45 ตันเตสงั มังคะละมุตตะมันติ. ข้อน้ันเป็นมงคล, คือเหตุให้ถึงความเจริญ วัฒนาอันสูงสุด, ของเทพยดาและมนุษย์ เหล่านน้ั , ดว้ ยประการฉะน้แี ลฯ อริยมรรคมีองค์แปด ¢0∫ (น�ำ) หนั ทะ มะยัง อะรยิ ัฏฐงั คิกะมัคคะปาฐงั ภะณามะ เส. (รบั ) อะยะเมวะ อะรโิ ย อฏั ฐงั คโิ ก มคั โค, หนทางนแ้ี ลเปน็ หนทางอนั ประเสรฐิ ซงึ่ ประกอบด้วยองคแ์ ปด, เสยยะถีทงั . สัมมาทิฏฐิ ได้แกส่ ง่ิ เหลา่ นค้ี ือ: สัมมาสงั กปั โป ความเหน็ ชอบ, สมั มาวาจา ความดำ� ริชอบ, สัมมากมั มนั โต การพดู จาชอบ, สมั มาอาชีโว การทำ� งานชอบ, สัมมาวายาโม การเลย้ี งชวี ิตชอบ, สมั มาสะติ ความพากเพียรชอบ, สมั มาสะมาธิ ความระลึกชอบ, ความตัง้ ใจมัน่ ชอบ. (องคม์ รรคท ่ี ๑) กะตะมา จะ ภกิ ขะเว สมั มาทิฏฐิ, ดกู อ่ นภกิ ษทุ ั้งหลาย, ความเหน็ ชอบ เปน็ อย่างไรเล่า ? ยัง โข ภกิ ขะเว ทุกเข ญาณงั , ดกู อ่ นภิกษทุ ั้งหลาย ความรอู้ ันใด เปน็ ความร้ใู นทกุ ข,์ ทุกขะสะมุทะเย ญาณัง, ทุกขะนโิ รเธ ญาณงั , เป็นความรใู้ นเหตใุ หเ้ กิดทกุ ข,์ เปน็ ความรู้ในความดบั แหง่ ทุกข์,
46 ทุกขะนโิ รธะคา มนิ ยิ า ปะฏิปะทายะ ญาณงั , เป็นความรู้ในทางด�ำเนินให้ถึง ความดับแห่งทกุ ข์, อะยงั วุจจะติ ภกิ ขะเว สมั มาทฏิ ฐิ. ดูก่อนภิกษุท้ังหลาย, อันน้ีเรากล่าวว่า, ความเหน็ ชอบ. (องคม์ รรคที่ ๒) กะตะโม จะ ภกิ ขะเว สมั มาสงั กปั โป, ดกู ่อนภิกษทุ ั้งหลาย, ความดำ� รชิ อบ เป็นอยา่ งไรเล่า? เนกขมั มะสงั กปั โป, อะพ๎ยาปาทะสังกปั โป, ความดำ� รใิ นการออกจากกาม, อะวหิ งิ สาสงั กัปโป, ความดำ� รใิ นการไม่มงุ่ รา้ ย, ความด�ำรใิ นการไมเ่ บียดเบยี น, อะยงั วจุ จะติ ภกิ ขะเว สมั มาสังกปั โป, ดกู ่อนภิกษุท้ังหลาย, อนั นเ้ี รากลา่ ววา่ ความด�ำริชอบ. (องค์มรรคท ่ี ๓) กะตะมา จะ ภกิ ขะเว สมั มาวาจา, ดูก่อนภกิ ษทุ ั้งหลาย, การพูดจาชอบ เปน็ อย่างไรเลา่ ? มสุ าวาทา เวระมะณี, เจตนาเป็นเครอื่ งเว้นจากการพูดไมจ่ ริง, ปสิ ณุ ายะ วาจายะ เวระมะณ,ี เจตนาเป็นเครื่องเวน้ จากการพูด สอ่ เสียด ผะรุสายะ วาจายะ เวระมะณี, เจตนาเปน็ เครอ่ื งเว้นจากการพดู หยาบ, สมั ผัปปะลาปา เวระมะณ,ี เจตนาเปน็ เครอ่ื งเวน้ จากการพูดเพ้อเจอ้ , อะยงั วุจจะติ ภกิ ขะเว สัมมาวาจา. ดกู อ่ นภกิ ษุทัง้ หลาย, อนั น้ีเรากลา่ ววา่ การพดู จาชอบ. (องค์มรรคที ่ ๔) กะตะโม จะ ภิกขะเว สัมมากัมมันโต, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, การท�ำการงานชอบ เปน็ อยา่ งไรเลา่ ? ปาณาตปิ าตา เวระมะณ,ี เจตนาเปน็ เคร่อื งเวน้ จากการฆ่า,
47 อะทินนาทานา เวระมะณ,ี เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการถือเอาส่ิงของ ทีเ่ จา้ ของไมไ่ ดใ้ ห้แลว้ , กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณ,ี เจตนาเป็นเคร่ืองเว้นจากการประพฤติผิด ในกามทั้งหลาย, อะยงั วุจจะติ ภกิ ขะเว สมั มากมั มนั โต, ดกู อ่ นภกิ ษทุ ้งั หลาย, อันนเี้ รากล่าวว่า การทำ� การงานชอบ. (องคม์ รรคท่ี ๕) กะตะโม จะ ภกิ ขะเว สัมมาอาชีโว, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, การเล้ียงชีวิตชอบ เป็นอย่างไรเล่า? อธิ ะ ภิกขะเว อะริยะสาวะโก, ดกู อ่ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย, สาวกของพระอรยิ ะเจา้ ในธรรมวนิ ัยน้ี, มจิ ฉาอาชีวงั ปะหายะ, ละการเล้ียงชวี ติ ท่ีผดิ เสยี , สมั มาอาชเี วนะ ชีวิกงั กัปเปต,ิ ยอ่ มสำ� เรจ็ ความเปน็ อยดู่ ว้ ยการเลยี้ งชพี ชอบ, อะยงั วุจจะติ ภิกขะเว สมั มาอาชีโว, ดูก่อนภิกษุท้ังหลาย, อันนี้เรากล่าวว่าการ เลยี้ งชีวิตชอบ. (องคม์ รรคที่ ๖) กะตะโม จะ ภิกขะเว สัมมาวายาโม, ดูก่อนภิกษุท้ังหลาย, ความพากเพียรชอบ เป็นอยา่ งไรเลา่ ? อธิ ะ ภิกขะเว ภิกขุ, ดูก่อนภิกษุทัง้ หลาย, ภิกษใุ นธรรมวนิ ัยน้ี, อะนปุ ปนั นานงั ปาปะกานงั อะกสุ ะลานงั ธมั มานงั อะนปุ ปาทายะ, ฉนั ทงั ชะเนต,ิ วายะมะติ, วิริยงั อาระภะต,ิ จติ ตัง ปัคคณั หาต ิ ปะทะหะติ, ยอ่ มทำ� ความพอใจใหเ้ กดิ ขนึ้ , ยอ่ มพยายาม, ปรารภความเพียร, ประคองตั้งจิตไว้, เพื่อ จะยังอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่ยังไม่เกิด ไมใ่ หเ้ กดิ ขนึ้ ,
48 อุปปันนานัง ปาปะกานัง อะกุสะลานัง ธัมมานัง ปะหานายะ, ฉันทัง ชะเนติ, วายะมะติ, วิรยิ งั อาระภะติ, จติ ตงั ปคั คัณหาต ิ ปะทะหะติ, ยอ่ มทำ� ความพอใจใหเ้ กดิ ขน้ึ , ยอ่ มพยายาม, ปรารภความเพียร, ประคองตั้งจิตไว้, เพ่ือ จะละอกศุ ลธรรม อันเปน็ บาปท่เี กดิ ขน้ึ แลว้ อะนปุ ปนั นานงั กสุ ะลานงั ธมั มานงั อปุ ปาทายะ, ฉนั ทัง ชะเนต,ิ วายะมะติ วริ ิยงั อาระภะติ, จติ ตงั ปคั คัณหาต ิ ปะทะหะต,ิ ยอ่ มทำ� ความพอใจใหเ้ กดิ ขนึ้ , ยอ่ มพยายาม, ปรารภความเพียร, ประคองตั้งจิตไว้, เพ่อื จะยังกศุ ลธรรมที่ยงั ไมเ่ กดิ ให้เกดิ ขนึ้ , อุปปันนานัง กุสะลานัง ธัมมานัง ฐิติยา, อะสัมโมสายะ, ภิยโยภาวายะ, เวปุลลา ยะ, ภาวะนายะ, ปาริปูริยา, ฉันทัง ชะเนติ, วายะมะติ, วิริยัง อาระภะติ, จิตตัง ปคั คณั หาติ ปะทะหะต,ิ ยอ่ มท�ำความพอใจให้เกดิ ขนึ้ , ยอ่ มพยายาม, ปรารภความเพียร, ประคองต้ังจิตไว,้ เพื่อความต้งั อย,ู่ ความไม่เลอะเลอื น, ความงอกงามยง่ิ ข้นึ , ความไพบูลย์, ความเจรญิ , ความเตม็ รอบ, แหง่ กุศลธรรมท่ีเกดิ ขึน้ แลว้ , อะยงั วุจจะต ิ ภกิ ขะเว สมั มาวายาโม, ดูกอ่ นภิกษุทัง้ หลาย, อนั นี้เรากล่าววา่ ความพากเพยี รชอบ. (องคม์ รรคที่ ๗) กะตะมา จะ ภกิ ขะเว สัมมาสะติ, ดูก่อนภิกษุท้ังหลาย, ความระลึกชอบเป็น อยา่ งไรเลา่ ? อิธะ ภิกขะเว ภกิ ขุ, ดกู อ่ นภิกษุทั้งหลาย, ภิกษุในธรรมวินยั น,้ี กาเย กายานปุ ัสส ี วหิ ะระต,ิ ย่อมเป็นผู้พิจารณาเหน็ กายในกายอยู่ เป็นประจำ� ,
49 อาตาปี สมั ปะชาโน สะตมิ า, วเิ นยยะ โลเก อะภชิ ฌาโทมะนัสสงั , มคี วามเพยี รเครอื่ งเผากเิ ลส, มสี มั ปชญั ญะ, มีสติ, ถอนความพอใจและความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้, เวทะนาส ุ เวทะนานปุ ัสส ี วหิ ะระติ, ย่อมเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา ทง้ั หลายอยู่เป็นประจำ� , อาตาปี สัมปะชาโน สะตมิ า, วิเนยยะ โลเก อะภชิ ฌาโทมะนสั สัง, มคี วามเพยี รเครอื่ งเผากเิ ลส, มสี มั ปชญั ญะ, มีสติ, ถอนความพอใจและความไม่พอใจ ในโลกออกเสยี ได้, จิตเต จิตตานุปสั ส ี วหิ ะระติ, ยอ่ มเปน็ ผพู้ จิ ารณาเหน็ จติ ในจติ เปน็ ประจำ� , อาตาป ี สมั ปะชาโน สะติมา , วเิ นยยะ โลเก อะภชิ ฌาโทมะนัสสัง, มคี วามเพยี รเครอื่ งเผากเิ ลส, มสี มั ปชญั ญะ, มีสติ, ถอนความพอใจและความไม่พอใจ ในโลกออกเสยี ได,้ ธัมเมสุ ธมั มานุปสั สี วหิ ะระต,ิ ยอ่ มเปน็ ผู้พจิ ารณาเห็นธรรมในธรรม ท้งั หลายอยู่เป็นประจำ� , อาตาป ี สมั ปะชาโน สะตมิ า, วเิ นยยะ โลเก อะภชิ ฌาโทมะนัสสงั , มีความเพียรเครือ่ งเผากเิ ลส, มสี ัมปชัญญะ มีสติ, ถอนความพอใจและความไม่พอใจ ในโลกออกเสยี ได,้ อะยงั วุจจะติ ภกิ ขะเว สัมมาสะติ, ดกู อ่ นภิกษุท้งั หลาย, อันนี้เรากล่าวว่า ความระลึกชอบ (องคม์ รรคท่ี ๘) กะตะโม จะ ภกิ ขะเว สัมมาสะมาธ,ิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ความต้ังใจมั่นชอบ เป็นอย่างไรเล่า?
50 อธิ ะ ภิกขะเว ภิกข,ุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ภิกษุในธรรมวินัยน้ี, วิวิจเจวะ กาเมหิ, สงัดแลว้ จากกามทงั้ หลาย, วิวิจจะ อะกุสะเลหิ ธมั เมหิ, สงัดแล้วจากธรรมท่เี ปน็ อกุศลทั้งหลาย, สะวิตกั กัง สะวจิ ารงั , วเิ วกะชงั ปตี ิสุขัง ปะฐะมงั ฌานงั อปุ ะสมั ปชั ชะ วหิ ะระติ, เขา้ ถงึ ปฐมฌาน, ประกอบด้วยวติ กวิจารณ์, มีปตี ิและสุข อันเกิดจากวเิ วก แล้วแลอยู่, วิตกั กะวจิ ารานัง วูปะสะมา, เพราะความท่วี ติ กวิจารณท์ ้งั สองระงบั ลง, อัชฌัตตัง สัมปะสาทะนัง เจตะโส, เอโกทิภาวัง อะวิตักกัง อะวิจารัง, สะมาธิชัง ปติ สิ ุขัง ทุตยิ ัง ฌานัง อปุ ะสัมปชั ชะ วหิ ะระต,ิ เข้าถึงทุติยฌาน, เป็นเคร่ืองผ่องใสแห่งใจ ในภายหลัง, ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอกผุด มีขึ้นไม่มีวิตกไม่มีวิจารณ์, มีแต่ปีติและสุข อนั เกดิ จากสมาธแิ ลว้ แลอย,ู่ ปตี ยิ า จะ วิราคา, อนง่ึ เพราะความจางคลายไปแหง่ ปติ ิ, อุเปกขะโก จะ วิหะระติ, สะโต จะ สัมปะชาโน, ย่อมเป็นผู้อยู่อุเบกขา, มีสติ และสัมปชัญญะ สขุ ัญจะ กาเยนะ ปฏิสังเวเทติ, และย่อมเสวยความสขุ ดว้ ยนามกาย, ยันตงั อะริยา อาจิกขนั ต,ิ อเุ ปกขะโก สะติมา สขุ ะวหิ าร ี ต,ิ ชนิดที่พระอริยะเจ้าท้ังหลายย่อมกล่าว สรรเสริญผู้น้ันว่า, ”เป็นผู้มีอุเบกขามีสติ อย่เู ป็นปรกติสุข„ ดงั นี้ ตะตยิ งั ฌานัง อุปะสัมปชั ชะ วิหะระต,ิ เขา้ ถึงตตยิ ฌานแลว้ แลอยู่, สุขสั สะ จะ ปะหานะ, เพราะละสขุ เสยี ได,้ ทกุ ขสั สะ จะ ปะหานา, และเพราะละทุกข์เสยี ได้, ปพุ เพวะ โสมะนสั สะโทมะนัสสานัง อัตถงั คะมา, เพราะความดบั ไปแหง่ โสมนสั และโทมนัสทั้งสอง ในกาลกอ่ น,
51 อะทุกขะมะสุขงั อเุ ปกขาสะตปิ ารสิ ทุ ธงิ , จะตตุ ถงั ฌานัง อุปะสัมปัชชะ วหิ ะระติ. เข้าถึงจตุตถฌาน, ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข, มีแต่ ความทส่ี ตเิ ปน็ ธรรมชาตบิ รสิ ทุ ธเ์ิ พราะอเุ บกขา แล้วแลอย.ู่ อะยัง วุจจะติ ภกิ ขะเว สัมมาสะมาธิ. ดกู อ่ นภกิ ษุท้งั หลาย, อันนเี้ รากลา่ วว่าความต้ังใจมนั่ ชอบ. เขมาเขมสรณทปี กิ คาถา ¢0∫ (นำ� ) หันทะ มะยัง เขมาเขมะสะระณะทีปิกะคาถาโย ภะณามะ เส. (รบั ) พะหุง เว สะระณัง ยันติ ปัพพะตานิ วะนานิ จะ อารามะรุกขะเจตย๎ านิ มะนุสสา ภะยะตชั ชิตา, มนุษย์เป็นอันมาก, เมื่อเกิดมีภัยคุกคามแล้ว, ก็ถือเอาภูเขาบ้าง, ป่าไม้บ้าง, อารามและรกุ ขเจดยี ์บ้าง, เปน็ สรณะ, เนตัง โข สะระณัง เขมงั เนตงั สะระณะมุตตะมัง เนตัง สะระณะมาคมั มะ สัพพะทกุ ขา ปะมุจจะติ, นั่น มิใช่สรณะอันเกษมเลย, น่ัน มิใช่เป็นสรณะอันสูงสุด, เขาอาศัยสรณะ นั่นแล้ว, ย่อมไม่พน้ จากทกุ ขท์ ง้ั ปวงได้, โย จะ พทุ ธญั จะ ธมั มญั จะ สังฆญั จะ สะระณัง คะโต, จัตตาริ อะรยิ ะสจั จานิ สัมมัปปญั ญายะ ปัสสะต,ิ ส่วนผู้ใดถือเอาพระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์, เป็นสรณะแล้ว, เห็นอริยสัจ คอื , ความจริงอนั ประเสรฐิ สี่, ด้วยปญั ญาอนั ชอบ, ทุกขงั ทกุ ขะสะมุปปาทงั ทกุ ขสั สะ จะ อะติกกะมัง, อะริยัญจัฏฐงั คกิ งั มคั คงั ทุกขูปะสะมะคามินงั , คือเห็นความทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์, ความก้าวล่วงทุกข์เสียได้, และหนทาง มอี งคแ์ ปดอันประเสรฐิ , เครอ่ื งถึงความระงบั ทกุ ข,์
52 เอตงั โข สะระณัง เขมัง เอตงั สะระณะมุตตะมัง เอตงั สะระณะมาคมั มะ สัพพะทุกขา ปะมจุ จะติ นั่นแหละ เป็นสรณะอันเกษม, นั่น เป็นสรณะอันสูงสุด, เขาอาศัยสรณะ น่นั แล้ว, ยอ่ มพ้นจากทกุ ข์ทงั้ ปวงได้, อรยิ ธนคาถา ¢0∫ (นำ� ) หันทะ มะยงั อะรยิ ะธะนะคาถาโย ภะณามะ เส. (รับ) ยัสสะ สัทธา ตะถาคะเต อะจะลา สุปะติฏฐิตา ศรทั ธา ในพระตถาคตของผู้ใด, ตง้ั มน่ั อยา่ งดี ไมห่ ว่ันไหว, สลี ญั จะ ยัสสะ กลั ย๎ าณัง อะรยิ ะกันตงั ปะสงั สติ งั , และศีลของผูใ้ ดงดงาม, เปน็ ท่สี รรเสรญิ ที่พอใจ, ของพระอริยะเจ้า, สังเฆ ปะสาโท ยัสสัตถิ อุชุภตู ัญจะ ทัสสะนัง, ความเลือ่ มใสของผใู้ ดมใี นพระสงฆ์, และความเห็นของผูใ้ ดตรง, อะทะลทิ โทติ ตงั อาหุ อะโมฆันตสั สะ ชีวติ งั , บณั ฑติ กล่าวเรยี กเขาผ้นู ้นั ว่า, คนไมจ่ น, ชวี ิตของเขาไม่เป็นหมนั , ตสั ๎มา สัทธญั จะ สีลัญจะ ปะสาทงั ธัมมะทสั สะนัง, อะนยุ ญุ เชถะ เมธาว ี สะรงั พทุ ธานะสาสะนัง. เพราะฉะน้นั เม่ือระลึกได้, ถึงคำ� สง่ั สอนของพระพุทธเจา้ อย,ู่ ผมู้ ีปัญญาควรก่อสร้าง ศรทั ธา ศีล ความเลื่อมใส, และความเห็นธรรมให้เนืองๆ
53 ติลกั ขณาทคิ าถา ¢0∫ (น�ำ) หนั ทะ มะยัง ติลกั ขะณาทิคาถาโย ภะณามะ เส. (รับ) สพั เพ สงั ขารา อะนจิ จาต ิ ยะทา ปญั ญายะ ปัสสะต,ิ เมื่อใด บุคคลเห็นดว้ ยปญั ญาวา่ , สังขารท้ังปวงไมเ่ ที่ยง, อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา, เมอ่ื นัน้ ยอ่ มเหน่อื ยหน่ายในสิ่งทเี่ ปน็ ทกุ ข ์ ทตี่ นหลง, น่ันแหละ เปน็ ทางแหง่ พระนพิ พาน อนั เป็นธรรมหมดจด, สพั เพ สงั ขารา ทกุ ขาติ ยะทา ปญั ญายะ ปัสสะติ, เมื่อใด บคุ คลเหน็ ดว้ ยปัญญาว่า, สังขารท้ังปวงเปน็ ทกุ ข์, อะถะ นิพพินทะติ ทกุ เข เอสะ มคั โค วิสุทธิยา, เมื่อนัน้ ยอ่ มเหนอื่ ยหน่ายในส่ิงที่เปน็ ทกุ ข,์ ที่ตนหลง, นน่ั แหละ เปน็ ทางแหง่ พระนิพพาน, อนั เป็นธรรมหมดจด, สพั เพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปญั ญายะ ปสั สะติ, เม่อื ใด บคุ คลเห็นดว้ ยปัญญาวา่ , ธรรมทง้ั ปวงเป็นอนัตตา, อะถะ นพิ พนิ ทะติ ทุกเข เอสะ มคั โค วิสทุ ธิยา, เม่อื นั้น ยอ่ มเหนอ่ื ยหน่ายในสิง่ ทีเ่ ป็นทกุ ข,์ ทต่ี นหลง, นน่ั แหละ เป็นทางแหง่ พระนิพพาน, อันเปน็ ธรรมหมดจด, อัปปะกา เต มะนุสเสสุ เย ชะนา ปาระคามโิ น, ในหมู่มนษุ ย์ท้งั หลาย, ผู้ท่ถี ึงฝ่ังแห่งพระนพิ พานมนี ้อยนัก, อะถายัง อติ ะรา ปะชา ตีระเมวานุธาวะติ, หมู่มนษุ ยน์ อกนน้ั ยอ่ มวิ่งเลาะอยตู่ ามฝง่ั ในนเี้ อง, เย จะ โข สัมมะทักขาเต ธัมเม ธัมมานุวตั ติโน ก็ชนเหล่าใดประพฤติสมควรแก่ธรรม ในธรรมทตี่ รัสไว้ชอบแล้ว,
54 เต ชะนา ปาระเมสสนั ติ มัจจเุ ธยยัง สทุ ตุ ตะรัง, ชนเหล่านนั้ จกั ถึงฝัง่ แห่งพระนพิ พาน, ขา้ มพน้ บว่ งแหง่ มจั จุราชที่ข้ามไดย้ ากนกั , กณั หัง ธัมมัง วิปปะหายะ สกุ กัง ภาเวถะ ปัณฑโิ ต, จงเปน็ บัณฑติ ละธรรมด�ำเสยี , แลว้ เจริญธรรมขาว, โอกา อะโนกะมาคมั มะ วิเวเก ยตั ถะ ทรู ะมงั , ตัต๎ราภิระติมจิ เฉยยะ หติ ว๎ า กาเม อะกญิ จะโน. จงมาถงึ ท่ีไม่มนี �้ำ, จากท่มี นี ้ำ� , จงละกามเสยี , เป็นผูไ้ ม่มีความกังวล, จงยินดีเฉพาะต่อพระนพิ พานอันเป็นท่สี งดั , ซ่งึ สตั วย์ นิ ดไี ดโ้ ดยยาก. ปริโยทะเปยยะ อตั ตานัง จิตตกั ก๎เลเสหิ ปัณฑโิ ต บณั ฑิตพึงช�ำระตนให้ผ่องแผว้ จากเครือ่ งเศรา้ หมองแหง่ จิต เยสงั สมั โพธิยังเคสุ สมั มา จิตตงั สภุ าวิตงั อาทานะปะฏินิสสัคเค อะนปุ าทายะ เยระตา ชนเหล่าใด อบรมตนและจิตดแี ลว้ โดยชอบในองค์เป็นเหตตุ รสั รู้ ไม่ถือมั่น ยนิ ดแี ล้วในความเสียสละคืนซง่ึ ความยดึ ถอื ขีณาสวา ชุติมนั โต เต โลเก ปะรินิพพตุ าติ ชนเหล่านัน้ เปน็ ผสู้ นิ้ อาสวะ มีความรงุ่ เรอื ง ปรนิ พิ พานแลว้ ในโลกฯ ภารสุตตคาถา ¢0∫ (นำ� ) หนั ทะ มะยัง ภาระสตุ ตะคาถาโย ภะณามะ เส. (รบั ) ภารา หะเว ปัญจักขนั ธา, ขันธ์ท้ังหา้ เปน็ ของหนกั เนอ้ , ภาระหาโร จะ ปุคคะโล, บคุ คลแหละ เป็นผแู้ บกของหนกั พาไป, ภาราทานงั ทุกขงั โลเก, การแบกถือของหนัก เป็นความทุกข์ในโลก, ภาระนกิ เขปะนัง สขุ งั , การสลัดของหนกั ทงิ้ ลงเสียเป็นความสขุ
55 นิกขิปิตว๎ า คะรุง ภารัง, พระอรยิ เจ้าสลัดทง้ิ ของหนกั ลงเสียแลว้ , อัญญงั ภารัง อะนาทิยะ, สะมลู ัง ตัณหัง อัพพยุ ห๎ ะ, ทง้ั ไมห่ ยบิ ฉวยเอาของหนักอันอนื่ ขน้ึ มาอีก, นจิ ฉาโต ปะรินพิ พโุ ต. กเ็ ป็นผ้ถู อนตัณหาขน้ึ ได้ กระท่งั ราก, เปน็ ผหู้ มดสงิ่ ปรารถนา, ดบั สนทิ ไมม่ สี ว่ นเหลอื . ภัทเทกรตั ตคาถา ¢0∫ (นำ� ) หนั ทะ มะยงั ภัทเทกะรัตตะคาถาโย ภะณามะ เส. (รับ) อะตีตงั นานวาคะเมยยะ นปั ปะฏิกังเข อะนาคะตัง, บคุ คลไม่ควรตามคดิ ถึงสิง่ ทล่ี ่วงไปแล้ว ดว้ ยอาลยั , และไมพ่ งึ พะวงถึงสงิ่ ท่ยี งั ไม่มาถงึ , ยะทะตีตัมปะหนี ันตงั อปั ปัตตัญจะ อะนาคะตงั , ส่ิงเปน็ อดตี กล็ ะไปแล้ว, สงิ่ เป็นอนาคตก็ยงั ไมม่ า, ปัจจุปปนั นัญจะ โย ธัมมงั ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสะต,ิ อะสงั หิรัง อะสงั กปุ ปงั ตัง วิทธา มะนุพร๎ หู ะเย, ผใู้ ดเห็นธรรมอนั เกดิ ข้นึ เฉพาะหนา้ ในทีน่ ั้นๆ อย่างแจ่มแจง้ , ไม่งอ่ นแงน่ คลอนแคลน, เขาควรพอกพูนอาการเชน่ นัน้ ไว,้ อชั เชวะ กิจจะมาตัปปงั โก ชัญญา มะระณงั สเุ ว, ความเพยี รเปน็ กิจที่ต้องท�ำวนั น,ี้ ใครจะรู้ความตาย แมพ้ รุง่ น้,ี นะ หิ โน สงั คะรนั เตนะ มะหาเสเนนะ มจั จุนา, เพราะการผดั เพ้ยี นต่อมัจจรุ าช, ซึง่ มีเสนามาก, ย่อมไม่มีสำ� หรบั เรา, เอวัง วหิ าริมาตาปงิ อะโหรัตตะมะตนั ทิตัง, ตัง เว ภัทเทกะรัตโตติ สนั โต อาจิกขะเต มนุ ตี .ิ มนุ ีผสู้ งบ ยอ่ มกลา่ วเรยี ก ผ้มู คี วามเพียรอยูเ่ ช่นนัน้ , ไมเ่ กยี จครา้ นทง้ั กลางวนั กลางคนื วา่ ”ผเู้ ปน็ อยแู่ มเ้ พยี งราตรเี ดยี ว กน็ า่ ชม„
56 โอวาทปาติโมกขคาถา ¢0∫ (นำ� ) หนั ทะ มะยัง โอวาทะปาติโมกขะคาถาโย ภะณามะ เส. (รบั ) สพั พะปาปสั สะ อะกะระณงั , การไม่ทำ� บาปทง้ั ปวง, กุสะลัสสูปะสัมปะทา, การท�ำกศุ ลใหถ้ งึ พร้อม, สะจติ ตะปะรโิ ยทะปะนัง, เอตัง พทุ ธานะสาสะนัง. การช�ำระจติ ของตนใหข้ าวรอบ, ธรรม ๓ อย่างน ี้ เป็นคำ� สัง่ สอนของ พระพทุ ธเจ้าทั้งหลาย. ขนั ตี ปะระมงั ตะโป ตตี กิ ขา, ขันติ คือ ความอดกลั้น, เป็นธรรมเครื่อง เผากิเลสอยา่ งยงิ่ , นพิ พานงั ปะระมงั วะทนั ติ พทุ ธา, ผู้รู้ทั้งหลาย, กลา่ วพระนิพพานว่า เปน็ ธรรมอนั ย่งิ , นะ ห ิ ปัพพะชิโต ปะรปู ะฆาต,ี ผูก้ �ำจัดสตั วอ์ น่ื อย,ู่ ไม่ชอ่ื วา่ เปน็ บรรพชิตเลย, สะมะโณ โหต ิ ปะรงั วเิ หฐะยันโต. ผทู้ ำ� สัตวอ์ ื่นใหล้ ำ� บากอยู่, ไม่ช่ือว่าเป็น สมณะเลย. อะนปู ะวาโท อะนูปะฆาโต, การไม่พดู รา้ ย, การไมท่ ำ� รา้ ย, ปาติโมกเข จะ สงั วะโร, การส�ำรวมในปาติโมกข,์ มตั ตัญญุตา จะ ภัตตัสม๎ ิง, ปันตญั จะ สะยะนาสะนงั , ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค, อะธิจติ เต จะ อาโยโค, การนอน การนง่ั ในที่อนั สงดั , เอตัง พุทธานะสาสะนงั . ความหมนั่ ประกอบในการทำ� จติ ให้ยง่ิ , ธรรม ๖ อย่างน,ี้ เป็นคำ� สง่ั สอนของ พระพุทธเจา้ ทง้ั หลาย.
57 ปฐมพทุ ธภาษติ คาถา ¢0∫ (น�ำ) หันทะ มะยงั ปะฐะมะพทุ ธะภาสิตะคาถาโย ภะณามะ เส. (รับ) อะเนกะชาติสังสารัง สันธาวสิ สงั อะนพิ พิสัง, เม่อื เรายังไมพ่ บญาณ, ได้แลน่ ท่องเที่ยวไปในสงสาร, อนั เปน็ เอนกชาต;ิ คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปุนปั ปุนัง, แสวงหาอยซู่ งึ่ นายช่างปลูกเรอื น, คอื ตัณหาผูส้ รา้ งภพ, การเกิดทกุ คราวเปน็ ทกุ ขร์ �ำ่ ไป; คะหะการะกะ ทฏิ โฐสิ ปนุ ะ เคหัง นะ กาหะสิ, นแี่ น่ะ! นายช่างปลกู เรือน!เราร้จู กั เจ้าเสยี แล้ว, เจา้ จะท�ำเรือนให้เราไม่ได้อกี ตอ่ ไป; สัพพา เต ผาสกุ า ภคั คา คะหะกฏู ัง วสิ ังขะตงั , โครงเรอื นท้ังหมดของเจา้ เราหกั เสียแลว้ , ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแลว้ ; วิสงั ขาระคะตัง จิตตัง ตณั หานัง ขะยะมชั ฌะคา. จติ ของเราถึงแลว้ ซ่งึ สภาพทอ่ี ะไรปรุงแตง่ ไมไ่ ดอ้ กี ตอ่ ไป, มันได้ถงึ แล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งตณั หา (คอื ถงึ นพิ พาน). ปัจฉิมพทุ โธวาทปาฐะ ¢0∫ (นำ� ) หนั ทะ มะยงั ปจั ฉิมะพทุ โธวาทะปาฐงั ภะณามะ เส. (รบั ) หนั ทะทานิ ภกิ ขะเว อามนั ตะยามิ โว, ดกู อ่ นภกิ ษทุ งั้ หลาย! บดั น,ี้ เราขอเตอื นทา่ นทงั้ หลายวา่ ; วะยะ ธมั มา สงั ขารา, สงั ขารทง้ั หลาย, มคี วามเสอื่ มไปเปน็ ธรรมดา; อัปปะมาเทนะ สมั ปาเทถะ, ทา่ นทัง้ หลาย, จงท�ำความไม่ประมาทใหถ้ งึ พรอ้ มเถิด; อะยัง ตะถาคะตัสสะ ปัจฉมิ า วาจา. น้ีเป็นพระวาจามใี นครงั้ สดุ ทา้ ย, ของพระตถาคตเจ้า.
58 อภณิ หปัจจเวกขณปาฐะ ¢0∫ (น�ำ) หันทะ มะยงั อะภิณหะปัจจะเวกขะณะปาฐงั ภะณามะ เส. (รบั ) ชะราธมั โมมห ิ เรามคี วามแกเ่ ป็นธรรมดา ชะรงั อะนะตโี ต (อะนะตีตา)๑ ลว่ งพ้นความแกไ่ ปไม่ได้ พยาธธิ ัมโมมห ิ เรามีความเจ็บไข้เปน็ ธรรมดา พยาธิง อะนะตีโต (อะนะตีตา)๑ ล่วงพน้ ความเจ็บไข้ไปไม่ได้ มะระณะธัมโมมห ิ เรามีความตายเปน็ ธรรมดา มะระณงั อะนะตโี ต (อะนะตตี า)๑ ลว่ งพน้ ความตายไปไม่ได้ สพั เพห ิ เม ปเิ ยหิ มะนาเปห ิ เราจะเปน็ ต่างๆ คอื วา่ นานาภาโว วนิ าภาโว เราจะพลัดพรากจากของรกั กมั มัสสะโกมหิ ของชอบใจทงั้ หลายท้ังปวง กัมมะทายาโท เรามกี รรมเปน็ ของๆ ตน กมั มะโยน ิ เราเปน็ ผรู้ ับผลของกรรม กมั มะพันธุ เรามกี รรมเปน็ กำ� เนิด กมั มะปะฏสิ ะระโณ เรามกี รรมเปน็ เผา่ พนั ธุ์ ยัง กัมมัง กะริสสาม ิ เรามีกรรมเปน็ ท่พี ึ่งอาศัย จักทำ� กรรมอันใดไว้ กลั ยาณัง วา ปาปะกัง วา ดี หรือ ช่วั กต็ าม ตัสสะ ทายาโท ภะวสิ สามตี ิ ฯ เราจกั เป็นผ้รู บั ผลของกรรมนั้น ฯ เอวัง อมั เหหิ อะภณิ หงั ปจั จะเวกขติ พั พงั . เราท้งั หลายพงึ พจิ ารณาเนืองๆ อยา่ งนี้แล ๑ ในวงเล็บสำ�หรับผหู้ ญงิ วา่
59 บทพจิ ารณาสังขาร ¢0∫ (น�ำ) หนั ทะ มะยงั ธมั มะสงั เวคะปจั จะเวกขะณะปาฐงั ภะณามะ เส. (รบั ) สพั เพ, สงั ขารา อะนจิ จา, สงั ขาร คือร่างกาย, จิตใจ, แลรปู ธรรม นามธรรมทง้ั หมด ท้งั สิ้น, มนั ไม่เทีย่ ง, เกดิ ข้นึ แล้ว, ดบั ไป, มีแล้ว, หายไป; สัพเพ สังขารา ทุกขา สงั ขาร คอื รา่ งกาย, จติ ใจ, แลรปู ธรรม นามธรรม, ท้งั หมด ท้ังสน้ิ , มนั เปน็ ทกุ ข ์ ทนยาก, เพราะเกดิ ขน้ึ แลว้ , แก่ เจบ็ ตาย ไป; สัพเพ, ธัมมา, อะนตั ตา, สิง่ ทงั้ หลาย ทั้งปวง, ทง้ั ทเี่ ป็นสงั ขาร, แลมิใช่ สังขาร, ทัง้ หมด, ทง้ั สนิ้ , ไมใ่ ชต่ วั , ไม่ใชต่ น, ไมค่ วรถอื วา่ เรา, วา่ ของเรา, วา่ ตวั วา่ ตนของเรา; อะธวุ ัง, ชีวติ ัง, ชีวิต, เป็นของไม่ยั่งยืน; ธุวัง มะระณงั , ความตาย, เป็นของยง่ั ยืน; อะวสั สัง, มะยา, มะรติ ัพพงั , อันเรา, จะพึงตายเป็นแท้; มะระณะปะริโยสานงั , เม, ชวี ติ ัง, ชีวิตของเรา, มคี วามตาย, เปน็ ท่สี ุดรอบ; ชวี ิตงั , เม, อะนิยะตงั , ชวี ติ ของเรา, เป็นของไม่เท่ยี ง; มะระณงั , เม, นิยะตัง ความตายของเรา, เปน็ ของเทย่ี ง; วะตะ, ควรท่ีจะสงั เวช; อะยัง กาโย, ร่างกายน;ี้ อะจริ ัง, มไิ ด้ตั้งอยูน่ าน; อะเปตะวิญญาโณ, คร้ันปราศจากวิญญาณ; ฉฑุ โฑ, อนั เขาท้ิงเสยี แลว้ ; อะธเิ สสสะติ, จักนอนทบั ; ปะฐะวงิ , ซง่ึ แผ่นดิน; กะลิงคะรัง อวิ ะ ประดุจดังว่า, ทอ่ นไม้และท่อนฟนื ; นิรตั ถงั . หาประโยชน์มไิ ด.้
60 ท๎วัตติงสาการะปาโฐ (อาการ ๓๒) ¢0∫ (น�ำ) หนั ทะ มะยัง ทะวัตตงิ สาการะปาฐงั ภะณามะ เส (รบั ) อะยงั โข เม กาโย กายของเราน้ีแล อุทธงั ปาทะตะลา เบอื้ งบนแตพ่ นื้ เทา้ ขน้ึ มา อะโธเกสะมัตถะกา ตะจะปะริยันโต เบ้อื งตำ่� แตป่ ลายผมลงไป มีหนงั ห้มุ อยู่เปน็ ท่สี ุดรอบ ปโุ รนานัปปะการัสสะ อสุจิโน เต็มไปด้วยของไมส่ ะอาด มปี ระการตา่ ง ๆ อัตถิ อมิ สั มิง กาเย มีอยใู่ นกายนี ้ เกสา โลมา ขนทงั้ หลาย นะขา ผมท้ังหลาย ทนั ตา ฟันทง้ั หลาย ตะโจ เล็บทงั้ หลาย มงั สัง เน้อื นะหารู หนัง อฏั ฐ ี กระดกู ท้ังหลาย อฏั ฐิมญิ ชงั เอน็ ทั้งหลาย วักกงั มา้ ม หะทะยงั เย่อื ในกระดกู ยะกะนงั ตบั กิโลมะกงั หวั ใจ ปหิ ะกงั ปัพผาสัง พังผดื ไต อนั ตะคณุ ัง ปอด อันตงั ไส้ใหญ่ กะรสี งั สายรดั ไส ้ อุทะริยัง อาหารใหม่ เสมหัง อาหารเกา่ ปติ ตงั น้ำ� ด ี โลหจิ ัง น�้ำเสลด ปพุ โฺ พ น�้ำหนอง เมโท เลือด เสโท นำ้� เหงือ่ วะสา น�้ำมันขน้ อัสสุ น้�ำตา สิงฆานกิ า น�้ำมันเหลว เขโฬ น้�ำลาย มุตตงั น้�ำมูก ละสกิ า น�้ำมันไขข้อ น้�ำมตู ร
61 มัตถะเก มตั ถะลงุ คงั เยื่อในสมอง เอวะมะยัง เม กาโย อุทธงั ปาทะตะลา กายของเราน้อี ยา่ งนี้ อะโธเกสะมัตถะกา เบอื้ งบนแตพ่ น้ื เทา้ ข้นึ มา ตะจะปะรยิ นั โต เบือ้ งต�่ำแตป่ ลายผมลงไป มหี นังหมุ้ อยูเ่ ป็นท่สี ุดรอบ ปโุ รนานัปปะการัสสะ อะสุจิโน เต็มไปดว้ ยของไมส่ ะอาด มปี ระการตา่ ง ๆ อยา่ งนแ้ี ล คาถาโพธบิ าท ¢0∫ บูระพารสั ม๎ ิง พระพทุ ธะคุณงั บรู ะพารสั ม๎ งิ พระธัมเมตงั บูระพารสั ม๎ งิ พระสังฆานัง ทุกขะโรคะภะยงั วิวัญชัยเย สัพพะทกุ ข ์ สพั พะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร วิวญั ชัยเย สัพพะธะนงั สพั พะลาภัง ภะวันตุ เม รกั ขันต ุ สรุ กั ขันต ุ ฯ หมายเหตุ ให้เปลย่ี นคำ� ท่ขี ดี เส้นใต้เป็น อาคะเนย์รสั ม๎ ิง…………………………… ทักษณิ รสั ๎มิง………………………………… หรดรี ัสม๎ งิ ……………………………………… ปจั จมิ รัส๎มงิ …………………………………… พายัพรัส๎มิง………………………………… อุดรรัส๎มงิ ……………………………………… อิสานรสั ม๎ ิง…………………………………… ปะฐะวีรสั ม๎ งิ ………………………………… อากาศรสั ม๎ งิ …………………………………… นอกน้ันสวดเหมือนกนั หมด
62 คาถามงคลจกั รวาฬแปดทศิ ¢0∫ อิมัส๎มิงมงคลจักรวาฬทั้งแปดทิศ ประสิทธิ จงมาเป็นก�ำแพงแก้ว ท้ังเจ็ดชั้น มาป้องกันห้อมล้อมรอบครอบท่ัวอนัตตา ราชะ เสมานาเขตเต สะมันตา สะตะโย ชะนะสะตะสะหัสสาน ิ พุทธะชาละปะรกิ เขตเต รกั ขนั ต ุ สุรักขนั ตุ ฯ หมายเหตุ ให้เปลย่ี นค�ำท่ีขีดเส้นใต้เป็น ธัมมะ.......................... ปจั เจกะพทุ ธะ.................. สังฆะ........................... นอกนนั้ สวดเหมอื นกันหมด คาถาหวา่ นทราย ¢0∫ อิมสั ม๎ งิ ราชะเสมานา เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะสะ หัสสานิ พทุ ธะ ชาละปะรกิ เขตเต รักขันตุ สรุ ักขันตุ ฯ หมายเหตุ ให้เปล่ียนค�ำท่ขี ดี เส้นใต้เป็น ธัมมะ.......................... ปัจเจกะพุทธะ.......................... สงั ฆะ.......................... นอกนัน้ สวดเหมือนกันหมด บารม ี ๓๐ ทศั ¢0∫ ทานะปาระมีสัมปันโน ทานะอุปะปาระมีสัมปันโน ทานะปะระมัตถะปาระมี สัมปันโน เมตตา ไมตรี กรุณา มุทิตา อเุ ปกขา ปาระมสี ัมปนั โน อติ ิปโิ ส ภะคะวา หมายเหตุ ใหเ้ ปล่ียนค�ำทีข่ ดี เส้นใตเ้ ป็น สีละ........................... เนกขมั มะ................... ปญั ญา....................... วิริยะ......................... ขนั ต.ิ ......................... สจั จะ......................... อธฏิ ฐานะ.................. เมตตา....................... อเุ ปกขา..................... ทะสะ......................... นอกนนั้ สวดเหมอื นกนั หมด แลว้ จบดว้ ย พทุ ธงั สะระณงั คจั ฉาม ิ นะมามหิ งั
63 บทถวายพรพระ (อติ ปิ ิ โสฯ) ¢0∫ อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวทิ ู อะนตุ ตะโร ปรุ สิ ะทมั มะสาระถ ิ สตั ถา เทวะมะนสุ สานงั พทุ โธ ภะคะวาต ิ ฯ สว๎ ากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม สันทิฏฐโิ ก อะกาลิโก เอหปิ ัสสโิ ก โอปะนะยิโก ปจั จตั ตงั เวทติ พั โพ วญิ ญูหีติ สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ ยะททิ งั จตั ตาร ิ ปรุ สิ ะ ยคุ าน ิ อฏั ฐะ ปรุ สิ ะปคุ คะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนตุ ตะรัง ปญุ ญักเขตตงั โลกัสสาติ พุทธชัยมงคลคาถา (บทสวดพาหุง) ¢0∫ ๑. พาหงุ สะหสั สะมะภนิ ิมมิตะสาวุธันตัง คร๎ ีเมขะลงั อุทติ ะโฆระสะเสนะมารงั ทานาทธิ ัมมะวิธินา ชิตว๎ า มนุ ินโท ตันเตชะสา ภะวะต ุ เต๑ ชะยะมงั คะลานิ 2 พระจอมมุนี ทรงได้ชัยชนะ พญามารผู้นิรมิตแขนตั้งพัน ถืออาวุธครบมือ ขี่ช้างคิริเมขละพร้อมด้วยเสนามาร โห่ร้องก้องกึก ด้วยธรรมวิธี คือ เส่ียงพระ บารมี มีทานบารมี เป็นต้น ด้วยเดชแห่งพระจอมมุนี พระองค์น้ัน ขอชัยมงคล ทั้งหลาย จงมแี กท่ า่ น ๒. มาราตเิ รกะมะภิยชุ ฌิตะสพั พะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมกั ขะมะถัทธะยักขงั ขนั ตสี ทุ นั ตะวธิ ินา ชติ ๎วา มนุ ินโท ตนั เตชะสา ภะวะต ุ เต๑ ชะยะมังคะลานิ พระจอมมุนี ทรงชนะ อาฬวกยักษ์ ผู้โหดร้ายบ้าคลั่ง น่าสะพรึงกลัว ซ่ึงต่อสู้ ๑ สวดเพอ่ื ตัวเอง เปลยี่ น เต เปน็ เม
64 กับพระองค์ตลอดท้ังคืน รุนแรงยิ่งกว่าพญามาร จนละพยศได้ส้ิน ด้วยขันติวิธีอัน พระองค์ฝึกไว้ดีแล้ว ด้วยเดชแห่งพระจอมมุนี พระองค์น้ัน ขอชัยมงคลท้ังหลาย จงมีแกท่ า่ น ๓. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวคั คิจกั กะมะสะนีวะ สทุ ารุณันตัง เมตตมั พเุ สกะวธิ ินา ชติ ๎วา มนุ นิ โท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต๑ ชะยะมังคะลานิ พระจอมมุนี ทรงได้ชัยชนะ พญาช้างชื่อนาฬาคิริง ซ่ึงก�ำลังตกมันจัดทารุณ โหดรา้ ยยงิ่ นัก ดงั ไฟป่า จักราวธุ หรอื สายฟ้า ด้วยวิธรี ดด้วยนำ�้ พระเมตตาด้วยเดช แห่งพระจอมมนุ ี พระองค์น้ัน ขอชยั มงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ๔. อกุ ขติ ตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณนั ตัง ธาวันติโยชะนะปะถงั คุลิมาละวันตัง อทิ ธีภิสังขะตะมะโน ชิต๎วา มุนนิ โท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต๑ ชะยะมังคะลานิ พระจอมมุนี ทรงได้ชัยชนะ มหาโจรองคุลิมาล ในมือถือดาบเง้ือง่า โหดร้าย ทารุณย่ิง วิ่งไล่ตามพระองค์ (ห่างออก) ไปเป็นทางถึง ๓ โยชน์ ด้วยทรงบันดาล มโนมยิทธิ๒ (ฤทธ์ิทางใจ) ด้วยเดชแห่งพระจอมมุนี พระองค์นั้น ขอชัยมงคล ทั้งหลาย จงมแี ก่ท่าน ๕. กัตว๎ านะ กัฏฐะมทุ ะรงั อวิ ะ คัพภินยี า จิญจายะ ทฏุ ฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวธิ นิ า๓ ชิต๎วา มุนินโท ตนั เตชะสา ภะวะต ุ เต๑ ชะยะมงั คะลานิ พระจอมมุนี ทรงได้ชัยชนะ ค�ำกล่าวใส่ร้ายท่ามกลางชุมชนของนางจิญจมาณวิกา ผผู้ กู ทอ่ นไม ้ (ซอ่ นไว)้ ทท่ี อ้ ง แสรง้ ทำ� เปน็ หญงิ มคี รรภ ์ ดว้ ยความจรงิ ดว้ ยความสงบเยอื ก เยน็ ดว้ ยเดชแหง่ พระจอมมนุ ี พระองคน์ นั้ ขอชยั มงคลทงั้ หลายจงมแี กท่ า่ น ๒ คือ ทรงบันดาลให้แผ่นดินใหญ่เกิดเป็นคล่ืนจำ�นวนมาก พระองค์ทรงอยู่ด้านนอกของสันคล่ืน (ลูกแรก) ส่วนด้านในของสันคลื่นเกิดเป็น ลูกคล่ืนมากมายไหลออก พาองคุลิมาลให้ห่างพระองค์ออกไป (แม้องคุลิมาลจะวิ่งเข้าหาพระองค์ด้วยเต็มกำ�ลัง) (ดูพระสูตร มัชฌิมนิกาย มชั ฌมิ ปณั ณาสก ์ เลม่ ๑๓ หน้า ๔๗๙ (องั คลุ ิมาลสตู ร) และปปญั จสทู นี (อรรถกถามัชฌมิ นิกาย มชั ฌิมปัณณาสก์) เล่ม ๓ หน้า ๓๐๘. ๓ คำ�วา่ โสมวิธนิ า ในบาฬลิ ิปิกรม ของเจ้าคณุ ปรยิ ตั ิธรรมธาดา แปลวา่ ”ดว้ ยพระสมาธิบารมีอนั งาม„
65 ๖. สัจจัง วหิ ายะ มะติสจั จะกะวาทะเกตงุ วาทาภิโรปิตะมะนงั อะติอนั ธะภตู ัง ปญั ญาปะทปี ะชะลโิ ต ชติ ๎วา มนุ นิ โท ตันเตชะสา ภะวะต ุ เต๑ ชะยะมังคะลานิ พระจอมมุนี ทรงได้ชัยชนะ สัจจกนิครนถ์ ผู้มืดมนย่ิงนัก เชิดชูลัทธิของ ตนว่าจริงแท้อย่างเลิศลอยราวกับชูธงขึ้นฟ้า มุ่งมาโต้วาทะกับพระองค์ ด้วยพระ ปัญญาดังประทีปอันโชติช่วง ด้วยเดชแห่งพระจอมมุนี พระองค์นั้น ขอชัยมงคล ท้ังหลาย จงมีแก่ท่าน ๗. นนั โทปะนันทะภชุ ะคงั วิพุธัง มะหิทธงิ ปุตเตนะ เถระภชุ ะเคนะ ทะมาปะยันโต อทิ ธปู ะเทสะวิธนิ า ชติ ว๎ า มนุ นิ โท ตันเตชะสา ภะวะต ุ เต๑ ชะยะมงั คะลานิ พระจอมมนุ ี ทรงไดช้ ยั ชนะ พญานาค ชอ่ื นนั โทปนนั ทะ๔ ผมู้ ฤี ทธม์ิ าก หลงผดิ โดย โปรดใหพ้ ระเถระภชุ งค ์ พทุ ธบตุ ร (พระโมคคลั ลานะ) ไปปราบใหเ้ ชอื่ งดว้ ยวธิ แี นะนำ� (ให้ ใช)้ อทิ ธฤิ ทธ ิ์ ดว้ ยเดชแหง่ พระจอมมนุ ี พระองคน์ น้ั ขอชยั มงคลทง้ั หลาย จงมแี กท่ า่ น ๘. ทคุ คาหะทฏิ ฐิภชุ ะเคนะ สทุ ฏั ฐะหัตถัง พ๎รหั ม๎ งั วิสุทธิชตุ มิ ิทธิพะกาภธิ านัง ญาณาคะเทนะ วธิ นิ า ชติ ว๎ า มนุ ินโท ตันเตชะสา ภะวะต ุ เต๑ ชะยะมังคะลานิ พระจอมมุนี ทรงได้ชัยชนะ พรหมชื่อท้าวพกะ ผู้รัดรึงทิฏฐิคือ ความเห็นผิด ไว้แนบแน่นดังมือถูกงูกัดติด โดยส�ำคัญผิดว่าตนบริสุทธ์ิ มีฤทธ์ิรุ่งโรจน์ ด้วยวิธี วางพระโอสถ คือเทศนาญาณ ด้วยเดชแห่งพระจอมมุนี พระองค์น้ัน ขอชัยมงคล ทง้ั หลาย จงมแี กท่ ่าน ๔ ปรมตั ถทีปน ี (อรรถกถาเถรคาถา) ภาค ๓ ฉบบั ภมู พิ โลภกิ ข ุ – มหาโมคคฺ ลฺลานเถรคาถาวณณฺ นา.
66 เอตาป ิ พุทธะชะยะมงั คะละอฏั ฐะคาถา โย วาจะโน ทินะทเิ น สะระเต มะตันที หติ ว๎ านะเนกะวิวิธาน ิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขงั อะธคิ ะเมยยะ นะโร สะปญั โญ แม้นรชนใดไม่เกียจคร้าน สวดก็ดี ระลึกก็ดี ซึ่งพุทธชัยมงคลคาถา ๘ บทนี้ ทุกวันๆ ย่อมเป็นเหตุให้พ้นอุปัทวันตรายใดๆ ต่างๆ ทั้งหลาย นรชนผู้มีปัญญานั้น ยอ่ มถงึ ซง่ึ ความสุขสูงสดุ แล. ชยั ปริตร* (บทสวดมหากา) ¢0∫ มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สพั พะปาณินงั พระพุทธเจา้ ผู้ทรงเป็นทีพ่ ง่ึ ของสัตว์ ทรงประกอบด้วยพระมหากรณุ า ทรงบ�ำเพญ็ พระบารมีทัง้ ปวง เพอ่ื ประโยชน์เกอ้ื กูลแกส่ รรพสัตว์ ปูเรต๎วา ปาระม ี สัพพา ปัตโต สมั โพธิมุตตะมงั ทรงบรรลุพระสมั โพธิญาณอนั สงู สดุ แลว้ เอเตนะ สจั จะวชั เชนะ โหตุ เต๒ ชะยะมังคะลัง ดว้ ยการกลา่ วค�ำสัตยน์ ้ี ขอชยั มงคลจงมแี กท่ า่ นเถดิ . ชะยนั โตโพธยิ า มูเล สัก๎ยานงั นนั ทวิ ฑั ฒะโน ขอทา่ นจงมชี ัยชนะในชยั มงคลพิธ ี เหมอื นพระจอมมนุ ี ผูย้ ังความปีต ิ ยินดีใหเ้ พิม่ พูนแก่ชาวศากยะ เอวงั ต๎วงั วิชะโย โหห๓ิ ชะยสั สุ ชะยะมังคะเล ทรงมชี ัยช�ำนะมาร ณ โคนตน้ ไม้โพธพิ ฤกษ์ อะปะราชติ ะปลั ลังเก สเี ส ปะฐะวิโปกขะเร ทรงถึงความเปน็ ผู้เลศิ ทรงปตี ิปราโมทยอ์ ยเู่ หนืออชิตบลั ลงั ก์อนั ไม่รู้พ่าย ณ โปกขรปฐพี๑ * พระสูตร องั คตุ ตรนกิ าย เลม่ ๒๐ หนา้ ๓๗๙. ๑ โปกขรปฐพ ี คอื แผ่นดนิ ทีเ่ กิดข้นึ ในกปั ใหม่เป็นแหง่ แรก หลังจากนำ้ �ทว่ มโลกเมือ่ กปั ท่ผี า่ นไป แผน่ ดนิ น้จี ะเป็นทีเ่ กิดของดอกบวั อนั เป็นนิมติ หมายของจำ�นวนพระพทุ ธเจา้ ทจี่ ะมาตรสั รใู้ นกปั นั้น ๆ เชน่ มีดอกเดยี ว ก็หมายถึงจะมีพระพุทธเจา้ มาตรสั รู้ในกัปนั้นพระองค์เดียว ดังนี้.
67 อะภิเสเก สัพพะพทุ ธานัง อัคคปั ปัตโต ปะโมทะต ิ อนั เป็นท่ีอภิเษกของพระพทุ ธเจ้าทุกๆ พระองค์ ฉะนัน้ เถดิ . สุนกั ขัตตงั สมุ ังคะลัง สุปะภาตัง สหุ ฏุ ฐิตงั เวลาทีก่ �ำหนดไวด้ ี งานมงคลด ี รุ่งแจ้งดี ความพยายามดี สขุ ะโณ สมุ ุหุตโต จะ สยุ ิฏฐัง พ๎รัหม๎ ะจาริสุ ชัว่ ขณะหนึง่ ดี ชั่วครู่หนึ่งด ี และการบูชาดแี ก่สงฆผ์ ้บู ริสุทธิ์ ปะทักขิณงั กายะกัมมัง วาจากัมมงั ปะทักขิณงั กายกรรมอนั เปน็ กุศล วจกี รรมอันเป็นกุศล ปะทกั ขณิ ัง มะโนกัมมงั ปะณิธเี ต ปะทกั ขณิ า มโนกรรมอนั เป็นกศุ ล ความปรารถนาของทา่ น อันเปน็ กุศล ปะทกั ขิณานิ กตั ว๎ านะ ละภันตตั เถ ปะทักขเิ ณ ผู้ได้กระทำ� สง่ิ อนั เป็นกุศล ยอ่ มประสบโชคดแี ล. (อธิบาย การงานมงคลที่ดี อันน�ำมาซึ่งความสุข ความเจริญ ควรกระท�ำ ในยามที่สะดวก ด้วยความพยายามดี และด้วยการท�ำบุญแก่สงฆ์ผู้บริสุทธิ์ ด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ท่ีเป็นกุศล ประกอบกับความปรารถนา ที่เป็นกุศล ผกู้ ระทำ� ย่อมประสบโชคดแี ล). ภะวะตุ สัพพะมังคะลงั รกั ขนั ต ุ สพั พะเทวะตา สพั พะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวนั ตุ เต๑ ขอสรรพมงคล จงมีแก่ทา่ น ขอเทวดาทงั้ ปวง จงรักษาท่าน ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน ทุกเม่อื . ภะวะตุ สัพพะมงั คะลัง รักขนั ต ุ สัพพะเทวะตา สพั พะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต๑ ขอสรรพมงคล จงมีแก่ท่าน ขอเทวดาทงั้ ปวง จงรักษาทา่ น ด้วยอานุภาพแหง่ พระธรรมทัง้ ปวง ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแกท่ ่าน ทุกเม่อื .
68 ภะวะตุ สพั พะมังคะลงั รกั ขันต ุ สัพพะเทวะตา สพั พะสังฆานภุ าเวนะ สะทา โสตถี ภะวนั ต ุ เต๑ ขอสรรพมงคล จงมแี ก่ทา่ น ขอเทวดาทง้ั ปวง จงรักษาทา่ น ดว้ ยอานุภาพแหง่ พระสงฆท์ งั้ ปวง ขอความสวสั ดีทัง้ หลาย จงมีแกท่ า่ น ทกุ เมื่อ เทอญ. มหาสตปิ ฏั ฐานสตู ร ¢0∫ เอวมั เม สตุ งั , ขา้ พเจา้ (พระอานนท)์ ไดฟ้ งั มาอยา่ งนว้ี า่ เอกงั สะมะยงั ภะคะวา, ครง้ั หนง่ึ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ , กรู สู ุ วหิ ะระต,ิ ประทบั อยใู่ นดนิ แดนแหง่ หมชู่ นชาวกรุ ทุ งั้ หลาย, กมั มาสะธมั มงั นามะ กรุ นู งั นคิ ะโม, นคิ มแหง่ ชาวกรุ ชุ อื่ นคิ มกมั มาสทมั มะ, ตตั ร๎ ะ โข ภะคะวา ภกิ ข ู อามนั เตส ิ ภกิ ขะโวต,ิ ณ ทน่ี น่ั เอง พระผมู้ พี ระภาคตรสั เรยี กภกิ ษทุ ง้ั หลายวา่ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย, ภะทนั เตต ิ เต ภกิ ข ู ภะคะวะโต ปจั จสั โสสงุ ภะคะวา เอตะทะโวจะ, ครั้นภิกษุท้ังหลายทูลรับว่า ”ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ„ ดังนี้แล้ว, พระผู้มีพระภาคจึง ตรสั เนอ้ื ความอนั เปน็ อทุ เทสคอื หวั ขอ้ แหง่ มหาสตปิ ฏั ฐานสตู ร นวี้ า่ , เอกายะโน ภกิ ขะเว อะยงั มคั โค, ภกิ ษทุ งั้ หลาย หนทางน ้ี เปน็ หนทางเพยี งทางเดยี ว, สตั ตานงั วสิ ทุ ธยิ า, เพอื่ ความบรสิ ทุ ธหิ์ มดจด ของสตั วท์ งั้ หลาย, โสกะปะรเิ ทวานงั สะมะตกิ กะมายะ, เพอื่ การกา้ วลว่ งเสยี ซงึ่ ความโศก และความรำ�่ ไรรำ� พนั , ทกุ ขะโทมะนสั สานงั อตั ถงั คะมายะ, เพอ่ื ความตงั้ อยไู่ มไ่ ดแ้ หง่ ทกุ ข ์ และโทมนสั , ญายสั สะ อะธคิ ะมายะ, เพอ่ื บรรลธุ รรมอนั สตั วพ์ งึ ร,ู้ นพิ พานสั สะ สจั ฉกิ ริ ยิ ายะ, เพอื่ ทำ� พระนพิ พานใหแ้ จง้ , ยะททิ งั จตั ตาโร สะตปิ ฏั ฐานา, หนทางนคี้ อื สตปิ ฏั ฐานส,่ี กะตะเม จตั ตาโร, สตปิ ฏั ฐานทง้ั สคี่ อื อะไรเลา่ ?, อธิ ะ ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษใุ นศาสนาน,ี้
69 กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ เปน็ ผมู้ ปี รกตเิ หน็ กายในกายอย,ู่ อาตาป ี สมั ปะชาโน สะตมิ า, เธอมคี วามเพยี รเครอื่ งเผากเิ ลสมคี วามรสู้ กึ ตวั ทวั่ พรอ้ ม มสี ต,ิ วเิ นยยะ โลเก อะภชิ ฌาโทมะนสั สงั , นำ� ความพอใจและความไมพ่ อใจในโลกออกเสยี ได ้ เรยี กวา่ กายานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน, เวทะนาส ุ เวทะนานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ เปน็ ผมู้ ปี รกตเิ หน็ เวทนาในเวทนาทง้ั หลายอย,ู่ อาตาป ี สมั ปะชาโน สะตมิ า, เธอมคี วามเพยี รเครอื่ งเผากเิ ลส มคี วามรสู้ กึ ตวั ทว่ั พรอ้ ม มสี ต,ิ วเิ นยยะ โลเก อะภชิ ฌาโทมะนสั สงั , นำ� ความพอใจและความไมพ่ อใจในโลกออกเสยี ได ้ เรยี กวา่ เวทนานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน, จติ เต จติ ตานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ เปน็ ผมู้ ปี รกตเิ หน็ จติ ในจติ อย,ู่ อาตาป ี สมั ปะชาโน สะตมิ า, เธอมคี วามเพยี รเครอื่ งเผากเิ ลส มคี วามรสู้ กึ ตวั ทวั่ พรอ้ ม มสี ต,ิ วเิ นยยะ โลเก อะภชิ ฌาโทมะนสั สงั , นำ� ความพอใจและความไมพ่ อใจในโลกออกเสยี ได้ เรยี กวา่ จติ ตานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน, ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ เปน็ ผมู้ ปี รกตเิ หน็ ธรรมในธรรมทง้ั หลายอย,ู่ อาตาป ี สมั ปะชาโน สะตมิ า, เธอมคี วามเพยี รเครอ่ื งเผากเิ ลส มคี วามรสู้ กึ ตวั ทว่ั พรอ้ ม มสี ต,ิ วเิ นยยะ โลเก อะภชิ ฌาโทมะนสั สงั . นำ� ความพอใจและความไมพ่ อใจในโลกออกเสยี ได ้ เรยี กวา่ ธมั มานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน. ๑. กายานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน (เหน็ กายโดยลกั ษณะ ๖ อยา่ ง) กะถญั จะ ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ กายในกายอยนู่ นั้ เปน็ อยา่ งไรเลา่ ?, อธิ ะ ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษใุ นศาสนาน,้ี อะรญั ญะคะโต วา, ไปแลว้ สปู่ า่ กต็ าม, รกุ ขะมลู ะคะโต วา, หรอื โคนไมก้ ต็ าม,
70 สญุ ญาคาระคะโต วา, หรอื เรอื นวา่ งกต็ าม, นสิ ที ะต ิ ปลั ลงั กงั อาภชุ ติ ว๎ า, ยอ่ มนงั่ คขู้ าเขา้ มาโดยรอบ, (ขดั สมาธ)ิ อชุ งุ กายงั ปะณธิ ายะ, ตงั้ กายตรง, ปะรมิ ขุ งั สะตงิ อปุ ฏั ฐะเปตว๎ า, ดำ� รงสตเิ ฉพาะหนา้ , โส สะโตวะ อสั สะสะต,ิ เธอเปน็ ผมู้ สี ต ิ นนั่ เทยี ว ขณะหายใจออก, สะโต ปสั สะสะต,ิ มสี ต ิ ขณะหายใจเขา้ , ทฆี งั วา อสั สะสนั โต, เมอื่ หายใจออกยาว, ทฆี งั อสั สะสามตี ิ ปะชานาต,ิ กร็ ชู้ ดั วา่ เราหายใจออกยาว, ทฆี งั วา ปสั สะสนั โต, เมอ่ื หายใจเขา้ ยาว, ทฆี งั ปสั สะสามตี ิ ปะชานาต,ิ กร็ ชู้ ดั วา่ เราหายใจเขา้ ยาว, รสั สงั วา อสั สะสนั โต, เมอ่ื หายใจออกสนั้ , รสั สงั อสั สะสามตี ิ ปะชานาต,ิ กร็ ชู้ ดั วา่ เราหายใจออกสนั้ , รสั สงั วา ปสั สะสนั โต, เมอ่ื หายใจเขา้ สน้ั , รสั สงั ปสั สะสามตี ิ ปะชานาต,ิ กร็ ชู้ ดั วา่ เราหายใจเขา้ สนั้ , สพั พะกายะปะฏสิ งั เวท ี อสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราจกั เปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะซง่ึ กายทง้ั ปวง ขณะหายใจออก, สพั พะกายะปะฏสิ งั เวท ี ปสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราจกั เปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะซงึ่ กายทง้ั ปวง ขณะหายใจเขา้ , ปสั สมั ภะยงั กายะสงั ขารงั อสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราทำ� กายสงั ขาร (คอื ลมหายใจเขา้ ออก) ใหส้ งบระงบั อยขู่ ณะหายใจออก, ปสั สมั ภะยงั กายะสงั ขารงั ปสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราทำ� กายสงั ขารใหส้ งบระงบั อย ู่ ขณะหายใจเขา้ , ปตี ปิ ะฏสิ งั เวท ี อสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะซงึ่ ปตี ิ ขณะหายใจออก, ปตี ปิ ะฏสิ งั เวท ี ปสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะซง่ึ ปตี ิ ขณะหายใจเขา้ , สขุ ะปะฏสิ งั เวท ี อสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะซง่ึ สขุ ขณะหายใจออก,
71 สขุ ะปะฏสิ งั เวท ี ปสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะซงึ่ สขุ ขณะหายใจเขา้ , จติ ตะสงั ขาระปะฏสิ งั เวท ี อสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะซงึ่ จติ ปรงุ แตง่ ขณะหายใจออก, จติ ตะสงั ขาระปะฏสิ งั เวท ี ปสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะซง่ึ จติ ปรงุ แตง่ ขณะหายใจเขา้ , ปสั สมั ภะยงั จติ ตะสงั ขารงั อสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผทู้ ำ� จติ ปรงุ แตง่ ใหส้ งบระงบั อย ู่ ขณะหายใจออก, ปสั สมั ภะยงั จติ ตะสงั ขารงั ปสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผทู้ ำ� จติ ปรงุ แตง่ ใหส้ งบระงบั อย ู่ ขณะหายใจเขา้ , จติ ตะปะฏสิ งั เวท ี อสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะซงึ่ จติ ขณะหายใจออก, จติ ตะปะฏสิ งั เวท ี ปสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผรู้ พู้ รอ้ มเฉพาะซง่ึ จติ ขณะหายใจเขา้ , อะภปิ ปะโมจะยงั จติ ตงั อสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผทู้ ำ� จติ ใหป้ ราโมทยย์ งิ่ อย ู่ ขณะหายใจออก, อะภปิ ปะโมจะยงั จติ ตงั ปสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผทู้ ำ� จติ ใหป้ ราโมทยย์ งิ่ อย ู่ ขณะหายใจเขา้ , สะมาทะหงั จติ ตงั อสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผทู้ ำ� จติ ใหต้ ง้ั มนั่ อยขู่ ณะหายใจออก, สะมาทะหงั จติ ตงั ปสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผทู้ ำ� จติ ใหต้ ง้ั มน่ั อยขู่ ณะหายใจเขา้ วโิ มจะยงั จติ ตงั อสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผทู้ ำ� จติ ใหป้ ลอ่ ยวางอย ู่ ขณะหายใจออก, วโิ มจะยงั จติ ตงั ปสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผทู้ ำ� จติ ใหป้ ลอ่ ยวางอย ู่ ขณะหายใจเขา้ , อะนจิ จานปุ สั ส ี อสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผตู้ ามเหน็ ซง่ึ ความไมเ่ ทย่ี งอย ู่ ขณะหายใจออก,
72 อะนจิ จานปุ สั ส ี ปสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผตู้ ามเหน็ ซงึ่ ความไมเ่ ทยี่ งอย ู่ ขณะหายใจเขา้ , วริ าคานปุ สั ส ี อสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผตู้ ามเหน็ ซง่ึ ความจางคลายอย ู่ ขณะหายใจออก, วริ าคานปุ สั ส ี ปสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผตู้ ามเหน็ ซงึ่ ความจางคลายอย ู่ ขณะหายใจเขา้ , นโิ รธานปุ สั ส ี อสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผตู้ ามเหน็ ซง่ึ ความดบั ไมเ่ หลอื อย ู่ ขณะหายใจออก, นโิ รธานปุ สั ส ี ปสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผตู้ ามเหน็ ซง่ึ ความดบั ไมเ่ หลอื อย ู่ ขณะหายใจเขา้ , ปะฏนิ สิ สคั คานปุ สั ส ี อสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผตู้ ามเหน็ ซงึ่ ความสลดั คนื อย ู่ ขณะหายใจออก, ปะฏนิ สิ สคั คานปุ สั ส ี ปสั สะสสิ สามตี ิ สกิ ขะต,ิ เธอยอ่ มศกึ ษาวา่ เราเปน็ ผตู้ ามเหน็ ซง่ึ ความสลดั คนื อย ู่ ขณะหายใจเขา้ , เสยยะถาป ิ ภกิ ขะเว ทกั โข ภะมะกาโร วา ภะมะการนั เตวาส ี วา, ภกิ ษทุ งั้ หลาย เปรยี บเหมอื นนายชา่ งกลงึ หรอื ลกู มอื ของนายชา่ งกลงึ ผชู้ ำ� นาญ, ทฆี งั วา อญั ฉนั โต ทฆี งั อญั ฉามตี ิ ปะชานาต,ิ เมอ่ื ชกั เชอื กกลงึ ยาว กร็ ชู้ ดั วา่ เราชกั เชอื กกลงึ ยาว, รสั สงั วา อญั ฉนั โต รสั สงั อญั ฉามตี ิ ปะชานาต,ิ เมอื่ ชกั เชอื กกลงึ สนั้ กร็ ชู้ ดั วา่ เราชกั เชอื กกลงึ สน้ั , เอวะเมวะ โข ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ฉนั ใดกฉ็ นั นนั้ , อติ ิ อชั ฌตั ตงั วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ดว้ ยอาการอยา่ งน ี้ ทภี่ กิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกต ิ พจิ ารณาเหน็ กายในกาย อนั เปน็ ภายในบา้ ง, พะหทิ ธา วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในกาย อนั เปน็ ภายนอกบา้ ง, อชั ฌตั ตะพะหทิ ธา วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในกาย ทง้ั อนั เปน็ ภายในและภายนอกบา้ ง, สะมทุ ะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ และเปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรมอนั เปน็ เหตเุ กดิ ขนึ้ ในกายนบ้ี า้ ง, วะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรม อนั เปน็ เหตเุ สอ่ื มไปในกายนบี้ า้ ง,
73 สะมทุ ะยะวะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรม ทง้ั อนั เปน็ เหตเุ กดิ ขนึ้ และเสอ่ื มไปในกายนบี้ า้ ง, อตั ถ ิ กาโยต ิ วา ปะนสั สะ สะต ิ ปจั จปุ ฏั ฐติ า โหต,ิ กแ็ หละสต ิ คอื ความระลกึ วา่ ”กายมอี ย„ู่ ดงั น ี้ ของเธอนนั้ เปน็ สตทิ เี่ ธอดำ� รงไว,้ ยาวะ เทวะ ญาณะมตั ตายะ, เพยี งเพอื่ ร,ู้ ปะตสิ สะตมิ ตั ตายะ, เพยี งเพอ่ื อาศยั ระลกึ , อะนสิ สโิ ต จะ วหิ ะระต,ิ ทแี่ ท ้ เธอเปน็ ผทู้ ตี่ ณั หาและทฏิ ฐอิ าศยั ไมไ่ ด,้ นะ จะ กญิ จ ิ โลเก อปุ าทยิ ะต,ิ เธอไมย่ ดึ มน่ั อะไรๆ ในโลกน,้ี เอวมั ป ิ ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต.ิ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย แมอ้ ยา่ งนก้ี ช็ อื่ วา่ ภกิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ กายในกายอย.ู่ (ประการหนง่ึ ) (อานาปานะปพั พงั ลกั ษณะท ี่ ๑ วา่ ดว้ ยลมหายใจ ม ี ๑๖ อยา่ ง จบ) ปนุ ะ จะปะรงั ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ งั้ หลาย อยา่ งอน่ื ยงั มอี ยอู่ กี , คจั ฉนั โต วา คจั ฉามตี ิ ปะชานาต,ิ ภกิ ษเุ มอื่ เดนิ อย ู่ ยอ่ มรชู้ ดั วา่ ”เราเดนิ อย„ู่ , ฐโิ ต วา ฐโิ ตมหตี ิ ปะชานาต,ิ เมอ่ื ยนื ยอ่ มรชู้ ดั วา่ ”เรายนื อย„ู่ , นสิ นิ โน วา นสิ นิ โนมหตี ิ ปะชานาต,ิ เมอ่ื นงั่ ยอ่ มรชู้ ดั วา่ ”เรานงั่ อย„ู่ , สะยาโน วา สะยาโนมหตี ิ ปะชานาต,ิ เมอื่ นอน ยอ่ มรชู้ ดั วา่ ”เรานอนอย„ู่ , ยะถา ยะถา วา ปะนสั สะ กาโย ปะณหิ โิ ต โหต,ิ เธอตงั้ กายไวด้ ว้ ยอาการอยา่ งใดๆ, ตะถา ตะถา นมั ปะชานาต,ิ ยอ่ มรทู้ วั่ ถงึ กายนน้ั ดว้ ยอาการอยา่ งนน้ั ๆ, อติ ิ อชั ฌตั ตงั วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ดว้ ยอาการอยา่ งน ี้ ทภี่ กิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ กายในกาย อนั เปน็ ภายในบา้ ง, พะหทิ ธา วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในกาย อนั เปน็ ภายนอกบา้ ง, อชั ฌตั ตะพะหทิ ธา วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในกาย ทง้ั อนั เปน็ ภายในและภายนอกบา้ ง, สะมทุ ะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ และเปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรม อนั เปน็ เหตเุ กดิ ขน้ึ ในกายนบี้ า้ ง, วะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรมอนั เปน็ เหตเุ สอื่ มไปในกายนบ้ี า้ ง,
74 สะมทุ ะยะวะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรมทงั้ อนั เปน็ เหตเุ กดิ ขนึ้ และเสอื่ มไปในกายนบี้ า้ ง, อตั ถ ิ กาโยต ิ วา ปะนสั สะ สะต ิ ปจั จปุ ฏั ฐติ า โหต,ิ กแ็ หละสต ิ คอื ความระลกึ วา่ ”กายมอี ย„ู่ ดงั น ี้ ของเธอนนั้ เปน็ สตทิ เี่ ธอดำ� รงไว,้ ยาวะเทวะ ญาณะมตั ตายะ, เพยี งเพอ่ื ร,ู้ ปะตสิ สะตมิ ตั ตายะ, เพยี งเพอ่ื อาศยั ระลกึ , อะนสิ สโิ ต จะ วหิ ะระต,ิ ทแี่ ท ้ เธอเปน็ ผทู้ ต่ี ณั หาและทฏิ ฐอิ าศยั ไมไ่ ด,้ นะ จะ กญิ จ ิ โลเก อปุ าทยิ ะต,ิ เธอไมย่ ดึ มนั่ อะไรๆ ในโลกน,้ี เอวมั ป ิ ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต.ิ ภิกษุท้ังหลาย แม้อย่างน้ี ก็ชื่อว่าภิกษุเป็นผู้มีปรกติ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่. (อกี ประการหนงึ่ ) (อริ ยิ าปะถะปพั พงั ลกั ษณะท ่ี ๒ วา่ ดว้ ยอริ ยิ าบถใหญ ่ ม ี ๔ อยา่ ง จบ) ปนุ ะ จะปะรงั ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ งั้ หลาย อยา่ งอน่ื ยงั มอี ยอู่ กี , อะภกิ กนั เต ปะฏกิ กนั เต สมั ปะชานะการ ี โหต,ิ ภิกษุย่อมเป็นผู้มีปรกติทำ� ความรู้สึกตัวท่ัวพร้อมในการก้าวไปข้างหน้า ในการถอย กลบั มาขา้ งหลงั , อาโลกเิ ต วโิ ลกเิ ต สมั ปะชานะการ ี โหต,ิ เปน็ ผมู้ ปี รกตทิ ำ� ความรสู้ กึ ตวั ทวั่ พรอ้ มในการแลด ู การเหลยี วด,ู สมั มญิ ชเิ ต ปะสารเิ ต สมั ปะชานะการ ี โหต,ิ เปน็ ผมู้ ปี รกตทิ ำ� ความรสู้ กึ ตวั ทว่ั พรอ้ มในการค ู้ การเหยยี ดอวยั วะ, สงั ฆาฏ ิ ปตั ตะ จวี ะระ ธาระเณ สมั ปะชานะการ ี โหต,ิ เปน็ ผมู้ ปี รกตทิ ำ� ความรสู้ กึ ตวั ทวั่ พรอ้ มในการทรงสงั ฆาฏ ิ บาตร จวี ร, อะสเิ ต ปเี ต ขายเิ ต สายเิ ต สมั ปะชานะการ ี โหต,ิ เปน็ ผมู้ ปี รกตทิ ำ� ความรสู้ กึ ตวั ทว่ั พรอ้ มในการกนิ การดม่ื การเคยี้ ว การลมิ้ , อจุ จาระปสั สาวะ กมั เม สมั ปะชานะการ ี โหต,ิ เปน็ ผมู้ ปี รกตทิ ำ� ความรสู้ กึ ตวั ทว่ั พรอ้ มในการถา่ ยอจุ จาระ ปสั สาวะ,
75 คะเต ฐเิ ต นสิ นิ เน สตุ เต ชาคะรเิ ต ภาสเิ ต ตณุ หภี าเว สมั ปะชานะการ ี โหต,ิ เปน็ ผมู้ ปี รกตทิ ำ� ความรสู้ กึ ตวั ทวั่ พรอ้ มในการไป การหยดุ การนงั่ การหลบั การตน่ื การพดู การนง่ิ , อติ ิ อชั ฌตั ตงั วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ดว้ ยอาการอยา่ งน ้ี ทภ่ี กิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ กายในกายอนั เปน็ ภายในบา้ ง, พะหทิ ธา วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในกาย อนั เปน็ ภายนอกบา้ ง, อชั ฌตั ตะพะหทิ ธา วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในกาย ทงั้ อนั เปน็ ภายในและภายนอกบา้ ง. สะมทุ ะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ และเปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรม อนั เปน็ เหตเุ กดิ ขนึ้ ในกายนบ้ี า้ ง, วะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรม อนั เปน็ เหตเุ สอ่ื มไปในกายนบี้ า้ ง, สะมทุ ะยะวะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรมทงั้ อนั เปน็ เหตเุ กดิ ขนึ้ และเสอ่ื มไปในกายนบ้ี า้ ง, อตั ถ ิ กาโยต ิ วา ปะนสั สะ สะต ิ ปจั จปุ ฏั ฐติ า โหต,ิ กแ็ หละสตคิ อื ความระลกึ วา่ ”กายมอี ย„ู่ ดงั น ี้ ของเธอนน้ั เปน็ สตทิ เ่ี ธอดำ� รงไว,้ ยาวะเทวะ ญาณะมตั ตายะ, เพยี งเพอื่ ร,ู้ ปะตสิ สะตมิ ตั ตายะ, เพยี งเพอื่ อาศยั ระลกึ , อะนสิ สโิ ต จะ วหิ ะระต,ิ ทแี่ ท ้ เธอเปน็ ผทู้ ตี่ ณั หาและทฏิ ฐอิ าศยั ไมไ่ ด,้ นะ จะ กญิ จ ิ โลเก อปุ าทยิ ะต,ิ เธอไมย่ ดึ มนั่ อะไรๆ ในโลกน,ี้ เอวมั ป ิ ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต.ิ ภิกษุท้ังหลาย แม้อย่างนี้ ก็ชื่อว่าภิกษุผู้มีปรกติพิจารณา เห็นกายในกายอยู่. (อีก ประการหนงึ่ ) (สมั ปะชญั ญะปพั พงั ลกั ษณะท ่ี ๓ วา่ ดว้ ยสมั ปะชญั ญะ (อริ ยิ าบถยอ่ ย) ม ี ๗ อยา่ ง จบ) ปนุ ะ จะปะรงั ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย อยา่ งอนื่ ยงั มอี ยอู่ กี , อมิ ะเมวะ กายงั อทุ ธงั ปาทะตะลา, ภกิ ษพุ จิ ารณาเหน็ กายนแี้ ล จากพนื้ เทา้ ขน้ึ ไปสเู่ บอ้ื งบน,
76 อะโธ เกสะมตั ถะกา ตะจะปะรยิ นั ตงั , จากปลายผมลงมาในเบอ้ื งตำ�่ อนั มหี นงั หมุ้ อยโู่ ดยรอบ, ปรู นั นานปั ปะการสั สะ อะสจุ โิ น ปจั จะเวกขะต,ิ เตม็ ไปดว้ ยของไมส่ ะอาดมปี ระการตา่ งๆ วา่ , อตั ถ ิ อมิ สั ม๎ งิ กาเย, ในรา่ งกายนม้ี ,ี เกสา โลมา นะขา ทนั ตา ตะโจ, ผม ขน เลบ็ ฟนั หนงั , มงั สงั นะหาร ู อฏั ฐ ี อฏั ฐมิ ญิ ชงั วกั กงั , เนอื้ เอน็ กระดกู เยอื่ ในกระดกู มา้ ม, หะทะยงั ยะกะนงั กโิ ลมะกงั ปหิ ะกงั ปปั ผาสงั , หวั ใจ ตบั พงั ผดื ไต ปอด, อนั ตงั อนั ตะคณุ งั อทุ ะรยิ งั กะรสี งั , ไสใ้ หญ ่ ไสน้ อ้ ย อาหารใหม ่ อาหารเกา่ , ปติ ตงั เสมหงั ปพุ โพ โลหติ งั เสโท เมโท, นำ้� ด ี เสลด นำ�้ เหลอื ง เลอื ด เหงอ่ื มนั ขน้ , อสั ส ุ วะสา เขโฬ สงิ ฆาณกิ า ละสกิ า มตุ ตนั ต,ิ นำ�้ ตา มนั เหลว นำ้� ลาย นำ้� มกู ไขขอ้ มตู ร ดงั น,ี้ เสยยะถาป ิ ภกิ ขะเว อภุ ะโตมขุ า มโู ตฬ,ี ภกิ ษทุ ัง้ หลาย เปรียบเสมือนไถ้มีปากสองขา้ ง, ปรู า นานาวหิ ติ สั สะ ธญั ญสั สะ เสยยะถที งั , เตม็ ไปด้วยธญั ญาชาตมิ สี ่งิ ตา่ งๆ กลา่ วคอื , สาลนี งั วหี นี งั มคุ คานงั , ขา้ วสาล ี ขา้ วเปลอื ก ถวั่ เขยี ว, มาสานงั ตลิ านงั ตณั ฑลุ านงั , ถว่ั ราชมาส งา ขา้ วสาร, ตะเมนงั จกั ขมุ า ปรุ โิ ส มญุ จติ ว๎ า ปจั จะเวกเขยยะ, บรุ ษุ ผมู้ ตี าดแี กไ้ ถน้ นั้ ออกแลว้ พจิ ารณาเหน็ ไดว้ า่ , อเิ ม สาล ี อเิ ม วหี ี อเิ ม มคุ คา, พวกนข้ี า้ วสาล ี พวกนขี้ า้ วเปลอื ก พวกนถ้ี วั่ เขยี ว, อเิ ม มาสา อเิ ม ตลิ า อเิ ม ตณั ฑลุ าต,ิ พวกนถ้ี วั่ ราชมาส พวกนงี้ า พวกนข้ี า้ วสาร, เอวะเมวะ โข ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ฉนั ใดกฉ็ นั นน้ั , อติ ิ อชั ฌตั ตงั วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ดว้ ยอาการอยา่ งน ้ี ทภ่ี กิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ กายในกาย อนั เปน็ ภายในบา้ ง, พะหทิ ธา วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในกาย อนั เปน็ ภายนอกบา้ ง, อชั ฌตั ตะพะหทิ ธา วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในกาย ทงั้ อนั เปน็ ภายในและภายนอกบา้ ง, สะมทุ ะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ และเปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรม อนั เปน็ เหตเุ กดิ ขนึ้ ในกายนบี้ า้ ง, วะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรมอนั เปน็ เหตเุ สอ่ื มไป ในกายนบ้ี า้ ง,
77 สะมทุ ะยะวะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรมทง้ั อนั เปน็ เหตเุ กดิ ขนึ้ และเสอื่ มไปในกายนบี้ า้ ง, อตั ถ ิ กาโยต ิ วา ปะนสั สะ สะต ิ ปจั จปุ ฏั ฐติ า โหต,ิ กแ็ หละสต ิ คอื ความระลกึ วา่ ”กายมอี ย„ู่ ดงั นข้ี องเธอนนั้ เปน็ สตทิ เ่ี ธอดำ� รงไว,้ ยาวะเทวะ ญาณะมตั ตายะ, เพยี งเพอ่ื ร,ู้ ปะตสิ สะตมิ ตั ตายะ, เพยี งเพอ่ื อาศยั ระลกึ , อะนสิ สโิ ต จะ วหิ ะระต,ิ ทแี่ ท ้ เธอเปน็ ผทู้ ต่ี ณั หาและทฏิ ฐอิ าศยั ไมไ่ ด,้ นะ จะ กญิ จ ิ โลเก อปุ าทยิ ะต,ิ เธอไมย่ ดึ มน่ั อะไรๆ ในโลกน,้ี เอวมั ป ิ ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต.ิ ภิกษุท้ังหลาย แม้อย่างนี้ ก็ชื่อว่าภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นกายในกายอยู่. (อกี ประการหนงึ่ ) (ปฏกิ ลู ปพั พงั ลกั ษณะท ่ี ๔ วา่ ดว้ ยของปฏกิ ลู ในกาย ๓๑ อยา่ ง จบ) ปนุ ะ จะปะรงั ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย อยา่ งอน่ื ยงั มอี ยอู่ กี , อมิ ะเมวะ กายงั ยะถาฐติ งั ยะถาปะณหิ ติ งั , ภกิ ษยุ อ่ มพจิ ารณากายอนั ตงั้ อย ู่ ดำ� รงอยตู่ ามปรกตนิ แ้ี ล, ธาตโุ ส ปจั จะเวกขะต,ิ โดยความเหน็ เปน็ ธาตวุ า่ , อตั ถ ิ อมิ สั ม๎ งิ กาเย, ในรา่ งกายนม้ี ,ี ปะฐะวธี าต ุ อาโปธาต ุ เตโชธาต ุ วาโยธาตตู ,ิ ธาตดุ นิ ธาตนุ ำ้� ธาตไุ ฟ ธาตลุ ม ดงั น,ี้ เสยยะถาป ิ ภกิ ขะเว ทกั โข โคฆาตะโก วา, ภกิ ษทุ ง้ั หลาย เปรยี บเหมอื นคนฆา่ โค, โคฆาตะกนั เตวาส ี วา, หรอื ลกู มอื ของคนฆา่ โคผชู้ ำ� นาญ, คาวงิ วะธติ ว๎ า, ฆา่ โคแลว้ , จาตมุ มะหาปะเถ วลิ ะโส ปะฏวิ ภิ ะชติ ว๎ า นสิ นิ โน อสั สะ, นง่ั แบง่ ออกเปน็ สว่ นๆ ทหี่ นทางสแ่ี ยก, เอวะเมวะ โข ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ฉนั ใดกฉ็ นั นน้ั , อมิ ะเมวะ กายงั ยะถาฐติ งั ยะถา ปะณหิ ติ งั ธาตโุ ส ปจั จะเวกขะต,ิ ท่ีภกิ ษุย่อมพิจารณาเหน็ กาย อันตงั้ อยดู่ �ำรงอย่ตู ามปรกตินแ้ี ล โดยความเปน็ ธาตวุ ่า, อตั ถ ิ อมิ สั ม๎ งิ กาเย, มอี ยใู่ นกายน,ี้
78 ปะฐะวธี าต ุ อาโปธาต ุ เตโชธาต ุ วาโยธาตตู ,ิ ทง้ั ธาตดุ นิ ธาตนุ ำ้� ธาตไุ ฟ ธาตลุ ม ดงั น,ี้ อติ ิ อชั ฌตั ตงั วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ดว้ ยอาการอยา่ งน ี้ ทภ่ี กิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ กายในกาย อนั เปน็ ภายในบา้ ง, พะหทิ ธา วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในกาย อนั เปน็ ภายนอกบา้ ง, อชั ฌตั ตะพะหทิ ธา วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในกาย ทง้ั อนั เปน็ ภายในและภายนอกบา้ ง, สะมทุ ะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ และเปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรมอนั เปน็ เหตเุ กดิ ขน้ึ ในกายนบี้ า้ ง, วะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรม อนั เปน็ เหตเุ สอื่ มไปในกายนบี้ า้ ง, สะมทุ ะยะวะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรม ทง้ั อนั เปน็ เหตเุ กดิ ขน้ึ และเสอ่ื มไปในกายนบ้ี า้ ง, อตั ถ ิ กาโยต ิ วา ปะนสั สะ สะต ิ ปจั จปุ ฏั ฐติ า โหต,ิ กแ็ หละสต ิ คอื ความระลกึ วา่ ”กายมอี ย„ู่ ดงั น ้ี ของเธอนนั้ เปน็ สตทิ เ่ี ธอดำ� รงไว,้ ยาวะเทวะ ญาณะมตั ตายะ, เพยี งเพอ่ื ร,ู้ ปะตสิ สะตมิ ตั ตายะ, เพยี งเพอ่ื อาศยั ระลกึ , อะนสิ สโิ ต จะ วหิ ะระต,ิ ทแี่ ท ้ เธอเปน็ ผทู้ ต่ี ณั หาและทฏิ ฐอิ าศยั ไมไ่ ด,้ นะ จะ กญิ จ ิ โลเก อปุ าทยิ ะต,ิ เธอไมย่ ดึ มน่ั อะไรๆ ในโลกน,้ี เอวมั ป ิ ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต.ิ ภิกษุท้ังหลาย แม้อย่างน้ี ก็ชื่อว่าภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นกายในกายอยู่. (อกี ประการหนงึ่ ) (ธาตปุ พั พงั ลกั ษณะท ี่ ๕ วา่ ดว้ ยธาต ุ ม ี ๔ อยา่ ง จบ) ปนุ ะ จะปะรงั ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ งั้ หลาย อยา่ งอน่ื ยงั มอี ยอู่ กี , เสยยะถาป ิ ปสั เสยยะ สะรรี งั , ภกิ ษทุ ง้ั หลายเหมอื นกบั วา่ เหน็ ซากศพ,(สรรี ะ) สวี ะถกิ ายะ ฉฑั ฑติ งั , ทเี่ ขาทงิ้ ไวใ้ นปา่ ชา้ ทท่ี งิ้ ศพ, เอกาหะมะตงั วา ทว๎ หี ะมะตงั วา ตหี ะมะตงั วา, ตายแลว้ หนงึ่ วนั บา้ ง สองวนั บา้ ง สามวนั บา้ ง, อทุ ธมุ าตะกงั วนี ลี ะกงั วปิ พุ พะกะชาตงั , กำ� ลงั ขนึ้ อดื มสี เี ขยี วนา่ เกลยี ด มหี นองไหล นา่ เกลยี ด ฉนั ใด,
79 โส อมิ ะเมวะ กายงั อปุ ะสงั หะระต,ิ เธอพงึ นอ้ มเขา้ ไปเปรยี บกบั กายวา่ , อะยมั ป ิ โข กาโย, แมก้ ายนแี้ ล, เอวงั ธมั โม, กม็ ธี รรมดาเปน็ อยา่ งน,ี้ เอวงั ภาว,ี มภี าวะเปน็ อยา่ งน,ี้ เอวงั อะนะตโี ตต,ิ ไมล่ ว่ งพน้ จากความเปน็ อยา่ งนไี้ ปได ้ ดงั น,ี้ ฯลฯ ฯลฯ สวี ะถกิ ายะ ฉฑั ฑติ งั , ทเี่ ขาทงิ้ ไวใ้ นปา่ ชา้ ทท่ี งิ้ ศพ, กาเกห ิ วา ขชั ชะมานงั , อนั ฝงู กาบา้ ง เจาะกนิ อย,ู่ คชิ เฌห ิ วา ขชั ชะมานงั , อนั ฝงู นกตะกรมุ บา้ ง จกิ กนิ อย,ู่ กลุ ะเลห ิ วา ขชั ชะมานงั , อนั ฝงู แรง้ บา้ ง เจาะกนิ อย,ู่ สวุ าเณห ิ วา ขชั ชะมานงั , อนั ฝงู สนุ ขั บา้ ง กดั กนิ อย,ู่ สงิ คาเลห ิ วา ขชั ชะมานงั , อนั ฝงู สนุ ขั จงิ้ จอกบา้ ง กดั กนิ อย,ู่ ววิ เิ ธห ิ วา ปาณะกะชาเตห ิ อนั หมหู่ นอนตา่ งชนดิ บา้ ง ขชั ชะมานงั , บอ่ นกนิ อย ู่ ฉนั ใด, ฯลฯ ฯลฯ สวี ะถกิ ายะ ฉฑั ฑติ งั , ทเี่ ขาทง้ิ ไวใ้ นปา่ ชา้ ทท่ี งิ้ ศพ, อฏั ฐสิ งั ขะลกิ งั , เปน็ โครงกระดกู , สะมงั สะโลหติ งั , มเี นอ้ื และเลอื ด, นะหารสุ มั พนั ธงั , ยงั มเี อน็ เปน็ เครอ่ื งรงึ รดั อย ู่ ฉนั ใด, ฯลฯ ฯลฯ สวี ะถกิ ายะ ฉฑั ฑติ งั , ทเ่ี ขาทงิ้ ไวใ้ นปา่ ชา้ ทท่ี งิ้ ศพ, อฏั ฐสิ งั ขะลกิ งั , เปน็ โครงกระดกู , นมิ มงั สะโลหติ ะมกั ขติ งั , ปราศจากเนอ้ื แตย่ งั มเี ลอื ดเปอ้ื นอย,ู่ นะหารสุ มั พนั ธงั , ยงั มเี อน็ เปน็ เครอ่ื งรงึ รดั อย ู่ ฉนั ใด, ฯลฯ ฯลฯ สวี ะถกิ ายะ ฉฑั ฑติ งั , ทเี่ ขาทงิ้ ไวใ้ นปา่ ชา้ ทท่ี งิ้ ศพ, อฏั ฐสิ งั ขะลกิ งั , เปน็ โครงกระดกู , อะปะคะตะมงั สะโลหติ งั , ปราศจากเนอื้ และเลอื ดแลว้ ,
80 นะหารสุ มั พนั ธงั , แตย่ งั มเี อน็ รงึ รดั อย ู่ ฉนั ใด, ฯลฯ ฯลฯ สวี ะถกิ ายะ ฉฑั ฑติ งั , ทเ่ี ขาทงิ้ ไวใ้ นปา่ ชา้ ทที่ งิ้ ศพ, อฏั ฐกิ าน,ิ เปน็ โครงกระดกู , อะปะคะตะนะหารสุ มั พนั ธาน,ิ ไมม่ เี อน็ รงึ รดั แลว้ , ทสิ าวทิ สิ า วกิ ขติ ตาน,ิ กระจดั กระจายไปในทศิ ทางตา่ งๆ, อญั เญนะ หตั ถฏั ฐกิ งั อญั เญนะ ปาทฏั ฐกิ งั , กระดกู มอื ไปทาง กระดกู เทา้ ไปทาง, อญั เญนะ ชงั ฆฏั ฐกิ งั อญั เญนะ อรู ฏั ฐกิ งั , กระดกู แขง้ ไปทาง กระดกู ขาไปทาง, อญั เญนะ กะฏฏิ ฐกิ งั อญั เญนะ ปฏิ ฐกิ ณั ฏะกฏั ฐกิ งั , กระดกู สะเอวไปทาง กระดกู สนั หลงั ไปทาง, อญั เญนะ ผาสกุ ฏั ฐกิ งั อญั เญนะ อรุ ฏั ฐกิ งั , กระดกู ซโ่ี ครงไปทาง กระดกู หนา้ อกไปทาง, อญั เญนะ พาหฏุ ฐกิ งั อญั เญนะ องั สฏั ฐกิ งั , กระดกู แขนไปทาง กระดกู ไหลไ่ ปทาง, อญั เญนะ ควี ฏั ฐกิ งั อญั เญนะ หะนฏุ ฐกิ งั , กระดกู คอไปทาง กระดกู คางไปทาง, อญั เญนะ ทนั ตฏั ฐกิ งั อญั เญนะ สสี ะกะฏาหงั , กระดกู ฟนั ไปทาง, กะโหลกศรี ษะไปทางฉนั ใด, ฯลฯ ฯลฯ สวี ะถกิ ายะ ฉฑั ฑติ งั , ทเี่ ขาทงิ้ ไวใ้ นปา่ ชา้ ทที่ ง้ิ ศพ, อฏั ฐกิ าน,ิ เปน็ ชนิ้ กระดกู ทง้ั หลาย, เสตาน ิ สงั ขะวณั ณปุ ะนกิ าน,ิ มสี ขี าวเปรยี บดว้ ยสสี งั ข ์ ฉนั ใด, ฯลฯ ฯลฯ สวี ะถกิ ายะ ฉฑั ฑติ งั , ทเี่ ขาทง้ิ ไวใ้ นปา่ ชา้ ทท่ี ง้ิ ศพ, อฏั ฐกิ าน,ิ เปน็ ชน้ิ กระดกู ทง้ั หลาย, ปญุ ชะกติ าน ิ เตโรวสั สกิ าน,ิ เปน็ กองๆ เรย่ี ราดอยนู่ านเกนิ กวา่ ปหี นงึ่ ฉนั ใด, ฯลฯ ฯลฯ สวี ะถกิ ายะ ฉฑั ฑติ งั , ทเ่ี ขาทง้ิ ไวใ้ นปา่ ชา้ ทท่ี ง้ิ ศพ, อฏั ฐกิ าน,ิ เปน็ กระดกู ทงั้ หลาย, ปตู นี ิ จณุ ณะกะชาตาน,ิ เปอ่ื ยเปน็ ผงละเอยี ด ฉนั ใด, โส อมิ ะเมวะ กายงั อปุ ะสงั หะระต,ิ เธอพงึ นอ้ มเขา้ ไปเปรยี บกบั กายวา่ , อะยมั ป ิ โข กาโย, แมก้ ายนแี้ ล,
81 เอวงั ธมั โม, กม็ ธี รรมดาเปน็ อยา่ งน,ี้ เอวงั ภาว,ี มภี าวะเปน็ อยา่ งน,ี้ เอวงั อะนะตโี ตต,ิ ไมล่ ว่ งพน้ ความเปน็ อยา่ งนไ้ี ปได ้ ดงั น,ี้ อติ ิ อชั ฌตั ตงั วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ดว้ ยอาการอยา่ งน ้ี ทภี่ กิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ กายในกาย อนั เปน็ ภายในบา้ ง, พะหทิ ธา วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในกาย อนั เปน็ ภายนอกบา้ ง, อชั ฌตั ตะพะหทิ ธา วา กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในกาย ทงั้ อนั เปน็ ภายในและภายนอกบา้ ง, สะมทุ ะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ และเปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรมอนั เปน็ เหตเุ กดิ ขนึ้ ในกายนบ้ี า้ ง, วะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรม อนั เปน็ เหตเุ สอ่ื มไป ในกายนบ้ี า้ ง, สะมทุ ะยะวะยะธมั มานปุ สั ส ี วา กายสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรม ทง้ั อนั เปน็ เหตเุ กดิ ขนึ้ และเสอื่ มไปในกายนบี้ า้ ง, อตั ถ ิ กาโยต ิ วา ปะนสั สะ สะต ิ ปจั จปุ ฏั ฐติ า โหต,ิ กแ็ หละสต ิ คอื ความระลกึ วา่ ”กายมอี ย„ู่ ดงั น ้ี ของเธอนน้ั เปน็ สตทิ เ่ี ธอดำ� รงไว,้ ยาวะเทวะ ญาณะมตั ตายะ, เพยี งเพอื่ ร,ู้ ปะตสิ สะตมิ ตั ตายะ, เพยี งเพอ่ื อาศยั ระลกึ , อะนสิ สโิ ต จะ วหิ ะระต,ิ ทแี่ ท ้ เธอเปน็ ผทู้ ต่ี ณั หาและทฏิ ฐอิ าศยั ไมไ่ ด,้ นะ จะ กญิ จ ิ โลเก อปุ าทยิ ะต,ิ เธอไมย่ ดึ มน่ั อะไรๆ ในโลกน,ี้ เอวมั ป ิ โข ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ กาเย กายานปุ สั ส ี วหิ ะระต.ิ ภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างน้ีก็ชื่อว่า ภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นกายในกายอยู่. (อกี ประการหนง่ึ ) (นะวะสวี ะถกิ าปพั พงั ลกั ษณะท ่ี ๖ วา่ ดว้ ยซากศพ ม ี ๙ อยา่ ง จบ) (กายานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐานงั กายานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน ท ่ี ๑ จบ)
82 ๒. เวทนานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน (เหน็ เวทนาโดยลกั ษณะ ๙ อยา่ ง) กะถญั จะ ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ เวทะนาส ุ เวทะนานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่นั้นเป็น อยา่ งไรเลา่ ?, อธิ ะ ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษใุ นศาสนาน,้ี สขุ งั เวทะนงั เวทยิ ะมาโน, เมอื่ เสวยเวทนาอนั เปน็ สขุ กต็ าม, สขุ งั เวทะนงั เวทยิ ามตี ิ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรชู้ ดั วา่ ”เราเสวยเวทนาอนั เปน็ สขุ „, ทกุ ขงั เวทะนงั เวทยิ ะมาโน, เมอื่ เสวยเวทนาอนั เปน็ ทกุ ขก์ ต็ าม, ทกุ ขงั เวทะนงั เวทยิ ามตี ิ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรชู้ ดั วา่ ”เราเสวยเวทนาอนั เปน็ ทกุ ข„์ , อะทกุ ขะมะสขุ งั เวทะนงั เวทยิ ะมาโน, เมอ่ื เสวยเวทนาอนั ไมใ่ ชท่ กุ ข ์ ไมใ่ ชส่ ขุ กต็ าม, อะทกุ ขะมะสขุ งั เวทะนงั เวทยิ ามตี ิ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรชู้ ดั วา่ ”เราเสวยเวทนาอนั ไมใ่ ชท่ กุ ขไ์ มใ่ ชส่ ขุ „, สามสิ งั วา สขุ งั เวทะนงั เวทยิ ะมาโน, เมอื่ เสวยเวทนาอนั เปน็ สขุ เจอื อามสิ กต็ าม, สามสิ งั สขุ งั เวทะนงั เวทยิ ามตี ิ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรชู้ ดั วา่ ”เราเสวยสขุ เวทนาอนั เจอื อามสิ „, นริ ามสิ งั วา สขุ งั เวทะนงั เวทยิ ะมาโน, เมอื่ เสวยเวทนาอนั เปน็ สขุ ไมเ่ จอื อามสิ กต็ าม, นริ ามสิ งั สขุ งั เวทะนงั เวทยิ ามตี ิ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรชู้ ดั วา่ ”เราเสวยสขุ เวทนาอนั ไมเ่ จอื อามสิ „, สามสิ งั วา ทกุ ขงั เวทะนงั เวทยิ ะมาโน, เมอ่ื เสวยเวทนาอนั เปน็ ทกุ ขเ์ จอื อามสิ กต็ าม, สามสิ งั ทกุ ขงั เวทะนงั เวทยิ ามตี ิ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรชู้ ดั วา่ ”เราเสวยทกุ ขเวทนา อนั เจอื อามสิ „, นริ ามสิ งั วา ทกุ ขงั เวทะนงั เวทยิ ะมาโน, เมอ่ื เสวยเวทนาอนั เปน็ ทกุ ข ์ ไมเ่ จอื อามสิ กต็ าม, นริ ามสิ งั ทกุ ขงั เวทะนงั เวทยิ ามตี ิ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรชู้ ดั วา่ ”เราเสวยทกุ ขเวทนาอนั ไมเ่ จอื อามสิ „, สามสิ งั วา อะทกุ ขะมะสขุ งั เวทะนงั เวทยิ ะมาโน, เมอ่ื เสวยเวทนาอนั ไมใ่ ชท่ กุ ขไ์ มใ่ ชส่ ขุ อนั เจอื อามสิ กต็ าม, สามสิ งั อะทกุ ขะมะสขุ งั เวทะนงั เวทยิ ามตี ิ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรชู้ ดั วา่ ”เราเสวยอทกุ ขมสขุ เวทนาอนั เจอื อามสิ „, นริ ามสิ งั วา อะทกุ ขะมะสขุ งั เวทะนงั เวทยิ ะมาโน, เมอื่ เสวยเวทนาอนั ไมใ่ ชท่ กุ ขไ์ มใ่ ชส่ ขุ อนั ไมเ่ จอื อามสิ กต็ าม,
83 นริ ามสิ งั อะทกุ ขะมะสขุ งั เวทะนงั เวทยิ ามตี ิ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรชู้ ดั วา่ ”เราเสวยอทกุ ขมสขุ เวทนาอนั ไมเ่ จอื อามสิ „, อติ ิ อชั ฌตั ตงั วา เวทะนาส ุ เวทะนานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ด้วยอาการอย่างน้ี ท่ีภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาท้ังหลายอัน เปน็ ภายในบา้ ง, พะหทิ ธา วา เวทะนาส ุ เวทะนานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในเวทนาทง้ั หลาย อนั เปน็ ภายนอกบา้ ง, อชั ฌตั ตะพะหทิ ธา วา เวทะนาส ุ เวทะนานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในเวทนาทงั้ หลาย ทงั้ อนั เปน็ ภายในและภายนอกบา้ ง, สะมทุ ะยะธมั มานปุ สั ส ี วา เวทะนาส ุ วหิ ะระต,ิ และเปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรมอนั เปน็ เหตเุ กดิ ขน้ึ ในเวทนาบา้ ง, วะยะธมั มานปุ สั ส ี วา เวทะนาส ุ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรมอนั เปน็ เหตเุ สอื่ มไปในเวทนาบา้ ง, สะมทุ ะยะวะยะธมั มานปุ สั ส ี วา เวทะนาส ุ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรมทง้ั อนั เปน็ เหตเุ กดิ ขนึ้ และเสอื่ มไปในเวทนาบา้ ง, อตั ถ ิ เวทะนาต ิ วา ปะนสั สะ สะต ิ ปจั จปุ ฏั ฐติ า โหต,ิ กแ็ หละสตคิ อื ความระลกึ วา่ ”เวทนามอี ย„ู่ ดงั น ี้ ของเธอนนั้ เปน็ สตทิ เี่ ธอดำ� รงไว,้ ยาวะเทวะ ญาณะมตั ตายะ, เพยี งเพอ่ื ร,ู้ ปะตสิ สะตมิ ตั ตายะ, เพยี งเพอ่ื อาศยั ระลกึ , อะนสิ สโิ ต จะ วหิ ะระต,ิ ทแี่ ท ้ เธอเปน็ ผทู้ ต่ี ณั หาและทฏิ ฐอิ าศยั ไมไ่ ด,้ นะ จะ กญิ จ ิ โลเก อปุ าทยิ ะต,ิ เธอไมย่ ดึ มนั่ อะไรๆ ในโลกน,้ี เอวงั โข ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ เวทะนาส ุ เวทะนานปุ สั ส ี วหิ ะระต.ิ ภิกษุท้ังหลาย อย่างน้ีแล ชื่อว่าภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้ง หลายอย.ู่ (เวทะนานปุ สั สะนาสะตปิ ฏั ฐานงั เวทนานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐานท ่ี ๒ ม ี ๙ อยา่ ง จบ) ๓. จติ ตานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน (เหน็ จติ โดยลกั ษณะ ๑๖ อยา่ ง) กะถญั จะ ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ จติ เต จติ ตานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ จติ ในจติ อยนู่ น้ั เปน็ อยา่ งไรเลา่ ?,
84 อธิ ะ ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษใุ นศาสนาน,้ี สะราคงั วา จติ ตงั สะราคงั จติ ตนั ต ิ ปะชานาต,ิ รจู้ กั จติ อนั มรี าคะกต็ ามวา่ ”จติ มรี าคะ„, วตี ะราคงั วา จติ ตงั วตี ะราคงั จติ ตนั ต ิ ปะชานาต,ิ รจู้ กั จติ อนั ปราศจากราคะกต็ ามวา่ ”จติ ปราศจากราคะ„, สะโทสงั วา จติ ตงั สะโทสงั จติ ตนั ต ิ ปะชานาต,ิ รจู้ กั จติ อนั มโี ทสะกต็ ามวา่ ”จติ มโี ทสะ„, วตี ะโทสงั วา จติ ตงั วตี ะโทสงั จติ ตนั ต ิ ปะชานาต,ิ รจู้ กั จติ อนั ปราศจากโทสะกต็ ามวา่ ”จติ ปราศจากโทสะ„, สะโมหงั วา จติ ตงั สะโมหงั จติ ตนั ต ิ ปะชานาต,ิ รจู้ กั จติ อนั มโี มหะกต็ ามวา่ ”จติ มโี มหะ„, วตี ะโมหงั วา จติ ตงั วตี ะโมหงั จติ ตนั ต ิ ปะชานาต,ิ รจู้ กั จติ อนั ปราศจากโมหะกต็ ามวา่ ”จติ ปราศจากโมหะ„, สงั ขติ ตงั วา จติ ตงั สงั ขติ ตงั จติ ตนั ต ิ ปะชานาต,ิ รจู้ กั จติ อนั หดหกู่ ต็ ามวา่ ”จติ หดห„ู่ , วกิ ขติ ตงั วา จติ ตงั วกิ ขติ ตงั จติ ตนั ต ิ ปะชานาต,ิ รจู้ กั จติ อนั ฟงุ้ ซา่ นกต็ ามวา่ ”จติ ฟงุ้ ซา่ น„, มะหคั คะตงั วา จติ ตงั มะหคั คะตงั จติ ตนั ต ิ ปะชานาต,ิ รจู้ กั จติ ทไี่ ดอ้ ารมณอ์ นั เลศิ กต็ ามวา่ ”จติ ถงึ แลว้ ซง่ึ อารมณอ์ นั เลศิ „, อะมะหคั คะตงั วา จติ ตงั อะมะหคั คะตงั จติ ตนั ต ิ ปะชานาต,ิ รจู้ กั จติ ทไี่ มไ่ ดอ้ ารมณอ์ นั เลศิ กต็ ามวา่ ”จติ ไมไ่ ดอ้ ารมณอ์ นั เลศิ „, สะอตุ ตะรงั วา จติ ตงั สะอตุ ตะรงั จติ ตนั ต ิ ปะชานาต,ิ รจู้ กั จติ อนั มจี ติ อนื่ ยงิ่ กวา่ กต็ ามวา่ ”จติ ยงั มจี ติ อน่ื ยง่ิ กวา่ „, อะนตุ ตะรงั วา จติ ตงั อะนตุ ตะรงั จติ ตนั ต ิ ปะชานาต,ิ รจู้ กั จติ อนั ไมม่ จี ติ อน่ื ยงิ่ กวา่ กต็ ามวา่ ”จติ ไมม่ จี ติ อนื่ ยง่ิ กวา่ „, สะมาหติ งั วา จติ ตงั สะมาหติ งั จติ ตนั ต ิ ปะชานาต,ิ รจู้ กั จติ อนั ตง้ั มน่ั กต็ ามวา่ ”จติ ตงั้ มนั่ „, อะสะมาหติ งั วา จติ ตงั อะสะมาหติ งั จติ ตนั ต ิ ปะชานาต,ิ รจู้ กั จติ อนั ไมต่ ง้ั มนั่ กต็ ามวา่ ”จติ ไมต่ งั้ มนั่ „,
85 วมิ ตุ ตงั วา จติ ตงั วมิ ตุ ตงั จติ ตนั ต ิ ปะชานาต,ิ รจู้ กั จติ อนั หลดุ พน้ แลว้ กต็ ามวา่ ”จติ หลดุ พน้ แลว้ „, อะวมิ ตุ ตงั วา จติ ตงั อะวมิ ตุ ตงั จติ ตนั ต ิ ปะชานาต,ิ รจู้ กั จติ อนั ไมห่ ลดุ พน้ กต็ ามวา่ ”จติ ยงั ไมห่ ลดุ พน้ „, อติ ิ อชั ฌตั ตงั วา จติ เต จติ ตานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ดว้ ยอาการอยา่ งน ้ี ทภ่ี กิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ จติ ในจติ อนั เปน็ ภายในบา้ ง, พะหทิ ธา วา จติ เต จติ ตานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในจติ อนั เปน็ ภายนอกบา้ ง, อชั ฌตั ตะพะหทิ ธา วา จติ เต จติ ตานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในจติ ทงั้ อนั เปน็ ภายในและภายนอกบา้ ง, สะมทุ ะยะธมั มานปุ สั ส ี วา จติ ตสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ และเปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรมอนั เปน็ เหตเุ กดิ ขนึ้ ในจติ บา้ ง, วะยะธมั มานปุ สั ส ี วา จติ ตสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรมอนั เปน็ เหตเุ สอ่ื มไปในจติ บา้ ง, สะมทุ ะยะวะยะธมั มานปุ สั ส ี วา จติ ตสั ม๎ งิ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรมทงั้ อนั เปน็ เหตเุ กดิ ขน้ึ และเสอื่ มไปในจติ บา้ ง, อตั ถ ิ จติ ตนั ต ิ วา ปะนสั สะ สะต ิ ปจั จปุ ฏั ฐติ า โหต,ิ กแ็ หละสต ิ คอื ความระลกึ วา่ ”จติ มอี ย„ู่ ดงั น ี้ ของเธอนน้ั เปน็ สตทิ เ่ี ธอดำ� รงไว,้ ยาวะเทวะ ญาณะมตั ตายะ, เพยี งเพอ่ื ร,ู้ ปะตสิ สะตมิ ตั ตายะ, เพยี งเพอ่ื อาศยั ระลกึ , อะนสิ สโิ ต จะ วหิ ะระต,ิ ทแี่ ทเ้ ธอเปน็ ผทู้ ตี่ ณั หาและทฏิ ฐอิ าศยั ไมไ่ ด,้ นะ จะ กญิ จ ิ โลเก อปุ าทยิ ะต,ิ เธอไมย่ ดึ มน่ั อะไรๆ ในโลกน,้ี เอวงั โข ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ จติ เต ภกิ ษทุ งั้ หลาย อยา่ งนแ้ี ล ชอื่ วา่ ภกิ ษุ จติ ตานปุ สั ส ี วหิ ะระต.ิ เปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ จติ ในจติ อย.ู่ (จติ ตานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐานงั จติ ตานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐานท ี่ ๓ ม ี ๑๖ อยา่ ง จบ)
86 ๔. ธมั มานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน (เหน็ ธรรมโดยลกั ษณะ ๕ อยา่ ง) กะถญั จะ ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่นั้น เปน็ อยา่ งไรเลา่ ?, อธิ ะ ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษใุ นศาสนาน,ี้ ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ เปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมทงั้ หลาย, ปญั จะส ุ นวี ะระเณส,ุ คอื นวิ รณห์ า้ อยา่ ง, กะถญั จะ ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ภิกษุท้ังหลาย ภิกษุเป็นผู้มีปรกติเห็นธรรมในธรรมท้ังหลาย คือนิวรณ์ห้าอย่างน้ัน เปน็ อยา่ งไรเลา่ ?, อธิ ะ ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษใุ นศาสนาน,้ี สนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั กามะฉนั ทงั อตั ถ ิ เม อชั ฌตั ตงั กามะฉนั โทต ิ ปะชานาต,ิ ยอ่ มรู้แจ้งชัดซงึ่ ความพอใจในกาม อันมีอย่ภู ายในจติ ก็ตามวา่ ”ความพอใจในกาม ภายในจติ ของเรามอี ย„ู่ , อะสนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั กามะฉนั ทงั นตั ถ ิ เม อชั ฌตั ตงั กามะฉนั โทต ิ ปะชานาต,ิ รู้แจ้งชัดซึ่งความพอใจในกามอันไม่มีอยู่ภายในจิตก็ตามว่า ”ความพอใจในกาม ภายในจติ ของเราไมม่ อี ย„ู่ , ยะถา จะ อะนปุ ปนั นสั สะ กามะฉนั ทสั สะ อปุ ปาโท โหต,ิ ก็แหละการบังเกิดขึ้นแห่งความพอใจในกามท่ียังไม่บังเกิดขึ้นย่อมมีได้ด้วยอาการ อยา่ งไร, ตญั จะ ปะชานาต,ิ เธอรแู้ จง้ ชดั ซงึ่ การไมบ่ งั เกดิ ขน้ึ นนั้ ดว้ ย, ยะถา จะ อปุ ปนั นสั สะ กามะฉนั ทสั สะ ปะหานงั โหต,ิ การละความพอใจในกามทบ่ี งั เกดิ ขน้ึ แลว้ ยอ่ มมไี ดด้ ว้ ยอาการอยา่ งไร, ตญั จะ ปะชานาต,ิ เธอรแู้ จง้ ชดั ซง่ึ การละนนั้ ดว้ ย, ยะถา จะ ปะหนี สั สะ กามะฉนั ทสั สะ อายะตงิ อะนปุ ปาโท โหต,ิ การไม่บังเกิดขึ้นอีกต่อไปแห่งความพอใจในกามที่ละได้แล้ว ย่อมมีได้ด้วยอาการ อยา่ งไร,
87 ตญั จะ ปะชานาต,ิ เธอรแู้ จง้ ชัด ซึง่ การไม่บงั เกดิ ขนึ้ อีกตอ่ ไปน้นั ดว้ ย, สนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั พย๎ าปาทญั จะ, ความอดึ อดั ขดั เคอื งดว้ ย, ถนี ะมทิ ธญั จะ, ความงว่ งเหงาหดหดู่ ว้ ย, อทุ ธจั จะกกุ กจุ จญั จะ, ความฟงุ้ ซา่ นรำ� คาญใจดว้ ย, วจิ กิ จิ ฉญั จะ, และความลงั เลสงสยั ดว้ ย อนั มอี ยภู่ ายในจติ กต็ ามวา่ , อตั ถ ิ เม อชั ฌตั ตงั พย๎ าปาโท จะ, ความอดึ อดั ขดั เคอื งดว้ ย, ถนี ะมทิ ธญั จะ, ความงว่ งเหงาหดหดู่ ว้ ย, อทุ ธจั จะกกุ กจุ จญั จะ, ความฟงุ้ ซา่ นรำ� คาญใจดว้ ย, วจิ กิ จิ ฉา จาต ิ ปะชานาต,ิ และความลงั เลสงสยั ดว้ ย ภายในจติ ของเรามอี ย่,ู อะสนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั พย๎ าปาทญั จะ, รแู้ จง้ ชดั ซง่ึ ความอดึ อดั ขดั เคอื งดว้ ย, ถนี ะมทิ ธญั จะ, ความงว่ งเหงาหดหดู่ ว้ ย, อทุ ธจั จะกกุ กจุ จญั จะ, ความฟงุ้ ซา่ นรำ� คาญใจดว้ ย อนั ไมม่ อี ยภู่ ายในจติ กต็ ามวา่ , นตั ถ ิ เม อชั ฌตั ตงั พย๎ าปาโท จะ, ความอดึ อดั ขดั เคอื งดว้ ย, ถนี ะมทิ ธญั จะ, ความงว่ งเหงาหดหดู่ ว้ ย, อทุ ธจั จะกกุ กจุ จญั จะ, ความฟงุ้ ซา่ นรำ� คาญใจดว้ ย, วจิ กิ จิ ฉา จาต ิ ปะชานาต,ิ และความลงั เลสงสยั ดว้ ย ภายในจติ ของเราไมม่ อี ย,ู่ ยะถา จะ อะนปุ ปนั นสั สะ พย๎ าปาทสั สะ จะ, และการไมบ่ งั เกดิ ขน้ึ แหง่ ความอดึ อดั ขดั เคอื งดว้ ย, ถนี ะมทิ ธสั สะ จะ, ความงว่ งเหงาหดหดู่ ว้ ย, อทุ ธจั จะกกุ กจุ จสั สะ จะ, ความฟงุ้ ซา่ นรำ� คาญใจดว้ ย, ปะหนี ายะ วจิ กิ จิ ฉายะ อายะตงิ อะนปุ ปาโท โหต,ิ และความลงั เลสงสยั ดว้ ย ทล่ี ะไดแ้ ลว้ ยอ่ มมไี ดด้ ว้ ยอาการอยา่ งไร, ตญั จะ ปะชานาต,ิ เธอรแู้ จง้ ชดั ซงึ่ การไมบ่ งั เกดิ ขนึ้ อกี ตอ่ ไปนนั้ ดว้ ย, อติ ิ อชั ฌตั ตงั วา ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ด้วยอาการอย่างน ้ี ท่ีภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอันเป็น ภายในบา้ ง, พะหทิ ธา วา ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในธรรมทง้ั หลาย อนั เปน็ ภายนอกบา้ ง,
88 อชั ฌตั ตะพะหทิ ธา วา ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในธรรมทง้ั หลาย ทงั้ อนั เปน็ ภายในและภายนอกบา้ ง, สะมทุ ะยะธมั มานปุ สั ส ี วา ธมั เมส ุ วหิ ะระต,ิ และเปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรมอนั เปน็ เหตเุ กดิ ขนึ้ ในธรรมบา้ ง, วะยะธมั มานปุ สั ส ี วา ธมั เมส ุ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรมอนั เปน็ เหตเุ สอื่ มไปในธรรมบา้ ง, สะมทุ ะยะวะยะธมั มานปุ สั ส ี วา ธมั เมส ุ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรมทงั้ อนั เปน็ เหตเุ กดิ ขนึ้ และเสอ่ื มไปในธรรมบา้ ง, อตั ถ ิ ธมั มาต ิ วา ปะนสั สะ สะต ิ ปจั จปุ ฏั ฐติ า โหต,ิ กแ็ หละสต ิ คอื ความระลกึ วา่ ”ธรรมมอี ย„ู่ ดงั น ้ี ของเธอนน้ั เปน็ สตทิ เ่ี ธอดำ� รงไว,้ ยาวะเทวะ ญาณะมตั ตายะ, เพยี งเพอ่ื ร,ู้ ปะตสิ สะตมิ ตั ตายะ, เพยี งเพอ่ื อาศยั ระลกึ , อะนสิ สโิ ต จะ วหิ ะระต,ิ ทแ่ี ท ้ เธอเปน็ ผทู้ ตี่ ณั หาและทฏิ ฐอิ าศยั ไมไ่ ด,้ นะ จะ กญิ จ ิ โลเก อปุ าทยิ ะต,ิ เธอไมย่ ดึ มน่ั อะไรๆ ในโลกน,ี้ เอวมั ป ิ โข ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย อยา่ งนแี้ ล ชอ่ื วา่ ภกิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมทงั้ หลาย, ปญั จะส ุ นวี ะระเณส.ุ คอื นวิ รณห์ า้ อยา่ งอย.ู่ (นวี ะระณะปพั พงั ลกั ษณะท ่ี ๑ วา่ ดว้ ยนวิ รณ ์ ๕ อยา่ ง จบ) ปนุ ะ จะปะรงั ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย อยา่ งอนื่ ยงั มอี ยอู่ กี , ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ภกิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรม ในธรรมทงั้ หลาย, ปญั จะส ุ อปุ าทานกั ขนั เธส,ุ คอื อปุ าทานขนั ธห์ า้ อยา่ ง, กะถญั จะ ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ ธมั เมส ุ วหิ ะระต,ิ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณา เหน็ ธรรมในธรรมทงั้ หลาย, ปญั จะส ุ อปุ าทานกั ขนั เธส,ุ คอื อปุ าทานขนั ธห์ า้ อยา่ งนน้ั เปน็ อยา่ งไรเลา่ ?, อธิ ะ ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษใุ นศาสนานี้ ยอ่ มพจิ ารณาเหน็ วา่ , อติ ิ รปู งั , รปู เปน็ อยา่ งน,้ี (สงิ่ ทต่ี อ้ งแตกสลาย)
89 อติ ิ รปู สั สะ สะมทุ ะโย, เหตใุ หเ้ กดิ รปู เปน็ อยา่ งน,้ี อติ ิ รปู สั สะ อตั ถงั คะโม, ความสลายของรปู เปน็ อยา่ งน,้ี อติ ิ เวทะนา, เวทนาเปน็ อยา่ งน,ี้ (การเสวยอารมณ)์ อติ ิ เวทะนายะ สะมทุ ะโย, เหตใุ หเ้ กดิ เวทนาเปน็ อยา่ งน,ี้ อติ ิ เวทะนายะ อตั ถงั คะโม, ความสลายของเวทนาเปน็ อยา่ งน,้ี อติ ิ สญั ญา, สญั ญาเปน็ อยา่ งน,้ี (ความจำ� ไดห้ มายร)ู้ อติ ิ สญั ญายะ สะมทุ ะโย, เหตใุ หเ้ กดิ สญั ญาเปน็ อยา่ งน,้ี อติ ิ สญั ญายะ อตั ถงั คะโม, ความสลายของสญั ญาเปน็ อยา่ งน,้ี อติ ิ สงั ขารา, สงั ขารเปน็ อยา่ งน,้ี (ความคดิ ปรงุ แตง่ ) อติ ิ สงั ขารานงั สะมทุ ะโย, เหตใุ หเ้ กดิ สงั ขารเปน็ อยา่ งน,ี้ อติ ิ สงั ขารานงั อตั ถงั คะโม, ความสลายของสงั ขารเปน็ อยา่ งน,ี้ อติ ิ วญิ ญาณงั , วญิ ญาณเปน็ อยา่ งน,ี้ (ความรแู้ จง้ อารมณ)์ อติ ิ วญิ ญาณสั สะ สะมทุ ะโย, เหตใุ หเ้ กดิ วญิ ญาณเปน็ อยา่ งน,ี้ อติ ิ วญิ ญาณสั สะ อตั ถงั คะโม, ความสลายของวญิ ญาณเปน็ อยา่ งน ี้ ดงั น,้ี อติ ิ อชั ฌตั ตงั วา ธมั เมสธุ มั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ดว้ ยอาการอยา่ งน ี้ ทภี่ กิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกติ พจิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมทง้ั หลายอนั เปน็ ภายในบา้ ง, พะหทิ ธา วา ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในธรรมทง้ั หลาย อนั เปน็ ภายนอกบา้ ง, อชั ฌตั ตะพะหทิ ธา วา ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในธรรมทง้ั หลาย ทงั้ อนั เปน็ ภายในและภายนอกบา้ ง, สะมทุ ะยะธมั มานปุ สั ส ี วา ธมั เมส ุ วหิ ะระต,ิ และเปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรม อนั เปน็ เหตเุ กดิ ขนึ้ ในธรรมบา้ ง, วะยะธมั มานปุ สั ส ี วา ธมั เมส ุ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรมอนั เปน็ เหตเุ สอ่ื มไปในธรรมบา้ ง, สะมทุ ะยะวะยะธมั มานปุ สั ส ี วา ธมั เมส ุ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรมทงั้ อนั เปน็ เหตเุ กดิ ขน้ึ และเสอ่ื มไปในธรรมบา้ ง, อตั ถ ิ ธมั มาต ิ วา ปะนสั สะ สะต ิ ปจั จปุ ฏั ฐติ า โหต,ิ กแ็ หละสต ิ คอื ความระลกึ วา่ ”ธรรมมอี ย„ู่ ดงั น ้ี ของเธอนน้ั เปน็ สตทิ เี่ ธอดำ� รงไว,้ ยาวะเทวะ ญาณะมตั ตายะ, เพยี งเพอ่ื ร,ู้ ปะตสิ สะตมิ ตั ตายะ, เพยี งเพอ่ื อาศยั ระลกึ ,
90 อะนสิ สโิ ต จะ วหิ ะระต,ิ ทแ่ี ทเ้ ธอเปน็ ผทู้ ต่ี ณั หาและทฏิ ฐอิ าศยั ไมไ่ ด,้ นะ จะ กญิ จ ิ โลเก อปุ าทยิ ะต,ิ เธอไมย่ ดึ มน่ั อะไรๆ ในโลกน,้ี เอวมั ป ิ โข ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ชื่อว่าภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทงั้ หลาย, ปญั จะส ุ อปุ าทานกั ขนั เธส.ุ คอื อปุ าทานขนั ธท์ ง้ั หา้ อยา่ งอย.ู่ (เปน็ ประจำ� ) (ขนั ธะปพั พงั ลกั ษณะท ่ี ๒ วา่ ดว้ ยอปุ าทานขนั ธ ์ ๕ อยา่ ง จบ) ปนุ ะ จะ ปะรงั ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ งั้ หลาย อยา่ งอน่ื ยงั มอี ยอู่ กี , ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ภกิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณา เหน็ ธรรมในธรรมทงั้ หลาย, ธมั เมส ุ อชั ฌตั ตกิ ะพาหเิ รส ุ อายะตะเนส,ุ คอื อายตนะภายในและภายนอก ๖ อยา่ ง, กะถญั จะ ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมทง้ั หลาย, ฉะส ุ อชั ฌตั ตกิ ะพาหเิ รส ุ อายะตะเนส,ุ คอื อายตนะภายในและภายนอก ๖ อยา่ งนน้ั เปน็ อยา่ งไรเลา่ ?, อธิ ะ ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษใุ นศาสนาน,ี้ จกั ขญุ จะ ปะชานาต,ิ รแู้ จง้ ชดั ซงึ่ ตาดว้ ย, รเู ป จะ ปะชานาต,ิ รแู้ จง้ ชดั ซงึ่ รปู ทงั้ หลายดว้ ย, ยญั จะ ตะทภุ ะยงั ปะฏจิ จะ อปุ ปชั ชะต ิ สญั โญชะนงั ตญั จะ ปะชานาต ิ จะ, รู้แจ้งชัด ซึ่งสังโยชน์ คือกิเลสเป็นเคร่ืองผูก อันอาศัยตาและรูปทั้งสองอย่างแล้ว บงั เกดิ ขน้ึ ดว้ ย, โสตญั จะ ปะชานาต ิ สทั เท จะ ปะชานาต,ิ รแู้ จง้ ชดั ซงึ่ หดู ว้ ย รแู้ จง้ ชดั ซง่ึ เสยี งทงั้ หลายดว้ ย, ยญั จะ ตะทภุ ะยงั ปะฏจิ จะ อปุ ปชั ชะต ิ สญั โญชะนงั ตญั จะ ประชานาต ิ จะ, รแู้ จง้ ชดั ซง่ึ สงั โยชน ์ อนั อาศยั หแู ละเสยี งทง้ั สองอยา่ งแลว้ บงั เกดิ ขน้ึ ดว้ ย, ฆานญั จะ ปะชานาต ิ คนั เธ จะ ปะชานาต,ิ รแู้ จง้ ชดั ซงึ่ จมกู ดว้ ย รแู้ จง้ ชดั ซง่ึ กลน่ิ ทง้ั หลายดว้ ย,
91 ยญั จะ ตะทภุ ะยงั ปะฏจิ จะ อปุ ปชั ชะต ิ สญั โญชะนงั ตญั จะ ปะชานาต ิ จะ, รแู้ จง้ ชดั ซง่ึ สงั โยชน ์ อนั อาศยั จมกู และกลนิ่ ทง้ั สองอยา่ งแลว้ บงั เกดิ ขนึ้ ดว้ ย, ชวิ หญั จะ ปะชานาต ิ ระเส จะ ปะชานาต,ิ รแู้ จง้ ชดั ซง่ึ ลนิ้ ดว้ ย รแู้ จง้ ชดั ซง่ึ รสทงั้ หลายดว้ ย, ยญั จะ ตะทภุ ะยงั ปะฏจิ จะ อปุ ชั ชะต ิ สญั โญชะนงั ตญั จะ ปะชานาต ิ จะ, รแู้ จง้ ชดั ซง่ึ สงั โยชน ์ อนั อาศยั ลนิ้ และรสทง้ั สองอยา่ งแลว้ บงั เกดิ ขน้ึ ดว้ ย, กายญั จะ ปะชานาต ิ โผฏฐพั เพ จะ ปะชานาต,ิ รแู้ จง้ ชดั ซง่ึ กายดว้ ย รแู้ จง้ ชดั ซง่ึ สงิ่ ทถ่ี กู ตอ้ งกายทงั้ หลายดว้ ย, ยญั จะ ตะทภุ ะยงั ปะฏจิ จะ อปุ ปชั ชะต ิ สญั โญชะนงั ตญั จะ ปะชานาต ิ จะ, รแู้ จง้ ชดั ซงึ่ สงั โยชน ์ อนั อาศยั กายและสง่ิ ทถ่ี กู ตอ้ งกายทงั้ สองอยา่ งแลว้ บงั เกดิ ขนึ้ ดว้ ย, มะนญั จะ ปะชานาต ิ ธมั เม จะ ปะชานาต,ิ รแู้ จง้ ชดั ซง่ึ ใจดว้ ย รแู้ จง้ ชดั ซง่ึ อารมณท์ เ่ี กดิ กบั ใจทง้ั หลายดว้ ย, ยญั จะ ตะทภุ ะยงั ปะฏจิ จะ อปุ ปชั ชะต ิ สญั โญชะนงั ตญั จะ ปะชานาต ิ จะ, รแู้ จง้ ชดั ซง่ึ สงั โยชนอ์ นั อาศยั ใจและอารมณท์ เี่ กดิ กบั ใจทงั้ สองอยา่ งแลว้ บงั เกดิ ขนึ้ ดว้ ย, ยะถา จะ อะนปุ ปนั นสั สะ สญั โญชะนสั สะ อปุ ปาโท โหต,ิ การบงั เกดิ ขน้ึ แหง่ สงั โยชน ์ ทยี่ งั ไมบ่ งั เกดิ ขน้ึ ยอ่ มมไี ดด้ ว้ ยอาการอยา่ งไร, ตญั จะ ปะชานาต,ิ เธอรแู้ จง้ ชดั ซง่ึ การบงั เกดิ ขนึ้ นน้ั ดว้ ย, ยะถา จะ อปุ ปนั นสั สะ สญั โญชะนสั สะ ปะหานงั โหต,ิ การละสงั โยชน ์ ทบ่ี งั เกดิ ขนึ้ แลว้ ยอ่ มมไี ดด้ ว้ ยการอยา่ งไร, ตญั จะ ปะชานาต,ิ เธอรแู้ จง้ ชดั ซงึ่ การละนน้ั ดว้ ย, ยะถา จะ ปะหนี สั สะ สญั โญชะนสั สะ อายะตงิ อะนปุ ปาโท โหต,ิ การไมบ่ งั เกดิ ขน้ึ อกี ตอ่ ไป แหง่ สงั โยชนท์ ลี่ ะไดแ้ ลว้ ยอ่ มมไี ดด้ ว้ ยอาการอยา่ งไร, ตญั จะ ปะชานาต,ิ เธอรแู้ จง้ ชดั ซง่ึ การไมบ่ งั เกดิ ขน้ึ อกี ตอ่ ไปนนั้ ดว้ ย, อติ ิ อชั ฌตั ตงั วา ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ด้วยอาการอย่างนี้ ที่ภิกษุเป็นผู้มีปรกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอันเป็น ภายในบา้ ง, พะหทิ ธา วา ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในธรรมทงั้ หลาย อนั เปน็ ภายนอกบา้ ง, อชั ฌตั ตะพะหทิ ธา วา ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ในธรรมทงั้ หลาย ทง้ั อนั เปน็ ภายในและภายนอกบา้ ง,
92 สะมทุ ะยะธมั มานปุ สั ส ี วา ธมั เมส ุ วหิ ะระต,ิ และเปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรมอนั เปน็ เหตเุ กดิ ขนึ้ ในธรรมบา้ ง, วะยะธมั มานปุ สั ส ี วา ธมั เมส ุ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรมอนั เปน็ เหตเุ สอื่ มไปในธรรมบา้ ง, สะมทุ ะยะวะยะธมั มานปุ สั ส ี วา ธมั เมส ุ วหิ ะระต,ิ เหน็ ธรรมทงั้ อนั เปน็ เหตเุ กดิ ขนึ้ และเสอ่ื มไปในธรรมบา้ ง, อตั ถ ิ ธมั มาต ิ วา ปะนสั สะ สะต ิ ปจั จปุ ฏั ฐติ า โหต,ิ กแ็ หละสต ิ คอื ความระลกึ วา่ ”ธรรมมอี ย„ู่ ดงั น ี้ ของเธอนน้ั เปน็ สตทิ เี่ ธอดำ� รงไว,้ ยาวะเทวะ ญาณะมตั ตายะ, เพยี งเพอื่ ร,ู้ ปะตสิ สะตมิ ตั ตายะ, เพยี งเพอื่ อาศยั ระลกึ , อะนสิ สโิ ต จะ วหิ ะระต,ิ ทแี่ ทเ้ ธอเปน็ ผทู้ ตี่ ณั หาและทฏิ ฐอิ าศยั ไมไ่ ด,้ นะ จะ กญิ จ ิ โลเก อปุ าทยิ ะต,ิ เธอไมย่ ดึ มนั่ อะไรๆ ในโลกน,ี้ เอวมั ป ิ โข ภกิ ขะเว ภกิ ข ุ ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ภกิ ษทุ งั้ หลาย อยา่ งนแี้ ล ชอ่ื วา่ ภกิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรมในธรรมทง้ั หลาย, ฉะส ุ อชั ฌตั ตกิ ะพาหเิ รส ุ อายะตะเนส.ุ คอื อายตนะภายในภายนอก ๖ อยา่ งอย.ู่ (อายะตะนะปพั พงั ลกั ษณะท ่ี ๓ วา่ ดว้ ยอายตนะภายในภายนอก ๖ อยา่ ง จบ) ปนุ ะ จะปะรงั ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย อยา่ งอน่ื ยงั มอี ยอู่ กี , ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ ภกิ ษเุ ปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรม ในธรรมทง้ั หลาย, สตั ตะส ุ โพชฌงั เคส,ุ คอื องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ เจด็ อยา่ ง, กะถญั จะ ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ งั้ หลาย ภกิ ษใุ นศาสนาน,้ี ธมั เมส ุ ธมั มานปุ สั ส ี วหิ ะระต,ิ เปน็ ผมู้ ปี รกตพิ จิ ารณาเหน็ ธรรม ในธรรมทง้ั หลาย, สตั ตะส ุ โพชฌงั เคส,ุ คอื องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ เจด็ อยา่ งนน้ั เปน็ อยา่ งไรเลา่ ?, อธิ ะ ภกิ ขะเว ภกิ ข,ุ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ภกิ ษใุ นศาสนาน,ี้ สนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั สะตสิ มั โพชฌงั คงั , ยอ่ มรแู้ จง้ ชดั ซง่ึ องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความระลกึ ได,้
93 อตั ถ ิ เม อชั ฌตั ตงั สะตสิ มั โพชฌงั โคต ิ ปะชานาต,ิ อนั มอี ยภู่ ายในตนกต็ ามวา่ ”องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความระลกึ ได ้ ในภายในของเรามอี ย„ู่ , อะสนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั สะตสิ มั โพชฌงั คงั , รแู้ จง้ ชดั ซงึ่ องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความระลกึ ได,้ นตั ถ ิ เม อชั ฌตั ตงั สะตสิ มั โพชฌงั โคต ิ ปะชานาต,ิ อันไม่มีอยู่ภายในตนก็ตามว่า ”องค์แห่งการรู้แจ้ง คือความระลึกได้ในภายในของ เราไมม่ อี ย„ู่ , ยะถา จะ อะนปุ ปนั นสั สะ สะตสิ มั โพชฌงั คสั สะ อปุ ปาโท โหต,ิ และการบังเกิดขึ้นซึ่งองค์แห่งการรู้แจ้งคือความระลึกได้ ท่ียังไม่บังเกิดขึ้น ย่อมมีได้ ดว้ ยอาการอยา่ งไร, ตญั จะ ปะชานาต,ิ เธอรแู้ จง้ ชดั ซง่ึ การบงั เกดิ ขนึ้ นนั้ ดว้ ย, ยะถา จะ อปุ ปนั นสั สะ สะตสิ มั โพชฌงั คสั สะ ภาวะนาปารปิ รู ิ โหต,ิ การเจรญิ บรบิ รู ณซ์ ง่ึ องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความระลกึ ได้ ทบ่ี งั เกดิ ขน้ึ แลว้ ยอ่ มมไี ด้ ดว้ ยอาการอยา่ งไร, ตญั จะ ปะชานาต,ิ เธอรแู้ จง้ ชดั ซง่ึ การเจรญิ บรบิ รู ณน์ น้ั ดว้ ย, สนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั ธมั มะวจิ ะยะ สมั โพชฌงั คญั จะ, ยอ่ มรแู้ จง้ ชดั ซง่ึ องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความเฟน้ ธรรมดว้ ย, วริ ยิ ะสมั โพชฌงั คญั จะ, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความเพยี รดว้ ย, ปตี สิ มั โพชฌงั คญั จะ, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความอมิ่ ใจดว้ ย, ปสั สทั ธสิ มั โพชฌงั คญั จะ, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความสงบใจดว้ ย, สะมาธสิ มั โพชฌงั คญั จะ, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความตง้ั มนั่ ของจติ ดว้ ย, อเุ ปกขาสมั โพชฌงั คญั จะ, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความมจี ติ เปน็ กลาง เพราะรเู้ หน็ ตามความเปน็ จรงิ ดว้ ย, อตั ถ ิ เม อชั ฌตั ตงั , อนั มอี ยภู่ ายในตนกต็ ามวา่ , ธมั มะวจิ ะยะสมั โพชฌงั โค, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื การเฟน้ ธรรมดว้ ย, วริ ยิ ะสมั โพชฌงั โค, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความเพยี รดว้ ย, ปตี สิ มั โพชฌงั โค, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความอม่ิ ใจดว้ ย,
94 ปสั สทั ธสิ มั โพชฌงั โค, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความสงบใจดว้ ย, สะมาธสิ มั โพชฌงั โค, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความตงั้ มนั่ ของจติ ดว้ ย, อเุ ปกขาสมั โพชฌงั โคต ิ ปะชานาต,ิ องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความมจี ติ เปน็ กลาง เพราะรเู้ หน็ ตามความเปน็ จรงิ ดว้ ยในภายใน ของเรามอี ย,ู่ อะสนั ตงั วา อชั ฌตั ตงั ธมั มะวจิ ะยะสมั โพชฌงั คญั จะ, รแู้ จง้ ชดั ซง่ึ องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื การเฟน้ ธรรมดว้ ย, วริ ยิ ะสมั โพชฌงั คญั จะ, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความเพยี รดว้ ย, ปตี สิ มั โพชฌงั คญั จะ, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความอมิ่ ใจดว้ ย, ปสั สทั ธสิ มั โพชฌงั คญั จะ, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความสงบใจดว้ ย, สะมาธสิ มั โพชฌงั คญั จะ, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความตงั้ มน่ั ของจติ ดว้ ย, อเุ ปกขาสมั โพชฌงั คญั จะ, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความมจี ติ เปน็ กลาง เพราะรเู้ หน็ ตามความเปน็ จรงิ ดว้ ย, นตั ถ ิ เม อตั ฌตั ตงั , อนั ไมม่ อี ยภู่ ายในตนกต็ ามวา่ , ธมั มะวจิ ะยะสมั โพชฌงั โค, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื การเฟน้ ธรรมดว้ ย, วริ ยิ ะสมั โพชฌงั โค, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความเพยี รดว้ ย, ปตี สิ มั โพชฌงั โค, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความอม่ิ ใจดว้ ย, ปสั สทั ธสิ มั โพชฌงั โค, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความสงบใจดว้ ย, สะมาธสิ มั โพชฌงั โค, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความตง้ั มน่ั ของจติ ดว้ ย, อเุ ปกขาสมั โพชฌงั โคต ิ ปะชานาต,ิ องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความมจี ติ เปน็ กลาง เพราะรเู้ หน็ ตามความเปน็ จรงิ ดว้ ย ในภายในของเราไมม่ อี ย,ู่ ยะถา จะ อปุ ปนั นสั สะ ธมั มะวจิ ะยะ สมั โพชฌงั คสั สะ จะ, และการบงั เกดิ ขนึ้ ซงึ่ องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความเฟน้ ธรรมดว้ ย, วริ ยิ ะสมั โพชฌงั คสั สะ จะ, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความเพยี รดว้ ย, ปตี สิ มั โพชฌงั คสั สะ จะ, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความอม่ิ ใจดว้ ย, ปสั สทั ธสิ มั โพชฌงั คสั สะ จะ, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความสงบใจดว้ ย, สะมาธสิ มั โพชฌงั คสั สะ จะ, องคแ์ หง่ การรแู้ จง้ คอื ความตงั้ มนั่ ของจติ ดว้ ย,
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216