Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Mbu004-หนังสือรัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์

Mbu004-หนังสือรัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์

Description: Mbu004-หนังสือรัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์

Search

Read the Text Version

รูปแบบของรัฐ 49 นิติบัญญัติ พระองค์ได้ทรงบัญญัติพระวินัย เพ่ือเป็นกฎหมายในการปกครองสงฆ์ด้วยพระองค์เอง ในการใช้อ�ำนาจตุลาการ พระองค์ก็ทรงพระวินิจฉัยลงโทษตามสมควรแก่เหตุด้วยพระองค์เองเช่นกัน ในการใหบ้ รรพชาและอปุ สมบทในระยะเรมิ่ แรก พระองคก์ ท็ รงประทานการบรรพชาและอปุ สมบทดว้ ย พระองค์ แบบประชาธปิ ไตย เมอื่ มพี ระสาวกเปน็ จำ� นวนมากขน้ึ พระองคท์ รงมอบอำ� นาจในการบรหิ าร การบรรพชาและอุปสมบท การท�ำกิจของสงฆ์ ท่ีเรียกว่า สังฆกรรม และการตัดสินระงับอธิกรณ์ ซึง่ เปน็ อำ� นาจตุลาการใหแ้ ก่สงฆ์ ท�ำหน้าท่แี ทนพระองค์ โดยใช้เสียงสว่ นมากเป็น เครื่องตดั สิน แบบสงั คมนิยมประชาธิปไตย เมอ่ื มีปจั จยั ๔ เกิดข้นึ แกส่ งฆ์ ปจั จัยเหลา่ น้นั จะถอื ว่าเป็นของ สว่ นรวม ไม่ว่าจะเปน็ เสนาสนะ ปจั จัยลาภอื่น ๆ ยกเว้นบริขาร ๘ ทเ่ี ปน็ เครือ่ งใช้ส่วนตวั ส่ิงอื่นที่เป็น ปัจจัยลาภเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา จะถือว่าเป็นของสงฆ์ หรือของส่วนรวมท้ังส้ิน พระภิกษุ ทุกรูปเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ มีสิทธิ์ที่จะใช้สอยร่วมกัน ในบางกรณีเม่ือจะยกให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จะต้องขอความเหน็ ชอบจากสงฆ์ เมอ่ื สงฆใ์ หค้ วามเหน็ ชอบ โดยมมี ติเป็นเอกฉนั ทแ์ ล้ว จึงยกใหไ้ ด้ สรุป จะเห็นได้ว่า รูปแบบการปกครองของรัฐมีหลายรูปแบบ ท้ังที่ดีและไม่ดี รูปแบบที่ดี ได้แก่ รูปแบบการปกครองแบบราชาธิปไตย อภชิ นาธิปไตย ประชาธปิ ไตย สว่ นรูปแบบที่ไมด่ ี ไดแ้ ก่ รูปแบบ ทุชนาธิปไตย หรือทรราชย์ คณาธิปไตย และการปกครองโดยฝูงชน ทั้งน้ี สิ่งท่ีตัดสินว่าดีหรือ ไม่ดี ข้ึนอยูก่ บั รูปแบบใดสามารถอำ� นวยประโยชนส์ ขุ ใหแ้ กป่ ระชาชนไดม้ ากน้อยเพยี งใด ส่วนรูปแบบการปกครองในพระพุทธศาสนา ไม่ได้กล่าวถึงรูปแบบของรัฐบาลโดยเฉพาะ แต่ได้กล่าวถึงเร่ืองของอธิปไตย ซึ่งสามารถสงเคราะห์ได้ในรูปแบบการปกครองทั้งที่ดีและไม่ดีได้ เชน่ กนั เชน่ อตั ตาธปิ ไตย อาจเปน็ การปกครองในรปู แบบทเี่ ปน็ ราชาธปิ ไตย หรอื เผดจ็ การแบบทชุ นา- ธปิ ไตย หรอื ทรราชย์ โลกาธปิ ไตย อาจเปน็ การปกครองทเี่ ปน็ รปู แบบของประชาธปิ ไตย คอื เปน็ รฐั บาล ของประชาชน โดยประชาชนเลอื กมาทำ� ประโยชนเ์ พอื่ ประชาชน และอาจจะเปน็ รปู แบบเผดจ็ การเสยี ง ข้างมาก หรือรูปแบบของฝูงชนท่ีเรียกว่า ม็อบ ก็ได้ ธรรมาธิปไตย หมายถึง การปกครองท้ังรูปแบบ ราชาธิปไตย อภิชนาธิปไตย และประชาธิปไตย ทงั้ น้ีหมายเอาการปกครองซ่งึ ยดึ คุณธรรมและเหตผุ ล เป็นทตี่ ั้ง ซึ่งจะอำ� นวยประโยชนส์ ขุ ให้แกป่ ระชาชนไดโ้ ดยแท้จริง ส่วนการปกครองในพทุ ธจกั ร มรี ปู แบบการปกครองอยู่ ๓ รปู แบบ คือ แบบราชาธิปไตย หรือ ทเี่ รยี กวา่ ธรรมราชา ทพี่ ระพทุ ธองคท์ รงปกครองสงฆด์ ว้ ยพระองคเ์ อง แบบประชาธปิ ไตย ทพี่ ระพทุ ธองค์ ทรงมอบอ�ำนาจให้พระสงฆ์ปกครองกันเอง โดยเอาเสียงข้างมากเป็นการตัดสินช้ีขาดในสังฆกรรม ตา่ ง ๆ แบบสงั คมนยิ มประชาธปิ ไตย ซงึ่ เปน็ รปู แบบในการดำ� รงชพี ในชวี ติ ประจำ� วนั ของพระสงฆส์ าวก มีความเสมอภาคกันในปัจจัย ๔ และศาสนสมบัติทั้งหลาย เป็นของส่วนกลาง สามารถใช้สอยร่วมกัน ไมเ่ ปน็ สมบัติของบุคคลใดบคุ คลหนงึ่ ไดร้ ับประโยชนร์ ว่ มกนั อย่าง เสมอภาค



บทท่ี ๕ ประชาธิปไตยตามแนวตะวนั ตก ประชาธิปไตยมคี วามหมายหลากหลาย ขน้ึ อยกู่ บั มุมมองของนักคิด หรอื ผู้ศกึ ษาค้นคว้าและ น�ำไปใช้ประโยชน์ อาจหมายถึงรูปแบบการปกครองรูปแบบหนึ่งที่รัฐบาลเป็นของประชาชน โดยประชาชนคัดเลือกมา เพื่อท�ำประโยชน์แก่ประชาชน ซึ่งเกิดจากประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกต้ัง มอบอำ� นาจบรหิ ารตลุ ากร นติ บิ ญั ญตั ิ ใหผ้ แู้ ทนไปใชท้ ำ� ทำ� หนา้ ทแ่ี ทนเฉพาะกจิ เฉพาะกาล จะเรยี กคนื ไม่ไดก้ ็ได้ และอาจจะหมายถงึ แนวคดิ ทฤษฎี อุดมการณ์ วิถีชวี ิตของประชาชนทีอ่ าศัยอยู่ในรฐั มคี วาม เสมอภาค มีสิทธิและเสรีภาพ การปกครองโดยกฎหมาย ได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันเสมอหน้า แม้ประเทศท่ีปกครองด้วยระบบเผด็จการ ทั้งแบบอ�ำนาจนิยม และเบ็ดเสร็จนิยม ก็ยังเรียกว่า ระบบ การปกครองของเขาเป็นประชาธิปไตย เช่น มุสโสลินี เรียกระบบฟาสซิสต์ว่า “ประชาธิปไตยอ�ำนาจ นยิ ม” (Authoritarian Democracy) ฮิตเลอร์เรยี กระบบเผด็จการนาซวี ่า “ประชาธิปไตยที่แทจ้ ริง” (Real Democracy) สว่ นเผดจ็ การแบบเบ็ดเสร็จนิยม เช่น เลนิน เรยี กระบบการปกครองคอมมิวนิสต์ ว่า “ประชาธิปไตยชนชั้นกรรมาชีพ” เรียกการปกครองเสรีประชาธิปไตยว่า “ประชาธิปไตยแบบ นายทุน” หรือ “แบบกฎุมพี” หรือ “ประชาธิปไตยแบบต่�ำทราม” ส่วนประเทศคอมมิวนิสต์ อ่ืน ๆ ท้ังในยุโรปตะวันตกและจีนเรียกระบบการปกครองของตนว่า “ประชาธิปไตยของประชาชน” หรอื “มหาประชาธปิ ไตย” ความหมายของประชาธปิ ไตย คำ� วา่ “ประชาธปิ ไตย” ภาษาองั กฤษใช้คำ� วา่ “Democracy” ซึ่งมีรากศัพท์มาจากค�ำภาษา กรีก ๒ ค�ำ คือ “Demos” แปลว่า “ประชาชน” และ “Kratos” และวา่ อำ� นาจ เม่อื รวมกนั เข้ากม็ ี ความหมายว่า “อ�ำนาจของประชาชน” หรือ “ประชาชนเป็นเจ้าของอ�ำนาจ” เพราะฉะนั้นหลักการ ขนั้ มลู ฐานของประชาธปิ ไตยกค็ อื “การยอมรบั นบั ถอื ความสำ� คญั และศกั ดศิ์ รขี องความเปน็ มนษุ ยข์ อง บุคคล ความเสมอภาค และเสรีภาพในการด�ำเนินชีวิต”๑ ประธานาธบิ ดสี หรฐั อเมรกิ า อบั ราฮมิ ลนิ คอลน์ (๑๘๐๙ – ๑๘๖๕) ไดใ้ หค้ ำ� ยามประชาธปิ ไตย ในการกล่าวสนุ ทรพจน์ ณ เมืองเกตตส์ เบอร์ก หรอื “เกตตส์ ปรุ ะ” ในมลรฐั เพนซิลวาเนยี ในวนั ท่ี ๑๙ ๑ โกวิท วงศส์ ุรวฒั น์, รศ., ดร. “รฐั ศาสตร์กบั การเมอื ง” (กรุงเทพฯ สำ� นกั พิมพต์ ะเกยี ง : ๒๕๓๔) หน้า ๕๑.

52 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ พฤศจิกายน คศ. ๑๘๖๓ ว่า “รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพอื่ ประชาชน จะไม่มวี ันสูญสลาย ไปจากพ้นื พิภพน้ี”๒ สขุ มุ นวลสกลุ และวิศษิ ฐ์ ทวีเศรษฐ ไดใ้ ห้ความหมายของประชาธปิ ไตยไว้ว่า “การปกครองท่ี เป็นประชาธิปไตย คือ รูปแบบการปกครองท่ียึดอ�ำนาจอธิปไตยของปวงชน ไม่ว่าจะเป็นระบอบ ประชาธิปไตยแบบประธานาธบิ ดี (Presidential Democracy) หรอื รปู แบบรัฐสภา (Parliamentary Democracy) ถ้าอำ� นาจสูงสดุ ในการก�ำหนดการปกครองอยูท่ ่ปี ระชาชนแลว้ กเ็ ป็นการปกครองแบบ ประชาธปิ ไตยทั้งส้ิน”๓ จรูญ สุภาพ ได้ให้ความหมายของประชาธิปไตยไว้ว่า “ประชาธิปไตยหมายถึงการปกครอง โดยหมู่ชนหรอื ประชาชน ประชาธปิ ไตยอาจแยกออกเป็น ๒ คำ� คือ “ประชา” หมายถงึ “ประชาชน” อำ� นาจอธปิ ไตย หมายถงึ “อ�ำนาจสงู สดุ ของแผน่ ดิน” เมอื่ รวมกนั จงึ หมายถงึ “การปกครองที่อำ� นาจ สูงสุดเป็นของประชาชนหรือมาจากประชาชน” ประชาธิปไตยจึงมีความหมายท้ังในรูปแบบและหลัก ในการปกครองตลอดถึงการด�ำรงชีวิตร่วมกันของมนุษย์ ในแง่ของการปกครอง มุ่งถึงการมีส่วนร่วม ของประชาชนในการกำ� หนดนโยบายอนั เกยี่ วกบั ประโยชนส์ ว่ นตนและสว่ นรวม ในแงข่ องการดำ� รงชวี ติ หมายถงึ การยอมรับเสรีภาพ ความสำ� คัญ และประโยชน์ซึง่ กนั และกนั โดยมีเหตุผลเป็นเคร่ืองน�ำทาง เพ่ือความผาสุกร่วมกัน และประชาธิปไตยมีทั้งความหมายอย่างแคบและอย่างกว้าง อย่างแคบ หมายถงึ “ประชาชนมอี ำ� นาจปกครองตนเอง” อยา่ งกวา้ ง หมายถงึ “วถิ ชี วี ติ อกี แบบหนง่ึ ซงึ่ มแี บบแผน แหง่ พฤติกรรมในทางการเมอื ง เศรษฐกจิ สงั คม และวัฒนธรรม”๔ จากคำ� นยิ ามความหมายดงั กลา่ วขา้ งตน้ พอสรปุ ไดว้ า่ “ประชาธปิ ไตยหมายถงึ ประชาธปิ ไตย มอี ำ� นาจอธปิ ไตยเปน็ ของตนเอง ทง้ั อำ� นาจบรหิ าร นติ บิ ญั ญตั ิ และตลุ าการ ใชอ้ ำ� นาจทงั้ โดยผา่ นผแู้ ทน ของตน ประชาชนมสี ทิ ธเิ สรภี าพ ความเสมอภาค ทงั้ ในดา้ นการเมอื ง การปกครอง เศรษฐกจิ และสงั คม” ความหมายของประชาธิปไตยในทัศนะตา่ ง ๆ ประชาธิปไตยมีความหมายหลายสถานะ ข้ึนอยู่กับมุมมองของนักทฤษฎี กาลเวลา สถานท่ี ผู้ท่ีน�ำไปใช้ และการตีความให้สอดคล้องกลมกลืนกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของพวกตน ความหมายดงั กล่าวประกอบไปดว้ ย ๒ Lewis Copelend and Lawrence Lamn (Eds.) The World’s Great Speechs, (๒nd Ed., New York : Dover, ๑๙๘๕) P/๓๑๕. ๓ สุขุม นวลสกลุ , รศ., วิศษิ ฐ์ ทวีเศรษฐ, รศ., “การเมืองและการปกครองไทย” (กรุงเทพฯ มหาวิทยาลยั รามคำ� แหง : ๒๕๓๙) หนา้ ๑๘. ๔ จรญ สภุ าพ, ศ., “หลกั รฐั ศาสตร”์ ฉบบั ปรบั ปรงุ แกไ้ ขใหม่ ครง้ั ที่ ๒. (กรงุ เทพฯ บรษิ ทั โรงพมิ พไ์ ทยวฒั นาพานชิ จำ� กดั : ๒๕๒๒) หน้า ๕๒ -๕๓.

ประชาธปิ ไตยตามแนวตะวนั ตก 53 ๑. ประชาธิปไตยในฐานะทเี่ ป็นรปู แบบการปกครองแบบหนึง่ ประชาธิปไตยเป็นรูปแบบการปกครองท่ีประชาชนเป็นทั้งผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง ซึง่ เปน็ การปกครองตนเอง โดยประชาชนมีอ�ำนาจอธปิ ไตยในการปกครองรัฐทง้ั แบบโดยตรง และโดย ออ้ ม ดว้ ยการมอบใหผ้ แู้ ทนไปใชอ้ ำ� นาจดงั กลา่ วแทน โดยวธิ กี ารเลอื กตง้ั กระบวนการเลอื กตงั้ โดยเสยี ง ข้างมาก ซึ่งรูปแบบการปกครองแบบนี้ไม่มีในการปกครองแบบอ่ืน เช่น ราชาธิปไตย ทุชนาธิปไตย อภิชนาธิปไตย คณาธปิ ไตย และเผดจ็ การทัง้ อำ� นาจนยิ มและเบ็ดเสร็จนิยม ๒. ประชาธปิ ไตยในฐานะท่ีเป็นทฤษฎที างการเมอื งอกี แบบหนึ่ง ประชาธิปไตยในแง่ของทฤษฎี ซ่ึงมีหลักการประกอบไปด้วย การปกครองท่ีประชาชนมีสิทธิ เสรภี าพ ความเสมอภาค ทกุ คนอยภู่ ายใต้กฎหมายอันเดยี วกนั ควบคมุ รัฐบาลโดยประชาชน หลักแห่ง เสียงข้างมาก ๓. ประชาธิปไตยในฐานะเป็นอดุ มการณอ์ ยา่ งหน่ึง ประชาธปิ ไตยในแงอ่ ดุ มการณ์ เปน็ การปกครองโดยรฐั บาล เปน็ ของประชาชน โดยประชาชน มอบอำ� นาจอธิปไตยทางการบรหิ ารใหร้ ัฐบาลท�ำงานเพือ่ ประชาชน ประชาชนเจา้ ของอำ� นาจอธิปไตย ท้งั ๓ ทาง คือ อ�ำนาจบริหาร นิติบัญญตั ิ ตลุ าการ อ�ำนาจท้งั ๓ ทีป่ ระชาชนมอบให้ จะท�ำหน้าท่ถี ว่ ง ซึง่ กันและกนั ท�ำให้ประชาชนเจ้าของอำ� นาจไดร้ ับประโยชน์เตม็ ที่ บรรลคุ วามสงบสุขร่วมกนั มีความ เสมอภาคเทา่ เทยี มกัน ท้ังในทางเศรษฐกิจ สงั คม และการเมือง ๔. ประชาธิปไตยในทศั นะของเผดจ็ การอ�ำนาจนยิ ม เปน็ ทที่ ราบกนั ดวี า่ แมร้ ะบบเผดจ็ การกเ็ รยี กตวั เองวา่ ประชาธปิ ไตย เชน่ มสุ โสลนิ ี เรยี กระบบ ฟาสซิสม์ของเขาว่าเป็น “ประชาธิปไตยแบบอ�ำนาจนิยม” และฮิตเลอร์เรียกระบบนาซีว่าเป็น “ประชาธปิ ไตยแทจ้ รงิ ” หมายถงึ พรรคฟาสซสิ มแ์ ละพรรคนาซี ทำ� หนา้ ทเ่ี พยี งเปน็ ศนู ยก์ ลางแหง่ อำ� นาจ ทำ� หนา้ ทใี่ นการบรหิ ารแทนประชาชนเทา่ นน้ั ประชาชนมสี ทิ ธเิ สรภี าพ ความเสมอภาคในสว่ นของชวี ติ รา่ งกาย ทรัพยส์ ิน ทง้ั ดา้ นสงั คม เศรษฐกจิ การศกึ ษา การนบั ถอื ศาสนา สนั ทนาการอ่นื ๆ ได้อย่างเทา่ เทยี มกนั ๕. ประชาธิปไตยในทัศนะของคอมมิวนิสต์ แม้ประเทศที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์ ก็ถือว่าการปกครองของตนเป็นประชาธิปไตย เช่น รัสเซีย เรียกระบบการปกครองของตนว่า “ประชาธิปไตยท่ีแท้จริง” ประเทศคอมมิวนิสต์อ่ืน ๆ ทง้ั ในยโุ รปและเอเซยี เชน่ ประเทศจนี เรยี กระบบการปกครองของตนวา่ “ประชาธปิ ไตยของประชาชน” หรอื “มหาประชาธปิ ไตย” ทงั้ นเี้ พราะประชาชนทกุ คนในรฐั มคี วามเทา่ เทยี ม เสมอภาคกนั ทางเศรษฐกจิ

54 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ ไม่มีคนจน คนรวย มีฐานะชนช้ันทางสังคมเสมอกัน คือ ชนช้ันเดียวกัน ได้แก่ ชนช้ันกรรมาชีพ ส่วนรัฐบาลซ่ึงมาจากพรรคการเมืองเดียว ซ่ึงเป็นผู้ท�ำหน้าท่ีแทนประชาชนท้ังหมด คือ พรรค คอมมิวนิสต์ ซ่ึงจะท�ำหน้าที่แทนในเบื้องต้นเท่าน้ัน เมื่อระบบคอมมิวนิสต์พัฒนาถึงระดับสูงสุด บรรลุเป้าหมายของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์แล้ว ประชาชนมั่งค่ัง สมบูรณ์พูนสุขเท่าเทียมกันแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลก็จะสลายตัวไป ไม่มีรัฐบาล ไม่มีกฎหมาย ทุกคนสามารถมีชีวิอยู่อย่าง สขุ สบาย มสี ิทธิเสรภี าพ ความเสมอภาค ปราศจากการควบคมุ ใด ๆ จากรฐั บาลและกฎหมาย หลักการของประชาธิปไตย หลักการของประชาธปิ ไตยตามทศั นะของ เฮนรี เมโย (Henry Mayo) ๔ ประการ คือ ๑. การควบคุมผู้วางนโยบายโดยประชาชน ๒. ความเสมอภาคทางการเมอื ง ๓. เสรีภาพทางการเมืองหรือประสทิ ธผิ ลในการควบคมุ โดยประชาชน ๔. หลักแหง่ เสยี งข้างมาก๕ ซิกมนั ด์ นอยมนั น์ (Sigmund Neumann) ได้ให้ทัศนะเก่ียวกบั หลกั การประชาธปิ ไตยไว้ ๑๐ ประการ คือ ๑. อำ� นาจอธิปไตยมาจากประชาชน เป็นของปวงชน ๒. ข้นั ตอนเลือกผู้น�ำเปน็ ไปโดยเสรี ๓. ผู้นำ� มีความรบั ผิดชอบ ๔. ระบอบความเสมอภาค ๕. สนับสนนุ พรรคการเมอื งมมี ากกวา่ ๑ พรรค ๖. เนน้ ความหลากหลายในชีวิตประจำ� วัน ๗. ไม่กีดกันกลุ่มตา่ ง ๆ จากการมีส่วนร่วมในการบรหิ ารการปกครอง ๘. ส�ำนกึ ในความเป็นพลเมืองดี ๙. ส่งเสรมิ ครรลองทัศนคตแิ บบประชาธปิ ไตย ๑๐. เนน้ ความเชอื่ ม่นั ในความดขี องมนษุ ย์๖ ๕ จิรโชค (บรรพต) วีระสัย ศ., ดร., และคณะ. “รัฐศาสตร์ท่ัวไป” (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามค�ำแห่ง, ๒๕๓๘) หนา้ ๒๘๒. ๖ C.P. Henry W. Ehrman (ed.) Democracy in a Changing Society, New York : Pracger, ๑๙๖๔

ประชาธปิ ไตยตามแนวตะวนั ตก 55 หลักการสำ� คญั ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เจริญอยู่ในยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา มีหลักการ ส�ำคญั ดงั นี้ ๑. การยดึ ถือเหตุผล ๒. การเนน้ ความส�ำคญั ของปจั เจกบคุ คล ๓. การถอื รฐั เปน็ เครื่องมอื ของประชาชน ๔. การอาศยั ความสมคั รใจเป็นใหญ่ ๕. การยดึ ถือกฎเหนอื กฎ ๖. การเน้นความส�ำคญั ของวิธีการ ๗. การถือความเห็นพอ้ งตอ้ งกันเปน็ หลักมนษุ ยสมั พนั ธ์ ๘. การถือสมภาพ หรอื ความเทา่ เทยี มกนั ขนั้ มูลฐานของมนษุ ย๗์ ๑. การยึดถอื เหตผุ ล ประชาธปิ ไตยถอื หลกั การทวี่ า่ ประชาชนทกุ คนในรฐั เปน็ เจา้ ของรฐั เทา่ เทยี มกนั ยอ่ มมสี ทิ ธทิ ่ี แสดงความคดิ เหน็ วพิ ากวจิ ารณก์ ารทำ� งานของรฐั บาล หรอื การตดั สนิ ใจเพอ่ื ผลประโยชนข์ องสว่ นรวม ไดเ้ ทา่ กนั ไมว่ า่ จะยากดมี จี นอยา่ งไร ความคดิ เหน็ ของพวกเขากเ็ ปน็ สงิ่ ทคี่ วรรบั ฟงั การกระทำ� ดงั กลา่ ว ไม่ถือเป็นการขัดแย้งหรือขัดขวาง แต่ถือว่าเป็นการแสวงหาเหตุผลข้อเท็จจริง สรุปเป็นหลักการท่ีน�ำ ไปสู่แนวทางปฏบิ ตั ทิ ี่ถกู ตอ้ ง ซงึ่ ควรสง่ เสรมิ ใหป้ ระชาชนมสี ่วนรว่ มในการแสดงความเหน็ ได้โดยเสรี ๒. การเน้นความสำ� คัญของปจั เจกบคุ คล ปจั เจกบคุ คลเปน็ ผทู้ มี่ คี วามสำ� คญั ทสี่ ดุ ปจั เจกบคุ คลเปน็ ผสู้ รา้ งสงั คม สรา้ งสถาบนั ทางสงั คม รวมกนั เขา้ เปน็ รฐั เปน็ ประเทศ ปจั เจกบคุ คลจงึ ควรไดร้ บั การสง่ เสรมิ ใหม้ สี ทิ ธเิ สรภี าพ ความเสมอภาค ท้ังทางสังคม การเมือง การศึกษา เศรษฐกิจ มีคุณภาพชีวิต ความเปน็ อยทู่ ดี่ ี เพราะถ้ารัฐใดประชาชน แตล่ ะคนเป็นคนมคี ุณภาพ กจ็ ะทำ� ใหร้ ฐั หรือประเทศนนั้ เจรญิ กา้ วหนา้ ได้ ๓. การถือรฐั เปน็ เคร่ืองมอื ของประชาชน รัฐบาลเป็นเคร่ืองมือของประชาชนในการท�ำให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการอยู่ร่วมกันของ ประชาชน คอยอ�ำนวยความสะดวก ประสานผลประโยชน์ แก้ไขข้ออุปสรรคต่าง ๆ ให้กับสังคม ๗ ประสาร ทองภกั ด,ี พ.ท., “หลกั การปกครอง (หลกั รฐั ศาสตร)์ ” (กรงุ เทพฯ มหาวทิ ยาลยั ธรุ กจิ บณั ฑติ ย:์ ๒๕๒๕) หนา้ ๑๑๘ -๑๑๙.

56 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ เป็นผู้รับใช้ประชาชน รัฐเกิดขึ้น ต้ังอยู่ และด�ำเนินต่อไปเพ่ือประชาชน ไม่ใช่ประชาชนเป็นอยู่เพื่อรัฐ เพราะรฐั เปน็ ของประชาชน ประชาชนเปน็ ผสู้ รา้ งรฐั รฐั จงึ เปน็ ผลผลติ ของประชาชน หนา้ ทข่ี องรฐั เพยี ง รกั ษากฎหมาย ใหค้ วามยตุ ธิ รรม รกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ย ปอ้ งกนั รกั ษาอำ� นาจอธปิ ไตยทง้ั ภายใจและ ภายนอก ๔. การอาศัยความสมัครใจเปน็ ใหญ่ ประชาธิปไตยสนับสนุนให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคท้ังทางการเมือง เศรษฐกจิ และสงั คม สามารถเลอื กดำ� รงชวี ติ ตามความสมคั รใจ รฐั จะบบี บงั คบั ใหป้ ระชาชนกระทำ� หรอื ห้ามไม่ใหก้ ระทำ� นอกเหนือหลักแห่งนติ ิธรรมไม่ได้ ๕. การยึดถอื กฎเหนือกฎ หลักการท่ีว่าน้ี ถือว่าประชาชนเป็นเจ้าของอ�ำนาจอธิปไตย ท้ังอ�ำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตลุ าการ ใชอ้ ำ� นาจเหลา่ นเี้ พอื่ ปกปอ้ งคมุ้ ครองสทิ ธผิ ลประโยชนข์ องประชาชน หากผรู้ บั มอบอำ� นาจไป ทำ� หนา้ ทแี่ ทนทง้ั ฝา่ ยรฐั บาล สภานติ บิ งั คบั บญั ชา หรอื ตลุ าการ ปฏบิ ตั ผิ ดิ วตั ถปุ ระสงคแ์ ละเจตนารมณ์ ของประชาชน ประชาชนกม็ อี �ำนาจทีจ่ ะเปล่ียนแปลงใหมไ่ ด้ โดยการใชอ้ ำ� นาจอธปิ ไตย ผ่านการเลือก ต้ังซ่ึงเป็นการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ สภานิติบัญญัติให้ หรือยกเลิกเปล่ียนแปลงแก้ไขกฎหมาย เพ่ือให้ สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของประชาชนได้ ๖. เน้นความส�ำคญั ของวธิ ีการ ประชาธิปไตยให้ความส�ำคัญของวิธีการในการได้มาซึ่งอ�ำนาจ การแสวงหาอ�ำนาจ การใช้ อำ� นาจ การเปลย่ี นแปลงอำ� นาจ โดยวธิ กี ารตดั สนิ ดว้ ยเสยี งขา้ งมาก เปน็ วธิ กี ารบรรลเุ ปา้ หมายโดยสนั ติ วธิ ี เปน็ ความตอ้ งการของเจา้ ของอำ� นาจอธปิ ไตย คอื ประชาชน ซง่ึ วธิ นี ไี้ มม่ กี ารในการปกครองแบบอน่ื ๗. การถอื ความเห็นพอ้ งต้องกันเปน็ หลกั ในมนุษยส์ ัมพนั ธ์ ประชาธิปไตยมีหลักการว่า ทุกคนในรัฐเป็นเจ้าของรัฐร่วมกัน ไม่มีใครมีสิทธิผูกขาดใน ความเป็นเจ้าของอ�ำนาจอธิปไตยคนเดียว ดังนั้นทุกคนต้องยอมรับในสัญญาประชาคมที่ใช้เพ่ืออยู่ รว่ มกัน คอื หลักนิตริ ฐั กฎเกณฑท์ ่ตี กลงในการอยูร่ ว่ มกันนี้ เป็นหลักของมนุษยสัมพนั ธข์ องประชาชน ทกุ คน ถือเป็นหลกั ปฏิบตั ใิ นวิถชี ีวิต ในความมสี ทิ ธิเสรภี าพ และความเสมอภาคกนั ซงึ่ เป็นการยอมรบั ของทกุ คน เพื่อความผาสกุ ในการอยู่รว่ มกัน ๘. การถอื สมภาพ หรือความเท่าเทียมกันขนั้ มูลฐานของมนษุ ย์ ประชาธิปไตยถือว่า ทุกคนภายในรัฐมีสิทธิในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และความเป็นเจ้า ของรัฐเท่าเทียมกัน มีเสรีภาพในการปกป้องชีวิตร่างกาย ทรัพย์สินเท่าเทียมกัน มีความเสมอภาคใน การใช้อำ� นาจอธิปไตยเท่าเทยี มกัน คือ ๑ คน เทา่ กบั ๑ เสียง ไมม่ ีใครจะมีสทิ ธเิ หนือกวา่ ใคร ไมว่ ่าจะ รำ�่ รวย หรือยากจน มีการศกึ ษาสงู ต�่ำ หรอื สถานภาพทางสงั คมเปน็ อยา่ งไร

ประชาธปิ ไตยตามแนวตะวันตก 57 อดุ มการณ์ประชาธิปไตย อดุ มการณป์ ระชาธปิ ไตยเนน้ หลกั การความเสมอภาคและเสรภี าพเปน็ สำ� คญั พน้ื ฐานทสี่ ำ� คญั ในการอยรู่ ว่ มกนั ของผปู้ กครองและผถู้ กู ปกครอง การมสี ทิ ธเิ สรภี าพถอื วา่ เปน็ หลกั ประกนั ศกั ดศ์ิ รขี อง ประชาชนในสงั คม ศรัทธาและเสรภี าพในระบอบประชาธิปไตยนนั้ จ�ำแนกไดเ้ ป็นข้อ ๆ ดงั น้ี ๑. เสรีภาพในการพูด การพมิ พ์ และการโฆษณา ๒. เสรีภาพในการนบั ถือศาสนา ๓. เสรภี าพในการสมาคมหรือรวมกล่มุ ๔. สิทธใิ นทรัพย์สนิ ๕. สิทธทิ ี่จะได้รบั การค้มุ ครองตามกฎหมาย ๖. สิทธสิ ่วนบคุ คล ความเสมอภาคในระบอบประชาธปิ ไตย อาจจ�ำแนกออกเป็น ๕ ประการ คอื ๑. ความเสมอภาคทางการเมือง ๒. ความเสมอภาคตอ่ การปฏิบตั ติ ามกฎหมาย ๓. ความเสมอภาคในโอกาส ๔. ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ ๕. ความเสมอภาคทางสงั คม๘ สทิ ธเิ สรภี าพและความเสมอภาคไมม่ ใี นอดุ มการณ์ การปกครองในรปู แบบอน่ื ใดนอกจากการ ปกครองแบบประชาธปิ ไตย การปกครองในรปู แบบอนื่ แมจ้ ะอา้ งวา่ เปน็ การปกครองแบบประชาธปิ ไตย เม่ือน�ำอุดมการณ์ประชาธิปไตยดังกล่าวเข้าไปเป็นกรอบในการปฏิบัติแล้ว จะทราบได้แน่ชัดว่าเป็น ประชาธปิ ไตยหรือไม่เปน็ ประชาธิปไตย ๘ สุขุม นวลสกุล, รศ., ดร., วิศิษฐ์ ทวีเศรษฐ, รศ., “การเมืองการปกครองของไทย” (กรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง : ๒๕๗๓) หนา้ ๑๔ -๑๘.

58 รฐั ศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ ประชาธปิ ไตย ๒ รูปแบบ๙ ประชาธปิ ไตยแบ่งออกเป็น ๒ รปู แบบ คือ แบบโดยตรงและแบบมตี ัวแทนหรือโดยอ้อม ๑. ประชาธิปไตยแบบโดยตรง ได้แก่ รูปแบบการปกครองที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เช่น การออกกฎหมาย บังคับใช้กฎหมาย การตัดสินใจ หรือการตัดสินปัญหาโดยประชาชนร่วมกันตัดสิน โดยการลงมตเิ สียงขา้ งมาก ๒. ประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนหรือโดยอ้อม ได้แก่ รูปแบบการปกครองท่ีประชาชนมอบ อำ� นาจอธิปไตยทงั้ อ�ำนาจบรหิ าร ตุลาการ นิตบิ ัญญัติให้แกผ่ แู้ ทนไปท�ำหน้าทีใ่ ช้อำ� นาจดงั กลา่ วแทน ประชาธปิ ไตยแบบโดยตรงเหมาะกบั ประชนชนจำ� นวนไมม่ าก ฐานะความเปน็ อยขู่ องประชากร ไมเ่ หลอื่ มลำ�้ กนั มาก สงั คมมลี กั ษณะสมานรปู ไมม่ คี วามแตกตา่ งกนั ทง้ั เชอ้ื ชาตแิ ละวฒั นธรรม รปู แบบ นี้เคยมีใช้ปกครองนครรัฐเอเธนส์ ประชาธิปไตยแบบโดยมีผู้แทนหรือโดยอ้อม เป็นรูปแบบที่ใช้กันอยู่ แพรห่ ลายในปจั จบุ นั ทง้ั นเ้ี พราะประชากรมเี ปน็ จำ� นวนมากทจ่ี ะตอ้ งใชส้ ทิ ธอิ อกเสยี งลงคะแนน สภาพ สังคม เศรษฐกิจ การเมืองซับซ้อน ถ้าผู้มีสิทธิเข้าร่วมประชุมโดยไม่ใช่แบบผู้แทน จะก่อให้เกิดปัญหา อปุ สรรคเรอื่ งเวลา สถานที่ การตดั สินปัญหาตา่ ง ๆ ลา่ ช้า ไม่ทันการ จะเห็นได้ว่า รูปแบบประชาธิปไตยท่ีแท้จริงนั้น ต้องยอมรับในหลักการท่ีว่า ประชาชนเป็น เจา้ ของอำ� นาจอธปิ ไตย รฐั บาลเปน็ ของประชาชน โดยประชาชนเปน็ ผเู้ ลอื กมาทำ� หนา้ ทเี่ พอ่ื ประชาชน ผู้เป็นเจา้ ของรัฐ ความรบั ผดิ ชอบของรฐั บาลต้องมีต่อประชาชน ไมใ่ ช่ประชาชนตอ้ งรับผดิ ชอบรฐั บาล โดยหลกั การของประชาธปิ ไตยนนั้ เนน้ การมสี ว่ นรว่ มในทางการปกครองของประชาชน ในการควบคมุ รฐั บาล รฐั บาลไมส่ ามารถผกู ขาดการบรหิ ารเฉพาะกลมุ่ ใดกลมุ่ หนงึ่ ได้ ไมอ่ าจกดี กนั ประชาชนในการมี ส่วนร่วมบริหารการปกครอง ประชาชนต้องมีความส�ำนึกในความเป็นพลเมืองดีของสังคม โดยต่างก็ เชื่อม่ันในความดีของมนุษย์ทุกคนท่ีอยู่ร่วมกันในรัฐว่า สามารถปกครองตนเองและพัฒนาตนเองให้ดี ขึ้นได้ ยอมรับสมภาพ หรือความเท่าเทียมกันของมนุษย์ เน้นวิถีชีวิตของประชาชนที่หลากหลาย แตกตา่ งกนั สามารถอย่รู ่วมกนั ได้อยา่ งสันติ มสี ิทธเิ สรภี าพทั้งสทิ ธใิ นชีวติ รา่ งกาย ทรพั ย์สิน ไดร้ ับการ คมุ้ ครองเทา่ เทยี มกนั ทางกฎหมาย สทิ ธสิ ว่ นบคุ คล และเสรภี าพในการพดู การแสดงออกดว้ ยการพมิ พ์ โฆษณา การนับถือศาสนา การสมาคมรวมกลุ่ม หลักแห่งความเสมอภาคในโอกาส การปฏิบัติตาม กฎหมาย ความเสมอภาคทางการเมอื ง เศรษฐกจิ สงั คม การเหน็ พอ้ งตอ้ งกนั เปน็ หลกั ในมนษุ ยสมั พนั ธ์ และหลักแหง่ เสียงข้างมาก ซงึ่ รูปแบบดังกลา่ วนี้ จะมอี ย่ใู นระบอบประชาธิปไตยเทา่ นั้น การปกครอง รูปแบบอ่นื แม้จะอ้างว่าเป็นการปกครองแบบประชาธปิ ไตย ถา้ ปราศจากหลกั การ อุดมการณ์ดังกลา่ ว แล้ว หาใช่ปัญญาในระบอบประชาธิปไตยไม่ ๙ จริ โชค (บรรพต) วีระสยั , ศ., ดร., และคณะ. อา้ งแล้วเชงิ อรรถที่ ๕, หน้า ๒๖๗ – ๒๘๒.

ประชาธิปไตยตามแนวตะวันตก 59 ประชาธปิ ไตยตามแนวพุทธ ประชาธิปไตยตามแนวพุทธ หมายถึงหลักการและวิธีการแบบประชาธิปไตยที่มีอยู่ใน ค�ำสอนของพระพุทธเจ้า หรือท่ีเราเรียกกันว่า พระพุทธศาสนา ซึ่งอยู่ในรูปแบบของค�ำสั่งสอน คือ พระธรรมและวนิ ยั ทพ่ี ระองคท์ รงบญั ญตั ไิ ว้ มใิ ชท่ ฤษฎที างการเมอื งโดยตรงแบบตะวนั ตก ซง่ึ เปน็ ระบอบ การเมืองระบอบหนึ่งท่ีใช้ในการปกครองประเทศ อย่างไรก็ตามจะให้หลักค�ำสอนในทาง พระพุทธ- ศาสนาตรงกับรายละเอียดปลีกย่อยท้ังหมดเลยก็เป็นไปไม่ได้ จะน�ำเสนอเฉพาะในหลักการส�ำคัญท่ีมี ความสอดคลอ้ งกนั ดังตอ่ ไป ๑. หลกั แห่งการมสี ว่ นร่วมในการปกครอง ๒. หลกั แหง่ การอย่รู ่วมกันในสงั คมของกล่มุ ท่ีหลากหลายอย่างสนั ติ ๓. หลักแห่งสิทธิและเสรีภาพ ๔. หลกั แหง่ ความเสมอภาค ๕. หลักแหง่ เสยี งข้างมาก ๑. หลกั แห่งการมีสว่ นร่วมในการการปกครอง ในปฐมโพธิกาลเม่ือพระองค์ทรงตรัสรู้ใหม่ ๆ แล้วทรงประกาศพระศาสนา มีผู้เล่ือมใส ขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ยังมีจ�ำนวนพระภิกษุไม่มาก พระองค์ทรงปกครองพระสงฆ์ ทรงบรหิ ารกจิ การพระพทุ ธศาสนาดว้ ยพระองคเ์ อง ตอ่ มาเมอ่ื มจี ำ� นวนพระสาวกมากขน้ึ ทรงมอบการ บริหารพระศาสนาให้เป็นหน้าท่ีของสงฆ์ เป็นลักษณะของการกระจายอ�ำนาจในการบริหารจัดการ ปกครองคณะสงฆ์ท่วั สังฆมณฑล ไมไ่ ดร้ วมศูนยก์ ลางอ�ำนาจอยทู่ พ่ี ระองค์เอง พระภกิ ษทุ กุ รปู ทีเ่ ขา้ มา อุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาสามารถมีส่วนร่วมในการปกครองทั้งส้ิน แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้ กรอบแหง่ พระวนิ ยั บญั ญตั ทิ กี่ ำ� หนดจำ� นวน และขอบเขตอำ� นาจหนา้ ทที่ พี่ ระองคท์ รงบญั ญตั ไิ ว้ โดยทรง ก�ำหนดจ�ำนวนสงฆ์ ๕ ประเภท ดังนี้ คอื ๑. ภกิ ษสุ งฆ์ ๔ รปู เรยี ก จตุวรรค ๒. ภกิ ษสุ งฆ์ ๕ รูป เรียก ปัญจวรรค ๓. ภิกษุสงฆ์ ๑๐ รูป เรียก ทสวรรค ๔. ภิกษสุ งฆ์ ๒๐ รูป เรียก วีสติวรรค ๕. ภิกษสุ งฆเ์ กนิ กวา่ ๒๑ รปู เรยี ก อติเรกวีสตวิ รรค๑๐ ๑๐ พระวินยั ปฎิ ก, มหาวรรค ภาค ๒, เล่มที่ ๕, หน้า ๒๕๘.

60 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ อ�ำนาจหน้าทข่ี องภิกษุสงฆแ์ ต่ละประเภท ๑. ภกิ ษสุ งฆ์ ๔ รูป (จตุวรรค) มีอ�ำนาจหน้าท่ดี ังตอ่ ไปน้ี ๑.๑ สวดพระปาติโมกข์ คือ สวดทบทวนศีลของพระภิกษุสงฆ์จ�ำนวน ๒๒๗ ข้อ ทุก ๑๕ วันทเี่ รียกว่า “ทำ� อุโบสถ” ซง่ึ ภิกษุสงฆต์ งั้ แต่ ๔ รูปข้นึ ไปท�ำได้ ถา้ จ�ำนวนน้อยกวา่ ท�ำ ไม่ได้ ทำ� ไดเ้ พียงแสดงความบรสิ ทุ ธิ์แห่งศลี ของตนตอ่ คณะหรอื บคุ คล ๑.๒ สวดประกาศรบั ผ้ากฐนิ ทเี่ รียกวา่ สวดกฐิน คือ ประกาศมอบผ้ากฐินให้แกภ่ ิกษุรูปใด รูปหนึ่ง โดยขอความเห็นชอบจากสงฆ์ ในพระวินัยปิฎกได้ก�ำหนดไว้อย่างนี้ ส่วนใน อรรถกถา พระอรรถกถาจารยเ์ หน็ วา่ เพอ่ื ความสมบรู ณ์ ควรเปน็ อำ� นาจของภกิ ษสุ งฆ์ ๕ รูป ทั้งน้ีเพราะภิกษุ ๑ รูปสวดประกาศต่อหน้าภิกษุสงฆ์ ๔ รูป หากมีภิกษุสงฆ์ จ�ำนวน ๔ รูป ๑ รูปสวดประกาศ แล้วดูคลา้ ยจะประกาศตอ่ คณะบุคคล ท่านจึงเห็น ควรสวดประกาศต่อสงฆ์ ๔ รปู ซึ่งดูเหมือนไมไ่ ดข้ ดั แยง้ กัน ๑.๓ สวดสมมติ หรือแต่งต้ังภิกษุเป็นเจ้าหน้าท่ีท�ำการสงฆ์ เช่น เป็นผู้แจกท่ีอยู่อาศัย (เสนาสนะ) แจกจีวร และแจกอาหาร (ภตั ตุเทศ) ๒. ภิกษสุ งฆ์ ๕ รูป (ปญั จวรรค) มอี ำ� นาจหนา้ ที่ดงั น้ี ๒.๑ ท�ำการอนุญาตให้วา่ กลา่ วตกั เตอื นกนั ได้ ทเี่ รยี กวา่ “ปวารณา” ๒.๒ ท�ำการอปุ สมบท คือ บวชพระในที่ทหี่ าพระยาก ท่เี รยี กว่า “ปัจจนั ตชนบท” ๒.๓ ท�ำกจิ ของสงฆ์อนื่ ๆ ทุกชนดิ ท่พี ระภกิ ษุสงฆ์จ�ำนวน ๔ รปู ทำ� ได้ ๓.ภกิ ษุสงฆ์ ๑๐ รปู (ทสวรรค) มอี �ำนาจหน้าทีด่ ังนี้ ๓.๑ ท�ำการอปุ สมบท คอื บวชพระในที่ทีห่ าพระง่าย ท่เี รยี กวา่ “มัชฌมิ ชนบท” ๓.๒ ท�ำกจิ ของสงฆ์ (สงั ฆกรรม) อ่ืนท่ภี กิ ษุสงฆ์จ�ำนวน ๔ รปู และ ๕ รปู ท�ำได้ทกุ ชนิด ๔. ภิกษสุ งฆ์ ๒๐ รูป (วสี ตวิ รรค) มีอำ� นาจหนา้ ที่ดงั นี้ ๔.๑ สวดถอนอาบัติสังฆาทิเสส (อาบัติหนักขนาดกลาง) แก่ภิกษุผู้ท�ำผิดอาบัติ คือ ล่วงอาบตั ิสงั ฆาทเิ สสได้ ๔.๒ ท�ำการแทนสงฆ์ คอื สังฆกรรมทกุ ชนดิ ที่พระภกิ ษุสงฆ์จำ� นวนที่ตำ�่ กว่าท�ำได ๕. ภกิ ษสุ งฆเ์ กินกว่า ๒๐ รปู (อตเิ รกวสี ตวิ รรค) ทำ� สังฆกรรม คอื กิจของสงฆไ์ ด้ทกุ ชนดิ จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงไว้วางพระหฤทัยในพระภิกษุสงฆ์ มอบอ�ำนาจในการบริหารการ

ประชาธิปไตยตามแนวตะวันตก 61 ปกครองพระพทุ ธศาสนาแกพ่ ระสงฆ์ อำ� นาจหนา้ ทมี่ ากนอ้ ยเพยี งใดขนึ้ อยกู่ บั จำ� นวน เพอื่ ความรอบคอบ ในการตัดสินใจรับผิดชอบร่วมกัน พระภิกษุสงฆ์จะพ�ำนักอยู่ ณ สถานที่ใด ใกล้หรือไกลก็มีสิทธิขาด มีอ�ำนาจหน้าท่ีในการร่วมบริหารจัดการปกครองหมู่คณะด้วยกันทั้งนั้น หากภิกษุรูปใดไม่เข้าร่วมใน สังฆกรรมทเ่ี ป็นกิจของสงฆใ์ นทีท่ ตี่ นพ�ำนกั ในทีน่ นั้ ๆ แล้วต้องอาบตั ิทกุ กฎ ชือ่ วา่ ล่วงละเมดิ พระวินยั ไมเ่ ออื้ เฟอ้ื ในกจิ การของสงฆ์ การบรหิ ารไมผ่ กู ขาดเฉพาะกลมุ่ ใดกลมุ่ หนงึ่ ผบู้ รหิ ารรบั ผดิ ชอบประชากร และองค์กร ประชากรก็รับผิดชอบต่อผู้บริหารและองค์กร อ�ำนาจการปกครองเป็นของภิกษุสงฆ์ โดยภิกษุสงฆ์ด�ำเนินการ เพื่อประโยชน์ของภิกษุสงฆ์ ไม่กีดกันภิกษุรูปใดรูปหนึ่งในการมีส่วนร่วม ในการปกครอง เชอื่ มน่ั ในความดขี องพระภกิ ษสุ งฆว์ า่ สามารถปกครองกนั เองและหมคู่ ณะได้ ตามหลกั การของ สาราณยี ธรรม ๖ ประการ และหลกั อปรหิ านยิ ธรรม ๗ ประการ ดังต่อไปน้ี หลกั สารานยิ ธรรม ๖ ประการ คือ ๑. เขา้ ไปตง้ั กายกรรมประกอบดว้ ยเมตตาในเพอื่ ภกิ ษสุ ามเณรทงั้ ตอ่ หนา้ และลบั หลงั คอื ชว่ ย ขวนขวายในกจิ ธุระของเพอื่ ด้วยกาย ด้วยจติ เมตตา ๒. เข้าไปตั้งวจีกรรมในเพื่อภิกษุสามเณรทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ช่วยขวนขวายในกิจ ท้ังปวงดว้ ยวาจา เช่นว่ากล่าวตกั เตือนสัง่ สอนอบรมด้วยจติ เมตตา ๓. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพ่ือภิกษุและสามเณรท้ังต่อหน้าและลับหลัง คอื คดิ แต่ส่งิ ที่ดมี ปี ระโยชน์ตอ่ กัน ๔. แบ่งปนั ลาภทตี่ นได้มาโดยธรรม ให้เพ่อื ภิกษุสามเณร ไม่หวงไว้บรโิ ภคผเู้ ดียว ๕. รกั ษาศลี คือ ความประพฤติทางกาย วาจาให้บรสิ ทุ ธิ์เสมอกนั กบั เพอื่ นภิกษุสามเณรอ่ืน ๆ ไม่ทำ� ตนให้เป็นทีร่ งั เกียจของผู้อืน่ ๖. มคี วามเห็นร่วมกันกบั ภกิ ษสุ ามเณรอ่นื ๆ ไม่วิวาทกับใคร ๆ เพราะมคี วามเห็นผิดกนั ๑๑ หลกั อปริหานยิ ธรรม ๗ ประการ คือ ๑. หม่นั ประชมุ กันเนอื งนิตย์ ๒. เมื่อประชุมก็พร้อมกันประชุม เมื่อเลิกก็พร้อมใจกันเลิก พร้อมใจกันท�ำกิจของสงฆ์ท่ี ตอ้ งท�ำ ๑๑ พระสตุ ตันตปฎิ ก, องั คุตตรนิกาย, ฉกั กนิบาต, เลม่ ที่ ๒๒ หน้า ๓๒๒.

62 รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ ๓. ไม่บัญญัติสิ่งท่ีนอกเหนือกฎเกณฑ์พระธรรมวินัย และไม่ยกเลิกกฎเกณฑ์ตามพระธรรม วินยั ประพฤติปฏบิ ัติตามกรอบแหง่ พระธรรมวนิ ัยทีพ่ ระพทุ ธองคท์ รงบญั ญตั ไิ ว้ ๔. ภิกษุเหล่าใดเป็นใหญ่ เป็นประธานในสงฆ์ เคารพนับถือภิกษุเหล่านั้น เชื่อฟังถ้อยค�ำ ของท่าน ๕. ไม่ลุอำ� นาจความอยากทีเ่ กิดขนึ้ ๖. ยนิ ดีในเสนาสนะปา่ ๗. ตั้งใจอยู่ว่า เพ่ือภิกษุสามเณรซ่ึงมีศีล ซึ่งยังไม่มาสู่อาวาส ขอให้มา ที่มาแล้ว ขอให้ อย่เู ปน็ สุข๑๒ หลัก ๗ ประการ หรือธรรม ๗ ประการน้ีส่งเสริมการมีส่วนร่วมในก�ำลังปรากฏตนเอง และ ปกครองสังฆมณฑลใหเ้ จรญิ อย่างเดียว ไมม่ คี วามเส่ือมเลย ๒. หลกั แหง่ การอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมของกลมุ่ ทห่ี ลากหลายอยา่ งสนั ติ พระพทุ ธศาสนามหี ลกั การแห่งการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข ของกลุ่มท่ีหลากหลายเป็นชนชั้น กลุ่มผู้น�ำช้ันปกครอง และประชาชนผู้ถูกปกครอง ลัทธคิ วามเช่อื ทแ่ี ตกต่างกัน ชนช้นั วรรณะท่แี ตกตา่ ง ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้ ๒.๑ การอยรู่ ว่ มกันของผนู้ ำ� ชน้ั ปกครองและประชาชนผถู้ ูกปกครอง ๒.๒ การอยรู่ ่วมกนั ของกลมุ่ ท่ีมลี ทั ธิความเชอ่ื ท่แี ตกต่างกนั ๒.๓ การอยู่รว่ มกนั ของกลมุ่ ชนชัน้ ท่ีแตกต่างกัน ๒.๑ การอยรู่ ว่ มกันของผู้นำ� ชัน้ ปกครองและประชาชนผถู้ ูกปกครอง การอยรู่ ว่ มกนั ของคนในสงั คมนนั้ ยอ่ มมหี ลากหลายกลมุ่ ซง่ึ แตล่ ะคนนน้ั ยอ่ มปรารถนาความ สุขสงบในการอยู่ร่วมกัน แต่เนื่องจากความหลากหลายแห่งวิถีการด�ำรงชีวิต ความต้องการท่ีบรรลุ เปา้ หมายของแตล่ ะคนยอ่ มมวี ธิ ที แ่ี ตกตา่ งกนั ในวธิ ที แี่ ตกตา่ งในคนทแ่ี ตกตา่ ง ยอ่ มกอ่ ใหเ้ กดิ ความขดั แยง้ กอ่ ใหเ้ กิดความไม่สงบสุข เกิดความแตกแยก แกง่ แย่ง และต่อต้าน ตอ่ สู้เพื่อผลประโยชนท์ ตี่ อ้ งการได้ พระพทุ ธศาสนามหี ลักเกณฑ์ในการอยูร่ ่วมกนั ระหวา่ งผ้ปู กครองและประชาชนผถู้ กู ปกครอง ระหวา่ ง ประชาชนเอง ผูเ้ กีย่ วขอ้ งสมั พนั ธ์กนั ในสถาบันสงั คม ดงั นี้ ๑๒ พระสตุ ตันตปฎิ ก, องั คุตตรนกิ าย, สัตตกนบิ าต, เล่มที่ ๒๓ หนา้ ๒๑.

ประชาธปิ ไตยตามแนวตะวันตก 63 ๒.๑.๑ หลักแห่งการพรหมวหิ าร ประกอบไปด้วยข้อปฏิบตั ิ ๔ ประการ คอื ๑. เมตตา ปรารถนาใหผ้ ู้อ่นื เป็นสขุ ๒. กรุณา ปรารถนาใหผ้ ู้อ่นื พน้ ทุกข์ ๓. มทุ ติ า ยินดใี นเมื่อผ้อู น่ื ไดด้ ี ๔. อเุ บกขา ความเป็นผู้มใี จเปน็ กลาง หรือยุตธิ รรม๑๓ พรหมวหิ ารเปน็ ขอ้ ปฏบิ ตั ปิ ระจำ� ใจของคนชน้ั สงู คอื คนทมี่ จี ติ ใจสงู เปน็ หลกั ปฏบิ ตั ใิ นการอยู่ ร่วมกันของชนทุกหมูเ่ หล่า ทัง้ ผู้ปกครองและประชาชน ๒.๑.๒ หลักแห่งอคติ ๔ ประการ ประกอบด้วย ๑. ฉนั ทาคติ ล�ำเอียงเพราะรัก ๒. โทสาคติ ลำ� เอียงเพราะไมช่ อบ ๓. โมหาคติ ลำ� เอียงเพราะไมร่ ูจ้ ริง (เขลา) ๔. ภยาคติ ลำ� เอยี งเพราะกลวั อำ� นาจบารม๑ี ๔ อคติ ๔ ประการ เป็นสิ่งท่ีควรละเวน้ เป็นข้อปฏิบัติท่ผี อู้ ยู่รว่ มกันในสงั คม ควรตระหนกั ไมว่ ่า จะเป็นประชากรกลุ่มไหน อยู่ในสถานภาพอย่างไร ความยุติธรรมอันเป็นหัวใจส�ำคัญในการอยู่ ร่วมกันฉนั มติ รจะไมเ่ กดิ ข้ึน ถา้ หากจิตใจของประชาชนเต็มไปดว้ ยอคตติ ่อกนั ๒.๑.๓ หลักสงั คหวตั ถุ ๔ ประการ ประกอบดว้ ย ๑. ทาน ใหป้ นั สิง่ ของของตนแกผ่ ูอ้ ืน่ ๒. ปิยวาจา เจรจาวาจาท่ไี พเราะออ่ นหวาน ๓. อัตถจรยิ า ประพฤติส่ิงทีเ่ ปน็ ประโยชนแ์ ก่ผู้อนื่ ๔. สมานตั ตตา มตี นเสมอไมถ่ ือตัว๑๕ สงั คหวตั ถุ ๔ ประการเปน็ หลกั แหง่ มนษุ ยสมั พนั ธใ์ นการอยรู่ ว่ มกนั ของคนในสงั คม เปน็ เครอื่ ง ผูกในให้เกดิ ความรสู้ กึ มคี วามรักผูกพนั ฉันญาตมิ ติ ร เปน็ ประดจุ ห้วงนำ้� เยน็ ทำ่� ใหโ้ ลกร่มรนื่ นา่ อยู่ ๑๓ พระอภธิ รรมปฎิ ก, วิภังค,์ เลม่ ท่ี ๓๕, หนา้ ๓๖๙. ๑๔ อังคตุ ตรนกิ าย, จตุกกนบิ าต, เล่มท่ี ๒๑, หนา้ ๒๓ ๑๕ อังคตุ ตรนกิ าย, จตุกกนบิ าต, เล่มท่ี ๒๑, หน้า ๔๒.

64 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ๒.๑.๔ หลกั แหง่ ทศิ ๖ ประกอบดว้ ย ๑. ทิศเบ้ืองหนา้ มารดาบิดาและบุตร ๒. ทศิ เบอ้ื งขวา อาจารยแ์ ละศิษย์ ๓. ทิศเบ้อื งหลงั ภรรยาและสามี ๔. ทศิ เบือ้ งซา้ ย มติ รตอ่ มติ ร ๕. ทศิ เบอ้ื งต่ำ� ลกู น้องบรวิ านและผู้บังคบั บัญชา ๖. ทิศเบ้อื งบน สมณะและอบุ าสกอุบาสิกา๑๖ ทิศ ๖ เป็นหลักแห่งความสัมพันธ์แบบรอบทิศทาง เป็นข้อปฏิบัติที่ดีงามของผู้ที่มีความ เกี่ยวข้องผูกพันกัน จะพึงปฏิบัติต่อกัน หากปฏิบัติตามหลักการดังกล่าวแล้ว การอยู่ร่วมกันในฐานะ ตา่ ง ๆ จะเปน็ อยา่ งราบรื่น ไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ ความขดั แยง้ ใด ๆ จะทำ� ให้มวลมนษุ ย์อยูก่ นั อย่างสนั ติสขุ ๒.๒ การอยู่ร่วมกันของกลุ่มที่มลี ทั ธิความเชอ่ื ทีแ่ ตกต่างกัน ในสงั คมอนิ เดียนนั้ ลว้ นหลากหลายลทั ธิ ความเชือ่ มที ง้ั ความเชื่อในศาสนาด้ังเดมิ คือ ศาสนา พราหมณ์ และเจ้าลทั ธิทงั้ หลาย เช่น ครทู ั้ง ๖ ประกอบด้วย ๑. ปรู ณกัสปะ เจา้ ลทั ธิ “อกริ ยิ วาท” คือ เช่ือวา่ การกระท�ำวา่ ไมเ่ ป็นอันทำ� ๒. มักขลโิ คศาล เจ้าลัทธิ “อเหตุกวาท” คือ เชอ่ื ว่า ความบริสทุ ธ์แิ ละเศรา้ หมองของสัตว์ ไม่มี เหตุปัจจัย ๓. อหิตเกสกัมพล เจ้าลัทธิ “นัตถิกวาท” คือ เช่ือว่า ไม่มีสัตว์บุคคล ไม่มีบุญและบาป ไม่มี ชาตหิ นา้ มีเฉพาะชาตนิ ี้ ๔. ปกุธกัจทยะ เจา้ ลทั ธิ “อุจเฉทวาท” คือ เชื่อว่า ตายแลว้ สูญส้นิ ไมม่ ีสิง่ ใดเหลืออยู่ ทุกส่งิ สนิ้ สุดลงหลงั การตาย ๕. สญชัยเวลฏั ฐบุตร เจา้ ลทั ธิ “อมราวกิ เขปกะ” คอื ไมม่ หี ลักการทไ่ี มแ่ น่นอนในส่ิงใด ขึ้นอยู่ กับความพอใจท่จี ะพดู อยา่ งไร ๖. นิครนถนาฏบตุ ร เจา้ ลทั ธิทม่ี คี วามเช่อื ในการบำ� เพญ็ ตบะ ทรมานตน หรือลทั ธเิ ปลอื ยกาย ไมน่ งุ่ ห่มส่งิ ใด๑๗ ๑๖ ทีฆนกิ าย, ปาฏิกวรรค, เล่มท่ี ๑๑ หนา้ ๒๐๓. ๑๗ พระสุตตันตปิฎก, ทีฆนกิ าย, สีลขนั ธวรรค, สามญั ผลสตู ร, หน้า ๔๕ -๔๙.

ประชาธปิ ไตยตามแนวตะวันตก 65 พระพุทธศาสนาอบุ ตั ิข้ึนท่ามกลางศาสนาพราหมณ์ และเจ้าลัทธเิ หล่าน้ี แต่ปรากฏ สามารถ อยู่ร่วมกันในสังคมได้ แม้พระพุทธศาสนาจะถูกเบียดเบียนในบางครั้ง จากผู้ที่ไม่หวังดีบ้าง แต่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกท้ังหลาย ตลอดจนพุทธบริษัทท้ัง ๔ ก็ไม่เคยทะเลาะวิวาท หรือมี ปัญหากับผู้ท่ีมีความเห็นแตกต่างเลย ท้ังน้ีเพราะยึดหลักธรรมนูญของพระพุทธศาสนา คือ โอวาท ปาติโมกข์ เปน็ หลกั การในการเผยแพร่พระศาสนา และในการอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คม ซ่ึงมหี ลกั การดังนี้ ๑. ขนั ติ คือ ความอดทน เปน็ ตบะอยา่ งยอดเย่ียม ทา่ นผูร้ กู้ ลา่ วนพิ พานวา่ เป็นยอด บรรพชิต ผฆู้ า่ เบียดเบียนสัตวอ์ นื่ ไม่ช่ือวา่ สมณะ ๒. ไมท่ �ำบาปท้งั ปวง ทำ� กศุ ลให้ถงึ พรอ้ ม ท�ำจติ ของตนใหผ้ อ่ งใส ๓. ไมพ่ ดู คอ่ นขอดกนั ไมป่ ระหตั ประหารกนั สำ� รวมในปาตโิ มกข์ (ศลี ๒๒๗ ขอ้ ) รจู้ กั ประมาณ ในการบรโิ ภคอาหาร อยู่ในท่ีนงั่ ทน่ี อนอันสงดั ประกอบความเพยี รทางจิตอย่างสงู ๑๘ ในการยึดถือหลักการในโอวาทปาติโมกข์ดังกล่าวเป็นหลักแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เปน็ หลักแหง่ ความดขี นั้ สงู สุดของมนษุ ยชาตโิ ดยแท้ สว่ นหลกั การในการเผยแพระธรรมในพระพทุ ธศาสนา พระองคท์ รงวางหลกั เกณฑใ์ นการแสดง ธรรมไว้ ๕ ประการ ซง่ึ เรียกว่า จรรยาบรรณของนักเทศน์ หรอื องคแ์ หง่ ภิกษุผเู้ ป็นธรรมกถกึ คอื ๑. แสดงธรรมตามลำ� ดับ ไมต่ ดั ลัดใหข้ าดตอน ๒. แสดงโดยอา้ งเหตุผลให้ผู้ฟงั เข้าใจได้ ๓. ต้งั จิตเมตตาปรารถนาให้เป็นประโยชนแ์ กผ่ ฟู้ ัง ๔. ไมแ่ สดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภ ๕. ไม่แสดงธรรมกระทบตนและผ้อู น่ื ไมย่ กตนเสียดสีผ้อู นื่ ๑๙ จะเหน็ ไดว้ า่ ในการเผยแพรพ่ ระพทุ ธศาสนาในทา่ มกลางเจา้ ลทั ธติ า่ ง ๆ จงึ ไมม่ ปี ญั หาของการ อยู่ร่วมกันในสงั คมที่มีความหลากหลายแหง่ ลทั ธิทแี่ ตกต่าง ๑๘ พระสตุ ตันตปิฏก, ทีฆนิกาย, มหาวรรค, เล่มที่ ๑๐, หน้า ๑. ๑๙ พระสุตตนั ตปฎิ ก, องั คุตตรนิกาย, ปัญจกนิบาต, เลม่ ที่ ๒๒, หน้า ๒๐๖.

66 รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ๒.๓ หลักการอยู่ร่วมกนั ของกลมุ่ ชนช้ันท่ีแตกตา่ งกนั ผู้ที่เล่ือมใสในพระพุทธศาสนา เรียกว่า “บริษัท ๔” คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา๒๐ มีสถานภาพทางสังคมหลายชั้น เช่น กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร สมณะ และจัณฑาล๒๑ เป็นพุทธศาสนิกชนสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้ ร่วมถวายทาน รักษาศีล สดับพระธรรมเทศนาใน พระวิหารได้ ในธรรมสภาได้ ประกอบศาสนกิจอื่น ๆ ร่วมกันได้ด้วยความรักสามัคคี ไม่มีใครตั้งข้อ รังเกยี จเรื่องชาตติ ระกูล หรือดูหมิน่ ดูแคลน ขับไล่ ฉุดครา่ ออกไปจากสมาคมนนั้ ๆ ไม่เพราะพระพทุ ธ ศาสนาให้ความส�ำคัญในเร่ืองคุณธรรม แข่งขันกันท�ำความดี ส่งเสริมสนับสนุนการท�ำความดีท้ัง กายกรรม วจกี รรม มโนกรรมมากกวา่ ความแตกตา่ งดา้ นชาตติ ระกลู ดงั พทุ ธวจนะทวี่ า่ “บคุ คลจะเปน็ คนเลย หรือเป็นคนประเสริฐ ก็เพราะชาติตระกูล หามิได้ บุคคลเป็นคนเลว หรือเป็นคนประเสริฐ ก็เพราะกรรม คือ การกระท�ำของเขาเอง”๒๒ จะเหน็ ไดว้ า่ พุทธศาสนิกชนจะชืน่ ชม ยกยอ่ ง เชดิ ชผู ูท้ ีม่ ี คณุ ธรรมหรอื บรรลคุ ณุ ธรรมขนั้ สงู ตามลำ� ดบั วา่ เปน็ “พระอรยิ ะ” คอื ทา่ นผปู้ ระเสรฐิ กวา่ คนทงั้ หลาย ในส่วนของพระภิกษุสงฆ์ผู้เข้ามาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาน้ันมาจากคนทุกช้ัน วรรณะ ต่างลัทธศิ าสนา ความเชอ่ื ค่านิยม ทศั นคติ ก็สามารถอยรู่ ว่ มกนั ในสงั ฆมณฑลไดอ้ ย่างปกตสิ ขุ ไม่มีใคร รงั เกยี จในเรอื่ งฐานะ ความเปน็ อยกู่ อ่ นบวชแตอ่ ยา่ งไร เนอื่ งจาก “ความประพฤตเิ ปน็ อนั หนงึ่ อนั เดยี วกนั ด้วยความประพฤติ คือ ศีลเสมอกัน ไม่ประพฤติแตกต่างกัน มีความเห็นถูกต้องดีงามเสมอกัน ไม่ขัด แย้งเพราะความเห็นผิด”๒๓ และมีเป้าหมายสูงสุด คือ บรรลุความสิ้นสุดแห่งทุกข์ท้ังปวง ซึ่งภิกษุสงฆ์ ทกุ รปู เมอื่ บวชเขา้ มาแลว้ ตอ้ งปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ไตรสกิ ขา คอื ศลี สมาธิ ปญั ญา๒๔ เพอื่ บรรลเุ ปา้ หมาย คือ การขัดเกลาตัวเองให้ถึงความหลุดพ้นจากิเลส เครื่องเศร้าหมองทั้งปวง จนถึงความสิ้นสุดทุกข์ ดังกลา่ วมาแล้ว จะเหน็ ไดว้ า่ หลกั การอยรู่ ว่ มกนั ตามแนวพระพทุ ธศาสนานน้ั ลกึ ซงึ้ กวา่ หลกั ประชาธปิ ไตยแบบ ตะวันตก แบบตะวันตก กลุ่มหลากหลายลัทธิ ความเชื่อ ค่านิยม วัฒนธรรม ก็ยังแยกกันเป็นกลุ่มอยู่ อยา่ งนน้ั กลมุ่ ใครกลมุ่ มนั ไมม่ ที างทจ่ี ะเปน็ นำ้� หนงึ่ ใจเดยี วกนั อยรู่ วมกนั แบบหลวม ๆ เพอ่ื ตอ่ สปู้ กปอ้ ง ๒๐ พระสตุ ตันตปิฎก. องั คุตตรนิกาย. จตุกกนิบาต, เล่มที่ ๒๑, หนา้ ๑๗๘. ๒๑ พระสตุ ตันตปิฎก, องั คุตตรนกิ าย, จตกุ กนบิ าต, เลม่ ท่ี ๒๑ หน้า ๑๗๙ ๒๒ พระสุตตนั ตปฎิ ก, ขทุ ทกนิกาย, สุตตนบิ าต, เลม่ ที่ ๒๕, หนา้ ๓๘๒. ๒๓ พระสุตตันตปฎิ ก, อังคุตตรนิกาย, ฉักกนิบาต, เล่มท่ี ๒๒, หน้ ๓๒๒. ๒๔ พระสุตตันตปิฎก, อังคุตตรนกิ าย, ตกิ นบิ าต, เลม่ ท่ี ๒๐, หน้ ๒๙๔.

ประชาธิปไตยตามแนวตะวนั ตก 67 ผลประโยชน์กลุ่มของตัวเองเท่าน้ัน แต่การอยู่ร่วมกันตามแนวพระพุทธศาสนานั้น มีความเป็นหน่ึง เดียวกันท้ังกาย วาจา ใจ ประพฤติปฏิบัติต่อกันด้วยจิตอันเมตตา มีความเป็นมิตร มีความเป็นญาติ จะคิด จะพูด จะท�ำ หรือปรึกษาสิ่งใดกับใคร ๆ ก็ไม่เป็นไปเพื่อการเบียดเบียนตน และผู้อื่น มีความ เออ้ื เฟอื้ สงเคราะหซ์ ่งึ กันและกัน๒๕ ประดจุ คนในครอบครัวเดียวกัน ๓. หลักแห่งสิทธิและเสรภี าพ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาท่ีส่งเสริมทั้งสิทธิและเสรีภาพ โดยมีหลักการซึ่งปรากฏใน พระไตรปฎิ ก ดังนี้ ๓.๑ หลักแหง่ สทิ ธิ ประกอบไปด้วย ๓.๑.๑ สทิ ธใิ นชวี ิต รา่ งกาย และทรพั ยส์ ิน ๓.๑.๒ สทิ ธิในการบรรพชาอุปสมบท ๓.๑.๓ สทิ ธใิ นการเข้าประชุมสงฆ์ ๓.๑.๔ สทิ ธมิ นษุ ยชน ๓.๑.๑ สทิ ธใิ นชีวิต ร่างกาย และทรัพยส์ นิ พระพุทธศาสนาส่งเสริมสิทธิในชีวิตร่างกาย ไม่เฉพาะในมนุษย์เท่านั้น ยังรวมไปถึงสัตว์โลก ทงั้ มวลด้วย โดยห้ามฆา่ สตั ว์ ในทรพั ยส์ นิ ห้ามลักทรัพยข์ องคนอน่ื เคารพสทิ ธิในของรกั หวงแหนของ คนอื่น โดยห้ามประพฤติผิดในกาม สิทธิในความนับถือตนเอง โดยห้ามไม่ให้พูดโกหก สิทธิในความ ปลอดภัยของกันและกนั โดยห้ามไมใ่ ห้ด่มื นำ�้ เมา๒๖ นอกจากห้ามประพฤติผิดดังกล่าวแล้ว ยังสอนให้ประพฤติในหลักการตรงกันข้ามอีก คือ ใหม้ เี มตตากรณุ าตอ่ คนและสตั วโ์ ดยหาประมาณมไิ ด้ ใหป้ ระกอบสมั มาชพี เลยี้ งชพี โดยสจุ รติ ใหส้ ำ� รวม คือ ระมัดระวังในของรักของคนอ่ืน โดยยินดีพอใจเฉพาะในคนรักของตัวเอง ให้มีสัจจะ ความจริงใจ และใหม้ ีสตริ อบคอบ นอกจากนแ้ี ลว้ ยงั มหี ลกั คำ� สอนทสี่ ง่ เสรมิ สทิ ธใิ นชวี ติ รา่ งกายและทรพั ยส์ นิ ทลี่ ะเอยี ดขน้ึ ไปอกี ได้แก่ อกุศลกรรมบถ (ทางท่ีไม่ส่งเสริมสิทธิในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน) และกุศลกรรมบถ (ทางทส่ี ง่ เสริมสทิ ธใิ นชีวติ ร่างกาย และทรพั ยส์ นิ ) ๒๕ พระสุตตนั ตปิฎก, มชั ฌิมนิกาย, อปุ ริปัณณาสก,์ เลม่ ที่ ๑๔, หน้า ๑๑๒. ๒๖ พระสุตตนั ตปฎิ ก, ขทุ ทกนกิ าย, อปทาน, เลม่ ที่ ๒๔, หน้า ๗๗ – ๗๘. .

68 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ อกศุ ลกรรมบถ ๑๐ (ทางปฏบิ ตั ทิ ีไ่ ม่ส่งเสริมสิทธใิ นชวี ติ ร่างกาย และทรพั ย์สนิ ) จัดเป็นกายกรรม คือ ทำ� ดว้ ยกาย ๓ อย่าง คอื ๑. ปาณาติบาต ฆา่ สตั ว์ ๒. อทนิ นาทาน ลกั ทรัพย์ ๓. กาเมสุมิจฉาจาร ประพฤตผิ ิดในคู่ครองของผ้อู ื่น จัดเปน็ วจีกรรม คอื ทำ� ด้วยวาจา ๔ อยา่ ง คือ ๑. มุสาวาท พูดเทจ็ ๒. ปิสุณาวาจา พดู สอ่ เสยี ด สรา้ งความแตกแยก ๓. ผรสุ วาจา พูดค�ำหยาบ ๔. สมั ผัปปลาปะ พูดเพอ้ เจอ้ เหลวไหล จดั เปน็ มโนกรรม คอื ทำ� ดว้ ยใจ ๓ อยา่ ง คือ ๑. อภชิ ฌา โลภอยากไดข้ องคนอ่ืนโดยทจุ ริต ๒. พยาบาท ปองร้ายคนอื่น ๓. มิจฉาทฏิ ฐิ เหน็ ผิดเปน็ ชอบ๒๗ กุศลกรรมบถ ๑๐ (ทางปฏิบัติทส่ี ง่ เสรมิ สิทธใิ นชวี ติ ร่างกาย และทรพั ย์สนิ ) จัดเปน็ กายกรรม คอื ท�ำด้วยกาย ๓ อยา่ ง คือ ๑. ปาณาติบาต เวรมณี เวน้ จากการฆา่ สัตว์ ๒. อทนิ นาทาน เวรมณี เว้นจากการลักทรพั ย์ ๓. กาเมสมุ ิจฉาจาร เวรมณี เว้นจากการประพฤตผิ ิดในคู่ครองของผูอ้ นื่ จัดเปน็ วจกี รรม คอื ทำ� ด้วยวาจา ๔ อยา่ ง คอื ๑. มุสาวาท เวรมณี เว้นจากการพูดเท็จ ๒. ปิสณุ าวาจา เวรมณี เวน้ จากการพดู สอ่ เสียด สร้างความแตกแยก ๓. ผรุสวาจา เวรมณี เว้นจากการพูดคำ� หยาบ ๔. สมั ผปั ปลาปะ เวรมณี เว้นจากการพดู เพ้อเจ้อ เหลวไหล ๒๗ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก, ทฆี นกิ าย, มหาวรรค, เลม่ ที่ ๑๐, หน้า ๓๖๕

ประชาธิปไตยตามแนวตะวนั ตก 69 จดั เป็นมโนกรรม คือ ทำ� ดว้ ยใจ ๓ อยา่ ง คือ ๑. อนภิชฌา ไมโ่ ลภอยากไดข้ องคนอนื่ โดยทุจรติ ๒. อพยาบาท ไมป่ องร้ายคนอน่ื ๓. สมั มาทิฏฐิ มีความเหน็ ถูก๒๘ การกระทำ� ๑๐ อยา่ งนี้ เป็นข้อควรประพฤติปฏิบตั ใิ นชีวติ ประจ�ำวัน จะเห็นได้ว่า หลักการประชาธิปไตยในเรื่องสิทธิในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินน้ัน พระพุทธ ศาสนามีหลักการดังกล่าว ไม่เพียงระดับการอยู่ร่วมกันของมนุษย์เท่าน้ัน ยังส่งเสริมเผื่อแผ่ไปถึงสัตว์ ทุกชนิดท่ีมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ส่วนในแนวทางปฏิบัตินั้น มีขั้นตอนในระดับเบ้ืองต้นธรรมดา และระดับ สงู ทลี่ ะเอยี ดขึ้นตามระดับจติ ของแตล่ ะบุคคลทีจ่ ะต้องพฒั นาให้เกิด ให้มตี ามลำ� ดบั ๓.๑.๒ สทิ ธใิ นการบรรพชาอปุ สมบท ในพระพุทธศาสนาแม้เกิดในท่ามกลางศาสนาพราหมณ์และลัทธิอ่ืน ๆ หลากหลายในสังคม ขณะนั้น พระพุทธเจ้าก็มิได้ทรงรังเกียจวรรณะ หรือชนช้ันต่าง ๆ ที่เข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนา เลย หากปฏิบัติตามพระวินัยท่ีทรงบัญญัติไว้ เช่น อัฏฐบริขาร ๘ ครบ มีคุณสมบัติครบ ไม่มีลักษณะ ต้องห้าม มีสิทธิ์ได้รับการอุปสมบทได้ทั้งน้ัน และเมื่อบวชแล้ว ประพฤติปฏิบัติตามธรรมวินัยเท่ากัน ไม่กีดกันภิกษุรูปใดรูปหน่ึง ซึ่งมาจากสถานภาพที่ดีกว่าหรือเลวกว่าแต่อย่างใด เมื่อปฏิบัติตาม พระธรรมวินัย คือ อธิศีลสิกขา มีศีลบริสุทธิ์ย่ิง อธิจิตสิกขา จิตหมดจดบริสุทธิ์ยิ่ง อธิปัญญาสิกขา มีปัญญารู้ย่ิง๒๙ ก็สามารถได้รับสิทธิ์ประโยชน์ คือ การบรรลุธรรมถึงความเป็นพระอริยะได้สมควรแก่ ความสามารถในการปฏิบัติ สิทธิประโยชน์ คือ ความเปลี่ยนแปลงจากคนธรรมดา คือ ปุถุชน เปน็ พระอรยิ บคุ คลนัน้ มีดังนี้ พระอรยิ บคุ คล ๘ จำ� พวก คอื ๑. พระโสดาปัตติมรรค ๒. พระโสดาปัตติผล ๓. พระสกทาคามิมรรค ๔. พระสกทาคามิผล ๕. พระอนาคามิมรรค ๒๘ พระสตุ ตันตปิฎก, ทฆี นกิ าย, ปาฏกิ วรรค, เล่มที่ ๑๑, หน้า ๓๘๔. ๒๙ พระสตุ ตนั ตปิฎก, อังคตุ ตรนิกาย, ตกิ นบิ าต, เล่มท่ี ๒๐, หนา้ ๒๙๔.

70 รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ ๖. พระอนาคามผิ ล ๗. พระอรหัตมรรค ๘. พระอรหัตผล๓๐ น่ีคือสิทธิประโยชน์ที่พระภิกษุผู้เข้ามาบวชจะได้รับ แต่ทั้งนี้แม้มีสิทธิจะได้รับก็ขึ้นอยู่กับการ ประพฤตปิ ฏิบตั ขิ องแต่ละบคุ คลด้วย คอื ได้รบั ผลตามสมควรแกก่ ารปฏิบตั ิ สิทธปิ ระโยชนต์ ามทกี่ ลา่ ว มา ข้อ ๑ – ข้อ ๔ พุทธบริษัท ท้ังภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มีสิทธิประโยชน์เท่ากัน ส่วนสิทธิประโยชน์ ข้อ ๗ – ข้อ ๘ จะต้องอยู่ในภาวะของภิกษุ แม้พุทธบริษัทที่เป็นคฤหัสถ์สามารถ บรรลไุ ดก้ จ็ รงิ เมอื่ บรรลแุ ลว้ ตอ้ งอปุ สมบทเปน็ ภกิ ษภุ าวะ เนอื่ งจากเปน็ สทิ ธปิ ระโยชนข์ น้ั สงู สดุ จะตอ้ ง อยใู่ นเพศของภกิ ษุ ซงึ่ เปน็ เพศทไ่ี ดร้ บั สทิ ธพิ นื้ ฐานจากการบรรพชาอปุ สมบท มขี อ้ ปฏบิ ตั ทิ างกาย วาจา คือ ศีล ๒๒๗ สิกขาบทสูงกวา่ คฤหสั ถ์ ๓.๑.๓ สทิ ธใิ นการเข้าประชมุ สงฆ์ สทิ ธใิ นการเขา้ รว่ มประชมุ เปน็ สทิ ธพิ นื้ ฐานของพระภกิ ษสุ งฆไ์ ดร้ บั ทกุ รปู เทา่ เทยี มกนั เปน็ สทิ ธิ ตามพระวนิ ยั ทภ่ี กิ ษรุ ปู ใดไมใ่ หค้ วามรว่ มมอื มโี ทษเปน็ อาบตั ทิ กุ กฎ เมอื่ เขา้ ประชมุ สงฆก์ ไ็ ดร้ บั สทิ ธเิ สนอ ความเหน็ คดั คา้ น หรอื เหน็ ดว้ ยกไ็ ด้ การเสนอความคดิ เหน็ เปน็ สทิ ธขิ องภกิ ษผุ เู้ ขา้ รว่ มประชมุ หากเหน็ ด้วย กใ็ หน้ ิง่ ไม่เหน็ ดว้ ย ให้พูดคดั ค้าน โดยปกตแิ ลว้ การเสนอญตั ตนิ นั้ แบง่ ออกเปน็ ๒ อยา่ ง คอื ๑. ญตั ตทิ ตุ ยิ กรรม วธิ กี าร คอื เสนอ ญัตติ ๑ คร้ัง และขอความเห็นชอบอีก ๑ คร้ัง ๒. ญัตติจตุตถกรรม วิธีการ คือ เสนอญัตติ ๑ ครั้ง และขอความเหน็ ชอบอีก ๓ ครั้ง รวมเปน็ ๔ ครัง้ ๓๑ ญตั ติทตุ ิยกรรมใช้ในสังฆกรรม ดงั น้ี ๑. การสวดพระปาฏิโมกข์ คอื สาธยายทบทวนศลี ๒๒๗ ข้อ ทกุ ๑๕ วัน ๒. สวดมอบผา้ กฐิน คอื ขอความเหน็ ชอบในการมอบผ้าใหแ้ ก่ภิกษุรูปใดรปู หน่งึ ท่สี มควรรบั ๓. สวดสมมติ คอื แต่ตั้งภิกษรุ ปู ใดรปู หน่ึงท่ีท�ำหน้าท่แี จกอาหาร เสนาสนะ จีวร ๔. การปวารณา คอื อนุญาตให้วา่ กลา่ วตกั เตอื นกนั และกนั ได้ ๓๐ พระสตุ ตันตปฎิ ก, องั คุตตรนิกาย, อัฏฐกนิบาต, เล่มท่ี ๒๓, หน้า ๓๐๑. ๓๑ พระวนิ ยั ปิฎก, มหาวรรค, เลม่ ๔, หน้า ๗๗ – ๗๙.

ประชาธิปไตยตามแนวตะวันตก 71 ญัตติจตตุ ถกรรม ใชใ้ นสงั ฆกรรม ดังนี้ ๑. การสวดอุปสมบทบวชพระ คอื รบั คฤหสั ถเ์ ข้ามาเป็นภิกษุ ๒. การสวดลงโทษภกิ ษผุ ู้ประพฤตผิ ิดวนิ ยั ๗ อย่าง (ตัชชนยี กรรม) ๓. การสวดยกเลิกการลงโทษผปู้ ระพฤติผดิ วนิ ยั ๗ อยา่ ง๓๒ การใดจะใช้การสวดแบบญัตติทุติยกรรม หรือญัตติจตุตถกรรมข้ึนอยู่กับความส�ำคัญของ กิจน้ัน ๆ หากต้องการความละเอียดรอบคอบเป็นเร่ืองใหญ่ จะใช้การสวดแบบจตุตถกรรม หากเป็น เร่ืองส�ำคัญรองลงมาจะใช้สวดแบบญตั ตทิ ุติยกรรม ๓.๑.๔ สิทธิมนษุ ยชน พระพทุ ธศาสนาเปน็ ศาสนาแรกทส่ี ง่ เสรมิ สทิ ธมิ นษุ ยชน โดยสอนใหเ้ ลกิ ระบบทาส ไมเ่ อามนษุ ย์ มาเปน็ สินคา้ สำ� หรับซ้ือขาย ห้ามมใิ ห้ภิกษุมที าสไว้ใช้ กบั ท้ังสอนให้เลกิ ทาสภายใน คือ ไม่เปน็ ทาสของ ความโลภ ความโกรธ ความหลง๓๓ ในความเปน็ มนษุ ยใ์ นโลกยอ่ มมสี ทิ ธใิ นชวี ติ รา่ งกาย สทิ ธใิ นการดำ� รง ชวี ิตในสังคมอยา่ งอิสระเท่ากบั มนุษยอ์ นื่ ๆ ในโลก ไม่ควรให้สิทธใิ ครหรอื ชนขน้ั ใดเหนือกวา่ บคุ คลอนื่ ในการใช้อ�ำนาจความเป็นนายบีบบังคับให้คนอ่ืนอยู่ภายใต้อ�ำนาจ เพ่ือแสวงหาประโยชน์อื่นใดจาก ความเป็นมนุษย์ ซ่ึงก่อให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนแก่ผู้ที่มีสถานภาพทางสังคมที่ด้อยกว่า อนั แสดงถงึ ความโหดรา้ ย ทำ� ใหม้ นษุ ยก์ ลายเปน็ สตั วเ์ ดรจั ฉานทซี่ อ้ื ขายกนั ไดโ้ ดยทว่ั ไป พระพทุ ธเจา้ จงึ ห้ามพุทธบริษัทไม่ให้ท�ำเช่นน้ัน และทรงสั่งสอนให้เลิกทาสท้ังภายนอกและภายใน ให้มีชีวิตอยู่อย่าง เป็นสขุ ดงั ปรากฏในพระวินบั ปฎิ กและพระสุตตันตปฎิ ก ดังตอ่ ไปน้ี ในพระวินัยปิฎก “ห้ามไม่ให้ภิกษุมีทาสหญิงชายไว้ใช้ ภิกษุใดฝ่าฝืน เป็นอาบัติทุกกฎ”๓๔ “หา้ มมใิ หส้ งฆ์บวชบคุ คลท่เี ป็นทาส หรอื หนีมา”๓๕ และในพระสุตตันตปิฎก ห้ามผู้นับถือพระพุทธศาสนาท�ำการค้าขายที่ไม่สมควร เรียกว่า “มิจฉาวณิชชา” ๕ ประการ คือ ๑. คา้ ขายเครอื่ งประหาร ๒. ค้าขายมนษุ ย์ ๓. คา้ ขายสัตว์ส�ำหรับฆ่า ท�ำอาหาร ๔. ค้าขายน้ำ� เมา ๕. คา้ ขายยาพิษ๓๖ ๓๒ พระวนิ ยั ปิฎก, มหาวรรค, เล่ม ๕, หน้า ๒๒๑ – ๒๒๔. ๓๓ สุชพี ปุญญานภุ าพ, “คุณลกั ษณะพเิ ศษแหง่ พระพุทธศาสนา” (กรุงเทพฯ โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย”, ๒๕๔๑) หนา้ ๕๕. ๓๔ พระวนิ ยั ปิฎก, มหาวรรค. เล่ม ๗, หน้า ๓๔๖. ๓๕ พระวนิ ยั ปิฎก, มหาวรรค, เล่ม ๔, หนา้ ๑๕๖. ๓๖ สตุ ตันตปฎิ ก, อังคตุ ตรนิกาย, ปัญจกนิบาต, เลม่ ๒๒, หน้า ๒๓๒.

72 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ จากหลักการนแ้ี สดงให้เห็นถงึ การทรงสง่ เสริมท้งั สิทธมิ นษุ ยชน และสิทธแิ ห่งการมชี วี ิตของ สัตวท์ ้งั ปวง ส่วนในพรหมชาลสตู ร ทรงแสดงไวใ้ นจลุ ศีล ห้ามไมใ่ หภ้ กิ ษรุ ับทาสที าสาทม่ี ผี ูม้ อบให๓้ ๗ จะเห็นได้จากตัวอย่างท่ีกล่าวมาแล้วว่า พระพุทธศาสนามีหลักค�ำสอนส่งเสริมสิทธิของ ท้ังมนุษย์และสัตว์ท้ังหลายให้มีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่ให้มองข้ามคุณค่าของชีวิต ซึ่งเป็นการปลดเปลื้อง จากทาสภายนอก นอกจากนี้แล้วพระพุทธศาสนายังสอนให้ปลดปล่อยตนเองให้พ้นจากการเป็นทาส ภายใน คอื ความโลภ ความโกรธ และความหลง ด้วยศลี สมาธิ และปญั ญาตามลำ� ดบั จากขอ้ ความขา้ งตน้ อันเกยี่ วกบั ทาสภายในและทาสภายนอก คอื การท�ำคนใหเ้ ป็นทาสของ คนจริง ๆ กับทาสภายใน คือ การท่ีคนเป็นทาสแห่งอ�ำนาจฝ่ายต่�ำในตัวเองน้ี จะเห็นได้ว่า จะโดย ประวัติศาสตร์ หรือโดยหลักฐานใด ๆ ก็ตาม แสดงว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแรกในโลกที่มีหลัก การและคำ� สอนเพอ่ื ใหเ้ ลกิ ระบบทาส อนั เปน็ การสง่ เสรมิ สทิ ธมิ นษุ ยชน ตามทเี่ รยี กรอ้ งกนั ในปจั จบุ นั น๓ี้ ๘ พระพุทธศาสนานอกจากจะส่งเสริมสิทธิแล้ว ยังมีค�ำสอนท่ีส่งเสริมเสรีภาพในการพูด การกระทำ� การแสดงออกในการรกั ษาสทิ ธขิ นั้ พน้ื ฐาน อนั เปน็ หลกั การประการหนงึ่ ของประชาธปิ ไตย ซง่ึ ประกอบไปด้วย ๓.๒ หลักแห่งเสรีภาพ ประกอบไปด้วย ๓.๒.๑ เสรีภาพในการพูด ๓.๒.๒ เสรภี าพในการนับถือศาสนาหรือลทั ธคิ วามเชอื่ ๓.๒.๑ เสรภี าพในการพดู ในการแสดงความเหน็ พระพทุ ธศาสนาจะใหเ้ สรภี าพของ เต็มที่ในการประชุมสงฆ์ เพื่อท�ำสังฆกรรมต่าง ๆ จะเป็นแบบญัตติทุติยกรรม หรือญัตติจตุตถกรรม กต็ าม จะเปดิ โอกาสใหพ้ ระภกิ ษผุ เู้ ขา้ รว่ มประชมุ แสดงความคดิ เหน็ ไดอ้ ยา่ งเสรี ไมว่ า่ จะเหน็ ดว้ ย หรอื ไมเ่ หน็ ด้วยกต็ าม โดยข้นั ตอน คือ เสนอญัตติ จากนนั้ ขอความเห็นชอบจากท่ีประชมุ ถ้าท่ปี ระชมุ เห็น ด้วย กรรมน้ันก็ส�ำเร็จ ถ้าไม่เห็นด้วย ก็ยกเลิกไป ตัวอย่างในการประชุมสงฆ์ เพื่อพิจารณาให้ผ้ากฐิน และเรอ่ื งการอปุ สมบท มีดังน้ี ๑. การใหผ้ า้ กฐนิ ทำ� ดว้ ยญัตติทุตยิ กรรมวาจา เสนอญัตติ ๑ ครั้ง ขอความเป็นชอบ ๑ ครง้ั ประกอบไปดว้ ย ๓๗ พระสุตตนั ตปฎิ ก, ทฆี นิกาย, สีลขันธวรรค, เล่มที่ ๑๒, หนา้ ๒๘๔. ๓๘ สชุ ีพ ปุญญานุภาพ, อา้ งแลว้ เชงิ อรรถที่ ๓๔, หน้า ๗๘.

ประชาธปิ ไตยตามแนวตะวนั ตก 73 ๑.๑ เสนอญตั ติ “ทา่ นเจา้ ขา้ ขอสงฆจ์ งฟงั ขา้ พเจา้ ผา้ กฐนิ ผนื น้ี เกดิ แลว้ แกส่ งฆ์ ถา้ ความพรอ้ ม พรง่ั ของสงฆ์ถงึ ที่แล้ว สงฆ์พึงให้ผา้ กฐินผนื นีแ้ กภ่ ิกษชุ ่อื นี้ เพ่ือกรานกฐนิ นเี้ ปน็ ญัตติ” ๑.๒ ขอความเห็นชอบ “ทา่ นเจา้ ขา้ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจา้ ผา้ กฐินผืนนี้เกดิ แล้วแก่สงฆ์ สงฆ์ให้ ผ้ากฐินผืนนี้แก่ภิกษุมีช่ือนี้ เพ่ือกรานกฐิน การให้ผ้ากฐินน้ีแก่ภิกษุช่ือน้ี เพ่ือกรานกฐิน ชอบแก่ท่าน ผู้ใด ท่านผู้น้ันพึงเป็นผู้น่ิง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้น้ันพึงพูด ผ้ากฐินผืนนี้ สงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุชื่อนี้ เพือ่ กรานกฐนิ ชอบแก่สงฆ์ เหตนุ ้ันจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงทราบความน้ไี วอ้ ย่างนี”้ ๓๙ ๒. การใหอ้ ุปสมบท ทำ� ดว้ ยญัตตจิ ตตุ ถกรรมวาจา คอื เสนอญัตติ ๑ ครัง้ ขอความเห็นชอบ ๓ คร้ัง ประกอบไปด้วย ๒.๑ เสนอญตั ติ “ท่านเจ้าข้า ขอสงฆจ์ งฟังขา้ พเจ้า ผ้มู ชี ื่อน้ี เปน็ อปุ สัมปทาเปกขะของทา่ นผู้ มีช่ือน้ี ผมู้ ีช่ือน้ีขออุปสมบทตอ่ สงฆ์ มีทา่ นผ้มู ีช่อื น้ีเปน็ อปุ ัชฌายะ ถ้าความพร้อมพร่ังของสงฆถ์ ึงที่แล้ว สงฆ์พงึ อปุ สมบทผมู้ ีชือ่ นี้ มีทา่ นผู้มีชอ่ื นี้เป็นอุปชั ฌายะ นเี่ ป็นญัตติ” ๒.๒ ขอความเห็นชอบ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ “ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้มีชื่อนี้ เป็น อุปสัมมนาเปกขะของท่านผู้มีช่ือน้ี ผู้มีชื่อน้ีขออุปสมบทต่อสงฆ์ มีท่านผู้มีช่ือน้ีเป็นอุปัชฌายะ สงฆ์อุปสมบทผู้มีช่ือนี้ มีท่านผู้มีช่ือนี้เป็นอุปัชฌายะ การอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้น้ีเป็นอุปัชฌายะ ชอบแก่ทา่ นผ้ใู ด ทา่ นผู้นัน้ พึงเป็นผู้นงิ่ ไมช่ อบแก่ทา่ นผใู้ ด ท่านผู้น้ันพงึ พูด” ๒.๓ ครงั้ ที่ ๒ “ข้าพเจา้ กลา่ วคำ� ขอ้ นเ้ี ปน็ ครั้งที่ ๒ ...” ๒.๔ ครั้งที่ ๓ “ขา้ พเจา้ กล่าวคำ� ขอ้ น้ีเป็นครงั้ ที่ ๓...” ผู้มีชื่อน้ีอุปสมบทแล้ว มีท่านผู้มีช่ือนี้เป็นอุปัชฌายะ ชอบแก่สงฆ์ เหตุน้ันจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรง ความขอ้ นไ้ี ว้ด้วยอยา่ งน๔้ี ๐ จะเห็นว่าพระพุทธศาสนาให้เสรีภาพในการพูด การแสดงความเห็น ในการตัดสินในกิจการ สงฆ์โดยรวม และมีขั้นตอนตามแบบประชาธิปไตยของระบบรัฐสภาแบบประชาธิปไตยในการออก กฎหมาย ซ่ึงมีการเสนอญัตติ การให้ความเห็น ๓ วาระ ซ่ึงหลักเสรีภาพของพระพุทธศาสนาเป็น ประชาธปิ ไตยทเี่ กา่ แก่ก่อนระบอบประชาธปิ ไตยตะวนั ตกเสียอกี ๓๙ พระวนิ ยั ปิฎก, มหาวรรค, เลม่ ท่ี ๕, หน้า ๑๐๙. ๔๐ พระวนิ ยั ปิฎก, มหาวรรค, ภาค ๑, เล่มที่ ๔, หน้า ๗๗ – ๗๙.หนา้ ๗๘.

74 รัฐศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ ๓.๒.๒ เสรีภาพในการนับถือศาสนาหรอื ลัทธิความเชื่อ พระพุทธศาสนามีหลักการแห่งการให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา ไม่มีการบีบบังคับใครให้ นับถือโดยวิธีการอื่น เช่น บังคับขู่เข็ญให้กลัวอ�ำนาจลึกลับ เทพเจ้า หรือส่ิงศักดิ์สิทธิ์ หรือเคร่ืองล่อ รางวลั ประการใด แตใ่ หอ้ สิ รเสรใี นการตดั สนิ ใจใหเ้ ชอ่ื ดว้ ยปญั ญาของบคุ คลนน้ั เอง เมอ่ื เหน็ ดว้ ยปญั ญา ของตนเองประการใดแล้ว จึงนับถือศาสนา ลัทธิค�ำสอนน้ัน ดังปรากฏในเกสปุตตสูตร หรือ กาลามสูตร ดังนี้ ...ดกู รกาลามชนทง้ั หลาย มาเถอะทา่ นทงั้ หลาย ทา่ นทง้ั หลายอยา่ ไดย้ ดึ ถอื ตามถอ้ ยคำ� ทไ่ี ดย้ นิ ไดฟ้ งั มา อยา่ ไดย้ ดึ ถอื ตามถอ้ ยคำ� สบื ๆ กนั มา อยา่ ไดย้ ดึ ถอื โดยตนื่ ขา่ ววา่ ไดย้ นิ วา่ อยา่ งน้ี อยา่ ไดย้ ดึ ถอื โดยอ้างตำ� รา อยา่ ได้ยดึ ถือโดยเดาเอาเอง อย่าได้ยดึ ถอื โดยคาดคะเน อย่าได้ยึดถือโดยตรึกตามอาการ อย่าได้ยึดถอื โดยชอบใจวา่ ตอ้ งกนั กบั ทฏิ ฐิของตน อยา่ ไดย้ ึดถอื โดยเชื่อว่า ผพู้ ูดสมควรเชือ่ ได้ อยา่ ได้ ยึดถือโดยความนับถือว่า สมณะนี้เป็นครูของเราเมื่อใด ท่านท้ังหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่าน้ี เปน็ กุศล ธรรมเหลา่ น้ีไมม่ ีโทษ ธรรมเหลา่ นที้ า่ นผ้รู สู้ รรเสรญิ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานใหบ้ ริบูรณ์แลว้ เป็นเพื่อประโยชน์เก้ือกูล เพื่อความสุข เมื่อน้ันท่านทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่ เพราะอาศัย ค�ำท่เี ราไดก้ ลา่ วไวแ้ ลว้ นั้น เราจึงไดก้ ลา่ วไวด้ งั นี.้ ..๔๑ ๔. หลักแห่งความเสมอภาค ประกอบไปด้วย ๔.๑ ความเสมอภาคในความเปน็ มนุษย์ ๔.๒ ความเสมอภาคในความเป็นชายและหญงิ ๔.๓ ความเสมอภาคในการเปน็ ภิกษุ ๔.๑ ความเสมอภาคในความเป็นมนษุ ย์ พระพุทธศาสนายอมรับสมภาพหรือความเสมอภาค คือ ความเท่าเทียมกันของมนุษย์ โดยหลกั คำ� สอนทป่ี ฏวิ ตั สิ งั คมชนชน้ั ของอนิ เดยี ทนี่ บั ถอื หยง่ั รากลกึ อนั ยาวนานในวรรณะ ๔ คอื กษตั รยิ ์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร และคนนอกวรรณะอีก ๑ คอื จัณฑาล๔๒ โดยหลักการท่วี า่ วรรณะใดทำ� กรรมดี กเ็ ปน็ คนดี ใครทำ� กรรมชว่ั กเ็ ปน็ คนชว่ั เสมอกนั ไมว่ า่ จะเปน็ วรรณะใด ซง่ึ มมี ปี รากฏดงั น้ี ในวาเสฏฐสตู ร มขี อ้ ความที่พระพระพทุ ธเจา้ ตรสั กบั พราหมณ์วาเสฏฐะวา่ ๔๑ พระสุตตนั ตปิฎก, มชั ฌมิ นิกาย, มัชฌมิ ปณั ณาสก,์ เลม่ ท่ี ๕, หนา้ ๒๑๒ –๒๑๘. ๔๒ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก, อ้างแล้วเชิงอรรถที่ ๒๐, หนา้ ๑๗๙

ประชาธปิ ไตยตามแนวตะวนั ตก 75 “เมื่อสัตว์ท้ังหลายไม่รู้ก็พร่�ำกล่าวว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติ บุคคลจะช่ือว่าเป็นคนชั่ว เพราะชาติก็หาไม่ จะช่ือว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติก็หาไม่ ที่แท้ ช่ือว่าเป็นคนชั่วเพราะกรรม ช่ือว่า เป็นพราหมณ์เพราะกรรม เป็นชาวนาเพราะกรรม เป็นศิลปินเพราะกรรม เป็นพ่อค้าเพราะกรรม เปน็ คนรับใช้เพราะกรรม แมเ้ ปน็ โจรกเ็ พราะกรรม แมเ้ ปน็ ทหารกเ็ พราะกรรม เป็นปโุ รหติ เพราะกรรม แม้เป็นพระราชาก็เพราะกรรม บัณฑิตทั้งหลายมีปกติเห็นปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในกรรมและวิบาก ย่อมเห็นกรรมนั้นแจ้งชัดตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม หมู่สัตว์ย่อมเป็นไป เพราะกรรม สตั วท์ งั้ หลายถกู ผกู ไวใ้ นกรรม เหมอื นลมิ่ สลกั ของรถทกี่ ำ� ลงั แลน่ ไปฉะนน้ั บคุ คลชอ่ื วา่ เปน็ พราหมณด์ ว้ ยกรรมอันประเสรฐิ น้ี คือ ตบะพรหมจรรย์ สญั ญมะ และทมะ กรรม ๔ อยา่ งนี้ เปน็ กรรม อนั สูงสุดของพรหมท้งั หลาย ท�ำให้ผ้ปู ระพฤติถึงพรอ้ มดว้ ยวิชชา ๓ ระงับกิเลสได้ สน้ิ ภพใหมแ่ ล้ว ดูกรวาเสฏฐะ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่าผู้น้ันช่ือว่าเป็นพรหม เป็นท้าวสักกะ ของบัณฑิตผู้รู้แจ้ง ท้ังหลาย”๔๓ ทรงตรสั ถงึ ความเปน็ ผูป้ ระพฤติธรรมยอ่ มเป็นผ้เู สมอกัน ในสลี วมิ ังสชาดก วา่ “[๗๕๘] ขา้ พระองคม์ คี วามสงสยั วา่ ศลี ประเสรฐิ หรอื สตุ ะประเสรฐิ ศลี นแี่ หละประเสรฐิ กวา่ สตุ ะ ข้าพระองค์ไมม่ คี วามสงสยั แลว้ [๗๕๙] ชาติและวรรณะเป็นของเปล่า ได้สดับมาว่า ศีลเท่าน้ันประเสริฐที่สุด บุคคลผู้ไม่ ประกอบด้วยศีล ยอ่ มไมไ่ ด้ประโยชนเ์ พราะสตุ ะ. [๗๖๐] กษตั รยิ แ์ ละแพศยผ์ ไู้ มต่ งั้ อยใู่ นธรรม ไมอ่ าศยั ธรรม ชนทงั้ สองนน้ั ละโลกนไี้ ปแลว้ ยอ่ ม เขา้ ถงึ ทคุ ติ. [๗๖๑] กษตั รยิ ์ พราหมณ์ แพศย์ ศทู ร คนจณั ฑาล และคนเทหยากเยอ่ื ประพฤตธิ รรมในธรรม วนิ ัยนแี้ ลว้ ย่อมเป็นผูเ้ สมอกนั ในไตรทิพย.์ [๗๖๒] เวท ชาติ แมพ้ วกพ้อง กไ็ ม่สามารถจะใหอ้ ิสรยิ ยศหรอื ความสขุ ในภพหน้าได้ ส่วนศลี ของตนเองทบี่ รสิ ุทธด์ิ ีแลว้ ยอ่ มน�ำความสุขในภพหนา้ มาให้ได้”๔๔ ในบรรดาวรรณะ ๔ จะถึงความเป็นคนเลวหรือประเสริฐกว่ากันไม่ได้ขึ้นอยู่กับวรรณะแต่ อย่างใด แต่ขึ้นอยู่กับการประพฤติธรรม ทรงตรัสกับสามเณรวาเสฏฐะและสามเณรภารทวาชะ ในอัคคัญญสตู รวา่ ๔๓ พระสตุ ตันตปฎิ ก, มัชฌมิ นกิ าย, มชั ฌมิ ปณั ณาสก,์ เลม่ ที่ ๕, หน้า ๔๘๓ -๔๙๐. ๔๔ พระสุตตนั ตปฎิ ก, ขุททกนกิ าย, ชาดก ภาค ๑, เล่มที่ ๑๙, หน้า ๑๒๖.

76 รัฐศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ “ดกู รวาเสฏฐะและภารทวาชะ กเ็ มอ่ื วรรณะทงั้ สเี่ หลา่ นแ้ี ล รวมเปน็ บคุ คลสองจำ� พวก คอื พวก ทตี่ ง้ั อยใู่ นธรรมดำ� วญิ ญชู นตเิ ตยี นจำ� พวกหนง่ึ พวกทต่ี งั้ อยใู่ นธรรมขาว วญิ ญชู นสรรเสรญิ จำ� พวกหนงึ่ เชน่ นี้ ไฉนพวกพราหมณจ์ งึ พากนั อวดอา้ งอยอู่ ยา่ งนว้ี า่ พราหมณพ์ วกเดยี วเปน็ วรรณะทป่ี ระเสรฐิ ทสี่ ดุ วรรณะอ่นื เลวทราม พวกพราหมณ์เปน็ วรรณะขาว พวกอน่ื เป็นวรรณะดำ� พราหมณ์พวกเดยี วบริสุทธ์ิ พวกอนื่ นอกจากพราหมณห์ าบรสิ ทุ ธไ์ิ ม่ พราหมณพ์ วกเดยี วเปน็ บตุ รเกดิ จากอรุ ะ เกดิ จากปากของพรหม มกี ำ� เนิดมาจากพรหม พรหมเนรมิตขึ้น เปน็ ทายาทของพรหม ดงั นเี้ ล่า ทา่ นผรู้ ู้ท้งั หลายย่อมไม่รบั รอง ถอ้ ยคำ� ของพวกเขา ขอ้ นน้ั เพราะเหตไุ ร ดกู รวาเสฏฐะและภารทวาชะ เพราะวา่ บรรดาวรรณะทง้ั สเี่ หลา่ นนั้ ผใู้ ดเปน็ ภกิ ษสุ นิ้ กเิ ลสและ อาสวะแล้ว อย่จู บพรหมจรรย์แล้ว มกี จิ ทคี่ วรทำ� ท�ำเสร็จแลว้ ไดว้ างภาระเสียแลว้ ลถุ ึงประโยชน์ของ ตนแล้ว สิ้นเครื่องเกาะเกี่ยวในภพแล้ว หลุดพ้นไปแล้วเพราะรู้โดยชอบ ผู้น้ันปรากฏว่าเป็นผู้เลิศกว่า คนท้ังหลายโดยชอบธรรมแท้ มิได้ปรากฏโดยไม่ชอบธรรมเลย ด้วยว่าธรรมเป็นของประเสริฐท่ีสุดใน หม่ชู น ทง้ั ในเวลาท่ีเหน็ อยู่ ท้งั ในเวลาภายหนา้ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ โดยบรรยายนี้แล เธอทั้งสองพึงทราบเถิดว่า ธรรมเท่านั้นเป็น ของประเสริฐที่สุดในหมู่ชนท้ังในเวลาทเ่ี ห็นอยู่ ท้งั ในเวลาภายหนา้ ฯ ...ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ แมส้ นงั กมุ ารพรหมก็ได้ภาษติ คาถาไว้ว่า กษัตริย์เป็นประเสริฐที่สุด ในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นประเสริฐทส่ี ุดในหมูเ่ ทวดาและมนษุ ย์ ฯ ดกู รวาเสฏฐะและภารทวาชะ กค็ าถานส้ี นงั กมุ ารพรหมขบั ถกู ไมผ่ ดิ ภาษติ ไวถ้ กู ไมผ่ ดิ ประกอบ ดว้ ยประโยชน์ มใิ ช่ไมป่ ระกอบด้วยประโยชน์ เราเห็นด้วย ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ถึงเรากก็ ลา่ วอยา่ งนวี้ า่ กษัตริย์เป็นประเสริฐที่สุดในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นประเสรฐิ ที่สุดในหมเู่ ทวดาและมนษุ ย์”๔๕ พระพทุ ธเจา้ ตรสั ถงึ ความเสมอภาคของมนษุ ยว์ า่ อยทู่ คี่ วามประพฤตไิ มไ่ ดอ้ ยทู่ ช่ี าตติ ระกลู สงู หรอื ต่�ำกบั พราหมณ์ชอ่ื สุนทรกิ ภารทวาช ในสุนทรกิ สตู รว่า ๔๕ พระสตุ ตันตปฎิ ก, ทีฆนกิ าย, ปาฏกิ วรรค, เลม่ ท่ี ๓, หนา้ ๗๑ – ๘๘.

ประชาธปิ ไตยตามแนวตะวนั ตก 77 “ท่านอย่าถามถึงชาติ แต่จงถามถึงความประพฤติเถิด ไฟย่อมเกิดจากไม้แล บุคคลผู้เกิดใน ตระกลู ตำ�่ เปน็ มนุ ี มคี วามเพยี ร เปน็ ผรู้ ทู้ ง่ั ถงึ เหตผุ ล หา้ มโทษเสยี ดว้ ยหริ ิ ฝกึ ตนแลว้ ดว้ ยสจั จะ ประกอบ ด้วยการปราบปราม ถึงที่สุดแห่งเวท มีพรหมจรรย์อันอยู่จบแล้ว ผู้ใดมียัญอันน้อมเข้าไปแล้ว บูชา พราหมณผ์ นู้ ัน้ ผู้น้ันชื่อวา่ ยอ่ มบูชาพระทกั ขิไณยบุคคลโดยกาล”๔๖ พระพทุ ธเจ้าทรงแสดงความไม่ต่างกนั ของวรรณะ ๔ แก่พระเจา้ ปเสนทโิ กศล ในกัณณกัตถล- สูตรว่า “เปลวกับเปลวสีกับสี หรือแสงกับแสงของไฟท่ีเกิดจากไม้ต่าง ๆ กันนั้น ไม่แตกต่างกันเลย เมือ่ วรรณะทัง้ ๔ มคี วามเพียรชอบเหมือนกนั ผลย่อมเสมอกนั ไมแ่ ตกต่างกัน”๔๗ ๔.๒ ความเสมอภาคในความเป็นเพศชายและหญงิ พระพุทธศาสนายอมรับในความเสมอภาคของเพศชายและหญิงว่า มีความสามารถและสติ ปัญญาเท่าเทียมกัน สามารถพัฒนาตนเองสู่การเป็นผู้มีคุณธรรมตามล�ำดับจนถึงการบรรลุคุณธรรม ขั้นสูง โดยไม่มีการแบง่ แยกเพศชายหญงิ แต่อยา่ งใด ดงั พระพุทธดำ� รัสวา่ “มใิ ช่แตบ่ รุ ษุ จะเป็นบณั ฑติ ไดใ้ นทท่ี ุกสถาน แม้สตรีมปี ัญญาเหน็ ประจกั ษ์ กเ็ ปน็ บณั ฑิตไดใ้ น ท่นี ัน้ ๆ มใิ ชบ่ ุรษุ จะเปน็ บัณฑติ ได้ในที่ทกุ สถาน แมส้ ตรีทคี่ ิดความได้รวดเรว็ ก็เป็นบณั ฑิตได้”๔๘ พระพทุ ธเจา้ ทรงตรสั กบั พระเจา้ เปนทโิ กศล ในสาวตั ถนี ทิ านเกยี่ วกบั เรอื่ งความสำ� คญั ของสตรี เมอื่ พระเจา้ ปเสนทโิ กศลไมท่ รงเบกิ บานพระทัย เพราะพระนางมลั ลิกาเทวปี ระสูตพิ ระธิดาวา่ “ดูกรมหาบพติ ร ผเู้ ป็นใหญ่ยงิ่ กว่าปวงชนแทจ้ รงิ แมส้ ตรีบางคนก็เปน็ ผู้ประเสรฐิ พระองคจ์ ง ชุบเล้ียงไว้ สตรีที่มีปัญญา มีศีล ปฏิบัติพ่อผัวแม่ผัวดังเทวดา จงรักสามี บุรุษเกิดจากสตรีนั้น ยอ่ มเปน็ คนแกล้วกล้า เปน็ เจา้ แหง่ ทิศได้ บุตรของภริยาดเี ช่นนั้น แมร้ าชสมบตั ิกค็ รอบครองได”้ ๔๙ บรุ ษุ และสตรีเสมอภาคกนั ในการบวชเป็นบรรพชติ และสามารถบรรลคุ ุณธรรมได้เหมอื นกนั ดังปรากฏในโคตรมีสูตรท่ีทา่ นพระอานนท์ทลู ถามพระพุทธเจ้าว่า ๔๖ พระสตุ ตนั ตปิฎก, สังยุตตนกิ าย, สคาถวรรค, เลม่ ท่ี ๗, หนา้ ๒๒๓ – ๒๓๖. ๔๗ พระสุตตันตปฎิ ก, มัชฌิมนกิ าย, มชั ฌิมปัณณาสก,์ เล่มที่ ๕, หนา้ ๓๑๙ – ๔๐๐. ๔๘ พระสุตตันตปิฎก, ขทุ ทกนิกาย, เถรคี าถา, เล่มท่ี ๒, หนา้ ๑๗๘. ๔๙ พระสุตตนั ตปิฎก, สังยตุ ตนกิ าย, สคาถวรรค, เล่มที่ ๑๕, หน้า ๓๗๗.

78 รัฐศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยท่ีพระตถาคตทรง ประกาศแลว้ ควรทำ� ใหแ้ จง้ ซงึ่ โสตาปตั ตผิ ล สกทาคามผิ ล อนาคามผิ ล หรอื อรหตั ผลไดห้ รอื ไม่ พระเจา้ ขา้ ” พระผู้มพี ระภาคตรสั ว่า “ดูกรอานนท์ มาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ควรท�ำให้ แจง้ แมโ้ สตาปตั ติผล สกทาคามิผล อนาคามผิ ล อรหัตผลได้”๕๐ ๔.๓ ความเสมอภาคในความเปน็ ภิกษุ ผู้เข้ามาบวช จะเป็นพระภิกษุด้วยการอุปสมบท และสามเณรด้วยการบรรพชา ไม่ว่าจะมา จากชนชั้นใด มีสถานภาพทางสังคมอย่างไร เม่ือเข้ามาบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาแล้ว ก็มีภาวะเสมอภาคกันทั้งในการประพฤติปฏิบัติภายใต้พระธรรมวินัยอันเดียวกัน ได้รับการปฏิบัติ เสมอกัน ไม่มีการเลือกปฏิบตั ิแต่อย่างใด ไม่วา่ กอ่ นบรรพชาอปุ สมบทจะมีฐานะเป็นกษตั ริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร หรือจัณฑาล จะเป็นผู้ปกครอง มีต�ำแหน่งสูงหรือไม่ก็ตาม จะมีฐานะยากจนเข็ญใจ หรอื เป็นเศรษฐกี ็ตาม ไม่แบ่งแยกสงู ต่ำ� โดยสถานภาพกอ่ นบวชแต่อย่างไร เมอ่ื บรรพชาอปุ สมบทแลว้ ยอ่ มเสมอกนั ทกุ รปู ไมม่ ยี กเวน้ จะเหน็ ไดจ้ ากการออกบวชของเจา้ ศากยะทง้ั ๕ คอื พระเจา้ ภทั ทยิ ศากยะ อนุรุทธศากยะ อานันทศากยะ ภัคคุศากยะ กิมพิลศากยะ จากศากยวงศ์ เทวทัตจากโกลิยวงศ์ และอุปาลีซึ่งเป็นภูษามาลา รวมเป็น ๗ ท่าน เสด็จไปทูลขอบวชต่อพระศาสดาซึ่งเสด็จประทับอยู่ท่ี อนปุ ยิ นคิ ม ก่อนบวชเจา้ ศากยะเหลา่ นน้ั ทลู วา่ “ขา้ พเจา้ ท้งั หลายเป็นศากยะ มีมานะถือตวั กล้า อปุ าลี ผู้นี้เป็นคนรับใช้ของข้าพเจ้าท้ังหลายมานานแล้ว ขอพระองค์จงให้อุปาลีบวชก่อนเถิด ข้าพระเจ้า ทั้งหลายจักได้ท�ำการกราบไหว้ ลุกต้อนรับ ประณมมือ และกิจท่ีสมควรอื่น ๆ แก่อุปาลี เมื่อเป็นเช่น นนั้ ข้าพระเจา้ ท้ังหลายจักละมานะ ความถอื ตวั วา่ เป็นศากยะได”้ พระศาสดาก็โปรดให้บวชอปุ าลีก่อน ใหบ้ วชศากยะเหล่าน้นั ภายหลงั ๕๑ ๕. หลักแห่งเสยี งขา้ งมาก การออกเสียงเพ่ือลงมติในพระพุทธศาสนานั้น ส่วนมากจะใช้มติเป็นเอกฉันท์ จะคัดค้าน แม้เสียงเดียว ก็คือว่า ในสังฆกรรมต่าง ๆ ญัตติน้ันก็ตกไป มีเพียงบางกรณีเท่าน้ันที่ใช้เสียงข้างมาก ซึ่งใช้มติดงั กล่าวทั้งในญัตตทิ ุตยิ กรรม และญัตตจิ ตุตถกรรม ดงั นี้ ๕๐ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก, อังคุตตรนกิ าย, สตั ตก – อัฏฐก – นวกนิบาต, เล่มท่ี ๑๕, หนา้ ๒๔๙. ๕๑ พระวินยั ปฎิ ก, จลุ วรรค ภาค ๒, เล่มที่ ๗, หนา้ ๑๒๗.

ประชาธิปไตยตามแนวตะวนั ตก 79 กรณีใช้มตเิ อกฉันท์ ๑. ประกาศมอบผ้ากฐินใหแ้ กภ่ กิ ษุรปู ใดรปู หนงึ่ (สวดกฐนิ ) ๒. สมมตแิ ต่งตง้ั ภิกษุเขา้ หน้าที่ท�ำการสงฆ์ ๓. การอนญุ าตใหภ้ ิกษวุ ่ากลา่ วตกั เตือนกันได้ (ปวารณา) ๔. อุปสมบท การบวชกลุ บตุ รเปน็ ภิกษุ ๕. การสวดเพิกถอนอาบตั ิของภกิ ษผุ ู้ล่วงละเมิดอาบัติสงั ฆาทเิ สส (การสวดอัพภาน) ๖. สงั ฆกรรมอ่นื ๆ ทท่ี �ำเป็นการสงฆ๕์ ๒ กรณีใช้มตเิ สยี งขา้ งมาก การใช้มติเสียงข้างมาก ใช้ในกรณีเดียว คือ วิธีการตัดสินความผิดของภิกษุท่ีเรียกว่า วิธีระงับอธิกรณ์ หรือระงับความขัดแย้งที่ใช้วิธีการตัดสิน คือ ตามเสียงข้างมากเป็นประมาณ เรียก เยภยุ ยสิกา๕๓ ตามท่กี ล่าวมาแล้ว จะเห็นไดว้ ่า การลงมตอิ อกเสียงในพระพทุ ธศาสนานั้น จะใชม้ ติเอกฉันท์ ยกเว้นกรณีระงับอธิกรณ์แบบเยภุยยสิกา หลักการแห่งเสียงข้างมากในระบอบการปกครองแบบ ประชาธปิ ไตยในพระพทุ ธศาสนามคี วามเขม้ ขน้ มากกวา่ ประชาธปิ ไตยแบบตะวนั ตก ทยี่ ดึ เพยี งรปู แบบ เสียงขา้ งมากอย่างเดยี ว สรุป ประชาธิปไตยตามแนวพระพุทธศาสนาซึ่งปรากฏในค�ำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งปรากฏใน พระไตรปฎิ กนนั้ มหี ลกั การสำ� คญั ทสี่ อดคลอ้ งกบั หลกั ประชาธปิ ไตยแบบตะวนั ตก อนั ประกอบไปดว้ ย หลกั แหง่ การมสี ว่ นรว่ มในการปกครอง หลกั แหง่ การอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมของกลมุ่ หลากหลายอยา่ งสนั ติ หลกั แหง่ สทิ ธแิ ละเสรภี าพ หลกั แหง่ ความเสมอภาค และหลกั แหง่ เสยี งขา้ งมากอยา่ งครบถว้ น โดยความ เป็นจริงแล้ว หลักแห่งประชาธิปไตยในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ก่อนลัทธิ ประชาธปิ ไตยจะเกดิ ข้ึนโลกเสยี อกี ดงั จะเห็นได้จากประวตั ปิ ระชาธิปไตยในยุคทองของกรีก โสเครตีส (Socrates) เกิดหลงั พุทธปรนิ พิ พานแล้ว ๗๕ ปี เพลโต (Plato) เกดิ หลงั พุทธปรนิ ิพพานแลว้ ๑๑๕ ปี และอรสิ โตเตลิ (Aristotle) เกดิ หลงั พทุ ธปรินิพพานแล้ว ๑๕๙ ปี จากหลักฐานดงั กลา่ วมาแลว้ จะเห็น ไดว้ า่ พระพทุ ธศาสนาเปน็ แบบอยา่ งประชาธปิ ไตยทเ่ี กา่ แกท่ ส่ี ดุ และเปน็ ประชาธปิ ไตยแหง่ ปวงประชา คอื หมสู่ ตั วท์ งั้ หลาย เพอื่ การอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสนั ตสิ ขุ ทง้ั กายและใจ ของมวลมนษุ ยแ์ ละสรรพสตั วท์ ง้ั ปวง ๕๒ พระวนิ ัยปฎิ ก อา้ งแล้วเชิงอรรถที่ ๑๐, หน้า ๑๓. ๕๓ พระวินัยปฎิ ก, มหาวภิ งั ค์ ภาค ๑, เล่มที่ ๑, หนา้ ๓๖.



บทท่ี ๖ การปกครองระบอบเผด็จการ รูปแบบการปกครองที่มีอยู่รวมศูนย์อ�ำนาจอยู่ที่คนคนเดียว หรือกลุ่มเดียว ใช้อ�ำนาจบริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติ แบบเบ็ดเสร็จ ปราศจากการถ่วงดุลอ�ำนาจจากฝ่ายอื่น ประชาชนเป็นเครื่องมือ ของรัฐบาล ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง มีทัศนคติว่า อ�ำนาจอธิปไตยต้องอยู่ ภายใต้การบังคับใช้คนท่ีมีความสามารถเฉพาะบุคคล หรือกลุ่มบุคคลเท่านั้นควรจะเป็นผู้ปกครอง ประชาชนนอกนน้ั ควรอยภู่ ายใตก้ ารปกครอง โดยหลกั การของความไมเ่ ชอื่ มนั่ ในศกั ยภาพ ความสามารถ ของมนุษยว์ ่า จะเทา่ เทยี มกนั หรือปกครองกนั เองได้ หากให้สทิ ธิเสรีภาพในการปกครองแกป่ ระชาชน แลว้ จะเกดิ ความสบั สนวนุ่ วาย และจะประสบความลม้ เหลวในทีส่ ุด ความหมายของการปกครองระบอบเผด็จการ นกั วชิ าการทางรฐั ศาสตร์ได้ใหค้ วามหมายของการปกครองในระบอบเผดจ็ การไวด้ ังน้ี จรูญ สภุ าพ ได้ใหค้ วามหมายของระบอบเผดจ็ การไวว้ ่า “ระบอบเผด็จการมวี ตั ถปุ ระสงค์ให้ ประชาชนมสี ว่ นรว่ มในการปกครองนอ้ ยทสี่ ุด หรือไมม่ เี ลย นอกจากน้ันระบอบเผดจ็ การยังมลี กั ษณะ อกี หลายประการ เชน่ ไม่ต้องการให้มีฝ่ายคา้ น ต้องการให้มีการปฏิบตั ติ ามอย่างเต็มที่ ถอื ว่าฝา่ ยค้าน เป็นศัตรู หรือเป็นอุปสรรคของชาติ ระบอบเผด็จการเน้นหลักประสิทธิภาพ จึงต้องมีกองก�ำลังเพื่อ บงั คบั ใหป้ ระชาชนปฏบิ ตั ติ ามคำ� สงั่ อยา่ งเตม็ ท่ี ถอื วา่ การปกครองโดยคนจำ� นวนมาก เปน็ การปกครอง ที่อ่อนแอ แต่การปกครองโดยคนจ�ำนวนน้อย หรือย่ิงน้อยท่ีสุด ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากข้ึนเท่านั้น ประชาชนเกิดมาเพ่ือรัฐ ไม่ใช่รัฐเกิดมาเพ่ือประชาชน ประชาชนเป็นเคร่ืองมือของรัฐ ประชาชนต้อง ดำ� เนินการทุกอย่างตามค�ำสัง่ ของรฐั ”๑ ทนิ พนั ธ์ นาคะตะ ได้ให้ความหมายไว้วา่ “ระบอบการเมอื งแบบเผดจ็ การน้ันเปน็ รูปแบบของ การปกครองแบบหนงึ่ ทผี่ นู้ ำ� มอี ำ� นาจสงู สดุ ในการปกครอง มอี ำ� นาจโดยไมจ่ ำ� กดั และไมต่ อ้ งรบั ผดิ ชอบ ๑ จรญู สภุ าพ, ศ., “หลกั รฐั ศาสตร”์ ฉบับปรบั ปรงุ แกไ้ ขใหม่ ครง้ั ที่ ๒., (กรงุ เทพฯ, โรงพิมพไ์ ทยวัฒนาพานชิ จ�ำกดั : ๒๕๒๒) หน้า ๓๙๘.

82 รัฐศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ ตามกฎหมายใด ๆ ต่อประชาชน เป็นการปกครองที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับประชาธิปไตย และเน้น เรอื่ งเคารพเชอ่ื ฟงั ผนู้ ำ� มากกวา่ การยดึ มน่ั ในสทิ ธเิ สรภี าพสว่ นบคุ คล การเปลย่ี นรฐั บาลจะกระทำ� ไดโ้ ดย การปฏิวัติ รัฐประหาร การทำ� สงคราม การยินยอมมอบอำ� นาจให้ หรอื โดยการตายของผู้น�ำเท่าน้ัน”๒ ประสาร ทองภกั ดี ได้ให้ความหมายไว้ว่า “รัฐบาลเผดจ็ การเชอ่ื วา่ การปกครองท่ีให้ผลดนี นั้ รฐั บาลตอ้ งถกู ปกครองโดยพรรคการเมอื งพรรคเดยี ว ซง่ึ มสี มาชกิ จำ� นวนนอ้ ย แตม่ รี ะเบยี บวนิ ยั ดี เคารพ นับถือหัวหน้าพรรคอย่างถวายหัว และหัวหน้าพรรคน้ีถือว่าส�ำคัญที่สุด เป็นผู้มีอ�ำนาจตัดสินนโยบาย ของพรรคอย่างเด็ดขาด นโยบายของเขากค็ อื นโยบายของรฐั และจะถูกวจิ ารณไ์ มไ่ ด้ จะมกี ารควบคุม ความคิด (Thought Control) อย่างเข้มงวด โดยจะใช้วิธีฝึกอบรมล้างสมองให้เชื่อในลัทธิน้ี (Indoctrination) และการใช้วธิ โี ฆษณาชวนเช่อื และการใช้ตำ� รวจลบั ซึง่ บางทีเรียกวา่ ต�ำรวจควบคุม ความคดิ เห็น (Thought Police) รฐั บาลรูปแบบนอ้ี ยูเ่ หนอื เอกชน เอกชนมีชีวติ อย่เู พ่อื รัฐ การเคารพเชอ่ื ฟงั ค�ำสัง่ บงั คับบัญชา ซ่ึงผ่านมาทางหัวหน้าพรรคคนเดียวนั้น เป็นระเบียบวินัยที่ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ ย่ิงกว่าน้ันรัฐบาล รูปแบบน้ีเอกชนจะต้องเสียสละเพื่อความรุ่งโรจน์ของรัฐ ดังนั้นเพ่ือให้เป็นไปตามความมุ่งหมาย ดังกล่าว รัฐบาลเผด็จการจึงใช้วิธีการรุนแรงและทารุณโหดร้ายในการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม เพอ่ื ควบคมุ คนในรฐั ใหอ้ ยใู่ ตบ้ งั คบั บญั ชา เหมอื นฝงู แกะทต่ี อ้ งเดนิ ไปทางทผ่ี เู้ ลย้ี งแกะตอ้ นใหเ้ ดนิ ไป”๓ วรรณา เจียมศรีพจน์ ได้ให้ความหมายว่า “ลัทธิเผด็จการ หมายถึงลัทธิที่ให้ความส�ำคัญกับ อ�ำนาจรัฐและผู้ปกครองเหนือกว่าเสรีภาพของบุคคล ถือประโยชน์ของรัฐมากกว่าเสรีภาพของบุคคล ถือว่าเกียรตภิ ูมิของประเทศและอ�ำนาจของชาตเิ หนอื สทิ ธิเสรภี าพของประชาชน”๔ จากความหมายดงั กลา่ วขา้ งตน้ จะเหน็ ไดว้ า่ “การปกครองระบอบเผดจ็ การกค็ อื การปกครอง ท่ีรวมศูนย์อ�ำนาจอยู่ที่คนคนเดียว หรือกลุ่มเดียว เป็นการใช้อ�ำนาจท่ีเด็ดขาดและรุนแรงโดยพลการ ปราศจากการควบคมุ หรอื เหนี่ยวรั้งจากอำ� นาจอืน่ ใด ลทั ธเิ สรีภาพของประชาชนถกู จำ� กดั และควบคมุ โดยผูน้ �ำทม่ี อี �ำนาจสงู สดุ ชีวิตความเปน็ อยู่ของประชาชนอยภู่ ายใตก้ ารควบคุมของรัฐบาล” ๒ ทินพันธ์ นาคะตะ, ดร., “รัฐศาสตร์ ทฤษฎีความคิด ปัญหาส�ำคัญ และแนวทางศึกษาวิเคราะห์ทางการเมือง”, (กรงุ เทพฯ พมิ พโ์ ดยสมาคมรัฐประศาสนศาตร์ นดิ า้ ครงั้ ที่ ๔ : ๒๕๔๑) หนา้ ๑๙๘. ๓ ประสาร ทองภักดี, พ.ท., “หลักการปกครอง” (หลกั รัฐศาสตร์)” (กรุงเทพฯ, มหาวิทยาลัยธุรกจิ บัณฑิต : ๒๕๒๕) หน้า ๑๐๔. ๔ วรรณา เจียมศรีพจน,์ ผศ., “การเมอื งเบ้อื งต้น” (กรุงเทพฯ มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ : ๒๕๓๑) หน้า ๒๒๗.

การปกครองระบอบเผด็จการ 83 ประเภทของเผดจ็ การ การปกครองแบบเผด็จการแบ่งออกเปน็ ๒ ประเภท ดงั น้ี ๑. เผด็จการอำ� นาจนิยม (Authoritarianism) ๒. เผดจ็ การเบ็ดเสร็จนยิ ม (Totalitarianism) ๑. เผดจ็ การอำ� นาจนยิ ม (Authoritarianism) เปน็ การปกครองทผ่ี ปู้ กครองมคี วามมงุ่ หมาย ที่จะเข้าควบคุมกิจกรรมทางการเมือง แต่ยังยินยอมให้ประชาชนมีเสรีภาพทางสังคมและเศรษฐกิจได้ จึงสามารถด�ำเนินชีวิตส่วนตัวได้โดยอิสระ ประเทศท่ีใช้ระบบเผด็จการอ�ำนาจนิยม ไม่ปรารถนาท่ีจะ เข้าควบคุมครอบครัว ศาสนา การศึกษา ชมรมและสมาคมต่าง ๆ ที่มีลักษณะทางสังคมโดยเฉพาะ แต่ตอ้ งไมด่ ำ� เนินการใด ๆ ที่ขดั แยง้ นโยบายทางการเมอื งของรฐั ๕ ลกั ษณะบางประการของเผด็จการอำ� นาจนิยม เผดจ็ การอำ� นาจนยิ มยดึ หลักสำ� คญั คอื อ�ำนาจท้ังหลายทัง้ ปวงในรฐั จะต้องอย่ใู นมอื ของคน กล่มุ นอ้ ย หรอื คนกลุ่มเดียว เผดจ็ การอำ� นาจนยิ มจึงมลี กั ษณะดังต่อไปนี้ ๑. มีการรวมอำ� นาจ ๒. อำ� นาจรวมอยู่มือของคนกลุม่ เดยี ว ซ่งึ เป็นชนกลุ่มนอ้ ย ๓. กลุม่ ท่มี อี ำ� นาจจะเปน็ รัฐบาล ๔. รัฐบาลไมต่ ้องรบั ผดิ ชอบต่อผ้ใู ด โดยเฉพาะอย่าง ไมต่ ้องรับผิดชอบต่อประชาชน๖ ๒. เผดจ็ การเบ็ดเสร็จนิยม (Totalitarianism) เปน็ การปกครองทผ่ี ้ปู กครองมคี วามม่งุ หมาย ท่ีจะเข้าควบคุมท้ังด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ประชาชนมีฐานะเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐ เน้นความส�ำคัญของรัฐอยู่เหนือประชาชน โดยมีอ�ำนาจและสิทธิเด็ดขาด ประชาชนมีหน้าท่ีให้ ความรว่ มมือกับรัฐ เชื่อฟังรฐั เท่าน้ัน เผดจ็ การอ�ำนาจนยิ มเบด็ เสร็จเนน้ ความส�ำคญั ของผู้น�ำวา่ เปน็ ผู้ มีความสามารถ มีสติปัญญายอดเยี่ยม ซ่ึงประชาชนต้องให้ความเคารพเชื่อฟังและกระท�ำตามท่ีผู้น�ำ ปรารถนา แม้การใช้อ�ำนาจนั้นจะใช้วิธีการรุนแรง ประชาชนต้องยอมรับว่า เป็นการถูกต้อง ท้ังนี้เพ่ือ เสถยี รภาพและความมนั่ คงของรฐั ระบอบนมี้ หี วั ใจสำ� คญั อยทู่ กี่ ารควบคมุ การกระจายขอ้ มลู ขา่ วสารสู่ สาธารณชนโดยรฐั บาล๗ ๕ วรรณา เจียมศรีพงษ,์ ผศ., อ้างแล้วเชงิ อรรถท่ี ๔., หน้า ๒๑๑. ๖ จรญู สุภาพ, ศ., อา้ งแล้วเชงิ อรรถที่ ๑., หน้า ๓๙๘. ๗ วรรณา เจียมศรีพงษ์, ผศ., อา้ งแลว้ เชิงอรรถที่ ๔, หนา้ ๒๒๗ – ๒๒๙.

84 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ ลักษณะบางประการของลัทธเิ ผดจ็ การเบด็ เสรจ็ นิยม ซ่ึงมดี งั น้ี ๑. เป็นการผกู ขาดอำ� นาจทางการเมอื ง โดยคนกลมุ่ เดยี วหรือกลมุ่ น้อย ๒. ผนู้ ำ� จะมีอ�ำนาจสงู สดุ ในกลมุ่ นัน้ ๓. ผู้นำ� มกั จะมคี วามเห็นเปน็ ของตนเอง โดยไมต่ ้องฟังประชาชนท้ังสน้ิ ๔. ผู้น�ำไม่ไดม้ าจากประชาชน แตง่ ตั้งตัวเองข้ึนมาท�ำการปกครองชาติดว้ ยกำ� ลงั ๕. ผ้นู �ำแตล่ ะคนมคี วามนิยมไม่เหมือนกัน ๖. ผู้น�ำแต่ละคนมักจะมีความต้องการท่ีขัดต่อความต้องการของปวงชน คือ ผู้น�ำต้องการ อำ� นาจ แต่ประชาชนต้องการเสรภี าพ ๗. ผู้น�ำจะวางแผนเก่ียวกับวิถีชีวิตของประชาชนทั้งปวง โดยไม่ให้ประชาชนมีเสรีภาพ กำ� หนดการดำ� รงชวี ติ ไดเ้ อง ๘. ระบบเผดจ็ การ เชือ่ วา่ ฐานะของรัฐอยู่เหนือชีวิตปวงชน๘ หลักการระบบการเมืองการปกครองแบบเผดจ็ การ ระบบการเมอื งการปกครองแบบเผด็จการมีหลกั การส�ำคญั พอสรุปไดด้ ังน้ี ๑. ไมต่ ้องการให้ประชาชนมีสว่ นร่วมในการเมืองการปกครองประเทศ ๒. จำ� กัดสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชน เชน่ จำ� กัดสทิ ธิเสรีภาพทางการเมอื ง เศรษฐกจิ สังคม ๓. ไม่ยอมรับความเสมอภาคของประชาชน ๔. ถือเจตนารมณ์ของผู้ปกครองประเทศเป็นหลกั ต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามผนู้ ำ� ๕. ถือเอาความต้องการของผู้ปกครองประเทศเป็นส�ำคัญ ไม่ถือเอาเจตนารมณ์และความ ตอ้ งการของประชาชน ๖. ยอมรบั การนำ� และการปกครองโดยผนู้ ำ� ผนู้ ำ� ผปู้ กครองผกู ขาดอำ� นาจตลอดไป เปลย่ี นแปลง โดยการสืบทอดอำ� นาจ ๗. ถอื หลักการ นโยบาย และเหตผุ ลทีม่ ผี นู้ ำ� ก�ำหนด เปน็ สง่ิ ที่ถกู ต้องและเหมาะสมทสี่ ดุ ไมม่ ี เหตผุ ลอ่ืนจะมาโตแ้ ย้งหรือคัดค้าน ๘ จรูญ สุภาพ, ศ., อา้ งแล้ว เชิงอรรถที่ ๑. หน้า ๔๐๒.

การปกครองระบอบเผด็จการ 85 ๘. ยดึ หลักการใชก้ �ำลงั การบังคับ และความรุนแรงเพอ่ื รักษาอำ� นาจ ๙. ยึดหลักความมั่นคง ความเข้มแข็ง และความปลอดภัยของชาติ เป็นจุดหมายปลายทาง สำ� คัญ ๑๐. ยกยอ่ งอำ� นาจและความส�ำคญั ของรัฐเหนือเสรีภาพของประชาชน ๑๑. ใช้หลักการรวมอำ� นาจ คือ มีการรวมอำ� นาจไว้ในส่วนกลางของประเทศ คือ ให้อ�ำนาจ อยู่ในมือของผู้นำ� หรอื กลมุ่ ผนู้ ำ� อย่างเต็มท๙่ี หลักการดังกล่าวข้างต้นนี้เป็นหลักการโดยรวมทั้งเผด็จการอ�ำนาจนิยม และหลักการของ เผดจ็ การเบด็ เสรจ็ นยิ ม ซง่ึ มคี วามเหมอื นกนั ในเรอื่ งของการทผ่ี นู้ ำ� ผปู้ กครองมอี ำ� นาจเบด็ เสรจ็ เดด็ ขาด ในการบงั คบั ใชอ้ ำ� นาจบรหิ าร ตลุ าการ และนติ บิ ญั ญตั ิ เพอ่ื ประสทิ ธภิ าพในการบงั คบั บญั ชา เพอ่ื ความ เปน็ เอกภาพของรฐั บาล สว่ นเรอื่ งการจำ� กดั สทิ ธเิ สรภี าพ เศรษฐกจิ สงั คมและวฒั นธรรม จะมแี ตเ่ ฉพาะ เผด็จการเบ็ดเสรจ็ นยิ มเท่านัน้ วัฒนธรรมหรอื แบบวถิ ชี วี ติ ของบุคคลในสงั คมการเมืองแบบเผด็จการ ทฤษฎพี ละกำ� ลงั เปน็ รากฐานแนวคดิ ของระบอบการปกครองแบบเผดจ็ การ การมอี ำ� นาจเปน็ สงิ่ ทถ่ี กู ตอ้ งชอบธรรม อำ� นาจ คอื ธรรม สนบั สนนุ อำ� นาจรฐั และเชอื่ วา่ มนษุ ยใ์ นสงั คมขาดความสำ� นกึ ในทางการเมอื ง ไม่เข้าใจประโยชนข์ องตวั เองและสังคม จงึ ตอ้ งปลอ่ ยใหเ้ ป็นหนา้ ท่ีของรัฐ ดงั นัน้ รัฐจงึ ไมป่ ลอ่ ยใหอ้ ำ� นาจไปตกอยใู่ นมอื ของประชาชน รฐั จะตอ้ งดแู ลและปกปอ้ งผลประโยชนข์ องประชาชน โดยผา่ นชนช้ันน�ำ ซ่งึ มีความสามารถเหนือบคุ คลธรรมดาทั้งด้านความรู้ สติปัญญา แบการด�ำเนนิ ชวี ติ ของบุคคลที่อยู่ในระบบการปกครองนี้ จึงมีบุคลิกภาพ หรือการด�ำเนินชีวิตท่ีมีลักษณะยอมรับอะไร งา่ ย ๆ ไมม่ คี วามคดิ โตแ้ ยง้ เพราะตอ้ งการความมน่ั คง กลวั การเปลย่ี นแปลงทเ่ี กดิ ขนึ้ ซงึ่ พอสรปุ ไดด้ งั น้ี ๑. นิยมนับถอื ตวั บุคคลมากกว่าหลักการและเหตุผล ชอบระบบอาวุโส ๒. จะมอบความรับผิดชอบไว้ท่ผี ู้น�ำ ๓. นยิ มในอำ� นาจเดด็ ขาด ๔. ไม่ยอมรบั ความเสมอภาคตามกฎหมาย ๕. ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เพราะกลัวผลของการเปล่ียนแปลงจะท�ำให้เกิดความยุ่ง ยาก ไมม่ ่ันคง ๙ จรูญ สุภาพ, ศ., “พัฒนาการเมืองการปกครอง” (เอกสารทางวิชาการประกอบค�ำบรรยาย โครงการพัฒนาการเมือง การปกครอง, ภาควชิ าการปกครอง, คณะรฐั ศาสตร์, จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั : ๒๕๒๕) หน้า ๑๑ - ๑๒.

86 รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ ๖. ถอื วา่ กจิ กรรมของบ้านเมืองเป็นเร่อื งของรัฐบาล ประชาชนไม่ควรเกี่ยวขอ้ ง๑๐ จะเหน็ ไดว้ า่ วฒั นธรรมหรอื แบบวถิ ชี วี ติ ของคนในสงั คม จะสอดคลอ้ งกบั ระบอบการปกครอง แบบเผดจ็ การ จะมผี ลใหเ้ กดิ การสนบั สนนุ รฐั บาล ระบบการปกครองใหด้ ำ� เนนิ ไปไดอ้ ยา่ งราบรนื่ ระบบ เผด็จการจะด�ำรงอยู่ได้ยาวนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมทางการเมืองของคนในสังคมเอ้ืออ�ำนวย หรือไม่ หากทัศนคติ ความเช่ือ ค่านิยม วิถีชีวิตของประชาชนเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้าม ระบบ เผด็จการจะอยู่ไม่ได้ ซ่ึงก่อให้เกิดปัญหาอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ดงั ปรากฏให้เหน็ ในปจั จบุ นั ความแตกต่างระหว่างเผด็จการอ�ำนาจนิยมและเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยม เผด็จการท้ัง ๒ แบบ มีความแตกตา่ งกนั ดงั ต่อไปนี้ คือ ๑. เผดจ็ การอ�ำนาจนยิ ม ๑.๑ รัฐบาลเผด็จการอ�ำนาจนิยมมีจุดมุ่งหมายเข้าควบคุมกิจการทางการเมืองของบุคคล ทง้ั หมด ๑.๒ ประชาชนแต่ละคนยังคงมีสิทธิเสรีภาพในทางศาสนา ครอบครัว เศรษฐกิจ สามารถด�ำเนินชวี ติ ส่วนตัวโดยอิสระ ๑.๓ ไมค่ วบคุมสถาบันและองคก์ รทางสงั คม ๑.๔ ใช้วิธีการลงโทษอย่างรุนแรงเด็ดขาด แต่อยู่ภายใต้กฎหมายและกระบวนการ ยตุ ธิ รรม ตามนโยบายของรัฐบาลกำ� หนดขึ้น เทา่ ทร่ี ัฐจะพึงให้ได้ ๒. เผดจ็ การเบด็ เสร็จนิยม ๒.๑ รัฐบาลเผด็จการเบ็ดเสร็จนิยมมีจุดมุ่งหมายเข้าควบคุมกิจกรรมทางการเมือง และ สว่ นทีไ่ มใ่ ชก่ ารเมืองท้ังหมด ทั้งทางเศรษฐกจิ สังคม วฒั นธรรมและอน่ื ๆ ๒.๒ ประชาชนไมม่ สี ทิ ธเิ สรภี าพใด ๆ ทงั้ สนิ้ เพราะอยภู่ ายใตก้ ารควบคมุ ของรฐั บาลทง้ั หมด ๒.๓ รฐั บาลควบคมุ สถาบนั และองคก์ รตา่ ง ๆ และตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามอดุ มการณท์ ร่ี ฐั กำ� หนดขน้ึ ๑๐ ทองทพิ ย์ วริ ยิ ะพนั ธ,์ ชนิ เลขา กวา้ งสขุ สถติ ย,์ และพชั รนิ ทร์ แขง็ แรง, “หลกั รฐั ศาสตร”์ (กรงุ เทพฯ, มติ รนราการพมิ พ์ : ๒๕๓๑) หน้า ๑๙๔ – ๑๙๕.

การปกครองระบอบเผดจ็ การ 87 ๒.๔ รัฐบาลมีอ�ำนาจใช้วิธีการต่าง ๆ บังคับประชาชนโดยไม่จ�ำกัด กระบวนการยุติธรรม ไม่ถือเป็นเร่ืองส�ำคัญ ถือความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก สามารถละเมิดสิทธิเสรีภาพ ของบุคคลได้ โดยไมม่ ีขอ้ จ�ำกัด และมีวิธกี ารลงโทษที่รนุ แรง๑๑ จะเห็นได้ว่าระบอบการปกครองใน ๒ แบบน้ี ประชาชนมีหน้าที่รับผิดชอบต่อรัฐในแง่การ ปกครอง เชอื่ ฟงั ปฏบิ ตั ติ ามคำ� สงั่ ของผนู้ ำ� ผปู้ กครอง ประชาชนตอ้ งรบั ผดิ ชอบตอ่ รฐั มวี ถิ ชี วี ติ สอดคลอ้ ง กับนโยบายของรัฐ อย่างไม่มีขอบเขตจ�ำกัด รัฐมิได้เกิดมาเพื่อประชาชน รัฐไม่ต้องรับผิดชอบต่อ ประชาชน แต่ประชาชนเกิดมาเพื่อรฐั และตอ้ งรบั ผิดชอบตอ่ รฐั ด้วย ระบอบเผดจ็ การกบั รปู แบบการปกครอง ระบอบเผดจ็ การกอ่ ใหเ้ กดิ รปู แบบการปกครองในหลายรปู แบบ ซงึ่ กอ่ ใหเ้ กดิ รฐั บาลเผดจ็ การ ทง้ั แบบอำ� นาจนิยมและเบ็ดเสร็จนยิ ม ดังตอ่ ไปนี้ รูปแบบการปกครองเกดิ จากเผดจ็ การอำ� นาจนิยม ประกอบไปดว้ ย ๑. ราชาธิปไตย หรือทุชนาธิปไตย และประธานาธิบดี ๒. อภชิ นาธปิ ไตย หรือคณาธปิ ไตย การปกครองโดยคน ๆ เดียว มีอ�ำนาจเด็ดขาด ซึ่งเรียกว่า สมบูรณาญาสิทธิราช คือ แบบราชาธิปไตยนั้น ถือเป็นรัฐบาลเผด็จการอ�ำนาจนิยมแบบหน่ึง ซึ่งนักทฤษฎี เช่น เพลโต เห็นว่า เปน็ การปกครองทด่ี ที ส่ี ดุ หากผปู้ กครองประกอบไปดว้ ยความรู้ ความฉลาด ความสามารถ และประกอบ ดว้ ยคุณธรรม ซึง่ ผู้น�ำแบบน้ี เรยี กวา่ “ราชาปราชญ์” และโธมัส ฮอบส์ นกั ทฤษฎีการเมืองชาวอังกฤษ ในศตวรรษท่ี ๑๗ ได้ให้การสนับสนุนพระราชอ�ำนาจของกษัตริย์ ซ่ึงเป็นองค์อธิปัตย์ ถือก�ำเนิดจาก สัญญาประชาคม จึงมีสิทธิและอภิสิทธิ์เหนือกว่าประชาชน ระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิ ราชจึงเป็นระบบที่เหมาะสมที่สุด แต่การปกครองรูปแบบน้ีหากใช้อ�ำนาจเพื่อผลประโยชน์แก่ตัวเอง ก่อความทุกข์เข็ญแก่ประชาชน เรียกการปกครองแบบน้ีว่า “ทรราชย์” หรือ “ทุชนาธิปไตย” การปกครองรูปแบบนี้ประมุขของรัฐ จะเป็นกษัตริย์ หรือประธานาธิบดี ขึ้นอยู่กับรัฐนั้นว่า เป็นราช อาณาจกั ร หรอื สาธารณรฐั ถา้ เปน็ ราชอาณาจกั ร ประมขุ ของรฐั เรยี กวา่ “กษตั รยิ ”์ หรอื “ราชาธปิ ไตย” หากเปน็ สาธารณรฐั ประมุขก็จะเรียกวา่ “ประธานาธบิ ดี” ๑๑ จรูญ สภุ าพ, ศ., อา้ งแล้วเชิงอรรถท่ี ๙, หนา้ ๑๖ – ๑๘.

88 รฐั ศาสตร์ตามแนวพทุ ธศาสตร์ การปกครองโดยคณะบุคคลรว่ มกนั จดั ต้งั รัฐบาลปกครองประเทศ โดยใช้อำ� นาจเบ็ดเสร็จเดด็ ขาดในการบรหิ ารประเทศ เรยี กวา่ “อภชิ นาธปิ ไตย” หรอื “คณาธปิ ไตย” หากใชอ้ ำ� นาจเพอื่ ประโยชน์ สุขของประชาชน เรียก “อภิชนาธปิ ไตย” หากใช้อำ� นาจเพื่อผลประโยชน์แก่ตวั เองและพวกพอ้ ง เรยี ก “คณาธปิ ไตย” ซงึ่ เปน็ รปู แบบเผดจ็ การโดยคณะบคุ คล โดยใชก้ ำ� ลงั หทารทำ� การปฏวิ ตั หิ รอื รฐั ประหาร ยดึ อำ� นาจ แลว้ ตง้ั รฐั บาลขนึ้ มาปกครองประเทศ เชน่ อดอลฟ์ ฮติ เลอร์ ปกครองในเยอรมนั นี ในปี ค.ศ. ๑๙๓๓ และมสุ โสลินี ในอติ าลี ในปี ค.ศ. ๑๙๒๒ เปน็ ตน้ รปู แบบการปกครองเกดิ จากเผดจ็ การเบด็ เสรจ็ นยิ ม เปน็ รปู แบบรฐั บาลแบบคอมมวิ นสิ ต์ ผนู้ ำ� รฐั บาลจะเรยี กว่า “ประธานประเทศ” “ประธานาธิบด”ี ก็ได้ รฐั บาลเผด็จการคอมมวิ นสิ ต์เกิดข้ึนจาก ลทั ธิ “มารก์ ซสิ ม”์ (Marxism) ในศตวรรษที่ ๑๗ เจ้าของลทั ธนิ ้ี คือ คาร์ล มารก์ ซ์ ซงึ่ เปน็ ชาวเยอรมัน กล่าวโดยสรุปแล้ว การปกครองระบอบเผด็จการ ก็คือการปกครองที่ศูนย์อ�ำนาจอยู่ที่คนคน เดยี ว หรือกลมุ่ เดยี ว เป็นการรวมอ�ำนาจท่ีผนู้ �ำ หรอื รวมอำ� นาจอยู่ทีส่ ่วนกลาง เปน็ การใชอ้ �ำนาจแบบ เดด็ ขาดและรนุ แรง โดยพลการ ปราศจากการควบคมุ หรอื เหนยี่ วรงั้ จากอำ� นาจอน่ื ใด สทิ ธเิ สรภี าพของ ประชาชนถูกจ�ำกัดและควบคุมโดยผู้น�ำที่มีอ�ำนาจสูงสุด ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอยู่ ภายใต้การควบคุมของรัฐ รูปแบบของการปกครองจะมีรูปแบบเป็นราชาธิปไตยแบบสมบูรณา ญาสิทธริ าช ทชุ นาธิปไย หรอื ทรราชย์ ในกรณที เ่ี ป็นราชอาณาจกั ร จะมผี ้ปู กครองเปน็ กษัตรยิ ์ ในกรณี ท่ีเป็นสาธารณรัฐ ผู้น�ำเป็นประธานประเทศ หรือประธานาธิบดี หรือกการปกครองรูปแบบ อภชิ นาธปิ ไตย หรอื คณาธปิ ไตย ซงึ่ ประกอบไปดว้ ยกลมุ่ บคุ คลชน้ั นำ� สงู สดุ จดั ตงั้ รฐั บาลบรหิ ารประเทศ ถา้ ใชอ้ ำ� นาจเปน็ ไปเพอ่ื ประโยชนส์ ขุ ของประชาชนสว่ นรวม เรยี กวา่ ราชาธปิ ไปตย และอภชิ นาธปิ ไตย การเป็นไปเพื่อกอบโกยผลประโยชน์แก่ตัวเองและพวกพ้อง เรียก ทุกชนาธิปไตย หรือทรราชย์ หรือ คณาธปิ ไตย รปู แบบการปกครองดงั กลา่ วรวมอยใู่ นเผดจ็ การทงั้ อำ� นาจนยิ มและเบด็ เสรจ็ นยิ ม ขอ้ แตก ตา่ งระหวา่ งเผดจ็ การทงั้ ๒ แบบในเรอื่ งของการควบคมุ จำ� กดั สทิ ธเิ สรภี าพของประชาชน กค็ อื เผดจ็ การ อ�ำนาจนิยม เปน็ การปกครองทมี่ ีความมงุ่ หมายควบคุมกจิ การทางการเมือง แตย่ ินยอมใหป้ ระชาชนมี สิทธิเสรีภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมทุกด้าน ประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพใด ๆ ประชาชนเปน็ เพยี งเครอื่ งมอื ของรฐั มชี วี ติ อยเู่ พอื่ รฐั เพอื่ เสถยี รภาพและความมน่ั คงของรฐั ประชาชน ตอ้ งปฏิบัตติ ามนโยบายและคำ� ส่ังของรฐั อยา่ งเครง่ ครัด อยา่ งไรก็ตามการปกครองในระบอบเผดจ็ การ มีท้ังข้อดีและข้อเสียเช่นกัน ข้อดี คือในประเทศท่ีประชาชนยังขาดการศึกษา ไม่มีจิตส�ำนึก ไม่มีส่วน ร่วมในทางการเมือง มีความเหลื่อมล้�ำทางเศรษฐกิจสูง วัฒนธรรมทางสังคมและสถาบันทางสังคมไม่ เอื้อต่อการปกครองตนเอง ประชาชนไม่มีความสนใจในสิทธิเสรีภาพของตัวเอง ไม่อาจปกป้องสิทธิ เสรภี าพของตนเอง ไมส่ ามารถปกครองกนั เองได้ ถ้าหากไดผ้ ้นู �ำท่ีมีความรคู้ วามสามารถประกอบด้วย คุณธรรม บริหารประเทศเพื่อประโยชน์แก่ประชาชนท่ีแท้จริง ท่ีเพลโตเรียกว่า “ราชาปราชญ์” คือ ผู้น�ำที่มีคุณธรรมสูง ก็จะเป็นผลดีในการปกครองอย่างมากเช่นกัน แต่ถ้าหากประชาชนมีความรู้

การปกครองระบอบเผดจ็ การ 89 ความฉลาดสามารถในการตัดสินใจปกครองตนเองได้ มีการศึกษาดี มีจิตส�ำนึกในการมีส่วนร่วมใน ทางการเมือง มีฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม มีวัฒนธรรมทางสังคม และสถาบันทางสังคมสอดคล้อง กับการปกครองตนเอง การปกป้องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค มีอยู่ในจิตส�ำนึกของประชาชนแล้ว การปกครองดว้ ยระบอบเผด็จการแบบใดก็ไมม่ ีความจำ� เปน็ และไมเ่ ป็นทตี่ ้องการของประชาชน พระพุทธศาสนากบั การปกครองระบอบเผดจ็ การ การปกครองเผด็จการอำ� นาจนิยมและเบ็ดเสรจ็ นยิ ม สรปุ เปน็ กรอบตามแนวรฐั ศาสตรต์ ะวนั ตกไดใ้ นรูปแบบของผปู้ กครองคนเดียว คือ ราชาธปิ ไตย ทชุ นาธิปไตย ทรราชย์ หรือประธานประเทศ หรือประธานาธิบดี และปกครองโดยผู้ปกครองเป็นคณะบุคคล คือ อภิชนาธิปไตย คณาธิปไตย การปกครองเผด็จการดังกล่าวข้างต้นมีทั้งผลดีและผลเสียแก่ประชาชนผู้ถูกปกครอง ในส่วนท่ีเป็นผล ดีนั้น ผู้ปกครองใช้อ�ำนาจดังกล่าวเพ่ือผลประโยชน์ของประชาชน มิใช่เพ่ือผลประโยชน์ของผู้น�ำและ พวกพ้องของผู้น�ำ ในส่วนท่ีเป็นผลภัยเนื่องจากผู้น�ำลุแก่อ�ำนาจ ใช้อ�ำนาจกอบโกยผลประโยชน์แก่ตัว เองและพวกพ้องกอ่ ความทกุ ข์เขญ็ แก่ประชาชนผู้ถกู ปกครองให้ไดร้ บั ความเดือดรอ้ น พระพทุ ธศาสนามคี วามเกยี่ วขอ้ งกบั การปกครองเผดจ็ การทง้ั ผนู้ ำ� คอื กษตั รยิ ์ สมบรู ณาญาสทิ ธริ าช และผตู้ าม หรือผถู้ กู ปกครอง คอื ประชาชน เพ่อื ให้พระราชาปกครองในฐานะราชาปราชญ์ คอื ให้ทรง ใช้พระราชอ�ำนาจประกอบด้วยธรรม เพ่ือความผาสุขของพระองค์ท่ีเป็นผู้ปกครอง และอาณา ประชาราษฎรผ์ ถู้ กู ปกครองใหไ้ ดร้ บั ความรม่ เยน็ เปน็ สขุ ทงั้ ๒ ฝา่ ย พระพทุ ธศาสนาไมไ่ ดส้ นบั สนนุ หรอื คัดค้านการปกครองรูปแบบใดว่าดีหรือเลว แต่ถา้ การปกครองนั้นนำ� ประโยชนส์ งู สดุ คือ ความสขุ กาย และสขุ ใจ มาแกท่ ง้ั ผปู้ กครองและผถู้ กู ปกครอง ซง่ึ เปน็ เปา้ หมายสดุ ทา้ ย และเปน็ อดุ มการณ์ หรอื ผลลพั ธ์ อันสูงสดุ แล้ว พระพทุ ธศาสนาถือวา่ การปกครองรปู แบบนัน้ เป็นรปู แบบที่ดี ซ่ึงรูปแบบการปกครองที่ พงึ ประสงคข์ องพระพทุ ธศาสนา ก็คอื “ธรรมราชา” ผู้ปกครองทม่ี คี ณุ ธรรม และ “ธรรมประชา” คอื ผู้ถูกปกครองท่ีมีคณุ ธรรมและประพฤติธรรม กำ� เนดิ การปกครองเผด็จการอำ� นาจนยิ มแบบราชาธปิ ไตย การปกครองระบอบราชาธิปไตย แบบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นรูปแบบการปกครอง แบบแรกของโลก ดังปรากฏในอัคคัญญสูตร พระพุทธเจ้าทรงตรัสเล่าประวัติศาสตร์ของโลกแก่ สามเณรวาเสฏฐะและภารทวารชะว่า เมื่อโลกเก่าพินาศไป เพราะความร้อนจากดวงอาทิตย์ เกิดโลก ใหม่มาแทนโลกเก่า ประชากรกลุ่มแรกของโลกมาจากพรหมโลกช้ันอาภัสสร เม่ืออยู่รวมกันเป็น ครอบครัว มีประชากรมากขึ้น ด�ำรงชีพอยู่ด้วยอาหารท่ีมีอยู่ตามธรรมชาติ เม่ืออาหารไม่เพียงพอ ก็ทำ� การแบง่ เขตแดน ทำ� การเพาะปลูกขา้ วสาลเี ลยี้ งชพี แต่เป็นธรรมดาของการอยูร่ ่วมกนั ของคนหมู่ มากในสงั คม ย่อมมีคนดแี ละคนเลว คนท่ีเลวไดป้ ระพฤตลิ ว่ งละเมดิ สทิ ธิสว่ นบุคคลของผู้อ่นื ด้วยการ

90 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพุทธศาสตร์ ลักขโมย การท�ำร้ายเบียดเบียนโดยประการต่าง ๆ เนื่องจากการอยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์คร้ังแรก เปน็ การดำ� รงชวี ติ ตามธรรมชาติ และใชส้ ทิ ธเิ สรภี าพอยา่ งอสิ ระ ปราศจากกฎเกณฑ์ ไมม่ ขี นบธรรมเนยี ม ประเพณี กฎหมาย ไม่มีหัวหน้า หรือผู้ปกครอง จึงเกิดความสับสนวุ่นวายในการอยู่ร่วมกันในสังคม เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวจึงได้มีการประชุมกัน และปรึกษากันว่า การลักทรัพย์ การติเตียน การพูดปด การประทุษร้ายซ่ึงกันและกันเกิดข้ึนแล้ว ควรจะคัดเลือกแต่งตั้งคนข้ึนให้ท�ำหน้าท่ีติเตียนคนท่ีควร ติเตียน ขับไล่คนท่ีควรขับไล่ โดยจะแบ่งส่วนข้าวสาลีให้ จึงเลือกคนที่มีรูปร่างผิวพรรณงดงาม มีสงา่ ราศี ให้เป็นหวั หนา้ เพื่อปกครอง ติเตยี น ขบั ไลค่ นที่ทำ� ผดิ ออกจากกลุ่ม ออกกฎเกณฑ์ ลงโทษผู้ ทลี่ ่วงละเมดิ คำ� ว่า “มหาชนสมมติ” คือ ผู้ที่มหาชนแตง่ ตง้ั คำ� ว่า “กษัตรยิ ์” คอื ผู้เปน็ ใหญ่แหง่ นา ค�ำว่า “ราชา” คือ ผู้ที่ท�ำความอ่ิมใจ สุขใจแก่ผู้อ่ืน จึงเกิดขึ้น กษัตริย์ก็เกิดข้ึนจากคนพวกนั้น มิใช่พวกอ่ืน จากคนเสมอกัน มิใช่คนไม่เสมอกัน เกิดขึ้นโดยธรรม มิใช่เกิดข้ึนโดยอธรรม ธรรมจึงเป็นส่ิงประเสริฐ สดุ ในหม่ชู น ท้งั ในปจั จุบนั และอนาคต๑๒ หัวหน้าดังกล่าว ได้ช่ือว่า เป็นกษัตริย์ หรือเป็นราชาสมบูรณาญาสิทธิราช โดยใช้อ�ำนาจ อธิปไตยท้ัง ๓ คือ อ�ำนาจบริหาร ตุลาการ นิติบัญญัติแทนประชาชน ด้วยพระองค์เอง ซึ่งเป็นระบบ การปกครองระบบแรกของโลก และรัฐท่พี ระองคท์ รงปกครองเปน็ รฐั แรกของโลกมนุษย์ ซึง่ มีลกั ษณะ ของความเปน็ รฐั ครบถว้ น ซง่ึ ประกอบดว้ ย ๑. อาณาเขตหรอื ดนิ แดน ๒. ประชากร ๓. กษตั รยิ ผ์ ปู้ กครอง (รฐั บาล) ๔. อำ� นาจอธิปไตย จากข้อความในพระสูตรน้ี จะเห็นได้ว่า การปกครองเผด็จการอ�ำนาจนิยมแบบแบบ ราชาธิปไตยสมบูรณาญาสิทธิราช มีก่อนรูปแบบการปกครองอื่นใดท้ังหมด เป็นระบบการปกครองที่ เก่าแก่ที่สุดในโลก เหมาะกับสังคมแบบปฐมภูมิ วิถีชีวิตของประชาชนยังไม่มีความสลับซับซ้อน หรือ ความแตกต่างกันมาก ท้ังในทางสังคม เศรษฐกจิ การเมอื ง การศึกษาและวัฒนธรรม แม้ในปจั จบุ นั นี้ การปกครองรปู แบบนกี้ ย็ งั เหมาะสมกบั บางประเทศทยี่ งั ไมพ่ รอ้ มทจ่ี ะใชก้ ารปกครองแบบประชาธปิ ไตย รปู แบบการปกครองในสมัยพุทธกาล ในสมัยพุทธกาล มีการปกครองแบบกษัตริย์ รูปแบบสมบูรณาญาสิทธิราช หรือราชาธิปไตย และการปกครองแบบกษตั ริย์ รปู แบบอภิชนาธิปไตย หรอื ระบบสามคั คธี รรม ซงึ่ มีจ�ำนวน ๑๖ แควน้ ๑ อาณาจักร ปกครอง ๒ ระบบ ดังนี้ ๑๒ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก, ทีฆนิกาย, ปาฏิกวรรค, เลม่ ที่ ๑๑, หนา้ ท่ี ๑๑.

การปกครองระบอบเผดจ็ การ 91 ๑. แควน้ ทปี่ กครองดว้ ยระบบราชาธิปไตย จำ� นวน ๑๔ แควน้ คือ ๑.๑ องั คะ ตง้ั อยปู่ ลายแมน่ ำ้� คงคา เทยี บรวมมณฑลเบงคอล นครหลวงชอื่ จำ� ปา บดั นเี้ รยี กวา่ ภคสั ปุร อยูเ่ หนือฝงั่ แมน่ ำ้� คงคาข้างขวา ๑.๒ มคธ ตั้งอยู่ใต้แม่น้�ำคงคาตอนกลาง เทียบรวมมณฑลพิหาร มีแม่น�้ำคงคาอยู่ทิศเหนือ และมภี เู ขาวนิ ธยะอยทู่ ศิ ตะวนั ตก นครเกา่ ชอ่ื คริ พิ พชะ ตง้ั อยบู่ นเนนิ เขา หา่ งจากปตั นะทางทศิ ไตเ้ ฉยี ง อาคเนย์ ๖๕ กโิ ลเมตร ภายหลังพระเจ้าพิมพิสารทรงสรา้ งนครใหมช่ ่ือ ราชคฤห์ ตัง้ อยทู่ ่ีเชงิ เขา ตอ่ มา พระเจา้ อทุ ายี ราชนดั ดาของพระเจา้ อชาตศตั รไู ดย้ า้ ยไปตง้ั ทน่ี ครปาฏลบิ ตุ ร บดั นเี้ รยี กวา่ ปตั นะ เหนอื แม่น�้ำโสน ระหว่างแมน่ ้�ำนก้ี ับองั คะ ๑.๓ กาสี ต้ังอยู่ตรงที่บรรจบแม่น�้ำคงคาและยมุนา นครหลวงช่ือ พาราณสี บัดน้ีเรียกว่า เพนาเรส ๑.๔ โกสละ ตง้ั อยู่ระหว่างภเู ขาหมิ าลยั กบั แมน่ �้ำคงคาตอนกลาง เทยี บรวมมณฑลอยุธยา คือ โอธ บัดน้ีทิศเหนือจดภูเขาเนปาล ทิศตะวันตกและทิศใต้จดแม่น้�ำคงคา ทิศตะวันออกจดแคว้นกาสี ตอ่ กับมคธ นครหลวงช่อื สาวตั ถี บดั นี้เรียกว่า สะเหต – มะเหต ตง้ั อยู่ ณ ฝ่ังล�ำน�้ำรับดี รมิ เชงิ เขาหา่ ง จากเขตโอธรวม ๘๐ กิโลเมตร ทางทิศใต้ห่างจากแดนเนปาลราว ๕๐ กโิ ลเมตร ๑.๕ เจตี ตง้ั อยตู่ อ่ แควน้ อวนั ตี (มาลวะ) ออกมาทางทศิ ตะวนั ออกเฉยี งใต้ นครหลวงชอ่ื โสตถวิ ดี ๑.๖ วังสะ ต้ังอยู่ใต้ล�ำน้�ำยมุนา ทางทิศใต้แคว้นโกสละ และทางทิศตะวันตกแคว้นกาสี นครหลวงชื่อ โกสัมพี ตั้งอยู่เหนือฝั่งใต้ล�ำน้�ำยมุนา ที่เรียกว่า ล�ำน้�ำโกสัม อยู่ทางทิศหรดีในต�ำบล อลั ลาฮาบัด ๑.๗ กรุ ุ ตงั้ อยตู่ รงลมุ่ นำ�้ ยมนุ าตอนบน เทยี บราวมณฑลปญั จาปและเมอื งเดลฮี นครหลวงของ อินเดียบดั น้ี นครหลวงชือ่ อินทปตั ถะ ๑.๘ ปัญจาละ ต้ังอยู่ตรงลุ่มน้�ำคงคาตอนบน มีแคว้นโกศลอยู่ทิศตะวันออก แคว้นกุรุอยู่ทิศ ตะวนั ตก ภเู ขาหมิ าลยั อยทู่ ศิ เหนอื และแมน่ ำ้� คงคาอยทู่ ศิ ใต้ เทยี บราวมณฑลอกราบดั นี้ นครหลวงเดมิ ชือ่ หสั ตนิ าปุระหรือหสั ดนิ ต่อมาจงึ แยกไปต้ังนครหลวงใหม่ ๒ แห่ง คอื กัมปิลละ ตงั้ อยู่ฝง่ั เหนอื แมน่ ้ำ� คงคา ถัดลงมาถงึ สังกสั สนคร แลว้ จึงถงึ กนั ยากพุ ช์ ซ่งึ บดั น้เี รยี กว่า กะเนาซ์ ๑.๙ มจั ฉะ ตง้ั อยรู่ หวา่ งลำ� นำ้� สนิ ธกู บั ยมนุ าตอนบน มแี ควน้ โกศลอยทุ่ ศิ ตะวนั ออก มแี ควน้ สรุ เสนะอยู่ทิศเหนือ มีแคว้นกุรอุ ยู่ทิศใต้ มีมณฑลปัญจาปอยทู่ ิศพายัพ นครหลวงชอื่ สาคละ ต้ังอยู่เหนอื แมน่ ำ้� อสคิ นหี รือจันทรภาค

92 รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ ๑.๑๐ สุรเสนะ ตั้งอยู่ระหว่างล�ำน้�ำสินธูกับยมุนาตอนล่าง ราวมณฑลราชปุตต์ฐาน บัดน้ี นครหลวงเกา่ ซ่ึงเป็นราชธานีของพระกฤษณะ ชอื่ มลุรา ราวเมืองมตั ตรา ปจั จุบนั ๑.๑๑ อัสสกะ ต้ังอยู่ตรงล�ำน�้ำโคธาวารี ทิศเหนือแห่งอวันตี นครหลวงชื่อ โปตนะ หรือ โปตลี ๑.๑๒ อวันตี หรือ มาลวะ ตั้งอยู่ทิศเหนือภูเขาวินธยะ ทิศอิสานแห่งอัสสกะ นครหลวงชื่อ อชุ เชนี ณ เมอื งอุชเชน ปัจจบุ นั ๑.๑๓ คนั ธาระ ตงั้ อยตู่ รงลำ� นำ�้ สนิ ธตู อนบน เทยี บกบั มณฑลพรมแดนพายพั ของอนิ เดยี ปจั จบุ นั นครหลวงช่อื ตกั กสิลา ๑.๑๔ กัมโพชะ ต้ังอยู่ใต้แคว้นคันธาระ นครหลวงช่ือ ทวารกะ เป็นราชธานีซ่ึงพระกฤษณะ สรา้ งขนึ้ รมิ มหาสมทุ รในแควน้ วลภหี รอื ครุ ชะ ซง่ึ บดั นเี้ รยี กวา่ คชุ รฐั ตง้ั อยเู่ หนอื มณฑลบอมเบย์ ทกุ วนั น้ี ๒. แคว้นที่ปกครองด้วยระบบอภิชนาธิปไตยหรือสามัคคีธรรม จ�ำนวน ๒ แคว้น และ ๑ อาณาจกั ร คือ ๒.๑ วัชชี ต้ังอยู่บนฝั่งทิศตะวันออกแห่งล�ำน�้ำคันธกะ ติดต่อกับมัลละ นครหลวงชื่อ เวสาลี บัดนีเ้ รียกวา่ แขวงเพสารห์ หา่ งจากปตั นะราว ๔๔ กิโลเมตร ๒.๒ มัลละ ต้ังอยู่ถัดโกสละมาทางทิศตะวันออก อยู่ทิศเหนือแคว้นวัชชี และทิศตะวันออก แห่งสักกะ นครหลวงชื่อ กุสินคร หรือกุสินารา ตั้งอยู่ท่ีประชุมล�ำน้�ำรับติกับล�ำน�้ำคันธกะ อยู่เหนือ เนปาล บัดนี้เรียกแขวงกาเซีย ส่วนนครปาวาอยู่ระหว่างนครกุสินารากับนครเวสาลี บัดนี้เรียกแขวง ปทั ระโอนะ๑๓ ๒.๓ อาณาจักร ๑ อาณาจกั ร ประกอบด้วย ๕ นครรฐั คอื ๑. สกั กะ เมอื งหลวงช่ือ กบลิ พัสด์ุ ๒. โกลิยะ เมืองหลวงชอ่ื เทวทหะ หรอื รามคาม ๓. ภัคคะ เมืองหลวงช่ือ สงุ สมุ ารครี ะ ๔. วิเทหะ เมอื งหลวงชอ่ื มถิ ิลา ๕. องั คตุ ตราปะ เมืองหลวงช่อื อาปณะนคิ ม๑๔ ๑๓ พระสตุ ตนั ตปฎิ ก, องั คุตตรนิกาย, ติกนบิ าต, อโุ ปสถสูตร, เลม่ ท่ี ๒๐, หน้า ๒๗๓. ๑๔ พระสุตตนั ตปฎิ ก, ทีฆนกิ าย, ปาฏิกวรรค, เลม่ ที่ ๑๑, หน้า ๑๒๘.

การปกครองระบอบเผด็จการ 93 จะเห็นได้วา่ ในสมัยพุทธกาลมีการปกครองแบบเผดจ็ การอำ� นาจนิยมในรูปแบบราชาธปิ ไตย และอภิชนาธิปไตย ซ่ึงยังไม่มีการปกครองรูปแบบประโยชน์แบบเบ็ดเสร็จนิยม หรือรูปแบบอ่ืน เช่น ประชาธิปไตย พระพุทธศาสนามีความเก่ียวข้องกับการปกครองแบบเผด็จการอ�ำนาจนิยมโดยตรง แต่ไม่ได้เข้าไปยุ่งเก่ียวในการจัดรูปแบบการเมืองการปกครองในแต่ละรัฐแต่อย่างใด พระพุทธเจ้าทรง เข้าไปเก่ียวข้องในฐานะเป็นศาสดาหรือครูของกษัตริย์และประชาชนทั้งหลาย ทรงส่ังสอนช้ีแนว ประโยชนท์ ง้ั ในโลกน้ี โลกหนา้ และสงู สดุ คอื ความสน้ิ ทกุ ขท์ งั้ มวล๑๕ จงึ ไดร้ บั การตอ้ นรบั ในฐานะสงู สดุ ยง่ิ จากบรรดากษตั รยิ ์ ผคู้ รองนครทงั้ ราชาธปิ ไตย อภชิ นาธปิ ไตย หรอื สามคั คธี รรม ทงั้ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร และจัณฑาล ไม่ปรากฏว่ากษัตริย์เผด็จการอ�ำนาจนิยมพระองค์ใดใน ๑๖ แคว้น ๑ อาณาจักร เป็นศัตรูกับพระองค์เลย ตรงกันข้ามพากันเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย ปฏิญาณตนถึงพระพุธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งสรณะตลอดชีวิต ต่างซาบซึ้งถึงพระคุณพระรัตนตรัยที่ขจรขจายไป ทุกสารทิศตามท่ปี รากฏดงั น้ี พระพุทธคุณ ๙ ประการ อติ ปิ ิ โส ภควา แม้เพราะอย่างนี้ ๆ พระผูม้ พี ระภาคเจ้านั้น ประกอบด้วยพทุ ธคณุ คือ ๑. อรหงั เป็นพระอรหันต์ ๒. สัมมาสัมพุทโธ เป็นผู้ตรัสรชู้ อบเอง ๓. วิชชาจรณสมั ปนั โน เปน็ ผู้ถึงพรอ้ มด้วยวิชชา และจรณะ ๔. สคุ โต เป็นผู้เสดจ็ ไปดแี ลว้ ๕. โลกวิทู เปน็ ผรู้ แู้ จง้ โลก ๖. อนุตตโร ปุรสิ ทมั มสารถิ เปน็ สารถีแหง่ บุรษุ พงึ ฝกึ ได้ ไมม่ ีบุรุษอ่ืนยงิ่ ไปกวา่ ๗. สัตถา เทวมนุสสานัง เป็นศาสดาของเทวดาและไม่ใชส่ ตั ว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนทงั้ หลาย ๘. พุทโธ เป็นผู้ตน่ื แล้ว เป็นผูเ้ บิกบานแล้ว ๙. ภควา เป็นผู้มโี ชค๑๖ พระเกยี รติศพั ท์อนั งามนี้ขจรขจายไปทวั่ ทกุ สารทศิ กษตั รยิ ์ พราหมณ์ แพศย์ ศทู ร จณั ฑาล ผู้ท่ียังไม่เคยเข้าเฝ้าก็ประสงค์จะเข้าเฝ้า ผู้เคยเข้าเฝ้าแล้วก็ประสงค์จะเข้าเฝ้าอีก เพราะพระตถาคต ๑๕ พระสตุ ตนั ตปิฎก, องั คุตตรนกิ าย, อฏั ฐกนิบาต, เลม่ ท่ี ๒๓, หนา้ ๒๙๔ - ๒๙๗. ๑๖ พระสตุ ตันตปฎิ ก, องั คตุ ตรนิกาย, ตกิ นบิ าต, เล่มที่ ๒๐, หนา้ ๒๖๕.

94 รฐั ศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ พระองค์นั้นทรงท�ำให้โลกนี้ พร้อมท้ังเทวโลก มารโลก พรหมโลกให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันย่ิงของ พระองคเ์ อง ทรงสอนหมสู่ ตั วพ์ รอ้ มทง้ั สมณพราหมณ์ เทวดา และมนษุ ยใ์ หร้ ตู้ าม ทรงสอนเปน็ อศั จรรย์ ท�ำให้ผู้ฟังพ้นจากทกุ ข์ตามสมควรแกก่ ารปฏิบตั ิ พระเกียรติคุณอนั นี้ หมอชวี ก โกมารภจั จ์ ได้กราบทูล พระเจ้าอชาตศัตรู ผ้ยู งั ไมเ่ คยเข้าเฝา้ พระพุทธเจ้าว่า “ขอเชิญพระองคเ์ สด็จเข้าไปเฝา้ พระผมู้ ีพระภาค พระองค์นีเ้ ถดิ เม่ือพระองค์เข้าเฝ้าพระผูม้ พี ระภาค พระหฤทยั พงึ เลอ่ื มใส” พระธรรมคุณ ๖ ประการ ๑. สวากขาโต ภควา ธัมโม พระธรรมอันพระผมู้ ีพระภาคเจ้าตรสั ดีแล้ว ๒. สนั ทิฏฐโิ ก อันผู้ดับรรลุจะพึงเห็นเอง ๓. อกาลิโก ไมป่ ระกอบด้วยกาล ๔. เอหปิ ัสสโิ ก ควรเรยี กให้มาดู ๕. โอปนยโิ ก ควรนอ้ มเขา้ มา ๖. ปจั จัตตัง เวทิตพั โพ วิญญหู ิ อันวญิ ญูพึงรู้เฉพาะตน พระธรรมที่พระองคท์ รงแสดงน้ัน งามในเบือ้ งตน้ งามในทา่ มกลาง งามในทสี่ ดุ ทรงประกาศ พรหมจรรยพ์ รอ้ มทงั้ อรรถทง้ั พยญั ชนะ บรสิ ทุ ธบิ์ รบิ รู ณส์ น้ิ เชงิ คฤหบดี บตุ รคฤหบดี หรอื ผเู้ กดิ ในเฉพาะ ตระกูลใดตระกลู หนง่ึ ยอ่ มฟงั ธรรมน้ัน ครั้นฟังแล้วไดศ้ รทั ธาในพระตถาคต เพราะไดร้ ับผล คอื ได้ฟงั ส่ิงท่ีไม่เคยได้ยินได้ฟัง ส่ิงใดท่ีฟังแล้วไม่แจ่มแจ้งก็เข้าใจแจ่มแจ้งในสิ่งนั้น บรรเทาความสงสัยเสียได้ ทำ� ความเห็นใหถ้ ูกต้องตรงตามความจรงิ จติ ยอ่ มผ่องใส๑๗ พระสงั ฆคุณ ๙ ประการ ภควโต สาวกสงั โฆ พระสงฆ์สาวกของพระผมู้ พี ระภาค ประกอบดว้ ยพระคุณ ๙ ประการ คอื ๑. สุปฏปิ ันโน เปน็ ผปู้ ฏบิ ัตดิ ีแล้ว ๒. อุชุปฏิปันโน เปน็ ผปู้ ฏบิ ัติตรงแลว้ ๓. ญายปฏปิ นั โน เป็นผู้ปฏิบตั เิ ป็นธรรม ๔. สามีจิปฏิปนั โน เปน็ ผู้ปฏิบตั สิ มควร ๑๗ พระสุตตนั ตปฎิ ก, องั คุตตรนกิ าย, ปัญจกนิบาต, เลม่ ที่ ๒๒, หน้า ๒๗๖.

การปกครองระบอบเผด็จการ 95 ยทิทัง นี้คือใคร จัตตาริ ปุริสยุคานิ คู่แห่งบุรุษ ๔ อัฏฐ ปุริสปุคคลา บุรุษบุคคล ๘ เอส ภควโต สาวกสงั โฆ น่ีพระสงฆส์ าวกของพระผูม้ พี ระภาคเจา้ ๕. อาหเุ นยโย เป็นผ้คู วรของคำ� นบั ๖. ปาหุเนยโย เป็นผ้คู วรของต้อนรับ ๗. ทักขเิ ณยโย เป็นผคู้ วรของทำ� บญุ ๘. อญั ชลีกรณโี ย เป็นผคู้ วรท�ำอัญชลี (ประนมมือไหว)้ ๙. อนตุ ตรงั ปุญญักเขตตัง โลกัสส เป็นนาบุญของโลก ไมม่ ีนาบุญอื่นยิ่งกวา่ ๑๘ คฤหัสถ์ผูม้ ีศรัทธาในพระพทุ ธเจ้า พระธรรม ตระหนกั ว่า ชวี ิตฆราวาสคบั แคบ เป็นทีม่ าแหง่ ธลุ คี อื กเิ ลส การออกบวชเปน็ ทางปลอดโปรง่ การทบ่ี คุ คลผคู้ รองเรอื น จะประพฤตพิ รหมจรรยใ์ หบ้ รสิ ทุ ธ์ิ บริบูรณ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ท�ำได้โดยง่าย จึงละกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ ละเครือญาติน้อย ใหญ่ออกบวชเป็นบรรพชติ เมอื่ บวชแล้วส�ำรวมระวงั ในพระปาฏิโมกข์ สำ� รวมอินทรยี ์ มีอาชพี บริสุทธ์ิ พจิ ารณาปจั จยั ๔ ไมบ่ รโิ ภคด้วยความมัวเมาประมาท๑๙ ประกอบดว้ ยสติสมั ปชัญญะ ชื่อวา่ พระสงฆ์ สาวกของพระผมู้ ีพระภาคเจา้ พระพุทธศาสนาจึงอยู่ในฐานะเป็นท่ีพึง เป็นสรณะ เป็นท่ีเคารพสักการะเหนือชีวิตจิตใจของ พระราชาและประชาชนทงั้ ปวง เปน็ ประทปี สอ่ งทางในการบรหิ ารราชกจิ และเปน็ ธรรมวถิ ใี นการดำ� เนนิ ชีวติ กอ่ ให้เกดิ ประโยชน์และความสขุ แกป่ ระชาชน สำ� หรบั คำ� สอนในพระพทุ ธศาสนาทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั ระบบการปกครองอำ� นาจนยิ มแบบราชาธปิ ไตย อภชิ นาธิปไตย หรือสามัคคีธรรม ทป่ี รากฏในพระสตู รตา่ ง ๆ ในพระไตรปฎิ กนนั้ มดี งั ตอ่ ไปนี้ หลักปฏบิ ัตขิ องกษตั รยิ ห์ รือผู้ปกครองแบบราชาธปิ ไตย ในการปกครองแบบเผด็จการอ�ำนาจนิยมน้ัน เป็นท่ียอมรับในหลักการว่า ศูนย์กลางอำ� นาจ อยู่ท่ีผู้น�ำ ผู้น�ำเป็นผู้ใช้อ�ำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว ทั้งอ�ำนาจบริหาร ตุลาการนิติบัญญัติ ถ้าผปู้ กครองใช้อำ� นาจอย่างเปน็ ธรรม ระบอบการปกครองนน้ั เรยี กว่า “ราชาธปิ ไตย” และ “อภชิ นา ธปิ ไตย” แตถ่ า้ ผนู้ ำ� ใชอ้ ำ� นาจไมเ่ ปน็ ธรรม ระบอบการปกครองนนั้ เรยี ก “ทรราชย”์ หรอื “ทชุ นาธปิ ไตย” และคณาธปิ ไตย ทงั้ นจี้ ะเปน็ ระบบใดขนึ้ อยกู่ บั ปฏปิ ทาของผนู้ ำ� วา่ มคี ณุ ธรรม ปกครองโดยธรรมหรอื ไม่ ๑๘ พระสุตตนั ตปฎิ ก, อังคตุ ตรนกิ าย, ติกกนิบาต, เล่มท่ี ๒๐, หนา้ ๒๖๗. ๑๙ วิสทุ ธิมรรค, สลี นิทเทส, ปฐมภาค, หน้า ๑๙.

96 รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ พระพทุ ธศาสนาไดใ้ หค้ วามสำ� คญั กบั คณุ ธรรมของผปู้ กครองวา่ มคี วามสำ� คญั ตอ่ การปกครองประชาชน ให้ได้รับความสุขสงบ และประสบผลสัมฤทธ์ในการบริหารรัฐมากน้อยเพียงใด ส�ำเร็จหรือล้มเหลว ก็ข้ึนอยู่กับปฏิปทาของผู้น�ำว่า ประกอบด้วยคุณธรรมมากน้อยเพียงใด ดังปรากฏในพระสุตตันตปิฎก ดงั ต่อไปน้ี ...ถ้าเม่ือฝูงโคข้ามฟากไปอยู่ โคผู้น�ำฝูงไปคด เม่ือมีโคผู้น�ำฝูงไปคด โคทั้งหมดนี้ก็ย่อมไปคด ฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ผู้ใดได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ประเสริฐสุด ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็น ธรรม จะปว่ ยกลา่ วไปไยถงึ ประชาชนนอกนี้ ชาวเมอื งทง้ั ปวงยอ่ มอยเู่ ปน็ ทกุ ข์ ถา้ พระราชาไมท่ รงดำ� รง อยู่ในธรรม ถ้าเมื่อฝูงโคข้ามฟากไปอยู่ โคผู้น�ำฝูงไปตรง เมื่อมีโคผู้น�ำฝูงไปตรง โคท้ังหมดน้ัน กไ็ ปตรง ฉนั ใด ในหมมู่ นษุ ยก์ ฉ็ นั นนั้ เหมอื นกนั ผใู้ ดไดร้ บั สมมตวิ า่ เปน็ ผปู้ ระเสรฐิ สดุ ถา้ แมผ้ นู้ น้ั ประพฤติ เปน็ ธรรม ไมจ่ ำ� ตอ้ งกลา่ วถงึ ประชาชนนอกน้ี ชาวเมอื งทงั้ ปวงยอ่ มอยเู่ ปน็ สขุ ถา้ พระราชาทรงดำ� รงอยู่ ในธรรม เมื่อต้นไม้ใหญ่มีผล ผู้ใดเก็บผลดิบมา ผู้นั้นย่อมไม่รู้รสแห่งผลไม้น้ัน ท้ังพืชพันธุ์ แห่งต้นไม้น้ันก็ย่อมพินาศ รัฐ เปรียบด้วยต้นไม้ใหญ่ พระราชาใดทรงปกครองโดยไม่เป็นธรรม พระราชาน้ันย่อมไม่รู้จักรสแห่งรัฐน้ัน และรัฐของพระราชาน้ันก็ย่อมพินาศ เม่ือต้นไม้ใหญ่มีผล ผู้ใด เก็บเอาผลสุก ๆ มา ผู้นั้นย่อมรู้รสแห่งผลไม้นั้น และพืชพันธุ์แห่งต้นไม้น้ันก็ไม่พินาศ รัฐเปรียบด้วย ต้นไม้ใหญ่ พระราชาใดปกครองโดยธรรม พระราชานั้นย่อมทรงทราบรสแห่งรัฐน้ัน และรัฐของ พระราชานั้นก็ไม่พินาศ อน่ึง ขัตติยราชพระองค์ใด ทรงปกครองชนบทโดยไม่เป็นธรรม ขัตติยราช พระองคน์ ั้นยอ่ มคลาดจากโอชะทงั้ ปวง อนงึ่ พระราชาพระองคใ์ ด ทรงเบียดเบยี น ชาวนคิ มผปู้ ระกอบการซอ้ื ขาย กระทำ� การถวายโอชะและพลกี รรม พระราชาพระองคน์ น้ั ยอ่ ม คลาดจากส่วนพระราชทรัพย์ พระราชาพระองค์ใด ทรงเบียดเบียนนายพรานผู้รู้เขตแห่งการประหาร อย่างดี และเบียดเบียนทหารผู้กระท�ำความชอบในสงคราม เบียดเบียนอ�ำมาตย์ผู้รุ่งเรือง พระราชา พระองคน์ น้ั ยอ่ มคลาดจากพลนกิ าย อนง่ึ กษตั รยิ ผ์ ไู้ มป่ ระพฤตธิ รรม เบยี ดเบยี นบรรพชติ ผแู้ สวงหาคณุ ผูส้ ำ� รวมประพฤตพิ รหมจรรย์ กษัตริยพ์ ระองค์นน้ั ยอ่ มคลาดจากสวรรค์ อนึ่ง พระราชาผู้ไม่ด�ำรงอยู่ใน ธรรม ฆ่าพระชายาผู้ไม่ประทุษร้าย ย่อมได้ประสบเหตุแห่งทุกข์ อย่างหนัก และย่อมผิดพลาดด้วย พระราชบุตรทั้งหลาย พระราชาพึงประพฤติธรรมในชาวชนบท ชาวนิคม พลนิกาย ไม่พึงเบียดเบียน บรรพชติ พงึ ประพฤตสิ มำ�่ เสมอในพระโอรสและพระชายา พระราชาผเู้ ปน็ ภมู บิ ดเี ชน่ นน้ั เปน็ ผปู้ กครอง บ้านเมือง ไม่ทรงพิโรธ ย่อมทรงท�ำให้ผู้อยู่ใกล้เคียงหวั่นไหว เหมือนพระอินทร์ผู้เป็นเจ้าแห่งอสูร ฉะนนั้ .๒๐ ๒๐ พระสตุ ตันตปฎิ ก, ขุททกนกิ าย, ชาดก, เล่มท่ี ๒๐, หนา้ ท่ี ๑๓.

การปกครองระบอบเผดจ็ การ 97 หลักปฏิบตั ขิ องกษัตรยิ ห์ รือผูป้ กครองทปี่ รากฏในราโชวาทชาดก ในราโชวาทชาดกได้กล่าวถงึ ปฏิปทาของผู้นำ� ในเชิงเปรยี บเทียบ คลา้ ยกับข้อความในปฏปิ ทา ในมหาโพธชิ าดกว่า ...ถ้าเม่ือโคทั้งหลาย ว่ายข้ามแม่น้�ำไป โคหัวหน้าฝูงว่ายคด เม่ือโคผู้น�ำฝูงว่ายคดอย่างน้ี โคท้ังหมดกย็ ่อมว่ายคดไปตามกนั . ในมนุษย์ทั้งหลายก็เหมือนกัน ผู้ใด ได้รับสมมติแต่งต้ังให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้น้ัน ประพฤติไม่เป็น ธรรม ประชาชนนอกนกี้ ป็ ระพฤตไิ มเ่ ปน็ ธรรมโดยแท้ ถา้ พระราชาผเู้ ปน็ ใหญไ่ มต่ งั้ อยใู่ นธรรม รฐั กย็ อ่ ม อย่ไู ม่เปน็ สุขทัว่ กัน. ถ้าเมื่อโคท้ังหลาย ว่ายข้ามแม่น้�ำไป โคหัวหน้าฝูงว่ายข้ามตรง เมื่อมีโคผู้น�ำฝูงว่ายข้ามตรง อยา่ งนัน้ โคท้ังหมดกย็ อ่ มว่ายข้ามตรงไปตามกนั . ในหมู่มนุษย์ท้ังหลายก็เหมือนกัน ผู้ใด ได้รับสมมติแต่งต้ังให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้น้ันประพฤติเป็น ธรรม ประชาชนนอกน้ีก็ย่อมประพฤติเป็นธรรมไปตามโดยแท้ ถ้าพระราชา ผู้เป็นใหญ่ตั้งอยู่ในธรรม รัฐกย็ ่อมอยเู่ ปน็ สุขทั่วกัน...๒๑ หลักปฏิบัติของกษัตริยห์ รือผ้ปู กครองท่มี เี น้อื ความปรากฏในมหาสุทสั สนสตู ร พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงปฏปิ ทาของพระเจา้ จกั รพรรดพิ ระนามวา่ มหาสทุ สั สนะ ผทู้ รงปกครอง เมืองกสุ าวดี คอื เมืองกสุ ินารา ซึง่ เปน็ สถานที่พระองคจ์ ะทรงดบั ขันธปรนิ พิ พาน แมท้ ่านพระอานนท์ จะทูลคัดคา้ นวา่ เปน็ เมืองเล็ก แต่พระองค์ทรงเล่าประวตั ิศาสตรค์ วามมนั่ คัง่ สมบรู ณ์ของเมืองกุสนิ ารา และรตั นะ ๗ ประการทเ่ี กดิ ขน้ึ แกพ่ ระเจา้ มหาสทุ สั สนะ ดว้ ยปฏปิ ทา คอื บญุ บารมที พี่ ระองคท์ รงบำ� เพญ็ ไวแ้ ลว้ จงึ เกิดผลเปน็ รตั นะ ๗ ประการ คอื ช้างแก้ว มา้ แก้ว แก้วมณี นางแก้ว ขุนคลงั แกว้ ขนุ พลแก้ว และบุญลักษณะของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ๔ ประการ คือ ความเป็นผู้มีรูปงาม มีอายุยืน มีโรคน้อย เปน็ ทรี่ ักของประชาชน เพราะพระองคท์ รงปฏิบตั ิกุศลกรรม ประกอบดว้ ย ๑. ทาน การให้ ๒. ทมะ การฝึกจติ ๓. สญั ญมะ การส�ำรวมจติ ๔. การบำ� เพญ็ ฌาน ๔ ๕. พรหมวิหาร ๔ ๒๑ พระสตุ ตันตปิฎก, ขทุ ทกนิกาย, ชาดก, เลม่ ที่ ๑๙, หน้าท่ี ๑๔๙.

98 รฐั ศาสตรต์ ามแนวพทุ ธศาสตร์ เม่ือพระเจ้ามหาสุทัสสนะจักรพรรด์ิทรงครองประเทศราชน้อยใหญ่ ท่ีมีในทิศท้ัง ๔ อันมี มหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขตไดแ้ ล้ว พระองค์ทรงตรสั ส่งั สอนพระราชาทงั้ หลาย ตลอดจนพสกนิกรให้ ดำ� รงมั่นอยใู่ นศลี ๕ ด้วยพระด�ำรัสว่า “พวกทา่ นไมพ่ งึ ฆา่ สตั ว์ ไม่พึงถอื เอาของท่เี จ้าของไมไ่ ด้ให้ ไม่พงึ ประพฤตผิ ิดในกาม ไมพ่ ึงกล่าวเท็จ ไมพ่ ึงด่ืมน้ำ� เมา”๒๒ ในพระสตู รนแี้ สดงใหเ้ หน็ ถงึ ปฏปิ ทาของกษตั รยิ ผ์ เู้ ปน็ พระเจา้ จกั รพรรดิ ประกอบดว้ ยคณุ ธรรม มีธรรมเป็นเคร่ืองน�ำทางในการบริหารปกครองมหาอาณาจกั รและประชากรทัง้ มวล ใหอ้ ยใู่ นพระราช อำ� นาจของพระองค์โดยธรรม หลักปฏบิ ัติของกษัตรยิ ์หรือผูป้ กครองท่ปี รากฏในเตสกุณชาดก ในเตสกณุ ชาดกไดก้ ลา่ วถึงปฏิปทาทีพ่ ระราชาควรประพฤตวิ ่า ... ขา้ แต่บรมกษตั รยิ ์ ธรรมดาพระราชาควรทรงหา้ มมุสาวาท ความโกรธและความร่าเรงิ กอ่ น ทีเดียว แตน่ ัน้ พงึ รบั สงั่ ให้กระทำ� กิจทัง้ หลาย ค�ำท่ขี ้าพระพทุ ธเจา้ กล่าวมานั้นนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าว ว่า เป็นวัตรของพระราชา. ข้าแต่พระบิดา เม่ือก่อนพระองค์ทรงรักใคร่และเกลียดชังแล้ว พึงทรงท�ำกรรมใดกรรมน้ันท่ี พระองคท์ ำ� แลว้ พงึ ยงั พระองคใ์ หเ้ ดอื ดรอ้ นโดยไมต่ อ้ งสงสยั แตน่ น้ั พระองคไ์ มค่ วรทรงกระทำ� กรรมนนั้ อีก. ขา้ แต่พระองคผ์ ทู้ รงบำ� รงุ รัฐ เม่ือกษัตรยิ ์ประมาทแล้ว โภคสมบตั ิทุกอยา่ งในแว่นแควน้ ย่อมพนิ าศ ข้อน้ันนักปราชญก์ ล่าวว่าเปน็ ความทกุ ขข์ องพระราชา... ...ข้าแต่พระมหาราชา พระองค์จงทรงเป็นผู้มีพระทัยดีต่อคนทั้งปวง จงทรงพิทักษ์รักษาคน ทง้ั ปวง จงทรงบรรเทาเสยี ซงึ่ คนไมม่ รี าศรี จงเปน็ ผมู้ คี นทม่ี รี าศรเี ปน็ ทพี่ งึ่ เถดิ . ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ ปน็ ใหญ่ แห่งชนชาวกาสี บุรุษผู้มีราศรีสมบูรณ์ด้วยความเพียร มีอัธยาศัยใหญ่ ย่อมตัดโคน และยอดของศัตรู ทงั้ หลายได.้ ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ ปน็ ใหญข่ องประชาชน จรงิ อยู่ ถงึ ทา้ วสกั กะกไ็ มท่ รงประมาทในความหมนั่ เพยี ร ทา้ วเธอทรงทำ� ความเพยี รในกลั ยาณธรรม ทำ� พระทยั ในความหมนั่ เพยี ร. คนธรรพ์ พรหม เทวดา เป็นผู้เป็นอยู่ อาศัยพระราชาเช่นนน้ั เม่อื พระราชาทรงอตุ สาหะ ไม่ทรงประมาท เทวดาทัง้ หลายยอ่ ม คุ้มครองปอ้ งกนั . ข้าแต่พระบดิ าพระองค์จงทรงเป็นผู้ไมป่ ระมาท ไม่ทรงพระพโิ รธแลว้ รบั ส่ังให้ทำ� กจิ ทง้ั หลาย จงทรงพยายามในกจิ ทงั้ หลาย เพราะคนเกยี จครา้ น ยอ่ มไมพ่ บความสขุ . ขอ้ ความทข่ี า้ พระองค์ กล่าวแก้แลว้ ในปัญหาของพระองค์น้นั ข้อนเ้ี ปน็ อนุศาสนี สามารถยังผู้เปน็ มิตรให้ถงึ ความสุข และยัง คนผ้นู ัน้ เป็นศตั รใู หถ้ ึงความทกุ ข์ได.้ .. ๒๒ พระสุตตันตปฎิ ก, ทฆี นิกาย, มหาวรรค, เลม่ ท่ี ๒, หน้าที่ ๑๖๐ - ๑๘๒.