Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 22563PPT_MIS ปวส.

22563PPT_MIS ปวส.

Published by sunakrabi, 2021-01-24 08:54:35

Description: 22563PPT_MIS ปวส.

Search

Read the Text Version

ระบบสารสนเทศชุมชน เพอ่ื การพฒั นาอย่างยั่งยนื Community Information System for Sustainable Development เผด็จ จนิ ดา

ระบบสารสนเทศชุมชน เป็นเคร่ืองมือที่สาคัญท่ีใช้ในการ พัฒนาชุมชน โดยชุมชนเอง เพื่อให้ชุมชนมีข้อมูลสารสนเทศและความรู้ สาหรับใช้ในการแก้ปัญหาของชุมชนและวางแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นการลดช่องวา่ งของประชาชนในการเขา้ ถงึ สารสนเทศ

ภายใต้กรอบแนวคิดการพัฒนาอย่างย่ังยืน หรือ “ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกระแสพระราช ดารัส “เข้าใจ เข้าถึง พฒั นา” เปน็ หลักการสาคญั ทส่ี ามารถนามาใชใ้ นการ พัฒนาชมุ ชนอย่างยง่ั ยนื ได้ โดยเริ่มจาก “เข้าใจ” คือ การมีขอ้ มูล สารสนเทศ และความรู้ที่มีประสิทธิภาพ ในการพัฒนาชมุ ชน “เข้าถึง” คือ การเข้าถึงความจริงของปัญหาในชุมชน และ “พัฒนา” คอื การท่ีสามารถพัฒนาชมุ ชนได้อยา่ งยง่ั ยืน (ประเวศ วะสี, 2548; ไพศาล สุริยะมงคล และวีรวุธ มาฆะศิรา นนท์, 2551)

ระบบสารสนเทศชุมชน (Community Informatics: CI) จึงเป็นเคร่ืองมือที่สาคัญท่ีใช้ในการพัฒนาชุมชน โดยชุมชนเอง เพื่อให้ชุมชนมีข้อมูลสารสนเทศ และความรู้สาหรับใช้ในการแก้ปัญหา ของชุมชน และวางแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นการลดช่องว่าง ของประชาชนในการเข้าถึงสารสนเทศ (Digital Divide) (Miller, 1999; Gurstein,2000; Bishop & Bruce, 2005)

มาลี กาบมาลา (2552) ได้ทาการศึกษา พบว่า การจัดทา แผนพฒั นาในระดับตาบล ซงึ่ เปน็ การวางแผนการพฒั นาในระดบั ทใี่ กลช้ ิด กับชุมชนมากที่สุดนั้น กาลังประสบปัญหาการขาดข้อมูลและสารสนเทศ สาหรบั ใช้ในการวางแผนการพฒั นา ดงั น้นั จงึ มีความจาเป็นอยา่ งยิง่ ทจี่ ะตอ้ งมรี ะบบสารสนเทศชมุ ชน เพอ่ื การพฒั นาอยา่ งยงั่ ยืน

ความหมาย และหลกั การของระบบสารสนเทศชุมชน ระบบสารสนเทศชุมชน (Community Informatics : CI) คือ ระบบข้อมูล สารสนเทศ และความรู้ที่มุ่งเน้นในการสร้าง ประชาสังคม สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ให้สามารถบริหารจัดการ ตนเอง แก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจาวันเพ่ือให้มีคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึน (Bunch, 1982; Unruh et. al., 2002)

บรหิ ารจดั การสง่ิ แวดล้อมให้น่าอยู่ รวมถงึ การสนบั สนนุ การพฒั นา อย่างยั่งยืน (Gurstein, 2000; Bishop,& Bruce,2005) โดย ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICTs) เป็นเครื่องมือท่ีสาคัญใน การขบั เคล่ือนให้ชมุ ชนสามารถบรรลเุ ป้าหมายของการพัฒนาในดา้ นตา่ งๆ เช่น ดา้ นเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านกฎหมายและการเมือง ดา้ นวัฒนธรรม (Tibben, 2006) และความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม (Stillman, 2006) ด้านการศึกษาและด้านการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ (McIver, 2006) เป็นต้น

ในทางวิชาการถือว่าระบบสารสนเทศชุมชนเป็นศาสตร์ที่มี ลักษณะเป็นสหวิทยาการ (Interdisciplinary)(Stevenson, 2008) สาหรับใช้ในการค้นหาปัจจัยต่างๆ ทางด้านสังคมและด้าน วัฒนธรรม ที่ส่งผลให้เกิดการพัฒนาชุมชน (Bishop,& Bruce, 2005) ซึ่งประกอบไปด้วยวิทยาการด้านสังคมศาสตร์ (Social Science) วิทยาการด้านระบบสารสนเทศ (Information System) แ ล ะ วิ ท ย า ก า ร ด้ า น เ ท ค โ น โ ล ยี แ ล ะ ก า ร ส่ื อ ส า ร (Technology & Communication) เพื่อที่จะได้ทาความ เขา้ ใจถงึ วธิ ีการ ในการสร้างและแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศ และความรู้ ต่างๆ ในชมุ ชน

นักวิจัยทางด้าน CI คือผู้ที่ทาหน้าท่ีเป็นแกนกลางระหว่าง คน ชุมชน องค์กรในชุมชน และระบบสารสนเทศ เพ่ือร่วมกันค้นหาว่าทุกภาค ส่วนท่ีกล่าวมาน้ีสามารถร่วมกันแก้ปัญหาพื้นฐานของชุมชนได้อย่างไร เพ่ือให้ได้คาตอบในด้านการพัฒนาชุมชน การเรียนรู้ชุมชน และความ ย่ังยืนในการพัฒนาชุมชน ซึ่งในบริบทน้ีถือว่าเป็นความพยายามที่จะ สนับสนุนให้การใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตก่อให้เกิดประโยชน์ต่อ สังคม (Bishop,& Bruce, 2005)

Allan Bunch (1982) ได้จาแนกข้อมูลสารสนเทศและ ความรู้ที่ได้จากระบบสารสนเทศชุมชนในแง่มุมของการให้บริการออกเป็น 2 ประเภท คือ (1) สารสนเทศพื้นฐานที่ใช้ในการดารงชีวิตประจาวันเพ่ือให้ ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ขอ้ มูลทางดา้ นสุขภาพ ข้อมูลทางด้านท่ีอยูอ่ าศยั ขอ้ มลู ทางด้านรายได้และ โอกาสทางเศรษฐกิจ ข้อมูลทางด้านนโยบายของรัฐ กฎหมายและสิทธิ ประโยชนต์ ่างๆ และขอ้ มลู ในสภาวะวกิ ฤตเิ ป็นต้น

(2) สารสนเทศที่เก่ียวข้องกับกิจกรรมของประชาชนในชุมชน สาหรับใช้ในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนนั้นๆ ท้ังใน ระดับบุคคล และระดับกลุ่มบุคคล เช่น ข้อมูลกิจกรรมดาเนินการของ สมาชิกในกลมุ่ หรอื ชมรมตา่ งๆ ในชุมชน เป็นตน้

ในปี ค.ศ. 1970 ประเทศแคนาดาได้นาหลักการของระบบ สารสนเทศชุมชนมาให้บริการข้อมูลสารสนเทศและความรู้ในชุมชนเป็น ครั้งแรก และได้กาหนดวัตถุประสงคใ์ นการใหบ้ ริการไว้ 3 ข้อ คือ (1) เพอื่ ให้ประชาชนในพืน้ ทีเ่ ป้าหมายสามารถเข้าถึงการให้บรกิ าร ขอ้ มูล สารสนเทศ และความรู้ได้มากกว่าเดมิ (2) เพ่ือสร้างทีมงานมืออาชีพในด้านการให้บริการข้อมูล สารสนเทศ และความรู้ในชมุ ชนในลักษณะการบรกิ ารเชิงรกุ

(3) เป็นการรเิ รมิ่ ในการใช้กระบวนการพัฒนาชุมชนเพื่อแก้ปัญหา ของคนในชุมชนที่ประสบปัญหาดังกล่าว โดยได้แบ่งรูปแบบการให้บริการ ออกเปน็ 3 ประเภท ดงั น้ี (1) บริการให้คาปรึกษาและการให้ความช่วยเหลือใน ภาวะวิกฤติ (2) บริการข้อมูล สารสนเทศและความร้ใู นชุมชน และ (3) บรกิ ารการจัดกจิ กรรมในกล่มุ เปา้ หมายตา่ งๆ

สาหรับประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1980 ได้มีการศึกษาถึงรูปแบบ การให้บริการระบบสารสนเทศชุมชนในห้องสมุดสาธารณะจานวน 7 แห่ง โดยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ผลการศึกษาดังกล่าวได้แสดงถึง รูปแบบการใหบ้ รกิ าร 3 รปู แบบ ดังนี้ (1) บริการแหล่งข้อมูลสารองเพ่ือการอา้ งองิ (A Back-up service) คือ การให้บริการขอ้ มูลสารสนเทศและความรู้ของหน่วยงาน ต่างๆ ในชุมชน หรือข้อมูลในพ้ืนท่ีท่ีมีความทันสมัยและเป็นปัจจุบันอยู่ ตลอดเวลา โดยการเตรียมข้อมูลสารสนเทศและความรู้ในรูปแบบท่ีพร้อม ใช้งานสาหรบั นักวิชาการ ผ้เู ช่ยี วชาญ หรอื อาสาสมคั รต่างๆ ในชมุ ชน

(2) บริการข้อมูลโดยตรง (A Direct service) คือการท่ีมี เจ้าหน้าท่ีคอยให้บริการประชาชน หรือองค์กรต่างๆ ในชุมชนโดยตรงเพ่ือ การแลกเปลี่ยนขอ้ มลู สารสนเทศและความรใู้ นชมุ ชน โดยวธิ ีการนัดพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศและความรู้ใน ชุมชน (Local contacts)

(3) การบริการด้วยตนเอง (Self-Help) คือการจัดบริการ ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้ทั่วๆ ไปสาหรับประชาชนในชุมชน โดยการ จาแนกหมวดหมู่ข้อมูลสารสนเทศและความรู้ตามระดับความรู้หรือความ สนใจไว้ให้บริการประชาชนด้วยตนเอง (Self service)

สาหรับในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการจาแนกกิจกรรมการ ให้บริการข้อมูล สารสนเทศ และความรู้จากระบบสารสนเทศชุมชน ไว้ถึง 17 แบบ ดังน้ี (1) บริการแฟ้มข้อมูล สารสนเทศ และความรู้ต่างๆ (File preparation and maintenance) ท่เี ปน็ ปัจจบุ นั (2) บรกิ ารแนะนา (Identifying the problem) ในเรื่อง ความต้องการข้อมูล สารสนเทศ เพื่อการนาไปใช้ประโยชน์

(3) บริการข้อมูลสาเร็จรปู (Information giving) ที่เป็น มาตรฐาน (4) บริการช่วยเหลือ (Advice) ในการค้นหาข้อมูลสารสนเทศ (5) บรกิ ารประสานงาน (Steering) ด้านข้อมูล สารสนเทศ ระหว่างหนว่ ยงาน (6) บริการนัดหมาย (Referral) พบปะ พูดคุยแลกเปล่ียน ข้อมลู สารสนเทศ ระหวา่ งหนว่ ยงาน และผรู้ บั บริการ (7) บริการพ่ีเล้ียง (Escort) ในการแลกเปลี่ยนขอ้ มูลสารสนเทศ ระหว่างหนว่ ยงาน และผรู้ ับบรกิ าร

(8) บริการติดตามประเมินผล (Follow-up) การแลกเปลี่ยน ขอ้ มูล สารสนเทศ (9) บริการช่วยเหลือดาเนินการ (Practical help) ในการ ตดิ ต่อประสานงานเพือ่ ใหไ้ ด้มาซงึ่ ข้อมลู สารสนเทศ (10) บริการให้คาปรึกษาเชิงลึก (Counseling) เพื่อการ แกป้ ัญหาต่างๆ (11) บรกิ ารเจรจาไกล่เกลี่ย (Advocacy) ระหวา่ งหนว่ ยงาน (12) บริการประชาสัมพันธ์เชิงรุก (Outreach) เพื่อการ ส่งเสรมิ การใชบ้ รกิ าร

(13) บริการให้ความรชู้ ุมชน (Community education) ในการใช้งานและจัดการขอ้ มลู สารสนเทศ (14) บริการสะท้อนข้อมูล สารสนเทศ (Feedback) จาก ชุมชนไปสู่ผู้ให้บรกิ าร (15) บริการค้นหาความต้องการในชุมชน (Community research) ในดา้ นข้อมูล สารสนเทศ (16) บริการช่วยเหลือ (Community action) เมื่อ ประชาชนในชมุ ชนไม่ได้รบั การบริการที่เหมาะสม และ (17) บริการสายตรง (Hotlines) คือ การช่วยเหลือด้านข้อมูล สารสนเทศ เป็นการฉุกเฉิน

จะเห็นได้ว่าทั้งในประเทศแคนาดา ประเทศอังกฤษ และประเทศ สหรัฐอเมริกา ต่างมุ่งเน้นในการนาระบบสารสนเทศชุมชนไปใช้ ในแง่มุม ของการให้บริการประชาชนในชุมชน เพ่ือการแก้ปัญหาของชุมชนด้วย ชุมชนเอง แต่หากพิจารณาในมุมกลับแล้วพบว่า เม่ือมีระบบสารสนเทศ ชุมชนเกิดข้ึนในชุมชนแล้ว ก็สามารถนาข้อมูล สารสนเทศ และความรู้จาก ระบบสารสนเทศชุมชนดังกล่าว มาใช้ในการวางแผนการพัฒนาชุมชนได้ เช่นเดียวกัน ซ่ึงเป็นไปตามหลักการสาคัญ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ท่ี สามารถนามาใช้ในการพัฒนาชุมชนอย่างยัง่ ยืนได้

องคป์ ระกอบ การออกแบบ การพฒั นา และการ ประเมนิ ผลระบบสารสนเทศชมุ ชน องค์ประกอบของระบบสารสนเทศของชุมชน ประกอบดว้ ย 2 ส่วน ดังน้ี 1) ระบบสารสนเทศ (Information System) หมายถึง กลุ่มของระบบงานท่ีประกอบไปด้วย ระบบคอมพิวเตอร์และเคร่ืองมือ (Hardware & Equipment) ระบบโปรแกรมข้อมูลและสื่อต่างๆ (Software & Multimedia) ระบบบุคคล (People ware & Staffing) และระบบเทคโนโลยีและการสอื่ สาร (Technology & Communication)

ท่ีทาหน้าที่ในการสร้าง รวบรวม ประมวล จัดการ จัดเก็บ ค้นหา ค้นคืนและเผยแพร่ข้อมูล สารสนเทศ ความรู้ เพื่อใช้ในการวางแผน การ พัฒนา การตัดสินใจ การประสานงาน การบริการ และการควบคุมงาน (ทพิ วรรณ หล่อสุวรรณรัตน์, 2548; ชชั วาลย์ วงษป์ ระเสริฐ, 2549)

2) ข้อมูลชุมชน (Community profiling) ประกอบไป ด้วย (1) ข้อมูลสถิตดิ ้านประชากร (Statistical data) คือ ข้อมูลประชากรและที่เก่ียวข้องกับข้อมูลประชากร ได้แก่ รายได้และ อาชีพ การมีงานทา ความม่ันคงด้านครัวเรือน การศึกษา สุขภาพและ อนามัย สวัสดิการสังคม ความปลอดภัยทางสังคมและการมีส่วนร่วม เปน็ ตน้ (Unruh et.al., 2002; มาลี กาบมาลา, 2552) ซ่ึงข้อมูลส่วนนี้ได้มาจากการสารวจและปรับปรุงให้ ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาลตาบล องคก์ ารบริหารส่วนตาบล และหน่วยงานทางดา้ นสขุ ภาพ เช่น โรงพยาบาล ชมุ ชน สถานอี นามยั เปน็ ตน้

(2) ข้อมูลสารสนเทศด้านเศรษฐกิจ และสังคม (Socio- economic information) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวม ประเภทของ ธุรกิจในชุมชนการจดทะเบียนบริษัท การเงิน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้าและบริการ การผลติ และการตลาดสินค้าชุมชน การท่องเที่ยว (มาลี กาบมาลา, 2552) การให้บริการในชุมชน กฎหมาย กฎระเบียบของชุมชน อาสาสมคั รต่างๆ สถานบนั เทงิ สถานท่ปี ระชมุ เป็นต้น

(3) ข้อมูลปัญหาในท้องถ่ิน (Local issues) ได้แก่ การด้อยพัฒนา การว่างงาน คนยากจน โครงสร้างพื้นฐานและการ คมนาคมทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม เป็นต้น (4) มมุ มองของชมุ ชน (Residents’ viewpoints) ได้แก่ จดหมายประกาศ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น โทรทัศน์และวิทยุชุมชน ขอ้ มลู จากกลุ่มบคุ คล ประชาคม ขอ้ มูลที่ไม่เป็นทางการที่ได้จากการสังเกต เช่น ในรา้ นอาหาร ร้านค้า สวนสาธารณะ เปน็ ตน้ (Bunch, 1993)

การพัฒนาระบบสารสนเทศชุมชนในประเทศแคนาดา อังกฤษ และสหรัฐอเมริกานั้น มีขน้ั ตอนในการออกแบบและพัฒนา แบ่งออกเป็น 3 ระยะ รวมใช้เวลาดาเนินการประมาณ 24 – 34 เดือน (Miller , 1999) ดงั นี้ ระยะท่ี 1 การกาหนดวสิ ัยทัศนข์ องชมุ ชน และคน้ หาความต้องการ ในการพัฒนาระบบสารสนเทศชมุ ชน โดยมีกิจกรรมดาเนินการดงั นี้ (1) การจดั ทา Website เบ้อื งต้นเพื่อใช้เป็นช่องทางใน การตดิ ต่อสือ่ สาร ประสานงาน (2) การเตรียมสรรหาคณะทางานท่ีประกอบไปด้วย ตัวแทนท่มี าจากภาคสว่ นตา่ งๆ ในชมุ ชน

(3) การเข้าถึงองค์ประกอบต่างๆ ที่สาคัญของชุมชน เช่น ภาคราชการ ภาคเอกชน กล่มุ บุคคลตา่ งๆ ในชุมชน เป็นต้น (4) การวิเคราะห์ความต้องการข้อมูล สารสนเทศ และ ความรู้ของประชาชนในชุมชน และดาเนินการออกแบบระบบสารสนเทศ ชุมชนโดยใช้กระบวนการแบบมีส่วนรว่ ม (Participatory design) (Srinivasan,& Shiiton,2006; Carroll, & Rosson , 2007) ซึ่งเป็นการทางานร่วมกันระหว่างคณะทางานที่มาจากภาคส่วน ตา่ งๆ ในชุมชน ซ่งึ ในระยะน้ใี ชเ้ วลาดาเนินการประมาณ 3 - 4 เดือน

ระยะที่ 2 การพัฒนาระบบสารสนเทศชุมชน ในระยะนี้จะเป็นการ พัฒนาระบบสารสนเทศ (Information System) โดยใช้กรอบ แนวคิดในการพัฒนาระบบสารสนเทศแบบวงจรชีวิต (System Development Life Cycle : SDLC) ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รบั ความ นยิ มในการพฒั นาระบบสารสนเทศขององค์กรขนาดใหญ่ ซงึ่ ประกอบดว้ ย ขั้นตอนดงั ต่อไปนี้ (1) การศึกษาระบบ (2) การวิเคราะห์ระบบ (3) การออกแบบระบบ

(4) การพฒั นาโปรแกรม (5) การทดสอบระบบ (6) การติดตัง้ ระบบ (7) การดาเนินการ และ (8) การบารงุ รกั ษาระบบ (ทพิ วรรณ หล่อสวุ รรณรตั น,์ 2548) และการจัดทาข้อมูลชุมชน รวมถึงการจัดหาสถานท่ีและ/หรือ วิธีการในการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศและความรู้ในชุมชน โดยภาคส่วน ต่างๆ ในท้องถิ่นและชุมชนเอง ซงึ่ ในระยะนี้ใช้เวลาดาเนินการประมาณ 18 เดือน ถึง 2 ปี และจะต้องมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานเป็นการประจาอย่าง นอ้ ย 1 คน

ระยะที่ 3 การจัดหาหรือพัฒนาองค์กรในชุมชนให้มารองรับการ ดาเนินงานระบบสารสนเทศชุมชนท่ีพัฒนาขึ้น ในระยะนี้จะเร่ิมมีสมาชิก ผู้ใช้งานระบบฯ เป็นประจาเกิดขึ้น ดังนั้นองค์กรท่ีดูแลระบบฯ จึง จาเป็นต้องดาเนินการดูแลรักษาระบบต่อไปอย่างต่อเนื่อง และองค์กร ดังกล่าวอาจได้รับคาแนะนาหรือสนับสนุนการดาเนินงานประมาณ 3 - 6 เดือน จากหน่วยงานสนับสนุน และจาเป็นจะต้องพิจารณาถึงแหล่ง งบประมาณในการจา้ งเจ้าหนา้ ท่ี การบรหิ ารจัดการองค์กร และการพัฒนา ระบบฯตอ่ ไปในอนาคตด้วย

โดยมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการพัฒนาระบบสารสนเทศ ชมุ ชน ดงั นี้ (1) ระบบสารสนเทศชุมชนท่ีพัฒนาข้ึนจะต้องสามารถให้บริการ ข้อมูล สารสนเทศและความรู้ที่เกี่ยวข้องกับชุมชนให้กับทุกภาคส่วนใน ลักษณะท่ีง่ายในการเข้าถึง และมีรูปแบบท่ีสามารถนาไปใช้งานได้ทันที โดยระบบจะต้องสามารถพัฒนาการไหลเวียนของข้อมูล สารสนเทศ และ ความรู้ ตามความต้องการของผู้ใช้งานได้ (Unruh et. al., 2002)

(2) ระบบสารสนเทศชุมชนที่พัฒนาข้ึน จะต้องม่ันใจได้ว่าทุกคน ในชุมชนสามารถเข้าถึงข้อมูล สารสนเทศ และความรู้ได้อย่างเสมอภาค และเท่าเทียมกัน ปราศจากช่องว่างทางสังคมในการเขา้ ถึง โดยพิจารณา ถึงเคร่ืองมือในการเข้าถึง สถานท่ีหรือจุดให้บริการข้อมูลฯ และการจัด ฝึกอบรม การใช้งานระบบฯ ซึ่งทั้งหมดน้ีจะต้องอยู่ในแผนการพัฒนา ระบบฯ

(3) ระบบสารสนเทศชุมชนที่พัฒนาข้ึนจะต้องสามารถถ่ายทอด ข้อมูล สารสนเทศ และความรู้สู่ชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งหรือเพิ่มขีด ความสามารถในการแขง่ ขนั ให้กับประชาชนในชุมชนได้ (4) ระบบสารสนเทศชุมชนท่ีพัฒนาข้ึนจะต้องสามารถใช้งานผ่าน World Wide Web บน Internet ได้ (5) ระบบสารสนเทศชุมชนท่ีพัฒนาข้นึ จะตอ้ งสามารถนาเสนอถึง จุดแขง็ ของชมุ ชนไปสู่ชุมชนโลกได้ (Miller , 1999)

บทสรปุ เ มื่ อ พิ จ า ร ณ า ร ะ บ บ ส า ร ส น เ ท ศ ชุ ม ช น ใ น แ ง่ มุ ม ข อ ง ห ลั ก ก า ร องคป์ ระกอบ ข้ันตอนการออกแบบ การพัฒนาระบบฯ และแนวทางในการ ประเมินผลแล้ว พบว่า ระบบสารสนเทศชุมชนนั้นก็คือระบบสารสนเทศ แบบหน่ึงที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นเครอ่ื งมือในการพัฒนาชุมชนโดยชุมชน เอง ซึ่งในอดีตระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลายก็จะ ใช้วิธีการทางานแบบดั่งเดิม (Traditional) เป็นหลัก แต่ในปัจจุบัน คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมีการใช้งานอย่างกว้างขวางครอบคลุมทุก ภาคส่วน รวมถึงในชุมชน จึงส่งผลให้ระบบสารสนเทศชุมชนได้ปรับวิธีการ ทางานไปสดู่ จิ ิทลั (Digital) มากขึน้

แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนในการทางานก็ตาม ก็ยังคงวัตถุประสงค์ และเปา้ หมายเดิม คือการพฒั นาชุมชน และการลดช่องว่างของประชาชน (Digital Divide) ในการเขา้ ถงึ ขอ้ มูล สารสนเทศ และความรู้น่นั เอง ดังนั้น การนาระบบสารสนเทศชุมชนมาใช้เป็นเคร่ืองมือในการ พัฒนาชุมชน ภายใตก้ รอบแนวคิดการพัฒนาอย่างย่ังยืนและกระแสพระ ราชดารัส “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” จึงเป็นความท้าทายท่ีจะนาองค์ความรู้ หรือศาสตร์ที่ได้ริเร่ิมมาจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา ชุมชนอยา่ งยงั่ ยืนในบริบทของประเทศไทย

Question ระบบสารสนเทศชุมชนเพื่อการพฒั นาอย่างยงั่ ยนื ในบริบทของ สังคมไทยนั้นควรมีหนา้ ตาเปน็ อย่างไร?


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook