Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือเรียน สาระความรู้พื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย (พท21001) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

หนังสือเรียน สาระความรู้พื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย (พท21001) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

Published by nongbualumphulibrary, 2018-12-06 11:45:55

Description: หนังสือเรียน สาระความรู้พื้นฐาน
รายวิชา ภาษาไทย
(พท21001)
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

Search

Read the Text Version

ห น า | 121บทท่ี 5 หลกั การใชภาษาสาระสําคญั การใชทักษะทางภาษาในการแสวงหาความรู การระดมความคิด การประชุม การวิเคราะหการประเมิน การเขาใจระดับของภาษา สามารถใชพ ดู และเขยี นไดด ี ทาํ ใหเกดิ ประโยชนท ้งั ตอสว นตนและสว นรวม ทง้ั ยังเปนการอนุรักษขนบธรรมเนียมประเพณี และวฒั นธรรมไทยผลการเรยี นรูท ่คี าดหวัง ผูเรียนสามารถ 1. อธิบายความแตกตางของคํา พยางค วลี ประโยค ไดถ ูกตอง 2. ใชเครื่องหมายวรรคตอน อักษรยอ คําราชาศัพทไดถูกตอง 3. อธิบายความแตกตางระหวางภาษาพูด และภาษาเขยี นได 4. อธิบายความแตกตาง ความหมายของสํานวน สุภาษิต คําพังเพย และนําไปใชในชีวติ ประจําวนั ไดถกู ตองขอบขา ยเนอ้ื หา เร่ืองท่ี 1 การใชคําลาและการสรางคําในภาษาไทย เร่ืองท่ี 2 การใชเครื่องหมายวรรคตอน และอักษรยอ เร่ืองท่ี 3 ชนดิ และหนา ทข่ี องประโยค เร่ืองท่ี 4 หลกั ในการสะกดคํา เร่ืองท่ี 5 คําราชาศัพท เร่ืองท่ี 6 การใชสํานวน สภุ าษติ คําพังเพย เร่ืองท่ี 7 หลักการแตงคําประพันธประเภทตางๆ เร่ืองท่ี 8 การใชภาษาที่เปนทางการและไมเปนทางการ

122 | ห น าเรื่องที่ 1 การใชคําและการสรางคําในภาษาไทยการใชค าํ การสื่อสารดวยการพูดและเขียนจะมีประสิทธิภาพหรือสื่อสารไดดีนัน้ ตองใชคําใหถูกตองโดยใชคําทีม่ ีความหมายชัดเจน ใชคําใหถูกกับกาลเทศะและบุคคล การใชเครือ่ งหมายการเวนวรรคตอน การสะกดการนั ตต องถูกตอง ซึ่งการใชคําใหถ กู ตองมหี ลักการดงั นนั้ 1. ใชคําใหถูกตองเหมาะสมกับประโยคและขอความ การใชคําบวงคําในประโยคหรือขอความบางครั้งมักใช คําผิด เชน คําวา มั่วสุมกับหมกมุน บางคนจะใชวา “นักเรียนมักมัว่ สุมกับตําราเรียนเมือ่ ใกลสอบ” ซึง่ ไมถูกตองควรใชคําวา หมกมุน แทนคําวา มัว่ สุม มักจะใชคําวารโหฐานในความหมายวาใหญโ ตซึ่งความหมายของคํานี้ หมายถึง ท่ลี ับ ควรใชคําวา มโหฬารแทน 2. ควรใชใหถูกตองตามหลักภาษา เชน มักจะใชหมายกําหนดการแทนคํา กําหนดการ ในงานปกติทั่วไปซึ่งคําวา หมายกําหนดการ จะใชกับงานพระราชพิธี กําหนดการ จะใชกับงานทัว่ ไปเปนตน 3. ควรแบงวรรคตอนของคําไทยใหถูกตอง เพราะหากแบงตอนผิดก็จะทําใหความหมายผิดไปได เชน คนกนิ กลว ย แขกรอ นจนตาเหลอื ก ควรเขียน กลว ยแขก ใหต ิดกนัยาน้กี นิ แลวแขง็ แรงไมมี โรคภยั เบยี ดเบียน ควรเขียน แขง็ แรงใหต ดิ กนั 4. ใชล กั ษณะนามใหถ กู ตอง ลักษณะนามเปนลักษณะพิเศษของภาษาไทย ควรใชใหถูกตองโดยเฉพาะลักษณะนามบางคําทีไ่ มมีโอกาสใชบอยอาจจะจําไมได เชน “ชาง” ซึง่ ลักษณะนามชางเปน เชอื ก ตัวอยาง ชาง 2 เชอื ก มักจะใชผ ดิ เปน ชา ง 2 ตวั หรือชาง 2 ชาง เปน ตน 5. ใชคําใหตรงความหมาย คําไทย คําหนึง่ มีความหมายไดหลายอยาง บางคํามีความหมายโดยตรงบางคํามีความหมายแฝง บางคํามีความหมายโดยนัย และบางคํามีความหมายใกลเคียงจึงตองเลือกใชใหตรงความหมาย 5.1 คําที่มีความหมายไดหลายอยาง เชน “ขัน” ถาเปนคํานาม หมายถึง ภาชนะใชตักน้าํเชน ขนั ใบนด้ี แี ท “ขัน” ถาเปนคํากริยาก็จะหมายถึง ทําใหตึง เสียงรองของไกและนก เชน นกเขาขันเพราะจรงิ ๆ “ขนั ” ถาเปนคําวเิ ศษณ หมายถึง นา หวั เราะ เชน เธอดูนาขนั จรงิ ๆ เปน ตน 5.2 ความหมายใกลเคียง การใชคําชนิดนีต้ องระมัดระวังใหดี เชน มืด มัว ยิ้ม แยมเลก็ นอ ย ใหญ โต ซอ ม แซม ขบ กดั เปนตน

ห น า | 123 ตวั อยา ง มืด หมายถึง ไมสวา ง มองไมเห็น เชน หอ งนมี้ ืดมาก มวั หมายถึง คลุม มนึ หลง เพลนิ เชน ลูกๆ มัวแตร องราํ ทําเพลง มืดมัว เชน วนั นอ้ี ากาศมืดมัวจรงิ ๆ 6. การใชคําที่มีความหมายแฝงหรือความหมายโดยนัยเราตองศึกษาทีม่ าของคํา และดูสภาพแวดลอ ม เราจะทราบความหมายแฝงหรือความหมายโดยนัยของคํานั้น ตัวอยาง แม หมายถึง หญิงทีใ่ หกําเนิดแกลูกเปนความหมายหลัก แตคําตอไปนี้ไมมีความหมายหลัก เชน แมนํ้า แมครัว แมเ หลก็ แมมด แมเ ลา แมส่ือ ฯลฯ เสือ หมายถึง สัตวช นิดหนึง่ อยูใ นปากินเนือ้ สัตวเปนอาหารมีนิสัยดุราย แตคําวา “เสือ”ตอไปนี้ไมไดมีความหมายตามความหมายหลัก เชน เสือผหู ญงิ เสอื กระดาษ เปน ตน 7. ใชค าํ ท่มี ีตวั สะกดการนั ต ใหถูกตองในการเขียนเพราะคําทีอ่ อกเสียงเหมือนกัน แตเขียนสะกดการันตตางกันยอมมีความหมายตางกัน เชน สัน สันต สรร สรรค สันทน ทัง้ หาคํานีเ้ ขียนตางกัน ออกเสียงเหมือนกันแตความหมายไมเหมือนกัน คําวา สันต หมายถึง สงบ สรร หมายถึงเลือกสรร สรรค หมายถึง สราง เปนตน จึงตองระมัดระวังในการเขียนคําใหถูกตองตามสะกดการันตและตรงความหมายของคํานั้นๆ การเขียนคําการเลือกใชคํายังมีขอควรระวังอีกหลายลักษณะขอใหผูเ รียนศึกษาและสังเกตใหดี เพือ่ จะไดใ ชภาษาในการส่อื สารไดอ ยา งมีประสิทธิภาพการสรางคํา คําท่ีใชในภาษาไทยดั้งเดิม สวนมากจะเปนคําพยางคเดียว เชน พ่ี นอง เดือนดาว จอบ ไถหมู หมา กิน นอน ดี ช่วั สอง สาม เปนตน เม่ือโลกววิ ัฒนาการ มสี งิ่ แปลกใหมเพิ่มขึ้น ภาษาไทยก็จะตองพัฒนาทั้งรูปคําและการเพิ่มจํานวนคํา เพือ่ ใหมีคําในการสือ่ สารใหเพียงพอกับการเปลยี่ นแปลงของวัตถสุ ิง่ ของและเหตุการณต าง ๆ ดวยการสรางคํา ยืมคําและเปลี่ยนแปลงรูปรางคํา ซ่ึงจะมีรายละเอียด ดงั น้ีแบบสรา งคาํ แบบสรางคําคือวิธีการนําอักษรมาประสมเปนคําเกิดความหมายและเสียงของแตละพยางคใน 1 คํา จะตองมีสวนประกอบ 3 สวน เปนอยางนอย คือ สระ พยัญชนะ และวรรณยุกต อยางมากไมเกนิ 5 สว น คือ สระ พยญั ชนะ วรรณยกุ ต ตัวสะกด ตวั การนั ต

124 | ห น ารปู แบบของคาํ คําไทยที่ใชอยูป จจุบันมีทั้งคําที่เปนคําไทยดัง้ เดิม คําทีม่ าจากภาษาตางประเทศคําศัพทเฉพาะทางวิชาการ คําทีใ่ ชเฉพาะในการพูด คําชนิดตางๆ เหลานี้มีชือ่ เรียกตามลักษณะและแบบสรางของคํา เชน คํามูล คําประสม คําสมาส คําสนธิ คําพองเสียงคาํ พอ งรปู คาํ เหลา นี้มีลักษณะพเิ ศษเฉพาะ ผูเรียนจะเขาใจลักษณะแตกตางของคําเหลานีไ้ ดจากแบบสรางของคําความหมายและแบบสรางของคําชนิดตางๆคาํ มลู คํามูล เปนคําเดียวที่มไิ ดป ระสมกับคําอื่น อาจมี 1 พยางค หรือหลายพยางคก็ได แตเมื่อแยกพยางคแลวแตละพยางคไมมีความหมายหรือมีความหมายเปนอยางอื่นไมเหมือนเดิม คําภาษาไทยทีใ่ ชมาแตเดมิ สวนใหญเ ปน คาํ มลู ท่มี ีพยางคเ ดียวโดดๆ เชน พอ แม กิน เดนิ ตัวอยา งแบบสรา งของคาํ มูล คน มี 1 พยางค คอื คน สงิ โต มี 2 พยางค คือ สงิ – โต นาฬกิ า มี 3 พยางค คอื นา –ฬิ – กา ทะมัดทะแมง มี 4 พยางค คือ ทะ – มัด – ทะ –แมง กระเหี้ยนกระหือรือ มี 5 พยางค คือ กระ – เห้ียน – กระ – หอื – รอื จากตัวอยางแบบสรางของคํามูล จะเห็นวาเมือ่ แยกพยางคจากคําแลว แตละพยางคไมมีความหมายในตัวหรืออาจมีความหมายไมครบทุกพยางค คําเหลานี้จะมีความหมายก็ตอเมื่อนําทุกพยางคมารวมเปนคํา ลกั ษณะเชนนี้ ถอื วา เปน คาํ เดยี วโดดๆคําประสม คือ คําทีส่ รางขึน้ ใหมโดยนําคํามูลตัง้ แต 2 คําขึน้ ไปมาประสมกัน เกิดเปนคําใหมขึน้ อีกคําหนง่ึ 1. เกิดความหมายใหม 2. ความหมายคงเดิม 3. ความหมายใหกระชับขึ้น

ห น า | 125ตัวอยา งแบบสรางคําประสม แมยาย เกิดจากคํามูล 2 คาํ คอื แมกับยาย ลกู น้าํ เกิดจากคํามูล 2 คาํ คือ ลูกกบั นํ้า ภาพยนตรจนี เกิดจากคํามูล 2 คาํ คือ ภาพยนตรกับจนี จากตัวอยางแบบสรางคําประสม จะเห็นวาเมือ่ แยกคําประสมออกจากกัน จะไดคํามูลซึง่ แตละคํามีความหมายในตวั เองชนิดของคาํ ประสมการนําคํามาประสมกัน เพือ่ ใหเกิดคําใหมขึน้ เรียกวา “คําประสม” น้ัน มีวิธีสรางคําตามแบบสรางอยู 5 วธิ ีดวยกัน คือ1. คําประสมที่เกิดจากคํามูลทีม่ ีรูป เสียง และความหมายตางกัน เมื่อประสมกันเกิดเปนความหมายใหม ไมตรงกับความหมายเดมิ เชนแม หมายถึง หญงิ ท่ีใหกําเนิดลกูยาย หมายถึง แมของแมแมกับยาย ไดคําใหม คอื แมยาย หมายถึง แมของเมียคําประสมชนิดนี้มีมากมาย เชน แมครัว ลูกเสือ พอ ตา มือลิง ลกู นา้ํ ลูกนอ ง ปากกา2. คําประสมทีเ่ กิดจากคํามูลทีม่ ีรูป เสียง และความหมายตางกัน เมือ่ ประสมกันแลวเกิดความหมายใหม แตยังคงรักษาความหมายของคําเดิมแตละคํา เชนหมอ หมายถึง ผรู ู ผูชํานาญ ผรู ักษาโรคดู หมายถึง ใชสายตาเพื่อใหเ หน็หมอกบั ดู ไดคําใหม คือ หมอดู หมายถึง ผูทํานายโชคชะตาราศีคําประสมชนิดนี้ เชน หมอความ นักเรยี น ชาวนา ของกิน รอ นใจ เปนตน3. คําประสมทีเ่ กิดจากคํามูลทีม่ ีรูป เสียง ความหมายเหมือนกัน เมือ่ ประสมแลวเกิดความหมายตางจากความหมายเดิมเล็กนอย อาจมีความหมายทางเพิม่ ขึน้ หรือลดลงก็ได การเขียนคําประสมแบบนี้จะใชไมยมกๆ เติมขางหลัง เชน เรว็ หมายถึง รบี ดว น เรว็ ๆ หมายถึง รบี ดวนยง่ิ ขึ้น เปนความหมายที่เพิ่มขึ้น ดาํ หมายถึง สดี าํ ดาํ ๆ หมายถึง ดาํ ไมสนิท เปนความหมายในทางลดลง

126 | ห น าคําประสมชนิดนี้ เชน ชาๆ ซํา้ ๆ ดๆี นอ ยๆ ไปๆ มาๆ เปน ตน4. คําประสมทีเ่ กิดจากคํามูลทีม่ ีรูปและเสียงตางกัน แตมีความหมายเหมือนกัน เมือ่ นํามาประสมกันแลวความหมายไมเปลี่ยนไปจากเดิม เชน ย้ิม หมายถึง แสดงใหปรากฏวาชอบใจ แยม หมายถึง คลี่ เผยอปากแสดงความพอใจ ย้มิ แยม ไดคําใหม คือ ย้ิมแยม หมายถึง ยิ้มอยางชืน่ บาน คําประสมชนิดนีม้ ีมากมาย เชน โกรธเคอื ง รวดเรว็ แจม ใส เสอ่ื สาด บา นเรอื น วดั วาอาราม ถนนหนทาง เปน ตน5. คําประสมที่เกิดจากคํามูลทีม่ ีรูป เสียง และความหมายตางกัน เมือ่ นํามาประสมจะตัดพยางค หรอื ยนพยางคใ หส ั้นเขา เชน คําวา ชนั ษา มาจากคําวา ชนมพรรษา ชนม หมายถึง การเกิด พรรษา หมายถึง ป ไดคําใหม คอื ชนมพรรษา หมายถึง อายุ ชนม พรรษาคําประสมประเภทนี้ ไดแ ก เดยี งสา มาจาก เดยี ง ภาษา สถาผล มาจาก สถาพร ผล เปรมปรีดิ์ มาจาก เปรม ปรดี าคําสมาสคําสมาสเปนวิธีสรางคําใหมใ นภาษาบาลีและสันสกฤต โดยนําคําตั้งแต 2 คําขึ้นไปมาประกอบกันคลายคําประสม แตคําที่นํามาประกอบแบบคําสมาสนัน้ นํามาประกอบหนาศัพท การแปลคําสมาสจึงแปลจากขางหลังมาขางหนา เชนบรม ยิง่ ใหญ ครู บรมครู ครผู ยู งิ่ ใหญสนุ ทร ไพเราะ พจน คาํ พูด สนุ ทรพจน คําพูดทีไ่ พเราะการนําคํามาสมาสกัน อาจเปนบาลีสมาสกับบาลี สันสกฤตสมาสกับสันสกฤต หรือบาลีสมาสสันสกฤตก็ไดในบางครัง้ คําประสมทีเ่ กิดจากคําไทยประสมกันกับคําบาลีหรือสันสกฤตบางคํามีลักษณะคลายคําสมาสเพราะแปลจากขางหลังมาขางหนา เชน ราชวัง แปลวา วังของพระราชาอาจจัดวาเปนคําสมาสไดสวนคําประสมทีม่ ีความหมายจากขางหนาไปขางหลัง และมิไดใหความผิดแผกแมคาํ นั้นประสมกับคาํ บาลีหรอื สันสกฤตกถ็ อื วา เปนคาํ ประสม เชน มลู คา ทรพั ยสนิ เปนตนการเรียงคําตามแบบสรางของคําสมาส1. ถาเปนคําที่มาจากบาลีและสันสกฤต ใหเรียงบทขยายไวขางหนา เชน

ห น า | 127 อทุ กภัย หมายถึง ภยั จากนํา้ อายขุ ยั หมายถึง สน้ิ อายุ2. ถาพยางคทายของคําหนาประวิสรรชนีย ใหตัดวิสรรชนยี ออก เชน ธรุ ะ สมาสกับ กจิ เปน ธุรกจิ พละ สมาสกับ ศึกษา เปน พลศึกษา3. ถาพยางคทายของคําหนามีตัวการันตหตัดการันตออกเมื่อเขาสมาส เชน ทัศน สมาสกับ ศึกษา เปน ทัศนศึกษา แพทย สมาสกับ สมาคม เปน แพทยสมาคม4. ถาคําซ้ําความ โดยคําหนึ่งไขความอีกคําหนึ่ง ไมมวี ิธเี รยี งคําทแ่ี นน อน เชน นร คน สมาสกับ ชน คน เปน นรชน คน วถิ ี ทาง สมาสกับ ทาง ทาง เปน วิถที าง ทาง คช ชาง สมาสกับ สาร ชาง เปน คชสาร ชางการอานคําสมาสการอานคําสมาสมีหลักอยูว า ถาพยางคทายของคําลงทายดวย สระอะ อิ อุ เวลาเขาสมาสใหอ า นออกเสยี ง อะ อิ อุ นัน้ เพยี งครง่ึ เสยี ง เชนเกษตร สมาสกับ ศาสตร เปน เกษตรศาสตร อา นวา กะ เสด ตระ สาดอทุ ก สมาสกับ ภยั เปน อทุ กภัย อา นวา อุ ทก กะ ไพประวตั ิ สมาสกับ ศาสตร เปน ประวัติศาสตร อา นวา ประ หวดั ติ สาดภูมิ สมาสกับ ภาค เปน ภูมิภาค อา นวา พู มิ พากเมรุ สมาสกับ มาศ เปน เมรุมาศ อา นวา เม รุ มาดขอสงั เกต1. มีคําไทยบางคํา ที่คําแรกมาจากภาษาบาลีสันสกฤต สวนคําหลังเปนคําไทย คําเหลานีไ้ ดแปลความหมายตางกฎเกณฑของคําสมาส แตอานเหมือนกับวาเปนคําสมาส ท้ังน้ี เปนการอานตามความนิยม เชน เทพเจา อา นวา เทพ พะ เจา พลเรอื น อา นวา พล ละ เรอื น กรมวงั อา นวา กรม มะ วงั2. โดยปกติการอานคําไทยที่มีมากกวา 1 พยางค มกั อานตรงตวั เชน บากบั่น อา นวา บาก บั่น

128 | ห น า ลุกลน อา นวา ลกุ ลน มีแตคําไทยบางคําที่เราอานออกเสียงตัวสะกดดวย ทั้งที่เปนคําไทยมิใชคําสมาส ซ่ึงผูเรียนจะตองสงั เกต เชน ตกุ ตา อา นวา ตกุ กะ ตา จักจ่ัน อา นวา จกั กะ จ่นั จก๊ั จ้ี อา นวา จก๊ั กะ จ้ี ชกั เยอ อา นวา ชกั กะ เยอ สัปหงก อา นวา สับ ปะ หงกคาํ สนธิ การสนธิ คือ การเชือ่ มเสียงใหกลมกลืนกันตามหลักไวยกรณบาลีสันสกฤต เปนการเชื่อมอกั ษรใหตอเน่อื งกันเพ่ือตัดอกั ษรใหนอยลง ทําใหคําพูดสละสลวย นําไปใชประโยชนในการแตงคําประพนั ธ คําสนธิ เกิดจากการเชื่อมคําในภาษาบาลีและสันสกฤตเทานั้น ถาคําทีน่ ํามาเชื่อมกันไมใชภาษาบาลีสันสกฤต ไมถือวาเปนสนธิ เชน กระยาหาร มาจากคํา กระยา อาหาร ไมใชสนธิเพราะ กระยา เปนคําไทยและถึงแมวาคําที่นํามารวมกันแตไมไดเชื่อมกัน เปนเพียงประสมคําเทานัน้กไ็ มถ ือวาสนธิ เชน ทิชาชาติ มาจาก ทิชา ชาติ ทัศนาจร มาจาก ทัศนา จร วิทยาศาสตร มาจาก วทิ ยา ศาสตรแบบสรางของคําสนธิที่ใชในภาษาบาลีและสันสกฤต มีอยู 3 ประเภท คือ 1. สระสนธิ 2. พยญั ชนะสนธิ 3. นคิ หติ สนธิสําหรับการสนธิในภาษาไทย สวนมากจะใชแบบสรางของสระสนธิ

ห น า | 129แบบสรางของคาํ สนธิทีใ่ ชใ นภาษาไทย 1. สระสนธิการสนธิสระทําได 3 วธิ ี คอื 1.1 ตัดสระพยางคทาย แลวใชสระพยางคหนาของคําหลังแทน เชน มหา สนธิกับ อรรณพ เปน มหรรณพ นร สนธกิ บั อนิ ทร เปน นรนิ ทร ปรมะ สนธกิ ับ อนิ ทร เปน ปรมินทร รตั นะ สนธกิ ับ อาภรณ เปน รัตนาภรณ วชริ สนธกิ ับ อาวธุ เปน วชริ าวธุ ฤทธิ สนธิกับ อานุภาพ เปน ฤทธานุภาพ มกร สนธิกับ อาคม เปน มกราคม 1.2 ตัดสระพยางคทายของคําหนา แลวใชสระพยางคหนาของคําหลัง แตเปล่ียนรูปอะ เปน อา อิ เปน เอ อุ เปน อู หรอื โอ ตัวอยางเชน เปลีย่ นรูป อะ เปน อา เทศ สนธิกบั อภิบาล เปน เทศาภิบาล ราช สนธิกบั อธริ าช เปน ราชาธิราช ประชา สนธกิ บั อธปิ ไตย เปน ประชาธิปไตย จฬุ า สนธิกบั อลงกรณ เปน จุฬาลงกรณ เปลีย่ นรปู อิ เปน เอ นร สนธกิ บั อศิ วร เปน นเรศวร ปรม สนธกิ บั อนิ ทร เปน ปรเมนทร คช สนธิกบั อนิ ทร เปน คเชนทร เปล่ียนรูป อุ เปน อู หรอื โอ ราช สนธกิ บั อปุ ถมั ภ เปน ราชูปถัมภ สาธารณะ สนธิกบั อปุ โภค เปน สาธารณปู โภค วเิ ทศ สนธกิ บั อุบาย เปน วิเทโศบาย สุข สนธิกบั อทุ ัย เปน สุโขทยั นยั สนธกิ บั อุบาย เปน นโยบาย

130 | ห น า 1.3 เปลีย่ นสระพยางคทายของคําหนา อิ อี เปน ย อุ อู เปน ว แลวใชสระ พยางคหนาของคําหลังแทน เชน เปล่ียน อิ อี เปน ย มติ สนธกิ บั อธิบาย เปน มัตยาธิบาย รงั สี สนธิกับ โอภาส เปน รงั สโยภาส รังสโี ยภาส สามัคคี สนธิกับ อาจารย เปน สามัคยาจารย เปล่ยี น อุ อู เปน ว สินธุ สนธิกับ อานนท เปน สนิ ธวานนท จักษุ สนธิกับ อาจารย เปน สามัคยาจารย ธนู สนธกิ ับ อาคม เปน ธนั วาคม 2. พยัญชนะสนธิ พยัญชนะสนธิในภาษาไทยมีนอย คือ เมือ่ นําคํา 2 คํามาสนธิกัน ถาหากวาพยัญชนะตัวสุดทายของคําหนากับพยัญชนะตัวหนาของคําหลังเหมือนกัน ใหตัดพยัญชนะทีเ่ หมือนกันออกเสียตัวหนง่ึ เชน เทพ สนธิกับ พนม เปน เทพนม นวิ าส สนธกิ บั สถาน เปน นวิ าสถาน 3. นคิ หติ สนธิ นิคหิตสนธิในภาษาไทย ใชวิธีเดียวกับวิธีสนธิในภาษาบาลีและสันสกฤต คือ ใหสังเกตพยัญชนะตัวแรกของคําหลังวาอยูใ นวรรคใด แลวแปลงนิคหิตเปนพยัญชนะตัวสุดทายของวรรคนัน้เชน สํ สนธิกับ กรานต เปน สงกรานต ก เปน พยญั ชนะวรรค กะ พยัญชนะตัวสดุ ทายของวรรค กะ คอื ง สํ สนธิกับ คม เปน สังคม ค เปน พยญั ชนะวรรค กะ พยัญชนะตัวสุดทายของวรรค กะ คือ ง สํ สนธกิ ับ ฐาน เปน สณั ฐาน ฐ เปน พยญั ชนะวรรค กะ พยัญชนะตัวสุดทายของวรรค กะ คอื ณ สํ สนธกิ บั ปทาน เปน สัมปทาน ป เปน พยญั ชนะวรรค กะ พยัญชนะตัวสุดทายของวรรค กะ คอื ม ถาพยัญชนะตัวแรกของคําหลังเปนเศษวรรค ใหคงนิคหิต ตามรูปเดิม อานออกเสียง อังหรอื อนั เชน สํ สนธิกบั วร เปน สงั วร

ห น า | 131 สํ สนธกิ ับ หรณ เปน สังหรณ สํ สนธิกบั โยค เปน สงั โยค ถา สํ สนธกิ ับคาํ ที่ข้ึนตน ดวยสระ จะเปล่ยี นนคิ หิตเปน ม เสมอ เชน สํ สนธิกับ อทิ ธิ เปน สมิทธิ สํ สนธกิ บั อาคม เปน สมาคม สํ สนธกิ ับ อาส เปน สมาส สํ สนธิกบั อุทัย เปน สมทุ ยัคาํ แผลง คําแผลง คือ คําทีส่ รางขึน้ ใชในภาษาไทยอีกวิธีหนึ่ง โดยเปลีย่ นแปลงอักษรทีป่ ระสมอยูใ นคําไทยหรือคําทีม่ าจากภาษาอืน่ ใหผิดไปจากเดิม ดวยวิธีตัด เติม หรือเปลีย่ นรูป แตยังคงรักษาความหมายเดิมหรือเคาความเดิม แบบสรางของการแผลงคํา การแผลงคําทําได 3 วธิ ี คือ 1. การแผลงสระ 2. การแผลงพยัญชนะ 3. การแผลงวรรณยกุ ต

132 | ห น า 1. การแผลงสระ เปน การเปลยี่ นรูปสระของคํานน้ั ๆ ใหเ ปนสระรูปอื่นๆ ตัวอยา งคําเดมิ คําแผลง คาํ เดิม คาํ แผลงชยะ ชยั สายดอื สะดอืโอชะ โอชา สรุ ยิ ะ สุรียวชริ ะ วเิ ชยี ร ดริ จั ฉาน เดรัจฉานพชั ร เพชร พจิ ติ ร ไพจติ รคะนงึ คาํ นึง พีช พชืครหะ เคราะห กรี ติ เกียรติชวนะ เชาวน สุคนธ สวุ คนธสรเสรญิ สรรเสรญิ ยวุ ชน เยาวชนทรู เลข โทรเลข สภุ า สุวภา 2. การแผลงพยญั ชนะการแผลงพยัญชนะก็เชนเดียวกับการแผลงสระ คือ ไมมีกฎเกณฑตายตัวเกิดขึน้ จากความเจริญของภาษา การแผลงพยัญชนะเปนการเปลีย่ นรูปพยัญชนะตัวหนึง่ ใหเปนอีกตัวหนึง่ หรือเพิม่ พยัญชนะลงไปใหเสียงผิดจากเดิม หรือมีพยางคมากกวาเดิม หรือตัดรูปพยัญชนะ การศึกษาทีม่ าของถอยคําเหลานี้จะชวยใหเขาใจความหมายของคําไดถูกตอง ตวั อยา งคําเดิม คาํ แผลง คาํ เดมิ คําแผลงกราบ กําราบ บวช ผนวช ผทม ประทม บรรเทาเกดิ กาํ เนดิ เรยี บ ระเบียบขจาย กําจายแขง็ กาํ แหง คาํ แหง แสดง สาํ แดง สะพรงั่คูณ ควณ คํานวณ คํานูณ พรั่ง ระรวยเจยี ร จาํ เนยี ร รวยรวยเจาะ จําเพาะ เฉพาะ เชญิ อญั เชญิ

ห น า | 133เฉยี ง เฉลยี ง เฉวยี ง เพญ็ บาํ เพ็ญชว ย ชาํ รวย ดาล บนั ดาลตรยั ตาํ รับ อญั ชลี ชลี ชุลีถก ถลก อบุ าสิกา สีกา 3. การแผลงวรรณยุกต หรือเปลี่ยนเสียงวรรณยุกต เพื่อใหเสียงหรือรูปการแผลงวรรณยุกตเปนการเปลี่ยนแปลงรูปวรรณยกุ ตผ ดิ ไปจากเดมิ ตัวอยางคาํ เดิม คาํ แผลง คําเดมิ คาํ แผลงเพยี ง เพย้ี ง พทุ โธ พทุ โธเสนหะ เสนห  บ บคาํ ซอ น คําซอน คือ คําประสมชนิดหนึง่ ทีเ่ กิดจากการนําเอาคําตัง้ แตสองคําขึน้ ไป ซึง่ มีเสียงตางกันมีความหมายเหมือนกัน หรือคลายคลึงกัน หรือเปนไปในทํานองเดียวกันมาซอนคูก ัน เชน เล็กนอยใหญโ ต เปน ตน ปกติคําทีน่ ํามาซอนกันนัน้ นอกจากจะมีความหมายเหมือนกันหรือใกลเคียงกันแลวมักจะมีเสยี งใกลเ คยี งกนั ดวยเพือ่ ใหออกเสียงงา ย สะดวกปาก คาํ ท่นี าํ มาซอนแลวทาํ ใหเกิดความหมายนัน้ แบง เปน 2 ลักษณะ คอื 1. ซอนคําแลวมีความหมายคงเดิม คําซอนลักษณะนีจ้ ะนําคําทีม่ ีความหมายเหมือนกันมาซอ นกันเพื่อขยายความซง่ึ กันและกัน เชน ขาทาส วางเปลา โงเขลา เปน ตน 2. ซอนคําแลวมีความหมายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม 2.1 ความหมายเชิงอุปมา คําซอนลักษณะนี้จะเปนคําซอนทีค่ ําเดิมมีความหมายเปนรูปแบบเมื่อนํามาซอนกับความหมายของคําซอนนั้นจะเปลี่ยนไปเปนนามธรรม เชน ออนหวาน ออนมีความหมายวาไมแข็ง เชน ไมออน หวานมีความหมายวารสหวาน เชน ขนมหวาน

134 | ห น า ออนหวาน มีความหมายวาเรียบรอย นารัก เชน เธอชางออนหวานเหลอื เกนิ หมายถึง กริยาอาการที่แสดงออกถึงความเรียบรอยนารัก คําอ่นื ๆ เชน ค้ําจนุ เดด็ ขาด ยงุ ยาก เปน ตน 2.2 ความหมายกวางออก คําซอนบางคํามีความหมายกวางออกไมจํากัดเฉพาะความหมายเดิมของคําสองคําที่มาซอนกัน เชน เจ็บไข หมายถึง อาการเจ็บของโรคตางๆ และคาํ พีน่ อง ถวยชาม ทุบตี ฆา ฟน เปน ตน 2.3 ความหมายแคบเขา คําซอนบางคํามีความหมายเดนอยูคําใดคําหนึ่งซ่งึ อาจจะเปนคาํ หนาหรือคําหลงั กไ็ ด เชน ความหมายเดนอยูขางหนา ใจดาํ หวั หู ปากคอ บาบอคอแตก ความหมายเดนอยูขางหลัง หยบิ ยมื เอรด็ อรอย น้ําพกั นาํ้ แรง วา นอนสอนงา ย เปนตนตัวอยางคําซอน 2 คํา เชน บานเรือน สวยงาม ขาวของ เงินทอง มืดค่ํา อดทน เกี่ยวของเย็นเจ๊ยี บ ทรัพยส นิ รูปภาพ ควบคุม ปองกัน ลล้ี ับ ซบั ซอน เปนตนตวั อยางคําซอนมากกวา 2 คํา เชน ยากดมี ีจน เจ็บไขไ ดปวย ขาวยากหมากแพง เวียนวายตายเกิด ถูกอกถูกใจ จับไมไดไลไ มทัน ฉกชิงวิ่งลาว เปนตน

ห น า | 135เรื่องท่ี 2 การใชเครือ่ งหมายวรรคตอนและอักษรยอการใชเ ครอ่ื งหมายวรรคตอน ภาษาไทยมีวิธีการเขียนคําติดตอกันไป เมือ่ จบขอความแลวจึงเวนวรรค ดังน้ันในการเขียนหนังสือจึงตองมีการแบงวรรคตอนและใชเครือ่ งหมายวรรคตอนประกอบการเขียนใหถูกตอ ง เพื่อชวยใหเขาใจความหมายไดอยางชัดเจนไมผิดเพี้ยนไปจากวัตถุประสงค เครื่องหมายวรรคตอนที่ควรทราบมีดังนั้นลําดบั ที่ เคร่อื งหมาย ชอื่ วิธใี ช1. , จลุ ภาค เปนเครื่องหมายที่นํามาใชตามแบบภาษาอังกฤษ แตต ามปกตภิ าษาไทยใชเ วน วรรคแทน เครอ่ื งหมาย จลุ ภาคอยแู ลว จึงไมจําเปนตองใชเครื่องหมาย จุลภาคอกี ตัวอยาง เขาชอบรับประทานผักกาด ผักคะนา ตน หอม กะหลํา่ ปลี ถาเปนประโยคภาษาอังกฤษจะใชเครื่องหมาย ดงั น้ี เขาชอบรับประทานผักกาด ผกั คะนา ตน หอม กะหลาํ่ ปลี

136 | ห น าลําดบั ที่ เคร่อื งหมาย ช่ือ วิธีใช2. ? ปรัศนี หรอื ใชเขียนไวหลงั คํา หรือขอความที่เปนคําถามถา เครื่องหมาย ไมใชถามโดยตรงไมตองใสเครื่องหมายปรัศนี คําถาม ตัวอยา ง ใคร? ใครครบั ? (คําถาม)3. ! อศั เจรยี  ฉันไมทราบวาเขามาหาใคร (บอกเลา ) เธอชอบอา นหนงั สอื นวนยิ ายไหม? (คําถาม)4. (............) นขลขิ ิต หรอื ฉนั ไมท ราบวา จะทําอยา งไรใหเธอเช่อื ฉัน (บอก เครื่องหมาย เลา ) วงเลบ็ เปนเครื่องหมายแสดงความประหลาดใจ มหัศจรรยใจใชเขียนหลังคําอุทาน หรือขอ ความ ทีม่ ีลกั ษณะคลายคําอุทาน เพอ่ื ใหผ อู า นออกสียง ไดถกู ตองกับความเปนจรงิ และเหมาะสมกับ เหตุการณทเี่ กิดข้ึน เชน ดใี จ เสยี ใจ เศราใจ แปลกใจ ตวั อยา ง “โอโฮ! เธอขับรถไปถึงสงขลาคนเดียวหรือ” แปลกใจ “อนจิ จา! ทําไมเขาถึงเคราะหรายอยางนั้น” สลดใจ ใชเขียนครอมความที่เปนคําอธิบาย ซึ่งไมควรมี ในเนอ้ื เร่ือง แตผ ูเ ขยี นตอ งการใหผูอา นเขา ใจ หรือทราบขอความนั้นเปนพิเศษ เชน ตวั อยาง สมัยโบราณ คนไทยจารึกพระธรรมลงใน กระดาษเพลา (กระดาษที่คนไทยทําขึ้นใชเอง โดยมากทําจากเปลือกขอย บางครั้งเรียกวา กระดาษขอย)

ห น า | 137ลําดับท่ี เคร่อื งหมาย ช่อื วิธใี ช5. “…………..” อญั ประกาศ มีวธิ ใี ชด งั น้ี เนน คาํ หรือขอความใหผูอ านสังเกตเปนพิเศษ ตัวอยาง ผหู ญิงคนนัน้ “สวย” จนไมมีท่ีติ เขาเปน คน “กตัญรู ูคุณคน” อยา งนา สรรเสริญยงิ่ ใชสําหรับขอความที่เปนความคิดของผูเขียน หรือความคิดของบุคคลอื่น ตัวอยา ง ฉนั คดิ วา “ฉันคงจะมีความสุขท่ีสุดในโลก ถามี บานของตัวเองสักหลังหนึ่ง” เขาคิดวา “ไมมีสงิ่ ใดในโลกนท้ี จี่ ีรังยงั่ ยนื ” ขอความที่เปนคําสนทนา เชน ดาํ “เมื่อคนื นี้ฝนตกหนกั น้ําทวมเขามาถึงใน บาน แนะ ที่บานของเธอน้ําทวมไหม” แดง “เหรอ ท่บี านนํา้ ไมท ว มหรอก แลว กอ น มาทํางานน้ําลดแลว หรอื ยงั ละ” 4. ขอความที่ผูเขยี นนํามาจากที่อ่นื หรือเปน คาํ พูดของผูอนื่ ตวั อยาง ก. เขาทําอยา งนี้ตรงกบั สภุ าษิตวา “ขช่ี า งจบั ตก๊ั แตน” ข. ผมเห็นดวยกับปาฐกถาธรรมของพระราช นันทมุนที ่วี า “ความสุขมันเกิดจากเราคิดถูก พูดถูกทาํ ถูก”6. ๆ ไมยมก หรือ ยมก ใชเขยี นไวห ลังคํา หรือขอ ความเพอ่ื ใหอ า นคาํ หรือความนั้นซ้าํ กนั สองครงั้ ยมก แปลวา คู แต ตองเปนคําหรือความชนิดเดียวกัน ถาเปนคําหรือ ความตางชนิดกันจะใชไมยมกไมได ตอ งเขยี น

138 | ห น าลําดับท่ี เคร่อื งหมาย ชือ่ วิธีใช ตวั อักษรซํา้ กัน ตวั อยา ง เขาเคยมาทุกวัน วนั นีไ้ มมา (ถูก) เขาเคยมาทุกวันๆ นี้ไมมา (ผดิ ) เขาชอบพูดตางๆ นานา (ถูก) เขาชอบพูดตางๆ นา (ผดิ )7. _ สัญประกาศ ใชขดี เสน ใตขอ ความทผ่ี ูเขยี นตองการเนนให เห็นความสําคัญ ตัวอยา ง โรคพิษสุนัขบามีอันตรายมาก ถา ถูกสุนัขบา กัดตอ งรบี ไปฉีดวคั ซนี ทนั ที เขาพดู วา เขาไมชอบ คมที่พูดมาก8. ” บพุ สญั ญา ใชเปน เครือ่ งหมายแทนคํา หรือกลมุ คาํ ซงึ่ อยู ขา งบนเครอ่ื งหมายน้ี การเขยี นเครื่องหมายน้จี ะ ชวยใหไมตองเขยี นคําซา้ํ ๆ กนั ตัวอยาง คาํ วา คน ถา เปนคํากรยิ า แปลวา กวนใหท ว่ั ” ขอด ” ” ” ” ขมวดใหเปนปม เครื่องหมาย บุพสัญญานมี้ ักจะมีผเู ขียนผิดเปน “ ตัวอยา ง สมุด 8 โหล ราคาโหลละ 40 บาท ดนิ สอ 8 ” “ ” 12 บาท (ผดิ )

ห น า | 139ลาํ ดบั ท่ี เคร่อื งหมาย ชือ่ วิธีใช9. _ ยตภิ ังค ใชเขียนระหวางคําที่เขียนแยกพยางคกัน เพอ่ื เปน หรอื เคร่ืองหมายใหรวู า พยางคหนากับพยางคหลัง เครื่องหมาย นน้ั ตดิ กัน หรอื เปนคาํ เดยี วกนั คาํ ทีเ่ ขียนแยกน้นั ขดี เสน จะอยูใ นบรรทดั เดยี วกนั หรือตา งบรรทัดกนั กไ็ ด ตัวอยาง10. ฯ ไปยาลนอย สบั ดาห อา นวา สปั -ดา สพยอก อา นวา สับ - พะ - ยอก ในการเขยี นเรอ่ื ง หรอื ขอ ความ ตวั อยา ง เชน คาํ วา พระราชกฤษฎีกา เม่อื เขียนไดเ พียง พระราชกฤษ ก็หมดบรรทัด ตอ งเขยี นคาํ วา ฎกี า ตอ ในบรรทดั ตอไปถา เปนเชนนี้ ใหเขียนเครื่องหมายยติภังค ดงั น้ี พระราชกฤษ - แลว เขยี นตอ บรรทัดใหมว า ฎกี า และในการอา น ตอ งอา นติดตอกันเปนคาํ เดียวกันวาพระราชกฤษฎีกา ใชเขียนหลงั คาํ ซึง่ เปนที่รูกนั โดยท่วั ไป ละ ขอความสวนหลงั ไว ผูอานจะตอ งอานขอความ ในสวนท่ีละไวใหครบบริบูรณ ถา จะใหอ า น เพยี งทเ่ี ขยี นไว เชน กรุงเทพ กไ็ มต อ งใส เครื่องหมายไปยาลนอยลงไป ตวั อยาง กรุงเทพ ฯ อา นวา กรุงเทพมหานคร โปรดเกลา ฯ อา นวา โปรดเกลา โปรด กระหมอม

140 | ห น าลาํ ดับท่ี เคร่อื งหมาย ชอ่ื วิธใี ช11. ฯลฯ ไปยาลใหญ วธิ ีใชมดี ังน้ี ใชเขียนไวหลังขอความที่จะตอไปอีกมาก แต12. ............... ไปยาลใหญ หรอื นาํ มาเขียนไวพอเปนตัวอยาง ใหอาน จุดไขป ลา เครื่องหมายฯลฯ วา “ ละ” ตวั อยา ง เขาปลกู ผักกาด ผกั คะนา ผกั บงุ ฯลฯ อา นวา เขาปลูกผักกาด ผกั คะนา ผักบุง ละ ใชเขียนไวระหวางกลางขอความ ซึง่ ถา เขียนจน จบจะยาวเกินไป จึงนํามาเขียนไว เฉพาะ ตอนตน กับตอนสดุ ทา ยเทา น้ัน สว น ขอความที่เวนไวใสเครื่องหมาย ฯลฯ ให อา นเครอ่ื งหมาย ฯลฯ วา “ ละถึง ” ตัวอยา ง อติ ปิ โส ฯลฯ ภควาติ. อา นวา อิตปิ โส ละถึง ภควาติ. สาํ หรับเครื่องหมาย ฯลฯ น้ัน ปจจุบนั นิยม ใชเครื่องหมาย.............แทน ตัวอยา ง อติ ปิ โส ฯลฯ ภควาติ นยิ มเขยี นวา อติ ิปโส ......... ภควาติ อา นวา อติ ปิ โส ละถึง ภควาติ13. • มหัพภาค มที ีใ่ ชด ังนี้ เขียนไวหลงั อักษร เชน พ.ศ. ยอมาจาก พุทธศักราช พ.ร.บ. ” พระราชบัญญัติ เม.ย. ” เมษายน เขียนไวหลังคํายอ เชน

ห น า | 141ลําดับที่ เคร่อื งหมาย ชื่อ วิธใี ช14. มหตั สัญญา กรกฎ. ยอมาจาก กรกฎาคม เมษ. ยอมาจาก เมษายน เขยี นไวห ลังตัวเลข หรืออักษรทีบ่ อกจํานวนขอ ตวั อยาง ก. เราจะไมป ระพฤตผิ ดิ ระเบยี บของ โรงเรยี น ข. การนอนหลบั ถือวาเปนการพักผอ น เขียนไวขางหลังเมื่อจบประโยคแลว เชน ฉัน ชอบเรียนวิชาภาษาไทยมากกวาวิชาอื่นๆ เปน การยอ หนา ขึ้นบรรทัดใหม ไมม ีรปู รา ง และเครื่องหมาย วิธใี ช เมอ่ื เปนชอ่ื เร่ือง หรือหัวขอเขียนไวกลางบรรทัด ถาเปน หัวขอ ยอย กย็ อหนา ขึน้ บรรทัดใหม ขอความสําคัญๆ ทีจ่ ดั ไว เปน ตอนๆ ควรยอ หนา ขึ้นบรรทัดใหม เพ่อื ใหข อความเดนชดั และ เขาใจงายอกั ษรยอ อักษรยอ คือ อักษรที่ใชแทนคํา หรือขอความเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการสือ่ สารลักษณะของอักษรยออาจจะเปนอักษรตัวเดียว อักษรสองตัว หรือมากกวานั้น แลวมีจุดหนึง่ จุด(มหัพภาค) ขางหลัง หรอื จดุ ระหวา งตวั อกั ษรแลว แตก ารกาํ หนด

142 | ห น าหลกั เกณฑก ารเขยี นและการอา นอกั ษรยอ 1. การเขียนอักษรยอของคาํ ตางๆมวี ิธกี ารและหลกั การซึง่ ราชบัณฑิตยสถาน โดย “คณะกรรมการกําหนดหลักเกณฑเกีย่ วกับการใชภาษาไทย” ไดก าํ หนดไว ดงั น้ี ก. ใชพยัญชนะตนของพยางคแรกของคําเปนตัวยอ ถา เปนคาํ คําเดียวใหใชยอ ตัวเดยี ว แมวาคํานั้นจะมีหลายพยางคก็ตาม ตวั อยา ง วา ว. จงั หวดั จ. 3.00 นาฬกิ า 3.00 น. ศาสตราจารย ศ. ถา ใชตัวยอเพยี งตัวเดียวแลวทําใหเกิดความสับสนอาจใชพยัญชนะตนของคําถัดไปเปนตัวยอดว ยกไ็ ด ตัวอยาง ตาํ รวจ ตร. อัยการ อก. ข. ถาเปนคําสมาสใหถือเปนคําเดียว และใชพยัญชนะตนของพยางคแรกเพียงตัวเดียว ตวั อยาง มหาวิทยาลัย ม. วทิ ยาลัย ว. ค. ถาเปนคําประสม ใชพ ยัญชนะตน ของแตล ะคาํ ตวั อยา ง ชว่ั โมง ชม. โรงเรยี น รร. ง. ถาคําประสมประกอบดวยคําหลายคํา มีความยาวมาก อาจเลือกเฉพาะพยัญชนะตนของคําที่เปนใจความสําคัญ ทง้ั นี้ ไมควรเกนิ 4 ตวั ตวั อยาง คณะกรรมการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ กปร.

ห น า | 143สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ.จ. ถาใชพยัญชนะของแตละคําแลวทําใหเกิดความสับสน ใหใชพยัญชนะตนของพยางคถดั ไปแทนตัวอยางพระราชกําหนด พ.ร.ก.พระราชกฤษฎีกา พ.ร.ฎ.ฉ. ถาพยางคทีจ่ ะนําพยัญชนะตนมาใชเปนตัวยอมี ห เปนอักษรนํา เชน หญ หล ใหใชพยญั ชนะตนนั้นเปน ตัวยอตวั อยา งสารวตั รใหญ สวญ.ทางหลวง ทล.ช. คาํ ที่พยัญชนะตน เปน อักษรควบกล้ําหรอื อกั ษรนํา ใหใชอักษรตวั หนา ตัวเดียวตัวอยางประกาศนียบัตร ป.ถนน ถ.เปรยี ญ ป.ซ. ตัวยอไมค วรใชส ระ ยกเวนคําที่เคยใชมากอนแลวตวั อยา งเมษายน เม.ย.มถิ นุ ายน มิ.ย.ฌ. ตวั ยอ ตอ งมจี ดุ กาํ กับเสมอ ตัวยอตั้งแต 2 ตวั ขึน้ ไป ใหจุดที่ตัวสุดทายเพียงจุดเดียว ยกเวนตัวที่ใชกนั มากอ น เชน พ.ศ. น.ศ. ม.ร.ว. เปน ตนตวั อยางตําบลต.ทบวงมหาวิยาลัย ทม.ญ. ใหเ วน วรรคหนาตัวยอทุกแบบตวั อยา งประวัติของ อ. พระนครศรอี ยธุ ยามีขาวจาก กทม. วา

144 | ห น า ฎ. ใหเ วนวรรคระหวา งกลมุ อกั ษรยอ ตัวอยา ง ศ. นพ. ฏ. การอานคํายอ ตอ งอา นเตม็ ตวั อยา ง 05.00 น. อา นวา หา นาฬกิ า อ.พระนครศรอี ยธุ ยา อา นวา อาํ เภอพระนครศรอี ยธุ ยา ยกเวนในกรณีทีค่ ําเต็มนั้นยาวมาก และคํายอนัน้ เปนที่เขาใจและยอมรับกันทั่วไปแลวอาจอา นตัวยอเรียงตวั ไปก็ได ตวั อยา ง ก.พ. อา นวา กอ พอ (จากหนังสือหลักเกณฑการใชเครือ่ งหมายวรรคตอนเครือ่ งหมายอืน่ ๆ หลักเกณฑการเวนวรรค หลกั เกณฑก ารเขยี น คํายอ ราชบัณฑิตยสถาน) 2. การเขียนรหสั ตัวพยญั ชนะประจําจงั หวัด ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยงานสารบรรณ โดยไมมีจุด มหัพภาค ตอทายเชนกระบ่ี ยอเปน กบ นา น ยอ เปน นน ราชบรุ ี ยอ เปน รบกรงุ เทพมหานคร ” กท บุรรี ัมย ” บร ลพบรุ ี ” ลบกาญจนบรุ ี ” กจ ปทมุ ธานี ” ปท ลาํ ปาง ” ลปกาฬสินธุ ” กส ประจวบคีรขี นั ธ ” ปข ลาํ พนู ” ลพกาํ แพงเพชร ” กพ ปราจนี บุรี ” ปจ เลย ” ลยขอนแกน ” ขก ปต ตานี ” ปน ศรสี ะเกษ ” ศกจันทบรุ ี ” จบ พะเยา ” พย สกลนคร ” สนฉะเชงิ เทรา ” ฉช พระนครศรอี ยธุ ยา ” อย สงขลา ” สขชลบรุ ี ” ชบ พงั งา ” พง สตลู ” สตชยั นาท ” ชน พัทลงุ ” พท สมทุ รปราการ ” สปชันภูมิ ” ชย พิจิตร ” พจ สมทุ รสงคราม ” สสเชยี งราย ” ชร พษิ ณุโลก ” พล สมทุ รสาคร ” สคเชยี งใหม ” ชม เพชรบรุ ี ” พบ สระบรุ ี ” สบตรงั ” ตง เพชรบรู ณ ” พช สงิ หบ รุ ี ” สห

ห น า | 145ตราด ” ตร แพร ” พร สุโขทัย ” สทตาก ” ตก ภเู ก็ตนครนายก ” นย มหาสารคาม ” ภก สพุ รรณบรุ ี ” สพนครปฐม ” นฐ มกุ ดาหารนครพนม ” นพ แมฮ อ งสอน ” มค สรุ าษฎรธ านี ” สฎนครราชสมี า ” นม ยโสธรนครศรธี รรมราช ” นศ ยะลา ” มห สรุ นิ ทร ” สรนครสวรรค ” นว รอ ยเอ็ด ” มส หนองคาย ” นคนนทบรุ ี ” นบ ระนองนราธวิ าส ” นธ ระยอง ” ยส อา งทอง ” อท ” ยล อดุ รธานี ” อด ” รอ อตุ รดติ ถ ” อต ” รน อทุ ยั ธานี ” อน ” รย อบุ ลราชธานี ” อบหมายเหตุ กรุงเทพมหานคร กท จะพบในหนังสือราชการ แตโ ดยทว่ั ไป ใชกรุงเทพมหานครเคร่อื งหมาย เรียกชื่อ วธิ ใี ชตวั อยา ง ใกลๆ ยมก หรอื ไมยมก ใหเขียนไวหลังคําเพือ่ ใหอานคํานัน้ ซ้าํ กัน สองครั้ง

146 | ห น าเร่อื งท่ี 3 ชนิดและหนา ทข่ี องประโยคชนิดของประโยค เมื่อเราทราบลักษณะของประโยคแลว ก็มาทําความเขาใจเกี่ยวกับประโยคชนิดตางๆ เพ่ิมเติมอกี ประโยคชนดิ แรกทจ่ี ะกลา วถงึ คอื ประโยคความเดยี ว 1. ประโยคความเดียว (เอกรรถประโยค) ประโยคชนิดน้ี คือ ประโยคทีม่ ุง กลาวถึงสิ่งใดสง่ิ หนึ่งเพียงสิ่งเดยี ว ส่ิงนน้ั อาจเปน คน สตั ว เหตุการณ ฯลฯ อยา งใดอยา งหนึ่ง และสิง่ นัน้ แสดงกริ ิยาอาการหรอื อยใู นสภาพอยางเดยี ว เชน ก. นกเกาะตนไม ข. นายแดงไถนา ค. มุกดาหารเปน จังหวัดทเี่ จ็ดสิบสาม สวนสําคญั ของประโยคความเดยี ว ประโยคความเดียวแตละประโยคแบงสวนสําคัญออกเปน 2 สวน สวนหนึง่ เรียกวา“ภาคประธาน” คือ ผูกระทําอาการในประโยค อีกสวนหนึง่ เรียกวา “ภาคแสดง” คือสว นทเี่ ปนกริ ยิ าและกรรมผถู กู กระทาํ ในประโยคประโยค ภาคประธาน ภาคแสดงก. นกเกาะตนไม นก เกาะตนไมข. นายแดงไถนา นายแดง ไถนาค. มุกดาหารเปนจังหวัดทีเ่ จ็ด มุกดาหาร เปน จังหวัดทเี่ จด็ สิบสาม สิบสาม 2. ประโยคความรวม (อเนกรรถประโยค) คือ ประโยคที่รวมความเอาประโยคความเดียวตง้ั แต 2 ประโยคขน้ึ มารวมเขาดว ยกัน โดยมคี ําเช่ือมประโยคเหลา นั้นเขาดว ยกนั 2.1 ประโยคที่มีเนื้อความคลอยตามกัน ประโยคที่ 1 จารุณีเดินทางไปเชียงใหม ประโยคที่ 2 อรัญญาเดินทางไปเชียงใหม

ห น า | 147 เราสามารถรวมประโยคความเดียวทั้ง 2 ประโยคเขาไวดวยกนั ดงั น้ี “จารณุ ีและอรญั ญาเดนิ ทางไปเชียงใหม” ประโยคที่ 1 เราจะประสบความลมเหลว ประโยคที่ 2 เราไมท อ ถอย รวมประโยคไดว า “แมเราจะประสบความลมเหลวเราก็ไมทอถอย” 2.2 ประโยคที่มีเนื้อความขัดแยงกัน ประโยคที่ 1 พ่ีขยัน ประโยคที่ 2 นองเกยี จคราน รวมประโยควา “พี่ขยนั แตน อ งเกยี จครา น” ประโยคที่ 1 เขาไดทํางานแลว ประโยคที่ 2 เขายังไมพอใจ รวมประโยควา “เขาไดทํางานแลวแตท วา เขายังไมพอใจ” 2.3 ประโยคที่มีใจความเลือกเอาอยางใดอยางหนึ่ง ประโยคที่ 1 เธอชอบดภู าพยนตร ประโยคที่ 2 เธอชอบดูโทรทัศน รวมประโยควา “เธอชอบดภู าพยนตรหรอื โทรทัศน” ประโยคที่ 1 ปรีชาขึ้นตนไมหลังบาน ประโยคที่ 2 ปรีชากวาดขยะอยูหนาบาน รวมประโยควา “ปรีชาขึ้นตนไมหลังบานหรอื ไมก็กวาดขยะอยูหนาบา น” 2.4 ประโยคที่มขี อความเปน เหตุเปนผลกนั โดยมีขอ ความที่เปนเหตุอยูขางหนาขอความที่เปน ผลอยหู ลัง ประโยคที่ 1 เขาขับรถเร็วเกินไป ประโยคที่ 2 เขาถูกรถชน รวมประโยควา “เขาขับรถเร็วเกินไปเขาจึงถูกรถชน” ประโยคที่ 1 กรุงเทพฯ ฝนตกมาก ประโยคที่ 2 กรุงเทพฯ นาํ้ ทว ม รวมประโยควา “เพราะกรุงเทพฯ ฝนตกมากน้ําจงึ ทวม” คําที่ทําหนาที่เชื่อมประโยคเขาดวยกัน เราเรยี กวา “คําสันธาน”

148 | ห น า 3. ประโยคซอนกัน (สังกรประโยค) คือประโยคทีม่ ีขอความหลายประโยคซอนรวมอยูในประโยคเดียวกัน เพื่อใหข อ ความสมบูรณย ิง่ ขึน้ 1. ประโยคหลักเรียกวา มุขยประโยค ซึ่งเปนประโยคสําคัญมีใจความสมบูรณ ในตวั เอง 2. ประโยคยอย เรียกวา อนุประโยค ประโยคยอยนีจ้ ะตองอาศัยประโยคหลัง จึงจะไดความสมบูรณ ตัวอยา ง สรพงษเดินทางไปสงขลาเพื่อแสดงภาพยนตร เขาประสบอุบัติเหตุเพราะความประมาท คนที่ปราศจากโรคภัยไขเจ็บเปนคนโชคดีตารางประโยคความซอน บทเชือ่ ม ประโยคยอ ย (อนปุ ระโยค)ประโยคหลกั (มขุ ยประโยค) เพอ่ื แสดงภาพยนตร เพราะ ความประมาทสรพงษเดินทางไปสงขลา ที่ ปราศจากโรคภัยไขเจ็บเขาประสบอุบัติเหตุคน...เปนคนโชคดี นอกจากประโยคทัง้ 3 ชนิดดังกลาวมาแลว ยังมีประโยคอีกหลายชนิดที่มิไดเรียงลําดับประโยคเหมือนประโยคทั้ง 3 ชนิด ท้ังน้ี ขึน้ อยูก ับความตองการของผูส งสารวาตองการจะเนนสวนใดของประโยคดวยเหตุนี้จึงทําใหประโยคมีหลายรูปแบบ ดงั น้ี 1. ประโยคเนนผูก ระทํา คือ ประโยคที่ยกผูก ระทําขึน้ เปนประธานของประโยคขึน้ กลาวกอ นแลว จงึ ตามดว ยภาคแสดง เชนรปู ประโยค ประธาน กรยิ า กรรม1. ลนิ ดากําลังซ้อื ผลไม ลนิ ดา กําลังซือ้ ผลไม2. สายชลพูดโทรศัพท สายชล พดู โทรทัพท

ห น า | 149 2. ประโยคเนนผูถ ูกกระทําคือ ประโยคทีก่ ลาวถึงผูถ ูกกระทําหรือ กรรม กอน ผูถ ูกกระทําจงึ อยูหนา ประโยครปู ประโยค ผูถูกกระทาํ กริยา1. เพื่อนของฉันถูกทําโทษ เพอ่ื นของฉนั ถูกทําโทษ ถกู จบั2. ชาตรถี ูกจบั ชาตรีขอสงั เกต ในภาษาไทย ถาใชว า “ถูกกระทํา” อยางใด จะมีความหมายไปในทางไมดี เชน ถกู ตาํ หนิ ถกู ตอ วา ถกู ดุ เปนตน ถาเปนไปทางดีเราจะไมใชคําวา “ถกู ” แตใ ชค าํ วา “ไดรบั ” แทน เชน ไดร บั แตงตงั้ ไดร บั เลอื ก........เราจะ ไมใ ชว า ไดถูกแตงตง้ั ......ไดถ ูกเลือก.......เปนอันขาด 3. ประโยคเนนกริยา คือ ประโยคทีต่ องการเนนกริยาใหเดน จึงกลาวถึงกริยากอ นที่จะกลาวถึงประธาน กริยาที่เนน ไดในลักษณะนมี้ อี ยูไมก คี่ าํ คอื เกดิ ปรากฏ มีรปู ประโยค กริยา ประธานเกิดน้ําทวมในประเทศบังกลาเทศ เกิดนา้ํ ทวม ในประเทศบังกลาเทศ น้าํ ทวม ขยายกริยา ดาวเทยี มปรากฎดาวเทียมบนทองฟา ปรากฏ บนทองฟา ขยายกริยา 4. ประโยคคําสัง่ และขอรอง คือ ประโยคท่ีอยูในรูปคําสัง่ หรือขอรองและจะละประธานไวโดยเนน คําสั่งหรอื คาํ ขอรอง เชน คาํ สงั่ 1. จงกาเครื่องหมายกากบาท หนา ขอ ความทีถ่ ูกตอ ง คําทข่ี ีดเสน ใต คือ กริยา คําขอรอง 2. โปรดรักษาความสะอาด คาํ ท่ขี ดี เสนใต คอื กริยา ถาเดิมประธานที่ละไวลงไป ก็จะกลายเปนประโยคเนนผูกระทาํ เชน 1. ทานจงกาเครื่องหมายกากบาทหนาขอความที่ถูกตอง 2. ทานโปรดรักษาความสะอาด

150 | ห น าหนา ทขี่ องประโยค ประโยคชนิดตางๆ สามารถบอกความหมายไดตามเจตนาของผูสงสาร เพราะการสือ่ สารกันตามปกตินัน้ ผูส งสารอาจมีเจตนาไดหลายประการ ประโยคจึงทําหนาทีต่ างๆ กัน เชน บอกกลาวเสนอแนะ ช้ีแจง อธิบาย ซักถาม วิงวอน สัง่ หาม ปฏิเสธ เปนตน ขอความหรือประโยคทีแ่ สดงเจตนาของผูสงสารเหลานีจ้ ะอยูในรูปทีต่ างๆ กันไป ซึง่ อาจแบงหนาทีข่ องประโยคไดเปน 4 ประเภทดว ยกนั คือ 1. รปู ประโยคบอกกลาวหรือบอกเลา ประโยคลักษณะนี้ โดยปกติจะมี ประธาน กริยา และอาจมีกรรมดวย นอกจากนีอ้ าจมีสวนขยายตางๆ เพื่อใหชัดเจน โดยทัว่ ไปประโยคบอกเลาจะบงชี้เจตนาวาประธานของประโยคเปนอยางไรตัวอยางประโยค เจตนาภาษาไทยเปนภาษาประจําชาติของเรา ภาษาไทยเปนอะไรนอ งหวิ ขา ว นองอยูในสภาพใด 2. รูปประโยคปฏิเสธ ประโยคนีแ้ ตกตางจากประโยคบอกกลาว หรือบอกเลาตรงทีม่ ีคําวา“ไม หรือคําที่มีความหมายในทางปฏิเสธ เชน “หามไิ ด” “มิใช” ประกอบคําอธิบายเสมอไป ตวั อยา ง วนั น้ีไมมีฝนเลย เขามิใชคนเชนนั้น หามไิ ด หลอนไมใ ชคนผดิ นดั สําหรับประโยคทีผ่ ูส งสารมีเจตนาที่จะเสนอแนะมักจะใชคําวา ควรหรือควรจะในประโยคบอกเลาสวนในประโยคปฏิเสธ ใชค าํ วา ไมควรหรือไมควรจะ ประโยคปฏิเสธ “ชาวนาไมควรปลูกมันสําปะหลังในที่นาเพราะจะทําใหดินจืด” 3. ประโยคคําสัง่ และขอรอง ประโยครูปนีม้ ีลักษณะเดน คือ มีแตภาคแสดงเสมอ สวนประธานซ่ึงตอ งเปน บรุ ษุ ท่ี 2 ใหล ะเวน ในฐานทเ่ี ขา ใจ