หลกั ปฏิสัมพนั ธ์ของประชาชนในรฐั แบบรอบทศิ ทางตามแนวพุทธ 199 อย่างรม่ เยน็ เปน็ สขุ เจริญดว้ ยลาภ ยศ สุข สรรเสรญิ เปน็ สามีภรรยาชนิดคู่สร้างค่สู ม คู่คดิ คู่ประพฤติ ธรรม น�ำความเจรญิ รงุ่ เรืองมาสชู่ ีวติ ครอบครวั เปน็ สามีเทวดาอยู่กบั ภรรยา เทวดา ๔. ทศิ เบื้องซ้าย มติ ร (อุตตรทิศ) ความสัมพันธ์ท่ีมีความส�ำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การคบมิตร และมิตรพึงปฏิบัติต่อมิตรใน ทางที่เป็นประโยชน์เก้ือกูล ท่ีเรียกว่ามิตรที่ดี ก็จะน�ำประโยชน์สุขมาให้ในการด�ำรงชีวิตในสังคม เปน็ ชวี ติ ทดี่ ำ� เนนิ ไปในแนวทางทดี่ ี กอ่ ใหเ้ กดิ ความเจรญิ กา้ วหนา้ และสนั ตสิ ขุ ในการอยรู่ ว่ มกนั พระพทุ ธ- ศาสนาจงึ ใหค้ วามสำ� คญั ในการคบมติ ร และแสดงวธิ ที ม่ี ติ รจะพงึ ปฏบิ ตั ติ อ่ มติ รเพอื่ เปน็ หลกั การในการ ด�ำเนนิ ชวี ติ ความหมายของค�ำว่า “มิตร” “มิตร” ภาษาไทย เรียกว่าเพ่ือน มาจากค�ำว่า “มิตร” หรือ “เมตตา” (ภาษาบาล)ี ภาษาสนั สกฤต ใช้คำ� ว่า “ไมตรี” แปลวา่ ปรารถนาดีและมนี �ำ้ ใจตอ่ ผู้อืน่ หวังดี ต่อผู้อืน่ ปรารถนาใหผ้ อู้ ่ืนเปน็ สุข คอื ความรูส้ กึ ท่ีเกิดข้นึ ท่จี ติ มสี ภาพจติ เชน่ นัน้ รู้สกึ ตอ่ บุคคลอ่ืนสตั ว์ อื่นเหมือนญาตพิ ีน่ ้อง บิดามารดา ปู่ยา่ ตา ยาย ไม่ใชค่ นอ่นื พวกอืน่ พวกเดยี วกนั ทง้ั หมด มคี วามรูส้ กึ รักใคร่ สนิทสนม กลมเกลียว เช่น มารดาบดิ ารักบุตร คือคนผู้มีเมตตากนั เรียกวา่ “มิตร” เรามีความ รู้สกึ เช่นวา่ นกี้ ช็ ื่อว่าเป็นเพ่ือนคนอื่น คนอนื่ มีความรู้สกึ ตอ่ เราเช่นนัน้ ช่ือวา่ เป็นเพ่ือนกนั กับเรา คนทมี่ ี ใจดีตอ่ กัน เราใจดตี อ่ เขา เขาใจดีต่อเรา เรยี กวา่ มติ ร ถ้าตรงกันข้ามกไ็ ม่ใช่มติ ร ความหมายของค�ำว่า “สหาย” มาจากค�ำภาษาบาลี คือ สห+อิ ธาตุ แปลว่า “ไป” ทา่ นแผลง “อ”ิ เป็น “อาย” สำ� เร็จรูปเปน็ สหาย แปลว่า “คนท่ีไปร่วมกนั ” ไปร่วมกัน ไปด้วยกัน ร่วม กิจกรรมกนั เชน่ กิน ดื่ม เทย่ี วด้วยกนั เปน็ เพยี งสหายยังไมน่ ับว่าเพ่ือน เพราะเพียงผรู้ ว่ มไป รว่ มงาน กนั ถา้ มีความสนทิ สนม มีเมตตา รกั ใคร่ จรงิ ใจกนั จงึ ช่อื ว่า มติ ร หรอื เพื่อน ผู้ท่ีเป็นมิตรมีเมตตาต่อกัน เช่น มารดาบิดามีเมตตาต่อบุตรธิดา ครูอาจารย์มีเมตตาต่อศิษย์ สามตี อ่ ภรรยามเี มตตาตอ่ กนั มติ รมเี มตตาตอ่ มติ ร นายจา้ งมเี มตตาตอ่ ลกู จา้ ง หรอื ผบู้ งั คบั บญั ชาตอ่ ลกู น้อง คฤหัสถม์ ีเมตตาต่อสมณะ และสมณะมเี มตตาตอ่ คฤหสั ถ์ ไดช้ อ่ื วา่ มจี ติ ที่เปน็ มติ รมตรตี อ่ กนั ลักษณะมิตร ๑๖ ประการ ลกั ษณะมิตร ทา่ นแสดงไว้ในมิตตามติ ตชาดก๙ ๑๖ ประการ ดังต่อไปนี้ ๑. มิตรไมอ่ ย่ยู อ่ มคิดถงึ ๒. กลับมายอ่ มยนิ ดี ๙ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก ขทุ ทกนิกาย ภาค ๑ เล่มท่ี ๑๙ หน้า ๗๓
200 รัฐศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ ๓. ยอ่ มเล่นหวั ด้วย ๔. ยอ่ มสนทนาปราศรัย ๕. ผูใ้ ดเปน็ มิตรของมติ รยอ่ มคบดว้ ย ๖. ผูใ้ ดเปน็ ศตั รูของมติ รยอ่ มไม่คบด้วย ๗. ผู้ใดดา่ มติ รเราย่อมหา้ ม ๘. ผใู้ ดยกยอ่ งคณุ ของมติ รยอ่ มสรรเสริญ ๙. ยอ่ มบอกความลับของตนแกม่ ิตร ๑๐. ย่อมปกปดิ ความลบั ของมติ รไมใ่ ห้แพร่งพราย ๑๑. มิตรทำ� อะไร ย่อมพดู ยกยอ่ ง ๑๒. สรรเสรญิ ปญั ญาความคดิ ของมิตร ๑๓. มิตรมีความเจรญิ ยอ่ มยินดี ๑๔. มติ รมคี วามเสอ่ื ม ยอ่ มช่วยเหลอื เออื้ เฟอ้ื ๑๕. มกี จิ ธุระเออ้ื เฟื้อช่วยเหลอื เต็มก�ำลงั ๑๖. สักการะเคารพซง่ึ กนั และกัน คือ ให้เกยี รตซิ งึ่ กันและกนั แบ่งปนั กัน ความสำ� คัญของมิตร พระพุทธองคต์ รัสถึงความสำ� คญั ของมติ รว่า ภกิ ษุทัง้ หลายเมื่อกระท�ำ ปัจจัยภายนอกให้เป็นเหตุแล้ว เราย่อมไม่เห็นแม้เหตุอันหน่ึงอื่น อันจะเป็นไปเพ่ือความเสียหายอย่าง ใหญ่ เหมือนความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ความเป็นผู้มีบาปมิตรย่อมเป็นไปเพ่ือความเสียหายอย่างใหญ่ อีกอยา่ งหน่ึง เรายอ่ มไม่แลเหน็ เหตอุ นั หน่งึ อ่นื เหมือนกัน อันเปน็ เพื่อประโยชน์ใหญ่ เหมือนความเป็น ผมู้ ีมิตรดี ความเป็นกัลยาณมติ ร มิตรท่ดี ีย่อมเปน็ ไปเพอ่ื ประโยชน์อย่างใหญ๑่ ๐ มติ รหรอื เพอื่ น ๒ ประเภท คอื ปาปมติ ร มติ รชวั่ หรอื มติ รไมด่ ี และกลั ยาณมติ ร มติ รทดี่ ลี กั ษณะ มติ รทง้ั ๒ ในสิงคาลกสูตร๑๑ คือ ๑. ปาปมิตรหรือมิตรปฏิรูป มิตรปลอม มิตรเทียม ไม่แท้ ได้แก่ มิตรปอกลอก มิตรดีแต่พูด (พูดไมจ่ รงิ ) มติ รหัวประจบ (ดีแตป่ ระจบ) มติ รชักนำ� ไปในทางหายนะ ๒. กลั ยาณมติ ร มติ รแท้ มติ รทด่ี ี มติ รจรงิ ไดแ้ ก่ มติ รมอี ปุ การะ มติ รรว่ มสขุ รว่ มทกุ ข์ มติ รแนะ ประโยชน์ มติ รมคี วามรักใคร่ ๑๐ พระสตุ ตันตปิฏก อังคตุ ตรนิกาย เอก – ทกุ – ตกิ นิบาต เล่มท่ี ๑๒ หนา้ ๑๗ ๑๑ พระสุตตันตปฏิ ก ทีฆนกิ าย ปาฏิกวรรค เล่มท่ี ๑๑ หน้าที่ ๑๙๙ -๑๒๐
หลกั ปฏสิ ัมพันธ์ของประชาชนในรัฐแบบรอบทิศทางตามแนวพุทธ 201 หน้าทขี่ องกลุ บุตรทพ่ี ่งึ ปฏิบัติตอ่ มิตร หนา้ ทข่ี องกลุ บตุ รทพี่ งึ่ ปฏบิ ตั ติ อ่ มติ รทพ่ี ระพทุ ธองคท์ รงแสดงไวใ้ นสงิ คาลกสตู ร ๕ ประการ คอื ๑. ด้วยใหป้ นั ๒. เจรจาถอ้ ยคำ� สุภาพ ๓. ประพฤติประโยชน์ ๔. เป็นผมู้ ตี นสม่ำ� เสมอ ๕. ไม่แกลง้ กล่าวใหค้ ลาดจากความจริง ๑. ด้วยให้ปัน คือ ทาน ได้แก่ การให้ การแบ่งปันปัจจัย ๔ ช่วยเหลือ สงเคราะห์ เอื้อเฟื้อ การสละสง่ิ ของ แสดงนำ�้ ใจ การสละอารมณไ์ มพ่ อใจ ไมถ่ กู ใจ การอยดู่ ว้ ยกนั ยอ่ มกระทบกระทง่ั ไมพ่ อใจ กนั เปน็ ธรรมดา ต้องรูจ้ ักใหอ้ ภยั คือ “อภยั ทาน” ๒. ดว้ ยเจรจาถ้อยค�ำไพเราะ ไดแ้ ก่ พดู คำ� สภุ าพ คำ� ทีด่ ี มปี ระโยชน์ คำ� นา่ รัก ไมใ่ ช่น่ารงั เกียจ หรือชวนทะเลาะ ขัดคอ ฉีกหน้า ดูถูก ดูหม่ิน ล้อเลียนปมด้อยข้อบกพร่องของเพ่ือนเพ่ือความความ สนุกสนาน หรือล้อเลียนบุพการี เพ่ือแสดงความสนิทสนมคุ้นเคย ให้พูดพอประมาณ ไม่น่ิงเกินไป ไม่พูดมากเกินไป ถึงเวลาพูดก็พูดให้ถูกกาลเทศะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป รู้จักพูดด้วยการฟัง คือ เป็นผู้ฟังให้มาก ๓. ดว้ ยประพฤตปิ ระโยชน์ ไดแ้ ก่ ไมเ่ หน็ แกต่ วั ใหเ้ หน็ แกเ่ พอ่ื น เอาใจเขามาใสใ่ จเรา มองหรอื วิเคราะห์ความต้องการของเพื่อนว่า เพ่ือนต้องการอะไร เดือดร้อนอะไรก็ช่วยเหลือ ท�ำตัวให้เป็น ประโยชน์แก่เพื่อน มีเมตตาจิต ปรารถนาให้เพื่อนมีสุข มีกรุณาจิต ปรารถนาให้เพื่อนพ้นจากทุกข์ ทำ� ประโยชน์ด้วยแรงกาย ท�ำประโยชนด์ ้วยวาจา ท�ำประโยชนด์ ว้ ยใจ ไม่ใช่ตอ้ งการใหเ้ พื่อนชว่ ยเหลือ เรา คบเพ่ือนมีแตจ่ ะหวังประโยชน์จากเพอ่ื น ๔. ดว้ ยเปน็ ผมู้ ตี นเสมอ ไดแ้ ก่ เสมอตน้ เสมอปลาย ไมใ่ ชเ่ สมอหนา้ เสมอตาเพอื่ น เพอ่ื นมอี ะไร เปน็ อะไร ฐานะอยา่ งไร เราตอ้ งพยายามใหม้ ี ใหเ้ ปน็ ใหไ้ ดเ้ ทา่ กบั เพอื่ น ใหเ้ สมอเพอ่ื น ใหเ้ กนิ หนา้ เพอื่ น ซ่งึ เปน็ การแขง่ ดี ก่อให้เกิดความอจิ ฉาริษยา ลกั ษณะอย่างนี้ไม่ใชล่ ักษณะของมิตร แต่เป็นศตั รู สม�่ำเสมอ คือ เป็นกันเอง วางตัวเสมอต้นเสมอปลาย เคยประพฤติดีงาม เคยพูด เคยแสดง กริยาอาการสนิทสนมอย่างใด ก็เสมอต้นเสมอปลายอย่างนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะที่มีลาภ มียศ สุข สรรเสริญกว่าเพื่อน แม้ เพ่ือนจะต�่ำต้อยตกทุกข์ได้ยาก เราก็ยังนับถือคบหาเหมือนเดิม แต่ต้องดู หรือรู้กาลเทศะด้วยว่า ควรไม่ควรประการใด ถ้าเราได้ดีก็ประพฤติเสมอต่อเพ่ือนได้ แต่ถ้าเพื่อนได้ดี เราอย่ใู นฐานะทีต่ �ำ่ กว่าเขา จะตอ้ งวางตัวให้เหมาะกาลเทศะ ดูเขาดว้ ยวา่ เขายังเป็นเพอ่ื นเราหรอื เปลา่
202 รัฐศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ บางทีพูดหรือประพฤติอย่างเคย อาจจะเป็นการไม่ให้เกียรติก็ได้ เพ่ือนอยู่ในฐานะต�ำแหน่งใหญ่โต มเี กียรติ เราทกั ทายด้วยภาษาเมือ่ สมัยเดก็ เขาอาจจะไมพ่ อใจ เสียหนา้ เสียเกียรติเขากไ็ ด้ ๕. ดว้ ยไม่แกลง้ กล่าวใหค้ ลาดจากความจรงิ ไดแ้ ก่ การกล่าวคำ� จริงซ่งึ เป็นการรกั ษาความ น่าเช่ือถือของตัวเราว่า เป็นคนมีค�ำสัตย์ค�ำจริง จริงใจต่อเพ่ือน ไม่โกหกหลอกลวง เห็นว่าเป็นเพ่ือน กเ็ ลยโกหกหลอกลวง คดิ วา่ ไมเ่ ปน็ ไร หรอื หลอกงา่ ยดกี เ็ ลยทำ� กลายเปน็ คนไมน่ า่ เชอ่ื ถอื ควรเปน็ เพอ่ื น จรงิ ตรง แท้ ให้แต่ความจรงิ แก่เพ่ือน ท�ำตนให้เป็นคนทนี่ า่ เชอื่ ถอื เปน็ เพือ่ นทมี่ คี ุณคา่ ท่ดี ี มีประโยชน์ เป็นเพ่ือนแท้ เป็นกัลยาณมิตร ถ้าตรงกันข้ามเป็นเพ่ือนโกหก หลอกลวง แม้พูดจริง เพื่อนก็ไม่เช่ือ เปน็ เดก็ เลี้ยงแกะ ทำ� ลายคณุ ค่าและคุณความดีตวั เองและคุณความดีของความเป็นเพอ่ื น เม่ือเราปฏิบัติต่อมิตรตามหลักการ ๕ ประการ ท่ีพระพุทธองค์ทรงประทานไว้น้ี จะเป็น ท้งั มติ รทมี่ ีอปุ การะ มติ รที่เป็นประโยชน์ มิตรรว่ มสุขร่วมทุกข์ และมติ รมีความรกั ใคร่ เป็นกัลยาณมติ ร มิตรที่พึงปรารถนา มิตรท่ีดีมีประโยชน์ เกิดความรักความผูกพันในการอยู่ร่วมกันและคบหากันอย่าง ยงั่ ยืนยาวนาน จิตใจของเรา จะเปน็ จิตทเ่ี ปน็ กุศล เปน็ จิตทด่ี งี าม ดีพรอ้ ม ถ้าเราปฏบิ ตั ิต่อทกุ ๆ คนที่ เราพบเหน็ หรอื เก่ียวขอ้ งกบั เราในชวี ติ ประจ�ำวัน ถา้ เรารู้สึกวา่ เขาเปน็ เพ่อื น แล้วปฏบิ ัติตามหลักการ ทวี่ า่ น้ี จติ ใจของเราจะมแี ตค่ วามสขุ มากดว้ ยกศุ ล เพราะปฏบิ ตั ติ อ่ ทกุ ๆ คนอยา่ งเปน็ มติ ร แมค้ นอนื่ จะ ไมเ่ ปน็ มิตรกบั เราก็ตาม หลกั การหรือหนา้ ทขี่ องมิตรปฏิบตั ิตอ่ กลุ บตุ ร หลักการหรือหน้าที่ของมิตรปฏิบัติต่อกุลบุตร ๕ ประการ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ใน สิงคาลกสูตร คือ ๑. ป้องกนั รกั ษามิตรผูป้ ระมาทแลว้ ๒. รกั ษาทรพั ย์ของมติ รผ้ปู ระมาทแลว้ ๓. เมอื่ มีภัยเป็นท่ีพึ่งพ�ำนกั ได้ ๔. ไม่ละทง้ิ ในยามวิบัติ ๕. นับถอื ตลอดวงศ์ของมติ ร ๑. ปอ้ งกนั รกั ษามติ รผปู้ ระมาทแลว้ ความประมาท คอื การละเลย ดหู มนิ่ เผลอเรอ ปราศจาก สติ หลงลืมสติ ปล่อยปะ ไม่ใส่ใจในสิ่งท่ีท�ำ ค�ำที่พูด ว่าผิดถูก จะมีผลดีหรือผลเสียประการใดจะเกิด แก่ตัว หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าจะเกิดเหตุร้าย เกิดอันตราย เกิดความเสียหายอะไรติดตามมาท้ังใน ระยะส้นั ในปจั จบุ ัน หรือในอนาคตต่อไป
หลักปฏิสัมพนั ธข์ องประชาชนในรัฐแบบรอบทศิ ทางตามแนวพุทธ 203 ความประมาทระดับต่าง ๆ ได้แก่ ประมาทในหน้าที่ทต่ี ้องทำ� ทร่ี บั ผิดชอบ เชน่ เพือ่ นมีสถานะ เป็นอะไร มีหน้าท่ีอย่างไร ไม่ท�ำตามหน้าที่น้ัน ละเลยไม่ใส่ใจ หลงลืมหรือจงใจ ดูหม่ินว่าไม่มีอะไร เพ่ือนมพี ฤตกิ รรมท้ังทางกาย วาจา ใจท่ผี ิด หรอื ประมาทในการกระทำ� กายทุจริต วจที ุจรติ มโนทจุ รติ หรือไม่ เชน่ ประมาททางกาย ไดแ้ ก่ ทำ� รา้ ยเบียดเบียนชวี ิตรา่ งกาย ท�ำร้ายเบยี ดเบยี นทรัพยส์ นิ หรือ ของรักของบุคคลอ่ืน สัตว์อื่น และประมาททางวาจา ได้แก่ พูดโกหกหลอกลวง พูดยุยงยุแหย่ให้เขา ทะเลาะเบาะแว้งแตกแยกกัน พูดค�ำหยาบคายไม่น่าฟัง หรือเพ้อเจ้อ ไร้สาระ ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน และคนอนื่ ประมาททางใจ เชน่ โลภเพง่ เลง็ เพอ่ื จะใชว้ ธิ ที จุ รติ เพอื่ ใหไ้ ดท้ รพั ยข์ องคนอน่ื มาเปน็ ของตวั โดยการขโมย ปล้น จ้ี คดโกงของเขามาเปน็ ของเรา ปองร้าย อาฆาตพยาบาทคนอืน่ สตั ว์อืน่ และเหน็ ผิดเป็นชอบ ประมาทละเลย ดูหม่ิน ไม่ใส่ใจในความเห็นผิดว่าเล็กน้อยท่ีจะก่อให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ เชน่ เห็นว่า การใหท้ านไม่มีผล สตั วต์ ายแล้วเกิดไม่มี การบูชาไม่มีผล ทา่ นผ้ตู รัสรชู้ อบด้วยตนเองแลว้ สอนให้คนอนื่ รตู้ ามไดไ้ ม่มี พธิ กี รรมไมม่ ผี ล ผลของกรรมดกี รรมช่ัวไม่มี ประมาทระดับละเอียด ได้แก่ ความยินดี หลงใหล เพลินเพลินในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความรู้สึกพอใจ ติดยึด ก�ำหนัดมัวเมาในอารมณ์เหล่าน้ัน จนเป็นเหตุให้ท�ำทุจริต เพ่ือให้ได้ด้วยความ โลภ หรือความขุ่นข้อง ขุ่นเคือง ไม่ถูกใจ ไม่พอใจในคน สัตว์ ท้ังรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่ปรากฏ ก่อให้กระทำ� ทุจริตทางกาย วาจาได้ ดว้ ยโทสะ หรือลุ่มหลงในรปู เสียง กล่ิน รส สัมผสั ไม่รตู้ ามความ เป็นจริง ยึดติดอย่างถอนตัวไม่ข้ึน ก่อให้เกิดการท�ำทุจริตทางกาย วาจา ด้วยโมหะ ความไม่รู้สภาพ ธรรมะตามความเปน็ จรงิ เปน็ สาเหตหุ ลกั ทำ� ใหม้ วั เมาในรปู เสยี ง กลนิ่ รส สมั ผสั ความนกึ คดิ ในอารมณ์ ที่ปรากฏ เกิดความรัก ความชงั ความโกรธ ความเกลียดในอารมณท์ ี่ปรากฏ ดว้ ยความยดึ ตดิ ทั้งด้วย อ�ำนาจอกศุ ลทีเ่ ป็นทง้ั ลภะ โทสะ โมหะ การปอ้ งกนั ไมใ่ หเ้ พ่อื นเกิดความประมาท เชน่ แนะน�ำ ตกั เตือน ชแ้ี นะ ชนี้ �ำ หากเห็นวา่ ส่งิ ที่ ทำ� คำ� ทพ่ี ดู ไมถ่ กู ตอ้ ง ทำ� พดู คดิ ดว้ ยความประมาท ดว้ ยการปอ้ งกนั ไวก้ อ่ น โดยใหข้ อ้ มลู ขอ้ เสนอแนะ หรือเสนอแนวทาง วิธีการที่ถูกต้องให้เพื่อนพิจารราถึงส่ิงที่ถูก ที่ควร หรือไม่ถูกไม่ควรล่วงหน้า คาดคะเนผล หรือวิเคราะห์ผลให้ทราบล่วงหน้า ถ้าสามารถแนะน�ำได้ก็แนะน�ำ เป็นการป้องกันไม่ให้ เกิดความประมาท การรักษาเพื่อนผู้ประมาท เช่น ตักเตือนหากสิ่งท่ีท�ำ ค�ำที่พูด ท�ำและพูดด้วยความประมาท ไม่ทอดทง้ิ ชว่ ยเหลอื ประคับประคองในแนวทางถูกต้องดีงาม ช่วยแกไ้ ขให้เพือ่ นไดส้ ติ ไมห่ ลง หรือจม ด่งิ ไปในทางชั่วร้าย ให้กลบั ตวั กลับใจ ข้อควรระวังในการป้องกันรักษาเพ่ือนผู้ประมาท อย่าหวังดีเกินไป สอนทุกอย่าง ต้องดู กาลเทศะ ตักเตือนทุกอย่างด้วยเมตตา ไม่ใช่ต�ำหนิ เพราะ ต�ำหนิทุกอย่าง เหมือนเทน้�ำร้อนรดต้นไม้ และตอ้ งดูกาลเทศะ ไม่ใชเ่ ตือนทันที รอไม่ไหว เตอื นหรือดตุ ่อหน้าคนอน่ื สอนตอ่ หนา้ คนอ่ืน
204 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ๒. ป้องกันรักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว เช่น เพื่อนประมาทลืมปิดบ้าน ช่วยปิด ช่วยเตือน วางของมีค่าไว้ ช่วยเก็บรักษาให้ ก็ถือว่าช่วยรักษาทรัพย์เหมือนกัน เพราะไม่ให้เกิดความ เสยี หายแก่ทรัพยส์ มบัติ ปอ้ งกนั รกั ษาประโยชนห์ รอื ทรพั ยใ์ นปจั จบุ นั ของเพอ่ื น เพอื่ นผปู้ ระมาทยอ่ มทำ� ใหท้ รพั ยเ์ สอ่ื ม ไป สญู หายไปดว้ ยอบายมขุ เพราะความประมาท เพอื่ นตดิ เพอื่ นชวนกอ็ ยา่ ไป ควรใหข้ อ้ แนะนำ� ใหเ้ หน็ โทษของอบายมขุ เราเองกค็ วรรโู้ ทษของอบายมขุ ไมค่ วรชวนเพอื่ นใหต้ ดิ ในอบายมขุ เชน่ กนั หากเพอ่ื น มวั เมาประมาทขาดสติ หลงใหล ล่มุ หลง เพลดิ เพลินในรูป เสียง กล่นิ รส สัมผัส หรอื ขัดข้อง ข่นุ เคือง เมอ่ื ไมไ่ ดร้ ปู เสยี ง กลนิ่ รส สมั ผัส ควรเตอื นและแนะน�ำเพ่อื น ไม่ใชย่ ุยงสง่ เสรมิ เพราะการดำ� เนนิ ชีวิต ที่ขอ้ งแวะกับอบายมุข และการล่มุ หลง มัวเมา เพลนิ เพลนิ ในรูป เสยี ง กลน่ิ รส สมั ผสั เป็นการสะสม อกุศลในจิตขณะน้ัน และส่งผลในขณะจิตต่อไป ท�ำให้เศร้าหมอง ขุ่นมัว ท�ำลายความสงบสุขในชีวิต ประจำ� วัน ถา้ มตี อ่ เนือ่ งทงั้ วนั ทกุ ข์ก็เผาท้งั วัน มที ั้งเดอื น ท้งั ปีก็เป็นการสรา้ งเหตแุ หง่ ทุกข์แกต่ วั เองทงั้ เดือนท้ังปี ตลอดจนสง่ ผลขา้ มภพชาติได้ กไ็ ด้ชอื่ วา่ ท�ำลายประโยชน์ในปจั จุบนั และทำ� ลายประโยชน์ ในอนาคตในโลกนีแ้ ละโลกหนา้ ด้วย ๓. เม่ือมิตรมีภัยเป็นที่พ่ึงพ�ำนักได้ ได้แก่ เป็นที่พ่ึงพ�ำนักได้เมื่อเพ่ือนมีภัย เช่น ภัยเกิดแก่ ร่างกาย เช่นโรคภัยไข้เจ็บ ภัยเกิดแก่ทรัพย์เสียหาย จากโจรภัย วาตภัย อัคคีภัย อุทกภัย โจรภัย ญาติภยั ราชภัย ภยั เกิดจากทจุ รติ กาย วาจา ใจ กอ่ ใหเ้ กิดอกุศล ท�ำลายประโยชน์สุขในโลกนี้ โลกหน้า นำ� ไปสู่อบาย การพงึ พำ� นัก คอื ทางกาย ชว่ ยเหลอื ให้ท่ีพกั พิง ปว่ ยไขช้ ่วยกนั รักษา เปน็ ธรุ ะส่งโรงพยาบาล หาหมอ หายา ช่วยปจั จัย ๔ ให้สุขสบายตามก�ำลังความสามารถ ตามความเหมาะสม ทางวาจา ชว่ ย ปลอบ ให้ก�ำลังใจ ให้ค�ำปรึกษา ชี้แนะ ทางใจ ช่วยให้จิตเป็นกุศล แนะน�ำสิ่งถูกต้อง แนวทางท่ีงาม ม่นั คงในสุจริต ๔. ไมล่ ะท้งิ ในยามวบิ ัติ ได้แก่ เมื่อเพ่อื นถึงคราววิบัติ คือ ความเส่ือมส้นิ เส่ือมเสยี เช่น เสอื่ ม จากลาภ ยศ สขุ สรรเสรญิ ไดร้ บั ความทกุ ข์ ความเดอื ดรอ้ น กไ็ มท่ อดทงิ้ ใหค้ วามชว่ ยเหลอื ตามสมควร ได้ช่ือว่า เป็นมิตรแท้ ประเภทมิตรมีอุปการะก็เป็นที่พึ่งพิงได้ ไม่ว่าจะสุข จะทุกข์ จะเจริญหรือเสื่อม ไม่ว่าเสอื่ มจากส่งิ ท่นี ่ายินดี ไมว่ า่ จะเปน็ เสอื่ มจากทรพั ย์ ยศ สุข สรรเสรญิ เสื่อมจากญาติไรท้ ี่พงึ พงิ ไร้ ทอี่ ยอู่ าศยั เสอ่ื มจากความมสี ขุ ภาพดี ประสพโรค ภยั ไขเ้ จบ็ อนื่ ใดกต็ าม ทงั้ ยามสขุ ยามทกุ ข์ ยามเจรญิ หรือเสื่อม ก็มีความรู้สึกต่อเพ่ือน ปฏิบัติต่อเพ่ือน เอื้อเฟื้อต่อเพื่อน เผ่ือแผ่ต่อเพ่ือนเหมือนเดิม ไมท่ อดทงิ้ ไมท่ อดธรุ ะ ปรารถนาดตี อ่ เพอ่ื น หวงั ดตี อ่ เพอื่ น เปน็ ทพ่ี งึ่ ไดท้ ง้ั ยามดแี ละยามตกทกุ ขล์ ำ� บาก เพื่อนขาดแคลนทรัพย์ช่วยเหลือทรัพย์ ช่วยส่ิงของ ด้วยความเต็มใจและยินดี ไม่ใช่ให้อย่างเสียไม่ได้ หรือดถู กู ดหู มน่ิ ทงั้ การกระทำ� ทง้ั คำ� พดู ทำ� ตวั ใหเ้ ปน็ ประโยชนต์ อ่ เพอื่ น ใหเ้ พอ่ื นสขุ สบาย หรอื พน้ จาก ภยั พบิ ตั นิ นั้
หลกั ปฏิสมั พนั ธ์ของประชาชนในรัฐแบบรอบทศิ ทางตามแนวพทุ ธ 205 วิบัติ ความเส่ือมท่ีเป็นภัยอีกชนิดหนึ่ง ได้แก่ สีลวิบัติ คือ การกระท�ำทุจริต ทางกาย วาจา อาจารวิบัติ คือ ความประพฤติมารยาทไม่งาม น่าต�ำหนิ การกระท�ำท่ีคนดีรับไม่ได้ คนดีไม่สรรเสริญ แต่คนไม่ดีรับได้ คนไม่ดีพอใจ ชอบใจ ทิฎฐิวิบัติ คือ เห็นผิดว่า บาปบุญไม่มี ผู้มีบุญคุณไม่มี สวรรค์ นพิ พานไม่มี ตายแลว้ ไม่เกิด สญู สิน้ ไปเลย ผตู้ รัสรชู้ อบไดด้ ้วยพระองคเ์ องไมม่ ี อาชีววบิ ตั ิ คอื ประกอบ อาชีพทจุ รติ ทางกาย วาจา เพอ่ื นท่ดี คี วรชว่ ยชแ้ี นะ ชีน้ ำ� เป็นท่พี ึ่งของเพอ่ื น ถ้าพอจะแนะน�ำไดด้ ้วยตัว เองก็แนะนำ� หรือคนอืน่ ทีพ่ อจะแนะนำ� สัง่ สอนเพอ่ื นได้ ก็แนะนำ� ให้เพอื่ นไดพ้ บได้สดับตรบั ฟงั หรือมี หนงั สือดใี ห้เพอ่ื นอ่าน แลว้ จะได้คิดและกลบั ตัวกลับใจได้ กช็ ่วยกแ็ นะน�ำสนับสนุนไม่ทอดทิง้ ทอดธุระ ๕. นบั ถอื ตลอดวงศข์ องมติ ร ไดแ้ ก่ นบั ถอื ใหเ้ กยี รตเิ พอื่ นอยา่ งไร กน็ บั ถอื ใหเ้ กยี รตบิ ดิ ามารดา ญาติ พน่ี อ้ งของเพอื่ น เหมอื นญาตขิ องเรา ไมด่ ถู กู ดหู มนิ่ บางครงั้ นำ� พอ่ แมข่ องเพอื่ นลอ้ เลน่ สนกุ แสดง ความสนทิ เรยี กชอื่ ลกู เปน็ พอ่ เรยี กพอ่ เปน็ ลกู เปน็ การไมเ่ คารพ แตพ่ งึ ระวงั วงศต์ ระกลู ฐานะความเปน็ อยู่ของเพื่อนด้วย ถ้าเขาอยู่ในฐานะท่ีสูงกว่าว่า ควรสนิทสนมหรือไม่อย่างไร แต่อย่างไรก็ตามท่านให้ มุ่งถงึ ความมเี มตตาจติ ของเราทม่ี ีต่อคนรอบขา้ ง ให้มคี วามเป็นมิตร เป็นเพอ่ื นต่อทกุ คน จะเห็นได้ว่าพระพุทธองค์ทรงประทานหลักปฏิบัติที่มิตรพึงปฏิบัติต่อมิตร เป็นหลักของ ความสัมพันธ์ อ�ำนวยประโยชน์สุข เก้ือกูลแก่กันและกัน ส่งเสริมความสัมพันธ์ไมตรีจิตมิตรภาพ เป็นกัลยาณมิตร มิตรที่ดี มุ่งดี หวังดี ปรารถนาดีต่อกัน ทั้งทางกาย วาจา ใจ ทั้งภายนอก ด้วยการ สังเคราะห์วัตถุสิ่งของ ทั้งกัลยาณมิตรภายในคือ จิตท่ีประกอบด้วยเมตตา กรุณา การอยู่ร่วมกันใน สังคม จึงเปน็ สงั คมแห่งมติ ร แห่งญาติทรี่ ม่ เยน็ ๕. ทิศเบือ้ งต่ำ� (เหฏฐิมทิศ) ความสมั พนั ธ์ท่เี ปน็ หลกั การปกครองคน หรอื เป็นขอ้ ปฏบิ ัติของผ้บู งั คบั บัญชา นายจ้าง ซึ่งจะ ต้องปฏิบัติหน้าที่ที่ถูกต้อง เป็นความสัมพันธ์ที่ดี ได้ชื่อว่าเป็นนายที่ดี เป็นที่เคารพนับถือ เชื่อถือ ไว้วางใจของลูกน้องบริวาร หรือผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งจะได้ช่ือว่า เป็นนายที่นั่งอยู่ในหัวใจของลูกน้อง บริวาร ไม่ใช่ศตั รู หรอื เป็นทร่ี ังเกียจ ซึ่งลูกน้องบรวิ ารมคี วามรูส้ กึ ว่า หนกั เหมือนนัง่ อยู่บนศีรษะ จึงมี การต่อตา้ น จะทำ� ใหก้ ารปฏบิ ัติหน้าทีไ่ ม่ราบรื่น ฉะน้ัน นายและลูกน้องจงึ ตอ้ งปฏบิ ัตติ ามหลกั ธรรมท่ี พระพุทธองคท์ รงประทานไว้ ซง่ึ เป็นหลกั ของการปฏสิ มั พันธ์ ดงั ตอ่ ไปน้ี ๑. พรหมวิหาร ๔ ๒. อคติ ๔ ประการ ๓. หลกั ปฏบิ ตั ิระหวา่ งนายกบั ลกู น้องที่ปรากฏในสงิ คาลกสตู ร
206 รัฐศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ พรหมวหิ าร ๔ พรหมวิหาร ๔ คือ คุณธรรมของคนชั้นสูง มีใจสูง คุณธรรมของคนมีระดับ คุณธรรมของ ผปู้ กครอง หรอื นาย หรือผูน้ �ำประกอบดว้ ย เมตตา กรณุ า มทุ ติ า อเุ บกขา ๑. เมตตา คือ ความรู้สึกเป็นมิตร มีไมตรี รู้สึกเหมือนญาติ พ่ีน้อง ไม่ใช่คนอ่ืน ความรู้สึก ปรารถนาดีตอ่ บคุ คลอ่ืน เหน็ แก่คนอนื่ ไม่ใช่เห็นแกต่ ัวเราเอง ๒. กรณุ า คือ ความปรารถนาใหค้ นอน่ื สัตว์อื่นพน้ ทุกข์ บคุ คลอ่ืน สัตวอ์ น่ื อย่ใู นภาวะผดิ ปกติ คอื มที ุกข์ มีความยากล�ำบาก อยูเ่ ป็นทกุ ข์ มีทกุ ข์เดือดรอ้ น เราช่วยให้พน้ ทกุ ข์ ไม่ใชเ่ พมิ่ ทุกข์ ๓. มุทิตา คือ ความยินดีเม่ือบุคคลอื่นประสพผลส�ำเร็จ ดีขึ้น พลอยยินดี คือ ส่งเสริมคนดี สนบั สนนุ คอื สง่ เสริมให้เกดิ การพัฒนาการงานรว่ มกบั เพ่ือนในหนว่ ยงานใหก้ ำ� ลงั ใจ ๔. อุเบกขา คือ มใี จเป็นกลาง รักษากฎเกณฑ์ ความถูกตอ้ ง ชอบธรรม รกั ษาธรรม ให้ความ ยุติธรรม ไมเ่ อยี งไปขา้ งรกั หรือชัง อยูต่ รงกลาง ใหค้ วามถกู ตอ้ ง ลกู นอ้ งไมด่ ี ลักขโมยจะเมตตา กรณุ า มทุ ิตากไ็ ม่ถกู ต้องต้องอเุ บกขา ลกู นอ้ งเลวไม่ขยันทำ� งาน จะเมตตา กรณุ า มุทิตาไม่ได้ ตอ้ งปฏบิ ัตติ าม กฎเกณฑข์ ององค์กร เม่อื มีความผิดลงโทษตามสมควรแกเ่ หตุ อคติ ๔ อคติ ๔ แปลวา่ ไมค่ วรไป ภาษาไทย คอื ลำ� เอยี ง ไมค่ วรทำ� ไมเ่ ปน็ ธรรม ไมค่ วรเดนิ ไมย่ ตุ ธิ รรม ไมค่ วรประพฤติ เพราะมเี วร มีภัย มที กุ ข์ มคี วามเดือดรอ้ น เผาตัวเองและคนอืน่ เว้นจากอคติ ๔ คือ ความล�ำเอียงในจติ ใจ ความไม่เป็นธรรมในจิตใจ ความไม่ยุติธรรม ในจิตใจ ประกอบด้วยฉันทาคติ ล�ำเอียงเพราะรัก โทสาคติ ล�ำเอียงเพราะไม่ชอบ โมหาคติ ล�ำเอียง เพราะหลง ภยาคติ ล�ำเอยี งเพราะกลัว ๑. ฉันทาคติ ลำ� เอยี งเพราะรัก เพราะชอบ เพราะเปน็ พวกเดียวกนั เชน่ เข้าขา้ งพวกเดยี วกนั เปน็ เพอื่ น ญาติ เคยใหส้ ิ่งของแกเ่ รา การให้ความดี ความชอบหรอื ยกย่อง ไม่ไดใ้ ห้เพราะผลงาน แต่ให้ เพราะเปน็ พวกเดยี วกัน เพราะชอบถูกใจ ๒. โทสาคติ ลำ� เอียงเพราะเกลียด ไมพ่ อใจ ไมถ่ กู ใจ อยูค่ นละพวก ทำ� ดอี ยา่ งไรกไ็ มพ่ อใจ ไม่ ถูกใจ ไม่ชอบใจไปหมด
หลักปฏสิ มั พนั ธข์ องประชาชนในรัฐแบบรอบทิศทางตามแนวพุทธ 207 ๓. โมหาคติ ล�ำเอียงเพราะโง่เขลา ไมร่ ู้จรงิ ไม่รู้ความจริง ไมม่ ปี ัญญารู้เหตผุ ล ไม่รเู้ รื่อง หลง เพราะไมม่ คี วามรู้ ไมม่ ีข้อมลู ทำ� ใหเ้ ปน็ คนหูเบา เชอ่ื ง่าย ไร้เหตุผล ไมร่ ู้อะไรผิดถกู ถูกคนอืน่ ครอบงำ� ชักจูง ถูกหลอก คนทำ� ผิดตัดสินว่าถูก ท�ำถกู ตัดสนิ วา่ ผิด ทำ� ชว่ั ว่าดี ทำ� ดีว่าช่ัว ๔. ภยาคติ ล�ำเอียงเพราะกลัว เช่น กลัวไม่รัก กลัวไม่ชอบ กลัวเสียผลประโยชน์ กลัวหาว่า ไม่ใช่พวกเดียวกัน กลวั อ�ำนาจ อทิ ธพิ ล ผลก็คอื ไม่กลา้ ตัดสนิ ผดิ ถกู ไม่รกั ษาความถกู ต้อง เอาตวั รอด ลอยตวั อยเู่ หนอื ความขดั แยง้ คนทำ� ผดิ ไมไ่ ดร้ บั โทษ คนทำ� ความดกี ไ็ มไ่ ดร้ บั ความดคี วามชอบ ทำ� ใหล้ กู น้องขาดความรัก ความอบอุ่น มีความหวาดระแวง ขาดความม่ันใจ ท�ำลายขวัญก�ำลังใจขององค์กร ท�ำลายตวั เอง ทำ� ร้ายลูกน้อง ทำ� ใหก้ จิ การลม้ เหลว ไมบ่ รรลุเปา้ หมาย นายและลูกน้อง ๖ ประเภท จดั ตามจรติ ๑๒ ได้แก่ ๑. เจา้ ระเบยี บ ชอบความละเอยี ด มรี ะเบยี บวนิ ยั รักสวยรกั งาม (ราคจริต) ๒. เจ้าอารมณ์ เจ้าโทสะ ถือตัวเองเป็นใหญ่ ใครขัดคอคัดค้านไม่ได้ ใจน้อยหงุดหงิดง่าย ขโี้ มโห ตัวเองถูกคนเดยี ว (โทสจรติ ) ๓. ไมร่ อบคอบ หละหลวม สะเพรา่ ท�ำอะไรลวก ๆ ไมค่ ่อยรบั ผิดชอบในหนา้ ที่ (โมหจรติ ) ๔. ย�้ำคิด ยำ�้ ท�ำ สัง่ แล้วส่ังอีก พูดแล้วพูดอกี ท�ำแลว้ ท�ำอกี ท�ำงานไมเ่ ปน็ ระบบ สุกเอาเผากนิ (วิตักกจริต) ๕. เชือ่ งา่ ย งมงาย ใครพดู อะไร แนะนำ� อะไรเช่ือหมด ขาดเหตผุ ล ไมเ่ คารพหลกั การ ไม่มีเป้า หมาย ไมม่ ีแผนการในการปฏบิ ัติงานเพื่อบรรลเุ ปา้ หมาย (สัทธาจริต) ๖. มีความรู้ ความสามารถ รู้จริง รู้ลึก มีประสบการณ์ ท�ำงานโดยหลักการ มีการวางแผน มีเป้าหมายและวธิ ีปฏิบตั ิ เพอ่ื บรรลเุ ปา้ หมายทช่ี ดั เจน ชดั แจง้ อธิบายได้ (พุทธจิ ริต) หลกั ปฏิบัตริ ะหว่างนายกบั ลูกน้องทีป่ รากฏในสิงคาลกสูตร นายจา้ งควรปฏบิ ตั ิตอ่ ลกู น้อง ลูกจ้าง คนรบั ใช้ ๕ ประการ คอื ๑. จดั การงานใหส้ มควรแกก่ �ำลัง ๒. ให้อาหารและรางวัล ๓. รักษาพยาบาลเมอ่ื ปว่ ยไข้ ๔. แจกของมรี สแปลกประหลาดใหร้ ับประทาน ๕. ปล่อยในสมัย ๑๒ วิสทุ ธมิ รรค กัมมัฏฐานคหณนิทเทส ปฐมภาค หนา้ ๑๒๗
208 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ ๑. จดั การงานใหส้ มควรแกก่ ำ� ลงั หมายถงึ มอบหมายงานใหเ้ หมาะสม มอบหมายงานใหต้ รง ความรู้ ความสามารถ ความถนดั ความชำ� นาญ ก่อนมอบหมายใหพ้ จิ ารณาไตร่ตรอง ถงึ ก�ำลงั ของลูก น้องก่อน ทั้งก�ำลังกาย ความรู้ ความสามารถ สติปัญญา ความถนัด ช�ำนิช�ำนาญ เชี่ยวชาญ และ ประสบการณ์ ไม่มอบหมายให้เกนิ กำ� ลัง ซ่งึ จะก่อใหเ้ กิดความเสียหาย มอบงานไม่มากเกนิ ไป ไม่น้อย เกินไป จะได้มีประโยชนท์ งั้ ๒ ฝ่าย จะทำ� ใหง้ านประสบความส�ำเร็จอยา่ งงดงามตามวัตถปุ ระสงค์ กอ่ ให้เกิดความก้าวหน้าได้ เป็นการส่งเสริมทั้งนาย ท้ังลูกน้อง และงานที่ท�ำ ไม่มีใครท�ำร้ายเบียดเบียน เอาเปรียบกันและกัน ๒. ให้อาหารและรางวัล หมายถงึ ใหค้ ่าตอบแทนทเี่ หมาะสมตามที่ตกลงกนั ไว้ ทำ� งานดี มีผล งานกใ็ หร้ างวลั หรือเงินพิเศษ กระตนุ้ ใหก้ �ำลงั ใจ ให้ผลตอบแทนมากน้อยตามผลงาน อย่างเปน็ ธรรม ๓. รกั ษาพยาบาลเมอื่ ปว่ ยไข้ ยามดใี ช้ ยามไขร้ กั ษาเอาใจใสส่ ารทกุ ขส์ กุ ดบิ ของลกู นอ้ งตลอด ครอบครวั ทง้ั ปอ้ งกันไมใ่ ห้เจบ็ ปว่ ย คือส่งเสริมสุขภาพลูกนอ้ ง ปว่ ยเจบ็ เอาใจใสร่ ักษา มนี �ำ้ ใจใหล้ าพกั โดยจ่ายค่าจ้างปกติ จัดสวัสดิการมีค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชย ไม่ให้ลูกน้องวิตกกังวล เพราะรู้ว่า อยา่ งไรนายกไ็ ม่ทอดทิง้ จะไดท้ ุม่ เทท�ำงานเตม็ ที่ ๔. แจกของมรี สแปลกประหลาดใหท้ าน หมายถงึ ใหอ้ าหารรสแปลก ๆ ของอรอ่ ย ของดี หรอื เลยี้ งอาหารเปน็ พเิ ศษ ตามโอกาส หรือเทศกาลตา่ ง ๆ แสดงนำ้� ใจ ไม่ตระหน่ี นายรับประทานอาหาร ท่ีดี ลูกน้องก็รับประทานอาหารท่ีดีด้วย ก็จะมีความรู้สึกไม่ถูกแบ่งชนช้ัน เพราะนายไม่ถือตัว มีอะไร อร่อยก็นึกถึง จะรู้รักเคารพนาย และรักงานมากขึ้น ทุ่มเทแรงกาย ใจ อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ ท�ำใหล้ กู นอ้ งรสู้ กึ วา่ ไมม่ นี าย มแี ตญ่ าติ ไมไ่ ดท้ ำ� งานใหแ้ กน่ าย แตท่ ำ� งานใหญ้ าตพิ น่ี อ้ ง หรอื ทำ� งานใหแ้ ก่ ตวั เอง ๕. ปลอ่ ยในสมยั หมายถงึ ใหม้ วี นั หยดุ วนั พกั ผอ่ น เพอื่ คลายเครยี ดจากการทำ� งาน หายเหนอื่ ย มีกำ� ลังกาย ก�ำลังใจ ท�ำงานให้นาย มีสขุ ภาพดี ไม่เจบ็ ปว่ ย ไมใ่ ชใ่ ชใ้ หท้ ุม่ เทชวี ิตแก่งานจนไมม่ เี วลาพัก ผ่อนเลย ควรอนุญาตให้หยดุ ในเทศกาลตา่ ง ๆ ใหม้ ีเวลาสนุกสนานรืน่ เริงบ้างตามสมควร ในข้อปฏิบัติที่นายมีต่อลูกน้อง ๕ ประการท่ีกล่าวมานี้ เป็นการแสดงความรักความห่วงใย ผูกพัน ความมีน้�ำใจท่ีนายมีต่อลูกน้อง ลูกน้องจะเกิดความรัก ความผูกพัน ความจงรักภักดีต่อนาย และจะทุ่มเทในการรับใช้ หรือในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ อยู่กับนาย ท�ำงานกับนาย ด้วยความสุขสบายใจ ความสมัครสมานสามัคคีกลมเกลียวเกิดข้ึนระหว่างนายกับลูกน้องเป็นไปใน ทศิ ทางทีด่ ี ไม่เกิดความขดั แย้งประท้วง หยุดงาน เรยี กร้อง เพราะต่างฝ่ายต่างปฏบิ ตั ติ ่อกันดว้ ยน�้ำใจ ที่มีเมตตาเปน็ กลั ยาณมิตร
หลกั ปฏสิ ัมพันธ์ของประชาชนในรฐั แบบรอบทศิ ทางตามแนวพทุ ธ 209 หลกั ปฏิบตั ิของลกู นอ้ ง ลกู จ้าง บรวิ ารที่มีต่อนายจ้าง เม่ือลูกน้องได้รับการสนับสนุน ได้รับความอนุเคราะห์ได้รับความเมตตา กรุณา ได้รับความ เอื้อเฟ้ือเผ่อื แผ่ ไดร้ ับความไว้วางใจ ตอ้ งตั้งใจทำ� งาน สนองงานอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ ทำ� งาน ใหส้ �ำเรจ็ ลุลว่ งไปด้วยดี ซ่ึงจะตอ้ งมหี ลกั การครองงาน คอื อิทธบิ าท ๔ และหลกั ปฏิบัติในสิงคาลกสตู ร อีก ๕ ประการ ดงั ตอ่ ไปน้ี อิทธิบาท ๔๑๓ หมายถึงหลักความส�ำเร็จ หลักแห่งการท�ำให้มีฤทธ์ิสามารถท�ำงานให้ส�ำเร็จ หรอื ทางแหง่ ความสำ� เรจ็ ซง่ึ ประกอบไปด้วย ๑. พอใจท�ำ (ฉันทะ) ๒. พากเพียรทำ� (วิริยะ) ๓. ใสใ่ จท�ำ (จติ ตะ) ๔. ไตร่ตรองท�ำ (วมิ ังสา) ๑. ฉนั ทะ หมายถงึ พอใจทำ� หรอื มีใจทจ่ี ะทำ� เตม็ ใจทำ� มีใจเตม็ ท่ที จี่ ะทำ� จะทำ� ให้งานประสบ ผลส�ำเร็จอย่างดี ไม่ทำ� งานเหยาะแหยะ หรอื ไมท่ ำ� ไปวัน ๆ ไมป่ ่วยกเ็ หมือนกับคนป่วย ซึ่งท�ำใหง้ านไม่ ได้ผลหรือได้ผลน้อย เสียหายมากกว่าได้ผลดี เสียมากกว่าได้ อุปมาเหมือนจับกอหญ้าคาไม่ม่ันก็บาด มือ พระพุทธองค์ทรงเป็นตัวอย่างของความมีฉันทะ คือ พอพระทัยที่จะบ�ำเพ็ญบารมีเพ่ือส�ำเร็จเป็น พระพทุ ธเจา้ ตงั้ แตท่ รงเปน็ สเุ มธดาบส แมท้ รงสามารถบรรลเุ ปน็ พระพระอรหนั ตไ์ ดใ้ นชาตนิ นั้ แตด่ ว้ ย พระมหากรุณาท่ีจะทรงอนุเคราะห์สัตว์โลกให้พ้นทุกข์ จึงพอพระทัยท่ีจะบ�ำเพ็ญบารมียาวนานถึง ๔ อสงไขยแสนกปั เพื่อความเปน็ พระอรหนั ตสัมมาสมั พทุ ธเจา้ ๒. วิริยะ หมายถึงเพียรท�ำ พยายามท�ำ กล้าหาญท�ำ ไม่ท้อถอย ไม่ลดละ ไม่หวาดหวั่นต่อ อปุ สรรคความลำ� บาก ไมต่ กอยใู่ นอำ� นาจของความเกยี จครา้ น โดยอบายมขุ ยอ้ มใจซงึ่ เปน็ เหตหุ ลอกตวั เอง ดว้ ยอา้ งว่า เช้าไป สายไป หนาวมาก รอ้ นมาก หิวมาก กระหายมาก แลว้ ไมท่ ำ� งาน ซึง่ ขัดกับหลกั พระพทุ ธศาสนาซง่ึ เปน็ ศาสนายกยอ่ งคนมคี วามเพยี ร (วริ ยิ วาท)ี จะเหน็ ไดจ้ ากเจา้ ชายสทิ ธตั ถะ ในพระ ชาตสิ ดุ ทา้ ย แมม้ ที รงมพี ระบารมี ๓๐ ทสั เตม็ เปย่ี มแลว้ เมอ่ื พระองคท์ รงออกผนวช ยงั ตอ้ งทรงบำ� เพญ็ เพยี รอกี ๖ ปเี ตม็ จงึ ทรงบรรลพุ ระอนตุ ตรสมั มาสมั โพธญิ าณ ในคนื วนั เพญ็ เดอื น ๖ ยงั ตอ้ งทรงบำ� เพญ็ เพียรตั้งแต่ปฐมยามจนถึงปัจฉิมยามจึงบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า มิใช่ว่าพระองค์จะบรรทมท้ังคืน ตื่นข้ึนมาแล้วทรงบรรลุ พวกเราชาวพุทธท่ีพูดว่า มีพระรัตนตรัยเป็นท่ีพึ่ง ควรมีพระองค์เป็นตัวอย่าง ๑๓ พระอภิธรรมปิฎก วภิ ังค เล่มที่ ๓๕ หนา้ ๒๙๒
210 รัฐศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ คือ มคี วามเพียรในการท�ำกิจการงานให้ส�ำเร็จ ไม่ใชอ่ อ้ นวอนกราบไหว้ขอพรจากพระรตั นตรยั ให้ชว่ ย ใหส้ ำ� เรจ็ แตเ่ ราตอ้ งใหพ้ รแกต่ วั เอง เพราะพรคอื ขอโอกาสทำ� ความดี (กศุ ล) ซงึ่ ผลของความดกี จ็ ะทำ� ให้ ไดร้ บั ผลดเี อง โดยการประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามพระพทุ ธเจา้ ทที่ รงเปน็ แบบอยา่ งของผมู้ คี วามเพยี ร และพระ ธรรมทพ่ี ระองคท์ รงแสดงไวด้ แี ลว้ กจ็ ะทำ� ใหไ้ มท่ อ้ ถอย ยอ่ หยอ่ น เปน็ ผเู้ ขม้ แขง็ พงึ่ ตวั เองได้ และประสบ ความส�ำเร็จได้ในทส่ี ดุ ๓. จติ ตะ หมายถึงใสใ่ จท�ำ ไม่ทอดธุระ เอาใจใส่ ไมจ่ บั จด ทง้ิ ๆ ขว้าง ๆ ทำ� จนส�ำเร็จ ไม่เสร็จ ไมเ่ ลิก สำ� เรจ็ แล้วขยายใหเ้ กดิ ความสำ� เร็จเพิม่ มากขนึ้ ๔. วมิ งั สา หมายถงึ ไตรต่ รองทำ� ใชป้ ญั ญาพจิ ารณาเหตผุ ลเพอื่ แกป้ ญั หา ไมย่ อมแพต้ อ่ ปญั หา และอปุ สรรค เพราะการท�ำงานทุกอยา่ งย่อมมปี ญั หาและอปุ สรรค ถา้ ไมม่ ีปัญหาและอุปสรรคทุกคนก็ สามารถท�ำงานประสบความส�ำเรจ็ ร�่ำรวย เปน็ เศรษฐดี ้วยกันท้งั สิน้ หลักปฏบิ ตั ิระหว่างลกู น้องบรวิ ารกับนายทปี่ รากฏในสงิ คาลกสูตร ลูกน้องบริวารควรปฏิบัตติ อ่ นาย ๕ ประการ คอื ๑. ลกุ ขน้ึ ท�ำงานกอ่ นนาย ๒. เลิกงานทีห่ ลงั นาย ๓. ถอื เอาเฉพาะของทน่ี ายให้ ๔. จัดการงานให้ดขี ึน้ ๕. น�ำคุณของนายไปสรรเสริญในทีน่ น้ั ๆ ๑. ลุกข้ึนท�ำงานก่อนนาย คือมีความขยัน ไม่เกียจคร้าน ประเภทต้องการแต่เงิน เพิ่มราย ได้แก่ตัวเอง แต่ไม่ท�ำงานเพิ่มรายได้ให้แก่นาย ก็ไม่ถูกต้อง นายหรือผู้ว่าจ้างต้องการคือความส�ำเร็จ ของงาน ประสิทธิภาพ ประสทิ ธิผล ความก้าวหนา้ ของงาน ผลส�ำเร็จของงาน เพิม่ รายรับ เพมิ่ ผลกำ� ไร ให้มากข้ึน เพ่ือให้องค์กรอยู่ได้ เพื่อมีเงินมาจ่ายค่าจ้าง สวัสดิการต่าง ๆ แก่ลูกน้อง ลูกจ้างต้องขยัน ทำ� งานจงึ จะประสบผลสำ� เรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงคท์ งั้ ๒ ฝา่ ยได้ ถา้ ไมข่ ยนั จะสวนทางกนั ปญั หาและความ ขดั แย้งจะตามมา ๒. เลิกงานที่หลังนาย คือ ไมเ่ อาเปรยี บผู้บังคับบญั ชาหรอื นายจา้ ง หรือเอาเปรยี บองคก์ ร ให้ นึกถึงผลประโยชน์ท่ีได้รับจากองค์กร เพราะไม่ได้ท�ำงานฟรี ได้ค่าตอบแทน ถ้าไม่มีผลงาน งานไม่ ก้าวหนา้ ลม้ เหลว ไม่มีผลก�ำไร องค์กรจะอยู่ไดอ้ ยา่ งไร อย่าคำ� นงึ ถึงแต่สิทธิท์ จ่ี ะไดร้ บั จากองค์กร หรอื หน่วยงาน บรษิ ทั แต่ใหค้ ดิ ถงึ หนา้ ท่ีวา่ จะทำ� อะไรให้กบั องค์กรหรือหนว่ ยงานบริษทั ห้างรา้ น และใหม้ ี น�้ำใจทุ่มเทเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว แต่เห็นแก่องค์กร ท�ำงานเกินเลยไปบ้างก็ถือว่าเป็นหน้าที่ เป็นงาน ของเรา ทำ� ให้เรา เพราะเราเปน็ ส่วนหน่งึ ขององค์กร องคก์ รจะส�ำเร็จหรอื ล้มเหลวอยทู่ ่ีเรา
หลกั ปฏสิ มั พันธข์ องประชาชนในรฐั แบบรอบทิศทางตามแนวพทุ ธ 211 ๓. ถือเอาเฉพาะของทนี่ ายให้ คอื มคี วามสุจรติ ทางกาย วาจา ใจ ซอื่ สัตย์ ไมค่ ดโกง ยกั ยอก แสวงหาผลประโยชน์ แต่รับเฉพาะเงินเดือน ค่าจ้าง รางวัลท่ีตกลงกันไว้ ด้วยความเป็นธรรม ไม่นอก ธรรม คือไม่รับด้วยทุจริต ไม่คิดหาทางเอาเปรียบองค์กร นายจ้าง โดยอาศัยความไว้วางใจ หรือ เปน็ หนา้ ทที่ ตี่ วั เองมอี ำ� นาจในจดั การดแู ล เปน็ โอกาส แสวงหาประโยชนโ์ ดยทจุ รติ ใหถ้ อื วา่ เปน็ โอกาส ดีที่จะแสดงความรู้ ความสามารถ แสดงความดีท่ีตัวเองมีอยู่ว่า เป็นคนจริง คือมีสัจจะ มีศีล พูดจริง ทำ� จริง ตั้งใจจรงิ ต่องาน ตอ่ ความส�ำเรจ็ ต่อองค์กร ต่อนายจา้ ง ๔. จดั การงานใหด้ ขี น้ึ คอื รว่ มมอื กนั วางแผน ปรบั ปรงุ แกไ้ ขงานใหด้ ขี น้ึ รวดเรว็ ขนึ้ สะดวกขน้ึ ส�ำเร็จมากข้ึน ส่ิงใดท่ีไม่ดีควรแก้ไข ส่ิงใดท่ีดีพอใช้ ก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น ส่ิงที่ดีอยู่แล้วท�ำให้ดีย่ิง ๆ ข้ึน อยา่ หยดุ อยกู่ ับท่ี หยุดอยกู่ ับทีเ่ ท่ากบั ถอยหลงั เพราะคนอนื่ องค์กรอ่นื ไม่หยดุ อยกู่ ับที่จะแซงข้นึ หนา้ ควรใส่ใจ ไตร่ตรอง หาวิธีแยกแยะการท�ำงาน หาจุดอ่อน จุดแข็ง อยู่ตลอดเวลา เพื่อพัฒนาให้งาน ก้าวหน้าตามหลักไตรลักษณ์ ซ่ึงเป็นหลักธรรมชาติ คือ ไม่เท่ียง ต้องมีการแข่งขันตลอดเวลา เปลี่ยน ตามกาลเวลา จะหยุดอยู่กับท่ีไม่ได้ เพราะมีเปล่ียนแปลง แปรสภาพ แปรเปลี่ยนปรับปรุงให้ทันสมัย ตามสถานการณ์ใหก้ ้าวหนา้ เสมอ ๕. น�ำคุณของนายไปสรรเสริญในท่ีน้ัน ๆ คือ นำ� คุณความดีของนายซึ่งจะเห็นได้ โดยมอง ในแง่ดี หรือส่ิงท่ีดีที่มีอยู่ในตัวนาย และการท�ำงานของนาย ไม่ได้มองส่วนท่ีเลว ซึ่งเป็นลักษณะของ ความมีจติ เมตตาต่อกัน ด้วยการทำ� พูด คิด ประกอบดว้ ยเมตตา ได้แก่ความรู้สกึ เปน็ ญาตมิ ติ ร ก็จะมี ทศั นาคติต่อนายในแงด่ ี ในแงบ่ วก ในแง่สรา้ งสรรค์ ท�ำให้เกดิ ความเชอ่ื มัน่ ในผนู้ �ำ ผูป้ กครอง ผูบ้ ริหาร จะทำ� ให้เกดิ ขวญั และกำ� ลงั ใจแกต่ วั เองและเพอื่ นรว่ มงาน เปน็ ผลใหก้ ารอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งมีขวญั ก�ำลงั ใจ ในการทำ� งาน แสดงถงึ การใหค้ วามเคารพนับถือ ให้เกยี รตผิ ้บู ังคับบัญชา จะเหน็ ไดว้ า่ หลกั ปฏิบตั ทิ ี่นายจา้ ง หรือนาย ผู้บังคับบญั ชา ต้องปฏิบัตติ อ่ ลูกน้อง บรวิ าร และ ลกู นอ้ ง ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา ปฏบิ ตั ติ อ่ นาย ผบู้ งั คบั บญั ชา หรอื นายจา้ ง เปน็ หลกั ของ ความสมั พนั ธใ์ นทาง สร้างสรรค์ สมัครสมานสามัคคี กลมเกลียวกันเป็นหน่ึงเดียว อยู่ร่วมกันด้วยเมตตาต่อกันทั้งทางกาย วาจา และจติ ใจ เปน็ นายอยใู่ นหวั ใจลกู นอ้ ง และลกู นอ้ งอยใู่ นหวั ใจของนาย อยรู่ ว่ มกนั ในจติ สำ� นกึ ของ ความเปน็ ญาตมิ ติ ร ตา่ งฝา่ ยตา่ งปฏบิ ตั ดิ ว้ ยการนกึ ถงึ คณุ งามความดขี องกนั และกนั นาย ผบู้ งั คบั บญั ชา หรือนายจ้างเห็นความส�ำคัญของลกู น้อง ว่าลกู น้องมีอุปการะตอ่ ภารกจิ กจิ การงานต่าง ๆ ขององค์กร ของนายจา้ ง จะประสบผลสำ� เรจ็ ดหี รอื ลม้ เหลวขน้ึ อยกู่ บั ลกู นอ้ ง บรวิ ารจะใหค้ วามรว่ มมอื หรอื ไม่ ฝา่ ย ลกู นอ้ ง ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา กเ็ หน็ วา่ นาย ผบู้ งั คบั บญั ชา เหมอื นญาตมิ ติ ร เปน็ ผมู้ อี ปุ การคณุ ใหค้ วามเปน็ อยู่สุขสบาย มีอยู่ มีกิน ถา้ นาย ผู้บงั คบั บัญชา นายจ้าง อยู่ได้ เจรญิ กา้ วหน้า เรากเ็ จริญกา้ วหน้า อยไู่ ด้ สขุ สบายเช่นกัน งานของนายกค็ ืองานของเรา ความสำ� เรจ็ ของนายก็คือความสำ� เร็จของเรา ความรสู้ ึก นี้เกดิ ขึ้นในจติ ใจของทัง้ สองฝา่ ยกค็ ือ “ความสามคั ค”ี เปน็ คณุ ธรรมทเี่ กิดขึ้นในใจจริง ๆ เมอื่ ตา่ งฝา่ ย ต่างนกึ ถึงความดขี องกันและกันเช่นน้ีแล้ว ปัญหาความขัดแยง้ การทะเลาะเบาะแว้ง ระหว่างนายจา้ ง และลกู จา้ งกห็ มดไป เพราะตา่ งกไ็ ดท้ ำ� หน้าทข่ี องตวั เองอย่างสมบรู ณ์
212 รฐั ศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ ๖. ทศิ เบอ้ื งบนสมณพราหมณ์ (อุปริมทิศ) พจิ ารณาความหมายของคำ� ว่า “สมณพราหมณ”์ ความหมายของ “สมณะ” ได้แก่ ผู้สงบจากกิเลส ผู้สงบจากบาป สงบจากอกุศลท้ังปวง ผู้ปฏบิ ัตเิ พอ่ื สงบจากกิเลส ปฏิบัตเิ พอื่ หลดุ พ้นจากอกุศลทงั้ ปวง มคี ำ� เรยี กอกี อย่างหน่ึงวา่ “บรรพชติ ” คอื ผู้ออกจากกเิ ลส ผู้ปฏบิ ตั ิเพ่ือออกจากกเิ ลส และสมณะหรอื บรรพชติ หมายถงึ พระภิกษุสงฆ์ ผู้สงบ จากกเิ ลส สงบจากบาปอกศุ ลทง้ั ปวง ประกอบไปดว้ ย ๒ ประเภท คอื อรยิ สงฆห์ รอื พระอรยิ บคุ คลและ สมมติสงฆ์ ค�ำว่า “พราหมณ์” ได้แก่ ผู้มีบาปอันสงบแล้ว (คือผู้สงบจากกิเลส) ในอรรถกถาแสดงไว้ว่า พราหมณ์ คือผู้มีบาปอันสงบแล้ว ผู้หลุดพ้นจากกิเลสท้ังปวงแล้ว ได้แก่ พระอรหันต์ ผู้บรรลุนิพพาน ถึงความสน้ิ อาสาวะแล้ว ไม่ใช่พราหมณ์ตามความหมายของศาสนาพราหมณท์ ยี่ ุคนัน้ เรยี กกนั สรุปวา่ “สมณพราหมณ”์ หมายถึงภกิ ษสุ งฆ์ทัง้ ท่ีเป็นสมมุติสงฆ์ หรอื อริยสงฆ์ อาจหมายรวม ถึงสามเณร ท่ีแปลวา่ เหล่ากอของสมณะ เพราะเป็นผปู้ ฏิบตั ิเพอื่ ความสงบจากกิเลสเชน่ กัน หลักปฏิบัติระหว่างกุลบุตรหรือพุทธบริษัทต่อพระสงฆ์ (สมณพราหมณ์) ท่ีปรากฏใน สงิ คาลกสูตร ขอ้ ปฏบิ ตั ทิ กี่ ลุ บตุ รหรอื พทุ ธบรษิ ทั จะพง่ึ ปฏบิ ตั ติ อ่ พระสงฆ์ (สมณะพราหมณ)์ ตามทพ่ี ระพทุ ธ องคท์ รงประทานไว้ ๕ ประการ คือ ๑. ดว้ ยกายกรรม ท�ำอะไรประกอบดว้ ยเมตตา ๒. ด้วยวจีกรรม พดู อะไรประกอบดว้ ยเมตตา ๓. ดว้ ยมโนกรรม คิดอะไรประกอบด้วยเมตตา ๔. ด้วยไมป่ ดิ ประตเู รอื น คือ ไมห่ ้ามเข้าบ้าน ๕. ใหอ้ ามิสทาน ๑. ดว้ ยกายกรรม ทำ� อะไรประกอบดว้ ยเมตตา ไดแ้ ก่ ปรนนบิ ตั ิ รบั ใช้ แสดงพฤตกิ รรม กรยิ า มารยาทแสดงออกด้วยความสุภาพ อ่อนน้อม มีสัมมาคารวะด้วยจิตอ่อนโยน ท�ำด้วยความเคารพ มีความรู้สึกต่อท่านเหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่ท่ีเราเคารพนับถืออย่างสูงสุด ไม่เบียดเบียนท่านและไม่ เบียดเบียนตัวเอง แต่ต้องดูให้ดีว่า เป็นพระสงฆ์จริงหรือคนปลอมเป็นพระ ต้องให้ความเกรงใจอย่าง มากคอื ยำ� เกรง จะลกุ ขนึ้ จะนงั่ จะเดนิ ผา่ น หรอื จะหยบิ สง่ิ ของ หรอื จะถวายของกท็ ำ� ดว้ ยความเคารพ ไมก่ ระดา้ ง ไมแ่ สดงความเย่อหย่ิง แต่ให้เกียรตทิ า่ น อำ� นวยความสะดวก ชว่ ยเหลือขวนขวายให้สำ� เร็จ ประโยชนแ์ กท่ ่าน
หลกั ปฏิสัมพนั ธข์ องประชาชนในรัฐแบบรอบทศิ ทางตามแนวพทุ ธ 213 ๒. ดว้ ยวจกี รรม พดู อะไรประกอบดว้ ยเมตตา ไดแ้ ก่ พดู กบั พระสงฆด์ ว้ ยคำ� สภุ าพออ่ นหวาน ไมห่ ยาบกระดา้ ง ดดุ ่า ดูถูก ดูหมิน่ เหยยี ดหยาม ใชค้ ำ� พูดของคนเมือง พูดด้วยความเคารพอยา่ งสูงสุด ในฐานะทท่ี า่ นเปน็ เหมอื นญาตผิ มู้ อี ปุ การคณุ ควรใชว้ าจาสภุ าพ ออ่ นหวาน เคารพ ใหเ้ กยี รติ พดู ความจรงิ ไม่พดู โกหกหลอกลวง ต้มตนุ๋ ท่าน เหน็ เป็นพระสงฆห์ ลอกง่าย ก็เลยแสวงหาประโยชนจ์ ากท่าน พูดใน สง่ิ ทเี่ ปน็ ประโยชน์ ไมท่ ำ� รา้ ยหรอื ทำ� ลาย สง่ เสรมิ ใหท้ า่ นไดร้ บั ประโยชน์ ความสะดวกสบายตามสมควร ไมน่ ินทา ไมโ่ จมตี ในความบกพร่องของภกิ ษบุ างรปู โดยเหมารวมทงั้ หมด ๓. ด้วยมโนกรรม คดิ อะไรประกอบดว้ ยเมตตา ไดแ้ ก่ มีจิตศรทั ธาเส่อื มใส คิดเอ้อื เฟ้อื เผอื่ แผ่ ปรารถนาดี หวงั ดี ไมค่ ิดอกุศล พยาบาท ผูกโกรธ ไม่คดิ ร้ายเบยี ดเบียน แตป่ รารถนาใหท้ ่านอยูเ่ ปน็ สขุ ไม่กล่าวหาด้วยความเห็นผิดว่า ท่านเป็นผู้เกียจคร้าน ไม่ท�ำงาน แล้วโจมตีด้วยจิตริษยา เพราะกลัว ญาติมิตรจะเลือ่ มใส ต้องเสียเงินท�ำบุญ กลวั เสยี ปัจจัย ๔ กลวั เสียประโยชน์ ๔. ไม่ปิดประตูเรือน คือไม่ห้ามเข้าบ้าน ได้แก่ ยินดีต้อนรับในฐานะพระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญ น�ำประโยชน์สขุ มาให้ ประตบู ้านเปิดสำ� หรับพระสงฆต์ ลอดเวลา ยินดตี ้อนรับเสมอ ไม่ควรตระหนท่ี อ่ี ยู่ (อาวาสมัจฉรยิ ะ) ไม่ควรตระหนตี่ ระกูล (กูลมัจฉริยะ) เมื่อพระสงฆ์มาก็ยินดีเหมือนญาติผู้ใหญท่ ่ีมบี ุญ คุณมาเยยี่ ม เมอ่ื เป็นเชน่ นี้ แม้เปิดประตูเรือนทั้งหมดแต่ไม่ต้อนรับก็ถอื วา่ ปดิ ประตูเรอื น แต่ถ้าต้อนรบั ด้วยความเคารพ นอบนอ้ ม เต็มใจ ไม่ใช่อยา่ งเสยี ไม่ได้ ไม่ขับไลใ่ สส่ง แตใ่ หเ้ กยี รติ แมป้ ิดประตเู รอื นแต่ ยนิ ดตี ้อนรบั ปฏสิ นั ถารพระสงฆ์ กถ็ อื วา่ เปดิ ประตูเรือน ๕. ใหอ้ ามสิ ทาน ไดแ้ ก่ ถวายปจั จยั ๔ ซง่ึ ไดช้ อ่ื วา่ เปน็ การสรา้ งบญุ สรา้ งทพี่ งึ่ แกต่ นเอง สรา้ ง เหตคุ วามสุขความเจรญิ แก่ตนเอง สร้างประโยชนซ์ ่ึงเปน็ สมบตั ทิ งั้ โลกนี้ โลกหน้าและสมบัตสิ ูงสดุ คอื หมดความทุกขท์ ั้งปวง หลักปฏิบัติระหว่างพระสงฆ์ (สมณพราหมณ์) ต่อกุลบุตรหรือพุทธบริษัทต่อที่ปรากฏใน สิงคาลกสตู ร ข้อปฏิบัติของพระสงฆ์ตอ่ ชาวบ้านอบุ าสกอุบาสิกา ๖ ประการ คือ ๑. ห้ามไมใ่ หท้ �ำช่ัว ๒. ให้ตัง้ อยูใ่ นความดี ๓. อนเุ คราะห์ด้วยน้�ำใจอันงาม ๔. ให้ได้ฟังสิง่ ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟงั ๕. ทำ� ส่ิงทไี่ ด้ฟงั แลว้ ใหแ้ จ่ม ๖. บอกทางสวรรค์ให้
214 รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ๑. ห้ามไม่ให้ท�ำช่ัว คือ ห้ามไม่ให้ท�ำทุจริตทั้งทางกาย วาจา ใจ ด้วยการเผยแพร่พระธรรม คำ� ส่ังสอนของพระพทุ ธเจา้ ด้วยหลกั การสอนใหร้ ู้ยิง่ เห็นจริงในธรรมท่ีควรรูค้ วรเห็น สอนมีเหตุผล ให้ ผู้ฟังตรองเห็นตามได้ สอนให้เห็นผล คือ ท�ำให้ผู้ฟังพ้นจากทุกข์ตามสมควรแก่การปฏิบัติ สอนให้พ้น ทกุ ข์ ไดแ้ ก่ เวน้ จากความชั่วทางกาย วาจา ใจ เวน้ จากอกุศลกรรมบถ กรรม กเิ ลศ บาปธรรม เพราะใหผ้ ล คอื ทำ� ใหเ้ กดิ ในทคุ ติ คอื ทางทป่ี ระกอบไปดว้ ยทกุ ขท์ ง้ั ในปจั จบุ นั และอนาคต สอนใหล้ ะโลภะ โมหะ โทสะ ซึ่งเปน็ เหตุของความเร่าร้อนดว้ ยเพลิง คือ กิเลสในสงั สารวฏั ฏ์ ๒. สอนให้ตั้งอยู่ในความดี คือ สอนให้ละกายทุจริต และวจีทุจริต มโนทุจริต โดยสอนให้ ประพฤติกายสุจริต วจสี ุจริต มโนสจุ ริต สอนใหเ้ จริญกุศล คือ ทำ� กุศลทางกาย วาจา ใจเพม่ิ ข้นึ สอน ใหร้ กั ษากุศลทเ่ี กิดแลว้ ไม่ใหเ้ สอื่ ม ระวังจิตไมใ่ ห้ก�ำหนัด (โลภะ) ระวงั จติ ไมใ่ หข้ ดั เคือง (โทสะ) ระวังจติ ไมใ่ หห้ ลงในอารมณท์ เ่ี ปน็ ทต่ี ง้ั แหง่ ความหลง (โมหะ) ระวงั จติ ไมใ่ หม้ วั เมาในอารมณท์ เ่ี ปน็ ทตี่ ง้ั แหง่ ความ มัวเมา (โลภะ โมหะ) สอนให้ท�ำกุศลทุกประการ ท้ังกุศลกรรมบถ บุญกิริยาวัตถุ สอนให้ท�ำเหตุแห่ง ประโยชนท์ ง้ั ในปจั จบุ ัน อนาคตและสงู สดุ ผลของการประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามที่ทา่ นสอน คอื ได้รบั ความ สุขในปจั จบุ ัน อนาคต และประโยชน์สงู สุด คือ พน้ จากเพลิงทุกข์ทั้งปวง ๓. อนุเคราะหด์ ้วยน�้ำใจงาม ดว้ ยเผ่อื แผ่ประโยชน์เกื้อกลู อย่างนว้ี ่า ขอสัตว์ท้งั หลายจงมีสขุ ไม่มีเวร ไม่มีโรค ไม่เบียดเบียนกันเถิด การอนุเคราะห์ของพระสงฆ์ ก็คือด้วยการสั่งสอนเผยแพร่ พระธรรมวนิ ยั โดยหา้ มไมใ่ หช้ าวบา้ นทำ� ความชวั่ ดว้ ยใหด้ ำ� รงอยใู่ นคณุ ความดี ใหม้ คี วามสขุ ทงั้ ปจั จบุ นั อนาคตและส้ินทุกข์ทั้งปวง ด้วยจิตกรุณาปรารถนาให้พ้นจากเพลิงทุกข์ท่ีสัตว์ท้ังหลายเวียนว่ายอยู่ วัฏฏะสงสารที่ร้อนด้วยเพลิงทุกข์ทั้งปัจจุบันและอนาคต ให้ร่มเย็นด้วยพระธรรม ช่วยดับเพลิงทุกข์ ทงั้ ปวงนนั้ ดว้ ยอาศยั ความเมตตากรณุ าเปน็ เบอื้ งหนา้ ไมอ่ าศยั ลาภ สกั การะ ชอ่ื เสยี งหรอื ผลตอบแทน อ่ืนใดจากการอนเุ คราะห์น้ัน เช่นเดยี วกบั พระมหากรณุ าคณุ ท่พี ระพุทธองคท์ รงมีต่อสตั ว์โลก โดยทรง ตง้ั พระทยั อนั ดงี ามประกอบดว้ ยพระมหากรณุ าเปน็ ทต่ี งั้ โดยทรงตง้ั ปณธิ านปรารถนาเปน็ พระพทุ ธเจา้ แม้ทรงบรรลแุ ลว้ พระองค์กท็ รงเสด็จไปโปรดเวไนยสตั วด์ ้วยพระมหากรุณาซึ่งเป็นอนเุ คราะห์สัตว์โลก ๔. ใหไ้ ด้ยินสิง่ ทไ่ี มเ่ คยไดฟ้ งั ไดแ้ ก่ ให้ไดย้ ินไดฟ้ ังพระธรรมโดยการเผยแพรพ่ ระธรรม เพราะ พระธรรมจะปรากฏในโลกได้เฉพาะเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาตรัสรู้เท่าน้ัน จึงเป็นส่ิงที่สัตว์โลกไม่เคย ไดย้ นิ ไดฟ้ ังมาก่อน แม้พระธรรมจะมีอย่ใู นโลก แตถ่ า้ ไม่มผี ู้ตรัสรทู ีเ่ รียกว่า พระพทุ ธเจา้ แล้วพระธรรม จะไมป่ รากฏเลย แมพ้ ระพทุ ธเจา้ ทรงตรสั รแู ลว้ ประกาศศาสนาเผยแพรพ่ ระธรรมแลว้ กย็ งั มคี นจำ� นวน มากที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง จึงเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์จะท�ำหน้าที่เผยแพร่ให้ประชาชนได้ยินได้ฟังพระ ธรรม คือ ห้ามไม่ให้ท�ำชั่วทั้งปวง ให้เจริญกุศลทุกประการ ให้ท�ำจิตเป็นกุศลผ่องใสจากอกุศลทั้งปวง เพอ่ื พ้นจากทกุ ขต์ ามล�ำดบั ตามสมควรแกก่ ารปฏิบัติ
หลกั ปฏิสัมพนั ธข์ องประชาชนในรัฐแบบรอบทศิ ทางตามแนวพุทธ 215 ๕. ท�ำส่งิ ท่ีฟังแล้วใหแ้ จม่ แจ้ง คอื พระธรรมเป็นสิ่งที่สขุ ุมลกึ ซงึ่ ต้องฟังแล้งฟงั อีก พระธรรม งามในเบอ้ื งตน้ ในทา่ มกลางและในทส่ี ดุ ไมใ่ ชจ่ ะเหน็ ได้ เขา้ ใจไดโ้ ดยงา่ ย พระสทั ธรรมทงั้ ๓๑๔ คอื ปรยิ ตั ิ สทั ธรรม ปฏปิ ตั ตสิ ทั ธรรม ปฏเิ วธสทั ธรรม เมอื่ ไดย้ นิ ฟงั บอ่ ย ๆ จงึ จะเขา้ ใจได้ จงึ จะบรรเทาความสงสยั ได้ ทำ� ความเหน็ ให้แจ่มแจง้ ได้ เข้าใจได้ เม่ือนน้ั จิตของผ้ฟู ังเม่อื เข้าใจแล้วจงึ คลายความรสู้ งสยั ได้ จงึ จะ เหน็ ถกู ตามเหตผุ ล จติ ของผฟู้ งั จงึ จะผอ่ งใส เพราะเกดิ กศุ ลจติ ดงั นน้ั จงึ เปน็ หนา้ ทขี่ องพระสงฆท์ จ่ี ะเผย แพร่ อบรม พร่�ำสอน สั่งสอนพระธรรม ซึ่งเป็นการให้ประโยชน์สุขแก่ประชาชน พุทธบริษัท ซึ่งพระ สงฆก์ ไ็ ดท้ ำ� หนา้ ทน่ี อี้ ยา่ งตอ่ เนอ่ื งยาวนาน ตง้ั แตส่ มยั พทุ ธกาลจนมาถงึ ปจั จบุ นั หากพระสงฆไ์ มท่ ำ� หนา้ ที่ ท่ีสำ� คัญทสี่ ุดน้ี พระพุทธศาสนาจะไมม่ อี ายยุ ืนยาวมาถงึ จนถึงทุกวนั น้ี ๖. บอกทางสวรรค์ให้ คือ บอกทางไปสู่สุคติภูมิ ด้วยให้พุทธบริษัทประพฤติปฏิบัติตาม พระธรรม ค�ำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งท�ำให้ผู้ปฏิบัติตามแล้วไปสู่สุคติภูมิ ได้แก่ ภูมิหรือภพที่เกิด แลว้ ประสบอารมณ์อนั ดเี ลศิ ประกอบไปดว้ ยภูมิ ๔ คือ สุคติกามภมู ิ ได้แก่ เกิดเปน็ มนุษย์ และเทวดา ในสวรรค์ ๖ ชน้ั รปู ภูมิ ไดแ้ ก่ พรหมโลก ๑๖ ชัน้ อรปู ภูมิ ได้แก่ อรูปพรหม ๔ ชั้น และโลกตุ ตรภูมิ คอื ภมู ทิ พี่ น้ จากโลก ไดแ้ ก่ พระนพิ พาน๑๕ การไปสสู่ คุ ตภิ มู ดิ งั กลา่ วได้ ตอ้ งประพฤตธิ รรม คอื มศี รทั ธา ศลี จาคะ และปัญญา นอกจากนี้ยังประกอบด้วยบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ และกุศลกรรมบถ ๑๐ ส่วนทางไปสู่ พรหมโลก ท่ีเป็นรูปพรหมหรือรูปภูมินั้น ต้องบ�ำเพ็ญฌาน ๔ ประกอบด้วยปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ส่วนทางไปสู่อรูปภูมิน้ันต้องบ�ำเพ็ญอรูปฌาน คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญา ณัญจายตนะ อาจญิ จญั ญายตนะ เนวสัญญานาสญั ญายตนะ และหากประสงคจ์ ะไปสู่โลกุตตรภมู ิ คอื แดนแห่งพระนิพพาน ก็ต้องด�ำเนินตามทางมรรคมีองค์ ๘ จนประจักษ์แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ ตามล�ำดับ ทางหรือข้อปฏิบัติเหล่าน้ีเป็นหน้าท่ีของสมณพราหมณ์ คือ พระสงฆ์จะพึงศึกษาเล่าเรียน ประพฤติปฏบิ ัตติ ามแล้วเผยแพร่ โดยการสง่ั สอนพทุ ธบรษิ ทั ให้ร้ตู าม จะเหน็ ไดว้ า่ พระพทุ ธองค์ทรงวางหลกั ปฏบิ ัติที่ดงี ามอันเป็นคุณแก่ทัง้ ชาวบ้านและพระสงฆ์ ในการประพฤติปฏิบัติต่อกัน เอ้ือเฟื้อเกื้อกูลต่อกันด้วยเมตตา กรุณา อันจะเป็นประโยชน์ สูงสดุ ในการเข้าถงึ ความดี พฒั นาความดี จากความเปน็ ปถุ ชุ นผเู้ ต็มไปด้วยกิเลสไปสคู่ วามเป็นกัลยาณ ปุถชุ น ไปสคู่ วามเป็นพระอริยบุคคลช้ันตา่ ง ๆ ตามล�ำดับ จนถึงความเปน็ ผู้สน้ิ สดุ ทกุ ข์ทง้ั ปวงได้ ๑๔ ปปญั จสูทนี ตตยิ ภาค หนา้ ที่ ๕๒๓ ๑๕ พระสุตตปฎิ ก ขุททกนกิ าย ปฏสิ ัมภิทามรรค เลม่ ที่ ๓๑ หน้าท่ี ๑๒๒
๒๑๖ รฐั ศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ สรปุ หลักการปฏิสัมพันธ์แบบรอบทิศทางดังกล่าวมาแล้วทั้งหมด พระพุทธองค์ทรงแสดงหลัก ปฏิสัมพันธ์ของประชากรท่ีอยู่ในสถาบันทางสังคมของรัฐนั้น ๆ ในการประพฤติปฏิบัติต่อกันและกัน ด้วยความเอ้ือเฟื้อเกื้อกูล ด้วยความมีไมตรีจิตมิตรภาพ ประกอบด้วยเมตตากรุณาต่อกัน ซึ่งเป็นหลัก มนุษย์สัมพันธ์อันเป็นประโยชน์สูงสุดในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร ใหส้ มบรู ณแ์ บบขน้ึ หลกั การปฏสิ มั พนั ธน์ จ้ี งึ เปน็ หลกั การปฏสิ มั พนั ธโ์ ดยธรรม ประชากรกเ็ ปน็ ประชากร ผู้ประพฤตธิ รรม รัฐกเ็ ปน็ รัฐแหง่ สนั ตธิ รรมโดยแท้จรงิ
บรรณานุกรม การศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ, กรม. พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวง (กรุงเทพฯ, โรงพิมพ์ การศาสนา : ๒๕๒๕) โกวิท วงศส์ รุ วฒั น,์ รศ., ดร., “รฐั ศาสตร์กบั การเมอื ง” (กรงุ เทพฯ, สำ� นักพมิ พ์ตะเกียง : ๒๕๓๔) จรญู สุภาพ, ศ., “สารานุกรมรัฐศาสตร์” (กรุงเทพฯ, สำ� นักพมิ พไ์ ทยวัฒนาพานิชจำ� กดั : ๒๕๓๓) จรูญ สุภาพ, ศ., “หลักรัฐศาสตร์” ฉบับปรับปรุงแก้ไขใหม่ คร้ังท่ี ๒. (กรุงเทพฯ , บริษัทโรงพิมพ์ ไทยวฒั นาพานชิ จำ� กัด : ๒๕๒๒) จีรโชค (บรรพต) วรี ะสยั . ดร., สุรพล ราชภัณฑารักษ์, ดร., และสุรพันธ์ ทบั สุวรรณ,์ ผศ., “รฐั ศาสตร์ ท่วั ไป” (กรุงเทพฯ, :ส�ำนกั พมิ พ์มหาวทิ ยาลัยรามคำ� แหง, ๒๕๓๘) เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ,์ “หลักรัฐศาสตร”์ (กรุงเทพฯ, โรงพิมพอ์ ักษรเจรญิ ทัศน์ : ๒๕๑๕) ทองทิพ วิริยะพันธ์, ชินเลขา กว้างสุขสถิตย์, พัชรินทร์ แข็งแรง, “หลักรัฐศาสตร์” (กรุงเทพฯ, มิตรนราการพมิ พ์ : ๒๕๓๑) ทินพันธุ์ นาคะตะ, ดร., “รัฐศาสตร์ ทฤษฎีความคิด ปัญหาส�ำคัญ และแนวทางศึกษาวิเคราะห์ ทางการเมือง” (กรุงเทพ ฯ, : จดั พมิ พโ์ ดยสมาคมรัฐประศาสนศาสตร์ นดิ ้า คร้งั ที่ ๔: ๒๕๔๑) ธานินทร์ กรยั วิเชยี ร, “ระบอบประชาธิปไตย” (กรงุ เทพฯ, โรงพมิ พก์ รมแผนที่ทหาร : ๒๕๒๘) นิพนธ์ ศศิธร, ศ., “หลักรัฐศาสตร์” (เชยี งใหม,่ : โรงพิมพ์สยามการพิมพ์ : ๒๕๑๓) นงเยาว์ พีระตานนท์, “การเมืองและการปกครอง” (กรุงเทพฯ, ฝ่ายเอกสารและต�ำรา สถาบัน ราชภฎั สวนดุสิต: ๒๕๔๑) บรรพต วีระสัย, ดร., สุรพล ราชภัณฑารักษ์,ดร., และสุรพันธ์ ทับสุวรรณ์., “รัฐศาสตร์ท่ัวไป, (ฉบับแกไ้ ขปรบั ปรงุ .)” (กรุงเทพฯ, บรษิ ทั วคิ ตอรี เพาเวอรพ์ อยต์ จำ� กดั : ๒๕๒๔) บรรพต วีระสัย, ดร., สุขุม นวลสกุล,ดร., “รัฐศาสตร์ทั่วไป” (กรุงเทพฯ, มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง : ๒๕๑๕) ประณต นันทิยะกุล “พัฒนาการเมืองการปกครอง” เอกสารทางวิชาการ ประกอบค�ำบรรยาย โครงการพัฒนาการเมืองการปกครอง ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวทิ ยาลัย. ๒๕๒๕
ประพนั ธ์พงศ์ เวชชาชีวะ, “พฒั นาการเมืองการปกครอง” เอกสารทางวชิ าการประกอบคำ� บรรยาย โครงการพัฒนาการเมืองการปกครอง, ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลยั , ๒๕๒๕. ประสาร ทองภักดี, พ.ท. “หลักการปกครอง (หลักรัฐศาสตร์)” (กรุงเทพฯ, มหาวิทยาลัย ธรุ กจิ บณั ฑติ : ๒๕๒๕) ปรชี า หงสไ์ กรเลศิ , รศ.,ดร., “รฐั ศาสตร์ ๕๐ ป”ี (กรงุ เทพ ฯ, จดั พมิ พโ์ ดยคณะรฐั ศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลัย มลู นธิ ินิสติ เกา่ รัฐศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั : ๒๕๔๑) พลศักด์ิ จิรไกรศิริ, รศ., ดร., และวรณา เจียมศรีพงษ์, ผศ., “การเมืองเบ้ืองต้น” (กรุงเทพฯ, มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ : ๒๕๓๑) วรรณา เจยี มศรพี งษ์, ผศ., “การเมืองเบอ้ื งตน้ ” (กรุงเทพฯ, มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ : ๒๕๔๑) วิทยา นภาศิริกุลกิจ, รศ., ดร., สุรพล ราชภัณฑารักษ์, รศ., ดร., “พรรคการเมืองและกลุ่ม ผลประโยชน”์ (กรุงเทพฯ, มหาวิทยาลยั รามคำ� แหง : ๒๕๓๗) สนธ์ิ เตชานนท,์ รศ., ดร., “พน้ื ฐานรฐั ศาสตร์” (กรุงเทพฯ, ส�ำนกั พิมพม์ หาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ : ๒๕๔๓) ส�ำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, ฝ่ายผลิตเอกสารรัฐสภา, “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐” (กรุงเทพฯ, นะรุจการพิมพ์ : ๒๕๔๑) สุขุม นวลสกลุ , รศ., ดร., วิทยา นภาศริ ิกุลกิจ, รศ., ดร., และวิศิษฐ์ ทวีเศรษฐ, รศ., “การเมอื งและ การปกครองไทย” (กรงุ เทพฯ, หจก. แสงจนั ทร์การพมิ พ์ : ๒๕๓๑) สุขมุ นวลสกลุ , รศ., ดร., วศิ ษิ ฐ์ ทวเี ศรษฐ, รศ.,“การเมอื งและปกครองไทย” (กรงุ เทพฯ, มหาวทิ ยาลัย รามคำ� แหง : ๒๕๓๙) สุชีพ ปุญญานุภาพ, “คุณลักษณะพิเศษแห่งพระพุทธศาสนา” (กรุงเทพ, โรงพิมพ์มหามกุฏ ราชวิทยาลัย : ๒๕๔๑) หยุด แสงอุทัย, “รัฐธรรมนูญเก่าใหม่และความรู้เบื้องต้นเก่ียวกับประชาธิปไตย” (พระนคร, โรงพมิ พแ์ ม่บ้านการเรือน : ๒๕๐๓) อานนท์ อาภาภิรม, “รฐั ศาสตรเ์ บ้ืองต้น” (กรุงเทพฯ, สำ� นักพิมพ์โอเดียนสโตร์ : ๒๕๒๘) James Flynn and William Dunham, American Political Documents (New York , Monarch Press: ๑๙๖๖)
“The end of the State not mere life. It is rather, a good quality of life”. Of Anderw Hacker, Political theory (New York , Max million: ๑๙๖๑) Aristotle, Politics, trans by Ernest Barber, Oxford University Press, ๑๙๔๖. And Julius Gould and William L. Kolb, (Eds.) A Dictionary of Social Sciences, Free Press of Glencoe, ๑๙๖๕, Cf. Henry W. Ehrman (ed) Democracy in a Changing Society, (New York, Pracger: ๑๙๖๔) E.C. Banfield, in Gould Julius and W.L. Kolb, Dictionary of the Social Sciences, (Free Press of Glencoe: ๑๙๖๔) Graham Wootton, Interest Groups, (Prentice-Hall, Inc., Engle-wood Cliffs, N.J. :๑๙๗๐) Herbert M Livine, Political Issues Debated (N.J. Englewood Cliffs: Prentice-Hall, ๑๙๘๒) Julius Gould and William C. Kolb, (eds.) A Dicitonary of the Social Sciences (Free Press of Glencoe: ๑๙๖๔) Lewis Gopeland and Lawrence Laman (eds.) The World Great Speeches, (๒nd ed., New York, Dover: ๑๙๘๕) Max Weber, The Theory of Social and Economic Organization (Trans. By A.R. Henderson and T. Parsons, London, Hodge: ๑๙๔๗) Norman D. Palmer. The Indian Political Systems (Boston, Houghton Mifflin: ๑๙๖๑) Robert Stewart (Comp.) The Penguin Dictionary of Political Quotations (Middlesex, Penguin Books: ๑๙๘๔) S.S. Wolin, Politics and Vision, Little, Brown, ๑๙๖๐. The New American Desk Encyclopedia (New York, Concord Reference Books: ๑๙๘๔.) V.O. Key Jr. Politics, Parties and Pressure Groups, ๔th ed., Crowell, ๑๙๕๘.) William Goodman, The Two Party System in the United State (New York, D. Van Nostrand: ๑๙๗๕)
ประวัติและผลงาน ชือ่ : สงบ นามสกุล : เชือ้ ทอง ต�ำแหนง่ ทางวชิ าการ : ๑. ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ พ.ศ. ๒๕๔๖ ๒. รองศาสตราจารย์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ตำ� แหนง่ ปัจจุบนั : รองศาสตราจารย์ประจ�ำ คณะสงั คมศาสตร์มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวทิ ยาลยั ท่ที ำ� งาน : คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เลขที่ ๒๔๘ หมู่ท่ี ๑ บ้านวัดสุวรรณ ถนนศาลายา – นครชยั ศรี ต�ำบลศาลายา อำ� เภอพทุ ธมณฑล จงั หวดั นครปฐม ๗๓๑๗๐ ท่ีอย่ ู : กรงุ เทพมหานคร การศกึ ษา : พ.ศ. ๒๕๒๕ ศาสนศาสตรบณั ฑติ (ศน.บ.) สาขาวชิ าสงั คมวทิ ยา สภาการศกึ ษามหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั พ.ศ. ๒๕๒๙ M.A. สาขารัฐศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยปัญจาบ ประเทศอินเดีย การทำ� งาน : พ.ศ. ๒๕๓๓ อาจารย์และหัวหนา้ ภาควชิ าสงั คมวทิ ยาและมานษุ ยวทิ ยา คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลยั ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๓๗ หัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานษุ ยวิทยา คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั ครง้ั ที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๔๓ หัวหนา้ ภาควิชารัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๔๕ หัวหนา้ ภาควชิ ารฐั ศาสตรแ์ ละเศรษฐศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย ครง้ั ท่ี ๒ พ.ศ. ๒๕๔๘ หัวหนา้ ภาควชิ ารัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ครัง้ ท่ี ๓ พ.ศ. ๒๕๕๓ รองศาสตราจารย์ประจ�ำ คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยาลัย ผลงานวจิ ัย : - งานวจิ ยั เรอ่ื ง “วสิ ยั ทศั นท์ างการเมอื งของพระสงฆใ์ นกรงุ เทพมหานครเกยี่ วกบั การกา้ วสภู่ าพลกั ษณข์ อง รฐั ธรรมนญู ภายใตก้ ลไก และกตกิ าการเลอื กตง้ั ตามรฐั ธรรมนญู ฉบบั ปฏริ ปู การเมอื ง พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐” เปน็ หวั หนา้ โครงการ/นกั วจิ ยั ทนุ อดุ หนนุ วจิ ยั ของมหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั งบประมาณปี ๒๕๔๓ - งานวจิ ยั เรอื่ ง “บทบาทของพระสงฆใ์ นการพฒั นาชมุ ชน” เปน็ นกั วจิ ยั ทนุ อดุ หนนุ วจิ ยั ของมหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลยั งบประมาณปี ๒๕๔๓ - งานวิจัย เร่ือง “ความคิดเห็นของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครท่ีมีต่อพระเคร่ืองในสังคมไทย” เป็นนกั วิจัย ทนุ อดุหนนุ วจิ ยั ของมหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย งบประมาณปี ๒๕๔๗ - งานวจิ ยั เรอื่ ง “ทศั นคตขิ องพระพทุ ธศาสนกิ ชนตอ่ การปกครองคณะสงฆไ์ ทย พ.ศ. ๒๕๔๖” เปน็ หวั หนา้ โครงการ/นกั วิจยั ทนุ อุดหนนุ วิจยั ของมหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลยั งบประมาณปี ๒๕๔๗ ผลงานตำ� ราและเอกสารประกอบการสอน : ๑. เอกสารประกอบการสอน วชิ า “การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม” ภาควิชาสงั คมวิทยาและ มานษุ ยวทิ ยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลยั พ.ศ. ๒๕๔๓ ๒. ตำ� รา วชิ า “รฐั ศาสตร์เบอ้ื งต้น” ภาควชิ ารัฐศาสตรแ์ ละเศรษฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๔ ๓. เอกสารประกอบการสอน วิชา “ทฤษฎีการเมืองว่าด้วยเสรีประชาธิปไตย” ภาควิชารัฐศาสตร์และ เศรษฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๔๕ ๔. เอกสารประกอบสอน วิชา “นโยบายต่างประเทศของไทย” ภาควิชารัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวิทยา พ.ศ. ๒๕๔๖ ๕. เอกสารประกอบการสอน วิชา “ระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐศาสตร์” ภาควิชารัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยา พ.ศ. ๒๕๔๗
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224