โครงการเสริมศกั ยภาพนิสิตดา้ นการเขียนวิทยานิพนธ์ หลกั สูตรพุทธศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ปี การศึกษา ๒๕๖๕ บณั ฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆส์ ุรินทร์ มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตสุรินทร์ 1
สรปุ การดำเนินโครงการเสรมิ ศกั ยภาพนสิ ิตดา้ นการเขียนวทิ ยานิพนธ์ หลกั สูตรพทุ ธศาสนามหาบัณฑิต สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา ปีการศกึ ษา ๒๕๖๕ บณั ฑิตศึกษา วิทยาลัยสงฆส์ ุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์
๒ โครงการเสริมศักยภาพนสิ ติ ด้านการเขียนวทิ ยานพิ นธ์ ๑. ชอ่ื โครงการ โครงการเสรมิ ศักยภาพนสิ ติ ด้านการเขยี นวิทยานิพนธ์ ๒. ชื่อหน่วยงาน วิทยาลยั สงฆ์สรุ นิ ทร์ ๓. ผ้รู บั ผิดชอบโครงการ บณั ฑิตศึกษา ๔.โครงการเช่ือมโยงกบั มาตรฐาน สกอ. องคป์ ระกอบท่ี ๒ และ ๔ ๕. หลกั การและเหตผุ ล /เหตผุ ลจำเป็น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ ได้จัดการศึกษาหลักสูตรพุทธศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๕๒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตพุทธศาสตร มหาบัณฑิตสาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา ใหมีศีลาจารวตั รดีงาม เป็นแบบอยา่ งทด่ี ีของสังคมและใหม้ ีความรู้ความ เชี่ยวชาญในสาขาวิชาพระพุทธศาสนา สามารถวิเคราะห์และประยุกต์พุทธธรรมเพื่อ ประโยชนในการสอน และการเผยแผพระพุทธศาสนาอยางมีประสิทธิภาพ ในระบบการศึกษานิสิตต้องสอบผ่านการประเมินผล วิทยานิพนธ์ ดังนั้น ในปีการศึกษา ๒๕๖๔ หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัย สงฆ์สรุ นิ ทร์ จึงจดั โครงการเสริมศักยภาพนิสิตด้านการเขียนวิทยานิพนธ์ ใหน้ ิสิตระดบั บัณฑิตศึกษา สาขาวิชา พระพุทธศาสนา รุ่นที่ ๑๒-รุ่นที่ ๑๓ จำนวน ๑๕ รูป/คน และคณาจารย์เจ้าหน้าที่ จำนวน ๙ รูป/คน ลกั ษณะกิจกรรมแบบการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ทง้ั น้ีเพื่อพัฒนาคณุ ภาพผ้เู รยี นให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ของหลักสตู ร มที ักษะในการเขยี นงานวทิ ยานิพนธ์ และแนวทางวิชาการอื่นๆอีกต่อไป ๖. วัตถุประสงค์ : ๖.๑ เพอ่ื ให้นสิ ิตมที กั ษะในการเขียนวทิ ยานิพนธ์ ๖.๒ เพ่ือใหน้ สิ ติ รู้หลักในการเขียนวทิ ยานพิ นธ์ ๖.๓ เพื่อจดั การศึกษาใหส้ อดคลอ้ งกับวตั ถปุ ระสงคข์ องหลกั สูตร ๗. ลกั ษณะกิจกรรม ๗.๑ บรรยาย/อภิปราย ๗.๒ จัดอบรมและสมั มนา ๘. เปา้ หมาย : ๘.๑ เป้าหมายเชงิ ปริมาณ : นิสิตรุ่นท่ี ๑๒-๑๓ สาขาวิชาพระพุทธศาสนาหลกั สตู รพุทธศาสตร มหาบัณฑิต ๑๕ รูป/คน และคณาจารย์เจ้าหน้าที่ ๙ รูป/คน
๓ ๘.๒ เป้าหมายเชิงคุณภาพ : - นิสติ มคี วามเขา้ ใจหลักการเขียนงานวชิ าการ - นิสิตเกดิ ทกั ษะและมีความสามารถเขยี นงานวิชาการ ๘.๓ เป้าหมายเชิงเวลา : เดอื นกุมภาพนั ธ์ – เมษายน ๙. งบประมาณ : ๙.๑ งบประมาณแผน่ ดนิ จำนวน - บาท ๙.๒ งบประมาณรายได้ จำนวน ๑๕,๐๐๐ บาท ๙.๓ งบประมาณคา่ ใชจ้ ่าย - ค่าตอบแทนวิทยากร (๕๐๐ x ๘ ชม.) = ๔,๐๐๐ บาท - คา่ ตอบแทนประธานเปิด = ๑,๐๐๐ บาท - คา่ ตอบแทนพธิ กี รประจำวนั = ๑,๐๐๐ บาท - ค่าตอบแทนประธานพิธปี ดิ = ๑,๐๐๐ บาท - ค่าอาหารเคร่ืองดม่ื (๒๔*๑๒๐) = ๒,๘๘๐ บาท - ค่าบำรุงมหาวิทยาลัย = ๑,๐๐๐ บาท - อ่ืนๆ = ๔,๑๒๐ บาท รวมท้ังส้นิ (หน่ึงหม่ืนห้าพันบาทถ้วน) = ๑๕,๐๐๐ บาท ๑๐. กจิ กรรมการดำเนนิ งาน กจิ กรรม ระยะเวลาการดำเนนิ การ ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. ม.ิ ย. ก.ค. ส.ค ก.ย. ๖๕ ๖๕ ๖๕ ๖๖ ๖๖ ๖๖ ๖๖ ๖๖ ๖๖ ๖๖ ๖๖ ๖๖ - ขออนุมตั ิโครงการ - ต้งั คณะกรรมการดำเนินการ - ตดิ ต่อประสานงาน -ดำเนินการตามโครงการ -ประเมินผลการดำเนินการ -สรุปรายงานผลการดำเนินงาน ๑๑. ตัวชว้ี ัด ๑๑.๑ ผลผลติ (Output) นสิ ิตระดบั บัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพระพุทธศาสนา และคณาจารย์เจ้าหนา้ ท่ี จำนวน ๒๔ รูป/คน ๑๑.๒ ผลลัพธ์ (Outcome) นิสิตระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาพระพุทธศาสนา และคณาจารย์ เจ้าหน้าท่ี มีความรคู้ วามสามารถด้านทักษะในการเขยี นงานทางวิชาการและเขียนงานวิทยานิพนธไ์ ด้ดีย่ิงขน้ึ
๔ ๑๒.ขอ้ เสนอแนะและแนวทางการปรบั ปรงุ แก้ไขจากผลการดำเนนิ การตามโครงการในปีที่ผ่านมา ได้มีการปรับปรุงการดำเนินการจัดทำและพัฒนาแผนปฏิบัติการให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัย มาตรฐานการประเมินของมหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา(สกอ.)และ มาตรฐานกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ๑๓. ผลทคี่ าดวา่ จะไดร้ บั ๑๓.๑ นิสิตมที ักษะในการเขียนงานวชิ าการ ๑๓.๒ นิสติ สามารถเขียนงานวทิ ยานิพนธไ์ ด้ ๑๓.๓ จัดการศกึ ษาไดต้ ามวัตถุประสงคข์ องหลกั สตู ร (พระครูใบฎกี าเวียง กิตฺติวณโฺ ณ, ผศ.ดร.) (พระครูวิริยปญั ญาภวิ ัฒน์, ผศ.ดร.) ผู้อำนวยหลกั สตู รพทุ ธศาสตรดษุ ฎีบัณฑิต ผอู้ ำนวยการวิทยาลยั สงฆส์ ุรินทร์ ผเู้ หน็ ชอบโครงการ ผ้เู สนอโครงการ (พระพรหมวชิรโมล,ี ดร.) รองอธิการบดี วทิ ยาเขตสรุ นิ ทร์ ผู้อนุมัติโครงการ
๕ เขยี นวทิ ยานพิ นธ์ ประจำปกี ารศึกษา ๒๕๖๕ หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ณ หอ้ ง ๔๑๑ อาคารพระพรหมบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสรุ ินทร์ -------------------------------- วันอาทติ ย์ที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ๐๘.๐๐ – ๐๘.๓๐ ลงทะเบียน ๐๘.๓๐ – ๐๙.๐๐ พธิ เี ปิด โดย พระราชวิมลโมล,ี ผศ.ดร. ผูช้ ่วยอธิการบดฝี า่ ยวิชาการ มหาวทิ ยาลยั มหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วทิ ยาเขตสุรนิ ทร์ ๐๙.๐๐ – ๑๐.๑๕ กล่าวรายงานโดย พระครูใบฎกี าเวยี ง กิตฺตวิ ณฺโณ, ผศ.ดร. ผ้อู ำนวยการหลักสตู รพุทธศาสตรดษุ ฎบี ัณฑติ ๑๐.๑๕ – ๑๐.๓๐ การอบรมเชงิ ปฏิบัตกิ ารเรื่อง “การสรา้ งเครือ่ งมือและการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลการวจิ ัย” ๑๐.๓๐ – ๑๑.๓๐ โดย ผศ.ดร.วันชยั สขุ ตาม มหาวิทยาลยั ราชภฎั สรุ ินทร์ พักเบรก/ฉันนำ้ ปานะ ๑๑.๓๐ – ๑๒.๓๐ การอบรมเชงิ ปฏบิ ัติการเร่ือง “การสร้างเคร่ืองมอื และการเกบ็ รวบรวมข้อมลู การวิจัย” ๑๒.๓๐ – ๑๔.๓๐ โดย ผศ.ดร.วนั ชัย สุขตาม มหาวิทยาลยั ราชภฎั สุรนิ ทร์ พกั ฉนั ภตั ตาหารเพล ๑๔.๓๐ – ๑๔.๔๕ การอบรมเชิงปฏิบตั ิการเร่ือง “การสร้างเครอ่ื งมือและการเก็บรวบรวมข้อมลู การวิจัย” ๑๔.๔๕ – ๑๗.๓๐ โดย ผศ.ดร.วันชยั สขุ ตาม มหาวทิ ยาลัยราชภัฎสุรนิ ทร์ พกั เบรก/ ฉันนำ้ ปานะ ๑๗.๓๐ – ๑๘.๐๐ การอบรมเชิงปฏบิ ัตกิ ารเร่ือง “การสร้างเครอื่ งมือและการเกบ็ รวบรวมข้อมูลการวิจัย” โดย ผศ.ดร.วันชัย สขุ ตาม มหาวทิ ยาลัยราชภฎั สรุ ินทร์ สรปุ การอบรม พธิ ีปดิ โครงการฯ โดย รศ.ดร.ทวีศกั ดิ์ ทองทพิ ย์ ผู้ช่วยอธกิ ารบดฝี า่ ย กจิ การทัว่ ไป พธิ ีกรประจำวนั : ดร.ภัฎชวัชร์ สุขเสน อาจารย์ประจำหลักสูตรพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ หมายเหตุ: กำหนดการอาจจะมกี ารเปลยี่ นแปลงตามความเหมาะสม
๖ ผลการประเมนิ โครงการ (นสิ ิตหลักสตู รพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ ) การประเมินความพึงพอใจต่อโครงการเสริมศักยภาพนิสิตด้านการเขียนวิทยานิพนธ์ ประจำปี การศึกษา ๒๕๕๙ ใช้เกณฑ์ระดับความพึงพอใจดังนี้ ๕ = พึงพอใจมากที่สุด ๔ = พึงพอใจมาก ๓ = พึง พอใจปานกลาง ๒ = พงึ พอใจนอ้ ย ๑ = พงึ พอใจนอ้ ยที่สุด การประเมนิ โครงการเสรมิ ศกั ยภาพนสิ ิตดา้ นการ เขียนวิทยานิพนธ์ มีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดจำนวน ๗๘ รูป/คน มีผู้ตอบแบบสอบถาม ๗๘ รูป/คน ผล การประเมินความพงึ พอใจดังนี้ ๑.ขอ้ มลู ทวั่ ไปเกย่ี วกับผูป้ ระเมนิ การประเมนิ ความพึงพอใจตอ่ การดำเนินกิจกรรม แบง่ เปน็ ข้อมลู ทั่วไปเก่ียวกับผู้ตอบด้านข้อมูลส่วน บุคคล สาขาวชิ า ช้นั ปที ่ีศกึ ษา มดี งั น้ี ๑.๑) ข้อมูลทั่วไปเก่ียวกับผู้ตอบดา้ นข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ พระภิกษุ สามเณร คฤหัสถ์ ผลการประเมินดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่ ๑ ขอ้ มลู ท่วั ไปเก่ยี วกับผูต้ อบด้านขอ้ มลู สว่ นบคุ คล ขอ้ มูลสว่ นบุคคล จำนวน ร้อยละ ๑. พระภกิ ษุ ๑๕ ๖๒.๕ ๒. ฆราวาส - คณาจารย์ ๙ ๓๗.๕ ๓. เจ้าหน้าท่ี ๒ ๘.๓๓ รวม ๒๔ ๑๐๐ จากตารางที่ ๑ พบว่าข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบด้านข้อมูลส่วนบุคคล มีผู้ประเมินเข้าร่วมโครงการ ท้งั หมดจำนวน ๒๔ รปู /คน ไดแ้ ก่ นิสิตพระภกิ ษุระดับปรญิ ญาโท สาขาวิชาพระพุทธศาสนา จำนวน ๑๕ รปู คณาจารย์ จำนวน ๙ คน และเจ้าหน้าที่ ๒ คน ดังนั้นค่าเฉลี่ยความพึงพอใจจึงโน้มเอียงไปตามทัศนคติของ นิสติ พระภกิ ษุระดบั ปริญญาโทสาขาวิชาพระพุทธศาสนาเปน็ หลัก ๑.๒) ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบด้านสาขาวิชา ได้แก่ สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ผลการ ประเมินดงั ตารางตอ่ ไปน้ี ตารางที่ ๒ ขอ้ มูลท่วั ไปเกยี่ วกบั ผู้ตอบดา้ นสาขาวิชา สาขาวิชา จำนวน ร้อยละ พระพทุ ธศาสนา ๑๕ ๑๐๐ ไม่ตอบ - - รวม ๑๕ ๑๐๐
๗ จากตารางที่ ๒ พบว่าข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบด้านสาขาวิชา ได้แก่ นิสิตที่ในหลักสูตรพุทธศาสตร มหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา จำนวน ๑๕ รูป/คน รอ้ ย ๑๐๐ ๑.๓) ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบด้านชั้นปีที่ศึกษาได้แก่ นิสิตรุ่นที่ ๑๑ และอื่นๆ ผลการ ประเมนิ ดงั ตารางตอ่ ไปนี้ ตารางที่ ๓ ขอ้ มูลท่วั ไปเก่ียวกบั ผู้ตอบดา้ นช้นั ปที ่ศี กึ ษา ร่นุ ที่กำลงั ศึกษา จำนวน ร้อยละ ๘.๓๓ พธ.ม รุน่ ที่ ๑๒ ๒ ๕๔.๑๖ ๔๕.๘๓ พธ.ม รุ่นที่ ๑๓ ๑๓ ๑๐๐ อน่ื ๆ ๑๑ รวม ๒๔ จากตารางที่ ๓ พบว่า ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบด้านชั้นปีที่ศึกษา สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มีนิสิตรุ่น ๑๒ จำนวน ๒ รูป/คน นิสิตรุ่น ๑๓ จำนวน ๑๓ รูป/คน และอื่นๆ จำนวน ๑๑ รูป/คน ดังนั้น ค่าเฉลยี่ ความพึงพอใจจงึ โน้มเอียงไปตามทัศนคตขิ องนิสติ รุ่น ๑๓ เปน็ หลัก ๒. ความพงึ พอใจท่ีมีตอ่ การดำเนินโครงการ การประเมนิ ความพึงพอใจของพระนสิ ิตและคณาจารย์ต่อการดำเนนิ โครงการ มีรายการประเมิน ๓ ด้าน ได้แก่ ๑) ด้านการดำเนินโครงการ ๒) ด้านพระวิปัสสนาจารย์/วิทยากร ๓) ด้านการบรรลุวัตถปุ ระสงค์ โดยใช้เกณฑ์ความพึงพอใจดงั น้ี ๕ = พงึ พอใจมากท่สี ดุ (คา่ เฉลี่ย ๔.๕๐ ขน้ึ ไป) ๔ = พงึ พอใจมาก (ค่าเฉล่ีย ๓.๕๐ - ๔.๔๙) ๓ = พึงพอใจปานกลาง (ค่าเฉลี่ย ๒.๕๐ - ๓.๔๙) ๒ = พึงพอใจน้อย(ค่าเฉลี่ย ๑.๕๐ - ๒.๔๙) ๑= พงึ พอใจนอ้ ยท่ีสุด (คา่ เฉล่ีย ๑.๐๐-๑.๔๙) ผลการประเมินเป็นดงั น้ี ๒.๑) ด้านวิทยากร การดำเนนิ โครงการมตี ัวชีว้ ัด ๕ ประการ ได้แก่ ๑.มีความรู้เหมาะสมในหัวข้อที่ บรรยาย ๒. มีเทคนิคการบรรยายให้เข้าใจง่าย ๓.มีเอกสารและสื่อประกอบการบรรยาย ๔. ควบคุมเวลาได้ อยา่ งเหมาะสม ๕. เปิดโอกาสใหผ้ ฟู้ ังมสี ่วนรว่ มในกจิ กรรม ผลการประเมนิ เป็นดังน้ี
๘ ตารางท่ี ๔ ระดบั คา่ เฉลยี่ เลขคณติ และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานของความพึงพอใจของนสิ ิตทมี่ ีตอ่ การดำเนนิ โครงการ ดา้ นวิทยากร รายการประเมนิ จำนวน ค่าเฉลี่ย สว่ น ความหมาย ผูต้ อบ เบย่ี งเบน มาตรฐาน ๑. มีความรเู้ หมาะสมในหวั ขอ้ ที่บรรยาย ๒๔ ๔.๒๙ .๔๖ มาก ๒. มเี ทคนคิ การบรรยายให้เข้าใจงา่ ย ๒๔ ๔.๗๐ .๔๖ มากท่ีสดุ ๓. มีเอกสารและสอื่ ประกอบการบรรยาย ๒๔ ๔.๗๕ .๔๔ มากทส่ี ุด ๔.ควบคมุ เวลาไดอ้ ย่างเหมาะสม ๒๔ ๔.๕๘ .๕๐ มากทีส่ ดุ ๕.เปดิ โอกาสใหผ้ ฟู้ ังมสี ว่ นร่วมในกจิ กรรม ๒๔ ๔.๗๙ .๔๑ มากทส่ี ุด รวม ๒๔ ๔.๖๒ ๐.๑๕ จากตารางที่ ๔ พบว่า นิสิตหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนามีความ พึงพอใจด้านการดำเนินโครงการ อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งเรียงอันดับค่าเฉลี่ยเลขคณิตจากมากไปหาน้อยได้ ดังนี้ เปิดโอกาสใหผ้ ูฟ้ ังมีส่วนร่วมในกิจกรรม มีเอกสารและสื่อประกอบการบรรยาย มีเทคนิคการบรรยายให้ เข้าใจง่าย ควบคุมเวลาได้อย่างเหมาะสม มีความรู้เหมาะสมในหัวข้อที่บรรยาย เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม พบว่ามคี ่าเฉล่ียเลขคณติ เปน็ ๔.๖๒ สรุปไดว้ ่านสิ ิตหลักสตู รพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มคี วามพึงพอใจดา้ นวทิ ยากร อย่ใู นระดับ มากท่ีสดุ ๒.๒) ด้านวิชาการ ๑.มีเนื้อหาตรงกับหัวข้อที่กำหนด ๒.มีเนื้อหาทันสมัยเหมาะสมต่องาน เขยี นงานในปจั จบุ ัน ๓.มคี วามรูค้ วามเขา้ ใจในกระบวนการเขียนงานวจิ ัย ๔.มีความรูค้ วามเข้าใจในการแสวงหา ข้อมลู เขียนงานวิจัย ๕.เกดิ ทักษะกระบวนการทำงานเพม่ิ ขนึ้ ผลการประเมินเปน็ ดังน้ี ตารางที่ ๕ ระดบั คา่ เฉลย่ี เลขคณติ และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานของความพึงพอใจของนสิ ิตที่มีต่อการดำเนนิ โครงการ ดา้ นวชิ าการ รายการประเมิน จำนวนผตู้ อบ ค่าเฉลยี่ ส่วนเบีย่ งเบน ความ มาตรฐาน หมาย ๑. มีเนือ้ หาตรงกบั หวั ข้อทีก่ ำหนด ๒๔ ๔.๖๖ .๔๘ มากทสี่ ดุ ๒. มเี นอื้ หาทันสมยั เหมาะสมตอ่ งานเขียน ๒๔ ๔.๕๔ .๕๘ มากทส่ี ุด งานในปจั จบุ นั ๓.มีความรูค้ วามเข้าใจในกระบวนการเขยี น ๒๔ ๔.๒๕ .๖๗ มาก งานวจิ ัย
๙ ๔. มีความรู้ความเข้าใจในการแสวงหา ๒๔ ๔.๔๕ .๕๐ มาก ขอ้ มูลเขยี นงานวิจยั ๕.เกดิ ทกั ษะกระบวนการทำงานเพม่ิ ขึ้น ๒๔ ๔.๕๘ .๕๐ มากที่สดุ ๒๔ ๔.๕๐ ๐.๒๔ มากที่สุด รวม จากตารางที่ ๕ พบว่า นิสิตหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มีความพึง พอใจด้านพระวิปัสสนาจารย์/วิทยากร อยู่ในระดับมากที่และมาก ซึ่งเรียงอันดับค่าเฉลี่ยเลขคณิตจากมากไป หาน้อยได้ดังนี้ มีเนื้อหาตรงกับหัวข้อที่กำหนด เกิดทักษะกระบวนการทำงานเพิ่มขึ้น มีความรู้ความเข้าใจใน การแสวงหาข้อมลู เขยี นงานวิจัย มเี น้ือหาทนั สมยั เหมาะสมต่องานเขียนงานในปจั จบุ ัน มคี วามรู้ความเข้าใจใน กระบวนการเขียนงานวิจัย คือ เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมพบว่ามคี ่าเฉลี่ยเลขคณิตเปน็ ๔.๕๐ สรุปได้ว่านสิ ติ หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑติ สาขาวิชาพระพุทธศาสนามีความพึงพอใจดา้ นวิชาการ อยู่ในระดับ มากที่สุด ๒.๓) ด้านการบรรลุวัตถุประสงค์ การดำเนินโครงการด้านการบรรลุวัตถุประสงค์ มีตัวชี้วัด ๔ ประการ ได้แก่ ๑.มกี ารดำเนนิ การตามแผนงานทีว่ างไวใ้ นโครงการ ๒.มกี ารประชาสมั พันธ์โครงการล่วงหน้า ๓. สถานที่จัดกิจกรรมเหมาะสม ๔.จัดอำนวยความสะดวกให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้ดี ๕. เวลาในการจัดกิจกรรมมี ความเหมาะสม ผลการประเมนิ เป็นดงั น้ี ตารางที่ ๖ ระดบั คา่ เฉลย่ี เลขคณติ และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานของความพึงพอใจของนสิ ิตท่มี ตี ่อการดำเนินโครงการ ด้านการผูด้ ำเนนิ โครงการ รายการประเมนิ จำนวน คา่ เฉลยี่ ส่วน ความ ผตู้ อบ เบี่ยงเบน หมาย มาตรฐาน ๑. มกี ารดำเนนิ การตามแผนงานทว่ี างไว้ในโครงการ ๒๔ ๔.๒๕ .๔๔ มาก ๒. มีการประชาสมั พนั ธโ์ ครงการล่วงหน้า ๒๔ ๔.๒๐ .๔๑ มาก ๓. สถานท่จี ัดกจิ กรรมเหมาะสม ๒๔ ๔.๖๖ .๔๘ มากท่ีสดุ ๔. จดั อำนวยความสะดวกใหผ้ ู้ร่วมกจิ กรรมไดด้ ี ๒๔ ๔.๔๑ .๕๐ มาก ๕.เวลาในการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสม ๒๔ ๔.๕๘ .๕๐ มากทส่ี ดุ รวม ๒๔ ๔.๔๒ ๐.๑๔ มาก รวมทั้งหมด ๒๔ ๔.๕๑ ๐.๑๒ มากที่สุด จากตารางที่ ๖ พบว่า นิสิตหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มีความพึง พอใจด้านการบรรลุวัตถุประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุดและมาก ซึ่งเรียงอันดับค่าเฉลี่ยเลขคณิตจากมากไปหา นอ้ ยได้ดงั น้ี สถานท่จี ดั กจิ กรรมเหมาะสม เวลาในการจัดกิจกรรมมคี วามเหมาะสม จัดอำนวยความสะดวกให้
๑๐ ผู้ร่วมกิจกรรมได้ดี จัดอำนวยความสะดวกให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้ดี มีการดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ใน โครงการ เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมพบว่ามีค่าเฉลี่ยเลขคณิตเป็น ๔.๕๑ สรุปได้ว่านิสิตหลักสูตรพุทธศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพทุ ธศาสนา มคี วามพงึ พอใจด้านการบรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์อยู่ในระดับ มากทส่ี ุด สรุปภาพรวมการประเมินความพึงพอใจของนิสิตหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา พระพุทธศาสนา ต่อการดำเนินโครงการปฏิบัตวิ ิปสั สนากัมมฏั ฐาน ทั้ง ๓ ด้าน คือ ด้านการดำเนนิ โครงการ ดา้ นพระวปิ สั สนาจารย/์ วิทยากร และด้านการบรรลุวัตถุประสงค์ ซ่ึงเรียงอันดับค่าเฉลี่ยเลขคณิตจากมากไป หาน้อยได้ดังนี้ ๑. มีความพึงพอใจด้านวิทยากร อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเลขคณิตเป็น ๔.๖๒ ๒. มี ความพึงพอในด้านวิชาการจอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเลขคณิตเป็น ๔.๕๐ และอันดับสุดท้ายด้านการผู้ ดำเนนิ โครงการ อยูใ่ นระดบั มากท่ีสุด ค่าเฉล่ยี เลขคณติ เป็น ๔.๕๓ เม่อื วิเคราะห์ค่าเฉล่ียเลขคณิตทั้ง ๓ ด้าน จะได้ค่าเฉล่ียเลขคณิตเป็น ๔.๕๑ สรุปว่านิสิต หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มี ความพงึ พอใจต่อการดำเนินโครงการอย่ใู นระดับมากท่ีสดุ ๓. ความคดิ เห็นและข้อเสนอแนะ ๑. ดา้ นวทิ ยากร บรรยายเน้ือหาเขา้ ใจง่ายและเหมาะสมในการสื่อสาร ๒. ดา้ นวิชาการ เน้ือหาอยากให้มีภาพชดั เจนกวา่ น้ี ๓. ควรควบคุมให้เวลาเหมาะสมกับวิทยากร และสอ่ื การประกอบบรรยายควรมีเอกสารเพม่ิ เตมิ ***************** ลงชอ่ื ..........................................................ผูร้ ายงานขอ้ มูล (นางสาวจริ ารัตน์ พิมพป์ ระเสรฐิ ) ตำแหน่ง เจา้ หน้าท่ีบัณฑติ ศึกษา รายงานข้อมลู ณ วนั ที่ ๒๙ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๖
๑๑ คำกล่าวรายงาน โครงการเสริมศกั ยภาพนิสิตดา้ นการเขยี นวทิ ยานพิ นธ์ หลักสูตรพทุ ธศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วิทยาเขตสุรินทร์ วนั อาทิตย์ท่ี ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๓๐ น. ........................................................................................................................................... กราบเรียน รศ.ดร.ทวีศักดิ์ ทองทิพย์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป ผู้อำนวนการ หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วทิ ยาลัย วทิ ยาเขตสรุ นิ ทร์ ทเ่ี คารพ กระผม ดร.ภัฏชวัชร์ สุขเสน อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา พระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์สุรินทร์ ในนามตัวแทนของคณาจารย์ เจ้าหน้าที่และนิสิต ขอ อนุญาตรายงานการจัดโครงการเสริมศักยภาพนิสิตด้านการเขียนวิทยานิพนธ์ หลักสูตรพุทธ ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา โดยสงั เขปดงั นี้ ด้วยหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์สุรินทร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์สุรินทร์ ได้เปิดดำเนินการจัดการศึกษา หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ปี ๒๕๕๒ ถึงปัจจุบัน มีทิศทางการ พัฒนานิสิตให้มี “นวลักษณ์” คือ คุณสมบัติที่พึงประสงค์เก้าประการ ได้แก่ มีปฏิปทาน่าเลื่อมใส รเู้ ท่าทนั ความเปล่ียนแปลงทางสังคม มศี รทั ธาอทุ ิศตนเพื่อพระพทุ ธศาสนา มคี วามสามารถในการ แก้ปัญหา มีความใฝ่รู้ใฝ่คิด มีน้ำใจเสียสละเพื่อส่วนรวม มีโลกทัศน์กว้างไกล มีความเป็นผู้นำ ด้านจติ ใจและปญั ญา มีความมงุ่ มนั่ พฒั นาตนให้เพยี บพรอ้ มดว้ ยคุณธรรมจริยธรรม อนึ่ง นิสิตหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มีความหลากหลาย ด้านพื้นฐานการศึกษา วัยวุฒิ และประสบการณ์ เช่น จบการศึกษาใหม่ ผู้ทำงาน และพระสังฆาธิ การ เป็นต้น จึงจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างทักษะทางด้านการเขียนวิทยานิพนธ์และการวิจัย ให้แก่นิสิต เพื่อพัฒนาศักยภาพในด้านการเขียนวิทยานิพนธ์และการเขียนงานวิจัย โดย การจัดโครงการเสรมิ ศักยภาพนสิ ิตด้านการเขียนวิทยานิพนธ์และการวิจัย มีวัตถุประสงค์ของการ จัดโครงการดังตอ่ ไปน้ี ๑. เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการเขียนวิทยานิพนธ์และการวิจัยให้แก่นิสิตบัณฑิต วิทยาลยั ๒. เพ่อื สนับสนนุ การเขียนวทิ ยานพิ นธ์ของนิสติ ให้มีประสทิ ธิภาพยง่ิ ข้นึ
๑๒ ทงั้ นี้ มผี เู้ ขา้ ร่วมโครงการท้ังสน้ิ จำนวน ๒๕ รปู /คน ดังน้ี นิสติ หลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต จำนวน ๑๔ รูป/คน วทิ ยากร จำนวน ๑ รปู /คน คณาจารย/์ เจา้ หน้าที่ จำนวน ๑๐ รปู /คน บัดนี้ ได้เวลาอันมงคลฤกษ์แล้ว กระผมขอเรียนเชิญ รศ.ดร.ทวีศักดิ์ ทองทิพย์ ผู้ช่วย อธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป ผู้อำนวยการหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิ ชา พระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์ ได้โปรดเมตตา กล่าวให้โอวาทและเปิดโครงการเสริมศักยภาพนิสิตด้านการเขียนวิทยานิพนธ์ ในหลักสูตรพุทธ ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่มวลคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนิสิตสืบไป. ดว้ ยความเคารพอยา่ งสงู กระผม ดร.ภัฏชวัชร์ สขุ เสน
๑๓ รายชอ่ื นิสติ ท่เี ข้าร่วมโครงการ
๑๔
๑๕ แบบประเมินโครงการเสรมิ ศักยภาพนสิ ติ ด้านการเขยี นวิทยานพิ นธ์ บณั ฑติ ศกึ ษา วิทยาลยั สงฆ์สุรนิ ทร์ มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตสรุ นิ ทร์ วันอาทติ ย์ที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖ คำชีแ้ จง: แบบประเมนิ มที ั้งหมด ๒ ตอน โปรดทำเครื่องหมาย / ลงในช่อง และชอ่ งระดบั ความพงึ พอใจที่ ใหไ้ วด้ า้ นขวามือตามความเป็นจรงิ มากทสี่ ดุ ในทศั นะของท่าน เกณฑร์ ะดับความพึงพอใจเปน็ ดังนี้ ๕= พึงพอใจ มากท่ีสดุ ๔ = พึงพอใจมาก ๓=พึงพอใจปานกลาง ๒=พงึ พอใจน้อย ๑=พึงพอใจน้อยท่ีสุด ตอนที่ ๑ ข้อมลู ทว่ั ไปผู้ตอบแบบสอบถาม สถานภาพ พระภกิ ษุฆราวาส คณาจารย์เจ้าหน้าท่ี อาย.ุ .................ปี รนุ่ ทีศ่ กึ ษารนุ่ ที่ ๑๑ รนุ่ ท่ี ๑๒ รุ่นที่ ๑๓ อนื่ ๆ............ ตอนท่ี ๒ ข้อมูลด้านความพึงพอใจ ระดบั ความพึงพอใจ ข้อท่ี รายการประเมนิ มาก มาก ปาน น้อย นอ้ ย ทีส่ ุด กลาง ทีส่ ดุ ๕๔๓๒ ๑ ก.ดา้ นวิทยากร ๑ มีความรเู้ หมาะสมในหวั ข้อที่บรรยาย ๒ มเี ทคนิคการบรรยายให้เข้าใจงา่ ย ๓ มีเอกสารและสอ่ื ประกอบการบรรยาย ๔ ควบคมุ เวลาได้อยา่ งเหมาะสม ๕ เปิดโอกาสใหผ้ ฟู้ ังมีสว่ นร่วมในกจิ กรรม ข. ดา้ นวชิ าการ ๖ มเี นื้อหาตรงกับหวั ข้อท่ีกำหนด ๗ มเี นื้อหาทันสมัยเหมาะสมต่องานเขียนงานในปัจจุบนั ๘ มีความร้คู วามเข้าใจในกระบวนการเขียนงานวจิ ยั ๙ มคี วามรู้ความเข้าใจในการแสวงหาขอ้ มลู เขยี นงานวจิ ยั ๑๐ เกดิ ทักษะกระบวนการทำงานเพมิ่ ขนึ้ ค. ด้านผู้ดำเนินโครงการ ๑๑ มีการดำเนินการตามแผนงานท่ีวางไวใ้ นโครงการ ๑๒ มกี ารประชาสัมพนั ธ์โครงการล่วงหน้า ๑๓ สถานท่จี ดั กิจกรรมเหมาะสม ๑๔ จดั อำนวยความสะดวกให้ผรู้ ว่ มกจิ กรรมไดด้ ี ๑๕ เวลาในการจัดกจิ กรรมมคี วามเหมาะสม
๑๖ ความคดิ เหน็ และข้อเสนอแนะอนื่ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. .......................................
๑๗ ภาพประกอบโครงการเสรมิ ศกั ยภาพนิสิตด้านการเขยี นวทิ ยานพิ นธ์
๑๘
๑๙
เทคนิค วิธกี าร: ความสัมพันธระหวางโครงรา งวิทยานิพนธก บั วทิ ยานิพนธ อาจารยว นั ชยั สุขตาม๑ บทนํา “อาจารยครบั ผมสอบโครงรางฯ ผา นแลว จะทําวทิ ยานพิ นธไ ดอยางไร?.. ผมจะเขียนบทตา ง ๆ ในเลมวิทยานพิ นธไ ดอ ยา งไร?..วิทยานพิ นธม กี บี่ ท?.. แตล ะบทมอี ะไรบาง?..แลว ทําอยางไร? ฯลฯ” ประเด็นปญ หาท่ีกลา วขา งตน คงคนุ หู หรอื กองอยใู นความคดิ ของใครตอ ใครหลายคนท่ีกําลังเขา สูวังวนแหงการทําวิทยานิพนธ สําหรับมือใหมของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาคงจะเปนเรื่องท่ีกังวลเปน อยางย่ิงในการทําวิทยานิพนธ ผูเขียนเองก็เคยมีความรูสึก๒ไมตางกับนิสิตอีกหลายคนที่ไมรูวาจะทํา อะไรตอ และทําอะไรบาง อยางไร และจากประสบการณท่ไี ดเปนอาจารยผูบรรยายในรายวิชา ระเบียบ วิธีวจิ ัย ตลอดทง้ั กรรมการควบคุมวทิ ยานิพนธมาหลายเลมพอสมควรไดเ ลง็ เห็นถึงประเด็นปญหาท่ีเกิด ขนึ้ กับการทําวทิ ยานิพนธข องนิสติ ระดบั บณั ฑติ ศกึ ษา จึงไดค ดิ คน หา “เทคนคิ วธิ กี าร: ความสัมพันธ ระหวางโครงรางวิทยานิพนธก ับวทิ ยานพิ นธ” ท่ีสามารถนาํ ไปสูก ารปฏบิ ัติไดจริงและเขาใจที่งายข้ึน สาํ หรับนิสิตผยู งั มีความสับสนอยู ฉะน้นั ผเู ขยี นจึงไดสรปุ เปนแผนภาพทแี่ สดงความสมั พันธระหวางการ แปลงโครงรางวทิ ยานพิ นธสูการเขียนวิทยานิพนธในบทตาง ๆ เพ่ือใหเกิดความสอดคลองและงายตอ การทําวทิ ยานพิ นธของนสิ ติ ตอไป ๑อาจารยประจาํ ภาควิชารฐั ศาสตร คณะสงั คมศาสตร มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย ๒ในขณะท่ผี ูเขียนยงั เปน นักศกึ ษาระดับปรญิ ญาโท
๒ โครงรา งวิทยานิพนธ บทที่ ๑ บทนํา ๑) ความเปนมาและความสําคัญ ๑.๑ ความเปน มาและความสําคัญของ ของปญหา ปญหา ๒) วตั ถปุ ระสงคก ารวิจัย ๓) ขอบเขตการวิจยั ๑.๒ วัตถุประสงคก ารวิจยั ๔) ปญ หาทต่ี อ งการทราบ ๑.๓ ขอบเขตการวิจยั ๕) สมมตฐิ านการวจิ ัย ๑.๔ ปญ หาทีต่ อ งการทราบ ๖) นยิ ามศพั ทเ ฉพาะทีใ่ ชใ นการวิจัย ๑.๕ สมมตฐิ านการวจิ ัย ๗) ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่ ๑.๖ นิยามศัพทเฉพาะที่ใชในการวิจยั ๑.๗ ประโยชนท ี่ไดรบั จากการวิจัย เกี่ยวขอ ง ๘) วิธีดําเนนิ การวิจยั บท ท่ี ๒ เ อ กส าร แล ะ งานวิจั ย ที่ ๙) กรอบแนวคดิ ในการวิจัย เกี่ยวของ ๑๐) ประโยชนท่คี าดวาจะไดรับจาก ๒.๑ แนวคิดเกี่ยวกับ.................... การวิจยั ๒.๒ แนวคดิ เกี่ยวกับ.................... ๒.๓ แนวคิดเกี่ยวกบั .................... บทที่ ๓ วิธดี าํ เนินการวจิ ยั ๒.๔ ทฤษฎีเกย่ี วกับ..................... ๓.๑ รปู แบบการวจิ ัย ๒.๕ ขอมลู เกี่ยวกบั ...................... ๓.๒ ประชากรและกลุมตวั อยา ง ๒.๖ งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ ง ๓.๓ เครอ่ื งมือที่ใชใ นการวิจัย ๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอมูล ๒.๖.๑ งานวจิ ยั เก่ียวกับ........ ๓.๕ การวเิ คราะหขอ มลู และสถติ ิท่ี ๒.๖.๒ งานวจิ ยั เก่ยี วกบั ........ ใชในการวิเคราะหขอ มลู ๒.๖.๓ งานวจิ ัยเกย่ี วกับ........ ๒.๗ กรอบแนวคิดในการวิจัย บทที่ ๔ ผลการศกึ ษา ๔.๑ ขอมลู ทว่ั ไปของผตู อบแบบสอบถาม บทท่ี ๕ สรปุ อภปิ รายผล ๔.๒ บทบาทการบริหารกจิ การคณะสงฆ และขอเสนอแนะ (ตอบวัตถปุ ระสงค ๑) ๕.๑ สรุป ๔.๓ ผลการเปรียบเทียบ/สัมพันธ (ตอบ ๕.๒ อภปิ รายผล ๕.๓ ขอเสนอแนะ วตั ถปุ ระสงค ๒) ๔.๔ ปญ หา อปุ สรรค และขอ เสนอแนะ ๕.๓.๑ ขอ เสนอแนะเชิงนโยบาย ๕.๓.๒ ขอ เสนอแนะเชิงปฏบิ ตั ิ (ตอบวัตถปุ ระสงค ๓) ๕.๓.๓ ขอ เสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้ง ๔.๕ สรุปองคความรทู ี่ไดจากการวิจัย ตอ ไป แผนภาพท่ี ๑ แสดงความสัมพันธระหวางโครงราง วิทยานพิ นธก ับวิทยานพิ นธ (จากการสงั เคราะหของผูเขียน)
๓ จากแผนภาพที่ ๑ ผูเ ขียนขออธบิ ายเปน ประเดน็ สาํ คญั ๆ ตามลําดับข้ันตอนดังตอไปน้ี ๑. โครงรางวิทยานิพนธ๓ โครงรา งวิทยานิพนธด งั ทแี่ สดงในแผนภาพเปนการประยุกตมาจากคูมือการทําวิทยานิพนธและ สารนิพนธข องบณั ฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยเปนการนําเสนอการทํา วิทยานิพนธท่ีเนน การใชระเบยี บวิธีวิจัยเชิงปริมาณเปนหลัก ฉะนั้น ประเด็นสําคัญตาง ๆ ที่ปรากฏดัง แผนภาพจงึ มีอยู ๑๐ ประเดน็ ดวยกัน ซึ่งผูเขียนขอนาํ เสนอโดยสังเขป ดังน้ี ๑) ความเปน มาและความสาํ คญั ของปญหา เปนการกลาวถึงความเปน มาของประเด็นทนี่ สิ ติ ตองการศึกษาวามีความเปนมาเปนไปอยางไร และมีความสําคญั ท่จี ําเปนตอ งศึกษาอยา งไร ทัง้ นี้ นสิ ิตตองอางอิงถึงท่ีมาและความสําคัญดังกลาวโดย เปน สภาพหรอื ปรากฏการณท เี่ กดิ ข้ึนจรงิ ในประเดน็ นนั้ ๆ ๒) วัตถุประสงคการวจิ ยั เปน การกลาวถงึ เปาประสงค หรอื เปา หมายสิ่งท่ีเราตองการจะศกึ ษา วาตองการศึกษาอะไรบาง โดยสวนใหญแลวการเขียนวัตถุประสงคมักนิยมข้ึนตนดวยคําวา “เพ่ือศึกษา....” แลวตามดวย เปา หมายท่ตี องการศกึ ษาตอไป ซ่ึงโดยทว่ั ไปนยิ มกําหนดวตั ถุประสงคเ พยี ง ๓ ขอ เทา นัน้ ๓) ขอบเขตการวิจัย เปนการกําหนดขอบเขตของการศกึ ษาวาเราจะศึกษาภายในขอบเขตอะไรบาง ซ่ึงโดยปกติแลว ทางหลกั สูตรฯ ระดบั บัณฑิตวทิ ยาลยั ไดก ําหนดขอบเขตการวิจยั ไว ๕ ประเดน็ ดังน้ี (๑) ขอบเขตดานเนื้อหา เปนการกําหนดประเด็นเกี่ยวกับเน้ือหาที่จะทําการศึกษา หลัก ๆ วา มีอะไรบาง ซึง่ มักนิยมระบเุ นอ้ื หาหลักท่ปี รากฏตามกรอบแนวคดิ ในการวิจัยเปนหลกั (๒) ขอบเขตดานตัวแปร เปนการกําหนดประเด็นเกี่ยวกับตัวแปรท่ีจะศึกษาวามี อะไรบาง โดยทั่วไปแลวจะเปนการระบุรายละเอียดเก่ียวกับ “ตัวแปรตน” วามีอะไร และ “ตัวแปร ตาม” วา มอี ะไร ซึ่งเปน การกาํ หนดใหชัดเจนวาจะศกึ ษาตามตัวแปรที่กําหนดในขอบเขตนเ้ี ทานัน้ (๓) ขอบเขตดา นประชากร เปนการกําหนดกลุมประชากรท่ีจะทําการศกึ ษาวา เปน ใคร และมีจาํ นวนเทา ไร ท้ังนี้ ใหน สิ ิตอางอิงจํานวนประชากรดังกลาววาสืบคนมาจากท่ีไหนดวย เพ่ือความ นา เชือ่ ถอื ของขอ มลู (๔) ขอบเขตดา นสถานที่/พ้ืนท่ี เปนการกาํ หนดสถานที่/พื้นที่ท่ีผูศึกษาจะทําการเก็บ รวบรวมขอ มลู เทา นน้ั ซึง่ ไมสามารถไปเกบ็ ขอมูลการศึกษาจากท่ีอ่ืนไดน อกจากสถานที่/พ้นื ท่ที กี่ ําหนด (๕) ขอบเขตดานระยะเวลา เปนการวางกรอบระยะเวลาการดําเนินการทํา วทิ ยานพิ นธ โดยมวี นั เรมิ่ ตน และส้ินสุดของการศกึ ษา เพื่อเปนกรอบในการศึกษาของนิสิตและปองกัน ความคลาดเคลื่อนของขอมูลทศ่ี กึ ษา ๓ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความ เรื่อง “เทคนิคและรูปแบบการนําเสนอหัวขอและโครงราง วิทยานิพนธ” โดย อาจารยวนั ชยั สขุ ตาม
๔ ๔) ปญ หาท่ีตองการทราบ เปนการระบุถงึ ประเดน็ ปญหาที่เราตองการทราบ อยากรู โดยนิสิตตองต้ังเปนประโยคคําถาม ซ่งึ ประเดน็ ปญหาดงั กลา วตอ งสอดคลองกับวตั ถปุ ระสงคการวจิ ยั ดว ย ๕) สมมตฐิ านการวจิ ัย เปนการพยากรณ คาดเดา คาดคะเนไวลวงหนา วาจะเกิดตามส่ิงนี้ ซึ่งการพยากรณดังกลาว ตอ งไดรับการพสิ ูจนวา เปนจรงิ ตามที่พยากรณไ วหรือเปลา อาทิ อายตุ างกนั มีความเห็นตางกัน เราตอง พสิ จู นใ หไดว าแทท ่จี ริงแลว อายุท่ตี างกันจะมีความเหน็ แตกตางกนั หรือไม เปนตน ๖) นิยามศพั ทเฉพาะทใ่ี ชในการวจิ ยั เปนการใหค วามหมายเฉพาะในคําสาํ คญั ทีป่ รากฏในการศึกษาของเรา โดยการนิยามศัพทตอง ออกมาในเชงิ ปฏบิ ัติการใหเ ปนรปู ธรรม และสอดคลองเชอ่ื มโยงกบั เน้อื หาท่ที บทวนดวย ๗) ทบทวนเอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วของ ในประเด็นนี้จะมีอยู ๒ สวนดวยกัน คือ “เอกสาร และงานวิจัยที่เก่ียวของ” ฉะน้ัน การ นําเสนอในสวนนจี้ งึ มปี ระเดน็ ทต่ี อ งนําเสนออยู ๒ สว นดังนี้ (๑) เอกสารที่เก่ียวของ เปนการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวของกับหัวขอเร่ืองวิจัยให ครอบคลุมประเด็นสําคัญ ๆ ซ่งึ การทบทวนเอกสารดังกลาวน้ัน ตองเปนเอกสารที่อางอิงไมเกิน ๑๐ ป ยอ นหลงั เพื่อความทันสมัยของขอมูลและความนาเชื่อถือของขอมูลตาง ๆ เวนไวแตประเด็นนั้น เปน ขอมูลที่หาไดยากและจําเปนตองอางอิงเอกสารท่ีมีอายุมากกวา ๑๐ ป เชน เร่ืองประวัติศาสตร คัมภีร ความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณี เปนตน ท้ังน้ี การทบทวนเอกสารที่เก่ียวของควรแยกออกเปน ประเดน็ ๆ สาํ คัญใหครอบคลมุ กับหัวขอ เรอ่ื งวิจัย (๒) งานวิจัยที่เก่ียวของ เปนการทบทวนงานวิจัยท่ีเกี่ยวของกับหัวขอเรื่องวิจัย เชนเดียวกันกับการทบทวนเอกสารท่ีเก่ียวของ ซ่ึงผูวิจัยเองตองทบทวนงานวิจัยท่ีไมเกาเกินไป เหมาะสมกบั ยคุ สมัย และความนาเชือ่ ถอื ของขอ มูล ๘) วธิ ดี ําเนินการวจิ ยั ในสว นของวธิ ดี าํ เนินการวจิ ยั นี้ เปนการบอกถึงระเบียบวิธีการวิจัยวาจะทําวิจัยไปในทิศทางใด เปรียบเสมือนการกําหนดเคร่ืองมือท่ีใชในการเก็บเกี่ยวพันธุพืช วาจะเก็บรูปแบบไหน ใชใครเก็บ ใช เครื่องมือแบบไหนท่ีเหมาะสม เก็บอยางไร และเก็บมาแลวจะจัดการอยางไรกับพันธุพืชน้ันๆ ฉะนั้น วิธีดําเนินการวิจัย จึงเปนการกําหนดกฎเกณฑ ขอบังคับ ระเบียบ และแนวทางการปฏิบัติการ ซึ่ง โดยทั่วไปนยิ มกําหนดวธิ ดี าํ เนนิ การวจิ ยั ไว ๕ ประการดวยกัน คือ ๑) รูปแบบการวิจัย ๒) ประชากรและ กลุมตวั อยาง ๓) เครื่องมือท่ีใชในการวิจัย ๔) การเก็บรวบรวมขอมูล และ ๕) การวิเคราะหขอมูลและ สถิตทิ ใ่ี ชในการวิเคราะหขอ มูล ซ่งึ ผเู ขียนขอกลาวพอสังเขปดงั น้ี (๑) รูปแบบการวิจัย เปนการบอกถึงวาการทําวิจัยในหัวขอน้ีใชระเบียบวิธีการวิจัย แบบไหน เพอ่ื ทีผ่ ูศึกษาวิจัยจะไดก าํ หนดวิธีดาํ เนนิ การวจิ ยั ในขั้นตอไปได
๕ (๒) ประชากรและกลุมตัวอยาง เปนการกําหนดกลุมประชากรท่ีศึกษาวาเปนใคร จํานวนเทา ไร พรอ มกับระบทุ ีม่ าจาํ นวนประชากรเหลา นั้นดว ย ท้ังนี้ ในการลงพื้นที่เพ่ือการวิจัยจริงตอง กําหนดตัวแทนของประชากรทงั้ หมด นน่ั คือ กลุมตวั อยา ง เพือ่ เปนตัวแทนของประชากรทั้งหมด (๓) เคร่อื งมอื ท่ใี ชในการวจิ ยั เปน การระบเุ คร่ืองมอื เพ่ือใชเก็บรวบรวมขอมูลวาจะใช เครือ่ งมอื แบบไหนเกบ็ ขอ มลู เพอ่ื ใหไ ดข อ มลู มาอยางเหมาะสมกับงานวจิ ยั ซึ่งเคร่ืองมือท่ีนิยมใชในการ เก็บรวบรวมขอมลู นั้น อาทิ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ เปนตน (๔) การเก็บรวบรวมขอมูล ในสวนน้ีเปนการระบุถึงวิธีการและขั้นตอนการเก็บ รวบรวมขอมูล วาเปนการเก็บดวยวิธีใด มีขั้นตอนอยางไร เก่ียวของกับใครบาง เพื่อใหทราบถึงการ ไดม าของขอ มูลอยางชัดเจน (๕) การวเิ คราะหขอ มูลและสถิตทิ ใ่ี ชในการวิเคราะหขอมูล หลังจากที่ทําการเก็บ รวบรวมขอ มลู ท่ีไดจากการลงพื้นท่ีวิจัยแลว ผวู จิ ยั ตอ งทาํ การวิเคราะหข อ มลู ท่ไี ดมาโดยตองเลือกวิธีการ วเิ คราะหใหเหมาะสม และถูกตองของขอมูล ตลอดทั้งสถิติท่ีใชในการวิเคราะหขอมูลนั้น ตองสัมพันธ และสอดคลองกับวัตถปุ ระสงค และเครื่องมอื ในการวิจัย ๙) กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย เปนการกลาวถึงแนวความคดิ โดยภาพรวมท้งั หมดของงานวิจัย วาจะทําการศึกษาอะไรบาง ซึ่ง โดยปกตจิ ะแสดงถึงความสมั พันธระหวา ง “ตัวแปรตน (เหต)ุ กับตัวแปรตาม (ผล)” และจะนยิ มแสดง โดยเขียนเปนแผนภาพเปนหลักในการนําเสนอกรอบแนวคิดในการวิจัย ซ่ึงการไดมาในสวนน้ี ตองมี แนวคิด ทฤษฎี หรือสภาพทปี่ รากฏจริงของสิ่งที่ผูว จิ ยั ทาํ การวจิ ัย โดยตองปรากฏในการทบทวนเอกสาร และงานวจิ ัยที่เกยี่ วขอ งดวย เพือ่ แสดงถึงท่ีมาท่ีไปและความสัมพนั ธดงั กลา ว ๑๐) ประโยชนท คี่ าดวา จะไดรับ ในสว นนี้เปน การกลาวถงึ ประโยชนข องการวจิ ัย วา ทําการวิจัยไปแลว จะไดรับประโยชนอยางไร บา ง ซ่ึงนิยมเขียนประโยชนท่ีคาดวาจะไดร ับใหสอดคลอ งกับวัตถปุ ระสงคข องการวจิ ยั ๒. ความสัมพันธร ะหวา งโครงรางวิทยานิพนธกับวทิ ยานพิ นธ ในสวนน้ี ผเู ขียนขอกลาวถึง “การแปลง” โครงรางวิทยานิพนธที่ “ผาน” การสอบหัวขอและ โครงรา งวทิ ยานิพนธ และไดผ า นการ “อนมุ ตั ”ิ จากหลกั สูตรใหลงทะเบยี นทําวิทยานิพนธแลว “สู” การ ทําวทิ ยานิพนธในบทตาง ๆ ซง่ึ โดยทั่วไปจะมอี ยู ๕ บทดว ยกนั กลา วคือ ๑) บทท่ี ๑ บทนํา ๒) บทที่ ๒ ทบทวนเอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ กยี่ วขอ ง ๓) บทที่ ๓ วิธดี าํ เนนิ การวิจยั ๔) บทท่ี ๔ ผลการศึกษา และ ๕) บทที่ ๕ สรปุ อภิปรายผล และขอ เสนอแนะ ซงึ่ ผูเ ขียนขออธิบายถึงประเด็นสาํ คัญในแตละบทพอสังเขป ดังตอ ไปน้ี ๑) บทที่ ๑ บทนาํ ในสว นบทท่ี ๑ นี้ เปนการกลาวอารัมภบทถึงท่ีมาท่ีไป ความสําคัญ เปาหมายวิธีการเบื้องตน ของการวจิ ัย เพือ่ ใหผวู ิจยั และหรือผูสนใจศึกษาไดท ราบถงึ ความเปน มาเปน ไปของงานวิจัยดังกลาว ซึ่ง
๖ ในสวนของบทน้ีเปนการ “แปลง” จากโครงรางวิทยานิพนธเกือบท้ังหมดมาเขียนเปนบทท่ี ๑ โดย ประเด็นสาํ คัญหลกั ของการวิจัยใน “บทท่ี ๑ บทนาํ ” ดงั กลา ว จะมอี ยู ๗ ประเดน็ หลัก คอื “บทที่ ๑ บทนํา ๑.๑ ความเปน มาและความสําคญั ของปญหา ๑.๒ วัตถปุ ระสงคการวจิ ัย ๑.๓ ขอบเขตการวิจยั ๑.๔ ปญ หาท่ีตอ งการทราบ ๑.๕ สมมติฐานการวจิ ัย ๑.๖ นิยามศัพทเฉพาะท่ีใชในการวิจัย ๑.๗ ประโยชนที่ไดรับจากการวิจยั ” ๒) บทท่ี ๒ เอกสารและงานวิจัยทเี่ ก่ยี วขอ ง ในสว นของบทท่ี ๒ เอกสารและงานวิจยั ที่เกยี่ วของ เปน การขยายความจากประเด็นในโครงราง วิทยานิพนธหัวขอที่ “๗) ทบทวนเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวของ กับ ๙) กรอบแนวคิดในการ วจิ ัย” ซึ่งในแตละประเดน็ ตอ งมีข้ันตอนของการเขียน ๓ ข้ันตอน กลาวคือ ขั้นตอนที่ ๑ เกริ่นนําหรือ อารัมภบท เปน การกลา วนําเขาสูเนอื้ หาของทจี่ ะศกึ ษา ข้ันตอนท่ี ๒ เนอื้ หา เปน การเรียบเรียงเนื้อหา ท่ผี ูวิจัยไดท าํ การทบทวนเอกสารและหรอื งานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วขอ งกบั ประเดน็ ทีท่ าํ การศึกษาวิจัย ท้ังนี้ ผูวิจัย ตอ งเรียบเรยี งเอกสารท่ีศึกษาโดยเรียงตามลําดับความสําคญั ของเนื้อหา และลําดับความนาเช่ือถือของ เอกสาร กลา วคอื เริ่มจากเอกสารที่มีความสาํ คญั มากสุดไปหาเอกสารทม่ี ีความสาํ คญั นอ ยสุดในประเด็น ทศี่ ึกษา และขนั้ ตอนสดุ ทา ยคอื ข้นั ตอนท่ี ๓ สรปุ เปนการสรุปประเด็นสําคัญจากการทบทวนเอกสาร และหรืองานวิจยั ท่เี ก่ียวของในประเด็นนนั้ ๆ ทง้ั น้ี การสรปุ ประเดน็ สาํ คัญดังกลาว ตองสรุปประเด็นท่ีมี ความสําคัญ ความสอดคลอง ความสัมพันธ และการเอ้ือประโยชนตอประเด็นเร่ืองวิจัยของผูวิจัยดวย โดยประเด็นสําคัญหลักของการวิจัยใน “บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวของ” ดังกลาว จะมี ประเดน็ หลกั ดังน้ี “บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจยั ท่เี กย่ี วของ ๒.๑ แนวคดิ เกยี่ วกบั ๔.................... ๒.๒ แนวคิดเกยี่ วกบั .................... ๒.๓ แนวคิดเกีย่ วกบั .................... ๒.๔ ทฤษฎีเกย่ี วกบั ๕..................... ๔หัวขอท่ี ๒.๑ – ๒.๓ เปนการทบทวน “แนวคิด” ท่ีเก่ียวของกับประเด็นสําคัญหลักๆ ของงานวิจัย จาก เอกสาร หนงั สอื ตาํ ราตางๆ ทเี่ ก่ยี วของ ๕หัวขอที่ ๒.๔ เปนการทบทวน “ทฤษฎี” ที่เกี่ยวของกับประเด็นสําคัญหลักๆ ของงานวิจัย จากเอกสาร หนงั สือ ตาํ ราตางๆ ท่ีเกีย่ วขอ ง
๗ ๒.๕ ขอมูลเกี่ยวกับ๖...................... ๒.๖ งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ ง๗ ๒.๖.๑ งานวจิ ยั เกยี่ วกบั ........ ๒.๖.๒ งานวจิ ัยเกี่ยวกบั ........ ๒.๖.๓ งานวจิ ัยเก่ียวกับ........ ๒.๗ กรอบแนวคดิ ในการวิจยั ๘” ๓) บทท่ี ๓ วธิ ีดําเนินการวจิ ยั ในสวนของบทที่ ๓ วิธดี าํ เนินการวิจัย เปน การขยายความจากประเด็นในโครงรางวิทยานิพนธ หัวขอ ท่ี “๘) วธิ ีดําเนนิ การวจิ ยั ” ซ่ึงบทที่ ๓ น้จี ะมอี ยู ๕ ประเดน็ หลักๆ ดว ยกัน ดงั น้ี “บทท่ี ๓ วธิ ดี าํ เนนิ การวจิ ัย ๓.๑ รูปแบบการวจิ ยั ๙ ๓.๒ ประชากรและกลมุ ตวั อยา ง๑๐ ๓.๓ เครอื่ งมือทใ่ี ชใ นการวจิ ยั ๑๑ ๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอมลู ๑๒ ๓.๕ การวิเคราะหข อมลู และสถติ ทิ ่ีใชในการวเิ คราะหข อมลู ๑๓” ๖หวั ขอ ที่ ๒.๕ เปน การทบทวนเอกสารท่ีเก่ียวของกับ “ขอมูลทั่วไปของสถานท่ี/พื้นท่ี/หนวยงานหลักๆ” ท่ผี ูว ิจยั ทาํ การศกึ ษาวจิ ัย ๗หัวขอที่ ๒.๖ เปนการทบทวน “งานวิจัย” ท่ีเก่ียวของกับประเด็นสําคัญหลักๆ ของงานวิจัย ทั้งนี้หัวขอ ตา งๆ ของงานวจิ ัยตอ งสมั พนั ธ และสอดคลอ งกบั “เอกสาร” ทท่ี ําการทบทวนดวย ๘หัวขอ ท่ี ๒.๗ เปน การ “แปลง” มาจากโครงรางวทิ ยานิพนธในหัวขอ ที่ “๙) กรอบแนวคิดในการวิจัย” มา เปนหวั ขอ ปด ทายในบทท่ี ๒ ๙ประเด็น “๓.๑ รูปแบบการวิจยั ” สาระสําคญั ทต่ี อ งมี คือ ๑) ใชร ะเบยี บวธิ ีวิจัยอะไร และ ๒) ดําเนินการวิจัย แบบไหน ๑๐ประเดน็ “๓.๒ ประชากรและกลมุ ตวั อยาง” สาระสาํ คัญท่ตี อ งมี คือ ๑) ประชากร; (๑) ประชากรคือใคร (๒) มีจํานวนเทา ไร และ (๓) มที ม่ี าอยางไร ๒) กลุมตวั อยาง; (๑) รูปแบบการกําหนดกลุมตัวอยา ง (๒) วิธีการกําหนด ขนาดกลุมตวั อยา ง (๓) วิธีการคํานวณหากลุมตัวอยางพรอมแสดงคาตามวิธีการคํานวณน้ันๆ และ (๔) ตารางแสดง กลุมประชากรและกลุมตัวอยาง ๑๑ประเดน็ “๓.๓ เคร่ืองมอื ท่ีใชในการวิจัย” สาระสําคญั ทต่ี องมี คอื ๑) การสรางเครื่องมือ ๒) ลักษณะของ เครือ่ งมอื และ ๓) การตรวจสอบคุณภาพของเครือ่ งมอื ๑๒ประเดน็ “๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอ มูล” สาระสําคัญท่ตี องมี คือ ๑) วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล ๒) ขั้นตอน ของการเก็บรวบรวมขอ มูล และ ๓) บคุ คลทเ่ี กี่ยวของ ๑๓ประเด็น “๓.๕ การวิเคราะหขอมูลและสถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล” สาระสําคัญที่ตองมี คือ ๑) การวเิ คราะหข อ มลู ; (๑) วเิ คราะหข อมูลอยางไร และ (๒) วิเคราะหข อ มลู ดว ยวิธีอะไร ๒) สถิติที่ใชในการวิเคราะห ขอ มูล; (๑) วเิ คราะหอะไร และ (๒) ใชส ถิตอิ ะไรวเิ คราะห
๘ ๔) บทที่ ๔ ผลการศึกษา ในสว นของบทที่ ๔ ผลการศกึ ษา เปน การแสดงผลของการศกึ ษาทไี่ ดจ ากการทําการศึกษาวิจัย มาแลว ซ่ึงการนาํ เสนอในประเด็นสว นของบทน้มี ปี ระเดน็ สําคญั หลกั ๆ โดยเปนทน่ี ยิ มนาํ เสนอดงั น้ี “บทที่ ๔ ผลการศกึ ษา ๔.๑ ขอมูลท่วั ไปของผตู อบแบบสอบถาม๑๔ ๔.๒ บทบาทการบรหิ ารกิจการคณะสงฆ๑ ๕ (ตอบวัตถปุ ระสงค ๑) ๔.๓ ผลการเปรียบเทยี บ/สัมพันธ๑๖ (ตอบวัตถปุ ระสงค ๒) ๔.๔ ปญ หา อปุ สรรค และขอเสนอแนะ๑๗ (ตอบวตั ถปุ ระสงค ๓) ๔.๕ สรปุ องคค วามรทู ี่ไดจากการวจิ ัย๑๘” ๑๔ประเด็น “๔.๑ ขอ มูลท่ัวไปของผูตอบแบบสอบถาม” สาระสําคัญคือ เปนการนําเสนอขอมูลทั่วไปของ ผูตอบแบบสอบถาม อาทิ สถานภาพ เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได เปนตน ซึ่งการนําเสนอในแตละประเด็น ดังกลาว เปนการนําเสนอ จํานวน และรอยละของผูตอบแบบสอบถาม โดยนําเสนอเปนรูปแบบตาราง และอธิบาย ประกอบตาราง ๑๕ประเดน็ “๔.๒ บทบาทการบรหิ ารกจิ การคณะสงฆ” สาระสําคญั คือ ในสว นนี้ผวู จิ ยั ตอ งตอบวัตถุประสงค ขอท่ี ๑ ของผูวิจัย ซงึ่ หัวขอในประเด็นนีจ้ ะแตกตา งกนั ไปตามแตวัตถุประสงคขอท่ี ๑ ของแตละทาน โดยการนําเสนอ ในรูปแบบตารางประกอบ พรอมกับอธิบายประเด็นสําคัญตางๆ ซ่ึงสถิติท่ีใชในประเด็นนี้สวนใหญแลวจะนิยมใชสถิติ พรรณนา ไดแ ก คา เฉล่ีย สว นเบีย่ งเบนมาตรฐานเปน หลกั ในการนาํ เสนอ ๑๖ประเดน็ “๔.๓ ผลการเปรยี บเทยี บ/สมั พนั ธ” สาระสาํ คัญคอื ในสว นนี้ผวู จิ ัยตอ งตอบวัตถุประสงคขอที่ ๒ ของผูวิจัย ซ่ึงหัวขอในประเด็นน้ีจะแตกตางกันไปตามแตวัตถุประสงคขอท่ี ๒ ของแตละทาน โดยการนําเสนอใน รูปแบบตารางประกอบ พรอมกับอธิบายประเด็นสําคัญตางๆ ซ่ึงสถิติท่ีใชในประเด็นนี้สวนใหญแลวจะนิยมใชสถิติ อางอิงหรืออนุมาน ไดแก การเปรียบเทียบความแตกตางรายคู (t-test, F-test) และการหาความสัมพันธของตัวแปร (คา สถติ ิไคสแควร (Chi-Square) และคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธเพียรสัน (Pearson ‘s Correlation Coefficient)) เปน ตน ๑๗ประเดน็ “๔.๔ ปญ หา อุปสรรค และขอเสนอแนะ” สาระสําคัญคือ ในสวนนี้ผูวิจัยตองตอบวัตถุประสงค ขอ ที่ ๓ ของผูวจิ ยั ซึ่งหวั ขอ ในประเดน็ นี้จะแตกตา งกนั ไปตามแตว ตั ถุประสงคขอที่ ๓ ของแตละทาน โดยการนําเสนอ ในสว นนี้ผวู ิจยั ตองนําเสนอเปน ประเด็นๆ และนาํ เสนอในรูปแบบตารางประกอบ พรอมกับอธบิ ายประเดน็ น้ันๆ ๑๘ประเด็น “๔.๕ สรปุ องคความรูทีไ่ ดจากการวิจัย” สาระสําคัญคือ เปนการสรุปองคความรูจากขอคนพบ จากการวิจัย โดยประเด็นสําคัญๆ ที่นําเสนอมีอยู ๓ สวนคือ สวนที่ ๑ สวนนํา เปนการกลาวนําของผูวิจัยที่ได ทําการศกึ ษาวจิ ยั แลวไดขอ คน พบที่ตอ งการนําเสนอในประเด็นตอ ไป สวนท่ี ๒ สวนรูปแบบ/โมเดลองคความรู เปน การนําเสนอในรูปแบบแผนภาพ/แผนที่องคความรูที่ไดจากขอคนพบของผูวิจัย และสวนท่ี ๓ สวนอธิบายรูปแบบ/ โมเดลองคความรู เปน การอธบิ ายรายละเอียดประเดน็ สําคญั ตา งๆ จากรปู แบบแผนภาพ/แผนที่องคความรูท่ีนําเสนอ ในสว นท่ี ๒ ซ่งึ การเขียนอธบิ ายน้นั ควรนําเสนอใหเปนลําดับขั้นตอน และสอดคลองตามรูปแบบแผนภาพ/แผนที่องค ความรดู ังกลาวดว ย
๙ ๕) สรปุ อภปิ รายผล และขอเสนอแนะ ในสวนของบทที่ ๕ สรุป อภิปรายผล และขอเสนอแนะ เปนการสรุปผลการศึกษาท้ังหมด อภิปรายผลการศึกษาถึงสาเหตุวาทําไมถึงเปนเชนนั้น พรอมกับอางอิงถึงความสอดคลองกับแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยทไ่ี ดทบทวนไวใ นบทท่ี ๒ อกี ทั้งมีขอ เสนอแนะที่ไดจ ากการศกึ ษาวิจัยในครงั้ น้ี ซง่ึ ใน บทน้ีมีประเด็นสาํ คัญหลกั ๆ อยู ๓ ประเดน็ ดว ยกนั คือ “บทท่ี ๕ สรุป อภปิ รายผล และขอเสนอแนะ ๕.๑ สรุป๑๙ ๕.๒ อภปิ รายผล๒๐ ๕.๓ ขอ เสนอแนะ๒๑ ๕.๓.๑ ขอ เสนอแนะเชิงนโยบาย ๕.๓.๒ ขอ เสนอแนะเชงิ ปฏบิ ัติ ๕.๓.๓ ขอเสนอแนะเพ่ือการวิจัยครั้งตอ ไป” บทสรุป “เทคนิค วิธีการ: ความสัมพันธระหวางโครงรางวิทยานิพนธกับวิทยานิพนธ” เปน บทความท่ีผูเขียนพยายามรวบรวมเทคนิคและวิธีการ “แปลง” โครงรางวิทยานิพนธ “สู” การเขียน วิทยานิพนธใ นสวนของแตละบทของการทาํ วทิ ยานพิ นธ เพ่ือตอบโจทยกับประเด็นปญหาที่เกิดข้ึนโดย สวนใหญท่ผี ูเขียนไดรบั ฟง จากผูเ ขยี นวิทยานพิ นธมือใหม และจากคํากลาวถึงประเด็นปญหาตาง ๆ ที่ ๑๙ประเดน็ “๕.๑ สรปุ ” สาระสาํ คัญคือ เปน การสรุปประเด็นสําคญั ทีไ่ ดจ ากผลการศึกษาวิจัย โดยการเขียนใน สว นนี้ตองเรียงลําดับขน้ั ตอนตามวตั ถปุ ระสงคข องการวจิ ัย ๒๐ประเดน็ “๕.๒ อภิปรายผล” สาระสาํ คญั คอื เปน การอภปิ รายผลของการศึกษาวิจัย โดยนําเสนอเรียงตาม ประเด็นสําคัญเปนดาน ๆ ที่ไดศึกษา ซ่ึงในสวนน้ีมีลําดับขั้นตอนของการเขียน ๓ สวนดวยกันคือ สวนท่ี ๑ ผล การศึกษา เปนการสรุปถึงผลของการศึกษาวจิ ัยในประเด็นน้ันๆ สวนที่ ๒ อภิปรายผล เปนการอภิปรายผลการวิจัย ถึงเหตุผลท่ีผลการวจิ ยั ทําไมถึงเปน เชน น้นั เพราะอะไร และสวนที่ ๓ การอางอิง เปนการอางอิงแนวคิด ทฤษฎี และ งานวจิ ยั ที่ทบทวนในบทท่ี ๒ วาสอดคลอ ง/แยงกบั ผลการวิจัยในประเด็นน้ันอยางไร ๒๑ประเดน็ “๕.๓ ขอ เสนอแนะ” สาระสําคัญคือ เปนการเสนอแนะจากผลการศึกษาวิจัยถึงแนวทางการนํา ผลการวิจัยไปประยุกตใ ชใหเ กิดประโยชนก ับหนว ยงานท่มี ีสวนเกยี่ วของกบั ประเด็นการศึกษาวิจยั ของผูวิจัย ซ่ึงในสวน นี้มีประเด็นสําคัญอยู ๓ สวนดวยกันคือ สวนที่ ๑ ขอเสนอแนะเชิงนโยบาย เปนขอเสนอแนะที่ผูวิจัยนําเสนอกับ หนว ยงานทเี่ กี่ยวขอ งกบั ประเดน็ ท่ผี ูวิจยั ไดศึกษาวิจัยวา ควรปรับ/เพ่ิมเติม/พัฒนา/สงเสริมนโยบายในดานตางๆ ที่ได จากผลของการศึกษาวิจัยดังกลาว สวนท่ี ๒ ขอเสนอแนะเชิงปฏิบัติ เปนขอเสนอแนะท่ีผูวิจัยนําเสนอในเชิง ปฏบิ ัตกิ ารสําหรับหนว ยงานทเ่ี ก่ียวของกับประเด็นท่ีไดศึกษาดังกลาว และสวนท่ี ๓ ขอเสนอแนะเพื่อการวิจัยคร้ัง ตอไป เปนขอเสนอแนะท่ีผูวิจัยนําเสนอสําหรับการทําวิจัยในประเด็นที่เหมือน/สอดคลองกับหัวขอวิจัยที่ผูวิจัยได ทําการศึกษาวา ควรจะศึกษาสิ่งไหน แบบไหน รูปแบบไหน เพิ่มเติมการที่ผูวิจัยไดทําการศึกษา เพ่ือใหไดขอมูลท่ี สมบูรณเ พิม่ มากขึ้นกวาเดิม
๑๐ เกิดจากการทําวิทยานิพนธของนิสิตหลายทานที่ลงมือทําวิทยานิพนธแลว ฉะน้ัน บทความน้ีจึงเปน บทความที่ผูเขียนต้ังใจเขยี นขนึ้ สาํ หรบั ผูท ่ี “ผา น” การสอบหวั ขอและโครงรางวิทยานิพนธ และทําการ ลงทะเบยี นวทิ ยานิพนธแ ลว พรอ มเร่ิมตนการเขียนวิทยานิพนธ ซ่ึงบทตางๆ ในการเขียนวิทยานิพนธ ดังที่กลาวมาแลวน้ัน มีอยู ๕ บทดวยกันคือ ๑) บทท่ี ๑ บทนํา ๒) บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยท่ี เกยี่ วของ ๓) บทที่ ๓ วิธีดําเนินการวิจัย ๔) บทท่ี ๔ ผลการศึกษา และ ๕) บทท่ี ๕ สรุป อภิปรายผล และขอ เสนอแนะ ซงึ่ ในแตล ะบทน้นั ผเู ขียนไดแ สดงถงึ ประเด็นสาํ คญั ของแตละบทท่ีจําเปนตองมี พรอม กับสาระสําคัญตาง ๆ ในประเด็นน้ันๆ ทั้งน้ี ผูเขียนหวังวาบทความฉบับน้ีคงเปนผลงานสวนหน่ึงท่ี สามารถคลายประเดน็ สงสัย และผเู ขยี นหวงั เปน อยางยิ่งวาบทความฉบับนี้จะเปนสวนแหงความสําเร็จ ของผทู ําการศกึ ษาวจิ ัยตอไป
การพฒั นาเคร่ืองมอื วิจยั RESEARCH INSTRUMENT DEVELOPMENT
ผศ.ดร. สิริพฒั ถ์ ลาภจิตร มหาวิทยาลยั ราชภฎั สรุ ินทร์
การออกแบบและพ
พฒั นาเครื่องมอื วิจยั
เนื้อหาในบทเรียน 1. ขนั้ ตอนการสรา้ งและพฒั 2. ความหมายของคณุ ภาพ 3. ความตรง (validity) 4. ความเที่ยง (reliability) 5. ความยาก (difficulty) 6. อานาจจาแนก (discrimi 7. ความเป็นปรนัย (objecti 8. การสร้างและพฒั นาเครื่อ
ฒนาเครื่องมอื วิจยั พเครอื่ งมอื วิจยั ination) ivity) องมือวิจยั แบบต่าง ๆ
1. ขนั้ ตอนการสร้างและพฒั นา 1. กาหนดขอ้ มูลและตวั ชี้วดั 2. เลือกรปู แบบคาถาม 3. รา่ งคาถาม 4. ตรวจสอบขนั้ ต้น 5. ตรวจสอบคณุ ภ
าเคร่ืองมอื วิจยั จานวน ตวั ชี้วดั การพฒั นา ตวั ชี้วดั จานวนและ รปู แบบคาถาม ภาพ
1. ขนั้ ตอนการสร้างและพฒั นา 1. กาหนดข้อมูลและตวั ชี้วดั เป็นการ ข้อมูลอะไรบา้ ง หรือมีเนื้อหาอะไรท่ีต จะใช้อะไรเป็นตวั ชี้วดั (indicator) พิจ 1.1 จานวนตวั ชี้วดั แนวความคิดหรือต เดียวหรือหลายตวั กไ็ ด้ ปกติตวั แปรหร ตวั ชี้วดั ตวั เดียว แต่ถ้าเป็นตวั แปรท่ีเป็ หรอื พฤติกรรม มกั จะใช้วดั ด้วยตวั ชี้วดั 1.2 การพฒั นาตวั ชี้วดั โดยวิเคราะหจ์ า 1.3 จานวนและรปู แบบคาถาม การกาห ตาราง 2 ทาง แสดงความสมั พนั ธร์ ะหว หรอื พฤติกรรมที่ต้องการวดั (table of คณุ ภาพ โดยผเู้ ชี่ยวชาญไม่น้อยกว่า 3
าเคร่ืองมอื วิจยั รกาหนดว่า ในการวิจยั ครงั้ นัน้ ต้องใช้ ต้องวดั บา้ ง จะวดั ในลกั ษณะใด และ จารณา 3 ประเดน็ ได้แก่ ตวั แปรหนึ่ง ๆ นัน้ อาจจะใช้ตวั ชี้วดั ตวั รอื ข้อมลู ท่ีเป็นข้อเทจ็ จริงต่าง ๆ มกั จะใช้ ปนความคิดเหน็ ความสามารถทางสมอง ดหลายตวั ากผลงานวิจยั หนังสือ ตารา หนดข้อมลู และตวั ชี้วดั นี้ควรทาเป็น ว่างข้อมลู ตวั แปรหรอื เนื้อหากบั ตวั ชี้วดั specification) จากนัน้ จึงนาไปตรวจสอบ 3คน
1. ขนั้ ตอนการสร้างและพฒั นา Table of specification แสดงความสมั พนั ธ์ระหว่างข้อมูลตวั แปร ต้องการวดั เนื้อหา ความรู้ ความ ก ความจา เข้าใจ นา ความหมายของเซต 1 1 ประเภทของเซต 1 1 การดาเนินการทางเซต 1 1 รวม 3 3
าเครื่องมือวิจยั รหรือเนื้อหากบั ตวั ชี้วดั หรือพฤติกรรมท่ี การ การ การ การ รวม าไปใช้ วิเคราะห์ ประเมินค่า สรา้ งสรรค์ 11 0 15 10 1 04 11 1 16 32 2 2 15 * ตามแนวคดิ ของ Anderson และ Krathwohl
1. ขนั้ ตอนการสร้างและพฒั นา 2. เลือกรปู แบบคาถาม ให้เหมาะสมกบั ก 3. รา่ งคาถาม ตามเนื้อหาและตวั ชี้วดั ใช้ เฉพาะที่เป็นแบบสอบถาม ถ้าเป็นแบบสมั 4. ตรวจสอบขนั้ ต้น เก่ียวกบั ภาษา ความ วิชา ถ้ามีเวลาควรนาไปให้คนอ่ืนช่วยอ่าน 5. ตรวจสอบคณุ ภาพ ควรทาเป็น 2 ขนั้ ต • ขนั้ ตอนแรก นาไปให้ผเู้ ชี่ยวชาญทางด้า เครือ่ งมอื ตรวจสอบความตรง (ความเท การนาไปใช้ได้ • ขนั้ ท่ีสอง นาไปทดลองใช้กบั กล่มุ ตวั อยา่ น้อยกว่า 30 คน เพอื่ ตรวจสอบคณุ ภาพข หรือความเช่ือมนั่ , ความยาก, อานาจจา
าเคร่ืองมอื วิจยั กล่มุ ตวั อย่าง ชเป็นภาษาของผตู้ อบ ภาษาทางวิชาการ มภาษณ์ใช้ภาษาพดู ท้องถ่ินของผ้ตู อบ มสละสลวย และความถกู ต้องตามหลกั นและนามาปรบั ปรงุ ด้วย ตอน คือ านเนื้อหา และด้านการวิจยั หรือการสรา้ ง ที่ยงตรง) ความเป็นปรนัย และความสามารถใน างท่ีมีลกั ษณะใกล้เคียงกบั กล่มุ ตวั อย่างจริงไม่ ของข้อคาถามรายข้อและทงั้ ฉบบั (ความเที่ยง าแนก)
2. ความหมายของคณุ ภาพเคร คณุ ภาพเคร่ืองมือการวิจยั • คณุ ลกั ษณะท่ีบง่ บอกความสามาร รวบรวมข้อมลู คณุ ภาพ ความตรง ทงั้ ฉบบั ความเท่ียง การตรวจสอบคณุ ภาพของเครือ่ งมือ 1. การตรวจสอบก่อนนาไปทดลองใ 2. การตรวจสอบผลที่เกิดขึน้ หลงั จา
รื่องมอื วิจยั หมายถึง ? รถของเครอื่ งมอื วิจยั ที่ใช้ในการเกบ็ ความยาก คณุ ภาพ รายข้อ อานาจ จาแนก อวิจยั ดาเนินการได้ 2 ลกั ษณะ คือ ใช้ (try out) ากการนาไปทดลองใช้
3. ความตรง (Validity) • คณุ ภาพของเคร่ืองมือการวิจยั • วดั ได้ตรงตามวตั ถปุ ระสงคแ์ ละพ • วดั ได้ครอบคลมุ ครบถว้ นตามเน • วดั ได้ถกู ต้องตรงตามความเป็นจ \" \" เป็ นคณุ สมบตั ิของเครื่อง ดงั นัน้ ความตรงจึงเป็ นคุณล นามาใช้ในการวดั ผลการศึกษา เคร่ือ คณุ ลกั ษณะหรือพฤติกรรมท่ีต้องการ วตั ถปุ ระสงคท์ ี่ต้องการจะวดั
หมายถึง ? พฤติกรรมท่ีต้องการ นื้อหา จริง งมือวดั ที่แสดงให้ทราบว่า ลกั ษณะที่สาคญั ท่ีสุดของเคร่ืองมือท่ี องมือท่ีมีความตรงจะต้องสามารถวดั รจะวดั ได้ครอบคลุมและสอดคล้องกบั
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169