาถึงส่ือที่ครูคิดวางแผนไวเปนอยางดี เคร่อื งมือน้ีก็ไรค วามหมาย ครูผสู อนจึงควรประเมนิ บรบิ ทความ พรอ มของพื้นที่ ความพรอมของนักเรียน เหนือส่ิงอ่ืนใด เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมายไมสามารถทดแทนความ รัก ความเมตตา ความเอาใจใส ความเปนมนุษย ท่ีครูผูสอนตองสัมผัสเขาไปใหถึงหัวใจของผูเรียนทุกคนใหได เพื่อใหการวัดประเมินผลการเรียนรูเปนไปอยางมปี ระสิทธิภาพ เกดิ ประโยชนสงู สดุ ในการเรียนรขู องผเู รยี น ***************************************
การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู 191 กจิ กรรมทา ยบท 1. ใหนักศึกษาแบงกลุม และนาํ เครอ่ื งมือท่ีไดสรา งและหาคุณภาพแลว (ไมเกนิ 10 ขอ ) มาสรางในรปู แบบ ดิจดิ ลั โดยใช Application ตอไปนี้ 1.1 Google Form 1.2 Microsolf Form 1.3 Kahoot 1.4 Plicker 1.5 Socrative 1.6 Quizlet 1.7 Padlet และใหล องนาํ เครอื่ งมอื ดงั กลาวไปทดลองใชในหองเรยี น 2. ใหนักศึกษา Download Application Zipgrade ทําการสมคั รสมาชิก เขาระบบ และทาํ การตรวจขอ สอบ ตอ ไปนี้
192 การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู รายการอางอิง ไกรวุฒิ มัณฑะกะ. (มปป.). การสรางแบบสอบถามหรือแบบทดสอบดวย Microsoft Forms. กรุงเทพฯ: เอกสารประกอบการอบรมศูนยภ าษาและคอมพิวเตอร สถาบนั เทคโนโลยีปทุมวนั . สดใส กาพยกลอน. (มปป.). เอกสารประกอบการอบรมการใชโปรแกรม Kahoot!. เอกสารประกอบ การอบรม สาํ นกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษาชมุ พร เขต 1. สุรศักด์ิ เกาเอี้ยน. (2661). การใชแอปพลิเคช่ันบนมือถือเพื่อการวัดและประเมินผลการเรียนรู. เอกสาร ประกอบการอบรมชุมชนแหง การเรยี นรูทางวิชาชีพ (PLC) ดานการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรูใน ยคุ 4.0. กรงุ เทพฯ: คณะครศุ าสตร มหาวิทยาลัยราชภฏั บา นสมเด็จเจาพระยา. สุระ วุฒิพรหม, ขันติ เทิดธัญญา และกานตตะรัตน วุฒิเสลา. (2560). Plickers: เครื่องมือประเมินเพื่อการ เรียนรแู บบเรยี ลไทมสําหรับหองเรียนที่มีขอจํากัดเรื่องเทคโนโลย. วารสารหนวยวจิ ัยวิทยาศาสตร เทคโนโลยี และส่งิ แวดลอมเพอ่ื การเรยี นรู ปที่ 8 ฉบับที่ 2. เวบ็ ไซต https://www.classdojo.com/ https://www.mentimeter.com/ https://kahoot.com/ https://get.plickers.com/ https://quizlet.com/ https://www.socrative.com/ https://www.zipgrade.com/ https://padlet.com/
การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู 193 ภาคผนวก แนวทางการวดั ประเมนิ ผลในสถานศึกษา ขนั้ พื้นฐานและเอกสารหลักฐานการศึกษา ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน 2551
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204