1 คานา แผนการจัดการเรยี นรู๎รายภาคเรียน ประจาภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 ระดบั ประถมศกึ ษา แผนการจัดการเรียนร๎ู เป็นเครื่องมือสาคัญสาหรับครูที่จะทาให๎การจัดการเรียนร๎ูบรรลุเปูาหมายท่ีต๎องการ เป็นการ วางแผนไว๎ลํวงหน๎าโดยศึกษาในเรื่อง สาระพระราชบัญญัติการศึกษาแหํงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๔๕) หมวด ๓ ระบบการศึกษา และ หมวด ๔ แนวการจัดการศึกษา ทุกมาตรากรอบของการจัดการศึกษาตาม หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ เอกสารเก่ียวกับการประกันคุณภาพ การศกึ ษา โดยจดั กระบวนการเรยี นร๎ูใหส๎ อดคลอ๎ งกับมาตรฐานเอกสารเก่ียวกับเนื้อหาในรายวิชาท่ีจัดการเรียนรู๎ และ ศกึ ษาหาขอ๎ มลู จากแหลํงเรียนรต๎ู ําง ๆ วิธกี ารจดั การเรยี นรู๎แบบตําง ๆ ซึ่งเน๎นผ๎ูเรียนเป็นสาคัญและรูปแบบการเรียนร๎ู โดยกาหนดให๎ใช๎รปู แบบการจัดกระบวนการเรยี นร๎ู กศน. (ONIE MODEL) ซึ่งมี ๔ ขั้นตอน ได๎แกํ ข้นั ตอนท่ี ๑ การกาหนดสภาพ ปญั หา ความตอ๎ งการในการเรียนรู๎ (O : Orientation ) ข้ันตอนที่ ๒ การแสวงหาข๎อมูลและจัดการ เรียนร๎ู (N : New ways of learning) ข้ันตอนท่ี ๓ การปฏิบัติและนาไปประยุกต์ใช๎ (I : Implementation) ข้ันตอน ท่ี ๔ การประเมินผล (E : Evaluation) แผนการเรียนรู๎จะทาให๎ครูได๎คูํมือการจัดการเรียนร๎ู ทาให๎ดาเนินการจัดการ เรียนรูไ๎ ด๎ครบถ๎วนตรงตามหลกั สตู รและจดั การเรยี นร๎ไู ดต๎ รงเวลา ขอขอบคณุ ผ๎มู ีสวํ นเก่ียวขอ๎ งทุกทําน ทใ่ี หค๎ วามรู๎ คาแนะนาและให๎คาปรึกษาเป็นแนวทาง ทาให๎แผนจัดการ เรียนร๎ูรายภาคเรียนเลํมน้ีจนสาเร็จ เป็นรูปเลํมสมบูรณ์ ผ๎ูจัดทาหวังเป็นอยํางยิ่งวําเอกสารเลํมน้ี จะเป็นประโยชน์ สาหรับ ผ๎ูนาไปใช๎จัดกิจกรรมการเรียนรู๎ ได๎อยํางมีประสิทธิภาพหากพบข๎อผิดพลาดหรือ มีข๎อเสนอแนะประการใด ผจ๎ู ดั ทาขอน๎อมรับไว๎แกไ๎ ข ปรับปรุงด๎วยความขอบคณุ ย่ิง นางพรวรกานต์ ลแี วง ครู กศน.ตาบล
2 สารบญั หน๎า คานา ก สารบัญ ข แผนการกาหนดการจดั การเรยี นการสอน ประจาภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 จ แผนการจัดการเรียนรป๎ู ฐมนเิ ทศ 1 แผนการจดั การเรียนรู๎รายวิชาทักษะการเรยี นร๎ู ครงั้ ที่ 1 5 แผนการจัดการเรียนรู๎รายวิชาศลิ ปศกึ ษา ครั้งท่ี 2 21 แผนการจดั การเรียนรรู๎ ายวิชาวิทยาศาสตร์ คร้ังที่ 3 26 แผนการจดั การเรียนรู๎รายวิชาวิทยาศาสตร์ ครงั้ ที่ 4 36 แผนการจัดการเรียนรู๎รายวิชาคณุ ธรรมและจริยธรรมในการใชส๎ อื่ ออนไลน์ ครง้ั ที่ 5 49 แผนการจัดการเรยี นรู๎รายวชิ าสุขศึกษาพลศึกษา ครง้ั ท่ี 6 61 แผนการจัดการเรยี นรู๎รายวิชาสขุ ศกึ ษาพลศึกษา ครงั้ ที่ 7 71 แผนการจัดการเรยี นรูร๎ ายวชิ าภาษาไทย ครั้งที่ 8 82 แผนการจดั การเรยี นรร๎ู ายวิชาคณุ ธรรมและจริยธรรมในการใชส๎ อื่ ออนไลน์ ครงั้ ที่ 9 86 แผนการจัดการเรียนรู๎รายวิชาศาสนาและหน๎าท่ีพลเมือง คร้ังท่ี 10 95 แผนการจัดการเรียนรู๎รายวิชาศาสนาและหนา๎ ท่พี ลเมือง คร้ังท่ี 11 102 แผนการจัดการเรียนรู๎รายวิชาชํองทางการเขา๎ สูํอาชพี ครั้งท่ี 12 118 แผนการจดั การเรยี นร๎ูรายวชิ าชอํ งทางการเข๎าสูอํ าชีพ คร้ังท่ี 13 125 แผนการจัดการเรียนรู๎รายวิชาสังคมศึกษา คร้งั ท่ี 14 136 แผนการจดั การเรียนรู๎รายวชิ าประวตั ิศาสตร์ชาติไทย ครงั้ ที่ 15 147 แผนการจดั การเรียนร๎ูรายวิชาสังคมศึกษา ครง้ั ที่ 16 156 แผนการจัดการเรยี นรู๎ รายวิชาพัฒนาตนเองชุมชนสงั คม ครงั้ ที่ 17 163 แผนการจดั การเรยี นรู๎รายวิชาพฒั นาตนเองชุมชนสังคม คร้ังท่ี 18 174 แผนการจดั การเรียนรป๎ู จั ฉิมนิเทศ 181 คณะผ๎ูจดั ทา ซ
3 แผนกาหนดการจัดการเรยี นการสอนของนักศึกษา ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา ๒๕65 หลกั สตู ร การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ ระดบั ประถมศกึ ษา ชอ่ื ครผู ้สู อน นางพรวรกานต์ ลีแวง ตาแหนง่ ครู กศนตาบล กศน.อาเภอจตุรพักตรพมิ าน สานกั งาน กศน.จังหวดั ร้อยเอด็ สปั ดาห์ วนั /เดอื น/ปี เวลา วิชา/กจิ กรรม สถานท่จี ัดการเรียน ที่ กจิ กรรมปฐมนเิ ทศ การสอน ๑ 17 พ.ค. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กศน.ตาบลลน้ิ ฟูา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กิจกรรมเรยี นรด๎ู ๎วยตนเอง กศน.ตาบลล้ินฟูา 1 17 พ.ค. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. วชิ าทกั ษะการเรียนรู๎ กศน.ตาบลลิ้นฟูา (5 นก.) ทร 11001 ตามอธั ยาศัย ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กจิ กรรมเรียนรู๎ด๎วยตนเอง 2 24 พ.ค. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. วิชาศิลปศกึ ษา กศน.ตาบลลิ้นฟูา ตามอัธยาศยั (2 นก.) ทช 11003 ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กิจกรรมเรยี นรด๎ู ๎วยตนเอง 3 31 พ.ค. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. วิชาวทิ ยาศาสตร์ กศน.ตาบลล้ินฟาู ตามอธั ยาศยั (3 นก.) พว 11001 ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กจิ กรรมเรียนรู๎ด๎วยตนเอง 4 7 มิ.ย. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. วิชาวิทยาศาสตร์ กศน.ตาบลลิ้นฟาู ตามอัธยาศยั (3 นก.) พว 11001 ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กิจกรรมเรยี นร๎ดู ๎วยตนเอง 5 14 มิ.ย. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. วชิ าคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมในการ กศน.ตาบลลน้ิ ฟาู ใชส๎ ื่อสงั คมออนไลน์ (2 นก.) สค020035 ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กจิ กรรมเรียนร๎ูด๎วยตนเอง ตามอธั ยาศัย 6 21 มิ.ย. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. วชิ าสขุ ศึกษาพลศกึ ษา กศน.ตาบลลิ้นฟูา (2 นก.) ทช 11002 กศน.ตาบลลนิ้ ฟูา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กิจกรรมเรียนรู๎ดว๎ ยตนเอง
4 แผนกกาหนดการจดั การเรียนการสอนของนกั ศึกษา ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา ๒๕65 หลักสูตร การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ระดบั ประถมศกึ ษา ชอ่ื ครผู ู้สอน นางพรวรกานต์ ลแี วง ตาแหน่ง ครู ครู กศน.ตาบล กศน.อาเภอจตุรพกั ตรพิมาน สานักงาน กศน.จังหวดั ร้อยเอ็ด สปั ดาห์ วนั /เดือน/ปี เวลา วชิ า/กจิ กรรม สถานที่จดั การเรียน การสอน ท่ี วิชาสุขศกึ ษาพลศึกษา (2 นก.) ทช 11002 กศน.ตาบลลิ้นฟูา 7 28 มิ.ย. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. กิจกรรมเรียนรูด๎ ๎วยตนเอง กศน.ตาบลล้นิ ฟูา กศน.ตาบลลิ้นฟูา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กศน.ตาบลลิ้นฟูา กศน.ตาบลลิ้นฟาู 8 5 ก.ค. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. วิชาภาษาไทย กศน.ตาบลลิ้นฟาู กศน.ตาบลลิ้นฟาู (3 นก.) พท 11001 กศน.ตาบลลิ้นฟูา กศน.ตาบลลนิ้ ฟูา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กิจกรรมเรยี นรด๎ู ว๎ ยตนเอง ตามอธั ยาศัย 9 12 ก.ค. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. วชิ าภาษาไทย กศน.ตาบลลน้ิ ฟาู (3 นก.) พท 11001 ตามอธั ยาศยั ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กิจกรรมเรียนรูด๎ ๎วยตนเอง กศน.ตาบลลิ้นฟาู กศน.ตาบลลิ้นฟูา ๑0 19 ก.ค. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. วชิ าศาสนาและหน๎าท่ีพลเมือง (2 นก.) สค11002 ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กจิ กรรมเรยี นรู๎ด๎วยตนเอง ๑1 26 ก.ค. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. วชิ าศาสนาและหนา๎ ท่ีพลเมือง (2 นก.) สค11002 ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กิจกรรมเรียนรู๎ด๎วยตนเอง สอบกลางภาค ๑2 2 ส.ค. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. วิชาชํองทางการเขา๎ สํอู าชีพ (2 นก.) อช11001 ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กจิ กรรมเรยี นรด๎ู ว๎ ยตนเอง 13 9 ส.ค. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. วชิ าชํองทางการเขา๎ สอูํ าชีพ (2 นก.) อช11001 ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กจิ กรรมเรยี นรูด๎ ๎วยตนเอง
5 แผนกาหนดการจัดการเรียนการสอนของนกั ศกึ ษา ประจาภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา ๒๕65 หลักสตู ร การศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ ระดับ ประถมศกึ ษา ชอ่ื ครผู สู้ อน นางพรวรกานต์ ลีแวง ตาแหนง่ ครู กศน.ตาบล กศน.อาเภอจตุรพักตรพิมาน สานักงาน กศน.จงั หวดั ร้อยเอ็ด สัปดาห์ท่ี วัน/เดอื น/ปี เวลา วชิ า/กจิ กรรม สถานท่ีจัดการเรียน การสอน ๑4 16 ส.ค. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. วชิ าสงั คมศกึ ษา ( 2 นก.) สค11001 กศน.ตาบลลน้ิ ฟูา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. กจิ กรรมการเรยี นรดู๎ ว๎ ยตนเอง ๑5 23 ส.ค. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. กศน.ตาบลลน้ิ ฟาู ประวัตศิ าสตรช์ าตไิ ทย ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. (3 นก.) สค12024 กศน.ตาบลลน้ิ ฟาู กจิ กรรมการเรียนรูด๎ ว๎ ยตนเอง กศน.ตาบลลิ้นฟาู ๑6 30 ส.ค. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. วชิ าสังคมศกึ ษา กศน.ตาบลลน้ิ ฟาู ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ( 2 นก.) สค11001 กศน.ตาบลลิ้นฟาู ๑7 6 ก.ย. 2565 กจิ กรรมการเรียนรดู๎ ว๎ ยตนเอง 18 13 ก.ย. 2565 ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. พัฒนาตนเองชุมชนสงั คม กศน.ตาบลลน้ิ ฟาู 17 - 18 กนั ยายน 2565 ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. (2 นก.) สค11002 กศน.ตาบลลิ้นฟาู 19 20 ก.ย. 2565 กิจกรรมเรียนรู๎ดว๎ ยตนเอง ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. พฒั นาตนเองชุมชนสังคม กศน.ตาบลลิ้นฟาู ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. (2 นก.) สค11002 กศน.ตาบลลน้ิ ฟูา กิจกรรมเรยี นรูด๎ ว๎ ยตนเอง สอบปลายภาคโรงเรยี นด่นู ้อยประชาสรรค์ ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. ปจั ฉมิ นเิ ทศ กศน.ตาบลลน้ิ ฟูา
6 แผนการจดั การเรียนรู้ ปฐมนิเทศ ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 ระดบั ประถมศกึ ษา กศน.ตาบลลน้ิ ฟ้า 1. สัปดาหท์ ่ี 1 วันที่ 17 เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2565 เวลา 09.00-12.00 น. 2. วชิ า ปฐมนิเทศ 3. มาตรฐานที่ 4. หนว่ ยการเรยี นร้/ู เรื่อง การจดั การเรียนรตู๎ ามหลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขนั้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 5. สาระสาคญั โครงสรา๎ งหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พ.ศ.2551 ประกอบด๎วย 5 สาระ การเรยี นร๎ู ได๎แกํ ทักษะการเรียนร๎ู ทกั ษะการดาเนนิ ชวี ิต ความร๎ูพน้ื ฐาน การประกอบอาชีพ และการพัฒนาสังคม ซง่ึ แตลํ ะสาระประกอบดว๎ ยรายวชิ าบงั คบั และวชิ าเลอื ก (เลือกบงั คบั และเลอื กเสร)ี ตามจานวนหนวํ ยกติ ในโครงสรา๎ ง รายวิชาบังคบั ทกุ วิชาผเ๎ู รยี นต๎องลงทะเบยี นเรยี นตามทกี่ าหนด สวํ นรายวิชาเลอื กเสรสี ถานศึกษากาหนดไดต๎ าม ความตอ๎ งการ และรายวิชาเลือกตามที่สํวนกลางกาหนดในรายวชิ าเลือกบังคับ นอกจากนที้ กุ ระดับต๎องทากิจกรรม คุณภาพชวี ติ อยาํ งน๎อย 200 ชั่วโมง โครงงาน 3 หนํวยกติ และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ด๎านการศกึ ษา นอกระบบโรงเรียน (N-NET) 6. เน้ือหา 1. โครงสร๎างการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน พ.ศ. 2551 2. วธิ ีการจดั การเรยี นรู๎ 7. จุดประสงค์การเรียนร้/ู ผลการเรยี นร้ทู ี่คาดหวงั (ดูจากผงั การออกข๎อสอบ) 1. ผู๎เรยี นรู๎ และเขา๎ ใจวิธกี ารจดั การศกึ ษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 8. การบูรณาการกับหลักแนวคิดของเศรษฐกจิ พอเพยี ง (2 เงื่อนไข 3 หลกั การ การเช่อื มโยงสู่ 4 มติ ิ) ความรู้ - โครงสร๎างหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 - รูปแบบวธิ เี รยี น - การวัดและประเมนิ ผลการเรยี น - การจัดกจิ กรรมพัฒนาคุณภาพชีวติ (กพช.) - การประเมนิ คณุ ธรรม - การจบหลักสูตร คุณธรรม - มคี วามขยนั - ความรับผิดชอบ - ความสามคั คี พอประมาณ - การวางแผนทคี่ วามเหมาะสมในการศึกษาเรียนรู๎
7 - เวลาในการเรยี น - การใชส๎ ่ือและแหลํงเรยี นรู๎ มเี หตุผล - เหตุผลในการเรยี น กศน. - การนาความรู๎และวุฒิการศึกษาไปใชใ๎ นการดาเนินชีวิต มีภูมคิ ้มุ กัน - การนาความรท๎ู ี่ไดร๎ บั จากการเรยี น ไปปรับใชใ๎ นชวี ิตประจาวนั วตั ถุ - การนาวฒุ ิการศึกษาไปศึกษาตอํ ในระดับที่สงู ขึน้ - ผเ๎ู รียนได๎รับความร๎ู มที ักษะในการ สงั คม - มกี ารทางานรวํ มกนั เป็นกลมุํ แลกเปลย่ี นความคดิ และวิเคราะหร์ ํวมกนั ส่ิงแวดล้อม - การใชว๎ ัสดุทางการศกึ ษาที่ไมํทาใหเ๎ กดิ ความเสยี หายกบั สิ่งแวดลอ๎ ม - การรกั ษาความสะอาดในการจดั การเรยี นการสอน วัฒนธรรม - การอยรูํ วํ มกนั - การทางานกลุํม/ การแลกเปล่ยี นเรียนร๎ู - การแบํงปนั 9. กระบวนการจดั การเรียนรแู้ ละกิจกรรมการเรียนรู้ ขนั้ ท่ี 1 กาหนดสภาพปัญหาการเรียนรู้ ครผู ูส๎ อนกลําวทกั ทายผูเ๎ รียน และแจ๎งจดุ ประสงค์ของการปฐมนเิ ทศ ขั้นที่ 2 แสวงหาข้อมูลและจัดการเรยี นรู้ 1. ครูผู๎สอนให๎ผู๎เรียนกลําวทักทายและสนทนากนั เอง 2. ครอู ธบิ ายหลกั การโครงสร๎างหลักสตู รการศึกษานอกระบบ ระดบั การศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พ.ศ. 2551 ขน้ั ที่ 3 การปฏบิ ัตแิ ละการนาไปใช้ 1. ครแู ละผู๎เรยี นรวํ มกันสรุป 2. ครใู หค๎ วามร๎ูเพิ่มเตมิ ในสวํ นของความร๎ูท่ียังไมํครบถ๎วน ขั้นที่ 4 การประเมนิ ผลการเรียนรู้ ครูผ๎สู อนสรุปผลจากการนาเสนอ และเติมเตม็ องค์ความรพ๎ู ร๎อมมอบหมายงาน 10. สอ่ื /แหล่งเรยี นรู้ 1. ใบความร๎ู 2. หนังสือเรยี น 10. การวดั และประเมินผล 10.1 วิธีการวัดและประเมนิ ผล - แบบประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานรวํ มกบั ผูอ๎ ่นื ของผู๎เรยี นรายบคุ คล - ใบงาน - แบบทดสอบกํอนเรยี น-หลังเรียน
8 10.2 เคร่ืองมอื วัดและประเมินผล - ประเมนิ ผลการสงั เกตพฤติกรรมการทางานรํวมกบั ผอู๎ ืน่ ของผ๎ูเรยี นรายบุคคล - ผลจากการตรวจใบงาน - คะแนนแบบทดสอบกํอนเรียนและหลงั เรยี น 10.3 เกณฑ์การวดั และการประเมนิ ผล - แบบประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานรวํ มกับผ๎อู ืน่ ของผ๎ูเรยี นรายบุคคล ระดับดี พอใช๎ และควร ปรบั ปรงุ - ใบงานคะแนนเต็ม 10 คะแนน - แบบทดสอบกํอนเรยี น-หลังเรียน เกณฑ์ผาํ นและไมํผาํ น กิจกรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... ลงช่ือ…………………………………………….ครูผสู๎ อน (นางพรวรกานต์ ลแี วง) ครู กศน.ตาบล ข้อเสนอแนะของผู้บริหาร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………............................. ลงช่ือ………………………………………………………ผู๎อนมุ ัตแิ ผน (นางปัทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผ๎อู านวยการ กศน.อาเภอจตุรพกั ตรพมิ าน
9 บันทึกหลังการจัดการเรยี นรู้ กศน.ตาบลล้ินฟ้า ครงั้ ท่ี 1 วนั ที่ 17 เดอื น พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ครผู ๎สู อน นางพรวรกานต์ ลีแวง ระดบั ประถมศึกษา เวลา 09.00- 12.00 น. เขา๎ เรยี น…………………คน ไมเํ ข๎าเรียน……………………….คน 1. ผลการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้การประเมนิ โดยใช๎ แบบทดสอบกํอนเรียน - หลงั เรียน พบวํา คะแนนการทดสอบหลงั เรียน มากกวาํ กํอนเรยี นจานวน ........ คนคิดเป็นร๎อยละ............ คะแนนการทดสอบหลังเรยี น น๎อยกวํากํอนเรยี นจานวน ......... คนคิดเปน็ รอ๎ ยละ............ 2. เน้ือหา/สาระ ............................................................................................................................. ................................... .................................................................................. .............................................................................. ............................................................................................................................. ................................... 3. กจิ กรรมการเรียนการสอน ............................................................................................................................. ................................... ...................................................................................... ................................................................................................... .......................................................................................................................... 4. ปญั หา/อปุ สรรค การเรยี นการสอน ............................................................................................................................... ................................. ................................................................................................. ............................................................... ............................................................................................................................. ................................... 5. แนวทางการแก้ปญั หา ...................................................................................................................................... .......................... ........................................................................................................ ........................................................ ............................................................................................................................. ................................... ลงช่ือ.....................................................ครผู ูส๎ อน (นางพรวรกานต์ ลีแวง) วันที่.............../.................../............... ความคิดเห็น/ขอ้ เสนอแนะของผู้บริหาร ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... .............................................................................................................. ......................................... ลงช่อื .................................................................. (นางปทั มาภรณ์ ศรเี นตร) ผูอ๎ านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พกั ตรพิมาน
10 แผนการจัดการเรยี นรรู้ ายวิชาทกั ษะการเรยี นรู้ ครงั้ ท่ี 1 การจัดทาหน่วยเรียนรู้บรู ณาการหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 ระดบั ประถมศึกษา กศน.ตาบลลิ้นฟา้ 1. สัปดาหท์ ี่ 1 วันที่ 17 เดอื น พฤษภาคม พ.ศ.2565 เวลา 09.00 - 12.00 น. 2. วิชา ทักษะการเรยี นรู้ รหัสวชิ า ทร11001 จานวน 5 หนํวยกติ 3. มาตรฐานท่ี 2. รู้จกั เห็นคุณค่า และใชแ้ หลง่ เรียนรู้ถูกตอ้ ง 4. หน่วยการเรียนร/ู้ เรื่องการใช้แหล่งเรียนรู้ 5. สาระสาคญั การเรียนรูจากส่งิ แวดลอมในชมุ ชนทม่ี อี งคความรูท่เี รียกวาแหลงเรียนรูตางๆ ทาให ผูเรียนสามารถรูถงึ การสั่ง สมความรู ประสบการณทผ่ี านมาจากแหลงเรยี นรูประเภทตาง ๆ เรยี นรูไดเทา ทนั ความเปล่ียนแปลงท่เี กิดขึ้น เกิด โลกทัศนกวางขวางมากยิ่งขน้ึ กวาการเรียนจากการพบกลุมในหอง หรือการเรียนรูในรปู แบบอน่ื ๆ 6. เนอ้ื หา ๑.ความหมายความสาคัญของแหลํงเรียนร๎ูโดยทวั่ ไป ๒.การเข๎าถึงและเลอื กใช๎แหลํงเรียนรู๎ ๓.บทบาทหนา๎ ท่ีและการบริการของแหลงํ เรียนร๎ูดา๎ นตํางๆ ๔.กฏกตกิ าเงอ่ื นไขตํางๆ ในการไปขอใชบ๎ รกิ ารแหลงํ เรียนรู๎ ๕.ทักษะการใชข๎ ๎อมูลสารสนเทศจากหอ๎ งสมุดทสี่ อดคล๎องกับความต๎องการ ความจาเป็นเพ่ือนาไปใช๎ในการ เรียนรู๎ของตนเอง 7. จุดประสงคก์ ารเรยี นร/ู้ ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวัง (ดจู ากผังการออกข๎อสอบ) 1. ผูเรยี นสามารถบอกประเภทคุณลักษณะของแหลงเรียนรูและเลอื กใชแหลงเรียนรู ไดตามความเหมาะสม 2. ผูเรียนเหน็ คณุ คาแหลงเรยี นรูประประเภทตาง ๆ 3. ผูเรียนสามารถสังเกต ทาตาม กฎ กติกา การใชแหลงเรียนรู๎ 8. การบูรณาการกบั หลักแนวคดิ ของเศรษฐกิจพอเพียง (2 เงือ่ นไข 3หลกั การ การเชือ่ มโยงสู่ 4 มิต)ิ ความรู้ 1. ความหมายของการใชแ๎ หลงํ เรียนร๎ู 2. ลาดับความคิดเรื่องการใชแ๎ หลงํ เรยี นรู๎ผาํ นเครือขํายอินเทอรเ์ นต็ ดว๎ ยตนเอง คุณธรรม 1 .ความรับผิดชอบในการจดั กิจกรรมการเรยี นรู๎ 2. ตรงตํอเวลา 3. ความเพียร ความพยายาม 4. มคี วามสามคั คใี นการทางานกลุมํ พอประมาณ 1. กาหนดหน๎าท่ีของคนในกลุํมใหเ๎ หมาะสมกับแตลํ ะคน 2. ความสามารรถในเข๎าถึงแหลํงเรียนรู๎
11 3. ผเ๎ู รยี นสามารถเลือกแหลงํ เรยี นรูท๎ ี่มีอยใูํ นทอ๎ งถ่นิ มีเหตผุ ล 1. นกั ศึกษาสามารถอธิบายความหมายของการใชแ๎ หลํงเรยี นร๎ู 2. นักศึกษามีทกั ษะในการค๎นคว๎าความรู๎ผํานเครือขาํ ยได๎ด๎วยตนเอง 3. นักศกึ ษามีความตระหนักและเห็นคุณคาํ ของแหลงํ เรียนร๎ู มีภูมิคุม้ กนั 1. ผ๎ูเรียนสามารถวางแผนการทางานกลุํมได๎ 2. ผู๎เรยี นสามารถบันทกึ ผลการเรยี นรต๎ู ามใบงานกลมํุ ได๎ 3. ทาความเข๎าใจกับกิจกรรมการเรียนร๎ูที่ครูกาหนด วตั ถุ - มีทกั ษะในการใชส๎ อื่ วัสดุ อุปกรณ๑ในหอ๎ งสมุด เหน็ ความสาคัญของการใช๎ส่อื วสั ดุ อุปกรณ๑ ใน หอ๎ งสมดุ อยํางค๎ุมคํา สังคม - มคี วามรใ๎ู นการแบงํ งานในกลํุมตามความถนดั ทางานรํวมกบั ผอ๎ู ่ืนได๎ - มีความรบั ผิดชอบในการทางานยอมรบั ความคิดเหน็ ของเพอื่ นในกลมุํ สง่ิ แวดล้อม - จิตสานึกและร๎วู ิธีใชแ๎ หลํงเรียนร๎ู วฒั นธรรม - บอกภมู ิปัญญาท่เี รยี นรู๎ในแหลํงเรยี นร๎ู และตระหนกั ถงึ ข๎อมูลในท๎องถนิ่ 9. กระบวนการจัดการเรียนร้แู ละกจิ กรรมการเรยี นรู้ ขั้นที่ 1 กาหนดสภาพปญั หาการเรียนรู้ (O : Orientation) 1.ครูและผูเ๎ รยี นพูดคยุ / ซกั ถามความเป็นอยํปู ัจจุบนั 2.ทบทวน / ตดิ ตามผลการเรียนรู๎ดว๎ ยตนเอง 3.ทบทวน / ติดตามการศึกษาค๎นคว๎าในสปั ดาหท์ ผ่ี าํ นมา ขน้ั ที่ ๒ แสวงหาขอ้ มูลและจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning) 1. ให๎นกั ศึกษาทาแบบทดสอบกํอนเรียนดว๎ ย เพ่ือทดสอบความรูเ๎ บ้ืองตน๎ 2. ให๎นักศึกษาศึกษาเรอื่ งการใช๎แหลํงเรยี นรู๎ จากหนงั สือเรียนสาระความรู๎พ้ืนฐาน รายวชิ าทักษะ การเรียนร๎ูระดบั ประถมศกึ ษา รหสั ทร11001 3. ครใู ช๎สอื่ You Tube เรื่อง แหลงํ เรียนรู๎พอเพียง เพื่ออธบิ ายความร๎เู พ่ิมเตมิ ใหน๎ ักศกึ ษา ผํานเว็บ https://www.youtube.com/watch?v=MZqZrAs-cqY ขนั้ ที่ 3 การปฏบิ ตั ิและการนาไปใช้ (I : Implementation) ครใู หน๎ ักศึกษาระดมความคิด จากการศึกษาแหลํงเรยี นรห๎ู อ๎ งสมดุ แหลํงเรยี นรู๎ในท๎องถ่นิ
12 ขั้นท่ี 4 การประเมนิ ผลการเรียนรู้ (E : Evaluation) 1. ใหน๎ ักศึกษาออกมาหน๎าชัน้ เรยี น เพื่อนาเสนอการถอดบทเรียนแหลงํ เรียนร๎ทู ี่ได๎ศึกษามา ให๎สอดคล๎องกับหลักเศรษฐกิจพอเพยี ง จากนน้ั ครูใหค๎ ะแนน 2. แบบทดสอบ 3. ใบงาน 10. สื่อ/แหล่งเรียนรู้ 1. หนงั สอื เรยี นสาระความร๎พู ้ืนฐาน รายวชิ าทกั ษะการเรียนร๎ู ระดบั ประถมศึกษา รหสั ทร11001 2. แหลงํ เรียนรใู๎ นท๎องถน่ิ ห๎องสมดุ ประชาชน 3. แหลงํ เรยี นรภู๎ มู ิปญั ญาในท๎องถ่นิ 4. ใบความร๎ู 11. การวัดและประเมนิ ผล 1. วธิ กี ารวัดและประเมินผล - แบบประเมนิ ผลการสงั เกตพฤติกรรมการทางานรวํ มกับผอ๎ู ื่นของนกั ศึกษารายบคุ คล - ใบงาน - แบบทดสอบกํอนเรยี น-หลังเรียน 2. เครื่องมอื วดั และประเมินผล. - ประเมินผลการสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรํวมกบั ผอ๎ู ่นื ของนกั ศึกษารายบคุ คล - ผลจากการตรวจใบงาน - คะแนนแบบทดสอบกํอนเรียนและหลังเรียน 3. เกณฑก์ ารวัดและการประเมนิ ผล - แบบประเมนิ ผลการสงั เกตพฤติกรรมการทางานรํวมกบั ผอ๎ู ื่นของนักศึกษารายบุคคล ระดบั ดี พอใช๎ และควรปรบั ปรุง - ใบงานคะแนนเต็ม 10 คะแนน - แบบทดสอบกํอนเรยี น-หลังเรียน เกณฑผ์ ํานและไมผํ าํ น กจิ กรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... ลงชือ่ …………………………………………….ครูผู๎สอน (นางพรวรกานต์ ลแี วง) ครู กศน.ตาบล ข้อเสนอแนะของผู้บรหิ าร ............................................................................................................................. ............................................................ .........................................................................................................................................................................................
13 ลงช่อื ………………………………………………………ผูอ๎ นุมัติแผน (นางปทั มาภรณ์ ศรีเนตร) ผอู๎ านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พกั ตรพมิ าน บนั ทกึ หลังการจดั การเรียนรู้ การจัดทาหนว่ ยเรยี นรู้บูรณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ครัง้ ที่ 1 วันที่ 17 เดอื น พฤษภาคม พ.ศ.2565 ครูผ๎สู อน นางพรวรกานต์ ลแี วง ระดับ ประถมศึกษา เวลา 09.00-12.00 น. สาระทกั ษะการเรียนร๎ู รายวชิ าทกั ษะการเรียนรู๎ รหสั วชิ า ทร11001 จานวนผู๎เรียนทั้งหมด ............... คนเข๎าเรยี น…………………คน ไมเํ ขา๎ เรียน……………………….คน 1. ผลการจดั กิจกรรมการเรียนรู้การประเมินโดยใช๎ แบบทดสอบกํอนเรยี น - หลงั เรยี น พบวาํ คะแนนการทดสอบหลังเรียน มากกวํากอํ นเรียนจานวน ........ คนคดิ เป็นรอ๎ ยละ............ คะแนนการทดสอบหลังเรียน นอ๎ ยกวาํ กํอนเรียนจานวน ......... คนคดิ เป็นรอ๎ ยละ............ 2. เน้อื หา/สาระ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................... ................................................................. ............................................................................................................................. ................................... 3. กจิ กรรมการเรยี นการสอน ................................................................................................................................. ............................... ................................................................................................... ......................................................................... ............................................................................................................................. .......... 4. ปัญหา/อุปสรรค การเรยี นการสอน ............................................................................................................................................ .................... .............................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................. ................................... 5. แนวทางการแก้ปญั หา ................................................................................................................................................... ............. ..................................................................................................................... ........................................... ............................................................................................................................. ................................... ลงชื่อ....................................................... (นางพรวรกานต์ ลีแวง) ครผู ส๎ู อน วนั ท.่ี ............../.................../............... ความคดิ เห็น/ข้อเสนอแนะของผบู้ ริหาร ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ....................................................................................................................................................... ลงช่อื ..................................................................
14 (นางปทั มาภรณ์ ศรีเนตร) ผูอ๎ านวยการ กศน.อาเภอจตุรพักตรพมิ าน วนั ที.่ ............../.................../............... แบบทดสอบ เรอ่ื ง การใชแหลงเรียนรู ระดับประถมศึกษา 1. แหลงเรียนรูมคี วามสาคญั ตอผูเรยี นในขอใดมากท่ีสดุ ก. การศึกษาตามอธั ยาศัย ข. ชวยสรางเสรมิ ประสบการณภาคปฏบิ ุติ ค. แหลงสรางเสรมิ ความรู ความคดิ วทิ ยาการ ง. เปนแหลงปลกู ฝงนิสยั รักการอาน การศึกษาคนควาแสวงหาความรูดวยตนเอง 2. ขอใดใหความหมายของ \"แหลงเรยี นรู\" ไดสมบรู ณที่สุด ก. เปนแหลงความรูทางวิชาการ ข. เปนแหลงสารสนเทศใหความรูอยางกวางขวาง ค. เปนแหลงรวมภูมิปญญาชาวบานใหศึกษาคนควา ง. เปนแหลงขอมลู ขาวสารและประสบการณท่ีสงเสริมใหผูเรยี นแสวงหาความรูดวยตนเอง ตามอัธยาศยั อยางตอเน่ือง 3. ขอใดเปนแหลงเรยี นรูกลุมขอมลู ทองถน่ิ ก. สถานประกอบการ ขอใดเปนแหลงเรยี นรูกลมุ ขอมูลทองถน่ิ ข. ภูมิปญญาชาวบานและปราชญชาวบาน ค. แหลงเรยี นรูในโรงเรยี นและหอกระจายขาว ง. แหลงเรยี นรูในโรงเรียนและแหลงเรยี นรใู นทองถนิ่ 4. ขอใดคือการแสวงหาความรูดวยตนเองจากแหลงเรยี นรูในทองถน่ิ ก. เรียนทาอาหารไทยจาก ข. ไปทีห่ องคอมพวิ เตอรเพื่อสืบคนขอมลู มาทารายงาน โรงเรียนสอนอาหารไทย ค. อานหนังสือคูมอื ฟสิกสท่ีศูนยวทิ ยาศาสตร ง. ไปศกึ ษาคนควาเรื่องประโยชนของพืชสมนุ ไพรทสี่ วนสมนุ ไพร 5. ขอใด คอื แหลงเรยี นรูในชุมชนทมี่ ีทรัพยากรสารสนเทศหลากหลายมากทสี่ ุด ก. หองสมุดประชาชน ข. ศนู ยนนั ทนาการ ค. สวนพฤษศาสตร ง. อุทยานวิทยาศาสตร์ 6. ถาจะศึกษาคนควาเร่อื งความเปนมาของประวัติเขาพระวหิ าร ควรจะศึกษาจากแหลงใดทม่ี ีขอมูล มากทสี่ ุด ก. อุทยานประวตั ศิ าสตร
15 ข. พิพธิ ภัณฑแหงชาติ ค. อนิ เทอรเน็ต ง. เขาพระวหิ าร 7. จานง ตองการปลูกขาวใหไดผลดีมากท่สี ุด จานงควรเรยี นรูจากแหลงใดมากที่สดุ ก. ภูมิปญญา ข. หอกระจายขาว ค. สวนสมนุ ไพร ง. สวนสาธารณะ 8. ขอใดเปนแหลงเรยี นรูกลุมศลิ ปวัฒนธรรม ก. ศาสนสถาน ข. อนสุ าวรยี ค. หอศลิ ป ง. ถูกทุกขอ 9. วัตถุประสงคของการจัดแหลงเรยี นรูในทองถนิ่ คือขอใด ก. เปนขอมลู เพือ่ การพฒั นาประเทศชาติ ข. เปนแหลงคนควาสนบั สนุนการเรียนการสอน ค. เพอ่ื เปนการพฒั นาชุมชนใหเจรญิ กาวหนาทนั เทคโนโลยี ง. เปนแหลงการศกึ ษาตลอดชวี ติ ทปี่ ระชาชนสามารถหาความรูตางๆ ไดดวยตนเอง 10. ขอใดควรปฏบิ ตั ิในหองสมุดประชาชน ก. ตวิ เขมเพ่ือเตรียมตวั สอบ ข. เตรียมอาหารและเคร่ืองด่ืมไปเอง ค. ตองยมื หนังสือดวยบัตรสมาชกิ ของตนเอง ง. ทกุ คร้ังที่หยิบหนงั สือมาอานใหนาไปเก็บทีช่ ้ันหนังสอื ดวย เฉลย 1. ง 2. ง 3. ข 4. ง 5. ก 6. ค 7. ก 8. ง 9. ง 10. ค
16 ใบความรู้ การใชแหลงเรียนรู ความหมายของแหล่งเรยี นรู้ แหลํงเรียนรู๎ หมายถึง แหลงํ ข๎อมูลขําวสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ ท่ีสนับสนุนสํงเสริมใหผ๎ ๎เู รียนใฝุ เรยี น ใฝุร๎ู แสวงหาความรแ๎ู ละเรียนรูด๎ ว๎ ยตนเองตามอธั ยาศัย อยาํ งกว๎างขวางและตอํ เน่ือง เพ่ือเสรมิ สร๎างให๎ผ๎เู รยี นเกิด กระบวนการเรียนรู๎ และเปน็ บุคคลแหํงการเรยี นรู๎ ความสาคัญของแหล่งเรยี นรู้ 1. แหลํงการศึกษาตามอัธยาศัย 2. แหลํงการเรียนรู๎ตลอดชวี ติ 3. แหลํงปลูกฝังนสิ ัยรกั การอาํ น การศึกษาคน๎ คว๎า แสวงหาความรู๎ด๎วยตนเอง 4. แหลํงสรา๎ งเสริมประสบการณภ์ าคปฏบิ ัติ 5. แหลํงสร๎างเสริมความรู๎ ความคดิ วิทยาการและประสบการณ์ ประเภทของแหล่งเรียนรู้ แหลํงเรียนร๎ู จาแนกตามลกั ษณะท่ีตงั้ ได๎ ดงั นี้ 1. แหลํงเรยี นรูใ๎ นโรงเรยี น 2. แหลํงเรยี นรใ๎ู นท๎องถนิ่ วตั ถุประสงคข์ องการจัดแหล่งเรยี นรู้ในโรงเรียน 1. เพื่อพฒั นาโรงเรียนใหเ๎ ปน็ สงั คมแหํงการเรียนรู๎ มีแหลํงข๎อมูล ขําวสาร ความร๎ู วทิ ยาการ และสรา๎ งเสรมิ ประสบการณ์ ท กว๎างขวางหลากหลาย 2. เพื่อเสรมิ สร๎างบรรยากาศการเรยี นรู๎ในโรงเรียน โดยเนน๎ ผูเ๎ รยี นเป็นสาคญั 3. เพ่ือจดั ระบบและพัฒนาเครือขาํ ยสารสนเทศ และแหลํงการเรยี นรใู๎ นโรงเรยี น 4. เพื่อสงํ เสรมิ ให๎ผู๎เรียนมีทกั ษะการเรยี นร๎ู เป็นผ๎ใู ฝุรู๎ ใฝุเรียน และเรยี นรู๎ด๎วยตนเองอยํางตํอเนอ่ื ง การนาแหลงํ เรยี นร๎แู ละภมู ิปัญญาทอ๎ งถ่ินมาใชใ๎ นการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน มแี นวทางดงั น้ี 1. ศึกษาหลักสูตร และสาระการเรียนรู๎ 2. จดั ทาข๎อมลู สารสนเทศแหลํงเรยี นร๎ู ภูมิปญั ญาทอ๎ งถนิ่
17 3. จัดทาแผนการเรียนรู๎ กระบวนการเรียนร๎ูใหส๎ อดคล๎องกบั จุดประสงค์ 4. ขอความรํวมมอื กับชมุ ชนและตวั วทิ ยากรทอ๎ งถนิ่ 5. เชญิ วทิ ยากรท๎องถิน่ มาถํายทอดความร๎ู หรอื นานักเรียนไปยังแหลํงเรยี นร๎ู 6. ทาการวัด ประเมินผล 7. รายงานผล สรุปผลให๎ผทู๎ ่ีเก่ยี วข๎องได๎ทราบ ข๎อดใี นการนาแหลงํ เรยี นร๎ู และภมู ปิ ญั ญาทอ๎ งถิ่นมาใช๎ในกระบวนการเรยี นการสอน 1. ผู๎เรยี นได๎เรียนรจู๎ ากของจริง ทาใหเ๎ กดิ ประสบการณ์ตรง 2. ผ๎ูเรียนเกิดความสนุกสนาน 3. ผเ๎ู รยี นมเี จตคตทิ ่ดี ีตํอชุมชน และกระบวนการเรียนรู๎ 4. ผเ๎ู รยี นเห็นคณุ คาํ ของแหลงํ เรียนรู๎ ภมู ิปญั ญาทอ๎ งถิน่ 5. ผเู๎ รยี นเกิดความรักทอ๎ งถ่นิ และเกิดความรใ๎ู นการอนรุ ักษ์สงิ่ ทม่ี ีคุณคาํ ในท๎องถ่ิน ความหมายประเภทของแหล่งการเรียนรู้ 1.1 ความหมายของแหล่งการเรียนรู้ แหลงํ การเรียนร๎ู หมายถงึ แหลํงขาํ วสารข๎อมลู สารสนเทศ แหลงํ ความรูท๎ างวิทยาการ และประสบการณ์ทสี่ นับสนนุ สงํ เสริมใหผ๎ เู๎ รยี น ใฝุเรียน ใฝุรู๎ แสวงหาความรแู๎ ละเรียนรด๎ู ๎วยตนเอง ตามอัธยาศัยอยาํ งกวา๎ งขวางและตอํ เนื่องจากแหลํงตาํ ง ๆ เพือ่ เสริมสรา๎ งให๎ผ๎ูเรยี นเกดิ กระบวนการเรยี นรู๎ และเป็น บคุ คลแหํงการเรยี นรู๎ (กรมสามัญศึกษา, 2544, หน๎า 6) 1.2 ความหมายประเภทของแหล่งการเรียนรู้ ในการแบํงประเภทของแหลํงการเรยี นร๎ูนัน้ พระพุทธทาสภกิ ขุ (อ๎างใน สมุ น อมรวิวฒั น์ 2548: ออนไลน์) ไดแ๎ สดง ธรรมเร่อื ง “โรงเรยี นท่ที ํานยงั ไมรํ ูจ๎ กั ”มคี วามตอนหนึ่งวาํ โรงเรยี นมีอยูทํ วั่ ทุกหนทุกแหํง ตาหตู าตาของทํานทั้งหลาย แตทํ าํ นก็ไมํรจ๎ู ัก การเรยี นรจู๎ ากธรรมชาตชิ วํ ยให๎ผ๎เู รยี นเขา๎ ใจความเป็นจรงิ ของชวี ติ ทม่ี ีการเปลยี่ นแปลง มกี ารตํอสด๎ู ิ้น รน มีปญั หา มีสุนทรียภาพ มีคณุ คํา ท้ังความจริง ความงามและความดี ในทางตรงกนั ข๎าม ธรรมชาตกิ ็มที งั้ ความเสอื่ ม สลาย และความโหดร๎าย ทาลายลา๎ ง มนุษยจ์ งึ จาเป็นต๎องเรียนร๎ู และอยูํรวํ มกับธรรมชาติ ดว๎ ยการอนุรักษ์ และ ยอมรับคุณคําของธรรมชาติ ปรบั ตนเองได๎ในความเปล่ียนแปลง และทาอยํางไรจึงจะให๎เดก็ รู๎ ดว๎ ยตนเองมากขึ้น น่ัน คือ ต๎องสรา๎ งแหลงํ การเรยี นรู๎ให๎เขา ต๎องสอนใหเ๎ ขารจ๎ู ักใช๎แหลํงการเรียนร๎ู แหลํงการเรียนรูแ๎ บงํ ได๎2 ประเภทดงั นี้ 1) แหลงํ การเรียนรใ๎ู นโรงเรยี น 2) แหลํงการเรียนรู๎นอกโรงเรียน หรอื อาจแบ่งแหล่งการเรยี นรทู้ ่อี ยู่รอบตัวผเู้ รยี น (ศิรกิ าญจน์ โกสมุ ภ์ และดารณี คาวัจนงั , 2545, หน๎า 33) เทคโนโลยี ได๎แกํ - คอมพวิ เตอร์ - อีเมล์ (e-mail) - อนิ เทอรเ์ น็ต - ส่งิ แวดล้อม ได๎แกํ - แหลงํ น้า เชนํ แมนํ ้า ลาคลอง หว๎ ย หนอง บึง วนอุทยาน ภเู ขา เชนํ ถ้าหนิ งอก หินยอ๎ ย
18 - สวนพฤกษศาสตร์ เชํน สวนสมุนไพร สวนปุาธรรมชาติ สวนพฤกษศาสตร์ใน โรงเรียน สวนสาธารณะ - สถานที่ ได๎แกํ - สถานท่ีสาคญั ทางศาสนา เชํน วดั โบสถ์ มสั ยิด สเุ หรํา - ปูชณยี สถาน โบราณสถาน - โรงเรียน - โรงพยาบาล - ไปรษณีย์ - สถานีตารวจ - พิพธิ ภัณฑ์ - หอ๎ งสมดุ เชํน หอ๎ งสมุดโรงเรียน ห๎องสมดุ ในชุมชน - สอื่ สารมวลชน ได๎แกํ - หนังสอื พิมพ์ -โทรทัศน์ ETV - วิทยุ สารสนเทศ - บคุ ลากร ได๎แกํ - เพ่ือน เชํน เพือ่ นในหอ๎ งเรยี น เพอ่ื นในชมุ ชน - ครู เชนํ ครใู หญํ ผ๎ูอานวยการ ครวู ิชาตาํ ง ๆ - ผ๎ูนาชมุ ชน เชนํ ผู๎นาศาสนา - แพทย์ - องค์การบริหารสํวนตาบล (อบต.) - ตารวจ - ภมู ิปญั ญาชาวบ๎าน เชํน ดนตรี กอํ สร๎าง ยารกั ษาโรค การนวดแผนโบราณ ความสาคญั ของแหล่งการเรียนรู้ การเพิ่มศกั ยภาพของผ๎ูเรยี นให๎สูงขึน้ สามารถดารงชีวติ อยํางมคี วามสขุ ได๎บนพื้นฐานของความเป็นไทย และ ความเปน็ สากลเป็นการเรยี นรู๎คํูขนานระหวํางความรู๎สากลกับความรู๎ท๎องถ่ิน เพราะท๎องถ่ินเปน็ ระบบความร๎ทู ่ีมี การพัฒนาอยาํ งตํอเนื่อง โดยผํานมติ ิสมั พันธก์ ารสั่งสมและถํายทอดผํานรํุนสูรํ นํุ สํวนใหญํเปน็ ชน้ิ งาน เครอ่ื งดนตรี เคร่ืองใช๎ ผา๎ ไหม ผา๎ ฝูาย การละเลนํ ของเลํน และความร๎ูท่ีอยํูในตัวของบุคคลท่เี ปน็ ข๎อควรปฏิบัติ บทสวด ภาษา เขยี น นิทาน คากลอน บทเพลง ตารายาของปราชญช์ าวบา๎ น ซงึ่ สง่ิ เหลาํ นมี้ ี ความเช่ือมโยงกับธรรมชาติ และ เทคโนโลยพี ้ืนบ๎าน สอดคล๎องกับสงั คมการดารงชีวติ ของผเู๎ รียน ถือวาํ เป็นการเรียนรแู๎ บบคํูขนานระหวํางความรู๎ ทอ๎ งถิ่นสูํสากล 2.1 เจเดด (Jedede 1995: 97-137) ไดเ๎ สนอวาํ รปู แบบของการเรียนร๎ูคขูํ นาน ระหวํางความรูส๎ ากล แหลงํ การเรยี นรแู๎ ละภูมปิ ัญญา สํงผลตอํ การพัฒนากระบวนการเรียนรท๎ู มี่ ีความจาระยะยาวของผ๎ูเรียน ทาใหส๎ นใจ ใฝุ ร๎ู รกั การเรียนรู๎ แสวงหาความร๎ู และสามารถนาความร๎ทู ๎องถนิ่ ไปปรับประยกุ ตส์ ํสู ากล 2.2 ซนิ เวลี่และคอรซ์ งิ เลีย (Sinvely และCorsinglia 2001d:a6-34) กลําวถงึ กระบวนการ ผสมผสานความร๎ทู อ๎ งถิน่ เขา๎ กับความร๎ูสากลในการจัดการเรียนการสอน โดยยึดแหลงํ การเรียนร๎ใู นทอ๎ งถนิ่ เป็นแกน
19 หลักเสริมการเรียนร๎ทู าให๎เกิดการยอมรับ พูดคุยและรับฟงั ความเหมือนความตาํ งระหวาํ งวัฒนธรรม โครงสร๎าง รูปแบบการคดิ โดยทีว่ ฒั นธรรมเดมิ ไมํจาเป็นต๎องเปลีย่ นโครงสร๎างตัวเองทงั้ หมด กํอนทจี่ ะรับวฒั นธรรมใหมํเข๎าไป 2.3 แอพเพิล (Apple 1990: 50-67) การนาวิทยาการพน้ื บ๎านมาใชใ๎ นการเรยี น การสอนจะชํวยให๎ เกิดความเจรญิ งอกงามทางสตปิ ญั ญา ผ๎เู รียนสามารถดารงชวี ติ อยูไํ ดใ๎ นท๎องถน่ิ อยํางปกติสขุ บนพืน้ ฐานของ กระบวนการเรยี นรูต๎ ามสภาพภูมิศาสตร์ นเิ วศวทิ ยา ความเชอ่ื ปรชั ญา วถิ ีทอ๎ งถ่นิ และวิถแี หํงการดารงชวี ิต 2.4 กงิ่ แก้ว อารีรักษ์ (2548:118) ใหค๎ วามสาคัญของการศึกษาโดยใชแ๎ หลงํ เรยี นรู๎ ไว๎ดังนี้ 1) กระตน๎ุ ให๎เกดิ การเรยี นรู๎เร่ืองใดเรือ่ งหนง่ึ โดยอาศัยการมีปฏิสัมพันธ์กบั สือ่ ท่หี ลากหลาย 2) ชวํ ยเสริมสรา๎ งการเรยี นร๎ูให๎ลกึ ซ้ึงขึ้น โดยใชเ๎ วลาในการรวบรวมขอ๎ มูลสะท๎อนความ คิดเห็นจากแหลํงการเรยี นร๎ู 3) กระตุน๎ มงุํ เนน๎ ลึกในเรื่องใดเร่ืองหน่ึง ซึง่ ผลกั ดันใหผ๎ ู๎เรียนแสวงหาขอ๎ มลู ทีเ่ กี่ยวข๎องเพ่ิม มากขนึ้ สามารถสร๎างผลผลติ ในการเรยี นรู๎ทมี่ ีคณุ ภาพสงู ขึ้น 4) เสรมิ สรา๎ งการเรยี นรู๎ จนเกดิ ทักษะการแสวงหาข๎อมูลทีม่ ีประสิทธิภาพ โดยอาศยั การ สร๎างความตระหนักเชิงมโนทัศนเ์ กีย่ วกับธรรมชาติและความแตกตํางของข๎อมูล 5) แหลงํ การเรียนรู๎เสรมิ สร๎างการพฒั นาการคดิ เชนํ การแก๎ปญั หา การใหเ๎ หตผุ ล และการ ประเมนิ อยํางมวี ิจารญาณ โดยอาศยั กระบวนการวิจยั อสิ ระ 6) เปลย่ี นเจตคติของครแู ละผเู๎ รียนทมี่ ีตํอเน้ือหารายวิชา และผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน 7) พฒั นาทกั ษะการวิจยั และความเชื่อมนั่ ในตนเองในการค๎นหาขอ๎ มลู 8) เพิ่มผลสัมฤทธิด์ ๎านวชิ าการ ในดา๎ นเนอื้ หา เจตคติ และการคดิ อยาํ งมวี ิจารณญาณ โดย อาศัยแหลํงการเรยี นรทู๎ ่หี ลากหลายในการเรียนร๎ู 2.5 นเรนทร์ คามา (2548 : ออนไลน)์ ได๎กลาํ ว ถึงความสาคัญของแหลงํ การเรยี นรู๎ไว๎ดังนี้ 1) เป็นแหลงํ ทร่ี วบรวมขององค์ความรูอ๎ นั หลากหลาย พรอ๎ มทีจ่ ะให๎ผ๎เู รยี นไดศ๎ ึกษาค๎นคว๎า ด๎วยกระบวนการจดั การเรียนรู๎ทีแ่ ตกตํางกนั ของแตลํ ะบุคคล และเป็นการสํงเสรมิ การเรียนรู๎ตลอดชีวติ 2) เป็นแหลงํ เช่อื มโยงให๎สถานศึกษาและท๎องถน่ิ มคี วามใกลช๎ ดิ กนั ทาใหค๎ นในท๎องถ่ินมี สํวนรํวมในการจดั การศึกษาแกบํ ุตรหลาน 3) เป็นแหลํงขอ๎ มูลทท่ี าใหผ๎ เ๎ู รยี นเกดิ การเรียนรู๎อยํางมีความสุข เกิดความสนุกสนานและมี ความสนใจทีจ่ ะเรียนร๎ูไมํเกดิ ความเบือ่ หนําย 4) ทาให๎ผ๎ูเรียนเกดิ การเรียนรจู๎ ากการท่ีไดค๎ ิดเอง ปฏิบตั ิเอง และสรา๎ งความร๎ู ด๎วยตนเอง ขณะเดยี วกันก็สามารถเข๎ารวํ มกจิ กรรมและทางานรํวมกบั ผู๎อ่นื ได๎ 5) ทาให๎ผูเ๎ รยี นได๎รับการปลูกฝังให๎รูแ๎ ละรักท๎องถิ่นของตน มองเห็นคุณคําและตระหนักถึง ปัญหาในท๎องถน่ิ พร๎อมทีจ่ ะเป็นสมาชิกทดี่ ีของทอ๎ งถิ่นทั้งปัจจบุ ันและอนาคต 2.6 ประเวศ วะสี (2536:1) กลาํ ววํา ท๎องถิ่นมีแหลํงการเรยี นรู๎ และผร๎ู ๎ูดา๎ นตาํ งๆมากมาย มากกวําที่ ครูสอนทํองหนังสอื ถ๎าเปิดโรงเรยี นสูํท๎องถ่ินใหผ๎ ๎เู รียนได๎เรียนรูจ๎ ากครูในท๎องถ่นิ จะมีครูมากมายหลากหลายเปน็ ครูท่ีร๎ู จรงิ ทาจริง จะทาให๎การเรียนรไ๎ู ปสํกู ารปฏบิ ตั จิ ริง การเรียนสนกุ ไมนํ ําเบ่ือ ทสี่ าคญั เป็นการปรบั ระบบที่มีคณุ คํา เดิม การศกึ ษามองข๎ามคุณคาํ เหลําน้ี เมื่อผรู๎ ู๎ในท๎องถน่ิ เหลํานีเ้ ป็นครไู ด๎ จะเป็น การยกระดบั คุณคํา ศักด์ิศรีและความ ภาคภูมใิ จของท๎องถนิ่ อยาํ งแรง เป็นการถักทอทางสงั คม แหลงํ การเรยี นรม๎ู ีบทบาทในการให๎การศึกษาแกผํ ๎ูเรียน ทง้ั ใน ระบบและนอกระบบ(กรมสามัญศึกษา 2544 : 7) ดังนี้ 1) แหลํงการเรยี นร๎ูสามารถตอบสนองการเรยี นรู๎ที่เปน็ กระบวนการ (Process Of Learning) การเรียนร๎ูโดยการปฏิบัติจริง (Learning By Doing) ท้งั จากท๎องถ่นิ ซึ่งเปน็ แหลงํ การเรยี นรทู๎ ่ตี นเองมีอยูํ แล๎ว
20 2) เป็นแหลํงกจิ กรรม แหลงํ ทศั นศกึ ษา แหลํงฝึกงาน และแหลงํ ประกอบอาชีพของผู๎เรียน 3) เปน็ แหลํงสรา๎ งกระบวนการเรยี นรใู๎ หเ๎ กดิ ขน้ึ โดยตรง 4) เปน็ ห๎องเรยี นธรรมชาติ เป็นแหลํงคน๎ ควา๎ วจิ ยั และฝึกอบรม 5) เปน็ องค์กรเปิด ผูส๎ นใจสามารถเขา๎ ถึงข๎อมลู ได๎อยาํ งเตม็ ทแ่ี ละทว่ั ถงึ 6) สามารถเผยแพรํข๎อมลู แกผํ ๎เู รียนในเชิงรกุ เขา๎ สูํกลุํมเปูาหมายอยํางทว่ั ถึงประหยดั และ สะดวก 7) มกี ารเชือ่ มโยงและแลกเปลี่ยนข๎อมลู ระหวาํ งกัน 8) มสี ือ่ ประเภทตํางๆ ประกอบด๎วย ส่อื สิง่ พมิ พ์ และสือ่ อเิ ลกทรอนกิ ส์ เพ่ือเสริมกิจกรรม การเรียนการสอนและพัฒนาอาชพี สรุปความสาคัญของแหลํงการเรยี นรู๎ได๎วาํ แหลํงการเรยี นรู๎ชํวยเช่ือมโยงเร่อื งราวในท๎องถ่นิ สํกู าร เรียนรู๎สากล พัฒนาคณุ ลักษณะและความคิด ความเขา๎ ใจในคุณคํา และทัศนคติ คํานิยม ใฝุรู๎ ใฝเุ รียน รกั การเรียนรู๎ มี ทกั ษะการแสวงหาความร๎ู สามารถจัดการความรู๎ ซ่งึ มีความสาคัญและมีความหมายอยํางมากสาหรับผู๎เรยี น ดังนี้ 1) ผู๎เรียนได๎เรยี นร๎ูจากสภาพชวี ติ จริง สามารถนาความร๎ทู ่ีได๎ไปใช๎ในชวี ิตประจาวนั ได๎ ชํวยใหเ๎ กิดการ พัฒนาคุณภาพชีวิตของตน ครอบครวั ทอ๎ งถน่ิ 2) ผเู๎ รยี นได๎เรียนในส่ิงท่มี คี ุณคํา มีความหมายตอํ ชีวติ ทาใหเ๎ ห็นคุณคาํ เห็นความสาคญั ของส่ิงทเ่ี รยี น 3) ผู๎เรียนสามารถเชอ่ื มโยงความร๎ูทอ๎ งถ่นิ สคํู วามร๎สู ากลส่ิงท่ีอยูํใกล๎ตัวไปสํูสง่ิ ทอี่ ยไูํ กลตัวได๎อยํางเปน็ รปู ธรรม 4) เหน็ ความสาคญั ของการอนุรกั ษ์และพฒั นาภมู ิปัญญาท๎องถ่นิ วฒั นธรรม ทรัพยากร และส่ิงแวดล๎อม ในท๎องถิ่นได๎อยํางตอํ เนื่อง 5) มีสํวนรํวมในองค์กร ท๎องถ่นิ บุคคล และครอบครัวในการพฒั นาท๎องถ่ิน 6) ได๎เรียนรู๎จากแหลํงการเรยี นร๎ูท่ีหลากหลาย ได๎ลงมอื ปฏบิ ตั ิจริง สํงผลให๎ เกิดทักษะการแสวงหา ความร๎ู เป็นบุคคลแหํงการเรยี นร๎ู ขอบข่ายของอนิ เทอรเ์ นต็ การคน้ หาขอ้ มลู ผ่าน Website การส่งจดหมายอเิ ล็กทรอนิกส์ 3.1 ขอบข่ายของอนิ เทอร์เนต็ ในปจั จุบันอินเทอรเ์ น็ตมีบทบาทและมีความสาคญั ตอํ ชวี ิตประจาวันของคนเราเป็นอยํางมาก เพราะทา ให๎วิถชี วี ติ เราทันสมัยและทนั เหตุการณ์อยํเู สมอ เนอื่ งจากอนิ เทอรเ์ นต็ จะมกี ารเสนอข๎อมลู ขาํ วปัจจุบัน และสง่ิ ตําง ๆ ท่ีเกิดขนึ้ ใหผ๎ ใ๎ู ชท๎ ราบเปล่ียนแปลงไปทกุ วนั สารสนเทศทีเ่ สนอในอินเทอร์เน็ตจะมมี ากมายหลายรูปแบบเพ่ือสนอง ความสนใจและความต๎องการของผใ๎ู ช๎ทุกกลมุํ อนิ เทอรเ์ น็ตจงึ เป็นแหลงํ สารสนเทศสาคัญสาหรับทุกคนเพราะสามารถ ค๎นหาส่ิงทต่ี นสนใจได๎ในทันทีโดยไมํต๎องเสียเวลาเดินทางไปคน๎ ควา๎ ในห๎องสมดุ หรอื แมแ๎ ตกํ ารรบั ร๎ขู าํ วสารทว่ั โลกก็ สามารถอํานได๎ในอนิ เทอรเ์ น็ตจากเว็บไซต์ตําง ๆ ของหนังสือพมิ พ์ ดงั นั้นอนิ เทอรเ์ นต็ จงึ มีความสาคัญกบั วิถชี วี ติ ของคนเราในปจั จุบันเป็นอยาํ งมากในทุก ๆ ด๎าน ไมํวําจะ เปน็ บคุ คลท่ีอยูํในวงการธุรกจิ การศกึ ษา ตาํ งก็ได๎รับประโยชนจ์ ากอินเทอรเ์ น็ตด๎วยกันทัง้ นัน้ 3.1.1 ดา้ นการศึกษา อนิ เทอรเ์ นต็ มคี วามสาคัญ ดงั น้ี 1) สามารถใชเ๎ ป็นแหลงํ คน๎ คว๎าหาข๎อมูล ไมํวาํ จะเปน็ ขอ๎ มลู ทางวิชาการ ขอ๎ มลู ด๎านการ บนั เทงิ ด๎านการแพทย์ และอื่น ๆ ทนี่ าํ สนใจ 2) ระบบเครือขํายอินเทอรเ์ น็ต จะทาหน๎าที่เปรียบเสมือนเปน็ ห๎องสมดุ ขนาดใหญํ 3) นกั เรียนนกั ศึกษาสามารถใช๎อินเทอรเ์ น็ตตดิ ตํอกับมหาวทิ ยาลัยหรือโรงเรยี นอื่น ๆ เพื่อ คน๎ หาข๎อมลู ทกี่ าลงั ศึกษาอยไํู ด๎ ทัง้ ทข่ี ๎อมูลท่ีเปน็ ข๎อความเสียง ภาพเคลื่อนไหวตาํ ง ๆ
21 3.1.2 ดา้ นธุรกิจและการพาณิชย์ อนิ เทอรเ์ น็ตมคี วามสาคัญดงั น้ี 1) คน๎ หาข๎อมลู ตาํ ง ๆ เพ่ือชํวยในการตดั สนิ ใจทางธุรกิจ 2) สามารถซ้อื ขายสนิ ค๎า ทาธุรกรรมผาํ นระบบเครอื ขาํ ย 3) เปน็ ชํองทางในการประชาสมั พันธ์ โฆษณาสินค๎า ติดตํอส่ือสารทางธรุ กิจ 4) ผ๎ูใชท๎ ี่เปน็ บรษิ ัท หรือองค์กรตาํ ง ๆ กส็ ามารถเปิดใหบ๎ รกิ าร และสนบั สนุนลกู ค๎าของตน ผาํ นระบบเครือขํายอนิ เทอรเ์ น็ตได๎ เชนํ การใหค๎ าแนะนา สอบถามปัญหาตาํ ง ๆ ให๎แกํลูกค๎า แจกจํายตัวโปรแกรม ทดลองใช๎ (Shareware) โปรแกรมแจกฟรี (Freeware) 3.1.3 ดา้ นการบนั เทิง อนิ เทอรเ์ นต็ มีความสาคัญดังนี้ 1) การพักผํอนหยอํ นใจ สันทนาการ เชํน การค๎นหาวารสารตําง ๆ ผํานระบบเครือขาํ ย อนิ เทอรเ์ น็ต ทีเ่ รียกวาํ Magazine Online รวมทงั้ หนังสือพมิ พแ์ ละขาํ วสารอ่นื ๆ โดยมีภาพประกอบท่ี จอคอมพิวเตอรเ์ หมือนกับวารสารตามรา๎ นหนงั สอื ทัว่ ๆ ไป 2) สามารถฟังวิทยหุ รือดูรายการโทรทศั น์ผํานระบบเครอื ขํายอินเทอรเ์ นต็ ได๎ 3) สามารถดึงข๎อมลู (Download) ภาพยนตร์มาดูได๎ 3.2 การสืบค้นขอ้ มลู ผา่ น Website Search Engineเป็นเครื่องมือหรอื โปรแกรมในการค๎นหาเว็บตาํ งๆ โดยมีการเกบ็ รายช่อื เว็บไซต์และ ข๎อมลู ท่ีเกี่ยวข๎องตํางๆ ของเวบ็ ไซตแ์ ละนามาจัดเกบ็ ไวใ๎ น server เพอื่ ให๎สามารถค๎นหาและแสดงผลไดส๎ ะดวก และ รวดเรว็ มากยงิ่ ข้นึ ทั้งนี้ บาง search engine อาจไมํได๎มีการเกบ็ ข๎อมลู ในserverของตัวเอง แตํอาจอาศัยข๎อมูลจาก เจา๎ ของ server น้ันๆ เคร่ืองมือหรือโปรแกรมสาหรบั การสบื ค๎น (Search Engine) มีอยํูมากมายและมใี หบ๎ ริการอยํูตาม เว็บไซตต์ าํ งๆ ที่ใช๎บริการการสืบค๎นขอ๎ มูลโดยเฉพาะ การเลือกใช๎นัน้ ขน้ึ กบั ประเภทของข๎อมลู สารสนเทศทต่ี ๎องการ สบื ค๎น Search Engine ตาํ งๆ จะให๎ข๎อมลู ทีม่ ีความลกึ ในแงํมมุ หรอื ศาสตรต์ ํางๆ ไมเํ ทํากัน ตัวอยําง Search Engine ทีน่ ิยมใชม๎ ที ้งั เวบ็ ไซต์ท่ีเป็นของตํางประเทศ และของไทยเอง เว็บไซต์ Search Engine ยอดนิยม 3.2.1 Sanook http://www.sanook.com เป็นเว็บไซต์ชอ่ื ดังของไทยที่เปน็ แหลํงคน๎ หาข๎อมูลของไทยทมี่ ีข๎อมลู ให๎คน๎ หามากมายทง้ั ของไทยและท่วั โลกซึ่งมีท้ังแบบนามานุกรม และคาคน๎ ซึ่งจะบอกทอี่ ยูํของเว็บไซต์และมีคาอธิบายเวบ็ ที่หาอยาํ งเข๎าใจงําย และยงั สามารถสงํ เว็บไซตน์ ้ีใหเ๎ พื่อนๆ ทางอเี มลด์ ๎วย 3.2.2 Google www.google.com Google เป็นเวบ็ ไซตฐ์ านข๎อมลู ท่ีใหญมํ ากแหํงหนึ่งของโลก ในอดตี เปน็ บริษทั ทีด่ าเนินการด๎าน ฐานข๎อมลู เพ่อื ใหบ๎ ริการแกเํ ว็บไซต์คน๎ หาอน่ื ๆ ปัจจบุ นั ไดเ๎ ปดิ เวบ็ ไซตค์ ๎นหาเอง มีฐานข๎อมูลมากกวาํ สามพนั ล๎าน เว็บไซตแ์ ละเพ่ิมขน้ึ เรอื่ ยๆ ทกุ วัน จดุ เดํนที่เหนอื กวาํ ผใ๎ู ห๎บริการรายอ่นื ๆ คอื เป็นเวบ็ ไซต์ค๎นหาท่ีสนับสนนุ ภาษาตํางๆ มากกวํา 80 ภาษาทวั่ โลก(รวมท้ังภาษาไทย) และมีเครื่องเซริ ฟ์ เวอรใ์ ห๎บริการในสํวนตํางๆ ของโลกมากถึง 36 ประเทศ รวมทั้งในประเทศไทย ซึ่งบรกิ ารคน๎ หาของ Google จะแยกฐานข๎อมูลออกเปน็ 4 หมวด และแตลํ ะหมวดมี การคน๎ หาแบบพิเศษเพม่ิ เติมดว๎ ย คอื - เวบ็ : เป็นการคน๎ หาข๎อมูลจากเวบ็ ไซตต์ ํางๆ ทั่วโลก - รปู ภาพ : เปน็ การค๎นหารูปภาพหลากหลายฟอร์แมตจากเว็บไซตต์ ํางๆ - กลุม่ ขา่ ว : เปน็ การคน๎ หาเรือ่ งราวที่นําสนใจจากกลุํมขาํ วตํางๆ
22 - สารบนเว็บ : การคน๎ หาข๎อมูลจากเว็บไซตท์ ี่แยกออกเป็นหมวดหมํู 3.3 วิธีการสืบคน้ ข้อมูลทางอนิ เทอร์เนต็ 3.3.1 การสืบค๎นข๎อมลู ทางอินเทอร์เน็ต ด๎วยการใช๎ Search Engine Search Engine จะมีหน๎าที่รวบรวมรายชือ่ เว็บไซตต์ ํางๆ เอาไว๎ โดยจดั แยกเป็นหมวดหมํู ผใู๎ ชง๎ าน เพียงแตํทราบหัวขอ๎ ทีต่ อ๎ งการค๎นหาแล๎วปูอน คาหรือข๎อความของหัวขอ๎ น้นั ๆ ลงไปในชํองท่กี าหนด คลิกปุมคน๎ หา เทํานนั้ ข๎อมลู อยํางยํอ ๆ และรายช่ือเว็บไซตท์ เ่ี กีย่ วข๎องจะปรากฏใหเ๎ ราเขา๎ ไปศึกษาเพิ่มเตมิ ได๎ทันที Search Engine แตํละแหงํ มีวธิ ีการและการจดั เกบ็ ฐานข๎อมลู ทแ่ี ตกตํางกันไปตามประเภทของ Search Engine ท่ีแตํละเว็บไซต์ นามาใช๎เกบ็ รวบรวมข๎อมูล ดังนัน้ การทจี่ ะเขา๎ ไปหาข๎อโดยวธิ ีการ Search นัน้ อยํางน๎อยเราจะต๎องทราบวาํ เว็บไซต์ท่ี จะเขา๎ ไปใชบ๎ รกิ าร ใชว๎ ธิ กี ารหรอื ประเภทของ Search Engine อะไร เน่ืองจากแตลํ ะประเภทมีความละเอียดในการ จดั เก็บข๎อมลู ตํางกนั ไป 1) การสืบคน้ แบบใชค้ ยี เ์ วิร์ด ใชใ๎ นกรณที ่ีต๎องการคน๎ ข๎อมลู โดยใช๎คาทม่ี ีความหมายตรงกบั ความ ต๎องการ โดยมากจะนิยมใช๎คาทมี่ ีความหมายใกล๎เคยี งกบั เน้ือเรือ่ งท่ีจะสบื ค๎นข๎อมูล มีวิธีการคน๎ หาไดด๎ ังน้ี 1.1) เปิดเวบ็ เพจ ทีใ่ หบ๎ ริการในการสืบคน๎ ข๎อมลู ตัวอยาํ งเชนํ www.google.co.th เป็นเว็บที่ใชส๎ บื คน๎ ขอ๎ มลู ของตาํ งประเทศ ข๎อดีคือ ค๎นหางาํ ย เรว็ www.yahoo.com เปน็ เวบ็ ท่ีใชส๎ บื คน๎ ท่ีดีตัวหนึง่ ซง่ึ ค๎นหาข๎อมลู งาํ ย และข๎อเดนํ คือภายใน เวบ็ ของ www.yahoo.com เองจะมฟี รเี ว็บไซต์ ท่รี จู๎ ักกันในนาม http://www.geocities.com ซ่งึ มจี านวนเว็บ มากมาย ให๎ค๎นหาข๎อมลู เองโดยเฉพาะ www.sanook.com เปน็ เวบ็ ของคนไทย www.siamguru.com เป็นเว็บของคนไทย โดยพิมพ์ชํองเวบ็ ทชี่ ํอง Address ดงั ตัวอยํางซึ่งใช๎ www.google.co.th 1.2) ทชี่ อํ ง คน๎ หา พมิ พข์ ๎อความตอ๎ งการจะค๎นหา ในตวั อยาํ งจะพิมพ์คาวํา แหลํง ทอํ งเทย่ี วเมืองโคราช 1.3) คลิกปุม ค๎นหาด๎วย Google 1.4) จากนนั้ จะปรากฏรายช่อื ของเว็บที่มีข๎อมลู 1.5) คลิกเวบ็ ที่จะเรยี กดูข๎อมลู 2) การสบื คน้ ขอ้ มูลภาพ ในกรณีทน่ี กั เรียนต๎องการทจ่ี ะคน๎ หาข๎อมูลทเ่ี ป็นภาพ เพ่ือนามาประกอบกับ รายงาน มวี ธิ กี ารคน๎ หาไฟลภ์ าพได๎ดงั นี้ 2.1) เปิดเว็บ www.google.co.th 2.2) คลิกตัวเลือก รูปภาพ 2.3) พิมพ์กลํุมช่อื ภาพท่ตี อ๎ งการจะค๎นหา (ตวั อยาํ งทดลองหาภาพเก่ียวกับ ปราสาทหนิ พิ มาย) 2.4) คลิกปุม คน๎ หา 2.5) ภาพทีคน๎ หาพบ 2. 6) การนาภาพมาใช๎งาน ให๎คลกิ เมาสด์ ๎านขวาทภ่ี าพ > Save Picture as 2.7) กาหนดตาแหนงํ ท่จี ะบันทึกทีช่ ํอง Save in 2.8) กาหนดช่อื ที่ชํอง File Name
23 2.9) คลกิ ปุม Save 3.4 การส่งจดหมายอเิ ลก็ ทรอนิกส์ จดหมายอเิ ลก็ ทรอนิกส์ (E-Mail) คือ การสงํ ข๎อความหรือขําวสารจากบุคคลหนึ่งไปยงั บคุ คลอืน่ ๆ ผําน ทางคอมพิวเตอร์และระบบเครือขํายเหมือนกับการสํงจดหมาย แตํอยูํในรูปแบบของสัญญาณข๎อมูลที่เป็น อิเล็กทรอนกิ ส์ โดยเปลย่ี นการนาสงํ จดหมายจากบรุ ุษไปรษณยี ม์ าเปน็ โปรแกรม และเปลย่ี นจากการใชเ๎ สน๎ ทางจราจร คมนาคมท่วั ไปมาเปน็ ชํองสญั ญาณรปู แบบตํางๆ ทเี่ ชอ่ื มตํอระหวํางเครือขาํ ยคอมพวิ เตอร์ ซง่ึ จะตรงเข๎ามาสูํ Mail Box ท่ถี ูกจัดสรรใน Server ของผู๎รับปลายทางทนั ที - เมอ่ื ตอ๎ งการสงํ E-Mail มสี ํวนประกอบสาคัญท่ตี อ๎ งให๎รายละเอียด คือ 1) To: ระบุ E-Mail Address ของผ๎ูรบั ปลายทาง 2) Subject: ใสหํ ัวเรอ่ื งยอํ ๆของเนือ้ หา 3) CC (Carbon Copy): เป็นการระบุ E-Mail Address ของผูท๎ เี่ ราต๎องการให๎ไดร๎ บั สาเนาของจดหมาย ฉบับน้ดี ว๎ ย 4) BCC (Blind Carbon Copy): เชนํ เดียวกบั CC แตํทาใหผ๎ ๎รู ับไมทํ ราบวาํ เราตอ๎ งการ สํงใคร 5) Attachment: เราสามารถแนบไฟลไ์ ปกบั การสงํ E-Mail ดว๎ ยกไ็ ด๎ 6) Body: เปน็ เนอื้ หาข๎อความของจดหมาย การสง่ E- Mail ขั้นที่ 1 นา Mouse ไป Click ท่ี Compose ข้นั ที่ 2 หลงั จากเลอื ก Compose แล๎ว หลังจากนนั้ มวี ธิ ีการ ดังนี้ - หลงั คาวาํ To: ใหใ๎ สํช่ือ E-Mail ของคนทีเ่ ราตอ๎ งการจะสงํ Mail ไปหา หากตอ๎ งการสงํ ไปใหห๎ ลายคน ใหใ๎ ช๎เครอื่ งหมาย Comma (,) คัน่ ระหวําง E-Mail address ของแตํละคน - หลังคาวํา Subject: ใหใ๎ สํชื่อเรอื่ งของ E-Mail ของเรา หรอื อาจจะไมใํ สํก็ได๎ - ในชํอง CC: เป็นการทาสาเนา (Carbon Copy ) ของ Mail ไปถึงผู๎รบั โดยการใสํชื่อ E-Mail ของคนที่ เราต๎องการสงํ Mail ไปให๎ (เพ่มิ เติมจากใน To: ) - ในชอํ ง Bcc: เปน็ การทาสาเนาแบบ Blind Carbon Copy ใชใ๎ นกรณที ต่ี ๎องการสงํ E-Mail ถึงบุคคลอื่น โดยบคุ คลที่เราสงํ E-Mail ไปใหใ๎ น To: และ CC: จะไมํทราบวําเราสงํ ไปให๎บคุ คลนี้ดว๎ ย - ในกลํองใหญใํ นสํวนลาํ ง จะเปน็ พนื้ ท่ใี นการเขยี นข๎อความทเี่ ราต๎องการที่จะสํง - เมอ่ื เขียนข๎อความเสร็จแลว๎ ใหน๎ า Mouse ไป Click ทีป่ มุ “Send” การสง่ File ข้อมลู ใดๆ ไปกับ E-Mail ในกรณีทเี่ ราตอ๎ งการสงํ File ใด ๆ กต็ ามแนบไปกบั E-mail ดว๎ ย มีขน้ั ตอนการสงํ ดังนี้ 1) นา Mouse ไป Click ท่ีปมุ ท่มี ีคาวาํ “Attachments” 2) เลอื ก File ทตี่ อ๎ งการจะสํง โดยกดปุมที่มีคาวํา “Browse” 3) เมอื่ เลือก File ทต่ี ๎องการสงํ ได๎แลว๎ กดปุมที่มคี าวาํ “Open” แล๎วจะเห็นวาํ ชือ่ File ทเ่ี ราเลอื กจะ ปรากฏอยใํู นชอํ งวําง 4) ข้ันตํอมากดปมุ ท่มี ีคาวาํ “Attachments” เพ่อื แนบ File ไปกบั E-mail
24 5) เหน็ ได๎วําช่ือ File ท่ตี ๎องการจะสงํ จะปรากฏบนชํองวาํ ง ถ๎าเราเกดิ ลังเลเปล่ยี นใจจะเปลย่ี นแปลง File ท่จี ะสํง สามารถทาได๎โดยการนา Mouse ไป Click ท่ีปุม Remove ถ๎าทุกอยาํ งเรียบรอ๎ ยแลว๎ ให๎ Click ท่ีปุม Done (ในท่ีน้ที าง Hotmail.com มีขดี ความสามารถในการสํง File มขี นาดสูงท่สี ดุ ได๎ไมํเกนิ 1 Mb เทาํ น้ัน) 6) ขน้ั ตอนสดุ ท๎ายคอื หลงั จากท่เี รากด Done แล๎วจะกลบั มายงั หน๎าจอเดิม การจะสงํ E-Mail ท่ีมีการ แนบ File ใดๆ ไปดว๎ ยนั้น ก็ใหท๎ าตามวธิ ีการสงํ E-Mail ตามปกติ จะเห็นได๎วําในสํวนท่ีมีคาวาํ Attachments จะมชี อ่ื File ที่เราแนบไปด๎วย ขอ้ ดี และข้อจากัดของจดหมายอเิ ลก็ ทรอนิกส์ 4.1 ความหมายของไปรษณียอ์ ิเล็กทรอนกิ ส์ ( E-Mail) E-Mail หรอื Electronic Mail เป็นไปรษณีย์อเิ ลก็ ทรอนิกส์ รบั -สงํ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์โดยผาํ น ระบบเครือขาํ ยคอมพวิ เตอร์ (Computer Network) ไปยังผรู๎ บั ทอ่ี าจจะอยํทู ี่ใดก็ได๎ในโลก การใช๎งานอเี มลท์ าให๎เรา สามารถติดตํอกับผ๎ูคนทัว่ โลกได๎ทนั ที โดยที่ เราสามารถรับและตอบจดหมายกลับไดภ๎ ายใน เวลาไมํกน่ี าที ทาให๎ ผใ๎ู ช๎งานมีความสะดวกรวด เรว็ ไมํต๎องเสยี เวลารอคอยท่ยี าวนานเหมือนกับ ไปรษณีย์ทั่วไป การติดตํอโดยใช๎ไปรษณีย์ ธรรมดาตดิ ตอํ ภายในประเทศอาจใช๎เวลาประมาณ 1-3 วัน ถา๎ หากเป็นจดหมายทส่ี งํ ไปยังตํางประเทศ (Air mail) อาจใชเ๎ วลานานเป็นสัปดาห์ e-Mail ชวํ ยประหยดั คาํ ใช๎จํายซ่งึ ถกู กวาํ การใช๎โทรศัพท์หรือการสํงจดหมายโดยวธิ ี ปกติทีใ่ ชก๎ ันหลายเทําตัวโดยทั่วไป คาํ ใชจ๎ ํายในการสงํ e-Mail ไมวํ ําจะสงํ จากแหํงใดในทกุ มุมโลกก็ไมํตํางกนั ไมวํ ํา จดหมายนนั้ จะส้นั หรือยาว จะสํงไปใกลห๎ รอื ไกล E-Mail เป็นชอํ งทางสาหรับการสงํ ขอ๎ มูลทไ่ี ด๎รับความนิยมอยํางสูง รปู แบบการใชง๎ านแตกตาํ งกนั ไป นกั เรยี น-นกั ศึกษา นยิ มใช๎ในการตดิ ตํอสื่อสาร ระหวาํ งกนั หรือตดิ ตอํ สงํ ขอ๎ มูล ขอ๎ ความ ขอคาปรึกษาจากอาจารย์ ผ๎ูสอน องค์กรขนาดใหญๆํ ก็สามารถติดตํอกับบุคลากร หรือทาธุรกรรมผํานระบบเครือขํายอนิ เทอร์เนต็ และอีเมล์ เปน็ ตน๎ 4.2 ข้อดขี อง E-mail - ประหยัดเวลา - ประหยดั เงิน - สามารถสงํ ในรูปแบบมัลติมีเดยี ได๎ - สามารถแนบไฟล์ท่เี ป็นเอกสารสํงได๎ - สามารถสงํ ตํอข๎อมูลหรือทีเ่ รยี กวาํ forward ได๎ 4.3 ขอ้ จากัดของ E-mail - ไมํสามารถเข๎าถงึ บุคคลได๎ทุกคน - ไมํได๎รบั ตน๎ ฉบับซึ่งควรคําแกกํ ารเกบ็ รกั ษา - อาจมีไวรัสมาพรอ๎ มกับเอกสารทสี่ งํ มา - ถ๎าเครือขํายลมํ ทาให๎การสงํ หรือรับข๎อมลู ล๎มเหลว - ถา๎ ข๎อมูลใน mail box เต็มก็ไมํสามารถรบั ข๎อมลู อื่นได๎ - Angun.จดหมายอิเล็กทรอนกิ ส์.
25 ใบงาน เรอ่ื งการใช้แหล่งเรียนรู้ คาชแ้ี จง จงตอบคาถามตอํ ไปน้ี 1. ให๎นักศึกษาอธบิ ายถงึ ความสาคญั ของแหลํงเรียนรู๎ ............................................................................................................................. ........................................ .............................................................................................................................................. ....................... ............................................................................................................................. ........................................ ............................................................................................................................. ........................................ .......................................................... .................................................................................... ....................... ............................................................................................................................. ........................................ ............................................................................................................................. ........................................ ..................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ........................................ ............................................................................................................................. ........................................ ...................................................................................... ........................................................ ....................... ............................................................................................................................. ........................................ 2. ใหน๎ ักศึกษาสารวจแหลํงเรยี นรภู๎ ายในชมุ ชน ตาบล และอาเภอ วาํ มีแหลํงเรียนรูอ๎ ะไรบ๎าง พรอ๎ มท้งั จดั แบํง ประเภทตามลักษณะ 6 ประเภท ............................................................................................................................. ........................................ ............................................................................................................................. ........................................ ..................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ........................................ ............................................................................................................................. ........................................ ..................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ........................................ ................................................................................................................................ ..................................... ............................................................................................. ................................................. ....................... ............................................................................................................................. ........................................ .............................................................................................................................................. ....................... ........................................................................................................... .......................................................... ............................................................................................................................. ........................................ ...................................................................................................................................................... .....................................................................................................................................................
26 แผนการจดั การเรียนรู้ รายวิชาศิลปศกึ ษา คร้ังท่ี 2 การจดั ทาหน่วยเรยี นรบู้ ูรณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 กศน.ตาบลล้นิ ฟ้า ระดบั ประถมศึกษา 1. สปั ดาห์ท่ี 2 วนั ท่ี 24 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2565 เวลา 09.00 - 12.00 น. 2. วชิ า ศิลปศกึ ษา รหัสวชิ า ทช11003 จานวน 2 หนํวยกิต 3. มาตรฐานที่ 4.3 มคี วามรู๎ความเขา๎ ใจ มีคณุ ธรรม จริยธรรม ชน่ื ชม เหน็ คุณคาํ ความงาม ความไพเราะ ธรรมชาติ สงิ่ แวดลอ๎ ม ทางทัศนศิลปไ์ ทย ดนตรีไทย นาฏศลิ ป์ไทย และวเิ คราะห์ไดอ๎ ยํางเหมาะสม 4. หน่วยการเรยี นร/ู้ เรือ่ งทัศนศิลป์พ้ืนบา้ น 5. สาระสาคัญ มคี วามรค๎ู วามเข๎าใจ มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม ช่นื ชม เห็นคณุ คําความงาม ความไพเราะ ธรรมชาติ สิง่ แวดลอ๎ ม ทางทัศนศลิ ปไ์ ทย ดนตรีไทย นาฏศิลปไ์ ทย และวเิ คราะห์ได๎อยํางเหมาะสม 6. เนื้อหา 1. ทัศนศลิ ปพ์ นื้ บา๎ น 1.1 รปู แบบและวธิ ีการนาจดุ เสน๎ สี แสง-เงา รปู ราํ ง รปู ทรง มา จนิ ตนาการ สรา๎ งสรรค์ ประกอบ ให๎เปน็ งานทัศนศลิ ปพ์ นื้ บ๎าน 1.2 รปู แบบและวิวฒั นาการของงานทัศนศิลป์พ้ืนบา๎ นในด๎าน - จติ รกรรม - ประตมิ ากรรม - สถาปัตยกรรม - ภาพพิมพ์ 7. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ทค่ี าดหวงั (ดูจากผังการออกข๎อสอบ) 1.1 มีความรู๎ ความเขา๎ ใจและอธิบายรูปแบบและวิธีการในการนา จดุ เสน๎ สี แสง-เงา รูปราํ ง รูปทรง มา จินตนาการสร๎างสรรค์ ประกอบใหเ๎ ปน็ งานทัศนศิลป์พื้นบ๎านได๎ 1.2 มีความรู๎ ความเขา๎ ใจและอธบิ ายรปู แบบและวิวฒั นาการในเร่ืองของงานทศั นศลิ ปพ์ ื้นบ๎าน ตาํ งๆ ได๎ เชํน - จิตรกรรม - ประติมากรรม - สถาปัตยกรรม - ภาพพมิ พ์ 8. การบูรณาการกบั หลกั แนวคดิ ของเศรษฐกจิ พอเพียง (2 เงอ่ื นไข 3 หลกั การการเชือ่ มโยงสู่ 4 มิต)ิ ความรู้ -รูปแบบทัศนธาตุ และองค๑ประกอบศิลป์ การออกแบบ ความเปน็ เอกภาพ ความกลมกลนื ความสมดลุ -หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง คุณธรรม
27 - มีความรับผิดชอบ ความมสี ติ ความสามัคคี ประหยัด และตรงตํอเวลา พอประมาณ - ผู๎เรยี นไดเ๎ รียนร๎ู เร่ืองการแบํงเวลาใน การทากิจกรรมตามที่ ได๎รับมอบหมาย - เรยี นร๎ูการใชว๎ ัสดุ อุปกรณ๑และ งบประมาณที่มีอยํู อยํางประหยัดและ คมุ๎ คาํ - ผูเ๎ รยี นเรียนรู๎ใน การทากิจกรรม ภาระ งานได๎เหมาะสมกบั ความรู๎ ความสามารถ ตามวัย ของผเู๎ รียน มเี หตุผล - ผเ๎ู รียนมคี วามรู๎ และเชอื่ มโยงความร๎ู จากกลุํมสาระการ เรียนรอ๎ู ่ืน - เสรมิ สร๎าง กระบวนการทางาน การคดิ การแกป๎ ัญหา ในการทางาน - ผูเ๎ รียนร๎ูจกั เลอื กใช๎ วสั ดุอปุ กรณท๑ ่ีมีอยํู อยาํ งประหยัดและ คมุ๎ คํา - กระต๎นุ ให๎ผ๎ูเรียนมี ความคิดรเิ รม่ิ สรา๎ งสรรคใ๑ นงาน ทศั นศิลป์ - นาหลกั ปรัชญาของ เศรษฐกจิ พอเพียงมา ประยุกต๑ใช๎ในการ ดารงชวี ิต มีภมู ิคมุ้ กนั -ร๎ูจกั การวางแผน กระบวนการทางาน อยํางเป็นระบบให๎ ประสบความสาเรจ็ และ ปลอดภัย - ปรบั ตัวในการ ดาเนินชีวติ พรอ๎ มรับ การเปล่ยี นแปลงใน สงั คม - เกดิ ความตระหนัก ในการประหยดั วัตถุ - มีความรู๎ในการ ออกแบบชิ้นงาน ใหมํท่ี หลากหลาย - มีความรู๎ความ เขา๎ ใจในการ เลือกใชว๎ ัสดุ อปุ กรณ๑ อยาํ ง คุ๎มคาํ และถกู วธิ ี สงั คม - รจู๎ ักแบํงหน๎าท่ี รบั ผดิ ชอบในการ ทางาน -แลกเปลีย่ น เรียนรูจ๎ ากเพื่อน ครแู ละภูมิปัญญา ทอ๎ งถิ่น ส่ิงแวดล้อม - มคี วามร๎ใู นการ เหลอื ใชว๎ สั ดุ อปุ กรณ๑ใน ทอ๎ งถน่ิ มาใช๎ ประโยชนไ๑ ด๎ อยํางเหมาะสม และ ใชธ๎ รรมชาติรอบ ๆตัวเปน็ แบบในการสร๎างสรรค๑งาน - มีความรู๎ เก่ียวกบั การ รกั ษาธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ๎ ม วฒั นธรรม - มคี วามรู๎ความเข๎าใจในภมู ิปัญญาทอ๎ งถิ่นมาใช๎ในการ ออกแบบช้นิ งานได๎ อยาํ ง หลากหลาย รจ๎ู ักการอนุรักษ๑ภมู ิ ปัญญาท๎องถิ่น 9. กระบวนการจัดการเรยี นรู้และกจิ กรรมการเรียนรู้
28 ขนั้ ที่ 1 กาหนดสภาพปญั หาการเรียนรู้ (O : Orientation) ๑. ครูใหน๎ ักเรยี นสังเกตธรรมชาติ และส่ิงแวดลอ๎ มรอบตวั แล๎วตอบวําสงั เกตเหน็ อะไรบ๎าง ให๎ นักเรียนสงั เกต ๒. ครูอธบิ ายถงึ เศษใบไม๎ใน ธรรมชาติท่หี าได๎งํายในโรงเรยี น ใบไมท๎ ่ีอาจ เป็นขยะนี้ เราสามารถ นามาสรา๎ งสรรค๑ เป็น ผลงานทศั นศลิ ป์ได๎โดยใชก๎ ระบวนการทาง ทศั นศลิ ป ๓. ชแี้ จงจุดประสงค์การเรียนรู๎ ขน้ั ท่ี 2 แสวงหาข้อมลู และจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning) 1. ครูอธบิ ายรปู แบบและววิ ัฒนาการในเร่อื งของงานทศั นศลิ ป์พน้ื บา๎ น ตาํ งๆ ได๎ (หรือเปิด ซีดี ทศั นศลิ ป์พืน้ บ๎าน)จากนน้ั ให๎นักศึกษาทาใบงาน 2. ใหน๎ ักศึกษาสรา๎ งสรรค์ผลงานทศั นศลิ ป์ด๎านใดกไ็ ด๎ เปน็ กลํุมตามท่เี ลนํ เกมแบงํ ไวเ๎ บื้องตน๎ หรือตาม ความสมคั รใจของผ๎ูเรียน ข้ันที่ 3 การปฏบิ ัติและการนาไปใช้ (I : Implementation) ๑. แบํงนกั เรียนเป็นกลุมํ กลํุมละ ๕–๖ คน รํวมกันสร๎างสรรค๑ตามข้นั ตอน โดย การเตรียมวัสดุ อปุ กรณ๑ ท่ีเตรียมมา ๑.แปงู มันสาปะหลงั หรอื แปงู ขา๎ วเหนียว ๒.กระดาษหนังสือพมิ พ๑ ๓.เศษใบไมแ๎ หง๎ ทหี่ าได๎ ๒. แตํละกลุมํ นาแปูงท่เี ตรยี มมา มาเทใสํพาชนะท่เี ตรยี มไว๎ ผสมนา้ แล๎วนาต้ังไฟ เคย่ี วใหเ๎ ป็นแปูง เปียก พักใหเ๎ ย็น ๓. นาเศษใบไม๎แห๎งทเี่ ก็บมาเขยําให๎ ละเอยี ด กะให๎พอประมาณเพียงพอตํอความ ตอํ การให๎การทา กระถาง แตํละชิน้ ๔. นาเศษใบไมท๎ ่ีได๎มาลงผสมกับแปูงเปียก คนให๎เขา๎ กัน ๕. นาแปงู เปยี กทีผ่ สมเศษใบไม๎เสร็จ แล๎วมา หลํอลงในแบบพมิ พ๑กระถางที่เตรียม ไวอ๎ ัดลงไปให๎ แนนํ เพราะการอดั ไมเํ ตม็ จะทา ใหก๎ ระถางที่ออกมาขาด แหํวงได๎ ๖. นากระถางที่ได๎รปู ไปตากแดดไว๎ ประมาณ ๑ วันจะแหง๎ สนทิ ๗. นากระถางทแ่ี หง๎ แลว๎ มาประติดด๎วย กระดาษหนงั สือพมิ พ๑ ให๎เต็มกระถาง ท้งิ ไว๎ให๎ แหง๎ ประมาณ ๑-๒ ช่วั โมง (ทิง้ ไวค๎ าบตอํ ไป) ๘. นากระถางมา ตกแตงํ ใหส๎ วยงามดว๎ ย วิธีการปะติดจากกระดาษเหลอื ใช๎ เพือ่ ความ สวยงามและ ปอู งกันน้าได๎อกี ดว๎ ย ๙. ครแู ละนักเรียนรํวมกนั นาเสนอ ผลงานและบรรยายสรปุ ถอดบทเรียนการ ปฏบิ ตั ิงานการการ สรา๎ งประประติมากรรม กระถางพอเพียง โดยครูคอยใหค๎ วามรูเ๎ สริม ในสํวนทนี่ กั เรยี นไมํเขา๎ ใจหรือสรปุ ไมํตรงกบั ขัน้ ที่ 4 การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (E : Evaluation) 1. ประเมนิ ผลจากการทาใบกิจกรรม 2. การสงั เกตการมีสํวนรํวม 10. สือ่ /แหล่งเรียนรู้ - หนังสือเรยี น - ใบกจิ กรรม
29 11. การวัดผลและประเมนิ ผล 1. วิธกี ารวัดและประเมนิ ผล - แบบประเมนิ ผลการสงั เกตพฤติกรรมการทางานรวํ มกบั ผู๎อ่ืนของนักศึกษารายบุคคล - ใบงาน - แบบทดสอบกํอนเรยี น-หลงั เรยี น 2. เครอ่ื งมือวัดและประเมินผล - ประเมนิ ผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานรํวมกบั ผู๎อืน่ ของนกั ศึกษารายบคุ คล - ผลจากการตรวจใบงาน - คะแนนแบบทดสอบกํอนเรียนและหลังเรยี น 3. เกณฑ์การวดั และการประเมนิ ผล - แบบประเมนิ ผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานรวํ มกับผ๎ูอ่นื ของนกั ศึกษารายบุคคล ระดับดี พอใช๎ และควรปรบั ปรงุ - ใบงานคะแนนเต็ม 10 คะแนน - แบบทดสอบกํอนเรยี น-หลังเรยี น เกณฑ์ผาํ นและไมํผําน กิจกรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... ลงช่ือ…………………………………………….ครูผู๎สอน (นางพรวรกานต์ ลีแวง) ครู กศน.ตาบล ขอ้ เสนอแนะของผู้บริหาร ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ………………………………………………………ผ๎ูอนุมัติแผน (นางปัทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผูอ๎ านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพิมาน
30 บันทึกหลังการจดั การเรยี นรู้ การจัดทาหน่วยเรยี นรูบ้ รู ณาการหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ครัง้ ท่ี 2 วนั ที่ 24 เดอื น พฤษภาคม พ.ศ.2565 ครูผู๎สอน นางพรวรกานต์ ลแี วง ระดับ ประถมศึกษา เวลา 09.00-12.00 น. สาระทักษะการเรยี นรู๎ รหัสวิชา ทช11003 จานวน 2 หนวํ ยกติ จานวนผ๎ูเรียนทัง้ หมด ............... คนเข๎าเรียน…………………คน ไมํเข๎าเรยี น……………………….คน 1. ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การประเมินโดยใช๎ แบบทดสอบกํอนเรียน - หลงั เรียน พบวาํ คะแนนการทดสอบหลังเรยี น มากกวํากอํ นเรยี นจานวน ........ คนคิดเปน็ ร๎อยละ............ คะแนนการทดสอบหลงั เรยี น นอ๎ ยกวาํ กํอนเรยี นจานวน ......... คนคิดเป็นรอ๎ ยละ............ 2. เนอ้ื หา/สาระ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ...................................................................................... .......................................................................... 3. กจิ กรรมการเรยี นการสอน ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................... ............................................................................. ............................................................................................................................. .......... 4. ปัญหา/อุปสรรค การเรยี นการสอน ........................................................................................................................................ ........................ .......................................................................................................... ...................................................... ............................................................................................................................. ................................... 5. แนวทางการแก้ปัญหา ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................... ................................................................. ............................................................................................................................. ...................................
31 ลงชื่อ....................................................... (นางพรวรกานต์ ลีแวง) ครผู ู๎สอน วันที่.............../.................../............... ความคดิ เห็น/ข้อเสนอแนะของผู้บริหาร ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... .............................................................................................................. ......................................... ลงชื่อ.................................................................. (นางปัทมาภรณ์ ศรีเนตร) ผ๎อู านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พกั ตรพมิ าน วันท.่ี ............../.................../............... แผนการจัดการเรยี นรู้รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ ครั้งท่ี 3 การจัดทาหน่วยเรียนรู้บรู ณาการหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565 กศน.ตาบลลนิ้ ฟ้า ระดบั ประถมศกึ ษา ๑. สัปดาห์ท่ี 3 วันที่ 31 เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2565 เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐น. ๒. วิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา พว1๑๐๐๑ จานวน 3 หนว่ ยกติ ๓. มาตรฐานที่ ๒.๒ มคี วามร๎คู วามเข๎าใจ และทักษะพนื้ ฐานเก่ยี วกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๔. หน่วยการเรียนรู/้ เรอื่ ง โครงงานวิทยาศาสตร์ ๕. สาระสาคัญ มคี วามร๎ู ความเขา๎ ใจ ทกั ษะ และเหน็ คุณคาํ เกย่ี วกบั กระบวนการทาง วิทยาศาสตรเ์ ทคโนโลยี สง่ิ มีชวี ิต ระบบนเิ วศ ทรพั ยากรธรรมชาติและ ส่งิ แวดล๎อมในท๎องถิ่น สาร แรง พลงั งาน กระบวนการเปลย่ี นแปลง ของโลกและ ดาราศาสตร์ มีจติ วทิ ยาศาสตร์ และนา ความรู๎ไปใช๎ประโยชน์ ในการดาเนนิ ชวี ิต ๖. เน้ือหา กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และ เทคโนโลยี 1.1 กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 1.2 โครงงานวทิ ยาศาสตร์ ๗. จุดประสงค์การเรยี นร้/ู ผลการเรียนรู้ทีค่ าดหวัง (ดจู ากผังการออกข๎อสอบ) 1. ใชค๎ วามรูแ๎ ละกระบวนการทางวิทยาศาสตรใ์ น การดารงชวี ติ ไดอ๎ ยาํ งเหมาะสม 2. อธบิ ายธรรมชาติและความสาคัญของ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยแี ละอธิบาย กระบวนการทาง วทิ ยาศาสตร์ได๎ 3. นาความรู๎ และกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตร์ไปใช๎แกป๎ ัญหาตาํ งๆ ได๎ 4. จาแนกประเภทโครงงาน วางแผนการทา โครงงานและเสนอแนวทางการนาความรู๎ เกย่ี วกบั โครงงานไปใช๎ได๎ ๘. การบรู ณาการกับหลักแนวคดิ ของเศรษฐกจิ พอเพียง (2 เงอื่ นไข 3หลักการการเช่ือมโยงสู่ 4 มิติ) ความรู้
32 - นักศกึ ษามคี วามรูเ๎ รื่อง ฮอร๑โมนไขํ ,สรรพคณุ จากไขํ - อปุ กรณ๑ และวิธีการทาฮอรโ๑ มนไขํ คณุ ธรรม - มีความมํุงมัน่ ในการทางาน - มีความสามัคคใี นหมูํคณะ - ใฝหุ าความรู๎เพอ่ื พัฒนาอยูํเสมอ พอประมาณ -รู๎จักอัตราสํวนของไขํไกํ ผงชูรส นมเปร้ียว ทาให๎ได๎ฮอร๑โมนไขํ บารุงพืชผัก ท่ีได๎มาตรฐาน และมคี ุณภาพ - ใช๎วสั ดทุ หี่ างํายในท๎องถ่นิ ทาเป็นฮอรโ๑ มนพชื ได๎อยํางคมุ๎ คํา และเกดิ ประโยชนส๑ งู สุด มีเหตุผล - ไดค๎ วามร๎เู กย่ี วกบั การทาฮอร๑โมนไขํ - ไดฮ๎ อร๑โมนไขํ ใช๎ฮอร๑โมนทีม่ ีในท๎องตลาดท่เี ส่ียงตอํ สารเคมี มภี ูมิคมุ้ กัน - รู๎จักการทาฮอร๑โมนไขํ เป็นผลิตภัณฑ๑ทางชวี ภาพ ซ่งึ ปลอดภยั ไมํมีสารพิษตกค๎าง - สามารถตํอยอดความร๎ู สรา๎ งผลิตภัณฑ๑ สรา๎ งรายได๎ใหช๎ ุมชน วัตถุ - รจู๎ กั เลือกใช๎ผลิตภัณฑ๑ในทอ๎ งถ่นิ ได๎อยาํ งคุ๎มคําและเหมาะสม - มีทกั ษะในการใชอ๎ ุปกรณ๑วทิ ยาศาสตร๑ และการดแู ลรกั ษา สงั คม - มีทกั ษะการอยรูํ ํวมกันในกลุํม และทางานรวํ มกบั ผ๎ูอ่นื ได๎อยํางมีความสุข - สามารถนาความรดู๎ า๎ นโครงงานวทิ ยาศาสตร๑ และการฮอร๑โมนไขํ ไปตํอยอดให๎กับชุมชน ส่ิงแวดล้อม - ร๎จู กั การนาวัสดุทม่ี อี ยูใํ นท๎องถ่ินมาพัฒนาเป็นฮอรโ์ มนไขํ บารุงพืชไดอ๎ ยํางค๎ุมคาํ และเกดิ ประโยชนส์ งู สดุ - ฮอรโ๑ มนจากไขํ เป็นผลติ ภัณฑ๑ธรรมชาติ ไมํเป็นพิษตํอสง่ิ แวดล๎อม วัฒนธรรม - ตํอยอดภมู ปิ ญั ญาท๎องถ่นิ ในการทาฮอรโ์ มนจากไขํ เพื่อเพ่ิมมลู คํา และพัฒนา ผลิตภัณฑ์ 9. กระบวนการจดั การเรยี นรู้และกจิ กรรมการเรียนรู้
33 ขั้นท่ี ๑ กาหนดสภาพปญั หาการเรยี นรู้ (O : Orientation) ๑. ครูสอบถามนักศกึ ษาเร่ืองเก่ยี วกบั การเขียนโครงงานวิทยาศาสตร์ ๒. ชแ้ี จงจุดประสงค์การเรยี นรู๎ ๓. ครูใหน๎ ักศึกษาทาแบบทดสอบกํอนเรียน เพื่อทดสอบดูวาํ นักศกึ ษามีพน้ื ฐานระดบั ใด ขน้ั ที่ ๒ แสวงหาขอ้ มลู และจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning) ๑. ครอู ธบิ ายเกี่ยวกบั ความหมาย ความสาคญั วิธีการดาเนินการ และการนาเสนอโครงงาน วทิ ยาศาสตร์ ๒. นักศึกษาแบํงกลุํม ๓ กลมํุ ใหน๎ ักศึกษา ค๎นควา๎ เร่ืองโครงงานวิทยาศาสตร์ ๓. ตัวแทนแตลํ ะกลํุม นาเสนอหนา๎ ชัน้ เรยี น ในรปู แบบผงั มโนทศั น์(Mapping ขน้ั ที่ 3 การปฏิบัตแิ ละการนาไปใช้ (I : Implementation) ครใู หน๎ ักศึกษาระดมความคดิ ถอดบทเรียนโครงงานเรื่องฮอรโ์ มนพชื จากไขํ ให๎สอดคลอ๎ งกบั หลัก เศรษฐกิจพอเพียงใสํกระดาษชาร์ท ขั้นท่ี 4 การประเมินผลการเรยี นรู้ (E : Evaluation) 1. ให๎นกั ศึกษาออกมาหนา๎ ช้ันเรียน เพือ่ นาเสนอการถอดบทเรยี นโครงงานเรื่องฮอรโ์ มน จากไขํ ให๎ สอดคล๎องกับหลักเศรษฐกจิ พอเพียง จากนน้ั ครใู ห๎คะแนน 2. แบบทดสอบกํอนเรียน 10. สอ่ื /แหล่งเรยี นรู้ 1. หนังสอื เรยี นสาระความรู๎พื้นฐาน รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ระดับประถมศกึ ษา รหัส พว11001 2. Power point เรือ่ ง ประเภทของโครงงานวทิ ยาศาสตร์ และข้นั ตอนการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ 3. กระดาษชาร์ทถอดบทเรียนโครงงานเรอื่ งฮอรโ์ มนพืช จากไขใํ ห๎สอดคลอ๎ งกับหลกั เศรษฐกจิ พอเพยี ง 11. การวัดและประเมนิ ผล 1. วิธีการวดั และประเมนิ ผล - แบบประเมนิ ผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานรวํ มกับผู๎อืน่ ของนกั ศึกษารายบุคคล - ใบงาน - แบบทดสอบกํอนเรยี น-หลงั เรียน 2. เครือ่ งมือวัดและประเมนิ ผล. - ประเมนิ ผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานรํวมกบั ผูอ๎ น่ื ของนักศึกษารายบุคคล - ผลจากการตรวจใบงาน - คะแนนแบบทดสอบกอํ นเรียนและหลงั เรยี น 3.เกณฑ์การวัดและการประเมนิ ผล - แบบประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานรํวมกบั ผอ๎ู ่นื ของนกั ศึกษารายบุคคล ระดับดี พอใช๎ และควรปรับปรงุ - ใบงานคะแนนเตม็ 10 คะแนน - แบบทดสอบกํอนเรยี น-หลังเรยี น เกณฑผ์ ํานและไมผํ าํ น
34 กจิ กรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ…………………………………………….ครูผ๎สู อน (นางพรวรกานต์ ลีแวง) ครู กศน.ตาบล ข้อเสนอแนะของผู้บริหาร ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... ลงชือ่ ………………………………………………………ผ๎อู นุมัตแิ ผน (นางปัทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผู๎อานวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพิมาน บนั ทกึ หลังการจัดการเรียนรู้ การจัดทาหน่วยเรยี นรบู้ ูรณาการหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ครง้ั ที่ 3 วนั /เดือน/ปีวนั ที่ 31 เดอื น พฤษภาคม พ.ศ. 2565 ครูผสู๎ อน นางพรวรกานต์ ลีแวง ระดับ ประถมศึกษา เวลา 09.00-12.00 น. สาระความร๎ูพื้นฐาน รายวชิ า วิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า พว11001 จานวนผู๎เรยี นทั้งหมด ............... คนเข๎าเรียน…………………คน ไมํเข๎าเรยี น……………………….คน 1. ผลการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้การประเมนิ โดยใช๎ แบบทดสอบกํอนเรียน - หลงั เรยี น พบวํา คะแนนการทดสอบหลังเรียน มากกวํากํอนเรยี นจานวน ........ คนคิดเปน็ ร๎อยละ............ คะแนนการทดสอบหลงั เรยี น นอ๎ ยกวาํ กํอนเรียนจานวน ......... คนคิดเป็นร๎อยละ............ 2. เน้อื หา/สาระ/รายวิชา ..................................................................................................................... .............................................. ............................................................................................................................. ...................................... 3. กิจกรรมการเรยี นการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................ ....................................................................... 4. ปัญหา/อุปสรรคการเรยี นการสอน ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................................................. ...................................... 5. แนวทางการแก้ปัญหา ...................................................................................................................................................................
35 ............................................................................................................................. ...................................... ลงชือ่ .........................................................(ผู๎บันทึก) (นางพรวรกานต์ ลแี วง) ครู กศน.ตาบล ความเหน็ /ข๎อเสนอของผบู๎ ริหาร ............................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................ ....................................................................... ลงช่อื .................................................. (นางปทั มาภรณ์ ศรีเนตร) ผอ๎ู านวยการ กศน.อาเภอจตุรพักตรพมิ าน แบบทดสอบกอ่ นเรยี น เร่อี ง การเขียนโครงงานวิทยาศาสตร์ ขอ้ ที่ 1) ข้อใดให้ความหมายของคาว่าโครงงานไดถ้ กู ตอ้ ง ก. วธิ กี ารท่ีศกึ ษาอยํางมีระบบตามขัน้ ตอน ข. กระบวนการใชง๎ บประมาณ ค. วิธีการดาเนินงานแบบไมํไดว๎ างแบบแผน ง.กระบวนการใช๎ทรัพยากรท๎องถนิ่ ขอ้ ที่ 2) การวางแผนเพ่ือเขียนโครงงานควรเรม่ิ จากขอ้ ใด ก. ชือ่ หัวขอ๎ โครงงาน ข. ชอื่ ครทู ี่ปรกึ ษาโครงงาน ค. ที่มาและความสาคัญของโครงงาน ง. วัตถปุ ระสงคข์ องการศึกษาคน๎ ควา๎ ขอ๎ ท่ี 3) ความสาคญั ของโครงงานข๎อใดไมถํ ูกต๎อง ก. การปฏบิ ัติงานชัดเจน ข. สรา๎ งอคตติ อํ บุคคลภายในหนวํ ยงาน ค. การปฏบิ ตั เิ ปน็ ไปอยาํ งมีประสทิ ธิภาพ ง. ลดความขัดแย๎งและความซา้ ซอ๎ นในหน๎าที่
36 ขอ๎ ที่ 4) ข๎อใดกลาํ วถึงสํวนประกอบของโครงได๎ถูกตอ๎ ง ก. สวํ นนา สวํ นขยาย สรุป ข.สํวนตน๎ สวํ นกลาง สวํ นทา๎ ย ค. สวํ นนา สวํ นเน้ือความ สํวนขาย ง. สวํ นเน้ือความ สํวนขยาย สวํ นทา๎ ย ข๎อที่ 5) ขั้นตอนการทาโครงงานข๎อใดเรียงลาดบั ถูกต๎อง ก. การคดิ และการเลอื กหัวเร่ือง การวางแผน การดาเนนิ งาน การเขียนรายงาน การนาเสนอ ข. การคิดและการเลือกหวั เรื่อง การวางแผน การเขยี นรายงาน การดาเนินงาน การนาเสนอ ค. การวางแผน การคดิ และการเลือกหัวเร่ือง การดาเนนิ งาน การเขยี นรายงาน การนาเสนอ ง. การวางแผน การคดิ และการเลอื กหัวเร่ือง การเขยี นรายงาน การดาเนินงาน การนาเสนอ ข๎อที่ 6) เม่อื เลือกหัวเรื่องทเี่ หมาะสมไดแ๎ ล๎วขนั้ ตอนตํอไปควรทาตามข๎อใด ก. การคน๎ คว๎าและรวบรวมขอ๎ มูล ข. การเรียบเรียงการทารายงาน ค. กาหนดจุดมํงุ หมายและขอบเขตของเรอื่ ง ง. เขียนทมี่ าและความสาคัญของโครงงาน ขอ๎ ที่ 7) การเสนอผลงานทาได๎หลายรูปแบบข้ึนอยูํกับความเหมาะสมตอํ ประเภทโครงงานข๎อใดไมํถกู ต๎อง ก. การแสดงบทบาทสมมตุ ิ ข. การใชง๎ บประมาณจา๎ งหนวํ ยงานตํางๆทา ค. การจดั นทิ รรศการเกย่ี วกับผลงาน ง. การจดั แสดงและการอธบิ ายดว๎ ยคาพูด ข๎อท่ี 8) การวางแผนการทาโครงงานข๎อใดไมํถกู ต๎อง ก. การวางแผนเพ่อื ให๎การดาเนินการเปน็ ไปอยาํ งรอบคอบ ข. การวางแผนจะสามารถรแู๎ หลํงค๎นคว๎าและร๎ูงบประมาณการใช๎จําย ค. การวางแผนสามารถทราบถึงจุดประสงคเ์ ร่ืองท่ีทาและทราบถึงขอบเขตได๎ ง. การวางแผนจะทาโครงงานเสรจ็ เม่อื ไหรํกไ็ ด๎ไมํต๎องนาเสนอใหใ๎ ครทราบงานกํอน ขอ๎ ที่ 9) การเขียนรายงานโครงงานควรใชภ๎ าษาเขยี นแบบใด ก. การเขียนโครงงานควรใช๎ภาษาทีอ่ าํ นเขา๎ ใจงาํ ยและตรงประเดน็ ข. การเขียนโครงงานควรใชภ๎ าษาแบบเปน็ กนั เองตามความเขา๎ ใจของผู๎จดั ทา ค. การเขียนโครงงานควรใช๎ทงั้ วจั นภาษาและอวจั นภาษาเพื่อเป็นทางเลือกใหผ๎ ๎ูอาํ นติดตาม ง. การเขยี นโครงงานควรใช๎ท้ังรูปภาพและวสั ดจุ ริงมาเป็นสวํ นประกอบของการเขียนรายงาน ขอ๎ ท่ี 10) ข๎อใดกลําวไมํถูกต๎องเกย่ี วกับการเรยี บเรียงรายงาน ก. เรยี บเรยี งข๎อมลู ตามความสนใจอะไรมากํอนก็ไดท๎ าตามสง่ิ ที่วางไว๎
37 ข. สาคัญที่สดุ คอื ต๎องคดั ลอกผลงานผอู๎ ่ืนมาเรียงเป็นผลงานของตวั เองต๎องขอบคุณเขาดว๎ ย ค. เมอ่ื จาเป็นตอ๎ งคัดลอกข๎อความหรือนาข๎อมลู ของผู๎อ่นื มาอ๎างองิ ต๎องบอกให๎ชดั เจนนามาจากไหน ง. การเรียบเรียงเขยี นรายงานควรใชส๎ านวนภาษาของตนเองใหม๎ ากท่ีสดุ และควรมีผ๎ูตรวจสอบการใชภ๎ าษา เฉลย 1.ก 2.ก 3.ข 4.ข 5.ก 6.ง 7.ข 8.ง 9.ก 10.ก ใบความรู้ เร่อี ง การเขียนโครงงานวิทยาศาสตร์ 1. ประเภทโครงงานวิทยาศาสตร์ 1. โครงงานวิทยาศาสตรป์ ระเภททดลอง โครงงานท่มี ีลักษณะการออกแบบการทดลอง เพ่ือศกึ ษาผลของตวั แปรตวั หนงึ่ โดย ควบคมุ ตัวแปรอ่ืน ๆ ตัวอยํางโครงงาน เชํน การทายากันยุงจากพชื ในท๎องถิ่น การใช๎มูลวิธีปูองกัน ววั กินใบพืช การบังคับผลแตงโมเป็นรปู สเี่ หลย่ี ม 2. โครงงานวทิ ยาศาสตร์ประเภทการสารวจ โครงงานประเภทน้ีไมํกาหนดตัวแปรในการเกบ็ ข๎อมลู อาจเป็นการสารวจในภาคสนาม หรอื ในธรรมชาตหิ รือนามาศึกษาในหอ๎ งปฏบิ ัติการ ตัวอยาํ งโครงงานประเภทนเ้ี ชนํ การสารวจพชื พันธไ์ุ มใ๎ นโรงเรยี นในทอ๎ งถ่นิ การสารวจพฤติกรรมด๎านตําง ๆ ของสัตว์ 3. โครงงานวทิ ยาศาสตร์ประเภทสิง่ ประดิษฐ์ โครงงานประเภทน้ีเปน็ การประดิษฐ์สิ่งใดสิง่ หน่ึงเครอื่ งมือเครอ่ื งใช๎ หรอื อุปกรณ์เพอื่ ใช๎สอยตาํ ง ๆ สงิ่ ประดิษฐ์อาจคดิ ข้ึนมาใหมํ ปรบั ปรุง หรือสร๎างแบบจาลอง โดยประยกุ ต์หลกั การ ทางวทิ ยาศาสตร์ ใชก๎ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีการกาหนดตวั แปรท่ีจะศึกษา และทดสอบ ประสิทธภิ าพของช้ินงานด๎วย 4. โครงงานวทิ ยาศาสตรป์ ระเภททฤษฎี โครงงานประเภททฤษฎี เปน็ โครงงานที่ผู๎ทาโครงงานจะต๎องศกึ ษารวบรวมข๎อมูลความร๎ู หลกั การ ข๎อเท็จจรงิ และแนวความคดิ ตําง ๆ อยาํ งลึกซึง้ แล๎วเสนอเป็นหลกั การ แนวความคิดใหมํกฎ หรอื ทฤษฎใี หมํ
38 2. การเลือกหัวข๎อโครงงาน หัวข้อโครงงานมักจะได้จากข้อมูลดังต่อไปนี้ 1. สือ่ ส่ิงพมิ พเ์ ชํนหนังสือเรยี น หนงั สอื พมิ พ์วารสาร เอกสารเผยแพรํ แผนํ พับ 2. สอื่ วิทยโุ ทรทศั น์ 3. การทศั นศึกษา เชํน การไปศึกษาดูงาน 4. งานอดเิ รก 5. ศึกษาจากโครงงานวิทยาศาสตรข์ องผู๎อน่ื ที่ได๎ทาไวแ๎ ล๎ว 6. การปรึกษาผูม๎ ีความรู๎ 7. การหาข๎อมูลจากอินเทอร์เนต็ ลาดบั ขั้นตอนในการทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ สารวจและตดั สนิ ใจเลอื กเรื่องท่จี ะทาโครงงาน ศึกษาขอ๎ มูลทเี่ กยี่ วขอ๎ งกบั เร่อื งที่จะทาเอกสารและแหลํงขอ๎ มลู ตําง ๆ วางแผนทดลอง การใช๎วัสดุอุปกรณแ์ ละระยะเวลาในการดาเนนิ งาน เขียนเค๎าโครงของโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ลงมือศึกษาทดลอง วิเคราะห์ข๎อมลู และสรุปผล เขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ เสนอผลงานของโครงงานวิทยาศาสตร์ 3. การเขียนโครงงาน การเขยี นรายงานโครงงาน ควรใชภ๎ าษาท่ีอาํ นแล๎วเขา๎ ใจงําย กะทดั รัด ตรงไปตรงมา และการ เขียนรายงานโครงงานไมํควรยาวเกินไป เพราะทาให๎ไมํนําสนใจเทาํ ทค่ี วร หัวเร่อื งในการเขียนรายงานโครงงานวทิ ยาศาสตรม์ ีดงั น้ี 1. ช่อื โครงงาน 2. ชอ่ื ผู๎ทาโครงงาน 3. ชื่อที่ปรกึ ษา 4. บทคดั ยอํ 5. ทม่ี าและความสาคญั ของโครงงาน
39 6. จุดมํงุ หมายของการศึกษาค๎นควา๎ 7. สมมติฐานของการศึกษาค๎นคว๎า (ถ๎ามี) 8. วิธีดาเนินการ 8.1 วัสดอุ ปุ กรณ์ 8.2 วธิ ีดาเนนิ การทดลอง 9. ผลการศกึ ษาคน๎ ควา๎ 10. สรุปและขอ๎ เสนอแนะ 11. คาขอบคุณหนํวยงาน หรือบุคลากรทม่ี สี ํวนชวํ ย 12. เอกอา๎ งอิง 4. การนาเสนอโครงงาน หลงั จากทาโครงงานวิทยาศาสตรเ์ สรจ็ แล๎วต๎องนาเสนอโครงงาน การแสดงผลงานโครงงาน น้นั อาจทาไดห๎ ลายรปู แบบ เชํน การแสดงในรูปนิทรรศการ หรอื ในรูปของการรายงานปากเปลาํ แตํไมวํ ําจะแสดงผลงานรปู แบบใด จะต๎องครอบคลุมประเด็นดงั ตํอไปน้ี 1. ชอ่ื โครงงาน ชอ่ื ผท๎ู าโครงงาน ชื่อทปี่ รกึ ษา 2. คาอธิบายถงึ เหตจุ ูงใจในการทาโครงงาน และความสาคัญของโครงงาน 3. วิธีดาเนนิ การ โดยเลอื กเฉพาะขัน้ ตอนทเี่ ดํนและสาคญั 4. การสาธติ หรอื แสดงผลทไ่ี ดจ๎ ากการทดลอง 5. ผลการสงั เกต และข๎อมูลตําง ๆ ทไี่ ดจ๎ ากการทาโครงงาน นอกจากน้แี ลว๎ ยงั ต๎องคานึงถงึ สง่ิ ตําง ๆ ตํอไปน้ี 1. ความแขง็ แรงและความปลอดภยั ของนิทรรศการ 2. ความเหมาะสมกับ พื้นทจี่ ัดแสดง 3. คาอธบิ ายควรเน๎นหวั ข๎อที่สาคญั ใชข๎ อ๎ ความกะทัดรดั ชัดเจน และเขา๎ ใจงําย 4. ใชต๎ าราง และรปู ภาพประกอบ 5. ส่ิงท่ีจัดแสดงจะตอ๎ งถูกตอ๎ ง ไมมํ ีคาสะกดผดิ หรอื อธบิ ายหลักการผดิ 6. ในกรณีท่ีเป็นโครงงานประดิษฐส์ งิ่ ประดิษฐจ์ ะตอ๎ งสามารถทางานไดอ๎ ยํางสมบูรณ์ ในกรณที จี่ ัดแสดงผลงานด๎วยปากเปลาํ จะต๎องคานงึ ถงึ เร่ืองตอํ ไปนี้ 1. ตอ๎ งเข๎าใจเรื่องที่อธิบายอยํางดี 2. ภาษาทีใ่ ช๎ตอ๎ งกะทดั รัด เข๎าใจงาํ ย ตรงไปตรงมา 3. ควรรายงานแบบเปน็ ธรรมชาติไมํควรรายงานแบบทํองจา 4. ตอบคา ถามอยาํ งตรงไปตรงมา 5. ควรรายงานให๎เสร็จสิน้ ภายในเวลาท่กี าหนด 6. ควรมีส่อื อุปกรณ์ ประกอบการรายงานด๎วยเพ่อื จะทาให๎การรายงานสมบรู ณ์มากย่ิงขน้ึ
40 ใบงาน โครงงานวทิ ยาศาสตร์ คาสั่ง ให๎ผ๎ูเรยี นแบํงกลํุม ๆ ละ 3 คน เขียนเค๎าโครงงานทต่ี นเองต๎องการจะทากลมํุ ละ 1 โครงงาน 1. ช่อื โครงงาน............................................................................................................................................................... 2. ช่ือผท๎ู าโครงงาน 1................................................................. .............................................................................................. ..................... 2 .................................................................................................................................................................................... 3. ชือ่ ทป่ี รกึ ษา................................................................................................................................................................. 4. ท่ีมาและความสาคญั ของโครงงาน .................................................................................................................................. ....................................................... ......................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................... ................................................................... 5. จุดมงํุ หมายของการศึกษาคน๎ คว๎า ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ........................................................... 6. สมมตฐิ านการคน๎ ควา๎ .................................................................................................................................................. ....................................... ............................................................................................ ............................................................................................. ...................................................................................................................... ...................................................................
41 7. วธิ ีการดาเนนิ การ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………........ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………........... ….............................................................................................................................. ........................................................ 7.1 วสั ดุ อปุ กรณ์ และสารเคมี ......................................................................................................................................................................... ................ ................................................................................................................... ..................................................................... แผนการจัดการเรยี นรู้รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ คร้งั ท่ี 4 การจัดทาหน่วยเรยี นรู้บูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565 กศน.ตาบลล้ินฟา้ ระดับประถมศึกษา ๑. สัปดาหท์ ี่ 4 วนั ท่ี 7 เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2565 เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐น. ๒. วิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา พว1๑๐๐๑ จานวน 3 หนว่ ยกิต ๓. มาตรฐานท่ี ๒.๒ มคี วามรู๎ความเขา๎ ใจ และทักษะพนื้ ฐานเก่ียวกับคณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๔. หนว่ ยการเรียนร้/ู เรือ่ งการแยกสาร ๕. สาระสาคัญ ความสาคัญ วธิ ีการและกระบวนการแยกสารตํอการนาไปใช๎ประโยชน์มีการใชว๎ ธิ ีการแยกสารท่ีเหมาะสม ๖. เนอื้ หา -การแยกสาร -การเข๎าสูรํ าํ งกายของสาร -ประเภทของสารท่ีพบในชวี ิตประจาวนั -สารและผลติ ภณั ฑ์ของสารท่ีใช๎ในชวี ิตประจาวนั -ผลกระทบท่เี กิดจากสารตํอชีวติ และส่งิ แวดล๎อม ๗. จุดประสงคก์ ารเรียนร/ู้ ผลการเรยี นร้ทู ี่คาดหวงั (ดูจากผังการออกข๎อสอบ) ๑. อธิบายความสาคญั วิธกี ารและกระบวนการแยกสารได๎ ๒. สามารถเลอื กใชว๎ ิธกี ารแยกสารทเ่ี หมาะสมและนาไปใช๎ประโยชนใ์ นชีวติ ประจาวนั ได๎ ๘. การบูรณาการกบั หลกั แนวคิดของเศรษฐกจิ พอเพยี ง (2 เง่อื นไข 3หลักการ การเช่ือมโยงสู่ 4 มิติ) ความรู้
42 1. ความร๎ใู นเรอื่ งของการแยกสาร 2. มีความรแู๎ ละมีทกั ษะในการใช๎ส่อื และอุปกรณ์ คณุ ธรรม 1. ความสามัคคี 2. ชํวยเหลือแบํงปนั ความเอื้อเฟื้อเผอ่ื แผํ 3. มวี ินัย ตรงตอํ เวลาความรับผดิ ชอบ 4. ใฝุรใู๎ ฝเุ รยี น มจี ติ อาสา พอประมาณ 1. นักศึกษารจ๎ู ักบริหารเวลาในการทากิจกรรมในการเรียนการสอน 2. นักศกึ ษาทากิจกรรมได๎เต็มศักยภาพตนเอง มเี หตผุ ล 1. มีความรค๎ู วามเขา๎ ใจในการเลือกใชเ๎ ทคโนโลยีในการสบื ค๎นข๎อมูลและนาเสนอ 2. นาความร๎ูที่ได๎ไปปรับใชใ๎ นชวี ิตประจาวัน มภี ูมิคมุ้ กนั 1. มกี ารวางแผนในการสบื คน๎ ขอ๎ มูลจากแหลํงเรียนร๎ูตาํ งๆ 2. มีการวางแผนการทางานอยํางรอบคอบดว๎ ยความสามัคคีจนทาให๎งานสาเร็จ วตั ถุ -การใช๎สอื่ ตําง ๆ ในการศกึ ษาคน๎ คว๎าและแกป๎ ญั หา เพิ่มเติม สังคม 1. นกั ศกึ ษามคี วามรเ๎ู กีย่ วกับการวางแผนการทางาน 2. นักศึกษาสามารถทางานรวํ มกบั ผูอ๎ น่ื ทักษะปฏิสมั พันธ์ กับบุคคลอน่ื ทักษะการฟังท่ีดี สิง่ แวดล้อม - นักศกึ ษาเลือกแนวทางในการใช๎แยกสาร เพื่อลดผลการทบตํอทรัพยากรธรรมชาติ ในชวี ติ ประจาวัน วัฒนธรรม - มีความรบั ผดิ ชอบตอํ ตนเองและผ๎อู ื่น มีความเอ้อื เฟ้ือแบํงปันความร๎ู และชํวยเหลือ ผ๎ูอ่นื ด๎วยความเต็มใจในท๎องถิ่น 9. กระบวนการจัดการเรียนรู้และกิจกรรมการเรยี นรู้ ขนั้ ที่ ๑ กาหนดสภาพปัญหาการเรยี นรู้ (O : Orientation) ๑. ครสู อบถามนกั ศึกษาเรือ่ งการแยกสาร ๒. ชีแ้ จงจดุ ประสงค์การเรียนรู๎
43 ข้ันที่ ๒ แสวงหาขอ้ มูลและจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning) 1. ครูอธิบายวิธีการแยกสารตํางๆ 2. นักศกึ ษาอภิปรายเลือกใช๎วธิ ีการแยกสารท่เี หมาะสม และนามาใช๎ ขน้ั ท่ี ๓ การปฏบิ ตั ิและการนาไปใช้ (I : Implementation) ๑. นกั ศึกษาทาแบบทดสอบกํอน - หลังเรียน ๒. ครูสรปุ องคค์ วามร๎ูในเนื้อหา ๓. นกั ศึกษาซักถาม และแลกเปลยี่ นความรู๎ ขัน้ ท่ี ๔ การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ (E : Evaluation) 1. ประเมนิ จากใบงาน 2. สงั เกตจากการนาเสนอหน๎าชน้ั เรียน 10. สอื่ /แหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือแบบเรียนวชิ าวทิ ยาศาสตร์ 2. ใบงาน 1 เรือ่ ง การแยกสาร 3. แบบทดสอบ 4. ใบความรู๎เรอ่ื ง การแยกสาร 5. อินเตอร์เน็ต 6. หอ๎ งสมุด 11. การวัดและประเมนิ ผล 1. วธิ กี ารวดั และประเมนิ ผล - แบบประเมินผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานรํวมกบั ผูอ๎ ืน่ ของนักศึกษารายบุคคล - ใบงาน - แบบทดสอบกํอนเรียน-หลงั เรียน 2. เคร่อื งมือวัดและประเมนิ ผล. - ประเมนิ ผลการสงั เกตพฤตกิ รรมการทางานรํวมกับผอู๎ นื่ ของนกั ศึกษารายบุคคล - ผลจากการตรวจใบงาน - คะแนนแบบทดสอบกอํ นเรียนและหลังเรียน 3. เกณฑ์การวดั และการประเมินผล - แบบประเมนิ ผลการสังเกตพฤติกรรมการทางานรวํ มกบั ผอ๎ู ื่นของนักศึกษารายบุคคล ระดับดี พอใช๎ และควรปรับปรงุ - ใบงานคะแนนเตม็ 10 คะแนน - แบบทดสอบกํอนเรยี น-หลังเรยี น เกณฑผ์ ํานและไมผํ าํ น กจิ กรรมเสนอแนะ ............................................................................................................................. ............................................................ ...................................................................................................................................................................
44 ลงชื่อ…………………………………………….ครูผสู๎ อน (นางพรวรกานต์ ลีแวง) ครู กศน.ตาบล ข้อเสนอแนะของผู้บรหิ าร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………........ ลงชอ่ื ………………………………………………………ผู๎อนุมตั ิแผน (นางปัทมาภรณ์ ศรเี นตร) ผ๎อู านวยการ กศน.อาเภอจตรุ พักตรพิมาน บันทกึ หลังการจดั การเรียนรู้ การจัดทาหน่วยเรยี นรู้บรู ณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ครั้งที่ 4 วันท่ี 7 เดือน มถิ นุ ายน พ.ศ. 2565 ครผู ู๎สอน นางพรวรกานต์ ลีแวง ระดบั ประถมศึกษา เวลา ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ น. สาระความร๎ูพืน้ ฐาน รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา พว1๑๐๐๑ จานวนผเู๎ รยี นท้งั หมด ............... คนเข๎าเรยี น…………………คน ไมํเข๎าเรยี น……………………….คน ๑. ผลการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้การประเมนิ โดยใช๎ แบบทดสอบกํอนเรียน - หลงั เรียน พบวาํ คะแนนการทดสอบหลงั เรยี น มากกวํากอํ นเรียนจานวน ........ คนคดิ เป็นรอ๎ ยละ............ คะแนนการทดสอบหลงั เรยี น นอ๎ ยกวาํ กํอนเรยี นจานวน ......... คนคิดเปน็ ร๎อยละ............ ๒. เนอ้ื หา/สาระ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................... ................................................................. ............................................................................................................................. ................................... ๓. กิจกรรมการเรียนการสอน ................................................................................................................................. ............................... ................................................................................................... ......................................................................... ............................................................................................................................. .......... ๔. ปญั หา/อุปสรรค การเรยี นการสอน ............................................................................................................................................ .................... .............................................................................................................. .................................................. ............................................................................................................................. ...................................
45 ๕. แนวทางการแก้ปัญหา ................................................................................................................................................... ............. ..................................................................................................................... ........................................... ............................................................................................................................. ................................... ลงชือ่ ....................................................... (นางพรวรกานต์ ลีแวง) ครผู ู๎สอน วันท.ี่ ............../.................../............... ความคดิ เหน็ /ขอ้ เสนอแนะของผบู้ ริหาร ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ....................................................................................................................................................... ลงชือ่ .................................................................. (นางปทั มาภรณ์ ศรเี นตร) ผู๎อานวยการ กศน.อาเภอจตุรพักตรพมิ าน วนั ท.ี่ ............../.................../............... ใบความรู้ เรอื่ ง การแยกสาร หลักและวธิ กี ารแยกสาร 1. การแยกสารเนื้อผสม 1.1 การกรองคือการทาให๎ของแข็งและของเหลวแยกออกจากกันโดยใช๎วัสดุตํางๆนอกเหนือ จากกระดาษ กรองก็ได๎ เชํน ผ๎าขาวบางหรือผ๎าชนิดตํางๆ เป็นต๎นสํวนวิธีกรองน้ันก็นาที่มีส่ิงอ่ืนๆเจือปนมาเทลงที่กระดาษกรองท่ี พับ เป็นรูปกรวยและใสํกรวยแก๎วไว๎แล๎วถ๎าของแข็งที่เจือปนอยูํในของเหลวนั้นมี ขนาดใหญํกวํา10 ยกกาลังลบ4 ของแข็งนั้นก็ไมํสามารถผํานกระดาษกรองไปได๎แตํถ๎า เล็กกวําก็จะสามารถผํานได๎ สาหรับกรณีที่ของแข็งเล็กกวํา10 ยกกาลงั ลบ4 น้นั เรากส็ ามารถใชก๎ ระดาษเซลโลเฟน ทม่ี ขี นาด10 ยกกาลังลบ7 ก็ได๎ 1.2 การระเหิด (sublimation หรอื primary drying) คือ ปรากฏการณท์ ส่ี สารเปล่ยี นสถานะจาก ของแขง็ กลายเปน็ ไอหรือกา๏ ซ ที่อณุ หภูมิตา่ กวําจุดหลอมเหลว โดยไมผํ าํ นสถานะ ของเหลว ปจั จัยที่มผี ลต่อการระเหิด 1.อุณหภูมิ อตั ราการระเหิดเป็นสัดสวํ นโดยตรงกบั อุณหภูมิ 2.ชนิดของของแข็ง ของแข็งที่มแี รงยึดเหนี่ยวระหวํางอนภุ าคน๎อยจะระเหดิ ได๎งาํ ย 3.ความดนั ของบรรยากาศ ถ๎าความดันของบรรยากาศสูงของแข็งจะระเหิดไดย๎ าก 4.พ้นื ทผ่ี วิ ของของแขง็ ถ๎ามีพื้นทีม่ ากจะระเหดิ ได๎งําย
46 5.อากาศเหนือของแข็ง อากาศเหนือของแข็งจะตอ๎ งมกี ารถํายเทเสมอ เพ่อื ปูองกันการอิ่มตวั ของไอ สารทรี่ ะเหดิ ได้ไดแ๎ กํ แนฟทาลนี (ลกู เหม็น)คาร์บอนไดออกไซด์ (นา้ แขง็ แห๎ง)การบูรพิมเสน 1.3 การใชแ้ ม่เหลก็ ดูด การใช๎อานาจแมํเหล็ก เป็นวิธีที่ใช๎แยกองค์ประกอบของสารเนื้อผสมซ่ึงองค์ประกอบหนึ่งมีสมบัติในการ ถูก แมํเหล็กดูดได๎ เชํน ของผสมระหวํางผงเหล็กกับผงกามะถัน โดยใช๎แมํเหล็กถูไปมาบนแผํนกระดาษท่ีวางทับของผสม ท้งั สอง แมเํ หลก็ จะดูดผงเหล็กแยกออกมา 1.4 การใช้มือหยบิ ออกหรือเขยี่ ออก ใช๎แยกของผสมเนื้อผสม ที่ของผสมมีขนาดโตพอท่ีจะหยิบออกหรือเข่ียออกได๎ การแพรํคือการเคลื่อนที่ของ โมเลกุลของสารชนิดหนึ่งจากที่หนึ่งไปยังอีกท่ี หน่ึง ทั้งนี้การแพรํเกิดได๎หลายรูปแบบแล๎วแตํแรงขับเคลื่อนท่ีมีใน ขณะน้ัน การแพรขํ องสารแบบธรรมดา (simple diffusion) คอื การเคลือ่ นทข่ี องโมเลกุลสาร จากท่ีท่ีความเข๎มข๎นมาก ไปความเข๎มข๎นน๎อย ตวั อยาํ งท่ีเห็นงํายๆก็ คือ เวลาเราหยดหมึกลงในน้าแล๎วโมเลกุลหมึกคํอยๆกระจายไปในโมเลกุล น้า 1.5 การตกตะกอน การตกตะกอน ใชแ๎ ยกของผสมเน้ือผสมที่เป็นของแข็งแขวนลอยอยูํในของเหลว ทาได๎โดยนาของผสมนั้นวาง ทง้ิ ไวใ๎ ห๎สารแขวนลอยคํอยๆ ตกตะกอนนอนก๎น ในกรณที ตี่ ะกอนเบามากถ๎าต๎องการให๎ตกตะกอนเร็วขึ้นอาจทาได๎โดย ใช๎สารตัวกลางให๎อนุภาคของตะกอนมาเกาะ เมื่อมีมวลมากข้ึน น้าหนักจะมากข้ึนจะตกตะกอนได๎เร็วขึ้น เชํน ใช๎ สารส๎มแกวงํ อนุภาคของสารส๎มจะทาหนา๎ ที่เป็นตวั กลางใหโ๎ มเลกลุ ของสารที่ต๎องการตกตะกอนมาเกาะ ตะกอนจะตก เร็วขึน้ 1.6 การใชก้ รวยแยก ใช๎แยกสารเนื้อผสม ท่ีเป็นของเหลวผสมอยํูกับของเหลวแตํไมํรวมเป็นเน้ือเดียวกัน โดยของเหลวท่ีมี ความ หนาแนนํ นอ๎ ยกวําจะอยขํู ๎างบน ของเหลวที่มีความหนาแนํนมากกวํา จะอยํูข๎างลําง ตัวอยําง การแยกน้ามันที่ผสมปน อยํูกับน้า ทาได๎โดยนาของผสมมาใสํลงในกรวยแยก น้ามันมีความหนาแนํนน๎อยกวําน้าจะลอยอยูํเหนือน้า จากน้ัน คอํ ย ๆเปดิ ก๏อกของกรวยแยกไข แยกน้าออกมากํอน และแยกนา้ มนั ออกมาทหี ลัง 1.7 การสกัดดว้ ยตัวทาละลาย การสกดั ดว๎ ยตวั ทาละลาย เปน็ วธิ ที าสารใหบ๎ รสิ ุทธ์ิ หรอื เป็นวธิ ีแยกสารออกจากกันวิธีหนึ่งการสกัดด๎วยตัวทา ละลาย อาศัยสมบัตขิ องการละลายของสารแตลํ ะชนิดสารทต่ี อ๎ งการสกดั ต๎องละลายอยใูํ นตวั ทาละลายซอลซ์เลต เป็น เครื่องมือท่ีใช๎ตัวทาละลายปริมาณน๎อย การสกัดจะเป็นลักษณะการใช๎ตัวทาละลายหมุนเวียนผํานสารที่ต๎องการสกัด หลายๆ คร้ัง ตอํ เนือ่ งกันไปจนกระทงั่ สกัดสาร ออกมาได๎เพียงพอ หลักการสกัดสาร เติมตัวทาละลายที่เหมาะสมลงในการที่เราต๎องการสกัดจากนั้นก็เขยําแรงๆหรือนาไปต๎ม เพ่ือให๎สารที่เรา ต๎องการจะสกัดละลายในตัวทาละลายที่เราเลือกไว๎ สารท่ีเราสกัดได๎นั้นยังเป็นสารละลายอยํู ถ๎าเราต๎องการทาให๎ บริสุทธิ์เราควรจะนาสารท่ีได๎ไปแยกตัวทาละลายออกมากํอน อาจจะนาไประเหย หรือนาไปกล่ันตํอไป ตัวอยํางเชํน การสกัดนา้ ขิงจากขิง การสกัดคลอโรฟีลลข์ องใบไม๎
47 2. การแยกสารเน้อื เดียว 2.1 การระเหยแห้ง การแยกสารด๎วยวิธีนี้เหมาะสาหรับใช๎แยกสารผสมที่เป็นของเหลวและมีของแข็ง ละลายในของเหลวน้ี จน ทาให๎สารผสมมีลักษณะเป็นของเหลวใส ซ่ึงเราเรียกสารผสมนี้วํา สารละลาย เชํน น้าทะเล น้าเช่ือมน้าเกลือ เป็นต๎น การแยกสารโดยวิธีการระเหยแห๎งนิยมใช๎ในการแยกเกลือออกจากน้าทะเล มีการนาเกลือเพ่ือแยกน้าทะเลให๎ได๎เกลือ สมุทรโดยวิธีการระเหยแห๎ง ชาวนาเกลือเตรีมแปงนาแล๎วใช๎กังหันฉุดน้าทะเลเข๎าสู๎แปลงนาเกลือหลังจาก นั้นปลํอย ให๎น้าทะเลได๎รับแสงแดดเป็นเวลานานจนกระท่ังน้าระเหยจนแห๎ง จะเหลือเกลืออยํูในนา เกลือที่ได๎นี้เรียกวํา เกลือ สมุทรซึง่ เปน็ เกลอื ทีน่ ามาปรงุ อาหาร ทาเครือ่ งด่มื การเปล่ียนอุณหภมู ิและความดนั วิธนี ้ใี ช๎สาหรับแยกของผสมทีอ่ งคป์ ระกอบท้งั หมดเป็นกา๏ ซแตลํ ะชนิดมีจดุ เดอื ดไมํเทํากนั การใชค้ วามร้อนวิธีนี้แยกของผสมชนดิ ก๏าซละลายในของเหลว 2.2 โครมาโทรกราฟี อาศัยสมบัต2ิ ประการคือ สารตาํ งชนดิ กนั มีความสามารถในการละลายในตัวทาละลายได๎ตํางกนั สารตาํ งชนิด กันมีความสามารถในการถูกดูดซบั ดว๎ ยตัวดดู ซับได๎ตํางกัน โครมาโทกราฟี (chromatography)เป็นการแยกสารผสมท่ีมีสี หรือสารท่ีสามารถทาให๎เกิดสีได๎ วิธีการนี้ จะมเี ฟส 2 เฟส คอื เฟสอยํูกบั ท่ี (stationary phase) กบั เฟสเคลื่อนที่ (mobile phase) โดยท่ีสารในเฟสอยํูกับที่ จะทาหน๎าที่ดูดซับ (adsorb) สารผสมด๎วยแรงไฟฟูาสถิตย์ สารท่ีใช๎ทาเฟสอยํูกับที่จึงมีลักษณะเป็นผง ละเอียดมี พ้ืนที่ผิวมากเชํนอลูมินา (alumina,Al2O3) ซิลิกาเจล(silica gel,SiO2) หรืออาจจะใช๎วัสดุท่ีสามารถดูดซับได๎ดี เชํน ชอล์ก กระดาษ ซงึ่ สารทที่ าหนา๎ ทีด่ ดู ซับในเฟสอยํูกับที่ เชํน น้า สํวนเฟสเคลื่อนท่ีจะทาหน๎าที่ชะ (elute)เอาสาร ผสมออกจากเฟสอยํูกับที่ให๎เคล่ือนที่ไปด๎วย การจะเคลื่อนที่ ได๎มากหรือน๎อยขึ้นอยํูกับแรงดึงดูดระหวํางสารในสาร ผสมกบั ตัวดูดซบั ในเฟสอ ยูํกับที่ ดังน้ันสารท่ีใช๎เป็นเฟสเคล่ือนที่จึงได๎แกํ พวกตัวทาละลาย เชํน ปิโตรเลียมอีเทอร์ เฮ กเซน คลอโรฟอร์ม เบนซีน ฯลฯ การทาโครมาโทกราฟีสามารถทาได๎หลายวิธีจะแตกตํางกันท่ีเฟสอยูํกับท่ีวํา อยูํใน ลักษณะใด เชํน -โครมาโทกราฟีแบบคอลัมน์ (column chromatography)ทาได๎โดยการบรรจุสารท่ีเป็นเฟสอยํูกับท่ี เชํน อลูมินาหรือซิลิกาเจลไว๎ ในคอลัมน์ แล๎วเทสารผสมท่ีเป็นสารละลายของเหลวลงสูํคอลัมน์ สารผสมจะผําน คอลัมน์ช๎าๆ โดยตัวทาละลายซึ่งเป็นเฟสเคล่ือนที่ เป็นผ๎ูพาไป สารในเฟสอยํูกับที่จะดูดซับสารในสารผสมไว๎ สวํ นประกอบใดของสารผสมที่ถกู ดูด ซับได๎ดีจะเคล่ือนท่ีช๎า สํวนที่ถูกดูดซับไมํดีจะเคล่ือนที่ได๎เร็ว ทาให๎สารผสมแยก จากกันได๎ - โครมาโทกราฟีแบบช้ันบาง (thin layer chromatography)เป็นโครมาโทกราฟีแบบระนาบ(plane chromatography) โดยทาเฟสอยํูกับท่ีให๎มีลักษณะเป็นครีมข๎น แล๎วเคลือบบนแผํนกระจกให๎ความหนาของการ
48 เคลือบเทํากันตลอดแล๎วนาไปอบให๎แห๎ง หยดสารละลายของสารผสมท่ีต๎องการแยกบนแผํนท่ีเคลือบเฟสอยูํกับท่ีน้ีไว๎ แล๎วนาไปจํุมในภาชนะท่ีบรรจุตัวทาละลายที่เป็นเฟสเคลื่อนท่ีไว๎ โดยให๎ระดับของตัวทาละลายต๎องอยูํต่ากวําระดับ ของจุดทีห่ ยดสารผสมไว๎ ตัวทาละลายจะซมึ ไปตามเฟสอยูกํ ับที่ด๎วยการซึมตามรูเล็กเหมือนกับน้าที่ซึมไป ในกระดาษ หรือผ๎า เมื่อซึมถึงจุดท่ีหยดสารผสมไว๎ ตัวทาละลายจะชะเอาองค์ประกอบในสารผสมน้ันไปด๎วยอัตราเร็วที่แตกตําง กัน ท้ังน้ีขึ้นอยํูกับสภาพมีข้ัว (polarity) ของสารที่เป็นองค์ประกอบกับสารที่เป็นตัวทาละลาย ถ๎าตัวทาละลายเป็น โมเลกลุ มีข้วั (polar molecules) จะชะเอาสารในสารผสมท่เี ปน็ สารมขี วั้ ไปดว๎ ยไดเ๎ รว็ สวํ นสารทไ่ี มํมีข้วั ในสารผสมจะ ถกู ชะพาไปไดช๎ า๎ สารผสมก็จะแยกออกจากกนั - โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ (paper chromatography)เป็นโครมาโทกราฟีแบบระนาบอีกแบบหนึ่ง มี วธิ กี ารและหลกั การเหมอื นกบั โครมาโทกราฟีแบบช้นั บาง แตกตาํ งกันทเ่ี ฟสอยํกู ับท่ีใช๎กระดาษท่ีสามารถดูดซับได๎แทน กระจกทเ่ี คลอื บ ดว๎ ยซิลิกาเจล – โครมาโทกราฟีแบบแกส๏ (gas chromatography , GC) ใชส๎ าหรับแยกสารผสมท่เี ปน็ แก๏ส โดยมเี ฟสเคล่ือนที่เป็น แก๏สเชนํ กันแตํไมํทาปฏกิ ิรยิ ากับสารผสม เชนํ ฮีเลยี ม จะทาหน๎าทเ่ี ปน็ ตวั พา (carier) สารผสม สํวนเฟสอยูํกับท่ี อาจจะเป็นของแขง็ หรือของเหลวทบ่ี รรจอุ ยํูในคอลัมน์ เมอ่ื ทั้งตัวพาและสารผสมเคลือ่ นท่ีผํานคอลัมน์น้ี เฟสอยํูกบั ที่ ในคอลมั น์จะดงึ ดูดดว๎ ยแรงดงึ ดดู ไฟฟูาสถติ ย์ตามความเปน็ ข้วั ของ สารกบั โมเลกุลในสารผสมทาให๎องค์ประกอบในสาร ผสมถกู พาไปด๎วยอตั ราเร็วทต่ี ําง กนั สารผสมก็จะแยกออกจากกัน ปจั จบุ ันเทคนคิ ของโครมาโทกราฟีได๎ถูกพัฒนาให๎สามารถทางานได๎รวดเร็ว และใช๎แยกสารตัวอยํางได๎คร้ังละ หลายสารตัวอยําง เชํน Gas – Liquid Chromatography (GLC), High Performance Liquid Chromatography (HPLC) เปน็ ตน๎ หลกั การของโครมาโทกราฟี โครมาโทกราฟี อาศัยหลักการละลายของสารในตัวทาละลาย และการถูกดูดซับโดยตัวดูดซับ โดยสารที่ ต๎องการนามาแยกโดยวิธีน้ีจะมีสมบัติการละลายในตัวทาละลาย ได๎ไมํเทํากัน และตัวถูกดูดซับโดยตัวดูดวับได๎ไมํ เทํากัน ทาใหส๎ ารเคลอ่ื นที่ได๎ไมเํ ทํากนั วิธกี ารทาโครมาโทกราฟี นาสารท่ีต๎องการแยกมาละลายในตัวทาละลายท่ีเหมาะสมแล๎วให๎เคล่ือนท่ีไปบนตัวดูดซับ การเคลื่อนที่ของ สารบนตวั ดดู ซับขน้ึ อยกํู ับความสามารถในการละลายของสารแตลํ ะชนิดในตัวทาละลาย และความสามารถในการดูด ซับทีม่ ตี อํ สารนนั้ กลาํ วคอื สารทลี่ ะลายในตัวทาละลายไดด๎ ี และถูกดูดซบั น๎อยจะถูกเคล่ือนที่ออกมากํอน สํวนสารท่ี ละลายได๎นอ๎ ยและถูกดูดซบั ไดด๎ ี จะเคลอ่ื นทีอ่ อกมาทหี ลัง ถ๎าใชต๎ วั ดดู ซบั มากๆ จะสามารถแยกสารออกจากกันได๎ การเลอื กตวั ทาละลายและตัวดดู ซับ 1. ตวั ทาละลายและสารที่ต๎องการแยกจะต๎องมีการละลายไมเํ ทาํ กนั 2. ควรเลอื กตัวดูดซับที่มีการดูดซบั สารได๎ไมเํ ทํากนั
49 3. ถา๎ ต๎องการแยกสารท่ีผสมกันหลายชนิด อาจตอ๎ งใชต๎ ัวทาละลายหลายชนดิ หรือใช๎ตัวทาละลายผสม 4. ตวั ทาละลายทนี่ ยิ มใช๎ ได๎แกํ เฮกเซน ไซโคลเฮกเซน เบนซนี อะซีโตน คลอไรฟอร์ม เอธานอล 5. ตัวดูดซับทน่ี ยิ มใช๎ ไดแ๎ กํ อะลมู ินาเจค (Al2O3) ซิลิกาเจล (SiO2) ข้อดขี องโครมาโทกราฟี 1. สามารถแยกสารทม่ี ีปริมาณน๎อยได๎ 2. สามารถแยกได๎ทัง้ สารที่มีสี และไมํมสี ี 3. สามารถใชไ๎ ด๎ทั้งปริมาณวิเคราะห์ (บอกได๎วาํ สารที่แยกออกมา มปี ริมาณเทําใด)และคุณภาพวิเคราะห์ (บอกไดว๎ าํ สารน้ันเปน็ สารชนิดใด) 4. สามารถแยกสารผสมออกจากกันได๎ 5. สามารถแยกสารออกจากกระดาษกรองหรือตวั ดูดซบั โดยสกดั ดว๎ ยตัวทาละลาย 2.3 การกล่ัน (distillation) การกลนั่ เป็นการแยกสารละสายทีเ่ ป็นของเหลวออกจากของผสม โดยอาศัยหลักการระเหยกลายเป็นไปและ ควบแนํน โดนที่สารบริสุทธิ์แตํละชนิดเปลี่ยนสถานะได๎ที่อุณหภูมิจาเพาะ สารที่มจุดเดือดต่าจะเดือดเป็นไอออกมา กอํ น เมอ่ื ทาให๎ไอของสารมีอณุ หภูมิตา่ ลงจะควบแนนํ กลบั มาเป็นของเหลวอีกครงั้ 2.3.1การกล่นั แบบธรรมดาหรอื การกลน่ั อย่างง่าย(simple distillation) เป็นวิธีการที่ใช๎กลั่นแยกสารท่ีระเหยงํายซึ่งปนอยํูกับสารที่ระเหยยาก การกล่ันธรรมดาน้ีจะ ใช๎แยกสาร ออกเปน็ สารบริสุทธิ์เพียงคร้งั เดยี วได๎สารทม่ี จี ดุ เดือดตํางกัน ต้ังแตํ 80 องศาเซลเซียส ขึ้นไปเครื่องมือท่ีใช๎สาหรับการ กลั่นอยาํ ง งําย ประกอบดว๎ ย ฟลาสกลน่ั เทอร์โมมิเตอร์ เครอื่ งควบแนนํ และภาชนะรองรับสารท่ีกล่ันได๎ การกล่ันอยําง งาํ ยมเี ทคนคิ การทาเปน็ ข้ันๆ ดังน้ี 1. เทของเหลวทจี่ ะกล่ันลงในฟลาสกล่ัน โดยใช๎กรวยกรอง 2. เติมชน้ิ กันเดือดพลํุง เพ่ือให๎การเดือดเปน็ ไปอยํางสม่าเสมอและไมรํ นุ แรง 3. เสยี บเทอร์โมมิเตอร์ 4. เปิดนา้ ใหผ๎ ํานเข๎าไปในคอนเดนเซอรเ์ พ่อื ให๎คอนเดนเซอร์เย็นโดยใหน๎ ้าเข๎าทางท่ตี า่ แล๎วไหลออกทางทสี่ ูง 5. ให๎ความร๎อนแกํพลาสกล่ันจนกระท่ังของเหลวเร่ิมเดือด ให๎ความร๎อนไปเร่ือยๆจนกระท่ังอัตราการกลั่น คงที่ คือได๎สารทกี่ ลน่ั ประมาณ 2-3 หยด ตํอวนิ าที ใหส๎ ารทีก่ ลนั่ ไดน๎ ี้ไหลลงในภาชนะรองรบั 6. การกล่ันต๎องดาเนนิ ตํอไปจนกระท่งั เหลอื สารอยํูในฟลาสกลนั่ เพยี งเล็กน๎อยอยาํ กลน่ั ใหแ๎ ห๎ง การกลั่นสามารถนามาใชท๎ ดสอบความบรสิ ุทธิ์ของของเหลวได๎ ซ่งึ ของเหลวท่ีบริสทุ ธิจ์ ะมีลกั ษณะดงั นี้ 1. สํวนประกอบของสารทก่ี ล่ันได๎ จะมลี ักษณะเหมือนกับสวํ นประกอบของของเหลว 2. สํวนประกอบจะไมํมีการเปลีย่ นแปลง
50 3. อุณหภมู ิของจุดเดือดในขณะกลน่ั จะคงทีต่ ลอดเวลา 4. การกลนั่ จะทาให๎เราทราบจดุ เดือดของของเหลวบรสิ ุทธิ์ได๎ การกล่ันนอกจากจะนามาใช๎ตรวจสอบ ความบริสุทธ์ิของของเหลวแล๎ว ยังสามารถใช๎กลั่น สารละลายได๎อีก ด๎วย การกล่ันสารละลายเป็นกระบวนการแยกของแข็งที่ไมํระเหยออกจากตัวทาละลายหรือ ของเหลวท่ีระเหยงําย โดยของแข็งที่ไมํระเหยหรือตัวละลายจะอยํูในฟลาสกลั่น สํวนของเหลวที่ระเหยงํายจะถูกกล่ันออกมา เม่ือการกล่ัน ดาเนินไปจนกระท่งั อุณหภมู ิของการกล่ันคงที่แสดงวาํ สารทเี่ หลอื นัน้ เป็นสารบริสุทธิ์ อนึ่งในขณะกล่ันจะสังเกตเห็นวําอุณหภูมิของสารละลายจะเพ่ิมข้ึนเร่ือยๆ เพราะสารละลายเข๎มข๎นข้ึน เน่ืองจากตวั ทาละลายระเหยออกไปและได๎ของแขง็ ท่ีบรสิ ุทธิ์ในทส่ี ดุ 2.3.2การกล่นั ลาดบั สว่ น(fractional distillation) การกลน่ั ลาดับสํวนเป็นวธิ กี ารแยกของเหลวที่สามารถระเหยได๎ต้งั แตํ 2 ชนดิ ขนึ้ ไป มีหลักการเชํนเดียวกันกับ การกลน่ั แบบธรรมดา คือเพ่ือต๎องการแยกองค์ประกอบในสารละลายให๎ออกจากกัน แตํก็จะมีสํวนท่ีแตกตํางจากการ กลั่นแบบธรรมดา คือ การกลนั่ แบบกลั่นลาดับสํวนเหมาะสาหรับใช๎กลั่นของเหลวท่ีเป็นองค์ประกอบของ สารละลาย ที่จุดเดือดตํางกันน๎อยๆ ในข้ันตอนของกระบวนการกล่ันลาดับสํวน จะเป็นการนาไอของแตํละสํวนไปควบแนํน แล๎ว นาไปกลั่นซ้าและควบแนํนไอเรื่อยๆ ซึ่งเทียบได๎กับเป็นการการกล่ันแบบธรรมดาหลายๆ คร้ังนั่นเอง ความแตกตําง ของการกลั่นลาดบั สํวนกับการกล่ันแบบธรรมดา จะอยูํท่ีคอลัมน์ โดยคอลัมน์ของการกล่ันลาดับสํวนจะมีลักษณะเป็น ชั้นซับซอ๎ น เปน็ ช้นั ๆ ในขณะท่คี อลมั น์แบบธรรมดาจะเปน็ คอลมั น์ธรรมดา ไมํมีความซับซ๎อนของคอลัมน์ ในการกลั่น แบบลาดับสํวน จะต๎องมีการเพ่ิมอุณหภูมิอยํางช๎าๆ ดังนั้น จาเป็นท่ีจะต๎องมีอุปกรณ์ที่ให๎ความร๎อน (heater) และ สามารถควบคุมอุณหภูมิได๎ เพราะของผสมท่ีกลั่นแบบลาดับสํวนมักจะมีจุดเดือดที่ใกล๎เคียงกัน ซ่ึงตรงกันข๎ามกับการ กลั่นแบบธรรมดา ความร๎อนที่ให๎ไมํจาเป็นต๎องควบคุมเหมือนการกลั่นลาดับสํวน แตํก็ไมํควรให๎ความร๎อนท่ีสูงเกินไป เพราะความร๎อนท่สี ูง เกินไป อาจจะไปทาลายสารที่เราต๎องการกลั่นเพราะฉะนั้น ประสิทธิภาพในการกลั่นลาดับสํวนจึงดีกวําการ กลน่ั แบบธรรมดา 2.3.3การกลั่นน้ามนั ดิบ (refining) เนื่องจากน้ามันดิบ ประกอบด๎วยสารประกอบไฮโดรคาร์บอนหลายพันชนิด ดังน้ันจึงไมํสามารถแยกสารที่มี อยูอํ อกเปน็ สารเด่ยี วๆได๎ อีกทั้งสารเหลวนม้ี ีจุดเดอื ดใกล๎ เคียงกันมากวิธีการแยกองค์ ประกอบน้ามันดิบจะทาได๎โดย การกลั่นลาดับสวนและเก็บสารตามชวงอุณหภูมิ ซ่ึงกํอนที่จะกลั่นจะต๎องนาน้ามันดิบมาแยกเอาน้าและสารประกอบ กามะถัน ออกซิเจน ไนโตรเจนและโลหะหนักอ่ืนๆ ออกไปกํอนท่ีจะนาไปเผาที่อุณหภูมิ 320-385 C ผลิตภัณฑ์ท่ีได๎ จากการกลั่น ไดแ๎ กํ - กา๏ ซ (C1 – C4) ซ่ึงเป็ นของผสมระหวาํ งกา๏ ซมเี ทน อเี ทน โพรเพนและบิวเทน เป็นต๎นประโยชน์ : มีเทนใช๎ เป็นเช้ือเพลงิ ผลติ กระแสไฟฟาู อีเทน โพรเพนและบิวเทน ใชใํ นอตุ สาหกรรม - ปิโตรเคมี และโพรเพนและบวิ เทนใชํ ทากา๏ ซหงุ ต๎ม (LPG)
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190