การตรวจสอบความเท่ียง (Reliability) ข การใช้คาสงั่ ใน SPSS 5. คลิก continue แล้วคลิก OK จะป ตารางที่ 1 ค่าสถิติพรรณนาข้อค
ของเครอ่ื งมือวิจยั ด้วยโปรแกรม SPSS ปรากฏผลลพั ธด์ งั นี้ ความแต่ละข้อท่ีใช้ในการวดั
การตรวจสอบความเท่ียง (Reliability) ตารางท่ี 2 ค่าสมั ประสิทธ์ิสหสมั
ของเครื่องมือวิจยั ด้วยโปรแกรม SPSS มพนั ธร์ ะหวา่ งข้อความต่าง ๆ
การตรวจสอบความเที่ยง (Reliability) ข ตารางท่ี 3 ค่าสถิติพรรณนาของเค
ของเคร่อื งมือวิจยั ด้วยโปรแกรม SPSS คร่อื งมอื วดั ถ้าตดั ข้อความนัน้ ออก
การตรวจสอบความเที่ยง (Reliability) ข ตารางท่ี 4 ค่า reliab การแปลผล จากตารางท่ี 4 ให้ค่าความเท่ียงใน เท่ากบั .9486 ซ่ึงถือว่ามีค่ามาก เพราะเ มีความเท่ียง (ความเชื่อมนั่ ) สูงมาก เคร่ืองมือการวิจยั เป็นที่ยอมรบั กนั โดยท ค่าไม่น้อยกว่า .70
ของเครื่องมือวิจยั ด้วยโปรแกรม SPSS bility coefficient รูปสมั ประสิทธ์ิแอลฟาของครอนบาค เข้าใกล้ 1 จึงถือว่าแบบสอบถามฉบบั นี้ โดยในการตรวจสอบความเท่ี ยงขอ ง ทวั่ ไปว่า ค่าความเท่ียงที่ได้นัน้ ควรจะมี
เทคนิค วิธกี าร: ความสัมพันธระหวางโครงรา งวิทยานิพนธก บั วทิ ยานิพนธ อาจารยว นั ชยั สุขตาม๑ บทนํา “อาจารยครบั ผมสอบโครงรางฯ ผา นแลว จะทําวทิ ยานพิ นธไ ดอยางไร?.. ผมจะเขียนบทตา ง ๆ ในเลมวิทยานพิ นธไ ดอ ยา งไร?..วิทยานพิ นธม กี บี่ ท?.. แตล ะบทมอี ะไรบาง?..แลว ทําอยางไร? ฯลฯ” ประเด็นปญ หาท่ีกลา วขา งตน คงคนุ หู หรอื กองอยใู นความคดิ ของใครตอ ใครหลายคนท่ีกําลังเขา สูวังวนแหงการทําวิทยานิพนธ สําหรับมือใหมของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาคงจะเปนเรื่องท่ีกังวลเปน อยางย่ิงในการทําวิทยานิพนธ ผูเขียนเองก็เคยมีความรูสึก๒ไมตางกับนิสิตอีกหลายคนที่ไมรูวาจะทํา อะไรตอ และทําอะไรบาง อยางไร และจากประสบการณท่ไี ดเปนอาจารยผูบรรยายในรายวิชา ระเบียบ วิธีวจิ ัย ตลอดทง้ั กรรมการควบคุมวทิ ยานิพนธมาหลายเลมพอสมควรไดเ ลง็ เห็นถึงประเด็นปญหาท่ีเกิด ขนึ้ กับการทําวทิ ยานิพนธข องนิสติ ระดบั บณั ฑติ ศกึ ษา จึงไดค ดิ คน หา “เทคนคิ วธิ กี าร: ความสัมพันธ ระหวางโครงรางวิทยานิพนธก ับวทิ ยานพิ นธ” ท่ีสามารถนาํ ไปสูก ารปฏบิ ัติไดจริงและเขาใจที่งายข้ึน สาํ หรับนิสิตผยู งั มีความสับสนอยู ฉะน้นั ผเู ขยี นจึงไดสรปุ เปนแผนภาพทแี่ สดงความสมั พันธระหวางการ แปลงโครงรางวทิ ยานพิ นธสูการเขียนวิทยานิพนธในบทตาง ๆ เพ่ือใหเกิดความสอดคลองและงายตอ การทําวทิ ยานพิ นธของนสิ ติ ตอไป ๑อาจารยประจาํ ภาควิชารฐั ศาสตร คณะสงั คมศาสตร มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย ๒ในขณะท่ผี ูเขียนยงั เปน นักศกึ ษาระดับปรญิ ญาโท
๒ โครงรา งวิทยานิพนธ บทที่ ๑ บทนํา ๑) ความเปนมาและความสําคัญ ๑.๑ ความเปน มาและความสําคัญของ ของปญหา ปญหา ๒) วตั ถปุ ระสงคก ารวิจัย ๓) ขอบเขตการวิจยั ๑.๒ วัตถุประสงคก ารวิจยั ๔) ปญ หาทต่ี อ งการทราบ ๑.๓ ขอบเขตการวิจยั ๕) สมมตฐิ านการวจิ ัย ๑.๔ ปญ หาทีต่ อ งการทราบ ๖) นยิ ามศพั ทเ ฉพาะทีใ่ ชใ นการวิจัย ๑.๕ สมมตฐิ านการวจิ ัย ๗) ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่ ๑.๖ นิยามศัพทเฉพาะที่ใชในการวิจยั ๑.๗ ประโยชนท ี่ไดรบั จากการวิจัย เกี่ยวขอ ง ๘) วิธีดําเนนิ การวิจยั บท ท่ี ๒ เ อ กส าร แล ะ งานวิจั ย ที่ ๙) กรอบแนวคดิ ในการวิจัย เกี่ยวของ ๑๐) ประโยชนท่คี าดวาจะไดรับจาก ๒.๑ แนวคิดเกี่ยวกับ.................... การวิจยั ๒.๒ แนวคดิ เกี่ยวกับ.................... ๒.๓ แนวคิดเกี่ยวกบั .................... บทที่ ๓ วิธดี าํ เนินการวจิ ยั ๒.๔ ทฤษฎีเกย่ี วกับ..................... ๓.๑ รปู แบบการวจิ ัย ๒.๕ ขอมลู เกี่ยวกบั ...................... ๓.๒ ประชากรและกลุมตวั อยา ง ๒.๖ งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ ง ๓.๓ เครอ่ื งมือที่ใชใ นการวิจัย ๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอมูล ๒.๖.๑ งานวจิ ยั เก่ียวกับ........ ๓.๕ การวเิ คราะหขอ มลู และสถติ ิท่ี ๒.๖.๒ งานวจิ ยั เก่ยี วกบั ........ ใชในการวิเคราะหขอ มลู ๒.๖.๓ งานวจิ ัยเกย่ี วกับ........ ๒.๗ กรอบแนวคิดในการวิจัย บทที่ ๔ ผลการศกึ ษา ๔.๑ ขอมลู ทว่ั ไปของผตู อบแบบสอบถาม บทท่ี ๕ สรปุ อภปิ รายผล ๔.๒ บทบาทการบริหารกจิ การคณะสงฆ และขอเสนอแนะ (ตอบวัตถปุ ระสงค ๑) ๕.๑ สรุป ๔.๓ ผลการเปรียบเทียบ/สัมพันธ (ตอบ ๕.๒ อภปิ รายผล ๕.๓ ขอเสนอแนะ วตั ถปุ ระสงค ๒) ๔.๔ ปญ หา อปุ สรรค และขอ เสนอแนะ ๕.๓.๑ ขอ เสนอแนะเชิงนโยบาย ๕.๓.๒ ขอ เสนอแนะเชิงปฏบิ ตั ิ (ตอบวัตถปุ ระสงค ๓) ๕.๓.๓ ขอ เสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้ง ๔.๕ สรุปองคความรทู ี่ไดจากการวิจัย ตอ ไป แผนภาพท่ี ๑ แสดงความสัมพันธระหวางโครงราง วิทยานพิ นธก ับวิทยานพิ นธ (จากการสงั เคราะหของผูเขียน)
๓ จากแผนภาพที่ ๑ ผูเ ขียนขออธบิ ายเปน ประเดน็ สาํ คญั ๆ ตามลําดับข้ันตอนดังตอไปน้ี ๑. โครงรางวิทยานิพนธ๓ โครงรา งวิทยานิพนธด งั ทแี่ สดงในแผนภาพเปนการประยุกตมาจากคูมือการทําวิทยานิพนธและ สารนิพนธข องบณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยเปนการนําเสนอการทํา วิทยานิพนธท่ีเนน การใชระเบยี บวิธีวิจัยเชิงปริมาณเปนหลัก ฉะนั้น ประเด็นสําคัญตาง ๆ ที่ปรากฏดัง แผนภาพจงึ มีอยู ๑๐ ประเดน็ ดวยกัน ซึ่งผูเขียนขอนาํ เสนอโดยสังเขป ดังน้ี ๑) ความเปน มาและความสาํ คญั ของปญหา เปนการกลาวถึงความเปน มาของประเด็นทนี่ สิ ติ ตองการศึกษาวามีความเปนมาเปนไปอยางไร และมีความสําคญั ท่จี ําเปนตอ งศึกษาอยา งไร ทัง้ นี้ นสิ ิตตองอางอิงถึงท่ีมาและความสําคัญดังกลาวโดย เปน สภาพหรอื ปรากฏการณท เี่ กดิ ข้ึนจรงิ ในประเดน็ นนั้ ๆ ๒) วัตถุประสงคการวจิ ยั เปน การกลาวถงึ เปาประสงค หรอื เปา หมายสิ่งท่ีเราตองการจะศกึ ษา วาตองการศึกษาอะไรบาง โดยสวนใหญแลวการเขียนวัตถุประสงคมักนิยมข้ึนตนดวยคําวา “เพ่ือศึกษา....” แลวตามดวย เปา หมายท่ตี องการศกึ ษาตอไป ซ่ึงโดยทว่ั ไปนยิ มกําหนดวตั ถุประสงคเ พยี ง ๓ ขอ เทา นัน้ ๓) ขอบเขตการวิจัย เปนการกําหนดขอบเขตของการศกึ ษาวาเราจะศึกษาภายในขอบเขตอะไรบาง ซ่ึงโดยปกติแลว ทางหลกั สูตรฯ ระดบั บัณฑิตวทิ ยาลยั ไดก ําหนดขอบเขตการวิจยั ไว ๕ ประเดน็ ดังน้ี (๑) ขอบเขตดานเนื้อหา เปนการกําหนดประเด็นเกี่ยวกับเน้ือหาที่จะทําการศึกษา หลัก ๆ วา มีอะไรบาง ซึง่ มักนิยมระบเุ นอ้ื หาหลักท่ปี รากฏตามกรอบแนวคดิ ในการวิจัยเปนหลกั (๒) ขอบเขตดานตัวแปร เปนการกําหนดประเด็นเกี่ยวกับตัวแปรท่ีจะศึกษาวามี อะไรบาง โดยทั่วไปแลวจะเปนการระบุรายละเอียดเก่ียวกับ “ตัวแปรตน” วามีอะไร และ “ตัวแปร ตาม” วา มอี ะไร ซึ่งเปน การกาํ หนดใหชัดเจนวาจะศกึ ษาตามตัวแปรที่กําหนดในขอบเขตนเ้ี ทานัน้ (๓) ขอบเขตดา นประชากร เปนการกําหนดกลุมประชากรท่ีจะทําการศกึ ษาวา เปน ใคร และมีจาํ นวนเทา ไร ท้ังนี้ ใหน สิ ิตอางอิงจํานวนประชากรดังกลาววาสืบคนมาจากท่ีไหนดวย เพ่ือความ นา เชือ่ ถอื ของขอ มลู (๔) ขอบเขตดา นสถานที่/พ้ืนท่ี เปนการกาํ หนดสถานที่/พื้นที่ท่ีผูศึกษาจะทําการเก็บ รวบรวมขอ มลู เทา นน้ั ซึง่ ไมสามารถไปเกบ็ ขอมูลการศึกษาจากท่ีอ่ืนไดน อกจากสถานที่/พ้นื ท่ที กี่ ําหนด (๕) ขอบเขตดานระยะเวลา เปนการวางกรอบระยะเวลาการดําเนินการทํา วทิ ยานพิ นธ โดยมวี นั เรมิ่ ตน และส้ินสุดของการศกึ ษา เพื่อเปนกรอบในการศึกษาของนิสิตและปองกัน ความคลาดเคลื่อนของขอมูลทศ่ี กึ ษา ๓ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความ เรื่อง “เทคนิคและรูปแบบการนําเสนอหัวขอและโครงราง วิทยานิพนธ” โดย อาจารยวนั ชยั สขุ ตาม
๔ ๔) ปญ หาท่ีตองการทราบ เปนการระบุถงึ ประเดน็ ปญหาที่เราตองการทราบ อยากรู โดยนิสิตตองต้ังเปนประโยคคําถาม ซ่งึ ประเดน็ ปญหาดงั กลา วตอ งสอดคลองกับวตั ถปุ ระสงคการวจิ ยั ดว ย ๕) สมมตฐิ านการวจิ ัย เปนการพยากรณ คาดเดา คาดคะเนไวลวงหนา วาจะเกิดตามส่ิงนี้ ซึ่งการพยากรณดังกลาว ตอ งไดรับการพสิ ูจนวา เปนจรงิ ตามที่พยากรณไ วหรือเปลา อาทิ อายตุ างกนั มีความเห็นตางกัน เราตอง พสิ จู นใ หไดว าแทท ่จี ริงแลว อายุท่ตี างกันจะมีความเหน็ แตกตางกนั หรือไม เปนตน ๖) นิยามศพั ทเฉพาะทใ่ี ชในการวจิ ยั เปนการใหค วามหมายเฉพาะในคําสาํ คญั ทีป่ รากฏในการศึกษาของเรา โดยการนิยามศัพทตอง ออกมาในเชงิ ปฏบิ ัติการใหเ ปนรปู ธรรม และสอดคลองเชอ่ื มโยงกบั เน้อื หาท่ที บทวนดวย ๗) ทบทวนเอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วของ ในประเด็นนี้จะมีอยู ๒ สวนดวยกัน คือ “เอกสาร และงานวิจัยที่เก่ียวของ” ฉะน้ัน การ นําเสนอในสวนนจี้ งึ มปี ระเดน็ ทต่ี อ งนําเสนออยู ๒ สว นดังนี้ (๑) เอกสารที่เก่ียวของ เปนการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวของกับหัวขอเร่ืองวิจัยให ครอบคลุมประเด็นสําคัญ ๆ ซ่งึ การทบทวนเอกสารดังกลาวน้ัน ตองเปนเอกสารที่อางอิงไมเกิน ๑๐ ป ยอ นหลงั เพื่อความทันสมัยของขอมูลและความนาเชื่อถือของขอมูลตาง ๆ เวนไวแตประเด็นนั้น เปน ขอมูลที่หาไดยากและจําเปนตองอางอิงเอกสารท่ีมีอายุมากกวา ๑๐ ป เชน เร่ืองประวัติศาสตร คัมภีร ความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณี เปนตน ท้ังน้ี การทบทวนเอกสารที่เก่ียวของควรแยกออกเปน ประเดน็ ๆ สาํ คัญใหครอบคลมุ กับหัวขอ เรอ่ื งวิจัย (๒) งานวิจัยที่เก่ียวของ เปนการทบทวนงานวิจัยท่ีเกี่ยวของกับหัวขอเรื่องวิจัย เชนเดียวกันกับการทบทวนเอกสารท่ีเก่ียวของ ซ่ึงผูวิจัยเองตองทบทวนงานวิจัยท่ีไมเกาเกินไป เหมาะสมกบั ยคุ สมัย และความนาเชือ่ ถอื ของขอ มูล ๘) วธิ ดี ําเนินการวจิ ยั ในสว นของวธิ ดี าํ เนินการวจิ ยั นี้ เปนการบอกถึงระเบียบวิธีการวิจัยวาจะทําวิจัยไปในทิศทางใด เปรียบเสมือนการกําหนดเคร่ืองมือท่ีใชในการเก็บเกี่ยวพันธุพืช วาจะเก็บรูปแบบไหน ใชใครเก็บ ใช เครื่องมือแบบไหนท่ีเหมาะสม เก็บอยางไร และเก็บมาแลวจะจัดการอยางไรกับพันธุพืชน้ันๆ ฉะนั้น วิธีดําเนินการวิจัย จึงเปนการกําหนดกฎเกณฑ ขอบังคับ ระเบียบ และแนวทางการปฏิบัติการ ซึ่ง โดยทั่วไปนยิ มกําหนดวธิ ดี าํ เนนิ การวจิ ยั ไว ๕ ประการดวยกัน คือ ๑) รูปแบบการวิจัย ๒) ประชากรและ กลุมตวั อยาง ๓) เครื่องมือท่ีใชในการวิจัย ๔) การเก็บรวบรวมขอมูล และ ๕) การวิเคราะหขอมูลและ สถิตทิ ใ่ี ชในการวิเคราะหขอ มูล ซ่งึ ผเู ขียนขอกลาวพอสังเขปดงั น้ี (๑) รูปแบบการวิจัย เปนการบอกถึงวาการทําวิจัยในหัวขอน้ีใชระเบียบวิธีการวิจัย แบบไหน เพอ่ื ทีผ่ ูศึกษาวิจัยจะไดก าํ หนดวิธีดาํ เนนิ การวจิ ยั ในขั้นตอไปได
๕ (๒) ประชากรและกลุมตัวอยาง เปนการกําหนดกลุมประชากรท่ีศึกษาวาเปนใคร จํานวนเทา ไร พรอ มกับระบทุ ีม่ าจาํ นวนประชากรเหลา นั้นดว ย ท้ังนี้ ในการลงพื้นที่เพ่ือการวิจัยจริงตอง กําหนดตัวแทนของประชากรทงั้ หมด นน่ั คือ กลุมตวั อยา ง เพือ่ เปนตัวแทนของประชากรทั้งหมด (๓) เคร่อื งมอื ท่ใี ชในการวจิ ยั เปน การระบเุ คร่ืองมอื เพ่ือใชเก็บรวบรวมขอมูลวาจะใช เครือ่ งมอื แบบไหนเกบ็ ขอ มลู เพอ่ื ใหไ ดข อ มลู มาอยางเหมาะสมกับงานวจิ ยั ซึ่งเคร่ืองมือท่ีนิยมใชในการ เก็บรวบรวมขอมลู นั้น อาทิ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ เปนตน (๔) การเก็บรวบรวมขอมูล ในสวนน้ีเปนการระบุถึงวิธีการและขั้นตอนการเก็บ รวบรวมขอมูล วาเปนการเก็บดวยวิธีใด มีขั้นตอนอยางไร เก่ียวของกับใครบาง เพื่อใหทราบถึงการ ไดม าของขอ มูลอยางชัดเจน (๕) การวเิ คราะหขอ มูลและสถิตทิ ใ่ี ชในการวิเคราะหขอมูล หลังจากที่ทําการเก็บ รวบรวมขอ มลู ท่ีไดจากการลงพื้นท่ีวิจัยแลว ผวู จิ ยั ตอ งทาํ การวิเคราะหข อ มลู ท่ไี ดมาโดยตองเลือกวิธีการ วเิ คราะหใหเหมาะสม และถูกตองของขอมูล ตลอดทั้งสถิติท่ีใชในการวิเคราะหขอมูลนั้น ตองสัมพันธ และสอดคลองกับวัตถปุ ระสงค และเครื่องมอื ในการวิจัย ๙) กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย เปนการกลาวถึงแนวความคดิ โดยภาพรวมท้งั หมดของงานวิจัย วาจะทําการศึกษาอะไรบาง ซึ่ง โดยปกตจิ ะแสดงถึงความสมั พันธระหวา ง “ตัวแปรตน (เหต)ุ กับตัวแปรตาม (ผล)” และจะนยิ มแสดง โดยเขียนเปนแผนภาพเปนหลักในการนําเสนอกรอบแนวคิดในการวิจัย ซ่ึงการไดมาในสวนน้ี ตองมี แนวคิด ทฤษฎี หรือสภาพทปี่ รากฏจริงของสิ่งที่ผูว จิ ยั ทาํ การวจิ ัย โดยตองปรากฏในการทบทวนเอกสาร และงานวจิ ัยที่เกยี่ วขอ งดวย เพือ่ แสดงถึงท่ีมาท่ีไปและความสัมพนั ธดงั กลา ว ๑๐) ประโยชนท คี่ าดวา จะไดรับ ในสว นนี้เปน การกลาวถงึ ประโยชนข องการวจิ ัย วา ทําการวิจัยไปแลว จะไดรับประโยชนอยางไร บา ง ซ่ึงนิยมเขียนประโยชนท่ีคาดวาจะไดร ับใหสอดคลอ งกับวัตถปุ ระสงคข องการวจิ ยั ๒. ความสัมพันธร ะหวา งโครงรางวิทยานิพนธกับวทิ ยานพิ นธ ในสวนน้ี ผเู ขียนขอกลาวถึง “การแปลง” โครงรางวิทยานิพนธที่ “ผาน” การสอบหัวขอและ โครงรา งวทิ ยานิพนธ และไดผ า นการ “อนมุ ตั ”ิ จากหลกั สูตรใหลงทะเบยี นทําวิทยานิพนธแลว “สู” การ ทําวทิ ยานิพนธในบทตาง ๆ ซง่ึ โดยทั่วไปจะมอี ยู ๕ บทดว ยกนั กลา วคือ ๑) บทท่ี ๑ บทนํา ๒) บทที่ ๒ ทบทวนเอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ กยี่ วขอ ง ๓) บทที่ ๓ วิธดี าํ เนนิ การวิจยั ๔) บทท่ี ๔ ผลการศึกษา และ ๕) บทที่ ๕ สรปุ อภิปรายผล และขอ เสนอแนะ ซงึ่ ผูเ ขียนขออธิบายถึงประเด็นสาํ คัญในแตละบทพอสังเขป ดังตอ ไปน้ี ๑) บทที่ ๑ บทนาํ ในสว นบทท่ี ๑ นี้ เปนการกลาวอารัมภบทถึงท่ีมาท่ีไป ความสําคัญ เปาหมายวิธีการเบื้องตน ของการวจิ ัย เพือ่ ใหผวู ิจยั และหรือผูสนใจศึกษาไดท ราบถงึ ความเปน มาเปน ไปของงานวิจัยดังกลาว ซึ่ง
๖ ในสวนของบทน้ีเปนการ “แปลง” จากโครงรางวิทยานิพนธเกือบท้ังหมดมาเขียนเปนบทท่ี ๑ โดย ประเด็นสาํ คัญหลกั ของการวิจัยใน “บทท่ี ๑ บทนาํ ” ดงั กลา ว จะมอี ยู ๗ ประเดน็ หลัก คอื “บทที่ ๑ บทนํา ๑.๑ ความเปน มาและความสําคญั ของปญหา ๑.๒ วัตถปุ ระสงคการวจิ ัย ๑.๓ ขอบเขตการวิจยั ๑.๔ ปญ หาท่ีตอ งการทราบ ๑.๕ สมมติฐานการวจิ ัย ๑.๖ นิยามศัพทเฉพาะท่ีใชในการวิจัย ๑.๗ ประโยชนที่ไดรับจากการวิจยั ” ๒) บทท่ี ๒ เอกสารและงานวิจัยทเี่ ก่ยี วขอ ง ในสว นของบทท่ี ๒ เอกสารและงานวิจยั ที่เกยี่ วของ เปน การขยายความจากประเด็นในโครงราง วิทยานิพนธหัวขอที่ “๗) ทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวของ กับ ๙) กรอบแนวคิดในการ วจิ ัย” ซึ่งในแตละประเดน็ ตอ งมีข้ันตอนของการเขียน ๓ ข้ันตอน กลาวคือ ขั้นตอนที่ ๑ เกริ่นนําหรือ อารัมภบท เปน การกลา วนําเขาสูเนอื้ หาของทจี่ ะศกึ ษา ข้ันตอนท่ี ๒ เนอื้ หา เปน การเรียบเรียงเนื้อหา ท่ผี ูวิจัยไดท าํ การทบทวนเอกสารและหรอื งานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ งกบั ประเดน็ ทีท่ าํ การศึกษาวิจัย ท้ังนี้ ผูวิจัย ตอ งเรียบเรยี งเอกสารท่ีศึกษาโดยเรียงตามลําดับความสําคญั ของเนื้อหา และลําดับความนาเช่ือถือของ เอกสาร กลา วคอื เริ่มจากเอกสารที่มีความสาํ คญั มากสุดไปหาเอกสารทม่ี ีความสาํ คญั นอ ยสุดในประเด็น ทศี่ ึกษา และขนั้ ตอนสดุ ทา ยคอื ข้นั ตอนท่ี ๓ สรปุ เปนการสรุปประเด็นสําคัญจากการทบทวนเอกสาร และหรืองานวิจยั ท่เี ก่ียวของในประเด็นนนั้ ๆ ทง้ั น้ี การสรปุ ประเดน็ สาํ คัญดังกลาว ตองสรุปประเด็นท่ีมี ความสําคัญ ความสอดคลอง ความสัมพันธ และการเอ้ือประโยชนตอประเด็นเร่ืองวิจัยของผูวิจัยดวย โดยประเด็นสําคัญหลักของการวิจัยใน “บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวของ” ดังกลาว จะมี ประเดน็ หลกั ดังน้ี “บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจยั ท่เี กย่ี วของ ๒.๑ แนวคดิ เกยี่ วกบั ๔.................... ๒.๒ แนวคิดเกยี่ วกบั .................... ๒.๓ แนวคิดเกีย่ วกบั .................... ๒.๔ ทฤษฎีเกย่ี วกบั ๕..................... ๔หัวขอท่ี ๒.๑ – ๒.๓ เปนการทบทวน “แนวคิด” ท่ีเก่ียวของกับประเด็นสําคัญหลักๆ ของงานวิจัย จาก เอกสาร หนงั สอื ตาํ ราตางๆ ทเี่ ก่ยี วของ ๕หัวขอที่ ๒.๔ เปนการทบทวน “ทฤษฎี” ที่เกี่ยวของกับประเด็นสําคัญหลักๆ ของงานวิจัย จากเอกสาร หนงั สือ ตาํ ราตางๆ ท่ีเกีย่ วขอ ง
๗ ๒.๕ ขอมูลเกี่ยวกับ๖...................... ๒.๖ งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ ง๗ ๒.๖.๑ งานวจิ ยั เกยี่ วกบั ........ ๒.๖.๒ งานวจิ ัยเกี่ยวกบั ........ ๒.๖.๓ งานวจิ ัยเก่ียวกับ........ ๒.๗ กรอบแนวคดิ ในการวิจยั ๘” ๓) บทท่ี ๓ วธิ ีดําเนินการวจิ ยั ในสวนของบทที่ ๓ วิธดี าํ เนินการวิจัย เปน การขยายความจากประเด็นในโครงรางวิทยานิพนธ หัวขอ ท่ี “๘) วธิ ีดําเนนิ การวจิ ยั ” ซ่ึงบทที่ ๓ น้จี ะมอี ยู ๕ ประเดน็ หลักๆ ดว ยกัน ดงั น้ี “บทท่ี ๓ วธิ ดี าํ เนนิ การวจิ ัย ๓.๑ รูปแบบการวจิ ยั ๙ ๓.๒ ประชากรและกลมุ ตวั อยา ง๑๐ ๓.๓ เครอื่ งมือทใ่ี ชใ นการวจิ ยั ๑๑ ๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอมลู ๑๒ ๓.๕ การวิเคราะหข อมลู และสถติ ทิ ่ีใชในการวเิ คราะหข อมลู ๑๓” ๖หวั ขอ ที่ ๒.๕ เปน การทบทวนเอกสารท่ีเก่ียวของกับ “ขอมูลทั่วไปของสถานท่ี/พื้นท่ี/หนวยงานหลักๆ” ท่ผี ูว ิจยั ทาํ การศกึ ษาวจิ ัย ๗หัวขอที่ ๒.๖ เปนการทบทวน “งานวิจัย” ท่ีเก่ียวของกับประเด็นสําคัญหลักๆ ของงานวิจัย ทั้งนี้หัวขอ ตา งๆ ของงานวจิ ัยตอ งสมั พนั ธ และสอดคลอ งกบั “เอกสาร” ทท่ี ําการทบทวนดวย ๘หัวขอ ท่ี ๒.๗ เปน การ “แปลง” มาจากโครงรางวทิ ยานิพนธในหัวขอ ที่ “๙) กรอบแนวคิดในการวิจัย” มา เปนหวั ขอ ปด ทายในบทท่ี ๒ ๙ประเด็น “๓.๑ รูปแบบการวิจยั ” สาระสําคญั ทต่ี อ งมี คือ ๑) ใชร ะเบยี บวธิ ีวิจัยอะไร และ ๒) ดําเนินการวิจัย แบบไหน ๑๐ประเดน็ “๓.๒ ประชากรและกลมุ ตวั อยาง” สาระสาํ คัญท่ตี อ งมี คือ ๑) ประชากร; (๑) ประชากรคือใคร (๒) มีจํานวนเทา ไร และ (๓) มที ม่ี าอยางไร ๒) กลุมตวั อยาง; (๑) รูปแบบการกําหนดกลุมตัวอยา ง (๒) วิธีการกําหนด ขนาดกลุมตวั อยา ง (๓) วิธีการคํานวณหากลุมตัวอยางพรอมแสดงคาตามวิธีการคํานวณน้ันๆ และ (๔) ตารางแสดง กลุมประชากรและกลุมตัวอยาง ๑๑ประเดน็ “๓.๓ เคร่ืองมอื ท่ีใชในการวิจัย” สาระสําคญั ทต่ี องมี คอื ๑) การสรางเครื่องมือ ๒) ลักษณะของ เครือ่ งมอื และ ๓) การตรวจสอบคุณภาพของเครือ่ งมอื ๑๒ประเดน็ “๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอ มูล” สาระสําคัญท่ตี องมี คือ ๑) วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล ๒) ขั้นตอน ของการเก็บรวบรวมขอ มูล และ ๓) บคุ คลทเ่ี กี่ยวของ ๑๓ประเด็น “๓.๕ การวิเคราะหขอมูลและสถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล” สาระสําคัญที่ตองมี คือ ๑) การวเิ คราะหข อ มลู ; (๑) วเิ คราะหข อมูลอยางไร และ (๒) วิเคราะหข อ มลู ดว ยวิธีอะไร ๒) สถิติที่ใชในการวิเคราะห ขอ มูล; (๑) วเิ คราะหอะไร และ (๒) ใชส ถิตอิ ะไรวเิ คราะห
๘ ๔) บทที่ ๔ ผลการศึกษา ในสว นของบทที่ ๔ ผลการศกึ ษา เปน การแสดงผลของการศกึ ษาทไี่ ดจ ากการทําการศึกษาวิจัย มาแลว ซ่ึงการนาํ เสนอในประเด็นสว นของบทน้มี ปี ระเดน็ สําคญั หลกั ๆ โดยเปนทน่ี ยิ มนาํ เสนอดงั น้ี “บทที่ ๔ ผลการศกึ ษา ๔.๑ ขอมูลท่วั ไปของผตู อบแบบสอบถาม๑๔ ๔.๒ บทบาทการบรหิ ารกิจการคณะสงฆ๑ ๕ (ตอบวัตถปุ ระสงค ๑) ๔.๓ ผลการเปรียบเทยี บ/สัมพันธ๑๖ (ตอบวัตถปุ ระสงค ๒) ๔.๔ ปญ หา อปุ สรรค และขอเสนอแนะ๑๗ (ตอบวตั ถปุ ระสงค ๓) ๔.๕ สรปุ องคค วามรทู ี่ไดจากการวจิ ัย๑๘” ๑๔ประเด็น “๔.๑ ขอ มูลท่ัวไปของผูตอบแบบสอบถาม” สาระสําคัญคือ เปนการนําเสนอขอมูลทั่วไปของ ผูตอบแบบสอบถาม อาทิ สถานภาพ เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได เปนตน ซึ่งการนําเสนอในแตละประเด็น ดังกลาว เปนการนําเสนอ จํานวน และรอยละของผูตอบแบบสอบถาม โดยนําเสนอเปนรูปแบบตาราง และอธิบาย ประกอบตาราง ๑๕ประเดน็ “๔.๒ บทบาทการบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ” สาระสําคญั คือ ในสว นนี้ผวู จิ ยั ตอ งตอบวัตถุประสงค ขอท่ี ๑ ของผูวิจัย ซงึ่ หัวขอในประเด็นนีจ้ ะแตกตา งกนั ไปตามแตวัตถุประสงคขอท่ี ๑ ของแตละทาน โดยการนําเสนอ ในรูปแบบตารางประกอบ พรอมกับอธิบายประเด็นสําคัญตางๆ ซ่ึงสถิติท่ีใชในประเด็นนี้สวนใหญแลวจะนิยมใชสถิติ พรรณนา ไดแ ก คา เฉล่ีย สว นเบีย่ งเบนมาตรฐานเปน หลกั ในการนาํ เสนอ ๑๖ประเดน็ “๔.๓ ผลการเปรยี บเทยี บ/สมั พนั ธ” สาระสาํ คัญคอื ในสว นนี้ผวู จิ ัยตอ งตอบวัตถุประสงคขอที่ ๒ ของผูวิจัย ซ่ึงหัวขอในประเด็นน้ีจะแตกตางกันไปตามแตวัตถุประสงคขอท่ี ๒ ของแตละทาน โดยการนําเสนอใน รูปแบบตารางประกอบ พรอมกับอธิบายประเด็นสําคัญตางๆ ซ่ึงสถิติท่ีใชในประเด็นนี้สวนใหญแลวจะนิยมใชสถิติ อางอิงหรืออนุมาน ไดแก การเปรียบเทียบความแตกตางรายคู (t-test, F-test) และการหาความสัมพันธของตัวแปร (คา สถติ ิไคสแควร (Chi-Square) และคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเพียรสัน (Pearson ‘s Correlation Coefficient)) เปน ตน ๑๗ประเดน็ “๔.๔ ปญ หา อุปสรรค และขอเสนอแนะ” สาระสําคัญคือ ในสวนนี้ผูวิจัยตองตอบวัตถุประสงค ขอ ที่ ๓ ของผูวจิ ยั ซึ่งหวั ขอ ในประเดน็ นี้จะแตกตา งกนั ไปตามแตว ตั ถุประสงคขอที่ ๓ ของแตละทาน โดยการนําเสนอ ในสว นนี้ผวู ิจยั ตองนําเสนอเปน ประเด็นๆ และนาํ เสนอในรูปแบบตารางประกอบ พรอมกับอธบิ ายประเดน็ น้ันๆ ๑๘ประเด็น “๔.๕ สรปุ องคความรูทีไ่ ดจากการวิจัย” สาระสําคัญคือ เปนการสรุปองคความรูจากขอคนพบ จากการวิจัย โดยประเด็นสําคัญๆ ที่นําเสนอมีอยู ๓ สวนคือ สวนที่ ๑ สวนนํา เปนการกลาวนําของผูวิจัยที่ได ทําการศกึ ษาวจิ ยั แลวไดขอ คน พบที่ตอ งการนําเสนอในประเด็นตอ ไป สวนท่ี ๒ สวนรูปแบบ/โมเดลองคความรู เปน การนําเสนอในรูปแบบแผนภาพ/แผนที่องคความรูที่ไดจากขอคนพบของผูวิจัย และสวนท่ี ๓ สวนอธิบายรูปแบบ/ โมเดลองคความรู เปน การอธบิ ายรายละเอียดประเดน็ สําคญั ตา งๆ จากรปู แบบแผนภาพ/แผนที่องคความรูท่ีนําเสนอ ในสว นท่ี ๒ ซ่งึ การเขียนอธบิ ายน้นั ควรนําเสนอใหเปนลําดับขั้นตอน และสอดคลองตามรูปแบบแผนภาพ/แผนที่องค ความรดู ังกลาวดว ย
๙ ๕) สรปุ อภปิ รายผล และขอเสนอแนะ ในสวนของบทที่ ๕ สรุป อภิปรายผล และขอเสนอแนะ เปนการสรุปผลการศึกษาท้ังหมด อภิปรายผลการศึกษาถึงสาเหตุวาทําไมถึงเปนเชนนั้น พรอมกับอางอิงถึงความสอดคลองกับแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยทไ่ี ดทบทวนไวใ นบทท่ี ๒ อกี ทั้งมีขอ เสนอแนะที่ไดจ ากการศกึ ษาวิจัยในครงั้ น้ี ซง่ึ ใน บทน้ีมีประเด็นสาํ คัญหลกั ๆ อยู ๓ ประเดน็ ดว ยกนั คือ “บทท่ี ๕ สรุป อภปิ รายผล และขอเสนอแนะ ๕.๑ สรุป๑๙ ๕.๒ อภปิ รายผล๒๐ ๕.๓ ขอ เสนอแนะ๒๑ ๕.๓.๑ ขอ เสนอแนะเชิงนโยบาย ๕.๓.๒ ขอ เสนอแนะเชงิ ปฏบิ ัติ ๕.๓.๓ ขอเสนอแนะเพ่ือการวิจัยครั้งตอ ไป” บทสรุป “เทคนิค วิธีการ: ความสัมพันธระหวางโครงรางวิทยานิพนธกับวิทยานิพนธ” เปน บทความท่ีผูเขียนพยายามรวบรวมเทคนิคและวิธีการ “แปลง” โครงรางวิทยานิพนธ “สู” การเขียน วิทยานิพนธใ นสวนของแตละบทของการทาํ วทิ ยานพิ นธ เพ่ือตอบโจทยกับประเด็นปญหาที่เกิดข้ึนโดย สวนใหญท่ผี ูเขียนไดรบั ฟง จากผูเ ขยี นวิทยานพิ นธมือใหม และจากคํากลาวถึงประเด็นปญหาตาง ๆ ที่ ๑๙ประเดน็ “๕.๑ สรปุ ” สาระสาํ คัญคือ เปน การสรุปประเด็นสําคญั ทีไ่ ดจ ากผลการศึกษาวิจัย โดยการเขียนใน สว นนี้ตองเรียงลําดับขน้ั ตอนตามวตั ถปุ ระสงคข องการวจิ ัย ๒๐ประเดน็ “๕.๒ อภิปรายผล” สาระสาํ คญั คอื เปน การอภปิ รายผลของการศึกษาวิจัย โดยนําเสนอเรียงตาม ประเด็นสําคัญเปนดาน ๆ ที่ไดศึกษา ซ่ึงในสวนน้ีมีลําดับขั้นตอนของการเขียน ๓ สวนดวยกันคือ สวนท่ี ๑ ผล การศึกษา เปนการสรุปถึงผลของการศึกษาวจิ ัยในประเด็นน้ันๆ สวนที่ ๒ อภิปรายผล เปนการอภิปรายผลการวิจัย ถึงเหตุผลท่ีผลการวจิ ยั ทําไมถึงเปน เชน น้นั เพราะอะไร และสวนที่ ๓ การอางอิง เปนการอางอิงแนวคิด ทฤษฎี และ งานวจิ ยั ที่ทบทวนในบทท่ี ๒ วาสอดคลอ ง/แยงกบั ผลการวิจัยในประเด็นน้ันอยางไร ๒๑ประเดน็ “๕.๓ ขอ เสนอแนะ” สาระสําคัญคือ เปนการเสนอแนะจากผลการศึกษาวิจัยถึงแนวทางการนํา ผลการวิจัยไปประยุกตใ ชใหเ กิดประโยชนก ับหนว ยงานท่มี ีสวนเกยี่ วของกบั ประเด็นการศึกษาวิจยั ของผูวิจัย ซ่ึงในสวน นี้มีประเด็นสําคัญอยู ๓ สวนดวยกันคือ สวนที่ ๑ ขอเสนอแนะเชิงนโยบาย เปนขอเสนอแนะที่ผูวิจัยนําเสนอกับ หนว ยงานทเี่ กี่ยวขอ งกบั ประเดน็ ท่ผี ูวิจยั ไดศึกษาวิจัยวา ควรปรับ/เพ่ิมเติม/พัฒนา/สงเสริมนโยบายในดานตางๆ ที่ได จากผลของการศึกษาวิจัยดังกลาว สวนท่ี ๒ ขอเสนอแนะเชิงปฏิบัติ เปนขอเสนอแนะท่ีผูวิจัยนําเสนอในเชิง ปฏบิ ัตกิ ารสําหรับหนว ยงานทเ่ี ก่ียวของกับประเด็นท่ีไดศึกษาดังกลาว และสวนท่ี ๓ ขอเสนอแนะเพื่อการวิจัยคร้ัง ตอไป เปนขอเสนอแนะท่ีผูวิจัยนําเสนอสําหรับการทําวิจัยในประเด็นที่เหมือน/สอดคลองกับหัวขอวิจัยที่ผูวิจัยได ทําการศึกษาวา ควรจะศึกษาสิ่งไหน แบบไหน รูปแบบไหน เพิ่มเติมการที่ผูวิจัยไดทําการศึกษา เพ่ือใหไดขอมูลท่ี สมบูรณเ พิม่ มากขึ้นกวาเดิม
๑๐ เกิดจากการทําวิทยานิพนธของนิสิตหลายทานที่ลงมือทําวิทยานิพนธแลว ฉะน้ัน บทความน้ีจึงเปน บทความที่ผูเขียนต้ังใจเขยี นขนึ้ สาํ หรบั ผูท ่ี “ผา น” การสอบหวั ขอและโครงรางวิทยานิพนธ และทําการ ลงทะเบยี นวทิ ยานิพนธแ ลว พรอ มเร่ิมตนการเขียนวิทยานิพนธ ซ่ึงบทตางๆ ในการเขียนวิทยานิพนธ ดังที่กลาวมาแลวน้ัน มีอยู ๕ บทดวยกันคือ ๑) บทท่ี ๑ บทนํา ๒) บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยท่ี เกยี่ วของ ๓) บทที่ ๓ วิธีดําเนินการวิจัย ๔) บทท่ี ๔ ผลการศึกษา และ ๕) บทท่ี ๕ สรุป อภิปรายผล และขอ เสนอแนะ ซงึ่ ในแตล ะบทน้นั ผเู ขียนไดแ สดงถงึ ประเด็นสาํ คญั ของแตละบทท่ีจําเปนตองมี พรอม กับสาระสําคัญตาง ๆ ในประเด็นน้ันๆ ทั้งน้ี ผูเขียนหวังวาบทความฉบับน้ีคงเปนผลงานสวนหน่ึงท่ี สามารถคลายประเดน็ สงสัย และผเู ขยี นหวงั เปน อยางยิ่งวาบทความฉบับนี้จะเปนสวนแหงความสําเร็จ ของผทู ําการศกึ ษาวจิ ัยตอไป
ดำเนินการจัดทำโดย งานเลขานุการหลักสูตร พธ.ม. และ พธ.ด. สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆ์สุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ E-mail: [email protected] 1
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169