º·ÊÇ´¶ÇÒ¾ÃоêÑÂáÅÐÊÃÃàÊÃÔÞ¾ÃФس á´‹ ÊÁà´ç¨¾Ãйҧ਌ÒÊÃÔ ¡Ô µÔ ìÔ ¾ÃкÃÁÃÒª¹Ô Õ¹Ò¶
ปะระมะราชิน๎ยาภถิ ุตชิ ะยะมงั คะละคาถา มะหาภมู ิพะลสั เสวะ ทัยยะรฏั ฐสั สะ ราชิโน ปะระมา ราชนิ ี นาถา สริ ิกติ ตตี ิ วสิ สุตา ทัยยานงั สุปปิยา ทยั ยะ- มาตฏุ ฐาเน ฐิตา วะรา ธัมมัทธะรา ทะยาปันนา สิกขาตตะยานุกามินี ยัง ยัง สุจินตติ งั รญั ญา ทัยยะวาสีนะ สาตถิกงั ตัง ตัง สุทัฬหะจติ เตนะ อุปะถมั เภติ สพั พะโส สปิ ปะวฑั ฒะนะธมั มคั คงั รฏั ฐสั สะ อะนรุ ักขิตุง สปิ ปะหัตถะกมั มะฐานานิ การาเปติ ตะหิง ตะหงิ อะสปิ ปเิ ก จะ สปิ ปาน ิ สกิ ขาเปติ ยะถาระหงั เตสปั ปายานะมายัญจะ ปพั ร๎ ูหะติ ปะโหนะกงั สมั มาอาชวี ะโยคัสสะ วิธงิ วิเนติ สพั พะทา วะนัง ปากะตกิ ัง กาตงุ รักขติ งุ สัตตะพนั ธะเว อปุ ะถัมเภติ สงั สฏุ ฐ ุ ทมุ าทุมานะ โรปะนงั เมตโตทะเกนะ ทุกขีนงั ทกุ ขาปะเนติ ฐานะโส นะ เหตถะ ภูมิ ปาเทหิ อตั ตาคะตะปุพพะกา สะหะปะชาชาตยิ า นามะ สะมัชชาเยกะฉนั ทะสา อะมโุ ขโลกะเนเนวะ สัพเพสงั สัพพะทายิกา อัคคานุรักขะกา จาปิ โลกัสสาติ ปะเวทิตา อชั ชะ มงั คะละกาโล วะ สัฏฐวิ ัสสายกุ า อะยัง สัพเพ พุทธา พะลัปปตั ตา สพั เพ เทวา มะหทิ ธิกา สัพเพ มันตา มะหาเตชา สพั เพ คุณา มะหปั ผะลา เอเตสัง อานุภาเวนะ เอสา ปะระมะราชนิ ี จิรัญชีวะตุ โลกสั ๎มิง นริ ามะยา จะ นพิ ภะยา ปะวัฑฒะตุ จะ ธัมเมหิ อายุ วณั โณ สขุ ัง พะลันต.ิ
ค�ำใหพ้ รแปล ยะถา วารวิ ะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง, ห้วงน้�ำท่เี ตม็ ย่อมยงั สมุทรสาครใหบ้ รบิ ูรณไ์ ด้ ฉนั ใด. เอวะเมวะ อิโต ทนิ นงั เปตานัง อุปะกัปปะติ, ทานทท่ี ่านอุทิศใหแ้ ลว้ แตโ่ ลกน้ี ย่อมส�ำเร็จประโยชนแ์ กผ่ ทู้ ีล่ ะโลกน้ี ไปแลว้ ไดฉ้ ันนน้ั , อจิ ฉิตงั ปตั ถติ ัง ตมุ หัง ขปิ ปะเมวะ สะมิชฌะตุ, ขออฏิ ฐผลท่ที ่านปรารถนาแล้ว ตั้งใจแล้ว จงส�ำเร็จโดยฉับพลัน สัพเพ ปเู รนตุ สังกปั ปา จนั โท ปณั ณะระโส ยะถา, ขอความดำ� รทิ ั้งปวงของทา่ น จงเต็มทบี่ ริบรู ณ์ เหมือนพระจนั ทรใ์ นวนั เพญ็ สัพเพ ปูเรนตุ สังกปั ปา มะณิ โชตริ ะโส ยะถา. ขอความด�ำรทิ ้ังปวงของทา่ น จงเตม็ ทีบ่ รบิ ูรณ์ เหมอื นแก้วมณีอนั สวา่ งไสว ควรยนิ ดี ฉนั น้ัน สัพพีติโย ววิ ัชชันต,ุ ความจญั ไรทั้งปวงของท่านจงบำ� ราศไป สัพพะโรโค วนิ สั สะตุ, โรคทง้ั ปวงของทา่ นจงหายไป มา เต ภะวัตîวันตะราโย, อันตรายท้งั หลายอยา่ ไดม้ ีแก่ทา่ น 114
สขุ ี ทีฆายโุ ก ภะวะ, ขอให้ทา่ นจงเป็นผ้มู ีความสขุ และมีอายยุ ืน อะภิวาทะนะสีลสิ สะ นิจจัง วฑุ ฒาปะจายิโน, จัตตาโร ธมั มา วัฑฒนั ติ อายุ วัณโณ สขุ ัง พะลงั . พรส่ีประการ คอื อายุ วรรณะ สุขะ พละ, ย่อมเจริญแก่บคุ คลผ้มู ี ปกตกิ ราบไหว้, มีปกตอิ ่อนนอ้ มต่อผู้ใหญเ่ ปน็ นิตย์, สทิ ธะมตั ถุ สทิ ธะมัตถุ สิทธะมัตถุ อทิ งั ผะลัง เอตสั มî งิ ระตะนตั ตะยสั มî ิง สัมปะสาทะนะเจตะโส ขอผลแห่งจติ อนั เลอ่ื มใสในพระรัตนตรยั น่นี ี,้ จงเปน็ ผลสำ� เร็จ จงเปน็ ผลส�ำเร็จ จงเป็นผลสำ� เรจ็ ภะวะตุ สพั พะมังคะลงั , ขอสรรพมงคลจงมแี ก่ท่าน รักขันตุ สัพพะเทวะตา, ขอเหลา่ เทพดาทั้งปวงจงรักษาท่าน สพั พะพุทธานุภาเวนะ, ดว้ ยอานุภาพแหง่ พระพุทธเจา้ ทัง้ ปวง สัพพะธมั มานภุ าเวนะ, ด้วยอานภุ าพแห่งพระธรรมท้งั ปวง สพั พะสังฆานภุ าเวนะ, ด้วยอานภุ าพแห่งพระสงฆท์ ั้งปวง สะทา โสตถี ภะวนั ตุ เต. ขอความสวัสดที ั้งหลาย จงมีแด่ทา่ น ทุกเมอ่ื เทอญ. 115
ค�ำอาราธนาพระปริตร วิปตั ติปะฏพิ าหายะ สัพพะสมั ปตั ติสทิ ธยิ า สัพพะ ทกุ ขะ วินาสายะ ปะริตตงั พîรูถะ มังคะลงั วิปตั ตปิ ะฏพิ าหายะ สัพพะสัมปัตตสิ ิทธิยา สัพพะ ภะยะ วินาสายะ ปะริตตงั พรî ูถะ มงั คะลัง วปิ ัตตปิ ะฏพิ าหายะ สพั พะสมั ปตั ติสิทธยิ า สัพพะ โรคะ วนิ าสายะ ปะรติ ตัง พîรูถะ มงั คะลงั ค�ำแปล ขอท่านทั้งหลายจงสวดพระปริตรอันเป็นมงคล เพ่ือป้องกัน ความวิบัติ เพ่ือความส�ำเร็จแห่งสมบัติท้ังปวง เพื่อให้ ทุกข์ ท้ังหมดพินาศไป เพอื่ ให้ ภยั ท้งั หมดพินาศไป เพื่อให้ โรค ทั้งหมดพนิ าศไป. ค�ำอาราธนาธรรม วนั ปกติ พรî หîมา จะ โลกาธปิ ะตี สะหมั ปะติ กัตอัญชะลี อันธิวะรงั อะยาจะถะ สนั ตีธะ สัตตาปปะระชกั ขะชาติกา เทเสตุ ธัมมงั อะนกุ ัมปมิ งั ปะชงั . ค�ำแปล ท้าวสหัมบดีพรหม ผู้เป็นใหญ่ยิ่งในโลก ประนมกรนมัสการ กราบทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐว่า สัตว์ท้ังหลายที่มีธุลีคือ ราคะกิเลสในจักษุน้อย เบาบาง ย่อมมีอยู่ในโลกนี้ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า แสดงธรรมอนุเคราะหห์ มู่สตั วโ์ ลกนเ้ี ถิด. 116
ท้าวสหัม บดพี รหม เปน็ บรม ในพรหมา ทรงฤท - ธศิ ักดา กวา่ บริษัท - ทุกหมพู่ รหม น้อมหัตถ์ นมสั การ ประดษิ ฐาน - ในทีส่ ม ควรแล้ว จึงบังคม ชลุ บี าท พระศาสดา วาระเลศิ - มะโหฬาร์ ขอพรอันประเสริฐ กเิ ลสนอ้ ยกย็ ังมี ปวงสัตว์ในโลกา ส่ธู รรมมาสน์ - อันรูจี ขอองค์ พระจอมปราชญ ์ ท่านจงโปรด - แสดงธรรม โปรดปวงประชานี ้ ผปู้ รชี า - อนั เลิศลำ�้ เทศนา - และวาที ขอนมิ นต์ - ทา่ นเจ้าขา้ แก่ปวงชน - บรรดานี้ โปรดแสดง - พระสจั จะธรรม สมดงั เจ - ตนา เทอญ. เพื่อให้ - ส�ำเร็จผล สู่สุข - เกษมศรี วธิ กี ารบวชเนกขมั มะ (ชพี ราหมณ์) สำ� นักวดั ปา่ โนนขมุ เงิน อ ุบาสก-อุบาสิกา ผู้มีศรัทธาท่ีจะบวช ให้นุ่งขาว ห่มขาว แล้วน�ำขันธ์ ๕ ซงึ่ ประกอบด้วยเทียน ๕ คู่ ดอกไม้ ๕ คู่ เขา้ ไปหาปพั พชาจารย์ หันหนา้ ไปทาง พระประทาน วางขันธ์ไว้ข้างหน้า กราบพระรัตนตรัย ๓ ครั้ง แล้วยกขันธ์ข้ึน กล่าวคำ� บชู าพระรตั นตรัย ว่า 117
คำ� บูชาพระรัตนตรยั อิมินา สักกาเรนะ ตัง พุทธัง อะภปิ ชู ะยามะ (คนเดียวว่า อะภิปชู ะยามิ) (ขา้ พเจา้ (ทงั้ หลาย) ขอบชู าพระพทุ ธเจา้ พระองคน์ นั้ ดว้ ยเครอ่ื งสกั การะน)้ี อมิ ินา สกั กาเรนะ ตงั ธมั มงั อะภปิ ชู ะยามะ (คนเดยี วว่า อะภปิ ูชะยามิ) (ขา้ พเจา้ (ทัง้ หลาย) ขอบชู าพระธรรมนนั้ ดว้ ยเครอื่ งสักการะนี้) อมิ ินา สกั กาเรนะ ตัง สงั ฆงั อะภปิ ูชะยามะ (คนเดยี วว่า อะภิปชู ะยามิ) (ขา้ พเจา้ (ทง้ั หลาย) ขอบูชาพระสงฆน์ น้ั ด้วยเคร่อื งสกั การะนี้) จากนั้นวางขนั ธไ์ วข้ ้างหนา้ แลว้ วา่ อะระหัง สมั มาสมั พุทโธ ภะคะวา, พทุ ธัง ภะคะวนั ตัง อะภวิ าเทมิ. (พระผ้มู ีพระภาคเจ้า เปน็ พระอรหนั ต์ ดับเพลงิ กิเลสเพลงิ ทกุ ข์สน้ิ เชิง ตรสั รู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขา้ พเจา้ อภวิ าทพระผู้มพี ระภาคเจ้า ผ้รู ู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน) (กราบระลกึ ถึงพระพทุ ธเจา้ ) สวî ากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม, ธัมมัง นะมสั สาม.ิ (พระธรรมเปน็ ธรรมทพ่ี ระผมู้ พี ระภาคเจา้ ตรัสไวด้ แี ลว้ ข้าพเจา้ นมัสการ พระธรรม) (กราบระลึกถงึ พระธรรม) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆงั นะมาม.ิ (พระสงฆ์สาวกของพระผมู้ ีพระภาคเจา้ ปฏบิ ัตดิ ีแลว้ ขา้ พเจา้ นอบน้อม พระสงฆ์) (กราบระลกึ ถงึ พระสงฆ์) เสร็จแลว้ กราบลง ๓ ครงั้ แลว้ ยกขนั ธ์ ๕ ขึ้น หนั หนา้ มาทางปัพพชาจารย์ วางขนั ธไ์ ว้ข้างหน้า กราบลง ๓ คร้งั กลา่ วคำ� นมัสกาพระพุทธเจา้ ว่า 118
ค�ำนมัสการพระพุทธเจา้ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ. (๓ ครั้ง) ยกขันธข์ ้นึ กล่าวคำค ขอบวชเนกขมั มะเป็นวรรค ๆ ดงั นี้ ค�ำขอบวชเนกขมั มะ (ชพี ราหมณ)์ เอสาหงั ภนั เต, สุจริ ะปะรินิพพุตมั ป,ิ ตงั ภะคะวนั ตัง สะระณงั คจั ฉาม,ิ ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ, ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง มัง ภันเต, สังโฆ ธาเรตุ, อชั ชะตัคเค ปาณเุ ปตัง, สะระณงั คะตัง. คำ� แปล ข้าแตท่ ่านผูเ้ จริญ, ขา้ พเจ้าขอถึงสมเดจ็ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ , แม้เสด็จดับขันธปรินิพพานนานแล้ว, กับท้ังพระธรรมและพระสงฆ์, ว่าเป็นสรณะ ที่พ่ึงท่ีระลึก, ขอพระสงฆ์จงจ�ำข้าพเจ้าไว้ว่า, เป็นผู้บวชใน พระธรรมวินัย, ผู้ถงึ พระรตั นตรยั เป็นสรณะ, ต้ังแตบ่ ัดนีเ้ ป็นตน้ ไปเทอญ เสร็จแล้วมอบขันธ์ต่อปัพพชาจารย์ ถอยออกมาหน่อยหนึ่งจึงกราบลง ๓ ครงั้ ทา่ นจะกล่าวสอนพอประมาณ แล้วผขู้ อบวชจงึ อาราธนาศีล ๘ ดงั น้ี คำ� อาราธนาศีล ๘ มะยงั (อะหัง) ภันเต, ตสิ ะระเณนะ สะหะ, อฏั ฐะ สลี านิ ยาจามะ. (ยาจามิ) ข้าแตท่ ่านผเู้ จรญิ ข้าพเจา้ (ท้ังหลาย) ขอศลี ๘ พร้อมท้งั สรณะทั้ง ๓ ทตุ ยิ มั ปิ มะยงั (อะหงั ) ภนั เต, ตสิ ะระเณนะ สะหะ, อฏั ฐะ สลี านิ ยาจามะ. (ยาจาม)ิ ข้าแตท่ ่านผเู้ จรญิ แมค้ ร้ังที่ ๒ ข้าพเจ้า (ท้งั หลาย) ขอศีล ๘ พร้อมทง้ั สรณะทง้ั ๓ ตะตยิ มั ปิ มะยงั (อะหงั ) ภนั เต, ตสิ ะระเณนะ สะหะ, อฏั ฐะ สลี านิ ยาจามะ. (ยาจาม)ิ ขา้ แต่ทา่ นผู้เจรญิ แมค้ ร้งั ท่ี ๓ ขา้ พเจ้า (ทัง้ หลาย) ขอศลี ๘ พรอ้ มทง้ั สรณะทั้ง ๓ ตอ่ จากนนั้ ปพั พชาจารยก์ ลา่ วคำ� นมสั การนำ� ใหผ้ บู้ วชเนกขมั มะวา่ ตาม ดงั นี้ 119
คำ� ถงึ พระไตรสรณคมน์ นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสมั พทุ ธสั สะ. (๓ ครง้ั ) (ขอนอบนอ้ มแดพ่ ระผู้มีพระภาคเจ้าพระองคน์ ้ัน ซงึ่ เปน็ ผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรูช้ อบไดโ้ ดยพระองค์เอง) แลว้ ทา่ นนำ� ใหเ้ ปลง่ วาจาถงึ พระไตรสรณคมน์ ทลี ะพากย์ ดงั น้ี ไตรสรณคมน์ พุทธัง สะระณงั คจั ฉามิ ข้าพเจ้าขอถงึ ซึง่ พระพุทธเจา้ ว่าเปน็ สรณะท่ีพงึ่ ท่ีระลกึ ธมั มงั สะระณงั คจั ฉาม ิ ขา้ พเจ้าขอถงึ ซึ่งพระธรรม วา่ เปน็ สรณะท่ีพึง่ ทร่ี ะลกึ สงั ฆัง สะระณัง คจั ฉามิ ข้าพเจา้ ขอถึง ซ่ึงพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะท่ีพึง่ ที่ระลึก ทุติยมั ปิ พทุ ธงั สะระณัง คจั ฉามิ แมค้ รั้งท่ี ๒ ข้าพเจา้ ขอถงึ ซ่งึ พระพุทธเจา้ วา่ เปน็ สรณะทพ่ี ่ึงทร่ี ะลึก ทตุ ยิ มั ปิ ธมั มัง สะระณัง คจั ฉาม ิ แมค้ รัง้ ท่ี ๒ ข้าพเจา้ ขอถึง ซง่ึ พระธรรม ว่าเปน็ สรณะทพ่ี ่งึ ทีร่ ะลึก ทตุ ยิ ัมปิ สังฆงั สะระณัง คจั ฉามิ แมค้ ร้ังท่ี ๒ ข้าพเจา้ ขอถงึ ซ่งึ พระสงฆ์ ว่าเปน็ สรณะท่พี ง่ึ ท่รี ะลึก ตะติยัมปิ พทุ ธงั สะระณงั คจั ฉามิ แม้คร้ังท่ี ๓ ขา้ พเจ้าขอถงึ ซึง่ พระพทุ ธเจ้า ว่าเป็นสรณะทพี่ ึ่งทีร่ ะลกึ 120
ทา่ นพระครูอโุ ฆษธรรมประกาศ (หลวงปสู่ าํ ลี ปภากโร) วัดป่าอุดมธรรมมงคล จังหวดั สกลนคร
ประวตั โิ ดยสงั เขป พระครูอโุ ฆษธรรมประกาศ (พระสาํ ลี ปภากโร/แสงวงศ)์ อดีตท่ีปรึกษาเจา้ คณะอาํ เภอเมืองนครพนม (ธรรมยตุ ) ชาติภมู ิ พระครูอุโฆษธรรมประกาศ (พระสําลี ปภากโร) สถานะเดิม สําลี แสงวงศ เกิดเม่ือวันพฤหัสบดี ที่ ๔ เดือน ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๘ ณ บานเลขที่ ๑ หมูที่ ๖ บานเชียงสือนอย ตําบลบานโพน อําเภอเมืองสกลนคร (ปจจุบันอําเภอโพนนาแกว) จงั หวดั สกลนคร เปน บตุ รของคณุ พอ ดา – คณุ แมก นั หา แสงวงศ มพี น่ี อ งรว มบดิ ามารดา เดียวกนั จาํ นวน ๙ คน คือ ๑. นายสมบรู ณ แสงวงศ ๒. นายทองพูน แสงวงศ ๓. นายโสภณ แสงวงศ ๔. หลวงปสู ําลี ปภากโร (แสงวงศ) ๕. นายคําศรี แสงวงศ ๖. นายมีชัย แสงวงศ ๗. นายบัญชา แสงวงศ ๘. นายเกษม แสงวงศ ๙. นางอุน แกว เหลาสทิ ธ์ิ ปฐมวัย ครอบครัวของหลวงปูมีอาชีพทํานา หลวงปูไดชวยเหลือครอบครัว ทํานา เลย้ี งสัตว และดูแลนอ ง ๆ ประวัติการศกึ ษา - จบการศึกษาช้ันประถมศึกษาปที่ ๔ จากโรงเรียนบานโพนวัฒนาวิทยา ตาํ บลบานโพน อาํ เภอเมืองสกลนคร (ปจจุบัน อาํ เภอโพนนาแกว) จังหวดั สกลนคร - จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปท่ี ๓ จากโรงเรียนดอนบอสโกวิทยา ท่ี จงั หวดั อดุ รธานี ดว ยโยมบดิ า มารดาและยงั มคี วามเลอ่ื มใสในพระพทุ ธศาสนา เวลาทา น ไปวดั มกั จะพาหลวงปไู ปวดั ดว ยทกุ ครงั้ ทาํ ใหท า นไดร บั ความคนุ เคยในวดั วาอารามตา ง ๆ และคนุ เคยในพระสงฆ ตลอดจนมคี วามเล่อื มใสในหลักธรรมคาํ สอนของพระพทุ ธเจา
เหตใุ หไ ดอ อกบวช เมื่อหลวงปูอายุได ๑๙ ป ไดบรรพชากับพระอาจารยแกว บานโนนกุง ตําบล บานโพน อําเภอเมืองสกลนคร (ปจจุบัน อําเภอโพนนาแกว) จังหวัดสกลนคร การบวชเณรคร้งั แรกเพ่ือเปนกองบวชอทุ ศิ สวนกศุ ลใหญ าตพิ นี่ อ งทล่ี วงลบั ไปแลว - บวชพระ/ พระอปุ ช ฌาย แกว วัดศรีรัตนโนนกงุ (มหานิกาย) - บวชพระ(ธรรมยุติ) เมอื่ วันท่ี ๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๐๙ ณ วดั ศรโี พนเมือง อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร โดยมีพระวิบูลธรรมภาณเปนพระอุปชฌาย พระอาจารย แบน ธนากโร เปนพระกรรมวาจาจารย พระสุวธน ธนวฑโฒ เปนพระอนสุ าวนาจารย ไดรับการอบรม ฟงเทศนฟงธรรมจากครูบาอาจารย (โยมบิดา มารดาของหลวงปูเปน พระอาจารยกงมา) ปฏปิ ทา-จริยวตั ร หลวงปูเปนพระเถระท่ีมีศีลาจารวัตรนาเล่ือมใส บําเพ็ญประโยชนตอตนเอง และสวนรวมมานาน หลวงปูไดสรางภิกษุ สามเณรเปนศาสนทายาทเปนกําลังแก พระศาสนาไวมาก หลวงปูเปนพระเถระท่ีนาเคารพนับถือผูหนึ่ง เปนพระนักเสียสละ มีความเมตตาสูง ไมถือตัว เปนกันเองกับทุกคน พูดจาดวยความย้ิมแยมแจมใส ผูเขา พบปะสนทนากับทานตางก็สบายใจหลวงปูเปนพระท่ีมีตบะบารมี เพราะทานเครงครัด ในพระธรรมวนิ ยั และเปน ผมู เี มตตาสงู ตอ ทกุ คน หลวงปมู คี วามกตญั ยู ง่ิ ตอ บดิ ามารดา และครูบาอาจารย ดานการปกครอง - ป พ.ศ. ๒๕๒๐ วันที่ ๑ ตุลาคม ไดรับแตงตั้ง เปน เจาอาวาสวัดปา ศรัทธาราม บ.ไผล อ ม ต.อาจสามารถ อ.เมอื ง จ.นครพนม - ป พ.ศ. ๒๕๒๖ วันท่ี ๑ มิถุนายน ไดร บั แตงตั้ง เปน เจาคณะตาํ บลในเมือง เขต ๑ (ธรรมยุต) - ป พ.ศ. ๒๕๒๖ วนั ที่ ๑๐ มกราคม ไดรับแตงต้งั เปน เจาคณะอาํ เภอเมอื ง ปลาปาก-ทาอุเทน (ธรรมยุต) อ.เมอื ง จ.นครพนม - ปพ.ศ. ๒๕๓๖ เปน กรรมการสนามหลวงแผนกธรรม (เปนกรรมการ ควบคุมการสอบนกั ธรรม)
- ป พ.ศ. ๒๕๕๖ วันท่ี ๒๐ กันยายน ไดรบั แตงตงั้ เปนท่ปี รึกษาเจาคณะอาํ เภอ เมอื งนครพนม (ธรรมยุต) สมณะศักด์ิ ปพ .ศ. ๒๕๓๑ วนั ที่ ๕ ธนั วาคม ไดรับแตงตงั้ เปนพระครูสญั ญาบัตร ชน้ั ตรี ปพ .ศ. ๒๕๓๖ วนั ที่ ๕ ธันวาคม ไดรับแตงตง้ั เปน พระครูสัญญาบัตร ช้ันโท ปพ .ศ. ๒๕๔๑ วันที่ ๕ ธันวาคม ไดรับแตง ตัง้ เปนพระครูสญั ญาบัตร ชน้ั พเิ ศษ หลกั สําคญั ในการเผยแผ ในการทํางานดานเผยแผน้ัน หลวงปูยึดหลักวา “การสอนท่ีดีท่ีสุดก็คือ การทํา แบบอยางใหเห็น” ดังนั้นหลวงปูจึงเปนแบบอยางที่ดีแกพระเณรในทุกๆเร่ือง ชีวิตของ หลวงปเู ปน ตวั อยา งของบคุ คลทพ่ี ฒั นาตนไปสคู วามสาํ เรจ็ และความยงิ่ ใหญใ นชวี ติ ไดก ็ เพราะงาน ทั้งน้เี พราะหลวงปูเปน ผมู ีความจรงิ จังในชีวิตมาก ทง้ั เรื่องการศึกษาเลา เรียน และการปฏบิ ตั ธิ รรม ประวตั ิการเจ็บปว ย หลวงปูมีโรคประจําตัว คือโรคเบาหวาน ตอนแรกหลวงปูก็ไปรักษาและกินยา ตามแพทยส่ัง แตวา อนิจจาของไมเท่ียงแทแนนอน ยิ่งกินยาก็ยิ่งทําใหหลวงปูแพยา ทานก็เลยตดั สนิ ใจไมก นิ ยาตามหมอสง่ั ตอ มา ในชวงป พ.ศ.๒๕๕๐ มีอาการออนเพลีย แขนขาออนแรง แนนหนาอก ญาติ พนี่ อ งไดพ าไปตรวจรา งกายทโ่ี รงพยาบาลนครพนมและโรงพยาบาลสรรพสทิ ธปิ ระสงค อุบลราชธานี แพทยวิเคราะหวาทานปวยเปนโรคหัวใจและความดันโลหิตและเปน อมั พฤกษซ กี ขวาของรางกาย ในชวงป พ.ศ. ๒๕๕๔ ญาติโยมไดนิมนตหลวงปูมาจําพรรษาที่วัดปา อดุ มธรรมมงคลเพ่ือสะดวกในการดูแลรักษาตัวหลวงปู ในชวงป พ.ศ. ๒๕๖๑ อาการของหลวงปูไดทรุดลงและจนกระท้ังวันท่ี ๑ สิงหาคม ๒๕๖๑ เวลา ๐๕.๐๐ น. หลวงปูก็ไดละสังขารดวยการน่ังสมาธิจากไป อยางสงบ สริ อิ ายรุ วม ๗๓ ป ๕๓ พรรษา
ÍÍออ¤ยคÁÚâมâÚ ¤ค¹นËËÚµÚตÁ(มÁÔ(ิม¾ÊพสÒาÃÁÚรมÚÐะÔ àÇิ เวÁมÒâาâŨลจÒ¡ªากชÍอÒÊาส͵ÍѹตนัÚÊสÚÒÔ»ÒิปÊÊÃรÀÐÀะ¡ÇÔกÔÇÒÒาÒȨศ¹à¨นเª¤ชÒคµÒต¯Ç¯ว¶Ú ÚถâÒâา·Ô€ิทÁ€มÒาÊส¹นàÙ§เÔÊูงิสÊส¯»¯ป´Ø ดุâØ¹â)ุน€)€¾ËพËÚÀÁÀÚมâÊâสÇวÁÚ ÚมÔ ิ ในโลกนี้ เราเปนยอด เปน ผูเจริญทสี่ ุด เปนผูป ระเสริฐทีส่ ุด การเกดิ ของเรานเ้ี ปน ครัง้ สุดทาใยนโภลพกในห้ี มเรตาอเปไนปยไมอมดี เปนผูเ จริญท่สี ดุ เปนผปู ระเสรฐิ ที่สุด การเกิดของเรานีเ้ ปน ครง้ั สุดทาย ภพใหมตอ ไปไมมี ...ꬄ ©ÃÂÔ Í¾Ñ ÀÙµ¸ÃÃÁÊٵà ...อัจ©ริยอพั Àูตธรรมสตู ร
คูมือทาํ วัตรสวดมนตเ ชา - เยน็ แปล วัดปา อุดมธรรมมงคล บา นโพนนอ ย ตําบลบา นโพน อําเภอโพนนาแกว จงั หวัดสกลนคร
ทร่ี ะลึกงานทําบุญฉลองพิพิธภัณฑอ ัฐบร�ขาร พระครูอุโฆษธรรมประกาศ (หลวงปสู ําลี ปภากโร) วัดปาอุดมธรรมมงคล เมษายน ๒๕๖๒ จํานวนพิมพ ๕๐๐ เลม ดาํ เนนิ การจดั พิมพโ ดย สาละพมิ พการ ๙/๖๐๙ ซอยกระทุมลม ๖ ถนนพุทธมณฑลสาย ๔ ตําบลกระทุม ลม อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ๗๓๒๒๐ โทร. ๐๘๙-๘๒๙-๘๒๒๒, ๐๖๑-๒๓๒-๕๙๒๘ แฟกซ ๐-๒๔๒๙๒๔๕๒ email:[email protected]
อนุโมทนากถา ในสมัยพุทธกาล “บาลีภาษา” ในชมพูทวีป คนทั่วไปนิยมใชพูดกันมาก โดยเฉพาะใน แควนมคธอันเปนแควนที่มีอาณาจักรกวางใหญ มีอํานาจมากในสมัยนั้น จึงไดเรียกภาษานี้วา “มคธภาษา” และมคธภาษานี้นับเปนภาษาที่มีระเบียบแบบแผนดีมาก จึงเรียกอีกอยางหน่ึงวา “ตนั ติภาษา” สมเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา และพทุ ธสาวกในสมยั นนั้ ทรงใชภ าษานเี้ ปน ภาษาหลกั ในการ ประกาศเผยแผพระศาสนา ภาษามคธน้ีจึงนับเปนภาษาที่สําคัญทางพระพุทธศาสนากระท่ังถึง ปจจบุ นั เพราะเปนภาษาทใี่ ชจ ารึกในพระไตรปฎกและคัมภรี ตาง ๆ เพราะเหตุนี้เอง ชาวพุทธต้ังแตอดีตกาลจนถึงปจจุบันกาลเม่ือรําลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ จึงมีการสวดมนตสาธยายบทแหงธรรมเปนภาษามคธ นับเปนการ สืบทอดมรดกธรรม มรดกภาษาของพระบรมครผู ูเปน พระศาสดาองคเอกของโลก ใหค งอยูตราบ นานเทานาน วัดปา อดุ มธรรมมงคล ไดจัดพมิ พหนังสอื คมู ือสวดมนต ทาํ วตั รเชา เยน็ แปล ขน้ึ เพื่อให พระภิกษสุ ามเณร อบุ าสก อบุ าสิกาตลอดถึงผสู นใจใครใ นบทแหง ธรรมมีไวเพื่อเปนประโยชนใน การทองบนสาธยายประจําวัน รําลึกถึงพระคุณพระรัตนตรัยอันไดแกพระคุณของพระพุทธเจา พระธรรมและพระสงฆ ซึ่งเปน สรณะทพ่ี งึ่ อันอุดมมงคลสงู สดุ ของชาวพทุ ธ และเพือ่ กลอมเกลา จิตใจของตนเองใหม ีความสงบสขุ รม เย็น อนั เปนยอดพงึ ปรารถนาของทกุ ๆ ทาน ทางวดั ฯ จึงขออนุโมทนาในกศุ ลจรยิ ากับผรู วมขวนขวายเสียสละกาํ ลงั กายกาํ ลงั ทรัพยใ น การจัดพิมพหนังสือทุก ๆ ทาน ขออํานาจคุณพระศรีรัตนตรัย ตลอดถึงคุณงามความดีทั้งหลาย ทงั้ ปวง จงปกปก ษร กั ษาคมุ ครองทา นผมู สี ว นในการสรา งหนงั สอื สวดมนตท า นผสู วดอา นสาธยาย บทธรรมโดยเคารพ ตลอดถงึ สรรพสตั วท้งั หลายทุกหมเู หลา ผูยังเวียนวา ยในสังสารวฏั นี้ หากได รบั รู รบั เห็น หรือแมไดยินเสยี งทองบน สาธยายบทธรรมนี้ จงเปน ผมู ีจิตยินดีอนุโมทนา พนจาก ความทุกขยากลําบากท้ังปวง และขอใหทุกทานจงเปนผูมีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนะสาร คุณสารสมบตั ิ เปน ผมู ีอัธยาศยั ดีงาม เปน ผูเปน สัมมาทฏิ ฐิ พึงพบแตก ัลยาณมิตรดีงาม และจงเปน ผเู จรญิ รงุ เรอื งไพบลู ยใ นชวี ติ ไดด วงตาเหน็ ธรรมขององคส มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา ท่ี ทรงตรัสไวด ีแลว ตราบเขา สูพระนิพพานโดยท่วั หนา กนั เทอญฯ ขออนุโมทนาสาธกุ าร วดั ปา อดุ มธรรมมงคล ๖-๗ เดอื น เมษายน พ.ศ.๒๕๖๒
¡ÒÃÊÇ´ÍÍ¡àÊÕ§ã¹ÀÒÉÒÁ¤¸ (ºÒÅÕ) ตวั ท ออกเสียงเปน ด ตัว พ ออกเสยี งเปน บ ตวั ช ออกเสียงเปน จฺย (จ ควบ ย) ตวั ค ออกเสียงเปน กฺง (ก ควบ ง) ตวั ออกเสยี งเปน ย ขน้ึ นาสิก (จมูก) หรือเพดานปาก ตวั ฏ ออกเสยี งเปน ต ขนึ้ นาสิก (จมกู ) หรอื เพดานปาก ตวั ออกเสียงเปน ถ ขน้ึ นาสิก (จมูก) หรือเพดานปาก ตัว ฑ ออกเสยี งเปน ด ขึ้นนาสกิ (จมกู ) หรอื เพดานปาก ตวั ณ ออกเสียงเปน น ขึ้นนาสิก (จมูก) หรือเพดานปาก ตัว ฬ ออกเสียงเปน ล ขน้ึ นาสกิ (จมูก) หรอื เพดานปาก ตัว ฆ ออกเสียงเปน ค กองกระเทือนในลําคอ ตัว ฌ ออกเสยี งเปน ช กอ งกระเทือนในลาํ คอ ตัว ธ ออกเสยี งเปน ท กองกระเทือนในลําคอ ตัว ภ ออกเสียงเปน พ กองกระเทือนในลาํ คอ ตัว ฒ ออกเสียงเปน ท กองกระเทอื นในลําคอและขึ้นนาสิก (ตวั ห ออกเสียงเปน ฮ) ในภาษาบาลนี ีไ้ มมสี ระ เอย จะตอ งออกเสียงเปนเสียง เอ กบั ไอ ควบกนั (เสยี ง เอ สะกดดว ยตัว ย) เชน อาหุเนยโย เปน อาหไุ นยโย, หรือบางศัพท เชน ปาหเุ นยโย เปน ปาหุไนยโย, ทกั ขเิ ณยโย เปน ทักขไิ ณยโย สว๎ ากขาโต ใหออกเสียง สะ เพยี งคร่งึ เสยี ง คือออกเสยี ง สะ เรว็ และเบา อพั ย๎ าปช โฌ ใหออกเสยี ง พะ เพยี งครง่ึ เสยี ง คอื ออกเสยี ง พะ เรว็ และเบา กัลย๎ าณัง ใหอ อกเสยี ง ละ เพยี งครึ่งเสยี ง คือออกเสยี ง ละ เร็วและเบา โลกะวิทู ออกเสียงเปน โลกะวดิ ู วนั ทามิ ออกเสียงเปน วนั ดามิ พุทโธ ออกเสียงเปน บดุ โธ สพั เพ ออกเสยี งเปน สพั เบ ฯลฯ เปน ตน
ประโยชน์ของการทา� วัตรสวดมนต์แปล ๑. ทำ� ใหไ้ ดท้ ้ังอรรถรสและธรรมรส หำกได้พจิ ำรณำธรรมไปในขณะสวด ๒. ทำ� ให้ใจสงบไดเ้ รว็ ๓. ทำ� ให้ใจเปน็ กศุ ลได้งำ่ ย ๔. เหมำะสำ� หรบั เตรยี มจติ ก่อนปฏิบัตสิ มำธิภำวนำ ๕. กำรสวดดงั ๆ หำกมผี ไู้ ดย้ นิ และนอ้ มใจตำม ผนู้ น้ั กพ็ ลอยไดร้ บั ประโยชนไ์ ปดว้ ย ๖. หำกสวดเป็นประจ�ำ นับเป็นกำรบ�ำเพ็ญ ศีล สมำธิ ปัญญำ อย่ำงมีระเบียบ นับว่ำได้เขำ้ ถึงพระรตั นตรยั เป็นนิจ ๗. นบั เปน็ กำรชว่ ยกนั รกั ษำวฒั นธรรม ทบ่ี รรพบรุ ษุ ของเรำไดป้ ฏบิ ตั มิ ำแลว้ อยำ่ งด ี ใหค้ งเปน็ ประโยชนแ์ ก่สงั คมสืบไป การประเคนของพระ การประเคนของพระ คือกำรถวำยของให้พระได้รับถึงมือส่ิงของที่จะประเคน น้ันต้องเป็นสิ่งของท่ีไม่ขัดกับพระวินัย ของนั้นเป็นของท่ียกคนเดียวได้ไม่ใช่ของหนัก เกนิ ไปหรอื ใหญ่โตจนเกนิ ไป ไมม่ วี ัตถอุ นำมำสอยู่ด้วย พึงน่ังแล้วน�ำของท่ีจะประเคนเข้ำไปให้ใกล้พระผู้รับให้ได้หัตถบำส (คือบ่วงมือ หรือประมำณ ๑ ศอก) แล้วจับของท่ีจะประเคนด้วยมือท้ังสอง ยกของน้ันให้สูงข้ึน เล็กน้อย (หรือพอแมวลอดได้) แล้วน้อมถวำยพระด้วยมือท้ังสอง (ไม่ใช่มือข้ำงเดียว ถวำย) ซึ่งพระผู้รับท่ำนจะย่ืนมือทั้งสองออกมำรับ ในกรณีผู้ประเคนเป็นหญิง พึงวำง สงิ่ ของลงบนผำ้ รบั ประเคนทพี่ ระปรู บั อยขู่ ำ้ งหนำ้ เสรจ็ แลว้ พงึ ไหวห้ รอื กรำบ แลว้ แตก่ รณี
การประนมมือ การประนมมือ คือกำรกระพุ่มมือทั้งสองประนมต้ังไว้ระหว่ำงอก เป็นกำร แสดงควำมเคำรพนอบน้อมในเวลำสวดมนต์หรือเป็นกำรแสดงควำมเคำรพนอบน้อม ในเวลำคฤหัสถ์พูดสนทนำกับพระภิกษุสำมเณร หรือสำมเณร-พระผู้น้อยพูดสนทนำ กบั พระผมู้ ีอำวุโสมำกกว่ำ การกราบพระรัตนตรยั (แบบเบญจางคประดิษฐ)์ กำรกรำบ นิยมกรำบแบบเบญจำงคประดิษฐ์ ซ่ึงประกอบด้วยองค์ ๕ คือ หัวเข่า ๒ ฝ่ามือ ๒ และหน้าผาก ๑ กรำบให้จรดลงแนบกับพ้ืนท้ัง ๕ ส่วน กรำบสำมครั้ง โดยคร้ังที่หนึ่ง ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้ำ กรำบคร้ังที่สอง ให้ระลึกถึง พระธรรม กรำบคร้ังท่ีสำม ให้ระลึกถึงพระสงฆ์ ในกรณีที่มีผู้กรำบหลำยคน ควรกรำบให้พร้อมเพรียงกันท้ังสำมคร้ัง เพ่ือควำมเป็นระเบียบ โดยให้กรำบตำมผู้น�ำ หรือผูท้ ่นี ั่งอยใู่ นแถวหน้ำสดุ ไมช่ ้ำไม่เรว็ เกินไป กำรกรำบแบบเบญจำงคประดิษฐ์ จะใช้ท่ำน่ังคุกเข่ำ โดยชำยจะน่ังคุกเข่ำ บนเท้ำซ่ึงตั้งชันข้ึน ส่วนหญิงจะนั่งคุกเข่ำบนเท้ำ ซ่ึงวำงรำบไปกับพ้ืน นอกจำกน้ี ชำยและหญิงยังต้ังศีรษะและวำงข้อศอกต่ำงกันในขณะกรำบอีกด้วย โปรดดูและฝึกหัด กรำบแบบเบญจำงคประดษิ ฐใ์ ห้ถกู ตอ้ งสวยงำมได้ตำมรปู หนำ้ ต่อไปน้ี
การเตรยี มกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ จังหวะที่ ๑ ยกมอื ข้นึ ประนมระหว่างอก ท่ำนชำย นั่งคกุ เข่ำ ทำ่ นหญิง นัง่ คุกเขำ่ รำบ (ท่ำเทพบตุ ร) (ทำ่ เทพธิดำ)
จังหวะท่ี ๒ ยกมือประนมขึน้ จรดหน้าผาก หัวแมม่ อื ทัง้ สอง อย่รู ะหวา่ งคิ้ว ทำ่ นชำย ศรี ษะตัง้ ตรง ท่ำนหญิง ก้มศีรษะลงเลก็ นอ้ ย จังหวะท่ี ๓ หมอบกราบลงให้หน้าผากจรดพื้น วางฝ่ามอื แบราบ ห่างกันหน่ึงฝา่ มอื กม้ ศีรษะลงใหห้ นา้ ผากจรดพ้ืนในระหวา่ งฝา่ มอื ท้ังสอง ทำ่ นชำย ข้อศอกต่อกบั หัวเขำ่ ทำ่ นหญิง ใหข้ อ้ ศอกทั้งสองขนำบเขำ่
สารบญั หนา้ ๑ บทสวดมนตท์ า� วตั รเชา้ แปล ๑ ค�าบชู าพระรัตนตรัย (อะระหัง สมั มาสัมพทุ โธ...) ๒ ปพุ พภาคนมการ (นะโม ตัสสะ...) ๓ พุทธาภิถุติ (โย โส ตะถาคะโต...) ๕ ธัมมาภถิ ุติ (โย โส สîวากขาโต...) ๖ สงั ฆาภิถตุ ิ (โย โส สปุ ะฏิปันโน...) ๗ รตนตั ตยัปปณามคาถา (พทุ โธ สุสทุ โธ...) ๙ สงั เวคะวตั ถปุ ะรทิ ปี ะกะปาฐะ (อิธะ ตะถาคะโต...) ๑๔ สัจจกริ ิยาคาถา (นัตถิ เม สะระณัง...) ๑๕ ธาตุปฏิกูลปัจจเวกขณปาฐะ (ยะถาปจั จะยัง...) ๑๙ ตงั ขณกิ ปจั จเวกขณปาฐะ (ปะฏิสงั ขา โยนิโส...) ๒๑ อภิณหปัจจเวกขณปาฐะ (ชะราธมั โมมîหิ...) กายคตาสตภิ าวนาปาฐะ (อะยงั โข เม กาโย...) ๒๒ พรหมวิหาระผรณะปาฐะ (อะหงั สขุ โิ ต...) ๒๔ ค�าเจริญกมั มฏั ฐานภาวนา (ขา้ พเจ้าจกั เจรญิ ...) ๒๖ ติโลกวชิ ยะราชปตั ตทิ านคาถา-กรวดน�้า ยงั กญิ จิ (ยงั กญิ จิ กุสะลงั ...) ๒๖ กรวดนา�้ อมิ ินา (อิมินา ปญุ ญะกมั เมนะ...) ๒๗ สพั พปตั ติทานคาถา (ปุญญัสสิทานิ กะตสั สะ...) ๒๘ สงั เขปปัตตทิ านคาถา (สพั เพ สัตตา สะทา...) ๒๙ บทสวดมนตท์ �าวัตรเยน็ แปล ๓๐ ค�าบชู าพระรตั นตรัย (อะระหงั สมั มาสมั พทุ โธ...) ๓๐ ปุพพภาคนมการ (นะโม ตัสสะ...) ๓๑ พุทธานุสสติ (ตงั โข ปะนะ...) ๓๒ พทุ ธาภคิ ตี ิ (พทุ ธîวาระหันตะ...) ๓๓ ธมั มานุสสติ (สวî ากขาโต...) ๓๕
ธมั มาภิคีติ (สîวากขาตะตา...) หน้า สังฆานสุ สติ (สปุ ะฏปิ นั โน...) ๓๕ สงั ฆาภิคีติ (สัทธมั มะโช...) ๓๗ สจั จกิริยาคาถา (นตั ถิ เม...) ๓๙ อตีตปจั จเวกขณปาฐะ (อชั ชะ มะยา...) ๔๑ อภณิ หปจั จเวกขณปาฐะ (ชะราธมั โมมหî .ิ ..) ๔๓ กายคตาสติภาวนาปาฐะ (อะยงั โข เม กาโย...) ๔๖ พรหมวหิ าระผรณะปาฐะ (อะหัง สุขิโต...) ๔๗ ค�าเจริญกัมมฏั ฐานภาวนา (ข้าพเจ้าจกั เจรญิ ...) ๔๙ ตโิ ลกวชิ ยะราชปัตติทานคาถา-กรวดนา้� ยงั กญิ จิ (ยงั กิญจิ กสุ ะลงั ...) ๕๑ กรวดน้�าอมิ นิ า (อิมนิ า ปุญญะกมั เมนะ...) ๕๒ สพั พปตั ตทิ านคาถา (ปุญญสั สิทานิ กะตัสสะ...) ๕๒ สงั เขปปัตติทานคาถา (สพั เพ สัตตา สะทา...) ๕๓ บทสวดมนตพ์ ิเศษ ก ๕๔ สรณคมนปาฐะ (พทุ ธงั สะระณัง...) ๕๕ เขมาเขมะสะระณะคะมะนะปะรทิ ปี กิ คาถา (พะหุง เว...) ๕๕ อะริยะธะนะคาถา (ยสั สะ สทั ธา...) ๕๖ ติลักขะณาทคิ าถา (สัพเพ สงั ขารา...) ๕๗ ภาระสุตตะคาถา (ภารา หะเว...) ๕๘ ภัทเทกะรัตตะคาถา (อะตีตัง นานวาคะเมยยะ...) ๕๙ ธมั มคารวาทิคาถา (เย จะ อะตีตา...) ๖๐ โอวาทปาฏิโมกขคาถา (สพั พะปาปัสสะ...) ๖๑ ปฐมพทุ ธภาสิตคาถา (อะเนกะชาติสังสารัง...) ๖๒ ปัจฉมิ พุทโธวาทปาฐะ (หนั ทะทานิ ภิกขะเว...) ๖๔ บทพิจารณาสังขาร (สัพเพ สังขารา...) ๖๕ ๖๕
บทสวดมนต์พเิ ศษ ข หน้า ชมุ นมุ เทวดา (สะมันตา จกั กะวาเฬส.ุ ..) ๖๙ สัจจกริ ิยาคาถา (นตั ถิ เม...) ๖๙ มะหาการุณโิ ก นาโถ (มะหาการณุ โิ ก นาโถ...) ๗๐ เขมาเขมะสะระณะคะมะนะปะริทปี กิ าคาถา (พะหงุ เว...) ๗๑ นะมะการะสิทธิคาถา (โย จักขุมา...) ๗๑ สมั พุทเธ (สัมพุทเธ อัฏฐะ...) ๗๒ นะโมการะอัฏฐะกะ (นะโม อะระหะโต...) ๗๓ ธัมมะจกั กปั ปะวัตตะนะสตุ ตัง (เอวมั เม สตุ งั ...) ๗๓ มังคะละสุตตัง (อะเสวะนา จะ...) ๗๔ ระตะนะสตุ ตงั (ยานธี ะ ภูตานิ...) ๗๙ กะระณียะเมตตะสตุ ตงั (กะระณยี ะมัตถะ...) ๘๐ ขนั ธะปะรติ ตะคาถา (วิรูปักเขหิ เม...) ๘๔ โมระปะริตตัง (อุเทตะยัญจกั ขุมา...) ๘๕ วฏั ฏะกะปะริตตงั (อัตถิ โลเก...) ๘๕ อาฏานาฏิยะปะรติ ตัง (วปิ ัสสสิ สะ...) ๘๖ นะโม เม (นะโม เม...) ๘๗ อะภะยะปะริตตัง (ยันทุนนมิ ิตตงั ...) ๘๗ อังคลุ ิมาละปะริตตัง (ยะโตหงั ภะคนิ ิ...) ๙๐ โพชฌังคะปะรติ ตัง (โพชฌังโค สะตสิ งั ขาโต...) ๙๐ ปตั ติทานคาถา (ยา เทวะตา...) ๙๑ อณุ หî สิ สะวชิ ะยะคาถา (อตั ถิ อุณîหสิ สะ...) ๙๓ เทวะตาอุยโยชะนะคาถา (ทกุ ขัปปตั ตา จะ...) ๙๔ ถวายพรพระ (อิติปิ โส...) ๙๕ ถวายพรพระ (พาหงุ ...) ๙๗ ชะยนั โต (มะหาการุณโิ ก นาโถ...) ๙๙ ๑๐๑
คาถาบูชาดวงชาตา (นะโม เม สัพพะเทวานงั ...) หน้า คาถาโพธบิ าท (บูระพารสั มî ิง...) ๑๐๑ คาถามงคลจกั รวาฬแปดทศิ (อิมัสมî ิงมงคล...) ๑๐๒ มงคลจักรวาฬใหญ่ (สริ ิธติ มิ ะติเตโชชะยะ...) ๑๐๒ บารมี ๓๐ ทศั (ทานะ ปาระมี...) ๑๐๓ ชยั มงคลคาถา (ชยั น้อย) (นะโม เม...) ๑๐๔ พระคาถาชนิ บัญชร (ชะยาสะนากะตา พทุ ธา...) ๑๐๕ ภูมพิ ะละมะหาราชะวะรัสสะ ชะยะมังคะละคาถา (ภูมิพะโล มะหาราชา...) ๑๐๘ ปะระมะราชนิ ๎ยาภิถตุ ชิ ะยะมังคะละคาถา (มะหาภูมิพะลัสเสวะ...) ๑๑๑ ค�าใหพ้ รแปล (ยะถา วารวิ ะหา...) ๑๑๓ ค�าอาราธนาพระปริตร (วปิ ตั ตปิ ะฏพิ าหายะ...) ๑๑๔ ค�าอาราธนาธรรม วันปกติ (พรî หîมา จะ โลกา...) ๑๑๖ วิธีการบวชเนกขมั มะ (ชพี ราหมณ์ สมาทานศีล ๘) ส�านกั วัดป่าโนนขุมเงิน ๑๑๖ วิธีขอขมาโทษ ๑๑๗ คา� ลาสกิ ขาผ้บู วชเนกขัมมะ (ชพี ราหมณ)์ ๑๒๓ คา� แสดงตนเป็นอบุ าสก อุบาสกิ า (พทุ ธมามกะ) ๑๒๔ ๑๒๕
.
บทสวดมนต์ทำ� วัตรเช้า แปล คำ� บชู าพระรตั นตรัย (ผู้น�ำ จุดเทียน ธูป บุรุษ พึงน่ังกระโหย่ง-ท่าเทพบุตร สตรี พึงน่ังท่าเทพธิดา แลว้ กราบ ๓ ครง้ั พร้อมกนั , สวดตามผ้นู ำ� ทลี ะวรรค ดงั นี้) พทุ ธะปูชา มะหาเตชะวันโต ธมั มะปชู า มะหปั ปัญโญ สังฆะปชู า มะหาโภคะวะโห สทิ ธชิ โย สิทธลิ าโภ สทิ ธสิ โุ ข ภะวนั ตุ เม. (สวดพร้อมกัน) (กราบ) อะระหงั สมั มาสัมพทุ โธ ภะคะวา, (กราบ) (กราบ) พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต*์ ดบั เพลงิ กเิ ลสเพลงิ ทกุ ขส์ ิ้นเชงิ , ตรสั ร้ชู อบได้โดยพระองค์เอง พุทธัง ภะคะวนั ตัง อะภิวาเทม.ิ ข้าพเจา้ อภิวาทพระผ้มู พี ระภาคเจา้ , ผรู้ ู้ ผ้ตู ่ืน ผ้เู บกิ บาน สîวากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม, พระธรรมเปน็ ธรรมที่พระผมู้ พี ระภาคเจ้า, ตรสั ไว้ดีแลว้ ธัมมัง นะมสั สามิ. ข้าพเจา้ นมัสการพระธรรม สปุ ะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ, พระสงฆส์ าวกของพระผ้มู พี ระภาคเจ้า, ปฏบิ ตั ิดีแลว้ สังฆัง นะมามิ. ขา้ พเจา้ นอบน้อมพระสงฆ์ ออกเสยี งว่า อะ-ระ-หนั 1
(ผ้นู ำ� กล่าวบูชาเพยี งผเู้ ดียว) ยะมัมหะ โข มะยัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, อทุ ทสิ สะ ปัพพะชิตา โย โน ภะคะวา สัตถา, ยัสสะ จะ มะยัง ภะคะวะโต ธัมมัง โรเจมะ, อิเมหิ สักกาเรหิ ตงั ภะคะวนั ตัง สะสทั ธมั มงั สะสาวะกะสงั ฆัง อะภิปูชะยามะ. (เราเป็นผู้ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด เป็นสรณะ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด เป็นศาสดาของเรา และเราย่อมชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองคใ์ ด เราตงั้ ใจบชู าซงึ่ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ พระองคน์ น้ั พรอ้ มทง้ั พระสทั ธรรม พร้อมท้ังพระสงฆ์สาวก ดว้ ยเครือ่ งสักการะเหล่านี้.) ปุพพภาคนมการ (ผู้น�ำสวดเพียงผ้เู ดยี ว) หันทะทานิ มะยันตัง ภะคะวนั ตัง วาจายะ อะภถิ ตุ ุง ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส. (บัดน้ี เชิญเถิด เราจงท�ำการนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเป็นส่วนเบ้ืองต้น เพอ่ื สรรเสรญิ ด้วยวาจาเถิด) (สวดพรอ้ มกัน) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต ขอนอบน้อมแด่พระผูม้ พี ระภาคเจ้า พระองค์น้ัน อะระหะโต ซง่ึ เปน็ ผไู้ กลจากกิเลส สัมมาสมั พุทธสั สะ. ตรัสรู้ชอบไดโ้ ดยพระองคเ์ อง (๓ ครั้ง) 2
พทุ ธาภถิ ุติ (ผู้น�ำสวดเพียงผเู้ ดยี ว) หนั ทะ มะยงั พุทธาภถิ ุตงิ กะโรมะ เส. (เชญิ เถิด เราทงั้ หลายทำ� ความชมเชยเฉพาะพระพุทธเจ้าเถดิ ) (สวดพร้อมกนั ) โย โส ตะถาคะโต พระตถาคตเจา้ น้นั พระองคใ์ ด อะระหงั เปน็ ผู้ไกลจากกเิ ลส สมั มาสมั พุทโธ เปน็ ผตู้ รสั ร้ชู อบได้โดยพระองคเ์ อง วิชชาจะระณะสมั ปันโน เป็นผ้ถู งึ พรอ้ มด้วยวิชชาและจรณะ สคุ ะโต เป็นผไู้ ปแลว้ ด้วยดี โลกะวิทู เปน็ ผรู้ ู้โลกอยา่ งแจ่มแจ้ง อะนตุ ตะโร ปรุ ิสะทัมมะสาระถิ เป็นผสู้ ามารถฝึกบุรษุ ท่สี มควรฝกึ ได้อย่างไม่มใี ครยง่ิ กวา่ สัตถา เทวะมะนุสสานงั เปน็ ครูผสู้ อนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พุทโธ เปน็ ผูร้ ู้ ผูต้ นื่ ผ้เู บกิ บานด้วยธรรม 3
ภะคะวา เป็นผมู้ คี วามจำ� เรญิ จ�ำแนกธรรมส่ังสอนสัตว์ โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพîรหîมะกัง, สัสสะมะณะพรîาหîมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนสุ สงั สะยัง อะภิญญา สจั ฉิกตั วî า ปะเวเทสิ พระผูม้ พี ระภาคเจา้ พระองค์ใด, ไดท้ รงทำ� ความดบั ทุกข์ให้แจง้ ด้วย พระปัญญาอันยิ่งเองแล้ว, ทรงสอนโลกนีพ้ ร้อมทั้งเทวดา, มารพรหม และหมสู่ ัตว์พร้อมท้ังสมณะพราหมณ์, พร้อมท้ังเทวดาและมนษุ ย์ให้รตู้ าม โย ธัมมัง เทเสสิ พระผู้มพี ระภาคเจ้าพระองคใ์ ด, ทรงแสดงธรรมแลว้ อาทกิ ัลîยาณงั ไพเราะในเบอ้ื งต้น มัชเฌกัลîยาณัง ไพเราะในทา่ มกลาง ปะรโิ ยสานะกลั îยาณัง ไพเราะในทีส่ ดุ สาตถัง สะพยî ัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะรสิ ุทธงั พรî หมî ะจะรยิ งั ปะกาเสสิ ทรงประกาศพรหมจรรย,์ คือแบบแห่งการปฏิบตั อิ ันประเสริฐบริสุทธ์ิ บริบรู ณ์สิ้นเชงิ , พรอ้ มทัง้ อรรถะพร้อมทัง้ พยญั ชนะ ตะมะหงั ภะคะวนั ตงั อะภปิ ชู ะยามิ ขา้ พเจ้าบูชาอย่างยิง่ เฉพาะพระผมู้ พี ระภาคเจา้ พระองคน์ ัน้ ตะมะหัง ภะคะวันตงั สิระสา นะมามิ. ขา้ พเจ้านอบนอ้ มพระผูม้ พี ระภาคเจ้า พระองค์นัน้ ด้วยเศียรเกลา้ อรรถะ (คำ� อธบิ ายธรรม) (กราบระลึกพระพทุ ธคณุ ) พยัญชนะ (หัวข้อธรรม) 4
ธัมมาภถิ ตุ ิ (ผู้นำ� สวดเพยี งผู้เดียว) หันทะ มะยงั ธมั มาภถิ ุติง กะโรมะ เส. (เชิญเถิด เราทง้ั หลายท�ำความชมเชยเฉพาะพระธรรมเถดิ ) (สวดพรอ้ มกัน) โย โส สîวากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม พระธรรมน้ันใด, เป็นส่งิ ทีพ่ ระผู้มพี ระภาคเจ้า, ไดต้ รสั ไว้ดแี ลว้ สนั ทิฏฐโิ ก เปน็ สง่ิ ที่ผศู้ กึ ษาและปฏบิ ตั ิ พึงเห็นได้ดว้ ยตนเอง อะกาลโิ ก เป็นสงิ่ ท่ปี ฏบิ ตั ิได้ และให้ผลได้ไมจ่ ำ� กัดกาล เอหปิ ัสสโิ ก เปน็ สง่ิ ที่ควรกล่าวกะผอู้ นื่ วา่ ท่านจงมาดูเถดิ โอปะนะยโิ ก เปน็ สง่ิ ทีค่ วรนอ้ มเขา้ มาใส่ตวั ปจั จัตตงั เวทติ ัพโพ วิญญูหิ เปน็ ส่ิงทผี่ ู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ตะมะหัง ธมั มงั อะภปิ ูชะยามิ ข้าพเจ้าบชู าอยา่ งยิง่ เฉพาะพระธรรมน้ัน ตะมะหัง ธัมมัง สริ ะสา นะมามิ. ข้าพเจา้ นอบนอ้ มพระธรรมน้ัน, ดว้ ยเศียรเกลา้ (กราบระลึกพระธรรมคุณ) 5
สังฆาภิถุติ (ผู้น�ำสวดเพียงผูเ้ ดยี ว) หันทะ มะยัง สังฆาภิถตุ ิง กะโรมะ เส. (เชญิ เถดิ เราทั้งหลายท�ำความชมเชยเฉพาะพระสงฆ์เถดิ ) (สวดพรอ้ มกนั ) โย โส สุปะฏปิ ันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สงฆ์สาวกของพระผมู้ พี ระภาคเจ้านน้ั หมู่ใด, ปฏบิ ตั ิดีแล้ว อชุ ุปะฏปิ ันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สงฆส์ าวกของพระผู้มพี ระภาคเจ้าหมใู่ ด ปฏบิ ัติตรงแล้ว ญายะปะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สงฆส์ าวกของพระผมู้ ีพระภาคเจา้ หมใู่ ด, ปฏบิ ัติเพือ่ รู้ธรรมเปน็ เครอ่ื งออกจากทุกขแ์ ล้ว สามีจิปะฏปิ ันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหม่ใู ด, ปฏิบัติสมควรแลว้ ยะททิ ัง ไดแ้ กบ่ ุคคลเหล่าน้คี ือ จัตตาริ ปรุ ิสะยคุ านิ อฏั ฐะ ปุรสิ ะปคุ คะลา คแู่ ห่งบุรษุ สีค่ ู่* นับเรียงตัวบรุ ุษได้แปดบุรุษ เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ น่นั แหละสงฆส์ าวกของพระผมู้ ีพระภาคเจ้า อาหเุ นยโย เปน็ สงฆ์ควรแกส่ กั การะทีเ่ ขานำ� มาบูชา * บรุ ษุ สี่คู่ คอื โสดาปตั ตมิ รรค - โสดาปตั ตผิ ล สกทาคามมิ รรค - สกทาคามผิ ล อนาคามมิ รรค - อนาคามิผล อรหัตตมรรค - อรหตั ตผล 6
ปาหเุ นยโย เป็นสงฆค์ วรแกส่ กั การะทีเ่ ขาจัดไว้ตอ้ นรบั ทกั ขเิ ณยโย เปน็ ผคู้ วรรบั ทักษณิ าทาน อญั ชะลิกะระณโี ย เปน็ ผูท้ ีบ่ คุ คลทว่ั ไปควรทำ� อญั ชลี อะนุตตะรัง ปญุ ญกั เขตตัง โลกสั สะ เปน็ เน้ือนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอ่ืนยิง่ กว่า ตะมะหัง สงั ฆงั อะภปิ ชู ะยามิ ขา้ พเจ้าบูชาอยา่ งยิ่งเฉพาะพระสงฆ์หมู่น้นั ตะมะหัง สงั ฆงั สิระสา นะมามิ. ขา้ พเจ้านอบน้อมพระสงฆ์หมนู่ น้ั , ด้วยเศยี รเกล้า (กราบระลกึ พระสงั ฆคณุ แลว้ น่งั พบั เพียบเปน็ ปกต)ิ รตนตั ตยปั ปณามคาถา (ผนู้ ำ� สวดเพยี งผเู้ ดียว) หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะ สังเวคะวัตถุปะริทีปะกะ ปาฐัญจะ (สงั เวคะปะรกิ ติ ตะนะปาฐญั จะ) ภะณามะ เส. (เชิญเถิด เราท้งั หลายสวดคาถานอบน้อมพระรตั นตรยั และพระบาลแี สดง ความสลดใจเถิด) 7
(สวดพรอ้ มกัน) พุทโธ สสุ ุทโธ กะรณุ ามะหณั ณะโว พระพทุ ธเจ้าผบู้ รสิ ทุ ธิ,์ มพี ระกรณุ าดจุ หว้ งมหรรณพ โยจจันตะสทุ ธัพพะระญาณะโลจะโน พระองค์ใด มตี า คอื ญาณอนั ประเสรฐิ หมดจดถึงทีส่ ดุ โลกสั สะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก เป็นผูฆ้ ่าเสยี ซึ่งบาป และอปุ กเิ ลสของโลก วนั ทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง ขา้ พเจา้ ไหว้พระพุทธเจา้ พระองคน์ น้ั , โดยใจเคารพเอือ้ เฟื้อ ธมั โม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สตั ถุโน พระธรรมของพระศาสดานน้ั , สว่างรงุ่ เรืองเปรียบดวงประทีป โย มคั คะปากามะตะเภทะภนิ นะโก จ�ำแนกประเภทคือมรรคผลนิพพาน ส่วนใด โลกตุ ตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน ซง่ึ เป็นตัวโลกตุ ตระ, และส่วนใดทชี่ ี้แนวแห่งโลกุตตระน้นั วนั ทามิ ธัมมงั อะหะมาทะเรนะ ตัง ข้าพเจ้าไหวพ้ ระธรรมน้นั , โดยใจเคารพเอ้อื เฟือ้ สังโฆ สุเขตตาภîยะติเขตตะสัญญิโต พระสงฆ์เป็นนาบญุ อนั ยิง่ ใหญก่ ว่านาบญุ อันดีท้ังหลาย โย ทฏิ ฐะสันโต สคุ ะตานโุ พธะโก เป็นผูเ้ ห็นพระนิพพาน, ตรสั รู้ตามพระสคุ ต หมู่ใด โลลปั ปะหโี น อะริโย สุเมธะโส เป็นผลู้ ะกิเลสเครือ่ งโลเล, เปน็ พระอรยิ ะเจ้า มีปัญญาดี วันทามิ สงั ฆัง อะหะมาทะเรนะ ตงั ข้าพเจา้ ไหวพ้ ระสงฆ์หมนู่ ัน้ , โดยใจเคารพเออื้ เฟ้ือ 8
อจิ เจวะเมกนั ตะภิปชู ะเนยยะกัง, วัตถตุ ตะยงั วนั ทะยะตาภสิ ังขะตงั , ปุญญงั มะยา ยัง มะมะ สพั พุปทั ทะวา, มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสทิ ธยิ า. บญุ ใดท่ขี า้ พเจ้าผไู้ หว้อยู่ซ่งึ วัตถุสาม, คอื พระรตั นตรยั อนั ควรบูชายงิ่ โดยส่วนเดยี ว, ได้กระทำ� แล้วเป็นอยา่ งย่ิงเชน่ นีน้ ่ี, ขออปุ ัททวะท้งั หลาย, จงอย่ามีแก่ข้าพเจ้าเลย, ด้วยอ�ำนาจความส�ำเร็จอันเกิดจากบุญนัน้ สงั เวคะวตั ถุปะริทีปะกะปาฐะ (สวดพรอ้ มกนั , ไม่ต้องสวดน�ำ) อธิ ะ ตะถาคะโต โลเก อุปปนั โน พระตถาคตเจา้ เกิดข้ึนแล้วในโลกนี้ อะระหัง สมั มาสมั พทุ โธ เป็นผไู้ กลจากกิเลส, ตรัสรชู้ อบได้โดยพระองค์เอง ธมั โม จะ เทสโิ ต นยิ ยานโิ ก และพระธรรมทท่ี รงแสดง, เป็นธรรมเครือ่ งออกจากทกุ ข์ อุปะสะมโิ ก ปะรนิ ิพพานโิ ก เปน็ เครอ่ื งสงบกเิ ลส, เป็นไปเพ่อื ปรินิพพาน สมั โพธะคามี สคุ ะตปั ปะเวทิโต เป็นไปเพื่อความร้พู รอ้ ม, เป็นธรรมทพี่ ระสคุ ตประกาศ มะยนั ตัง ธัมมงั สุตวî า เอวงั ชานามะ พวกเราเมื่อไดฟ้ ังธรรมนนั้ แลว้ , จงึ ไดร้ ู้อยา่ งนวี้ า่ ชาตปิ ิ ทุกขา แม้ความเกดิ ก็เปน็ ทกุ ข์ 9
ชะราปิ ทกุ ขา แม้ความแก่ ก็เป็นทกุ ข์ มะระณัมปิ ทุกขัง แม้ความตาย กเ็ ปน็ ทุกข์ โสกะปะรเิ ทวะทุกขะโทมะนัสสปุ ายาสาปิ ทุกขา แมค้ วามโศก ความร�ำ่ ไรร�ำพนั ความไมส่ บายกาย ความไมส่ บายใจ ความคบั แคน้ ใจ ก็เปน็ ทกุ ข์ อัปปิเยหิ สมั ปะโยโค ทุกโข ความประสบกบั สิง่ ไมเ่ ปน็ ทีร่ กั ทพี่ อใจ ก็เปน็ ทุกข์ ปิเยหิ วิปปะโยโค ทกุ โข ความพลัดพรากจากส่งิ อันเปน็ ท่ีรักที่พอใจ ก็เปน็ ทกุ ข์ ยมั ปิจฉงั นะ ละภะติ ตมั ปิ ทกุ ขัง มคี วามปรารถนาสงิ่ ใด ไม่ไดส้ ง่ิ นนั้ นนั่ ก็เป็นทกุ ข์ สงั ขติ เตนะ ปญั จุปาทานักขนั ทา ทุกขา วา่ โดยย่ออปุ าทานขันธท์ ้งั หา้ เปน็ ตัวทกุ ข์ เสยยะถีทัง ได้แก่สิง่ เหล่านี้คอื รูปูปาทานักขันโธ ขนั ธอ์ ันเปน็ ท่ตี งั้ แหง่ ความยึดม่ันคือรูป เวทะนูปาทานกั ขันโธ ขนั ธ์อันเปน็ ที่ต้ังแหง่ ความยึดมั่นคอื เวทนา สญั ญูปาทานักขันโธ ขันธ์อันเปน็ ที่ต้ังแหง่ ความยึดมั่นคอื สัญญา สงั ขารปู าทานกั ขนั โธ ขนั ธ์อนั เป็นทต่ี ้งั แห่งความยึดมนั่ คอื สังขาร 10
วิญญาณปู าทานกั ขันโธ ขันธอ์ นั เป็นท่ตี ัง้ แหง่ ความยดึ มน่ั คือวญิ ญาณ เยสงั ปะรญิ ญายะ เพ่ือใหส้ าวกกำ� หนดรอบร้อู ปุ าทานขนั ธเ์ หลา่ นีเ้ อง ธะระมาโน โส ภะคะวา จึงพระผมู้ พี ระภาคเจา้ นน้ั , เมอื่ ยงั ทรงพระชนม์อยู่ เอวงั พะหุลัง สาวะเก วเิ นติ ยอ่ มทรงแนะนำ� สาวกทัง้ หลาย, เชน่ นเ้ี ปน็ ส่วนมาก เอวัง ภาคา จะ ปะนสั สะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี พะหลุ า ปะวัตตะติ อน่ึงคำ� สงั่ สอนของพระผู้มพี ระภาคเจ้านนั้ , ย่อมเป็นไปในสาวกท้งั หลาย, สว่ นมาก, มสี ่วนคือการจำ� แนกอย่างน้ีวา่ รูปงั อะนจิ จงั รปู ไมเ่ ท่ยี ง เวทะนา อะนิจจา เวทนาไม่เทีย่ ง สัญญา อะนิจจา สญั ญาไม่เทีย่ ง สงั ขารา อะนจิ จา สงั ขารไม่เที่ยง วิญญาณัง อะนิจจงั วญิ ญาณไม่เทย่ี ง รูปงั อะนัตตา รปู ไม่ใช่ตวั ตน เวทะนา อะนัตตา เวทนาไม่ใชต่ วั ตน 11
สัญญา อะนตั ตา สัญญาไม่ใช่ตัวตน สังขารา อะนตั ตา สังขารไมใ่ ชต่ ัวตน วญิ ญาณงั อะนัตตา วิญญาณไมใ่ ชต่ ัวตน สพั เพ สงั ขารา อะนจิ จา สังขารทัง้ หลายทั้งปวงไมเ่ ทย่ี ง สัพเพ ธมั มา อะนตั ตาต.ิ ธรรมทงั้ หลายทง้ั ปวง ไม่ใชต่ ัวตน, ดงั น้ี เต (ตา...ผูห้ ญงิ สวด) มะยัง โอตณิ ณามหî ะ พวกเราทงั้ หลาย เปน็ ผ้ถู กู ครอบง�ำแล้ว ชาติยา โดยความเกิด ชะรามะระเณนะ โดยความแก่และความตาย โสเกหิ ปะรเิ ทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนสั เสหิ อปุ ายาเสหิ โดยความโศกความรำ่� ไรร�ำพนั ความไมส่ บายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแคน้ ใจ ทั้งหลาย ทุกโขตณิ ณา เป็นผูถ้ กู ความทุกขห์ ยง่ั เอาแล้ว ทกุ ขะปะเรตา เป็นผมู้ คี วามทกุ ข์ เปน็ เบื้องหนา้ แลว้ อปั เปวะนามมิ ัสสะ เกวะลสั สะ ทุกขักขนั ธสั สะ อนั ตะกิริยา ปัญญาเยถาติ, ทำ� ไฉน การทำ� ท่สี ุดแหง่ กองทกุ ข์ทัง้ ส้นิ นี,้ จะพึงปรากฏชัดแกเ่ ราได้ 12
ส�ำหรับภิกษุ สามเณร สวด จิระปะรินพิ พตุ ัมปิ ตงั ภะคะวันตงั อุททิสสะ อะระหนั ตงั สัมมาสมั พุทธงั เราทง้ั หลาย อุทิศเฉพาะพระผู้มพี ระภาคเจ้า, ผู้ไกลจากกิเลส, ตรสั รชู้ อบไดโ้ ดยพระองค์เอง แม้ปรินพิ พานนานแล้ว พระองค์น้ัน สทั ธา อะคารสั มî า อะนะคารยิ งั ปพั พะชิตา เป็นผูม้ ศี รทั ธาออกบวชจากเรอื น, ไมเ่ กยี่ วขอ้ งดว้ ยเรอื นแลว้ ตัสîมิง ภะคะวะติ พรî หมî ะจะริยัง จะรามะ ประพฤตอิ ยซู่ ึง่ พรหมจรรย,์ ในพระผมู้ ีพระภาคเจ้า พระองคน์ นั้ ภิกขนู ัง (สามะเณรานงั ) สกิ ขาสาชีวะสะมาปันนา (อุบาสกวา่ ...อุปาสะกานัง อุบาสกิ าว่า...อุปาสิกานงั ) ถงึ พร้อมด้วยสกิ ขา, และธรรมเป็นเครื่องเลย้ี งชีวิตของภิกษุ (สามเณร, อุบาสก, อบุ าสิกา) ทงั้ หลาย ตงั โน พรî หมî ะจะริยงั อิมัสสะ เกวะลสั สะ ทกุ ขักขนั ธัสสะ อันตะกริ ยิ ายะ สงั วัตตะต.ุ ขอใหพ้ รหมจรรย์ของเราทั้งหลายนนั้ , จงเป็นไปเพ่ือการทำ� ทส่ี ุดแหง่ กองทกุ ข์ท้งั ส้นิ น้ี เทอญ. ส�ำหรบั คฤหสั ถ์สวด จิระปะรนิ ิพพุตมั ปิ ตัง ภะคะวนั ตัง สะระณงั คะตา เราทง้ั หลาย ผูถ้ ึงแล้วซ่ึงพระผมู้ พี ระภาคเจ้า แมป้ รินิพพานนานแล้ว พระองคน์ ้นั เป็นสรณะ ธัมมญั จะ ภกิ ขุสงั ฆญั จะ ถงึ พระธรรมด้วย ถึงพระสงฆ์ดว้ ย 13
ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนปุ ะฏิปัชชามะ จกั ท�ำในใจอยู่ ปฏบิ ตั ิตามอยู่ ซ่ึงคำ� สงั่ สอนของพระผ้มู พี ระภาคเจา้ นนั้ ตามสตกิ �ำลงั สา สา โน ปะฏิปัตต ิ ขอใหก้ ารปฏบิ ัตนิ ้ัน ๆ ของเราทั้งหลาย อิมสั สะ เกวะลสั สะ ทุกขักขนั ธัสสะ อนั ตะกริ ิยายะ สงั วตั ตะต.ุ จงเป็นไปเพื่อการทำ� ที่สดุ แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นน้ี เทอญ. (จบบทสวดมนต์ค�ำทำ� วตั รเชา้ ) สัจจกิรยิ าคาถา (ผนู้ ำ� สวดเพียงผเู้ ดยี ว) หนั ทะ มะยัง สจั จะกิรยิ าคาถาโย ภะณามะ เส. (เชิญเถิด เราทงั้ หลายสวดคาถาอันตงั้ ความสตั ยเ์ ถดิ ) (สวดพร้อมกนั ) นตั ถิ เม สะระณงั อัญญงั พุทโธ เม สะระณงั วะรงั ที่พง่ึ อน่ื ของขา้ พเจ้าไมม่ ี, พระพุทธเจ้าเป็นทพี่ ึง่ อันประเสริฐของข้าพเจ้า เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา. ดว้ ยการกลา่ วค�ำสตั ย์น,้ี ขอความสวสั ดีจงมีแก่ข้าพเจ้าทกุ เมือ่ นัตถิ เม สะระณงั อัญญงั ธมั โม เม สะระณัง วะรงั ทพ่ี ่งึ อนื่ ของขา้ พเจ้าไมม่ ี, พระธรรมเปน็ ทีพ่ ่ึงอันประเสรฐิ ของขา้ พเจา้ เอเตนะ สจั จะวชั เชนะ โสตถิ เม โหตุ สพั พะทา. ดว้ ยการกลา่ วค�ำสัตย์นี้, ขอความสวัสดจี งมีแก่ข้าพเจา้ ทกุ เมอื่ 14
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324