พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที ปาฐกถาและธรรมบรรยายลางเรือ่ ง ของ สมเดจ็ พระพุทธปาพจนบดี (จนิ ฺตากรเถร) เจ้าอาวาสวดั ราชบพธิ สถติ มหาสีมาราม ยคุ ที่ ๕ คณะวัดราชบพิธสถติ มหาสีมาราม พมิ พ์ถวายเปน็ เครอ่ื งแสดงมทุ ิตาจติ ในโอกาสท่ีทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานสญั ญาบัตรต้งั พระราชปฏภิ าณโกศล โสภณปริยัตวิ ราลงกรณ์ ยติคณสิ สร บวรสังฆาราม คามวาสี (สมคดิ จินตฺ ามโย ป.ธ.๕, ศน.บ., M.A., ศน.ด., ผู้ช่วยศาสตราจารย)์ เปน็ พระเทพวัชรเมธี ศรศี าสนศาสตรบัณฑิต วิมลปรยิ ัตกิ จิ ยติคณิสสร บวรสงั ฆาราม คามวาสี พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๔
สมเด็จพระพทุ ธปาพจนบดี (จินฺตากรเถร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถติ มหาสมี าราม ยุคท่ี ๕
พระภกิ ษสุ มเดจ็ พระบรมโอรสาธิราช เจา้ ฟา้ มหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกมุ าร ทรงลอ่ งรับภตั ตาหารบณิ ฑบาตพรอ้ มดว้ ยพระเถรานุเถระ หน่งึ ในน้ันคือสมเด็จพระพทุ ธปาพจนบดี (จนิ ตฺ ากรเถร) คร้ังด�ำรงสมณศกั ดิเ์ ป็นท่ี พระพุทธพจนวราภรณ์ ณ ทำ� เนยี บรัฐบาล เม่อื วันเสาร์ ที่ ๑๑ พฤศจกิ ายน พทุ ธศกั ราช ๒๕๒๑
คำ� ปรารภ สมเด็จพระบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า พระบาท สมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยหู่ วั ผทู้ รงพระคณุ อันประเสรฐิ มีพระบรม ราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรต้ังสมณศักดิ์ พระราชปฏิภาณโกศล (สมคดิ จินฺตามโย ป.ธ. ๕, ศน.บ., M.A., ศน.ด., ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวดั ราชบพิธสถิต มหาสมี าราม และอธกิ ารบดมี หาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยาลัย เปน็ พระเทพวัชรเมธี ศรศี าสนศาสตรบัณฑิต วิมลปรยิ ัตกิ ิจ ยติคณสิ สร บวรสังฆาราม คามวาสี ต้งั แตว่ ันที่ ๖ พฤษภาคม พทุ ธศักราช ๒๕๖๔ นับเปน็ พระมหากรณุ าธิคณุ เปน็ ทย่ี ิ่ง พระเทพวัชรเมธี ซึ่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์นี้ เป็นปฐม เปน็ ชาวจงั หวดั ลำ� ปางโดยก�ำเนิด ไดเ้ ขา้ มาถวายตัว เพ่ือพ�ำนักและศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยบ�ำเพ็ญเนกขัมม ปฏิบัติในส�ำนักวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เมื่อ ๓๐ กว่าปี ลว่ งแล้ว ครง้ั เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (จนิ ตฺ ากร เถร) เจ้าอาวาสยุคท่ี ๕ ครองวัด โดยการน�ำของพระครู วิมลคณาภรณ์ (รวย กลฺยาโณ) วดั ถ�ำ้ สขุ เกษมสวรรค์ จังหวดั ล�ำปาง ผูเ้ ป็นพระอาจารย์ โดยเจา้ ประคุณ สมเดจ็ ฯ เจา้ อาวาส
ได้รบั ไว้ในสำ� นัก และเจ้าพระคณุ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก แต่เม่ือครั้งยังทรงด�ำรงพระสมณศักดิ์เป็นที่ พระราชสารสุธี กับพระราชมงคลสุธี (ประสงค์ เขมฉนโฺ ท) ครงั้ ดำ� รงสมณศักด์ิ เป็นท่ี พระครูวินยาภิวุฒิ เป็นผู้ดูแล เม่ือเข้ามาอยู่ในส�ำนัก วดั ราชบพธิ กระทงั่ อายคุ รบเกณฑอ์ ปุ สมบทตามพระธรรมวนิ ยั จึงได้เข้ารับอุปสมบท ณ มหาพัทธสีมาแห่งวัดราชบพิธสถิต มหาสีมาราม เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๓ โดยมีเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี เป็นพระอปุ ัชฌายะ และเจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ทรงเป็นพระกรรม วาจาจารย์ นอกจากกิจท่ัวไปในส�ำหรับบรรพชิตซึ่งท่านเจ้าคุณได้ ปฏิบัติและรักษาไว้อย่างเคร่งครัดตลอดมานับแต่บรรพชา และอุปสมบท โดยจริยาวัตรอันเรียบร้อยงดงามตาม พระวินัยบัญญัติแล้ว ท่านยังได้รับธุระในกิจน้อยใหญ่ของ พระอาราม จนได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส มาต้ังแต่มีอายุเพียง ๓๗ โดยปี มีพรรษาล่วงเข้า ๑๗ ใช่แต่ เท่าน้ัน การฝ่ายพระอารามที่ควรจะกล่าวสรรเสริญไว้ให้ ปรากฏ คือการถวายงานดูแลเจ้าพระคุณสมเด็จและเจ้าประคุณ สมเด็จเจ้าอาวาสถึง ๒ ยุค กล่าวคือ ท่านเจ้าคุณได้เป็นผู้ ถวายงานดูแลเจ้าประคณุ สมเดจ็ พระพุทธปาพจนบดี สมเด็จ
พระอุปัชฌายะ ตั้งแต่แรกเข้ามาอยู่ในร่มเงาของส�ำนักวัด ราชบพิธ จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระครูปลัดสัมพิพัฒนวราจารย์ พระครูปลัดฐานานุกรม ตราบกาลซ่ึงเจ้าประคุณ สมเด็จฯ รูปน้ันมรณภาพล่วงไป และคงจะเป็นโอกาสท่ีได้ถวายงาน น่ีเอง ท่ีท่านได้มีโอกาสรับการอบรมจากเจ้าประคุณ สมเด็จฯ ซึ่งเป็นพระเถระท่ีทรงคุณท้ังในทางสมณปฏิบัติ และทรง ความรู้ในทางพุทธศิลป์ ดังท่ีปรากฏท่านเจ้าคุณผู้เป็นศิษย์ ก็มีความสนใจและมีความรู้ทางพุทธศิลป์ และโบราณวัตถุ พระพุทธศาสนา เช่นเดียวกับเจ้าประคุณ สมเด็จฯ เป็นเหตุ ให้เมื่อสมเด็จพระอุปัชฌายะมรณภาพแล้ว ท่านได้เป็นธุระ รวบรวมพระพุทธรูปและโบราณวัตถุพระพุทธศาสนาซ่ึง เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดีสะสมไว้โดยหมายใจ จะให้เป็นมรดกส�ำหรับอนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเจริญทัศนานุ ตริยะ ไปจัดสรา้ งเปน็ พพิ ธิ ภัณฑท์ วี่ ดั ถ้ำ� สุขเกษมสวรรค์ จังหวัด ล�ำปาง ซ่ึงเจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) โปรดประทานนามว่า “อาคารพุทธปาพจนบดีอนุสรณ์” เปน็ การสนองคณุ สมเด็จพระอุปัชฌายะของท่านแม้ลว่ งลบั ไป แล้วฉะนั้น และเมื่อเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี มรณภาพลว่ งไปแลว้ ทา่ นเจา้ คณุ กย็ งั เปน็ ธุระในการถวายงาน เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระ
อาจารย์อยู่ต่อมา โดยได้ถวายงานในการดูแลการส่วนพระองค์ ต่าง ๆ มาโดยล�ำดับ แม้ในปัจจุบันก็ยังโปรดให้สนองงาน เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อคฺคชนิ เถร) เลขานุการ สมเด็จพระสงั ฆราช อย่ดู ้วย ความทกี่ ลา่ วแล้วข้างตน้ นี้ ยอ่ ม เป็นท่ีประจักษ์ว่าท่านเจ้าคุณเป็นสัทธิวิหาริก และเป็นศิษย์ ผู้ทรงไว้ซึ่งกตัญญูกตเวที และท�ำความเชิดชูแก่อุปัชฌาย์ อาจารย์เพียงใด นอกจากการฝ่ายพระอารามแล้ว พึงจะกล่าวไว้ในที่น้ี ด้วยว่าท่านเจ้าคุณเป็นศิษย์ส�ำนักวัดราชบพิธผู้หน่ึงท่ีมีกิตติคุณ รุ่งเรืองย่ิงในด้านการศึกษา ท้ังในฐานท่ีเป็นผู้เรียนซึ่งเพียร พยายามศึกษาเล่าเรียนในการพระปริยัติธรรมตลอดจนการ ศึกษาอย่างปรสมัย และในฐานท่ีเป็นอาจารย์และผู้บริหาร การศึกษาในมหาวิทยาลัย ฝ่ายกิตติคุณในฐานท่ีเป็นผู้เรียน น้ัน ท่านเจ้าคุณสอบไล่ได้เปรียญธรรม ๕ ประโยคใน สนามหลวง แผนกบาลี และเป็นนักธรรมเอกในสนามหลวง แผนกธรรม ทั้งยังส�ำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหา มกุฏราชวิทยาลัยในระดับปริญญาตรี ศาสนศาสตรบัณฑิต และระดับปริญญาเอก ศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต ตลอดจน ได้ไปศึกษาวิชาการทางพระพุทธศาสนาถึงในต่างประเทศ จนสำ� เรจ็ การศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาโทสาขาพทุ ธศาสนศกึ ษาจาก มหาวิทยาลัยเดลฮี ประเทศอินเดีย ซึ่งในท่ีน้ีควรจะกล่าวไว้
ด้วยว่าท่านเจ้าคุณเป็นพระภิกษุศิษย์ส�ำนักวัดราชบพิธรูปแรก ที่ส�ำเร็จการศึกษาถึงขั้นดุษฎีบัณฑิต เมื่อท่านปรากฏกิตติคุณ ในรงุ่ เรอื งในทางการศกึ ษาในฐานทเี่ ปน็ ผเู้ รยี นดงั กลา่ วมาน้ี ก็ ใช่ว่าท่านจะพอใจรู้และรับประโยชน์จากความรู้ท่ีได้พากเพียร เล่าเรียนมาแต่ผู้เดียว ท่านได้อุทิศตนเข้าเป็นอาจารย์ใน มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลัย อันเป็นมหาวทิ ยาลัยสงฆ์ ของคณะธรรมยุตติกนิกาย และเป็นสถาบันการศึกษาเก่า ของท่านน่ันเอง โดยได้เร่ิมงานโดยรับต�ำแหน่งเป็นอาจารย์ ผู้ช่วยอธิการบดี รองอธิการบดี เลขานุการสภามหาวิทยาลัย ตามล�ำดับ จนได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยเม่ือพุทธศักราช ๒๕๖๒ ในต�ำแหน่งนี้เองท่านได้สร้างความเจริญแก่มหาวิทยาลัย อยา่ งกวา้ งขวางทง้ั ในงานดา้ นการพฒั นาวชิ าการและหลกั สตู ร งานพัฒนาบคุ ลากรทง้ั ดา้ นคุณภาพและอัตราก�ำลัง ตลอดจน งานด้านอาคารสถานที่ รวมความได้ว่าได้พัฒนามหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัยให้ก้าวหน้าขึ้นในทุก ๆ ทาง กิตติคุณ ทางด้านการศึกษาของท่านเจ้าคุณท่ีกล่าวมานี้ ย่อมยังกิตติคุณ มาสู่ส�ำนกั วดั ราชบพิธดว้ ยเช่นกนั รวมความได้ว่าพระเทพวัชรเมธี เป็นผู้ทรงไว้ซ่ึงกตัญญู กตเวทิตาธรรม และทรงไว้ซ่ึงกิตติคุณทางการศึกษา เป็น ศิษย์ส�ำนักวัดราชบพิธที่ยังเกียรติแห่งส�ำนักให้เพิ่มพูน การ
ซงึ่ ไดร้ บั พระมหากรณุ าธคิ ณุ โปรดพระราชทานสมณศกั ดสิ์ งู ขน้ึ ในคราวนี้ จึงไม่ได้ยังความปลาบปลื้มแต่เฉพาะแก่ตัวท่าน เท่านั้น หากแต่ยังยังความปลาบปล้ืมแก่คณะวัดราชบพิธ สถิตมหาสีมารามโดยทั่วหน้ากัน โดยเฉพาะ ถ้าเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี สมเด็จพระอุปัชฌายะของท่าน จะหย่ังรู้ได้ด้วยญาณวิถีใด ๆ ถึงการท่ีท่านเจ้าคุณได้รับ พระมหากรุณาธิคุณในคราวน้ี จะปลาบปลื้มยินดีกับสัทธิ วิหารกิ ของท่านสกั ปานใดก็ยากที่จะประมาณได้ เพื่อเป็นสิริมงคลประดุจดังพรจากสมเด็จพระอุปัชฌายะ ที่จะประทานแก่สัทธิวิหาริกในศุภวาระน้ี คณะวัดราชบพิธ สถิตมหาสีมารามจึงเลือกปาฐกถาและธรรมบรรยายท่ี เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (จินฺตากรเถร) ได้ แสดงไวล้ างเรอื่ งมารวมเลม่ พมิ พข์ น้ึ เปน็ เลม่ สมดุ ถวายสำ� หรบั แจกเปน็ ปฏกิ าระแกท่ า่ นผมู้ กี ลั ยาณจติ มาแสดงมทุ ติ าในโอกาส รับพระราชทานสมณศักดคิ์ ราวนี้ โดยได้ขนานนามหนังสือว่า “พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที” ดังปรากฏอยู่แล้ว ในบัดน้ี หนงั สือ “พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาท”ี ประกอบ ด้วยปาฐกถาและธรรมบรรยายท่ีเจ้าประคุณ สมเด็จพระ พุทธปาพจนบดี แสดงต่างกรรมต่างวาระต่างสถานท่ี รวม ๔ เร่ือง ไดแ้ ก่ ปาฐกถา เร่ือง “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
กับพุทธศิลป์” ปาฐกถา เร่ือง “พระพุทธศาสนาในปัจจุบัน เสอ่ื มหรอื เจริญกันแน่” ธรรมบรรยาย เร่ือง “ปวารณากรรม” และธรรมบรรยาย เร่อื ง “ขอให้ช่วยกันรกั ษาพระพทุ ธศาสนา” ๑. ปาฐกถา เร่ือง “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ กับพุทธศิลป์” เป็นปาฐกถาที่เจ้าประคุณ สมเด็จฯ แสดงท่ี ตึกสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย เม่ือวันท่ี ๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๑ ครั้งด�ำรงสมณศักดิ์เป็นที่พระธรรม จินดาภรณ์ เป็นหน่ึงในปาฐกถาชุดที่สภาการศึกษามหา มกุฏราชวิทยาลัยจัดข้ึนในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปีนับแต่วัน สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระ สยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช พระผู้ทรงก่อตั้งคณะธรรมยุต ติกนิกาย โดยนิมนต์และเชิญผู้ทรงคุณวุฒิอย่างยิ่งในเร่ือง ต่าง ๆ ท่ีเน่ืองเกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจและพระปรีชา สามารถมาแสดงปาฐกถา ปาฐกถาน้ีเป็นพยานถึงความรู้ ในทางประวัติศาสตร์และศิลปะ โดยเฉพาะพุทธศิลป์ของ เจ้าประคณุ สมเดจ็ ฯ ผไู้ ดร้ ับการยกยอ่ งวา่ เปน็ เย่ียมในยุคน้นั ส�ำหรับความร้เู ร่ืองพุทธศลิ ป์ ๒. ปาฐกถา เรื่อง “พระพุทธศาสนาในปัจจุบันเส่ือม หรือเจรญิ กนั แน่” เปน็ ปาฐกถาทเ่ี จ้าประคุณ สมเดจ็ ฯ แสดง ที่ศาลาอเมริกัน ถนนพัฒนพงษ์ เมื่อวันท่ี ๑๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๐๗ ครั้งด�ำรงสมณศักด์ิเป็นที่พระธรรม
จินดาภรณ์ เป็นปาฐกถาท่ีท่านแสดงให้เห็นถึงความเจริญ หรือความเส่ือมของศาสนา โดยจ�ำแนกให้เห็นว่าโดยเนื้อแท้ แล้วพระสัทธรรมย่อมเป็นความสัจความจริงรุ่งเรืองอยู่ไม่มี การก�ำหนด แต่สิ่งที่จะมีเจริญหรือเสื่อมตามกาลน้ันได้แก่ การปฏบิ ัตขิ องพทุ ธศาสนิกชนเอง นบั ว่าเป็นปาฐกถาอนั หน่งึ ของทา่ นทแี่ สดงใหเ้ หน็ ถงึ ความแตกฉานอยา่ งสงู ในทางความ คดิ ทางพระพุทธศาสนาของเจ้าประคณุ สมเดจ็ ฯ ทั้งยังแสดง ให้เห็นถึงความสามารถในการให้อรรถาธิบายทางธรรมให้ผู้ ฟงั เห็นภาพตาม ๓. ธรรมบรรยาย เร่ือง “ปวารณากรรม” เป็นธรรม บรรยายที่เจ้าประคุณ สมเด็จฯ แสดงสอนพระนวกภิกษุ สามเณร ในส�ำนักวัดราชบพิธระหว่างเข้าพรรษา ครั้งด�ำรง สมณศักดิ์เป็นท่ีพระจินดากรมุนี ธรรมบรรยายน้ีเจ้าประคุณ สมเด็จฯ บรรยายถึงสังฆกรรมส�ำคัญอย่างหน่ึงของภิกษุคือ การท�ำปวารณากรรมซ่ึงเปิดช่องให้ภิกษุได้ตักเตือนกัน เป็น หนทางพัฒนาตนของตน ๆ ธรรมบรรยายน้ีแสดงถึงความรู้ ความเข้าใจในทางธรรมวินัยตลอดจนเหตุผลที่เป็นเหตุแห่ง ธรรมวินัยน้ันของเจ้าประคุณ สมเด็จฯ เป็นอย่างดียิ่ง และ ๔. ธรรมบรรยาย เร่ือง “ขอให้ช่วยกันรักษาพระพุทธ ศาสนา” เปน็ ธรรมบรรยายท่เี จา้ ประคุณ สมเดจ็ ฯ แสดงสอน พระนวกภกิ ษุสามเณร ในสำ� นกั วดั ราชบพธิ ระหวา่ งเข้าพรรษา
คร้ังด�ำรงสมณศักด์ิเป็นท่ีพระจินดากรมุนี ธรรมบรรยายน้ี เป็นธรรมบรรยายท่ีเจ้าประคุณ สมเด็จฯ สอนนวกภิกษุ สามเณรเมอื่ จวนจะออกพรรษาและนวกะหลายรปู กจ็ ะลาสกิ ขา ออกไปครองเรืองตามฆราวาสวิสัยต่อไป แต่ธรรมและวินัยที่ ไดอ้ บรมมาในระหวา่ งพรรษายงั จะเปน็ สง่ิ ทรงคณุ ประโยชนย์ ง่ิ สำ� หรับทา่ นเหลา่ น้ัน ธรรมบรรยายนนี้ อกจากจะแสดงปฏิภาณ ในการสั่งสอนเหมาะแก่เวลาของเจ้าประคุณ สมเด็จฯ แล้ว ยงั เปน็ ธรรมบรรยายทท่ี า่ นผอู้ า่ นแมเ้ ปน็ ฆราวาสผคู้ รองเรอื น กย็ ่อมจะไดร้ บั ประโยชน์มาก อน่ึง ปาฐกถาและธรรมบรรยายในหนังสือน้ี ลางเรื่อง ได้เคยมีการตีพิมพ์แจกจ่ายเป็นธรรมพลีหลายครั้งแล้ว บางเล่มก็เคยพิมพ์แต่ครั้งเดียว ในการจัดพิมพ์ครั้งนี้ได้ตรวจ ชำ� ระจากตน้ ฉบบั ทม่ี อี ยเู่ ดมิ แตพ่ ระปรมาภไิ ธย พระนาม ตลอด ถึงนามและราชทินนามท่ีปรากฏในเน้ือความนั้นได้คงไว้ตาม เดิมเพื่อให้เห็นถึงเหตุการณ์ในขณะท่ีแสดงปาฐกถาหรือ ธรรมบรรยายนั้น ๆ อีกท้ังควรจะกล่าวไว้อีกประการหนึ่งว่า ความรู้ต่าง ๆ โดยเฉพาะเร่ืองในทางประวัติศาสตร์ที่มีกล่าว ถึงในเน้ือความน้ัน เป็นความรู้ความเข้าใจท่ีมีหรือที่พบได้ จากหลักฐานเท่าทีม่ ใี นสมยั ทีแ่ สดงปาฐกถานัน้ ๆ กาลต่อมามี ความรู้ความเข้าใจท่ีเปล่ียนแปลงไป ก็หาใช่จะเป็นความผิด ของท่านผู้แสดงปาฐกถาหรือธรรมบรรยาย กลับกันเห็นว่า
น่าจะเป็นหน้าท่ีของอนุชนในการที่จะสอบค้นและช่วยค้นคว้า ให้วทิ ยาความรูเ้ พ่มิ พนู ข้นึ ยิง่ ๆ ขออ�ำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย ท้ังกุศลจริยาสัมมา ปฏิบัติ โดยเฉพาะกุศลธรรมวิทยาทานที่ท่านเจ้าคุณได้บ�ำเพ็ญ เป็นอเนกประการ ได้อภิบาลรักษาพระเทพวัชรเมธี (สมคิด จินฺตามโย) ให้ถึงซ่ึงความไพบูลย์งอกงามในพระศาสนาของ พระศากยมุนี ปราศจากโรคาพยาธิท้ังปวง ทั้งมีอายุยืนนาน กอปรด้วยก�ำลังกายและก�ำลังใจ เพ่ือเป็นก�ำลังของพระพุทธ ศาสนา ท้ังน�ำพาเกียรติคุณอันไพโรจน์มาสู่ส�ำนักวัดราชบพิธ สถิตมหาสีมารามสืบไป คณะวดั ราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
สมเดจ็ พระพุทธปาพจนบดี (จินฺตากรเถร) ฉายภาพกบั ภกิ ษสุ ามเณรวัดราชบพิธสถิตมหาสมี าราม พรรษากาล ๒๕๓๔ พระเทพวชั รเมธี (สมคิด จนิ ฺตามโย) ยืนล�ำดบั ท่ี ๓ จากซ้ายของแถวยืนแถวหนา้
สารบญั หนา้ พทุ ธฺ ปาวจนปติปชู าคาถา ๑๙ ประวตั ิสมเดจ็ พระพุทธปาพจนบดี (จินตฺ ากรเถร) ๒๙ พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาท ี ๓๕ เรื่อง พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าฯ กับพุทธศิลป ์ ๓๗ เรื่อง พระพทุ ธศาสนาในปัจจบุ นั เสื่อมหรอื เจริญกนั แน ่ ๙๙ เร่ือง ปวารณากรรม ๑๗๑ เร่ือง ขอให้ชว่ ยกนั รักษาพระพุทธศาสนา ๑๘๓ บรรณานุกรม ๑๙๘
สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (จินฺตากรเถร) และพระเทพวชั รเมธี (สมคดิ จินตฺ ามโย) ถวายเคร่อื งสักการะแดพ่ ระราชนิโรธรงั สี (เทสก์ เทสรสํ ี) วดั หินหมากเปง้ จังหวดั หนองคาย เมื่อวันพฤหสั บดี ที่ ๒๕ มนี าคม พทุ ธศักราช ๒๕๓๔
พทุ ฺธปาวจนปตปิ ชู าคาถา ปฐั ยาวตั ร โย หิ สนฺโต มหาเถโร จินตฺ ากโรติ วิสสฺ ุโต สลี าทิคุณสมฺปนฺโน ปาสาทิโก จ สุพฺพโต กตปพุ พฺ าธกิ าโร โส ปุพเฺ พ ปูริตปารมี ธมเฺ ม อภิปฺปสนโฺ น ว ปพฺพชฺชานินฺนมานโส สาสนสมฺ ึ อรุ ํ ทตวฺ า ปพพฺ ชติ ถฺ านคาริยํ สิรวิ ฑฺฒนุปชฌฺ สสฺ วรสทธฺ วิ หิ าริโก โสภาจารสมาปนฺโน ชโิ นวาเท สสุ ณฺ โิ ต สพฺเพสุ สงฆฺ กจิ เฺ จส ุ มหสุ สฺ าโห สวีรโิ ย
อนิ ทรวงศ์ เอโส หิ เถโร ชนิ ธมมฺ โกวิโท สทธฺ มฺมธาตา วรธมฺมเทสโก สมพฺ ุทฺธสทธฺ มฺมนโิ ยชโก วโร การุญฺมาคมมฺ ปชาย เอกโต อนฺเธ ปทโี ป วยิ มคคฺ เุ ทสโก โปสานมตถฺ าย หิตาย สพฺพทา เทเสสิ ธมมฺ ํ อนกุ มฺปเจตสา เอโส มหาเถรสมาคเม วเร กาตพฺพกิจจฺ ปฺปสุโต สทาตตฺ นา อุปปฺ นฺนเขทํ พหกุ ํ อจนิ ฺตยํ เทเส วเิ ทเส ชนิ ธมมฺ วฑฺฒโก สพพฺ ํ สลุ ทฺธํ กรณียกํ อกา 20
วสนั ตดิลก วตถฺ ตุ ฺตยาภคิ รโุ กวนิ ยทธฺ โร โส เมตตฺ าทธิ มมฺ ุปคโต จ วิสารโท จ สพพฺ ตฺถ อาชฺชวธโร อุชุกมมฺ การี โสธาปยีธิกรณํธ สมุฏตมฺปิ โส ธมฺมทตู ปมุโข อตทิ ีฆทสสฺ ี สมพฺ ุทฺธสาสนจิรฏฺติวุฑฺฒเิ ปกโฺ ข เย สงฺฆกจิ จฺ ปสุตา อิธ ธมฺมทตู า สมฺพุทธฺ สาสนปกาสนกามภตู า เตสมฺปิ ปาวจนเทสนปุ ายเนตา เอเต จ โอวทิ สทา อตอิ าทเรน สพพฺ ตถฺ เอส วิรเิ ยน สพุ ุทฺธิยา จ สมฺมา อกาสิ พหกุ ํ สหติ ํ กรณฺยํ 21
ปัฐยาวัตร ราชปวิธนามโิ ก นิมมฺ ิโต วสิ ฺสุกมมฺ นุ า โย รมโฺ ม สงฺฆกิ าราโม พทุ ฺธเจติยโสภโณ จกกฺ วตฺตนิ ิวาโสว ธรุ คฺคาโหหุ ปญจฺ โม วิจติ ฺตโุ ปสถาคาโร ราชทินฺนาภินามโก ตสฺมมิ ปฺ ิ สงฆฺ ปาโมกโฺ ข เวปลุ ลฺ าย จ วฑุ ฒฺ ยิ า พทุ ฺธปาวจนปต ิ ยาวชีวํ อกา สทา สาสนสเฺ สว รฏฺสสฺ จนิ เฺ ตติ สาตถฺ กิ ํ พหุ พหุกํ สาตฺถกิ ํ กจิ ฺจํ จินตฺ ามณิว สพฺพโส จนิ . จนิ ฺตาโรจนสมฺปนโฺ น ตาปี สทธฺ มฺมคารโว จนิ ฺติตํ สุฏฺฐุ สาเธติ ตาโป ปตุ ฺตํว อตฺรชํ ตา. ตาเปติ สพพฺ เกฺลเสปิ กตญญฺ กู ตเวทิโก ตายตี สพพฺ สสิ ฺเส จ กรณยี กเมกโต ก. กตาธิการโก ปพุ ฺเพ โรสนาทิวนิ าสเน กโรติ สหติ ํ สาตถฺ ํ โรจมาโนว จนฺทมิ า โร. โรหตี พทุ ธฺ สทธฺ มฺเม รตฺตญฺญู สตวสฺสิโก โรจตี สงฆฺ มชฺฌสฺม ึ อทิ าเนโส มหาเถโร 22
ครโุ ก พหสุ สิ สฺ านํ มหาชเนหิ มานิโต สงขฺ ารธมฺมตาเยว อายุกฺขยํ อปาปณุ ิ สสิ สฺ า อนุสสฺ รนตฺ าสฺส พหุ คุณูปการกํ สเมกจติ ตฺ กา หุตฺวา ทานาทกิ ํ สุขาวหํ นานปปฺ การกํ ปญุ ฺ กรติ วฺ าน ยถาวิธึ เทมสฺส อุตฺตมํ ปตฺตึ กลยฺ าเณเนว เจตสา ทีฆรตฺตํ หติ ายสสฺ านโส อปุ กปฺปตูตฯิ ปญุ ฺ ามรนิ ฺทภกิ ฺขนุ า อติคารเวน รจิตายฯํ 23
คำ� แปลคาถาบชู าพระคุณ* สมเดจ็ พระพุทธปาพจนบดี (จนิ ฺตากรเถร) ปฐั ยาวตั ร เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี (จินฺตากรเถร) เป็นพระมหาเถระผู้สงบ เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมมีศีลเป็นต้น มวี ัตรปฏิบัตทิ งี่ ดงาม เป็นทน่ี า่ เลื่อมใส เจ้าประคุณ สมเด็จฯ เป็นผู้มีบุญบารมีแต่ปางก่อน ได้ เล่ือมใสในพระพุทธศาสนา มีใจน้อมไปในการบรรพชา ได้ มอบกายถวายชีวิตไว้ในพระพุทธศาสนา เป็นสัทธิวิหาริก ในพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จ พระสังฆราชเจ้า เจ้าประคุณ สมเด็จฯ เป็นผู้มีอาจาระงดงาม ด�ำรง ม่ันคงในพระบรมพุทโธวาท มีวิริยะอุตสาหะในการท�ำหน้าที่ ทุกอย่าง * ผูร้ จนาไดป้ รับปรุงจากตน้ ฉบบั เดิม เม่อื เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๔ 24
อินทรวงศ์ เจา้ ประคณุ สมเด็จฯ เปน็ ผทู้ รงภมู ธิ รรม ได้แสดงธรรม ชักน�ำประชาชนให้เข้าถึงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีใจประกอบด้วยเมตตากรุณา เป็นผู้ส่องทางด�ำรงชีวิต แสดงธรรมเพ่ือประโยชน์เก้ือกูลแก่ประชาชน ดุจดวงประทีป ส่องแสงสวา่ งในที่มดื ฉะนนั้ เจ้าประคุณ สมเด็จฯ ด�ำรงต�ำแหน่งกรรมการมหาเถร สมาคม เอาใจใส่ในหน้าที่ ไม่ย่อท้อต่อความเหนื่อยยาก ได้ สนองงานคณะสงฆ์ที่ได้รับมอบหมายด้วยดี ยังพระพุทธ ศาสนาใหเ้ จริญรุง่ เรืองท้งั ในและตา่ งประเทศ วสนั ตดิลก เจ้าประคุณ สมเด็จฯ เป็นพระวินัยธรผู้ม่ันคงในพระ รัตนตรัย ทรงคุณธรรมมีเมตตาเป็นต้น มีความอาจหาญ ซื่อสัตย์ เท่ียงตรง ตัดสินอธิกรณ์ที่เกิดข้ึนถูกต้องตรงตาม พระวินยั เจ้าประคุณ สมเด็จฯ ด�ำรงต�ำแหน่งแม่กองงานพระ ธรรมทูต ผู้มองเห็นการณ์ไกล ปรารถนาความด�ำรงมั่นคง แห่งพระพุทธศาสนา ได้ประทานโอวาทเป็นหลักเผยแผ่ พระพุทธศาสนาแก่เหล่าพระธรรมทูต ได้ทุ่มเทความรู้ความ สามารถปฏิบัติหน้าที่อันเป็นหิตานุหิตประโยชน์เป็นอันมาก 25
ปัฐยาวัตร พระอารามใดเล่ามีนามปรากฏว่า วัดราชบพิธสถิต มหาสีมาราม มีพระอุโบสถ พระวิหาร และพระเจดีย์อัน วิจิตรงดงามตระการประดุจดังพระราชมณเฑียรของพระเจ้า จักรพรรดอิ ันพระวษิ ณกุ รรมเทพบตุ รเนรมิตไว้ เจ้าประคุณ สมเด็จฯ มีราชทินนามตามที่จารึกใน สุพรรณบัฏว่าสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี เป็นเจ้าอาวาสยุค ที่ ๕ ของพระอารามน้ัน ได้บ�ำเพ็ญกรณียกิจอันเป็นไปเพื่อ ความรงุ่ เรอื งแกพ่ ระพทุ ธศาสนาและประเทศชาตติ ลอดชนมายุ เจ้าประคุณ สมเด็จฯ เป็นผู้มีความคิดปราดเปร่ืองได้ ด�ำริส่ิงที่เป็นประโยชน์มากมาย พร้อมทั้งยังส่ิงท่ีด�ำรินั้นให้ ส�ำเร็จดังดวงแก้วสารพัดนึกที่ยังความปรารถนาของมหาชน ใหส้ �ำเร็จ ฉะนน้ั เจ้าประคุณ สมเด็จฯ เป็นผู้เคารพในพระสัทธรรม มี ความเพียรเผากิเลส ทั้งยังปกป้องรักษามวลศิษย์ประดุจดัง บดิ ารักษาบตุ ร ฉะน้ัน เจ้าประคุณ สมเด็จฯ เป็นผู้มีบุญบารมี มีความกตัญญู กตเวที ได้ปฏิบัติหน้าที่อันเป็นประโยชน์เกื้อกูลโดยส่วนเดียว 26
เจ้าประคุณ สมเด็จฯ เจริญงอกงามในพระสัทธรรม ของพระพุทธเจ้าอันเป็นธรรมท่ีไกลจากกิเลสมีความโกรธ เป็นตน้ รงุ่ เรอื งอยใู่ นทา่ มกลางสังฆมณฑลประดจุ ดงั พระจนั ทร์ ร่งุ เรืองอยใู่ นทา่ มกลางหมูด่ าว ฉะนน้ั บัดน้ี เจ้าประคุณ สมเด็จฯ เป็นพระมหาเถระรัตตัญญู มีชนมายุถึง ๑๐๐ ปี ซ่ึงเป็นท่ีสักการะของศิษยานุศิษย์และ พุทธศาสนกิ ชน ได้ถงึ มรณภาพลงตามธรรดาของสงั ขาร เกล้าฯ ผู้เป็นศษิ ยานศุ ษิ ยร์ ะลึกถงึ อุปการคุณเปน็ อนั มาก ของเจ้าประคุณ สมเด็จฯ จึงได้พร้อมใจกันบ�ำเพ็ญบุญ มีประการต่าง ๆ มีการให้ทานเป็นต้นแล้ว ขออุทิศถวาย สว่ นกุศลแดเ่ จา้ ประคณุ สมเดจ็ ฯ ด้วยน้ำ� ใจอันงาม ขอส่วนกุศลท่ีอุทิศถวายน้ี จงพลันเข้าไปส�ำเร็จเพื่อ ประโยชนเ์ กอื้ กลู แดเ่ จา้ ประคณุ สมเดจ็ ฯ ตลอดกาลนานเทอญ. พระมหาไมตรี ปุญฺามรินโฺ ท ป.ธ. ๙ รจนา 27
ประวัติ สมเดจ็ พระพุทธปาพจนบดี (จนิ ตฺ ากรเถร) เจ้าอาวาสวดั ราชบพิธสถติ มหาสีมาราม ยุคท่ี ๕ สมเดจ็ พระพทุ ธปาพจนบดี (จินตฺ ากรเถร) เกิดเม่ือวนั ท่ี ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๕๑ ตรงกับวันอังคาร ดิถีข้ึน ๑๑ ค่�ำ เดือน ๔ ปีวอก เวลา ๐๐.๓๐ น. เป็นบุตรของ รองอ�ำมาตย์ตรี ขนุ ศุภผลภาษี (สงวน สายเมอื ง) และนางแส สายเมือง มีนามเดมิ วา่ ทองเจอื สายเมอื ง ในวยั เยาว์ไดเ้ รยี น หนงั สอื กบั บิดาจนอา่ นออกเขยี นได้ ต่อมา ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดราชบพิธสถิต มหาสมี าราม เมือ่ วนั พธุ ท่ี ๒๔ พฤษภาคม พุทธศกั ราช ๒๔๖๗ โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จ พระสังฆราชเจ้า ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ และพระศาสนโศภน (ภา ภาณโก) เป็นพระศีลาจารย์ จากนั้นอุปสมบทเป็นภิกษุ เม่ือวันอาทิตย์ ที่ ๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๒ โดย มีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จ พระสังฆราชเจ้า ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ พระวินัยมุนี (แปลก
พทุ ธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที วุฑฺฒิาโณ) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระจุลคณิศร (จรัส สุตธโน) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับประทาน สมณฉายาว่า “จินฺตากโร” ได้ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบ ได้นกั ธรรมช้ันเอก เมอ่ื พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๖ และเปรยี ญธรรม ๖ ประโยค เมอ่ื พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๑ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดีได้เจริญในสมณศักด์ิ ตาม ลำ� ดบั ดังนี้ พุทธศักราช ๒๔๗๗ พระครูวิจิตรธรรมคุณ พระครู ฐานานุกรมในพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสงั ฆราชเจ้า ๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ พระราชาคณะช้ัน สามัญในราชทินนาม พระจนิ ดากรมนุ ี ๕ ธนั วาคม พุทธศักราช ๒๔๙๕ พระราชาคณะชนั้ ราช ในราชทนิ นามเดมิ ๕ ธนั วาคม พทุ ธศกั ราช ๒๔๙๘ พระราชาคณะชัน้ เทพ ในราชทนิ นามเดมิ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๐๑ พระราชาคณะช้ัน ธรรมในราชทินนาม พระธรรมจนิ ดาภรณ์ 30
ประวัติ สมเด็จพระพทุ ธปาพจนบดี (จนิ ตฺ ากรเถร) ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ พระราชาคณะเจ้าคณะ รอง ช้ันสัญญาบัตร ในราชทินนาม พระมหารัชชมังคลา จารย์ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๖ พระราชาคณะเจ้าคณะ รอง ชน้ั หิรัญบัฏ ในราชทินนาม พระพทุ ธพจนวราภรณ์ ๕ ธนั วาคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๓๒ สมเดจ็ พระราชาคณะ ช้นั สุพรรณบัฏ ในราชทินนาม สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี เมอื่ เจรญิ ในสมณคณุ ไดด้ ำ� รงตำ� แหนง่ ดา้ นงานปกครอง คณะสงฆ์ การศกึ ษา งานเผยแผ่ และงานสาธารณปู การ เปน็ อเนกประการ เช่น ด�ำรงต�ำแหน่งเลขาธิการคณะธรรมยุต สังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การเผยแผ่ กรรมการมหาเถร สมาคม ประธานกรรมการคณะธรรมยุต เจ้าคณะภาค ๑๔- ๑๕ (ธรรมยุต) เจ้าอาวาสวัดราชบพธิ สถิตมหาสีมาราม ยคุ ท่ี ๕ แม่กองงานพระธรรมทูต กรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย กรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลสงฆ์ กรรมการอ�ำนวยการจัด สร้างพุทธมณฑลฝ่ายสงฆ์ กรรมการพิจารณาปรับปรุงตลาด เฉลิมโลก กรรมการสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย ผู้ปฏิบัติหน้าท่ีแทนสมเด็จพระสังฆราช ขณะที่สมเด็จพระ สังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร เสด็จไปทรงปฏิบัติ 31
พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที พระกรณยี กจิ ณ ประเทศญปี่ นุ่ เปน็ ผอู้ ุปถัมภแ์ ละดำ� เนนิ การ กอ่ สรา้ งวัดเขาไกรลาศ อ�ำเภอหวั หิน จังหวดั ประจวบคีรขี นั ธ์ เป็นผู้บรรยายค�ำน�ำสวดมนต์แบบมคธทางสถานีวิทยุกระจาย เสียงแห่งประเทศไทย เป็นผู้แสดงพระธรรมเทศนาในวัน ธรรมสวนะ ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม แสดงธรรมบรรยายแก่พุทธศาสนิกชน และถวายพระธรรม เทศนาในพระราชพธิ ที รงบ�ำเพญ็ พระราชกุศล เปน็ ตน้ นอกจากน้ี ยังร่วมเป็นคณะสงฆ์ท�ำทัฬหีกรรมในการ ทรงผนวชพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๙ และยงั ไดร้ ว่ มเปน็ คณะสงฆใ์ นการทรงผนวชและทำ� ทฬั หกี รรม พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เม่ือพุทธศักราช ๒๕๒๑ ในฐานเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สมเด็จ พระพุทธปาพจนบดี เป็นผู้อ�ำนวยการให้มีการปฏิสังขรณ์ พุทธสถานในพระอารามให้งดงาม และได้รับภาระเป็น เจ้าส�ำนักเรียนวัดราชบพิธ มีนักเรียนในสังกัดส�ำนักเรียน สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค ถึง ๕ รูป ในจ�ำนวนน้ัน เป็นนาคหลวง ๒ รูป และมีการเปิดศูนย์ธรรมศึกษาพิเศษ เพมิ่ เตมิ อกี หลายแห่ง 32
ประวัติ สมเดจ็ พระพทุ ธปาพจนบดี (จนิ ฺตากรเถร) สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี เป็นผู้สนใจและเชี่ยวชาญ ในงานพุทธศิลป์ จนได้รับอาราธนาให้เป็นผู้บรรยายเก่ียวกับ งานพทุ ธศิลปห์ ลายครง้ั เช่น ปาฐกถา เร่อื ง “พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าฯ กับพุทธศิลป์” เป็นต้น รวมท้ัง มีผู้มาขอ คำ� วินจิ ฉยั เกย่ี วกับงานพทุ ธศลิ ป์อยบู่ อ่ ยครั้ง สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี ถึงมรณภาพเม่ือวันเสาร์ ท่ี ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑ สิริอายุ ๙๙ ปี พรรษา ๗๙ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลย เดชมหาราช บรมนาถบพติ ร ทรงพระกรณุ าโปรดพระราชทาน น�้ำหลวงสรงศพ และโกศไมส้ ิบสองเป็นเกยี รติยศประกอบศพ และทรงรับศพไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอด การน้ี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะทรงด�ำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราช ด�ำเนินไปในการพระราชทานน้�ำหลวงสรงศพ ณ อาคาร ภุชงค์ประทานวิทยาสิทธิ์ ๓ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบาท สมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงด�ำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จ พระราชด�ำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชทานเพลิงศพ เม่อื วันเสาร์ ที่ ๗ มนี าคม พุทธศกั ราช ๒๕๕๒ ณ เมรุหลวง หน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพ มหานคร 33
พทุ ธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที ปาฐกถาและธรรมบรรยายลางเร่ือง ของ สมเด็จพระพทุ ธปาพจนบดี (จนิ ฺตากรเถร)
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ ฯ กบั พทุ ธศิลป์* วนั นี้ ได้รบั อาราธนาใหม้ าแสดงปาฐกถาเรื่อง “พระบาท สมเด็จพระจอมเกลา้ ฯ กบั พุทธศลิ ป”์ ว่ามีความเกย่ี วขอ้ งกนั อย่างไร เป็นเรื่องที่น่าเทิดทูนพระเกียรติคุณในทางพุทธศิลป์ อย่างไร เรื่องที่จะพูดในวันน้ี ก่อนอื่นจะขอเท้าความไปถึงว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นอัจฉริยบุรุษ หรอื จะเรียกวา่ เป็น “เอกอคั รบุรุษรัตน์” ก็จะไมเ่ กนิ ความจรงิ ไป เพราะจะหาผู้เช่นนี้ได้ยากในสมัยที่ล่วงมาหรือในสมัย ปัจจุบนั ถ้าจะพรรณนาพระเกยี รติคุณของทา่ นแล้วกไ็ ม่สิน้ สดุ * ปาฐกถาแสดง ณ ตึกสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย ในวาระ ครบรอบ ๑๐๐ ปี นับแต่วันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช วันที่ ๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๑ เวลา ๑๓.๓๐ น. คร้ังด�ำรงสมณศักดิ์ เป็นที่ พระธรรมจินดาภรณ์
พทุ ธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที เพราะท่านเป็นต้นวงศ์ของคณะธรรมยุต ผู้ทรงร้ือฟื้นพระ พทุ ธศาสนา เหมอื นอนชุ นพรรณนาคณุ ของบรรพบรุ ษุ แหง่ ตน ย่อมร้สู ึกดมื่ ซาบซง้ึ ในจิตใจ พรรณนาพระคณุ ไม่สิน้ สดุ ฉะนั้น ดังนั้น นอกจากจะกล่าวพรรณนาในด้านพุทธศิลป์ อย่างเดียวแล้ว ใคร่จะขอย้อนเล่าพระราชประวัติโดยสังเขป ซึ่งท่านท้ังหลายอาจจะรู้กนั อยแู่ ลว้ แต่ขอเลา่ เปน็ การทบทวน ความจาํ ของทา่ น ถึงแม้ท่านทัง้ หลายจะทราบแลว้ กต็ าม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราช สมภพเมื่อปีชวด วันพฤหัสบดี ที่ ๑๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๓๔๗ ในรัชกาลท่ี ๑ ซ่งึ เสวยราชย์ตั้งแต่พทุ ธศกั ราช ๒๓๒๕ ถึงพทุ ธศกั ราช ๒๓๕๒ เปน็ เวลา ๒๗ ปี ซ่ึงในขณะน้ัน สมเดจ็ พระบรมชนกนาถ คือ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงด�ำรง พระยศเป็น สมเด็จพระเจา้ ลูกยาเธอ เจา้ ฟ้ากรมหลวงอศิ ร สุนทร ซ่ึงภายหลังได้รับสถาปนาเป็นมหาอุปราชในตอนปลาย รชั กาลท่ี ๑ ส่วนพระราชชนนีนนั้ ก็เปน็ สมเด็จเจา้ ฟ้าซงึ่ ตอ่ มา ได้รับสถาปนาเป็น กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ฯ เมอ่ื พระองค์มีพระชนมไ์ ด้ ๙ พรรษา ก็ไดท้ รงรับโสกนั ตแ์ ล้ว ก็ได้รับพระราชทานพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏ ว่า “สมเด็จเจ้าฟ้าชายมงกุฎ สมมุติเทวาวงศ์ พงศาอิศร กระษัตริย์ ขัตติยราชกุมาร” ทรงมีพระราชอนุชาท่ีร่วม พระราชชนนีเดียวกันองค์หนึ่งคือ “เจ้าฟ้าจุฑามณี” หรือท่ี 38
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ ฯ กบั พทุ ธศลิ ป์ เรียกกันภายหลังวา่ “กรมขุนอศิ เรศรังสรรค์” ภายหลงั ไดร้ บั สถาปนาเปน็ พระบาทสมเด็จพระปนิ่ เกลา้ เจ้าอยู่หวั ต�ำแหน่ง พระมหาอุปราชวังหน้า ในรัชกาลเดียวกันกับพระองค์ ใน รัชกาลน้ีมีพระเจ้าแผ่นดินสองพระองค์ เหมือนกับสมเด็จ พระนเรศวรมหาราชกับสมเด็จพระเอกาทศรถ สมัยกรุงศรี อยธุ ยา ฉะน้ัน เมื่อพระชนม์ ๑๘ พรรษา ทรงบรรพชาเป็นสามเณร ทรงศึกษาเล่าเรียนอักษรขอม ภาษาบาลี และสันสกฤต มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ส่วนขนบธรรมเนียมประเพณีและ มารยาทนั้น ได้รับการฝึกฝนในราชส�ำนัก จนกระท่ังเสด็จ ลาผนวชจากสามเณรเป็นเวลา ๗ เดือน แล้วจึงได้ใกล้ชิดกับ พระบรมชนกนาถ ท่านจึงทรงอบรมด้วยพระองค์เองอย่าง ใกล้ชิด ฉะน้ัน ท่านจึงทรงเชี่ยวชาญในอักษรศาสตร์ตั้งแต่ ทรงพระเยาว์ คร้ันเม่ือครบอุปสมบทในพุทธศักราช ๒๓๖๗ ก็ ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ มีพระฉายาในสมณเพศวา่ “วชริ าโณ” ก็เรียกกันว่า “พระวชิรญาณ” ทรงตั้งพระทัยที่จะทรงผนวช เพียงพรรษาเดียวตามพระราชประเพณี เพ่ือมีโอกาสศึกษา พระพุทธศาสนา แต่เผอิญเวลาล่วงมาเพียงสองสัปดาห์ เท่านั้น หลังจากทรงผนวชแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ หล้านภาลัย สมเด็จพระบรมชนกนาถ ก็เสด็จสวรรคตโดย ฉับพลัน ยังไม่ทันตั้งรัชทายาทซึ่งตามธรรมดาแล้วท่านเป็น 39
พทุ ธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที สมเด็จเจ้าฟ้าพระราชโอรสองค์ใหญ่ และมีพระราชชนนีเป็น องค์เอกอัครมเหสี น่าจะได้เป็นรัชทายาทสืบต่อราชสมบัติ แต่ก็เป็นเหตุบังเอิญ ไม่จะว่าเป็นอะไร บุญหรือกรรมหรือ วาสนาบารมีก็ได้ แต่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นบุญของประเทศ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ในภายหลัง เป็นเหตุให้ พระองค์ท่านได้ทรงผนวชอยู่ในสมณเพศถึง ๒๗ พรรษา เพราะราชสมบัตินั้น ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ได้ ประชุมกันถวายพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าฯ อันเป็น พระองค์เจ้า และเป็นพระเชษฐาธิราชต่างพระราชมารดา เพราะท่านมีพระชนม์มากกว่า และทรงว่าราชการหลายแผนก สมควรท่จี ะไดเ้ ป็นพระเจ้าแผ่นดิน เปน็ รชั กาลท่ี ๓ ตอ่ ไป แต่ถึงอย่างน้ัน ก็ไม่มีการแย่งราชสมบัติกันเหมือนดัง พระเจ้าแผ่นดินในสมัยกรุงศรีอยุธยา น้ีเป็นเรื่องท่ีนับว่าเป็น วาสนาของท้ังสองพระองค์ และพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้า เจ้าอยู่หัว ก็ทรงยกย่องพระองค์ คล้ายกับพระราชทาน ต�ำแหน่งมหาอุปราช เช่น ในเวลาท่ีโปรดให้สร้างวัดบวร นิเวศวิหารคู่กับวัดรังษีสุทธาวาส วังหน้าท่านยังสร้างยัง ไม่เสร็จ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ โปรดให้สร้างจน ส�ำเร็จ แล้วโปรดให้เชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ซ่ึง ในขณะนั้นยังทรงผนวชอยู่ ณ วัดราชาธิวาส แห่แหนอย่าง เดียวกันกับมหาอุปราช เสด็จมาครองวัดบวรนิเวศวิหารนี้ 40
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ ฯ กบั พทุ ธศิลป์ ซ่ึงเป็นส่วนหนึ่งของคณะธรรมยุตในเวลาต่อมา อันนี้นับว่า เป็นนิมิตอันดี ท่ีจะได้รับการยกย่องว่าทรงเป็นผู้ร้ือฟื้น พระพุทธศาสนากบั แก้ไขความเชื่อถือในสงิ่ ผดิ ๆ ตาม ๆ กนั มา โดยชอบดว้ ยเหตุ การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ มีเวลาผนวชอยู่ ถึง ๒๗ พรรษาน้ัน เป็นโอกาสให้ท่านได้ศึกษาอักขรสมัย หรืออักษรศาสตร์จนเช่ียวชาญ เป็นคนรู้ภาษาอังกฤษเป็น คนแรก ๆ ในประเทศไทย และทรงศึกษาวิทยาการแผนใหม่ เชน่ วทิ ยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ ภูมศิ าสตร์ กับ บาทหลวง*ท่ีอยู่ใกล้กับวัดราชาธิวาส และกับพวกมิชชันนารี อเมริกาท่ีเข้ามาสอนศาสนาคริสต์ในเวลาน้ัน จนได้รับการ ยกย่องว่าท่านเป็นผู้มีความรู้เช่ียวชาญในวิชาเหล่านั้นเป็น อยา่ งดี เพราะฉะนั้น ในเวลาท่ีทรงผนวชอยู่ ๒๗ พรรษา หรือ ๒๗ ปี นอกจากจะทรงศึกษาค้นคว้าในวิชาสมัยใหม่แล้ว พระองค์ยังไม่ทรงเชื่ออะไรงมงาย อย่างท่ีคนทั้งหลายใน เวลาน้ันเชื่อถือกัน และยังไม่มีใครสามารถท่ีจะแก้ไขคตินิยม อย่างน้ี ตัวอย่างเร่ืองสอนกรรมฐานว่า ทําไมจึงเป็นอย่างนี้ * ต่อมาได้รับแต่งต้ังเป็นสังฆราชปัลเลอกัวซ์ (Pallegoix) พ�ำนักอยู่ ณ วัดคอนเซปชญั สามเสน กรุงเทพมหานคร 41
พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที 42
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ กับพทุ ธศิลป์ ทําไมจึงเข้าใจอย่างน้ี ครูบาอาจารย์ก็บอกว่า ท่านได้เรียน มาอย่างน้ี ท่านไดส้ อนกันอย่างนี้ ในตาํ ราท่านก็ว่าไดส้ อนไว้ อย่างน้ี เมื่อพระองค์สอบสวนค้นคว้าข้ึนมา ก็หาท่ีมาไม่ได้ เชื่อตามกันไปในด้านอภินิหาร หรือในทางที่ไม่ชอบด้วย เหตุผล เปน็ เหตใุ หพ้ ระองคต์ อ้ งมาประทับอยู่ ณ วดั มหาธาตุ เพ่ือศึกษาบาลี จะได้ค้นคว้าและแปลตํารับตํารา หรือ พระไตรปิฎกได้ จะได้ไม่ต้องคอยตามเชื่อครูบาอาจารย์ที่ ท่านบอกผิดบ้างถูกบ้าง จนกระท่ังสามารถมีความรู้แปล พระไตรปฎิ กไดอ้ ย่างทพี่ ระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา้ ฯ โปรดให้ แปลในท่ีประชุมพระเถรานุเถระ จนกระท่ังได้เป็นเปรียญ ๕ ประโยค พระองค์อาจท่ีจะแปลรวดเดียว ๙ ประโยคก็ได้ แต่ เกิดเหตุเสียก่อน เพราะมีพระกรรมการท่านหนึ่งกล่าวขึ้นว่า “น่ีจะปล่อยกันไปถึงไหน” พระองค์จึงประกาศว่า การที่ พระองค์มาแปลน้ี หาได้ต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ หรือ ต้องการท่ีจะประกาศให้คนท้ังหลายทราบว่าฉันมีความ สามารถอย่างนั้นอย่างน้ีไม่ แต่เพื่อสนองพระราชประสงค์ ของพระเจ้าแผ่นดินที่รับส่ังให้มาแปลเท่านั้น แล้วท่านก็ทรง เลกิ ไมแ่ ปลต่อไป ต่อมาท่านกรรมการรูปน้ัน รู้สึกสํานึกโทษผิดของตน และเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ น้ัน นอกจากจะ ไม่ทรงผูกอาฆาตพยาบาทท่านแล้ว ยังทรงยกย่องไว้ใน 43
พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที ต�ำแหน่งสูงอีกด้วย น่ีเป็นพระอัธยาศัยอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งท่าน เหล่านั้น ไม่รู้จักต้ืนลึกหนาบาง หลังจากเสด็จขึ้นเสวยราชย์ แล้ว พระองค์ก็ทรงยกย่องทา่ นผู้นน้ั ให้เปน็ ทพี่ ระพุทธโฆษา จารย์ ต่อมาได้เลื่อนเป็นท่ี “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์*” ทา่ นเหน็ ว่าพระจอมเกลา้ ฯ ทรงเปน็ ผไู้ มม่ คี วามอาฆาตพยาบาท เช่นน้ัน จึงแต่งคาถาสดุดีพระคุณ “ยํ ยํ เทวมนุสฺสานํ” เป็นต้น ซึ่งเป็นคาถาท่ีใช้สวดในราชการต่อจากสวดมนต์ใน พระราชพิธีต่าง ๆ พึ่งจะเลิกใช้หลังจากเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง แต่ก็ไม่ได้เลิกเสียทีเดียว ยังมีใช้อยู่บ้างในบางพิธี เม่ือแปลออกเป็นภาษาไทยก็จะได้ใจความว่า “พระเจ้าแผ่นดิน ทป่ี กครองประชาชนพระองคน์ ี้ ปกครองอยา่ งบดิ าปกครอง บุตร ไม่ใช่พระเดชและอาญาส�ำหรับให้เกรงกลัว แต่อ้าง พระคุณเหมอื นพอ่ ปกครองลูก ฉะนัน้ ” ด้วยพระราชอัธยาศัย ไม่มีความอาฆาตพยาบาทใคร นี่เอง ท�ำให้พระองค์ทรงผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ มาได้ แม้ ในการประดิษฐานคณะธรรมยุต ที่มีข้ึนในเวลาน้ัน กว่าจะ เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้และแพร่หลายอย่างทุกวันนี้ ต้องทรง อดทนตอ่ การแสดงความไมช่ อบ และการคดั ค้านของเจ้านาย บางพระองค์และพระสงฆ์เป็นอันมาก รวมท้ังประชาชน * สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์ (ฉมิ ) วัดโมลีโลกยาราม กรุงเทพมหานคร ผู้รจนาคาถาสดุดี ทช่ี ื่อวา่ “สขุ าภยิ าจนคาถา” 44
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าฯ กับพุทธศิลป์ บางกลุ่มดว้ ย แตท่ ่านก็ทรงสามารถฟนั ฝา่ อุปสรรคมาได้ ข้อนี้ นับว่าเป็นนิมิตอันดีและอาศัยท่ีพระองค์มีพระราชอัธยาศัย สงู สง่ เปน็ เอกอคั รบุรุษรตั น์ดงั กลา่ วแล้ว เม่ือท่านว่างจากการศึกษาแล้ว ก็ได้ทรงเป็นครูแนะนํา สั่งสอนภาษาบาลี และทรงแสดงธรรมด้วยพระองค์เอง และ โปรดการแสดงโดยปฏิภาณ ไม่โปรดสอนคนด้วยการอ่าน ตําราหรือการเทศนาตามคัมภีร์ คือเอาคัมภีร์มาอ่านให้ฟัง พระองค์ทรงจ�ำหัวข้อปาฐะต่าง ๆ และทรงเทศนาปฏิภาณ ด้วยพระสติปัญญาอันสามารถของพระองค์เอง และไม่โปรด ให้พระองค์อ่ืน ๆ ท่ีเป็นศิษยานุศิษย์ของพระองค์ท่านอ่าน คัมภีร์ให้ทายกทายิกาฟัง อย่างท่ีนิยมกันในสมัยน้ันตลอดจน ถงึ บัดนี้ อันนี้ เป็นการแสดงถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ แต่ก็เป็นความไม่ดีบางประการ คือไม่มีส�ำเนาเป็นมรดก ตกทอดจากสาํ นวนเทศนน์ ัน้ ๆ เพราะแสดงแลว้ ก็หายไป ไม่มี การอัดเทปอย่างที่มีอยู่ในสมัยน้ี มิฉะน้ันแล้วเราจะได้ฟัง สํานวนโวหารของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ยังทรงผนวชอยู่ เพราะมีเป็นอันมาก ท่ีมีเหลืออยู่บ้าง ก็คือ คาถาบูชาพระรัตนตรัยท่ีเรียกว่า “รัตนกถา” ซ่ึงมี ผูจ้ ดและบนั ทกึ ไว้ นอกนัน้ กห็ ายตกหล่นไป 45
พุทธปาพจนบดี : พทุ ธปาพจนวาที ในระหว่างท่ีทรงผนวชอยู่ ทรงเป็นพระคณาจารย์ดูท้ัง บาลี อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา สอบสวนเรื่องสีมาจนถึงทรง พระราชนิพนธ์เป็นภาษาบาลี ส่งไปประเทศลังกา พระเถระ ในลังกาทูลสรรเสริญพระปรีชาสามารถ และได้ทรงพระราช นิพนธ์คาถาต่าง ๆ ตลอดถึงทรงวางระเบียบวิธีการไหว้พระ สวดมนต์เช้า-เย็น พิธีวิสาขบูชา มาฆบูชาเหล่านี้ ก็ล้วนมีขึ้น ในสมัยพระองค์ท่าน ทรงวางแบบการบรรพชาอุปสมบท ซ่ึง ทรงเห็นว่าถูกต้อง ต่อมาคณะสงฆ์เห็นดีเห็นงาม ประพฤติ ตามกันไปและเอาแบบอย่างไปใช้ แต่กลับยกย่องว่า นี่เป็น แบบเป็นตําราของวัดน้ันวัดนี้ ส�ำนักน้ันส�ำนักน้ี ซ่ึงล้วนแต่ เป็นระเบียบวิธีท่ีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรื้อฟื้นขึ้น และได้ทรงพระราชนิพนธ์และสนับสนุน ให้ แพร่หลาย บางท่านก็กลับไปพูดว่า ของส�ำนักวัดโน้นวัดนี้ ซึ่งเป็นของเก่าท่ีมีมาแต่โบราณ เพราะท่านไม่ได้สนใจใน ประวัติศาสตร์และโบราณคดี ก็เลยเชื่อกันว่าอันน้ีเป็น ของเก่าท่ีถือกันมานานแล้ว บางแห่งพิมพ์ประกาศว่า ของ ส�ำนักวัดน้ันวัดนี้ ซ่ึงที่แท้แล้วเป็นผลงานอันเกิดข้ึนจาก พระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทัง้ สน้ิ 46
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ ฯ กบั พุทธศลิ ป์ ขอ้ น้ี ทา่ นเจา้ คุณพระเทพกวี* เลขาธกิ ารสภาการศึกษา มหามกุฎราชวิทยาลัย ได้รวบรวมจัดพิมพ์ข้ึนเน่ืองในโอกาส ครบรอบร้อยปี นับแต่วันสวรรคตของพระบาทสมเด็จ พระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั พระองค์สวรรคต พุทธศักราช ๒๔๑๑ ถึง พุทธศักราช ๒๕๑๑ ก็ครบร้อยปีบริบูรณ์ ท่านอาจจะค้น ดไู ดว้ ่า มีอะไรบ้างในหนังสอื นน้ั ๆ นอกจากน้ี พระองค์ยังเท่ียวจาริกอย่างพระธุดงค์ มี กลด มีบริขารจําเป็น และฉันหนเดียว เดินอย่างพระธุดงค์ ไม่ข้ึนรถ อย่างที่เรียกว่า “พระเดินธุดงค์” ไม่ได้เสด็จไป อยา่ งเจ้าฟ้าหรอื พระราชโอรส แตเ่ ป็นการไปอยา่ งพระธรรมดา ไม่มีอะไรที่เป็นเครื่องแสดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ แต่ไป อย่างพระภิกษุสงฆ์ถือธุดงควัตร เสด็จไปยังเมืองร้าง ๆ เช่น นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ซ่ึงเป็น เมืองที่ยังไม่เจริญแพร่หลาย มีการคมนาคมอย่างบัดน้ี ตลอดจนถึงภาคเหนือ ภาคอีสาน สวรรคโลก สุโขทัย กําแพงเพชร นครสวรรคเ์ หลา่ น้ี ทรงเท่ยี วอยา่ งชำ�่ ชอง อันนี้ เป็นการท�ำพระองค์ให้ใกล้ชิด หรือทรงคลุกคลีกับประชาชน * ภายหลังได้รับการพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระ ราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ที่ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (กนฺตาจารเถร) วัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร 47
พุทธปาพจนบดี : พุทธปาพจนวาที ได้ถือโอกาสน้ันแนะนําส่ังสอนให้เขาเลิกลัทธิเชื่องมงาย เช่ืออภินิหาร เชื่อข่าวเล่าลือ เช่ือตามอาจารย์ เช่ือคติเก่า ๆ ท่ีสืบกันมาโดยไร้เหตุผล เป็นเหตุให้พระองค์รู้สารทุกข์สุกดิบ ความทุกข์ ความสุข สะดวกสบาย ชีวิตการเป็นอยู่ ความ ขัดข้องของประชาชนราษฎรในท้องถ่ินต่าง ๆ ในภูมิประเทศ เหล่าน้ันเป็นอย่างไร ซึ่งยากท่ีเจ้านายและพระเจ้าแผ่นดิน อ่ืน ๆ จะท�ำได้อย่างพระองค์ เพราะไม่เป็นโอกาสและสมัยท่ี จะทำ� ได้ แม้จนกระท่งั บัดนี้ แต่พระองคไ์ ปอย่างพระธรรมดา สามัญ จึงได้มีโอกาสได้รู้ได้เห็นความจริง มิใช่ผักชีโรยหน้า เหมือนอย่างท่ีเขาไปตรวจการคณะสงฆ์ หรือตรวจการฝ่าย บา้ นเมอื ง อย่างทท่ี �ำอยู่ในบัดนี้ 48
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204