Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือเล่าเรื่องเมือง (ศรี) ลังกา

หนังสือเล่าเรื่องเมือง (ศรี) ลังกา

Description: หนังสือเล่าเรื่องเมือง (ศรี) ลังกา

Search

Read the Text Version

การศึกษาคณะสงฆ์สมัยอนุราธปุระ 39 พระพุทธโฆสเถระ. คัมภีร์วิสุทธิมรรค. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) แปลและเรียบเรียง. Taipei: The Corporate Body of the Buddha Educational Foundation, ๒๕๔๘. ---------------------. อรรถกถาภาษาไทย พระวินัยปิฎก สมันต- ปาสาทิกา ภาค ๑-๓. ฉบับมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐. ---------------------. อรรถกถาภาษาไทย พระสุตตนั ตปฎิ ก มชั ฌมิ - นกิ าย อปุ ริปณั ณาสก์ ปปัญจสทู นี. ฉบบั มหาวิทยาลัยมหาจฬุ า ลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬา ลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๐. พระคัมภีร์ทีปวงศ์. พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระครูธรรโมภาษผดุงกิจ ณ เมรุวัดซ�ำแฮด ต�ำบลบรบือ อำ� เภอบรบอื จงั หวดั มหาสารคาม วนั ที่ ๙ เมษายาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๒๖. พระสังฆราชเทวรักษิตะชัยพาหุเถระ. นิกายสังครหยะ: บันทึกการ พระศาสนาของชมพูทวีปและลังกา. แปลและเรียบเรียงโดย พระมหาพจน์ สุวโจ. นครปฐม: ส�ำนักพิมพ์สาละพิมพการ, ๒๕๕๙. พระอุปติสสเถระ. วิมุตติมรรค. พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตโต) และคณะ แปลจากฉบับภาษาอังกฤษของพระเอฮารา พระ

40 เล่าเรื่องเมือง (ศร)ี ลังกา โสมเถระและพระเขมินทเถระ. อนุสรณ์งานบ�ำเพ็ญกุศลออกเมรุ พระราชทานเพลงิ ศพ พระพทุ ธวรญาณ (มงคล วิโรจนมหาเถร ป.ธ.๕) อดีตเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวารวรวิหาร และอดีต เจา้ คณะภาค ๑๕ ณ เมรุวดั ประยุรวงศาวาสวรวิหาร เขตธนบรุ ี กรงุ เทพมหานคร วันท่ี ๕-๖-๗-๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๘. สุภาพรรณ ณ บางช้าง. ประวัติวรรณคดีบาลีในอินเดียและลังกา. กรุงเทพมหานคร: ส�ำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๒๖. Bhikkhu Nyanamoli. The Path of Purification. Kandy: Buddhist Publication Society, 1991. Bimala Churn Law. A History of Pali Literature Vol.I-II. New Delhi: Rekha Printers, 2000. --------------------------. The Life and Work of Buddhaghosa. Delhi: Asian Educational Services, 1923. De. Silva, C.R., and De. Silva, Daya. Education in Sri Lanka. New Delhi: Navrang, 1990. Education in Ceylon: A Centenary Volume. Colombo: the Government Press 1969. Epigraphia Zeylanica Vol.III. Edited and Translated by Don Martino De Zilva Wickraemasinghe and H.W. Codrington. New Delhi: Asian Educational Service, 1994.

การศึกษาคณะสงฆ์สมยั อนุราธปรุ ะ 41 E.W. Adikaram. Early History of Buddhism in Ceylon. Colombo: Buddhist Cultural Centre, 2009. G.P. Malalasekera. Dictionary of Pali Proper Names Vol.II. New Delhi: Munshiram Manohalal Publisher, 2002. Godakumbura. Sinhalese Literature. Colombo: Government Publication, 1955. Gunaratne Panabokke. History of the Buddhist Sangha in India and Sri Lanka. Colombo: Karunatne & Sons Ltd., 1993. History of Ceylon. University of Ceylon. Colombo: Ceylon University Press, 1959. James Gray. Buddhaghosuppatti. Delhi: Asian Educational Services, 1998. M. Nagai. Journal of the Pali Text Society 1917-1919. London: The Oxford University Press, 1919. N.A. Jayawickrama. The Inception of Discipline and the Vinaya Nidana. London: Luzac & Company Ltd., 1962. Naimbala Dhammadassi. The Development of Buddhist Monastic Education in Sri Lanka with Special Reference to the Modern Period. Unpublished thesis of Lancaster University, 1996.

42 เล่าเรอ่ื งเมือง (ศรี) ลงั กา P.V. Bapat. Vimuttimagga and Visuddhimagga: A Comparative Study. Kandy: Creative Printers & Designers, 2009. R.A.L.H. Gunawardana. Robe and Plough. Arizona: the University of Arizona Press, 1979. Rajaratnakaraya. A Historical Narrative of Sinhalese Kings from Vijaya to Wirawikkrama. Edited by De Silva Simon. Colombo: H.C. Cotthe, Government Printer, 1907. Rangama Chandawimala. Heterodox Buddhism: the School of Abhayagiri. Colombo: The Quality Printers, 2016. Senake Bandaranayake. Sinhalese Monastic Architecture. Hyderabad: Graphica Printers, 2009. Somapala Jayawardhana. Handbook of Pali Literature. Colombo: Karunaratne and Sons, 1994. The Dipavamsa. Trans. Hermann Oldenberg. New Delhi: Asian Educational Services, 2001. The Mahavamsa. Trans. Wilhelm Geiger. New Delhi: Asian Educational Services, 2000. U.D. Jakasekera. Early History of Education in Ceylon. Colombo: Department of Culteral Affairs, 1969.

การศึกษาคณะสงฆ์สมัยอนุราธปรุ ะ 43 Upatissa Thera. The Path of Freedom: Vimuttimagga. Kandy: Buddhist Publication Society, 1961. Walpola Rahula. History of Buddhism in Ceylon: The Anuradhapura Period 3rd Century BC 3 10th Century AC. Colombo: Buddhist Cultural Centre, 1993.

44 เล่าเร่อื งเมอื ง (ศร)ี ลงั กา ซากหมปู่ ริ เิ วณะภายในสำ� นกั เชตวนั วหิ าร เมอื งเกา่ อนรุ าธปรุ ะ ศรลี งั กา (คดั ลอกภาพจาก https://www.google.com/maps) ซากปัญจายตนะภายในถูปารามเจดีย์ เมืองเก่าอนุราธปุระ ศรีลังกา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)

การศึกษาคณะสงฆ์สมัยอนุราธปุระ 45 (บนซา้ ย) คมั ภรี ท์ ปี วงศภ์ าษาสงิ หล และ (บนขวา) คมั ภรี ว์ สิ ทุ ธมิ รรคภาษาสงิ หล (คดั ลอก ภาพจาก https://www.google.com/maps) ซากโพธิเจดยี ภ์ ายในสำ� นักอภยั คิรวี ิหาร เมืองเกา่ อนุราธปรุ ะ ศรลี ังกา (คดั ลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)

46 เล่าเรื่องเมือง (ศรี) ลงั กา ซากโรงพยาบาล ใกลม้ หิ นิ ตะเล เมอื งเกา่ อนรุ าธปรุ ะ ศรลี งั กา (คดั ลอกภาพจาก https:// www.google.com/maps) ซากสระน้�ำภายในส�ำนักอภัยคิรีวิหาร เมืองเก่าอนุราธปุระ ศรีลังกา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)

การศึกษาคณะสงฆ์สมัยอนุราธปุระ 47 Sandakada Pahana หรืออัฒจนั ทน์ศิลา ภายในส�ำนักอภัยคิรีวหิ าร เมอื งเก่าอนรุ าธปุระ ศรีลงั กา (คดั ลอกภาพจาก https://www.google.com/maps) ซากโพธฆิ รหรอื เรอื นโพธภิ์ ายในถปู ารามเจดยี ์ เมอื งเกา่ อนรุ าธปรุ ะ ศรลี งั กา (คดั ลอกภาพ จาก https://www.google.com/maps)

48 เล่าเรอ่ื งเมือง (ศรี) ลังกา

การศกึ ษาคณะสงฆ์สมยั โปโฬนนารวุ ะ 49

บรรยายภาพ : หมมู่ ารกำ� ลงั แยง่ ชงิ โพธบิ ลั ลงั ก์ ภาพจติ รกรรมฝาผนงั วดั เดกนั โดรวุ ะวหิ าร เมืองแคนดี

บทที่ ๒ การศกึ ษาคณะสงฆส์ มยั โปโฬนนารุวะ* กลา่ วน�ำ อาณาจักรโปโฬนนารุวะถือก�ำเนิดเกิดขึ้นจากความเส่ือมถอย ของอาณาจักรอนุราธปุระ อันเนื่องมาจากปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติ ภายในของราชวงศ์สิงหล และอาณาประชาราษฎร์ปฏิเสธการจ่ายภาษี จึงน�ำไปสู่การก่อกบฏของเหล่าทหารรับจ้างชาวอินเดีย ความอ่อนแอ เสื่อมโทรมดังกล่าวเปิดช่องให้ทมิฬโจฬะแห่งอินเดียตอนใต้ ยกทัพเข้า มาบุกรุกยึดครองเกาะลังกาเป็นเวลา 70 ปี ช่วงระยะเวลาดังกล่าว พระพุทธศาสนาถึงความเสื่อมโทรมสูญหาย แม้ต่อมาพระเจ้าวิชัยพาหุ ผู้เป็นเชื้อพระวงศ์สิงหลจะกอบกู้บ้านเมือง และนิมนต์พระสงฆ์พม่ามา ช่วยฟื้นฟูพระศาสนาก็ตาม แต่หาได้ช่วยให้การพระศาสนาดีขึ้น ครั้น พระเจา้ ปรากรมพาหมุ หาราชขนึ้ เสวยราชยแ์ ลว้ ไดพ้ จิ ารณาถงึ ความจำ� เปน็ เร่งด่วนที่จะต้องฟื้นฟูพระศาสนา จึงมีการปฏิรูปคณะสงฆ์และรวม คณะสงฆ์เป็นหนึ่งเดียว นับแต่นั้นมาการศึกษาคณะสงฆ์จึงเริ่มต้น เป็นรูปธรรมชัดเจน แม้การศึกษาคณะสงฆ์สมัยนี้จะเกิดขึ้นเพราะการ ฟื้นฟพู ระศาสนาก็จริง แตบ่ ริบทการศกึ ษาบางอย่างก็เลยี นแบบมาจาก สมัยอาณาจักรอนุราธปุระ โดยเฉพาะการรักษาประเพณีของสถาบัน * “การศึกษาคณะสงฆ์ของศรีลังกาสมัยอาณาจักรโปโฬนนารุวะ” ตีพิมพ์ในวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ Vol.20 No. 2 (2018)

52 เล่าเร่ืองเมอื ง (ศรี) ลังกา การศกึ ษาสมยั เกา่ ชอ่ื วา่ อายตนะ จงึ เหน็ วา่ เบอ้ื งตน้ ควรเขา้ ใจราชปู ถมั ภ์ เสียก่อน จากนั้นจึงหันไปศึกษาสืบคน้ สถาบันการศึกษาพร้อมวเิ คราะห์ ระบบการเรียนการสอน สุดท้ายเป็นผลผลิตจากการศึกษากล่าวคือ นกั ปราชญแ์ ละคมั ภีร์อนั โดดเดน่ ราชปู ถัมภ์ทางพระศาสนา ช่วงระยะเวลาเจ็ดทศวรรษที่เกาะลังกาถูกครอบครองโดย ทมิฬโจฬะนั้น แม้จะมีเชื้อพระวงศ์ชาวสิงหลหลายพระองค์พยายาม กอบกู้บ้านเมืองและปลดแอกพระศาสนาจากทมิฬคนนอก แต่หาได้ สำ� เรจ็ แตอ่ ยา่ งใดไมต่ า่ งถกู ทมฬิ โจฬะตพี า่ ยและสงั หารหมดสนิ้ (History of Ceylon: 1960, 419) พวกทมิฬโจฬะน้ันมิได้ท�ำลายความรุ่งเรือง ของอาณาจักรเท่านั้น แต่สร้างความเสียหายให้แก่พระศาสนาของ พระชินสีห์ด้วย ความโหดร้ายของทมิฬโจฬะมีพรรณนาไว้ในคัมภีร์ มหาวงศ์ว่า “พระเจ้าโจฬะได้ท�ำลายสงฆ์สามนิกาย หอประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธปฏิมาทองล้�ำค่าจ�ำนวนมาก อีกท้ังได้ ท�ำลายวิหารทุกแห่งพร้อมยึดส่ิงของดีมีแก่นสารตลอดเกาะลังกาท้ังส้ิน เหมือนพวกยักษ์กลืนกินเหยื่ออันโอชะ” (พระมหานามเถระและคณะ บัณฑิต: ภาค 1, 2553, 522) นอกจากนัน้ ยงั เท่ยี วเข่นฆา่ พระสงฆเ์ ป็น จ�ำนวนมาก (Rajavaliya: 2014, 42) สถานการณ์เช่นนี้เป็นเหตุให้ พระสงฆห์ นภี ยั ไปอยปู่ ระเทศพมา่ บา้ ง อนิ เดยี ตอนใตบ้ า้ ง แมภ้ กิ ษณุ สี งฆ์ กส็ ญู หายสมยั น้ีเอง กลา่ วได้ว่าหนึ่งศตวรรษภายใต้การกดขีข่ ม่ เหงของ พวกทมฬิ โจฬะ มแี ตค่ วามชวั่ รา้ ยครอบงำ� ทกุ แหง่ หน ความเสยี หายใหญ่ หลวงคราวน้ันแผ่กระจายอออกไปตลอดคามนิคมเขต ผลกระทบเสีย

การศึกษาคณะสงฆ์สมยั โปโฬนนารวุ ะ 53 หลายมากมายกวา่ สงิ่ อนื่ คอื พระศาสนา การทำ� ลายโครงสรา้ งทางศาสนา อันยิ่งใหญ่ ดงั เช่นอารามวหิ ารและปรเิ วณะ เปน็ ผลใหเ้ กดิ การแตกแยก ทางคณะสงฆค์ รงั้ ใหญ่ รวมถงึ สถาบนั การศกึ ษาของสงฆแ์ ละการศกึ ษา ของบา้ นเมอื งดว้ ย ซงึ่ สถาบนั เหลา่ นช้ี อ่ื วา่ เปน็ ผคู้ มุ้ ครองรกั ษาวฒั นธรรม อนั ดีงามของลังกา (G.P. Malalasekera: 2554, 232) ภาระการกอบกบู้ า้ นเมอื งจงึ ตกมาอยบู่ นพระองั สะของพระเจา้ วชิ ยั พาหุ ผู้รวบรวมชาวสิงหลออกต่อสู้ยึดครองแผ่นดินบ้านเกิดคืนจาก ทมฬิ โจฬะ สาเหตทุ พี่ ระองคส์ ามารถขบั ไลท่ มฬิ โจฬะออกจากเกาะลงั กา นั้น มาจากความพร้อมเพรียงเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันของชาวสิงหล อนั เนอื่ งมาจากเชอ้ื พระวงศส์ ว่ นใหญท่ ข่ี ดั แยง้ กนั เองถกู ทมฬิ โจฬะสงั หาร สน้ิ จึงเป็นเหตุใหพ้ ระองคส์ ามารถหลอมรวมความเป็นหนง่ึ เดียวไดง้ า่ ย อกี ส่วนหนึ่งมาจากความออ่ นแอของทมฬิ โจฬะเอง กลา่ วคอื อาณาจกั ร โจฬะทางอนิ เดยี สมยั นนั้ ตอ้ งทำ� สงครามกบั อาณาจกั รจาลกุ ยะตะวนั ออก จนต่อมาพ่ายแพ้กลายเป็นส่วนหน่ึงของอาณาจักรจาลุกยะตะวันออก ทมิฬโจฬะบนเกาะลังกาจึงหมดก�ำลังสนับสนุน เปิดช่องให้พระเจ้าวิชัย พาหุเขา้ บุกรุกโจมตไี ด้โดยงา่ ย (History of Ceylon: 1960, 426-427) เป็นท่ีน่าสังเกตว่าหลักฐานในคัมภีร์มหาวงศ์ยืนยันว่าขณะนั้นกษัตริย์ โจฬะหาไดต้ กเปน็ เมอื งของอาณาจกั รใดไม่ ยงั ทรงพลานภุ าพดา้ นความ ย่ิงใหญ่เกรียงไกรทางกองทัพอยู่ ได้ท�ำสงครามกับพระเจ้าวิชัยพาหุ หลายต่อหลายครัง้ กอ่ นทีจ่ ะเป็นฝ่ายพา่ ยแพ้ในที่สุด (พระมหานามเถระ และคณะบณั ฑติ : ภาค 1, 2553, 535-540) ประเด็นนี้ผู้เขียนเห็นว่า เรอ่ื งราวเชน่ นนี้ า่ จะเปน็ การเสรมิ เดชานภุ าพของพระเจา้ วชิ ยั พาหเุ ปน็ แน่ ผแู้ ตง่ คงปรารถนาใหผ้ อู้ า่ นทราบถงึ ความยง่ิ ใหญข่ องบรู พกษตั รยิ ์ ผกู้ อบกู้ บ้านเมืองเฉกเชน่ กษัตริย์พระองคน์ ้กี ็เปน็ ได้

54 เล่าเรือ่ งเมอื ง (ศรี) ลงั กา คร้ันข้ึนครองราชย์เหนืออาณาจักรโปโฬนนารุวะเรียบร้อยแล้ว ทรงทราบวา่ พระสงฆบ์ นเกาะลงั กาไมส่ ามารถประกอบพธิ กี รรมอปุ สมบท ได้ จึงส่งราชทูตไปขอพระสงฆ์ผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎกจากอาณาจักร พุกาม เพ่ือมาประกอบพิธีอุปสมบทกรรม (พระมหานามเถระและ คณะบัณฑิต: ภาค 1, 2553, 547-548) เหตุเพราะพระองค์ไม่สามารถ หาพระสงฆผ์ ทู้ รงศลี าจารวตั รบนเกาะลังกาได้ (พระสังฆราชเทวรกั ษิตะ วิชัยพาหุเถระ: 2559, 69) ส่วนจารึกเวไลยก์การ์ระบุว่าพระเจ้าวิชัย พาหุให้นิมนต์พระสงฆ์มาจากอาณาจักรพม่าเพ่ือช�ำระสามนิกายบน เกาะลังกา (Gunaratne Panabokke: 1993, 144) นอกจากนั้น การมาของพระสงฆ์จากอาณาจักรพุกามได้น�ำคัมภีร์ส�ำคัญมาด้วย ประเด็นนี้ปรณวิตานะแสดงความเห็นว่าพระสงฆ์ที่เดินทางมาจาก อาณาจักรพุกามน้ันมิใช่ใครอ่ืน แต่เป็นพระสงฆ์ชาวลังกาท่ีหลบหนี ภัยสงครามไปพุกามน้ันเอง บางทีอาจเป็นพระสงฆ์ชั้นศิษย์ก็เป็นได้ (History of Ceylon: 1960, 564) ผู้เขียนเห็นด้วยเพราะหลักฐาน ชว้ี า่ ครน้ั พระเจา้ วชิ ยั พาหฟุ น้ื ฟพู ระศาสนาแลว้ พระสงฆเ์ หลา่ นน้ั แยกกนั เป็นสามนิกายเหมือนเดิม ไม่ท�ำสังฆกรรมร่วมกัน หากเป็นพระสงฆ์ พกุ ามจรงิ แลว้ นา่ จะเปน็ นิกายเดยี วเป็นแน่ คร้ันประกอบพิธีอุปสมบทกรรมแล้ว เพื่อให้สถานที่มีจ�ำนวน เพียงพอกับพระสงฆ์หมู่ใหญ่ พระเจ้าวิชัยพาหุจึงโปรดให้สร้างวัดใหม่ และบรู ณปฏสิ งั ขรณว์ ดั เก่าจ�ำนวนมาก แล้วมอบถวายพระสงฆ์ทัง้ สาม นกิ าย บรรดาอารามวหิ ารทพี่ ระองคโ์ ปรดให้บรู ณปฏสิ งั ขรณ์นัน้ ไดแ้ ก่ ถูปารามแห่งเมืองมหาคามะ ต้นพระศรีมหาโพธิ์แห่งเมืองอนุราธปุระ ชัมพุโกลวิหารแห่งเมืองนาคทีปะ คิริกัณฑกะวิหารแห่งตรินโคมาลี

การศึกษาคณะสงฆ์สมยั โปโฬนนารุวะ 55 ชมั พโุ กลเลณะแห่งเมืองดมั บุลละ มัณฑลคริ วิ ิหารแห่งเมืองโมนราคะละ จันทคิริวิหารแห่งติสสมหารามะ บัณฑวาปีวิหารแห่งเหฏฏิโปละ เดวนครวิหารแห่งเดวินูวะระ มิหังคณะวิหารแห่งมลยเทสะ กาสคัลล วิหารแห่งรันนะ เวลคามวิหารแห่งตรินโคมาลี และอุรุเวลวิหารแห่ง โมนราคะละ นอกจากนั้น ที่ดินอันเป็นของคณะสงฆ์แต่เดิมก็โปรดให้ มอบถวายคืนเป็นสิทธิแก่คณะสงฆ์ส้ิน พร้อมท้ังข้าพระโยมสงฆ์ที่ดูแล วัด เพื่อท�ำหน้าที่ดูแลรักษาอารามวิหารให้รุ่งเรืองมั่นคงเฉกเช่นสมัย อนรุ าธปรุ ะ (History of Ceylon: 1960, 430) แตค่ ล้อยหลังพระองค์ ไม่ถึงหนึ่งทศวรรษการพระศาสนาก็ทรุดโทรมเส่ือมถอย เมื่อพระสงฆ์ เข้าไปมีส่วนร่วมในการคัดเลือกกษัตริย์ข้ึนครองราชย์เหนือเกาะลังกา เป็นเหตุให้เจ้าชายวิกรมพาหุไม่ทรงพอพระทัยได้ยกทัพเข้าโจมตี เมืองหลวงแล้วข้ึนครองราชย์พร้อมท�ำลายศาสนา (พระมหานามเถระ และคณะบณั ฑติ : ภาค 1, 2553, 562-563) ผู้เขียนมองว่าประเด็นน้ีน่าจะเป็นเร่ืองการเมืองมากกว่าการ ศาสนา การประณามพระเจา้ วิกรมพาหวุ า่ เปน็ ผูท้ ำ� ลายคณะสงฆ์ น่าจะ เป็นเพราะพระองค์สังกัดราชวงศ์กาลิงคะซ่ึงเป็นคนนอกมากกว่า หากศกึ ษาวเิ คราะหจ์ ะเหน็ วา่ สมยั โปใฬนนารวุ ะยคุ ตน้ นนั้ ราชวงศท์ ที่ รง อำ� นาจทางการเมืองมี 3 สาย กลา่ ว คอื 1) ราชวงศ์สงิ หลซ่งึ มีพระเจา้ วิชัยพาหุเป็นหลัก 2) ราชวงศ์ปัณฑยะซึ่งต้นวงศ์คือพระนางลีลาวดี ผู้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าวิชัยพาหุ และ 3) ราชวงศ์กาลิงคะซ่ึง ต้นวงศ์คือพระนางติโลกสุนทรีผู้เป็นอัครมเหสีอีกพระองค์ของพระเจ้า วชิ ยั พาหุ (พระมหานามเถระและคณะบณั ฑติ : ภาค 1, 2553, 543-544) หากถือตามโบราณราชประเพณีการครองราชย์ของกษัตริย์ศรีลังกา

56 เล่าเรอ่ื งเมอื ง (ศรี) ลังกา มักส่งต่อจากบิดาสู่บุตรหรือจากพ่ีชายสู่น้องชาย กรณีพระสงฆ์และ เหล่าขุนนางยกรัชสมบัติให้เจ้าชายวีรพาหุผู้เป็นพระอนุชาของพระเจ้า วิชัยพาหุท่ี 1 และแต่งตั้งเจ้าชายมานาภรณะพระราชนัดดาผู้สังกัด ราชวงศ์ปัณฑยะให้เป็นพระอุปราชนั้น น่าจะท�ำให้เจ้าชายวิกรมพาหุผู้ เปน็ พระราชโอรสของพระเจา้ วชิ ยั พาหไุ มพ่ อพระทยั จงึ เปน็ เหตใุ หย้ กทพั เขา้ แย่งชิงรัชสมบตั ิ สว่ นการยดึ ศาสนสมบตั นิ ั้น อาจเปน็ เพราะทรงเห็น ว่าพระสงฆ์สมัยนั้นมีทรัพย์มรดกจ�ำนวนมาก พระองค์ต้องการจะลด บทบาทของพระสงฆจ์ ึงทำ� การยดึ ครองเสยี ตลอดระยะเวลาส่ีทศวรรษนับจากพระเจ้าวิกรมพาหุถึงพระเจ้า ปรามกรมพาหุที่ 1 เกาะลังกาประสบกับความยุ่งยากวุ่นวาย เพราะ แตล่ ะราชวงศ์ตา่ งทำ� สงครามแย่งชงิ ความเปน็ ใหญไ่ มจ่ บส้ิน ภาวการณ์ เช่นน้ีเป็นผลให้บ้านเมืองทรุดโทรมเสื่อมถอย และเป็นเหตุให้พระสงฆ์ ต่างพากันแสดงค�ำสอนนอกธรรมนอกวินัย เบ่ือหน่ายการปฏิบัติธรรม ครองชีวิตตามอ�ำเภอใจ ด้วยเห็นเหตุการณ์ความเส่ือมโทรมของพระ ศาสนาดังกล่าว เจ้าชายปรากรมจึงทรงต้ังความปรารถนาว่า “บัดนี้ เราควรครอบครองเอกเศวตฉัตรเหนือเกาะลังกา ธ�ำรงพระพทุ ธศาสนา ของพระชินสีห์ให้ถูกต้อง ให้ชาวประชาเห็นชอบโดยเร็ว” (พระมหา นามเถระและคณะบณั ฑติ : ภาค 2, 2553, 51) ตอ่ มาครน้ั ขน้ึ เสวยราชย์ แล้วทรงเห็นว่าความเสื่อมถอยของพระสงฆ์เช่นนี้ ย่อมสามารถท�ำให้ ศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทัน 5,000 ปี จึงแต่งตั้งให้ พระกัสสปมหาเถระ “ผู้แกล้วกล้าทรงจ�ำพระไตรปิฎกรอบรู้พระวินัย ผู้รุ่งโรจน์เป็นเอกในเถรวงศ์สมานสามัคคี มีช่ือเสียง” พร้อมทั้ง มอบหมายพระญาณปาลเถระแหง่ เมอื งอนรุ าธปรุ ะ พระโมคคลั ลานเถระ พระนาคินทปัลลิยเถระ และพระนันทเถระแห่งเสลันตรายตนะผู้อยู่

การศกึ ษาคณะสงฆ์สมยั โปโฬนนารุวะ 57 อาศัยในแคว้นโรหณะ ให้ช่วยเหลือช�ำระอธิกรณ์สงฆ์และฟื้นฟูการ พระศาสนา (พระมหานามเถระและคณะบัณฑิต: ภาค 2, 2553, 217-218) คมั ภรี น์ กิ ายสงั ครหยะบรรยายวธิ กี ารชำ� ระอธกิ รณส์ งฆค์ รง้ั นนั้ วา่ “พระองค์ (พระเจ้าปรากรมพาหุ) ได้เสด็จเข้าไปปรึกษาพระสงฆ์แห่ง ส�ำนักมหาวิหาร ซึ่งมีพระมหากาศยปเถระแห่งส�ำนักอุทุมพรคิรีเป็นต้น เป็นประธาน พระองค์ผู้ศรัทธาต่อพระรัตนตรัยและกอปรด้วยคุณธรรม อันมาก ดังเช่น ความมั่นคง ความซ่ือสัตย์ เป็นต้น ได้แจ้งความ ปรารถนาแห่งพระองค์แก่พระสงฆ์ทั้งปวงทราบ จากนั้นโปรดให้ส่งข่าว แกพ่ ระนอกรตี หลายรอ้ ยรปู ผปู้ ระพฤตผิ ดิ ศลี ผดิ ธรรม หมายถงึ พระสงฆ์ สามสำ� นัก ได้แก่ ธรรมรุจิ สาคลกิ ะ และไวตุลยะ เพราะความประพฤติ ของพระสงฆ์เหล่านี้สร้างความเสียหายแก่พระศาสนา จึงรับส่ังให้ พระสงฆ์เหล่าน้ันรวมตัวกันในอาคารขนาดใหญ่ แล้วมอบให้คณะสงฆ์ สอบสวนตลอดคืนแล้วขับออกจากจากพระศาสนา ให้ท�ำการช�ำระ พระศาสนาและให้ประสานสามนิกายเป็นหน่ึงเดียว (พระสังฆราช เทวรกั ษติ ะวชิ ยั พาหุเถระ: 2559, 72-73) กลา่ วกันว่าการช�ำระอธกิ รณ์ สงฆ์และรวมนิกายเปน็ หนงึ่ เดยี วครั้งนีย้ งิ่ ใหญน่ ักเสมือนยกขนุ เขาสเิ นรุ (พระมหานามเถระและคณะบณั ฑิต: ภาค 2, 2553, 219) และถอื วา่ เป็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในประเทศ ศรลี งั กา เพราะทำ� ใหส้ นิ้ สดุ ความแตกแยกและความบาดหมางทางนกิ าย ซง่ึ รดั รงึ ผกู ตดิ ภายในคณะสงฆเ์ ปน็ เวลามากกวา่ พนั ปี (Gunawardana: 1979, 314)

58 เล่าเรอ่ื งเมือง (ศรี) ลงั กา จากนั้นพระองค์โปรดให้ออกกฎหมายควบคุมพระสงฆ์เรียกว่า กตกิ าวตั ร เพอ่ื ใหพ้ ระสงฆป์ ระพฤตดิ งี ามตามพระธรรมวนิ ยั ซง่ึ สามารถ สรปุ ยอ่ ความดงั นี้ “การบรรพชาอปุ สมบทควรมกี ารตรวจสอบคณุ สมบตั ิ อย่างละเอียด ครั้นผ่านการบวชแล้วอุปัชฌาย์และอาจารย์ควรกวดขัน สัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกอย่างเคร่งครัด ด้วยการส่ังสอนตามหลัก แหง่ พระธรรมวนิ ยั กลา่ วคอื ทง้ั คนั ถธรุ ะและวปิ สั สนาธรุ ะ โดยใชห้ ลกั สตู ร ทเี่ หมาะสมตอ่ สมณวสิ ยั โดยมจี ดุ มงุ่ หมายเพอ่ื สงเคราะหศ์ รทั ธาสาธชุ น และบำ� เพญ็ ประโยชน์แก่ตน แม้เขา้ สู่เถรภาวะกส็ ามารถด�ำรงความเปน็ ปราชญ์สงเคราะห์หมู่คณะได้ และส�ำทับตอนท้ายว่าหากพระภิกษุ สามเณรรปู ใดไมป่ ระพฤตติ ามกตกิ าวตั รนี้ ควรมกี ารตกั เตอื นเปน็ เบอ้ื งตน้ สามหน หากยังประพฤติตนดื้อดึงไม่เช่ือฟังให้ลงโทษด้วยการอยู่นิสัย หนึ่งเดือน และหากประพฤติเสียหายไม่ยอมฟังใครก็ให้ขับไล่ออกจาก หมคู่ ณะเสยี (Nandasena Ratnapala: 2517, 127-135) ตรงน้มี อง เห็นว่าการรวมคณะสงฆ์เป็นหนึ่งเดียวเหมือนกษัตริย์สมัยอดีตย่อม หวังผลได้ยากนัก เพราะไม่ช้านานคณะสงฆ์ก็แยกตนเป็นอิสระอีก คร้ังหน่ึง แต่ครั้นออกกติกาวัตรควบคุมอีกชั้นย่อมท�ำให้คณะสงฆ์ ไม่สามารถแยกตัวเป็นอิสระได้อีกต่อไป การตรากติกาวัตรคร้ังนี้จึง กลายเปน็ ต้นแบบของกติกาวัตรสมยั ตอ่ มา นอกจากน้ัน พระเจ้าปรากรมพาหุยังเหน็ ความสำ� คญั ของอาราม วิหารเพ่ือให้เพียงพอต่อคณะสงฆ์ จึงโปรดให้สร้างเสนาสนะอีกเป็น จ�ำนวนมาก ดังปรากฏในคัมภีร์มหาวงศ์ว่า “ทรงให้สร้างมหาวิหาร เชตวันเสมือนเชตวันมหาวิหารสมัยพุทธกาล โปรดให้สร้างปราสาท 3 ชั้น 8 หลัง แล้วมอบถวายพระเถระผู้ใหญ่แห่งอายตนะท้ังแปด

การศึกษาคณะสงฆ์สมยั โปโฬนนารวุ ะ 59 ถัดมาโปรดให้สร้างมหาปราสาทปูด้วยห้องพ้ืนทองค�ำเพ่ือสารีบุตร มหาเถระ โปรดให้สร้างปราสาทยาว 8 ช้ัน 9 หลัง เพื่อเป็นท่ีอยู่ ของพระสงฆ์แห่งปริ เิ วณะ 75 แห่ง จากน้นั โปรดใหส้ ร้างโรงไฟ วัจกุฎี ศาลาแสดงธรรม และโปรดให้สรา้ งมหาพทั ธสีมา 12 ช้ัน ประกอบดว้ ย ห้องเป็นจ�ำนวนมาก” (พระมหานามเถระและคณะบัณฑิต: ภาค 2, 2553, 220-226) หลักฐานเบ้ืองต้นชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าปรากรมพาหุ มิใช้ได้พระเดชกล่าวคือออกกฎหมายควบคุมพฤติกรรมพระสงฆ์เท่านั้น แต่ยังแสดงพระคุณด้วยการสร้างที่อยู่พร้อมอุปถัมภ์บ�ำรุงทุกสิ่ง อย่าง ด้วยเหตุนั้นบทบาทของพระองค์จึงเสมอพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งอนิ เดียประเทศ (EZ, vol.II: 1994, 268) กำ� เนิดและพฒั นาการของอายตนะ ค�ำว่า “อายตนะ” บ่งถึงอารามวิหารหรือสถาบันการศึกษา ของคณะสงฆ์ มไี วพจนห์ รอื ความหมายคลา้ ยคลงึ กนั อกี หลายศพั ท์ เชน่ มฬู ะ มลู ะ อายแตน อายตนะ มุฬุอยแตน และมลู ายตนะ สว่ นศพั ท์วา่ “สมูหะ” ซ่ึงหมายถึงหมู่คณะบางครั้งก็บ่งถึงความหมายอันเดียวกัน (Gunawardana: 1979, 283) กล่าวตามหลักฐานอายตนะส่วนใหญ่ เกิดมีข้ึนสมัยอาณาจักรอนุราธปุระในฐานะเป็นสถาบันการศึกษาของ คณะสงฆ์รูปแบบหนึ่ง ก่อนท่ีจะเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาจนกลาย มาเป็นศูนย์กลางการศึกษาอันแพร่หลายสมัยอาณาจักรโปโฬนนารุวะ (Yatadolawatte Dhammavisuddhi: 2558, 56) ความโดดเดน่ ของ อายตนะสมัยน้ีส่งผลต่อความเป็นไปของการพระศาสนาและความ เปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง อายตนะเหล่านี้ล้วนได้รับการดูแลป้องกัน พรอ้ มยอมรบั นบั ถอื จากสถาบนั กษตั รยิ แ์ ละอาณาประชาราษฎรช์ าวลงั กา

60 เล่าเรอื่ งเมอื ง (ศร)ี ลงั กา (Gunawardana: 1979, 282) นอกจากน้ัน อายตนะเหล่านย้ี ังถือว่า เป็นศูนยก์ ลางการศึกษาคณะสงฆ์ทมี่ ปี ระสิทธิภาพ ผลส�ำเรจ็ ของระบบ การศึกษาเห็นได้จากเกิดมีพระสงฆ์นักปราชญ์จ�ำนวนมากพากัน ผลติ ตำ� รา ทง้ั ท่เี ป็นภาษาสิงหล ภาษาบาลี และภาษาสันสกฤต ส�ำหรับอายตนะท่ีสืบทอดมาจนถึงสมัยอาณาจักรโปโฬนนารุวะ มี 8 แห่ง ได้แก่ 1) คลตรุ มุ ลู ะ (ภาษาบาลีเรียกว่าเสลันตรายตนะมลู ะ) 2) อตุ ุรุมูละ (ภาษาบาลเี รยี กวา่ อุตตรมูละ) 3) วลิ คัมมลู ะ (ภาษาบาลี เรยี กวา่ สโรคามะมลู ะ) 4) มหาเนตปามลู ะ (ภาษาบาลเี รยี กวา่ มหเนตต ปาสาทะมูละ) 5) ปัญจปิริเวณมูละ (ภาษาบาลีเรียกว่าปัสมหมูละ) 6) กปาลมลู ะ (ภาษาบาลเี รยี กวา่ กัปปรุ มูละ) 7) เสนาปติมูละ (ภาษา บาลีเรียกว่าเสนาปติมูละ) และ 8) วหดุมูละ (ภาษาบาลีเรียกว่า วาหทีปกะ) (A. Adikari: 2006, 73-91) เบื้องต้นเห็นควรกล่าวถึงส�ำนักคลุตุรุมูละก่อน สถาบันแห่งน้ี เกิดข้ึนสมัยอาณาจักรอนุราธปุระตอนปลาย โดยพระเจ้ามานวัมมะ (พ.ศ.1227-1261) หลกั ฐานไมร่ ะบชุ ดั เจนวา่ พระองคโ์ ปรดใหส้ รา้ งสำ� นกั แหง่ นเ้ี พราะเหตใุ ด สนั นษิ ฐานวา่ นา่ จะเปน็ พระราชประเพณใี นการสรา้ ง อารามวิหารของกษัตริย์ และน่าจะได้รับราชูปถัมภ์เร่ือยมาจนกระทั่ง อาณาจักรอนุราธปุระล่มสลาย เพราะการบุกรุกท�ำลายของทมิฬโจฬะ ครั้นล่วงเข้าสู่สมัยอาณาจักรโปโฬนนารุวะส�ำนักแห่งนี้น่าจะย้ายภัย สงครามมาอยู่ทางแคว้นโรหณะแดนใต้ เพราะหลักฐานชี้บอกว่าสมัย พระเจ้าวกิ รมพาหขุ ้ึนครองราชยเ์ หนือเกาะลังกานน้ั พระสงฆส์ ่วนใหญ่ พากันย้ายไปอาศัยส�ำนักแห่งนี้ซ่ึงอยู่บริเวณแคว้นโรหณะ (พระมหา

การศกึ ษาคณะสงฆ์สมัยโปโฬนนารวุ ะ 61 นามเถระและคณะบณั ฑติ : ภาค 1, 2553, 562-563) อีกแห่งหน่ึงระบุ ว่าสมัยปฏิรูปพระศาสนพร้อมรวมคณะสงฆ์เป็นหน่ึงเดียวนั้น พระเจ้า ปรากรมพาหุได้นิมนต์พระนันทเถระแห่งส�ำนักน้ีเข้าร่วมช่วยเหลือ ภารกิจครั้งนด้ี ้วย (พระมหานามเถระและคณะบัณฑติ : ภาค 2, 2553, 217-218) สว่ นพระมหาเถระผสู้ งั กดั สำ� นกั แหง่ น้ี นอกจากพระนนั ทเถระ ดังกล่าวแล้ว ยังปรากฏมีพระสีลเถระ พระเมธังกรเถระ และพระ เมตเตรยเถระ (A. Adikari: 2006: 75) สว่ นส�ำนกั อตุ รุ ุมลู ะกม็ ีกำ� เนดิ เช่นเดยี วกับส�ำนักคลุตรุ ุมูละ กล่าว คือสร้างโดยพระเจ้ามานวัมมะ (พ.ศ.1227-1261) พระองค์ได้ถวาย พระบรมราชูทิศแก่ส�ำนักนี้ เพื่อสนับสนุนการพระศาสนาให้รุ่งเรือง สถาพร นอกจากนั้น พระอนุชาของพระองค์ได้ออกผนวชและต่อมา เป็นเจ้าส�ำนักแห่งน้ี หลักฐานระบุว่าส�ำนักน้ีเป็นผู้ท�ำหน้าที่รักษา พระเข้ียวแก้วและบาตรของพระพุทธเจ้า ครั้นอาณาจักรอนุราธปุระ ล่มสลายเพราะการบุกรกุ ยดึ ครองของทมิฬโจฬะ ส�ำนกั แห่งนไี้ ดย้ า้ ยมา อยู่อาณาจักรโปโฬนนารุวะ สมัยนี้พระเถระผู้เป็นเจ้าส�ำนักชื่อว่า โมคคัลลานเถระ เพราะความทรงปราชญ์ของพระเถระจึงได้รับการ แต่งต้ังให้ด�ำรงต�ำแหน่งราชคุรุ พระโมคคัลลานเถระน้ันเป็นพระเถระ อีกรูปหนึ่ง ซ่ึงได้รับอาราธนาให้ช่วยเหลือฟื้นฟูพระศาสนาสมัยพระเจ้า ปรากรมพาหมุ หาราช สว่ นการทำ� หนา้ ทอ่ี ารกั ขาพระเขย้ี วแกว้ และบาตร ของพระพทุ ธเจ้ากย็ ังคงเปน็ ประเพณีเดมิ นอกจากนั้น เจ้าสำ� นกั แห่งน้ี ยังท�ำหน้าที่อัญเชิญพระเข้ียวแก้วเข้าพิธีแห่แหนทุกปี (Gunaratne Panabokke: 1993, 180)

62 เล่าเรือ่ งเมอื ง (ศร)ี ลงั กา ต่อมาเป็นส�ำนักวิลคัมมูละซึ่งเกิดข้ึนโดยพระเจ้ากากวัณณติสสะ ผ้ปู กครองอาณาจกั รโรหณะแดนใต้ ซึ่งสมยั นน้ั กษตั รยิ ์ทมิฬพระนามวา่ พระเจ้าเอฬาระ เป็นผู้ปกครองอาณาจักรอนุราธปุระ (พ.ศ.338-382) แต่หากพิจารณาหลักฐานเกี่ยวกับสถานที่ต้ังย่อมเชื่อถือได้ยากนัก เพราะส�ำนักแห่งน้ีระบุว่าตั้งอยู่ที่เสรุวิละเขตตรินโคมาลี ซ่ึงห่างจาก เมอื งหลวงคอ่ นขา้ งมาก อยา่ งไรกต็ าม สำ� นกั แหง่ นม้ี าเปน็ ทรี่ จู้ กั แพรห่ ลาย สมยั อาณาจกั รโปโฬนนารวุ ะในฐานะเปน็ สถานทอี่ ยขู่ องพระสงฆน์ กั ปราชญ์ ตวั อยา่ งเชน่ พระเถระนามอโุ ฆษชอื่ วา่ โมคคลั ลานะ พระนาคนิ ทปลั ลเิ ถระ พระสาหติ ยวลิ คมั มลุ เถระ (พระสงั ฆราชเทวรกั ษติ ะวชิ ยั พาหเุ ถระ: 2559, 79) พระมหาสถวีระผู้แต่งคัมภีร์สิงหลโพธิวังสะก็อ้างว่าสังกัดส�ำนัก แห่งนี้ (Gunawardana, 1979: 307) เพราะความเป็นปราชญ์พระ มหาสถวรี ะรปู นจ้ี งึ ไดร้ บั การยอมรบั จากพระมหากษตั รยิ ต์ ลอดจนขา้ ราช บริพาร นักวิชาการบางท่านจึงสันนิษฐานว่าส�ำนักแห่งน้ีน่าจะเกิดข้ึน สมยั พระเจา้ ปรากรมพาหมุ หาราช เพราะพระเถระรปู นม้ี ชี วี ติ สมยั กษตั รยิ ์ พระองค์น้ี (Gunawardana: 1979, 304) สว่ นสำ� นกั ปญั จปริ เิ วณมลู ะปรากฏเหน็ เปน็ หลกั ฐานครง้ั แรกสมยั อาณาจักรโปโฬนนารุวะ กล่าวคือคราวเมื่อเจ้าชายปรากรมพาหุเสด็จ หนีออกจากพระราชวัง พระเจ้ากิตติสิริเมฆะผู้เป็นพระบิดาได้รับสั่ง ขุนนางและนิมนต์พระอภัยเถระผู้เป็นสมภารแห่งปัญจปิริเวณมูละ ให้ เดินทางไปเกล่ียกล่อมเจ้าชายให้กลับพระราชวัง (พระมหานามเถระ และคณะบัณฑติ : ภาค 2, 2553, 41-42) สนั นิษฐานว่าพระเถระรปู น้ี น่าจะเป็นที่เคารพของพระเจ้ากิตติสิริเมฆะผู้ปกครองแคว้นมายาระฏะ และสำ� นกั แหง่ นนี้ า่ จะเกดิ ขนึ้ สมยั อาณาจกั รโปโฬนนารวุ ะนเี้ อง หลกั ฐาน

การศึกษาคณะสงฆ์สมัยโปโฬนนารวุ ะ 63 สุดท้ายกล่าวถึงส�ำนักแห่งนี้คือการอุปสมบทพิธีแก่คณะสงฆ์มอญสมัย อาณาจักรโกฏเฏ โดยพระมังคลเถระแห่งปัญจมูลปิริเวณะได้เข้าร่วม พิธีกรรมครง้ั นดี้ ว้ ย (รามญั สมณะวงศ:์ มปท, 66) เหตุการณ์น้ีเกิดขึ้น สมัยพระเจ้าภูวเนกพาหุท่ี 6 (พ.ศ.2012-2020) หากเป็นเช่นนั้น สันนิษฐานว่าส�ำนักแห่งนี้น่าจะเกิดข้ึนสมัยอาณาจักรโปโฬนนารุวะและ มีพัฒนาการเรื่อยมา ก่อนท่ีจะทรงอิทธิพลในสมัยอาณาจักรโกฏเฏ เพราะได้รับนิมนต์เป็นตัวแทนประกอบพิธีอุปสมบทแก่พระสงฆ์มอญ ตามคำ� ร้องขอของพระเจา้ ธรรมเจดียแ์ หง่ อาณาจกั รมอญ ส�ำหรับส�ำนักกปาลมูละเกิดข้ึนสมัยพระเจ้าทาโฐปติสสะที่ 1 (พ.ศ.1128-1193) หลักฐานระบวุ า่ พระราชนดั ดาของกษตั รยิ ์พระองค์นี้ ครั้นออกผนวชแล้วได้พ�ำนักที่ส�ำนักแห่งนี้ คัมภีร์มหาวงศ์ระบุว่าส�ำนัก แหง่ นไี้ ดร้ บั การอปุ ถมั ภเ์ รอ่ื ยมาจากกษตั รยิ แ์ ละเหลา่ เสนาบดี ยกตวั อยา่ ง เช่น เสนาบดีชาวทมิฬสมัยพระเจ้าอัคคโพธิท่ี 4 (พ.ศ.1210-1226) ได้สร้างปราสาทพร้อมถวายที่ดินกัลปนาแก่ส�ำนักแห่งน้ี (Gunaratne Panapokke: 1993, 181) จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่าส�ำนัก แห่งน้ีมีบริเวณเน้ือที่กว้างขวางครอบคลุมพ้ืนท่ีหลายร้อยไร่บริเวณ ปุลิยังกุลามะ นอกจากน้ันหลักฐานทางศิลาจารึกระบุเพ่ิมเติมว่าส�ำนัก แหง่ นโี้ ดง่ ดงั แพรห่ ลายสมยั พทุ ธศตวรรษที่ 15 มพี ระสงฆผ์ คู้ รำ่� เครง่ การ เรียนการสอนพักอยู่อาศัยเป็นจ�ำนวนมาก จารึกแห่งหนึ่งกล่าวถึง พระบรมราชูทิศถวายแด่พระสงฆ์ 12 รูป ผู้มีศีลาจารวัตรงดงามและ เคร่งครัดต่อพระธรรมวินัย (EZ.vol.I: 1994, 186) สันนิษฐานว่า คร้ันอาณาจักรอนุราธปุระล่มสลายเพราะการยึดครองของทมิฬโจฬะ สำ� นกั แหง่ นคี้ งไมย่ า้ ยไปอาณาจกั รโปโฬนนารวุ ะ เพราะภายหลงั พระเจา้ วชิ ยั พาหุแล้ว ไม่มหี ลกั ฐานส่วนใดกลา่ วถึงสำ� นกั แห่งนอ้ี กี เลย

64 เล่าเร่ืองเมอื ง (ศร)ี ลงั กา รูปสลักพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช ใกล้บริเวณโปตคุตเวเหระหรือหอสมุดหลวง เมอื งเกา่ โปโฬนนารวุ ะ ศรีลงั กา (คดั ลอกภาพจาก https://www.google.com/maps) พระราชวังเวชยนต์ปราสาทของพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช เมืองเก่าโปโฬนนารุวะ ศรีลงั กา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)

การศกึ ษาคณะสงฆ์สมัยโปโฬนนารุวะ 65 คิรเิ วเหระเจดีย์ภายในวดั เชตวันวิหาร เมืองเก่าโปโฬนนารุวะ ศรีลังกา (คดั ลอกภาพจาก https://www.google.com/maps) รงั โกฏเวเหระเจดีย์ ภายในวดั เชตวนั วหิ าร เมืองเกา่ โปโฬนนารุวะ ศรีลงั กา (คดั ลอกภาพ จาก https://www.google.com/maps)

66 เล่าเรือ่ งเมอื ง (ศรี) ลงั กา เจดีย์บรรจุอัฐิพระมหาเถระภายในวัดเชตวันวิหาร เมืองเก่าโปโฬนนารุวะ ศรีลังกา (คดั ลอกภาพจาก https://www.google.com/maps) ปฏิมาฆระหรือหอพระปฏิมาภายในวัดเชตวันวิหาร เมืองเก่าโปโฬนนารุวะ ศรีลังกา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)

การศึกษาคณะสงฆ์สมัยโปโฬนนารุวะ 67 มหาพัทธสีมาหรือพระอุโบสถ ภายในวัดเชตวันวิหาร เมืองเก่าโปโฬนนารุวะ ศรีลังกา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps) ซุ้มหรือวิมานด้านหน้าคิริเวเหระเจดีย์ ภายในวัดเชตวันวิหาร เมืองเก่าโปโฬนนารุวะ ศรลี งั กา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)

68 เล่าเรอ่ื งเมือง (ศรี) ลังกา ถัดมาเป็นส�ำนักเสนาปติมูละซ่ึงปรากฏหลักฐานครั้งแรกในจารึก แผ่นหินบริเวณเชตวันวิหารความว่ามีการถวายศาลาน�้ำแก่ส�ำนักเสนา ปติมูละ (EZ.vol.III: 1994, 228) หลักฐานบางแหง่ เรยี กส�ำนกั แห่งน้ี ในชอื่ วา่ เสเนวริ ทั มลู ะ ในฐานะเปน็ สถานทพี่ ำ� นกั ของพระเถระผเู้ ครง่ ครดั ในพระธรรมวนิ ยั สนั นษิ ฐานวา่ สำ� นกั แหง่ นน้ี า่ จะโดง่ ดงั แพรห่ ลายเหมอื น ส�ำนักเหล่าอื่นสมัยเดียวกัน เพราะได้รับราชูปถัมภ์เฉกเช่นเดียวกัน ครนั้ อาณาจกั รอนรุ าธปรุ ะลม่ สลายเพราะการบกุ รกุ ทำ� ลายของทมฬิ โจฬะ ส�ำนักแห่งน้ีได้ย้ายไปอยู่ท่ีอาณาจักรโปโฬนนารุวะ หลักฐานสุดท้าย อ้างถึงส�ำนักแห่งนี้คือพระบรมราชูทิศปัลกุมบุระ ซ่ึงระบุว่าพระเจ้า ภวู เนกพาหทุ ี่ 7 แห่งอาณาจกั รโกฏเฏ (พ.ศ.2064-2094) ไดถ้ วายทด่ี นิ แก่พระเถระผ้เู ปน็ สมภารเจ้าส�ำนกั (EZ.vol.III: 1994, 242) หลักฐาน ตรงน้ีชี้ให้เห็นว่าอายตนะหรือสถาบันการศึกษาของคณะสงฆ์ยังด�ำรง คงอยู่ จนถึงสมยั อาณาจักรโกฏเฏโดยมกี ารเคลอ่ื นยา้ ยตามเมืองหลวง สุดท้ายคือส�ำนักวหดุมูละก่อต้ังสมัยพระเจ้ามานวัมมะ (พ.ศ. 1227-1261) หลักฐานหลายแห่งระบุว่าได้รับราชูปถัมภ์จากสถาบัน กษตั ริย์หลายครง้ั ตัวอย่างเช่น สมัยพระเจ้าอัคคโพธทิ ี่ 7 (พ.ศ.1315- 1320) โปรดให้สร้างปราสาทหลายหลังถวายพระสงฆ์ภายในบริเวณ อายตนะแหง่ นี้ ตอ่ มาพระเจา้ อทุ ยะที่ 1 (พ.ศ.1340-1344) โปรดใหส้ รา้ ง เสนัคคโพธิบรรพตปราสาทเพื่อเป็นที่พักของคณะสงฆ์ ส่วนพระเจ้า อัคคโพธิท่ี 9 (พ.ศ.1374-1377) โปรดให้บูรณะปฏิสังขรณ์ปราสาท อนั เป็นที่พำ� นักของคณะสงฆ์ ความมีอยูข่ องอายตนะแหง่ นอี้ ีกด้านหนึง่ ปรากฏเห็นในจารึกแผ่นหินของพระเจ้ากัสสปะท่ี 5 (พ.ศ.1457-1466) หลักฐานในคัมภีร์มหาโพธิวังสะ-คะตะปะทะยะ และคัมภีร์ดฬดาสิริตะ

การศกึ ษาคณะสงฆ์สมัยโปโฬนนารุวะ 69 ก็อ้างถึงส�ำนักแห่งน้ีเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าสถาบันแห่งนี้ได้รับการ อุปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกับอายตนะแห่งอื่น และน่าจะมี พระเถระผทู้ รงปราชญ์พำ� นกั อย่อู าศยั เชน่ กนั ส่วนส�ำนักมหาเนตปามูละนั้น น่าเสียดายไม่สามารถสืบค้นหา หลกั ฐานได้ ด้านการปกครองอายตนะเหล่าน้ีผู้ท�ำหน้าที่บริหารเรียกว่า เจา้ สำ� นกั มอี ำ� นาจหนา้ ทเ่ี ปน็ รองเพยี งพระมหาสามแี ละพระมหาสถวรี ะ หรือพระสังฆราชเท่านั้น หลักฐานระบุว่าพระเถระผู้ด�ำรงต�ำแหน่ง เจ้าส�ำนักแห่งอายตนะท้ังแปดต้องได้รับการแต่งต้ังจากพระสงฆ์ผู้น�ำ (นายกแตนะ) โดยผ่านการยอมรับจากคณะสงฆ์และพระมหากษัตริย์ ความทรงอิทธิพลของเจ้าส�ำนักแห่งอายตนะน้ัน สังเกตได้จากสามารถ พิจารณาคัดเลือกผู้ข้ึนครองราชบัลลังก์ได้ (Yatadikawatte Dhammavisuddhi: 2558, 58) ปัญหาชวนสงสัยคือเหตุใดอายตนะจึงโดดเด่นข้ึนสมัยอาณาจักร โปโฬนนารวุ ะ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นศาสโนบายของกษัตริย์ ดังทราบกันแล้ว ว่าอายตนะเป็นองคาพยพส�ำคัญในการเรียนการสอนของแต่ละนิกาย สามารถสร้างพระสงฆ์นักปราชญ์เป็นจ�ำนวนมาก และพระสงฆ์เหล่าน้ี นา่ จะมบี ทบาทในการบรหิ ารนกิ ายแหง่ ตน ตลอดทง้ั ทรงอทิ ธพิ ลตอ่ สงั คม เน่ืองจากว่าเป็นอาจารย์สอนส่ังศิษย์ฆราวาสเป็นจ�ำนวนมาก ครั้น เม่ือพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราชปฏิรูปพระศาสนา ด้วยการรวมนิกาย สงฆ์ให้เป็นหนึ่งเดียวหาได้เพียงพอไม่ การสนับสนุนให้อายตนะมี

70 เล่าเรอื่ งเมือง (ศร)ี ลังกา ความเขม้ แขง็ จงึ เปน็ เรอ่ื งสำ� คญั เชน่ เดยี วกนั จงึ ไมแ่ ปลกอนั ใดทพ่ี ระเจา้ ปรากรมพาหโุ ปรดใหส้ รา้ งอาคารทพ่ี กั แกพ่ ระสงฆร์ ะดบั เจา้ สำ� นกั อายตนะ ภายในวดั เชตวนั วหิ าร เพอ่ื ใหเ้ ปน็ ศนู ยก์ ลางการบรหิ ารคณะสงฆ์ อกี ทงั้ ให้มีการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนให้ทรงประสิทธิภาพมากขึ้น ราชูปถัมภ์อย่างเต็มท่ีคร้ังนี้ท�ำให้ความเห็นต่างเร่ืองนิกายหายไป กลายเป็นความโดดเด่นด้านการผลิตต�ำราทางพระพุทธศาสนาขึ้นมา แทนที่ หลักฐานอีกด้านหนึ่งชี้ให้เห็นว่าการตรากติกาวัตร ด้วยการยก สถานภาพของเจา้ สำ� นกั อายตนะใหม้ อี ำ� นาจทางวงการคณะสงฆ์ ถอื วา่ เป็นพระราโชบายอันชาญฉลาด เพราะเป็นการถอดสลักอ�ำนาจของ นิกายออกเสีย เนื่องจากสมัยก่อนแต่ละนิกายต่างปกครองกันเองเป็น เอกเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์ท�ำหน้าที่อุปถัมภ์เพียงอย่างเดียว แม้ จะมีความพยายามรวมคณะสงฆ์เป็นหน่ึงเดียวแต่หาได้ส�ำเร็จไม่ เหตุ เพราะความเขม้ แขง็ ของนกิ าย แตก่ ารวางโครงสรา้ งการปกครองคณะสงฆ์ โดยมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่พระมหาสถวีระหรือพระสังฆราช ถัดมาเป็นพระมหาสามีซึ่งตัวแทนของคณะสงฆ์คามวาสีหนึ่งรูปและ คณะสงฆ์อรัญวาสีอีกหนึ่งรูป และเจ้าส�ำนักอายตนะทั้งแปดตามล�ำดับ (Yatadikawatte Dhammavisuddhi: 2558, 64) ด้วยโครงสร้าง เช่นน้ีนอกจากจะลดทอนอิทธิพลของนิกายแล้ว ยังเป็นการผูกโยง อายตนะใหเ้ ปน็ อนั หนงึ่ อนั เดยี วกนั กบั คณะสงฆ์ สำ� คญั สดุ คอื การจะดำ� รง ต�ำแหน่งเจ้าส�ำนักอายตนะนั้นต้องได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์และ การเห็นชอบจากกษัตริยเ์ ท่าน้ัน

การศึกษาคณะสงฆ์สมยั โปโฬนนารวุ ะ 71 การศึกษาของคณะสงฆ์ หลักสูตรการเรียนการสอนของคณะสงฆ์สมัยน้ีแบ่งออกเป็น ๓ ชนั้ ดงั น้ี ๑) ชั้นต้นส�ำหรับสามเณร หลักสูตรการเรียนการสอนชั้นน้ีใช้ คัมภีร์ ๓ เล่ม กล่าวคือ คัมภีร์เหรณสิขะ คัมภีร์เสขิยา และคัมภีร์ ทสธมั มสตู ร กลา่ วเฉพาะคมั ภรี เ์ หรณสขิ ะและคมั ภรี เ์ สขยิ านนั้ ไมส่ ามารถ หาร่องรอยจากแหล่งใดได้ เพราะไม่มีหลงเหลือถึงปัจจุบัน สันนิษฐาน ว่าเน้ือหาอาจจะรวบรวมมาจากคัมภีร์จุลวรรคแห่งพระวินัยปิฎก (C.E. Godakumbura: 2561: 15) สว่ นคมั ภรี ท์ สธมั มสตู รหรอื ปพั พชติ อภิณหสูตร เน้อื หาวา่ ด้วยธรรมที่บรรพชติ ควรพจิ ารณาเนอื งนิตย์ โดย เน้นพิจารณาตนว่ามีเพศต่างจากชาวบ้านและอาศัยชาวบ้านเลี้ยงชีพ ตนสามารถติเตียนตัวเองและเพ่ือนพรหมจารีติเตียนตัวเราเรื่องศีลได้ หรือไม่ เราท�ำกรรมใดไว้ย่อมได้รับผลกรรมนั้น และบรรพชิตควรยินดี บำ� เพญ็ เพยี รเพอ่ื บรรลธุ รรมตามแนวคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ (อง.ฺ ทสก. 24/48/104-105) นอกจากนั้น สามเณรควรยินดีการปลีกวิเวกเพื่อ ปฏบิ ตั วิ ปิ สั สนากรรมฐานตามแนวทางแหง่ วปิ สั สนาธรุ ะ โดยมอี ปุ ชั ฌาย์ หรืออาจารย์ท�ำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรให้ค�ำแนะน�ำ พร้อมกันกันน้ัน สามเณรต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเบื้องต้นและข้อวัตรปฏิบัติอันดีงาม ของแต่ละอารามวิหารอย่างเคร่งครัด (Nandasena Ratnapala: 1971, 129) หากศึกษารายละเอียดของหลักสูตรชั้นต้นสามารถสรุปได้ ๒ ประเด็น กล่าวคือ ๑) เน้นให้สามเณรศึกษาวินัยเบ้ืองต้นส�ำหรับผู้

72 เล่าเรอ่ื งเมอื ง (ศรี) ลงั กา เข้ามาใหม่ในพระพุทธศาสนา จุดประสงค์เพ่ือให้ประพฤติดีงามตาม ครรลองแห่งพระธรรมวินยั นอกจากพระวินัยทค่ี ดั ลอกมาจากพระวินัย ปิฎกแล้ว ยังมีกฎระเบียบและข้อวัตรปฏิบัติของแต่ละอารามที่สามเณร พ�ำนักอาศัยศึกษาด้วย และ 2) เน้นให้ศึกษาเรียนรู้ธรรมใกล้ตัว ด้วย การพจิ ารณาถงึ ภาระหนา้ ทข่ี องตนในฐานะเปน็ บรรพชติ โดยมเี ปา้ หมาย สูงสุดคือการบรรลุธรรมตามแนวทางค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ขณะ เดียวกันก็มีการวางหลักสูตรเพ่ือเอื้อต่อการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ด้วย หลักฐานเหล่าน้ีสอดคล้องกับพระราชปรารภของพระเจ้าปรากรม พาหุมหาราช ซึ่งทอดพระเนตรเห็นพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของ พระภิกษุสงฆ์สามเณร จึงประสงค์สงั่ สอนเรอ่ื งวนิ ัยแกส่ ามเณรผู้เขา้ มา สคู่ ณะสงฆ์แต่ต้นมือ พร้อมปพู ้นื ฐานเพ่อื เขา้ ใจหลกั สูตรช้ันสูงขึ้นไป ๒) ชั้นกลางส�ำหรับผู้ผ่านการอุปสมบทแล้ว เรียกชื่อว่านิสสยะ ระยะเวลาของหลักสูตร ๕ ปี สอดคล้องกับระยะเวลาของภิกษุผู้ถือ นิสัยตามพุทธบัญญัติ หลักสูตรการเรียนการสอนของชั้นน้ีเร่ิมต้นจาก คัมภีร์ขุททกสิกขาและคัมภีร์ปาฏิโมกข์แห่งพระวินัยปิฎก พร้อมทั้ง ทสธัมมสูตรและอนุมานสูตรจากสุตตันตปิฎก คัมภีร์ขุททกสิกขาน้ัน ทราบแตเ่ พยี งวา่ รจนาโดยพระธรรมสริ เิ ถระ ตน้ ฉบบั ดง้ั เดมิ ไมห่ ลงเหลอื ตกทอดมาถึงปัจจุบันแล้ว (C.E. Godakumbura: 2561, 13) สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นการคัดลอกเนื้อความมาจากพระวินัยปิฎก เป็นหลัก โดยเฉพาะส่วนที่เห็นว่าเหมาะสมเพ่ือวางเป็นเกณฑ์ส�ำหรับผู้ บวชใหม่ สว่ นคมั ภรี ป์ าฏโิ มกขห์ มายถงึ วนิ ยั สงฆ์ 227 ขอ้ ซง่ึ สงฆจ์ ะตอ้ ง ยกข้ึนแสดงทุกครึ่งเดือน เพ่ือสอบทานความบริสุทธ์ิแห่งตน ส�ำหรับ เน้ือหาในทสธัมมสูตรหรือปัพพชิตอภิณหสูตรนั้น เป็นการสอบทาน

การศึกษาคณะสงฆ์สมยั โปโฬนนารวุ ะ 73 ตนเองว่าเหมาะสมต่อเพศบรรพชิตหรือไม่ และเร่งปฏิบัติธรรมให้ลุถึง จดุ มงุ่ หมายสงู สดุ สว่ นอนมุ านสตู รวา่ ดว้ ยการพจิ ารณาสำ� รวจตนเองวา่ มีกิเลสมากน้อยเพียงไร ทั้งนี้เริ่มต้นจากความเป็นผู้ว่าง่ายสามารถ ติเตียนหรือตกั เตอื นได้ จากนน้ั ศึกษาและปฏบิ ตั ิตามกุศลธรรมทงั้ หลาย ไมห่ ยดุ หยอ่ น เปรยี บเหมอื นสตรแี รกรนุ่ พบไฝหรอื ฝา้ บนใบหนา้ ตอ้ งเรยี บ หาทางกำ� จดั (ม.มู. 12/181-184/186-197) เปน็ ที่นา่ สังเกตว่าเนอื้ หา ดังกลา่ วขา้ งตน้ ผูเ้ รียนต้องทอ่ งจำ� ให้ขน้ึ ใจ นอกจากการท่องจ�ำเนื้อหาดังกล่าวเบ้ืองต้นแล้ว ผู้เรียนจ�ำต้อง ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพ่ือฝึกฝนจิตใจตามแนวทางแห่งพระไตรปิฎก ด้วย เป็นที่น่าเสียดายว่าเน้ือหาเกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ไม่มีการวางกรอบเป็นหลักสูตรชัดเจน หลักฐานในกติกาวัตรระบุว่า แตล่ ะอารามวหิ ารเปน็ ผสู้ ง่ั สอนตามแนวแหง่ พระไตรปฎิ ก (Nandasena Ratnapala: 1971, 132) แสดงใหเ้ ห็นวา่ การปฏบิ ัติวปิ สั สนากรรมฐาน ไมไ่ ดก้ ำ� หนดตายตวั วา่ ตอ้ งเปน็ สายอรญั วาสหี รอื คามวาสี แตเ่ ปดิ ชอ่ งให้ แต่ละสำ� นกั หรืออารามวหิ ารสัง่ สอนกนั เอง โดยยึดมตติ ามแนวทางแหง่ พระไตรปิฎก อาจเป็นไปได้ว่าการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไม่สามารถ วัดผลได้ ประเด็นส�ำคัญคือการศึกษาสงฆ์สมัยน้ีมิได้แยกเป็นคันถธุระ และวิปัสสนาธุระเป็นการเฉพาะ แต่ท้ังสองธุระจ�ำต้องเรยี นควบคูก่ นั ไป ผเู้ ขยี นสนั นษิ ฐานวา่ ลกั ษณะการเรยี นการสอนดงั กลา่ ว พระเจา้ ปรากรม พาหมุ หาราชนา่ จะไดว้ ธิ กี ารมาจากสมยั อนรุ าธปรุ ะ โดยมพี ระสงฆผ์ ใู้ หญ่ คอยถวายค�ำแนะน�ำ ดังปรากฏเห็นในกติกาวัตรที่พระองค์โปรดให้ ตราข้ึน

74 เล่าเรื่องเมอื ง (ศร)ี ลงั กา ๓) ช้ันสูงส�ำหรับผู้ผ่านการช้ันกลางมาแล้ว หลักสูตรการเรียน การสอนชั้นนี้ประกอบด้วยคัมภีร์มูลสิกขา คัมภีร์เสขิยา และคัมภีร์ สิกขวฬัณฑวินิสะ เฉพาะคัมภีร์เสขิยานั้นไม่มีหลักฐานระบุไว้ชัดเจน สันนิษฐานว่าน่าจะคัดลอกข้อมูลมาจากเสขิยกัณฑ์ ซึ่งว่าด้วยวิธีการ วางกริ ยิ าทางกายและทางวาจาทเี่ หมาะสมกบั ภกิ ษุ สว่ นคมั ภรี ม์ ลู สกิ ขา นั้นเป็นผลงานของพระมหาสามีเถระ เป็นคัมภีร์คู่มือเล่มเล็กเก่ียวกับ พระวินัยเดิมแต่งเป็นภาษาบาลีก่อนที่จะแปลเป็นฉันท์ภาษาสิงหลใน ชือ่ วา่ มูลสกิ ขวฬณั ฑะ (C.E. Godakumbura: 2561, 13) เน้อื หาของ คมั ภรี เ์ ลม่ นเี้ ปน็ การรวบรวมพระวนิ ยั บญั ญตั พิ อสงั เขป เรม่ิ จากปาราชกิ เปน็ ตน้ จนถงึ ปาจติ ตยี พ์ รอ้ มวนิ ยั จำ� นวนหนงึ่ ซงึ่ ผแู้ ตง่ ประกอบขน้ึ เอง แต่ เนือ้ ความสอดคล้องเปน็ ในทศิ ทางเดียวกัน (Risiman Amarasinghe: 2014, 103-130) ส่วนคัมภีรส์ ิกขวฬัณฑวินสิ ะเปน็ การแต่งขยายความ ต่อจากคัมภีร์มูลสิกขวฬันฑะ สันนิษฐานว่าเน้ือหาเป็นการผสมกัน ระหวา่ งภาษาบาลีและภาษาสิงหล (C.E. Godakumbura: 2561, 13) ผู้เขียนเห็นว่าลักษณะการแต่งน่าจะยกพุทธพจน์ภาษาบาลีเป็นบทต้ัง แล้วแต่งภาษาสิงหลประกอบ เพราะลักษณะเช่นน้ีพบเห็นดาษดื่นใน วรรณกรรมศรีลังกา หลักสูตรสามช้ันดังกล่าวเบ้ืองต้นเน้นความส�ำคัญของพระวินัย ปิฎกเป็นหลัก แต่กล่าวถึงพระสุตตันตปิฎกเพียงเล็กน้อย ส่วน พระอภิธรรมปิฎกไม่กล่าวถึงเลย เป็นไปได้หรือไม่ว่าวินัยสงฆ์สมัยนั้น หย่อนยานมากจนต้องมีการปรบั หลักสตู ร เพื่อเรง่ สร้างพระสงฆ์รนุ่ ใหม่ ให้ประพฤติดีงามตามพระธรรมวินัย ซึ่งน่าจะเป็นพระราชปรารภของ พระเจ้าปรากรมพาหุผู้ประสงค์เห็นพระสงฆ์ประพฤติดีงาม เพ่ือให้เห็น

การศึกษาคณะสงฆ์สมัยโปโฬนนารุวะ 75 ผลในเรว็ วันจึงโปรดให้กำ� หนดหลกั สตู รทุกช้ัน โดยเนน้ เรอื่ งการควบคุม พฤติกรรมของพระสงฆ์เป็นหลัก หากตรวจสอบคัมภีร์ที่น�ำมาเป็น หลกั สตู รแลว้ ยอ่ มเหน็ ชดั วา่ ลว้ นเปน็ ผลงานของบรู พาจารยม์ ใิ ชแ่ ตง่ ขน้ึ สมัยพระองค์ เป็นไปได้หรือไม่ว่าความรีบร้อนดังกล่าวท�ำให้พระสงฆ์ นักปราชญ์สมัยนั้นไม่สามารถแต่งคู่มือการเรียนการสอนได้ทัน จึงต้อง น�ำคัมภีร์ของบูรพาจารย์มาจัดเป็นคู่มือส�ำหรับการเรียนการสอนดัง เอกสารอ้างถึงแลว้ ผลจากการจดั การเรยี นการสอนปรากฏผลสำ� เรจ็ เรว็ วนั กลา่ วคอื มีพระนักปราชญ์ผลิตผลงานทางวิชาการเป็นจ�ำนวนมาก ดังเช่น พระมหากัสสปเถระแห่งส�ำนักอุทุมพรคิรีวิหาร ผู้เป็นประธานสงฆ์ใน การปฏิรูปพระศาสนา ได้รับการยกย่องว่าเช่ียวชาญด้านภาษาบาลี ภาษาสันสกฤตและภาษาสิงหล โดยรจนาคมั ภีรห์ ลายเลม่ ได้แก่ คัมภีร์ อภิธัมมัตถสังคหฎีกาหรือเรียกช่ือว่าโปราณฎีกา คัมภีร์พาลาวโพธนะ หรอื ไวยากรณภ์ าษาสนั สกฤต และคมั ภรี ส์ มนั ตปาสาทกิ าสนั เนหรอื คมั ภรี ์ แต่งอธิบายคัมภีร์สมันตปาสาทิกาของพระพุทธโฆษาจารย์ ถัดมาเป็น พระสารีบุตรเถระผู้เป็นศิษย์เอกของพระมหากัสสปเถระ พระเถระรูปนี้ ได้รบั การยกย่องว่าเปน็ นักปราชญ์นามอุโฆษแหง่ ยคุ โปโฬนนารุวะ ทา่ น ได้นพิ นธค์ มั ภรี ห์ ลายเลม่ กลา่ วคอื คมั ภรี ส์ ารตั ถทปี นี คมั ภรี ส์ ารตั ถมญั ชุ สา คัมภีร์ปาลีมุตตกวินยวินิจฉัย คัมภีร์เหล่านี้ล้วนแต่งเป็นภาษาบาลี สว่ นผลงานภาษาสนั สกฤตคอื คมั ภรี ป์ ญั จกิ าลงั การะและคมั ภรี ป์ ทาวตาระ และผลงานภาษาสิงหลมีเล่มเดียวช่ือว่าอภิธรรมารถสังครสันนยะ สดุ ทา้ ยคอื พระโมคคลั ลานเถระผเู้ ปน็ ศษิ ยอ์ กี รปู หนงึ่ ของพระมหากสั สป เถระแห่งส�ำนักอุทุมพรคิรี ท่านได้แต่งคัมภีร์ไวยากรณ์ภาษาบาลี

76 เล่าเรอ่ื งเมอื ง (ศร)ี ลงั กา ช่ือว่าโมคคัลลานวยากรณะหรือบางคร้ังเรียกว่าสัททนีติ (Gatare Dhammapala: 2010, 37-51) เปน็ ทนี่ า่ สงั เกตวา่ แมห้ ลกั สตู รการเรยี น การสอนในกติกาวัตร ไม่ปรากฏว่าระบุภาษาใดในการเรียนการสอน แต่หลักฐานเบ้ืองต้นชี้ให้เห็นแล้วว่าท้ังภาษาบาลี ภาษาสันสกฤตและ ภาษาสิงหล ล้วนมีความส�ำคัญเท่าเทียมกัน โดยอ้างจากผลงานด้าน วรรณกรรมของพระเถระนักปราชญส์ มยั น้ัน กลา่ วโดยสรปุ การศกึ ษาของคณะสงฆส์ มยั อาณาจกั รโปโฬนนารวุ ะ เป็นผลมาจากการปฏิรูปพระศาสนาของพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช และโปรดให้ตรากติกาวัตรหรือระเบียบข้อปฏิบัติส�ำหรับพระภิกษุสงฆ์ สามเณรท้ังเกาะลังกา เพ่ือเป็นแนวประพฤติปฏิบัติอันเป็นไปในทิศทาง เดยี วกนั นอกจากนนั้ โปรดใหส้ รา้ งเสนาสนะเปน็ จำ� นวนมาก เพอ่ื ใหเ้ พยี ง พอต่อพระสงฆ์ผู้ปรารถนาศึกษาและพักอาศัย ส่วนระบบการศึกษาน้ัน โปรดใหแ้ บ่งการเรียนการสอนออกเป็น ๓ ชน้ั ตามความเหมาะสมของ อายุพรรษา โดยเนน้ ความรูเ้ ร่อื งวินัยสงฆ์เปน็ หลัก เหตุเพราะพระสงฆ์ สมยั นน้ั ประพฤตนิ อกธรรมวนิ ยั เปน็ จำ� นวนมาก สว่ นหนงั สอื สำ� หรบั เปน็ หลักสูตรส่วนใหญ่ใช้คัมภีร์ของบูรพาจารย์เป็นหลัก แม้หลักสูตรดู เหมือนว่าเน้นคันถธุระก็จริงแต่ก็มีผสมแทรกวิปัสสนาธุระเข้าไปด้วย เปน็ ทนี่ า่ สงั เกตวา่ หลกั สตู รสว่ นใหญเ่ นน้ การทรงจำ� เปน็ หลกั สนั นษิ ฐาน วา่ อาจเป็นประเพณนี ยิ มของผูค้ นสมยั นั้น การตรากติกาวตั รกด็ กี ารจัด ระบบการศกึ ษากด็ ลี ว้ นเกอื้ กลู สง่ เสรมิ กนั จงึ เปน็ เหตใุ หเ้ กดิ ประสทิ ธภิ าพ เป็นรูปธรรมเร็ววัน สังเกตได้จากมีพระสงฆ์นักปราชญ์แต่งต�ำราทาง พระพทุ ธศาสนาเป็นจ�ำนวนมาก แม้หลักสตู รการเรียนการสอนสมยั นัน้ ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าใช้ภาษาใด แต่หากสังเกตผลงานด้านต�ำราทาง

การศกึ ษาคณะสงฆ์สมยั โปโฬนนารุวะ 77 พระพทุ ธศาสนาของพระสงฆน์ กั ปราชญส์ มยั นนั้ สามารถคาดคะเนไดว้ า่ ผสมกันไประหว่างภาษาบาลี ภาษาสงิ หลและภาษาสนั สกฤต เนอื่ งจาก การบริหารคณะอย่างทรงประสิทธิภาพและการจัดการเรียนการสอน ส�ำเร็จเป็นรูปธรรม ชื่อเสียงจึงแพร่หลายไปไกลเป็นเหตุเชิญชวนให้ อาณาจักรชาวพุทธน้อยใหญ่ ส่งพระสงฆ์มาบวชแปลงและศึกษาตาม จารตี ของลงั กา แล้วนำ� ลทั ธลิ งั กาวงศ์ไปเผยแผย่ งั มาตภุ มู ิ

78 เล่าเร่อื งเมือง (ศร)ี ลงั กา เอกสารอา้ งองิ พระมหานามเถระและคณะบัณฑิต. คัมภีร์มหาวงศ์ ภาค ๑-๒. แปลโดย ผศ.สุเทพ พรมเลิศ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๓. พระสังฆราชเทวรักษิตะชัยพาหุเถระ. นิกายสังครหยะ: บันทึกการ พระศาสนาของชมพูทวีปและลังกา. แปลและเรียบเรียงโดย พระมหาพจน์ สุวโจ. นครปฐม: ส�ำนักพิมพ์สาละพิมพการ, ๒๕๕๙. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย. กรงุ เทพมหานคร: มหาจุฬา ลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙. รามัญสมณะวงศ์. พระมหาวิชาธรรม (เรือง เปรียญ) แปลจาก จาฤกสีมากัลยาณี. กรุงเทพมหานคร: ส�ำนักพิมพ์ศรีปัญญา, มปท. A. Adikari. The Classical Education and the Community of Mahasangha in Sri Lanka. Colombo: Godage International Publishers, 2006. Amaradasa Liyanagamage. The Decline of Polonnaruwa and the Rise of Dambadeniya. Colombo: the Department of Cultural Affairs, 1967.

การศึกษาคณะสงฆ์สมัยโปโฬนนารุวะ 79 C.E. Godakumbara. วรรรณคดีภาษาสิงหล: ว่าด้วยวรรณกรรม รอ้ ยแกว้ รอ้ ยกรอง และพระธรรมวินยั . แปลโดย ลังกากมุ าร. นครปฐม: สาละพิมพการ, ๒๕๖๑. De. Silva, C.R., and De. Silva, Daya. Education in Sri Lanka. New Delhi: Navrang, 1990. Education in Ceylon: A Centenary Volume. Colombo: the Government Press, 1969. Epigraphia Zeylanica Being Lithic and other Inscriptions of Ceylon. Vol.I. edited and translated by Don Martino De Zilva Wickraemasinghe and H.W. Codrington. New Delhi: Asian Educational Service, 1994. Epigraphia Zeylanica Being Lithic and other Inscriptions of Ceylon. Vol.II. edited and translated by Don Martino De Zilva Wickremasinghe. New Delhi: Asian Educational Services, 1994. Epigraphia Zeylanica Being Lithic and other Inscriptions of Ceylon. Vol.III. edited and translated by Don Martino De Zilva Wickraemasinghe and H.W. Codrington. New Delhi: Asian Educational Service, 1994.

80 เล่าเรื่องเมือง (ศร)ี ลังกา G.P. Malalasekera. ศรีลังกา: ว่าด้วยประวัติศาสตร์ การณ์ พระศาสนาและวรรณคดี. แปลโดย ลังกากุมาร. นครปฐม: สำ� นกั พิมพส์ าละ, ๒๕๔๕. G.P. Malalasekera. Dictionary of Pali Proper Names Vol.II. New Delhi: Munshiram Manohalal Publisher, 2002. Godakumbura. Sinhalese Literature. Colombo: Government Publication, 1955. Gunaratne Panabokke. History of the Buddhist Sangha in India and Sri Lanka. Colombo: Karunatne & Sons Ltd., 1993. H.W. Codrington. A Short History of Ceylon. New Delhi: Asian Educational Services, 1994. History of Ceylon. Vol. I. part II. Colombo: Ceylon University Press, 1960. Naimbala Dhammadassi. The Development of Buddhist Monastic Education in Sri Lanka with Special Reference to the Modern Period. Unpublished thesis of Lancaster University, 1996. Nandasena Ratnapala. The Katikavatas: Laws of the Buddhist Order of Ceylon from the 12th Century to the 18th Century. Munchen: Mikrokopie GmbH, 1971.

การศึกษาคณะสงฆ์สมัยโปโฬนนารวุ ะ 81 R.A.L.H. Gunawardana. Robe and Plough: Monasticism and Economic Interest in Early Medieval Sri Lanka. Arizona: The University of Arizona Press, 1979. Risiman Amarasinghe. An Analytical Research of Mulsikha. Colombo: Samayawardhana Book Shop, 2014. Somapala Jayawardhana. Handbook of Pali Literature. Colombo: Karunaratne and Sons, 1994. The Dipavamsa. Trans. Hermann Oldenberg. New Delhi: Asian Educational Services, 2001. The Mahavamsa. Trans. Wilhelm Geiger. New Delhi: Asian Educational Services, 2000. The Rajavaliya: An Account of the Rulers of Sri Lanka. Translated A.V. Suraweera. Colombo: Vijitha Yapa Publications, 2014.

82 เล่าเร่ืองเมอื ง (ศรี) ลังกา มหาพัทธสีมาหรือพระอุโบสถ ภายในวัดเชตวันวิหาร เมืองเก่าโปโฬนนารุวะ ศรีลังกา (คดั ลอกภาพจาก https://www.google.com/maps) มหาพัทธสีมาชั้นใน นอกจากท�ำสังฆกรรมแล้วยังเป็นท่ีอยู่ของพระสงฆ์ด้วย เมืองเก่า โปโฬนนารวุ ะ ศรลี ังกา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)

การศกึ ษาคณะสงฆ์สมยั โปโฬนนารวุ ะ 83 พระพุทธรูปศิลาแห่งวัดกัลวิหาร เมืองเก่าโปโฬนนารุวะ ศรีลังกา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps) พระพุทธศิลาภายในวะฏะทาเค บริเวณวดั พระเข้ียวแกว้ เมืองเกา่ โปโฬนนารุวะ ศรีลงั กา (คดั ลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)

84 เล่าเรอื่ งเมอื ง (ศรี) ลงั กา ลังกาติลกวิหาร ภายในวัดเชตวันวหิ าร เมืองเก่าโปโฬนนารุวะ ศรลี ังกา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps) นสิ สงั กลฏามณั ฑปะหรอื มณฑลพระปรติ ร ภายในวดั พระเขยี้ วแกว้ เมอื งเกา่ โปโฬนนารวุ ะ ศรีลังกา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)

การศกึ ษาคณะสงฆ์สมยั โปโฬนนารุวะ 85 โปตคุลเวเหระหรือหอสมุดหลวง เมืองเก่าโปโฬนนารุวะ ศรีลังกา (คัดลอกภาพจาก https://www.google.com/maps) ปัญจายตนะหรืออาคารเรียนภายในวัดเชตวันวิหาร เมืองเก่าโปโฬนนารุวะ ศรีลังกา (คดั ลอกภาพจาก https://www.google.com/maps)

86 เล่าเรอ่ื งเมือง (ศรี) ลังกา

การศกึ ษาคณะสงฆ์สมยั ดมั พเดณยิ ะ 87

บรรยายภาพ : พระโพธิสัตว์บ�ำเพ็ญขนั ตบี ารมีทดลองช้าง ภาพจิตรกรรมฝาผนังวดั ธลวะ ราชมหาวิหาร เมอื งแคนดี