ปญั หาทางสังคม 149 ประพฤตเิ คยชนิ เปน็ ปกตนิ สิ ยั มวี นิ ยั เปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ย ใหเ้ กดิ ความรคู้ วามสามารถมคี ณุ ภาพจติ หรอื คณุ ธรรม มปี ญั ญาความรเู้ ขา้ ใจสงิ่ ตา่ ง ๆ ทงั้ หลายตามความเปน็ จรงิ มเี หตผุ ล เปน็ การปรงุ แตง่ สรา้ งสรรค์ ชวี ติ ใหม้ คี ณุ ภาพ บคุ ลกิ ภาพ คณุ คา่ และความหมาย เปน็ การปรงั ปรงุ ภายในเตรยี มความพรอ้ มเพอื่ การ เปน็ อยเู่ ปน็ ไปอยา่ งถกู ตอ้ งเปน็ สขุ ไรป้ ญั หา เปน็ การปรบั เตรยี มพรอ้ มภายในไปหาภายนอก ปรบั เตรยี ม พรอ้ มจิตใจไปสสู่ ังคมสง่ิ แวดลอ้ ม สงั คมสง่ิ แวดล้อมจะเป็นอยา่ งไรหรือมปี ัญหาอยา่ งไร กไ็ ม่เป็นปัญหา เพราะเราสามารถท�าใจได้ ได้จัดการปรับเตรียมพร้อมจิตใจเอาไว้แล้ว ข้างนอกมีปัญหาสับสนวุ่นวาย แต่ภายในกลับสุขไร้ปัญหา อันเป็นแบบลักษณะจัดการแก้ไขภายในให้ดีพร้อมสมบูรณ์แบบ มีความ สา� คญั จ�าเป็นกบั มนุษยท์ กุ คน ๒. กันและแก้ภายนอกหรือสังคมส่ิงแวดล้อม ต้องพยายามท�าปรับปรุงแก้ไขพัฒนา เปลยี่ นแปลงสงั คมสงิ่ แวดล้อมอนั เปน็ เหตปุ ัจจัยภายนอก ทีเ่ ขา้ ไปเกีย่ วขอ้ งสมั พันธก์ ับการด�าเนนิ ชวี ติ ในแตล่ ะวัน ใหม้ ีสภาพทดี่ นี า่ อย่อู าศยั ไม่เปน็ พิษภยั อนั ตรายตอ่ การด�าเนินชีวิต สามารถด�าเนินชีวิตได้ สะดวกราบรื่น เป็นการรู้เข้าใจและยอมรับความจริงสิ่งแวดล้อม ให้ประสานกลมกลืนเป็นประโยชน์ สมดุลพอเพียง ประพฤติปฏิบัติสอดคล้องสัมพันธ์กันอย่างมีเหตุผลต่อเนื่อง นอกจากมีความรู้ ความสามารถและมีหนา้ ที่การงานอาชพี สจุ ริตแล้ว ต้องอดทนขยนั หมนั่ เพยี รในการทา� งานหาเลย้ี งชีพ รับผิดชอบหน้าที่ทางสังคมเต็มก�าลังความสามารถให้ดีพร้อมสมบูรณ์ พยายามต่อสู้เต็มที่เต็มก�าลัง ความสามารถ หากไม่สู้ชีวิต ก็คือแพ้อย่างเดียว ชีวิตที่ไม่มีการต่อสู้ เป็นชีวิตท่ีแย่อ่อนแอ ชีวิตท่ีไม่มี อุปสรรคปญั หา เปน็ ชวี ติ ที่ไม่อดทนเขม้ แขง็ ชีวิตทีไ่ มท่ �างาน เปน็ ชวี ติ ทีไ่ มม่ ีคุณค่าความหมาย การงาน ท่ีราบรื่นไม่มีอุปสรรคปัญหา เป็นการงานท่ีไม่มั่นคงปลอดภัย การต่อสู้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งหรือ เปน็ หนา้ ทสี่ า� คญั ของมนษุ ยท์ งั้ หลาย เพราะฉะนนั้ ขอจงยนิ ดพี งึ พอใจในการตอ่ สชู้ วี ติ อปุ สรรคทงั้ หลาย เพื่อปอ้ งกนั แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทั้งหลาย เปน็ การสรา้ งสรรคพ์ ัฒนาชวี ติ ใหม้ ีคุณภาพคณุ ค่าความหมาย สรา้ งความถกู ตอ้ งดงี าม ความเปน็ เอกภาพสมั พนั ธม์ นั่ คง เปน็ ประโยชนส์ ขุ เกอื้ กลู ทา� ใหป้ ญั หาลดนอ้ ย หมดหายไป เป็นการด�าเนนิ ชวี ติ ดีงามประเสรฐิ ไร้ปญั หาไดอ้ ย่างแทจ้ ริง เพราะความจริงเป็นอย่างนี้ มีท้ังข้างในและนอก มีอยู่อย่างนั้น บางเรื่องบางคร้ังบางเวลา ตอ้ งจดั การปอ้ งกนั แกไ้ ขภายใน ปรบั ภายในไปสภู่ ายนอก แตบ่ างเรอ่ื งบางครง้ั บางเวลา ตอ้ งกนั และแก้ ภายนอก ปรับภายนอกไปหาภายใน หากไม่สามารถจัดการปอ้ งกนั แกไ้ ขได้ บางเร่ืองบางคร้งั บางเวลา ต้องจัดการป้องกันแก้ไขทั้งภายในและนอกไปพร้อม ๆ กัน ให้ถูกต้องเหมาะสม ให้มีเหตุผลสมดุล พอเพียง จึงจะสามารถป้องกันแก้ไขปัญหาทั้งหลายได้ เป็นความจริงมีเหตุผลท่ีสามารถคิดรู้เข้าใจได้ เป็นการสอนแบบองค์รวม มองส่ิงทั้งหลายเกิดขึ้นเป็นไปอย่างสัมพันธ์กันมีเหตุผลพอดี จึงเกิดความ สมดุลและบรู ณาการในการกนั แก้ปัญหาทง้ั หลาย
150 สังคมวิทยาเบ้ืองต้น การป้องกันแก้ไขปัญหาแบบพุทธ ชวี ิตทางสังคมเตม็ ไปดว้ ยปัญหา ปญั หาตัวเอง ปญั หาของคนอืน่ พอ่ แม่ สามภี รรยา ญาติมติ ร เพ่อื นฝงู บตุ รหลาน เพ่ือนรว่ มงาน เด็กและเยาวชน เป็นต้น ตลอดเสน้ ทางของชีวติ ตง้ั แตเ่ กิดจนตาย มปี ญั หาแทรกซมึ เจอื ปนเกดิ ขน้ึ อยตู่ ลอดเวลา ปญั หาทกุ ปญั หามสี าเหตุ มใิ ชเ่ กดิ จากสาเหตใุ ดสาเหตหุ นงึ่ หากแตเ่ กดิ จากสาเหตตุ า่ ง ๆ หลายสาเหตุ ทอี่ งิ อาศยั โยงใยสมั พนั ธก์ นั เกดิ ขนึ้ ในการศกึ ษาปญั หาสงั คม นกั สงั คมวทิ ยาทงั้ หลายพยายามคดิ คน้ หาแนวทางแกก้ นั และดบั ปญั หาตา่ ง ๆ ทง้ั หลาย เชน่ ปญั หาชวี ติ ศีลธรรมจริยธรรม ครอบครัว การศึกษา เศรษฐกิจ ความยากจน เด็กและเยาวชน โสเภณี คอรัปชั่น เป็นต้น ส่วนมากมุ่งไปที่เหตุปัจจัยภายนอกหรือสภาพแวดล้อมทางสังคม กันและแก้จากเหตุปัจจัย ภายนอกมาส่ภู ายใน เพื่อปอ้ งกนั แก้ไขเปลีย่ นแปลงและก�าจดั ปญั หาเหล่าน้นั ตามทัศนะของพระพุทธศาสนา “ปัญหาทุกปัญหาเกิดแต่เหตุ ถ้าจะแก้และดับปัญหา ตอ้ งแกแ้ ละดบั ทเี่ หตแุ หง่ ปญั หานนั้ ” พระพทุ ธศาสนามองเหน็ ความจรงิ ของสงั คมโลก จะมปี ญั หาหรอื ไม่เป็นปัญหาขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย สอนให้แก้และดับปัญหาที่เหตุด้วยปัญญาการกระท�าของมนุษย์เอง ใหป้ อ้ งกนั และแกไ้ ขปญั หาตามเหตแุ ละผล ทงั้ ภายใน (รา่ งกายและจติ ใจ) และภายนอก (สภาพแวดลอ้ ม ทางสังคม) แก้กันและดับให้ถูกจุดตรงประเด็น จุดส�าคัญในการแก้ปัญหาตามความเป็นจริงมีเหตุผล (อรยิ สัจ ๔) ดงั ตอ่ ไปนี้ ๑. ต้องศกึ ษาคน้ หาตวั ปัญหาให้ได้ (ทุกข์) ๒. สาเหตุแหง่ ปัญหาหรือทมี่ าของปญั หา (สมทุ ยั ) ๓. ต้องแกแ้ ละดับปญั หาให้ไดใ้ หส้ า� เรจ็ (นโิ รธ) ๔. วิธีการทจี่ ะแก้และดับ (มรรค) เป็นหลักความจริงสิ่งสากลในการแก้และดับปัญหาทั้งหลาย โดยเริ่มต้นที่ตัวปัญหา ศึกษา คน้ ควา้ เขา้ ใจปญั หาใหล้ ะเอยี ดถอ่ งแท้ แลว้ สบื คน้ หาสาเหตปุ ญั หาเพอื่ ทจ่ี ะแกแ้ ละดบั ในขณะเดยี วกนั ต้องก�าหนดเป้าหมายให้แจ่มแจ้งชัดเจน จะท�าอะไรต้องมีจุดหมายที่แน่นอน ที่ไหนอย่างไรเป็นไปได้ หรอื ไม่ เมอื่ มจี ดุ หมายแนช่ ดั ความตงั้ ใจทแี่ นว่ แน่ แลว้ คดิ หาแนวทางแกแ้ ละดบั เหตแุ หง่ ปญั หา เพอื่ การ บรรลุเป้าหมายท่ีต้ังใจก�าหนดเอาไว้ นักสังคมวิทยาส่วนใหญ่สนใจแก้และดับปัญหาที่เหตุภายนอก เป็นการแก้และป้องกันที่ปลายเหตุ ไม่ถูกจุดและไม่สมบูรณ์ พระพุทธศาสนาต้องแก้และดับที่ต้นเหตุ แห่งปัญหา ไม่ว่าภายในหรือภายนอก ต้องศึกษาวิเคราะห์ค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา แก้ให้ถูก จุดตรงประเด็น ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากตัวมนุษย์เอง มนุษย์เป็นผู้สร้างทา� ไม่ใช่เทพพระเจ้าหรือ
ปญั หาทางสงั คม 151 พระพรหมเป็นผู้สร้างก�าหนดลิขิตบันดาล ไม่ใช่แก้และกันด้วยการอ้อนวอนวิงวอนต่อเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธศาสนาสอนต้องแก้และดับปัญหาท่ีต้นเหตุด้วยตัวมนุษย์หรือปัญญา เพียรท�า พยายามอย่างมีเหตุผลถูกต้องต่อเนื่องพอเพียง กล่าวโดยท่ัวไป พระพุทธศาสนาสอนเน้นแก้ปัญหาท่ี เหตภุ ายในดว้ ยปญั ญาเปน็ สา� คญั โดยมองเหน็ ปญั หาสว่ นมากมาจากธรรมชาตภิ ายใน (จติ ใจ) ของมนษุ ย์ ไม่ว่าชนชั้นไหนเช้ือชาติไหนหรือนับถือศาสนาอะไร ล้วนมีธรรมชาติของมนุษย์เหมือนกัน มีลักษณะ ทางจิตไม่แตกต่างกัน กล่าวคือ มีความโง่ไม่รู้จริง (อวิชชา) มีความกระหายอยากต้องการ (ตัณหา) มีความยึดม่ันถือม่ันว่าตัวกูของกู (อุปาทาน) มีความโลภ โกรธ หลง รักสุขเกลียดทุกข์ เป็นต้น เหมือนกัน ต้องแก้และกันด้วยการฝึกฝนอบรมพัฒนาให้ดีพร้อมสมบูรณ์เพียงพอ เป็นการจัดระเบียบ พฤติกรรมการกระท�าที่จะด�าเนินเป็นไปด้วยดีในสังคม กระบวนการศึกษาเรียนรู้ฝึกฝนอบรมพัฒนา เป็นกระบวนปรุงแต่งสร้างสรรค์ชีวิตให้ดีมีคุณภาพ เป็นตัวก�าหนดเข็มทิศชี้น�าทิศทางเป็นไป เป็นตัว แกนส�าคัญในกระบวนการแสดงพฤติกรรมการกระท�าทางสังคม จะแก้และกันปัญหาต้องเริ่มแก้ ทตี่ วั บคุ คลเปน็ สา� คญั แตถ่ งึ อยา่ งไร พระพทุ ธศาสนากไ็ มล่ ะเลยการแกป้ ญั หาทเี่ หตภุ ายนอกหรอื สาเหตุ ทางสังคม ที่เก่ียวข้องสัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์ สอนไม่ให้ก่อปัญหาสร้างความเดือดร้อนในสังคม เช่น สอนไม่ให้ฆ่า ท�าร้าย เบียดเบียน ลักขโมยถือเอาส่ิงของของคนอ่ืน ไม่ให้พูดเท็จค�าหยาบโกหก หลอกลวง สอนใหม้ คี วามเมตตากรณุ า เออื้ อาทรชว่ ยเหลอื เสยี สละแบง่ บนั เปน็ หลกั ศลี ธรรมจรยิ ธรรม ความประพฤตเิ กย่ี วขอ้ งสมั พนั ธอ์ นั ดรี ะหวา่ งกนั ทางสงั คม เพอื่ ความเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ยถกู ตอ้ งดงี าม ทางสังคม เพื่อประโยชน์สุขเก้ือกูล ความสัมพันธ์มั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าสืบต่อไป เพ่ือแก้กันและดับปัญหาท้ังหลาย กลา่ วโดยยอ่ พระพทุ ธศาสนามหี ลกั ปฏบิ ตั เิ พอ่ื แกแ้ ละดบั ปญั หาอยู่ ๓ ประการ (สกิ ขา หรอื ไตรสกิ ขา ๓) ดงั น้ี ๑. ศีล (พฤติกรรม, Behavioral processes) ก็คือหลักความประพฤติสุจริตทางกายและ วาจา หลกั ฝกึ ฝนอบรมพฒั นามนษุ ยใ์ หม้ ศี ลี ระเบยี บวนิ ยั มพี ฤตกิ รรมเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ยใหเ้ กดิ ความ เคยชิน เป็นการจัดระเบียบชีวิตให้สอดคล้องสัมพันธ์กับปัจจัยภายนอกหรือสภาพแวดล้อมทางสังคม เพื่อการอยูร่ ่วมกันและด�าเนินชวี ติ ทดี่ ีงามไร้ปญั หา เป็นหลักแก้และกันปัญหาเบ้อื งต้น ๒. สมาธิ (คณุ ธรรม, Mental processes) เปน็ การฝกึ จติ ใหม้ สี มรรถภาพและคณุ ภาพจติ ทดี่ ี ให้จิตมีคุณธรรมความอดทน เข้มแข็ง แน่วแน่ ม่ันคง สะอาด สว่าง สงบ ปราศจากส่ิงรบกวนเคร่ือง เศรา้ หมอง พรอ้ มที่จะท�างานตา่ ง ๆ อยา่ งไรก้ ังวลปญั หา ๓. ปัญญา (ความรู้เข้าใจจริง, Wisdom) เป็นหลักฝึกฝนอบรมพัฒนามนุษย์ให้เกิดความรู้ ความเขา้ ใจสง่ิ ตา่ ง ๆ ทงั้ หลายตามความเปน็ จรงิ รจู้ กั คดิ ไตรต่ รองตรวจสอบ วเิ คราะหแ์ ยกแยะมเี หตผุ ล เป็นความรู้ท่ีถูกต้องไม่บิดเบือนไม่มีกิเลสตัณหามาครอบง�า รู้เท่าทันข้อเท็จจริงความเป็นไปและการ เปลี่ยนแปลงของชีวิตสังคมโลก คิดพิจารณาแก้ไขป้องกันปัญหาต่าง ๆ ทัง้ หลายอย่างมีเหตผุ ลถูกตอ้ ง
152 สงั คมวทิ ยาเบือ้ งตน้ แมน่ ยา� เปน็ หลกั สา� คญั ของการดา� เนนิ ชวี ติ ทด่ี งี ามในสงั คมมนษุ ย์ เปน็ หลกั ปอ้ งกนั แกไ้ ขและดบั ปญั หา ตา่ ง ๆ ท้ังหลาย ให้ปลอดภัยปราศจากปญั หาไรท้ กุ ขก์ ังวลใจในชีวติ ทางสังคม เพื่อความรู้เข้าใจการแก้ไขป้องกันปัญหาทั้งหลายในทัศนะของพระพุทธศาสนา จึงขอยก ตัวอย่าง เรื่องการศึกษาเล่าเรียน นักเรียนบางคนสอบตกหรือสอบได้คะแนนไม่ดี น้อยใจไม่สบายใจ กระวนกระวายใจกลมุ้ ใจทกุ ขใ์ จ เมอื่ สอบไมไ่ ดต้ ามความอยากตอ้ งการ กผ็ ดิ หวงั เสยี ใจ เมอ่ื ผดิ หวงั เสยี ใจ ก็หาทางออกแก้ไขปญั หา เมือ่ หาทางออกแก้ไขไมไ่ ด้ ก็ลงเอยดว้ ยการฆา่ ตวั ตาย ความตาย คือการจบ ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งของปญั หา การคดิ แกแ้ ละดบั ปญั หาอยา่ งนผี้ ดิ ไมถ่ กู จดุ ไมต่ รงเปา้ หมาย พระพทุ ธศาสนา สอนวา่ ปัญหาทกุ ปญั หามาจากเหตุควรรูเ้ ทา่ ทันทา� ความเขา้ ใจถงึ สาเหตทุ แ่ี ท้จรงิ ของปัญหา อะไรเปน็ สาเหตแุ หง่ ปญั หาทา� ใหส้ อบตก ความเกยี จครา้ นไมใ่ สใ่ จในการเรยี น ไมม่ เี วลาดหู นงั สอื พอเพยี ง สขุ ภาพ ไมด่ ไี มเ่ ออื้ อา� นวยในการศกึ ษาเลา่ เรยี น เราทา� เหตดุ พี อเพยี งถงึ ทหี่ รอื ยงั ทา� เหตดุ ผี ลกอ็ อกมาดี ทา� เหตุ ไม่ดีผลก็ออกมาไม่ดี การสอบได้สอบตกเป็นไปตามเหตุปัจจัย แก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามเหตุ ปจั จยั และกาลเวลา ใหค้ ดิ ทบทวนไปทตี่ น้ เหตขุ องปญั หา หรอื สาเหตทุ เ่ี ราสอบตก แลว้ แกแ้ ละดบั ทเ่ี หตุ แหง่ ปญั หานน้ั ไมใ่ ชแ่ กป้ ญั หาดว้ ยการฆา่ ตวั ตาย เปน็ การแกป้ ญั หาผดิ ไมถ่ กู จดุ ตรงประเดน็ เปน็ การแก้ ปัญหาที่ปลายเหตุ นอกจากเปน็ การแกป้ ญั หาไม่ถูกตอ้ งแลว้ ยังเปน็ การสร้างปัญหาใหย้ ุ่งยากซบั ซอ้ น ข้นึ ไปอีก กล่าวคอื ก่อปัญหาสร้างความเดอื ดร้อนแก่คนทีอ่ ยรู่ อบขา้ งตัวเอง ส่วนเร่ืองความรัก ความรักเป็นส่ิงท่ีดีงามมีคุณค่าความหมายต่อทุก ๆ คน หากมีเหตุผลถูก ตอ้ งเพยี งพอ ความรกั ควรมเี หตผุ ลอยเู่ หนอื อารมณ์ หนมุ่ สาวเวลามคี วามรกั หากสมหวงั ราบรน่ื ดอู ะไร ต่อมิอะไร ก็สดสวยสดใสไปหมด แต่ถ้าผิดหวัง ดูอะไรต่อมิอะไรก็มืดมนไปทุกทิศทุกทาง เมื่อผิดหวัง พลดั พรากจากสง่ิ ทีต่ นรักหรือรกั ไมส่ มหวังดงั ต้งั ใจ ก็เป็นปญั หาผดิ หวงั เสียใจ แลว้ มกั แก้ไขหาทางออก ตัดสินปัญหาด้วยวิธีการรุนแรง โดยการทุบตีฆ่าท�าร้ายร่างกาย แก้ปัญหาด้วยอารมณ์โกรธอาฆาต พยาบาท ท�าให้เกิดความเสียหายทางร่างกายและทรัพย์สิน เป็นการแก้ปัญหาผิดไม่ถูกจุด นอกจาก ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องแล้วยังเป็นการเพิ่มปัญหา ท่ีท�าให้เกิดความเสียหายและสูญเสียตามมา เราควรก�าหนดรู้ควรรู้เท่าทันถึงความจริงของสาเหตุปัญหา ความรักเป็นกิเลสอารมณ์ความรู้สึกอย่าง หน่ึงท่ีเกิดข้ึนตามธรรมดาหรือธรรมชาติ เกิดข้ึนเป็นไปตามเหตุปัจจัย ควรรู้เท่าทันเข้าใจอารมณ์ ความรกั ควรรเู้ ขา้ ใจรกั กนั อยา่ งมเี หตผุ ลประมาณขอบเขต ควรรกั ใหเ้ ปน็ รกั ไมเ่ ปน็ กเ็ ปน็ ปญั หา ควรรกั กันโดยท�าให้เราและผู้ท่ีเรารักก้าวเดินไปด้วยกันอย่างมีความสุขและมั่นคง หากจะแก้และดับต้องแก้ และดับท่ีสาเหตุแห่งปัญหา คือความรักใคร่หลงใหลยึดติดในกามคุณหรืออารมณ์รัก ไม่ใช่แก้และดับ โดยการฆ่าท�าลายกัน การแก้ปัญหาในลักษณะน่ีส่วนใหญ่มาจากอารมณ์ความรู้สึกไร้เหตุผล ต้องแก้ และดบั ทคี่ วามรกั ใครห่ ลงใหล จงึ จะเปน็ การแกป้ ญั หาทถ่ี กู ตอ้ งตรงประเดน็ ทสี่ ดุ เพราะปญั หาทงั้ หลาย มหี ลายรปู แบบประเภทและหลายระดบั ต้องรเู้ ขา้ ใจความจรงิ มีเหตุผล แล้วป้องกนั แก้ไขไปตามล�าดบั ขนั้ ตอนนนั้ จึงจะเกดิ ความถกู ตอ้ งดงี ามตามมา
ปญั หาทางสังคม 153 แนวคดิ ทฤษฎตี อ่ ปญั หาสังคม แนวคิดทฤษฎีเก่ียวกับปัญหาสังคม (Theoretical perspectives on social problems) อะไรคอื ปญั หา ปญั หาเกดิ ขนึ้ ไดอ้ ยา่ งไร เปน็ เรอ่ื งความคดิ ของนกั ปราชญแ์ ตล่ ะคนหรอื กลมุ่ นกั ปราชญ์ คิดในเรื่องชีวิตการเป็นอยู่ที่สัมพันธ์กับส่ิงทั้งหลายในสังคม ในทุกสังคม มนุษย์มีปัญหาในการอยู่ร่วม กันสัมพันธ์กันทางสังคม เม่ือมีปัญหา ต้องคิดหาวิธีจัดการป้องแก้ไขปัญหาน้ันให้ดีให้ได้ให้หมดไป หากเปน็ แนวคดิ ทด่ี ถี กู ตอ้ งใชไ้ ดผ้ ลดี กจ็ ะถกู ยดึ ถอื ปฏบิ ตั ริ กั ษาสบื ทอดกนั มาอยา่ งตอ่ เนอื่ ง หลายแนวคดิ ทฤษฎีไม่ว่าแนวคิดทฤษฎีสังคมวิทยาก็พยายามค้นหาค�าตอบปัญหาสังคม เพ่ืออธิบายบรรยาย ปรากฏการณ์ทางสังคมตามความเป็นจริงมีเหตุผล ที่สามารถพิสูจน์ทดลองได้ เช่ือถือได้ ยึดถือนา� มา ปฏิบตั ิแลว้ ก่อเกิดแตป่ ระโยชนส์ ุขฝา่ ยเดียว ในทีน่ ี้ จะพยายามวเิ คราะห์อธบิ ายแนวคดิ ทฤษฎีทสี่ �าคัญ เพ่ือใช้วิเคราะห์และอธิบายปัญหาสังคมทง้ั หลาย ดงั น้ี แนวคดิ การหนา้ ท่ี แนวคิดการหน้าท่ี (Functionalist perspective) เปน็ การคิดวิเคราะหอ์ ธิบายถงึ สถาบันทาง สังคมในความหมายหน้าที่ของส่วนนั้น ๆ ท่ีมนุษย์กระท�า อันมีผลต่อการด�ารงคงอยู่ของกฎเกณฑ์ บรรทัดฐาน คณุ ค่า วฒั นธรรม และโครงสรา้ งทางสังคม สงั คมเปน็ ระบบท่ีถูกสรา้ งขนึ้ ดว้ ยส่วนต่าง ๆ เกิดข้ึนเป็นไปอาศัยสัมพันธ์ซ่ึงกันและกัน แต่ละส่วนต่างท�าหน้าท่ีสนับสนุนส่งเสริมกระบวนการทาง สงั คม การหนา้ ทขี่ องสงั คมกเ็ ชน่ เดยี วกบั การหนา้ ทข่ี องอวยั วะรา่ งกาย เชน่ การหนา้ ทขี่ องตา ทา� หนา้ ท่ี มองเหน็ หู ฟงั เสยี ง จมกู ดมกลน่ิ ลน้ิ ลม้ิ รส กาย สมั ผสั ไตทา� หนา้ ทขี่ บั ของเสยี จากเลอื ดไปทางปสั สาวะ หวั ใจทา� หนา้ ทสี่ ง่ เลอื ดไปยงั สว่ นตา่ ง ๆ ของอวยั วะรา่ งกาย เปน็ ตน้ สว่ นตา่ ง ๆ ของอวยั วะรา่ งกายเหลา่ นท้ี า� หนา้ ทส่ี มั พนั ธก์ นั อยา่ งมเี หตผุ ล หากตาบอดกจ็ ะมองไมเ่ หน็ หหู นวกฟงั ไมไ่ ดย้ นิ เสยี ง จมกู เสยี ไมด่ ี ไม่สามารถดมกล่ินได้ ไตท�างานไม่ปกติหรือหัวใจล้มเหลว ก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายหรือมนุษย์ อาจจะตายไปในท่ีสุด ท�านองเดียวกัน สถาบันทางสังคม เช่น สถาบันครอบครัว ศาสนา การศึกษา การเมืองการปกครอง และเศรษฐกิจ สถาบันครอบครัวมีหน้าท่ีส�าคัญในการฝึกฝนอบรมเลี้ยงดูบุตร ให้การศึกษาบุตร จนกระท่ังเขาเติบใหญ่สามารถอยู่พึ่งตนเองได้ ศาสนามีหน้าที่ให้ค�าแนะน�าสั่งสอน แนะนา� แตค่ วามจรงิ สง่ิ ดงี าม บอกทางดใี หห้ ลกี หนที างเลว สง่ิ ทคี่ วรทา� และไมค่ วรทา� สงิ่ ทเ่ี ปน็ ประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์ สถาบันการศึกษาท�าหน้าท่ีให้ความรู้วิชาการต่าง ๆ ท้ังหลาย ให้การฝึกอบรม พัฒนาจนเกิดความช�านาญในอาชีพทั้งหลาย การเมืองการปกครองมีหน้าท่ีบริหารปกครองประเทศ ชาติบ้านเมืองให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยดีงาม เกิดความสงบสุขร่มเย็น ความสัมพันธ์ม่ันคง ความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าระหว่างประชาชนกับประเทศชาติ และเศรษฐกิจรับผิดชอบในการผลิต เครือ่ งนุ่งห่ม อาหาร ทีอ่ ย่อู าศัย ยารักษาโรค ย่ิงไปกวา่ นี้ ยังช่วยสนบั สนุนส่งเสรมิ รักษาบทบาท หนา้ ที่ บรรทัดฐาน คุณค่าทางสังคม และวัฒนธรรม ตามแนวคิดการหน้าที่ ปัญหาสังคมท้ังหลายเกิดข้ึน
154 สงั คมวทิ ยาเบ้ืองต้น เมื่อบางส่วนของสังคมเสียความเป็นระเบียบผิดปกติไม่ท�าหน้าที่หรือท�าหน้าที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมมี เหตุผลเพียงพอ จะสังเกตเห็นได้ว่า เม่ือไม่ท�าหน้าท่ีหรือไม่รับผิดชอบท�าเต็มท่ี ก็จะมีปัญหาเกิดขึ้น ตามมา เพราะธรรมชาตอิ ยา่ งหนงึ่ ทุกส่ิงทุกอย่างมีหน้าท่ีอันส�าคัญของมัน มันเป็นอย่างนั้น เป็นกฎ ตายตัวอย่างน้ันไม่เปล่ียนแปลง แม้แต่มนุษย์เกิดมาไม่ท�าหน้าที่หรือไม่ปฏิบัติตามความเป็นจริงก็เป็น ปัญหา หลักการน้ีตรงกับหลักค�าสอนของพระพุทธศาสนา มนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้ว ต้องศึกษาเรียนรู้ ส่ิงท้ังหลายตามความเป็นจริง น�าไปปฏิบัติให้สอดคล้องสัมพันธ์กับความจริงส่ิงท้ังหลบาย เรียกได้ว่า เป็นการปฏบิ ัตธิ รรมท�าตามหน้าท่ีตามความเป็นจริง จงึ จะถูกตอ้ งดงี ามไมม่ ีปัญหา แนวคิดการขัดแยง้ เรอ่ื งแนวคดิ ความขดั แยง้ เปน็ ปญั หา ปญั หาทเี่ กดิ ขน้ึ ในสงั คมมนุษยท์ ง้ั หลาย นอกจากปญั หา ชีวิตเศรษฐกิจ ปัญหาการเป็นอยู่ปากท้อง เหตุปัจจัยส�าคัญที่ท�าให้เกิดปัญหานั้น ก็คือความคิดและ การกระท�าของมนุษย์นั้นเอง และพระพุทธศาสนาก็เห็นว่า สาเหตุส�าคัญแห่งปัญหาความขัดแย้ง (Conflict problems) ก็คือความคิดเห็นและการประพฤติปฏิบัติท่ีแตกต่างกันน้ีเอง (ทิฐิ-ศีล) จึงได้ พยายามบอกกลา่ วแสดงวา่ ใหร้ จู้ กั คดิ ถกู วธิ ี (โยนโิ สมนสกิ าร) ความคดิ เปน็ กระบวนการทา� งานของจติ ในขณะทค่ี ดิ จติ จะมงุ่ สนใจสง่ิ ทตี่ อ้ งการรเู้ ขา้ ใจ เพอ่ื เกบ็ บนั ทกึ เอาไวใ้ นจติ รจู้ กั คดิ ถกู หลกั วธิ มี แี บบแผน เหตผุ ลบนฐานของความจรงิ เปน็ การเร่มิ ใชค้ วามคิดของตนเองอย่างอิสระ เปน็ ปัจจัยทา� ให้เกดิ ปญั ญา รเู้ ขา้ ใจสง่ิ ทงั้ หลายตามความเปน็ จรงิ ทา� ใหเ้ กดิ ความคดิ เหน็ ทถ่ี กู ตอ้ งแมน่ ยา� ชว่ ยใหค้ นเราสามารถเรยี น รคู้ ดิ เปน็ ทา� ถกู ใชช้ วี ติ ใหส้ มั พนั ธก์ บั สงิ่ ทงั้ หลายอยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสมพอเพยี ง ชวี ติ กเ็ ปน็ สว่ นหนงึ่ ของ ธรรมชาติ ไมม่ กี ารแยกออกจากกนั เป็นการคิดแบบมีปัญญา แล้วด�าเนนิ ชวี ิตไปดว้ ยปัญญา กจ็ ะไมม่ ี ปัญหา หากคิดไม่เป็นไม่มีเหตุผล คิดปรุงแต่งข้ึนเอง คิดเร่ือยเปื่อยคิดแบบฟุ้งซ่าน คิดไปตามอารมณ์ ความยินดีพอใจ คิดไปตามอ�านาจกิเลสตัณหา เป็นการคิดผิดมีปัญหา ท�าให้ด�าเนินชีวิตเต็มไปด้วย ปญั หา อนั เปน็ เหตปุ จั จยั สา� คญั ในการกอ่ ปญั หาสรา้ งความเดอื ดรอ้ นในสงั คมทกุ ยคุ ทกุ สมยั และทกุ เวลา แนวคดิ การขดั แยง้ (Conflict perspective) เปน็ กระบวนการทบ่ี คุ คลหรอื กลมุ่ คนแสดงออก มาเปน็ ความคดิ เหน็ หรอื ความสนใจทตี่ รงขา้ มกนั ตอ่ สแู้ กง่ แยง่ แขง่ ขนั กนั เพอื่ ใหไ้ ดม้ าซงึ่ ตา� แหนง่ อา� นาจ เงินทอง เกียรติ และกีดกันมิให้อีกฝ่ายพอใจในผลประโยชน์ของตนจนอาจถึงข้ันท�าอันตรายกันได้ แนวคิดการขัดแย้งเน้นในเรื่องการหลีกเลี่ยงไม่ได้ของอ�านาจ อิทธิพล ผลประโยชน์ การบังคับ ขู่เข็ญ และเปลี่ยนแปลงทมี่ อี ยดู่ าษดนื่ ในระบบสังคม คารล์ มาร์กซ์ (Karl Marx) กลา่ ววา่ โครงสรา้ งทางสังคมมนษุ ย์ประกอบด้วยชนช้ันทางสงั คม ต่าง ๆ (Social class) โดยเฉพาะชนช้ันกรรมกร (Proletariat or worker) และชนชั้นกลาง (Bourgeoisie) นายจ้างหรอื ผู้มธี ุรกจิ กิจการเปน็ ของตนเอง Marx เหน็ วา่ ชนช้ันทางสังคมเหล่านตี้ ่อสู้
ปัญหาทางสงั คม 155 กันและกันอย่างต่อเน่ืองเพื่อรักษาเอกสิทธิ์ต�าแหน่งทางสังคม กรรมกรพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้งานค่า จา้ งคา่ ตอบแทน พยายามปลดตนเองใหเ้ ปน็ อสิ ระจากภาวะครอบงา� ของนายจา้ ง ในขณะทเ่ี จา้ ของธรุ กจิ กจิ การพยายามรกั ษาตา� แหนง่ ใหไ้ ดผ้ ลกา� ไรมากทสี่ ดุ ดงั นน้ั การขดั แยง้ กนั จงึ มใี หเ้ หน็ ในทกุ สงั คมอยา่ ง ตอ่ เนอ่ื ง เพราะกลมุ่ หนงึ่ พยายามเอารดั เอาเปรยี บเอาผลประโยชนจ์ ากอกี กลมุ่ หนง่ึ โดยการกดขข่ี ม่ เหง รงั แกรกั ษาหรอื ขยายตา� แหนง่ อา� นาจของตนในสงั คม จะเหน็ วา่ Marx เนน้ เฉพาะการขดั แยง้ ของชนชน้ั ทางสังคม ความจริง การต่อสู้แก่งแย่งแข่งขันเอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนแสวงหาอ�านาจอิทธิพลผล ประโยชนป์ ราศจากความถกู ตอ้ งชอบธรรม มอี ยใู่ นทกุ กลมุ่ คนและทกุ สงั คม เมอื่ กลมุ่ หนงึ่ เหน็ วา่ ตนเอง ถูกเอารัดเอาเปรียบเบียดเบียน ไม่ได้รับส่วนแบ่งไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างพอเพียงยุติธรรม หรือ แบง่ ปันผลประโยชน์รว่ มกนั ไมล่ งตัว กจ็ ะเปน็ เหตปุ จั จยั ส�าคญั นา� ไปสู่ปญั หาสงั คมได้ แนวคดิ ภาพสรา้ งทางสังคม แนวคิดภาพสร้างทางสังคม (Social constructionist approach) เป็นภาพที่มนุษย์สังเกต เหน็ หรอื สรา้ งขนึ้ ในใจเกย่ี วกบั สงิ่ ทงั้ หลายรอบตวั เขา เขาสงั เกตเหน็ อะไรคดิ อะไร สงิ่ นน้ั กเ็ ปน็ ภาพสรา้ ง ส�าหรับเขา แนวคิดภาพสร้างทางสังคม เห็นความจริงทางสังคมประกอบด้วยปรากฏการณ์ทางสังคม หลากหลายมากมาย ที่เก่ียวกับการกระท�าระหว่างกันและการเปล่ียนแปลงทางสังคมอย่างต่อเนื่อง อนั รวมไปถงึ ความหมาย การแสดง ประสบการณ์ และการปฏบิ ตั ติ ดิ ตอ่ แตล่ ะคน แตล่ ะกลมุ่ คน แตล่ ะ ครอบครอบ แต่ละสถาบัน แต่ละระบบกฎเกณฑ์ และแต่ละปรากฏการณ์ทางสังคมล้วนแสดง กระบวนการทซี่ บั ซอ้ นยากทจ่ี ะเขา้ ใจปรากฏการณท์ างสงั คม อนั นา� ไปสกู่ ารสรา้ งความจรงิ แหง่ โลกทาง สงั คม จรงิ ๆ มันยากที่จะเขา้ ใจความหมายขอบเขตปรากฏการณ์ทางสงั คมเช่นนัน้ แต่นักสงั คมวทิ ยา ทง้ั หลายกไ็ ดพ้ ฒั นากรอบแนวความคดิ เพอ่ื อธบิ ายและเขา้ ใจโลกทางสงั คมปจั จบุ นั วา่ ความจรงิ ของโลก ทางสังคม มกี ระบวนการเปลี่ยนแปลงลักษณะอยา่ งต่อเนอ่ื ง ๒ ประการ คือ ๑. กระบวนการเปลย่ี นแปลงลกั ษณะในระดบั เลก็ และใหญ่ (Microscopic-macroscopic continuum) นกั สงั คมวทิ ยาสงั เกตเหน็ วา่ โลกทางสงั คมมคี วามจริ งอยู่ ๒ ระดบั คอื ระดบั เลก็ และใหญ่ อนั ได้แก่ การกระท�าของแตล่ ะบคุ คล (Individual actions) การกระทา� ระหว่างกนั ทางสงั คม (Social interactions) กลมุ่ (Groups) องคก์ ร (Organizations) สงั คม (Societies) และโลก (World systems) ๒. กระบวนการเปลยี่ นแปลงลกั ษณะวตั ถกุ บั จติ (Objective-subjective continuum) ปรากฏการณ์ทางสังคมวัตถุ (Objective social phenomena) แสดงถึงความจรงิ มวี ัตถอุ ยู่ หมายถึง ผูก้ ระท�าหรือแสดงทางสังคม การกระทา� สัมพนั ธ์ องค์กร โครงสร้าง และกฎหมาย เปน็ ที่ทราบกนั ดวี า่ ในความจรงิ ของโลกทางสังคมน้ี ไมม่ แี ต่ปรากฏการณท์ างสงั คมวัตถอุ ย่างเดียว แตย่ งั ประกอบไปด้วย ปรากฏการณ์ทางสังคมจิตหรือกระบวนการทางจิต (Subjective social phenomena or mental
156 สงั คมวทิ ยาเบอื้ งต้น processes) กระบวนการนี้เป็นลักษณะจิตที่ประกอบด้วยบรรทัดฐาน คุณค่าทางสังคม ทัศนคติ ประเพณี และวัฒนธรรมอ่ืน ๆ เปน็ ส่วนประกอบส�าคญั ในการสรา้ งความจริงทางสงั คม (Berger and Luckmann, ๑๙๖๗, Edel, ๑๙๕๙: ๑๖๗, Korenbaum, ๑๙๖๔: IX และ Ritzer, ๑๙๙๖: ๖๔๒-๖๔๖) กระบวนการทางสังคมประกอบไปด้วยความจริงหลายอย่าง มีมนุษย์ สังคม และการกระท�าต่อกัน และในตัวมนุษย์เอง ก็มีกายกับจิต มนุษย์เป็นผู้สร้างท�าแสดงเอง อันมีผลมาจากจิต จิตที่ประกอบไป ดว้ ยคณุ ธรรมคณุ งามความดี ลักษณะส�าคัญของแนวคิดภาพสร้างทางสังคม ก็คือมนุษย์เป็นผู้สร้างความจริงทางสังคม แสดงพฤติกรรมการกระท�าระหว่างกันทางสังคม อันได้แก่การแสดงในเร่ืองประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา ประสบการณ์ ความสมั พันธ์ และการปฏิบัตติ ดิ ตอ่ มนุษย์เองเรยี นรพู้ ฒั นาปรงั ปรุงเปลยี่ นแปลง ความหมายความเข้าใจเร่ืองโลกและความสัมพันธ์ของพวกเขาตามความเป็นจริงทางสังคม (Ritzer, ๑๙๙๒: ๑๗๖ และ Hutchison, ๑๙๙๙: ๔๙) ฉะนัน้ กระบวนการความจรงิ ทางสงั คมจึงประกอบด้วย หลายเหตุหลายปัจจัย มนุษย์จ�าต้องรู้และเข้าใจตนเองกับกระบวนความจริงทางสังคมเหล่านี้ รู้เข้าใจ กระบวนการสังคมตามความจริง แล้วปฏิบัติให้สอดคล้องสัมพันธ์กับกฎเกณฑ์ของมัน ปฏิบัติต่อสิ่ง ทงั้ หลายใหถ้ กู ตอ้ งมเี หตผุ ล คอื ปฏบิ ตั ถิ กู ตอ้ งมเี หตผุ ลตอ่ ตนเอง สงั คม และสจั ธรรมความจรงิ ทางสงั คม อนั สง่ ผลใหช้ วี ติ และสงั คมเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ยดา� เนนิ ไปดว้ ยดถี กู ตอ้ งมเี หตผุ ลเปน็ ธรรมมปี ระสทิ ธภิ าพ ประสิทธิผลไร้ปัญหา หากรู้เข้าใจผิด ไม่เป็นความจริงมีเหตุผล ก็จะส่งให้กระท�าผิดเป็นปัญหา ท้ังใน ระดบั ส่วนตวั และสว่ นรวม กลายเปน็ ปญั หาสงั คมตอ่ ไป
บทท่ี ๙ ครอบครัว หากเราใชเ้ วลาทสี่ งบนง่ั ทบทวนเรอ่ื งครอบครวั กจ็ ะพบวา่ แรกเรมิ่ เดมิ ที ในโลกใบนี้ นอกจาก ธรรมชาติ พืน้ ดิน ตน้ ไม้ ป่า ภเู ขา แมน่ า�้ ล�าธาร และสตั วป์ ่า ก็คงไมม่ ีอะไรอกี มากมาย ไมม่ ที พี่ ักที่อยู่ อาศยั เคร่อื งนงุ่ ห่ม ยารักษาโรค เครื่องอา� นวยความสะดวกสบาย ไม่มคี รอบครัว องค์กรสถาบัน สังคม ประเทศชาติ กฎหมาย กฎเกณฑ์กติกา ระเบียบวินัยข้อบังคับ เป็นต้น กว่าจะวิวัฒนาการมาเป็น ครอบครวั อยา่ งทเี่ ราเหน็ กค็ งใชเ้ วลาหลายพนั ลา้ นปี การกอ่ เกดิ ครอบครวั แนน่ อนเกดิ จากการทมี่ นษุ ย์ สองคนมาอยู่ด้วยกัน ไม้ต้นเดียวไม่เป็นป่า คนคนเดียวไม่เป็นครอบครัว ครอบครัวเดียวก็คงไม่เป็น สงั คม สังคมเดยี วก็ไมเ่ ป็นประเทศ และประเทศเดยี วกไ็ มเ่ ปน็ สังคมโลก ลักษณะปรากฏการณ์ธรรมชาติท่ัวไป ก็คือมีความจริงหลายอย่างประกอบกันเกิดข้ึน เปน็ ลักษณะความจริงสิ่งตรงข้าม (Dualism) มีดีมีชว่ั (Goodness and evil) มีขาว-ดา� (White and black) มีมืดมีสว่าง (Darkness and brightness) มีเกิด-ดับ (Birth and death) มีกายมีจิต (Matter and mind) มรี ปู ธรรมมนี ามธรรม (Material and immaterial) และมผี หู้ ญงิ -ผชู้ าย (Female and male) เป็นต้น สรรพสง่ิ ต่างกก็ อ่ เกดิ อาศยั กนั ขน้ึ แม้แต่โครงสร้างบ้านเรอื นและครอบครวั ดบี า้ ง ไมด่ บี ้าง ก็แลว้ แต่เหตุปัจจัยในการสร้างทา� แล้วมีววิ ฒั นาการมาตามล�าดบั ถึงปัจจบุ ัน เพอื่ ใหเ้ หน็ ภาพทชี่ ดั เจนมากยง่ิ ขนึ้ การสรา้ งครอบครวั กเ็ หมอื นกบั นกสรา้ งรงั มนั มาอยดู่ ว้ ยกนั ก็ค่อย ๆ สร้างท�ารัง ด้วยการบินไปคาบใบไม้ใบหญ้ามาทีละใบและเส้น มาวางมาเรียงมาถักมา กอ่ ทา� เปน็ รงั ทอี่ ยอู่ าศยั คอ่ ย ๆ ทา� ทา� ไปทลี ะนอ้ ยคอ่ ยบรรจงทา� ทา� ดว้ ยความมงุ่ มน่ั ตง้ั ใจ ทา� ดว้ ยความ พยายามต่อเนือ่ งไม่หยุดยั้ง ดว้ ยเครื่องมอื คอื ปากและเท้าของมัน เป็นครอบครวั ของมัน เปน็ ที่อย่แู ละ ปอ้ งกนั ภยั อนั ตราย ทา� สา� เรจ็ แลว้ สง่ เสยี งรอ้ งอยดู่ ว้ ยความภมู ใิ จสขุ ใจในความสามารถของมนั ธรรมชาติ มนุษย์และนกคงไม่แตกต่างกัน เพราะถ้าหากมนุษย์ได้ต้ังใจท�าอะไร แล้วประสบความส�าเร็จ ก็จะมี ความภาคภูมิใจสุขใจในความรู้ความสามารถของตนเอง เป็นข้อเท็จจริงที่สามารถคิดรู้เข้าใจได้ด้วย ตนเอง ภายใต้การเปล่ียนแปลงปรากฏการณ์สังคมอย่างต่อเนื่องไม่หยุดย้ัง ก็มีนักคิดทั้งหลายทั่วไป ได้พยายามคิดวิเคราะห์และอธิบายครอบครัวเอาไว้หลายแง่มุม อันครอบคลุมไปถึงประวัติความเป็น มาคุณค่าความหมายของครอบครัว ครอบครัวคือวิมานบนดินของมนุษย์ เป็นที่อยู่ให้ความสุขสบาย แกม่ นุษย์ หลังจากทา� งานหนกั เหนด็ เหน่ือยมาทง้ั วนั ก็กลบั บ้านมาอยูก่ ับครอบครัว พกั ผ่อนนอนหลบั หายเหนอื่ ยแลว้ กล็ กุ ขนึ้ สกู้ บั งานและปญั หาทง้ั หลายตอ่ ไป มที ง้ั ครอบครวั ทม่ี คี วามสขุ และทกุ ข์ แตค่ น
158 สงั คมวิทยาเบ้อื งตน้ สว่ นใหญท่ ว่ั ไปตอ้ งการมคี รอบครวั ทนี่ า่ อยมู่ คี วามสขุ เพอื่ ความรเู้ ขา้ ใจทถ่ี กู ตอ้ งดงี าม แลว้ ยดึ ถอื ปฏบิ ตั ิ ร่วมกัน เพ่ือความรักเข้าใจอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แล้วร่วมมือร่วมแรงร่วมใจช่วยกันท�าเดินก้าวไป สู่จุดหมายครอบครัวด้วยกัน มนุษย์สามารถมีครอบครัวที่ดีมีความสุขได้ หากรู้จักเข้าใจซ่ึงกันและกัน รู้จกั รักให้อภัยเสียสละ รักจกั ท�างาน รู้จักใช้ชีวิต ทา� งานเพอ่ื ครอบครวั งานสรา้ งครอบครัว เป็นงานท่ี หนกั และยง่ิ ใหญข่ องชวี ติ มนษุ ยท์ กุ คน จา� ตอ้ งคอ่ ย ๆ สรา้ ง คอ่ ย ๆ ทา� ทา� ไปตามลา� ดบั ขนั้ ตอน ทา� ดว้ ย ความรักเข้าใจ ท�าด้วยความอดทนพยายาม ท�าด้วยความระมัดระวัง ท�าต่อเนื่องไปตลอดชีวิต เพราะมันคือชีวิตครอบครัว ครอบครัวคือชีวิต จากน้ีไป จะขอวิเคราะห์อธิบายครอบครัวท่ีถือว่าเป็น สถาบันพนื้ ฐานหลกั สา� คัญทส่ี ดุ ในทกุ สังคม ดังตอ่ ไปนี้ อะไรคอื ครอบครัว ขออนุญาตนอกเรื่อง คร้ังที่ข้าพเจ้าพยายามท�าปริญญาเอกอยู่ท่ีประเทศอินเดีย ก็ได้ศึกษา ค้นคว้าอ่านหนังสอื สังคม การเมอื ง ศาสนา และปรัชญาทางตะวนั ตก กไ็ ด้พบว่า นักคิดนกั ปราชญ์ทาง ตะวันตกหลายท่าน ได้พยายามคิดวิเคราะห์และอธิบายเร่ืองชีวิตทางสังคม หลักการประพฤติปฏิบัติ ครอบครวั และศาสนา เป็นต้น โดยอาศัยหลกั ธรรมชาติ (State of nature or natural laws) ส่งิ ที่ เกดิ ขึ้นเป็นไปตามธรรมดาของมัน เปลี่ยนจากหลักของพระเจ้ามาเปน็ หลักธรรมชาตแิ ละวทิ ยาศาสตร์ ความรู้จริงจากพระเจ้ามาเป็นวิทยาศาสตร์ และได้อ้างอิงหนังสือหรืองานเขียนของอาจารย์เจ้าคุณ ประยุทธ์ ปยุตโฺ ต นกั ปราชญท์ างพระพทุ ธศาสนาของประเทศไทย และนกั ปราชญท์ ่านอ่นื ๆ ชว่ ยใหร้ ู้ เขา้ ใจปญั หาทงั้ หลายทเี่ กดิ ขน้ึ โดยเฉพาะปญั หาชวี ติ ทางสงั คมและครอบครวั ทสี่ งั คมโลกตะวนั ตกกา� ลงั ประสบพบเห็นอยอู่ ย่างตอ่ เนือ่ ง เอาละ มาพูดถึงเรื่องครอบครัวกันต่อ เป็นท่ีปรากฏทั่วไป ประวัติท่ีมาและความหมายของ ครอบครัว ก็มีการคิดวิเคราะห์และอธิบายไว้แตกต่างกัน ตามความรู้เข้าใจ ประสบการณ์ สังคมและ วฒั นธรรมของแตล่ ะทา่ น เพอื่ ความรเู้ ขา้ ใจครอบครวั รว่ มกนั จงึ ขอยกตวั อยา่ งความหมายของครอบครวั ดังน้ี ตามพจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๒ หนา้ ๒๒๐ ไดใ้ หค้ วามหมายของ ครอบครวั เอาไวส้ น้ั ๆ วา่ “ครอบครวั ” หมายถงึ สถาบนั พน้ื ฐานของสงั คมทป่ี ระกอบไปดว้ ยสามภี รรยา และหมายความรวมถึงลกู ดว้ ย ตามพจนานุกรมสังคมวิทยาของสังคมตะวันตก “ครอบครัว” หมายถึงกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง สมั พนั ธก์ บั สมาชกิ ของครอบครวั เดยี วกนั อยา่ งใกลช้ ดิ ทผี่ ใู้ หญต่ อ้ งรบั ผดิ ชอบเลย้ี งดดู แู ลปกปอ้ งใหก้ าร ศึกษาบตุ รของตนหรอื บตุ รบญุ ธรรม
ครอบครวั 159 “Family refers to a group of people, related by kinship or similar close ties, in which the adults assume responsibility for the care and upbringing of their natural or adopted children (Jary and Jary, ๒๐๐๐: ๒๐๖)” จึงพอสรุปได้ว่า ครอบครัว คือกลุ่มคนท่ีมาอยู่ด้วยกันโดยการแต่งงานในบ้านหลังเดียวกัน อาจมบี ตุ รของตนเองหรอื บตุ รบญุ ธรรม ทมี่ คี วามสมั พนั ธผ์ กู พนั อยา่ งแนน่ แฟน้ มนั่ คง เลย้ี งดดู แู ลปกปอ้ ง คุ้มครองและให้การศึกษา ให้ความรักเอาใจใส่ห่วงใยต่อกัน มีความหวังปรารถนาดีต่อกันเสมอ เพอื่ ความสขุ สมบรู ณ์ของชวี ิตการครองเรอื นตลอดไป สาเหตแุ หง่ การเกดิ ครอบครัว กล่าวโดยทั่วไป ลักษณะธรรมชาติอย่างหน่ึงท่ีมนุษย์ทั้งหลายมีเหมือนกัน คือความอยาก ตอ้ งการ ต้องการส่ิงต่าง ๆ มากมายไมส่ ิ้นสดุ ไมว่ า่ ชาติไหน ภาษาไหน นบั ถอื ศาสนาอะไร และไม่ว่า อยทู่ ไี่ หน ๆ ทกุ ชวี ติ มคี วามอยากตอ้ งการ กพ่ี นั กล่ี า้ นปมี นษุ ยก์ เ็ ปน็ อยา่ งนี้ นกั สงั คมวทิ ยาและนกั ปราชญ์ ท่านอ่ืน ๆ ต่างพยายามคิดวิเคราะห์หาสาเหตุแห่งการเกิดครอบครัว และนักคิดส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ นกั สังคมวทิ ยาเห็นวา่ มลู เหตแุ หง่ การเกิดครอบครวั มอี ยู่ ๒ ปจั จัย คอื ความอยากตอ้ งการ โดยเฉพาะ ความอยากตอ้ งการทางเพศหรอื มเี พศสมั พนั ธ์ เพอื่ ตอบสนองหรอื บา� บดั ความตอ้ งการของมนษุ ย์ ทา� ให้ กอ่ เกิดบุตรสมาชิกของสงั คม เพ่อื สืบเผ่าพนั ธมุ์ นุษย์ และความอยากตอ้ งการอย่รู อดปลอดภยั จึงหาที่ พ่ึงพาอาศัย เพ่ือชีวิตที่ดีมีอายุยืนยาว อันเป็นลักษณะธรรมชาติของมนุษย์ท้ังหลายทั่วไป เป็นปัจจัย ทางชวี วิทยาและสังคม หรือปัจจัยภายในและนอก ทอ่ี าศยั กันเกิดขน้ึ ทา� ใหม้ นุษย์แสวงหาทีอ่ ยอู่ าศัย ทเี่ รยี กกนั วา่ บา้ นครอบครวั เปน็ กระบวนการธรรมดาหรอื ธรรมชาตทิ สี่ ามารถคดิ รเู้ ขา้ ใจไดแ้ ละมปี รากฏ อยทู่ วั่ ไป ตามหลักของพระพุทธศาสนา ในอัคคัญญสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระพุทธศาสนา ยนื ยนั วา่ สรรพสง่ิ เกดิ ขนึ้ เปน็ ไปตามธรรมชาติ กลา่ วคอื เพราะเหตปุ จั จยั อนั หมายถงึ มหี ลายสาเหตแุ ละ หลายปัจจยั ท�าให้เกิด อันเป็นแบบลกั ษณะองคร์ วม หากจะดบั กด็ บั เพราะเหตปุ ัจจัยเหลา่ นั้น ลกั ษณะ ของสรรพสิ่งทั้งหลายท่ัวไปมีการเกิดขึ้นตั้งอยู่และก็เส่ือมสลายดับไป โลกท่ีเราอาศัยอยู่นี้ก็มีลักษณะ เป็นอย่างน้ัน สักวันหน่ึงจะหมุนเวียนเปล่ียนไปสู่ความแตกพินาศ รอจนกว่าโลกเย็นกลับเข้าสู่ภาวะ ปกติ กจ็ ะมสี ตั วม์ าเกดิ ใหมอ่ กี ครงั้ แลว้ มเี จรญิ เตบิ โตววิ ฒั นาการตามลา� ดบั ตามกาลเวลาและเหตปุ จั จยั ท้ังหลาย ในยุคแรกเร่ิมเดิมที มนุษย์เกิดมาธรรมดาไม่มีปัญหา มีความอยากต้องการตามธรรมดา กินอาหารตามธรรมชาติ แล้วก่อเกิดรูปร่างลักษณะ เกิดผิวพรรณ เกิดเพศหญิงและชาย มีการติดต่อ สัมพันธ์ระหว่างกัน มีความอยากต้องการทางเพศหรือมีเพศสัมพันธ์ ต้องการเมื่อไรก็ท�าตามความ ต้องการ ไม่เลือกเวลาและสถานท่ี ในยุคแรก ๆ การมีเพศสัมพันธ์ถือว่าเป็นอธรรม ไม่ดีน่ารังเกียจ
160 สังคมวิทยาเบอื้ งต้น เมื่อเห็นคนมีเพศสัมพันธ์กัน เพ่ือนมนุษย์ก็พากันต�าหนิติเตียนขว้างปาวัตถุส่ิงของก้อนดินหินท่อนไม้ เข้าใส่ แล้วพยายามหนีหาท่ีก�าบังปกปิดซ่อนเร้น ไม่แตกต่างไปจากสัตว์ท้ังหลาย แล้วต่อมา มนุษย์ก็ หาทกี่ �าบัง เพ่อื ท�าส่ิงทตี่ นต้องการ รู้จกั สรา้ งทอ่ี ยอู่ าศัยบา้ นเรอื น ความอยากต้องการ โดยเฉพาะความ อยากต้องการทางเพศหรือมีเพศสัมพันธ์ จึงเป็นสาเหตุส�าคัญในการก่อเกิดครอบครัว แล้วมีกิจกรรม ครอบครัว มคี วามสมั พันธผ์ ูกพนั ทางครอบครัว และมวี ิวัฒนาการทางครอบครัวมาตามล�าดบั ท้งั หมด ก็เกดิ ข้ึนเปน็ ไปตามธรรมชาติหรอื ธรรมดาเหตุผล การก่อเกดิ ของครอบครัว จากการวิเคราะห์และอธิบายเบื้องต้น เพราะเหตุปัจจัยทางชีววิทยาและสังคมวัฒนธรรม มนษุ ยจ์ า� ตอ้ งมาอยดู่ ว้ ยกนั เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการทางธรรมชาตขิ องมนษุ ยเ์ อง การมาอยดู่ ว้ ยกนั ของมนุษย์นี้เอง ท�าให้มนุษย์รู้จักแสวงหาท่ีอยู่อาศัยท่ีปลอดภัยม่ันคง แต่มนุษย์เราไม่เหมือนกับสัตว์ ทั้งหลายท่ัวไป รู้จักคิดรู้จักท�าหาวิธีการท�าให้ดีกว่าสัตว์ รู้จักวิธีท่ีจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ดูแลเอาใจใส่ซ่ึงกันและกัน สร้างความสัมพันธ์ม่ันคงในครอบครัว สืบเช้ือสายเผ่าพันธุ์มนุษย์มาถึง ทกุ วันน้ี จากปรากฏการณ์ทางสังคมทว่ั ไป แมม้ แี นวคิดทฤษฎเี กี่ยวกบั การก่อเกดิ ของครอบครัวมนษุ ย์ มากมาย เพื่อความรู้เข้าใจอันดีระหว่างกัน จึงขอเสนอลักษณะการก�าเนิดของครอบครัวออกเป็น ๒ ลักษณะใหญ่ ๆ ดงั ตอ่ ไปนี้ ๑. มาจากเทพเจ้า (God) ครอบครัวมาจากเทพเจ้า เทพเจ้าเป็นผู้มีอ�านาจย่ิงใหญ่ เป็นผู้ สงู สุดและประเสรฐิ เลิศท่ีสุด เป็นผสู้ ร้างครอบครวั แต่ชาวฮินดู คริสต์ และอิสลามกเ็ ช่อื ในเรอ่ื งพระเจ้า ที่แตกต่างกัน แต่ก็ไม่เป็นไร เพื่อความเข้าใจในเรื่องพระเจ้าคือผู้สร้างครอบครัว จึงขอยกตัวอย่าง พระเจา้ สร้างครอบครวั ตามคติความเชือ่ ในคริสตศ์ าสนา (บา้ งก็เชอื่ ว่าเปน็ เรอ่ื งเลา่ บา้ งกย็ ืนยนั วา่ เป็น เรื่องจริง) ที่มีปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปว่า แรกทีเดียว หลังจากสร้างโลกมนุษย์เสร็จแล้ว ในวันสุดท้าย พระเจ้าก็สร้างมนุษย์มาคู่หนึ่ง โดยวิธีเอาดินหรือผงธุลีดินมาปั้นเป็นรูปร่างลักษณะ แล้วทรง เปา่ ลมปราณเขา้ ไปทางจมกู ใหม้ นษุ ยส์ ามารถหายใจไดแ้ ละมชี วี ติ อยู่ พรอ้ มกบั ตงั้ ชอ่ื ใหว้ า่ อดมั (Adam, the first human being was created in the image of God from the dust of the earth on the final day of creation) และอฟี (Eve, the first woman was a wife of Adam) ทรงสรา้ ง สวนเอเดนใหเ้ ป็นทอ่ี ยอู่ าศัย พรอ้ มกบั รับสั่งให้รบั ประทานผลไมใ้ นสวนน้ไี ดท้ ุกอย่าง ยกเว้นผลไมท้ ่อี ยู่ ตน้ ไมก้ ลางสวน ห้ามรับประทานเปน็ อนั ขาด อยตู่ อ่ มา มีซาตานตนหนง่ึ เขา้ สงิ งตู ัวหน่งึ (ซาตานมีการ อธบิ ายไวห้ ลายนยั แตส่ ว่ นใหญ่ เปน็ เรอ่ื งของบาปความชวั่ ทถี่ กู ถา่ ยทอดมาจากบรรพบรุ ษุ เปน็ ลกั ษณะ ธรรมชาติของมนุษย์อย่างหน่ึง) ให้ไปยุยงล่อลวงนางอีฟกินผลไม้บนต้นไม้กลางสวนน้ัน เพราะค�า หลอกลวงนน้ั นางอฟี จงึ ไดล้ ักขโมยกินผลไม้ตอ้ งหา้ มนั้น แลว้ กน็ า� ไปให้อดัมผ้เู ป็นสามีอีกดว้ ย เป็นการ
ครอบครวั 161 กระท�าผิดกฎที่พระองค์ทรงตั้งเอาไว้ หลังจากกินผลไม้ ก็เกิดการรู้ดีและชั่ว เป็นบาป๑ ครั้งแรกของ มนษุ ยค์ ู่แรก พระองคก์ ็ทรงพโิ รธสาปงูใหเ้ ปน็ ศัตรูกับมนุษย์ แล้วทรงขบั ไล่อดัมกบั อีฟออกจากสวนไป ไปหาทอี่ ยใู่ หม่ ไปอยกู่ นิ หากนิ ตามลา� พงั อยา่ งทกุ ขย์ ากลา� บาก สรา้ งทอี่ ยอู่ าศยั ใหม่ พฒั นากลายมาเปน็ ครอบครัว ให้กา� เนดิ บุตรหลานสบื เผ่าพันธ์มุ นษุ ย์มาจนถงึ ทุกวนั นี้ แตถ่ ึงอยา่ งไร เพราะความรกั เพอ่ื น มนุษย์ของพระเจ้า พระองค์ก็ไม่ทรงทอดท้ิง ทรงสอนให้มนุษย์ต่อสู้พยายามเอาชนะบาปท่ีมีอยู่ในตัว ของมนุษย์ให้ได้ บาปอยู่ที่ใจ ใจเป็นท่ีมาของบาป ต้องช�าระใจให้สะอาดหมดจดให้ได้ บัญญัติแห่ง ความรัก รักเพ่ือนมนษุ ยด์ ว้ ยกนั เปน็ ความรกั ไมม่ เี งอ่ื นไข ไมเ่ บยี ดเบยี นไมฆ่ า่ ทา� รา้ ย ไมป่ กปอ้ งตนเอง และไมแ่ กแ้ คน้ คนอนื่ สง่ิ ทท่ี ่านต้องการให้คนอน่ื กระทา� ต่อท่าน ทา่ นจงกระทา� ตอ่ เขาเถดิ ในครอบครวั และสงั คม ตอ้ งมคี วามรกั ใหแ้ กก่ นั เปน็ นา้� หนง่ึ ใจเดยี วกนั ความรกั เปน็ ธรรมคา�้ จนุ โลก เหมอื นกบั เมตตา ในพระพุทธศาสนา เป็นธรรมค�้าจุนโลก โลกอยู่ได้เพราะมีความรักเมตตาให้แก่กัน อันเป็นหลักธรรม ธรรมดาส�าคญั อยา่ งหน่งึ ในครอบครัวสังคมการเมอื ง ๒. มาจากธรรมดาหรอื ธรรมชาติ (Nature) ครอบครัวเป็นเร่ืองธรรมดา เปน็ ส่วนหนง่ึ ของ ธรรมชาติ เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม เป็นกระบวนการธรรมดาท่ีเกิดข้ึนเป็นไปเพราะเหตุปัจจัย มีหลายสาเหตุและส่ิงเก้ือหนุนท�าให้เกิดขึ้นเป็นไป เป็นการก่อเกิดที่อาศัยความจริงหลายอย่างเกิดข้ึน ไมใ่ ชส่ าเหตแุ ละปจั จยั เดยี ว และไมใ่ ชเ่ ทพเจา้ สรา้ งทา� บนั ดาลใหเ้ กดิ ตามเจตนารมณข์ องทา่ น มนษุ ยเ์ กดิ มาเพราะเหตปุ จั จยั ทา� ใหเ้ กดิ เกดิ มาไมร่ อู้ ะไร เกดิ มาไดส้ กั พกั กเ็ กดิ ความอยากตอ้ งการ อยากตอ้ งการ อาหารเพื่อยังชีพ เจริญพัฒนาตามกาลเวลาและเหตุปัจจัย ก็มีความอยากต้องการมากข้ึนตามล�าดับ อยากต้องการส่ิงต่าง ๆ มากมาย ไม่รู้จักอิ่มไม่จักพอ อยากด่ืมอยากกิน อยากได้แต่สิ่งดี ๆ อยากพัก ผ่อนนอนหลับ อยากมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น อยากมีคู่ชีวิต อยากได้ท่ีอยู่อาศัย สร้างเป็นครอบครัว อยากมีลูกสืบสกุล อยากไม่มีที่ส้ินสุด อยากส่ิงนี้ก็เพ่ือสิ่งน้ันจนกระท่ังถึงตาย เป็นลักษณะธรรมชาติ ของมนษุ ย์ มนษุ ยเ์ ปน็ ผสู้ รา้ งทา� ครอบครวั เปน็ ผมู้ อี ทิ ธพิ ลบทบาทสา� คญั ในครอบครวั เปน็ แนวคดิ ทฤษฎี ธรรมดาเหตุผล (The natural theory) มปี รากฏให้เห็นอยู่ท่ัวไปท้งั ในสงั คมโลกตะวนั ตกและออก ๑ ในคริสต์ศาสนา ค�าวา่ บาปหรือบาปก�าเนดิ จึงหมายถึง การกระท�าผิดหรอื การฝ่าฝืนละเมิดกฎศาสนาหรือพระเจ้าเป็นความ เชื่อที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามค�าส่ังสอนของพระเจ้า ส่วนในพระพุทธศาสนา บาป (=อกุศล) ก็หมายถึง ความช่ัว ลามก มวั หมอง ตา่� ทราม เปน็ สง่ิ ไมด่ อี ยา่ งนน้ั เปน็ สภาพมกั ทา� ใหจ้ ติ ใจเปน็ ทกุ ขเ์ ดอื ดรอ้ นกงั วลใจคบั แคน้ เรา่ รอ้ นไมน่ า่ ใครป่ รารถนา ท�าใหต้ กต�่าและใหเ้ ข้าถงึ ทุคติ ตายไปมีทุกคตคิ อื นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสรุ กาย เป็นตน้ เปน็ ทห่ี วัง เปน็ ความชวั่ ทเ่ี กดิ จาก การกระทา� ผดิ จากหลกั ความถกู ตอ้ งดงี าม ไมว่ า่ ทางกาย วาจาและใจ ลว้ นเปน็ บาป เพราะฉะนน้ั ความไมร่ จู้ รงิ ความโลภ โกรธ และหลง ก็เป็นบาป บาปเป็นความรู้พ้ืนฐานเบื้องต้นทั่วไปในทุกสังคมศาสนา ผู้ศึกษาต้องระมัดระวังระหว่างตะวันตก และออก เพียงเพอ่ื เปน็ ตัวอย่างและตอ้ งการให้คืดตระหนกั ใหม้ ากอย่าใหส้ บั สน ในทางตรงกนั ข้าม กค็ อื บุญ ไม่ต้องสงสยั
162 สังคมวิทยาเบ้ืองต้น รปู แบบของครอบครัว เปน็ เรอื่ งแปลกแตจ่ รงิ เปน็ เรอ่ื งของคนแปลกหนา้ สองคนมาเจอกนั ทา� ความรจู้ กั กนั พดู คยุ กนั รูเ้ ขา้ ใจกนั คบหากนั แล้วที่สดุ ตัดสินใจแตง่ งานอยดู่ ้วยกัน๒ ถือเปน็ การตัดสินใจครง้ั ส�าคญั อกี ครั้งหนง่ึ (หากเราคดิ พจิ ารณาเสน้ ทางชวี ติ ของมนษุ ย์ กม็ อี ยู่ ๒ เสน้ ทางใหญ่ คอื ทางดกี บั ชว่ั และถา้ เราพจิ ารณา ตรวจสอบการตดั สนิ ใจครง้ั สา� คญั ของคนเรา กม็ อี ยู่ ๒ ครงั้ คอื ตดั สนิ ใจเรยี นหนงั สอื กเ็ พอื่ อาชพี การงาน และตัดสินใจเลือกคู่ชีวิตเพื่อเป็นเพ่ือนสร้างฐานะรับผิดชอบครอบครัวร่วมกัน) เป็นเหตุการณ์ส�าคัญ อยา่ งหน่งึ ในชีวิตของคนเรา ทมี่ ีการเปลีย่ นแปลงมากมาย เป็นการตัดสินใจเลือกคูช่ วี ิตมาร่วมเดนิ ทาง อนั เปน็ เสน้ ทางอนั ยาวไกล เปน็ เสน้ ทางทเี่ ตม็ ไปดว้ ยอปุ สรรคปญั หา มาคอยเปน็ เพอ่ื นปรกึ ษาชว่ ยเหลอื แบ่งเบาภาระกัน ชว่ ยกันสร้างฐานะรบั ผิดชอบครอบครัว ภายในครอบครัว มีความจริงมากมาย มีกิจกรรม มีหน้าที่รับผิดชอบ มีความสัมพันธ์ผูกพัน ระหวา่ งพอ่ แมล่ กู พอ่ แมญ่ าตพิ นี่ อ้ งของคนทง้ั สองฝา่ ย เรยี กไดว้ า่ เปน็ ระบบเครอื ญาติ อนั เปน็ กระบวน การครอบครวั ทม่ี คี วามซบั ซอ้ น เปน็ ปรากฏการณท์ างสงั คมทวั่ ไป ชวี ติ ครอบครวั จา� ตอ้ งอาศยั ความจรงิ หลายอย่างประกอบกนั เกดิ ข้นึ ตอ้ งรู้จกั ครอบครัว แลว้ ปฏบิ ตั ใิ หถ้ ูกตอ้ งเหมาะสม กอ่ เกิดความสมดุล ความถูกต้องดีงาม เกิดประโยชน์สุขเก้ือกูล จึงจะด�าเนินชีวิตครอบครัวไปได้ด้วยดีไม่มีปัญหา ๒ การแตง่ งาน คอื การทคี่ นแปลกหนา้ สองคนตดั สนิ ใจทจ่ี ะอยรู่ ว่ มกนั โดยการประกาศใหส้ งั คมรบั ทราบยอมรบั เปน็ เรอื่ งธรรมดา หรอื ธรรมชาติ คนเราเมอ่ื เตบิ โตถงึ วยั อนั สมควร มหี นา้ ทกี่ ารงานมน่ั คง ชว่ ยเหลอื หรอื พงึ่ ตนเองไดไ้ มล่ า� บากควรเลอื กหาคชู่ วี ติ มารว่ มเดนิ ทางสรา้ งอนาคตทสี่ ดใส โดยทว่ั ไป คนสว่ นใหญเ่ ขาเลอื กคชู่ วี ติ โดยวธิ ดี คู ดิ พจิ ารณาท่ี รปู รา่ ง หนา้ ตา บคุ ลกิ ลกั ษณะ พอไปวัดไปวาไดห้ รอื เปล่า สุขภาพร่างกายแข็งแรงหรือเปลา่ อายุวัยเหมาะสมกันหรอื เปล่า การศกึ ษาใกล้เคยี งกนั หรือเปลา่ หนา้ ท่กี ารงาน ม่ันคงกา้ วหน้าหรือเปลา่ ฐานะเงนิ ทอง พอพ่งึ พาได้หรอื เปลา่ และคุณสมบัติอืน่ ๆ เชน่ ความรู้ ความสามารถ ความรัก ความจรงิ ใจ ความขยนั อดทน ความเอ้ือเฟอื้ เสยี สละ ความสุขมุ เยอื กเย็น ความหนักแนน่ มั่นคง เปน็ ตน้ เปน็ เรอื่ งที่ ต้องดูคิดพิจารณาให้หนักและต้องใช้เวลาในการตัดสินใจเลือก แต่ส�าหรับพระพุทธศาสนา การคิดพิจารณาตัดสินใจเลือก คู่ชวี ิตหรอื คคู่ รองท่ีดี ทเี่ รียกวา่ คูส่ ร้างคูส่ ม ต้องดูคิดพิจารณาที่ ๑. มศี รทั ธาเหมาะสมกันหรือไม่ ศรทั ธาความรู้ความเชือ่ อยา่ ง มีเหตุผล เชิื่อความจริงส่ิงดีงาม เช่ือหนักแน่นในส่ิงเดียวกัน ๒. มีศรัทธาเสมอกันหรือเปล่า ศีล พฤติกรรมการกระท�า ท่ีเป็นปกติ อยู่ในกรอบศีลธรรมและกฎหมาย ไม่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง มีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษเสียหาย ๓. มีจาคะ เหมอื นกนั หรอื ไม่ คอื ความเสยี สละแบง่ ปนั ใหค้ นอนื่ มคี วามเออื้ เฟอ้ื เสยี สละ ความโอบออ้ มอารี และความเออื้ อาทรหว่ งใยกนั ๔. มปี ญั ญาเสมอกนั หรอื เปลา่ คอื มคี วามรอบรเู้ ขา้ ใจสง่ิ ตา่ ง ๆ ทงั้ หลายตามความเปน็ จรงิ ความจรงิ สงิ่ ดงี าม ความจรงิ มเี หตผุ ล อย่างน้อยพูดคุยกันรู้เร่ือง เรียกว่า สมชีวิธรรม ๔ หลักธรรมของคู่ชีวิตที่ดี (อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต พระไตรปิฎก เล่มท่ี ๒๑, ข้อท่ี ๕๕, หน้าท่ี ๘๐-๘๑) คู่ชีวิตที่ดีต้องเหมาะสมกัน เป็นเพ่ือนท่ีดีมีความจริงใจต่อกัน เป็นประโยชน์เกื้อกูล ในชาตนิ แ้ี ละชาตหิ นา้ ภรรยาเปน็ ยอดสหาย (ภรยิ า ปรมา สาขา) ภรรยากเ็ ทา่ กบั มารดา (มาตาสมภรยิ า) พระจนั ทรเ์ ปน็ เครอ่ื ง ประดบั ของทอ้ งฟ้า พระราชาเปน็ เครอื่ งประดบั ของแผ่นดนิ ภรรยาเปน็ เครอื่ งประดับของสามี และความรเู้ ป็นเคร่อื งประดับ ของทุกคน อันแสดงถึงความส�าคัญจ�าเป็นของภรรยาในครอบครัว พระศาสดาไม่สอนให้ถือรูปร่างหน้าตาและฐานะเงินทอง เป็นสา� คญั เพราะเป็นทรพั ย์ภายนอกมีการเปลยี่ นแปลงไมเ่ ท่ียงแท้แน่นอน พระองค์ทรงเนน้ สอนให้ถือหลักธรรม ๔ ประการ ประการดังกลา่ วน้นั เพราะเปน็ ความจรงิ ทด่ี งี าม เป็นทรพั ย์สมบัติภายใน สรา้ งสรรคส์ ัมพนั ธผ์ ูกพันมัน่ คงอันดรี ะหว่างกัน
ครอบครัว 163 จากปรากฏการณท์ างสงั คมทวั่ ไป ไมว่ า่ ในอดตี หรอื ปจั จบุ นั รปู แบบของครอบครวั มหี ลายแบบลกั ษณะ แตใ่ นการศกึ ษาสงั คมวทิ ยา นกั สงั คมวทิ ยาสว่ นใหญม่ กั นยิ มคดิ วเิ คราะหแ์ ละอธบิ ายครอบครวั ออกเปน็ ๒ รูปแบบใหญ่ ๆ คือ ๑. ครอบครัวเดี่ยว (Nuclear Family) เป็นครอบครัวขาดเล็ก อยู่อาศัยกันไม่ก่ีคน เป็นครอบครัวที่ประกอบไปด้วยสามี ภรรยา และบุตรหรือบุตรบุญธรรม ในสังคมอุตสาหกรรมและ สมัยใหม่ รูปแบบครอบครัวมักเป็นครอบครัวขนาดเล็กไม่ใหญ่ เพราะการเปล่ียนแปลงและความ เจรญิ พฒั นาสงั คมเศรษฐกจิ และวฒั นธรรม รปู แบบครอบครวั ดงั กลา่ ว ทา� ใหเ้ กดิ ความอสิ ระเสรี เกดิ การ ห่างเหินแบ่งแยกระหว่างญาติพี่น้อง ขาดการเก่ียวข้องสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน ขาดความรู้เข้าใจ ความรักความอบอุ่นเกื้อกูล และขาดความผูกพันอันแน่นแฟ้นต่อกัน พัฒนากลายมาเป็นครอบครัว เดี่ยวส่วนบุคคล (Privatized nuclear Family) อันเป็นสาเหตุแห่งความโดดเดี่ยว ตัวใครตัวมัน ไมห่ ว่ งใยใสใ่ จกนั นบั วนั มแี ตค่ วามเหน็ แกต่ วั เปน็ สาเหตอุ ยา่ งหนงึ่ นา� ไปสปู่ ญั หาสงั คมทงั้ หลาย ในสงั คม โลกปจั จบุ นั ๒. ครอบครัวขยาย (Extended Family) เป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วยกลุ่ม เครือญาติท้งั หลาย มพี อ่ แม่ลกู ปู่ ยา่ ตา ยาย ลุง ปา้ น้า อา หลาน และเหลน เป็นต้น ทีม่ าอาศัยอยู่ ดว้ ยกนั ในบา้ นหลงั เดยี วกนั หรอื ในเขตบา้ นแหง่ เดยี วกนั เปน็ ลกั ษณะครอบครวั ใหญแ่ ละครอบครวั ใกล้ เคียงกัน แบบลกั ษณะครอบครวั ดงั กลา่ ว ทา� ใหเ้ กดิ ความสมั พนั ธผ์ กู พนั มคี วามเกย่ี วขอ้ งสมั พนั ธอ์ นั ดี ระหวา่ งกนั เกิดความรเู้ ขา้ ใจ ความรกั ความอบอนุ่ เก้ือกูล ความเออื้ อาทรหว่ งใย และเกิดความผูกพัน อันแน่นแฟน้ ต่อกัน กอ่ เกดิ เปน็ ครอบครัวสามคั คีมีแตค่ วามสขุ น่าอยูอ่ าศัย ยงั มีให้พบเหน็ ในสงั คมโลก ปจั จบุ ัน ภายในชีวิตครอบครัวสมัยใหม่ท่ัวไป ไม่มีใครเป็นใหญ่เป็นหัวหน้า ไม่มีการแบ่งแยกความ เปน็ หญิงและชาย ไม่มีการเอารดั เอาเปรียบกัน มีแต่ความเปน็ มนุษยแ์ ละความเสมอภาคเทา่ เทียมกนั ให้เกยี รตเิ คารพยกย่องกัน ไม่ดหู ม่นิ กัน ไม่นอกใจกัน ดแู ลเอาใจใสห่ ว่ งใยกัน ขยนั ชว่ ยเหลือรว่ มมอื กนั รู้จักแสวงหา รู้จักเก็บรักษา และรู้จักบริหารใช้สอยส่ิงที่หามาได้ร่วมกัน เพราะแม่บ้านผู้หญิงเป็นผู้มี ปญั ญาความรคู้ วามสามารถเหมอื นกบั ผชู้ าย สามารถออกนอกบา้ นทา� งาน สนบั สนนุ สง่ เสรมิ เศรษฐกจิ ของครอบครวั ไดท้ ดั เทยี มผชู้ าย การทแ่ี มบ่ า้ นผหู้ ญงิ ทา� งานหาเลยี้ งครอบครวั ชว่ ยดแู ลรกั ษาเศรษฐกจิ ครอบครวั สร้างความเอกภาพสมั พนั ธ์มัน่ คงในครอบครวั นกั สังคมวทิ ยาและสตรนี ยิ มท้งั หลาย ถอื วา่ เปน็ การเอาชนะประวตั ศิ าสตรโ์ ลกผหู้ ญงิ ครง้ั ยง่ิ ใหญ่ เปน็ การประกาศความรคู้ วามสามารถเกยี รตศิ กั ดศิ์ รี ใหป้ ระจกั ษต์ อ่ สายตาชาวโลก มปี รากฏใหเ้ หน็ อยทู่ ว่ั ไป ควรใหเ้ กยี รตยิ กยอ่ งไมด่ หู มนิ่ กนั เราจงึ หวงั ให้ ทกุ คนรจู้ กั หน้าที่ของตนเองอยา่ งถกู ต้องเหมาะสม ร้แู ล้วใหน้ �ามาปฏบิ ตั ใิ หส้ อดคลอ้ งสัมพนั ธก์ บั ความ เป็นจรงิ เหลา่ น้ัน ก่อเกิดความถกู ต้องดงี าม เสรมิ สร้างสนบั สนุนพัฒนาซ่ึงกนั และกนั เป็นประโยชน์สขุ เกอื้ กลู ในครอบครวั สมั พันธส์ มดุลและบูรณาการ
164 สงั คมวทิ ยาเบ้อื งต้น แมห้ ลกั การครองเรือนมีมากมาย เพือ่ ความเข้าใจรว่ มกัน เพ่ือความสมั พนั ธม์ น่ั คงระหว่างกัน จงึ ขอเสนอ หลกั การครองเรอื นตามแนวพทุ ธ ทพี่ ระพทุ ธองคท์ รงตรสั เอาไวใ้ นขทุ ทกนกิ าย สตุ ตนบิ าต พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ ข้อที่ ๓๑๑ หน้าที่ ๓๖๑ คนครองเรือนทั่วไปจ�าต้องมีหลักการครองเรือน อย่างน้อยมหี ลักธรรม ๔ ประการคอื ๑. มีสัจจะ คือความจริง ซ่ือสัตย์ต่อกัน จริงใจ จริงวาจา และจริงกาย หรือคิดจริง พูดจริง ท�าจรงิ เพราะความจริงนา� แตส่ ่งิ ดงี ามมาให้ ๒. มีทมะ ความอดทนข่มใจได้ รู้จักฝึกฝนอบรมพัฒนาตนเอง คบคุมจิตใจตนเองได้ แก้ไข เปลยี่ นแปลงปรบั เขา้ หากนั ได้ ๓. ขนั ติ ความอดทน ทนตอ่ ความทกุ ขย์ ากลา� บาก ทนลา� บากตรากตรา� ทนตอ่ อปุ สรรคปญั หา ท้ังหลายได้ พรอ้ มที่จะฝา่ ฟันอุปสรรคปญั หาไปด้วยกนั และ ๔. จาคะ คอื ความเสยี สละแบง่ บนั เสยี สละเพอื่ ผอู้ น่ื ใหส้ งิ่ ของแกผ่ อู้ น่ื เสยี สละประโยชน์ สุขเพื่อผอู้ น่ื ได้ มีความเออื้ อาทรห่วงใยกนั นเี่ รยี กวา่ ฆราวาสธรรม ๔ หลกั การหรอื หลกั ธรรมสา� หรบั ฆราวาส ชวี ติ ครองเรอื นของคนทว่ั ไป เป็นหลักธรรมทา� ให้กอ่ เกิดความมั่นใจเชือ่ ใจกนั เกดิ การพฒั นาเปลี่ยนแปลงนา� ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า ช่วยท�าให้ได้ท�าให้ส�าเร็จ ความอดทนถึงท่ีได้ดีทุกคน และช่วยท�าให้เกิดความเป็นเอกภาพ สัมพันธ์มั่นคงภายในครอบครัวได้อย่างแท้จริง เป็นหลักธรรมช่วยแก้และกันปัญหาชีวิตครอบครัว ท่ที กุ สังคมพยายามคดิ แก้ไขปอ้ งกนั ภายใตก้ ารเปลย่ี นแปลงของสงั คมและวัฒนธรรมอยา่ งตอ่ เนือ่ ง หน้าทข่ี องครอบครวั ทว่ั ไป หลกั การดา� เนนิ ชวี ติ ทด่ี อี ยา่ งหนง่ึ คอื การปฏบิ ตั ทิ า� ตามบทบาทหนา้ ท่ี (Roles or gender roles) เพราะทุกอย่างมีหน้าที่ของมัน ไม่ว่าครอบครัวสังคมหรือแม้แต่ร่างกายของมนุษย์ ในบางครั้ง นกั สงั คมวทิ ยาทงั้ หลายพยายามคดิ วเิ คราะหแ์ ละอธบิ ายถงึ องคก์ รสถาบนั ทางสงั คมในความหมายหนา้ ที่ ของสว่ นนั้น ๆ ท่ีมนุษยก์ ระท�า อนั มีผลตอ่ การดา� รงคงอยขู่ องกฎเกณฑ์ บรรทดั ฐาน คณุ ค่า วัฒนธรรม และโครงสร้างทางครอบครัวสังคม ครอบครัวสังคมเป็นระบบท่ีถูกสร้างข้ึนด้วยส่วนต่าง ๆ ที่โยงใย สมั พนั ธซ์ งึ่ กนั และกนั เกดิ ขนึ้ แตล่ ะสว่ นตา่ งทา� หนา้ ทส่ี นบั สนนุ สง่ เสรมิ กระบวนการทางครอบครวั สงั คม การหน้าที่ของครอบครัวสังคมก็เช่นเดียวกับการหน้าที่ของอวัยวะร่างกาย เช่น การหน้าท่ีของตา ท�าหน้าที่มองเห็น หู ฟังเสียง ไตท�าหน้าท่ีขับของเสียจากเลือดไปทางปัสสาวะ หรือหัวใจท�าหน้าท่ี สง่ เลือดไปยงั สว่ นต่าง ๆ ของอวัยวะรา่ งกาย เป็นต้น สว่ นต่าง ๆ ของอวัยวะรา่ งกายเหล่านี้ทา� หนา้ ที่ สอดคล้องสัมพันธ์กันอย่างถูกต้องเหมาะสม หากตาบอดก็จะมองไม่เห็น หูหนวกฟังไม่ได้ยินเสียง
ครอบครัว 165 ไตท�างานไมป่ กตหิ รือหวั ใจลม้ เหลว กจ็ ะส่งผลเสยี ตอ่ รา่ งกายหรอื มนุษย์อาจจะตายไปในทส่ี ดุ ท�านอง เดยี วกัน สถาบันทางสังคม เชน่ สถาบนั ครอบครัว การศกึ ษา และเศรษฐกิจ สถาบันครอบครวั มีหน้า ทส่ี า� คญั ในการฝกึ ฝนอบรมเลย้ี งดบู ตุ ร ใหก้ ารศกึ ษาบตุ ร จนกระทง่ั เขาเตบิ ใหญส่ ามารถอยพู่ ง่ึ ตนเองได้ สถาบนั การศกึ ษาทา� หนา้ ทใี่ หค้ วามรวู้ ชิ าการตา่ ง ๆ ใหก้ ารฝกึ อบรมพฒั นาจนเกดิ ความชา� นาญในอาชพี ทั้งหลาย และเศรษฐกิจรับผดิ ชอบในการผลติ เครอ่ื งนงุ่ หม่ อาหาร ทีอ่ ย่อู าศัย ยารักษาโรค ยง่ิ ไปกว่าน้ี ยงั ชว่ ยในการสรา้ งสนบั สนนุ สง่ เสรมิ รกั ษาบทบาท หนา้ ท่ี บรรทดั ฐาน คณุ คา่ ทางสงั คม และวฒั นธรรม ตามแนวคิดทฤษฎีการหน้าที่ ปัญหาทั้งหลายเกิดขึ้น เมื่อบางส่วนของสังคมเสียความเป็นระเบียบผิด ปกตไิ มท่ า� หนา้ ทห่ี รอื ทา� หนา้ ทไี่ มถ่ กู ตอ้ งเหมาะสมเพยี งพอ อยา่ งไรกต็ าม แมค้ รอบครวั หรอื พอ่ แมม่ หี นา้ ที่ทางสังคมมากมาย เพ่ือความรู้เข้าใจอย่างถูกต้องร่วมกัน และความดีงามสมบูรณ์ของครอบครัว จงึ ขอเสนอบทบาทหน้าทสี่ า� คญั ของครอบครัว ดงั นี้ ๑. สรา้ งแบบลกั ษณะมนษุ ย์ นอกจากมหี นา้ ทท่ี า� ใหบ้ ตุ รเกดิ และใหอ้ าหารเลยี้ งดเู ขาใหเ้ จรญิ เติบโตข้ึน มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ต้องสร้างแบบลักษณะหรือ บคุ ลกิ ภาพมนษุ ย์ สรา้ งอปุ นสิ ยั และจิตใจมนุษย์ ครอบครัวหรือพ่อแมเ่ ปน็ ผู้สา� คญั อยา่ งยงิ่ ในการสรา้ ง แบบลักษณะและคุณภาพบุตร มีหน้าท่ีช่วยสร้างเขาให้มีแบบลักษณะที่ดี มีพฤติกรรม จิตใจ และมี ปญั ญาดี มพี ฤตกิ รรมปกตอิ ยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสม มรี ะเบยี บวนิ ยั เรยี บรอ้ ย มมี ารยาทและมนษุ ยสมั พนั ธด์ ี มีจิตใจงามหรือมีคุณธรรม อดทนอดกลั้นหนักแน่นไม่หวั่นไหว สามารถควบคุมอารมณ์ท�าใจได้ ข่มจิตขม่ ใจได้ ขยนั หมั่นเพียร กระตอื รือร้น รับผดิ ชอบตอ่ หน้าที่ ซอ่ื สตั ย์สุจริตยตุ ิธรรม มีแตค่ วามรกั เมตตากรุณา กตัญญูรู้คุณ จริงใจ เห็นอกเห็นใจคนอื่น และเสียสละเอ้ืออาทร เป็นต้น และมีปัญญา ความรดู้ ี รคู้ วามจรงิ มเี หตผุ ล รสู้ ง่ิ ทงั้ หลายตามความเปน็ จรงิ แลว้ ปฏบิ ตั ใิ หถ้ กู ตอ้ งเหมาะสม กอ่ เกดิ แต่ ประโยชน์ฝ่ายเดียว สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความปกติสุขไร้ปัญหา มีแต่ชีวิตท่ีดีงามประเสริฐ อนั เป็นแบบลักษณะท่ีพึงประสงคต์ ้องการยอมรบั ทัว่ ไป กลา่ วโดยย่อหรือสรปุ ตามหลกั ของพระพุทธ- ศาสนา แบบลกั ษณะมนุษยท์ ด่ี ีท่ีพงึ ประสงค์ตอ้ งการ คอื แบบมคี วามรดู้ ีและประพฤตดิ ี ๒. ใหก้ ารศกึ ษา ครอบครวั หรอื พอ่ แมเ่ ปน็ ครคู นแรกทใ่ี หก้ ารศกึ ษาแกบ่ ตุ ร การศกึ ษาคอื ความ รู้ ถือว่ามคี วามสา� คัญจ�าเปน็ ตอ่ มนษุ ยท์ ุกคน การศกึ ษากเ็ พ่ือคณุ ค่าความหมายและประโยชน์ของชวี ติ ทางสงั คม ชวี ติ ทม่ี คี ณุ คา่ ความหมายและเปา้ หมาย กค็ อื ชวี ติ ทมี่ กี ารศกึ ษา ตอ้ งสอนใหร้ เู้ ขา้ ใจความจรงิ ส่ิงดีงาม ความจริงชีวิตโลกสังคม เพื่อเป็นหลักในการด�าเนินชีวิต สอนวิทยาการและวิชาชีพทั้งหลาย เพอ่ื ทา� งานหาเลยี้ งชพี เพอ่ื ดแู ลเลย้ี งตนและพงึ่ ตนเองได้ สามารถใชช้ วี ติ อยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสม สามารถ ท�าประโยชน์ตนและสังคมได้ พ่อแม่ถือเป็นครูอาจารย์คนส�าคัญ เป็นครูอาจารย์ย่ิงกว่าครูอาจารย์ สอนทกุ หลกั สตู รวชิ า สอนทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ ง ทงั้ ในภาคทฤษฎแี ละปฏบิ ตั ิ สอนไดท้ กุ ทที่ กุ เวลา สอนโดยไม่ ต้องมีตารางสอน สอนดว้ ยความต้งั ใจหวงั ดีไมป่ กปิด สอนไมม่ เี งนิ เดอื นค่าตอบแทน สอนได้ตลอดชวี ิต ไม่คิดอะไรทั้งส้ิน สอนหวังให้เขาเป็นคนดี มีวิชาความรู้เป็นเครื่องมือท�ามาหากิน เป็นสมาชิกที่ดีของ
166 สงั คมวิทยาเบื้องต้น สังคม ไม่มีครูอาจารย์คนไหนท�าได้ จึงมีแต่ความรักผูกพันหวังดีอันแน่นแฟ้น พ่อแม่เป็นครูอาจารย์ ผู้เสียสละ มุ่งมานะปั้นศิษย์ไม่คิดหนี อุทิศตนค้นหาวิชาดี สอนศิษย์ดีอนาคตสดใสเอย โปรดรับรู้มีสูง เย่ยี มเทยี มฟ้าอย่าดูถูก ครเู คยปลูกวชิ ามาแตห่ ลงั ศษิ ย์ไร้ครอู ยไู่ ด้ไม่จีรัง อยา่ โอหังลบหลู่ครูอาจารย์ ๓. ใหค้ วามรกั เมตตาอบอนุ่ มนษุ ยต์ อ้ งการสง่ิ ตา่ ง ๆ มากมาย เพอื่ การคงอยแู่ ละเปน็ ไปของ ชวี ติ ทางสงั คม นอกจากตอ้ งการทอ่ี ยอู่ าศยั เสอื้ ผา้ เครอ่ื งนงุ่ หม่ เครอ่ื งอา� นวยความสะดวกสบาย อาหาร น�้ากินด่ืม อากาศสดู ลมหายใจแล้ว ยังต้องการความรักเมตตาอบอ่นุ ความรกั เมตตาอบอุ่นเปน็ อาหาร ประเภทหน่ึง ท่ีส�าคัญจ�าเป็นส�าหรับมนุษย์ เพราะถ้าหากเราสังเกต มนุษย์ยังแสวงหาต้องการอาหาร ประเภทนี้กันทุกคน บางคนอาจให้ความส�าคัญจ�าเป็นมาก ในขณะท่ีหลายคนไม่สนใจ ไม่เห็นคุณค่า ความหมายและประโยชนข์ องอาหารประเภทน้ี เพราะเปน็ นามธรรมจบั ตอ้ งไมไ่ ดม้ องไมเ่ หน็ รเู้ ขา้ ใจยาก การสมั ผสั ดว้ ยความรกั เมตตาทา� ใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ ดมี คี วามสขุ อบอนุ่ ใจ เปน็ อาหารชว่ ยหลอ่ เลยี้ งมนษุ ย์ ให้ยังอยู่เป็นไปได้ ช่วยให้มนุษย์เจริญเติบโตพัฒนา ช่วยสร้างสรรค์พัฒนาแบบลักษณะและคุณภาพ มนษุ ย์ ให้เกิดความดีงามสมบรู ณแ์ บบมนั่ คงย่ังยนื ช่วยใหเ้ ขาเดินไปในทางท่ีถกู ตอ้ งดงี าม ช่วยปลกุ เร้า เป็นก�าลังใจต่อสู่ฝ่าฟันอุปสรรคปัญหา ช่วยพยุงให้เขาเดินหน้าสู้ต่อไปไม่ท้อถอยเบ่ือหน่าย ขาดความ รกั เมตตาอบอนุ่ และขาดความรเู้ ขา้ ใจความจรงิ สง่ิ ดงี าม บางครง้ั ทา� ใหค้ นเรามปี ญั หาไมส่ ามารถดา� เนนิ ชีวติ ต่อไปได้ บางคนถงึ กับคิดสั้นฆ่าตวั ตาย เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมเห็นอย่ทู ัว่ ไป ในทางพระพทุ ธ- ศาสนา นอกจากอาหารประเภทขา้ วปลาอาหารพืชผกั ผลไม้ การสัมผัสถูกตอ้ งด้วยความรักเมตตาแลว้ รู้สึกดีอบอุ่น ก็ถือว่าเป็นอาหารอย่างหน่ึงเช่นกัน เรียกว่าผัสสาหาร๓ อาหารคือการถูกต้องแตะต้อง เป็นประสาทสัมผัสท้ังหกท่ีมากระทบกัน ท�าให้เกิดความรู้สึกนึกคิด พ่อแม่หรือครอบครัวต้องรู้เข้าใจ ๓ อาหาร คือส่ิงที่หนุนน�าท�าให้เกิดผล หรือสิ่งท่ีหล่อเล้ียงร่างกายและจิตใจ เป็นเหตุปัจจัยช่วยให้มนุษย์คงอยู่เป็นไปได้ มี ๔ ประเภท คือ ๑. กวฬงิ การาหารหรือกพลิงการาหาร อาหารคอื ค�าข้าว เปน็ ขา้ วปลาอาหารพืชผกั ผลไม้ ทก่ี ลืนกนิ เขา้ ไป แลว้ ท�าให้รา่ งกายคงอยเู่ ปน็ ไป ๒. ผสั สาหาร อาหารหรือการถกู ต้องแตะตอ้ ง การที่อายตนะภายในกับภายนอกมากระทบกนั เช่น ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ล้ินล้ิมรส และใจรับรู้เข้าใจ แล้วท�าให้มนุษย์เกิดความรู้สึกสุขทุกข์หรือเฉย ๆ ๓. มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือเจตนาความตั้งใจจงใจ ความตั้งใจเป็นอาหารหรือเหตุปัจจัยท�าให้เกิดพฤติกรรมการกระท�า พฤตกิ รรมทบี่ คุ คลแสดงทง้ั ดแี ละไมด่ เี ปน็ เหตปุ จั จยั ทา� ใหเ้ กดิ ผลตามมา ดงั นนั้ พลงั แหง่ กรรมหรอื การกระทา� ทป่ี ระกอบไปดว้ ย เจตนาจึงช่วยให้มนุษย์คงอยู่เป็นไป ๔. วิญญาณาหาร อาหารคือความรู้เข้าใจ วิญญาณคือใจ อาหารมจก็คือความรู้เข้าใจ รู้เข้าใจความจริงส่ิงดีงาม แล้วท�าให้ถูกต้องเหมาะสม ก็เป็นเหตุปัจจัยช่วยให้เกิดความสุขใจ หากเป็นสิ่งเลวทราม ก็จะเป็น อาหารท�าให้เกิดความทุกข์ใจ จะเห็นได้ว่า มนุษย์พยายามแสวงหาต้องการปัญญาความรู้เข้าใจความจริงส่ิงท้ังหลายอย่าง ต่อเนื่องมาตลอด เพ่ือสร้างสรรค์พัฒนาไปสู่ความดีงามสมบูรณ์แบบตลอดถึงความหลุดพ้น อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ทางสงั คมการเมอื ง (ทฆี นกิ าย ปาฏกิ วคั ค์,๒๕๓๘:พระไตรปิฎก เลม่ ที่ ๑๑, ขอ้ ที่ ๒๔๔, หน้าที่ ๒๔๐) มนษุ ย์ประกอบไปด้วย ๒ สว่ นใหญ่ คือกายกบั จติ ใจ กายก็มอี าหารของรา่ งกาย และจิตใจกม็ อี าหารของจติ ใจดงั กลา่ ว สัตว์ทัง้ หลายด�ารงอยูไ่ ด้เพราะ อาหารเหล่านี้
ครอบครวั 167 เปน็ ผมู้ หี นา้ ทสี่ า� คญั รบั ผดิ ชอบในสว่ นน้ี ตอ้ งมคี วามรเู้ ขา้ ใจอยา่ งถกู ตอ้ งในกระบวนการสรา้ งสรรคพ์ ฒั นา ต้องมีเวลาให้ความรักความอบอุ่นแก่กันอย่างพอเพียง ไม่ว่าเป็นพ่อแม่ลูกและคนอ่ืน ๆ ต้องให้ ความรักเมตตาอบอุ่นแก่กัน เพราะเป็นคุณธรรมส�าคัญอย่างหนึ่งค�้าจุนชีวิตครอบครัวสังคมโลก แม้พระพทุ ธเจา้ กย็ ังทรงสอนเน้นเอาไวว้ า่ ความรักเมตตาเป็นธรรมค�้าจนุ โลก ช่วยพยุงสงั คมโลกเอาไว้ ไม่ให้สังคมโลกแตกร้าวมีปัญหา เป็นหลักธรรมให้เกิดความเป็นเอกภาพสามัคคีไม่มีปัญหา ดังนั้น ความรักเมตตาอบอุ่นก็เป็นคุณธรรมค�้าจุนครอบครัวเอาไว้เช่นกัน ถือได้ว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนต้อง รว่ มมือช่วยกันรกั ษาพยุงเอาไว้ไม่ใหแ้ ตกแยกลม้ เหลว ๔. เปน็ เพอื่ นทดี่ ี มนษุ ยเ์ ปน็ สตั วส์ งั คม ไมส่ ามารถอยคู่ นเดยี วได้ จงึ จา� ตอ้ งมเี พอื่ นคอยปรกึ ษา ช่วยเหลือพ่ึงพากัน เพื่อนในครอบครัวเป็นเพ่ือนท่ีดีจริงใจเสมอ ไม่มีเพื่อนที่ไหนดีเท่ากับเพ่ือนใน ครอบครวั เพอ่ื นยอ่ มมอี ทิ ธพิ ลบทบาทตอ่ เพอ่ื น เปน็ แบบอยา่ งชกั จงู ไดท้ ง้ั ในทางดแี ละเสยี ชวี ติ ของคน เราจะเจริญหรือเสื่อมเสียก็เพราะเพ่ือน ต้องรู้เข้าใจเพื่อน ต้องคอยดูอธิบายชี้แจงแนะน�าส่ังสอนด้วย ความจริงใจ คอยช่วยเหลือสนับสนุนส่งเสริมกัน คอยแนะน�าแต่ส่ิงดีงามเป็นประโยชน์ ไม่ให้ท�าความ ช่ัวให้ท�าแต่ความดี คอยเป็นแสงสว่างน�าทาง ให้เกิดความรู้ความเข้าใจความจริงมีเหตุผล สามารถ ประพฤติปฏบิ ัตใิ หส้ อดคลอ้ งสัมพนั ธ์กับความจรงิ น้นั ใหเ้ กิดความถูกต้องดีงามเปน็ ประโยชน์ มชี วี ิตที่ ดีงามประเสรฐิ ๕. สร้างพัฒนาบุคลากรของชาติ เด็กบุตรหลานของท่านในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า เปน็ ทรพั ยากรทม่ี คี ณุ คา่ ความหมาย เปน็ บคุ ลกรมคี า่ มหาศาล เปน็ อนาคตของสงั คมประเทศชาติ สงั คม ประเทศชาตจิ ะเจรญิ รงุ่ เรอื งกา้ วหนา้ กเ็ พราะเดก็ บตุ รหลานดี เดก็ บตุ รหลานจะดไี ดน้ น้ั ขนึ้ อยกู่ บั พอ่ แม่ หรอื ครอบครวั ทด่ี ี พอ่ แมห่ รอื ครอบครวั มหี นา้ ทส่ี า� คญั ในการสรา้ งสรรคพ์ ฒั นาเดก็ บตุ รหลานใหเ้ ปน็ คน ดีมีคุณธรรม ให้เขาสามารถคิดเป็นท�าถูกและแก้ไขปัญหาท้ังหลายได้ ให้เขาสามารถเรียนรู้ คิดได้ มองไกล และใฝด่ ี ท่ามกลางการเปลยี่ นแปลงของสังคมและวัฒนธรรม เพอื่ ให้เขาเป็นคนดีและสมาชิก ท่ีดีของสังคมประเทศชาติ เพื่อการสร้างพัฒนาสังคมประเทศชาติ เพ่ือความสัมพันธ์ม่ันคง และความ เจริญรุ่งเรอื งก้าวหนา้ ตอ่ ไป
บทที่ ๑๐ ศาสนา ศาสนาเป็นเร่ืองละเอียดอ่อน ศาสนาท่ีดีต้องเป็นความจริงมีเหตุผล คนท่ีรู้หลักศาสนาเพียง เลก็ น้อย จะมใี จโนม้ เอยี งไปสู่การไม่มีศาสนา แต่ถ้ารหู้ ลกั ศาสนาอย่างลึกซึง้ จะเป็นผมู้ ่ันคงในศาสนา และมนษุ ย์กร็ ้แู ละนบั ถอื ศาสนาหลายแงม่ ุม บา้ งก็เหน็ วา่ ศาสนาเปน็ สิ่งเร้นลบั มหัศจรรย์ สง่ิ ศักด์ิสิทธิ์ ปรากฏการณธ์ รรมดาทว่ั ไป หรอื เปน็ หลกั การดา� เนนิ ชวี ติ ทางสงั คม ทม่ี คี วามสมั พนั ธเ์ กย่ี วขอ้ งกบั มนษุ ย์ และสงั คมในทกุ แงม่ มุ ไมว่ า่ ในดา้ นการเปน็ อยู่ การศกึ ษา เศรษฐกจิ การเมอื ง และวฒั นธรรม อนั แสดง อ�านาจอิทธพิ ลบทบาทตอ่ มนษุ ย์และสงั คมอยา่ งตอ่ เนอื่ ง ในสงั คมโลกปจั จบุ นั อา� นาจอทิ ธพิ ลบทบาทของศาสนาตอ่ มนษุ ยแ์ ละสงั คมดเู หมอื นจะลดนอ้ ย ถอยลง (Secularization) แต่มนุษย์ก็พยายามท�าความเข้าใจวิเคราะห์อธิบายศาสนาอย่างลึกซึ้งต่อ เนอ่ื ง พยายามศกึ ษาคน้ ควา้ ตน้ กา� เนดิ และววิ ฒั นาการมนษุ ยก์ บั ศาสนา ดเู หมอื นวา่ เปน็ เรอื่ งยากลา� บาก และยงั หาขอ้ ยตุ ไิ มไ่ ด้ เพราะแตล่ ะศาสนากม็ ตี น้ กา� เนดิ และความเปน็ มาไมเ่ หมอื นกนั จงึ มแี บบลกั ษณะ ศาสนาแตกต่างกันออกไป ปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมทั่วโลกอย่างหนึ่ง คือมนุษย์มีระบบ ความคิดความเช่ือและการประพฤติปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป เพราะปัจจัยพื้นฐานทางสังคมและ วัฒนธรรมอันไม่เหมือนกัน มนุษย์กับศาสนาเห็นได้ว่า เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง มนุษย์เป็นสัตว์สังคมประเภทหน่ึง ส่วนศาสนาเป็นหลักที่พยายามบอกอธิบายปรากฏการณ์สังคม ท้ังหลายท่ีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับศาสนา จึงท�าให้สังคมและวัฒนธรรม แตกต่างกันออกไป และในบางครั้ง ท�าให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างมนุษย์กับศาสนา หรือกลุ่มคน กบั ศาสนา ปญั หาความขดั แยง้ ในสงั คมมนษุ ยจ์ ะเกดิ ขน้ึ ไดน้ นั้ กเ็ พราะความไมร่ เู้ ขา้ ใจลงั เลสบั สนสงสยั หรอื ความเห็นและการยดึ ถอื ปฏิบตั อิ นั แตกตา่ งกนั อะไรคือศาสนา เกิดข้ึนไดอ้ ย่างไร ประกอบไปด้วย อะไร เกิดขึ้นเพ่ืออะไร หรือช่วยอะไรได้บ้าง ปัญหาศาสนาความคิดความเช่ือและการปฏิบัติท้ังหลาย แม้ว่าสังคมโลกเจริญพัฒนาถึงจุดสูงสุด ก็ยังเป็นปัญหาส�าหรับนักคิดนักปราชญ์ทั้งหลายท้ังฝ่าย ตะวันออกและตกที่จะต้องคิดพิจารณาวิเคราะห์ตรวจสอบกันต่อไป เพ่ือความรู้เข้าใจและการปฏิบัติ ท่ีถูกต้องมเี หตุผลร่วมกัน อะไรคือศาสนา แมว้ า่ ศาสนาเปน็ ไดห้ ลายสงิ่ แตก่ เ็ ปน็ ทย่ี อมรบั กนั ทวั่ ไป ศาสนาเปน็ บอ่ เกดิ แหง่ ศาสตรท์ งั้ หลาย แมแ้ ตส่ งั คมวทิ ยากถ็ อื กา� เนิดมาจากศาสนา เพ่อื ความรู้เขา้ ใจศาสนาอย่างถกู ตอ้ งเหมาะสม จา� ต้องคดิ
170 สังคมวทิ ยาเบื้องต้น ทบทวนประวตั คิ วามเปน็ มาและความหมายของศาสนาเสยี กอ่ น เพราะถา้ หากรเู้ ขา้ ใจศาสนาผดิ พลาด ก็จะส่งผลให้ประพฤติปฏิบัติผิดเสียหายตามมา ฉะน้ัน นักคิดทั้งหลายทั้งฝ่ายตะวันออกและตกต่าง พยายามศกึ ษาคดิ คน้ หาคา� ตอบเกยี่ วกบั ศาสนา ประวตั ทิ มี่ าคณุ คา่ ความหายหรอื ประโยชนข์ องศาสนา อย่างถูกต้องเหมาะสม แม้มีศาสนาหรือแนวคิดความเชื่อและการปฏิบัติแตกต่างกันออกไป แต่ก็พอ สรปุ ประวตั ิท่ีมาคุณค่าความหมายของศาสนาได้เป็น ๒ ลกั ษณะใหญ่ ๆ ดงั ต่อไปนี้ ๑. ศาสนา (Religion ในภาษาอังกฤษของฝ่ายตะวันตก) คือความรู้สึกและความเช่ืออย่าง ลึกซ้งึ ท่เี คยปฏิบตั ิสืบต่อกนั มา (Belief in spiritual beings, Tylor, ๑๘๗๑) เปน็ ลักษณะปลงใจเชือ่ ท�าสืบทอดกันมา ศาสนา (Religion) คือระบบองค์รวมของความเชื่อและการปฏิบัติที่เกี่ยวกับส่ิง ศักด์ิสิทธิ์ที่เคารพนับถือกราบไหว้บูชา (Unified system of beliefs and practices relative to sacred things, Durhkeim, ๑๙๑๒) (Bowker, ๒๐๐๕: XVIII, Jary and Jary, ๒๐๐๐: ๕๑๔) เปน็ การ บวงสรวงบชู าสรา้ งความสมั พนั ธอ์ นั ดรี ะหวา่ งมนษุ ยก์ บั เทพเจา้ สง่ิ ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ เปน็ รปู แบบพธิ กี รรมองคก์ ร สถาบันเก่ียวกับระบบความเช่ือและการปฏิบัติท้ังหลาย อันได้มาจากแนวคิดความเช่ือที่ว่า เทพหรือ พระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก และเปน็ ผูก้ า� หนดแสดง สรรพสิง่ มาจากเทพเจ้าผ้มู ีอ�านาจย่งิ ใหญ่ สรรพสิ่งเกิด ขึ้นเป็นไปตามลิขิตบัญชาของพระองค์ท่านหรือเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ เพ่ือต้องการรู้ความจริง ต้องการเข้า ถึงเทพเจ้าส่ิงศักด์ิสิทธิ์ ต้องการเป็นท่ีรักโปรดปรานและต้องการสิ่งดีงามให้กับชีวิต จึงหาวิธีรู้เข้าถึง เทพเจ้าด้วยการท�าความเคารพนับถือ เป็นการกราบไหว้บูชาพระเจ้าส่ิงศักดิ์สิทธิ์ด้วยรักศรัทธาเกรง กลัว อนั มีแหล่งกา� เนิดทกี่ รซี และอาณาจกั รโรมนั ของโลกตะวนั ตก ๒. ศาสนา (สาสนหรือสาสน� ในภาษาบาลีของฝ่ายตะวันออก) หมายถึงคา� สั่งสอน สั่งสอน ธรรมหรือความจริงธรรมดาที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ อันเป็นหลักธรรมดาสัจธรรมและจริยธรรม ห้ามไม่ให้ท�าความช่ัว ให้ท�าแต่ความดี และท�าจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ เพื่อการศึกษาเรียนรู้พัฒนาตน ให้ดีงามประเสริฐหรือที่สุดให้หลุดพ้นหมดกิเลสตัณหา แรกเร่ิมเดิมที ไม่มีค�าว่า ศาสนา หลังจากที่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนธรรมหรือกฎธรรมดาแก่สัตว์โลกทั้งหลาย โดยใช้ค�าว่า พรหมจรรย์ (พรหมจริยะ) หลักการประพฤติปฏิบัติอันดีงามประเสริฐ (ว่าโดยสรุป = ศีล สมาธิ และปัญญา เรียกว่า ไตรสิกขา ก็เท่ากับว่า หลักส�าคัญ ๓ ประการ ไม่ว่าด้านพฤติกรรม จิตใจ และปญั ญา ทมี่ นษุ ยท์ งั้ หลายเกดิ มาตอ้ งศกึ ษาเรยี นรใู้ หเ้ ขา้ ใจตามความเปน็ จรงิ แลว้ ปฏบิ ตั อิ ยา่ งถกู ตอ้ ง มีเหตุผล ก็จะส่งผลเกิดความถูกต้องดีงาม อันเป็นความหมายแท้ของศาสนาตามธรรมชาติแบบพุทธ รเู้ ข้าใจธรรมความจริงมีเหตผุ ลแลว้ ไม่ทา� หรือลงมือปฏิบตั ิ กไ็ รค้ ณุ คา่ ความหมาย) ต่อมา ทรงใชค้ า� วา่ ธรรมและวนิ ยั หลกั ธรรมดาและกฎระเบยี บชวี ติ ทางสงั คม และพฒั นากลายมาเปน็ ศาสนา ถงึ ปจั จบุ นั อันได้มาจากหลักความจริงมีเหตุผลท่ีว่า สัจธรรมความจริงมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ แล้วพระพุทธเจ้า เพยี งเปน็ ผมู้ าคน้ พบ บัญญตั ิ ช้แี จง แสดง ธรรมะธรรมดาหรอื ธรรมชาติเกิดขนึ้ เปน็ ไปเพราะเหตปุ จั จยั และกาลเวลา สรรพสงิ่ เกดิ ขน้ึ เปน็ ไปเพราะเหตปุ จั จยั ไมม่ ใี ครสรา้ งกา� หนดแสดง นอกจากตวั มนษุ ยเ์ อง
ศาสนา 171 ชีวิตมนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เป็นกระบวนการธรรมดาที่เกิดข้ึนเพราะเหตุปัจจัย และการ กระท�าของมนุษย์เอง กระบวนการชีวิตก็เป็นกระบวนการธรรมชาติที่ยืดยาวมีการเวียนว่ายตายเกิด หลายภพหลายชาติ ด้วยอ�านาจกเิ ลส กรรม วิบาก เปน็ กระบวนการทีเ่ กดิ ข้นึ ต้ังอยู่ แลว้ ก็ดบั ไปตาม เหตุปัจจัย การเกิดก็เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ความตายเป็นเพียงการยุติของ กระบวนการชวี ิตช่ัวระยะหน่ึง ในชวี ติ หนึ่งชาตหิ น่งึ ภพหนง่ึ เทา่ น้ัน จากนน้ั กิเลส กรรม วิบากกจ็ ะส่ง ผลให้ไปเกดิ ในชาติใหม่ภพใหมอ่ ีกตอ่ ๆ ไปไม่มีที่ส้ินสุด กระบวนการชีวติ นีจ้ ะสิ้นสดุ ลงจรงิ ๆ กต็ ่อเม่ือ มนษุ ยเ์ ราศกึ ษาเรียนรูค้ วามจรงิ สงิ่ ต่าง ๆ ทง้ั หลาย ให้เกิดปัญญารู้เขา้ ใจส่ิงท้งั หลายเหลา่ นน้ั ตามความ เป็นจริง แล้วปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสมกับความจริงเหล่าน้ันอย่างมีเหตุผลถูกต้องพอเพียง กล่าวคือ ละความช่ัวท้ังหลาย ท�าความดีท้ังปวงให้ถึงที่สุด และประการสุดท้าย ให้ละทั้งความดีและความช่ัว ทงั้ หมดเหลา่ นน้ั (ศลี สมาธิ และปญั ญา) อนั หมายถงึ “การบรรลพุ ระนพิ พาน” คอื การไมม่ กี เิ ลสตณั หา ดับราคะ โทสะ โมหะ ดับทุกข์ดับภพดับชาติ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปในสังคมโลก เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งทางธรรมชาติ เป็นกระบวนการประกอบไปด้วยความจริงมากมาย และเป็นกระบวนการท่ีอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่างเกิดข้ึน อันมีแหล่งก�าเนิดท่ีประเทศอินเดียของโลก ตะวนั ออก จากการวเิ คราะหแ์ ละอธบิ ายขา้ งตน้ น้ี แสดงใหเ้ หน็ วา่ มนษุ ยช์ าตไิ ดพ้ ยายามทจี่ ะรเู้ ขา้ ใจความ จรงิ อันสงู สดุ พยายามเขา้ ถึงความจรงิ แทน้ น้ั พยายามสร้างสรรคพ์ ฒั นาตนเองให้เป็นคน พฒั นาคนให้ เปน็ มนษุ ย์ จากมนุษยใ์ หเ้ ปน็ พระอรยิ ะผู้ประเสริฐ พยายามปฏิบัติตอ่ ตนเอง สังคมและส่ิงแวดลอ้ มให้ ถูกตอ้ งเหมาะสม พยายามหารูปแบบการดา� เนนิ ชวี ติ ทางสังคมให้ดีใหไ้ ดใ้ ห้สา� เรจ็ อนั เปน็ การปฏิบตั ิท่ี สอดคลอ้ งสมั พนั ธก์ บั ความจรงิ แทเ้ หลา่ นนั้ เปน็ การดา� เนนิ ชวี ติ ทางสงั คมทด่ี งี ามประเสรฐิ ไดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ สาเหตุแหง่ การเกดิ ศาสนา กล่าวโดยท่ัวไป มนุษย์ทั้งหลายท่ัวโลกมีธรรมชาติท่ีเหมือนกัน แต่มีพฤติกรรมการกระท�า ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ มีความไม่รู้ มีความอยากต้องการ มีความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูของกูตัวเรา ของเรา ความโกรธ ความรักตัวกลัวตาย เป็นต้น ไม่ว่าอยู่แห่งหนต�าบลไหน ประเทศไหน ชาติไหน ภาษาอะไร ศาสนาอะไร ชนชนั้ อะไร ไม่วา่ กป่ี กี ี่ร้อยกพี่ นั กี่ลา้ นปกี ย็ งั เหมอื นเดมิ มธี รรมชาติเหมอื นกัน หมดไมย่ กเว้น มนุษยเ์ กิดมาแล้วไม่ร้อู ะไร ไม่รูส้ ่ิงตา่ ง ๆ ทง้ั หลายที่ตนเขา้ ไปเกย่ี วขอ้ งสัมพันธ์ จา� ต้อง เรยี นรสู้ งิ่ ทง้ั หลายทอี่ ยรู่ อบกายตวั เอง เพอ่ื ความอยรู่ อดปลอดภยั ของชวี ติ มนษุ ยม์ คี วามอยากตอ้ งการ ไม่มีทีส่ ิ้นสุด ไม่รจู้ ักอิ่มไมร่ ู้จักพอ ตอ้ งการนนั่ ตอ้ งการนห่ี รือตอ้ งการแต่ส่ิงดี ๆ ให้กับชีวติ ความอยาก ตอ้ งการเปน็ แรงผลกั ดนั ใหม้ นษุ ยก์ ระทา� แสวงหา (ศาสนาพทุ ธและครสิ ตส์ อนเหมอื นกนั ) กลวั สง่ิ ตา่ ง ๆ ท้งั หลาย กลวั ภัยอันตรายทางธรรมชาติ กลวั ความมืด กลวั ผี กลวั นา�้ ท่วม ฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า พายุ แผ่นดินถลม กลัวสัตวร์ า้ ย กลัวไมด่ เี จบ็ ไข้ไดป้ ว่ ย ความทกุ ขย์ ากลา� บาก กลัวสูญเสีย และท่สี ุดกลวั ตาย
172 สงั คมวิทยาเบื้องต้น ในยคุ แรกเรมิ่ เดมิ ที ความไมร่ แู้ ละความกลวั เหน็ ไดว้ า่ มอี ทิ ธพิ ลบทบาทสา� คญั ตอ่ มนษุ ย์ นกั คดิ และนกั ปราชญ์ท้ังหลายเห็นว่า ความไม่รู้และความกลวั นีแ้ หละ เปน็ เหตุปจั จยั และสาเหตุสา� คัญอย่าง หนงึ่ ทา� ใหเ้ กดิ ศาสนา หากเราพจิ ารณาสงั เกตจะเหน็ ไดว้ า่ เวลาทมี่ นษุ ยไ์ มร่ ตู้ กใจกลวั คดิ อะไรกไ็ มอ่ อก บอกอะไรก็ไม่ได้ หรือท�าอะไรก็มีแต่ความผิดพลาดเสียหาย เมื่อมนุษย์ไม่รู้แล้วเกิดความกลัวข้ึนมา กจ็ ะหวาดหวน่ั ไมท่ นั คดิ กจ็ ะหนเี อาตวั รอด เมอ่ื พยายามหนตี อ่ ไปไมพ่ น้ กจ็ ะหนั กลบั มาตอ่ สทู้ กุ รปู แบบ เม่ือต่อสู้ถึงที่สุดแล้วสู้ไม่ได้ ก็จะยอมแพ้เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยและความปกติสุข ความกลัวน่าจะ เป็นสาเหตุอย่างหน่ึงท�าให้มนุษย์แสวงหาความอยู่รอดปลอดภัยและที่พึ่ง ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงท่ีท�าให้ เกิดศาสนาได้อย่างแท้จริง จากหลักฐานท่ีปรากฏอยู่ในขุททกนิกาย พระไตรปิฎก เล่มท่ี ๒๕ ข้อท่ี ๒๔ หน้าท่ี ๔๐-๔๑ กล่าวเอาไวอ้ ย่างชัดเจนวา่ มนษุ ยเ์ ปน็ จา� นวนมาก ผถู้ กู ภยั อนั ตรายคกุ คาม ยอ่ มแสวงหาภูเขา ปา่ หรือ เจ้าป่า เจ้าเขา อาราม ต้นไม้ และเจดีย์ท้ังหลาย เป็นสรณะหรือที่พ่ึง น่ันไม่ใช่ที่พ่ึงอันปลอดภัย และ ไม่ใช่ท่ีพึ่งอันสูงสุด บุคคลเข้าถึงที่พ่ึงอย่างน้ัน จะไม่พ้นจากความทุกข์ท้ังปวงได้ บุคคลใดถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แลว้ รูเ้ ข้าใจอริยสัจ ๔ คือทกุ ข์ สมทุ ัย นโิ รธ มรรค (หรืออรยิ มรรค ๘ ประการ) นน่ั เปน็ ทพ่ี ง่ึ อนั เกษม เปน็ ทพ่ี งึ่ อนั สงู สดุ บคุ คลนนั้ แสวงหาทพ่ี ง่ึ อยา่ งนน้ั ยอ่ มพน้ จากความทกุ ขท์ งั้ ปวงได้ อยา่ งไรกต็ าม จงึ ขอเสนอสาเหตุที่ท�าให้เกิดศาสนา ดงั น้ี ๑. ความคิด (Thought or idea) เป็นกระบวนการทางจิต ความคดิ มีลกั ษณะ ๓ ประการ คอื คดิ ด้วยอ�านาจตรึกตรองใครค่ รวญ ด้วยการรแู้ จม่ แจง้ ชดั เจน (ซ่ึงอารมณ์ท้งั หลาย) และรู้ความจรงิ ทั่วไป กล่าวอีกอยา่ งหนึง่ หมายถงึ วติ ก (ตรึกตรองใคร่ครวญ) วิญญาณ (รแู้ จ้ง) และปัญญา (ร้สู ่งิ ท้งั หลายตามความเปน็ จริง) ทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ งมาจากความคิดหรือความคดิ เปน็ จุดเร่ิมต้นของทุกอยา่ ง รูจ้ กั คิดถูกหลักวิธีมีแบบแผนเหตุผลบนฐานของความจริง เป็นการเร่ิมใช้ความคิดของตนเองอย่างอิสระ เปน็ ปจั จยั ทา� ใหเ้ กดิ ปญั ญารเู้ ขา้ ใจสงิ่ ทงั้ หลายตามความเปน็ จรงิ ทา� ใหเ้ กดิ ความคดิ เหน็ ทถ่ี กู ตอ้ งแมน่ ยา� ชว่ ยใหค้ นเราสามารถเรยี นรคู้ ดิ เปน็ ทา� ถกู มชี วี ติ ทด่ี งี ามประเสรฐิ นอกจากประสาทสมั ผสั ทางตา หู จมกู ลิ้น และกายแล้ว มนุษย์ยังสามารถเข้าถึงความจริงมีเหตุผลได้ด้วยความคิดและปัญญา อันเป็นหลัก ความจรงิ อยา่ งหนงึ่ ของมนษุ ย์ มนษุ ยน์ บั ตง้ั แตเ่ ราคลอดจากครรภข์ องมารดาเกดิ มามชี วี ติ เปน็ อยใู่ นโลก ทางสังคม ไม่รู้อะไรเป็นอะไร ดี-ชั่ว ถูก-ผิด ไม่รู้จะประพฤติปฏิบัติต่อส่ิงต่าง ๆ ท้ังหลายอย่างไร เพอ่ื ความอยรู่ อดปลอดภยั และชวี ติ ทดี่ งี ามประเสรฐิ มนษุ ยจ์ า� ตอ้ งคดิ เรยี นรพู้ ฒั นาตนเอง รดู้ -ี ชวั่ ถกู -ผดิ และเหต-ุ ผล รสู้ ง่ิ ตา่ ง ๆ ทงั้ หลายตามความเปน็ จรงิ เรยี นรสู้ งิ่ ตา่ ง ๆ ทง้ั หลายใหเ้ กดิ ปญั ญา เพอื่ เอาชนะ ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ท้ังหลาย เพราะมนุษย์มีคุณสมบัติพิเศษเหนือกว่าสัตว์อื่นทั้งหลาย ตรงท่ี รู้จักคิดแก้ไขป้องกันเปลี่ยนแปลงส่ิงต่าง ๆ ทั้งหลายได้เป็นอย่างดี คิดศึกษาเรียนรู้หาประสบการณ์
ศาสนา 173 เกิดความเชอ่ื ทศั นคติ คา่ นิยม และการประพฤตปิ ฏิบตั ิอยา่ งถูกต้องมีเหตผุ ลเพยี งพอ ก่อให้เกิดคณุ ค่า ความหมายสง่ิ ดีงาม แลว้ ยดึ ถือปฏบิ ัติสบื ต่อกนั มา เปน็ หลักการดา� เนินชวี ิตทางสังคม เป็นส่ิงประดิษฐ์ ทางความคิดอันสูงสุดของมนษุ ย์ ทเ่ี รยี กว่าหลักศาสนาตามธรรมชาติ ๒. ความตอ้ งการ (Needs) ชีวิตทางสังคมเตม็ ไปด้วยความต้องการตา่ ง ๆ มากมาย มนุษย์ มีความต้องการไม่มีที่ส้ินสุด มนุษย์ทุกคนล้วนมีความต้องการ พยายามเสาะแสวงหาตอบสนองความ ตอ้ งการของตนเอง ตง้ั แตข่ นั้ พน้ื ฐาน คอื ความตอ้ งการทางสรรี ะรา่ งกาย จนถงึ ขน้ั สงู สดุ คอื ความตอ้ งการ ทจ่ี ะรเู้ ขา้ ใจความจรงิ ถกู ตอ้ งดงี ามของมนษุ ยแ์ ละโลกสงั คม เปน็ ความตอ้ งการทางจติ ใจ (Mental needs) ต้องการรู้ส่ิงต่าง ๆ มากมาย ต้องการค�าตอบของชีวิตที่แน่นอนชัดเจน เพื่อก�าจัดความลังเลสงสัยใน ชวี ติ ทางสงั คม เปน็ ความตอ้ งการทจ่ี ะรวู้ า่ อะไรคอื โลก อะไรคอื ชวี ติ เกดิ มาจากอะไร เกดิ มาทา� ไม อะไร คอื เปา้ หมายของชวี ติ เกดิ มาแลว้ จะทา� อยา่ งไร ตายไปแลว้ จะไปไหน ตอ้ งการรเู้ ขา้ ใจชวี ติ คนสงั คมอยา่ ง ถ่องแท้ ต้องการรู้เข้าใจสิ่งท้ังหลายตามความเป็นจริง เป็นความต้องการขั้นสูงของมนุษย์ เป็นความ ตอ้ งการด้านปญั ญา น�ามาเป็นหลกั การดา� เนนิ ชวี ิตท่ถี กู ตอ้ งดีงามประเสริฐ อนั เปน็ จดุ หมายปลายทาง สุดท้ายของความต้องการมนุษย์ ๓. ความพยายามและปญั ญา (Effort and wisdom) หากคดิ ตอ้ งการแลว้ ไมท่ า� กจ็ ะไมเ่ กดิ อะไรขึ้น ความพยายามท�าให้เกิดปัญญาเป็นปัจจัยส�าคัญอย่างหนึ่งท�าให้เกิดศาสนา แม้แต่พระพุทธ- ศาสนา กเ็ กดิ ขน้ึ จากความเพยี รพยายามของเจา้ ชายสทิ ธตั ถะทต่ี อ้ งการรแู้ ละเขา้ ถงึ ความจรงิ สงิ่ ทง้ั หลาย ความจริงส่ิงดีงาม ความจริงสิ่งสากลด้วยปัญญา ชีวิตทางสังคมจะแสดงพฤติกรรมการกระท�าต่าง ๆ ทง้ั หลาย กต็ อ่ เมอื่ มอี ะไรมากระตนุ้ จงู ใจในการกระทา� หากไมม่ คี วามอยากตอ้ งการเปน็ แรงกระตนุ้ ผลกั ดนั มนษุ ยก์ จ็ ะหยดุ เคลอ่ื นไหวไมต่ า่ งไปจากวตั ถอุ นื่ ๆ เพอื่ ชวี ติ ทดี่ งี ามประเสรฐิ ในสงั คม มนษุ ยท์ งั้ หลาย จงึ พยายามแสวงหาความจรงิ สง่ิ ดีงาม แสวงหาสภาวะทส่ี มดุลบูรณาการ แสวงหาหลกั การด�าเนินชวี ติ ทางสังคมอยา่ งตอ่ เนื่อง อนั เป็นหลักการด�าเนินชีวติ ทีด่ ีงามประเสรฐิ น้ันเอง ลักษณะการเกดิ ศาสนา สัจธรรมความจริงมีอยู่แล้วตามธรรมดาหรือธรรมชาติ มนุษย์เป็นตัวแปรแสดงส�าคัญในโลก แหง่ ความเป็นจรงิ สิ่งท้ังหมดเกิดขนึ้ เป็นไปตามธรรมดาเหตปุ จั จัย เปน็ ความจรงิ ท่วั ไป และได้รบั การ ยอมรบั ยนื ยนั โดยความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ เพราะนกั วทิ ยาศาสตรท์ งั้ หลายไดม้ าพสิ จู นท์ ดลองตามหลกั วิทยาศาสตร์ เพ่ือรู้เข้าถึงความจริงให้ได้มากท่ีสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การกา� เนดิ ของสิ่งตา่ ง ๆ ทงั้ หลาย ไมว่ ่าดา้ นศาสนา สังคมวทิ ยา วทิ ยาศาสตร์หรอื ศาสตร์อื่น ๆ เราได้ มาจากฐานความคดิ และความตอ้ งการการกระทา� ของมนษุ ย์ จดุ กา� เนดิ ของวทิ ยาศาสตรก์ เ็ กดิ จากความ คิดต้องการรู้เข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติท้ังหลาย และแหล่งที่มาความรู้ก็มีมากมายหลายประการ
174 สังคมวิทยาเบ้อื งตน้ กลา่ วคอื รดู้ ว้ ยการศกึ ษาประสาทสมั ผสั จากประวตั ศิ าสตร์ ประสบการณ์ และการคดิ พจิ ารณาไตรต่ รอง อย่างละเอียดถ่ีถ้วน เป็นต้น แต่ส�าหรับแหล่งท่ีมาของศาสนา หรือจุดก�าเนิดส�าคัญของศาสนา พอกา� หนดได้ ดังตอ่ ไปน้ี ๑. เกดิ จากการเปิดเผยของเทพเจา้ (Revelation of god or almighty) อนั เน่อื งมาจาก ความเชื่อที่ว่า พระเจา้ หรอื เทพเจา้ เป็นผมู้ ีอ�านาจย่ิงใหญ่ เป็นผสู้ ูงสดุ และประเสรฐิ เลิศท่สี ดุ สมั ผัสจบั ต้องไม่ได้ แต่มีอยู่อย่างนั้นเป็นอมตะ เป็นปฐมของสรรพส่ิง เป็นผู้สร้างโลกสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง สร้างเปิดเผยสัจธรรม สร้างสังคม กิจกรรม และหลักคา� สั่งสอน สร้างให้ด�าเนินไปและเป็นอยู่อย่างมี จุดหมายปลายทาง พระเจ้าเป็นสัพพัญญูรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ความรู้บางอย่างหรือหลาย ๆ อย่าง มนษุ ยไ์ มส่ ามารถเขา้ ถงึ รไู้ ด้ เพราะมสี ตปิ ญั ญาและความสามารถนอ้ ยจา� กดั ดงั นนั้ เมอ่ื เทพหรอื เทพเจา้ สรา้ งมนษุ ยข์ น้ึ มา กเ็ ลยสงสารมนษุ ย์ จา� ตอ้ งบอกแสดงชแ้ี จงใหท้ ราบโดยวธิ กี ารตา่ ง ๆ มกี ารกระซบิ บอก เข้าฝนั และดลใจ เปน็ ตน้ ผูท้ ่นี ับถือพระเจ้าสว่ นใหญ่ เชน่ ชาวฮินดู คริสต์ และอสิ ลาม เป็นตน้ เช่ือว่า ศาสนาเกดิ ขน้ึ เพราะการดลใจของพระเจา้ (Inspiration of god) ใหร้ เู้ ขา้ ใจสง่ั เขยี นจดบนั ทกึ เปน็ ตา� รา และคมั ภรี ์ มนษุ ยเ์ ปน็ เพยี งตวั แปรถา่ ยทอดความรจู้ ากเทพเจา้ เทา่ นน้ั เอง ลกั ษณะการดลใจของพระเจา้ พระเจ้าก็จะเลือกบุคคล ใส่ถ้อยค�าค�าสั่งสอนในปากของเขา เขาก็จะจ�าบอกกล่าวส่ิงที่สอนบัญญัตินั้น ในหมู่มนุษย์ หากไม่เชื่อฟังปฏิบัติตามในนามพระเจ้า พระองค์ก็จะก�าหนดโทษแก่ผู้น้ัน หากกล่าว ในนามของพระเจ้าองค์อ่ืน ต้องมีโทษถึงตาย มนุษย์กลัวตาย จ�าต้องศรัทธาท�าตาม ในความหมายนี้ ความกลวั จึงเปน็ สาเหตุหน่งึ ท�าใหเ้ กดิ ศาสนา (โดยเฉพาะศาสนานับถือพระเจ้า) ๒. เกิดจากความพยายามและปัญญาของมนุษย์ (Human effort and wisdom) เพราะความคิดเช่ือว่า ธรรมหรือธรรมดามีอยู่แล้วตามธรรมชาติ อันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เกิดขึ้นเป็นไปตามธรรมดาเหตุปัจจัย กล่าวคือมีสาเหตุและส่ิงเกื้อหนุนหลายอย่างท�าให้เกิด ไม่มีผู้ สรา้ งสรรคบ์ นั ดาลควบคมุ และทา� ลาย นอกจากตวั มนษุ ยเ์ อง มนษุ ยเ์ ปน็ ผสู้ รา้ งโลกสรา้ งทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ ง ด้วยปัญญาและการกระท�าของมนุษย์เอง อันเป็นหลักความจริงทั่วไป เพราะฉะน้ัน ศาสนาจึงเกิดขึ้น เพราะปญั ญาและความเพียรพยายามของมนุษย์ ชาวพุทธทง้ั หลายเช่ือมั่นวา่ ความจรงิ โลกสังคมหรือ ความจริงของสิ่งท้ังหลายสามารถรู้เข้าใจได้ด้วยปัญญาและการกระท�าหรือด้วยการตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นสัพพัญญูรู้ทุกส่ิงทุกอย่างตามความเป็นจริง อันเป็นความรู้มาจาก ประสบการณ์ทางจิตช้ันสูง เป็นเรื่องของบุคคลผู้มีศีล บ�าเพ็ญสมาธิ ละกิเลสที่เรียกว่านิวรณ์ ๕ ได้ เป็นจิตสงบสะอาดสว่าง แล้วบรรลุฌาน ๑-๒-๓-๔ ตามล�าดับ น้อมจิตหรือจิตท่ีควรแก่การงานนั้น ไปเพง่ ดอู ะไร (ญาณทสั สนะ) กจ็ ะรเู้ หน็ สงิ่ นน้ั ดว้ ยปญั ญาตามความเปน็ จรงิ (สมาหโิ ต ยถาภตู งั ปชานาต)ิ เกิดการรู้แจ้งส่ิงทั้งหลายตามความเป็นจริง (วิปัสสนาญาณ) เหมือนกับคนเราเดินเข้าไปในท่ีหรือ ห้องมืด แล้วเปิดไฟ ความสว่างก็จะท�าลายความมืด ท�าให้สามารถเห็นสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายได้แจ่มแจ้ง
ศาสนา 175 ชดั เจน ความรดู้ งั กลา่ วเกดิ จากสมั มาทฏิ ฐิ คอื ความเหน็ ชอบเปน็ อนั ดบั แรก และสมั โพธญิ าณเปน็ อนั ดบั สุดท้าย อันเป็นผลมาจากการศึกษาเรียนรู้ฝึกจิตตามหลักศีล สมาธิ และปัญญาให้ปกติสงบสะอาด บรสิ ทุ ธิแ์ ละสว่าง จงึ ปรากฏชดั วา่ ต้นกา� เนดิ ส�าคัญของศาสนาน้นั เป็นเรื่องของเทพเจา้ และมนุษย์ พระเจา้ หรือ เทพเจ้าเป็นลักษณะส่ิงศักด์ิสิทธ์ิลึกลับเหนือธรรมชาติ มีอิทธิฤทธ์ิทรงพลังอ�านาจยิ่งใหญ่ เก่งกล้า สามารถทสี่ ดุ สามารถรแู้ ละทา� ไดท้ กุ สงิ่ ทกุ อยา่ ง เปน็ สงิ่ ดที สี่ ดุ และสงู สดุ ศาสนาจงึ เปน็ เรอื่ งสง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ วิเศษพลังลึกลับซับซ้อนไสยศาสตร์ ส่วนมนุษย์ก็คือคนธรรมดาที่ต้องเรียนรู้ฝึกฝนอบรมพัฒนาตนให้ เจริญงอกงามในศีล สมาธิ และปัญญา ให้ดีและสมบูรณ์ท่ีสุดตามเหตุปัจจัย จึงจะเกิดความรู้เข้าใจสิ่ง ต่าง ๆ ท้ังหลายตามความเป็นจริง รู้เข้าใจธรรมดาหรือธรรมชาติ ศาสนาจึงเป็นเรื่องการศึกษาเรียนรู้ ฝึกฝนอบรมพัฒนาตนตามล�าดับไม่หยุดนิ่ง เป็นเร่ืองเหตุผลการกระท�าของมนุษย์ไม่พึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภายนอก หากไปหวงั พึ่งสงิ่ ศักด์ิสทิ ธ์ิภายนอก กจ็ ะวิปรติ ผิดเพี้ยนจากหลกั ความจรงิ มเี หตุผลทนั ที การเข้าถงึ ศาสนา จากการวเิ คราะหแ์ ละอธิบายเบอ้ื งตน้ พอจะทราบไดว้ ่า ศาสนากม็ ลี ักษณะประวัตคิ วามเป็น มาตน้ ก�าเนิดและจดุ ส้ินสดุ ทแ่ี ตกตา่ งกัน บางศาสนาเนน้ เรื่องศรัทธามาก่อนปญั ญา บางศาสนาบอกว่า ปญั ญาสา� คัญกวา่ ศรทั ธา แตอ่ ย่างไรก็ตาม ศาสนาเป็นประดิษฐกรรมทางความคิดอนั สูงสดุ ของมนุษย์ แสดงถึงความคิดเช่ือและการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน มีจุดมุ่งหมายปลายทางไม่เหมือนกัน ทางหนงึ่ กเ็ พอื่ เข้าถึงอาณาจกั รของพระเจ้า อีกทางหนง่ึ ก็เพื่อความบริสุทธิบ์ รบิ รู ณห์ ลดุ พน้ แมม้ ีความ คิดเช่ือและการปฏิบัติท่ีแตกต่างกัน แต่ก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือเพื่อความดีงามของชีวิตทางสังคม ชวี ติ ทด่ี งี ามประเสรฐิ กเ็ พราะมหี ลกั ศาสนาและหลกั ความจรงิ แท้ เพอ่ื บรรลเุ ปา้ หมายสงู สดุ ของชวี ติ ทาง สงั คม จงึ มีวิธกี ารเข้าถึงศาสนา ดงั นี้ ๑. ดว้ ยศรทั ธา (Faith) ความเชอ่ื ยอมรบั วา่ มอี ยหู่ รอื เปน็ อยจู่ รงิ ความเชอื่ ทปี่ ระกอบไปดว้ ย ความรักเคารพนับถือและความกลัว อันเป็นความจงรักภักดี เป็นความเช่ือท่ีพิสูจน์ทดลองไม่ได้ หรือไม่เกี่ยวกับเหตุผล เป็นลักษณะความเช่ือท่ีท�าสืบต่อกันมา เป็นตัวเช่ือมโยงไปสู่ต้นก�าเนิดศาสนา อาณาจกั รพระเจา้ ความเชอ่ื ดงั กลา่ วไมเ่ ปน็ เพยี งแตค่ วามรสู้ กึ ศรทั ธาในใจ แตต่ อ้ งยอมพลชี พี แกพ่ ระเจา้ ได้โดยไม่เง่ือนไข เป็นปัจจัยส�าคัญทา� ให้เข้าถึงความจริงแท้ของศาสนา การเข้าถึงความจริงลักษณะน้ี จะถูกสรา้ งกา� หนดด้วยน�า้ พระทัยของเทพเจ้าผูย้ ่ิงใหญน่ ั้น ปรากฏการณ์ทางสังคมทั่วไป ศรัทธาก็มีหลายระดับ แรกเร่ิมเดิมที มนุษย์อยู่กับธรรมชาติ ร้เู ห็นดนิ ฟ้า อากาศ ตน้ ไม้ ภูเขา แม่นา�้ ล�าธาร ดวงดาว ดวงจนั ทร์ ดวงอาทติ ย์ มีร้อน-หนาว และมี ความมืด-สวา่ ง เป็นต้น สังเกตรูเ้ หน็ ความเป็นไปและเปลีย่ นแปลงธรรมชาติ เพราะความไมร่ ู้ความจริง
176 สังคมวทิ ยาเบอ้ื งต้น มีเหตุผล ก็เลยคิดว่ามีพลังอ�านาจลึกลับบางอย่างท�าให้เป็นไปเปล่ียนแปลง จึงเชื่อนับถือ ธรรมชาติ เหล่าน้ัน นอกจากพลงั อ�านาจลึกลับ นา่ จะมอี ะไรบางอยา่ งสงิ สถติ อยูใ่ นน้ันทา� ให้เป็นไป สง่ิ ทีส่ ามารถ บนั ดาลทา� ใหเ้ คลอื่ นไหวเปน็ ไป กค็ อื ภตู ผปี ศี าจจติ วญิ ญาณหรอื วญิ ญาณบรรพบรุ ษุ จงึ พากนั เชอ่ื เคารพ นับถอื ภูตผีปศี าจจิตวญิ ญาณหรอื วิญญาณบรรพบรุ ุษ จากนนั้ ก็คดิ ตอ่ ไปวา่ สงิ่ ท่ีมีพลังอา� นาจเหนอื สง่ิ ทง้ั หลายเหลา่ น้ี ก็คือเทพหรือเทพเจา้ เป็นผมู้ ีอ�านาจย่งิ ใหญ่ สร้างสิ่งทัง้ หลายเหล่าน้ัน จงึ พากันเชอ่ื นับถือ พระเจ้า เหล่าน้ัน ครั้นสังคมโลกเจริญวิวัฒนาการมาตามล�าดับ ความคิดและวิทยาการของ มนษุ ยก์ เ็ จรญิ พฒั นาตาม มกี ารคดิ พสิ จู นท์ ดลองแลว้ จงึ ปลงใจเชอ่ื ทา� ตาม อนั เปน็ ความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ ความร้จู รงิ อยา่ งมีเหตผุ ล จึงพากันเชอ่ื นบั ถือ ความร้ทู างวิทยาศาสตร์ แมแ่ ต่นักสงั คมวทิ ยาทัง้ หลาย ก็ยอมรับว่า ความรู้จริงคือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นความรู้ท่ีเชื่อกันว่าใหม่ทันสมัยในโลกปัจจุบัน ที่สร้างคุณค่าความหมายและประโยชน์ให้กับสังคมโลกปัจจุบันอย่างกว้างขวาง และสังคมโลกก็นิยม น�าเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาช่วยแก้ไขตัดสินปัญหาท้ังหลาย เป็นปรากฏการณ์ท่ีมีเห็นอยู่ท่ัวไป แมแ้ ต่ในสังคมไทย ๒. ด้วยปัญญา (Wisdom) ความเช่ือท่ีประกอบไปด้วยปัญญามีเหตุผล รู้สิ่งท้ังหลายตาม ความเป็นจริง รู้เหตุผล รู้ดีรู้ช่ัว รู้ถูกรู้ผิด รู้ว่าควรไม่ควร รู้คุณรู้โทษ รู้ว่าประโยชน์ไม่ใช่ประโยชน์ เป็นความฉลาดสามารถรู้เข้าใจส่ิงต่าง ๆ ท้ังหลายอย่างถูกต้องแม่นย�า สามารถคิดวิเคราะห์พิจารณา ไตร่ตรองตรวจสอบแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผลเป็นธรรม ปัญญาเป็นเร่ืองการฝึกฝน อบรมพฒั นาใหร้ เู้ ขา้ ใจความจรงิ ชวี ติ ทางสงั คม การรเู้ ขา้ ใจชวี ติ ทางสงั คม กเ็ พอื่ ปฏบิ ตั ติ อ่ สง่ิ ทงั้ หลายได้ ถกู ตอ้ ง เพอ่ื ชวี ติ ทดี่ งี ามประเสรฐิ ปญั ญาเปน็ ตวั เชอื่ มโยงไปสตู่ น้ กา� เนดิ ศาสนาธรรมดาเหตผุ ล หรอื เปน็ ปัจจัยส�าคัญท�าให้เข้าถึงความจริงธรรมดาตามนัยความหมายแท้ของศาสนานี้ การเข้าถึงความจริง ธรรมดานีจ้ ะถูกสร้างก�าหนดด้วยการกระท�าของมนุษย์เอง ตามหลกั ของพระพทุ ธศาสนา ปญั ญากม็ หี ลายประเภทระดบั ทงั้ ตา่� และสงู (โลกยิ และโลกตุ ตร ปัญญา เรียกว่า ปัญญา ๒) ปัญญาเกิดจากจากการฟัง การอ่าน การสังเกต การศึกษาเล่าเรียน และประสบการณ์ เปน็ ตน้ เรยี กวา่ สตุ มยปญั ญา เมอื่ ฟงั เหน็ ศกึ ษาเลา่ เรยี นมาแลว้ กน็ า� มาคดิ วเิ คราะห์ ตรวจสอบหาความจรงิ มเี หตผุ ล เปน็ ปญั ญาทเี่ กดิ จากการคดิ อยา่ งถกู ตอ้ งมเี หตผุ ล หรอื จนิ ตามยปญั ญา เพื่อให้เกิดผลในการปฏิบัติจริง จึงลงมือปฏิบัติฝึกฝนอบรมพัฒนาให้มีให้เกิดขึ้น เรียกว่า ภาวนามย ปัญญา (ปญั ญา ๓) ปัญญารอบรู้ส่งิ ต่าง ๆ ทงั้ หลายตามความเปน็ จริง รวู้ ่าดเี จริญข้นึ ก็ท�า (อายโกศล) รวู้ า่ ไมด่ เี สอื่ มเสยี หายกไ็ มท่ า� (อปายโกศล) และหาวธิ ที า� ใหไ้ ดท้ า� ใหส้ า� เรจ็ (อปุ ายโกศล, โกศล ๓) สา� หรบั ผู้มปี ัญญาที่แท้จริง ปรากฏการณ์ทางสังคมท่ัวไป จะเห็นได้ว่า หากมีส่ิงแปลกประหลาดหรือมหัศจรรย์เกิดขึ้น เช่น คนเกิดมาแปลกหรือท�าอะไรแปลก ๆ ท�าท่าท�าทางแปลก ๆ อยู่กินแปลก ๆ นุ่งห่มผ้าแปลก ๆ ไวห้ นวดเครายาวเหมอื นฤๅษี โยคี และดาบส กจ็ ะนกึ วา่ เปน็ ผวู้ เิ ศษมหศั จรรยพ์ ระอรยิ ะหรอื พระอรหนั ต์
ศาสนา 177 สัตว์เกิดมาแปลกประหลาด สุนัขสุกรมีขา ๒-๓ ขาหรือมากกว่า ๔ ขา โคกระบือที่มีขา ๒-๓ ขาหรือ มากกวา่ ๔ ขาหรอื มเี ขาแปลกประหลาด ตน้ ไมแ้ ปลกประหลาด ตน้ โพธ์ิ ตน้ ไทรใหญ่ ๆ เกา่ แกป่ ระหลาด ต้นกล้วยออกปลีกลางล�าต้น ต้นมะพร้าวออกดอกเหมือนเศียรพญานาค แม้กระทั่งวัตถุหินแปลก ประหลาด อะไรท่ีแปลกประหลาดผิดปกติทั่วไป ก็จะนึกว่าเป็นสิ่งวิเศษศักดิ์สิทธ์ิมีพลังอ�านาจลึกลับ ก็จะพากันศรัทธาเคารพนับถือ พากันไปบูชากราบไหว้ขอพรขอหวยขอเบอร์ เพราะนึกเช่ือว่าเป็นส่ิง มงคลวิเศษให้โชคให้ลาภ สามารถช่วยเหลือดลบันดาลประทานพรให้ ก็เพราะความเชื่อที่ปราศจาก ปญั ญาไมม่ เี หตผุ ล ขาดการคดิ วเิ คราะหต์ รวจสอบ จงึ พาใหเ้ ขา้ ถงึ เรอ่ื งแปลกอยา่ งนี้ หากรจู้ กั คดิ วเิ คราะห์ พิจารณา ไตร่ตรอง แยกแยะว่า คืออะไร เป็นอะไร มาจากไหน เกิดจากอะไร ประกอบด้วยอะไร และเพอื่ อะไร แลว้ จงึ เชอ่ื ยอมรบั นบั ถอื คอื เชอ่ื อยา่ งมปี ญั ญาหรอื เชอ่ื อยา่ งมเี หตผุ ล กจ็ ะสง่ ผลใหเ้ ขา้ ถงึ ความจริงส่ิงดีงาม มนุษย์หากมีแต่ศรัทธาเชื่อง่าย เช่ือไปทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีเหตุผล ยอมรับไปทุกสิ่ง ทุกอย่าง ก็จะเป็นคนโง่งมงายไร้เหตุผล หากมีปัญญามากไม่เชื่อง่าย ก็จะเชื่ออะไรยาก หรือไม่เชื่อ อะไรเลย จะปฏิเสธไปเสียทุกอย่าง ก็จะเป็นคนถือตัวหยิ่งจองหองทะนงตน ดังนั้น ศรัทธากับปัญญา จงึ มาคกู่ นั เสมอ มนษุ ยต์ อ้ งรจู้ กั ปรบั ประยกุ ตใ์ ชใ้ หเ้ ทา่ กนั ใหเ้ กดิ ความสมดลุ บรู ณาการเสมอ ศรทั ธา คอื ความเชอ่ื อย่างมีเหตผุ ล เปน็ ตัวนา� วัตถดุ ิบขอ้ มลู ข่าวสารทีไ่ ดร้ เู้ หน็ สง่ ใหป้ ัญญาช่วยในการคดิ วิเคราะห์ ตรวจสอบให้เกิดความรู้เข้าใจตามความเป็นจริง เป็นการเข้าถึงหลักศาสนาหรือความจริงมีเหตุผลได้ อยา่ งแทจ้ รงิ ถอื ไดว้ ่าเป็นการด�าเนินชวี ติ ทีถ่ ูกต้องดีงาม หรือการดา� เนนิ ชวี ติ ทีด่ ีงามประเสริฐตอ้ งด้วย ปญั ญา เปน็ หลกั ความจรงิ ทวั่ ไป ในสงั คมไทย ปญั หาศรทั ธากบั ปญั ญา เหน็ ไดว้ า่ เปน็ ปญั หาใหญส่ า� คญั อยา่ งตอ่ เนอื่ ง ไมว่ า่ ในอดตี ปัจจุบันและอนาคต ยังมีปัญญาความเข้าใจผิดและศรัทธาวิปริต กล่าวคือมีความคิดเห็นแบบผิด ๆ เคารพนบั ถือผิด ๆ แม้เปน็ ยุคสมยั ท่เี จรญิ และมเี หตผุ ลกต็ าม ใครคดิ ทา� อะไรแปลก ๆ ยนื เดนิ นั่ง นอน กิน ดม่ื ท�า พดู คิดแปลก ๆ แต่งกายแปลก ๆ กนิ แตผ่ ัก ไม่กนิ เน้อื อยู่ตามป่าเขา ตามโคนไม้ มกั นอ้ ย ไม่เอาอะไร ผคู้ นก็นกึ ว่าเป็นผู้วิเศษ มอี ิทธิฤทธิ์ โยคี ฤๅษี ดาบส สมณะ พระอรยิ ะ พระอรหันต์ กพ็ า กนั ตน่ื เตน้ เคารพนบั ถอื โดยไมร่ วู้ า่ อะไรเปน็ อะไร สา� หรบั ผวู้ เิ ศษ มอี ทิ ธฤิ ทธ์ิ สว่ นใหญก่ ค็ อื นกั บวช โยคี ฤๅษี ดาบส คนเหล่านี้เป็นนักปฏิบัติท่ีได้ฌานสมาบัติและโลกียอภิญญา มีอ�านาจจิตแก่กล้ากว่าคน ธรรมดา สามารถแสดงฤทธไ์ิ ด้ หายตวั ดา� ดนิ เหาะเหนิ เดนิ อากาศได้ เสกบนั ดาลสงิ่ ตา่ ง ๆ ทงั้ หลายได้ มหี ทู พิ ย์ ตาทพิ ย์ ดกั ทายอา่ นใจคนได้ ระลกึ ชาตไิ ด้ แตย่ งั มกี เิ ลสโลภ โกรธ หลง หากเพลดิ เพลนิ หลงใหล ในฤทธ์เิ หลา่ นี้ ไมเ่ จริญพัฒนา ใชฤ้ ทธ์ไิ ปในทางท่ีผดิ เลี้ยงชีพไปในทางที่ผดิ เพือ่ ตอบสนองกเิ ลสตณั หา ของตน กจ็ ะเปน็ คนเสอื่ มจากฤทธ์ิ กลายเปน็ คนธรรมดา ในครง้ั พทุ ธกาล คนประเภทนกี้ ค็ อื พระเทวทตั ผู้ต้องการอา� นาจความเปน็ ใหญ่แทนพระพุทธเจา้ แล้วในทสี่ ดุ ก็ถูกแผน่ ดนิ สูบตาย กลายเป็นผ้เู ดน่ ดงั ด้านความชั่ว ส่วนสมณะ พระอริยะ พระอรหันต์ ก็เป็นนักบวชเช่นกัน ประพฤติปฏิบัติเพ่ือความถูก ตอ้ งดงี าม สะอาด สวา่ ง สงบทางกาย วาจา และจติ ใจ เจรญิ พฒั นาตามลา� ดบั จนถงึ ขนั้ บรสิ ทุ ธหิ์ ลดุ พน้
178 สงั คมวทิ ยาเบอื้ งต้น จากกเิ ลสตณั หา ไม่มคี วามโลภ โกรธ หลงและทุกข์ พฤตกิ รรมการกระท�าทกุ อยา่ งเป็นไปเพื่อความถูก ต้องดีงาม ไม่ใช่เพ่อื ตนเองหรอื กเิ ลสตณั หา ในแง่ความคิดเช่ือและยึดถือปฏิบัติแปลก ๆ เพื่อความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนมากย่ิงข้ึน จงึ ขอยกตัวอยา่ ง ในครงั้ พุทธกาล มตี ระกูลหนึง่ มีทาสหรือคนใช้ ๙๙ คน อย่มู าวนั หนงึ่ กม็ ลี ูกทาสคน หนึ่งเกิดมาครบคนท่ี ๑๐๐ พอดี แล้วนายก็เห็นว่าดี ถือได้ว่า เป็นทาสมงคล จึงต้ังช่ือให้ว่า ปูรณะ เพราะเกดิ มาทา� ใหเ้ ตม็ รอ้ ยพอดี กเ็ ลยี้ งดอู ยา่ งดี ใหส้ ทิ ธพิ เิ ศษหลายอยา่ ง อยอู่ ยา่ งสขุ สบายกวา่ ทาสคน อ่นื ๆ งานการไมท่ า� อยากท�าก็ทา� ไมอ่ ยากทา� กไ็ มท่ �า ทา� แตต่ ามใจตนเอง จึงทา� ใหม้ พี ฤติกรรมเสียหาย อยู่มาวันหนึ่ง จึงเกิดความคิดข้ึนว่า อยู่ไปวัน ๆ ก็เซ็ง ไม่เห็นมีประโยชน์อันใดในชีวิตการเป็นอยู่ จงึ ตดั สนิ ใจหนอี อกจากบา้ น แตใ่ นระหวา่ งทาง กถ็ กู โจรจปี้ ลน้ เอา (ทง้ั เงนิ ทอง) และเสอ้ื ผา้ ไป นายปรู ณะ ไดโ้ อกาสกว็ ง่ิ หนหี ายเขา้ ไปในปา่ โดยทรี่ า่ งกายไมม่ อี ะไรปกปดิ เพราะเกดิ มาไมเ่ คยศกึ ษาเลา่ เรยี นอะไร ไมเ่ คยทา� อะไร กเ็ ลยหาเอาใบไมใ้ บหญา้ มาปกปดิ รา่ งกาย ไปไหนมาไหนกเ็ ปลอื ยกาย เมอื่ ชาวบา้ นเหน็ นายปูรณะเป็นอย่างน้ัน ก็เลยเข้าใจและก�าหนดว่า บุรุษน้ีเป็นนักบวชผู้วิเศษ ไม่สมณะก็พระอรหันต์ มคี วามมกั น้อย เปน็ บคุ คลหาไดย้ ากจรงิ ๆ หาไมไ่ ดอ้ กี แล้ว จงึ พากนั เอาขา้ วปลาอาหารอยา่ งดไี ปถวาย ส่วนนายปูรณะก็ส�าคัญได้ว่า ของนี้ข้าวปลาอาหารหรือลาภสักการะน้ี เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยน้ี เกดิ ขน้ึ เพราะความทเี่ ราไมน่ งุ่ ผา้ ตง้ั แตน่ น้ั มา จงึ ไมย่ อมนงุ่ หม่ เสอ้ื ผา้ แมม้ คี นนา� มาถวายกไ็ มย่ อมนงุ่ หม่ เขาจึงได้ถือเพศเปลอื ยนัน่ เอง จะเรยี กว่า เปน็ ฤาษชี ีเปลือยหรอื อะไรกต็ าม ปจั จบุ นั นกั บวชท่ีไม่นุง่ ห่ม เส้ือผ้าในประเทศอินเดียก็ยังมี เมื่อมีคนศรัทธาเล่ือมใสมากขึ้น ก็ตั้งตัวเป็นใหญ่เป็นเจ้าส�านัก ขนานนามตวั เองใหมว่ า่ ปรู ณะกสั สปะ แลว้ กห็ าวธิ กี ารสอนทเ่ี ปน็ หลกั การของตนเอง โดยมสี าระสา� คญั ดังนี้ การกระท�าอะไรกไ็ มม่ ผี ล (อกิรยิ ทิฏฐิ) เปน็ การปฏเิ สธกรรมหรือผลกรรมการกระท�า อันเปน็ ลัทธิ (ความคิดเห็นและเช่ือ) หน่ึงในสมัยนั้น กล่าวคือ ไม่มีกรรม ท�าดี-ชั่ว ก็ไม่มีผล ใช้ให้ผู้อื่นท�าก็ไม่มีผล ทา� บญุ ใหท้ าน รกั ษาศลี หรอื เจรญิ ภาวนา กไ็ มม่ ผี ลอะไร แทท้ จ่ี รงิ มนษุ ยม์ กี ารกระทา� ถา้ ไมท่ า� กอ็ ยไู่ มไ่ ด้ และการกระท�าทุกอย่างย่อมมีผล คนที่ขลาดปัญญา มีจริตนิสัยเหมือนกัน แล้วเกิดศรัทธาเล่ือมใส กเ็ ขา้ รว่ มกระบวนการ กอ่ เกดิ เปน็ ลทั ธหิ รอื สา� นกั ขน้ึ มา เพราะความเจา้ เลห่ เ์ พทบุ ายและไมร่ เู้ ขา้ ใจความ จริงของมนุษย์ ลูกทาสจึงกลายเป็นเจ้าลัทธิใหญ่ เพราะพฤติกรรมการกระท�าผิด ๆ ของเขาน้ันเอง พฤตกิ รรมแปลก ๆ มกั ท�าให้เขา้ ใจว่า เปน็ ผูว้ ิเศษอยเู่ สมอ ในยุคสมัยเดียวกัน ก็ยังมีครอบครัวหน่ึงซ่ึงพอมีอันจะกิน มีทาสหรือคนใช้เช่นกัน แต่ลูกของ ทาสคลอดที่โรงโค จึงต้ังช่ือให้ว่า โคศาล เขาก็เจริญเติบโตตามล�าดับ ท�างานหนักเบาเอาสู้ วันหนึ่ง นายก็ใชใ้ ห้ไปแบกหมอ้ ไหน�า้ มัน ในขณะท่ีเดนิ มา นายกเ็ หน็ ทางไมด่ เี ป็นโคลนเฉอะแฉะ จึงไดร้ อ้ งบอก ให้นายโคศาลว่า ระวงั ๆ ! อยา่ ลื่นนะ (มาขลิ) ทนั ใดนนั้ เอง นายโคศาลกล็ ืน่ ลม้ เพราะความประมาท ไหนา้� มนั กต็ กแตก เพราะความตกใจกลวั กลวั โทษกลวั ความผดิ เขาจงึ ลกุ ขน้ึ วง่ิ หนี สว่ นนายกว็ ง่ิ ไลต่ ามตี คว้าฉุดดึง ถึงกับท�าให้เส้ือผ้าท่ีนุ่งห่มหลุด เหลือแต่ตัวเปลือยเปล่าไม่มีอะไร แต่ก็ยังวิ่งต่อไป เม่ือนาย
ศาสนา 179 ตามไมท่ นั กน็ งั่ พกั ผอ่ นใหห้ ายเหนอ่ื ย แลว้ กเ็ ดนิ หลบ ๆ ซอ่ น ๆ เขา้ ไปในปา่ เมอ่ื เกดิ ความหวิ โหยมากขน้ึ ก็เลยตัดสินใจเข้าไปในหมู่บ้านเพ่ือขออาหาร เม่ือชาวบ้านพบเห็นเขาอย่างน้ัน ร่างกายเปลือยเปล่า ไร้เส้ือผ้า ท่าทางแปลกประหลาด ไม่มีอะไร ก็เลยเข้าใจกันว่า เป็นผู้วิเศษหรือพระอรหันต์ จึงพากัน กราบไหว้น�าเอาข้าวปลาอาหารอย่างดีไปถวาย ส่วนนายปูรณะก็เห็นว่า ของน้ีหรือลาภสักการะน้ี เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยน้ี จึงไม่ยอมนุ่งห่มเส้ือผ้า พร้อมกับส�าคัญตนว่า เป็นพระอรหันต์ เม่ือมีผู้คน ศรัทธาเลื่อมใสมากข้ึน กต็ ั้งตัวเป็นใหญ่เป็นเจ้าสา� นกั ขนานนามตวั เองใหม่วา่ มกั ขลโิ คศาล แล้วกห็ า วธิ กี ารสอนสาวกของตนเอง โดยมสี าระสา� คญั ดงั นี้ การกระท�าอะไรก็ไม่เหตปุ จั จยั (อเหตุกทิฏฐ)ิ ไม่มี สาเหตุและปจั จยั เกอ้ื หนนุ ทา� ใหเ้ กดิ เปน็ การปฏเิ สธกรรมหรอื สาเหตแุ หง่ การกระทา� อนั เปน็ ลทั ธหิ นง่ึ ใน สมยั นนั้ กลา่ วคอื ดี-ชวั่ ไม่มเี หตุปัจจยั จะชัว่ หรอื เศร้าหมอง กเ็ ศรา้ หมองเอง จะบรสิ ทุ ธิ์ ก็บริสทุ ธ์ิเอง ความจริงปัญหาและการกระท�าทุกอย่างเกิดข้ึนเป็นไปเพราะเหตุปัจจัย จะแก้และดับได้ต้องท่ีสาเหตุ แห่งปัญหาและการกระท�านั้น คนท่ีขลาดปัญญาหรือมีปัญญาระดับเดียวกัน มีจริตนิสัยเหมือนกัน แลว้ เกดิ ศรทั ธาเลอื่ มใส ก็เขา้ ร่วมกระบวนการ ก่อเกิดเป็นลัทธหิ รือส�านักขึ้นมาอย่างนี้ และยังมอี ีกเร่อื งหน่ึง มชี าวบา้ นคนหน่ึง ชื่อวา่ อชิตะ เกิดความเบื่อหน่ายชวี ติ ฆราวาสหรือ ชวี ติ การครองเรอื น แลว้ ออกบวชเปน็ เดยี รถยี ์ เบอื้ งตน้ กม็ กี ารประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามความนยิ มในสมยั นน้ั แต่เน่ืองจากต้องการให้ผู้คนเคารพศรัทธามากยิ่งขึ้น จึงหาวิธีอุบายให้คนมาเคารพนับถือตน โดยการ นงุ่ ห่มผา้ เกสกัมพล ผ้าทท่ี ักทอดว้ ยเส้นผมของมนษุ ย์ ท�าตัวแปลกประหลาด อยู่ง่ายกินง่ายไม่เอาอะไร จึงถูกเรียกขนานนามว่า อชิตะเกสกัมพล ต้ังตนเป็นใหญ่เป็นศาสดา เท่ียวสั่งสอนผู้คนท้ังหลาย โดยหลักการท่ีว่า ไม่มีอะไรหรือก�าหนดเอาอะไรก็ไม่ได้ (นัตถิกทิฏฐิ) การให้ทานวัตถุส่ิงของไม่มีผล การบูชาไม่มผี ล การบริจาคเสยี สละไม่มีผล กรรมดีชว่ั ถูกผิดไม่มี พอ่ แมไ่ ม่มีบญุ คณุ โลกนโ้ี ลกหนา้ ไมม่ ี นรกสวรรค์ไม่มี เป็นต้น เป็นการปฏิเสธไม่มีอะไร ทุกส่ิงทุกอย่างจบลงที่ความตาย ข้อเท็จจริงไม่เป็น อย่างน้ัน มีมนุษย์ มีเพื่อนมนุษย์ มีการกระท�า ความคิด ความรู้สึก เป็นต้น สามารถเห็นก�าหนดได้ อนั เปน็ ลทั ธหิ น่งึ ในสมยั น้นั กล่มุ คนที่ขลาดปญั ญา มจี รติ นสิ ัยเหมอื นกนั แลว้ เกดิ ศรทั ธาเลื่อมใส ก็เข้า รว่ มกระบวนการ กอ่ เกิดเปน็ ลทั ธหิ รือส�านกั ข้ึนมา อันเปน็ ลทั ธหิ รือสา� นักผิด ๆ บา้ ๆ โง่ ๆ เพ่อื กลุ่มคน บ้า ๆ โง่ ๆ ทงั้ หลาย ตอบสนองกเิ ลสตัณหาของพวกตนเอง เมอ่ื พดู ถงึ เจา้ ลทั ธใิ นพระพทุ ธศาสนา สว่ นใหญก่ จ็ ะรกู้ นั วา่ ครทู งั้ ๖ ทเี่ หลอื มี ปกทุ ธกจั จายนะ ก็มีความเห็นไม่มีอะไร สัญชัยเวลัฏฐบุตร ผู้เห็นว่า ไม่มีอะไรแน่นอน อย่างน้ีก็ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ไม่ถูก ซัดส่ายไปมาเหมือนงูและปลาไหล นิครนถนาฏบุตร (ท่านมหาวีระ) จ�าพวกอเทวนิยมเหมือนกับ พระพุทธเจ้า ต่างคนต่างคิดเชื่อท�าแตกต่างกันไป พูดถึงความคิดเห็นนั้น มี ๖๒ (ทิฐิ ๖๒) ผู้สนใจเจ้า ลัทธิหรือครูทั้ง ๖ ดูเพ่ิมเติมในมังคลัตถทีปนี เล่มที่ ๑ กถาว่าด้วยการไม่คบคนพาลให้คบแต่บัณฑิต และในสามัญญผลสูตร พระไตรปิฎก เล่มท่ี ๙ ส�าหรับทิฐิ ๖๒ ประการ ก็อยู่ในพรหมชาลสูตร พระไตรปิฎก เล่มท่ี ๙ เช่นกนั
180 สงั คมวิทยาเบอื้ งต้น ประเภทของศาสนา ศาสนาในโลกน้ีมีมากมายหลายศาสนา เพราะมนุษย์มีความคิดเชื่อและการปฏิบัติที่แตกต่าง กนั ไปตามประวตั ศิ าสตร์ ความรู้ ประสบการณ์ สงั คมและวฒั นธรรมของตนเอง บางศาสนากต็ ายไปแลว้ เพราะไม่มีผู้นับถือปฏิบัติตาม บางศาสนาก็ยังอยู่และเป็นศาสนาส�าคัญของสังคมโลก มีผู้คนจ�านวน มากยอมรบั นบั ถอื ปฏิบัตติ ามอยา่ งแพรห่ ลาย การจดั ประเภทของศาสนาตามความเชื่อและการปฏบิ ตั ิ หรอื สังคมและวฒั นธรรม เห็นได้วา่ เปน็ เร่อื งยงุ่ ยากล�าบากซบั ซอ้ น แต่อยา่ งไรกต็ าม จากปรากฏการณ์ ทางสงั คมทวั่ ไป และความนิยมแพร่หลาย จงึ จดั ศาสนาออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ คอื ๑. ศาสนาเทวนิยม (Theism) ศาสนาท่ีนิยมนับถือศรัทธาพระเจ้า เช่น ศาสนาพราหมณ์ หรอื ฮนิ ดู ครสิ ตศ์ าสนา และศาสนาอสิ ลาม เปน็ ตน้ หลกั คา� สง่ั สอนทเี่ ชอื่ วา่ พระเจา้ เปน็ ผสู้ รา้ งโลกและ สรรพส่ิงทั้งหลาย แม้แต่มนุษย์ก็เป็นผลงานของเทพเจ้า ท่ีประกอบไปด้วยกายและวิญญาณอมตะ ทรงสร้างมนษุ ยด์ ้วยวิธที ี่พิเศษกวา่ สงิ่ หรือสัตว์อื่นท้งั หลาย สรา้ งมนุษยด์ ้วยผงธลุ ีดิน ระบายลมปราณ เข้าไปทางจมูก มนุษย์จึงเป็นสัตว์พิเศษมีชีวิต (คริสต์ศาสนา) พระเจ้าเป็นความจริงและผู้ย่ิงใหญ่ เพยี งพระองคเ์ ดยี ว พระองคท์ รงชพี ชวั่ นจิ นริ นั ดร์ ทรงคอยดแู ลความเปน็ ไปของโลกเสมอ ทรงคมุ้ ครอง รกั ษาลงโทษมนษุ ยต์ ามนา�้ พระทยั ของพระองค์ พระเจา้ ประทานหลกั การกฎเกณฑก์ ตกิ าตา่ ง ๆ ทงั้ หลาย แกม่ วลมนษุ ยช์ าติ จงเชอื่ เคารพพระเจา้ โดยไมต่ อ้ งพสิ จู นท์ ดลองสงสยั จงอทุ ศิ ยอมมอบตวั ถวายใจใหแ้ ด่ พระเจา้ พระองคน์ นั้ ๒. ศาสนาอเทวนิยม (Atheism) ศาสนาไม่นิยมนับถือศรัทธาพระเจ้า เช่น ศาสนาพุทธ และศาสนาเชน เปน็ ตน้ ไมเ่ ชอื่ พระเจา้ เปน็ ผสู้ รา้ งโลก แตเ่ ชอ่ื กรรมการกระทา� ของมนษุ ยเ์ ปน็ ผสู้ รา้ งโลก ชีวิตมนุษย์เป็นกระบวนการธรรมดาหรือธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่ประกอบไปด้วยกายและจิตไม่อมตะ นอกจากหลดุ พน้ กฎธรรมดาหรือธรรมชาติโลกมนุษยเ์ ป็นความจรงิ และผู้ย่งิ ใหญ่ สรรพส่ิงเกดิ ขนึ้ เป็น ไปตามธรรมดาเหตปุ จั จยั และกาลเวลา ศลี ธรรมจรยิ ธรรมหลกั การกฎเกณฑท์ ง้ั หลายเปน็ หลกั ธรรมดา หรือธรรมชาติ เกิดขึ้นเป็นไปตามธรรมดาเหตุผล ให้คิดพิจารณาพิสูจน์ทดลองลงมือท�าได้ผลแล้วจึง ปลงใจเช่ือ จงเช่ือม่ันยอมมอบตัวและอุทิศตนแก่ตนเอง ตนต้องดูแลและเป็นที่พึ่งของตน ท�ากรรมใด เอาไว้ กจ็ ะไดร้ บั ผลของกรรมนน้ั สตั ว์โลกทั้งหลายย่อมเปน็ ไปตามกรรมการกระท�าของตนเอง จากประเภทของศาสนาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสงั คมโลกอยา่ ง ตอ่ เนอ่ื ง มนษุ ยย์ งั มคี วามคดิ เชอื่ และการปฏบิ ตั แิ ตกตา่ งกนั เหมอื นเดมิ สายหนง่ึ กย็ งั เชอ่ื ในเรอื่ งของเทพ หรือพระเจ้า ชีวิตเกิดมาก็เพราะพระเจ้า เกิดมาคร้ังเดียวตายหนเดียว เกิดมาก็เพ่ือรู้จักกับพระเจ้า เคารพศรัทธาในพระเจา้ ปฏิบตั ติ ามคา� สัง่ สอนของพระเจ้า ชีวติ ถกู กา� หนดบันดาลด้วยพระเจ้า ตายไป ก็ไปอยู่กับพระเจ้า ส่วนอีกสายหนึ่ง ก็ยังเช่ือในกระบวนการธรรมดาเหตุปัจจัยแห่งชีวิต ไม่มีใครสร้าง บนั ดาล ชวี ติ เกดิ ขนึ้ เปน็ ไปเพราะเหตปุ จั จยั มกี ารเวยี นวา่ ยตายเกดิ หลายครงั้ ตามเหตปุ จั จยั เกดิ มาเพอื่
ศาสนา 181 ศึกษาเรียนรู้ความจริงสิ่งทั้งหลาย ปฏิบัติต่อส่ิงทั้งหลายเหล่านั้นให้ถูกต้องเหมาะสม ชีวิตมนุษย์จึง ถูกสร้างกา� หนดด้วยกระบวนการกระท�าตามธรรมดา ตายไปแล้วกเ็ ป็นไปตามอา� นาจกรรมการกระท�า ธรรมดาของตนนั้น องคป์ ระกอบของศาสนา ความจริงของโลกสังคมประกอบไปด้วยความจริงธรรมดาหลายอย่าง ศาสนาก็เป็น ปรากฏการณ์ธรรมดาอย่างหน่ึง จึงประกอบไปด้วยความจริงท่ีหลากหลายเช่นกัน กล่าวคือประกอบ ไปดว้ ยเหตุปัจจัยหลายอย่างเกิดขึ้น แม้มคี วามหลากหลายมากมาย และมีความสลับซบั ซอ้ น แต่กพ็ อ จะก�าหนดองคป์ ระกอบของศาสนาได้ ดังน้ี ๑. มศี าสดา ผคู้ น้ พบสจั ธรรมจรยิ ธรรม ความจรงิ สงิ่ ทงั้ หลายในสงั คมโลก กอ่ ตงั้ สรา้ งสถาปนา หรือประกาศศาสนา ค�าสัง่ สอนและหลกั การตา่ ง ๆ ทัง้ หลาย ส่ังสอนเผยแผแ่ กส่ ตั วโ์ ลกท้ังหลาย ๒. ศาสนธรรมหรอื ศาสนคมั ภรี ์ หลกั ธรรมคา� สง่ั สอนของศาสนา เกยี่ วกบั มนษุ ยโ์ ลกจกั รวาล ความหมายและจุดหมายของชีวิตโลกจักรวาล เพ่ือความรู้เข้าใจประพฤติปฏิบัติ หรือการด�าเนินชีวิต ทางสงั คม มกี ารจดจารึกบนั ทกึ เขียนเปน็ ต�าราและคัมภรี ์ เพ่อื การศึกษาเล่าเรยี นและน�ามาปฏิบตั ิ เพอื่ การสืบตอ่ อายุของศาสนา และความมัน่ คงของศาสนาต่อไป ๓. ศาสนบุคคลหรือศาสนิกชน คนของศาสนาหรือผู้เคารพนับถือศาสนา ทั้งที่เป็นนักบวช และมใิ ชน่ กั บวช ทงั้ ทเ่ี ปน็ ผชู้ ายและหญงิ ผมู้ คี วามสนใจเลอื่ มใสศรทั ธาศกึ ษาเรยี นรปู้ ฏบิ ตั สิ บื ทอดศาสนา อย่างไรก็ตาม ศาสนิกชนคนของศาสนา ก็มีหลายระดับ ระดับต่�า พวกยึดถือปฏิบัติเฉพาะพิธีกรรม ท�าสืบต่อกันมา ไม่สนใจในความจริงมีเหตุผล ระดับกลาง พวกยึดถือปฏิบัติหลักความจริงมีเหตุผล เพ่ือความถูกต้องและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน และระดับสูง พวกยึดถือปฏิบัติหลักความดีงาม ถกู ตอ้ งหลดุ พน้ เพ่ือบรรลคุ วามจริงดงี ามหรอื จดุ หมายสูงสดุ ของชวี ิตโลกสงั คม ๔. ศาสนวัตถุและสถาน วัตถุส่ิงก่อสร้างท่ีอยู่อาศัยของศาสนา เช่น วัด โบสถ์ ศาลา และ วหิ าร เป็นต้น อันเป็นถาวรวัตถุ เป็นลักษณะองค์กรสถาบนั ทางสงั คม ปชู นยี วตั ถสุ ถาน วตั ถุและสถาน ทน่ี า่ เคารพกราบไหวบ้ ชู า มพี ระพทุ ธรปู เทวรปู สงิ่ แทนพระเจา้ สง่ิ ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ วตั ถเุ ครอ่ื งหมายสญั ลกั ษณ์ ทางศาสนา สถปู เจดยี ์ เปน็ ต้น ๕. ศาสนพิธี พิธีกรรมทางศาสนา วีธีปฏิบัติเพ่ือบรรลุจุดหมายของศาสนา มีการประกอบ พิธีต่าง ๆ ทั้งหลาย ตามแนวคิดปฏิบัติของแต่ละศาสนา เป็นการท�าให้ดีมีวิธี วิธีการท่ีจะท�าให้ส�าเร็จ ประโยชน์ตามหลักศาสนาน้ัน เป็นรูปแบบน�าศาสนิกชนไปสู่ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และจุดมุ่ง หมายของศาสนานน้ั เพอื่ ความดงี ามบรสิ ทุ ธสิ์ มบรู ณแ์ บบอยา่ งแทจ้ รงิ ในยคุ แรกเรมิ่ เดมิ ที พธิ กี รรมทา�
182 สังคมวทิ ยาเบือ้ งต้น กันอย่างเรียบง่ายไม่ซับซ้อน เป็นการกระท�าแสดงออกภายนอกด้วยวัตถุสิ่งของหรือเครื่องหมาย สัญลักษณ์ ด้วยการแสดงกิริยาอาการ และส่ิงประดิษฐ์ อันแสดงออกบอกถึงความคิดความเช่ือของ บคุ คล เพอ่ื บชู าเขา้ ถงึ พระเจา้ และความรา� ลกึ นกึ ถงึ ไมม่ เี หตผุ ลอนื่ ไมใ่ ชเ่ รอ่ื งสง่ิ ศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ เชน่ ชาวพทุ ธ ท�าการบูชากราบไหว้พระพุทธรูป ก็เพ่ือร�าลึกนึกถึงพระคุณอันย่ิงใหญ่ของพระพุทธองค์ ชาวฮินดูใน อดตี กาล กท็ า� พธิ บี ชู ายญั ทา� การฆา่ คนและสตั วท์ งั้ หลาย บชู าเทพเจา้ สง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธทิ์ ต่ี นเองเคารพนบั ถอื ถอื วา่ เปน็ การทา� บญุ เขา้ ถงึ เทพเจา้ เปน็ ทรี่ กั โปรดปรานของเทพเจา้ ชาวครสิ ตท์ า� พธิ ลี า้ งบาป (Baptism) ก็เพอ่ื ยอมรับนบั ถือหรอื ยอมพลีชีพเพอ่ื พระเจา้ (ก�าเนดิ พธิ ีกรรม) ต่อมา พิธีกรรมลา้ งบาปในนามของ พระเจา้ พระบดิ า พระบุตร และพระจิต ชาวคริสต์ท�าพธิ ลี ้างบาป กเ็ พื่อชา� ระตนเองให้บรสิ ทุ ธิห์ มดจด จากบาป เป็นการยืนยันเช่ือเคารพศรัทธาในพระเจ้าและเปน็ สมาชกิ ของศาสนา แลว้ กลายพัฒนาเปน็ พิธีกรรมมากมายในสงั คมโลกปัจจบุ ัน หน้าท่ีของศาสนาทัว่ ไป ปรากฏชัดเจนว่า ศาสนา ก็คือหลักการด�าเนินชีวิตท่ีถูกต้องดีงามประเสริฐ หลักความจริง ธรรมดา จึงไม่ใช่เร่ืองเก่าหรือใหม่ เพราะมันเป็นหลักธรรมดาเหตุผล ธรรมดาส่ิงดีงามท่ีมนุษย์ยึดถือ ปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสมพอเพียง ก็จะตอบสนองมนุษย์ตามธรรมดาเหตุปัจจัย เช่นกับมนุษย์เรา รับประทานอาหารดีหรือไม่ดี อาหารท่ีมนุษย์รับประทานเข้าไปน้ัน ก็จะมีปฏิกิริยาตอบสนองร่างกาย มนุษย์ตามธรรมดาเหตุปัจจัยหรือโดยอัตโนมัติ กล่าวคืออาหารดีก็จะมีประโยชน์ต่อร่างกาย หากไม่ดี กจ็ ะมโี ทษภยั อนั ตรายหรอื ทา� ใหท้ อ้ งเสยี เปน็ ธรรมดา ศาสนากม็ ที ง้ั คณุ และโทษ ถา้ นบั ถอื ปฏบิ ตั ศิ าสนา ด้วยปัญญารเู้ ขา้ ใจ ก็จะเกดิ แต่ประโยชน์ไม่โทษเสยี หาย หากนบั ถือศาสนาด้วยโมหะไมร่ ้เู ข้าใจ ก็จะมี แต่ผลเสียโทษภัยอันตรายตามมา เป็นปรากฏการณ์ทั่วไปท่ีรู้เห็นเป็นอยู่ อันเป็นกฎธรรมดาหรือ ธรรมชาตทิ ่ที า� ตามหน้าท่ขี องมนั จงึ พอกา� หนดหน้าท่ศี าสนาหรอื ความจริงธรรมดาได้ ดังน้ี ๑. สร้างแบบลักษณะมนุษย์ สร้างแบบลักษณะหรือบุคลิกภาพมนุษย์ สร้างอุปนิสัยและ จติ ใจมนษุ ย์ อนั เปน็ แบบทพ่ี งึ ประสงคต์ อ้ งการ ศาสนาชว่ ยสรา้ งมนษุ ยใ์ หม้ แี บบลกั ษณะทดี่ แี ละจติ ใจงาม มีระเบยี บวนิ ยั เรยี บร้อย อดทนอดกลัน้ หนกั แน่นไมห่ วั่นไหว สามารถควบคุมอารมณท์ �าใจได้ ข่มจติ ข่ม ใจได้ ขยนั หมน่ั เพยี ร กระตอื รอื รน้ รบั ผดิ ชอบตอ่ หนา้ ที่ ซอื่ สตั ยส์ จุ รติ ยตุ ธิ รรม มแี ตค่ วามรกั เมตตากรณุ า กตญั ญรู คู้ ุณ จรงิ ใจ เหน็ อกเห็นใจคนอืน่ และเสยี สละเออื้ อาทร เป็นตน้ ในสงั คมไทย หลกั ศาสนาพุทธ ก็ได้ช่วยสร้างแบบลักษณะคนไทย หล่อหลอมอุปนิสัยและจิตใจคนไทย ให้เป็นคนดีมีเหตุผลอดทน มีระเบียบวินัยรับผิดชอบ ชอบอิสระรักสงบ ร่าเริงแจ่มใสสนุกสนาน เมตตาใจกว้างเอื้อเฟื้อเสียสละ ชอบท�าบุญให้ทานแบ่งปัน เคารพผู้อาวุโส เชื่อในกฎแห่งกรรม และมีความกตัญญูกตเวที เป็นต้น อันเป็นแบบลักษณเ์ ฉพาะคนไทย หรอื เอกลกั ษณเ์ ฉพาะของสงั คมไทย แบบลกั ษณะหรืออุปนิสัยใจคอ ของคนไทยจึงมรี ากฐานสา� คญั มาจากหลักศาสนาพทุ ธ
ศาสนา 183 ๒. ควบคมุ พฤตกิ รรมมนษุ ย์ มนษุ ยย์ อ่ มมคี วามคดิ และแสดงพฤตกิ รรมแตกตา่ งกนั หากไมม่ ี การควบคุมพฤติกรรมมนุษย์และสังคม ก็จะมีแต่ปัญหาความสับสนวุ่นวายเดือดร้อน เพ่ือความดีงาม สงบเรียบร้อยของชีวิตและสังคม จึงมีเครื่องมือควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ ทั้งในท่ีลับและเปิดเผย พฤติกรรมการกระท�ามนุษย์ถูกสร้างและถูกควบคุมด้วยหลักศาสนาและหลักความจริงมีเหตุผล เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ความจริงมีเหตุผล ฝึกฝนอบรมพัฒนาอย่างต่อเน่ือง เกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการกระท�า ท�าให้เกิดความเคยชนิ เป็นนสิ ัยมีระเบียบวินยั ประพฤติสจุ รติ ทางกายและวาจา เปน็ การจดั ระเบียบชีวติ ทางสงั คม ในการดา� เนินชีวิตทางสงั คม ชว่ ยให้มีพฤตกิ รรมการกระท�าระหวา่ ง กันทางสังคมอย่างถูกต้องเหมาะสม ปฏิบัติหน้าท่ีรับผิดชอบต่อสิ่งทั้งหลายตามเหตุปัจจัย ประพฤติ ปฏิบัติเกื้อกูลเป็นประโยชน์ไร้ปัญหา ช่วยให้มีพฤติกรรมเป็นปกติไม่เสียหาย ไม่เบียดเบียนฆ่าท�าลาย ไมโ่ ลภอยากไดข้ องคนอน่ื ไมล่ กั ขโมย ไมป่ ระพฤตนิ อกใจสามภี รรยา ไมโ่ กหกพดู เทจ็ เพอ้ เจอ้ หยาบคาย ไมค่ ดิ ร้ายเหน็ ผิด และไม่เสพสุราส่ิงเสพติด เป็นต้น ๓. ใหค้ า� ตอบตอ่ ชวี ติ และหลกั การดา� เนนิ ชวี ติ ศาสนาชว่ ยใหค้ า� ตอบเกยี่ วกบั ความจรงิ ของ โลกและชีวิตทางสังคม เช่น โลกจักรวาล ดวงดาว นรก สวรรค์คืออะไร เกิดข้ึนได้อย่างไร เป็นไปได้ อย่างไร ชีวิตคืออะไร ชีวิตมาจากไหน เกิดมาท�าไม เป็นอยู่เพื่ออะไร เป้าหมายของชีวิตคืออะไร จะบรรลุเป้าหมายนั้นได้อย่างไร ความสุขท่ีแท้จริงคืออะไร ตายแล้วจะไปไหน มนุษย์ สังคม และส่ิง แวดลอ้ มมคี วามเกย่ี วขอ้ งสมั พนั ธแ์ ละจะปฏบิ ตั ติ อ่ กนั อยา่ งไร ชว่ ยใหม้ นษุ ยร์ เู้ ขา้ ใจสง่ิ ทงั้ หลายตามความ เปน็ จริง รู้เหตุผล รดู้ ีรชู้ ว่ั รู้ถูกรูผ้ ิด ร้วู ่าควรไม่ควร รูค้ ุณรโู้ ทษ รู้วา่ ประโยชน์ไม่ใช่ประโยชน์ สามารถรู้ เข้าใจความจริงสิ่งท้ังหลายอย่างถูกต้องแม่นย�า สามารถคิดวิเคราะห์พิจารณาตรวจสอบได้อย่างมี ประสทิ ธภิ าพประสทิ ธผิ ล รเู้ ทา่ ทนั ธรรมดาโลกและชวี ติ ทางสงั คม รจู้ กั นา� ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ สามารถใชช้ วี ติ สอดคลอ้ งสมั พนั ธก์ บั สงิ่ แวดลอ้ มไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสม สามารถดา� เนนิ ชวี ติ ทางสงั คม ธรรมดาเหตปุ จั จยั ก่อเกิดแตป่ ระโยชนส์ ขุ เกื้อกูลฝ่ายเดียว มแี ต่ชวี ติ ทีด่ ีงามประเสริฐ ๔. สร้างวัตถุเครื่องหมาย ศาสนาช่วยสร้างคนหรือศาสนบุคคลให้รู้เข้าใจหลักศาสนา ท�าหน้าท่ีสืบต่ออายุศาสนา สร้างศาสนวัตถุส่ิงก่อสร้างที่อยู่อาศัยของศาสนา เช่น วัด โบสถ์ ศาลา และวิหาร เป็นต้น เป็นลักษณะองค์กรสถาบันทางสังคม สร้างปูชนียวัตถุสถาน วัตถุและสถานท่ีน่า เคารพกราบไหว้บูชา มีพระพุทธรูป เทวรูป ส่ิงแทนพระเจ้า ส่ิงศักด์ิสิทธิ์ สัญลักษณ์ทางศาสนา สถูป เจดีย์ จิตรกรรม ปฏิมากรรม สถาปัตยกรรม ต�ารา และคัมภีร์ เป็นต้น เพ่ือแก้ปัญหาท้ังหลาย เพ่ือความรู้เข้าใจปฏิบัติร่วมกัน การเป็นอยู่เป็นไปอย่างถูกต้องดีงาม และสนับสนุนส่งเสริมกิจกรรม ศาสนาใหค้ งอยสู่ บื ตอ่ ไป ๕. สร้างพัฒนาคนและสังคม จะสร้างพัฒนาสังคมประเทศชาติ ให้เริ่มต้นท่ีประชาชน จะสรา้ งพฒั นาคน ใหเ้ รมิ่ ทจ่ี ติ ใจ จะสรา้ งพฒั นาอะไร ๆ ใหเ้ รมิ่ ทตี่ วั เองกอ่ น ดว้ ยหลกั ความจรงิ มเี หตผุ ล
184 สงั คมวทิ ยาเบ้ืองต้น หรอื หลกั ศาสนาทถี่ กู ตอ้ ง ใหม้ คี วามรคู้ วามเขา้ ใจ คดิ เปน็ ทา� ถกู ไมม่ ปี ญั หา เปน็ คนดหี รอื สมาชกิ ทดี่ ขี อง สังคม ก่อเกิดความรักสามัคคีในสังคมเป็นปึกแผ่น อันเป็นรากฐานส�าคัญแห่งการสร้างสรรค์พัฒนา หน้าทส่ี �าคัญอยา่ งหนงึ่ ของศาสนา คือสรา้ งสรรคพ์ ัฒนาคนและสังคมประเทศชาติ สังคมสว่ นใหญไ่ ม่รู้ เขา้ ใจคณุ คา่ ความหมายการสรา้ งพฒั นาคนใหม้ คี ณุ ภาพชวี ติ มงุ่ สรา้ งพฒั นาวตั ถมุ ากกวา่ คน ไดพ้ ยายาม สรา้ งพฒั นาวตั ถอุ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ในทส่ี ดุ กม็ าพบทางตนั และผดิ หวงั ตอ่ ความเจรญิ รงุ่ เรอื งกา้ วหนา้ ทางวตั ถุ เพราะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของชีวิตและสังคมได้อย่างแท้จริง จึงหันมามองมาคิดมา สนใจวา่ จะท�ากันอย่างไร จะสร้างสรรคพ์ ฒั นาคนอยา่ งไร ใหเ้ ขาสามารถเรียนรู้ คดิ เป็น ท�าถกู และตั้ง อยใู่ นความดมี ีคณุ ธรรม ท่ามกลางการเปล่ยี นแปลงของสงั คมและวัฒนธรรม อนั เป็นรากฐานสา� คญั ใน การสร้างพัฒนาสังคมประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าต่อไป รากฐานส�าคัญในการสร้างพัฒนา ต้องเร่ิมสร้างพัฒนาคนให้มีความรู้ดีและประพฤติดีก่อน ให้มีพฤติกรรมการกระท�าท่ีถูกต้องเหมาะสม ใหเ้ กดิ ความเคยชนิ เปน็ นสิ ยั มรี ะเบยี บวนิ ยั ใหป้ ระพฤตสิ จุ รติ เรยี บรอ้ ยทางกายและวาจา ใหม้ จี ติ ใจงาม หรอื มสี ขุ ภาพจติ ดี เปน็ แบบลกั ษณะมคี ณุ ธรรม ใหเ้ กดิ ปญั ญารเู้ ขา้ ใจถกู ตอ้ งชดั เจนถอ่ งแท้ รสู้ งิ่ ทงั้ หลาย ตามความเปน็ จรงิ สามารถคดิ วเิ คราะหต์ รวจสอบแกไ้ ขปญั หาได้ รเู้ ทา่ ทนั ธรรมดาของโลกและชวี ติ ตาม เหตุปัจจัย รู้จักน�ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตทางสังคมให้เกิดประโยชน์ เกิดการด�าเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง ดงี าม เกดิ สภาวะสมดลุ เหมาะสม เกดิ ประโยชนส์ ขุ เกอื้ กลู เปน็ การสรา้ งสรรคพ์ ฒั นาสง่ิ ดงี ามใหก้ บั ชวี ติ และสงั คมประเทศชาติ สรา้ งความสมั พนั ธเ์ อกภาพสามคั คขี องชวี ติ และสงั คมประเทศชาติ เพอื่ ประโยชน์ เกอื้ กลู และความสขุ ของคนและสังคมประเทศชาติ และเพือ่ ความเจริญรุง่ เรอื งงอกงามยงิ่ ๆ ข้ึนไป จึงพอสรุปได้ว่า ศาสนาได้ช่วยสร้างน�าทางปกป้องรักษาชีวิตสังคมประเทศชาติให้คงอยู่เป็น ไปด้วยดี เป็นแกนน�าเละก�ากับคนและสังคมอย่างดี ถือได้ว่าเป็นหลักองค์รวมแบบบูรณาการของคน และสังคมอย่างหน่ึง หากข้าวปลาอาหารน�้าและอากาศเป็นส่ิงส�าคัญจ�าเป็นต่อชีวิตมนุษย์ ศาสนาก็มี ความส�าคัญจ�าเป็นเช่นเดียวกัน เพราะมนุษย์ประกอบไปด้วยส่วนใหญ่ ๆ อยู่ ๒ ส่วน คือกายกับจิต เรื่องขา้ วปลาอาหารนา�้ และอากาศมีผลโดยตรงตอ่ รา่ งกาย ส่วนศาสนาหรอื คา� สอนท่ีเป็นจรงิ เปน็ เรือ่ ง ของจิตใจ ร่างกายขาดข้าวปลาอาหารน�้าและอากาศ ก็จะมีปัญหาหรือบางคร้ังถึงกับตาย เป็นเรื่องที่ มนุษย์เข้าใจดี เพราะเป็นรปู ธรรมสามารถสัมผสั จับตอ้ งได้ จติ ใจขาดหลักศาสนาหรอื หลกั ความจรงิ ส่งิ ดีงาม กเ็ ปน็ ปญั หาเชน่ เดียวกนั มนษุ ยไ์ ม่รู้เข้าใจอะไร ไมร่ เู้ ข้าใจตัวเอง ไม่รูต้ นเองตอ้ งการอะไร ก็เป็น ปัญหา แต่มนุษย์ก็ไม่ค่อยตระหนักนึกคิดเข้าใจ น่ีเป็นความส�าคัญจ�าเป็นของศาสนาต่อชีวิต ดังนั้น การมชี วี ติ อยใู่ นสงั คมตอ้ งมหี ลกั การดา� เนนิ ชวี ติ ตอ้ งรเู้ ขา้ ใจความจรงิ ธรรมดา มองเหน็ สงิ่ ทงั้ หลายเปน็ เรื่องธรรมดาเหตุปัจจัย ก�าหนดรู้เท่าทันปรากฏการณ์สังคมตามความเป็นจริง รู้คุณค่าความหมาย ประโยชน์ของส่ิงทั้งหลาย ต้องรู้เข้าใจปรับตัวจัดการส่ิงทั้งหลายให้ถูกต้องเหมาะสม จึงจะครองชีวิต ทางสังคมดงี ามประเสรฐิ ได้ การที่มนุษย์ไม่รจู้ กั ตนเอง ท�าให้เป็นคนหลงโลก การที่มนษุ ยไ์ มร่ จู้ ักความ จริงสิ่งดีงาม ท�าให้ชวี ิตมีปญั หา การทม่ี นุษย์ไม่รจู้ กั ใช้ชวี ิต ท�าให้เปน็ คนผดิ หวังลม้ เหลว
บทที่ ๑๑ การศกึ ษา การศกึ ษาคอื ชวี ติ ชวี ติ คอื การศกึ ษา การศกึ ษา คอื ดวงปญั ญาของมนษุ ย์ เปน็ แสงสวา่ งนา� ทาง ของชวี ติ เป็นแสงสวา่ งอันไมม่ ีวนั ดบั เปน็ ขมุ ทรัพย์มหาศาล การศึกษาคือการเรียนรู้ ไม่มอี ะไรใหก้ าร ศกึ ษาไดด้ เี ทา่ กบั การตอ่ สคู้ วามทกุ ขย์ ากลา� บากของชวี ติ การศกึ ษาไมใ่ ชธ่ รุ กจิ ทม่ี งุ่ แตผ่ ลประโยชนเ์ งนิ ตราและก�าไร เพราะการศึกษาคือชีวิตเพ่ือชีวิต ที่มุ่งสร้างสรรค์พัฒนามนุษย์ให้มีคุณภาพคุณค่าและ ความหมาย ปัจจุบัน สังคมโลกได้เปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จึงได้มีการปรับปรุงแก้ไข เปลี่ยนแปลงพัฒนากรอบมาตรฐานคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเน่ืองเช่นกัน โดยท่ัวไป ได้พยายามมุ่ง เนน้ สร้างพัฒนาผู้เรียนใหม้ ปี ัญญาหรอื ความร้จู รงิ ส่ิงท้ังหลาย คุณธรรม จรยิ ธรรม พฤตกิ รรมดี และมี มนุษยสัมพันธ์ท่ีดี จากปรากฏการณ์ศึกษาทั่วโลก ได้พยายามสร้างพัฒนานักศึกษาให้คิดเป็น ท�าถูก แกไ้ ขปญั หาไดด้ ว้ ยตนเอง ใชช้ วี ติ ไดด้ ว้ ยตวั เองอยา่ งถกู ตอ้ งเหมาะสม สถาบนั การศกึ ษาและครอู าจารย์ จงึ ไดค้ ดิ ตระหนกั วา่ จะทา� กนั อยา่ งไรใหผ้ เู้ รยี นนกั ศกึ ษาทง้ั หลายมคี ณุ ภาพการศกึ ษาอยา่ งนนั้ และเปน็ ทย่ี อมรบั ของสังคมทัง้ หลาย ในแง่ความจริงการศึกษา หากเราสังเกตหลักการธรรมดาก็จะพบข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่า การคดิ แล้วอยาก ท�าการศกึ ษาเรียนรู้ ลงมือท�าปฏิบตั ิ แล้วเกดิ ผลปฏบิ ตั ิ เป็นหลกั ความจริงมเี หตุผล ปรากฏอยทู่ วั่ ไป การศึกษากเ็ ปน็ หลักความจริงอยา่ งหนึง่ ในปรากฏการณท์ างสังคม และมีความส�าคัญ จ�าเป็นต่อมนุษย์ เพ่ือน�าวิญญาณธาตุหรือธรรมชาติท่ีมนุษย์มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เหมือนกับสิ่ง ท้ังหลายท่ีเกิดข้ึนเป็นไปตามธรรมดาหรือธรรมชาติ เช่น วัตถุ ก๊าซ น�้า และไฟ เป็นต้น หากปล่อยไว้ ตามธรรมดาหรือธรรมชาติ ตามป่าเขาล�าเนาไพรแม่น�้าล�าธาร ก็ไม่สามารถน�ามาใช้เป็นประโยชน์ ได้เต็มท่ี มนุษย์จึงพยายามคิด ศึกษาเรียนรู้ ท�าสร้างประดิษฐ์ เป็นบ้าน รถยนต์ โทรทัศน์ โทรศัพท์ พดั ลม ตู้เยน็ คอมพวิ เตอร์ เครือ่ งนุง่ หม่ เครอ่ื งอา� นวยความสะดวก นา�้ ดื่ม นา้� มนั แก็ส ไฟฟ้า เป็นตน้ ให้ก่อเกิดประโยชน์ส�าหรับมนุษย์ตามฐานะโอกาสและความเหมาะสม ดังที่ปรากฏเห็นมีอยู่ทั่วไป มนุษย์เกิดมาต้องพยายามคิดศึกษาเรียนรู้พัฒนาตนเองให้ก่อเกิดคุณค่าความหมายและประโยชน์ ตามฐานะโอกาสและความเหมาะสม ปรากฏชดั เจน การศึกษากเ็ ป็นกระบวนการอยา่ งหนึ่งท่ีสร้างทา� สง่ิ ทม่ี อี ยตู่ ามธรรมชาตใิ หเ้ กดิ ประโยชนส์ งู สดุ เทา่ ทจ่ี ะทา� ได้ และเปน็ กจิ กรรมหรอื สถาบนั พนื้ ฐานสา� คญั อย่างหน่ึงในสังคมโลกปัจจุบัน การศึกษาคืออะไร เกิดข้ึนได้อย่างไร เกิดขึ้นเพื่ออะไร หรือช่วยอะไร ได้บ้าง แม้ว่าสังคมโลกเจริญพัฒนาถึงจุดสูงสุด การศึกษาก็ยังเป็นปัญหาอย่างต่อเนื่อง ที่จะต้องคิด พจิ ารณาวิเคราะห์ตรวจสอบกันต่อไปไม่หยุดย้ัง
186 สังคมวิทยาเบ้ืองตน้ อะไรคือการศกึ ษา เม่ือกล่าวถึงการศึกษาหรือความหมายของการศึกษา ก็ย่อมมีความรู้เข้าใจแตกต่างกัน ตามพืน้ ฐานความรู้ ประสบการณ์ สังคมและวัฒนธรรมของแตล่ ะบุคคล ยงิ่ ไปกวา่ นี้ กย็ ังมีนกั ปราชญ์ ผู้รู้ทั้งหลายทั้งฝ่ายตะวันออกและตกได้ให้แนวคิดและความหมายของการศึกษาไว้มากมายหลาย ประการ เพ่ือความรู้เข้าใจการศึกษาอย่างถูกต้องชัดเจน จ�าต้องคิดวิเคราะห์อธิบายประวัติความเป็น มาและความหมายของการศกึ ษาเสยี กอ่ นวา่ การศกึ ษาคอื อะไรและมจี ดุ มงุ่ หมายอยา่ งไร เพราะถา้ หาก รู้เข้าใจวิปริตผิดเพ้ียน ก็จะส่งผลให้ประพฤติปฏิบัติผิดเสียหายตามมา ดังนั้น จึงขอเสนอความหมาย ของการศึกษาโดยย่อออกเป็น ๒ ลักษณะใหญ่ ๆ คือ ๑. ความหมายการศกึ ษาของสงั คมโลกตะวนั ตก การศกึ ษา มาจากภาษาองั กฤษวา่ “Education” ซ่ึงมีรากศัพท์เดิมว่า “educare” (=caring or nourishing, teaching, learning or training) แปลวา่ เลยี้ งดู ดแู ล ปกปอ้ ง สอน เรยี น หรอื ฝกึ ฝนอบรมพฒั นา การศกึ ษา คอื กระบวนการทส่ี นบั สนนุ สง่ เสรมิ และรกั ษาความเปน็ ระเบยี บเรยี บรอ้ ยทางสงั คม ในทศั นะนี้ การศกึ ษาถอื เปน็ วธิ กี ารแกไ้ ขปญั หา และก�าจดั อุปสรรคปัญหาสังคมท้งั หลาย “Education was the process to be understood in terms of its contribution to the promotion and maintenance of the social order. A related viewpoint was to regard education as a means of solving problems and removing social antagonisms (Durkhiem, ๑๙๒๒) (Jary and Jary, ๒๐๐๐: ๕๘๕)” ในความหมายทว่ั ไป การศกึ ษากค็ ือการขัดเกลาทางสงั คม แสวงหาความรู้ และเรียนรใู้ หเ้ กดิ ทกั ษะความสามารถชา� นาญ ไมว่ า่ โดยตงั้ ใจหรอื ไมต่ งั้ ใจ การศกึ ษาจะชว่ ยสรา้ งความเชอื่ และคณุ คา่ ทาง ศลี ธรรมเสมอ ๆ “In its common sense, education is simply one aspect of socialization: it involves the acquisition of knowledge and the learning o of skills. Whether intentionally or unintentionally, education often also helps to shape beliefs and moral values (Haralambos, et al., ๒๐๐๐: ๗๗๔)” จากคา� นยิ ามเบอื้ งตน้ การศกึ ษา กค็ อื กระบวนการเรยี นรทู้ างสงั คม แสวงหาความรสู้ รา้ งปญั ญา ให้เกิดความรู้เข้าใจและความสามารถ ให้เกิดความเช่ือและการปฏิบัติท่ีถูกต้องดีงาม ท�าให้ผู้เรียนมี คณุ ภาพจติ ดี และมสี ขุ ภาพพลานามยั ดี เพอ่ื ปอ้ งกนั แกไ้ ขและกา� จดั อปุ สรรคปญั หาทงั้ หลาย เพอ่ื ความ เปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ยดีงามทางสังคม อนั ส่งผลให้บรรลุถึงความสขุ สมบูรณอ์ ย่างแท้จรงิ
การศึกษา 187 ๒. ตามความหมายการศกึ ษาของสังคมโลกตะวันออก คา� วา่ การศึกษา กม็ าจากภาษาบาลี คอื สกิ ขฺ า (=วชิ ชฺ า) แปลวา่ รู้ เหน็ สา� เหนยี กเอง ฝกึ ฝนอบรมพฒั นาตนเอง นอกจากคา� วา่ สกิ ขฺ า กย็ งั มี สกิ ฺขาคารวตา ความเป็นผู้มีความเคารพในการศึกษาหรือตระหนักใฝ่การศกึ ษา พาหุสจฺจ หรือพาหสุ ตุ ความเปน็ ผไู้ ดย้ นิ ไดฟ้ งั มากหรอื มกี ารศกึ ษามาก รวมความไดว้ า่ การศกึ ษา กค็ อื การเรยี นรใู้ หเ้ หน็ เขา้ ใจ ตามความเปน็ จรงิ แลว้ ฝึกฝนอบรมพฒั นาตนหรือจติ (จิต วิญญาณธาตุหรอื มโนวิญญาณธาตุ ธาตรุ ทู้ ่ี ตดิ ตวั มาแตก่ า� เนดิ ) ใหม้ พี ฤตกิ รรมดคี ณุ ภาพจติ ดแี ละมปี ญั ญาดี เพอื่ ความเจรญิ และความสขุ ดงี ามของ ชีวิตทางสังคม ในความหมายนี้ การศึกษาเลา่ เรยี นถอื เปน็ มงคลความดีงามเจรญิ อย่างยงิ่ ใครต้องการ มงคลความสขุ ความเจรญิ ยง่ิ ๆ ขนึ้ ไป ตอ้ งศกึ ษาเลา่ เรยี นแสวงหาความรจู้ รงิ มเี หตผุ ล เพราะความรจู้ รงิ มีเหตผุ ลเปน็ เหตุให้เจรญิ รงุ่ เรืองก้าวหน้าอย่างแทจ้ รงิ ลักษณะการกอ่ เกดิ การศกึ ษา เมอื่ ทราบประวตั ทิ มี่ าและความหมายการศกึ ษา จะทา� อยา่ งไรใหก้ อ่ เกดิ พฒั นาไปสคู่ วามดงี าม สมบูรณ์แบบได้ สามารถครองตน ทา� งาน และอยรู่ ว่ มกับคนอ่ืนไดอ้ ยา่ งมีความสขุ ไร้ปัญหา มีคุณภาพ ชวี ติ ทดี่ ี มคี วามสขุ เจรญิ รงุ่ เรอื งกา้ วหนา้ บางคนมคี วามรดู้ แี ตเ่ ขา้ กบั คนอน่ื ไมไ่ ดแ้ ละทา� งานกไ็ มป่ ระสบ ความส�าเร็จ ในขณะทบ่ี างคนมคี วามรนู้ อ้ ยแต่มพี ฤติกรรมดแี ละมีมนษุ ยสมั พันธ์ดี ใช้ชวี ิตอย่างถกู ตอ้ ง เหมาะสมมีความสุข เข้ากับคนอ่ืนได้เป็นที่ยอมรับของสังคม และท�างานก็ประสบผลส�าเร็จ อะไรเป็น เหตุปจั จัยแหง่ การศกึ ษาเรียนรู้ ก่อเกิดขึน้ ได้อยา่ งไร เหตปุ ัจจัยแห่งการเกดิ การศกึ ษามีมากมายหลาย ประการ จงึ ขอสรุปเหตุปัจจัยทีท่ �าให้กอ่ เกดิ การศึกษาออกเป็น ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ คือ ๑. เกิดจากตัวมนุษย์เอง มนุษย์ประกอบไปด้วยส่วนส�าคัญอยู่ ๒ ส่วน คือกายและจิต กายอยู่ได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารประเภทข้าวปลาเนื้อน้�าผักผลไม้ เป็นต้น ท่ีร่างกายกลืนกินดูดซึมซับเข้าไปหล่อเล้ียงร่างกาย ท�าให้คงอยู่เป็นไปเจริญพัฒนาตามกาลเวลาและ เหตปุ จั จยั และรา่ งกายมนษุ ยเ์ รากเ็ ปลย่ี นแปลงอยตู่ อลดเวลาขนึ้ อยกู่ บั เหตปุ จั จยั สว่ นจติ ใจอยไู่ ดก้ ด็ ว้ ย ความรจู้ รงิ มเี หตผุ ล อาหารคอื ความรหู้ รอื การศกึ ษาถอื ไดว้ า่ เปน็ อาหารของจติ ใจมนษุ ยโ์ ดยตรง จติ รจู้ กั คดิ หรอื ความพยายามคดิ ใหเ้ ปน็ และถกู จงึ เปน็ บอ่ เกดิ สา� คญั เบอ้ื งตน้ แหง่ การศกึ ษา ทตี่ อ้ งเจรญิ พฒั นา ตามกาลเวลาและเหตุปัจจยั เชน่ เดียวกบั การเจริญพัฒนาทางสรีระรา่ งกาย ที่นกั คิดทวั่ ไปพยายามคิด วิเคราะห์รู้เข้าใจ ความรู้จักคิดหรือความพยายามคิดให้เป็นและถูก คือรู้จักคิดถูกหลักวิธีมีแบบแผน เหตผุ ลบนฐานของความจรงิ เปน็ การเรม่ิ ใชค้ วามคดิ ของตนเองอยา่ งอสิ ระ เปน็ ปจั จยั ทา� ใหเ้ กดิ ปญั ญารู้ เข้าใจส่ิงท้ังหลายตามความเป็นจริง ท�าให้เกิดความคิดเห็นที่ถูกต้องแม่นย�า ช่วยให้คนเราสามารถ เรียนรู้คิดเป็นท�าถูกมีชีวิตที่ดีงามประเสริฐ เป็นการรู้จักคิดถูกวิธีตามเหตุปัจจัย สามารถแก้ไขปัญหา ท้ังหลายได้ และเข้าถึงความดีงามถูกต้องสมบูรณ์ได้ เป็นลักษณะการก่อเกิดการศึกษาเรียนรู้ภายใน ตัวมนษุ ย์เอง
188 สังคมวทิ ยาเบอื้ งตน้ ๒. เกิดจากสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมภายนอกช่วยให้ก่อเกิดการศึกษาเรียนรู้เข้าใจ หากปราศจากสงิ่ แวดลอ้ มภายนอก มนษุ ยก์ ไ็ มส่ ามารถมชี วี ติ อยไู่ ด้ เปน็ ขอ้ เทจ็ จรงิ อยา่ งหนง่ึ ทรี่ ยู้ อมรบั กนั ท่ัวไป สงิ่ แวดลอ้ มจึงเปน็ บอ่ เกิดสา� คัญอยา่ งหนึ่งแหง่ การศึกษา สิ่งแวดลอ้ มไม่วา่ จะเป็นบุคคลหรือ วตั ถุ เป็นพอ่ แม่ ญาติพน่ี อ้ ง ครูอาจารย์ ทปี่ รกึ ษา เพือ่ น คนใกลช้ ดิ ผู้รว่ มงาน รายการวิทยุ รายการ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ วดิ ีโอ หนงั สือ หนงั สอื พิมพ์ นิตยสาร สื่อสารมวลชน เปน็ ต้น ส่ิงแวดล้อมเหลา่ น้ี เป็นปัจจัยส�าคัญในการศึกษาเรียนรู้ มีอ�านาจอิทธิพลบทบาทต่อความคิดความเช่ือและการประพฤติ ปฏบิ ตั ิ เปน็ แรงจงู ใจในการแสดงพฤตกิ รรมการกระทา� เบอ้ื งตน้ แหง่ การศกึ ษาเรยี นรพู้ ฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ตอ้ งรจู้ กั เลอื กแสวงหาสภาพแวดลอ้ มหรอื แบบอยา่ งทดี่ ี จะตอ้ งรจู้ กั เลอื กแสวงหาแหลง่ ทอ่ี ยอู่ าศยั แหลง่ ศกึ ษาเรยี นรู้ และแบบอยา่ งทดี่ ี ทเ่ี ขา้ ไปเกยี่ วขอ้ งสมั พนั ธ์ ตอ้ งรจู้ กั คดิ พจิ ารณาสง่ิ เหลา่ นน้ั อยา่ งมเี หตผุ ล ตามความเป็นจริง ต้องมีหลักที่จะเข้าไปเก่ียวข้องสัมพันธ์หรือคบหาสมาคม รู้ว่าดีเป็นทางแห่งความ เจรญิ กา้ วหนา้ กเ็ รง่ ทา� รวู้ า่ ไมด่ เี ปน็ ทางแหง่ ความเสอื่ มเสยี หายกไ็ มท่ า� หลกี หนไี ปเสยี และทสี่ า� คญั อยา่ ง หนง่ึ ตอ้ งมหี ลกั การทา� ใหไ้ ดท้ า� ใหส้ า� เรจ็ เปน็ ลกั ษณะการกอ่ เกดิ การศกึ ษาเรยี นรภู้ ายนอกสงั คม อนั เปน็ ลักษณะของคนท่มี ีการศกึ ษาทีด่ ี กลา่ วโดยทวั่ ไป เมอื่ มนษุ ยค์ ดิ แลว้ มคี วามอยากมากระตนุ้ จงู ใจกจ็ ะแสดงพฤตกิ รรมการกระทา� สัตว์ทั้งหลายใช้ความยากเป็นแรงกระตุ้นจูงใจโดยตรงในการแสดงพฤติกรรม เคลื่อนไหวเป็นไปตาม สัญชาตญาณ เพ่ือตอบสนองความอยากหิวกระหายของมัน ส่วนมนุษย์รู้จักศึกษาเรียนรู้ประยุกต์ใช้ ความอยากกระตนุ้ จงู ใจในการกระทา� พยายามเรยี นรเู้ หน็ และเขา้ ใจดว้ ยปญั ญา พยายามแกไ้ ขปรบั ปรงุ เปลี่ยนแปลงให้ดีข้ึน พยายามที่จะรู้เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ท้ังหลายอย่างมีเหตุผล เพื่อแก้ไขปรับปรุง เปล่ียนแปลงพฤติกรรม เพ่ือความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างกัน อันเป็นผลมาจากการศึกษาและ ประสบการณ์ทางสังคม เพ่ือให้ชีวิตทางสังคมเป็นอยู่เป็นไปเป็นระเบียบเรียบร้อยปกติสุขไร้ปัญหา จากเหตุผลดังกล่าว จึงพอสรุปได้ว่า กระบวนการศึกษาเรียนรู้แสดงพฤติกรรมทั้งหลายของมนุษย์ มอี ยู่ ๒ แบบ คอื ๑. ไมร่ คู้ วามจรงิ สง่ิ เรา้ กระตุน้ อยากผดิ จูงใจทา� ผิด ชีวติ มปี ัญหา ๒. รู้ความจริง ส่ิงเร้ากระตุ้น อยากถกู จูงใจทา� ถกู ชวี ิตไร้ปญั ญา
การศกึ ษา 189 กระบวนการและจุดมงุ่ หมายของศกึ ษา กล่าวโดยทัว่ ไป กระบวนการศึกษา ก็คือกระบวนการแสวงหาความรู้จรงิ มีเหตุผล สร้างสรรค์ พฒั นาผูเ้ รียนใหม้ จี ติ ใจงาม และมรี ่างกายแข็งแรงสมบรู ณ์ ใหเ้ ขา้ ถึงถึงความจริงสิ่งดีงาม สามารถปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กบั สงิ่ แวดลอ้ มอยู่ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมกลมกลืน ปรับสง่ิ แวดล้อมให้เขา้ กับตัวเอง เปน็ ประโยชน์ อสิ ระหลดุ พน้ จากความชว่ั รา้ ย ชว่ ยใหบ้ คุ คลมคี วามเจรญิ งอกงามพฒั นามน่ั คงยงั่ ยนื ทงั้ ทางรา่ งกายและ จิตใจ มีศีลธรรมและจริยธรรมในการด�าเนินชีวิต ส่งผลให้บรรลุถึงความจริงสุขสมบูรณ์ เป็นสมาชิกท่ี พงึ ปรารถนาตอ้ งการยอมรับของสงั คม กระบวนการน้ีเป็นกระบวนการเรยี นรูแ้ สดงพฤติกรรมของมนษุ ย์ เป็นกระบวนการใหก้ อ่ เกิด ปญั ญา เปน็ กระบวนแกก้ นั และดบั ปญั หา เปน็ กระบวนการความจรงิ ทเี่ กดิ อาศยั กนั ขน้ึ ทง้ั ปจั จยั ภายใน และภายนอก ปจั จยั ภายในและภายนอกทงั้ สองเปน็ ปจั จยั สา� คญั ชว่ ยใหก้ อ่ เกดิ การศกึ ษาทถี่ กู ตอ้ งดงี าม ผู้รู้นักคิดท้ังหลายพยายามคิดวิเคราะห์อธิบายกระบวนการศึกษานี้ อย่างเช่น ท่านเพลโต (Plato, ๔๒๗-๓๔๗ BC, พ.ศ. ๑๑๖-๑๙๖) นักปราชญ์ชาวกรีกผู้ย่ิงใหญ่ของโลกตะวันตก ได้กล่าวเอาไว้ว่า การศึกษาก็คอื กระบวนการเรียนรู้ สามารถท�าให้ผู้เรียนร้สู ึกเปน็ สขุ และทกุ ข์ได้ ชว่ ยสรา้ งสรรค์พัฒนา มนุษย์ทั้งทางร่างกายและจิตใจไปสู่ความถูกต้องดีงามสุขสมบูรณ์ได้ตามความเหมาะสม ส�าหรับ อรสิ โตเตลิ (Aristotle, ๓๘๔-๓๒๒ BC) ศษิ ยเ์ อกของเพลโต้ การศึกษาคอื การสรา้ งสรรคพ์ ฒั นามนุษย์ ทัง้ ทางรา่ งกายและจิตใจ ชว่ ยให้รา่ งกายแขง็ แรงและจติ ใจดงี ามสมบูรณ์ สามารถบรรลุความจรงิ ดีงาม สขุ สมบรู ณส์ ูงสุดได้อย่างแทจ้ รงิ สว่ นจอหน์ ดวิ อ้ี (John Dewey, ๑๘๕๙-๑๙๕๒) นักการศกึ ษาผ้ยู ิง่ ใหญข่ องอเมรกิ า เหน็ วา่ การศกึ ษาตอ้ งมงุ่ สรา้ งพฒั นาผเู้ รยี นหรอื ตวั เดก็ โดยการเรยี นรจู้ ากประสบการณ์ และกจิ กรรมการเรียนรู้อย่างตอ่ เน่อื ง (Experience an learning activates) มงุ่ ใหเ้ ข้าใจสิง่ แวดล้อม แก้ไขและควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ มากกว่าให้ส่ิงแวดล้อมมาควบคุมมนุษย์ เป็นการสร้างพัฒนาความ สามารถในตัวบุคคล ให้กอ่ เกดิ พัฒนาการ ๔ ด้าน คอื กาย จิต อารมณ์ และสงั คม ในสังคมโลกปัจจุบัน การศึกษามุ่งสร้างผู้เรียนให้มีความรู้และความสามารถ (ขาดคุณธรรม และความประพฤติดี, ศีลธรรมและจริยธรรม) เพ่ือมีอาชีพการงานท่ีดี และความอยู่รอดปลอดภัยใน สังคม เป็นลักษณะธุรกิจและข้อเท็จจริงมีปรากฏให้เห็นอยู่ท่ัวไป แม้แต่ในสังคมไทย แม้มีวิธีการคิด วิเคราะห์อธิบายต่างกัน แต่ก็มีเป้าหมายเดียวกัน เพ่ือชีวิตที่ดีเป็นคนดีหรือสมาชิกที่ดีของสังคม ศึกษาเรียน (วชิ านี)้ ไปทา� ไม เพื่ออะไร เปน็ ค�าถามท่ีพบเหน็ อยู่บอ่ ย ๆ นอกจากเพ่อื อาชพี การงานและ การเป็นอยู่ การศึกษาก็เพื่อคุณค่าความหมายและประโยชน์ของชีวิตทางสังคม ชีวิตที่มีคุณค่า ความหมายและเป้าหมาย ก็คือชีวิตท่ีมีการศึกษา การศึกษาเพียงเพื่อสอบผ่านใคร ๆ ก็ท�าได้ แต่การ ศกึ ษาเพอื่ นา� ประโยชนไ์ ปใช้ เปน็ เรอ่ื งมคี วามสา� คญั จา� เปน็ ยงิ่ กวา่ และในทนี่ ี้ ผเู้ ขยี นขอเสนอกระบวนการ ศึกษาตามธรรมชาติแบบพุทธ เพ่ือความรู้เข้าใจร่วมกัน กระบวนการศึกษา (ไตรสิกขา หรือหลักการ ศึกษา ๓ ประการ) ตอ้ งมีเปา้ หมายของการศึกษา ๓ ประการ ดงั น้ี
190 สังคมวทิ ยาเบอ้ื งตน้ ๑. มีพฤตกิ รรมดี (ศลี , Moral-behavioral processes) มคี วามสะอาดด้านการกระท�า การกระทา� จะสะอาดไดด้ ้วยอา� นาจศีล พฤตกิ รรมการกระท�าเกิดจากกระบวนการศึกษาเรียนรู้ ศึกษา เรียนรู้เข้าใจฝึกฝนอบรมพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม กลายเป็นแบบ ลกั ษณะบุคลิกภาพ พฤติกรรมตา่ ง ๆ ทัง้ หลายของมนุษย์ส่วนใหญเ่ กดิ จากการศึกษาเรียนรมู้ ากกวา่ ท่ี จะเกดิ ขน้ึ เองตามธรรมชาติ เรยี นรเู้ ขา้ ใจความจรงิ โลกสงั คม เพอื่ แสดงพฤตกิ รรมใหถ้ กู ตอ้ งเหมาะสมใน สังคม เป็นการฝึกฝนพัฒนามนุษย์ในด้านพฤติกรรม ให้เกิดความเคยชินเป็นนิสัยมีระเบียบวินัย ใหป้ ระพฤตดิ ที างกายและวาจา การฝกึ ฝนพฒั นาพฤตกิ รรมเปน็ การเรม่ิ ตน้ ในการพฒั นาชวี ติ ทางสงั คม เปน็ การจดั ระเบยี บชวี ติ ทางสงั คม ในการเปน็ อยเู่ ปน็ ไปสมั พนั ธก์ นั ทางสงั คม ใหม้ พี ฤตกิ รรมการกระทา� ระหว่างกันทางสังคมอย่างถูกต้อง ให้ปฏิบัติหน้าท่ีรับผิดชอบต่อสิ่งท้ังหลายตามเหตุปัจจัย ประพฤติ ปฏบิ ตั เิ กอ้ื กลู เปน็ ประโยชน์ มพี ฤตกิ รรมปกตไิ มเ่ สยี หาย ไมเ่ บยี ดเบยี นฆา่ ทา� ลาย ไมล่ กั ขโมย ไมป่ ระพฤติ นอกใจสามีภรรยา ไม่พูดเท็จ ไม่เสพสุราส่ิงเสพติด ไม่ท�าลายชีวิตทางสังคมและสภาพแวดล้อมทาง สังคม พฤติกรรมดีมีระเบียบวินัยไม่เบียดเบียนท�าลาย ช่วยสนับสนุนส่งเสริมเพ่ิมพูนโอกาสชีวิตทาง สังคมใหด้ งี าม เพ่อื คณุ งามความดีคณุ ค่าความหมายชวี ติ ทางสังคมตอ่ ไป ๒. มีจิตใจดีหรือมีคุณธรรม (สมาธิ, Mental processes) ท�าให้เกิดความสงบสุขุม ความสงบจะเกิดขึ้นได้ด้วยอ�านาจสมาธิ มีจิตใจงามหรือมีสุขภาพจิตดี เป็นลักษณะของบุคคลที่มี คณุ ธรรม มคี วามอดทนอดกลนั้ หนกั แนน่ ไมห่ วนั่ ไหวกบั ปญั หาชวี ติ ทางสงั คมและการเปลย่ี นแปลงทาง สงั คมทเ่ี กดิ ขนึ้ สามารถควบคมุ อารมณท์ า� ใจได้ สามารถปรบั ปรงุ แกไ้ ขเปลยี่ นแปลงตวั เองตามเหตปุ จั จยั ปรบั ปรงุ แก้ไขตัวเองให้มีความสุขตามความเหมาะสมกับสภาพแวดลอ้ มทางสงั คม ปรบั ตวั เป็นอยู่เป็น ไปอย่างมีเหตุผลสมดุลมีประสิทธิภาพประสิทธิผล ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกทางสังคม สุขภาพจิตดีย่อมส่งผลให้สุขภาพพลานามันดี มีบุคลิกลักษณะในชีวิตทางสังคมดี สุขภาพจิตดีเป็นสิ่ง ส�าคัญจ�าเป็นส�าหรับทุกคน ชีวิตทางสังคมจะด�าเนินเป็นไปเจริญก้าวหน้าหรือเส่ือมถอยมีปัญหาส่วน หนงึ่ มาจากสขุ ภาพจติ และการปรบั ตวั ในชวี ติ ทางสงั คม ทกุ คนตอ้ งฝกึ ฝนอบรมพฒั นาจติ ใหเ้ กดิ ความ เขม้ แขง็ หนกั แนน่ มน่ั คง อดทนอดกลน้ั ยบั ยง้ั ตวั เองได้ เปน็ การสรา้ งพลงั ชวี ติ เปน็ การฝกึ จติ ใหม้ คี ณุ ภาพ ฝึกจิตให้มีคุณธรรมต่าง ๆ ทั้งหลาย เช่น มีความอดทนอดกลั้น ข่มจิตข่มใจได้ ความขยันหมั่นเพียร ความกระตือรือร้น ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ความซื่อสัตย์สุจริตยุติธรรม ความรักเมตตากรุณา ความกตญั ญรู ู้คณุ ความจริงใจ การให้เสียสละเอือ้ เฟ้ือเก้อื กูล เปน็ ต้น คนที่มคี ณุ ธรรม คือคนท่ีมีจติ ใจ งามมกั ทา� อะไรใหด้ เี รยี บรอ้ ยสมบรู ณ์ มคี วามรบั ผดิ ชอบเตม็ ทตี่ อ่ หนา้ ที่ และทา� หนา้ ทใ่ี หถ้ กู ตอ้ งดพี รอ้ ม สมบูรณ์ คุณธรรมกับหน้าท่ีอาศัยซึ่งกันและกันไม่สามารถแยกกันได้ การท�าหน้าที่ให้ถูกต้องสมบูรณ์ ก็เป็นการบง่ บอกถึงการมีของคณุ ธรรม ๓. มปี ญั ญาดี (ปญั ญา, Processes of wisdom development) ทา� ให้เกดิ ความสวา่ ง ปญั ญาคอื แสงสวา่ ง แสงสวา่ งแหง่ ปญั ญาเปน็ แสงสวา่ งทส่ี ดุ ในโลก เปน็ ความรอบรเู้ ขา้ ใจถกู ตอ้ งชดั เจน
การศึกษา 191 ถ่องแท้ รู้สิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง รู้เหตุผล รู้ดีรู้ช่ัว รู้ถูกรู้ผิด รู้ว่าควรไม่ควร รู้คุณรู้โทษ รู้ว่า ประโยชนไ์ มใ่ ชป่ ระโยชน์ เปน็ ความฉลาดสามารถรเู้ ขา้ ใจสง่ิ ตา่ ง ๆ ทงั้ หลายอยา่ งถกู ตอ้ งแมน่ ยา� สามารถ คดิ วเิ คราะหพ์ จิ ารณาไตรต่ รองตรวจสอบแกป้ ญั หาไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพประสทิ ธผิ ลเปน็ ธรรม ปญั ญา เปน็ เรอื่ งการฝกึ ฝนอบรมพฒั นาใหร้ เู้ ขา้ ใจความจรงิ ของโลกทางสงั คม รเู้ ทา่ ทนั ธรรมดาของโลกและชวี ติ ทางสงั คมตามสภาพความเปน็ จรงิ หรอื มโี ลกทศั นแ์ ละชวี ทิ ศั นท์ ถ่ี กู ตอ้ งตามเหตปุ จั จยั ความรเู้ ขา้ ใจชวี ติ ทางสงั คม เป็นความรู้อันประเสรฐิ แม้จะมีความรูต้ า่ ง ๆ มากมาย แต่ขาดความรเู้ ขา้ ใจชวี ติ ทางสงั คม ชีวิตก็ด�าเนินเป็นอยู่เป็นไปติดขัดไม่ราบรื่น เพราะความจริงชีวิตทางสังคมก็เป็นปัญหาอยู่แล้ว การรู้ เข้าใจชวี ิตทางสังคม กเ็ พือ่ ปฏิบัตติ ่อส่งิ ท้ังหลายได้ถูกตอ้ ง เพอ่ื ให้ปญั หาชวี ิตทางสงั คมบรรเทาเบาบาง ลดนอ้ ยลง เมอ่ื มปี ญั ญารเู้ หน็ ตามความเปน็ จรงิ กร็ จู้ กั นา� ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ติ ทางสงั คมใหเ้ กดิ ประโยชน์ ก็จะส่งผลช่วยในการด�าเนินชีวิตทางสังคมสอดคล้องสัมพันธ์กับส่ิงต่าง ๆ ท้ังหลายถูกต้องตามเหตุผล สามารถด�าเนินชีวิตทางสังคมด้วยความรู้เข้าใจตามธรรมดาเหตุผล ก็จะเกิดแต่ประโยชน์สุขเก้ือกูล ฝ่ายเดียว ปัญญาจึงเป็นส่ิงที่มีคุณค่าความหมายส�าคัญจ�าเป็นต่อมนุษย์ ปัญญาเป็นแสงสว่าง น�าทางมนุษย์ ช่วยรักษามนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัย ท�าให้ชีวิตมนุษย์แตกต่างไปจากการเป็นอยู่ของ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย ในชีวิตทางสังคม บัณฑิตผู้มีปัญญาย่อมด�าเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องไร้ปัญหา ส่วนผู้ไม่มีปัญญาย่อมเป็นอยู่เป็นไปในทางที่ผิดมีแต่ปัญหา ดังนั้น การเสื่อมจากวัตถุทรัพย์สมบัติ ถอื วา่ เปน็ ความเสอ่ื มเพยี งเลก็ นอ้ ย แตค่ วามเสอ่ื มจากปญั ญา ถอื วา่ เปน็ เรอื่ งใหญส่ า� คญั เพราะการเสอ่ื ม จากปัญญา เป็นเหตุให้เสื่อมจากสิ่งทั้งหลายตามมา ปัญญาเป็นปัจจัยส�าคัญอย่างมากต่อการด�าเนิน ชีวิตทางสังคมมีปัญหาหรือไร้ปัญหา (ทีฆนิกาย ปาฏิกวัคค์ พระไตรปิฎก เล่มท่ี ๑๑, ข้อที่ ๒๒๘, หนา้ ท่ี ๒๓๒) นกั เรยี นนกั ศกึ ษาผสู้ นใจใฝก่ ารศกึ ษาเรยี นรู้ ไดย้ นิ ไดฟ้ งั มากหรอื มกี ารศกึ ษามาก เรยี นรเู้ ขา้ ใจ ตามความเปน็ จรงิ แลว้ ฝกึ ฝนอบรมพฒั นาตน ใหม้ พี ฤตกิ รรมดคี ณุ ภาพจติ ดแี ละมปี ญั ญาดี หรอื มคี วาม รูด้ ีและประพฤตดิ ี (วิชชาจรณสัมปนั โน หรือศีลกับปัญญา) อนั เปน็ จุดมุง่ หมายสา� คัญของกระบวนการ ศกึ ษานี้ ถอื ไดว้ า่ เปน็ ผไู้ ดร้ บั ใบปรญิ ญาอยา่ งแทจ้ รงิ ตามนยั ความหมายแหง่ กระบวนการศกึ ษาธรรมชาติ แบบพุทธน้ี ในแง่ของปญั ญาเปน็ แสงสวา่ งและประเสริฐกวา่ ทรพั ย์ ผมู้ ีปัญญาอยา่ งแท้จริงย่อมมแี ต่ความ สุขดีเจรญิ กเ็ พราะว่าเขามีพฤติกรรมดี จติ ใจดมี ีคุณธรรม และมคี วามรู้จริง จะคดิ จะพดู จะท�ากถ็ ูกตอ้ ง เหมาะสมยตุ ธิ รรมไมล่ า� เอยี ง ไปอยใู่ นทไี่ หน ๆ กไ็ มม่ ปี ญั หา เปน็ ทรี่ กั ของคนทงั้ หลาย พอ่ แมบ่ างคนมลี กู รักลูกมาก เลย้ี งลูกอย่างดี ดูแลเอาใจใสอ่ ย่างดี ยุงไมใ่ ห้ไต่ ไรก็ไม่ให้ตอม คอยโอค๋ อยอ้มุ อยตู่ ลอดเวลา งานการไม่ให้ท�า ไม่ฝึกฝนให้เขาท�าอะไรเลย บางคร้ัง ถึงกับท�างานแทนลูก เพราะกลัวลูกจะล�าบาก มอี ะไรดี ๆ กป็ ระเคนใหล้ กู หมด สงิ่ ของเครอ่ื งอา� นวยความสะดวกดี ๆ อนั ใดกซ็ อื้ หาประเคนใหล้ กู หมด ดูแลบ�ารุงเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเลี้ยงลูกเฉพาะทางร่างกาย แต่พอพ่อแม่ไม่สบายหรือตายไป
192 สงั คมวทิ ยาเบอ้ื งตน้ ลูกกลับไม่มีปัญญาคิดท�าอะไร หรือคิดท�าก็มีแต่ปัญหาและความผิดพลาดล้มเหลว เด็กท่ีคอยแต่ให้ ผู้ใหญ่อุ้มมักเดินเองไม่ได้ ดูแลตัวเองก็ไม่ได้ แล้วทรัพย์สมบัติที่มีอยู่จะไปเหลืออะไร เพราะการทุ่มเท ท�าอย่างน้ี เลี้ยงลูกเฉพาะร่างกาย เจริญแต่เพียงทางเนื้อหนังมังสา เล้ียงเขาให้เป็นคนโง่ไร้ปัญญาไร้ หลักการดา� เนนิ ชีวิต ในทางตรงกันข้าม นอกจาทางรา่ งกายแล้ว ตอ้ งรู้จกั เลยี้ งเขาให้มีการศึกษาหรอื ปญั ญาตามท่ี กล่าวมาแล้วเบื้องต้น ให้เขาสามารถคิดเป็น ท�าถูก ป้องกันแก้ไขปัญหาท้ังหลายได้ ให้เขาเป็นคนเก่ง เด่น ดี และก็ดงั สามารถคิดพูดทา� ดอี ยา่ งถูกต้องเหมาะสม สามารถเดินไดด้ ว้ ยตวั เอง ท�างานพง่ึ ตวั เอง ได้ ดา� เนนิ ชวี ติ ทางสงั คมดว้ ยปญั ญา ปญั ญาเปน็ แสงสวา่ งนา� ทางพาใหค้ วามถงึ ความจรงิ และเจรญิ รงุ่ เรอื ง เพราะอีกไมน่ านหรอื สกั วันหน่ึงตัวเองตอ้ งจากลกู ไป มรดกทรัพยส์ มบตั ิ หากขาดปัญญา อาจเสอ่ื มสญู หมดหายไปได้ แต่มรดกทางปญั ญาไซร้ กนิ ใช้เท่าไรก็ไม่หมด ใครท�าลายหรือลกั เอาไปกไ็ ม่ได้ ยงิ่ กินยงิ่ ใช้กย็ ิง่ มแี ต่ความดเี จริญงอกงาม แต่ถ้าจะใหด้ ยี ง่ิ ๆ ขึน้ ไป ต้องเล้ยี งดแู ลเขาให้เจรญิ พัฒนาท้งั สองทาง เมื่อเราพดู ถงึ มรดก คนส่วนใหญก่ จ็ ะคดิ นกึ ถงึ มรดกทางทรัพย์สมบตั ิ ทดี่ ิน บา้ น รถ เป็นต้น จะไม่คิด นึกถึงมรดกด้านอวัยวะร่างกายชีวิตและสติปัญญาท่ีพ่อแม่ให้มา อันมีค่าและประเสริฐย่ิงกว่าสิ่งใด เพราะในบางครั้ง เราสามารถจะเห็นคนบางคนยอมสละทรัพย์สมบัติทุกอย่างเพื่อรักษาอวัยวะ ด้วยเหตุน้ี ปัญญาจึงประเสริฐกว่าทรัพย์ ดูตัวอย่างคนที่มีปัญญาอย่างแท้จริง ก็คือ พระพุทธเจ้า พระพทุ ธองคเ์ กดิ มามแี ตท่ า� ประโยชนท์ า� โลกใหด้ เี จรญิ โลกสวา่ งไสวไปดว้ ยแสงแหง่ ธรรมปญั ญา ปญั ญา ร้คู วามจรงิ สง่ิ ท้งั หลาย ใครเกิดมาไดม้ ารู้มาเข้าใจธรรมปญั ญา แล้วกท็ �าเดินไปตามนน้ั ก็จะมแี ต่ชวี ติ ที่ ดงี ามเจริญ ประเภทของการศกึ ษา ชีวติ คอื การศึกษา การศึกษาคือชวี ติ มนษุ ย์เกิดมาจา� ต้องเรยี นรู้เข้าใจสิ่งตา่ ง ๆ ทั้งหลายอยา่ ง มีเหตุผลถูกต้องเพียงพอ ฝึกฝนอบรมพัฒนาให้มีคุณภาพชีวิต ให้มีหลักการด�าเนินชีวิตทางสังคม เป็นความส�าคัญจ�าเป็นท่ีมนุษย์ต้องศึกษาเรียนรู้อบรมพัฒนาตนเองอย่างต่อเน่ืองไปตลอดชีวิต เปน็ หนา้ ทสี่ า� คญั และเปน็ กจิ กรรมของชวี ติ ตามกระบวนการความจรงิ มเี หตผุ ล และตามลกั ษณะระบบ รปู แบบการศึกษา ในสงั คมโลกปจั จุบนั มรี ะบบรปู แบบการศึกษาเรียนรมู้ ากมาย แต่ก็พอก�าหนดสรปุ ได้เปน็ ๓ ประเภท ดงั น้ี ๑. การศึกษาในระบบรูปแบบ (Formal education) การศึกษาท่ีจัดเป็นระบบรูปแบบ โรงเรยี นองคก์ รสถาบนั เปน็ กระบวนการเรยี นหรอื สอนในโรงเรยี นและมหาวทิ ยาลยั มกี ฎระเบยี บกตกิ า ข้อบังคับค่าใช้จ่ายตอบแทนชัดเจน มีจุดมุ่งหมายการวัดผลและประเมินผล มีเง่ือนไขของการส�าเร็จ การศึกษาท่แี นน่ อน มกี ารจัดก�าหนดหลกั สูตรการเรยี นการสอนตามระยะเวลาของการศกึ ษา ก�าหนด
การศกึ ษา 193 ครูอาจารย์ผู้สอนตามรายวิชาความรู้ความสามารถ ก�าหนดจ�าแนกผู้เรียนออกเป็นกลุ่มเป็นชั้นเป็นปี ตามเพศวัยและอายุ มีตั้งแต่ระดับเบื้องต้น คืออนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ถึงสูงสุด คือระดับ มหาวทิ ยาลยั ๒. การศกึ ษานอกระบบรปู แบบ หรอื การศกึ ษานอกโรงเรียน (Non-formal education) คือการศึกษาที่จัดขึ้นนอกเหนือไปจากกระบวนการเรียนหรือสอนในระบบรูปแบบโรงเรียนตามเวลา ท�าการปกติ เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น เหมาะสมสอดคล้องสัมพันธ์กับความอยากต้องการของ ผเู้ รยี นและผูส้ นใจท้ังหลายท่ัวไป ผซู้ งึ่ พลาดโอกาสทางการศกึ ษาตามเวลาท�าการปกติ อนั เนือ่ งมาจาก ความจ�าเป็นทางเวลาเศรษฐกิจหรือเหตุปัจจัยอ่ืน ๆ เพื่อให้เกิดความรู้ความสามารถ มีอาชีพการงาน รู้จกั กนั และแกป้ ญั หาทงั้ หลาย เพื่อการด�าเนินชวี ิตอย่างถูกต้องเหมาะสม ๓. การศึกษาไม่มีระบบรูปแบบ (Informal education) เป็นการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง ท้ังโดยตรงและโดยอ้อม เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ความสามารถ ความพร้อม และโอกาส เป็นการศึกษาเรียนรู้แบบตลอดชีวิต ตั้งแต่เกิดถึงตาย เป็นการศึกษาเรียนรู้ความจริงสังคมและ วฒั นธรรมโดยตรงจากพอ่ แมห่ รอื สถาบนั ทางสงั คม เรยี นรแู้ สวงหาความรทู้ กั ษะความชา� นาญทงั้ หลาย โดยตรงจากคนอ่ืน เรียนรู้แสวงหาความจริงมีเหตุผลจากส่ือ และศึกษาเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรม ทางอ้อม ไม่ได้บอกแนะน�าอบรมส่ังสอนกันโดยตรง เป็นการเรียนรู้จากพฤติกรรมของคนอ่ืนทั้งหลาย ปรากฏการณ์ทางสังคม สถานการณ์ หรือจากประสบการณ์ เรียนรู้เข้าใจโดยการสังเกตเปรียบเทียบ หรือคิดเดาคาดคะเน ตลอดถึงการได้เห็นได้ฟังอย่างไมต่ ั้งใจ วชิ าทคี่ วรศึกษา เมอ่ื เรารเู้ ขา้ ใจคณุ คา่ ความหมายของการศกึ ษาแลว้ ปญั หาตอ่ ไป กค็ อื จะศกึ ษาอะไร เรยี นวชิ า อะไร คณะอะไร ที่ไหนอย่างไร ทั้งที่เป็นระบบรูปแบบและไม่เป็นระบบรูปแบบการศึกษา อันหมาย ความวา่ จะฝกึ ฝนอบรมสรา้ งสรรคพ์ ฒั นาตนเองอยา่ งไร จงึ จะสามารถคดิ เปน็ ทา� ถกู อยใู่ นสงั คมอยา่ ง มคี วามสขุ เจรญิ กา้ วหนา้ ในสงั คมปจั จบุ นั มวี ทิ ยาการวชิ าการและมอี าชพี มากมายทม่ี นษุ ยจ์ ะตอ้ งศกึ ษา เรยี นรู้ และมวี ธิ กี ารหลายอยา่ งทจ่ี ะเขา้ ถงึ ได้ แมม้ วี ชิ าและวธิ กี ารศกึ ษามากมายหลายประการ แตก่ พ็ อ สรปุ วิชาท่ีมนษุ ย์เราต้องศกึ ษาเรียนร้อู ยู่ ๒ ประเภท คือ ๑. วิชาธรรมดา ศึกษาหลักธรรมธรรมดาหรือธรรมชาติชีวิตและสังคม ศึกษาวิชาธรรมดา เพื่อเป็นหลักด�าเนนิ ชีวติ ทางสังคม ร้เู ขา้ ใจตนเองถกู ตอ้ งถ่องแท้ ตนเองเปน็ ใคร ต้องการอะไร อะไรคอื เป้าหมายของตนเอง ศึกษาเรียนรู้สิ่งท้ังหลายตามความเป็นจริง รู้ดีรู้ชั่ว รู้เหตุรู้ผล รู้ถูกรู้ผิด รู้ว่าควร ไม่ควร รู้คุณร้โู ทษ ร้วู า่ ประโยชนแ์ ละไมใ่ ช่ประโยชน์ รเู้ ขา้ ใจอยา่ งถกู ตอ้ งแม่นย�า รเู้ ทา่ ทันธรรมดาของ โลกและชีวิตทางสังคม ความรู้เข้าใจหลักธรรมดาหรือความจริงสิ่งดีงามทั่วไป เป็นความรู้อันสูงส่ง
194 สงั คมวิทยาเบอื้ งตน้ ประเสริฐ แม้จะมีความรู้วิชาอ่ืนมากมาย แต่ขาดความรู้เข้าใจหลักธรรมดา ชีวิตก็มีปัญหาไม่สามารถ ดา� เนนิ ไปไดส้ ะดวกราบรนื่ ในชวี ติ ทางสงั คม นกั เรยี นนกั ศกึ ษาผมู้ ปี ญั ญายอ่ มดา� เนนิ ชวี ติ ไปไดอ้ ยา่ งถกู ต้องเหมาะสมไร้ปัญหา ส่วนผู้ไม่มีปัญญาย่อมเป็นอยู่เป็นไปในทางท่ีผิดมีแต่ปัญหา ดังนั้น การศึกษา เรียนรู้ความจริงมีเหตุผลท่ัวไป ถือว่าเป็นวิชาหน่ึงที่ส�าคัญจ�าเป็นส�าหรับผู้ศึกษาเล่าเรียนท้ังหลาย เพราะถา้ หากขาดหลกั วชิ าดา� เนนิ ชวี ติ ชวี ติ กจ็ ะมแี ตป่ ญั หาผดิ หวงั ลม้ เหลวตลอดไป ซง่ึ คนทว่ั ไปไมใ่ สใ่ จ ในวิชาน้ี ต่อเมอ่ื เจอปญั หาจงึ กลบั มาคิดทบทวน บางครงั้ ไมม่ ีเวลาท่ีจะมานัง่ คดิ ทบทวน เพราะมาดว่ น จากไปเสียกอ่ น วชิ าธรรมดา ธรรมดาชวี ติ และสงั คม เปน็ วชิ าเรยี นทแ่ี ทจ้ รงิ ทมี่ นษุ ยท์ กุ คนตอ้ งเรยี นตอ้ งประสบ พบเจอ เปน็ วิชาท่เี รียนไมร่ ูจ้ กั จบสนิ้ เรียนตัง้ แต่เกดิ จนตาย มโี ลกท้ังโลกเปน็ โรงเรยี น มที กุ ส่งิ ทุกอย่าง เป็นเพ่ือนเรียนและครูผู้สอน เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่มีก�าหนดกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัว มีทุกวิชาให้ เรียน มีทั้งวชิ าทงี่ ่ายและยาก มที ั้งสนกุ สนานเพลดิ เพลินดีใจสมหวงั และทกุ ขย์ ากล�าบากเสียใจผดิ หวัง จนทนแทบไม่ไหวถึงกับยอมแพ้ลาจากไป แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นวิชาธรรมดา หากเราเรียนรู้สอบผ่าน ไปได้ ถอื ได้ว่าเป็นผูไ้ ด้รับใบปริญญาอย่างสมบรู ณ์แบบ ๒. วิชาสังคมโลก ศึกษาวิชาต่าง ๆ ทัง้ หลายในสงั คมโลก เพื่อการเป็นอยูห่ รือเล้ยี งชีวติ ของ ตัวเอง รู้จักวิธีดูแลรักษาสุขภาพร่างกายตนเอง รู้จักเวลาเรียน ท�างาน ออกก�าลังกาย หรือผักผ่อน นอนหลับ รู้เข้าใจสภาพแวดล้อมหรือปัจจัยภายนอกที่เข้าไปเก่ียวข้องสัมพันธ์ ต้องมีสภาพแวดล้อม ทดี่ ถี กู ตอ้ งเหมาะสม ตอ้ งรจู้ กั หาเลอื กแหลง่ ทอ่ี ยอู่ าศยั หรอื ประกอบอาชพี ตอ้ งศกึ ษาเรยี นรวู้ ชิ าทต่ี นเอง ชอบและถนัด เพราะวิชาในสังคมโลกมีมากมาย มีวิชาศาสนาและปรัชญา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี โหราศาสตร์ สังคมวิทยา จิตวิทยา มานุษยวิทยา การศึกษา ดนตรี นาฏศิลป์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ การบริหาร แพทย์ศาสตร์ ภาษาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ วิศวกรรม คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เปน็ ตน้ ให้เกดิ ความรเู้ ขา้ ใจทักษะความช�านาญสามารถ น�าไปประกอบอาชีพสจุ รติ ไม่ผดิ กฎหมายและศลี ธรรม อาชพี การงานเป็นที่มาของเงินรายได้ เพ่อื การเปน็ อยู่เป็นไปของชวี ิตทาง สงั คม เพอ่ื การดา� เนนิ ไปของชวี ติ ทด่ี งี ามประเสรฐิ เปน็ การสรา้ งความสมั พนั ธม์ นั่ คงอนั ดงี ามระหวา่ งกนั เพราะความจริงของชวี ิตประกอบไปด้วยความจรงิ ที่หลากหลาย หนา้ ทขี่ องการศกึ ษาท่วั ไป ปจั จยั สา� คญั อยา่ งหนง่ึ ทท่ี า� ใหค้ นเราเจรญิ หรอื เสอื่ ม กค็ อื การศกึ ษา การศกึ ษาทา� ใหเ้ กดิ ความ รู้เข้าใจ ปฏิบัติถูกต้องเหมาะสม และความเจริญงอกงาม การศึกษาโดยไม่คิด ก็ไม่เกิดประโยชน์ การคดิ ทปี่ ราศจากการศกึ ษากอ็ นั ตราย การศกึ ษาหวงั ตอ้ งการใหน้ กั เรยี นนกั ศกึ ษาผเู้ รยี น เรยี นรเู้ ขา้ ใจ ตามความเป็นจริง แล้วฝึกฝนอบรมพัฒนาตน ให้มีพฤติกรรมดีคุณภาพจิตดีและมีปัญญาดี ในยุคโลก
การศกึ ษา 195 ไร้พรมแดนหรือโลกใบเดยี วกัน ต้องตงั้ ใจเรยี นร้ฝู กึ ฝนอบรมพัฒนาอยา่ งต่อเนอ่ื งตลอดชวี ิต การศกึ ษา คือชีวิต เป็นกิจกรรมของชีวิต โดยชีวิตและเพื่อชีวิต หน้าที่ส�าคัญของการศึกษาต่อมนุษย์และสังคม มีดังต่อไปน้ี ๑. สรา้ งแบบลกั ษณะมนษุ ย์ การศกึ ษาเปน็ เครอื่ งมอื ชว่ ยสรา้ งลกั ษณะมนษุ ยใ์ หส้ มบรู ณแ์ บบ ท่สี ุด โดยสรปุ แบบลกั ษณะทส่ี มบรู ณแ์ ละพึงประสงคท์ ส่ี ดุ คือแบบมคี วามรดู้ แี ละประพฤติดี อนั เป็น แบบคุณลักษณะท่ีแท้จริงของมนุษย์ กล่าวโดยทั่วไป สร้างแบบลักษณะหรือบุคลิกภาพมนุษย์ สรา้ งอปุ นสิ ยั และจติ ใจมนษุ ย์ การศกึ ษาชว่ ยสรา้ งมนษุ ยใ์ หม้ สี ขุ ภาพรา่ งกายแขง็ แรงสมบรู ณ์ ปราศจาก โรคภัยไข้เจ็บ มีพฤติกรรมถูกต้องเหมาะสม มีระเบียบวินัยเรียบร้อย มีมารยาทและมนุษยสัมพันธ์ดี มีจิตใจงามหรือมีคณุ ธรรม อดทนอดกลั้นหนักแน่นไมห่ วนั่ ไหว สามารถควบคมุ อารมณ์ทา� ใจได้ ขม่ จิต ข่มใจได้ ขยนั หม่นั เพียร กระตอื รือรน้ รบั ผิดชอบตอ่ หนา้ ท่ี ซ่อื สัตย์สจุ ริตยตุ ธิ รรม มแี ตค่ วามรักเมตตา กรุณา กตญั ญูรู้คณุ จริงใจ เหน็ อกเห็นใจคนอ่นื และเสยี สละเอือ้ อาทร เปน็ ตน้ และมปี ญั ญาความรู้ดี รคู้ วามจรงิ มเี หตผุ ล รแู้ ลว้ ปฏบิ ตั ใิ หถ้ กู ตอ้ งเหมาะสม กอ่ เกดิ แตป่ ระโยชนฝ์ า่ ยเดยี ว สามารถอยใู่ นสงั คม ไดอ้ ยา่ งมคี วามปกตสิ ุขไร้ปญั หา มแี ต่ชวี ติ ทดี่ ีงามประเสรฐิ อนั เปน็ แบบลกั ษณะทีพ่ งึ ประสงค์ต้องการ ยอมรับท่ัวไป มีการศึกษาเท่านั้นเป็นเครื่องมือส�าคัญช่วยสร้างพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ สร้างมนุษย์ให้ เปน็ มนุษยส์ มบรู ณ์แบบ ๒. ให้ความรู้เข้าใจ การศึกษาช่วยให้เกิดความรู้เข้าใจความจริงสิ่งดีงาม ไม่ใช่ให้ผู้สอนครู อาจารย์เป็นผู้หาความรู้ แล้วน�ามาสอนบอกให้ผู้เรียนนักเรียนนักศึกษาจดและจ�า ขู่บังคับให้ท่องจ�า ให้รู้เพียงตัวหนังสือ รู้แบบจ�าแล้วน�าไปสอบ เพียงแค่ต้องการสอบให้ผ่าน หรือหวังแค่ใบปริญญา ไม่สามารถรู้เข้าใจจริงและไม่สามารถคิดวิเคราะห์ตรวจสอบได้เอง นอกจากไม่เป็นผลดีแล้ว ยังสร้าง ปัญหาความทุกข์ให้กับผู้เรียนอีกด้วย ต้องพยายามให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ค้นคว้าตรวจสอบได้เอง สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ สามารถคิดเป็นท�าถูกมีคุณธรรม สามารถคิดได้ มองไกล ใฝ่ดี มีระเบียบวินัย รู้เข้าใจแล้วยึดถือปฏิบัติ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกปัจจุบันอย่างเต่อเนื่อง ต้องรู้เขา้ ใจสิง่ ทัง้ หลายตามความเป็นจรงิ ร้เู ท่าทันธรรมดาความจรงิ มเี หตุผล รู้จักน�าไปประยกุ ตใ์ ช้ให้ เกิดประโยชน์ สามารถใช้ชีวิตสอดคล้องสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ก่อเกิดแต่ ประโยชนส์ ุขเก้อื กลู ฝา่ ยเดยี ว มีแตช่ ีวติ ท่ดี งี ามประเสรฐิ ๓. ใหอ้ าชพี การงาน การศกึ ษาทา� ใหเ้ กดิ ความรเู้ ขา้ ใจโดยตรง และทา� ใหม้ อี าชพี การงานโดย ออ้ ม หลงั จากศกึ ษาเรยี นรจู้ บแลว้ หนา้ ทขี่ องการศกึ ษาอยา่ งหนงึ่ คอื ตอ้ งสอนผเู้ รยี นรจู้ กั ประกอบอาชพี ท่ีสุจริต มีจรรยาบรรณในการท�างาน อาชีพสุจริตไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรม อาชีพที่ปราศจากโทษ ภยั อนั ตราย ประกอบอาชพี เพอื่ เกอ้ื หนนุ พฒั นาชวี ติ ใหม้ คี ณุ ภาพ อาชพี การงานเปน็ ทม่ี าของเงนิ รายได้ เพ่ือการด�ารงชีวิตอยู่ในสังคม การประกอบอาชีพเพื่อหาเล้ียงชีพก็ขึ้นอยู่กับการศึกษาโดยอ้อม
196 สังคมวิทยาเบ้ืองตน้ เพราะคนเราส่วนใหญ่เกิดมาแล้วต้องท�างานหาเล้ียงชีพ ท�างานก็เพื่อเสพบริโภคใช้สอย และในขณะ เดยี วกนั กเ็ พอื่ ความคงอยแู่ ละการดา� เนนิ ไปเจรญิ พฒั นาชวี ติ ทา� งานใหเ้ กดิ ผลผลติ เพอื่ คา่ ตอบแทนโดย ความถกู ตอ้ งชอบธรรม ใหเ้ กดิ ความพอเพยี งแกค่ วามตอ้ งการของชวี ติ เพอื่ สขุ ภาพรา่ งกายทดี่ สี มบรู ณ์ แล้วรู้จักบริหารใช้จ่ายทรัพย์ รู้เข้าใจคุณค่าความหมายและประโยชน์ รู้จักเสพบริโภคถือเอาสาร ประโยชน์จากมัน ไม่ลุ่มหลงหมกมุ่นมัวเมาในการเสพใช้จ่ายบริโภค อาศัยทรัพย์เพ่ือการเป็นอยู่ใน การพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้ชีวิตด�าเนินเป็นอย่างมีคุณค่าความหมายจุดหมายปลายทาง เป็นการสร้าง ความม่ันคงสัมพนั ธ์อนั ดีระหว่างกนั เปน็ การด�าเนนิ ชวี ติ ท่ีดงี ามประเสริฐ ๔. สรา้ งพัฒนาคนและสังคม มหาวิทยาลยั สร้างบณั ฑติ ทุกปี แต่ไมส่ ามารถสรา้ งคนทกุ คน ใหเ้ ปน็ คนดขี องสงั คมได้ ตวั ของเราสามารถสรา้ งไดท้ ง้ั คนดแี ละเลว เพอื่ เปน็ ทรพั ยากรอนั มคี ณุ คา่ ความ หมายของสังคมประเทศชาติ หลกั การสร้างพฒั นาคนและสงั คมอยา่ งหนึ่ง คอื การศึกษา สอนให้เขามี ปญั ญา เขา้ ใจปญั หาทง้ั หลาย และทสี่ า� คญั ตอ้ งสกู้ บั ปญั หา เพราะสงั คมปจั จบุ นั เปน็ ลกั ษณะสงั คมบรโิ ภค สงั คมทเ่ี ตม็ ไปดว้ ยความสะดวกสบาย แสวงหาเสพบรโิ ภคใชส้ อยงา่ ย ความสะดวกสบายมกั งา่ ยนแ้ี หละ ทา� ใหค้ นเราแยอ่ อ่ นแอ คนทแ่ี ยอ่ อ่ นแอกจ็ ะเอาตวั ไมร่ อดและสงั คมกจ็ ะแยไ่ มร่ อดตามไปดว้ ย การศกึ ษา น้แี หละชว่ ยสรา้ งสรรคพ์ ฒั นาคนให้มีปญั ญา มจี ิตใจส้ปู ญั หา เปลยี่ นปัญหาเป็นปญั ญา พาสรา้ งพัฒนา คนและสังคม อย่าเอาปัญหาให้เทวดาคนอ่ืนแก้ ปัญหาทุกปัญหาเกิดจากมนุษย์เองเป็นผู้สร้างท�า ตัวเราน้ีแหละแก้ไขป้องกันเอง ป้องกันแก้ไขด้วยการศึกษา ด้วยการสร้างคนเราให้เป็นมนุษย์ท่ี สมบูรณ์แบบ เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม เมื่อสร้างพัฒนาคนให้มีคุณภาพชีวิตแล้ว ก็จะส่งผลให้สังคม ประเทศชาตเิ กิดความเจริญร่งุ เรืองก้าวหน้าสบื ตอ่ ไป หนา้ ท่สี า� คัญของผใู้ หก้ ารศกึ ษา พ่อแม่ครูอาจารย์ผู้ให้การศึกษา ก็คือผู้ให้ปัญญาแสงสว่างน�าทางชีวิต เป็นผู้สร้างพัฒนาคน และสงั คม หรอื เปน็ ผสู้ รา้ งโลก ตอ้ งมคี วามรเู้ ขา้ ใจสงิ่ ทง้ั หลายและวธิ ที จี่ ะสอน โดยสอนชแ้ี จงแสดงความ จรงิ มเี หตผุ ล ใหร้ เู้ ขา้ ใจแลว้ นา� ไปปฏบิ ตั ิ กอ่ เกดิ แตป่ ระโยชนส์ งิ่ ดงี าม ไมใ่ ชส่ อนเฉพาะใหร้ เู้ พยี งตวั หนงั สอื ตอ้ งสอนใหร้ เู้ ขา้ ใจความจรงิ สงิ่ ดงี าม นอกจากมหี ลกั การสอนดแี ลว้ ตอ้ งเปน็ แบบอยา่ งทด่ี ี และแนะนา� แตส่ ง่ิ ดีหลกี หนีสงิ่ เลว ครูอาจารย์ผูใ้ หก้ ารศกึ ษาแม้มหี นา้ ท่ีมากมาย แตก่ พ็ อสรปุ ได้ ๒ ประการ คือ ๑. ให้วิชาความรู้หรือให้การศึกษา สอนให้มีความรู้เข้าใจธรรมหรือธรรมดา เพื่อเป็นหลัก ในการด�าเนินชีวิต สอนวิทยาการและวิชาชีพเพื่อท�างานหาเลี้ยงชีพ หรือสอนวิชาทางโลกเพื่อเป็น เครื่องมือในการประกอบอาชีพ เพื่อดูแลเล้ียงตนและพึ่งตนเองได้ สามารถใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง เหมาะสม สามารถทา� ประโยชนต์ นและสงั คมได้ สอนใหร้ เู้ ขา้ ใจความจรงิ ชวี ติ และสงั คม ซงึ่ คนสว่ นใหญ่ ละเลยไมใ่ สใ่ จ เพราะเปน็ เรอ่ื งทใี่ กลต้ วั เกนิ ไป จงึ มองขา้ มไมเ่ หน็ ความสา� คญั จา� เปน็ ทา� ตามคา่ นยิ มและ
การศกึ ษา 197 การเปล่ียนแปลงทางสังคม ความรู้เข้าใจธรรมดาเป็นรากฐานส�าคัญอย่างหนึ่งของชีวิต รู้เข้าใจความ จรงิ สงิ่ ทงั้ หลาย รเู้ หตรุ ผู้ ล รดู้ รี ชู้ ว่ั รถู้ กู รผู้ ดิ รคู้ ณุ รโู้ ทษ รวู้ า่ ควรไมค่ วร รวู้ า่ ประโยชนแ์ ละไมใ่ ชป่ ระโยชน์ รเู้ ขา้ ใจตนและสงั คมอยา่ งถกู ตอ้ งถอ่ งแท้ เปน็ ความรอู้ นั สงู สง่ ประเสรฐิ ยงิ่ กวา่ ความรใู้ ด ๆ เพราะถา้ ขาด ความรู้เข้าใจหลักธรรมดา ชวี ิตกม็ ปี ญั หาไม่สามารถด�าเนินไปได้สะดวกราบรื่น และท�าให้ปัญหาอ่นื ๆ เกดิ ขนึ้ ตามมา สอนให้รู้เร่ืองโลกหรือวิชาชพี ศึกษาวชิ าและอาชีพท้งั หลายในสงั คมโลก ใหเ้ กดิ ความรู้ เข้าใจทักษะความช�านาญสามารถ เพื่อการเป็นอยู่หรือเล้ียงชีวิตของตัวเอง รู้จักหลักวิธีในการท�างาน หาเลยี้ งชพี ประกอบอาชพี ทสี่ จุ รติ ไมเ่ สยี หาย ตอ้ งสอนใหร้ เู้ ขา้ ใจพฒั นาไปพรอ้ มกนั เพราะความรแู้ ละ การปฏิบัติต้องไปด้วยกัน สนับสนุนส่งเสริมซึ่งกันและกัน สอนให้มีวิชาความรู้เก่งเด่นดี มีความรู้ทาง วชิ าการเปน็ เลศิ สามารถทา� ไดท้ กุ อยา่ ง แตข่ าดศลี ธรรมและจรยิ ธรรม หรอื ขาดหลกั ความจรงิ มเี หตผุ ล และประพฤตปิ ฏบิ ตั ใิ หส้ อดคลอ้ งเหมาะสม กจ็ ะสง่ ผลเสยี ใหก้ บั ตนเองและสงั คม กอ่ เกดิ แตป่ ญั หาสรา้ ง ความเดือดรอ้ นวนุ่ วายไมส่ นิ้ สุด จงึ หวงั ว่าผใู้ ห้ความรูก้ ารศึกษาเขา้ ใจความส�าคญั จ�าเปน็ ของการศึกษา เข้าใจคนและสังคมท่ีประกอบไปด้วยความจริงหลายอย่างเกิดขึ้น มีหลายส่ิงหลายอย่างสนับสนุนส่ง เสรมิ ให้คงอยูส่ ืบต่อกันไป ๒. เป็นมิตรแท้หรือเพ่ือนท่ีดี มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ จึงจ�าต้องมี เพ่ือนคอยช่วยเหลือพึ่งพากัน เพ่ือนหรือผู้ให้การศึกษาเป็นส่ิงส�าคัญจ�าเป็นและมีอิทธิพลบทบาทต่อ พฤตกิ รรมมนษุ ย์ดว้ ยกนั เป็นแบบอย่างชกั จูงไดท้ ้ังในทางดแี ละเสีย ชีวิตของคนเราจะเจรญิ หรือเสื่อม เสียก็เพราะเพื่อน ผู้ให้การศึกษาต้องรู้เข้าใจเพื่อนผู้รับการศึกษา รู้พื้นฐานและความแตกต่างระหว่าง บคุ คล รคู้ วามจรงิ มเี หตผุ ลและวธิ กี ารสอน ตอ้ งคอยดอู ธบิ ายชแี้ จงแนะนา� สงั่ สอนดว้ ยความจรงิ ใจ คอย ช่วยเหลือสนับสนุนส่งเสริมไม่ท้ิงกัน คอยแนะน�าแต่ส่ิงดีงามเป็นประโยชน์ ไม่ให้ท�าความช่ัวให้ท�าแต่ ความดี คอยเปน็ แสงสว่างนา� ทาง ใหเ้ กดิ ความรคู้ วามเขา้ ใจความจรงิ มเี หตุผล สามารถประพฤติปฏบิ ัติ ใหส้ อดคลอ้ งสมั พนั ธก์ บั ความจรงิ นน้ั ใหเ้ กดิ ความถกู ตอ้ งดงี ามเปน็ ประโยชน์ ทา� ใหช้ วี ติ เกดิ ความเจรญิ รงุ่ เรอื งกา้ วหน้า เป็นการชว่ ยสรา้ งพฒั นาคนให้เป็นมนุษย์ท่สี มบรู ณ์แบบ เป็นทรพั ยากรอนั ทรงคุณคา่ ของสังคมประเทศชาตติ ่อไป การศึกษาเป็นกิจกรรมส�าคัญอย่างหนึ่งในสังคมมนุษย์ เป็นเครอ่ื งมือสา� คญั ในการสร้างสรรค์ พัฒนามนุษยชาติ มีอิทธิพลบทบาทต่อมนุษย์และสังคมทุกแง่มุม ดังน้ัน ผู้ให้การศึกษาจะท�าอย่างไร ให้ผู้เรียนเรียนแล้วเกิดความรู้เข้าใจ สามารถคิดเป็นท�าถูกแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ให้มีความสุข ไม่เบื่อหน่ายในการเรียน ก่อเกิดกระบวนการเรียนรู้พัฒนาต่อเน่ือง สร้างพัฒนาลักษณะมนุษย์ให้ สมบูรณ์แบบ เรียนแล้วน�าไปประพฤติปฏิบัติ ก่อเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนสังคมประเทศชาติ บรรลุ จุดหมายสา� คัญของกระบวนการศึกษาได้อยา่ งแท้จรงิ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232