Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พุทธวจน 5_แก้กรรม โดยตถาคต

พุทธวจน 5_แก้กรรม โดยตถาคต

Published by sadudees, 2017-01-10 00:53:27

Description: พุทธวจน 5_แก้กรรม โดยตถาคต

Search

Read the Text Version

พุทธวจน แกก รรม ? โดย ตถาคต ?วนั น้ชี าวพทุ ธ แกกรรมตามใคร?ภกิ ษุ ท. ! เรากลาวซ่ึงเจตนา วา เปนกรรมภิกษุ ท. ! เหตเุ กดิ ของกรรมทง้ั หลายยอมมี เพราะความเกดิ ของผัสสะภิกษุ ท. ! ความดบั แหง กรรมยอมมี เพราะความดบั แหงผสั สะภิกษุ ท. ! มรรคมีองค ๘ นน้ี ่ันเอง เปนกัมมนิโรธคามนิ ีปฏปิ ทาฉกฺก. อํ. ๒๒ / ๔๕๘,๔๖๓ - ๔๖๔ / ๓๓๔.

ในปกหนา “ราหลุ ! กระจกเงามไี วสาํ หรบั ทําอะไร ? “ขาแตพ ระองคผ ูเ จรญิ ! กระจกเงามีไวส าํ หรับสองดู พระเจาขา !”“ราหลุ ! กรรมทัง้ หลาย กเ็ ปนสง่ิ ท่บี ุคคลควรสอดสอ ง พิจารณาดแู ลว ๆ เลา ๆ เสยี กอ น จงึ ทําลงไป ทางกาย, ทางวาจา หรอื ทางใจ ฉันเดียวกับกระจกเงานนั้ เหมอื นกนั .” จฬู ราหุโลวาทสูตร ม.ม. ๑๓/๑๒๓/๑๒๖. ในปกหลงั

พุทธวจนฉบับ๕ แกกรรม ?

พุทธวจน ฉบบั ๕ แกก รรม ?ส่อื ธรรมะนี้ จัดทําเพื่อประโยชนท างการศึกษาสูสาธารณชนเปนธรรมทาน ลิขสิทธ์ิในตนฉบับน้ีไดรับการสงวนไว ไมสงวนสิทธ์ิในการจัดทาํ จากตนฉบับเพ่ือเผยแผในทุกกรณี ในการจัดทําหรือเผยแผ โปรดใชความละเอียดรอบคอบ เพ่ือรักษาความถูกตองของขอมูล ขอคําปรึกษาดานขอมูลในการจัดทาํ เพื่อความสะดวกและประหยัด ตดิ ตอ ไดท ี่ คณุ ศรชา โทร.๐๘๑-๕๑๓-๑๖๑๑ หรอื คุณอารีวรรณ โทร.๐๘๑-๖๖๗-๕๔๕๕ พมิ พครงั้ ท่ี ๑ กมุ ภาพันธ ๒๕๕๓ จาํ นวน ๑๐,๐๐๐ เลม ศลิ ปกรรม วชิ ชุ เสรมิ สวัสดศิ์ รี ทปี่ รึกษาศลิ ปกรรม จํานงค ศรนี วล, ธนา วาสกิ ศิริ จัดทาํ โดย มูลนิธพิ ทุ ธโฆษณ (เวบไซต www.buddhakos.org) ดาํ เนนิ การพิมพโ ดย บรษิ ทั ควิ พรนิ้ ท แมเนจเมนท จํากัด โทรศพั ท ๐-๒๘๐๐-๒๒๙๒ โทรสาร ๐-๒๘๐๐-๓๖๔๙

คาํ อนโุ มทนา ขออนโุ มทนา ในกุศลเจตนาครง้ั น้ี เปน อยา งย่ิง ที่ไดสรางเหตุปจจัยอันเปนไปเพ่ือความเจริญ และความมีอายุยนื ยาวแหง พทุ ธวจน ดวยการสืบสายถายทอดคาํ สอนที่ออกจากพระโอษฐของพระองคเอง ในสวนของเร่อื งกรรม กับความเขาใจทถ่ี กู ตอง สมดงั พุทธประสงค ทีต่ อ งการใหม ผี ูน ําคําสอนของพระองคไปศึกษาประพฤติปฏิบัติ เพงพิสูจนขออรรถขอธรรม เพ่ือใหเหน็ แจงเปน ปจ จตั ตงั และขยันในการถา ยทอดบอกสอนกนั รนุ ตอรนุ สบื ๆ กนั ไป ดวยเหตุที่ไดกระทาํ มาแลวนี้ ขอจงเปนพลวปจจัยใหผูมีสวนรวมในการทาํ หนังสือและผูที่ไดอานศึกษา พึงไดดวงตาเห็นธรรม สาํ เร็จผลยังพระนิพพาน สมดังความปรารถนาทไี่ ดส รา งมาอยา งดแี ลว ดว ยเทอญ. ขออนโุ มทนา พระคึกฤทธิ์ โสตถฺ ิผโล



คํานาํ ในคร้ังพุทธกาล มีภิกษุอธิบายเกี่ยวกับวิญญาณวาวิญญาณ คือสภาพทรี่ บั รูอารมณตางๆ ได สือ่ สารพูดคุยไดเปนผรู บั ผลของกรรมดีกรรมช่ัว เปนผูทีแ่ ลนไป ทอ งเทีย่ วไป พระพุทธเจา ทรงเรยี กภกิ ษุรปู นั้นมาสอบทันที เมือ่ไดความตรงกันกับท่ีถูกโจทกแลว ทรงตาํ หนิโดยการเรยี กภกิ ษุรปู นว้ี า “โมฆะบรุ ุษ” ซง่ึ แปลตามความหมายวาบคุ คลอันเปลา ไรประโยชน เปนโมฆะ มีไวก เ็ ทา กับไมมีจากนั้น ทรงพยากรณวา การพูดผิดไปจากคาํ ของตถาคตเชน น้ี จะทาํ ใหป ระสพบาปมใิ ชบ ุญเปน อนั มาก คงไมใชเรื่องยากเกินไปนัก ที่จะทําความเขา ใจวาวิญญาณ โดยนัยของขันธห า น้นั ไมใ ชต วั สัตว ไมใ ชบ ุคคลเปน แตเ พยี งสงิ่ ทมี่ ีกรยิ ารไู ด และ เปน ปฏจิ จสมุปปนธรรมคืออาศัยเหตุปจจัยในการเกิดขึ้นมีอยู สวนสัตว บุคคลผทู าํ กรรม รบั กรรมนั้น คอื ขนั ธห าอันประกอบดว ยอปุ าทานปรุงแตง เสรจ็ ไปแลว วาเปนนๆี้ เปน นน้ั ๆ

คําถามก็คือ บุคคลประเภทไหนที่สนใจกรรมวิบากกรรมในขนั ธหา (อนั ไมใชของเรา ไมใชเ ปนเรา ไมใ ชต ัวตนของเรา)น้ี คาํ ตอบกค็ อื บุคคลทีย่ งั มีความเห็นในวญิ ญาณ วา คอืผรู บั รู ผกู ระทาํ ผูรับผลของกรรม คอื ผทู อ งเท่ยี วเวยี นวายไปโดยนยั ลกั ษณะเดยี วกับภกิ ษรุ ปู น้ันในครัง้ พุทธกาล คาํ ถามอาจมีขึ้นอีกวา จะมีบา งไหมบางคน ทไี่ มส นใจไมแยแส ไมอยากรู ในเรื่องของกรรม และวบิ ากของกรรมในแงม ุมตา งๆ ภายใตค วามเหน็ วาใชต วั ตนในอปุ าทานขนั ธไมสนใจ การท่มี ที ี่เปน แลวนี้ วา เกิดจากกรรมน้ีๆ ในภพโนน ๆไมแ ยแส แกกรรมในภพโนนๆ ท่สี งผลอยูนี้ ดว ยกรรมน้นั ๆไมอยากรู วา ทํากรรมแบบนั้นๆ แลว จะไดร บั ผลแบบไหนๆ คําตอบพงึ มวี า ผูถงึ พรอมดว ยทฏิ ฐิ (ทิฏฐสิ มั ปนนะ)มอี ยคู ือเขา สูแ ลวในสัมมัตตนิยาม เขา สแู ลวในระบบท่ีถูกตองเปนผถู ึงแลว ซึ่งกระแส (โสตะ) คือทางอันเปน อรยิ ะ ฐานะท่ีเปน ไปไมได ของผถู งึ พรอ มดว ยทฏิ ฐิ นน่ั คือยึดม่ันความตามเห็นขันธในสวนอดีต (ปุพพันตานุทิฏฐิ)

และยึดม่ันความตามเห็นขันธสวนอนาคต (อปรันตานุทิฏฐิ)พระพุทธเจาทรงยืนยันวา ผูที่ถึงพรอมดวยทิฏฐิแลวน้ี จะมีความรูเขาใจอันพิเศษเฉพาะ ซึ่งหาไมไดในปุถุชนท่ัวไปทุกข จะคอ ยๆ ดบั ไป ในทุกๆ กาวบนหนทาง และเปนผทู ่ีจะไมตกต่ําเปนธรรมดา มีสัมโพธิเปน เบอ้ื งหนาทสี่ ดุ สงั คมพทุ ธในวันน้ี แมจะยังมีความเจริญในระบบธรรมวินัยอยูก็ตาม แตก็ปฏิเสธไมไดวายังมีบุคคลในขาย“โมฆะบุรุษ” ดงั คร้ังพทุ ธกาลนนั้ โมฆะบุรุษน้ี คือผูที่ขับเคล่ือนการกระทําตางๆท่ีออกนอกแนวทางของอริยมรรคมีองค ๘ ไปเร่ือยๆ และนาํ พาโลกไป ดว ยระบบคดิ ที่ปรารภขันธหา โดยความเปน ตนทง้ั หมดนีท้ าํ ขน้ึ ภายใตก ารอา งถึงคาํ สอนของพระพทุ ธเจา เราอาจเคยไดยนิ การอางถงึ พระธรรมคาํ สอนในสวนของศีลธรรม ซึ่งเปนเรอื่ งของขอปฏิบตั ิทไ่ี มเบียดเบยี นอนั นาํ มาซ่งึ วิบากอนั ดตี อตนเอง และหมสู ตั วท้ังหลายโดยรวมอีกท้งั ยังเปนเหตุใหไ ดบังเกิดในภพที่เตม็ ไปดว ยสุขเวทนา

ธรรมะ ในแงมุมระดบั ศลี ธรรมนี้ ไดถ กู เขาใจไปวา เปน เพียงเคร่อื งมือใหไดมาซงึ่ ความสุขมปี ระมาณตา งๆ อันเปน ผลจากการกระทําทดี่ ีน้นั และเพ่ือใหม ีภพตอๆไปที่ดีเทา นัน้ ความเขาใจท่ีคลาดเคล่ือน ตอระบบศีลธรรมน้ีเกดิ จากการไมรูแจง แทงตลอดดว ยดดี วยทฏิ ฐิ ในพทุ ธวจนเรอื่ งทาน ศลี สวรรค เปน เพยี งสวนหนึง่ ในอนุปพุ พิกถา ๕ซ่งึ พระพุทธองคท รงใชแ สดงตอฆราวาส ผูทีย่ งั มีจิตจมอยูในความสุขแบบโลกๆ ยงั ไมพรอ มที่จะเขาถงึ อริยสัจไดท ันทีทานกถา คือ การให การสละ, สลี กถา คอื ระบบศีลธรรม,สคั คกถา คือ สขุ แบบสวรรค, กามาทนี วกถา โทษแหงกามและ เนกขมั มานสิ ังสกถา คือ อานสิ งสแ หง การออกจากกามเมือ่ ผฟู ง มจี ติ ออ นโยน ปลอดนิวรณ นมุ เบาควรแกก ารแลวจงึ ทรงแสดงอริยสัจสี่ อนั เปน จดุ ประสงคห ลักเพียงอนั เดียวของการเทศนาแตละคร้งั ส่ิงที่เกิดขึ้นทุกวันน้ี คือ การตัดทอนคําสอนโดยแยกเนนเวยี นวนอยู เฉพาะเรื่องของทาน ศลี สวรรคยิ่งไปกวานั้น หากบวกเขาไปดวยกับบุคคลที่ยังไมพนการ

ดาํ รงชพี ดว ยมจิ ฉาอาชวี ะแบบของสมณะ คอื เลยี้ งชีพดวยการทํานาย การดูหมอ ดฤู กษ และอื่นๆทงั้ หลายท้ังปวง ท่ีรวมเรียกวาติรัจฉานวิชา ท้ังหมดน้ีจึงเปนเสมือนขบวนการที่ผันแปรธรรมวินัย ใหกลายเปนลัทธิใหมอะไรสักอยางท่ีไมใชพุทธ แตอางความเปน พทุ ธ แลวนาํ พาผูคนทหี่ ลงทางอยูแ ลว ใหย ่ิงผูกตดิ พนั เกยี่ วอยแู ตใ นภพ หนังสือ พุทธวจน ฉบับ แกกรรม โดยพระตถาคต นี้คือการรวมหลักธรรมท่ีพระพุทธเจาทรงตรัสไวเก่ียวกับกรรมโดยผูศึกษาจะสังเกตเห็นไดทันทีคือ ความรูในเร่ืองกรรม วากรรม เปนสิ่งท่ีบุคคลพึงทราบท้ังหมด ๖ แงมุมดวยกันเทานั้นเปนการรูที่จะนําไปสูการหลุดพนจากระบบแหงกรรมท่ีหมูสตั วติดขอ งอยูมานานนบั น้ี อริยมรรคมีองค ๘ คือ หนทางใหถงึ ความดับแหงกรรมโดยตัวของอริยมรรคเอง มแี ลว ซึ่งการสรางวบิ ากอันเปนเลศิมีพรอมแลว ซง่ึ อานสิ งสคอื การนาํ ไปสกู ารสลัดคนื อปุ าทานขนั ธนนั่ คือ การกระทํากรรม เพอื่ ใหระบบกรรมทัง้ หมดท้ังปวงนั้นกลายเปนโมฆะโดยสิ้นเชิง

คณะผจู ดั พมิ พหนังสอื เลมนี้ขอนอบนอ มสักการะ ตอ ตถาคต ผอู รหนั ตสมั มาสมั พทุ ธะ และ ภิกษุสาวกในธรรมวินัยน้ี ต้งั แตคร้ังพุทธกาล จนถึงยุคปจ จบุ ัน ที่มสี ว นเกย่ี วขอ งในการสืบทอดพทุ ธวจนคือ ธรรม และวนิ ัย ทที่ รงประกาศไว บริสุทธ์บิ รบิ ูรณด แี ลว คณะศษิ ยพ ระตถาคต มกราคม ๒๕๕๓

สารบญั หนา ๑สิง่ ทต่ี อ งรเู กี่ยวกับ “กรรม” ๒รายละเอียดท่บี ุคคลควรทราบเก่ียวกับเรื่องกรรม ๖เหตเุ กิดแหง “กรรม” วา ดว ยเหตเุ กดิ แหง กรรม ๓ อยาง ๑๑ประเภทของกรรม ๑๒แบง ตามการกระทําและผลทไ่ี ดรับ ๑๗อะไรคอื กรรมเกา และ กรรมใหม ๒๐กายนี้ เปน “กรรมเกา” ๒๒การทาํ กรรมทางใดมโี ทษมากที่สดุ ๒๕หลกั การพจิ ารณาวากรรมชนดิ น้นั ควรทําหรอื ไม ๒๖เม่อื จะกระทํา ๒๗เมือ่ กระทาํ อยู ๒๘เมือ่ กระทาํ แลว

สมั มากัมมันตะ หนาสัมมากัมมันตะโดยปริยายสองอยา ง (โลกยิ ะ-โลกตุ ตระ)วาดวยลักษณะของสมั มากัมมันตะ ๓๑ลักษณะและวิบากแหงสัมมากมั มนั ตะ ๓๒วิบากของผทู ุศลี ๓๔ทคุ ตขิ องผทู ุศลี ๓๖สคุ ติของผูม ศี ลี ๔๐ ๔๓กรรมที่ทาํ ใหสิน้ กรรม (อรยิ มรรคมอี งคแ ปด) ๔๕ทาง ๒ สายท่ไี มค วรเดินอรยิ มรรคมีองคแปด ทางแหง ความส้นิ กรรม ๔๗“สิ้นตณั หา ก็ สน้ิ กรรม” ๔๘ ๕๐ขอควรทราบเพื่อปองกนั ความเขา ใจผดิ เกี่ยวกับเร่ืองกรรม ๕๕ทุกขเ กดิ เพราะมีเหตปุ จ จัยบาปกรรมเกา ไมอ าจสิ้นไดดวยทุกรกริ ิยา ๕๗ความรูสกึ ตางๆ ท่ีเกดิ ข้ึน ไมใ ชผ ลของกรรมเกา ๕๘ ๖๐ ๖๔

ลทั ธคิ วามเชอ่ื ผดิ ๆ เกย่ี วกบั กรรม ๓ แบบ หนาลทั ธิทเี่ ชือ่ วา สุขและทกุ ขเกดิ จากกรรมเกา อยา งเดียวลัทธทิ เ่ี ช่ือวา สขุ และทกุ ขเกิดจากเทพเจา บันดาลให ๗๗ลทั ธทิ ่ีเช่ือวา สขุ และทกุ ขเ กิดข้นึ เองลอยๆ ๗๘ ๘๑ ไมม ีอะไรเปนเหตุ เปน ปจ จัย ๘๓เชอ่ื วา “กรรม” เกดิ ขึน้ เองอนั ตรายอยางยงิ่ ๘๕เรอื่ งเกย่ี วกับ “กรรม” ในเชิงปฏจิ จสมุปบาทปฏิจจสมปุ บาท ในฐานะเปน กฎสงู สุดของธรรมชาติ ๘๙ความเก่ียวของของกิเลส กรรม และวิบากกรรม ๙๐การกระทาํ กรรมที่เปน ไปเพ่ือการสิ้นกรรม ๙๒ผูฉลาดในเรื่องกรรม ๙๕สง่ิ ทท่ี าํ ใหมีภพ ๙๘เหตุเกดิ ของทุกข ๑๐๐ทาํ กรรมอะไรจึงเกดิ มาแบบนี้ ๑๐๑ทําไมคนที่ทาํ บาปกรรมอยา งเดียวกัน ๑๐๓ แตรบั วิบากกรรมตางกัน ๑๐๔

เหตุทท่ี าํ ใหมนุษยเกิดมาแตกตางกนั หนาเกย่ี วกับบรุ พกรรมของการไดลกั ษณะของมหาบุรุษ ๑๑๐ และการบําเพญ็ บารมีในอดีตชาติ ๑๒๔กรรมท่ที ําใหไดร บั ผลเปน ความไมตกตํา่ชนช้ันวรรณะไมใ ชสง่ิ สําคัญ สําคญั ทีก่ ารกระทาํ ๑๓๕บคุ คล ๔ จําพวก ๑๓๗ทําชวั่ ไดชั่ว ๑๔๕ ๑๕๒















๘ พทุ ธวจนแหง ฉนั ทราคะทเ่ี ปน ปจจุบัน เปนอยางนแ้ี ล. ภกิ ษุ ท. ! เหตุ ๓ ประการเหลาน้ีแล เปน ไปเพ่ือความเกดิ ขึ้นพรอ มมูลแหงกรรม. ภกิ ษุ ท. ! (อีกอยางหนึ่ง) เหตุ ๓ ประการนี้เปน ไปเพื่อความเกดิ ข้นึ พรอมแหง กรรม เหตุ ๓ ประการคืออะไรบางเลา ? คือความพอใจ ไมเกิด เพราะปรารภธรรมท้งั หลาย อนั เปน ฐานแหงฉนั ทราคะทเ่ี ปน อดีต ๑, ความพอใจ ไมเ กิด เพราะปรารภธรรมทง้ั หลายอันเปนฐานแหง ฉันทราคะที่เปน อนาคต ๑, ความพอใจ ไมเ กดิ เพราะปรารภธรรมทง้ั หลายอันเปนฐานแหง ฉันทราคะทีเ่ ปนปจ จุบนั ๑. ความพอใจไมเกิดเพราะปรารภธรรมทั้งหลายอนั เปน ฐานแหงฉนั ทราคะทเ่ี ปน อดตี อยา งไร ? คือบคุ คลรูชัดซึ่งวบิ ากอนั ยดื ยาวของธรรม อันเปนฐานแหงฉันทราคะทล่ี วงไปแลว ครน้ั รชู ดั ซงึ่ วิบากอนัยดื ยาวแลว กลับใจเสียจากเร่อื งนนั้ คร้นั กลับใจไดแลวคลายใจออก กเ็ หน็ แจง แทงตลอดดว ยปญญา ความพอใจ

แกก รรม ? ๙ไมเกิด เพราะปรารภธรรมท้ังหลายอันเปนฐานแหงฉันทราคะท่เี ปน อดตี เปน อยา งนี้แล. ความพอใจไมเกิดเพราะปรารภธรรมท้ังหลายอันเปนฐานแหงฉนั ทราคะทเ่ี ปน อนาคตเปน อยา งไรเลา ? คือบคุ คลรชู ัดซึ่งวบิ ากอนั ยดื ยาวของธรรม อันเปนฐานแหงฉันทราคะท่ยี ังไมม าถึง ครั้นรชู ัดซึง่ วิบากอนัยดื ยาวแลว กลับใจเสียจากเร่อื งนัน้ ครั้นกลบั ใจไดแ ลวคลายใจออก ก็เห็นแจง แทงตลอดดว ยปญญา ความพอใจไมเกิดเพราะปรารภธรรมท้ังหลาย อันเปนฐานแหงฉันทราคะทเี่ ปน อนาคต เปน อยางนี้แล. ความพอใจไมเ กดิ เพราะปรารภธรรมทั้งหลาย อนัเปนฐานแหง ฉนั ทราคะทเี่ ปนปจ จบุ ันเปน อยางไรเลา ? คอื บุคคลรชู ัดซ่งึ วิบากอนั ยดื ยาวของธรรม อนั เปนฐานแหง ฉันทราคะท่ีเกดิ ข้ึนจําเพาะหนา คร้ันรูชัดซึ่งวบิ ากอนั ยดื ยาวแลว กลับใจเสียจากเร่ืองนน้ั ครน้ั กลับใจไดแ ลว คลายใจออก กเ็ ห็นแจงแทงตลอดดว ยปญญาความพอใจไมเ กดิ เพราะปรารภธรรมทง้ั หลาย อันเปนฐานแหงฉนั ทราคะท่ีเปน ปจจุบนั เปนอยางน้แี ล.

๑๐ พทุ ธวจน ภกิ ษุ ท. ! เหตุ ๓ ประการเหลา นีแ้ ล เปนไปเพื่อความเกิดขน้ึ พรอ มมลู แหง กรรม. ติก. อ.ํ ๒๐/๓๓๙/๕๕๒.



๑๒ พุทธวจน แบงตามการกระทําและผลทีไ่ ดร บั ภกิ ษุ ท. ! กรรม ๔ อยา งเหลาน้ี เรากระทาํ ใหแจงดว ยปญ ญาอนั ยิง่ เองแลวประกาศใหรทู ่ัวกัน. กรรม ๔ อยาง อยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! กรรมดํา มีวบิ ากดํา ก็มีอยู. ภกิ ษุ ท. ! กรรมขาว มีวบิ ากขาว ก็มอี ยู. ภิกษุ ท. ! กรรมทั้งดาํ ท้ังขาว มีวิบากท้ังดาํทงั้ ขาว กม็ อี ยู. ภกิ ษุ ท. ! กรรมไมดาํ ไมข าว มีวบิ ากไมด ําไมขาว เปนไปเพอ่ื ความสน้ิ กรรม กม็ อี ย.ู ภิกษุ ท. ! กรรมดาํ มีวิบากดํา เปนอยางไรเลา ? ภกิ ษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณนี ้ี ยอ มทาํ ความปรุงแตงทางกาย อันเปนไปกับดวยความเบียดเบียนยอมทาํ ความปรุงแตงทางวาจา อันเปน ไปกับดว ยความเบยี ดเบยี น. ยอ มทาํ ความปรงุ แตง ทางใจ อันเปนไปกบัดวยความเบยี ดเบยี น. คร้ันเขาทําความปรงุ แตง (ท้ังสาม)

แกกรรม ? ๑๓ดังน้ีแลว ยอมเขาถึงโลก อันเปนไปกับดวยความเบียดเบียน ; ผัสสะทั้งหลาย อันเปนไปกับดวยความเบยี ดเบยี น ยอมถูกตองเขาซึ่งเปน ผเู ขา ถงึ โลกอันเปน ไปดวยความเบยี ดเบยี น ; เขาอันผัสสะที่เปนไปกับดวยความเบียดเบยี นถูกตอ งแลว ยอมเสวยเวทนาท่เี ปนไปดว ยความเบยี ดเบยี น อนั เปน ทกุ ขโดยสวนเดยี ว, ดงั เชนพวกสตั วน รก. ภิกษุ ท. ! นี้เรียกวา กรรมดาํ มีวบิ ากดํา. ภิกษุ ท. ! กรรมขาวมีวิบากขาว เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในกรณีน้ี ยอมทําความปรุงแตงทางกาย อันไมเปนไปกับดวยความเบียดเบียน,ยอมทําความปรงุ แตงทางวาจา อันไมเปนไปกับดวยความเบยี ดเบยี น, ยอ มทาํ ความปรุงแตงทางใจ อันไมเปนไปกับดวยความเบียดเบียน, ครั้นเขาทําความปรุงแตง (ท้ังสาม)ดังน้ีแลว ยอมเขาถึงโลก อันไมเปนไปกับดวยความเบียดเบียน ; ผัสสะท้ังหลายที่ไมเปนไปกับดวยความเบียดเบียน ยอมถูกตองเขาผูเขาถึงโลกอันไมเปนไปกับดวยความเบียดเบียน ; เขาอันผัสสะท่ีไมเปนไปกับ

๑๔ พุทธวจนดวยความเบียดเบียนถูกตองแลว ยอมเสวยเวทนาท่ีไมเปน ไปกบั ดว ยความเบียดเบียน อันเปนสุขโดยสวนเดียว,ดังเชนพวกเทพสภุ กิณหา. ภิกษุ ท. ! นี้เรียกวา กรรมขาว มวี ิบากขาว. ภกิ ษุ ท. ! กรรมทง้ั ดําท้ังขาว มวี ิบากทง้ั ดาํ ท้ังขาว เปน อยา งไรเลา ? ภิกษุ ท. ! บคุ คลบางคนในกรณนี ้ี ยอมทําความปรงุ แตงทางกาย อันเปนไปกับดวยความเบยี ดเบยี นบา งไมเปนไปดว ยความเบยี ดเบยี นบา ง, ยอมทาํ ความปรุงแตงทางวาจา อันเปนไปกับดวยความเบียดเบียนบาง ไมเปนไปกับดว ยความเบียดเบียนบา ง, ยอมทําความปรงุ แตงทางใจ อันเปนไปกบั ดว ยความเบยี ดเบยี นบาง ไมเปน ไปกับดวยความเบียดเบียนบาง, ครั้นเขาทาํ ความปรุงแตง(ท้ังสาม) ดังนแ้ี ลว ยอมเขา ถงึ โลกอนั เปนไปกับดว ยความเบียดเบยี นบาง ไมเปนไปดวยความเบียดเบียนบาง;ผสั สะท้ังหลายทเี่ ปน ไปกับดวยความเบยี ดเบยี นบา ง ไมเปน ไปดว ยความเบียดเบยี นบา ง ยอ มถูกตองเขาผูเขา ถึงโลกอันเปน ไปกบั ดวยความเบยี ดเบยี นบา ง ไมเ ปนไปกบั

แกกรรม ? ๑๕ดว ยความเบยี ดเบยี นบา ง; เขาอนั ผสั สะทเี่ ปน ไปกบั ดว ยความเบยี ดเบยี นบา ง ไมเ ปนไปดวยความเบยี ดเบยี นบา งถูกตองแลว ยอมเสวยเวทนาที่เปนไปกับดวยความเบยี ดเบียนบาง ไมเ ปน ไปดวยความเบยี ดเบียนบา ง อันเปน เวทนาทเ่ี ปนสขุ และทกุ ขเ จือกัน, ดังเชน พวกมนษุ ยพวกเทพบางพวก พวกวินบิ าตบางพวก. ภิกษุ ท. ! นีเ้ รียกวา กรรมทงั้ ดําทัง้ ขาว มีวิบากทัง้ ดาํ ทงั้ ขาว. ภกิ ษุ ท. ! กรรมไมดําไมข าว มีวิบากไมด าํ ไมขาว เปนไปเพอ่ื ความสิ้นกรรมน้นั เปนอยางไรเลา ? คือ สมั มาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) สัมมาสงั กัปปะ (ความดําริชอบ) สมั มาวาจา (การพูดจาชอบ) สมั มากัมมันตะ (การทาํ การงานชอบ) สมั มาอาชวี ะ (การเล้ียงชีวิตชอบ) สมั มาวายามะ (ความพากเพียรชอบ) สัมมาสติ (ความระลกึ ชอบ) สัมมาสมาธิ (ความตงั้ ใจมั่นชอบ).

๑๖ พุทธวจน ภิกษุ ท. ! น้ีเรยี กวา กรรมไมด ําไมข าว มีวิบากไมดําไมข าว เปนไปเพื่อความส้ินกรรม. ภกิ ษุ ท. ! เหลาน้แี ล กรรม ๔ อยา ง ท่ีเราทาํ ใหแจงดว ยปญญาอนั ยิง่ เองแลว ประกาศใหร ทู วั่ กัน. จตุกฺก. อ.ํ ๒๑/๓๒๐-๓๒๑/๒๓๗.(ในสูตรนี้ ทรงแสดงกรรมไมดาํ ไมข าว เปน ทส่ี นิ้ กรรมไวด ว ยอรยิ มรรคมีองคแ ปด; ในสูตรอ่ืนทรงแสดงไวดว ย โพชฌงคเจ็ด ก็มี ๒๑/๓๒๒/๒๓๘,แสดงไวด วยเจตนาเปน เคร่ืองละกรรมดาํ กรรมขาวและกรรมทงั้ ดําทัง้ ขาว กม็ ี๒๑/๓๑๘/๒๓๔.)

แกกรรม ? ๑๗ อะไรคือกรรมเกาและกรรมใหม ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซ่งึ กรรมท้งั หลาย ท้งัใหมและเกา (นวปุราณกัมม) กมั มนโิ รธ และกมั มนิโรธ-คามินปี ฏปิ ทา. ..... ภกิ ษุ ท. ! กรรมเกา (ปุราณกัมม) เปนอยางไรเลา ? ภกิ ษุ ท. ! จกั ษุ (ตา) .... โสตะ (หู) .... ฆานะ(จมูก) .... ชิวหา (ลน้ิ ) .... กายะ (กาย) ..... มนะ (ใจ) อนั เธอทงั้ หลาย พึงเหน็ วาเปนปุราณกมั ม (กรรมเกา ) อภสิ งั ขตะ(อันปจจยั ปรุงแตงขึ้น) อภิสัญเจตยิตะ (อนั ปจ จยั ทาํ ใหเกิดความรูสึกข้นึ ) เวทนียะ (มีความรูสกึ ตออารมณได). ภกิ ษุ ท. ! น้เี รียกวา กรรมเกา . ภิกษุ ท. ! กรรมใหม (นวกมั ม) เปนอยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! ขอที่บุคคลกระทาํ กรรมดวยกายดวยวาจา ดวยใจ ในกาลบัดนี้ อันใด, อันนี้เรียกวากรรมใหม ภกิ ษุ ท. ! กัมมนิโรธ (ความดับแหงกรรม) เปนอยางไรเลา ?

๑๘ พุทธวจน ภกิ ษุ ท. ! ขอท่ีบุคคลถูกตองวิมุตติ เพราะความดับแหง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันใด, อนั นี้เรียกวา กัมมนิโรธ. ภกิ ษุ ท. ! กัมมนิโรธคามนิ ปี ฏิปทา (ขอ ปฏิบัติใหถ งึ ความดบั แหงกรรม) เปน อยางไรเลา ? กัมมนโิ รธคามินปี ฏิปทานนั้ คือ อริยอัฏฐังคิกมรรค(อรยิ มรรคมีองคแ ปด) น้ีนนั่ เอง ไดแ ก สัมมาทฏิ ฐิ (ความเหน็ ชอบ) สัมมาสงั กัปปะ (ความดาํ รชิ อบ) สมั มาวาจา(การพดู จาชอบ) สมั มากัมมนั ตะ (การทําการงานชอบ)สมั มาอาชีวะ (การเลย้ี งชีวิตชอบ) สัมมาวายามะ (ความพากเพยี รชอบ) สัมมาสติ (ความระลกึ ชอบ) สมั มาสมาธิ(ความตงั้ ใจมน่ั ชอบ). ภิกษุ ท. ! น้เี รียกวา กมั มนโิ รธคามินปี ฏปิ ทา. ภิกษุ ท. ! ดวยประการดังนแ้ี ล (เปนอันวา) กรรมเกาเราไดแ สดงแลว แกเ ธอทัง้ หลาย กรรมใหม เราก็แสดงแลว ,กมั มนิโรธ เรากไ็ ดแ สดงแลว , กัมมนโิ รธคามนิ ีปฏิปทาเราก็ไดแ สดงแลว. ภิกษุ ท. ! กจิ ใด ท่ศี าสดาผูเ อ็นดู แสวงหา

แกกรรม ? ๑๙ประโยชนเกื้อกลู อาศยั ความเอน็ ดูแลว จะพงึ ทําแกส าวกทง้ั หลาย, กจิ นั้น เราไดทําแลวแกพวกเธอ. ภกิ ษุ ท. ! น่นั โคนไม, นนั่ เรือนวา ง. พวกเธอจงเพยี รเผากเิ ลส, อยาไดป ระมาท, อยาเปน ผูท ่ตี อ งรอ นใจในภายหลงั เลย. น่แี ล เปน วาจาเครื่องพรํ่าสอนของเรา แกเธอทง้ั หลาย. สฬา. ส.ํ ๑๘/๑๖๖/๒๒๗ - ๒๓๑.

๒๐ พุทธวจน กายน้ี เปน “กรรมเกา ” ภกิ ษุ ท. ! กายนี้ ไมใ ชของเธอทัง้ หลาย และท้ังไมใชของบคุ คล เหลา อน่ื . ภิกษุ ท. ! กรรมเกา (กาย) น้ี อนั เธอทงั้ หลายพึงเหน็ วาเปนส่งิ ทปี่ จ จยั ปรงุ แตง ขนึ้ (อภสิ งฺขต), เปน ส่ิงท่ีปจ จัยทําใหเ กดิ ความรูสึกขน้ึ (อภิสฺเจตยิต), เปน ส่ิงท่ีมีความรูสกึ ตออารมณได (เวทนยี ). ภิกษุ ท. ! ในกรณีของกายนนั้ อริยสาวกผไู ดสดับแลว ยอมทาํ ไวในใจโดยแยบคายเปน อยา งดี ซึ่งปฏจิ จสมปุ บาท นั่นเทียว ดังนว้ี า “ดวยอาการอยา งนี้ :เพราะส่ิงนมี้ ,ี ส่งิ นจ้ี ึงมี ; เพราะความเกดิ ขึน้ แหง สิ่งน,ี้สิ่งน้ีจงึ เกิดขน้ึ ; เพราะสง่ิ นไี้ มมี, สงิ่ นจ้ี งึ ไมมี ; เพราะความดบั ไปแหง สง่ิ น้ี , สง่ิ นีจ้ ึงดบั ไป : ขอ นไ้ี ดแกส งิ่เหลา นค้ี อื เพราะมีอวิชชาเปน ปจ จยั จงึ มีสงั ขารทงั้ หลาย ;เพราะมีสังขารเปนปจจัย จึงมีวิญญาณ ; เพราะมีวญิ ญาณเปนปจ จยั จึงมีนามรปู ; เพราะมีนามรูปเปน

แกก รรม ? ๒๑ปจจัย จึงมีสฬายตนะ ; เพราะมีสฬายตนะเปนปจจัยจึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเปนปจจัย จึงมีเวทนา ;เพราะมีเวทนาเปนปจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเปน ปจ จยั จึงมอี ุปาทาน ; เพราะมอี ุปาทานเปน ปจ จัยจงึ มีภพ ; เพราะมภี พเปนปจจยั จงึ มชี าติ ; เพราะมชี าติเปนปจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสอปุ ายาสทง้ั หลาย จึงเกดิ ข้ึนครบถว น : ความเกดิ ขนึ้พรอ มแหงกองทุกขท้งั ส้นิ นี้ ยอมมี ดว ยอาการอยา งน.ี้ เพราะความจางคลายดับไปโดยไมเหลือแหงอวิชชาน้ัน น่ันเทียว, จึงมีความดับแหงสังขาร, เพราะมีความดับแหงสังขาร จึงมีความดับแหงวิญญาณ ; .....ฯลฯ ..... ฯลฯ ..... ฯลฯ ..... เพราะมีความดับแหงชาติน่ันแล ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสอุปายาสท้ังหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแหงกองทุกขทั้งสิน้ น้ี ยอมมี ดวยอาการอยา งนี”้ ดังน้ี แล. นิทาน.ส.ํ ๑๖/๗๗/๑๔๓.

๒๒ พุทธวจน การทาํ กรรมทางใดมโี ทษมากทีส่ ุด ทีฆตปสสีนิครนถไดกราบทูลถามพระผูมีพระภาควา ทานพระโคดม ! พระองคเลายอมบัญญัติทัณฑะ ในการทําบาปกรรม ในการเปน ไปแหงบาปกรรมไวเ ทา ไร ? ทีฆตปสสี ! ตถาคตจะบัญญตั วิ า กรรม ๆ ดังนี้เปน อาจณิ . ทานพระโคดม ! ก็พระองคยอมบญั ญตั กิ รรม ในการทาํ บาปกรรม ในการเปนไปแหงบาปกรรมไวเ ทาไร ? ทฆี ตปส สี ! เรายอ มบญั ญัติกรรม ในการทาํบาปกรรม ในการเปน ไปแหงบาปกรรมไว ๓ ประการคอื กายกรรม ๑ วจกี รรม ๑ มโนกรรม ๑. ทานพระโคดม ! กก็ ายกรรมอยา งหน่ึง วจีกรรมอยา งหน่งึ มโนกรรมอยา งหนึ่ง มใิ ชหรือ ? ทฆี ตปสสี ! กายกรรมอยา งหน่งึ วจีกรรมอยางหน่ึง มโนกรรมอยา งหน่ึง. ทานพระโคดม ! กบ็ รรดากรรมทงั้ ๓ ประการ ทจ่ี าํ แนกออกแลวเปนสวนละอยางตางกัน เหลานี้ กรรมไหน คือ

แกกรรม ? ๒๓กายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรมทพ่ี ระองคบญั ญัติวา มีโทษมากกวาในการทําบาปกรรม ในการเปนไปแหงบาปกรรม ? ทฆี ตปส สี ! บรรดากรรมทงั้ ๓ ประการ ท่ีจําแนกออกแลว เปนสวนละอยางตา งกนั เหลา นี้ เราบญั ญตั ิมโนกรรมวา มีโทษมากกวา ในการทําบาปกรรม ในการเปน ไปแหง บาปกรรม เราจะบญั ญัติกายกรรม วจีกรรมวามีโทษมาก เหมือนมโนกรรมหามิได. ทา นพระโคดม ! พระองคตรัสวามโนกรรมหรือ ? ทีฆตปสสี ! เรากลาววา มโนกรรม. ทานพระโคดม ! พระองคตรสั วามโนกรรมหรอื ? ทีฆตปสสี ! เรากลา ววา มโนกรรม. ทานพระโคดม ! พระองคตรัสวามโนกรรมหรือ ? ทฆี ตปสสี ! เรากลาววา มโนกรรม. ทีฆตปสสีนิครนถใ หพระผูมีพระภาคทรงยืนยนัในเรือ่ งทต่ี รัสนีถ้ งึ ๓ ครง้ั ดวยประการฉะน้ี แลวลุกจากอาสนะเขา ไปหานิครนถน าฏบตุ รถึงทอ่ี ย.ู ม. ม. ๑๓/๕๔/๖๒.





๒๖ พุทธวจน เมอ่ื จะกระทาํ ราหลุ ! เธอใครจ ะทํากรรมใดดว ยกาย พงึพจิ ารณากรรมน้นั เสยี กอ นวา “กายกรรมท่ีเราใครจะกระทาํ น้ี เปนไปเพ่อื เบียดเบยี นตนเองบาง เบยี ดเบียนผูอืน่ บา ง เบียดเบียนทง้ั สองฝา ยบา ง เปนกายกรรมท่ีเปน อกุศล มีทกุ ขเปนกําไร มที ุกขเ ปนวิบาก หรอื ไมหนอ”ดงั น.ี้ ราหุล ! ถา เธอพจิ ารณา รสู ึกอยูดังน้นั ไซร,เธอ ไมพงึ กระทาํ กายกรรมชนดิ น้นั โดยถายเดียว. ราหลุ ! ถา เธอพิจารณา รูสึกอยูดังน้ีวา“กายกรรมท่ีเราใครจ ะกระทาํ น้ี ไมเปน ไปเพ่ือเบียดเบียนตนเองบา ง ไมเ ปนไปเพอื่ เบยี ดเบยี นผูอนื่ บาง ไมเ ปน ไปเพือ่ เบียดเบยี นท้ังสองฝา ยบาง เปนกายกรรมอันเปนกุศล มีสขุ เปน กําไร มีสขุ เปน วบิ าก” ดงั นี,้ ราหุล ! เธอพึงกระทาํ กายกรรมชนิดน้ัน.











๓๒ พทุ ธวจน สัมมากมั มนั ตะโดยปริยายสองอยา ง (โลกยิ ะ – โลกตุ ตระ)  ภกิ ษุ ท. ! สมั มากัมมนั ตะ เปน อยางไรเลา ? ภิกษุ ท. ! เรากลาว แมสมั มากมั มนั ตะวา มโี ดยสว นสอง คอื สมั มากัมมันตะ ทีย่ งั เปนไปกบั ดวยอาสวะ(สาสว)เปนสว นแหง บุญ (ปุ ฺ ภาคยิ ) มีอปุ ธิเปน วบิ าก (อปุ ธเิ วปกกฺ )ก็มอี ยู ; สัมมากมั มนั ตะอนั เปน อริยะ (อรยิ ) ไมมีอาสวะ(อนาสว) เปนโลกุตตระ (โลกุตตฺ ร) เปนองคแหง มรรค(มคฺคงฺค) กม็ อี ย.ู ภกิ ษุ ท. ! สัมมากมั มนั ตะ ท่ยี ังเปน ไปกับดว ยอาสวะ (กเิ ลสท่ีหมักหมม) เปนสวนแหงบญุ มอี ปุ ธิ (ส่งิ ที่ยงั ระคนดวยกิเลส) เปน วบิ าก นัน้ เปนอยา งไรเลา ? ภกิ ษุ ท. ! เจตนาเปน เคร่อื งเวน จากการทาํ สัตวมีชีวติ ใหตกลว งไป เจตนาเปนเครอื่ งเวน จากการถือเอา

แกกรรม ? ๓๓สงิ่ ของที่เจาของมิไดให เจตนาเปน เคร่อื งเวนจากการประพฤตผิ ดิ ในกามทัง้ หลาย มอี ย.ู ภกิ ษุ ท. ! นี้คือสัมมากัมมันตะทีย่ งั เปนไปกบัดวยอาสวะ เปน สว นแหง บญุ มีอุปธเิ ปนวิบาก. ภกิ ษุ ท. ! สัมมากมั มันตะ อันเปนอรยิ ะ ไมม ีอาสวะ เปน โลกุตตระ เปนองคแ หงมรรค น้นั เปนอยา งไรเลา ? คือ การงด การเวน การเวนขาด เจตนาเปน เครือ่ งเวนจากกายทจุ รติ ท้งั สาม (ตามทกี่ ลา วแลวขางบน) ของผูมีอรยิ จติ ของผูม อี นาสวจติ (ผูมีจิตท่ไี มมอี าสวะ) ของผูเปนอริยมคั คสมังคี ผเู จริญอยูซง่ึ อรยิ มรรค. ภิกษุ ท. ! นี้คือ สมั มากัมมนั ตะอนั เปน อรยิ ะไมมอี าสวะ เปน โลกุตตระ เปน องคแ หงมรรค. อปุ ร.ิ ม.๑๔/๑๘๔/๒๗๑-๒๗๓.

๓๔ พทุ ธวจน วาดว ยลกั ษณะของสัมมากมั มนั ตะ  (ปาณาตปิ าตา เวรมณี) เธอน้ัน ละปาณาติบาตเวนขาดจากปาณาติบาต (ฆาสตั ว) วางทอ นไมแ ละศัสตราเสียแลว มคี วามละอาย ถึงความเอ็นดูกรณุ า หวงัประโยชนเ ก้ือกลู ในบรรดาสตั วท้ังหลาย อย.ู (อทนิ นาทานา เวรมณี) เธอน้นั ละอทนิ นาทานเวนขาดจากอทินนาทาน (ลักทรพั ย) ถือเอาแตของทเี่ ขาใหแลว หวังอยแู ตข องที่เขาให ไมเปนขโมย มตี นเปน คนสะอาดเปนอย.ู (กาเมสมุ ิจฉาจารา เวรมณี - สําหรบั ฆราวาส)เธอนั้น ละการประพฤติผิดในกาม เวนขาดจากการประพฤตผิ ิดในกาม (คือเวน ขาดจากการประพฤติผิด) ในหญิงซึง่ มารดารักษา บดิ ารกั ษา พี่นองชาย พน่ี อ งหญงิหรอื ญาติรกั ษา อันธรรมรักษา เปน หญงิ มีสามี หญงิอยใู นสินไหม โดยทสี่ ุดแมหญิงอันเขาหมนั้ ไว (ดว ยการ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook