บทบาทพระสงฆ์ศรีลงั กา 189 การสนบั สนนุ กษตั รยิ ห์ มายรวมถงึ การทำ� หนา้ ทเี่ ปน็ สายลบั สอดสอ่ งขา่ ว ความเคลอ่ื นไหวของศตั รดู ว้ ย เหน็ ไดจ้ ากเดมิ อาณาจกั รโกฏเฏยงั ไมร่ วม เปน็ หนึง่ เดยี วกับโปรตเุ กส พระสงฆ์ท้งั สองอาณาจกั รต่างเดนิ ทางไปหา กันและกันอย่างอิสระ พระสงฆ์เหล่านี้เองเป็นผู้สืบสาวเหตุการณ์ บ้านเมืองและความเป็นไปของศัตรู และน�ำความมาบอกแก่พระเจ้า มายาดุนเนแห่งอาณาจกั รสีตาวะกะ (อลิ ิงคสงิ หะ: ๒๕๕๙) ๓) ดา้ นสร้างความสัมพันธ์กบั ตา่ งชาติ เกาะลังกามีความสัมพันธ์ฉันมิตรกับดินแดนน้อยใหญ่ต้ังแต่ อดีตกาล นับจากประเทศตะวันตกแดนไกลจนถึงจีนแห่งบูรพาทิศ แต่ ความสัมพันธ์ดังกล่าวเก่ียวข้องด้านการค้าเป็นหลัก หาได้เป็นเร่ือง การเมอื งหรอื ศาสนาไม่ แตค่ รน้ั เจา้ อาณานคิ มตะวนั ตกเขา้ มาแทรกแซง ยึดครองแผ่นดินลังกา จ�ำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องหันหน้ามาช่วยเหลือกัน โดยเฉพาะพระสงฆ์จะน่ิงเฉยไม่ได้ ต้องหาหนทางช่วยเหลือสนับสนุน กษัตริย์ให้สามารถด�ำรงคงความเป็นอธิปไตยให้นานที่สุด เบ้ืองต้น พระสงฆ์ศรีลังกาหันหน้าไปทางประเทศพม่า ซ่ึงเป็นมหามิตรกันมาแต่ อดีตกาล เพราะเคยช่วยเหลือกษัตริย์ศรีลังกาขับไล่ทมิฬคนนอกแต่ ไมป่ ระสบความส�ำเร็จ เหตเุ พราะพมา่ เองก็มีศึกติดพนั หลายทาง ตอ่ มาไดห้ นั ไปขอความชว่ ยเหลอื จากฮอลนั ดา ซงึ่ ตง้ั สถานกี ารคา้ อย่บู นอินเดยี อนทุ วีป และเป็นคู่แข่งของโปรตเุ กส พระเจา้ แผ่นดนิ ลงั กา จงึ แตง่ ต้ังมอบหมายพระสงฆผ์ ใู้ หญ่ ให้ถอื หนงั สือไปขอความชว่ ยเหลือ จากฮอลันดา ภารกิจดังกล่าวแม้มิใช่หน้าท่ีของพระสงฆ์โดยตรง แต่ เพื่อเห็นชาติบ้านเมืองพระสงฆ์ก็ยินดีพร้อมให้ความช่วยเหลือโดย
190 เล่าเรอื่ งเมอื ง (ศร)ี ลงั กา ซากโรงพยาบาลภายในมหิ นิ ตะเล เมอื งเกา่ อนรุ าธปรุ ะ ศรลี งั กา (คดั ลอกภาพจาก https:// www.google.com/maps) เรอื ยาหรอื เบเหตเบรวุ ะ ภายในมหิ นิ ตะเล เมอื งเกา่ อนรุ าธปรุ ะ ศรลี งั กา (คดั ลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)
บทบาทพระสงฆ์ศรีลังกา 191 เรอื นไฟหรอื ซนั ตฆระภายในอรญั เกลเลวหิ าร เมลสริ ปิ รุ ะ ศรลี งั กา(คดั ลอกภาพจากhttps:// www.google.com/maps) โรงพยาบาลภายในอรญั เกลเลวหิ าร เมลสริ ปิ รุ ะ ศรลี งั กา (คดั ลอกภาพจาก https://www. google.com/maps)
192 เล่าเรอื่ งเมอื ง (ศรี) ลังกา เวจหรอื ถานสำ� หรบั พระสงฆ์ มหิ นิ ตะเล เมอื งเกา่ อนรุ าธปรุ ะ ศรลี งั กา (คดั ลอกภาพจาก https://www.google.com/maps) เวจหรอื ถานสำ� หรบั พระสงฆ์ รฏิ คิ ะละ ศรลี งั กา (คดั ลอกภาพจาก https://www.google. com/maps)
บทบาทพระสงฆ์ศรลี ังกา 193 โรงพยาบาลภายในวดั เชตวนั วหิ าร เมอื งเกา่ โปโฬนนารวุ ะ ศรลี งั กา(คดั ลอกภาพจากhttps:// www.google.com/maps) เรอื ยาหรอื เบเหตเบรวุ ะ ภายในวดั เชตวนั วหิ าร เมอื งเกา่ โปโฬนนารวุ ะ ศรลี งั กา (คดั ลอก ภาพจาก https://www.google.com/maps)
194 เล่าเร่อื งเมอื ง (ศร)ี ลังกา ไม่ปฏิเสธคัดค้าน แม้เบ้ืองต้นอาจจะไม่ประสบความส�ำเร็จอันเน่ืองมา จากปัจจัยหลายอย่าง แต่สุดท้ายก็เป็นที่ตกลงกันได้โดยเฉพาะเร่ือง ผลประโยชน์ของผู้ช่วยเหลือ แม้สมัยเกาะลังกาตกเป็นอาณานิคมของฮอลันดาแล้ว พระสงฆ์ แหง่ อาณาจกั รแคนดกี พ็ ยายามสรา้ งสมั พนั ธมติ รจากอาณาจกั รเหลา่ อนื่ เพ่ือเข้ามาช่วยเหลือปลดแอกบ้านเมืองจากฮอลันดา แม้หลักฐานจะ บันทึกไว้ว่า การเดินทางไปประเทศน้อยใหญ่แต่ละคร้ัง จะเป็นเรื่อง ทางศาสนาเป็นหลักก็จริง แต่นัยท่ีซ่อนเร้นเรื่องการเมืองก็ไม่สามารถ ปฏิเสธได้ (L.S. Dewaraja: 1988) ๔) ด้านการฟ้ืนฟูพระศาสนา ภารกิจส�ำคัญที่คณะสงฆ์ด�ำเนินการมาตลอดคือ การฟื้นฟู พระศาสนา อันเนื่องจากภาวะสงครามตลอดเวลาอันยาวนาน ท�ำให้ สถาบันกษัตริย์ไม่มีเวลาหันมาสนใจการพระศาสนา จึงเป็นเหตุมี พระสงฆ์ประพฤติผิดธรรมวินัยเป็นจ�ำนวนมาก พระสงฆ์เหล่าน้ีล้วน ทรงอิทธิพลทางสังคม เพราะเป็นลูกหลานของขุนนางประการหน่ึง เพราะเปน็ ผถู้ อื ครองทด่ี นิ ประการหนง่ึ การถอื ครองทดี่ นิ ดงั กลา่ วหมายถงึ การควบคุมเศรษฐกจิ และสังคม ยอ่ มเป็นทเ่ี กรงใจของสถาบนั กษัตริย์ การฟื้นฟูพระศาสนาสมัยน้ีเกิดขึ้นจากสามเณรสรณังกรผู้เป็น เช้ือสายขุนนาง ซ่ึงเหน็ ความเสอื่ มโทรมของพระศาสนา จึงกอ่ ตงั้ คณะ ศีลวัตรสมาคมข้ึน ด้วยการฟื้นฟูวัตรปฏิวัติตามแบบพุทธกาลพร้อม ศกึ ษาเลา่ เรยี นพระไตรปฎิ กและคมั ภรี อ์ รรถกถา โดยปฏเิ สธพธิ กี รรมของ พวกพราหมณ์ พรอ้ มทง้ั ตอ่ ตา้ นความมากอทิ ธพิ ลของพวกคณนิ นานเส
บทบาทพระสงฆ์ศรลี งั กา 195 ซึ่งเป็นผู้ปลอมบวชเสวยสุขบนทรัพย์สินมรดกของบรรพชนเท่านั้น แม้จะพ่ายแพ้ในเบ้ืองต้น แต่ด้วยการท�ำงานเชิงรุกเข้าสู่ชุมชนอย่าง ต่อเนื่อง เป็นเหตุให้สถาบันกษัตริย์ต้องหันหน้ามาให้การสนับสนุน จนฟ้ืนฟพู ระพุทธศาสนาประสบความส�ำเรจ็ ประเดน็ ทน่ี า่ สนใจคอื การฟน้ื ฟพู ระศาสนาครานน้ั มใิ ชส่ ตู รสำ� เรจ็ เหมือนอดีต กล่าวคือ ไม่ได้เกิดจากความสุจริตใจท้ังฝ่ายอาณาจักร และฝา่ ยศาสนจกั ร เหตเุ พราะฝา่ ยอาณาจกั รนนั้ ปกครองโดยกษตั รยิ ท์ มฬิ ผคู้ วบคมุ ชาวสงิ หลสว่ นมาก การทมุ่ เทใหก้ ารสนบั สนนุ ฟน้ื ฟพู ระศาสนา ของสามเณรสรณังกรเป็นเพียงต้องการเอาใจชาวสิงหลเท่านั้น เพราะ วัตรปฏบิ ตั สิ ่วนพระองคย์ งั คงทำ� พธิ ีกรรมแบบฮินดอู ยู่ การฟื้นฟูครานนั้ แม้ดูว่าประสบความส�ำเร็จ แต่เกิดความแตกแยกบาดหมางระหว่าง อาณาจักรและศาสนจักรในเวลาต่อมา จนน�ำพาให้คณะสงฆ์ที่เกิดข้ึน แตกแยกออกเป็นนิกายย่อยอีกหลายนิกายสืบถึงปัจจุบัน (John Clifford Holt: 1996) ๕) ดา้ นการโตแ้ ย้งนกั บวชคริสต์ สมยั องั กฤษเขา้ ยดึ ครองเกาะลงั กาทง้ั หมดนนั้ ไดใ้ หเ้ สรภี าพในการ ประกาศศาสนาแก่นักบวชชาวคริสต์ ขณะเดียวกนั กจ็ ำ� กดั สิทธิเสรภี าพ ทางศาสนาแก่พระพุทธศาสนา เป็นเหตุให้สถานการณ์พระพุทธศาสนา เริ่มถดถอยเสื่อมโทรม นอกจากน้ัน ยังขยายไปยังแวดวงราชการโดย ไมใ่ หค้ วามสะดวกหากยงั ประกาศตนวา่ เปน็ ชาวพทุ ธ ความบบี คนั้ กดดนั ขยายไปยังการประกาศศาสนาแบบเชิงเดี่ยวของนักบวชชาวคริสต์ ท่ีเท่ียวป่าวประกาศโจมตีพระพุทธศาสนา โดยไม่สามารถโต้แย้งได้
196 เล่าเรอื่ งเมอื ง (ศรี) ลงั กา การเที่ยวประกาศอย่างเปิดเผยท�ำให้พุทธศาสนิกเปลี่ยนใจหันไปเข้ารีต เป็นคริสต์เป็นจ�ำนวนมาก การเปล่ียนศาสนาดังกล่าวหมายรวมถึง คุณภาพชีวติ ทดี่ ขี ้นึ ทั้งความเปน็ อยแู่ ละหน้าท่กี ารงานด้วย พระเถระผใู้ หญเ่ หน็ วา่ หากนง่ิ เฉยอยเู่ ชน่ นี้ เหน็ ทพี ระพทุ ธศาสนา จะสญู หายไปจากเกาะลงั กาสนิ้ จงึ เรม่ิ รวมตวั กนั ประกาศโตว้ าทคี ดั คา้ น แนวค�ำสอนของคริสต์ศาสนาอย่างเปิดเผย การโต้วาทีเกิดขึ้นหลายต่อ หลายครั้งท้ังเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ท้ังทางจดหมาย เอกสาร และค�ำพูด จนเกิดกระแสให้มีการโต้วาทีขั้นแตกหักระหว่างพระพุทธ ศาสนากบั ครสิ ต์ศาสนา อังกฤษเจา้ อาณานิคมไม่สามารถทนแรงกดดนั ได้ จึงอนุญาตให้มีการโต้วาทีข้ึน แต่ก็พยายามบังคับด้วยกฎหมาย หลายข้อ แต่โดยเน้ือหาแล้วล้วนเอาเปรียบชาวพุทธทุกวิถีทาง โดย เฉพาะบังคับให้มีการลงสัญญาอย่างชัดเจนกรณีฝ่ายใดแพ้ และให้มี การบันทึกการโต้วาทเี พือ่ เผยแผ่แกผ่ สู้ นใจในวงกว้าง การโตว้ าทคี รงั้ นน้ั เกดิ ขนึ้ ทเี่ มอื งปานดรุ ะ เรยี กวา่ ปานดรุ ะววิ าทยะ คณะสงฆ์ไดม้ ฉี นั ทามตใิ หพ้ ระมิเกฏฏวุ ัตเต คุณานันทเถระเปน็ ตวั แทน ขณะเดียวกัน ฝ่ายคริสต์ก็มอบหมายให้นักบวชฝีปากเอกเข้ามาเป็นคู่ ตอ่ กรของพระเถระ การโตว้ าทีครงั้ นน้ั ใชเ้ วลาสองวันสองคืน เนือ้ หาวา่ ด้วยพระศาสดาค�ำสอน สาวกและพิธีกรรม แม้บาทหลวงชาวคริสต์จะ เชี่ยวชาญในภาษาบาลีก็จริง แต่หาได้มีความลึกซึ้งในพระไตรปิฎกไม่ ขณะที่พระคุณานันทเถระเคยเรียนโรงเรียนชาวคริสต์มาก่อน และ แตกฉานในคัมภรี ์ไบเบิล จงึ สามารถโต้แย้งหกั ลา้ งคำ� พดู ของบาทหลวง ไดท้ กุ ประเดน็ ความ หลงั การโตว้ าทคี รงั้ นนั้ เปน็ ผลใหช้ าวพทุ ธรวมตวั กนั
บทบาทพระสงฆ์ศรีลงั กา 197 เปน็ กลมุ่ เรยี กรอ้ งความเทา่ เทยี มกนั ทางศาสนาตอ่ เจา้ อาณานคิ มองั กฤษ (เสรี วุฒธิ รรมวงศ:์ ๒๕๔๓) ๖) ดา้ นการสรา้ งศนู ย์การศึกษา ความเป็นศูนย์กลางการศึกษาของพระพุทธศาสนาเถรวาท ได้ ลม่ สลายพงั ทลายหลงั จากการบกุ รกุ เผาทำ� ลายของโปรตเุ กส ศนู ยก์ ลาง การศกึ ษาหรือเรียกว่าปริเวณะ สูญหายไปจากเกาะลังกานับต้งั แต่บดั น้ี ถึงแม้จะมีการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่แต่ก็เป็นระยะเวลาอันส้ัน หาได้ย่ิงใหญ่ เหมอื นสมยั อดตี ไม่ ดว้ ยเหตนุ นั้ ลกู หลานชาวพทุ ธจงึ หนั ไปศกึ ษาเลา่ เรยี น กบั โรงเรยี นชาวครสิ ตก์ นั หมด ความรทู้ ไ่ี ดจ้ ากโรงเรยี นชาวครสิ ตเ์ หลา่ นนั้ ล้วนเป็นอารยธรรมของตะวันตกท้ังส้ิน ลูกหลานที่จบมาจากสถาบัน เหล่านัน้ หาได้รบั รู้ซึมซับความยิง่ ใหญ่ของบรรพชนแหง่ ตนไม่ พระเถระผ้มู องเหน็ ภยั รา้ ยเป็นคนแรกคือ พระวลาเนศรีสิทธารถ เถระ จึงได้ต้ังศูนย์การเรียนขึ้นนามว่า ปรมธัมมเจติยปิริเวณะ เขตรัตมลานะ ชานเมืองโคลัมโบปัจจุบัน เพ่ือเป็นศูนย์กลางการศึกษา ส�ำหรับพระสงฆ์สามเณร หลักสูตรที่เปิดสอนมีหลากหลายวิชา ท้ังพระพุทธศาสนาและภาษาสงิ หล รวมถึงภาษาสันกฤต ภาษาอังกฤษ และความรู้สมัยใหม่ด้วย เพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบและสามารถมี ความรู้เท่าทันคริสต์ศาสนา ปรากฏว่ามีพระภิกษุสามเณรสนใจเข้ามา เรียนเป็นจ�ำนวนมาก หลังจากจบหลักสูตรแล้วพระสงฆ์เหล่านั้นต่าง พากันน�ำหลักสูตรไปเปิดสอนท่ีบ้านเกิดของตนเลียนแบบปรมธัมม เจติยปิริเวณะ ปิริเวณะท่ีโด่งดังประสบความส�ำเร็จสูงสุดคือ วิทโยทย ปริ ิเวณะและวทิ ยาลงั การปริ เิ วณะ
198 เล่าเร่ืองเมือง (ศรี) ลังกา กล่าวเฉพาะวิทโยทยปิริเวณะก่อตั้งโดยพระฮิกกดุเวศรีสุมังคล เถระ และวทิ ยาลงั การปรเิ วณะกอ่ ตง้ั โดยพระรตั มลาเนศรธี มั มโลกเถระ สถาบนั การศกึ ษาทงั้ สองแหง่ เปน็ การตอ่ ยอดจากปรมธมั มเจตยิ ปริ เิ วณะ นอกจากนำ� หลกั สตู รตน้ ฉบบั มาจากปรมธมั มเจตยิ ปริ เิ วณะดว้ ย ทง้ั สอง แห่งยังมีการประยุกต์เน้ือหารายวิชาให้สอดคล้องกับยุคสมัยด้วย การ บริหารจัดการก็มีการแบ่งกลุ่มงานและภาระหน้าท่ีอย่างชัดเจน โดย เลียนแบบระบบมหาวิทยาลัยของอังกฤษ คณาจารย์และผู้บริหารมิใช่ พระสงฆ์อย่างเดียว แต่มีการคัดเลือกผู้ทรงความรู้ท่ีมีประสบการณ์ จากมหาวทิ ยาลยั ขา้ งนอกดว้ ย ดว้ ยเหตดุ งั กลา่ ว การศกึ ษาของปริ เิ วณะ ทง้ั สองแหง่ จงึ ประสบความส�ำเร็จสูงสดุ จนต่อมาไดม้ ีการยกสถานภาพ ขน้ึ เปน็ มหาวิทยาลยั (Naimbala Dhammadassi: 1996) ๗) ดา้ นส่งเสรมิ การประกาศเอกราช สมยั เป็นอาณานิคมนน้ั การเรียกรอ้ งความเสมอภาคทางศาสนา และการเรยี กรอ้ งเอกราชของพระสงฆ์ศรีลังกาเป็นเน้อื เดียวกัน เร่ิมตน้ จากความนอ้ ยเนอ้ื ตำ่� ใจเรอ่ื งสทิ ธเิ สรภี าพทางศาสนา ซงึ่ สมยั นนั้ องั กฤษ เจ้าอาณานิคมให้เสรีภาพแก่คริสต์ศาสนาเต็มท่ี ท้ังสามารถตีพิมพ์ หนังสือเชิญชวนให้คนเข้ารีตเป็นคริสต์ หรือการประกาศโต้วาทีแข่งกับ พระสงฆ์อย่างเปิดเผย ในขณะท่ีพระสงฆ์ถูกห้ามแสดงความเห็นหรือ ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แม้แต่การบวชก็ออกกฎหมายบังคับให้ อุปัชฌาย์สามารถรับศิษย์ได้เพียงรูปเดียวเท่านั้น ความอึดอัดขัดข้อง ผสมกับชัยชนะแห่งการโต้วาทีของพระมิเกฏฏุวัตเต คุณานันทเถระ จึงเสมือนท�ำนบแตกไม่สามารถปิดก้ันกระแสน�้ำคือความรักศาสนา ของชาวพทุ ธศรลี งั กาได้
บทบาทพระสงฆ์ศรลี ังกา 199 นับจากน้ันเป็นต้นมา พระสงฆ์ศรีลังกาแยกออกเป็นสองกลุ่ม หน่ึงน้ันท�ำกิจกรรมเรียกร้องความเสมอภาคทางศาสนา อันมีพระ ฮิกกดุเวศรีสุมังคลเถระและพระมิเกฏฏุวัตเต คุณานันทเถระ เป็นผู้นำ� อีกหนึ่งน้ันเป็นพระสงฆ์ที่สนับสนุนการเรียกร้องเพ่ือความเป็น เอกราช มีพระเถระผู้ใหญ่แห่งวิทยาลังการปริเวณะเป็นผู้น�ำ แต่มี นักการเมืองเป็นแนวหน้า การท�ำงานทั้งสองกลุ่มดูเหมือนเดินไป คนละทาง แต่ความจริงแลว้ เปน็ การแบง่ งานกันทำ� คนละดา้ น บรรดาสองกลมุ่ นน้ั พระสงฆผ์ เู้ รยี กรอ้ งความเสมอภาคทางศาสนา เน้นเรื่องความเป็นชาวพุทธเป็นหลัก โดยส่งเสริมให้มีโรงเรียนส�ำหรับ ลูกหลานชาวพุทธ ให้รู้จักประวัติศาสตร์ความย่ิงใหญ่แห่งตนสมัยอดีต นอกจากน้ัน ยังส่งเสริมให้แต่ละวัดเปิดโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เพ่ือสอนเสริมวัฒนธรรมประเพณีชาวสิงหลต่อจากโรงเรียนชาวพุทธ เป็นการกระตุ้นให้ลูกหลานชาวสิงหลซึมซับรับรู้อารยธรรมอันย่ิงใหญ่ ของบรรพชน งานด้านศาสนาน้ันส�ำเร็จลุล่วงเป็นรูปธรรมเพราะการ ช่วยเหลือแนะน�ำของนายพันเอก เฮนรี สตีลล์ ออล์คอตต์ และ นางเฮเลนา บลาวตั สกี้ ซึ่งเปน็ กญุ แจสำ� คญั ในการผลักดันช่วยเหลอื ส่วนกลุ่มพระสงฆ์ผู้ผลักดันเร่ืองการประกาศเอกราช มีอุปสรรค ปัญหามากมาย อันเน่ืองมาจากข้อจ�ำกัดด้านกฎหมาย แม้จะประสบ ความสำ� เร็จชา้ กวา่ อีกกลมุ่ หน่งึ แต่ก็เกดิ ความมนั่ คงจนสุดท้ายองั กฤษ ตอ้ งยนิ ยอมมอบเอกราชใหช้ าวศรลี งั กาในทสี่ ดุ จะเหน็ ไดว้ า่ ความสำ� เรจ็ ดังกล่าวเกิดจากการท�ำงานประสานกันอันเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยตา่ งฝ่ายต่างคอยเสริมกันและกัน การเรยี กร้องความเสมอภาคทาง
200 เล่าเรือ่ งเมอื ง (ศรี) ลังกา ศาสนาจึงเป็นเน้ือเดียวกันกับการเรียกร้องเอกราชดังกล่าวมา (R.L. Rajapaksa: 1974) บทบาทหลงั ประกาศเอกราชสามทศวรรษ ระยะเวลาสามทศวรรษหลงั ศรลี งั กาไดร้ บั เอกราชแลว้ เตม็ ไปดว้ ย การแข่งขันชิงชังระหว่างชาวสิงหลด้วยกันเอง และชาวสิงหลกับชาว ทมิฬส่วนน้อย เป็นเหตุให้ประเทศชาติไม่สามารถเดินหน้าดังที่ทุกคน วาดหวังเอาไว้ การแขง่ ขนั ชิงชังกนั ดงั กลา่ วสร้างความเสยี หายบอบซำ�้ ใหแ้ กป่ ระเทศชาตเิ หลอื คณานบั เปน็ รอยเผลทบ่ี าดลกึ อยใู่ นใจจนยากตอ่ การเยยี วยา เหนือสง่ิ อ่นื ใดผู้เข้าไปมสี ่วนในการขัดแยง้ คร้ังนีม้ ีพระสงฆ์ รวมอยดู่ ว้ ย ซงึ่ ถอื วา่ เปน็ สว่ นสำ� คญั ในการขบั เคลอ่ื นใหเ้ กดิ ปรากฏการณ์ เชน่ น้นั ขณะเดยี วกนั ก็มพี ระสงฆอ์ กี ส่วนหนงึ่ ทีไ่ มป่ รารถนาเห็นความ ขัดแย้ง พากันถอยกลับไปท�ำหน้าท่ีเดิมแห่งตน กล่าวคือความเป็น ศาสนทายาทอนั แทจ้ รงิ อยา่ งไรกต็ าม พระสงฆผ์ มู้ สี ว่ นรว่ มทางการเมอื ง ยังคงมีอิทธิพลต่อสังคมศรีลังกาอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้ อันเน่ืองมา จากเป็นผู้สามารถก�ำหนดทิศทางของบ้านเมืองน่ันเอง ในท่ีนี้ขอเสนอ ๕ ด้าน ดงั น้ี ๑) ด้านการเมือง สมัยเลือกต้ังคร้ังแรกภายหลังศรีลังกาประกาศเอกราชแล้ว พระหนุ่มยังเติร์กกลุ่มหน่ึงซ่ึงล้วนแล้วแต่เป็นอาจารย์สอนวิทยาลังการ ปิรเิ วณะ ได้รวมตัวกนั ในนามว่า กลุ่มสหภกิ ษุลงั กา (Lanka Eksath Bhikkhu Mandalaya) เพอื่ ทำ� หนา้ ทเ่ี รยี กรอ้ งใหพ้ ระสงฆม์ สี ทิ ธเิ สรภี าพ เสมอเหมือนชาวบ้านทั่วไป และพร้อมให้การสนับสนุนพรรคการเมือง
บทบาทพระสงฆ์ศรีลังกา 201 ท่ียอมรับนโยบายของกลุ่มตน ได้พร้อมใจเลือกพรรคสมัชชาเสมอภาค ลงั กา (Lanka Sama Samaja Party) เพราะเหน็ วา่ มนี โยบายสง่ เสรมิ ให้คนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน แม้จะเป็นลัทธิซ้ายจัดก็ตาม ส่วน พรรคสหชาติน้ัน (United National Party) เห็นว่าเป็นร่างทรงของ อังกฤษ เพราะเป็นการรวมตัวกันของคนช้ันสูงที่นิยมแนวความคิด แบบเจา้ อาณานคิ มตะวนั ตก แตผ่ ลการเลอื กตง้ั ปรากฏวา่ พรรคสหชาติ ไดร้ บั ความไวว้ างใจใหจ้ ดั ตง้ั รฐั บาล นายเสนานายเก (D.S. Senanayake) จึงกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก เหตุแห่งความพ่ายแพ้ของกลุ่ม สหภกิ ษลุ งั กาเปน็ ผลมาจากอทิ ธพิ ลตอ่ รองหรอื กดดนั นกั การเมอื งมนี อ้ ย เพราะสมาชิกแต่ละรูปล้วนเป็นพระผู้น้อย แต่ความส�ำเร็จจากการ เรียกร้องรัฐบาลกลายเป็นรูปธรรมคือ พระสงฆ์สามารถมีสิทธิเสรีภาพ เทยี บเทา่ ประชาชนท่ัวไป หนงึ่ ทศวรรษผา่ นไปภายใตก้ ารบรหิ ารบา้ นเมอื งของพรรคสหชาติ ลม้ เหลวหลายดา้ น โดยเฉพาะความเทา่ เทยี มกนั ของชนชน้ั อนั เนอื่ งจาก ทุกสิ่งอย่างต่างรวมศูนย์อยู่ที่คนชั้นสูงผู้นับถือคริสต์ศาสนา ขณะท่ี ชาวบา้ นสามัญชนกลบั ถูกทอดท้งิ ไมไ่ ด้รับการเหลียวแล ความนอ้ ยเนอ้ื ตำ่� ใจเปน็ เหตใุ หพ้ ระสงฆร์ ะดบั พระสงั ฆาธกิ ารและนกั เทศนร์ ะดบั แนวหนา้ หลายรปู รวมตวั กนั กอ่ ตง้ั กลมุ่ การเมอื งขน้ึ นามวา่ กลมุ่ สหภกิ ษุ (Eksath Bhikkhu Peramuna) เพ่ือร่วมกันขับเคล่ือนกระแสความรักชาติ ดว้ ยการชนู โยบายตอ้ งสงิ หลเทา่ นนั้ (Sinhalese Only) พรรคการเมอื ง ท่ีตอบรับนโยบายของกลุ่มการเมืองของพระสังฆาธิการ คือพรรคเสรี ศรีลังกา (Sri Lanka Freedom Party) ของนายบัณฑารานายเก (S.W.R.D.Bandaranaike) และพยายามสร้างกระแสว่าเลือกพรรค
202 เล่าเรือ่ งเมอื ง (ศรี) ลังกา สหชาติ หมายถงึ เลอื กคนชนช้ันสูงนับถือคริสตศ์ าสนา เลือกพรรคเสรี ศรีสังกา หมายถึงสามัญชนคนสิงหลประกาศเอกราชอย่างแท้จริง ผลการเลือกตั้งปรากฎว่าพรรคเสรีศรีลังกา ซ่ึงเป็นพรรคน้องใหม่ได้รับ ชยั ชนะเหนอื พรรคสหชาติอย่างถลม่ ทลาย แต่นโยบายสิงหลเท่าน้ันกลายเป็นดาบสองคม ไม่ว่าจะเป็น การประกาศใช้ภาษาสิงหลเป็นภาษาราชการ การจัดต้ังสภาพระพุทธ ศาสนาขึน้ เพื่อกำ� หนดนโยบายพัฒนาพระพทุ ธศาสนา และการอนุญาต ใหช้ าวสงิ หลอพยพยา้ ยถน่ิ ไปจบั จองทดี่ นิ บรเิ วณทอ่ี ยอู่ าศยั ของชาวทมฬิ ล้วนเป็นผลเสีย เพราะชาวทมิฬคนกลุ่มน้อยบริวณมณฑลเหนือ และมณฑลตะวันออก ต่างรวมตัวกันออกมาเรียกร้องและประท้วง จนบานปลายกลายเป็นเหตุทะเลาะวิวาทลุกลามใหญ่โตจนยากต่อ การควบคุม เพื่อยุติปัญหาดังกล่าวนายกรัฐมนตรีบัณฑารานายเก จ�ำต้องท�ำสัญญาปรองดองกับหัวหน้าพรรคสหพันธ์ทมิฬ การกระท�ำ เชน่ นสี้ รา้ งความโกรธแคน้ แกช่ าวสงิ หลเปน็ อยา่ งมาก ตา่ งคดิ วา่ สญั ญา ครงั้ นเี้ ปน็ การทรยศหกั หลงั ชาวสงิ หลทงั้ ประเทศ โดยเฉพาะกลมุ่ สหภกิ ษุ ที่สนับสนุนและไว้วางใจนายกรัฐมนตรีบัณฑารานายเกด้วยดีมาตลอด แลว้ เหตกุ ารณไ์ มค่ าดฝนั กเ็ กดิ ขน้ึ เมอ่ื พระตนั ดเุ วโสมรามเถระลอบเขา้ ไป สงั หารนายกรฐั มนตรบี ณั ฑารานายเกถงึ บา้ นพกั ขณะใสบ่ าตรพระสงฆ์ ในรงุ่ เช้าของวนั ที่ ๒๕ กนั ยายน ๒๕๐๒ เหตุการณ์คราวน้ันมีการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างเก่ียวกับ บทบาทชองพระสงฆก์ บั การเมอื ง เป็นเหตุให้พระเถระน้อยใหญ่พากันทยอยถอยห่างจากแวดวง การเมอื ง ตา่ งพากนั หนั ไปทำ� หนา้ ทส่ี งฆด์ งั เคยปฏบิ ตั มิ า แตเ่ คราะหร์ า้ ย
บทบาทพระสงฆ์ศรลี งั กา 203 คราวนี้หาเป็นความสูญเสียคร้ังสุดท้ายไม่ เพราะยังมีมหาวิปโยคครั้ง ย่ิงใหญ่ตามมา กล่าวคือ พระหนุ่มเณรน้อยผู้เข้าร่วมอุดมการณ์กลุ่ม ปลดปล่อยประชาชน (Janatha Vimukthi Peramuna) ซ่งึ ก่อตง้ั โดย นายโรหณะ วิเจวีระ (Rohana Wijeweera) เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙ ได้รับการเสี้ยมสอนด้วยความคิดเร่ืองความเสมอภาคตามระบอบ คอมมิวนิสต์ พากนั รวมตวั ประท้วงและก่อจลาจลหวงั เปลี่ยนแปลงการ ปกครองสร้างความเท่าเทียมกัน พระหนุ่มเณรน้อยเหล่าน้ันส่วนใหญ่ มาจากมหาวทิ ยาลยั แกลาณยี ะ และมหาวทิ ยาลยั ชยั วรรธนปรุ ะ ซง่ึ เปน็ ลูกหลานชนช้ันแรงงานตามชนบทห่างไกล รัฐบาลใช้วิธีควบคุมอย่าง เดด็ ขาดรนุ แรง เหตุการณค์ รง้ั นนั้ มผี คู้ นถูกฆ่าหลายหม่นื ชวี ติ พระสงฆ์ ผู้เข้าร่วมขบวนการบางส่วนได้หลบหนีออกนอกประเทศ บางส่วน เก็บตัวอยู่เฉพาะภายในวัด งดเว้นการจัดกิจกรรมทุกสิ่งอย่างอัน เกีย่ วข้องกับการเมือง ประเด็นน่าศึกษาคือ ระบบเศรษฐกิจท่ีล้มเหลวประการหนึ่ง และความเลอื่ มล�้ำทางสังคมประการหนึ่ง เปน็ แรงจูงใจให้นสิ ิตนักศึกษา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นลูกคนจนชั้นแรงาน เข้าร่วมกับกลุ่มปลดปล่อย ประชาชน อุทิศแรงกายแรงใจเพื่อสร้างอุดมการณ์ตามแนวความคิด แห่งคอมมวิ นิสต์ (Victor Ivan: 2009) ๒) ดา้ นการศกึ ษา สบื เนอ่ื งมาจากการรณรงคส์ รา้ งโรงเรยี นสำ� หรบั ลกู หลานชาวพทุ ธ ศรลี งั กาตามแนวความคดิ ของออลคอตต์ จำ� เปน็ ตอ้ งมกี ารรวบรวมคณะ กรรมการและครสู อน ซงึ่ ลว้ นแลว้ แตพ่ ระสงฆซ์ งึ่ ไดร้ บั สทิ ธเิ ปน็ อนั ดบั แรก
204 เล่าเรือ่ งเมือง (ศร)ี ลังกา ด้วยเหตุน้ัน การจัดการเรียนจึงอยู่ภายใต้การบริหารของพระสงฆ์ ซ่ึงพระสงฆ์เหล่านั้นล้วนเป็นผลผลิฒมาจากวิทโยทยปิริเวณะและ วิทยาลังการปิริเวณะ สมัยต่อมา ปิริเวณะท้ังสองแห่งได้รับการ ยกสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัย ยิ่งเปิดโอกาสให้พระสงฆ์มีความรู้ ความสามารถมากขึ้น การบริหารโรงเรียนชาวพุทธจึงก้าวหน้าไป อย่างมีประสิทธิภาพ สมัยต่อมารัฐบาลมองเห็นว่า ปิริเวณะที่เปิดสอนตามชนบท หา่ งไกล ซงึ่ ดแู ลรบั ผดิ ชอบโดยพระสงฆ์ สามารถแบง่ เบาภาระรฐั บาลได้ เป็นอย่างดี เพราะเปิดรับเด็กตามชนบทห่างไกลซึ่งไม่สามารถเข้าเรียน ตามโรงเรยี นของรฐั บาลได้ จงึ สนบั สนนุ ชว่ ยเหลอื ดว้ ยการใหท้ นุ สำ� หรบั จ้างพระสงฆ์ผู้มีคุณวุฒิเข้ามาสอนนักเรียนเหล่านี้ทั้งพระภิกษุสามเณร และเด็กชาย ต่อมา คร้ันปิริเวณะเป็นระบบตามกฎหมายแล้ว ค่าจ้าง ท่ีจ่ายให้ครูก็กลายเป็นระบบเงินเดือนโดยอัตโนมัติ เป็นท่ีน่าสังเกตว่า ต�ำแหน่งอาจารย์สอนตามปิริเวณะนั้นเน้นพระสงฆ์เป็นหลัก แม้จะเปิด กว้างสำ� หรับครสู อนคฤหสั ถ์บ้าง แตเ่ ป็นเพียงอตั ราจา้ งเท่านน้ั เพิง่ จะมี การเปล่ียนแปลงไม่นานมาน้ีอีก อันเน่ืองจากขาดแคลนพระสงฆ์ผู้ท�ำ หนา้ ทเ่ี ปน็ ครสู อน นอกจากเปน็ อาจารยส์ อนตามปริ เิ วณะแลว้ พระสงฆ์ ยงั สามารถสอบเขา้ เปน็ อาจารยส์ อนตามโรงเรยี นไดท้ กุ ระดบั ตง้ั แตร่ ะดบั ประถมศกึ ษา ระดับมธั ยมศกึ ษาหรอื แมแ้ ต่ระดับอดุ มศึกษา แตท่ ง้ั นต้ี ้อง สอดคลอ้ งกับสาขาวิชาท่ีตนจบมา ด้วยเหตนุ ั้น จึงปรากฎเหน็ พระสงฆ์ ท�ำหน้าท่ีเป็นอาจารย์ทุกระดับการศึกษา มีสิทธิเสรีภาพเทียบเท่ากับ ครูสอนผู้เป็นคฤหัสถ์ทุกประการ เป็นท่ีน่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ เดิม พระสงฆ์ผู้เป็นอาจารย์สอนส่วนใหญ่ท�ำหน้าท่ีสอนวิชาทางพระ
บทบาทพระสงฆ์ศรีลังกา 205 พุทธศาสนา เช่น ภาษาสิงหล ภาษาบาลี พระพุทธศาสนา เป็นต้น แต่ปัจจุบันวิชาเหล่าน้ีพระสงฆ์กลับเพิกเฉยเสีย หันไปสอนวิชาการ สมัยใหม่แทน อันเนื่องจากว่าได้รับค่าตอบแทนดีกว่าวิชาดังกล่าวมา (R.L. Rajapaksa: 1974) ๓) ด้านสังคมสงเคราะห์ ความจริงพระสงฆ์อยู่กับชาวบ้านมาตลอดตั้งแต่สมัยอดีตกาล แม้ตกเป็นอาณานิคมตะวันตกพระสงฆ์ก็เป็นผู้ร่วมสุขร่วมทุกข์กับ ชาวบ้านอย่างใกล้ชิด จนกลายเป็นความเคารพเกื้อกูลกันและกัน ลักษณะดังกล่าวสังเกตได้จาก หากพระสงฆ์เสนอแนะส่ิงใด ชาวบ้าน มักปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ครั้นเม่ือประเทศชาติเข้าสู่ระบอบ ประชาธปิ ไตยแลว้ ขณะทช่ี าวบา้ นยงั ไมส่ ามารถเขา้ ใจสทิ ธขิ องตนเองได้ พระสงฆ์นี้เองท�ำหน้าท่ีเป็นผู้น�ำคอยประสานงานกับนักการเมือง ทั้ง เรื่องเกี่ยวกบั พระศาสนาและความทุกข์รอ้ นของชาวบ้าน สนั นิษฐานวา่ ชาวบา้ นไมไ่ วว้ างใจนกั การเมอื ง อนั เนอ่ื งมาจากไมส่ นใจชาวบา้ นเทา่ ทคี่ วร จะปรากฏตัวเฉพาะช่วงเทศกาลเลือกต้ังเท่านั้น แต่พระสงฆ์อยู่กับ ชาวบา้ นตลอดความไวเ้ นอ้ื เชอ่ื ใจจงึ อยทู่ พี่ ระสงฆ์ ดว้ ยเหตนุ นั้ นกั การเมอื ง จ�ำต้องเข้าหาพระสงฆ์เท่าน้ัน จึงจะได้รับความไว้วางใจหรืออาจเป็น เพราะชาวบ้านไว้วางใจพระสงฆ์ เพราะประวัติศาสตร์เป็นตัวชี้บอกก็ เป็นได้ เพราะอดีตที่ผ่านมาผู้ท�ำหน้าท่ีออกประท้วงเรียกร้องความ เป็นธรรมกับเจ้าอาณานิคมตะวันตกล้วนมีแต่พระสงฆ์เป็นผู้น�ำ หรือ แม้แต่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย กลุ่มแรกที่ออกรณรงค์ หาเสียงเลือกต้ังก็คือพระสงฆ์ ความไว้เน้ือเชื่อใจผนวกกับหลายปัจจัย
206 เล่าเรื่องเมอื ง (ศร)ี ลงั กา อัมพัสถลเจดีย์หรือเจดีย์เนินมะม่วง สร้างเป็นอนุสรณ์การประกาศศาสนาเป็นครั้งแรก มหิ นิ ตะเล เมอื งเก่าอนุราธปุระ ศรีลงั กา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/ maps) มิริสสแวฏิยะเจดีย์หรือเจดีย์พริก สร้างโดยพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัย เมืองเก่าอนุราธปุระ ศรีลังกา (คดั ลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)
บทบาทพระสงฆ์ศรีลังกา 207 พระพุทธรูปศิลปะอมราวดีสมัยอนุราธปุระตอนกลาง พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติโคลัมโบ ศรลี งั กา (คดั ลอกภาพจาก https://www.google.com/maps) เวชยันต์ปราสาทของพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช เมืองเก่าโปโฬนนารุวะ ศรีลังกา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)
208 เล่าเรื่องเมอื ง (ศรี) ลงั กา ถูปาราม ภายในวัดพระเข้ียวแก้ว เมืองเก่าโปโฬนนารุวะ ศรีลังกา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps) สัตมหาลปราสาท วัดพระเข้ียวแก้ว เมืองเก่าโปโฬนนารุวะ ศรีลังกา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)
บทบาทพระสงฆ์ศรลี งั กา 209 พิธีต้อนรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรีเข้าเมือง ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดมุลคิริคละ ราชมหาวหิ าร เขตหมั บนั โตฏะ ศรลี งั กา(คดั ลอกภาพจากhttps://www.google.com/maps) การบูชาเจดีย์ตามคติความเช่ือของศรีลังกา ภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดหินดคะละวิหาร เมืองแคนดี ศรีลังกา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)
210 เล่าเรอื่ งเมอื ง (ศร)ี ลงั กา จึงเป็นเหตุให้บทบาทของพระสงฆ์ด้านนี้เด่นชัด งานสังคมสังเคราะห์ ของพระสงฆ์เป็นลักษณะขอความช่วยเหลือจากนักการเมือง เพื่อมา ช่วยเหลือชาวบ้านสืบต่อ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสาธารณูปโภคและ สาธารณประโยชน์ สมยั นส้ี ว่ นใหญ่เนน้ เร่ืองสถานศึกษาเปน็ หลัก เป็นท่ีน่าสังเกตคือ แม้ปัจจุบันบทบาทของพระสงฆ์ด้านน้ียังโดด เด่นเช่นเดิม สันนิษฐานว่าพระสงฆ์สามารถเกาะกุมหัวใจของชาวบ้าน ได้อย่างสนิทสนมกลมกลืน อาจเป็นเพราะภาวะความเป็นพระสงฆ์ ประการหน่ึง อาจเป็นเพราะขีดความสามารถในการเข้าถึงของนักการ เมืองหรือข้าราชการประการหน่ึง หรืออาจเป็นเพราะพระสงฆ์เหล่าน้ัน นอกจากเป็นเจ้าอาวาสแล้ว ยังทำ� หน้าท่ีเป็นครูสอนตามโรงเรียนด้วย ความสัมพันธ์ใกล้ชิดดังกล่าว น่าจะเป็นเหตุให้ชาวบ้านไว้เนื้อเช่ือใจ พระสงฆ์อย่างไมเ่ สื่อมคลาย (George D. Bond: 1992) ๔) ด้านรักษาวตั รปฏิบตั ิ วัตรปฏิบัติในท่ีน้ีหมายถึง กิจวัตรประจ�ำวันของพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ซึ่งทุกรูปจ�ำต้องปฏิบัติตามพระวินัยอยู่แล้ว บทบาทด้านนี้มี การสั่งสอนเริ่มต้นตั้งแต่เป็นสามเณรขณะร�่ำเรียนในปิริเวณะ เพราะ ถอื วา่ เปน็ วตั รปฏบิ ตั ทิ สี่ ามเณรจำ� ตอ้ งรแู้ ละปฏบิ ตั ใิ หถ้ กู ตอ้ ง นอกจากนน้ั ยังเป็นการเตรียมตัวเพ่ือสอบวัดความรู้ก่อนเข้าสู่พิธีอุปสมบทเม่ืออายุ ครบตามพระวินัยบัญญัติ บทบาทด้านนี้แม้เป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ สามเณรโดยตรงก็จริง แต่เป็นเรื่องคาดหวังของชาวพุทธเช่นกัน หาก พระสงฆ์สามเณรรูปใดไม่สามารถประพฤติปฏิบัติให้ครบถ้วน ย่อมเป็น ทตี่ ิฉินนนิ ทาแสดงถึงความไม่เอาใจใสข่ องเจา้ อาวาสผูป้ กครองดแู ล
บทบาทพระสงฆ์ศรลี ังกา 211 วัตรปฏิบัติดังกล่าวคือ กริยามารยาท ลักษณะนิสัย การรอบรู้ ธรรมะ การแสดงธรรมเทศนา การสวดพระปรติ รหรอื สวดมนต์ การสวด บชู าตน้ โพธิ์ การพจิ ารณาบงั สกุ ลุ งานศพ การปฏบิ ตั วิ ปิ สั สนากรรมฐาน การชว่ ยเหลอื ชาวบา้ น และการสอนธรรมะ กลา่ วโดยสรปุ คอื รงู้ านสว่ น ตนและงานส�ำหรับผู้อน่ื หน้าทีส่ ว่ นตนนอกจากเปน็ ประโยชน์แกต่ นแลว้ ยงั สง่ ผลตอ่ ผอู้ น่ื ดว้ ย สว่ นงานสำ� หรบั ผอู้ น่ื กเ็ ปน็ เรอื่ งสำ� คญั เชน่ เดยี วกนั โดยเฉพาะสงเคราะห์ชาวบ้าน โดยส่วนใหญ่คือการแสดงธรรมเทศนา และการสอนโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ หากทำ� ได้ดังน้ีชื่อว่ารักษา วัตรปฏิบัติได้อย่างสมบูรณ์ เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ เม่ือชาวบ้าน เห็นว่า พระเถระรูปใดทรงความรู้พร้อมทั้งงดงามด้วยศีลาจารวัตร ต่างพากันแสดงความเคารพ ด้วยการยกย่องให้เป็นพระเถระใหญ่ช้ัน นายกะ แต่ไมม่ ีอ�ำนาจในการปกครองคณะสงฆแ์ ตอ่ ยา่ งไร เช่นเดยี วกบั ประเพณฮี ดสรงของชาวไทยอีสาน (Richard F. Gombrich: 1991) ๕) ด้านการสบื ทอดวิปัสสนากรรมฐาน ขณะท่ีพระสงฆ์ส่วนใหญ่เน้นความสนใจเรื่องการเมืองและการ สงเคราะห์ชาวบ้าน มีพระสงฆ์อีกส่วนหน่ึงเบื่อหน่ายพฤติกรรมของ พระสงฆ์ส่วนใหญ่ พากันหันหน้าเข้าสู่ป่าเขาและดอยดงเพื่อปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐาน สืบทอดเจตนารมณ์ของบูรพาจารย์ท่ีเคยปฏิบัติสืบ ต่อกันมา บางส�ำนักเป็นท่ีรู้จักแพร่หลาย มีศิษยานุศิษย์เข้าปฏิบัติเป็น จำ� นวนมาก บางสำ� นกั โด่งดังไปไกล มีศษิ ย์ชาวต่างประเทศเขา้ มาบวช ศึกษาวัตรปฏิบัติด้วยเป็นจ�ำนวนมาก วิถีทางของพระสงฆ์สายปฏิบัติ เหล่าน้ี เสมือนทางคู่ขนานระหว่างพระสงฆ์นักการเมืองและพระบ้าน ผูอ้ ยูเ่ คียงข้างกับชาวบา้ น
212 เล่าเรอ่ื งเมือง (ศร)ี ลงั กา ความจริงคือ พระสายปฏิบัตินั้นเกิดจากความคิดริเร่ิมของ พระสงฆแ์ หง่ อมรปุรนิกาย หมายถงึ พระสงฆ์ศรีลงั กาไปบวชแปลงจาก ประเทศพม่า ซึ่งเรียนร้วู ัตรปฏบิ ตั ิมาจากพมา่ พระสงฆส์ ายนมี้ ีลักษณะ เลยี นแบบพระสงฆพ์ มา่ ทกุ ประการ กลา่ วคอื แตกฉานดา้ นพระอภธิ รรม ปฎิ กและเชี่ยวชาญด้านการปฏบิ ตั วิ ปิ สั สนากรรมฐาน สมยั นี้ศูนยก์ ลาง การเผยแผ่ของพระสงฆ์สายปฏิบัติอยู่ท่ีวัดวชิรารามกลางเมืองโคลัมโบ โดยมีพระนารทเถระเป็นประธานสงฆ์ สายวิปัสสนากรรมฐานมาเป็นท่ี รจู้ กั แพรห่ ลายเมอื่ พระสงฆช์ าวเยอรมนั นามวา่ ญาณตโิ ลกะเขา้ มาบวช แล้วตั้งศูนย์กลางการเผยแผ่แนวปฏิบัติอยู่ที่เกาะดุดันดุวะทางตอนใต้ ของเกาะลงั กา เปน็ เหตใุ หพ้ ระชาวตา่ งประเทศเขา้ มาบวชศกึ ษาพระธรรม วินัยและหลักปฏิบัติเป็นจ�ำนวนมาก พระเถระผู้โด่งดังเป็นท่ีรู้จัก แพร่หลาย คือ พระญาณโปณิกเถระ นอกจากเป็นพระนักปฏิบัติแล้ว ท่านยังเป็นพระนักวิชาการเป็นที่ยอมรับท่ัวโลก เป็นท่ีน่าสังเกตอย่าง หน่ึงคือ นอกจากจะให้ความเข้มข้นเร่ืองการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แล้ว พระกรรมฐานแบบศรีลังกายังให้ความส�ำคัญเรื่องการศึกษาและ แต่งคัมภีร์ด้วย จงึ เปน็ ท่ีรบั รวู้ ่าพระสงฆ์ศรลี ังกาแต่งต�ำราสบู่ รรณพิภพ เปน็ จำ� นวนมาก (Michael Carrithers: 1986) บทบาทสมยั ปจั จบุ นั หลงั ความสญู เสยี หลายครง้ั จากความเหน็ ตา่ งทางความคดิ ทำ� ให้ เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากฆราวาส พระสงฆ์น้อยใหญ่ จึงถอยห่างจากความเก่ียวข้องทางการเมือง บ้างก็จัดกิจกรรมทาง พระพุทธศาสนาภายในวัดหรือกลุ่มแห่งตน บ้างก็หันไปให้ความสนใจ เร่ืองสังคมสงเคราะห์ บ้างก็หันไปให้ความส�ำคัญเรื่องเหตุการณ์บ้าน
บทบาทพระสงฆ์ศรลี ังกา 213 เมอื ง ดว้ ยการวพิ ากษว์ จิ ารณอ์ นั เปน็ ประโยชนส์ รา้ งสรรค์ แตม่ พี ระสงฆ์ บางกลุ่มย้อนกลับเข้าไปจุดเริ่มต้นกันใหม่ เพื่อสร้างฐานเสียงรอวัน ประกาศตวั อกี ครงั้ หนึ่ง สถานการณ์ทางศาสนาในยุคน้ีมีความเป็นเสรีภาพมากกกว่าท่ี เคยเป็นมา อันเนื่องมาจากความเข้มข้นของความเป็นนิกายลดลง ประการหนึ่ง การศึกษาเปิดกว้างส�ำหรับทุกคนหน่ึง สังคมยอมรับการ เปล่ียนแปลงของโลกประการหน่ึง และพระสงฆ์เริ่มแสดงบทบาททาง สังคมอย่างเด่นชัดประการหน่ึง ด้วยปัจจัยเหล่านี้จึงท�ำให้ศรีลังกาเร่ิม ตน้ ยอมรบั บทบาทใหม่โดยไมป่ ฏเิ สธคดั คา้ น อีกทัง้ ทนุ เดมิ เรือ่ งโรงเรียน พุทธศาสนาวันอาทิตย์ยังสามารถเป็นหลักฐานค้�ำจุนสถานภาพของ พระสงฆ์อยู่ ผ้คู นจงึ ไมก่ ลา้ ตัง้ คำ� ถามเก่ียวกับพระสงฆ์มากนัก อย่างไร ก็ตาม พระสงฆ์ยังท�ำหน้าที่เหมือนบูรพาจารย์เคยท�ำมา แต่ลักษณะ และวธิ กี ารเท่านั้นทแ่ี ตกต่างกันออกไป ในท่ีนี้ขอเสนอ ๔ ดา้ น ดงั น้ี ๑) ดา้ นการเมอื ง ดังกล่าวแล้วว่า เมื่อรัฐธรรมนูญเปิดกว้างให้พระสงฆ์มีสิทธิ ทางการเมอื งเสมอเหมอื นชาวบา้ นตราบใด ย่อมเป็นเหตผุ ลให้พระสงฆ์ เข้ามาเก่ียวกับการเมืองตราบน้ัน แต่เหตุที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับจาก ชาวพทุ ธ เพราะเกดิ ความหลาบจำ� จากอดตี สามทศวรรษทผี่ า่ น แตใ่ ชว่ า่ พระสงฆจ์ ะถอยหา่ งจากการเมอื งอยา่ งถาวร เพยี งแตเ่ กบ็ ตวั สรา้ งฐานะ รอจังหวะเวลาเท่าน้ัน สมัยนี้มีพระสงฆ์เข้าร่วมทางการเมืองเป็น รายบุคคล อันเนื่องมาจากความโดดเด่นด้านงานสังคมสงเคราะห์ ซึ่ง เป็นความสามารถเฉพาะบุคคล แม้จะได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกสภา
214 เล่าเรื่องเมอื ง (ศรี) ลงั กา ผู้แทนราษฎรก็จริง แต่หาได้โดดเด่นเป็นที่รู้จักในวงกว้างไม่ เพียงแต่ ท�ำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในเขตที่ท่านได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้าน เท่าน้นั เหตุแห่งพระสงฆ์ศรีลังกาเล่นการเมืองอย่างเป็นระบบชัดเจน เป็นเพราะเหตุการณ์ส�ำคัญอันเน่ืองมาจากการมรณภาพของพระนัก เผยแผช่ อื่ ดงั นามวา่ พระคงั โคดะวลิ ะ โสมเถระ (Gangodawila Soma) ซ่ึงเป็นพระเถระผู้รอบรู้แตกฉานค�ำสอนของทุกศาสนาอย่างลึกซ้ึง การ เทศนาของท่านแต่ละครั้งช้ีจุดบกพร่องของค�ำสอนแต่ละศาสนาอย่าง ตรงไปตรงมา ส่วนด้านการเมืองนั้นท่านกล้าวิพากษ์วิจารณ์ผู้บริหาร ประเทศอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลของนักการเมือง ท่านใด กระแสแห่งความศรัทธาในตัวท่านเป็นไปอย่างล้นหลาม เหตกุ ารณเ์ ชน่ นไ้ี มเ่ คยปรากฏเหน็ มากอ่ น ผนู้ ำ� แตล่ ะศาสนาตา่ งพรอ้ มใจ กันเป็นหนึ่งเดียว ขอร้องให้ท่านเข้าไปเล่นการเมือง เพราะอยากเห็น ความเปลี่ยนแปลงประเทศชาติเป็นไปในทางที่ดี และเกิดสันติภาพ ระหวา่ งเชื้อชาติและศาสนา แต่ท่านก็มรณภาพด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างกะทันหัน ด้วย อายชุ ัยเพยี ง ๕๕ ปี เมื่อวันท่ี ๑๒ ธนั วาคม ๒๕๔๖ ขณะเตรียม เข้ารับประกาศนียบัตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัย นานาชาติ เพ่ือการศึกษาหลักค�ำสอนดั้งเดิม (International University of Fundamental Studies) เมืองเซนต์ปีเตอร์เบอร์ก ประเทศรัสเชีย ข่าวมรณกรรมของท่านสร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่ ชาวลังกาทุกหมู่เหล่า พร้อมกันน้ันก็เกิดความกังขาว่า การมรณภาพ ของทา่ นมเี บอ้ื งหลงั แอบแฝงหรอื ไม่ มกี ารเรยี กรอ้ งกดดนั รฐั บาลใหต้ รวจ
บทบาทพระสงฆ์ศรลี ังกา 215 สอบเหตุการณ์ดงั กลา่ ว และเปดิ เผยความจรงิ ออกมา ในขณะเดยี วกนั กม็ กี ระแสเรยี กรอ้ งใหพ้ ระสงฆร์ วมตวั กนั เพอื่ สานตอ่ อดุ มการณข์ องทา่ น จากนน้ั พระรนุ่ ใหมแ่ ละพระนกั เทศนช์ อื่ ดงั หลายรปู ผศู้ รทั ธาในอดุ มการณ์ ของทา่ น ไดร้ วมตวั กนั กอ่ ตง้ั พรรคการเมอื งของพระภกิ ษสุ งฆข์ นึ้ มนี าม ว่า พรรคอนุรักษ์ชาตินิยมสิงหล (Jathika Hela Urumaya) เมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ หลังการมรณกรรมของพระโสมเถระเพียง ๒ เดอื น หลงั การเลอื กตั้งท่ัวไป เมอ่ื วันท่ี ๒ มีนาคม ๒๕๔๗ พระสงฆ์ แห่งพรรคอนุรักษ์ชาตินิยมสิงหล ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร ๙ รปู แตด่ ว้ ยความออ่ นหดั ทางการเมอื ง เพราะถกู คำ� เชญิ ชวน และแรงบีบหลายด้าน จงึ แตกออกเป็นกลุ่มน้อยใหญ่ บางรูปยา้ ยไปอยู่ พรรคอื่น บางรูปขอถอนตัว ณ ปัจจุบันได้รวมตัวกันอีกครั้งหลังจาก พลาดพลงั้ เกอื บตอ้ งลม้ พรรค ถอื วา่ เปน็ อกี พรรคหนงึ่ ทส่ี นบั สนนุ รฐั บาล ส่วนงานนโยบายเชิงรุกที่ห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนคือ ออกกฏหมาย งดเว้นการเสพสิ่งมึนเมาและขายเนื้อสัตว์ในวันส�ำคัญทางศาสนา งดใบอนุญาตเปิดร้านจ�ำหน่ายของมึนเมา และรณรงค์ช่วยเหลือ เกษตรกรตามตา่ งจงั หวดั (Victor Ivan: 2009) ๒) ด้านการศกึ ษา สบื เนอ่ื งจากการระบบการศกึ ษาของศรลี งั กาเปดิ กวา้ งสำ� หรบั คน ทกุ ชนั้ และเปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รยี นสามารถเลอื กเรยี นสถาบนั การศกึ ษาตาม ความสมคั รใจ พระหนมุ่ สามเณรผขู้ ดั สนดว้ ยทนุ การศกึ ษา จงึ เลอื กทจ่ี ะ เร่ิมต้นการศกึ ษาท่บี รเิ วณใกลบ้ า้ น
216 เล่าเรือ่ งเมือง (ศรี) ลังกา ครนั้ สำ� เรจ็ แลว้ กจ็ ะพยายามสอบเขา้ ระดบั อดุ มศกึ ษา ซง่ึ ปน็ ระบบ คัดกรองด้วยคะแนนมากน้อย พระหนุ่มเณรน้อยผู้สอบเข้าระดับ อุดมศึกษาได้แล้ว ย่อมได้สิทธิพิเศษการเรียนฟรีเฉกเช่นฆราวาส และ มหี อพกั ใหอ้ ยฟู่ รเี พอ่ื ความสะดวกตอ่ สมณเพศและผอ่ นเบาเรอ่ื งคำ� ใชจ้ า่ ย ประเดน็ สำ� คญั คอื พระหนมุ่ เณรเหลา่ นส้ี ามารถสอบคดั เลอื กเขา้ เรยี นได้ ทุกคณะทุกสาขาวิชาไมม่ กี ารปิดก้ันแตอ่ ยา่ งใด หากจบการศึกษาแลว้ ย่อมสามารถมสี ทิ ธเิ รียนต่อหรือสมคั รเขา้ รับราชการได้เฉกเช่นฆราวาสทั่วไป โดยเฉพาะในแวดวงการศึกษานั้น ลว้ นมพี ระสงฆน์ กั วชิ าการเปน็ จำ� นวนมาก พระสงฆเ์ หลา่ นเี้ องเปน็ กลไก ในการขับเคล่ือนการศึกษา โดยเน้นเนื้อหาสาระเรื่องพระพุทธศาสนา เป็นจุดยืน ด้วยเหตุน้ันรายวิชาจึงยึดโยงกับหลักสูตรของโรงรียน พทุ ธศาสนาวนั อาทติ ย์ แตป่ จั จบุ นั รฐั บาลไดป้ รบั เปลย่ี นรายวชิ าการใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนแปลง แต่หลักแห่งพระพุทธศาสนา ก็ยังได้รับการยอมรับบรรจุเป็นรายวิชาจ�ำเป็นอยู่ การด�ำรงเพศสมณะ ขณะเป็นครูอาจารย์เป็นผลดีท�ำให้เกิดความคุ้นชินระหว่างพระสงฆ์ กับฆราวาส แต่ผลเสียคือความคุ้นชินดังกล่าวนานเข้าได้กลายเป็น ความเสยี หาย กรณพี ฤตกิ รรมของพระสงฆไ์ มเ่ หมาะสม เปน็ ทน่ี า่ สงั เกต อยา่ งหนงึ่ คอื การศกึ ษาทกุ ระดบั ของศรลี งั กาลว้ นยนิ ดใี หพ้ ระสงฆเ์ ขา้ ไป มีส่วนร่วม เพราะถือว่าเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาโดยเฉพาะวัฒนธรรม พระพุทธศาสนาแบบสิงหล แม้ตามโรงเรียนชาวคริสต์หรือชาวยินดูก็ เปิดกว้างให้พระสงฆ์เข้าไปสอนได้โดยไม่แสดงปฏิกิริยารังเกียจ ด้วย ความเปิดกว้างเช่นน้ีเอง เม่ือเกิดเหตุการณ์กระทบกระท่ังกัน ย่อม สามารถระงบั ไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ เพราะมคี วามเขา้ ใจกนั และกนั อกี ประการ
บทบาทพระสงฆ์ศรีลังกา 217 หน่ึง การศึกษาไม่ก้าวล่วงคติความเชื่อทางศาสนาของกันและกัน แต่ละศาสนาต่างมีสิทธิในการออกแบบหลักสูตรของตนเอง โดยมี วิชาหลักเป็นจุดเชื่อมโยง (Anne M. Blackburn: 2010) ๓) ดา้ นสงั คมสงเคราะห์ พระสงฆศ์ รลี งั กาโดดเดน่ ดา้ นการสงั เคราะหม์ าแตเ่ ดมิ อนั เนอื่ งมา จากความยากจนของชาวศรีลังกาประการหนึ่ง ความเอ้ืออาทรของ พระสงฆป์ ระการหนงึ่ และความตอ้ งการยดึ โยงกบั ชาวบา้ นประการหนง่ึ สงั คมสงเคราะหโ์ ดยสว่ นใหญป่ รากฏเหน็ ดา้ นการสรา้ งสาธารณประโยชน์ เช่น สรา้ งโรงเรยี น สร้างบา้ นพักคนชรา สร้างสาธารณูปการ แจกทนุ การศกึ ษาแก่เด็กยากจน เป็นตน้ ซึ่งความชว่ ยเหลอื ดังกลา่ วไดม้ าจาก การบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา และองค์กรการกุศลจากต่างประเทศ การเข้าไปช่วยเหลือดังกล่าวเป็นการเข้าไปเติมเต็มในบริบทที่รัฐบาล เข้าไปไม่ถงึ สังคมสงเคราะห์อีกดา้ นหนง่ึ คือ การสรา้ งทอ่ี ย่อู าศยั ให้แก่ คนยากจน ส่วนใหญ่เป็นผลงานของพระสงฆ์ชาวลังกาท่ีไปประจ�ำอยู่ ต่างประเทศ ได้ชักชวนศิษยานุศิษย์รวบรวมทุนเพ่ือสร้างบ้านพักให้คน ยากจน บทบาทดา้ นนป้ี รากฎมตี ามสอ่ื นอ้ ยใหญไ่ มเ่ วน้ แตล่ ะวนั นอกจาก นน้ั ยงั เปน็ การสรา้ งโรงเรยี นสองภาษาในลกั ษณะแลกเปลยี่ นวฒั นธรรม โดยอาศัยทุนจากประเทศเหล่านั้นเป็นผู้สนับสนุนหลักทุกส่ิงอย่าง ลักษณะเช่นนี้เป็นที่นิยมแพร่หลาย โดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่นและ ประเทศแถบยุโรป เป็นท่ีน่าสังเกตคือการสงเคราะห์ลักษณะดังกล่าว ไม่ได้เก่ียวข้องกับรัฐบาลแต่อย่างใด คณะสงฆ์ด�ำเนินการเองท้ังสิ้น หากรฐั บาลเขา้ มาเกยี่ วขอ้ ง มกั เปน็ ไปในลกั ษณะเขา้ มารว่ มงานเมอื่ เปดิ เปน็ ทางการแล้วเท่านั้น
218 เล่าเรื่องเมอื ง (ศร)ี ลงั กา สังคมสงเคราะห์อีกด้านหน่ึงคือส่งเสริมการศึกษาตามโรงเรียน พทุ ธศาสนาวนั อาทติ ย์ โดยเปดิ โอกาสให้ลกู หลานชาวศรลี ังกาเข้าเรยี น ศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกัน ทางวัดก็เตรียมพร้อมด้าน อาคารสถานทแี่ ละครผู สู้ อน นอกจากนน้ั ยงั มกี ารแจกอปุ กรณก์ ารศกึ ษา ดว้ ย สำ� หรบั นกั เรยี นผสู้ นใจตง้ั ใจเรยี นอยา่ งจรงิ จงั แตข่ าดทนุ การศกึ ษา ระดับสูงทางวัดก็พร้อมสนับสนุนโดยไม่มีพันธะแต่อย่างใด ลักษณะ แบบนแี้ มจ้ ะมเี ปน็ จำ� นวนนอ้ ย แตเ่ รมิ่ เปน็ ทน่ี ยิ มแพรห่ ลายของวงการสงฆ์ ในปจั จบุ นั หนงึ่ นน้ั วดั เองตอ้ งการมวลชนคอยสนบั สนนุ เวลาทำ� กจิ กรรม ของวดั อกี หนงึ่ นนั้ ทางรฐั บาลมกั ใหก้ ารสนบั สนนุ เปน็ อนั ดบั ตน้ ในฐานะ แหล่งสร้างคนให้มีคุณธรรมอันดีงาม แม้ดูเหมือนว่าแต่ละฝ่ายต่างมี ผลประโยชนต์ อบแทน แตก่ ถ็ อื ไดว้ า่ เปน็ การสรา้ งโอกาสใหแ้ กเ่ ดก็ นกั เรยี น ยากจนตามชนบทห่างไกล (Sagara Kusumaratne: 2011) ๔) ด้านชีแ้ นะสังคม ดังกล่าวแล้วว่าสังคมศรีลังกาเปิดโอกาสให้พระสงฆ์ได้รับการ ศึกษาเสมอเหมือนกับฆราวาสท่ัวไปอีกทั้งเปิดกว้างให้พระสงฆ์สามารถ เข้ารับราชการทุกต�ำแหน่งเช่นเดียวกับฆราวาส ด้วยเหตุน้ัน จึงมี พระสงฆ์นักวิชาการด�ำรงต�ำแหน่งส�ำคัญทางบ้านเมือง โดยเฉพาะใน แวดวงการศกึ ษา นอกจากนนั้ ยงั มพี ระนกั เทศนช์ อ่ื ดงั ซงึ่ สรา้ งประโยชน์ มหาศาลแก่ประเทศชาติบ้านเมือง ก็ล้วนเป็นที่ยอมรับของสังคม เมื่อ เกิดกรณขี ัดแยง้ เร่อื งการเมอื ง หรอื แมแ้ ตเ่ รื่องศาสนา พระเถระเหล่าน้ี จะแสดงความคดิ เหน็ เพอ่ื เสนอแนะหาทางออก ซงึ่ สว่ นใหญล่ ว้ นยอมรบั แนวความคดิ พรอ้ มนำ� ไปปฏบิ ตั ิ เปน็ ทน่ี า่ สงั เกตอยา่ งหนง่ึ คอื การยอมรบั ความคิดเห็นดังกล่าวหมายถึง พระเถระรูปน้ันไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่าย
บทบาทพระสงฆ์ศรีลงั กา 219 ใด วางตวั เป็นกลางเสมอตน้ เสมอปลาย ซ่งึ พระเถระเช่นนี้มมี ากมายใน ปัจจุบัน และการแนะน�ำวิธีแก้ปัญหาเพ่ือหาทางออก ก็มักเป็นไปใน ทศิ ทางเดยี วกนั โดยมเี ปา้ หมายคอื ความปรองดองสรา้ งสนั ติ ดงั ตวั อยา่ ง เช่น กรณีรัฐบาลท�ำสงครามกับกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (LTTE) แม้ พระสงฆ์จะรู้ชัดว่ากบฏกลุ่มนี้สร้างความเสียหายแก่บ้านเมืองและผู้คน มานานสามทศวรรษ แต่ก็พร้อมแนะน�ำให้รัฐบาลเร่ิมต้นเจรจามากกว่า ทำ� สงครามเข้าห�้ำห่ันกัน ส�ำหรับพระสงฆผ์ ูใ้ หญท่ ีท่ รงอิทธพิ ลตอ่ สงั คมศรลี ังกานนั้ เดมิ คือ พระมหานายกะ แห่งวัดมัลลวัตตวิหารและพระมหานายกะแห่งวัด อัศคิริยวิหารแห่งเมืองแคนดี ซ่ึงท้ังสองรูปท�ำหน้าที่ดูแลพระเข้ียวแก้ว แตค่ รน้ั มกี ารยา้ ยเมอื งหลวงลงใต้ อำ� นาจกเ็ ปลย่ี นผา่ นสพู่ ระสงฆน์ กั ปราชญ์ แหง่ เมอื งโคลมั โบ แตค่ รนั้ พระสงฆร์ นุ่ ใหมก่ อ่ ตงั้ พรรคอนรุ กั ษน์ ยิ มสงิ หลขนึ้ กลายเปน็ วา่ พระสงฆผ์ เู้ ปน็ สมาชกิ แหง่ พรรคนตี้ า่ งมอี ำ� นาจตอ่ รองสามารถ ต้ังค�ำถามกับพระสงฆ์ผู้ทรงอิทธิพลได้ โดยเฉพาะความไม่เหมาะสม ในการรักษาดูแลพระเขี้ยวแก้วของพระมหานายกะแห่งวัดมัลวัตตวิหาร และวดั อัศคริ ิยวหิ าร (Jayadeva Uyangoda: 2007) สรุปทา้ ยบท คณะสงฆม์ ิใชอ่ งคก์ รดำ� รงคงอยู่เอกเทศจากสังคม แต่ตอ้ งพึง่ พา อาศัยสังคมเป็นอยู่ จึงต้องมีปฏิสัมพันธ์ทุกมิติกับสังคม แม้จะด�ำเนิน บทบาทอันเคยปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่สมัยพระพุทธกาลก็จริง แต่เมื่อ สงั คมเปลย่ี นแปลงไปตามกาลเวลา บทบาทใหมเ่ พอื่ ปฏสิ มั พนั ธก์ บั สงั คม อยา่ งเหมาะสมจำ� เปน็ ตอ้ งเกดิ ขน้ึ ไมว่ า่ จะเปน็ สถานการณบ์ บี บงั คบั หรอื
220 เล่าเร่ืองเมอื ง (ศรี) ลังกา ความจำ� เปน็ เพอ่ื ศาสนาและบา้ นเมอื งกต็ าม เชน่ นเ้ี รยี กวา่ ปรากฏการณ์ ทางสังคมหรือความปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับยุคสมัย ซึ่งล้วนแล้วแต่ เกดิ มขี น้ึ ทกุ ประเทศทวั่ โลก การเปลย่ี นแปลงบทบาทอนั เกดิ เปน็ ประโยชน์ ในระยะสนั้ หรอื ยาวขึ้นอยู่กับมติ ิของสังคมเป็นหลัก บทบาทพระสงฆศ์ รลี งั กากเ็ ชน่ เดยี วกนั เมอื่ กาลเวลาเปลย่ี นแปลง ไป จำ� เปน็ ตอ้ งมกี ารปรบั ตวั เพอื่ ใหเ้ ดนิ เคยี งขา้ งไปกบั สงั คมอยา่ งเกอ้ื กลู กันและกัน แม้เน้ือหาสาระจะมองดูว่า พระสงฆ์ศรีลังกามีบทบาทเด่น เร่ืองการเมืองมากกว่าด้านอื่น แต่หากมองด้วยใจยุติธรรมจะเห็นได้ว่า บทบาทเหล่านั้นเกิดขึ้น เพราะบ้านเมืองตกเป็นอาณานิคมของต่าง ประเทศยาวนาน ได้ท�ำลายอารยธรรมพระพุทธศาสนาจนทรุดโทรม สญู หาย ยอ่ มเปน็ ธรรมดาของพระสงฆจ์ ำ� ตอ้ งรว่ มมอื รว่ มใจกนั ตอ่ สเู้ พอ่ื รกั ษาพระพุทธศาสนา อนั เปน็ มรดกอันดงี ามตกทอดมาจากบรรพชน
บทบาทพระสงฆ์ศรีลงั กา 221 เอกสารอ้างองิ จี พี มาลาลาเสเกรา. ศรลี งั กา: วา่ ดว้ ยประวตั ศิ าสตร์ การณพ์ ระศาสนา และวรรณคด.ี แปลโดยลงั กากุมาร. นครปฐม: สำ� นักพมิ พส์ าละ, ๒๕๕๔. วัลโปละ ราหุล. กรณีพระสงฆ์ศรีลังกาเล่นการเมือง. แปลโดย ลังกากุมาร. นครปฐม: ส�ำนักพิมพส์ าละ, ๒๕๕๓. เสรี วฒุ ธิ รรมวงศ.์ ศึกประลองปัญญาพทุ ธ-ครสิ ต์. (USA: ๒๕๔๓). อิลังคสิงหะ. ประวัติศาสตร์ศรีลังกาสมัยอาณาจักรโกฏเฏะ: ว่าด้วย อาณาจักร ศาสนจักร คติความเชื่อและความสัมพันธ์กับ ดนิ แดนอษุ าคเนย.์ แปลโดย พระมหาพจน์ สวุ โจ, ดร. นครปฐม: ส�ำนกั พิมพส์ าละพิมพการ, ๒๕๕๙. Anne M. Blackrun. Locations of Buddhism: Colonialism and Modernity in Sri Lanka. Sri Lanka: Karunaratne & Sons (Pvt) Ltd, 2010. A.P. Kannangara. A Survey of Social Change in an Imperial Regime. Sri Lanka: Tharanjee Prints, 2011. Chandra Wikramagamage. Heritage of Rajarata. Sri Lanka: The Central Bank Printing Press, 2004. Dharmaratna Herath. The Tooth Relic and the Crown. Colombo: Gunaratne Offset Ltd., 1994.
222 เล่าเร่ืองเมือง (ศรี) ลงั กา E.W. Adikaram. Early History of Buddhism in CeyIon. Sri Lanka: The Buddhist Cultural Centre, 2009. George D. Bond. The Buddhist Revival in Sri Lanka: Religious Tradition, Reinterpretation and Response. Dethi: Motilal Banasidass Pulbishers, 1992. Jayadeva Uyangoda, Editor. Religion in Context: Buddhism and Socio-Political Change in Sri Lanka. Sri Lanka: Karunaratne & Sons Ltd, 2007. John Clifford Holt. The Religious World of Kirti Sri. Oxford: Oxford University Press, 1996. L.S. Dewaraja. The Kandyan Kingdom of Sri Lanka 1707-1782. Colombo: Lake House Investments Ltd., 1988. Michael Carrithers. The Forest Monks of Sri Lanka. Calcutta: Oxford University Press, 1986. Naimbala Dhammadassi. The Development of Buddhist Monastic Education in Sri Lanka with Special Reference to the Modern Period. Unpublished Thesis of University of Lancaster, 1996. Nandadeva Wijesekera. Early Sinhalese Painting. Maharagama: Saman Press, 1959. Nandadeva Wijesekera. Early Sinhalese Sculpture. Ceylon: M.D.Gunasena & Co.Ltc., 1962.
บทบาทพระสงฆ์ศรีลงั กา 223 Nandasena Ratnapala. The Katikavatas: Laws of the Buddhist Order of Ceylon from the 12th Century to the 18th Century. Munchen: Bruderstafse, 1971. R.A.L.H. Gunawardana. Robe and Plough: Monasticism and Economic Interest in Early Medieval Sri Lanka. Arizona: The University of Arizona Press, 1979. Rajapaksa, R.L. Christian Mission, Theosophy and Trade - A History of American Relations with Ceylon 1815-1915. Unpublished Thesis of University of Michigan, 1974. Richard F. Gombrich. Buddhist Precept and Practice. Delhi: Motilal Banasidass Publishers, 1991. Sirima Wickrasinghe. The Age of Parakramabahu I. Unpublished Thesis of University of London, 1958. Victor Ivan. Revolt in the Temple: The Buddhist Revival to Gangodawila Soma Thera. Colombo: Ravana Publication, 2009. Yatadolawatte Dhammavisuddhi. The Buddhist Sangha in Ceylon (circa 1200-1400 A.D.). Unpublished Thesis of University of London 1970. Walpola Rahula. History of Buddhism in Ceylon: the Anuradhapura Period 3rd Century BC 10th Century AC. Sri Lanka: The Buddhist Cultural Centre, 1993.
224 เล่าเร่ืองเมือง (ศรี) ลงั กา วัดพระเข้ียวแก้วเมืองแคนดี ศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธศรีลังกา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps) พระราชวงั ของกษตั รยิ แ์ คนดรี าชวงศส์ ดุ ทา้ ย ภายในวดั พระเขย้่ี วแกว้ เมอื งแคนดี ศรลี งั กา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)
บทบาทพระสงฆ์ศรลี ังกา 225 พระเจ้าวิมลธรรมสูริยะทรงมีปฏิสันถารกับแม่ทัพเรือชาวฮอลันดา (คัดลอก ภาพจาก https://www.google.com/maps) ขุนนางแคนดีสมัยศรีลังกาเป็นอาณานิคมของอังกฤษ (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)
226 เล่าเรื่องเมือง (ศรี) ลงั กา (บนซา้ ย) หนังสือรวบรวมการโต้วาทีห้าคร้งั ระหว่างชาวพุทธกับชาวคริสต์ และ (บนขวา) หนงั สอื แปลการโตว้ าทหี า้ ครง้ั เปน็ ภาษาองั กฤษ (คดั ลอกภาพจาก https://www.google. com/maps) วัดรงั โกฏวหิ าร เมอื งปานดุระ สถานท่โี ตว้ าทรี ะหวา่ งชาวพุทธกบั ชาวครสิ ต์ พ.ศ.๒๔๑๖/ ค.ศ.1873 (คดั ลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)
บทบาทพระสงฆ์ศรลี ังกา 227 (บนซา้ ย) หนงั สอื ประวตั ศิ าสตรว์ รรณคดภี าษาบาลสี ำ� หรบั สามเณร (บนขวา) หนงั สอื การ แสดงธรรมสำ� หรับสามเณร (คดั ลอกภาพจาก https://www.google.com/maps) สามเณรศรีลังกาเตรียมตัวเดินทางไปเรียนหนังสือท่ีปิริเวณะใกล้วัด (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)
228 เล่าเรื่องเมอื ง (ศร)ี ลังกา
คมั ภรี ์สมนั ตกฏู วณั ณนา 229
บรรายภาพ : ภาพพรรณนาพุทธประวัติและชาดก ภาพจติ รกรรมฝาผนงั วัดเดกันโดรุวะ วิหาร เมืองแคนดี
บทท่ี ๖ คัมภรี ์สมนั ตกฏู วัณณนา: วิเคราะห์ประเด็นเกยี่ วกับคตคิ วามเช่อื ของศรีลงั กา* กลา่ วนำ� คัมภีร์สมันตกูฏวัณณนา เป็นคัมภีร์ภาษาบาลีมีเนื้อหากล่าวถึง ประวัติความเป็นมาของรอยพระพุทธบาทเหนือยอดเขาสมันตกูฏ (ปัจจุบันเรียกว่าศรีปาทะ) ซึ่งขุนเขาแห่งน้ีเช่ือกันว่าเป็นท่ีประดิษฐาน รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ดังปรากฏเห็นหลักฐานในคัมภีร์ อรรถกถาอังคุตตรนิกายชื่อว่ามโนรถปูรณี ซึ่งระบุไว้ว่า “ทมิฬช่ือว่า ทีฆชยันตะระลึกได้ตามธรรมดาของตน จึงทมิฬน้ันเอาผ้าแดงบูชา อากาสเจดีย์ที่สุมนคิรีวิหาร” (พระพุทธโฆสะ; ๒๕๕๓, ๑๗๘) สุมนคิรีวิหารในที่นี้หมายถึงสุมนกูฏหรือสมันตกูฏ อันเป็นสถานที่อยู่ ของเทพสุมนะ (บางทีเรียกว่าเทพสมันต์) ผู้ท�ำหน้าที่อารักขาคุ้มครอง รอยพระพุทธบาท ส่วนทมิฬนามว่าทีฆชยันตะนั้นปรากฏเห็นในคัมภีร์ มหาวงศ์ในฐานะนกั รบเอกคนหน่งึ ของพระเจ้าเอฬาระ (พ.ศ.338-342) (พระมหานามเถระและคณะบัณฑิต; ภาค ๑, ๒๕๕๓, ๒๓๑) ส�ำหรับอากาสเจดีย์หรือเจดีย์บนยอดเขาน้ัน สันนิษฐานว่าน่าจะมี ลักษณะเปน็ อาคารซงึ่ สร้างครอบรอยพระพุทธบาทเอาไว้ จากหลักฐาน * “คัมภีร์สมันตกูฏัณณนา: วิเคราะห์ประเด็นเกี่ยวกับคติความเช่ือ ของศรลี ังกา” ตีพมิ พ์ในวารสารธรรมธารา Vol.8 No. 1 (2022)
232 เล่าเรอ่ื งเมอื ง (ศรี) ลังกา ตรงนเ้ี ชอื่ ไดว้ า่ ประเพณกี ารสกั การบชู ารอยพระพทุ ธบาท นา่ จะเปน็ ทร่ี จู้ กั แพรห่ ลายของชาวลงั กาตง้ั แตส่ มยั นน้ั เปน็ ตน้ มา (ลงั กากมุ าร; ๒๕๖๐, ๓๒๔) ด้วยเหตุดังกล่าว พระเวเทหเถระในฐานะพระสงฆ์นักปราชญ์ จึงแต่งคัมภีร์เล่มนี้ข้ึน นัยว่าต้องการสรรเสริญจริยาวัตรอันดีงาม ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพรรณนาความอัศจรรย์ ของรอยพระพทุ ธบาท เพอื่ สรา้ งกศุ ลศรทั ธาแกช่ าวพทุ ธลงั กาทกุ รปู นาม ประเด็นน่าสนใจคือ แม้เนื้อหาคัมภีร์สมันตกูฎวัณณนา จะเน้น พรรณนาจริยาวัตรของพระพุทธเจ้า หรือกล่าวถึงขุนเขาสมันตกูฏใน ฐานะเป็นบุญสถานศักดิ์สิทธ์ิ เพราะเป็นสถานสถิตรอยพระพุทธบาท หรือสรรเสริญความส�ำคัญของเทพสุมนะในฐานะผู้อารักขาคุ้มครอง รอยพระพุทธบาทนับแต่บรรพกาล หรืออธิบายความงดงามอลังการ ของธรรมชาติรอบบริเวณสุมนกูฎ หรือว่าพยายามชี้บอกเรื่องราวของ เทพเจ้าฮินดูน้อยใหญ่ ผู้พากันเดินทางเข้าเฝ้าถวายสักการะแด่รอย พุทธบาท แต่หากศึกษาวิเคราะห์เชิงลึกด้านบริบททางศาสนาสมัยนั้น กลับมีประเด็นให้ชวนตีความหลายด้าน โดยเฉพาะบริบทเกี่ยวกับ คตคิ วามเชอื่ ของผคู้ นสมยั แตง่ คมั ภรี ส์ มนั ตกฏู วณั ณนา จงึ เหน็ วา่ หากมี การวเิ คราะหป์ ระเดน็ เกย่ี วกบั คตคิ วามเชอ่ื นา่ จะสามารถตอบคำ� ถามได้ ว่าจุดประสงค์แท้จริงของการแต่งคัมภีร์สมันตกูฏวัณณนาคืออะไร? เปน็ ผลมาจากบรบิ ททางการเมอื งหรอื ไม?่ หรอื วา่ เจตนาแทจ้ รงิ ของการ แตง่ คัมภรี ์เปน็ การผลิตซ�ำ้ ทางความเชื่อของชาวพทุ ธศรลี งั กา? ศกึ ษาสารัตถะของคัมภรี ์สมนั ตกูฏวัณณนา คัมภีร์สมันตกูฏวัณณนานั้นแต่งโดยพระเวเทหเถระ หลักฐาน ดังกล่าวปรากฏเห็นในนิคมคาถาของคัมภีร์เล่มนี้ ซ่ึงพรรณนาว่า
คัมภีร์สมนั ตกฏู วัณณนา 233 พระเวเทหเถระเป็นพระสงฆ์สังกดั ส�ำนกั อรัญวาสี เบือ้ งตน้ ไดแ้ ต่งคัมภีร์ ภาษาสงิ หลเลม่ หนง่ึ ซอ่ื วา่ สหี ฬสทั ทลกั ขณะ ตอ่ มาไดแ้ ตง่ คมั ภรี อ์ กี เลม่ หนงึ่ เป็นภาษาบาลีชื่อว่าสมันตกูฏวัณณนา ตามค�ำอาราธนานิมนต์ของ พระราหุลเถระ หลักฐานยังเสริมอีกว่าพระเวเทหเถระนั้นเป็นศิษย์ของ พระอรญั ญรตั นานนั ทมหาเถระ ซง่ึ พระเถระรปู นเ้ี ปน็ พระสงฆท์ รงปราชญ์ ช่ือเสียงของท่านโด่งดังไปไกลเสมือนหน่ึงดวงอาทิตย์โชติช่วงชัชวาล เหนอื ท้องนภากาศ (Vedeha Thera; 1955, 798-802) จะเหน็ ได้ว่า พระเวเทหเถระผู้แต่งคัมภีร์สมันตกูฏวัณณนาน้ัน เป็นพระสงฆ์สังกัด อรญั วาสนี กิ าย และเปน็ ศษิ ยข์ องพระอรญั ญรตั นอานนั ทเถระ เนอ่ื งจาก เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาบาลี อีกทั้งแตกฉานในคัมภีร์พุทธศาสนา จึงแต่งคัมภีร์เล่มน้ีขึ้นด้วยความสามารถแห่งตน โดยผู้ท�ำหน้าที่ตรวจ ทานคือพระราหุลเถระ หลักฐานยืนยันตัวตนพระเวเทหเถระในฐานะผู้แต่งคัมภีร์เล่มน้ี อีกแห่งหน่ึง พบเห็นในนิคมคาถาของคัมภีร์รสวาหินี ซ่ึงเป็นผลงาน อีกเล่มหน่ึงของท่าน ดังความว่า “พระมหาเถระชื่อกาลิงคะ เป็น อุปัชฌาย์ของท่านผู้ใด ผู้นั้นช่ือพระมหาเถระมงคล เป็นพระภิกษุผู้ เป็นพระอธิการ (สมภาร) ในขัณฑสีมา (เขตแดนอันก�ำหนดไว้แล้ว) ท่านเป็นอาจารย์ผู้เช่ียวชาญในสรรพศาสตร์ของท่านผู้ใด ท่านเป็น พระมหาเถระยินดีอยู่แตใ่ นราวปา่ เป็นผู้น�ำมาซงึ่ คณุ อันมาก ท่านบรรลุ ถงึ ฝ่ังสมุทรคือศาสตร์ มาถึงความเป็นครขู องทา่ นผใู้ ด ท่านผใู้ ดที่ชื่อว่า เป็นธงชัยอันเอกในสีหล ท่านผู้ใดได้ท�ำคัมภีร์สัททลักขณะสีหลโดย ภาษาสิงหล และท่านผู้ใดคือพระเวเทหเถระ ผู้ท�ำปกรณ์รสวาหินีน้ี” (พระเวเทหเถระ; ๒๕๑๓, ๗๘๙-๗๙๙) ข้อมูลเบ้ืองต้นชีใ้ ห้เห็นว่า
234 เล่าเร่อื งเมือง (ศร)ี ลงั กา พระเวเทหเถระนั้น มีพระอุปัชฌาย์ผู้ให้การอุปสมบทชื่อว่ากาลิงคมหา เถระ มีอาจารย์ผู้ฝึกฝนอาจาระนามว่าพระมังคลมหาเถระ และมีครู ผู้สอนสั่งศาสตร์และศิลป์นามว่าอานันทมหาเถระ นอกจากนั้น พระ เวเทหเถระยังได้นิพนธ์คัมภีร์ 3 เล่ม ได้แก่ คัมภีร์สีหลสัททลักขณะ คัมภีรส์ มนั ตกูฏวัณณนา และคัมภีร์รสวาหนิ ี ประเดน็ เกย่ี วกบั สำ� นกั ซง่ึ เปน็ ทพี่ ำ� นกั พกั อาศยั ของพระเวเหเทเถระ นั้น โคทกัมบุระ (C.E. Godakumbura) และเปรมกมุ าร เดอ ซลิ วา (D.A. Premakumara De Silva) ได้แสดงความเห็นว่า พระเถระ พกั อยูอ่ าศัยบรเิ วณใกล้ภูเขาสมันตกูฏ ซึง่ เรยี กวา่ ปุฏภัตตเสละ (บางที เรียกว่าปลาภัตคะละ) เห็นได้จากท่านสามารถพรรณนาความงดงาม ของสมันตกูฏได้อย่างละเอียด (Vedeha Thera; 1955, 46: D.A. Premakumara De Silva; 2005, 46) ด้านโสมปาละ ชัยวรรธนะ (Somapala Jayawardhana) เห็นว่าส�ำนักของพระเวเทหเถระคือ อุทุมพรคิรี (บางแห่งเรียกว่าทิมบุลาคะละ) เนื่องจากส�ำนักแห่งน้ี มีสมภารเจ้าอาวาสชื่อว่าพระวนรัตนอานันทเถระ พระเถระรูปนี้แลเป็น อาจารย์ของพระเวเทหเถระ นอกจากน้นั พระเถระยงั มีศิษย์นกั ปราชญ์ รว่ มอาจารยเ์ ดยี วกันอกี 2 ท่าน คอื พระโคตมเถระและพระพุทธัปปิย เถระ (Somapala Jayawardhana; 1994, 10) ผเู้ ขียนเหน็ ว่าทศั นะ ของโสมปาละ ชยั วรรธนะมคี วามสมเหตสุ มผลมากกวา่ เพราะหลกั ฐาน ระบุว่าส�ำนักอุทุมพรคิรีน้ันเป็นวัดป่าอรัญวาสี มีพระสงฆ์นักปราชญ์ แต่งต�ำราเป็นจ�ำนวนมาก ส่วนส�ำนักปุฏภัตตเสละนั้นเป็นที่อยู่ของ พระสงฆ์สายธรรมกีรติวงศ์ เน่ืองจากพระเถระผู้เป็นสมภารเจ้าอาวาส แห่งนี้มีนามว่าพระธรรมกติ ตเิ ถระ (พระมหานามเถระและคณะบัณฑติ ;
คัมภีร์สมันตกูฏวัณณนา 235 ภาค ๒, ๒๕๕๓, ๒๖๔) และศิษย์ผู้สืบต่อจากพระธรรมกิตติเถระ ลว้ นใชน้ ามวา่ ธรรมกติ ตเิ รอื่ ยมา (H.B.M. IIangasinha; 1992, 77-80) ด้วยเหตุนั้น หากพระเวเทหเถระพ�ำนักอยู่ในส�ำนักปุฏภัตตเสละจริง น่าจะมสี ร้อยนามวา่ ธรรมกติ ติเป็นแน่ ส่วนช่วงสมัยการแต่งคัมภีร์สมันตกูฏวัณณนาน้ัน มีนักวิชาการ แสดงความเห็นคล้ายกันหลายท่าน ส่วนใหญ่สรุปตรงกันว่าน่าจะ ประมาณตอนปลายพทุ ธศตวรรษที่ 18 จนถงึ ตอนตน้ พทุ ธศตวรรษท่ี 19 (Vedeha Thera; 1955, preface: K.R. Norman; 1983, 159: W. Geiger; 1968, 43) เฉพาะพระเตลวัตเต ราหุลเถระ (Telwatte Rahula) เทา่ นน้ั ทเี่ หน็ วา่ พระเวเทหเถระนา่ จะแตง่ คมั ภรี เ์ ลม่ นป้ี ระมาณ พุทธศตวรรษท่ี 17 โดยเปรียบเทียบกับส�ำนวนภาษาในคัมภีร์สัทธัมโม ปายนะ (Telwatte Rahula; 1981, preface) ผู้เขียนเห็นว่าสมัย การแตง่ คมั ภรี ส์ มนั ตกฏู วณั ณนานา่ จะประมาณตอนปลายพทุ ธศตวรรษ ที่ 18 เหตเุ พราะพระเวเทหเถระเปน็ ศษิ ยข์ องพระอานนั ทเถระ หลกั ฐาน ระบุว่าคราวปฏิรูปพระพุทธศาสนาสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุน้ัน (พ.ศ. 1809) พระเถระผไู้ ดร้ บั อาราธนาใหเ้ ปน็ ประธานสงฆค์ อื พระเมธงั กรเถระ แหง่ อทุ มุ พรคริ ี (The Nikaya Sangrahawa; 1908, 23) พระเถระ รูปน้ีเป็นอาจารย์ของพระอานันทเถระ และพระอานันทเถระในฐานะ อาจารย์ของพระเวเทหเถระ น่าจะได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในพระสงฆ์ ผู้ช่วยเหลือปฏิรูปพระพุทธศาสนาจนส�ำเร็จ หากยืนยันว่าหลักฐาน เบอื้ งตน้ ถกู ตอ้ ง นนั่ หมายความวา่ พระเวเทหเถระนา่ จะรบั รใู้ นการปฏริ ปู พระพุทธศาสนาคราน้ัน เนื่องจากพระเถระเป็นศิษย์คนส�ำคัญของ พระอานันทเถระ และผลจากการปฏิรูปพระพุทธศาสนาคร้ังน้ัน น่าจะ เป็นแรงบันดาลใจใหท้ ่านหันมาผลิตผลงานด้านวรรณกรรม
236 เล่าเรอ่ื งเมือง (ศร)ี ลงั กา ส�ำหรับเน้ือหาของคัมภีร์สมันตกูฏวัณณนาบรรจุด้วย 802 พระคาถา โสมปาละ ชัยวรรธนะ (Somapala Jayawardhana) ไดย้ ่อ เนื้อหาเป็น 6 ปริจเฉท กล่าวคือ ปริจเฉทท่ี 1 ว่าด้วยการช�ำนะ พญามาร ปริจเฉทที่ 2 ว่าด้วยการตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ปริจเฉทท่ี 3 ว่าด้วยเหตุการณ์ภายหลังตรัสรู้ ปริจเฉทที่ 4 ว่าด้วย การเสดจ็ เกาะลังกาครั้งที่ 1 ปริจเฉทท่ี 5 ว่าด้วยการเสด็จเกาะลังกา คร้ังที่ 2 และปริจเฉทท่ี 6 ว่าด้วยการเสด็จเกาะลังกาครั้งที่ 3 (Somapala Jayawardhana; 133) ส่วนปาธัก (O.P. Pathak) ได้ แบ่งเนื้อหาออกเป็น 6 ปริจเฉทเช่นกัน กล่าวคือ ปริจเฉทที่ 1 เป็นอารมั ภบท ปริจเฉทท่ี 2 วา่ ดว้ ยพุทธจริยาวัตร ปริจเฉทที่ 3 ว่า ด้วยการช�ำนะพญามาร ปริจเฉทท่ี 4 ว่าด้วยการตรัสรู้อนุตตรสัมมา สมั โพธญิ าณ ปรจิ เฉทที่ 5 วา่ ดว้ ยการเสดจ็ เกาะลงั กา และปรจิ เฉทท่ี 6 วา่ ด้วยการเสดจ็ ไปยังเขาสุมนกฏู (O.P. Pathak, 1990, preface) เน้ือหาของคัมภีร์ท้ังหมดแต่งเป็นฉันท์หลายประเภท ได้แก่ ปฐั ยาวตั รฉนั ท์ วปิ ลุ าฉนั ท์ อปุ ชาตฉิ นั ท์ อนิ ทรวงศฉ์ นั ท์ ภชุ งคปยาตฉนั ท์ วสันตดิลกฉันท์ มาลินีฉันท์ สิขริณีฉันท์ สัททูลวิกกีฬิตฉันท์ และ สัทธราฉันท์ เฉพาะปัฐยาวัตรฉันท์ใช้แต่งมากสุด เน่ืองจากเป็นฉันท์ ที่เหมาะสมต่อการเล่าเร่ือง ถัดมาเป็นอุปชาติฉันท์ เพราะเป็นฉันท์ที่ เหมาะสมส�ำหรับการพรรณนาเนื้อหามุ่งเน้นสิงคารรสหรือรสแห่ง ความรกั หมายถงึ การพรรณนาความงดงามของธรรมชาติและตัวละคร วสันตดิลกฉันท์ใช้แต่งเพ่ือสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าและ พรรณนาธรรมชาติ วิปุลาฉันท์นิยมแต่งแทรกระหว่างปัฐยาวัตรฉันท์ เน่ืองจากอยู่ในกลุ่มอนุฏฐุภาฉันท์เหมือนกัน และมีลักษณะการใช้
คมั ภีร์สมนั ตกูฏวณั ณนา 237 คลา้ ยคลงึ กนั และสดุ ทา้ ยมาลนิ ฉี นั ทใ์ ชแ้ ตง่ เปน็ ประณามบท เพอ่ื ดำ� เนนิ เร่ืองการเสด็จไปลังกาและพรรณนาเก่ียวกับธรรมชาติ รวมถึงใช้ ปิดเน้ือหาการเสด็จมาเกาะลังกาคร้ังที่ 2 ประเด็นน่าสนใจคือมีการใช้ มาลินีฉันท์มากถึง 42 พระคาถา นับว่าแตกต่างจากวรรณกรรม บาลีเล่มอื่น ดังเช่น ชินาลังการ ชินจริต เป็นอย่างมาก ถือได้ว่า มาลนิ ฉี นั ทเ์ ปน็ เอกลกั ษณเ์ ฉพาะตวั ของพระเวเทหเถระ (พระมหากวศี กั ดิ์ วาปีกุลเศรษฐ;์ ๒๕๖๓, ๑๐๙-๑๑๐) หลกั ฐานดงั กล่าวช้ใี ห้เหน็ ว่า สมยั นน้ั ไวยากรณภ์ าษาบาลรี งุ่ เรอื งแพรห่ ลายในหมพู่ ระสงฆน์ กั ปราชญ์ เหน็ ไดจ้ ากการนิยมแต่งคัมภีรเ์ ป็นฉนั ทม์ ากมายหลายชนิด ส�ำหรับสารัตถะของคมั ภีรส์ ามารถสรุปได้ 4 ประเด็นหลกั ดังน้ี 1) พุทธจรยิ าวัตร คมั ภีรบ์ รรยายรายละเอยี ดเก่ยี วกับพทุ ธจรยิ า มากเปน็ พเิ ศษ นบั ตง้ั แตต่ รสั รอู้ นตุ ตรสมั มาสมั โพธญิ าณเปน็ ตน้ มาจนถงึ เสดจ็ เกาะลังกา 3 ครง้ั ประเด็นนา่ สนใจคอื ผ้แู ต่งไดบ้ รรยายลกั ษณะ ของพระพทุ ธเจ้ามากไปดว้ ยอิทธปิ าฏหิ ารยิ ์ ดงั เชน่ เหตกุ ารณภ์ ายหลัง ตรสั รู้ พระพทุ ธองคท์ รงทรมานพญามารและธดิ ามารจนพา่ ยแพร้ าบคาบ นอกจากนั้น พวกพรหม อสูร เทวดา พญานาค พญาครฑุ นกั สทิ ธ์ิ และวทิ ยาธรตา่ งพากนั บชู าสกั การะพระพทุ ธเจา้ เพราะพระองคท์ รงมาก ดว้ ยฤทธิ์ (Vedeha Thera; 1955, 512) อกี เหตกุ ารณ์หน่งึ สมัยเสดจ็ เกาะลงั กาครง้ั แรก พระองคท์ รงแสดงฤทธม์ิ ากมายหลายอยา่ ง จนพวก ยักษ์ยอมคลายทิฐิพากันย้ายไปอยู่คิริทวีปตามพุทธบัญชา (Vedeha Thera; 1955, 533) และอีกคร้ังหนึ่ง สมัยเสด็จเกาะลังกาคร้ังที่สอง พระพทุ ธองคก์ ท็ รงแสดงฤทธป์ิ ราบพยศพวกพญานาค จนพากนั ยอมรบั
238 เล่าเรื่องเมอื ง (ศร)ี ลังกา พระพทุ ธองคโ์ ดยศิโรราบ (Vedeha Thera; 1955, 569-570) และการ เสด็จเกาะลังกาคร้ังสุดท้ายก็ทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสีอันเป็น ปาฏหิ ารยิ ์อยา่ งหน่งึ จนพวกพญานาคหันมาศรัทธานับถือพระรัตนตรัย (Vedeha Thera; 1955, 658-672) สันนษิ ฐานวา่ รายละเอยี ดที่มาก ด้วยปาฏิหาริย์ดังกล่าว ผู้เขียนน่าจะต้องการชักชวนให้ชาวพุทธหันมา ศรัทธาพระพุทธเจ้า ซึ่งมากด้วยอิทธิฤทธ์ิปาฏิหาริย์ยิ่งกว่าเทพเจ้าองค์ อื่นของศรีลังกาสมัยนั้น เพราะเร่ืองราวเกี่ยวกับพุทธประวัติต่างเป็นท่ี รู้จักกนั เป็นอยา่ งดขี องชาวลงั กา 2) ความส�ำคัญของเทพสุมนะ คัมภีร์พรรณนาลักษณะของเทพ สุมนะค่อนข้างพิสดาร เร่ิมกล่าวถึงตั้งแต่คราวพระพุทธเจ้าเสด็จ เกาะลังกาหนแรก ในฐานะเป็นพระโสดาบันเทพสุมนะได้ทูลขอพระ เกศาธาตุก�ำหน่ึง คร้ันทรงประทานแล้ว ได้สร้างสถูปขนาดใหญ่พร้อม ประดับประดาด้วยอัญมณีอันมีค่าเป็นจ�ำนวนมาก (Vedeha Thera; 1955, 536-541) เรอื่ งราวของเทพสมุ นะปรากฏอกี ครงั้ เมอ่ื พระพทุ ธเจา้ เสด็จเกาะลังกาครั้งท่ี 3 โดยพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดเทพสุมนะ พร้อมประทับรอยพระพุทธบาทไว้เป็นอนุสรณ์ เพื่อให้เทวดาและมนุษย์ ได้สักการบูชา คราวนั้นเทพสุมนะปีติเบิกบานย่ิงนัก ได้ก้มนมัสการ แทบพระบาทของพระพุทธเจ้าด้วยความเคารพยิ่ง เพราะพระพุทธบาท งดงามดว้ ยพุทธสรรี ะ (Vedeha Thera; 1955, 760) ประเดน็ ดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า เทพสุมนะได้รับการยกย่องให้เป็นเทพผู้ใหญ่ เน่ืองจากได้ รับประทานพรจากพระพุทธเจ้าเป็นกรณีพิเศษ สังเกตได้จากการ ประทานพระเกศาธาตุ และการเสด็จไปประดิษฐานรอยพระพุทธบาท ตามค�ำอาราธนานิมนตข์ องเทพสมุ นะ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292