๑๙๕ ๒) มติ รรว่ มสขุ ร่วมทุกข์ มีลักษณะ ๔ (๑) บอกความลับแก่เพอ่ื น (๒) รกั ษาความลบั ของเพือ่ น (๓) มภี ยั อันตราย ไม่ละท้งิ (๔) แม้ชวี ติ ก็สละให้ได้ ๓) มิตรแนะนำประโยชน์ มีลกั ษณะ ๔ (๑) จะทำชั่วเสยี หาย คอยห้ามปรามไว้ (๒) แนะนำสนบั สนนุ ให้ต้ังอยใู่ นความดี (๓) ใหไ้ ดฟ้ งั ไดร้ ้สู ิง่ ท่ไี ม่เคยไดร้ ู้ได้ฟัง (๔) บอกทางสขุ ทางสวรรคใ์ ห้ ๔) มิตรมใี จรกั มีลกั ษณะ ๔ (๑) เพื่อนมที ุกข์ พลอยไมส่ บายใจ (ทุกข์ ทกุ ข์ด้วย) (๒) เพือ่ นมสี ขุ พลอยแช่มชื่นยินดี (สุข สุขดว้ ย) (๓) เขาติเตียนเพือ่ น ชว่ ยยับยง้ั แก้ให้ (๔) เขาสรรเสรญิ เพื่อน ชว่ ยพูดเสรมิ สนบั สนนุ ข. จดั สรรทรัพย์ทีห่ ามาได้ดว้ ยสมั มาชพี ดังนี้ ข้นั ท่ี ๑ ขยนั หมั่นทำงานเก็บออมทรัพย์ ดงั ผ้ึงเก็บรวมน้ำหวานและเกสร ขน้ั ที่ ๒ เมอ่ื ทรพั ยเ์ ก็บกอ่ ข้นึ ดงั จอมปลวก พึงวางแผนใชจ้ ่าย ๔ ส่วน คือ ๑ สว่ น เลี้ยงตวั เลี้ยงครอบครวั ดแู ลคนเก่ยี วขอ้ ง ทำความดี ๒ สว่ น ใชท้ ำหน้าท่กี ารงานประกอบกจิ การอาชีพ ๑ ส่วน เก็บไวเ้ ป็นหลักประกนั ชวี ติ และกจิ การคราวจำเป็น ❀ รกั ษาความสัมพันธ์ ๖ ทิศ ก. ทำทกุ ทศิ ให้เกษมสนั ต์ ปฏิบัตหิ น้าทต่ี อ่ บคุ คลทส่ี มั พนั ธก์ ับตนใหถ้ ูกต้อง ตามฐานะทัง้ ๖ คอื ทิศท่ี ๑ ในฐานะท่เี ป็นบุตรธิดา พงึ เคารพบดิ ามารดา ผู้เปรียบเสมอื นทศิ เบอ้ื งหนา้ ดงั น้ี ๑. ท่านเลย้ี งเรามาแล้ว เลี้ยงทา่ นตอบ ๒. ช่วยทำกิจธรุ ะการงานของทา่ น ๓. ดำรงวงศ์สกลุ ๔. ประพฤติตนใหเ้ หมาะสมกบั ความเป็นทายาท ๕. เม่ือท่านล่วงลับไปแลว้ ทำบญุ อุทิศใหท้ ่าน บิดามารดาอนเุ คราะห์บุตรธดิ า ตามหลักปฏบิ ตั ิดงั นี้ ๑. หา้ มปรามป้องกันจากความช่ัว ๒. ดูแลฝกึ อบรมให้ตง้ั อยใู่ นความดี ๓. ใหศ้ ึกษาศลิ ปวทิ ยา ๔. เป็นธุระเมือ่ ถงึ คราวจะมีคคู่ รองที่สมควร ๕. มอบทรพั ยส์ มบตั ใิ หเ้ มื่อถงึ โอกาส ทศิ ท่ี ๒ ในฐานะท่เี ปน็ ศิษย์ พึงแสดงความเคารพนับถอื ครูอาจารย์ ผเู้ ปรียบเสมือน ทิศเบือ้ งขวา ดงั น้ี ๑. ลุกต้อนรับ แสดงความเคารพ ๒. เขา้ ไปหาเพือ่ บำรุงรับใช้ ปรกึ ษา ซกั ถาม รับคำ แนะนำ เป็นตน้ ๓. ฟงั ด้วยดี ฟังเปน็ รจู้ กั ฟังใหเ้ กิดปญั ญา ๔. ปรนนบิ ตั ิ ช่วยบริการ ๕. เรียนศลิ ปวทิ ยาโดยเคารพ เอาจรงิ เอาจังถือเปน็ กจิ สำคญั อาจารย์อนเุ คราะหศ์ ิษย์ ตามหลักปฏิบัติดงั น้ี ๑. แนะนำฝกึ อบรมให้เป็นคนดี ๒. สอนให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ๓. สอนศลิ ปวทิ ยาใหส้ นิ้ เชิง ๔. ส่งเสริมยกยอ่ งความดงี ามความสามารถใหป้ รากฏ ๕. สร้างเคร่ืองคมุ้ ภัยในสารทิศ คอื สอนฝกึ ศิษย์ใหใ้ ช้วชิ ชาเลย้ี งชีพได้จริง และรู้จกั ดำรงตนด้วยดี ทจี่ ะเปน็ ประกนั ใหด้ ำเนนิ ชวี ติ ดงี ามโดยสวสั ดี มคี วามสขุ ความเจริญ
๑๙๖ ทศิ ท่ี ๓ ในฐานะทเ่ี ป็นสามี พึงให้เกียรติบำรงุ ภรรยา ผู้เปรียบเสมอื นทิศเบือ้ งหลัง ดังน้ี ๑. ยกย่องใหเ้ กียรตสิ มฐานะทีเ่ ปน็ ภรรยา ๒. ไมด่ ูหมนิ่ ๓. ไม่นอกใจ ๔. มอบความเปน็ ใหญใ่ นงานบ้าน ๕. หาเครื่องแตง่ ตวั มาใหเ้ ปน็ ของขวัญตามโอกาส ภรรยาอนเุ คราะหส์ ามี ตามหลกั ปฏิบตั ดิ งั นี้ ๑. จัดงานบา้ นให้เรียบรอ้ ย ๒. สงเคราะหญ์ าตมิ ิตรทัง้ สองฝา่ ยดว้ ยดี ๓. ไมน่ อกใจ ๔. รักษาทรัพยส์ มบัติท่ีหามาได้ ๕. ขยัน ช่างจัดช่างทำ เอางานทกุ อย่าง ทิศท่ี ๔ ในฐานะท่เี ปน็ มิตรสหาย พงึ ปฏบิ ตั ิต่อมิตรสหาย ผู้เปรียบเสมอื น ทิศเบอื้ งซา้ ย ดังนี้ ๑. เผอื่ แผแ่ บ่งปัน ๒. พดู จามนี ำ้ ใจ ๓. ชว่ ยเหลือเก้อื กูลกัน ๔. มตี นเสมอ ร่วมสุขรว่ มทกุ ข์ด้วย ๕. ซื่อสัตยจ์ รงิ ใจ มิตรสหายอนุเคราะห์ตอบ ตามหลักปฏบิ ตั ิดงั น้ี ๑. เมอ่ื เพอ่ื นประมาท ช่วยรกั ษาป้องกัน ๒. เมื่อเพอ่ื นประมาท ช่วยรกั ษาทรพั ย์สมบัติของเพื่อน ๓. ในคราวมีภยั เปน็ ทีพ่ ง่ึ ได้ ๔. ไม่ละทิ้งในยามทุกข์ยาก ๕. นบั ถอื ตลอดถึงวงศญ์ าติของมติ ร ทิศที่ ๕ ในฐานทเ่ี ป็นนายจ้าง พงึ บำรงุ คนรับใช้ และคนงานผู้เปรยี บ เสมือน ทิศเบอื้ งล่าง ดังน้ี ๑. จัดงานให้ทำตามความเหมาะสมกับกำลงั เพศ วัย ความสามารถ ๒. ใหค้ ่าจ้างรางวัลสมควรแกง่ านและความเป็นอยู่ ๓. จดั สวสั ดีการดี มีชว่ ยรกั ษาพยาบาลในยามเจ็บไข้ ๔. มอี ะไรได้พิเศษมา ก็แบ่งปนั ให้ ๕. ให้มวี ันหยุดและพกั ผอ่ นหยอ่ นใจตามโอกาสอนั ควร คนรบั ใชแ้ ละคนงาน แสดงน้ำใจต่อนายงาน ดงั นี้ ๑. เร่มิ ทำงานก่อน ๒. เลกิ งานทหี ลัง ๓. เอาแตข่ องท่ีนายให้ ๔. ทำการงานให้เรียบร้อยและดยี ่ิงขึ้น ๕. นำความดขี องนายงานและกจิ การไปเผยแพร่ ทศิ ที่ ๖ เป็นพทุ ธศาสนกิ ชนพึงแสดงความเคารพนับถอื ตอ่ พระสงฆ์ผ้เู ปรียบเสมอื น ทศิ เบอื้ งบน ดังน้ี ๑. จะทำสงิ่ ใด กท็ ำดว้ ยเมตตา ๒. จะพูดสง่ิ ใด กพ็ ดู ด้วยเมตตา ๓. จะคิดส่ิงใด กค็ ิดด้วยเมตตา ๔. ต้อนรับดว้ ยความเตม็ ใจ ๕. อุปถมั ภด์ ว้ ยปจั จยั ๔ พระสงฆ์อนเุ คราะหค์ ฤหสั ถ์ ตามหลกั ปฏิบตั ดิ ังน้ี ๑. ห้ามปรามสอนใหเ้ ว้นจากความชวั่ ๒. แนะนำสั่งสอนให้ตั้งอยู่ในความดี ๓. อนุเคราะหด์ ว้ ยความปรารถนาดี ๔. ใหไ้ ด้ฟงั ไดร้ สู้ ิง่ ที่ยงั ไม่เคยรไู้ มเ่ คยฟัง ๕. ชแี้ จงอธบิ ายสิง่ ทเ่ี คยฟังแล้วใหเ้ ข้าใจแจม่ แจ้ง ๖. บอกทางสวรรค์ สอนวธิ ดี ำเนนิ ชีวติ ให้มคี วามสุข ข. เกื้อกูลกันประสานสังคม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ร่วมสร้างสรรค์สังคมให้สงบสุขมั่นคงสามัคคีมีเอกภาพ ด้วยสังคหวตั ถุ ๔ คือ ๑. ทาน เผ่ือแผแ่ บง่ ปัน (ชว่ ยด้วยเงนิ ดว้ ยของ) ๒. ปิยวาจา พดู อยา่ งรักกัน (ช่วยด้วยถอ้ ยคำ) ๓. อตั ถจริยา ทำประโยชนแ์ กเ่ ขา (ชว่ ยดว้ ยกำลังแรงงาน) ๔. สมานัตตตา เอาตวั เข้าสมาน (ช่วยด้วยรว่ มสร้างสรรค์และแก้ปัญหา เสมอกันโดยธรรม และรว่ มสุข ร่วมทกุ ข์กนั )
๑๙๗ หมวด ๒ นาชวี ติ ให้ถึงจดุ หมาย ประกอบด้วย ก. จุดหมาย ๓ ช้นั ดำเนินชวี ติ ใหบ้ รรลจุ ดุ หมาย (อตั ถะ) ๓ ขน้ั คอื ข้ันท่ี ๑ ทฏิ ฐธมั มกิ ตั ถะ จุดหมายข้ันตาเหน็ หรือ ประโยชน์ปัจจบุ นั ก) มีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ไรโ้ รค อายยุ นื ข) มเี งนิ มีงาน มอี าชพี สุจรติ พง่ึ ตนเองไดท้ างเศรษฐกจิ ค) มสี ถานภาพดี เป็นที่ยอมรับนับถอื ในสังคม ง) มีครอบครัวผาสกุ ทำวงศต์ ระกลู ให้เป็นทนี่ ับถือ ท้งั ๔ นี้ พึงใหเ้ กดิ มโี ดยธรรม และใชใ้ หเ้ ป็นประโยชน์ ทงั้ แกต่ นและผู้อื่น ข้นั ที่ ๒ สัมปรายกิ ัตถะ จดุ หมายข้ันเลยตาเห็นหรอื ประโยชนเ์ บอื้ งหนา้ ก) มคี วามอบอุ่นซาบซึง้ สขุ ใจ ไมอ่ า้ งวา้ งเลอื่ นลอย มหี ลักยดึ เหน่ยี วใจให้เข้มแขง็ ด้วยศรัทธา ข) มคี วามภูมิใจ ในชวี ติ สะอาด ท่ไี ด้ประพฤตแิ ตก่ ารอนั ดงี ามดว้ ยความสจุ รติ ค) มคี วามอิ่มใจ ในชวี ติ มคี ณุ ค่า ท่ไี ด้ทำประโยชนต์ ลอดมาดว้ ยนำ้ ใจเสียสละ ง) มีความแกลว้ กล้ามั่นใจ ท่จี ะแก้ไขปัญหา นำชวี ิตและภารกิจไปได้ ดว้ ยปัญญา จ) มีความโล่งจติ มั่นใจ มที ุนประกนั ภพใหม่ ดว้ ยได้ทำไวแ้ ต่กรรมที่ดี ขน้ั ท่ี ๓ ปรมตั ถะ จุดหมายสงู สุด หรือประโยชน์อยา่ งยิ่ง ก) ถึงถูกโลกธรรมกระทบ ถงึ จะพบความผันผวนปรวนแปรกไ็ ม่หวน่ั ไหว มใี จเกษมศานต์ม่นั คง ข) ไม่ถกู ความยดึ ตดิ ถอื ม่นั บีบค้นั จิต ให้ผดิ หวงั โศกเศร้า มจี ิตโลง่ โปรง่ เบาเปน็ อิสระ ค) สดชื่อ เบกิ บานใจ ไมข่ นุ่ มวั เศร้าหมอง ผ่องใส ไร้ทุกข์ มีความสขุ ท่ีแท้ ง) รู้เท่าทนั และทำการตรงตามเหตุปัจจัย ชีวิตหมดจดสดใสเปน็ อยู่ด้วยปญั ญา ถา้ บรรลจุ ุดหมายชีวิตถึงขั้นที่ ๒ ข้ึนไป เรยี กว่าเปน็ “บณั ฑติ ” ข. จดุ หมาย ๓ ดา้ น จดุ หมาย ๓ ข้นั น้ี พงึ ปฏบิ ตั ิให้สำเรจ็ ครบ ๓ ด้าน คอื ด้านที่ ๑ อัตตัตถะ จุดหมายเพื่อตน หรือประโยชน์เพื่อตน คือประโยชน์ ๓ ขั้นข้างต้น ซึ่งพึงทำให้ เกดิ ข้ึนแกต่ นเองหรือพัฒนาชวี ติ ของตนข้นึ ไปให้ได้ใหถ้ ึง ด้านที่ ๒ ปรัตถะ จุดหมายเพื่อผู้อื่น หรือ ประโยชน์ผู้อื่น คือ ประโยชน์ ๓ ขั้นข้างต้น ซึ่งพึงช่วยเหลือ ผอู้ น่ื ให้ได้ให้ถงึ ด้วยการชักนำ สนบั สนุนใหเ้ ขาพฒั นาชีวติ ของตนข้นึ ไปตามลำดับ ด้านที่ ๓ อุภยัตถะ จุดหมายร่วมกัน หรือประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือประโยชน์สุขและความดีงามร่วมกัน ของชุมชนหรอื สงั คม รวมทัง้ สภาพแวดลอ้ มและปัจจัยตา่ ง ๆ ซง่ึ พึงช่วยกันสรา้ งสรรค์ บำรงุ รกั ษา เพือ่ เก้ือหนุน ให้ท้งั ตนและผอู้ ่ืนก้าวไปสู่จดุ หมาย ๓ ข้ันข้างต้น ค. ชาวพทุ ธชน้ั นำ ชาวพุทธที่เรียกว่า อุบาสก อุบาสิกา นับว่าเป็นชาวพุทธชั้นนำจะต้องมีความเข้มแข็งที่จะตั้งมั่นอยู่ใน หลกั เป็นตวั อยา่ งแก่ชาวพทุ ธทั่วไป นอกจากรักษา วนิ ัยชาวพุทธ แล้วตอ้ งมี อุบาสกธรรม ๕ ดงั นี้ ๑. มีศรัทธา เชื่อประกอบด้วยปัญญา ไม่งมงาย มั่นในพระรัตนตรัย ไม่หวั่นไหว ไม่แกว่งไกว ถือธรรม เป็นใหญแ่ ละสงู สดุ
๑๙๘ ๒. มีศีล นอกจากตั้งอยู่ในศีล ๕ และสัมมาชีพแล้ว ควรถือศีลอุโบสถตามกาล เพื่อพัฒนาตนให้ชีวิต และความสขุ พงึ่ พาวัตถุนอ้ ยลง ลดการเบยี ดเบยี น และเกอื้ กลู แก่ผู้อื่นไดม้ ากข้ึน ๓. ไม่ถือมงคลตื่นข่าว เชื่อกรรม มุ่งหวังผลจากการกระทำด้วยเรี่ยวแรงความเพียรพยายามตาม เหตผุ ล ไมต่ ืน่ ข่าวเลา่ ลอื โชคลางเร่ืองขลังมงคล ไมห่ วงั ผลจากการขออำนาจดลบนั ดาล ๔. ไมแ่ สวงหาพาหริ ทกั ขิไณย์ ไมไ่ ขวค่ วา้ เขตบุญขุนขลงั ผวู้ เิ ศษศักดิ์สทิ ธิ์ นอกหลกั พระพุทธศาสนา ๕. ขวนขวายในการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา ใส่ใจริเริ่มและสนับ สนุนกิจกรรมการกุศล ตามหลัก คำสอนของพระสมั มาสัมพุทธเจา้ ครู นักเรยี นดี วถิ ีพุทธ ❀ หลักคุณธรรมสาหรบั ครู อาจารย์ ผูท้ ำหนา้ ทส่ี ั่งสอน ใหก้ ารศกึ ษาแก่ผู้อนื่ โดยเฉพาะครู อาจารย์ หรอื ผแู้ สดงธรรม พงึ ประกอบด้วย คุณสมบัติ และประพฤติตามหลักปฏบิ ัติ ดังน้ี ก. เป็นกลั ยาณมติ ร ประกอบด้วยองคค์ ุณของกัลยาณมติ ร หรือ กลั ยาณมิตรธรรม ๗ ประการ ดงั นี้ ๑. ปโิ ย น่ารกั คอื มเี มตตากรณุ า ใสใ่ จคนและประโยชน์สขุ ของเขา เข้าถงึ จติ ใจ สร้างความร้สู กึ สนิท สนมเป็นกันเอง ชวนใจผเู้ รยี นให้อยากเขา้ ไปปรึกษาไตถ่ าม ๒. ครุ นา่ เคารพ คือ เปน็ ผู้หนักแนน่ ถือหลักการเปน็ สำคัญ และมคี วามประพฤตสิ มควรแกฐ่ านะ ทำให้ เกดิ ความรูส้ ึกอบอ่นุ ใจ เป็นทพ่ี ึ่งไดแ้ ละปลอดภัย
๑๙๙ ๓. ภาวนีโย นา่ เจรญิ ใจ คอื มีความรู้จริง ทรงภูมิปัญญาแท้จริง และเป็นผฝู้ ึกฝนปรับปรงุ ตนอย่เู สมอ เป็นทน่ี า่ ยกย่องควรเอาอยา่ ง ทำให้ศิษย์เอย่ อ้างและรำลกึ ถงึ ดว้ ยความซาบซึง้ มน่ั ใจ และภาคภมู ใิ จ ๔. วตฺตา รจู้ ักพูดให้ไดผ้ ล คือ รจู้ ักชแ้ี จงให้เขา้ ใจ รู้วา่ เมอ่ื ไรควรพดู อะไร อย่างไร คอยใหค้ ำแนะนำวา่ กล่าวตกั เตอื น เป็นทป่ี รกึ ษาท่ดี ี ๕. วจนกขฺ โม อดทนต่อถอ้ ยคำ คือ พร้อมทจ่ี ะรบั ฟังคำ ปรึกษาซักถามแม้จุกจิก ตลอดจนคำลว่ งเกิน และคำตกั เตือนวพิ ากษ์วจิ ารณต์ ่างๆ อดทน ฟังได้ ไม่เบือ่ หนา่ ย ไมเ่ สยี อารมณ์ ๖. คมภฺ รี ญจฺ กถํ กตฺตา แถลงเรอ่ื งลำ้ ลกึ ได้ คอื กล่าวชแ้ี จงเรอื่ งตา่ งๆ ที่ยุ่งยากลึกซึ้งให้เขา้ ใจได้ และ สอนศษิ ยใ์ ห้ไดเ้ รยี นร้เู รอ่ื งราวทล่ี กึ ซ้งึ ยง่ิ ข้ึน ๗. โน จฏฐฺ าเน นโิ ยชเย ไม่ชกั นำในอฐาน คอื ไมช่ กั จูงไปในทางที่เสอื่ มเสีย หรอื เรอ่ื งเหลวไหลไม่สมควร (อง.ฺ สตฺตก. ๒๓/๓๔/๓๓) ข. ต้งั ใจประสทิ ธ์ิความรู้ โดยตั้งตนอยใู่ นธรรมของผแู้ สดงธรรม ท่เี รียกวา่ ธรรมเทศกธรรม ๕ ประการ คอื ๑. อนุบพุ พิกถา สอนให้มีขนั้ ตอนถกู ลำดบั คอื แสดงหลกั ธรรม หรือเนอ้ื หาตามลำดับความง่ายยากลมุ่ ลกึ มีเหตุผลสมั พนั ธต์ ่อเนือ่ งกนั ไปโดยลำดับ ๒. ปรยิ ายทัสสาวี จับจุดสำคญั มาขยายให้เข้าใจเหตผุ ล คือ ชี้แจง ยกเหตผุ ลมาแสดง ใหเ้ ข้าใจชดั เจนใน แตล่ ะแงแ่ ตล่ ะประเด็น อธิบายยกั เยือ้ งไปตา่ งๆ ให้มองเหน็ กระจา่ งตามแนวเหตุผล ๓. อนทุ ยตา ตง้ั จิตเมตตาสอนด้วยความปรารถนาดี คือ สอนเขาด้วยจติ เมตตา มุ่งจะใหเ้ ปน็ ประโยชน์ แกผ้ ู้รับคำสอน ๔. อนามสิ ันดร ไม่มีจติ เพง่ เลง็ เห็นแกอ่ ามิส คอื สอนเขามใิ ชม่ ใิ ชม่ งุ่ ท่ตี นจะได้ลาภ สินจ้าง หรอื ผลประโยชน์ตอบแทน ๕. อนุปหจั จ์* วางจติ ตรงไม่กระทบตนและผอู้ นื่ สอนตามหลกั ตามเนือ้ หา มุ่งแสดงอรรถ แสดงธรรม ไม่ ยกตน ไม่เสยี ดสขี ่มขผ่ี ูอ้ นื่ (อง.ฺ ปญฺจก. ๒๒/๑๕๙/๒๐๕) ค. มีลีลาครคู รบทั้งส่ี ครทู ส่ี ามารถมลี ลี าของนักสอน ดงั นี้ ๑. สนั ทสั สนา ชใี้ หช้ ดั จะสอนอะไร ก็ช้แี จงแสดงเหตผุ ล แยกแยะอธบิ ายให้ผฟู้ งั เข้าใจแจม่ แจ้ง ดังจูงมอื ไปดูเห็นกบั ตา ๒. สมาทปนา ชวนใหป้ ฏิบัติ คอื สิ่งใดควรทำ กบ็ รรยายใหม้ องเหน็ ความสำคญั และซาบซึง้ ในคุณคา่ เห็นสมจริง จนผูฟ้ งั ยอมรบั อยากลงมอื ทำ หรือนำไปปฏบิ ตั ิ ๓. สมตุ เตชนา เร้าใหก้ ลา้ คอื ปลกุ ใจใหค้ ึกคกั เกดิ ความกระตือรอื ร้น มีกำลังใจแขง็ ขัน ม่ันใจจะทำให้ สำเร็จ ไมก่ ลวั เหนด็ เหนอื่ ยหรอื ยากลำบาก ๔. สัมปหงั สนา ปลุกให้รา่ เรงิ คือทำบรรยากาศใหส้ นุก สดชื่น แจม่ ใส ผฟู งั เบิกบานแช่มช่นื ใจ มี ความหวงั มองเห็นผลดีและทางสำเร็จ จำงา่ ย ๆ วา่ สอนให้ แจม่ แจ้ง จูงใจ แกล้วกลา้ รา่ เริง (เชน่ ที.ส.ี ๙/๑๙๘/๑๖๑) ง. มหี ลกั ตรวจสอบสาม เมือ่ พูดอยา่ งรวบรดั ทสี่ ดุ ครูอาจตรวจสอบตนเอง ดว้ ยลักษณะการสอนของพระ บรมครู ๓ ประการ คอื ๑. สอนดว้ ยความรู้จรงิ รจู้ รงิ ทำไดจ้ ริง จงึ สอนเขา ๒. สอนอยา่ งมีเหตผุ ล ให้เขาพิจารณาเขา้ ใจแจง้ ด้วยปัญญาของเขาเอง
๒๐๐ ๓. สอนให้ไดผ้ ลจริง สำเรจ็ ความมงุ่ หมายของเรอ่ื งท่ีสอน เชน่ ใหเ้ ข้าใจไดจ้ รงิ เห็นความจรงิ ทำได้จรงิ นำไปปฏบิ ัติได้ผลจริง เปน็ ตน้ (องฺ.ตกิ . ๒๐/๕๖๕/๓๕๖) จ. ทำหน้าท่ีครตู อ่ ศิษย์ ปฏิบตั ติ อ่ ศษิ ย์ โดยอนเุ คราะหต์ ามหลักธรรมเสมือนเปน็ ทศิ เบ้ืองขวา* ดังนี้ ๑. แนะนำฝึกอบรมให้เป็นคนดี ๒. สอนใหเ้ ขา้ ใจแจ่มแจ้ง ๓. สอนศิลปวิทยาใหส้ นิ้ เชิง ๔. สง่ เสริมยกยอ่ งความดีงามความสามารถใหป้ รากฏ ๕. สร้างเคร่ืองคุม้ ภัยในสารทศิ คือ สอนฝกึ ศิษยใ์ ห้ใช้วิชาเล้ียงชีพไดจ้ รงิ และร้จู กั ดำรงตนดว้ ยดี ท่ีจะ เปน็ ประกันให้ดำเนินชีวติ ดีงามโดยสวัสดี มีความสุขความเจริญ** (ที.ปา. ๑๑/๒๐๐/๒๐๓) ❀ หลักคุณธรรมสาหรบั นักเรยี น นักศึกษา นกั เรยี น นกั ศกึ ษา หรอื นกั คน้ ควา้ นอกจากพึงปฏิบัตติ ามหลกั ธรรมสำหรบั คนทีจ่ ะประสบความสำเร็จ คือ จกั ร ๔ และอิทธบิ าท ๔ แลว้ ยังมีหลกั ทค่ี วรร้แู ละหลกั ปฏิบตั ทิ ่คี วรประพฤติอีกดงั ตอ่ ไปนี้ ก. ร้หู ลักบุพภาคของการศึกษา รู้จกั องค์ประกอบทเ่ี ป็น ปจั จัยแห่งสัมมาทิฏฐิ ๒ ประการ ดังนี้ ๑. องค์ประกอบภายนอกที่ดี ไดแ้ ก่ มกี ลั ยาณมิตร หมายถึงรู้จักหาผแู้ นะนำสัง่ สอน ทป่ี รกึ ษา เพ่ือน หนังสอื ตลอดจนสงิ่ แวดล้อมทางสังคมโดยทั่วไปท่ดี ี ทเี่ กือ้ กูล ซ่งึ จะชักจูง หรือกระตุ้นให้เกิดปัญญาไดด้ ้วยการ ฟงั การสนทนา ปรึกษา ซักถาม การอา่ น การคน้ ควา้ ตลอดจนการรู้จกั เลอื กใชส้ ื่อมวลชนให้เปน็ ประโยชน์
๒๐๑ ๒. องคป์ ระกอยภายในท่ดี ี ไดแ้ ก่ โยนโิ สมนสกิ าร หมายถึง การใชค้ วามคดิ ถกู วธิ ี รู้จกั คดิ หรือคดิ เป็น คือ มองส่ิงทั้งหลายดว้ ยความคดิ พิจารณา สบื สาวหาเหตุผล แยกแยะสง่ิ น้นั ๆ หรอื ปัญหานน้ั ๆ ออกให้เหน็ ตาม สภาวะและตามความสมั พันธแ์ ห่งเหตุปจั จัย จนเข้าถึงความจริง และแกป้ ญั หาหรอื ทำประโยชนใ์ ห้เกดิ ข้ึนได้ กลา่ วโดยยอ่ วา่ ข้อหนง่ึ รจู้ กั พ่ึงพาใหไ้ ดป้ ระโยชนจ์ ากคนและสิง่ ที่แวดลอ้ ม ขอ้ สอง รจู้ กั พ่ึงตนเอง และทำตวั ใหเ้ ป็นทีพ่ ึง่ ของผูอ้ ื่น (ม.มู. ๑๒/๔๙๗/๕๓๙) ข. มีหลกั ประกนั ของชวี ติ ท่พี ัฒนา เม่ือร้หู ลักบุพภาคของการศกึ ษา ๒ อย่างแล้ว พงึ นำมาปฏิบตั ใิ นชวี ติ จริง พร้อมกับสร้างคณุ สมบตั อิ ื่นอกี ๕ ประการใหม้ ใี นตน รวมเป็นองค์ ๗ ทีเ่ รียกว่า แสงเงนิ แสงทองของชีวิตที่ ดีงาม หรอื รุ่งอรณุ ของการศกึ ษา ท่พี ระพทุ ธเจา้ ทรงเปรยี บว่าเหมอื นแสงอรณุ ท่ีเปน็ บพุ นิมติ แหง่ อาทติ ย์อุทัย เพราะเป็นคณุ สมบตั ติ น้ ทนุ ทเ่ี ปน็ หลกั ประกันวา่ จะทำให้ก้าวหนา้ ไปในการ ศึกษา และชวี ติ จะพฒั นาสูค่ วามดี งามและความสำเร็จท่สี ูงประเสรฐิ อย่างแน่นอน ดังตอ่ ไปนี้ ๑. แสวงแหล่งปญั ญาและแบบอย่างท่ีดี ๒. มวี ินัยเป็นฐานของการพฒั นาชีวติ ๓. มจี ิตใจใฝ่รใู้ ฝส่ ร้างสรรค์ ๔. ม่งุ มนั่ ฝกึ ตนจนเตม็ สดุ ภาวะที่ความเป็นคนจะให้ถึงได้ ๕. ยดึ ถอื หลกั เหตุปจั จยั มองอะไรๆ ตามเหตแุ ละผล ๖. ตง้ั ตนอยใู่ นความไมป่ ระมาท ๗. ฉลาดคิดแยบคายใหไ้ ด้ประโยชนแ์ ละความจริง ค. ทำตามหลักเสริมสร้างปญั ญา ในทางปฏิบัติ อาจสร้างปจั จยั แห่งสมั มาทิฏฐิ ๒ อย่างขา้ งต้นนั้นได้ ดว้ ย การปฏบิ ตั ติ ามหลกั วุฒธิ รรม ๔* (หลกั การสรา้ งความเจริญงอกงามแหง่ ปัญญา) ๑. สัปปรุ ิสสงั เสวะ เสวนาผรู้ ู้ คอื รจู้ กั เลอื กหาแหล่งวิชา คบหาท่านผูร้ ู้ ผ้ทู รงคุณความดี มภี ูมิธรรมภูมิ ปญั ญานา่ นบั ถอื ๒. สทั ธัมมสั สวนะ ฟงั ดูคำสอน คือ เอาใจใส่สดับตรับฟังคำบรรยาย คำแนะนำสัง่ สอน แสวงหาความรู้ ทง้ั จากตวั บุคคลโดยตรง และจากหนังสือหรอื สื่อมวลชน ตงั้ ใจเลา่ เรียน คน้ ควา้ หม่นั ปรึกษาสอบถาม ใหเ้ ข้าถงึ ความรทู้ จ่ี รงิ แท้ ๓. โยนโิ สมนสิการ คิดใหแ้ ยบคาย คอื รู้ เหน็ ไดอ้ า่ น ไดฟ้ ังสง่ิ ใด ก็ร้จู กั คิดพิจารณาด้วยตนเอง โดย แยกแยะให้เหน็ สภาวะและสบื สาวให้เหน็ เหตผุ ลว่านนั่ คอื อะไร เกิดขึ้นได้อยา่ งไร ทำไมจึงเปน็ อย่างนนั้ จะ เกิดผลอะไรต่อไป มีขอ้ ดี ข้อเสีย คุณโทษอยา่ งไร เป็นตน้ ๔. ธรรมานธุ รรมปฏบิ ัติ ปฏบิ ัติใหถ้ ูกหลกั นำส่ิงท่ีไดเ้ ลา่ เรยี นรบั ฟงั และตรติ รองเหน็ ชัดแล้ว ไปใช้หรือ ปฏบิ ัตหิ รอื ลงมือทำ ใหถ้ กู ตอ้ งตามความมงุ่ หมาย ให้หลักยอ่ ยสอดคลอ้ งกับหลกั ใหญ่ ข้อปฏบิ ัตยิ อ่ ยสอดคลอ้ ง กับจดุ หมายใหญ่ ปฏิบตั ธิ รรมอยา่ งรู้เปา้ หมาย เช่น สนั โดษเพอื่ เกอ้ื หนุนการงาน ไม่ใช่สันโดษกลายเป็นเกยี จ ครา้ น เป็นต้น (อง.ฺ จตกุ ฺก. ๒๑/๒๔๘/๓๓๒)
๒๐๒ ง. ศกึ ษาใหเ้ ปน็ พหสู ตู จะศึกษาเลา่ เรยี นอะไร ก็ทำตนให้เป็นพหูสูตในดา้ นนน้ั ด้วยการสรา้ งความรู้ความ เขา้ ใจให้แจม่ แจง้ ชัดเจนถงึ ข้ันครบ องค์คณุ ของพหูสูต (ผคู้ งแกเ่ รียน) ๕ ประการ คือ ๑. พหสุ ฺสตุ า ฟงั มาก คอื เล่าเรยี น สดับฟัง ร้เู หน็ อ่าน สง่ั สมความร้ใู นดา้ นน้ันไวใ้ หม้ ากมายกวา้ งขวาง ๒. ธตา จำได้ คือ จับหลักหรอื สาระได้ ทรงจำเรื่องราวหรือเน้ือหาสาระไวไ้ ดแ้ มน่ ยำ ๓. วจสา ปริจติ า คลอ่ งปาก คือ ท่องบ่น หรือใชพ้ ดู อยเู่ สมอ จนแคล่วคล่องจัดเจน ใครสอบถามกพ็ ดู ชีแ้ จงแถลงได้ ๔. มนสานุเปกขฺ ติ า เจนใจ คอื ใสใ่ จนึกคดิ จนเจนใจ นกึ ถงึ ครัง้ ใด กป็ รากฏเนือ้ ความสวา่ งชัดเจน มองเหน็ โลง่ ตลอดไปท้ังเรือ่ ง ๕. ทิฏฺฐยิ า สุปฏวิ ทิ ธฺ า ขบไดด้ ว้ ยทฤษฎี คอื เข้าใจความหมายและเหตผุ ลแจม่ แจง้ ลึกซงึ้ รทู้ ี่ไปที่มา เหตผุ ล และความสมั พันธข์ องเน้ือความและรายละเอยี ดต่าง ๆ ทง้ั ภายในเรอื่ งนนั้ เอง และที่เกี่ยวโยงกบั เร่อื ง อื่นๆ ในสายวชิ าหรือทฤษฎนี ้ันปรโุ ปร่งตลอดสาย (อง.ฺ ปญจฺ ก. ๒๒/๘๗/๑๒๙) จ. เคารพผจู้ ดุ ประทีปปัญญา ในด้านความสมั พันธ์กบั ครอู าจารย์ พึงแสดงคารวะนบั ถือ ตามหลักปฏิบัติ ในเร่ืองทศิ ๖ ข้อวา่ ด้วย ทิศเบอื้ งขวา* ดงั นี้ ๑. ลุกต้อนรบั แสดงความเคารพ ๒. เขา้ ไปหา เพื่อบำรุง รับใช้ ปรึกษา ซักถาม รบั คำแนะนำ เป็นต้น ๓. ฟงั ด้วยดี ฟงั เปน็ รูจ้ ักฟังใหเ้ กดิ ปญั ญา ๔. ปรนนิบัติ ช่วยบรกิ าร ๕. เรยี นศิลปวทิ ยาโดยเคารพ เอาจริงเอาจัง ถือเป็นกิจสำคัญ (ที.ปา. ๑๑/๒๐๐/๒๐๓)
๒๐๓ บรรณานุกรม ฝา่ ยวปิ สั สนาธุระ มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย. คมู่ ือสมาธิภาวนา สวดมนต์แปล. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พพ์ ระพุทธศาสนาของธรรมสภา, ๒๕๕๓. พระครอู รุณธรรมรงั สี (เอีย่ ม สิริวณโฺ ณ). มนต์พิธสี ำหรบั พระภิกษสุ ามเณรและพุทธศาสนกิ ชนทวั่ ไป. กรงุ เทพมหานคร: อักษรสมยั , มปป. พระไตรปิฏก CD ROM ฉบบั เรยี นพระไตรปิฎก พระธรรมธรี ราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธ,ิ ป.ธ.๙). รบี สรา้ งบารมี (บารม๓ี ๐ ทศั ). พมิ พ์ครัง้ ท่ี ๔ กรุงเทพมหานคร: สัมปชญั ญะ, ๒๕๕๐. พระธรรมธีรราชมหามนุ ี (โชดก ป.ธ.๙). หลักปฏบิ ัตสิ มถะและวปิ สั สนากรรมฐาน. พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๖ กรงุ เทพมหานคร: สหธรรมิก, ๒๕๔๖. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). ธรรมนญู ชวี ิต. กรงุ เทพฯ : มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๐. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต). วนิ ัยของคฤหสั ถ์ คือ คิหวิ ินยั ได้แกพ่ ระพุทธโอวาทในสิงคาลกสตู ร พระไตรปิฎก เลม่ ๑๑ (ท.ี ปา ๑๑/๑๗๒–๒๐๖/๑๙๔–๒๐๗). พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต). อบุ าสกธรรม ๕ มาในพระไตรปฎิ ก เลม่ ๒๒ (องฺ ปญจฺ ก. ๒๒/๑). พระมหาชิด วชริ ญาโณ, พระพุทธมนต์พุทธวิธคี ลายทุกข์. กรงุ เทพมหานคร: สหธรรมิก, ๒๕๕๓. พระมหาไสว าณวีโร . คมู่ อื หลกั ปฏบิ ัตวิ ิปัสสนากรรมฐาน, กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์การศาสนา, ๒๕๔๕. พระมหาไสว าณวโี ร. การเจริญสตปิ ัฏฐาน ๔ กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์การศาสนา, ๒๕๔๐. พระศาสนโสภณ (เจรญิ สวุ ฑฒฺ โน). สวดมนต์แปล. พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๑๒, กรุงเทพมหานคร: มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๘. สถานปฏิบตั ธิ รรมมหาจฬุ าอาศรม. หนงั สือสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็นแปล กรงุ เทพมหานคร: สหธรรมกิ , ๒๕๕๐. สมเดจ็ พระสังฆราช (ปุสฺสเทว). สวดมนตฉ์ บบั หลวง. พมิ พ์คร้ังที่ ๑๖, . กรุงเทพมหานคร: มหามกฏุ ราช วทิ ยาลยั , ๒๕๓๖. สวนโมกขพลาราม ไชยา. คูม่ ืออบุ าสกอุบาสิกา. กรงุ เทพมหานคร: สำนักพมิ พ์เล่ียงเซยี ง, ๒๕๔๕.
๒๐๔
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216