Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารอ่านเพิ่มเต็มวิชาจิตวิทยาทั่วไป

เอกสารอ่านเพิ่มเต็มวิชาจิตวิทยาทั่วไป

Published by chawanon, 2020-11-10 18:51:09

Description: เอกสารอ่านเพิ่มเต็มวิชาจิตวิทยาทั่วไป

Search

Read the Text Version

101 การเสริมแรงด้านกจิ กรรมทเี่ ด็กชอบ ครูอาจจะพบไดว้ า่ เด็กในโรงเรียนน้นั ส่วนใหญ่ ทีเดียวมกั จะทากิจกรรมท่ีตนเองชอบซ้าๆ ซากๆ เช่น การเล่นกีฬา การเขา้ ร่วมกิจกรรมนอกเวลา การใชเ้ วลาส่วนใหญ่ในการวาดรูปและเล่นดนตรี เป็ นตน้ ถา้ ครูพบวา่ เขามีกิจกรรมที่เขาชอบ กระทาเป็นประจาในโรงเรียนแลว้ ครูสามารถที่จะใชก้ ิจกรรมน้นั มาวางเงื่อนไขในการเพ่มิ พฤติกรรมที่เด็กทานอ้ ยท่ีสุดไดเ้ ช่น ถา้ ครูรู้วา่ เด็กชอบวาดรูปมาก ครูก็อาจจะวางเง่ือนไขเด็กวา่ “ถา้ เธอทางานส่งครูไดค้ รบ ครูจะใหเ้ วลาวา่ งเธอ 10 นาที ไปวาดรูป” เป็นตน้ ซ่ึงถา้ เด็กชอบวาด รูปจริงๆ การวางเงื่อนไขเช่นน้ีมีแนวโนม้ ที่จะประสบความสาเร็จ แตก่ ็อยา่ งท่ีกล่าวไวแ้ ลว้ ตอนตน้ วา่ การวางเง่ือนไขจะสาเร็จหรือไม่น้นั ยอ่ มตอ้ งข้ึนอยกู่ บั ลกั ษณะของเง่ือนไขที่ครูวางไวก้ บั เดก็ ตอ้ งเป็ นเงื่อนไขที่สอดคลอ้ งกบั ความจริง และวางเง่ือนไขแบบคอ่ ยเป็นค่อยไป จึงจะสาเร็จได้ การให้ข้อมูลย้อนกลบั การใหข้ อ้ มูลยอ้ นกลบั จดั ไดว้ า่ เป็ นวธิ ีการท่ีง่ายแต่ได้ ผล เม่ือครูพบวา่ เดก็ ไดท้ าพฤติกรรมใดดีข้ึนแลว้ แมเ้ พยี งเล็กนอ้ ยกต็ าม ใหค้ รูรีบบอกทนั ที เดก็ จะ เกิดความรู้สึกภมู ิใจในส่ิงท่ีตนทา แลว้ จะทาใหเ้ ดก็ พยายามทาพฤติกรรมดงั กล่าวใหด้ ีข้ึนเร่ือยๆ และถา้ จะใหไ้ ดผ้ ลดียง่ิ ข้ึน ครูอาจจะทาในรูปกราฟแสดงใหเ้ ห็นถึงความกา้ วหนา้ ของตนเอง พร้อม ท้งั ติดไวห้ นา้ ช้นั เรียนจะเป็ นสิ่งท่ีคอยเตือนใจใหเ้ ดก็ ประพฤติดีข้ึนเรื่อยๆ การใหข้ อ้ มูลยอ้ นกลบั อาจทาไดด้ งั น้ี “ วนั น้ีเธอส่งงานครูตอ้ งเวลา” “ สอบคราวน้ีเธอไดค้ ะแนน 50 คะแนน สูงกวา่ เมื่อสอบคราวที่แลว้ ถึง 5 คะแนน “ การใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั โดยคาพดู เช่นน้ีจะทาใหเ้ ด็กเกิดความตระหนกั ในสิ่งที่เดก็ กระทา และจะทาใหเ้ ด็กกระทาพฤติกรรมเช่นน้นั เพิม่ มากยงิ่ ข้ึน การใช้เบีย้ อรรถกร การใชเ้ บ้ียอรรถกรจดั ไดว้ า่ เป็นวธิ ีการท่ีมีประสิทธิภาพท่ี สุดของการใชก้ ารเสริมแรงทางบวก เบ้ียอรรถกรน้นั อาจจะเป็น แตม้ ดาว เบ้ีย หรือคะแนน สิ่ง เหล่าน้ีสามารถนามาแลกเป็นตวั เสริมแรงอ่ืนๆ ได้ เช่น อาจจะแลกเป็นเวลาวา่ ง แลกเป็ นขนม แลกเป็นคาชมเชยหรือแลกเป็ นส่ิงของอ่ืนๆ โดยท่ีครูตอ้ งจดั ทาตารางการแลกส่ิงต่างๆ เอาไว้ ซ่ึง วธิ ีการหาสิ่งตา่ งๆ มาแลกกบั เบ้ียอรรถกรน้นั ครูอาจทาไดโ้ ดยการสารวจความตอ้ งการของเดก็ เสียก่อน จากน้นั จึงคอ่ ยจดั ลาดบั ความตอ้ งการ โดยท่ีส่ิงที่เดก็ ตอ้ งการมากเดก็ จะตอ้ งใชเ้ บ้ียจานวน มากมาแลก แต่เกณฑใ์ นการกาหนดอตั ราแลกน้นั ควรจะกาหนดใหเ้ ด็กไดม้ ีโอกาสแลกไดโ้ ดยไม่ ยากนกั ไม่เช่นน้นั เดก็ จะขาดแรงจูงใจที่จะทาพฤติกรรมเป้ าหมายน้นั และการใชเ้ บ้ียอรรถกรจะ ไดผ้ ลดียงิ่ ข้ึนถา้ ครูจะแสดงถึงจานวนของเบ้ีย ดาว แตม้ หรือคะแนน ที่เด็กไดร้ ับ โดยการทา

102 ตารางรายช่ือแลว้ ติดเอาไวห้ นา้ ช้นั เรียน เด็กจะไดร้ ู้เห็นความกา้ วหนา้ ของตน้ เองดงั เช่นตวั อยา่ งใน รูปท่ี 8 -1 วนั ที่ ชื่อ - สกลุ 1 2 3 4 5 รวม ด.ช สุรชยั ใจดี * * * * * * * * * * * * * * * * * * * 21 ด.ช กฤษฎา ทองคา ด.ญ เสาวลกั ษณ์ ขจรศิริ ** ** ** *** * 8 ** *** *** **** *** 15 รูปที่ 8-1 แสดงถึงจานวนดาวที่เดก็ ไดใ้ นแต่ละวนั เน่ืองจากทางานเสร็จทนั เวลาในแตล่ ะชวั่ โมง ถา้ ครูตอ้ งการจะใหว้ ธิ ีการใชเ้ บ้ียอรรถกรใหไ้ ดผ้ ลดียงิ่ ข้ึน ก็อาจจะทาไดโ้ ดยการเอาขอ้ มลู ที่ไดน้ ้นั ไปเขียนกราฟใหเ้ ดก็ เห็นถึงความกา้ วหนา้ ของตนเองไดอ้ ยา่ งชดั เจนยง่ิ ข้ึนดงั รูปท่ี 14.2 ขอ้ มูลพ้นื ฐาน การใชเ้ บ้ียอรรถกร 40 จำนวนเดก็ ทส่ี ง่ งำน 35 ตรงเวลำในแ ตล่ ะ 30 วัน 25 20 15 10 5 0 0 5 10 15 20 25 30 35 40 45 50 55 รูปที่ 8-2 แสดงถึงผลของการใชเ้ บ้ียอรรถกร จากรูปที่ 8-2 เด็กจะไดเ้ ห็นความกา้ วหนา้ ของตนเองไดอ้ ยา่ งชดั เจน อนั จะทาใหเ้ ด็กเกิด ความภูมิใจในสิ่งที่ตนเองทามากยง่ิ ข้ึน การทาเช่นน้ีอาจจะช่วยใหค้ รูสามารถลดความสาคญั ของ เบ้ียอรรถกรลงได้ อีกท้งั จะเป็นการง่ายอยา่ งมากถา้ จะถอดการใชเ้ บ้ียอรรถกรแลว้ ยงั คงทาใหเ้ ดก็ คง พฤติกรรมที่เหมาะสมอยตู่ อ่ ไป

103 การใชก้ ารลงโทษ ความเขา้ ใจเก่ียวกบั แนวความคิดของการลงโทษของครูส่วนใหญย่ งั คงมีความคลาดเคล่ือน อยบู่ า้ ง เน่ืองจากครูเป็นจานวนมากคิดวา่ การลงโทษเป็นเพยี งแต่ดุด่า ตี ตาหนิ การใหท้ างาน บางอยา่ งมากข้ึน หรือแมแ้ ต่การตดั สิทธิพเิ ศษ เป็นตน้ ซ่ึงถา้ ดูอยา่ งผวิ เผนิ แลว้ ก็อาจจะกล่าวได้ วา่ วธิ ีการดงั กล่าวน้นั คือการลงโทษ แตค่ วามจริงแลว้ การลงโทษใช่เป็นเพียงแต่การให้สิ่งท่ีเด็กไม่ พึงพอใจ (ดุ ด่า ตี ตาหนิ ) หรือถอดถอนส่ิงที่เด็กพงึ พอใจ ( การตดั สิทธิพเิ ศษเช่น การไมใ่ หอ้ อกไป เล่นนอกห้องเรียน การไม่ใหด้ ูรายการโทรทศั นท์ ี่ชอบเป็นตน้ ) เท่าน้นั แต่ทวา่ ยงั ตอ้ งมีอีกหน่ึง เงื่อนไข คือเม่ือใหส้ ่ิงที่เด็กไมพ่ ึงพอใจหรือถอดถอนส่ิงที่เดก็ พงึ พอใจแลว้ พฤติกรรมท่ีถูกการ ลงโทษน้นั จะตอ้ งยตุ ิลง ถา้ เม่ือใดกต็ ามที่ครูใชว้ ธิ ีดงั กล่าวแลว้ พฤติกรรมน้นั ยงั คงเกิดข้ึน สม่าเสมอ วธิ ีการดงั กล่าวน้นั ไมเ่ รียกวา่ วธิ ีการลงโทษ แต่เรียกวา่ วธิ ีการเสริมแรงเช่น การที่เด็ก พดู จาก่อกวนอารมณ์ครูในช้นั เรียนแลว้ ครูหนั ไปดุดว้ ยเสียงอนั ดงั แตท่ วา่ เด็กคนน้นั ยงั คงพดู จา ก่อกวนอารมณ์ครูอยู่ การดุของครูในกรณีน้ีเรียกวา่ การเสริมแรงแมร้ ูปแบบจะดูวา่ เป็ นการลงโทษ ก็ตาม เพราะเม่ือใหก้ ารดุไปแลว้ พฤติกรรมการพดู จาก่อกวนของเดก็ ไมล่ ดลง ดงั น้นั ในกรณีเช่นน้ี การดุจะกลายเป็นการลงโทษต่อเมื่อพฤติกรรมการพดู จาก่อกวนอารมณ์ครูของเด็กคนน้ีจะตอ้ งยตุ ิ ลง การลงโทษดูเมื่อวา่ เป็ นวธิ ีการที่ครูส่วนใหญ่นิยมใชก้ นั มาก ในการแกไ้ ขพฤติกรรมท่ีเป็น ปัญหาของนกั เรียน แตใ่ นทางจิตวทิ ยาน้นั การลงโทษไม่ใช่วธิ ีการแกไ้ ขพฤติกรรมที่เป็นปัญหา แตเ่ ป็นวธิ ีการท่ีใชเ้ พ่ือระงบั พฤติกรรมท่ีเป็ นปัญหาเท่าน้นั เอง การที่ครูมีโอกาสระงบั พฤติกรรมท่ี เป็นปัญหาของเดก็ ไดน้ ้นั ยอ่ มเป็นโอกาสอนั ดีของครูที่จะไดห้ าทางเสริมสร้างพฤติกรรมที่พงึ ประสงคใ์ หก้ บั เดก็ โดยการใชก้ ารเสริมแรงทางบวก ดงั ท่ีไดก้ ล่าวมาแลว้ ในตอนตน้ ประโยชนข์ องการใชก้ ารลงโทษอาจกล่าวไดว้ า่ มีไม่มากนกั ท่ีเห็นเด่นชดั คือ การทาให้ พฤติกรรมที่เป็ นปัญหายตุ ิลงชว่ั คราว เพ่ือท่ีวา่ จะไดเ้ ปิ ดโอกาสใหค้ รูไดเ้ สริมสร้างพฤติกรรมใหม่ ใหก้ บั เดก็ ในขณะเดียวกนั การลงโทษจดั ไดว้ า่ เป็ นวธิ ีการท่ีก่อใหเ้ กิดปัญหาใหแ้ ก่ตวั เด็กไดม้ าก ทีเดียว เช่น ทาใหเ้ ด็กเกิดปัญหาคบั ขอ้ งใจทางอารมณ์ มีความกา้ วร้าวมากข้ึน มีความวติ กกงั วล สูง และมีความตอ้ งการท่ีจะหลีกหนีจากสภาพการณ์ท่ีถูกลงโทษน้นั ซ่ึงแน่ละยอ่ มไมเ่ ป็นผลดีตอ่ การเรียนของเดก็ เลย นอกจากน้ีการลดโทษถา้ จะใหไ้ ดผ้ ลจะทาไดย้ ากมาก ดงั น้นั ก่อนที่ครูจะใช้ การลงโทษ ครูจะตอ้ งพจิ ารณาใหด้ ีและถา้ จะใหด้ ีครูควรรู้ก่อนวา่ ตอ้ งการจะใหเ้ ด็กมีพฤติกรรม เช่นใด พร้อมท้งั เตรียมตวั เสริมแรงพฤติกรรมดงั กล่าวดว้ ย ซ่ึงถา้ ครูยงั ไม่มีเป้ าหมายและวธิ ีการท่ี แน่นอนครูไม่ควรจะใชก้ ารลงโทษเลย เพราะนอกจากจะไมใ่ หป้ ระโยชน์ใดๆ แลว้ ยงั จะสร้าง ปัญหาในระยะยาวไดอ้ ีกดว้ ย

104 อยา่ งไรก็ตามแมว้ า่ การลงโทษจะทาไดย้ าก และก่อใหเ้ กิดปัญหาแก่ตวั เด็กก็ตาม การ ลงโทษนบั ไดว้ า่ เป็ นวธิ ีการท่ีจะตอ้ งใชเ้ ช่นกนั อยา่ งนอ้ ยที่สุดกเ็ พ่ือท่ีจะหยดุ พฤติกรรมที่เป็นปัญหา ของเดก็ เพอ่ื ใหค้ รูไดม้ ีเวลาในการเสริมสร้างพฤติกรรมใหม่ ดงั น้นั วธิ ีการลงโทษที่ครูน่าจะใชแ้ ละ ทาไดง้ ่ายอีกท้งั ก่อใหเ้ กิดปัญหานอ้ ยท่ีสุด อาจกล่าวไดว้ า่ มีอยดู่ ว้ ยกนั 3 วธิ ีคือ 1. การแกไ้ ขเกินกวา่ เหตุ การแกไ้ ขเกินกวา่ เหตุจดั ไดว้ า่ เป็นวธิ ีการลงโทษที่ทาไดง้ ่าย นน่ั คือเมื่อใดก็ตามเม่ือเด็กทาบางสิ่งบางอยา่ งผดิ ก็ใหเ้ ด็กแกไ้ ขสิ่งท่ีผดิ เกิดกวา่ ส่ิงท่ีเด็กทา จะทา ใหเ้ ดก็ ไม่ทาสิ่งที่ผดิ น้นั ในเวลาต่อมาเช่น การที่เด็กทิ้งของลงกบั พ้นื แทนท่ีครูจะบอกใหเ้ ดก็ เก็บสิ่ง ที่เดก็ ทิ้งลงกบั พ้นื ไปทิ้งท่ีถงั ขยะแต่เพยี งอยา่ งเดียว ครูจะตอ้ งใหเ้ ด็กทาความสะอาดพ้ืนที่เหล่าน้นั อีกดว้ ย เช่น เดก็ จะตอ้ งกวาดพ้ืนและถูพ้นื อีกดว้ ย การทาเช่นน้ีเทา่ กบั วา่ ครูไดท้ าการแกไ้ ขส่ิงท่ี เดก็ ทาเกินกวา่ ท่ีเด็กทาจริง ซ่ึงจะทาใหเ้ ดก็ เกิดความระมดั ระวงั มากข้ึนก่อนที่จะทาส่ิงท่ีผดิ อีก 2. การใชเ้ วลานอก นบั วา่ เป็นวธิ ีการลงโทษวธิ ีท่ีสองท่ีน่าจะนามาใชใ้ นช้นั เรียน วธิ ี การน้ีทาไดโ้ ดยการนาเดก็ ออกจากสภาพท่ีเด็กพงึ พอใจเช่น การท่ีเดก็ เล่นในช้นั เรียน แกลง้ เพ่ือน ตลอดเวลา ครูอาจจะลงโทษโดยการใหเ้ ด็กคนน้ีออกไปอยนู่ อกช้นั เรียน ซ่ึงการที่นาเด็กคนน้ี ออกไปอยนู่ อกช้นั เรียนน้นั จะตอ้ งใชเ้ วลาไม่เกิน 10 นาที และสภาพการณ์นอกช้นั เรียนจะตอ้ งไม่ เป็นสภาพท่ีเด็กพึงพอใจ ไม่เช่นน้นั การใชเ้ วลานอกจะไมไ่ ดผ้ ลเลย แต่ถา้ ในกรณีที่ครูไม่สามารถ จะเอาเดก็ ออกนอกหอ้ งเรียนได้ ก็อาจจะเอาเด็กทุกคนออกจากหอ้ งเรียนแลว้ ใหเ้ ดก็ ท่ีชอบก่อกวน น้นั อยใู่ นห้อง การทาเช่นน้ีเทา่ กบั วา่ เป็นการที่เอาสภาพที่เดก็ พอใจออกจากตวั เด็กนนั่ เอง ขอ้ ท่ีควร จะตอ้ งระวงั ในการใชเ้ วลานอกคือ ครูจะตอ้ งแน่ใจไดว้ า่ สภาพหอ้ งน้นั เป็นสภาพที่เด็กพงึ พอใจ จริงๆ แตถ่ า้ สภาพหอ้ งเป็นส่ิงที่เด็กไม่พึงพอใจ เช่น ขณะที่ครูใหง้ านทาแลว้ ครูเกิดใชเ้ วลานอก กบั เด็ก ก็เทา่ กบั วา่ เป็นการเสริมแรงตอ่ พฤติกรรมท่ีไมพ่ งึ ประสงคข์ องเดก็ นนั่ เอง นอกจากน้ีการ ใชเ้ วลานอกจะใชไ้ มไ่ ดผ้ ลเลย ถา้ เดก็ เป็นคนที่ชอบอยคู่ นเดียว การใชเ้ วลานอกไม่ควรใชเ้ วลานาน กวา่ 5-10 นาที เพราะถา้ ใชเ้ วลานานเกินกวา่ น้ีจะทาใหเ้ กิดปัญหาตรงที่เดก็ ไมส่ ามารถเรียนทนั เพื่อนได้ 3. วธิ ีการลงโทษวิธีสุดทา้ ยที่จะเสนอคือ วธิ ีการปรับสินไหม เป็นวธิ ีการที่ถอดถอนสิ่ง ท่ีเด็กพงึ พอใจอนั อาจไดแ้ ก่ การตดั คะแนน การไมใ่ ห้เด็กทากิจกรรมบางอยา่ งที่เคยทา การตดั สิทธิพิเศษหรือแมก้ ระทงั่ การปรับเงินเป็นตน้ วธิ ีการปรับสินไหมน้นั เป็ นวธิ ีการที่ใชก้ นั มาก พอสมควรในสังคม ดงั จะเห็นไดจ้ ากการท่ีตารวจปรับเงินผทู้ าผดิ กฎจราจร เป็นตน้ การปรับสินไหมทาไดง้ ่าย แต่จะตอ้ งบอกเกณฑใ์ นการปรับสินไหมใหก้ บั เด็กไดร้ ู้ ล่วงหนา้ เสียก่อน มิฉะน้นั เด็กจะไม่พงึ พอใจ แลว้ จะก่อใหเ้ กิดปัญหาไดเ้ ช่น ถา้ ใครไม่ส่งงานตรง เวลา อาจจะถูกตดั สิทธิในการเล่นฟุตบอล หรือถูกตดั คะแนนเป็ นตน้ แต่จะตอ้ งระวงั ไวว้ า่ ส่ิงที่

105 เดก็ จะถูกปรับน้นั จะตอ้ งเป็ นสิ่งที่เด็กเคยไดร้ ับอีกท้งั ชอบดว้ ย เพราะถา้ ส่ิงท่ีเดก็ ถูกปรับน้นั เด็กไม่ ชอบ การปรับสินไหมก็จะไม่ไดผ้ ล อีกท้งั การปรับสินไหมน้นั ตอ้ งไมป่ รับจนกระทงั่ เดก็ ไมม่ ี อะไรใหป้ รับ เพราะถึงจุดน้ีแลว้ เดก็ กจ็ ะเกิดความคบั ขอ้ งใจทนั ทีและอาจจะแสดงออกในลกั ษณะที่ กา้ วร้าวได้ เน่ืองจากการลงโทษน้นั ทาไดย้ าก ดงั น้นั ในการลงโทษจึงควรจะตอ้ งทาอยา่ ง ระมดั ระวงั ซ่ึงวธิ ีการลงโทษท่ีมีประสิทธิภาพควรจะดาเนินการดงั ต่อไปน้ี 1. การลงโทษจะตอ้ งทาทนั ทีท่ีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงคเ์ กิดข้ึน 2. การลงโทษจะตอ้ งทาใหร้ ุนแรง ในที่น้ีความรุนแรงหมายถึงส่ิงท่ีรุนแรงตาม การรับรู้ของผไู้ ดร้ ับการลงโทษเช่น การท่ีเด็กเคยถูกตีเป็ นประจา การท่ีจะลงโทษโดยการตีเด็กไม่ จดั วา่ เป็ นสิ่งท่ีรุนแรง แต่การถอดถอนความสนใจอาจเป็นส่ิงท่ีรุนแรงสาหรับเดก็ คนน้ีได้ หรือใน กรณีที่เด็กไมเ่ คยถูกดุเลย พอถูกดุคร้ังแรก การดุอาจจะกล่าวไดว้ า่ เป็นสิ่งที่รุนแรงสาหรับเด็กคนน้ี 3. การลงโทษน้นั ก่อนที่จะดาเนินการจะตอ้ งบอกใหเ้ ดก็ รู้วา่ เขาทาพฤติ กรรมใดเขาถึงถูกลงโทษ ซ่ึงการบอกถึงพฤติกรรมท่ีเดก็ กระทาผดิ จะทาใหเ้ ดก็ เกิดการเรียนรู้ เช่ือมโยงระหวา่ งพฤติกรรมท่ีไมเ่ หมาะสมกบั การลงโทษได้ เช่น บอกเดก็ วา่ “เธอต่อยเพอื่ น ดงั น้นั ครูจะตอ้ งตีเธอ” เดก็ กจ็ ะตอ้ งรู้วา่ ถา้ ต่อยเพอื่ นอีกครูจะตี ต่อไปพอเดก็ จะต่อยเพือ่ นกจ็ ะไม่ กลา้ เพราะกลวั วา่ ครูจะตี 4. การลงโทษน้นั ครูจะตอ้ งทาสม่าเสมอ นน่ั คือทุกคร้ังท่ีเดก็ ทาผดิ จะตอ้ งลง โทษทุกคร้ังไป อยา่ ไดม้ ีการยกเวน้ อยา่ งเด็ดขาดเพราะถา้ มีการยกเวน้ จะทาใหพ้ ฤติกรรมท่ีเป็น ปัญหาของเดก็ เกิดคงทนข้ึนและจะทาการแกไ้ ขไดย้ ากในอนาคต 5. การลงโทษน้นั จะตอ้ งไม่ทาการลงโทษโดยค่อยๆ เพม่ิ ความรุนแรง แต่จะ ตอ้ งใหร้ ุนแรงเลยทนั ที เหตุท่ีไม่ควรลงโทษแบบค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงน้นั เพราะจะทาใหเ้ ดก็ เกิดการปรับตวั ได้ การลงโทษก็จะไมม่ ีผลเช่น บอกเด็กวา่ ถา้ ทาพฤติกรรมท่ีไมเ่ หมาะสมต่อไปน้ี จะตี 1 ที เดก็ จะคาดไดว้ า่ จะตอ้ งถูกตี 1 ที แน่ๆ กจ็ ะไม่เกิดความกลวั เพราะเตรียมตวั เตรียมใจไวแ้ ลว้ การลงโทษกจ็ ะไม่มีประสิทธิภาพ 6. อยา่ ไดล้ งโทษเด็กดว้ ยอารมณ์โดยเด็ดขาด เพราะถา้ ลงโทษเด็กดว้ ย อารมณ์แลว้ เดก็ จะมีอารมณ์ตอบสนอง จะทาใหเ้ ดก็ มีทศั นคติที่ไมด่ ีตอ่ ครูผลู้ งโทษ 7. ช่วงเวลาของการลงโทษไม่ควรจะนานเกินไป ควรจะลงโทษส้นั ๆ แต่รุน แรงจะใหผ้ ลดีกวา่ พบวา่ การตาหนิเด็กท้งั วนั ใหผ้ ลสู้การตาหนิเด็กเพยี ง 1 นาทีไมไ่ ด้ ถา้ รู้จกั วธิ ีการ ตาหนิท่ีถูกตอ้ ง 8. ถา้ ครูใชก้ ารลงโทษโดยการตาหนิ อยา่ ไดต้ าหนิดว้ ยเสียงอนั ดงั

106 การใชก้ ารหยดุ ย้งั ในกรณีท่ีพฤติกรรมที่เด็กกระทาอยนู่ ้นั เป็นพฤติกรรมท่ีเด็กเคยไดร้ ับการเสริมแรงมาก่อน วธิ ีการที่จะยตุ ิพฤติกรรมน้นั นอกจากจะใชว้ ธิ ีการลงโทษแลว้ อาจจะใชว้ ธิ ีการหยุดย้งั ได้ ซ่ึงวธิ ีการ หยดุ ย้งั คือการที่ยตุ ิการใหก้ ารเสริมแรงตอ่ พฤติกรรมที่เคยไดร้ ับการเสริมแรงน้นั จากการยตุ ิการให้ การเสริมแรงต่อพฤติกรรมน้นั อาจเป็นผลทาใหค้ วามถี่ของการแสดงพฤติกรรมน้นั ลดลงและยตุ ิลง ในที่สุด อยา่ งในกรณีท่ีเด็กคนหน่ึงพดู จาก่อกวนครูในช้นั เรียน ดงั น้นั ถา้ ครูบอกใหเ้ ด็กๆ ทุดคนใน ช้นั ไม่สนใจแลว้ ตวั ครูเองก็ทาทีเป็นไมส่ นใจ พฤติกรรมการพดู จาก่อกวนของเดก็ คนน้ีน่าจะยตุ ิใน เวลาต่อมา ถา้ พจิ ารณาถึงวธิ ีการใชก้ ารหยดุ ย้งั ดูเหมือนวา่ จะเป็ นวธิ ีง่ายๆ แตค่ วามจริงแลว้ ใชไ้ ดย้ าก กวา่ การลงโทษมากนกั แตผ่ ลขา้ งเคียงในทางลบจะเกิดนอ้ ยกวา่ การลงโทษถา้ ใชไ้ ดถ้ ูกตอ้ ง ซ่ึงขอ้ ควรระวงั ในการใชก้ ารหยดุ ย้งั มีดงั น้ี 1. การใชก้ ารหยดุ ย้งั จะไดผ้ ลน้นั จาเป็นอยา่ งยงิ่ ที่จะตอ้ งรู้แหล่งของตวั เสริมแรงต่อ พฤติกรรมที่เป็ นปัญหาไดห้ มด พร้อมท้งั จะตอ้ งสามารถควบคุมไดอ้ ีกดว้ ย ถา้ ไมร่ ู้แหล่งของตวั เสริมแรงหรือไมส่ ามารถควบคุมแหล่งของตวั เสริมแรงไดแ้ ลว้ การหยดุ ย้งั กจ็ ะไม่ไดผ้ ล 2. การใชก้ ารหยดุ ย้งั ในระยะแรก พฤติกรรมท่ีเป็ นปัญหาที่ใชก้ ารหยดุ ย้งั น้นั จะเพิ่ม ข้ึนอยา่ งสูงในทนั ทีทนั ใดแลว้ จากน้นั จึงจะค่อยๆ ลดลง ดงั น้นั เมื่อใชก้ ารหยดุ ย้งั แลว้ จะตอ้ งอดทน อยา่ งมากไม่เช่นน้นั จะก่อใหเ้ กิดการเรียนรู้ใหม่เกิดข้ึน เช่น การที่เดก็ พดู จาก่อกวนครู ครูทาเป็น ไมส่ นใจเด็กอาจจะเพิ่มการพดู จาก่อกวนมากข้ึนจนอาจจะพดู จาก่อกวนท้งั ชว่ั โมง ซ่ึงถา้ เหตุการณ์ เกิดข้ึนเช่นน้ีถา้ ครูทนไม่ได้ ไปใหค้ วามสนใจต่อตวั เด็กอีก เช่น การไปดุด่าอยา่ งรุนแรง กจ็ ะทาให้ เด็กเกิดการเรียนรู้วา่ ถา้ ตอ้ งการความสนใจจากครู กท็ าพฤติกรรมให้รุนแรงข้ึนแลว้ จะไดเ้ อง ดงั น้นั ถา้ เหตุการณ์เช่นน้ีเกิดข้ึนจะตอ้ งใจเยน็ ๆ เอาไวแ้ ละพฤติกรรมน้นั จะลดลงเอง และเน่ืองจาก การใชก้ ารหยดุ ย้งั จะก่อให้เกิดความรุนแรงของพฤติกรรมในช่วงแรก การหยดุ ย้งั จึงไม่ควรใชก้ บั พฤติกรรมที่มีลกั ษณะรุนแรง อนั อาจจะก่อใหเ้ กิดอนั ตรายต่อตวั เด็กเองหรือต่อผอู้ ื่น 3. อนั สืบเนื่องมาจาก 2. การใชก้ ารหยดุ ย้งั เม่ือไดใ้ ชแ้ ลว้ จะหยดุ ไม่ไดจ้ ะตอ้ งใชใ้ ห้ ตลอดแลว้ ทุกอยา่ งจะดีข้ึน แตถ่ า้ หยดุ ใชก้ ลางคนั จะก่อให้เกิดผลเสียมากกวา่ ผลดี 4. ในขณะท่ีดาเนินการใชก้ ารหยดุ ย้งั อยู่ ควรจะไดม้ ีการใหก้ ารเสริมแรงต่อพฤติกรรม ท่ีพึงประสงคด์ ว้ ย เด็กจะไดส้ ามารถเรียนรู้การแยกแยะวา่ พฤติกรรมใดควรกระทาแลว้ จะไดร้ ับการ เสริมแรงและพฤติกรรมใดไมค่ วรทาเพราะจะไมไ่ ดอ้ ะไรเลย

107 การควบคุมตนเอง การควบคุมตนเองดูเหมือนวา่ จะเป็นเป้ าหมายสูงสุดของการปรับพฤติกรรม นน่ั คือการท่ี ทาใหค้ นเราสามารถทนต่อสิ่งที่มาเยา้ ยวนใจของตนเองไดแ้ ละมีเป้ าหมายที่จะตอ้ งการบรรลุได้ อยา่ งแน่นอน ในกรณีของเด็กครูท้งั หลายคงอยากจะเห็นเด็กพยายามควบคุมตนเองโดยไม่วอกแวก ไปทางอื่นขณะที่ครูสอน ไม่ขโมยของเมื่อเห็นของวางไวแ้ ลว้ ไมม่ ีคนอยู่ ทนที่จะทาการบา้ นโดย ไมย่ อมดูรายการโทรทศั น์ถา้ ยงั ทาการบา้ นไมเ่ สร็จเป็นตน้ การควบคุมตนเองน้นั ทาไดไ้ มง่ ่ายนกั และมิใช่วา่ อยดู่ ีๆ ทุกคนจะมี แตว่ า่ ตอ้ งอยทู่ ่ีการ ฝึกฝนซ่ึงอยา่ งนอ้ ยที่สุดครูสามารถจะฝึกฝนใหเ้ ด็กไดร้ ู้ตวั อยตู่ ลอดเวลาในขณะท่ีอยใู่ นโรงเรียน และอยใู่ นหอ้ งเรียน ซ่ึงวธิ ีการที่จะทาใหเ้ ด็กไดต้ ระหนกั อยตู่ ลอดเวลาวา่ ตนเองกาลงั ทาอะไรอยอู่ นั จะนาไปสู่การควบคุมตนเองของเดก็ น้นั อาจทาไดด้ งั น้ี 1. ครูควรท่ีจะตอ้ งใหเ้ ด็กต้งั เป้ าหมายในการเรียนดว้ ยตนเอง ซ่ึงครูอาจจะตอ้ งเร่ิมจาก คาถามใหเ้ ด็กไดค้ ิด เช่น ถามวา่ ตอนน้ีมีปัญหาอะไร เป็ นผลเน่ืองมาจากอะไร จะแกไ้ ขทาได้ อยา่ งไรและตลอดจนผลที่ไดค้ วรจะเป็ นเช่นใด ใหเ้ ด็กไดค้ ิดดู ซ่ึงถา้ ครูสามารถช้ีใหเ้ ห็นถึง ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งพฤติกรรมกบั ผลกรรมไดแ้ ลว้ อยา่ งเด่นชดั ปัญหาในการใหเ้ ดก็ สร้าง พฤติกรรมเป้ าหมายคงจะไมเ่ ป็นปัญหา 2. เมื่อเด็กสามารถสร้างพฤติกรรมเป้ าหมายดว้ ยตนเองไดแ้ ลว้ โดยท่ีมีครูเป็นผคู้ อยช้ี แนะ จากน้นั จะตอ้ งใหเ้ ดก็ หดั สงั เกตและบนั ทึกพฤติกรรมตนเอง ซ่ึงครูอาจทาไดเ้ ช่น การท่ีเดก็ ต้งั เป้ าหมายไวว้ า่ จะฟังที่ครูพดู จะมองครูในขณะท่ีครูสอน ครูก็อาจจะใหเ้ ด็กบนั ทึกพฤติกรรม ดงั กล่าว 3. ใหเ้ ด็กประเมินตนเองโดยให้เด็กเขียนกราฟพฤติกรรมของตนเองทุกวนั เด็กก็ จะไดเ้ ห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเองแลว้ ครูอาจจะใชว้ ธิ ีการถามปัญหาเพ่ือใหเ้ ดก็ ได้ คิดเช่นถามวา่ “ พฤติกรรมการต้งั ใจของเธอเป็นอยา่ งไรบา้ งจากกราฟท่ีเธอเขียน” เด็กจะตอบได้ ทนั ทีวา่ ดีข้ึนครับ หรือแหมแยล่ งครับ ครูก็จะตอ้ งคอยเสริมแรง เช่นบอกวา่ “ดีแลว้ ” หรือบอกวา่ “พยายามอีกนะ” เป็นตน้ เด็กกจ็ ะไดต้ ระหนกั ถึงผลที่ออกมาจะพยายามทาใหด้ ีข้ึน 4. เม่ือเดก็ สามารถประเมินตนเองไดแ้ ลว้ ในข้นั ตอ่ ไปครูอาจจะใหเ้ ด็กสามารถท่ีจะให้ การเสริมแรงตนเองหรือลงโทษตนเองไดเ้ ช่น ครูอาจเร่ิมจากการถามเดก็ วา่ “ เธอมีพฤติกรรมการ ต้งั ใจเรียนสูงมากข้ึนที่เดียว เธอจะทาอะไรใหแ้ ก่ตวั เธอบา้ ง” เดก็ อาจจะตอบวา่ “ ผมอยากเอาเวลา วา่ งวาดรูปครับ “ แลว้ เขาก็คงจะไปวาดรูปตามท่ีเขาตอ้ งการนนั่ เป็นการเสริมแรงดว้ ยตนเอง แต่เมื่อ ทาไม่ไดต้ ามเป้ าหมายเดก็ ก็อาจจะตอ้ งหดั ลงโทษตวั เองเช่น “ ผมไม่ไดต้ ้งั ใจเรียนวนั น้ี ผมจะไม่ดู โทรทศั น์ 2 วนั “

108 การฝึกใหเ้ ด็กรู้จกั ควบคุมตนเองให้ไดน้ ้นั จะเป็ นการช่วยแกป้ ัญหาการท่ีเด็กจะทา พฤติกรรมท่ีเหมาะสมกบั ครูเพยี งคนเดียว แทนที่จะทากบั ครูทุกคนเทา่ กบั วา่ เป็นการแกป้ ัญหาหนา้ ไหวห้ ลงั หลอกไดเ้ ป็ นอยา่ งดี หลกั ในการวางเงื่อนไขและการสร้างโปรแกรมการปรับพฤติกรรม การดาเนินการปรับพฤติกรรมจะไดผ้ ลดีน้นั น่าจะข้ึนอยกู่ บั การวางเง่ือนไขและการสร้าง โปรแกรมที่เหมาะสม ซ่ึงข้นั ตอนในการวางเงื่อนไขและการสร้างโปรแกรมท่ีเหมาะสมทาได้ ดงั ตอ่ ไปน้ี 1. ครูจะตอ้ งกาหนดพฤติกรรมเป้ าหมายใหช้ ดั เจนโดยวธิ ีการกาหนดเป้ าหมายน้นั ให้ เดก็ มีส่วนรู้ดว้ ยเช่น กาหนดวา่ เด็กทุกคนจะตอ้ งเขา้ ช้นั เรียนตรงเวลา ยนื ตรงเคารพธงชาติ ทางาน ส่งครู ไม่คุยกบั เพอื่ นขณะครูสอนเป็นตน้ 2. ภายหลงั ที่กาหนดเป้ าหมายชดั เจนแลว้ ใหค้ รูสงั เกตและบนั ทึกพฤติกรรมของเด็ก เสียก่อนเพอ่ื จะทาเป็นขอ้ มลู พ้ืนฐานการวางเง่ือนไขการปรับพฤติกรรมต่อไป ซ่ึงการบนั ทึกน้นั อาจ บนั ทึกจานวนคร้ังที่เดก็ ทาพฤติกรรมหรือความยาวนานของเวลาท่ีเด็กทาพฤติกรรมก็ได้ เช่น บนั ทึกจานวนคร้ังท่ีเดก็ ส่งงาน จานวนคร้ังท่ีเด็กเขา้ ช้นั ตรงเวลา บนั ทึกความยาวนานของเวลาท่ี เดก็ นงั่ ทาการบา้ น เป็นตน้ 3. เม่ือไดข้ อ้ มูลพ้นื ฐานเก่ียวกบั พฤติกรรมที่เป็ นปัญหาของเดก็ แลว้ หรือเกี่ยวกบั พฤติ กรรมท่ีเหมาะสมของเดก็ แลว้ ครูก็อาจสร้างเง่ือนไขกบั เด็กไดโ้ ดยท่ีการสร้างเงื่อนไขครูจะตอ้ งไม่ รีบร้อนใหบ้ รรลุเป้ าหมายโดยเร็วไว แต่จะตอ้ งพฒั นาค่อยเป็นค่อยไป เพราะต้งั เป้ าหมายแบบรีบ ร้อนเด็กจะทาไม่ไดท้ ่อแทแ้ ละไม่ยอมปรับตนเองเช่น การท่ีเด็กไมเ่ คยทาการบา้ นเสร็จทนั เวลา มกั จะทาเสร็จ 30 เปอร์เซ็นต์ ถา้ ครูต้งั เกณฑว์ า่ เดก็ จะตอ้ งทาการบา้ นเสร็จอยา่ งนอ้ ย 80 เปอร์เซ็นต์ กจ็ ะเป็นเป้ าหมายท่ีไมใ่ กลเ้ คียงกบั ความจริง เนื่องจากเดก็ เคยทาไดเ้ พยี ง 30 เปอร์เซ็นตเ์ ท่าน้นั ดงั น้นั การต้งั เป้ าหมายที่เหมาะสมจึงควรต้งั แบบค่อยเป็นค่อยไปแลว้ คอ่ ยๆ ขยบั ไปถึงเป้ าหมายที่ ตอ้ งการเช่น การที่เดก็ สามารถทาได้ 30 เปอร์เซ็นต์ ก็อาจต้งั ใหเ้ ด็กทาได้ 50 เปอร์เซ็นต์ จากน้นั จึง คอ่ ยเพ่ิมเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ และ 100 เปอร์เซ็นตใ์ นที่สุด และเม่ือพบวา่ เด็กทาไดเ้ สร็จทนั เวลาแลว้ ครูกอ็ าจเปลี่ยนเง่ือนไขเป็นวา่ เดก็ ตอ้ งทาใหถ้ ูกเพม่ิ ข้ึนจากท่ีเคยทาถูกมา ท้งั น้ีก็ข้ึนกบั เงื่อนไขการ ทาถูกของเด็กในช่วงตน้ การทาเช่นน้ีทาใหเ้ ราพฒั นาเดก็ ไดท้ ้งั ปริมาณและคุณภาพ 4. ในการกาหนดเงื่อนไข ครูจะตอ้ งใหเ้ ด็กมีส่วนร่วม โดยท่ีไม่บงั คบั เดก็ แต่จะตอ้ งชกั

109 จูงเดก็ ใหร้ ับเง่ือนไขน้นั ดว้ ยความเตม็ ใจและถา้ เป็นไปได้ ครูอาจจะแสดงพฤติกรรมท่ีเป็นปัญหา ของเดก็ ในรูปกราฟ เพอ่ื ตกลงเง่ือนไขกบั เด็กและจากน้นั คอ่ ยเขียนเง่ือนไขไวห้ นา้ ช้นั เรียน เพอื่ เป็ นการเตือนเด็กตลอดเวลา 5. ครูจะตอ้ งกาหนดตวั เสริมแรง ลงโทษ ตลอดจนวธิ ีการเสริมแรงและลงโทษใหเ้ ดก็ รู้ 6. เป็นข้นั ปฏิบตั ิการ โดยท่ีครูตอ้ งสงั เกตพฤติกรรมนกั เรียนวา่ เด็กทาตามเงื่อนไขที่ ตกลงหรือไม่ จากน้นั จึงใหก้ ารเสริมแรงและการลงโทษตามที่ตกลงกนั ไว้ 7. ในขณะท่ีดาเนินการปรับพฤติกรรมอยนู่ ้นั ครูควรจะใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั กบั เด็ก ตลอดเวลา ซ่ึงอาจทาไดโ้ ดยเขียนกราฟใหเ้ ดก็ ดูทุกวนั และแผน่ กราฟควรติดไวห้ นา้ ช้นั เพอื่ จะให้ เดก็ ไดร้ ู้วา่ ตนไดพ้ ฒั นาถึงข้นั ใดแลว้ 8. เมื่อเด็กทาพฤติกรรมพึงประสงคบ์ ่อยคร้ังแลว้ ครูควรหาทางค่อยยดื การใหก้ าร เสริมแรงออกไป เช่น จากการท่ีใหก้ ารเสริมทุกชวั่ โมง ยดื เป็นใหท้ ุกวนั จากทุกวนั ยนื เป็นทุก อาทิตย์ จากทุกอาทิตยย์ ดื เป็ นทุกเดือน เป็ นตน้ การทาเช่นน้ีทาใหไ้ ดห้ ลุดพน้ จากการเสริมแรง ทา ใหเ้ ดก็ มีพฤติกรรมคงทนมากข้ึน 9. ในการประเมินผล ใหค้ รูทาโดยการเปรียบเทียบความถ่ีหรือความยาวนานของ พฤติกรรมในช่วงที่เราไมไ่ ดด้ าเนินโปรแกรม กบั ความถ่ีหรือความยาวนานของพฤติกรรมในช่วงที่ ดาเนินโปรแกรมแลว้ ถา้ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีข้ึนแสดงวา่ ไดผ้ ล

110 บทที่ 9 อตั มโนทศั น์และบุคลกิ ภาพ การรู้จกั ตนเองจึงเป็นศกั ยภาพอนั ชาญฉลาดอยา่ งหน่ึงของมนุษย์ ในการท่ีจะเขา้ ถึงภาวะที่ เป็นจริงภายในตนเอง อนั จะนาไปสู่จุดเร่ิมตน้ แห่งการพฒั นามนุษยท์ ี่ยง่ั ยนื เพราะฉะน้นั จะเห็นได้ วา่ การรู้จกั ตนเองมีความสาคญั ต่อมนุษยเ์ ป็นอยา่ งยงิ่ เพราะการพฒั นาตนเองไดด้ ีและถูกจุดจะตอ้ ง รู้จกั ตนเองเสียก่อนคือรู้วา่ จุดเด่นจุดดอ้ ยของตนเองอยตู่ รงไหนแลว้ จึงจะพฒั นาตนเองไดถ้ ูกจุด ดงั น้นั จึงขออธิบายการรู้จกั ตนเองตามลาดบั หวั ขอ้ ต่อไปน้ี ความหมายของ ตน หรือ อตั ตา (Self) ตวั ตน ( The Self ) เป็นศนู ยก์ ลางของบุคลิกภาพ ที่เป็นส่วนของการรับรู้ และค่านิยม เก่ียวกบั ตวั เรา ตวั ตนพฒั นามาจากการท่ีบุคคลมีปฏิสัมพนั ธ์กบั สภาพแวดลอ้ ม เป็นประสบการณ์ เฉพาะตน ในการพฒั นาตวั ตนของบุคคลน้นั บุคคลจะพบวา่ มีบางส่วนที่คลา้ ยและบางส่วนที่ แตกตา่ งไปจากผอู้ ื่น ตวั ตนเป็ นส่วนที่ทาใหพ้ ฤติกรรมของบุคคลมีความคงเส้นคงวา (Consistency) และประสบการณ์ใดท่ีช่วยยนื ยนั อตั มโนทศั น์ (Self-concept) ท่ีบุคคลมีอยู่ บุคคลจะรับรู้และ ผสมผสานประสบการณ์น้นั เขา้ มาสู่ตนเองไดอ้ ยา่ งไม่มีความคบั ขอ้ งใจ แตป่ ระสบการณ์ท่ีทาให้ บุคคลรู้สึกวา่ อตั มโนทศั นท์ ่ีมีอยเู่ บี่ยงเบนไปจะทาใหบ้ ุคคลเกิดความคบั ขอ้ งใจที่จะยอมรับ ประสบการณ์น้นั อตั มโนทศั นเ์ ป็นส่ิงที่มีการเปล่ียนแปลงตลอดเวลา เพราะบุคคลจะตอ้ งอยใู่ นโลก แห่งความเปลี่ยนแปลงโดยมีตวั เอง (Self) เป็นศูนยก์ ลางในการแสดงพฤติกรรมตา่ งๆ ดงั น้นั การรู้จกั หรือทาความเขา้ ใจพฤติกรรมของตนเองและบุคคลอ่ืนไดด้ ีที่สุด คือ การเขา้ ใจโลก ทศั น์ หรือสนามแห่งประสบการณ์ ของบุคคลผนู้ ้นั และในสนามแห่งประสบการณ์น้นั ส่วนหน่ึง ของประสบการณ์ท้งั หมดที่บุคคลรับรู้จะกลายมาเป็น “ตน” โรเจอร์ส (Rogers, 1970) คาวา่ “ตน” (ตวั ตน) หรือ “อตั ตา” (อตั ต) ตรงกบั คาภาษาองั กฤษ คือคาวา่ “Self” จุดกาเนิดของตน มนุษยท์ ุกคนตา่ งมีความสนใจใคร่จะรู้จกั ตนเอง ซ่ึงเป็นลกั ษณะธรรมชาติของพฒั นาการ ตามปกติและเป็นกระบวนการสืบเนื่องจนตลอดชีวิต อนั เน่ืองจากมนุษยม์ ีแนวโนม้ ที่จะตระหนกั รู้จกั ตนและตอ้ งการที่จะพฒั นาตนเองไปใหถ้ ึงซ่ึงความเป็ นมนุษยท์ ่ีสมบูรณ์ โดยทากิจกรรมตา่ งๆ ในชีวติ ไดเ้ ตม็ ศกั ยภาพท่ีตนไดร้ ับมาแต่กาเนิด เช่น เด็กเกิดมาแมย้ งั มีประสบการณ์จากดั แตเ่ ด็กทุก คนอยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง อยากเป็นช่วยตนเอง อยากโตเป็นผใู้ หญ่ท้งั กายใจ อยากเป็น อิสรเสรี อยากเป็นคนดี เป็นตน้ แนวโนม้ ดงั กล่าวเหล่าน้ีมิไดส้ ูญหายไปเม่ือพน้ วยั เดก็ แตค่ วาม

111 ลึกซ้ึงของการแสดงออกของความปรารถนาดงั กล่าวน้ีจะเปลี่ยนรูปแบบและแตกตา่ งกนั ไปตามวยั การคน้ หาตวั เอง มีไดใ้ นแง่มุมต่างๆ เช่น ความสนใจ รสนิยม ความถนดั ความสามารถท่ีแทจ้ ริง ความชอบและไมช่ อบ (ศรีเรือน แกว้ กงั วาล, 2545) แรกเกิดทารกยงั ไมส่ ามารถแยกแยะตวั ตนของเขาออกจากส่ิงแวดลอ้ มไดซ้ ่ึง โรเจอร์ส (Rogers, 1970 : 136 - 137) กล่าวไวว้ า่ แต่ทารกก็เร่ิมมีปฏิกิริยาต่อบุคคลและส่ิงแวดลอ้ ม ตนซ่ึงไดร้ ับจาก ประสบการณ์ในวยั ทารกจะเกิดข้ึน แมใ้ นขณะที่ยงั ไม่สามารถใชภ้ าษาพดู ทารกเร่ิมรู้สึกวา่ ส่ิงใด เป็นของฉนั ในระยะแรกกระบวนการแยกตวั เองเป็นไปไดช้ า้ ตอ่ มาความเป็นตวั ตนของเขาจะเห็น ไดช้ ดั เจนข้ึนเม่ือมีพฒั นาการทางภาษา ความรู้สึกอยากรู้จกั ตนเองน้ีจึงเร่ิมมีมาต้งั แต่วยั ทารกตอน ปลาย ในระยะน้ีทารกเริ่มแบ่งแยกส่ิงท่ีตนชอบหรือไม่ชอบและค่านิยมตามประสบการณ์ท่ีไดร้ ับ ประสบการณ์ที่ดีจะส่งเสริมตนและใหค้ า่ นิยมในทางบวก ประสบการณ์ที่ไมด่ ีจะใหค้ ่านิยมในทาง เป็นบุคคลสาคญั ท่ีมีอิทธิพลตอ่ การพฒั นาอตั มโนทศั นข์ องเด็ก และเมื่อเด็กเติบโตข้ึนก็มีปฏิกิริยา กบั บุคคลอ่ืนๆ ประสบการณ์และการประเมินผลทางสังคมท่ีไดร้ ับเป็ นปรากฏการณ์ที่รับรู้เฉพาะตน ดงั น้นั ช่วงอายตุ ้งั แตแ่ รกเกิดถึงวยั แรกรุ่น (0-14 ปี ) จึงถือวา่ เป็นวยั แห่งการสร้างตวั ตน ครอบครัวจึง มีความสาคญั อยา่ งยงิ่ ในการปพู ้ืนฐานตวั ตนและอตั มโนทศั น์ของบุคคลต้งั แต่เดก็ ตามวยั ตามวฒุ ิ ภาวะ และจากประสบการณ์แห่งตนต่อไปจนตลอดชีวิต ดว้ ยเหตุน้ีตวั ตนไม่ไดเ้ กิดข้ึนจาก ประสบการณ์ของตวั เราเองเท่าน้นั หากแตถ่ ูกกาหนดข้ึนโดยบุคคลอื่นดว้ ย เช่น พอ่ แม่ สมาชิกใน ครอบครัว ครู เพือ่ น และบุคคลที่อยแู่ วดลอ้ ม เป็นตน้ ตนจึงถูกกาหนดโดยผา่ นคาพดู และการ กระทาของคนอื่น ทาใหเ้ ด็กรู้วา่ เขาเป็นคนดี คนไมด่ ี คนฉลาดคนโง่ น่ารักหรือไม่น่ารัก เขาเป็นใคร และถูกคาดหวงั ใหเ้ ป็นคนอยา่ งไร (ประสิทธ์ิ ทองอุ่น และคณะ, 2542 : 36) จากปฏิกิริยาตา่ งๆ เหล่าน้นั การรู้จักตนเอง ความหมายและความสาคญั ของการรู้จักตนเอง หลายคนมกั คิดวา่ ตนเองรู้จกั ชีวติ ของตนเองดีอยแู่ ลว้ รู้วา่ เป็นคนสวย ร่ารวย เรียนเก่ง นิสัย ดี ฐานะดี นี่คือส่ิงที่คนทว่ั ไปคิดวา่ เป็นความเขา้ ใจชีวิตของตน แทจ้ ริงแลว้ เป็นเพยี งความเขา้ ใจแค่ เพียงดา้ นเดียวหรืออาจเรียกไดว้ า่ เปลือกนอกของชีวิต การรู้จกั ชีวติ ท่ีแทจ้ ริงคือการรู้จกั ตวั เองท่ี สอดคลอ้ งกบั ความจริงแห่งชีวติ อยา่ งท่ีเรียกวา่ รู้จกั ดา้ นบวกและดา้ นลบของตวั เอง เพ่อื ที่จะดาเนิน ชีวติ อยา่ งไม่ประมาทไมห่ ลงมวั เมาไปกบั ความสุขทางโลก ตอ้ งยอมรับความจริงวา่ เราตอ้ งเสียชีวติ ไม่วนั ใดกว็ นั หน่ึง ในการดาเนินชีวติ น้นั ตอ้ งมีสมหวงั ผดิ หวงั ทุกขบ์ า้ ง สุขบา้ ง จึงตอ้ งใช้ สติสัมปชญั ญะควบคุมตวั เอง ไม่หลงมวั เมาไปตามกิเลสซ่ึงความสุขท่ีไดร้ ับน้นั เป็นเพยี งชวั่ คร้ัง

112 ชว่ั คราวไม่ใช่ความสุขท่ีแทจ้ ริง (ศิริวรรณ เกษมศานตก์ ิดาการและคณะ, 2551) ดงั น้นั การรู้จกั ตนเอง เป็นอีกเรื่องหน่ึงที่สาคญั ต่อการพฒั นาความเป็ นคนใหม้ ีสุขภาพจิตดีและมี วฒุ ิภาวะทาง อารมณ์ ความเป็นตวั เราน้นั เร่ิมต้งั แต่ระยะแรกของชีวติ ในวยั ทารกเราจะเรียนรู้ คน้ หาสิ่งต่างๆ รอบตวั เรา จนรู้วา่ อะไรคือตวั เรา และอะไรท่ีไม่ใช่ตวั เรา เม่ือโตข้ึนเราจะเรียนรู้และรู้จกั ตนเองจาก คนท่ีอยรู่ อบๆ ตวั คนที่เรามีความสมั พนั ธ์ดว้ ย เช่น พอ่ แม่ พี่ นอ้ ง ญาติ เพ่อื น ครู เราเรียนรู้จาก ปฏิกิริยาและค่านิยมของคนอื่น เรียนรู้วา่ ความพยายามบางคร้ังก็ประสบผลสาเร็จ บางคร้ังกล็ ม้ เหลว เราเรียนรู้วธิ ีการสร้างอานาจ การทาใหค้ นเช่ือฟัง ทาใหค้ นชอบ ยอมรับ และรัก ต่อเม่ือเรามีอายมุ าก ข้ึนการเรียนรู้จากคนอ่ืนและสิ่งแวดลอ้ มจะมีอิทธิพลต่อเราลดนอ้ ยลง แตจ่ ะมีความเขม้ แขง็ เกิดข้ึน ในตนเองซ่ึงนาไปสู่การลดลงของการเปล่ียนแปลงตนเองและเผชิญกบั ส่ิงตา่ งๆ บางคนกลายเป็น คนที่ชานาญและเก่งในการซ่อนคุณลกั ษณะท่ีไม่ปรารถนาจากตนเองและผอู้ ่ืน จนกระทงั่ กลายเป็น คนแปลกหนา้ สาหรับตนเองและกลวั ท่ีจะรู้จกั ตนเอง เพราะวา่ คนเราเมื่ออยกู่ บั ตนเอง กม็ กั จะคลอ้ ย ตามความคิดเห็น ซ่ึงเขา้ ขา้ งตวั เองเสีย 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่กลา้ เผชิญกบั \"ตวั ตนที่แทจ้ ริง\" ซ่ึงอาจจะ ร้ายกาจมากกวา่ ท่ีคาดคิด คนเราจึงไม่รู้จกั ตนเองอยา่ งแทจ้ ริง เมื่อไม่รู้จกั ตนเองอยา่ งแทจ้ ริง ก็ไม่ สามารถท่ีจะรู้ไดว้ า่ สิ่งใด เป็นส่ิงท่ีบกพร่องตอ้ งปรับปรุง เปลี่ยนแปลง พฒั นาใหด้ ียงิ่ ข้ึน เมื่อไม่รู้ ชีวติ ก็ยา่ อยกู่ บั ท่ีและมีแต่จะตกตา่ ลงไปเรื่อยๆ เราจะสามารถรู้จกั ตนเองได้ ถา้ เราเปิ ดโอกาสใหต้ วั เรา เรียนรู้ตวั เองผา่ น การทางานร่วมกบั ผอู้ ่ืน โดยใชง้ านเป็ นผลแสดงถึง คุณภาพของจิตใจเรา และ ใชค้ าวจิ ารณ์ คาแนะนาจาก เพอ่ื นร่วมงาน เป็นกระจกสะทอ้ นความเป็นตวั เรา เพื่อเปลี่ยนแปลงและ พฒั นาตนเองใหด้ ีข้ึน การรู้จกั ตนเอง คือ การมองเห็นขอ้ บกพร่องของตนเองอยา่ งแทจ้ ริง เพ่ือที่เรา จะสามารถเปล่ียนแปลงตนเองได้ แตก่ ารมองตนเองน้นั เป็ นสิ่งที่ทาไดย้ ากเพราะเรามกั จะสร้างและ ใหค้ วามสาคญั กบั \"ภาพแห่งตน\" ซ่ึงเป็น \"ภาพลวงตา\" ทาใหเ้ ราไมไ่ ดพ้ บกบั ความผดิ พลาดของเรา ซ่ึงมีอยมู่ ากมาย เม่ือเราใหพ้ ลงั งานสาหรับ \"ภาพแห่งตน\" ท่ีเราสร้างข้ึนมาเอง เราจะมีความสมั พนั ธ์ กบั ผอู้ ื่นในลกั ษณะท่ีไมเ่ ปิ ดเผย ตรงไปตรงมา เราอาจจะหูหนวกต่อการวจิ ารณ์ ซ่ึงเราไม่เห็นดว้ ย หรือปฏิเสธความจริงท่ีเราเป็ นอยบู่ างอยา่ ง การที่เราไมย่ อมรับการวจิ ารณ์อยา่ งซ่ือตรง แสดงวา่ เรา ไม่ไดใ้ หค้ วามสาคญั กบั ผซู้ ่ึงมีความรักในเราอยา่ งแทจ้ ริง ดงั น้นั \"เราจะห่างเหินจากกระแสแห่งการ เรียนรู้ภายใน\" เราจะรู้จกั ตนเองไดอ้ ยา่ งไร เราสามารถเริ่มตน้ ดว้ ยการมองอยา่ งชดั เจนวา่ \"เราเป็ นใคร\" ใชเ้ วลา พิจารณาวา่ เรามองตวั เราอยา่ งไร \"ตวั จริง\" ของเราเอง และ \"ภาพแห่งตน\" ที่เราสร้างข้ึนมาน้นั เก่ียวพนั กนั อยา่ งไร ดูอยา่ งต่อเนื่อง ดูความเกี่ยวขอ้ งของมนั กบั ผอู้ ่ืน ที่ทางานร่วมกบั เรา กบั ครอบครัวของเรากบั มิตรสหายของเรา สังเกตดูวา่ เราเป็นอยา่ งไรบา้ งในสายตาผอู้ ื่น แมก้ ารติดตามดู

113 ภาพแห่งตนน้นั จะไมใ่ ช่เร่ืองง่ายเลย แตเ่ ราจะเริ่มรู้จกั ตนเองมองชีวิตอยา่ งซ่ือตรง เรียนรู้ท่ีจะเขา้ ใจ และยอมรับขอ้ ดีและขอ้ บกพร่องของตนเองดว้ ย (มนุษยจ์ า้ วปัญหาหรือมนุษยส์ ู้ปัญหา, 2553) เม่ือเรารู้จกั ตนเองอยา่ งแทจ้ ริง เราก็จะเร่ิมตน้ ยอมรับผอู้ ่ืน เราสามารถเปิ ดหวั ใจใหก้ วา้ ง และรับทุกๆคนเขา้ มาในชีวติ ของเรา งานของเราจะถูกจดั ทิศทางดว้ ยความชดั เจน ดว้ ยความรู้สึกวา่ \"เราคือใคร\" และ \"เราตอ้ งการอะไร\" ผลของการงานและการพฒั นาความหมายใหแ้ ก่ชีวติ กจ็ ะนา พาสู่ความมน่ั คงใหเ้ กิดข้ึน นาไปสู่ความเขา้ ใจชีวติ เขา้ ใจโลกมากข้ึน ตลอดจนนาไปสู่ความสุขใน ทุกๆอยา่ งที่เราทา จากท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ จึงสรุปความหมายของการรู้จกั ตนเองไดว้ า่ การรู้จกั ตนเอง คือ การรับรู้ตนเอง ท้งั ดา้ นความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของตนตามความเป็นจริง รู้จุดเด่นจุดดอ้ ยของตนและ สามารถส่งเสริมจุดเด่นแกไ้ ขจุดดอ้ ยได้ พร้อมท้งั สามารถวางเป้ าหมายในชีวติ และพฒั นาตนไปสู่ เป้ าหมายน้นั ไดด้ ว้ ยสติและปัญญาอยา่ งเหมาะสม ภาพของตน หรือ อตั มโนทศั น์ (Self-Concept) ตวั ตน ( The Self ) เป็นศูนยก์ ลางของบุคลิกภาพ ท่ีเป็นส่วนของการรับรู้ และค่านิยม เกี่ยวกบั ตวั เรา ตวั ตนพฒั นามาจากกการท่ีอินทรียม์ ีปฏิสัมพนั ธ์กบั สภาพแวดลอ้ ม เป็นประสบการณ์ เฉพาะตน ในการพฒั นาตวั ตนของบุคคลน้นั บุคคลจะพบวา่ มีบางส่วนที่คลา้ ยและบางส่วนที่ แตกต่างไปจากผอู้ ื่น ตวั ตน เป็นส่วนท่ีทาใหพ้ ฤติกรรมของบุคคลมีความคงเส้นคงวา (Consistency) และประสบการณ์ใดที่ช่วยยนื ยนั วา่ อตั มโนทศั น์(Self-concept) ที่บุคคลมีอยู่ บุคคลจะรับรู้และ ผสมผสานประสบการณ์น้นั เขา้ มาสู่ตนเองไดอ้ ยา่ งไม่มีความคบั ขอ้ งใจ แต่ประสบการณ์ท่ีทาให้ บุคคลรู้สึกวา่ อตั มโนทศั น์ท่ีมีอยเู่ บ่ียงเบนไปจะทาใหบ้ ุคคลเกิดความคบั ขอ้ งใจท่ีจะยอมรับ ประสบการณ์น้นั อตั มโนทศั น์เป็นผลรวมท้งั หมดของลกั ษณะประจาตวั ความสามารถ คา่ นิยม เจต คติ ท่ีบุคคลเช่ือวา่ เป็นส่ิงอธิบายตวั เขาวา่ เป็ นอยา่ งไร หรือหมายถึง แนวคิดเก่ียวกบั ตนเองวา่ เป็น ใคร เป็นอะไร ซ่ึงเปรียบเสมือนมองเงา ในกระจกท่ีสะทอ้ นใหบ้ ุคคลไดเ้ ห็นตนเอง รู้จกั ตนเอง หรือ อาจกล่าวไดว้ า่ อตั มโนทศั น์ คือเน้ือหาความรู้เก่ียวกบั ตนเองท่ีบุคคลรับรู้ และมีความเกี่ยวขอ้ งอยา่ ง ใกลช้ ิดกบั การนบั ถือตนเอง แตไ่ ม่ไดเ้ ป็ นสิ่งเดียวกนั หากบุคคลมีอตั มโนทศั น์ในทางบวกกจ็ ะทาให้ เพ่ิมการนบั ถือตนเองภาคภมู ิใจในตนเองมากข้ึน การใชช้ ีวติ ประจาวนั มีผลต่ออตั มโนทศั น์และ ในทางกลบั กนั การที่บุคคลมีอตั มโนทศั น์อยา่ งไรกม็ ีผลต่อการทางาน มีผลตอ่ การดาเนินชีวติ ประจา วนั ของบุคคลดว้ ยเช่นกนั อตั มโนทศั น์เป็นส่ิงที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะบุคคลจะตอ้ งอยู่ ในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงโดยมีตวั เอง (Self) เป็นศูนยก์ ลางในการแสดงพฤติกรรมตา่ งๆ โร เจอร์ส (Rogers, 1970)

114 อตั มโนทศั น์เป็นผลมาจากปัจจยั สาคญั 4 ประการ ไดแ้ ก่ 1) การมีปฏิสัมพนั ธ์กบั ผอู้ ื่น 2) การเปรียบเทียบตนเองกบั ผอู้ ่ืน 3) การรับขอ้ มลู ยอ้ นกลบั มาจากผอู้ ื่น 4) การสังเกตความรู้สึก ความคิด และพฤติกรรมของตนเอง (เรียม ศรีทอง,2542) ดงั น้นั การที่จะเขา้ ใจพฤติกรรมของคนไดด้ ี จะตอ้ งพยายามศึกษาสภาพความคิดภายในของ บุคคลใหม้ ากท่ีสุดเทา่ ที่จะมากได้ เพราะพฤติกรรมของคนเราเป็ นผลสืบเน่ืองมาจากความคิดและ เจตคติของเขาต่อตวั เขาเอง (Roger 1951:497) พฤติกรรมทุกอยา่ งท่ีคนแสดงออกมาเป็ นผลจากอตั มโนทศั น์ ซ่ึง อตั มโนทศั น์น้ีมีอิทธิพลต่อเจตคติ ความคิด ความรู้สึก ความเขา้ ใจในส่ิงตา่ งๆ ตลอดจนการปรับตวั ของคน นอกจากน้ีอตั มโนทศั น์ ยงั มีความสาคญั ในการท่ีจะช่วยใหเ้ ราเขา้ ใจ พฤติกรรม และการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของคนอื่นดว้ ย ดงั ท่ี พรรณี ชูทยั เจนจิต (2538:593) ได้ กล่าวไวว้ า่ “…อตั มโนทศั น์เป็ นตวั กาหนดพฤติกรรม ใครจะแสดงพฤติกรรมเช่นใดน้นั ข้ึนอยกู่ บั วา่ เขามีความรู้สึกนึกคิดเก่ียวกบั ตนเองลกั ษณะใดบวกหรือลบ…” (บุคคลจะแสดงพฤติกรรมไปตามที่ คิดวา่ ตนเป็น) บุคคลท่ีมีอตั มโนทศั น์ต่างกนั จะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกนั ถา้ มีอตั มโนทศั น์ใน ทางบวกก็จะมีพฤติกรรมในทางบวก เช่น การประเมินตนเองในทางบวก มีความเช่ือมนั่ ในตนเอง มองเห็นคุณค่าในตนเอง ส่วนผมู้ ีอตั มโนทศั น์ต่อตนเองในทางลบกจ็ ะเป็นผทู้ ่ีประเมินตนเองในทาง ลบ มองตนเองตา่ ตอ้ ยไร้ค่า มองตนเองไมม่ ีความสามารถ ฉะน้นั จะเห็นไดว้ า่ อตั มโนทศั นม์ ีส่วน เกี่ยวขอ้ งกบั การดารงชีวติ ของคนเรา เพราะเป็ นส่ิงที่มีอิทธิพลตอ่ การแสดงพฤติกรรมและเป็น องคป์ ระกอบท่ีสาคญั ของบุคลิกภาพ ความหมายของอตั มโนทัศน์ (Self-Concept) อตั มโนทศั น์เป็นความรู้สึกของแตล่ ะบุคคลท่ีมีต่อตนเอง ซ่ึงอาจเป็นจริงหรือไมจ่ ริงกไ็ ด้ เป็นส่ิงที่ทุกคนพิจารณาตนเองวา่ เป็นคนอยา่ งไร นกั จิตวทิ ยาและนกั การศึกษาเชื่อวา่ พฤติกรรมทุก อยา่ งท่ีบุคคลแสดงออกมาเป็ นผลสืบเนื่องมาจากอตั มโนทศั น์ และไดใ้ หค้ วามหมายของอตั มโน ทศั นไ์ วด้ งั น้ี โรเจอร์ส (Rogers 1952 : 136) ไดใ้ หค้ วามหมายไวว้ า่ อตั มโนทศั น์ เป็นการรับรู้ของบุคคล ที่มีตอ่ ตนเองเกี่ยวกบั รูปร่างลกั ษณะ ความสามารถ การรับรู้เกี่ยวกบั ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งตนกบั ผอู้ ่ืนและสิ่งแวดลอ้ ม การรับรู้เก่ียวกบั คุณค่าของตนเอง วธิ ีการรู้จักตนเอง วธิ ีที่จะทาใหร้ ู้จกั และเขา้ ใจตนเอง มีอยหู่ ลายวธิ ีแต่ท่ีจะกล่าวในท่ีน้ีไดแ้ ก่ การรับรู้รูปแบบ ของตน การรู้จกั ตนในบริบทของส่ิงแวดลอ้ ม ตนตามทฤษฎีการเชื่อมโยงความคิด และการรู้จกั ตน

115 ในรูปแบบของปฏิสมั พนั ธ์ABC บุคคลจะรู้จกั และเขา้ ใจตนเองอยา่ งถูกตอ้ งได้ ถา้ เขาพิจารณาตวั เอง ตามที่เป็นจริง วเิ คราะห์และวจิ ารณ์ตนเอง ตลอดจนยอมรับคาวจิ ารณ์ของคนอ่ืน โดยไมห่ ลอก ตวั เองและไม่เขา้ ขา้ งตนเองเม่ือบุคคลรู้จกั และยอมรับตนเองไดแ้ ลว้ กส็ ามารถนาไปสู่ กระบวนการพฒั นาตนในลาดบั ต่อไป 1. การรับรู้รูปแบบของตน 1.1 ทฤษฎีตวั ตน (Self Theory) โรเจอร์ส (Rogers, 1952) นกั จิตวยิ า ผทู้ ี่ศึกษาบุคลิกภาพของมนุษยจ์ ากส่วนที่เป็ น ประสบการณ์เฉพาะตวั ของบุคคล ซ่ึงรวมความรู้สึก และเจตคติของบุคคล ตอ่ โลก ตอ่ ชีวติ ตอ่ ตนเอง และต่อสงั คมแวดลอ้ มโดยมุ่งใหค้ วามสาคญั ที่ตวั เอง และความเป็นตวั ของตวั เองของบุคคล น้นั (I หรือ Me หรือ Self ) ทฤษฎีของโรเจอร์สจึงมีช่ือวา่ ทฤษฎีตวั ตน (Self Theory) อธิบายวา่ มนุษยท์ ุกคนมีตวั ตน 3 แบบ คือ 1.1.1 ตนที่ตนมองเห็นหรือตนตามการรับรู้ (Perceived Self หรือ Self Concept) ตนที่ตนมองเห็น คือ ภาพของตนท่ีเห็นตนเองวา่ ตนเป็นคนอยา่ งไร คือใครมีความรู้ความสามารถ ลกั ษณะเฉพาะตนอยา่ งไร โดยทวั่ ไปบุคคลรับรู้มองเห็นตนเองหลายแง่หลายมุม อาจไมต่ รงกบั ขอ้ เทจ็ จริง หรือภาพท่ีคนอื่นเห็น เช่น คนท่ีชอบเอารัดเอาเปรียบผอู้ ่ืน อาจไมน่ ึกเลยวา่ ตนเองเป็น บุคคลประเภทน้นั 1.1.2 ตนที่เป็ นจริง (Real Self) ตนท่ีเป็ นจริง คือ การรับรู้เกี่ยวกบั ตนเองตามขอ้ เทจ็ จริง ในดา้ นตา่ งๆท้งั ทางดา้ นร่างกายและจิตใจ เช่น ฉนั เป็นคนเรียนเก่ง, ฉนั เป็นคนสวย ฉนั เป็ นคนร่ารวย เป็นตน้ 1.1.3 ตนในอุดมคติ (Ideal Self) ตนในอุดมคติ คือ การรับรู้ส่ิงท่ีตนเองอยากมี อยากเป็น แตย่ งั ไม่มี ไม่เป็นในสภาวะปัจจุบนั หรือ การรับรู้สิ่งท่ีตนเองปรารถนาอยากจะมีอยากจะเป็นในอุดมคติ เช่น นายธนูเป็นคนเรียนหนงั สือไม่ เก่ง แตน่ ึกอยากเป็นคนเรียนเก่งสอบไดท้ ี่ 1 หรือ นางสาวขวญั ตา เป็นคนผวิ ดา ตวั อว้ น และ เต้ีย แต่ นึกอยากเป็นคนผวิ ขาว หุ่นดีและสูงเหมือนนางแบบ เป็นตน้ โรเจอร์ส (Rogers อา้ งถึงใน เรียม ศรีทอง,2542 : 109) เนน้ วา่ การยอมรับตนเองของบุคคลเกิดจาก ความสอดคลอ้ งตอ้ งกนั ระหวา่ ง ความคิดเก่ียวกบั ตนท่ีเป็ นจริง (Real Self) กบั ความคิดเห็นเกี่ยวกบั ตนในอุดมคติ (Ideal Self) เม่ือการรับรู้ตนท่ีเป็ นจริงกบั ตนในอุดมคติคลา้ ยกนั หรือแตกตา่ งกนั เพียง เล็กนอ้ ย ก็เป็นผลใหบ้ ุคคลน้นั สามารถปรับตวั ไปในทางที่ดีได้ 1.2 ทฤษฎีของไวล่ีย์ ไวล่ีย์ (Wylie, 1968) ไดอ้ ธิบายถึงโครงสร้างของอตั มโนทศั น์ โดยแบง่ ออกเป็น 2 ชนิด คือ

116 1.2.1 อตั มโนทศั น์ท่ีเป็นจริง (Actual Self-Concept) คือเจตคติและการรับรู้วา่ ตนเองคือใคร เป็นอยา่ งไร เป็นภาพสะทอ้ นของตนเองเช่น ตนเองเป็ นคนมีเหตุผล เป็นคนดี เป็นตน้ อตั มโนทศั น์ท่ีเป็นจริงน้ีสามารถแบง่ ไดเ้ ป็น 2 ประเภทคือ 1) อตั มโนทศั นท์ ี่รับรู้จากสงั คม (Social Self–Concept) เป็นการรับรู้เก่ียวกบั ตวั เองท่ีเกิด จากเจตคติหรือ ความคิดเห็นของบุคคลอื่นในสังคมท่ีสะทอ้ นใหเ้ ราทราบวา่ เราเป็ นคนอยา่ งไร 2) อตั มโนทศั น์ที่รับรู้จากตน (Private Self-Concept) เป็นการรับรู้จากการที่บุคคลบุคคลได้ มองตนเองแลว้ วา่ เป็นคนอยา่ งไร 1.2.2 อตั มโนทศั นใ์ นอุดมคติ (Ideal Self-Concept) คือเจตคติหรือความคิดเห็นเก่ียวกบั การ รับรู้ตนเองวา่ จะเป็นคนในอุดมคติอยา่ งไร เช่น ตนอยากเป็นคนท่ีสวยท่ีสุด อยากเรียนเก่งเป็นตน้ ซ่ึงแบง่ ออกเป็ น 2 ประเภทคือ 1) อตั มโนทศั น์ตามอุดมคติของตน (Own Ideal Self-Concept) เป็นอุดมคติของตนเองวา่ ตนเองอยากจะเป็ นอยา่ งไร 2) อตั มโนทศั นต์ ามอุดมคติของสงั คม (Concept of Other’s Ideal for One) เป็นการรับรู้ตน ในอุดมคติจากคนอื่นในสังคมวา่ ตนท่ีคนอ่ืนต้งั ไวน้ ่าจะเป็ นอยา่ งไรไดบ้ า้ ง อตั มโนทศั น์ อตั มโนทศั นท์ ี่เป็นจริง อตั มโนทศั น์ในอุดมคติ อตั มโนทศั น์ อตั มโนทศั น์ อตั มโนทศั น์ อตั มโนทศั น์ ที่เป็นจริงที่ ท่ีเป็นจริงท่ี ในอุดมคติ ในอุดมคติ รับรู้จากสังคม รับรู้จากตน ของตน ของสังคม 2. การรู้จักตนในบริบทของสิ่งแวดล้อม 2.1 แนวคิดของโจเซฟ ลุฟทแ์ ละแฮร่ี อิงแฮม Joseph Luft and Harry Ingham โจเซฟ ลุฟท์ และ แฮรี่ อิงแฮม ( Joseph Luft and Harry Ingham : 1970) ไดพ้ ฒั นาทฤษฎีน้ีข้ึนมา โดยเอาชื่อตน้ คือ Joseph และ Harry Window : A Graphic Model of Awareness in Interpersonal Relations. และเรียกทฤษฎีน้ีวา่ “ทฤษฎีหนา้ ต่างโจฮารี” (Johari’ window) หรือบางคร้ังนกั วชิ าการ หลายท่านเรียกวา่ “ทฤษฎีหนา้ ต่างหวั ใจของโจฮารี” ซ่ึงมีวตั ถุประสงค์ เพ่อื มุ่งแสดงใหเ้ ขา้ ใจถึงการ ตระหนกั รู้ตนของบุคคล ในสถานการณ์ท่ีแสดงพฤติกรรมติดต่อกบั บุคคลอ่ืน นนั่ คือก่อนท่ีบุคคล จะยอมรับผอู้ ื่นไดน้ ้นั จาเป็นท่ีบุคคลจะตอ้ งรู้จกั และยอมรับตนเองเสียก่อน ซ่ึงสามารถทาไดโ้ ดย อาศยั ทฤษฎีท่ีเรียกวา่ “หนา้ ตา่ งหวั ใจของโจฮารี” (Johari’s Window) โดยมีลกั ษณะดงั ภาพ

117 1 Known area 2 Blind area (บริเวณเปิ ดเผย) ( บริเวณจุดท่ีเป็นจุดบอด ) ตนเองและคนอื่นรู้ 3 Hidden area คนอ่ืนรู้แตต่ นเองไม่รู้ (บริเวณซ่อนเร้น) 4 Unknown area ตนเองรู้แตค่ นอ่ืนไม่รู้ (บริเวณอวชิ ชา) ไมม่ ีใครรู้ ความหมายของบุคลกิ ภาพ บุคลิกภาพ หมายถึง รูปแบบต่างๆ ของลกั ษณะพฤติกรรมและวธิ ีการคิดซ่ึงกาหนดแนว ทางการปรับตวั ของบุคคลตอ่ ส่ิงแวดลอ้ ม ลกั ษณะทวั่ ไปของบุคลิกภาพคือ 1. การผสมผสานระบบตา่ ง ๆ ภายในตวั บุคคลท้งั ส่วนที่มองเห็นไดช้ ดั เจน และส่วน ระบบภายใน ซ่ึงเห็นไมช่ ดั เจน จนมีลกั ษณะเป็นเอกลกั ษณ์เฉพาะตน 2. บุคลิกภาพมีส่วนท่ีเป็นโครงสร้าง (Construct) ซ่ึงเป็นบุคลิกภาพของบุคคลใดคนหน่ึง ส่วนน้ีเป็นส่วนที่เราสามารถทาการสังเกตและทาการวดั ไดท้ ้งั ทางตรงและทางออ้ ม เช่น ความ เฉลียวฉลาด 3. บุคคลแตล่ ะคนมีบุคลิกลกั ษณะเฉพาะตวั บางประการที่ค่อนขา้ งคงรูป เขาจะแสดง บุคลิกลกั ษณะดา้ นน้นั ออกมาในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น ความเพอ้ ฝัน เห็นแก่ตวั 4. เมื่อเรารู้จกั แบบของบุคลิกภาพของบุคคลเราสามารถอธิบาย เขา้ ใจ และทานาย พฤติกรรมของบุคคลในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ได้ 5. วธิ ีการปรับตวั และวถิ ีชีวติ ของบุคคลจะเป็นเช่นไรข้ึนอยกู่ บั ลกั ษณะเฉพาะตวั ของ บุคลิกภาพของคนคนน้นั การวางรูปแบบบุคลกิ ภาพ บุคลิกภาพของบุคคลถูกวางรูปแบบมาต้งั แต่เกิด เร่ิมจากศกั ยภาพท่ีติดตวั มากบั ทารกซ่ึง เป็นผลมาจากพนั ธุกรรมเช่น ลกั ษณะทางร่างกาย ความสามารถทางสติปัญญา ความสามารถพิเศษ อ่ืนๆ และลกั ษณะทางอารมณ์บางอยา่ ง จากการศึกษาเด็กแรกเกิดพบวา่ เดก็ ทารกมีลกั ษณะ บางอยา่ งท่ีแตกต่างกนั อยา่ งน่าเชื่อถือไดเ้ ช่น ระดบั การแสดงออก ช่วงระยะความสนใจ ความสามารถในการปรับตวั ตอ่ ส่ิงแวดลอ้ มท่ีเปล่ียนไปและลกั ษณะอารมณ์โดยทว่ั ไป เด็กบางคน

118 อาจมีความวอ่ งไว ข้ีราคาญ สนใจบุคคลและวตั ถุใหม่ๆ ขณะที่บางคนมีลกั ษณะเงียบสงบไม่สนใจ ส่ิงใหม่ๆ เป็นตน้ ลกั ษณะที่แตกต่างกนั ไปเหล่าน้ียอ่ มมีผลใหบ้ ิดามารดาอบรมเล้ียงดูบุตรของตน ดว้ ยวธิ ีการท่ีแตกตา่ งกนั ซ่ึงเท่ากบั เป็นการป้ันและตกแตง่ บุคลิกภาพที่มีมาแต่กาเนิดให้เป็นไปใน รูปลกั ษณะตา่ งๆ ดงั น้นั การวางรูปแบบบุคลิกภาพของบุคคลนอกจากจะไดร้ ับอิทธิพลมาจาก พนั ธุกรรมเป็ นเบ้ืองตน้ แลว้ ยงั ข้ึนอยกู่ บั ประสบการณ์ของแต่ละบุคคลในวยั ตอ่ มาอีกดว้ ย โดยทวั่ ไปเราสามารถแบง่ ประสบการณ์ของบุคคลออกเป็ น 2 ชนิดคือ ประสบการณ์ร่วม( Common Experiences ) ซ่ึงหมายถึง ประสบการณ์ท่ีบุคคลมีเหมือนกนั ในวฒั นธรรมน้นั ๆ และ ประสบการณ์เฉพาะ( Unique Experiences ) อนั ไดแ้ ก่ ประสบการณ์เฉพาะของบุคคลซ่ึงแตกตา่ ง จากบุคคลอื่นแมอ้ ยใู่ นกลุ่มเดียวกนั ประสบการณ์ร่วม บุคคลทุกคนที่เติบโตข้ึนมาในวฒั นธรรมเดียวกนั จะมีประสบการณ์ที่เหมือนกนั ในเร่ือง ความเช่ือ ประเพณี และคา่ นิยมในวฒั นธรรมน้นั ขณะที่เด็กเติบโตข้ึนเด็กตอ้ งเรียนรู้ถึงแนวทาง ในการประพฤติท่ีสงั คมหรือวฒั นธรรมคาดหวงั ไว้ ดงั น้นั วฒั นธรรมจึงมีอิทธิพลตอ่ การประพฤติ ปฎิบตั ิของบุคคลอิทธิพลท่ีมองเห็นไดช้ ดั อยา่ งหน่ึงคือ บทบาททางเพศ วฒั นธรรมส่วนใหญ่ กาหนดหรือคาดหวงั ใหผ้ ชู้ ายและผหู้ ญิงมีบทบาททางเพศแตกตา่ งกนั ไป บทบาททางเพศอาจ เปล่ียนไปจากวฒั นธรรมหน่ึงไปอีกวฒั นธรรมหน่ึง แต่อยา่ งไรก็ตามในแตล่ ะวฒั ธรรมเราสามารถ ท่ีจะทานายบุคลิกภาพของผชู้ ายและผหู้ ญิงไดอ้ ยา่ งกวา้ งๆ โดยดูจากความคาดหวงั ในเร่ืองบทบาท ทางเพศของวฒั นธรรมน้นั ถา้ สังคมน้นั ไม่ซบั ซอ้ นและรับอิทธิพลจากวฒั นธรรมหลากหลายอยา่ ง บทบาทบางอยา่ งเราสามารถเลือกไดเ้ ช่น อาชีพ บุคคลสามารถจเลือกอาชีพตามท่ีตนเอง ตอ้ งการได้ แต่การมีความรู้และทกั ษะในการประกอบอาชีพอยา่ งเดียวไม่พอท่ีจะประสบ ความสาเร็จได้ บุคคลจาเป็นตอ้ งประพฤติและปฎิบตั ิตามอยา่ งคนในอาชีพน้นั เช่น อาชีพตารวจก็ ตอ้ งแต่งเคร่ืองแบบและตอ้ งประพฤติตนตามแบบท่ีตารวจกระทา อาชีพแพทยก์ ต็ อ้ ง่ใชภ้ าษาและ ทาตวั ในแบบเฉพาะของผเู้ ป็ นแพทย์ ซ่ึงการท่ีบุคคลตอ้ งกระทาตามแบบอยา่ งคนในอาชีพน้นั ๆ เหล่าน้ีกเ็ ป็นการแสดงใหเ้ ห็นวา่ สงั คมเขา้ ไปมีบทบาทในการวางรูปแบบในเร่ืองน้ีดว้ ย นอกจากเร่ืองบทบาททางเพศและบทบาททางอาชีพแลว้ อิทธิพลของสงั คมยงั มีผลทาให้ เราสามารถท่ีจะคาดหวงั ไดว้ า่ ในสถานการณ์บางอยา่ งทางสงั คมบุคคลจะประพฤติอยา่ งไรเช่น ใน งานศพ งานมงคลสมรส การแขง่ ขนั ฟุตบอล เหล่าน้ีเป็นตน้

119 ถึงแมว้ า่ วฒั นธรรมจะมีอิทธิพลทาใหบ้ ุคคลในวฒั นธรรมน้นั มีลกั ษณะคลา้ ยกนั กต็ าม แต่ การศึกษาเกี่ยวกบั วฒั นธรรมอยา่ งเดียวยงั ไม่สามารถทานายบุคลิกภาพของบุคคลไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์ เพราะเหตุผล 2 ประการคือ 1. อิทธิพลของวฒั นธรรมไม่เป็ นเพียงรูปแบบเดียวเทา่ น้นั เพราะวา่ ผถู้ ่ายทอดวฒั นธรรม คือ บิดา มารดาและผอู้ ื่น ซ่ึงแตล่ ะคนกม็ ีค่านิยมและวธิ ีการฝึกหดั ท่ีไมเ่ หมือนกนั จึงทาใหว้ ฒั นธรรมมี อิทธิพลต่อบุคคลไม่เท่ากนั 2. บุคคลแตล่ ะคนมีประสบการณ์เฉพาะของตนเองซ่ึงแตกต่างจากคนอื่น ประสบการณ์เฉพาะ บุคคลแตล่ ะคนมีวธิ ีการของตนเองท่ีจะตอบสนองตอ่ ความกดดนั ทางสังคม ซ่ึงความ แตกต่างของวธิ ีการของแต่ละบุคคลอาจเป็นผลเนื่องมาจากความแตกตา่ งทางชีววทิ ยาของเขาเช่น ความแตกต่างในดา้ นความแขง็ แรงของร่างกาย ความอดทน ความไวของประสาทรับความรู้สึก และอาจเป็นผลมาจากการอบรมส้งั สอนของบิดามารดาดว้ ยวธิ ีใหร้ างวลั และลงโทษและจากการ เลียนแบบ พฤติกรรมชนิดต่างๆ จากบิดามารดา ดงั น้นั ถึงแมว้ า่ เดก็ จะไม่เหมือนบิดามารดาเลย ทีเดียว แต่ส่ิงที่เห็นไดช้ ดั กค็ ือ อิทธิพบของบิดามารดาที่มีตอ่ เดก็ จะตา่ งกนั ตรงท่ีวา่ อาจจะ ก่อใหเ้ กิดผลท่ีแตกตา่ งกนั ไปในเด็กแตล่ ะคน ซ่ึงเราจะสงั เกตเห็นไดว้ า่ ในสภาพแวดลอ้ มท่ีคลา้ ยกนั เดก็ ท่ีเป็นพนี่ อ้ งกนั อาจตอบสนองต่อวธิ ีการท่ีแตกตา่ งกนั ประสบการณ์เฉพาะยงั รวมไปถึงประสบการณ์พเิ ศษของบุคคลเช่น การเจบ็ ป่ วยเป็นระยะ เวลานานและไดร้ ับการดูแลเอาใจใส่อยา่ งดี การเสียชีวติ ของบิดามารดาซ่ึงอาจเป็นสาเหตุของการ เลียนแบบบทบาททางเพศ การเกิดอุบตั ิเหตุ การชนะการแข่งขนั และการโยกยา้ ยถ่ินกาเนิด ประสบการณ์เฉพาะมากมายของบุคคลเหล่าน้ีลว้ นแตเ่ ป็ นตวั ที่จะมีผลต่อการวางรูปแบบบุคลิกภาพ ท้งั สิ้น ทฤษฎีบุคลิกภาพ 1. ทฤษฎีจิตวเิ คราะห์แนวฟรอยด์ Id : อิดเป็นพลงั ท่ีติดตวั มาแต่กาเนิด มีฐานจากความตอ้ งการทางชีววทิ ยาท่ีสาคญั 2 ประการคือ ความตอ้ งการทางเพศ (Sex) และความกา้ วร้าว (Aggressive) Ego : อีโกเ้ ป็ นพลงั ท่ีพฒั นาจากการเรียนรู้โลกตามความเป็ นจริง ต้งั แต่วยั เดก็ เพ่ือสนอง พลงั อิด โดยนาพลงั super ego ใหเ้ ขา้ มามีส่วนร่วมในการพจิ ารณาในการตอบสนองพลงั ดงั กล่าว

120 Super ego : ซูปเปอร์อีโก้ พฒั นามาจากกระบวนการเรียนรู้ของบุคคลในสังคมและ วฒั นธรรมน้นั ๆ ซ่ึงเริ่มต้งั แต่บุคคลยงั อยใู่ นวยั เด็กอายปุ ระมาณ 2-3 ปี ความหวาดกงั วล (Anxiety) และกลไกป้ องกนั ตนเอง (Defense mechanism) ในความเป็นจริงพฤติกรรมส่วนมากมิไดเ้ กิดจากการทางานร่วมกนั อยา่ งเหมาะเจาะสมดุล ของพลงั Id, Ego, และ Super ego บอ่ ยคร้ังที่พลงั ท้งั 3 มีภาวะขดั แยง้ ส่งผลใหบ้ ุคคลเกิดความ หวาดกลวั และมีความสับสน ซ่ึงการเสนอกลไกป้ องกนั ตนเองตามแนวคิดของ ฟรอยดม์ ีดงั น้ี  การหาเหตุผลและเขา้ ขา้ งตนเอง (Rationalization)  การปฏิเสธ (Denial) คือการไม่ยอมรับขอ้ เทจ็ จริงที่ขมขื่น  การเกบ็ กด (Repression)  การซดั ทอด (Projection)  การแสดงปฏิกริยาแกลง้ ทา (Reaction formation)  การสับท่ี (Displacement)  การทดแทน (Sublimation) ข้นั ตอนการพฒั นาบุคลิกภาพ ฟรอยดไ์ ดอ้ ภิปรายถึงข้นั ตอนท้งั 5 ดงั น้ี 1. ข้นั แสวงหาความสุขจากอวยั วะปาก (Oral stage) ช่วงน้ีอายโุ ดยประมาณต้งั แตค่ ลอดจนถึง 18 เดือน 2. ข้นั แสวงหาความสุขจากอวยั วะทวารหนกั (Anal stage) ช่วงน้ีอายโุ ดยประมาณ 18 เดือนถึง 3 ปี 3. ข้นั แสวงหาความสุขจากอวยั วะเพศปฐมภมู ิ (Phallic stage) ช่วงน้ีอายุโดยประมาณต้งั แต่ 3 ถึง 6 ปี 4. ข้นั แสวงหาความสุขจากสิ่งแวดลอ้ มรอบตวั (Latency stage) ช่วงนี่อยรู่ ะหวา่ งอายปุ ระมาณ 6 ถึง 11 ปี 5. ข้นั แสวงหาความสุขจากแรงกระตุน้ ของทุติยภมู ิทางเพศ (Gential stage) เดก็ อายปุ ระมาณ 12 ถึง 20 ปี

121 2. ทฤษฎพี ฤตกิ รรมนิยม (Behavioral theory) 3. ทฤษฎมี นุษยนิยม (Humanistic theory) ซ่ึงแนวคิดน้ีจะเชื่อวา่ 1. บุคลิกภาพของบุคคล มิไดห้ มายถึงเฉพาะส่วนรวมของหน่วยยอ่ ยตา่ ง ๆทางานร่วมกนั อยา่ งเป็น เอกภาพ ดงั น้นั นกั คิดแนวน้ีมิไดส้ นใจบุคลิกภาพแตเ่ พยี งหน่วยเดียว เช่นหน่วยแรงจงู ใจ 2. บุคลิกภาพของมนุษย์ คือการเลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาวะท่ีดีกวา่ ตลอดเวลา จุดสูงสุด ของการเปล่ียนแปลงสู่ความดีงามของบุคลิกภาพคือ “ภาวะเตม็ เปี่ ยมแห่งศกั ยภาพของบุคคล” 3. พฤติกรรมหรือ/และ บุคลิกภาพของบุคคลเป็นผลมาจากการท่ีบุคคลรับรู้สิ่งแวดลอ้ มรอบตวั เขา อยา่ งไร ไม่วา่ การรับรู้น้นั จะเป็นไปตามขอ้ เทจ็ จริงหรือไม่ 4. ทฤษฎเี ทรท (Trait theory) เป็นทฤษฎีท่ีจดั อยใู่ นกลุ่มแนวคิดเชิงรู้คิด หลกั การเบ้ืองตน้ ไดแ้ ก่ เราอาจจาแนกบุคคลตาม แนวโนม้ ลกั ษณะนิสยั เช่น คนข้ีเหนียว ลกั ษณะเด่นของทฤษฎีเทรท คือ 1. ความคงที่ (Consistency) 2. มีความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล (Individual differences) จะขอนาเสนอทฤษฎีบางทฤษฎี มีดงั ตอ่ ไปน้ี 1. ทฤษฎีเทรทของ กอร์ดอน อลั พอร์ท (Gordon Allport) Allport (1961) อธิบายวา่ เทรทของบุคคลมี 3 ประเภท ไดแ้ ก่ 1. Cardinal trait คือ Trait ท่ีโดดเด่นในตวั บุคคลในแง่ใดแง่หน่ึง 2. Central trait เป็นกลุ่มลกั ษณะนิสยั ของบุคคลใดบุคคลหน่ึงซ่ึงมีอยภู่ ายในตวั บุคคลมาก บา้ งนอ้ ยบา้ ง 3. Secondary trait เป็นลกั ษณะนิสยั ที่ไม่โดดเด่นมากนกั ภายในบุคคล 2. ทฤษฎีของเรมอนด์ บี แคทเทลล์ (Raymond B. Cattell) เรยม์ อนด์ บี แคทเทลล์ (1965) ไดพ้ ยายามศึกษาคน้ หาวา่ มี Trait ใดบา้ งที่เป็นเทรทกลาง ๆ ซ่ึง เราสามารถนามาอธิบายบุคลิกภาพของบุคคลทวั่ ไปได้ 3. ทฤษฎีของไอแซ้งค์ (Hans Eysenck) ฮนั ซ์ ไอแซง้ ค์ (1952) ไดอ้ ธิบายบุคลิกภาพโดยจดั กลุ่มลกั ษณะนิสยั (Trait) ดว้ ยวธิ ี Factor Analysis เช่นเดียวกบั แคทเทลล์ วธิ ีการของเขาแตกตา่ งจากแคทเทลล์ โดยท่ีเขาแบง่ กลุ่มนิสยั ออกเป็ น 2 กลุ่ม 1. เก็บตวั (Introverted) – แสดงตวั (Extroverted)

122 2. แนวโนม้ โรคประสาท ( Neuroticism) – ความมนั่ คงทางใจ (Stability) 5. ทฤษฎกี ารรับรู้สมรรถภาพแห่งตน (PSE Perceived self-efficacy) บนั ดูระเป็ นผเู้ สนอทฤษฎีการรับรู้สมรรถภาพแห่งตน มีช่ือยอ่ วา่ “PSE” หลกั การสาคญั ของแนวความคิดน้ีคือ 1. บุคคลมีสมรรถภาพ 2. บุคคลรับรู้สมรรถภาพน้นั 3. บุคคลมีความเช่ือในสมรรถภาพและมุ่งมนั่ ประกอบกิจตามสมรรถภาพ ทฤษฎี PSE มีความแตกตา่ งจากทฤษฎี Trait ในประเด็น ดงั น้ี  เทรทเป็ นคุณสมบตั ิท่ีค่อนขา้ งถาวรภายในตวั บุคคลไมว่ า่ บุคคลน้นั จะอยใู่ นสภาพใด ๆ ก็ ตาม  PSE มีความสมั พนั ธ์กบั สติปัญญา (Cognitive) เพราะบุคคลตอ้ งประเมินลกั ษณะงานและ สมรรถภาพของตน บุคคลจะนาทฤษฎี PSE มาใชใ้ นการดาเนินชีวติ ประจาวนั ใหไ้ ดป้ ระโยชนแ์ ก่ตนไดโ้ ดยวธิ ี ใด ข้ึนอยกู่ บั ปัจจยั หลายประการดงั น้ี  ความสัมฤทธ์ิในอดีต บุคคลท่ีประสบความสาเร็จในกิจกรรมใดหน่ึง เมื่อตอ้ งทากิจกรรมท่ี คลา้ ยคลึงกนั บุคคลจะมี PSE สูง  การศึกษาประสบการณ์ของบุคคลอื่น โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ การศึกษาจากบุคคลท่ีมี บุคลิกลกั ษณะคลา้ ยคลึงกบั บุคลิกส่วนที่เขาไดน้ ามาศึกษา หรือนามาเป็นตวั แบบ  การถูกชกั จูง โดยตนเองของตนเอง โดยหลกั การ หรือโดยผอู้ ื่น  ลกั ษณะอารมณ์ อารมณ์พงึ ประสงคต์ ่อการมี PSE ที่สูงคือ อารมณ์สงบและผอ่ นคลาย การวดั บุคลกิ ภาพ (Personality assessment) แบบทดสอบวดั บุคลิกภาพ อาจแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท Objective test : เป็นแบบทดสอบท่ีมีคาถามที่ตอั งการคาตอบ ถูก/ผดิ ใช่/ไมใ่ ช่ และให้ น้าหนกั ความสาคญั Projective test : เป็นแบบทดสอบทีมีสิ่งเร้าท่ีมีรูปบิด ๆ เบ้ียว ๆ หรือมีรูปแบบไม่ชดั เจน

123 แบบทดสอบบุคลกิ ภาพแบบ Objective : แบบทดสอบชนิดน้ีมีจุดมุ่งหมายเพอ่ื ศึกษา บุคลิกภาพ (Trait) ของบุคคล แบบทดสอบชนิดน้ีที่มีชื่อเสียงที่นาเสนอ ณ ท่ีน้ีไดแ้ ก่ 1. แบบทดสอบ 16 PF ของแคทเทลล์ (1965) (16 Personality Factor) แบบสอบถามชุดน้ีมีช่ือเสียงในการ ประเมินลกั ษณะตา่ ง ๆ บุคคล นิยม ใชใ้ นการเลือกอาชีพและแนวโนม้ โรคจิต 2. แบบทดสอบ MMPI เป็นแบบทดสอบท่ีใชว้ ดั ความปกติ-ไมป่ กติทางดา้ นอารมณ์ จิตใจ และบุคลิกภาพของบุคคล 3. แบบทดสอบ California Personality Inventory (CPI) แบบทดสอบน้ีมีความคลา้ ยคลึงกบั MMPI ใชว้ ดั บุคคลท่ีไมม่ ีปัญหาทางจิตเวช มีวธิ ีการวดั บุคลิกลกั ษณะหลายมิติ (หลาย Scale) แบบทดสอบบุคลกิ ภาพแบบ Projective Personality Test แบบทดสอบน้ี นกั จิตวทิ ยาคลินิกและจิตแพทยน์ ิยมใชเ้ พอ่ื วดั พลงั จิตใตส้ านึกที่ซ่อนเร้นภายในตวั บุคคล แบบทดสอบที่มีชื่อเสียงไดแ้ ก่ TAT : คือกลุ่มของรูปภาพท่ีผทู้ ดสอบบุคลิกภาพใหผ้ ทู้ าแบบทดสอบดูและใหเ้ ขาอธิบาย ความคิด ความรู้สึก ท่ีเกิดจากการเห็นภาพน้นั ๆ Rorschach : เป็นกลุ่มรูปหมึกหยด ซ่ึงผทู้ าการทดสอบจะอธิบายรูปท่ีมองเห็นเหล่าน้นั ได้ หลายอยา่ ง ผทู้ าแบบทดสอบจะดูรูปเหล่าน้นั และใหค้ าอธิบายวา่ เขาเห็นอะไร เขาคิดและรู้สึก อยา่ งไร

124 ความหลากหลายของทฤษฎบี ุคลกิ ภาพ แนวคดิ ฐานแนวคดิ หลกั การสาคัญ จิตวเิ คราะห์ (Psychoanalysis) พฤติกรรมของบุคคลถูกควบคุมโดย คน้ หาพลงั จิตใตส้ านึกและอธิบายวา่ พลงั เร้าภายในซ่ึงบางคร้ังบุคคลไม่ พลงั เหล่าน้ีทาใหบ้ ุคคลมีลกั ษณะ ตระหนกั รู้ เช่น จิตใตส้ านึก เนน้ บุคลิกภาพต่าง ๆ ออกไป ท้งั ความสาคญั ของประสบการณ์วยั เด็ก บุคลิกภาพปกติและผดิ ปกติ มนุษยนิยม (Humanistic) บุคคลทวั่ ไปเป็นคนดีมาแต่กาเนิด ภาพลกั ษณ์ของตน ท้งั ทางบวกและ แตบ่ ุคคลอาจมีภาพลกั ษณ์ดา้ นลบ ลบ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม ตอ่ ตนเอง ถา้ อยใู่ นส่ิงแวดลอ้ มที่บนั่ ทอน พฤติกรรมนิยม (Behaviorist) พฤติกรรมของบุคคลเกิดจากการที่ พฤติกรรมและบุคลิกภาพอยใู่ ต้ บุคคลไดร้ ับการเสริมแรงบวกและ อิทธิพล ทางลบอยา่ งไร ของการเสริมแรง เทรท (Trait) บุคคลแต่ละคนมีคุณสมบตั ิต่าง ๆ เนน้ การวดั คุณลกั ษณะตา่ ง ๆ กนั หลายลกั ษณะเช่น ความซื่อสัตย์ เหล่าน้นั และอธิบายวา่ พฤติกรรม แนวความคิดเชิงรู้คิด (Cognitive) การกา้ วร้าว ของคนเกิดจาก Trait ตา่ ง ๆ เช่น (PSE) พฤติกรรมของบุคคลจากกระบวน ความคิดของเป็นตวั กาหนดการ ความคิด ความเชื่อ และการรับรู้ใน กระทา และบุคลิกภาพของบุคคล สมรรถภาพของตน

125 การรจู้ กั ตนเองจึงเป็ นศกั ยภาพอนั ชาญฉลาดอยา่ งหนึ่งของมนุษย์ ในการท่ีจะเขา้ ถึง ภาวะที่เป็ นจริงภายในตนเอง อนั จะนาไปส่จู ุดเร่ิมตน้ แหง่ การพฒั นามนุษยท์ ี่ยงั่ ยืน เพราะฉะน้ัน จะเห็นไดว้ า่ การรจู้ กั ตนเองมีความสาคญั ต่อมนุษยเ์ ป็ นอยา่ งย่งิ เพราะการพฒั นาตนเองไดด้ ี และถูกจุดจะตอ้ งรจู้ กั ตนเองเสียก่อนคือรวู้ า่ จุดเด่นจุดดอ้ ยของตนเองอยตู่ รงไหนแลว้ จึงจะ พฒั นาตนเองไดถ้ กู จุด ดงั น้ันจึงขออธิบายการรจู้ กั ตนเองตามลาดบั หวั ขอ้ ต่อไปน้ ี ความหมายของ ตน หรอื อตั ตา (Self) ตวั ตน ( The Self ) เป็ นศูนยก์ ลางของบุคลิกภาพ ที่เป็ นสว่ นของการรบั รู้ และคา่ นิยม เก่ียวกบั ตวั เรา ตวั ตนพฒั นามาจากการที่บุคคลมีปฏิสมั พนั ธก์ บั สภาพแวดลอ้ ม เป็ น ประสบการณเ์ ฉพาะตน ในการพฒั นาตวั ตนของบุคคลน้ัน บุคคลจะพบวา่ มีบางสว่ นที่คลา้ ยและ บางส่วนท่ีแตกต่างไปจากผอู้ ื่น ตวั ตนเป็ นสว่ นที่ทาใหพ้ ฤติกรรมของบุคคลมีความคงเสน้ คงวา (Consistency) และประสบการณใ์ ดที่ชว่ ยยืนยนั อตั มโนทศั น์ (Self-concept) ที่บุคคลมีอยู่ บุคคลจะรบั รแู้ ละผสมผสานประสบการณน์ ้ันเขา้ มาส่ตู นเองไดอ้ ยา่ งไมม่ คี วามคบั ขอ้ งใจ แต่ ประสบการณท์ ี่ทาใหบ้ ุคคลรสู้ ึกวา่ อตั มโนทศั น์ที่มีอยเู่ บ่ียงเบนไปจะทาใหบ้ ุคคลเกิดความคบั ขอ้ งใจที่จะยอมรบั ประสบการณน์ ้ัน อตั มโนทศั น์เป็ นสิ่งที่มกี ารเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะ บุคคลจะตอ้ งอยใู่ นโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงโดยมีตวั เอง (Self) เป็ นศนู ยก์ ลางในการแสดง พฤติกรรมต่างๆ ดงั น้ันการรจู้ กั หรือทาความเขา้ ใจพฤติกรรมของตนเองและบุคคลอื่นไดด้ ีท่ีสุด คือ การเขา้ ใจ โลกทศั น์ หรือสนามแห่งประสบการณ์ ของบุคคลผูน้ ้ัน และในสนามแหง่ ประสบการณน์ ้ัน ส่วน หน่ึงของประสบการณท์ ้งั หมดท่ีบุคคลรบั รจู้ ะกลายมาเป็ น “ตน” โรเจอรส์ (Rogers, 1970) คาวา่ “ตน” (ตวั ตน) หรือ “อตั ตา” (อตั ต) ตรงกบั คาภาษาองั กฤษ คือคาวา่ “Self” น้ัน ไดม้ ี นักจิตวทิ ยาและนักวชิ าการหลายท่านไดใ้ หค้ วามหมายไวด้ ว้ ยกนั ดงั เช่น วิลเล่ียม เจมส์ ( James,1890) กลา่ ววา่ ตน คือ ผลรวมของสว่ นยอ่ ยต่างๆทุกสว่ นที่ ประกอบกนั ข้ ึนในตวั บุคคล ไอแซงค์ และคนอื่นๆ (Eysenck and others, 1979 : 971) ไดใ้ ห้ ความหมายของตนไวว้ า่ ตน เป็ นผลรวมของพฤติกรรมของบุคคล ตนของบุคคลเป็ นผลรวม ท้งั หมด ซึ่งเขาสามารถเรียกวา่ เป็ นตวั ของตวั เอง สานิต รตั ตญั ญู (2533 : 22) ไดส้ รุปความหมายไวว้ า่ ตนคือผลรวมของคุณลกั ษณะ ส่วนตวั ที่เขารบั รตู้ วั เอง เป็ นโลกภายในของแต่ละบุคคลซ่ึงพฒั นาข้ นึ มาจากการเรียนรจู้ าก สิ่งแวดลอ้ มท่ีตวั เขาปะทะสงั สรรคแ์ ละอาศยั วุฒิภาวะ ในแต่ละตนจะมีลกั ษณะท่ีแตกต่างกนั พรรณี ชทู ยั เจนจิต (2538 : 592 ) ไดส้ รุปความหมายของตนไวว้ า่ ตน หมายถึง ขบวนการที่ รวมเอาอตั มโนทศั น์ ค่านิยม จุดมุง่ หมาย เจตคติ ความคิดอ่าน และทุกส่ิงทุกอยา่ งท่ีเป็ นตวั บุคคลเขา้ ดว้ ยกนั

126 ทางพุทธศาสนา (อา้ งถึงใน เริงชยั หม่ืนชนะ, 2544 : 1 ) ไดก้ ล่าวถึงตวั ตนวา่ ตวั ตน ก็คือ การประกอบเขา้ ดว้ ยกนั ของกลุ่ม (ขนั ธ)์ 5 กลุ่ม (กอง) ท่ีเมอื่ ประกอบกนั เขา้ แลว้ กลายเป็ นสิ่งมีชีวิต เป็ นสตั ว์ เป็ นบุคคล เป็ นตวั ตน เป็ นเรา เป็ นเขา ดงั น้ ี 1. กลมุ่ ท่ ีเป็นรปู เป็ นรา่ งกาย เป็ นสว่ นที่ทาใหเ้ กิดพฤติกรรม เกิดคุณสมบตั ิต่าง ๆ ท่ี เป็ นบุคคลน้ัน ไดแ้ ต่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เน้ ือ ส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกายมีท้งั ที่เป็ นอวยั วะ ภายนอกที่มองเห็นได้ และอวยั วะภายในท่ีไมส่ ามารถมองเห็นได้ 2. กลมุ่ ความรสู้ ึก (เวทนา) คือกลุม่ ท่ีทาใหค้ นเราเกิดความรสู้ ึก เม่อื อวยั วะสมั ผสั คือ ตา หู จมกู กาย และใจ กระทบกบั สิ่งเรา้ ภายนอก ไดแ้ ก่ รปู เสียง กลิ่น รส อารมณต์ ่าง ๆ แลว้ ทาใหบ้ ุคคลน้ันเกิดความรสู้ ึก เป็ นทุกข์ เป็ นสุข หรือเฉย ๆ ต่อส่ิงเรา้ ท่ีเขา้ มากระทบน้ัน 3. กลมุ่ จดจา (สญั ญา) คือกลุม่ ท่ีเป็ นสญั ญา ทาใหบ้ ุคคลน้ันจาได้ หมายรู้ รบั รู้ สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเขา้ มาทางทวาร คือ ตา หู จมกู ล้ ิน กายและใจ เชน่ จาไดว้ า่ เป็ นสีแดง เขียว ขาว สงู ต่า ดา ขาว อว้ น เต้ ีย ผอม สงู ส่ิงน้ันคืออะไร มรี ปู ทรงสณั ฐานเป็ นอยา่ งไร สามารถบอกได้ อยา่ งถกู ตอ้ งชดั เจน 4. กลมุ่ ปรงุ แต่ง (สงั ขาร) เป็ นกลุ่มที่คอยปรุงแต่ง หรือปรบั ปรุงจิตใหจ้ ิตคิดสิ่งที่พบ เห็น หรือส่ิงท่ีรบั รวู้ า่ ส่ิงน้ัน ๆ ดีหรือไมด่ ี มลี กั ษณะเป็ นอยา่ งไร โดยมีเจตนาเป็ นตวั นาทางที่ คอยบง่ ช้ ีวา่ ส่ิงท่ีคิดน้ันดี (กุศล) ไมด่ ี (อกุศล) คือมเี จตนาดี หรือเจตนารา้ ย หรือเจตนาท่ีเป็ น กลาง ๆ ต่อ สิ่งที่พบเห็นแลว้ คิดในสิ่งน้ัน ๆ 5. กลมุ่ ความรคู้ วามเขา้ ใจ (วิญญาณ) คือกลุ่มที่ทาความรแู้ จง้ เขา้ ใจ ไดพ้ บเห็นได้ สมั ผสั ทาง ตา หู จมกู เป็ นตน้ วา่ ส่ิงน้ันคืออะไร มีรปู ร่าง มีลกั ษณะอยา่ งไร สามารถเขา้ ใจอยา่ ง แจม่ แจง้ ดงั น้ัน สว่ นน้ ีก็คือส่วนที่เป็ นจิต เป็ นความคิดของคนเรานัน่ เอง ในกลุ่มท้งั 5 กลุม่ น้ัน สามารถสรุปไดเ้ ป็ น 2 กลุ่ม คือ กลุม่ รปู เรียกวา่ รปู กลุม่ ความรสู้ ึก กลุ่ม จดจา และกลุม่ ปรุงแต่ง เรียกวา่ นาม สรุปก็คือ ตวั ตนประกอบดว้ ย 2 ส่วนคือ รปู และนาม จาก ที่กลา่ วมาจะเห็นวา่ ตวั ตนน้ ีประกอบดว้ ยกลุ่ม (ขนั ธ)์ ท่ีเป็ นรปู และกลุ่มที่เป็ นความรสู้ ึก จดจา ปรุงแต่ง และความรคู้ วามเขา้ ใจท่ีเป็ นนาม มีสถานภาพ และมีบทบาทประกอบกนั เขา้ ทาให้ เกิดเป็ นส่ิงมชี ีวิต มีความรสู้ ึกนึกคิด มีการจา การรบั รู้ จากความหมายขา้ งตน้ สามารถสรุปไดว้ า่ “ตน” คือ ผลรวมท้งั หมดของระบบความคิด ความ เชื่อ เจตคติ ค่านิยม จุดมุ่งหมาย อตั มโนทศั น์ และทุกสิ่งทุกอยา่ งที่เป็ นตวั บุคคล อนั เกิดจาก การที่บุคคลไดม้ ีปฏิสมั พนั ธก์ บั บุคคลอ่ืนและส่ิงแวดลอ้ ม ซึ่งจะมีลกั ษณะแตกต่างกนั ไปในแต่ละ บุคคล จุดกาเนิดของตน มนุษยท์ ุกคนต่างมีความสนใจใครจ่ ะรจู้ กั ตนเอง ซ่ึงเป็ นลกั ษณะธรรมชาติของ พฒั นาการตามปกติและเป็ นกระบวนการสืบเน่ืองจนตลอดชีวิต อนั เนื่องจากมนุษยม์ ีแนวโนม้ ท่ี

127 จะตระหนักรจู้ กั ตนและตอ้ งการท่ีจะพฒั นาตนเองไปใหถ้ ึงซึ่งความเป็ นมนุษยท์ ่ีสมบรู ณ์ โดยทา กิจกรรมต่างๆในชีวิตไดเ้ ต็มศกั ยภาพท่ีตนไดร้ บั มาแต่กาเนิด อาทิ เด็กเกิดมาแมย้ งั มี ประสบการณจ์ ากดั แต่เด็กทุกคนอยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง อยากเป็ นชว่ ยตนเอง อยาก โตเป็ นผูใ้ หญ่ท้งั กายใจ อยากเป็ นอิสรเสรี อยากเป็ นคนดี เป็ นตน้ แนวโน้มดงั กล่าวเหล่าน้ ีมิได้ สญู หายไปเมอื่ พน้ วยั เด็ก แต่ความลึกซ้ ึงของการแสดงออกของความปรารถนาดงั กล่าวน้ ีจะ เปล่ียนรปู แบบและแตกต่างกนั ไปตามวยั การคน้ หาตวั เอง มไี ดใ้ นแง่มุมต่างๆ เช่น ความสนใจ รสนิยม ความถนัด ความสามารถที่แทจ้ ริง ความชอบและไมช่ อบ (ศรีเรือน แกว้ กงั วาล, 2545) แรกเกิดทารกยงั ไมส่ ามารถแยกแยะตวั ตนของเขาออกจากสิ่งแวดลอ้ มไดซ้ ึ่ง โรเจอรส์ (Rogers, 1970 : 136 - 137) กลา่ วไวว้ า่ แต่ทารกก็เร่ิมมปี ฏิกิริยาต่อบุคคลและสิ่งแวดลอ้ ม ตนซึ่ง ไดร้ บั จากประสบการณใ์ นวยั ทารกจะเกิดข้ นึ แมใ้ นขณะที่ยงั ไมส่ ามารถใชภ้ าษาพดู ทารกเริ่ม รสู้ ึกวา่ สิ่งใดเป็ นของฉนั ในระยะแรกกระบวนการแยกตวั เองเป็ นไปไดช้ า้ ต่อมาความเป็ นตวั ตน ของเขาจะเห็นไดช้ ดั เจนข้ นึ เม่อื มีพฒั นาการทางภาษา ความรสู้ ึกอยากรจู้ กั ตนเองน้ ีจึงเริ่มมีมา ต้งั แต่วยั ทารกตอนปลาย ในระยะน้ ีทารกเร่ิมแบ่งแยกส่ิงท่ีตนชอบหรือไมช่ อบและค่านิยมตาม ประสบการณท์ ่ีไดร้ บั ประสบการณท์ ่ีดีจะสง่ เสริมตนและใหค้ า่ นิยมในทางบวก ประสบการณท์ ี่ ไมด่ ีจะใหค้ า่ นิยมในทาง

128 เป็ นบุคคลสาคญั ที่มีอิทธิพลต่อการพฒั นาอตั มโนทศั น์ของเด็ก และเมอื่ เด็กเติบโตข้ ึนก็มี ปฏิกิริยากบั บุคคลอ่ืนๆ ประสบการณแ์ ละการประเมินผลทางสงั คมท่ีไดร้ บั เป็ นปรากฏการณท์ ่ี รบั รเู้ ฉพาะตน ดงั น้ันชว่ งอายุต้งั แต่แรกเกิดถึงวยั แรกรุ่น (0-14 ปี ) จึงถือวา่ เป็ นวยั แห่งการ สรา้ งตวั ตน ครอบครวั จึงมีความสาคญั อยา่ งยิ่งในการปพู ้ ืนฐานตวั ตนและอตั มโนทศั น์ของบุคคล ต้งั แต่เด็ก ตามวยั ตามวุฒิภาวะ และจากประสบการณแ์ หง่ ตนต่อไปจนตลอดชีวติ ดว้ ยเหตุน้ ี ตวั ตนไมไ่ ดเ้ กิดข้ นึ จากประสบการณข์ องตวั เราเองเท่าน้ัน หากแต่ถูกกาหนดข้ ึนโดยบุคคลอ่ืน ดว้ ย เช่น พอ่ แม่ สมาชิกในครอบครวั ครู เพ่ือน และบุคคลที่อยแู่ วดลอ้ ม เป็ นตน้ ตนจึงถูก กาหนดโดยผ่านคาพดู และการกระทาของคนอื่น ทาใหเ้ ด็กรวู้ า่ เขาเป็ นคนดี คนไมด่ ี คนฉลาด คนโง่ น่ารกั หรือไมน่ ่ารกั เขาเป็ นใครและถกู คาดหวงั ใหเ้ ป็ นคนอยา่ งไร (ประสิทธ์ิ ทองอุ่น และ คณะ, 2542 : 36) จากปฏิกิริยาต่างๆเหลา่ น้ัน การรูจ้ กั ตนเอง ความหมายและความสาคญั ของการรูจ้ กั ตนเอง หลายคนมกั คิดวา่ ตนเองรจู้ กั ชีวิตของตนเองดีอยแู่ ลว้ รวู้ า่ เป็ นคนสวย รา่ รวย เรียนเกง่ นิสยั ดี ฐานะดี น่ีคือสิ่งที่คนทวั่ ไปคิดวา่ เป็ นความเขา้ ใจชีวิตของตน แทจ้ ริงแลว้ เป็ นเพียงความ เขา้ ใจแคเ่ พียงดา้ นเดียวหรืออาจเรียกไดว้ า่ เปลือกนอกของชีวติ การรจู้ กั ชีวิตที่แทจ้ ริงคือการรจู้ กั ตวั เองท่ีสอดคลอ้ งกบั ความจริงแห่งชีวิต อยา่ งท่ีเรียกวา่ รจู้ กั ดา้ นบวกและดา้ นลบของตวั เอง เพ่ือท่ีจะดาเนินชีวิตอยา่ งไม่ประมาทไมห่ ลงมวั เมาไปกบั ความสุขทางโลก ตอ้ งยอมรบั ความจริง วา่ เราตอ้ งเสียชีวิตไมว่ นั ใดก็วนั หนึ่ง ในการดาเนินชีวิตน้ันตอ้ งมสี มหวงั ผิดหวงั ทุกขบ์ า้ ง สุข บา้ ง จึงตอ้ งใชส้ ติสมั ปชญั ญะควบคุมตวั เอง ไมห่ ลงมวั เมาไปตามกิเลสซึ่งความสุขท่ีไดร้ บั น้ัน เป็ นเพียงชวั่ คร้งั ชวั่ คราวไมใ่ ชค่ วามสุขที่แทจ้ ริง (ศิริวรรณ เกษมศานตก์ ิดาการและคณะ, 2551) ดงั น้ันการรจู้ กั ตนเอง เป็ นอีกเรื่องหนึ่งท่ีสาคญั ต่อการพฒั นาความเป็ นคนใหม้ ีสุขภาพจิตดีและ มี วุฒิภาวะทางอารมณ์ ความเป็ นตวั เราน้ันเริ่มต้งั แต่ระยะแรกของชีวิต ในวยั ทารกเราจะเรียนรู้ คน้ หาสิ่งต่างๆรอบตวั เรา จนรวู้ า่ อะไรคือตวั เรา และอะไรที่ไมใ่ ช่ตวั เรา เมื่อโตข้ นึ เราจะเรียนรู้ และรจู้ กั ตนเองจากคนที่อยรู่ อบๆ ตวั คนที่เรามีความสมั พนั ธด์ ว้ ย เช่น พ่อ แม่ พ่ี นอ้ ง ญาติ เพ่ือน ครู เราเรียนรจู้ ากปฏิกิริยาและคา่ นิยมของคนอื่น เรียนรวู้ า่ ความพยายามบางครง้ั ก็ ประสบผลสาเร็จ บางคร้งั ก็ลม้ เหลว เราเรียนรวู้ ิธีการสรา้ งอานาจ การทาใหค้ นเชื่อฟัง ทาใหค้ น ชอบ ยอมรบั และรกั ต่อเมื่อเรามอี ายุมากข้ ึนการเรียนรจู้ ากคนอื่นและสิ่งแวดลอ้ มจะมอี ิทธิพล ต่อเราลดนอ้ ยลง แต่จะมคี วามเขม้ แขง็ เกิดข้ ึนในตนเองซ่ึงนาไปสกู่ ารลดลงของการเปลี่ยนแปลง ตนเองและเผชิญกบั สิ่งต่างๆ บางคนกลายเป็ นคนท่ีชานาญและเก่งในการซ่อนคุณลกั ษณะที่ไม่ ปรารถนาจากตนเองและผูอ้ ่ืน จนกระทงั่ กลายเป็ นคนแปลกหนา้ สาหรบั ตนเองและกลวั ท่ีจะรจู้ กั ตนเอง เพราะวา่ คนเราเม่ืออยกู่ บั ตนเอง ก็มกั จะคลอ้ ยตามความคิดเห็น ซึ่งเขา้ ขา้ งตวั เองเสีย 80 เปอรเ์ ซ็นต์ ไมก่ ลา้ เผชิญกบั \"ตวั ตนที่แทจ้ ริง\" ซึ่งอาจจะรา้ ยกาจมากกวา่ ที่คาดคิด คนเรา จึงไมร่ จู้ กั ตนเองอยา่ งแทจ้ ริง เมอ่ื ไมร่ จู้ กั ตนเองอยา่ งแทจ้ ริง ก็ไมส่ ามารถที่จะรไู้ ดว้ า่ ส่ิงใด เป็ น

129 ส่ิงท่ีบกพรอ่ งตอ้ งปรบั ปรุง เปล่ียนแปลง พฒั นาใหด้ ียิ่งข้ ึน เม่อื ไมร่ ชู้ ีวติ ก็ยา่ อยกู่ บั ท่ีและมีแต่จะ ตกตา่ ลงไปเร่ือยๆ เราจะสามารถรจู้ กั ตนเองได้ ถา้ เราเปิ ดโอกาสใหต้ วั เรา เรียนรตู้ วั เองผ่าน การทางานร่วมกบั ผูอ้ ่ืน โดยใชง้ านเป็ นผลแสดงถึง คุณภาพของจิตใจเรา และใชค้ าวิจารณ์ คา แนะนาจาก เพื่อนรว่ มงาน เป็ นกระจกสะทอ้ นความเป็ นตวั เรา เพื่อเปลี่ยนแปลงและพฒั นา ตนเองใหด้ ีข้ นึ การรจู้ กั ตนเอง คือ การมองเห็นขอ้ บกพรอ่ งของตนเองอยา่ งแทจ้ ริง เพ่ือท่ีเราจะ สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ แต่การมองตนเองน้ันเป็ นสิ่งที่ทาไดย้ ากเพราะเรามกั จะสรา้ ง และใหค้ วามสาคญั กบั \"ภาพแหง่ ตน\" ซึ่งเป็ น \"ภาพลวงตา\" ทาใหเ้ ราไมไ่ ดพ้ บกบั ความผิดพลาด ของเราซ่ึงมอี ยูม่ ากมาย เมือ่ เราใหพ้ ลงั งานสาหรบั \"ภาพแหง่ ตน\" ที่เราสรา้ งข้ ึนมาเอง เราจะมี ความสมั พนั ธก์ บั ผูอ้ ่ืนในลกั ษณะท่ีไมเ่ ปิ ดเผย ตรงไปตรงมา เราอาจจะหหู นวกต่อการวิจารณ์ ซึ่งเราไมเ่ ห็นดว้ ย หรือปฏิเสธความจริงท่ีเราเป็ นอยบู่ างอยา่ ง การท่ีเราไมย่ อมรบั การวจิ ารณ์ อยา่ งซ่ือตรง แสดงวา่ เราไมไ่ ดใ้ หค้ วามสาคญั กบั ผูซ้ ่ึงมีความรกั ในเราอยา่ งแทจ้ ริง ดงั น้ัน \"เราจะ หา่ งเหินจากกระแสแห่งการเรียนรภู้ ายใน\" เราจะรจู้ กั ตนเองไดอ้ ยา่ งไร เราสามารถเริ่มตน้ ดว้ ยการมองอยา่ งชดั เจนว่า \"เราเป็ นใคร\" ใช้ เวลาพิจารณาวา่ เรามองตวั เราอยา่ งไร \"ตวั จริง\" ของเราเอง และ \"ภาพแหง่ ตน\" ที่เราสรา้ ง ข้ นึ มาน้ันเก่ียวพนั กนั อยา่ งไร ดอู ยา่ งต่อเน่ือง ดคู วามเก่ียวขอ้ งของมนั กบั ผูอ้ ื่น ที่ทางานร่วมกบั เรา กบั ครอบครวั ของเรากบั มิตรสหายของเรา สงั เกตดวู า่ เราเป็ นอยา่ งไรบา้ งในสายตาผอู้ ่ืน แม้ การติดตามดภู าพแหง่ ตนน้ัน จะไมใ่ ชเ่ รื่องง่ายเลย แต่เราจะเริ่มรจู้ กั ตนเองมองชีวิตอยา่ งซื่อตรง เรียนรทู้ ่ีจะเขา้ ใจและยอมรบั ขอ้ ดีและขอ้ บกพรอ่ งของตนเองดว้ ย (มนุษยจ์ า้ วปัญหาหรือมนุษยส์ ู้ ปัญหา, 2553) เม่ือเรารจู้ กั ตนเองอยา่ งแทจ้ ริง เราก็จะเร่ิมตน้ ยอมรบั ผูอ้ ื่น เราสามารถเปิ ดหวั ใจใหก้ วา้ ง และ รบั ทุกๆคนเขา้ มาในชีวติ ของเรา งานของเราจะถกู จดั ทิศทางดว้ ยความชดั เจน ดว้ ยความรสู้ ึกวา่ \"เราคือใคร\" และ \"เราตอ้ งการอะไร\" ผลของการงานและการพฒั นาความหมายใหแ้ กช่ ีวติ ก็จะ นาพาส่คู วามมนั่ คงใหเ้ กิดข้ ึน นาไปสคู่ วามเขา้ ใจชีวิตเขา้ ใจโลกมากข้ นึ ตลอดจนนาไปสู่ ความสุขในทุกๆอยา่ งท่ีเราทา จากที่กล่าวมาขา้ งตน้ จึงสรุปความหมายของการรจู้ กั ตนเองไดว้ า่ การรจู้ กั ตนเอง คือ การรบั รู้ ตนเองท้งั ดา้ นความคิด ความรสู้ ึก และพฤติกรรมของตนตามความเป็ นจริง รจู้ ุดเด่นจุดดอ้ ยของ ตนและสามารถสง่ เสริมจุดเด่นแกไ้ ขจุดดอ้ ยได้ พรอ้ มท้งั สามารถวางเป้ าหมายในชีวติ และ พฒั นาตนไปสเู่ ป้ าหมายน้ันไดด้ ว้ ยสติและปัญญาอยา่ งเหมาะสม ภาพของตน หรือ อตั มโนทศั น์ (Self-Concept) ตวั ตน ( The Self ) เป็ นศูนยก์ ลางของบุคลิกภาพ ท่ีเป็ นส่วนของการรบั รู้ และคา่ นิยม เก่ียวกบั ตวั เรา ตวั ตนพฒั นามาจากกการที่อินทรียม์ ปี ฏิสมั พนั ธก์ บั สภาพแวดลอ้ ม เป็ น ประสบการณเ์ ฉพาะตน ในการพฒั นาตวั ตนของบุคคลน้ัน บุคคลจะพบวา่ มีบางส่วนท่ีคลา้ ย และบางสว่ นที่แตกต่างไปจากผอู้ ื่น ตวั ตน เป็ นส่วนท่ีทาใหพ้ ฤติกรรมของบุคคลมีความคงเสน้

130 คงวา (Consistency) และประสบการณใ์ ดท่ีช่วยยืนยนั ว่า อตั มโนทศั น์(Self-concept) ที่บุคคล มอี ยู่ บุคคลจะรบั รแู้ ละผสมผสานประสบการณน์ ้ันเขา้ มาสตู่ นเองไดอ้ ยา่ งไม่มีความคบั ขอ้ งใจ แต่ประสบการณท์ ่ีทาใหบ้ ุคคลรสู้ ึกวา่ อตั มโนทศั น์ที่มีอยเู่ บ่ียงเบนไปจะทาใหบ้ ุคคลเกิดความคบั ขอ้ งใจที่จะยอมรบั ประสบการณน์ ้ัน อตั มโนทศั น์เป็ นผลรวมท้งั หมดของลกั ษณะประจาตวั ความสามารถ ค่านิยม เจตคติ ท่ีบุคคลเชื่อวา่ เป็ นส่ิงอธิบายตวั เขาวา่ เป็ นอยา่ งไร หรือหมายถึง แนวคิดเก่ียวกบั ตนเองวา่ เป็ นใคร เป็ นอะไร ซ่ึงเปรียบเสมือนมองเงา ในกระจกที่สะทอ้ นให้ บุคคลไดเ้ ห็นตนเอง รจู้ กั ตนเอง หรืออาจกล่าวไดว้ า่ อตั มโนทศั น์ คือเน้ ือหาความรเู้ ก่ียวกบั ตนเองที่บุคคลรบั รู้ และมคี วามเกี่ยวขอ้ งอยา่ งใกลช้ ิดกบั การนับถือตนเอง แต่ไมไ่ ดเ้ ป็ นส่ิง เดียวกนั หากบุคคลมีอตั มโนทศั น์ในทางบวกก็จะทาใหเ้ พ่ิมการนับถือตนเองภาคภมู ิใจใน ตนเองมากข้ ึน การใชช้ ีวิตประจาวนั มผี ลต่ออตั มโนทศั น์และในทางกลบั กนั การที่บุคคลมีอตั มโน ทศั น์อยา่ งไรก็มผี ลต่อการทางาน มผี ลต่อการดาเนินชีวิตประจาวนั ของบุคคลดว้ ยเช่นกนั อตั มโนทศั น์เป็ นส่ิงท่ีมกี ารเปล่ียนแปลงตลอดเวลา เพราะบุคคลจะตอ้ งอยใู่ นโลกแห่งความ เปล่ียนแปลงโดยมีตวั เอง (Self) เป็ นศนู ยก์ ลางในการแสดงพฤติกรรมต่างๆ โรเจอรส์ (Rogers, 1970) อตั มโนทศั น์เป็ นผลมาจากปัจจยั สาคญั 4 ประการ ไดแ้ ก่ 1) การมปี ฏิสมั พนั ธก์ บั ผูอ้ ่ืน 2) การเปรียบเทียบตนเองกบั ผูอ้ ่ืน 3) การรบั ขอ้ มลู ยอ้ นกลบั มาจากผอู้ ื่น 4) การสงั เกตความรสู้ ึก ความคิด และพฤติกรรมของตนเอง (เรียม ศรีทอง ,2542) ดงั น้ันการที่จะเขา้ ใจพฤติกรรมของคนไดด้ ี จะตอ้ งพยายามศึกษาสภาพความคิดภายใน ของบุคคลใหม้ ากที่สุดเท่าท่ีจะมากได้ เพราะพฤติกรรมของคนเราเป็ นผลสืบเน่ืองมาจาก ความคิดและเจตคติของเขาต่อตวั เขาเอง (Roger 1951:497) พฤติกรรมทุกอยา่ งที่คนแสดง ออกมาเป็ นผลจากอตั มโนทศั น์ ซ่ึง อตั มโนทศั น์น้ ีมีอิทธิพลต่อเจตคติ ความคิด ความรสู้ ึก ความเขา้ ใจในสิ่งต่างๆตลอดจนการปรบั ตวั ของคน นอกจากน้ ีอตั มโนทศั น์ ยงั มคี วามสาคญั ใน การท่ีจะช่วยใหเ้ ราเขา้ ใจพฤติกรรม และการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของคนอื่นดว้ ย ดงั ที่ พรรณี ชทู ยั เจนจิต (2538:593) ไดก้ ลา่ วไวว้ า่ “…อตั มโนทศั น์เป็ นตวั กาหนดพฤติกรรม ใครจะแสดง พฤติกรรมเช่นใดน้ันข้ ึนอยกู่ บั วา่ เขามีความรสู้ ึกนึกคิดเก่ียวกบั ตนเองลกั ษณะใดบวกหรือลบ…” (บุคคลจะแสดงพฤติกรรมไปตามที่คิดว่าตนเป็ น) บุคคลที่มีอตั มโนทศั น์ต่างกนั จะมพี ฤติกรรม ท่ีแตกต่างกนั ถา้ มีอตั มโนทศั น์ในทางบวกก็จะมพี ฤติกรรมในทางบวก เชน่ การประเมนิ ตนเอง ในทางบวก มีความเชื่อมนั่ ในตนเอง มองเห็นคุณคา่ ในตนเอง ส่วนผมู้ ีอตั มโนทศั น์ต่อตนเอง ในทางลบก็จะเป็ นผูท้ ่ีประเมินตนเองในทางลบ มองตนเองต่าตอ้ ยไรค้ ่า มองตนเองไมม่ ี ความสามารถ ฉะน้ันจะเห็นไดว้ า่ อตั มโนทศั น์มสี ่วนเกี่ยวขอ้ งกบั การดารงชีวิตของคนเรา เพราะ เป็ นส่ิงท่ีมอี ิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมและเป็ นองคป์ ระกอบที่สาคญั ของบุคลิกภาพ

131 ความหมายของอตั มโนทศั น์ (Self-Concept) อตั มโนทศั น์เป็ นความรสู้ ึกของแต่ละบุคคลท่ีมีต่อตนเอง ซึ่งอาจเป็ นจริงหรือไมจ่ ริงก็ได้ เป็ นส่ิงที่ทุกคนพิจารณาตนเองวา่ เป็ นคนอยา่ งไร นักจิตวิทยาและนักการศึกษาเช่ือว่าพฤติกรรม ทุกอยา่ งท่ีบุคคลแสดงออกมาเป็ นผลสืบเน่ืองมาจากอตั มโนทศั น์ และไดใ้ หค้ วามหมายของอตั มโนทศั น์ไวด้ งั น้ ี โรเจอรส์ (Rogers 1952 : 136) ไดใ้ หค้ วามหมายไวว้ ่า อตั มโนทศั น์ เป็ นการรบั รขู้ อง บุคคลที่มีต่อตนเองเก่ียวกบั รปู รา่ งลกั ษณะ ความสามารถ การรบั รเู้ ก่ียวกบั ความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งตนกบั ผูอ้ ื่นและสิ่งแวดลอ้ ม การรบั รเู้ กี่ยวกบั คุณคา่ ของตนเอง เจอรซ์ ิลค์ (Jersild 1963 :7) ใหค้ วามหมายไวว้ า่ อตั มโนทศั น์ คือ โลกภายในของ บุคคลเป็ นผลรวมของความรสู้ ึก ความคิด ซ่ึงทาใหบ้ ุคคลรบั รถู้ ึงความคงอยขู่ องตนวา่ ตนคือ ใคร มอี ะไรอยรู่ วมท้งั ความรสู้ ึกเกี่ยวกบั ลกั ษณะนิสยั และคุณสมบตั ิของตนเอง พรรณี ชทู ยั เจนจิต (2538 :592-593) ไดส้ รุปความหมายของอตั มโนทศั น์ที่ นักจิตวทิ ยาหลายท่านไดใ้ หไ้ วค้ ือ ภาพของตนเอง ซึ่งเกิดจากความคิดความรสู้ ึก เจตคติ การ รบั รู้ การตีความเก่ียวกบั รูปรา่ งลกั ษณะความสามารถและคุณค่าของตนเอง ชวลี ดวงแกว้ (2541:10) ไดส้ รุปความหมายของอตั มโนทศั น์จากการศึกษาเอกสารไว้ คืออตั มโนทศั น์ หมายถึง ความรสู้ ึกนึกคิด ความเขา้ ใจ การรบั รขู้ องแต่ละบุคคลต่อตนเองทุก ดา้ น จากประสบการณ์ หรือการเรียนรู้ ที่ไดร้ บั จากการมีปฏิสมั พนั ธก์ บั สงั คม ดงั น้ันจึงสรุปความหมายของอตั มโนทศั น์ไดว้ า่ อตั มโนทศั น์ คือ ความรสู้ ึกนึกคิด ความเขา้ ใจ การรบั รู้ และเจตคติของแต่ละบุคคลที่มีต่อตนเองในทุกๆดา้ น ซ่ึงเป็ นผลมาจากเรียนรแู้ ละ ประสบการณท์ ่ีบุคคลไดม้ ปี ฏิสมั พนั ธก์ บั บุคคลอ่ืนและสิ่งแวดลอ้ ม อนั เป็ นตวั กาหนดบุคลิกภาพ วิธีการรูจ้ กั ตนเอง วธิ ีที่จะทาใหร้ จู้ กั และเขา้ ใจตนเอง มอี ยหู่ ลายวธิ ีแต่ท่ีจะกลา่ วในที่น้ ีไดแ้ ก่ การรบั รู้ รปู แบบของตน การรจู้ กั ตนในบริบทของสิ่งแวดลอ้ ม ตนตามทฤษฎีการเชื่อมโยงความคิด และ การรจู้ กั ตนในรปู แบบของปฏิสมั พนั ธ์ABC บุคคลจะรจู้ กั และเขา้ ใจตนเองอยา่ งถูกตอ้ งได้ ถา้ เขา พิจารณาตวั เองตามที่เป็ นจริง วิเคราะหแ์ ละวจิ ารณต์ นเอง ตลอดจนยอมรบั คาวิจารณข์ องคน อื่น โดยไมห่ ลอกตวั เองและไมเ่ ขา้ ขา้ งตนเองเมอ่ื บุคคลรจู้ กั และยอมรบั ตนเองไดแ้ ลว้ ก็สามารถ นาไปส่กู ระบวนการพฒั นาตนในลาดบั ต่อไป 1. การรบั รูร้ ูปแบบของตน 1.1 ทฤษฎีตวั ตน (Self Theory) โรเจอรส์ (Rogers, 1952) นักจิตวยิ า ผูท้ ่ีศึกษาบุคลิกภาพของมนุษยจ์ ากส่วนท่ีเป็ น ประสบการณเ์ ฉพาะตวั ของบุคคล ซ่ึงรวมความรสู้ ึก และเจตคติของบุคคล ต่อโลก ต่อชีวิต ต่อ ตนเอง และต่อสงั คมแวดลอ้ มโดยมุง่ ใหค้ วามสาคญั ท่ีตวั เอง และความเป็ นตวั ของตวั เองของ บุคคลน้ัน (I หรือ Me หรือ Self ) ทฤษฎีของโรเจอรส์ จึงมีช่ือว่า ทฤษฎีตวั ตน (Self Theory) อธิบายวา่ มนุษยท์ ุกคนมตี วั ตน 3 แบบ คือ

132 1.1.1 ตนท่ีตนมองเห็นหรือตนตามการรบั รู้ (Perceived Self หรือ Self Concept) ตนที่ตนมองเห็น คือ ภาพของตนที่เห็นตนเองวา่ ตนเป็ นคนอยา่ งไร คือใครมีความรู้ ความสามารถลกั ษณะเฉพาะตนอยา่ งไร โดยทวั่ ไปบุคคลรบั รมู้ องเห็นตนเองหลายแง่หลายมุม อาจไมต่ รงกบั ขอ้ เท็จจริง หรือภาพท่ีคนอื่นเห็น เชน่ คนที่ชอบเอารดั เอาเปรียบผอู้ ่ืน อาจไมน่ ึก เลยวา่ ตนเองเป็ นบุคคลประเภทน้ัน 1.1.2 ตนที่เป็ นจริง (Real Self) ตนท่ีเป็ นจริง คือ การรบั รเู้ กี่ยวกบั ตนเองตามขอ้ เท็จจริง ในดา้ นต่างๆท้งั ทางดา้ นรา่ งกายและ จิตใจ เช่น ฉนั เป็ นคนเรียนเก่ง, ฉนั เป็ นคนสวย ฉนั เป็ นคนรา่ รวย เป็ นตน้ 1.1.3 ตนในอุดมคติ (Ideal Self) ตนในอุดมคติ คือ การรบั รสู้ ิ่งที่ตนเองอยากมี อยากเป็ น แต่ยงั ไมม่ ี ไมเ่ ป็ นในสภาวะปัจจุบนั หรือการรบั รสู้ ิ่งท่ีตนเองปรารถนาอยากจะมีอยากจะเป็ นในอุดมคติ เชน่ นายธนูเป็ นคนเรียน หนังสือไมเ่ กง่ แต่นึกอยากเป็ นคนเรียนเก่งสอบไดท้ ่ี 1 หรือ นางสาวขวญั ตา เป็ นคนผิวดา ตวั อว้ น และ เต้ ีย แต่นึกอยากเป็ นคนผิวขาว หุ่นดีและสงู เหมือนนางแบบ เป็ นตน้ โรเจอรส์ (Rogers อา้ งถึงใน เรียม ศรีทอง,2542 : 109) เนน้ วา่ การยอมรบั ตนเองของบุคคล เกิดจาก ความสอดคลอ้ งตอ้ งกนั ระหวา่ ง ความคิดเก่ียวกบั ตนที่เป็ นจริง (Real Self) กบั ความ คิดเห็นเกี่ยวกบั ตนในอุดมคติ (Ideal Self) เมอื่ การรบั รตู้ นที่เป็ นจริงกบั ตนในอุดมคติคลา้ ยกนั หรือแตกต่างกนั เพียงเล็กน้อย ก็เป็ นผลใหบ้ ุคคลน้ันสามารถปรบั ตวั ไปในทางท่ีดีได้ 1.2 ทฤษฎีของไวลี่ย์ ไวลี่ย์ (Wylie, 1968) ไดอ้ ธิบายถึงโครงสรา้ งของอตั มโนทศั น์ โดยแบ่งออกเป็ น 2 ชนิด คือ 1.2.1 อตั มโนทศั น์ที่เป็ นจริง (Actual Self-Concept) คือเจตคติและการรบั รวู้ า่ ตนเอง คือใครเป็ นอยา่ งไร เป็ นภาพสะทอ้ นของตนเองเช่น ตนเองเป็ นคนมีเหตุผล เป็ นคนดี เป็ นตน้ อตั มโนทศั น์ท่ีเป็ นจริงน้ ีสามารถแบง่ ไดเ้ ป็ น 2 ประเภทคือ 1) อตั มโนทศั น์ที่รบั รจู้ ากสงั คม (Social Self–Concept) เป็ นการรบั รเู้ กี่ยวกบั ตวั เองที่ เกิดจากเจตคติหรือ ความคิดเห็นของบุคคลอ่ืนในสงั คมที่สะทอ้ นใหเ้ ราทราบวา่ เราเป็ นคน อยา่ งไร 2) อตั มโนทศั น์ท่ีรบั รจู้ ากตน (Private Self-Concept) เป็ นการรบั รจู้ ากการที่บุคคล บุคคลไดม้ องตนเองแลว้ วา่ เป็ นคนอยา่ งไร 1.2.2 อตั มโนทศั น์ในอุดมคติ (Ideal Self-Concept) คือเจตคติหรือความคิดเห็น เก่ียวกบั การรบั รตู้ นเองวา่ จะเป็ นคนในอุดมคติอยา่ งไร เช่น ตนอยากเป็ นคนท่ีสวยท่ีสุด อยาก เรียนเกง่ เป็ นตน้ ซึ่งแบง่ ออกเป็ น 2 ประเภทคือ 1) อตั มโนทศั น์ตามอุดมคติของตน (Own Ideal Self-Concept) เป็ นอุดมคติของ ตนเองวา่ ตนเองอยากจะเป็ นอยา่ งไร

133 2) อตั มโนทศั น์ตามอุดมคติของสงั คม (Concept of Other’s Ideal for One) เป็ นการ รบั รตู้ นในอุดมคติจากคนอ่ืนในสงั คมวา่ ตนที่คนอ่ืนต้งั ไวน้ ่าจะเป็ นอยา่ งไรไดบ้ า้ ง อตั มโนทศั น์ อตั มโนทศั น์ที่เป็ นจริง อตั มโนทศั น์ในอุดมคติ อตั มโนทศั น์ อตั มโนทศั น์ อตั มโนทศั น์ อตั มโนทศั น์ ที่เป็ นจริงท่ี ท่ีเป็ นจริงท่ี ในอุดมคติ ในอุดมคติ รบั รจู้ ากสงั คม รบั รจู้ ากตน ของตน ของสงั คม ภาพท่ี3.1 แสดงโครงสรา้ งอตั มโนทศั น์ของ Wylie ท่ีมา : Wylie (1968:743) จากการแบ่งโครงสรา้ งของอตั ตาตามแนวคิดทฤษฎีใน ขา้ งตน้ จะเห็นไดว้ า่ มีความสอดคลอ้ งและคาบเก่ียวกนั และเป็ นส่วนประกอบดว้ ยการรบั รู้ ประสบการณต์ ่างๆท่ีเกิดข้ ึนกบั ตนและกลายเป็ นความรสู้ ึกนึกคิดที่มีต่อตนเองและความรสู้ ึกนึก คิดที่ปรารถนาอยากจะเป็ น ซ่ึงความปรารถนาน้ ีบางสว่ นอาจจะเป็ นจริงและบางสว่ นยงั ไมเ่ ป็ น จริง ความรสู้ ึกนึกคิดท้งั สองประการน้ ีจะทาใหบ้ ุคคลเกิดการประเมนิ ตนเอง เป็ นความรสู้ ึกเห็น คุณคา่ ในตนเอง(Self esteem) ซึ่งการเห็นคุณค่าในตนเองน้ัน เป็ นการตดั สินคุณค่าของตวั เองโดยแสดงใหเ้ ห็นในรปู ของ เจต คติที่มตี ่อตนเอง บุคคลจะประเมินอตั มโนทศั น์ออกมาในการเห็นคุณค่าตนเอง ซึ่งเป็ น กระบวนการตดั สินคุณค่า โดยตรวจสอบดา้ นผลงานความสามารถของตนเองกบั บุคคลรอบขา้ ง เป็ นกระบวนการที่อาจเป็ นไปโดยรตู้ วั หรือไมร่ ตู้ วั การเห็นคุณค่าในตวั ตนเองเกิดข้ นึ จากการมี ประสบการณแ์ ห่งความสาเร็จและการปฏิบตั ิกิจกรรมต่างๆ บรรลุจุดมุง่ หมาย สง่ ผลใหไ้ ดร้ บั การยกยอ่ งชมเชยจากบุคคลต่างๆ เกิดความพึงพอใจ กลายเป็ นความเช่ือมนั่ ต่อความสามารถ ของตนเอง บุคคลท่ีมีลกั ษณะการเห็นคุณค่าในตวั เองสูงเป็ นคนที่มคี วามเช่ือมนั่ ในตวั เองสงู ไม่ คอ่ ยเครียดหรือวติ กกงั วล มคี วามรสู้ ึกมนั่ คงปลอดภยั สงู มองตนเองวา่ เป็ นคนมีคา่ ไมห่ วนั่ ไหว ต่อการวจิ ารณห์ รือการตาหนิจากบุคคลอื่นไดง้ า่ ย ยอมรบั ความจริง มีความกระตือรือรน้ และ ต้งั ใจจริงในการกระทาสิ่งต่างๆ ไมท่ อ้ แทง้ า่ ย มคี วามสุขกบั ชีวิตตนเอง 2. การรูจ้ กั ตนในบริบทของส่งิ แวดลอ้ ม 2.1 แนวคิดของโจเซฟ ลุฟทแ์ ละแฮรี่ อิงแฮม Joseph Luft and Harry Ingham โจเซฟ ลุฟท์ และ แฮรี่ อิงแฮม ( Joseph Luft and Harry Ingham : 1970) ไดพ้ ฒั นาทฤษฎีน้ ี ข้ นึ มา โดยเอาชื่อตน้ คือ Joseph และ Harry Window : A Graphic Model of Awareness in Interpersonal Relations. และเรียกทฤษฎีน้ ีวา่ “ทฤษฎีหนา้ ต่างโจฮารี” (Johari’ window) หรือ บางคร้งั นักวิชาการหลายท่านเรียกวา่ “ทฤษฎีหนา้ ต่างหวั ใจของโจฮารี” ซ่ึงมวี ตั ถุประสงค์ เพ่ือ มุง่ แสดงใหเ้ ขา้ ใจถึงการตระหนักรตู้ นของบุคคล ในสถานการณท์ ่ีแสดงพฤติกรรมติดต่อกบั บุคคลอ่ืน นัน่ คือก่อนที่บุคคลจะยอมรบั ผูอ้ ่ืนไดน้ ้ัน จาเป็ นท่ีบุคคลจะตอ้ งรจู้ กั และยอมรบั ตนเอง เสียก่อน ซ่ึงสามารถทาไดโ้ ดยอาศยั ทฤษฎีที่เรียกวา่ “หนา้ ต่างหวั ใจของโจฮารี” (Johari’s Window) โดยมลี กั ษณะดงั ภาพ

134 ตนเองรู้ ตนเองไมร่ ู้ 1 2 Blind area Known area ( บริเวณจุดท่ีเป็ นจุด (บริเวณเปิ ดเผย) บอด ) ตนเองและคนอื่นรู้ คนอื่นรแู้ ต่ตนเองไมร่ ู้ 3 Hidden area 4 Unknown area (บริเวณซ่อนเรน้ ) (บริเวณอวิชชา) ตนเองรแู้ ต่คนอื่นไมร่ ู้ ไมม่ ีใครรู้ การพฒั นาบุคลกิ ภาพ (Personality Development) บุคลิกภาพเป็นลกั ษณะโดยรวมของบุคคลท้งั รูปลกั ษณ์ทางกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และ พฤติกรรม ซ่ึงทาใหม้ ีลกั ษณะแตกต่างกนั ในแตล่ ะบุคคล บุคลิกภาพบางอยา่ งกต็ ิดตวั มาแตก่ าเนิด และบางอยา่ งกไ็ ดร้ ับผลจากการติดต่อสัมพนั ธ์กบั บุคคลอื่นในสภาพแวดลอ้ มหรือในสงั คมที่ ใกลช้ ิด ซ่ึงแต่ละคนมีการพฒั นาและประสบการณ์ที่ไมเ่ หมือนกนั บุคลิกภาพจึงมีลกั ษณะเป็นของ เฉพาะตวั บุคลิกภาพของแต่ละบุคคลอยา่ งนอ้ ยจะแสดงออกใหป้ รากฏ 3 ดา้ นคือ 1. แสดงบุคลิกภาพดา้ นรูปร่างหนา้ ตา สีผม สีผวิ เพศ อายุ และจากอิทธิพลของตอ่ มใน ร่างกาย 2. แสดงบุคลิกภาพในดา้ นจิตใจ สติปัญญา อารมณ์และความรู้สึก 3. แสดงทางดา้ นสังคม อุปนิสยั ใจคอ ความนิยมชมชอบ ระเบียบแบบแผนและประเพณี การเรียนรู้ทาใหบ้ ุคลิกภาพของคนเปล่ียนแปลงไปทีละนอ้ ย และความคบั ขอ้ งใจท่ีเกิดจากการสนอง ความตอ้ งการไมไ่ ดจ้ ะมีผลต่อพฒั นาการของบุคลิกภาพ การปรับตวั จึงมีส่วนสมั พนั ธ์กบั พฒั นาการ ทาง บุคลิกภาพของบุคคลเป็นอยา่ งมาก ความหมายของบุคลกิ ภาพ บุคลิกภาพตรงกบั ภาษาองั กฤษวา่ “Personality” มีรากศพั ทม์ าจากภาษากรีกวา่ “Persona” ซ่ึงมีความหมายวา่ “Mask” แปลวา่ “หนา้ กาก” สาหรับตวั ละครใชส้ วมหนา้ เวลาออกแสดง เวลา ออกโรงเพ่ือ แสดงบทบาทที่ถูกกาหนดให้ เช่น ผสู้ วมหนา้ กากเป็นผรู้ ้ายแสดงใหส้ มกบั ตวั ผรู้ ้าย

135 นกั จิตวทิ ยาไดใ้ หค้ วามหมายเก่ียวกบั บุคลิกภาพไวห้ ลายทศั นะ ดงั น้ี 1. บุคลิกภาพ คือ ผลรวมของพนั ธุกรรมและประสบการณ์ท้งั หมดของบุคคล 2. บุคลิกภาพ คือ ลกั ษณะรวมของบุคคลและวธิ ีการแสดงออกทางพฤติกรรมซ่ึง กาหนดการ ปรับตวั ตามแบบฉบบั ของแต่ละบุคคลต่อส่ิงแวดลอ้ ม 3. บุคลิกภาพ คือ คุณสมบตั ิและคุณลกั ษณะเด่นประจาตวั ของแตล่ ะบุคคล รวมท้งั การ ปรับตวั ของบุคคลต่อส่ิงแวดลอ้ มตา่ ง ๆ 4. บุคลิกภาพ คือ กระบวนการสร้างหรือรวมคุณลกั ษณะท้งั ทางดา้ นร่างกายและจิตใจของ บุคคล นิสยั กิริยาทา่ ทางของแตล่ ะบุคคลโดยเฉพาะ 5. บุคลิกภาพ คือ ความเด่นประจาตวั ของแตล่ ะบุคคล ซ่ึงอาจจะบอกถึงความแตกต่างจาก บุคคลอ่ืนในดา้ นปริมาณและคุณภาพของลกั ษณะเด่นน้นั ๆ พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 บุคลิกภาพ หมายถึง สภาพนิสยั จาเพาะคน สรุป บุคลิกภาพ หมายถึง ลกั ษณะโดยรวมของแตล่ ะบุคคล ท้งั ลกั ษณะภายในและภายนอก และ ปัจจยั ต่างๆ อนั มีอิทธิพลตอ่ ความรู้สึกของผพู้ บเห็น ลกั ษณะทว่ั ไปของบุคลกิ ภาพ 1. บุคคลแตล่ ะคน มีลกั ษณะรูปร่างเป็นไปตามพนั ธุกรรม เม่ืออยใู่ นสังคมจะเกิดการเรียนรู้ และมีผล ตอ่ บุคลิกภาพของบุคคล 2. บุคลิกภาพ เป็นลกั ษณะพฤติกรรมส่วนรวมของบุคคล ซ่ึงหมายถึงทุกสิ่งทุกอยา่ งท่ี ปรากฏ ออกมาจากตวั บุคคลน้นั 3. บุคลิกภาพของบุคคลจะเป็ นอยา่ งไรข้ึนอยกู่ บั การมองเห็นของบุคคลอ่ืน 4. บุคลิกภาพเกิดจากการท่ีบุคคลใชค้ วามสามารถที่จะปรับตวั ใหเ้ ขา้ กบั บุคคลอื่นได้ องค์ประกอบของบุคลกิ ภาพ 1. ลกั ษณะทางกาย ไดแ้ ก่ รูปร่าง หนา้ ตา สัดส่วน ผวิ พรรณ สีผม ความสูง น้าหนกั เป็น ลกั ษณะ ประจาตวั ของบุคคล

136 2. ลกั ษณะทางใจ ไดแ้ ก่ ความคิด ความจา จินตนาการ ความสนใจ ความต้งั ใจ การ ตดั สินใจ สติปัญญา เป็นเร่ืองเกี่ยวกบั สมอง 3. อุปนิสยั ไดแ้ ก่ ความสุภาพอ่อนโยน ความซ่ือสตั ยเ์ ช่ือถือได้ ความเคารพสิทธิ ส่วน บุคคลไมเ่ ห็น แก่ตวั มีศีลธรรมจรรยา ซ่ึงเป็นกิริยาท่ีสอดคลอ้ งกบั สภาพของสังคม 4. อารมณ์ ไดแ้ ก่ ความรู้สึกแห่งจิตที่ก่อให้เกิดอาการตา่ งๆ เช่น ตื่นเตน้ ตกใจ โกรธ กลา้ หาญ หวาดกลวั ร่าเริง หดหู่ หงุดหงิด วติ กกงั วล ฯลฯ 5. การสมาคม คือ กิริยาท่าที อาการที่บุคคลแสดงต่อผอู้ ื่น เช่น เป็นคนชอบคบหาสมาคม กบั ผอู้ ่ืน หรือเป็นคนเกบ็ ตวั เห็นใจผอู้ ื่น ไม่แยแสผอู้ ื่น ฯลฯ ปัจจัยทมี่ ผี ลต่อบุคลกิ ภาพ 1. พนั ธุกรรม (Heredity) เป็นส่ิงท่ีบุคคลไดร้ ับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ ไดแ้ ก่ รูปร่าง หนา้ ตา ผวิ พรรณ ฯลฯ 2. ประสบการณ์ (Experience) เป็นการเรียนรู้และปรับตวั ต่อสภาพแวดลอ้ มท่ีบุคคลเขา้ ไป เก่ียวขอ้ ง ประสบการณ์มี 2 ประเภทคือ 2.1 ประสบการณ์ทวั่ ไป เป็นประสบการณ์ธรรมดาท่ีทุกคนในสงั คมไดร้ ับ เหมือนๆ กนั เช่นขนบธรรมเนียมประเพณี การเรียนรู้บทบาทของตนเอง 2.2 ประสบการณ์ส่วนตวั เป็นประสบการณ์ของแตล่ ะคนท่ีประสบดว้ ยตนเองโดย ท่ีบุคคลอื่นไม่เคยพบเช่นเดียวกบั เรา หรือเราอาจจะเป็นผทู้ ่ีประสบเพยี งคนเดียวกไ็ ด้ ความสาคญั ของบุคลกิ ภาพ บุคลิกภาพ มีความสาคญั ต่อการดารงชีวติ ในสงั คมเป็ นอยา่ งมาก ดงั จะพิจารณาไดจ้ าก ประเด็น ดงั น้ี 1. ความมนั่ ใจ ผมู้ ีบุคลิกภาพดีจะมีความมนั่ ใจในการแสดงออกมากข้ึน และมีโอกาสท่ีจะ ประสบ ความสาเร็จจึงมีมากข้ึน 2. การยอมรับของกลุ่ม ผทู้ ี่มีบุคลิกภาพดียอ่ มเป็นที่ยอมรับของคนทว่ั ไป และตอ้ งการที่จะ ใหอ้ ยใู่ นกลุ่ม

137 3. การปรับตวั ใหเ้ ขา้ กบั ผอู้ ื่น การที่เรารู้บุคลิกภาพของผอู้ ่ืน ทาใหเ้ ราสามารถปรับตวั เขา้ กบั บุคคลและสถานการณ์ไดด้ ีข้ึน รวดเร็วข้ึน ง่ายข้ึน 4. ความสาเร็จ ผทู้ ่ีมีบุคลิกภาพดีจะไดเ้ ปรียบคนอื่นเสมอ เพราะสามารถสร้างความศรัทธา น่าเช่ือถือแก่ผพู้ บเห็น ไดร้ ับความร่วมมือ และการติดต่อดว้ ยดี ช่วยใหท้ างานไดส้ าเร็จง่ายข้ึน 5. เอกลกั ษณ์ของบุคคล บุคลิกภาพทาใหค้ นมีลกั ษณะเฉพาะตวั ซ่ึงสามารถใชเ้ ป็น แบบอยา่ งที่ดีและแบบอยา่ งท่ีไมด่ ีได้ ความแตกต่างของบุคลกิ ภาพ เป็นที่ยอมรับกนั วา่ บุคลิกภาพของบุคคลจะแตกตา่ งกนั ปัจจยั ที่มีผลทาใหเ้ กิดความแตกต่าง ของบุคลิกภาพ มีดงั น้ี 1. เพศ ธรรมชาติและสังคมกาหนดใหเ้ พศหญิงและชายมีบุคลิกภาพท่ีแตกตา่ งกนั และใน วยั เดก็ ไมอ่ ยใู่ นข้นั ของการแยกแยะความแตกตา่ งระหวา่ งเพศอยา่ งชดั เจน แต่เพศหญิงไมว่ า่ จะอยู่ ในช่วงอายใุ ดจะมีความสามารถในการเขา้ ใจอารมณ์ของบุคคลไดด้ ีกวา่ เพศชาย และเพศชายมีความ กา้ วร้าวมากกวา่ เพศหญิงในทุกกรณี 2. อายุ บุคลิกภาพของบุคคลจะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ ไดแ้ ก่ ความระมดั ระวงั ความ เขม้ แขง็ ความคิดและความจา ช่วงอายทุ ่ีมีความผดิ ปกติทางพฤติกรรมดา้ นความคิดและความจา ส่วนใหญค่ ือ กลุ่ม อายทุ ่ีสูงกวา่ 60 ปี ข้ึนไป 3. สุขภาพ บุคลิกภาพของบุคคลมีความเกี่ยวขอ้ งกบั สุขภาพ 2 ดา้ นคือ สุขภาพทางกาย และ สุขภาพทางจิต บุคคลที่มีร่างกายสมบรู ณ์แขง็ แรงจะส่งผลถึงความพร้อมในการสร้างบุคลิกภาพท่ีดี และบุคคลที่มีสุขภาพจิตดี จะทาใหบ้ ุคลิกภาพภายนอกดีตามไปดว้ ย 4. อาชีพ อาชีพเป็ นปัจจยั ที่มีอิทธิพลตอ่ บุคลิกภาพ เพราะอาชีพจะหล่อหลอมใหบ้ ุคลิกภาพ ของบุคคลสอดคลอ้ งกบั ลกั ษณะอาชีพ เช่น อาชีพครู อาจารย์ จะถูกหล่อหลอมใหเ้ ป็ นบุคคลท่ีชอบ บอก ชอบสอนและพร้อมท่ีจะใหอ้ ภยั เสมอ 5. ประสบการณ์ บุคคลยอ่ มมีประสบการณ์ที่แตกตา่ งกนั บุคคลที่ไดร้ ับการเล้ียงดูที่ดี มี ความอบอุ่นในครอบครัว จะทาใหเ้ ป็นผทู้ ี่มีความเช่ือมนั่ ในตวั เอง และบุคคลที่มีประสบการณ์ท่ี เลวร้ายในชีวติ จะทาใหเ้ ป็นผทู้ ่ีมองโลกในแง่ร้าย หวาดระแวง ช่างสงสยั วติ กกงั วล ขาดความ เชื่อมน่ั ในตนเอง ลกั ษณะของผู้มบี ุคลกิ ภาพดี ผมู้ ีบุคลิกภาพดี เป็นผทู้ ี่มีพ้นื ฐานดา้ นสุขภาพดี สามารถปรับตวั ไดด้ ี และส่งผลทาให้ บุคลิกภาพดีดว้ ยผมู้ ีบุคลิกภาพดีจะมีคุณลกั ษณะและความสามารถทางจิตใจที่สาคญั ดงั น้ี

138 1. ความสามารถในการรับรู้ และเขา้ ใจสภาพเป็นจริงอยา่ งถูกตอ้ ง บุคคลท่ีมีสุขภาพจิต สมบูรณ์ จะมีความสามารถในการรับรู้และเขา้ ใจสภาพความจริงท้งั ความจริงภายนอกและความจริง ภายใน เช่นสภาพแวดลอ้ มทางกายภาพ ทางสงั คม ความรู้สึกและความตอ้ งการของตวั เรา 2. การแสดงอารมณ์ในลกั ษณะและขอบเขตที่เหมาะสม ผทู้ ี่มีสุขภาพจิตดีจะสามารถ ควบคุมอารมณ์ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม แตก่ ารควบคุมอารมณ์มากเกินกวา่ เหตุจะมีผลร้ายคือ ทาใหม้ ี อารมณ์เครียดผดิ ปกติ ซ่ึงจะทาใหเ้ กิดปัญหาในการดาเนินชีวติ และไมส่ ามารถควบคุมอารมณ์ของ ตนเอง และขาดการยบั ย้งั ชงั่ ใจ 3. ความสามารถในการสร้างความสมั พนั ธ์ทางสังคม โดยธรรมชาติของมนุษยจ์ ะไมช่ อบ อยลู่ าพงั จะตอ้ งมีความสมั พนั ธ์กบั ผอู้ ่ืน มีส่วนร่วมในสงั คม ตอ้ งการไดร้ ับการยกยอ่ งและมีชื่อเสียง เป็นที่รักของทุกคนตลอดจนทาใหเ้ กิดความรู้สึกปลอดภยั จากอนั ตรายตา่ งๆ และไดร้ ับความ ไวว้ างใจจากผอู้ ่ืน 4. ความสามารถในการทางานที่เป็นประโยชน์ตอ่ สังคมและส่วนรวม คนเราจาเป็นตอ้ ง เลือกประกอบอาชีพที่ตนถนดั เพื่อใหใ้ ชค้ วามรู้ความสามารถไดอ้ ยา่ งเตม็ ที่ ซ่ึงจะเป็นประโยชน์ต่อ ตนเองในการทางาน และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม 5. ความรักและความตอ้ งการทางเพศ มีความสาคญั ต่อสุขภาพจิตและส่งผลตอ่ บุคลิกลกั ษณะของบุคคล ความรักจะสร้างความสัมพนั ธ์ระหวา่ งมนุษย์ ความรักใคร่ผกู พนั จะสร้าง ความปรารถนาและอุทิศตวั ในการอยรู่ ่วมกนั และผกู พนั กบั ผอู้ ่ืน ซ่ึงจะสร้างความสุขความพอใจ และเกิดความรู้สึกเป็นตวั ของตวั เอง และสร้างสัมพนั ธภาพท่ีดีกบั ผอู้ ่ืนดว้ ย 6. ความสามารถในการพฒั นาตน ตนในท่ีน้ีหมายถึง ตนที่แทจ้ ริงและตนที่แสดงออกต่อ ผอู้ ื่น ดงั น้นั ผมู้ ีสุขภาพจิตสมบูรณ์จะมีความรู้สึกตอ่ ตนเองในแง่ดี และเขา้ ใจตนเอง ในบางคร้ัง คนเราก็อาจจะเกิดความรู้สึกขดั ขืน ไม่เห็นดว้ ยกบั สิ่งที่ตนตอ้ งกระทา แต่ตอ้ งปฏิบตั ิตนให้ สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของผอู้ ่ืน ซ่ึงอาจจะทาใหก้ ระทบกระเทือนตอ่ ความรู้สึกและความ ตอ้ งการของตนเอง ลกั ษณะของบุคลกิ ภาพทดี่ ี 1. ลกั ษณะบุคลิกภาพทางกาย เป็นลกั ษณะท่ีมองเห็นไดโ้ ดยง่าย ซ่ึงประกอบดว้ ย 1.1 รูปร่าง หนา้ ตา เป็นลกั ษณะภายนอกท่ีก่อใหเ้ กิดความพึงพอใจแก่บุคคลรอบ ขา้ ง และผทู้ ี่มาติดต่อ บุคคลที่มีรูปร่างหนา้ ตาดี ยอ่ มไดเ้ ปรียบบุคคลอื่น แตจ่ ะตอ้ งอาศยั ลกั ษณะ อยา่ งอ่ืน เช่น กิริยามารยาทดี มีความเป็นกนั เอง มีน้าใจเอ้ือเฟ้ื อเผ่อื แผ่ และมีความสามารถในการ พดู ท่ีดีเป็นส่วนประกอบดว้ ย

139 1.2 การแต่งกาย ผทู้ ่ีมีบุคลิกภาพดีจะตอ้ งแตง่ กายใหถ้ ูกกาลเทศะ มีรูปแบบของ เส้ือผา้ และสีสันท่ีเหมาะสมตลอดจนมีความสะอาด การแต่งกายเป็นตวั แทนอยา่ งหน่ึงของคนซ่ึง สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไดง้ ่ายและรวดเร็ว รวมท้งั เคร่ืองแตง่ กายเป็นตวั กาหนดระเบียบของ สังคม การแต่งกายใหเ้ หมาะสมเป็นการใหเ้ กียรติกนั และใหค้ วามเคารพตอ่ สถานที่ 1.3 ความสะอาดและสุขภาพอนามยั อวยั วะส่วนต่างๆ ในร่างกายนบั ต้งั แต่ศีรษะ จรดปลายเทา้ จะตอ้ งสะอาดทุกๆ ส่วน ซ่ึงจะส่งผลใหส้ ุขภาพอนามยั ดีมีความสมบูรณ์ 1.4 กิริยาท่าทาง เป็นลกั ษณะอยา่ งหน่ึงซ่ึงจะสามารถสร้างความประทบั ใจใหก้ บั ผู้ พบเห็นหรือมาติดต่อได้ ดงั น้นั บุคคลจึงควรจะมีกิริยาท่าทางท่ีแสดงออกถึงความรวดเร็ว คล่องแคล่ววอ่ งไว 2. บุคลิกภาพทางอารมณ์และจิตใจ เป็นส่ิงที่ส่งเสริมใหบ้ ุคลิกภาพทางกายใหง้ ดงาม น่า ศรัทธาเชื่อถือมากยง่ิ ข้ึน จึงควรมีบุคลิกภาพดงั น้ี 2.1 ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ คือความสามารถในการควบคุมอารมณ์ โลภ โกรธ หลงไมใ่ หเ้ กิดข้ึนเพราะหากไม่สามารถควบคุมความโลภของตนเองไวไ้ ดก้ ็จะเกิดการ คดโกงหรือหากเกิดอารมณ์โกรธจะเกิดอาการหงุดหงิดไม่สามารถควบคุมสติ ขาดการย้งั คิดก็ อาจจะทาใหก้ ารตดั สินใจผดิ พลาด หรือทางานบกพร่อง และการหลงงมงายในอบายมุข ส่ิงเสพติด จะทาใหล้ ะทิ้งหนา้ ที่การงานละทิ้งครอบครัวจนอาจทาให้ครอบครัวแตกแยกในที่สุด ดงั น้นั บุคคลที่ สามารถควบคุมอารมณ์ไดจ้ ะเป็นผทู้ ี่มีอารมณ์ดี ยมิ้ แยม้ แจม่ ใสและมีมนุษยส์ ัมพนั ธ์ดีตอ่ คนใกลช้ ิด และคนรอบขา้ ง 2.2 มีทศั นคติที่ดีตอ่ การปฏิบตั ิงาน การที่บุคคลมีทศั นคติท่ีดีตอ่ งาน จะทาใหม้ ีจิต มุง่ มน่ั ในการทางาน ทุ่มเทในการทางานท้งั ร่างกายและจิตใจและพร้อมท่ีจะฝ่ าฟันอุปสรรคต่างๆ ทางานดว้ ยใจรักและทางานโดยไม่หวงั ส่ิงตอบแทนใดๆ กย็ อ่ มได้ 2.3 มีความสามารถในการตดั สินใจ บุคคลท่ีมีความสามารถในการตดั สินใจส่วน ใหญ่ จะเป็นผทู้ ่ีมีประสบการณ์ในดา้ นต่างๆ รู้บทบาทหนา้ ท่ีของตนเอง มองเห็นผลท่ีจะเกิดข้ึน ตามมาจาก การตดั สินใจของตนซ่ึงส่วนใหญ่จะใหเ้ กิดความเสียหายนอ้ ยท่ีสุดหรือองคก์ รไดร้ ับ ผลประโยชน์สูงสุด 3. บุคลิกภาพทางวาจา ลกั ษณะทางวาจาที่ดีควรมี 3.1 วาจาสุภาพนุ่มนวล การพดู ที่ดีจะตอ้ งพดู สุภาพนุ่มนวล และมีหางเสียง จะทา ใหเ้ ป็นท่ีช่ืนชมรักใคร่ของคนทว่ั ไป และสามารถทาใหเ้ กิดมนุษยสมั พนั ธ์ท่ีดีต่อทุกคน 3.2 ใชภ้ าษาท่ีเขา้ ใจง่ายและจดจาไดง้ ่าย บุคคลท่ีจะตอ้ งติดตอ่ พบปะกบั ผอู้ ่ืน จานวนมาก

140 จาเป็นตอ้ งสื่อสารใหผ้ อู้ ื่นเขา้ ใจและแปลความหมายไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง จดจาง่าย จาเป็นตอ้ งใชภ้ าษา หรือคาพดู ที่เหมาะสมกบั ผฟู้ ัง จะทาใหเ้ ขา้ ใจไดง้ ่ายไมส่ บั สน หรืออาจจะตอ้ งมีศิลปะในการจูงใจ เป็นการสร้างบุคลิกภาพในการพดู ไดอ้ ยา่ งดียงิ่ 3.3 น้าเสียงและคาพดู ที่เหมาะสม เป็นสิ่งท่ีสาคญั อีกอยา่ งหน่ึงท่ีผพู้ ดู จะตอ้ ง ระมดั ระวงั ใหอ้ ยใู่ นลกั ษณะท่ีพอดี ไมแ่ ขง็ กระดา้ งหรืออ่อนหวานเกินไป เช่น กระดา้ ง จน เหมือนกบั การเกร้ียวกราด หรือนุ่มนวลมากจนเหมือนการเสแสร้งมีจริตมายาเกินพอดี ซ่ึงจะเป็น ผลเสียต่อผพู้ ดู และจะตอ้ งเลือกใชค้ าพดู ที่เหมาะสมสุภาพไมก่ ระทบตอ่ จิตใจของผฟู้ ัง 3.4 ใชภ้ าษาท่ีเหมาะสม การพดู กบั ผอู้ ่ืนไม่วา่ จะตา่ งสถานะกนั อยา่ งไรก็จะตอ้ งใช้ น้าเสียงหรือภาษา ท่ีเหมาะสมกบั บุคคลน้นั จะตอ้ งรู้สิ่งใดควรพดู ส่ิงใดไม่ควรพดู และในการพดู จะตอ้ งเลือกภาษาที่ถูกตอ้ งและเหมาะสม

141 บทท่ี 10 พฒั นาการของคนในวยั ต่าง ๆ ต้งั แต่ระยะคลอดถงึ วยั สูงอายุ พฒั นาการชีวิตทุกช่วงวยั ของมนุษยเ์ ป็ นศาสตร์ท่ีมีความสลบั ซบั ซอ้ น จากการท่ีตอ้ งศึกษาการ เปลี่ยนแปลงของมนุษยใ์ นดา้ นต่าง ๆ ในลกั ษณะองคร์ วม ท้งั ท่ีสามารถมองเห็นไดง้ ่าย ชดั เจน และ มองเห็นไดย้ าก ไม่ชดั เจน อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ในเร่ืองจิตวิทยาพฒั นาการถือเป็ นเรื่องสาคญั และมีความจาเป็นอยา่ งย่ิงต่อการศึกษา ช่วยใหผ้ ศู้ ึกษาเกิดความรู้ ความเขา้ ใจลกั ษณะธรรมชาติของ มนุษย์ ลาดบั ข้นั พฒั นาการชีวิตในช่วงวยั ต่าง ๆ ต้งั แต่ปฏิสนธิจนกระทง่ั วาระสุดทา้ ยของชีวติ และ ทราบถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อพฒั นาการในแต่ละช่วงวยั ส่งผลให้ผูศ้ ึกษาเกิดการ ยอมรับ เขา้ ใจตนเองและผูอ้ ่ืน เขา้ ใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนและยอมรับความแตกต่างระหวา่ ง บุคคล สามารถปรับตวั ให้เขา้ กบั บุคคลในวยั ต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ตลอดจนสามารถช่วยเหลือ บุคคลวยั ตา่ ง ๆ ในแนวทางท่ีเหมาะสมยง่ิ ข้ึน  ความหมายของพฒั นาการ นกั วชิ าการหลายทา่ นใหค้ วามหมายของคาวา่ พฒั นาการ (development) ดงั น้ี สุชา จนั ทร์เอม (2540 : 1) กล่าววา่ พฒั นาการ หมายถึง ลาดบั ของการเปล่ียนแปลงหรือ กระบวนการเปลี่ยนแปลง (process of change) ของมนุษยท์ ุกส่วนที่ต่อเน่ืองกนั ไปในระยะเวลาหน่ึง ๆ ต้งั แตแ่ รกเกิดจนตลอดชีวติ การเปล่ียนแปลงน้ีจะกา้ วหนา้ ไปเรื่อย ๆ เป็นข้นั ๆ จากระยะหน่ึงไปสู่ อีกระยะหน่ึงเพื่อที่จะไปสู่วฒุ ิภาวะ ทาใหม้ ีลกั ษณะและความสามารถใหม่ ๆ เกิดข้ึน ซ่ึงมีผลทาให้ เจริญกา้ วหนา้ ยง่ิ ข้ึนตามลาดบั ทิพยภ์ า เชษฐเ์ ชาวลิต (2541 : 1) ไดใ้ หค้ าจากดั ความของพฒั นาการวา่ เป็นการเปล่ียนแปลง ท่ีเป็นไปอยา่ งมีระเบียบแบบแผน มีข้นั ตอน เกิดข้ึนอยา่ งต่อเนื่องท้งั ในดา้ นเจริญเติบโตงอกงามและ ถดถอย และเป็นการเปลี่ยนแปลงท่ีเป็นผลรวมของวฒุ ิภาวะและประสบการณ์ ศรีเรือน แกว้ กงั วาล (2540 : 21) กล่าววา่ พฒั นาการเป็ นการเปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึนอยา่ ง สม่าเสมอและตอ่ เน่ืองท้งั ท่ีสังเกตไดง้ ่าย ชดั เจน และมองเห็นไดย้ าก ไม่ชดั เจน ต้งั แต่เริ่มปฏิสนธิ จนกระทง่ั วาระสุดทา้ ยของชีวติ จากความหมายดงั กล่าวสรุปไดว้ า่ พฒั นาการเป็นกระบวนการพฒั นาของมนุษยใ์ นทุก ๆ ดา้ นของชีวติ ต้งั แต่จุดเร่ิมตน้ ของชีวติ จนกระทง่ั วาระสุดทา้ ยของชีวติ การเปล่ียนแปลงดงั กล่าว เป็นไปอยา่ งต่อเนื่องท้งั ในลกั ษณะของการเจริญงอกงามและการถดถอย ข้ึนอยกู่ บั ประสบการณ์ที่ ไดร้ ับ ซ่ึงนาไปสู่ความมีวฒุ ิภาวะ

142  จุดมุ่งหมายของการศึกษาพัฒนาการของมนุษย์ 1. เพ่อื ใหเ้ กิดแรงจงู ใจในการท่ีจะเขา้ ใจลกั ษณะของพฒั นาการในระยะเวลาต่างๆวา่ เป็น อยา่ งไร และจะมีส่วนช่วยในการแกไ้ ขและเขา้ ใจปัญหาท่ีเกิดข้ึน ตามความเหมาะสมของแต่ละอายุ ท้งั น้ีเพราะวา่ ในการที่เราจะเขา้ ใจลกั ษณะต่างๆ ไดน้ ้นั จะตอ้ งอาศยั ปัจจยั หลายอยา่ งช่วยกนั เช่น ประสบการณ์ในชีวติ การไดม้ ีโอกาสพบปะพดู คุยกบั บุคคลต่างๆ 2. เพื่อให้สามารปรับตวั ให้เข้ากับความยากลาบากของการพฒั นาการในแต่ละช่วงอายุว่ามี ความแตกต่างกนั ไดเ้ ป็ นอยา่ งดี เช่น ในวยั ชรา คนชราจะไดร้ ับอิทธิพลและปัญหาต่างๆ หล่อหลอม บุคลิกภาพ ความรู้สึกนึกคิด มาต้งั แต่แรกเกิด ดงั น้นั ประสบการณ์ที่แต่ละคนไดร้ ับน้นั จะแตกต่าง กนั ออกไป สิ่งสาคญั ยิ่ง คือ ประสบการณ์ที่แต่ละคนได้รับตจะเป็ นตวั หล่อหลอมให้บุคคลน้นั มี บุคลิกภาพและความเป็ นเอกลกั ษณ์เป็ นของตนเองและจะไม่เหมือนบุคคลอ่ืน ซ่ึงจดั วา่ การที่บุคคล มีการยอมรับและเขา้ ใจตนเอง(Self actualization) น้นั ยอ่ มมีความแตกตา่ งกนั ดว้ ยเหตุน้ีจุดมุ่งหมายของการศึกษาวิชาจิตวิทยาพฒั นาการ จึงมีจุดมุ่งหมายที่สอดคลอ้ งกับ หลกั การทางวทิ ยาศาสตร์อ่ืนๆนนั่ คือ 1. เพื่อการบรรยาย (Description) ในการบรรยายน้ีจะเป็ นการเสาะแสวงหาความรู้เพ่ือให้ สามารถที่จะบอกเล่ากนั ต่อๆไปได้ อนั เป็ นความรู้ และเพ่ือจะได้นาเอาความรู้น้ันไปใช้ให้เป็ น ประโยชน์ต่อไป ซ่ึงลกั ษณะดงั กล่าว จะเป็นการบอกเล่าวา่ ใคร ทาอะไร ทไ่ี หน 2. เพ่ือการอธิบาย (Explanation)เพ่ือเป็ นการเสาะแสวงหาความรู้และเขา้ ใจในเรื่องใดเรื่องหน่ึง อนั สามารถอธิบายปรากฏการณ์ในสิ่งท่ีเราไม่รู้ จึงมีความจาเป็ นอย่างยิ่งท่ีจะตอ้ งพยายามอธิบาย หรือให้ความกระจ่างว่า ปรากฏการณ์น้ันเกิดได้อย่างไร มีอะไรเป็ นสาเหตุ ผลที่ตามมาควรจะ ประกอบดว้ ยส่ิงใดบา้ ง 3. เพื่อการทานาย (Prediction)เป็ นการพยากรณ์ ซ่ึงมีความสาคญั ยงิ่ กวา่ การอธิบาย ท้งั น้ีเพราะ การทานายน้ันจะเป็ นการทานายเพ่ือตอ้ งการอธิบายในสิ่งที่ยงั ไม่เกิดข้ึน อนั เป็ นการบอกกล่าว ล่วงหน้าวา่ เม่ือไหร่จะมีเหตุการณ์เกิดขึน้ เม่ือเกิดข้ึนแลว้ ผลจะเป็ นอยา่ งไร เวลาไหน ซ่ึงการท่ีเรา สามารถทานายไดน้ ้ีนบั วา่ มีประโยชน์ตอ่ มนุษยเ์ ป็นอนั มาก 4. เพื่อการควบคุม (Control) เป็ นการท่ีผูร้ ู้จะสามารถนาเอาความรู้น้นั ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างสูงสุดโดยการปรับปรุงธรรมชาติ สภาพทางสังคม และบุคคลให้อยู่ในตามแนวทางที่ตน ปรารถนา การควบคุมดงั กล่าวจึงนบั วา่ มีความสาคญั ไม่นอ้ ย  หลกั การพฒั นาการของมนุษย์ (รายละเอยี ดในเอกสารประกอบการสอน)  วธิ ีศึกษาพฒั นาการของมนุษย์(รายละเอยี ดในเอกสารประกอบการสอน)  วุฒิภาวะ (รายละเอียดในเอกสารประกอบการสอน)

143  การแบ่งวยั (รายละเอยี ดในเอกสารประกอบการสอน) ระยะพฒั นาการ พฒั นาการของมนุษยแ์ บง่ ตามช่วงอายไุ ดเ้ ป็น 8 ระยะ ดงั น้ี (สุชา จนั ทน์เอม, 2536, น. 2-3) ระยะก่อนเกดิ ( Prenatal stage ) คือต้งั แต่เริ่มปฏิสนธิจนถึงระยะคลอด 1. วยั ทารก เร่ิมต้งั แตเ่ กิดจนถึงอายุ 2 ปี 2. วยั เด็ก เริ่มต้งั แตอ่ ายุ 2 – 12 ปี 3. วยั ยา่ งเขา้ สู่วยั รุ่น ปกติหญิงเฉลี่ยมีอายุ 12 ปี ชายเฉล่ียมีอายุ 14 ปี 4. วยั รุ่น ต้งั แต่อายุ 14 – 21 ปี 5. วยั ผใู้ หญ่ ต้งั แต่อายุ 21 – 40 ปี 6. วยั กลางคน ต้งั แต่อายุ 40 – 60 ปี 7. วยั สูงอายุ ต้งั แต่อายุ 60 ปี ข้ึนไป ในทุกช่วงอายมุ นุษยม์ ีการเปลี่ยนแปลงอยา่ งตอ่ เนื่อง นอกจากการ เปล่ียนแปลงทางดา้ นร่างกาย ซ่ึงเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของ มนุษย์ การท่ีอวยั วะมีการเจริญเติบโต มีการพฒั นาโครงสร้าง และหนา้ ท่ี ต่าง ๆ ของอวยั วะเหล่าน้นั แลว้ ยงั มีปัจจยั อื่นที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลง ซ่ึงมีผลทาใหม้ นุษยม์ ีความแตกต่างกนั ท้งั รูปร่าง หนา้ ตา ความรู้สึกนึกคิด และพฤติกรรมที่แสดงออก ปัจจัยทมี่ อี ทิ ธิพลต่อพฒั นาการ (Basic Forces in Human Development) บุคคลแต่ละคนมีความแตกต่างกนั ท้งั ดา้ นการเจริญเติบโตของร่างกาย การมีวฒุ ิภาวะในแต่ ละวยั และการเรียนรู้ ส่งผลใหบ้ ุคคลมีพฤติกรรมท่ีแตกตา่ งกนั ซ่ึงความแตกต่างกนั ข้ึนอยกู่ บั ปัจจยั 4 ประการ ดงั น้ี (Kall and Cavanaugh,1996 ; สุชา จนั ทนเ์ อม, 2536 ; ศรีเรือน แกว้ กงั วาล, 2538) 1. ปัจจัยด้านชีวภาพ (Biological Forces) ปัจจยั ทางชีวภาพที่มีอิทธิพลต่อพฒั นาการของ มนุษยต์ ้งั แตใ่ นระยะก่อนคลอดคือ พนั ธุกรรมและปัจจยั ที่สัมพนั ธ์กบั สุขภาพ 1.1 พนั ธุกรรม (Genetic) คือการถ่ายทอดลกั ษณะต่างๆ จากคนรุ่นหน่ึงสู่คนอีกรุ่น หน่ึงในครอบครัวเดียวกนั หรือในเช้ือสายเดียวกนั เช่น สีของนยั นต์ า สีผม ลกั ษณะรูปร่าง หนา้ ตา รวมถึงความผดิ ปกติหรือโรคตา่ ง ๆ ท่ีถ่ายทอดทางพนั ธุกรรม เช่น ตาบอดสี โรคธาลสั ซี เมีย เป็นตน้

144 1.2 ปัจจยั ที่สมั พนั ธ์กบั สุขภาพ (Health - Related factors) โดยเฉพาะสภาวะแวดลอ้ ม ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั สุขภาพที่มีผลตอ่ พฒั นาการของทารกในครรภม์ ารดาเช่นพบความผดิ ปกติของสมอง ของทารกในครรภม์ ารดาท่ีเรียกวา่ คูรู (Kuru) ในประชากรของหมูเ่ กาะแห่งหน่ึงในมหาสมุทรแป ซิฟิ คตอนใต้ การใชย้ าของมารดาขณะต้งั ครรภท์ ่ีมีผลต่อทารก การติดเช้ือโรคของมารดาขณะต้งั ครรภ์ เช่น เช้ือไวรัสหดั เยอรมนั เป็นตน้ ปัจจยั ดา้ นชีวภาพทาใหท้ ารกในครรภม์ ารดาหรือในวยั ก่อนคลอดมีความผิดปกติไดเ้ ช่น การมีโรคทางพนั ธุกรรม หรือมีความผดิ ปกติของการเจริญเติบโตของทารกในครรภอ์ นั เนื่องมาจาก การใชย้ า หรือจากการติดเช้ือโรคต่างๆ ของมารดา และสภาวะแวดลอ้ มที่ไมเ่ หมาะสม ส่งผลให้ พฒั นาการของทารกทางดา้ นร่างกายผดิ ปกติ และอาจส่งผลไปสู่ความผดิ ปกติของพฒั นาการดา้ น อื่น ๆ ต่อไป 2. ปัจจัยด้านจิตใจ (Psychological Forces) ปัจจยั ดา้ นจิตใจของบุคคลท่ีมีผลต่อ กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในช่วงอายนุ ้นั ๆ มี 4 ปัจจยั ดงั น้ี 2.1 ปัจจยั การรับรู้ภายในตนเอง (Internal perceptual factors) เช่น การรับรู้เร่ืองเพศ ของตนเองในระยะ 5 – 6 ปี เด็กชายหรือเด็กหญิงเริ่มมีการรับรู้บทบาทของเพศท่ีแตกต่างกนั 2.2 ปัจจยั ดา้ นความคิด (Cognitive factors) มีผลมาจากการเล้ียงดูต้งั แต่ในวยั ทารก และวยั เด็ก การใหค้ วามรักความอบอุ่น การใชเ้ หตุผลในการอบรมเล้ียงดู การเล่นของเล่นเพ่ือ ส่งเสริมพฒั นาการดา้ นความคิดจะส่งผลต่อพฒั นาการทางดา้ นความคิดและสติปัญญาของเด็กตอ่ ไป ในอนาคต 2.3 ปัจจยั ดา้ นอารมณ์ (Emotional factors) การไดร้ ับความมนั่ คงทางอารมณ์จากบิดา มารดาต้งั แตใ่ นวยั ทารกจะมีผลใหเ้ ดก็ มีพฒั นาการทางอารมณ์เป็ นไปอยา่ งเหมาะสม 2.4 ปัจจยั ดา้ นบุคลิกภาพ (Personality factors) การเป็นตน้ แบบดา้ นบุคลิกภาพที่ดีของ บิดามารดาจะทาใหเ้ ดก็ มีพฤติกรรมท่ีเหมาะสม ปัจจยั เหล่าน้ีมีผลใหบ้ ุคคลมีพฒั นาการท่ีแตกต่างกนั ทาใหเ้ กิด ความเป็นเอกลกั ษณห์ รือลกั ษณะเฉพาะของแตล่ ะบุคคล เช่น การเป็นคนท่ีมี ลกั ษณะสนุกสนานร่าเริงเน่ืองจากมีการพฒั นาความนึกคิดและอารมณ์ท่ี เป็นไปในดา้ นบวกอยเู่ สมอ การมีความเชื่อมน่ั ในความสามารถของตวั เอง หรือการมีพฤติกรรมเบ่ียงเบนทางเพศซ่ึงมีปัจจยั เนื่องมาจากภาวะจิตใจในวยั เดก็ เป็นตน้

145 3. ปัจจัยด้านสังคมและวฒั นธรรม (Sociocultural Forces) ปัจจยั ดา้ นสังคมและ วฒั นธรรม ประกอบดว้ ย 4 ปัจจยั ดงั น้ี 3.1 ปัจจยั สัมพนั ธภาพระหวา่ งบุคคล (Interpersonal factors) เร่ิมต้งั แต่ภายในครอบครัว มีสัมพนั ธภาพท่ีดีต่อกนั ปฏิบตั ิตอ่ กนั ดว้ ยความรัก ความเอ้ืออาทร ความห่วงใย เด็กจะรู้สึกมน่ั ใจ ในการปรับตวั กบั สงั คมภายนอกและมีทศั นคติท่ีดีต่อบุคคลทวั่ ๆ ไป 3.2 ปัจจยั ดา้ นสงั คม (Societal factors) ต้งั แต่ในวยั เดก็ การอบรมเล้ียงดูส่งเสริมใหเ้ ดก็ มี การปรับตวั กบั สิ่งแวดลอ้ มในสังคม โดยเปิ ดโอกาสและกระตุน้ ใหเ้ ด็กไดซ้ กั ถามเร่ืองราวของสงั คม ภายนอกบา้ นและอธิบายใหเ้ ขา้ ใจความแตกต่างของสงั คมภายนอกบา้ นของเดก็ ตามความสามารถ การรับรู้ในแต่ละวยั ปลูกฝังคา่ นิยมที่ดีงามใหก้ บั เดก็ เดก็ จะเริ่มมีการพฒั นาความสามารถในการ ปรับตวั ไดด้ ีข้ึน 3.3 ปัจจยั ดา้ นวฒั นธรรม (Cultural factors) มีผลทาใหพ้ ฒั นาการของแตล่ ะบุคคล แตกตา่ งกนั ไป เช่นเด็กไทยส่วนใหญม่ ีลกั ษณะไมก่ ลา้ แสดงความคิดเห็นขดั แยง้ กบั ผใู้ หญ่เนื่องจาก ถูก อบรมใหเ้ ชื่อฟังและปฏิบตั ิตามท่ีผใู้ หญไ่ ดแ้ นะนาสั่งสอนแตกต่างจากวฒั นธรรมตะวนั ตกซ่ึง ส่งเสริมใหเ้ ด็กกลา้ แสดงความคิดเห็น มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถแสดงความคิดเห็นขดั แยง้ กบั ผใู้ หญไ่ ดอ้ ยา่ งมีเหตุผล 3.4 ปัจจยั ดา้ นมนุษยว์ ิทยา (Ethnic factors) ลกั ษณะที่แตกตา่ งกนั ของกลุ่มชนที่อยู่ ร่วมกนั มีอิทธิพลต่อพฒั นาการของมนุษย์ เช่น ความแตกตา่ งดา้ นลกั ษณะรูปร่าง การดารงชีวติ ของ คนผวิ ดาในประเทศอเมริกา ทาใหม้ ีคนอเมริกนั บางกลุ่มรังเกียจคนผิวดา ความแตกตา่ งในการนบั ถือศาสนาของประชาชนชาวอินเดียทาใหม้ ีการแบ่งชนช้นั ในสังคม หรือความแตกต่างในการ ดารงชีวติ ของบุคคลในครอบครัว เช่น ครอบครัวที่มีมารดาเป็ นคนไทยแตม่ ีบิดาเคร่งครัดใน ขนบธรรมเนียมประเพณีจีน ยอ่ มส่งผลใหบ้ ุตรหลานตอ้ งยดึ ถือและปฏิบตั ิตามประเพณีของจีนดว้ ย เช่นกนั 4. ปัจจัยทเี่ กย่ี วข้องกบั วงจรชีวติ (Life-cycle forces) ความหมายของวงจรชีวิต (Life-cycle forces) หมายถึงการที่บุคคลจะแปลความหมาย ของเหตุการณ์ใดๆ วา่ มีผลอยา่ งไรตอ่ ตนเองน้นั ข้ึนอยกู่ บั ความคิดและประสบการณ์เดิมของบุคคล ประกอบกบั เวลาท่ีเกิดข้ึนของเหตุการณ์น้นั ๆ (Kall and Cavanaugh, 1996) คือในสถานการณ์ เดียวกนั บุคคลแต่ละคนอาจจะแปลความหมายของสถานการณ์น้นั ๆ ไม่เหมือนกนั เนื่องจากความ แตกตา่ งระหวา่ งบุคคล เช่น การต้งั ครรภข์ องผหู้ ญิงท่ีมีอายเุ หมาะสม มีวฒุ ิภาวะและมีความพร้อม ดา้ นสภาพครอบครัวโดยท่ีสามีและตนเองวางแผนที่จะมีบุตรภายหลงั การแตง่ งาน กบั การต้งั ครรภ์ ของหญิงวยั รุ่นท่ีอยใู่ นวยั เรียนและมีความสัมพนั ธ์ไม่ยงั่ ยนื กบั คูน่ อน จากสถานการณ์ขา้ งตน้ มีการ

146 แปลความหมายของการต้งั ครรภแ์ ตกต่างกนั ระหวา่ งผหู้ ญิงท้งั สองคน หญิงวยั รุ่นอาจแปล ความหมายของการต้งั ครรภว์ า่ เป็นสถานการณ์ที่ไม่อยากจะใหเ้ กิดข้ึนอาจมีความตอ้ งการทาลาย ทารกในครรภใ์ นขณะท่ีผหู้ ญิงท่ีมีความตอ้ งการบุตรก็จะแปลสถานการณ์ดงั กล่าววา่ เป็ นส่ิงท่ี น่าชื่นชมยนิ ดีทาใหค้ รอบครัวมีความสุข เป็นตน้ สรุปไดว้ า่ ปัจจยั วงจรชีวติ น้ีไดร้ ับอิทธิพลมาจากปัจจยั ทางดา้ นชีวภาพ ปัจจยั ทางดา้ นจิตใจ และปัจจยั ทางดา้ นสังคมและวฒั นธรรมนนั่ คือความแตกต่างระหวา่ งบุคคลมีพ้นื ฐานมาต้งั แต่ระดบั ของพนั ธุกรรมสิ่งแวดลอ้ มและการอบรมเล้ียงดูจากครอบครัว เมื่อมีสถานการณ์ใด ๆ เกิดข้ึนบุคคล จึงใหค้ วามหมายของสถานการณ์น้นั ๆ แตกตา่ งกนั ไปตามความคิดและประสบการณ์ของแตล่ ะ บุคคล ความสัมพนั ธ์ระหว่างปัจจัยทม่ี ีอทิ ธิพลต่อพฒั นาการของมนุษย์ ปัจจยั ดา้ นชีวภาพ ปัจจยั ดา้ นจิตใจ ปัจจยั วงจรชีวติ บุคคล ปัจจยั ดา้ นสงั คมและวฒั นธรรม รูปที่ 1 แสดงความสมั พนั ธ์ระหวา่ งปัจจยั ที่มีอิทธิพลต่อพฒั นาการของมนุษย์ (Kall and Cavanaugh, 1996) ปัจจยั ดา้ นชีวภาพ ปัจจยั ด้านจิตใจ ปัจจยั ด้านสังคมและวฒั นธรรมและปัจจยั วงจรชีวิต ส่งผลต่อพฒั นาการของมนุษย์ บุคคลแต่ละคนมีพฒั นาการที่แตกต่างกนั เร่ิมต้งั แต่ในครรภ์มารดา การถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม ปัจจยั ตา่ งๆท่ีมีผลตอ่ สุขภาพกายและสุขภาพจิตของมารดาขณะ ต้งั ครรภ์ และเม่ือมีการเจริญเติบโตข้ึนมีการพฒั นาทางดา้ นร่างกายขณะเดียวกนั ก็มีการพฒั นาการ ทางดา้ นจิตใจ สติปัญญา สังคมและวฒั นธรรมประเพณี ซ่ึงได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดลอ้ มใน ครอบครัว สมั พนั ธภาพของบุคคลในครอบครัว และการประเมินตดั สินสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดข้ึน ในช่วงชีวิต สิ่งเหล่าน้ีจึงมีความสาคญั อยา่ งย่ิงในการศึกษาวิชาจิตวิทยาพฒั นาการ ผูศ้ ึกษาตอ้ ง

147 เขา้ ใจและตระหนกั ถึงความสาคญั ของปัจจยั ต่าง ๆ เหล่าน้ีเพื่อเป็ นพ้ืนฐานในการทาความเขา้ ใจการ เปล่ียนแปลงของมนุษยใ์ นแต่ละช่วงวยั ต่อไป ทฤษฎีทเ่ี ก่ยี วข้องกบั พฒั นาการของมนุษย์ แนวคิดทฤษฎีพฒั นาการมีความสาคญั อย่างย่ิงต่อการศึกษามนุษยใ์ นลกั ษณะองค์รวม เน่ืองจากทฤษฎีจะช่วยอธิบายและวิเคราะห์พัฒนาการด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ ท้งั ด้านความคิด ลกั ษณะอารมณ์ และพฤติกรรม เป็ นพ้ืนฐานท่ีบ่งบอกลกั ษณะปกติและผิดปกติท่ีพบในพฒั นาการ แต่ละข้นั แต่ละวยั ช่วยให้เกิดความเขา้ ใจชัดเจนในการศึกษา เกิดทิศทางการแก้ปัญหาได้อย่าง ถูกตอ้ ง ตรงประเด็น ตลอดจนช่วยในการส่งเสริมพฒั นาการและการปกป้ องไม่ใหเ้ กิดความผดิ ปกติ ในพฒั นาการข้นั ต่าง ๆ สาหรับแนวคิดทฤษฎีพฒั นาการของมนุษยม์ ีแนวคิดที่หลากหลายแตกต่าง กนั ไปตามความเชื่อพ้ืนฐานเดิมและการมองมนุษยใ์ นแง่มุมต่าง ๆ ซ่ึงแต่ละทฤษฎีก็จะมีจุดเด่นและ มุมมองท่ีแตกต่างกนั สามารถเลือกใชต้ ามความเหมาะสม ในท่ีน้ีจะขอกล่าวถึงทฤษฎีที่ใชก้ นั อย่าง กวา้ งขวาง ดงั น้ี 1. ทฤษฎี Psychosexual developmental stage ของฟรอยด์ ซิกมนั ต์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) เป็ นนกั จิตวิทยาชาวยิว เป็ นผทู้ ี่สร้างทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Theory) ซ่ึงเป็ นทฤษฎีทางด้านการพัฒนา Psychosexual โดยเช่ือว่าเพศหรื อ กามารมณ์ (sex) เป็นส่ิงท่ีมีอิทธิพลต่อการพฒั นาของมนุษย์ แนวคิดดงั กล่าวเกิดจากการสนใจศึกษา และสังเกตผปู้ ่ วยโรคประสาทดว้ ยการใหผ้ ูป้ ่ วยนอนบนเกา้ อ้ีนอนในอิริยาบทที่สบายที่สุด จากน้นั ให้ผูป้ ่ วยเล่าเรื่องราวของตนเองไปเร่ือย ๆ ผูร้ ักษาจะนั่งอยู่ด้านศีรษะของผูป้ ่ วย คอยกระตุน้ ให้ ผูป้ ่ วยไดพ้ ูดเล่าต่อไปเร่ือย ๆ เท่าท่ีจาได้ และคอยบนั ทึกส่ิงท่ีผปู้ ่ วยเล่าอย่างละเอียด โดยไม่มีการ ขดั จงั หวะ แสดงความคิดเห็น หรือตาหนิผูป้ ่ วย ซ่ึงพบวา่ การกระทาดงั กล่าวเป็ นวิธีการที่ช่วยให้ ผรู้ ักษาไดข้ อ้ มูลที่อยใู่ นจิตใตส้ านึกของผปู้ ่ วย และจากการรักษาดว้ ยวธิ ีน้ีเองจึงทาใหฟ้ รอยดเ์ ป็นคน แรกที่สร้างทฤษฎีจิตวเิ คราะห์ ฟรอยด์เช่ือวา่ มนุษยม์ ีสัญชาตญาณติดตวั มาแต่กาเนิด พฤติกรรมของบุคคลเป็ นผลมาจาก แรงจูงใจหรือแรงขบั พ้ืนฐานที่กระตุ้นให้บุคคลมีพฤติกรรม คือ สัญชาตญาณทางเพศ (sexual instinct) 2 ลกั ษณะคือ 1. สญั ชาตญาณเพอ่ื การดารงชีวติ (eros = life instinct) 2. สัญชาตญาณเพ่อื ความตาย (thanatos = death instinct) ฟรอยด์อธิบายวา่ สัญชาตญาณท้งั 2 ลกั ษณะมีความตอ้ งการทางเพศเป็ นแรงผลกั ดนั ซ่ึง บุคคลไม่กลา้ แสดงออกมาโดยตรง จึงเก็บกดไวใ้ นระดบั จิตไร้สานึก (unconscious mind) และได้ ต้งั สมมติฐานว่า มนุษยม์ ีพลงั งานอยใู่ นตวั ต้งั แต่เกิดเรียกว่า “Libido” ซ่ึงทาให้บุคคลอยากมีชีวิต

148 อยากสร้างสรรคแ์ ละอยากมีความรัก มีแรงขบั ทางดา้ นเพศหรือกามารมณ์ (sex) เป็ นเป้ าหมายคือ ความสุขและความพอใจ โดยมีอวยั วะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายท่ีไวต่อความรู้สึก เช่น บริเวณปาก ทวารหนัก อวยั วะสืบพนั ธุ์ เรียกว่า อีโรจีเนียส โซน (erogenous zone) ซ่ึงความพึงพอใจในส่วน ต่าง ๆ ของร่างกายจะเป็ นไปตามวยั เร่ิมต้งั แต่แรกเกิดจนถึงวยั ผูใ้ หญ่ ฟรอยด์จึงแบ่งข้ันตอน พฒั นาการบุคลิกภาพของมนุษยอ์ อกเป็น 5 ข้นั ดงั น้ี 1. ข้ันปาก (oral stage) มีอายุอยใู่ นช่วงแรกเกิดถึง 18 เดือนหรือวยั ทารก ความพึงพอใจ ของวยั น้ีจะอยทู่ ่ีบริเวณช่องปาก ทารกพึงพอใจกบั การใชป้ ากทากิจกรรมต่าง ๆ เพื่อใหเ้ กิดความสุข เช่นการดูด กลืน กดั เค้ียว แทะ กิน เป็ นตน้ ส่วนใหญ่ทารกจะใชป้ ากในการดูดนมแม่ นมขวด ดูด นิ้วมือหรือสิ่งของ ทารกจะพึงพอใจเม่ือความตอ้ งการดงั กล่าวไดร้ ับการตอบสนองท่ีเหมาะสม ซ่ึง จะทาให้เขาโตข้ึนอย่างยอมรับตนเอง สามารถรักตนเองและผูอ้ ื่นได้ ในทางตรงขา้ ม หากความ ตอ้ งการของทารกไม่ไดร้ ับการตอบสนองท่ีเหมาะสม เช่น เมื่อหิวร้องไห้จนเหนื่อยแต่ไม่ไดน้ มเลย ไดร้ ับนมไม่เพียงพอ ไม่มีคนสนใจ หรือถูกบงั คบั ให้หยา่ นมเร็วเกินไป ก็จะส่งผลให้เกิดความคบั ข้องใจ (frustration) เกิดภาวะ “การติดตรึงอยู่กับท่ี” (fixation) ได้ และก่อให้เกิดปัญหาทางด้าน บุคลิกภาพเรียกวา่ “Oral Personality” คือจะเป็ นผทู้ ี่มีความตอ้ งการที่จะหาความพึงพอใจทางปาก อยา่ งไม่จากดั มีลกั ษณะพดู มาก ชอบดูดนิ้ว ดินสอ หรือปากกาเสมอโดยเฉพาะเวลาที่มีความเครียด นอกจากน้ียงั ชอบนินทาว่าร้าย ถากถาง เหน็บแนม เสียดสีผูอ้ ื่น กา้ วร้าว พูดมาก กินจุบกินจิบ ติด เหลา้ บุหร่ี เค้ียวหมากฝร่ังเป็ นประจา อยา่ งไรก็ตามคนที่มี Oral Personality อาจเป็ นผทู้ ี่มองโลกใน แง่ดีมากเกินไปจนไม่สามารถยอมรับความจริงของชีวติ หรืออาจแสดงตนวา่ เป็ นคนเก่ง ไม่กลวั ใคร และใชป้ ากเป็นเคร่ืองมือ 2. ข้ันทวารหนัก (anal stage) มีอายุอยู่ในช่วง 18 เดือน ถึง 3 ปี วยั น้ีจะได้รับความพึง พอใจจากการขบั ถ่าย การท่ีพอ่ แมเ่ ขม้ งวดในการฝึ กหดั ให้เด็กใชก้ ระโถนและการควบคุมใหข้ บั ถ่าย เป็ นเวลาตามความตอ้ งการของพอ่ แม่ซ่ึงไม่ตรงกบั ความตอ้ งการของเด็ก จะทาให้เกิดความขดั แยง้ จนเป็ น fixation ทาให้เกิดบุคลิกภาพท่ีเรียกว่า “Anal Personality” คือเป็ นคนเจา้ ระเบียบ เขม้ งวด ไม่ยดื หยุน่ ตระหน่ี หึงหวงคู่สมรสมากเกินไป และมีอารมณ์เครียดตลอดเวลาเม่ือโตข้ึนเป็ นผใู้ หญ่ หรืออาจมีบุคลิกภาพตรงขา้ ม คือ อาจเป็นคนใจกวา้ ง สุรุ่ยสุร่าย ไม่เป็นระเบียบ รกรุงรัง 3. ข้ันอวยั วะเพศ (phallic or oedipal stage) อายุอยรู่ ะหวา่ ง 3 ถึง 5 ปี ความพึงพอใจของ เด็กวยั น้ีอยทู่ ่ีอวยั วะสืบพนั ธุ์ เด็กจะสนใจอวยั วะเพศของตน และแสดงออกดว้ ยการจบั ตอ้ งลูบคลา อวยั วะเพศ สนใจความแตกต่างระหวา่ งเพศหญิงและเพศชาย เด็กผูช้ ายจะมีปมเอ็ดดิปุส (oedipus complex) ซ่ึงเกิดจากการที่เด็กผชู้ ายวยั น้ีจะติดแม่ ตอ้ งการเป็ นเจา้ ของแม่เพียงผเู้ ดียว ขณะเดียวกนั ก็ ทราบว่าแม่และพ่อรักกนั จึงพยายามเก็บกดความรู้สึกที่อยากเป็ นเจา้ ของแม่แต่เพียงผูเ้ ดียว และ

149 พยายามทาตวั เลียนแบบพ่อ ซ่ึงเป็ นกระบวนการที่เรียกว่า “Resolusion of Oedipal Complex” ส่วน เด็กผหู้ ญิงจะมีปมอีเล็คตรา (electra complex) ซ่ึงเกิดจากเด็กผหู้ ญิงมีความรักพ่อแต่รู้วา่ ไม่สามารถ แยง่ พอ่ จากแม่ไดจ้ ึงเลียนแบบแม่ คือ ถือแม่เป็นแบบฉบบั พฤติกรรมของผหู้ ญิง ในข้นั น้ีการยอมรับ ปรากฏการณ์ทางเพศของพอ่ แมต่ ่อเด็กวยั น้ีเป็ นเรื่องสาคญั หากพอ่ แม่ไม่เขา้ ใจ เขม้ งวดเกินไปจะทา ใหเ้ ด็กรู้สึกผดิ โตข้ึนจะมีปัญหาในเร่ืองการรักเพศตรงขา้ ม ไม่ยดื หยนุ่ ขดั แยง้ ในตนเองอยา่ งรุนแรง ตาหนิตนเอง ตีค่าตนเองต่า ไม่กลา้ คิดส่ิงใหม่ ๆ และไม่กลา้ ถาม 4. ข้ันแฝงหรือข้ันพัก (latency stage) มีอายุอยู่ในช่วง 6 ถึง 12 ปี ฟรอยด์กล่าวว่าเด็กวยั น้ี จะมุง่ ความสนใจไปท่ีพฒั นาการดา้ นสงั คมและดา้ นสติปัญญา เป็ นวยั ที่พร้อมจะเรียนรู้การมีเหตุผล รู้ผิดชอบชว่ั ดี สนใจส่ิงแวดลอ้ มรอบตวั เรียนรู้ที่จะมีค่านิยม ทศั นคติ ตอ้ งการเตรียมพร้อมท่ีจะ ปรับตวั และเตรียมตวั เขา้ สู่วยั ผใู้ หญ่ต่อไป เด็กจะเก็บกดความตอ้ งการทางเพศ จะเล่นหรือจบั กลุ่ม กบั เพศเดียวกนั เริ่มมีเพอื่ นสนิทกบั เพศเดียวกนั สนใจบทบาททางเพศของตน 5. ข้นั สนใจเพศตรงข้าม (genital stage) วยั น้ีเป็ นวยั รุ่นเร่ิมต้งั แต่อายุ 12 ปี ข้ึนไป เด็กเริ่ม สนใจเพศตรงขา้ ม มีแรงจูงใจท่ีจะรักผอู้ ่ืน มีความตอ้ งการทางเพศ ความเห็นแก่ตวั ลดลง ตอ้ งการ เป็นอิสระจากพอ่ แม่ เป็นระยะเริ่มตน้ ของวยั ผใู้ หญ่ ตอ้ งการความสนใจ การยอมรับจากสังคม และ มีการเตรียมตวั เป็นผใู้ หญ่ โครงสร้างบุคลกิ ภาพ (The personality structure) ฟรอยด์ เชื่อวา่ โครงสร้างบุคลิกภาพของบุคคลมี 3 ประการ คือ 1. ตนเบอื้ งต้น (id) คือ ตนท่ีอยใู่ นจิตไร้สานึก เป็นพลงั ท่ีติดตวั มาแตก่ าเนิด มุง่ แสวงหา ความพงึ พอใจ (pleasure seeking principles) และเป็นไปเพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการของตนเอง เทา่ น้นั โดยไมค่ านึงถึงเหตุผล ความถูกตอ้ ง และความเหมาะสม ประกอบดว้ ยความตอ้ งการทาง เพศและความกา้ วร้าว เป็ นโครงสร้างเบ้ืองตน้ ของจิตใจ และเป็นพลงั ผลกั ดนั ให้ ego ทาในสิ่งตา่ ง ๆ ตามที่ id ตอ้ งการ 2. ตนปัจจุบนั (ego) คือพลงั แห่งการใชห้ ลกั ของเหตุและผลตามความเป็นจริง (reality principle) เป็นส่วนของความคิด และสติปัญญา ตนปัจจุบนั จะอยใู่ นโครงสร้างของจิตใจท้งั 3 ระดบั 3. ตนในคุณธรรม (superego) คือส่วนที่ควบคุมการแสดงออกของบุคคลในดา้ นของ คุณธรรม ความดี ความชว่ั ความถูกผดิ มโนธรรม จริยธรรมที่สร้างโดยจิตใตส้ านึกของบุคคลน้นั ซ่ึงเป็นผลท่ีไดร้ ับจากการเรียนรู้ในสงั คมและวฒั นธรรมน้นั ๆ ตนในคุณธรรมจะทางานอยใู่ น โครงสร้างของจิตใจท้งั 3 ระดบั

150 การทางานของตนท้งั 3 ประการจะพฒั นาบุคลิกภาพของบุคคลใหเ้ ด่นไปดา้ นใดดา้ นหน่ึง ของท้งั 3 ประการน้ี แตบ่ ุคลิกภาพท่ีพงึ ประสงค์ คือ การท่ีบุคคลสามารถใชพ้ ลงั อีโกเ้ ป็นตวั ควบคุม พลงั อิด และซูเปอร์อีโกใ้ ห้อยใู่ นภาวะที่สมดุลได้ 2. ทฤษฎี Psychosocial developmental stage ของอริ ิคสัน ทฤษฎี Psychosocial development ของ Erik H. Erikson อธิบายถึงลกั ษณะของการศึกษา ไปขา้ งหนา้ โดยเนน้ ถึงสงั คม วฒั นธรรม และสิ่งแวดลอ้ มที่มีผลต่อการพฒั นาบุคลิกภาพของคน ซ่ึง ในแต่ละข้นั ของพฒั นาการน้นั จะมีวกิ ฤติการณ์ทางสังคม (social crisis) เกิดข้ึน การท่ีไม่สามารถ เอาชนะหรือผา่ นวกิ ฤติการณ์ทางสังคมในข้นั หน่ึง ๆ จะเป็นปัญหาในการเอาชนะวกิ ฤติการณ์ทาง สงั คมในข้นั ตอ่ มา ทาใหเ้ กิดความบกพร่องทางสงั คม (social inadequacy) และเป็นปัญหาทางจิตใจ ตามมาภายหลงั ทฤษฎีพฒั นาการทางบุคลิกภาพตามแนวคิดของ Erikson แบ่งพฒั นาการดา้ นจิต สงั คมของบุคคลเป็น 8 ข้นั ดงั น้ี ข้นั ที่ 1 ระยะทารก (Infancy period) อายุ 0-2 ปี :ข้นั ไว้วางใจและไม่ไว้วางใจผู้อน่ื (Trust vs Mistrust) ในระยะขวบปี แรกทารกจะตอ้ งพ่งึ พาอาศยั ผอู้ ่ืนในการดูแลเอาใจใส่ทุกดา้ น ตลอดจน ความรัก และสอนใหท้ ารกพบกบั ส่ิงเร้าใหม่ ๆ กอดรัดสัมผสั พดู คุยเล่นดว้ ยตลอดเวลา โดยเฉพาะ ในวยั น้ีทารกจะมีความรู้สึกไวมากท่ีบริเวณปาก เม่ือไดด้ ูดนม ไดอ้ าหาร ไดร้ ับสมั ผสั อนั อ่อนโยน อบอุน่ ไดร้ ับความรักความพอใจท้งั ทางร่างกายและอารมณ์แลว้ ทารกก็เรียนรู้ที่จะไวว้ างใจใน ส่ิงแวดลอ้ มอนั ไดแ้ ก่แม่ของตนเองเป็นคนแรก ในทางตรงขา้ ม ถา้ หากความตอ้ งการไม่ไดร้ ับการ ตอบสนองแลว้ ทารกจะมีอาการหวนั่ กลวั ไม่ไวว้ างใจผใู้ ดหรือสิ่งของใด ๆ ท้งั สิ้น ท้งั น้ีรวมท้งั ไม่ ไวว้ างใจตนเองดว้ ย ข้นั ที่ 2 วยั เร่ิมต้น (Toddler period) อายุ 2-3 ปี : ข้นั ทมี่ คี วามเป็ นอสิ ระกบั ความละอาย และสงสัย (Autonomy vs Shame and doubt) ข้นั น้ีเด็กเร่ิมเรียนรู้ที่จะทากิจกรรมตา่ ง ๆ ดว้ ย ตนเอง หากไดร้ ับการสนบั สนุนและกระตุน้ ให้เด็กไดก้ ระทาส่ิงต่าง ๆ ดว้ ยตนเองตามสมควร เด็ก จะมีการพฒั นาตวั เองไปในลกั ษณะท่ีมีโอกาสเลือกลอง และอยใู่ นระเบียบวนิ ยั ไปในตวั ในทางตรง ขา้ มถา้ พอ่ แม่เคร่งครัด เจา้ ระเบียบ ใหเ้ ด็กอยใู่ นระเบียบตลอดเวลาหรือเล้ียงดูแบบปกป้ องมาก เกินไป (over protective) ไม่ยอมรับส่ิงท่ีเดก็ ทาข้ึนมาดว้ ยตนเอง เด็กจะพฒั นาตวั เองไปในรูปแบบที่ ไม่แน่ใจในตนเองหรือไม่กลา้ ที่จะทาอะไรดว้ ยตนเองอยตู่ ลอดเวลา ข้นั ท่ี 3 ระยะก่อนไปโรงเรียน (Preschool period) อายุ 3-6 ปี : ข้นั มคี วามคดิ ริเริ่มกบั ความรู้สึกผดิ (Initiative vs Guilt) เป็นระยะท่ีเดก็ มีการเรียนรู้อยา่ งกวา้ งขวาง มี ความสมั พนั ธ์กบั เพื่อนท่ีโรงเรียน เพื่อนบา้ น ญาติพีน่ อ้ ง มีความอยากรู้อยากเห็น ชอบลองอะไร


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook