Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Mbu004-หนังสือรัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์

Mbu004-หนังสือรัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์

Description: Mbu004-หนังสือรัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์

Search

Read the Text Version

การปกครองระบอบเผดจ็ การ 99 ...ขา้ แต่พระบดิ า ประโยชนท์ ง้ั ปวงต้งั มน่ั อยใู่ นเหตุ ๒ ประการเท่าน้ัน คอื ความไดล้ าภทยี่ ังไม่ ได้ ๑ การตามรกั ษาลาภทีไ่ ด้แลว้ ๑. พระองค์จงทรงทราบอำ� มาตย์ทง้ั หลายผู้เปน็ นักปราชญ์ ฉลาดใน ประโยชน์ ไม่แพรง่ พรายความลับ ไม่เปน็ นกั เลงสรุ า ไม่ทำ� ใหเ้ สือ่ มเสยี . อ�ำมาตย์ผู้ใดพงึ รกั ษาพระราช ทรพั ย์ของพระองคใ์ ห้มคี งที่อยไู่ ด้ ดุจนายสารถียดึ รถไว้ พระองค์ควรทรงใชอ้ ำ� มาตยผ์ นู้ ั้น ให้กระท�ำกจิ ท้ังหลายของพระองค์ พระราชาพึงเป็นผู้มีอันตนอันสงเคราะห์ดีแล้ว พึงตรวจตราพระราชทรัพย์ด้วย พระองค์เอง ไม่ควรจัดการทรัพย์และการกู้หน้ี โดยทรงไว้วางพระทัยในคนอ่ืน. ควรทรงทราบรายได้ รายจ่ายด้วยพระองค์เอง ควรทรงทราบกิจท่ีท�ำแล้วและยังไม่ทำ� ด้วยพระองค์เอง ควรข่มคนท่ีควรข่ม ยกยอ่ งคนทีค่ วรยกย่อง. ข้าแต่พระองค์ผู้จอมพลรถ พระองคจ์ งทรงพร�่ำสอนเหตผุ ล แกช่ าวชนบทเอง เจ้าหน้าที่ผู้เก็บภาษีอากร ผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม อย่ายังพระราชทรัพย์และรัฐสีมาของพระองค์ให้ พินาศ. อนงึ่ พระองคอ์ ยา่ ทรงท�ำเอง หรอื อย่าทรงใช้คนอน่ื ให้ทำ� กจิ ทง้ั หลายโดยฉับพลัน เพราะว่าการ งานที่ท�ำลงไปโดยฉับพลัน ไม่ดีเลย คนเขลาย่อมเดือดร้อนในภายหลัง. พระองค์อย่าทรงล่วงเลยกุศล อยา่ ทรงปลอ่ ยพระทยั ใหเ้ กรย้ี วกราดนกั เพราะวา่ สกลุ ทม่ี น่ั คงเปน็ อนั มากไดถ้ งึ ความไมเ่ ปน็ สกลุ เพราะ ความโกรธ. พระองคอ์ ยา่ ทรงนกึ วา่ เราเปน็ ใหญ่ แลว้ ยงั มหาชนใหห้ ยง่ั ลงเพอื่ ความฉบิ หาย กำ� ไรคอื ความ ทุกข์อย่าได้มีแก่หญิงและชายของพระองค์เลย. โภคสมบัติทั้งปวงของพระราชาผู้ปราศจากความ หวาดเสียว แส่หากามารมณ์ ย่อมพินาศหมด ข้อน้ันนักปราชญ์ท้ังหลายกล่าวว่าเป็นความทุกข์ของ พระราชา. ข้อความที่หม่อมฉันกราบทูลในปัญหาของพระองค์นั้น เป็นวัตตบท น่ีแหละเป็นอนุศาสนี ข้าแต่พระมหาราชา บัดน้ี พระองค์ยังทรงขยันบ�ำเพ็ญกุศล ไม่ทรงเป็นนักเลง ไม่ทรงท�ำให้ราชทรัพย์ ให้พินาศ จงทรงศลี เพราะวา่ คนทุศลี ย่อมตกนรก... ...กำ� ลงั ในบรุ ษุ ผมู้ อี ธั ยาศยั ใหญใ่ นโลกนมี้ ี ๕ ประการ ในกำ� ลงั ๕ ประการนน้ั กำ� ลงั แขน บณั ฑติ กล่าวว่าเป็นก�ำลังต่�ำทราม ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเจริญพระชนม์ ก�ำลังโภคทรัพย์ บัณฑิตกล่าวว่าเป็น ก�ำลังที่ ๒. ก�ำลังอ�ำมาตย์ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นก�ำลังท่ี ๓ ก�ำลังคือมีชาติย่ิงใหญ่เป็นก�ำลังที่ ๔ โดยแท้ บัณฑิตย่อมยึดเอาก�ำลังทั้งหมดน้ีไว้ได้. ก�ำลังปัญญาบัณฑิตกล่าวว่าเป็นกำ� ลังประเสริฐ ยอดเย่ียมกว่า ก�ำลังทั้งหลาย เพราะว่าบัณฑิตอันก�ำลังปัญญาสนับสนุนแล้ว ย่อมได้ความเจริญ. ถ้าบุคคลมีปัญญา ทราม แม้ได้แผ่นดินอันสมบูรณ์ เมื่อเขาไม่ปรารถนา คนอ่ืนผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ก็ข่มข่ีแย่งเอาแผ่น ดินน้ันเสีย. ข้าแต่พระจอมแห่งชนชาวกาสี ถ้าบุคคลแม้เป็นผู้มีชาติสูง ได้ราชสมบัติแล้วเป็นกษัตริย์ แตม่ ปี ญั ญาทราม หาเปน็ อยดู่ ว้ ยราชสมบตั ทิ กุ อยา่ งไดไ้ ม.่ ปญั ญาเปน็ เครอื่ งวนิ จิ ฉยั ขอ้ ความทไี่ ดศ้ กึ ษา เล่าเรียนมา ปัญญาเป็นเครื่องเพิ่มพูนเกียรติคุณและชื่อเสียง คนในโลกนี้ประกอบด้วยปัญญาแล้ว แม้เมื่อทุกข์เกิดขึ้นก็ย่อมได้รับสุข. ก็คนบางคนไม่ตั้งใจฟังด้วยดี ไม่อาศัยผู้เป็นพหูสูต ผู้ต้ังอยู่ในธรรม ไมพ่ จิ ารณาเหตผุ ล ยอ่ มไมไ่ ดบ้ รรลปุ ญั ญาแล อนงึ่ ผใู้ ดรจู้ กั จำ� แนกธรรม ลกุ ขน้ึ ในเวลาเชา้ ไมเ่ กยี จครา้ น ยอ่ มบากบน่ั ตามกาลผลการงานของผนู้ นั้ ยอ่ มสำ� เรจ็ ประโยชนแ์ หง่ การงานของบคุ คลผมู้ ศี ลี มใิ ชบ่ อ่ เกดิ ผู้คบหาบุคคลที่มิใช่บ่อเกิด (ลาภยศสุข) ผู้มีปกติเบ่ือหน่ายท�ำการงาน ย่อมไม่เผล็ดผลโดยชอบ.

100 รฐั ศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ สว่ นประโยชนแ์ หง่ การงานของบคุ คลผปู้ ระกอบธรรมอนั เปน็ ภายใน คบหาบคุ คลทเี่ ปน็ บอ่ เกดิ อยา่ งนน้ั ไม่มีปกติเบื่อหน่ายท�ำการงาน ย่อมเผล็ดผลโดยชอบ. ข้าแต่พระบิดา ขอพระองค์ทรงเสวนะปัญญา อันเป็นสว่ นแหง่ การประกอบความเพยี ร เป็นเคร่ืองตามรักษาทรพั ยท์ ่ีรวบรวมไว้ และเหตุ ๒ ประการ ข้างต้นที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลแล้วนั้นเถิด อย่าได้ทรงท�ำลายทรัพย์เสียด้วยการงานอันไม่สมควร เพราะคนมีปญั ญาทราม ย่อมล่มจมด้วยการงานอนั ไม่สมควร ดังเรอื นไม้ออ้ ฉะนั้น... ...ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรม ในพระราชมารดา พระราชบิดา ในพระราชโอรสและพระอัครมเหสี ในมิตรและอ�ำมาตย์ ในพาหนะและพลนิกาย ในชาวบ้านและ ชาวนคิ ม ในสมณะและพราหมณท์ งั้ หลาย ในเนอ้ื และนก ขอพระองคจ์ งทรงประพฤตธิ รรมเพราะธรรม ที่บุคคลประพฤติแล้ว ย่อมน�ำความสุขมาให้ ครั้นพระองค์ ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรม เพราะว่าพระอินทร์ ทวยเทพ พรอ้ มทง้ั พราหมณ์ ถงึ ทพิ ยสถานไดด้ ว้ ยธรรมอนั ตนประพฤตดิ แี ลว้ ขา้ แตบ่ รมกษตั รยิ ์ ขอพระองคอ์ ยา่ ทรงประมาทธรรมเลย. ข้อความทีข่ ้าพระองค์กลา่ วแลว้ ในปญั หาของพระองคน์ ้นั เปน็ วตั ตบท ขอ้ นแ้ี ล เปน็ อนศุ าสนี ขอพระองคจ์ งทรงคบหาสมาคมกบั ผมู้ ปี ญั ญา จงมคี ณุ อนั งามทรงทราบขอ้ นนั้ ดว้ ยพระองค์ แลว้ จงทรงปฏิบัตใิ หค้ รบถว้ นเถิด...๒๓ ในเตสกณุ ชาดกน้ี เปน็ ปฏปิ ทาโดยละเอยี ดของพระราชาผเู้ สวยราชสมบตั ิ ควรประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ เพราะเปน็ กจิ อนั ประเสริฐ เป็นกำ� ลงั อันอุดมกว่าก�ำลงั ทัง้ หลาย เมอ่ื ปฏบิ ตั แิ ลว้ จะท�ำให้พระราชาเป็น กษตั รยิ ์ผูท้ รงธรรม น�ำประโยชนม์ าส่ปู ระชาราษฎร์ทงั้ ในปจั จบุ ันและอนาคต หลกั ปฏบิ ตั ขิ องกษตั รยิ ห์ รอื ผปู้ กครองทปี่ รากฏในมหาหงั สชาดก ในมหาหงั สชาดกไดก้ ลา่ วถงึ ปฏปิ ทาของผนู้ ำ� ทดี่ ำ� รงตนอยใู่ นคณุ ธรรม คอื “ทศพธิ ราชธรรม” อันเป็นหลักธรรมที่ควรยดึ ถอื ปฏบิ ัติของผปู้ กครองทั้งหลาย ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ คือ ๑. ทาน คอื การให้ หรอื การแบง่ ปันของของตนให้ผอู้ ืน่ เปน็ ความเออื้ เฟอ้ื ทั้งแกผ่ ้ใู กลช้ ิดและ บุคคลทว่ั ไป รวมทัง้ การชว่ ยเหลอื สงเคราะห์ การบ�ำเพญ็ สาธารณประโยชนต์ ่าง ๆ ๒. ศีล มกี ารประพฤตทิ ี่ถกู ตอ้ งดงี าม ทงั้ ทางกาย เชน่ ไมฆ่ า่ หรือเบยี ดเบยี นบคุ คลอื่น สตั ว์อ่ืน ไมล่ ักขโมย หรอื ท�ำทุจริต ไม่ประพฤตผิ ดิ ในของรักของหวงแหนของคนอ่ืน ทางวาจา เชน่ ไมพ่ ูดโกหก หลอกลวง ไม่พูดสอ่ เสยี ด ไม่พูดค�ำหยาบ เพอ้ เจ้อ ๒๓ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก, ขุททกนิกาย, ชาดก ภาค ๑, เลม่ ที่ ๑๙, หน้าท่ี ๔๓๘ – ๔๔๒.

การปกครองระบอบเผด็จการ 101 ๓. ปรจิ าคะ การเสียสละเพ่อื คนอนื่ ทงั้ สละส่ิงของ สละเวลา สละความสะดวกสบายสว่ นตวั ท�ำประโยชน์แก่ผู้อื่น เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการกระท�ำ หรือการรับต�ำแหน่งหน้าท่ีต่าง ๆ เพ่ือ บ�ำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ๔. อาชชวะ ความซ่อื ตรง คอื ปฏิบัติหน้าทด่ี ้วยความสจุ รติ เป็นธรรม เท่ยี งตรง ไมล่ อุ ำ� นาจ โลภะ โทสะ โมหะ และปราศจากอคติ ๕. มทั ทวะ ความนุ่มนวล อ่อนโยน มีอัธยาศัยทีด่ ีงาม ปฏิบัติต่อผู้อื่นฉันญาตมิ ิตร ๖. ตปะ ความยับย้งั ชั่งใจ สามารถขม่ ใจไมใ่ หต้ กอยใู่ นอ�ำนาจของกเิ ลส ทท่ี ำ� ใหก้ ระท�ำทจุ ริต ตอ่ หนา้ ที่ ๗. อักโกธะ การไม่ล่วงอ�ำนาจความโกรธ สามารถระงับความไม่พอใจ ขุ่นเคืองใจ ในผู้ที่ เก่ยี วขอ้ งทั้งในฐานะท่ีสูงกว่า เสมอกัน หรอื ต่�ำกว่า ด้วยขนั ติและเมตตา ๘. อวหิ งิ สา ความไมเ่ บยี ดเบยี น กดขขี่ ม่ เหงบคุ คลอน่ื ดว้ ยกาย วาจา ทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ ความไมพ่ อใจ หรอื ความทกุ ข์ความเดือดร้อน ๙. ขนั ติ ความอดทน คอื อดทนตอ่ ความยากลำ� บากในการทำ� งาน ความรอ้ นหนาว หวิ กระหาย ตอ่ ความทุกข์ยากล�ำบากใจ จากการกดดนั จากภายนอก คือ พฤตกิ รรมทเี่ กดิ จากกิเลสของคนอื่น และ จากภายใน คือ ความตอ้ งการเกิดจากกเิ ลสของตนเอง ๑๐. อวิโรธนะ มีความประพฤติเท่ียงธรรม จะท�ำการส่ิงใดก็ยึดธรรม คือ ความถูกต้องเป็น หลกั จะพูด จะคิดสิ่งใด กเ็ ปน็ ไปดว้ ยความไมเ่ บยี ดเบยี นตนและผ้อู ่นื ดำ� รงมนั่ อยใู่ นความยตุ ิธรรม๒๔ หลกั ทศพธิ ราชธรรม ๑๐ ประการนี้ ถา้ ผทู้ ำ� หนา้ ทปี่ กครองรฐั นำ� มาเปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั กิ จ็ ะนำ� ความ สงบสุขมาสูป่ ระชาชน พระราชาผ้ปู กครอง กจ็ ะดำ� รงฐานะเป็น “กษตั รยิ ์ธรรมราชา” นอกจากน้ีผู้น�ำที่อยู่ในฐานะธรรมราชา ยังต้องประกอบไปด้วยหลักปฏิบัติท่ีเรียกว่า “ราชสงั คหวัตถุ” ๕ ประการ ในการบริหารประเทศ ประกอบไปดว้ ย ๒๔ พระสุตตนั ตปฎิ ก, ขุททกนิกาย ชาดก, เล่มท่ี ๒๘, หน้า ๒๔๐.

102 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ ๑. สสั เมธะ ส่งเสริมดา้ นเกษตร ได้แกผ่ ลผลติ ทางการเกษตรให้อุดมสมบรู ณ์ ให้ท�ำประชาชน มีฐานะทางเศรษฐกจิ ดี ๒. ปุริสสเมธะ ส่งเสริมข้าราชการ ทั้งในขั้นตอนการคัดสรรคนท่ีดี เหมาะสม ให้เข้ามาด�ำรง ต�ำแหน่งต่าง ๆในราชการ และสร้างขวัญก�ำลังใจให้แก่ข้าราชการด้วยการปูนบ�ำเหน็จรางวัลแก่ผู้ท่ี ปฏบิ ัติดี และลงโทษผมู้ คี วามผดิ อยา่ งยุตธิ รรม ๓. สัมมาปาสะ เอาใจใส่ในการแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาด ส่งเสริมอาชีพแก่ประชาชน สนอง ความต้องการของประชาชนสว่ นใหญ่ ใหส้ ามารถด�ำเนินชีวติ ไดอ้ ย่างปกตสิ ขุ ๔. วาจาเปยยะ รจู้ ักใช้ถ้อยค�ำท่เี หมาะสม ประกอบด้วยประโยชน์ สมานสามคั คี พูดด้วยจติ ทป่ี ระกอบดว้ ยเมตตา มวี าจาสภุ าพอ่อนหวานน่าฟงั ๕. นริ คั คฬะ หรอื สัพเมธะ เอาใจใส่ในการขจดั ความไม่เปน็ ธรรมที่เกิดขน้ึ จากการกระท�ำของ คนทไี่ มด่ ี เชน่ ปราบปรามโจรผรู้ ้ายให้หมดไปจากสังคม๒๕ เมอ่ื กษตั รยิ ผ์ ธู้ รรมราชาทรงมปี ฏปิ ทาเชน่ น้ี ยอ่ มเปน็ ทร่ี กั ของปวงชน เปน็ ทป่ี รารถนาของปวง ชน และอยใู่ นจติ ในของประชาชนตลอดไป หลักปฏบิ ตั ขิ องกษัตริย์หรือผปู้ กครองที่ปรากฏในกูฏทนั ตสูตร พระพุทธองค์เสด็จจาริกไปยังแคว้นมคธ เสด็จพัก ณ สวนมะม่วงหนุ่ม ในหมู่บ้านขานุมตะ ทรงแสดงธรรมเกี่ยวกับการบูชายัญแก่กูฏทันตพราหมณ์ ผู้ทูลถามเร่ืองการบูชายัญ โดยพระองค์ทรง ยกประวัติศาสตร์เก่ียวกับการบูชายัญของพระเจ้ามหาวิชิตราช ผู้สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติของมนุษย์ อันไพบูลย์ ได้รับชัยชนะปฐมมณฑลอันย่ิงใหญ่ ใคร่จะบูชามหายัญ เพื่อประโยชน์และความสุข จึงได้ เชญิ พราหมณ์ปุโรหติ ซึง่ เปน็ พระโพธิสตั ว์ใหส้ อนวิธีบูชายญั พราหมณ์ปุโรหิตถวายค�ำแนะน�ำในการบูชายัญโดยให้ปราบโจรผู้ร้ายก่อน แต่มิใช่ด้วยวิธีฆ่า หรอื จองจำ� เพราะพวกทเ่ี หลือจากการถูกฆา่ จะเบียดเบยี นประชาชนอีกในภายหลงั แตค่ วรใช้วิธีถอน รากถอนโคนโจรผรู้ ้ายด้วยวิธีจัดการเศรษฐกจิ ใหด้ ี ซงึ่ ประกอบไปดว้ ย ๑. แจกพนั ธ์พุ ืชแก่เกษตรกรในชนบทที่มคี วามขยัน อตุ สาหะในการประกอบอาชพี ๒. ใหเ้ งนิ ทนุ เพอื่ ประกอบอาชพี แกพ่ อ่ คา้ ทไี่ มม่ เี งนิ ทนุ แตม่ คี วามขยนั หมน่ั เพยี รในการคา้ ขาย ๓. ใหอ้ าหารและคา่ จ้างแกข่ ้าราชการ ใหท้ ุกคนมีอาชีพและรายไดส้ ามารถเลย้ี งตนเองได้ ๒๕ พระสุตตันตปฎิ ก, องั คุตตรนกิ าย, จตกุ กนบิ าต, เล่มที่ ๒๑, หนา้ ๔๑ – ๔๒.

การปกครองระบอบเผดจ็ การ 103 ด้วยการกระท�ำดังกล่าว พระราชทรัพย์ก็จะเพิ่มพูน ชนบทก็จะไม่มีเสี้ยนหนาม ประชาชน ทั้งหลายก็จะร่ืนเริง มีความสงบสุข ไม่มีโจรผู้ร้าย มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ต้องสะดุ้ง กลวั ภัยจากโจรผูร้ า้ ย เม่ือพระเจา้ วชิ ติ ราชทรงส่งั ใหป้ ฏิบตั ติ ามนโยบายนี้ แว่นแคว้นของพระองค์กส็ งบร่มเยน็ จาก นนั้ จึงทรงส่งั ให้กษัตริยท์ เ่ี ป็นประเทศราช พรอ้ มทั้งอำ� มาตย์ พราหมณม์ หาศาล และคฤหบดีทอ่ี ยภู่ าย ใต้การปกครองของพระองค์ปฏิบัติตามนโยบายนี้ ซึ่งก็ประสบผลส�ำเร็จเช่นกัน เพราะเมื่อได้รับการ สนับสนนุ สง่ เสริมให้ทกุ คนมีงานทำ� มีรายได้ ทุกคนกข็ ยนั หม่นั เพียรในการปฏิบตั หิ นา้ ท่ีของตน ทำ� ให้ ม่นั คั่งสมบรู ณ์ มคี วามสขุ ท่วั หน้า๒๖ วิธีการปฏิบัติน้ีถือเป็นนโยบายในการปกครองรัฐ สามารถแก้ปัญหาทั้งด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม เพราะเม่ือประชาชนมีฐานะทางเศรษฐกิจดีข้ึน จากการด�ำเนิน นโยบายทางเศรษฐกจิ ดงั กลา่ ว ปญั หาสงั คมทเี่ กดิ จากความยากจน ปญั หาโจรผรู้ า้ ย การวา่ งงาน ความ เหลื่อมล้�ำในสังคมที่ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างชนช้ันก็หมดไป ท�ำให้ง่ายต่อการปกครอง และสามารถ บรรลเุ ป้าหมายสูงสดุ คอื ท�ำให้ประชาชนมคี วามเป็นอย่ทู ่ีดแี ละมีความสขุ โดยทัว่ ถงึ หลกั ปฏบิ ัตขิ องกษัตริย์หรือผูป้ กครองท่ปี รากฏในวธิ รู ชาดก ในวธิ รู ชาดก แสดงปฏปิ ทาของพระราชาและราชเสวก เมอื่ ประพฤตแิ ลว้ ทำ� ความเจรญิ รงุ่ เรอื ง ก้าวหนา้ น�ำความผาสุกสวสั ดมี าให้ผูป้ ระพฤติปฏิบัตติ าม ซ่ึงประกอบดว้ ยฆราวาสปัญหา และราชวัส ดี ซ่งึ ปรากฏข้อความในฆราวาสปัญหาท่ีพระราชาไดต้ รสั ถามวธิ ูรบัณฑติ ว่า ทา่ นวธิ ูรบัณฑติ คฤหัสถ์ผ้อู ยู่ครองเรือน จะพงึ มีความประพฤติอันปลอดภยั ได้อยา่ งไร จะพึง มคี วามสงเคราะหไ์ ดอ้ ยา่ งไร จะพงึ มคี วามไมเ่ บยี ดเบยี นไดอ้ ยา่ งไร และอยา่ งไรมาณพจงึ จะชอ่ื วา่ มปี กติ กลา่ วค�ำสตั ย์ จากโลกน้ีไปยังโลกหนา้ แลว้ จะไม่เศรา้ โศกไดอ้ ย่างไร วิธูรบัณฑิตได้กราบทูลพระราชาในโรงธรรมสภานั้นว่า ผู้ครองเรือนไม่ควรคบหญิงสาธารณะ เป็นภรรยา ไม่ควรบริโภคอาหารมีรสอร่อยแต่ผู้เดียว ไม่ควรซ่องเสพถ้อยค�ำอันให้ติดอยู่ในโลก ไม่ให้ สวรรค์นิพพาน เพราะถ้อยค�ำเช่นน้ันไม่ท�ำให้ปัญญาเจริญ ผู้ครองเรือนพึงเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยวัตร ไมป่ ระมาท มปี ญั ญาเครอ่ื งสอดสอ่ งเหตผุ ล มคี วามประพฤตถิ อ่ มตน ไมเ่ ปน็ คนตระหนเี่ หนยี วแนน่ เปน็ ผู้สงบเสง่ยี ม กลา่ วถอ้ ยค�ำจบั ใจ อ่อนโยน ผ้คู รองเรือน พงึ เปน็ ผสู้ งเคราะหม์ ิตร จ�ำแนกแจกทาน รจู้ ัก จัดท�ำ พึงบำ� รุงสมณพราหมณด์ ้วยขา้ วน�้ำทุกเม่อื ผ้คู รองเรือนพึงเป็นผูใ้ คร่ธรรม จ�ำทรงอรรถธรรมทไี่ ด้ ๒๖ พระสตุ ตันตปฎิ ก, ทีฑนกิ าย, สีลขนั ธวรรค, เล่มท่ี ๙, หนา้ ๑๔๕-๑๘๓

104 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ สดบั มาแลว้ หมนั่ ไตถ่ ามพงึ เขา้ ไปหาทา่ นผมู้ ศี ลี เปน็ พหสู ตู โดยเคารพ คฤหสั ถผ์ คู้ รองเรอื น จะพงึ มคี วาม ประพฤติอันปลอดภัยได้อย่างนี้ จะพึงมีความสงเคราะห์ได้อย่างน้ี จะพึงมีความไม่เบียดเบียนกันได้ อยา่ งนี้ และมาณพพึงปฏิบัตอิ ยา่ งนี้ จึงจะชอื่ วา่ มปี กตกิ ลา่ วคำ� สตั ย์ จากโลกนีแ้ ลว้ ไปยงั โลกหนา้ จะไม่ เศร้าโศกได้ด้วยอาการอย่างน้ี พระเจ้าข้า. (นี้) ชือ่ ฆราวาสปัญหา ราชวสั ดี คอื ธรรมอนั เปน็ เหตใุ หบ้ คุ คลผเู้ ขา้ ไปสรู่ าชสกลุ ไดย้ ศ มขี อ้ ความดงั ตอ่ ไปนผี้ เู้ ขา้ ไป สรู่ าชสกลุ พระราชายงั ไมท่ รงทราบความสามารถยอ่ มไมไ่ ดย้ ศ ราชเสวกไมค่ วรกลา้ เกนิ ไป ไมค่ วรขลาด เกนิ ไป ควรเปน็ ผไู้ มป่ ระมาทในกาลทกุ เมอ่ื เมอื่ ใดพระราชาทรงทราบความประพฤตปิ กติ ปญั ญา และ ความบริสุทธิ์ของราชเสวกนั้น เม่ือนนั้ ย่อมทรงวางพระทยั และไม่ทรงรกั ษาความลับ. ราชเสวกอนั พระราชาไมต่ รสั ใช้ ไม่พงึ หวั่นไหวดว้ ยอ�ำนาจฉันทาคติ เป็นต้น ดังตราชทู ่บี ุคคล ประคองให้มีคนั เสมอเทีย่ งตรง ฉะน้ัน ราชเสวกนั้นพงึ อย่ใู นราชส�ำนักได้ ราชเสวกพงึ ตง้ั ใจกระทำ� ราช กิจทุกอย่างให้เสมอต้นเสมอปลาย เหมือนตราชูที่บุคคลประคองให้มีคันเสมอเท่ียงตรงดี ฉะน้ัน ราชเสวกนั้นพึงอยใู่ นราชส�ำนักได้ ราชเสวกต้องเป็นคนฉลาดในราชกิจ อันพระราชาตรัสใช้กลางวันหรือกลางคืนก็ตาม ไม่พึง หวาดหวนั่ ในการกระทำ� ราชกจิ นนั้ ๆ ราชเสวกนนั้ พงึ อยใู่ นราชสำ� นกั ได้ ทางใดทเ่ี ขาตกแตง่ ไวเ้ รยี บรอ้ ย ดี ส�ำหรับเสด็จพระด�ำเนินถึงพระราชาทรงอนุญาต ราชเสวกก็ไม่ควรเดินโดยทางน้ันราชเสวกน้ัน พึงอยู่ในราชส�ำนักได้ ราชเสวกไมพ่ ึงบรโิ ภคสมบตั ทิ ีน่ ่าใคร่ ทดั เทยี มกบั พระราชาในกาลไหน ๆ ควรเดินหลังในทกุ สงิ่ ทกุ อยา่ ง ราชเสวกนน้ั พงึ อยใู่ นราชสำ� นกั ได้ ราชเสวกไมค่ วรใชส้ อยประดบั ประดาเสอื้ ผา้ มาลา เครอื่ ง ลูบไล้ ทัดเทียมกับพระราชา ไม่พึงประพฤติอากัปกิริยา หรือพูดจาทัดเทียมกับพระราชา ควรท�ำ อากัปกริ ยิ าเป็นอยา่ งหนึง่ ราชเสวกนน้ั พึงอยใู่ นราชสำ� นักได้ เมอื่ พระราชาทรงพระสำ� ราญอยกู่ บั หมอู่ ำ� มาตย์ อนั พระสนมกำ� นลั ในเฝา้ เหน็ อยู่ เสวกามาตย์ เปน็ คนฉลาด ไมพ่ งึ กระทำ� การทอดสนทิ ในพระสนมกำ� นลั ใน ราชเสวกไมค่ วรเปน็ คนฟงุ้ ซา่ น ไมค่ ะนอง กายวาจา มปี ญั ญาเครอ่ื งรักษาตน ส�ำรวมอนิ ทรยี ์ สมบรู ณ์ด้วยการตงั้ ใจไว้ดี ราชเสวกน้นั พึงอย่ใู นราช สำ� นกั ได้ ราชเสวกไม่ควรเล่นหัว เจรจาปราศรัยในที่ลับกับพระสนมก�ำนัลใน ไม่ควรถือเอาทรัพย์จาก พระคลังหลวง ราชเสวกนั้นพงึ อยใู่ นราชส�ำนักได้ ราชเสวกไมพ่ งึ เหน็ แก่การหลบั นอนมากนกั ไมพ่ ึงดม่ื สุราจนเมามาย ไม่พึงฆ่าเน้ือในสถานท่ีพระราชทานอภัย ราชเสวกน้ันพึงอยู่ในราชส�ำนักได้ ราชเสวกไม่พึงข้ึนร่วมพระตั่ง ราชบัลลังก์ พระราชอาสน์ เรือและรถพระที่น่ัง ด้วยอาการทนงตนว่า เปน็ คนโปรดปราน ราชเสวกน้ันพึงอยู่ในราชส�ำนกั ได้ ราชเสวกต้องเปน็ ผมู้ ีปญั ญาเคร่อื งพิจารณา

การปกครองระบอบเผดจ็ การ 105 ไม่ควรเฝา้ ใหไ้ กลนกั ใกล้นกั ควรยืนเฝา้ พอให้ทา้ วเธอทอดพระเนตรเห็นถนัด ในสถานที่ ที่พอ จะได้ยินพระราชด�ำรัสเบ้ืองพระพักตร์ของพระราชา ราชเสวกไม่ควรท�ำความวางใจว่า พระราชาเป็น เพอื่ นของเรา พระราชาเปน็ คกู่ นั กบั เรา พระราชาทงั้ หลายยอ่ มทรงพระพโิ รธไดเ้ รว็ ไวเหมอื นนยั นต์ าอนั ผงกระทบ ราชเสวกไมค่ วรถอื ตวั วา่ เปน็ นกั ปราชญร์ าชบณั ฑติ พระราชาทรงบชู า ไมค่ วรเพด็ ทลู ถอ้ ยคำ� หยาบคายกะพระราชาซึง่ ประทบั อยู่ในราชบริษัท ราชเสวกผไู้ ดร้ บั พระราชทานพระทวารเปน็ พเิ ศษ กไ็ มค่ วรวางใจในพระราชาทงั้ หลาย พงึ เปน็ ผู้ส�ำรวมด�ำรงตนไว้เพียงดังไฟ ราชเสวกน้ันพึงอยู่ในราชส�ำนักได้ พระเจ้าอยู่หัวจะทรงยกย่อง พระราชโอรส หรือพระราชวงศ์ด้วยบ้าน นิคม แว่นแคว้น หรือชนบท ราชเสวกควรนิ่งดูก่อน ไม่ควร เพด็ ทลู คุณหรือโทษ พระราชาจะทรงปนู บำ� เหนจ็ รางวลั ใหแ้ กก่ รมชา้ ง กรมมา้ กรมรถ กรมเดนิ เทา้ ตามความชอบ ในราชการของเขา ราชเสวกไม่ควรทัดทานเขา ราชเสวกนั้นพึงอยู่ในราชส�ำนักได้ ราชเสวกผู้เป็นนัก ปราชญ์ พึงโอนไปเหมอื นคนั ธนู และพงึ ไหวไปตามเหมือนไมไ้ ผ่ ไม่ควรทูลทัดทาน ราชเสวกน้ันพงึ อยู่ ในราชส�ำนักได้ ราชเสวกพึงเป็นผู้มีท้องน้อยเหมือนคันธนู พึงเป็นผู้ไม่มีลิ้นเหมือนปลา พึงเป็นผู้รู้จัก ประมาณในโภชนะ มปี ญั ญาเคร่ืองรกั ษาตน แกลว้ กล้า ราชเสวกนั้นพงึ อยใู่ นราชส�ำนักได้ ราชเสวกไม่พึงสัมผัสหญิงนัก ซ่ึงเป็นเหตุให้สิ้นเดช ผู้สิ้นเดชย่อมได้ ประสบโรคไอมองคร่อ ความกระวนกระวาย ความออ่ นกำ� ลัง ราชเสวก ไมค่ วรพูดมากเกินไป ไมค่ วรนงิ่ ทุกเมือ่ เม่อื ถงึ เวลาพึง เปลง่ วาจาพอประมาณ ไมพ่ รำ่� เพรอื่ เปน็ คนไมม่ กั โกรธ ไมก่ ระทบกระเทยี บ เปน็ คนพดู จรงิ ออ่ นหวาน ไมส่ อ่ เสยี ด ไมค่ วรพูดถ้อยค�ำเพอ้ เจ้อ ราชเสวกนั้นพงึ อย่ใู นราชสำ� นักได้ ราชเสวกพงึ เลยี้ งดมู ารดาบดิ า พงึ ประพฤตอิ อ่ นนอ้ มตอ่ ผเู้ จรญิ ในสกลุ มวี าจาออ่ นหวาน กลา่ ว วาจากลมเกลย้ี ง ราชเสวกนน้ั ควรอยใู่ นราชสำ� นกั ได้ ราชเสวกพงึ เปน็ ผไู้ ดร้ บั แนะนำ� ดแี ลว้ มศี ลิ ปะ ฝกึ ฝน แลว้ เปน็ ผทู้ ำ� ประโยชน์ เปน็ ผู้คงท่ี ออ่ นโยน ไมป่ ระมาท สะอาดหมดจด เป็นคนขยัน ราชเสวกนนั้ ควร อยู่ในราชส�ำนักได้ ราชเสวกพึงเป็นผู้มีความประพฤติอ่อนน้อม มีความเคารพย�ำเกรงในท่านผู้เจริญ เป็นผู้สงบเสงี่ยม มีการอยู่ร่วมเป็นสุข ราชเสวกน้ันควรอยู่ในราชส�ำนักได้ ราชเสวกพึงเว้นให้ห่างไกล ซง่ึ ทตู ทส่ี ง่ มาเกยี่ วดว้ ยความลบั พงึ ดแู ลแตเ่ จา้ นายของตน ไมค่ วรพดู (เรอ่ื งลบั ) ในสำ� นกั ของพระราชาอนื่ ราชเสวกพึงเข้าหาสมาคมกะสมณะและพราหมณ์ ผู้มีศีลเป็นพหูสูตโดยเคารพ ราชเสวกนั้น ควรอยู่ในราชส�ำนักได้ ราชเสวกเมื่อได้เข้าหาสมาคมกะสมณะและพราหมณ์ ผู้มีศีลเป็นพหูสูตแล้ว พึงสมาทานรักษาอุโบสถศีล โดยเคารพ ราชเสวกน้ันควรอยู่ในราชส�ำนักได้ ราชเสวกพึงบ�ำรุงเลี้ยง สมณะและพราหมณ์ผู้มีศีล เป็นพหูสูต ด้วยข้าวและน�้ำ ราชเสวกน้ันควรอยู่ในราชส�ำนักได้ ราชเสวก ผู้หวังความเจริญ แก่ตน พึงเข้าไปสมาคมคบหากะสมณะและพราหมณ์ผู้มีศีล เป็นพหูสูต มีปัญญา ราชเสวกไมพ่ ึงทำ� ทาน ที่เคยพระราชทานในสมณพราหมณ์ให้เสอื่ มไป

106 รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ อนง่ึ เหน็ พวกวณพิ กซงึ่ มาในเวลาพระราชทาน ไมค่ วรหา้ มอะไรเลย ราชเสวกพงึ เปน็ ผมู้ ปี ญั ญา สมบูรณ์ด้วยความรู้ ฉลาดในวิธีจัดราชกิจ รู้จักกาล รู้จักสมัย ราชเสวกน้ันควรอยู่ในราชส�ำนักได้ ราชเสวกพงึ เปน็ คนขยนั หมน่ั เพยี ร ไมป่ ระมาท มปี ญั ญาสอดสอ่ งพจิ ารณาในการงานทตี่ นพงึ ทำ� จดั การ งานให้ส�ำเร็จด้วยดี ราชเสวกนนั้ ควรอยใู่ นราชส�ำนักได้ อน่ึง ราชเสวกพึงไปตรวจตราดูลานข้าวสาลีปศุสัตว์และนาเสมอ ๆ พึงตวงข้าวเปลือกให้รู้ ประมาณแล้ว ให้เก็บไว้ในฉาง พึงนับบริวารชนในเรือนแล้ว ให้หุงต้มพอประมาณ ไม่ควรตั้งบุตรธิดา พ่ีน้อง หรือวงศ์ญาติ ผู้ไม่ต้ังอยู่ในศีลให้เป็นใหญ่ เพราะคนเหล่าน้ันเป็นคนพาล ไม่จัดว่าเป็นพี่น้อง คนเหล่าน้ัน เป็นเหมือนคนท่ีตายไปแล้ว แต่เมื่อเขาเหล่านั้นมาหาถึงส�ำนัก ก็ควรให้ผ้านุ่งผ้าห่มและ อาหาร ควรตง้ั พวกทาสหรอื กรรมกร ผตู้ ้งั มนั่ อยใู่ นศลี เป็นคนขยนั หม่นั เพยี ร ใหเ้ ป็นใหญ.่ ราชเสวกพึงเป็นผู้มีศีล ไม่โลภมาก พึงประพฤติตามเจ้านาย ประพฤติประโยชน์แก่เจ้านาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ราชเสวกนั้นควรอยู่ในราชส�ำนักได้ ราชเสวกพึงเป็นผู้รู้จักพระราชอัธยาศัย และพงึ ปฏบิ ตั ติ ามพระราชประสงค์ ไมค่ วรประพฤตขิ ดั ตอ่ พระราชประสงค์ ราชเสวกนนั้ ควรอยใู่ นราช ส�ำนักได้ ราชเสวกพึงก้มศีรษะลงช�ำระพระบาท ในเวลาผลัดพระภูษาทรง และในเวลาสรงสนาน แม้จะถูกกร้วิ ก็ไม่ควรโกรธตอบ ราชเสวกน้ันควรอยใู่ นราชส�ำนักได้ บุรุษผู้หวังความเจริญแก่ตน พึงกระท�ำอัญชลีในหม้อน�้ำ และพึงกระท�ำประทักษิณ นกแอ่นลม อย่างไรเขาจักไม่พึงนอบน้อม พระราชาผู้เป็นนักปราชญ์สูงสุด พระราชทานสมบัติอันน่า ใคร่ทุกอย่างเล่า เพราะพระราชาทรงพระราชทานท่ีนอน ผ้านุ่งผ้าห่ม ยวดยาน ที่อยู่อาศัยบ้านเรือน ยังโภคสมบัตใิ ห้ตกท่ัวถึง เหมอื นมหาเมฆยังนำ้� ฝนให้ตก เปน็ ประโยชนแ์ ก่หมสู่ ัตว์ทว่ั ไป ฉะนนั้ ดกู รเจา้ ทง้ั หลาย นีช้ ่ือวา่ ราชวัสดี เป็นอนศุ าสนส์ ำ� หรับราชเสวก นรชนประพฤตติ าม ย่อมยัง พระราชาให้โปรดปราน และย่อมได้การบชู าในเจา้ นายทัง้ หลาย (น)้ี ช่ือราชวสั ด๒ี ๗ ข้อความในวิธูรชาดกน้ี เป็นปฏปิ ทาของราชาปราชญ์ที่แทจ้ รงิ ซ่งึ เปน็ ผ้ปู กครองรัฐในอดุ มคติ เมื่อทั้งพระราชา ผู้ปกครอง ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชประพฤติธรรม ราษฎรย่อมอยู่เป็นสุข อกี ทง้ั เปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ขิ องขา้ ราชบรพิ ารผใู้ กลช้ ดิ ซง่ึ เปน็ ผใู้ ชพ้ ระราชอำ� นาจตามทพี่ ระราชาทรงมอบหมาย ตอ้ งมคี ุณธรรม ประพฤตธิ รรม การใช้อำ� นาจอธปิ ไตยในการปกครองรฐั ยอ่ มเปน็ ไปโดยธรรม เพราะผู้ ใช้อำ� นาจมคี ุณธรรม ย่อมใช้อ�ำนาจโดยธรรม ความยุตธิ รรมยอ่ มเกิดขึน้ แกป่ ระชาชนท้งั ปวง ๒๗ พระสุตตันตปิฎก, ขุททกนิกาย ชาดก, เลม่ ท่ี ๒๘, หน้า ๒๑๕ – ๒๔๘.

การปกครองระบอบเผด็จการ 107 หลักปฏิบัตขิ องกษตั รยิ ห์ รอื ผปู้ กครองท่ปี รากฏในจกั กวตั ติสูตร พระผมู้ พี ระภาคเมอ่ื ทรงประทบั ณ พระนครมาตลุ า แควน้ มคธ ไดต้ รสั เลา่ ประวตั ศิ าสตรเ์ กย่ี ว กับปฏิปทาของพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่า ทัฬหเนมิ ผู้ทรงบริบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ ซ่ึงเป็น สง่ิ ทม่ี อบเปน็ มรดกแกก่ นั ไมไ่ ด้ เกดิ ขนึ้ เพราะวตั รปฏบิ ตั ิ หรอื ปฏปิ ทาอนั ประเสรฐิ ทเ่ี รยี กวา่ จกั กวตั วิ ตั ร ในจักกวัตติสูตรไดก้ ลา่ วถงึ ขอ้ ปฏิบตั ิในการบรหิ ารบ้านเมือง ซึ่งประกอบด้วยหลกั ๑๒ ประการ คือ ๑. ยดึ หลกั ธรรมในการปกครอง ให้ความเปน็ ธรรมแก่ประชาชนและหมูส่ ตั ว์ทง้ั หลาย ไม่ยอม ใหข้ ้าราชบรพิ ารปฏิบตั เิ ปน็ ธรรมแก่ประชาชน ๒. ปกครองฝา่ ยในโดยธรรม ไดแ้ ก่ ใหค้ วามเปน็ ธรรมแกพ่ ระมเหสี พระราชโอรส พระราชธดิ า ๓. ใหค้ วามเป็นธรรมแกก่ �ำลังพลหรือกองทหาร ๔. ใหค้ วามคุ้มครองโดยธรรมแก่ราชวงศ์และกษัตรยิ ์ในประเทศราชท้งั หลาย ๕. ใหค้ วามคมุ้ ครองโดยธรรมแก่ข้าราชบริพารผตู้ ดิ ตามใกล้ชิด ๖. ให้ความคุม้ ครองรักษาโดยธรรมแก่ท่ีปรึกษา ผทู้ รงคณุ ความรู้ และคฤหบดที ั้งหลาย ๗. ให้ความคุม้ ครองโดยธรรมแก่ประชาชนโดยท่วั ถึง ทัง้ ในเมอื งและชนบทโดยเสมอภาค ๘. ให้ความคุม้ ครองโดยธรรมแก่สมณะพราหมณ์ ๙. ใหค้ วามคุ้มครองแก่สัตวส์ งวน เชน่ เนื้อและนก ๑๐. ป้องกันและปราบปรามโจรผู้ร้าย หรือผู้กระท�ำทุจริตประพฤติมิชอบ ท่ีก่อให้ความ เดือดรอ้ นแก่ประชาชน ๑๑. กระจายรายไดใ้ หป้ ระชาชนและใหค้ วามสงเคราะห์แกผ่ ้ยู ากไร้ อย่างทวั่ ถึง ๑๒. มีท่ีปรึกษาท่ีดี มีความรู้ ความสามารถ ประกอบด้วยคุณธรรม สามารถให้ค�ำปรึกษา แนะน�ำทถี่ กู ตอ้ งดงี าม สิง่ ท่ีเปน็ คณุ เป็นโทษ ประโยชน์ มใิ ชป่ ระโยชน์ เปน็ สุข หรอื เป็นทุกข์ แลว้ นำ� มาประพฤติปฏิบัติตาม การจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิได้น้ัน จะต้องให้ความส�ำคัญในการบริหารประเทศให้ครบทุก ดา้ น ถา้ ใหน้ ำ�้ หนกั เฉพาะดา้ นใดดา้ นหนงึ่ ปญั หาดา้ นสงั คมและเศรษฐกจิ อน่ื ๆ กจ็ ะตามมาเชน่ กนั เมอื่ ทรงเน้นเฉพาะการปกครอง คุ้มครองรักษาประชาชนโดยธรรม แต่ไม่ทรงดูแลด้านเศรษฐกิจ ไม่พระราชทานทรัพย์ ไม่สงเคราะห์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก ความยากจนก็จะเกิดขึ้น ท�ำให้ประชาชนเดือด รอ้ น เมอื่ ประชาชนยากจนเดอื ดรอ้ นจนทนไมไ่ หว กจ็ ะเกดิ โจรผรู้ า้ ยปลน้ จไี้ ปทว่ั ตอ้ งทำ� การปราบปราม อย่างรุนแรง ยงิ่ ปราบปรามรนุ แรง โจรผูร้ า้ ยก็ย่งิ มากข้ึนทวคี ณู และมีพฤติกรรมทรี่ นุ แรงมากข้ึน นี้เป็น ผลจากการไม่ดูแลจัดการทางด้านเศรษฐกิจ จากการไม่สงเคราะห์ผู้ยากไร้ จากการไม่กระจายรายได้ ไปสู่ประชาชน สังคมจึงมากไปด้วยคนยากจน มากไปด้วยโจรผู้ร้าย และใช้ศัตราวุธท่ีรุนแรงฆ่ากัน

108 รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ เต็มไปด้วยการโกหกหลอกลวงเพ่ือการเลี้ยงชีพ ไม่มีใครเชื่อถือไว้วางใจใคร กลียุคก็เกิดข้ึน น�ำความ หายนะมาส่รู าชอาณาจกั รและประชาชน๒๘ จะเห็นได้ว่า หลักค�ำสอนในจักกวัตติสูตร เป็นนโยบายท่ีทันสมัยในการบริหารประเทศ ทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม โดยธรรมเป็นหลักการส�ำคัญในการขับเคล่ือนนโยบายให้ ประสบความส�ำเร็จ นโยบายในแต่ละด้านน้ัน จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้ปกครองไปทุกด้าน พรอ้ ม ๆ กนั จะให้น้ำ� หนักนโยบายดา้ นใดดา้ นหน่ึง โดยไมใ่ ห้ความสำ� คัญด้านอ่นื ๆ ไมไ่ ด้ และท่ีส�ำคญั ท่ีสุด ผู้เก่ียวข้องทั้งผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองจะต้องมีคุณธรรม ประพฤติธรรม ในรูปแบบธรรมา ภิบาล จงึ จะทำ� ให้บรรลเุ ป้าหมาย คอื ประโยชนส์ ุขในการอยู่รว่ มกันในสังคม หลกั ปฏบิ ัตขิ องกษตั ริย์หรอื ผปู้ กครองทป่ี รากฏในธัมมกิ สตู ร พระพทุ ธองคท์ รงแสดงปฏปิ ทาของพระราชา ของขา้ ราชการ พราหมณแ์ ละคฤหบดี ชาวเมอื ง และชาวชนบทผู้ไม่ประพฤติธรรมและประพฤติธรรม จะมีผลต่างกันในธัมมิกสูตร ซึ่งมีข้อความดังต่อ ไปนี้ ดูกรภิกษุท้งั หลาย สมยั ใด พระราชาเป็นผู้ไม่ตง้ั อยใู่ นธรรม สมยั น้นั แม้พวกขา้ ราชการ กเ็ ปน็ ผไู้ ม่ต้งั อยใู่ นธรรม เมอ่ื พวกข้าราชการไม่ตั้งอยใู่ นธรรม สมยั นน้ั แม้พราหมณแ์ ละคฤหบดีก็เป็นผไู้ มต่ ั้ง อยใู่ นธรรม เมือ่ พราหมณ์และคฤหบดไี มต่ งั้ อยใู่ นธรรม สมัยนั้น แมช้ าวนิคมและชาวชนบท ก็เปน็ ผไู้ ม่ ตง้ั อยู่ในธรรม เมอ่ื ชาวนิคมและชาวชนบทไมต่ ้ังอยู่ในธรรม พระจนั ทรแ์ ละพระอาทิตยย์ อ่ มหมุนเวียน ไม่สมำ�่ เสมอ เมอ่ื พระจนั ทรแ์ ละพระอาทติ ย์หมุนเวยี นไมส่ มำ�่ เสมอ หมู่ดาวนักษตั รก็ยอ่ มหมนุ เวยี นไม่ สม�่ำเสมอ เมื่อคืนและวันหมุนเวียนไม่สม�่ำเสมอ เดือนหน่ึงและกึ่งเดือนก็หมุนเวียนไม่สม�่ำเสมอ เม่ือเดือนหนึ่งและก่ึงเดือนหมุนเวียนไม่สม่�ำเสมอ ฤดูและปีก็ย่อมหมุนเวียนไม่สม่�ำเสมอเม่ือฤดูและ ปีหมุนเวียนไม่สม�่ำเสมอ ลมย่อมพัดไม่สม�่ำเสมอ เม่ือลมพัดไม่สม่�ำเสมอ ลมก็เดินผิดทางไม่สม�่ำเสมอ ยอ่ มพดั เวยี นไป เมอื่ ลมเดนิ ผดิ ทางไมส่ มำ่� เสมอพดั เวยี นไป เทวดายอ่ มกำ� เรบิ เมอื่ เทวดากำ� เรบิ ฝนยอ่ ม ไม่ตกต้องตามฤดูกาลเมื่อฝนไม่ตกตอ้ งตามฤดกู าล ข้าวกล้าทั้งหลายก็สุกไมเ่ สมอกนั ดูกรภิกษุท้ังหลายมนุษย์ผู้บริโภคข้าวท่ีสุกไม่เสมอกัน ย่อมเป็นผู้มีอายุน้อย มีผิวพรรณเศร้า หมอง มกี ำ� ลงั นอ้ ย มอี าพาธมาก ๒๘ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก, ทฆี นกิ าย ปาฏกิ วรรค, เลม่ ท่ี ๑๑, หนา้ ๓๕.

การปกครองระบอบเผด็จการ 109 ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใด พระราชาเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม สมัยน้ัน แม้ข้าราชการก็ย่อมเป็นผู้ ต้ังอยู่ในธรรม เม่ือข้าราชการตั้งอยู่ในธรรม สมัยนั้น แม้พราหมณ์และคฤหบดีก็เป็นผู้ต้ังอยู่ในธรรม เมอื่ พราหมณแ์ ละคฤหบดตี งั้ อยใู่ นธรรม สมยั นนั้ แมช้ าวนคิ มและชาวชนบท กย็ อ่ มเปน็ ผตู้ งั้ อยใู่ นธรรม เมื่อชาวนิคมและชาวชนบทเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ย่อมหมุนเวียนสม�่ำเสมอ เมื่อพระจันทร์และพระอาทิตย์หมุนเวียนสม่�ำเสมอกัน หมู่ดาวนักษัตรก็ย่อมหมุนเวียนสม่�ำเสมอ เมื่อหมู่ดาวนักษัตรหมุนเวียนสม�่ำเสมอ คืนและวันก็ย่อมหมุนเวียนสม่�ำเสมอ เม่ือคืนและวันย่อม หมุนเวียนสม่�ำเสมอ เดือนหนึ่งและก่ึงเดือนก็ย่อมหมุนเวียนสม่�ำเสมอกัน เม่ือเดือนหนึ่งและก่ึงเดือน หมุนเวียนสม่�ำเสมอ ฤดูและปีก็ย่อมหมุนเวียนไปสม�่ำเสมอ เม่ือฤดูและปีหมุนเวียนไปสม�่ำเสมอกัน ลมย่อมพัดสม�่ำเสมอ เม่ือลมพัดสม่�ำเสมอ ลมย่อมพัดไปถูกทาง เม่ือลมพัดไปถูกทาง เทวดาย่อมไม่ กำ� เรบิ เมอื่ เทวดาไมก่ ำ� เรบิ ฝนยอ่ มตกตอ้ งตามฤดกู าล เมอ่ื ฝนตกตอ้ งตามฤดกู าล ขา้ วกลา้ กส็ กุ เสมอกนั ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ผู้บริโภคข้าวกล้าที่สุกเสมอกัน ย่อมมีอายุยืน มีผิวพรรณดี มีก�ำลัง และมอี าพาธนอ้ ยฯ เม่อื ฝงู โคขา้ มไปอยู่ ถ้าโคผ้นู ำ� ฝูงไปคด โคเหล่าน้ันย่อมไปคดทง้ั หมด ในเมื่อโคผนู้ ำ� ไปคด ในมนษุ ย์กเ็ หมอื นกัน ผ้ใู ดได้รบั สมมตใิ หเ้ ป็นผู้น�ำ ถ้าผนู้ ั้นประพฤตอิ ธรรม ประชาชนนอกนี้กจ็ ะ ประพฤตอิ ธรรมเหมอื นกนั แวน่ แควน้ ทง้ั หมดจะไดป้ ระสบความทกุ ข์ ถา้ พระราชาเปน็ ผไู้ มต่ งั้ อยใู่ นธรรม เมอื่ ฝงู โคขา้ มไปอยู่ ถา้ โคผนู้ ำ� ฝงู ไปตรง โคเหลา่ นนั้ ยอ่ มไปตรงทง้ั หมด ในเมอื่ โคผนู้ ำ� ไปตรง ในหมมู่ นษุ ย์ ก็เหมือนกัน ผู้ใดได้รับสมมติให้เป็นผู้น�ำ ถ้าผู้นั้นประพฤติธรรม ประชาชนนอกน้ีย่อมประพฤติธรรม เหมอื นกนั แว่นแคว้นทง้ั หมดยอ่ มได้ประสบความสุข ถา้ พระราชาเปน็ ผู้ตั้งอยใู่ นธรรม๒๙ จากขอ้ ความในพระสตู รน้ี จะเหน็ ไดว้ า่ ความประพฤตขิ องผนู้ ำ� และผตู้ ามเปน็ สง่ิ ทสี่ ำ� คญั ทสี่ ดุ ในการปกครอง ก่อให้เกิดท้ังผลดีและผลเสียท้ังการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อม อนั ส่งผลกระทบต่อความสงบสขุ โดยรวม มผี ลเกย่ี วเนื่องกนั เป็นวฏั จักร ไมข่ าดสาย หลกั ปฏบิ ตั ขิ องกษตั รยิ ห์ รอื ผปู้ กครองในรปู แบบการปกครองอภชิ นาธปิ ไตย หรอื สามคั คธี รรม หลกั ปฏิบัตขิ องกษตั ริย์สมบรู ณาญาสทิ ธิราชทเ่ี ป็นเผดจ็ การอ�ำนาจนิยมในรูปแบบอภิชนาธิป ไตยหรือสามัคคีธรรม นอกจากจะด�ำเนินตามปฏิปทาดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังต้องปฏิบัติตามธรรมที่ พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แก่กษัตริย์ลิจฉวี แห่งแคว้นวัชชี ขณะที่พระองค์ทรงประทับอยู่ที่สารันทท เจดยี ์ ใกลก้ รงุ เวสาลี คอื หลกั การปกครอง “อปรหิ านยิ ธรรม” ธรรมเปน็ เหตไุ มใ่ หเ้ สอ่ื ม มแี ตค่ วามเจรญิ ฝา่ ยเดียว ซ่งึ มเี น้ือความดงั นี้ ๒๙ พระสุตตนั ตปฎิ ก, อังคุตตรนิกาย จตกุ นิบาต, เลม่ ท่ี ๑๓, หน้า ๘๖ -๘๘.

110 รฐั ศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ ๑. ประชุมกนั เนืองนิตย์ ๒. เมื่อประชมุ กันก็พร้อมกนั ประชมุ เมอ่ื เลกิ ก็พร้อมกนั เลิก และกระทำ� กจิ ที่ควรทำ� ๓. จักไม่บัญญัติส่ิงท่ีมิได้บัญญัติ จักไม่ตัดรอนส่ิงท่ีบัญญัติไว้แล้ว ยอมรับศึกษาในธรรมของ ชาววชั ชีตามทบี่ ญั ญัติไวแ้ ลว้ ๔. จักเคารพนบั ถอื ชาววชั ชที ีเ่ ปน็ ผใู้ หญ่ ผูเ้ ฒา่ ๕. จักไมข่ ่มเหงสตรที ี่มสี ามีแล้วและสตรสี าว ๖. จักสักการะเคารพส่ิงท่คี วรบชู าเคารพสักการะของชาววชั ชี ๗. จักจัดแจงให้การอารักขาคุ้มครองอันเป็นธรรมในพระอรหันต์ และปรารภให้พระอรหันต์ ท่ยี ังไมไ่ ดม้ าไดม้ า ทีม่ าแล้วขอใหอ้ ยเู่ ป็นสขุ ๓๐ ข้อปฏิบัติ ๗ ประการนี้ มิใช่เหมาะส�ำหรับผู้ปกครองแบบอภิชนาธิปไตยหรือสามัคคีธรรม เทา่ นนั้ ยงั เหมาะกบั การปกครองในรปู แบบอน่ื ๆ ทถี่ อื เปน็ หลกั การสำ� คญั ของผบู้ รหิ ารทง้ั ปวงควรใสใ่ จ นำ� ไปเปน็ แนวทางปฏบิ ตั ิ ยอ่ มจะนำ� ความเจรญิ กา้ วหนา้ ประสบผลสำ� เรจ็ กอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนต์ ามทม่ี งุ่ หวงั ได้ นอกจากข้อปฏิบัติในอปริหานิยธรรมดังกล่าวข้างต้นแล้ว พระพุทธองค์ทรงแสดงวิหารธรรม แก่พระเจ้ามหานามศากยะ และพระเจ้านันทิยศากยะ แห่งอาณาจักรสักกะ ผู้ทูลถามถึงปฏิปทาข้อ ปฏิบัติที่จะท�ำให้อยู่เป็นสุข ซ่ึงประกอบไปด้วย วิหารธรรม ๕ ประการ ดังนี้ เป็นผู้มีศรัทธา เป็นผู้มี ความเพียร เป็นผู้มีสติ เป็นผู้มีสมาธิ และเป็นผู้มีปัญญา และเจริญธรรมที่ย่ิงขึ้นอีก ๖ ประการ คือ ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ ถึงพระธรรมว่าเป็นสรณะ ถึงพระธรรมว่าเป็นสรณะ เป็นผู้มีศีล มีจาคะ และระลึกถงึ คุณธรรมของเทวดา คอื ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปญั ญา๓๑ ปฏิปทาของผู้ปกครองแบบอภิชนาธิปไตยหรือสามัคคีธรรมดังกล่าวข้างต้น เป็นปฏิปทาท่ี เหมาะกบั การปกครองทกุ รปู แบบ นอกจากการปกครองบรหิ ารจดั การรฐั แลว้ ยงั สามารถใชไ้ ดใ้ นองคก์ ร รปู แบบอน่ื ๆ อกี เพราะสามารถประชมุ แกไ้ ขปญั หาขอ้ ขดั ขอ้ งอยา่ งไดท้ นั ทว่ งที ดว้ ยความเปน็ อนั หนงึ่ อันเดียวกัน เคารพและให้เกียรติ์แก่ผู้อาวุโส ยึดมั่นในหลักการที่ดีงามที่เคยด�ำเนินมาแล้ว และยึดม่ัน ในคณุ ธรรมในการอย่รู ่วมกนั ๓๐ พระสตุ ตันตปฎิ ก, องั คุตตรนิกาย สตั ตกนบิ าต, เลม่ ที่ ๒๓, หน้า ๒๑. ๓๑ พระสตุ ตันตปฎิ ก, อังคุตตรนกิ าย สตั ตก – อฏั ฐก – นวกนบิ าต, เล่มที่ ๑๕, หนา้ ๑๙๕ - ๑๙๗.

การปกครองระบอบเผด็จการ 111 สรุป จากข้อความท่ีปรากฏในพระสูตรต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้องกับ การปกครองแบบเผด็จการอำ� นาจนิยมทงั้ ราชาธปิ ไตย อภิชนาธปิ ไตย หรือสามคั คีธรรม ในฐานะท่อี ยู่ เหนือผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง คือ เก่ียวข้องในฐานะเป็นที่เคารพสักการะ เป็นศาสดา ผู้เป็นท่ีพึ่ง สรณะ ใหก้ ารเกอ้ื หนนุ การปกครอง “ราชาปราชญ”์ และ “ธรรมราชา” สำ� หรบั กษตั รยิ ผ์ ปู้ กครอง เปน็ “ธรรมราษฎร์” ส�ำหรับผู้ถูกปกครอง และทรงท�ำรัฐให้เป็น “ธรรมรัฐ” โดยปกครองบริหารแบบ “ธรรมาภบิ าล” เพอ่ื ให้ทัง้ ผูป้ กครองและผถู้ กู ปกครองบรรลเุ ป้าหมายสงู สดุ ในการอย่รู ว่ มกันในรฐั คอื การมคี ณุ ภาพชวี ติ ทด่ี ี มคี วามสงบสขุ ทง้ั กายและใจ ทงั้ นท้ี รงแนะนำ� ใหด้ ำ� เนนิ นโยบายทางการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม ให้ประกอบด้วยธรรม ทรงส่ังสอนจริยธรรมทางการเมืองที่ควรประพฤติปฏิบัติ แก่ผู้ปกครอง และทรงสั่งสอนศีลธรรม จริยธรรม แก่ผู้ถูกปกครอง ให้มีธรรมเป็นกรอบปฏิบัติในการ ด�ำเนนิ ชีวิต รูปแบบการปกครอง ผู้ปกครอง ผูถ้ กู ปกครอง ไม่ว่าแบบใด ถ้าประพฤติธรรม มธี รรมเป็น ประทีปส่องมรรคาวิถีแล้ว ผู้ปกครอง ผู้ถูกปกครอง การปกครองแบบน้ัน ย่อมเป็นแบบที่ดีท่ีสุด เพราะจะไดร้ บั ประโยชนอ์ ยา่ งสงู สดุ บรรลเุ ปา้ หมายในการอยรู่ ว่ มกนั ถา้ ตรงกนั ขา้ ม กจ็ ะเปน็ ผปู้ กครอง รูปแบบการปกครอง ที่เลวท่ีสุด ซึ่งน�ำความทุกข์เข็ญมาสู่อาณาประชาราษฎร์มากท่ีสุด การปกครอง รูปแบบที่มีธรรมเป็นแนวทางในการปฏิบัติ จะก่อให้เกิดระบบการปกครองแบบราชาธิปไตย อภิชนา ธิปไตย หรือสามคั คธี รรม ซง่ึ เป็นทีป่ รารถนาของประชาชน รูปแบบใดที่ปฏเิ สธธรรม การปกครองรปู แบบน้ัน ก็จะเป็นการปกครองแบบทรราช หรือทุชนาธิปไตย หรือคณาธิปไตย ซ่ึงไม่เป็นท่ีปรารถนา ของใคร ๆ ดงั นน้ั รปู แบบการปกครองทพี่ งึ ประสงคใ์ นทศั นะของพระพทุ ธศาสนากค็ อื “ธรรมาธปิ ไตย” ผปู้ กครองทป่ี ระพฤตธิ รรม ทรงธรรม ปกครองโดยธรรม คอื “ราชาปราชญ”์ หรอื “ธรรมราชา” นนั่ เอง



บทท่ี ๗ ระบบสงั คมนยิ ม (Socialism) เม่ือระบบทุนนิยมได้ขยายตัวอย่างมากจากยุคเกษตรกรรมสู่ยุคอุตสาหกรรม มีการใช้ เครอื่ งจกั รกล เทคโนโลยสี มยั ใหมเ่ ขา้ มาทำ� หนา้ ทแ่ี ทนแรงงานมนษุ ย์ ในปลายศตวรรษที่ ๑๘ ตน้ ศตวรรษ ท่ี ๑๙ ทำ� ให้เกิดการว่างงาน กรรมกรทำ� งานหนกั คา่ แรงต�่ำ เพราะถกู ขดู รดี ค่าแรง เน่ืองจากมกี รรมกร ผใู้ ชแ้ รงงานจำ� นวนมาก กรรมกรซง่ึ เปน็ คนสว่ นใหญล่ ำ� บากยากจนอยแู่ ลว้ ยงิ่ ไดร้ บั ความทกุ ขเ์ ขญ็ หนกั ย่ิงขึ้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว นักทฤษฎีทางสังคมนิยมจึงเสนอหลักการเพื่อเป็นแนวทางในการสร้าง ความเสมอภาค สรา้ งความเปน็ ธรรม สรา้ งความยตุ ธิ รรมในทางสงั คม เศรษฐกจิ ลดความเหลอ่ื มลำ�้ ลด ชอ่ งวา่ งระหวา่ งชนชน้ั ระหวา่ งคนรวยกบั คนจน ใหอ้ ยรู่ ว่ มกนั อยา่ งมคี วามสขุ ในสงั คมอยา่ งเทา่ เทยี มกนั ความหมายของระบบสงั คมนิยม คำ� วา่ “สงั คมนยิ ม” มรี ากศพั ทม์ าจากคำ� ภาษาบาลวี า่ สงั + คม + นยิ ม รวมเปน็ “สงั คมนยิ ม” ความพร้อมใจในการอยู่ร่วมกนั ของประชาชน สังคมนิยมในภาษาอังกฤษใช้ค�ำว่า “Socialism” ซ่ึงมาจากรากศัพท์ภาษาละติน คือ “Soiare” แปลวา่ “รวม” หมายถึงการวมเศรษฐกิจไวท้ ศ่ี ูนย์กลาง คือ สังคมเพื่อส่วนรว่ มได้ประโยชน์ รว่ มกัน สว่ นใน Longman Dictionary ไดใ้ หค้ วามหมายไวว้ า่ สงั คมนยิ ม คอื ระบบเศรษฐกจิ ทม่ี หี ลกั การให้รัฐหรือส่วนรวมเป็นเจ้าของปัจจัยในการผลิต ตลอดจนจ�ำแนกแจกจ่ายและวางระเบียบ การบริโภคผลผลิตแกท่ ุกคนในสงั คมอยา่ งท่ัวถึง โดยเสมอภาคกนั ๑ สังคมนิยมในทัศนะของนกั วิชาการได้ใหค้ วามหมายไว้ ดงั นี้ Frederick M. Watkins ไดใ้ หท้ ศั นะวา่ “สงั คมนยิ มเปน็ อดุ มการณท์ เ่ี นน้ สวสั ดภิ าพทางสงั คม ของคนทวั่ ไป และไมต่ ้องการใหท้ รัพย์สนิ และการประกอบการของเศรษฐกจิ อยู่ในมือเอกชน”๒ วทิ ยากร เชียงกูล ไดใ้ ห้ความหมายของสังคมนยิ มในพจนานกุ รมศพั ทก์ ารเมืองการปกครอง สมัยใหม่วา่ ๑ Paul Procter, “Longman Dictionary of Contemporary English.” (Great Britain, The Pitman Press, Baht : ๑๙๗๘). ๒ Frederik M. Watkins, “The Age of Ideology” (New Jersey, Englewood Cliffs, Prentice Hall : ๑๙๖๔), pp. ๔๖ -๔๘.

114 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ สังคมนิยม คือระบบสังคมท่ีมีพื้นฐานอยู่ที่การที่สังคมเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและปัจจัย การกระจายร่วมกัน P. Leroux อ้างว่าเป็นผู้ใช้ค�ำน้ี (ในภาษาฝรั่งเศส) เป็นคนแรกในปี ๑๘๓๒ เพอ่ื เปน็ แนวคดิ คดั คา้ นคตปิ จั เจกชนนยิ ม (individual) คำ� นใี้ นภาษาองั กฤษใชเ้ ปน็ ครงั้ แรกในปี ๑๘๒๗ ในนติ ยสาร Co – operative Magazine และในทศวรรษ ๑๘๓๐ ค�ำนีเ้ ป็นทรี่ ้จู ักวา่ หมายถึงความคดิ ในเชิงปฏิรูปเพื่อสร้างสังคมท่ีเป็นธรรม โดย R. Owen (๑๗๗๑ – ๑๘๕๐) มาร์กซ์ และเองเกลส์ใช้ คำ� นเ้ี ปน็ ครงั้ แรกใน The Communist Manifesto (๑๘๔๘) ปจั จบุ นั คนใชค้ ำ� วา่ “สงั คมนยิ ม” ในความ หมายท่ีกว้างหลากหลาย ตั้งแต่สังคมนิยมแบบเพ้อฝัน สังคมทุนนิยมแบบรัฐสวัสดิการ ไปจนถึง สังคมนิยมภายใตก้ ารปกครองทเี่ ข้มงวดของพรรคคอมมิวนิสต๓์ ประยงค์ สุวรรณบุบผา ได้ให้ความหมายของสังคมนิยมในแง่เศรษฐกิจว่า “เป็นระบบท่ีรัฐ เข้าไปควบคุมการผลิตที่ส�ำคัญโดยตรง รัฐอาจเข้าไปยึดถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินแทนเอกชน การผลติ ของเอกชนจงึ มเี สรภี าพจำ� กดั รฐั จะเขา้ มากำ� หนดชนดิ ของผลผลติ ตลอดจนกำ� หนดวธิ กี ารและ เทคนคิ การผลติ และพจิ ารณาวา่ จะใชผ้ ลติ ผลนอ้ี ยา่ งไร จะแบง่ สรรใหผ้ ใู้ ดเทา่ ใด ตามหลกั แหง่ การผลติ แตม่ ใิ ชเ่ พอ่ื ผลกำ� ไร และระบบเศรษฐกจิ แบบสงั คมนยิ ม รฐั จะเขา้ ไปควบคมุ การผลติ ในสว่ นทส่ี ำ� คญั ซงึ่ เปน็ อตุ สาหกรรมพนื้ ฐาน (Basic Industries) ผใู้ ชแ้ รงงานไดร้ บั คา่ ตอบแทนเปน็ เงนิ การผลติ ขนาดยอ่ ม เอกชนสามารถดำ� เนินการได้ และอาจมีทรัพยส์ นิ สว่ นตวั ได”้ ๔ อานนท์ อาภาภริ ม ได้ใหค้ วามหมายของสงั คมนยิ มทง้ั แบบอดุ มคติและประชาธิปไตยไว้ดังน้ี สังคมนิยมแบบอุดมคติ คือไม่เห็นด้วยกับการมีกรรมสิทธ์ิทรัพย์สินส่วนตัว และต่อต้านการ เอารดั เอาเปรยี บคนยากจน จดุ มงุ่ หมายทจ่ี ะทำ� ใหร้ ฐั เกดิ สงั คมนยิ มแบบอดุ มคตใิ นขนั้ ตอ่ ไปกค็ อื สงั คม เปน็ เจา้ ของกรรมสทิ ธใ์ิ นทรพั ยส์ นิ เสรมิ สรา้ งความสมคั รสมานสามคั คี สนบั สนนุ การเผยแพรก่ ารศกึ ษา สังคมนิยมอย่างกว้างขวาง ในประการสุดท้ายสร้างความเชื่อในด้านวิศวกรรมทางสังคม (Social Engineering) อันไดแ้ ก่การหาวธิ กี ารใชค้ วามรู้ทางสงั คมศาสตร์ในการจัดระบบสังคมทเ่ี หมาะสม สังคมนิยมแบบประชาธปิ ไตย คือการเขา้ ไปมีสว่ นร่วมในกจิ การทีส่ �ำคญั ของรัฐ โดยวิธกี ารที่ ไมใ่ ชว้ ธิ กี ารทร่ี นุ แรง และจดั สวสั ดกิ ารตา่ ง ๆ ใหแ้ กก่ รรมกร เชน่ การกำ� หนดคา่ จา้ งแรงงาน การกำ� หนด ชัว่ โมงการท�ำงานของกรรมกร การเกบ็ ภาษมี รดก เป็นต้น๕ ๓ วทิ ยากร เชียงกูล, “อธบิ ายศพั ทก์ ารเมอื งการปกครองสมยั ใหม่” (กรงุ เทพฯ , ส�ำนกั พมิ พ์สายธาร, บริษัทสำ� นกั พิมพ์วิญญชู น จำ� กดั : ๒๔๔๕) หนา้ ๒๒๒. ๔ ประยงค์ สุวรรณบุบผา, “สังคมปรัชญา แนวคิดตะวันออก-ตะวันตก” (กรุงเทพฯ, โรงพิมพ์โอ. เอส. พร้ินติ้งเฮ้าส์, : ๒๕๓๗) หน้า ๑๕๕. ๕ อานนท์ อาภาภิรม, “รฐั ศาสตร์เบอื้ งต้น” (กรุงเทพฯ, ส�ำนักพิมพโ์ อเดยี นสโตร,์ : ๒๕๘) หน้า ๑๑๖ – ๑๑๗.

ระบบสังคมนิยม 115 จรูญ สภุ าพ ได้ให้ความหมายของสงั คมนิยม ไวด้ งั น้ี สังคมนิยม คือทฤษฎีการเมืองท่ีต้องการให้รัฐเข้าด�ำเนินการและเป็นเจ้าของประกอบการ เศรษฐกจิ บางประเภททกี่ ระทบกระเทอื นสว่ นไดเ้ สยี ของมหาชน และโดยนยั นปี้ ระชาชนสว่ นใหญย่ อ่ ม จะได้หลักประกันในแง่สวัสดิการ๖ และหมายถึงระบบเศรษฐกิจที่มีแนวนโยบายมุ่งสนับสนุนและ ปรารถนาทจ่ี ะใหช้ มุ ชน สงั คม หรอื สว่ นรวมถอื กรรมสทิ ธ์ิ หรอื ควบคมุ การผลติ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ปจั จยั ส�ำคัญในการผลิต เช่น ทุน ทรัพยากร ท่ีดิน ท้ังน้ีเพ่ือมุ่งกระจายผลประโยชน์เหล่าน้ีเพ่ือประชาชน ทง้ั มวล๗ นงเยาว์ พรี ะตานนท์ ไดใ้ ห้ทศั นะเกยี่ วกับระบบสงั คมนิยมไว้ว่า สงั คมนยิ ม คอื ระบบเศรษฐกจิ ท่ีมุ่งสนบั สนุนให้รฐั เข้าด�ำเนินการทางเศรษฐกจิ ที่ใหญ่ มีความ ส�ำคญั ลงทนุ มาก ๆ โดยรฐั จะเปน็ นายทุนเอง ส่วนเอกชนจะดำ� เนนิ กจิ การเล็ก ๆ นอ้ ย ๆ ผลประโยชน์ สว่ นใหญ่จะเป็นของรัฐ๘ สงั คมนยิ ม ๓ แบบ ระบบสังคมนิยมท่ีมีหลักการในการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของคนในสังคมส่วนใหญ่ โดยรัฐมี บทบาทในทางเศรษฐกิจและจัดสวัสดิการในรูปแบบของรัฐสวัสดิการแก่ประชาชนอย่างย่ิงเสมอภาค เปน็ ธรรม และทัว่ ถึงน้นั สามารถสรุปได้เปน็ ๓ แบบด้วยกัน คือ ๑. สังคมนยิ มอุดมคตหิ รือยโู ทเปียน (Utopian Socialism) ๒. สังคมนิยมประชาธิปไตยหรือเฟเบียน (Fabian Socialism) ๓. สงั คมนยิ มคอมมิวนสิ ต์หรอื มารก์ ซิสม์ (Marxist Socialism) ๑. สังคมนยิ มอุดมคตหิ รอื ยูโทเปยี น มีจุดมุ่งหมาย คอื ๑. มุ่งหวังให้เกิดผลทส่ี มบรู ณพ์ นู สุขแกค่ นในสงั คม ๒. แสวงหาแนวทางทีจ่ ะสร้างสงั คมทอี่ ดุ มเพียบพรอ้ มดว้ ยความสุข ๓. เป็นสงั คมวาดมโนภาพ สร้างจนิ ตนาการว่า สงั คมอันอดุ มจะมีได้ ๖ จรญู สุภาพ, “สารานุกรมรัฐศาสตร”์ (กรุงเทพฯ, บริษทั สำ� นักพิมพ์ไทยวัฒนาพานชิ จ�ำกดั , : ๒๕๓๓) หนา้ ๑๖๑. ๗ จรญู สภุ าพ, “ลทั ธกิ ารเมอื งและเศรษฐกจิ เปรยี บเทยี บ” (กรงุ เทพฯ, บรษิ ทั สำ� นกั พมิ พไ์ ทยวฒั นาพานชิ จำ� กดั , : ๒๕๒๘) หนา้ ๙. ๘ นงเยาว์ พีระตานนท์, “การเมืองและการปกครอง” (กรุงเทพฯ, ด�ำเนินการพิมพ์โดยฝ่ายเอกสารและต�ำราสถาบันราชภัฏ สวนดสุ ิต : ๒๕๔๑) หน้า ๕๔.

116 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ๔. แสวงหาขอ้ บกพรอ่ งของสังคมและพยายามแกไ้ ขข้อบกพรอ่ งน้ัน ก็จะเกิดสงั คมอนั อุดม ๕. มีทัศนะว่า มนุษย์มีความโน้มเอียงที่จะเอาเปรียบซ่ึงกันและกัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากข้อ บกพรอ่ งทางสงั คม ๖. ยดึ หลกั การวา่ ถ้ามนษุ ยม์ คี วามสขุ สบายเทา่ กัน จะเลกิ เอาเปรยี บกนั ๗. วธิ กี ารคอื ทำ� ใหม้ นษุ ยเ์ ปน็ เจา้ ของกรรมสทิ ธริ์ ว่ มกนั รว่ มมอื กนั ประกอบกจิ การดว้ ยกนั โดย จัดสรรผลประโยชนจ์ าการทำ� งาน ๘. ทรัพยส์ นิ สว่ นตวั ไม่ควรมี เพราะเป็นสาเหตุแห่งการเอาเปรยี บกัน๙ โทมสั มอร์ ได้เสนอแนวสังคมนยิ มอดุ มคติในหนงั สอื ของเขา เรือ่ ง “ยูโทเปียน” ว่า”ผทู้ เี่ ปน็ เจ้าของกรรมสิทธ์ิในทรัพย์สินและปัจจัยการผลิต คือ ประชาชนผู้อยู่ร่วมกันในรัฐ ร่วมกันผลิต ร่วมกันบริโภค จะก่อให้เกิดความเป็นธรรม มีความสุขเสมอเท่าเทียมกัน”๑๐ จะเห็นได้ว่า สังคมนิยม แนวนี้มองว่า สมบัติส่วนตัวของปัจเจกชนเป็นอุปสรรคในการบรรลุถึงความสงบ ก่อให้เกิดช่องว่าง ระหว่างชนช้ัน มนุษย์จะแก่งแย่งเห็นแต่ตัว ก่อให้เกิดคนรวย คนจน คนท่ีสามารถกว่าจะกอบโกยผล ประโยชน์ เอาเปรยี บผทู้ ดี่ อ้ ยกวา่ ออ่ นแอกวา่ หากประชาชนทง้ั หมดเปน็ เจา้ ของกรรมสทิ ธใ์ิ นทรพั ยส์ นิ ร่วมกนั ช่วยกันผลติ บริโภครว่ มกันดว้ ยความเสมอภาคแลว้ จะสามารถแก้ปญั หาชนชั้นคนรวยคนจน ได้ ทุกคนมคี วามเป็นอยูเ่ สมอกัน สงั คมกจ็ ะมแี ต่ความสุขอย่างเท่าเทียมกัน ส�ำหรับนักสังคมนิยมอุดมคติหรือยูโทเปียนที่ส�ำคัญประกอบด้วย โรเบิร์ต โอเวน (Robert Owen) ชาร์ลส์ ฟูริโอ (Charles Fourier) หลุยส์ บลังค์ (Louis Blanc) ปิแอร์ โจเซฟ ปรดู อง (Piere Joseph Proudhon) ซ่ึงมีแนวคิดดงั น้ี ๑. โรเบริ ์ต โอเวน (Robert Owen ๑๗๗๑ – ๑๘๕๘) โรเบิร์ต โอเวน เปน็ นกั อุตสาหกรรมชาวอังกฤษ ไดร้ บั ยกย่องว่าเป็นบดิ าแหง่ การสหกรณ์ เขา ได้มีแนวคิดในการจัดสร้างโรงงานสวัสดิการ เพ่ือเอาใจใส่คนงานให้มีสวัสดิการ มีสุขภาพดีท้ัง กายและจติ ใจ จะเปน็ ผลใหก้ ารทำ� งานมปี ระสทิ ธภิ าพมากขน้ึ โดยลดชวั่ โมงการทำ� งานจาก ๑๗ ชวั่ โมง ต่อวัน เหลือ ๑๐ ช่ัวโมงต่อวัน และไม่จ้างแรงงานเด็ก แต่กลับให้เด็กท่ีเป็นลูกกรรมกรท้ังหลายเรียน ฟรีในโรงเรยี นทต่ี ั้งข้นึ เพอ่ื เปน็ การสง่ เสรมิ และพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นเด็กดีมีคณุ ภาพ นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งหมู่บ้านสหกรณ์การเกษตรข้ึนเพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน โดยให้ ผวู้ า่ งงานเปน็ สมาชกิ หมบู่ า้ นสหกรณก์ ารเกษตร ทำ� งานชว่ ยเหลอื โดยรว่ มมอื กนั ในการผลติ ปราศจาก ๙ จรญู สุภาพม “ทฤษฎีการเมือง” (พระนคร, ไทยวฒั นาพานชิ ; ๒๕๑๔) หนา้ ๑๑. ๑๐ อานนท์ อาภาภริ ม, “รฐั ศาสตร์เบอื้ งต้น” (กรุงเทพฯ, ส�ำนกั พิมพโ์ อเดยี นสโตร์ : ๒๕๒๘) หน้า ๑๑๗.

ระบบสังคมนิยม 117 การแข่งขัน ผลผลิตที่ได้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ซึ่งจะก่อให้เกิดความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ไม่ก่อให้เกิดความเห็นแต่ตัว และแบ่งแยกชนช้ันในสังคม ปัญหาสังคมจะไปหมดไป ด้วยวิธีการ ดงั กลา่ วจะทำ� ใหม้ นษุ ยร์ ว่ มมอื ชว่ ยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั ผลผลติ กจ็ ะเพมิ่ มากขน้ึ สมาชกิ หมบู่ า้ นสหกรณ์ การเกษตรจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน โดยมีโรงอาหารรวมกันแห่งเดียว บริโภคร่วมกันท้ังหมด มีท่ีพักอาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล โบสถ์ เป็นของส่วนร่วมโดยใช้ร่วมกัน ทุกคนมีความเป็นอยู่เท่าเทียมเสมอภาค กัน จะท�ำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งเสริมให้ผลผลิตมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เพียงพอต่อความต้องการ ของสมาชิก นอกจากนโี้ อเวนปฏเิ สธผลก�ำไร โดยเห็นวา่ ก�ำไรคอื ส่ิงทม่ี ากกวา่ ค่าของส่ิงทผ่ี ลิตได้ เป็นสง่ิ ที่ กระตุ้นใหผ้ ลิตมากเกินไป ท�ำให้ผลผลติ มีราคาแพงเกินจรงิ จนกรรมกรไมส่ ามารถซอ้ื ได้ ซง่ึ ไมถ่ ูกตอ้ ง และยตุ ิธรรมแกค่ นงาน เขาเสนอให้ใชว้ ิธีแลกเปลีย่ นสินคา้ แทนการซ้ือขายดว้ ยเงนิ โดยคิดราคาสนิ คา้ ตามจ�ำนวนช่ัวโมงการผลิตสินค้าน้ัน ผู้ซ้ือสามารถจ่ายเป็นช่ัวโมงแรงงานที่เขาทำ� งาน ซ่ึงจะเกิดความ เปน็ ธรรมแกผ่ ซุ้ อื้ และผขู้ าย กำ� ไรจะหมดไป พวกพอ่ คา้ คนกลางไมส่ ามารถแสวงหาประโยชนจ์ ากแรงงาน ของกรรมกร ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถติดต่อกันได้โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง วิธีการดังกล่าวเป็น แนวคิดและหลักการท่ีดี แต่ต้องประสบความล้มเหลว เพราะสมาชิกไม่มีความซื่อสัตย์และเห็นแก่ตัว โดยบอกราคาสงู เกนิ ความจรงิ เพอื่ หวังผลก�ำไร สนิ ค้าจงึ แพงเกินไป ส่วนผู้ที่ซื่อสัตยบ์ อกราคาตามจรงิ จะถกู ซอื้ สนิ คา้ ไปหมด เหลือแต่สนิ ค้าค้างสตอ๊ กที่ราคาสูง สดุ ท้ายก็ลม้ เหลว แนวคิดของโรเบิร์ต โอเวน ถือว่าเป็นสังคมนิยมแบบเพ้อฝันหรืออุดมคติ โดยต้ังอยู่บน สมมตฐิ านมองมนษุ ยใ์ นแงด่ ที วี่ า่ “มนษุ ยถ์ กู กำ� หนดโดยสง่ิ แวดลอ้ ม ธรรมชาตขิ องมนษุ ยไ์ มใ่ ชค่ นดหี รอื เลว แล้วแต่สภาพแวดล้อมจะท�ำให้เป็นไป ถ้าเปลี่ยนสภาพแวดล้อมแล้ว มนุษย์ก็จะเปล่ียนไป สังคม ควรใหค้ วามสำ� คญั แกม่ นษุ ยม์ ากขน้ึ จะทำ� ใหก้ ารผลตดิ มากขนึ้ มคี ณุ ภาพมากขนึ้ ไมค่ วรใหค้ วามสำ� คญั กับเครื่องจักรและปัจจัยการผลิตมากเกินไป” แต่ความล้มเหลวของโรงงานสวัสดิการ และหมู่บ้าน สหกรณ์การเกษตรได้พิสจู น์ว่า ทฤษฎีของเขาเก่ียวกับมนษุ ย์และส่งิ แวดล้อมบกพร่องมิใชน่ ้อย เพราะ เช้าใจความเปน็ จรงิ ของมนุษยผ์ ิดพลาดไป ๒. ชารล์ ส์ ฟูรโิ อ (Charles Fourier ๑๗๗๒ – ๑๘๓๗) ชาร์ลส์ ฟูริโอ เป็นชาวฝรั่งเศส เสนอแนวคิดทางสังคมนิยมในลักษณะเดียวกับโรเบิร์ต โอเวน คือ จัดตั้งหมู่บ้านสหกรณ์ หรือโรงงานสวัสดิการการเกษตร ท่ีเรียกว่า “ฟาลังแสตร์” ให้สมาชิกเป็นเจ้าของสหกรณ์ร่วมกันถือหุ้น มีผู้จัดการ โดยสมาชิกเป็นผู้คัดเลือกข้ึนมาเป็นผู้บริหาร จัดการ สมาชิกแต่ละคนจะถือหุ้นไม่เท่ากัน มีการแบ่งผลก�ำไรแก่เจ้าของทุน ผู้ใช้แรงงาน ค่าบริหาร จัดการและผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม ในการอยู่ร่วมกันเป็นสหกรณ์การเกษตรน้ี ฟูริโอมีแนวคิดว่าจะ

118 รัฐศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ ท�ำให้สมาชิกทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน จะท�ำงานท่ีเหมาะสมกับความสามารถ ท�ำให้ผลผลิต เพมิ่ ขน้ึ พอเพยี งแกก่ ารบรโิ ภคและยงั เหลอื จำ� หนา่ ยแกบ่ คุ คลภายนอกได้ แตถ่ า้ หากเกดิ การขาดแคลน กส็ ามารถแลกเปลย่ี นกบั สหกรณส์ าขาอน่ื ๆได้ เมอ่ื ผลผลติ ทกุ อา่ งเปน็ ของสงั คม ทกุ คนเปน็ เจา้ ของรว่ ม กัน มีสทิ ธิในการบริโภคใชส้ อยเทา่ เทยี มกนั ความขัดแย้งเอาลัดเอาเปรยี บซ่งึ กันและกันกจ็ ะหมดไป จะเห็นว่า แนวคิดชาร์ลส์ ฟูริโอ ในรูปแบบนี้โน้มเอียงไปทางสังคมนิยมแบบประชาธิปไตย เพราะสนบั สนนุ ใหม้ ผี ถู้ อื หนุ้ ลงทนุ ผใู้ ชแ้ รงงาน ผบู้ รหิ ารจดั การ ผบู้ รโิ ภคไดร้ บั ผลประโยชนร์ ว่ มกนั อยา่ ง ลงตัว ไม่ก่อให้เกิดความขดั แยง้ และเอารดั เอาเปรยี บผู้ใชแ้ รงงาน จะเกิดความเปน็ ธรรมในสงั คม ๓. หลุยส์ บลังค์ (Louis Blanc ๑๘๑๑ – ๑๘๘๒) หลุยส์ บลังค์ เป็นลูกครึ่งฝร่ังเศสสเปน โดยบิดาเป็นชาวฝร่ังเศส มารดาเป็นชาวสเปน เกิดในสเปน แตต่ ้งั ถ่นิ ฐานในฝรั่งเศส เสนอทฤษฎไี ปในแนวทางเดียวกนั กับโรเบริ ์ต โอเวน และชารล์ ส์ ฟูริโอ โดยเสนอให้ต้ังสมาคมโรงงาน หรือสมาคมโรงงานแห่งชาติ ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับสหกรณ์ การเกษตร และหมูบ่ า้ นสหกรณก์ ารเกษตรของโรเบิร์ต โอเวน และ “ฟาลังแสตร”์ ของชาร์ลส์ ฟูรโิ อ โดยให้กรรมกรทางการเกษตรหรืออุตสาหกรรมรวมตัวกันจัดต้ังข้ึนบริหารกันเอง ส่วนรัฐบาลให้การ สนบั สนุนในระยะแรก กรรมกรทุกคนท่เี ป็นสมาชิกสมาคม จะได้รบั คา่ จ้างเทา่ เทยี มกนั โดยแนวคดิ น้ี จะช่วยลดการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความเหล่ือมล้�ำทางสังคม เกิดช่องว่างระหว่าง คนรวยคนจนได้ ๔. ปแิ อร์ โจเซฟ ปรูดอง (Pierre Joseph Proudhon ๑๘๐๙ – ๑๘๖๕) ปแิ อร์ โจเซฟ ปรดู อง เปน็ ชาวฝร่งั เศส เสนอแนวคดิ ทางสงั คมนิยม คือ กรรมสิทธิใ์ นทรพั ย์สิน ควรเปน็ ของสงั คมสว่ นกลาง ทกุ คนสามารถเปน็ เจ้าของรว่ มกัน ไม่ควรมีทรพั ย์สินส่วนตวั ทกุ คนควรมี สิทธเิ สรภี าพและความเสมอภาคในด้านเศรษฐกิจ ขจัดความไม่เป็นธรรมใหห้ มดไปได้ ตามท่ีได้กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่า นักสังคมนิยมอุดมคติหรือยูโทเปียน มีทัศนะว่า การแบง่ ปนั ในทางเศรษฐกจิ เปน็ สาเหตแุ หง่ การเหน็ แตต่ วั เอารดั เอาเปรยี บ ซง่ึ ผมู้ คี วามสามารถมากกวา่ ซง่ึ เปน็ คนสว่ นนอ้ ย จะเอารดั เอาเปรยี บคนสว่ นใหญใ่ นสงั คม คอื กรรมกร ผใู้ ชแ้ รงงาน ไมม่ คี วามรแู้ ละ ความสามารถ กลายเป็นคนยากจน ก่อให้เกิดชนช้ันรวยและจน จึงควรขจัดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ระหว่างบุคคลอันเป็นต้นเหตุแห่งการแข่งขันแก่งแย่งผลประโยชน์จากผลผลิตของผู้ใช้แรงงาน ไม่เป็น ส่วนของบุคคล คือ นายทุน จึงจัดสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจให้เหมาสมกับมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคม เสยี ใหม่ โดยใหก้ รรมสทิ ธทิ์ รพั ยส์ นิ เปน็ ของสว่ นกลาง ในรปู แบบโรงงานสวสั ดกิ าร หรอื หมบู่ า้ นสหกรณ์ การเกษตรตามแนวคิดของโรเบิร์ต โอเวน ฟาลังสแตร์ ตามแนวคิดของชาร์ลส์ ฟูริโอ สมาคมโรงงาน

ระบบสังคมนยิ ม 119 แห่งชาติ ตามแนวคิดของหลุยส์ บลังค์ การจัดรูปแบบกรรมสิทธิ์รวมดังกล่าวจะท�ำให้กรรมกร กระตือรือร้นในการผลิต เพ่ิมผลผลิต มีความพอเดียงในการบริโภค มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันใน การด�ำเนินชีวิตในสังคมอย่างเปน็ ธรรม และมีความสขุ ได้ ๒. สังคมนิยมแบบประชาธปิ ไตยหรอื เฟเบยี น (Fabian Socialism) สังคมนิยมประชาธิปไตยแบบเฟเบียนเป็นการยอมรับการปกครองแบบประชาธิปไตย ประชาชนเป็นเจ้าของอ�ำนาจบริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ มีพรรคการเมืองหลายพรรค แข่งขันกัน ทางการเมอื งอยา่ งเสรี ประชาชนมสี ทิ ธแิ ละเสรภี าพ ความเสมอภาคดา้ นการเมอื ง สงั คม การศกึ ษา ได้ รบั การคมุ้ ครองจากรฐั ตามกระบวนการประชาธปิ ไตยทกุ ประการ แตใ่ นทางเศรษฐกจิ รฐั เขา้ ไปมสี ว่ น รว่ มในกจิ การสำ� คัญและจำ� เป็นต่อส่วนรวม การเข้าไปแทรกแซงดงั กลา่ วเพ่อื ให้เกดิ ความเปน็ ธรรมแก่ ประชาชน ไม่ให้เกิดการผูกขาด ขูดรีดจากเจ้าของกิจการ กิจการส่วนใหญ่เป็นของรัฐ แต่เอกชนก็ สามารถเปน็ เจา้ ของดำ� เนนิ การไดต้ ามปกติ แตร่ ฐั จะเขา้ ไปดแู ลจดั การใหม้ สี วสั ดกิ ารแกก่ รรมกรลกู จา้ ง ก�ำหนดค่าจ้างแรงงาน ชวั่ โมงการทำ� งาน การจ้างแรงงานเดก็ นอกจากนีร้ ัฐจะเขา้ ไปดแู ลสวสั ดกิ ารแก่ ประชาชนทั้งในด้านสาธารณูปโภคและการบริการอื่น ๆ จากรัฐ เช่น การรักษาพยาบาล การศึกษา การสงเคราะห์ผดู้ อ้ ยโอกาสในสงั คม วธิ ีการดงั กลา่ วรัฐจะด�ำเนินการแบบคอ่ ยเปน็ ค่อยไป ไมใ่ ชว่ ธิ ีการ รุนแรง สงั คมนิยมประชาธปิ ไตยจะเรียกวา่ สงั คมนิยมแบบเฟเบียนก็ได้ เพราะเปน็ ขบวนการทางสังคม ทสี่ ัมพนั ธ์กับสมาคมเฟเบียนท่ีต้ังข้นึ ในประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. ๑๘๘๔ โดยมแี นวคดิ เกีย่ วกบั การไป สู่สังคมนิยมด้วยวิธีการรัฐสภาอย่างค่อยเป็นค่อยไปและสันติวิธี ในกรอบของสังคมทุนนิยม ชื่อของ สมาคมตง้ั ตามนายพลโรมัน ช่ือ Quintus Fabius Cunctator ซึ่งเอาชนะกองทัพของคารเ์ ธจ ดว้ ยการ ใช้กลยุทธถ่วงเวลาอย่างระมัดระวัง ผู้ก่อต้ังและสมาชิกแรก ๆ ของสมาคมเฟเบียนเป็นปัญญาชน พวกเฟเบียนไม่ยอมรับคิตมาร์กซิสม์ที่ต้องการให้มีการปฏิวัติมาต้ังแต่ต้น แต่เสนอให้รัฐเข้าไปเป็น เจ้าของปัจจัยการผลิตให้มากข้ึน สนับสนุนการร่วมมือกันระหว่างชนช้ัน ด�ำเนินการไปสู่สังคมนิยม ดว้ ยการเปลย่ี นแปลงในระบบโดยชนชนั้ นำ� ใหม้ กี ารวจิ ยั เทคนคิ และเผยแพร่ พวกเฟเบยี นสรา้ งอทิ ธพิ ล ตอ่ ความคดิ ทางสงั คมและนโยบายตา่ ง ๆ ในองั กฤษมากพอสมควร พวกเฟเบยี นกอ่ ตง้ั London School of Economics (๑๘๙๕) และชว่ ยก่อตง้ั พรรคกรรมกร (๑๙๐๐) รวมทัง้ ร่างรัฐธรรมนูญของพรรคด้วย (๑๙๑๘)๑๑ ๑๑ วทิ ยากร เชียงกลู , อา้ งแลว้ เชิงอรรถที่ ๒, หน้า ๙๐.

120 รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ หลกั การสังคมนิยมแบบประชาธิปไตย สังคมนิยมแบบประชาธิปไตย มหี ลักการดงั น้ี ๑. การปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย ๒. ต่อต้านความไม่เทา่ เทยี มกนั ทางสงั คม โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งเร่ืองฐานะทางเศรษฐกิจ ๓. ต่อตา้ นอทิ ธพิ ลของเงนิ ตรา ๔. ระบบเศรษฐกจิ เปน็ รปู แบบรฐั สวสั ดิการ ๕. โอนกิจการอตุ สาหกรรมทส่ี �ำคญั เป็นของรฐั ๖. ใชว้ ถิ ที างประชาธปิ ไตยเพอ่ื ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายอดุ มการณท์ างสงั คมนยิ ม เศรษฐกจิ และสงั คม ๗. โอนกจิ การหรอื ทรพั ย์สนิ เฉพาะสว่ นทีจ่ ำ� เปน็ เป็นของรฐั หรอื ของส่วนกลางแบบค่อยเปน็ ค่อยไป โดยมกี ารจา่ ยค่าตอบแทน๑๒ สงั คมนยิ มประชาธปิ ไตยตามทก่ี ลา่ วมาแลว้ จะเหน็ ไดว้ า่ แมโ้ ดยหลกั การทรี่ ฐั เขา้ ไปแทรกแซง ด�ำเนินการทางด้านเศรษฐกิจท่ีส�ำคัญและจ�ำเป็น ประชาชนจะได้รับผลประโยชน์เท่าเทียมเสมอภาค กนั อยา่ งเปน็ ธรรม เพราะเศรษฐกจิ ทจี่ ำ� เปน็ แกป่ ระชาชนรฐั เปน็ ผดู้ ำ� เนนิ การใหก้ ารสงเคราะหแ์ กผ่ ดุ้ อ้ ย โอกาส ในรูปแบบรัฐสวัสดิการ แต่ในความเป็นจริงทางปฏิบัติแล้ว รัฐเข้าไปด�ำเนินการเอง อาจจะไม่ ได้ผลดีเหมอื นเอกชนดำ� เนินการ เจา้ หนา้ ที่ของรฐั อาจให้บริการแบบขา้ ราชการหรอื เจ้านาย ไมบ่ รกิ าร แบบนักธุรกิจท่ีให้บริการรับใช้ผู้บริโภคเพ่ือหวังผลก�ำไรจากการแข่งขันทางการค้าและบริการ เมื่อมี ลกั ษณะของการผกู ขาดธรุ กิจโดยรัฐ ก็ปราศจากการแขง่ ขัน ข้าราชการและประชาชนไมก่ ระตอื รอื รน้ ในการผลิตและจ�ำหน่าย ส่วนประชาชนก็จะรอคอยเพื่อรับบริการจากรัฐ ท�ำให้ไม่สามารถบรรลุเป้า หมายตามอดุ มการณส์ ังคมนยิ มประชาธิปไตยได้ ๓. สงั คมนิยมคอมมวิ นสิ ตห์ รอื มาร์กซิสม์ (Marxist Socialism) สงั คมนยิ มแบบคอมมวิ นสิ ตห์ รอื มารก์ ซสิ ม์ มรี ปู แบบการปกครองเปน็ แบบเผดจ็ การเบด็ เสรจ็ นิยม รัฐบาลใช้อ�ำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การด�ำเนินการประชาชนรับผิดชอบต่อรัฐ รัฐไม่ต้องรับ ผิดชอบต่อประชาชน ประชาชนเพียงรับค�ำส่ังและท�ำตามนโยบายของรัฐ รัฐเป็นผู้ออกค�ำส่ังร่างแผน กำ� หนดนโยบายทง้ั หมด โดยมพี รรคการเมอื งพรรคเดยี ว คอื พรรคคอมมวิ นสิ ต์ ซง่ึ มอี ำ� นาจเหนอื รฐั บาล ๑๒ จรูญ สุภาพ, “ลัทธกิ ารเมืองและเศรษฐกจิ เปรยี บเทียบ” (บริษัทโรงพมิ พ์ไทยวฒั นาพานชิ จำ� กดั : ๒๕๒๘) หน้า ๙๙ - ๑๐๑.

ระบบสงั คมนยิ ม 121 ในแงค่ วามเป็นสังคมนิยมในทางการเมอื ง มีพรรคการเมืองพรรคเดียว ซงึ่ เปน็ ของประชาชน ท้ังหมด คือ ชนชั้นกรรมาชีพ ทางเศรษฐกิจ ทรัพย์สินท้ังหมดรวมทั้งปัจจัยการผลิตเป็นของรัฐหรือ สงั คมสว่ นรวม ในทางสงั คมและปราศจากสถาบนั ทางสงั คม จะมชี นชน้ั เดยี ว คอื ชนชนั้ กรรมาชพี มาร์ กซ์เห็นว่า เศรษฐกิจเป็นตัวก�ำหนดทุกส่ิงทุกอย่าง ถ้าสังคมมั่งค่ังสมบูรณ์ ประชาชนมีปัจจัย การผลติ เพยี งพอแก่การบริโภค ปญั หาทางด้านการเมือง การศึกษา สงั คมและอืน่ ๆ กจ็ ะหมดไป วถิ ชี วี ติ ของประชาชนในสงั คมจะไมแ่ ตกตา่ งกนั เพราะทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งเปน็ ของสว่ นลา่ งทง้ั หมด รฐั จะเปน็ ผจู้ ำ� แนกแจกจา่ ยปจั จยั ผลผลติ เพอื่ บรโิ ภคแกท่ กุ คนอยา่ งเปน็ ธรรมและทว่ั ถงึ นเี้ ปน็ เพยี งการ ก้าวเข้าสู่ความเป็นสังคมนิยมในระดับต�่ำ เม่ือมีการพัฒนาระบบสังคมนิยมเต็มท่ีแล้ว จะเข้าสู่ภาวะ สงั คมนิยมคอมมิวนสิ ตเ์ ตม็ รปู แบบ ประชาชนจะมีเสรีภาพและความเสมอภาคอยา่ งเตม็ ที่ ไมม่ ีอ�ำนาจ จากรฐั บังคบั ไมม่ กี ฎหมาย ไม่มีชนชน้ั ไม่มกี ารกดข่ีจากอ�ำนาจใด ๆ ไม่มีความจำ� เป็นทจ่ี ะต้องมีรฐั อกี ตอ่ ไป หลกั สังคมนยิ มคอมมวิ นสิ ตห์ รอื มารก์ ซิสม์ มีหลักการพอสรปุ ไดด้ งั น้ี ๑. ล้มลา้ งระบบเศรษฐกจิ การเมือง สังคม และไมถ่ อื ว่ามีผลเสยี หายแตป่ ระการใด ๒. ยกเลกิ กรรมสทิ ธท์ิ รพั ยส์ ินของเอกชนท้ังหมด ๓. โอนทรัพย์สนิ ทุกอยา่ งรวมทัง้ ปจั จยั การผลิตเปน็ ของรัฐ โดยไมม่ ีการจา่ ยคา่ ตอบแทน ๔. การจำ� หน่ายแจกจา่ ยเป็นหนา้ ท่ีของรัฐ ๕. ยกเลิกชนชั้นทางสังคม มีชนชัน้ เดยี ว คือ ชนชัน้ กรรมาชีพ ๖. ยกเลิกสถาบันทางสงั คม โดยมีพรรคคอมมิวนิสตท์ ำ� หนา้ ทแ่ี ทน ๗. สังคมนิยมเป็นเพียงทางผ่าน เป้าหมายสุดท้าย คือ สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ไม่มีรัฐ ไม่มี อำ� นาจรฐั ไม่มีรฐั บาล ไมม่ กี ฎหมาย ไม่มีชนช้นั ใด ๆ ๘. เพ่ือบรรลุเปา้ หมายดังกล่าว ตอ้ งล้มล้างลัทธินายทนุ ดว้ ยการปฏิวัติ สงั คมนยิ มแนวคอมมวิ นสิ ตจ์ ะแพรห่ ลายในประเทศทย่ี ากจน ยงั ไมม่ กี ารพฒั นาทางเศรษฐกจิ ไมม่ ีประสบการณก์ ารปกครองแบบประชาธิปไตย จะเหน็ ไดว้ า่ สงั คมนยิ มคอมมวิ นสิ ต์ เปน็ สงั คมนยิ มเอนเอยี งไปทางสงั คมนยิ มแบบเพอ้ ฝนั หรอื สังคมนยิ มอุดมคติ ซึ่งยากจะเปน็ ไปได้ในทางปฏบิ ัติ มนษุ ยไ์ มใชว่ ัตถุสิง่ ของทจ่ี ะจัดสรรไดโ้ ดยไมม่ ีการ โต้แย้งเรอ่ื งสทิ ธิ์ ความเสมอภาค มนุษย์มีความต้องการ มคี วามอยาก ความตอ้ งการของมนษุ ยไ์ ม่เคย หยดุ น่ิง ไมจ่ �ำกัด ไมม่ ที ่ีส้ินสดุ เพราะมนุษยย์ งั มีกเิ ลส คอื โลภะ โทสะ โมหะ อนั เปน็ พื้นฐานจติ ใจของ มนุษย์ชาติทง้ั มวล เมอื่ รฐั มีอ�ำนาจ เจ้าหน้าทีร่ ฐั มอี ำ� นาจ และพรรคคอมมิวนิสต์มอี ำ� นาจเหนือรฐั บาล

122 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ และประชาชน บรรดาผู้มีอ�ำนาจยังมีกิเลส ใช้อ�ำนาจไปตามกิเลสของตัวเอง ปราศจากการเหนี่ยวรั้ง หรือทัดทาน เนือ่ งจากเป็นอำ� นาจเบ็ดเสรจ็ เดด็ ขาด ย่อมกอ่ ใหเ้ กดิ คอรัปชนั กอบโดยผลประโยชนแ์ ก่ ชนชน้ั ปกครอง แมโ้ ดยหลกั การจะมชี นชน้ั เดยี ว แตใ่ นทางปฏบิ ตั เิ มอื่ มพี รรคคอมมวิ นสิ ตแ์ ละรฐั บาล ก็ ถอื วา่ เปน็ ชนช้ันสว่ นบน คือ ชนชน้ั ปกครอง และพรอ้ มกบั มสี ถาบันทางสังคมเกิดขน้ึ คอื สถาบนั การ ปกครองคกู่ ับสถาบันชนชนั้ ถูกปกครอง คือ ชนชั้นกรรมาชีพ ในทางเศรษฐกจิ กจ็ ะเกิดผู้มีฐานะรำ่� รวย คอื ชนชั้นปกครอง ซ่งึ เป็นชนช้ันนาบทนุ ใหม่ของสังคมกับผู้มีฐานะยากจน คือ ชนชน้ั กรรมาชพี ซึ่งยัง คงยากไร้ ถูกกดขี่จากอ�ำนาจรัฐเหมือนเดิม ส่วนประชาชนซ่ึงเป็นชนชั้นกรรมาชีพ โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ย่อมมีความรู้ ความฉลาด ความสามารถไม่เท่าเทียมกัน เม่ือรัฐทำ� การแจกจ่ายผลประโยชน์แก่ ผใู้ ชแ้ รงงานตามความจำ� เปน็ ไมไ่ ดใ้ หต้ ามความสามารถทเ่ี หมาะสม กไ็ มก่ ระตนุ้ ใหเ้ กดิ ความอยากทำ� งาน ผลผลติ กจ็ ะไมเ่ พมิ่ ขนึ้ ตามหลกั การแหง่ ทฤษฎที คี่ วรจะเปน็ การลม้ สลายของลทั ธคิ อมมวิ นสิ ตใ์ นปจั จบุ นั เป็นเคร่ืองยืนยันว่า สังคมนิยมแนวคาร์ล มาร์กซ์ ประสบความล้มเหลว และประเทศสังคมนิยม คอมมวิ นสิ ต์ท้งั หลายต้องปรับเปลยี่ นแนวโน้มไปสูส่ ังคมนยิ ม หรอื ทนุ นิยมประชาธปิ ไตยมากข้ึน ระบบสงั คมนยิ มตามทกี่ ลา่ วมาแลว้ ขา้ งตน้ พอสรปุ ไดว้ า่ เปน็ ระบบทรี่ ฐั หรอื สงั คมเปน็ เจา้ ของ กรรมสิทธ์ิทรัพย์สินส่วนรวม รวมท้ังปัจจัยการผลิตแทนปัจเจกบุคคล จะท�ำให้ไม่เกิดความเห็นแก่ตัว ไม่เกิดการแข่งขันเอาเปรียบกรรมกรผู้ยากไร้ วิธีการดังกล่าวจะสามารถขจัดนายทุนหรือคนกลางซึ่ง เป็นคนส่วนน้อยของสังคมออกไป เมื่อปัจจัยทางเศรษฐกิจปราศจากการผูกขาดแล้ว การจ�ำแนกแจก จา่ ยแกผ่ ูบ้ ริโภคจะมคี วามเปน็ ธรรมและทัว่ ถงึ นอกจากนี้รัฐต้องเข้าไปควบคุมด�ำเนินการกิจการที่ส�ำคัญและจ�ำเป็นต่อส่วนรวม รวม ทงั้ กจิ การสาธารรปู โภคทจ่ี ำ� เปน็ แกป่ ระชาชน และจดั สวสั ดกิ ารแกผ่ ใู้ ชแ้ รงงาน ผดู้ อ้ ยโอกาสและยากไร้ ในสังคมในรปู แบบรฐั สวัสดกิ ารอยา่ งเสมอภาคและเป็นธรรม อยา่ งไรกต็ ามสงั คมนยิ มใน ๓ รูปแบบ คือ สังคมนิยมอุดมคติ หรอื ยโู ทเปียน สงั คมนยิ มประ ชาธิปไตยหรือเฟเบียน และสังคมนิยมคอมมิวนิสต์หรือมาร์กซิส์ มีหลักการส�ำคัญ คือ แก้ปัญหาแก่ กรรมกรผูย้ ากไร้ ซ่ึงเป็นคนส่วนใหญข่ องสงั คม ไมใ่ ห้ถูกเอารัดเอาเปรยี บ ใหพ้ น้ จากความทุกข์ทรมาน สามารถยังชีพไดอ้ ย่างปกติสุขในสงั คมอย่างเสมอภาค เปน็ ธรรมและท่วั ถึง โดยวิธกี ารท�ำใหม้ นุษย์เป็น เจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ร่วมมือกันประกอบกิจการ แบ่งสรรผลประโยชน์จากแรงงานตามความ เหมาะสม ในสังคมนิยม ๓ รูปแบบน้ี สังคมนิยมที่มีความเป็นไปได้และเหมาะสมท่ีสุดในปัจจุบัน คือ ระบบสังคมนิยมประชาธิปไตย เพราะสอดคล้องกับธรรมชาติและความต้องการของมนุษย์ เป็นการ ผสมผสานระหวา่ งรปู แบบการปกครองทส่ี ง่ เสรมิ สทิ ธเิ สรภี าพในทางการเมอื งของประชาชนกบั รปู แบบ สังคมนยิ มทางเศรษฐกจิ ไมเ่ พอ้ ฝันตามแบบสงั คมนยิ มอุดมคติ ไมส่ ุดโต่งแบบสังคมนยิ มคอมมวิ นิสต์

ระบบสังคมนยิ ม 123 ระบบสังคมนิยมกับพระพทุ ธศาสนา (Socialism and Buddhism) ตามหลักการของระบบสังคมนิยม แนวคิดของนักทฤษฎีสังคมนิยมดังกล่าวมาแล้ว พอสรุป เปน็ กรอบแนวคดิ มหี ลกั การสำ� คญั คอื ปฏเิ สธการมที รพั ยส์ นิ สว่ นตวั อนั เปน็ สาเหตแุ หง่ การเหน็ แกต่ วั กอ่ ใหเ้ กดิ การแขง่ ขนั ทางเศรษฐกจิ กรรมสทิ ธใิ์ นทรพั ยส์ นิ เปน็ ของสงั คมสว่ นรวม รฐั หรอื สงั คมเปน็ ผจู้ ดั จำ� แนกแจกจ่ายแก่สมาชกิ สมาชกิ ทุกคนเปน็ เจ้าของกรรมสิทธิร์ ่วมกัน สามารถใชท้ รพั ย์สนิ สว่ นกลาง อยา่ งเปน็ ธรรมและเสมอภาค และรฐั ตอ้ งดแู ลสวสั ดกิ ารแกป่ ระชาชนอยา่ งทวั่ ถงึ ในรปู แบบรฐั สวสั ดกิ าร แนวคดิ ทางสงั คมนิยมดังกลา่ วเกดิ ในปลายศตวรรษที่ ๑๘ ตน้ ศตวรรษที่ ๑๙ เม่ือประมาณ ๒๐๐ ปนี ี้ เอง เพอ่ื สรา้ งสงั คมแบบใหมข่ น้ึ ใหป้ ระชาชนอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งมคี วามสขุ เทา่ เทยี มกนั ในขณะทพ่ี ระพทุ ธ ศาสนาได้สถาปนาสังคมลกั ษณะเชน่ น้ีมาก่อนเมือ่ ประมาณ ๒,๖๐๐ ปีมาแล้ว (พ.ศ. ๒๕๕๕) คอื สังคม สงฆ์ หรอื สงั คมสว่ นรวม (สงฆ์ แปลวา่ หมู่ หรอื สว่ นรวม) ซงึ่ ปรากฏอยใู่ นคำ� สอนของพระพทุ ธเจา้ หลกั การสังคมนิยมในพระพทุ ธศาสนาในกรอบทฤษฎสี ังคมนิยมดังกลา่ วข้างต้น ประกอบไปด้วย ๑. การไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว อันเป็นสาเหตุให้เกิดความเห็นแก่ตัว ก่อให้เกิดการแข่งขัน (Not having the personal assets is the cause of selfishness and competition) ๒. กรรมสทิ ธท์ิ รพั ยส์ นิ เปน็ ของสงั คมสว่ นรวม (Having the right of assets to the society) ๓. สังคมเป็นผู้จ�ำแนกแจกจ่ายแก่สมาชิกอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง (Society is the con- tributor of assets to the members with justice and to all members) ๔. สมาชิกทุกคนเป็นเจ้าของกรรมสทิ ธ์ิ สามารถใช้สอยรว่ มกนั ซึ่งทรัพย์สินสว่ นกลางไดอ้ ยา่ ง เสมอภาค (Each member is the owner of the assets right, and able to use the central social assets with equality) ๕. สมาชกิ ทกุ คนจะตอ้ งไดร้ บั การดแู ล เอาใจใสใ่ นเรอื่ งสวสั ดกิ ารของกนั และกนั อยา่ งเปน็ ธรรม และเท่าเทยี มกนั (Every member is entitled to be looked after and to paid an attention with social welfares in each other with justice and equality) หลกั การสงั คมนยิ มตามทปี่ รากฏในประเดน็ ดงั กลา่ วนี้ พระพทุ ธองคม์ ไิ ดท้ รงมพี ระประสงคจ์ ะ สร้างสังคมใหม่ให้ชาวโลกปฏิบัติตาม ทั้งมิได้ทรงกะเกณฑ์ หรือบีบบังคับให้ใครยอมรับนับถือเป็น แนวทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกจิ การเมอื ง สงั คมใด ๆ แตเ่ ป็นหลักการทพ่ี ระองค์ทรงบญั ญัติใหเ้ ป็น หลกั ปฏบิ ตั สิ ำ� หรบั พระภกิ ษผุ มู้ ศี รทั ธาอปุ สมบทในพระพทุ ธศาสนา ซง่ึ เปน็ สงั คมพเิ ศษ เรยี กวา่ “สงั คม สงฆ์” นอกเหนอื จากสงั คมชาวโลกทวั่ ไป ซง่ึ มรี ายละเอียดดงั นี้

124 รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ๑. หลกั การไมม่ ที รพั ยส์ นิ สว่ นตวั อนั เปน็ สาเหตใุ หเ้ กดิ ความเหน็ แกต่ วั กอ่ ใหเ้ กดิ การแขง่ ขนั หลกั การสงั คมนยิ มถอื วา่ การมที รพั ยส์ นิ สว่ นตวั เปน็ สาเหตแุ หง่ การแขง่ ขนั และความเหน็ แกต่ วั ผทู้ ม่ี คี วามฉลาด สามารถ และมโี อกาสทดี่ กี วา่ ยอ่ มมที รพั ยส์ มบตั มิ ากกวา่ บคุ คลอนื่ ซงึ่ หมายถงึ สามารถ สะสมสว่ นเกนิ ของทรพั ยส์ นิ เพอ่ื ตวั เอง เกนิ ความจำ� เปน็ จนเปน็ สาเหตใุ หผ้ ทู้ ม่ี โี อกาสดอ้ ยกวา่ ขาดแคลน ขัดสน ยากไร้ ก่อให้เกิดคนรวย ซ่ึงเป็นคนจ�ำนวนน้อย และเกิดคนยากจนเป็นจ�ำนวนมาก ท�ำให้ช่อง วา่ งระหวา่ งคนรวยและคนจนมากขน้ึ จงึ เกดิ ความไมเ่ ปน็ ธรรมในสงั คม สว่ น พระพทุ ธศาสนา พระพทุ ธ องคท์ รงวางหลักการดำ� รงชวี ติ ในสังคมสงฆ์ของพระภิกษุ ผเู้ ขา้ มาอปุ สมบทในพระพทุ ธศาสนา ไม่ใหม้ ี ทรพั ยส์ ินสว่ นตัวเกินความจ�ำเปน็ นอกจากบรขิ าร ๘ ประกอบดว้ ย บาตร ๑ ใบ ผ้า ๓ ผนื คอื สังฆาฏิ จีวร สบง ประคตเอว เข็ม มีดโกน และผ้ากรองน้�ำ (ธัมมกรก) ท่ีจะเป็นเคร่ืองใช้สอยส่วนตัวได้ ไม่มี ทรพั ยส์ นิ สว่ นตวั อน่ื ใดอกี เลย หากมบี รขิ ารมากกวา่ นี้ ถอื วา่ เปน็ สว่ นเกนิ ภกิ ษจุ ะรบั ไวใ้ ชส้ ว่ นตวั มากกวา่ นี้ไมไ่ ด้ ทรัพย์สินส่วนนน้ั ตอ้ งเปน็ ของส่วนกลาง หรอื ของสงฆ์ เพ่อื ป้องกันการสะสมและความเห็นแก่ ตัว การยึดติดในวัตถุส่ิงของ ภิกษุทุกรูปจะมีสมบัติติดตัวเพียงเท่านี้อย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน การด�ำรงชพี ในชวี ติ ประจำ� วันนนั้ ดว้ ยปัจจัย คอื เคร่อื งอาศยั ๔ อย่าง ทเ่ี รยี กวา่ นิสสยั ๔ ทีพ่ ระพทุ ธ องค์ทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้ให้อุปสมบท คือ พระอุปัชฌายะ บอกนิสสัย ๔ อย่าง ทันทีแก่ภิกษุใหม่ผู้ อุปสมบทแลว้ ในขณะนั้น ทุกรูปให้ทราบและปฏบิ ัตเิ สมอกัน ดงั นี้ นิสสัย ๔ ๑. บรรพชาอาศัยโภชนะ คือค�ำข้าว อันหาได้ด้วยก�ำลังปลีแข้ง เธอพึงท�ำอุตสาหะในสิ่งน้ัน ตลอดชีวิต อดิเรกลาภ คือภัตรถวายสงฆ์ ภัตรเฉพาะสงฆ์ การนิมนต์ ภัตรถวายตามฉลากภัตร ถวายในปักษ์ ภัตรถวายในวันอโุ บสถ ภัตรถวายในวันปาฏิบท ๒. บรรพชาอาศัยบังสุกุลจีวร เธอพึงท�ำอุตสาหะในส่ิงน้ันตลอดชีวิต อดิเรกลาภ คือ ผา้ เปลือกไม้ ผา้ ฝ้าย ผ้าไหม ผา้ ขนสตั ว์ ผา้ ปา่ น ผ้าเจอื กัน (เชน่ ผา้ ดา้ ยแกมไหม) ๓. บรรพชาอาศยั โคนไมเ้ ปน็ เสนาสนะ เธอพงึ ทำ� อตุ สาหะในสง่ิ นน้ั ตลอดชวี ติ อดเิ รกลาภ คอื วิหาร เรือนมุงแถบเดยี ว เรอื นชนั้ เรอื นโล้น ถ้�ำ ๔. บรรพชาอาศยั มตู รเนา่ เปน็ ยา เธอพงึ ทำ� อตุ สาหะในสง่ิ นนั้ ตลอดชวี ติ อดเิ รกลาภ คอื เนยใส เนยข้น น�ำ้ มัน นำ้� ผง้ึ น้�ำออ้ ย๑๓ ๑๓ พระวนิ ยั ปฎิ ก, มหาวรรค ภาค ๑, เลม่ ท่ี ๔, หนา้ ๗๙ – ๘๒.

ระบบสงั คมนยิ ม 125 การบอกนสิ สยั ๔ เปน็ ขอ้ ตกลงเบอื้ งตน้ เปน็ การทำ� ความเขา้ ใจอนั ดบั แรก สำ� หรบั ผเู้ ขา้ มาบวช ในพระพทุ ธศาสนาวา่ ใหใ้ ชส้ อยปจั จยั ๔ แคย่ งั ชพี เพยี งพอใหอ้ ตั ภาพเปน็ อยไู่ ด้ เพอ่ื ปฏบิ ตั ธิ รรมเทา่ นน้ั ไม่ใช่ให้สะสมสว่ นเกนิ ไว้มากมายเกินความจำ� เป็นแต่อยา่ งใด จดุ ประสงคข์ องการบวชในสงั คมสงฆน์ น้ั เพ่ือบรรลถุ ึงความสงบสุขทีแ่ ท้จริง คอื ความหลดุ พน้ จากทกุ ขท์ ั้งปวงทเ่ี กิดขนึ้ จากกเิ ลส จึงปฏเิ สธวัตถุ สว่ นเกนิ อนื่ ๆ ทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ ความกำ� หนดั ยอ้ มใจ ประกอบดว้ ยทกุ ข์ สะสมกองกเิ ลส กอ่ ใหเ้ กดิ ความอยาก ใหญ่ ท�ำให้ไม่ยินดีในของท่ีมีอยู่ มีส่ิงนี้แล้ว อยากมีสิ่งอื่น ๆ เพิ่มขึ้น คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ก่อให้เกิด ความเกยี จคร้านและเลีย้ งยาก เมื่อไมก่ ังวลในการแขง่ ขัน สะสมสมบตั สิ ว่ นตัวแลว้ ก็จะได้มุง่ หน้าตงั้ ใจ ประพฤติปฏิบัติธรรม เพ่ือละคลายความก�ำหนัดย้อมใจ เพ่ือปราศจากทุกข์ ไม่สะสมกองกิเลส ความ อยากลดน้อยลง สนั โดษยินดใี นของท่มี อี ยู่ สงัดกาย สงดั จิตจากหมคู่ ณะ มคี วามเพียร และเลยี้ งงา่ ย๑๔ ข้อบัญญตั ิเกยี่ วกบั ปจั จยั ๔ ทีป่ รากฏให้พระไตรปฎิ ก อันแสดงใหเ้ หน็ ถึงการไม่ใหส้ ะสมและ ปฏเิ สธสมบตั ิสว่ นตัว ซง่ึ ประกอบไปด้วย ๑. บณิ ฑบาตหรืออาหาร ๒. จีวรหรอื เครือ่ งนุ่งหม่ ๓. เสนาสนะหรือทีอ่ ยอู่ าศัย ๔. คลิ านเภสชั หรอื ยารกั ษาโรค ๑. บิณฑบาตหรอื อาหาร เกี่ยวกบั อาหารจะมีภาชนะ บริขารท่จี �ำเป็น คือ บาตร เป็นสมบตั ิ สว่ นตัวของภกิ ษุแตล่ ะรูป รปู หนงึ่ ๆ จะมีไดไ้ ม่เกิน ๑ ใบ ภิกษจุ ะเก็บบาตรท่มี ากกว่า ๑ ใบไวไ้ ดไ้ มเ่ กิน ๑๐ วัน ถา้ ล่วง ๑๐ วันไป เปน็ อาบตั นิ ิสสคั คียปาจิตตยี ์ ต้องสละบาตรน้นั เสียกอ่ น จึงแสดงอาบตั ิ และ พน้ จากโทษน้ัน๑๕ ภกิ ษุมีบาตรรา้ วไม่ถงึ ๑๐ น้วิ ขอบาตรใหม่จากคฤหสั ถ์ ผ้ไู ม่ใช่ญาติ ไมใ่ ชป่ วารณา ต้องอาบตั ินสิ สัคคยี ปาจิตตีย๑์ ๖ ทรงหา้ มใชบ้ าตรท�ำดว้ ยทอง เงนิ แกว้ มณี แก้วไพฑรู ย์ แกว้ ผลกึ สำ� รดิ แกว้ หุง ดบี ุก สงั กะสี ทองแดง ไม้ ทรงอนุญาตบาตรท�ำด้วยเหล็กและดนิ ๑๗ แสดงให้เห็นว่า ไม่ให้มีบาตรไว้ใช้ส่วนตัวเกินความจ�ำเป็น และห้ามสะสม ในขณะเดียวกันก็ ทรงหา้ มใชว้ สั ดทุ ม่ี คี า่ และกอ่ ใหเ้ กดิ อนั ตรายทำ� เปน็ บาตร ทรงอนญุ าตบาตรดนิ และบาตรเหลก็ ซงึ่ เปน็ ของมีค่าน้อยและปลอดภัยในการใช้เป็นภาชนะส�ำหรับบริโภคอาหาร เพราะภิกษุจะฉันภัตตาหารใน ๑๔ พระสุตตันตปิฎก, อังคตุ ตรนกิ าย, อฏั ฐกนบิ าต, เลม่ ที่ ๒๓, หน้า ๒๘๘. ๑๕ พระวินยั ปิฎก, มหาวิภักค,์ เลม่ ท๒่ี , หน้าท่ี ๑๒๖-๑๒๙ ๑๖ พระวนิ ยั ปิฎก, ปริวาร, เลม่ ท่ี๘, หนา้ ที่ ๒๘-๓๑ ๑๗ พระวินยั ปิฎก, จลุ วรรค, เล่มท๗ี่ , หนา้ ท่ี ๑๔-๑๘

126 รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ บาตร ใช้บาตรใบเดียวแทนภาชนะถ้วยชามทุกชนิด มีบาตรใบเดียว ส�ำเร็จประโยชน์ในเรื่องเก่ียวกับ อาหารทุกอยา่ ง ทรงมงุ่ ถงึ คุณคา่ ในการใช้สอยให้เกดิ ประโยชนส์ งู สุด ไม่ใหค้ วามส�ำคญั ในเรือ่ งราคาแต่ อยา่ งใด สว่ นการรับอาหารบณิ ฑบาตนน้ั รับได้อยา่ งมากไมเ่ กนิ ๓ บาตรเทา่ นั้น ถา้ รับเกนิ กวา่ นั้น เป็น อาบัติปาจิตตยี ์ และของที่รบั มามากเชน่ น้นั ตอ้ งแบง่ ให้ภิกษุรูปอื่น๑๘ เพอ่ื ไม่ใหโ้ ลภในอาหาร และต้อง เอ้อื เฟอ้ื ตอ่ ภิกษอุ ่นื ด้วย ห้ามภกิ ษุฉันอาหารทเี่ ปน็ ของเค้ียวของฉันในเวลาวกิ าล คอื ตั้งแต่เที่ยงแล้วไป จนถงึ วันใหม่ หากล่วงละเมิดต้องอาบตั ิปาจติ ตยี ์๑๙ ภิกษจุ ะกลนื กนิ อาหารที่ไม่มผี ้ใู ห้ คือ ยงั ไม่ประเคน ไม่ได้ เวน้ แต่น้�ำและไมส้ ฟี นั หากล่วงละเมิดจะต้องอาบัติปาจติ ตยี ๒์ ๐ ภิกษุจะฉนั อาหารทรี่ บั ประเคนไว้ ค้างคนื ไม่ได้ ถา้ ฉันเปน็ อาบัตปิ าจติ ตีย์๒๑ ภกิ ษุขอโภชนะอันประณตี คอื ข้าวสุกระคนด้วยเนยใส เนย ขน้ น�้ำมัน น�ำ้ ผ้งึ นำ�้ ออ้ ย ปลา เนอ้ื นมสด นมส้ม ตอ่ จากคฤหัสถ์ทไ่ี มใ่ ช่ญาติ ไมใ่ ชป่ วารณาเอามาฉัน ตอ้ งอาบตั ปิ าจติ ตยี ๒์ ๒ ทรงหา้ มรบกวนคนอนื่ และญาตติ อ้ งเปน็ ญาตสิ าโลหติ จรงิ ๆ จะเปน็ พเี่ ขย พสี่ ะใภ้ หรอื นอ้ งเขย น้องสะใภ้ ขอไมไ่ ด้ แม้มผี ู้ปวารณา จะขอไดใ้ นเวลาทกี่ �ำหนดเท่านั้น ถ้าขอเกนิ กว่าเวลา ที่ก�ำหนด ต้องอาบัติปาจิตตีย์เช่นกัน ทรงห้ามเก็บอาหารค้างคืนไว้ในที่อยู่ ห้ามสะสมอาหาร ห้ามหุง ต้มอาหารในท่ีอยู่ และหา้ มหุงต้มด้วยตนเอง ผู้ล่วงละเมิดเป็นอาบตั ิทกุ กฎ๒๓ การทที่ รงหา้ มเชน่ นเ้ี พ่ือ ตัดปัญหา ไม่ให้สะสมอาหารส่วนเกินไว้เป็นสมบัติส่วนตัวของภิกษุ ทรงอนุญาตที่เก็บอาหารเป็นส่วน รวม โดยประกาศเปน็ การสงฆ์ คอื ใชม้ ตสิ งฆว์ า่ ใหเ้ กบ็ อาหารสว่ นเกนิ ทม่ี ผี นู้ ำ� มาถวาย เชน่ เกลอื นำ้� มนั ขา้ วสาร ของเคย้ี ว (ผลไม้) เปน็ ต้น ท�ำให้อาหารทเ่ี ปน็ สว่ นเกินนน้ั เกบ็ ไวเ้ ปน็ ส่วนกลาง ซ่ึงเปน็ สิทธิข์ อง สงฆ์ส่วนรวม เพื่อใช้บริโภคได๒้ ๔ ทรงห้ามฉันเนื้อสัตว์ท่ีเขาฆ่าท�ำถวายเจาะจงภิกษุ ผู้ล่วงละเมิดเป็น อาบัติทกุ กฎ ทรงอนุญาตใหฉ้ นั ปลาและเน้ือทบ่ี ริสทุ ธิ์ โดยมีเง่อื นไข ๓ ประการ คือ ไมไ่ ด้เห็น ไม่ได้ฟงั ไมไ่ ดร้ งั เกยี จวา่ เขาฆา่ เพอื่ ใหต้ นบรโิ ภค๒๕ นอกจากนขี้ องทภ่ี กิ ษจุ ะฉนั ไดห้ รอื ไมไ่ ด้ กม็ กี ารกำ� หนดระยะ เวลาไว้ดว้ ย ของทฉ่ี ันได้ท่กี �ำหนดระยะเวลามี ๔ อย่าง คอื ๑๘ พระวนิ ยั ปฎิ ก, มหาวภิ ังค,์ ปาจติ ตยี กัณฑ์, เล่มท่ี ๒, หนา้ ๑๒๔ - ๑๒๙ ๑๙ พระวนิ ัยปิฎก, มหาวิภงั ค์, ปาจิตตยี กณั ฑ,์ เลม่ ท่ี ๒, หน้า ๑๒๔ - ๑๒๙ ๒๐ พระวินยั ปิฎก, มหาวิภงั ค์, ปาจติ ตียกณั ฑ,์ เลม่ ท่ี ๒, หนา้ ที่ ๑๒๔ - ๑๒๙ ๒๑ พระวินยั ปฎิ ก, มหาวิภังค์, ปาจิตตยี กณั ฑ์, เลม่ ที่ ๒, หน้าท่ี ๑๒๔ - ๑๒๙ ๒๒ พระวนิ ยั ปิฎก, มหาวิภงั ค์, ปาจิตตยี กัณฑ,์ เลม่ ที่ ๒, หนา้ ท่ี ๑๒๔ - ๑๒๙ ๒๓ พระวนิ ยั ปิฎก, มหาวิภงั ค์, เภสัชชขนั ธกะ, เล่มที่ ๕, หนา้ ที่ ๓๐ - ๓๒ ๒๔ พระวนิ ยั ปฎิ ก, มหาวภิ ังค์, เภสชั ชขนั ธกะ, เลม่ ท่ี ๕, หนา้ ที่ ๓๐ - ๓๒ ๒๕ พระวนิ ัยปิฎก, มหาวภิ งั ค์, เภสชั ชขนั ธกะ, เลม่ ท่ี ๕, หน้าท่ี ๓๐ - ๓๒

ระบบสังคมนยิ ม 127 ๑. ยาวกาลกิ ของทฉี่ นั ได้ชว่ั เชา้ ถึงเท่ยี ง เช่น ขา้ ว อาหารและโภชนะอ่ืน ๆ ๒. ยามกาลกิ ของทีฉ่ นั ไดไ้ ม่ข้ามคืน มี สมอ มะขามปอ้ ม ท่ีรับประเคนแลว้ น�้ำปานะ ๘ ชนิด ฉนั หลังเที่ยงได้ ๓. สัตตาหกาลิก ของที่ใหฉ้ นั ไดไ้ มเ่ กิน ๗ วัน เชน่ น้�ำผ้งึ น�้ำอ้อย น้ำ� ตาล เป็นตน้ ๔. ยาวชีวกิ ของท่ีอนุญาตให้ฉันไดต้ ลอดชีวิต เชน่ เภสชั สำ� หรับรักษาโรค๒๖ นอกจากนย้ี งั มขี อ้ ปฏบิ ตั หิ รอื จรรยามารยาทเกยี่ วกบั เรอ่ื งอาหารทภี่ กิ ษจุ ะตอ้ งศกึ ษาและปฏบิ ตั ิ ในชีวิตประจ�ำวัน เรียกว่า “วัตร” หรือ “เสขิยวัตร” หากภิกษุรูปใดล่วงละเมิดเป็นอาบัติ ทุกกฎ (ท�ำชั่ว) มีจ�ำนวน ๓๐ ขอ้ ประกอบไปด้วย ๑. ภิกษุพงึ ทำ� ความศึกษาวา่ เราจกั รบั บณิ ฑบาตโดยเคารพ (โดยเอ้อื เฟื้อ) ๒. ภกิ ษพุ งึ ทำ� ความศึกษาวา่ เราจกั แลดูแต่ในบาตร ๓. ภิกษุพงึ ทำ� ความศึกษาวา่ เราจักรบั แกงพอสมควรแก่ขา้ วสกุ ๔. ภิกษพุ ึงทำ� ความศกึ ษาวา่ เราจกั รบั บิณฑบาตแตพ่ อเสมอขอบปากบาตร ๕. ภกิ ษพุ ึงท�ำความศึกษาวา่ เราจักฉนั บณิ ฑบาตโดยเคารพ ๖. ภกิ ษพุ ึงทำ� ความศึกษาว่า เมอ่ื ฉนั บิณฑบาต เราจักดูแลแตใ่ นบาตร ๗. ภกิ ษพุ ึงทำ� ความศกึ ษาวา่ เราจักไมข่ ุดข้าวสกุ ใหแ้ หวง่ ๘. ภิกษุพงึ ทำ� ความศึกษาวา่ เราจกั ฉนั แกงพอสมควรแก่ข้าวสกุ ๙. ภิกษพุ ึงท�ำความศึกษาวา่ เราจักไม่ขยุม้ ข้าวสกุ แต่ยอดลงไป ๑๐. ภกิ ษพุ งึ ทำ� ความศกึ ษาวา่ เราจกั ไมก่ ลบแกงหรอื กบั ขา้ วดว้ ยขา้ วสกุ เพราะอยากจะไดม้ าก ๑๑. ภิกษุพึงท�ำความศึกษาว่า เราไม่เจ็บไข้ จักไม่ขอแกงหรือข้าวสุกเพ่ือประโยชน์แก่ตน มาฉัน ๑๒. ภิกษุพงึ ท�ำความศกึ ษาวา่ เราจกั ไมด่ บู าตรของผู้อน่ื ดว้ ยคิดจะยกโทษ ๑๓. ภกิ ษพุ ึงทำ� ความศกึ ษาว่า เราจกั ไม่ทำ� ค�ำข้าวให้ใหญน่ กั ๑๔. ภิกษุพึงทำ� ความศกึ ษาว่า เราจกั ทำ� คำ� ข้าวใหก้ ลมกล่อม ๑๕. ภกิ ษุพงึ ท�ำความศึกษาว่า เมื่อคำ� ข้าวยงั ไมถ่ ึงปาก เราจกั ไมอ่ ้าปากไวท้ ่า ๒๖ พระวินัยปิฎก, มหาวภิ งั ค์, เภสชั ชขันธกะ, เล่มท่ี ๕, หน้าท่ี ๓๐ - ๓๒

128 รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ๑๖. ภกิ ษพุ ึงทำ� ความศึกษาวา่ เมือ่ ฉันอยู่ เราจักไมเ่ อานวิ้ มือสอดเข้าปาก ๑๗. ภกิ ษพุ งึ ทำ� ความศกึ ษาวา่ เม่อื ขา้ วอยู่ในปาก เราจกั ไมพ่ ูด ๑๘. ภิกษพุ งึ ทำ� ความศึกษาว่า เราจักไมโ่ ยนคำ� ข้าวเขา้ ปาก ๑๙. ภิกษุพึงทำ� ความศกึ ษาวา่ เราจกั ไม่ฉนั กัดคำ� ขา้ ว ๒๐. ภิกษพุ ึงท�ำความศกึ ษาว่า เราจักไม่ฉนั ทำ� กระพุ้งแกม้ ใหต้ ุ่ย ๒๑. ภกิ ษพุ ึงทำ� ความศกึ ษาว่า เราจกั ไมฉ่ นั พลาง สะบัดมือพลาง ๒๒. ภิกษุพึงท�ำความศึกษาวา่ เราจักไมโ่ ปรยเมลด็ ขา้ วใหต้ กลงในบาตรหรือในที่น้นั ๆ ๒๓. ภิกษพุ งึ ท�ำความศึกษาว่า เราจักไมฉ่ ันแลบล้นิ ๒๔. ภกิ ษพุ งึ ทำ� ความศึกษาวา่ เราจักไมฉ่ ันดงั จบั ๆ ๒๕. ภกิ ษุพึงทำ� ความศกึ ษาวา่ เราจกั ไมฉ่ นั ดังซดู ๆ ๒๖. ภกิ ษพุ งึ ท�ำความศกึ ษาว่า เราจกั ไมฉ่ ันเลียมือ ๒๗. ภกิ ษพุ ึงท�ำความศึกษาว่า เราจกั ไมฉ่ ันขอดบาตร ๒๘. ภกิ ษุพงึ ท�ำความศกึ ษาวา่ เราจักไมฉ่ ันเลียรมิ ฝีปาก ๒๙. ภิกษพุ งึ ท�ำความศกึ ษาวา่ เราจักไม่เอามือเปอ้ื นจบั ภาชนะน�ำ้ ๓๐. ภิกษพุ งึ ทำ� ความศึกษาว่า เราจักไม่เอาน้�ำลา้ งบาตรมีเมลด็ ขา้ วเทลงในบ้าน จะเหน็ ไดว้ า่ ปจั จยั เครอ่ื งยงั ชพี อนั ดบั ๑ คอื อาหาร นอกจากจะไมอ่ นญุ าตใหภ้ กิ ษสุ ะสมอาหาร ไว้บริโภคแล้ว อนุญาตเพียงให้แสวงหาในแต่ละวัน โดยก�ำหนดระยะเวลาในการบริโภคอาหารได้แค่ ครงึ่ วนั คอื เชา้ ถงึ เทยี่ ง เลยเทยี่ งไป ฉนั ไดเ้ ฉพาะเภสชั อาหารสว่ นเกนิ จะเกบ็ ไวฉ้ นั ไมไ่ ด้ จะเกบ็ ไดเ้ ฉพาะ เป็นการสงฆ์ หรือเปน็ ของสว่ นรวม สังคมสงฆ์ไม่ไดใ้ ห้ความส�ำคญั กบั อาหาร เหมือนกับสงั คมชาวบา้ น ทั่วไป ท่ีกังวลเกี่ยวกับอาหารมาก และบริโภคได้ตลอดเวลา การบริโภคอาหารของภิกษุเพียงเพ่ือยัง อัตภาพให้เป็นไป เพ่ือรักษาชีวิตให้ด�ำรงอยู่ เพ่ือปฏิบัติธรรม บำ� เพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อ่ืน ใหม้ ากทสี่ ดุ โดยไมเ่ สยี เวลากบั การแสวงหาอาหาร การบรโิ ภคอาหาร การเกบ็ สะสมอาหาร สงั คมนยิ ม ในหมู่สงฆ์ของพระพุทธศาสนามีความเข้มข้นและเข้มงวดในเร่ืองการสะสมอาหารส่วนเกิน เพื่อเป็น สมบัติสว่ นตัว มากกว่าสงั คมนยิ มของนักทฤษฎีสงั คมนยิ มอื่น ๆ เป็นอย่างมาก ๒. จีวร หรือเคร่ืองนุ่งห่ม ส�ำหรับผ้าท่ีเป็นเคร่ืองนุ่งห่ม เป็นสมบัติส่วนตัวของพระภิกษุ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้มีจีวรหรือเครื่องนุ่งห่มได้ไม่เกิน ๓ ผืนเท่านั้น คือ ผ้าสบงส�ำหรับใช้นุ่ง ผา้ จวี รสำ� หรบั หม่ ผา้ สงั ฆาฏสิ ำ� หรบั หม่ ซอ้ นทบั จวี ร หากจะมผี า้ สว่ นเกนิ สำ� รองไวส้ ำ� หรบั ใชผ้ ลดั เปลยี่ น ได้ คือ จีวรอกี ๑ ผนื สบง ๑ ผนื และผ้าอาบน้ำ� ฝน ซง่ึ เปน็ บริขารเกนิ จุดประสงค์ของการใช้จีวรก็เพื่อ เพยี งปกปดิ ร่างกาย ปอ้ งกันเหลอื บยุงและอากาศร้อนหนาวเทา่ น้ัน ไมใ่ ชเ่ พอ่ื ใหม้ อี ย่างฟมุ่ เฟอื ย สะสม

ระบบสังคมนยิ ม 129 ไวอ้ ย่างมากมายเกนิ ความจ�ำเป็น แม้สผี ้าน้ันก็ก�ำหนดให้ใช้สเี ศร้าหมอง ไม่สดใสสวยงาม ป้องกันไมใ่ ห้ แตง่ ตัวแข่งขันกนั และกำ� หนดรปู แบบทรงอยา่ งเดียวกนั ทรงอนญุ าตเฉพาะจวี รทเ่ี กบ็ เศษผา้ มาปะติด ปะตอ่ ใชท้ ำ� จวี ร ซง่ึ เรยี กวา่ “ผา้ บงั สกุ ลุ ” เทา่ นนั้ แตต่ อ่ มาภายหลงั หมอชวี กโกมารภจั จก์ ราบทลู ขอรอ้ ง ให้พระพุทธองคท์ รงอนุญาตให้ภิกษทุ ้ังหลายรับคฤหบดจี ีวรได้ คือ ผา้ ทีผ่ มู้ ีศรัทธานำ� มาถวาย แต่หาก ภกิ ษรุ ปู ใดจะยงั ใชผ้ า้ บงั สกุ ลุ ทเ่ี กบ็ ผา้ มาปะตดิ ปะตอ่ ทำ� จวี ร กท็ รงอนญุ าตใหใ้ ชไ้ ดต้ ามอธั ยาศยั อยา่ งไร ก็ตามก็ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่มีทรัพย์สมบัติส่วนตัว ที่เป็นผ้านุ่งผ้าห่ม ไม่เกิน ๓ ผืนอยู่ดี ส�ำหรับ รายละเอยี ดเกย่ี วกับจวี ร มปี รากฏในพระวินยั ปฎิ ก ดังน้ี พระพุทธองคท์ รงอนญุ าตใหพ้ ระภกิ ษมุ จี ีวรไดเ้ พยี ง ๓ ผืน คอื ผา้ นุง่ ผ้าห่ม ผา้ หม่ ทบั ซ้อนที่ เรียกว่า สังฆาฏิ และทรงห้ามเก็บอดิเรกจีวร คือ จีวรที่เกินจำ� เป็น เกินกว่าจ�ำนวนที่กำ� หนด ถ้าล่วง ละเมิดต้องอาบตั ินิสสคั คียปาจติ ตยี ์ และห้ามเกบ็ จีวรทเี่ กนิ จำ� เป็นไวเ้ กนิ ๑๐ วัน ทรงบญั ญตั หิ า้ มภกิ ษุ อยู่ปราศจากไตรจีวรแม้คืนหน่ึง ถ้าล่วงละเมิดต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ เว้นแต่ภิกษุผู้เป็นไข้ ไมส่ ามารถนำ� จวี รไปไดท้ ัง้ ๓ ผนื ไม่ปรบั อาบัติ ห้ามเกบ็ ผา้ ทจี่ ะทำ� จวี รไวเ้ กินก�ำหนด ๑ เดอื น สำ� หรบั ผู้ท่ีมีผ้าไม่พอท่ีจะท�ำจีวร หากเก็บไว้เกินก�ำหนด ต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ ห้ามขอจีวรต่อคฤหัสถ์ ทไี่ มใ่ ชญ่ าติ ถา้ ลว่ งละเมดิ ตอ้ งอาบตั นิ สิ สคั คยี ปาจติ ตยี ์ ยกเวน้ จวี รถกู โจรกรรมหรอื จวี รหาย หา้ มรบั จวี ร เกินก�ำหนด ถ้าคฤหัสถ์ปวารณาให้รับจีวรจ�ำนวนมากผืน ก็ให้รับเพียงผ้านุ่ง ผ้าห่มเท่าน้ัน รับเกิน กวา่ นน้ั ตอ้ งอาบตั นิ สิ สคั คยี ปาจติ ตยี ์ เพอื่ ปอ้ งกนั การขอ หรอื เรยี่ ไรแบบไมร่ จู้ กั ประมาณ หา้ มพดู ใหเ้ ขา ซ้ือจีวรเน้ือดีกว่าที่เขาก�ำหนดไว้เดิม ถ้าล่วงละเมิดต้องอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ ห้ามทวงจีวรแก่ผู้รับ ฝากเงนิ ไวเ้ พอื่ ซือ้ จีวรถวายเกิน ๓ ครง้ั หรอื ไปยืนแสดงตวั เกนิ ๖ ครงั้ ถ้าไดจ้ ีวรมาตอ้ งอาบตั ินสิ สคั คีย ปาจติ ตยี ์๒๗ ทรงอนญุ าตสีของจวี ร ๖ ชนดิ คือ ทำ� จากรากไม้ ล�ำต้นไม้ เปลอื กไม้ ใบไม้ ดอกไม้และผลไม้ และทรงห้ามใช้สีจีวรที่ไม่สมควรต่าง ๆ เช่น สีเขียวล้วน เหลืองล้วน แดงล้วน เลื่อมล้วน ด�ำล้วน แดงเขม้ แดงกลาย ๆ (ชมพู) ทรงอนุญาตวิธีตัดจีวรให้เป็นรูปแบบที่มีขอบคันและกระทงตามแบบนาของชาวมคธ ทรง อนุญาตให้ใช้ผ้าท่ีไม่ต้องตัดเย็บเป็นกระทงได้เพียง ๒ ผืน ต้องเป็นผ้าที่ตัด ๑ ผืน ถ้าจะตัดผ้าไม่พอ ให้ใช้ผ้าเพลาะ (นำ� ช้นิ ผ้าอื่นมาผสม) ทรงปรบั อาบัติทกุ กฎภกิ ษทุ น่ี ุ่งห่มผา้ ท่ีไมไ่ ดเ้ ยบ็ เปน็ กระทง ๒๗ พระวินยั ปิฎก, มหาวภิ งั ค,์ จวี รวรรค, นิสสคั คยี ปาจิตตีย์กณั ฑ,์ เล่มท่ี ๒, หน้า ๑ - ๗.

130 รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ ทรงอนุญาตเจ้าหน้าที่เก่ียวกับจีวร เมื่อผู้มีศรัทธาจ�ำนวนมากน�ำจีวรมาถวายมากมาย ก็ทรง อนญุ าตให้สวดประกาศแตง่ ตัง้ ภิกษุเปน็ ผู้รับจีวรในนามของสงฆ์ ภิกษผุ ู้เก็บจวี ร ภกิ ษผุ ู้รักษาเรือนคลัง ส�ำหรบั เก็บจีวร ภิกษุผู้แจกจีวรแกภ่ ิกษรุ ปู อ่นื ๆ ใหใ้ ช้รว่ มกนั อย่างเสมอภาคและเป็นธรรม๒๘ จากข้อความดังกลา่ วขา้ งตน้ เรอื่ งผ้านงุ่ ผ้าหม่ ท่เี ปน็ สมบัตสิ ่วนตวั มไี ดเ้ ทา่ ที่จ�ำเป็น สขี องผ้า นงุ่ ผา้ หม่ มสี เี ศรา้ หมอง ผา้ ทใี่ ชม้ งุ่ ใชเ้ ฉพาะผา้ ทไี่ มม่ รี าคาเกบ็ มาปะตดิ ปะตอ่ ตามทจ่ี ะแสวงหาไดจ้ ากผา้ ท่ีเขาท้ิงแล้ว ที่เรียกว่า “ผ้าบังสุกุล” หรือผ้าเปื้อนฝุ่น และวิธีการตัดเย็บก็เป็นแบบเดียวกัน คือ มี ลกั ษณะเปน็ ขอบคนั นา ตอ่ มาภายหลงั แมส้ ามารถรบั ผา้ ทช่ี าวบา้ นถวายได้ กย็ งั รกั ษารปู แบบและจำ� นวน ตามทรงบัญญัติไว้เดิม และผ้าที่มีผู้น�ำมาถวายจ�ำนวนมาก ไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุบุคคลรับไว้เป็นการ สว่ นตวั แตท่ รงอนญุ าตใหส้ งฆแ์ ตง่ ตงั้ ภกิ ษรุ ปู ใดรปู หนงึ่ ทำ� หนา้ ทร่ี บั เกบ็ รกั ษาและแจกจา่ ยจวี รแกภ่ กิ ษุ รปู อื่นตามท่สี มควรแทนสงฆ์ ส�ำหรับเร่ืองผ้านุ่งห่มดังกล่าวมาแล้วสอดคล้องกับทฤษฎีของธอมัส มอร์ นักสังคมนิยมแนว ยโู ธเปยี ในปี ค.ศ. ๑๕๑๖ ซงึ่ มที ศั นะใหท้ รพั ยส์ นิ เปน็ ของสว่ นรวม ประชาชนเปน็ เจา้ ของรว่ มกนั มสี ทิ ธิ ในการใช้ประโยชน์ร่วมกัน การแต่งกายสีเดียวกัน ไม่ตบแต่งเครื่องประดับมีค่าอ่ืนใด เพราะ เป็นของฟุ่มเฟือย สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ ข้อปฏิบัติเรื่องเคร่ืองนุ่งห่มและการแต่งกายของ พระภกิ ษุ มผี า้ นงุ่ ผา้ หม่ ไมเ่ กนิ ๓ ผนื แตง่ กายเหมอื นกนั สเี ดยี วกนั ไมป่ ระดบั ประดาดว้ ยของหอมและ เคร่ืองประดับ โกนผมและค้ิวเหมือนกันหมด พระพุทธองค์ทรงบัญญัติให้พระภิกษุปฏิบัติ ในสังคมสงฆ์ต้ังแต่สมัยพุทธกาล เม่ือประมาณกว่า ๒,๖๐๐ ปีมาแล้ว ก่อนแนวคิดของนักสังคมนิยม ดงั กล่าว ซงึ่ เพิง่ เกิดขึน้ เม่ือ ๔๙๕ นี้เอง ๓. เสนาสนะหรือท่ีอยู่อาศัย ผู้บวชในพระพุทธศาสนา มีเสนาสนะหรือที่อยู่อาศัย คือ โคนไม้ และท่ีอาศัยได้อย่างอื่น เช่น วิหาร เรือนมุงแถบเดียว เรือนช้ัน เรือนโล้น และถ้�ำ เป็นต้น ซ่ึงปรากฏตามค�ำบอกนิสสัยท่ีพระอุปัชฌาย์บอกแก่ผู้บวช ในขณะที่บวชเป็นภิกษุแล้ว โดยท่ัวไป พระภิกษจุ ะไมม่ ีเสนาสนะส่วนตวั เปน็ หลงั ๆ หรือเปน็ สมบตั เิ ฉพาะรปู ใดรูปหนึง่ เพยี งแตอ่ าศัยอยู่ท่ีใน ที่ ๆ ไม่มีเจ้าของ เช่น โคนไม้ วิหาร เรือนว่าง ถ�้ำ เพ่ือปฏิบัติสมณธรรม ไม่มีท่ีอยู่อาศัยแน่นอน ท่ีใด เหมาะกับการปฏิบัติธรรม มีความสะดวกสบายในการแสวงหาบิณฑบาต ไม่ใกล้ ไม่ไกลหมู่บ้าน สงบ สงัดจากส่ิงรบกวน ก็อาศัยอยู่ในท่ีน้ัน ๆ ถ้าไม่สัปปายะ คือ ไม่เอ้ืออ�ำนวยต่อการปฏิบัติสมณธรรม ก็จะยา้ ยไปอยู่ในที่ ๆ เหมาะสมกวา่ น่ีเป็นหลักปฏิบตั เิ กยี่ วกบั ทีอ่ ยอู่ าศยั ตง้ั แต่พระพทุ ธองคท์ รงตรสั รู้ แล้วทรงประกาศาสนา มีผู้เล่ือมใสขอบวชเป็นภิกษุ พระองค์พร้อมท้ังพระภิกษุเหล่านั้นก็อาศัยอยู่ใน เสนาสนะดังกล่าวข้างต้น ต่อเมื่อพระองค์พร้อมด้วยภิกษุผู้เคยเป็นชฎิลจำ� นวน ๑,๐๐๐ รูป เสด็จสู่ ๒๘ พระวนิ ัยปฎิ ก, มหาวรรค, จีวรขันธกะ, เล่มที่ ๕, หนา้ ๑๔๙ - ๑๕๑.

ระบบสงั คมนิยม 131 กรุงราชคฤห์ ทรงประทับท่ีสวนตาลหนุ่ม พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ เข้าเฝ้าพร้อมด้วย ข้าราชบรพิ าร ๑๒ นหตุ (๑ นหุต เท่ากบั ๑๐,๐๐๐ คน) เพื่อฟังพระธรรม พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วย ขา้ ราชบริพาร ๑๑ นหตุ ไดด้ วงตาเหน็ ธรรม บรรลุเป็นพระโสดาบัน อกี ๑ นหตุ ถึงไตรสรณคมน์ ในวนั รุ่งขึ้นหลังจากถวายภัตตาหารแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ถวายเวฬุวัน ป่าไม้ไผ่แด่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พระพุทธองค์ทรงรับแล้วเสด็จกลับ ทรงปรารภเหตุน้ัน จึงประทานพุทธานุญาตให้มีอาราม คือ วัดได้๒๙ แต่วัดหรืออารามท่ีพระองค์ทรงพุทธานุญาตนั้นเป็น ของสงฆ์ เป็นทที่ ่ภี กิ ษุทกุ รูปสามารถพำ� นกั อาศัยได้เทา่ เทยี มกนั เพราะเปน็ ของสว่ นกลาง ไม่ใช่สมบัติ สว่ นตวั ของภิกษรุ ปู ใดรปู หน่ึง นน่ั หมายถงึ ท่ีอยู่อาศยั เป็นสมบตั ิส่วนตัวไมม่ ี มแี ตข่ องสงฆ์หรอื ของส่วน รว่ มเทา่ นน้ั หากภกิ ษุรปู ใดประสงคจ์ ะสร้างทอี่ ยอู่ าศัยสว่ นตวั ก็ทรงอนุญาต แต่จะสร้างเสนาสนะส่วน ตัวใหญโ่ ตเกนิ ประมาณมิได้ อนุญาตให้สรา้ งได้เพียงกวา้ ง ๗ คบื ยาว ๑๒ คบื เท่าน้ัน และต้องให้สงฆ์ แสดงสถานที่ให้ก่อน คือ ขออนุญาตสงฆ์ ถา้ ล่วงละเมดิ เป็นอาบัตสิ งั ฆาทิเสส๓๐ จะเหน็ วา่ ทอี่ ยทู่ จี่ ะสรา้ งเลก็ มาก แคพ่ ออาศยั นอนและวางบรขิ ารไดเ้ พยี งเลก็ นอ้ ยเทา่ นนั้ แต่ ถา้ มเี จา้ ภาพสรา้ งถวาย จะสรา้ งใหญก่ วา่ ทก่ี ำ� หนดกไ็ ด้ แตต่ อ้ งใหส้ งฆอ์ นญุ าตและแสดงสถานทใี่ หก้ อ่ น ถ้าสงฆ์ไมอ่ นุญาตและไม่กำ� หนดสถานทใ่ี หก้ อ่ น เปน็ อาบัติสงั ฆาทเิ สสเช่นกัน พระพทุ ธองค์ทรงอนญุ าตเสนาสนะ ๕ ชนดิ คอื ๑. วหิ าร (กุฏปิ กติ) ๒. เพิง ๓. เรือนเปน็ ช้นั ๆ (ปราสาท) ๔. เรอื นโลน้ หรอื หลังคาตดั ๕. ถำ�้ ๓๑ สาเหตุมาจากเศรษฐีกรุงราชคฤห์เล่ือมใสพระภิกษุทั้งหลาย ประสงค์จะสร้างวิหารถวาย จึงขอให้กราบทูลพระพุทธเจ้าทรงทราบ พระองค์จึงทรงพุทธานุญาตเสนาสนะ ๕ ชนิดดังกล่าว ภาย หลงั เมื่อมคี นทราบว่า ทรงอนญุ าตใหส้ ร้างวหิ ารแก่สงฆ์ได้ จึงมีผสู้ รา้ งถวายสงฆเ์ ป็นจ�ำนวนมาก จะเหน็ ไดว้ า่ เสนาสนะของพระภกิ ษนุ น้ั เรม่ิ แรกอาศยั อยตู่ ามโคนไม้ ตามถำ้� ซงึ่ เปน็ ทอ่ี ยอู่ าศยั ตามธรรมชาติ ตามป่าเขา ไม่เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของภิกษุรูปใด ต่อมามีผู้มีศรัทธาสร้างอาราม ถวายสงฆ์ มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นต้น เพื่อเป็นท่ีอยู่อาศัยของพระภิกษุ เม่ือถวายก็ถวายเป็นการสงฆ์ ๒๙ พระวินัยปฎิ ก, มหาวรรค, มหาขนั ธกะ, เลม่ ที่ ๔, หนา้ ๕๕-๕๖. ๓๐ พระวินัยปิฎก, มหาวิภงั ค,์ เตรสกัณฑ์, เล่มที่ ๑, หน้าท่ี ๖๓๐. ๓๑ พระวินยั ปฎิ ก, จลุ วรรค, เสนาสนขันธกะ, เล่มท่ี ๗, หน้าท่ี ๖๗-๗๐.

132 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ เป็นสมบัติส่วนกลาง ภิกษุทุกรูปสามารถอยู่อาศัยได้ ไม่เฉพาะรูปใดรูปหนึ่ง โดยผู้ท่ีอยู่ก่อนต้องต้ังจิต เมตตาปรารถนาอยู่ว่า ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักยังไม่มาสู่อาวาสก็ขอให้มา มาแล้วก็ขอให้อยู่เป็นสุข๓๒ หากภิกษุจะสร้างอยู่เอง ก็ก�ำหนดขนาดเล็กพอที่จะอาศัยอยู่เพียงรูปเดียวเท่านั้น และจะต้องได้รับ ความเห็นชอบจากสงฆ์หรือส่วนรวมก่อนจึงจะสร้างได้ เม่ือมรณภาพแล้วก็ตกเป็นสมบัติของสงฆ์ แม้ในปัจจุบันเสนาสนะไม่มีท่ีเป็นสมบัติส่วนตัวของภิกษุ จะเป็นวัดหรือส�ำนักสงฆ์ก็เป็นของสงฆ์ คือ ของส่วนรวม เปน็ สมบัตขิ องพระพทุ ธศาสนา สมบตั ิสว่ นเกินเกยี่ วกบั ท่ีอยอู่ าศัยของภกิ ษบุ ุคคลจงึ ไมม่ ี มีแต่สมบัติส่วนรวมหรอื ของสงฆ์ ซึง่ เป็นหลักการสงั คมนิยมแบบบรสิ ทุ ธต์ิ ามแนวพระพทุ ธศาสนา ท่มี ี หลักการที่ปฏบิ ตั ไิ ด้จรงิ กว่าหลกั การสงั คมนิยมในทฤษฎขี องสังคมนิยมแบบยโู ธเปยี (อดุ มคติ) ๔. คลิ านเภสชั หรอื ยารกั ษาโรค ไดแ้ ก่ ยาสมนุ ไพรจากธรรมชาติ มคี วามประหยดั ไมส่ น้ิ เปลอื ง เรียบง่าย โดยถือว่า ความเจ็บป่วยเป็นเร่ืองธรรมดาของสังขารร่างกาย ไม่มีใครจะล่วงพ้นไปได้ และ ทรงสอนให้พิจารณาเนือง ๆ ตามหลักอภิณหปัจจเวกขณะว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา จักล่วงพ้น ความแก่ไปไม่ได้ เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จักล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้ เรามีความตายเป็น ธรรมดา จกั ลว่ งพน้ ความตายไปไมไ่ ด้ เราจกั พลดั พรากจากของรกั ของชอบใจทงั้ สนิ้ เรามกี รรมเปน็ ของ ของตน ทำ� ดจี กั ได้ดี ท�ำชั่วจกั ไดช้ ั่ว๓๓ เมือ่ เหน็ เรอื่ งเหลา่ นีเ้ ปน็ ธรรมดาเสยี แล้ว กไ็ ม่ไดค้ วามสำ� คญั อะไร กับร่างกายสังขาร อาศัยร่างกายเพียงเพ่ือบ�ำเพ็ญสมณธรรม เพ่ือความหลุดพ้นจากทุกข์ อันเกิดจาก กิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตเท่านั้น ส่วนร่างกายเจ็บป่วยก็รักษาตามอาการที่เกิดข้ึน จากยาที่หาได้ ตามธรรมชาติ ซึ่งมพี ุทธานญุ าตเกยี่ วกบั ยารกั ษาโรคไดด้ ังน้ี ทรงอนญุ าตเภสชั ๕ และอื่น ๆ ๑. ภกิ ษหุ ลายรปู อาพาธ ดมื่ ขา้ วยาคู หรอื ฉนั อาหารกอ็ าเจยี นออก เพราะอาหารไมย่ อ่ ยจงึ ซบู ผอม พระผู้มพี ระภาคจึงทรงอนุญาตเนยใส น้�ำมนั น้ำ� ผึ้ง นำ้� อ้อย ใหฉ้ ันได้ท้ังในกาล (ก่อนเทีย่ ง) และ ในวกิ าล (เท่ยี งไปแลว้ ) ๒. ทรงอนญุ าตเปลวสัตวห์ ลายอยา่ ง ใหเ้ คย้ี วบรโิ ภคเปน็ เภสชั ได้เฉพาะในกาล ๓. ทรงอนุญาตให้ฉันมูลเภสัช (ยาที่เป็นหัว หรือเหง้าไม้) เช่น ขม้ิน ขิง เป็นต้น ได้ตลอดไม่ กำ� หนดกาล แตต่ อ้ งมเี หตสุ มควร ถา้ ไมม่ เี หตสุ มควรตอ้ งอาบตั ทิ กุ กฎ สำ� หรบั ภกิ ษผุ อู้ าพาธ ทรงอนญุ าต ให้ใช้หินบดบดได้ ๓๒ พระสตุ ตันตปฎิ ก, องั คตุ ตรนิกาย, สตั ตกนบิ าต, เล่มที่ ๒๓, หนา้ ที่ ๒๑ ๓๓ พระสตุ ตนั ตปิฎก, องั คุตตรนิกาย, ปัญจกนบิ าต, เล่มท่ี ๒๒, หน้าที่ ๘๑.

ระบบสังคมนิยม 133 ๔. ทรงอนญุ าตใหฉ้ นั กสาวเภสชั (ยาทเ่ี ปน็ นำ�้ ฝาดจากตน้ ไม)้ ไดต้ ลอดชวี ติ ในเมอ่ื มเี หตสุ มควร ๕. ทรงอนุญาตให้ฉันปณั ณเภสชั (ใบไม้ที่เปน็ ยา) ไดต้ ลอดชีวติ เมือ่ มีเหตุสมควร ๖. ทรงอนุญาตให้ฉันผลเภสชั (ผลไมท้ เี่ ป็นยา) เช่น ดีปลี สมอ มะขามป้อม ได้ตลอดชีวิตเมอ่ื มเี หตสุ มควร ๗. ทรงอนญุ าตให้ฉันชตุเภสชั (ยางไม้ทเี่ ป็นยา) เช่น มหาหงิ คุ์ ไดต้ ลอดชีวติ เม่อื มเี หตสุ มควร ๘. ทรงอนญุ าตให้ฉันโลณเภสชั (เกลือท่ีเปน็ ยา) เชน่ เกลอื สมทุ ร เกลอื สนิ เธาว์ ได้ตลอดชีวิต เมื่อมีเหตุสมควร และทรงอนุญาตยา ๔ ชนิดในขณะถูกงูกัด คือ มูตร (ปัสสาวะ) คูถ (อุจจาระ) ขเี้ ถา้ และดนิ ในขณะรีบด่วนเชน่ นน้ั ถา้ ไมม่ คี นท�ำให้ ใหถ้ อื เอาเองแล้วฉนั ได้ ไม่เปน็ อาบตั ิ (อาจเพ่ือให้ อาเจยี นเอาพิษงอู อก)๓๔ ฯลฯ พระภกิ ษใุ นพระพทุ ธศาสนามมี าตรฐานในการรกั ษาพยาบาลโดยใชย้ าชนดิ เดยี วกนั ไมม่ ภี กิ ษุ รปู ใดไดร้ บั สทิ ธพิ เิ ศษในการใชย้ าอน่ื ใดนอกเหนอื จากนี้ โดยมงุ่ ความเรยี บงา่ ย ไมร่ บกวนคนอน่ื เพอื่ เปน็ ประโยชนค์ ือความสขุ สบายของร่างกายตนเอง แมป้ จั จุบนั จะมยี าปฏชิ ีวนะ และโรงพยาบาลท่ที ันสมัย กส็ ามารถเขา้ รบั การรกั ษาพยาบาลได้ แตก่ ย็ งั อยใู่ นกรอบแหง่ ความเหมาะสม ตามเจตนารมณข์ องพระ วินัยท่ีทรงพุทธานุญาตไว้ ส่วนการดูแลรักษาพยาบาลนั้นเป็นหน้าที่ของพระภิกษุผู้อยู่ร่วมกัน จะต้อง เป็นภาระดูแลซ่ึงกันและกันเม่ืออาพาธ พระอุปัชฌาย์อาจารย์จะต้องดูแลรักษาสัทธิวิหาริกและ อนั เตวาสกิ เมอ่ื อาพาธ เจบ็ ปว่ ย สทั ธวิ หิ ารกิ และอนั เตวาสกิ ตอ้ งดแู ลรกั ษาอปุ ชั ฌายอ์ าจารยเ์ มอื่ อาพาธ ดังปรากฏในพระวินยั ปฎิ ก ดังน้ี สมัยหน่ึงภิกษุอาพาธด้วยโรคท้องเสีย นอนจมปัสสาวะและอุจจาระของตนอยู่ ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคมีพระอานนท์ตามเสด็จ เที่ยวตรวจเสนาสนะไปยังท่ีอยู่ของภิกษุน้ัน ทอดพระเนตร เธอนอนจมปัสสาวะอจุ จาระของตนอยู่ จงึ เสดจ็ เขา้ ไปหา ตรสั ถามว่า ดกู ่อนภกิ ษุ เธออาพาธดว้ ยโรคอะไร ภิกษุนัน้ กราบทลู ว่า โรคท้องเสีย พระเจา้ ข้า “ภิกษพุ ยาบาลเธอ ไมม่ หี รอื ” ๓๔ พระวนิ ยั ปิฎก, มหาวภิ งั ค์, เภสัชชขนั ธกะ, เลม่ ที่ ๕, หน้าท่ี ๓๗-๓๙.

134 รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ “ไม่มพี ระเจ้าขา้ ” “เพราะเหตไุ รเลา่ ภิกษทุ ัง้ หลายจึงไมพ่ ยาบาลเธอ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ท�ำประโยชน์แก่ภิกษุท้ังหลาย เพราะเหตุนั้นภิกษุ ทง้ั หลายจงึ ไมพ่ ยาบาลข้าพระองค์” ล�ำดบั น้นั พระผูม้ พี ระภาคจงึ ตรสั เรยี กพระอานนทม์ าส่ังวา่ “ดกู อ่ นอานนท์ เธอจงไปนำ� น�้ำมา เราจกั อาบใหภ้ ิกษนุ ”้ี พระอานนทร์ บั พทุ ธดำ� รสั แลว้ จงึ ไปนำ� นำ�้ มา พระผมู้ พี ระภาคทรงรดนำ�้ พระอานนทท์ ำ� ความ สะอาด พระผ้มู ีพระภาคทรงจับทางศรี ษะ พระอานนทย์ กเทา้ ให้ภิกษนุ ั้นนอนบนเตยี ง คร้นั แล้วพระผมู้ ีพระภาคทรงเรียกประชุมภกิ ษุทงั้ หลาย เพราะเหตกุ ารณน์ น้ั ตรสั ถามว่า ดูกรภิกษทุ ั้งหลาย มีภกิ ษไุ ขอ้ ยู่ในวิหารโนน้ มใิ ชห่ รอื “มพี ระเจ้าค่ะ” “เธออาพาธด้วยโรคอะไร?” “ด้วยโรคทอ้ งเสยี พระเจา้ ขา้ ” “มใี ครพยาบาลภิกษนุ น้ั หรอื เปลา่ ” “ไม่มพี ระเจ้าค่ะ” “ท�ำไมเลา่ ภกิ ษุทั้งหลายจึงไมพ่ ยาบาลภกิ ษุนนั้ ” “ภกิ ษุทั้งหลายไม่พยาบาลเธอ เพราะเธอไม่ท�ำประโยชน์แก่ภิกษทุ ้ังหลาย พระเจ้าขา้ ” ดกู อ่ นภิกษทุ ัง้ หลาย มารดาบิดาผจู้ ะพึงพยาบาลพวกเธอก็ไม่มี ถา้ ไมพ่ ยาบาลกันเอง ใครเลา่ จะพยาบาล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดจะพยาบาลเรา ก็พึงพยาบาลภิกษุไข้เถิด ถ้ามีอุปัชฌายะ อุปัชฌายะพึงพยาบาลเธอตลอดชีวิตจนกว่าจะหาย ถ้ามีอาจารย์ อาจารย์พึงพยาบาลเธอตลอดชีวิต จนกวา่ จะหาย ถา้ มสี ทิ ธวิ หิ ารกิ สทั ธวิ หิ ารกิ พงึ พยาบาลตลอดชวี ติ จนกวา่ จะหาย ถา้ มอี นั เตวาสกิ อนั เต วาสกิ พงึ พยาบาลเธอตลอดชวี ติ จนกวา่ จะหาย ถา้ มภี กิ ษรุ ว่ มอปุ ชั ฌายะ ภกิ ษรุ ว่ มอปุ ชั ฌายะพงึ พยาบาล เธอตลอดชีวิตจนกว่าจะหาย ถ้ามีภิกษุผู้ร่วมอาจารย์ ภิกษุผู้ร่วมอาจารย์พึงพยาบาลเธอตลอดชีวิต

ระบบสงั คมนยิ ม 135 จนกวา่ จะหาย ถา้ ไมม่ อี ปุ ชั ฌายะ อาจารย์ สทั ธวิ หิ ารกิ อนั เตวาสกิ ผรู้ ว่ มอปุ ชั ฌายะ ผรู้ ว่ มอาจารย์ สงฆ์ พึงพยาบาลเธอ ถ้าไมพ่ ยาบาล ต้องอาบัตทิ ุกกฎ๓๕ เกย่ี วกบั ปจั จยั ๔ ตามทก่ี ลา่ วมาแลว้ จะเหน็ ไดว้ า่ สมบตั สิ ว่ นตวั ของภกิ ษแุ ทบไมม่ เี ลย มเี พยี ง อาหาร ท่ีรบั บิณฑบาตฉนั ได้จากเช้าถึงเทีย่ ง ห้ามเกบ็ สะสมไว้บรโิ ภคคา้ งคนื อาหารส่วนเกินจะเกบ็ ได้ เป็นของสว่ นกลาง โดยมภี กิ ษผุ ้ทู ำ� การสงฆด์ ูแลแจกจ่าย จีวร มี ๓ ผืน และส�ำรองผลัดเปลยี่ นอีก ๒ ผนื และมีสีเดียวกัน ไม่หลากสี เป็นสีที่เศร้าหมองไม่สวยงามดึงดูดความสนใจ หากมีมากกว่านั้น จะเป็น สมบัติส่วนกลางของสงฆ์ สามารถเป็นเจ้าของร่วมกัน และมีเจ้าหน้าท่ีจากสงฆ์เป็นผู้ดูแล แจกจ่ายแก่ ภกิ ษุด้วยความเสมอภาคและเปน็ ธรรม สว่ นเสนาสนะทีอ่ ยู่อาศัยจะเป็นของส่วนตวั ได้ แต่กถ็ กู ควบคมุ ด้วยขนาด กว้างเกิน ๗ คืบ และยาวเกิน ๑๒ คืบไม่ได้ และจะต้องให้สงฆ์ก�ำหนดพ้ืนที่ให้เสียก่อน เสนาสนะนอกน้ันเปน็ ของสงฆท์ ้ังหมด ภิกษุทกุ รปู สามารถเปน็ เจา้ ของและใชเ้ ปน็ ทอี่ ยอู่ าศัยรว่ มกันได้ อย่างเทา่ เทยี มกนั ส่วนยากใ็ ช้ยาตามธรรมชาติท่ีมีอยู่ และเป็นหนา้ ท่ขี องภิกษทุ อี่ ยูร่ ว่ มกันจะต้องดูแล รับผดิ ชอบรกั ษาพยาบาลซงึ่ กนั และกัน ดว้ ยความเอ้อื เฟอื้ เอาใจใส่ ไม่ทอดธรุ ะ เกี่ยวกับสมบัติส่วนกลางที่เป็นของรวมหรือของสังคม หรือของสงฆ์ นอกจากบริขาร ๘ เป็น สมบัติส่วนตวั แล้ว นอกเหนอื จากนั้นทีเ่ ป็นส่วนเกินเป็นของสงฆ์ทง้ั หมด จะต้องมเี จา้ หนา้ ท่ที ำ� การสงฆ์ คอื ทำ� หน้าท่ีแทนสงฆ์ดแู ลจดั สรร หรือเรยี กว่า เจ้าหนา้ ที่สวัสดิการสงฆ์ แจกจ่ายแก่ภิกษใุ หไ้ ด้รบั อยา่ ง ทว่ั ถึง เสมอภาค เป็นธรรม ซง่ึ เปน็ ผู้ที่สงฆ์คดั เลอื กแลว้ วา่ มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยปราศจากอคติ ๔ คือ ฉันทาคติ ล�ำเอยี งเพราะรกั ใคร่ ๑ โทสาคติ ลำ� เอยี งเพราะไมพ่ อใจ ไม่ชอบกนั ๑ ภยาคติ ล�ำเอยี ง เพราะกลวั ๑ โมหาคติ ลำ� เอยี งเพราะหลง ๑ และตอ้ งเปน็ ผมู้ คี วามรอบรู้ เขา้ ใจในภาระหนา้ ทที่ กี่ ระทำ� ดว้ ย สงฆจ์ ะตอ้ งประกาศแตง่ ตง้ั ใหท้ ำ� หนา้ ทนี่ นั้ ๆ ใหร้ บั รแู้ ละยอมรบั ในทา่ มกลางสงฆอ์ ยา่ งเปน็ ทางการ ดว้ ย ดว้ ยการสวดสมมติ ดว้ ยญตั ตทิ ตุ ยิ กรรมวาจา ดงั ตวั อยา่ งวธิ สี มมตเิ จา้ หนา้ ทท่ี ำ� การแทนสงฆใ์ นการ แจกภัตร ทีเ่ รียกว่า “ภัตตุเทศก์” ดังน้ี กรรมวาจาสมมติ ท่านเจ้าขา้ ขอสงฆ์จงฟงั ข้าพเจ้า ถา้ ความพรอ้ มพร่ังของสงฆถ์ งึ ทแี่ ล้ว สงฆพ์ งึ สมมตภิ ิกษมุ ีช่ือ นี้เป็นภัตตเุ ทศก์ นี้เปน็ ญัตติ ทา่ นเจ้าข้า ขอสงฆจ์ งฟังข้าพเจ้า สงฆส์ มมติภิกษุมีช่ือนเ้ี ป็นภตั ตุเทศก์ การสมมติภิกษุมีชอ่ื น้ี เปน็ ภตั ตุเทศก์ ชอบแก่ท่านผ้ใู ด ทา่ นผู้น้ันพึงนิง่ ไม่ชอบแก่ท่านผูใ้ ด ท่านผนู้ ้นั พงึ พดู ๓๕ พระวินยั ปฎิ ก, มหาวิภงั ค์, จีวรขนั ธกะ, เล่มท่ี ๕, หนา้ ที่ ๒๒๖.

136 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ภกิ ษมุ ีชือ่ น้ี สงฆส์ มมตเิ ปน็ ภตั ตเุ ทศกแ์ ล้ว ชอบแกส่ งฆ์ เหตุนน้ั จงึ นิ่ง ข้าพเจ้าทรงความขอ้ นไี้ ว้ ดว้ ยอย่างน้ี ฯ ส�ำหรับเจ้าหน้าที่ท�ำการสงฆ์ หรือเจ้าหน้าท่ีสวัสดิการสงฆ์ ท่ีเรียกว่า “เจ้าอธิการของสงฆ์” นั้น ประกอบไปดว้ ย เจ้าหนา้ ทีแ่ ห่งอาหาร เจ้าหน้าทีแ่ ห่งจีวร เจา้ หนา้ ทีแ่ หง่ เสนาสนะ เจา้ หน้าทีแ่ หง่ อาราม และเจา้ หน้าที่เรือนคลัง ซ่ึงมหี นา้ ทดี่ งั ตอ่ ไปน้ี ๑. เจา้ หนา้ ทีแ่ ห่งอาหาร ๑. ท�ำหนา้ ท่ีแจกอาหาร ๒. ท�ำหน้าท่แี จกขา้ วยาคู ๓. ทำ� หน้าท่ีแจกผลไม้ ๔. ทำ� หนา้ ทีแ่ จกของเค้ยี ว ๒. เจา้ หนา้ ที่แห่งจวี ร ๑. รบั จีวรจากคนที่น�ำมาถวาย ๒. เก็บรกั ษาจวี ร ๓. แจกจ่ายจีวรแกภ่ กิ ษุผู้สมควร ๓. เจา้ หน้าที่แหง่ เสนาสนะ ๑. แจกเสนาสนะตามกาลอันควร ๒. แจกเสนาสนะแก่พระภกิ ษุตามความเหมาะสม ๔. เจา้ หนา้ ท่ีแหง่ อาราม ๑. ใชส้ ามเณรให้ทำ� กจิ การสงฆ์ ๒. ควบคมุ ดูแลคนอาศยั วดั ให้ทำ� งาน ๓. ควบคมุ การกอ่ สร้างในวัด ๕. เจา้ หนา้ ที่เรอื นคลัง ๑. รกั ษาคลังที่เกบ็ พสั ดขุ องสงฆ์ ๒. แจกจ่ายของเบด็ เตลด็ ของเลก็ นอ้ ย๓๖ เจา้ หนา้ ทท่ี ำ� การแทนสงฆด์ งั กลา่ ว มลี กั ษณะเปน็ เจา้ หนา้ ทใ่ี หส้ วสั ดกิ ารแกภ่ กิ ษอุ ยา่ งเสมอภาค และเปน็ ธรรมอยา่ งทวั่ ถงึ ภกิ ษทุ กุ รปู สามารถเปน็ เจา้ ของและใชส้ ทิ ธใิ์ นการรบั บรกิ ารตา่ ง ๆ โดยไมต่ อ้ ง ๓๖ พระวนิ ัยปิฎก, จลุ วรรค, เสนาสนะขนั ธกะ, เลม่ ที่ ๗, หน้าท่ี ๑๑๘ – ๑๒๒.

ระบบสังคมนยิ ม 137 เสยี ค่าตอบแทนใด ๆ มลี ักษณะเหมอื นรฐั สวสั ดกิ าร อาจเรยี กไดว้ ่า เป็นสังฆสวสั ดกิ าร ซึง่ เป็นหลักการ ที่ปฏิบัติได้อย่างแทจ้ รงิ ในสังคมสงฆ์ มากกวา่ รฐั สวัสดิการตามทฤษฎีสงั คมนิยมในปจั จุบนั สรุป ความเป็นสังคมนิยมในสังคมสงฆ์อย่างแท้จริงในเรื่องสมบัติส่วนรวม หรือสมบัติของสงฆ์ ซงึ่ ปฏบิ ัติได้จริง อย่างเปน็ รปู ธรรม ไมใ่ ชส่ งั คมอุดมคตแิ บบเพอ้ ฝัน ตามแนวคิดสงั คมนยิ มแบบยูโธเปีย แต่อย่างใด ย่ิงเก่ียวกับสมบัติส่วนตัวแทบไม่มีเลย เพ่ือลดความเห็นแก่ตัว และแข่งขันกันสะสม การแตง่ กายกเ็ ปน็ มาตรฐานเดยี วกนั ไมต่ กแตง่ รา่ งกายดว้ ยเครอ่ื งประดบั ใด ๆ และหา้ มตกแตง่ รา่ งกาย ด้วยของหอม เคร่ืองย้อม เคร่ืองทา หรือเครื่องส�ำอางใด ๆ ทรงผมมีทรงเดียว คือ ต้องโกนทุก ๆ ๑ เดือน จึงไม่เป็นภาระในการดูแลตกแต่งแข่งขันเรื่องความสวยงามใด ๆ ร่ม รองเท้า ให้มีได้ แต่ห้ามสี ฉูดฉาดสวยงาม ใหใ้ ช้เฉพาะทจ่ี ำ� เปน็ ในเวลา สถานทที่ ่ีกำ� หนด สังคมนยิ มของพระพทุ ธศาสนา จึงเปน็ สงั คมทเี่ ขม้ งวดเรอ่ื งทรพั ยส์ นิ สว่ นตวั เปน็ สงั คมทเ่ี สยี สละ เพอ่ื ลดละกเิ ลส เครอ่ื งยดึ ตดิ ในวตั ถุ มงุ่ พฒั นา คณุ ธรรมทางจิต เพ่ือความหลุดพน้ จากกองทกุ ข์ท้ังมวล บรรลุถึงความสุขที่แท้จริงทางจติ ใจ นอกจากนี้สังคมสงฆเ์ ปน็ สงั คมท่ปี ฏเิ สธการสะสมเงนิ ทอง อญั ญมณี ของมคี ่าอน่ื ๆ นอกจาก จะมพี ทุ ธานญุ าตใหม้ สี มบตั สิ ว่ นตวั ไดเ้ ทา่ ทจี่ ำ� เปน็ ในการดำ� รงชพี แลว้ ยงั หา้ มรบั เงนิ และทอง อญั ญมณี มีค่าอนื่ ๆ ห้ามทำ� การซอ้ื ขายด้วยเงินและแลกเปลย่ี นสงิ่ ของอีกด้วย หากละเมิดต้องอาบตั ิดงั นี้ ภิกษุรบั เองกด็ ี ใชใ้ ห้ผู้อน่ื รบั ก็ดซี ่ึงเงนิ และทอง หรือยนิ ดีเงนิ และทองทีเ่ ขาเก็บไว้เพ่อื ตน ภกิ ษุ ท�ำการซ้อื ขายด้วยรูปียะ คอื ของทใ่ี ช้แทนเงินและทอง ภกิ ษแุ ลกเปลยี่ นส่ิงของกบั คฤหัสถ์ ต้องนสิ สัค คิยปาจิตตีย๓์ ๗ ตามพระวนิ ยั บญั ญตั แิ ลว้ ภกิ ษจุ ะไมเ่ กยี่ วขอ้ งกบั เงนิ และทอง ไมส่ ะสมของมคี า่ ไมแ่ ลกเปลย่ี น ปัจจัย ๔ ด�ำรงชีพโดยไม่อาศัยเงินทองเหมือนชาวบ้านทั่วไป แต่อาจให้ไวยาวัจกรรับไว้แทน เพ่ือ ประโยชน์แกภ่ กิ ษไุ ด้ แต่ภิกษุจะยนิ ดีในเงนิ และทองทไี่ วยาวจั กรรบั ไว้ให้ไม่ได้ ท้งั นเ้ี พอื่ ให้การเลย้ี งชีพ ของภกิ ษบุ รสิ ทุ ธจ์ิ ากเครอื่ งเศรา้ หมอง คอื เงนิ และทอง ไมต่ ดิ ขอ้ งมวั เมา ซงึ่ เปน็ อนั ตรายแกก่ ารประพฤติ พรหมจรรย์ จะเหน็ ไดว้ า่ การดำ� รงชพี ของภกิ ษใุ นสงั คมสงฆข์ องพระพทุ ธศาสนา เลย้ี งชพี ดว้ ยความบรสิ ทุ ธ์ิ ตา่ งจากแนวทางสงั คมนยิ มยโู ธเปยี ของโรเบริ ต์ โอเวน่ และชารล์ ฟรู โิ อ นกั สงั คมนยิ มอดุ มคติ สงั คมสงฆ์ เป็นสังคมนิยมที่เป็นจริงสามารถด�ำรงอยู่ได้ แม้ไม่ใช้เงินทองและการแลกเปลี่ยนด้วยปัจจัย ๔ และ ยืนยาวมาได้ถึงปัจจบุ ันน้ี ๓๗ พระวนิ ัยปฎิ ก, มหาวภิ งั ค,์ นิสสคั คิยกัณฑ,์ เลม่ ท่ี ๒, หนา้ ท่ี ๑๐๘-๑๑๒.



บทที่ ๘ สถาบันทางการเมอื ง (Political Institute) สถาบนั ทางการเมอื งหมายถงึ สถาบนั ทใ่ี ชอ้ ำ� นาจสงู สดุ ในการบรหิ ารประเทศ ประกอบไปดว้ ย สถาบนั นติ บิ ญั ญตั ิ สถาบนั บรหิ าร สถาบนั ตลุ าการ สถาบนั ทางการเมอื งทง้ั ๓ นี้ เปน็ ผใู้ ชอ้ ำ� นาจอธปิ ไตย แทนประชาชนในการปกครองรูปแบบประชาธิปไตย ส่วนในการปกครองแบบเผดจ็ การ สถาบันทั้ง ๓ ท�ำหนา้ ทเ่ี ปน็ เครื่องมือในการบริหารของผู้ทรงอำ� นาจอธปิ ไตยของรัฐ จะเหน็ ไดว้ า่ สถาบนั ทางการเมอื งนจ้ี ำ� เปน็ ตอ้ งมที ง้ั การปกครองในรปู แบบประชาธปิ ไตย และ เผดจ็ การทง้ั เผดจ็ การอำ� นาจนยิ มและเบด็ เสรจ็ นยิ ม เพราะเปน็ สถาบนั ทแ่ี สดงออกซงึ่ เจตนารมณข์ องรฐั และใชอ้ ำ� นาจในการปกครอง บรหิ าร จดั การผลประโยชนข์ องประเทศชาตแิ ละประชาชนในนามของรฐั สถาบันนติ ิบัญญตั ิ (Legislative Institutute) สถาบันนิติบัญญัติ คือ สถาบันท่ีมีอ�ำนาจสูงสุดในการออกกฎหมาย เป็นอ�ำนาจสูงสุดของรัฐ ท่ีมีความเป็นเอกราช มีอ�ำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง ซ่ึงรัฐมีอ�ำนาจในการออกกฎหมายมาบังคับใช้ โดยปราศจากการครอบง�ำหรือชน้ี �ำจากรฐั อน่ื เรยี กว่า มอี ธิปไตยทางกฎหมาย (Legal Sovereignty) รัฐสภาจะมีอ�ำนาจออกกฎหมายโดยตรงในฐานะตัวแทนของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย หรือ ในนามของผู้ทรงอ�ำนาจรัฐในระบอบเผด็จการ สถาบันนิติบัญญัติหรือรัฐสภานี้เป็นเคร่ืองมือของรัฐ ในการออกกฎหมายเพอ่ื ปกครองประเทศใหเ้ ปน็ ไปตามเจตนารมณข์ องระบอบการปกครอง รฐั สภาใน รูปแบบประชาธิปไตยเป็นองค์กรที่ออกกฎหมายตามเจตนารมณ์ของประชาชน เพ่ือประโยชน์สุข ในการอยู่ร่วมกันในรัฐอย่างมีสิทธิเสรีภาพ มีความเสมอภาค ส่วนรัฐสภาในรูปแบบการปกครองแบบ เผด็จการก็มีรัฐสภาหรือสถาบันนิติบัญญัติเช่นกัน เพ่ือเป็นสัญลักษณ์และอ้างความชอบธรรมใน การปกครองประเทศ ใหป้ ระชาชนยอมรบั ปฏบิ ตั ติ ามโดยปราศจากขอ้ โตแ้ ยง้ และแสดงวา่ ประเทศของ ตนก็มีสถาบันนติ บิ ัญญัตเิ ช่นเดยี วกบั การปกครองรปู แบบอน่ื หรอื ประเทศอืน่ เช่นกนั

140 รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ความหมายของรฐั สภา คำ� วา่ “รัฐสภา” มผี ู้ใหค้ วามหมายไว้คล้าย ๆ กนั เช่น ทองทพิ วริ ิยะพนั ธุแ์ ละคณะ ไดใ้ ห้ความหมายวา่ ๑ “รัฐสภา (Parliament) คำ� นมี้ าจากภาษา ฝร่งั เศสว่า Parler หมายถงึ การพูด การเจรจาตอ่ รอง ดงั นนั้ คำ� ว่า “รัฐสภา” ก็คอื สถานท่ีหรอื สถาบนั ทางการเมอื งเพ่ือการพดู การเจรจาต่อรองผลประโยชนท์ เ่ี ก่ียวขอ้ งกับการใช้อ�ำนาจรฐั นั่นเอง Herbert M. Livine ได้ให้ความหมายว่า๒ “รัฐสภา ได้แก่ ที่ประชุมอันมีสภาพเป็นตัวแทน ซ่ึงมีบทบาทสำ� คัญในการออกกฎหมาย” (อ้างจาก จิรโชค (บรรพต) วรี ะสัย และคณะ, ๒๕๔๐ :๓๑๕) พลศักดิ์ จิรไกรศิริ ได้สรปุ ความหมายของรฐั สภาไวว้ า่ ๓ “รัฐสภาหมายถงึ ทป่ี ระชมุ ของผ้แู ทน ปวงชนของประเทศ ซ่ึงอาจประกอบขึ้นด้วยผู้แทนที่ได้รับการเลือกต้ังมาจากราษฎรเท่าน้ัน หรืออาจ ปะกอบขึ้นด้วยผู้แทนท่ีได้รับการแต่งต้ังจากผู้น�ำทางการเมืองล้วน ๆ หรืออาจจะประกอบด้วย ผแู้ ทนทัง้ สองประเภทท่ีกล่าวมาแลว้ ก็ได”้ สุขุม นวลสกุล ได้ให้ทัศนะว่า๔ “รัฐสภาเป็นสภาบันท่ีแสดงเจตน์จ�ำนงสูงสุดของประชาชน เพราะถือว่าเป็นสถาบันที่รวมของผู้ที่ราษฎรมอบหมายให้เป็นตัวแทนในการตัดสินใจและแสดงความ คิดเหน็ เป็นปากเปน็ เสียงแทน” จากความหมายดังกล่าวขา้ งตน้ จะเหน็ ได้ว่ารฐั สภาหมายถงึ สถาบนั นิติบัญญัติ และสถาบันท่ี ควบคุมการบริหารของรัฐบาล เพ่ือให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน อันเป็นการพิทักษ์ รกั ษาผลประโยชนข์ องคนหมมู่ าก ซง่ึ ทำ� หนา้ ทดี่ งั กลา่ วโดยการประชมุ ปรกึ ษาหารอื แสดงความคดิ เหน็ และตดั สินใจของผูแ้ ทนปวงชนของประเทศ รปู แบบของรัฐสภา รูปแบบของรัฐสภาโดยท่ัวไปแบง่ ออกเป็น ๒ ประเภท คอื สภาคแู่ ละสภาเดี่ยว ๑. สภาเด่ยี ว คอื มีสภาเดยี ว เรยี กว่า “รัฐสภา” รปู แบบสภาเด่ยี วนีไ้ ม่เป็นที่นิยมนกั ตวั อยา่ ง ประเทศทม่ี กี ารปกครองแบสภาเดยี่ ว เช่น สวีเดน นอร์เวย์ และประเทศทป่ี กครองในรูปแบบเผด็จการ ทง้ั อำ� นาจนยิ มและเบด็ เสร็จนยิ ม ๑ ทองทิพ วิริยะพันธุ์, ชนิ เลขา กว้างสถติ ย,์ พัชรินทร์ แข็งแรง, เรือ่ งเดมิ , หน้า ๒๖ ๒ Herbert M. Livine, “Political Issues Debated” (N.J. Englewood – Cliffs, Prentice – Hall : ๑๙๘๒) หน้า ๒๑๘ ๓ พลศักด์ิ จริ ไกรศิริ, รศ., ดร., เร่ืองเดมิ , หน้า ๙๐ ๔ สขุ ุม นวลสกลุ , รศ., ดร., และวศิ ิษฐ์ ทวีเศรษฐ, รศ., ดร., เรื่องเดิม หน้า ๑๖๗

สถาบันทางการเมอื ง 141 ๒. สภาคู่ (สองสภา) มสี องสภา คอื สภาผแู้ ทนราษฎรและวฒุ สิ ภา เมอ่ื ประชมุ รว่ มกนั จะเรยี ก “รฐั สภา” แตเ่ มื่อประชมแยกกันจะเรียกช่อื ตามแตล่ ะสภานัน้ ๆ ประเทศไทยนยิ มใชร้ ฐั สภาแบบสภา คู่ และสภาคนู่ เี้ ปน็ ทน่ี ยิ มแพรห่ ลายในประเทศทปี่ กครองแบบประชาธปิ ไตย และมชี อื่ เรยี กสภาคนู่ เ้ี ปน็ สภาสูง สภาล่างต่าง ๆ กันออกไป และอ�ำนาจหน้าท่ีของสภาแต่ละประเภทของแต่ละประเทศก็แตก ต่างกันออกไป ประเทศท่ีนิยมแบบสภาคู่ท่ีส�ำคัญ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา อินเดีย ญ่ีปุ่น และไทย เปน็ ตน้ อ�ำนาจหนา้ ทข่ี องรฐั สภา ๑. รัฐสภามหี นา้ ที่โดยตรงในการตรากฎหมายบังคับใช้เพื่อบรหิ ารประเทศ ๒. แกไ้ ขรัฐธรรมนูญ ๓. ควบคุมการบรหิ ารงานของรฐั บาลใหเ้ ปน็ ไปตามนโยบายที่แถลงตอ่ รัฐสภา ๔. เปน็ สถาบนั ทีแ่ สดงออกซ่ึงเจตจำ� นงของประชาชนในการเสนอตอ่ รฐั บาลเพอ่ื น�ำไปปฏบิ ตั ิ สถาบนั บริหาร (Executive Institute) สถาบนั บรหิ าร หมายถงึ รฐั บาลทที่ ำ� หนา้ ทใี่ นการใชอ้ ำ� นาจอธปิ ไตยตามนติ นิ ยั ในการปกครอง ประเทศให้เกดิ ความสงบสุขเรยี บร้อย เป็นประโยชน์สขุ แก่ประชาชนและประเทศชาติ การปกครอง (Government) หรือรฐั บาลน้ี มีผ้ใู หค้ �ำนยิ ามไว้หลายทัศนะ ดังนี้ ประสาร ทองภกั ดี ได้ใหค้ วามหมายว่า๕ คำ� วา่ “รัฐบาล” นี้ ย่อมมคี วามหมายเปน็ ๒ นัย คอื ๑. รัฐบาลในความหมายอยา่ งแคบ รัฐบาลตามความหมายน้ีได้แก่ บุคคลหรือคณะบุคคลผู้ได้รับมอบหมายให้ใช้เฉพาะอ�ำนาจ บริหารเท่านนั้ ไม่รวมถึงผใู้ ช้อ�ำนาจนติ บิ ัญญัติและอ�ำนาจตลุ าการดว้ ย กลา่ วโดยเฉพาะเจาะจงกไ็ ด้แก่ คณะรัฐมนตรีนั่นเอง เช่น เม่ือพูดว่า รัฐบาลคณะพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ก็หมายถึงพลเอกเปรม ตณิ สูลานนท์ นายกรัฐมนตรีเปน็ หัวหน้ารฐั บาล โดยมรี ัฐมนตรตี า่ ง ๆ ประกอบกันขึน้ เปน็ คณะรัฐบาล (cabinet) ซึง่ ต้องรบั ผดิ ชอบร่วมกนั ในนโยบายทั่วไปของรัฐบาล ๒. รฐั บาลในความหมายอย่างกวา้ ง หมายถงึ บคุ คลทีไ่ ด้รับมอบใหเ้ ป็นผูใ้ ชอ้ �ำนาจอธิปไตยทั้งสามรวมเข้าดว้ ยกัน รัฐบาลในความ หมายอย่างกวา้ งนถ้ี ้าเป็นระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชย์ กไ็ ด้แก่ กษัตริย์ แตถ่ า้ เปน็ ประชาธปิ ไตย กไ็ ด้ ๕ ประสาร ทองภกั ดี, พ.ท., เรือ่ งเดมิ , หน้า ๓๕

142 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ แก่คณะบคุ คลทั้งสามฝ่าย (คอื ฝา่ ยนติ บิ ัญญัติ ฝา่ ยบรหิ าร และฝ่ายตลุ าการ) รวมเข้าด้วยกนั ดังเช่น ค�ำวา่ “รัฐบาลไทย” ในธนบัตรทกุ ฉบบั คำ� วา่ รัฐบาลในท่ีน้ันเป็นรัฐบาลในความหมายอยา่ งกวา้ ง จรูญ สุภาพ ไดใ้ ห้ความหมายวา่ ๖ รัฐบาล (Government) หมายถึง “องค์การของรัฐผู้ใช้อ�ำนาจบริหาร ตัวรัฐบาล มีทั้งความ หมายแคบและกวา้ ง ความหมายแคบทส่ี ดุ คอื คณะรฐั มนตรี (Cabinet) ประกอบดว้ ยรฐั มนตรกี ระทรวง ทสี่ ำ� คญั ๆ (แบบองั กฤษ) หรอื คณะรฐั บาล (ministry) ประกอบดว้ ยรฐั มนตรที กุ กระทรวง ความหมายก ว้างได้แก่คณะรฐั บาลและข้าราชการของรฐั ทกุ ๆ คน ท่ีทำ� หน้าท่ีทั้งทางบรหิ ารและการปกครอง” สุขุม นวลสกลุ และวิศษิ ฐ์ ทวีเศรษฐ ได้ใหค้ วามหมายว่า๗ “การปกครองมคี วามหมายเกย่ี วกบั การบรหิ ารวางระเบยี บกฎเกณฑส์ ำ� หรบั สงั คม เพอื่ ใหส้ งั คม มคี วามสงบสุข” ตามความหมายดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า การปกครองอาจหมายถึงองค์กรของรัฐ ผู้ใช้ อำ� นาจบรหิ ารประเทศทเี่ รยี กวา่ “รฐั บาล” อยา่ งหนง่ึ และหมายถงึ การทำ� หนา้ ทขี่ องรฐั บาลโดยการใช้ อำ� นาจอธิปไตยในการคมุ้ ครอง ควบคุม ดแู ล รกั ษาประเทศในรปู แบบของการปกครองและบรหิ ารให้ เกิดความสงบเรยี บร้อยและเจรญิ ก้าวหน้า ฉะนัน้ เมื่อพูดถงึ รปู แบบของการปกครองก็หมายถึงรูปแบบ ของรฐั บาลน่นั เอง สถาบนั ตุลาการ (Judicial Institute) สถาบันตุลาการ ได้แก่ ศาลสถิตยุติธรรม ซึ่งมีหน้าท่ีพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปตามตัวบท กฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ตราขึ้นไว้ เป็นฝ่ายท�ำหน้าที่ผดุงไว้ซ่ึงความยุติธรรมในบ้านเมือง ให้ความ ยตุ ิธรรมแก่คู่กรณี ในคดที นี่ ำ� มาสู่การพจิ ารณาของศาล ฝา่ ยบรหิ ารและฝ่ายตุลาการตา่ งควบคุมซง่ึ กัน และกัน โดยฝ่ายบริหารเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดต้ังศาลยุติธรรม จัดหาบุคลากรให้ และช่วยให้ฝ่าย ตุลาการหรือศาลยุติธรรมสามารถพิจารณาคดีให้ส�ำเร็จไปโดยเร็ว ส่วนศาลยุติธรรมก็มีอ�ำนาจวินิจฉัย ข้อพิพาทท่ีเกิดขึ้นระหว่างฝ่ายบริหารกับเอกชนในคดีที่ฝ่ายบริหารมีฐานะอย่างเดียวกับเอกชน (ธานนิ ทร์ กรัยวิเชียร, ๒๕๒๐:๕) ๖ จรญู สุภาพ, ศ., เรือ่ งเดมิ , หนา้ ๑๒๑ ๗ สุขุม นวลสกุล,รศ., ดร., และวิศิษฐ์ ทวีเศรษฐ, รศ., เร่อื งเดมิ , หนา้ ๑

สถาบนั ทางการเมอื ง 143 สถาบันที่เป็นผู้ใช้อ�ำนาจตุลาการคือศาล เม่ือมีการละเมิดกฎหมายเกิดขึ้น ศาลจะเป็นผู้ใช้ อำ� นาจตุลาการ เปน็ ผพู้ จิ ารณาคดี เปน็ ผูใ้ ห้ความยตุ ธิ รรม เปน็ ผตู้ ีความกฎหมาย และป้องกนั สิทธติ า่ ง ๆของบุคคล ในประเทศประชาธิปไตย ฝ่ายตุลาการมีฐานะเป็นพิเศษและท�ำหน้าท่ีส�ำคัญอย่างย่ิง การแบ่งแยกอ�ำนาจตุลาการออกมาเป็นหน่ึงในอ�ำนาจอธิปไตย ก็เพื่อให้ฝ่ายตุลาการมีอิสระในการ ปฏบิ ัติงาน ไมต่ กอยู่ภายใตอ้ ิทธิพลหรือใต้บงั คบั ของอำ� นาจใด ระบบศาลยุติธรรมของแต่ละประเทศ ส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกัน แต่ก็อาจจะมีแตกต่างกัน อยู่บ้าง โดยเฉพาะการจัดระเบียบศาล มีแตกต่างกันอยู่ในหลายประเทศ บางประเทศถือวา่ ศาลเปน็ ผู้ ใช้อ�ำนาจตุลาการในนามประมุข บางประเทศประมุขฝ่ายบริหารเป็นผู้แต่งตั้งตุลาการ บางประเทศผู้ พพิ ากษาเปน็ ผรู้ บั ฟงั คำ� ใหก้ ารและพยานหลกั ฐานตา่ ง ๆ แลว้ สง่ั การลงโทษ บางประเทศกม็ คี ณะลกู ขนุ เป็นผู้ฟังค�ำให้การ และชี้ขาดว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก แล้วเสนอให้ผู้พิพากษาพิจารณาลงโทษ และบาง ประเทศก็จะมีศาลส�ำหรับพิจารณาคดีเฉพาะเรื่อง เช่น ศาลปกครอง ศาลเกษตร ศาลภาษีอากร ศาลแรงงาน ศาลจราจร เป็นตน้ การทจ่ี ะทราบเกย่ี วกับเรือ่ งศาลของประเทศใดนน้ั จะต้องศกึ ษาจาก ธรรมนญู ศาลยตุ ิธรรมของประเทศนน้ั สำ� หรบั ประเทศไทย มศี าลยตุ ธิ รรมสงั กดั อยใู่ นกระทรวงยตุ ธิ รรม และศาลทหารสงั กดั กระทรวง กลาโหม ศาลทหารมีอ�ำนาจพิจารณาพิพากษาคดีท่ีทหารเป็นจ�ำเลยในความผิดทางอาญาเท่านั้น โดยมที หารเปน็ ตลุ การทหาร เปน็ ผพู้ จิ ารณาพพิ ากษาคดี และมอี ยั การศาลทหารเปน็ ผฟู้ อ้ งคดี สว่ นศาล ยุติธรรมน้ันจะมีพระธรรมนูญศาลยุติธรรม เป็นกฎหมายก�ำหนดระเบียบราชการของศาลยุติธรรม กำ� หนดบคุ คลผมู้ ตี ำ� แหนง่ หนา้ ทรี่ บั ผดิ ชอบตา่ ง ๆ วางลำ� ดบั ขน้ั ของศาล และเขตอำ� นาจในการพจิ ารณา พิพากษาคดที ง้ั ปวง (นงเยาว์ พีระตานนท,์ ๒๕๔๑:๔๓) สถาบันทางการเมืองตามแนวพุทธ เน่ืองจากพระพุทธศาสนาไม่ใช่ลัทธิทางการเมือง เป็นศาสนธรรมท่ีพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ความจรงิ ดว้ ยพระองคเ์ อง แลว้ สง่ั สอนผอู้ นื่ ใหป้ ฏบิ ตั ติ ามเพอื่ ใหไ้ ดร้ บั ประโยชนส์ ขุ ทงั้ ในโลกนใ้ี นการอยู่ รว่ มกนั ในสงั คมมนษุ ย์ ในสว่ นประโยชนต์ นและประโยชนผ์ อู้ น่ื ทงั้ ในโลกหนา้ ในอนาคตเมอ่ื ตายไปแลว้ และท้ังประโยชน์สูงสุด คือ หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ซ่ึงหลักพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงแสดง ประกอบด้วยปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เป็นการขัดเกลากาย วาจา ใจของผู้ปฏิบัติตามถึงความบริสุทธ์ิ หมดจด ได้รับประโยชนส์ ุขตามล�ำดบั จากหลักศลี ธรรมจริยธรรม ไปสูข่ นั้ ของปรมตั ถธรรมซ่ึงทำ� ให้เข้า ถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลสท้ังปวง ดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงไม่ได้บัญญัติหรือแสดงพระธรรม ค�ำสอนในรูปแบบของลัทธิทางการเมือง ในการได้มาซ่ึงอ�ำนาจ การแสวงหาอ�ำนาจ การใช้อ�ำนาจใน การบริหารจัดการผลประโยชน์ของคนในสังคมตามนัยลัทธิทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ

144 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ประชาธิปไตย เผด็จการทั้งอ�ำนาจนิยมและเบ็ดเสร็จนิยม หรือสังคมนิยมรูปแบบต่าง ๆ โดยตรง แต่ เม่ือประสงค์จะศึกษาสถาบันการเมืองโดยอาศัยกรอบแนวคิดทางการเมืองที่แบ่งสถาบันท่ีใช้อ�ำนาจ อธปิ ไตยใน ๓ ฝา่ ยนนั้ ก็พอทีจ่ ะเทียบเคียงไดใ้ นหลกั การและวิธกี ารบางประการเทา่ นั้น ไม่อาจะที่จะ เจาะลึกในรายละเอียดทุกประเดน็ ตามกรอบแนวคิดในหลักการของวชิ ารัฐศาสตร์แนวตะวนั ตกได้ สถาบนั นติ บิ ัญญตั ิตามแนวพุทธ สถาบันนติ บิ ญั ญตั ิ ไดแ้ ก่ รัฐสภาซง่ึ ทำ� หนา้ ทีใ่ นการตราพระราชบญั ญตั ิในทางราชอาณาจกั ร รฐั สภาในลกั ษณะนไ้ี มม่ ใี นพระพทุ ธศาสนา แตใ่ นพระพทุ ธศาสนามพี ทุ ธบญั ญตั ิ ใชเ้ ปน็ หลกั ปฏบิ ตั ขิ อง พระภิกษทุ ีม่ ลี ักษณะเชน่ เดยี วกบั พระราชบัญญัติ ผู้ทบ่ี ญั ญตั ิคอื พระพุทธเจา้ พระองคท์ รงบญั ญตั ิดว้ ย พระองค์เอง เป็นอ�ำนาจของพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่าน้ัน คณะสงฆ์หรือภิกษุรูปอ่ืนใดก็ไม่ สามารถตราพระพุทธบัญญัติออกมาบังคับใช้ได้ หน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์ คือ ต้องปฏิบัติตาม พระพทุ ธบญั ญตั อิ ยา่ งเดยี วเทา่ นนั้ พระพทุ ธเจา้ ในฐานะพระธรรมราชา ทรงเปน็ องคอ์ ธปิ ตั ย์ ผมู้ อี ำ� นาจ โดยธรรมทที่ รงบญั ญตั ิพระวนิ ยั ซ่ึงเปน็ ขอ้ บังคับใหภ้ กิ ษุ ภิกษณุ ี สามเณร สามเณรี ปฏิบัตอิ ยู่ในกรอบ บรรทดั ฐานแหง่ ความประพฤตใิ นการอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมสงฆ์ และความบรสิ ทุ ธหิ์ มดจดทง้ั ทางกาย วาจา และใจของพระภิกษแุ ต่ละรปู วธิ กี ารบัญญัติพระวนิ ยั การบัญญัตพิ ระวินยั หรือพทุ ธบญั ญัตนิ ัน้ พระองค์ไม่ทรงบัญญัติไวล้ ว่ งหน้าก่อนเหตุการณ์จะ เกิดขึ้น แต่ทรงบัญญตั ิหลงั เหตกุ ารณ์ที่ไม่ถูกตอ้ งเหมาะสมกบั สมณภาวะเกิดข้นึ แล้ว และพระองค์กไ็ ม่ ไดท้ รงบญั ญตั เิ ปน็ การสว่ นพระองคโ์ ดยไมม่ ใี ครรเู้ หน็ แตพ่ ระองคท์ รงบญั ญตั อิ ยา่ งเปดิ เผย ซงึ่ ประกอบดว้ ย ๑. พรอ้ มหน้าสงฆ์ ๒. พร้อมหนา้ บคุ คล ๓. พร้อมหนา้ วตั ถุ ๔. พร้อมหนา้ ธรรม ๑.๑ พรอ้ มหนา้ สงฆ์ คอื เมอื่ มภี กิ ษปุ ระพฤตใิ นสง่ิ ทไี่ มถ่ กู ตอ้ งเหมาะสมกบั สมณภาวะ พระองค์ ทรงส่งั ใหป้ ระชมุ สงฆท์ ั้งหมดทมี่ อี ยใู่ นขณะน้นั ณ ท่นี ้นั พระองค์ทรงตรัสถามความประพฤติทีไ่ มด่ งี าม ของภิกษุในท่ามกลางสงฆ์ว่า จริงหรือไม่ ประการใด ถ้ารับว่าจริง ก็ทรงติเตียนกล่าวโทษ ห้ามไม่ให้ ภิกษุทั้งปวงกระทำ� เช่นน้นั อีก ผู้ใดล่วงละเมิดถอื วา่ มคี วามผดิ

สถาบนั ทางการเมอื ง 145 ๑.๒ พร้อมดว้ ยบุคคล คอื ทรงบญั ญตั พิ ระวินยั ต่อหนา้ ภิกษุผกู้ ระทำ� ผิดนนั้ ไม่ได้ทรงบญั ญัติ ลบั หลัง หรอื ทรงกล่าวโทษลับหลงั ๑.๓ พรอ้ มดว้ ยวัตถุ หมายถงึ เหตแุ ห่งความผดิ ทภ่ี กิ ษปุ ระพฤตนิ ้นั มีจรงิ นา่ รงั เกยี จ นา่ ตเิ ตียน จรงิ เป็นสิง่ ทีเ่ ปน็ อกุศล ไมด่ ีงามส�ำหรบั สมณะจะพึงประพฤติ ๑.๔ พร้อมด้วยธรรม คือ ทรงบัญญัติพระวินัยด้วยความชอบธรรม ได้แก่ เป็นธรรมแก่ภิกษุ ผลู้ ว่ งละเมดิ นน้ั ดว้ ยตอ่ ภกิ ษอุ นื่ ๆ ทจี่ ะตอ้ งประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามดว้ ย โดยภกิ ษสุ งฆท์ มี่ าประชมุ กนั ทงั้ หมด รับทราบร่วมกันว่า มีบทบัญญัติน้ีแล้วต้องปฏิบัติตาม จะล่วงละเมิดมิได้ ภิกษุใดล่วงละเมิด ภิกษุนั้น ต้องอาบตั ิ พระพุทธเจ้าไมไ่ ด้ทรงบญั ญตั ิพระวินัยไวล้ ่วงหน้า พระวินัยนัน้ พระพทุ ธเจ้ามไิ ด้ทรงบัญญัตไิ วล้ ่วงหนา้ ก่อนเหตกุ ารณ์จะเกิดขึ้น เพอื่ ปอ้ งกันการ ต�ำหนิติเตียนว่า ไม่ค�ำนึงถึงข้อเท็จจริง และเข้มงวดกวดขันเกินเหตุ จะเห็นได้จากข้อความในเวรัญ ชกัณฑ๘์ ว่า ฯลฯ [๗] ครั้งน้ัน ท่านพระสารีบุตรไปในทีส่ งัดหลกี เร้นอยู่ ไดม้ ีความปรวิ ติ กแหง่ จติ เกิดขนึ้ อยา่ งน้ี ว่า พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย พระองค์ไหนไม่ด�ำรงอยู่นาน ของพระองค์ไหน ด�ำรงอยู่นาน ดังนี้ ครั้นเวลาสายัณห์ท่านออกจากที่เร้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคม นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหน่ึงแล้วกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าไปในท่ีสงัดหลีกเร้นอยู่ ณ ต�ำบลนี้ ได้มีความปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างน้ีว่า พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าท้ังหลาย พระองค์ไหนไมด่ ำ� รงอยูน่ าน ของพระองค์ไหนด�ำรงอยนู่ าน. พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรสารีบุตร พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามวิปัสสี พระนามสขิ ี และพระนามเวสสภู ไม่ดำ� รงอยูน่ าน ของพระผู้มีพระภาคพระนามกกุสันธะ พระนามโก นาคมนะ และพระนามกสั สปะด�ำรงอยนู่ าน. ส. อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ให้พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามวิปัสสี พระนามสิขี และพระนามเวสสภู ไม่ดำ� รงอยู่นาน พระพทุ ธเจ้าขา้ ? ๘ พระวนิ ยั ปิฎก มหาวภิ งั ค์ เลม่ ๑ หน้า ๑ - ๑๓

146 รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ ภ. ดูกรสารีบุตร พระผู้มีพระภาคพระนามวิปัสสี พระนามสิขี และพระนามเวสสภู ทรงท้อ พระหฤทัยเพ่ือจะทรงแสดงธรรมโดยพิสดารแกส่ าวกทง้ั หลาย อนง่ึ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อติ ิวตุ ตกะ ชาดก อพั ภตู ธรรม เวทัลละ ของพระผูม้ พี ระภาคท้งั สามพระองคน์ ั้นมนี อ้ ย สกิ ขาบท กม็ ไิ ดท้ รงบญั ญตั ิ ปาตโิ มกขก์ ม็ ไิ ดท้ รงแสดงแกส่ าวก เพราะอนั ตรธานแหง่ พระผมู้ พี ระภาคพทุ ธเจา้ เหลา่ น้ัน เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าเหล่านั้น สาวกชั้นหลังท่ีต่างชื่อกัน ต่างโคตรกัน ตา่ งชาติกนั ออกบวชจากตระกูลต่างกนั จึงยงั พระศาสนานน้ั ใหอ้ นั ตรธานโดยฉบั พลนั ดูกรสารีบุตร ดอกไม้ต่างพรรณที่เขากองไว้บนพื้นกระดาน ยังไม่ได้ร้อยด้วยด้าย ลมย่อม กระจาย ขจัด ก�ำจัด ซึ่งดอกไม้เหล่าน้ันได้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเขาไม่ได้ร้อยด้วยด้าย ฉันใด เพราะอันตรธานแห่งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเหล่านั้น เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตาม พระพทุ ธเจ้าเหล่าน้นั สาวกช้ันหลงั ท่ีต่างชือ่ กนั ตา่ งโคตรกัน ต่างชาตกิ นั ออกบวชจากตระกูลต่างกัน จึงยังพระศาสนานั้นให้อันตรธานโดยฉับพลัน ฉันน้ันเหมือนกัน เพราะพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เหล่านนั้ ทรงทอ้ พระหฤทัยเพื่อจะทรงก�ำหนดจิตของสาวกดว้ ยพระหฤทัย แลว้ ทรงสงั่ สอนสาวก. ดูกรสารีบุตร เร่ืองเคยมีมาแล้ว พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนาม เวสสภู ทรงก�ำหนดจิตภิกษุสงฆ์ด้วยพระหฤทัยแล้วทรงสั่งสอน พร�่ำสอน ภิกษุสงฆ์ประมาณพันรูป ในไพรสนฑ์อันน่าพึงกลัวแห่งหน่ึงว่า พวกเธอจงตรึกอย่างนี้ อย่าได้ตรึกอย่างนั้น จงท�ำในใจอย่างน้ี อยา่ ได้ทำ� ในใจอยา่ งน้นั จงละสว่ นนี้ จงเข้าถงึ สว่ นนอี้ ยู่เถดิ ดังน้ี ลำ� ดับนัน้ แลจิตของภกิ ษปุ ระมาณพัน รูปน้ัน อันพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามเวสสภูทรงสั่งสอนอยู่อย่างน้ัน ทรงพร�่ำ สอนอยู่อย่างนั้น ได้หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นในเพราะความที่ไพรสณฑ์อันน่า พึงกลวั นนั้ ซิ เปน็ ถน่ิ ที่นา่ สยดสยอง จงึ มีคำ� น้ีว่า ผู้ใดผู้หน่งึ ซ่งึ ยงั ไมป่ ราศจากราคะเขา้ ไปส่ไู พรสณฑน์ ้นั โดยมากโลมชาติย่อมชูชัน. ดูกรสารีบุตร อันนี้แลเป็นเหตุ อันนี้แลเป็นปัจจัย ให้พระศาสนาของพระผู้มีพระภาค พระนามวิปสั สี พระนามสิขี และพระนามเวสสภูไมด่ �ำรงอยู่นาน. ส. อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ให้พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามกกุสันธะ พระนามโกนาคมนะ และพระนามกัสสปะ ดำ� รงอยู่นาน พระพทุ ธเจา้ ข้า? ภ. ดูกรสารีบุตร พระผู้มีพระภาคพระนามกกุสันธะ พระนามโกนาคมนะ และพระนาม กัสสปะ มิได้ทรงท้อพระหฤทัยเพ่ือจะทรงแสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวกท้ังหลาย อน่ึง สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อพั ภตู ธรรม เวทัลละ ของพระผมู้ ีพระภาคทั้งสาม พระองคน์ ั้นมมี าก สิกขาบทกท็ รงบญั ญัติ ปาตโิ มกข์ก็ทรงแสดงแกส่ าวก เพราะอันตรธานแหง่ พระผู้มี พระภาคพุทธเจา้ เหล่านนั้ เพราะอนั ตรธานแห่งสาวกผู้ตรสั รู้ตามพระพุทธเจา้ เหล่านั้น สาวกช้ันหลงั ที่

สถาบันทางการเมือง 147 ต่างช่ือกัน ต่างโคตรกัน ต่างชาติกัน ออกบวชจากตระกูลต่างกัน จึงด�ำรงพระศาสนานั้นไว้ได้ตลอด ระยะกาลยนื นาน ดกู รสารบี ตุ ร ดอกไมต้ า่ งพรรณทเี่ ขากองไวบ้ นพนื้ กระดาน รอ้ ยดแี ลว้ ดว้ ยดา้ ย ลมยอ่ มกระจาย ไม่ได้ ขจัดไม่ได้ กำ� จดั ไม่ไดซ้ ึง่ ดอกไม้เหลา่ นน้ั ข้อนัน้ เพราะเหตุไร เพราะเขาร้อยดีแล้วด้วยด้าย ฉันใด เพราะอนั ตรธานแหง่ พระผมู้ พี ระภาคพทุ ธเจา้ เหลา่ นน้ั เพราะอนั ตรธานแหง่ สาวกผตู้ รสั รตู้ ามพระพทุ ธเจา้ เหล่านั้น สาวกชั้นหลังที่ต่างชื่อกัน ต่างโคตรกัน ต่างชาติกัน ออกบวชจากตระกูลต่างกัน จึงด�ำรง พระศาสนานั้นไว้ได้ ตลอดระยะกาลยนื นาน ฉันน้นั เหมือนกนั . ดูกรสารีบุตร อันนี้แลเป็นเหตุ อันนี้แลเป็นปัจจัย ให้พระศาสนาของพระผู้มีพระภาค พระนามกกุสนั ธะ พระนามโกนาคมนะ และพระนามกสั สปะ ดำ� รงอยนู่ าน. ปรารภเหตุให้ทรงบญั ญัตสิ ิกขาบท [๘] ล�ำดับน้ันแล ท่านพระสารีบุตรลุกจากอาสนะ ท�ำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่งประณม อญั ชลไี ปทางพระผมู้ พี ระภาคแลว้ กราบทลู วา่ ถงึ เวลาแลว้ พระพทุ ธเจา้ ขา้ ขา้ แตพ่ ระสคุ ต ถงึ เวลาแลว้ ทีจ่ ะทรงบญั ญัตสิ กิ ขาบท ทจี่ ะทรงแสดงปาติโมกข์แก่สาวก อนั จะเปน็ เหตใุ หพ้ ระศาสนานีย้ ั่งยนื ดำ� รง อย่ไู ดน้ าน. พระผมู้ พี ระภาคตรสั วา่ จงรอกอ่ น สารีบุตร จงยับย้งั กอ่ นสารีบตุ ร ตถาคตผูเ้ ดียวจักรกู้ าลใน กรณียน์ ั้น พระศาสดายังไม่บญั ญัติสิกขาบท ยงั ไม่แสดงปาตโิ มกข์แก่สาวก ตลอดเวลาที่ธรรมอันเปน็ ที่ ตั้งแหง่ อาสวะบางเหล่า ยงั ไมป่ รากฏในสงฆ์ในศาสนานี้ ตอ่ เมอ่ื ใดอาสวฏั ฐานิยธรรมบางเหลา่ ปรากฏ ในสงฆ์ในศาสนาน้ี เมื่อนั้นพระศาสดาจึงจะบัญญัติสิกขาบท แสดงปาติโมกข์แก่สาวก เพื่อก�ำจัด อาสวัฏฐานิยธรรมเหล่าน้ันแหละ อาสวัฏฐานิยธรรมบางเหล่า ยังไม่ปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้ ตลอด เวลาทส่ี งฆ์ยังไมถ่ งึ ความเป็นหมใู่ หญ่โดยภกิ ษุผบู้ วชนาน ตอ่ เม่อื ใดสงฆถ์ ึงความเปน็ หมู่ใหญโ่ ดยภกิ ษุผู้ บวชนานแล้ว และอาสวฏั ฐานยิ ธรรมบางเหลา่ ย่อมปรากฏในสงฆใ์ นศาสนานี้ เม่ือน้นั พระศาสดาจงึ จะ บญั ญตั สิ กิ ขาบท แสดงปาตโิ มกขแ์ กส่ าวกเพอื่ กำ� จดั อาสวฏั ฐานยิ ธรรมเหลา่ นน้ั แหละ อาสวฏั ฐานยิ ธรรม บางเหล่า ยังไม่ปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้ ตลอดเวลาที่สงฆ์ยังไม่ถึงความเป็นหมู่ใหญ่โดยแพร่หลาย ต่อเมื่อใดสงฆ์ถึงความเป็นหมู่ใหญ่โดยแพร่หลายแล้ว และอาสวัฏฐานิยธรรมบางเหล่า ย่อมปรากฏ ในสงฆ์ในศาสนาน้ี เมื่อนั้นพระศาสดาจึงจะบัญญัติสิกขาบท แสดงปาติโมกข์แก่สาวกเพื่อก�ำจัด อาสวัฏฐานิยธรรมเหล่านั้นแหละ อาสวัฏฐานิยธรรมบางเหล่า ยังไม่ปรากฏในสงฆ์ในศาสนาน้ี ตลอด เวลาท่ีสงฆ์ยังไม่ถึงความเป็นหมู่ใหญ่เลิศโดยลาภ ต่อเม่ือใดสงฆ์ถึงความเป็นหมู่ใหญ่เลิศโดยลาภแล้ว และอาสวัฏฐานิยธรรมบางเหล่า ย่อมปรากฏในสงฆ์ในศาสนาน้ี เมื่อน้ันพระศาสดาจึงจะบัญญัติ สิกขาบท แสดงปาติโมกข์แก่สาวก เพอ่ื ก�ำจดั อาสวฏั ฐานยิ ธรรมเหล่านั้นแหละ

148 รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ดูกรสารีบุตร ก็ภิกษุสงฆ์ไม่มีเสนียด ไม่มีโทษ ปราศจากมัวหมองบริสุทธิ์ผุดผ่องต้ังอยู่ใน สารคณุ เพราะบรรดาภกิ ษุ ๕๐๐ รปู นี้ ภกิ ษทุ ที่ รงคณุ ธรรมอยา่ งตำ่� กเ็ ปน็ โสดาบนั มคี วามไมต่ กตำ่� เปน็ ธรรมดา เป็นผเู้ ท่ยี ง เปน็ ผทู้ ่ีจะตรัสร้ใู นเบือ้ งหน้า. สาเหตุหรือเจตนารมณ์ในการบัญญัติพระวินัยนั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในอังคุตตรนิกาย ทุกนบิ าตวา่ [๔๓๖] ดกู รภิกษทุ ั้งหลาย เพราะอาศัยอำ� นาจประโยชน์ ๒ อย่างน้ี พระตถาคตจึงทรงบัญญัติ สิกขาบทแก่สาวก อ�ำนาจประโยชน์ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ เพ่ือความดีแห่งสงฆ์ ๑ เพ่ือความส�ำราญ แหง่ สงฆ์ ๑ ... เพอื่ ความขม่ บคุ คลผเู้ กอ้ ยาก ๑ เพอ่ื อยสู่ ำ� ราญแหง่ ภกิ ษผุ มู้ ศี ลี เปน็ ทรี่ กั ๑ ... เพอ่ื ปอ้ งกนั อาสวะอันจกั บังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพ่ือกำ� จัดอาสวะอันจกั บงั เกิดในอนาคต ๑ ... เพือ่ ปอ้ งกนั เวรอนั จัก เกิดในปัจจบุ ัน ๑ เพ่อื กำ� จดั เวรอันจักบังเกดิ ในอนาคต ๑ ... เพือ่ ปอ้ งกนั โทษอันจักบังเกดิ ในปจั จบุ ัน ๑ เพื่อก�ำจัดโทษอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ ...เพื่อป้องกันภัยอันจักบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพ่ือก�ำจัดภัยอัน จักบังเกิดในอนาคต ๑ ...เพื่อป้องกันอกุศลธรรมอันจักบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพ่ือก�ำจัดอกุศลธรรมอัน จักบังเกิดในอนาคต ๑ ... เพื่ออนุเคราะห์แก่คฤหัสถ์ ๑ เพื่อเข้าไปตัดรอนฝักฝ่ายของภิกษุผู้มีความ ปรารถนาลามก ๑ ... เพอื่ ความเลอ่ื มใสของผทู้ ยี่ งั ไมเ่ ลอ่ื มใส ๑ เพอ่ื ความเลอ่ื มใสยง่ิ ของผทู้ เ่ี ลอื่ มใสแลว้ ๑ ... เพอ่ื ความต้งั มน่ั แห่งพระสทั ธรรม ๑ เพื่ออนุเคราะห์พระวินยั ๑ ดูกรภิกษุท้ังหลาย เพราะอาศัยอ�ำนาจประโยชน์ ๒ อย่างนี้แล พระตถาคตจึงได้ทรงบัญญัติ สกิ ขาบทแก่สาวก ฯ [๔๓๗] ดูกรภกิ ษุทง้ั หลาย เพราะอาศัยอ�ำนาจประโยชน์ ๒ อยา่ งนี้ พระตถาคตจงึ ทรงบญั ญัติ ปาติโมกข์แก่สาวก ... ทรงบัญญัติปาติโมกข์ขุทเทส ...ทรงบัญญัติการต้ังปาติโมกข์ ... ทรงบัญญัติปวารณา ... ทรงบัญญัติการต้ังปวารณา ...ทรงบัญญัติตัชชนียกรรม ... ทรงบัญญัตินิยัสส กรรม ... ทรงบญั ญัติปพั พาชนียกรรม... ทรงบญั ญัติปฏิสารณยี กรรม ... ทรงบญั ญัติอกุ เขปนียกรรม .. ทรงบัญญัติการให้ปริวาส ... ทรงบัญญัติการชักเข้าหาอาบัติเดิม ... ทรงบัญญัติการให้มานัต ... ทรงบญั ญตั อิ พั ภาน ... ทรงบญั ญตั กิ ารเรยี กเขา้ หมู่ ... ทรงบญั ญตั กิ ารขบั ออกจากหม.ู่ .. ทรงบญั ญตั กิ าร อุปสมบท ... ทรงบัญญัติญัตติกรรม ... ทรงบัญญัติญัตติทุติยกรรม... ทรงบัญญัติญัตติจตุตถกรรม ... ทรงบัญญัติสิกขาบทท่ียังไม่ได้ทรงบัญญัติ ...ทรงบัญญัติเพ่ิมเติมในสิกขาบทท่ีทรงบัญญัติไว้แล้ว ... ทรงบญั ญตั สิ มั มขุ าวนิ ยั ... ทรงบญั ญตั สิ ตวิ นิ ยั ... ทรงบญั ญตั อิ มฬุ หวนิ ยั ... ทรงบญั ญตั ปิ ฏญิ ญาตกรณะ ...ทรงบญั ญตั เิ ยภยุ ยสกิ า ... ทรงบญั ญตั ติ สั สปาปยิ สกิ า ... ทรงบญั ญตั ติ ณิ วตั ถารกวนิ ยั อำ� นาจประโยชน์ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ เพื่อความดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความส�ำราญแห่งสงฆ์ ๑ ... เพ่ือความข่มขู่บุคคล ผูเ้ กอ้ ยาก ๑ เพอ่ื อยสู่ �ำราญแหง่ ภิกษผุ มู้ ศี ลี เปน็ ที่รัก ๑ ... เพ่อื ป้องกันอาสวะอันจกั บงั เกิดในปจั จบุ ัน ๑ เพือ่ ก�ำจัดอาสวะอันจกั บงั เกดิ ในอนาคต ๑ ... เพื่อปอ้ งกนั เวรอนั จกั บังเกดิ ในปัจจบุ ัน ๑ เพ่อื ก�ำจดั เวร