Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือสวดพุทธมนต์ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

หนังสือสวดพุทธมนต์ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา

Published by Kasem S. Kdmbooks, 2021-07-13 19:06:42

Description: หนังสือสวดพุทธมนต์ ฉบับพุทธบริหารการศึกษา (13-7-64) โดย เกษม แสงนนท์ สนับสนุนโดย ผศ.ดร.พระมหาสมบัติ ธนปญฺโญ

Search

Read the Text Version

145 ค�ำถวายขา้ วพระพุทธ* ¢0∫ (ก่อนรับประทานอาหาร พนมมอื กลา่ วท่ีโตะ๊ อหาร) อมิ งั , สปู ะพยญั ชะนะสมั ปนั นงั , สาลนี งั , โภชะนงั , อทุ ะกงั , วะรงั , พทุ ธสั สะ ปเู ชมิ. โภชนาหารและน้�ำ อันประเสรฐิ น้ี ข้าพเจา้ ขอถวายเป็นพทุ ธบชู า ค�ำลาข้าวพระพทุ ธ ¢0∫ เสสัง มังคะลงั  ยาจามิ ข้าพเจา้ ได้ถวายแลว้ ขออนุญาต รบั ประทานอาหารเพ่อื เปน็ มงคล บทพจิ ารณาอาหารกอ่ นรับประทาน ¢0∫ อาหารน้,ี ขา้ พเจา้ จะรบั ประทาน เพ่อืิ บำ� รงุ ร่างกายให้แขง็ แรง, ปราศจากโรค ภัย, ไดม้ ชี ีวติ อย,ู่ เพอ่ื ทำ� ความดี, เพ่ือปฏบิ ัติธรรม ไมร่ ับประทานเพือ่ บ�ำรุงกิเลส, ตัณหา, อุปาทาน ขอให้ท่านผบู้ รจิ าค และผู้บรกิ ารทกุ ทา่ น จงมีอาย,ุ วรรณะ, สขุ ะ พละ ปราศจากโรคภยั , อันตรายทงั้ ปวง....เทอญฯ (กล่าวเสรจ็ แลว้ จงึ ลงมือรบั ประทานอาหาร) * แน่นอนว่าพระพุทธเจ้าท่านคงไม่ได้ฉันอาหารตอนท่ีเราบูชาน้ี เพราะพระองค์ปรินิพพานไปนานแล้ว แต่เราสามารถเปล่ียน มุนมองเห็นใหม่ได้ว่า  เรานำ�อาหารมาบูชาคุณงานความดี  บูชาคุณของท่านอันเป็นเครื่องแสดงถึงความกตัญญูรู้คุณคนทำ� เหมอื นกับท่านยังทรงพระชนม์อยู่ เหมือนกบั การท่ีเรานดอกไม้มาบูชาสกั การะทา่ น โบราณาจารผทู้ า่ นมกี ุศโลบายแผงอยใู่ น พิธกี รรมอยา่ งนา่ ชื่มชม

146 ค�ำถวายทานทั่วไป ¢0∫ (วา่  นะโม ๓ หน) สทุ นิ นงั , วะตะ เม ทานงั , อาสะวกั ขะยาวะหัง, นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ, ค�ำแปล  ทานอันข้าพเจ้าให้ดีแล้วหนอ,  ขอจงเป็นผลท่ีน�ำมา,  ซ่ึงความ สิน้ ไปแห่งอาสวะ, และเปน็ ปัจจยั แก่พระนพิ พาน, ด้วยเทอญ. ค�ำถวายสังฆทาน ¢0∫ อิ ม า นิ ,   ม ะ ยั ง   ภั น เ ต ,   สั ง ฆ ะ ท า น า นิ ,   ส ะ ป ะ ริ ว า ร า นิ ,   ภิ ก ขุ สั ง ฆั ส ส ะ , โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุสังโฆ, อิมานิ, สังฆะทานานิ, สะปะริวารานิ, ปะฏคิ คัณหาตุ, อมั หากัง, ทีฆะรัตตัง, หติ ายะ, สขุ ายะ,  ค�ำแปล  ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ,  ข้าพเจ้าท้ังหลาย,  ขอน้อมถวาย, ซึ่งสังฆทาน,  กับท้ังเคร่ืองบริวารท้ังหลายเหล่านี้,  แก่พระภิกษุสงฆ์,  ขอพระภิกษุ สงฆ์จงรับ,  ซึ่งสังฆทาน,  กับทั้งเคร่ืองบริวารทั้งหลายเหล่านี้,  ของข้าพเจ้าท้ังหลาย, เพ่อื ประโยชน์, และความสุข, แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ส้นิ กาลนาน เทอญ. คำ� ถวายภัตตาหาร ¢0∫ อมิ าน,ิ  มะยงั  ภนั เต, ภตั ตาน,ิ  สะปะรวิ าราน,ิ  ภกิ ขสุ งั ฆสั สะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุสังโฆ, อิมานิ, ภัตตานิ, สะปะริวารานิ, ปะฏิคคัณหาตุ, อมั หากงั , ทฆี ะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ,  ค�ำแปล  ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอน้อมถวาย, ซึ่ง ภัตตาหาร,  กับทั้งเคร่ืองบริวารทั้งหลายเหล่านี้,  แก่พระภิกษุสงฆ์,  ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับ,  ซึ่งภัตตาหาร,  กับท้ังเครื่องบริวารท้ังหลายเหล่านี้,  ของข้าพเจ้าทั้งหลาย, เพอ่ื ประโยชน์, และความสขุ , แกข่ า้ พเจ้าท้งั หลาย, สนิ้ กาลนาน เทอญ.

147 ค�ำถวายสังฆทานอทุ ิศ ¢0∫ อิมานิ, มะยัง ภันเต, มะตะกะภัตตานิ, สะปะริวารานิ, ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธ ุ โน ภนั เต, ภกิ ขสุ งั โฆ, อมิ าน,ิ  มะตะกะภตั ตาน,ิ  สะปะรวิ าราน,ิ ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัญเจวะ, มาตาปิตุอาทีนัญจะ, ญาตะกานัง, กาละกะตานัง, ทฆี ะรตั ตงั , หติ ายะ, สุขายะ,  ค�ำแปล  ข้าแต่พระภิกษุสงฆ์ผู้เจริญ,  ข้าพเจ้าทั้งหลาย,  ขอน้อมถวาย, ซ่ึงมะตะกะภัตตาหาร,  กับทั้งเครื่องบริวารทั้งหลายเหล่านี้,  แก่พระภิกษุสงฆ์, ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ,  ซ่ึงมะตะกะภัตตาหาร,  กับท้ังเคร่ืองบริวารท้ังหลายเหล่านี้, ของข้าพเจ้าทั้งหลาย,  เพื่อประโยชน์,  และความสุข,  แก่ข้าพเจ้าท้ังหลาย,  และญาติ ทั้งหลาย,  มีมารดา  และบิดาเป็นต้น,  ตลอดถึงบุพการีชน,  ผู้ละโลกน้ีไปแล้ว, สน้ิ กาลนาน เทอญ. ค�ำถวายผา้ ป่า ¢0∫ อิ ม า นิ   ม ะ ยั ง   ภั น เ ต   ป ั ง สุ กู ล ะ จี ว ะ ร า นิ   ส ะ ป ะ ริ ว า ร า มิ   ภิ ก ขุ สั ง ฆั ส ส ะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ปังสุกูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ ปะฏคิ คัณหาตุ อัมหากัง ทฆี ะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ค�ำแปล  ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าท้ังหลาย ขอน้อมถวาย ผ้าบังสุกุล จีวรกับท้ังบริวารเหล่านี้  แก่พระภิกษุสงฆ์  ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ  ผ้าบังสุกุลจีวร กับท้ังบริวารเหล่านี้  ของข้าพเจ้าท้ังหลาย  เพื่อประโยชน์และความสุข  แก่ข้าพเจ้า ทงั้ หลาย สิน้ กาลนาน เทอญ ฯ ค�ำพิจารณาผา้ ปา่ ¢0∫ อมิ งั  ปังสกุ ูละจีวะรงั  อัสสามิกัง มยั หงั  ปาปณุ าติ

148 บทสวดมนตห์ มู่ทำ� นองสรภัญญะ บทสวดบูชาพระรัตนตรัย ¢0∫ (หวั หน้านำ� กลา่ ว) อะระหงั …..  (รบั พรอ้ มกนั )  สมั มาสมั พทุ โธ ภะคะวา พทุ ธงั  ภะคะวนั ตงั  อะภวิ าเทม ิ (กราบ) ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธมั มงั  นะมัสสาม ิ (กราบ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมาม ิ (กราบ) บทสวดนมัสการพระพุทธเจา้ ¢0∫ (หัวหนา้ น�ำกล่าว) นะโม (รบั พรอ้ มกัน) ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ หน) บทสรรเสริญพระพุทธคณุ ¢0∫ (หวั หนา้ น�ำ) อิติปโิ ส  (รบั พรอ้ มกนั ) ภะคะวา อะระหงั  สมั มาสมั พทุ โธ วชิ ชาจะระณะสมั ปนั โน สคุ ะโต โลกะวทิ  ู อนตุ ตะโร ปรุ สิ ะทมั มะสาระถ ิ สตั ถา เทวะมะนสุ สานงั  พทุ โธ ภะคะวาติ บทสรรเสริญพระพทุ ธคณุ   ¢0∫ (หัวหน้านำ� ) องคใ์ ดพระสมั พทุ ธ  บมิหมน่ มิหมองมวั (รบั พรอ้ มกนั )  สวุ สิ ทุ ธสนั ดาน ก็เบิกบานคอื ดอกบัว ตัดมลู เกลศมาร หนึง่ ในพระทัยท่าน

149 ราคี บ พนั พวั สุวคนธกำ� จร องคใ์ ดประกอบดว้ ย พระกรณุ าดังสาคร โปรดหมปู่ ระชากร มละโอฆกันดาร ชี้ทางบรรเทาทกุ ข ์ และชีส้ ขุ เกษมศานต์ ชี้ทางพระนฤพาน อันพ้นโศกวิโยคภยั พร้อมเบญจพิธจัก- ษจุ รัสวมิ ลใส เหน็ เหตทุ ่ใี กลไ้ กล กเ็ จนจบประจกั ษ์จรงิ ก�ำจัดน�้ำใจหยาบ สนั ดานบาปแหง่ ชายหญงิ สัตวโ์ ลกได้พ่งึ พงิ มละบาปบ�ำเพญ็ บญุ ขา้ ฯขอประณตนอ้ ม ศิระเกล้าบังคมคณุ สมั พุทธการุญ- ญภาพนัน้ นริ ันดร ฯ (กราบ) บทสรรเสรญิ พระธรรมคุณ ¢0∫ (หัวหน้าน�ำ)  ส๎วากขาโต  (รับพร้อมกัน)  ภะคะวะตา  ธัมโม  สันทิฏฐิโก  อะกาลิโก  เอหิปัสสิโก โอปะนะยโิ ก ปจั จัตตัง เวทติ พั โพ วญิ ญหู ตี ิ บทสรรเสรญิ พระธรรมคุณ ¢0∫ (หวั หนา้ น�ำ) ธรรมะคอื คุณากร  (รับพรอ้ มกนั ) ส่วนชอบสาธร ดุจดวงประทปี ชชั วาล แห่งองคพ์ ระศาสดาจารย์ สอ่ งสัตว์สันดาน สวา่ งกระจ่างใจมล 

150 ธรรมใดนบั โดยมรรคผล เป็นแปดพงึ ยล และเก้ากับทั้งนฤพาน อันลกึ โอฬาร สมญาโลกอุดรพิสดาร นามขนานขานไข พิสุทธ์ิพิเศษสกุ ใส ใหล้ ว่ งลปุ อง นบธรรมจ�ำนง อีกธรรมต้นทางครรไล ปฏบิ ตั ิปริยตั ิเปน็ สอง คอื ทางด�ำเนนิ ดจุ ครอง ยังโลกอุดรโดยตรง  ขา้  ฯ ขอโอนออ่ นอตุ มงค ์ ดว้ ยจติ และกายวาจา ฯ  (กราบ) บทสรรเสรญิ พระสงั ฆคณุ ¢0∫ (หัวหนา้ น�ำ) สปุ ะฏิปนั โน  (รับพร้อมกัน)  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ,  อุชุปะฏิปันโน  ภะคะวะโต สาวะกะ  สังโฆ,  ญายะปะฏิปันโน  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ,  สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ,  ยะทิทัง  จัตตาริ  ปุริสะยุคานิ  อัฏฐะ  ปุริสะปุคคลา, เอสะ  ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ,  อาหุเนยโย  ปาหุเนยโย  ทักขิเณยโย  อัญชลี กะระณโี ย, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตงั  โลกัสสาต ิ บทสรรเสริญพระสังฆคุณ ¢0∫ (หัวหนา้ ) สงฆใ์ ดสาวกศาสดา  (รับพร้อมกนั ) รับปฏิบตั ิมา แต่องคส์ มเดจ็ ภควันต์ เหน็ แจง้ จตุสัจเสร็จบรร- ลุทางท่ีอัน ระงับและดบั ทกุ ข์ภัย

151 โดยเสด็จพระผตู้ รัสไตร ปญั ญาผ่องใส สะอาดและปราศมัวหมอง เหินหา่ งทางข้าศกึ ปอง บ มลิ ำ� พอง ดว้ ยกายและวาจาใจ เปน็ เน้ือนาบุญอันไพ- ศาลแด่โลกัย และเกดิ พิบลู ยพ์ ูนผล สมญาเอารสทศพล มคี ณุ อนนต์ อเนกจะนบั เหลอื ตรา ข้า ฯ ขอนบหมพู่ ระศรา- พกทรงคุณา นคุ ุณประดจุ ร�ำพนั ด้วยเดชบญุ ข้าอภิวนั ท์ พระไตรรัตนอ์ นั อุดมดิเรกนิรตั ิศยั จงชว่ ยขจัดโพยภยั อนั ตรายใดใด จงดบั และกลับเสอ่ื มสญู   (กราบ) สตมิ โต สเุ ว เสยโฺ ย ผู้มีสติอยู่ทกุ เมื่อน้นั เป็นผปู้ ระเสริฐทุกวนั ... เพราะนั้นเอา ตัวสตินั้นเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างย่ิง สติตัวน้ีจะเป็นตัวท�ำให้มีความบริสุทธิ์ เป็นท่ีสกัดก้ัน ตัวบาป เพราะฉะน้ันอย่าได้ทิ้งสติ สติก�ำหนดในชีวิตประจ�ำวัน ของพวกเรา กเ็ พือ่ การเป็นอยูอ่ ยา่ งประเสรฐิ พระพุทธเจา้ ทรงตรสั ว่า “สติมโต สุเว เสยฺโย ผมู้ ีสตเิ ปน็ ผ้ปู ระเสริฐ” โดย...พระธรรมมงั คลาจารย์ ว.ิ (หลวงปูท่ อง สิรมิ งคฺ โล)

152 บทสวดชยสิทธคิ าถา ¢0∫ (หวั หนา้ นำ� ) พาหงุ   (รับพร้อมกัน)  สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง  ค๎รีเมขะลัง  อุทิตะโฆระ สะเสนะมารงั  ทานาทธิ มั มะวธิ นิ า ชติ ะ๎ วา มนุ นิ โท ตนั เตชะสา ภะวะต ุ เต ชะยะสทิ ธิ นิจจงั   บทสวดชยสิทธคิ าถา ¢0∫ (หวั หน้าน�ำ)  ปางเมื่อพระองคป์ ะระมะพทุ -  (รับพรอ้ มกนั )  ธะวิสทุ ธศาสดา ตรสั รู้อนุตตระสมา- ธิ ณ โพธบิ ลั ลังก์ ขนุ มารสหัสสะพหุพา- หุวิชาวชิ ติ ขลงั ขคี่ รี ีเมขละประทัง คชะเหยี้ มกระเหมิ หาญ แสร้งเสกสราวุธประดิษฐ์ กละคิดจะรอนราญ รุมพลพลพยหุ ะปาน พระสมุททะนองมา หวังเพอ่ื ผจญวรมนุ ิน- ทะสุชนิ ะราชา พระปราบพหลพยุหะมา- ระมะเลืองมะลายสญู ดว้ ยเดชะองคพ์ ระทศพล สวุ ิมละไพบลู ย์ ทานาธิธรรมะวิธิกูล ชนะน้อมมโนตาม ดว้ ยเดชะสจั จะวจนา และนมามิองคส์ าม ของจงนกิ รพละสยาม ชยะสทิ ธิทกุ วาร ถึงแมจ้ ะมีอริวเิ ศษ พละเดชะเทียมมาร ขอไทยผจญพชิ ติ ะผลาญ อรแิ มน้ มนุ นิ ทร ฯ (กราบ ๓ ครง้ั )

153 คาถาบชู าพระพุทธสหิ งิ ค์ ¢0∫ หันทะ มะยัง พุทธะปะสังสา คาถาโย พทุ ธะสิหงิ โค นามะ ภะณามะ เส ฯ (รับ) อิติ ปะวะระสิหิงโค อุตตะมะยะโส ปิเตโช ยัตถะกัตถะจิตโตโส สักกาโร อุปาโท สะกาละพุทธะสาสะนัง โชตะยันโต วะทีโป สุระนะเรหิ มะหิโต ธะระมาโนวะ พุทโธติ ฯ คำ� แปล พุทธสหิ ิงคา อบุ ัติมา ณ แดนใด ประเสรฐิ ธเกรกิ ไกรดจุ กายพระศาสดา เป็นท่ี เคารพนอ้ ม มนษุ ยพ์ ร้อมทัง้ เทวา เปรียบเช่น ชวาลา ศาสนาท่ยี ืนยง เหมอื นหนง่ึ พระสมั พทุ ธ สวุ สิ ทุ ธพิ์ ระชนมค์ ง แดนใด พระดำ� รง พระศาสนค์ งกจ็ ำ� รญู ด้วยเดช สิทธิศกั ดิ์ ธ พทิ ักษ์อนกุ ูล พระศาสน์ บม่ ีสญู พระเพิ่มพูนมหทิ ธา ข้าฯขอ เคารพนอ้ ม วจคี ้อมข้นึ บูชา พทิ กั ษ์ ธ รกั ษา พระศาสนม์ าตลอดกาล ปวงข้าฯ จะประกาศ พุทธศาสนใ์ ห้ไพศาล ขอพระ อภบิ าล ชนิ มารนริ นั ดรเ์ ทอญ ฯ นะมสั การพระอะระหนั ต์ ๘ ทิศ ¢0∫ หันทะ มะยัง สะระภัญเญนะ พุทธะมังคะละคาถาโย ภะณามะ เส ฯ สัมพุทโธ ทิปะทงั เสฏโฐ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ เป็นผ้ปู ระเสริฐสุดกว่า สตั วส์ องเท้าทงั้ หลาย นสิ ินโน เจวะ มัชฌเิ ม ทรงประทบั น่งั ในทา่ มกลาง โกณฑญั โญ ปพุ พะภาเค จะ โกญฑัญญะนง่ั อยูท่ างทิศบรู พา อาคะเณยเย จะ กัสสะโป พระมหากสั สปะ อยทู่ างทศิ อาคเนย์ สารปี ตุ โต จะ ทกั ขเิ ณ พระสารบี ตุ ร อยู่ทางทศิ ทักษณิ

154 หะระตเิ ย อุปาลี จะ พระอุบาลี อยูท่ างทิศหรดี ปจั ฉเิ มปิ จะ อานนั โท พระอานนท์ อย่ทู างทิศปจั ฉิม พายัพเพ จะ คะวัมปะติ พระภควัมปติ อยทู่ างทิศพายพั โมคคัลลาโน จะ อุตตะเร พระโมคคัลลานะ อยทู่ างทิศอดุ ร อิสาเณปิ จะ ราหุโล พระราหุล อยูท่ างทิศอิสาณ อเิ ม โข มงั คะลา พุทธา พระพทุ ธะผู้เป็นมงคลเหล่าน้แี ล สัพเพ อิธะ ปะตฏิ ฐติ า ท้ังหมดผูป้ ระดษิ ฐานอย่ใู นทน่ี ี้ วนั ทติ า เต จะ อัมเหหิ ขา้ พเจา้ กราบไหวพ้ ระพทุ ธะเหล่านน้ั แล้ว สกั กาเรหิ จะ ปูชติ า และเคารพบชู าแลว้ ด้วยเครอื่ งสักการะทง้ั หลาย เอเตสงั อานภุ าเวนะ ด้วยอานุภาพแหง่ พระพทุ ธะเหล่าน้ี สัพพะโสตถี ภะวนั ตุ โน ฯ ขอความสขุ สวสั ดจี งมแี กข่ า้ พเจา้ ทง้ั หลายดว้ ยเทอญ อิจเจวะมจั จนั ตะนะมสั สะเนยยัง นะมสั สะมาโน ระตะนตั ตะยัง ยัง ข้าพเจ้านมัสการพระรัตนตรยั ใด ซ่ึงสมควรนมัสการ อย่างยอดย่ิง ดังกลา่ วน้ี ปญุ ญาภิสนั ทงั วปิ ลุ ัง อะลัตถงั และไดร้ บั กระแสบญุ อันไพบูลยแ์ ล้ว ตสั สานภุ าเวนะ หะตันตะราโย ขอใหข้ ้าพเจ้าจงปราศจากอนั ตราย, ดว้ ยอานภุ าพ แห่งพระรัตนตรยั นน้ั เทอญ. สรภญั พุทธประวตั ิ ทำ� นองอสี าน ¢0∫ ๑) ประวัติ สทิ ธัตถะ สทุ โธทนะ พระบิดา สริ ิ มหามายา คอื มารดา ของพระองค์ๆ ประสตู ิ แลว้ ดำ� เนนิ เจ็ดก้าวเดนิ เหมอื นดังหงส์ มารดา ของพระองค์ ทรงทวิ ง คตจากไปๆ ๒) หลังจาก ไดเ้ จ็ดวัน บิดานน้ั ทรงหวน่ั ไหว พระนาง จากลูกไป แสนอาลยั หว่ งกังวลๆ

155 เจ้าชาย สิทธัตถะ ทรงมานะ และอดทน สุทโธ ทนะทน เล้ียงดจู น ไมห่ ม่นหมองๆ ๓) นางป ชาบดี มเหสี องค์ทีส่ อง เปน็ ธิดาผนู้ ้อง ของมายา หนา้ สดใสๆ กล่อมเล้ียง พระกมุ าร ใหเ้ บกิ บาน หฤทยั รักเหมือน ดง่ั ดวงใจ เหมือนเยอ่ื ใย สายสัมพนั ธๆ์ ๔) อายุ เจ็ดชันษา แสวงหา วชิ าการ จากครู ผเู้ ช่ยี วชาญ พระองค์ท่าน ไดร้ ำ่� เรยี น ๆ ครวู ิ ศวามิตร รับเปน็ ศิษย์ จิตพากเพียร จบสน้ิ การเลา่ เรียน กลับนคร ดงั ตอนเดิม ๆ ๕) สบิ หก พระชนั ษา พระบดิ า มาสง่ เสริม ประสงค์ ให้ทรงเริม่ มคี ชู่ ่ืน มื่นหทยั ๆ พมิ พา ยโสธรา โฉมสง่า งามเฉดิ ฉาย เมือ่ ดำ� รงพระทัย ทงั้ สองได้ ครองคมู่ าๆ ๖) หลายปี ที่ยนื ยาว ย่ีสิบเก้า พระชันษา ทรงมี พระบุตรา มนี ามรา หลุ กมุ าร ๆ ช่ืนมื่น รน่ื หทยั ลน้ หัวใจ เกรกิ ไพศาล แตล่ ูก คอื บ่วงมาร ท่กี ้ันกาง ทางหลุดพน้ ๆ ๗) เจ้าชาย สทิ ธตั ถะ หวงั ท่จี ะ สร้างกศุ ล ภาระ และบตุ รตน ต้องจาคะ อย่าให้มๆี ข่มจติ และข่มใจ ทงั้ หว่นั ไหว ในฤดี ภาระ และบตุ รนี้ มพี ลงั ดง่ั อาชาๆ ๘) ดกึ ด่นื คืนเงียบงนั ปลกุ นายฉัน นะเสนา ทรงมา้ กณั ฐกะ เปน็ พาห นะเดินทางๆ

156 ขา้ มน�้ำ อโนมา จนเพลา จวนรุ่งสาง ปลงผม ด้วยพระขรรค์ อธิฐาน บรรพชาๆ  ๙) เพยี รพรต อดอาหาร ทรมาน องคก์ ายา สงั ขาร กโ็ ทรมซา แต่ยงั คง ไม่ทอ้ ถอยๆ เจริญ สมาธิ จนชำ� นิ ทโี่ พธ์ยิ ้อย สติ มิเล่อื นลอย ตัง้ พระทัย ให้ปลอ่ ยวางๆ ๑๐) วนั เพ็ญ คืนเดือนหก แสงจันทร์โบก พอลางลาง ทรงตรสั รู้พลาง รู้หนทาง ดบั โศกตรมๆ อญั ญา โกณฑญั ญะ ได้เปน็ พระ องคป์ ฐม แผธ่ รรม ไปทวั่ ชม พูทวปี ทิศทั้งส่ีๆ ๑๑) พระองค์ ปลงสังขาร ท่ีปาวาละ เจดยี ์ สดุ ท่ี จะหลกี หนี ชีวีมี เศร้าหม่นหมองๆ ชาวพทุ ธ สดุ จะกล่าว ได้ยนิ ขา่ ว นำ�้ ตานอง ภิกษุ ต่างเศร้าหมอง นั่งประคอง แขนรำ่� ไรๆ ๑๒) ถงึ เวลาดับขันธ์ พระองคน์ ั้น มหิ วั่นไหว จงึ ได้ เสด็จไป ทอดพระกาย ใตต้ น้ รงั ๆ ทรงป รนิ พิ พาน ดับสงั ขาร ในภายหลัง แต่คำ� สอนน้ันยัง สถิตทั่ว ผองไผทๆ ๑๓) กาลเวลา หลายพนั ปี พระธรรมน้ี ยังเจดิ จ้า พุทธธรรม คงรักษา ชาวประชาผู้ทรงธรรมๆ ขอให้ มวลประชา เจริญพา ใจสขุ ี ธรรมะ เปน็ ของดี สร้างชวี ี ให้เจรญิ ๆ ¥dµ

๔ภาคที่ การปฏิบตั ิวปิ สั สนากรรมฐาน วิธีการสมาทานกรรมฐาน ข้นั ตอนการเตรียมการปฏบิ ัติกรรมฐาน ¢0∫ เม่ือผู้ปฏิบัติกรรมฐาน  เลือกวิธีปฏิบัติกรรมฐานได้ตรงกับจริตของตนแล้ว และเลอื กหาสถานท่ีสำ� หรบั ปฏบิ ตั ิไดเ้ หมาะสมแล้วให้ตง้ั ใจดำ� เนนิ การ ดงั นี้ ๑. ตดั ความกงั วล ความหว่ งใย ในภารกิจตา่ งๆ ใหห้ มดไป ๒. ถวายสักการะ พระอาจารย ์ อาจารยผ์ ้ใู ห้กรรมฐาน ๓. จดุ ธูป เทียน บูชาพระรัตนตรยั ๔.  ถ้าเป็นพระควรแสดงอาบัติก่อน  เป็นสามเณรหรือฆราวาสต้องสมาทาน ศลี กอ่ น ๕. เปลง่ วาจามอบกายถวายชีวิตแดพ่ ระรตั นตรยั อิมาหงั  ภะคะวา, อตั ตะภาวัง, ตมุ หากัง, ปะรจิ จะชาม ิ ฯ ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า,  ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิต,  แด่ พระรัตนตรยั , คอื  พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ๖. เปล่งวาจามอบกายถวายตัวตอ่ พระอาจารย์ อมิ าหงั  อาจะรยิ ะ, อตั ตะภาวัง, ตมุ หากัง, ปะริจจะชาม ิ ฯ ข้าแต่พระอาจารย์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายตัว, ต่อครู, อาจารย ์ เพ่ือ เจรญิ วิปสั สนากรรมฐาน ๗. การขอให้พระอาจารย์ ใหว้ ปิ สั สนากรรมฐาน นิพพานัสสะ เม ภันเต, สจั ฉกิ ะระณตั ถายะ, กรรมฐานงั  เทห ิ ฯ ข้าแต่พระอาจารย์ผู้เจริญ,  ขอท่านจงสอนซ่ึงกรรมฐาน,  แก่ข้าพเจ้า,  เพื่อ ท�ำให้แจง้ ซึ่ง มรรค ผล นิพพาน ตอ่ ไป

158 ๘. การตั้งสจั จะอธิษฐานและปฏญิ าณตนต่อพระรัตนตรัยและครูอาจารย์ เยเนวะ, ยันต ิ นิพพานงั ,  พทุ ธา เตสัญจะ, สาวะกา เอกายะเนนะ, มคั เคนะ,  สะตปิ ฏั ฐานะ, สญั ญินา พระพุทธเจ้า  และเหล่าพระอริยสาวก,  ย่อมด�ำเนินไปสู่พระนิพพานด้วยทาง สายใด,  ทางสายนั้นเป็นทางสายเอก,  ซ่ึงนักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลาย,  รู้ทั่วถึงกัน แล้วว่า, ได้แก ่ สตปิ ฏั ฐานท้ัง ๔,  ข้าพเจ้าขอต้ังสัจจะอธิษฐาน,  ปฏิญาณตน,  ต่อพระรัตนตรัย,  และต่อครูบา อาจารย์ว่า,  จะต้ังอกตั้งใจ,  ประพฤติและปฏิบัติจริงๆ, เทา่ ทต่ี นมโี อกาส,  เทา่ ทตี่ น สามารถจะปฏบิ ตั ไิ ด,้  เพือ่ บชู าพระรัตนตรัย อมิ ายะ, ธัมมานุธัมมะ, ปะติปตั ตยิ า, ระตะนัตตะยงั  ปูเชมิ ข้าพเจ้าขอบูชาพระรัตนตรัย,  ด้วยการปฏิบัติธรรม,  สมควรแก่ธรรมน้ี, และด้วยสัจจะวาจาท่ีได้กล่าวอ้างมานี้,  ขอให้ข้าพเจ้าได้ส�ำเร็จผลสมความ ปรารถนา, ในเวลาอันไมช่ า้ ดว้ ยเทอญ ๙. การสวดบทพระพุทธคณุ  พระธรรมคุณ พระสงั ฆคุณ อติ ปิ  ิ โส ภะคะวา อะระหงั  สมั มาสมั พทุ โธ วชิ ชาจะระณะสมั ปนั โน สคุ ะโต โลกะวทิ  ู อะนตุ ตะโร ปรุ สิ ะธมั มะสาระถ ิ สตั ถา เทวะมะนสุ สานงั  พทุ โธ ภะคะวาต ิ ฯ (กราบพร้อมกบั หมอบลง) กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา ด้วยกายกด็  ี ดว้ ยวาจาก็ดี ดว้ ยใจก็ดี พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยงั กรรมน่าตเิ ตยี นอนั ใด ทข่ี า้ พเจ้ากระทำ� แล้วในพระพุทธเจ้า พทุ โธ ปะฏคิ คณั หะต ุ อจั จะยันตงั ขอพระพทุ ธเจา้  จงงดซง่ึ โทษลว่ งเกนิ อันนัน้ กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พทุ เธ เพือ่ การสำ� รวมระวงั ในพระพุทธเจา้  ในกาลตอ่ ไป

159 สว๎ ากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม สนั ทฏิ ฐโิ ก อะกาลโิ ก เอหปิ สั สโิ ก โอปะนะยโิ ก ปัจจัตตงั  เวทติ ัพโพ วิญญูหีต ิ ฯ (กราบพรอ้ มกบั หมอบลง) กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา ด้วยกายกด็ ี ดว้ ยวาจาก็ดี ด้วยใจกด็ ี ธัมเม กกุ มั มัง ปะกะตัง มะยา ยงั กรรมน่าตเิ ตียนอนั ใด ทข่ี ้าพเจ้ากระทำ� แล้วในพระธรรม ธมั โม ปะฏคิ คณั หะตุ อจั จะยันตงั ขอพระธรรม จงงดซึ่งโทษลว่ งเกนิ อนั นนั้ กาลนั ตะเร สังวะริตุง วะธมั เม เพอื่ การส�ำรวมระวงั ในพระธรรม ในกาลต่อไป สุ ป ะ ฏิ ป ั น โ น   ภ ะ ค ะ ว ะ โ ต   ส า ว ะ ก ะ สั ง โ ฆ   อุ ชุ ป ะ ฏิ ป ั น โ น   ภ ะ ค ะ ว ะ โ ต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชลี กะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตงั  โลกสั สาติ  (กราบพรอ้ มกบั หมอบลง) กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา ด้วยกายกด็  ี ด้วยวาจากด็ ี ด้วยใจก็ดี สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตงั  มะยายงั กรรมนา่ ติเตยี นอนั ใด ทข่ี ้าพเจ้ากระทำ� แลว้ ในพระสงฆ์ สังโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อจั จะยนั ตัง ขอพระสงฆ์ จงงดซง่ึ โทษลว่ งเกินอันนั้น กาลันตะเร สงั วะริตงุ  วะ สงั เฆ เพอ่ื การส�ำรวมระวงั ในพระสงฆ์ ในกาลต่อไป (จบแล้วกราบลง ๓ ครัง้ )

160 เม่ืออธิษฐานจิต  สมาทานศีล  แล้วนั่งวิปัสสนากรรมฐาน  เสร็จแล้ว  ให้แผ่ เมตตาให้ตัวเอง และผูอ้ ่นื  ตลอดถงึ สรรพสตั ว์ต่างๆ ๑๐.  คำ� แผ่เมตตาให้กับตนเอง วา่ ... อะหัง สุขิโต โหม ิ ขอใหข้ า้ พเจ้าจงมคี วามสขุ อะหงั  นทิ ทุกโข โหม ิ ขอใหข้ ้าพเจ้าจงปราศจากความทกุ ข์ อะหงั  อะเวโร โหม ิ ขอให้ขา้ พเจา้ จงปราศจากเวร อะหัง อพั ย๎ าปัชโฌ โหมิ ขอใหข้ ้าพเจา้ จงปราศจากความล�ำบาก อะหัง อะนีโฆ โหม ิ ขอให้ข้าพเจา้ จงปราศจากอปุ สรรค สุข ี อัตตานัง ปะรหิ ะราม ิ รกั ษาตนให้มคี วามสุขเถดิ ๑๑.  ค�ำกล่าวเจรญิ มรณานุสสต ิ วา่ ... อะธุวัง เม ชีวิตัง ชวี ติ ของเราไมย่ ง่ั ยนื ธวุ งั  มะระณงั ความตายเปน็ ของยัง่ ยืน อะวสั สัง มะยา มะรติ พั พัง อันเราจะพึงตายเปน็ แท้ มะระณะปะรโิ ยสานัง เม ชีวติ ัง ชีวติ ของเรามีความตายเป็นท่ีสดุ รอบ ชีวติ งั  เม อะนิยะตงั ชวี ิตของเราเป็นของไมเ่ ท่ียง มะระณงั  เม นยิ ะตัง ความตายของเรา เปน็ ของเทยี่ ง ๑๒.  บทอภิณหปจั เวกขณปาฐะ ว่า... ชะราธัมโมมหิ เรามคี วามแกเ่ ปน็ ธรรมดา ชะรัง อะนะตีโต (อะนะตีตา)๑ ลว่ งพน้ ความแก่ไปไม่ได้ พยาธธิ มั โมมหิ เรามคี วามเจบ็ ไขเ้ ป็นธรรมดา พยาธงิ  อะนะตีโต (อะนะตตี า)๑ ลว่ งพ้นความเจ็บไขไ้ ปไมไ่ ด้ มะระณะธมั โมมห ิ เรามีความตายเปน็ ธรรมดา มะระณงั  อะนะตโี ต (อะนะตีตา)๑ ลว่ งพ้นความตายไปไมไ่ ด้ สพั เพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปห ิ เราจะเป็นต่างๆ คือวา่ นานาภาโว วนิ าภาโว เราจะพลัดพรากจากของรกั ของชอบใจทงั้ หลายทงั้ ปวง ๑ หญงิ ว่า อะนะตตี า

161 กมั มสั สะโกมหิ เรามีกรรมเป็นของๆ  ตน กมั มะทายาโท เราเปน็ ผรู้ ับผลของกรรม กมั มะโยน ิ เรามีกรรมเป็นกำ� เนิด กัมมะพนั ธุ เรามกี รรมเปน็ เผ่าพนั ธ์ุ กัมมะปะฏสิ ะระโณ เรามีกรรมเป็นท่ีพง่ึ อาศัย ยงั  กัมมัง กะรสิ สาม ิ จกั ทำ� กรรมอันใดไว้ กลั ยาณัง วา ปาปะกงั  วา ด ี หรอื  ช่ัว ก็ตาม ตสั สะ ทายาโท ภะวสิ สามีติ ฯ  เราจักเป็นผ้รู ับผลของกรรมนั้น ฯ ๑๓.  คำ� แผเ่ มตตาใหแ้ กค่ นอืน่  สตั วอ์ ่นื  ดงั น้ี สพั เพ สัตตา หมู่สัตว์ทง้ั ปวง สัพเพ ปาณา หมสู่ ัตวท์ ีม่ ลี มปราณทง้ั ปวง สัพเพ ภูตา หมภู่ ตู ทั้งปวง สัพเพ ปคุ คะลา บคุ คลทั้งหลายท้งั ปวง สัพเพ อตั ตะ ภาวะปริยาปนั นา หมสู่ ตั วท์ เ่ี กย่ี วเนอ่ื ง ดว้ ยอตั ภาพทงั้ ปวง สัพพา อตั ถโิ ย สตรีท้ังหลายท้ังปวง สพั เพ ปุรสิ า บุรุษทัง้ หลายทงั้ ปวง สพั เพ อะริยา พระอรยิ ะทงั้ หลายทั้งปวง สัพเพ เทวา เทพเจ้าทง้ั หลายท้งั ปวง สัพเพ วนิ ิปาติกา หม่สู ัตวน์ รกทัง้ หลาย ทั้งปวง อะเวรา โหนต ุ จงเปน็ สขุ ๆ เถดิ อยา่ ไดม้ เี วรแกก่ นั และกนั เลย อัพยาปชั ฌา โหนตุ จงเป็นสุขๆ เถิด อยา่ ได้พยาบาท เบียดเบียนซ่ึงกันและกนั เลย อะนีฆา โหนต ุ จงเปน็ สุขๆ เถดิ อย่าไดม้ คี วามทุกข์กาย ทุกขใ์ จเลย สุขี อตั ตานัง ปะรหิ ะรนั ตุฯ จงมคี วามสขุ กาย สขุ ใจ รกั ษาตนใหพ้ น้ จากทกุ ขภ์ ยั ทงั้ สนิ้ นเ้ี ทอญฯ

162 คำ� สมาทานกรรมฐาน (ยอ่ ) ¢0∫ อุกาสะ อุกาสะ, ณ  โอกาสบัดน้ี,  ข้าพเจ้า,  ขอสมาทานเอา,  ซึ่งพระกรรมฐาน, ขอใหส้ มาธ,ิ  และวปิ สั สนาญาณ, จงบงั เกดิ ม,ี  ในขนั ธสนั ดาน, ของขา้ พเจา้ , ขา้ พเจา้ , จะตั้งสติก�ำหนดไว้,  ท่ีรูปนามปัจจุบัน,  เพื่อให้เห็นรูปนาม,  เป็นอนิจจัง,  เป็นทุกขัง, เป็นอนัตตา,  เพ่ือเบื่อหน่าย,  เพ่ือคลายก�ำหนัด,  เพื่อให้เห็นแจ้ง,  ซึ่ง  มรรค  ผล นพิ พาน, ตง้ั แตบ่ ดั นเี้ ปน็ ตน้ ไป เทอญ ฯ สมาธภิ าวนาคืออะไร ¢0∫ คำ� วา่  ”สมาธ„ิ  แปลวา่  ความมนั่ คงของจติ  หรอื ภาวะทจี่ ติ ตง้ั มนั่  สงบ แนว่ แน่ หมายถงึ  ภาวะทจ่ี ติ แนว่ แนต่ อ่ สง่ิ ทกี่ ำ� หนดอยกู่ บั สง่ิ ใดสงิ่ หนงึ่ ไมฟ่ งุ้ ซา่ น หรอื สา่ ยไป ค�ำว่า  ”ภาวนา„  แปลว่า  การท�ำให้มีขึ้นเป็นข้ึน  การเจริญขึ้น  คือ  ท�ำคุณธรรม ที่ยังไม่มีขึ้น  ให้มีข้ึนด้วยการฝึกอบรมจิตใจให้เจริญงอกงามข้ึนด้วยปัญญาและ ดว้ ยคุณธรรม เพอ่ื ความสงบ และความบรสิ ุทธ ์ิ ผอ่ งใส เป็นต้น ภาวนา มี ๒ ประเภท คอื ๑.  สมถภาวนา  หมายถึง  การฝึกจิตใจให้สงบ  เป็นการเจริญโดยตรง  คือ ฝึกจิตให้ตั้งม่ัน  แน่วแน่  ประณีตยิ่งขึ้นไปเป็นชั้นๆ  โดยล�ำดับ  จนถึงข้ันฌาน ในระดับต่างๆ  ๒.  วิปัสสนาภาวนา  หมายถึง  การน�ำสมาธิไปใช้เป็นพื้นฐานในการฝึก อบรมปัญญา  ให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในสภาวะ  (รูป-นาม)  ของส่ิงท้ังหลายท่ีมี อยู่ในร่างกายของเรา  โดยอาการแห่งความเป็น  อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  และอสุภะ ท�ำให้ได้ญาณระดับต่างๆ  และหลุดพ้นจากกองกิเลสกองทุกข์ทั้งปวงจนกระท่ัง บรรลุนิพพาน

163 ระดบั สมาธิ ในช้ันอรรถกถา ท่านแยกสมาธอิ อกเป็น ๓ ระดับ คือ ๑.  ขณิกสมาธิ หมายถึง  สมาธิช่ัวขณะ  เป็นสมาธิที่ใช้ในชีวิตประจ�ำวัน  ใน การท�ำงานหรือกิจกรรมตา่ งๆ ในการปฏิบตั ธิ รรม เช่น ฝกึ สตทิ �ำทาน ฟังธรรม เปน็ สมาธิในระดับเบอื้ งต้น ๒.  อุปจารสมาธ ิ หมายถงึ  สมาธจิ วนจะต้ังม่ัน แนว่ แน ่ สามารถทำ� ใหน้ ิวรณ์ สงบระงบั ได ้ เป็นสมาธิเฉียดฌาน คือ ใกลจ้ ะถงึ ปฐมฌาน ๓.  อัปปนาสมาธิ หมายถึง สมาธิตั้งม่ัน เป็นความตั้งม่ันในอารมณ์อันหน่ึง ถงึ ระดับท่เี รียกว่า ฌาน เป็นผลส�ำเร็จทีต่ ้องการในการเจรญิ สมาธ ิ ฯ สมถกรรมฐานคอื อะไร ¢0∫ ค�ำว่า  ”สมถะ„  แปลง่ายๆ  ว่า  ความสงบ  หมายถึง  ท�ำจิตให้เป็นสมาธินั้นเอง ที่ว่าสงบนั้น  คือ  สงบจากนิวรณ์  (นิวรณ์  คือ  ส่ิงท่ีคอยขัดขวางความดีของจิตไม่ให้ กา้ วหนา้ ในคณุ ธรรม หรือในการทำ� ความดที กุ ขน้ั ตอน) ค�ำว่า  ”กรรมฐาน„  แปลว่า  ท่ีตั้งแห่งการท�ำงานของจิต  อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่ง การท�ำงานของใจ  หรืออุบายทางใจ  คือ  วิธีการฝึกอบรมจิต  คือ  วิญญาณให้มั่นคง เปน็ การฝกึ อบรมนายของเรา (รปู นาม) ใหเ้ บาบางลงจากสง่ิ ทเี่ ราเคยแบกไว้ (ยดึ ถอื ) อันมีรากเหง้าแห่งความชั่วท้ังปวง  ได้แก่  ความละโมบ  ความโกรธ  ความพยาบาท และความลุม่ หลง เป็นต้น หลักการของสมถะ  คือ  การก�ำหนดใจไว้กับสิ่งใดสิ่งหน่ึง  (เรียกว่า  อารมณ์) ให้แน่วแน่จนจิตพร้อมด่ิงอยู่ในส่ิงนั้นส่ิงเดียว(เรียกว่า  จิตมีอารมณ์เป็นหน่ึง  หรือ จิตมีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน)  ความแน่วแน่  หรือต้ังม่ันของจิตนี้เรียกว่า  ”สมาธิ„ เมื่อสมาธิแนบสนิทเต็มท่ีแล้ว  ก็จะเกิดสภาวจิตท่ีเรียกว่า  ”ฌาน„  มีอยู่  ๔  ขั้น  ท้ัง

164 รูปฌาน  ๔  และอรูปฌาน  ๔  เรียกรวมกันว่า  ”สมาบัติ  ๘„  สภาวะจิตที่อยู่ใน อารมณ์ของฌาน จะมลี กั ษณะ คือ ๑.  เปน็ ภาวะทีม่ คี วามสุขสงบผ่องใส ๒.  เป็นภาวะทไี่ ม่มีความเศร้าหมองขุ่นมวั ๓.  เป็นภาวะที่ไม่มสี ิ่งใดมารบกวนให้สะดุดติดขอ้ งแตอ่ ย่างใด ทงั้  ๓ นยั น ้ี เรียกว่า ”ปราศจากนิวรณ„์   การปฏิบตั วิ ปิ สั สนากัมมฏั ฐานตามแนวสติปฏั ฐาน ๔ ¢0∫ สติปัฏฐานเป็นทางสายเอก และเป็นทางสายเดียวที่ท�ำให้ผู้ด�ำเนินตามทางนี้ ถงึ ความบรสิ ทุ ธหิ์ มดจด จนบรรลพุ ระนพิ พาน ดงั นนั้ ผทู้ ป่ี รารถนาจะบรรลมุ รรค ผล นิพพาน ต้องเร่ิมต้นด้วยสติปัฏฐานน้ี ในมหาสติปัฏฐานสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสแกพ่ ระภิกษุทง้ั หลายว่า “เอกายโน อยํ ภกิ ฺขเว มคฺโค สตตฺ านํ วสิ ทุ ธฺ ยิ า โสกปริเทวานํ สมตกิ ฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สตปิ ฏฺานา” ”หนทางน้ีเป็นหนทางเอก เพ่ือความบริสุทธ์ิหมดจดแห่งสัตว์ท้ังหลาย เพื่อ ความก้าวล่วงเสียด้วยดีซึ่งความโศกและความร�่ำไร เพ่ือดับไปแห่งทุกข์และโทมนัส เพ่อื บรรลุญายธรรม เพือ่ กระทำ� ใหแ้ จ้งซง่ึ พระนิพพาน ส่ิงน้ี คือ สติปฏั ฐาน ๔„๑ ๑.๑ หลกั สตปิ ัฏฐาน ๔ ๑. ความหมายของสติปฏั ฐาน สติ คือ ความระลึกรู้อารมณ์ท่ีเป็นฝ่ายดี ยับย้ังมิให้จิตตกไปในทางช่ัว หรือ ความระลึก ได้ท่ีรู้ทันอารมณ์อันเป็นฝ่ายดี ปัฏฐาน คือ ความตั้งม่ันอยู่ในอารมณ์ ๑ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๓/๓๐๑

165 ดังน้ัน สติปัฏฐานก็คือ ความตั้งม่ันในการระลึกรู้อารมณ์ที่เป็นฝ่ายดี มีความหมาย โดยเฉพาะถึงอารมณ์อันเป็นที่ต้ังม่ันแห่งสติ ๔ ประการ ประกอบด้วย กาย เวทนา จติ ธรรม๒ ๒. ประเภทของสติปัฏฐาน ๔ สตปิ ัฏฐาน มี ๔ ประเภท คือ ก) พจิ ารณาเหน็ กายในกายภายในเนอื งๆ อยู่ พจิ ารณาเหน็ กายในกายภายนอก เนืองๆ อยู่ พิจารณาเห็น กายในกายทง้ั ภายในและภายนอกเนืองๆ อยู่ มีความเพยี ร มสี ัมปชัญญะมีสตกิ �ำจัดอภิชฌาและโทมนสั เสียได้ในโลก ข) พจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนาภายในเนอื งๆ อยู่ พจิ ารณาเหน็ เวทนาในเวทนา ภายนอกเนอื งๆ อยู่ พิจารณาเหน็ เวทนาในเวทนาทั้งภายในและภายนอกเนอื งๆ อยู่ มคี วามเพียร มสี ัมปชัญญะ มีสติ ก�ำจัดอภชิ ฌาและโทมนัสเสยี ไดใ้ นโลก ค) พิจารณาเห็นจิตในจิตภายในเนืองๆ อยู่ พิจารณาเห็นจิตในจิต ภายนอก เนืองๆอยู่ พิจารณาเห็นจิตในจิตท้ังภายในและภายนอกเนืองๆ อยู่ มีความเพียร มสี มั ปชัญญะมสี ติ กำ� จดั อภิชฌา และโทมนสั เสยี ได้ในโลก ง) พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในเนืองๆ อยู่ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม ภายนอก เนืองๆ อยู่ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในและภายนอกเนืองๆ อยู่ มคี วามเพียร มสี มั ปชัญญะ มีสติ ก�ำจดั อภิชฌาและโทมนัสเสียได้ในโลก๓ ๓. จุดประสงค์ของสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรมน้ี มีจุดประสงค์จำ� แนกได้เป็น ๒ ทาง คอื ๔ สติต้ังมั่นในการพิจารณาบัญญัติ เพ่ือให้จิตสงบ ซ่ึงเรียกว่า สมถกัมมัฏฐาน มอี านสิ งส์ให้บรรลุฌานสมาบัติ สติตั้งม่ันในการพิจารณารูปนาม เพ่ือให้เกิดปัญญาเห็นไตรลักษณ์ คือ ๒ ที.ม.อ. (ไทย) ๑๔/๒๗๖ ๓ อภ.ิ วิ. (ไทย) ๓๕/๔๓๑/๒๑๑ ๔ ขุนสรรพกิจโกศล (โกวทิ ปทั มะสนุ ทร), ผูร้ วบรวม, คมู่ ือการศกึ ษาพระอภิธรรม ปริจเฉทที่ ๗ สมุจจยสังคหวภิ าค, หน้า ๔๑

166 อนจิ จัง ทุกขงั อนตั ตา ซึ่งเรียกวา่ วิปัสสนากรรมฐาน มอี านิสงส์ใหบ้ รรลุถึงมรรค ผล นิพพาน การก�ำหนดพิจารณาไตรลักษณ์เพ่ือให้รู้เห็นสภาพตามความเป็นจริงว่า สิ่ง ทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นรูปนามเท่านั้น และรูปนามท้ังหลายเหล่าน้ัน ก็มีลักษณะเป็น อนจิ จัง ทุกขงั อนัตตาหาได้เป็นแกน่ สารยั่งยนื ไม่ จะได้ก้าวล่วงเสียซงึ่ ความเหน็ ผิด ไม่ใหต้ ิดอยใู่ นความยนิ ดียนิ ร้ายอันเปน็ การเริ่มตน้ ท่ีจะใหถ้ งึ หนทางดับทกุ ข์ท้งั ปวง ๔. ประเภทบคุ คลเหมาะกับสตปิ ฏั ฐาน ๔ บุคคลผเู้ จรญิ สมถะและวิปัสสนา ซึ่งแบ่งเป็น ๒ อย่างคือ มนั ทบุคคล ได้แก่ บุคคลผู้มีปัญญาอ่อน และติกขบุคคล ได้แก่บุคคลผู้มีปัญญากล้า หากจะแบ่งให้ ละเอียด ก็มีถึง ๔ จำ� พวกคือ๕ ก) ตัณหาจริตบุคคล ที่มีปัญญาอ่อน บุคคลประเภทน้ีควรเจริญกายา- นุปัสสนาสติปัฏฐาน จึงจะได้ผลดี เพราะเป็นของหยาบ เห็นได้ง่าย และเหมาะกับ อัธยาศัยของบคุ คลพวกนี้ ข) ตัณหาจริตบุคคล ท่ีมีปัญญากล้า บุคคลประเภทนี้ควรเจริญเวทนา- นุปัสสนาสติปัฏฐาน จึงจะได้ผลดี เพราะเป็นกรรมฐานละเอียด คนมีปัญญากล้า สามารถเห็นไดง้ ่าย และเหมาะกบั อัธยาศยั ของบคุ คลพวกนี้ ค) ทิฏฐิจริตบุคคล ท่ีมีปัญญาอ่อน บุคคลประเภทนี้ควรเจริญจิตตา- นุปัสสนาสติปัฏฐานจึงจะได้ผลดี เพราะไม่หยาบไม่ละเอียดเกินไป และเหมาะกับ อธั ยาศัยของบคุ คลพวกน้ี ง) ทฏิ ฐิจริตบุคคล ทีม่ ีปัญญากลา้ บุคคลประเภทนีค้ วรเจริญธมั มานปุ ัสสนา สติปัฏฐานจึงจะได้ผลดี เพราะเป็นกรรมฐานละเอียด คนมีปัญญากล้าสามารถเห็น ได้ง่ายและเหมาะกับอธั ยาศยั ของบคุ คลพวกนี้ จ) สมถยานิกบุคคล ที่มีปัญญาอ่อน บุคคลประเภทน้ีควรเจริญกายา- นุปสั สนาสติปฏั ฐาน จงึ จะได้ผลดี เพราะมนี ิมติ ที่จะพึง ถึงไดโ้ ดยไม่ยากนกั ๕ ม.ม.ู อ. (ไทย) ๑๒/๖๕๙

167 ฉ) สมถยานิกบุคคล ท่ีมีปัญญากล้า บุคคลประเภทน้ีควรเจริญเวทนา- นุปัสสนาสติปัฏฐาน จึงจะได้ผลดี เพราะไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์หยาบ และเหมาะกับ อธั ยาศัยกบั บุคคลพวกนี้ ช) วิปัสสนายานิกบุคคล ท่ีมีปัญญาอ่อน บุคคลประเภทนี้ควรเจริญจิตตา- นุปัสสนาสติปัฏฐาน จึงจะได้ผลดี เพราะไม่หยาบไม่ละเอียดเกินไป และเหมาะกับ อัธยาศัยของบคุ คลพวกนี้ ซ) วิปัสสนายานิกบุคคล ที่มีปัญญากล้า บุคคลประเภทนี้ควรเจริญธัมมา- นุปัสสนาสติปัฏฐาน จึงจะได้ผลดีเพราะเป็นอารมณ์ละเอียดมาก และเหมาะกับ อัธยาศยั ของบคุ คลพวกนี้ ๑.๒ หลกั การปฏิบตั ิวิปัสสนากรรมฐาน หลกั วิปสั สนาภูมิ ๖ ของวิปสั สนากมั มัฏฐาน ธรรมอันเป็นท่ีตั้ง เป็นทางเดินของวิปัสสนา หรือที่เรียกว่า วิปัสสนาภูมิ นั้นมีอยู่ ๖ หมวด คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ และปฏจิ จสมปุ บาท ๑๒ ธรรมทง้ั ๖ หมวดนแี้ หละเปน็ ทตี่ ง้ั เปน็ ทางเดนิ ของวปิ สั สนา เมือ่ ย่อลงแล้วได้แก่ รปู กบั นามนนั่ เอง ฉะน้นั การกำ� หนดรูปนามจงึ เทา่ กบั ปฏบิ ตั ิ ภูมิทงั้ ๖ ดว้ ย วิปัสสนากรรมฐานย่อมประกอบด้วยตวั กรรมฐานและผทู้ ำ� กรรมฐาน สถานท่ีหรือสิ่งท่ีให้ก�ำหนด ได้แก่ รูปนาม คือ ตัวกรรมฐาน วิปัสสนา คือ ตัวสติ (และวิสุทธิ ๗ พร้อมด้วยโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ)เป็นผู้ท�ำกรรมฐาน ได้แก่ เอาสติเข้าไปต้ังไว้ท่ีกาย เวทนา จิต ธรรม แล้วก�ำหนดรู้รูปนามน้ี โดยทางอายตนะ ภายในกับอายตนะภายนอกกระทบกนั ในขณะท่รี ูปนามเกิดเป็นปจั จบุ นั กาล ฉะน้ัน วิปัสสนานี้จึงรู้แจ้งเห็นจริงในขันธ์ ๕ คือ รูปนาม อันปรากฏให้เห็นชัดด้วยลักษณะ เหมือนกับการเห็นตัวเสือ ก็ย่อมเห็นลักษณะลายของเสือด้วย ฉันนั้น ลักษณะของ ขันธ์ ๕ คอื รปู นามน้นั จงึ เปน็ อารมณป์ รมตั ถข์ องวปิ ัสสนา ดังนัน้ วปิ สั สนากรรมฐาน ตามแนวมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ใช้อารมณ์ของวิปัสสนาภูมิ ท้ัง ๖ เป็นฐานในการปฏิบัติวิปัสสนา แต่ในช่วงเร่ิมต้นฝึกจะมุ่งเน้นการปฏิบัติโดย ใชข้ ันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ และธาตุ ๑๘ เป็นพืน้ ฐานสำ� หรบั ผฝู้ ึกหัดใหม่ กล่าวโดยย่อ

168 คือการใช้นามและรูป หรอื อตั ตภาพรา่ งกายนน่ั เอง๖ ข. หลกั การปฏิบัตติ ามแนวสตปิ ฏั ฐาน ๔ หลักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช- วทิ ยาลยั ยดึ หลกั ปฏบิ ตั ติ ามแนวสตปิ ฏั ฐาน ๔ และในมหาสตปิ ฏั ฐานสตู ร ๒๑ บรรพ ท่ีมีเป้าหมายให้มีสติต่อรูปและนาม ตามธรรมชาติท่ีมันเกิดขึ้นตามความเป็นจริง มี อยู่หลายวิธีในการก�ำหนดสติ สติปัฏฐาน ๔ ท่ีถูกต้อง ต้องเป็นสติซึ่งมีพระนิพพาน เป็นอารมณ์อย่างเดียวเท่านั้น๗ แต่สรุปแล้ว ประชุมลงสู่ตามหลักสติปัฏฐานท้ัง ๔ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก าณสิทฺธิเถร)ได้อธิบายแนวปฏิบัติในหลัก สติปฏั ฐาน ๔ ไว้วา่ ๑. กายานปุ ัสสนาสติปัฏฐาน คือ สตติ ามพิจารณากายเปน็ อารมณ์ ๒. เวทนานปุ สั สนาสติปัฏฐาน คอื สติตามพจิ ารณาเวทนาเปน็ อารมณ์ ๓. จติ ตานปุ ัสสนาสตปิ ัฏฐาน คอื สติตามพิจารณาจิตเป็นอารมณ์ ๔. ธมั มานปุ สั สนาสติปัฏฐาน คอื สตติ ามพจิ ารณาธรรมเป็นอารมณ์๘ ส่วนพระอาจารย์กัมมัฏฐานาจริยะ อู ชะนะกาภิวังสะ ผู้เป็นศิษย์ของ พระอาจารย์มหาสีสยาดอ เจ้าส�ำนักที่สอนกัมมัฏฐานแบบเดียวกันกับแนวปฏิบัติ ของมหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย ไดส้ อนหลักปฏบิ ตั ติ ามสตปิ ัฏฐาน ๔ ไว้ดงั น้ีคือ ๑. กายานุปสั สนาสตปิ ัฏฐาน คอื การมสี ติต่ออาการทางกาย ๒. เวทนานุปสั สนาสติปัฏฐาน คอื การมีสตติ ่ออาการทางเวทนา ๓. จติ ตานปุ ัสสนาสติปัฏฐาน คอื การมสี ติตอ่ ความคดิ นกึ ๔. ธมั มานุปัสสนาสติปัฏฐาน คอื การมีสตติ ่อธรรมารมณ์๙ ๖ ฝา่ ยวปิ สั สนาธรุ ะ (รวบรวม), ”คู่มอื การปฏิบัติวปิ ัสสนากมั มฏั ฐานเบอื้ งต้น„, การปฏบิ ัติวปิ ัสสนาเพ่ือพฒั นาบุคลากรมหาวิทยาลยั รุ่นที่ ๖, ๘-๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๘, มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, หนา้ ๕-๖ ๗ พระเมธกี ิตโยดม (พิณ กติ ตฺ ปิ าโล), ธนติ อยู่โพธ์ิ (แปล), วิสทุ ธิมรรค เล่ม ๓, หน้า ๔๐๔ ๘ พระธรรมธีรราชมหามนุ ี (โชดก าณสทิ ธฺเถร), โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ, (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พม์ หาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๒), หนา้ ๓ ๙ พระกัมมัฏฐานาจริยะ อู ชะนะกาภิวังสะ, ธรรมบรรยายเก่ยี วกับธรรมปฏิบัติ, (กรุงเทพฯ : บจก. สหธรรมกิ , ๒๕๓๕), หนา้ ๖๐

169 ๑.๓ อริ ยิ าบถใหญ่ ๔๑๐ การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ- ราชวิทยาลัยจะให้เริ่มฝึกตามหลักกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๓ อย่าง คือ ขณะเดิน จงกรม (รวมอิริยาบถยืน และเดิน) ขณะน่ังสมาธิ และขณะอิริยาบถอื่นๆ ทุกอย่าง ดังจะได้กล่าวต่อไปนี้ ๑. อิรยิ าบถยนื ยนื เปน็ อริ ยิ าบถนงิ่ โดยไมม่ กี ารเคลอ่ื นไหวสว่ นใดสว่ นหนงึ่ ของรา่ งกาย ลกั ษณะของ การยืนคอื กายท้ังสว่ นบนและกายสว่ นล่างตงั้ ตรงและนง่ิ ถ้ายงั มกี ารเคลื่อนไหวอยู่ ก็ไม่เรียกว่า ”ยืน„ (แต่เป็นกายที่เคล่ือนไหว จะต้องก�ำหนดที่กายเคลื่อนไหว จะ ก�ำหนดกายยืนไม่ได้ ต่อเมื่อกายนั้นหยุดนิ่ง ไม่มีการเคล่ือนไหวแล้ว จึงจะก�ำหนด กายยืนได้) ลักษณะเช่นน้ี เรียกว่า ”การยืน„ การก�ำหนดหรือการดูกายยืนน้ัน คือ ให้ท�ำความรู้สึกท่ัวท้ังร่างกาย หรือระลึกรู้ในรูปยืน ซ่ึงตั้งตรงอยู่นั้น ไม่ใช่ไปดูที่ขา หรอื เทา้ ทก่ี �ำลังยืนอยู่ วิธกี ำ� หนดกายยนื หรือยนื กำ� หนด มดี ังนี้ ๑๐ พระมหาไสว ญาณวโี ร, วปิ สั สนาภาวนา, หนา้ ๑๗๕

170 ให้ยืนตวั ตรง และศรี ษะต้ังตรง วางเท้าทัง้ สองเคียงค่กู นั ให้ปลายเทา้ เสมอกัน และให้ห่างกันเลก็ นอ้ ย มอื ทัง้ สองไขว้กนั เอาไวข้ ้างหนา้ หรอื ข้างหลงั ก็ได้ (เหตทุ ี่ท่าน ให้ไขว้มือกันเอาไว้นั้น โดยปกติคนเรา เวลาเดินแขนท้ังสองจะแกว่งไปแกว่งมา ฉะนั้น เพ่ือป้องกันมิให้แขนท้ังสองเคล่ือนไหว และเพื่อมิให้กลายเป็น ๒ อารมณ์ จึงต้องใช้มือจับกันเอาไว้นั่นเอง ซึ่งในการเดินนั้น ท่านให้สังเกตการเคล่ือนไปของ เทา้ ) มองไป หรือทอดสายตาไปข้างหน้า (ทอดสายตาลงตำ�่ ) ประมาณ ๔ ศอก หรอื ๑ วา หรือระยะภายในไม่เห็นปลายเท้าก็พอขณะท่ีทอดสายตาไปตามทางท่ีเดินน้ัน ตอ้ งสงั เกตหรอื เอาความรู้สกึ มารวมไว้ที่อาการกา้ วไปของเท้าท้ังหมด เคล่อื นไปหรือ ก้าวไปแค่ไหน ก็ให้รู้สึกแค่นั้น ส่วนสายตาที่ทอดไปนั้นจะไม่รู้สึกว่าเห็นเป็นอะไร เป็นเพียงแต่สักว่าเห็นเท่านั้น ต้ังสติไว้ที่กาย รู้อาการของกายที่ก�ำลังยืนตั้งตรงอยู่ นัน้ แลว้ ก�ำหนดหรอื ภาวนาในใจวา่ ”ยนื หนอๆๆ„ ๓ ครงั้ การยนื และการมสี ตกิ �ำหนด รู้ตัวอยู่เสมอ เป็นการปฏิบัติในอิริยาบถบรรพในสติปัฏฐานสูตร ที่ว่า ”เม่ือยืนอยู่ก็ รู้ชัดว่ายืนอยู่„ (ฐิโต วา ิโตมฺหีติ ปชานาติ) อย่างนี้เรียกว่ายืนก�ำหนดในอิริยาบถ ยืน๑๑ประโยชน์ของการยืน กำ� หนดอริ ิยาบถ มี ๕ ประการ คือ - ทำ� ใหก้ ารก�ำหนดเกิดความต่อเนอื่ งกัน - จติ เป็นสมาธไิ ด้ค่อนขา้ งง่าย - ทุกขเวทนามีนอ้ ย ใช้พืน้ ทน่ี อ้ ยในการกำ� หนด - ทำ� ลายบญั ญัตขิ องรูปยนื เปน็ สภาพรอู้ าการ - ทำ� ใหเ้ ขา้ ใจสภาพของเหตปุ จั จยั อนั องิ อาศยั กนั และกนั เกดิ ขน้ึ ตงั้ อยู่ ดบั ไป๑๒ ๑๑ ที. ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๕/๓๐๔ ๑๒ พระอธกิ ารสมศกั ดิ์ โสรโท, คมู่ อื การพัฒนาจิตตามแนวสติปฏั ฐาน ๔ ส�ำหรับผปู้ ฏบิ ตั ิใหม,่ หนา้ ๕๒

171 ๒. อิริยาบถเดนิ (เดนิ จงกรม) อิรยิ าบถเดินจดั เป็นอิริยาบถไหว แต่การเคลอ่ื นไหวนั้นตอ้ งอยทู่ ่ีเท้า หมายถึง อาการก้าวไปหรืออาการเหวี่ยงไปของเท้าแต่ละก้าวๆ ถ้าไหวท่ีส่วนอื่นนอกจากเท้า แล้ว ไม่ใช่อิริยาบถเดิน ลักษณะของการเดินนั้น อยู่ที่กายส่วนบนกับกายส่วนล่าง ตั้งตรง แล้วเท้าข้างหนึ่งยืนตั้งตรงยันกายไว้ เท้าอีกข้างหน่ึงก้าวไปหรือเหวี่ยงไป ข้างหนา้ เรยี กวา่ ยนั กายไวข้ า้ งหน่งึ และเหวี่ยงไปขา้ งหนง่ึ ผลัดเปล่ียนกันอยอู่ ยา่ งน้ี ฉะนั้น การเดินจึงอยู่ท่ีอาการก้าวไปหรือการเหว่ียงไปของเท้าแต่ละก้าวแต่ละครั้ง ถ้าท่านไม่เข้าใจว่าการเดินอยู่ตรงไหนท่านก็จะก�ำหนดการเดินไม่ถูก การปฏิบัติของ ทา่ นก็จะไม่ไดผ้ ล และวปิ ัสสนากเ็ กดิ ไมไ่ ด้๑๓พระพทุ ธองคไ์ ด้ทรงตรสั สอน อานิสงส์ ในการจงกรม ๕ ประการ คือ - ภิกษผุ เู้ ดนิ จงกรมย่อมเปน็ ผู้อดทนต่อการเดนิ ทางไกล - ย่อมเปน็ ผ้อู ดทนต่อการบ�ำเพ็ญเพยี ร - ยอ่ มเป็นผู้มีอาพาธนอ้ ย มีสุขภาพดี - อาหารทก่ี นิ ดมื่ เคี้ยว ลม้ิ แล้ว ยอ่ มย่อยได้ดี - สมาธิที่ไดเ้ พราะการเดนิ จงกรมย่อมตั้งอย่ไู ด้นาน๑๔ ๑๓ พระมหาไสว ญาณวีโร, วิปัสสนาภาวนา, หน้า ๑๗๖-๑๘๒ ๑๔ องฺ. ปญจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๒๙/๔๑

172 การเดนิ จงกรมมี ๖ ระยะ เรมิ่ จากง่ายไปยาก ดงั น้ี ก) จงกรม ๑ ระยะ : ขวายา่ งหนอ ซา้ ยยา่ งหนอ ข) จงกรม ๒ ระยะ : ยกหนอ เหยยี บหนอ ค) จงกรม ๓ ระยะ : ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ง) จงกรม ๔ ระยะ : ยกสน้ หนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยยี บหนอ จ) จงกรม ๕ ระยะ : ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถกู หนอ ฉ) จงกรม ๖ ระยะ : ยกสน้ หนอ ยกหนอ ยา่ งหนอ ลงหนอ ถกู หนอ กดหนอ๑๕ เดินจงกรม หรือเดินก�ำหนดนั้น ตามหลักของการปฏิบัติวิปัสสนา ท่านมิได้ สอนให้เดินจงกรมทุกระยะ ตั้งแต่ระยะท่ี ๑ ถึงระยะท่ี ๖ ในคราวเดียวกัน เพราะ กำ� ลังของอนิ ทรยี ์คือศรัทธา วิรยิ ะ สติ สมาธิ ปญั ญา ยงั ไม่พัฒนา ดงั นั้นจงึ จะสอน ใหเ้ ดินจงกรม ๑ ระยะก่อน ก) จงกรม ๑ ระยะ : ขวายา่ งหนอ ซา้ ยยา่ งหนอ ๑๕ พระมหาไสว ญาณวโี ร, คมู่ อื พระวิปสั สนาจารย,์ หนา้ ๑๐๘

173 ก่อนเดินให้ก�ำหนดต้นจิตว่า ”อยากเดินหนอ อยากเดินหนอ อยากเดินหนอ„ (ส�ำหรับผู้ปฏิบัติใหม่ ยังไม่ต้องก�ำหนดต้นจิต ให้ก�ำหนดเดินจงกรมได้เลย เพราะ อินทรีย์ยังไม่พัฒนา) ให้ยกเท้าขวาขึ้นช้าๆ ให้ห่างจากพ้ืนประมาณ ๑ ฝ่ามือตะแคง ของผปู้ ฏบิ ตั เิ อง แลว้ กา้ วเทา้ ไปหรอื ยา้ ยเทา้ ไปขา้ งหนา้ ชา้ ๆ ไมใ่ หส้ น้ั ไปหรอื ยาวไป ให้ พอดีๆ แล้ววางเท้าลงกับพื้นช้าๆ โดยวางให้เต็มเท้า พร้อมกับต้ังสติก�ำหนด ตั้งแต่ เริ่มยกเท้าก้าวไปจนถึงวางเท้าลงกับพื้นว่า ”ขวาย่างหนอ„ (ผู้ปฏิบัติจะก้าวเท้าขวา หรือเท้าซ้ายก่อนก็ได้) ส่วนเท้าซ้ายก็มีวิธีก�ำหนดเช่นเดียวกับเท้าขวา คือยกเท้าซ้าย ขนึ้ แล้วก้าวไปจนถึงวางเทา้ ลงกับพืน้ พร้อมกบั ก�ำหนดว่า ซ้ายยา่ งหนอ ทุกคร้ังและ ทกุ ก้าวให้ก�ำหนดตดิ ต่อเน่ืองกนั ไป โดยมใิ ห้หยุดพกั เทา้ คา้ งไว้และมใิ หก้ ำ� หนดแยก ค�ำกันว่า ขวา...ย่าง...หนอ ซ้าย...ย่าง...หนอ ซ่ึงจะไปซ้�ำกับการเดินจงกรม ๓ ระยะ พึงเดินจงกรมและก�ำหนดกลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้ เพ่ือให้จิตตั้งม่ันอยู่กับการเดิน จนกว่าจะครบตามเวลาที่ตั้งใจไว้ เช่น ๓๐ นาทีหรือ ๔๐ นาที หรือ ๕๐ นาที หรือ ๑ ช่ัวโมงการเดินจงกรมและการมีสติก�ำหนดรู้ตัวอยู่เสมอดังนี้ เป็นวิธีปฏิบัติใน อริ ิยาบถบรรพในกายานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐานแห่งสตปิ ฏั ฐานสตู ร ที่ว่า ”เม่อื เดนิ อยู่ กร็ ู้ วา่ เดนิ อย„ู่ (คจฉฺ นโฺ ต วาคจฉฺ ามตี ิ ปชานาต)ิ ๑๖ อยา่ งนเ้ี รยี กวา่ จงกรม ๑ ระยะ ขอ้ สำ� คญั ขณะเดิน ต้องให้เป็นปัจจุบัน คือค�ำก�ำหนดหรือคำ� ภาวนากับเท้าท่ีก้าวไป ต้องให้ไป พร้อมกัน มิใช่ก้าวเท้าไปก่อนแล้วจึงก�ำหนดตามทีหลัง หรือก�ำหนดไว้ก่อน แล้วจึง กา้ วเทา้ ตามทีหลัง ขณะเดินจงกรมอย่ถู ้ามอี ารมณ์อนื่ แทรกเขา้ มา และเปน็ อารมณท์ ี่ ชดั เจน จนจติ หลุดจากอาการเคล่อื นไหวของเท้า ให้หยดุ เดินจงกรมแลว้ ปฏบิ ัตดิ ังนี้ ถ้าจิตคิดออกไปนอกตัว ให้หยุดเดิน เอาสติไปก�ำหนดรู้อาการที่จิตคิดก�ำหนดว่า คิดหนอๆๆ เมอื่ จติ หยดุ คดิ ใหก้ ลับมากำ� หนด ขวายา่ งหนอ ซ้ายยา่ งหนอ ต่อไป ถา้ ได้ยินเสียงต่างๆ เป็นเสียงที่ชัดเจน จนจิตเราไม่อยู่กับอาการเดินแล้วให้หยุดเดิน ไปก�ำหนดรูอ้ าการไดย้ ินนัน้ ๆ กำ� หนดวา่ ได้ยินหนอๆๆ ไมต่ อ้ งสนใจว่าเป็นเสียงอะไร เม่ืออาการได้ยินหายไป หรือเบาลงแล้ว ให้กลับมาก�ำหนดอาการเดินต่อไป ถ้ารู้สึก ๑๖ อ้างแลว้

174 เมอื่ ย ปวด ใหห้ ยดุ เดนิ ไปกำ� หนดรอู้ าการปวดหรอื เมอ่ื ยแขน กำ� หนดวา่ ปวดหนอๆๆ เม่ือยหนอๆๆ ตามความร้สู กึ ในขณะนนั้ เม่ืออาการปวดหรือเม่ือยหายไปหรอื เบาลง แล้ว ใหก้ ลับมาก�ำหนดอาการเดนิ ต่อไป ถ้ารู้สึกคนั ให้หยุดเดิน ก�ำหนดอาการคนั ว่า คันหนอๆๆกอ่ น ถ้าทนไม่ไหว อยากจะเกา ก�ำหนดวา่ อยากเกาหนอๆๆ ขณะเคล่อื น มือไป ก�ำหนดว่าเคล่ือนหนอๆๆ ขณะท่ีมือถึงที่คัน ก�ำหนดว่าถูกหนอ ขณะเกา ก�ำหนดว่า เกาหนอๆๆ ขณะรู้สึกสบาย ก�ำหนดว่า สบายหนอๆๆ ขณะลดมือลง ก�ำหนดว่า ลงหนอๆๆ ขณะมือถูกข้อมือ ก�ำหนดว่า ถูกหนอ แล้วให้ก�ำหนดอาการ เดินต่อไป ถ้าเผลอไปมองข้างนอก ให้หยุดเดิน ไปก�ำหนดรู้อาการเห็น ก�ำหนดว่า เห็นหนอๆๆ ไม่ตอ้ งสนใจว่า เปน็ ภาพอะไร แล้วรบี กลบั มาก�ำหนดรูอ้ าการเดนิ ต่อไป ถ้าอยากดูนาฬิกา ให้หยุดเดิน ก�ำหนดว่า อยากดูหนอๆๆขณะดูนาฬิกา ก�ำหนดว่า ดูหนอๆๆ เสร็จแล้วกลับมาก�ำหนดรู้อาการเดินต่อไป ถ้าอยากเปล่ียนมือ เมื่อเดิน นานไป รู้สึกปวดแขน อยากเปลี่ยน ให้หยุดเดิน ก�ำหนดว่า อยากเปล่ียนหนอๆๆ ขณะเปล่ียนมือจากการจับ ก�ำหนดว่าเคล่ือนหนอๆๆ เสร็จแล้วกลับมาก�ำหนดรู้ อาการเดินต่อไป เม่ือเดินไปจนสุดทางเดินแล้ว ก้าวสุดท้าย ให้ยืนเอาเท้าเคียงกัน ก�ำหนดว่ายืนหนอๆๆ ขณะรู้สึกอยากกลับตัว ก�ำหนดว่า อยากกลับหนอๆๆ ขณะ ยกเท้าขวาแล้วหมุนไปทางขวาประมาณ ๒-๓ น้ิว ก�ำหนดว่ากลับหนอ ขณะวางเท้า ลง ก�ำหนดว่า วางหนอ ส่วนเท้าซ้ายก็กำ� หนดเช่นเดียวกันว่า กลับหนอๆๆ สติรู้สึก ในอาการท่ีเท้าหมุนกลับ ก�ำหนดจนกระท่ังตรงทางเดิน จึงก�ำหนดว่า ยืนหนอๆๆ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ต่อไปจนหมดวิธีปฏิบัติในอิริยาบถของการกลับตัว ของ การเดินทุกระยะ เม่ือเดินจงกรมไปถึงสุดทางที่เดิน ให้ปฏิบัติขณะกลับตัว โดย ปฏิบัติตามนี้ คือ ให้หยุดเดิน วางเท้าเคียงคู่กันเหมือนคร้ังแรก แล้วให้ก�ำหนดว่า ”ยืนหนอๆๆ„ ๓ ครงั้ ในการกลับตวั ผูป้ ฏบิ ตั จิ ะกลับทางขวา หรอื ทางซ้ายก็ได้ การ จะกลับตัวทางขวา ก็ให้ตั้งสติไว้ท่ีเท้าขวา โดยยกเท้าขวาขึ้นให้ห่างจากพ้ืนเล็กน้อย แล้วคอ่ ยๆ หมนุ เทา้ ขวาแยกออกจากเท้าซา้ ยช้าๆ ให้สังเกตเทา้ ท่ีกำ� ลังหมุนไปพรอ้ ม กบั ก�ำหนดวา่ ”กลับหนอ„ และเท้าซา้ ยกม็ ีวธิ กี ำ� หนดเชน่ เดียวกบั เท้าขวา โดยยกเท้า ซ้ายขึ้นเล็กน้อย แล้วหมุนไปตามเท้าขวา พร้อมกับก�ำหนดว่า ”กลับหนอ„ คู่ท่ี ๑

175 ประมาณ ๖๐ องศา การกลับคู่ที่ ๒ และคูท่ ่ี ๓ ทัง้ เท้าขวาและเทา้ ซ้าย ใช้มีวิธีกำ� หนด เช่นเดียวกับการ กลับคู่ที่ ๑ คือ ยกเท้าหมุนกลับสลับกันไป พร้อมกับก�ำหนดว่า ”กลับหนอ„ ”กลับหนอ„ ”กลับหนอ„ ”กลับหนอ„ กลับ ๓ คู่ จนกว่าจะได้หน้าตรง (๖๐ x ๓ = ๑๘๐ องศา) การกลบั พร้อมกบั การมสี ตกิ ำ� หนดรูต้ วั อยูเ่ สมอดงั น้ี กเ็ ป็น วิธีปฏิบัติในสัมปชัญญปัพพะ กายานุปัสสนา-สติปัฏฐาน แห่งสติปัฏฐานสูตร ที่ว่า “เป็นผู้ท�ำความรู้ตัวอยู่เสมอในการก้าวกลับหลัง”(ปฏิกฺกนฺเต สมฺปชานการี โหติ) อย่างนี้เรียกวา่ ”การก้าวกลับหลงั „ เมอ่ื หนั ตัวกลับเสร็จแล้ว กอ่ นจะเดินก็ให้กำ� หนด ว่า ”ยืนหนอๆๆ„ เหมอื นคร้ังแรก แลว้ จงึ เดนิ จงกรมพรอ้ มกับกำ� หนดต่อไปว่า ”ขวา ย่างหนอ„ ”ซ้ายยา่ งหนอ„ ข) จงกรม ๒ ระยะ : ยกหนอ เหยยี บหนอ

176 ให้ทอดสายตาไปข้างหน้าประมาณ ๔ ศอก หรือ ๑ วา ก�ำหนดว่า “ยืนหนอ ยืนหนอ ยนื หนอ„ รอู้ าการยนื แลว้ ก�ำหนดตอ่ ไปว่า ”อยากเดนิ หนอ อยากเดินหนอ อยากเดนิ หนอ„ เช่น เดียวกับเดินจงกรม ๑ ระยะ ยกเท้าขวาขึ้นช้าๆ ให้หา่ งจากพน้ื ประมาณ ๑ ฝ่ามือตะแคงของผู้ปฏิบัติเอง แล้วกดเท้าอีกข้างหน่ึงไว้กับพื้นให้มั่นคง อย่าให้โซเซ ผู้ปฏิบัติจะยกเท้าขวาก่อน หรือยกเท้าซ้ายก่อนก็ได้ ก�ำหนดพร้อมกับ อาการยกของเทา้ วา่ ”ยกหนอ„ หยดุ ชว่ั ขณะหนง่ึ กา้ วเทา้ ไป ใหร้ อู้ าการทเ่ี ทา้ เคลอื่ นไป วางเท้าลงกับพ้ืน วางลงเบาๆ และวางให้เต็มเทา้ พร้อมกับกำ� หนดว่า ”เหยียบหนอ„ เท้าซ้ายก็มีวิธีก�ำหนดเช่นเดียวกับเท้าขวา จากนั้นก็เดินจงกรมและก�ำหนดต่อไปว่า ”ยกหนอ เหยียบหนอ„ ค) จงกรม ๓ ระยะ : ยกหนอ ย่างหนอ เหยยี บหนอ ยกเท้าขวาข้ึนช้าๆ ก�ำหนดพร้อมกับตามอาการยกของเท้าว่า ”ยกหนอ„ ก้าว เท้าไปข้างหน้าช้าๆ พร้อมกับก�ำหนดว่า ”ย่างหนอ„ วางเท้าลงกับพ้ืนช้าๆ พร้อมกับ ก�ำหนดว่า ”เหยียบหนอ„ ส่วนเท้าซ้ายก็มีวิธีกำ� หนดเช่นเดียวกับเท้าขวา จากน้ันพึง เดนิ จงกรมและก�ำหนดตอ่ ไปวา่ ”ยกหนอ ยา่ งหนอ เหยียบหนอ„

177 ง) จงกรม ๔ ระยะ : ยกสน้ หนอ ยกหนอ ยา่ งหนอ เหยยี บหนอ วิธีก�ำหนดเช่นเดียวกับเดินจงกรม ๓ ระยะ ต่างกันแต่ก้าวแรก คือ ”ยกส้น หนอ„โดยวิธีก�ำหนดดังนี้ ยกส้นเท้าขึ้นช้าๆ ให้ห่างจากพ้ืน (ประมาณ ๔๕ องศา) ส่วนปลายเท้ายังคงวางอยู่กับพ้ืน พร้อมกับก�ำหนดว่า ”ยกส้นหนอ„ ยกปลายเท้า ข้ึนช้าๆ ให้ฝ่าเท้าเสมอกันพร้อมกับก�ำหนดว่า ”ยกหนอ„ ก้าวเท้าไปข้างหน้าช้าๆ พร้อมกับก�ำหนดว่า ”ย่างหนอ„ วางเท้าลงราบกับพื้นช้าๆ พร้อมกับก�ำหนดว่า ”เหยยี บหนอ„ ผู้ปฏบิ ตั ิจะยกเทา้ ซ้ายกอ่ นหรือเท้าขวากอ่ นก็ได้

178 จ) จงกรม ๕ ระยะ : ยกสน้ หนอ ยกหนอ ยา่ งหนอ ลงหนอ ถูกหนอ การกำ� หนด ๕ ระยะ มีวธิ กี ำ� หนดเชน่ เดยี วกับเดนิ จงกรม ๓ ระยะ ต่างกันแต่ ”ลงหนอ„ และ ”ถูกหนอ„ เท่านั้นโดยมีวิธีปฏิบัติดังนี้ ยกส้นเท้าข้ึนช้าๆ พร้อมกับ กำ� หนดวา่ ”ยกส้นหนอ„ ยกปลายเท้าขน้ึ ชา้ ๆ พร้อมกบั กำ� หนดว่า ”ยกหนอ„ กา้ วเทา้ ไปข้างหน้าช้าๆ พร้อมกับก�ำหนดว่า ”ย่างหนอ„ หย่อนเท้าลงต่�ำช้าๆ แต่ยังไม่ถึงพื้น พร้อมกบั ก�ำหนดว่า ”ลงหนอ„ วางเท้าลงกบั พ้นื (วางลงใหเ้ ตม็ เทา้ ) กำ� หนดพร้อมกับ อาการของเท้าว่า ”ถูกหนอ„ จากนั้นก็เดินจงกรม และก�ำหนดต่อไปว่า ”ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถกู หนอ„

179 ฉ) จงกรม ๖ ระยะ : ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถกู หนอ กดหนอ การเดินจงกรม ๖ ระยะ มีวธิ ีปฏิบตั ิ เชน่ เดยี วกับเดนิ จงกรม ๕ ระยะ ต่างกนั แต่ ”ถูกหนอ กดหนอ„ เท่านั้น ให้ผู้ปฏิบัติยกส้นเท้าข้ึนช้าๆ พร้อมกับก�ำหนดตาม อาการยกของเทา้ วา่ ”ยกสน้ หนอ„ ยกปลายเทา้ ขน้ึ ชา้ ๆ พรอ้ มกบั กำ� หนดวา่ ”ยกหนอ„ ก้าวเท้าไปข้างหน้าช้าๆ พร้อมกับก�ำหนดว่า ”ย่างหนอ„ หย่อนเท้าลงต�่ำช้าๆ พร้อม กับก�ำหนดว่า”ลงหนอ„ กดปลายเท้าลงแตะพ้ืนช้าๆ พร้อมกับก�ำหนดว่า ”ถูกหนอ„ กดส้นเท้าลงแตะพื้นช้าๆ พร้อมกับก�ำหนดว่า ”กดหนอ„ จากนั้นก็เดินจงกรมและ ก�ำหนดตอ่ ไปว่า ”ยกส้นหนอ ยกหนอ ยา่ งหนอ ลงหนอ ถกู หนอ กดหนอ„

180 การปฏิบตั ิ ใน อริ ยิ าบถนงั่ (น่ังสมาธิ) การนั่งจัดเป็นอิริยาบถนิ่ง เช่นเดียวกับอิริยาบถยืนและนอน ลักษณะการน่ัง คือ กายส่วนบนต้ังตรงไว้ และกายส่วนล่างขดคู้ไปตามลักษณะของท่าแต่ละท่า ส่งิ ที่แสดงออกใหเ้ ราทราบวา่ เราน่งั อยู่ท่าใด คอื อยู่ทท่ี ่าทางของการนง่ั มใิ ชอ่ ยู่ทก่ี ้น มิใช่ท่ีขา หรือที่ใจ ฉะน้ันการนั่งจึงอยู่ที่ท่าทางหรืออาการของกายน่ันเอง การน่ัง สมาธิหรือการน่ังก�ำหนด ในมหาสติปัฏฐานสูตร ได้แสดงไว้และแปลความว่า คือ การน่งั คบู้ ัลลงั ก์ ตั้งกายตรง ดำ� รง (ต้งั ) สติไวเ้ ฉพาะหน้า๑๗ ตามหลกั ในการปฏิบัติส�ำหรับวธิ ีน่ังสมาธิไวด้ งั นี้ - ให้นั่งสมาธิ วางเท้าทั้งสองราบกับพ้ืนโดยไม่ต้องวางเท้าขวาทับ บนเท้าซ้าย กไ็ ด้ เรยี กวา่ น่ังเรียงเทา้ หรือจะนัง่ บนเก้าอก้ี ไ็ ด้ - ให้วางมือขวาทับลงบนมือซ้าย ให้หัวแม่มือชนกัน หรือวางมือไว้บนหัวเข่า ทั้งสองโดยหงายฝ่ามือขึ้น หรือคว�่ำฝ่ามือลงก็ได้ แต่โดยทั่วไปจะวางมือ ขวาทับมือซา้ ย ๑๗ ท.ี ม. (ไทย) ๑๐/๓๗๔/๓๐๒

181 - ยดึ ตวั ใหต้ รง หลบั ตาลงเบาๆ หายใจตามปกติ ไมเ่ กรงตวั ผอ่ นคลายทกุ สว่ น - ให้ต้ังสติ คือส่งใจไปท่ีท้อง ตรงสะดือ เพราะลมหายใจเข้าไปสุดที่สะดือ และจะไปกระทบหนังท้องให้พองข้ึน ด้วยแรงดันของลมท่ีหายใจเข้า โดย การกำ� หนดเป็นระยะ เริ่มด้วยการกำ� หนด ๒ ระยะกอ่ น การน่งั กำ� หนดมที ัง้ หมด ๔ ระยะ คอื - ๒ ระยะ พองหนอ ยุบหนอ - ๓ ระยะ พองหนอ ยุบหนอ น่ังหนอ(เม่ือนอนอยู่ก็ก�ำหนดว่า พองหนอ ยบุ หนอ นอนหนอ) - ๔ ระยะ พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ(เมื่อนอนอยู่ก็ก�ำหนดว่า พองหนอ ยุบหนอ นอนหนอ ถูกหนอ) เม่ือเดินจงกรมครบเวลาตามที่ก�ำหนดแล้ว (ไม่ต�่ำกว่า ๓๐ นาที) ให้เดินมาท่ี อาสนะท่ีปูไว้ โดยการเดินก�ำหนดเหมือนตอนเดินจงกรมช้าๆ เพ่ือให้สมาธิต่อเนื่อง กัน ขณะยืนอยู่ที่อาสนะน่ัง ก�ำหนดว่า ยืนหนอๆๆๆ ขณะปล่อยแขน ก�ำหนดว่า ยกหนอๆๆ ลงหนอๆๆ ก�ำหนดทีละข้าง ขณะอยากน่ัง ก�ำหนดว่า อยากนั่งหนอๆๆ ขณะย่อตัวลงก�ำหนดว่า ย่อหนอๆ หรือลงหนอๆๆ ใหรู้ต้ ามอาการเคร่งตึง และ อาการเคล่ือนไหวของกาย ขณะเคลอื่ น มอื ยันพน้ื กำ� หนดว่า ยันหนอ หรือถกู หนอ ขณะหัวเข่าถูกพื้น ก�ำหนดว่า ถูกหนอ ขณะตะโพกถูกส้นเท้า ก�ำหนดว่า ถูกหนอ ขณะยกมือมาวางท่ีหัวเข่าขวาซ้าย ก�ำหนดทีละข้างว่า ยกหนอๆๆ มาหนอๆๆ วางหนอ ก�ำหนดรู้อาการน่ังคืออาการเคร่งตึงตั้งตรงของกายส่วนบนก�ำหนดว่า นั่งหนอๆๆ จากนัน้ ก�ำหนดกราบพระ และเมื่อนงั่ เรียบรอ้ ยแลว้ ต่อไปก�ำหนดอาการ นง่ั สมาธิ ขณะยกตะโพกข้ึน กำ� หนดว่า ยกหนอๆๆ ขณะขยับเท้าให้ไขว้กัน ก�ำหนด ว่า ขยับหนอๆๆ ไขว้หนอ ขณะน่ังทับลงไป ก�ำหนดว่า น่ังหนอ ขณะดึงเท้าออกมา ก�ำหนดวา่ ดงึ หนอๆๆ ขณะขยบั ขา จัดตวั กำ� หนดวา่ ขยับหนอๆๆ แลว้ ใหเ้ อามือวาง บนหัวเข่าทั้งสอง ก�ำหนดว่า ยกหนอ มาหนอ วางหนอ แล้วก�ำหนดดังนี้ ขณะรู้สึก

182 อยากหลับตาก�ำหนดว่าอยากหลับ (ตา) หนอๆๆ ขณะค่อยๆ หลุบเปลือกตาลง ก�ำหนดว่า หลับหนอๆ ขณะค่อยๆพลิกฝ่ามือซ้าย ก�ำหนดว่า พลิกหนอๆๆ (จน ฝ่ามือหงายข้ึน) ขณะเคล่ือนฝ่ามือมาท่ีหน้าตักก�ำหนดว่า เคล่ือนหนอๆๆ ขณะ ลดฝ่ามือลง ก�ำหนดว่า ลงหนอๆๆ ขณะหลังมือถูกผ้าก�ำหนดว่าถูกหนอ เสร็จแล้ว มาก�ำหนดมือขวา ขณะค่อยๆ พลิกฝ่ามือขวา ก�ำหนดว่า พลิกหนอๆๆ (จนฝ่ามือ หงายขึ้น) ขณะเคล่ือนฝ่ามือมาท่ีหน้าตัก ก�ำหนดว่า เคล่ือนหนอๆๆ ขณะลดฝ่ามือ ลง กำ� หนดว่า ลงหนอๆๆ ขณะหลังมือถกู ฝ่ามือซ้าย ก�ำหนดว่า ถกู หนอ ขณะยืดตวั ให้ตัง้ ตรง กำ� หนดว่า ยดื หนอๆ ขณะรู้สึกวา่ ตัวตรง กำ� หนดว่า ตรงหนอๆๆ ต่อจาก ส่งจิตไปท่ีหนา้ ทอ้ ง ขณะทท่ี ้องพองขน้ึ ก�ำหนดวา่ พอง…..หนอ (สดุ อาการพอง คำ� วา่ หนอก็หมดพอดี)ขณะท่ีท้องยุบลง ก�ำหนดว่า ยุบ….หนอ (ส้ินสุดอาการยุบจบคำ� ว่า หนอก็หมดพอดี) ถ้าจิตคิดออกไปนอกตัว ให้ทิ้งพองยุบ (คือไม่ต้องก�ำหนดพอง หนอยุบหนอ) ไปก�ำหนดรู้อาการท่ีจิตคิด ก�ำหนดว่า คิดหนอๆๆ เม่ือจิตหยุดคิด ให้กลับมาก�ำหนดพองหนอยุบหนอต่อไป ถ้ารู้สึกชา เมื่อย ปวด ใหทิ้งพองยุบ ไป ก�ำหนดรอู้ าการชา ปวด หรอื เม่ือย กำ� หนดว่าชาหนอๆๆปวดหนอๆๆ เมอ่ื ยหนอๆๆ ตามความรู้สึกในขณะนั้น เมื่ออาการชา ปวด หรือเมื่อยหายไปหรือ เบาลงแล้ว ให้ กลบั มาก�ำหนด พองหนอ ยุบหนอ ตอ่ ไป ถา้ รสู้ ึกคนั ให้กำ� หนดว่า คันหนอๆ กอ่ น ถ้าทนไม่ไหวอยากจะเกา ก�ำหนดว่า อยากเกาหนอๆๆ ขณะยกมือข้ึนก�ำหนดว่า ยกหนอๆๆ ขณะเคล่ือนมือไป ก�ำหนดว่า เคล่ือน หนอๆๆ ขณะท่ีมือถึงที่คัน กำ� หนดวา่ ถูกหนอ ขณะเกาก�ำหนดว่า เกาหนอๆๆ ขณะรสู้ กึ สบาย ก�ำหนดวา่ สบาย หนอๆๆ ขณะลดมอื ลง ก�ำหนดว่า ลงหนอๆๆ ขณะหลงั มือถูกฝา่ มือ ก�ำหนดว่า ถกู หนอ แลว้ ให้กำ� หนด พองหนอยุบหนอ ต่อไป ถ้าได้ยนิ เสยี งต่างๆ เปน็ เสยี งทช่ี ดั เจน จนจิตเราไม่อยู่กับอาการพองยุบแล้ว ให้ท้ิงพองยุบ ไปก�ำหนดรู้อาการได้ยินนั้นๆ ก�ำหนดว่า ได้ยินหนอๆ ไม่ต้องสนใจว่าเป็นเสียงอะไร เมื่ออาการได้ยินหายไปหรือ เบาลงแล้ว ให้กลับมาก�ำหนด พองหนอยุบหนอ ต่อไป ถ้าเห็นนิมิตต่างๆ ให้ทิ้ง พองยุบ ไปกำ� หนดรอู้ าการเหน็ ภาพน้นั ๆ ก�ำหนดวา่ เหน็ หนอๆๆ ไม่ต้องสนใจว่าเป็น ภาพอะไร เม่ือภาพนั้นๆ หายไปแล้ว ให้กลับมาก�ำหนดพองหนอ ยุบหนอต่อไป

183 ปกติผู้ปฏิบัติธรรมต้องไม่ขยับตัวเลยตลอดเวลาท่ีน่ังสมาธิ แต่บางคร้ังเมื่อก�ำหนด พองหนอยุบหนอนานๆ ไป ร่างกายจะยอ่ ลงๆ ถ้ารู้สึกตวั ให้ดงึ ตวั ข้นึ ใหต้ ้งั ตรง โดย ก�ำหนดว่าอยากยดื หนอๆๆ ขณะยืดตัวขนึ้ ก�ำหนดว่า ยดื หนอๆๆ ขณะทีต่ ัวตัง้ ตรง ก�ำหนดว่า ตรงหนอๆๆ ต่อไปให้กลับมาก�ำหนดรู้อาการพองยุบต่อไป บางครั้งรู้สึก ปวดมาก อยากเปล่ียนท่านั่ง ให้ก�ำหนดต้นจิตก่อนว่า อยากเปล่ียนหนอๆๆ ขณะ ขยบั แขน ขา หรือส่วนใดๆ ของร่างกาย ก�ำหนดวา่ ขยบั หนอๆๆ เมือ่ ขยับได้ท่สี บาย แล้ว ก็กลับมาก�ำหนดพองยุบต่อไปถ้าอยากลืมตาดูนาฬิกา ให้ก�ำหนดว่า อยากลืม หนอๆๆ ขณะลมื ตาขึน้ กำ� หนดวา่ ลมื หนอๆๆขณะเหน็ ภาพ ก�ำหนดว่า เหน็ หนอๆๆ ขณะเหลียวดูนาฬิกา ก�ำหนดว่า เหลียวหนอๆๆ ขณะดูนาฬิกา ก�ำหนดว่า ดูหนอๆ ขณะเล้ียวกลับมาที่เดิม ก�ำหนดว่า เลี้ยวหนอๆๆ ขณะหลับตาลง ก�ำหนดว่า หลับ หนอๆๆ ต่อไปให้ก�ำหนดรู้อาการพองยุบต่อไป เม่ือนั่งสมาธิจนครบเวลาท่ีก�ำหนด แล้ว ขณะได้ยินเสียงนาฬิกาตีบอกเวลาหรือนาฬิกาปลุก ก�ำหนดว่า ได้ยินหนอๆๆ ขณะยกมือขวาขึ้นไปวางบนเข่า ก�ำหนดว่ายกหนอ ไปหนอ คว�่ำหนอ ลงหนอ ถูก หนอ มือซ้ายก็ก�ำหนดเช่นเดียวกัน ขณะอยากลืมตา ก�ำหนดว่า อยากลืมหนอๆๆ ขณะลืมตาข้ึนก�ำหนดว่า ลืมหนอๆๆ ขณะเห็นภาพก�ำหนดว่า เห็นหนอๆ ขณะ กระพริบตา ก�ำหนดว่ากระพริบหนอๆๆ ขณะขยับตัวลุกนั่งคุกเข่า ก�ำหนดว่า ขยับ หนอๆๆ เม่ือน่ังเรียบร้อยแล้วก�ำหนดกราบพระเหมือนตอนก่อนน่ังสมาธิ กราบ เสร็จแล้ว ถ้าใส่แว่นก็ก�ำหนดสวมแว่นตาก่อนแล้วก�ำหนดอยากลุกว่า อยาก ลุกหนอๆๆ ขณะยันตัวลุกขึ้นก�ำหนดว่า ลุกหนอๆๆ ขณะยืนเต็มท่ีก�ำหนดว่า ยนื หนอๆๆ ขณะเดินไปสู่ทจี่ งกรม หรือเขา้ หอ้ งนำ้� ก�ำหนดวา่ ขวาย่างหนอ ซา้ ยย่าง หนอ ให้ปฏิบัติเดินจงกรมและนั่งสมาธิ สลับกันอย่างนี้จนครบตามตารางเวลาท่ี ก�ำหนดให้ ให้ก�ำหนดต่อเน่ืองเหมือนลูกโซ่ ในช่วงเวลาการปฏิบัติธรรมต้องส�ำรวม ระวังสายตามองแต่พ้ืน ไม่พูดคุยกัน๑๘ พุทธประสงค์ของการเจริญวิปัสสนาคือการ ก�ำหนดรูปและนามเป็นอารมณ์ ซ่ึงเปน็ กฎตายตัว ถา้ ผิดจากนี้ไมใ่ ชว่ ปิ สั สนา ถา้ การ ๑๘ พระมหาไสว ญาณวโี ร, วปิ ัสสนาภาวนา, หน้า ๑๘๓-๑๘๕

184 ก�ำหนดรูปใหญ่ไม่ได้ผลหรือได้ผลน้อย ก็ให้ก�ำหนดรูปที่ละเอียดขึ้นไป ซ่ึงได้แก่ รูปท่ีลมหายใจถูกต้อง คือ ลมหายใจเข้าออกไปถูกท่ีใด ก็ให้ก�ำหนดท่ีนั้น สถานที่ ลมหายใจถูกมี ๒ แห่ง คือ ท่ีจมูก และท่ีท้อง ท่ีจมูกจะชัดเฉพาะช่วงแรกเท่าน้ัน เมอ่ื ลมละเอียดจะปรากฏไม่ชัดเจน ส่วนที่บริเวณทอ้ งทมี่ ีอาการพอง-ยบุ ก�ำหนดได้ ชัดเจนสมำ่� เสมอ แม้ว่าจะปฏิบัติค่อนข้างยากในช่วงแรกหากแนะนำ� ไม่ถูกต้องจะหา พองยุบไม่ได้ หรือไม่ชัดเจน การก�ำหนดท่ีท้องจะทำ� นานเท่าใดก็ก�ำหนดได้ และจะ แสดงสภาวะได้แจ้งชัดกว่าที่จมูก พระวิปัสสนาจารย์จึงใช้วิธีน๑้ี ๙ ในการฝึกก�ำหนด เบื้องต้น ให้เอาจิตไปก�ำหนดท่ีท้องของตน จะเห็นอาการพองและอาการยุบปรากฏ อยู่ที่ท้อง หากไม่ปรากฏ ให้เอามือคล�ำที่ท้องดูสักระยะหนึ่ง อาการพองที่ท้องก็จะ ปรากฏ และให้ก�ำหนดอาการพองของท้องว่า ”พองหนอ„ ในขณะเดียวกันเวลา หายใจออกอาการยุบจะปรากฏท่ีท้อง ก็ให้ก�ำหนดอาการยุบของท้องนั้นว่า ”ยุบ หนอ„อาการทง้ั ๒ตอ้ งปรากฏชดั จงึ จะถอื วา่ ใชไ้ ด้ ในระยะเรมิ่ ตน้ กำ� หนด เราทง้ิ บญั ญตั ิ ไปหมดเลยไม่ได้ เม่ือปฏิบัติไปจนญาณปัญญาแก่กล้าถึงท่ีสุดแล้ว อารมณ์ท่ีเป็น บัญญัติท้ังหมดก็จะหายไป ส่วนสภาพท่ีเป็นปรมัตถ์ หรืออารมณ์ปรมัตถ์ก็จะ ปรากฏ๒๐ ทา่ นมหาสสี ยาดอ ไดส้ อนใหแ้ บง่ อารมณ์ที่ตอ้ งใส่ใจ ๒ อย่าง คือ อารมณ์ หลัก และ อารมณ์รอง อารมณ์หลักคือการก�ำหนดท่ีพอง-ยุบ จากการเคลื่อนไหว ของท้อง ถ้าหากความรู้ในการเคลื่อนไหวของหน้าท้องหยุดไม่ชัดเจน หรือหายไป ควรเปลี่ยนไปที่การก�ำหนดท่าน่ัง และก�ำหนดส่วนท่ีร่างกายสัมผัสพ้ืนซ่ึงนี่เรียกว่า อารมณร์ อง๒๑ ผปู้ ฏิบัตติ อ้ งเข้าใจว่า อารมณข์ องสติปฏั ฐาน คอื ความรู้ (สึก)ที่เกดิ ขึน้ จริงตามล�ำดบั ไม่ใช่สถานที่ทีถ่ ูกกระทบ และไมใ่ ชท่ ี่คำ� ว่า ถกู หนอ นั่งหนอ เปน็ ต้น กรรมฐานรูปแบบนีม้ ีประโยชนเ์ ดน่ ชดั หลายประการ คือ ๑. การเคล่ือนไหวของหน้าท้องเป็นไปโดยธรรมชาติอยู่แล้ว และเกิดข้ึน สม�่ำเสมอ ไมต่ อ้ งสรา้ งข้ึน จึงมีโอกาสสังเกตได้งา่ ยตลอดเวลา ๑๙ พระอาจารยอ์ าสภเถร ปธานกมั มัฏฐานาจรยิ ะ, วิปัสสนาทีปนฎี ีกา, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ พแี อนด์ โฟร,์ ๒๕๒๖), หนา้ ๘๖ ๒๐ จ�ำรูญ ธรรมดา, แปล, วิปสั สนาชนุ ี, พระมหาสีสยาดอ, โสภณมหาเถระ, หน้า ๓-๔ ๒๑ พระญาณโปนิกมหาเถระ, หวั ใจกรรมฐาน, พิมพ์ครงั้ ที่ ๕, (กรงุ เทพฯ : บจก. เคล็ดไทย, ๒๕๔๑), หนา้ ๑๐๙

185 ๒. เน่ืองจากเป็นการเคล่ือนไหว จึงเปิดโอกาสให้พิจารณาได้หลายอย่าง เช่น การเกิดและดับไปตลอดเวลา ความเกดิ และความตาย เช่นเดยี วกับการมีสติกำ� หนด ลมหายใจ ๓. การเคลื่อนไหวหน้าทอ้ งเปน็ การกระทบทค่ี ่อนข้างหยาบ เพราะเปน็ รูปที่มี วาโยธาตุเป็นปัจจัย ง่ายตอ่ การก�ำหนดเพอื่ น�ำไปสวู่ ิปสั สนา๒๒ ๑.๔ หลักธรรมเก้ือหนนุ ต่อวิปัสสนากมั มฏั ฐาน หลักธรรมสำ� คญั ที่เกอ้ื หนนุ ในการปฏบิ ตั ิวิปสั สนากมั มัฏฐาน คือ ๑. องคธ์ รรมของการก�ำหนด มี ๓ ประการ ไดแ้ ก่ ก) อาตาปี มีความเพียรในการก�ำหนด และความเพียรเผากิเลสให้ร้อนทั่ว ได้แก่ต้ังใจจริงๆ ไม่เกียจคร้าน การประกอบความเพียรทางใจด้วยความบากบ่ัน ตั้งใจท�ำจริงๆพยายาม อุตสาหะ อดทน เข้มแข็ง ขยัน ก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ไม่ทอดท้ิงฉันทะ ไม่ทอดทิ้งธุระ และความประคับประคองธุระไว้ด้วยดีเพ่ือก่อเกิด วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ และสัมมาวายามะ ในมรรคมีองค์ ๘ ส�ำหรับผู้ปฏิบัติท่ี เข้าถึงแล้ว๒๓ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนในเรื่องความเพียรท่ีมีความส�ำคัญมาก ท่ีสุดในขณะเริ่มปฏิบัติวปิ ัสสนากรรมฐาน ว่า ”ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเดินอยู่ก็ดี ยืนอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ ไมห่ ลบั ก็ดี เมอ่ื อกศุ ลวติ กเกิดข้ึนแล้ว ภกิ ษไุ ม่ทำ� ให้สน้ิ ใหห้ ายไปเสีย เราเรียก [เธอ] วา่ เปน็ ผไู้ มม่ อี าตาปะ [ความเพียร] เป็นคนเกยี จครา้ น มคี วามเพียรอนั ทราม เธอพงึ กระท�ำความอุตสาหะ พึงกระท�ำความไม่ย่อท้อ พึงกระท�ำความเพียรเพ่ือเผากิเลส พงึ กระทำ� ความเปน็ ผกู้ ลา้ พงึ กระทำ� ความเพยี รใหต้ ดิ ตอ่ กนั และ ดกู อ่ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภิกษใุ นธรรมวินัยน้ี เมื่อขณะท�ำงานอยกู่ ็ดี ขณะเดินทางอยูก่ ็ดี หรอื ก�ำลงั อาพาธอยู่ ๒๒ มาลี อาณากุล, ”การศึกษาเปรียบเทียบกรรมฐานในคัมภีรพ์ ระอภธิ มั มตั ถสังคหะ กบั คัมภีรว์ ิสุทธมิ รรค และวธิ ีปฏิบัติกรรมฐาน ของส�ำนักวิปัสสนาอ้อมน้อย กับ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ิ„, วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาศาสนา เปรยี บเทยี บ บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยมหดิ ล, ๒๕๓๙ ๒๓ เร่อื งเดียวกนั , หนา้ ๘๐

186 กด็ ี ยอ่ มไมส่ ามารถมนสิการค�ำสง่ั สอนของพระพุทธเจา้ ทัง้ หลายได้โดยง่าย [กจิ ของ สมณะคือการศึกษาไตรสิกขาเป็นหลัก ไม่ใช่กิจการงานอื่น] ฉะนั้น เราจะรีบปรารภ ความเพียรเสียก่อน เพ่ือถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพ่ือบรรลุธรรมท่ียังไม่บรรลุ เพื่อท�ำให้ แจ้งธรรมท่ียงั ไมท่ ำ� ให้แจง้ „๒๔ ข) สติมา มีสติระลึกได้ก่อนท�ำ ก่อนพูด ก่อนคิด คือระลึกได้ก่อนรูปนาม จะเกดิ ค) สัมปชาโน มีความรู้ตัวทั่วพร้อมว่า ท�ำอะไรอยู่ในปัจจุบันนั้นๆ ต้อง ก�ำหนด ภาวนาอย่างต่อเนอื่ ง และรรู้ ปู นามอยู่ทกุ ขณะ๒๕ ๒. การปรับอินทรีย์ ๕ ในขณะปฏบิ ตั ิวิปัสสนากมั มฏั ฐานเพอ่ื ความกา้ วหนา้ ก) ศรทั ธา (เชื่อต่อการปฏิบตั ิของพระพุทธเจ้า) ข) วริ ยิ ะ (พากเพยี รปฏบิ ตั วิ ปิ สั สนายงิ่ ขนึ้ เพอื่ ละอกสุ ลธรรม เพอ่ื ยงั กศุ ลธรรม ให้เกดิ ข้นึ ) ค) สติ (ระลกึ ไดถ้ ึงสิ่งท่ีทำ� แลว้ และคำ� ทตี่ นพูดแลว้ ใจความคอื นกึ ได้กอ่ นท�ำ กอ่ นพูด กอ่ นคิด ไม่หลง ไม่เผลอ และระลึกทันต่อปจั จุบนั แห่งรปู นามทุกขณะ) ง) สมาธิ (ม่ันคง ทรงใจไวช้ อบ ไมเ่ ผลอจากรูปนาม) จ) ปญั ญา (ร้เู หน็ รูปนามแจ่มชัดยิ่งขึ้น และร้ตู ามความเปน็ จริง) มี ๓ คอื ๑) สตุ มยปญั ญา ปญั ญาเกดิ จากการฟงั เรียน อา่ นศึกษาคน้ คว้า ๒) จนิ ตามยปัญญา ปญั ญาเกดิ จากการนึกคดิ ๓) ภาวนามยปัญญา ปญั ญาเกดิ จากการเจริญวปิ สั สนา โยคีควรปฏิบัติให้อินทรีย์ ๕ เสมอกัน คือ ศรัทธาเสมอกับปัญญา วิริยะ เสมอกบั สมาธิ ส่วนสตมิ ีมากเป็นสง่ิ ดี๒๖ ๒๔ ๑๔๔ องฺ. ทสก. (ไทย) ๒๓/๘๐/๔๐๐-๔๐๔ ๒๕ พระธรรมธรี ราชมหามุนี (โชดก าณสทิ ธฺ ิเถร), โพธปิ ักขยิ ธรรม ๓๗ ประการ, หน้า ๓ ๒๖ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก าณสิทฺธิเถร), โพธิปกั ขยิ ธรรม ๓๗ ประการ, หนา้ ๘๖-๘๘

187 ๑.๕ การส่งและสอบอารมณ์ การส่งและสอบอารมณ์ สามารถแบง่ ได้เปน็ ๓ ข้ันตอน คือ ๑) การกำ� หนดอารมณ์ของรูปและนาม ท่เี กิดขน้ึ ๒) การกำ� หนดอารมณ์ ท่เี กดิ ขนึ้ ทางใจ ต่างๆ ๓) การกำ� หนดลกั ษณะของรูปนาม ที่เกดิ ข้ึน เช่น จ�ำนวนระยะของอาการพอง อาการยุบหรอื ความเร็วของพองและยุบเป็นต้น โยคีจะต้องมาส่งอารมณ์กับท่านวิปัสสนาจารย์ทุกวัน โดยรายงานให้ พระอาจารย์ทราบถึงผลการปฏิบัติในแต่ละวันในสิ่งต่างๆ ต่อไปน้ีผลของการนั่ง สมาธิ เร่ิมต้ังแต่ นิสิตนั่งสมาธิได้นานเท่าใด จากน้ันให้บรรยายลักษณะอาการ พองยุบท่ปี ระสบมาในวนั นนั้ วา่ สั้นยาว เบาหรอื แรงอย่างไร มีเวทนา เจบ็ ปวด ชาคนั ตงึ เหนือ่ ย มนึ งงหรอื ไม่เพียงใด มกี ารคดิ หรอื ฟ้งุ ซ่าน เพ้อฝนั มากน้อยเพยี งใด และ ก�ำหนดรู้ได้ทันหรือไม่ มีความยากง่ายในการก�ำหนดอย่างไร และเมื่อก�ำหนดรู้ตาม อาการเหล่านัน้ แลว้ ผลทตี่ ามมาเปน็ อย่างไร ๒. ผลของการเดินจงกรม เร่ิมต้งั แต่เดนิ ระยะใดบา้ ง นานเทา่ ใด แลว้ บรรยาย ลักษณะสภาวะที่ประสบในวันนั้น เช่น อาจรู้สึกว่าพื้นมีลักษณะเปลี่ยนไปอย่างไร หรือรู้สึกอย่างไรตอนยกหรือย่าง หรือพบว่าก�ำหนดได้ละเอียดย่ิงข้ึนอย่างไรบ้าง เป็นต้น ขอใหโ้ ยคใี สใ่ จสง่ อารมณ์ ใหล้ ะเอยี ดในทกุ ๆ เรื่อง ๓. ผลของการกำ� หนดอิริยาบถย่อย โยคีมีสติตามกำ� หนดรู้ได้ต่อเน่ืองหรือไม่ และละเอียดเพยี งใด ต้งั แต่ตน่ื นอน อาบนำ�้ รบั ประทานอาหาร ขึน้ ลงบันใด เปิดปิด ประตู นั่งพักผ่อน และนิสิตก�ำหนดรู้ทันการคิดและการฟุ้งซ่านหรือไม่ ก�ำหนดทัน ตอนไหน เช่น เร่ิมคิด ระหว่างที่ก�ำลังคิด หรือคิดจบไปแล้ว และเมื่อก�ำหนดรู้แล้ว ผลท่ีตามมาเป็นอย่างไร เช่นต้องก�ำหนดรู้กี่ครั้ง ความคิดหรือความฟุ้งซ่านนั้นจึง ดับไป และเม่ือดับไปแล้วอะไรเกิดข้ึนตามมาเป็นต้น โยคีควรอธิบายให้กระชับ ตรงประเด็น อย่าพูดนอกเร่ืองเพราะจะท�ำให้โยคีเองเสียสมาธิ และควรรายงาน ประสบการณก์ ารปฏบิ ตั ทิ กุ ๆ เรอื่ งทเี่ กดิ ขนึ้ ใหว้ ปิ สั สนาจารยท์ ราบ แมว้ า่ ประสบการณ์ น้นั จะดูไม่ส�ำคญั สำ� หรับนสิ ติ กต็ าม ขณะสง่ อารมณ์ ขอให้โยคีรายงานไปเรือ่ ยๆ โดย

188 ไม่ต้องหยุดรอฟังความเห็นจากท่านวิปัสสนาจารย์ ท่านจะยังไม่ให้ค�ำแนะน�ำใดๆ จนกวา่ นสิ ติ จะรายงานจบ และเมอ่ื พระวปิ สั สนาจารยถ์ ามสง่ิ ใด ควรตอบใหต้ รงคำ� ถาม และกระชับ ไม่พูดนอกเร่ือง สิ่งท่ีส�ำคัญท่ีสุดในการส่งอารมณ์ คือ ขอให้รายงาน ครบถ้วน ชัดเจน ตรงตามความเป็นจริงท่ีเกิดขึ้น อย่าปรุงแต่ง อย่ากังวลว่า พระอาจารยจ์ ะต�ำหนหิ ากกำ� หนดได้ไม่ดี หรือมีแตค่ วามโงกงว่ ง จึงไมก่ ล้ารายงานไป ตามจริง ขอให้โยคีเข้าใจว่าทุกอย่างคือสภาวธรรมท่ีเกิดข้ึนจริงทั้งสิ้น และมันจะ เปล่ียนแปลงไปตลอดเวลา โยคีก�ำหนดได้ดีในวันนี้ แต่วันต่อมาอาจฟุ้งซ่านหรือ โงกงว่ งตลอดวนั กไ็ มใ่ ชเ่ รอื่ งเสยี หาย แตต่ อ้ งรายงานพระอาจารยไ์ ปตามทเ่ี กดิ ขน้ึ จรงิ เพื่อให้ท่านแนะน�ำ แก้ไขปรับแต่งอินทรีย์หรือให้อารมณ์กรรมฐานเพิ่มเติมแก่เรา อยา่ งถูกต้องเป็นรายบคุ คลไป และพึงเอาใจใสฟ่ งั ค�ำแนะน�ำสง่ั สอนของพระอาจารย์ อย่างตั้งใจ หากสงสัยให้สอบถามจนกระจ่าง แล้วน�ำไปปฏิบัติตามด้วยความขยัน หม่ันเพียร ขอให้โยคีตระหนักว่า จะต้องประคองสติและสมาธิไว้ให้ต่อเน่ืองตลอด เวลา ฉะนนั้ เวลาสง่ อารมณ์ จงึ ไมใ่ ชเ่ วลาของการพดู คยุ หรอื ถามคำ� ถามทไี่ มเ่ กย่ี วกบั การปฏิบัติ พึงส่งอารมณ์ให้กระชับ พูดน้อยตรงประเด็น และไม่รบกวนสมาธิของ โยคีอื่นที่รอส่งอารมณต์ ่อจากเราด้วย๒๗ ๑.๖ วเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บ กบั วธิ ใี นมหาสติปฏั ฐานสูตร ในมหาสตปิ ฏั ฐานสตู ร สอนวธิ ปี ฏบิ ตั ทิ ง้ั สมถและวปิ สั สนาไวถ้ งึ ๒๑ บรรพ (วธิ )ี ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติกัมมัฏฐานส�ำหรับชาวพุทธ ผู้วิจัยจึงขอแสดงตารางเปรียบเทียบ วิปัสสนากรรมฐาน ตามแนวมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยกับวิธีใน มหาสติปฏั ฐานสตู ร ดงั น้ี ๒๗ ฝา่ ยวปิ สั สนาธรุ ะ (รวบรวม). ”คมู่ อื การปฏบิ ตั วิ ปิ สั สนากมั มฏั ฐานเบอื้ งตน้ „. การปฏบิ ตั วิ ปิ สั สนาเพอ่ื พฒั นาบคุ ลากรมหาวทิ ยาลยั , หนา้ ๓๐.

189 ตาราง เปรียบเทยี บวิปัสสนากรรมฐาน ตามแนวมหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย กบั วธิ ใี นมหาสติปัฏฐานสูตร มหาสติปฏั ฐานสูตร ๒๑ วธิ ี วิปัสสนากรรมฐาน แบบพองหนอยบุ หนอ กายานุปสั สนาสติปัฏฐาน ๑๔ = ไม่มีรูปแบบฝึก แต่ถ้าจิตไประลึกรู้ท่ีลม - ก�ำหนดอานาปานสติ ๑ วธิ ี หายใจ ก็ต้องก�ำหนดลมหายใจตาม ความเปน็ จรงิ - ก�ำหนดอิริยาบถ ๑ วิธี = ก�ำหนดอิรยิ าบถ ๔ (ยนื เดินจงกรม นง่ั สมาธิ นอน) และอิริยาบถย่อยอื่นๆ ทุก อยา่ ง - ก�ำหนดสัมปชัญญะ ๑ วิธี = ก�ำหนดรูปนามทุกอย่างอย่างต่อเนื่อง ไม่น่ิงหรือจดจ่อในอารมณ์ใดอารมณ์ หนงึ่ อยา่ งเดียว - กำ� หนดอาการสามสิบสอง ๑ วธิ ี = ไมม่ รี ปู แบบฝกึ แตถ่ า้ เกดิ นกึ ถงึ หรอื เหน็ หรอื รสู้ กึ กใ็ หก้ ำ� หนดตามความเปน็ จรงิ - ก�ำหนดธาตสุ ี่ ๑ วิธี (ธาตดุ นิ น้�ำ ลม ไฟ) = ขณะน่ังสมาธิ ก�ำหนดท่ี ธาตุลม (วาโย ธาต)ุ ทเี่ ปน็ ปจั จัยท�ำให้ทอ้ งพองและยุบ พรอ้ มกบั ก�ำหนด พองหนอ ยุบหนอ๒๘ ๒๘ พระศรีวรญาณ ว,ิ มารู้จกั วิปสั สนากรรมฐานแบบพองหนอ-ยุบหนอ, (กรงุ เทพฯ : บจก.สหธรรมกิ , ๒๕๔๑), หนา้ ๕๒

190 มหาสตปิ ฏั ฐานสูตร ๒๑ วธิ ี วปิ ัสสนากรรมฐาน แบบพองหนอยบุ หนอ - กำ� หนดปา่ ช้า ๙ วธิ ี = ไม่มีรูปแบบฝึก แต่ถ้าได้เห็น ก็ให้ เวทนานุปสั สนาสตปิ ฏั ฐาน ๑ ก�ำหนดรู้ ตามความเป็นจริงเวทนา- - กำ� หนดภาวะจิตเสวยอารมณ์สุขทุกข์ นปุ ัสสนาสติปัฏฐาน ๑ = ก�ำหนดเวทนาของจิตท่ีเกิดข้ึนในทุก อิริยาบถไม่สุขไม่ทุกข์ เช่น เจ็บหนอ ปวดหนอ สบายหนอ ไมส่ บายหนอ ดใี จ หนอ เสยี ใจหนอ เฉยหนอ จติ ตานุปสั สนาสตปิ ัฏฐาน ๑ = กำ� หนดจติ และตน้ จติ ทกุ ประเภททเ่ี กดิ ขน้ึ - จิตตานุปัสสนาสตปิ ฏั ฐาน เช่น คิดหนอ ยินดีหนอ ชอบใจหนอ โกรธหนอ หลงหนอ ฟุง้ หนอ หดหหู่ นอ อยากยืนหนอ อยากเดินหนอ อยาก นั่งหนอ อยากนอนหนอ ร�ำคาญหนอ งว่ งหนอ๒๙ ธัมมานุปสั สนาสตปิ ัฏฐาน ๕ = ก�ำหนดพอง ยุบ เป็นส่วนหน่ึงของ - กำ� หนดนวิ รณ์ ๑ วิธี เบญจขันธ์ ก�ำหนดเดินจงกรม และ ทุกอริ ิยาบถ ๒๙ พระสมภาร สมภาโร (ทวรี ตั น์), ธรรมะภาคปฏบิ ัต,ิ (กรุงเทพฯ : บจก. สหธรรมกิ , ๒๕๔๗), หน้า ๑๓๒

191 มหาสตปิ ฏั ฐานสตู ร ๒๑ วธิ ี วิปัสสนากรรมฐาน แบบพองหนอยุบหนอ - กำ� หนดอายตนะ ๑ วิธี - ก�ำหนดโพชฌงค์ ๑ วธิ ี - กำ� หนดอรอยสัจ ๑ วิธี วิปัสสนากรรมฐานตามแนวของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ใช้แบบสติปัฏฐาน ๔ มีรูปแบบท่ีใช้ฝึกโดยให้ก�ำหนดตามหลักมหาสติปัฏฐานสูตร รวม ๑๘ วิธี ส่วนท่ีไม่มีรูปแบบฝึกปฏิบัติอีก ๓ วิธี แม้มิได้ใช้ขณะปฏิบัติ แต่หาก จติ ไปรบั อารมณน์ น้ั ๆ ก็ใหก้ ำ� หนดตามความเปน็ จรงิ อยา่ ปล่อยให้จติ เผลอและเกดิ การปรุงแตง่ คือขาดสติในการกำ� หนดระลึกรู้ทกุ อยา่ ง ๓๐ พระศรวี รญาณ ว,ิ มาร้จู กั วิปัสสนากรรมฐานแบบพองหนอ-ยุบหนอ, หน้า ๔๒ ๓๑ พระธรรมธีรราชมหามนุ ี (โชดก าณสทิ ฺธิเถร), โพธิปกั ขยิ ธรรม ๓๗ ประการ, หนา้ ๗๐

192

๑๙๓ วนิ ัยชาวพุทธ ปจั จบุ นั นคี้ นทเี่ รยี กตัววา่ เปน็ ชาวพุทธ โดยมากเหมอื นเป็นคนไม่มหี ลัก ดังมีลัทธวิ า่ ชาวพุทธเป็นคน อสิ ระเสรี จะเชื่อถอื หรือประพฤตติ วั อย่างไรก็ได้ แทจ้ ริงนั้น การท่ีจะเปน็ อะไรหรือเรียกช่อื ว่าอยา่ งไร ก็ต้องมี หลกั เกณฑ์ สำหรบั เปน็ เครือ่ งกำหนดหรือเปน็ มาตรฐาน ดงั ในหม่พู ุทธบรษิ ทั เอง พระภกิ ษสุ งฆก์ ็มพี ระธรรมวินยั เปน็ มาตรฐาน เร่ิมแตม่ ศี ีลเปน็ เคร่อื งกำกบั ความเปน็ อยู่ภายนอก สว่ นในฝ่ายคฤหสั ถ์ อบุ าสกอบุ าสิกากม็ ี คณุ สมบัตแิ ละข้อปฏบิ ัติทเี่ ป็นเคร่ืองกำหนดเช่นกนั แต่คงจะเป็นเพราะความเปลยี่ นแปลงในสังคม ทำใหว้ ิถชี ีวติ ของชาวพุทธผันแปรไป ห่างเหินจากหลักพระศาสนาจนเหมือนว่าไมร่ ูจ้ กั ตัวเอง โดยปรารภสภาพเชน่ น้ัน จึงได้รวบรวมข้อธรรมทเ่ี ปน็ หลกั ในการดำเนินชวี ิต สำหรบั พุทธศาสนิกชน ท่ัวไปข้ึนมา เรียกวา่ คมู่ อื ดำเนินชวี ิต ซ่ึงต่อมาได้เปลย่ี นเป็นชื่อปัจจุบันว่า ธรรมนูญชีวิต อยา่ งไรกต็ าม หลักธรรมในธรรมนูญชวี ติ น้นั ยงั มากหลากหลาย ตอ่ มาจึงได้ยกเฉพาะสว่ นท่ีเปน็ แบบแผนของชีวติ คอื \"คิหิวนิ ยั \" ออกมาย้ำเน้น โดยเร่ิมฝากแกน่ วกภกิ ษใุ นคราวลาสกิ ขา เพอ่ื ให้ช่วยกนั นำไปปฏิบัตเิ ปน็ หลัก และเผยแพร่ แนะนำผู้อ่นื ตั้งแต่ครอบครวั เป็นต้นไปในการทจ่ี ะสรา้ งสรรค์สังคมชาวพุทธไทย ให้เจรญิ งอกงามมสี ันติสุขสบื ไป คหิ ิวนิ ยั คือวินยั ของคฤหสั ถ์ หรือวินัยชาวบา้ นน้ี เปน็ ชุดคำสอนเดมิ ท่ีพระพทุ ธเจา้ ตรัสแสดงไวใ้ น สงิ คาลหสตู ร และพระอรรคกถาจารยไ์ ด้สรปุ ไวท้ า้ ยคำอธบิ ายว่า \"พระสตู รนี้ชือ่ ว่าคหิ วิ นิ ัย\" บ่งชัดถงึ ความสำคญั ของพระสูตรนี้ พรอ้ มกับเป็นหลกั ฐานบง่ ช้วี ่า ชาวพทุ ธฝา่ ยคฤหัสถ์กม็ ขี ้อปฏบิ ัตทิ ่ีเปน็ แบบแผนแหง่ ชีวิตและ สังคมของตน (พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยตุ ฺโต), ๒๕๔๓ : คำนำ) วินัยชาวพุทธ ได้แบ่งเนอื้ หาออกเป็น ๒ หมวด ดังน้ี หมวด ๑ วางฐานชีวิตใหม้ นั่ หมวด ๒ นำชีวติ ให้ถงึ จดุ หมาย

๑๙๔ หมวด ๑ วางฐานชวี ติ ให้มัน่ ชาวพุทธจะตอ้ งดำเนินชีวติ ที่ดีงาม และรว่ มสร้างสรรคส์ งั คมใหเ้ จรญิ ม่นั คง ตามหลกั วินยั ของคฤหสั ถ์ ดงั นี้ ❀ เวน้ ชว่ั ๑๔ ประการ ก. เว้นกรรมกิเลส (บาปกรรมที่ทำให้ชวี ติ มวั หมอง) ๔ คือ ๑. ไมท่ ำร้ายรา่ งกายทำลายชีวติ (เว้นปาณาตบิ าติ) ๒. ไม่ลักทรพั ยล์ ะเมิดกรรมสิทธิ์ (เวน้ อทินนาทาน) ๓. ไม่ประพฤติผิดทางเพศ (เวน้ กาเมสุมจิ ฉาจาร) ๔. ไมพ่ ดู เท็จโกหกหลอกลวง (เว้นมสุ าวาท) ข. เว้นอคติ (ความลำเอยี ง/ประพฤตคิ ลาดธรรม) ๔ คือ ๑. ไม่ลำเอียงเพราะชอบ (เวน้ ฉันทาคต)ิ ๒. ไม่ลำเอียงเพราะชงั (เวน้ โทสาคติ) ๓. ไมล่ ำเอียงเพราะขลาด (เว้นภยาคติ) ๔. ไมล่ ำเอยี งเพราะเขลา (เว้นโมหาคติ) ค. เวน้ อบายมขุ (ชอ่ งทางเสอ่ื มทรพั ย์อับชีวติ ) ๖ คือ ๑. ไมเ่ สพตดิ สุรายาเมา ๒. ไมเ่ อาแต่เทย่ี วไม่ร้เู วลา ๓. ไมจ่ อ้ งหาแต่รายการบันเทิง ๔. ไมเ่ หลิงไปหาการพนัน ๕. ไมพ่ ัวพนั ม่วั สมุ มิตรชว่ั ๖. ไมม่ ัวจมอยใู่ นความเกียจครา้ น ❀ เตรยี มทนุ ชวี ติ ๒ ด้าน ก. เลือกสรรคนที่จะเสวนา คบคนที่จะนำชีวิตไปในทางแห่งความเจริญ และสร้างสรรค์ หลีกเว้นมิตร เทียม คบหาแตม่ ติ รแท้ คอื ๑. รทู้ ันมติ รเทยี ม คอื ศตั รผู มู้ าในรา่ งมติ ร (มติ รปฏิรูปก์) ๔ ประเภท ๑) คนปอกลอก มีแต่ขนเอาของเพือ่ นไป มลี ักษณะ ๔ (๑) คดิ เอาแตไ่ ดฝ้ ่ายเดียว (๒) ยอมเสยี นอ้ ย โดยหวังจะเอาให้มาก (๓) ตวั มภี ยั จงึ มาชว่ ยทำกจิ ของเพื่อน (๔) คบเพ่อื น เพราะเห็นแกผ่ ลประโยชน์ ๒) คนดีแต่พูด มลี ักษณะ ๔ (๑) ดแี ต่ยกของหมดแล้วมาปราศรัย (๒) ดแี ตอ่ ้างของยงั ไมม่ มี าปราศรัย (๓) สงเคราะห์ด้วยสิง่ ที่หาประโยชนม์ ิได้ (๔) เมอ่ื เพ่อื นมีกจิ อา้ งแตเ่ หตขุ ดั ข้อง ๓) คนหวั ประจบ มีลักษณะ ๔ (๑) จะทำชัว่ ก็เออออ (๒) จะทำดกี เ็ ออออ (๓) ตอ่ หน้าสรรเสริญ (๔) ลกั หลงั นนิ ทา ๔) คนชวนฉิบหาย มีลกั ษณะ ๔ (๑) คอยเปน็ เพือ่ นด่ืมน้ำเมา (๒) คอยเป็นเพอื่ นเทย่ี วกลางคนื (๓) คอยเป็นเพ่ือนเทีย่ วดูการเลน่ (๔) คอยเปน็ เพือ่ นไปเลน่ การพนนั ๒. รถู้ ึงมติ รแท้ หรือมติ รด้วยใจจริง (สหุ ทมติ ร) ๔ ประเภท ๑) มิตรอปุ การะ มีลักษณะ ๔ (๒) เพื่อนประมาท ชว่ ยรักษาทรพั ยส์ ินของเพ่อื น (๑) เพือ่ นประมาท ชว่ ยรักษาเพ่อื น (๓) เมื่อมีภัย เป็นที่พ่ึงพำนักได้ (๔) มกี ิจจำเป็นชว่ ยออกทรัพยใ์ ห้เกนิ กวา่ ที่ออกปาก


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook