101 . ควรระมดั ระวงั การใชย้ าทีมกั ทาํ ใหเ้ กิดอาการแพง้ ่ายบ่อย ๆ เช่น เพนิซิลลิน ซลั โฟนาไมด์ หรือ ซาลซิ ยั เลท เป็นตน้ โดยเฉพาะรายทีมปี ระวตั ิหอบหืด หวดั เรือรัง ลมพิษ ผนื คนั แพส้ ารต่าง ๆ หรือแพย้ า มาแลว้ ควรบอกรายละเอียดใหแ้ พทยห์ รือเภสชั กรทราบก่อนใชย้ า . กรณีทีจาํ เป็นจะตอ้ งใชย้ าทีเคยแพ้ จะตอ้ งอยใู่ นความดแู ลของแพทยอ์ ยา่ งใกลช้ ิด โดยแพทยจ์ ะ ใชย้ าชนิดทีแพค้ รังละนอ้ ย ๆ และใหย้ าแกแ้ พพ้ ร้อมกนั ไปดว้ ยเป็ นระยะเวลาหนึง จนกว่าร่างกายจะปรับ สภาพไดจ้ นไมแ่ พแ้ ลว้ จึงจะใหย้ านนั ในขนาดปกติได้ การแกไ้ ขอาการแพย้ า ควรพจิ ารณาตามสภาพของการแพ้ ในกรณีทีมีอาการแพเ้ พียงเลก็ นอ้ ย เช่น ผนื คนั คดั จมกู ควรหยดุ ใชย้ า ซึงจะช่วยใหอ้ าการต่างๆ ลดลงและหมดไปภายใน - ชวั โมง สาํ หรับรายที มอี าการผนื คนั มากอาจจะใหย้ าแกแ้ พ้ (Antihistamine) ร่วมดว้ ย ถา้ มอี าการแพร้ ุนแรงมากและเกิดขึนควร ไปพบแพทยท์ ันทีทนั ใด ควรลดการดูดซึมของยา โดยทําให้อาเจียนหรื อให้กินผงถ่าน (Activated Charcoal) เพือช่วยดูดซึมยา นอกจากนี ควรช่วยการหายใจโดยใหอ้ ะดรีนาลนิ เพือช่วยขยายหลอดลมและ เพมิ ความดนั โลหิต ถา้ มีอาการอกั เสบ อาจใชย้ าแกอ้ กั เสบประเภทสเตอรอยดช์ ่วยบา้ ง . ผลข้างเคยี งของยา (Side Effect) หมายถึง ผลหรืออาการอืน ๆ ของยาอนั เกิดขึนนอกเหนือจากผลทีตอ้ งการใชใ้ นการรักษา ดงั เช่น ยาแกแ้ พม้ กั จะทาํ ใหเ้ กิดอาการง่วงซึมเป็ นผลขา้ งเคียงของยา หรือเตตราซยั คลีนใชก้ บั เด็ก ทาํ ให้ เกิดผลข้างเคียง คือฟันเหลืองอย่างถาวร เป็ นตน้ ในกรณีทีเกิดผลขา้ งเคียงของยาขึน ควรหยุดยาและ หลีกเลยี งการใชย้ านนั ทนั ที . การดือยา (Drug Resistance) พบมากทีสุด มกั เนืองมาจากการใชย้ าปฏชิ ีวนะไมต่ รงกบั ชนิดของเชือโรคหรือใชไ้ ม่ถูกขนาด หรื อใช้ในระยะเวลาทีไม่เพียงพอต่อการทาํ ลายเชือโรค ซึงเรี ยกว่า การดือยา เช่น การดือต่อยา เตตราซยั คลนี ยาคลอแรมเฟนิคอล เป็นตน้ . การตดิ ยา (Drug Dependence) ยาบางชนิดถา้ ใชไ้ ม่ถกู ตอ้ งหรือใชต้ ่อเนืองกนั ไปชวั ระยะเวลาหนึงจะทาํ ใหต้ ิดยาขนานนันได้ เช่น ฝิน มอร์ฟี น บาร์บิทเู รต แอมเฟตามนี ยากลอ่ มประสาท เป็นตน้ . พษิ ของยา (Drug Toxicity) มกั เกิดขึนเนืองจากการใชย้ าเกิดขนาด สาํ หรับพิษหรือผลเสียของยาอาจกล่าวโดยสงั เขป ไดด้ งั นี 1. ยาบางชนิดรับประทานแลว้ เกิดอาการไข้ ทาํ ใหเ้ ขา้ ใจผดิ วา่ ไขเ้ กิดจากโรค ในรายเช่นนีเมือ หยดุ ยาอาการไขจ้ ะหายไปเอง 2. ความผดิ ปกติของเมด็ เลือดและส่วนประกอบของเลือด ยาบางอยา่ ง เช่น ยาเฟนิลบิวตาโซน คลอแรมเฟนิคอล และยารักษาโรคมะเร็ง จะยบั ยงั การทาํ งานของไขกระดูก ทาํ ให้เม็ดเลือดขาวและเมด็ เลือดแดงลดจาํ นวนลงกว่าระดบั ปกติ เป็ นผลใหเ้ กิดภาวะโลหิตจาง ร่างกายอ่อนแอ ติดเชือไดง้ ่ายและ รุนแรง ยาบางขนานทีใช้รักษามาเลเรีย เช่น ควินิน พามาควิน และไพรมาควีน จะทาํ ให้เม็ดเลือดแดง
102 สลายตวั ไดง้ ่ายกว่าปกติ นอกจากนี ยงั พบว่ายาอะมิโนพยั รินและไดพยั โรน มีผลต่อส่วนประกอบของ เลอื ดอยา่ งมาก 3. ความเป็นพษิ ต่อตบั ถงึ แมต้ บั จะเป็นอวยั วะทีมีสมรรถภาพสูงสุดในการกาํ จดั ยา แต่มนั ก็ถูก กบั ตวั ยาในความเขม้ ขน้ ทีสูง จึงอาจเป็ นอนั ตรายจากยาดว้ ยเหตุนีก็ได้ ยาบางขนานทีอาจเป็ นอนั ตรายต่อ เซลลข์ องตบั โดยตรง เช่น ยาจาํ พวก Chlorinated hydrocarbons ยาเมด็ คุมกาํ เนิด ยาปฏิชีวนะจาํ พวก โพลิมิกซิน และวติ ามินเอ ในขนานสูงมากๆ อาจทาํ ใหต้ บั หยอ่ นสมรรถภาพได้ 4. ความเป็นพิษต่อไต ไตเป็นอวยั วะทีสาํ คญั ทีสุดในการขบั ถา่ ยยาออกจากร่างกาย ยาจาํ พวก ซลั ฟาบางขนานอาจตกตะกอนในไต ทาํ ใหไ้ ตอกั เสบเวลารับประทานยาพวกนีจึงควรดืมนํามาก ๆ นอกจากนี ยงั มียาทีอาจทาํ ใหเ้ กิดพษิ โดยตรงต่อไตได้ เช่น ยานีโอมยั ซิน เฟนาเซดิน กรดบอริก ยาจาํ พวก เพนิซิลลิน หรือการใหว้ ิตามินดีในขนาดสูงมากและเป็ นเวลานาน อาจก่อใหเ้ กิดพิษต่อไต ไตหย่อน สมรรถภาพ จนถงึ ขนั เสียชีวติ ได้ 5. ความเป็นพษิ ต่อเสน้ ประสาทของหู ยาบางชนิดเป็นพษิ ต่อเสน้ ประสาทของหู ทาํ ใหอ้ าการ หูออื หูตึง และหูหนวกได้ เช่น ยาสเตร็ปโตมยั ซิน นีโอมยั ซิน กานามยั ซิน ควินิน และยาจาํ พวก ซาลิซยั เลท เป็นตน้ 6. ความเป็ นพิษต่อประสาทส่วนกลาง ยาบางขนานทําให้มีอาการทางสมอง เช่น การใช้ แอมเฟตามีน ทาํ ใหส้ มองถูกกระตุน้ จนเกิดควรจนนอนไม่หลบั ปวดหัว กระวนกระวาย อยไู่ ม่สุข และ ชกั ได้ ส่วนยากดประสาทจาํ พวกบาร์บิทูเรต ถา้ ใชไ้ ปนาน ๆ จะทาํ ใหเ้ กิดอาการง่วง ซึมเศร้า จนถึงขนั อยากฆา่ ตวั ตาย 7. ความเป็นพิษต่อระบบหวั ใจและการไหลเวยี นเลือด มกั เกิดจากยากระตุน้ หวั ใจ ยาแกห้ อบหืด ไปทาํ ใหห้ วั ใจเตน้ เร็วผดิ ปกติ 8. ความเป็นพิษต่อกระเพาะอาหาร ยาบางชนิด เช่น แอสไพริน เฟนิลบิวตาโซน เพรดโซโลน อนิ โดเมธาซิน ถา้ รับประทานตอนทอ้ งว่างและรับประทานบ่อยๆ จะทาํ ใหก้ ระเพาะอาหารอกั เสบและเป็น แผลได้ 9. ความเป็นพิษต่อทารกในครรภ์ มียาบางชนิดทีแมไ่ ม่ควรรับประทานระหว่างตงั ครรภ์ เช่น ยาธาลิโดไมลช์ ่วยใหน้ อนหลบั และสงบประสาท ยาฟี โนบาร์บิตาลใชร้ ักษาโรคลมชกั ยาไดอะซีแพมใช้ กล่อมประสาท และยาแกค้ ลืนไส้อาเจียน เนืองจากอาจเป็ นอนั ตรายต่อตวั มดลกู และต่อทารกในครรภ์ เป็นผลให้เด็กทีคลอดออกมามีความพิการ เช่น บางรายอาจมือกุด ขากุด จมกู โหว่ เพดานและริมฝี ปาก แหว่ง หรือบางคนศีรษะอาจยบุ หายไปเป็นบางส่วน ดงั นนั แม่ในระหว่างตงั ครรภค์ วรระมดั ระวงั การใช้ ยาเป็นอยา่ งยงิ
103 การใช้ยาผดิ และการตดิ ยา (Drug Abuse and Drug Dependence) การใช้ ยาผิด หมายถึง การใช้ยาทีไม่ตรงกับโรค บุคคล เวลา วิธี และขนาด ตลอดจน จุดประสงคข์ องการใชย้ านนั ในการรกั ษาโรค เช่น การใชย้ าบาร์บิทูเรต (เหลา้ แหง้ ) เพอื ใหน้ อนหลบั สบาย โดยอยภู่ ายใตก้ ารดแู ลของแพทย์ ถือวา่ เป็นการใชย้ าถกู ตอ้ ง แต่ถา้ ใชย้ าบาร์บิทูเรต (เหลา้ แหง้ ) จาํ นวนเดิม เพือใหเ้ คลบิ เคลมิ เป็นสุข (Euphoria) ถือวา่ เป็นการใชย้ าผดิ การตดิ ยา หมายถึง การใชย้ าติดต่อกนั ไปชวั ระยะเวลาหนึง แลว้ อวยั วะของร่างกายโดยเฉพาะ อยา่ งยงิ ระบบประสาท ไดย้ อมรับยาขนานนนั เขา้ ไวเ้ ป็ นสิงหนึงทีจาํ เป็ น สาํ หรับเมตาบอลิซึมของอวยั วะนัน ๆ ซึงถา้ หากหยดุ ยาหรือไดร้ ับยาไมเ่ พียงพอจะเกิดอาการขาดยา หรืออาการถอนยา (Abstinence or Withdrawal Syndrome) ซึงแบ่งไดเ้ ป็นอาการทางกาย และอาการทางจิตใจ สาเหตทุ ีทาํ ให้เกดิ การใช้ยาผดิ หรือการตดิ ยา อาจเนอื งมาจาก 1. ความเชือทีว่ายานนั สามารถแกโ้ รคหรือปัญหาต่างๆ ได้ 2. สามารถซือยาไดง้ ่ายจากแหล่งต่างๆ 3. มีความพงึ พอใจในฤทธิของยาทีทาํ ใหร้ ู้สึกเคลบิ เคลมิ เป็นสุข 4. การทาํ ตามอยา่ งเพือน เพือใหเ้ ขา้ กบั กลมุ่ ได้ หรือเพอื ใหร้ ู้สึกวา่ ตนเองทนั สมยั 5. ความเชือทีวา่ ยานนั ช่วยใหม้ คี วามสามารถและสติปัญญาดีขึน 6. ความไมพ่ อใจในสภาพหรือสงั คมทีเป็นอยู่ หรือความรู้สึกต่อตา้ นวฒั นธรรม 7. การหลงเชือคาํ โฆษณาสรรพคุณของยานนั การใชย้ าผดิ แบ่งตามลกั ษณะการใชโ้ ดยสงั เขปไดเ้ ป็น ประการ คือ . ใช้ผดิ ทาง ไม่เป็นไปเพอื การรักษาโรค เช่น ใชย้ าปฏชิ ีวนะเสมอื นหนึงเป็นการลดไข้ ชาวนา ใชข้ ีผงึ เพนิซิลลินทาแทนวาสลิน เพือกนั ผวิ แตก ซึงอาจทาํ ใหเ้ กิดอาการแพจ้ นถึงแก่ชีวิตได้ โดยทวั ไป แพทยจ์ ะใหน้ าํ เกลอื และยาบาํ รุงเขา้ เสน้ ต่าง ๆ เฉพาะผทู้ ีป่ วยเท่านัน แต่ผทู้ ีมีสุขภาพดีกลบั นาํ ไปใชอ้ ย่าง กวา้ งขวาง ซึงนอกจากจะไม่ใหป้ ระโยชนแ์ ลว้ ยงั เป็นอนั ตรายถึงชีวิตได้ . ใช้พรําเพรือ เป็ นระยะเวลานานๆ จนติดยา เช่น การใชย้ าลดไขแ้ กป้ วด ซึงมีส่วนผสมของ แอสไพริน และเฟนาเซติน เพอื รักษาอาการปวดเมือยหรือทาํ ใหจ้ ิตใจเป็นสุข ถา้ ใชต้ ิดต่อกนั นาน ๆ ทาํ ให้ติด ยาและสุขภาพทรุดโทรม นอกจากนี การใชย้ านอนหลบั ยาระงบั ประสาท ยากล่อมประสาท กญั ชา โคเคน แอมแฟตามนี โบรไมด์ การสูดกาวสารทาํ ใหเ้ กิดประสาทหลอนติดต่อกนั เป็นเวลานานจะทาํ ใหต้ ิดยาได้ ข้อควรระวงั ในการใช้สมุนไพร เมือมีความจาํ เป็ น หรือความประสงคท์ ีจะใชส้ มุนไพรไม่ว่าจะเพือประสงค์อย่างไรก็ตาม ใหร้ ะลึกอยเู่ สมอวา่ ถา้ อยากมสี ุขภาพทีดี หายจากการเจ็บป่ วย สิงทีจะนาํ เขา้ ไปสู่ในร่างกายเราก็ควรเป็ น สิงทีดี มปี ระโยชน์ต่อร่างกายดว้ ย อยา่ ใหค้ วามเชือแบบผดิ ๆ มาส่งผลเสียกบั ร่างกายเพิมขึน หลายคนอาจ เคยไดย้ นิ ข่าวเกียวกบั หมอนอ้ ย ซึงเป็นเดก็ อายเุ พยี ง ปี เดือน ทีเป็นข่าวในหนา้ หนงั สือพมิ พเ์ มือปี ทีสามารถรักษาโรคไดท้ ุกชนิดใชเ้ พยี งกิงไมใ้ บไมอ้ ะไรกไ็ ดแ้ ลว้ แต่จะชีไป คนเอาไปตม้ รับประทานดว้ ย
104 ความเชือ ซึงความจริ งการเลือกใชส้ มุนไพรจะต้องมีวิธีการ และความรู้ทีถูกตอ้ ง การใช้จึงจะเกิด ประโยชน์ ขอ้ ควรระวงั ในการใชอ้ ยา่ งง่ายๆ และเป็นแนวทางในการปฏิบตั ิเพือใหเ้ กิดความปลอดภยั ใน การใชส้ มนุ ไพร คือ - ใช้ให้ถูกต้น สมุนไพรบางชนิดอาจมีลกั ษณะคลา้ ยกนั หรื อมีชือพอ้ งกนั การใช้ผิดต้น นอกจากไมเ่ กิดผลในการรักษาแลว้ ยงั อาจเกิดพิษขึนได้ - ใช้ให้ถูกส่วน ในแต่ละส่วนของพชื สมุนไพร เช่น ใบ ราก ดอก อาจมีสรรพคุณไม่เหมือนกนั และบางส่วนอาจมีพิษ เช่น เมลด็ ของมะกลาํ ตาหนูเพยี งเมด็ เดียว ถา้ เคียวรับประทานอาจตายได้ ในขณะที ส่วนของใบไมเ่ ป็นพษิ - ใช้ให้ถูกขนาด ปริมาณการใชเ้ ป็นส่วนสาํ คญั ทีทาํ ใหเ้ กิดพิษโดยเฉพาะ ถา้ มกี ารใชใ้ นปริมาณ ทีมากเกินไป หรือถา้ นอ้ ยเกินไปก็ไมเ่ กิดผลในการรักษา - ใช้ให้ถูกโรค สมุนไพรแต่ละชนิดมีสรรพคุณไม่เหมือนกนั เป็นโรคอะไรควรใชส้ มุนไพรทีมี สรรพคุณรักษาโรคนนั ๆ และสิงทีควรคาํ นึงคือ อาการเจบ็ ป่ วย บางอยา่ งมคี วามรุนแรงถึงชีวติ ได้ ถา้ ไมไ่ ด้ รับการรักษาทนั ท่วงทีในกรณีเช่นนีไม่ควรใชย้ าสมุนไพร ควรรับการรักษาจากแพทยผ์ เู้ ชียวชาญจะ เหมาะสมกว่า การรับประทานยาสมุนไพรจากทีเตรียมเอง ปัญหาทีพบบ่อยคือ ไม่ทราบขนาดการใชท้ ี เหมาะสมว่าจะใชป้ ริมาณเท่าใดดี ขอ้ แนะนาํ คือ เริมใชแ้ ต่นอ้ ยก่อนแลว้ ค่อยปรับปริมาณเพมิ ขึนตามความ เหมาะสมทีหลงั (มศี พั ทแ์ บบพนื บา้ นว่า ตามกาํ ลงั ) ไม่ควรรับประทานยาตามคนอืนเพราะอาจทาํ ใหร้ ับยา มากเกินควร เพราะแต่ละคนจะตอบสนองต่อยาไม่เหมือนกัน สําหรับยาทีซือจากร้านควรอ่านฉลาก วธิ ีการใชอ้ ยา่ งละเอยี ดและใหเ้ ขา้ ใจก่อนใชท้ ุกครัง การหมดอายขุ องยาจากสมนุ ไพรเช่นเดียวกนั กบั ยาแผนปัจจุบนั โดยทวั ไปสมุนไพรเมือเก็บ ไวน้ านๆ ยอ่ มมกี ารผพุ งั เกิดความชืน เชือรา หรือมีแมลงวนั มากดั กิน ทาํ ให้อยใู่ นสภาพทีไม่เหมาะสมที จะนาํ ไปใช้ และมีการเสือมสภาพลงแต่การจะกาํ หนดอายทุ ีแน่นอนนนั ทาํ ไดย้ าก จึงควรนบั ตงั แต่วนั ผลิต ยาสมนุ ไพรหรือยาจากสมุนไพรไม่ควรใชเ้ มือมีอายุเกิน ปี ยกเวน้ มีการผลิตหรือเก็บบรรจุทีดี และถา้ พบวา่ มเี ชือรา มกี ลนิ หรือสีเปลียนไปจากเดิมกไ็ ม่ควรใช้ ข้อสังเกตในการเลอื กซือสมนุ ไพร และยาแผนโบราณ ดงั นนั ยาแต่ละชนิดทางกฎหมายมขี อ้ กาํ หนดทีแตกต่างกนั ในการเลอื กซือหรือเลอื กใชจ้ ึงตอ้ ง รู้ความหมาย และขอ้ กาํ หนดทางกฎหมายเสียก่อน จึงจะรู้วา่ ยาชนิดใด จะมีคุณสมบตั ิอย่างไร มีวิธีการใน การสังเกตอย่างไร เพือทีจะไดบ้ อกไดว้ ่ายานัน ควรทีจะใชห้ รือน่าทีจะมีความปลอดภยั ต่อการใช้ สิงที น่าจะรู้หรือทาํ ความเขา้ ใจ คือ ความหมายของยาชนิดต่าง ๆ ดงั นี ยาสมนุ ไพร คือ ยาทีไดจ้ ากพฤกษชาติ สตั ว์ หรือแร่ธาตุ ซึงมิไดผ้ สมปรุงหรือแปรสภาพ ยาแผนโบราณ คือ ยาทีมงุ่ หมายใชใ้ นการประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ ซึงอยใู่ นตาํ รา
105 แผนโบราณทีรัฐมนตรีประกาศ หรือยาทีไดร้ ับอนุญาตขึนทะเบียนเป็นยาแผนโบราณ หรือใหเ้ ขา้ ใจง่ายๆ คือ ยาทีไดจ้ ากสมนุ ไพรมาประกอบเป็นตาํ รับตามทีระบุไวใ้ นตาํ รายาหรือ ทีกาํ หนดใหเ้ ป็นยาแผนโบราณ ในการประกอบโรคศิลปะแผนโบราณนันกาํ หนดว่า ให้ใชว้ ิธีทีสืบทอด กนั มาแต่โบราณโดยไม่ใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เช่น การนาํ สมุนไพรมาตม้ รับประทาน หรือทาํ เป็นผงละลายนาํ รับประทาน แต่ในปัจจุบนั มีขอ้ กาํ หนดเพมิ เติมใหย้ าแผนโบราณมีการพฒั นารูปแบบให้ สะดวกและทนั สมยั ขึนเช่นเดียวกบั ยาแผนปัจจุบนั เช่น ทาํ เป็ นเมด็ เม็ดเคลือบนาํ ตาลหรือแคปซูล โดยมี ขอ้ สงั เกตวา่ ทีแคปซูลจะตอ้ งระบุวา่ ยาแผนโบราณ
106 เรืองที ความเชือเกียวกับการใช้ยา ปัจจุบนั แมว้ ่าความกา้ วหนา้ ทางแพทยส์ มยั ใหมร่ วมทงั วิถีชีวติ ทีไดร้ ับอทิ ธิพลจากตะวนั ตก จะทาํ ใหค้ นทวั ไปเมอื เจ็บป่ วยหนั ไปพงึ การรักษาจากบุคลากรทางการแพทยซ์ ึงมงุ่ เนน้ การใชย้ าแผนปัจจุบนั ใน การรักษาอาการเจ็บป่ วยเป็นหลกั โดยใหค้ วามสาํ คญั ความเชือถอื ในยาพืนบา้ น ยาแผนโบราณลดน้อยลง ทาํ ใหภ้ มู ิปัญญาพนื บา้ นรวมถึงตาํ หรับยาแผนโบราณสูญหายไปเป็นจาํ นวนมาก นอกจากนนั ยงั ขาดความ ต่อเนืองในการถา่ ยทอดองคค์ วามรู้ในการดูแลรักษาตนเองเบืองตน้ ดว้ ยวิธีการและพชื ผกั สมุนไพร ทีหา ไดง้ ่ายในทอ้ งถนิ โดยองคค์ วามรู้ทีถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นนนั ไดผ้ า่ นการวิเคราะห์และทดลองแลว้ ว่าไดผ้ ลและไม่เกดิ อนั ตรายต่อสุขภาพ อยา่ งไรก็ตามยงั คงมีความเชือบางประการเกียวกบั การใชย้ าเพือเสริมสุขภาพ และ สมรรถภาพเฉพาะดา้ น ซึงยงั ไม่ได้รับการพิสูจน์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ว่ามี สรรพคุณตามคาํ โฆษณา อวดอา้ ง หรือบอกต่อ ๆ กนั ซึงอาจก่อให้เกิดอนั ตรายหรือผลขา้ งเคียงหากใช้ จาํ นวนมากและต่อเนืองเป็นเวลานาน ไดแ้ ก่ ยาดองเหลา้ ยาฟอกเลือด ยาชงสมุนไพร ยาทีทาํ จากอวยั วะ ซากพืชซากสตั ว์ เป็นตน้ รวมถึงยาชุดต่าง ๆ ทีมกั มีการโฆษณาชวนเชืออวดอา้ ง สรรพคุณเกินจริง ทาํ ให้ คนบางกลุ่มหลงเชือ ซือหามารับประทาน ยาบางชนิดมรี าคาแพงเกินปกติโดยอา้ งว่าทาํ จากผลติ ภณั ฑท์ ี หายาก สรรพคุณครอบจกั รวาล สามารถรักษาไดส้ ารพดั โรค ซึงสรรพคุณทีมกั กลา่ วอา้ งเกินจริง อาทิเช่น - กินแลว้ จะเจริญอาหาร ทาํ ให้รับประทานอาหารได้มากขึน เช่น ยาดองเหล้า ยาสมุนไพร บางชนิด - กินแลว้ จะทาํ ใหม้ ีกาํ ลงั สามารถทาํ งานไดท้ นนาน - กินแลว้ ทําให้มีพลงั ทางเพศเพิมขึน เช่น ยาดองเหลา้ ยาดองอวัยวะซากสัตว์ อุง้ ตีนหมี ดีงูเห่า ฯลฯ - กินแลว้ จะทาํ ใหเ้ ลอื ดลมไหลเวียนดี นอนหลบั สบาย ผวิ พรรณผอ่ งใส เช่น ยาฟอกเลือด ยาสตรี ยาขบั ระดู ฯลฯ - กินแลว้ ทาํ ใหเ้ ป็นหนุ่มเป็นสาว อวยั วะบางส่วนใหญ่ขึน เช่น เขากวาง และกวาวเครือแดง เสริม ความหนุ่ม กวาวเครือขาวเสริมทรวงอก และความสาว เป็นตน้ - กินแลว้ จะช่วยชะลอความแก่หรื อความเสือมของอวยั วะ เช่น รังนกซึงทาํ จากนําลายของ นกนางแอ่น หูฉลามหรือครีบของฉลาม หรือโสม ซึงส่วนใหญ่มีราคาแพงไม่คุม้ ค่ากบั ประโยชนท์ ีร่างกาย ไดร้ ับจริง ๆ - กินแลว้ รักษาอาการปวดเมอื ย ไขขอ้ อกั เสบเรือรัง เช่น ยาชุดต่าง ๆ ยาแกก้ ระษยั ไตพิการ ซึงมกั ผสมสารหนู ทีเป็ นอนั ตรายต่อร่างกายมาก เพราะผูใ้ ชอ้ าจมกั ติดยาตอ้ งรับประทานเพิมขึนจึงเกิดการ สะสมพิษ เมือเกิดอนั ตรายมกั มีอาการรุนแรงยากแก่การรักษา ทงั นี การใชย้ าดงั กล่าวส่วนใหญ่เกิดจากความเชือผิด ๆ หรือเชือในคาํ โฆษณาเกินจริง ทีแฝงมา ดว้ ยภยั เงียบทีก่อใหเ้ กิดอนั ตรายต่อร่างกายหากใชอ้ ยา่ งต่อเนืองและใชใ้ นจาํ นวนมาก นอกจากนียงั ทาํ ให้
107 เสียค่าใชจ้ ่ายค่อนขา้ งสูง แต่ไม่เกิดประโยชนต์ ่อร่างกายไม่มีผลในการรักษาอาการต่าง ๆ ตามสรรพคุณที กล่าวอา้ ง ดงั นัน ก่อนจะซือหายาหรือผลิตภณั ฑ์เสริมสุขภาพมาใช้ ควรศึกษาสรรพคุณ ส่วนประกอบ แหล่งผลิต วนั หมดอายุ และความน่าเชือถือของผูผ้ ลิตโดยพิจารณาจากมีเลขทะเบียนถกู ตอ้ งหรือไม่ มตี รา อย. หรือมีใบอนุญาตการผลติ ใบประกอบโรคศิลปะแพทยแ์ ผนโบราณ เป็นตน้ ความเชือและข้อควรระวงั ในการใช้ยาชุด ยาดองเหล้า และยาชงสมนุ ไพร . ยาชุด ยาชุด หมายถงึ ยาทีผขู้ ายจดั รวมไวใ้ หก้ บั ผซู้ ือ สาํ หรับใหก้ ินครังละ ชุด รวมกนั หมด โดยไม่ แยกว่าเป็นยาชนิดใด ควรจะกินเวลาไหน โดยทวั ไปมกั จะมยี า ตงั แต่ – เมด็ หรืออาจมากกว่าและอาจ จดั รวมไวใ้ นซองพลาสติกเลก็ ๆ พมิ พฉ์ ลากบ่งบอกสรรพคุณไวเ้ สร็จ สรรพคุณทีพมิ พไ์ วบ้ นซองยาชุด มกั โออ้ วดเกินความจริง เพือให้ขายไดม้ าก ชือทีตงั ไวจ้ ะเป็ น ชือทีดึงดูดความสนใจหรือโออ้ วดสรรพคุณ เช่น ยาชุดกระจายเส้น ยาชุดประดงขุนแผน ยาชุดแก้ ไขม้ าลาเรีย เป็นตน้ เนืองจากผจู้ ดั ยาชุดไมม่ คี วามรู้เรืองยาอยา่ งแทจ้ ริง และมกั จะมุ่งผลประโยชน์เป็ นสาํ คญั ดงั นนั ผใู้ ชย้ าชุดจึงมโี อกาสไดร้ ับอนั ตรายจากยาสูงมาก อนั ตรายจากการใช้ยาชุด 1. ไดร้ ับตวั ยาซาํ ซอ้ น ทาํ ใหไ้ ดร้ ับตวั ยาเกินขนาด เช่น ในยาชุดแกป้ วดเมือย ในยาชุดหนึงๆ อาจมยี าแกป้ วด - เมด็ ก็ได้ ซึงยาแกป้ วดนีจะอยใู่ นรูปแบบต่างกนั อาจเป็ นยาคนละสีหรือขนาดเม็ดยา ไม่เท่ากนั แต่มีตวั ยาแกป้ วดเหมอื นกนั การทีไดร้ ับยาเกินขนาดทาํ ใหผ้ ใู้ ชย้ าไดร้ ับพษิ จากยาเพมิ ขึน 2. ไดร้ ับยาเกินความจาํ เป็น เช่น ในยาชุดแกห้ วดั จะมียาแกป้ วดลดไข้ ยาปฏิชีวนะยาลดนาํ มกู ยาทาํ ใหจ้ มกู โลง่ ยาแกไ้ อ แต่จริงๆ แลว้ ยาปฏิชีวนะจะใชร้ ักษาไม่ไดใ้ นอาการหวดั ทีเกิดจากเชือไวรัส และอาการหวดั ของแต่ละคนไม่เหมือนกนั ถา้ ไม่ปวดหวั เป็นไข้ ยาแกป้ วด ลดไขไ้ มจ่ าํ เป็ น ไม่มีอาการไอ ไมค่ วรใชย้ าแกไ้ อ การรักษาหวดั ควรใชบ้ รรเทาเฉพาะอาการทีเกิดขึนเท่านันไม่จาํ เป็ นตอ้ งกินยาทุกชนิดที อยใู่ นยาชุด 3. ในยาชุดมกั มียาเสือมคุณภาพ หรือยาปลอมผสมอยู่ การเก็บรักษายาชุดทีอย่ใู นซองพลาสติก จะไม่สามารถกนั ความชืน ความร้อน หรือแสงไดด้ ีเท่ากบั ทีอย่ใู นขวดทีบริษทั เดิมผลิตมา ทาํ ให้ยาเสือม คุณภาพเร็วนอกจากนนั ผจู้ ดั ยาบางชุดบางรายตอ้ งการกาํ ไรมากจึงเอายาปลอมมาขายดว้ ย ซึงเป็นอนั ตรายมาก 4. ในยาชุดมกั ใส่ยาอนั ตรายมากๆ ลงไปดว้ ย เพอื ใหอ้ าการของโรคบรรเทาลงอยา่ งรวดเร็ว เป็น ทีพอใจของผซู้ ือทงั ผขู้ ายโดยทียาจะไปบรรเทาอาการแต่ไม่ไดแ้ กส้ าเหตุของโรคอย่างแทจ้ ริง อาจทาํ ให้ โรคเป็ นมากขึน ยาทีมีอนั ตรายสูงมากและจัดอยู่ในยาชุดเกือบทุกชนิด คือ ยาสเตียรอยด์ หรือทีเรียกว่ายา ครอบจกั รวาล นิยมใส่ในยาชุด เพราะมีฤทธิบรรเทาอาการไดม้ ากมายหลายอย่าง ทาํ ใหอ้ าการของโรค
108 ทุเลาลงเร็วแต่จะไมร่ ักษาโรคใหห้ าย ยาสเตียรอยด์ เช่น เพรดนิโซโลน เดกซาเมธาโซน ทาํ ใหเ้ กิดอนั ตราย ต่อผใู้ ช้สูงมากทาํ ให้เกิดอาการบวมนํา ความดันโลหิตสูง หัวใจทาํ งานหนัก หน้าบวม กลมเหมือน พระจนั ทร์ ทาํ ใหก้ ระดกู พรุน เปราะหกั ง่าย กระเพาะอาหารเป็ นแผล ความตา้ นทานโรคลดลงและทาํ ให้ เกิดความผดิ ปกติดา้ นประสาทจิตใจ 5. ผทู้ ีใชย้ าชุดจะไดย้ าไมค่ รบขนาดรกั ษาทีพบบ่อยคือการไดร้ ับยาปฏชิ ีวนะเพราะการใชย้ า ปฏิชีวนะตอ้ งกนิ อยา่ งนอ้ ย - วนั วนั ละ - ครัง แลว้ แต่ชนิดของยา แต่ผซู้ ือยาชุดจะกินยาเพียง - ชุด โดยอาจกนิ หมดในหนึงวนั หรือกนิ วนั ละชุด ซึงทาํ ใหไ้ ดร้ บั ยาไมค่ รบขนาด โรคไม่หายและกลบั ดือยา อีกดว้ ย การใชย้ าชุดจึงทาํ ใหเ้ สียคุณภาพ การใชย้ าไมถ่ กู โรค ทาํ ใหโ้ รคไมห่ ายเป็นมากขนึ ผปู้ ่ วยเสียง อนั ตรายจากการใชย้ าโดยไมจ่ าํ เป็นสินเปลืองเงินทองในการรักษา . ยาดองเหล้า และยาเลอื ด หลายคนอาจเคยเห็นและเคยรับประทานยาชนิดนีมาบา้ งแลว้ แต่เดิมยากลมุ่ นีจะใชใ้ นกลุ่มสตรี เพือบาํ รุงเลอื ด ระดไู ม่ปกติ และใชใ้ นกลุ่มสตรีหลงั การคลอดบุตร เพือใชแ้ ทนการอย่ไู ฟ ส่วนประกอบ ของตวั ยาจะมีสมุนไพรทีมีรสเผด็ ร้อนหลายชนิด เช่น รากเจตมูลเพลิงแดง กระเทียม พริกไทย เทียนขาว เปลือกอบเชยเทศ ขิง และส่วนผสมอืนๆ แลว้ แต่ชนิดของตาํ รับ มีขายทงั ทีเป็ นชินส่วนสมุนไพรและที ผลิตสาํ เร็จรูปเป็นยาผงและยานาํ ขาย ส่วนใหญ่ยาในกลุ่มนียากทีจะระบุถงึ สรรพคุณทีแทจ้ ริง เนืองจากยงั ขาดขอ้ มลู ผลของการทดลองทางคลินิกเท่าทีทราบมีเพียงส่วนประกอบของตวั ยาซึงส่วนใหญ่เป็ นสาร นาํ มนั หอมระเหยและสารเผด็ ร้อนหลายชนิด เมือรับประทานเขา้ สู่ร่างกายจะรู้สึกร้อน กระตุน้ การ ไหลเวียนโลหิต สมุนไพรหลายชนิดในตาํ รับ เช่น เจตมลู เพลิงแดง และกระเทียม มีรายงานว่าสามารถ กระตุน้ การบีบตวั ของกลา้ มเนือมดลกู และมรี ายงานการทดลองในหนูเพศเมีย เมอื ไดร้ ับยาจะทาํ ใหล้ ดการ ตงั ครรภไ์ ด้ จึงเป็นขอ้ ทีควรระวงั ในผทู้ ีตงั ครรภไ์ ม่ควรรับประทานยากลุ่มนีอาจทาํ ใหแ้ ทง้ ได้ และหลาย ตาํ รับจะมีการดองเหลา้ ด้วย เมือรับประทานทําให้เจริ ญอาหารและอ้วนขึน การอว้ นมกั เกิดจาก แอลกอฮอล์ (เหลา้ ) ทีไปลดการสร้างพลงั งานทีเกิดจากกรดไขมนั (Fatty acid) จึงมีการสะสมของไขมนั ในร่างกาย และอาจเกิดตบั แขง็ ไดถ้ า้ รับประทานในปริมาณมาก ๆ และติดต่อกนั ทุกวนั นอกจากนีการดืม เหลา้ อาจทาํ ใหเ้ ดก็ ทารกทีอยใู่ นครรภเ์ กิดการพกิ ารได้ ในเรืองยาเลือดนีอาจมคี วามเชือและใชก้ นั ผิดๆ คือ การนาํ ยาเลือดสมุนไพรไปใชเ้ ป็ นยาทาํ แทง้ ซึงเป็ นสิงทีไม่ควรอยา่ งยิงโดยเฉพาะเมือการตงั ครรภเ์ กิน เดือน เนืองจากไมค่ ่อยไดผ้ ล และผลจากการกระตุน้ การบีบตวั และระคายเคืองต่อผนงั มดลกู ทีเกิดจาก การใหย้ าอาจทาํ ใหเ้ กิดการทาํ ลายของเยอื บุผนงั มดลกู บางส่วนเป็นเหตุใหท้ ารกเกิดมาพิการได้
109 . ยาชงสมนุ ไพร การใชย้ าสมุนไพรเป็นทีนิยมกนั ในหลายประเทศ ทงั ทางประเทศยุโรปและเอเชียในประเทศ ไทยปัจจุบนั พบมาก มีการเพิมจาํ นวนชนิดของสมุนไพรมาทาํ เป็ นยาชงมากขึน เช่น ยาชงดอกคาํ ฝอย หญา้ หนวดแมว หญา้ ดอกขาว เป็นตน้ ขอ้ ดีของยาชงคือ มกั จะใชส้ มุนไพรเดียวๆ เพียงชนิดเดียว เมือใชก้ ินแลว้ เกิดอาการอนั ไม่พึง ประสงคอ์ ยา่ งไรก็ตามสามารถรู้ว่าเกิดจากสมุนไพรชนิดใดต่างกบั ตาํ รายาผสมทีเราไม่สามารถรู้ไดเ้ ลย ในต่างประเทศมีรายงานเรืองความเป็นพิษทีเกิดจากยาชงสมุนไพรทีมีขายในทอ้ งตลาดกนั มาก และเกิดได้ หลายอาการ สาํ หรับประเทศไทย รายงานดา้ นนียงั ไมพ่ บมากนกั เนืองจากส่วนใหญ่มีการเลือกใชส้ มุนไพร ทีค่อนขา้ งปลอดภยั แต่ทีควรระวงั มีชาสมนุ ไพรทีมสี ่วนผสมของใบหรือฝักมะขามแขก ใชป้ ระโยชน์เป็ น ยาระบายทอ้ ง บางยหี อ้ ระบุเป็นยาลดความอว้ นหรือรับประทานแลว้ จะทาํ ใหห้ ุ่นเพรียวขึน อาการทีเกิดคือ สาเหตุจากมะขามแขกซึงเป็นสารกลุ่มแอนทราควิโนน (Antharquinone) จะไปกระตุน้ การบีบตวั ของสาํ ไสใ้ หญ่ ทาํ ใหเ้ กิดการขบั ถ่าย การรับประทานบ่อยๆ จะทาํ ใหร้ ่างกายไดร้ ับการกระตุน้ จนเคยชิน เมือหยดุ รับประทานร่างกายจึงไมส่ ามารถขบั ถา่ ยไดเ้ องตามปกติ มอี าการทอ้ งผกู ตอ้ งกลบั มาใชย้ าระบายอกี เรือย ๆ จึงไม่ควรใชย้ าชนิดนีติดต่อกนั นานๆ และหากจาํ เป็ นควรเลือกยาทีไปเพิมปริมาณกากและช่วยหล่อลืน อจุ จาระโดยไม่ดดู ซึมเขา้ สู่ร่างกาย เช่น สารสกดั จากหัวบุกจะปลอดภยั กว่า แต่การรับประทานติดต่อกนั นาน ๆ อาจทาํ ใหร้ ่างกายไดร้ ับไขมนั นอ้ ยกว่าความตอ้ งการก็ได้ เพราะร่างกายเราตอ้ งการไขมนั ต่อการ ดาํ รงชีพดว้ ย สารกล่มุ แอนทราควิโนน
110 บทที ผลกระทบจากสารเสพตดิ สาระระสําคญั มีความรู้ ความเขา้ ใจ สามารถวเิ คราะหป์ ัญหา สาเหตุและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของสาร เสพติดได้ มสี ่วนร่วมในการป้ องกนั สิงเสพติดในชุมชน และเผยแพร่ความรู้ดา้ นกฎหมายทีเกียวขอ้ งกบั สารเสพติดแก่ผอู้ นื ได้ ผลการเรียนรู้ทคี าดหวงั 1. วเิ คราะห์ปัญหาสาเหตุ และผลกระทบจากการแพร่ระบาดของสารเสพติดได้ 2. ปฏิบตั ิตนในการหลกี เลยี งและมคี วามร่วมมอื ในการป้ องกนั สิงเสพติดในชุมชน 3. เผยแพร่ความรู้ดา้ นกฎหมายทีเกียวขอ้ งกบั สิงเสพติดแก่ผอู้ นื ได้ ขอบข่ายเนอื หา เรืองที ปัญหาการแพร่ระบาดของสารเสพติดในปัจจุบนั เรืองที แนวทางการป้ องกนั การแพร่ระบาดของสารเสพติด เรืองที กฎหมายทีเกียวขอ้ งกบั สารเสพติด
111 เรืองที ปัญหาการแพร่ระบาดของสารเสพตดิ ในปัจจบุ นั ปัจจุบนั ปัญหาการแพร่ระบาดของสารเสพติดนบั ว่ารุนแรงมากยงิ ขึน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและ เยาวชน จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า จาํ นวนผเู้ สพและผตู้ ิดยาเสพติดในกลุ่มเด็กนกั เรียน เพมิ มากขึนจนหนา้ เป็นห่วง ซึงการทีเดก็ วยั เรียนมกี ารเสพติดยอ่ มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สติปัญญาและ สมาธิในการเรียนรู้ทาํ ใหค้ ุณภาพประชากรลดลง เป็ นปัญหาต่อการพฒั นาประเทศ และการแข่งขนั ใน ระดบั โลกต่อไปในอนาคต ทงั นีจึงควรป้ องกนั และแกป้ ัญหาอยา่ งเร่งด่วนทงั ในครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และประเทศ ปัจจุบันมีสิงเสพติดอย่มู ากมายหลายประเภท ซึงออกฤทธิต่อร่างกายในลกั ษณะต่าง ๆ กนั แบ่งไดเ้ ป็น ประเภท ดงั นี 1. ประเภทออกฤทธิกดประสาท สิงเสพติดประเภทนีจะทาํ ใหส้ มองอยใู่ นสภาวะมนึ งง มกี ารง่วงซึม ไดแ้ ก่ ฝิน มอร์ฟี น เฮโรอีน และจาํ พวกยานอนหลบั ยากล่อมประสาท เช่น เหลา้ แหง้ เป็นตน้ 2. ประเภทออกฤทธิกระตุ้นประสาท สิงเสพติดประเภทนีจะทําให้เกิดตืนเต้น ประสาท ถกู กระตุน้ ไม่ใหม้ ีอาการง่วงหรือหลบั ใน เช่น ยาบา้ ยาขยนั โคเคน ยามา้ แอมเฟตามีน กาแฟ และสาร คาเฟอนี บุหรี กระท่อม และยาลดความอว้ น เป็นตน้ 3. ประเภทออกฤทธิหลอนประสาท สิงเสพติดประเภทนีจะทาํ ใหเ้ กิดประสาทหลอน ภาพลวงตา หูแว่ว หวาดกลวั โดยไม่มีสาเหตุ อาจทาํ อนั ตรายต่อตนเองและผอู้ ืน เช่น แอล เอส ดี กวาวซีเมนต์ กญั ชา ไอระเหยของเบนซิน ทินเนอร์ กาวต่าง ๆ ฯลฯ นอกจากนี ปัจจุบนั ได้มีการปรับเปลียนรูปแบบของสารเสพติดออกมามากมาย ทังทีเป็ นเม็ด เป็นนาํ และผสมในเครืองดืม ขนม หรืออาหารประเภทต่างๆ ซึงยากทีจะติดตามตรวจสอบ จึงนับว่าเป็ น อนั ตรายต่อเด็ก และเยาวชนเป็นอยา่ งยงิ . สาเหตุของการติดสารเสพติด ปัญหาการตดิ สารเสพติดมีสาเหตุจากสามปัจจยั ต่อไปนี . ปัจจยั ภายในตวั บุคคล ไดแ้ ก่ วยั ของบุคคล มกั พบวา่ ผเู้ สพยาส่วนใหญ่จะเริมตน้ ในช่วงอายเุ ขา้ สู่วยั รุ่น กาํ ลงั อย่ใู น วยั คะนอง อยากลอง อยากรู้ อยากเห็นในสิงทีแปลกใหม่ - ความรู้ เจตคติ และความคิดเกียวกบั สารเสพติด ความรุนแรง เช่น เชือว่าการใชก้ าํ ลงั หรือใชค้ าํ พดู รุนแรงทาํ ใหค้ นอนื เชือฟัง ทาํ ตาม การตีลกู ทาํ ใหล้ กู ไดด้ ี ผมู้ ีศกั ดิศรีใครมาหยามตอ้ งต่อสูก้ นั ใหแ้ พช้ นะ ฯลฯ - ขาดทักษะทีจาํ เป็ นในการอย่รู ่วมกับผอู้ ืน เช่น ทักษะการสือสาร การจดั การกับ อารมณ์และความเครียด การจดั การกบั ความโกรธ การแสดงออกทีเหมาะสม เป็นตน้ - การใชย้ าเสพติดและเครืองดืมแอลกอฮอล์ ทาํ ให้คนขาดสติยบั ยงั ควบคุมตวั เอง ไม่ได้
112 - เคยเห็นการกระทาํ รุนแรงหรือเคยเห็นเหยือกระทาํ รุนแรง เมือเกิดอารมณ์โกรธ ทาํ ใหก้ ่อความรุนแรงไดง้ ่าย . ปัจจยั จากการเลยี งดูของครอบครัว - ขาดความรัก ความเขา้ ใจ และการสนบั สนุนจากครอบครัว เช่น เมือมีปัญหาขาด ผใู้ หญ่คอยดูแลใหค้ าํ แนะนาํ ช่วยเหลอื เป็นตน้ - เติบโตในบา้ นทีใชค้ วามรุนแรง ทาํ ใหเ้ ห็นแบบอยา่ ง และคิดวา่ ความรุนแรงเป็นเรือง ปกติในสงั คม - การถกู ลงโทษและเป็นเดก็ ทีเคยถกู ทาํ ร้าย - มพี อ่ แมห่ รือพนี อ้ งทีมีพฤติกรรมเกียวขอ้ งกบั อาชญากรรม . ปัจจยั จากสภาพแวดล้อม - ความไมเ่ ท่าเทียมกนั ทางสงั คม เศรษฐกิจ สงั คมเมือง และความแออดั ทาํ ใหค้ น แข่งขนั สูง และเกิดความเครียด - การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยา่ งรวดเร็ว และมกี ารวา่ งงานสูงในกล่มุ ประชากร อายนุ อ้ ย - อิทธิพลจากสือ เช่น ภาพยนตร์ โทรทศั น์ หนงั สือพิมพ์ ทีแสดงภาพความรุนแรง ต่างๆ - มาตรฐานทางสงั คมทีสนบั สนุนพฤติกรรมความรุนแรง เช่น การทคี นมพี ฤตกิ รรม ความรุนแรงไมไ่ ดร้ ับการลงโทษ ความรุนแรงเป็นเรืองปกติในสงั คม - อยใู่ นพืนทีทีสามารถหายาเสพติดไดง้ ่าย . โทษ ภยั และผลกระทบของสารเสพติด โทษและภยั อนั เกิดจากการใชส้ ารเสพติด นอกจากจะมีผลโดยตรง ก่อใหเ้ กิดต่อร่างกายและ จิตใจของผเู้ สพเองแลว้ ยงั ก่อใหเ้ กิดผลกระทบต่อระบบครอบครัว ระบบสงั คม และประเทศชาติ ดงั นี . โทษและภยั ต่อตวั ผเู้สพ ฤทธิของสารเสพติดจะมีผลต่อระบบประสาทและระบบอวยั วะต่างๆ ของร่างกาย ตลอดจนจิตใจของผทู้ ีเสพเสมอ ดงั นัน จะพบว่า สุขภาพร่างกายของผทู้ ีเสพยาจะทรุดโทรม ทงั ร่ายกายและจิตใจ เช่น มีรูปร่างผอม ซูบซีด ผิวคลาํ ไม่มีแรง อ่อนเพลียง่าย สมองเสือมและความจาํ สบั สน เป็ นโรคติดเชืออืน ๆ ไดง้ ่าย เช่น โรคตบั อกั เสบ ไตอกั เสบ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ภูมิตา้ นทานในร่างกายจะลดลง มีสภาวะทางจิตใจไม่ปกติ สภาพจิตใจเสือมลง อารมณ์ แปรปรวนง่าย ซึมเศร้า วิตกกงั วล ความรู้สึกฟ้ ุงซ่าน ซึงจากผลร้ายทีเกิดขึนดงั กล่าว จะผลกั ดนั ใหผ้ เู้ สพยา เสพติดเป็ นบุคคลทีไร้สมรรถภาพทังร่างกายและจิตใจในการดาํ เนินชีวิตในสังคม ขาดความเชือมนั สูญเสีย
113 บุคลิกภาพ ไม่สนใจตนเอง ไม่สนใจการงานหรือการเรียน และผูเ้ สพบางรายอาจประสบ อุบตั ิเหตุถงึ ขนั พกิ าร เช่น พลดั ตกจากทีสูงขณะทาํ งาน หกลม้ อนั เนืองมาจากฤทธิของยาเสพติดทีมีผลต่อ ระบบประสาทและสมอง . โทษและภยั ต่อครอบครัว การติดสารเสพติดนอกจากจะทาํ ใหเ้ สือมเสียชือเสียงของตนเอง และครอบครัวแลว้ ยงั ทาํ ให้ผเู้ สพกลายเป็ นบุคคลทีขาดความรับผิดชอบต่อครอบครัวไม่ห่วงใยดูแล ครอบครัว ทาํ ใหค้ รอบครัวขาดความอบอนุ่ ตอ้ งสูญเสียเศรษฐกิจและรายไดข้ องครอบครัว เนืองจากตอ้ ง นาํ เงินมาซือสารเสพติด บางรายอาจตอ้ งสูญเสียเงินจาํ นวนไมน่ อ้ ยเพอื รักษาตนเองจากโรคร้ายแรงต่าง ๆ อนั เกิดจากการใชส้ ารเสพติด กลายเป็ นภาระของครอบครัวในทีสุด อีกทังนาํ ไปสู่ปัญหาครอบครัว เกิดการทะเลาะววิ าทกนั บ่อยๆ เกิดความแตกแยกภายในครอบครัว เป็นตน้ . โทษและภยั ต่อสงั คมและเศรษฐกิจ ผทู้ ีเสพสารเสพติด นอกจากจะเป็ นผทู้ ีมีความรู้สึกว่า ตนเองด้อยโอกาสทางสงั คมแลว้ ยงั อาจมีความคิดหรือพฤติกรรมทีนําไปสู่ปัญหาสังคมส่วนรวมได้ เช่น ก่อใหเ้ กิดปัญหาอาชญากรรม เช่น ปลน้ จี ทาํ ร้ายร่างกายผอู้ ืนเพอื ชิงทรัพย์ ปัญหาอุบตั ิเหตุ เช่น รถชน หรือตกจากทีสูง และปัญหาโรคเอดส์ เป็ นตน้ นบั ว่าเป็ นการสูญเสียทรัพยากรบุคคลอนั มีค่า ตลอดจน ทรัพยส์ ินของตนเองและส่วนรวมอยา่ งไร้ประโยชน์ ทาํ ให้เป็ นภาระของสงั คมส่วนรวม ในการจดั สรร บุคลากร แรงงาน และงบประมาณในการปราบปรามและบาํ บดั รักษาผตู้ ิดสารเสพติดในทีสุด . โทษและภยั ต่อประเทศชาติ ผทู้ ีเสพสารเสพติดและตกเป็ นทาสของสารเสพติดอาจกล่าว ไดว้ ่า เป็นผทู้ ีบ่อนทาํ ลายเศรษฐกิจและความมนั คงของชาติ เนืองจากผทู้ ีเสพสารเสพติดทาํ ใหร้ ัฐบาลตอ้ ง สูญเสียกาํ ลงั คมและงบประมาณแผน่ ดินจาํ นวนมหาศาล เพือใชจ้ ่ายในการปราบปรามและบาํ บดั รักษา ผตู้ ิดสารเสพติด ทาํ ให้ต้องสูญเสียทรัพยากรบุคคลอนั มีค่า เกิดความไม่สงบสุขของบ้านเมือง ทาํ ให้ เศรษฐกิจทรุด บนั ทอนความมนั คงของประเทศชาติ ตอ้ งสูญเสียกาํ ลงั สาํ คญั ของชาติอย่างน่าเสียดาย โดยเฉพาะถา้ ผทู้ ีเสพสารเสพติดเป็นเยาวชน
114 เรืองที แนวทางการป้ องกนั การแพร่ระบาดของสารเสพตดิ ปัญหายาเสพติดเกิดขึนไดเ้ พราะมีสถานการณ์สองอยา่ งประกอบกนั คือ มีผตู้ อ้ งการใชย้ าอย่ใู น สังคม (Demand) กบั มียาเพือตอบสนองความตอ้ งการของผูใ้ ช้ (Supply) ซึงองค์ประกอบทังสองนี ต่างฝ่ ายต่างส่งเสริ มสนับสนุนซึงกนั และกนั แบบลูกโซ่ ดังนัน การแก้ไขปัญหายาเสพติด จึงตอ้ ง ดาํ เนินการกบั องคป์ ระกอบทงั สองอยา่ งไปพร้อม ๆ กนั คือ จะตอ้ งลดปริมาณความตอ้ งการยาเสพติดลง ในขณะเดียวกนั กจ็ ะตอ้ งลดปริมาณของยาเสพติดในตลาดดว้ ย ในทางปฏบิ ตั ิระหวา่ งมาตรการสองอยา่ งนี ดเู หมือนว่ามาตรการลดความตอ้ งการจะไดร้ ับความสนใจน้อยกว่า เพราะคนส่วนใหญ่จะนึกถึงการลด ปริมาณยาในตลาดเสียมากกว่า ปัญหายาเสพติด คือ ปัญหาทีเกิดจากการใชย้ าเสพติดหรือใชย้ าในทางทีผิดซึงเป็ นปัญหาพฤติกรรม ของมนุษยอ์ นั เนืองมาจากความคาดหวงั ทีจะได้รับประโยชน์จากฤทธิของยาหรือจากความคิดทีจะอาศยั ฤทธิยาเป็ นทีพึงในสถานการณ์ต่างๆ องค์ประกอบสาํ คญั ของปัญหาคือ ยากบั คนเป็ นองค์ประกอบหลกั โดยมแี รงจงู ใจใหใ้ ชย้ ากบั โอกาสทีเออื ต่อการใชย้ าเป็นองคป์ ระกอบเสริมถา้ องค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึง ขาดไปปัญหายาเสพติดจะไม่เกิดขึน มีแต่คนแต่ไม่มียา หรื อมีแต่ยาแต่ไม่มีคนใชย้ าปัญหาก็จะไม่เกิด หรือมีคนมียาแต่ไมม่ แี รงจงู ใจใหค้ นเอายามาใช้ ปัญหากจ็ ะไมเ่ กิด หรือแมจ้ ะมแี รงจงู ใจให้ใชย้ า มีคนทีอยาก ใชย้ า และมียาใหใ้ ช้ แต่ไม่มีโอกาสจะใช้ เช่น สถานทีไม่เหมาะสม ไม่มีอุปกรณ์ มีตาํ รวจตรวจตราเขม้ งวด หรืออยใู่ นสายตาพ่อแม่ ครูอาจารย์การใชย้ าจะเกิดขึนไมไ่ ด้ ปัญหายาเสพติดก็จะไมเ่ กิด ดงั นนั การป้ องกนั ปัญหายาเสพติด ไดแ้ ก่ การป้ องกนั พฤติกรรมการใชย้ าของมนุษยท์ ีเกิดจากการ คิดพึงยาและหวงั ผลจากฤทธิยานนั เอง ซึงบุคคลในข่ายทีตอ้ งป้ องกนั ไม่ให้ทาํ พฤติกรรมใชย้ าเสพติดอาจ แบ่งออกเป็น กลมุ่ ดว้ ยกนั คือ . กล่มุ ทียงั ไม่เคยใชย้ าและยงั ไม่เริมใชย้ า . กลมุ่ ทีเคยใชย้ า ซึงจาํ แนกออกไดเ้ ป็นพวกทีเคยลองใชแ้ ลว้ เลกิ พวกทีใชเ้ ป็ นครังคราว พวกทีใชบ้ ่อย ๆ เป็นประจาํ แต่ยงั ไม่ถงึ ขนั ติดยา และพวกติดยาใชย้ าแลว้ . กลมุ่ ทีใชย้ าเป็นประจาํ หรือติดยาทีผา่ นการบาํ บดั รักษาและเลิกใชย้ าติดยามาแลว้ เนืองจากบุคคลทงั สามกลุม่ ทีกลา่ วมานีมีโอกาสทีจะเป็นผใู้ ชย้ า และติดยาในอนาคตได้ เช่นเดียวกนั กิจกรรมของข่ายงานป้ องกนั จึงจาํ เป็ นตอ้ งครอบคลุมบุคคลทังสามกลุ่ม โดยทีผดู้ าํ เนินงานป้ องกัน เป้ าหมายแต่ละกลุ่มจะต้องกาํ หนดมาตรการและวิธีการใช้แตกต่างกันออกไป เพือให้เหมาะสมกับ ลกั ษณะเฉพาะของเป้ าหมายแต่ละกลมุ่ ลกั ษณะงานด้านป้ องกนั (Prevention) จงึ มี ระดับด้วยกนั คอื 1. การป้ องกนั ขนั พืนฐาน (Primary Prevention) 2. การป้ องกนั ขนั ทีสอง (Secondary Prevention) 3. การป้ องกนั ขนั ทีสาม (Tertiary Prevention)
115 . การป้ องกนั ขันพนื ฐาน (Primary Prevention) การป้ องกนั พืนฐานหรือบางคนเรียกวา่ การป้ องกนั เบืองตน้ หมายถงึ การดาํ เนินการใด ๆ เพือสร้างภมู คิ ุม้ กนั ใหเ้ ยาวชนปิ ดประตูทีจะนาํ ไปสู่การใชย้ าเสพติดอยา่ งถาวร ให้เยาวชนตดั สินใจดว้ ย ตนเองทีจะไมใ่ ชย้ าเสพติด ไม่คิดจะเสียง ทดลอง เป็นการม่งุ ป้ องกนั คนส่วนใหญ่ของแผน่ ดินไม่ใหเ้ ขา้ ไป หายาเสพติด เป็นการป้ องกนั อยา่ งถาวร งานป้ องกนั ขนั พืนฐานจึงนบั เป็นงานทีมคี วามสาํ คญั ทีสุด และเป็ นกุญแจสาํ คญั นาํ ไปสู่ ความสาํ เร็จของการป้ องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของชาติ แต่ในขณะเดียวกันเป็ นงานทีมีความ สลบั ซบั ซอ้ นทาํ ไดย้ าก เพราะเป็นงานทีเกียวขอ้ งกบั การวางรากฐานใหก้ บั คนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึง ตอ้ งเริมปลูกฝังตังแต่ยงั เยาวว์ ยั ต่อเนืองกนั ไปจนพน้ วยั เรียน โดยอาศยั ความร่วมมือจากหลายฝ่ ายให้ ช่วยกนั ทาํ . การป้ องกนั ขันทสี อง (Secondary Prevention) การป้ องกันขันทีสองนีใช้กันในความหมายทีแบ่งเป็ น นัย นัยหนึง หมายถึง การป้ องกนั โดยทางออ้ ม ซึงหมายถึงการกระทาํ ใด ๆ ทีเป็นการขดั ขวางไม่ใหย้ าเขา้ ไปสู่คน โดยมจี ุดหมาย ทีเริมจากตวั ยาเสพติดทีเป็นปัญหาหลกั ซึงตรงกนั ขา้ มกบั การป้ องกนั ขนั พืนฐานทีมุง่ ป้ องกนั ไม่ใหค้ นเขา้ ไปหายา ดว้ ยการมองภาพทีคนเป็นจุดตงั ตน้ ดังนัน การป้ องกันขันทีสอง ตามความหมายนีจึงครอบคลุมถึงงานเกียวกับ การปราบปราม ยดึ อายดั เผาทาํ ลายยาเสพติด การสกดั กนั การตรวจเขม้ การตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด การส่งเจา้ หนา้ ทีตาํ รวจเขา้ ไปประจาํ ทาํ การสอดแนมในโรงเรียน รวมถงึ มาตรการตรวจจบั จาํ แนก เพอื แยกผใู้ ชย้ าเสพติดไปรับการบาํ บดั รักษาฟื นฟู หรือป้ องกนั ไม่ใหผ้ ตู้ ิดยาสามารถเผยแพร่ยาเสพติดไปสู่ ผไู้ มใ่ ชเ้ สพติดดว้ ย ส่ วนอีกนัยหนึ งเป็ นความหมายทีมักใช้กันในวงการของผู้มีอาชีพแนะแนว ในความหมายของการดาํ เนินการช่วยเหลือใหผ้ ทู้ ีเคยลองใชย้ าเสพติด หรือผทู้ ีใชย้ าเสพติดชนิดใดชนิด หนึงเป็นครังคราวหรือใชบ้ ่อยๆ แต่ยงั ไมต่ ิดยา ใหป้ รับเปลยี นพฤติกรรมเลกิ ใช้ เลกิ เกียวขอ้ งกบั ยาเสพติด ชนิดนนั ๆ เป็ นมาตรการแยกคนออกจากยา หรือดึงคนติดยาออกจากยาเสพติดดว้ ยมาตรการแนะแนว ใหค้ าํ ปรึกษาและจิตเวชบาํ บดั เป็ นการป้ องกนั ทีเน้นการสกดั กนั เพือหยุดยงั พฤติกรรมการใชย้ าเสพติด ของกลุ่มผทู้ ีใชย้ าเสพติดหรือมีประสบการณ์เกียวขอ้ งกบั ยาเสพติดมาแลว้ 3. การป้ องกนั ขันทสี าม (Tertiary Prevention) การป้ องกนั ขนั ทีสาม คือ การป้ องกนั การติดซาํ (Relapse) เป็นมาตรการทีใชส้ าํ หรับผตู้ ิด ยาเสพติดทีไดร้ ับการบาํ บดั รักษาดว้ ยการถอนพิษยาแลว้ ไมใ่ หก้ ลบั ไปติดยาซาํ ใหม่อีก เป็นมาตรการเสริม ทีสนบั สนุนมาตรการทางการแพทย์เพอื ใหผ้ ปู้ ่ วยทีไดร้ ับการรักษาใหห้ ายขาดจากยาแลว้ อยอู่ ยา่ งปลอดภยั จากยาเสพติดไดย้ าวนานขึนก่อนทีจะหวนกลบั ไปติดยาอีก
116 การป้ องการขนั ทีสามจะอาศยั มาตรการทุกชนิดทีมุง่ ใหผ้ ตู้ ิดยาหายจากอาการติดยาทาง จิตดว้ ยมาตรการฟื นฟจู ิตใจ (Rehabilitation) ดว้ ยวิธีจิตเวชบาํ บดั (Psychological therapy) การใหค้ าํ ปรึกษา (Social counseling) กลมุ่ บาํ บดั (Group therapy) และนนั ทนาการบาํ บดั (Recreational therapy) เป็นตน้ การป้ องกนั ผตู้ ิดยาเสพติดทีบาํ บดั แลว้ ไม่ให้กลบั ไปติดยาใหม่อีก ถือเป็ นส่วนหนึงของ งานดา้ นการป้ องกนั ทีมุ่งลดความตอ้ งการยาลงด้วยการสกัดกนั ไม่ให้กลบั ไปใชย้ าอีก ซึงจะเป็ นการ ป้ องกนั ไมใ่ หพ้ วกเขานาํ ยาไปเผยแพร่ต่อใหค้ นอนื ไดด้ ว้ ย โดยสรุปแลว้ การป้ องกนั ขนั พืนฐาน นนั เป็นการป้ องกนั มิใหม้ ีการทดลองใชย้ า การใช้ ยาในทางทีผดิ หรือมิใหม้ ผี เู้ สพติดรายใหม่ๆ เกิดขึน การป้ องกนั ขนั ทีสองเป็ นการเร่งรีบนาํ ผทู้ ีติดยาแลว้ ไปบาํ บดั รักษา และการทีจะทาํ การป้ องกนั การเสพติดไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพนนั จาํ เป็ นตอ้ งมีความเขา้ ใจ ในสาเหตุและองคป์ ระกอบของปัญหาการเสพติดเสียก่อน องคป์ ระกอบทีทาํ ใหเ้ กิดการติดยานัน ไดแ้ ก่ คน ยา และปัจจยั ทีเอืออาํ นวยให้มีการติดยา การวางแผนแกไ้ ขและป้ องกนั จึงจาํ ตอ้ งศึกษาหาสาเหตุ เฉพาะและให้การป้ องกนั ให้ตรงกบั สาเหตุหลกั ดงั นนั การป้ องกนั การเสพติดทีเจาะจงถึงสาเหตุนัน มแี นวทาง แนวทาง ไดแ้ ก่ 1. การป้ องกนั ในวงกวา้ ง เป็ นการป้ องกนั โดยเนน้ เป้ าหมายทีสงั คมโดยทวั ไปมุ่งสร้าง สงั คมใหต้ ระหนกั ถึงพิษและภยั ของยา ลดความตอ้ งการของสังคม และลดการตอบสนองของยาเสพติด ซึงการดาํ เนินงานมีหลายรูปแบบ เช่น การพฒั นาสุขภาพ การสร้างเสริมศีลธรรม การใช้กฎหมาย การพฒั นาสงั คม ฯลฯ กลวิธีของการป้ องกนั ในแนวกวา้ ง ไดแ้ ก่ . การให้การศึกษาในการถ่ายทอดความรู้ เพือให้เกิดการเรี ยนรู้ทักษะและ ประสบการณ์ในการสร้างคุณภาพชีวติ และการไมพ่ งึ พายาเสพติด โดยเน้นถึงการพฒั นาตนเองและจิตใจ ใหม้ ีความเชือมนั ว่าตนเองมคี ุณค่า สร้างสุขนิสยั และฝึกทกั ษะในการประกอบอาชีพ . การใหข้ อ้ มลู และข่าวสาร เป็นการใหข้ อ้ มลู และข่าวสารทีถกู ตอ้ งของปัญหา ยาเสพติด เพือใหช้ ุมชนไดว้ เิ คราะห์ เลือกขอ้ มลู และตดั สินใจดว้ ยตนเองในการนาํ ไปใชใ้ ห้เกิดประโยชน์ ต่อตนเอง . การจดั กิจกรรมทางเลือก ดว้ ยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ ทีเหมาะสมกบั พนื ฐานของบุคคลและชุมชน เพือเป็นทางเลอื กในการใชเ้ วลาช่วยเบียงเบนความสนใจจาก พฤติกรรมทีไม่เหมาะสมและเป็นการช่วยพฒั นาทงั ร่างกายและจิตใจ . การป้ องกนั ในวงแคบ มุ่งเน้นเฉพาะบุคคลบางกลุ่ม หรือชุมชนบางแห่งทีเสียงต่อ ปัญหาการเสพติด กลวิธีในการดาํ เนินงาน การป้ องกนั ในวงแคบ ไดแ้ ก่ . การฝึ กอบรม เป็ นการฝึ กอบรมแก่กลุ่มแกนนาํ และกลุ่มประชาชนให้มีความรู้ ดา้ นการป้ องกนั การเสพติด การใชย้ าในทางทีถกู โดยมีจุดประสงคใ์ หก้ ล่มุ แกนนาํ ประยุกต์ความรู้นนั ไป ปฏิบตั ิในชุมชนใหส้ อดคลอ้ งกบั สภาพของทอ้ งถิน ส่วนกลุ่มประชาชนนันให้มีความรู้และมีพฤติกรรม ต่อตา้ นการเสพติดโดยตรง
117 . การรณรงค์ เป็ นการเผยแพร่ข่าวสารโดยการระดมสือต่าง ๆ ภายใตข้ อบเขตที กาํ หนดไว้ ใหป้ ระชาชนเกิดการตืนตวั ตระหนกั ถงึ ปัญหาและเขา้ มามีส่วนร่วมในการแกป้ ัญหา . การปฏิบตั ิการทางสังคม เป็ นวิธีการทีหวงั ผลของการเปลียนแปลงอยา่ งรวดเร็ว เช่น ขจดั แหล่งมวั สุม กวาดลา้ งแหลง่ ผลิต ฯลฯ 3. การป้ องกนั กรณีพิเศษ เป็ นการป้ องกนั ทีเนน้ ในวงแคบทีสุด โดยเป้ าหมายอย่ทู ีผคู้ า้ ผตู้ ิดยาเสพติด หรือผทู้ ีมคี วามเสียงสูง และครอบครัว เช่น บุคคลทีกาํ ลงั เผชิญกบั ปัญหาของตนเอง บุคคล ทีครอบครัวแตกแยก ผตู้ ิดยาทีผา่ นการถอนพษิ ยามาแลว้ กลวิธีในการป้ องกนั ในกรณีพิเศษนี ไดแ้ ก่ . การวิเคราะห์ปัญหา เพือใหผ้ ตู้ ิดยาไดท้ ราบเกียวกบั พฤติกรรมและปัญหาของตน ในการติดยา . การใหค้ าํ ปรึกษาแนะนาํ เป็นการใหแ้ นวทางปฏิบตั ิสาํ หรับเลือกปฏิบตั ิในกรณีที เกิดปัญหาเพือหลกี เลียงการใชย้ าเสพติด . การให้คําปรึ กษาแก่ครอบครัว เพือลดความกดดันในครอบครัวลงและให้ แนวปฏบิ ตั ิแก่ครอบครัวของผตู้ ิดยาเสพติดหรือผทู้ ีมีความเสียงสูงเพอื ลดปัญหาของตนเอง . การใหส้ ุขศึกษา เป็ นการให้ความรู้เรืองยาและสุขภาพอย่างถกู ตอ้ ง เพือป้ องกนั การกลบั ไปใชย้ าในทางทีผดิ อีก . การให้กาํ ลงั ใจ เพือเพิมกาํ ลงั ใจให้แก่ผตู้ ิดยาในขณะทีกาํ ลงั เผชิญปัญหาทีอาจ นาํ ไปใชใ้ นทางทีผดิ อกี . การฝึกอาชีพ เพือเป็นแนวทางในการดาํ รงชีวิตตามความสามารถและความถนัด ของตนเป็นการลดความกดดนั ดา้ นเศรษฐกิจ และใชเ้ วลาว่างใหเ้ ป็นประโยชน์ กลวิธีทุกอยา่ งสามารถนาํ ไปปฏบิ ตั ิพร้อมๆ กนั ไดห้ ลายกลวธิ ีไมว่ ่าจะเป็นการป้ องกนั ในระดบั ไหน หรือมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พือป้ องกนั มิใหเ้ กิดการใชย้ าในทางทีผดิ หรือป้ องกนั การติดซาํ ซึงเป็ น หัวใจสําคัญของการป้ องกนั และแกป้ ัญหาการติดสารเสพติด ทุกฝ่ ายทีเกียวข้องควรเขา้ มามีส่วนร่วม ดาํ เนินการอยา่ งจริงจงั
118 เรืองที กฎหมายทีเกียวข้องกับสารเสพตดิ “ยาเสพตดิ เป็ นภยั ต่อชีวติ เป็ นพษิ ต่อสังคม” เป็นคาํ กลา่ วทีแสดงถึงภาพของยาเสพติดเป็นอยา่ งดี ในปัจจุบนั ปัญหาเรืองยาเสพติดเป็นปัญหาทีทุกชาติใหค้ วามสาํ คญั เป็นอยา่ งมากในการป้ องกนั และ ปราบปรามและถอื ว่าเป็นความผดิ สากลซึงแต่ละชาติสามารถจบั กุมและลงโทษผกู้ ระทาํ ความผดิ เกียวกบั ยาเสพติดไดท้ นั ที กฎหมายเกียวกบั ยาเสพติดไดใ้ หค้ วามหมายของคาํ ว่ายาเสพติดไวด้ งั นี “สารเคมีหรือวตั ถุชนิดใด ๆ ซึงเมือเสพเขา้ สู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยรับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือดว้ ยประการใด ๆ แลว้ ทาํ ให้เกิดผลต่อ ร่างกายและจิตใจในลกั ษณะสาํ คญั เช่น ตอ้ งเพิมขนาดการเสพขึนเป็ นลาํ ดบั มีอาการถอนยาเมือขาดยา มีความตอ้ งการเสพทงั ทางร่างกายและจิตใจอยา่ งรุนแรงตลอดเวลา และสุขภาพโดยทวั ไปจะทรุดโทรมลง รวมถึงพืชหรือส่วนของพืชทีเป็ นหรือให้ผลผลิตเป็ นยาเสพติดให้โทษ หรืออาจใช้ผลิตเป็ นยาเสพติด ใหโ้ ทษและสารเคมีทีใชใ้ นการผลิตยาเสพติดให้โทษดว้ ย” จากความหมายของยาเสพติดทาํ ให้ทราบว่า อะไรบา้ งทีเขา้ ลกั ษณะของยาเสพติด พืชอาจเป็ นยาเสพติดได้ ถา้ เสพแลว้ เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจจน ขาดไม่ได้ มใิ ช่เฉพาะแต่เฮโรอีน ซึงเป็นสิงสงั เคราะหเ์ ท่านนั ทีเป็นยาเสพติดใหโ้ ทษ ประเภทของยาเสพตดิ และบทลงโทษตามกฎหมาย ตามกฎหมายไดแ้ บ่ง ประเภทของยาเสพติดใหโ้ ทษแบ่งออกเป็น ประเภท ประเภท ยาเสพติดใหโ้ ทษชนิดร้ายแรง เช่น เฮโรอีน ฝิน เป็นตน้ หา้ มมิใหผ้ ใู้ ด ผลติ จาํ หน่าย นาํ เขา้ ส่งออก หรือมไี วใ้ นครอบครอง ซึงยาเสพติดให้โทษประเภท เวน้ แต่เพือประโยชนท์ างราชการตามที รมต.ฯ อนุญาตเป็นหนงั สือเฉพาะราย ผฝู้ ่ าฝืนระวางโทษตงั แต่ ปี ถงึ ประหารชีวติ แลว้ แต่จาํ นวนยาเสพติดทีจาํ หน่ายหรือมไี วใ้ นครอบครอง ประเภท ยาเสพติดใหโ้ ทษทวั ไป เช่น มอร์ฟี น กฎหมายห้ามมิให้ผใู้ ดผลิต นําเขา้ หรือส่งออก ซึงยาเสพติดใหโ้ ทษประเภท 2 แต่สามารถ จาํ หน่ายหรือมไี วใ้ นครอบครองไดเ้ มือไดร้ ับอนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาหรือผซู้ ึง ไดร้ ับมอบหมายหรือสาธารณสุขจงั หวดั สาํ หรับการมีไวใ้ นครอบครองทีไม่เกินจาํ นวนทีจาํ เป็ นสาํ หรับ ใชร้ ักษาโรคเฉพาะตวั โดยมีหนงั สือรับรองของผปู้ ระกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ตอ้ งขออนุญาต ผฝู้ ่ าฝื น ระวางโทษจาํ คุกไม่เกิน ปี ถงึ จาํ คุกตลอดชีวติ แลว้ แต่ความหนกั เบาของความผดิ ประเภท ยาเสพติดให้โทษทีมียาเสพติดประเภท เป็ นส่วนผสมอย่ดู ้วย เช่น ยาแกไ้ อผสม โคเคอนี เป็นตน้ กฎหมายห้ามมิให้ผใู้ ดผลิต นําเขา้ หรือส่งออก ซึงยาเสพติดให้โทษประเภท เวน้ แต่ไดร้ ับ อนุญาต ซึงต้องเป็ นร้านคา้ ทีไดร้ ับอนุญาตใหผ้ ลิต ขายนาํ หรือส่งเข้าในราชอาณาจกั รประเภทยาแผน ปัจจุบนั และมีเภสชั กรประจาํ ตลอดเวลาทีเปิ ดทาํ การ ผฝู้ ่ าฝืนระวางโทษจาํ คุกไมเ่ กิน ปี ถึงจาํ คุกไมเ่ กิน ปี
119 ประเภท สารเคมที ีใชใ้ นการผลิตยาเสพติดใหโ้ ทษประเภท หรือประเภท กฎหมายห้ามมิให้ผูใ้ ดผลิต นาํ เขา้ หรือส่งออกหรือมีไวใ้ นครอบครอง ซึงยาเสพติดให้โทษ ประเภท เวน้ แต่รัฐมนตรีอนุญาต ผฝู้ ่ าฝืนระวางโทษจาํ คุกตงั แต่ ปี – ปี ประเภท ยาเสพติดใหโ้ ทษทีมไิ ดเ้ ขา้ อยใู่ นประเภท ถึงประเภท เช่น กญั ชา พืชกระท่อม เป็นตน้ กฎหมายมิใหผ้ ใู้ ดผลิต จาํ หน่าย นําเขา้ ส่งออก หรือมีไวใ้ นครอบครอง ซึงยาเสพติดให้โทษ ประเภท เวน้ แต่รัฐมนตรีอนุญาต ผฝู้ ่ าฝืนระวางโทษจาํ คุกตงั แต่ ปี – ปี บทลงโทษเกยี วกบั สารระเหย ตามพระราชกาํ หนดป้ องกนั การใช้สารระเหย พ.ศ. กาํ หนด มาตรการควบคุมไม่ใหน้ าํ สาร ระเหยมาใชใ้ นทางทีผดิ ไวห้ ลายประการและกาํ หนดใหผ้ ฝู้ ่ าฝืนไม่ปฏบิ ตั ิตามมาตรการดงั กลา่ ว มีความผิด และตอ้ งรับโทษ ซึงมรี ายละเอียดดงั นี 1. กาํ หนดใหผ้ ผู้ ลิต ผนู้ าํ เขา้ หรือผขู้ ายสารระเหย ตอ้ งจดั ให้มีภาพหรือขอ้ ความทีภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อบรรจุสารระเหย เพอื เป็นการเตือนใหร้ ะวงั การใชส้ ารระเหยดงั กลา่ ว ผฝู้ ่ าฝืนตอ้ งรับโทษจาํ คุก ไมเ่ กินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมนื บาท หรือทงั จาํ ทงั ปรับ 2. หา้ มไม่ใหผ้ ใู้ ดขายสารระเหยแก่ผูท้ ีมีอายตุ าํ กว่าสิบแปดปี บริบูรณ์ เวน้ แต่เป็ นการขายโดย สถานศกึ ษาเพอื ใชใ้ นการเรียนการสอน ผฝู้ ่ าฝืนตอ้ งรับโทษจาํ คุกไม่เกินหนึงปี หรือปรับไมเ่ กินหนึงหมืน บาท หรือทงั จาํ ทงั ปรับ 3. หา้ มไม่ใหผ้ ใู้ ดขาย จดั หา หรือใหส้ ารระเหยแก่ผอู้ ืนซึงตนรู้หรือควรรู้ว่าเป็ นผตู้ ิดสารระเหย ผฝู้ ่ าฝืนตอ้ งรับโทษจาํ คุกไมเ่ กินสองปี หรือปรับไม่เกินสองหมนื บาท หรือทงั จาํ ทงั ปรับ 4. หา้ มไม่ให้ผใู้ ดจูงใจ ชักนํา ยยุ งส่งเสริม หรือใช้อุบายหลอกลวงให้บุคคลอืนใชส้ ารระเหย บาํ บดั ความตอ้ งการของร่างกายหรือจิตใจ ผฝู้ ่ าฝื นตอ้ งรับโทษจาํ คุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสอง หมนื บาท หรือทงั จาํ ทงั ปรับ 5. หา้ มไมใ่ หผ้ ใู้ ดใชส้ ารระเหยบาํ บดั ความตอ้ งการของร่างกายหรือ จิตใจ ไม่ว่าโดยวิธีสูดดมวิธี อืนใด ผฝู้ ่ าฝืนตอ้ งรับโทษจาํ คุกไมเ่ กินสองปี หรือปรับไมเ่ กินสองหมนื บาท หรือทงั จาํ ทงั ปรับ พงึ ระลึกเสมอว่า การเสพติดสารระเหย นอกจากจะเป็ นโทษต่อร่างกายแลว้ ยงั เป็ นการกระทาํ ที ผดิ กฎหมายดว้ ย ทงั นี กฎหมายทีเกียวขอ้ งกบั ยาเสพติด ทีมกี ารออกพระราชบญั ญตั ิและระเบียบต่างๆ ใชก้ นั อยใู่ น ปัจจุบนั มหี ลายฉบบั ซึงสามารถจดั เป็นกล่มุ ๆ ได้ คือ . กฎหมายทีเกียวกบั ตวั ยา ไดแ้ ก่ . พระราชบญั ญตั ิยาเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. . พระราชบญั ญตั ิยาเสพติดใหโ้ ทษ (ฉบบั ที ) พ.ศ. . พระราชบญั ญตั ิวตั ถทุ ีออกฤทธิต่อจิตและประสาท พ.ศ. แกไ้ ขเพมิ เติม พ.ศ.
120 . พระราชกาํ หนดป้ องกนั การใชส้ ารระเหย พ.ศ. . พระราชบญั ญตั ิควบคุมโภคภณั ฑ์ พ.ศ. . กฎหมายทีเกียวกบั มาตรการ ไดแ้ ก่ . พระราชบญั ญตั ิป้ องกนั และปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. . พระราชบญั ญตั ิป้ องกนั และปราบปรามยาเสพติด (ฉบบั ที ) พ.ศ. . พระราชบญั ญตั ิฟื นฟสู มรรภาพผตู้ ิดยาเสพติด พ.ศ. ประชาชน นักเรี ยน นักศึกษาจึงควรศึกษาทาํ ความเข้าใจถึงข้อกาํ หนดการกระทาํ ผิดและ บทลงโทษทีเกียวกบั ยาเสพติด เพือหลีกเลียงการกระทาํ ผิดพร้อมทงั ควรแนะนาํ เผยแพร่ความรู้ดงั กล่าว แก่เพือน สมาชิกในครอบครัว และประชาชนในชุมชน ใหต้ ระหนักถึงโทษภัยของยาเสพติด รวมทัง ร่วมกนั รณรงคป์ ้ องกนั การแพร่ระบาดสู่เดก็ และเยาวชนในชุมชน ต่อไป ทงั นี การกระทาํ ความผดิ เกียวกบั ยาเสพติดไม่ว่าจะกระทาํ ในหรือนอกประเทศตอ้ งรับโทษใน ประเทศ ซึงถา้ รับโทษจากต่างประเทศมาแลว้ ศาลอาจลดหยอ่ นโทษใหต้ ามสมควรและตามทีกล่าวไวใ้ น ตอนตน้ ถงึ ความจริงจงั ในการป้ องกนั และปราบปรามยาเสพติด จึงมีการกาํ หนดให้การกระทาํ บางอย่าง ตอ้ งรับโทษหนกั กว่ากฎหมายอืน เช่น กาํ หนดโทษให้ผพู้ ยายามกระทาํ ความผิดตอ้ งระวางโทษเสมือน กระทาํ ความผดิ สาํ เร็จ ซึงตามกฎหมายอาญาผพู้ ยายามกระทาํ ความผิดจะรับโทษเพียง ใน ของโทษมี กาํ หนดสาํ หรับความผิดนันเท่านัน นอกจากนีผสู้ นบั สนุน ช่วยเหลือ ใหค้ วามสะดวกผกู้ ระทาํ ความผดิ ตอ้ งระวางโทษเช่นเดียวกบั ผกู้ ระทาํ ความผดิ และทรัพยส์ ินทีไดม้ าจากการกระทาํ ความผดิ จะตอ้ งถูกศาล สังริบ นอกจากพิสูจน์ไดว้ ่าทรัพยส์ ินนันไม่เกียวขอ้ งกบั การกระทาํ ความผิด และในเรืองการสืบทราบ การกระทาํ ผดิ เจา้ หนา้ ทีมีอาํ นาจเรียกบุคคลใดใหถ้ อ้ ยคาํ ส่งบญั ชีเอกสารหรือหลกั ฐานใด ๆ ประกอบการ พิจารณาและมีอาํ นาจเขา้ ไปในเคหสถานเมือตรวจคน้ หลกั ฐานในกรณีมเี หตุอนั ควรสงสัยว่ามีการกระทาํ ความผดิ เกียวกบั ยาเสพติด เมอื ตรวจสอบและพบหลกั ฐานการกระทาํ ความผดิ เกียวกบั ยาเสพติดเจา้ หนา้ ที มีอาํ นาจจบั กุมและสอบสวนผูก้ ระทาํ ผดิ และทาํ สาํ นวนฟ้ องศาลต่อไปตามกระบวนพิจารณาของศาล ซึงโทษทีจะไดร้ ับสาํ หรับผกู้ ระทาํ ความผดิ จะเป็ นโทษทีหนกั เนืองจากความผิดเกียวกบั ยาเสพติดเป็ น ความผดิ ร้ายแรงทีแต่ละชาติไดใ้ หค้ วามสาํ คญั ตามทีกลา่ วไวใ้ นขา้ งตน้
121 บทที ทกั ษะชีวิตเพอื สุขภาพจิต สาระสําคญั มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ เกียวกบั ความสาํ คญั ของทกั ษะชีวิตทงั ประการ และสามารถนาํ ความรู้ ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวิตประจาํ วนั ในการทาํ งาน การแกป้ ัญหาชีวิตครอบครัวของตนเองไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ตลอดจนสามารถนาํ กระบวนการทกั ษะชีวิตไปใชใ้ นการแกป้ ัญหาแก่ครอบครัวผอู้ นื ได้ ผลการเรียนรู้ทคี าดหวงั 1. สามารถบอกถงึ ความหมาย ความสาํ คญั ของทกั ษะชีวติ ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง 2. สามารถอธิบายถึงทกั ษะชีวิตทีจาํ เป็นในชีวติ ประการไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง ขอบข่ายเนือหา เรืองที ความหมาย ความสาํ คญั ของทกั ษะชีวิต เรืองที ทกั ษะการตระหนกั ในการรู้ตน เรืองที ทกั ษะการจดั การกบั อารมณ์ เรืองที ทกั ษะการจดั การความเครียด เรืองที ความหมาย ความสําคญั ของทกั ษะชีวติ ความหมายของทกั ษะชีวิต คาํ ว่าทกั ษะ (Skill) หมายถึง ความจัดเจนและความชาํ นิชาํ นาญในเรืองใดเรืองหนึง ซึงบุคคล สามารถสร้างขึนไดจ้ ากการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ ทกั ษะการอาชีพ การกีฬา การทาํ งานร่วมกบั ผอู้ ืน การอ่าน การสอน การจดั การ ทกั ษะทางคณิตศาสตร์ ทกั ษะทางภาษา ทกั ษะทางการใชเ้ ทคโนโลยี ฯลฯ ซึงเป็ น ทกั ษะภายนอกทีสามารถมองเห็นไดช้ ดั เจนจากการกระทาํ หรือจากการปฏิบตั ิ ซึงทกั ษะดงั กล่าวนันเป็ น ทกั ษะทีจาํ เป็ นต่อการดาํ รงชีวิตทีจะทาํ ให้ผมู้ ีทกั ษะเหล่านันมีชีวิตทีดี สามารถดาํ รงชีพอย่ใู นสงั คมได้ โดยมีโอกาสทีดีกว่าผไู้ ม่มีทกั ษะดงั กล่าว ซึงทกั ษะประเภทนีเรียกว่า Livelihood Skill หรือ Skill for Living ซึงเป็นคนละอยา่ งกบั ทกั ษะชีวิต ทีเรียกว่า Life Skill ดงั นนั ทกั ษะชีวติ หรือ Life Skill จึงหมายถึง คุณลกั ษณะหรือความสามารถเชิงสังคม จิตวิทยา (Phychosocial Competence) ทีเป็ นทกั ษะภายใน ทีจะช่วยให้บุคคลสามารถเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ทีเกิดขึนในชีวิตประจาํ วนั ไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมสาํ หรับการปรับตวั ในอนาคต ไม่วา่ จะเป็นเรืองการดแู ลสุขภาพ เอดส์ ยาเสพติด ความปลอดภยั สิงแวดลอ้ ม คุณธรรม จริยธรรม ฯลฯ
122 เพือใหส้ ามารถมชี ีวิตอยใู่ นสงั คมไดอ้ ยา่ งมีความสุขหรือจะกล่าวง่าย ๆ ทกั ษะชีวิต ก็คือ ความสามารถใน การแกป้ ัญหาทีตอ้ งเผชิญในชีวิตประจาํ วนั เพือใหอ้ ย่รู อดปลอดภยั สามารถอยรู่ ่วมกบั ผูอ้ ืนไดอ้ ย่างมี ความสุขและเตรียมพร้อมสาํ หรับการปรับตวั ในอนาคต ความสําคญั ของทกั ษะชีวติ เนืองจากสังคมปัจจุบันมีความซบั ซ้อนในการดาํ เนินชีวิต เนืองจากมีการเปลียนแปลงอย่าง รวดเร็วในดา้ นเศรษฐกิจ สังคม ข่าวสารขอ้ มูล และเทคโนโลยี มีการแข่งขนั และความขดั แยง้ มากขึน บุคคลมีความจาํ เป็ นตอ้ งปรับตวั ให้ทนั ต่อความเปลียนแปลง มีความสามารถในการแข่งขนั สามารถสู้ กระแสวิกฤติต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งมีเหตุมีผล รู้จกั นาํ เทคโนโลยมี าใชเ้ พือพฒั นาตนและพฒั นาอาชีพ มีความ เข้าใจสถานการณ์และมีวิจารณญาณในการเลือกรับเลือกปฏิเสธ มีความสามารถควบคุมอารมณ์และ บริหารความขดั แยง้ ทีเกิดขึนในวิถีชีวิต และมีคุณสมบตั ิทีพึงประสงคใ์ นการอยรู่ ่วมกบั ผอู้ ืน จึงจะอยใู่ น สงั คมไดอ้ ยา่ งมีความสุข ทกั ษะชีวติ ทจี าํ เป็ น ทกั ษะชีวิตจะมีความแตกต่างกนั ตามวฒั นธรรมและสถานที อยา่ งไรก็ตาม มีทกั ษะชีวิตอยกู่ ลุ่ม หนึงทีถือเป็นหวั ใจสาํ คญั ทีทุกคนควรมี โดยองคก์ ารอนามยั โลกไดก้ าํ หนดไว้ ดงั นี . ทกั ษะการตดั สินใจ (Decision Making) เป็นความสามารถในการตดั สินใจเกียวกบั เรืองราวต่าง ๆ ในชีวิตไดอ้ ยา่ งมีระบบ เช่น ถา้ บุคคลสามารถตดั สินใจเกียวกบั การกระทาํ ของตนเองทีเกียวกบั พฤติกรรม ดา้ นสุขภาพ หรือความปลอดภยั ในชีวิต โดยประเมินทางเลือกและผลทีไดจ้ ากการตดั สินใจเลือกทางที ถกู ตอ้ งเหมาะสม ก็จะมีผลต่อการมสี ุขภาพทีดีทงั ร่างกายและจิตใจ . ทกั ษะการแกป้ ัญหา (Problem Solving) เป็นความสามารถในการจดั การกบั ปัญหาทีเกิดขึนใน ชีวิตไดอ้ ยา่ งมีระบบไมเ่ กิดความเครียดทางกายและจิตใจ จนอาจลกุ ลามเป็นปัญหาใหญ่โตเกินแกไ้ ข . ทกั ษะการคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เป็นความสามารถในการคิดทีจะเป็นส่วนช่วย ในการตดั สินใจและแกไ้ ขปัญหาโดยการคิดสร้างสรรค์ เพือคน้ หาทางเลือกต่าง ๆ รวมทงั ผลทีจะเกิดขึน ในแต่ละทางเลือก และสามารถนาํ ประสบการณ์มาปรับใชใ้ นชีวติ ประจาํ วนั ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม . ทกั ษะการคิดอยา่ งมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) เป็ นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ขอ้ มลู ต่างๆ และประเมินปัญหาหรือสถานการณ์ทีอยรู่ อบตวั เราทีมีผลต่อการดาํ เนินชีวติ . ทกั ษะการสือสารอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ (Effective Communication) เป็ นความสามารถในการ ใชค้ าํ พูดและท่าทางเพือแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดของตนเองไดอ้ ยา่ งเหมาะสมกบั วฒั นธรรมและ สถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็ นการแสดงความคิดเห็น การแสดงความตอ้ งการ การแสดงความชืนชม การขอร้อง การเจรจาต่อรอง การตกั เตือน การช่วยเหลอื การปฏิเสธ ฯลฯ
123 . ทกั ษะการสร้างสมั พนั ธภาพระหว่างบุคคล (Interpersonal Relationship) เป็นความสามารถใน การสร้างความสมั พนั ธท์ ีดีระหว่างกนั และกนั และสามารถรักษาสมั พนั ธภาพไวไ้ ดย้ นื ยาว . ทกั ษะการตระหนกั รู้ในตน (Self Awareness) เป็นความสามารถในการคน้ หา รู้จกั และเขา้ ใจ ตนเอง เช่น รู้ขอ้ ดี ขอ้ เสียของตนเอง รู้ความตอ้ งการและสิงทีไม่ต้องการของตนเอง ซึงจะช่วยให้เรารู้ ตวั เองเวลาเผชิญกบั ความเครียดหรือสถานการณ์ต่าง ๆ และทกั ษะนียงั เป็นพืนฐานของการพฒั นาทกั ษะ อืน ๆ เช่น การสือสาร การสร้างสมั พนั ธภาพ การตดั สินใจ ความเห็นอกเห็นใจผอู้ ืน เป็นตน้ . ทกั ษะการเขา้ ใจและเห็นใจผอู้ นื (Empathy) เป็นความสามารถในการเขา้ ใจความเหมือนหรือ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ในดา้ นความสามารถ เพศ วยั ระดบั การศึกษา ศาสนา ความเชือ สีผิว อาชีพ ฯลฯ ช่วยใหส้ ามารถยอมรับบุคคลอืนทีต่างจากเรา เกิดการช่วยเหลอื บุคคลอืนทีดอ้ ยกว่า หรือไดร้ ับความ เดือดร้อน เช่น ผตู้ ิดยาเสพติด ผตู้ ิดเชือเอดส์ เป็นตน้ . ทกั ษะการจดั การกบั อารมณ์ (Coping with Emotion) เป็นความสามารถในการรับรู้อารมณ์ของ ตนเองและผอู้ ืน รู้วา่ อารมณ์มผี ลต่อการแสดงพฤติกรรมอยา่ งไร รู้วธิ ีการจดั การกบั อารมณ์โกรธและความ เศร้าโศกทีส่งผลทางลบต่อร่างกายและจิตใจไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 10. ทกั ษะการจดั การกบั ความเครียด (Coping with Stress) เป็ นความสามารถในการรับรู้ถึง สาเหตุของความเครียด รู้วธิ ีผอ่ นคลายความเครียด และแนวทางในการควบคุมระดบั ความเครียด เพือให้ เกิดการเบียงเบนพฤติกรรมไปในทางทีถกู ตอ้ งเหมาะสมและไม่เกิดปัญหาดา้ นสุขภาพ กลวธิ ใี นการสร้างทักษะชีวติ จากทกั ษะชีวิตทีจาํ เป็น ประการ สามารถแบ่งไดเ้ ป็น ส่วน ดงั นี . ทักษะชีวิตทัวไป คือ ความสามารถพืนฐานทีใช้เผชิญปัญหาปกติในชีวิตประจาํ วนั เช่น ความเครียด สุขภาพ การคบเพอื น การปรับตวั ครอบครัวแตกแยก การบริโภคอาหาร ฯลฯ . ทักษะชีวติ เฉพาะ คือ ความสามารถทีจาํ เป็นในการเผชิญปัญหาเฉพาะ เช่น ยาเสพติด โรคเอดส์ ไฟไหม้ นาํ ท่วม การถกู ล่วงละเมดิ ทางเพศ ฯลฯ
124 เรืองที ทักษะการตระหนักในการรู้ตน การรู้จกั ตนเอง เป็นเรืองใกลต้ วั ทีดเู หมือนไม่น่าจะสาํ คญั อะไรทีเราจะตอ้ งมานังเรียนรู้ทาํ ความ เขา้ ใจ แต่ทว่ากลบั มาความสาํ คญั อยา่ งยงิ ยวด เปรียบไดก้ บั เสน้ ผมบงั ภเู ขาทีทาํ ใหค้ นจาํ นวนมากทีแม้ มคี วามรู้มากมายท่วมหวั แต่เอาตวั ไมร่ อด เนืองจากสิงหนึงทีเขาไม่รู้เลยนนั คือ การรู้จกั ตวั ตนของเขา อยา่ งถ่องแทน้ นั เอง ทงั ๆ ทีในความเป็นจริงแลว้ การรู้จกั ตนเองนบั เป็นพืนฐานสาํ คญั ทีเราควรเรียนรู้เป็ นอนั ดบั แรก สุดในชีวติ เนืองจากการรู้จกั ตนเองจะนาํ ไปสู่การมีเป้ าหมายทีชดั เจนในการดาํ เนินชีวติ เนืองจากรู้ว่าตนมี ความถนดั ความชอบ และความสามารถในดา้ นใด ดงั นนั จึงรู้ว่าตนควรจะเรียนอะไร ประกอบอาชีพอะไร ควรแสวงหาความรู้อะไรเพมิ เติม การรู้จกั วธิ ีเฉพาะตวั ทีตนถนดั ในการพฒั นาทกั ษะการเรียนรู้ในดา้ นต่างๆ ของตนเองให้เป็ นไป อยา่ งมีประสิทธิภาพ อาทิ รู้เทคนิคการเรียนหนงั สือของตนว่าควรใชว้ ิธีใดจึงประสบผลสาํ เร็จ รู้ตวั ว่า ความจาํ ไม่ดี จึงตอ้ งใชว้ ิธีจดอยา่ งละเอียดและทบทวนบทเรียนอยา่ งสมาํ เสมอ เป็นตน้ จุดออ่ นในชีวติ ไดร้ ับการแกไ้ ขอยา่ งทนั ท่วงที อาทิ เมือเรารู้ตวั ว่าเป็นคนใจร้อน เมอื มีเหตุการณ์ที เรารู้สาเหตุหากอยใู่ นสถานการณ์เช่นนีอาจนาํ ไปสู่การใชค้ วามรุนแรงได้ ดงั นัน เราจึงเลือกทีจะแยกตวั ออกมานงั สงบสติอารมณ์เพอื คิดหาวิธีการแกไ้ ขทีดีทีสุด การพฒั นาทกั ษะการแกไ้ ขปัญหาทีเกิดขึนในชีวติ อยา่ งมีประสิทธิภาพ เนืองจากรู้ว่าปัญหานันมี สาเหตุมาจากตนหรือไม่ และรู้ว่าตนเองควรปรับอารมณ์เช่นใด เมือยามเผชิญปัญหาและควรหาวิธีการใด ทีเหมาะสาํ หรับตนเองมากทีสุดในการแกป้ ัญหาใหล้ ุล่วงไปไดด้ ว้ ยดี การคน้ พบความสุขทีแทจ้ ริงในสิงทีตนเลือกทาํ เนืองจากรู้ว่าอะไรทีทาํ แลว้ จะทาํ ให้ตนเองมี ความสุขได้ นาํ ไปสู่การเรียนรู้และเขา้ ใจผอู้ นื ไดม้ ากยงิ ขึน อนั เป็นการลดปัญหาความขดั แยง้ และนาํ ไปสู่ มิตรภาพทีดีตามมา ตรงกันข้ามกับผูท้ ีไม่รู้จักตนเอง ซึงมกั ใช้ชีวิตโดยปล่อยไปตามกระแสสังคม เลียนแบบ ทาํ ตามคนรอบขา้ ง โดยขาดจุดยนื ทีชดั เจน เช่น แสวงหาความสุขในชีวิตดว้ ยการไปเทียวเตร่กบั เพือน เสพยาเสพติด การเลือกคณะทีจะสอบเขา้ มหาวทิ ยาลยั ตามค่านิยมขณะนนั หรือเลอื กตามเพือน สุดทา้ ยเขา จึงไม่สามารถพบกับความสุขทีแท้จริงในชีวิตไดแ้ ละนาํ ไปสู่ปัญหามากมายตามมา นอกจากนี คนที ไม่รู้จกั ตนเองยามเมอื ตอ้ งเผชิญหนา้ กบั ปัญหา โดยมากแลว้ มกั จะไม่ดูวา่ ปัญหาทีเกิดขึนนันมาจากตนเอง หรือไม่ แต่มกั โทษเหตุการณ์หรือโทษผอู้ ืนเอาไวก้ ่อน จึงเป็นการยากทีจะแกป้ ัญหาใหล้ ุล่วงไปไดด้ ว้ ยดี ทกั ษะการรู้จกั ตนเองจึงเป็ นทกั ษะสาํ คญั ทีเราทุกคนต้องเรียนรู้และฝึ กฝน เนืองจากการรู้จัก ตนเองนนั ไมไ่ ดเ้ ป็นเรืองทีนงั อยเู่ ฉยๆ แลว้ จะสามารถรู้ขึนมาไดเ้ อง แต่ตอ้ งผา่ นกระบวนการบ่มเพาะผา่ น ประสบการณ์ต่างๆ การลองผดิ ลองถูก ความผิดหวงั เจ็บปวด ความผิดพลาดลม้ เหลวต่างๆ เพือทีจะตก เป็ นผลึกทางปัญญาในการรู้จกั ตนเอง รวมทงั ผ่านการปฏิสมั พนั ธก์ บั บุคคลรอบขา้ ง ซึงถือเป็ นกระจก
125 สะทอ้ นชนั ดีใหเ้ ราไดเ้ รียนรู้จกั ตนเอง โดยยงิ รู้จกั ตนเองเร็วเท่าไรยงิ เป็นการไดเ้ ปรียบในการออกสตาร์ท ไปสู่เป้ าหมายชีวิตไดเ้ ร็วเท่านนั รวมทงั ยงั เป็นรากฐานสาํ คญั ในการใชช้ ีวติ อยา่ งมคี วามสุขและ ประสบความสาํ เร็จท่ามกลางปัญหาและแรงกดดนั ต่าง ๆ การฝึกฝนทกั ษะการรู้จกั ตนเองจึงควรเริมตงั แต่วยั เยาว์ โดยพ่อแมเ่ ป็นบุคคลสาํ คญั แรกสุดในการ ช่วยลกู คน้ หาตนเอง โดยเริมจากเปิ ดโอกาสทีหลากหลาย พ่อแม่ควรสร้างโอกาสทีหลากหลายในการให้ ลกู ไดเ้ รียนรู้ทดลองในสิงต่าง ๆ ใหม้ ากทีสุด อาทิ การทาํ งานบา้ น กิจกรรมต่าง ๆ ทีลูกสนใจ โดยพ่อแม่ ทาํ หนา้ ทีเป็ นผสู้ นบั สนุน อาํ นวยความสะดวกในการใหล้ ูกไดเ้ รียนรู้จากประสบการณ์ต่าง ๆ อย่างไร กต็ าม กิจกรรมดงั กล่าวพ่อแม่ควรคดั กรองว่าเป็ นกิจกรรมทีสร้างสรรคแ์ ละปลอดภยั สาํ หรับลูกหรือไม่ อาทิ การทาํ งานอาสาสมคั รต่าง ๆ การเขา้ ค่ายอาสาพฒั นา การเขา้ ค่ายกีฬา ไม่ใช่ตามใจลูกทุกเรือง เช่น ลกู ขอไปเก็บเกียวประสบการณ์จากแก๊งมอเตอร์ไซค์ หรือขอไปเทียวกลางคืนหาประสบการณ์ทางเพศ เป็ นต้น ซึงเป็ นกิจกรรมทีไม่สร้างสรรค์และอาจเกิดอนั ตรายกับลูกได้ ให้อิสระในความคิดและ การตดั สินใจ พอ่ แมไ่ มค่ วรเป็นนกั เผดจ็ การทีคอยบงการชีวิตลกู ไปทุกเรือง อาทิ พ่อแม่อยากเรียนแพทย์ แต่สอบไมต่ ิด จึงฝากความหวงั ไวก้ บั ลกู พยายามสร้างแรงกดดนั และปลกู ฝังความคิดใหล้ ูกตอ้ งสอบเขา้ คณะแพทยใ์ ห้ได้ เพือทาํ ความฝันของพ่อแม่ให้เป็ นจริง โดยไม่คาํ นึงว่าลูกจะชอบหรือมีความถนัด ในด้านนีหรื อไม่ พ่อแม่ทีปรารถนาให้ลูกรู้จกั ตนเองจึงควรเปิ ดโอกาสให้ลูกได้สามารถตัดสินใจ ในการเลือกสิงต่าง ๆ ไดด้ ว้ ยตวั เอง โดยพ่อแม่ทาํ หนา้ ทีคอยชีแนะอยหู่ ่าง ๆ ถึงขอ้ ดี ขอ้ เสีย ประโยชน์ หรือโทษ ทีลูกจะไดร้ ับผา่ นการตดั สินใจนัน ๆ ซึงหากพ่อแม่เห็นว่าการตดั สินใจของลูกเป็ นไปในทาง ทีไม่ถูกตอ้ งและอาจจะนาํ ไปสู่อนั ตรายได้ พ่อแม่สามารถใชอ้ าํ นาจในการยบั ยงั การกระทาํ ดงั กล่าวได้ โดยชีแจงถงึ เหตุผลใหล้ กู ไดเ้ ขา้ ใจ เป็นกระจกสะทอ้ นใหล้ กู เห็นตนเอง พอ่ แม่ตอ้ งทาํ หนา้ ทีเป็นกระจกเงา สะทอ้ นใหล้ กู ไดเ้ ห็นตนเองในมมุ ต่าง ๆ ทงั จุดออ่ น จุดแข็ง จุดดี จุดดอ้ ย โดยหลกั การสาํ คญั คือ ผิดจาก ความเป็นจริง หรืออาจรู้จกั ตนเองอยา่ งผดิ ๆ ผา่ นคาํ พดู ของคนรอบขา้ ง เพือนฝงู ครู อาจารย์ ซึงอาจทาํ ให้ ลกู มองตนเองดอ้ ยค่า เกิดเป็นปมดอ้ ยในจิตใจ โดยมงี านวจิ ยั ยนื ยนั ว่าหากพอ่ แม่ปล่อยให้ลกู มีความเขา้ ใจ ทีผดิ ๆ เกียวกบั ตวั เองในเรืองต่าง ๆ ทงั ๆ ทีไมไ่ ดเ้ ป็นความจริง และหากไม่มีการรีบปรับความเขา้ ใจ ทีผดิ ๆ นนั โดยเร็ว สิงทีลกู เขา้ ใจเกียวกบั ตนเองผดิ ๆ นนั จะกลบั กลายเป็นความจริงในทีสุด ตวั อย่างเช่น ลกู อาจโดนครูทีโรงเรียนต่อวา่ เรืองผลการสอบวิชาคณิตศาสตร์ทีลกู สอบตก ว่าเป็ น เดก็ หวั ทึบ ทงั ๆ ทีพ่อแม่เห็นลกู พยายามอยา่ งเตม็ ทีแลว้ ในวชิ านี ในกรณีดงั กล่าวพ่อแม่ควรทาํ หน้าทีเป็ น กระจกสะทอ้ นใหล้ กู เห็นในมมุ ทีถกู ตอ้ งและใหก้ าํ ลงั ใจวา่ ลกู มจี ุดแขง็ ทีพ่อแมภ่ าคภูมิใจในเรืองของความ ตงั ใจจริง ความขยนั หมนั เพียร แต่อยา่ งไรก็ตามทีผลการเรียนออกมาเช่นนีอาจเพราะลกู ไม่ถนัดในวิชา ดงั กล่าว และใหล้ กู พยายามต่อไปอยา่ ทอ้ ถอย อยา่ งไรกต็ ามหากพ่อแมไ่ ม่มกี ารปรับความเขา้ ใจในการมอง ตนเองของลกู ในเรืองนี ลกู จะตอกยาํ ตวั เองเสมอว่าเป็ นคนหัวทึบ และเขาจะไม่มีวนั ประสบความสาํ เร็จ ในชีวติ การเรียนไดเ้ ลย กระตุกใหล้ กู ไดค้ ิดวิเคราะห์ตนเอง โดยการหมนั สงั เกตพฤติกรรม อารมณ์ของลกู
126 ในสภาวะต่าง ๆ หรือจากเหตุการณ์ต่าง ๆ และเริมตงั คาํ ถามกบั ลกู เมือการเรียนรู้ตนเองแทนการโทษผอู้ ืน หรือโทษสถานการณ์ ตวั อย่างเช่น เมือลกู ทาํ ขอ้ สอบไดค้ ะแนนไม่ดี แลว้ โทษว่าเพราะครูสอนไม่รู้เรือง หรืออา้ งว่ายงั มี เพอื นทีเรียนแยก่ ว่าเขาอีก พ่อแม่ควรกระตุกใหล้ ูกไดค้ ิดว่าเราไม่ควรไปเปรียบเทียบกบั ผทู้ ีเรียนแยก่ ว่า หรือโทษว่าครูสอนไม่รู้เรือง พร้อมกบั ให้ลูกวิเคราะห์ตวั เองถึงจุดอ่อนจุดแข็ง เช่น ลูกมีจุดอ่อนเรือง ระเบียบวินยั การบริหารเวลาในการอ่านหนงั สือหรือไม่ เพราะทีผ่านมาพ่อแม่ไม่เห็นว่าลกู จะตงั ใจอ่าน หนังสือหรือทบทวนบทเรียนเลย แต่มาเร่งอ่านตอนใกลส้ อบ ดงั นัน ในการสอบครังต่อไปลกู ตอ้ งวาง แผนการเรียนใหด้ ีและขยนั ใหม้ ากกว่านี เป็นตน้ การสอนและเตือนสติ พอ่ แม่เป็นผทู้ ีเห็นชีวิตของลกู ใกลช้ ิดทีสุด และมีความสามารถในการเขา้ ใจความเป็นตวั ตนของเขามากทีสุด ซึงในความเป็นเดก็ ลกู เองยงั ไม่สามารถทีจะแยกแยะทาํ ความรู้จกั กบั พฤติกรรมหรืออารมณ์ต่าง ๆ ทีตนแสดงออกมาได้ โดยพฤติกรรมบางอย่างของลกู หากพ่อแม่ปล่อยปละ ละเลยไมส่ งั สอนเตือนสติแต่เนิน ๆ พฤติกรรมนนั ๆ อาจบ่มเพาะเป็นนิสยั แย่ ๆ ทีติดตวั ลูกไปจนโต และ ยงิ โตยงิ แกย้ าก เขา้ ทาํ นองไมอ้ อ่ นดดั ง่ายไมแ้ ก่ดดั ยาก ดงั นัน พ่อแม่จึงตอ้ งสังสอนและเตือนสติลูกทนั ที ในพฤติกรรมทีไมพ่ ึงประสงคต์ ่าง ๆ พร้อมชีใหล้ กู เห็นถึงความร้ายแรงและหาแนวทางแกไ้ ขร่วมกนั ตวั อย่างเช่น พ่อแม่เห็นว่าลูกมีอุปนิสัยเป็ นคนเจ้าอารมณ์ โกรธง่าย พ่อแม่ควรพูดคุยกับลูก ถึงจุดอ่อนขอ้ นีวา่ จะส่งผลเสียอยา่ งไรกบั ชีวติ ของเขาในระยะยาว พร้อมทงั หาวิธีการร่วมกนั ในการฝึ กฝน ให้ลูกรู้เท่าทนั อารมณ์ของตน ไม่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างผิด ๆ โดยใชอ้ ารมณ์ความรู้สึก นาํ หน้า อาทิ สอนให้ลูกหลีกเลียงต่อสถานการณ์ทีมากระตุน้ อารมณ์โกรธ สอนลูกให้ตอบสนองอยา่ ง ถกู ตอ้ งเมือโกรธ โดยการเดินไปหาทีเงียบ ๆ สงบสติอารมณ์ก่อนแลว้ ค่อยมาพูดคุยกนั ทา้ ทายลกู ให้ ทาํ ลายสถิติตนเองใหโ้ กรธชา้ ลง เช่น แต่เดิมเมือพบเหตุการณ์ทีไม่สบอารมณ์จะโกรธขึนมาทนั ที ครัง ต่อไปควรฝึกใหโ้ กรธชา้ ลง เป็นตน้ การเรียนรู้จกั ตนเองอยา่ งถ่องแท้ นบั เป็ นกระบวนการเรียนรู้ทีสาํ คญั มากยงิ กว่าการเรียนรู้ใด ๆ การเรียนรู้จกั ตนเองเป็นกระบวนการเรียนรู้ระยะยาวตลอดทงั ชีวิต อนั นาํ มาซึงความสุขและเป็ นรากฐาน ของความสาํ เร็จในชีวิต โดยพ่อแมเ่ ป็นบุคคลสาํ คญั ผเู้ ปิ ดโอกาสใหล้ กู ไดเ้ รียนรู้จกั ตนเองและเป็ นกระจก บานแรกทีสะทอ้ นใหล้ กู ไดเ้ ห็นอยา่ งถกู ตอ้ งว่าตวั ตนทีแทจ้ ริงของเขานนั เป็นเช่นไร
127 เรืองที ทกั ษะการจดั การกบั อารมณ์ อารมณ์เป็ นพลังทีทรงอาํ นาจอย่างหนึงของมนุษย์ อารมณ์อาจเป็ นต้นเหตุของสงคราม อาชญากรรม ความขดั แยง้ เรืองเชือชาติ และความขดั แยง้ อืน ๆ อีกหลายชนิดระหว่างมนุษยด์ ว้ ยกัน ในทางตรงกนั ขา้ มอารมณ์เป็ นนาํ ทิพยข์ องชีวิต ทาํ ให้ทุกสิงทุกอย่างสวยงามและน่าอภิรมย์ ความรัก ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน ความพอใจ หรือความตลกขบขนั ลว้ นแต่ทาํ ให้ชีวิตมีคุณค่าและ ความหมายทงั สิน อารมณ์มีความสาํ คญั เช่นเดียวกบั การจูงใจดงั ไดก้ ล่าวแลว้ อารมณ์ คือ หลายสิงหลายอย่าง ในทศั นะหนึง อารมณ์ คือ สภาวะของร่างกายซึงถกู ยวั ยุ จนเกิดมกี ารเปลยี นแปลงทางสรีระวิทยาหลาย ๆ อยา่ ง เช่น ใจสนั ชีพจรตน้ เร็ว การหายใจเร็วและแรงขึน หน้าแดง เป็ นตน้ ในอีกทศั นะหนึง อารมณ์ คือ ความรู้สึก ซึงเกิดขึนเพยี งบางส่วนจากสภาวะของร่างกายทีถกู ยวั ยุ อาจเป็นความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ กไ็ ด้ อามรณ์ยงั เป็นสิงทีคนเราแสดงออกมาดว้ ยนาํ เสียง คาํ พดู สีหนา้ หรือท่าทาง วธิ จี ดั การกบั อารมณ์ 1. มองโลกในแง่ดี เมือเรามีความคิดทีทาํ ให้ซึมเศร้า เช่น “ฉนั ทาํ วิชาเลขไม่ได”้ ใหค้ ิดใหม่ว่า “ถา้ ฉนั ไดร้ ับความช่วยเหลอื ทีถกู ตอ้ งฉนั กจ็ ะทาํ ได”้ แลว้ ไปหาครู ครูพเิ ศษ หรือใหเ้ พอื นช่วยติวให้ 2. หาสมุดบนั ทึกสักเล่มไวเ้ ขียนก่อนเขา้ นอนทุกวนั ในสมุดบนั ทึกเล่มนี ห้ามเขียนเรืองไม่ดี จงเขียนแต่เรืองดี ๆ ทีเกิดขึนในวนั นนั ตอนแรกอาจจะยากหน่อย แต่ใหเ้ ขียน เช่น มีคนแปลกหน้ายมิ ให้ ถา้ ไดล้ องตงั ใจทาํ มนั จะเปลยี นความคิดใหเ้ รามองหาแต่เรืองดี ๆ จากการศึกษาพบวา่ คนทีคิดฆ่าตวั ตายมี อาการดีขึนหลงั จากเริมเขียนบนั ทึกเรืองดี ๆ ไดเ้ พียงสองสปั ดาห์ 3. ใชเ้ วลาอยกู่ บั คนทีทาํ ใหเ้ ธอหวั เราะได้ 4. ใส่ใจกบั ความรู้สึกของตนเองในเวลาแต่ละช่วงวนั การตระหนกั รู้ถึงอารมณ์ของตวั เองจะทาํ ใหเ้ ราจบั คู่งานทีเราตอ้ งทาํ กบั ระดบั พลงั งานในตวั ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม เช่น ถา้ เรารู้สึกดีทีสุดตอนเชา้ แสดง วา่ ตอนเชา้ คือ เวลาจดั การกบั งานเครียด ๆ เช่น ไปเจอเพอื นทีทาํ ร้ายจิตใจเรา หรือคุยกบั ครูทีเราคิดว่าให้ เกรดเราผดิ ถา้ ปกติเราหมดแรงตอนบ่าย ใหเ้ ก็บเวลาช่วงนนั เอาไวท้ าํ กิจกรรมทีไม่ตอ้ งใชพ้ ลงั ทางอารมณ์ มาก เช่น อ่านหนงั สือหรืออยกู่ บั เพือน อยา่ ทาํ อะไรเครียดๆ เวลาเหนือยหรือเครียด 5. สังเกตอารมณ์ตัวเองในเวลาช่วงต่าง ๆ ของเดือน ผหู้ ญิงบางคนพบว่า ช่วงเวลาทีตวั เอง อารมณ์ไมด่ ีสมั พนั ธก์ บั รอบเดือน 6. ออกกาํ ลงั กาย การออกกาํ ลงั กายช่วยให้เราแข็งแรงทงั ร่างกายและจิตใจ การออกกาํ ลงั กาย อยา่ งนอ้ ยแค่วนั ละ นาที สามารถทาํ ให้รู้สึกสงบและมีความสุขได้ การออกกาํ ลงั กายจะช่วยเพิมการ ผลติ เอนดอร์ฟี นของร่างกายดว้ ย เอนดอร์ฟี นเป็นสารเคมใี นร่างกายทีทาํ ใหเ้ กิดความรู้สึกดีและมีความสุข ตามธรรมชาติ โดยไม่ตอ้ งพงึ ยาเสพติด 7. รู้จกั ไตร่ตรอง แยกแยะ
128 8. ฟังเพลง งานวจิ ยั ชินหนึงพบว่า จงั หวะของเสียงเพลงช่วยจดั ระเบียบความคิดและความรู้สึก มนั คงภายในจิตใจ และช่วยลดความตึงเครียดของกลา้ มเนือ . โทรหาเพอื น การขอความช่วยเหลอื ทาํ ใหค้ นเรารู้สึกผกู พนั กบั คนอนื และรู้สึกโดดเดียวนอ้ ยลง . การโอบกอดช่วยใหร้ ่างกายหลงั ฮอร์โมนทีทาํ ใหร้ ู้สึกดีออกมา ซึงจะช่วยให้เรารับมือกับ อารมณ์ได้ อยทู่ ่ามกลางคนทีมีความสุข อารมณ์ดีเป็นโรคติดต่อ แนวทางในการจดั การกบั อารมณ์ทางเพศของวยั รุ่น การจดั การกบั อารมณ์ทางเพศของวยั รุ่น มีแนวทางการปฏิบตั ิทีสาํ คญั อยู่ ลกั ษณะ ประกอบดว้ ย แนวทางการปฏบิ ตั ิเพือระงบั อารมณ์ทางเพศ และแนวทางการปฏิบตั ิเพือผอ่ นคลายความตอ้ งการทางเพศ แนวทางการปฏิบัตเิ พอื ระงบั อารมณ์ทางเพศ แนวทางการปฏิบตั ิเพือระงบั อารมณ์ทางเพศ หมายถึง ความพยายามในการทีจะหลีกเลียงต่อสิง เร้าภายนอกทีมากระตุน้ ใหเ้ กิดอารมณ์ทางเพศทีเพมิ มากขึน 1. หลกี เลียงการดหู นงั สือหรือภาพยนตร์หรือสือ Internet ทีมีภาพหรือขอ้ ความทีแสดงออกทาง เพศ ซึงเป็นการยวั ยใุ หเ้ กิดอารมณ์ทางเพศ 2. หลีกเลียงการปฏิบตั ิหรือทาํ ตวั ปล่อยวางให้ความสบายเกินไป เช่น การนอนเล่น ๆ โดยไม่ หลบั การนงั ฝันกลางวนั หรือนงั จินตนาการทีเกียวขอ้ งกบั เรืองเพศ 3. หลกี เลยี งสถานการณ์ทีก่อใหเ้ กิดโอกาสการถกู สมั ผสั ในลกั ษณะต่าง ๆ กบั เพศตรงขา้ ม 4. ซึงการกระทาํ ดงั กลา่ วมกั ก่อใหเ้ กิดอารมณ์ทางเพศได้ เช่น การจบั มือถอื แขน ( %) การกอด จูบ ( %) การลบู คลาํ ( %) การเลา้ โลม ( %) 5. หลีกเลียงและรู้จกั ปฏเิ สธเมือถกู ชกั ชวนใหเ้ ทียวเตร่พกั ผอ่ นในแนวทางกระตุน้ ใหเ้ กิดอารมณ์ ทางเพศ เช่น สถานทีท่องเทียวกลางคืน การดืมแอลกอฮอล์ เครืองดืมมึนเมาต่าง ๆ ซึงสามารถนาํ พาไปสู่ การเกิดอารมณ์ทางเพศได้
129 เรืองที ทักษะการจดั การความเครียด ความเครียดคือ การหดตัวของกลา้ มเนือส่วนใดส่วนหนึงหรือหลายส่วนของร่างกายนนั เอง ซึงทุกคนจาํ เป็ นตอ้ งมีอย่เู สมอในการดาํ รงชีวิต เช่น การทรงตวั เคลือนไหวทวั ๆ ไป มีการศึกษาพบว่า ทุกครังทีเราคิดหรือมีอารมณ์บางอย่างเกิดขึนจะต้องมีการหดตวั เคลือนไหวของกลา้ มเนือแห่งใด แห่งหนึงในร่างกายเกิดขึนควบคู่เสมอ ความเครียดมีทงั ประโยชน์และโทษ แต่ความเครียดทีเป็ นโทษนนั เป็ นความเครียดชนิดทีเกิน ความจาํ เป็น แทนทีจะเป็นประโยชน์กลบั กลายเป็ นอุปสรรคและอนั ตรายต่อชีวิต เมือคนเราอยใู่ นภาวะ ตึงเครียดร่างกายจะเกิดความเตรียมพร้อมทีจะ “สู”้ หรือ “หนี” โดยทีร่างกายมีการเปลยี นแปลงต่าง ๆ เช่น หวั ใจเตน้ แรงและเร็วขึน เพือฉีดเลือดซึงจะนาํ ออกซิเจนและสารอาหารต่าง ๆ ไปเลียงเซลลท์ วั ร่างกาย พร้อมกบั ขจดั ของเสียออกจากกระแสเลือดอย่างเร็ว การหายใจดีขึน แต่เป็ นการหายใจตืน ๆ มีการขบั อดรีนาลนี และฮอร์โมนอืน ๆ เขา้ สู่กระแสเลือด ม่านตาขยายเพือให้ไดร้ ับแสงมากขึน กลา้ มเนือหดเกร็ง เพือเตรียมการเคลือนไหว เสน้ เลือดบริเวณอวยั วะยอ่ ยอาหารหดตวั เหงือออก เพราะมกี ารเผาผลาญอาหาร มากขึน ทาํ ให้อุณหภูมิของร่างกายเพิมขึน เมือวิกฤติการณ์ผ่านพน้ ไปร่างกายจะกลบั สู่สภาวะปกติ แต่ความเครียดทีเป็นอนั ตราย คือความเครียดทีเกิดขึนมากเกินความจาํ เป็ น เมือเกิดแลว้ คงอย่เู ป็ นประจาํ ไม่ลดหรือหายไปตามปกติ หรือเกิดขึนโดยไมม่ เี หตุการณ์ทีเป็นการคุกคามจริง ๆ ผลของความเครียดต่อชีวติ ผลต่อสุขภาพทางกาย ไดแ้ ก่ อาการไม่สบายทางกายต่าง ๆ เช่น ปวดหวั ปวดเมือยตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายความผดิ ปกติของหวั ใจความดนั โลหิตสูง โรคกระเพาะ อาการทอ้ งผกู ทอ้ งเสียบ่อย นอนไมห่ ลบั หอบหืด เสือมสมรรถภาพทางเพศ ฯลฯ ผลต่อสุขภาพจิตใจ นําไปสู่ความวิตกกังวล ซึมเศร้า กลวั อย่างไร้เหตุผล อารมณ์ไม่มนั คง เปลยี นแปลงง่ายหรือโรคประสาทบางอยา่ ง สาเหตุของความเครียด - สภาพแวดลอ้ มทวั ไป เช่น มลภาวะ ไดแ้ ก่ เสียงดงั เกินไปจากเครืองจกั ร เครืองยนต์ อากาศ เสียจากควนั ท่อไอเสีย นาํ เสีย ฝ่ นุ ละออง ยาฆ่าแมลง การอยกู่ นั อยา่ งเบียดเสียดยดั เยยี ด เป็นตน้ - สภาพเศรษฐกิจทีไม่น่าพอใจ เช่น รายไดน้ อ้ ยกวา่ รายจ่าย เป็นตน้ - สภาพแวดลอ้ มทางสังคม เช่น การสอบแข่งขนั เขา้ เรียน เขา้ ทาํ งาน เลือนขนั เลือนตาํ แหน่ง เป็ นตน้ - มีสมั พนั ธภาพกบั คนอนื ๆ ทีไม่ราบรืน มกั มีขอ้ ขดั แยง้ ทะเลาะเบาะแวง้ กบั คนอืนเป็นปกติวิสยั - ความรู้สึกตนเองตาํ ตอ้ ยกว่าคนอืน ตอ้ งพยายามต่อสูเ้ อาชนะ - ตอ้ งการมอี าํ นาจเหนือผอู้ ืน
130 วธิ ลี ดความเครียด มหี ลายวธิ ี 1. วิธีแกไ้ ขทีปลายเหตุ ได้แก่ การใช้ยา เช่น ยาหม่อง ยาดม ยาแกป้ วด ยาลดกรดในกระเพาะ ยากลอ่ มประสาท แต่วธิ ีการดงั กล่าวไมไ่ ดแ้ กไ้ ขความเครียดทีตน้ เหตุ อาจทาํ ใหค้ วามเครียดนนั เกิดขึนไดอ้ ีก 2. วิธีแกไ้ ขทีตน้ เหตุ ไดแ้ ก่ แกไ้ ขเปลยี นแปลงวิถชี ีวิตทีเอืออาํ นวยต่อการก่อให้เกิดความเครียด เช่น หางานอดิเรกทีชอบทาํ ฝึกออกกาํ ลงั กาย บริหารร่างกายแบบง่าย ๆ เป็นตน้ 3. เปลียนแปลงนิสัยและทศั นคติต่อการดาํ เนินชีวิต เช่น ลดการแข่งขัน ผอ่ นปรน ลดความ เขม้ งวดในเรืองต่างๆ 4. หาความรู้ความเขา้ ใจเกียวกบั โภชนาการ 5. สาํ รวจและเปลียนแปลงทศั นคติต่อตวั เองและผอู้ ืน เช่น มองตวั เองในแง่ดี มองผอู้ ืนในแง่ดี เป็ นตน้ 6. สาํ รวจและปรับปรุงสมั พนั ธภาพต่อคนในครอบครัวและสงั คมภายนอก 7. ฝึกผอ่ นคลายโดยตรง เช่น การฝึกหายใจใหถ้ กู วธิ ี การฝึกสมาธิ การออกกาํ ลงั กายแบบง่ายๆ การฝึกผอ่ นคลายกลา้ มเนือ การนวด การสาํ รวจท่านงั นอน ยนื เดิน การใชจ้ ิตนาการ นึกภาพทีรืนรมย์ เมือเกิดความเครียดขึนมา ลองพยายามนึกทบทวนดูว่า เกิดจากสาเหตุอะไร และเลือกใชว้ ิธีลด ความเครียดดงั กล่าวทีกล่าวมาวิธีใดวิธีหนึงหรือหลายวิธีร่วมกนั อาจทาํ ใหค้ วามเครียดผ่อนคลายหรือ ไม่เครียดเลยก็ได้ กจิ กรรม เขียนตอบคาํ ถามดา้ นลา่ งในกระดาษและนาํ เสนอในชนั เรียน 1. ความสาํ คญั ในการตระหนกั รู้ในตนเองมีผลต่อการดาํ เนินชีวิตอยา่ งไร 2. เราสามารถจดั การกบั อารมณ์โกรธไดอ้ ยา่ งไร 3. ความเครียดส่งผลต่อสุขภาพอยา่ งไร และเราสามารถจดั การกบั ความเครียดทาํ ไดอ้ ยา่ งไร
131 บทที 9 อาชีพจาํ หน่ายอาหารสําเร็จรูปตามหลักสุขาภบิ าล ประเทศไทยมีผลผลิตจาการเกษตรกรรมประเภทอาหารทีหลากหลาย ซึงขึนอย่กู ับศกั ยภาพ แต่ละภูมิภาคทีแตกต่างกนั ไป การนาํ ผลผลิตจาการเกษตรมาแปรรูปเป็ นผลิตภณั ฑอ์ าหารสาํ เร็จรูป แลว้ กระจายสินคา้ สู่ตลาดผบู้ ริโภคตลาดภายในประเทศ ตลาดอาเซียน และตลาดในภมู ภิ าคอืนทวั โลก เป็นอีก ช่องทางหนึงทีทาํ ใหเ้ กิดอาชีพสาํ หรับผทู้ ีสนใจ การถนอมอาหารในปัจจุบนั ใชว้ วิ ฒั นาการทางเทคโนโลยเี พอื แปรรูปวตั ถดุ ิบจาํ นวนมากพร้อม ๆ กนั เป็นผลติ ภณั ฑอ์ าหารสาํ เร็จรูปหรือกึงสาํ เร็จรูป หรือปรับปรุงกรรมวธิ ีการถนอมอาหารสมยั โบราณให้ ไดผ้ ลิตภณั ฑท์ ีมีคุณภาพดีขึน ทงั ในดา้ นความสะอาด สี กลนิ รส เนือสมั ผสั และเพอื ยดื อายกุ ารเก็บอาหาร นนั ใหไ้ ดน้ าน เทคโนโลยกี ารถนอมผลิตผลการเกษตรตอ้ งอาศยั ความรู้ทางวิทยาศาสตร์พืนฐาน ความรู้ พนื ฐานทางสงั คมธุรกิจและการจดั การควบคกู่ บั ความรู้ในการแปรรูปผลติ ผลการเกษตร ใหเ้ ป็นผลิตภณั ฑ์ ชนิดใหม่ หรือปรับปรุงของเดิมใหด้ ียงิ ขึนทงั ในลกั ษณะทีมองเห็นหรือสมั ผสั ได้ เช่น สี กลิน ความนุ่ม ความเหนียว เป็นตน้ รวมทงั สิงทีมองไมเ่ ห็น เช่น คุณค่าทางโภชนาการ เป็นตน้ ผลติ ภัณฑ์อาหารสําเร็จรูป หมายถึง อาหารทีไดผ้ า่ นขนั ตอนการหุงตม้ หรือกระบวนการ แปรรูป ผลติ ผลการเกษตรโดยใชเ้ ทคโนโลยเี พือใหอ้ าหารนนั สามารถเกบ็ ไดเ้ ป็นเวลานานพอสมควรโดยไม่ เน่าเสีย สามารถดืมหรือรับประทานไดท้ นั ทีเมือตอ้ งการจะอุ่นหรือไม่อุ่นใหร้ ้อนก่อนรับประทานก็ได้ ผลิตภณั ฑป์ ระเภทนีทีรู้จกั กนั แพร่หลาย คือ อาหารบรรจุกระป๋ อง เช่น สบั ปะรดกระป๋ อง หรือบรรจุกล่อง เช่น นมสด เป็นตน้ ผลติ ภัณฑ์อาหารกึงสําเร็จรูป หมายถึง อาหารทีไดผ้ า่ นขนั ตอนการหุงตม้ หรือกระบวนการ แปรรูปแลว้ และสามารถเก็บไวไ้ ดน้ านเช่นเดียวกนั จะตอ้ งนาํ ไปหุงตม้ และปรุงรสหรือปรุงแต่งก่อนจึงจะ รับประทานได้ เช่น นาํ ผลไมเ้ ขม้ ขน้ ซึงตอ้ งผสมนาํ ก่อนดืม นาํ พริกแกง เป็นตน้ การแปรรูปหรือการถนอมอาหาร โดยหลกั ใหญ่ คือ การทาํ ลายหรือฆ่าเชือจุลินทรียท์ ีมีอยหู่ รือ อาจเกิดขึนในอาหาร และทาํ ให้เกิดการเน่าเสียให้หมดไป ปัจจุบนั ผลิตผลการเกษตรมีมากขึน และ ประชากรมากขึนจึงไดม้ ีการศึกษาคน้ ควา้ และทดลองใชเ้ ทคโนโลยี เพือถนอมผลิตผลการเกษตรให้ สามารถเกบ็ ไวไ้ ดน้ าน เช่น การใชค้ วามร้อนจากไอนาํ เพือฆ่าเชือจุลินทรียใ์ นการทาํ อาหารกระป๋ อง การ ใชร้ ังสีแกมม่าเพือยบั ยงั หรือทาํ ลายปฏิกิริยาของเอนไซมท์ าํ ให้การเปลียนแปลงทางเคมีชา้ ลง และยงั เป็ น การทาํ ลายการเจริญเติบโตของจุลินทรียอ์ ีกดว้ ย ในทีนีจะกล่าวถงึ กรรมวิธีการถนอมอาหารทีใชก้ นั มากใน ปัจจุบนั คือ การถอมอาหารโดยใชค้ วามร้อนสูง เช่น ผลติ ภณั ฑอ์ าหารกระป๋ อง เป็นตน้ การถนอมอาหารโดยใชค้ วามเยน็ เช่น ผลิตภณั ฑอ์ าหารเยอื กแข็ง เป็นตน้ การถนอมอาหารโดยการทาํ ใหแ้ หง้ เช่น ปลาหยอง กาแฟผง เป็นตน้
132 การถนอมอาหารโดยการหมกั ดอง เช่น ซีอวิ นาํ สม้ สายชู เป็นตน้ การถนอมอาหารโดยใชร้ ังสี เช่น หอมหวั ใหญ่อาบรังสี เป็นตน้ 1. การถนอมอาหารโดยใช้ความร้อนสูง ภาชนะบรรจุไดม้ กี ารปรับปรุงพฒั นามาโดยเฉพาะอยา่ งยิงทีทาํ จากดีบุก ต่อมาดีบุกหายากและ แพงขึน จึงใชก้ ระป๋ องทีทาํ ดว้ ยแผน่ เหลก็ เคลือบผวิ ทงั สองดา้ นดว้ ยดีบุก ทาํ ใหป้ ระหยดั ปริมาณของดีบุกที ใชไ้ ดม้ าก ขณะเดียวกนั ก็ไดม้ ีการใชก้ ระป๋ องทีทาํ จากอลมู ิเนียมซึงนาํ หนักเบาแต่มีขอ้ เสีย คือ บุบง่าย ส่วนมากจึงใชท้ าํ กระป๋ องเพอื บรรจุนาํ ผลไม้ หรือ เครืองดืม หรือ นมสด แต่การใชก้ ระป๋ องอลมู เิ นียม ไม่แพร่หลายเท่ากบั กระป๋ องทีทาํ จากแผน่ เหลก็ เคลือบดีบุก นอกเหนือจากภาชนะจะเป็ นส่วนประกอบที สํา คัญ ใ น ก า ร ถ น อ ม ผ ลิ ต ผ ล ก า ร เ ก ษ ต ร แ ล้ว ป ร ะ เ ภ ท ข อง อ า ห า ร ก็ มี ค ว า ม สํา คัญ ม า ก รวมถึงการใชค้ วามร้อนก็มีความสาํ คญั ซึงตอ้ งรู้ ว่าจะใชค้ วามร้อนสูงเท่าใดในการฆ่าเชือจุลินทรียใ์ น อาหารทีตอ้ งการเก็บรักษา เนืองจากการถนอมผลติ ผลทางการเกษตร โดยความร้อนจะเปลียนสภาพของ อาหารจากสดเป็ นอาหารสุกทีพร้อมจะรับประทานได้ ดงั นนั จึงมีการเติมเครืองปรุงต่าง ๆ หรือเปลียน สภาพเป็นผลติ ภณั ฑอ์ าหารชนิดใหม่ ซึงในปัจจุบนั เรียกวา่ \"การแปรรูปอาหาร\" ส่วนประกอบอาจจะมีทงั เนือสัตว์ ผกั และเครืองเทศ สาํ หรับอาหารคาวหรือถา้ เป็ นอาหารหวาน เช่น ผลไมบ้ รรจุในนําเชือม เป็นตน้ กรรมวธิ ีการผลติ อาหารกระป๋ องหรืออาหารในขวดแกว้ จาํ เป็นตอ้ งใชค้ วามร้อน เพอื ทาํ ให้อาหาร ทีบรรจุภายในสุก และเพือทาํ ลายเชือจุลลินทรีย์ ความร้อนทีใชจ้ ะตอ้ งสมั พนั ธก์ นั เพราะถา้ ใชค้ วามร้อน สูงเกินไป อาจจะทาํ ใหอ้ าหารทีบรรจุในกระป๋ อง/ขวดนิมและไม่น่ารับประทาน ถา้ ความร้อนตาํ เกินไป อาจจะมีจุลนิ ทรียห์ ลงเหลอื อยซู่ ึงจะทาํ ใหอ้ าหารนนั เสีย เกิดกระป๋ องบวมและระเบิดไดใ้ นทีสุด การถนอม อาหารโดยใชค้ วามร้อน หมายถึง การฆ่าเชือในอาหารทีบรรจุในภาชนะทีปิ ดสนิท เพือป้ องกนั การเสือม สลายหรือเน่าเสียทีเกิดจากเชือจุลนิ ทรียห์ รือจากการปฏกิ ิริยาของเอ็นไซมใ์ นอาหาร การฆ่าเชือโดยความ ร้อนมี 3 ระดบั คือ การฆ่าเชือ (Sterilization) การฆ่าเชือระดบั การคา้ (Commercially sterilization) และ การฆา่ เชือแบบปาสเตอร์ (Pasteurization) การฆ่าเชือ หมายถึง การถนอมอาหารโดยใชค้ วามร้อนสูงภายใตค้ วามดนั เพือให้จุลินทรียท์ ีมีอยู่ ทงั หมดถกู ทาํ ลาย การฆ่าเชือระดับการค้า หมายถึง การถนอมอาหารโดยใชค้ วามร้อนสูงเพือทาํ ลายจุลินทรียท์ ีมีอยู่ ในอาหารเกือบทงั หมด เพอื ใหอ้ าหารนนั ๆ สามารถบริโภคไดโ้ ดยไมเ่ ป็นอนั ตราย และสามารถเก็บไวไ้ ด้ นานโดยไม่เน่าเสียในภาวะปกติ การฆ่าเชือแบบปาสเตอร์ หมายถงึ การถนอมอาหารโดยใชค้ วามร้อนตาํ กว่าอณุ หภูมิของนาํ เดือด (ตาํ กว่า 100o องศาเซลเซียส) เพือทาํ ลายจุลินทรียบ์ างส่วน แต่ทงั นีตอ้ งดาํ เนินควบคู่กบั สภาวะอยา่ งอืน เช่น ควรเกบ็ ในตเู้ ยน็ ภายหลงั การผลิตแลว้ หรืออาหารนนั มี พเี อชตาํ หรือมปี ริมาณนาํ ตาล หรือเกลือสูง นกั วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยกี ารอาหาร ไดแ้ บ่งกลุ่มอาหารทีบรรจุในภาชนะทีปิ ดสนิทเป็ น กล่มุ ใหญ่ ๆ ไว้ 2 กลุ่ม คือ \\
133 1. กล่มุ อาหารทีเป็ นกรด (Acid foods) คือ อาหารทีมีค่า พเี อช ตาํ กวา่ 4.5 ส่วนมากเป็ นพวกผลไม้ เช่น สบั ปะรด สม้ หรือผกั ทีมรี สเปรียว เช่น มะเขือเทศ กระเจียบแดง เป็นตน้ 2. กล่มุ อาหารทีเป็ นกรดตาํ (Low acid foods) คือ อาหารทีมีค่า พีเอช 4.5 หรือสูงกว่า ส่วนมากจะ เป็นอาหารจาํ พวกเนือสตั วแ์ ละผกั ต่าง ๆ เช่น เนือ หมู ปลา ขา้ วโพดฝักออ่ นและหน่อไมฝ้ รัง เป็นตน้ กระป๋ องใชบ้ รรจุ โรงงานทาํ สบั ปะรดกระป๋ อง
134 ตวั อย่างขันตอนการทาํ อาหารกระป๋ อง 1. รับซือวตั ถุดิบ 2. ลา้ ง ตดั แต่ง 3. คดั เลือกขนาด, จดั ระดบั 4. ลวก 5. บรรจุกระป๋ อง/ขวด 6. เติมนาํ บรรจุลงในกระป๋ อง/ขวด <----- เตรียมเครืองปรุงหรือนาํ บรรจุ 7. ไลอ่ ากาศ 8. ปิ ดผนึก 9. ฆ่าเชือดว้ ยความร้อน 10. ทาํ ใหก้ ระป๋ องเยน็ 11. ปิ ดฉลาก 12. บรรจุหีบ/กลอ่ ง 13. หอ้ งเก็บ 14. ส่งขาย 15. ผบู้ ริโภค 1.1 เครืองมอื ทีใช้เกยี วกบั การผลติ โดยทวั ไปเครืองมือเครืองใชแ้ ละเครืองจกั รเกียวกบั กรรมวิธีการผลิตอาหารกระป๋ องตอ้ งไม่เป็ น อนั ตรายต่อสุขภาพ และตอ้ งอยใู่ นสภาพทีสะอาดเสมอ ภาชนะทีใชไ้ ดห้ ลายครังตอ้ งทาํ ดว้ ยวสั ดุทีไม่เป็ นพิษ และออกแบบให้ทาํ ความสะอาดไดง้ ่ายเพือป้ องกนั มิให้มีสิงสกปรกตกคา้ งอยู่ วสั ดุทีใชท้ าํ ภาชนะต่าง ๆ ควรเป็นวสั ดุทีมีผวิ เรียบ ไม่มรี อยแตกหรือกะเทาะลอ่ น ไม่เป็ นพิษ ไม่ทาํ ปฏิกิริยากบั อาหาร ควรเป็ นวสั ดุที ลา้ งและทาํ ความสะอาดไดง้ ่าย ไม่เป็นวสั ดุทีดูดซึมง่าย ยกเวน้ เพือวตั ถุประสงค์บางประการทีจาํ เป็ นตอ้ งใช้ เช่น ถงั ไมใ้ นการหมกั ไวน์ ในสถานทีผลิตอาหารสาํ เร็จรูปจะมีเครืองมือ เครืองใชแ้ ละเครืองจกั รแตกต่างกนั ออกไปแลว้ แต่ประเภทและชนิดของผลิตภณั ฑ์ แต่ส่วนใหญ่แลว้ แบ่งออกไดเ้ ป็น 3 ประเภท คือ เครืองมอื เครืองใชท้ ีจาํ เป็นในกรรมวิธีการผลิต เครืองมือ เครืองจกั รตามขนั ตอนของการผลิต เครืองมอื เครืองจกั รตามประเภทของผลติ ภณั ฑ์ 1.1.1 เครืองมอื เครืองใช้ทีจาํ เป็ นในกรรมวธิ ีการผลติ เครืองมือ เครืองใชน้ ีเป็นสิงจาํ เป็นของผปู้ ระกอบกิจการการอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารไม่ว่า ขนาดเลก็ หรือขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ การผลิตอาหารกระป๋ อง 1) เครืองชงั ตวง วดั ใชใ้ นการชงั นาํ หนกั หรือปริมาตรของสิงต่าง ๆ เช่น วตั ถุดิบ เครืองปรุงอาหาร เครืองชงั ตวง วดั ควรจะมีหลาย ๆ ขนาด
135 2) เครืองวดั อุณหภมู ิ เป็นของจาํ เป็นมากในการผลิต จะตอ้ งมีการควบคุมและตรวจสอบ อุณหภูมติ ามขนั ตอนต่าง ๆ ระหว่างผลติ อยตู่ ลอดเวลา 3) เครืองมือวดั ปริมาณเกลอื 4) เครืองมอื วดั ปริมาณนาํ ตาล 5) เครืองมือวดั ความเป็นกรด-ด่าง 6) เครืองมือวดั ความร้อนของอาหารทีบรรจุในกระป๋ อง (Heat penetration equipment) เพอื คาํ นวณหาเวลาทีจะตอ้ งใชใ้ นการฆ่าเชือหลงั จากบรรจุและปิ ดฝากระป๋ องแลว้ เครืองมือทีใชใ้ นการนี เรียกวา่ เทอร์มอคปั เปิ ล (Thermocouples) ซึงใชว้ ดั อณุ หภูมิ ณ จุดทีความร้อนเขา้ ถงึ ชา้ ทีสุดของกระป๋ อง 7) เครืองมอื วดั ขนาดของตะเขบ็ กระป๋ อง ลกั ษณะของการเกียวกนั ระหว่างขอฝา (Cover hook) และขอของตวั กระป๋ อง (Body hook) เป็นสิงสาํ คญั มาก ถา้ ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน อาจจะทาํ ให้กระป๋ อง รัวได้ 8) เครืองมอื ตรวจความดนั ในกระป๋ อง ทดสอบวา่ กระป๋ องจะรัวหรือไม่ โดยสูบลมอดั เขา้ ไปในกระป๋ องจนไดเ้ ปล่งความดนั ทีตอ้ งการแลว้ จุ่มกระป๋ องลงในนาํ ถา้ กระป๋ องรัวจะมีฟองอากาศผดุ ออกมาตามรอยตะเข็บซึงจะตอ้ งทาํ การปรับเครืองปิ ดฝากระป๋ องใหเ้ ขา้ ที 1.1.2 เครืองมอื เครืองจกั รตามขนั ตอนของการผลติ เครืองมือเครืองจกั รทีใชใ้ นการทาํ อาหารกระป๋ องแบ่งออกตามขนั ตอนของการผลติ ประกอบดว้ ย การลา้ ง เตรียม และตดั แต่งวตั ถดุ ิบ การลวก การหุงตม้ การบรรจุ การไลอ่ ากาศ การปิ ดฝา การทาํ ลายเชือจุลินทรีย์ 1.1.3 เครืองมอื เครืองจกั รตามประเภทของผลติ ภัณฑ์ เครืองมือเครืองจกั รอาจแตกต่างกนั ไปตาม ประเภทของอาหารทีจะผลิต เช่น เครืองมือ เครืองจกั รสาํ หรับทาํ สบั ปะรดกระป๋ องยอ่ มจะแตกต่างกบั เครืองมอื เครืองจกั รของโรงงานทาํ ปลากระป๋ อง 1.2 การทําความสะอาดสถานทีผลติ อาหาร ในแง่ของ \"สุขลกั ษณะ\" จะตอ้ งคาํ นึงถึงเชือจุลินทรียม์ ากทีสุดเพราะจะทาํ ให้เกิดอนั ตรายอยา่ ง มากต่อสุขภาพของผบู้ ริโภค จึงตอ้ งมกี ารควบคุมปริมาณจุลินทรียซ์ ึงตอ้ งทาํ ทงั กบั คนและเครืองมอื คือ 1) ป้ องกนั มใิ หส้ ตั วแ์ ละแมลงมีโอกาสสมั ผสั กบั อาหาร 2) ควรใส่เสือกนั เปื อน ซึงเสือนีจะป้ องกนั สิงสกปรกต่าง ๆ จากเสือผา้ หรือตวั ผทู้ าํ อาหารหรือ เสิร์ฟอาหาร และสวมหมวกหรือมผี า้ คลมุ ผมเพอื ป้ องกนั ไมใ่ หผ้ มหลน่ ลงในอาหาร
136 3) รักษาเครืองจกั ร เครืองมือ โต๊ะเตรียมอาหาร อ่างนํา ห้องเตรียมอาหารใหส้ ะอาดอยเู่ สมอ เพือป้ องกนั เศษอาหารหลงเหลืออยู่ ซึงจะเป็นอาหารเลียงเชือจุลนิ ทรียใ์ หเ้ จริญเติบโตได้ 4) เศษอาหารควรทิงทุกวนั 5) หอ้ งเกบ็ วตั ถุดิบ หอ้ งเก็บของ ตเู้ ยน็ หอ้ งเยน็ ควรจะสะอาด 6) เครืองจกั ร และเครืองมอื ต่าง ๆ ควรวางหรือเกบ็ ใหเ้ ป็นทีเพือจะทาํ งานสะดวกและป้ องกนั การ เสียหาย 7) มีหอ้ งนาํ พอเพียงเพอื ป้ องกนั ความสกปรกของคนงาน 8) ตรวจสุขภาพของคนงานเป็นประจาํ ทุกปี 9) ผผู้ ลิตควรจะร่วมมือกบั \"ผตู้ รวจสอบ\" ของรัฐบาล เพือคาํ แนะนาํ และความร่วมมอื ทีดี 10) ควรจะแกไ้ ขจดุ ต่าง ๆ ตามที \"ผตู้ รวจสอบ\" แนะนาํ 1.3 การทาํ ลายเศษอาหาร กาก และส่วนทีเหลอื จากโรงงาน การระบายนาํ เสียนนั เป็นเรืองทีสาํ คญั มาก เพราะนาํ เสียยอ่ มจะทาํ ใหเ้ กิดผลเสียไดส้ องแง่ คือ 1) ความสะอาดและความปลอดภยั ในการประกอบกิจ เพราะถา้ สิงแวดลอ้ มสกปรกยอ่ มจะเกิด การเจือปนขึนไดง้ ่าย 2) ความปลอดภยั สาํ หรับผอู้ ยใู่ กลเ้ คียง การระบายนาํ และมีเศษอาหารอยยู่ อ่ มเป็นทีรบกวนแก่ ผอู้ าศยั ใกลเ้ คียงได้ โดยเฉพาะการปล่อยของเสียลงในนาํ ยอ่ มก่อให้เกิดความลาํ บาก และยุง่ ยากต่อผอู้ ยู่ ปลายทาง 2. การถนอมอาหารโดยใช้ความเยน็ การให้ความเยน็ (Refrigeration) หมายถงึ กรรมวธิ ีการกาํ จดั ความร้อนออกจากสิงของหรือพนื ที ทีตอ้ งการทาํ ใหเ้ ยน็ หรือตอ้ งการใหม้ อี ุณหภูมลิ ดลง ซึงการทาํ ใหเ้ ยน็ ลงนี แบ่งออกเป็น 2 ลกั ษณะ คือ การแช่เยน็ (Chilling) หมายถึงการทาํ ให้อุณหภูมิของสิงของนันลดลง แต่อยเู่ หนือจุดเยือกแข็ง ของสิงนนั โดยของสิงนนั ยงั คงสภาพเดิมอยู่ เช่น การแช่เยน็ อาหารจะเป็นการลดอุณหภมู ิของอาหารตาํ ลง แมท้ ี -1o องศาเซลเซียส แต่ตอ้ งไม่ทาํ ใหน้ าํ หรือองคป์ ระกอบในอาหารนนั แปรสภาพหรือแขง็ เป็นนาํ แข็ง การแช่แข็ง (Freezing) หมายถงึ การทาํ ใหอ้ ณุ หภมู ขิ องสิงของนนั ลดตาํ ลงกวา่ จุดเยอื กแข็งของ สิงนนั (-1 ถงึ -40o ซองศาเซลเซียส) การแช่แข็งจะทาํ ใหเ้ กิดการเปลียนสภาพขององค์ประกอบในสิงของ เช่น ในกรณีทีเป็ นอาหาร ความเยน็ จดั จะทาํ ให้นาํ ในเนือเยอื ของอาหารแปรสภาพเป็ นนาํ แข็ง ทาํ ให้ จุลนิ ทรียไ์ ม่อาจนาํ ไปใชไ้ ด้ แต่ความเยน็ จดั ไมไ่ ดท้ าํ ลายจุลินทรียใ์ หต้ าย จุดเยือกแข็ง (Freezing point) คือ อุณหภูมิทีเกิดภาวะสมดุลระหว่างของแข็งกบั ของเหลว ณ ความกดมาตรฐาน 1 บรรยากาศ หรืออุณหภูมิทีของเหลวเปลียนสถานะเป็ นของแข็ง ณ ความกด มาตรฐาน 1 บรรยากาศ
137 การถนอมอาหารด้วยความเยน็ มหี ลายวธิ ี 1) การใช้นําแขง็ ความเยน็ ของนาํ แขง็ ทีใชใ้ นการแช่อาหารจะลดอุณหภูมิของอาหารไดเ้ ร็ว และ ถา้ มปี ริมาณนาํ แข็งเพยี งพอกจ็ ะทาํ ใหอ้ าหารนนั เยน็ ลงจนมอี ณุ หภมู ิใกลเ้ คียงกบั 0o องศาเซลเซียส 2) การใช้สารผสมแช่แขง็ การใชน้ าํ แข็งผสมเกลือแกงหรือเกลืออนินทรียอ์ ืน ๆ จะทาํ ใหไ้ ด้ สารผสมทีมอี ุณหภูมติ าํ กวา่ 0o องศาเซลเซียส 3) การใช้นําแขง็ แห้ง นาํ แขง็ แหง้ คือ คาร์บอนไดออกไซดท์ ีเยน็ จนแข็ง มอี ณุ หภูมิ ประมาณ 80o องศาเซลเซียส ใชใ้ นการเกบ็ รักษาอาหารทีผา่ นการแช่แข็งมาแลว้ เหมาะสาํ หรับการขนส่ง ในระยะเวลา 2-3 วนั 4) การใช้ไนโตรเจนเหลว ไนโตรเจนเหลวทีความดนั ปกติจะระเหยกลายเป็นไอที อุณหภูมิ 196o องศาเซลเซียส ณ อุณหภูมินีเป็ นอุณหภูมิตาํ สุดทีสามารถทาํ ให้อาหารเยน็ ลงได้อย่าง รวดเร็ว และเนืองจากไนโตรเจนเป็นแกส๊ เฉือย ไม่เป็นอนั ตรายกบั อาหารและผบู้ ริโภค 5) การใช้เครืองทาํ ความเยน็ เครืองทาํ ความเยน็ ทีใชก้ นั โดยทวั ไป โดยเฉพาะตามบา้ นเรือน คือ ตูเ้ ยน็ 3. การถนอมอาหารโดยการทําแห้ง หลกั การในการทาํ แหง้ มหี ลายวิธี คือ 1) ใชก้ ระแสลมร้อนสมั ผสั กบั อาหาร เช่น ตูอ้ บแสงอาทิตย์ ตูอ้ บลมร้อน (Hot air dryer) เป็นตน้ 2) พ่นอาหารทีเป็นของเหลวไปในลมร้อน เครืองมอื ทีใชค้ ือ เครืองอบแหง้ แบบพ่นฝอย (Spray dryer)
138 3) ใหอ้ าหารขน้ สมั ผสั ผวิ หนา้ ของลกู กลงิ ร้อน เครืองมือทีใชค้ ือ เครืองอบแหง้ แบบลกู กลงิ (Drum dryer หรือ Roller dryer) 4) กาํ จดั ความชืนในอาหารในสภาพทีทาํ นาํ ใหเ้ ป็ นนาํ แข็งแลว้ กลายเป็ นไอในห้องสุญญากาศ ซึงเป็นการทาํ ใหอ้ าหารแหง้ แบบเยอื กแขง็ โดยเครืองอบแหง้ แบบเยอื กแขง็ (Freeze dryer) 5) ลดความชืนในอาหารโดยใชไ้ มโครเวฟ (Microwave) หลกั ในการทาํ อาหารใหแ้ ห้ง คือ จะตอ้ งไล่นาํ หรือความชืนทีมีอย่ใู นผลิตผลการเกษตรออกไป แต่จะยงั มคี วามชืนเหลืออยใู่ นผลิตภณั ฑม์ ากนอ้ ยแลว้ แต่ชนิดของอาหาร การถ่ายเทความร้อน จะเกิดตรงจุดทีมีความแตกต่างของอุณหภมู ิ คือ อุณหภูมิของเครืองมือทีใช้ ในการอบ และอาหารทีตอ้ งการทาํ ใหแ้ หง้ การถ่ายเทความร้อนมี 3 แบบ คือ 1) การนาํ ความร้อน เป็นการถา่ ยเทความร้อนจากโมเลกลุ หนึงไปยงั อีกโมเลกุลหนึงทีอย่ขู า้ งเคียง ซึงจะเกิดกบั อาหารทีมีลกั ษณะเป็นของแขง็ 2) การพาความร้อน จะเกิดกบั อาหารทีเป็นของเหลว โดยกระแสความร้อนจะถกู พาผา่ นช่องวา่ งที เป็นอากาศหรือแก๊สจากของเหลวชนิดหนึงไปยงั ของเหลวอีกชนิดหนึง 3) การแผร่ ังสี เป็นการถา่ ยเทความร้อนโดยการแผร่ ังสีความร้อนไปยงั อาหารซึงจะเกิดขึนในกรณี อบอาหารในสุญญากาศ และการอบแหง้ แบบเยอื กแข็ง ในทางปฏบิ ตั ิ การถ่ายเทความร้อนในการอบแหง้ อาจเกิดขึนพร้อมกนั ทงั 2 หรือ 3 แบบกไ็ ด้ ทงั นี ขึนอยกู่ บั ลกั ษณะของอาหารทีนาํ ไปอบแหง้ การเคลอื นทขี องนําในอาหาร นาํ หรือความชืนจะเคลือนทีมาทีผวิ หนา้ ของอาหารเมือไดร้ ับความ ร้อนในระหวา่ งการอบ เครืองอบแห้ง เครืองมอื ทีใชใ้ นการอบอาหารจาํ นวนมากในคราวเดียวกนั ใหแ้ หง้ นนั มหี ลายแบบ แต่ละแบบก็มี หลายขนาด 1) ตู้อบหรือโรงอบทีใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ โดยมีหลกั การทาํ งานคือ ตูห้ รือโรงอบ ประกอบดว้ ยแผงรับแสงอาทิตย์ ซึงทาํ ดว้ ยวสั ดุใส เมือแสงอาทิตยซ์ ึงส่วนใหญ่เป็นรังสีคลืนสัน ตกลงบน แผงรับแสงนีแลว้ จะทะลุผา่ นไปยงั วสั ดุสีดาํ ภายในตแู้ ละเปลียนเป็ นรังสีความร้อน ซึงความร้อนนีจะไป กระทบกบั อาหารทาํ ใหน้ าํ ในอาหารระเหยออกมา และผา่ นออกไปทางช่องระบายอากาศของตูอ้ บ หรือ โรงอบ มีผลทาํ ใหอ้ าหารแหง้ ในระหวา่ งการอบควรกลบั ผลติ ภณั ฑน์ นั วนั ละ 1-2 ครัง เพือใหผ้ วิ หนา้ ของ ผลิตภณั ฑท์ ุกส่วนไดส้ มั ผสั กบั ความร้อน ทาํ ใหแ้ หง้ เร็วและสมาํ เสมอ ส่วนมากตูอ้ บแสงอาทิตยน์ ีจะใชก้ บั พวกผกั ผลไม้ และธญั พชื ขอ้ ดีสาํ หรับการใชต้ ูอ้ บทีใชค้ วามร้อนจากแสงอาทิตย์ คือ (1) ไดผ้ ลิตภณั ฑส์ ีสวย และสมาํ เสมอ (2) สะอาดเพราะสามารถควบคุมไม่ใหฝ้ ่ นุ ละอองหรือแมลงเขา้ ไปได้
139 (3) ใชเ้ วลาน้อยกว่าการตากแดดตามธรรมชาติทาํ ให้ประหยดั เวลาในการตากได้ ประมาณหนึงในสาม (4) ประหยดั พืนทีในการตาก เพราะในตูอ้ บสามารถวางถาดทีจะใส่ผลผลิตไดห้ ลายถาด หรือหลายชนั (5) ประหยดั แรงงาน เพราะไม่ต้องเก็บอาหารทีกาํ ลงั ตากเขา้ ทีร่มในตอนเยน็ และ เอาออกตากในตอนเชา้ เหมอื นสมยั ก่อน ซึงมีผลทาํ ใหต้ น้ ทุนในการผลิตอาหารแหง้ ลดลง เครืองอบแหง้ แบบลกู กลงิ เครืองอบแหง้ ดว้ ยลมร้อนแบบตหู้ รือถาด 2) เครืองอบแห้งทใี ช้ความร้อนจากแหล่งอนื ความร้อนทีใชก้ บั เครืองอบประเภทนีส่วนมากจะได้ จากกระแสไฟฟ้ า หรือแก๊ส ส่วนมากใชใ้ นระดบั อตุ สาหกรรมซึงมีหลายแบบหลายขนาด โดยใชห้ ลกั การ ทีแตกต่างกนั แลว้ แต่ประโยชนข์ องการใชส้ อย เช่น (1) เครืองอบแหง้ ดว้ ยลมร้อนแบบตูห้ รือถาด ตูอ้ บบุดว้ ยวสั ดุทีเป็ นฉนวนมีถาดสาํ หรับ วางอาหารทีจะอบ เครืองมอื ชนิดนีจะใชอ้ บอาหารทีมปี ริมาณนอ้ ย หรือสาํ หรับงานทดลอง (2) เครืองอบแหง้ ดว้ ยลมร้อนแบบต่อเนือง มีลกั ษณะคลา้ ยอุโมงค์ นาํ อาหารทีตอ้ งการ อบแหง้ วางบนสายพานทีเคลือนผ่านลมร้อนในอุโมงค์ เมืออาหารเคลือนออกจากอุโมงคก์ ็จะแหง้ พอดี ตวั อยา่ งอาหาร เช่น ผกั หรือ ผลไมอ้ บแหง้ เป็นตน้ (3) เครืองอบแห้งแบบพ่นฝอย การทาํ งานของเครืองอบแบบนี คือ ตอ้ งฉีดของเหลวที ตอ้ งการทาํ ใหแ้ หง้ พน่ เป็นละอองเขา้ ไปในตูท้ ีมีลมร้อนผา่ นเขา้ มา เช่น กาแฟผงสาํ เร็จรูป ไข่ผง นาํ ผลไม้ ผง ซุบผง เป็นตน้ (4) เครืองอบแห้งแบบลูกกลิงเครื องทาํ แห้งแบบนีให้ความร้อนแบบนาํ ความร้อน ซึงประกอบดว้ ยลกู กลงิ ทาํ ดว้ ยเหล็กปลอดสนิม อาหารทีจะทาํ แหง้ ตอ้ งมีลกั ษณะขน้ และป้ อนเขา้ เครือง ตรงผวิ นอกของลกู กลงิ เป็นแผน่ ฟิ ลม์ บาง ๆ ความร้อนจะถ่ายเทจากลกู กลงิ ไปยงั อาหาร (5) เครืองอบแหง้ แบบเยอื กแขง็ ประกอบดว้ ยเครืองทีทาํ ให้อาหารเยน็ จดั (freezer) แผ่น ใหค้ วามร้อนและตูส้ ุญญากาศ หลกั การในการทาํ แหง้ แบบนี คือ การไล่นาํ จากอาหารออกไปในสภาพ
140 สุญญากาศ การถา่ ยเทความร้อนเป็ นแบบการนาํ ความร้อน ตวั อยา่ งผลิตภณั ฑ์ทีประสบความสาํ เร็จมาก ทีสุด คือ กาแฟผงสาํ เร็จรูป (6) ตู้อบแห้งแบบทีใชไ้ มโครเวฟ ขณะนีไดม้ ีการใชไ้ มโครเวฟคลืนความถี 13x106 ไซเกิล เพอื ลดความชืนของผกั เช่น กะหลาํ ปลแี ละผลิตภณั ฑท์ ีไดจ้ ะมคี ุณภาพดี สีสวย ตวั อย่างผลิตภณั ฑ์ ทีใชต้ ูอ้ บแห้งแบบไมโครเวฟร่วมกบั การใชส้ ุญญากาศ คือ ผลิตภณั ฑ์นาํ สม้ ผง ซึงยงั คงคุณภาพของ สี กลนิ และรสของสม้ ไว้ 4. การถนอมอาหารโดยการหมกั ดอง ปัจจุบนั ความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยใี นดา้ นจุลชีววิทยามีมากขึน สามารถใชก้ ระบวนการหมกั เพือผลิตผลิตภณั ฑใ์ หม่ ๆ ไดม้ ากขึน และมีการใชจ้ ุลินทรียบ์ ริสุทธิและสายพนั ธุ์ทีมีประสิทธิภาพให้ ผลผลิตสูงสุด ซีอิวและเตา้ เจียว ผลิตภณั ฑ์ทงั 2 ชนิดนี มกั จะผลิตพร้อมกนั เนืองจากใชว้ ตั ถุดิบอยา่ ง เดียวกนั ในปัจจุบนั มกี ารใชส้ ปอร์เชือรา แอสเพอร์จิลลสั ฟลาวสั โคลมั นาริส เพอื ผลิตซีอิว ทาํ ใหไ้ ดซ้ ีอิว ทีมคี ุณภาพสมาํ เสมอตลอดปี ซึงเดิมเคยมปี ัญหาเรืองการปนเปื อนจากเชือราชนิดอืน ๆ ในฤดูฝน ทาํ ใหไ้ ด้ ซีอวิ ทีมีคุณภาพไมด่ ีเท่าทีควร และทีสาํ คญั ยงิ คือ สปอร์เชือราทีใชต้ อ้ งไมส่ ร้างสารอฟลาทอกซิน ซึงเป็ น สารก่อมะเร็ง 5. การถนอมอาหารโดยใช้รังสี รังสี หมายถึง คลืนแสงหรือคลา้ ยกบั แสง ซึงมีความยาวคลืนทงั สนั และยาว การแผ่รังสีของ สารกมั มนั ตภาพมลี กั ษณะคลา้ ยสายนาํ ของอนุภาค หรือคลนื ซึงมาจากหน่วยเลก็ ทีสุดของสสารคือปรมาณู ธาตุชนิดหนึงประกอบดว้ ยปรมาณูชนิดต่าง ๆ ซึงมีลกั ษณะทางเคมีเหมอื นกนั แต่มนี าํ หนกั ต่างกนั ปรมาณู ชนิดต่าง ๆ ของธาตุเดียวกนั แต่มีนาํ หนกั แตกต่างกนั นีเรียกว่า ไอโซโทป รังสีทีใชใ้ นการถนอมอาหารนัน อาจใชร้ ังสีใดรังสีหนึง ดงั นี 1) รังสีแกมมา เป็ นรังสีทีนิยมใช้มากในการถนอมอาหาร สารทีเป็ นต้นกาํ เนิดรังสีนี คือ โคบอล-60 หรือซีเซียม-137 2) รังสีเอกซ์ ไดจ้ ากเครืองผลติ รังสีเอกซท์ ีทาํ งานดว้ ยระดบั พลงั งานทีตาํ กว่า หรือ เท่ากบั 5 ลา้ น อเิ ลก็ ตรอนโวลต์ 3) รังสีอิเลก็ ตรอน ไดจ้ ากเครืองผลิตรังสีอิเล็กตรอนทีทาํ งานดว้ ยระดบั พลงั งานทีตาํ กว่าหรือ เท่ากบั 10 ลา้ น อิเลก็ ตรอนโวลต์ 5.1 หลกั การถนอมอาหารด้วยรังสี รังสีทีฉายลงไปในอาหารจะไปทาํ ลายหรือยบั ยงั การเจริญเติบโตของจุลินทรียห์ รือทาํ ให้การ เปลียนแปลงทางเคมลี ดลง ซึงมผี ลทาํ ให้การเก็บรักษาอาหารนันมีอายุยนื นานโดยไม่เน่าเสีย ทงั นีขึนอยู่ กบั ชนิดของอาหารและปริมาณรังสีทีอาหารไดร้ ับและวตั ถปุ ระสงคใ์ นการฉายรังสี ซึงพอจะสรุปไดด้ งั นี 1) ควบคุมการงอกของพืชผกั ในระหว่างการเก็บรักษา ปริมาณรังสีทีฉายบนอาหาร ประมาณ 0.05-0.12 กิโลเกรย์ ซึงกระทรวงสาธารณสุขอนุญาตใหอ้ าหารนันมีปริมาณรังสีเฉลียสูงสุดได้
141 ถึง 0.15 กิโลเกรย์ เช่น กระเทียม หอมใหญ่ มนั ฝรัง เป็นตน้ ซึงสามารถควบคุมการงอกและลดการสูญเสีย นาํ หนกั ในระหวา่ งการเก็บในหอ้ งเยน็ ไดน้ านกวา่ 6 เดือน 2) การควบคุมการแพร่พนั ธุ์ของแมลงในระหว่างการเก็บรักษา ปริมาณรังสีทีฉายบน อาหารประเภทนีประมาณ 0.2-0.7 กิโลเกรย์ และกระทรวงสาธารณสุขอนุญาตใหอ้ าหารนนั มปี ริมาณรังสี เฉลยี สูงสุดได้ 1 กิโลเกรย์ เช่น ขา้ ว ถวั เครืองเทศ ปลาแหง้ เป็นตน้ ซึงรังสีจะทาํ ลายไข่แมลงและควบคุม การแพร่พนั ธุข์ องแมลงและตวั หนอนในระหว่างการเกบ็ รักษา หรือระหวา่ งรอการจาํ หน่าย 3) ยดื อายกุ ารเก็บรักษาอาหารสด การฉายรังสีอาหารทะเลและเนือสตั วด์ ว้ ยรังสีประมาณ 1-3 กิโลเกรย์ จะช่วยลดปริมาณแบคทีเรียลงไดม้ าก ทาํ ใหส้ ามารถเกบ็ รักษาไดน้ านขึน แต่ทงั นีตอ้ งบรรจุ ในภาชนะและเก็บในห้องเยน็ ส่วนผลไม้ เช่น มะม่วง กลว้ ย ถา้ ฉายรังสีดว้ ยปริมาณ 0.3-1 กิโลเกรย์ จะชะลอการสุกและควบคุมการแพร่พนั ธุ์ของแมลงในระหว่างการเก็บรักษา ทาํ ใหอ้ ายกุ ารเก็บนานขึน ส่วนสตรอเบอรี ถา้ ฉายรังสีดว้ ยประมาณ 3 กิโลเกรย์ จะช่วยทาํ ลายจุลินทรียท์ ีเป็ นสาเหตุทาํ ใหเ้ น่าเสียลง บางส่วน ทาํ ใหย้ ดื อายกุ ารเก็บรักษาหรือในระหว่างการจาํ หน่ายและการฉายรังสี ประมาณ 1-2 กิโลเกรย์ จะสามารถชะลอการบานของเห็ด ทาํ ใหก้ ารจาํ หน่ายมีระยะนานขึน 4) ทาํ ลายเชือโรคและพยาธิในอาหาร ผลิตภณั ฑ์ทีทาํ จากเนือสัตวอ์ าจมีพยาธิหรือเชือ โรคติดอยไู่ ด้ เช่น พยาธิใบไมต้ บั ทีมีในปลาดิบ สามารถทาํ ลายไดด้ ว้ ยรังสีตาํ ประมาณ 0.15 กิโลเกรย์ แหนมซึงเป็นผลติ ภณั ฑจ์ ากหมทู ีคนไทยนิยมรับประทานดิบ ๆ ถา้ ฉายรังสีในประมาณ 2-3 กิโลเกรย์ จะ เพยี งพอทีจะทาํ ลายเชือซาลโมเนลลา ซึงเป็ นสาเหตุทาํ ใหเ้ กิดทอ้ งร่วงและทาํ ลายพยาธิทีอาจจะติดมากบั เนือหมกู ่อนทาํ แหนมก็ได้ 5.2 กระบวนการฉายรังสี ในประเทศไทยการฉายรังสีอาหาร ควบคุม และดาํ เนินการโดย สาํ นักงานพลงั งานปรมาณูเพือ สนั ติ กระทรวงวทิ ยาศาสตร์เทคโนโลยแี ละการพลงั งาน ส่วนมาตรฐานเกียวกบั ปริมาณของรังสีทีใชแ้ ละ ความปลอดภยั ตอ้ งเป็นไปตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข อาหารทีจะผ่านกระบวนการฉายรังสีมี ทงั ผลผลิตการเกษตรหลงั การเก็บเกียว และผลิตภณั ฑอ์ าหารสาํ เร็จรูปและกึงสาํ เร็จรูป ดงั นัน การบรรจุ หีบห่ออาจมีความจาํ เป็นตามชนิดของผลิตภณั ฑ์ เช่น แหนม หมยู อ ซึงห่อหุ้มดว้ ยใบตอง ส่วนหอมใหญ่ มนั ฝรัง ไม่มสี ิงห่อหุม้ เป็นตน้ ในการฉายรังสีผลิตผลเหล่านีตอ้ งบรรจุในภาชนะหรือหีบห่อทีเหมาะสม นาํ ไปผ่านพลงั งานคลืนไฟฟ้ าในรูปของรังสี ซึงอยู่ในตึกแยกห่างจากตึกกาํ เนิดรังสีและได้รับการ ออกแบบใหม้ นั คงแข็งแรงไดม้ าตรฐานดา้ นความปลอดภยั เป็ นหลกั ประกนั ว่าจะไม่เป็ นอนั ตรายหรือ ก่อใหเ้ กิดปัญหาสิงแวดลอ้ มต่อชุมชนได้ 5.3 ปริมาณรังสีทใี ช้ในการถนอมอาหาร หน่วยของรังสีเรียกวา่ เกรย์ อาหารใดก็ตามเมอื ผา่ นการฉายรังสีแลว้ รังสีไดค้ ายหรือถา่ ยพลงั งาน ใหเ้ ท่ากบั 1 จูล ต่ออาหารจาํ นวน 1 กิโลกรัม เรียกว่า 1 เกรย์ หน่วยของรังสีวดั เป็นแรด ซึง 100 แรดเท่ากบั 1 เกรย์ และ 1,000 เกรยเ์ ท่ากบั 1 กิโลเกรย์ องค์การอนามยั โลก และทบวงการพลงั งานปรมาณูระหว่าง
142 ประเทศ ไดส้ รุปวา่ การฉายรังสีอาหารใดกต็ ามดว้ ยระดบั รังสี ไมเ่ กิน 10 กิโลเกรย์ จะมีความปลอดภยั ใน การบริโภค และไมท่ าํ ใหค้ ุณค่าทางโภชนาการเปลยี นแปลงไป แต่อยา่ งไรก็ตามปริมาณของรังสีทีอาหาร ไดร้ ับต้องเป็ นไปตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ซึงแตกต่างกนั ตามชนิดของอาหารและตาม วตั ถุประสงคว์ ่าดว้ ยการถนอมอาหารในระดบั ต่าง ๆ 5.4 การแสดงฉลาก อาหารอาบรังสีตอ้ งมีฉลากแสดงขอ้ ความเพอื ใหผ้ บู้ ริโภคไดร้ ับทราบขอ้ มลู ซึงเป็ นประโยชน์ใน การเลือกซืออาหารมาบริโภค โดยในฉลากจะตอ้ งระบุรายละเอียดดงั ต่อไปนี 1) ชือและทีตงั ของสาํ นกั งานใหญ่ของผผู้ ลิตและผฉู้ ายรังสี 2) วตั ถปุ ระสงคใ์ นการฉายรังสี โดยแสดงขอ้ ความว่า \"อาหารทีไดผ้ า่ นการฉายรังสีเพอื ........แลว้ \" (ความทีเวน้ ไวใ้ หร้ ะบวุ ตั ถุประสงคข์ องการฉายรังสี) 3) วนั เดือนและปี ทีทาํ การฉายรังสี 4) แสดงเครืองหมายวา่ อาหารนนั ๆ ไดผ้ า่ นการฉายรังสีแลว้ อาหารสําเร็จรูป หมายถึง อาหารทีผูข้ ายปรุงไวเ้ รี ยบร้อยแล้ว ผูซ้ ือสามารถนําไปอุ่นหรื อ รับประทานไดท้ นั ที อาหารสาํ เร็จรูปนีรวมถึงอาหารทีผบู้ ริโภคสงั ใหป้ ระกอบหรือปรุงใหม่ การเลือกซือ ควรสงั เกตสถานทีขายสะอาด ภาชนะใส่อาหารมสี ิงปกปิ ด กนั แมลงและฝ่ นุ ละออง ผขู้ ายแต่งกายสะอาด ถกู หลกั สุขาภิบาลอาหาร อาหารสําเร็จรูปทีพร้อมบริโภคทันที หมายถึง อาหารทีผลิตเรียบร้อยพร้อมบริโภคทีบรรจุใน ภาชนะพร้อมจาํ หน่ายไดท้ นั ที เช่น นาํ พริกสาํ เร็จรูป (นาํ พริกเผา นาํ พริกสวรรค์ นาํ พริกตาแดง แจ่วบอง) ขนมต่าง ๆ (ขนมรังแตน ข้าวแต๋น กระยาสารท ทองมว้ น ทองตัน ทองพบั กรอบเค็ม กระหรีปัป ขา้ วเกรียบทีทอดแลว้ ทองหยบิ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมปังกรอบ คุกกี เอแคร์ ขนมอบกรอบ ขนมขบ เคียว) พืชผกั และผลไมแ้ ปรรูป (กลว้ ยตาก กลว้ ยฉาบ กลว้ ยอบเนย กลว้ ยกวน สับปะรดกวน มะม่วงดอง ฝรังดอง มะยมหยี มะม่วงหยี ฝรังหยี มะดนั แช่อิม มะม่วงแช่อิม) ผลิตภณั ฑ์จากสัตว์ (ไข่เค็มตม้ สุก หมู หยอง หมทู ุบ หมแู ผน่ หมสู วรรค์ ปลาแผน่ หมแู ผน่ เนือสวรรค์ ฯลฯ) อาหารพร้อมปรุง หมายถงึ อาหารทีผขู้ ายจดั เตรียมวตั ถุดิบ พร้อมเครืองปรุงไวเ้ ป็ นชุดผบู้ ริโภค สามารถซือแลว้ นาํ ไปประกอบเองทีบา้ น ควรสงั เกตวนั เดือน ปี ทีผลติ หรือวนั หมดอายเุ พราะลกั ษณะของ อาหารยงั ไม่ไดผ้ า่ นความร้อน มีโอกาสบูดเสียหรือเสือมคุณภาพไดม้ ากทีสุด
143 อาชีพจาํ หน่ายอาหารสําเร็จรูปตามหลกั สุขาภบิ าล อาชีพจาํ หน่ายอาหารสําเร็จรูป คือ กระบวนการเคลอื นยา้ ยผลิตภณั ฑ์จากผผู้ ลิตอาหารสาํ เร็จรูป ไปยงั ผบู้ ริโภค โดยคาํ นึงหลกั สุขาภิบาล ตงั แต่ขนั ตอนการผลิต การบรรจุหีบห่อ บรรจุภณั ฑ์ การขนส่ง และการจดั เก็บเพือรอจาํ หน่าย กระทงั ผลิตภณั ฑถ์ ึงผบู้ ริโภค ดงั รูป กระบวนการผลติ การขนส่งและ ผบู้ ริโภค และบรรจุภณั ฑ์ เก็บรักษา ช่องทางการจดั จาํ หน่าย ประกอบดว้ ย ผผู้ ลิต คนกลาง และผบู้ ริโภค ซึงอาจจะใชช้ ่องทางตรง จากผผู้ ลิตไปยงั ผบู้ ริโภค และใชช้ ่องทางออ้ ม จากผผู้ ลิต ผา่ นคนกลาง ไปยงั ผบู้ ริโภค ดงั รูป ผผู้ ลติ ผบู้ ริโภค ผผู้ ลิต คนกลาง ผบู้ ริโภค ตลาดผลติ ภัณฑ์อาหารสําเร็จรูป 1. ตลาดภายในประเทศ 2. ตลาดระหวา่ งประเทศระดบั อาเซียน 3. ตลาดระหวา่ งประเทศระดบั ภูมภิ าคอืนทวั โลก ส่วนประสมทางการตลาดสําหรับผลิตภัณฑ์อาหารสําเร็จรูป หมายถึง การดาํ เนินงานเกียวกบั การผลิต การจาํ หน่าย การกาํ หนดราคา และการส่งเสริมการขายไดส้ ดั ส่วนกนั เหมาะสมกบั ความตอ้ งการ ของลกู คา้ สภาพการแข่งขนั และสอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของสงั คม (หรือเรียกว่า 4Ps)
144 1. Product หมายถึง ผลิตภณั ฑอ์ าหารสาํ เร็จรูปถกู หลกั สุขาภิบาลและตรงตามความตอ้ งการของ ลกู คา้ 2. Price หมายถงึ ราคามคี วามเหมาะสม ลกู คา้ พึงพอใจและยอมรับ 3. Place หมายถึง การจดั จาํ หน่ายโดยพจิ ารณาช่องทางการจาํ หน่าย หรือขายผา่ นคนกลาง หรือ พจิ ารณาการขนส่งว่ามีบทบาทในการแจกตวั อยา่ งสินคา้ ไดอ้ ยา่ งไร หรือขนั ตอนการเก็บรักษาเพอื รอ จาํ หน่าย ทงั นีตอ้ งคาํ นึงถึงหลกั สุขาภิบาล 4. Promotion หมายถึง การส่งเสริมการตลาด การใชส้ ือต่าง ๆ ให้เหมาะสมกบั ตลาดเป้ าหมาย หรือการสือสารใหล้ กู คา้ ไดท้ ราบสถานทีจดั จาํ หน่ายสินคา้ ราคา ซึงประกอบดว้ ยกระบวนการ คือ การขายโดยใชพ้ นกั งานขาย การส่งเสริมการขายดว้ ยวิธีการแจกของตวั อย่าง แจกคูปอง ของแถม การใช้ แสตมป์ เพอื แลกสินคา้ ตลอดจนการใหร้ างวลั ต่าง ๆ และการประชาสมั พนั ธ์ รูปแบบการขาย 1. การขายส่ง หมายถงึ การขายสินคา้ ใหก้ บั ผซู้ ือ โดยการขายแต่ละครังจะมีปริมาณ จาํ นวนมาก เพอื ใหร้ าคาสินคา้ มีราคาถกู มากพอทีจะนาํ ไปขายต่อได้ 2. การขายปลีก หมายถึง การขายสินคา้ และบริการแก่ลกู คา้ ทีซือสินคา้ และบริการไปใชส้ นอง ความตอ้ งการของตนเองโดยตรง มใิ ช่เพือธุรกิจการขายต่อ 3. การขายตรง หมายถึง การทาํ ตลาดสินค้าหรือบริการในลกั ษณะของการนาํ เสนอขายต่อ ผบู้ ริโภคโดยตรง ณ ทีอย่อู าศยั หรือสถานทีทาํ งานของผบู้ ริโภคหรือของผูอ้ ืน หรือสถานทีอืนทีมิใช่ สถานทีประกอบการคา้ เป็นปกติธุระ โดยผา่ นตวั แทนขายตรงหรือผจู้ าํ หน่ายอิสระชนั เดียวหรือหลายชนั การเลอื กทําเลสําหรับการประกอบอาชีพ สิงแรกทีตอ้ งทาํ ก่อนคือ การหาทาํ เลทีดี เหมาะสมกบั ธุรกิจ โดยจะตอ้ งคาํ นึงถึง แหล่งประกอบการหรือผผู้ ลติ ปริมาณลกู คา้ และการคมนาคมทีสะดวก การจดั ตกแต่งร้านและการจดั วางสินค้าอาหารสําเร็จรูปตามหลกั สุขาภิบาล การจดั ตกแต่งร้านค้า มคี วามสําคญั ต้องคาํ นงึ ถงึ สิงต่อไปนี 1. แสงสว่างภายในร้าน แสงสว่างธรรมชาติมกั ไม่เพียงพอและแสงแดดมกั ทาํ ความเสียหาย ใหแ้ ก่สินคา้ การใชแ้ สงไฟฟ้ า แมจ้ ะมคี ่าใชจ้ ่ายสูงแต่กจ็ ูงใจลกู คา้ ใหเ้ ขา้ มาซือสินคา้ ไดม้ ากกวา่ ร้านที ดูมวั ซวั ในร้านควรเลือกใชแ้ สงจากหลอดฟลอู อเรสเซนต์ ก่อนตดั สินใจเรืองแสงสว่างควรรู้วา่ ค่าไฟฟ้ า จะเป็นสกั เท่าใด และตอ้ งใชจ้ าํ นวนกีดวงถึงจะคุม้ ค่ากบั การขายสินคา้ ดว้ ย 2. การตกแต่งสีภายนอกและภายในร้าน นอกจากการทาสีร้านคา้ ให้สดใสสว่าง สวยงามแลว้ สีของหีบห่อ และตวั สินคา้ ก็สามารถนาํ มาตกแต่งให้ร้านคา้ ดูดีขึนจะตอ้ งให้ผคู้ นเห็นสินคา้ ชดั เจนและ สวยงาม
145 3. การจดั วางสินค้าบริเวณทางเข้าร้าน ใกล้ ๆ ทางเข้าร้าน เป็ นทีเหมาะสาํ หรับจดั วางสินคา้ ที ตอ้ งการเสนอขายเป็นพเิ ศษ เพราะเป็นทีทีลกู คา้ ทุกคนตอ้ งเดินผา่ นเขา้ ออก จึงตอ้ งจดั สินคา้ ไวบ้ ริเวณนีให้ เตะตาจริง ๆ โดยเฉพาะบริเวณโต๊ะชาํ ระเงินทีลกู คา้ เขา้ แถวรอทีจะชาํ ระเงิน ควรหาของเล็ก ๆ นอ้ ย ๆ ทีลกู คา้ อาจลมื ซือมาจดั วางไว้ 4. การจดั หมวดหมู่ของสินค้า สินคา้ ทีมีลกั ษณะคลา้ ยคลึงกนั หรือใชร้ ่วมกนั จะตอ้ งจดั วางไว้ ดว้ ยกนั เช่น นาํ ดืม เครืองดืมประเภทนาํ อดั ลม ประเภทขนมปังสดและเบเกอรี ขนมขบเคียว เป็นตน้ 5. การติดป้ ายบอกประเภทของสินค้า เพือใหร้ ู้ว่าสินคา้ อยู่ทีใด เป็ นการติดป้ ายบอกชนิดของ สินคา้ ตามทีจดั ไว้ เป็นหมวดหม่แู ลว้ เพอื สะดวกในการคน้ หาสินคา้ ตามทีลกู คา้ ตอ้ งการ อาจจะติดไวต้ าม ผนังห้อง และกึงกลางเหนือชันวางของ สินค้าใดวาง ณ จุดใด ควรวางอยู่เป็ นประจํา และไม่ควร เปลยี นแปลงทีวางสินคา้ บ่อยเกินไป เพราะจะทาํ ใหล้ กู คา้ ตอ้ งเสียเวลาคน้ หาในครังต่อไปทีแวะเขา้ มาซือ สินคา้ ทีร้าน 6. การตดิ ป้ ายราคาสินค้า ปัจจุบนั ลูกคา้ ส่วนใหญ่มกั สนใจในรายละเอียดของสินคา้ เพิมมากขึน ทงั รูปแบบของบรรจุภณั ฑ์ ชือสินคา้ คาํ แนะนําการใชผ้ ลิตภณั ฑ์นันๆ วนั ผลิตและวนั หมดอายุ ดงั นัน จะตอ้ งติดป้ ายบอกราคาเพมิ ใหก้ บั ตวั สินคา้ ซึงเป็นสิงสาํ คญั ทีสุดลงไปดว้ ย คือ ตอ้ งติดราคาบอกไวบ้ นตวั สินคา้ ทุกชินให้ ชดั เจนพอทีลกู คา้ และพนักงานเก็บเงินจะอ่านได้ หรือ สินคา้ บางประเภททีขายกนั เป็ น จาํ นวนมาก อาจจะติดราคาในรูปของแผน่ ป้ ายหรือโปสเตอร์ จะเป็นการช่วยประหยดั แรงงานและเวลาได้ หากเป็ นสินคา้ ชนิดเดียวกันแต่ต่างยีห้อกนั อาจจะติดราคาไวท้ ีชันวางสินคา้ จะช่วยให้ลกู คา้ เห็นและ เปรียบเทียบราคากนั ได้ ถึงแมว้ ่าจะต้องใชเ้ วลาและแรงงานในการติดราคากนั ใหม่ เมือสินคา้ มีราคา เปลียนแปลงใหม่ แต่ก็เป็ นการให้ประโยชน์และรายละเอียดเพิมเติมรวมถึงความสะดวกกบั ลูกค้า ทงั ยงั เป็นการสะดวกในการเรียกเกบ็ เงินค่าสินคา้ อีกดว้ ย
146 การจดั วางสินค้า มีความสาํ คญั ต่อการจูงใจลกู คา้ ให้เลือกซือสินคา้ เพือใหส้ ะดวกและเกิดความ พงึ พอใจควรคาํ นึงถึงสิงต่อไปนี 1. ความพงึ พอใจของลกู คา้ 2. จดั สินคา้ ไวใ้ นบริเวณทีเราจะขาย 3. จดั สินคา้ ไวใ้ นระดบั สายตาใหม้ ากทีสุด 4. จดั สินคา้ ดา้ นหนา้ บนชนั ใหเ้ ตม็ อยเู่ สมอ 5. ชนั ปรับระดบั ไดต้ ามขนาดของสินคา้ จะเป็นการดี 6. การใชก้ ลอ่ งหนุนสินคา้ ใหด้ งู ดงามแมจ้ ะมสี ินคา้ ไมม่ ากนกั 7. ความเป็ นระเบียบเรียบร้อย สินคา้ บางชนิด มีหลายแบบ หลายขนาด ควรจดั ให้เป็ นระเบียบ สะดวกในการเปรียบเทียบของลูกคา้ ดงั นัน สินค้าทีเหมือน ๆ กนั ควรเอาไวด้ ้วยกัน และควรจัดตาม แนวนอนอยใู่ นระดบั เดียวกนั หรือจะจดั ในแนวดิงดว้ ยกไ็ ด้ 8. สินคา้ มาก่อนตอ้ งขายก่อน เราตอ้ งขายสินคา้ เก่าก่อนสินคา้ ใหม่เสมอ พยายามวางสินคา้ มาก่อน ไวแ้ ถวหนา้ เสมอ ควรทาํ สินคา้ ทีมาก่อนใหด้ ูสดใสสะอาดเหมือนสินคา้ ใหม่ 9. ป้ องกนั หลีกเลยี งการรัวไหลของสินคา้ โดยการจดั วางผงั ทางเดินภายในร้านใหล้ กู คา้ เดินไปมา ไดส้ ะดวก คือ หยบิ กง็ ่าย หายก็รู้ สินคา้ บุบ ชาํ รุด ใกลห้ มดอายคุ วรจดั เป็ นสินคา้ ลดราคาพิเศษ ลา้ งสต็อก ดว้ ยการจดั แยกขายไวต้ ่างหาก
147 การจดั การและดูแลคลงั สินค้าตามหลกั สุขาภบิ าล การจดั การคลงั สินคา้ เป็ นการจดั การในการรับ การจดั เก็บ หมายถึง การจดั ส่งสินค้าให้ผรู้ ับ เพือกิจกรรมการขาย เป้ าหมายหลกั ในการบริหาร ดําเนินธุรกิจ ในส่วนทีเกียวข้องกับคลงั สินค้า ก็เพอื ใหเ้ กิดการดาํ เนินการเป็นระบบใหค้ ุม้ กบั การลงทุน การควบคุมคุณภาพของการเก็บ การหยิบสินคา้ การป้ องกนั ลดการสูญเสียจากการดาํ เนินงานเพอื ใหต้ น้ ทุนการดาํ เนินงานตาํ ทีสุด และการใชป้ ระโยชน์ เตม็ ทีจากพนื ที คณุ ลกั ษณะเพอื ความเป็ นเลศิ ในงานขาย การบริการทีดีจะเกิดขึนจากตวั บุคคล โดยอาศยั ทกั ษะ ประสบการณ์ เทคนิคต่าง ๆ ทีจะทาํ ให้ ผรู้ ับบริการเกิดความพึงพอใจ และอยากกลบั เขา้ มาใชบ้ ริการอีก มดี งั ต่อไปนี ตอ้ งมีจิตใจรักในงานดา้ นบริการ (Service Mind) ผใู้ ห้บริการตอ้ งมีความสมคั รใจทุ่มเททงั แรงกายและแรงใจ มีความเสียสละ ผทู้ ีจะปฏบิ ตั ิหนา้ ทีไดต้ อ้ งมีใจรักและชอบในงานบริการ ตอ้ งมีความรู้ในงานทีใหบ้ ริการ (Knowledge) ผใู้ หบ้ ริการตอ้ งมีความรู้ในงานทีตนรับผดิ ชอบ ทีสามารถตอบข้อซักถามจากผูร้ ับบริการได้อย่างถูกต้องและแม่นยาํ ในเรืองของสินค้าทีนําเสนอ เพือมิให้เกิดความผดิ พลาด เสียหายและตอ้ งขวนขวายหาความรู้จาก เทคโนโลยใี หม่ ๆ เพิมขึนอยา่ ง สมาํ เสมอ มีความช่างสังเกต (Observe) ผทู้ าํ งานบริการจะตอ้ งมีลกั ษณะเฉพาะตวั เป็ นคนมีความช่าง สงั เกต เพราะหากมกี ารรับรู้วา่ บริการอยา่ งไรจึงจะเป็นทีพอใจของผรู้ ับบริการกจ็ ะพยายามนาํ มา คิดสร้างสรรค์ ให้เกิดบริการทีดียิงขึน เกิดความพอใจและตอบสนองความตอ้ งการของลูกคา้ หรือ ผรู้ ับบริการได้ มากยงิ ขึน ตอ้ งมคี วามกระตือรือร้น (Enthusiasm) พฤติกรรมความกระตือรือร้น จะแสดงถงึ ความมจี ิตใจ ในการตอ้ นรับ ใหช้ ่วยเหลอื แสดงความห่วงใย จะทาํ ใหเ้ กิดภาพลกั ษณ์ทีดี ในการช่วยเหลือผรู้ ับบริการ ตอ้ งมีกิริยาวาจาสุภาพ (Manner) กิริยาวาจาเป็ นสิงทีแสดงออกจากความคิด ความรู้สึกและ ส่งผลใหเ้ กิดบุคลิกภาพทีดี ดงั นนั เพือใหล้ กู คา้ หรือผรู้ ับบริการมีความสบายใจทีจะติดต่อขอรับบริการ ตอ้ งมีความคิดริเริมสร้างสรรค์ (Creative) ผใู้ หบ้ ริการควรมีความคิดใหม่ ๆ ไม่ควรยึดติดกบั ประสบการณ์หรือบริการทีทาํ อยู่ เคยปฏิบัติมาอย่างไรก็ทาํ ไปอย่างนันไม่มีการปรับเปลียนวิธีการ ใหบ้ ริการ จึงควรมีความคิดใหม่ ๆ ในการปฏิรูปงานบริการใหด้ ีขึน ตอ้ งสามารถควบคุมอารมณ์ได้ (Emotional control) งานบริการเป็ นงานทีใหค้ วามช่วยเหลือ จากผอู้ นื ตอ้ งพบปะผคู้ นมากมายหลายชนชนั มีการศึกษาทีต่างกนั ดงั นัน กิริยามารยาทจากผรู้ ับบริการ จะแตกต่างกนั เมอื ผรู้ ับบริการไมไ่ ดด้ งั ใจ อาจจะถกู ตาํ หนิ พดู จากา้ วร้าว กิริยามารยาทไมด่ ี ซึงผใู้ หบ้ ริการ ตอ้ งสามารถควบคุมสติอารมณ์ไดเ้ ป็นอยา่ งดี
148 ตอ้ งมีสติในการแกป้ ัญหาทีเกิดขึน (Calmness) ผูร้ ับบริ การส่วนใหญ่จะติดต่อขอความ ช่วยเหลือตามปกติ แต่บางกรณีลกู คา้ ทีมปี ัญหาเร่งด่วน ผใู้ หบ้ ริการจะตอ้ งสามารถวิเคราะห์ถึงสาเหตุและ คิดหาวธิ ีในการแกไ้ ขปัญหาอยา่ งมสี ติ อาจจะเลอื กทางเลือกทีดีทีสุดจากหลายทางเลือกในการใหบ้ ริการ แก่ลกู คา้ มีทศั นคติต่องานบริการดี (Attitude) การบริการเป็นการช่วยเหลอื ผทู้ าํ งานบริการเป็นผใู้ ห้ จึงต้องมีความคิดความรู้สึกต่องานบริการในทางทีชอบ และเต็มใจทีจะให้บริการ ถา้ ผใู้ ดมีความคิด ความรู้สึกไมช่ อบงานบริการ แมจ้ ะพอใจในการรับบริการจากผอู้ ืน ก็ไม่อาจจะทาํ งานบริการใหเ้ ป็ นผลดี ได้ ถา้ บุคคลใดมีทศั นคติต่องานบริการดี ก็จะให้ความสาํ คญั ต่องานบริการ และปฏิบตั ิงานอย่างเต็มที เป็นผลใหง้ านบริการมีคุณค่าและนาํ ไปสู่ความเป็นเลิศ มีความรับผิดชอบต่อลูกคา้ หรือผรู้ ับบริการ (Responsibility) ในดา้ นงานทางการตลาด และ การขาย และงานบริการ การปลกู ฝังทศั นคติใหเ้ ห็นความสาํ คญั ของลกู คา้ หรือผรู้ ับบริการดว้ ยการยกย่อง ว่า “ลูกค้าคือบุคคลทีสําคัญทีสุด” และ “ลูกค้าเป็ นฝ่ ายถูกเสมอ” ทังนีก็เพือให้ผูใ้ ห้บริการมีความ รับผดิ ชอบต่อลกู คา้ อยา่ งดีทีสุด พฤตกิ รรมผ้บู ริโภคกบั ช่องทางการจาํ หน่ายอาหารสําเร็จรูป พฤติกรรมของผู้บริโภค (Consumer behavior) หมายถึง การแสดงออกรวมทงั กระบวนการในการ ตดั สินใจของแต่ละบุคคลทีเกียวขอ้ งโดยตรงกบั การใชส้ ินคา้ และบริการ ประโยชน์ของการศึกษาพฤตกิ รรมผ้บู ริโภค 1. ช่วยใหน้ กั การตลาดเขา้ ใจถงึ ปัจจยั ทีมอี ทิ ธิพลต่อการตดั สินใจซือสินคา้ ของผบู้ ริโภค 2. ช่วยใหผ้ เู้ กียวขอ้ งสามารถหาหนทางแกไ้ ขพฤติกรรมในการตดั สินใจซือสินคา้ ของผบู้ ริโภคใน สงั คมไดถ้ กู ตอ้ งและสอดคลอ้ งกบั ความสามารถในการตอบสนองของธุรกิจมากยงิ ขึน 3. ช่วยใหก้ ารพฒั นาตลาดและการพฒั นาผลิตภณั ฑส์ ามารถทาํ ไดด้ ีขึน 4. เพอื ประโยชน์ในการแบ่งส่วนตลาด เพอื การตอบสนองความตอ้ งการของผบู้ ริโภค ใหต้ รงกบั ชนิดของสินคา้ ทีตอ้ งการ 5. ช่วยในการปรับปรุงกลยทุ ธก์ ารตลาดของธุรกิจต่าง ๆ เพอื ความไดเ้ ปรียบคู่แข่งขนั การประเมนิ ความพงึ พอใจของผ้บู ริโภค ความพึงพอใจ หมายถงึ ความรู้สึกภายในจิตใจของมนุษยซ์ ึงจะไม่เหมือนกนั ซึงขึนอยกู่ บั แต่ละ บุคคลว่าจะคาดหมายกบั สิงหนึงสิงใด ถา้ คาดหวงั หรือมคี วามตงั ใจมากเมือไดร้ ับการตอบสนองดว้ ยดี จะมี ความพงึ พอใจมาก แต่ในทางตรงขา้ มอาจผดิ หวงั หรือไม่พงึ พอใจเป็นอยา่ งยงิ เมือไม่ไดร้ ับการตอบสนอง ตามทีคาดหวงั ไวห้ รือไดร้ ับนอ้ ยกว่าทีคาดหวงั ไว้ ทงั นีขึนอยกู่ บั สิงทีตงั ใจไวว้ า่ จะมมี ากหรือมีนอ้ ย
149 ปัจจยั สําคญั เพอื ประเมนิ คณุ ภาพของการบริการ 1. ความสะดวก หมายถึง ความสะดวกในการเขา้ พบหรือติดต่อกบั ผใู้ หบ้ ริการ ซึงครอบคลุม ทงั เวลาทีเปิ ดดาํ เนินการ สถานทีตงั และวิธีการทีจะสามารถอาํ นวยความสะดวกให้แก่ผบู้ ริโภคในการ เขา้ พบหรือติดต่อกบั ผใู้ หบ้ ริการ เช่น สถานทีใหบ้ ริการตงั อยใู่ นทีทีสะดวกแก่การไปติดต่อ เป็นตน้ 2. การตดิ ต่อสือสาร หมายถงึ การสือสารและใหข้ อ้ มูลแก่ลกู คา้ ดว้ ยภาษาทีง่ายต่อการเขา้ ใจและ การรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนขอ้ เสนอแนะ หรือคาํ ติชมของลูกคา้ ในเรืองต่าง ๆ ทีเกียวขอ้ งกบั การ ใหบ้ ริการขององคก์ าร 3. ความสามารถ หมายถึง การทีผใู้ หบ้ ริการมีความรู้ความสามารถและทกั ษะทีจะปฏิบตั ิงาน บริการไดเ้ ป็นอยา่ งดี เช่น ความรู้และทกั ษะใหข้ อ้ มลู ผลิตภณั ฑ์ เป็นตน้ 4. ความสุภาพ หมายถึง การทีผใู้ ห้บริการมีความสุภาพเรียบร้อย มีความนับถือในตัวลกู ค้า รอบคอบ และเป็ นมิตรต่อผบู้ ริโภค เช่น การให้บริการดว้ ยใบหน้าทียมิ แยม้ แจ่มใสและการสือสารดว้ ย ความสุภาพ เป็นตน้ 5. ความน่าเชือถือ หมายถึง ความเชือถือได้และความซือสัตยข์ องผใู้ ห้บริการ ชือเสียงและ ภาพลกั ษณ์ทีดี 6. ความคงเส้นคงวา หมายถึง ความสามารถในการปฏิบตั ิงานทีไดส้ ญั ญาไวอ้ ยา่ งแน่นอนและ แมน่ ยาํ เช่น การใหบ้ ริการตามทีไดแ้ จง้ ไวก้ บั แก่ลกู คา้ เป็นตน้ 7. การตอบสนองอย่างรวดเร็ว หมายถงึ ความเต็มใจของผใู้ ห้บริการทีจะใหบ้ ริการอยา่ งรวดเร็ว เช่น การใหบ้ ริการแก่ผรู้ ับบริการ ณ เคาน์เตอร์จ่ายเงิน แบบทนั ทีทนั ใด เป็นตน้ การสํารวจความพงึ พอใจ การสาํ รวจความพึงพอใจลกู คา้ เป็นเครืองมือทีสาํ คญั และมบี ทบาทในการพฒั นาและปรับปรุงการ ทาํ งานในองคก์ ารอยา่ งมาก ขอ้ มลู ทีไดจ้ ากการสาํ รวจเป็นขอ้ มลู ป้ อนกลบั ไปสู่หน่วยงานทีแสดงให้เห็น ถงึ พฤติกรรมและความตอ้ งการของลกู คา้ เช่น พฤติกรรมการเลือกซือ/ใชบ้ ริการ และเป็ นตวั ชีวดั ผลการ ปฏิบัติงานขององค์การทีแม่นยาํ เทคนิคการวดั ความพึงพอใจ อาจเริมจาก การสังเกต การสัมภาษณ์ แบบสอบถาม จนถึงกระบวนการทาํ วจิ ยั มหาตมะ คานธีกล่าวไว้ว่า “ลูกค้า คือ แขกคนสาํ คัญทีสุด ทีไดม้ าเยอื นเรา ณ สถานทีแห่งนี เขามิได้มาเพือพึงพิงเรา เรา ต่างหาก ทีตอ้ งพงึ พาอาศยั เขา เขามิใช่บุคคลทีมาขดั จงั หวะการปฏบิ ตั ิงานของพวกเรา หากแต่วา่ การรับใช้ เขาคือ วตั ถปุ ระสงคแ์ ห่งงานของพวกเรา เขามใิ ช่บุคคลแปลกหนา้ แต่เขา คือ ส่วนหนึงของสถานทีแห่งนี บริการจากพวกเรา มใิ ช่การสงเคราะห์เขา เขาต่างหากทีกาํ ลงั สงเคราะห์พวกเรา ดว้ ยการยอมให้พวกเรามี โอกาสไดร้ ับใชเ้ ขา”
150 การส่ งเสริมการขาย การส่งเสริมการขายเป็นกิจกรรมทีกระตุน้ การตดั สินใจซือสินคา้ หรือบริการ โดยการจดั กิจกรรม การตลาดและส่งเสริมการขายต่าง ๆ เช่น การเสนอของแถม การแสดงสินคา้ และการจดั วางสินคา้ การลด ราคา การตลาดทางไกล การตลาดทางไปรษณีย์ และวธิ ีการอืน ๆ เพอื ช่วยกระตุน้ ยอดขาย วธิ กี ารส่งเสริมการขาย การส่งเสริมการขายดา้ นลดราคาส่วนใหญ่เป็นการลดราคาสินคา้ โดยอาจจะลดจากราคาขาย ปกติ เช่น การจดั โปรโมชนั ต่าง ๆ เป็นช่วงเวลา การลดราคา % ทุกวนั พุธ เป็นตน้ หรือการเพิมปริมาณ สินคา้ โดยขายราคาเท่าเดิม เช่น แลกตาซอย เอ็กตร้า เพิมปริมาณแต่ไม่เพิมราคา เป็ นตน้ ยอดขายที เพมิ ขึนจากการลดราคานี จะมตี น้ ทุนจากกาํ ไรทีลดลง การตดั สินใจใชก้ ลยุทธ์นีจึงควรตอ้ งพิจารณาอยา่ ง รอบคอบ และควรคาํ นึงถงึ ผลกระทบต่อชือเสียงของตราสินคา้ ดว้ ย การส่งเสริมการขายโดยการใชค้ ปู อง คปู อง เป็นอีกวธิ ีการหนึงในการลดราคา วตั ถุประสงคห์ ลกั ของการใชก้ ารส่งเสริมการขายโดย ใชค้ ูปอง คือ การกระตุน้ ใหล้ กู คา้ ใชค้ ูปองใหม้ ากทีสุด โดยมเี ทคนิคการแจกคูปองหลายอยา่ ง ตวั อยา่ งเช่น - การติดคูปองไวบ้ นบรรจุภณั ฑเ์ พือกระตุน้ การซือซาํ - การแจกคปู องในหนงั สือพมิ พ์ หรือนิตยสารเพอื ใหผ้ บู้ ริโภคไปใชซ้ ือสินคา้ การส่งเสริมการขายโดยการใหข้ องแถมเป็ นวิธีทีมีใชก้ ันมาก โดยลกู คา้ จะไดร้ ับของแถม เมือซือครบตามทีกาํ หนด เช่น ซือสินคา้ ครบสิบชิน กจ็ ะไดร้ ับของแถมหนึงชิน เป็นตน้ การส่งเสริมการขายโดยการแข่งขนั และให้รางวลั เป็ นอีกวิธีหนึงทีมีใชก้ ันมากในปัจจุบนั โดยเฉพาะตามงานแสดงสินคา้ ต่าง ๆ กจ็ ะมสี าวสวย (Pretty) แต่งตวั น่ารัก มากล่าวแนะนาํ ถงึ สรรพคุณทีดี ของสินคา้ และจดั เกมส์ตอบคาํ ถามง่าย ๆ พร้อมของรางวลั เลก็ ๆ นอ้ ย ๆ เพอื เรียกร้องความสนใจของลกู คา้ ทีเดินผา่ นไปมาและมีการแจกของชาํ ร่วยเลก็ ใหก้ บั ผทู้ ีเขา้ ร่วมกิจกรรมและตอบคาํ ถามไดถ้ กู ตอ้ ง เป็นตน้ การส่งเสริมการขายโดยการชิงโชค ซึงวธิ ีนีกอ็ าจจะมีหลายวิธี แต่ทีนิยมกนั ก็คือ การแนบใบ ลนุ้ รางวลั มาพร้อมกบั สินคา้ หรือใหต้ ดั ชินส่วน หรือ ป้ ายฉลาก สติกเกอร์ อย่างใดอยา่ งหนึง ส่งไปร่วม ชิงโชค ซึงวิธีการนีก็จะตอ้ งระมดั ระวงั เรืองความสะดวกในการทีจะส่งชินส่วน หรือชินส่วนจะตอ้ งไมถ่ กู แอบแกะอ่านดกู ่อนทีผซู้ ือจะเป็นผแู้ กะคนแรก การส่งเสริมการขายสาํ หรับลูกคา้ ประจาํ เป็ นการกระตุน้ ให้ลูกคา้ ประจาํ มาซือสินคา้ หรือใช้ บริ การบ่อย ๆ เช่น สายการบิน มีการสะสมไมล์เพือแลกเป็ นตัวเครื องบินฟรี เมือสะสมไมล์ได้ ตามทีกาํ หนด หรือร้านอาหารญีป่ ุนฟจู ิ หรือเซน มกี ารประทบั ตราเมอื รับประทานอาหารครบทุก บาท และนาํ มาแลกเป็นบตั รส่วนลด หรืออาหาร จานเมือครบตามทีกาํ หนด เป็ นการกระตุน้ ให้ลกู คา้ มาซือ สินคา้ หรือใชบ้ ริการบ่อย ๆ หรือปัมนาํ มนั มีการทาํ บตั รสมาชิกแลว้ ใหส้ ่วนลดพเิ ศษสาํ หรับสมาชิก เป็นตน้
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162