Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารอ่านเพิ่มเต็มวิชาจิตวิทยาทั่วไป

เอกสารอ่านเพิ่มเต็มวิชาจิตวิทยาทั่วไป

Published by chawanon, 2020-11-10 18:51:09

Description: เอกสารอ่านเพิ่มเต็มวิชาจิตวิทยาทั่วไป

Search

Read the Text Version

51 ทดสอบ หรือใชแ้ บบทดสอบดีพอ จึงไม่มีการสังเกตพฤติกรรมระหวา่ งทดสอบจึงสิ้นเปลืองมาก และใหค้ วามแมน่ ยานอ้ ยกวา่ ถา้ จะแบง่ ชนิดของแบบทดสอบตามลกั ษณะของการตอบกส็ ามารถแบ่งไดเ้ ป็น 3 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบชนิดตอบปากเปล่า (Oral – Response Test) เป็นแบบทดสอบที่ใหผ้ ู้ ถูกทดสอบตอบคาถาม หรือขอ้ ทดสอบ ดว้ ยการพดู ตอบกบั ผทู้ ดสอบโดยตรง 2. แบบทดสอบชนิดตอบโดยการปฏิบตั ิ (Performance Test) เป็นแบบทดสอบท่ีผถู้ ูก ทดสอบจะตอ้ งลงมือกระทา หรือปฏิบตั ิในการทดสอบดว้ ยตนเอง 3. แบบทดสอบชนิดเขียนตอบลงในกระดาษ (Paper – pencil Test) เป็นแบบ ทดสอบท่ีผถู้ ูกทดสอบจะตอบขอ้ คาถาม หรือขอ้ ทดสอบลงในกระดาษคาตอบ ท่ีผทู้ ดสอบได้ จดั เตรียมไวใ้ ห้ 5. การใช้แบบทดสอบวดั เชาวน์ปัญญา ในประเทศสหรัฐอเมริกา อาจกล่าวไดว้ า่ แบบทดสอบวดั เชาวน์ปัญญานิยมใชก้ นั มากใน โรงเรียน เพราะเป็ นเครื่องมือเบ้ืองตน้ ท่ีจะช่วยในการจดั การศึกษาดงั น้ี 1. อาจารยแ์ นะแนว และครู ในการจดั กลุ่มนกั เรียนตามความสามารถทางสมองของ แต่ละคน 2. ครู หรือผปู้ กครอง ในการทาการศึกษานกั เรียนเป็นรายบุคคล เพือ่ นามาเป็ นขอ้ มูลเบ้ืองตน้ ในการปรับปรุงผลสัมฤทธ์ิในการเรียนของนกั เรียน อยา่ งไรก็ตามในการใชแ้ บบทดสอบวดั เชาวน์ปัญญา สิ่งท่ีควรระวงั กค็ ือ ไมค่ วรใช้ แบบทดสอบน้ีเป็นเคร่ืองมือตีตราวา่ เดก็ คนน้นั คนน้ีเป็นเดก็ ที่ไมฉ่ ลาด และปฏิบตั ิต่อเด็กตามที่คิด ซ่ึงความจริงน้นั แบบทดสอบวดั เชาวน์ปัญญาเป็นเพียงเคร่ืองมือท่ีจะช้ีใหเ้ ห็นวา่ เด็กคนน้นั มี ความสามารถอยใู่ นระดบั ใด ครู ผปู้ กครองควรใหโ้ อกาสเขา ในการที่จะให้เขาไดแ้ สดงความคิด เพอื่ ที่จะทราบวา่ ผลการวเิ คราะห์น้นั แมน่ ตรง หรือไม่ อน่ึง ในการประเมินเชาวน์ปัญญาของใครคนใดคนหน่ึงน้นั ไม่ควรประเมินจากการวดั เพยี งคร้ังเดียว แตค่ วรจะประเมินจากการวดั หลายๆ คร้ัง เหตุผลก็คือ แบบทดสอบวดั เชาวน์ ปัญญาทุกชุดจะประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบของความสามารถท่ีติดตวั มาแตก่ าเนิด แตข่ ณะเดียวกนั ก็ถูกขยาย หรือตกอยภู่ ายใตอ้ ิทธิพลของประสบการณ์ จึงเกิดความคลาดเคลื่อนของการวดั เพราะฉะน้นั คะแนนที่ไดจ้ ากการทดสอบแต่ละคร้ัง จึงอาจจะมากหรือนอ้ ยกวา่ คะแนนความเป็น จริงเสมอ คะแนนการทดสอบแตล่ ะคร้ังจึงเป็นเพยี งค่าประมาณของคะแนนจริงเท่าน้นั

52 6. องค์ประกอบทม่ี ีอทิ ธิพลต่อเชาวน์ปัญญา เป็นที่ยอมรับกนั วา่ ปัจจยั สาคญั ที่มีอิทธิพบต่อเชาวนป์ ัญญาของบุคคลยอ่ มจาแนกออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ 1. ปัจจยั ทางดา้ นพนั ธุกรรม 2. ปัจจยั ทางดา้ นส่ิงแวดลอ้ ม

53 บทที่ 4 อารมณ์ เราทุกคนมีความคุน้ เคยกบั อารมณ์เป็ นอยา่ งดี ไม่วา่ จะสุข เศร้า หรือกลวั เราตอ้ ง เผชิญกบั ภาวะอารมณ์เหล่าน้ี ต้งั แต่เกิดจนตาย เราพยายามแสวงหาสภาพการณ์ที่ทาใหเ้ รา มีความรู้สึกเป็นสุข และหลีกเล่ียงสภาพการณ์ที่ก่อใหเ้ กิดความรู้สึกเศร้าหรือหวาดกลวั แม้ บางอารมณ์จะเป็นส่ิงที่ไมพ่ ึงปรารถนา แตเ่ ราก็อยอู่ ยา่ งไร้อารมณ์ไมไ่ ด้ ดงั น้นั อารมณ์จึงมี ความสาคญั กบั ชีวติ จิตใจเช่นเดียวกบั ท่ีอาหารมีความสาคญั ต่อร่างกาย สุขภาพจิตของคนเรา จะดีหรือไม่กข็ ้ึนอยกู่ บั การปรุงแตง่ ของอารมณ์ต่างๆ ความหมายของอารมณ์(Emotion) Young (1973) ไดเ้ สนอนิยามดงั ต่อไปน้ี อารมณ์คือกระบวนการหรือสภาวะทางด้าน ความรู้สึกที่ถูกทาให้หวนั่ ไหว ซ่ึงแสดงออกมาโดยการเปล่ียนแปลงของร่างกายในกลา้ มเน้ือเรียบ ( Smooth mussels) ต่อมต่างๆ และพฤติกรรมรวม ( Gross behavior) (โยธิน ศนั สนยทุ ธ. 2533 : 155) การศึกษาเร่ืองอารมณ์เป็ นเร่ืองยาก เนื่องจากต้องอนุมานจากพฤติกรรมท่ีไม่สามารถ สังเกตไดโ้ ดยตรง นกั จิตวิทยาไดส้ ังเกตลกั ษณะของอารมณ์พบวา่ อารมณ์เป็ นภาวะท่ีไม่คงที่ มี ลกั ษณะที่สาคญั 4 ประการคือ (มุกดา ศรียงค.์ 2542 : 255-256) 1. อารมณ์ไมใ่ ช่พฤติกรรมภายนอกหรือความคิดเฉพาะอยา่ งแต่อารมณ์เป็ น ประสบการณ์ความรู้สึกส่วนบุคคล 2. อารมณ์เป็นความรู้สึกที่รุนแรงและมีการแสดงออกทางอารมณ์ที่แตกตา่ งไปจาก การกระทาปกติทวั่ ไป เช่น เม่ือมีอารมณ์กลวั จะมือสัน่ 3. อารมณ์มีความซบั ซอ้ นกวา่ ความรู้สึกทางร่างกายอื่นๆ บุคคลจะมีการประเมินหรือ แปลความหมายของสถานการณ์ที่เก่ียวขอ้ งแลว้ จึงจะเกิดอารมณ์น้นั ๆ เช่น ชายคนหน่ึงเห็นสิงโต แลว้ มีความรู้สึกอยา่ งไรข้ึนอยู่กบั วา่ ชายคนน้นั เห็นสิงโตเป็ นสัตวเ์ ล้ียงท่ีเช่ืองหรือสัตวป์ ่ าท่ีกาลงั หิวกระหาย 4. อารมณ์จะเกิดร่วมกบั การเปลี่ยนแปลงทางสรีระ เช่น เมื่อเรารู้สึกประหลาดใจ จะเบิ่งตาโต ปากอา้ อาจยกมือปิ ดหนา้ ส่วนการตอบสนองภายในจะมีการเปลี่ยนแปลงอตั ราการ เตน้ ของหวั ใจ

54 การจดั ประเภทของอารมณ์ โรเบิร์ต พลูทชิค (1980) ได้ทาการศึกษาวิจยั เรื่องอารมณ์และเชื่อว่ามีอารมณ์พ้ืนฐานอยู่ 8 ชนิด คือ กลัว(Fear) ประหลาดใจ(Surprise) เศร้าเสียใจ(Sadness) รังเกียจ(Disgust) โกรธ (Anger) คาดหวงั (Anticipation) รื่นเริง(Joy) ยอมรับ(Acceptance) อารมณ์พ้ืนฐานท้งั 8 ชนิดน้ียงั แปรเปล่ียนไปตามระดบั ความเขม้ ของอารมณ์ และยงั มีชื่อ เรียกแตกตา่ งออกไปอีกเช่น อารมณ์เศร้า จะมีระดบั ต้งั แต่ เศร้า…เสียใจ…ทุกขใ์ จ เป็นตน้ อารมณ์ทีมีระดบั ความเขม้ นอ้ ยๆ จะแยกไม่ออกวา่ เป็ นอารมณ์อะไร นอกจากน้ีอารมณ์พ้ืนฐานท้งั 8 ชนิดยงั อาจผสมผสานกนั เป็นอารมณ์ที่ซบั ซอ้ นข้ึนไปอีก เช่น เดก็ คนหน่ึงกาลงั รับประทานคุกก้ี อยู่ อาจรู้สึกรื่นเริงผสมกบั ความรู้สึกกลวั ซ่ึงกค็ ือความรู้สึกผดิ (Guilt) เพราะคุกก้ีที่กาลงั กินอยนู่ ้นั ไดข้ โมยมานนั่ เอง อารมณ์อิจฉาก็เป็นอารมณ์ผสมกนั ระหวา่ ง รัก โกรธ และกลวั เป็นตน้ รูปท่ี 4-1 แสดงระดบั ความเขม้ ของอารมณ์พ้ืนฐานของ Plutchik ท่ีมา : Bernstein. 1988 : 446 จาค แพงคเ์ ซปป์ (Jaak Panksepp. 1982) ไดเ้ สนอแนวคิดในการจาแนกอารมณ์ท่ีแตกต่าง จากพลูทซิค แพงค์เซปป์ เชื่อวา่ อารมณ์พ้ืนฐานมีอยู่ 4 ชนิดคือ คาดหวงั (Expectancy) เดือดดาล (Rage) ต่ืนตระหนก(Panic) หวาดกลัว(Fear) อารมณ์พ้ีนฐานแต่ละชนิดเกิดข้ึนสัมพันธ์กับ

55 ตาแหน่งในสมองที่ต้งั อยบู่ ริเวณไฮโปธาลามสั ซ่ึงแต่ละจุดบนสมองจะสนองตอบต่ออารมณ์ต่าง ชนิดกัน โดยอาศัยการแปลข้อมูลท่ีถูกกระตุ้นจากส่ิงแวดล้อมเป็ นกระแสประสาทส่งไปยงั ประสาทมอร์เตอร์ ทาใหเ้ กิดอากปั กิริยาท่ีสอดคลอ้ งกบั อารมณ์ตา่ งๆ ดงั รูปท่ี 42 จะเห็นว่าการจาแนกอารมณ์เป็ นเร่ืองยุ่งยาก เพราะคนเรามีสภาวะอารมณ์หลายอย่าง เปล่ียนแปลงไปตลอดเวลา และอารมณ์แต่ละชนิดก็ยงั มีระดบั ความรุนแรงแตกต่างกนั ไป เป็ นตน้ วา่ อารมณ์โกรธจะเร่ิมจากความรู้สึกราคาญใจ ไปจนถึงโกรธเกร้ียวเดือดดาล หรืออารมณ์กลวั จะ มีความรุนแรงต้งั แต่หวน่ั กลัวไปจนถึงกลัวอย่างขนพองสยองเกล้า นอกจากน้ีเรายงั มีอารมณ์ หลายๆ อารมณ์ในเวลาเดียวกนั จนแยกไม่ออกวา่ เป็ นอารมณ์อะไรบา้ ง บอกไดแ้ ต่เพียงวา่ รู้สึกไม่ สบายใจ เช่น ความวติ กกงั วลซ่ึงเป็นความรู้สึกที่คละเคลา้ ปนเปกนั ระหวา่ งความกลวั โกรธ เศร้า สานึกผดิ อบั อาย รูปที่ 4-2 การจาแนกอารมณ์ของ Panksepp ส่วนตรงกลางคืออารมณ์พ้นื ฐาน 4 ชนิด รอบนอกคืออากปั กิริยาที่สัมพนั ธ์กนั ระหวา่ งอารมณ์และสิ่งแวดลอ้ ม ที่มา : Bernstein. 1988 : 447 อารมณ์กบั พลงั จงู ใจ ตามธรรมชาติของความสมั พนั ธ์ระหวา่ งพลงั จูงใจและอารมณ์ยงั ไม่อาจช้ีใหช้ ดั เจนไดอ้ ยา่ ง เด็ดขาดว่าเป็ นพวกเดียวกนั หรือต่างกนั คนส่วนมากจะพูดว่าความโกรธ ( Anger ) ความกลัว ( Fear ) ความสุข ( Joy ) และความเศร้าโศก ( Grief ) เป็ นพวกอารมณ์ แต่จะจดั ความหิว ( Hunger ) ความ กระหาย ( Thirsty ) และความอ่อนเพลีย ( Fatigue ) ของร่างกายเป็ นพวกพลงั จูงใจ สองพวกน้ี แตกต่างกนั หรือไม่ และทาไมเราไม่จดั ความหิวเป็นพวกอารมณ์

56 อยา่ งไรก็ดีมีสิ่งที่พอจะแยกความแตกต่างระหวา่ งอารมณ์กบั พลงั จูงใจคือ อารมณ์เกิดจาก การกระตุ้นของส่ิงเร้าภายนอกอินทรียซ์ ่ึงการแสดงออกของอารมณ์น้ันจะแสดงต่อสิ่งเร้าน้ัน โดยตรง แต่พลงั จงู ใจส่วนมากเกิดจากส่ิงเร้าภายในอินทรีย์ และโดยปกติการแสดงออกของพลงั จูง ใจน้นั มกั จะพุง่ ไปยงั วตั ถุส่ิงของตา่ งๆ รอบตวั เรา เช่น อาหาร น้า เป็นตน้ แตก่ ย็ งั ไมส่ ามารถแยกแยะ ให้เห็นถึงความแตกต่างระหวา่ งอารมณ์และพลงั จูงใจไดท้ ้งั หมด ดงั ตวั อยา่ งของสิ่งล่อใจภายนอก เช่น การไดเ้ ห็นหรือไดก้ ล่ินอาหารท่ีอร่อย ก็สามารถทาใหเ้ กิดความหิวข้ึนมาไดโ้ ดยปราศจากสิ่งชกั นาของความหิวภายในร่างกาย ในทานองเดียวกนั ส่ิงเร้าภายใน เช่น การขาดอาหารอยา่ งรุนแรงก็ สามารถเป็นตวั กระตุน้ ใหเ้ กิดอารมณ์ได้ การแสดงพฤติกรรมเนื่องจากพลงั จูงใจน้นั มกั จะมีความรู้สึก ( Affect ) หรืออารมณ์ร่วมไป ดว้ ยเมื่อพูดถึงพลงั จูงใจเราเน้นเฉพาะการกระทาที่มุ่งสู่เป้ าประสงค์ ( Goal Directed Activity ) แต่ เม่ือเอ่ยถึงอารมณ์น้นั ความสนใจของเราอยทู่ ี่ความรู้สึกท่ีแสดงออกมาควบคู่กบั พฤติกรรม ในอดีตนกั จิตวิทยาพยายามแยกอารมณ์ออกมาเป็ นระดบั ต่างๆ เช่น ความเศร้าโศก ความ ชิงชัง ความประหลาดใจ อิจฉาริษยา เป็ นตน้ แต่การแยกดังกล่าวก็ไม่ได้ให้คุณค่าอะไร ฉะน้ัน เพื่อให้มีความหมายยิ่งข้ึน เราจึงแยกอารมณ์ออกเป็ นพวกท่ีก่อให้เกิดความพึงพอใจพวกหน่ึง ( Pleasant) เช่น ความสุข ความรัก ส่วนอีกพวกหน่ึงก็เป็ นความไม่พึงพอใจ ( Unpleasant ) เช่น ความ โกรธ ความกลัว เป็ นตน้ การแยกอารมณ์เช่นน้ีเรามุ่งประเด็นท่ีอยากเขา้ หา ( Approach ) และ อารมณ์ที่อยากหลีกเล่ียง ( Avoidance ) นอกจากน้นั อารมณ์ยงั สามารถแบ่งออกไดต้ ามระดบั ความ เขม้ เช่น จากไม่พอใจจนถึงโกรธจดั ( Displeasure - Rage ) เศร้าโศกถึงเสียใจ ( Grief – Sadness ) ซ่ึงนกั จิตวิทยาบางคนก็พยายามแยกอารมณ์มากกว่า 2 ระดบั ดงั กล่าวซ่ึงอนั ที่จริงแลว้ ก็ไม่มีความ จาเป็ นท่ีจะช้ีเฉพาะว่าจุดใดที่อารมณ์ระดับหน่ึง ๆ เร่ิมแต่เราหันมาพิจารณาถึงประสบการณ์ ความรู้สึกที่แตกตา่ งกนั ออกไปจะดีกวา่ การเปลี่ยนแปลงทางสรีระเม่ือเกิดอารมณ์ เม่ือเรามีอารมณ์ เช่น กลวั หรือโกรธ เราจะรู้สึกว่าร่างกายของเรามีการเปล่ียนแปลง เช่น หัวใจเตน้ เร็วข้ึน หายใจเร็ว ปากคอแห้ง กล้ามเน้ือเกร็ง เหง่ือออก เจ็บร้าวในทอ้ ง ในตารางที่ 1 แสดงอาการของความกลวั ของนกั บินที่ไดร้ ายงานไวร้ ะหวา่ งสงครามโลกคร้ังที่ 2 ซ่ึงความจริงแลว้ เม่ือบุคคลเกิดอารมณ์ ในระดับรุ นแรงต่อระบบประสาทอัตบาล ส่ วนท่ีเป็ นซิ มพาเธติค ( Sympathetic System ) จะควบคุมใหร้ ะบบการทางานตา่ งๆ ของร่างกายเปล่ียนไปหลาย ๆ อยา่ ง เช่น 1. ความดนั โลหิต และอตั ราการเตน้ ของหวั ใจเพม่ิ ข้ึน 2. การหายใจเร็วข้ึน 3. ตาดา (รูมา่ นตา) เปิ ดกวา้ ง 4. ความตา้ นทานจ่อประจุไฟฟ้ าของผวิ หนงั ลดลง

57 5. ระดบั น้าตาลในเลือดสูงข้ึน เพอ่ื เพ่มิ พลงั งาน 6. ในกรณีที่เกิดบาดแผล เลือดจะแขง็ ตวั เร็วข้ึน 7. การบีบตวั ของกระเพาะหรือลาไส้จะช้าลงหรือหยุดไปเลย เลือดบริเวณกระเพาะ อาหาร และลาไส้จะถูกลาเลียงไปยงั สมองและกลา้ มเน้ือลาย 8. ขนลุกชนั และเม่ืออารมณ์ลดลง ระบบประสาทส่วนพาราซิมพาเธติค ( Parasympathetic System ) จะกลบั เขา้ มาทางานแทน ซ่ึงทาหนา้ ที่ควบคุมใหร้ ะบบต่างๆ ของร่างกายทางานตามปกติ ตาราง 1 แสดงอาการความกลวั ของนกั บินขณะประจนั บาญ ระหว่างมกี ารประจัญบานท่านมคี วามรู้สึก บ่อย ๆ % บางคร้ัง % รวมท้งั หมด % หวั ใจเตน้ แรงและชีพจรเตน้ เร็ว 30 56 86 กลา้ มเน้ือตึงและเครียดมาก 30 53 83 ทาใหค้ นั ง่าย โกรธ หรือเจบ็ หรือปวด 22 52 80 ปากแหง้ คอแหง้ 30 50 80 เหง่ือออก 26 53 79 ทอ้ งปั่นป่ วน 23 53 76 เหมือนฝัน (ไมเ่ ชื่อวา่ จะเกิดกบั ทา่ น) 20 49 69 ปวดปัสสาวะเสมอๆ 25 40 65 ใจสนั่ 11 53 64 สบั สน 3 50 53 อ่อนเพลียหรื อจะเป็ นลม 4 37 41 ลืมรายละเอียดท่ีเกิดข้ึน 5 34 39 เจบ็ ร้าวในทอ้ ง 5 33 38 ต้งั สติไม่ได้ 3 32 35 ทาราดรดกางเกง 1 4 5 จากรายงานของนักบินจานวน 1,985 คน และนักบินท่ีถูกเกณฑ์จานวน 2,519 คน ระหวา่ งสงครามโลกคร้ังที่ 2 จากการสารวจของ Shaffer ในปี พ.ศ. 2490

58 การเปลี่ยนแปลงทางสรีระจะเกิดข้ึนเมื่อมีความเครียดทางอารมณ์ สามารถวดั ไดโ้ ดยใช้ เครื่องมือจบั เท็จ ( Lie Detector ) เคร่ืองมือจบั เท็จไม่ใช่เคร่ืองมือใช้จบั ความเท็จจริง ๆ แต่เป็ นการ วดั การเปลี่ยนแปลงทางสรี ระอย่างง่าย ๆ เม่ือมีอารมณ์เกิดข้ึน การวดั ส่ วนมากจะวัดการ เปล่ียนแปลงทางสรีระของร่างกายหลายอยา่ งดว้ ยกนั เช่น การเตน้ ของหัวใจ ความดนั โลหิต การ หายใจ และการเปลี่ยนแปลงการนากระแสไฟฟ้ าของผวิ หนงั (GSR – Galvanic Skin Response ) การวดั การเปล่ียนแปลงทางสรีระแบบมาตรฐานโดยการบันทึกเป็ นกราฟใช้วิธีการ ดงั ต่อไปน้ีคือ ให้ผูถ้ ูกทดสอบพกั แล้ววดั การเปล่ียนแปลงทางสรีระในขณะพกั เพ่ือใช้เป็ นฐาน เปรียบเทียบ ( Base Line ) เมื่อผูถ้ ูกทดสอบมีอารมณ์ จากน้ันผูท้ าการทดสอบถามคาถามซ่ึงได้ จดั เรียงไวอ้ ย่างรอบคอบแล้วคาถามส่วนใหญ่จะให้ผูถ้ ูกทดสอบตอบว่า “ใช่ ” หรือ “ไม่ใช่ ” คาถามที่สาคัญ จะอยคู่ ละกนั กบั คาถามทั่วไป คาถามแต่ละขอ้ จะใช้เวลาประมาณ 1 นาที เพื่อเวน้ ช่วงให้เครื่องมือบนั ทึกการเปล่ียนแปลงทางอารมณ์ของผถู้ ูกทดสอบต่อคาถามแต่ละขอ้ ถา้ คาถาม ใดจ้ีจุดผู้ถูกทดสอบจะเร้าอารมณ์ของผู้ถูกทดสอบให้เปลี่ยนแปลงไป เครื่องมือก็จะวดั การ เปล่ียนแปลงของเส้นกราฟ ซ่ึงจะสูงข้ึนอยา่ งเห็นไดช้ ดั การใชเ้ ครื่องมือจบั เทจ็ น้นั ยงั มีปัญหาอยอู่ ีกหลายประการ เช่น ผถู้ ูกทดสอบมีความบริสุทธ์ิ จริง แต่เผอิญอารมณ์เครียดต่อคาบางคา ทาให้การบนั ทึกลงบนกราฟน้นั เปลี่ยนแปลงไป ผทู้ าการ ทดสอบอาจจะนึกวา่ บุคคลน้นั โกหกได้ ในทางตรงกนั ขา้ ม ถา้ ผทู้ ี่โกหกเก่งอาจจะระงบั อารมณ์ไดด้ ี ผลจากกราฟไม่เปล่ียนแปลง ทาให้ผู้ทาการทดสอบไม่ทราบว่าผูถ้ ูกทดสอบโกหกหรือไม่ นอกจากน้ ันคนท่ีถูกทดสอบบางคนอาจจะคิดถึงบางสิ่ งบางอย่างที่ตื่นเต้นหรื อทาให้กลามเน้ื อ บางส่วนเกร็งในขณะทดสอบ เพื่อหาฐานเปรียบเทียบ ( Base Line ) ดงั น้นั เมื่อถามคาถามท่ีสาคญั จึงไม่พบความแตกต่างทางสรีระที่จะนามาเปรียบเทียบว่าบุคคลน้ัน ๆ โกหกหรือไม่ จากรูปท่ี 1 แสดงให้เห็นการบันทึกของเส้นกราฟ เม่ือบุคคลน้ันโกหกจริงและแสร้งทาตามลาดบั ในการ ทดลองน้ีผถู้ ูกทดสอบเลือกเลข 27 และเม่ือผทู้ าการทดสอบถามวา่ เลือกเลข 27 ใช่ไหม ผถู้ ูกทดสอบ ปฏิเสธ แต่จากกราฟพบว่าการเตน้ ของหัวใจเปลี่ยนไปผูถ้ ูกทดสอบแสร้งทาให้การบนั ทึกของ เส้นกราฟเปล่ียนไปเมื่อผทู้ าการทดสอบถาม เลข 22 โดยผถู้ ูกทดสอบเกร็งหวั แม่เทา้ ทาให้การเตน้ ของหวั ใจและ GSR เปล่ียนไป จากเหตุผลขา้ งบนน้ีทาให้เคร่ืองมือน้ีไม่สามารถนาไปใชข้ ้นั พิสูจน์หลกั ฐานในศาลไดแ้ ต่ จะนาไปใช้ในการสืบสวนข้ันต้นและในการคดั เลือกคนเข้าทางานในตาแหน่งท่ีควรไวใ้ จได้ นอกจากน้นั เคร่ืองจบั เท็จจะนาไปใชใ้ นการทางานวิจยั เพื่อศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เน่ืองจากความเครียดและสงั เกตผลของยาท่ีมีต่อการเปลี่ยนแปลงทางสรีระ เป็นตน้

59 ทฤษฎตี ่างๆ เกยี่ วกบั อารมณ์ จากตวั อยา่ ง และการอธิบายเกี่ยวกบั อารมณ์ ทาใหม้ องเห็นภาพคร่าวๆ วา่ ขณะท่ีคนมี อารมณ์น้นั ไดม้ ีการเปล่ียนแปลงทางร่างกายไปดว้ ย อยา่ งไรก็ตามมีปัญหาเกิดข้ึนวา่ การ เปลี่ยนแปลงท้งั ในดา้ นอารมณ์และร่างกายน้นั มีความสัมพนั ธ์ต่อกนั อยา่ งไร สมองหรือระบบ ประสาทส่วนกลางต่าง ๆ มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางอารมณ์บา้ งหรือไม่ ซ่ึงกม็ ีท้งั นกั จิตวทิ ยา นกั สรีรวทิ ยาไดใ้ หค้ วามสนใจศึกษาเก่ียวกบั เร่ืองอารมณ์อยา่ งลึกซ้ึงและสรุปเป็นทฤษฎีเก่ียวกบั อารมณ์ไวต้ า่ ง ๆ กนั ดงั ตอ่ ไปน้ี ทฤษฎขี อง เจมส์ – เลงก์ ( James – Lange Theory of Emotion ) จากสามญั สานึกของบุคคลทวั่ ไปจะรู้สึกวา่ ขณะท่ีบุคคลเกิดอารมณ์ต่างๆ กนั น้นั จะเป็นผล ใหร้ ่างกายแสดงพฤติกรรมต่างๆ กนั เช่น หวั เราะ ร้องไห้ ตวั ส่นั เป็นตน้ แตว่ ลิ เลียม เจมส์ ( William James, 1842 – 1910 ) ซ่ึงเป็นนกั สรีรวทิ ยาและนกั จิตวทิ ยาชาวอเมริกนั ไม่เห็นดว้ ยกบั คาอธิบายอยา่ งง่าย ๆ น้ี เขามีความเช่ือวา่ เม่ือร่างกายไดร้ ับการกระตุน้ จากสิ่งเร้าจะแสดงปฎิกิริยา โตต้ อบตอ่ ส่ิงเร้าน้นั ทนั ที พฤติกรรมดงั กล่าวจะเป็นตวั จกั รที่ระบุวา่ ตวั บุคคลน้นั กาลงั เผชิญกบั สภาพอารมณ์ชนิดใด เช่น ทนั ทีที่เผชิญหนา้ กบั สตั วร์ ้ายโดยไมค่ าดฝัน บุคคลจะมีพฤติกรรมหรือ อาการตวั ส่ันและวงิ่ หนี หลงั จากพฤติกรรมดงั กล่าวเกิดข้ึนแลว้ จึงรู้สึกตวั วา่ \"กลวั \" ตวั อยา่ ง ดงั กล่าวอาจเกิดข้ึนในชีวิตประจาวนั ไดบ้ ่อยๆ เช่น ขณะที่เดินลงบนั ได บงั เอิญเทา้ สะดุดขอบบนั ได พฤติกรรมของบุคคลท่ีเกิดข้ึนคือ รีบควา้ ราวบนั ไดไวก้ ่อนแลว้ จึงรู้สึกตวั วา่ ใจหายหรือ \"กลวั \" เป็น ตน้ เป็นความบงั เอิญที่ในระยะเวลาไล่เล่ียกนั น้นั คาร์ล เลงก์ ( Carl Lange, 1834 - 1900 ) ซ่ึง เป็นนกั สรีรวทิ ยาชาวเดนมาร์ค ก็ไดเ้ ผยแพร่ความคิดของเขาลงในหนงั สือช่ือ Om Sindsbevaegelser ในปี ค.ศ. 1885 และมีขอ้ ความส่วนหน่ึงที่ระบุวา่ อารมณ์น้นั เป็นผลท่ีเกิดจาก การมีปฏิกิริยาโตต้ อบตอ่ ส่ิงเร้าต่าง ๆ มากกวา่ จะเป็นสาเหตุที่ทาใหร้ ่างกายแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมา เม่ือสรุปจากแนวความคิดของบุคคลท้งั สองจึงอธิบายไดว้ า่ ส่ิงเร้าตา่ งๆ ที่แวดลอ้ มอินทรีย์ อยนู่ ้นั เป็ นตวั การสาคญั ที่ทาใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวทิ ยาอนั หมายถึงการเปลี่ยนแปลง กิจกรรมของระบบอวยั วะภายใน และพฤติกรรมการแสดงออกท่ีสามารถสงั เกตไดอ้ ยา่ งชดั เจนการ เปลี่ยนแปลงท้งั หลายเหล่าน้นั เป็นสิ่งกระตุน้ ใหป้ ระสาทสมั ผสั ภายใน ไดร้ ับสัมผสั ขอ้ มูลเพื่อรู้ สานึกในการแปลความรู้สึกเป็นอารมณ์ต่างๆ เช่น เสียใจ โกรธ กลวั เกิดข้ึนไดเ้ พราะร้องไห้ ทุบตี

60 หรือตวั สัน่ ตามลาดบั อยา่ งไรกด็ ีสาหรับ เลงก์ ไดเ้ นน้ เฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางสรีระอนั เกี่ยวเนื่องกบั ขนาดของหลอดโลหิตเทา่ น้นั ผลพลอยไดส้ าคญั ท่ีตามมาจากการเสนอทฤษฎีการเกิดอารมณ์ตามแนว เจมส์ - เลงก์ ก็คือ ทาใหม้ ีการศึกษาวจิ ยั เกี่ยวกบั อารมณ์ เพื่อคดั คา้ นหรือสนบั สนุนแนวทฤษฎีดงั กล่าวอีกหลายทฤษฎี รูปท่ี 4-3 ทฤษฏีอารมณ์ของ James-Lang ที่มา : Bernstein. 1988 : 451 ทฤษฎขี อง แคนนอน - บาร์ด ( Cannon - Bard ) ในช่วง 30 ปี หลงั จากทฤษฎีของ เจมส์- เลงก์ ไดร้ ับการเผยแพร่ออกไปก็มีนกั จิตวิทยา หลายคนได้พยายามค้นควา้ หาข้อมูลเพื่ออธิบายเก่ียวกับการเกิดอารมณ์ให้รัดกุมยิ่งข้ึน ในปี ค.ศ.1929 วอลเตอร์ บี แคนนอน (Water B. Cannon, 1971 – 1945 )ไดว้ พิ ากษว์ จิ ารณ์แนวทฤษฎีของ เจมส์- เลงกว์ ่ามีจุดอ่อนอยหู่ ลายประการโดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในส่วนของการเปล่ียนแปลงระบบการ

61 ทางานของอวยั วะภายในและต่อมต่างๆ (Viscera ) เช่น หัวใจเตน้ เร็วข้ึน เหง่ือออกมาผดิ ปกติ เป็ น ประสบการณ์ของอารมณ์ต่าง ๆ กนั กล่าวคืออาจจะกลวั โกรธ หรือตื่นเต้นก็ได้ ซ่ึงก็จะมีอาการ เหมือน ๆ กนั ดงั น้นั จึงเป็ นไปได้ยากที่จะระบุวา่ อารมณ์ใดอารมณ์หน่ึงเกิดจากการเปลี่ยนแปลง ระบบการทางานชนิดใดๆเฉพาะเจาะจงลงไป เพราะการเปลี่ยนแปลงดงั กล่าวเกี่ยวขอ้ งสัมพนั ธ์กบั อารมณ์หลายๆอยา่ ง และเพ่ือยืนยนั ในความคิดน้ี แคนนอนไดท้ ดลองแยกส่วนของอวยั วะภายใน ร่างกายออกจากระบบประสาทส่วนสมองก็ยงั ปรากฎวา่ สัตวย์ งั แสดงอารมณ์ต่างๆออกมาไดด้ งั เดิม นอกจากน้นั แคนนอนยงั ไดช้ ้ีให้เห็นวา่ ระบบอวยั วะภายในร่างกาย เช่น ระบบยอ่ ยอาหาร น้นั เป็ น ระบบท่ีทางานโดยอาศยั กลา้ มเน้ือเรียบซ่ึงการเปล่ียนแปลงเกิดข้ึนไดช้ า้ และอาจจะชา้ เกินกวา่ ที่จะ นามาเชื่อมเป็นความรู้สึกหรืออารมณ์ตา่ ง ๆ ได้ สเตนเลย์ แชคเตอร์ ( StanleySchacter,1975 ) ได้เขียนสรุปขอ้ วิจารณ์ของแคนนอนที่ไม่ เห็นด้วยกับทฤษฎีของ เจมส์- เลงก์ ไวใ้ นหนังสือชื่อHandbook of Psychobiology หน้า 530 ( Gazzaniga and Blakemore, 1975 ) ไวด้ งั น้ี 1. การแยกระบบอวยั วะภายในออกจากระบบประสาทส่วนกลางโดยสิ้นเชิงน้นั มิได้ แสดงใหเ้ ห็นวา่ จะเกิดพฤติกรรมทางอารมณ์ต่าง ๆ กนั ออกไป 2. การเปลี่ยนแปลงทางระบบอวยั วะภายในน้นั เกิดกบั สภาวะของอารมณตา่ งๆกนั หรือใน บางคร้ังแมไ้ มม่ ีสภาวะทางอารมณ์กย็ งั มีการเปล่ียนแปลงของระบบอวยั วะภายใน 3. การเปล่ียนแปลงทางอวยั วะภายในน้นั ยากตอ่ การสังเกตเป็ นอยา่ งยงิ่ 4. การเปลี่ยนแปลงทางอวยั วะภายในน้นั เป็นไปอยา่ งเช่ืองชา้ ซ่ึงอาจไม่มีผลเพียงพอท่ีจะ เป็นตวั บง่ ช้ีอารมณ์หรือความรู้สึกตา่ ง ๆ 5. การใชส้ ารเคมีเขา้ สู่ระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น ยา หรือ ฮอร์โมนอาจจะเป็นผลใหเ้ กิด การเปล่ียนแปลงทางอวยั วะภายในได้ โดยท่ีมิไดม้ ีความเก่ียวขอ้ งกบั อารมณ์ชนิดใด ๆ เลย ความคิดเห็นต่างๆ ท่ีไม่สอดคลอ้ งกบั ทฤษฎีของ เจมส์- เลงก์ ทาใหแ้ คนนอนไดเ้ สนอแนว ทฤษฎีทางประสาทสรีรวทิ ยาข้ึนมาอีกทฤษฎีหน่ึงซ่ึงเบด ( Beck, 1975, p. 339 ) เรียกวา่ ทฤษฎีศูนย์ ประสาท ( Central Neural Theory ) โดยกล่าวถึงส่ิงเร้าในสภาวะแวดลอ้ มต่างๆ จะเป็ นตวั กระตุน้ ให้เกิดกระสวนของพฤติกรรม ในศูนยข์ องสมองช้นั ต่าอนั ไดแ้ ก่ ทาลามสั (ในสมยั น้นั ยงั ไม่มีการ แยกออกเป็ นไฮโปทาลามสั อีกส่วนหน่ึง) เป็ นอนั ดบั แรก กระแสประสาทจากทาลามสั จะถูกส่งไป ยงั สมองส่วนผวิ ( Crebral Cortex ) ทาใหร้ ับรู้สภาพอารมณ์ตา่ งๆ และขณะเดียวกนั กระแสประสาท จากทาลามสั อีกส่วนหน่ึงจะถูกส่งไปยงั ระบบประสาทอตั บาล และอวยั วะภายในร่างกาย ซ่ึงทราบ ต่อมาภายหลงั ว่าถูกควบคุมโยสมองส่วนไฮโปทาลามสั ( Hypothalamus ) ณ จุดน้ีทาให้เกิดการ

62 เปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงความดนั โลหิต อตั ราการเตน้ ของหวั ใจ ฯลฯ ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั การเกิดอารมณ์หรือความรู้สึกต่างๆ ในขณะเดียวกนั อนั จะเห็นไดว้ ่าแตกต่างไป จากทฤษฎีของ เจมส์- เลงก์ แนวทฤษฎีของแคนนอน ไดร้ ับการสนับสนุนจากผลการศึกษาของ ฟิ ลิป บาร์ด ( Philip Bard, 1939 ) นกั สรีรวทิ ยาชาวอเมริกนั อีกคนหน่ึงที่ไดศ้ ึกษาเกี่ยวกบั สมองส่วนทาลามสั ทฤษฎีน้ี ไดร้ ับการสรุปวา่ เป็นทฤษฎีแคนนอน - บาร์ด ที่กล่าววา่ สมองมีศูนยก์ ลางเฉพาะท่ีทาหนา้ ท่ีเก่ียวกบั กระบวนการทางอารมณ์ ศูนยก์ ลางดังกล่าวอยู่ในบริเวณทาลามิค - ไฮโปทาลามิค ( Thalamic - Hypothalamic Region ) ( Morris, 1979, p. 394 ) ซ่ึงเป็ นผลให้การตอบสนองทางกายและอารมณ์ ที่เกิดข้ึนเป็ นไปในเวลาเดียวกนั กล่าวคือ หลงั จากรับรู้สิ่งเร้าแลว้ กระแสจะผา่ นไปยงั ทาลามสั แลว้ ส่วนหน่ึงจะแยกสู่กลา้ มเน้ือและระบบอวยั วะภายใน ทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงการทางานของ ระบบตา่ ง ๆ น้นั ไปพร้อม ๆ กนั

63 รูปท่ี 4-4 ทฤษฏีอารมณ์ของ Cannon-Bard ท่ีมา : Bernstein. 1988 : 454

64 ทฤษฎกี ารรู้คดิ (Cognitive Theory) จากขอ้ โตแ้ ยง้ ของแคนนอนตอ่ ทฤษฎีเจมส์ - เลงกท์ ่ีวา่ การนาสารเคมีเขา้ สู่ร่างกายทาใหเ้ กิด การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวทิ ยาและการทางานของระบบอวยั วะภายในแต่อาจจะไม่มีการเช่ือมโยง กบั อารมณ์ใด ๆ เลยก็ไดซ้ ่ึงสอดคลอ้ งกบั การศึกษาของมารานอน ( Maranon, 1924 ) ( Beck, 1978, p. 340 ) และต่อมา แคนทริลกบั ฮนั ท์(Cantril and Hunt, 1932 ) ( Schacter, 1975, p. 531 ) ซ่ึงพบว่า เมื่อฉีดแอดรีนาลินเขา้ ร่างกายของผูร้ ับการทดลองแลว้ ปรากฎว่ามีอาการทางกายเปล่ียนไป แต่ อารมณ์ไม่เปลี่ยน ผลจากการทดลองดังกล่าวเป็ นข้อสังเกตให้แชคเตอร์ ( Schacter ) ได้ศึกษาความ เก่ียวเน่ืองกนั ระหวา่ งอารมณ์ สภาพทางกาย และการรับรู้ขอ้ มูลต่างๆ เขา้ ไปประกอบในการตดั สิน สภาพอารมณ์ กล่าวคือ ผูร้ ับการทดลองย่อมรู้ว่าตนเองถูกฉีดแอดรีนาลินเข้าไปและบางคนก็มี ประสบการณ์เกี่ยวกบั ผลของ แอดรีนาลินมาบา้ งแลว้ แมจ้ ะมีการเปล่ียนแปลงบางอยา่ งเกิดข้ึน แต่ เป็ นที่น่าสังเกตวา่ อารมณ์ของผเู้ ขา้ ทาการทดลองส่วนมากไม่เปล่ียนแปลง ซ่ึงแชดเตอร์ไดส้ รุปว่า เกิดจากผูร้ ับทาการทดลองไดใ้ ช้ความรู้ ความคิด ( Cognition ) เขา้ มาประกอบในการระบุสภาวะ อารมณ์ของตนดว้ ย หลงั จากศึกษาและสังเกตดว้ ยตนเองหลายคร้ังแชคเตอร์ไดส้ รุปเป็ นทฤษฎีกบั กบั อารมณ์อีกแนวหน่ึงว่า เม่ือร่างกายของบุคคลไดร้ ับการกระตุน้ แล้วก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะเกิด อารมณ์เช่นเดียวกนั ทุกคร้ังไป หรือกล่าวอีกนยั หน่ึงการเกิดอารมณ์ข้ึนอยกู่ บั สภาพการณ์น้นั ๆ เช่น ถา้ สภาพทางสรีระถูกกระตุน้ ดว้ ยส่ิงหน่ึงต่อหนา้ เพศตรงขา้ ม อารมณ์ที่เกิดตอนน้นั อาจจะเป็นความ รักชอบ แต่ถ้าเราถูกกระตุน้ โดยสิ่งเร้าชนิดเดียวกนั ในขณะที่ตอ้ งเผชิญกบั สัตวร์ ้ายเราอาจจะเกิด ความกลวั ข้ึนในขณะน้นั ก็ได้ ฉะน้นั ส่ิงเร้าที่กระตุน้ ร่างกายชนิดเดียวกนั แต่อาจจะทาให้เกิดอารมณ์ ต่าง ๆ กนั ไดเ้ ม่ืออยใู่ นสภาพการณ์ต่าง ๆ กนั ฉะน้นั อารมณ์ต่าง ๆ น้นั จึงเป็ นส่ิงท่ีแต่ละบุคคลกาหนดข้ึนบนพ้ืนฐานของประสบการณ์ ของส่ิงที่มากระตุน้ ซ่ึงต่างคนต่างใหค้ วามหมายของสิ่งเดียวกนั ต่าง ๆ กนั ออกไป เราจึงพบเสมอวา่ เรากลวั ในบางส่ิงบางอยา่ งท่ีเพื่อนเราไม่กลวั และในทานองเดียวกนั สิ่งที่เรากลวั วนั น้ีอาจจะไม่มีผล ต่ออารมณ์ของเราในเวลาต่อมาเลยก็ได้ สิ่งของท่ีไม่มีความหมายในวนั น้ีอาจจะมีความหมายต่อตวั เราอยา่ งมากในวนั ขา้ งหนา้ ก็มีอยมู่ ากมาย ท้งั น้ีสืบเนื่องมาจากบุคคลไดใ้ ชป้ ระสบการณ์ในการรับรู้ สภาพแวดลอ้ มเขา้ มามีส่วนในการตดั สินอารมณ์ นน่ั ก็คืออารมณ์ต่าง ๆ เกิดข้ึนโดยมีสาเหตุมาจาก ความเก่ียวขอ้ งสัมพนั ธ์ของแรงกระตุน้ ภายในและกระบวนการรู้การคิดของบุคคล แชคเตอร์และซิงเกอร์ ( Schachter and Singer, 1962 ) ได้ทาการทดลองเพ่ือศึกษา เกี่ยวกบั การเกิดอารมณ์ของบุคคลที่ใช้ส่ิงกระตุน้ เหมือนกนั คือการฉีดแอดรีนาลินแต่บุคคลแต่ละ กลุ่มน้ีทราบความหมายของสิ่งกระตุน้ ต่างกนั คือกลุ่มหน่ึงไดร้ ับการบอกเล่าวา่ สิ่งที่ฉีดเขา้ ไปน้นั

65 อาจจะทาให้เทา้ ชา แต่อีกกลุ่มหน่ึงไดร้ ับการบอกเล่าขอ้ มูลเกี่ยวกบั ยาที่ฉีดเขา้ ไปตามความเป็ นจริง ผลการทดลองพบว่ากลุ่มท่ีได้รับการบอกเล่าผิดๆว่ายาทาให้เทา้ ชาแสดงอารมณ์มากกว่ากลุ่มท่ี ไดร้ ับขอ้ มลู จริงๆท้งั ๆท่ีสิ่งที่กระตุน้ น้นั เหมือนกนั ท้งั 2 กลุ่ม ดงั น้ันจะเห็นได้ว่าอารมณ์เกิดข้ึนต่อการเร้าต่าง ๆ กนั ข้ึนอยูก่ บั กระบวนการคิดที่ให้ ความหมายต่อสิ่งเร้าท่ีมากระตุ้นร่างกาย ซ่ึงจะแตกต่างกนั ไปในแต่ละคน ดงั น้ันแต่ละคนจึงมี อารมณ์ต่อสิ่งเร้าท่ีมากระตุน้ ชนิดเดียวกนั ตา่ งกนั แมกดา อาร์โนลด์ ( Magรdูปa ทAี่ r4n-o5ldท,ฤ1ษ96ฏ0ีอา)รกม็เชณื่อ์ขวอ่างกSรcะhบacวhนteกr ารรับรู้การคิดน้ันเป็ น กลไกท่ีควบคุมการตีความหมายของความรู้สึกทแ่ีมลาะ:ปBฏeิกrnิรsิยteาiตn่.อ1อ9า8ร8ม:ณ4์น57้ัน ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องคป์ ระกอบทางการรู้การคิดดา้ นการประเมินคุณค่า กล่าวคือบุคคลจะประเมินค่าสิ่งเร้าที่รับรู้ทนั ที วา่ “ดี” “เลว” “เฉยๆ” ฯลฯ ซ่ึงถา้ ดีก็จะมีพฤติกรรมเขา้ หา เลวก็มีพฤติกรรมถอยหนีแต่ถา้ เฉยๆ ก็ ไม่สนใจ เหล่าน้ีเป็ นตน้ การประเมินคุณค่าน้ีเกิดข้ึนจากการใชข้ อ้ มูลทางความจาประสบการณ์เก่า ๆ และจินตนาการตา่ งๆ แลว้ แต่ความสามารถทางสติปัญญาแต่ละบุคคล การประเมินคุณคา่ น้ีเกิดข้ึน อยา่ งรวดเร็วมาก และก่อนการเปล่ียนแปลงทางสรีรวทิ ยา ความรู้สึกอารมณ์หรือการทากิจกรรมใด

66 ๆ ก็ตาม จากตวั อยา่ งท่ีบุคคลกาลงั เดินไปตามถนนและเห็นสุนขั กาลงั วง่ิ เขา้ มาท่าทางดุร้าย ในส่วน ของความคิดของบุคคลน้นั จะบอกวา่ ภยนั อนั ตรายจะเกิดข้ึนจึงตอ้ งเปลบ่ียนพฤติกรรมรูปหน่ึงรูปใด ใหเ้ หมาะสมกบั สถานการณ์น้นั และบุคคลน้นั ก็คงเกิดความ “กลวั ” ไปพร้อม ๆ กนั ดว้ ย ลาซาลสั ( Lazarus ) เห็นดว้ ยกบั อาร์โนลด์และเพ่ิมเติมส่วนย่อยอีกเล็กน้อย คือ แมว้ ่า พฤติกรรมการตอบสนองทางอารมณ์จะใชค้ วามรู้ความความคิดในการประเมินสิ่งเร้า แต่ก็เชื่อว่า อารมณ์แต่ละชนิดมีลกั ษณะของการประเมินต่าง ๆ กนั อออกไป นอกจากน้ันลาซาลสั ยงั ไดแ้ ยก อารมณ์ออกเป็ นองค์ประกอบย่อย ๆ ต่าง ๆ อีกหลายอย่างท้งั ในด้ารพฤติกรรมทางสรีรวิทยา ลกั ษณะทางอารมณ์ แนวคิดทฤษฎีทางดา้ นอารมณ์คงยงั ไม่จบสิ้นเพียงเท่าน้ี อย่างไรก็ตามแต่ละทฤษฎีก็ ยงั คงเนน้ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งอารมณ์และการเปล่ียนแปลงทางสรีรวทิ ยา พฒั นาการทางดา้ นอารมณ์ มีหลกั ฐานทางการศึกษาว่าอารมณ์ของมนุษยเ์ รา เร่ิมต้งั แต่แรกเกิดที่เห็นไดช้ ดั ๆ คือ เด็กแรกเกิดน้ีมีความต่ืนเตน้ ท่ีปราศจากเป้ าหมาย เด็กอาจจะแสดงอาการเลิกคิ้ว กระตุกหรือฟาด แขนเทา้ ไปมา ซ่ึงจริง ๆ แลว้ เป็นการตอบสนองต่อสภาพของสิ่งแวดลอ้ มท่ีเปลี่ยนแปลงไปและสิ่งท่ี เห็นชดั ๆ คือ ทารกจะยมิ้ หรือร้องไหก้ ่อนที่จะเรียนรู้ถึงความหมายของอากปั กริยาท้งั 2 น้ีอยนู่ านซ่ึง เป็ นสิ่งที่น่าเสียดายวา่ เราไม่รู้การยิ้มหรือร้องไห้ของเด็กน้นั เป็ นการแสดงออกทางอารมณ์หรือไม่ สบาย เมื่อเด็กเจริญเติบโตข้ึนก็มีประสบการณ์กบั โลกภายนอกกวา้ งข้ึน เราจะเริ่มพบวา่ เด็กมี อารมณ์ต่าง ๆ กนั ออกไปหลาย ๆ แบบมากข้ึน เป็นตน้ วา่ มีการอิจฉาริษยา ดีใจ เศร้า ฯลฯ แสดงออก อย่างชดั เจนข้ึนและอารมณ์บางประเภทก็จะปรากฎเด่นชดั ข้ึนเมื่อเด็กไดผ้ า่ นวฒุ ิภาวะแต่ละระดบั และมีการพฒั นาการทางสติปัญญากบั การรับรู้ควบคู่ไปด้วย K. Bridges 9McNeil et. al, 1978, p. 339 ) ไดส้ รุปถึงพฒั นาการของอารมณ์ของเด็กไวเ้ ม่ือประมาณปี 1930 พบวา่ ประมาณ 3 เดือนเด็ก จะเริ่มมีพฒั นาการของอารมณ์ไปหลาย ๆ ทางซ่ึงจะมากและแตกตา่ งไปเร่ือย ๆ ดูตามรูปที่ 4-6

67 ความรักต่อเดก็ ความรักตอ่ ผใู้ หญ่ ชอบ ยนิ ดี เพลิดเพลิน ต่ืนเตน้ ขยะแขยง ไม่พึงพอใจ อิจฉา ริษยา กลวั โกรธ อายุ (เดือน) 0 4 8 12 16 20 24 28 32 36 รูปที่ 4-6 แผนผงั ของพฒั นาการดา้ นอารมณ์ของเด็กท่ี Bridges ไดศ้ ึกษาไวเ้มื่อประมาณปี ค.ศ.1930 ที่มา : McNeil et al. 1978 : 339 ซ่ึงคนเรามีประสบการณ์มากข้ึนเท่าใด สภาพของอารมณ์จะซับซ้อนและแตกต่างไป มากเทา่ น้นั เช่น เม่ือตอนที่เราเป็นเด็กทารกน้นั ถา้ ถูกแยง่ ของเล่น หรือถูกตีกน้ กจ็ ะร้องเหมือน ๆ กนั ไม่มีระดบั ของอารมณ์ที่แตกต่างกนั ออกไปเลย แต่ต่อมาเราก็เริ่มประเมินดูวา่ มีเหตุการณ์หรือส่ิงเร้า อนั ไหนที่เป็ นตวั ทาลายความสุขหรือความพอใจมากกวา่ กนั ฉะน้นั การตอบสนองในคร้ังต่อ ๆ มา จึงเฉพาะเจาะจงมากข้ึน ๆ จะเห็นวา่ เด็ก ๆ อาจจะมีแต่ความอยากรู้อยากเห็นโดยไม่มีความกลวั เลย

68 แต่ต่อมาเมื่อเขาไปปะทะกบั สิ่งเร้าท่ีมีความหมายต่อความรู้สึกของเขาท้งั ทางดา้ นบวกและทางลบ เข้า เด็กน้ันก็จะพัฒนาอารมณ์ที่เรียกว่า ความกลัวหรือความพอใจยิ่ง และแล้วเมื่อเด็กโตข้ึนมี พฒั นาการทางสติปัญญาดีข้ึน ก็สามารถที่จะวิเคราะห์การตอบสนองของตนเองได้ฉะน้นั ความ โกรธหรือความกลวั กห็ ายไปเม่ือตน้ เหตุของอารมณ์ไม่ปรากฏใหร้ ับรู้อีกแลว้ เนื่องจากอารมณ์ของคนเรามีอยหู่ ลายชนิด ฉะน้นั เราจึงรู้สึกวา่ บางคร้ังเราตอ้ งหาวธิ ีที่จะ จดั การกบั อารมณ์แต่ละอยา่ ง ๆ เพ่ือความเหมาะสมในสังคมตา่ ง ๆ กนั ออกไปจากประสบการณ์ของ เราพบวา่ สังคมไม่ตอ้ งการ โดยเฉพาะอย่างย่ิงคานึงถึงกาละเทศะในการแสดงออกอย่างมาก เช่น ผชู้ ายจะไม่ร้องไห้ หรือผหู้ ญิงเวลาโกรธใครกจ็ ะไม่ชกต่อยผอู้ ่ืน ในแต่ละสังคมหรือกลุ่มจะมีเกณฑ์ หรือค่านิยมในการแสดงออกทางอารมณ์ตา่ ง ๆ กนั ออกไป อย่างไรก็ดีจากกฎเกณฑ์หรือค่านิยมทางสังคมที่ห้ามการแสดงออกทางอารมณ์น้นั จึง เป็ นสาเหตุให้คนบางคนตอ้ งทนทุกขท์ รมานต่อการที่ตอ้ งซ่อนเร้นอารมณ์ไวใ้ ห้มิดชิดเม่ือเก็บกด ซ่อนเร้นเอาไวม้ าก ๆ เขา้ ก็คงมีระยะเวลาที่มนั จะระเบิดออกมาเม่ือไรก็ได้ ซ่ึงถา้ เหตุการณ์แบบน้ี เกิดข้ึนก็หมายความวา่ บุคคลน้นั ไมส่ ามารถที่จะควบคุมตวั เองไดใ้ นขณะน้นั และถา้ ไม่สามารถดึง สติของตวั เองกลบั มาได้อาจจะเกิดเหตุการณ์ท่ีน่าเศร้าใจคือ อาจจะกลายเป็ นอาการของคนท่ีเป็ น โรคจิตโรคประสาทไปได้ แต่ปัจจุบันน้ีก็เป็ นท่ีน่ายินดีว่า สังคมมีแนวโน้มท่ีจะยอมรับการ แสดงออกทางอารมณ์ของแต่บุคคลมากข้ึน เราก็ไม่ตอ้ งเก็บกดใหม้ ากนกั อารมณ์และพลงั จงู ใจ อารมณ์เป็ นตวั กระตุน้ ให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น การโกรธผูป้ กครองทาให้ไม่ อยากเขา้ บา้ นหรือการกลวั กลวั การถูกทาโทษทาให้เด็กพยายามทาแต่ส่ิงท่ีพ่อแม่ต้องการ ท่าน อาจจะเคยไดย้ ินว่าอารมณ์หากเหนือเหตุผลแล้ว ทาให้คนทาอะไรๆ โดยปราศจากการย้งั คิดได้ เพราะฉะน้นั พฤติกรรมที่แสดงออกอาจจะไปกระทบกระเทือนสิทธิของผอู้ ื่นหรืออาจจะมีอารมณ์ บางอยา่ งซ่ึงเมื่อเกิดข้ึนแลว้ ทาใหเ้ กิดพฤติกรรมที่บุคคลพอใจไปดว้ ย ฉะน้นั ถา้ แบ่งอารมณ์ออกตาม ความตอ้ งการของพลงั จูงใจท่ีกระทาต่อสิ่งเร้าแลว้ ก็มีอารมณ์บางอยา่ งท่ีเป็ นพลงั จูงใจให้เราเขา้ หา หรือมีพฤติกรรมที่ตนเองพอใจและมีอารมณ์บางชนิดที่เป็ นพลงั จูงใจให้เราถอยหนีหรือหลีกเลี่ยง ส่ิงเร้าท่ีทาใหเ้ กิดอารมณ์ข้ึน อย่างไรก็ดีใคร่ขออธิบายถึงอารมณ์พ้ืนฐานที่เกิดข้ึนกบั บุคคลทวั่ ๆ ไปไวอ้ ยา่ งคร่าว ๆ ดงั น้ี

69 ความกลวั ( Fear ) ความกลวั น้ีมีรากฐานมาจากส่ิงเร้าท่ีก่อใหเ้ กิดความเจบ็ ปวดต่อร่างกาย เช่น เดก็ จะกลวั เสียงดงั หรือการตกจากที่สูง อนั น้ีเป็นความกลวั ที่เกิดข้ึนตาม ธรรมชาติ ไม่ตอ้ งมีการเรียนรู้แต่มีความกลวั อีกอยา่ งหน่ึงซ่ึงเกิดจากการ เรียนรู้ ฉะน้นั คา่ นิยมหรืออิทธิพลของสงั คมจึงมีส่วนท่ีทาใหค้ นในแต่ละ สงั คมกลวั ในสิ่งต่าง ๆ ไม่เหมือนกนั เช่น คนไทยอาจจะกลวั เจา้ ป่ าเจา้ เขา แต่ คนองั กฤษไม่กลวั เป็นตน้ ความกลวั ที่เกิดจากการเรียนรู้น้นั เกิดได้ 3 ทาง (กาญจนา คาสุวรรณและนิตยา เสาร์มณี 127, 2521) คือ 1. ถูกวางเงื่อนไข เช่น เด็กท่ีกลวั กระต่าย เนื่องจากผูใ้ หญ่เอากระต่ายไปเขา้ คู่กบั เสียง ดงั ทาใหต้ กใจกลวั จากการกลวั กระตา่ ยน้ี เด็กจะขยายการเรียนรู้ออกไปเป็ นลูกโซ่ ในสิ่งท่ีมีลกั ษณะ คลา้ ยคลึงกนั ดว้ ยบางคร้ังเมื่อโตข้ึน ก็ไม่ทราบวา่ ทาไมจึงกลวั ตวั อยา่ งเช่น มีผหู้ ญิงคนหน่ึงไม่รู้เลย วา่ ทาตนจึงกลวั โรงพยาบาล จากการซกั ประวตั ิพบวา่ เม่ือตอนเด็ก ๆ เธอเคยไปหาหมอฟันกบั พ่สี าว เมื่อหมอออกมาเรียกพี่สาวเธอเขา้ ไปถอนฟัน เธอไดย้ ินเสียงร้องครวญครางซ่ึงทาให้เธอกลวั มาก จากการกลวั หมอฟันคนน้ีขยายออกมาเป็ นกลวั หมออื่น ๆ ขยายออกมาเป็ นการกลวั สถานที่หมอ ทางานอยคู่ ือ โรงพยาบาล ความกลวั ส่วนใหญม่ ีรากฐานมาจากการวางเง่ือนไข 2. เกิดจากอิทธิพลของสังคม เมื่อเราเกิดมาอยู่ในสังคมเราจะเรียนรู้เก่ียวกบั ค่านิยม กฎเกณฑ์ตา่ งๆ ของสังคมและเรียนรู้วา่ จะกลวั อะไรบางอยา่ งที่สังคมกลวั เช่น กลวั เสียหนา้ กลวั อบั อาย กลวั ลม้ เหลว กลวั สอบตก กลวั คน ฯลฯ 3. เม่ือเหตุร้ายเกิดข้ึนกับตนเอง ทาให้รู้ผลของสาเหตุแห่งความกลัวน้ัน เช่น เด็ก อาจจะไมเ่ คยกลวั สุนขั มาก่อนเมื่อถูกกดั เขา้ คร้ังหน่ึงก็อาจสร้างความกลวั สุนขั ข้ึนมา หรือการถูกตีก็ ไม่กลวั มีบางคร้ังที่อาจจะเกิดความกลวั ได้ เช่น ทราบวา่ งูกดั แลว้ จะตายก็เลยกลวั งู เป็นตน้ ความกลวั มีมากมายหลายร้อยชนิด บางท่ีกเ็ ป็นเพราะสภาพแวดลอ้ มส่ิง รอบตวั หรือสภาพภูมิศาสตร์วตั ถุหรือสถานภมู ิศาสตร์วตั ถุหรือสถานการณ์ที่ ก่อใหเ้ กิดความกลวั ซ่ึงอาจจะเป็นไปในรูปของการพาตวั ออกไปจากส่ิงน้นั หรือการตดั การติดต่อกบั ส่ิงท่ีทาใหเ้ กิดความกลวั ไปเลย ความกลวั ยงั สามารถแบ่งเป็นระดบั ๆ นอกเหนือไปจากกลวั ธรรมดาทว่ั ๆ ไปคือ

70 ก) กลวั แบบประสาท ( Phobia ) คือความกลวั มากมายหรืออยา่ งสุดขีดต่อสถานการณ์ หรือสิ่งเร้าอะไรบางอยา่ งจนกลายเป็ นโรคประสาท ท้งั ๆ ท่ีส่ิงน้นั ไม่อนั ตรายเลยหรือมีอนั ตราย เพียงเล็กน้อย ความกลวั แบบน้ีหายไปเม่ือให้หลีกเล่ียงสถานการณ์หรือสิ่งเร้าน้นั ๆ ตวั อยา่ งความ กลวั แบบน้ี เช่น กลวั น้า ( Hydrophobia ) กลวั ท่ีสูง ( Acrophobia ) กลวั ท่ีมืด ( Nyctophobia ) ข) ความวิตกกงั วล ( Axiety ) เป็ นอารมณ์ท่ีเกือบจะเหมือนกลวั เป็ นความกลวั ท่ีไม่มี สาเหตุแน่นอนเพราะไม่สามารถบอกไดว้ า่ ตนกลวั อะไรจริง ๆ อารมณ์วติ กกงั วลเป็ นภาวะที่ไม่พึง พอใจเลย เป็นความตึงเครียดที่บุคคลอยากหนีไปให้ ดงั น้นั อารมณ์วติ กกงั วลจึงเป็นแรงขบั ใหบ้ ุคคล ประพฤติตนตามที่คนส่วนใหญ่คาดหวงั ฉะน้นั บางคนจึงสรุปวา่ ความวิตกกงั วลน้นั มีสาเหตุมาจาก มนุษยด์ ว้ ยกนั เอง ความโกรธ ( Anger ) สาเหตุแรกของความโกรธคือเป้ าหมายหรื อการทางานของบุคคลถูกขัดขวาง เพราะฉะน้นั ความโกรธอาจเกิดข้ึนทุกคร้ังเมื่อพบอุปสรรคขดั ขวาง ความโกรธไม่จาเป็ นตอ้ งแสดง อากปั กริยาให้เห็นเสมอไป บางคนก็สามารถเก็บหรือซ่อนเร้นความโกรธไวไ้ ด้ แต่อยา่ งไรก็ตาม ความโกรธก็ยงั เป็ นพลงั จูงใจให้บุคคลแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมาได้ เช่น ขวา้ งปาทาลายหรือ จนกระทง่ั หวีดหรือกรีดร้อง โดยทวั่ ไปแลว้ พฤติกรรมท่ีแสดงออกในขณะท่ีบุคคลมีอารมณ์โกรธ น้นั มกั เป็นไปในรูปของความกา้ วร้าว ( Aggression ) ซ่ึง ฟรอยด์บอกวา่ เป็นการตอบสนองตามสญั ชาตญาณคือแรงขบั (เช่นเดียวกบั ความ หิวหรือเพศ) ดว้ ยการสร้างพลงั ภายในข้ึนอยา่ งรวดเร็วและระเบิดออกมาในเวลาต่อมา พฤติกรรมที่ เกิดมุ่งไปในการทาลายโดยปราศจากการยยุ งส่งเสริมภายนอก ( External Instigation ) ความกา้ วร้าว น้ีมกั จะเป็ นพฤติกรรมท่ีเกิดต่อเน่ืองจากความโกรธและความคบั ข้องใจ ( Frustration ) ซ่ึงเป็ น อารมณ์ท่ีเกิดข้ึนเน่ืองจากเป้ าหมายของการกระทาถูกขดั ขวางเช่นเดียวกนั แต่มีความรุนแรงนอ้ ยกวา่ ซ่ึงความคบั ขอ้ งใจ ( Frustration ) น้นั เป็ นตวั ที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมตอบสนองต่าง ๆ มากมาย และ พฤติกรรมก้าวร้าวก็เป็ นส่วนที่รวมอยู่ด้วยและสิ่งที่นอกเหนือไปจากน้ันในบางคร้ังพฤติกรรม กา้ วร้าวยงั เป็นตวั ท่ีทาใหเ้ กิดความคบั ขอ้ งใจอีกดว้ ย วิธีการท่ีเราตอบโตต้ ่อสิ่งเร้าภายนอกเมื่อเราเกิดความอึดอดั คบั ขอ้ งใจน้ันเป็ นเร่ืองท่ี ค่อนขา้ งจะซบั ซ้อนยงุ่ ยาก เพราะวา่ กิริยาท่าทางของเราตอ้ งข้ึนอย่กู บั ส่วนประกอบอ่ืน ๆ หลาย ๆ อยา่ ง เช่น สภาพของการเกิดอารมณ์ ช่วงของอารมณ์ความรุนแรงและโอกาสท่ีจะเอ้ืออานวยให้เรา ไดแ้ สดงพฤติกรรมออกไปดว้ ย ตวั อยา่ งเช่น ถา้ เราโทรศพั ทห์ าเพ่ือนแต่ปรากฎวา่ โทรศพั ทเ์ สียและ เหรียญท่ีหยอดโทรศพั ท์ก็เป็ นเหรียญอนั สุดทา้ ยท่ีเรามีอยู่ คราวน้ีพฤติกรรมท่ีแสดงออกในขณะท่ี

71 เกิดความคับข้องใจน้ันก็จะแตกต่างกันไปคือ ถ้าเราอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าและต้องการ โทรศพั ท์ไปหาเพื่อนให้มารับเราอาจจะมีความคับข้องใจมาก และไม่รู้จะไปหาทางออกยงั ไง ฉะน้นั ความคบั ขอ้ งใจน้ีอาจจะเป็ นตวั กระตุน้ ใหเ้ กิดพฤติกรรมตา่ ง ๆ ที่กระทาตอ่ โทรศพั ท์ เช่น ทุบ เขย่า หรือทาลายได้แต่ถ้าหากว่าเหตุการณ์น้ีเกิดข้ึนในร้านขายของที่เราซ้ือของหรือย่านที่เรามี ความคุน้ เคยอยนู่ ้นั พฤติกรรมท่ีแสดงออกจะมีอีกแบบหน่ึง อาจจะไปบอกเจา้ ของร้านเพื่อขอเหรียญ คืนหรือขอใชโ้ ทรศพั ทใ์ นร้านฟรีหรือขอยมื เหรียญจากคนอื่น ๆ ท่ีพอจะรู้จกั กนั ได้ ฉะน้นั จะเห็นได้ ในขณะท่ีเราเกิดความโกรธหรือความคบั ขอ้ งใจก็ตาม ถา้ เรามีทางเลือกในการแสดงพฤติกรรม หลาย ๆ ทางแลว้ โอกาสท่ีจะแสดงพฤติกรรมที่กา้ วร้าวรุนแรงจะลดลง ฉะน้นั จากเรื่องของอารมณ์ที่ผา่ นมา ความเขา้ ใจเก่ียวกบั อารมณ์ในปัจจุบนั น้ีเริ่มชดั เจน ข้ึน มีการอธิบายการเกิดอารมณ์ตามแนวคิดต่าง ๆ หลาย ๆ แนวคิด แต่ทางนักจิตวิทยาก็ยงั คง พยายามศึกษาถึงวา่ อารมณ์มนั มาจากไหนกนั แน่หรือ ทาไมเราถึงแสดงออกมาแบบน้นั แบบน้ี มี ทางใดท่ีจะเขา้ ใจไดด้ ี ดงั น้นั อารมณ์ยงั คงเป็นเร่ืองท่ีตอ้ งศึกษาคน้ ควา้ กนั ต่อไป

72 บทท่ี 5 แรงจูงใจ เพราะเหตุใดคนเราหรือสตั วจ์ ึงแสดงพฤติกรรมอยเู่ สมอมาต้งั แต่เกิดจนตาย คาตอบกเ็ พราะ มีแรงผลกั ดนั อานาจความอยาก ความตอ้ งการหรือพลงั ขบั ชกั จงู กระตุน้ ใหบ้ ุคคลแสดงพฤติกรรม ออกมา แรงหรือพลงั อานาจเหล่าน้ีเรียกไดม้ ากมายหลายชื่อ เช่น Need Motive Drive Want Urge Desire Instinet Wish Libido Incentive ความหมายของแรงจูงใจและการจูงใจ แรงจงู ใจ คือ พลงั แรงภายในของบุคคล (หรือสตั ว)์ ที่ทาใหค้ นเรา (หรือสัตว)์ เกิด พฤติกรรมและควบคุมแนวทางของพฤติกรรมใหบ้ รรลุจุดหมาย การจูงใจ คือ กระบวนการชกั จงู เร้าใจท่ีเกิดข้ึนในตวั บุคคล และทาใหอ้ ยากทาพฤติกรรม ต่างๆออกมาโดยที่ตวั เองอยากทาตามท่ีตวั เองปรารถนา หรือทาพฤติกรรมตามท่ีผจู้ งู ใจคนอื่นอยาก ใหท้ าก็ได้ ดงั น้นั การจูงใจจึงมี 2 ชนิด การจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) กบั การจูงใจภายนอก ที่เรียกวา่ Extrinsic Motivation การจงู ใจภายในบางทีเรียกวา่ Self-motivation ลกั ษณะสาคญั ของแรงจูงใจ 1. เป็นตวั การท่ีก่อใหเ้ กิดพลงั งานในการแสดงพฤติกรรม 2.เป็นส่ิงเร้า ส่ิงกระตุน้ ใหอ้ ินทรียไ์ ม่หยดุ นิ่ง 3. เป็นส่ิงซ่ึงตอ้ งไดร้ ับการเสริมแรง (เช่น เมื่อคนเกิดแรงจงู ใจ คนตอ้ งไดร้ ับการตอบสนอง อาจเป็ นรางวลั สิ่งของเป็นการเสริมแรงภายนอก อานาจหรืออิทธิพลของแรงจูงใจ 1.ทาใหส้ ภาพร่างกายเปลี่ยนแปลงไป 2. ทาใหส้ ภาพอารมณ์เปล่ียน 3. ก่อใหเ้ กิดนิสัยความเคยชิน 4. ช่วยสร้างความรู้สึก

73 5. ทาใหเ้ กิดความมุ่งหวงั อยากไดส้ ่ิงตา่ งๆ และจดั การปรับปรุงสิ่งแวดลอ้ มเสียใหม่ ชนิดของแรงจงู ใจ อาจแยกออกเป็นหลายชนิด แต่ท่ีนิยมแบง่ กนั น้นั มีอยู่ 3 ชนิดใหญ่ๆคือ 1. แรงจูงใจทางดา้ นร่างกาย (Physiological Motives) คือ พลงั ที่ทาใหค้ นแสดงพฤติกรรม ในการรักษาสภาพชีวติ ให้อยรู่ อด อยใู่ นภาวะสมดุลมีปกติสุข ไม่ตาย เช่น แรงจูงใจในการบาบดั ความหิว ความกระหาย ความตอ้ งการพกั ผอ่ น การขบั ถ่าย และแรงจงู ใจทางเพศ เป็ นตน้ แรงจงู ใจ ทางกายนบั วา่ เป็นแรงจงู ใจปฐมภมู ิ (Primary Motives) ของคนเราทีเดียว 2. แรงจูงใจในทางสังคม (Social Motive) เป็นแรงจูงใจที่เกิดจากการเรียนรู้ (Acquired, Learned, Secondary Motive) เช่น ความอยากมีเพือ่ น ตอ้ งการมีหนา้ มีตา อยากรวย อยากสุขสาราญ ใจ แรงจูงใจทางสังคม เป็นผลมาจากความตอ้ งการทางจิตใจของคนเราดว้ ยพร้อมๆ กนั เพ่อื สนอง จิตใจใหเ้ บิกบานในการดาเนินชีวติ ร่วมกนั ในสงั คม 3. แรงจงู ใจส่วนบุคคล (Personal Motive) ไดแ้ ก่ แรงจงู ใจท่ีคนเราอยากทาอยากเป็น หรือ อยากไดต้ ามท่ีตนเองตอ้ งการเป็นส่วนตวั โดยเฉพาะ เป็นลกั ษณะพเิ ศษ แรงขบั (Dive) แรงขบั ไม่ใช่ส่ิงใดส่ิงหน่ึง ไม่ใช่รูปธรรมเหมือนกบั กลา้ มเน้ือ หรือเหล็ก หรือวสั ดุใดๆ แรงขบั เป็ นเพยี งคาๆ หน่ึงท่ียอมรับความจริงวา่ พฤติกรรมของมนุษยแ์ ละสัตวอ์ ่ืนข้ึนอยกู่ บั ไม่ เฉพาะแตก่ ารหนุนกาลงั (Reinforcement) เทา่ น้นั แมเ้ ม่ือไม่มีตวั หนุนกาลงั ร่างกายกอ็ าจจะแสดง พฤติกรรมออกไดด้ ว้ ยเรื่องของแรงขบั เช่น จานวนเวลาของการอดอาหาร อดน้า อุณหภูมิใน ร่างกายปกติ ฮอร์โมนจากตอ่ มตา่ งๆ ผลิตออกไมไ่ ดส้ ดั ส่วน ความตอ้ งการกบั แรงขบั จะมี ความสัมพนั ธ์ ดงั รูปในไดอะแกรมขา้ งล่างน้ี รูปท่ี 5-1 โมเดลแสดงกระบวนการเกิดแรงจูงใจ ท่ีมา : Bernstein. 1988. : 410

74 แรงขบั คือ อะไร แรงขบั คือ สภาวะของสิ่งมีชีวติ ท่ีถูกกระตุน้ ทางสรีระใหเ้ กิดการแสดงพฤติกรรม เพ่ือท่ีจะใหถ้ ึงจุดหมายของความตอ้ งการเร็วข้ึน นกั จิตวทิ ยาไดเ้ สนอแนะวธิ ีสงั เกตเกี่ยวกบั พฤติกรรมที่เกิดจากแรงขบั ไวด้ งั น้ี 1. เมื่อสตั ว์ บุคคลเกิดแรงขบั กจ็ ะเกิดอาการตึงเครียด เกิดความกระวนกระวาย กระสบั กระส่าย ยงิ่ มีแรงขบั มากจะทาใหม้ นุษยแ์ ละสัตวอ์ ยใู่ นภาวะตื่นตวั และกระตือรือร้นในการ กระทากิจกรรมต่างๆมากดว้ ย 2. เม่ือสตั วแ์ ละบุคคลไดเ้ รียนรู้แลว้ ก็จะแสดงพฤติกรรมไดเ้ ร็วข้ึน 3. เม่ือบุคคลมีแรงขบั มากก็พยายามท่ีจะฟันผา่ อุปสรรคไปใหถ้ ึงจุดหมายได้ 4. การใหบ้ ุคคลหรือสตั วไ์ ดเ้ ลือกที่จะแสดงพฤติกรรมอนั ใดอนั หน่ึง ซ่ึงโดยปกติแลว้ มี ความตอ้ งการและแรงขบั มากกวา่ หน่ึงเสมอ ทฤษฎีแรงจงู ใจ (Theory Of Motivation) ทฤษฎีแรงจูงใจที่สาคญั มี 6 ทฤษฏี 1. ทฤษฎีความสัมพนั ธ์ระหวา่ งความตอ้ งการแรงขบั และเคร่ืองล่อ (The Need Drive Incentive Theory) มีหลกั การวา่ ความตอ้ งการของบุคคลจะเป็นแรงขบั ใหบ้ ุคคล แสดงพฤติกรรม เพอื่ ใหบ้ รรลุเป้ าหมายในเครื่องล่อที่มีอยู่ เช่น เมื่อบุคคลตอ้ งการอาหารจะเกิดความหิว กจ็ ะดิ้นรน ใหไ้ ดอ้ าหารมาบาบดั ความตอ้ งการของบุคคล เม่ือบุคคลอ่ิมแลว้ ความตอ้ งการกห็ มดไป เพราะ ร่างกายกลบั คืนสู่สภาวะสมดุลแลว้ 2. ทฤษฎีส่ิงเร้า (Cue Stimulus Theory) ส่ิงเร้าเป็นตวั กระตุน้ ใหบ้ ุคคลแสดงพฤติกรรม เช่น ปริญญาเป็ นส่ิงเร้าให้นกั เรียนที่สาเร็จมธั ยมปลายดิ้นรนใหไ้ ดป้ ริญญา เป็นตน้ 3. ทฤษฎีการเร้าอารมณ์ (Affective Arousal Theory) บุคคลจะแสดงพฤติกรรมความ ตอ้ งการไดถ้ า้ มีการเร้าอารมณ์เกิดข้ึน เช่น ชายหนุ่มอยากเห็นรอยยมิ้ ของหญิงชาว จะเร้าอารมณ์ดว้ ย การชมวา่ \"วนั น้ีแต่งตวั เก๋ดี\" หรือ \"ชุดน้ีสวยเป็นพิเศษ\" 4. ทฤษฎีแห่งการเรียนรู้ (Cognitive Theory) บุคคลจะแสดงพฤติกรรมไดถ้ า้ ประสงคจ์ ะรู้ หรืออยากจะทราบอะไร โดยการคาดคะเนเหตุการณ์ไวล้ ่วงหนา้ เช่น นกั เรียนมีปัญหาอยากรู้บาง เร่ืองก็ถามครู โดยคาดหวงั วา่ จะยนิ ดีดว้ ย ???

75 4.1ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสงั คม (Social learning Theory) มีความเชื่อวา่ พฤติกรรมเกิด จากการเรียนรู้โดยการเลียนแบบโดยเฉพาะเมื่อตวั แบบ (models) แสดงพฤติกรรมแลว้ ไดร้ ับรางวลั เขาจะทาตามและยดึ เอาบุคคลที่กระทาพฤติกรรมเป็ นตวั แบบ ตวั แบบจึงเป็นแรงจงู ใจใหเ้ ขาทา พฤติกรรมตา่ งๆ 4.2 ทฤษฎีทางการรู้การเขา้ ใจ (Cognitive Theories) ทฤษฎีในแนวน้ีใช้ กระบวนการคิดเป็นหลกั ในการอธิบายพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออก พฤติกรรมท่ีบุคคลแสดงออก ข้ึนอยกู่ บั การคิดตีความหมายของเหตุการณ์ เช่น เม่ือมีคนเหยยี บเทา้ เรา เราอาจจะตีความหมายได้ หลายอยา่ งเช่น เขาอาจต้งั ใจ เขาอาจเมา เขาอาจบา้ เขาอาจใจลอย เขาอาจเป็นคนพิการ การ คิดตีความหมายการกระทาของเขาจะมีผลต่อการกระทาของเราทฤษฎีในกลุ่มน้ีมี 3 ทฤษฎีไดแ้ ก่ 4.2.1 ทฤษฎีการยกสาเหตุ (Attribution Theory) พฤติกรรมของบุคคลมาจาก สาเหตุหน่ึง จากสาเหตุพ้ืนฐาน 2 ชนิดคือ สาเหตุภายใน เช่น บุคลิกภาพ หรือ ความพยายามของเขา สาเหตุภายนอก เช่น สถานการณ์ทางสงั คม การกระทาของคนอื่นหรือโชค เช่นเพ่อื นสอบวชิ า จิตวทิ ยาได้ A อาจเป็นเพราะความสามารถของเพื่อน(สาเหตุภายใน) กรอกคะแนนผดิ (สาเหตุ ภายนอก) 4.2.2 ทฤษฎีความสอดคลอ้ งทางการรู้การเขา้ ใจ (Cognitive-consistency Theory) เม่ือบุคคลเกิดความเขา้ ใจท่ีขดั แยง้ กนั เขาจะเกิดความไม่สบายใจ และเม่ือเกิดความขดั แยง้ ทางการรู้ การเขา้ ใจบุคคลจะตอ้ งเปล่ียนความคิดของเขาหรือการกระทาของเขาเพ่ือพยายามทาใหเ้ กิดความ สอดคลอ้ งข้ึน 4.2.3 ทฤษฎีการคาดหวงั (Expectancy Theory) บุคคลมีความคิดเก่ียวกบั ผลท่ีอาจ เกิดข้ึนจากการกระทาของเขาและเขาจะเลือกที่จะกระทาตามคุณค่าของผลที่เกิดข้ึนและความน่าจะ เป็นไปไดท้ ี่จะทาไดส้ าเร็จ การจูงใจ=ค่า(valance) x การคาดหวงั (expectancy) เช่น ถา้ นิสิตผหู้ น่ึงมีความรู้สึกวา่ เกรด วชิ าจิตวทิ ยามีคุณค่าสูงสาหรับเขาและเขามีความรู้สึกวา่ เป็ นไปไดส้ ูงมาก สาหรับวชิ าน้ีท่ีเขาจะทา ไดร้ ะดบั เกรด A 5. ทฤษฎีจิตวเิ คราะห์ (Psychoanalytic Theory) มีหลกั การวา่ แสดงพฤติกรรมของบุคคล เป็นการสนองพฤติกรรมของบุคคล เป็นการสนองความตอ้ งการท่ีเกบ็ กดไวใ้ นจิตสานึก เช่น พี่ แกลง้ นอ้ ง เน่ืองมาจากความโกรธท่ีเคยมีต่อคุณแมใ่ นคร้ังก่อนๆ 6. ทฤษฎีสญั ชาตญาณ มีความเช่ือวา่ สญั ชาตญาณเป็นแรงจูงใจผลกั ดนั ใหม้ นุษยท์ า พฤติกรรม สัญชาตญาณคือแบบอยา่ งของพฤติกรรมท่ีไม่ไดเ้ กิดจากการเรียนรู้ 7. ทฤษฎีแรงขบั ทฤษฎีน้ีใหค้ วามสาคญั กบั แรงขบั ทางชีวะ(biological drives) เช่นความ

76 หิว ความกระหาย ความตอ้ งการทางเพศ ทาใหเ้ กิดความเครียด ความเครียดท่ีเกิดข้ึนภายในเป็น ตวั กระตุน้ ใหบ้ ุคคลกระทาพฤติกรรมตา่ งๆ การทาใหค้ วามเครียดลดลงน้ีเรียกวา่ การเสริมแรง (reinforcement) รูปท่ี 5-2 ส่วนของสมองที่ควบคุมเกี่ยวกบั ความหิว ท่ีมา : Bernstein. 1988 : 416 8. ทฤษฎีความตอ้ งการของมาสโลว์ (Maslow 's Hierachy of Need) อบั ราแฮม มาสโลว์ (Abraham Maslow) ไดแ้ บ่งความตอ้ งการของมนุษยต์ ามลาดบั ข้นั ออกเป็น 5 ข้นั คือ 1. ความตอ้ งการทางดา้ นร่างกาย (Physiological Need) เป็นความตอ้ งการข้นั พ้ืนฐาน ของมนุษย(์ Survival Need) ไดแ้ ก่ ความตอ้ งการในเรื่องของอากาศ ความตอ้ งการอาหาร น้า เคร่ืองนุ่งห่ม ท่ีอยอู่ าศยั ยารักษาโรค และความตอ้ งการทางเพศ เป็นตน้ 2. ความตอ้ งการความมนั่ คงและความปลอดภยั ในชีวติ (Safety and Security Need) ไดแ้ ก่ ความตอ้ งการอยอู่ ยา่ งมน่ั คง และความปลอดภยั จากการถูกทาร้ายร่างกาย หรือถูกขโมย ทรัพยส์ ิน หรือความมน่ั คงในการทางานและการมีชีวติ อยอู่ ยา่ งมน่ั คงในสังคม 3. ความตอ้ งการดา้ นสงั คม (Social Needs) ไดแ้ ก่ ความตอ้ งการท่ีจะใหส้ งั คมยอมรับวา่ ตนเป็ นส่วนหน่ึงของสังคม 4. ความตอ้ งการท่ีจะมีเกียรติยศช่ือเสียง (Esteem Need) ความตอ้ งการดีเด่นในเรื่องใดเร่ือง หน่ึงที่ท่ีจะใหไ้ ดร้ ับการยกยอ่ งจากบุคคลอ่ืน ความตอ้ งการดา้ นน้ีเป็ นความตอ้ งการระดบั สูงที่ เกี่ยวกบั ความมนั่ ใจในตวั เองในเร่ืองของความรู้ ความสามารถ และความสาเร็จของบุคคล 5. ความตอ้ งการ การประสบความสาเร็จในชีวติ (Self Actualization Need)

77 ความตอ้ งการตามหลกั ของ Maslow มาสโลว์ ผเู้ ป็นนกั จิตวทิ ยามนุษยธรรม ไดจ้ ดั ลาดบั ความตอ้ งการ 5 ข้นั ซ่ึงเริ่มจากพ้ืนฐาน ของความตอ้ งการทางกาย แลว้ สูงข้ึนทางใจ อนั สอดคลอ้ งกบั แนวความคิดที่วา่ คนเราจะสุขได้ อยา่ งไร ถา้ กระเพาะยงั วา่ งอยู่ หรือท่ีวา่ ทหารตอ้ งรบดว้ ยทอ้ งนนั่ เอง ชีวิตที่ไดร้ ับการตอบสนอง เบ้ืองตน้ แลว้ จะค่อยๆ ตอ้ งการสูงข้ึนตามลาดบั ดงั น้ี คือ 5. ความตอ้ งการประสบความสาเร็จในชีวิต 5. Self – Actualization 4. ความตอ้ งการที่จะมีเกียรติยศช่ือเสียง 4. Esteem Need 3. ความตอ้ งการการยอมรับ 3. Social Need 2. ความตอ้ งการความมนั่ คงปลอดภยั 2. Safety Need 1. ความตอ้ งการทางดา้ นร่างกาย 1. Physical Need ความหมายของความตอ้ งการ ความตอ้ งการ หมายถึง ภาวะท่ีขาดแคลนของบุคคลในส่ิงท่ีจาเป็นจริง เพ่ือการดารงชีวิตให้ อยรู่ อด เช่น คนเราโดยทว่ั ไปตอ้ งการมีปัจจยั 4 อาหาร เคร่ืองนุ่งห่ม ท่ีอยอู่ าศยั ยารักษาโรค และเพอ่ื การคงไวซ้ ่ึงพืชพนั ธุ์ของมนุษยท์ ่ีเรียกวา่ มีความตอ้ งการทางเพศอีกดว้ ยเป็ นส่วนใหญ่ ชนิดตา่ งๆของความตอ้ งการ ตามหลกั พฒั นาการมนุษย์ คนเรายอ่ มมีความตอ้ งการ 4 อยา่ ง คือ 1. ความตอ้ งการทางร่างกาย 2. ความตอ้ งการทางอารมณ์ 3. ความตอ้ งการทางสังคม 4. ความตอ้ งการทางสติปัญญา หรือตามแนวคิดของนกั จิตวทิ ยา W.I. Thomas บอกวา่ คนเรามีความปรารถนา 4 อยา่ งคือ

78 1.Wish for Security 2.Wish for New Experience 3.Wish for Response 4.Wish for Recognition หรือทางหลกั พุทธศาสนากลา่ ววา่ คนยอ่ มตอ้ งการตามโลกธรรมท่ีอารมณ์ชอบ 4 อยา่ ง คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และในขณะเดียวกนั ก็ไม่ปรารถนาใน 4 อยา่ ง คือ การเสื่อมลาภ การเส่ือมยศ นินทา ทุกขโ์ ดยปกติมนุษยเ์ ราตอ้ งการอะไรมากมาย ความตอ้ งการของมนุษยเ์ รามีทว่ มทน้ ลน้ ฟ้ า ดิน แตถ่ า้ จากดั ขอบเขตกนั ซกั หน่อย ทางจิตวทิ ยาสรุปวา่ คนเราตอ้ งการใน 7 ประการคือ 1. อยากมีชีวติ ยนื ยาว (ไม่อยากตาย) 2. อยากร่ารวยมงั่ มี 3. อยากไดร้ ับความปลอดภยั ในสงั คม ไมม่ ีใครเบียดเบียน 4. อยากเด่น อยากโกเ้ ก๋ มีชื่อเสียง 5. อยากสบายกาย ไม่เจบ็ ไมป่ ่ วย 6. อยากหาความสนุกสนาน บนั เทิง 7. อยากมีอิสระเสรีภาพ ไม่เป็นข้ีขา้ ใคร บทบทท่ี 6

79 ความเช่ือ ทศั นคติ และค่านิยมค่านิยม ความเชื่อ (Beliefs) ความเช่ือเป็นธรรมชาติที่เกิดข้ึนกบั มนุษย์ และถือวา่ เป็นวฒั นธรรมของมนุษยอ์ ยา่ งหน่ึง การดารงชีวติ ของมนุษยใ์ นสมยั โบราณที่มีความเจริญทางดา้ นวชิ าการนอ้ ย ความเช่ือจึงเกิดจากการ เกิดข้ึน และการเปล่ียนแปลงของธรรมชาติที่มนุษยเ์ ชื่อวา่ เป็นการบนั ดาลใหเ้ กิดข้ึนจากอานาจของ เทวดา พระเจา้ หรือภตู ผปี ี ศาจ ดงั น้นั เมื่อเกิดปรากฏการณ์ตา่ งๆ ข้ึน เช่น ฝนตก ฟ้ าร้อง ฟ้ าผา่ แผน่ ดินไหว ภเู ขาไฟระเบิด อุทกภยั และวาตภยั ต่างๆ ข้ึน ลว้ นเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวติ หรือความ เป็นอยขู่ องมนุษย์ ซ่ึงยากท่ีจะป้ องกนั หรือแกไ้ ขไดด้ ว้ ยตวั เอง บางอยา่ งเป็นเหตุการณ์ที่อานวย ประโยชน์ แต่บางเหตุการณ์ก็เป็นอนั ตรายตอ่ ชีวิตและความเป็นอยขู่ องมนุษย์ มนุษยจ์ ึงพยายามที่จะ คิดหาวธิ ีการที่จะก่อให้เกิดผลในทางที่ดี และเกิดความสุขใหก้ บั ตนเอง เพอื่ กระทาต่อส่ิงท่ีมีอานาจ เหนือธรรมชาติเหล่าน้นั ทาใหเ้ กิดเป็ นแนวทางปฏิบตั ิที่เป็ นพิธีกรรม หรือศาสนาเกิดข้ึน ความเชื่อ หมายถึง การยอมรับวา่ ส่ิงใดสิ่งหน่ึงเป็นความจริง หรือมีการดารงอยจู่ ริง โดย อาศยั ประสบการณ์ตรง การไตร่ตรอง หรือการอนุมาน ประเภทของความเชื่อ ความเชื่อของมนุษยม์ ีอยมู่ ากมาย แตล่ ะภมู ิภาคอาจจะมีส่วนท่ีคลา้ ยคลึงกนั และแตกต่างกนั ไปบา้ ง อยา่ งไรก็ตาม เราสามารถแบง่ ออกไดเ้ ป็น 2 ประเภทใหญๆ่ คือ 1. ความเชื่อทว่ั ๆ ไป หรือความเชื่อธรรมดา (beliefs) ซ่ึงคนส่วนใหญ่จะมีอยู่ สามารถ แบง่ ยอ่ ยออกไปไดด้ งั น้ี 1.1 ความเช่ือปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไดจ้ ากการที่มนุษยใ์ นสมยั แรกๆ อาศยั ธรรมชาติเป็นอยู่ เม่ือฝนตก ฟ้ าร้อง ก็กลวั บางทีเกิดฟ้ าผา่ ลงมาตนไดร้ ับอนั ตรายกเ็ ขา้ ใจวา่ ธรรมชาติลงโทษเพราะพระเจา้ ทา่ นพิโรธ เม่ือน้าท่วมใหญ่หรือฝนแลง้ กว็ า่ พระเจา้ ลงโทษ จึงหาวธิ ี กราบไหวอ้ อ้ นวอนมิใหท้ า่ นลงโทษ เป็นตน้ 1.2 ความเชื่อเก่ียวกบั ยากลางบา้ น ความเช่ือในเรื่องน้ีเกิดข้ึนเมื่อมนุษยเ์ จบ็ ป่ วย ไม่ สามารถประกอบอาชีพ กห็ าหยกู ยาอนั เป็นสมุนไพรมารักษาหายบา้ งไมห่ ายบา้ ง

80 เพราะยาออกฤทธ์ิชา้ เช่น คนปากเป็นนกกระจอกก็เอาเปลือกแคมาเค้ียว เป็นตาแดง ใหเ้ ค้ียวกระเทียมเป่ าท่ีตา เป็นตน้ 1.3 ความเชื่อเกี่ยวกบั ฤกษย์ าม นิมิต ฝัน การประกอบพธิ ีตา่ งๆ ถือวา่ เป็นส่ิงสาคญั เพื่อเป็ นสิริมงคลแก่ตวั เองต่อไปภายหนา้ เช่น ข้ึนบา้ นใหม่ก็หาฤกษย์ าม จะเดินทางไกลไปคา้ ขายก็ หาฤกษย์ าม ออกเดินทางทิศใดจึงจะดี ส่วนความฝันหรือนิมิตน้นั เชื่อกนั วา่ มีส่วนของความจริง ทา ใหบ้ างคนถือเอามาเป็นภาระในการกระทาตา่ งๆ ถา้ ฝันดีกห็ วงั วา่ จะโชคดีมีสุข หากฝันร้ายก็จะหา วธิ ีปัดเป่ าโดยแกฝ้ ันตามแม่น้าบา้ ง ทางส่ีแพร่งบา้ ง เป็นตน้ 1.4 ความเช่ือเกี่ยวกบั ลกั ษณะของคนและสตั ว์ มนุษยไ์ ดค้ ลุกคลีอยดู่ ว้ ยกนั เป็น เวลานาน ยอ่ มจะนาเอาลกั ษณะที่ดีดว้ ยของกนั และกนั มาพิจารณา แลว้ สรุปเอาวา่ น่าจะเป็นอยา่ งน้ี น่าจะเป็นอยา่ งน้นั แลว้ บอกเล่าสืบตอ่ กนั มา เช่น บอกวา่ คนท่ีหนา้ กร้อ คอส้ัน หา้ มคบ หรือหญิงท่ี เดินกางแขนเหมือนชาย เป็นสตรีโทษ หา้ มแต่งงานดว้ ย กรณีเกี่ยวกบั สตั ว์ เช่น ควายที่จะนามาใช้ งานตอ้ งดูขวญั วา่ ท่ีตวั มีก่ีขวญั ถา้ มีไมค่ รบตามลกั ษณะที่กาหนดถือวา่ ไมด่ ี เป็นตน้ 1.5 ความเช่ืออนั เนื่องมาแต่ศาสนา แต่ละศาสนาสอนใหค้ นเช่ือดว้ ยวธิ ีต่างๆ กนั แต่ จุดหมายปลายทางคือความสุขในชีวติ เช่นเดียวกนั เช่น ศาสนาคริสต์ สอนใหร้ ักเพ่ือนมนุษย์ ผกู้ ระทาผดิ มีการสารภาพบาปต่อพระเจา้ จะหมดบาปได้ ศาสนาพทุ ธสอนใหเ้ ช่ือในการกระทาและ ผลของการกระทา เป็นตน้ 1.6 ความเชื่อเกี่ยวกบั การทามาหากินและอาชีพ มนุษยต์ อ้ งประกอบอาชีพเพอื่ ความ อยรู่ อด การเพาะปลูกตา่ งๆ จะไดผ้ ลดีจึงมีท้งั ขอ้ หา้ มและขอ้ ปฏิบตั ิ เช่น หา้ มยมิ้ เวลาปลูกขา้ วโพด จะทาใหฝ้ ักขา้ วโพดมีเมล็ดห่างๆ เวลาตน้ ไมม้ ีดอกช่อหา้ มช้ีจะทาใหผ้ ลเน่า เป็นตน้ 1.7 ความเช่ือเกี่ยวกบั ประเพณี แตล่ ะภมู ิภาคมีประเพณีมากมาย เพราะความเชื่อของ แตล่ ะทอ้ งถิ่นมีอยา่ งน้นั มีการประกอบพธิ ีตามความเชื่อในประเพณีอยดู่ ว้ ย เช่น ประเพณีชิงเปรต ในภาคใต้ ประเพณีทาบุญคูณลานในอีสาน ประเพณีสงกรานต์ เป็นตน้ 1.8 ความเช่ือเรื่องเคล็ดและแกเ้ คลด็ มนุษยม์ ีความเชื่อวา่ ส่ิงท่ีไมด่ ีจะกลายเป็นดีได้ เม่ือไดแ้ กเ้ คล็ดแลว้ เช่น เชื่อวา่ เกิดมามีอายเุ ท่าน้นั เท่าน้ีจะถึงฆาต กท็ าพธิ ีสืบชะตาตอ่ อายุ หรือตดั กรรม จะทาใหอ้ ายยุ นื อยไู่ ปไดน้ าน หรือผผู้ ลิตแป้ งเช้ือสุราเมื่อตากแป้ งเช้ือ ก็จะนอนคลุมโปงทา เป็นทีวา่ เมา จะทาใหแ้ ป้ งเช้ือมีคุณภาพดี เป็นตน้ 1.9 ความเชื่อเก่ียวกบั นรก สวรรค์ ชาติ ภพ เป็นความเช่ือของมนุษยท์ ี่มีมานานแลว้ วา่ การทาไม่ดีจะตกนรก ถูกยมบาลทรมาน ถา้ ทาดีจะมีสุขข้ึนสวรรค์ เช่ือวา่ ตายแลว้ ไปเกิดในชาติ

81 หนา้ ต่อๆ ไป เป็นความเช่ือท่ีเนื่องมาจากศาสนาเช่นกนั เป็ นความฉลาดของคนโบราณที่ใชอ้ ุบาย สอนคนเพ่ือใหเ้ ป็ นคนดี มีความหวงั ในชีวติ 1.10 ความเช่ือเกี่ยวกบั เลขดี เลขร้าย วนั ดี วนั ร้าย ตวั เลขนบั วา่ เป็นสิ่งที่เช่ือวา่ จะให้ คุณใหโ้ ทษแก่มนุษย์ เช่น ชาวตะวนั ตก เช่ือวา่ เลข 13 เป็นตวั เลขอบั โชค ก็จะหลีกเล่ียง การกระทาที่ เกี่ยวกบั เลขน้ี คนไทยเชื่อวา่ เลข 9 ดี ทาอะไรกา้ วหนา้ ก็จะประกอบพธิ ีในวนั ท่ีเป็ นเลขเกา้ 2. ความเช่ือที่แฝงไวด้ ว้ ยความกลวั หรือความเช่ือทางไสยศาสตร์ (superstition) ไสยศาสตร์ คือ การเช่ือถือโดยรู้สึกเกรงขามหรือกลวั ในส่ิงที่เขา้ ใจวา่ อยเู่ หนือ ธรรมชาติหรือในสิ่งลึกลบั อนั ไมส่ ามารถจะทราบดว้ ยเหตุผลตามหลกั วทิ ยาศาสตร์ และสิ่งน้นั อาจจะใหด้ ีหรือร้ายแก่ผทู้ ี่เชื่อถือก็ได้ โรคีช (M. Rokeach) ไดจ้ ดั แบง่ ประเภทของความเช่ือวา่ มี 4 ประเภท ไดแ้ ก่ 1. ความเช่ือตามท่ีเป็นอยู่ เป็ นการเชื่อในสิ่งหน่ึงส่ิงใดวา่ จริง-เทจ็ ถูก-ผดิ เช่ือ ความเชื่อ วา่ โลกกลม พระอาทิตยข์ ้ึนทางทิศตะวนั ออก เป็นตน้ 2. ความเชื่อเชิงประเมินคา่ เป็นความเช่ือท่ีแฝงความรู้สึก รวมท้งั มีการประเมินใน ขณะเดียวกนั เช่น เชื่อวา่ บุหรี่เป็นสิ่งท่ีเป็ นอนั ตรายตอ่ สุขภาพ เป็นตน้ 3. ความเช่ือเกี่ยวกบั สิ่งที่ควรทาและควรหา้ ม เป็ นความเชื่อวา่ ส่ิงใดท่ีพงึ ปรารถนา-ไมพ่ งึ ปรารถนา เช่น เชื่อวา่ เด็กควรเคารพเชื่อฟังผใู้ หญ่ เป็นตน้ 4. ความเช่ือเก่ียวกบั สาเหตุ เป็นความเช่ือในสภาพที่ก่อใหเ้ กิดผลอยา่ งใดอยา่ งหน่ึงตามมา เช่น เช่ือวา่ การตดั ไมท้ าลายป่ าทาใหเ้ กิดความแหง้ แลง้ การสร้างเข่ือนเป็นการทาลายส่ิงแวดลอ้ ม ตามธรรมชาติ เป็ นตน้ การเปลยี่ นความเช่ือ มีหลายปัจจยั ที่ทาใหค้ นเปลี่ยนความเช่ือได้ ดงั น้ี 1. ประสบการณ์ตรง โดยที่ตนเองไดป้ ระสบกบั เหตุการณ์ หรือส่ิงใหม่อื่น ๆ ที่คดั คา้ นกบั ความเชื่อเดิม 2. ความเช่ือบางอาจไดร้ ับการพิสูจน์ทางวทิ ยาศาสตร์แลว้ พบวา่ ไม่เป็นจริงตามท่ีเชื่อถือ 3. การลม้ เลิกพธิ ีกรรมหรือประเพณีการปฏิบตั ิบางอยา่ งที่ทาสืบต่อกนั มา 4. การรู้จกั ใชเ้ หตุและผลในการวเิ คราะห์ความเช่ือของตนเอง หรือปฏิบตั ิดว้ ยตนเองจนรู้ ความเป็ นจริ ง

82 ประโยชน์และโทษทจ่ี ะได้รับจากความเชื่อ ประโยชน์ทจ่ี ะได้รับจากความเชื่อ 1. ทาใหเ้ กิดความเชื่อมนั่ ในการดาเนินชีวติ มากยงิ่ ข้ึน เพราะมีส่ิงที่เชื่อถือเป็ นส่ิงยดึ เหนี่ยว 2. ทาใหเ้ กิดกาลงั ใจและพลงั ท่ีจะตอ้ งสู้กบั อุปสรรค หากรู้สึกวา่ ตนเองมีส่ิงท่ีเชื่อถือ คุม้ ครอง 3. ทาใหเ้ กิดความสุขใจหากไดป้ ฏิบตั ิตามความเช่ือที่มีอยู่ โทษทจ่ี ะได้รับจากความเชื่อ 1. อาจทาใหห้ ลงผดิ และปฏิบตั ิตนไปในทางที่ผดิ ได้ 2. อาจทาใหเ้ สียโอกาสในการกระทาส่ิงตา่ งๆ ไดเ้ พราะมวั แตร่ อฤกษย์ าม 3. อาจทาใหเ้ กิดความเช่ือมนั่ มากเกินไปจนกลายเป็นความประมาทและทาใหเ้ กิดความ สูญเสียได้ 4. อาจทาใหข้ าดการไตร่ตรองท่ีดีหรือขาดการใชเ้ หตุใชผ้ ลในการกระทาสิ่งตา่ งๆ 5. อาจทาใหก้ ารแสดงออกต่างๆ ไมเ่ ป็นที่ยอมรับของสังคม ความหมายของทศั นคติ ทศั นคติ (Attitude) โดยภาพรวมหมายถงึ ความรู้ ความเขา้ ใจ ความรสู้ กึ ของบุคคลมตี ่อ สงิ่ ใดสง่ิ หน่ึง ซ่งึ เป็นผลมาจากประสบการณ์หรอื สงิ่ แวดลอ้ มอนั มแี นวโน้มท่จี ะให้บุคคลแสดง ปฏิกรยิ า และกระทาต่อสิง่ นัน้ ๆ ในทางสนับสนุนหรอื ปฏิเสธ ทัศนคติเป็นสง่ิ ท่ีไม่สามารถ มองเห็นได้อย่างชัดเจน การท่ีจะรู้ถึงทัศนคติของบุคคลใดบุคคลหน่ึงได้ต้องใช้วิธีแปล ความหมายของ การแสดงออก (รงุ่ นภา, 2536) ปัจจยั ที่ทาให้เกิดทศั นคติ ปจั จยั ท่ีทาให้เกิดทศั นคติมที ่ีมาจากประสบการณ์และค่านิยม ซ่ึงมรี ายละเอียดดงั น้ี (ไพบลู ย์ อา้ งโดยวรี ะพลและเฉลยี ว,2538) 1. ประสบการณ์ (Experience) การท่บี ุคคลได้พบเห็นคุ้นเคยหรอื ทดลองสงิ่ ใดนับเป็น ประสบการณ์โดยตรง (Direct Experience) และการท่บี ุคคลไดย้ นิ ได้ฟงั ไดอ้ ่านเก่ยี วกบั เร่อื งใด นบั เป็นประสบการณ์ทางออ้ ม (Indirect Experience) 2. ค่านิยม (Value) แต่ละบุคคลมคี ่านิยมและการตดั สนิ ค่านิยมไมเ่ หมอื นกนั ทงั้ น้ีขน้ึ อยู่ กบั สภาวะการณ์ของสงิ่ แวดลอ้ มของแต่ละบุคคล ทงั้ ประสบการณ์และคา่ นยิ มทาใหแ้ ต่ละบคุ คลมที ศั นคตติ ่อสงิ่ ใดสง่ิ หน่งึ แตกต่างกนั ไป

83 ลกั ษณะของทศั นคติ ลกั ษณะสาคญั ของทศั นคตมิ ี 4 ประการ คอื (ทติ ยา อา้ งโดยรงุ่ นภา, 2536) 1. ทศั นคตเิ ป็นสภาวะก่อนทพ่ี ฤตกิ รรมโตต้ อบต่อเหตุการณ์หรอื สงิ่ ใดสง่ิ หน่ึงโดยเฉพาะ หรอื จะเรยี กว่าสภาวะพรอ้ มทจ่ี ะมพี ฤตกิ รรมจรงิ 2. ทศั นคตจิ ะมคี วามคงตวั อยใู่ นช่วงระยะเวลา แต่มไิ ดห้ มายความว่าจะไม่มกี ารเปลย่ี น- แปลง 3. ทศั นคตเิ ป็นตวั แปรแฝงท่นี าไปสู่ความสอดคลอ้ งระหว่างพฤตกิ รรมกบั ความรสู้ กึ นึก คดิ ไม่ว่าจะเป็นไปในรูปของการแสดงออกโดยวาจาหรอื การแสดงความรู้สกึ ตลอดจนการท่ี จะตอ้ งเผชญิ หรอื หลกี เลย่ี งต่อสงิ่ ใดสงิ่ หน่งึ 4. ทศั นคติมคี ุณสมบตั ิของแรงจงู ใจในอนั ทจ่ี ะทาให้บุคคลประเมนิ ผลและเลอื กสง่ิ ใด- สงิ่ หน่งึ ซง่ึ หมายความต่อไปถงึ การกาหนดทศิ ทางของพฤตกิ รรมจรงิ ดว้ ย นอกจากน้ียงั มกี ารแบ่งลกั ษณะของทศั นคติเป็น 5 ลกั ษณะ คือ (วรี ะพลและเฉลยี ว, 2538) 1. ทศิ ทาง (Direction) ทศั นคติจะมที ศิ ทางท่แี สดงต่อสงิ่ นัน้ ได้แก่ ความรูส้ กึ ท่ดี ี-ไม่ดี ชอบ-ไมช่ อบ เป็นทศั นคตใิ นทางบวกหรอื ลบในสงิ่ นัน้ 2. ปรมิ าณ (Magnitude) คือปรมิ าณของการชอบ-ไม่ชอบ ว่ามีความมากน้อย หรือ ความ-รนุ แรงมากเพยี งใด 3. ความเข้ม (Intensity) ได้แก่ ลกั ษณะอ่นื ๆ ของทศั นคติเข้ามาประกอบ เช่น ความ มนั่ ใจ ความสาคญั ของสง่ิ นนั้ ๆ จะมามสี ่วนดว้ ย ทาใหเ้ กดิ ความเขม้ ขน้ เช่น ทศั นคตทิ ม่ี ตี ่อญาติ พน่ี ้องของตนยอ่ มเขม้ ขน้ กว่าทศั นคตติ ่อคนอ่นื 4. ความตรงขา้ ม (Ambivalence) ในบางครงั้ ทศั นคตมิ ลี กั ษณะก้ากง่ึ กนั คอื มที งั้ ชอบและ ไมช่ อบพอ ๆ กนั เรยี กวา่ มคี วามรสู้ กึ ตรงขา้ มเท่ากนั ซง่ึ จะทาใหเ้ กดิ ความขดั แยง้ ในใจขน้ึ 5. ความเด่น (Salience) คอื ความพรอ้ มท่จี ะแสดงทศั นคติต่อสิ่งใดสงิ่ หน่ึง เช่น คนท่ี นบั ถอื ศาสนาหน่งึ ถา้ มคี นในศาสนาอ่นื มาว่าศาสนาตนเองไมด่ ี คนนนั้ จะมปี ฏกิ รยิ าโตต้ อบทนั ที องคป์ ระกอบของทศั นคติ องคป์ ระกอบของทศั นคตแิ บ่งออกเป็น 3 สว่ น คอื (ทติ ยา อา้ งโดยรงุ่ นภา, 2536) 1. ส่วนของสตแิ ละเหตุผล (Cognitive Component) ในส่วนน้ีเป็นเรอ่ื งของการใชเ้ หตุผล ของบคุ คลในการจาแนกแยกแยะความแตกต่าง ตลอดจนผลต่อเน่อื ง ผลไดผ้ ลเสยี กล่าวคอื การ ทบ่ี ุคคลจะสามารถนาเอาคุณค่าทางสงั คมทไ่ี ดร้ บั จากการอบรมสงั่ สอนและถ่ายทอดมาใชใ้ นการ วิเคราะห์พิจารณาประกอบเหตุผลของการท่ีตนจะประเมินข้อแตกต่างระหว่าง ส่วนน้ีกับ

84 ความรสู้ กึ คอื การพจิ ารณาของบุคคลในส่วนท่จี ะมลี กั ษณะปลอดภยั จากอารมณ์ แต่จะเป็นเรอ่ื ง ของเหตุผลอนั สบื เน่อื งมาจากความเชอ่ื ของบคุ คล 2. ส่วนของความรสู้ กึ (Affective Component) หมายถงึ บรรดาความรสู้ กึ ทช่ี อบ ไม่ชอบ รกั หรอื เกลยี ดหรอื กลวั ซง่ึ เป็นเรอ่ื งของอารมณ์ของบุคคล 3. ส่วนของแบบพฤติกรรม (Behavioral Component) หมายถึง แนวโน้มอันท่ีจะมี พฤตกิ รรม (Action tendency) แนวโน้มทจ่ี ะมพี ฤตกิ รรมน้ีจะมคี วามสมั พนั ธต์ ่อเน่ืองกบั ส่วนของ ความรสู้ กึ ตลอดจนส่วนของสตแิ ละเหตุผล ส่วนของแบบพฤตกิ รรมน้ีจะเป็นส่วนทบ่ี ุคคลพรอ้ ม ทจ่ี ะมปี ฏกิ รยิ าแสดงออกต่อเหตุการณ์หรอื สงิ่ ใดสงิ่ หน่งึ การวดั ทศั นคติ การวดั ทศั นคตเิ ป็นการวดั ภาวะโน้มเอยี งในการจะแสดงออก ไม่ใช่เป็นการกระทา แต่ เป็นความรู้สกึ ซ่ึงมลี ักษณะอตั นัย (Subjective) บุคคลอาจไม่ให้ข้อเท็จจรงิ ด้วยความจรงิ ใจ เพราะ เห็นว่าเป็นเร่อื งส่วนตวั และการแสดงออกต่อสงิ่ ใดนัน้ ไม่ว่าเป็นรปู วาจาหรอื การเขยี น บุคคลมกั จะไตร่ตรองถึงความเหมาะสมตามสภาพการณ์ทางสงั คมคือ ตามปกติวิสยั ตาม ค่านิยม ตาม การยอมรบั และการไมย่ อมรบั และการเหน็ ชอบหรอื ไม่ชอบของคนส่วนใหญ่ ในสงั คม (รงุ่ นภา, 2536) ดงั นนั้ จงึ ยงั ไมม่ ผี ใู้ ดค้นพบวธิ กี ารทจ่ี ะวดั ทศั นคตหิ รอื ท่าทคี วามรสู้ กึ ของบุคคลโดยตรง อนั จะเป็นดรรชนีท่สี ามารถนามาเปรยี บเทยี บกนั ไดอ้ ยา่ งชดั เจน นอกจากเพยี งการวดั ทศั นคติ จากการบนั ทกึ คาพูด และพยายามหาความสมั พนั ธร์ ะหว่างคาพูดของบุคคลนนั้ กบั ทศั นคติ ซง่ึ ผู้ทาการวดั สามารถมองเหน็ และเป็นเพยี งการคาดประมาณ (Estmate) ทศั นคติของบุคคลนัน้ เทา่ นนั้ การวดั ทศั นคตทิ ป่ี ฏบิ ตั กิ นั ในปจั จบุ นั มวี ธิ กี ารต่าง ๆ ดงั น้ี 1. การสงั เกตจากพฤตกิ รรมของบุคคล วธิ กี ารกระทาไดย้ ากและผลลพั ธไ์ มอ่ าจใหค้ วาม มนั่ ใจไดว้ ่าจะถกู ตอ้ ง ทงั้ น้เี น่อื งมาจากการแสดงออกของบคุ คลเป็นอากปั กรยิ านัน้ อาจไมส่ ะทอ้ น หรอื ส่อใหเ้ ราทราบถงึ ทศั นคตทิ แ่ี ทจ้ รงิ ของเขาได้ 2. วธิ กี ารรายงานดว้ ยคาพูด (Verbal Report) โดยใช้แบบสอบถาม (Questionaire) และ/ หรอื การสมั ภาษณ์ (Interview) ทม่ี ลี กั ษณะแบบปรนยั (Objective) 3. วธิ แี ปลความ (Interpretive Method) เป็นวธิ หี าทศั นคตขิ องบุคคลแบบอตั นัย โดยท่ี ผูถ้ ูกถามมกั ไม่รถู้ งึ วตั ถุประสงค์ของผู้ทาการศกึ ษาไม่ระแวงสงสยั หรอื รสู้ กึ หวนั่ เกรงท่จี ะตอบ คาถามหรอื แสดงความรสู้ กึ นึกคดิ และไมถ่ ูกจากดั ในการตอบ ทงั้ ในด้านเวลาและขอบเขตของ เน้ือหา เป็นวธิ ที ส่ี ามารถวดั ทศั นคตขิ องบุคคลไดช้ ดั เจน ละเอยี ด ถูกตอ้ งทส่ี ุด แต่มขี อ้ จากดั อยู่ ท่วี ่า ต้องใช้ผู้ศกึ ษาท่มี คี วามสามารถ มคี วามชานาญทางจติ วทิ ยาอย่างลกึ ซ้งึ และใช้เวลามาก จงึ เหมาะสาหรบั ใชก้ บั คนจานวนน้อย

85 นอกจากน้ียงั มกี ารรวบรวมการวดั ทศั นคตวิ ่ามอี ยู่ 4 วธิ ี คอื (บุญธรรม อ้างโดยวรี ะพล และเฉลยี ว, 2538) 1. มาตรการวดั แบบของเธอร์สโตน (Thurstone’s Type Scale) กาหนดโครงสร้าง นา ขอ้ ความไปตดั สนิ และแจกแจงความถ่ี ความถ่สี ะสม หาความแปรปรวน แลว้ นาแบบวดั ชุดเดมิ ใหค้ ดั เลอื กอกี ครงั้ 2. มาตรวดั แบบของลเิ คริ ต์ (Likert Scale) เป็นการวดั ทใ่ี ช้กนั อย่างกว้างขวางกว่าแบบ อ่นื ๆ และสามารถวดั ได้เกอื บทุกเร่อื ง และยงั มคี วามเท่ยี งตรงสูงกว่าแบบอ่นื อกี ด้วย แต่ละ มาตรวดั ห่างเทา่ กนั เป็น 0 1 2 3 4 เป็น positive หรอื negative 3. มาตรวดั แบบของกตั ตแ์ มน (Guttman Scale) มใิ ช่วธิ สี รา้ งและพฒั นาทศั นคติ แต่เป็น วธิ ปี ระเมนิ หรอื วเิ คราะหม์ าตราสว่ น 4. มาตรวัดแบบออสกูด (Osgood’s Scale) ใช้วัดทัศนคติและวัดบุคลิกภาพ ความ คดิ เหน็ ความเช่อื และความรสู้ กึ ทม่ี ตี ่อสง่ิ ต่าง ๆ โดยแยกความแตกต่างของมโนทศั น์ ค่านิ ยม ค่านิยม มาจากคาในภาษาองั กฤษว่า “Value” และมาจากคาสองคาคอื “ค่า” “นิยม”เมอ่ื คาสองคารวมกนั แปลวา่ การกาหนดคุณคา่ คุณค่าทเ่ี ราตอ้ งการทาใหเ้ กดิ คุณค่า คณุ คา่ ดงั กล่าว น้มี ที งั้ คณุ ค่าแทแ้ ละคุณค่าเทยี ม ซง่ึ คุณคา่ แทเ้ ป็นคณุ ค่าทส่ี นองความตอ้ งการในการพฒั นา คุณภาพชวี ติ สว่ นคุณค่าเทยี ม หมายถงึ คณุ ค่าทส่ี นองความตอ้ งการอยากเสพสงิ่ ปรนเปรอชวั่ คู่ ชวั่ ยาม ค่านยิ มอาจแบง่ เป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่ 1. ค่านยิ มเฉพาะตวั (Individual Value) 2. คา่ นยิ มสงั คม (Social Value) คา่ นิยมทางสงั คม เป็นระบบความชอบพเิ ศษทค่ี นในแต่ละสงั คมมอี ยู่ คา่ นิยมประเภทน้ี เกดิ จากการเรยี นรจู้ ากสงั คมในระดบั ต่าง ๆ ซง่ึ จะมคี วามสมั พนั ธก์ บั พฤตกิ รรม เช่น นาย ก ชอบ สงิ่ ใดมากกจ็ ะทาสง่ิ นนั้ มากเป็นตน้ ดงั นนั้ การสงั เกตคา่ นยิ ม ของสงั คมอาจพจิ ารณาไดจ้ าก พฤตกิ รรมเดน่ ๆ ของสมาชกิ ในสงั คมแลว้ อนุมานมานวา่ สงั คมนนั้ มคี า่ นิยมอยา่ งไร เช่น ค่านิยมสงั คมไทยทเ่ี ป็นค่านิยมดงั้ เดมิ คอื ยดึ ถอื ตวั บคุ คล ความรกั สนุก และยดึ ทางสายกลาง เป็นตน้ ลกั ษณะของค่านิยมทแ่ี ทน้ นั้ จะมลี กั ษณะดงั ต่อไปน้ี 1. เป็นค่านิยมทบ่ี ุคคลเลอื กหรอื ยอมรบั โดยไมไ่ ดถ้ กู บงั คบั บคุ คลมเี สรภี าพในการ ตดั สนิ ใจเลอื กหรอื ยอมรบั คา่ นยิ มใดกไ็ ดท้ เ่ี หน็ ว่าเหมาะสมน่าปฏบิ ตั ิ

86 2. เป็นค่านิยมทบ่ี คุ คลมโี อกาสเลอื กจากตวั เลอื กหลายๆ ตวั ไมใ่ ช่เป็นเพราะมตี วั เลอื ก จากดั เพยี งสง่ิ เดยี ว จงึ ทาใหต้ อ้ งยอมรบั โดยปรยิ าย 3. เป็นค่านิยมทไ่ี ดร้ บั การกลนั่ กรองพจิ ารณาอยา่ งรอบคอบจากบคุ คลตลอดจนมกี าร วเิ คราะหข์ อ้ ดขี อ้ เสยี ของตวั เลอื กหลายๆ ตวั เมอ่ื เหน็ วา่ ตวั เลอื กใดดที ส่ี ุดเหมาะสมทส่ี ดุ หรอื มี เหตุผลในการสรา้ งความพอใจไดม้ ากทส่ี ุดกจ็ ะเลอื กตวั เลอื กนนั้ 4. เป็นค่านิยมทบ่ี คุ คลยกยอ่ ง เทดิ ทนู และภมู ใิ จ 5. เป็นค่านิยมทบ่ี ุคคลสามารถยอมรบั อยา่ งเปิดเผยและพรอ้ มทจ่ี ะสนบั สนุนค่านิยมท่ี ตนยอมรบั 6. เป็นคา่ นิยมทบ่ี คุ คลยดึ ถอื ปฏบิ ตั จิ รงิ ไมใ่ ชเ่ พยี งคาพุดเท่านนั้ 7. เป็นคา่ นิยมทบ่ี คุ คลปฏบิ ตั อิ ยเู่ สมอๆ บ่อยๆ ไมใ่ ช่ปฏบิ ตั เิ ป็นครงั้ คราว จากลกั ษณะขา้ งตน้ อาจกล่าวไดว้ ่าคา่ นิยมทแ่ี ทน้ นั้ เป็นค่านิยมทผ่ี ่านการเลอื กมาอยา่ ง ดแี ละเมอ่ื เลอื กแลว้ กถ็ อื ปฏบิ ตั อิ ยา่ งสม่าเสมอดว้ ยความมนั่ ใจความภูมใิ จ จากคานยิ ามต่าง ๆ เหล่าน้พี อจะสรปุ ไดว้ า่ ค่านยิ มนนั้ เป็นความคดิ หรอื ความเชอ่ื ท่ี บุคคลพจิ ารณาแลว้ ว่าเป็นสง่ิ ทถ่ี กู ตอ้ งและมคี ุณคา่ จงึ นามาใชใ้ นการประกอบการตดั สนิ ใจทจ่ี ะ แสดงพฤตกิ รรมออกมาในสถานการณ์ต่าง ๆ กนั อิทธิ พลของค่านิ ยมท่ีมีต่อพฤติ กรรมของบุคคล รองศาสตราจารย์ สพุ ตั รา สภุ าพ ไดก้ ล่าวถงึ คา่ นิยมสงั คมเมอื งและคา่ นิยมสงั คม ชนบทของสงั คมไทยไวค้ ่อนขา้ งชดั เจน โดยแบง่ ค่านิยมออกเป็นค่านิยมของคนในสงั คมเมอื ง และสงั คมชนบทซง่ึ ลกั ษณะคา่ นยิ มทงั้ สองลกั ษณะ จดั ไดว้ ่าเป็นลกั ษณะของค่านิยมทท่ี าใหเ้ กดิ มี อทิ ธพิ ลต่อคา่ นยิ มทม่ี ตี ่อพฤตกิ รรมของบุคคล ซง่ึ สามารถแสดงใหเ้ หน็ ชดั เจนในตาราง ประเภทของค่านิ ยม คา่ นยิ มนนั้ กลา่ วกนั โดยทวั่ ไปว่ามี 2 ประเภท คอื คา่ นยิ มส่วนบุคคลและคา่ นยิ มของ สงั คม 1. คา่ นิยมส่วนบคุ คล ค่านยิ มสว่ นบคุ คลเป็นการตดั สนิ ใจเลอื กในสง่ิ หรอื สถานการณ์ท่ี ตนตอ้ งการหรอื พอใจนนั้ ถอื วา่ เป็นคา่ นยิ ม (Value) ของบคุ คลนนั้ เชน่ นายแดง อยากเป็นคน ขยนั ขนั แขง็ เอาการเอางาน นายแดงกจ็ ะปฏบิ ตั ติ ามตามพน้ื ฐานของความคดิ ของตนเอง เพราะฉะนนั้ นายแดงจะมคี า่ นิยมของความขยนั ขนั แขง็ และแสดงความเป็นคนขยนั ออกมา 2. คา่ นิยมของสงั คม ซง่ึ นกั วชิ าการไดแ้ สดงทศั นะไวต้ ่าง ๆ กนั ดงั น้ี คา่ นิยมของสงั คม คอื การรวมคา่ นิยมของคนส่วนใหญ่ในสงั คม กล่าวคอื สมาชกิ ของสงั คมสว่ นใหญ่นิยมส่ง หรอื

87 อยากจะปฏบิ ตั ติ นในสถานการณ์นนั้ ๆ อยา่ งไร สง่ิ หรอื สถานการณ์นนั้ ๆ กก็ ลายเป็นคา่ นิยม ของสงั คม ของสงั คมนนั้ ขอยกตวั อยา่ ง เช่น ในสถานการณ์ทผ่ี วั เมยี ตบตกี นั สมาชกิ สว่ นใหญ่ ของสงั คมอยากสอดรสู้ อดเหน็ ถงึ ความเดอื ดรอ้ นของคนอ่นื จงึ ไดไ้ ปมงุ ดู การมงุ ดกู เ็ ป็นคา่ นิยม ของสงั คมนนั้ ค่านิยมสว่ นบคุ คล หมายถงึ สง่ิ ทต่ี นสนใจ สงิ่ ทต่ี นปรารถนาจะได้ ปรารถนาจะเหน็ หรอื กลบั กลายมาเป็นสง่ิ ทค่ี นถอื วา่ เป็นสงิ่ บงั คบั ตอ้ งทาตอ้ งปฏบิ ตั ิ เป็นสง่ิ ทค่ี นบชู ายกยอ่ ง และ มคี วามสุขจะไดเ้ หน็ ไดฟ้ งั ไดเ้ ป็นเจา้ ของ ค่านยิ มของสงั คม หมายถงึ ค่านิยมของคนส่วนใหญ่ในสงั คมกล่าวคอื สมาชกิ ของสงั คม ส่วนใหญ่ยอมรบั ว่าเป็นสงิ่ ทด่ี งี าม หรอื ควรแก่การปฏบิ ตั สิ งิ่ หรอื สถานการณ์นนั้ ๆ กจ็ ะกลายเป็น ค่านยิ มของสงั คมนนั้ ๆ ค่านิยมออกเป็น 2 ระดบั คือ 1. ค่านิยมในทางปฏบิ ตั ิ (Pragmatic values) เป็นหลกั ของศลี ธรรมทต่ี งั้ อยบู่ นรากฐาน ทว่ี ่าตนในสงั คมตอ้ งพง่ึ พาอาศยั กนั ดงั นนั้ ค่านิยมจงึ ประณาม สงิ่ ทท่ี าใหเ้ กดิ ความแตกแยกใน สงั คม เชน่ การคดโกง การทารา้ ยกนั และยกยอ่ งพฤตกิ รรมทเ่ี ป้นประโยชน์ต่อสว่ นรวม เช่น ความขยนั ขนั แขง็ ความซ่อื สตั ย์ 2. ค่านิยมอุดมคติ (Ideal values) ซง่ึ มคี วามลกึ ซง่ึ กว่าค่านิยมในทางปฏบิ ตั ิ เช่นศาสนา ครสิ ตส์ อนวา่ ใหค้ นรกั เพอ่ื นบา้ นเหมอื นกบั รกั ตนเอง ซง่ึ น้อยคนทจ่ี ะปฏบิ ตั ติ ามได้ แต่คา่ นยิ ม ระดบั น้กี ม็ คี วามสาคญั ในการทาใหค้ นเหน็ แก่ตวั น้อยลง ความสาคญั ของค่านิยม อาจกลา่ วไดว้ า่ ค่านิยมมคี วามเกย่ี วพนั กบั วฒั นธรรม ค่านิยมบางอยา่ งไดส้ รา้ งแก่น ของวฒั นธรรมนนั่ เอง เชน่ คา่ นยิ มเรอ่ื งรกั อสิ รเสรขี องสงั คมไทย ทาใหค้ นไทยมพี ฤตกิ รรมท่ี “ทาอะไรตามใจคอื ไทยแท้” เพราะฉะนนั้ ค่านิยมจงึ มคี วามสาคญั มากและมผี ลกระทบถงึ ความ เจรญิ หรอื ความเสอ่ื มของสงั คม กลา่ วคอื สงั คมทม่ี คี า่ นยิ มทเ่ี หมาะสมและถกู ตอ้ ง เชน่ ถา้ สงั คม ใดยดื ถอื คา่ นยิ มเรอ่ื งความซ่อื สตั ย์ ความขยนั หมนั่ เพยี ร ความเสยี สละ หรอื ความสามคั คี สงั คม นนั้ ยอ่ มจะเจรญิ ก้าวหน้าแน่นอนแต่ในทางกลบั กนั ถา้ สงั คมใดมคี ่านยิ มทไ่ี มส่ นับสนุนความ เจรญิ เช่น ค่านิยมทเ่ี ช่อื เรอ่ื งโชคชะตากจ็ ะก่อใหเ้ กดิ พฤตกิ รรมไมก่ ระตอื รอื รน้ หรอื เฉ่อื ยชา ซง่ึ จะเป็นอุปสรรคในการพฒั นา เป็นตน้ อทิ ธพิ ลของค่านยิ มต่อตวั บุคคล ค่านยิ มไมว่ ่าจะเป็นของบุคคลหรอื ค่านิยมของสงั คม จะมอี ทิ ธพิ ลต่อตวั บคุ คล ดงั น้ี คอื 1. ช่วยใหบ้ คุ คลตดั สนิ ใจว่าสงิ่ ใดผดิ สง่ิ ใดถูก ดหี รอื ไมด่ ี มคี ุณค่าหรอื ไมม่ คี ุณคา่ ควร ทาหรอื ไมค่ วรทา

88 2. ชว่ ยใหบ้ คุ คลในการกาหนดทา่ ทขี องตนต่อเหตุการณ์ทต่ี นตอ้ งเผชญิ 3. ชว่ ยสรา้ งมาตรฐาน และแบบฉบบั จากการประพฤตปิ ฏบิ ตั ขิ องบคุ คล 4. มอี ทิ ธพิ ลเหนอื บคุ คลในการเลอื กคบหาสมาคมกบั บคุ คลอ่นื และเลอื กกจิ กรรม ทางสงั คม ซง่ึ ตนจะตอ้ งเขา้ ไปรว่ มดว้ ย 5. ชว่ ยใหบ้ คุ คลกาหนดความคดิ และแนวทางปฏบิ ตั ิ 6. ชว่ ยเสรมิ สรา้ งหลกั ศลี ธรรม ซง่ึ บุคคลจะใชใ้ นการพจิ ารณา การกระทาของตนอยา่ ง มเี หตุผล แง่คิดเกี่ยวกบั ค่านิยม 1. โดยปกตแิ ลว้ บคุ คลมกั จะมคี ่านยิ มในเรอ่ื งเดยี วกนั หรอื สง่ิ เดยี วกนั แตกต่างกนั ไป ทงั้ น้เี พราะแต่ละบุคคลมคี วามรู้ ประสบการณ์และสง่ิ แวดลอ้ มไมเ่ หมอื นกนั แต่บคุ คลกอ็ าจจะมี คา่ นยิ มในบางเรอ่ื งตรงกนั ได้ เรยี กว่า ค่านิยมรว่ ม (shared values) ซง่ึ สว่ นมากมกั ไดม้ าจาก อทิ ธพิ ลของศาสนา 2. มนุษยเ์ รามกั จะชอบคบหาสมาคมกบั บคุ คลทย่ี ดื ถอื คา่ นิยมอย่างเดยี วกนั 3. คา่ นิยมบางอยา่ งไดก้ ลายมาเป็นกฎหมายเช่น คา่ นิยมในเรอ่ื งเสรภี าพก่อใหเ้ กดิ กฎหมายเกย่ี วกบั เสรภี าพส่วนบคุ คล 4. คา่ นยิ มยอ่ มเปลย่ี นแปลงไปตามกาลเวลา กล่าวคอื ค่านิยมบางอย่างอาจเส่อื ม ความนิยมไป หรอื อาจมคี ่านิยมใหม่บางอยา่ งเกดิ ขน้ึ มา เชน่ ค่านิยมของกุลสตรไี ทย แบบผา้ พบั ไว้ ปจั จบุ นั สงั คมไทยเรมิ่ เปลย่ี นเป็นนยิ มหญงิ ไทยทม่ี ลี กั ษณะคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไวเหมาะสมกบั สภาพของสงั คมและเศรษฐกจิ ทเ่ี ปลย่ี นแปลงไป เป็นตน้ 5. ค่านิยมของคนและค่านยิ มของสงั คมจะกาหนดการตดั สนิ ใจในการเลอื กของบุคคล 6. คา่ นยิ มบางอย่าง ชว่ ยเสรมิ สรา้ งความสมั พนั ธอ์ นั ดรี ะหว่างบุคคลดว้ ยกนั แต่คา่ นยิ ม บางอยา่ งเป็นไปในทางตรงกนั ขา้ ม ทเ่ี ป็นเช่นน้กี เ็ พราะค่านิยมมอี ทิ ธพิ ลต่อความประพฤตขิ อง บุคคลทวั่ ไป ถา้ เรายงิ่ มคี วามรสู้ กึ ว่าค่านิยมใดมคี วามสาคญั ต่อเรามาก เรากม็ กั จะรสู้ กึ ลาเอยี งวา่ ค่านิยมนนั้ ถกู ตอ้ งมากยงิ่ ขน้ึ และคดิ ไปว่าค่านิยมทข่ี ดั แยง้ กบั ของตนนัน้ ผดิ และไมย่ อมรบั 7. คา่ นยิ มของสงั คม ไมจ่ าเป็นว่าตอ้ งมอี ยใู่ นตวั บคุ คลในสงั คมนนั้ ทกุ คนไป แต่อาจจะมี อยใู่ นสมาชกิ ของสงั คมส่วนใหญ่เทา่ นัน้ เช่น การยกยอ่ งคนร่ารวย หรอื เงนิ เป็นปจั จยั สาคญั ใน การดารงชวี ติ ในสงั คมปจั จบุ นั เป็นตน้

89 บทที่ 7 ภาวะเครียด การปรับตัว ความเครียด (Stress) พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายของคาว่า “ความเครียด” หมายถึง ลกั ษณะอาการที่สมองไม่ไดผ้ ่อนคลาย เพราะคร่าเคร่งอยกู่ บั งานจนเกินไปหรือลกั ษณะ อาการที่จิตใจมีอารมณ์บางอยา่ งมากดดนั ความรู้สึกอยา่ งรุนแรง สาเหตุของการเกดิ ความเครียด ความเครียดเกิดจากสาเหตุใหญๆ่ 5 ประการ คือ 1. สาเหตุดา้ นจิตใจ ไดแ้ ก่ เหตุการณ์ต่างๆ ท่ีสร้างความกดดนั ความปวดร้าวใจ ความคบั ขอ้ งใจ ความลาบากใจ ความไม่สบายใจ ความกลวั จะไม่ไดอ้ ะไรดงั หวงั กลวั จะไมส่ าเร็จ วติ กกงั วล ล่วงหนา้ กบั ส่ิงที่ยงั ไม่เกิดข้ึน หรือคิดถึงส่ิงที่ทาใหร้ ู้สึกบน่ั ทอนจิตใจ เป็นตน้ 2. สาเหตุดา้ นร่างกาย ไดแ้ ก่ กล่ินตวั การมีสิว ความอว้ น หนา้ ตาไม่หล่อหรือไม่สวย รูปร่าง ไม่ดี การนอนหลบั พกั ผอ่ นไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารไม่เพียงพอ การเจบ็ ไขไ้ ม่สบาย การ เจ็บป่ วยด้วยโรคที่รุนแรงหรือรักษาไม่หายขาด (โรคประจาตวั ) การได้รับอุบตั ิเหตุ ภาวะติดสุรา หรือยาเสพติด ร่างกายอ่อนเพลียหรืออ่อนแอ เป็นตน้ 3. สาเหตุดา้ นสังคม ไดแ้ ก่ การทะเลาะวิวาทกบั คนรอบขา้ ง การปรับตวั เขา้ กบั ผอู้ ื่น ปัญหา การจราจร เป็นตน้ 4. สาเหตุดา้ นการเปลี่ยนแปลงของชีวติ ไดแ้ ก่ การเขา้ โรงเรียนคร้ังแรก การเขา้ ทางานคร้ัง แรก การเปล่ียนงาน การยา้ ยบา้ น การสมรสใหม่ การต้งั ครรภ์ การมีบุตรคนแรก การสูญเสียคนรัก การเกษียณอายุ วยั หมดประจาเดือนหรือวยั ทอง เป็นตน้ 5. สาเหตุดา้ นส่ิงแวดลอ้ ม ไดแ้ ก่ เสียงอึกทึกครึกโครม อากาศร้อน น้าไม่ไหล กล่ินขยะเน่า เหมน็ ภยั พบิ ตั ิต่างๆ เป็นตน้

90 ระดบั ของความเครียด 1. ความเครียดระดบั ต่าและระยะส้นั ความเครียดไม่ใช่ส่ิงท่ีเลวร้าย ถา้ มีเล็กน้อยก็เป็ นตวั ผลกั ดนั หรือเป็ นตวั กระตุน้ ให้ บุคคลกระทาสิ่งน้นั ๆ อยา่ งกระตือรือร้นและมีความคิดสร้างสรรค์ ความเครียดระดบั ต่า จึงเป็ น เหมือนน้ามนั ท่ีช่วยใหร้ ถขบั ไปไดด้ ว้ ยดี 2. ความเครียดระดบั สูงและสะสมนาน ความเครียดระดบั สูง เม่ือเกิดข้ึนเป็ นระยะเวลานานจะก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย และจิตใจของตนเอง รวมท้งั ส่งผลกระทบต่อครอบครัวและหนา้ ที่การงานและส่งผลกระทบหลาย อย่าง ความเครียดท่ีสะสมก็เหมือนรถยนต์ที่ติดและเร่งเครื่องทิ้งไวน้ านรถก็จะเสีย ร่างกายของ คนเราก็เหมือนกนั ถา้ เครียดสะสมนานๆ ก็จะทาให้สุขภาพร่างกายเสียไป เป็ นโรคต่างๆ ตามมา รวมท้งั ความเครียดรุนแรงก็เหมือนรถท่ีติดเคร่ืองและเร่งออกไปเตม็ ที่โดยเร็ว รถก็จะพุง่ ชนกีดขวาง ขา้ งหนา้ เราซ่ึงเป็ นคนขบั ก็จะไดร้ ับอุบตั ิเหตุ คนที่เครียดรุนแรงจึงสามารถทาร้ายตนเองและผอู้ ่ืน ไดง้ ่าย อาการหรือพฤติกรรมทแ่ี สดงออกเมื่อเกดิ ความเครียด ความเครียดเป็ นภาวะกดดนั เป็ นความรู้สึกภายในท่ีเป็ นนามธรรม แต่เมื่อบุคคลรู้สึกเครียด จะมีปฏิกิริยาตอบสนองตอ่ ความเครียด 2 ทาง คือ 1. ทางร่างกาย ไดแ้ ก่ เหง่ือแตก หายใจถี่ข้ึนแลต้ืนๆ กลา้ มเน้ือเกร็ง ปากแห้ง ผุดลุกผุดนง่ั กินไม่ได้ นอนไม่หลบั อ่อนเพลีย ปวดหวั ปวดเม่ือยตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ความผดิ ปกติของ หัวใจ ความดันโลหิตสูง อึดอดั ในท้อง กระเพาะอาหารป่ันป่ วน โรคกระเพาะ อาการท้องผูก ทอ้ งเสียบอ่ ยๆ หอบหืด เส่ือมสมรรถภาพทางเพศ เป็นตน้ 2. ทางจิตใจ 2.1 ดา้ นพฤติกรรม เช่น ปากส่ัน มือสั่น เสียงส่ัน พูดเร็ว เดินตวั เกร็ง นอนไม่หลบั เป็ นตน้ 2.2 ดา้ นความคิด เช่น คิดอะไรไมอ่ อก ไม่มีสมาธิ จาอะไรไม่ค่อยได้ เป็นตน้ 2.3 ดา้ นอารมณ์ เช่น อารมณ์กลวั วติ กกงั วล เศร้า โกรธ คบั ขอ้ งใจ ซึมเศร้า เป็นตน้ การประเมินภาวะเครียด ฉะน้นั ในการประเมินภาวะเครียด จึงสามารถประเมินไดจ้ ากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย หรือการแสดงออกท่ีสามารถสังเกตเห็นได้ และการใชแ้ บบประเมิน ให้ประเมินตนเองโดยใชแ้ บบ

91 วดั ความเครียด เช่น แบบประเมินความเครียดของโรงพยาบาลสวนปรุง หรือแบบประเมิน ความเครียดดว้ ยตนเองของกรมสุขภาพจิต การวางแผนจัดการกบั ความเครียด การจดั การกบั ความเครียดไมใ่ ช่การระงบั หรือหลีกเล่ียงความเครียด แตเ่ ป็นการปรับตวั และ เผชิญกบั ความเครียดโดยไม่ให้มีผลกระทบทางลบเกิดข้ึน ซ่ึงการวางแผนจดั การกบั ความเครียด มี ดงั น้ี 1. ตอ้ งทราบให้ไดก้ ่อนวา่ ตอนน้ีตนเองกาลงั เครียด เช่น มีสัญญาณเตือนหลายอยา่ งที่บ่งช้ี ถึงอาการของความเครียด ซ่ึงแสดงไวใ้ นแบบประเมินและวเิ คราะห์ความเครียดดว้ ยตนเอง 2. ทบทวนหาสาเหตุของความเครียด โดยอาจปรึกษาผทู้ ่ีสนิทและไวใ้ จไดเ้ พื่อช่วยคน้ หา สาเหตุ 3. รู้จกั ยอมรับสภาพความเป็ นจริงของชีวติ ในปัจจุบนั และพร้อมที่จะปรับปรุงแกไ้ ขตวั เอง ก่อนเป็นอนั ดบั แรก 4. เรียนรู้วธิ ีการผอ่ นคลายความเครียดท่ีเกิดข้ึน และนามาปรับใชใ้ หเ้ หมาะสมกบั ตนเอง สาหรับวธิ ีคลายเครียดจะมีอยหู่ ลายวิธี ซ่ึงวธิ ีท่ีจะนาเสนอตอ่ ไปน้ีเป็นวธิ ีท่ีนกั เรียนสามารถ นาไปปฏิบตั ิไดด้ ว้ ยตนเอง และสามารถแนะนาใหบ้ ุคคลอ่ืนปฏิบตั ิได้ ท้งั น้ีไม่จาเป็ นท่ีจะตอ้ งใชท้ ุก วธิ ี แตใ่ หเ้ ลือกเฉพาะวธิ ีท่ีเห็นวา่ เหมาะสมกบั ตนเอง และปฏิบตั ิแลว้ ทาใหผ้ ปู้ ฏิบตั ิรู้สึกดีข้ึน วธิ ีคลายเครียดจะแบ่งออกเป็น 2 ระดบั ไดแ้ ก่ ระดบั ท่ี 1 การคลายเครียดในภาวะปกติ ระดบั ที่ 2 การคลายเครียดในภาวะท่ีมีความเครียดสูง การคลายเครียดในภาวะปกติ วิธีคลายเครียดดงั กล่าวเหมาะสาหรับบุคคลทว่ั ไปท่ีมีความเครียดอยู่ในเกณฑ์ปกติและมี ความเครียดเล็กนอ้ ย โดยใหเ้ ลือกปฏิบตั ิในวธิ ีท่ีถนดั ชอบ หรือสนใจ เพ่ือใหค้ วามเครียดลดลงและ รู้สึกสบายใจมากข้ึน มีวธิ ีปฏิบตั ิดงั น้ี 1. หยดุ พกั จากการทางานหรือกิจกรรมท่ีกาลงั ทาอยชู่ วั่ คราว แลว้ ลุกเดินไปด่ืมน้า ยดื เส้นยดื สาย สะบดั แขนขา สูดลมหายใจเขา้ ลึกๆ จะทาใหร้ ู้สึกผอ่ นคลายข้ึน 2. ทางานอดิเรกที่สนใจหรือถนัด เช่น เล่นดนตรี ร้องเพลง ทางานศิลปะ ทาสวน ดู โทรทศั น์ ฟังวทิ ยุ เขียนบนั ทึก เป็ นตน้ จะทาใหเ้ กิดความเพลิดเพลิน ลืมความเครียดไปชว่ั ขณะ ไม่ หมกมุ่นกบั ปัญหาที่ทาใหเ้ ครียด 3. เล่นกีฬาหรือออกกาลงั กายท่ีชอบหรือถนดั อยา่ งเหมาะสมกบั สุขภาพ

92 4. ออกไปพบปะสังสรรค์หรือทากิจกรรมร่วมกับกลุ่มเพื่อน โดยเพื่อนควรเป็ นคนที่มี อารมณ์ดี 5. พกั ผ่อนให้เพียงพอ หากมีอาการนอนไม่หลบั ให้แก้ไขโดยการหลีกเล่ียงการนอน กลางวนั อยา่ กงั วลวา่ จะนอนไม่หลบั ให้เขา้ นอนเป็ นเวลา ไม่ทากิจกรรมหนกั ๆ หรือต่ืนเตน้ ก่อน เขา้ นอน เช่น ดูภาพยนตร์ที่ตื่นเตน้ ออกกาลงั กาย และอาจด่ืมนมอุน่ ๆ สกั 1 แกว้ ก่อนนอน 6. ปรับปรุงสิ่งแวดลอ้ มในที่ทางานหรือที่บา้ นให้เหมาะสม สะอาดเรียบร้อย จะทาให้เกิด บรรยากาศท่ีดี และช่วยลดความเครียดลงได้ 7. เปลี่ยนบรรยากาศช่ัวคราว โดยการชักชวนสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงไป ท่องเที่ยวชมธรรมชาติหรือสถานท่ีที่ทาใหร้ ู้สึกผอ่ นคลายและเพลิดเพลิน สิ่งสาคญั กค็ ือ ใหห้ ลีกเลี่ยงการกระทาที่จะเป็ นอนั ตรายต่อสุขภาพขณะเกิดความเครียด เช่น กินอาหารเป็ นปริมาณมาก ดื่มสุรา สูบบุหร่ี เล่นการพนัน เท่ียวกลางคืน ใช้สารเสพติด เพราะ นอกจากจะทาลายสุขภาพแลว้ ยงั อาจมีปัญหาอ่ืนๆ ตามมา เช่น เสียทรัพยส์ ินเงินทอง เกิดความ ขดั แยง้ กบั สมาชิกในครอบครัว ติดเช้ือเอดส์ เป็นตน้ การคลายเครียดในภาวะทม่ี ีความเครียดสูง วธิ ีคลายเครียดในภาวะที่มีความเครียดสูงท่ีจะนาเสนอน้ีเป็นวธิ ีง่ายๆ สามารถปฏิบตั ิไดด้ ว้ ย ตนเอง ซ่ึงมีอยู่หลายวิธี เหมาะสาหรับผูท้ ่ีมีความเครียดปานกลางและมีความเครียดมาก ในการ นาไปปฏิบตั ิใหเ้ ลือกวธิ ีท่ีเหมาะสมกบั ตนเอง คือ ทาแลว้ รู้สึกผอ่ นคลายไดด้ ีที่สุด สาหรับการฝึ กคลายเครียดน้นั เมื่อเริ่มฝึ ก ควรฝึ กบ่อยๆ วนั ละ 2-3 คร้ัง และควรฝึ กทุกวนั ต่อเม่ือฝึ กจนชานาญแลว้ จึงค่อยลดลงเหลือเพียงวนั ละ 1-2 คร้ัง และฝึ กเฉพาะเมื่อรู้สึกเครียดก็ได้ แตอ่ ยากแนะนาใหฝ้ ึกทุกวนั โดยเฉพาะก่อนนอนจะช่วยใหจ้ ิตใจสงบและนอนหลบั สบายข้ึน วธิ ีคลายเครียดในภาวะที่มีความเครียดสูง มีดงั น้ี 1. การฝึ กเกร็งและคลายกล้ามเนือ้ ให้เลือกสถานท่ีท่ีสงบ ปราศจากเสียงรบกวน นง่ั ในท่าท่ีสบาย คลายเส้ือผา้ ใหห้ ลวม ถอด รองเทา้ หลบั ตา ทาใจใหว้ า่ ง ต้งั สมาธิอยทู่ ่ีกลา้ มเน้ือส่วนตา่ งๆ วธิ ีการฝึก จะทาการฝึกเกร็งและคลายกลา้ มเน้ือ 10 กลุ่ม ดงั น้ี 1) มือและแขนขวา โดยกามือ เกร็งแขนแลว้ คลาย 2) มือและแขนซา้ ย ทาเช่นเดียวกบั มือและแขนขวา 3) หนา้ ผาก โดยเลิกคิ้วใหส้ ูงแลว้ คลายหรือขมวดคิว้ จนชิดแลว้ คลาย 4) ตา แกม้ และจมกู โดยหลบั ตาแน่น ยน่ จมูกแลว้ คลาย

93 5) ขากรรไกร ริมฝี ปาก และลิ้น โดยกดั ฟัน เมน้ ปากแน่น และใชล้ ิ้นดนั เพดาน โดยหุบ ปากไวแ้ ลว้ คลาย 6) คอ โดยกม้ หนา้ ใหค้ างจรดคอ เงยหนา้ ใหม้ ากท่ีสุดแลว้ กลบั สู่ทา่ ปกติ 7) อก หลงั และไหล่ โดยหายใจเขา้ ลึกๆ แลว้ เกร็งไว้ ยกไหล่ใหส้ ูงที่สุดแลว้ คลาย 8) หนา้ ทอ้ งและกน้ โดยแขมว่ ทอ้ งแลว้ คลาย ขมิบกน้ แลว้ คลาย 9) เทา้ และขาขวา โดยเหยียดขา งอนิ้วเทา้ แลว้ คลาย เหยียดขา กระดกปลายนิ้วเทา้ แล้ว คลาย 10) เทา้ และขาซา้ ย ทาเช่นเดียวกบั เทา้ และขาขวา ขอ้ แนะนา 1) ใชร้ ะยะเวลาในการเกร็งกลา้ มเน้ือให้น้อยกวา่ ระยะเวลาคลายกลา้ มเน้ือ เช่น เกร็ง 3-4 วนิ าที คลาย 10-15 วนิ าที เป็นตน้ 2) ควรฝึกประมาณ 8-12 คร้ัง เพือ่ ใหเ้ กิดความชานาญ 3) เม่ือคุน้ เคยกบั การผ่อนคลายแลว้ ให้ฝึ กคลายกลา้ มเน้ือได้เลยโดยไม่จาเป็ นตอ้ งเกร็ง ก่อน 4) เมื่อฝึ กจนชานาญแลว้ อาจเลือกคลายกลา้ มเน้ือเฉพาะส่วนที่เป็ นปัญหาเท่าน้นั ก็ได้ ไม่ จาเป็นตอ้ งคลายกลา้ มเน้ือทุกกลุ่ม จะช่วยใหใ้ ชเ้ วลาปฏิบตั ินอ้ ยลง 2. การฝึ กหายใจ การฝึ กหายใจจะใชก้ ลา้ มเน้ือกะบงั ลมบริเวณหนา้ ทอ้ ง แทนการหายใจโดยใชก้ ลา้ มเน้ือ หน้าอก การหายใจแบบน้ีจะทาให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากข้ึน ทาให้สมองแจ่มใส ร่างกาย กระปร้ีกระเปร่า ไม่ง่วงเหงาหาวนอน และการหายใจออกอยา่ งชา้ ๆ จะทาให้รู้สึกวา่ ไดป้ ลดปล่อย ความเครียดออกไปจากตวั วธิ ีการฝึ ก 1) นงั่ ในท่าท่ีสบาย หลบั ตา เอามือประสานไวท้ ่ีบริเวณทอ้ ง ค่อยๆ หายใจเขา้ ลึกๆ พร้อม กบั นบั เลข 1 ถึง 4 เป็ นจงั หวะชา้ ๆ ให้มือรู้สึกวา่ หน้าทอ้ งพองออก จากน้นั กล้นั หายใจเอาไวช้ วั่ ครู่ โดยนบั เลข 1 ถึง 4 เป็นจงั หวะชา้ ๆ เช่นเดียวกบั เมื่อหายใจเขา้ 2) ค่อยๆ ผอ่ นคลายลมหายใจออก โดยนบั เลข 1 ถึง 8 เป็นจงั หวะชา้ ๆ พยายามไล่ลมหายใจ ออกมาใหห้ มด จะรู้สึกวา่ หนา้ ทอ้ งแฟบลง ข้อแนะนา 1) การฝึกหายใจ ควรทาติดต่อกนั ประมาณ 4-5 คร้ัง 2) ควรฝึกทุกคร้ังท่ีรู้สึกเครียด รู้สึกโกรธ รู้สึกไม่สบายใจ หรือฝึกทุกคร้ังที่นึกได้

94 3. การทาสมาธิเบอื้ งต้น การทาสมาธิหากปฏิบตั ิเป็ นประจาจะทาให้จิตใจเบิกบาน สมองแจ่มใส หายเครียด ซ่ึง หลกั ของการทาสมาธิ คือ การเอาจิตใจไปจดจ่อกบั สิ่งใดสิ่งหน่ึงเพียงอย่างเดียว ในท่ีน้ีก็คือ ลม หายใจเขา้ -ออก และหยดุ การคิดถึงเรื่องอ่ืนๆ ท้งั หมด การปฏิบตั ิใหเ้ ลือกสถานที่ที่เงียบสงบ ไม่มีใครรบกวน โดยอาจเป็ นมุมสงบในบา้ น เช่น หอ้ งนอน หอ้ งพระ เป็นตน้ วธิ ีการฝึ ก ให้ผฝู้ ึ กนง่ั ในท่าท่ีสบาย โดยอาจนง่ั ขดั สมาธิหรือนงั่ พบั เพียบก็ไดแ้ ลว้ แต่ถนดั จากน้นั จึง กาหนดลมหายใจเขา้ -ออก โดยสังเกตลมท่ีมากระทบปลายจมกู หรือริมฝี ปากบน ใหร้ ู้วา่ ขณะน้นั ลม หายใจเขา้ หรือออก ซ่ึงการฝึกจะมีข้นั ตอน ดงั น้ี ข้นั ที่ 1 เริ่มนบั ลมหายใจเขา้ -ออก ดงั น้ี - หายใจเขา้ นบั 1 หายใจออกนบั 1 นบั เช่นน้ีไปเรื่อยๆ จนถึง 5 - เริ่มนบั ใหม่จาก 1 จนถึง 6 - เร่ิมนบั ใหมจ่ าก 1 จนถึง 7 - เร่ิมนบั ใหมจ่ าก 1 จนถึง 8 - เร่ิมนบั ใหม่จาก 1 จนถึง 9 - เร่ิมนบั ใหม่จาก 1 จนถึง 10 เม่ือนบั ครบ 10 จะถือเป็น 1 รอบ - ยอ้ นกลบั มาเริ่มนบั 1 ถึง 5 ใหม่ (ข้ึนรอบใหม่) ดงั ตวั อยา่ งต่อไปน้ี 1,1 2,2 3.3 4,4 5,5 1,1 2,2 3.3 4,4 5,5 6,6 1,1 2,2 3.3 4,4 5,5 6,6 7,7 1,1 2,2 3.3 4,4 5,5 6,6 7,7 8,8 1,1 2,2 3.3 4,4 5,5 6,6 7,7 8,8 9,9 1,1 2,2 3.3 4,4 5,5 6,6 7,7 8,8 9,9 10,10 1,1 2,2 3.3 4,4 5,5 ฯลฯ ในการฝึ กคร้ังแรกๆ อาจยงั ไม่มีสมาธิพอ ทาให้นบั เลขผิดพลาดหรือบางทีอาจลืมนบั เลขเป็ นบางช่วงถือเป็ นเรื่องปกติ ต่อไปให้พยายามต้งั สติใหม่ เม่ือมีความคิดอ่ืนแทรกเขา้ มาก็ให้ รับรู้ แล้วปล่อยให้ผ่านไป ไม่เก็บมาคิดต่อ ในที่สุดก็จะสามารถนับเลขได้อย่างต่อเนื่องและไม่ ผดิ พลาด เพราะมีสมาธิดีข้ึน

95 ข้นั ท่ี 2 เม่ือจิตใจสงบมากข้ึน ใหเ้ ริ่มนบั เลขแบบเร็วข้ึนไปอีก คือ - หายใจเขา้ นบั 1 หายใจออกนบั 2 หายใจเขา้ นบั 3 หายใจออกนบั 4 หายใจเขา้ นบั 5 - เร่ิมนบั ใหม่จาก 1-6, 1-7, 1-8, 1-9 และ 1-10 ตามลาดบั นบั เป็น 1 รอบ - ข้ึนรอบใหม่ หายใจเข้านับ 1 หายใจออกนับ 2 นับไปเรื่อยๆ จนถึง 5 ดังตัวอย่าง ต่อไปน้ี 12345 123456 1234567 12345678 123456789 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 12345 ฯลฯ ข้นั ที่ 3 เมื่อนบั ลมหายใจเขา้ -ออกไดเ้ ร็วและไม่ผดิ พลาด แสดงวา่ จิตใจสงบแลว้ ในข้นั น้ีใหใ้ ชส้ ติรับรู้ลมหายใจเขา้ -ออก เพียงอยา่ งเดียว ไม่ตอ้ งนบั เลขอีก และไม่คิดเร่ืองใดๆ ท้งั สิ้น มีแต่ ความสงบเทา่ น้นั ข้นั แนะนา ควรฝึกสมาธิเป็นประจา โดยเฉพาะก่อนนอนจะช่วยใหน้ อนหลบั ไดด้ ี 4. การใช้เทคนิคความเงยี บ การฝึ กใช้เทคนิคความเงียบจะช่วยขจดั ความวุ่นวายของจิตใจ ทาให้จิตใจสงบ ช่วยคลาย เครียดลงได้ การฝึ กให้เลือกสถานที่ที่เงียบสงบ เลือกเวลาที่เหมาะสม เช่น หลังตื่นนอน เวลาพัก กลางวนั ก่อนเขา้ นอน วธิ ีการฝึก มีดงั น้ี 1. ให้น่ังหรือนอนในท่าท่ีสบาย ถา้ นง่ั ควรเลือกเกา้ อ้ีที่มีพนกั พิงศีรษะ อย่าไขว้ หา้ งหรือนง่ั กอดอก 2. หลบั ตาลง เพ่อื ตดั ส่ิงรบกวนจากภายนอก 3. หายใจเขา้ -ออกช้าๆ ลึกๆ ทาใจให้เป็ นสมาธิ โดยท่องคาถาบทส้ันๆ ซ้าไปซ้า มา เช่น พุทโธ หรือจะสวดมนตบ์ ทยาวๆ ต่อเนื่องกนั ไปเรื่อยๆ เช่น สวดพระ คาถาชินบญั ชร 3-5 จบ ก็ได้

96 บทท่ี 8 พฤตกิ รรมและการปรับพฤติกรรม การปรับพฤติกรรมคือการนาเอาแนวคิดจากทฤษฎีการเรียนรู้มาประยกุ ตใ์ ชอ้ ยา่ งเป็นระบบ เพ่ือช่วยเพิม่ ศกั ยภ์ าพ ความสามารถ ความเป็นตวั ของตวั เองและเพมิ่ ความสามารถในการควบคุม ตนเองของบุคคล การปรับพฤติกรรมน้นั สามารถทาได้ 2 ทางคือ บุคคลปรับพฤติกรรมของตนเอง และบุคคลถูกบุคคลอื่นปรับพฤติกรรมท้งั 2 วธิ ีใชห้ ลกั และกระบวนการเดียวกนั เพียงแตว่ า่ วธิ ีแรก น้นั บุคคลจะเป็นผดู้ าเนินการปรับพฤติกรรมดว้ ยตนเองท้งั หมด ในขณะที่วธิ ีท่ีสองบุคคลอื่นจะเป็น ผดู้ าเนินการปรับพฤติกรรมให้ การปรบั พฤติกรรมคืออะไร การปรับพฤติกรรมคือ การนาเอาแนวคิดจากทฤษฎีการเรียนรู้มาประยกุ ตใ์ ชอ้ ยา่ งเป็น ระบบ เพ่ือช่วยเพม่ิ ศกั ยภาพ ความสามารถ ความเป็นตวั ของตวั เองและเพิม่ ความสามารถในการ ควบคุมตนเองของบุคคล การปรับพฤติกรรมน้นั สามารถทาได้ 2 ทางคือ บุคคลปรับพฤติกรรม ของตนเองและบุคคลถูกผอู้ ่ืนปรับพฤติกรรมท้งั 2 วธิ ีน้ีใชห้ ลกั และกระบวนการเดียวกนั เพยี งแตว่ า่ วธิ ีการแรกน้นั บุคคลจะเป็นผดู้ าเนินการตามข้นั ตอนดว้ ยตนเองท้งั หมด ในขณะท่ีวธิ ีการที่สอง บุคคลอื่นจะเป็ นผดู้ าเนินการตามข้นั ตอนการปรับพฤติกรรมให้ แต่ถา้ กรณีที่บุคคลยงั ไม่สามารถ ดาเนินการปรับพฤติกรรมไดด้ ว้ ยตนเองน้นั อาจจะมีบุคคลภายนอกมาช่วยได้ จนกระทงั่ เขา สามารถดาเนินการาไดด้ ว้ ยตนเอง เม่ือพจิ ารณาในสภาพทางสงั คมแลว้ จะพบไดว้ า่ บุคคลตา่ งๆ ในสงั คมน้นั ไดด้ าเนินการ ปรับพฤติกรรมของบุคคลอื่นอยแู่ ลว้ จะดว้ ยความต้งั ใจหรือไมต่ ้งั ใจก็ตาม ดงั จะเห็นไดจ้ ากการที่มี กฎหมายควบคุมพฤติกรรมของบุคคลในสงั คม มีกฎเกณฑข์ องโรงเรียน ตลอดจนบทบาทของการ ลงโทษเพือ่ ใหเ้ ด็กอยใู่ นระเบียบวนิ ยั ถา้ มองในแง่การกระทาจะเห็นไดว้ า่ แม่จะตีหรือดุวา่ ลูกเมื่อ ลูกทาผดิ ครูชมเชยนกั เรียนเมื่อนกั เรียนมีพฤติกรรมดี ตารวจจบั บุคคลที่ขบั รถผดิ กฎจราจรหรือ การที่มีการประกาศพอ่ แม่ดีเด่น ครูดีเด่นประจาปี เป็นตน้ จากตวั อยา่ งท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ จะเห็นได้ วา่ บุคคลตา่ งๆ ในสงั คมไดพ้ ยายามท่ีจะคอยปรับและควบคุมพฤติกรมของบุคคลอื่นๆอยแู่ ลว้ เพยี งแตว่ า่ ไมเ่ ป็ นระบบระเบียบดีเท่าท่ีควรนนั่ เอง เนื่องจากบุคคลต่างๆ ในสงั คม มีอิทธิพลตอ่ การควบคุมและปรับพฤติกรรมของคนเราอยู่ ตลอดเวลา เทา่ กบั วา่ วธิ ีการปรับพฤติกรรมน้นั มิใช่สิ่งใหม่เลย และเม่ือเป็นเช่นน้ีการปรับ พฤติกรรมไม่น่าท่ีจะไดผ้ ล เพราะถา้ พิจารณาใหด้ ีจะพบวา่ ปัญหาตา่ งๆ ที่เกิดข้ึนในสงั คมก็ยงั คงมี

97 อยู่ ตวั เดก็ เองก็มีพฤติกรรมที่ไม่พงึ ประสงคอ์ ยมู่ าก แมว้ า่ ครูจะใชว้ ธิ ีการลงโทษแลว้ ก็ตาม ปลอบ แลว้ ก็ตามหรือแมแ้ ต่การให้รางวลั ดูเหมือนวา่ จะไม่ไดผ้ ลแทบท้งั สิ้น คาถามจึงอยทู่ ี่วา่ ถา้ การปรับ พฤติกรรมมีประสิทธิภาพดีจริงแลว้ ทาไมจึงไมไ่ ดผ้ ล ความจริงแลว้ ถา้ ลองวเิ คราะห์ดูจะพบวา่ เหตุที่ทาใหส้ งั คมปัจจุบนั ไม่ไดผ้ ล เพราะวา่ การ ปรับพฤติกรรมในสงั คมน้นั เป็นการปรับอยา่ งไมเ่ ป็นระบบ ผดู้ าเนินการปรับไมร่ ู้วา่ จะปรับใหเ้ ด็ก เป็นอะไร เช่น ตอ้ งการใหเ้ ด็กเป็นเด็กดีมีวนิ ยั ซื่อสัตย์ ส่ิงเหล่าน้ีจดั ไดว้ า่ เป็ นเป้ าหมายท่ีหละหลวม มาก เพราะไม่รู้วา่ จะถึงเป้ าหมายไดอ้ ยา่ งไรเหมือนกบั การนดั ใครสักคนหน่ึงไปพบกนั ท่ีสวน ลุมพินี คงจะไมม่ ีโอกาสเจอกนั อยา่ งแน่นอนถา้ ไมม่ ีการกาหนดวา่ พบกนั ท่ีประตูดา้ นใดของสวน ลุมพนิ ี นอกจากน้ีวธิ ีการดาเนินการปรับพฤติกรรรมในสังคมยงั คงทาไม่สม่าเสมอ นน่ั คือบางคร้ัง ก็ทา บางคร้ังก็ไมท่ า บุคคลท่ีแสดงพฤติกรรมจึงเกิดความคิดสับสนไม่รู้วา่ ควรจะทาตวั อยา่ งไรดี เช่น บางคร้ังเดก็ ทาผดิ แม่ตี แต่บางคร้ังเด็กทาผดิ อยา่ งเดียวกนั แมก่ ลบั ไม่ตี แลว้ อยา่ งน้ีเดก็ จะรู้ได้ อยา่ งไรวา่ ควรจะปฏิบตั ิตนเช่นใดดี ซ่ึงแน่นอนละถา้ ครูสามารถจดั เป็นระบบไดแ้ ละทาไดอ้ ยา่ ง สม่าเสมอ ปัญหาพฤติกรรมของเด็กก็จะหมดไป การปรับพฤติกรรมเป็ นวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ ไดม้ ีการทดลองและพสิ ูจน์มาแลว้ วา่ ไดผ้ ล ไมว่ า่ จะใชก้ บั เดก็ ปกติหรือไม่ปกติ เด็กหรือผใู้ หญ่ เน่ืองจากทุกวธิ ีการของการปรับพฤติกรรมได้ ผา่ นข้นั ตอนและวธิ ีการวิจยั มาเป็นช่วงระยะเวลาอนั ยาวนาน ผลที่ไดจ้ ากการวจิ ยั เป็นขอ้ พสิ ูจนไ์ ดด้ ี วา่ วธิ ีการปรับพฤติกรรมนบั วา่ เป็นวธิ ีการหน่ึงที่ใชไ้ ดผ้ ลในการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของบุคคล วธิ ีการปรับพฤติกรรมน้นั จะมุง่ เฉพาะท่ีพฤติกรรมท่ีสังเกตเห็นไดห้ รือที่วดั ไดเ้ ทา่ น้นั เช่น พฤติกรรมการเขา้ ช้นั เรียนตรงเวลา พฤติกรรมการตีเพ่ือน พฤติกรรมการแต่งตวั ถูกระเบียบของ โรงเรียน หรือพฤติกรรมการคิดอยา่ งมีเหตุผลเป็นตน้ นกั ปรับพฤติกรรมจะไมใ่ ชค้ าวา่ เดก็ ฉลาด เด็กเกเรหรือแมก้ ระทงั่ เด็กกา้ วร้าง โดยปราศจากการอธิบายในเชิงพฤติกรรม ซ่ึงคาเหล่าน้ีจดั ไดว้ า่ เป็นการตีตรา เป็นคาท่ีไมม่ ีประโยชน์ในการนามาใชใ้ นการต้งั เป้ าหมายการปรับพฤติกรรม เน่ืองจากวา่ ทุกคนจะรับรู้คาเหล่าน้ีแตกต่างกนั ออกไปและถา้ ใชค้ าเหล่าน้ีมากๆ และถา้ ใชค้ าเหล่าน้ี มากๆ จะทาใหผ้ ทู้ ี่ถูกตีตราจะพยายามทาใหส้ อดคลอ้ งกบั การถูกตีตราเช่น ถา้ เราตีตราเด็กวา่ เป็น เด็กเกเร เด็กอาจจะทาตามความคาดหวงั ของสงั คมเลยเกเรจริงๆ ข้ึนมาได้ ดงั น้นั การปรับ พฤติกรรมจึงไม่นิยมใชค้ าที่มีลกั ษณะเป็นการตีตรา แต่จะกาหนดใหเ้ จาะจงลงไป ขนาดท่ีคนต้งั แต่ 2 คนสามารถท่ีจะเห็นไดต้ รงกนั และถา้ ะเดก็ มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปแลว้ จะทาใหเ้ ห็นอยา่ งชดั เจน วา่ เปล่ียนไปในทิศทางใด ที่แน่นอนคือเมื่อกาหนดพฤติกรรมท่ีชดั เจนแลว้ ยอ่ มทาใหผ้ ดู้ าเนินการ ปรับพฤติกรรมไดร้ ู้อีกดว้ ยวา่ เป้ าหมายน้นั ไดบ้ รรลุแลว้ หรือยงั อนั เป็นการง่ายต่อการประเมินผล อีกดว้ ย

98 พฤติกรรมเกิดขึ้นได้อย่างไร นกั จิตวทิ ยากลุ่มพฤติกรรมนิยม มีความเช่ือวา่ พฤติกรรมส่วนใหญข่ องคนเราน้นั เกิดจาก การเรียนรู้ โดยที่มนุษยเ์ ราอาจจะเรียนรู้ไดใ้ นสามลกั ษณะดว้ ยกนั คือ 1. การเรียนรู้อนั เน่ืองมาจากสิ่งเร้า การเรียนรู้เช่นน้ีมกั จะเกิดข้ึนจากการเรียนรู้ของ พฤติกรรมที่บุคคลไมส่ ามารถควบคุมไดเ้ ช่น ความกลวั ความวติ กกงั วล เป็นตน้ ซ่ึงเป็นการ เรียนรู้เนื่องมาจากสิ่งเร้าน้นั เองเช่น เวลาใกลส้ อบ(ส่ิงเร้า) ทาใหเ้ กิดความวติ กกงั วลกลวั วา่ จะสอบ ไม่ไดเ้ ป็นตน้ หรือเห็นอาหารท่ีชอบ(ส่ิงเร้า) และทาใหเ้ กิดน้าลายไหล พฤติกรรมดงั กล่าวน้ียากแก่ การควบคุมเพราะเกิดข้ึนโดยอตั โนมตั ิแต่ถา้ บุคคลรู้ก่อนวา่ เป็นเพราะวา่ ส่ิงเร้าใดก็อาจจะสามารถ แกป้ ัญหาของส่ิงเร้าน้นั ไดโ้ ดยอาจท่ีจะตดั ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่ิงเร้าน้นั กบั พฤติกรรมการ ตอบสนองเสีย การตอบสนองท่ีไมส่ ามารถควบคุมไดก้ ็จะไมเ่ กิดข้ึน 2. การเรียนรู้ในลกั ษณะท่ีสองคือ การเรียนรู้จากเงื่อนไขผลกรรม นน่ั คือพฤติกรรม ใดที่บุคคลกระทาในสงั คม ผลกรรมท่ีตามมาจะเป็นตวั กาหนดการเกิดข้ึนหรือการไมเ่ กิดข้ึนของ พฤติกรรมน้นั อีกในสภาพที่คลา้ ยคลึงกนั ซ่ึงผลกรรมที่ทาใหพ้ ฤติกรรมน้นั เกิดข้ึนซ้าอีกในสภาพท่ี คลา้ ยคลึงกนั เรียกวา่ ตวั เสริมแรง และผลกรรมท่ีไม่ทาใหพ้ ฤติกรรมน้นั เกิดข้ึนอีกเรียกวา่ การ ลงโทษเช่น การที่เด็กทาการบา้ นส่งครูตรงเวลาแลว้ ครูชมเดก็ เป็นการใหผ้ ลกรรมต่อพฤติกรรม การส่งงานตรงเวลา ผลปรากฎวา่ เด็กส่งงานตรงเวลาตลอดมา แสดงวา่ การชมคือการใหก้ าร เสริมแรงนน่ั เอง ในขณะเดียวกนั ถา้ เด็กกระทาผดิ กฎของโรงเรียนแลว้ ครูตี เด็กไม่กระทาผดิ ระเบียบอีกเลย การตีเด็กกถ็ ือวา่ เป็นการลงโทษ ซ่ึงเงื่อนไขการเสริมแรงจะตอ้ งใหส้ ่ิงที่เด็กชอบ แลว้ พฤติกรรมเพิ่มข้ึนและเง่ือนไขการลงโทษเป็นการใหส้ ่ิงที่เดก็ ไมช่ อบแลว้ พฤติกรรมถูกระงบั ลง นอกจากน้ียงั มีผลกรรมอีกชนิดหน่ึงเรียนวา่ การหยดุ ย้งั เป็นการยตุ ิการใหก้ าร เสริมแรงต่อพฤติกรรมท่ีเคยไดร้ ับการเสริมแรงมาแลว้ เช่น การท่ีเด็กทาตวั เป็ นตวั ตลกในช้นั เรียน แลว้ เพอื่ นชอบใจ ถา้ ต่อมาเด็กทาตวั ตลกอีกแลว้ เพ่ือนไม่สนใจแสดงวา่ เพ่ือนไดใ้ ชก้ ารหยดุ ย้งั แลว้ การหยดุ ย้งั น้นั ถา้ ใชอ้ ยา่ งเหมาะสมจะทาใหพ้ ฤติกรรมท่ีถูกหยดุ ย้งั น้นั ลดลง 3. การเรียนรู้ในลกั ษณะสุดทา้ ยคือ การเรียนรู้โดยผา่ นตวั แบบ เป็นการเรียนรู้ที่ บุคคลสงั เกตจากพฤติกรรมของตวั แบบ ซ่ึงอาจเป็ นบุคคลที่มีชื่อเสียง ครู ผปู้ กครองหรือแมแ้ ต่ เพือ่ นๆ ก็ตาม โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ เมื่อเห็นตวั แบบแสดงพฤติกรรมบา้ งอยา่ งแลว้ ไดร้ ับการเสริมแรง แนวโนม้ ท่ีจะลอกเลียนแบบพฤติกรรมของตวั แบบน้นั จะมีสูงในขณะเดียวกนั ถา้ ตวั แบบแสดง พฤติกรรมบางอยา่ งแลว้ ไดร้ ับการลงโทษจะเห็นไดว้ า่ บุคคลจะไม่เลียนแบบพฤติกรรมน้นั หลกั การเรียนรู้โดยผา่ นตวั แบบน้ีไดน้ ามาใชก้ นั อยา่ งมากมายในสังคมของเรา ดงั จะเห็นไดจ้ ากใน

99 รายการโทรทศั น์ท่ีมีการจดั รายการเราไม่ทาผิดกฎจราจร ตาวเิ ศษ การป้ องกนั เอดส์ การเลิกสูบ บุหร่ี เป็ นตน้ วิธีปรบั พฤติกรรม จากลกั ษณะของการเรียนรู้ท้งั สามดงั ท่ีไดก้ ล่าวมาแลว้ ถา้ ตอ้ งการจะปรับพฤติกรรมก็ จะทาไดโ้ ดยการสร้างการเรียนรู้ใหม่ใหก้ บั เดก็ โดยที่อาจจะเปลี่ยนสิ่งเร้าใหม่ สร้างเงื่อนไขผล กรรมใหม่โดยอาจจะใหก้ ารลงโทษ เพ่ือใหย้ ตุ ิพฤติกรรมหรือการเสริมแรงเพือ่ เพิ่มพฤติกรรมท่ีพึง ประสงคห์ รือสร้างตวั แบบที่เหมาะสมเพื่อใหเ้ ดก็ ลอกเลียนแบบจากตวั แบบน้นั โดยท่ีตวั แบบ อาจจะเป็ นตวั แบบจริงหรือตวั แบบท่ีเป็นสัญลกั ษณ์ เช่น จากโทรทศั น์ หนงั สือพมิ พ์ นิยาย การ์ตนู เป็นตน้ การปรับพฤติกรรมมีวธิ ีการตา่ งๆ หลายวธิ ีเช่น 1. การใชก้ ารเสริมแรงทางบวก การใชก้ ารเสริมแรงทางบวกจดั ไดว้ า่ เป็ นวธิ ีการท่ีดีที่สุดในการเสริมสร้างและปรับ พฤติกรรมของเด็ก อีกท้งั เป็ นวธิ ีการท่ีใชไ้ ดง้ ่าย เกณฑใ์ นการใชเ้ สริมแรงทางบวกมีดงั น้ี 1. ตอ้ งใหก้ ารเสริมแรงทนั ทีที่พฤติกรรมเป้ าหมายเกิดข้ึน 2. เดก็ แตล่ ะคนอาจจะชอบตวั เสริมแรงที่แตกต่างกนั ดงั น้นั ครูจะตอ้ งเลือกชนิดของ ตวั เสริมแรงให้เหมาะสมกบั ความตอ้ งการของเด็กแตล่ ะคน 3. ขนาดของตวั เสริมแรงที่ใหม้ ีผลเช่นกนั ถา้ ใหต้ วั เสริมแรงนอ้ ยไปจะไมม่ ีผล แตถ่ า้ ใหม้ ากเกินไปเดก็ อาจจะติดอยกู่ บั ตวั เสริมแรงได้ ดงั น้นั ครูจะตอ้ งใหก้ ารเสริมแรงใหพ้ อเหมาะกบั ความตอ้ งการของเด็กแต่ละคน 4. วธิ ีการใหก้ ารเสริมแรงน้นั จะตอ้ งใหด้ ว้ ยความจริงใจ มิใช่เสแสร้งหรือให้อยา่ งไม่ เตม็ ใจ เพราะถา้ ทาเช่นน้นั แลว้ นอกจากจะไม่ไดผ้ ลยงั ก่อใหเ้ กิดปัญหาอีกดว้ ย 5. เม่ือใหก้ ารเสริมแรงจะตอ้ งบอกเด็กดว้ ยวา่ ใหก้ ารเสริมแรงต่อพฤติกรรมใด อนั จะ เป็นผลทาใหเ้ ดก็ แสดงพฤติกรรมน้นั เพิม่ มากข้ึนเช่น “พวกเธอทางานเสร็จทนั เวลากนั ทุกคน ครูภูมิใจมากเอาละ ครูใหเ้ วลาวา่ ง พวกเธอ 10 นาที ทาในสิ่งท่ีพวกเธอตอ้ งการ” แตอ่ ยา่ งไดบ้ อกถึงการเสริมแรงก่อนการบอกพฤติกรรมเป็ นอนั ขาด เพราะจะทาใหเ้ ด็กติด อยกู่ บั ตวั เสริมแรงน้นั 6. ในการวางเงื่อนไขในการเสริมแรงน้นั ครูจะตอ้ งวางเงื่อนไขแบบค่อยเป็นค่อยไป

100 อยา่ ไดห้ วงั ผลเลิศในเวลาอนั ส้ัน เพราะนอกจากจะไมไ่ ดผ้ ลแลว้ ยงั จะก่อใหเ้ กิดปัญหาทางอารมณ์ แก่เดก็ อีกดว้ ย เมื่อเดก็ ไม่สามารถทาไดต้ ามเงื่อนไขท่ีต้งั ไว้ เช่น การที่เด็กไม่เคยส่งงานตรงเวลา เลย แลว้ ครูวางเง่ือนไขใหเ้ ด็กส่งงานตรงเวลาทุกคร้ังเลยทนั ที การวางเง่ือนไขแบบน้ีอยบู่ นฐาน ของความไม่เป็ นจริง โอกาสที่จะสาเร็จน้นั เป็ นไปไดย้ าก ดงั น้นั การวางเงื่อนไขจริงตอ้ งวางอยา่ ง ค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจจะเร่ิมจากการวางเงื่อนไขใหเ้ ดก็ ส่งงานตรงเวลาประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ของงานที่ครูมอบหมายใหท้ า เมื่อเดก็ สามารถทาตามเงื่อนไขน้นั ไดแ้ ลว้ ครูจะตอ้ งคอ่ ยๆ เพม่ิ เง่ือนไขข้ึนไปเรื่อยๆ จนกวา่ จะบรรลุเป้ าหมายท่ีต้งั ไว้ ซ่ึงการทาเช่นน้ีจะทาใหโ้ ปรแกรมการปรับ พฤติกรรมมีโอกาสจะประสบความสาเร็จไดม้ ากที่เดียว ตวั เสริมแรงทางบวกท่ีควรใช้ การเสริมแรงทางสังคม การเสริมแรงทางสงั คมอาจทาไดใ้ นสองลกั ษณะดว้ ย กนั ไดแ้ ก่ การใชค้ าพดู ชมเชยและการใชภ้ าษาท่าทาง ความจริงแลว้ การเสริมแรงทางสังคมควร จะตอ้ งใชว้ ธิ ีการท้งั สองลกั ษณะน้ีผสมผสานกนั จะทาใหไ้ ดผ้ ลดียง่ิ ข้ึน คาพดู ที่ควรจะใชใ้ นการเสริมแรงเด็กอาจจะมีลกั ษณะที่เป็นคาทว่ั ไปเช่น คาวา่ ดีมาก เก่งมาก ภูมิใจ หรือน่ารักมาก เป็นตน้ นอกจากน้ีคาพดู ร่วมสมยั อาจนามาใชไ้ ดเ้ หมาะกบั เวลาและโอกาส เมื่อครูใชค้ าพดู ชมเชยครูจะตอ้ งใหท้ า่ ทางของครูน้นั มีลกั ษณะสอดคลอ้ งกบั คาพดู อีกดว้ ย มิใช่วา่ พดู ชมเชย แตท่ า่ ทางเหมือนกบั วา่ ไม่พอใจ ซ่ึงการท่ีคาพดู กบั ทา่ ทางขดั กนั เดก็ จะ มีความรู้สึกวา่ ถูกถากถางหรือเยาะเยย้ จะทาใหก้ ารเสริมแรงของครูกลายเป็นการลงโทษไป นอกจากน้ีเมื่อครูใชก้ ารเสริมแรงทางสังคมในลกั ษณะของการพดู ชมเชยน้นั ครูจะตอ้ งเนน้ ที่ พฤติกรรม อยา่ ไดช้ มเชยลอยๆ เพราะจะไมท่ าใหเ้ ด็กรู้วา่ ตนเองไดร้ ับคาชมเชยเพราะอะไร เช่น บอกวา่ “เธอเขา้ ช้นั ตรงเวลามาก ครูภูมิใจจริงๆ” แทนท่ีจะบอกวา่ “วนั น้ีพวกเธอน่ารักมาก” ส่วนการใชภ้ าษาทา่ ทางน้นั ใชไ้ ดง้ ่าย ประหยดั และมีประสิทธิภาพอยา่ งมาก ถา้ ใชไ้ ดถ้ ูกตอ้ งตามเงื่อนไข แตก่ ็เป็นท่ีน่าประหลาดใจอยา่ งมากท่ีครูส่วนใหญ่ยงั ไม่นิยมใช้ แต่ มกั จะนิยมใชก้ ารดุวา่ แทน ซ่ึงถา้ ครูจะลองเปลี่ยนมาเป็ นการชมเชยเด็ก เม่ือเด็กทาดีและไมใ่ ส่ใจ เม่ือเด็กทาไม่ดี พฤติกรรมของเดก็ จะเปลี่ยนมาในทางท่ีดี แต่จะตอ้ งระวงั ไวว้ า่ อยา่ ไดใ้ ชค้ าพดู ชมเชยในรูปแบบของการเสียดสีอยา่ งเดด็ ขาด เพราะทาใหค้ ุณค่าของตวั เสริมแรงทางสงั คมหมดลง ไปทนั ที


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook