สถาบันทางการเมอื ง 149 อนั จักบังเกิดในอนาคต ๑ ... เพ่อื ปอ้ งกันโทษอนั จักบงั เกดิ ในปจั จุบัน ๑ เพ่อื ก�ำจัดโทษอนั จกั บงั เกดิ ใน อนาคต ๑ ... เพ่ือป้องกันภัยอันจักบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพ่ือก�ำจัดภัยอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ ... เพ่ือป้องกันอกุศลธรรมอันจักบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพ่ือก�ำจัดอกุศลธรรมอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ ... เพื่ออนุเคราะห์แก่คฤหัสถ์ ๑ เพ่ือเข้าไปตัดรอนฝักฝ่ายของภิกษุที่มีความปรารถนาลามก ๑ ... เพอ่ื ความเลอ่ื มใสของผทู้ ย่ี งั ไมเ่ ลอื่ มใส ๑ เพอื่ ความเลอ่ื มใสยง่ิ ของผทู้ เ่ี ลอื่ มใสแลว้ ๑... เพอ่ื ความตง้ั มนั่ แห่งพระสทั ธรรม ๑ เพ่อื อนเุ คราะห์พระวินัย ๑ ดูกรภิกษุท้ังหลาย เพราะอาศัยอ�ำนาจประโยชน์ ๒ อย่างน้ีแล พระตถาคตจึงทรงบัญญัติติ ณวัตถารกวินยั ไว้แกส่ าวก ฯ พระวนิ ยั ๒ ประเภท หลกั ปฏบิ ตั ขิ องพระภกิ ษทุ เี่ ปน็ บรรทดั ฐานของสงั คมสงฆ์ คอื ผทู้ เี่ ขา้ มาบวชในพระพทุ ธศาสนา จะต้องประพฤติปฏิบัติตามอย่างเสมอภาค เท่าเทียมกัน รวมเรียกว่า พระวินัยนั้นแบ่งเป็น ๒ ประเภท คอื ๑. สกิ ขาบท ๒. อภสิ มาจาร ๑.๑ สิกขาบท หมายถึงพระพุทธบัญญัติก�ำหนดข้ึนเพ่ือควบคุมความประพฤติของพระภิกษุ ไม่ให้เกิดความเกิดความเสียหาย ก�ำหนดโทษแก่ผู้ล่วงละเมิด โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่และประเภทตาม ความหนกั เบาของความผิด ๑.๒ อภสิ มาจาร หมายถงึ หลกั แหง่ ขนบธรรมเนียมของพระภกิ ษุ กรอบแห่งความประพฤตทิ ี่ เหมาะสมแก่เพศบรรพชิต อันไดแ้ ก่กิริยามารยาทท่ดี งี าม ก่อใหเ้ กดิ ความเลื่อมใส การบญั ญตั ิพระวินยั การบญั ญตั ิพระวนิ ยั น้ันแบง่ เป็น ๒ อยา่ ง คือ ๑. มลู บัญญัติ ๒. อนุบัญญัติ ๑. มลู บญั ญตั ิ หมายถงึ พระวนิ ยั ทพ่ี ระองคท์ รงบญั ญตั หิ า้ มภกิ ษไุ มใ่ หก้ ระทำ� ตามเหตทุ เ่ี กดิ ขนึ้ ครง้ั แรก หากฝา่ ฝนื มีโทษ คอื ตอ้ งอาบัติแกผ่ ลู้ ่วงละเมดิ เชน่ ห้ามฆ่ามนษุ ย์ให้ตาย หา้ มลักทรพั ยม์ รี าคา เกนิ กวา ๕ มาสก หา้ มเสพเมถนุ หา้ มอวดอตุ รมิ นสุ สธรรมทไี่ มม่ ใี นตน หากลว่ งละเมดิ ตอ้ งอาบตั ปิ าราชกิ ขาดจากความเปน็ ภิกษุ
150 รัฐศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ ๒. อนุบัญญัติ หมายถึงพระวินัยบัญญัติเพ่ิมเติมจากท่ีได้ทรบบัญญัติไว้เดิมในมูลบัญญัติ เนอื่ งจากมชี อ่ งวา่ ง ทำ� ใหผ้ ทู้ ป่ี ระสงคจ์ ะหลบเลยี่ งหาทางทจ่ี ะกระทำ� ในลกั ษณะอน่ื ทค่ี ลา้ ยคลงึ กนั หรอื ทรงกำ� หนดไว้ตึงเกินไปมากทจ่ี ะปฏบิ ตั ิได้ หรอื ก�ำหนดไว้มขี อบเขตกว้างเกินไป เมอื่ มีสาเหตเุ กดิ ความ ไม่สะดวกหรอื หละหลวม พระองค์กท็ รงบญั ญตั เิ พิม่ เติมใหเ้ หมาะสมรดั กมุ ไมต่ ึง ไมห่ ยอ่ นเกนิ ไป จ�ำนวนพระวินยั พระวนิ ยั ทพี่ ระพทุ ธองคท์ รงบญั ญตั นิ น้ั ทงั้ สกิ ขาบทและอภสิ มาจาร ทง้ั ทเ่ี ปน็ ประเภทมลู บญั ญตั ิ และอนบุ ัญญตั ิทีป่ รากฏในพระวนิ ยั ปฎิ กจำ� นวน ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ์ ในสว่ นท่ีเป็นพุทธบัญญตั ทิ ่ี เป็นแม่บท เป็นหลักปฏิบัติที่ส�ำคัญ ท่ีพระภิกษุสงฆ์จะต้องปฏิบัติตาม ที่จะต้องสวดทบทวนทุก ๆ ก่ึงเดอื น ทีเ่ รยี กว่า พระปาติโมกข์น้ัน มจี ำ� นวน ๒๒๗ สกิ ขาบท ประกอบด้วย ๑. ปาราชิก ๔ ข้อ ๒. สงั ฆาทิเสส ๑๓ ขอ้ ๓. อนิตยะ ๒ ขอ้ ๔. นสิ สคั คยี ปาจิตตีย์ ๓๐ ข้อ ๕. ปาจิตตีย์ ๙๒ ขอ้ ๖. ปาฏิเทสนียะ ๔ ขอ้ ๗. เสขิยะ ๗๕ ข้อ และพระวนิ ยั นอกนน้ั เปน็ พระวนิ ยั นอกพระปาตโิ มกขท์ พ่ี ระภกิ ษสุ งฆจ์ ะตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามเชน่ กนั โทษของพระภิกษผุ ลู้ ะเมดิ พระวินัย โทษหรอื อาบัติส�ำหรบั พระภิกษุผู้ละเมิดพระวินยั ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ ทรงบัญญตั ไิ ว้มี ๗ อยา่ ง คือ ๑. ปาราชกิ ๒. สังฆาทเิ สส ๓. ถลุ ลัจจยั ๔. ปาจติ ตีย์ ๕. ปาฏเทสนียะ ๖. ทุกกฎ ๗. ทพุ ภาสติ
สถาบันทางการเมอื ง 151 ปาราชกิ นน้ั ภกิ ษลุ ว่ งละเมดิ แลว้ ตอ้ งขาดจากความเปน็ พระภกิ ษุ แมบ้ คุ คลอน่ื จะทราบหรอื ไม่ กต็ าม กข็ าดจากความเปน็ ภกิ ษทุ นั ทแี ลว้ จะบวชอกี ไมไ่ ดเ้ ลย แมบ้ วชกไ็ มเ่ ปน็ พระภกิ ษแุ ลว้ เปน็ บคุ คล ห่มผ้ากาสาวพัสตร์เท่าน้ัน สังฆาทิเสสนั้นเมื่อพระภิกษุล่วงละเมิดแล้วต้องอยู่กรรมจึงจะพ้นโทษได้ สว่ นอาบตั ทิ ี่เหลอื อีก ๕ อยา่ งน้นั ภกิ ษุลว่ งละเมดิ แลว้ ต้องแสดงตอ่ หนา้ สงฆ์หรอื คณะ หรือภกิ ษรุ ปู ใด รูปหน่ึงจึงจะพ้นได้ สาเหตหุ รอื อาการทีภ่ ิกษุต้องอาบตั ิ ๕ อยา่ ง สาเหตกุ ารลว่ งละเมดิ พระวนิ ยั ปรากฏในพระไตรปฎิ ก เลม่ ท่ี ๘ พระวนิ ยั ปฎิ ก เลม่ ท่ี ๘ ปรวิ าร ภิกษตุ อ้ งอาบตั ิด้วยอาการ ๕ [๑๑๙๖] อ.ุ ภิกษตุ ้องอาบัตดิ ว้ ยอาการเทา่ ไรหนอแล พระพทุ ธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี ภกิ ษตุ ้องอาบัติดว้ ยอาการ ๕. อาการ ๕ อะไรบา้ ง? คือ:- ๑. ด้วยไม่ละอาย ๒. ดว้ ยไมร่ ู้ ๓. ดว้ ยสงสัยแล้วขืนทำ� ๔. ด้วยส�ำคัญวา่ ควรในของท่ีไม่ควร ๕. ด้วยสำ� คัญว่าไม่ควรในของทคี่ วร ดูกรอุบาลี ภกิ ษุต้องอาบัตดิ ้วยอาการ ๕ น้แี ล. ดกู รอุบาลี ภิกษตุ อ้ งอาบัติด้วยอาการแมอ้ น่ื อีก ๕. อาการ ๕ อะไรบา้ ง? คือ:- ๑. ดว้ ยไมไ่ ด้เหน็ ๒. ดว้ ยไมไ่ ด้ฟงั ๓. ดว้ ยหลับ ๔. ดว้ ยเข้าใจว่าเปน็ เช่นนน้ั ๕. ดว้ ยลมื สติ ดกู รอุบาลี ภกิ ษตุ ้องอาบตั ดิ ว้ ยอาการ ๕ นี้แล.
152 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ขอ้ ยกเวน้ ไมต่ อ้ งอาบัติ องคป์ ระกอบทเ่ี ปน็ ขอ้ ยกเวน้ เมอื่ พระภกิ ษลุ ว่ งละเมดิ พระวนิ ยั หรอื ทเี่ รยี กวา่ ตอ้ งอาบตั นิ นั้ มี ระบไุ วแ้ ตกตา่ งกนั ตามชนดิ หรอื ประเภทสกิ ขาบททลี่ ว่ งละเมดิ ในทนี่ ข้ี อนำ� กรณยี กเวน้ ไมเ่ ปน็ อาบตั แิ ก่ ภิกษุผู้ล่วงละเมิดเฉพาะในสิกขาบทท่ีส�ำคัญที่สุดที่ภิกษุต้องเข้าแล้ว ต้องพ้นจากความเป็นภิกษุ คือ ปาราชกิ ๔ ข้อ คือ ๑. ภิกษเุ สพเมถนุ ต้องปาราชกิ ๒. ภิกษุถือเอาสง่ิ ของท่เี จ้าของไม่ใหม้ ีราคา ๕ มาสก ตอ้ งปาราชกิ ๓. ภิกษุแกล้งฆา่ มนษุ ยใ์ ห้ตาย ตอ้ งปาราชกิ ๔. ภกิ ษอุ วดอตุ ริมนุสสธรรม (คอื ธรรมอนั ยิ่งของมนษุ ย์ ทไี่ มม่ ีในตน) ต้องปาราชกิ ขอ้ ยกเวน้ ในปาราชิกสกิ ขาบทที่ ๑ ยกเว้นแก่ภกิ ษุ ๕ ประเภท ได้แก่ ๑. ภิกษุผูไ้ ม่รูต้ วั (หรือถกู บังคับแต่ไม่ยินด)ี ๒. ภิกษผุ เู้ ป็นบา้ ๓. ภิกษุผมู้ ีจติ ฟงุ้ ซา่ น (หมายถงึ เปน็ บา้ ไปช่ัวขณะด้วยเหตอุ ่ืน) เช่น ผีเข้า ๔. ภิกษุผมู้ ีเวทนากลา้ ไมร่ ตู้ วั ว่าท�ำอะไรลงไปบา้ ง ๕. ภกิ ษุผู้เปน็ ต้นบัญญัติ ข้อยกเว้นในปาราชกิ สกิ ขาบทท่ี ๒ ยกเว้นแก่ภิกษุ ๘ ประเภท ได้แก่ ๑. ภิกษถุ ือเอาดว้ ยเขา้ ใจวา่ เปน็ ของตน (หยบิ ผิด) ๒. ถือเอาดว้ ยเข้าใจวา่ คนุ้ เคยกนั แม้เจา้ ของรู้ก็คงไม่ว่า ๓. ถอื เอาโดยเป็นของยมื ๔. ถือเอาของทผ่ี ้ลู ว่ งลบั ไปแลว้ หวงแหน ๕. ถือเอาของทสี่ ตั วห์ วงแหน ๖. ถือเอาดว้ ยบังสกุ ุลสัญญา คือเขา้ ใจว่าเปน็ ของทที่ งิ้ แลว้ ๗. ภิกษุเปน็ บ้า ๘. ภิกษผุ เู้ ปน็ ตน้ บัญญตั ิ ขอ้ ยกเวน้ ในปาราชกิ สิกขาบทที่ ๓ ยกเวน้ แกภ่ กิ ษุ ๖ ประเภท ได้แก่ ๑. ภิกษุไม่รู้ ๒. ไมป่ ระสงคจ์ ะใหต้ าย ๓. ภิกษเุ ป็นบา้ ๔. ภิกษมุ ีจิตฟ้งุ ซ่าน (เปน็ บ้าไปชั่วขณะ) ๕. ภิกษผุ กู้ ระสับกระส่ายเพราะเวทนากล้า (ไม่รสู้ กึ ตัว) ๖. ภกิ ษุผ้เู ปน็ ต้นบัญญตั ิ
สถาบนั ทางการเมอื ง 153 ข้อยกเว้นในปาราชิกสกิ ขาบทที่ ๔ ยกเว้นแก่ภิกษุ ๖ ประเภท ไดแ้ ก่ ๑. เพราะสำ� คัญผดิ ว่าได้บรรลุ ๒. ภิกษุมิไดม้ ีความประสงค์โอ้อวด ๓. ภิกษเุ ป็นบ้า ๔. ภิกษุมีจิตฟ้งุ ซ่าน ๕. ภิกษุมเี วทนากลา้ (ไม่ร้สู ึกตัว) ๖. ภิกษผุ เู้ ป็นตน้ บัญญัติ จะเห็นได้ว่า การบัญญัติพระวินัยในพระพุทธศาสนาซ่ึงเปรียบเสมือนการบัญญัติกฎหมาย หรือพระราชบัญญัติเพื่อบังคับใช้ในทางราชอาณาจักรน้ัน ตรงกับการบัญญัติกฎหมายในลักษณะของ การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงใช้ซึ่งอ�ำนาจในการตรากฎหมายด้วย บังคับใช้ด้วยพระองค์เอง ทรงใช้อ�ำนาจนิติบัญญัติ โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบหรือยินยอมของ สภา หรือขององค์กรใด ๆ เช่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พระพุทธองค์ทรงอยู่ในฐานะ พระธรรมราชา พระสงั ฆบดิ าของพระสงฆท์ งั้ ปวง กท็ รงบญั ญตั พิ ระวนิ ยั เพอื่ บงั คบั ใชใ้ หเ้ ปน็ บรรทดั ฐาน แก่พระสงฆ์ เพ่ือความเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นประโยชน์ในการประพฤติธรรม เพื่อความหลุดพ้น จากอาสวะทง้ั ปวง เพอ่ื ใหเ้ กดิ ศรทั ธาเลอื่ มใสแกม่ หาชน และเพอ่ื ความมน่ั คงแหง่ พระพทุ ธศาสนาสบื ไป ท้งั ในอดีต ปัจจุบนั และอนาคต สถาบันบรหิ ารตามแนวพทุ ธ สถาบนั ทใ่ี ชอ้ ำ� นาจอธปิ ไตยในการบรหิ ารหรอื การปกครองพทุ ธจกั ร หรอื การบรหิ ารพระพทุ ธ ศาสนามรี ูปแตกตา่ งจากสถาบันบริหารหรือรฐั บาลของฝ่ายอาณาจักร การบรหิ ารศาสนจักรมรี ูปแบบ เฉพาะเปน็ ของตนเองและสามารถปกปอ้ งคมุ้ ครอง ควบคมุ ดแู ลคณะสงฆ์ พทุ ธบรษิ ทั ใหเ้ กดิ ความสงบ เรียบร้อย เจริญก้าวหน้า อ�ำนวยประโยชน์สุขในการอยู่ร่วมกันแก่มหาชนพุทธบริษัทจากอดีต จนถึง ปจั จบุ นั และอนาคตตอ่ ไปอยา่ งนา่ อัศจรรย์ รูปแบบสถาบนั การบรหิ ารในพระพุทธศาสนา การบรหิ ารพระพทุ ธศาสนา สามารถแบง่ รปู แบบสถาบนั การปกครองออกเปน็ ๓ รปู แบบ คอื ๑. สถาบันบริหารแบบราชาธิปไตย ๒. สถาบนั บรหิ ารแบบประชาธิปไตย ๓. สถาบนั บริหารแบบสังคมนิยมประชาธปิ ไตย
154 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ๑. สถาบันบริหารแบบราชาธิปไตย ในระยะเริ่มแรกหลังจากการตรัสรู้แล้ว พระองค์ทรงปกครองคณะสงฆ์ด้วยพระองค์เอง ในฐานะพระธรรมราชา ทรงใช้อ�ำนาจพุทธบัญญัติ คือ ทรงบัญญัติพระวินัยด้วยพระองค์เอง ทรงใช้ อ�ำนาจบริหารคณะสงฆ์ด้วยพระองค์เอง และทรงใช้อ�ำนาจตุลาการ คือ ทรงพิจารณาตัดสินอธิกรณ์ ด้วยพระองค์เอง เหมือนสถาบันการปกครองระบอบราชาธิปไตยแบบสมบูรณาญาสิทธิราชขของราช อาณาจักร แต่พระองค์ทรงปกครองโดยธรรม จึงทรงด�ำรงต�ำแหน่งเป็นธรรมราชา ดังปรากฏในจัก- กวัตตสิ ตู รว่า [๔๕๓] ดูกรภิกษุท้ังหลาย พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม เป็นธรรมราชา ทรงยังจักรมิใช่ของ พระราชาอื่นให้เป็นไป เมอื่ พระผู้มีพระภาคตรัสดงั นี้ ภิกษรุ ูปหน่ึงไดท้ ลู ถามพระผู้มพี ระภาควา่ ขา้ แต่พระองคผ์ เู้ จรญิ ก็อะไรเล่า เปน็ ราชาของพระเจา้ จักรพรรดผิ ูท้ รงธรรม เปน็ ธรรมราชา พระผู้มีพระภาคตรสั ตอบว่า ดกู รภกิ ษุ ธรรมเปน็ ราชาของพระเจา้ จกั รพรรดผิ ทู้ รงธรรม เปน็ ธรรมราชาดงั่ น้ี แลว้ ไดต้ รสั ตอ่ ไปวา่ ดกู รภกิ ษุ พระเจา้ จกั รพรรดผิ ทู้ รงธรรม เปน็ ธรรมราชาในโลกนที้ รงอาศยั ธรรมนนั่ เอง สกั การะธรรม เคารพธรรม ย�ำเกรงธรรม มีธรรมเป็นธง มีธรรมเป็นตรา มีธรรมเป็นใหญ่ ทรงจัดการรักษา ป้องกัน และคมุ้ ครองทปี่ ระกอบด้วยธรรมไวใ้ นอันโตชน ฯ ดกู รภกิ ษุ อกี ประการหนง่ึ พระเจา้ จกั รพรรดผิ ทู้ รงธรรม เปน็ ธรรมราชา ทรงอาศยั ธรรมนนั่ เอง สักการะธรรม เคารพธรรม ย�ำเกรงธรรม มีธรรมเป็นธง มีธรรมเป็นตรา มีธรรมเป็นใหญ่ ทรงจัดการรักษา ป้องกัน และคุ้มครองท่ีประกอบด้วยธรรมไว้ในพวกกษัตริย์ ผู้ท่ีตามเสด็จ ในหมู่พล ในพราหมณแ์ ละคฤหบดี ในชาวนิคมและชาวชนบท ในสมณะและพราหมณ์ ในเนอ้ื และนก ดูกรภกิ ษุ พระเจ้าจักรพรรดผิ ู้ทรงธรรม เปน็ ธรรมราชา พระองคน์ ั้นแล ซง่ึ อาศยั ธรรมนั่นเอง สกั การะธรรม เคารพธรรม ยำ� เกรงธรรม มธี รรมเปน็ ธง มธี รรมเปน็ ตรา มธี รรมเปน็ ใหญ่ ครนั้ ทรงจดั การ รักษา ป้องกัน และคุ้มครองที่ประกอบด้วยธรรมไว้ในอันโตชน ในพวกกษัตริย์ผู้ตามเสด็จ ในหมู่พล ในพราหมณ์และคฤหบดี ในชาวนิคมและชาวชนบท ในสมณะและพราหมณ์ ในเน้ือและนกแล้ว ยอ่ มทรงใชจ้ กั รใหเ้ ปน็ ไปโดยธรรมเทา่ นน้ั จกั เปน็ อนั มนษุ ย์ ขา้ ศกึ หรอื สตั วไ์ ร ๆ ใหเ้ ปน็ ไปไมไ่ ด้ ฉนั ใด ฯ ดูกรภกิ ษุ พระตถาคตอรหนั ตสัมมาสมั พุทธเจ้า ผทู้ รงธรรม เปน็ ธรรมราชากฉ็ ันนน้ั เหมอื นกนั ทรงอาศัยธรรมนั่นเอง สกั การะธรรม เคารพธรรม ยำ� เกรงธรรม มธี รรมเป็นธง มธี รรมเปน็ ตรา มธี รรม เปน็ ใหญ่ ทรงจดั การรกั ษาปอ้ งกนั และคมุ้ ครองทป่ี ระกอบดว้ ยธรรมไวใ้ นกายกรรม วา่ กายกรรมเชน่ น้ี ควรเสพ กายกรรมเช่นนไี้ ม่ควรเสพ ฯ
สถาบันทางการเมอื ง 155 ดูกรภิกษุ อีกประการหน่ึง พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงธรรม เป็นธรรมราชา ทรงอาศัยธรรมนั่นเอง สักการะธรรม เคารพธรรม ย�ำเกรงธรรม ทรงมีธรรมเป็นธง มีธรรมเป็นตรา มีธรรมเปน็ ใหญ่ ทรงจดั การรกั ษาปอ้ งกัน และคุ้มครองท่ีประกอบด้วยธรรมไวใ้ นวจกี รรมว่า วจกี รรม เช่นนค้ี วรเสพวจกี รรมเช่นนีไ้ ม่ควรเสพ ฯ ดูกรภิกษุ อีกประการหน่ึง พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงธรรม เป็นธรรมราชา ทรงอาศัยธรรมน่ันเอง สักการะธรรม เคารพธรรม ย�ำเกรงธรรม มีธรรมเป็นธง มีธรรมเป็นตรา มธี รรมเปน็ ใหญ่ ทรงจดั การรกั ษาปอ้ งกนั และคมุ้ ครองทป่ี ระกอบดว้ ยธรรมไวใ้ นมโนกรรมวา่ มโนกรรม เชน่ น้คี วรเสพ มโนกรรมเชน่ นี้ไมค่ วรเสพ ฯ ดูกรภิกษุ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้ทรงธรรม เป็นธรรมราชา ทรงอาศยั ธรรมน่ันเอง สักการะธรรม เคารพธรรม ยำ� เกรงธรรม มธี รรมเปน็ ธง มธี รรมเป็นตรา มีธรรม เป็นใหญ่ ครั้นทรงจัดการรักษา ป้องกันและคุ้มครองที่ประกอบด้วยธรรมไว้ในกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมแล้ว ทรงยังธรรมจักรอันยอดเย่ียมให้เป็นไปโดยธรรมเท่าน้ัน จักรนั้น อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรอื ใคร ๆ ในโลก ให้เปน็ ไปด้วยไม่ได้ ฯ๙ ส่วนผู้ท�ำหน้าท่ีบริหารรองลงมาจากพระองค์ในองค์กรบริหารน้ัน คือ ท่านพระสารีบุตร ในต�ำแหน่งธรรมเสนาบดี เป็นอัครสาวกเบื้องขวาผู้เลิศด้วยปัญญา เสมือนต�ำแหน่งฝ่ายวิชาการ และท่านพระมหาโมคคัลลานะ เป็นอัครสาวกเบ้ืองซ้าย ผู้เลิศด้วยฤทธ์ิ เสมือนต�ำแหน่งเสนาบดีฝ่าย บริหาร และทรงตั้งผู้ต�ำแหน่งเอตทัคคะในฝ่ายต่าง ๆ ทั้งท่ีเป็นพระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และทา่ นเหลา่ นนั้ กท็ ำ� หนา้ ทชี่ ว่ ยพทุ ธกจิ ในการบรหิ ารเผยแพรพ่ ระพทุ ธศาสนาใหแ้ ผไ่ พศาลตามลำ� ดบั ๑. สถาบันบริหารแบบประชาธิปไตย สถาบันการบริหารรูปแบบประชาธิปไตยในพระพุทธ ศาสนาเปน็ รปู แบบววิ ฒั นาการตามธรรมชาติ เกดิ ขนึ้ ตามลำ� ดบั ตอ่ เนอื่ งจากการบรหิ ารแบบธรรมราชา สู่รูปสถาบันการบริหารแบบประชาธิปไตยมีพระธรรมราชา คือ พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระประมุข เมอ่ื มภี กิ ษบุ รวิ ารมากขน้ึ แพรห่ ลาย ประชากรทเี่ ปน็ ภกิ ษจุ ำ� พรรษาอยใู่ นแวน่ แควน้ อาณาจกั รนอ้ ยใหญ่ ทัง้ ใกล้ ท้ังไกลทั่วชมพทู วปี ใน ๑๖ นครรัฐ และสักกะ โกลิยะ ภัคคะ วเิ ทหะ อังคุตตราปะ พระพทุ ธเจ้า ทรงมอบอำ� นาจในการบรหิ ารกจิ การพระศาสนา (สงั ฆกรรม) แกส่ งฆใ์ หม้ อี ำ� นาจหนา้ ทต่ี ามจำ� นวนของ พระภิกษุที่รวมกันเป็นสงฆ์ โดยที่พระองค์ทรงเป็นพระประมุขสูงสุดในองค์กรพระพุทธศาสนา ส่วนอ�ำนาจทางพทุ ธบัญญตั ิ คอื บญั ญตั ิพระวินยั นัน้ ยังคงเป็นอำ� นาจของพระองคเ์ ช่นเดิม ๙ พระสตุ ตันตปฎิ ก เลม่ ที่ ๑๒ องั คตุ ตรนิกาย เอก-ทกุ -ติกนบิ าต หนา้ ๑๒๕ – ๑๒๖
156 รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ รปู แบบการบรหิ ารแบบประชาธิปไตยมพี ระพุทธเจ้าทรงเปน็ พระประมขุ การปกครองดังกล่าวนี้สามารถแสดงให้เห็นเป็นรูปแบบดังต่อไปน้ี พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระ ประมขุ สงู สดุ ในฐานะธรรมราชา คณะสงฆผ์ ไู้ ดร้ บั มอบอำ� นาจทำ� สงั ฆกรรม คอื กจิ การของสงฆป์ ระกอบ ไปดว้ ย - ภกิ ษสุ งฆ์ ๔ รปู (จตวุ รรค) มีอำ� นาจหน้าทส่ี วดปาติโมกข์ทกุ ๑๕ วนั รบั กฐนิ และสมมตแิ ตง่ ตัง้ ภกิ ษุเปน็ เจ้าทท่ี ำ� การสงฆ์ - ภิกษุสงฆ์ ๕ รูป (ปัญจวรรค) มีอ�ำนาจหน้าที่ปวารณา ท�ำการอุปสมบทในที่ที่พระภิกษุหา ยาก และทำ� กจิ สงฆ์ทุกชนิดทพี่ ระภิกษุ ๔ รูปท�ำได้ - ภกิ ษุสงฆ์ ๑๐ รูป (ทสวรรค) มีอ�ำนาจหนา้ ท่อี ปุ สมบทในทท่ี พี่ ระภิกษหุ าง่าย และทำ� กิจสงฆ์ ทกุ ชนดิ ที่พระภกิ ษุ ๔ รูป ๕ รูปท�ำได้ - ภกิ ษสุ งฆ์ ๒๐ รปู (วสี ติวรรค) มีอำ� นาจหน้าที่สวดภาณอาบตั ิสงั ฆาทเิ สส และทำ� กิจสงฆท์ กุ ชนดิ ทีพ่ ระภกิ ษุ ๔ รูป ๕ รูป และ ๑๐ รปู ท�ำได้ - ภกิ ษุสงฆเ์ กนิ กว่า ๒๐ รปู (อติเรกวสี ติวรรค) มอี ำ� นาจหน้าทท่ี ำ� สงั ฆกรรมได้ทกุ ชนดิ ๑๐ จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าทรงมอบอ�ำนาจให้แก่สงฆ์ในการบริหารกิจการพระพุทธศาสนา เปน็ การกระจายอำ� นาจในการปกครองแกส่ งฆท์ ป่ี ระจำ� อยทู่ อ้ งถน่ิ ตา่ ง ๆ นอกจากนพี้ ระองคย์ งั ทรงมอบ หมายอำ� นาจการควบคมุ ดแู ลปกครองภกิ ษผุ บู้ วชใหอ้ ยใู่ นการควบคมุ ดแู ลของพระอปุ ชั ฌายแ์ ละอาจารย์ ใหก้ วดขันควบคมุ อย่างใกล้ชิดอีกด้วย ๒. สถาบนั บรหิ ารแบบสงั คมนยิ มประชาธปิ ไตย มพี ระพทุ ธเจา้ ทรงเปน็ พระประมขุ สถาบนั บรหิ ารแบบสงั คมนยิ มประชาธปิ ไตยนนั้ กค็ อื รปู แบบการบรหิ ารแบบประชาธปิ ไตย โดยมพี ระพทุ ธเจา้ ทรงเปน็ พระประมขุ สงู สดุ นนั่ เอง แตใ่ นทางเศรษฐกจิ หรอื การดำ� รงชพี เปน็ แบบสงั คมนยิ ม ศาสนสมบตั ิ ทกุ ชนดิ ทกุ ประเภทเปน็ ของสงฆ์ เปน็ ของสว่ นรวมทง้ั หมด สามารถใชส้ อยไดร้ ว่ มกนั ภกิ ษทุ กุ รปู มสี ทิ ธ์ิ เสรีภาพ เสมอภาคเท่าเทียมกัน และเป็นธรรม จะไม่เป็นสมบัติส่วนตัวของภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ยกเว้น บรขิ าร ๘ ที่ใชส้ อยประจ�ำส่วนตัวของภกิ ษรุ ปู นั้น ๆ เท่านั้น และมีเจ้าหน้าที่ท�ำการสงฆ์ หรือเจา้ หนา้ ท่ี สวัสดกิ ารสงฆ์ที่เรียกวา่ “เจ้าอธิการสงฆ์” ซ่ึงไดร้ ับสมมติจากสงฆ์ให้ทำ� หนา้ ทีน่ ี้ ประกอบไปดว้ ย ๑๐ พระวนิ ยั ปฎิ ก มหาวรรค ภาค ๒ เล่มที่ ๕ หนา้ ๒๕๘
สถาบันทางการเมอื ง 157 ๑. เจ้าอธิการแหง่ อาหาร หรือเจา้ หน้าทีส่ วสั ดิการแหง่ อาหาร ๒. เจา้ อธิการแหง่ จีวร หรอื เจา้ หน้าทส่ี วัสดิการแหง่ จวี ร ๓. เจ้าอธิการแห่งเสนาสนะ หรือเจ้าหนา้ ท่สี วัสดกิ ารแห่งเสนาสนะ ๔. เจ้าอธกิ ารแหง่ อาราม หรือเจา้ หน้าที่สวสั ดกิ ารแห่งอาราม ๕. เจา้ อธิการแหง่ เรือนคลงั หรอื เจ้าหนา้ ทส่ี วัสดิการแห่งเรอื นคลัง อ�ำนาจหนา้ ท่ขี องเจ้าอธกิ ารสงฆ์หรอื เจ้าหน้าทีส่ วสั ดิการสงฆ์ ส�ำหรบั เจา้ หนา้ ที่สวสั ดิการสงฆห์ รืออธิการสงฆ์ มีดงั ต่อไปน้ี พุทธานญุ าตภัตร [๓๒๔] ครั้งน้นั พระผูม้ ีพระภาคประทบั อยู่ที่เมอื งอาฬวีตามพระพุทธาภริ มย์ แล้วเสด็จจาริก ทางกรงุ ราชคฤห์ เสดจ็ จารกิ โดยลำ� ดบั ถงึ กรงุ ราชคฤหท์ ราบวา่ พระองคป์ ระทบั อยู่ ณ พระเวฬวุ นั วหิ าร อันเปน็ สถานทพ่ี ระราชทานเหยอ่ื แกก่ ระแต เขตกรงุ ราชคฤห์นัน้ ฯ [๓๒๕] สมัยตอ่ มา กรงุ ราชคฤหม์ ีข้าวแพง ประชาชนไม่สามารถจะท�ำสงั ฆภตั ร แต่ปรารถนา จะท�ำอุทเทสภัตร นิมันตนภัตร สลากภัตร ปักขิกภัตร อุโปสถิกภัตร ปาฏิปทิกภัตร ภิกษุท้ังหลาย กราบทูลเร่ืองนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ๆรับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสังฆภัตร อุทเทสภัตร นมิ ันตนภตั ร สลากภตั ร ปกั ขกิ ภัตร อโุ ปสถกิ ภตั ร ปาฏปิ ทกิ ภัตร ฯ พทุ ธานุญาตให้สมมติภตั ตุเทสก์ [๓๒๖] สมยั นนั้ พระฉพั พคั คยี ร์ บั ภตั ตาหารดี ๆ ไวส้ ำ� หรบั พวกตน ใหภ้ ตั ตาหารเลว ๆ แกภ่ กิ ษุ ทัง้ หลาย ภิกษุทัง้ หลายกราบทูลเรื่องน้นั แด่พระผูม้ ีพระภาค ๆ รบั ส่ังวา่ ดูกรภิกษทุ ้ังหลาย เราอนุญาต ใหส้ มมตภิ ิกษุที่ประกอบด้วยองค์ ๕ เปน็ ภตั ตเุ ทสก์ คือ:- ๑. ไมถ่ งึ ความล�ำเอียงเพราะความชอบพอ ๒. ไม่ถึงความล�ำเอียงเพราะความเกลยี ดชัง ๓. ไมถ่ งึ ความลำ� เอยี งเพราะความงมงาย ๔. ไม่ถงึ ความลำ� เอียงเพราะความกลัว และ ๕. รจู้ ักภัตรทแ่ี จกแลว้ และยังมไิ ดแ้ จก ฯ
158 รัฐศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ วธิ ีสมมติ [๓๒๗] ดูกรภิกษุท้ังหลาย ก็แล สงฆ์พึงสมมติอย่างน้ี พึงขอร้องภิกษุก่อน ครั้นแล้วภิกษุ ผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศใหส้ งฆ์ทราบดว้ ยญตั ตทิ ุตยิ กรรมวาจา วา่ ดังนี้:- กรรมวาจาสมมติ ท่านเจา้ ข้า ขอสงฆจ์ งฟังขา้ พเจา้ ถ้าความพร้อมพร่งั ของสงฆ์ถึงทแี่ ล้ว สงฆ์พึงสมมติภิกษมุ ีช่ือ นเี้ ป็นภตั ตุเทสก์ นเี้ ปน็ ญัตติ ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติภิกษุมีชื่อนี้เป็นภัตตุเทสก์ การสมมติภิกษุมีชื่อนี้ เป็นภัตตเุ ทสก์ ชอบแก่ท่านผูใ้ ดท่านผ้นู น้ั พึงเปน็ ผู้นิ่ง ไมช่ อบแก่ท่านผู้ใด ท่านผ้นู ัน้ พึงพดู ภิกษุมีช่ือนี้ สงฆ์สมมติเป็นภัตตุเทสก์แล้ว ชอบแก่สงฆ์ เหตุน้ันจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ ด้วยอยา่ งน้ี ฯ วิธีแจกภัตร [๓๒๘] คร้นั นน้ั พระภตั ตเุ ทสกม์ ีความสงสัยวา่ จะพงึ แจกภัตรอยา่ งไรหนอ จงึ กราบทูลเร่ือง นนั้ แดพ่ ระผมู้ พี ระภาค ๆ รบั สงั่ วา่ ดกู รภกิ ษทุ งั้ หลาย เราอนญุ าตใหเ้ ขยี นชอื่ ลงในสลากหรอื แผน่ ผา้ รวม เข้าไว้ แล้วจงึ แจกภัตร ฯ สมมติภกิ ษุเป็นผู้แตง่ ต้งั เสนาสนะเปน็ ตน้ [๓๒๙] สมยั นน้ั สงฆไ์ มม่ ภี กิ ษผุ แู้ ตง่ ตงั้ เสนาสนะ ... ไมม่ ภี กิ ษผุ รู้ กั ษาเรอื นคลงั ... ไมม่ ภี กิ ษผุ รู้ บั จีวร ... ไม่มีภิกษุผู้แจกจีวร ... ไม่มีภิกษุผู้แจกข้าวยาคู .. ไม่มีภิกษุผู้แจกผลไม้ ... ไม่มีภิกษุผู้แจกของ เค้ียว ของเคี้ยวที่ยังมิได้แจกย่อมเสีย ภิกษุท้ังหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ๆ รับสั่งว่า ดกู รภกิ ษุท้ังหลาย เราอนญุ าตใหส้ มมติภิกษทุ ีป่ ระกอบดว้ ยองค์ ๕ เปน็ ผู้แจกของเค้ยี ว คอื :- ๑. ไมถ่ งึ ความลำ� เอยี งเพราะความชอบพอ ๒. ไม่ถงึ ความล�ำเอียงเพราะความเกลยี ดชงั ๓. ไม่ถึงความลำ� เอยี งเพราะความงมงาย ๔. ไมถ่ งึ ความล�ำเอยี งเพราะความกลัว และ ๕. รู้จักของเค้ยี วที่แจกแลว้ และยงั มไิ ด้แจก ฯ
สถาบันทางการเมือง 159 วิธสี มมติ [๓๓๐] ดูกรภิกษุท้ังหลาย ก็แล สงฆ์พึงสมมติอย่างน้ี พึงขอร้องภิกษุก่อน ครั้นแล้ว ภิกษุผู้ ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญตั ตทิ ุติยกรรมวาจา วา่ ดังน:้ี - กรรมวาจาสมมติ ท่านเจา้ ข้า ขอสงฆจ์ งฟังขา้ พเจา้ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆถ์ ึงที่แลว้ สงฆ์พึงสมมติภิกษุมชี อื่ น้เี ป็นผ้แู จกของเคย้ี ว นเี้ ปน็ ญตั ติ ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติภิกษุมีชื่อน้ีเป็นผู้แจกของเค้ียว การสมมติภิกษุ มีชื่อน้ีเป็นผู้แจกของของเค้ียวชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้น้ันพึงเป็นผู้น่ิง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้น้ัน พงึ พดู ภิกษมุ ชี ่ือนี้ สงฆ์สมมตเิ ป็นผู้แจกของเคี้ยวแลว้ ชอบแกส่ งฆ์ เหตุน้นั จึงน่งิ ข้าพเจ้าทรงความนี้ ไว้ ด้วยอยา่ งนี้ ฯ สมมติภกิ ษเุ ปน็ ผู้แจกของเลก็ นอ้ ย [๓๓๑] สมัยน้ัน บริขารเล็กน้อยเกิดข้ึนในเรือนคลังของสงฆ์ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องน้ัน แด่พระผู้มีพระภาค ๆ รับส่ังว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติภิกษุที่ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นผูแ้ จกของเลก็ นอ้ ย คือ:- ๑. ไมถ่ งึ ความล�ำเอียงเพราะความชอบพอ ๒. ไมถ่ ึงความล�ำเอียงเพราะความเกลยี ดชัง ๓. ไมถ่ ึงความลำ� เอยี งเพราะความงมงาย ๔. ไม่ถงึ ความลำ� เอยี งเพราะความกลัว และ ๕. ร้จู กั ของทีแ่ จกแลว้ และมิไดแ้ จก ฯ วธิ ีสมมติ [๓๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล สงฆ์พึงสมมติอย่างน้ี พึงขอร้องภิกษุก่อน ครั้นแล้วภิกษุ ผฉู้ ลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆท์ ราบด้วยญัตติทตุ ยิ กรรมวาจา ว่าดังนี้:-
160 รัฐศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ กรรมวาจาสมมติ ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังขา้ พเจ้า ถา้ ความพรอ้ มพร่ังของสงฆ์ถึงทีแ่ ลว้ สงฆ์พึงสมมติภกิ ษมุ ชี ่อื นเี้ ปน็ ผแู้ จกของเล็กน้อยน้เี ปน็ ญัตติ ทา่ นเจา้ ขา้ ขอสงฆจ์ งฟงั ขา้ พเจา้ สงฆส์ มมตภิ กิ ษมุ ชี อ่ื นเ้ี ปน็ ผแู้ จกของเลก็ นอ้ ย การสมมตภิ กิ ษุ มชี ื่อนเี้ ป็นผูแ้ จกของเลก็ นอ้ ย ชอบแกท่ า่ นผใู้ ด ทา่ นผนู้ น้ั พงึ เปน็ ผนู้ งิ่ ไมช่ อบแกท่ า่ นผใู้ ด ทา่ นผนู้ น้ั พงึ พดู ภกิ ษมุ ชี อ่ื นี้ สงฆส์ มมตเิ ปน็ ผแู้ จกของเลก็ นอ้ ยแลว้ ชอบแกส่ งฆ์ เหตนุ นั้ จงึ นง่ิ ขา้ พเจา้ ทรงความ น้ไี ว้ ด้วยอยา่ งน้ี ฯ๑๑ ของเล็กน้อยท่คี วรแจก [๓๓๓] อันภิกษุผู้แจกของเล็กน้อยน้ัน เข็มเล่มหน่ึงก็ควรให้ มีดก็ควรให้ รองเท้าก็ควรให้ ประคดเอวกค็ วรให้ สายโยกบาตรกค็ วรให้ ผา้ กรองนำ�้ กค็ วรให้ ธมกรกกค็ วรให้ ผา้ กสุ กิ ค็ วรให้ ผา้ อฑั ฒกสุ ิ กค็ วรให้ ผา้ มณฑลกค็ วรให้ ผา้ อฑั ฒมณฑลกค็ วรให้ ผา้ อนวุ าตกค็ วรให้ ผา้ ดา้ นสะกดั กค็ วรให้ ถา้ เนยใส น�้ำมนั น้�ำผึ้ง หรือน้ำ� อ้อยของสงฆม์ อี ยู่ ควรใหล้ ิ้มได้คราวเดียว ถ้าตอ้ งการอีก ก็ควรใหอ้ ีก ถ้าต้องการ แมอ้ กี กค็ วรใหอ้ ีก ฯ พุทธานุญาตใหส้ มมติภิกษุเป็นผู้แจกผ้าเป็นตน้ [๓๓๔] สมัยน้นั สงฆไ์ มม่ ภี ิกษุผู้แจกผ้า ... ไมม่ ีภิกษุผู้แจกบาตร ... ไม่มีภิกษผุ ู้ใชค้ นวัด ... ไมม่ ี ภิกษุใช้สามเณร ... สามเณรท้ังหลายอันภิกษุไม่ใช้ ย่อมไม่ท�ำการงาน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องน้ัน แด่พระผู้มีพระภาค ๆ รับส่ังว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติภิกษุที่ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นผูใ้ ชส้ ามเณร คอื :- ๑. ไมถ่ ึงความล�ำเอียงเพราะความชอบพอ ๒. ไมถ่ งึ ความล�ำเอยี งเพราะความเกลียดชงั ๓. ไมถ่ งึ ความลำ� เอยี งเพราะความงมงาย ๔. ไม่ถึงความลำ� เอยี งเพราะความกลัว และ ๕. ร้จู ักการงานท่ใี ช้แล้วและยังมไิ ด้ใช้ ฯ ๑๑ พระวินัยปฎิ ก จุลวรรค เสนาสนขนั ธกะ เลม่ ท่ี ๗ หน้า ๑๑๘ – ๑๒๒
สถาบนั ทางการเมือง 161 วธิ ีสมมติ [๓๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แล สงฆ์พึงสมมติอย่างน้ี พึงขอร้องภิกษุก่อน ครั้นแล้วภิกษุ ผู้ฉลาด ผสู้ ามารถ พงึ ประกาศใหส้ งฆ์ทราบดว้ ยญตั ตทิ ตุ ิยกรรมวาจา วา่ ดงั น:้ี - กรรมวาจาสมมติ ท่านเจ้าขา้ ขอสงฆจ์ งฟังข้าพเจ้า ถ้าความพรอ้ มพรั่งของสงฆ์ถึงทแี่ ลว้ สงฆ์พึงสมมตภิ ิกษมุ ีช่ือ นี้เป็นผู้ใช้สามเณร นี้เปน็ ญัตติ ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติภิกษุมีช่ือนี้เป็นผู้ใช้สามเณร การสมมติภิกษุมี ช่ือน้ี เปน็ ผใู้ ชส้ ามเณร ชอบแกท่ ่านผู้ใด ทา่ นผูน้ น้ั พึงเป็นผูน้ ่ิง ไม่ชอบแก่ทา่ นผใู้ ด ท่านผู้นัน้ พึงพดู ภกิ ษุมีช่ือนี้ สงฆ์สมมตเิ ปน็ ผ้ใู ช้สามเณรแลว้ ชอบแกส่ งฆ์ เหตนุ ั้นจึงนง่ิ ข้าพเจา้ ทรงความนีไ้ ว้ ด้วยอยา่ งน้ี ฯ จะเห็นได้ว่า สถาบันบริหารตามแนวพุทธนั้นมีลักษณะเฉพาะแต่สามารถเทียบได้กับสถาบัน บรหิ ารตามแนวรฐั ศาสตรไ์ ดใ้ น ๓ รปู แบบ คอื แบบราชาธปิ ไตย แบบประชาธปิ ไตย และแบบสงั คมนยิ ม ประชาธิปไตย โดยการบริหารตามแนวพุทธมีการวิวัฒนาการตามล�ำดับ ตามความเหมาะสมแก่สมณ ภาวะและการดำ� รงอยอู่ ยา่ งมน่ั คงแหง่ สงั ฆมณฑล โดยในองคก์ รพระพทุ ธศาสนาเดยี ว แตม่ รี ปู แบบการ บรหิ าร ๓ รปู แบบ คอื สถาบนั บรหิ ารแบบราชาธปิ ไตย มพี ระพทุ ธเจา้ ทรงเปน็ พระประมขุ ในฐานะธรรม ราชา แบบประชาธิปไตย มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นพระประมุข และแบบสังคมนิยมประชาธิปไตยมี พระพุทธเจา้ ทรงเป็นพระประมขุ ตามลำ� ดบั สถาบันตลุ าการตามแนวพทุ ธ สถาบันตุลาการในพระพุทธศาสนาไม่ได้มีลักษณะการจัดองค์กรเช่นเดียวกับสถาบันตุลาการ ทางอาณาจักร ซ่ึงจัดต้ังไว้เป็นการเฉพาะท้ังสถานท่ีท�ำการและตุลาการ แต่หากมีอธิกรณ์หรือคดีเกิด ขนึ้ กบั พระภกิ ษใุ นกรณลี ว่ งละเมดิ พระวนิ ยั พระพทุ ธเจา้ กท็ รงกำ� หนดใหเ้ ปน็ หนา้ ทขี่ องสงฆจ์ ะตอ้ งระงบั ให้เกิดความสงบเรยี บร้อย ไม่ให้แตกสามคั คใี นหมู่สงฆ์ และใหค้ วามเป็นธรรม แตโ่ จทกแ์ ละจำ� เลยมีวิธี การปฏบิ ตั ติ ามกระบวนการยตุ ธิ รรม ทเี่ รยี กวา่ วธิ รี ะงบั อธกิ รณ์ แตม่ ไิ ดก้ ำ� หนดใหต้ งั้ ศาลหรอื ผพู้ พิ ากษา ไวล้ ว่ งหนา้ เพ่ือเปน็ ตุลาการไวโ้ ดยเฉพาะ คงก�ำหนดให้เปน็ หนา้ ทีข่ องสงฆซ์ ่ึงพำ� นัก ณ ที่นัน้ ๆ แตง่ ตั้ง ภกิ ษบุ ุคคล หรอื คณะภิกษหุ รอื สงฆร์ ะงับอธกิ รณ์หรอื คดีทเ่ี กดิ ขึ้นให้เสร็จส้ินเป็นกรณไี ป
162 รฐั ศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ ประเภทของอธิกรณ์หรือคดี ๔ ประเภท อธกิ รณห์ รือคดีทีเ่ กดิ ข้ึนน้นั แบ่งเปน็ ประเภทได้ ๔ ประเภท ดงั นี้ ๑. ววิ าทาธิกรณ์ โจทกฟ์ อ้ งกนั โดยการวิวาทกนั เกี่ยวกับพระธรรมวินัย ๒. อนวุ าทาธิกรณ์ โจทก์ฟอ้ งกันดว้ ยศีลวิบตั ิ ๓. อาปตั ตาธิกรณ์ โจทกฟ์ เองกันวา่ ลว่ งละเมดิ พระวินยั หรือตอ้ งอาบตั ิ ๔. กจิ จาธกิ รณ์ โจทก์ฟอ้ งกันดว้ ยเร่ืองทส่ี งฆ์จะตอ้ งปฏบิ ตั ทิ ีเ่ ปน็ สังฆกรรม๑๒ วธิ รี ะงบั อธิกรณ์ (อธกิ รณส์ มถะ) ๗ อยา่ ง อธกิ รณท์ งั้ ๔ อยา่ งนน้ั พระพทุ ธเจา้ ทรงบญั ญตั วิ ธิ ดี ำ� เนนิ การตดั สนิ คอื ทำ� ใหส้ งบระงบั ๗ วธิ ี คอื ๑. สมั มุขาวนิ ัย ระงับอธิกรณ์ในท่พี ร้อมหนา้ บุคคล วตั ถุและธรรม ๒. สตวิ นิ ัย ระงับอธกิ รณด์ ้วยยกใหว้ ่าเป็นพระอรหนั ต์ ผมู้ สี ตสิ มบูรณ์ ๓. อมูฬหวนิ ัย ระงับอธกิ รณ์ด้วยยกประโยชนใ์ ห้วา่ กระท�ำลว่ งละเมดิ ขณะเป็นบา้ ๔. ปฏิญญากรณะ ระงับอธกิ รณ์ด้วยการถือตามคำ� รบั สารภาพของจ�ำเลย ๕. เยภุยยสิกา ระงับอธกิ รณด์ ว้ ยการถือเสียงข้างมาก ๖. ตสั สปาปิยสิกา ระงบั อธกิ รณ์ด้วยการลงโทษผูก้ ระท�ำผิด ๗. ตณิ วัตถารกะ ระงบั อธกิ รณ์ดว้ ยการใหป้ ระณปี ระนอมไกล่เกลย่ี ให้เลกิ แลว้ กันไป การระงบั อธิกรณ์ ๔ ประเภท ในอธิกรณ์ ๔ ประเภท คอื วิวาทาธิกรณ์ อนวุ าทาธิกรณ์ อาปตั ตาธกิ รณ์ กิจจาธกิ รณ์ มวี ิธกี าร ระงบั แต่ละประเภทดังตอ่ ไปนี้ ๑. สัมมุขาวินัย (การระงับต่อหน้า) ทรงแสดงภิกษุท่ีเป็นบุคคลฝ่ายไม่ดี ๓ ประเภท คือ ๑. บุคคล (คนเดยี ว) ๒. บุคคลหลายคน ๓. สงฆ์ (๔ รปู ขึน้ ไป) ท่ีพูดไม่เป็นธรรม ฝ่ายหนึ่ง กับทรงแสดง ภิกษทุ เี่ ปน็ บุคคลฝา่ ยดี ๓ ประเภท คอื ๑. บคุ คล (คนเดียว) ๒. บุคคลหลายคน ๓. สงฆ์ (๔ รูปขน้ึ ไป) ท่พี ดู เป็นธรรมอีกฝ่ายหน่งึ ๑๒ พระวนิ ัยปฎิ ก สมถขันธกะ จลุ วัคค์ ฉบับประชาชน หนา้ ๒๕๘
สถาบนั ทางการเมือง 163 ฝ่ายท่ีพูดไม่เป็นธรรม แม้จะระงับเรื่องที่เกิดขึ้นในที่พร้อมหน้า ก็เรียกว่า สัมมุขาวินัยเทียม และระงบั อยา่ งไมเ่ ปน็ ธรรม ฝา่ ยทพี่ ดู เปน็ ธรรมระงบั เรอ่ื งทเ่ี กดิ ขนึ้ เรยี กวา่ สมั มขุ าวนิ ยั และระงบั อยา่ ง เป็นธรรม ๒. สติวินัย (การระงับด้วยยกให้ว่าเป็นผู้มีสติ) พระผู้มีพระภาคจึงทรงแนะวิธีระงับอธิกรณ์ ชนิดนี้ซึ่งเกิดข้ึนแก่พระอรหันต์ ให้สงฆ์สวดประกาศให้สติวินัยแก่พระทัพพมัลลบุตร แล้วทรงแสดง เงอ่ื นไข ๔ ประการ ในการใหส้ ติวนิ ัย คอื ๑. ภกิ ษผุ ู้ถกู โจทฟ้องเป็นผูบ้ ริสทุ ธ์ิ ไมม่ อี าบตั ิ ๒. มผี ูก้ ลา่ ว ฟ้องเธอ ๓. เธอของสติวินัย ๔. สงฆ์ให้สติวินัยแก่เธอ ๕. สงฆ์พร้อมเพรียงกันให้โดยธรรม อย่างนี้ จงึ เรียกว่า การให้สติวนิ ัยอันเป็นธรรม ๓. อมูฬหวินัย (การระงับด้วยยกให้ว่าเป็นบ้า) ภิกษุช่ือคัคคะ เป็นบ้า ได้ท�ำความผิดหลาย ประการ มผี โู้ จทฟอ้ ง พระผมู้ พี ระภาคจงึ ทรงแนะใหร้ ะงบั ดว้ ยอมฬู หวนิ ยั โดยใหผ้ ถู้ กู ฟอ้ ง (ซง่ึ หายแลว้ ) ขออมูฬหวินัย และให้สงฆ์สวดประกาศให้อมูฬหวินัย เป็นอันระงับด้วยยกให้ว่าเป็นบ้าขณะท�ำความ ผิด แต่ก็ทรงวางเงื่อนไขไว้ว่า ถ้าท�ำความผิดขณะที่รู้สึกตนและไม่เป็นบ้า แต่แก้ตัวว่าไม่รู้สึกตน หรือ รสู้ ึกเหมอื นฝัน หรือแก้ตวั อ้างความเปน็ บา้ สงฆใ์ หอ้ มฬู หวินยั แกเ่ ธอ ดงั น้ี เรยี กว่าไมเ่ ปน็ ธรรม ถา้ ตรง กนั ขา้ ม คอื ทำ� ไปในขณะเป็นบ้า ไมร่ ู้สึกตวั จริง ๆ การให้อมฬู หวนิ ยั จงึ เป็นธรรม ๔. ปฏญิ ญาตกรณะ (การระงับดว้ ยค�ำสารภาพของผู้ถูกฟอ้ ง) ภิกษฉุ พั พคั คียล์ งกรรมแกภ่ ิกษุ ทั้งหลาย โดยไม่ฟังค�ำสารภาพของภิกษุเหล่าน้ัน มีผู้ติเตียน พระผู้มีพระภาคจึงทรงบัญญัติพระวินัย ห้ามทำ� เช่นนั้น ถ้าฝ่าฝนื ต้องอาบัติทกุ กฎ จึงทรงแสดงวิธรี ะงบั อธกิ รณด์ ้วยการรับสารภาพของจ�ำเลย ท่ีไม่เป็นธรรมและที่เป็นธรรม ท่ีไม่เป็นธรรม คือ สารภาพผิดจากท่ีทำ� ลงไปจริง เช่น ต้องอาบัติหนัก สารภาพวา่ ตอ้ งอาบตั ริ องลงมา หรอื ตอ้ งอาบตั เิ บา สารภาพวา่ ตอ้ งอาบตั หิ นกั สว่ นทเี่ ปน็ ธรรม คอื ตอ้ ง อาบตั อิ ะไร กส็ ารภาพถกู ตรงตามนั้น ๕. เยภุยยสิกา (การระงับด้วยถือเสียงข้างมาก) ภิกษุท้ังหลายทะเลาะวิวาทกัน พระผู้มี พระภาคจึงทรงอนุญาตให้ระงับอธิกรณ์ชนิดน้ีด้วยถือเอาเสียงข้างมาก ให้สมมติภิกษุผู้ให้จับสลาก ซ่ึงต้องประกอบด้วยองค์ ๕ คือ ไม่ล�ำเอียงเพราะรัก เพราะเกลียด เพราะหลง เพราะกลัว และรู้ว่า อย่างไรเปน็ อันจบั อย่างไรไมเ่ ปน็ อันจับ (คมุ การลงคะแนนได้ด)ี แลว้ ให้สวดประกาศแต่งตั้ง ภกิ ษผุ ู้ให้ จับฉลากเป็นการสงฆ์ แล้วทรงแสดงการจับสลาก (ลงคะแนน) ที่ไม่เป็นธรรมและที่เป็นธรรม ๑๐ ประการ คือ ๑. เป็นเรอ่ื งเล็กนอ้ ย ๒. ไมล่ กุ ลามไปส่วู ัดอ่นื ๓. ไมต่ ้องคิดแล้วคดิ เลา่ ๔. รวู้ า่ ผ้กู ล่าวไม่ เป็นธรรมมีมากกว่า ๕. รู้ว่าผู้กล่าวไม่เป็นธรรมอาจมีมากกว่า ๖. รู้ว่าสงฆ์จะแตกกัน (ถ้าขืนลงมติ) ๗. รวู้ า่ สงฆอ์ าจแตกกนั ๘. จบั ฉลากโดยไมเ่ ปน็ ธรรม ๙. จึงสลากเป็นพวก ๆ (ไมเ่ รียงทีละคน) ๑๐. มไิ ด้ จบั สลากตามความเห็นของตน อยา่ งน้เี รียกว่าไม่เปน็ ธรรม สว่ นที่เปน็ ธรรม คือ ที่ตรงกนั ข้าม
164 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ๖. ตัสสปาปิยสิกา (การระงับด้วยการลงโทษ) ภิกษุช่ืออุปวาฬะ ถูกฟ้องด้วยเร่ืองอาบัติในท่ี ประชมุ สงฆ์ ปฏเิ สธแลว้ กลบั รบั รบั แลว้ กลบั ปฏเิ สธ ใหก้ ารกลบั กลอก กลา่ วเทจ็ ทงั้ ๆ รู้ พระผมู้ พี ระภาค ทรงทราบจึงทรงแนะให้สงฆ์ใช้วิธีตัสสปาปิยสิกา คือให้สวดประกาศเป็นการสงฆ์ลงโทษจ�ำเลย (ตามควรแก่อาบัติ) ทรงแสดงตสั สปาปิยสิกาทเ่ี ป็นธรรมว่า ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ ๑. ภิกษุเป็นผู้ไม่ บริสทุ ธิ์ ๒. เปน็ ผูไ้ มม่ ียางอาย ๓. มผี ูโ้ จทฟอ้ ง ๔. สงฆท์ �ำตสั สปาปยิ สกิ ากรรม (ลงโทษ) แก่เธอ ๔. สงฆ์ พร้อมเพรยี งกนั ลงโทษโดยธรรม ๗. ติณวตั ถารกะ (การระงับดว้ ยใหเ้ ลกิ แล้วกนั ไป) ภกิ ษทุ ั้งหลายทะเลาะวิวาทกัน และเหน็ ว่า ถา้ ขนื ทะเลาะววิ าทกนั ตอ่ ไป เรอื่ งทจี่ ะลกุ ลามเลวรา้ ยถงึ กบั แตกแยกกนั พระผมู้ พี ระภาคจงึ ทรงอนญุ าต ใหร้ ะงบั อธกิ รณช์ นดิ น้ี ดว้ ยใหเ้ ลกิ แลว้ กนั ไป (ตณิ วตั ถารกะ) ทรงแสดงวธิ สี วดประการขอมตใิ นทป่ี ระชมุ สงฆใ์ หเ้ ปน็ อนั พน้ อาบตั ดิ ว้ ยกนั ทง้ั สองฝา่ ย โดยมภี กิ ษรุ ปู หนง่ึ แตล่ ะฝา่ ยทเ่ี สนอญตั ตนิ น้ั เปน็ ผแู้ สดงแทน เว้นอาบัติหนัก เว้นอาบัติที่เน่ืองด้วยคฤหัสถ์ เว้นผู้แสดงความเห็นแย้ง เว้นผู้ที่ไม่ได้ประชุมอยู่ในท่ีนั้น (คือผขู้ าดประชุม) ผวู้ ินิจฉยั อธิกรณ์หรือผูเ้ ป็นตุลาการตัดสินคดี เม่อื มีอธกิ รณ์ (คด)ี เกิดขึ้นเปน็ หนา้ ที่โดยตรงของสงฆท์ ี่จะต้องประชมุ กนั เพือ่ ระงบั อธกิ รณท์ ่ี เกิดขึ้นโดยการไต่สวน วินิจฉัย ตัดสิน ลงโทษให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่กรณีท้ัง ๒ ฝ่าย โดยให้มี การโจทก์ และไต่สวนต่อหน้าโจทก์และจ�ำเลย ส�ำหรับผู้ที่ท�ำการวินิจฉัยน้ันแบ่งเป็น ๓ ประเภทด้วย กัน ตามแต่สงฆ์จะเหน็ สมควร ซง่ึ สงฆ์จะตอ้ งท�ำการสมมตหิ รอื แตง่ ต้งั ในทา่ มกลางสงฆ์ ประกอบดว้ ย ๑. ภิกษบุ คุ คลเพียงรปู เดยี ว ๒. ภกิ ษุเปน็ คณะบคุ คล คือ หลายรปู ๓. คณะสงฆ์ ผู้วินิจฉัยในประเภทท่ี ๑ และท่ี ๒ ในกรณีท่ีเป็นอธิกรณ์ที่ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน ทั้งโจทก์และ จำ� เลยยอมรบั การตดั สนิ ไดง้ า่ ย แตใ่ นกรณที ภี่ กิ ษถุ กู กลา่ วหาจำ� นวนมากหรอื อธกิ รณท์ ส่ี ำ� คญั และมคี วาม ยุง่ ยากสลับซบั ซ้อน ก่อให้เกิดความเสยี หายแกพ่ ระศาสนา ผ้วู นิ ิจฉยั ในกรณีดังกล่าว คอื คณะสงฆเ์ ป็น ผ้วู ินิจฉยั เตม็ คณะและใชม้ ติสงฆต์ ดั สินช้ขี าดในอธกิ รณ์นั้น เปน็ การตดั สนิ อธกิ รณด์ ว้ ยอ�ำนาจสงฆ์ คณุ สมบัติของผูว้ ินจิ ฉยั ววิ าทาธิกรณ์ ภิกษุผู้ที่สงฆ์มอบอ�ำนาจให้เป็นผู้วินิจฉัยวิวาทาธิกรณ์จะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ๑๐ ประการ คือ
สถาบนั ทางการเมอื ง 165 ๑. เปน็ ผ้สู มบรู ณด์ ว้ ยศลี ๒. เปน็ พหูสูต ผู้รอบรูพ้ ระธรรมวนิ ัย ๓. เป็นผู้ทรงจ�ำพระปาติโมกข์ ๔. เป็นผู้ยึดม่ันในพระธรรมวินยั ๕. เป็นผสู้ ามารถชีแ้ จงใหท้ ั้งโจทก์และจ�ำเลยเข้าใจและพอใจเลอ่ื มใส ๖. มกี ายสมาจาร วจสี มาจาร และอาชวี ะบรสิ ทุ ธ์ิ และเป็นผฉู้ ลาดสามารถระงับอธกิ รณไ์ ด้ ๗. ร้เู รือ่ งอธิกรณ์ ๘. รู้สาเหตเุ กิดข้นึ ของอธิกรณ์ ๙. รกู้ ารตัดสนิ อธกิ รณ์ ๑๐. ร้ทู างตัดสนิ อธิกรณ์ คุณสมบัตขิ องผู้วินิจฉัยวิวาทาธิกรณ์อกี ๔ ประการ ผู้วนิ ิจฉยั ต้องต้งั อย่ใู นความเปน็ ธรรมปราศจากอคติ ๔ คือ ๑. ฉันทาคติ ล�ำเอยี งเพราะเป็นพวกเดียวกนั หรอื ชอบพอกนั ๒. โทสาคติ ลำ� เอยี งเพราะไม่ชอบ ไม่พอใจ หรอื คนละพวก ๓. โมหาคติ ล�ำเอยี งเพราะหลง ไมร้สู ภาพปัญหาหรือมขี อ้ มลู ไมเ่ พียงพอ ๔. ภยาคติ ลำ� เอยี งเพราะกลัวอิทธิพลกดดนั ข้อปฏิบตั สิ �ำหรบั ผู้วนิ จิ ฉยั ๑. เคารพในสงฆ์ ไมใ่ ห้ความส�ำคัญในบุคคล ๒. เคารพในพระสัทธรรม ไมเ่ ปน็ ผเู้ หน็ แกอ่ ามิส ๓. พจิ ารณาตามเนอื้ หาแหง่ คดี ไม่เห็นแก่หน้า ๔. รู้จกั ทีน่ ัง่ ใหน้ ง่ั ในทข่ี องตนอนั สมควร ทอดตาส�ำรวม ๕. พิจารณาเนื้อความใหแ้ จม่ แจ้ง ๖. ไม่ลกุ เดินไปมา ๗. มีกริ ิยามารยาทเหมาะสม ๘. พดู คำ� จรงิ พดู พอประมาณ ไมพ่ ูดพลา่ ม พูดตรงประเดน็ ๙. ไม่ลุกลน ไม่ผลุนผลนั ๑๐. ไม่ผู้กเวร ไม่ขดั เคอื ง ไมด่ ุดนั อดทนต่อค�ำพดู ไมด่ ี
166 รฐั ศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ ๑๑. มจี ติ เมตตากรณุ า คดิ เอน็ ดูเพอ่ื ประโยชน์ ๑๒. เปน็ ผขู้ วนขวายเพอ่ื ประโยชน์ ๑๓. สังเกตโจทก์และจ�ำเลยว่าเป็นคนเช่นใด เป็นผู้ประหม่าให้พูดให้ร่าเริง เป็นผู้ขลาดให้ พูดปลอบ เปน็ คนดุร้ายใหห้ า้ มปราม เปน็ ผมู้ ีมารยาทไม่ดใี ห้ตักเตือน เปน็ ผู้ซ่ือตรงให้ปฏบิ ตั ิดว้ ยความ อ่อนโยน ๑๔. ให้วางตัวเป็นกลางทงั้ ในธรรมและในบุคคล ๑๕. ใหซ้ กั ถามโดยคำ� จรงิ ถกู กาลเทศะ ใหซ้ กั ถามโดยสภุ าพ ประกอบดว้ ยประโยชนใ์ นอธกิ รณ์ ใหม้ ีจิตเมตตาในการซกั ถาม ๑๖. ไมพ่ งึ เป็นผูเ้ พง่ โทษ คอื น้อมใจเช่อื วา่ โจทกใ์ สค่ วามหรือจำ� เลยท�ำผิดจรงิ ๑๗. ไมพ่ งึ แสดงกิริยาอาการไม่เหมาะ เช่น กระซิบทหี่ ู ชำ� เลอื งดู ขยบิ ตา เลกิ ค้วิ ชะเงอ้ ศรี ษะ ชนี้ ว้ิ บอกใบ้ ๑๘. ขณะซัก พึงก�ำหนดขอ้ ความทโี่ จทกแ์ ละจ�ำเลยกลา่ วมใิ หต้ กหล่น ไมค่ วรเพม่ิ ข้อความเอง ใหจ้ �ำถอ้ ยแถลงอันเขา้ ประเด็นให้ดี ๑๙. พงึ กำ� หนดร้วู า่ ผู้โจทกโ์ ดยธรรมหรืออธรรม จ�ำเลยโดยธรรมหรืออธรรม ๒๐. ซักถาม ถา้ รบั สารภาพให้ทำ� ตามปฏิญญา ๒๑. ห้ามถามถึงอุปชั ฌายะ อาจารย์ สทั ธวิ ิหาริก อันเตวาสิก ผูร้ ่วมอุปชั ฌายะ รว่ มอาจารย์ ไมให้ถามถึงชาติ ชอ่ื โคตร การศกึ ษา ตระกูล ประเทศ ชาตภิ ูมิ เพือ่ ไม่ใหเ้ กดิ อคติ พงึ เลอื กถามเฉพาะ ทเี่ ปน็ ประโยชน์แกอ่ ธิกรณ๑์ ๓ คุณสมบัติและข้อปฏิบัติของผู้วินิจฉัยนี้ยกมาพอเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงการพิจารณา อธกิ รณ์ (คด)ี มุ่งความยุตธิ รรมแก่ท้ังโจทกแ์ ละจ�ำเลยอย่างแท้จรงิ เพอื่ ให้เกดิ การยอมรับในการตดั สิน ก่อให้เกิดประโยชนส์ ขุ ในการอยู่ร่วมกนั ด้วยความสามัคคใี นหมู่ภกิ ษุสงฆ์ การลงโทษภิกษผุ กู้ ระทำ� ผดิ ๖ ประการ การลงโทษภกิ ษผุ กู้ ระทำ� การลว่ งละเมดิ พระธรรมวนิ ยั เรยี กวา นคิ คหะ คอื การลงโทษเพอ่ื ให้ เขด็ หลาบ เพอื่ ให้กลบั ตวั เปน็ ภิกษุทีม่ ีความประพฤตดิ ีงาม หรอื ขจัดออกไปเสียจากความเปน็ ภกิ ษสุ งฆ์ เพื่อก่อให้เกิดความสงบสุขในการอยู่ร่วมกันของพระภิกษุสงฆ์ การลงโทษดังกล่าว พระพุทธเจ้าทรง บัญญตั ิใช้ ๖ ลกั ษณะด้วยกัน คือ ๑. ตัชชนยี ธรรม ลงโดยดว้ ยการตำ� หนิ ๒. นิยสกรรม ลงโทษด้วยการถอดยศ ๓. ปพั พาชนยี กรรม ลงโทษโดยการขับไลอ่ อกจากอาวาส ๑๓ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ ., วนิ ัยมขุ เลม่ ๓ หน้า ๑๓๒ – ๑๔๔, มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๕
สถาบนั ทางการเมือง 167 ๔. ปฏสิ ารนียกรรม ลงโทษโดยการบังคับใหภ้ กิ ษุกลบั ไปขอโทษคฤหสั ถ์ ๕. อกุ เขปนยี กรรม ลงโทษโดยการยกเสยี จากหมู่ คือ ตัดสทิ ธิค์ วามเป็นภกิ ษุช่ัวคราว ๖. ตสั สปาปิยสิกากรรม ลงโทษโดยการเพ่ิมโทษ คือ ปรับอาบตั เิ พมิ่ ขึ้น ๑. ตชั ชนยี กรรม การลงโทษโดยสงฆ์ตำ� หนภิ กิ ษุผกู้ อ่ ทะเลาะวิวาททงั้ เป็นกระท�ำเองหรือยยุ ง ใหภ้ กิ ษุอื่นกระท�ำ ๒. นยิ สกรรม การลงโทษโดยสงฆถ์ อดยศ คอื ใหถ้ อดจากพรรษาจำ� เดมิ แตอ่ ปุ สมบท มพี รรษา เป็นพระอนุเถระมีพรรษาน้อยไม่ถึง ๕ พรรษา เป็นพระภกิ ษผุ ูม้ ีมัชฌมิ ะ มพี รรษา ๕ พรรษา หรือเป็น พระเถระ มพี รรษา ๑๐ ขนึ้ ไป จะเปน็ อาจารย์ หรอื พระอปุ ชั ฌายก์ ใ็ หถ้ อดออก ประหนง่ึ วา่ ไมม่ พี รรษา เหมือนภิกษทุ อ่ี ปุ สมบทใหม่ ตอ้ งขอนิสัยใหมใ่ นส�ำนักภิกษุผู้ออ่ นพรรษากวา่ ๓. ปพั พาชนยี กรรม ลงโทษโดยการทสี่ งฆข์ บั ไลอ่ อกจากอาวาส หรอื ขบั ออกจากหมสู่ งฆ์ เพอื่ ใหส้ ำ� นกึ ผดิ เขด็ หลาบ เนอ่ื งจากประพฤตทิ างกาย วาจาไมเ่ หมาะสม เชน่ เลน่ คะนอง ประพฤตอิ นาจาร ประกอบมจิ ฉาชพี ลบลา้ งพระวินยั หรือประจบคฤหสั ถด์ ้วยอาการไมเ่ หมาะสม ๔. ปฏิสารณียกรรม ลงโทษโดยสงฆบ์ ังคับให้ภกิ ษกุ ลับไปขอขมาโทษคฤหสั ถ์ โดยการทีภ่ ิกษุ ประพฤติไม่เหมาะสม เช่น ด่าคฤหัสถ์ผู้มีความเคารพเลื่อมใสในสงฆ์ บ�ำรุงพระภิกษุสงฆ์ด้วย ปจั จยั ๔ หากภกิ ษรุ ูปใดที่กระทำ� ผดิ ไม่สามารถไปขอโทษได้ สงฆก์ ็จะสมมตภิ กิ ษรุ ปู หนึ่งเปน็ อนุทตู ติด ตามไปดย้ ๕. อกุ เขปนยี กรรม ลงโทษโดยการทส่ี งฆย์ กเสยี จากหมู่ คอื ตดั สทิ ธใิ์ นความเปน็ ภกิ ษชุ วั่ คราว ไมใ่ ห้รว่ มสงั ฆกรรม ไม่ใหอ้ ยรู่ ว่ มกับสงฆ์ ไม่พดู จาสนทนาดว้ ย ไมค่ บดว้ ย ๖. ตัสสปิยสิกากรรม ลงโทษโดยการท่ีสงฆ์เพิ่มโทษหรือปรับอาบัติเพ่ิมอีก โดยที่ภิกษุล่วง ละเมิดพระวินัย พูดมุสา เด๋ียวปฏิเสธ เดี๋ยวรับ พูดกลับไปกลับมา พูดเถลไถลกลบเกล่ือนใน ท่ามกลางสงฆ์ สงฆ์ลงโทษตามความผิดเดมิ แล้วปรบั อาบตั ิเพิม่ คือ ลงโทษเพมิ่ ข้นึ ไปอีก (พระวินัยปิฎก เล่ม พิมพ์คร้ังที่ ๑๐, สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, วนิ ยั มุขเล่ม ๓, พระนคร, โรงพมิ พ์มหามกฏุ ๒๕๕๑, หนา้ ๒๑๕ – ๒๒๓) นอกจากลงโทษดงั กลา่ วแลว้ ยังมีการลงโทษอกี ๓ อย่างตามฐานของความผิด คือ ๑. วธิ นี าสนา ใหส้ ละเพศนกั บวช เชน่ ตอ้ งอาบตั ปิ าราชกิ สำ� หรบั ภกิ ษุ และสามเณรผปู้ ระพฤติ ช่ัวรา้ ยแรง ๑๐ ประการ ๒. วธิ ลี งทณั ฑกรรม กกั บริเวณสำ� หรับสามเณรด่าวา่ ภิกษุ หรือยุยงให้สงฆแ์ ตกกนั ๓. วิธีประณาม คือ ไม่คบด้วย ลงโทษท้ังภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี รวมทั้งอุบาสก อบุ าสกิ า ผู้ประพฤติมชิ อบ
๑๖๘ รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ สถาบันตุลาการตามแนวพุทธ ได้แก่สงฆ์ผู้พ�ำนัก ณ อาวาสแต่ละแห่งเป็นผู้รับผิดชอบ รว่ มกนั ในกรณเี กดิ อธกิ รณข์ นึ้ ตอ้ งระงบั ขอ้ พพิ าทนน้ั ใหย้ ตุ โิ ดยความเปน็ ธรรมแกท่ ง้ั ฝา่ ยโจทกแ์ ละจำ� เลย เพื่อความสงบเรียบร้อย ความผาสุกในการอยู่ร่วมกันในสังฆมณฑล สถาบันสงฆ์น่ันเอง คือ สถาบัน ตุลาการ แต่สถาบันสงฆ์ก็มิได้ต้ังตุลาการหรือผู้วินิจฉัยไว้ล่วงหน้าเป็นการเฉพาะเหมือนกับสถาบัน ตุลาการทางอาณาจกั ร สงฆ์จะทำ� หนา้ ท่ีระงบั อธิกรณ์ โดยการตั้งผู้วนิ ิจฉัยอธกิ รณต์ อ่ เมอ่ื มีอธิกรณ์เกิด ขึ้นแล้วเท่าน้ัน และการวินิจฉัยนั้นก็เป็นตามพระธรรมวินัยท่ีพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ น่ันก็คือสงฆ์ ท้ังมวล คอื สถาบนั ตุลาการและเป็นตลุ าการ หรือผ้วู นิ ิจฉัยกค็ อื สงฆน์ ่ันเอง สรปุ สถาบนั ทางการเมอื งตามแนวพทุ ธตามที่ไดก้ ลา่ วมาแล้วทั้งสถาบันนติ ิบญั ญตั ิ สถาบันบรหิ าร สถาบนั ตลุ าการ จะเหน็ ไดว้ า่ มลี กั ษณะเฉพาะเปน็ ตวั ของตวั เองตามความเหมาะสม ตามแนวพระพทุ ธ ศาสนา ไมไ่ ดม้ ลี กั ษณะเชน่ เดียวกับสถาบนั ทางการเมอื งตามแนวรัฐศาสตรท์ ้ังหมด แต่อาจเทยี บกนั ได้ ในกรอบท่แี คบบา้ ง กว้างบ้าง ในบางประเดน็ เช่น สถาบันนติ ิบญั ญัติ พระพทุ ธองคท์ รงไวซ้ ง่ึ อำ� นาจใน การบัญญัติพระวินัยแต่เพียงพระองค์เดียวในฐานะพระธรรมราชา เช่นเดียวกับรูปแบบการปกครอง แบบพระมหากษตั รยิ ์ รปู แบบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าช ไมใ่ ชห่ นา้ ทขี่ องสงฆจ์ ะบญั ญตั พิ ระวนิ ยั ได้ แตก่ ท็ รง บญั ญัตทิ ่ามกลางสงฆ์ ส่วนสถาบนั บริหารน้นั พระองค์ทรงบรหิ ารใน ๓ รูปแบบ ในเบื้องต้นท่ยี งั มีพระ ภกิ ษสุ งฆไ์ มม่ ากนกั พระองคท์ รงบรหิ ารคณะสงฆด์ ว้ ยพระองคเ์ องแบบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าช เมอ่ื มพี ระ สงฆม์ ากขึ้นแพร่หลาย พ�ำนัก ณ อาณาจกั รนอ้ ยใหญ่ พระองค์ทรงมอบอำ� นาจในการบริหารให้แก่สงฆ์ เปน็ ลกั ษณะกระจายอำ� นาจ รปู แบบประชาธปิ ไตย โดยมพี ระพทุ ธเจา้ ทรงเปน็ ประมขุ และสถาบนั การ ปกครองแบบสงั คมนยิ มประชาธปิ ไตยโดยมพี ระพทุ ธเจา้ ทรงเปน็ ประมขุ เพราะเปน็ สงั ฆสวสั ดกิ าร ศาสน สมบตั แิ ละปจั จยั ๔ เมื่อเกดิ กบั สงฆ์ จึงเปน็ ของส่วนรวม ภกิ ษุทกุ รปู มีสทิ ธิ์ไดร้ บั สวัสดิการเท่าเทียมกัน ในการบริโภคใช้สอย ไม่มีการผูกขาดเฉพาะภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง สถาบันตุลาการนั้น พระพุทธเจ้าทรง มอบอำ� นาจแกส่ งฆเ์ ปน็ ผรู้ บั ผดิ ชอบในการระงบั อธกิ รณท์ เี่ กดิ ขนึ้ ทง้ั หมด อำ� นาจอธปิ ไตยใน ๓ สว่ น คอื นิติบัญญัติหรือพุทธบัญญัติ บริหาร ตุลาการ อ�ำนาจนิติบัญญัติน้ันเป็นอ�ำนาจเฉพาะส่วนพระองค์ พระองค์คือสถาบันนิติบัญญัติหรือพุทธบัญญัติ ส่วนอ�ำนาจบริหารและตุลาการน้ัน พระองค์ทรงมอบ ให้สงฆ์เป็นผู้ด�ำเนินการ สงฆ์ก็คือสถาบันบริหารและสถาบันตุลาการ โดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นพระ ประมขุ นั่นเอง
บทท่ี ๙ หลกั ปฏสิ มั พนั ธข์ องประชากรในรฐั แบบรอบทศิ ทางตามแนวพทุ ธ พระพุทธเจา้ ทรงแสดงทศิ ๖ แกส่ ิงคาลกมาณพ โดยนำ� ทิศ ๖ ธรรมดาปกติ ทราบโดยทว่ั ไป มาแสดงใหเ้ หน็ ในแนวทางการปฏบิ ตั ติ อ่ ทศิ เหลา่ นน้ั ไดแ้ ก่ การแสดงพฤตกิ รรมทถ่ี กู ตอ้ งในการอยรู่ ว่ ม กัน ซ่ึงเป็นแนวทางในปฏิบัติต่อกันระหว่างความสัมพันธ์ในชีวิตประจ�ำวันที่เราจะพบปะสังสรรค์ โดยมลี ักษณะของความสัมพนั ธก์ ันแบบรอบทศิ ทาง โดยมตี ัวเราเปน็ ศนู ยก์ ลาง คอื โยงจากตวั เราไปสู่ บุคคลภายนอกทอี่ ยู่รอบ ๆ ทั้ง ๖ ทิศทาง เหมอื นกบั ทศิ ทัง้ ๖ ทิศ แทนทจ่ี ะเปน็ ทิศธรรมดา แต่เป็นคน ที่อยู่ ๖ ทิศ รอบ ๆ ตัวเรา เรียกว่าพระพุทธองค์ทรงแสดงหลักปฏิสัมพันธ์แบบรอบทิศทาง “หรือ นโยบายแบบรอบทิศทาง” ในการเจริญสัมพันธไมตรีกับบุคคลอื่น เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมของ ประชากรภายในรัฐอย่างมีความสุข ราบร่ืน และเป็นประโยชน์อย่างสูงสุด ซ่ึงเป็นแนวทางท่ีถูกต้อง ดงี าม ทที่ า่ นเรยี กวา่ เปน็ แนวทางแหง่ การเจรญิ กศุ ล และละอกศุ ล ทงั้ ทางกาย วาจา ใจ ทำ� ใหเ้ กดิ สนั ตสิ ขุ เกดิ ความรกั ความสามัคคีในการอยู่ร่วมกันของประชากรไดอ้ ยา่ งดยี ่งิ ทศิ ๖ ประกอบไปด้วย ๑. ทิศเบอื้ งหนา้ คอื มารดาบิดา (ปรุ ัตถมิ ทิศ) ๒. ทศิ เบอ้ื งขวา คือ อาจารย์ (ทักขณิ ทิศ) ๓. ทิศเบื้องหลัง คือ ภรรยา (ปัจฉิมทศิ ) ๔. ทิศเบอ้ื งซา้ ย คอื มติ ร (อุตตรทศิ ) ๕. ทศิ เบอื้ งลา่ ง คอื ลูกน้อง บรวิ าร (เหภูฐมิ ทิศ) ๖. ทศิ เบื้องบน คือ สมณะ ภกิ ษ-ุ สามเณร (อปุ ริมทิศ)๑ ๑. ทิศเบ้อื งหนา้ คือ มารดาบิดา (ปรุ ตั ถมิ ทศิ ) มารดาบดิ า ท่ีเรียกว่าเป็นทิศเบ้อื งหนา้ เพราะ ๑) เป็นบุคคลทีบ่ ุตรเหน็ ก่อน ๒) เป็นผทู้ �ำอุปการะกอ่ น (บพุ การี) ๑ พระสตุ ตปิฎก ทีฆนกิ าย ปาฏิกวรรค เลม่ ที่ ๑๑ หนา้ ๒๐๓
170 รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ๓) เป็นอาจารย์คนแรกของบุตรกอ่ น อาจารย์คนอ่ืน ๔) เปน็ มหามิตรแทค้ นแรกกอ่ นมิตรอื่น ๕) เป็นท่ีเทวดาองคแ์ รกของบุตรก่อนเทวดาอ่ืน ๖) เป็นพรหมองค์แรก ของบุตรก่อนพรหมองค์อน่ื ๗) เปน็ พระอรหนั ต์ของบตุ รก่อนพระอรหันตอ์ ืน่ ๑. เป็นบุคคลที่บุตรเห็นก่อน เห็นด้วยตามองเห็นก่อน อาจจะเป็นคนอ่ืน แต่เห็นอย่าง ใกล้ชิด เห็นตลอดเวลา เป็นมารดาบิดาของเรา และเห็นคุณงามความดีท่ีท่านท�ำต่อเราเป็นคนแรกก็ เป็นมารดาบิดา ต้ังแต่คลอดออกมา เราช่วยตัวเองไม่ได้ แม้เราไม่ทราบ ไม่รู้ในขณะน้ัน แต่พิจารณา ในภายหลงั ก็เหน็ ไดใ้ นอปุ การะของทา่ น เห็นในคณุ ความดีของทา่ นทท่ี �ำให้แก่เรากอ่ นคนอื่น ๒. เปน็ ผทู้ ำ� อปุ การะก่อน แบ่งออกเปน็ ๒ ส่วน คือ ส่วนท่ี ๑ ทางกาย คือ ดา้ นปัจจัย ๔ อปุ การะแก่ลกู ในส่วนทางกาย นับแตป่ ฏสิ นธิ หรือทราบ ว่าท้อง หรือมีลูกเกิดในครรภ์แล้ว ก็ให้การบ�ำรุงรักษาอย่างดี ท้ังไปหาหมอเพื่อให้ดูแลรักษา แนะน�ำ การปฏบิ ตั ติ วั เพือ่ ใหล้ ูกเจริญเตบิ โตอย่างแขง็ แรงปลอดภยั ทัง้ บำ� รุงด้วยอาหารที่จะเปน็ ประโยชน์ตอ่ บุตรในครรภ์ เว้นอาหารที่เป็นโทษต่อลูก เว้นการเดิน การยืน การนอนในอิริยาบถต่าง ๆ ท่ีจะเป็น อนั ตราย หรอื กระทบตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของลกู ตอ้ งระมดั ระวงั ตลอดระยะเวลาจนกวา่ จะคลอด เวลา โดยประมาณ ๙ - ๑๐ เดอื น และตอ้ งดเู อาใจใสเ่ ปน็ อยา่ งดี เพอ่ื ลกู จรงิ ๆ นำ้� หนกั ของลกู จากอยใู่ นครรภ์ จนคลอดเพิ่มข้นึ เร่ือย ๆ ตามลำ� ดบั จนกวา่ จะคลอดก็คงหลายกโิ ลกรมั พอ ๆ กบั นำ้� หนักก้อนหนิ ทีน่ �ำ มาผกู ไวท้ ่ที ้องแลว้ ยนื เดิน นงั่ นอน ในอิริยาบถทัง้ ๔ ตลอดเวลา ลูก ๆ กล็ องทดสอบดูวา่ จะทรมาน ไหม ? แตม่ ารดากเ็ ตม็ ใจทจี่ ะรบั ความลำ� บากเพอ่ื ความปลอดภยั ของลกู เพอ่ื ความเจรญิ สมบรู ณข์ องลกู เพื่อความสุขสวัสดีของลูก เมื่อคลอดแล้วก็ต้องให้อุปการะเล้ียงดูด้วยปัจจัย ๔ ท้ังเสื้อผ้า อาหาร ทอี่ ยอู่ าศยั ยารกั ษาโรค - เสอื้ ผา้ ตง้ั แตผ่ า้ ออ้ ม ไมร่ วู้ า่ กผ่ี นื นบั จำ� นวนไมถ่ ว้ น นบั แลว้ คอื มากมาย ใชจ้ นกวา่ จะใชเ้ สอ้ื ผา้ แทนผา้ ออ้ มไดจ้ นทกุ วนั น้ี ถา้ นำ� มากองรวมกนั แลว้ บรรจกุ ระสอบไว้ กค็ งหลายกระสอบเหมอื นกนั หลงั จากไมใ่ ชผ้ า้ ออ้ มแลว้ กใ็ ชเ้ สอ้ื ผา้ พอ่ แมก่ ต็ อ้ งหาซอื้ จนกวา่ จะแตง่ ตวั เองไดน้ บั จำ� นวนปี ไมใ่ ชจ่ ำ� นวนครงั้ ส่วนการเชด็ อุจจาระ ปสั สาวะของลูก พ่อแม่เช็ดใหล้ กู ไมใ่ ช่หนสองหน จนกว่าจะขบั ถา่ ยทำ� ธรุ ะส่วนน้ี เองไดน้ นั้ เปน็ ระยะเวลาหลายปี อยา่ งนอ้ ยก็ ๓ - ๔ ปี คดิ ดวู า่ จะกคี่ รงั้ การอาบนำ้� ชำ� ระรา่ งกาย ทำ� ความ สะอาดร่างกายให้แกล่ ูก กวา่ จะช่วยตวั เองไดม้ ากนอ้ ยแคไ่ หน - อาหาร อาหารเสริม อาหารบ�ำรุงประเภทต่าง ๆ ต้ังแต่อยู่ในครรภ์ คลอดออกมาแล้วก็ให้ ดม่ื นำ้� นม ปอ้ นขา้ ว ปอ้ นนำ�้ จนกวา่ จะโตพอทจ่ี ะเรมิ่ ทานเองได้ ทง้ั ขา้ ว และนำ้� บดิ า มารดากเ็ ปน็ ภาระ
หลกั ปฏิสมั พันธ์ของประชาชนในรฐั แบบรอบทศิ ทางตามแนวพุทธ 171 จดั หาใหม้ ใิ หข้ าดวนั ละ ๓ มอ้ื อาจจะมขี นม นม เนย อนื่ ๆ อกี มากมายหลายอยา่ งตามความอยากของ ลกู ลกู บางประเภทจะตอ้ งทานอาหารแพง ๆ อาหารดี ๆ มยี ห่ี อ้ หรอื รา้ นดงั ๆ พเิ ศษเพม่ิ ขน้ึ ไปอกี พอ่ แม่ ดว้ ยความรกั สงสารลกู กพ็ ยายามหามาเลย้ี งดจู นได้ ไมว่ า่ จะยากดมี จี นอยา่ งไร กไ็ มใ่ หล้ กู อดอยาก ตอ้ ง พยายามหามาเล้ยี งดูลกู ใหไ้ ด้ บางทอี าจจะล�ำบากขัดสน แต่ไม่ยอมใหล้ กู อดอยาก แมต้ อ้ งหยิบยืมเงิน คนอน่ื มาเล้ียงดูลกู บางทีพ่อแมก่ อ็ าจอดทนหวิ เสยี สละเพอื่ ใหล้ ูกอ่มิ กม็ ี ความหิว ความกระหายของ ลกู พอ่ แมร่ บั ผดิ ชอบหมดตลอดเวลา ขา้ วปลาอาหาร ถา้ คดิ ถงึ ปรมิ าณทท่ี า่ นหามาเลย้ี งลกู ลองคำ� นวณ ดจู ะมากมายแคไ่ หน กองรวมกนั นา่ จะเทา่ ภเู ขาลกู ยอ่ ม ๆ ไดแ้ น่ กวา่ ทลี่ กู จะโตหากนิ เองได้ เลยี้ งตวั เองได้ - ที่อยู่อาศัย หมายถึงที่อยู่อย่างสุขสบายตามฐานะของพ่อแม่ ท่ีที่ป้องกันเหลือบยุง ลม ฝน ความหนาว ความรอ้ น พอ่ แมจ่ ัดหาใหอ้ ย่างดีทีส่ ุดเทา่ ท่ีความสามารถจะหาได้ เรม่ิ จากเปลหรืออู่ หลัง จากคลอดแลว้ ยงั เปน็ เดก็ ออ่ น ๆ อยู่ โตหนอ่ ยกจ็ ดั ทน่ี อน หมอน มงุ้ ใหจ้ นถงึ หาหอ้ งนอนทสี่ ะดวกสบาย ให้ ส่วนเหล่านพี้ ่อแมเ่ ปน็ ภาระให้ลูกอยา่ งเตม็ ที่ เพ่อื ความเป็นอยู่อย่างผาสกุ ของลกู - ยารักษาโรค ยาน้ีเริ่มจากอยู่ในครรภ์ก็ต้องบ�ำรุงด้วยยา เพ่ือให้ลูกสุขภาพดี แข็งแรงเมื่อ คลอดออกมาแล้ว ธรรมดาเด็กอ่อนมกั จะไม่สบาย เจ็บป่วยเสมอ เพราะรา่ งกายอ่อนแอ ทานอาหารก็ มีปัญหากับร่างกาย ทานมากก็มีปัญหา ทานน้อยก็มีปัญหา อาหารผิดประเภทก็มีปัญหา อากาศเย็น ร้อน ก็มีปัญหา ต้องรักษาดูแล หาหมอ หายาตลอด บางทีอดหลับ อดนอนท้ังคืนก็มี เพราะลูกน้อย ร้องไหไ้ มส่ บาย พ่อแม่ก็ต้องดแู ลอย่างใกลช้ ิด ใจจดใจจอ่ บางทรี ้สู ึกว่าถ้าป่วยแทนลกู ได้กข็ อปว่ ยแทน เจ็บแทนลูกได้ก็ขอเจ็บแทน ขอให้ลูกสุขภาพดี หายป่วยก็พอ เงินทองในการดูแลรักษาลูกนั้น ถ้าคิด คำ� นวณดูแลว้ กม็ ิใช่นอ้ ยเหมือนกนั บดิ ามารดาเปน็ มนษุ ยค์ แู่ รกในโลกทยี่ อมทมุ่ เททกุ อยา่ งเพอ่ื ลกู แมล้ กู จะไมม่ หี ลกั ประกนั วา่ จะ ร้คู ุณ ตอบแทนคณุ ในภายหลังหรอื ไม่ จะเปน็ คนดีหรือคนเลว รู้บุญคุณหรือไมร่ บู้ ุญคณุ หรือทเ่ี รียกว่า จะกตญั ญหู รอื อกตญั ญู จะกตเวทหี รอื อกตเวที คอื จะกระทำ� ตอบแทนหรอื ไมก่ ระทำ� ตอบแทนประการ ใดหรอื ไมก่ ต็ าม ถา้ ลกู พจิ ารณาดแู ลว้ กจ็ ะเหน็ วา่ บดิ ามารดาเปน็ คนแรกจรงิ ๆ ทใ่ี หท้ กุ อยา่ งแกล่ กู กอ่ น คนอนื่ ใด ส่วนท่ี ๒ ทั้งทางกายและทางใจ มีด้วยกัน ๕ ประการ ตามพระพุทธโอวาทท่ีทรงประทาน แก่สิงคาลกมาณพในสิงคาลกสตู ร ดังนี้ ๑. ห้ามไมใ่ หท้ ำ� ความช่ัว ๒. ใหต้ ั้งอย่ใู นความดี ๓. ใหศ้ ึกษาศิลปวิทยา คอื ใหก้ ารศึกษา
172 รัฐศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ ๔. เลอื กคูค่ รองที่เหมาะสมให้ ๕. มอบทรัพย์สมบัตใิ ห้ในสมยั คือในเวลาเหมาะสม ๑. ห้ามไม่ให้ท�ำความชั่ว เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ท่ีดี พ่อแม่ท่ีรักลูก ต้องแนะน�ำ สั่งสอนใน แนวทางที่ถูกต้องดีงาม ส่ิงใดไม่ดีไม่ถูกต้อง ท�ำไปแล้วมีผลท่ีไม่ดีต่อลูก ท�ำให้ลูกต้องเกิดความทุกข์ ความเดอื ดรอ้ น ความเสยี หายกต็ อ้ งหา้ มปรามลกู ไมใ่ หป้ ระพฤตปิ ฏบิ ตั ิ หรอื กระทำ� สงิ่ นนั้ ตอ้ งกลา้ ทจ่ี ะ ห้ามปราม กล้าที่จะลงโทษเพื่อให้เข็ดหลาบ หลาบจ�ำจะได้ไม่กระท�ำอีก แม้จะขัดความรู้สึกของ ตัวเองท่ีจะต้องลงโทษลูกท่ีตัวรักสุดชีวิตก็ยอมท�ำ เพื่อให้ลูกได้เดินแนวทางท่ีดีงาม ท่ีถูกต้อง ถ้าหาก อาศัยความรักประเภทโลภะ คิดเข้าข้างลูกตัวเองตลอดด้วยสาเหตุแห่งความรักความผูกพัน โดยยดื หลกั การวา่ ลกู ตวั เองตอ้ งไมผ่ ดิ ตอ้ งถกู เสมอ ตอ้ งปกปอ้ งตลอดชวี ติ ปกปอ้ งอยา่ งสดุ ชวี ติ ปกปอ้ ง อยา่ งอคติ ก็จะเปน็ การรงั แกลกู เขา้ ลกั ษณะของพอ่ แมร่ ังแกฉัน เพราะลูกจะไมร่ ผู้ ดิ รูช้ อบ ประพฤติ ไมด่ งี ามทง้ั ทางกาย วาจา ใจ ทงั้ ในปจั จบุ นั และอนาคต จะเปน็ บคุ คลทเี่ ปน็ ทรี่ งั เกยี จของคนดี เปน็ ทชี่ น่ื ชอบของคนชั่ว เหมือนกับผลักใสลูกให้เป็นคนชั่ว และมีคนชั่วเป็นมิตร มีคนชั่วเป็นบริวารห้อมล้อม ตลอดไป ถา้ ลกู เปน็ คนชวั่ เสยี แลว้ ชวี ติ กม็ ดื มน มแี ตค่ วามทกุ ข์ ความเดอื ดรอ้ นทงั้ ในปจั จบุ นั และอนาคต เมอ่ื ลกู เปน็ คนไมด่ ี พงึ่ ตวั เองไมไ่ ดเ้ สยี แลว้ จะมสี ตปิ ญั ญาทไ่ี หนทจี่ ะระลกึ ถงึ อปุ การะหรอื บญุ คณุ พอ่ แม่ ทม่ี ตี อ่ ตน จะมกี ำ� ลงั กาย กำ� ลงั สตปิ ญั ญา กำ� ลงั ทรพั ยท์ ไ่ี หนทม่ี าทำ� การตอบแทนพอ่ แมไ่ ด้ บตุ รทบ่ี รบิ รู ณ์ ดว้ ยคุณธรรมเป็นคนดจี งึ จะสามารถสนองคณุ ต่อพอ่ แมไ่ ด้ จงึ จะกตัญญูกตเวทีตอ่ พอ่ แม่ได้ พอ่ แม่จงึ ไดพ้ รำ่� สอนลกู ไมใ่ หก้ ระทำ� ชว่ั คอื ละอกศุ ลกรรม คอื ความประพฤตชิ ว่ั ในโลก ใหล้ ะกรรมกเิ ลส ๔ อคติ ๔ อบายมุข ๖ คบคนดเี ปน็ มติ ร เวน้ การคบมิตรชว่ั เว้นจากทกุ ขข์ องชาวบา้ น คอื ความยากจน มีหนี้ ท�ำงานทม่ี ีโทษ เป็นต้น โดยหลักการท่วี า่ ลงโทษลูกเมือ่ ควรลงโทษ ยกย่องลกู คนเมอ่ื ควรยกยอ่ ง คือ ถา้ ท�ำผิดก็ควร ลงโทษไม่ให้กระท�ำอีก ถ้าลูกท�ำดีก็ควรยกย่องให้รางวัล “นิคคัญเห นิคคัญหารหัง ปัคคัญเห ปัคคัญ หารหัง ทฏิ ฐานุคติ” ทำ� ตัวใหเ้ ป็นแบบอยา่ งทดี่ ขี องลูกด้วย ประการหลังเปน็ การชี้ใหล้ กู ได้เห็น ได้รจู้ ัก ผิดถูกเพอื่ ระวงั รกั ษาลูกไมใ่ ห้ท�ำชวั่ เพราะจะเป็นลูกที่ช่ัว ส่วนพอ่ แม่ก็ตอ้ งระวังตนเอง ไม่ท�ำช่ัวใหล้ กู เห็นเปน็ ตวั อย่างด้วย สอนลูกอย่างไรก็ควรทำ� ตวั เยีย่ งนั้น (ตัง ตงั คตโิ ก) พ่อแมเ่ ปน็ อยา่ งไร ประพฤติ ตัวอย่างไร ลูกก็จะประพฤติตัวแบบน้ัน เป็นคนแบบน้ัน เพราะพ่อแม่จะเป็นแบบอย่างของลูก ด้วย ความรกั หว่ งใยลกู บางทพี อ่ แมจ่ ะเหน็ วา่ ลกู ยงั เปน็ เดก็ เลก็ อยเู่ สมอ บางทา่ นกจ็ ะคอยสอน คอยหา้ มลกู อยตู่ ลอดจนลกู มคี รอบครัว มลี กู หลานแล้ว พ่อแมก่ ย็ งั คอยดูแล เอาใจใส่ในภาระหน้าที่นอ้ี ยู่ คอื หา้ ม ไม่ให้ท�ำความช่ัว จนบางทีลูกอาจจะร�ำคาญ แต่ก็ต้องเข้าใจว่า เป็นความหวังดีของท่านจริง ๆ น่ีคือ ภาระของพอ่ แมใ่ นขอ้ แรก คือ หา้ มลกู ไมใ่ ห้ทำ� ชั่ว
หลกั ปฏิสัมพันธ์ของประชาชนในรัฐแบบรอบทิศทางตามแนวพุทธ 173 ๒. ให้ต้ังอย่ใู นความดี สอนให้รจู้ ักความดี คือ คดิ ดี พดู ดี ท�ำดี ทัง้ กาย วาจา ใจ สง่ เสริมให้ ลูกเป็นคนดีทกุ ทาง สอนให้ลกู ประพฤติดใี นโลก คือ สว่ นทเี่ ปน็ กุศลกรรม เรือ่ งเกยี่ วกบั ทำ� ความดี คือ บญุ กิริยาวัตถุ ๑๐ เบญจศลี เบญจธรรม สงั คหวตั ถุ สขุ ของชาวบา้ น ขอ้ ปฏบิ ตั ิของชาวบ้าน ฆราวาส ธรรม ประโยชน์ในปจั จุบนั ประโยชนใ์ นอนาคต โลกหนา้ ประโยชนส์ งู สดุ คอื ละความทุกข์ทง้ั ปวงใน สังสารวัฎฏ์ หากลูกเป็นคนดี บริบูรณ์ด้วยคุณธรรม จะสามารถได้รับความสุขในการด�ำรงชีวิต เป็นที่ พง่ึ ตวั เองและครอบครวั ตลอดจนบดิ ามารดาได้ และสามารถสนองคณุ ของมารดาบดิ าได้ จงึ เปน็ ภาระ หน้าที่ของพ่อแม่ ท่ีท่านคอยส่ังสอนแนะน�ำให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมความดี คือ ประสงค์ให้ลูกเป็นคนดี สอนต้ังแต่เกิดจนพ่อแม่แก่เฒ่าก็ยังสอนอยู่ นี้เป็นความรัก ความกรุณา ของมารดาบิดาท่ีมี ต่อบตุ ร คือ สอนให้ลกู ต้งั อยใู่ นความดี ๓. ให้ศึกษาศิลปะวิทยา คือ ให้การศึกษา การศึกษาในเบ้ืองต้น พ่อแม่ได้ให้แก่ลูกมา ตามล�ำดับ ต้งั แตเ่ กดิ จนถึงปจั จุบนั และในอนาคต เรียกว่าภารกจิ หนา้ ทีท่ ่ีส�ำคญั ต่อเน่ืองของท่าน คอื หา้ มไม่ให้ทำ� ความชว่ั ให้ประพฤติดี หรือตั้งมน่ั อยใู่ นความดีเป็นการศึกษานอกระบบ ใหก้ ารศกึ ษาหรอื ใหล้ กู ศกึ ษาศลิ ปวทิ ยาการตา่ ง ๆ ทงั้ เปน็ การศกึ ษาตามหลกั สตู ร หรอื ขนั้ ตอน สมัยก่อนก็ศึกษาตามส�ำนักทิศาปราโมกข์ หรือส�ำนักเรียนต่าง ๆ ใครสนใจศึกษาวิชาอะไร ก็ไปสมัคร เรยี นกบั อาจารย์ ศกึ ษาฝกึ ฝนจนกวา่ อาจารยจ์ ะเหน็ วา่ เปน็ ผมู้ คี วามรู้ ความสามารถพอเพยี งทจี่ ะนำ� ไป ใช้ประโยชน์ในการเล้ียงชีพได้ จึงถือว่าส�ำเร็จการศึกษา อันน้ีเป็นการศึกษาศิลปะวิทยาสมัยพุทธกาล และก่อนพทุ ธกาล สมัยนี้เรยี กวา่ เรยี นหนังสือ ทีจ่ ัดเปน็ ระบบอีกแบบหน่ึง จัดเป็นระดับชนั้ ตามเกณฑ์ อายุ เชน่ อนบุ าล ประถม มธั ยม อดุ มศึกษา ยังแยกเปน็ ปริญญาตรี โท เอกอกี ในส่วนน้มี ารดาบิดาไม่ ไดส้ อนเอง แตค่ รอู าจารยเ์ ปน็ ผสู้ อน พอ่ แมอ่ าจสอนบา้ งหากมเี วลาและสามารถสอนได้ นอกจากใหล้ กู เรยี นในชนั้ เรียนแล้ว บางทกี ็ต้องใหเ้ รยี นพิเศษจากการเรียนปกตอิ กี เพีอ่ ใหล้ ูกไดม้ ีความรู้ ความเข้าใจ มากยง่ิ ขนึ้ ภาระนพ้ี อ่ แมต่ อ้ งรบั ผดิ ชอบทงั้ หมด เสยี สละทง้ั กำ� ลงั กาย กำ� ลงั ใจ สตปิ ญั ญาและกำ� ลงั ทรพั ย์ เพอื่ ใหล้ กู ไดศ้ กึ ษาเลา่ เรยี นจนถงึ ทส่ี ดุ จนสดุ ความสามารถของตวั เองและของลกู ปจั จยั ๔ เงนิ ทองทนุ ทรัพย์ รวมทั้งแรงกาย แรงใจ สติปัญญาที่ทุ่มเทเพ่ือลูกนั้นคิดค�ำนวณเป็นตัวเลขไม่ได้ เพราะภาระน้ี เปน็ ภารกจิ ตอ่ เน่อื งยาวนาน ไมเ่ ปน็ วนั เปน็ เดือน แต่เป็นปี หลายปี อยา่ งน้อยไมต่ �ำ่ กวา่ ๑๘ – ๒๕ ปี หรือมากกว่านีอ้ ีก ๔. เลือกคู่ครองท่ีเหมาะสมให้ สมัยก่อนพ่อแม่ต้องช่วยเลือกลูกเขย ลูกสะใภ้ ย่ิงพ่อแม่ ฐานะดี ยง่ิ ตอ้ งเลอื กแลว้ เลอื กอกี เพอ่ื ทไ่ี ดค้ นทดี่ พี รอ้ มมาเปน็ คคู่ รองของลกู เพราะถา้ ไดค้ นไมด่ แี ลว้ ก็ จะทำ� ใหก้ ารดำ� เนนิ ชวี ติ ของลกู มปี ญั หา มชี วี ติ ครอบครวั ไมร่ าบรนื่ ทำ� ใหล้ กู ของตวั เองประสบแตค่ วาม ทกุ ข์ ความเดอื ดรอ้ น หาความรม่ เยน็ เปน็ สขุ ในชวี ติ ประจำ� วนั ไมไ่ ด้ ยงั สง่ ผลไปถงึ หลานเหลนในอนาคต อีกด้วย ฉะนั้น พ่อแม่จึงช่วยเลือกช่วยดูให้ได้คนที่มาเป็นเขย สะใภ้เป็นคนดีจริง ๆ ดีพร้อม
174 รัฐศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ ท้ังกาย วาจา ใจ หรอื มที ้ังรูปสมบตั ิ ทรพั ย์สมบตั ิ คณุ สมบตั ิ คือมีคณุ ธรรมด้วยยิง่ ดี เพราะพอ่ แมท่ า่ น มีตาดีกว่าลูก มีประสบการณ์ผ่านดีผ่านช่ัวมามากกว่าลูก เม่ือท่านช่วยเลือกให้จึงไม่ค่อยจะผิดพลาด จะเหน็ ว่าในสมยั กอ่ นโบราณนานมาเมือ่ แตง่ งานแล้วจะอยู่กนั ยืด อยู่กันจนแก่จนเฒ่า ไมค่ อ่ ยมีปญั หา หย่าร้างมาก เพราะพ่อแม่ช่วยเลือก ช่วยจัด ช่วยตรวจสอบก่อนที่จะยอมให้ลูกแต่งงาน เพราะสมัย ก่อนสังคมแบบปฐมภูมิไม่ซับซ้อน เป็นสังคมครอบครัว พ่อแม่ ลูก พี่ ป้า น้า อา อยู่ในถ่ินเดียวกัน ทำ� งานลกั ษณะเดยี วกัน ทำ� กสกิ รรมหรอื พานิชกรรม ประกอบอาชพี อะไรก็เหมอื น ๆ กัน ชว่ั ดีอยา่ งไร ก็รูไ้ ดโ้ ดยทัว่ ไป ลูกชายลกู สาวกอ็ ยกู่ บั บิดามารดา ช่วยท�ำมาหาเลีย้ งชีพในครอบครวั ตัวเอง ไมม่ ีสังคม ท่ีแตกต่างกัน ลูกก็อยู่ภายใต้อ�ำนาจของพ่อแม่ เช่ือฟังทุกอย่าง แต่ทุกวันน้ีเป็นรูปแบบสังคมเมืองที่มี ความซบั ซอ้ นมากยง่ิ ขนึ้ ลกู ไมไ่ ดอ้ ยใู่ นปกครองพอ่ แมต่ ลอดเกย่ี วเนอื่ งกบั การศกึ ษา การประกอบอาชพี การสังคมพบปะผคู้ นมากหน้าหลายตา หลายอาชพี มคี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งหลากหลาย จนแยกแยะ ช่วั ดีลำ� บาก การพบรกั หรือการมีคูค่ รองก็เปล่ยี นแปลงไปตามความซับซ้อนของสังคมดว้ ย โอกาสทพี่ ่อ แม่จะชว่ ยเลอื กให้อยา่ งเดิมก็นอ้ ยลง มแี ต่ประเภทที่มแี ลว้ พบแล้ว คดิ ว่าใช่แลว้ จงึ พามาแนะน�ำใหพ้ ่อ แมร่ จู้ กั ไมใ่ ชพ่ อ่ แมเ่ ปน็ ผแู้ นะนำ� ใหล้ กู แตท่ างตรงขา้ มคอื ลกู แนะนำ� ลกู เขย ลกู สะใภใ้ หพ้ อ่ แม่ ลกู หาให้ ไมใ่ ชพ่ ่อแมห่ าให้ ถ้าไดค้ นดกี ร็ อดตัวไป หากไมไ่ ดค้ นดี ปัญหาการหย่าร้างกต็ ามมา พอ่ แมเ่ ลยได้หลาน ก�ำพร้า เหลนก�ำพรา้ มาเล้ยี งดู เปน็ ปัญหาใหญข่ องสงั คมยคุ นี้ อนั ทจี่ รงิ คำ� สอนทวี่ า่ เลอื กคคู่ รองทเี่ หมาะสมใหน้ นั้ ยงั มคี วามจำ� เปน็ และเหมาะสมอยแู่ มส้ งั คม ปัจจุบัน คอื อาจจะเปลยี่ นรูปแบบไปเปน็ ให้พ่อแมอ่ ย่ใู นฐานะทปี่ รึกษา ช้ีแนะ ช้ีนำ� ว่า คูค่ รองควรเปน็ คนอย่างไร คนแบบไหนดี ไม่ดี ควรเลือก ไม่ควรเลือก เหมาะหรือไม่เหมาะ พ่อแม่ควรมี ค�ำแนะน�ำและให้ความเห็นชอบด้วย และลูกก็ควรรับฟัง และเชื่อฟังด้วยเพ่ือป้องกันความผิดพลาดท่ี จะตามมา ถา้ คดิ วา่ ลกู โตแลว้ ชวี ติ เปน็ ของเขาเอง จะทำ� อะไรกไ็ ด้ กอ็ าจจะลม้ เหลว และเสยี ใจไปตลอด ชีวิตได้ในความผดิ พลาดที่เกดิ จากการเลอื กคคู่ รองด้วยตวั เอง โดยไมฟ่ ังใครเลยแมแ้ ตพ่ ่อแม่ ๕. มอบทรัพย์สมบตั ิใหใ้ นสมัย ๑. นจิ สมัย คอื ใหใ้ ชจ้ ่ายประจำ� วนั ๒. กาลสมัย คือ วนั เกดิ ปใี หม่ แตง่ งาน และกอ่ นพอ่ แมจ่ ะตายละสงั ขาร การมอบทรัพย์สมบัติให้ในสมัย คือ มอบให้เวลาที่เหมาะสมในเวลาอันสมควรคือเม่ือลูกโต พอท่ีจะรักษาทรัพย์สมบัติไว้ได้ รับไปแล้วท�ำให้งอกเงย พอท่ีจะออกดอกออกผลได้ พอท่ีจะประคอง รักษาไว้เล้ียงชีพของลูกและครอบครวั ของลกู เองได้ อันน้พี จิ ารณาในความเหมาะสมของลกู นอกจาก นีแ้ ลว้ ควรพิจารณาในสว่ นทเี่ หมาะสมกับพ่อแม่ด้วยว่า ให้ทง้ั หมดหรอื บางส่วน ใหไ้ ปหมดแล้วเราจะมี อะไรใช้จ่ายไหม? ให้ไปหมดแล้วเราต้องเป็นฝ่ายอดอยากยากจนต้องคอยแบมือขอลูกกินหรือไม่ แต่ อย่างไรก็ตามทรัพย์สมบัติของพ่อแม่ก็ต้องมอบให้แก่ลูกของตัวเองอยู่แล้ว ตั้งแต่ทรัพย์สมบัติท่ีลงทุน
หลักปฏิสมั พนั ธข์ องประชาชนในรฐั แบบรอบทศิ ทางตามแนวพุทธ 175 ให้ลูกได้ศึกษาเล่าเรียน ให้ลูกมีความรู้ในการหาเล้ียงชีพ ตลอดจนทรัพย์สมบัติที่เป็นของพ่อแม่ ส่วนใหญ่กห็ าไวเ้ พอื่ ลกู ท้งั นั้น ทอี่ ธบิ ายมาแลว้ นเี้ ปน็ อปุ การะของพอ่ แมท่ ม่ี ตี อ่ ลกู กอ่ นใครอน่ื ในสองสว่ นคอื ทง้ั ทางกายและ ทางใจ มารดาบิดาเป็นมหามิตร เป็นมิตรแท้ก่อนกว่ามิตรคนอื่น ๆ เป็นผู้มีความรักปรารถนาดี ต่อลูก ต้องการให้ลูกมีความสุขที่เรียกว่าเมตาก็ดี ปรารถนาให้พ้นทุกข์เม่ือมีทุกข์ที่เรียกว่ากรุณาก็ดี ต้ังแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน แม้ลูกจะเติบใหญ่มีครอบครัว มีหน้าที่การงานที่ดี มีอายุมากแล้วก็ตาม ผทู้ ม่ี คี วามเมตากรณุ าตลอดมาและตลอดไปจนกวา่ ชวี ติ จะหาไมค่ อื ใคร ผนู้ น้ั กค็ อื พอ่ แมข่ องเราเอง ไมใ่ ช่ ใครอื่น ท่านจะตามรักษาเราผู้ประมาทแล้ว รักษาทรัพย์สมบัติของเราผู้ประมาทแล้ว เมื่อมีภัยท่านก็ เปน็ ทพี่ ง่ึ ได้ เมอื่ เราทำ� กจิ ธรุ ะทา่ นออกทรพั ยใ์ หเ้ กนิ กวา่ ทอ่ี อกปากขอ เปน็ ผบู้ อกความลบั แกเ่ รา ปกปดิ ความลบั ของเราไมใ่ หแ้ พรง่ พราย เปน็ ทพ่ี งึ พำ� นกั ไดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ ในยามวบิ ตั ิ แมช้ วี ติ กส็ ละแทนได้ ทา่ น ห้ามไม่ให้เราท�ำความชั่ว ให้ด�ำรงอยู่ในคุณธรรมความดี ให้ได้ยินได้ฟังส่ิงท่ีไม่เคยฟัง บอกทางสวรรค์ คอื ทางทมี่ คี วามสขุ ความเจรญิ ให้ และเมอื่ เรามคี วามสขุ กส็ ขุ ดว้ ย มที กุ ขก์ ท็ กุ ขด์ ว้ ย หา้ มคนทพี่ ดู ตเิ ตยี น เรา รับรองคนทีพ่ ดู สรรเสรญิ เรา ทา่ นผู้นัน้ คือมารดาและบิดา ซงึ่ นับวา่ เปน็ มติ รแท้กอ่ นมติ รแท้ เพื่อน แทค้ นอ่นื ข้อท่ีว่ามารดาบิดาเป็นบุรพเทพคือเป็นเทวดาองค์แรกของลูก ก่อนพูดถึงคุณธรรมข้อนี้ ของมารดาบดิ า ให้พจิ ารณาถึงคณุ ธรรมท่ีทำ� ใหค้ นเป็นเทวดากอ่ นว่าประกอบไปดว้ ยอะไรบ้าง ๑. หริ ิ ความรงั เกียจบาปหรือละอายต่อบาป ๒. โอตตัปปะ ความกลวั ตอ่ ผลของบาป รังเกียจบาปก็คือไม่ชอบใจ ไม่พอใจที่จะกระท�ำสิ่งที่ไม่ดี หรือกระท�ำช่ัวทางกาย วาจา ใจ โอตตปั ปะ กลัวผลที่เกดิ จากการกระท�ำช่วั ท้งั ทางกาย วาจา ใจ ทีจ่ ะตดิ ตามมา มารดาบิดาเป็นอาจารยค์ นแรกของลกู เพราะ ๑. เป็นผทู้ ี่ห้ามไมใ่ หล้ กู ท�ำชว่ั ท้ังทางกาย วาจา ใจ คนแรก คือ มารดาบิดา ๒. เป็นผูท้ ี่สอนใหล้ ูกท�ำความดีทั้งทางกาย วาจา ใจ คนแรกคือมารดาบิดา ๓. เป็นผทู้ ส่ี อนให้ ยนื เดนิ นง่ั นอน นงุ่ ห่มเส้ือผ้า อาบน้ำ� ลา้ งหนา้ แปรงฟัน ดม่ื กิน ขบั ถ่ายอุจจาระ ปสั สาวะ รวมทัง้ กิริยามารยาท การกระทำ� การพดู พฤติกรรมทุกชนิดทแี่ สดงออกมา ใหก้ ระทำ� พดู คดิ ในสงิ่ ทดี่ งี าม ในสงิ่ ทถ่ี กู ตอ้ ง ทเี่ ปน็ ประโยชน์ นำ� ความเจรญิ มาใหค้ นแรกกม็ ารดาบดิ า ท่านข้ึนช่ือว่าเป็นครูคนแรก อาจารย์คนแรกของเราก่อนครูคนอ่ืน ก่อนอาจารย์คนอื่น จะสอนลูก เลี้ยงดู รักษาลูกเหมือนชีวิตของท่านเอง ถ้าพ่อแม่ไม่มีความรู้สึกเช่นน้ีแล้ว ลูกจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้เลย เพราะการเลยี้ งดลู กู ใหเ้ ตบิ ใหญ่ มชี วี ติ ทเี่ จรญิ กาวหนา้ ดงี ามนนั้ มคี วามลำ� บากยากเขญ็ อยา่ งทสี่ ดุ ไมใ่ ช่
176 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ เปน็ ภาระลำ� บากยากเขญ็ ทมี่ รี ะยะเวลาจำ� กดั หรอื เวลาสนั้ หรอื สนิ้ สดุ ได้ แตเ่ ปน็ ภาระทต่ี อ่ เนอ่ื งยาวนาน ถ้าทา่ นไมม่ หี ริ ิโอตตัปปะ เม่อื ทราบว่าตง้ั ทอ้ ง ก็ไมใ่ หเ้ กิดก็ได้ ท�ำลายเสยี ก็ได้ หรือรอดแล้วปลอ่ ยท้ิงให้ อดอยากก็ได้ เจ็บปว่ ยไมร่ กั ษาก็ได้ แต่การทพี่ อ่ แม่เลีย้ งดูเรามาใหเ้ จริญเติบโต ใหม้ ชี วี ิตรอดอยู่ได้นน้ั ก็ เพราะทา่ นมคี ณุ ธรรมของเทวดา ทา่ นจึงชือ่ วา่ เป็นเทวดาองค์แรกของลูก มารดาบดิ าเปน็ พรหมองค์แรกของลกู คณุ ธรรมของพรหม คือ เมตตา กรณุ า มทุ ติ า อเุ บกขา ๑. เมตา ปรารถนาใหล้ กู เป็นสุขตง้ั แต่เริม่ เกิดหรอื ปฏสิ นธจิ นเตบิ ใหญ่ ปรารถนาใหล้ ูกมคี วาม เจรญิ ร่มเย็นเป็นสขุ ทัง้ กายและใจ ร่งุ เรืองกา้ วหน้าในทกุ ประการ ๒. กรุณา เมื่อลูกมีทุกข์ท้ังกายใจ มารดาบิดาก็ปรารถนาให้ลูกพ้นจากทุกข์นั้น และยอมท�ำ ทุกอย่างเพอื่ ชว่ ยลูกให้พ้นทกุ ข์ไปได้ ๓. มทุ ติ า พลอยยนิ ดเี มอ่ื ลกู มคี วามสขุ ทงั้ กายและใจ มสี ขุ ภาพดี มหี นา้ ทกี่ ารงานความเปน็ อยู่ ที่ดี ประสบความส�ำเรจ็ ได้ลาภ ยศ สขุ สรรเสริญ ๔. อเุ บกขา เมอ่ื ลกู เตบิ ใหญ่ มคี รอบครวั หรอื ปกครองรกั ษาตวั เองได้ พงึ่ ตวั เองได้ พอ่ แมค่ อย ดแู ลลกู อยหู่ า่ ง ๆ คอยประคบั ประคอง ไมเ่ ขา้ ไปกา้ วกา่ ยแทรกแซงในชวี ติ สว่ นตวั วางเฉยเมอื่ ไมส่ ามารถ ชว่ ยเหลอื ได้ เพราะรวู้ า่ ทกุ คนมกี รรมเปน็ ของ ๆ ตน ใครทำ� กรรมใดไว้ ดหี รอื ชว่ั ยอ่ มไดร้ บั ผลของกรรมนนั้ มารดาบดิ าเปน็ พระอรหนั ต์ของลูก พระอรหันตท์ ่านจะกรณุ าตอ่ สัตว์อ่ืน บุคคลอนื่ ด้วยจิตที่ บรสิ ทุ ธ์ิ ไมต่ อ้ งการสง่ิ ใดตอบแทน มแี ตป่ รารถนาจะใหบ้ คุ คลอนื่ พน้ จากความทกุ ข์ เปน็ เจตนาทบ่ี รสิ ทุ ธิ์ แมบ้ คุ คลทที่ า่ นทำ� การสงเคราะหใ์ หพ้ น้ จากทกุ ขน์ นั้ เบอื้ งตน้ จะไมร่ คู้ ณุ ของทา่ น อาจประพฤตไิ มเ่ หมาะ สมต่อท่านทงั้ กาย วาจา ใจก็ตาม ถ้าเป็นบุคคลทที่ า่ นจะโปรดได้ แนะนำ� สัง่ สอนให้เป็นคนดไี ด้ ทา่ นก็ กรุณาอบรมส่งั สอนให้ประพฤติปฏิบัตติ ามเพอื่ หลดุ พ้นจากทกุ ขท์ ้งั ปวง โดยไมม่ ขี อ้ แม้ หรือโกรธเคือง ผนู้ นั้ มารดาบิดาก็มีจิตใจที่กรุณาต่อบุตร ประสงค์จะให้บุตรพ้นจากทุกข์ทั้งปวงเช่นน้ันเหมือนกัน ทา่ นจงึ ใหอ้ ปุ การะเลยี้ งดบู ตุ รในทกุ ๆ ดา้ น ทกุ ๆ ทาง แมบ้ างครง้ั บตุ รจะทำ� พดู คดิ แสดงกริ ยิ ามารยาท ท่ีไม่ดีไม่สมควรต่อท่านก็ตาม ท่านที่ไม่ได้ยกเป็นสาเหตุ หรือยกเป็นข้ออ้างท่ีจะตัดความสัมพันธ์ ตัดภาระทีจ่ ะไม่อุปการะเล้ยี งดูลูก ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาแล้ว มารดาบิดาจึงได้ชื่อว่าเป็นบุพการี ผู้ท�ำอุปการะก่อนแก่บุตร เป็นผู้มีพระคุณอย่างใหญ่หลวงแก่บุตร เป็นครูคนแรกของบุตร เป็นเทวดาองค์แรก เป็นพระพรหม และเป็นพระอรหันต์ของบุตร จึงควรที่บุตรทั้งหลายเมื่อระลึกถึงพระคุณอันหาที่สุดประมาณมิได้ของ มารบดิ านี้ จึงควรเป็นผูม้ ีกตเวที คือ ตอบแทนคณุ ของท่านอย่างสุดก�ำลังความสามารถเชน่ กัน
หลักปฏิสัมพันธข์ องประชาชนในรฐั แบบรอบทิศทางตามแนวพุทธ 177 หนา้ ทีข่ องบตุ รทม่ี ีตอ่ มารดาบดิ า บตุ รทดี่ เี มอื่ รวู้ า่ มารดาบดิ ามบี ญุ คณุ ตอ่ ตนมากมายเหลอื คณานบั รวู้ า่ มารดาบดิ าเปน็ บพุ การี ผทู้ ำ� อปุ การะ มอี ปุ การคณุ ตอ่ ตนอยา่ งนี้ การรคู้ ณุ นน้ั ทา่ นเรยี กวา่ กตญั ญู และเมอ่ื รคู้ ณุ ทา่ นทงั้ สองแลว้ กก็ ระทำ� ตอบแทนท่านท่ีเรียกว่ากตเวที ตามท่พี ระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ในสงิ คาลกสูตรท่ที รงตรัสสอน สงิ คาลกมาณพ ดงั นี้ หนา้ ทีบ่ ตุ รในสงิ คลกสตู ร ๕ ประการ ๑. ทา่ นเลยี้ งเรามา เราเลี้ยงท่านตอบ ๒. ช่วยท�ำกิจของท่าน ๓. ด�ำรงวงศ์สกุล ๔. ประพฤตติ นใหส้ มควรแก่การรบั มรดก ๕. ทา่ นล่วงลบั ไปแล้วท�ำบุญอุทศิ ให้ หนา้ ทปี่ ระการที่ ๑ ทา่ นเลย้ี งเรามา เราเลยี้ งทา่ นตอบ คอื เลยี้ งทา่ น ๒ ทาง คอื ทางรา่ งกาย และทางจิตใจ เล้ียงทางกาย แบ่งออกเป็น ๔ กาล ได้แก่ ๑) ยามปกติ ๒) ยามแก่ ๓) ยามเจ็บป่วย และ ๔) ยามตาย เลี้ยงทางจิตใจ แบ่งออกเป็น ๔ ข้อด้วยกัน คือ ๑) เอาใจใส่ ไปมาหาสู่ ๒) ท�ำตามโอวาท ๓) รับฟงั ไม่ขัดใจ ไม่โตเ้ ถียง และ ๔) ถนอมน้ำ� ใจ เลี้ยงมารดาบิดาทางกาย กาลท่ี ๑ ยามปกติ ในยามปกติ มารดาบิดาสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี มีชีวิตเป็นปกติสุข เปน็ หนา้ ทขี่ องลกู ทจ่ี ะตอ้ งดแู ลทา่ นเปน็ อยา่ งดดี ว้ ยปจั จยั ๔ และเงนิ ทองตามสมควรแกฐ่ านะความเปน็ อยตู่ ามความเหมาะสมอยา่ งเตม็ ที่ เตม็ ความสามารถ และเตม็ ใจทจี่ ะกระทำ� ตอบแทน ไมใ่ ชก่ ระทำ� แบบ ขอไปที หรอื เสยี ไมไ่ ด้ บางทลี กู มคี รอบครวั แลว้ อาจจะคดิ วา่ เปน็ การเพมิ่ ภาระ หรอื เหน็ พอ่ แมเ่ ปน็ สว่ น เกินของชีวติ หรอื ของครอบครวั เลยพากันรงั เกยี จ ก็ไม่ถูกตอ้ ง ถือวา่ เปน็ ลกู อกตัญญู คือ ไม่รูจ้ ักบุญ คุณของท่าน ถา้ นกึ ไม่ได้ หรือเล้ียงท่านแลว้ เกดิ ทอ้ แท้ เบื่อหนา่ ย ให้นกึ ถงึ อปุ การะทที่ ่านเล้ยี งดูเรามา ตงั้ แตเ่ ราเกดิ จนหาเลยี้ งตวั เอง ไมว่ า่ มมี ากนอ้ ยแคไ่ หน อาหารทท่ี า่ นหามาเลย้ี งลกู นำ� มากองจะสงู ขนาด ไหน คงสูงกว่าตกึ ๗ ชนั้ เสื้อผ้าเครื่องนงุ่ หม่ อาจรวมถึงเครื่องประดับ ทพ่ี ่อแมซ่ ้อื ใหม้ ากมายแคไ่ หน ถา้ นำ� มากองรวมกนั คงจะสงู ทว่ มเสาไฟฟา้ ถา้ บรรจกุ ระสอบ บรรทกุ รถบรรทกุ สบิ ลอ้ คงไดห้ ลายสบิ คนั ทอี่ ยู่อาศัยพักผอ่ นหลบั นอน เส่ือ หมอน มุ้ง ทป่ี อ้ งกนั แดด ลม ฝน ปอ้ งกนั ความหนาว ความร้อน กว่า
178 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ ลูกจะโตมิใช่น้อย แล้วเราเคยช่วยดูแลท่านในส่วนนี้บ้างหรือเปล่า เม่ือลูกเจ็บป่วยไม่สบายท่านพาไป หาหมอ หายามารกั ษาใหห้ ายเจบ็ ปว่ ยตงั้ แตอ่ ยใู่ นครรภจ์ นลกู โต สนิ้ เปลอื งเงนิ เปลอื งเวลา เปลอื งกำ� ลงั กาย ก�ำลังใจ มีความล�ำบากกาย และใจมากน้อยแค่ไหนในการรักษาพยาบาลลูกให้มีสุขภาพแข็งแรง แลว้ ลกู ไดพ้ าทา่ นไปหาหมอ หายา ดแู ลทา่ นในสว่ นนก้ี ค่ี รง้ั จา่ ยเงนิ คา่ ยา คา่ หมอกบ่ี าท และทมุ่ เทกำ� ลงั กาย กำ� ลังใจ ก�ำลังสตปิ ญั ญา เพื่อท่านมากนอ้ ยเพยี งใด ควรคดิ ค�ำนงึ เปรียบเทียบดกู จ็ ะเห็นไดช้ ดั เจน วา่ ลกู ตอบแทนทา่ นเลยี้ งดทู า่ นดว้ ยปจั จยั ๔ มากกวา่ หรอื นอ้ ยกวา่ ทที่ า่ นทำ� แกเ่ รา เมอ่ื รตู้ ามความเปน็ จรงิ แลว้ กจ็ ะไดเ้ กดิ กศุ ลจติ มวี ริ ยิ ะอตุ สาหะในการเลยี้ งดตู อบแทนทา่ นได้ คำ� วา่ “เลยี้ งด”ู กค็ อื ทงั้ เลย้ี ง ท่าน และดูแลท่านด้วย ไม่ใช่เลี้ยงแบบเสียไม่ได้ หรือแบบขอไปที หรือธุระไม่ใช่ แต่ในบางกรณีบิดา มารดามั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ ฐานะดีร�่ำรวยอยู่แล้ว ไม่ประสงค์จะให้ลูกเล้ียงดูอะไร แต่การ แสดงออกท้ังน้�ำใจในส่วนน้ีก็ต้องมี คือ ช่วยดูแลท่าน ตอบแทนท่านเก่ียวกับปัจจัย ๔ เสื้อผ้า อาหาร ทา่ นซื้อเอง บางทีก็ไม่ภูมิใจ ดีใจเท่ากับลูกหามาฝาก เพราะเป็นการแสดงถงึ ความกตัญญู รู้คณุ ของลกู ทม่ี ตี อ่ พอ่ แม่ กาลท่ี ๒ ยามแกเ่ ฒา่ ตอนยังเด็กเล็กอยู่ พ่อแม่กย็ งั เป็นหนุ่มสาว หรอื ยังแข็งแรง พอลกู เปน็ หนมุ่ เปน็ สาว เปน็ ผใู้ หญ่ ทา่ นกแ็ กเ่ ฒา่ ดเู หมอื นวา่ ฝา่ ยลกู เจรญิ ขน้ึ สขุ ภาพพอ่ แมก่ เ็ สอ่ื มรว่ งโรยลง สวน ทางกัน ยามท่ีพ่อแม่มีก�ำลังเร่ียวแรง ท�ำมาหาได้ก็น�ำมาเลี้ยงดูทะนุบ�ำรุงลูกให้เติบใหญ่ จัดหา ปจั จัย ๔ ให้ลกู ดูแลสขุ ภาพ ให้การศกึ ษา เพื่อให้ลกู สมบูรณพ์ ร้อม สามารถเล้ียงตวั เองและครอบครวั ได้ เหมือนกบั พ่อแม่ลงทุนไว้กบั ลูก หรือมาฝากไวท้ ่ลี ูกเกอื บหมดตัวแลว้ เมอื่ พอ่ แม่แกช่ ราลง เรยี่ วแรง จะท�ำมาหาเงินเหมือนสมัยยังหนุ่มก็ไม่มี หมดโอกาส มีโอกาสน้อยที่แสวงหาทรัพย์สมบัติ เงินทอง ก็ต้องเป็นหน้าท่ีที่ลูก ๆ จะตอบแทน ด้วยการดูแล้วเอาใจใส่ให้ท่านได้รับความสุข ความสบาย ไมใ่ หท้ า่ นตอ้ งตกระกำ� ลำ� บาก ใหม้ คี วามสขุ สบายเหมอื นกบั ทที่ า่ นเคยเลย้ี งดเู ราใหส้ ขุ สบาย กาลท่ี ๓ ยามเจบ็ ปว่ ย เมอื่ แกเ่ ฒา่ รา่ งกายทรดุ โทรม โรคภยั ไขเ้ จบ็ กเ็ บยี ดเบยี น โรคภยั ไขเ้ จบ็ ก็ติดตามความแก่มา เมื่อป่วยแขนขาท่ีเคยคล่องแคล่ว ใช้ท�ำอะไรได้ตามใจนึกนั้น ก็ไม่เป็นไปอย่างใจ นกึ เสียแล้ว ใจนึก ใจส่งั แต่กายไมท่ �ำตามเพราะความชรา และความเจบ็ ไขส้ ามคั คีกัน ผนึกก�ำลังกนั เข้า ท�ำร่างกายให้ทุรพล หมดสภาพท่ีจะช่วยตัวเองได้ ก็ต้องเป็นหน้าที่ท่ีลูกจะช่วยดูแลรักษา เป็นภาระ ตอบแทนท่านท่ีท่านเคยดแู ลรกั ษาลูกเมอื่ ป่วยไข้ หากท�ำไมไ่ ดเ้ ท่าท่าน หรือปรนนิบัตทิ า่ นไม่ไดเ้ ท่ากับ ทท่ี า่ นชว่ ยดแู ลรักษาเรา อยา่ งนอ้ ยดูแลรกั ษาทา่ นใหเ้ ทา่ คร่งึ หนง่ึ ของท่านทีเ่ คยดูแลเอาใจเรามาต้งั แต่ ปฏิสนธิในครรภจ์ นถงึ เตบิ โตเป็นหนมุ่ เป็นสาว ท่านดแู ลเรามาสบิ กว่าปี เราเฝ้าไขค้ ืนสองคืนกค็ งไมบ่ ่น ว่าล�ำบาก
หลักปฏสิ มั พันธ์ของประชาชนในรฐั แบบรอบทิศทางตามแนวพุทธ 179 กาลท่ี ๔ ยามตาย ผลของการเกิด ก็คือ ความตาย ผลของการอยู่รว่ มกนั ก็คอื ต้องพลดั พราก จากกนั ไม่ว่าพ่อแมข่ องเรา หรอื ของใครกอ็ ยู่ในสภาพเดียวกัน มนษุ ยท์ ุกคนเกิดมาตอ้ งตาย เกดิ เท่าไร กต็ ายเท่าน้ัน ไม่มมี นษุ ยค์ นใดจะเหลอื ชวี ิตอยู่ในโลกนเ้ี ลย เกิดมาทง้ั โลกก็ตายหมดท้งั โลก ตา่ งกนั ตรง ทไี่ ม่ได้ตายพร้อมกัน จงึ มคี นเหลืออยใู่ หเ้ ราได้เห็น เหมอื นคนยงั อย่เู ตม็ โลก แลว้ จะไมต่ าย หน่งึ ในนัน้ ก็ มีเราอยูด่ ว้ ย เมอ่ื วาระสุดทา้ ยของมารดาบดิ ามาถึง กค็ วรทลี่ ูกท่ยี ังมีชวี ิตอยู่ไดช้ ว่ ยเปน็ ภาระธรุ ะสนอง คุณท่านในโอกาสสุดท้าย คือ จัดการเก่ียวกับสรีระร่างกายของท่านให้เหมาะสมตามสมควร ตาม ประเพณี อยา่ งสุดความสามารถทจ่ี ะทำ� ได้ ความแก่ ความเจ็บไข้ได้ป่วย และความตายเป็นสภาพธรรมท่ีเกิดข้ึนตามธรรมชาติ ธรรมดา ของทุก ๆ คน ไม่ว่าพ่อแม่เรา หรือพ่อแม่คนอ่ืน รวมถึงตัวเราด้วย อย่าคิดว่าความแก่ ความเจ็บป่วย และความตาย จะมีเฉพาะพ่อแม่เราเท่านั้น ถ้าเราท�ำอย่างไร ประพฤติปฏิบัติอย่างไรกับพ่อแม่ ดูแล เอาใจใส่ทา่ นอยา่ งกตญั ญรู คู้ ุณ ลูก หลาน เหลนของเราในวันข้างหน้ากจ็ ะปฏิบัตอิ ย่างน้ันต่อเราเช่น กัน เหมือนเราสอนเขาให้ซึมซับพฤติกรรมของเราด้วยการกระท�ำเป็นตัวอย่าง ลูก ๆ จึงควรตระหนัก ในหัวข้อนี้เหมือนกนั เลี้ยงมารดาบดิ าทางจติ ใจ ๑. เอาใจใส่ เอื้อเฟื้อ เก้อื กูล คอื เอาใจใส่พอ่ แม่ คิดถงึ จติ ใจของท่าน คิดถึงความต้องการของ ท่าน คิดถึงความเป็นอยู่ของท่าน คิดถึงความจ�ำเป็นของท่าน ไปมาหาสู่ถามสารทุกข์สุกดิบ ไมใ่ ชเ่ อาใจใสแ่ ตต่ วั เรา คดิ ถงึ จติ ใจของเรา คดิ ถงึ ความตอ้ งการของเรา คดิ ถงึ ความเปน็ อยขู่ องเรา คดิ ถงึ ความจ�ำเป็นของเรา ถ้าคิดตามแนวคิดอย่างหลังนี้ก็จะกลายเป็นว่า ต้องให้พ่อแม่เอาใจใส่เรา รักษา นำ�้ ใจของเรา เหมอื นตอนทเ่ี รายงั เดก็ ถา้ เปน็ อยา่ งนแี้ ทนทจี่ ะเปน็ การเลยี้ งจติ ใจของทา่ นกลบั กลายเปน็ ท�ำลายท�ำร้ายจิตใจของท่าน เพ่ิมทุกข์ให้แก่ท่าน เพราะเหมือนกับว่าเราไม่รู้จักโต พ่ึงพา ตัวเองไม่ได้ ไม่มีน้�ำใจและเห็นแก่ตัว อีกอย่างหน่ึง การที่ลูกท�ำตัวให้มารดาบิดายินดีด้วย มุทิตาด้วย คือ เป็นคนดี มีความประพฤติดี มีความรู้ความสามารถ เจริญด้วยลาภ ยศ สุข สรรเสริญ ก็เป็น การเลยี้ งจติ ใจของทา่ นให้เปน็ สุขเหมือนกนั ลกู ควรเอาใจใสเ่ ร่ืองน้ดี ว้ ย ๒. รับฟงั ไม่ขดั ใจ ไม่โต้เถียง ธรรมดาของพ่อแมด่ ว้ ยความรกั ความห่วงใยลกู และเป็นภาระ หน้าท่ีของท่านที่ต้องห้ามปรามไม่ให้ท�ำผิด ท�ำไม่ดี แนะน�ำให้ท�ำ พูด คิด ในสิ่งท่ีถูกต้องดีงาม แม้ลูก ๆ จะเติบโตแล้วท่านก็ยังเป็นห่วง และยังรู้สึกว่าลูกยังเล็กอยู่ ท่านก็สั่งสอนแนะน�ำว่ากล่าวตัก เตือนอยู่เสมอด้วยความหวังดี ลูกเมื่อเข้าใจอย่างน้ีแล้วก็ไม่ควรร�ำคาญ หรือแสดงความหงุดหงิด ไม่พอใจว่า ตัวเองโตแล้ว เก่งแล้ว ดีแล้ว ก้าวหน้าทันสมัยมากแล้ว รู้ดีกว่าพ่อแม่ซ่ึงเป็นคนสมัยเก่า จะอย่างไรก็ควรจะรับฟังด้วยดี ไม่ขัดใจ ไม่โต้เถียงขัดแย้งต่อหน้าทันที หรือแสดงอาการดูถูก ดูหมิ่น
180 รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ คำ� พดู หรอื ความเหน็ ของท่าน ถ้าหากเราไม่เหน็ ด้วย หรือรู้วา่ ผิด ไมถ่ กู ต้อง หากวา่ ไม่เป็นเรอื่ งใหญโ่ ต เสยี หายกค็ วรปลอ่ ย ๆ ไป ถอื วา่ ทา่ นระบายอารมณ์ พดู ไปแลว้ ทา่ นกส็ บายใจ แตถ่ า้ เปน็ เรอื่ งไมถ่ กู ตอ้ ง จะเสยี หายใหญโ่ ตกค็ วรรบั ฟงั ปลอ่ ยใหท้ า่ นพดู ทกุ แงท่ กุ มมุ ใหจ้ บกอ่ น คอ่ ยเสนอความเหน็ ในเชงิ ปรกึ ษา หารอื เพอ่ื หาขอ้ ยตุ ริ ว่ มกนั ในประเดน็ นน้ั โดยไมเ่ ปน็ การแสดงใหเ้ หน็ วา่ ทา่ นผดิ หรอื ขดั คอ หรอื ดหู มน่ิ ความคิดเห็น ความหวังดีของท่าน อาจจะเร่ิมด้วยการยอมรับความคิดเห็นของท่านก่อนว่าดีมีเหตุผล ด้วยความขอบคุณท่านอย่างจริงใจ จากนั้นค่อยน�ำเสนอแง่มุมอ่ืนท่ีแตกต่าง เพ่ือให้ท่านช่วยพิจารณา ในลกั ษณะหาแนวทางทถ่ี กู ตอ้ งรว่ มกนั สรปุ อยา่ งไรกเ็ ปน็ แนวทาง และความคดิ เหน็ ของทา่ นทเ่ี ราพรอ้ ม จะน�ำไปปฏิบัติอยู่ดี ถ้าอย่างน้ีท่านก็จะดีใจ และไม่เสียความรู้สึก และอาจจะภูมิใจในลูกของท่านใน ความมเี หตุ มีผล ร้จู กั อดทน ร้จู กั ผอ่ นสน้ั ผอ่ นยาว และสุขมุ รอบคอบ ๓. ถนอมน�้ำใจ การกระท�ำ การพดู และคิด มีเมตตา กรณุ า ตามหลกั ของ สาราณยิ ธรรม ขอ้ ปฏิบัติเป็นเหตุให้คิด ให้นึกระลึกถึงกัน ด้วยความรัก ความปรารถนาดีต่อกันและกัน เป็นที่ทราบกัน ดแี ลว้ วา่ มารดาบดิ าเปน็ ผมู้ พี ระคณุ ทา่ นอยใู่ นฐานะสงู ดว้ ยคณุ ธรรม อยใู่ นฐานะบพุ การี ผทู้ ำ� อปุ การะ ตอ่ ลกู กอ่ น อยใู่ นฐานะบรุ พาจารย์ อาจารยค์ นแรกกอ่ นครอู าจารยค์ นอน่ื เปน็ บรุ พเทพ เทวดาองคแ์ รก เปน็ พระพรหม เปน็ พระอรหนั ตข์ องลกู เปน็ ถปู ารหบคุ คล บคุ คลผคู้ วรแกก่ ารเคารพบชู า เปน็ ทกั ขเิ ณย บคุ คล บคุ คลผ้คู วรแก่การรบั ของสกั การะของลูก ๆ ท่นี ำ� มามอบให้ พฤติกรรมท่ีลกู แสดงออกตอ่ ทา่ น ทง้ั การกระทำ� การพดู และความรสู้ กึ นกึ คดิ ทมี่ ตี อ่ ทา่ น ตอ้ งแสดงออกดว้ ยความเคารพ ออ่ นนอ้ ม ยำ� เกรง ประกอบดว้ ยเมตตา ปรารถนาใหท้ ่านเป็นสุข และกรณุ า ไม่ปรารถนาใหท้ า่ นมีทุกข์ เพราะการกระทำ� ค�ำพดู ของเรา ไม่พดู ไมก่ ระท�ำ หรือคดิ ตอ่ ทา่ นในฐานะเหมอื นทา่ นเปน็ ลกู หนีข้ องลูก ทาสของลูก ผ้ใู ต้ บังคับบัญชาของลูก หรือผู้อยู่ในฐานะต�่ำต้อยกว่าลูก หรือคนอาศัยใบบุญของลูก ควรพูดด้วยความ สุภาพ ออ่ นโยน อ่อนน้อม เออื้ เฟ้อื ให้เกียรติ ตามหลักการของสาราณิยธรรม ธรรมเปน็ เหตใุ หร้ ะลกึ ถึงกันท่ีพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่ให้ เกิดความรัก ความเคารพ นับถือสงเคราะห์ช่วยเหลือเอ้ือเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ทะเลาะวิวาทกัน ก่อให้เกิด ความสามคั คปี องดองกนั ซง่ึ ประกอบไปดว้ ย ๑. ปฏิบตั ติ ่อพ่อแม่ทางกายดว้ ยจติ เมตตา ๒. พูดกับพ่อแมด่ ว้ ยจติ เมตตา ๓. คิดต่อพอ่ แม่ดว้ ยจติ เมตตา ๔. เออ้ื เฟื้อทา่ นด้วยสง่ิ ของหรือเงนิ ทอง ปัจจยั ๔ มนี ำ�้ ใจตอ่ ท่าน ๕. ไม่ขัดแย้งโตเ้ ถยี งขัดคอ ทะเลาะ ๖. มคี วามประพฤติดงี าม ไม่ขดั ตาทา่ น
หลักปฏิสัมพนั ธข์ องประชาชนในรัฐแบบรอบทศิ ทางตามแนวพุทธ 181 มคี �ำอธบิ ายเพม่ิ เติมตามหลกั สาราณียธรรม ๑. ปฏบิ ตั ติ อ่ พอ่ แม่ หรอื กระทำ� ตอ่ พอ่ แมด่ ว้ ยจติ เมตตากรณุ า คอื ปรารถนาดตี อ่ ทา่ น ปรารถนา ให้ท่านเป็นสุข ให้ท่านไม่มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ถ้าท่านมี ก็ช่วยขจัดปัดเป่าให้หมดไปจนสุดความ สามารถ ไม่นง่ิ ดูดาย ใจจดื ใจด�ำ ธรุ ะไมใ่ ช่ แต่ถา้ จะขอแบง่ เงิน ส่ิงของของทา่ น เราต้องได้เทา่ คนอนื่ หรอื มากกวา่ อยา่ งนีก้ ็ไม่ถูกต้อง ๒. พูดกับท่านด้วยจิตเมตตา กรุณา คือ พูดด้วยความเคารพ ด้วยความสุภาพอ่อนน้อม ถ่อมตนต่อท่าน ไม่ใชด่ ดุ ่าวา่ กล่าวให้เสยี ใจ หรือกระโชกโฮกฮาก ไม่มีสัมมาคาราวะ ไม่ร้วู า่ ใครเป็นพ่อ แม่ หรอื ใครเป็นลูก ๓. คดิ ตอ่ ทา่ นดว้ ยจติ ทอี่ อ่ นโยน ดว้ ยเมตตา กรณุ า คอื คดิ ดตี อ่ ทา่ น ปรารถนาดตี อ่ ทา่ น ระลกึ ถึงท่านด้วยจิตท่ีดีงาม ปรารถนาให้ท่านเป็นสุขท้ังต่อหน้าและลับหลัง ไม่ใช่คิดแช่งให้ตายวันตายคืน จะไดร้ บั มรดก หรอื จะไดห้ ายรำ� คาญหู รำ� คาญตา รำ� คาญใจ คดิ ถงึ พอ่ แมว่ า่ เปน็ สว่ นเกนิ ของครอบครวั กลัวภรรยา หรือกลัวสามี หรือลูกจะร�ำคาญ อยากอยู่ส่วนตัวเฉพาะครอบครัวตัวเองเลยคิดรังเกียจ พอ่ แม่ คดิ อยากจะใหไ้ ปใหพ้ น้ เสีย อย่างน้กี ไ็ ม่ถูกต้อง ๔. แบ่งปนั ลาภทหี่ ามาได้ คอื เอือ้ เฟ้ือเผือ่ แผท่ ่านดว้ ยสิ่งของ เงนิ ทอง ปจั จยั ๔ เปน็ การแสดง ความมีน�้ำใจต่อท่าน ไม่ใช่ใจจืดใจด�ำ ของท่านอยากได้ แต่ของเราหามาได้ ไม่คิดแบ่งปัน ไม่คิดถึง พอ่ แมเ่ ลย ตอ้ งให้ออกปากขอ หรือจะให้ทา่ นก็ให้แบบเสียไม่ได้ อยา่ งน้ีก็ไมถ่ กู ตอ้ งอีกเหมอื นกัน ๕. มีความคิดเห็นไมข่ ดั แย้ง (ทิฏฐิสามัญญตา) คือไมว่ ิวาท ไมท่ ะเลาะ ไปในแนวทางเดยี วกนั ไมข่ ดั คอ ไมข่ ดั ใจ ไม่โตแ้ ย้งต�ำหนิวา่ ท่านผิด เราถูก หรอื ทา่ นคนโบราณ เราสมยั ใหม่ มคี วามรู้มีความ เข้าใจฉลาดหลกั แหลมกว่าท่าน ๖. มีความประพฤติดีงาม (สีลสามัญญตา) คือ ไม่ขัดตา ขัดใจ ไม่ขัดความรู้สึก เป็นความ ประพฤตดิ ที คี่ นดรี บั ไดท้ งั้ ทางกาย วาจา ใจ อยา่ งนอ้ ยกด็ เี ทา่ กบั พอ่ แม่ ทา่ นจะไดไ้ มร่ สู้ กึ เสยี ใจวา่ อบรม สัง่ สอนไมไ่ ดผ้ ล ทำ� ให้ลกู เปน็ คนดีไม่ได้ ทกี่ ลา่ วมาแลว้ นนั้ เปน็ การเลย้ี งพอ่ แมต่ อบแทนทงั้ กายและใจ กช็ อ่ื วา่ เปน็ บตุ รทก่ี ตญั ญกู ตเวที คอื รูค้ ุณแลว้ ทำ� ตอบแทนทา่ น ไดท้ ำ� หน้าที่ในขอ้ ท่วี ่า ท่านเลี้ยงเรามาเราเล้ยี งดูท่านตอบแทน หน้าที่ประการที่ ๒ ช่วยท�ำกจิ ของท่าน ๒ อยา่ ง คือ ๑) กิจปกตธิ รรมดาท่วั ไป ๒) กิจท่เี ป็น หนา้ ทีท่ ีท่ า่ นรบั ผดิ ชอบจะต้องทำ� ในฐานะมารดาบดิ า ซึ่งเป็นหนา้ ทีท่ ่สี �ำคัญและจ�ำเปน็ ที่สุด
182 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ ภารกจิ ท่ี ๑ กิจการงานภาระหน้าที่ปกติธรรมดาในชวี ติ ประจำ� วัน ท่านมกี ิจอนั ใดประสงค์ให้ ชว่ ยหรอื ไมก่ ต็ าม ลกู ต้องแสดงน�้ำใจ แสดงออกท้งั ทางกาย อาสาช่วยอยา่ งแข็งขนั เตม็ ท่ี และเต็มใจท่ี จะรับภาระช่วยท�ำช่วยคิดด้วยความเต็มใจ เพื่อให้ภาระของท่านส�ำเร็จลงได้ ตามท่ีท่านต้องการ ช่วยเหลือแบ่งเบาภาระนั้น ๆ โดยถือว่าภาระของพ่อแม่ก็คือภาระของลูก เมื่อมีลูกอยู่ พ่อแม่จะต้อง ท�ำให้ล�ำบากท�ำไม กิจการงานที่ว่านี้เป็นทั้งกิจการงานที่ท่านมอบหมาย และกิจการงานที่ท่านไม่ได้ มอบหมาย ลกู ทำ� ช่วยด้วยความเอ้ือเฟ้อื ดว้ ยความมีน้�ำใจต่อพ่อแม่ ภารกิจท่ี ๒ กิจที่ท่านรับผิดชอบเป็นภาระหน้าท่ีโดยตรงที่ท่านจะต้องท�ำในฐานะเป็น มารดาบิดา เป็นภาระหน้าท่ีที่จ�ำเป็น เป็นภาระหน้าที่ท่ีส�ำคัญที่สุด เป็นภาระหน้าที่ที่ไม่ท�ำไม่ได้ เปน็ ภาระหน้าที่ทจ่ี ะบอกเลกิ ไม่ได้ เปน็ ภาระท่หี นกั ทส่ี ุดของพ่อแม่ คอื ๑) หา้ มลกู ไมใ่ หท้ ำ� ช่ัวทัง้ ทางกาย วาจา ใจ ๒) สอนลูกให้ตง้ั อยใู่ นความดเี พอื่ เป็นคนดีพร้อมทง้ั ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ๓) ให้ลกู ศึกษาเลา่ เรยี น ๔) เลือกคู่ครองทีด่ ีทเี่ หมาะสมให้ ๕) มอบทรัพยใ์ ห้ลกู ดูแลแทนเม่อื ถึงเวลาสมควร กจิ ดงั กลา่ วนเ้ี ปน็ ภารกจิ ของพอ่ แมท่ ลี่ กู จะตอ้ งชว่ ยทา่ นทำ� และใหก้ ารสนบั สนนุ ใหค้ วามรว่ มมอื อย่างเต็มท่ี เพราะถ้าลูกไม่ให้การสนับสนุน ไม่ให้ความช่วยเหลือ ไม่ให้ความร่วมมือที่ดี ภารกิจอันน้ี ของพ่อแม่ก็จะไม่ส�ำเร็จ ภารกิจอันส�ำคัญนี้จะต้องล้มเหลว สร้างความทุกข์ ความเศร้าโศกเสียใจแก่ ท่านไปตลอดชีวิตของท่าน และตลอดชีวิตของเรา ท่านก็จะได้ช่ือว่า มีลูกเป็นคนช่ัว หรือไม่เป็นคนดี ลกู ไมม่ วี ชิ าความรใู้ นการหาเลย้ี งตวั และครอบครวั ลกู ทโ่ี งเ่ ขลาเบาปญั ญา ลกู ทมี่ ชี วี ติ ครอบครวั ลม้ เหลว และไมส่ ามารถรกั ษาทรพั ยส์ มบตั ขิ องพอ่ แมไ่ วไ้ ด้ ฉะนนั้ กจิ อนั นเ้ี ปน็ กจิ ทสี่ ำ� คญั ประการหนง่ึ ของพอ่ แม่ ถ้าลกู ร่วมมือกับทา่ นช่วยทำ� กิจนใ้ี หส้ �ำเร็จลุลว่ งไปดว้ ยดี จะเป็นตัวตดั สินว่าท่านจะผิดหวงั หรือสมหวัง จะไดร้ ับความทุกข์ หรอื ได้รับความสุขตลอดชวี ิตในชาตินี้ของท่านหรอื ไม่ หนา้ ทปี่ ระการท่ี ๓ ดำ� รงวงศส์ กลุ คอื มารดาบดิ าประสงคจ์ ะใหล้ กู มคี ณุ ธรรมจงึ หา้ มไมใ่ หล้ กู ท�ำช่ัว ใหต้ ้งั อยู่ในความดีพร้อมทงั้ ทางกาย วาจา ใจ เปน็ ผมู้ ีวชิ าความรู้ ความฉลาด สามารถรกั ษาตัว สามารถเลย้ี งตวั เองและครอบครวั ได้ เมอ่ื ลกู ใหค้ วามรว่ มมอื ชว่ ยใหท้ า่ นทำ� กจิ ธรุ ะอนั สำ� คญั นสี้ ำ� เรจ็ ตาม ความประสงค์ของท่าน ท่านก็จะได้บุตรที่บริบูรณ์ด้วยคุณธรรม บุตรเช่นนี้จึงสามารถสนองคุณพ่อแม่ ได้ บตุ รเชน่ นจี้ งึ จะสามารถรกั ษาตวั นำ� ความสขุ ความเจรญิ กา้ วหนา้ มาสตู่ วั เองได้ บตุ รเชน่ นจ้ี ะสามารถ รักษาวงศ์สกลุ หรือดำ� รงวงศส์ กุลของตวั เองไวไ้ ด้
หลักปฏสิ ัมพนั ธ์ของประชาชนในรฐั แบบรอบทิศทางตามแนวพทุ ธ 183 ประเภทของบตุ รที่มีอยใู่ นโลกนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ใน ตโยปตุ สตู ร๒ คอื บตุ ร ๓ ประเภท ไดแ้ ก่ ๑. อวชาตบุตร บตุ รท่เี ลวกว่ามารดาบดิ า ๒. อนชุ าตบุตร บตุ รที่เสมอกับมารดาบดิ า ๓. อภิชาตบตุ ร บุตรที่ดกี ว่ามารดาบิดา บุตรประเภทที่ ๑ อวชาตบุตร บุตรเลวกว่าพ่อแม่ มาตรฐานต่�ำกว่าพ่อแม่ พฤติกรรม ความประพฤตทิ างกาย วาจา ใจ อยูใ่ นระดับทีไ่ ม่ดเี ท่าพอ่ แม่ พอ่ แมท่ ำ� มาหากนิ โดยสจุ รติ ประพฤตสิ จุ รติ ธรรมทางกาย ทางวาจา ทางใจ ลกู มคี วามประพฤติ ทจุ รติ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ พอ่ แมม่ คี วามฉลาดมคี วามสามารถ มวี ชิ าความรดู้ ลี กู ไมม่ คี วามรคู้ วาม ฉลาดความสามารถเทา่ กบั พอ่ แม่ เปน็ ลกู ทเ่ี กดิ มาลา้ งผลาญวงศส์ กลุ ทำ� ใหว้ งศส์ กลุ เสยี ชอื่ เสยี ง ทำ� ลาย คณุ งามความดี และทรัพย์สมบัตทิ ่พี ่อแม่หาไว้ สะสมไว้ เป็นลกู เกาะ ลกู แกะ ลูกเกาะ คือเกาะพ่อแม่ตลอด เป็นที่พ่ึงตัวเองไม่ได้ต้ังแต่เกิดจนโต จนมีครอบครัว เกาะเงิน ทองขา้ วของพอ่ แม่ เหมือนยงั เปน็ เด็กตอ้ งพ่งึ พ่อแม่ตลอดไป ลกู แกะ ลกู ประเภทนใ้ี กลเ้ คยี งประเภทแรก แตต่ า่ งกนั ตรงทท่ี ไ่ี มไ่ ดข้ อจากพอ่ แม่ ไมต่ อ้ งรอขอ แลว้ ให้ทา่ นให้ ไมต่ อ้ งคอยให้ทา่ นเลยี้ ง แต่เลีย้ งตวั เอง โดยหยิบฉวยเงินทองพอ่ แม่ไปใช้ หรอื นำ� ทรพั ย์ มรดกพอ่ แมไ่ ปจ�ำหนา่ ย จา่ ย แจกตามตอ้ งการ คือ แกะทรพั ยส์ มบตั ขิ องพ่อแม่ไปทีละเล็กละนอ้ ยจน หมดสิน้ จากน้ันกไ็ ปแกะทรัพย์สินเงนิ ทองของคนอื่นดว้ ยการทุจริตตา่ ง ๆ เพ่ือยงั ชีพ จากนัน้ ก็แกะคกุ ตารางเขา้ ไปอยู่ ลกู ประเภทนเี้ ปน็ ประเภทตดิ อบายมขุ ไมต่ ง้ั ใจทำ� มาหาเลยี้ งชพี โดยสจุ รติ คอื บตุ รเลว กวา่ พ่อแม่ เปน็ อวชาตบุตร พอ่ แม่คนใดมลี กู ประเภทนี้สู้ไมม่ จี ะดีกว่า เป็นหญงิ หมนั จะดกี วา่ ถา้ มบี ตุ ร ประเภทอวชาตบตุ รแมค้ นเดียวก็จะนำ� ทุกข์อย่างมหนั ตม์ าส่พู ่อแม่ จะยกเลิกหรือตัดลูก ตัดพอ่ ตัดแม่ ก็ไม่ได้ จะบอกใครว่า ขอยกเลิกหรือปฏิเสธว่าไม่ใช่ลูกก็คงไม่ได้ ต้องรับแบกทุกข์ด้วยความเสียใจไป ตลอดชาตทิ ีเดยี ว บุตรประเภทท่ี ๒ อนชุ าตบุตร บตุ รดีเท่าพอ่ แม่ หรือดีเสมอกับพ่อแม่ พอ่ แมม่ คี ณุ ธรรม มคี วามประพฤตสิ จุ รติ ดงี าม ทง้ั กาย วาจา ใจ ลกู กม็ คี ณุ ธรรม มคี วามประพฤติ ดีงามเสมอบิดามารดา พ่อแม่ขยันท�ำมาหาเลี้ยงชีพ สร้างตัวสร้างฐานะเป็นปึกแผ่นม่ันคงโดยสุจริต ๒ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก ขุททกนกิ าย อิตวิ ตุ ตกะ เลม่ ท่ี ๒๕ หน้าท่ี ๒๗๘
184 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ ลกู ก็ทำ� มาหาเลีย้ งชีพ ขยันสร้างตัวสรา้ งฐานะได้มนั่ คงโดยประพฤติสุจริตเสมอเหมอื นกัน ลูกประเภท นีเ้ ป็นอนชุ าตบตุ ร ที่สามารถรกั ษาวงศส์ กุล รกั ษาชื่อเสียง เกยี รติคณุ ของพ่อแม่ ปู่ ยา่ ตา ทวด ไว้ได้ เป็นบุตรท่ีดีน�ำความภูมิใจ สุขใจมาส่พู อ่ แม่ บุตรประเภทที่ ๓ อภชิ าตบุตร บตุ รทดี่ กี ว่าพอ่ แม่ พ่อแม่มีฐานะดี ลูกก็ขยันท�ำมาหาเล้ียงชีพ ร่�ำรวย มีฐานะดีมั่นคงกว่าพ่อแม่ ท�ำให้ทรัพย์สิน เงนิ ทองทพ่ี อ่ แมม่ อี ยเู่ ดมิ งอกเงยมง่ั คง่ั สมบรู ณม์ ากยง่ิ ขน้ึ มากยงิ่ กวา่ ทพ่ี อ่ แมเ่ คยมี เคยทำ� มคี วามรคู้ วาม ฉลาด ความสามารถ มลี าภ ยศ สขุ สรรเสรญิ มชี อ่ื เสยี ง เกยี รตคิ ณุ สงู สง่ กวา่ พอ่ แม่ ดา้ นคณุ ธรรม ความ ประพฤตทิ ้ังทางกาย วาจา และใจ ดีกว่าพอ่ แม่ พอ่ แมม่ ศี รัทธาในพระรตั นตรัยบ้าง ลกู มศี รัทธาในพระ รตั นตรยั สมำ่� เสมอดีกว่าพอ่ แม่ พ่อแม่มีศลี มน่ั คงเปน็ บางคร้งั แต่ลูกมีศีลมัน่ คงอยา่ งสมำ�่ เสมอตอ่ เนอ่ื ง พ่อแม่ให้ทานเป็นบางโอกาส แต่ลูกให้ทานในทุกโอกาสอย่างสม�่ำเสมอ พ่อแม่มีจิตใจดีงามสงเคราะห์ ช่วยเหลือคนอื่น ประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้อื่นเป็นบางโอกาส แต่ลูกมีความประพฤติเช่นนี้อย่าง เป็นปกตินิสัยต่อทุกคนตลอดเวลา พ่อแม่อบรมความเข้าใจพระธรรม มีความเห็นถูกด้วยการฟังพระ ธรรม ศกึ ษาพระธรรม ทำ� ความเขา้ ใจพระธรรม มคี วามเขา้ ใจถกู ตามเหตผุ ลบา้ ง แตล่ กู มคี วามประพฤติ เช่นทีว่ า่ น้ีเปน็ ประจำ� ลูกประเภทท่ี ๓ นีเ้ รยี กว่า อภิชาตบตุ ร บตุ รท่ดี ีกว่าพอ่ แม่ เปน็ ลูกทีด่ ีเยย่ี ม เปน็ ลกู ทเี่ กดิ มาเปน็ ความภมู ใิ จของพอ่ แม่ เปน็ ลกู ทเ่ี ชดิ ชวู งศส์ กลุ เปน็ ลกู ทส่ี รา้ งชอ่ื เสยี งเกยี รตคิ ณุ ใหแ้ กพ่ อ่ แม่ แก่วงศ์สกุลทั้งรักษาและเชิดชูวงศ์สกุลให้สูงเด่นย่ิงข้ึน ลูกประเภทน้ีได้ช่ือว่าเป็น “ลูกแก้ว” ของ พอ่ แม่ “ลูกแกว้ ” ของวงศ์สกุล เพราะเปน็ ลูกท่มี คี ณุ ค่าสูง มคี นนยิ มยกย่อง มีคนอยากได้ อยากมีและ แสวงหา มีลูกแก้วเพียงคนเดียวก็เหมือนกับมีลูกตั้งร้อยคน เหมือนพระจันทร์ส่องสว่างในวันเพ็ญดวง เดียวก็ดีกว่าดาวลูกไก่เต็มท้องฟ้า อภิชาตบุตรนี้ก็เกิดขึ้นจากบุตรธรรมดาทั่วไปนี้แหละ แต่ได้รับการ ฝึกหัดขัดเกลา เชื่อฟังพ่อแม่ที่ท่านห้ามไม่ให้ท�ำความช่ัว ก็เช่ือฟัง ท่านสอนให้ท�ำความดี ก็เชื่อฟัง ทำ� ตาม ประพฤตติ ามเปน็ อยา่ งดี ทา่ นใหศ้ กึ ษาเลา่ เรยี นกต็ งั้ ใจศกึ ษาเลา่ เรยี นอยา่ งเตม็ ท่ี เตม็ กำ� ลงั เตม็ ความสามารถ เปน็ การพฒั นามาจากลกู ธรรมดา ขนึ้ ไปสฐู่ านะแหง่ อนชุ าตบตุ ร และอภชิ าตบตุ รไดต้ าม ลำ� ดับ หน้าท่ีประการท่ี ๔ ประพฤติตนให้เหมาะสมท่ีจะรับทรัพย์มรดก ได้แก่ ท�ำตนให้เป็นที่ไว้ วางใจของพอ่ แมว่ า่ สามารถดแู ลรกั ษาทรพั ยส์ มบตั พิ อ่ แมห่ าไวไ้ ด้ หรอื สามารถทำ� ใหเ้ พม่ิ พนู งอกเงยขน้ึ มาได้จากทรัพย์ที่มีอยู่เดิมของพ่อแม่ ท�ำให้พ่อแม่รู้สึก ยอมรับ และไว้วางใจว่าลูกเป็นคนดี เป็นคน กตัญญูรู้คุณพ่อแม่ ไม่ใจจืด ใจด�ำ ถ้ามอบทรัพย์มรดกให้แล้ว จะไม่ทอดทิ้งพ่อแม่ ไม่ปล่อยให้ท่าน อดอยากตกทุกข์ได้ยากภายหลัง คือ ต้องประพฤติตนให้เป็นอภิชาตบุตร หรือท่ีเรียกว่าเป็นลูกแก้ว ลูกท่ดี พี รอ้ มดว้ ยคณุ ความดี ลูกทบ่ี ริบรู ณด์ ้วยคุณธรรม สามารถสนองคณุ พ่อแม่ได้
หลักปฏิสัมพนั ธ์ของประชาชนในรฐั แบบรอบทศิ ทางตามแนวพุทธ 185 หนา้ ทป่ี ระการที่ ๕ เมอ่ื ทา่ นลว่ งลบั ไปแลว้ ทำ� บญุ อทุ ศิ ให้ ในปรโลกไมม่ กี ารทำ� นา ทำ� ไร่ ไมม่ ี การทำ� มาหาเลย้ี งชพี แต่อยา่ งใด ไมม่ ีตลาดศูนยก์ ารคา้ ไม่ประกอบการงานธรุ กจิ พานชิ ยกรรม คา้ ขาย อุตสาหกรรม ผลิตสินค้าสง่ ออก หารายได้เล้ยี งชีพแตอ่ ยา่ งใด รอรับแตส่ ่วนบญุ สว่ นกศุ ลทญี่ าตอิ ุทิศให้ เท่าน้ัน เป็นการบูชาท่านด้วยปฏิบัติบูชาในมารดาบิดา แสดงออกถึงน�้ำใจท่ีดีงาม รู้บุญคุณท่านแล้วก ระท�ำตอบแทน แม้ท่านมีชวี ติ อยู่ แม้ทา่ นหาชวี ิตไม่แลว้ ไม่ทราบวา่ ทา่ นอยู่แหง่ หนตำ� บลไหน ลกู ก็ยงั ระลึกถึงคุณแล้วยังตอบแทน และเป็นการสะสมบุญอันเป็นอริยทรัพย์เป็นเหตุแห่งโภคะในปัจจุบัน ในโลกหนา้ และเปน็ ปจั จยั เปน็ เหตุให้ได้สรา้ งท่พี ึ่ง คือ บญุ ใหเ้ พิ่มพนู มากข้นึ แก่ตวั เอง โดยปรารภเหตุ แห่งผู้มีพระคุณ คือ มารดาบิดา เป็นการรวมญาติพ่ีน้อง ลูกหลานให้ร่วมกันสร้างความดีแก่ตัวเอง และเป็นตวั อย่างแก่อนชุ นรนุ่ หลังได้ประพฤติปฏบิ ตั ิในส่งิ ทีด่ ีงามสืบ ๆ ไป พระพุทธเจ้าทรงแสดงบุคคลที่หาได้ยากในโลกมี ๒ อย่าง๓ คือ บุพการีผู้ท�ำอุปการะก่อน กตัญญกู ตเวที บุคคลผรู้ อู้ ุปการะทท่ี ่านท�ำแลว้ และตอบแทน บพุ การีผ้ทู �ำอุปการะก่อนน้นั หมายถึง มารดาและบดิ า เพราะท่านมีอุปการะมากตอ่ ลกู อยา่ งหาส่งิ มาประมาณเปรียบเทยี บไมไ่ ด้ ทา่ นจึงเป็น บคุ คลหาไดย้ ากในโลกของลกู และลกู จะหาคนอน่ื ใดในโลกมาเปน็ พอ่ แมแ่ ทนทา่ นไมไ่ ดอ้ กี แลว้ จะเรยี ก คนอนื่ วา่ พอ่ แมก่ เ็ รยี กได้ แตจ่ ะรสู้ กึ วา่ เปน็ พอ่ แมเ่ ราจรงิ ๆ นน้ั ยากยง่ิ สว่ นกตญั ญกู ตเวที ผรู้ อู้ ปุ การะ ทท่ี ่านทำ� แล้วและตอบแทนนนั้ ไดแ้ ก่ ลกู ผู้รู้บญุ คุณทา่ นแลว้ ตอบแทนนัน้ หาไดย้ าก ไมใ่ ชไ่ ม่มี มแี ตห่ า ยาก ทจ่ี ะทำ� ไดค้ รบตามทก่ี ลา่ วมาแลว้ ขา้ งตน้ ตามหนา้ ทขี่ องบตุ รทมี่ ตี อ่ มารดาประการหนง่ึ อกี ประการ หนึ่งเพราะลูกผู้ท�ำตอบแทนบุญคุณท่านน้ัน เป็นลูกแก้ว เป็นอภิชาตบุตร เป็นลูกที่ถึงพร้อมด้วยคุณ ความดี เป็นท่ีควรแก่การยกย่องสรรเสริญ ควรที่จะถือเป็นเย่ียงอย่างของลูกท้ังหลาย จึงได้ชื่อว่าเป็น ลกู ทม่ี คี ณุ คา่ สูงท่หี าไดย้ ากในโลก ๒. ทิศเบ้อื งขวา ครู อาจารย์ (ทักษณิ ทศิ ) ทที่ า่ นจดั เปน็ เบอื้ งขวาเพราะมภี ารกจิ สมั พนั ธ์ ผกู พนั ตอ่ เนอ่ื งจากภาระของมารดาบดิ า เบอ้ื งตน้ มารดาบดิ ามคี วามผกู พนั ในฐานะผใู้ หก้ ำ� เนดิ ภารกจิ ตอ่ เนอ่ื งทท่ี า่ นมอี ปุ การะตอ่ บตุ รกค็ อื อบรมสงั่ สอน โดยห้ามไม่ให้ท�ำช่ัว อบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี ให้ศึกษาเล่าเรียนในส�ำนักครูอาจารย์อ่ืน ถ้ามองตาม ล�ำดับสายสัมพันธ์มารดาบิดาเมื่อให้ก�ำเนิดแล้ว ก็ท�ำหน้าที่เป็นครูอาจารย์คนแรกก่อนครูอาจารย์อื่น ท่เี รยี กวา่ บรู พาจารย์ หลังจากนั้นแล้วครอู าจารยอ์ ่นื ๆ จงึ จะทำ� หนา้ ท่รี บั ชว่ งต่อจากทา่ น ซงึ่ มีความ สมั พันธ์ตอ่ จากพ่อแม่ รับช่วงตอ่ เปน็ ชว่ งที่ ๒ ส่วนภรยิ าหรอื สามี ก็ยังไมม่ สี ว่ นเพอ่ื น ๆ ก็เปน็ เพ่อื นเล่น ๓ พระสุตตปฎิ ก องั คตุ รนิกาย ทกุ นบิ าต เลม่ ที่ ๒๐ หนา้ ๑๐๙
186 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ลูกน้องบริวาร และสมณพราหมณ์ก็มีความสัมพันธ์ล�ำดับที่ไกลออกไปอีก ด้วยเหตุน้ีท่านจึงจัดว่าครู อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดต่อจากมารดาบิดา ครูอาจารย์จึงถือได้ว่าเป็นบุพการี อนั ดับท่สี องรองจากมารดาบิดา ความหมายของค�ำวา่ ครู ในภาษาบาลีใช้ค�ำว่า “ครุ” มี ๒ ความหมาย คือ หนัก และ สูง หนัก หมายถงึ หนักดังฉตั รหนิ หนักด้วยคณุ ความดี หนกั ด้วยอปุ การะ สูง หมายถึง ผทู้ ีส่ งู ส่งดว้ ยคุณความดี เลิศลอย เฟือ่ งฟู ปรากฏให้เหน็ ลอยเด่นในภาระหน้าที่ คณุ ความวดี ในภาษาสันสกฤตใช้ค�ำว่า “คุรุ” แปลว่า ใหญ่ ได้แก่ ใหญ่ด้วยคุณงามความดี ย่ิงใหญ่ด้วย อุปการะ เพราะอบรมสั่งสอนจนกว่าศิษย์จะรู้และปฏิบัติตามได้ ซึ่งไม่ได้อบรมสั่งสอนเพียงวัน สองวนั เทา่ น้ัน คำ� ว่า “คารวะ” แปลงมาจากศพั ท์คำ� วา่ “ครุ” หรอื “คุรุ” แปลวา่ ท�ำให้หนกั คือ ท�ำความ เคารพบูชาดว้ ยกาย วาจา ใจ ทัง้ อามสิ บูชาและปฏบิ ัติบูชา ความหมายของค�ำว่า “ครู” หมายถึงผสู้ ั่งสอน ถา่ ยทอดวชิ าความรแู้ ละเปน็ แบบอย่างทดี่ แี ก่ ศษิ ย์ เป็นผ้นู ำ� ทางศษิ ยไ์ ปสูค่ วามดี ความหมายของค�ำว่า “อาจารย์” ส่วนมากครูกับอาจารย์มักใช้แทนกัน ปะปนกันอยู่เสมอ สมัยก่อนจะเรียกผู้สอนในโรงเรียนระดับต้นว่า ครู ในระดับอุดมศึกษาเรียก อาจารย์ และได้ก�ำหนด ตำ� แหน่งตามล�ำดบั ไว้ คือ อาจารย์ ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ปจั จบุ นั นีใ้ นระดับต�่ำกว่าอดุ มศึกษาก็เรียกวา่ อาจารย์ เหมอื นกนั แตค่ ำ� วา่ ครูกบั อาจารย์มาจากรากศัพท์ต่าง กัน และมีความหมายต่างกนั อาจารย์ มาจากศพั ทภ์ าษาบาลี คอื “อาจารยิ ะ” ในภาษาสนั สกฤต คอื “อาจารยะ” หมายถงึ ผู้ฝึกมรรยาท ผู้ควบคุมให้อยู่ในระเบียบวินัย หรือกฎเกณฑ์ ผู้ดูแลเอาใจใส่ให้ประพฤติดีงาม (ความหมายตามหนา้ ที่ของภกิ ษทุ ีเ่ ป็นพระอุปชั ฌายอ์ าจารย์ คอื ผ้ดู แู ลฝกึ ฝน หรอื สงั่ สอนวิชาความรู้ อบรมดูแลความประพฤตขิ องศษิ ย์และเอ้อื อาทรตอ่ ศิษย์)
หลักปฏสิ มั พันธข์ องประชาชนในรัฐแบบรอบทศิ ทางตามแนวพทุ ธ 187 ผู้ท่ีอยู่ในฐานะอาจารย์ ท่านแสดงไว้ในอรรถกถาปรมัตถโชติกา ขุททกปาฐวรรณนา๔ ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวก พระอุปัชฌาย์อาจารย์ มารดาบิดา พ่ีชาย พี่สาว ครู อาจารย์ ผทู้ ำ� หนา้ ทส่ี ง่ั สอนอบรมศษิ ย์ ทา่ นเหลา่ นอ้ี ยใู่ นฐานะทคี่ วรคารวะ ทเี่ รยี กวา่ ทำ� ใหห้ นกั คอื ควรแก่การเคารพ พระพุทธเจา้ ได้ชื่อว่า เปน็ บรมครู หรือทเ่ี รยี กวา่ ศาสดา เพราะเปน็ ผ้ตู รสั รู้ชอบดว้ ยพระองค์ เอง และสอนใหผ้ ู้อนื่ ตรัสรตู้ าม พระองคท์ รงเป็นศาสดา (คร)ู ของเทวดาและมนษุ ย์ทงั้ หลาย ผสู้ อนทัง้ เทวดาและมนุษย์ด้วยพระมหากรุณาคุณ โดยหวังให้พ้นจากทุกข์ และให้ได้รับประโยชน์ท้ังประโยชน์ ในโลกนี้ ประโยชนใ์ นโลกหนา้ และประโยชนส์ ูงสดุ คือ หลุดพน้ จากทกุ ขท์ ั้งปวง ไดแ้ ก่ บรรลนุ ิพพาน๕ พระสงฆ์ ได้ช่ือว่า เป็นครูอาจารย์ (พระอุปัชฌาย์อาจารย์)๖ เพราะท่านเป็นสาวกของ พระพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติตามคำ� สงั่ สอนของพระองค์ และสอนใหผ้ อู้ น่ื รูต้ าม เปน็ ครอู าจารยผ์ ู้เป็นศาสนา ทายาท สงั่ สอนผอู้ ่ืน ทำ� ให้ค�ำสัง่ สอนของพระพทุ ธเจา้ สบื ต่อมา เปน็ คุณประโยชน์ตอ่ พวกเราจากอดีต จนถงึ ปจั จุบนั น้ี มารดาบดิ า ไดช้ ่อื ว่า เป็นครอู าจารยค์ นแรกของลูก เรียกวา่ บรู พาจารย์ ครอู าจารยก์ ่อนครู อาจารย์คนอนื่ ๆ (รวมถึงพี่ชาย พ่ีสาวเขา้ ดว้ ย) เพราะทา่ นเป็นคนแรกท่ีสอนลูกไม่ให้ท�ำช่ัวทง้ั ทางกาย วาจา ใจ เป็นคนแรกทสี่ อนลกู ให้ท�ำความดี ทำ� ดี พดู ดี คิดดี เป็นครคู นแรกทสี่ อนกริ ิยามารยาท สงิ่ ที่ ควรและไม่ควร สอนการยนื การเดนิ การน่งั การนอน การพดู สอนใหน้ ่งุ หม่ เส้อื ผา้ อาบน้ำ� ล้างหน้า แปรงฟนั ขับถ่าย อุจจาระ ปสั สาวะ เปน็ ตน้ หน้าที่ของครูอาจารยท์ ี่พระพทุ ธองคท์ รงแสดงไวใ้ นสงิ คาลกสตู ร ๕ ประการ ๑. แนะนำ� ดี ๒. ให้เรยี นดี ๓. บอกศลิ ปวทิ ยาโดยสิ้นเชงิ ไม่ปิดบงั ๔. ยกย่องใหป้ รากฏในเพ่อื นฝูง ๕. ปอ้ งกันในทศิ ทง้ั หลาย ๔ พระสุตตปฎิ ก องั คตุ ตรนิกาย ตกิ นิบาต เล่มท่ี ๒๐ หน้า ๒๖๕ ๕ พระสุตตปฎิ ก อังคุตตรนิกาย ตกิ นบิ าต เล่มที่ ๒๐ หนา้ ๑๘๖ ๖ พระสตุ ตปิฎก อังคุตตรนิกาย ตกิ นิบาต เลม่ ที่ ๒๐ หน้า ๒๖๗
188 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ๑. แนะน�ำดี ได้แก่ สั่งสอนให้ท�ำดี ทั้งทางกาย วาจา ใจ ให้ประพฤติในกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจรติ สอนให้เว้นจากการท�ำช่ัว ทุจรติ ท้ังทางกาย วาจา ใจ สง่ั สอนอบรมกริ ิยามารยาทท่ดี งี าม คือ เว้นจากการประพฤติกิริยามารยาทที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม ให้เป็นกิริยามารยาทท่ีคนดีรับได้ เข้าได้กับ คนดี คบกบั คนดี ทีเ่ รยี กว่า มมี ติ รท่ีดี สอนให้รสู้ ิง่ ท่นี �ำความสุข ความเจริญมาให้ และสอนใหเ้ วน้ จาก เหตทุ นี่ ำ� ความทกุ ข์ ความเดือดร้อนมาให้ ๒. ให้เรียนดี ได้แก่ สอนใหศ้ ิษย์เรียนเข้าใจดี ให้ได้ความรทู้ ่ีถูกต้อง ให้รู้อย่างแจม่ แจง้ รอบรู้ รอบดา้ น แตกฉานในวิชาท่เี รียน สามารถน�ำไปสู่การปฏบิ ัติได้ โดยถ่ายทอดเพื่อใหศ้ ษิ ยส์ ามารถน�ำไป ใช้ประโยชน์ได้จริง ในหน้าท่ีน้ีครูอาจารย์ต้องเป็นผู้ประกอบไปด้วย ๑. สันทัสสโก ฉลาดช้ีแจง ให้ศิษยเ์ หน็ คุณประโยชนข์ องวิชานัน้ ๆ ใหช้ ดั เจน ช้ีแจงวัตถุประสงคแ์ ละประโยชนท์ ่จี ะได้รบั ๒. สมา- ทัสสโก ฉลาดช้ีแจงให้ศิษย์เต็มใจเรียน ให้เกิดวิริยะอุตสาหะ ๓. สมุเตชโก ท�ำให้ศิษย์องอาจ ภูมิใจ ในวิชาท่ีเรยี น ๔. สัมปหังสโก ท�ำใหเ้ กดิ ความพอใจรา่ เรงิ ชอบใจที่จะเรยี น ๓. บอกศลิ ปะโดยสนิ้ เชงิ ไมป่ ดิ บงั ไดแ้ ก่ ต้งั ใจสอนเต็มท่ี มุ่งใหเ้ กดิ ความรู้ความเขา้ ใจในสิ่ง ทส่ี อนอย่างแทจ้ ริง ให้เขา้ ใจอยา่ งถ่องแท้ ปราศจากความสงสยั ท้ังโดยทฤษฎแี ละใหศ้ ิษย์ค้นคว้า หรือ ลงมอื ปฏิบัติใหเ้ กิดความรอู้ ยา่ งแท้จริง สอนจนหมดความรขู้ องครอู าจารย์ โดยไม่ปดิ บัง ๔. ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง ได้แก่ ศิษยเ์ รียนดี เรียนเกง่ ประพฤติดี ก็ยกยอ่ งชมเชยให้ เป็นตัวอย่างแก่เพ่ือน ท�ำให้เกิดก�ำลังใจในการเรียน และเป็นแบบอย่างของเพื่อน หรือให้รางวัลตาม สมควรก็ได้ ๕. ป้องกันในทิศทั้งหลาย ได้แก่ ศิษย์จะไปทิศทางไหน ก็ไม่ให้อดอยาก ไม่ให้มีเวรภัย อาจจะฝากเพอื่ นหรอื คนรู้จกั ดแู ล อำ� นวยความสะดวกให้ คอื ไมท่ อดทงิ้ ศิษย์ อันท่ีจริงวิชาความรู้ หรือ ศลิ ปะวชิ าการใด ๆ ท่คี รูอาจารยถ์ า่ ยทอดใหแ้ กศ่ ษิ ยแ์ ล้ว ศษิ ยเ์ รยี นส�ำเรจ็ มคี วามช�ำนาญ จดจำ� ไว้ได้ แล้ว ก็เป็นความรู้ เป็นสมบัติติดต่อศิษย์ตลอดไป จะไปทิศไหน ๆ ประกอบกิจการใด ๆ ก็ชื่อว่า มคี รอู าจารยต์ ดิ ตามไปดว้ ย และชว่ ยอำ� นวยความสะดวกทกุ ทศิ ทกุ ทาง จงึ ไดช้ อื่ วา่ ครอู าจารยไ์ ดต้ ดิ ตาม ไปป้องกนั ศษิ ยใ์ นทิศท้ังหลาย ทง้ั ยามหลบั ยามตน่ื เวน้ จากศษิ ยจ์ ะไม่พาครูอาจารยไ์ ปด้วย คือ เรยี น ไมด่ ี จ�ำไม่ได้ ไม่ใสใ่ จ ทอดทิ้งครูอาจารย์ ถา้ เป็นอยา่ งนคี้ รอู าจารย์กไ็ ม่สามารถปอ้ งกนั ศษิ ยไ์ ดใ้ นทศิ ทงั้ หลายแน่ ๆ ทีก่ ล่าวมาแล้วน้ี คอื ทศิ เบื้องขวา ครูอาจารย์ นับตง้ั แตพ่ ระบรมครู หรือพระบรมศาสดา คอื พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ผเู้ ปน็ ครแู ละศาสดาของเทวดาและมนษุ ยท์ ง้ั หลาย เปน็ ครทู ป่ี ระเสรฐิ เลศิ กวา่ ครู ศาสดาใดในโลก ครูอาจารย์ คือ ภิกษุสงฆ์ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติตามค�ำส่ังสอนของ พระองค์ แล้วสอนให้ผู้อ่ืนปฏิบัติตาม ครูอาจารย์คนแรกของบุตรธิดา คือ มารดาและบิดา และครู อาจารย์ผู้อบรมส่ังสอนศิลปะวิทยาการต่าง ๆ ซึ่งรับช่วงต่อจากมารดาบิดา ท่านเหล่านี้เป็นบุพการีผู้
หลักปฏิสัมพนั ธ์ของประชาชนในรัฐแบบรอบทิศทางตามแนวพุทธ 189 กระทำ� อปุ การะกอ่ นแกศ่ ษิ ย์ เปน็ ผมู้ คี ณุ มาก เพราะใหส้ งิ่ ทหี่ าคา่ มไิ ด้ หาสง่ิ ใดมาเปรยี บปานไมไ่ ด้ เพราะ เป็นส่ิงท่ีติดต่อศิษย์ไปตลอดชีวิต เป็นสิ่งที่ติดตามตัวเรา คอยปกป้องคุ้มครองให้เราเจริญก้าวหน้า มคี วามรม่ เยน็ เปน็ สขุ ตลอดไป จงึ ควรทศ่ี ษิ ยท์ งั้ หลายควรตงั้ อยใู่ นกตญั ญกู ตเวที ดว้ ยการประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ ดที ง้ั ทางกาย วาจา ใจ ประกอบสมั มาชพี ใหเ้ จรญิ ดว้ ยลาภ ยศ สขุ สรรเสรญิ เปน็ การประกาศเกยี รตคิ ณุ ของครอู าจารยว์ ่า สงั่ สอนมาดี สามารถสง่ เสรมิ ศิษย์ใหเ้ ปน็ คนดี ประสบความสำ� เรจ็ ในการดำ� เนนิ ชวี ิต น่ีเปน็ สิ่งทีต่ อบแทนคณุ ของครูอาจารย์อย่างแท้จรงิ หน้าทข่ี องศษิ ยท์ ีป่ ฏบิ ตั ิตอ่ ครูอาจารย์ ๕ ประการ ๑. ดว้ ยลุกขึ้นยนื รับ ๒. ดว้ ยเข้าไปยนื คอยรับใช้ ๓. ดว้ ยเช่อื ฟงั ๔. ด้วยอุปัฏฐาก ๕. ดว้ ยศึกษาศิลปวิทยาโดยเคารพ ๑. ดว้ ยลกุ ขน้ึ ยนื รับ ได้แก่ ท�ำการตอ้ นรบั ด้วยกาย เช่น ตอ้ นรบั เมอ่ื ทา่ นมา หรือตามสง่ เม่ือ ท่านกลับ เปน็ การใหเ้ กยี รติ แสดงความเคารพ นอ้ มไหว้ จะบอกทำ� ความเคารพ หรือยืนแถวทำ� ความ เคารพ หรือกล่าวต้อนรับด้วยค�ำว่า “สวัสดี” หรือโอภาปราศรัยด้วยค�ำพูดท่ีเคารพ ด้วยจิตเมตตา ปรารถนาดีตอ่ ทา่ น ๒. ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้ ได้แก่ เอ้ือเฟื้อ เอาใจใส่ แสดงความมีน้�ำใจ ช่วยเหลืองานท่าน ตามโอกาสอันสมควร หรอื เมอื่ ทา่ นมอบหมายงาน มอบหมายภาระหน้าที่ใหท้ �ำในกจิ กรรมต่างๆ กใ็ ห้ ความร่วมมืออย่างเต็มใจ ๓. ด้วยเช่ือฟัง ได้แก่ ให้ความเคารพนับถือ เชื่อถือ คือ เช่ือท่ีท่านส่ัง เชื่อที่ท่านสอน และ ปฏิบัติด้วยศรัทธาในครูอาจารย์ ไม่ต่อต้าน ถือดี เป็นคนว่าง่าย สอนง่าย ตั้งอยู่ในโอวาท ไม่อวดเก่ง ก้าวร้าว เชื่อฟังอย่างมีเหตุผล วิพากษ์วิจารณ์หาเหตุผลร่วมกัน เพื่อความเข้าใจข้อเท็จจริง เป็นการ แสวงหาความรู้ หาบทสรปุ ท่ีถกู ตอ้ ง เพอ่ื ความเขา้ ใจยิ่งขนึ้ ๔. ด้วยอุปฏั ฐาก ไดแ้ ก่ แสดงความมีนำ�้ ใจ ไม่ใจด�ำ มคี วามเอ้อื เฟือ้ เอาใจใส่ เอือ้ อาทรในครู อาจารย์ ในคราวเจบ็ ปว่ ยไมส่ บาย หรอื ในเวลามธี รุ ะ หรอื มภี าระหนา้ ทอี่ นื่ พอจะชว่ ยเหลอื ไดต้ ามโอกาส กช็ ่วยเหลือ ไมท่ อดธรุ ะหรอื ทอดท้ิง เฉยเมยหรือนงิ่ ดูดาย
190 รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ ๕. เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ ได้แก่ ต้ังใจเรียน ถา้ ไม่ตง้ั ใจเรียน ไมไ่ ดเ้ ห็น ไม่ไดย้ ิน ไม่ไดฟ้ ัง ก็จะเกิดความรู้ไม่ได้ ให้ความเคารพครูอาจารย์ ก็คือเคารพในวิชาที่เรียน ก็เหมือนเคารพตนเอง ให้เรยี นดว้ ยความพอใจท่ีจะเรียน พากเพียรท่จี ะเรยี น เอาใจใสใ่ นสง่ิ ที่เรียน และไตร่ตรองในส่งิ ทีเ่ รียน ได้ช่ือว่า เรียนโดยเคารพหรือตั้งใจเรียน ซึ่งเป็นที่มาแห่งความส�ำเร็จในการศึกษาวิชานั้นเป็นอย่างดี ถา้ ตรงกนั ขา้ มกเ็ ปน็ อยา่ งเลว ไม่ประสบผลสำ� เรจ็ คือ ล้มเหลว เมื่อศิษย์ท�ำหน้าท่ี ๕ ประการตามท่ีกล่าวมาแล้วน้ี ได้ช่ือว่า ให้ความเคารพในครูอาจารย์ ในวิทยาการที่ศึกษาเล่าเรียน และเคารพในตนเอง ท�ำให้ประสบความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า ทั้งใน ปจั จุบนั และในอนาคต ก็ถอื ว่าเปน็ มงคล ได้ช่ือวา่ กระทำ� หนา้ ท่ีของตนเองอยา่ งถูกตอ้ ง ถ้าตรงกนั ขา้ ม ถือว่ากระท�ำอวมงคล คือท�ำสิ่งท่ีน�ำความทุกข์ ความเดือดร้อน หรือความเส่ือมมาให้ตนเอง ช่ือว่า เปน็ การท�ำลายตัวเอง เมือ่ ศษิ ย์ร้อู ยา่ งนแี้ ล้ว ก็ควรทจ่ี ะแสดงความเคารพ ออ่ นน้อม กราบไหว้บูชาท้ัง ด้วยอามิสและการปฏิบัติตาม ก็ช่ือว่า ได้รักษาตนเองให้เป็นคนดี โดยต้ังใจท�ำมาหาเล้ียงชีพให้เจริญ ดว้ ยลาภ ยศ สขุ สรรเสรญิ กไ็ ดช้ อ่ื วา่ ทำ� ตนใหต้ งั้ อยใู่ นกตญั ญกู ตเวที วชิ าทเี่ รยี นมาจากครอู าจารยเ์ ปน็ ของมีค่ามาก สรรพวิชาที่เรียนมาย่อมติดตัวเราไปจนวันตาย ถ้าเราเป็นคนลบหลู่คุณครูอาจารย์ วิชา นนั้ กจ็ ะเปน็ อปั มงคลตอ่ ตวั เราเอง ทำ� มาหากนิ ไมข่ นึ้ ไมเ่ จรญิ ดว้ ยลาภ ยศ สขุ สรรเสรญิ อยา่ งนอ้ ยทส่ี ดุ อกศุ ลจิตก็เกิดข้ึนและสะสมในจิตของคนน้นั ซึง่ เป็นสิง่ ท่ีนำ� ทกุ ข์ เดอื ดร้อนมาให้ สะสมเหตุของความ ทกุ ขแ์ กต่ นเองในขณะนน้ั นนั่ เอง ดงั นน้ั ศษิ ยจ์ งึ ควรกตญั ญรู คู้ ณุ ครอู าจารย์ แสดงความกตญั ญรู คู้ ณุ ทา่ น ก็จะมีแตค่ วามเจรญิ และความสุขตลอดไป ๓. ทศิ เบ้ืองหลังภรรยา (ปจั ฉิมทศิ ) ทิศเบื้องหลัง คือภรรยา ที่เรียกว่าทิศเบ้ืองหลัง เพราะติดตามไปข้างหลังสามี สามีเป็นผู้น�ำ ผู้ดแู ล รบั ผดิ ชอบสุขทุกขท์ ุกประการ ไปไหนสามีกเ็ ป็นหว่ งผู้อยูข่ า้ งหลงั คอื ภรรยา ผูกพนั คิดถงึ คน อยู่ข้างหลัง ผู้อยู่เบื้องหลังความสุขความทุกข์ของสามี ของครอบครัว ผู้อยู่เบ้ืองหลังความส�ำเร็จ ผสู้ นับสนนุ ความสุขร่มเย็นของครอบครวั ดูแลสามี บตุ ร คนในบ้าน ทีเ่ รยี กว่า “มาตคุ าม” คือแมบ่ า้ น ความหมายของค�ำวา่ “ภรยิ า” คือ ผสู้ ามเี ล้ียงดู ผอู้ นั สามพี ึงเลย้ี ง สามีพึงอปุ การะ สามพี ึง ปกปอ้ งคุ้มครองดูแลให้เปน็ สขุ ความหมายของคำ� วา่ “สาม”ี ภาษาบาลี “สาม”ี ภาษาสนั สกฤต “สวฺ าม”ี หมายถงึ นายเจา้ ของ ผปู้ กครอง ผเู้ ปน็ ใหญ่ นาย คอื ผู้นำ� ครอบครวั น�ำความสขุ ความเจริญ เป็นหวั หน้าครอบครัว
หลักปฏิสมั พันธ์ของประชาชนในรฐั แบบรอบทศิ ทางตามแนวพทุ ธ 191 เจ้าของ คือ เจา้ ของภรรยาและบตุ ร ตลอดครอบครัวทัง้ หมด ผ้ปู กครอง คือ ปกครองภรรยา บุตร ครอบครวั และคนในบ้านท้งั หมด ผเู้ ปน็ ใหญ่ คอื ในหน้าที่รับผิดชอบตอ่ ครอบครัว บตุ ร ภริยา ลูกนอ้ ง บริวาร คคู่ รองหลายแบบ เชน่ คคู่ ดิ คทู่ ะเลาะ คลู่ า้ งผลาญ คสู่ รา้ งคสู่ ม คกู่ รรม คเู่ วร คนู่ ำ� ความเจรญิ มาให้ คู่ครองอีกแบบหนึ่ง เช่น คู่เหมือนเลข ๑๑ คือ เสมอกัน เหมาะสมกัน สุขเสมอกัน ราบร่ืน คเู่ หมอื นเลข ๑๐ คือ ไม่เสมอกันไมเ่ หมาะสมกันไมร่ าบร่ืน มีแตท่ ำ� ทกุ ข์มาให้ ค่เู หมอื นเลข ๙ คอื เจริญ กา้ วหนา้ อยู่ดี มสี ขุ คู่ประพฤติธรรมสรา้ งสมคณุ งามความดี ๑. คคู่ รองเหมอื นเลข ๑๑ คือ มีความเสมอกัน ได้แก่ ศรทั ธาเสมอกัน (สมสทั ธา) ศลี เสมอกัน (สมสลี า) มจี าคะเสมอกนั (สมจาคะ) มปี ัญญาเสมอกนั (สมปัญญา) มีศรัทธาเสมอกัน คือ สามีมีศรัทธาบริจาคทาน ท�ำนุบ�ำรุงพระพุทธศาสนา รักษาศีล อบรม ปัญญาก็ยินดีด้วยกัน มีศรัทธาด้วยกัน ภรรยามีศรัทธาให้ทาน ท�ำบุญรักษาศีล อบรมปัญญา สามีอนุโมทนายินดีด้วย ไม่ทะเลาะบ่นว่ากัน สนับสนุนกัน ไม่ขัดคอไม่ขัดใจกัน ท�ำกุศลอะไรก็ พรอ้ มใจกนั มศี ลี เสมอกนั ศลี คอื ความประพฤตทิ างกาย ทางวาจาทดี่ งี ามเสมอกนั ไมแ่ ตกตา่ งกนั ในความ ประพฤติ อบรมกายวาจาให้สะอาด บรสิ ุทธ์เิ หมอื นกนั เชน่ คนหนงึ่ ท�ำ พดู คดิ ทางกศุ ล อกี คนหนึง่ ก็ ชักจงู ให้ทำ� พูด คิดในสงิ่ ที่เปน็ กศุ ล คนหนงึ่ เปน็ คนดี อกี คนเป็นคนดีเสมอกนั มีจาคะเสมอกัน เสียสละสิ่งของของตนให้คนอ่ืน ท�ำทาน ถวายทาน ปัจจัย ๔ แก่พระภิกษุ สงฆ์ บ�ำรุงเพระพุทธศสานา ท�ำด้วยกนั ร่วมกนั ท�ำดว้ ยความยนิ ดี เปน็ อนั หน่ึงอันเดียวกนั สละอารมณ์ ท่ไี ม่พอใจ คือ ให้อภยั โทษลว่ งเกนิ น้นั ไมอ่ าฆาต พยาบาท จองเวร ทเ่ี รียกวา่ อภยั ทาน มปี ัญญาเสมอกนั เขา้ กนั ได้ พดู กันรเู้ รอ่ื ง รเู้ หตุ รูผ้ ล รตู้ น รู้ประมาณ ร้กู าล รบู้ ริษัท ร้บู คุ คล อบรมปัญหาด้วยการฟงั พระธรรม ศกึ ษาพระธรรม สนทนาธรรม ไตรต่ รอง พระธรรม ประพฤตปิ ฏิบตั ิ ตามพระธรรมเสมอกัน ๒. คู่ครองไม่เสมอกันเหมือนเลข ๑๐ เลข ๑๐ ไม่เสมอกันตัวแรกเป็นเลข ๑ ตัวที่สองเป็น เลข ๐ ไม่เหมาะสมกนั ไม่ราบรน่ื มแี ตท่ ะเลาะเบาะแว้ง ทำ� แต่เหตแุ ห่งความทกุ ข์ความเดือนร้อนมาให้ กนั และกัน ทำ� ให้ครอบครัวไมป่ กตสิ ุข มศี รัทธาไม่เสมอกนั มศี ีลไม่เสมอกนั มีจาคะไมเ่ สมอ มีปัญญา ไมเ่ สมอกนั
192 รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ ๓. คู่ครองเหมอื นเลข ๙ มีแตค่ วามเจรญิ กา้ วหนา้ มแี ต่ความสุขม่ังค่ัง สมบูรณ์พนู สขุ แมไ้ ม่ รวยมาก แตก่ ไ็ มจ่ น พออยไู่ ดอ้ ยา่ งสบาย รว่ มกนั ทำ� มาหากนิ ดว้ ยความขยนั ชว่ ยกนั รกั ษา พากนั คบแต่ คนดี ๆ ช่วยกนั ประหยัด ประพฤติธรรม ๔ ประการ คอื ๑. สัจจะ ซื่อสัตยต์ ่อกัน จริงท้งั กาย วาจา ใจ ไม่โกหกหลอกลวง ๒. ทมะ ฝึกตน ควบคุมจิตใจ ฝึกหัดนิสัย ปรับตัวเข้าหากัน แก้ไขข้อบกพร่อง ปรับปรุง ตวั เอง ๓. ขนั ติ อดทน เขม้ แข็ง หนักแนน่ ไม่ววู่ าม ทนต่อการลว่ งเกนิ ความเหนอ่ื ยยากลำ� บาก ๔. จาคะ เสียสละ มีน�้ำใจ สละความสุขส�ำราญ ความพอใจของตน เอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่ ตลอดญาติมติ รของคูค่ รองไมใ่ จแคบ ประเภทของภรรยา ทป่ี รากฏในภริยาสูตร๗ ทมี่ ีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ครง้ั นัน้ เมอื่ เวลาเชา้ พระผมู้ ีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถอื บาตรและจวี ร เสด็จเขา้ ไปยังนเิ วศน์ ของทา่ นอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี ประทับนั่งบนอาสนะที่ปลู าดแล้ว กส็ มัยนน้ั มนุษย์ทงั้ หลายในนิเวศนข์ อง ทา่ นอนาถบิณฑกิ เศรษฐสี ง่ เสียงอือ้ อึง ทา่ นอนาถบิณฑิกเศรษฐีเข้าไปเฝ้าพระผมู้ ีพระภาคถงึ ทปี่ ระทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ท่คี วรส่วนข้างหนึ่ง ครน้ั แลว้ พระผู้มพี ระภาคได้ตรสั ถามว่า ดกู รคฤหบดี เหตไุ รหนอ มนษุ ยท์ งั้ หลายในนเิ วศนข์ องทา่ นจงึ สง่ เสยี งออ้ื องึ เหมอื นชาวประมง แย่งปลากัน อนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางสุชาดาคนน้ีข้าพระองค์ นำ� มาจากตระกลู มง่ั คงั่ มาเปน็ สะใภใ้ นเรอื น นางไมเ่ ชอ่ื ถอื แมผ่ วั พอ่ ผวั สามี แมแ้ ตพ่ ระผมู้ พี ระภาคนาง กไ็ ม่สกั การะเคารพนับถือบูชา ล�ำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกนางสุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนว่า มาน่ีแน่ะนางสุชาดา นางสุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงท่ีประทับ ถวายบังคมแลว้ นัง่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนง่ึ คร้นั แล้ว พระผูม้ ีพระภาคตรัสถามวา่ ดูกรนางสุชาดา ภรยิ าของบุรุษ ๗ จำ� พวกน้ี ๗ จำ� พวกเปน็ ไฉน คอื ภรยิ าเสมอด้วยเพชฌฆาต ๑ เสมอด้วยโจร ๑ เสมอด้วยนาย ๑ เสมอด้วยแม่ ๑ เสมอด้วยพี่สาวน้องสาว ๑ เสมอด้วยเพื่อน ๑ เสมอดว้ ยทาสี ๑ ดูกรนางสชุ าดา ภรยิ าของบรุ ษุ ๗ จ�ำพวกนแ้ี ล เธอเป็นจ�ำพวกไหนใน ๗ จ�ำพวกน้นั ๗ พระสุตตนั ตปิฎก อังคตุ ตรนกิ าย สตกนิบาต – อฏั ฐก – นวกนิบาต เลม่ ท่ี ๑๕ หน้า ๘๖ -๘๘
หลักปฏิสัมพันธข์ องประชาชนในรัฐแบบรอบทิศทางตามแนวพทุ ธ 193 นางสชุ าดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันยังไม่รู้ท่ัวถึงความแห่งพระด�ำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว โดยย่อนี้ได้โดยพิสดาร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรง แสดงธรรมแกห่ มอ่ มฉนั โดยทห่ี มอ่ มฉนั จะพงึ รทู้ วั่ ถงึ เนอ้ื ความแหง่ พระดำ� รสั ทพ่ี ระผมู้ พี ระภาคตรสั โดย ยอ่ น้ี โดยพสิ ดารเถดิ ฯ พ. ดกู รนางสุชาดา ถ้าอย่างนัน้ เธอจงฟัง จงใสใ่ จให้ดี เราจักกลา่ ว นางสชุ าดาหญงิ สะใภ้ในเรือนทลู รับพระผูม้ ีพระภาคแลว้ พระผู้มีพระภาคตรัส พระพทุ ธพจนน์ ี้วา่ ภรยิ าผมู้ จี ติ ประทษุ รา้ ย ไมอ่ นเุ คราะหด์ ว้ ยประโยชนเ์ กอื้ กลู ยนิ ดใี นชายอน่ื ดหู มน่ิ สามี เปน็ ผอู้ นั เขาซอื้ มาดว้ ยทรพั ย์ พยายามจะฆา่ ผวั ภรยิ าของบรุ ษุ เหน็ ปานนเ้ี รยี กวา่ วธกาภรยิ า ภรยิ าเสมอดว้ ยเพชฌฆาต สามีของหญิงประกอบด้วยศิลปกรรม พาณิชยกรรมและกสิกรรม ได้ทรัพย์ใดมา ภริยา ปรารถนาจะยักยอกทรพั ย์แม้มีอยนู่ อ้ ยนน้ั เสีย ภริยาของบรุ ุษเห็นปานน้ีเรยี กวา่ โจรภรยิ า ภริยาเสมอ ดว้ ยโจร ภริยาท่ไี มส่ นใจการงาน เกยี จครา้ น กนิ มาก ปากรา้ ย ปากกล้า รา้ ยกาจ กล่าวคำ� หยาบ ข่มขี่ ผวั ผขู้ ยนั ขันแข็ง ภรยิ าของบุรษุ เห็นปานนี้เรยี กว่า อยั ยาภริยา ภรยิ าเสมอดว้ ยนาย ภรยิ าใดอนเุ คราะหด์ ว้ ยประโยชนเ์ กอื้ กลู ทกุ เมอื่ ตามรกั ษาสามเี หมอื นมารดารกั ษาบตุ ร รกั ษา ทรพั ย์ที่สามีหามาได้ไว้ ภรยิ าของบรุ ุษเห็นปานน้เี รียกว่า มาตาภริยา ภรยิ าเสมอดว้ ยมารดา ภรยิ าทเี่ ปน็ เหมอื นพส่ี าวนอ้ งสาว มคี วามเคารพในสามขี องตน เปน็ คนละอายบาป เปน็ ไปตาม อ�ำนาจสามี ภริยาของบรุ ษุ เหน็ ปานนเ้ี รยี กวา่ ภคนิ ีภริยา ภริยาเสมอด้วยพ่ีสาวนอ้ งสาว ภริยาใดในโลกน้ีเห็นสามีแล้วชื่นชมยินดี เหมือนเพื่อนผู้จากไปนานแล้วกลับมา เป็นหญิงมี ตระกลู มีศลี มีวตั รปฏบิ ตั ิสามี ภรยิ าของบุรุษเห็นปานนเ้ี รยี กวา่ สขีภรยิ า ภรยิ าเสมอดว้ ยเพอื่ น ภรยิ าใดสามเี ฆย่ี นตี ขตู่ ะคอก กไ็ มโ่ กรธ ไมค่ ดิ พโิ รธโกรธตอบสามี อดทนได้ เปน็ ไปตามอำ� นาจ สามี ภรยิ าของบุรุษเห็นปานนเี้ รียกว่า ทาสีภริยา ภริยาเสมอดว้ ยทาสี ภริยาทเี่ รยี กวา่ วธกาภรยิ า ๑ โจรภี ริยา ๑ อัยยาภริยา ๑ ภริยาทัง้ ๓ จำ� พวกนนั้ ลว้ นแตเ่ ป็น คนทศุ ีลหยาบช้า ไม่เอือ้ เฟื้อ เมือ่ ตายไป ย่อมเข้าถึงนรก สว่ นภริยาท่เี รยี กวา่ มาตาภริยา ๑ ภคินีภรยิ า ๑ สขีภริยา ๑ ทาสีภริยา ๑ ภริยาท้ัง ๔ จ�ำพวกนั้น เพราะตั้งอยู่ในศีล ถนอมรักไว้ยั่งยืน เม่ือตายไป ยอ่ มเข้าถงึ สุคติ
194 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ ดูกรนางสชุ าดา ภริยาของบรุ ุษ ๗ จ�ำพวกน้แี ล เธอเป็นภรยิ าจ�ำพวกไหน ใน ๗ จำ� พวกนั้น ฯ ส. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจ�ำหม่อมฉันว่า เป็นภริยาของสามผี ้เู สมอด้วยทาสี ฯ ภริยา ๗ ประเภท ทพ่ี ระพทุ ธองคท์ รงแสดงไว้ในภริยาสตู ร คือ ๑. วธกาภริยา เหมอื นเพชฌฆาต ๒. โจรีภริยา เหมือนโจร ๓. อัยยาภริยา เหมอื นเจา้ นาย ๔. มาตาภรยิ า เหมือนมารดา ๕. ภคนิ ีภริยา เหมือนนอ้ งสาว ๖. สขภี ริยา เหมือนเพ่อื น ๗. ทาสภี ริยา เหมือนคนรับใช้ ๑. วธกาภรยิ า ภริยาเหมอื นเพชฌาต คอื คดิ ทำ� รา้ ยสามี ไมพ่ อใจสามี ดูถกู ดูหมิ่น ไม่มีความ หวงั ดี คดิ ท�ำลาย แชง่ ชักตลอดเวลา ๒. โจรภี ริยา ภริยาเหมือนโจร ล้างผลาญทรัพย์สมบตั ิ คิดแต่จะน�ำทรัพยส์ มบตั ิออกไป ใชใ้ ห้ หมดไป ไม่คิดจะหาเพ่ิมท�ำเพ่ิม มีเท่าไหร่ใช้ให้หมด แถมเป็นหน้ี หาหน้ีเพ่ิมข้ึนเร่ือย ๆ ใช้จ่ายเกิน ประมาณติดอบายมขุ ๓. อยั ยาภรยิ า ภรยิ าเหมอื นเจา้ นาย ทำ� ตวั เปน็ เจา้ นายสามี ขม่ ขี่ ดรุ า้ ย หยาบคาย เกยี จครา้ น ไมเ่ อาใจใสส่ ามี ไม่เอาใจใสค่ รอบครวั ไม่เอาใจใส่หนา้ ทกี่ ารงาน ๔. มาตาภริยา ภริยาเหมือนมารดา เอาใจใส่สามี ห่วงใยสามี หวังดีต่อสามี เหมือนมารดา เอาใจใส่ หว่ งใย หวังดตี ่อบุตร มีจิตประกอบด้วยเมตตากรุณา ดแู ลครอบครัว บ้านเรอื น รกั ษาทรพั ย์ สมบตั ิ ๕. ภคนิ ีภรยิ า ภรยิ าเหมือนนอ้ งสาว เคารพรกั สามี เอาใจ เกรงใจ อ่อนโยน เชื่อฟงั ไม่ ดันทรุ ัง คลอ้ ยตามสามี ๖. สขีภริยา ภริยาเหมือนเพ่ือน จงรักภักดี ปรารถนาดี มีอุปการะ ร่วมสุขร่วมทุกข์ แนะประโยชน์ มีความรักใคร่สนิทสนม มีความประพฤติเสมอกัน มีความคิดเห็นไปแนวทางเดียวกัน สมัครสมานสามคั คี ให้เกยี รตซิ ึ่งกันและกัน เม่ือพบกนั ก็ปลาบปล้ืมยนิ ดี พบกันกร็ า่ เริงยินดี
หลักปฏสิ มั พนั ธ์ของประชาชนในรัฐแบบรอบทิศทางตามแนวพทุ ธ 195 ๗. ทาสีภริยา ภริยาเหมือนคนรับใช้เหมือนทาสรับใช้ ยอมอยู่ใต้อ�ำนาจสามีสามีข่มเหง ขูต่ ะคอก ยอมทกุ อย่างอดทนไมโ่ ต้แย้ง โต้เถยี ง ไม่โกรธปรนนบิ ัติรบั ใช้โดยไมค่ ิดถงึ ความสุขส่วนตัว ประเภทของสามี ๗ ประเภท มีนยั ตรงกันข้าม คอื ๑. วธกสามี เหมือนเพชฌฆาต ๒. โจรสามี เหมอื นโจร ๓. อยั ยาสามี เหมอื นเจา้ นาย ๔. ปิตาสามี เหมือนบิดา ๕. เชฏฐสามี เหมือนพชี่ าย ๖. มิตตสามี เหมอื นเพอื่ น ๗. ทาสสามี เหมอื นทาส ประเภทภรยิ าและสามที ไี่ มด่ ี ทำ� ใหช้ วี ติ การครองเรอื นไมร่ าบรนื่ มแี ตค่ วามทกุ ขท์ รมาน ขมขนื่ ไมป่ กตสิ ขุ ไดแ้ ก่ เหมอื นเพชฌฆาต เหมอื นโจร เหมอื นเจา้ นาย ประเภททด่ี อี ยเู่ ยน็ เปน็ สขุ มคี วามเจรญิ รุ่งเรืองก้าวหน้า ราบร่นื ม่นั คง ๔ ประเภท ไดแ้ ก่ เหมอื นมารดา เหมอื นบดิ า เหมอื นน้องสาว เหมอื น พี่ชาย เหมือนเพอ่ื น เหมอื นทาส ประเภทของสามภี ริยาท่พี ระพุทธองคท์ รงแสดงไวใ้ นสงั วาสสูตร มี ๔ ประเภท คือ ๑. ชายผีอยู่รว่ มกบั หญิงผี ๒. ชายผีอยรู่ ่วมกบั หญิงเทวดา ๓. ชายเทวดา อยู่ร่วมกนั หญงิ ผี ๔.ชายเทวดาอยรู่ ว่ มกนั หญงิ เทวดา ข้อความท่ปี รากฏในปรากฏในสงั วาสสูตร๘ ท่ี ๒ มรี ายละเอยี ดดังตอ่ ไปนี้ สมัยหน่ึง พระผูม้ พี ระภาคเจ้าเสด็จพระพทุ ธด�ำเนนิ ทางไกล อยูใ่ นระหว่างเมืองมธุรากับเมอื ง เวรัญชา ฝ่ายคฤหบดีและคฤหปตานีจ�ำนวนมากก็เดินทางไกลอยู่ในระหว่างนั้นด้วย คราวน้ันพระผู้มี พระภาคเจา้ เสดจ็ แวะไปประทบั พกั อยทู่ โี่ คนไมแ้ หง่ หนง่ึ คฤหบดแี ละคฤหปตานเี หลา่ นนั้ ไดเ้ หน็ พระองค์ ประทับอยู่ ก็พากนั ไปเฝา้ ถวายอภวิ าทแล้ว ตา่ งนั่งลง ณ ท่สี มควรส่วนหนง่ึ พระองคจ์ ึงตรัสพระธรรม เทศนาน้ีว่า ๘ พระสตุ ตนั ตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตกุ นิบาต เลม่ ท่ี ๑๓ หน้าที่ ๖๗ -๖๙
196 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ดกู ่อนคฤหบดแี ละคฤหปตานีท้ังหลาย สงั วาส (ความอยรู่ ่วมเปน็ สามีภรยิ ากัน) ๔ ประเภทนี้ สงั วาส ๔ ประเภทคอื อะไรบ้าง คอื ชายผีอยู่ร่วมกบั หญิงผี ชายผอี ยู่รว่ มกับหญงิ เทวดา ชายเทวดาอยู่ ร่วมกบั หญิงผี ชายเทวดาอยรู่ ่วมกับหญิงเทวดา. กช็ ายผอี ยรู่ ว่ มกบั หญงิ ผเี ปน็ อยา่ งไร สามเี ปน็ คนทำ� ปาณาตบิ าต อทนิ นาทาน กาเมสมุ จิ ฉาจาร พูดมุสา ดื่มสุราเมรัย เป็นคนทุศีลมีธรรมลามก มีใจกลุ้มไปด้วยมลทินคือความตระหน่ีอยู่ครองเรือน มักดา่ ว่าสมณพราหมณ์ท้งั หลาย ฝา่ ยภริยาก็เป็นอย่างน้นั เหมอื นกัน อยา่ งน้ชี ายผีอย่รู ว่ มกับหญงิ ผี. ก็ชายผีอยู่ร่วมกับหญิงเทวดาเป็นอย่างไร สามีเป็นคนท�ำปาณาติบาต ฯลฯ มักด่าว่าสมณ พราหมณ์ทั้งหลาย ฝ่ายภริยาเปน็ ผู้เวน้ จากปาณาตบิ าต เวน้ จากอทินนาทาน เวน้ จากกาเมสุมจิ ฉาจาร เวน้ จากมสุ าวาท เวน้ จากการดมื่ สรุ าเมรยั เปน็ คนมศี ลี มธี รรมงาม มใี จปราศจากมลทนิ คอื ความตระหนี่ อย่คู รองเรือน ไมด่ ่าวา่ สมณพราหมณ์ท้งั หลาย อย่างนี้ ชายผอี ยู่ร่วมกบั หญงิ เทวดา. ก็ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงผีเป็นอย่างไร สามีเป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ ไม่ด่าว่าสมณ พราหมณ์ท้ังหลาย ฝ่ายภริยาเป็นผู้ท�ำปาณาติบาต ฯลฯ ค�ำว่าสมณพราหมณ์ทั้งหลาย อย่างนี้ ชายเทวดาอยรู่ ่วมกับหญงิ ผ.ี ก็ชายเทวดาอยู่ร่วมกบั หญงิ เทวดาเป็นอย่างไร? สามีเปน็ ผเู้ ว้นจากปาณาตบิ าต ฯลฯ ไม่ด�ำว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ฝา่ ยภริยากเ็ ปน็ อยา่ งน้ันเหมอื นกนั อย่างนี้ ชายเทวดาอยู่ร่วมกับหญิงเทวดา. ดกู อ่ นคฤหบดแี ละคฤหปตานที ้ังหลาย นแี้ ล สังวาส ๔ ประเภท พระคาถาสรปุ ทง้ั คเู่ ปน็ คนทศุ ลี ตระหน่ี และดา่ วา่ สมณพราหมณ์ หญงิ ชายคนู่ น้ั เปน็ ภรยิ าและสามผี อี ยรู่ ว่ มกนั สามีเป็นคนทุศีล ตระหนี่และด่าว่าสมณพราหมณ์ ภริยาเป็นคนมีศีล ใจบุญ ไม่ตระหน่ี นางนนั้ เป็นหญงิ เทวดาอยู่ร่วมกับสามีผี สามีเป็นคนมีศีล ใจบุญ ไม่ตระหนี่ ภริยาเป็นคนทุศีล ตระหน่ีและด่าว่าสมณพราหมณ์ นางน้นั เปน็ หญิงผีอย่รู ่วมกบั สามเี ทวดา ทง้ั คเู่ ปน็ ผมู้ ศี รทั ธา รคู้ วามประสงคข์ องผขู้ อ สำ� รวมในศลี เลยี้ งชพี โดยชอบ หญงิ ชายคนู่ นั้ เปน็ ภริยาสามีพูดค�ำอ่อนหวานต่อกัน ย่อมบังเกิดความเจริญมาก อยู่ด้วยกันเป็นผู้มีความผาสุก พวกศัตรู ของคภู่ รยิ าสามที ม่ี คี วามประพฤตดิ สี มกนั ยอ่ มเสยี ใจ ผมู้ ศี ลี และวตั รเสมอกนั ครน้ั ประพฤตชิ อบในโลก นแี้ ลว้ (ละโลกนไ้ี ป) ย่อมยนิ ดบี นั เทงิ ใจในเทวโลก
หลักปฏิสัมพันธ์ของประชาชนในรฐั แบบรอบทศิ ทางตามแนวพทุ ธ 197 หนา้ ท่ขี องสามีท่ีต้องปฏิบัติตอ่ ภรรยา หน้าท่ีของสามที ่ตี ้องปฏบิ ตั ติ อ่ ภรรยาท่ที รงแสดงไวใ้ นสิงคาลกสูตร ๕ ประการ คอื ๑. ยกย่องวา่ เปน็ ภรรยา ๒. ไมด่ หู มิ่น ๓. ไม่ประพฤตนิ อกใจ ๔. มอบความเปน็ ใหญ่ให้ ๕. ด้วยใหเ้ ครือ่ งประดับ ๑. ยกย่องนับถือว่าเป็นภรรยา ยกย่องว่าเป็นภรรยา นับถือว่าเป็นภรรยา แนะน�ำให้เพื่อน ญาติ หรือคนอ่ืนว่าเป็นภรรยา ไม่ใช่ไม่กล้าแนะน�ำ หรือ แนะน�ำว่าเป็นเพื่อน น้อง คนรู้จัก คนรับใช้ ยกย่อง ๓ อย่าง คือ ๑. ประพฤตสิ ง่ิ ทเ่ี ป็นประโยชนต์ ่อภรรยา ๒. เอื้อเฟ้ือให้ปัน ๓. กลา่ วถอ่ ยค�ำสุภาพ อ่อนหวาน น่ารัก ดว้ ยจติ เมตตา ๒. ไม่ดูหมิ่น ไม่ดูถูก เหยียดหยามฐานะ ชาติตระกูล รูปร่าง ผิวพรรณ ความรู้ความฉลาด สามารถ ไมพ่ ูดให้เจ็บใจ ดดุ า่ ว่ากล่าวต่อหน้าคนอืน่ ท�ำให้เสยี หน้า เสียใจ ใหเ้ กียรติ สภุ าพ ยกย่องเชดิ ชู เอาใจใส่ ยกยอ่ งสรรเสรญิ ทั้งตอ่ หนา้ และลบั หลัง ๓. ไม่ประพฤตินอกใจ ไม่คบหาหญิงอ่ืนมาเป็นภรรยาอีก ยกย่องหญิงอ่ืนเป็นภริยา นับถือ หญิงอื่นเปน็ ภริยา มีหญงิ อ่นื ไมร่ ักษาน�้ำใจภริยา ไม่เอาใจใสภ่ รรยาของตน เชิดชูหญงิ อน่ื เหนอื ภรรยา ของตน ๔. มอบความเปน็ ใหญใ่ ห้ มอบความเปน็ อสิ ระภายในบา้ นให้ มอบความเปน็ ใหญท่ กุ อยา่ งใน ครอบครัวให้ภรรยาดูแลสมกับค�ำว่า “มาตุคาม” แปลว่าแม่บ้าน มีความเป็นใหญ่ในบ้าน คุมทั้งหมด ดแู ลทงั้ หมดภายในทงั้ สมบตั ิ บรวิ าร คนรบั ใช้ ดแู ลสขุ ทกุ ขข์ องทงั้ สามี บตุ รธดิ า ทงั้ อาหารการกนิ ความ เปน็ อยู่ทุกอย่าง ๕. ใหเ้ ครือ่ งประดบั เคร่อื งแต่งตัว เปน็ การแสดงความมนี �้ำใจ เอ้ือเฟ้ือ เอาใจใส่ ใหข้ องขวัญ ของฝาก ตามโอกาสอันควร เช่น วนั เกิด วันส�ำคัญ เทศกาล แตบ่ างทีเครือ่ งประดับ เคร่ืองแต่งตวั ซอ้ื มาฝากอาจไม่ถกู ใจ ก็ควรมอบใหส้ ิง่ ทีเ่ ป็นสือ่ กลาง ของสิ่งทน่ี า่ ชอบใจสามารถเนรมติ ไดค้ ือ “เงนิ ” สามปี ฏบิ ัตติ อ่ ภรรยาตามหลักการท่พี ระพุทธองคท์ รงประทานไวใ้ นสังคาลกสูตรนี้ จะท�ำเกดิ ความรกั สมัครสมานสามัคคีปรองดอง การครองเปน็ คูก่ ม็ แี ตค่ วามรม่ เยน็ เปน็ สุข ชีวติ สมรสยนื ยาวจน แกเ่ ฒา่ เหมอื นบวั ทสี่ มบรู ณด์ ว้ ยนำ้� และตม ออกดอกบานสะพรงั่ สวยงาม พรอ้ มทงั้ สแี ละกลนิ่ ทห่ี อมนา่ ร่ืนรมย์ หากตรงกันข้ามมจี ะท�ำให้มแี ตค่ วามระทมทุกข์ ห่อเหย่ี ว เหมือนบวั แลง้ น้�ำ
198 รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ หน้าท่ภี รรยาที่จะตอ้ งปฏบิ ัตติ อ่ สามี หน้าที่ภรรยาทีจ่ ะต้องปฏบิ ัตติ อ่ สามี ๕ ประการ คือ ๑. จดั การงานดี ๒. สงเคราะหค์ นขา้ งเคียงสามีดี ๓. ไม่ประพฤตนิ อกใจ ๔. รกั ษาทรพั ย์ท่ีสามีหามาได้ ๕. ขยนั ไมเ่ กยี จคร้านในกิจการทัง้ ปวง ๑. จดั การงานดี จดั การงานในบา้ นใหด้ ี เรยี บรอ้ ย สมกบั ทสี่ ามมี อบความเปน็ ใหญใ่ หใ้ นฐานะ แม่บ้าน ดแู ลปจั จัย ๔ งานอื่น ๆ ท่ีเก่ียวข้อง หรอื พอที่จะชว่ ยเปน็ ภาระได้ ๒. สงเคราะห์คนข้างเคียงสามีดี มีน้�ำใจ เอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่ แก่คนที่เกี่ยวข้องกับสามีในฐานะ ต่าง ๆ เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ญาติ มิตร บริวาร ด้วยความเต็มใจ ไมร่ งั เกียจ ประกอบด้วย เมตตา กรุณา เหมอื นเปน็ ญาตติ วั เอง ดว้ ยสง่ิ ของมขี า้ วและนำ�้ ใหข้ องฝากในโอกาสตา่ ง ๆ ตามสมควร สงเคราะหด์ ว้ ย ใหก้ ารต้อนรบั โอภาปราศรัยด้วยกรยิ าท่สี ภุ าพ อ่อนโยน แสดงออกถงึ ความยนิ ดี ไม่รงั เกียจ ทำ� ใหส้ ามี และญาติสบายใจ ไมอ่ ึดอัด จะรูส้ ึกรักใคร่ เกรงใจภรรยามากยงิ่ ขึ้น ๓. ไม่ประพฤตินอกใจ ไม่ทอดท้ิงสามีไปคนหาผู้ชายอ่ืนในทางชู้สาว ไม่เจ้าชู้โปรยเสน่ห์กับ ชายอนื่ เพอ่ื ใหส้ ามหี งึ หวง เปน็ การทำ� ใหส้ ามเี สยี หนา้ เปน็ การดถู กู ดหู มนิ่ สามี เพราะยกยอ่ ง เชดิ ชชู าย อนื่ เหนือกว่าสามี ๔. รักษาทรัพย์ท่ีสามีหามาได้ เก็บรักษาสมบัติเงินทองท่ีสามีหามาได้ ใช้จ่ายตามสมควร ไม่สุรุยสุร่ายหรือฝืดเคืองประหยัดเกินไป จนเดือนร้อนท้ังตัวเองและครอบครัว ไม่ผลาญทรัพย์ด้วย มวั เมาในอบายมขุ หลกั การเกย่ี วกบั การใชจ้ า่ ยทรพั ยท์ พี่ ระพทุ ธองคท์ รงแสดงไว้ คอื เมอื่ หาทรพั ยม์ าได้ แบง่ เปน็ ๔ สว่ น สว่ นหนงึ่ ใชจ้ า่ ยในปจั จบุ นั สองสว่ นใชล้ งทนุ อกี หนงึ่ สว่ นสำ� รองไวใ้ ชค้ ราวฉกุ เฉนิ จำ� เปน็ ๕. ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง เช่น เอาใจใส่เป็นธุระไม่น่ิงดูดายในกิจการงาน ท้ังภายในบ้าน ในฐานะแม่บ้าน ท้ังภายนอก ในฐานะท่ีเป็นสนับสนุนสามีไม่ให้เกิดความเสียหาย ช่วยกิจการงานและดูแลทรัพย์สินของครอบครัว ไม่เกียจคร้าน โดยอ้างว่า ร้อน หนาว หิว กระหาย แล้วไม่ใส่ใจ ขยนั แตแ่ ตง่ ตวั เทย่ี วเตร่ สังสรรคน์ อกบ้านทงั้ วนั ท้งั คนื ไมส่ นใจหนา้ ทีต่ ัวเอง ผิดหลกั การ ของหนา้ ทีภ่ รรยาทดี่ ี การปฏบิ ตั หิ น้าท่ขี องภรรยาต่อสามี ๕ ประการน้ี พระพุทธองคท์ รงตรัสวา่ เปน็ มงคล เพราะ เป็นเหตุให้เกิดความสุขความเจริญแก่ท้ังตัวเองและสามี บุตรธิดา ตลอดญาติมิตร บริวาร อยู่ครองคู่
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224