Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรสถานศึกษา ระดับประถมศึกษา 1/65

หลักสูตรสถานศึกษา ระดับประถมศึกษา 1/65

Published by กศน. ตําบลซับน้อย, 2022-10-16 15:15:58

Description: หลักสูตรสถานศึกษา ระดับประถมศึกษา กศนอ.วิเชียรบุรี

Search

Read the Text Version

1 หลกั สตู รสถานศึกษา “ระดับประถมศึกษา” ตามหลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบ ระดับการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551

2 บรบิ ทพน้ื ฐาน ประวัติความเป็นมาของจังหวดั เพชรบูรณ์ จงั หวัดเพชรบูรณ์เป็นจังหวัดท่ีจังหวัดเพชรบูรณ์มีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ในเขตภาคเหนือตอนล่าง ของประเทศไทย ลักษณะทางกายภาพน้ันเป็นพื้นท่ีราบลุ่มแบบท้องกระทะ ประกอบด้วยเนินเขา ป่า และ ท่ีราบเป็นตอน ๆ สลับกันไป พ้ืนท่ีมีลักษณะลาดชันจากเหนือลงไปใต้ ตอนเหนือมีทิวเขาสูง ตอนกลางเป็น พื้นท่ีราบและมีเทือกเขาขนาบกันไปท้ังสองข้างมีลักษณะเป็นรูปเกือกม้า[1] มีแม่น้ำป่าสักเป็นแม่น้ำสาย สำคัญโดยไหลจากจงั หวัดเลย เพชรบูรณ์ ผ่านไปสูจ่ ังหวัดลพบุรี สระบุรี และพระนครศรอี ยุธยา ลงสู่แมน่ ้ำ เจา้ พระยา ตามลำดับ จึงส่งผลให้พน้ื ท่มี ีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ดนิ มีสภาพอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การ เพาะปลกู พืชทำการเกษตร รวมท้งั ส่งเสรมิ ปัจจัยการตง้ั ถน่ิ ฐานของมนษุ ยม์ าตง้ั แตอ่ ดตี ถึงปัจจุบนั กล่าวถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์เมืองเพชรบูรณ์น้ันเริ่มจาก ชื่อของจังหวัดเพชรบูรณ์ เม่ือคร้ัง โบราณน่าจะชื่อว่าเมือง “เพชบุระ” ตามที่ปรากฏในจารึกลานทองคำ ท่ีพบจากเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ วัดมหาธาตุ ซึ่งหมายถึงเมืองแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร แต่ในระยะหลังต่อมาแปรเปล่ียนเป็น “เพชรบูรณ์” กลายความหมายเป็นเมืองท่อี ดุ มด้วยเพชร และไดน้ ำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของตราสัญลกั ษณ์ประจำจังหวดั จากการศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่ผ่านมา พบว่ามีร่องรอยหลั กฐาน การตั้งถ่นิ ฐานของมนษุ ย์ในพ้ืนที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ปรากฏอยตู่ ั้งแตส่ มยั ก่อนประวตั ิศาสตร์เรอ่ื ยมา จนกระท่ัง ถึงในสมัยประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ท่ีมนุษย์ยังไม่รู้จักการใช้ตัวอักษร ในการบันทึก สื่อสารและถ่ายทอดนั้น พบว่ามนุษย์ในสมัยน้ัน มีการดำรงชีวิตอยู่ด้วยการหาตามธรรมชาติ อาศยั อย่ใู นถำ้ เพงิ ผา รูจ้ กั เพาะปลกู พืชบางชนิด เลี้ยงสัตว์ มีเทคโนโลยใี นการผลิตเครอื่ งมือเคร่ืองใช้แบบง่ายๆ เช่อื ในเร่ืองธรรมชาติ และมีประเพณีการฝังศพ จนกระท่งั พฒั นาข้ึนเป็นสังคมเมืองขนาดใหญแ่ ละมีเทคโนโลยี ในการผลติ ท่ซี ับซ้อนมากขึ้น เปน็ ลำดับ บริเวณที่ปรากฏร่องรอยในสมัยก่อนประวัติศาสตร์น้ัน พบหลายพ้ืนที่ของจังหวัด ได้แก่ ด้านทิศตะวันตกที่อำเภอวังโป่ง อำเภอชนแดน พบเคร่ืองมือเคร่ืองใช้ประเภทหินขัด เช่น กำไลหิน และ ขวานหิน กำหนดอายุอยู่ในราว 3,000 – 4,000 ปีมาแล้ว ด้านทิศใต้ที่อำเภอบึงสามพัน อำเภอวิเชียรบุรี และที่อำเภอศรเี ทพ ซง่ึ มีเมืองโบราณศรีเทพ เปน็ เมอื งท่มี พี ัฒนาการมาอยา่ งตอ่ เนอ่ื งยาวนาน รวมทั้งเป็นเมอื ง โบราณในยุคต้นประวัติศาสตร์ท่ีมีขนาดใหญ่และเก่าแก่ท่ีสุดในจังหวัดเพชรบูรณ์ มีอายุเก่าแก่ไปกว่า ๒,๐๐๐ ปี และยังถือได้ว่าแหล่งโบราณคดีที่พบบริเวณนี้มีวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับชุนชนโบราณ ในจังหวดั ลพบรุ แี ละบริเวณล่มุ แมน่ ้ำป่าสักอกี ดว้ ย บริเวณด้านทิศเหนือท่ีอำเภอหล่มสัก อำเภอหล่มเก่า และอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ในปัจจุบันได้พบ หลักฐานที่เก่ียวเน่ืองกับชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน ทั้งชิ้นส่วนโครงกระดูกมนุษย์ท่ีฝังร่วมกับ ส่ิงของเครื่องใช้ เคร่ืองประดับทำจากโลหะ แก้ว หิน และพบตะกรันโลหะ[2] ซ่ึงเป็นหลักฐานทางด้าน โลหกรรมในพ้ืนที่แถบนี้

3 ตอ่ มาเม่ือมนุษยร์ ู้จักการใช้ตัวอกั ษรแลว้ ได้ถอื วา่ เข้าสู่ช่วงสมยั ประวตั ศิ าสตร์ โดยอาจเริ่มนับตั้งแต่ สมยั ทร่ี ับวัฒนธรรมทวารวดี หลักฐานท่ีปรากฏชัดเจนในช่วงน้ีไดแ้ ก่ท่ีเมืองศรีเทพ ซงึ่ เป็นเมืองโบราณทีม่ ีคูน้ำ คันดินล้อมรอบ และมีร่องรอยการติดต่อสัมพันธ์กับแหล่งชุมชน ซึ่งมีวัฒนธรรมแบบทวารวดีในที่ราบลุ่ม แม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเจ้าพระยา มีศาสนสถานท่ีเป็นสถูปเจดีย์เนื่องในศาสนาพุทธ เช่น เขาคลังใน และเขา คลังนอก โบราณวัตถุที่เกี่ยวเน่ืองกับศาสนา ท้ังธรรมจักร พระพุทธรูป และพระโพธิสัตว์จำนวนมาก มีจารึกอักษรปัลลวะและหลังปัลลวะ จารึกเน้ือหาเก่ียวศาสน าเป็นส่วน ใหญ่ มีอายุอยู่ในช่วง 1,200 – 1,400 ปมี าแล้ว ในช่วงประมาณ 800 – 900 ปีมาแล้ว อิทธิพลของเขมรได้แผ่มาถึงเมืองศรีเทพเช่นเดียวกัน กับเมืองโบราณในเขตภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางของประเทศไทย มีรูปเคารพ และปราสาทอิทธิพลเขมรสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดู เช่น ปรางค์ศรีเทพ ปรางค์สองพี่น้อง และปรางค์ฤาษี จนกระท่ังถึงรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์แห่งเขมรที่แผ่ขยายอำนาจมาถึงยังดินแดนแถบน้ี เมอื งศรเี ทพก็เจริญอยู่เปน็ ชว่ งสุดทา้ ย และหลงั จากนัน้ รอ่ งรอยของเมืองเมืองนก้ี ไ็ ดข้ าดหายไป ในช่วงสมัยสุโขทัย เมืองเพ ชรบูรณ์ มีฐานะเป็นเมือ งแว่นแคว้นด้านตะวันออกเฉียงใต้ พอ่ ขุนรามคำแหงได้แผข่ ยายอาณาเขตอย่างกว้างขวาง ซ่งึ มขี ้อความตอนหน่ึงกล่าวถึงการแผ่ขยายมาถงึ พน้ื ท่ี ด้านตะวันออกของสุโขทัย ตามศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักท่ี 1 ด้านที่ 4 และศิลาจารึกหลักท่ี 93 วัดอโศการาม ด้านท่ี 2 พ.ศ. 1949 จากศิลาจารึกหลักท่ี 1 คำว่า “ลุมบาจาย” นั้น เช่ือว่าได้แก่เมืองหล่มเก่า และศิลาจารึกหลักท่ี 93 ค ำว่ า “วั ช ช ปุ ร ะ ” เชื่ อ ว่ าเป็ น เมื อ ง เพ ช ร บู ร ณ์ แ ส ด ง ให้ เห็ น ว่ าอ าณ าเข ต ข อ ง ก รุงสุ โข ทั ย ในสมยั พ่อขุนรามคำแหงมหาราชและสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทย (พ.ศ. 1911) มีเมืองเพชรบูรณ์เป็นรัฐสีมา [3] ก่อนท่ีกรุงสุโขทัยจะรุ่งเรืองขึ้นมาน้ัน จารึกสุโขทัยหลักท่ี 2 (จารึกวัดศรีชุม) ได้ปรากฏชื่อ พ่อขุนผาเมือง (โอรสพ่อขุนนาวนำถุม ผู้ครองเมืองราด) ร่วมกับพ่อขุนบางกลางหาว ทำการยึดเมืองสุโขทัย คืนจากขอมสมาสโขลญลำพง และได้ให้พ่อขุนบางกลางหาว เป็นกษัตริย์ครองเมืองสุโขทัยต่อไป ชาวเพชรบูรณ์จึงเคารพนับถือและได้สร้างอนุสาวรีย์ของท่านไว้ท่ีอำเภอหล่มสัก เพ่ือรำลึกถึงคุณความดี ของพระองค์สบื ไป หลักฐานทางโบราณคดีซ่ึงเป็นส่ิงช้ีชัดว่า \"เมืองเพชรบูรณ์\" เป็นรฐั สีมาของสุโขทัย ได้แก่ พระเจดีย์ ทรงดอกตูมหรือทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ของวัดมหาธาตุเมืองเพชรบูรณ์ เช่นเดียวกับวัดมหาธาตุของสุโขทัย เมืองอื่นๆ ซึ่งจัดว่าเป็นสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัยแท้ และในการขุดค้นทางโบราณคดีที่พระเจดีย์ทรงดอก บัวตูม วัดมหาธาตุ เมืองเพชรบูรณ์ ของกรมศิลปากร เม่ือ พ.ศ. 2510 ได้พ บศิลปวัตถุมากมาย เชน่ เคร่อื งสังคโลกของไทย และเครอื่ งถว้ ยกบั ตุ๊กตาจนี ใน สมั ยอ ยุธ ยา เมื องเพ ชร บู รณ์ ขึ้น กั บ ก รุงศรีอ ยุธ ยา ใน ช่ วงพ ร ะ บ รม ไตรโล ก น าถ (พ.ศ. 1991 - 2031) ได้กล่าวถึงศักดินาข้าราชการที่มียศสูงสุด มีศักดินาหนึ่งหมื่น หน่ึงในน้ัน ได้แก่

4 พระยาเพชรรตั น์สงคราม (ประจำเพชรบูรณ)์ และในช่วงเวลาเดียวกนั เมอื งศรีถมอรตั น์ (ศรีเทพ) ขึ้นทำเนยี บ เป็นหัวเมืองรวมอยู่ด้วย ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองเป็นที่ พระศรีถมอรัตน์ ตามชื่อเขาแก้วหรือ เขาถมอรัตน์ ซ่ึงเป็นเขาสำคัญของเมือง เมืองเพชรบูรณ์ยังถูกกล่าวถึงอีกหลายครั้งในฐานะหัวเมืองสำคัญ ดังปรากฏในพงศาวดารไทยรบพม่า สรุปความได้ว่าในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ถูกพระเจ้าหงสาวดี บุเรงนองแห่งพม่ายกทัพมาตี ได้มีกองทัพจากพระไชยเชษฐาธิราชแห่งนครเวียงจันทน์ในฐานะพันธมิตร ยกทัพมาช่วยทางดา่ นนครไทย เขา้ มาทางเมอื งเพชรบูรณ์ ในสมัยพระมหาธรรมราชา เกิดเหตุการณ์พระยาละแวกเจา้ แผ่นดินเขมร ยกทพั มารุกรานหลายคร้ัง ในพ.ศ.2125 พระยาละแวกส่งทัพโดยมีพระทศราชาและพระสุรินทรราชาเข้าตีเมืองนครราชสีมา เมือ่ ไดแ้ ล้วจึงเตรียมเคล่ือนทพั ไปตีเมืองสระบุรี ในคราวนั้นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไดใ้ หพ้ ระศรีถมอรัตน์ (เจ้าเมืองศรีเทพ สมัยน้ันเรียกว่าเมืองท่าโรง) และพระชัยบุรี (เจ้าเมืองชัยบาดาล) เป็นผู้นำกองทัพหัวเมือง เขา้ ร่วมขับไล่ข้าศึกจนแตกพ่ายไป สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวิเคราะห์ว่า เมืองเพชรบูรณ์สร้างข้ึนมา 2 ยุคบนบริเวณ เดียวกัน ยุคแรกคงอยู่ในเวลาที่เมืองสุโขทัยหรือพิษณุโลกเป็นศูนย์กลางการปกครอง เพราะสร้างเมือง เอาลำน้ำป่าสักไว้กลางเมืองลักษณะเดียวกับเมืองพิษณุโลก แนวกำแพงเมืองกว้างยาวด้านละ 800 เมตร ยุคที่ 2 น่าจะสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ด้วยมีป้อมและกำแพงลักษณะ เดียวกบั ป้อมกำแพงเมืองท่สี รา้ งที่ลพบุรี เปน็ แต่รน่ แนวกำแพงเมอื งเลก็ ลงกวา่ เดมิ [4] สมยั กรุงธนบรุ ี พ.ศ. 2318 กองทพั พมา่ โดยอะแซหวุ่นกี้ ยกทัพมาตีกรุงธนบรุ ี ได้ล้อมเมืองพิษณโุ ลก ไว้ เจ้าพระยาจักรี (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) และเจ้าพระยาสุรสีห์ ได้ตฝี า่ นำทัพออกมาได้ และมาชุมนุมพกั ทัพสะสมเสบยี งที่เมอื งเพชรบูรณ์ ในช่วงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ชื่อเมืองเพชรบูรณ์และศรีเทพ (สีเทพ) ยังปรากฏในเอกสารสมุด ไทยดำใบบอกขา่ วการสวรรคตของรชั กาลท่ี 2 ในฐานะหัวเมอื งขนึ้ กรมมหาดไทย ในสมัยรัชกาลที่ 3 มกี ารยกฐานะของเมืองและเปล่ยี นชื่อเมืองจากศรีเทพเป็นวเิ ชยี รบรุ ี และสร้าง เมืองหล่มสักข้ึน โดยสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพสันนิษฐานว่า เดิมบรเิ วณหลม่ เก่ามี “เมืองลม” หรือ “เมืองหล่ม” ในสมัยสุโขทัยซ่ึงเป็นเมืองท่ีชาวเวียงจันทน์และหลวงพระบางมาอาศัยอยู่จำนวนมาก ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการเปล่ียนแปลงนามเจ้าเมืองเพชรบูรณ์และเมืองวิเชียรบุรี ซ่ึงใช้ช่ือเดิมมา แตส่ มยั อยธุ ยา ในสมัยรัชกาลท่ี 5 ปี มีการรวบรวมหัวเมืองตามชายแดนท่ีสำคัญตั้งเป็นเขตการปกครองใหม่ ขึ้นเป็นมณฑล ในปีพ.ศ. 2442 มณฑลเพชรบูรณ์ได้ต้ังขึ้นเป็นอิสระเน่ืองจากท้องท่ีมีภูเขาล้อมรอบ การคมนาคมกับมณฑลอื่นไม่สะดวก ลำบากแก่การติดต่อราชการ และโอนเมืองหล่มสัก อำเภอหล่มเก่า อำเภอวังสะพงุ มาขน้ึ กับมณฑลเพชรบรู ณ์ ยุบเมืองวิเชียรบรุ ีเป็นอำเภอ โอนอำเภอบัวชุม อำเภอชัยบาดาล ขึ้นกับเมืองเพชรบูรณ์ มณฑลเพชรบูรณ์จึงมีสองเมือง คือ หล่มสัก กับเพชรบูรณ์[5] ผู้บริหารราชการ เป็นตำแหน่งขา้ หลวงเทศาภิบาล ผู้ดำรงตำแหน่งคนแรก คือ พระยาเพชรรัตน์สงคราม (เฟอ่ื ง)

5 พ.ศ. 2447 ได้ยุบมณฑ ลเพชรบูรณ์ และได้ตั้งเป็นมณ ฑลอีกในปี พ.ศ. 2450 และได้ยุบอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2459 จังหวัดเพชรบูรณ์ในขณะนั้นมี 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอวัดป่า(หล่มสัก) อำเภอวิเชยี รบุรี และกง่ิ อำเภอชนแดน[๖] จนกระท่ัง พ.ศ. 2476 ได้ยกเลกิ มณฑลตา่ ง ๆท่วั ประเทศ ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีหลักฐานเอกสารแสดงให้เห็นว่า ทุกอำเภอมีคนหลายเชื้อชาติอาศัย อยูค่ ละกนั ไป ทง้ั ชาวจีน พม่า ลาว เขมร เง้ยี ว แขก มอญ มอี าชีพทำไร่ยาสบู ทำนา ทำไร่ออ้ ย และเล้ยี งไหม ช่วงปลายสงครามโลกคร้ังที่ 2 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พบิ ูลสงคราม ปี พ.ศ. 2486 ได้วางแผน การจัดสร้างนครบาลเพชรบูรณ์ เพื่อเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ แทนกรุงเทพฯ โดยให้กรุงเทพฯเป็นเมืองท่า ในขณะเดียวกันก็ใช้เพชรบูรณ์เป็นฐานทัพในการขับไล่ญ่ีปุ่นด้วย และต้ังอยู่ในทำเลที่เหมาะสม ห่างจาก กรุงเทพ 346 กิโลเมตร สามารถตดิ ต่อกับประเทศจนี โดยผ่านพม่าและลาวได้สะดวกเช่นกัน นอกจากน้ีแล้ว หากเกิดเหตุการณ์ในภาวะสงคราม การขัดแย้งระหว่างประเทศ ญ่ีปุ่น สหรัฐอเมริกา และอังกฤษในขณะน้ัน เพชรบูรณ์จะเป็นสถานท่ีทีป่ ลอดภัย แตเ่ นื่องจากระเบียบการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ไมผ่ ่านความเห็นชอบ จากสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ต้องยกเลิกไป แต่อย่างไรก็ตามได้มีการพัฒนาปรับปรุง และสร้างส่ิงอำนวย ความสะดวกท้ังอาคารสถานที่ขึ้นมากมายในจังหวัดเพชรบูรณ์ ณ ช่วงเวลาน้ี และทำให้เป็นที่รู้จักอย่าง กว้างขวางข้นึ ในชว่ งระหว่างปี พ.ศ. 2510 – 2525 บรเิ วณพื้นที่รอยต่อ 3 จงั หวัด (เพชรบูรณ์ พิษณุโลก และเลย) พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยท่ีต้องการยึดอำนาจและเปล่ียนแปลงการปกครอง ได้แทรกซึมและ ครอบครอง มีผูก้ ่อการร้ายเข้าต่อสู้กับฝ่ายรฐั บาล หลังจากที่สู้รบเป็นเวลา 14 ปีเศษ รัฐบาลจึงได้รับชัยชนะ ปัจจุบันจึงยังมีสถานที่หลงเหลืออยู่เป็นอนุสรณ์บนเทือกเขาค้อที่เคยเป็นสมรภูมิการสู้รบทางอุดมการณ์และ กลายเป็นสถานท่ที ่องเท่ียวอีกแห่งหนึ่งในปัจจุบัน หลังจากน้ันเมอื งเพชรบูรณ์ก็มีรปู แบบการปกครองดังเช่น ในปัจจบุ นั กล่าวโดยสรุปได้ว่า พ้ืนที่ของจังหวัดเพชรบูรณ์ มีหลักฐานการปรากฏอยู่ของชุมชนในแถบ ลุ่มแม่น้ำป่าสักมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย จากนั้นได้รับอารยธรรมจากภายนอก ได้แก่ วฒั นธรรมทวารวดีและวัฒนธรรมเขมรโบราณ ทำให้ชุมชนเหล่านน้ั มพี ัฒนาการด้านต่าง ๆ จนกลายเป็นสังคม เมืองขนาดใหญ่สืบมา เม่ือเข้าสู่ช่วงสมัยสุโขทัย เมืองเพชรบูรณ์มีฐานะเป็นเมืองแว่นแคว้นของกรุงสุโขทัย และในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีเมืองเพชรบูรณ์และเมืองศรีเทพเป็นเมืองสำคัญและต่อเนื่องจนถึง ช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงและแบ่งเขตการปกครองอีกหลายคร้ัง จนครั้งหน่ึง เมืองเพชรบูรณ์เกือบมีฐานะเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยแทนกรุงเทพฯ ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม และหลังจากนน้ั ไดม้ ีการปรับปรุงพฒั นาดา้ นตา่ ง ๆ มากมาย จนกระทง่ั เป็นเมืองเพชรบูรณ์ในปจั จบุ นั

6 นโยบายพัฒนาของจงั หวดั เพชรบรู ณ์ วิสัยทศั น์ : ดินแดนแหง่ ความสขุ ของคนอยู่และผ้มู าเยือน “จังหวดั เพชรบรู ณ์มงุ่ สง่ เสริมการเกษตรปลอดภยั ส่งเสรมิ การท่องเทย่ี วเชงิ อนรุ กั ษ์ท่ีใช้ศกั ยภาพทางธรรมชาตแิ ละวฒั นธรรมที่เปน็ จดุ เด่น พรอ้ มกบั การพัฒนายกระดับคุณภาพ ชวี ิตของประชาชนและสังคมอย่างยงั่ ยนื เพอื่ ใหไ้ ปสู่การเปน็ เมอื งแหง่ ความสขุ ของคนอยู่และผูม้ าเยือน” ยุทธศาสตร์จงั หวัดเพชรบูรณ์ ๑. การส่งเสรมิ เกษตรปลอดภยั และเกษตรอินทรีย์อยา่ งครบวงจร ๒. ส่งเสรมิ และพฒั นาการท่องเท่ียวเพอื่ สร้างสรรคม์ ลู ค่าเพ่ิม ๓. ยกระดับคณุ ภาพชีวิต และเสรมิ สร้างความม่นั คงอยา่ งเทา่ เทยี ม ๔. การบริหารจดั การทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ มอยา่ งยง่ั ยืน ๕. ยกระดบั ขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกจิ ขอ้ มลู อำเภอวิเชยี รบุรี สภาพภูมศิ าสตร์ ภูมิประเทศส่วนใหญ่ของอำเภอวิเชียรบุรี เป็นภูเขา และเทือกเขากระจายอยู่ทั่วไปทำให้สภาพภูมิ ประเทศประกอบด้วยเนินเขา และที่ราบสลับกันไป พื้นท่ีส่วนใหญ่เป็นเขตป่าสงวนแต่มีป่าไม้จำนวนน้อย มาก เน่ืองจากถูกบุกรุกทำลายลงอยา่ งมาก มีแม่น้ำป่าสักไหลผ่านกลางพ้ืนที่อำเภอจากเหนอื ลงใต้ แต่เดิม ใช้เป็นเส้นทางคมนาคม แต่ปจั จุบันใช้ประโยชน์ทางด้านกสิกรรม เน่อื งจากแม่นำ้ ป่าสกั มีความคดเค้ียวและ แคบทำใหม้ ักเกิดนำ้ ท่วมพนื้ ท่ี ริมฝัง่ แม่นำ้ จะตน้ื เขนิ ไมม่ ีนำ้ เพียงพอสำหรับใชใ้ นการเกษตร ประวตั คิ วามเป็นมาของอำเภอ อำเภอวิเชียรบุรี เดิมชื่อว่า \"เมืองท่าโรง\" ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรด เกล้า ให้เปล่ียนช่ือเป็นเมืองวิเชียรบุรี เรียกฐานะเป็นเมืองตรี ได้รวบรวมเมืองชัยบาดาลและเมืองบัวชุมขึ้น ตรงตอ่ เมืองวิเชียรบุรี จนกระท่ังเม่ือตั้งมณฑลเพชรบูรณ์ในสมัยสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้มีการ เปล่ียนแปลง โดยยกฐานะเมอื งวิเชียรบรุ เี ป็นอำเภอหนง่ึ ในจังหวดั เพชรบรู ณ์ เมือ่ ปี พ.ศ. 2441 ต่อมามีพระราชกฤษฎีกา ลงวันท่ี17 เมษายน 2482 เปล่ียนช่ืออำเภอวิเชียรบุรีเป็นอำเภอท่า โรง จนกระทั่งเมอ่ื วนั ที่ 2 พฤศจิกายน 2487 จึงได้กลับมาใชช้ ่ืออำเภอวิเชียรบุรี จนมาถึงทุกวันนี้ เมื่อนับถึงปี ปัจจบุ นั อำเภอวิเชยี รบุรีได้รับการยกฐานะเปน็ อำเภอมาเป็นเวลารวม 111 ปี อำเภอวิเชียรบุรี มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่สักการะของประชาชนชาวอำเภอวิเชียรบุรี และอำเภอ ใกลเ้ คียง คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยมปี ระวัตวิ า่ เมอ่ื ครัง้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชดำรงพระอิสริยศ เป็นสมเด็จพระอุปราชครองเมืองพิษณุโลก เมื่อปี พ.ศ. 2125 ได้เสด็จกรีฑาทัพมาปราบกบฏพระยา ละแวก พระองคท์ รงให้พระยาศรีถมอรัตน์เจ้าเมอื งวเิ ชียรบุรี และพระยาชยั บาดาลเจ้าเมืองชัยบาดาล เป็นทัพ

7 หน้าตีทัพกบฏพระยาละแวก สำหรับทัพหลวงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้เสดจ็ มาย้ังทัพท่ีเมืองวิเชียรบุรี ณ สถานที่ก่อสร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอวิเชยี รบรุ ใี นปัจจุบนั ตำแหน่งทต่ี ง้ั อำเภอวิเชยี รบุรี เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวดั เพชรบูรณ์ ตั้งอยูท่ างดา้ นทิศเหนอื ของอำเภอเมอื ง เพชรบูรณ์ ห่างจากจงั หวัดประมาณ 107 กิโลเมตร และหา่ งจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 250 กโิ ลเมตร อาณาเขต อำเภอวิเชียรบรุ ี มเี นอ้ื ที่ท้ังส้ิน ประมาณ 1,632.0 ตารางกโิ ลเมตร โดยมีอาณาเขตตดิ ตอ่ ดังต่อไปน้ี ทิศเหนือ ตดิ ตอ่ กบั เขตอำเภอบึงสามพนั จงั หวดั เพชรบูรณ์ ทศิ ใต้ ตดิ ต่อกบั เขตอำเภอศรเี ทพ จงั หวัดเพชรบรู ณ์และอำเภอโคกสำโรง จังหวดั ลพบุรี ทศิ ตะวันออก ติดต่อกับเขตอำเภอหนองบวั แดงและอำเภอภักดีชุมพล จังหวดั ชัยภมู ิ ทิศตะวันตก ตดิ ตอ่ กับเขตอำเภอไพศาลี จังหวดั นครสวรรค์

8 แผนที่อำเภอวิเชยี รบรุ ี ลักษณะภูมิอากาศ เนอื่ งจากพื้นทขี่ องจังหวดั มีภเู ขาล้อมรอบจึงทำให้อากาศร้อนจัดในฤดูร้อนหนาวจัดในฤดูหนาว โดยเฉพาะ พนื้ ทอี่ ำเภอน้ำหนาวอำเภอเขาคอ้ และอำเภอหลม่ เก่าจะมอี ากาศหนาวท่ีสุดพนื้ ทภ่ี เู ขาจะมีอากาศเย็นตลอดปี ในฤดรู ้อนและฤดฝู นอณุ หภมู ิสงู สดุ 36.8 องศาเซลเซยี สและตำ่ สุด18.1องศาเซลเซยี ส - ฤดูรอ้ นเรม่ิ ต้งั แต่เดอื นมนี าคมถงึ เดอื นเมษายน - ฤดูฝนเริ่มตัง้ แตเ่ ดอื นพฤษภาคมถงึ เดือนตลุ าคม - ฤดหู นาวเร่ิมตงั้ แตเ่ ดือนพฤศจกิ ายนถงึ เดือนกมุ ภาพันธ์ จงั หวัดเพชรบรู ณ์มีปริมาณนำ้ ฝนเพม่ิ ขน้ึ จาก 973.1 มิลลิเมตร ในปี พ.ศ. 2559 เปน็ 1,373.7 มิลลเิ มตร ในปี พ.ศ. 2560 โดยเมอื่ พจิ ารณาจำนวนวันทฝ่ี นตก พบว่า มีจำนวนวันท่ีฝนตกเพม่ิ ข้ึน ซง่ึ เปน็ ไปใน ทิศทางเดียวกับประเทศ และภาคเหนือ การปกครอง ข้อมลู การแบ่งเขตการปกครองอำเภอ 2559 จำนวน (แห่ง) อำเภอ ตำบล หมู่บา้ น เทศบาลเมอื ง เทศบาลตำบล อบต. อำเภอวิเชียรบรุ ี 14 189 1 1 14

9 ลักษณะประชากร อำเภอวิเชียรบุรี มีประชากรรวมทั้งส้นิ 132,126 คน สภาพเศรษฐกิจ การประกอบอาชีพ อาชพี เกษตรกรรมร้อยละ 80 อาชีพรบั ราชการรอ้ ยละ 5 อื่น ๆ ได้แก่ อาชพี คา้ ขาย อาชีพรับจา้ ง ประกอบธุรกิจสว่ นตัวรอ้ ยละ 15 ข้อมลู ณ เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2563) สภาพทางสงั คมและวัฒนธรรมสงิ่ สำคัญและสิ่งโดดเด่นในชมุ ชน สภาพสังคมของอำเภอกวิเชียรบุรี มีลักษณะเป็นสังคมเกษตรกรรม ประชาชนอยู่ร่วมกันด้วยความ เออื้ เฟื้อเผือ่ แผ่ อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง มวี ดั เปน็ ศูนย์ รวมจิตใจของประชาชน ขอ้ มลู สถานศกึ ษา ศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอำเภอวิเชียรบรุ ี ช่อื สถานศึกษา ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อำเภอวิเชยี รบุรี หมูท่ ี่ 13 ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชยี รบุรี จังหวัดเพชรบรู ณ์ รหสั ไปรษณีย์ 67130 เบอร์โทรศพั ท์ : 056 791 498 เว็บไซต์ : กศน.อำเภอวิเชียรบรุ ี E-mail : [email protected] ประวัติความเปน็ มาของสถานศึกษา ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอวิเชียรบุรี กระทรวงศกึ ษาธิการ โดยกรมการศึกษานอกโรงเรียน ได้ประกาศจัดต้ังศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน พร้อมกันท่ัวประเทศ จำนวน 789 แห่ง โดยอาศยั อำนาจตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2535 ประกอบกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาในสถานศึกษา สังกัดกรมการ ศึกษานอกโรงเรียน พ.ศ.2531 ข้อ 6 ในส่วนของอำเภอวิเชยี รบุรี มีช่ือว่า “ศนู ย์บริการการศกึ ษานอกโรงเรยี น อำเภอวิเชยี รบรุ ี”

10 สงั กัด ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอวิเชียรบุรี สังกัดสำนักงานส่งเสริม การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยจังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอธั ยาศยั สำนกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร กระทรวงศกึ ษาธิการ บุคลากร ประเภท/ตำแหนง่ จำนวนบุคลากร รวม ชาย หญิง 1 ผบู้ ริหาร 1- 2 ข้าราชการ ครู -2 - ข้าราชการ บรรณารักษ์ -- - ลกู จา้ งประจำ -- พนักงานราชการ 5 9 14 - ครู กศน.ตำบล - 11 - ครู อาสาสมัคร กศน. - 11 - นักจัดการงานทัว่ ไป ลูกจา้ งเหมาบรกิ าร 1 23 - ครู ศรช. - -- - ครูสอนคนพกิ าร 1 -1 - บรรณารกั ษ์ 1 -1 - เจา้ หน้าทบี่ นั ทึกข้อมูล 8 16 24 รวม

11 คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ทรงคณุ วุฒดิ ้านพัฒนาสงั คม ชมุ ชนและสิง่ แวดล้อม 1. นายอาคม หลาวเพช็ ร์ ประธานฯ 2. นายวทิ ยา รัตนมณี ผทู้ รงคณุ วุฒิด้านความมัน่ คง 3. นายสันทดั มีชาญเชีย่ ว กรรมการ 4. นายเย็น นาสิงคาร ผู้ทรงคณุ วุฒิดา้ นการศกึ ษา 5. นายพงษ์ศักด์ิ ทตั เศษ กรรมการ 6. นายพงคศ์ ักด์ิ ทองใจสด ผู้ทรงคุณวุฒดิ ้านวิทยาศาสตรเ์ ทคโนโลยีและสารสนเทศ 7. นายลำดวน เรียมปิติ กรรมการ 8. ดร.ภูมินทร์ คำหนัก ผู้ทรงคณุ วุฒิด้านศาสนา ศิลปะและวฒั นธรรม 9. นายเกรียงไกร วงศว์ ิริยชาติ กรรมการ ผ้ทู รงคณุ วุฒิดา้ นการเมืองการปกครอง ศนู ยก์ ารเรยี นชุมชน กรรมการ ผทู้ รงคณุ วุฒดิ า้ นภมู ิปญั ญาทอ้ งถ่ิน กรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิดา้ นสาธารณสขุ กรรมการ ผอู้ ำนวยการ กศน.อำเภอวเิ ชยี รบรุ ี กรรมการและเลขานุการ กศน.ตำบลทา่ โรง กศน.ตำบลทา่ โรง หมทู่ ่ี 10 ตำบลทา่ โรง นางสาวอรวรรณ อรญั เวทย์ กศน.ตำบลสระประดู่ กศน.ตำบลสามแยก อำเภอวเิ ชียรบรุ ี จงั หวดั เพชรบูรณ์ เบอร์โทร 092-994-2441 กศน.ตำบลโคกปรง 67130 องค์การบรหิ ารส่วนตำบลสระประดู่ นางเพชร แสงศรเี รอื ง หมูท่ ่ี 7 ตำบลสระประดู่ อำเภอวิเชยี รบรุ ี เบอรโ์ ทร 089-702-1063 จังหวดั เพชรบูรณ์ 67130 ศาลาบ้านดงเขม็ หมู่ที่ 3 ตำบลสามแยก นายมงคล เชอื้ บัณดษิ ฐ อำเภอวิเชยี รบรุ ี จงั หวดั เพชรบูรณ์ 67130 เบอรโ์ ทร 063-379-4913 ศนู ยเ์ รียนร้บู ้านนาสามัคคี หมู่ท่ี 8 นายปกรณ์เกยี รติ หยอยสระ ตำบลโคกปรง อำเภอวิเชยี รบรุ ี เบอร์โทร 098-687-2806 จังหวัดเพชรบูรณ์ 67130

12 กศน.ตำบลน้ำรอ้ น องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตำบลน้ำร้อน (หลงั เก่า) นายจเร มเี ดช กศน.ตำบลบอ่ รงั กศน.ตำบลพเุ ตย หมู่ท่ี 1 ตำบลน้ำร้อน อำเภอวิเชยี รบรุ ี เบอรโ์ ทร 087-201-3565 กศน.ตำบลพขุ าม กศน.ตำบลภูน้ำหยด จงั หวดั เพชรบูรณ์ 67130 กศน.ตำบลซบั สมบูรณ์ องค์การบรหิ ารสว่ นตำบลบอ่ รัง หมู่ที่ 20 นายไอยเรศ พรมแกว้ สี กศน.ตำบลบงึ กระจับ กศน.ตำบลวงั ใหญ่ ตำบลบ่อรัง อำเภอวิเชยี รบุรี จงั หวดั เบอรโ์ ทร 061-307-6165 กศน.ตำบลยางสาว เพชรบูรณ์ 67130 กศน.ตำบลซับนอ้ ย ศาลาอเนกประสงค์ หมูท่ ี่ 5 ตำบลพุเตย นางสาวกนั ตส์ ินี พลู สวสั ด์ิ อำเภอวเิ ชียรบุรี จงั หวัดเพชรบูรณ์ 67180 เบอร์โทร 092-621-7817 ศาลา SML หมู่ท่ี 4 บา้ นพขุ าม ตำบลพุขาม นางสาวรมติ า ชนสงู เนนิ อำเภอวเิ ชียรบรุ ี จงั หวดั เพชรบูรณ์ 67180 เบอร์โทร 084-814-6424 องค์การบรหิ ารส่วนตำบลภนู ้ำหยด นางสาวรจนา ชา่ งทอง หม่ทู ี่ 12 ตำบลภูนำ้ หยด อำเภอวิเชียรบรุ ี เบอรโ์ ทร 091-553-6236 จังหวัดเพชรบรู ณ์ 67180 องคก์ ารบริหารสว่ นตำบลซับสมบรู ณ์ นางสาวยพุ าพร พฒั นกานต์ (หลงั เก่า) หมู่ที่ 2 บ้านโพทะเล เบอรโ์ ทร 089-241-1887 ตำบลซบั สมบรู ณ์ อำเภอวิเชียรบุรี จงั หวัด เพชรบูรณ์ 67180 ศูนย์เด็กเล็ก (หลงั เก่า )หมทู่ ่ี 10 นางสาวเจมจติ ร บงุ้ จนั ทร์ ตำบลบึงกระจบั อำเภอวเิ ชยี รบุรี จังหวัด เบอรโ์ ทร 095-629-3542 เพชรบรู ณ์ 67130 องคก์ ารบริหารสว่ นตำบลวงั ใหญ่ นางสาวจนั ทนา บ้งุ จันทร์ หมทู่ ่ี 1 ตำบลวังใหญ่ อำเภอวเิ ชยี รบุรี เบอร์โทร 093-210-1778 จงั หวัดเพชรบูรณ์ 67180 องคก์ ารบริหารสว่ นตำบลยางสาว นายธวฒั ศักด์ิ ลาประดษิ ฐ์ (หลงั เกา่ ) หมู่ท่ี 4 บ้านโคกกรวด เบอร์โทร 062-292-7201 ตำบลยางสาว อำเภอวิเชยี รบรุ ี จังหวดั เพชรบรู ณ์ 67130 อาคารศนู ยเ์ ด็กเล็ก (เก่า) หมู่ท่ี 1 นางสาวอติญา กหี่ มน่ื เบอร์ ตำบลซบั น้อย อำเภอวิเชยี รบุรี โทร 061-158-6018 จังหวัดเพชรบรู ณ์ 67180

13 แหลง่ เรียนรู้ที่สำคญั ในชุมชน แหล่งเรยี นรู้ ด้าน ท่ีอยู่/เบอรโ์ ทรศัพท์ ผรู้ บั ผดิ ชอบ ใต้ทอ้ งทะเลดกึ ดำบรรพ์ ธรณีวทิ ยา หมู่ที่ 12 บ้านยางจ่า ตำบลภูนำ้ หยด องค์การบรหิ ารส่วนตำบล 240 ลา้ นปี ภนู ้ำหยด ประวตั ิศาสตร์ อำเภอวิเชียรบุรี จงั หวัดเพชรบูรณ์ ภูน้ำหยด ศาลสมเด็จพระนเรศวร ศาสนาและ หมทู่ ่ี 16 ตำบลทา่ โรง นายสรุ ัตน์ อานพรหม มหาราช วัฒนธรรม อำเภอวิเชียรบรุ ี จังหวัดเพชรบูรณ์ วัฒนธรรมอำเภอวเิ ชียรบุรี วัดวเิ ชยี รบำรุง เศรษฐกิจพอเพยี ง หมู่ท่ี 13 ตำบลทา่ โรง นายนพคุณ โพธสิ าร เศรษฐกจิ พอเพียง อำเภอวเิ ชยี รบรุ ี จังหวดั เพชรบรู ณ์ นายสนาม บุญชื่น สวนสำปะปิ หมู่ 7 บ้านคลองบง ตำบลนำ้ รอ้ น ศูนยเ์ รียนรู้เศรษฐกจิ เศรษฐกจิ พอเพียง อำเภอวเิ ชียรบุรี จงั หวดั เพชรบรู ณ์ นายลำดวน เรยี มปติ ิ พอเพยี ง ตำบลซับนอ้ ย หมทู่ ่ี 5 ตำบลซับนอ้ ย ศูนย์เรยี นรู้เศรษฐกิจ เศรษฐกิจพอเพยี ง อำเภอวเิ ชียรบรุ ี จังหวัดเพชรบรู ณ์ นายคำภรี ์ หงษ์คำ พอเพียงบา้ นหนองคล้า หมู่ที่ 8 บ้านหนองคลา้ ตำบลพเุ ตย เกษตรผสมผสาน อำเภอวเิ ชียรบรุ ี จังหวัดเพชรบูรณ์ นางกณกิ นนั ต์ เกสสกลุ สวนเกษตรอินทรยี ์ เกษตรผสมผสาน เบอร์โทร 085-2735372 นางชลพรรณ ทนทาน หมทู่ ่ี 5 บ้านบึงกระจบั ไร่เกสสกลุ พืชเศรษฐกจิ ตำบลบงึ กระจับ อำเภอวิเชยี รบรุ ี นายอภิชน วรรณี จังหวดั เพชรบูรณ์ สวนแพรฝ้าย หมทู่ ี่ 6 ตำบลซับสมบรู ณ์ อำเภอวิเชยี รบรุ ี จงั หวัดเพชรบรู ณ์ สวนภูผาลัม หมู่ท่ี 7 ตำบลซับสมบูรณ์ อำเภอวเิ ชยี รบุรี จังหวดั เพชรบูรณ์ หมูท่ ่ี 8 บ้านเตาถ่าน ตำบลบึงกระจบั อำเภอวเิ ชยี รบรุ ี จงั หวัดเพชรบูรณ์

14 เป้าหมายการจัดการศกึ ษา 1. ประชาชนผู้ดอ้ ย พลาด และขาดโอกาสทางการศกึ ษาได้รบั โอกาสทางการศกึ ษาในรปู แบบ การศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานท่ีมีคณุ ภาพ อย่างทั่วถึงและเทา่ เทยี ม 2. ประชาชนกลุ่มเป้าหมายพิเศษได้รบั โอกาสทางการศึกษาในรูปแบบการศึกษานอกระบบและ การศกึ ษาตามอธั ยาศัยทเี่ ปน็ ไปตามสภาพ ปญั หา และความตอ้ งการของแตล่ ะกล่มุ 3. ชุมชนมีสว่ นรว่ มในการขบั เคล่อื นกิจกรรมการเรยี นรู้ของชมุ ชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียงและปรชั ญาคดิ เปน็ อาทิ หม่บู า้ นตามรอยพระยุคลบาท หมูบ่ ้านแหง่ การอ่าน บา้ นหนงั สือชมุ ชน แหลง่ การเรยี นรู้ชุมชน 4. ประชาชนไดร้ ับการส่งเสริมกระบวนการเรยี นร้เู พื่อแกป้ ัญหาและพฒั นาคุณภาพชวี ติ และ เสริมสร้างความเขม้ แขง็ ให้กบั ชมุ ชน โดยมี กศน.ตำบล ศนู ย์การเรยี นชมุ ชน และแหล่งการเรยี นรู้อื่นใน ชมุ ชนเป็นกลไกในการจดั การเรยี นรู้ 5. ประชาชนไดร้ บั โอกาสในการเรียนรู้และมเี จตคตทิ างวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีทเ่ี หมาะสม สามารถประยกุ ตใ์ ชใ้ นการแกป้ ญั หา และพฒั นาคุณภาพชีวติ ได้อยา่ งสรา้ งสรรค์ 6. ชุมชนมกี ารจัดการความร้ขู องชมุ ชน เพ่ือพัฒนาไปสู่ความมัน่ คงและยัง่ ยนื ทางด้านเศรษฐกจิ สงั คม วฒั นธรรม ประวตั ศิ าสตร์ และสง่ิ แวดลอ้ ม 7. ชมุ ชนและทกุ ภาคสว่ น รว่ มเปน็ ภาคเี ครือขา่ ยในการจดั สง่ เสรมิ และสนับสนุนการดำเนินงาน การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย 8. หน่วยงานและสถานศึกษาพัฒนาและนำสอื่ เทคโนโลยีทางการศกึ ษา เทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร มาใช้ในการเพ่ิมโอกาสและยกระดบั คุณภาพในการจดั การเรียนรู้ 9. บุคลากรของหนว่ ยงานและสถานศกึ ษาไดร้ บั การพัฒนาเพื่อเพ่มิ สมรรถนะในการปฏบิ ัตงิ าน การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างทั่วถึง 10. หนว่ ยงานและสถานศึกษามีระบบการบริหารจัดการตามหลกั ธรรมาภิบาล ปรชั ญา “คดิ เปน็ ” ปรชั ญา “คิดเป็น” มแี นวคิดภายใต้ความเชือ่ ทว่ี ่า “คนเราสามารถพัฒนาการคิด การตัดสนิ ใจ ให้มี ประสทิ ธภิ าพสงู ขนึ้ ได้ ดว้ ยการฝึกทักษะ การใช้ข้อมูลทห่ี ลากหลายทั้งดา้ นตนเอง สงั คม ส่ิงแวดลอ้ ม และ วิชาการมาวเิ คราะห์ เชอ่ื มโยง สัมพนั ธ์ สร้างสรรค์ เปน็ แนวทาง วธิ กี าร สำหรับตนเอง แล้วประเมินตคี ่า ตดั สินใจเพื่อตนเอง และชุมชน สงั คม ซึ่งเป็นลักษณะของคน “คดิ เปน็ ” ปรัชญา “ ใฝเ่ รียน ใฝร่ ู้ คคู่ ุณธรรม ”

15 วสิ ยั ทัศน์ จัด ส่งเสริม สนับสนนุ และพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั ให้ประชาชนทุก กลุม่ ช่วงวยั เขา้ ถึงโอกาสการเรยี นรู้ทห่ี ลากหลายอยา่ งมีคุณภาพ นอ้ มนำหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ให้เกดิ สงั คมแหง่ การเรยี นรู้ตลอดชีวติ พันธกจิ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอวิเชียรบุรี จะจัดการศึกษาตาม พันธกิจ ดงั นี้ 1. จัดและสง่ เสรมิ การศกึ ษานอกโรงเรียนใหก้ ับผูพ้ ลาดโอกาสทางการศกึ ษา และประชาชนทวั่ ไป 2. ส่งเสรมิ การศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน การศึกษาตอ่ เนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัยใหก้ ับผู้รับบริการและ ประชาชนทัว่ ไป 3. จดั และสง่ เสริมการเรียนรโู้ ดยใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อให้บรกิ ารประชาชนท่วั ไป 4. จัดกระบวนการเรียนรู้เพ่ือพัฒ นาเศรษฐกิจพอเพียง ดำเนินการตามแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู วั ฯ 5. รณรงค์การจดั การศกึ ษาให้กบั ประชาชนทัว่ ไปใหไ้ ด้รับการศกึ ษา ของการศึกษานอกระบบและการศกึ ษา ตามอธั ยาศยั อยา่ งท่ัวถงึ หลกั การ 1. เป็นหลักสูตรท่ีมีโครงสร้างยืดหยุ่นด้านสาระการเรียนรู้ เวลาเรียน และการจัดการเรียนรู้ โดยเน้นการบูรณาการเนื้อหาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ความแตกต่างของบุคคล และชุมชน สังคม 2. ส่งเสรมิ ให้มีการเทียบโอนผลการเรยี นจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย 3. ส่งเสริมให้ผ้เู รยี นไดพ้ ัฒนาและเรยี นรู้อย่างต่อเนือ่ งตลอดชวี ติ โดยตระหนกั ว่าผู้เรยี นมีความสำคัญ สามารถพัฒนาตนเองได้ตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ 4. ส่งเสรมิ ให้ภาคเี ครอื ขา่ ยมีสว่ นรว่ มในการจัดการศกึ ษา จดุ หมาย หลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มงุ่ พฒั นาให้ผู้เรียน มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม มสี ติปญั ญา มคี ุณภาพชวี ิตที่ดี มีศกั ยภาพในการประกอบอาชีพ และการเรียนร้อู ย่าง ตอ่ เนื่อง ซ่งึ เป็นคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ทีต่ ้องการ จงึ กำหนดจดุ หมาย ดงั ตอ่ ไปน้ี 1. มคี ุณธรรม จริยธรรม ค่านยิ มทีด่ งี าม และสามารถอยู่รว่ มกันในสงั คมอยา่ งสันตสิ ุข 2. มคี วามรู้พน้ื ฐานสำหรับการดำรงชวี ิต และการเรยี นร้ตู อ่ เน่อื ง

16 3. มีความสามารถในการประกอบสัมมาอาชีพ ให้สอดคลอ้ งกับความสนใจ ความถนดั และตามทนั ความเปลยี่ นแปลงทางเศรษฐกิจ สงั คม และการเมือง 4. มที ักษะการดำเนินชีวติ ทีด่ ี และสามารถจัดการกับชีวิต ชมุ ชน สงั คม ไดอ้ ย่างมีความสขุ ตามปรชั ญา เศรษฐกจิ พอเพยี ง 5. มีความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาตไิ ทย ภูมใิ จในความเป็นไทย โดยเฉพาะภาษา ศลิ ปะ วฒั นธรรม ประเพณี กีฬา ภมู ิปัญญาไทย ความเป็นพลเมอื งดี ปฏิบตั ิตนตามหลกั ธรรมของศาสนา ยึดม่ันในวถิ ีชีวิต และ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมขุ 6. มจี ิตสำนกึ ในการอนรุ ักษ์ และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม 7. เปน็ บุคคลแห่งการเรียนรู้ มที ักษะในการแสวงหาความรู้ สามารถเข้าถงึ แหล่งเรียนรู้ และบรู ณาการ ความรู้มาใช้ในการพฒั นาตนเอง ครอบครวั ชุมชน สังคม และประเทศชาติ กลุ่มเป้าหมาย นกั ศกึ ษา ระดบั ประถมศึกษา ท่ีเข้าศกึ ษาภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 กรอบโครงสรา้ ง  ระดับการศกึ ษา ระดบั ประถมศกึ ษา  สาระการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรูป้ ระกอบดว้ ย 5 สาระ ดังน้ี 1. สาระทกั ษะการเรียนรู้ เปน็ สาระเก่ยี วกับการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง การใช้แหล่งเรยี นรู้ การจัดการความรู้ การคิดเป็น และการวิจัยอยา่ งง่าย 2. สาระความรูพ้ น้ื ฐาน เปน็ สาระเกี่ยวกบั ภาษาและการสอ่ื สาร คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์และ เทคโนโลยี 3. สาระการประกอบอาชพี เปน็ สาระเกยี่ วกบั การมองเห็นช่องทาง และการตัดสนิ ใจประกอบ อาชีพ ทกั ษะในอาชพี การจัดการอาชพี อยา่ งมคี ุณธรรม และการพฒั นาอาชีพใหม้ ่นั คง 4. สาระทกั ษะการดำเนนิ ชีวิต เปน็ สาระเกีย่ วกบั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง สขุ ภาพอนามยั และความปลอดภยั ในการดำเนินชวี ติ ศิลปะและสุนทรยี ภาพ 5. สาระการพัฒนาสงั คม เปน็ สาระทีเ่ กี่ยวกบั ภมู ิศาสตร์ ประวัตศิ าสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี หนา้ ทพ่ี ลเมอื ง และการพฒั นาตนเอง ครอบครวั ชมุ ชน สงั คม

17  กจิ กรรมพฒั นาคุณภาพชีวิต กจิ กรรมพัฒนาคุณภาพชวี ติ เปน็ กจิ กรรมทจี่ ัดข้นึ เพ่อื ให้ผู้เรียนพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน สงั คม  มาตรฐานการเรียนรู้ หลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กำหนดมาตรฐาน การเรียนรู้ ตามสาระการเรียนรทู้ ง้ั 5 สาระ ท่ีเป็นขอ้ กำหนดคุณภาพของผเู้ รียน ดังนี้ 1. มาตรฐานการเรยี นรกู้ ารศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาขน้ั พื้นฐาน เปน็ มาตรฐานการ เรยี นร้ใู นแตล่ ะสาระการเรียนรู้ เม่ือผเู้ รียนเรยี นจบหลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 2. มาตรฐานการเรียนรู้ระดบั เปน็ มาตรฐานการเรียนร้ใู นแต่ละสาระการเรียนรู้ เม่อื ผ้เู รยี นเรียน จบในแตล่ ะระดับ ตามหลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551  เวลาเรียน ในแตล่ ะระดบั ใชเ้ วลาเรยี น 4 ภาคเรยี น ยกเว้นกรณที ่ีมกี ารเทยี บโอนผลการเรยี น ทั้งนี้ ผู้เรยี น ตอ้ งลงทะเบยี นเรียนในสถานศกึ ษาอยา่ งน้อย 1 ภาคเรียน  หนว่ ยกิต ใช้เวลาเรยี น 40 ชั่วโมง มคี ่าเท่ากบั 1 หน่วยกิต  โครงสรา้ งหลักสูตรสถานศึกษา สถานศกึ ษาจัดทำโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษาโดยพจิ ารณาโครงสร้างหลักสตู รการศึกษานอก ระบบระดับการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ดงั นี้ ท่ี สาระการเรยี นรู้ ระดบั ประถมศึกษา หมายเหตุ วิชาบังคบั วชิ าเลือก 1 ทกั ษะการเรยี นรู้ 2 ความรพู้ ้นื ฐาน 5 12 3 การประกอบอาชพี 8 4 ทักษะการดำเนินชวี ิต 5 5 การพัฒนาสงั คม 6 รวม 36 12 กจิ กรรมพฒั นาคณุ ภาพชีวติ 48 หน่วยกิต 200 ชัว่ โมง หมายเหตุ วชิ าเลอื กในแต่ละระดบั สถานศกึ ษาตอ้ งจดั ใหผ้ ้เู รยี น เรียนรูจ้ ากการทำโครงงานจำนวนอย่างน้อย 3หนว่ ยกิต

18 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ ตามหลักสตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 ประกอบด้วยสาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ ดงั น้ี 1. สาระทักษะการเรยี นรู้ ประกอบดว้ ย 5 มาตรฐาน ดงั น้ี มาตรฐานที่ 1.1 มีความรคู้ วามเข้าใจ ทักษะ และเจตคติที่ดีตอ่ การเรียนรู้ด้วยตนเอง มาตรฐานท่ี 1.2 มีความรู้ความเขา้ ใจ ทักษะ และเจตคตทิ ี่ดีต่อการใช้แหลง่ เรยี นรู้ มาตรฐานท่ี 1.3 มีความรู้ความเข้าใจ ทกั ษะ และเจตคติท่ดี ีตอ่ การจัดการความรู้ มาตรฐานที่ 1.4 มีความรู้ความเข้าใจ ทักษะ และเจตคติทดี่ ตี อ่ การคดิ เปน็ มาตรฐานที่ 1.5 มีความร้คู วามเข้าใจ ทักษะ และเจตคติทด่ี ตี ่อการวจิ ัยอย่างง่าย 2. สาระความรพู้ ้นื ฐาน ประกอบด้วย 2 มาตรฐาน ดงั น้ี มาตรฐานท่ี 2.1 มคี วามรู้ความเขา้ ใจ และทักษะพ้นื ฐานเกย่ี วกับภาษาและการสือ่ สาร มาตรฐานที่ 2.2 มคี วามรู้ ความเข้าใจและทกั ษะพน้ื ฐานเก่ียวกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3. สาระการประกอบอาชีพ ประกอบด้วย 4 มาตรฐาน ดงั นี้ มาตรฐานที่ 3.1 มีความรู้ ความเข้าใจ และเจตคติที่ดีในงานอาชีพ มองเห็นช่องทางและตดั สินใจ ประกอบอาชีพไดต้ ามความตอ้ งการ และศกั ยภาพของตนเอง มาตรฐานที่ 3.2 มคี วามรู้ ความเข้าใจ ทักษะในอาชีพท่ีตดั สินใจเลือก มาตรฐานที่ 3.3 มคี วามรู้ ความเข้าใจ ในการจัดการอาชพี อยา่ งมีคุณธรรม มาตรฐานที่ 3.4 มคี วามรู้ ความเข้าใจ ในการพัฒนาอาชีพใหม้ ีความม่ันคง 4. สาระทักษะการดำเนนิ ชีวติ ประกอบดว้ ย 3 มาตรฐาน ดังนี้ มาตรฐานที่ 4.1 มคี วามรู้ ความเข้าใจ เจตคติท่ีดีเก่ียวกับปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง และสามารถ ประยุกตใ์ ช้ในการดำเนินชีวิตได้อยา่ งเหมาะสม มาตรฐานท่ี 4.2 มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะและเจตคตทิ ดี่ ีเกี่ยวกับการดแู ล ส่งเสริมสุขภาพ อนามยั และความปลอดภยั ในการดำเนินชวี ิต มาตรฐานท่ี 4.3 มคี วามรู้ ความเข้าใจ และเจตคตทิ ีด่ ีเกี่ยวกบั ศลิ ปะและสุนทรียภาพ

19 5. สาระการพัฒนาสังคม ประกอบด้วย 4 มาตรฐาน ดังน้ี มาตรฐานท่ี 5.1 มีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนกั ถึงความสำคญั เกีย่ วกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง สามารถนำมาปรับใชใ้ นการ ดำรงชวี ิต มาตรฐานที่ 5.2 มีความรู้ ความเข้าใจ เหน็ คุณคา่ และสบื ทอดศาสนา วัฒนธรรมประเพณี เพื่อการอยู่รว่ มกนั อยา่ งสนั ติสุข มาตรฐานที่ 5.3 ปฏบิ ัติตนเป็นพลเมอื งดีตามวิถีประชาธปิ ไตย มีจิตสาธารณะเพือ่ ความสงบสุข ของสังคม มาตรฐานท่ี 5.4 มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ เหน็ ความสำคัญของหลักการพัฒนา และสามารถพัฒนา ตนเอง ครอบครัว ชุมชน/สังคม หมายเหตุ สาระการเรยี นรู้ความร้พู ้ืนฐาน มาตรฐานที่ 2.1 มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจทกั ษะพ้ืนฐานเกีย่ วกับ ภาษาและการสื่อสาร ซงึ่ ภาษาในมาตรฐานน้ีหมายถึง ภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ

20 สาระทกั ษะการเรยี นรู้ สาระทักษะการเรียนรู้ เป็นสาระการเรียนรู้ท่ีเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในเรื่องของการ เรียนรู้ด้วยตนเอง การใช้แหล่งเรียนรู้ การจัดการความรู้ การคิดเป็น และการวิจัยอย่างง่าย เพ่ือให้ผู้เรียน สามารถกำหนดเป้าหมายและวางแผนการเรียนรู้ โดยใชท้ กั ษะการเรยี นรู้เป็นเคร่ืองมอื ในการศึกษาค้นควา้ ของ ตนเองได้ตอ่ เน่ืองตลอดชีวิต สาระทกั ษะการเรยี นรู้ ประกอบด้วย 5 มาตรฐาน ดงั นี้ มาตรฐานท่ี 1.1 มคี วามรู้ความเขา้ ใจ ทกั ษะ และเจตคติที่ดตี อ่ การเรยี นรู้ด้วยตนเอง มาตรฐานที่ 1.2 มคี วามรู้ความเขา้ ใจ ทักษะ และเจตคติทด่ี ีตอ่ การใช้แหลง่ เรียนรู้ มาตรฐานท่ี 1.3 มคี วามรู้ความเขา้ ใจ ทกั ษะ และเจตคติที่ดีตอ่ การจัดการความรู้ มาตรฐานท่ี 1.4 มีความรคู้ วามเขา้ ใจ ทกั ษะ และเจตคตทิ ด่ี ีต่อการคิดเป็น มาตรฐานที่ 1.5 มีความรู้ความเข้าใจ ทักษะ และเจตคติที่ดีต่อการวิจยั อยา่ งงา่ ย มาตรฐานการเรียนรู้ระดับ และผลการเรยี นรูท้ ่คี าดหวงั ในแต่ละมาตรฐาน มาตรฐานที่ 1.1 มีความรู้ความเขา้ ใจ ทกั ษะ และเจตคติทีด่ ตี ่อการเรยี นร้ดู ว้ ยตนเอง มาตรฐาน ความสามารถในการแสวงหาความรู้ การเรียนรรู้ ะดับ ด้วยตนเอง ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายความหมาย ของการเรียนรู้ด้วยตนเองและวธิ กี ารแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ท่ีคาดหวัง 2. ปฏิบัตติ นตามขัน้ ตอนการแสวงหาความรู้ดว้ ยตนเอง 3. เห็นคุณค่าของกิจกรรมการแสวงหาความรู้ 4. สามารถบอกหรือยกตัวอยา่ งอาชีพในกลมุ่ อาชีพด้านการเกษตรกรรมอุตสาหกรรม พาณชิ ยกรรม ความคดิ สร้างสรรค์ การบรหิ ารจัดการและการบริการ ท่ีสอดคล้องกบั ศักยภาพของพื้นทที่ ่ีตนเองอาศัยอยูไ่ ด้

21 มาตรฐานท่ี 1.2 มคี วามรู้ความเข้าใจ ทักษะ และเจตคติท่ีดตี อ่ การใช้แหล่งเรยี นรู้ มาตรฐาน ร้จู กั เหน็ คณุ ค่า และใชแ้ หลง่ เรียนรถู้ ูกต้อง การเรยี นร้รู ะดับ ผลการเรยี นรู้ 1. บอกประเภท คุณลักษณะของแหลง่ เรยี นรใู้ นชุมชน และเลอื กใช้แหลง่ เรยี นร้ไู ดต้ าม ท่คี าดหวัง ความเหมาะสม 2. ใชแ้ หล่งเรยี นรูอ้ ย่างเหน็ คณุ คา่ 3. ทำตามกฎ กตกิ า และข้นั ตอนการใชแ้ หลง่ เรยี นรู้ 4. สามารถบอกหรือยกตัวอย่างแหล่งเรยี นรเู้ กย่ี วกบั เกษตรกรรมอุตสาหกรรม พาณชิ ยกรรม ความคิดสรา้ งสรรค์ การบริหารจัดการและการบริการของพ้นื ทท่ี ี่ ตนเองอาศัยอยู่ได้ มาตรฐานท่ี 1.3 มคี วามรู้ความเขา้ ใจ ทักษะ และเจตคติทีด่ ีต่อการจัดการความรู้ มาตรฐาน เข้าใจความหมาย กระบวนการชมุ ชนปฏบิ ตั ิการและทำตามกระบวนการจดั การความรู้ การเรยี นรู้ระดบั ชมุ ชน ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายความหมาย กระบวนการชมุ ชนปฏบิ ัตกิ าร กำหนดขอบเขตความรู้จาก ท่ีคาดหวงั ความสามารถหลักของชมุ ชน และวธิ ีการยกระดบั ขอบเขตความรูใ้ หส้ งู ขนึ้ 2. ร่วมกนั แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสรปุ ผลการเรยี นรู้ที่บง่ ชถ้ี ึงคุณค่าของกระบวนการ จัดการความรู้ 3. สามารถสงั เกต และทำตามกระบวนการการจัดการความรู้ชุมชน 4. สามารถนำกระบวนการจดั การความรูข้ องชมุ ชนไปเลือกประกอบอาชีพที่เหมาะสม กบั ตนเองได้

22 มาตรฐานที่ 1.4 มีความรคู้ วามเขา้ ใจ ทกั ษะ และเจตคตทิ ีด่ ีต่อการคิดเป็น มาตรฐาน ความสามารถในการอธบิ ายปรัชญาคิดเป็น และทักษะในการใชก้ ระบวนการคดิ เปน็ ใน การเรยี นรู้ระดบั การแกป้ ัญหา ผลการเรยี นรู้ 1. อธิบาย และเชื่อมโยงความเชือ่ พ้ืนฐานทางการศึกษาผใู้ หญ่/การศกึ ษานอกระบบ ท่คี าดหวัง สู่ปรชั ญาคดิ เปน็ 2. เข้าใจความหมายและความสำคัญของปรัชญา คิดเปน็ สามารถอธบิ ายถึงขัน้ ตอน และกระบวนการแก้ปัญหาของคนคดิ เปน็ 3. เขา้ ใจลักษณะของข้อมลู ด้านวชิ าการ ตนเอง และสงั คม สิ่งแวดลอ้ ม และสามารถ เปรียบเทยี บความแตกต่างของข้อมูล ทง้ั สามด้าน 4. เข้าใจและบอกไดว้ ่า หลกั การ”คิดเป็น” และความเชือ่ พืน้ ฐานทางการศึกษา ผใู้ หญ่เป็นเรอ่ื งท่ีสอดคลอ้ งกบั 5 ศกั ยภาพของพืน้ ท่ีตามยทุ ธศาสตร์ ของ กระทรวงศกึ ษาธิการ 2555 ในการนำไปเพิม่ ขีดความสามารถการประกอบอาชีพ โดยเน้น 5 กลุ่มอาชีพใหมใ่ นระดบั ท้องถ่ิน มาตรฐานที่ 1.5 มคี วามรู้ความเขา้ ใจ ทักษะ และเจตคติท่ีดีต่อการวิจยั อยา่ งง่าย มาตรฐาน เข้าใจความหมาย เห็นความสำคัญ และปฏบิ ัตกิ ารรวบรวมข้อมลู วิเคราะห์ข้อมูล และ การเรยี นรู้ระดบั สรุปผลการหาความรู้ ความจริง ผลการเรยี นรู้ 1. อธิบายความหมาย ความสำคัญ และขนั้ ตอน ในการทำวิจัยอยา่ งง่าย ค้นหา ที่คาดหวัง ความรคู้ วามจริง 2. เหน็ ความสำคัญของการค้นหาความรู้ ความจริง 3. ปฏบิ ัติการเก็บรวบรวมขอ้ มูล วเิ คราะหข์ ้อมูล และสรุปผลการหาความรู้ความจริง

23 แผนการจัดการเรยี นรู้รายภาค ระดบั ประถมศกึ ษา ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 แผนการลงทะเบยี นเรียน จำนวน 5 หน่วยกติ จำนวน 3 หนว่ ยกติ วิชาบังคับ จำนวน 2 หน่วยกิต 1. รหัสรายวิชา ทร11001 ทักษะการเรียนรู้ จำนวน 2 หน่วยกิต 2. รหัสรายวิชา พต11001 ภาษาอังกฤษพื้นฐาน 3. รหสั รายวชิ า ทช11002 สขุ ศกึ ษา พลศกึ ษา จำนวน 2 หนว่ ยกิต 4. รหสั รายวชิ า อช11003 พัฒนาอาชีพใหม้ ีอยมู่ กี ิน วชิ าเลอื กบงั คับ รหัสรายวชิ า สค12025 ลูกเสอื กศน.

ระดบั ประถมศึกษา รายการ ตัวช้วี ัด 24 ปฐมนิเทศ ชีแ้ จงโครงสรา้ งหลักสตู ร ครง้ั ที่ วัน เดอื น ปี เนื้อหา 1 17 พค. 65 โครงสร้างหลักสตู ร 2 24 พค. 65 พบกลุ่มคร้งั ที่ 1 1. อธิบายความหมายการเรียนรู เร่ือง ความหมาย ความสำคัญและ ทักษะการเรยี นรู้ ด้วยตนเอง และวิธีการแสวงหา กระบวนการของการเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง (ทร11001) ความรู ผลการเรยี นรูที่คาดหวงั 1. ความหมายการเรยี นรูด้วยตนเอง 2. ปฏิบัติตนตามขั้นตอนการ และวธิ กี ารแสวงหาความรู แสวงหาความรูด้วยตนเอง 2. ขัน้ ตอนการแสวงหาความรูดว้ ย 3. เห็นคุณคาของกิจกรรมการ ตนเอง แสวงหาความรู้ 3. คุณคาของกจิ กรรมการแสวงหา ความรู้ 3 31 พค. 65 พบกลมุ่ คร้ังที่ 2 1. อธิบายความหมายกระบวนการ เร่ือง ความหมายและความสำคัญของ ทักษะการเรียนรู้ ชุมชนปฏิบัติการ กำหนดขอบเขต การจดั การความรู้ (ทร11001) ความรูจาก ความสามารถหลัก - ความหมายกระบวนการชมุ ชน ของชุมชน และวิธีการยกระดับ ปฏิบตั ิการ กำหนดขอบเขตความรู ขอบเขตความรูใหสูงขน้ึ จาก ความสามารถหลักของชมุ ชน 2. ร่วมกันแลกเปลีย่ นเรียนรูและ และวธิ กี ารยกระดับขอบเขตความรูให สรุปผลการเรียนรูที่บงช้ีถึงคุณค สูงขน้ึ าของกระบวนการจัดการความรู 3. สามารถสังเกตและทำตาม กระบวนการจัดการความรชู ุมชน 4 7 มยิ . 65 พบกลมุ่ คร้งั ที่ 3 1. อธิบายเรื่องความเชื่อพ้ืนฐาน เร่ือง ความเชื่อพื้นฐานทางการศึกษา ทกั ษะการเรียนรู้ ทางการศกึ ษาผใู้ หญ่ได้ ผู้ใหญ่ด้วยการสรปุ จากกรณตี วั อย่าง (ทร11001) 2. บอกความสัมพนั ธ์เช่ือมโยงของ 1. ความเชอ่ื พ้ืนฐานทางการศกึ ษา ความเช่ือพ้ืนฐานทางการศึกษา ผใู้ หญ่ได้ ผใู้ หญ่ไปสู่กระบวนการ “คิดเป็น” 2. ความสัมพันธ์เช่อื มโยงของความ ได้ เชื่อพ้นื ฐานทางการศกึ ษาผู้ใหญ่ ไปสู่ กระบวนการ “คดิ เป็น”

25 ครง้ั ที่ วัน เดอื น ปี รายการ ตวั ชว้ี ัด เน้ือหา 5 14 มยิ . 65 พบกลมุ่ ครั้งที่ 4 1. สาม ารถเขียน พ ยัญ ชน ะ เรอื่ ง การเขียน การอ่านพยัญชนะ ภาษาองั กฤษพนื้ ฐาน ตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก สระ และการประสมคำ (พต11001) ตวั เขียนใหญ่ ตัวเขียนเล็ก 1. พยัญชนะตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์ 2. สามารถอา่ นออกเสียงสระแท้ เลก็ ตวั เขียนใหญ่ ตวั เขียนเลก็ และสระประสม 2. สระแท้และสระประสม 3. อธิบายวิธกี ารประสมคำ 3. วิธกี ารประสมคำ 6 21 มยิ . 65 พบกลุ่มคร้งั ท่ี 5 1. บอกหลักการสำคัญของการ เรอ่ื ง ลกู เสอื กบั การพฒั นา ลกู เสอื กศน. ลูกเสือ 1. สาระสำคญั ของการลกู เสือ (สค12025) 2. อธิบายความสำคัญของการ 2. ความสำคัญของการลูกเสือกับการ ลูกเสือกับการพัฒนาตนเอง พัฒนาตนเอง 3. บอกความหมายของพลเมืองดี 3. ความเปน็ พลเมอื งดีของลกู เสือ 7 28 มิย. 65 พบกลุ่มครง้ั ที่ 6 1. อธิบายการเปลี่ยนแปลงและ เร่ือง ร่างกายของเรา สุขศึกษา พลศกึ ษา พัฒนาการตามวยั ของรา่ งกายได้ 1. การเปลยี่ นแปลงและพัฒนาการ (ทช11002) 2. อธิบายโครงสร้างและการ ตามวัยของรา่ งกาย ทำงานของอวัยวะภายใน และ 2. โครงสร้างและการทำงานของ ภายนอกได้ อวยั วะภายใน และภายนอก 3. อธิบายวิธีก ารดูแลรักษ า 3. วธิ กี ารดแู ลรักษาป้องกันความ ปอ้ งกันความผิดปกติของอวัยวะ ผดิ ปกตขิ องอวัยวะที่สำคัญของ ท่ีสำคัญของร่างกาย ท้ังภายใน ร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก และภายนอกได้ 8 5 กค. 65 พบกลมุ่ คร้งั ที่ 7 1. อธิบายความหมายการพฒั นา เรือ่ ง ศักยภาพธุรกจิ พฒั นาอาชพี ให้มี อาชพี 1. ความหมายการพัฒนาอาชีพให้มี อยมู่ กี ิน 2. อธิบายความจำเป็น และ อยมู่ ีกนิ (อช11003) คณุ คา่ ของศักยภาพของธุรกจิ 2. ความจำเป็นและคุณค่าของการ 3. อธิบายรูปแบบและวัฒนาการ วิเคราะหศ์ ักยภาพธรุ กิจ ในเรอื่ งของงานทัศนศิลป์พ้นื บ้าน 3. การวเิ คราะห์ตำแหน่งธรุ กิจ 4. วิเคราะห์ตำแหน่งธุรกิจใน 4. การวิเคราะห์ศักยภาพธุรกิจบน ระยะตา่ ง ๆ เสน้ ทางของเวลา

26 คร้งั ที่ วัน เดือน ปี รายการ ตัวชว้ี ัด เนอ้ื หา 9 12 กค. 65 พบกลมุ่ ครั้งท่ี 8 1. อ ธิ บ าย ค วาม สำคั ญ ข อ ง เรอื่ ง ลูกเสอื กศน. กับจติ อาสา และ ลกู เสือ กศน. ลกู เสือ กศน. การบรกิ าร (สค12025) 2. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง 1. ความสำคัญของลกู เสือ กศน. ลูกเสอื กศน. กับการพฒั นาตนเอง 2. ลูกเสือ กศน. กับการพฒั นาตนเอง 3. ย ก ตั ว อ ย่างบ ท บ าท ข อ ง ครอบครัว ชมุ ชน และสังคม ลูกเสือ กศน . ท่ี มีต่อตน เอ ง 3. บทบาทหนา้ ทข่ี องลกู เสอื กศน. ท่ีมี ครอบครวั ชุมชน และสังคม ตอ่ ตนเอง ครอบครวั ชุมชน และสังคม 10 19 กค. 65 พบกลุม่ ครั้งท่ี 9 1. บอกความสำคัญของโครงการ เรื่อง การเขียนโครงการเพ่อื พัฒนา ลูกเสอื กศน. 2. บอกองค์ประกอบขอโครงการ ชุมชนและสงั คม (สค12025) 3. อธิบายขัน้ ตอนการเขียนโครงการ 1. ความสำคญั ของโครงการ 4. อธิบายข้นั ตอนการดำเนินงาน 2. องคป์ ระกอบขอโครงการ ตามโครงการ 3. ขนั้ ตอนการเขียนโครงการ 4. ขั้นตอนการดำเนินงานตามโครงการ 11 26 กค. 65 พบกลมุ่ ครง้ั ท่ี 10 1. ผูเ้ รียนรจู้ ักคำนามและ เรือ่ ง คำนาม และคำศพั ท์หมวดตา่ ง ๆ ภาษาอังกฤษพ้ืนฐาน คำศพั ท์เกี่ยวกบั วัน เดือน ปี สี - คำนามและคำศพั ท์เกยี่ วกบั วัน (พต11001) เครือญาติ เดือน ปี สี เครอื ญาติ 12 2 สค. 65 พบกลมุ่ ครั้งที่ 11 1. อธิบายความหมายและประโย เร่อื ง วิจัยคอื อะไร มปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร ทกั ษะการเรยี นรู้ ชนของการวจิ ัยได้ ทำวิจยั อย่างไร เขียนรายงานการวิจยั (ทร11001) 2. ระบุข้นั ตอนของการทำวิจยั ได้ อยา่ งไร 3. อธิบายวิธเี ขียนรายงานการ 1. ความหมายและประโยชนของการ วิจยั ง่ายๆ ได้ วจิ ยั ได้ 2. ขั้นตอนของการทำวจิ ยั ได้ 3. วิธีเขยี นรายงานการวจิ ยั ง่ายๆ ได้ 13 9 สค. 65 พบกล่มุ ครัง้ ท่ี 12 1. รูเขาใจความหมายตระหนัก 1. ความหมาย ความสำคัญศักยภาพ ทกั ษะการเรียนรู้ เห็นความสำคัญศักยภาพหลัก หลกั ของพื้นท่ี (ทร11001) ของพ้นื ท่ี 2. องคประกอบของศกั ยภาพหลกั 2. อธิบายองคประกอบของ ของพื้นที่ ศักยภาพหลักของพื้นท่ี 3. อาชีพที่สอดคลองกบั ศกั ยภาพหลัก 3. ยกตัวอย่างอาชีพที่สอดคลอง ของพ้นื ท่ี กับศักยภาพหลักของพ้ืนท่ีสอด คลองกับศักยภาพหลักของพืน้ ท่ี

27 ครัง้ ท่ี วนั เดอื น ปี รายการ ตวั ชี้วัด เนื้อหา 14 16 สค. 65 พบกลุ่มครั้งที่ 13 ใช้ Tense อย่างง่ายในการสร้าง เรอื่ ง ประโยคความเดียว ภาษาองั กฤษพืน้ ฐาน ประโยคความเดียวเพื่อเล่าเรื่อง - การสร้างประโยคความเดียวเพื่อเล่า (พต11001) เก่ียวกับตนเองเป็นการเรียนรู้ เรอื่ งเก่ียวกับตนเองโดยใช้ Present เก่ียวกับการใช้ภาษาอังกฤษใน Simple Tense Present การส่อื สารในชีวติ ประจำวนั Continuous Tense Future Simple Tense 15 23 สค. 65 พบกลมุ่ ครั้งที่ 14 1. เรียนรู้เร่ืองโรคติดต่อต่าง ๆ เรือ่ ง โรคติดตอ่ สขุ ศกึ ษา พลศึกษา ที่เป็นปัญ หาต่อสุขภาพ ขอ ง 1. โรคตดิ ตอ่ ต่าง ๆ ท่ีเปน็ ปญั หาต่อ (ทช11002) ครอบครัว และชุมชน สขุ ภาพของครอบครัว และชุมชน 2. เรียนรู้ถึงสาเหตุที่เกิดโรค 2. สาเหตุที่เกิดโรค วธิ ีการปอ้ งกนั และ ศึกษาวิธีการป้องกัน และการ การดูแลรกั ษาอาการของผู้ป่วย ดูแลรักษาอาการของผปู้ ว่ ย 16 30 สค. 65 พบกลุม่ ครง้ั ท่ี 15 1. อธบิ ายความหมาย เร่อื ง การพัฒนาธรุ กิจเชิงรุก พฒั นาอาชพี ให้มี ความสำคญั ความจำเปน็ ในการ 1. ความหมาย ความสำคัญ ความ อยมู่ ีกนิ พัฒนาอาชพี จำเปน็ ในการพฒั นาอาชพี (อช11003) 2. อธิบายความจำเปน็ และ 2. ความจำเปน็ และคุณค่าของการ คุณค่าของการวเิ คราะห์ วเิ คราะห์ศกั ยภาพของธุรกิจ ศักยภาพของธุรกิจ 3. รปู แบบและวัฒนาการในเร่ืองของ 3. อธบิ ายรปู แบบและวัฒนาการ งานทัศนศลิ ป์พืน้ บา้ น ในเรอื่ งของงานทัศนศลิ ป์ พ้นื บา้ น 17 6 กย. 65 พบกล่มุ คร้งั ท่ี 16 1. วิเคราะหต์ ำแหน่งธุรกิจใน เร่อื ง โครงการพัฒนาอาชีพให้มีอย่มู ีกิน พฒั นาอาชีพให้มี ระยะต่าง ๆ 1. การวเิ คราะห์ตำแหนง่ ธุรกิจในระยะ อยูม่ กี นิ 2. วิเคราะหศ์ กั ยภาพธรุ กิจตาม ตา่ ง ๆ (อช11003) ศกั ยภาพทั้ง 5 ด้าน 2. การวิเคราะห์ศกั ยภาพธุรกจิ ตาม ศักยภาพทั้ง 5 ดา้ น

28 ครง้ั ที่ วัน เดอื น ปี รายการ ตวั ชีว้ ัด เนอ้ื หา 18 12 กย. 65 พบกล่มุ ครัง้ ที่ 17 1. รูเขาใจความหมายตระหนกั เรอ่ื ง ความหมายความสำคญั ของ ทกั ษะการเรียนรู้ เหน็ ความสำคญั ศักยภาพหลกั ศักยภาพหลักในการพัฒนาอาชีพ (ทร11001) ของพนื้ ที่ 1. ความหมาย ความสำคัญศกั ยภาพ 2. อธบิ ายองคประกอบของ หลักของพื้นท่ี ศกั ยภาพหลกั ของพืน้ ที่ 2. องคประกอบของศกั ยภาพหลัก 3. ยกตัวอย่างอาชพี ท่ีสอดคลอง ของพืน้ ที่ กับศักยภาพหลักของพนื้ ที่สอด 3. อาชีพท่ีสอดคลองกบั ศักยภาพหลกั คลองกับศักยภาพหลักของพืน้ ท่ี ของพืน้ ที่ 19 13 กย. 65 พบกลุ่มครง้ั ที่ 18 1. เรียนรู้เร่ืองโรคติดต่อต่าง ๆ เรื่อง โรคตดิ ต่อ สขุ ศึกษา พลศกึ ษา ท่ี เป็ นปั ญ หาต่ อสุขภาพของ 1. โรคติดตอ่ ต่าง ๆ ทเ่ี ปน็ ปญั หาต่อ (ทช11002) ครอบครัว และชุมชน สุขภาพของครอบครัว และชมุ ชน 2. เรียนรู้ถึงสาเหตุที่เกิดโรค 2. สาเหตทุ ี่เกดิ โรค วิธีการป้องกัน ศึกษาวิธีการป้องกัน และการ และการดูแลรกั ษาอาการของผู้ปว่ ย ดแู ลรกั ษาอาการของผ้ปู ว่ ย 20 17-18 สอบปลายภาค นกั ศกึ ษาเขา้ สอบปลายภาค 1. เตรยี มความพรอ้ มการเขา้ ห้องสอบ กย. 65 เรียนที่ 1/2565 เรียนที่ 1/2565 2. การแต่งกาย 3. ดนิ สอ 2B ปากกา 4. เตรยี มบัตรนกั ศึกษา และ บัตรประชาชน

29 แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 1 รายวชิ าทกั ษะการเรยี นรู้ (ทร11001) เร่ือง ความหมาย ความสำคญั และกระบวนการของการเรียนร้ดู ว้ ยตนเอง เวลาเรียน 6 ช่ัวโมง แนวคดิ การเปล่ียนแปลงทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองรวมท้ังความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ทำใหคนเราปรบั ตัวใหทนั การเปลี่ยนแปลงดังกลา่ ว ซ่ึงการเรียนรูจาก สถาบนั การศกึ ษาไม่อาจ ทำใหบุคคลศึกษาหาความรูได้ท้ังหมด การเรียนรูด้วยตนเอง จงึ เป็นวิธีการเรียนรู วิธีหนงึ่ ท่ีสามารถตอบสนอง ความตองการของแตล่ ะบุคคลได้ เพราะเมือ่ ใดก็ตามท่ีบคุ คลมีใจรักท่ีจะ ศึกษาคนควาในส่งิ ที่ตนตองการเรยี นรู มีทกั ษะพื้นฐานทางการศึกษาหาความรู ทักษะการแกปญหา และ เทคนคิ ในการเรียนรูดว้ ยตนเอง บุคคลนั้นก็ จะดำเนินการศกึ ษาเรยี นรูอยา่ งต่อเนอ่ื ง อันจะนําไปสกู่ ารเป็น ผู้ทสี่ ามารถเรียนรูตลอดชวี ติ ตัวช้ีวัด 1. อธิบายความหมายการเรียนรูด้วยตนเอง และวธิ ีการแสวงหาความรู ผลการเรยี นรูทีค่ าดหวงั 2. ปฏิบัติตนตามขน้ั ตอนการแสวงหาความรูด้วยตนเอง 3. เหน็ คณุ คาของกิจกรรมการแสวงหาความรู้ เนือ้ หา เมื่อกลาวถึงการเรียนรูด้วยตนเองแลว บุคคลท่ัวไปมักเขาใจวาเป็นการเรียนรูที่ผู้เรียน ทำการศึกษาคนคว้าด้วยตนเองตามลำพัง โดยไม่ตองพึ่งพาครูหรือผู้สอนแต่ท่ีจรงิ แลวการเรยี นรูด้วยตนเองที่ต องการใหเกิดขึ้นในตัวผู้เรียนนั้น หมายถึง กระบวนการเรียนรูที่ผู้เรียนริเริ่มการเรียนรูด้วยตนเอง ตามความ สนใจ ความตองการและความถนัด มเี ป้าหมายในการเรียนรู และแสวงหาแหล่งทรัพยากรของการเรยี นรู เลอื ก วิธีการเรียนรู จนถึงการประเมินความก้าวหน้าของการเรียนรูของตนเอง โดยจะดำเนินการด้วยตนเองหรือ รว่ มมือช่วยเหลือกับผู้อนื่ หรอื ไม่กไ็ ด้ ซึ่งผู้เรยี นจะตองมีความรับผดิ ชอบและเป็นผู้ควบคุม การเรยี นของตนเอง

30 ขั้นตอนการจดั กระบวนการเรยี นรู้ 1. ขน้ั นำเขา้ ส่บู ทเรยี น - ครูสนทนากับผู้เรียนเกี่ยวกับความหมาย ความสำคัญและกระบวนการของการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทักษะพ้ืนฐานของการศกึ ษาหาความรู้ ทกั ษะการแกป้ ญั หาและเทคนิคในการเรียนรู้ 2. ขัน้ จัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ 1. ครูบรรยายตามเน้ือหาเรื่อง ความหมาย ความสำคัญและกระบวนการของการเรียนร้ดู ้วยตนเอง ทกั ษะพ้นื ฐานของการศึกษาหาความรู้ ทักษะการแก้ปัญหาและเทคนคิ ในการเรยี นรู้ 2. ครูให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มๆละ 5 คน ศึกษาค้นคว้าพร้อมจดบันทึกทำเป็นรายงาน ตามเน้ือหาท่ีได้รับ มอบหมาย - แบ่งกลุ่มเพื่อศึกษาคน้ ควา้ ความรู้ตามเนื้อหาการเรียนทไ่ี ด้รับมอบหมาย - แต่ละกลุม่ ส่งตวั แทนเพื่อนำเสนอผลการเรยี นรู้ - ผู้เรยี นจดบันทกึ ทำทดสอบยอ่ ย 3. นักศกึ ษาออกมานำเสนอผลงานตามทไี่ ด้รบั มอบหมาย 3. ขั้นวัดผลประเมินผล 1. ครแู ละนกั ศึกษารว่ มกันสรปุ องค์ความรูท้ ไี่ ด้รับจากการเรยี นรดู้ ้วยตนเอง 2. ครใู ห้นกั ศกึ ษาทำใบงานและแบบทดสอบยอ่ ย 4. ข้นั กิจกรรมการเรยี นรูต้ ่อเนื่อง (กรต.) ให้ผ้เู รียนศึกษาเรื่องท่เี รียน ดังนี้ 1. การกำหนดเป้าหมายและการวางแผนการเรียนรดู้ ้วยตนเอง 2. ปัจจัยท่ีทำให้การเรยี นรดู้ ้วยตนเองประสบความสำเร็จ ส่ือและแหล่งการเรยี นรู้ 1.หนังสอื เรียนรายวิชาทกั ษะการเรยี นรู้ ทร11001ระดับประถมศึกษา(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2554) หน้า 10-22 2.“เรียนรู้ดว้ ยตนเองแบบเห็นผลลพั ธ์สุด ๆ/Podcast#23” https://www.youtube.com/watch?v=ZNJcOVItRrI ความยาวคลปิ 8.34 นาที การวัดและประเมินผล 1. สังเกตพฤตกิ รรมการมีสว่ นรว่ ม ความต้งั ใจ และความสนใจของผูเ้ รยี น 2. ผลการทดสอบกอ่ นและหลงั เรยี น 3. บันทกึ การเรยี นรู้/ทดสอบย่อย 4. ผลการประเมนิ ความพึงพอใจของผู้เรียน

31 ใบงาน กิจกรรมท่ี 1 ท่านคิดอย่างไรกบั คำกลา่ วข้างล่างนี้ โปรดอธบิ าย “การพูดเป็นทักษะหนงึ่ ท่ีมีความสำคญั ท่ีสดุ ของคนเราก่อนที่ เราจะพดู อะไรออกไปน้ัน เราจะเป็นนายคาํ พูด แตเ่ ม่ือเราไดพ้ ูดออกไปแล้ว คาํ พูดเหล่านนั้ กก็ ลับมาเปน็ นายเรา” .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................

32 คำตอบ การพูดเป็นวธิ กี ารส่อื สารท่ีมนุษย์ใชก้ นั มานานนับพันปี และในโลกนค้ี งไมม่ ีเคร่ืองมอื ส่ือสารใดที่สามารถ ถา่ ยทอดความคดิ ความรูสึกและสงิ่ ต่าง ๆ ในใจเราได้ดคี วามคําพดู ถงึ แม้ว่าปัจจบุ ัน เทคโนโลยใี นการส่อื สารจะได้ รับการพฒั นาไปถงึ ไหน ๆ แล้วก็ตาม สาเหตุท่ีเป็นเชนนีก้ เ็ พราะวา่ การพดู ไม่ใช่แตเ่ พียงเสียงที่เปล่ง ออกไปเปน็ คำ ๆ แตก่ ารพดู ยังประกอบไปด้วยน้ำเสียง สงู – ตำ่ จงั หวะช้า – เรว็ และท่าทางของผู้พดู ท่ีทำใหก้ ารพดู มีความ ซบั ซ้อน และมปี ระสทิ ธภิ าพยิ่งกวา่ เคร่ืองมือสือ่ สารใด ๆ การพดู นนั้ เปรียบเสมือนดาบสองคม คือ สามารถใหทง้ั คณุ และโทษแกต่ วั ผู้พูดได้ นอกจากน้กี ารพูด ยงั เป็นอาวุธในการ สอ่ื สารที่คนสวนใหญ่ชอบใช้มากกว่าการฟังและการเขียน เพราะ คิดว่าการพูดได้มากกวา่ คนอื่น นั้นจะทำใหต้ นเองได้เปรยี บ ได้ประโยชน แต่ท้ัง ๆ ท่ีคิดอย่างน้ีหลายคนกย็ งั พาตนเองไปสู่ ความหายนะไดด้ ว้ ยปาก เขาทาํ นองปากพาจน ซึ่งเหตุท่เี ป็นเช่นน้ี กเ็ พราะรู้กนั แตเ่ พียงวาฉนั อยากจะพูด โดยไม่คิดก่อนพูดไม่รู้ว่าการพดู ทจ่ี ะ ให้คุณแกต่ นเองได้นัน้ ควรมีลกั ษณะดงั นี้ - ถูกจงั หวะเวลา - ภาษาเหมาะสม - เนื้อหาชวนติดตาม – น้ำเสียงชวนฟัง - กิริยาทาทางดี – มอี ารมณข์ ัน - ใหผ้ ูฟ้ ังมสี ่วนร่วม - เป็นธรรมชาตแิ ละเป็นตวั ของตวั เอง

33 แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 2 รายวชิ าทักษะการเรียนรู้ (ทร11001) เรือ่ ง ความหมายและความสำคญั ของการจัดการความรู้ เวลาเรยี น 3 ช่ัวโมง แนวคิด การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือของการพัฒนาคุณภาพงาน หรอื สร้างนวัตกรรมในการทำงาน การ จัดการความรูจงึ เป็นการจดั การกับความรูและประสบการณทม่ี อี ยใู่ นตวั คน และความรูเดนชัด นาํ มาแบงปนั ให เกิดประโยชนตอตนเองและองคกร ด้วยการผสมผสานความสามารถของคนเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม มี เป้าหมายเพอื่ การพัฒนางาน พัฒนาคน และพัฒนาองคกรใหเปน็ องคกรแหงการเรยี นรู ตวั ชว้ี ัด 1. อธิบายความหมาย กระบวนการชมุ ชนปฏิบัตกิ าร กำหนดขอบเขตความรูจาก ความสามารถหลกั ของชุมชน และวิธีการยกระดับขอบเขตความรูใหสงู ขึน้ 2. รว่ มกันแลกเปลย่ี นเรียนรูและสรุปผลการเรยี นรทู ่บี งชี้ถึงคุณคาของกระบวนการจดั การความรู 3. สามารถสังเกตและทำตามกระบวนการจดั การความรูชมุ ชน เน้อื หา การจดั การความรู (Knowledge Management) หมายถงึ การจดั การกับ ความรูและประสบการณ์ ที่มีอยู่ในตัวตน และความรูเดนชัดนํามาแบงปันใหเกิดประโยชน ตอตนเองและองคกร ด้วยการผสมผสาน ความสามารถของคนเข้าด้วยกันอยา่ งเหมาะสม มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนางาน พฒั นาคน และพัฒนาองคกร ใหเปน็ องคกรแหงการเรียนรู

34 ข้นั ตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้ 1. ข้ันนำเขา้ ส่บู ทเรียน 1. ครูสนทนากบั ผู้เรยี นเก่ียวกับเรื่องความหมาย ความสำคญั หลกั การจัดการความรู้ 2. ครูและผเู้ รยี นทบทวนเน้ือหาสาระทผ่ี ่านมาในสัปดาห์ทแี่ ล้ว 2. ขน้ั จดั กกิ รรมการเรยี นรู้ 1. ครูและผเู้ รียนแลกเปล่ยี นความคดิ เหน็ อธิบายความสำคัญ 2. ครใู ห้ผู้เรยี นไปศึกษาค้นควา้ ตามหวั ข้อท่ีมอบหมาย 3. ให้ผูเ้ รยี นออกมานำเสนองานทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย 4. แบง่ กลมุ่ เพือ่ ศกึ ษาค้นคว้าความร้ตู ามเน้อื หาการเรยี นทไี่ ดร้ ับมอบหมาย 5. แตล่ ะกลุม่ ส่งตัวแทนเพอื่ นำเสนอผลการเรียนรู้ 3. ขน้ั วัดผลประเมนิ ผล 1. ครแู ละนกั ศกึ ษารว่ มกนั สรปุ องค์ความรูท้ ไี่ ด้รับจากการจัดการความรู้ 2. ผเู้ รียนจดบันทกึ ทำใบงานและทำทดสอบยอ่ ย 4. ขัน้ กจิ กรรมการเรยี นร้ตู อ่ เน่ือง (กรต.) ให้ผูเ้ รียนศึกษาเรือ่ ง - กระบวนการจัดการความรู้ - กระบวนการจดั การความรู้ดว้ ยตวั เอง - การสร้างองคค์ วามรู้พฒั นาตอ่ ยอดยกระดบั ความรู้ - การจดั ทำสารสนเทศเผยแพรอ่ งค์ความรู้ สอ่ื และแหล่งการเรยี นรู้ 1. หนงั สอื เรยี นรายวชิ าทกั ษะการเรียนรู้ ทร11001ระดบั ประถมศกึ ษา (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2554) หน้า 50-55 2. “การจดั การความรู้ (Knowledge Management, KM)” https://youtu.be/lBoD0Z_z46k คลิปความยาว 4.14 นาที 3. “KM (Knowledge Management) การจดั การความรู้ชมุ ชนใช้ดีแล้วบอกต่อ” https://www.youtube.com/watch?v=F7F3e90fTnc คลิปความยาว 4.37 นาที การวดั และประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรมการมีสว่ นรว่ ม ความต้ังใจ และความสนใจของผู้เรยี น 2. ผลการทดสอบก่อนและหลงั เรยี น 3. บันทกึ การเรียนรู้/ทดสอบย่อย 4. ผลการประเมินความพงึ พอใจของผเู้ รียน

35 ใบงาน 1. ใหอธบิ ายความหมายของ \"การจัดการความรู\" มาพอสงั เขป …………………………………………………………………………………………………………………….……………………….…………… ………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………… …………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………..…………………………………………………………… 2. อธิบายความสำคัญของ \"การจัดการความรู\" มาพอสังเขป ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …..…………………………………………………………………………………..………………….…………………………………..………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….……… …………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………… …………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………..…………………………………………………………… 3. ใหอธบิ ายหลักการของ \"การจดั การความรู\" มาพอสังเขป ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………… ………………………………………………………………………………………………………..………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………… …………………………………………………………………………………………………..……………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………..…………………………………………………………

36 แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 3 รายวชิ าทักษะการเรยี นรู้ (ทร11001) เร่ือง ความเชอื่ พน้ื ฐานทางการศกึ ษาผใู้ หญด่ ว้ ยการสรปุ จากกรณีตวั อยา่ ง เวลาเรียน 3 ชวั่ โมง แนวคดิ ศึกษาทำความเขาใจกับความเช่ือพ้ืนฐานทางการศึกษาผู้ใหญ่ ดวยกระบวนการอภิปรายกลุม และร่วมสรุปสาระสำคัญท่ีเชื่อมโยงไปสู่กระบวนการคิดเป็นด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลท้ังด้านวิชาการ ตนเอง และสังคมสิ่งแวดลอม ตัวช้วี ัด 1. อธิบายเรือ่ งความเช่อื พื้นฐานทางการศึกษาผใู้ หญ่ได้ 2. บอกความสัมพนั ธ์เชื่อมโยงของความเชือ่ พื้นฐานทางการศกึ ษาผู้ใหญ่ ไปสกู่ ระบวนการ “คิดเป็น” ได้ เนอ้ื หา เราได้เรียนรูถงึ ความเชื่อพ้นื ฐานทางการศึกษาผใู้ หญ่ โดยการทำกิจกรรมร่วมกนั ทั้ง 5 กิจกรรม แลวดัง บทสรปุ ทไ่ี ด้รว่ มกนั เสนอไวแลว ความเชือ่ พ้นื ฐานที่สรปุ ไวน้คี อื ความเชอ่ื พน้ื ฐานที่เป็นความจริง ในชวี ติ ของ คนท่ี กศน.นํามาเป็นหลักใหคนทํางาน กศน.ตลอดจนผู้เรยี นได้ตระหนกั และเขาใจแลวนำไปใชในการดำรงชีวิต เพอื่ การคิดการแกปัญหา การทำงานร่วมกบั คนอืน่ การบรหิ ารจดั การในฐานะ เปน็ นายเป็นผู้นาํ หรือผู้ตาม ใน ฐานะผู้สอน ผู้เรยี นในฐานะเป็นสมาชกิ ในครอบครัว สมาชิกในชมุ ชนและสังคมเพ่อื ใหรูจกั ตวั เองรูจักผอู้ ื่น รูจกั สภาวะสงิ่ แวดลอมการคดิ การตดั สินใจต่าง ๆ ที่คำนึงถึง ข้อมลู ที่เพียงพออย่างนอ้ ยประกอบด้วยข้อมูล 3 ด้าน คือ ขอมูลทางวชิ าการขอ้ มูลเก่ยี วกบั ตนเองและ ขอ้ มูลเกี่ยวกับสงั คม สง่ิ แวดลอม ด้วยความใจกว้าง มอี สิ ระ ยอมรับฟงั ความคิดเห็นของผู้อื่นไม่เอาแต่ใจ ตนเอง จะได้มีสติ รอบคอบ ละเอียดถ่ีถวน ไม่ผิดพลาดจนเกินไป เราถอื วา่ ความเช่ือพ้ืนฐานทางการศกึ ษาผใู้ หญ่ ดงั กล่าวนี้ คอื พ้นื ฐานเบือ้ งตนของการนาํ ไปสู่การคดิ เปน็ หรือ เรยี กตามภาษานกั วชิ าการวา ปฐมบทของกระบวนการคดิ เป็น

37 ขัน้ ตอนการจัดกระบวนการเรยี นรู้ 1. ขนั้ นำเขา้ สบู่ ทเรยี น 1. ครูสนทนากบั ผู้เรยี นเรือ่ งความเชื่อพน้ื ฐานทางการศกึ ษาผู้ใหญ่ดว้ ยการสรปุ จากกรณตี วั อย่าง 2. ครแู ละผู้เรียนทบทวนเนอ้ื หาสาระทีผ่ ่านมาในสัปดาหท์ ี่แลว้ 3. ครูและผเู้ รียนแลกเปล่ยี นความคิดเหน็ 2. ขน้ั จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ 1. อธบิ ายความเช่อื พนื้ ฐานทางการศึกษาผ้ใู หญ่ด้วยการสรุปจากกรณตี ัวอย่าง 2. ครูให้ผเู้ รยี นไปศกึ ษาคน้ ควา้ ตามหวั ขอ้ ทมี่ อบหมาย - แบง่ กลุม่ เพื่อศกึ ษาค้นควา้ ความรู้ตามเนอ้ื หาการเรียนท่ีไดร้ ับมอบหมาย - แต่ละกล่มุ ส่งตัวแทนเพ่อื นำเสนอผลการเรยี นรู้ - ผู้เรียนจดบนั ทกึ ทำแบบฝึกหดั และทำทดสอบยอ่ ย 3. ให้ผู้เรยี นออกมานำเสนองานท่ีไดร้ ับมอบหมาย 3.ข้นั วดั ผลประเมินผล 1. ครูและนกั ศกึ ษารว่ มกนั สรปุ องค์ความรู้ท่ีไดร้ ับจากการคิดเป็น 2. ผ้เู รียนจดบนั ทึก ทำใบงานและทำทดสอบยอ่ ย 4. ขั้นกิจกรรมการเรยี นรู้ตอ่ เน่ือง (กรต.) ให้ผู้เรยี นศึกษาเร่ือง - “คิดเปน็ ” และกระบวนการคิดเปน็ - ฝึกทกั ษะการคิดเป็น สอ่ื และแหลง่ การเรียนรู้ 1. หนังสอื เรยี นราย วิชาทกั ษะการเรยี นรู้ ทร11001ระดบั ประถมศึกษา (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2554) หนา้ 94-99 2. ใบงานวชิ าทกั ษะการเรยี นรู้ ทร11001ระดบั ประถมศกึ ษา (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2554)

38 ใบงานท่ี 1 กรณตี ัวอยา่ ง เรอ่ื ง “หลายชวี ิต” หลายชวี ิต พระมหาสมชัย เป็นพระนักเทศน มีประสบการณการเทศน์มหาชาติกัณฑ์มัทรีที่มีช่ือเสียงเป็นที่ แพร่หลาย ในหลายที่หลายภาคของไทย วัดหลายแห่งต้องจองท่านไปเทศน์ใหง้ านของวดั นัน้ ๆ เพราะ ญาติโยม ขอร้อง และพระนักเทศน์ทั้งหลายก็นิยมเทศน์ร่วมกับทา่ น มหาสมชัยต้ังใจไว้ว่าอยากเดินทางไปเทศน์ท่ีวัดไทย ในอเมรกิ าสกั คร้ังในชีวติ เพราะไม่เคยไปต่างประเทศเลย เจเ๊ กยี ว เปน็ นกั ธุรกจิ ชน้ั นํา มีกจิ การหลายอย่างในความดแู ล เช่น กิจการเส้อื ผ้าสาํ เรจ็ รูป กิจการ จำหนา่ ยสนิ ค้าโอทอป กิจการส่งออกสนิ ค้าอาหารกระป๋อง กจิ การจําหน่ายสนิ ค้าทางอินเทอรเน็ต แตเ่ จเ๊ กียวไม่ มีลกู สืบสกลุ เลย ตั้งความหวังไว้ว่าขอมีลูกสักคน แตก่ ไ็ ม่เคยสมหวงั เลย ลุงแปน เปน็ เกษตรกรอาวุโส อายเุ กนิ 60 ปแี ล้ว แต่ยังแขง็ แรง มฐี านะดี ชอบทำงานทุกอย่างไม่อยนู่ ่ิง ทำงานสวนตัว งานสังคม งานช่วยเหลอื คนอนื่ และงานบาํ รุงศาสนาลุงแป้นแอบมคี วามหวงั ลึกๆ อยากได้ ปรญิ ญากติ ตมิ ศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยราชภฏั สักแห่งเพ่อื เกบ็ ไวเป็นความภมู ใิ จของ ตนเอง และวงศ์ตระกลู เดก็ หญิงนวลเพ็ญ เป็นเด็กหญิงจนๆ ในต่างจังหวัดห่างไกล ไม่เคยเหน็ กรงุ เทพฯ ไมเคยเข้าเมือง ไม่เคย ออกจากหมูบ้านไปไกลๆ เลย ด.ญ. นวลเพญ็ คดิ ว่าถ้ามีโอกาสไปเทยี่ วกรุงเทพสกั คร้ังจะดีใจและมี ความสุขมาก ท่สี ุด ทดิ แหวง บวชเป็นเณรตงั้ แต่เลก็ เมือ่ อายุครบบวชกบ็ วชเปน็ พระเพ่งิ สกึ ออกมาชว่ ยพ่อทำนา ทดิ แหวง ตัง้ ความหวังไว้วา่ เขาอยากแตง่ งานกบั หญิงสาวสวย ร่ำรวยสักคน จะได้มชี ีวิตท่ีสุขสบาย ไม่ตอ้ งทำงานหนกั เหมือน ทเ่ี ปน็ อยใู่ นปจจุบนั ประเดน็ กรณตี วั อย่างเรอื่ ง “หลายชีวติ ” บอกอะไรบ้างเกย่ี วกับชีวติ มนุษย์

39 คำตอบ ตั ว อ ย า ง ข อ ส รุ ป ตวั อยา่ ง ข อ ง ก ร ณี ตัวอยาง เร่อื ง“หลายชีวติ ” ข้อสรุปผลการอภปิ รายจากกรณีตัวอย่างเร่อื ง จาก ความเห็นของผูเรยี นหลายกลุมที่ ผานมา ปรากฏดังในกรอบดาน ขวามือตัวอยางขอสรุปนี้ “หลายชวี ิต” อาจ ใกลเคยี งกบั ขอสรุปของทานก็ได -------------- คนแตล่ ะคนมคี วามแตกตางกนั มวี ถิ ีการดำเนนิ ชีวติ ที่ไม่เหมือนกนั แต่ทกุ คนมคี วามต้องการทคี่ ลายกัน คอื ต้องการประสบความสำเร็จ ซ่ึงถา้ บรรลตุ าม ต้องการของตน คนนน้ั ก็จะมีความสุข

40 ใบงานท่ี 2 กรณีตวั อยา่ งเร่อื ง “แป๊ะฮง” แป๊ะฮง ท่านขนุ พิชิตพลพ่าย เป็นคหบดีมชี ื่อเสียงมากในด้านความเมตตากรณุ าท่านเปน็ คนท่ี พร้อมไปด้วยทรัพย สมบัติ ขาทาสบรวิ าร เกียรติยศ ช่ือเสียง และสขุ กายสบายใจ ตาแป๊ะฮง เป็นชายจีนชราตวั คนเดยี ว ขายเต้าฮวย อาศยั อยทู่ ่ีหอ้ งแถวเล็กๆ หลงั บ้านขนุ พชิ ิต แป๊ะฮงขายเต้าฮวยเสร็จกลบั บ้านตอนเย็น ตกคำ่ หลังจากอาบน้ำ กินขา้ วเสรจ็ ก็น่งั สซี อ เพลิดเพลินทกุ วัน ไป วนั หนึง่ ท่านขนุ คดิ วา แปะ๊ ฮงดมู ีความสุขดี แต่ถ้าได้มเี งนิ มากข้นึ คงจะมีความสขุ อย่างสมบรู ณ์มากข้นึ ท่านขุนจึง เอาเงนิ หนงึ่ แสนบาทไปให้แป๊ะฮง จากนั้นมาเป็นเวลาอาทิตย์หน่งึ เตม็ ๆ ท่านขนุ ไม่ได้ยินเสียงซอจากบ้าน แป ะฮงอีกเลย ท่านขุนรู้สกึ เหมอื นขาดอะไรไปอย่างหนึง่ เยน็ วนั ท่ีแปด แป๊ะฮงกม็ าพบท่านขนุ พรอ้ มกบั นาํ เงินทีย่ งั เหลอื อกี หลายหมนื่ มาคืน แป๊ะฮงบอกท่านขุนว่า “ผมเอาเงินมาคนื ท่านครับ ผมเหน่ือยเหลือเกนิ มีเงินมากก็ต้องทำงานมากข้ึนต้องคอย ระวังรักษาเงินทอง เตา้ ฮวยก็ไม่ได้ขาย ต้องไปลงทุนทางอ่นื เพ่ือให้รวยมากขึน้ อีกลงทนุ แล้วก็กลวั ขาดทนุ เหนอื่ ยเหลือเกนิ ผมไม่อยาก ได้เงินแสนแล้วครบั ” คืนนั้นท่านขนุ กห็ ายใจโล่งอก เมือ่ ไดย้ ินเสียงซอจากบ้านแป๊ะฮง แทรกเข้ามากบั สายลม ประเดน็ ในเรื่องของความสุขของคนในเรื่องนที้ ่านไดแ้ นวคิดอะไรบ้าง?

41 คำตอบ ตัวอย่างขอสรปุ ของกรณีตัวอยา่ ง เร่อื ง “แปะ๊ ฮง” ตวั อย่าง ขอ้ สรุปผลการอภิปรายจากกรณตี วั อยา่ ง จากความเหน็ ของผ้เู รียนหลายกลุม เรอื่ ง “แปะ๊ ฮง” ทเี่ คยเสนอไวดังปรากฏในกรอบดานขวามือ ----------- ตวั อยา่ ง ขอสรุปนอ้ี าจใกลเคยี งกับขอสรุป ของกลมุ่ ของทา่ นก็ได้ เมื่อคนมคี วามแตกต่างกนั แตท่ ุกคนต่างก็ตอ้ งการ ความสุข ดงั นั้น ความสุขของแต่ละคนก็ อาจไม่ เหมอื นกัน ตา่ งกนั ไปตามสภาวะของ แตล่ ะบุคคลท่ี แตกตา่ งกันด้วย

42 แผนการจัดการเรยี นรู้ครง้ั ท่ี 4 รายวชิ าภาษาองั กฤษพืน้ ฐาน (พต11001) เร่ือง การเขยี น การอ่านพยัญชนะ สระ และการประสมคำ เวลาเรยี น 6 ชั่วโมง แนวคดิ การเขียน การอ่าน พยัญชนะ สระ และประสมคำ เป็นทักษะพ้ืนฐานในการเรียนรู้เก่ียวกับการใช้ ภาษาอังกฤษและการสื่อสาร ตัวชี้วดั 1. สามารถเขียนพยญั ชนะตัวพิมพ์ใหญแ่ ละตัวพมิ พ์เลก็ ตัวเขยี นใหญ่ ตวั เขียนเลก็ 2. สามารถอ่านออกเสียงสระแทแ้ ละสระประสม 3. อธบิ ายวิธีการประสมคำ 3.1 คำประกอบดว้ ยพยัญชนะและสระแท้ 3.2 คำประกอบดว้ ยพยญั ชนะ สระแท้ และตวั สะกด 3.3 คำประกอบด้วยอกั ษรนำ 2 ตัว 3.4 คำประกอบด้วยตัวสะกด 2 ตวั 3.5 คำประกอบดว้ ยสระประสม ขน้ั ตอนการจดั กระบวนการเรยี นรู้ 1. ข้นั นำเขา้ สบู่ ทเรยี น 1. ผสู้ อนเปดิ วดี ิโอเพลงตัวอกั ษรภาษาอังกฤษให้นักเรียนฟัง 2. ครูใหน้ กั ศกึ ษาทำแบบทดสอบกอ่ นเรยี น 2. ขนั้ จัดกิจกรรมการเรยี นรู้ 1. ใหผ้ เู้ รียนฝกึ เขียนพยัญชนะตัวพิมพเ์ ลก็ และตวั พิมพใ์ หญ่ และตวั เขยี นเล็กและตัวเขียนใหญ่ 2. ครอู ธบิ ายวิธีการเทยี บสระพยญั ชนะและสระไทยภาษาองั กฤษ และวธิ ีการผสมคำดว้ ยพยัญชนะ และสระแท้ 3. ครแู จกบทเพลงภาษาไทย 1 บท ใหผ้ ู้เรยี นฝกึ ประสมคำเลียนเสียงดว้ ยพยญั ชนะภาษาองั กฤษ (คาราโอเกะ)

43 3. ข้นั วดั ผลประเมนิ ผล ครปู ระเมนิ ตามเกณฑท์ ี่ไดก้ ำหนดรว่ มกบั นกั ศึกษา - สรุปผลการศึกษาค้นคว้าและจัดทำเป็นรายงานสง่ ตามกำหนดเวลา - ใบงาน/ใบความรู้ - แบบทดสอบ - การพบกลุ่ม - การทำกจิ กรรมกลมุ่ 4. ข้นั กิจกรรมการเรียนรตู้ อ่ เนอ่ื ง (กรต.) ให้ผู้เรียนศึกษาเร่อื ง การเขียนพยัญชนะ สอ่ื และแหลง่ การเรยี นรู้ 1. แบบเรียน รายวิชาภาษาอังกฤษพนื้ ฐาน พต11001 ระดับประถมศึกษา หนา้ ท่ี 45-52 2. VCD 3. ใบความรู้ 4. ใบงาน 5. https://www.youtube.com/watch?v=60RGCn1SjBY ความยาวของคลิป 6.35 นาที การวัดและประเมนิ ผล 1. สังเกตพฤตกิ รรมการมีส่วนร่วม ความตง้ั ใจ และความสนใจของผู้เรียน 2. ผลการทดสอบก่อนและหลงั เรยี น 3. บันทกึ การเรียนรู้/ทดสอบยอ่ ย 4. ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจของผู้เรยี น

44 ใบงาน Exercise 1 จงเขียนตวั พมิ พ์ใหญ่ ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ……………………………………………………………………………………………………….................................................. Exercise 2 จงเขยี นตวั พิมพเ์ ลก็ ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ……………………………………………………………………………………………………….................................................. Exercise 3 จงเขียนตวั เขยี นใหญ่ ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ……………………………………………………………………………………………………….................................................. Exercise 4 จงเขยี นตวั เขยี นเลก็ ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ……………………………………………………………………………………………………….................................................. Exercise 5 จงเขยี นสระแทใ้ นภาษาองั กฤษ ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ……………………………………………………………………………………………………….................................................. ………………………………………………………………………………………………………..................................................

45 Exercise 6 จงสร้างคำโดยใช้สระประสมตอ่ ไปนี้ 5. o_e ………………………………………..……. 1. ee ……………………………..………………. 6. i_e ……………………………………….………. 2. a_e ……………………………………………. 7. oi …………………………………………………. 3. oo ………………………………..……………. 8. ou …………………………………………….…. 4. ull …………………………………..…………. Exercise 7 จงนำพยัญชนะในภาษาองั กฤษ มาประสมกบั สระแท้ 1. a : …........................................................................... 2. e : …........................................................................... 3. i : …........................................................................... 4. o : …........................................................................... 5. u : …........................................................................... Exercise 8 จงนำพยญั ชนะในภาษาอังกฤษ มาประสมกบั สระแท้ และตวั สะกด 1. …………………………………………………. 2. …………………………………………………. 3. …………………………………………………. 4. …………………………………………………. 5. …………………………………………………. Exercise 9 จงนำพยญั ชนะในภาษาองั กฤษ/ ตัวอกั ษรนำ 2 ตวั มาประสมกบั สระ 1. …………………………………………………. 2. …………………………………………………. 3. …………………………………………………. 4. …………………………………………………. 5..…………………………………………………. Exercise 10 จงเขยี นคำในภาษาองั กฤษทม่ี ตี วั สะกด 2 ตวั 1. …………………………………………………. 2. …………………………………………………. 3. …………………………………………………. 4. …………………………………………………. 5. ………………………………………………….

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 5 46 รายวชิ า ลูกเสอื กศน. (สค12025) เวลาเรียน 6 ชวั่ โมง เรอ่ื ง ลูกเสือกบั การพัฒนา แนวคิด การลูกเสือทั่วโลกมีจุดประสงค์ หลักการ วิธีการ และอุดมการณ์เดียวกัน คือการพัฒนาศักยภาพ บคุ คลให้เป็นพลเมืองดี มีจติ สาธารณะ มคี วามรับผิดชอบในการพัฒนาตนเอง การพฒั นาสัมพันธภาพระหว่าง บุคคล และการพัฒนาสมั พนั ธภาพภายในชุมชนและสังคม ตวั ช้วี ัด 1. บอกหลกั การสำคญั ของการลูกเสือ 2. อธบิ ายความสำคัญของการลูกเสือกับการพัฒนาตนเอง 3. บอกความหมายของพลเมอื งดี เน้ือหา 1. สาระสำคญั ของการลูกเสอื 2. ความสำคัญของการลูกเสอื กับการพฒั นาตนเอง 3. ความเปน็ พลเมอื งดีของลกู เสอื

47 ข้นั ตอนการจดั กระบวนการเรยี นรู้ ขัน้ ตอนท่ี 1 การสร้างแรงบันดาลใจ (Passion : P) 1. ครูทักทายผูเ้ รียน และชวนคิดชวนคุยเก่ียวกับเร่ืองที่จะเรียนรู้เพื่อกระตุ้นให้ผเู้ รียนเกิดความสนใจ และมีความกระตือรือร้นในการเชื่อมโยงและสร้างความพร้อมที่จะเรียนรู้หรือทำกิจกรรมการเรียนรู้ตาม แผนการจัดการเรยี นรู้ครั้งนี้ และเพื่อทบทวนความรูเ้ ดมิ ส่กู ารเตรยี มความพรอ้ มในการรับเนอื้ หาใหม่ 2. ครูชี้แจงวัตถุประสงค์ เนื้อหา กิจกรรม การวัดและประเมินผลของการเรยี นรู้ในคร้ังนี้ ทสี่ อดคล้อง กับตวั ช้ีวัดตามแผนการจัดการเรียนรู้คร้ังน้ี เพื่อให้ผู้เรยี นเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ให้บรรลุ ตัวช้ีวัด ที่กำหนดตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ลูกเสือกับการพัฒนา พร้อมท้ังแนะนำแหล่งศึกษา ค้นคว้าเพ่ิมเติมจากอินเทอร์เน็ต ซ่ึงผู้เรียนสามารถไปเรียนรู้ได้ด้วยตนเองและทำกิจกรรมตามท่ีได้รับ มอบหมายด้วย ท้ังนี้ ครูควรจะชแ้ี จงใหผ้ ู้เรยี นทราบว่าในการพบกลุ่มตามแผนการจัดการเรียนรู้ครั้งน้ี ผู้เรียน จะต้องเรียนรู้และทำกิจกรรมท่ีสอดคล้องกับเน้ือหาที่เรียน โดยปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่ การศึกษาคลิป วดิ โี อ และการแลกเปลีย่ นเรยี นรโู้ ดยการอภปิ รายร่วมกบั เพ่ือนในกลมุ่ รวมท้ังมกี ารทดสอบหลงั เรียนด้วย นอกจากนี้ ในการพบกล่มุ แตล่ ะครั้งนั้น ครูจะมอบหมายงานให้ผู้เรยี นไปเรียนรดู้ ้วยวิธีการเรียนรู้ดว้ ย ตนเอง ซึ่งวิธกี ารเรยี นร้ดู ้วยตนเองจะต้องเกิดขึ้นในทกุ ๆ ตัวชีว้ ดั และเนื้อหาท่ีกำหนด โดยผเู้ รียนจะตอ้ งปฏบิ ตั ิ กิจกรรมที่กำหนดใหด้ ้วยวิธเี รยี นรู้ออนไลน์ และศกึ ษาจากเอกสารประกอบการเรียน ดังน้ัน ครจู ะตอ้ งเช่ือมโยง รายละเอยี ดดังกล่าวข้างต้นใหผ้ ู้เรียนได้เกิดความเข้าใจและเกิดแรงบันดาลใจในการเรยี นรู้ที่จะเกิดข้นึ เพราะ การมอบหมายงานให้ผู้เรียนไปเรียนรู้ด้วยวิธีเรียนรู้ด้วยตนเองน้ัน ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ออนไลน์ผ่าน อินเทอรเ์ น็ต และศกึ ษาเอกสารประกอบการเรียน 3. ครูเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทั้งกลุ่มร่วมกันสนทนา เพ่ือให้ผู้เรียนมีทักษะในการฟัง พูด คิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกับผอู้ ่ืน การคิดสร้างสรรค์ ความรบั ผดิ ชอบ และการนำความรใู้ นเน้ือหามาใช้ โดยครูบูรณาการ เนื้อหาการเรยี นรู้ มีการใชส้ อื่ เทคโนโลยีท่ีเป็นคลิปวดิ ีโอจาก Youtube ที่สัมพันธ์กับเนือ้ หา จำนวน 2 วดิ ีโอ ดงั นี้ 1. https://www.youtube.com/watch?v=oS8G2ZPIpvA ความยาวคลิป 5.38 นาที 2. https://www.youtube.com/watch?v=2PMMuPYFJP8 ความยาวคลปิ 5 นาที หลังจากทไี่ ดช้ มคลปิ วิดโี อแล้ว ครใู หผ้ ู้เรยี นตอบคำถามในประเด็น “จากการศึกษาลกู เสือกับการพัฒนา อธิบาย พอสงั เขป” - ครูอธบิ าย เร่ือง ลูกเสอื กับการพัฒนา ตามหนงั สือเรยี นรายวชิ าลูกเสอื กศน. สค12025 ระดบั ประถมศึกษา หนา้ 1-9 - ครใู ห้ผเู้ รยี นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นรายบคุ คลและรายกลุ่ม หลงั จากนนั้ ครูและผู้เรยี นสรปุ ผลการ เรยี นรู้รว่ มกนั และให้ผเู้ รียนสรปุ สงิ่ ท่ไี ด้เรียนรลู้ งในสมดุ บันทกึ ผลการเรียนรขู้ องตน 4. ครูให้ผู้เรียนศึกษา ตามหนังสือเรียนรายวิชาลูกเสือ กศน. สค12025 ระดับประถมศึกษา เร่ือง ลูกเสือกบั การพฒั นา หนา้ 1-7

48 5. ครูเชอื่ มโยงสิ่งทไ่ี ด้เรียนรู้จากการศึกษาคลปิ วิดีโอทั้ง 3 วิดีโอ เรอ่ื ง ลูกเสือกับการพัฒนา ใหผ้ ู้เรียน รายบุคคลและรายกลุ่มตอบคำถาม และให้ผู้เรียนฝึกทำแบบฝึกหัด เพ่ือให้ได้คำตอบที่เป็นผลลัพธ์ของการ เรียนรู้อนั ตรงตามวัตถุประสงคข์ องการเรียนรูใ้ นครงั้ นี้ ขั้นตอนท่ี 2 การนำไปใช้ประโยชน์ (Utilization : U) 1. แบ่งผูเ้ รียนออกเป็น 3 กลุม่ ให้ศกึ ษานิยาม จากหนงั สือเรยี นรายวชิ าลกู เสอื กศน. สค12025 ระดบั ประถมศึกษาหนา้ 1-9 เรอื่ ง ลกู เสอื กับการพฒั นา ท่ีกำหนดให้ ดังนี้ กลุ่มท่ี 1 สาระสำคัญของการลกู เสอื กลุ่มที่ 2 ความสำคญั ของการลูกเสือกับการพฒั นาตนเอง กลุม่ ท่ี 3 ความเป็นพลเมอื งดีของลูกเสอื โดยใหแ้ ต่ละกลมุ่ แลกเปลยี่ นเรียนรู้ และส่งผ้แู ทนนำเสนอตอ่ กล่มุ ใหญใ่ น 3 ประเด็น ประเด็นที่ 1 สาระสำคญั ของการลกู เสือ ประเด็นท่ี 2 ความสำคัญของการลกู เสือกับการพัฒนาตนเอง ประเด็นที่ 3 ความเป็นพลเมืองดขี องลูกเสอื ครูและผู้เรียนสรุปผลการเรยี นรูร้ ว่ มกัน และให้ผู้เรียนสรุปสิ่งท่ีได้เรยี นรู้ลงในสมุดบันทึกผลการเรยี นรู้ของตน 2. ครแู นะนำแหลง่ เรยี นรู้ให้กับผูเ้ รียนเพอื่ ใช้เป็นเครอื่ งมือในการแสวงหาความรดู้ ้วยตนเอง อาทิ หอ้ งสมุด แหลง่ เรียนรใู้ นชมุ ชน หนว่ ยงาน สถานศึกษาตา่ ง ๆ รวมทงั้ การใชอ้ นิ เตอรเ์ น็ตเพอ่ื การเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นต้น และให้ผู้เรียนเป็นรายบุคคลศึกษาเน้ือหา ในหนังสือเรียนตามหนังสอื เรียนรายวิชาลูกเสือ กศน. สค12025 ระดบั ประถมศกึ ษา หนา้ 1-9 เร่ือง ลูกเสือกับการพฒั นา 3. ครูดำเนินการทำหน้าที่นำการอภิปราย โดยให้ผู้เรียนกลุ่มใหญ่ร่วมกันแสดงความคิดเห็นคิด วิเคราะห์ อภิปราย และวิเคราะห์ให้ข้อมูลเพ่ิมเติมในเนื้อหาหรอื ประเดน็ ท่ียังไม่ชัดเจน ตามรายละเอียดท่ีผูเ้ รียนได้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน หากผู้เรียนกลุ่มใหญ่หรือครูเห็นว่ายังไม่สมบูรณ์ มีความต้องการในการเรียน รู้ เพม่ิ เตมิ ครูจะชว่ ยเติมเต็มความรู้ให้กบั ผู้เรียน หลังจากนั้นครแู ละผู้เรียนสรุปส่ิงที่ไดเ้ รียนร้ใู นภาพรวมท้งั หมด แลว้ ใหผ้ เู้ รยี นสรปุ สงิ่ ที่ไดเ้ รียนรู้ลงในสมุดบันทึกการเรยี นรขู้ องตน หมายเหตุ : ในการดำเนินกิจกรรมกลุ่ม ครูช้ีแจงบทบาทหน้าที่ในการทำงานให้ผู้เรียนได้มีความรับผิดชอบร่วมกันใน การทำงาน ซึ่งมอบหมายให้ผู้เรียนดำเนินการแต่งตั้งประธานหรือผู้นำในการอภิปรายแลกเปล่ยี นเรียนรู้ และ การมอบหมายให้มีผู้รับผิดชอบในภารกิจต่าง ๆ รวมถึงการแต่งตั้งเลขานุการของกลุ่มเป็นผู้จดบันทึกและ ผู้รักษาเวลา เพ่ือปฏิบัติงานของกลุ่มใหญ่ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ท่ีต้ังไว้ และพิจารณาว่าสมาชิกลุ่มทุกคน ควรมีความเข้าใจตรงกันว่า ตนมีบทบาทหน้าท่ีที่จะต้องช่วยให้กลุ่มทำงานได้สำเร็จ ครูควรให้คำแนะนำถึง ความสำคัญของการให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีส่วนร่วมในการอภิปรายอย่างทั่วถึง ไม่ให้มีการผูกขาดการ อภิปรายโดยผู้ใดผหู้ นึง่ และควรมกี ารจำกัดเวลาของการอภปิ รายแตล่ ะประเดน็

49 ในระหว่างการทำกิจกรรมของผู้เรียน ครูมีบทบาทในการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน คอยกระตุ้นผเู้ รยี นให้เกิดความกระตือรอื ร้นในการเรียนรู้ โดยบันทึกลงในแบบบันทึกพฤตกิ รรมการเรยี นรู้ของ ผเู้ รียน และเครอ่ื งมือประเมนิ การสงั เกตแบบประมาณค่า 4. ครูเปิดโอกาสให้ผู้เรียนท้ังกลุ่มร่วมกันสนทนา เพ่ือให้ผู้เรียนมีทักษะในการฟัง พูด คิดวิเคราะห์ การทำงานรว่ มกับผอู้ นื่ การคดิ สร้างสรรค์ ความรบั ผิดชอบ และการนำความรใู้ นเน้ือหามาใช้ โดยครบู ูรณาการ เนือ้ หาการเรยี นรู้ มีการใช้ส่ือเทคโนโลยีทเี่ ป็นคลิปวดิ ีโอจาก youtube ท่ีสัมพนั ธ์กับเนอ้ื หา ทง้ั นี้ครูเชอื่ มโยงสิ่ง ท่ีได้เรียนรู้ตามขั้นตอนท่ี 1 ในการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติ และประยุกต์ใช้ผ่านคลิปวิดีโอ โดยครูเปิดคลิป วดิ ีโอ ดังนี้ (1) https://www.youtube.com/watch?v=oS8G2ZPIpvA ความยาวคลิป 5.38 นาที (2) https://www.youtube.com/watch?v=2PMMuPYFJP8 ความยาวคลิป 5 นาที (3) https://www.youtube.com/watch?v=Bwd4PA6_M1w ความยาวคลปิ 9.35 นาที (4) https://www.youtube.com/watch?v=aSe4iv5b0c0 ความยาวคลิป 3.19 นาที 5. ครูและผเู้ รยี นอภปิ รายและสรปุ ผลการเรยี นรรู้ ่วมกัน ขัน้ ตอนที่ 3 การสะท้อนความคิดจากการเรียนรู้ (Reflection : R) 1. แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่ม ๆ ละ 4-8 คน ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มลงมือฝึกแก้โจทย์ เร่ือง “ลูกเสือ กบั การพัฒนา” ตามหนังสอื เรียนรายวชิ าลกู เสือ กศน. สค12025 ระดบั ประถมศึกษา รายวิชาบงั คบั หน้า 1-9 แบบฝึกหัดที่ 1 โดยผู้เรียนแต่ละฝึกทำแบบฝึกหัด เร่ือง “กิจกรรมท้ายเร่ืองท่ี 1 สาระสำคัญของการลูกเสือ (ใหผ้ ูเ้ รียนไปทำกิจกรรมท้ายเร่ืองท่ี 1 ที่สมุดบันทกึ กจิ กรรมการเรียนร้ปู ระกอบชุดวชิ า)” 2. ให้ผู้เรยี นแตล่ ะกลมุ่ ตามข้อ 1 ทำแบบฝกึ หัดตามกจิ กรรม เรอ่ื ง “กจิ กรรมท้ายเรื่องที่ 1 ความสำคัญ ของการลกู เสือกับการพัฒนา (ให้ผู้เรียนไปทำกิจกรรมท้ายเร่ืองท่ี 2 ที่สมุดบนั ทึกกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบ ชดุ วชิ า)” ทัง้ นี้ ครูจะต้องกำกบั การปฏิบัติกิจกรรมของผเู้ รียนจนกิจกรรมแล้วเสรจ็ ตามใบกจิ กรรมสำหรบั ครู เรอ่ื ง “สาระสำคัญของการลกู เสือ” 3. ใหผ้ ูเ้ รยี นแต่ละกลมุ่ นำเสนอการแก้โจทย์เลขกิจกรรมตาม ข้อท่ี 1 เรือ่ ง “ลกู เสือกับการพัฒนา” ตามใบกจิ กรรมของผ้เู รยี น เร่อื ง “ลกู เสือกับการพัฒนา” 4. ครูให้ผู้เรยี นสะทอ้ นความคิดในการเรียนรทู้ ่ไี ดจ้ ากการเรยี นร้แู ละการปฏบิ ัตกิ าร จากข้นั ตอนที่ 1 ถึง ขนั้ ตอนท่ี 3 น้ี 5. ครแู ละผเู้ รียนอภิปรายและสรปุ ผลการเรยี นรู้ร่วมกนั

50 ข้นั ตอนท่ี 4 การติดตามประเมนิ และแกไ้ ข (Action : A) 1. ครูสนทนากับผู้เรียนเกี่ยวกับเร่ืองท่ีได้เรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้น้ี โดยครูสุ่มผู้เรียนตาม ความสมัครใจจำนวน 2-3 คน ให้ตอบคำถามในประเด็น ต่อไปนี้ ประเดน็ ท่ี 1 “ลกู เสือกบั การพัฒนา นยิ ามคืออะไร” แนวคำตอบ การลกู เสือไทย คณะลูกเสอื แห่งชาติ ใตก้ ำหนดวัตฤประสงคข์ องการพัฒนา ลูกเสอื เพอื่ พฒั นาลูกเสือท้ังทางกาย สตปิ ญั ญา จิตใจ และสงั คม ให้เปน็ พลเมอื งดีมคี วามรับผิดชอบ และชว่ ย สร้างสรรคส์ ังคมให้เกิดความสามัคคี มีความเจริญก้าวหน้า 2. ครแู ละผเู้ รียนอภปิ รายและสรปุ ผลการเรยี นรู้ร่วมกนั เร่อื ง “ลกู เสอื กบั การพัฒนา” เพ่ือเปน็ การ สรุปภาพรวมของกิจกรรมการเรียนรู้ ซงึ่ จะทำใหผ้ ู้เรยี นเกิดความเขา้ ใจในกจิ กรรมการเรยี นรูม้ ากยง่ิ ขึน้ 3. ครูและผ้เู รียนสรุปภาพรวมสิ่งท่ีได้เรยี นรู้ร่วมกัน เร่อื ง การเขียนโครงการเพื่อพฒั นาชุมชนและ สังคม นอกจากนี้ ในตอนท้ายของการพบกลุ่ม หลังจากเสร็จสิ้นขนั้ ตอนที่ 3 ครูมีการมอบหมายงานให้ เรียนรู้ดว้ ยตนเอง รายละเอยี ดดงั นี้ การมอบหมายงานใหเ้ รยี นรู้ดว้ ยตนเอง 1. ครชู ้แี จงให้ผู้เรียนทราบวา่ ในการพบกลมุ่ แต่ละคร้ังผู้เรยี นจะไดร้ ับมอบหมายงานให้ไปเรียนรู้ดว้ ย วธิ ีเรยี นรู้ดว้ ยตนเองในลักษณะท่คี รูจะมอบหมายงานใหผ้ ู้เรยี นไปศึกษา “หนงั สอื เรยี นรายวิชาลูกเสือ กศน. สค12025 ระดับประถมศกึ ษา เร่ือง ลูกเสือกับการพฒั นา หน้า 1-9 ส่วนท่ี 1 เน้ือหาการเรียนรู้ตามแผนการจดั การเรียนรู้คร้ังน้ี ส่วนท่ี 2 เนอ้ื หาการเรียนรู้เพม่ิ เติมในหนังสือเรียนเรียนดังกลา่ ว 2. ครมู อบหมายงานให้ผู้เรยี นเรียนรดู้ ้วยตนเอง โดยให้ไปศึกษา “ตามหนงั สือเรียนรายวชิ าลกู เสอื กศน. สค12025 ระดบั ประถมศึกษา” รายละเอียดของกจิ กรรมที่ผูเ้ รียนจะตอ้ งปฏิบตั ิ แบ่งออกเป็น 2 สว่ น ดงั น้ี สว่ นที่ 1 เนื้อหาการเรยี นรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้คร้งั น้ี ไดแ้ ก่ 1. ชดุ วชิ าลกู เสอื กศน. รหัสรายวิชา สค 12025 2. สมดุ บันทึกกจิ กรรมการเรยี นรูป้ ระกอบ 3. สอ่ื เสริมการเรยี นรอู้ ืน่ ๆ ส่วนท่ี 2 มอบหมายงานใหผ้ ูเ้ รียนเรียนรู้ดว้ ยตนเอง ซง่ึ เน้อื หาการเรยี นร้เู พิ่มเติมใน “หนงั สอื เรยี นรายวชิ าลกู เสือ กศน. สค12025 ระดบั ประถมศกึ ษา ได้แก่ (1) กจิ กรรมทา้ ยเร่ืองที่ 1 สาระสำคัญของการลกู เสอื (ให้ผเู้ รยี นไปทำกจิ กรรมท้ายเรอื่ งที่ 1 ที่สมุดบนั ทึกกจิ กรรมการเขียนรปู้ ระกอบชุดวชิ า) (2) กจิ กรรมท้ายเรื่องท่ี 2 ความสำคญั ของการลกู เสือกับการพัฒนา


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook