ถือ ห้ามตดั ไม้ในป่ าเข้าบ้าน จะทาํ ให้คนในบ้านเจบ็ ป่ วย เขาจะเว้นเอาไว้เดือนหน่ึง เคยมีคนไม่เชื่อ ทาํ แล้วลูกไม่สบาย ต้องรื้อออกเอาไปคืนป่ า” ตารางการเกบ็ เก่ียวผลผลติ จากป่ าตามฤดูกาล บ้านอซี ่า พชื และอาหารจากป่ า เดือน ชนิดของพชื มลู คา่ ทางเศรษฐกิจ วธิ ีการเก็บ กฏเกณฑใ์ นการใช้ อาหาร ตอ่ คน ต่อปี ประโยชน์อยา่ งอนุรักษ์ ธนั วาคม จะมีผกั กดู ไม่ไดข้ าย เก็บแคพ่ อกิน ไม่ไดห้ วงหา้ ม มีคนขา้ งนอกเขา้ มา มกราคม ผกั หนาม หางไหล เกบ็ หาดว้ ย ท่ีข้ึนอยรู่ ิมหว้ ย หอยขายไดป้ ระมาณ กมุ ภาพนั ธ์ ครัวเรือนละ 2,000 บาท เฉพาะหอย มีใหเ้ กบ็ ขายไดต้ ลอด มีปลา กุง้ ฝอย หอย ผกั ไมไ่ ดข้ าย เก็บแค่พอ ในช่วงน้าํ ลด มีนาคม ขม หอยเฮย้ กิน เวลาเกบ็ จะเกบ็ แคพ่ อกิน เอาไวใ้ ห้ ช่วงที่ฝนเริ่มตก จะ คนอ่ืนๆมาเกบ็ บา้ ง หา้ มตดั เถา มีผกั หวานป่ า ผกั เพราะถา้ ตดั จะไม่มีใหเ้ ก็บอีก ถา้ ซึก ผกั อีนูน มีให้ เดด็ บ่อยๆมนั จะมีใหเ้ กบ็ กินไดท้ ้งั เกบ็ กินจนกวา่ ฝน ปี จะหมดราวๆเดือน ตุลาคม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม 5,000 – 6,000 บาท ต่อ จะมีช่วงที่เปิ ดป่ าอนุญาตใหห้ า หน่อไม้ มีท้งั คนในหมบู่ า้ นและ ครัวเรือน 4-35
กนั ยายน ช่วงเดือนสิงหา (มีบางบา้ นไมไ่ ดเ้ ก็บ) นอกหมบู่ า้ นมาเก็บ แต่หาไดแ้ ค่ 3 ตุลาคม กนั ยา ตุลา จะเริ่มมี เดือนที่อนุญาต มีมีพอ่ คา้ ขา้ งนอก 6,000 – 10,000 บาท ต่อ มารับซ้ือ หลงั จากน้นั จะปิ ดป่ า หน่อไม้ หน่อ ครอบครัว ปล่อยใหไ้ ผอ่ อกหน่อ เติบโตเป็น กระทือ บุก และ ตน้ บา้ ง จะหาไดบ้ า้ งเฉพาะกินกนั เห็ด ในบา้ น หา้ มขาย ไม่ไดห้ วงหา้ ม มีท้งั คนในหมูบ่ า้ น และนอกหมู่บา้ นมาเกบ็ กลางเดือนตุลา เห็ดโคนออก มีให้ เกบ็ 3 คร้ัง หอยท่ีเกบ็ ไดจ้ ากแมน่ ้าํ อีซะ นายเก้ีย คลองแหง้ หมอพ้ืนบา้ นและกรรมการป่ าชุมชน 4-36
นางถงุ หมนั่ เกตุ หมอพ้นื บา้ น ผกั พ้ืนบา้ นและสมุนไพร สาํ หรับสมุนไพรที่เคยเกบ็ ไดใ้ นป่ าก็ไม่สามารถเกบ็ ได้ เพราะพ้ืนที่ป่ าน้นั ไดถ้ ูกผนวกเขา้ ไปอยใู่ นเขตรักษาพนั ธุ์สตั วป์ ่ า นางถุง หมนั่ เกตุ อายุ 48 ปี ซ่ึงมีความรู้ในการใชส้ มุนไพรได้ กล่าวถึง ภูมิปัญญาในการรักษาโรคดว้ ยสมุนไพรก็สูญหายไปกบั คนแก่ที่เสียชีวติ และการพ่ึงพา แพทยแ์ ผนปัจจุบนั ในการไปรักษาท่ีสถานีอนามยั “สมนุ ไพรที่เคยได้เกบ็ ในป่ า ปัจจุบันกไ็ ม่สามารถเกบ็ ได้แล้ว ทาํ ให้ภูมิปัญญาในเร่ืองนีม้ ี อย่เู ฉพาะกับคนแก่ๆซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว สมนุ ไพรท่ีใช้อย่ใู นปัจจุบนั เป็นสมนุ ไพรท่ีมีให้เกบ็ หาได้ตามบ้าน อาทิ กระเพรา สาบเสือ บอระเพด็ ลูกใต้ใบ หน่อกระทือ ใบหูเสือ ใบยาสูบซึ่งส่วน ใหญ่จะรู้วิธีการใช้รักษาโรคกันท่ัวไปในหม่บู ้าน แต่ปัจจุบันเมื่อมีถนนเดินทางสะดวก คนจะไปหา หมอท่ีอนามยั ประจาํ หม่บู ้านกนั เพราะรู้สึกว่าสะดวกและได้ผลดีกว่าการใช้สมนุ ไพรท่ีให้ผลช้า” ปัจจุบนั บา้ นอีซ่าพฒั นามีผทู้ ่ีมีความรู้เร่ืองสมุนไพรที่นาํ มาใชร้ ักษาโรคคือนายเก้ีย คลอง แหง้ ซ่ึงเป็นหมอเป่ าประจาํ หมู่บา้ น และนางพองใคร กระแหน่ ซ่ึงเป็ นหมอตาํ แย อยทู่ ี่หม่บู า้ นกุด จะเลิด แต่ไมไ่ ดเ้ ขา้ ไปเกบ็ หาสมุนไพรในป่ าแลว้ เพราะเป็ นเขตอนุรักษ์ และไม่ไดใ้ ชส้ มุนไพรใน การรักษา ถา้ มีอาการเจบ็ ป่ วยกจ็ ะรักษาดว้ ยการเป่ าน้าํ มนต์ หมอตาํ แย กไ็ ม่ไดใ้ ชส้ มุนไพรในการ ดูแลหลงั คลอด ถา้ มีอาการเจ็บป่ วยก็จะส่งไปท่ีสถานีอนามยั เป็นหลกั การจัดการป่ าชุมชน ชาวบา้ นอีซ่าดูแลป่ าชุมชนร่วมกบั หมบู่ า้ นกุดจะเลิด ซ่ึงเป็ นคนกะเหรี่ยงและเป็นเครือญาติ กนั ท้งั สองบา้ นจะส่งตวั แทนมาร่วมเป็นคณะกรรมการป่ าชุมชนร่วมกนั จดั การป่ า ดูแลป้ องกนั ไฟ ป่ าและทาํ แนวกนั ไฟ โดยมีกลุ่มผสู้ ูงอายคุ อยช้ีแนะและใหค้ าํ ปรึกษาทาํ ใหป้ ่ ายงั คงสภาพเดิม คอ่ นขา้ งอุดมสมบรู ณ์ มีตน้ น้าํ ลาํ ธารของอีซ่า มีเน้ือท่ีท้งั หมด 200 ไร่ สภาพพ้นื ท่ีเป็นภูเขา และ ป่ าเตง็ รัง 4-37
มีการแบ่งพ้นื ที่ป่ าตามความเชื่อ ยงั มีป่ าที่เคยเป็นป่ าชา้ ที่ฝังศพของหมูบ่ า้ น ซ่ึงปัจจุบนั ไม่มี ใครเขา้ ไปแผว้ ถางเพราะยงั เคารพกนั โดยความเช่ือเดิม เด็กๆกย็ งั รับรู้ดว้ ย มีวฒั นธรรมความเช่ือท่ี เม่ือแรกเกิดหมอตาํ แยจะนาํ สายสะดือเดก็ ใส่กระบอกไมไ้ ผน่ าํ ไปแขวนไวท้ ี่ตน้ ไมท้ ่ีมีลูกดก กย็ งั มี อยบู่ า้ ง ถา้ คลอดท่ีบา้ น เขาจะเลือกตน้ ไมข้ นาดใหญ่กวา่ ตน้ ขาข้ึนไป แต่ถา้ ไปคลอดที่โรงพยาบาล กไ็ มไ่ ดน้ าํ สายสะดือมาแขวนแลว้ แตจ่ ะเป็ นตน้ ไมบ้ ริเวณใกลห้ ม่บู า้ น ไมไ่ ดไ้ ปแขวนในป่ า คณะกรรมการป่ าชุมชนทาํ งานร่วมกนั กบั กลุ่มเยาวชน ซ่ึงเขา้ มามีส่วนร่วมในการจดั การป่ า ชุมชนดว้ ย เพื่อปลูกฝังใหเ้ กิดความเขา้ ใจและสร้างจิตสาํ นึกแก่เยาวชน โดยไดร้ ับการสนบั สนุนจาก โครงการ 30 ป่ า มลู นิธิสืบนาคะเสถียร เช่น ช่วยทาํ แนวกนั ไฟ เพือ่ ใหไ้ ดเ้ รียนรู้และสร้างจิตสาํ นึก ซ่ึงเดก็ ๆจะไดร้ ับเบ้ียเล้ียงจากการทาํ งานและไดเ้ รียนรู้ทอ้ งถิ่นของตนเอง มีนายประวงิ กึงไกร เป็น ผนู้ าํ ชุมชนที่เป็ นทางการ มีผนู้ าํ ธรรมชาติ คือนายเกี๊ยะ คลองแหง้ ซ่ึงเป็นหมอเป่ าประจาํ หมูบ่ า้ น เป็นผทู้ ี่มีความรู้เรื่องสมุนไพรดี เน่ืองจากคนในชุมชนส่วนใหญเ่ ป็ นเครือญาติกนั จะมีคนขา้ งนอก ท่ีเป็นคนไทยเขา้ มาอยรู่ ่วมบา้ ง และมีการแต่งงานกนั แต่ก็ไม่มีปัญหา มีการร่วมมือกนั ดี ในการทาํ กิจกรรมต่างๆ นายประวงิ กึงไกร ไดเ้ ล่าถึงปัญหาอุปสรรคของการจดั การป่ า “ปัญหาที่หนกั ที่สุดก็คือ การป้ องกนั ไฟป่ า เพราะจะมีไฟป่ าเขา้ ทุกปี ตรงจุดเดิม เป็น บริเวณท่ีติดกบั ลาํ หว้ ย ซ่ึงมีนกั การเมืองทอ้ งถิ่นมาครอบครองขา้ มลาํ หว้ ยท่ีเป็นแนวเขตป่ าชุมชน เขา้ มา และมีการจุดไฟ ทาํ ใหเ้ กิดไฟป่ าลามเขา้ มาทุกปี ส่วนแนวเขตป่ าชุมชนที่ติดกบั บา้ นหว้ ย ร่วม ชาวบา้ นแบ่งพ้ืนท่ีการจดั การกนั ชดั เจนไม่มีปัญหากนั ” สาํ หรับกฎระเบียบป่ าชุมชนบา้ นอีซ่า มีดงั น้ี 1. หา้ มบุกรุกแผว้ ถางหรือเผาถ่าน ยดึ ครองพ้ืนท่ีป่ าชุมชน 2. หา้ มล่าสัตวป์ ่ าทุกชนิดในป่ าชุมชน 3. หา้ มตดั ไมย้ นื ตน้ หรือไมท้ ่ีมีค่าทุกชนิดในป่ าชุมชน 4. การตดั ไมไ้ ผใ่ ชส้ อยตอ้ งขออนุญาตจากคณะกรรมการป่ าชุมชน 5. หา้ มนาํ เคร่ืองมือล่าสัตวเ์ ขา้ มาในเขตป่ าชุมชน (ยกเวน้ เจา้ หนา้ ท่ีออกตรวจป่ า) 6. การเกบ็ หาของป่ าหรือสมุนไพรตอ้ งขออนุญาตจากคณะกรรมการป่ าชุมชน 7. การหาหน่อไมใ้ หห้ าไดจ้ นกวา่ คณะกรรมการจะประกาศปิ ดป่ า 8. หา้ มบุคคลภายนอกเขา้ มาใชป้ ระโยชน์ในเขตป่ าชุมชนเด็ดขาด ยกเวน้ การศึกษาทาง ธรรมชาติ 9. หา้ มจุดไฟในเขตพ้ืนที่ตดั ต่อป่ าชุมชน 10. หา้ มเก็บของป่ าในเขตอนุรักษ์ โดยเด็ดขาด ที่แสดงเครื่องหมาย 4-38
ผทู้ ี่ฝ่ าฝืนกฎระเบียบจะมีโทษดงั น้ี 1. คณะกรรมการจะทาํ การปรับปรุงเป็นเงิน ต้งั แต่ 500-5,000 บาท 2. คณะกรรมการจะตกั เตือน หรืออาจจะส่งดาํ เนินคดี 3. เงินที่ไดจ้ ากการปรับจะรวมเขา้ หมู่บา้ น เป็นเงินทุนกลางเพอื่ ใชป้ ระโยชน์ บาํ รุงป่ าชุมชน 4. กฎระเบียบดงั กล่าว สามารถเปล่ียนแปลงตามความเหมาะสม ป่ าชุมชนบา้ นอีซ่าพฒั นา และแมน่ ้าํ อีซะ แผนที่ป่ ากนั ชนรอบเขตรักษาพนั ธุ์สตั วป์ ่ าหว้ ยขาแขง้ 3.3)การส่งเสริมการจัดการป่ าชุมชนในเขตป่ ากนั ชน การจดั การป่ าชุมชนในบริเวณป่ ากนั ชนรอบเขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ าหว้ ยขาแขง้ จ.อุทยั ธานี เกิดข้ึนมาจากปัจจยั สาํ คญั ของการทาํ งานจากบุคคลภายนอกท่ีมาส่งเสริม องคก์ รที่มีบทบาทสาํ คญั คือ มลู นิธิสืบนาคะเสถียร ร่วมกบั คณะกรรมการอนุรักษผ์ นื ป่ าตะวนั ตกจงั หวดั อุทยั ธานี และ ชุมชน โดยจดั ทาํ “โครงการป่ าชุมชน 30 ป่ ารักษาทุกโรค” ภายใตแ้ นวคิด “คนอยไู่ ด้ ป่ าอยไู่ ด้ และ เสืออยไู่ ด”้ เป้ าหมายของโครงการ คือการจดั การทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้าํ ป่ า โดยชุมชน และมี หน่วยงานอนุรักษใ์ นพ้ืนท่ีเป็ นท่ีปรึกษา ไดแ้ ก่ เขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ าหว้ ยขาแขง้ ศูนยศ์ ึกษาพฒั นา- วนศาสตร์ชุมชน สถานีพฒั นาและส่งเสริมการอนุรักษส์ ตั วป์ ่ าหว้ ยขาแขง้ หน่วยป้ องกนั รักษาป่ าที่ อยใู่ นพ้นื ท่ีจงั หวดั อุทยั ธานี และองคก์ รทอ้ งถิ่นต่างๆ ท้งั 30 ชุมชนรอบเขตรักษาพนั ธุ์สตั วป์ ่ าหว้ ยขาแขง้ มีลกั ษณะของชุมชนท่ีต้งั ถิ่นฐานอยู่ เดิม และชุมชนท่ีถูกอพยพออกมาจากขา้ งในเขตรักษาพนั ธุ์สตั วป์ ่ าฯ ภายใตก้ ารจดั การป่ าอนุรักษ์ และป่ ากนั ชน โดยมีการทาํ แนวเขตก้นั ร้ัวลวดหนามรอบเขตรักษาพนั ธุ์สตั วป์ ่ า ชุมชนเหล่าน้ีจึง 4-39
ตอ้ งรับภาระของการมีบทบาทในการร่วมรักษาป่ าอนุรักษ์ โดยหา้ มมิเขา้ ไปบุกเบิกพ้ืนท่ี หรือใช้ ประโยชน์ภายในเขตรักษาพนั ธุ์สตั วป์ ่ าฯอยา่ งเด็ดขาด ซ่ึงจะไดร้ ับโทษตามกฎหมาย ในมุมมองของผรู้ ับผดิ ชอบโครงการเห็นวา่ ชุมชนรู้แต่เพยี งวา่ \"ป่ า\" เป็นของรัฐ หรือราชการ เป็นผดู้ ูแลเท่าน้นั ชุมชนไมม่ ีหนา้ ที่เกี่ยวขอ้ ง จึงไม่จาํ เป็ นตอ้ งช่วยกนั ดูแล และปกป้ อง ภยั อนั ตราย ตา่ งๆท่ีเปรียบเสมือนโรคร้ายที่คอยคุกคามป่ าเล็กและป่ าใหญ่ เช่นเขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ าหว้ ยขาแขง้ “ป่ าชุมชน\" จึงเป็นสิ่งที่ชุมชนรู้จกั กนั ดี ณ วนั น้ี ชุมชนท้งั 30 ชุมชน ไดพ้ ยายามพสิ ูจนต์ วั เองวา่ สามารถที่จะปกป้ อง ฟ้ื นฟู ผนื ป่ าที่อยใู่ กลช้ ุมชนได้ รวมถึงการดูแลฟ้ื นฟปู ่ าเส่ือมโทรมที่อยรู่ าย รอบหมูบ่ า้ นใหก้ ลบั มาอุดมสมบรู ณ์ใหเ้ ป็ นแหล่งอาหาร และแหล่งเรียนรู้ร่วมกนั ของชุมชน ใน รูปแบบของการถกั ทอเรียงร้อยเป็น \"เครือข่ายป่ าชุมชน 30 ป่ า รักษาทุกโรค\" นกั วชิ าการมองวา่ ชุมชนเป็นโรคร้ายมีผลต่อป่ า แตใ่ นมุมมองของ สมบตั ิ ชูมา ผู้ ประสานงานโครงการมองวา่ ควรมองการรักษาโรคที่เขา้ มาหาชุมชน อยา่ งนอ้ ยแกป้ ัญหาให้ ชาวบา้ นมีพ้ืนท่ีหาอยหู่ ากิน โดยไม่ตอ้ งเขา้ ไปในเขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ า และมาเร่ิมจากการหมาย แนวเขต ไมใ่ หม้ ีการปะทะกบั เจา้ หนา้ ท่ีรัฐ ตอนน้ีชดั เจนแลว้ มีการเซ็นสญั ญาทาํ งานระหวา่ งกรม อุทยานฯ ทอ้ งถิ่น อ.บ.ต) และมูลนิธิสืบฯ การดาํ เนินการโครงการจึงตอ้ งมีการประสานงานร่วมกนั ระหวา่ งเจา้ หนา้ ที่รัฐและ นกั พฒั นาขององคก์ รมูลนิธิสืบฯ โดยในช่วงแรกคือการกระตุน้ ใหช้ าวบา้ นเห็นความสาํ คญั ของ การรักษาป่ า และทาํ แนวเขตป่ าชุมชนใหช้ ดั เจน เพื่อใหช้ ุมชนมีทรัพยากรป่ าในการอนุรักษแ์ ละใช้ ประโยชน์ สมบตั ิ ชูมา ผปู้ ระสานงานโครงการและเจา้ หนา้ ท่ีมูลนิธิสืบฯ ไดอ้ ธิบายใหเ้ ห็น กระบวนการทาํ งานดงั กล่าว “ประกาศเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่ า เมื่อปี 2515 หลงั จาก สืบ นาคะเสถียรตายปี 2533 กรมป่ า ไม้ล้อมรั้วลวดหนาม เมื่อล้อมรั้ว ชาวบ้านถกู บลอ็ กจากการทาํ ไร่หมุนเวียนซ่ึงอยู่ใกล้แหล่งนา้ํ ชาวบ้านจากท่ีอื่นลักลอบเข้าไปล่าสัตว์ตดั ไม้ในเขตรักษาพนั ธ์ุสัตว์ป่ าฯ ปี 2538- 2539 เร่ิมคิดกนั ว่าชาวบ้านควรมีพืน้ ที่ป่ าดูแลกันเอง เพราะพี่น้องถกู ยิงเมื่อเกบ็ หาของป่ า และโดนเจ้าหน้าที่รัฐยิง เลยคิดเรื่องการจัดการป่ าชุมชน มีโครงการของกองทุนเพื่อสังคม (SIP) ดร.คณิตเป็นคนแรกที่ เร่ิมต้นทาํ ป่ าชุมชน เขาหินเหลก็ ไฟ และเขาเขียว ปี 2542-2543 ผมช่วยประสานงานหน่วยงานต่างๆ ประสานหน่วยงานให้เป็นพี่เลีย้ ง ประสานกบั รีคอร์ฟ และทาํ ร่วมกัน ดึงหน่วยงานเข้ามาช่วยชาวบ้าน ปี 2546 มารับผิดชอบ โครงการจอมป่ า การจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วม จ.นครสวรรค์มีบ้านบุแม้ว บ้านปางสัก จ.นครสวรรค์ บ้านเขาเขียว ห้วยร่ วม กดุ จะเลิด ห้วยอีซ่า จ.อุทัยธานี เรียนรู้วิถีชีวิต การหาอยู่ หากิน กะเหรี่ยงมีการรักษาต้นไม้ รักษาดิน พืน้ ท่ีอีซ่าและกุดจะเลิด วฒั นธรรมหายไป เหลือ เฉพาะคนแก่ จับกลุ่มออมทรัพย์ 4-40
เป้ าหมายโครงการจอมป่ า คือมีพืน้ ที่หาอย่หู ากินให้ชัดเจนสอดคล้องกับวิถีชีวิต กรณีบ้าน บุแม้ว รับผิดชอบหมายแนวเขตให้ชัดเจนร่วมกบั กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่ า และพันธ์ุพืช เช่น บ้านห้วยร่วม ในป่ าชุมชนมีอะไรบ้าง ชาวบ้านทาํ กันเอง และเราหางบประมาณสนับสนนุ มีการ กันพืน้ ที่ตามแนวเขต และชุมชนตัง้ กฎกติการ่วมกันในป่ าชุมชน แต่ถ้ามีภูเขาให้ชุมชนจัดการตาม กฎหมาย ต่อมาต้องทาํ ทุกหม่บู ้าน เพราะเป็นพ่ีน้องกนั ทาํ ทั้ง 30 ชุมชน และลดปัญหาความขดั แย้ง เพ่ือเป็ นสวสั ดิการ ทางนครสวรรค์เพิ่มอีก 34 หม่บู ้าน อย่ใู นนครสวรรค์ สุพรรณบุรี 29 หม่บู ้าน กาญจนบุรี 84 หม่บู ้าน 11 อุทยานแห่งชาติ กบั 6 เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่ า ผลท่ีเกิดขึน้ ทั้งป่ าตะวนั ตก 10 กว่าชุมชน 80 เปอร์ เซ็นสาํ เร็จในการทาํ แนวเขตร่วมกับ กรมอุทยานฯ มีป่ าชุมชน มีกฎกติกา ท่ิอีซ่า 90 เปอร์ เซ็น ชาวบ้านมารวมตัวกนั มีแกนนาํ 5-6 คน ชัดเจน ชาวบ้านส่วนอ่ืนว่าตาม เร่ืองการหากินต้องดิน้ รน และหาอย่หู ากินตามปกติ ท่ีเขาเขียว ไม่มีการบกุ รุก ในทางนโยบายกรมอุทยานร่ วมกนั ทาํ แนวเขต หัวหน้าเขตรักษาพันธ์ุฯไม่เห็นด้วย แต่เจ้าหน้าที่ และหัวหน้าหน่วยต่างๆ ร่วมมือดี ตอนเปลี่ยนรัฐบาลเจ้าหน้าที่ไม่ทาํ งาน รอเปล่ียน รัฐบาล” กระบวนการดําเนินการของโครงการ 30 ป่ ารักษาทุกโรค (มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, ผลการ ดาํ เนินงานโครงการป่ าชุมชน 30 ป่ ารักษาทุกโรคปี ที่ 1 (กุมภาพนั ธ์ 2549 – พฤษภาคม 2550) มีดงั น้ี • เวทีแลกเปล่ียนเรียนรู้ภายในชุมชน ระหวา่ งกลุ่มแกนนาํ หมู่บา้ น คณะกรรมการป่ าชุมชน และการใชว้ ทิ ยสุ ่ือสารสาํ หรับแกนนาํ ในการสื่อสารร่วมกนั • เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหวา่ งชุมชน ซ่ึงแบง่ เป็นโซน หรือเป็นกลุ่มป่ าที่มีระบบนิเวศผนื ป่ าชุมชนต่อเนื่องกนั ประมาณ 3 เดือน/คร้ัง • การศึกษาดูงานการจดั การป่ าชุมชน ระหวา่ งป่ าชุมชนใหม่ท่ีเร่ิมก่อต้งั กบั ป่ าชุมชนเก่าที่ เป็นพีเ่ ล้ียง และอยใู่ นพ้ืนที่จงั หวดั อุทยั ธานี และศึกษาดูงานนอกพ้ืนที่จงั หวดั อุทยั ธานี • ทาํ หมายแนวเขตพ้ืนท่ีป่ าชุมชน 30 ป่ า นอกเขตป่ าอนุรักษแ์ ละติดป้ ายป่ าชุมชน ซ่ึงทาํ ร่วมกบั สถานีพฒั นาและส่งเสริมการอนุรักษส์ ตั วป์ ่ าหว้ ยขาแขง้ และโครงการจดั การพ้ืนท่ี ป่ ากนั ชนเขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ า กรมอุทยานแห่งชาติ สตั วป์ ่ า และพนั ธุ์พืช • การสนบั สนุนเครื่องวทิ ยสุ ่ือสาร ใหก้ บั แกนนาํ ชุมชนๆละ 5 เครื่อง รวม 150 เครื่อง จดั ต้งั • สถานีแม่ขา่ ยจาํ นวน 15 สถานี จดั ต้งั ระบบเฝ้ าระวงั ภยั ตา่ งๆ 14 สถานี ในพ้นื ท่ี 3 อาํ เภอ ลานสกั หว้ ยคต บา้ นไร่ จดั อบรมใหค้ วามรู้ เทคนิควธิ ีการท่ีเก่ียวขอ้ งต่างๆ ตลอดจน ติดตามตรวจสอบการใชเ้ คร่ืองมือวทิ ยสุ ่ือสารอยา่ งสม่าํ เสมอ • อบรมการใช้ เคร่ืองมือกาํ หนดตาํ แหน่งพกิ ดั ทางภูมิศาสตร์ (GPS) การอา่ นแผนที่ และการ ใชเ้ ครื่องมือวทิ ยสุ ื่อสารเพื่อการจดั การทรัพยากรสิ่งแวดลอ้ ม อยา่ งยงั่ ยนื ท้งั 30 หม่บู า้ น 4-41
• การทาํ แนวกนั ไฟป่ า การจดั เวรยามอยเู่ ฝ้ าป้ อมยามป่ าชุมชน การจดั เวรยามเดินตรวจตรา ลาดตระเวนป่ าชุมชนในฤดูเกบ็ หาของป่ า (ซ่ึงมีเกือบท้งั ปี ) เพอ่ื ตรวจสอบพฤติกรรมการ เก็บหาของป่ าของชาวบา้ น การบวชป่ า และการทาํ บุญประเพณีต่างๆ ฯลฯ • พฒั นาต้งั กลุ่มออมทรัพย์ สนบั สนุนการทาํ กิจกรรมพฒั นาชุมชน • จดั รายการวทิ ยชุ ุมชนในพ้ืนท่ี และจดั เวทีต่างๆเผยแพร่ความรู้ในการจดั การป่ าชุมชน ใหก้ บั คนภายนอกและสงั คมเขา้ ใจ 3.4)บทเรียนการจัดการป่ าชุมชนในเขตป่ ากนั ชน บทบาทของกลุ่มต่างๆในการจัดการป่ ากนั ชน เขตรักษาพนั ธ์ุสัตว์ป่ าห้วยขาแข้ง องค์กรปกครองท้องถ่นิ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร สถานีพฒั นาและ กรรมการป่ าชุมชน ส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่ า ศูนย์ศึกษา หน่วยป้ องกนั รักษาป่ า พฒั นา วนศาสตร์ชุมชน จ.อุทยั ธานี หัวหน้าเขตรักษา พนั ธ์ุสัตว์ป่ า ปัจจยั สาํ คญั ในการรวมกลุ่มของชุมชน • ชุมชนไดต้ ระหนกั ในผลกระทบที่เกิดข้ึนกบั ชุมชนภายหลงั การจดั สรรพ้ืนที่ใหท้ าํ 4-42
กินรอบเขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ าฯเช่น บา้ นหว้ ยร่วม หรือชุมชนที่บา้ นอีซ่าพฒั นาตอ้ งถูกลดพ้ืนท่ีทาํ ไร่ หมุนเวยี นลง การปรับตวั ของชุมชนตอ้ งเปล่ียนวถิ ีการผลิตมาเป็นการปลูกพืชไร่ในสภาพดินท่ีไม่ อุดมสมบรู ณ์ ผลผลิตไดน้ อ้ ยลง และทรัพยากรป่ าท่ีพ่ึงพาลดลง เพราะฉะน้นั การดิ้นรนต่อการ ดาํ รงชีวิตทาํ ใหเ้ ห็นคุณคา่ ของป่ าที่ตอ้ งรักษา และควรมีป่ าชุมชนของหมบู่ า้ นเพอ่ื ลดการใช้ ประโยชนจ์ ากป่ าอนุรักษท์ ี่มีการควบคุมอยา่ งเขม้ งวด • บทบาทของมูลนิธิสืบฯในการจดั กระบวนการเรียนรู้แลกเปล่ียนท้งั ภายในชุมชน และภายนอกชุมชน ทาํ ใหแ้ กนนาํ ของกลุ่ม และชาวบา้ นเขา้ ใจต่อบทบาทของชุมชนในการจดั การ ป่ าชุมชน • เนื่องจากทางรัฐมีการขยายพ้ืนที่เขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ าฯมาทบั ซอ้ นพ้ืนท่ีทาํ กิน และป่ าชุมชน จึงเป็นปัจจยั สาํ คญั ทาํ ใหต้ อ้ งเร่งทาํ แนวเขตป่ าชุมชนเป็ นอนั ดบั แรก เพื่อไม่ใหเ้ กิด ผลกระทบตอ่ การทบั ซ้อนพ้ืนที่ทาํ กิน • การส่งเสริมงานพฒั นาชุมชนไดร้ ิเร่ิมข้ึนไปพร้อมกบั การจดั การป่ าชุมชน เพื่อให้ ชาวบา้ นมีประสบการณ์ทาํ งานรวมกลุ่ม และมีเงินทุนในการทาํ กิจกรรม ตลอดจนการขยาย ความคิดสืบทอดไปยงั คนรุ่นหลงั ที่เป็นเยาวชน เช่น การทาํ กลุ่มออมทรัพยท์ ่ีบา้ นอีซ่าพฒั นา การ จดั คา่ ยเยาวชน การทาํ แนวกนั ไฟ • บทบาทของเจา้ หนา้ ท่ีมูลนิธิสืบฯ ไดท้ าํ งานร่วมกบั เจา้ หนา้ ท่ีรัฐ ซ่ึงทาํ ใหช้ าวบา้ น เขา้ ใจวา่ เป็ นขา้ ราชการ แต่การทาํ งานร่วมกนั ระหวา่ งชาวบา้ นกบั เจา้ หนา้ ที่รัฐ หรือนกั พฒั นา จึง ข้ึนอยกู่ บั บทบาทและการทาํ งานของตวั บุคคลท่ีเขา้ ใจและร่วมแกไ้ ขปัญหากบั ชุมชนหรือไม่ ซ่ึงจะ ส่งผลตอ่ การใหค้ วามร่วมมือของชุมชน • การใชว้ ฒั นธรรมในการรวมกลุ่ม และฟ้ื นฟทู รัพยากรเป็นสิ่งจาํ เป็น เพื่อสร้าง ศรัทธาในการร่วมจดั การป่ าชุมชน เช่นที่บา้ นอีซ่าพฒั นา มีการฟ้ื นฟเู จา้ วดั ใหม่ ท่ีเป็นเจดียเ์ ก่า ทาํ พิธีกรรม ฟ้ื นฟูวฒั นธรรมใหม่ • ท่ีบา้ นหว้ ยร่วมแกนนาํ กลุ่มมีประสบการณ์ เขา้ ใจในแนวคิดการทาํ งานรวมกลุ่ม มี ความมุง่ มน่ั และเห็นคุณค่าของการจดั การป่ าชุมชน ประกอบกบั ไดร้ ับรู้ขอ้ มลู ขา่ วสารจากภายนอก อยา่ งกวา้ งขวาง จึงทาํ ใหก้ ารจดั การป่ าชุมชนดาํ เนินการไปไดอ้ ยา่ งเขม้ แขง็ • วทิ ยสุ ่ือสาร เป็นเครื่องมือท่ีทาํ ใหก้ ารทาํ งานของเครือขา่ ยในการแลกเปลี่ยน ข่าวสาร การร่วมกนั ป้ องกนั ไฟป่ า และการทาํ กิจกรรมร่วมกนั เป็นไปดว้ ยดี สาํ หรับการทาํ แผนท่ี GPS ทาํ ใหช้ าวบา้ นรู้ขอบเขตพ้ืนที่และประเมินศกั ยภาพของชุมชนในการจดั การป่ าได้ ปัญหาอุปสรรคของการจดั การป่ าชุมชน • การถูกตดั ขาดจากทรัพยากรในเขตรักษาพนั ธุ์สตั วป์ ่ าฯ ทาํ ใหภ้ มู ิปัญญาความรู้ 4-43
ของคนที่ใชป้ ระโยชนจ์ ากป่ า การรักษาโรคดว้ ยสมุนไพร การอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชนจ์ ากพชื อาหารในป่ า และการทาํ ไร่หมุนเวยี นไดส้ ูญหายไปพร้อมกบั การทาํ ลายความหลากหลายทาง ชีวภาพของพนั ธุ์พืชในแปลงเกษตรกรรมและในป่ า • ความไม่เขา้ ใจของหน่วยงานรัฐ และไม่ชดั เจนในบทบาทวา่ ทาํ อะไรโดยเฉพาะ แตห่ น่วยงานรัฐ ทาํ ใหไ้ มเ่ กิดการทาํ งานบูรณาการร่วมกนั ซ่ึงส่งผลกระทบใหช้ ุมชนเกิดความ สับสน • การทาํ งานเป็นเครือข่าย 30 ป่ า ทาํ ใหเ้ กิดการสื่อสารเนน้ ท่ีแกนนาํ ของกลุ่ม คณะกรรมการป่ าชุมชน แต่ความเขา้ ใจของคนในชุมชนยงั นอ้ ย จึงทาํ ใหช้ าวบา้ นในหลายพ้ืนท่ียงั จดั การป่ าชุมชนไม่เขม้ แขง็ • ชาวบา้ นยงั ประสบปัญหาภาวะหน้ีสิน จากการทาํ พชื ไร่ และตอ้ งพ่งึ พาการบริโภค จากภายนอก การรักษาโรคดว้ ยการซ้ือยากิน เพราะขาดความรู้ในการใชป้ ระโยชน์ และทรัพยากร ที่พ่ึงพาลดนอ้ ยลง ซ่ึงส่งผลใหช้ ุมชนไมเ่ ห็นคุณค่าของการจดั การป่ าชุมชน ขอ้ เสนอแนะ • ตอ้ งเร่งฟ้ื นฟูภมู ิปัญญาความรู้ในการอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์จากป่ า อาหาร และ สมุนไพร โดยการแลกเปล่ียนภมู ิปัญญาความรู้ร่วมกนั ระหวา่ งผรู้ ู้ภายในชุมชน และผรู้ ู้จาก ภายนอกชุมชน • นกั พฒั นาตอ้ งมีการทาํ งานการสร้างการรวมกลุ่มใหก้ บั ชุมชนในพ้ืนที่อยา่ ง ใกลช้ ิดและต่อเน่ือง เพื่อใหเ้ กิดการแลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกนั ภายในชุมชน ซ่ึงเป็นการหนุนช่วย แกนนาํ กลุ่ม • การส่งเสริมแกไ้ ขปัญหาทางเศรษฐกิจของครัวเรือนและชุมชน ท้งั ระบบการผลิต ในภาคเกษตรกรรมที่ลดตน้ ทุนปัจจยั การผลิต และลดการใชส้ ารเคมี การจดั การที่ดิน และการ จดั การป่ าไปพร้อมกนั การลดค่าใชจ้ ่ายภายในครอบครัว ท่ีทาํ ใหช้ ุมชนไดป้ ระโยชน์จากป่ า และ เห็นความสาํ คญั ของการอนุรักษป์ ่ า ไมว่ า่ จะเป็นการแปรรูปอาหารจากผลผลิต อาหารและสมุนไพร ในป่ า • บทบาทของเจา้ หนา้ ที่รัฐควรกาํ หนดเป้ าหมายในการพฒั นาคุณภาพชีวติ ของคน ในชุมชนท่ีอยรู่ ่วมกบั ทรัพยากรป่ าอยา่ งยงั่ ยนื ซ่ึงจะทาํ ใหช้ ุมชนมาเห็นความสาํ คญั ในการรักษาป่ า ซ่ึงมีประสิทธิภาพดีกวา่ การลอ้ มร้ัวก้นั แนวเขตป่ าอนุรักษ์ 4-44
4) หมอพนื้ บ้านกบั ป่ าแบร็ยทตี่ ําบลตาเบา จงั หวดั สุรินทร์ 4.1) การจัดการป่ าชุมชนของชุมชนตาํ บลตาเบา “ป่ าแบร็ย” มีช่ือเดิมวา่ “ป่ าแบร็ยหนองสาหร่าย” ในอดีตป่ าแบร็ยมีลกั ษณะเป็นป่ าดงดิบ ท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้าํ ธรรมชาติ มีความหลากหลายของสัตวป์ ่ า และตน้ ไมใ้ หญ่จาํ นวน มาก เป็นแสนไร่ ในป่ าแบร็ยมีตน้ แบร็ยจาํ นวนมาก ใบของตน้ แบร็ยนาํ มากินหมากได้ ตอ่ มามี การตดั ไมม้ าเผาถ่านขาย นาํ ไมม้ าสร้างที่อยอู่ าศยั โดยชาวบา้ นในบริเวณตาํ บลตาเบา และชาวบา้ นที่ อยใู่ นศนู ยอ์ พยพเขมร ซ่ึงต้งั อยบู่ ริเวณใกลเ้ คียง ในปัจจุบนั เหลือพ้ืนที่ป่ าจาํ นวน 1,784 ไร่ และมี การออกหนงั สือสาํ คญั สาํ หรับท่ีหลวง (น.ส.ล.) การริเริ่มอนุรักษป์ ่ าแบร็ยมาจากเจา้ อาวาสวดั อมรินทราราม พระครูโสภณ บุญกิจ ร่วมกบั ชาวบา้ น และการสนบั สนุนส่งเสริมโดยมลู นิธิพฒั นาอีสาน (ศูนยเ์ นท) และนายเอียด ดีพนู จาก คณะกรรมการศาสนาเพ่อื การพฒั นา (ศพพ.สุรินทร์) ไดร้ ่วมกบั บวชป่ าในปี พ.ศ.2538 และ รวมกลุ่มต้งั คณะกรรมการป่ าชุมชน กรรมการที่เลือกมาจากการแต่งต้งั ของ 5 หมบู่ า้ นๆละ 5 คน ซ่ึงไดแ้ ก่ บา้ นตาเตียว หมู่ 3 บา้ นภูมิสตึง หมู่ 9 บา้ นลาํ พุก หมู่ 14 บา้ นปอยจุม หมู่ 18 และบา้ นจบก หมู่ 19 ท้งั 5 หมูบ่ า้ นต้งั อยใู่ นตาํ บลตาเบา อาํ เภอปราสาท จงั หวดั สุรินทร์ และเป็ นหมูบ่ า้ นที่ใช้ ประโยชน์จากป่ าแบร็ยร่วมกนั ปัจจุบนั ป่ าแบร็ยเป็นป่ าโคกแบบป่ าโปร่ง มีตน้ ไมใ้ หญ่ประปราย มี ตน้ พลวง เตง็ รัง ประดู่ แต้ ติ้ว เป็นไมห้ ลกั และไมเ้ ล็กกาํ ลงั ฟ้ื นตวั เป็นไมใ้ หญ่ หลงั จากมีการ อนุรักษป์ ่ ามาอยา่ งต่อเนื่องต้งั แต่ปี 2538 เป็นตน้ มา คณะกรรมการป่ าชุมชนไดต้ ้งั กฎระเบียบในการดูแลรักษาป่ า และทุกบา้ นร่วมกนั เฝ้ าระวงั ในบริเวณอาณาเขตของป่ าท่ีติดต่อกบั หมูบ่ า้ น ไมมีการแบง่ พ้นื ที่ป่ าอนุรักษแ์ ละป่ าใชส้ อย เพราะ โดยธรรมชาติป่ าแบร็ยเป็นป่ าโปร่งและเป็ นที่ทาํ เลเล้ียงสัตวท์ ี่ชาวบา้ นใชร้ ่วมกนั ชาวบา้ นบา้ น ลาํ พกุ กล่าวเป็นเสียงเดียวกนั วา่ (นายเปรียว สญั จรดี ผใู้ หญ่บา้ นบา้ นลาํ พกุ นายปริญญา เฉลียว ฉลาด (ส.อบต.) และนางเกศินี เพลินพร้อมใหส้ ัมภาษณ์) “10 ปี ที่ผ่านมา เร่ิมมีต้นไม้ใหญ่ ชาวบ้านให้ความสาํ คัญกับการอนุรักษ์ป่ าเม่ือ เปรียบเทียบกับในอดีตท่ีตดั ไม้ทิง้ เพ่ือเปิ ดพืน้ ท่ีนา ได้งบประมาณจากสภาตาํ บลขดุ คลองประมาณ 1 ล้านกว่าบาท ได้ผลในการทาํ แนวเขต ใช้เวลานานกว่าชาวบ้านรักษาป่ า มีคนจากตาํ บลโคก ยางเอารถไถมาตดั ไม้ไปเผาถ่าน และมีชาวบ้านในหม่บู ้านไปตดั ไม้ในบริเวณใกล้บ้านตัวเอง เม่ือ มีการจับชาวบ้าน ปรับเงิน ค่าปรับเอาไว้ให้กลุ่ม ส่วนมากแค่ตักเตือน ถ้ามีใครเห็นคนตัดไม้ พา มาที่ประธานส่วนใหญ่ตกั เตือน ซึ่งได้ผล ชาวบ้านคนนั้นกไ็ ม่ทาํ อีก มีการบวชป่ าสองครั้ง หลวง พ่อกเ็ ทศน์ด้วย ทาํ ให้ชาวบ้านเชื่อฟัง ชาวบ้านจึงรักษาป่ าไว้ทุกวนั หลวงพ่อมีบทบาทสาํ คัญทาง ใจท่ีชาวบ้านเชื่อฟัง เพราะกลวั บาปถ้าไปตัดไม้ เน่ืองจากมีการบวชป่ า ตอนน้ันหลวงพ่อนานเป็ น ประธานบวชป่ า” 4-45
พระครูโสภณ บุญกิจ ไดม้ ีบทบาทรวมกลุ่มอนุรักษส์ มุนไพรในป่ าชุมชน อธิบายใหเ้ ห็นวา่ “ถ้ามีการตัดสมนุ ไพรท้ังต้นและเครือ จะมีการปรับ มีเหตุการณ์คร้ังเดียวที่มีการตดั ไม้ ใหญ่ด้วยรถไถ ปรับ 100 บาท ชาวบ้านบอกมาว่ามีการไถต้นไม้ ไปบอกกรรมการป่ าชุมชน ให้มา ปรับนาํ เงินเข้ากองทุน แต่ไม้คืนให้แก่คนตัด มีการเผาป่ าหนึ่งครั้งกม็ ีการปรับ 500 บาท ต่อมาเลย ขดุ คลองทาํ แนวเขตป่ า จนทาํ ให้ป่ าฟื้นตัวสมบูรณ์ขึน้ มา และมีสมนุ ไพรไม้เลก็ ไม้ใหญ่ขึน้ มา เช่นกัน ลกั ษณะของป่ าที่นี่เป็นป่ าโคก” ปี 2542 ทางมูลนิธิพิพิธประชานาถร่วมกบั ชุมชนตาเบาไดจ้ ดั กิจกรรมบวชป่ าเพ่ือการ อนุรักษ์ และปลูกตน้ ไม้ ในบริเวณแนวเขตทางดา้ นบา้ นลาํ พุก ทาํ ใหช้ ุมชนเกิดความเกรงกลวั ศรัทธา ไม่กลา้ บุกรุก/ทาํ ลายป่ า จากน้นั มาบริเวณแนวเขตป่ าดงั กล่าว มีความหนาแน่นของตน้ ไม้ และมีความหลากหลายทางชีวภาพมากข้ึนเพราะชุมชนตระหนกั ร่วมกนั ถึงการอนุรักษฟ์ ้ื นฟปู ่ า ปี 2545 ไดร้ ับงบประมาณสนบั สนุนจากกองทุนทางสังคม ดา้ นการจดั ต้งั องคก์ รชุมชนใน การดูแล/จดั การป่ า ซ่ึงมีการจดั ต้งั คณะกรรมการป่ าในการสอดส่องดูแลป่ า และจดั ต้งั กฎระเบียบ การใช้ประโยชน์จากป่ าร่วมกนั รวมตลอดท้งั ทาํ ป้ ายรณรงค์การปลูกฝังดา้ นจิตสํานึก และ กฎระเบียบ/บทลงโทษพ้ืนท่ีบริเวณป่ า ปี 2547 ผลจากการบวชป่ าเมื่อปี 2542 ทาํ ใหช้ ุมชนเห็นถึงความอุดมสมบูรณ์และความ หลากหลายทางชีวภาพของป่ าอยา่ งชดั เจน ดงั น้นั ชุมชนตาํ บลตาเบาร่วมกบั มูลนิธิพิพิธประชานาถ ไดจ้ ดั บวชป่ าอีกคร้ังหน่ึง ทางดา้ นบา้ นจบก และบา้ นปอยจุม เม่ือเดือนพฤษภาคม 2547 โดยไดร้ ับ การสนบั สนุนจากกองทุนส่ิงแวดลอ้ ม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม หมอพ้ืนบา้ นร่วมมีบทบาทในการเป็นคณะกรรมการป่ าชุมชนและรักษาป่ าและสมุนไพร ไปพร้อมกนั โดยต้งั เครือขา่ ยกลุ่มสหธรรม ในการบวชป่ า และรวมกลุ่มหมอพ้ืนบา้ นจงั หวดั สุรินทร์ มีกิจกรรมร่วมกนั ระหวา่ งหมอพ้ืนบา้ นกบั ชุมชน หมอนวดเรียนรู้เร่ืองยาจากหมอพ้ืนบา้ น หรือไปเดินป่ า ซ่ึงตอ้ งมีหมอพ้ืนบา้ น แกนนาํ ทาํ เกษตร หมอนวดหมอพ้นื บา้ นจะเป็นผบู้ รรยาย สรรพคุณของสมุนไพร และเรียกวา่ ตน้ อะไร มีการปลูกป่ าท่ีตาํ บลตาเบาบ่อยคร้ัง ในบทบาทของ หลวงพอ่ เจา้ อาวาสวดั ตาเตียวพาทาํ แกนนาํ ชุมชน และ อ.บ.ต.สนบั สนุน 4-46
แผนทปี่ ่ าแบร็ย N ตะเปี ยงซะรายหรือ ชลประทาน เขตทาํ เล ถนน คลอง บริเวณ บวชป่ า เส้นแบง่ พ้ืนป่ ากบั พ้นื ท่ี ชลประทาน 4-47
4.2) ภูมปิ ัญญาการใช้สมุนไพร อาหารและป่ าในป่ าแบร็ย ระบบการเกษตรของชุมชนโดยรอบของป่ าแบร็ย เป็นการทาํ นา ปลูกขา้ วหอมมะลิ 105 ท่ีอาศยั น้าํ ฝน หากปี ใดฝนฟ้ าอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตขา้ วกไ็ ดเ้ ตม็ เมด็ เตม็ หน่วย และในชุมชนบา้ นลาํ พุกยงั มีการทาํ นาส่วนรวมที่เป็นท่ีสาธารณะประโยชน์รวมกนั และผลผลิตที่ไดก้ จ็ ะเป็นของคนท้งั ชุมชน การทาํ นาของชุมชน ๕ ชุมชน ก็ยงั มีการเอาแรงกนั โดยการผลดั กนั ไปช่วยกนั ในการ เพาะปลูกและเก็บเก่ียว ในทุกวนั น้ีอาจจะไมเ่ ห็นการลงแขกเกี่ยวขา้ ว แต่เป็นการเปล่ียนโฉมมาเป็ น การ เอาแรงกนั การทาํ นายงั มีความเชื่อเขา้ มาเก่ียวขอ้ ง คือการเซ่นไหวศ้ าลป่ ูตาประจาํ หม่บู า้ น และขอพรใหข้ า้ วปลาอุดมสมบูรณ์ ก่อนที่จะลงในช่วงเดือนพฤษภาคม ซ่ึงตนท้งั ชุมชนจะมา รวมกนั ที่ศาลป่ ตู าประจาํ หมูบา้ น นาํ อาหารคาวหวาน มาเพ่ือทาํ การเซ่นไหว้ อยา่ งไรกต็ ามการปลูก ขา้ วในแปลงนาไมห่ ลากหลาย จึงทาํ ใหภ้ ูมิปัญญาในการทาํ การเกษตรและผลิตอาหารไม่ หลากหลาย อาชีพหลกั ของชุมชน ตําบลตาเบา ลาํ ดับที่ ชื่ออาชีพ จํานวนครัวเรือน 1 ทาํ นา ทาํ ไร่ 1,584 2 474 3 เล้ียงสัตว์ 300 4 รับจา้ ง 70 60 5 เล้ียงไหม 55 6 ช่างไม้ 22 7 เกบ็ ของป่ า 20 8 13 คา้ ขาย 9 9 7 10 ทอผา้ 11 2,614 รับราชการ รัฐวสิ าหกิจ ทาํ สวน ( พืชยนื ตน้ ) ทาํ สวนผกั รวม แตส่ าํ หรับภมู ิปัญญาในการอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์จากป่ ายงั หลากหลายไปตามสภาพของป่ าแบร็ยที่อ นุรักษไ์ ว้ เครือขา่ ยป่ าชุมชนจงั หวดั สุรินทร์ ไดส้ าํ รวจความอุดมสมบูรณ์ของป่ าแบร็ย และความหลากหลายของ ชนิดพืชในป่ า ในปี 2545 ไวด้ งั น้ี 4-48
ตาราง แสดงจํานวนต้นไม้ท่ีสํารวจพบตามช้ันความโตของป่ าเบร็ย ( ขนาด 10x 10 เมตร จาํ นวน 7 แปลง ) ลาํ ดบั ชนิดต้นไม้ ช้ันความโต (เซนตเิ มตร) การใช้ประโยชน์ <30 31-60 61-90 91-120 >120 ต้น/ไร่ 1 เหมือดคน 29 4 75.5 รสสุขมุ – ดบั พษิ ร้อน ถอนพษิ ไข้ แก้ ผิดสาํ แดง 2 จบก 8 6 32 ไมใ้ ชส้ อย 3 นมสาว 1 2.3 ตม้ กิน บาํ รุงเลือด หญิงอยไู่ ฟ แกไ้ ส้ เล่ือน มดลกู หยอ่ น 4 เหมือดแอ 51 1 118.9 ตน้ - ดบั พษิ ร้อน ถอนพษิ ไข้ เบ่ือ ตม้ กินกบั ชุมเห็ดเทศแกผ้ ดผืน่ คนั 5 หา้ ตาํ ลึง 2 4.6 ใบ แกเ้ บาหวาน ใชใ้ บชงกินเหมือน (ปรัมตาํ ลึง) ชา 6 ตะแบง 2 2 9.2 เปลือกตน้ - รสฝาด ตม้ กินแกท้ อ้ งเสีย 7 เหมือด 1 2 6.9 ใบ ใชร้ ่วมกบั การยอ้ มสีธรรมชาติจะ ทาํ ใหส้ ีติดแน่น 8 ศรีธนนชยั 3 1 9.2 ยอดเป็นผกั 9 ติ้วหมอ่ น 14 32 เป็ นยาตาํ รับแกภ้ มู ิแพ้ + โมกแดง 10 มะขามป้ อม 2 4.6 แก่น แกเ้ บาหวานเป็ นยาตาํ รับ + สมอ ไทย 11 มะเหลื่อม(ตลดั ) 5 1 11.5 ผล รสฝาดเปร้ียว แกไ้ อ ขบั เสมหะ 12 จิก 16 3 43.5 เปลือก ถอนพิษงู + เปลือกตมู กา 13 คลอ็ ง 2 4.6 ยอด ปิ ดฝี 14 ตราด 32 11.5 แก่น + แก่นมะขามป้ อม แกเ้ บาหวาน 15 สมอไทย 1 2.3 เปลือกแช่น้าํ อมแกเ้ จบ็ คอ 61.8 ราก + โมกขาว ตม้ กินแกผ้ ิดสาํ แดง 16 ติ้ว 27 กล่ิน 17 กระทุ่มบก 2 4.6 ตน้ แกผ้ ิดสาํ แดง + โกสม้ 18 หนามแท่ง 14 2 36.6 ตน้ แกเ้ จ็บหนา้ อก ( ตม้ ส่วนที่มี หนาม ) 19 กะปี 1 2.3 เปลือกแกป้ ระดง 20 ตะโก 10 1 2 1 32 ตน้ เป็นยาหลงั คลอดบาํ รุงน้าํ นม ขบั น้าํ คาวปลา 4-49
21 ออ้ ยชา้ ง 1 2.3 ตน้ แกต้ กเลือด ( 1 กาํ มือ ( 4 นิ้ว ) ) 4.6 เถา แกไ้ ขจ้ บั สนั่ 22 ไสต้ นั 2 4 9.2 หวั เถา แกเ้ บื่อเมา 1 4.6 ตน้ เป็นยาระบาย + ขนั ทองพยาบาท 23 อีนูน (ผกั สาน) 4 2 148.6 ราก แกผ้ ิดสาํ แดง แกท้ อ้ งร่วง 2.3 ตน้ แกท้ อ้ งร่วง 24 กาํ แพงเจด็ ช้นั 2 25 มะคา่ แต้ 60 1 4.6 ตน้ ถอนพิษงู 5 4.6 ดอก แกล้ ม บาํ รุงหวั ใจ 26 นนทรี เปลือก สมานลาํ ไส้ แกท้ อ้ งเดิน 27 ตมู กา 2.3 เปลือก ขบั รกคา้ ง + ขมิ้นออ้ ย + เหลา้ 28 พยอม 2 ขาว 29 หมีเหมน็ 1 2.3 ตน้ แกผ้ ดิ สาํ แดง 2.3 ราก แกเ้ จ็บคอ + หมากสอ 30 เตรียล 1 1 31 งบ 1 3 2.3 ตน้ ขบั รกคา้ ง 32 กนั ตูยจูน 1 1 2.3 ตน้ แกป้ วดขอ้ โรคเกา๊ 33 ระกา(งิ้ว) 1 9.2 ตน้ ตม้ แกไ้ สเ้ ลื่อน + ทองหลาง 34 ประดู่ 1 35 ตระยงึ 1 4.6 ตน้ ยาตม้ หลงั คลอด บาํ รุงเลือด 36 พลบั พลา 2.3 ราก แกผ้ ิดสาํ แดงตา่ งๆ 37 ขนั ทองพยาบาท 1 2.3 ตน้ เป็นยาระบาย แก้ ทอ้ งอืด 38 คูณ 1 ทอ้ งเฟ้ อ + กาํ แพงเจด็ ช้นั 39 ปะ 1 2.3 ยอด ตาํ กิน เป็ นยาระบาย 40 ทยาย 2 2.3 ท้งั 5 เป็ นยาหลงั คลอด บาํ รุงน้าํ นม 41 คดั ลิน้ 2 ขบั น้าํ คาวปลา 42 การะเวก 2 4.6 4.6 ตน้ แกร้ ิดสีดวงทวาร + ลาํ พกุ ขาว + 43 นางดาํ 1 1 มะพร้าวสุก + น้าํ ตาลออ้ ย 44 ระเวยี 2 4.6 เถา รากกินกบั กลว้ ยทาํ ใหค้ ลอดลกู รวม 278 39 ง่าย 2.3 4.6 ตน้ แกม้ ะเร็ง 741.9 ความหนาแน่นของตน้ ไม้ (ตน้ /ไร่) 741.9 x 1400 = 1,038,660 ตน้ 4-50
เดินสาํ รวจช้นั ความโตของป่ าเบร็ย (ถ่ายภาพโดยเครือข่ายป่ าชุมชนจงั หวดั สุรินทร์) ตารางแสดงความหนาแน่นของต้นไม้ในป่ าปะแร็ย จํานวน 1,400 ไร่ ความหนาแน่นของต้นไม้ ความหนาแน่นของลูกไม้ 1,038,660.0 26,441,520.0 ตารางบันทกึ สัตว์ (ในแปลงและบริเวณรอบ ๆ แปลง) ชนิดสัตว์ ส่ิงทพ่ี บ มลู อื่น ๆ พบตวั ไดย้ นิ เสียง รอยเทา้ พบรู, ท่ีอยู่ หนอน ปลวก X อาศยั มดแดง ตกั๊ แตน X หอยทาก หนู X มดตานอย X แมลงปอ กิ้งกือ X จิ้งเหลน X นก X X X X 4-51
ปฏิทนิ การใช้ประโยชน์ ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. เห็ด หน่อไม้ ไขม่ ดแดง ถ่าน ฟื น ร้านผกั ปลา/สัตว์ น้าํ สัตวป์ ่ า สมุนไพร หมอพนอด รัตนเวยี ง กบั ป่ าเบร็ย พนั ธุ์ไมส้ มนุ ไพรในป่ าเบร็ยท่ีเป็นป่ าโคก จากผลการสาํ รวจป่ าแบร็ยช้ีใหเ้ ห็นวา่ มีความหลากหลายของพชื อาหาร สมุนไพร และ สัตว์ ที่ทาํ ใหช้ าวบา้ นตาํ บลตาเบาใชป้ ระโยชน์ตลอดท้งั ปี ท้งั ทางดา้ นอาหาร สมุนไพรรักษาโรค และเช้ือเพลิงจากฟื น ท่ีบา้ นตาเตียว ต.ตาเบา มีหมอพ้นื บา้ นอยหู่ ลายคน และมีบทบาทในการจดั การป่ าชุมชน ร่วมกบั คณะกรรมการป่ าชุมชน ไดแ้ ก่ นายคาํ นึง คงสืบเสาะ นายพนอด รัตนเวยี ง นายสราญ สมปาง และนายพีน ประสานรัตน์ และพระครูโสภณ บุญกิจ ไดเ้ ล่าถึงภูมิปัญญาของหมอพ้ืนบา้ น ในการอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์จากสมุนไพรไวด้ งั น้ี 4-52
พิธีบวชป่ าเบร็ย (ถ่ายภาพโดยเครือข่ายป่ าชุมชนจงั หวดั สุรินทร์) คณะกรรมการป่ าชุมชนมีท้งั พระ ผใู้ หญบ่ า้ น สมนุ ไพรพืชช้นั ล่างในป่ าเบร็ย และหมอพ้ืนบา้ น “การใช้สมนุ ไพร มีการตดั แบบไม่ทาํ ลาย เช่นตดั ที่หัว ไม่ให้ตดั ท่ีราก เพื่อให้มีราก เหลืออย่ใู นการเติบโตต่อไป ตัดได้ตามกิ่ง ใบ ไม่ใช่ขดุ เอาไป กฎกติกาการดูแลสมนุ ไพร ทาํ ไป พร้อมกับกรรมการป่ าชุมชน คนลักลอบตัดไม้ ปัญหาของการทาํ ลายสมนุ ไพรและป่ าคือ ไฟป่ า ชาวบ้านมีการปลกู สมนุ ไพรที่บ้านเพ่ือรักษาตัวเอง ถ้าเป็ นโรคสามญั ชาวบ้านส่วนมากกใ็ ช้ สมนุ ไพร เช่น โรคมะเร็ง ยาต้มต้องใช้เวลานาน” การสืบทอดความรู้ในการรักษาโรคดว้ ยสมุนไพรท้งั คณะกรรมการป่ าชุมชน วดั หมอ พ้ืนบา้ น และครูโรงเรียนตาเบาวทิ ยาไดร้ ่วมกนั ทาํ กิจกรรม เช่น การบวชป่ าทุกปี ในเดือน 5 ของทุก ปี มีการเยยี่ มเยยี นป่ า ครูและนกั เรียนไปสาํ รวจป่ าสมุนไพรหลายคร้ัง ชาวบา้ นช่วยกนั ดูแล 5 4-53
หม่บู า้ น ดูแลเฉพาะกิจ และมีการเรียนรู้ดว้ ยการเก็บสมุนไพร มาศึกษา และหมอพ้ืนบา้ นก็บรรยาย ใหค้ วามรู้ ที่ ร.ร.ตาเบาวทิ ยา ไดก้ าํ หนดหลกั สูตรสมุนไพรไวท้ ี่โรงเรียน ใชส้ มุนไพรแกไ้ ข เบาหวาน ขอ้ เสนอ สร้างโรงเรียนในป่ า ทาํ หลกั สูตรวชิ าสมุนไพร ใชป้ ระโยชน์อยา่ งไร หลวงพอ่ รักษาตวั เองดว้ ยสมุนไพร ดว้ ยการป้ันเป็นลูกกลอน เช่น บอระเพด็ ขมิ้นชนั มีการสาํ รวจป่ าเอานกั เรียนมธั ยม และประถมไปสาํ รวจป่ าใหร้ ู้จกั สมุนไพร ถา้ ทางวดั มีงานก็เอายา สมุนไพรมาตม้ ใหช้ าวบา้ นดื่มกิน มีการเขา้ ไปในป่ าเด็ดใบ แบง่ กลุ่มเรียนรู้เรื่องสมุนไพร นกั เรียน มาจาก ร.ร.บา้ นตาเตียว ร.ร.บา้ นตะคร้อ ร.ร.ตาเบาวทิ ยา มูลนิธิพพิ ธิ ประชานาถเนน้ ส่งเสริมดา้ น การเกษตร แต่กิจกรรมกร็ ่วมกนั กบั มลู นิธิ ในการเรียนรู้ร่วมกนั ของเครือขา่ ยหมอพ้นื บา้ น นอกจากน้ี มีนกั ศึกษาจากมหาวทิ ยาลยั มหิดลมาศึกษาและทาํ เป็นสวนสมุนไพร ส่วนมากชาวบา้ น ไมเ่ ขา้ ป่ า แต่มาเอาสมุนไพรท่ีวดั ซ่ึงปลูกกระจดั กระจาย เป็นการปลูกใหม่ 4.3) บทบาทของกลุ่มต่างๆในการจัดการป่ าแบร็ย ศูนย์ตะบัลไพร และวดั อมรินทราราม ศนู ยต์ ะบลั ไพรเป็นองคก์ รพฒั นาเอกชนท่ีมีบทบาท ในการส่งเสริมการจดั การป่ าชุมชนและการสืบทอดภูมิปัญญาการแพทยพ์ ้ืนบา้ นในจงั หวดั สุรินทร์ ซ่ึงพฒั นามาจากองคก์ ร คณะกรรมการศาสนาเพือ่ การพฒั นา (ศพพ.สุรินทร์) ก่อต้งั เม่ือเดือน กนั ยายน 2523 ผปู้ ระสานงานคือ นายเอียด ดีพนู การดาํ เนินการใชห้ ลกั ศาสนธรรม เป็นแนวคิดใน การพฒั นา ไดแ้ ก่ แนวคิด “ศาสนาเพื่อการพฒั นา” โดยประยกุ ตพ์ ทุ ธธรรมและพุทธประเพณีปรับ ใชใ้ นงานพฒั นา และแนวคิด “การพ่งึ ตนเอง” โดยวางอยบู่ นหลกั การสนบั สนุนใหช้ ุมชนแกไ้ ข ปัญหาเป็ นกลุ่ม สร้างการพ่ึงตนเองในทุกดา้ น และสร้างระบอบประชาธิปไตยชุมชน ต่อมาไดม้ ี การจดั ต้งั ศูนยส์ มุนไพรในนาม “ศูนยส์ มุนไพรตะบลั ไพร” เพื่อรองรับวตั ถุดิบ ผลผลิต การแปรรูป และจาํ หน่าย รวมถึงการบริการทางการแพทยแ์ ผนไทย และสุขภาพทางเลือกแบบครบวงจร และมี อายรุ เวทประจาํ ศนู ยฯ์ คือ นางสาวชชั วาล ชูวา เป็ นผคู้ วบคุม กาํ กบั ดูแลในดา้ นการแปรรูปและ การส่งเสริ มเป็ นหลกั ศนู ยต์ ะบลั ไพรทาํ งานอยา่ งใกลช้ ิดกบั กลุ่ม “สหธรรมเพ่ือการพฒั นา” โดยมีหลวงพอ่ นาน สุทสีโล เป็ นประธานกลุ่ม ต่อมาในปี 2534 ไดจ้ ดั ต้งั “มูลนิธิพิพิธประชานาถ (มพป.)” ในการ ทาํ งานร่วมกบั ชุมชน การจดั การป่ าชุมชนที่ตาํ บลตาเบา วดั อมรินทราราม โดยพระครูโสภณ บุญกิจ เจา้ อาวาสวดั มีบทบาทสาํ คญั ตอ่ การอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์จากป่ าและสมุนไพร ท้งั ศูนย์ตะบลั ไพร และวดั อมรินทราราม อยู่บนพ้ืนฐานแนวคิดของ “ป่ าครอบครัว” ท่ี มุ่งเน้นพ่ึงตนเองในระดบั ครอบครัว เป็ นการส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายในแปลงปลูก ท้งั สมุนไพร การปลูกพืชผกั และไมผ้ ลเพื่อเป็ นการช่วยเสริมรายไดใ้ ห้แก่ครอบครัว ตลอดจนการ อนุรักษป์ ่ าและสมุนไพรในป่ าชุมชน 4-54
การจดั การ “ป่ าชุมชน” เป็ นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมระหวา่ งชุมชน/หน่วยงาน / องค์กรที่มีความเกี่ยวขอ้ ง เช่น องค์การบริหารส่วนตาํ บล โรงเรียน วดั สํานักงานป่ าไมจ้ งั หวดั สุรินทร์ หน่วยป้ องกนั และรักษาป่ าเขต 6 ท้งั ในดา้ นขอ้ มูล ดา้ นทรัพยากร สนบั สนุนงบประมาณ มีการประเมินทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพทุกปี เห็นการเพิ่มจาํ นวนของเบ้ียไมแ้ ละ ขนาดของไมห้ นุ่มสาวที่มีความเติบโตข้ึน ซ่ึงองค์กรไดด้ าํ เนินกิจกรรมเร่ืองการจดั การป่ าชุมชน ร่วมกับเครือข่ายป่ าชุมชนจงั หวดั สุรินทร์ โดยมีพ้ืนที่ดาํ เนินงานท้งั หมด ๓๙ ป่ า ท้งั จงั หวดั สุรินทร์ส่วนพ้ืนท่ีหลกั ของการทาํ งานขององคก์ รมีจาํ นวน ๖ ป่ า ไดแ้ ก่ ๑. ป่ าหนองเยยี ต.บุฤาษี อ.เมือง ๒. ป่ าทามทา่ สวา่ ง ( ป่ าโคกเตง็ และป่ าโคกตาสิน ) ต.ทา่ สวา่ ง อ.เมือง ๓. ป่ าโคกคลอ็ ง ต.ตระแสง อ.เมือง ๔. ป่ าแบร็ย ต.ตาเบา อ.ปราสาท ๕. ป่ าทุง่ ลาํ หาด ต.ตระแสง อ.เมือง ๖. ป่ าโคกพยงู ( ป่ าหนองขาม ) ต.แนงมุด อ.กาบเชิง การดาํ เนินการจัดการป่ าชุมชน ๑. จดั ทาํ หลกั เขตท่ีชดั เจน ๒. มีคณะกรรมการในระดบั ตาํ บลและระดบั หม่บู า้ น ๓. ร่างกฏระเบียบขอ้ บงั คบั ร่วมกบั ชุมชน ๔. สร้างกระบวนการเรียนรู้ภมู ิปัญญาการจดั การ คลองที่ถูกขดุ เพือ่ ทาํ ขอบเขตป่ าเบร็ย ป้ ายประกาศกฎระเบียบการใชป้ ระโยชนจ์ ากป่ าเบร็ย นายเอียด ดีพนู อดีตผปู้ ระสานงานศูนยต์ ะบลั ไพร ไดอ้ ธิบายแนวคิดของการทาํ ป่ าชุมชน ป่ าครอบครัว ไปดว้ ยกนั กบั การอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์สมุนไพร 4-55
“สมนุ ไพรกับการรักษาทรัพยากรอย่างไร ไม่ใช่ตัดเถาวลั ย์เปรียงต้ังแต่โคน ต้องตัดอย่าง น้อยหน่ึงเมตรคร่ึงให้งอกขึน้ ใหม่ เพ่ือไม่ให้ทาํ ลาย และนาํ มาสู่การจัดการป่ าหัวไร่ปลายนา ชาวบ้านต้องร่วมกนั จัดการป่ าหัวไร่ปลายนา ป่ าครอบครัว และสมนุ ไพรเป็นส่วนหน่ึงของป่ า ครอบครัว เช่นท่ีศูนย์ตะบัลไพร ต้นอบเชย สมอ มะขามป้ อม เป็ นต้นใหญ่ มีเถา เครือพืชล่าง สร้างขนุ ไพร เช่นมะขามป้ อม ตรีพลา การเริ่มที่ตาเตียว เร่ิมเม่ือขยายพืน้ ที่ ขยายแกนนาํ จากพระสงฆ์ ทาํ โรงสี และล้มไป ท่ีต. ตาเตียว ไปปลูกขมิน้ ชันท่ีวัด และท่ีบ้าน ได้สมาชิกมีแนวร่ วม ขยบั มาเร่ืองนวด และมีคนทุก ตาํ บลมาทาํ นวด มากกว่าท่าสว่าง และมีหมอนวดออกไปหากินกันมาก มีการบวชป่ ารณรงค์ให้ คนมาร่วมปลกู ป่ า ศนู ย์ตะบัลไพรร่วมกับหลวงพ่อ (พระครูโสภณ บุญกิจ) ในการบวชป่ า หลวงพ่อ เอาเตม็ ที่ ทาํ เรื่องป๋ ุย อบสมุนไพร ทาํ ทุกอย่าง เสียสละ สนใจงานพฒั นาอยู่เดิมแล้ว มีการทาํ เครือข่ายป่ า 8 ป่ า ใน ตาํ บล ชาวบ้านมาร่วมงานจาํ นวนมาก มีเครือข่ายป่ าศึกษา มีกลุ่มเยาวชน รักษ์ป่ า เป็นที่ศึกษาดูงาน ศูนย์การเรียนรู้ มีโครงสร้างจาํ ลองป่ าชุมชนในระดบั พืน้ ท่ี มีคณะกรรมการป่ าชุมชน สร้างกฎกติกา ได้ดู งานจากที่อ่ืนทาํ กันอย่างไร และห้ามอย่างเคร่งครัด มีกลุ่มหมอพืน้ บ้านเป็ นบคุ คล และทาํ เป็น เครือข่ายหมอพืน้ บ้านจากพืน้ ที่อื่น เวลาจัดอบรมถ่ายทอดความรู้หมอพืน้ บ้าน และผ้สู นใจ บาง คนมีแววสนใจ รู้จักต้นยามาก” ศูนยต์ ะบลั ไพรไดม้ ีบทบาทประสานงานกบั กลุ่มหมอพ้นื บา้ น และสาํ นกั งานสาธารณสุข จงั หวดั สุรินทร์ ( สสจ.สุรินทร์ ) ใ นการสัมมนาหมอพ้นื บา้ นสุรินทร์ทุกปี ต้งั แต่ปี ๒๕๓๕ เป็นตน้ มา ทาํ ใหไ้ ดแ้ ลกเปลี่ยนการเรียนรู้และประสบการรักษากลุ่มอาการต่าง ๆ จากหมอพ้นื บา้ น จากหลายๆพ้ืนท่ี รวมท้งั ไดร้ ู้ขอ้ มลู ทางวชิ าการสมยั ใหม่จากคณะทาํ งานดา้ นสาธารณสุขและ นกั วชิ าการดา้ นพฤกษศาสตร์ การเกบ็ รวบรวมองคค์ วามรู้ของหมอพ้ืนบา้ น เพอื่ เป็นการสืบทอด และอธิบายความสาํ คญั ขององคค์ วามรู้ต่อสงั คมโดยรวม วา่ สิ่งเหล่าน้ีช่วยรักษาคนในชุมชนมาเป็น เวลานาน ท้งั ตวั หมอพ้ืนบา้ นเองยงั มีบทบาทต่อชุมชนไมว่ า่ จะเป็นผนู้ าํ ทางภูมิปัญญา ผนู้ าํ ธรรมชาติท่ีมีผลในการตดั สินในงานพฒั นาของชุมชนให้ยดึ ถือความเป็นมาและรากเหงา้ ของชุมชน ไมใ่ หเ้ กิดการพฒั นาแบบกา้ วกระโดด การสนบั สนุนกลุ่มนวดแผนไทยและนวดพ้ืนบา้ น ก็เป็นจุดเร่ิมตน้ ของการส่งเสริมการดูแล สุขภาพของตนเองและครอบครัวเบ้ืองตน้ ประกอบกบั หมอนวดบางราย คนในครอบครัวประสบ ปัญหาดา้ นสุขภาพ เช่น เป็นอมั พฤกษ์ อมั พาต อาการปวดเม่ือยตามร่างกายจากการทาํ งานซ่ึงผทู้ ่ี ผา่ นการอบรมการนวดในช่วงแรก จะเป็ นการดูแลคนในครอบครัว เช่น ภรรยานวดให้สามี แม่ นวดให้ลูกเน่ืองจากการทาํ งานหรือเล่นกีฬา ลูกนวดให้แม่ที่มีอายุมากท่ีเกิดอาการเหน็บชาตาม แขนขา 4-56
กลุ่มนวดแผนไทย คุณสงวนศรี สายกระสุน และคุณเกศณี เพลินพร้อม กลุ่มนวดแผนไทยบา้ นลาํ พุก ให้ ความเห็นไวว้ า่ “กล่มุ นวดส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านที่อย่ใู นชุมชน โดยมีสมาชิกประมาณ ๕๐ คน โดยผ่าน การ อบรมจากศนู ย์สมนุ ไพรตะบลั ไพร และมีการถ่ายทอดความรู้กนั ในชุมชน กล่มุ นวดเป็นส่วน สาํ คัญในการช่วยดแู ลป่ าชุมชน ไม่ว่ากิจกรรมใดกต็ ามท่ีจะก่อให้เกิดการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่ าชุมชน เช่น การประเมินทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพท่ีทาํ กันทุกปี กิจกรรมบวชป่ า จาก เรียนรู้ตวั ยาสมนุ ไพรจากหมอพืน้ บ้านในชุมชนและผ่านเวทีการถอดองค์ความรู้หมอพืน้ บ้านที่ทาง ศนู ย์ฯ จัดขึน้ เพื่อนาํ ไปใช้ในการรักษาอาการของผ้ปู ่ วยประกอบกับการนวด แหล่งอาหาร ประโยชน์ท่ีกลุ่มนวดหรือแม่บ้านได้รับโดยตรง คือเป็นแหล่งอาหาร ประเภทผกั เช่น นา้ํ ใจใคร่ , เสมด็ ,ติว้ ,อีนูน,กระโดน,สะเดา ฯลฯ ประเภทแมลง เช่น มดแดง,แมงอีนูน ฯลฯ ประเภทอาหาร เช่น เห็ดระโงกเหลือง ระโงกขาว,เห็ดโคน เห็ดผึง้ ,เห็ดเผาะ,อีลอก, บุก,กลอย ฯลฯ การถ่ายทอดความรู้ไม่จาํ เพาะแต่เรื่องนวดเพียงอย่างเดียว ส่วนเรื่องการอนุรักษ์และใช้ ประโยชน์จากป่ าชุมชนเป็ นสําคัญย่ิงอีกเร่ืองหน่ึง การให้หมอนวดรุ่นใหม่ ตลอดจนถึงเดก็ และ เยาวชนที่เป็ นกาํ ลังหลักในอนาคต จึงต้องให้ความรู้ทั้งเร่ืองการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ไป พร้ อมกัน เช่น แม่พาลูกเข้าไปขดุ มัน พอขุดเสร็จจะกลบดินคืน พร้ อมอธิบายว่า ท่ีแม่กลบดินคืน น้ันเพื่อไม่ให้มนั หมดไป ปี หน้าเราจะได้มาขดุ ใหม่และคนอื่นกไ็ ด้มาขดุ ด้วย ฯลฯ” บทบาทของโรงเรียน (อ.ไพโรจน์ เกิดกลา้ ผอู้ าํ นวยการ รร.บา้ นลาํ พกุ มีความเห็นต่อการ จดั การป่ าดงั น้ี “โรงเรี ยนบ้านลาํ พุกเป็ นโรงเรี ยนท่ีตั้งอยู่ในบริ เวณบ้านลาํ พุก รายรอบด้วยบ้านเรื อน ชาวบ้านถือเป็นส่วนหน่ึงของชุมชนและด้วยมมุ มองของผู้บริหารสถานศึกษาที่เลง็ เห็นความสาํ คัญ ของความรู้ท่ีมีอย่ใู นชุมชน พืชที่มีในป่ าไม่ได้มองเห็นแต่ว่ามีต้นไม้มากจึงเป็ นป่ า แต่ต้นไม้หรือ พืชพรรณที่มีในป่ านัน้ มีคุณประโยชน์อย่างไรกบั คนในชุมชน จึงให้นักเรียนเข้ามาเรียนรู้กับคนใน ชุมชน เช่น ประโยชน์ด้านสมุนไพรกับหมอพืน้ บ้าน การใช้ประโยชน์ด้านอาหารกับกลุ่มแม่บ้าน และคนในชุมชน กิจกรรมการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพ พิธีกรรมบวชป่ า ทางโรงเรียนได้เลง็ เห็นความสาํ คัญของประเพณีวฒั นธรรมท่ีอย่กู ับคนในชุมชน เช่นการ เซ่นไหว้ก่อนและหลังทาํ นา ประเพณีแซนโฎนตา (เซ่นไหว้บรรพบรุ ุษ) เป็นการให้นักเรียนได้ เรียนรู้ให้เกิดการเคารพต่อธรรมชาติ อาชีพเกษตรกรรม และแสดงความกตญั �ูต่อบรรพบุรุษ 4-57
ข้อจํากดั - ขาดวิทยากรในการถ่ายทอดและกระบวนการถ่ายยงั ไม่เป็นระบบ - เนือ้ หาหลกั สูตรในการถ่ายทอดยงั ไม่เป็นระบบ” บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (คุณประสิทธ์ิ สายรัตน์ รองนายก อบต. ตาเบา) “องค์การบริหารส่วนตาํ บลตาเบาตลอดระยะเวลาท่ีผ่านมา ได้ให้การสนับสนุนในด้านการ อนรุ ักษ์ฟื้นฟูป่ าชุมชนมาโดยตลอด ทั้งพืน้ ป่ าแบร็ยและป่ าปันรัว โดยการสนับสนุนงบประมาณใน การขดุ ลอกคูนา้ํ รอบป่ า และร่วมสนับสนุนในกิจกรรมอื่น เช่น กิจกรรมบวชป่ า ฯลฯ - ด้านหมอพน้ื บ้าน จัดทาํ ทาํ เนียบหมอพืน้ บ้านและผ้รู ู้ท้องถิ่นในพืน้ ที่ตาํ บลตาบา - ด้านการนวดแผนไทย สนับสนุนงบประมาณในการอบรมนวดแผนไทยเมื่อปี ๔๗ จาํ นวน ๕๐,๐๐๐ บาท โดยดาํ เนินการร่ วมกับศูนย์สมุนไพรตะบัลไพรและศูนย์การศึกษานอก โรงเรียนอาํ เภอปราสาท ข้อเสนอ หากเป็ นความต้องการของคนในชุมชนและมีข้อเสนอต่อ อบต. ทางองค์กรพร้ อมจะ - ดาํ เนินการ ทาง อบต. พร้ อมท่ีจะประสานความร่ วมมือกับหน่วยงานอ่ืนท่ีจะมาหนุนเสริมงานใน - ชุมชนตาํ บลตาเบา” บทบาทของสมาชิก อบต. บ้านลาํ พุก (คุณปริญญา เฉลียวฉลาด,คุณสมรัวะ สัญจรดี) “เป็นคณะกรรมการป่ าชุมชน ช่วยสอดส่องดแู ลคนท่ีเข้าไปใช้ประโยชน์ ให้คาํ นึงถึงกา ใช้ ประโยชน์เพ่ือการอนุรักษ์ หากมีผู้ใดฝ่ าฝื นก็จะตักเตือนหรื อปรับตามความเห็นของชุด คณะกรรมการการประชาสัมพนั ธ์ให้คนในชุมชนทราบถึงกฎระเบียบการใช้ประโยชน์ร่ วมกันของ ป่ าชุมชน” บทบาทของเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มนํา้ ห้วยเสนงตอนกลาง (คุณเชษฐา สง่าพนั ธ์) - การฟ้ื นฟูป่ าริมน้าํ เพื่อเป็ นการสร้างแหล่งอาหาร,แหล่งเพาะขยายพนั ธุ์สัตวน์ ้าํ ,แหล่ง พนั ธุ์พชื สมุนไพร - รวบรวม (งานวจิ ยั ไทบา้ น) องคค์ วามรู้การจดั การน้าํ แบบพ้นื บา้ น - ประสานความร่วมมือกบั องค์กรพฒั นาเอกชน สถานศึกษาและองค์กรปกครองส่วน ทอ้ งถิ่นในพ้ืนที่ 4-58
บทบาทของกล่มุ ต่างๆในการจัดการป่ าแบร็ย กลุ่มหมอ ศนู ยต์ ะบลั ไพร เครือขา่ ย สมุนไพร ป่ าแบร็ย หมอพ้นื บา้ นสุรินทร์ กลุ่มหมอนวด สาธารณสุขตะบลั ไพร จ.สุรินทร์ กรรมการป่ า วดั อมรินทราราม+ ชุมชน มูลนิธิพิพิธประชานาถ โรงเรียน 4.4) บทเรียนการจัดการป่ าชุมชนและสมุนไพร • บทบาทของวดั และนกั พฒั นาในการริเริ่มใหค้ าํ ปรึกษาแก่คนในชุมชนต่อการ จดั การป่ าชุมชนท่ีป่ าแบร็ยมีความสาํ คญั ในสถานการณ์ท่ีชุมชนต่างคนต่างใชป้ ระโยชน์จากป่ า ปัจจยั สาํ คญั ของตวั บุคคลที่พระครูโสภณ บุญกิจ ซ่ึงเป็นพระนกั พฒั นาและจาํ พรรษาอยทู่ ่ีวดั ตา เตียวมาเป็ นเวลานานต้งั แต่ปี พ.ศ.2505 จึงทาํ ใหค้ วามสมั พนั ธ์ระหวา่ งวดั กบั ชุมชนใกลช้ ิดข้ึน โดยเฉพาะวดั อมรินทรารามดาํ เนินกิจกรรมเป็นศูนยส์ ุขภาพก่อต้งั เม่ือปี 2543 และมีบทบาทต่อการ สร้างกระบวนการเรียนรู้ของหมอพ้นื บา้ น ชุมชน นกั พฒั นา ครูในโรงเรียน และองคก์ รปกครอง ทอ้ งถิ่นมาอยา่ งต่อเน่ือง นอกจากน้ีพระครูฯไดเ้ ป็ นนกั พฒั นาที่มีการปฏิบตั ิจริงดว้ ยการรักษา ตนเองดว้ ยสมุนไพร และดาํ เนินการปลูกสมุนไพรในวดั จนพฒั นาเป็นศนู ยส์ ุขภาพ ซ่ึงสร้างความ ศรัทธาใหก้ บั ชุมชน • บทบาทของผนู้ าํ และคณะกรรมการป่ าชุมชน ซ่ึงมีความร่วมมือจากผใู้ หญ่บา้ นทุก หมทู่ ่ีใชป้ ระโยชน์จากป่ าชุมชน และชาวบา้ นของกลุ่มต่างๆท่ีร่วมมือกนั ในการจดั ป่ าชุมชน ท้งั น้ี เพราะผนู้ าํ ท่ีเป็ นทางการและไม่เป็นทางการใหค้ วามเคารพต่อเจา้ อาวาสวดั อมรินทราราม และไม่มี ผลประโยชน์เก่ียวขอ้ ง • บทบาทของนกั พฒั นามีความสาํ คญั ในการมีจิตวญิ ญาณทาํ งานกระตุน้ ใหช้ ุมชน 4-59
ไดช้ ดั เจนในการกาํ หนดทิศทางการพฒั นาของชุมชน การรวมกลุ่มของชุมชน และหมอพ้ืนบา้ นได้ อ่อนตวั ลงตามสภาพท่ียงั ไม่ประสบปัญหาท่ีรุนแรง ขาดการส่ือสารแลกเปล่ียนเรียนรู้ระหวา่ งคน ในชุมชนร่วมกนั เน่ืองจากไมม่ ีงบประมาณสนบั สนุน และนกั พฒั นาไมไ่ ดท้ าํ งานกบั คนในชุมชน เพยี งแต่ประสานงานกบั หมอพ้นื บา้ น และแกนนาํ ป่ าชุมชนเท่าน้นั • ตอ้ งมีการสืบทอดความรู้อยา่ งตอ่ เนื่องในการจดั การป่ าชุมชนและสมุนไพร ระหวา่ งคนสามรุ่น ไดแ้ ก่ รุ่นป่ ยู า่ ตายาย รุ่นพอ่ แม่ รุ่นลูกหลาน • บทบาทของครู และองคก์ รปกครองทอ้ งถิ่นทาํ ใหม้ ีการสืบทอดความรู้ใหแ้ ก่ เยาวชน ไดอ้ ยา่ งยง่ั ยนื ดว้ ยการพฒั นาเป็ นหลกั สูตรทอ้ งถิ่น และมีงบประมาณสนบั สนุนจาก อบต. ท้งั น้ีข้ึนอยกู่ บั ปัจจยั ของผบู้ ริหารโรงเรียนน้นั มีแนวความคิดเห็นดว้ ย • บทบาทขององคก์ รพฒั นาเอกชนในการเชื่อมประสานระหวา่ งสาธารณสุขจงั หวดั กบั ชุมชน และมีงบประมาณสนบั สนุน มีผลตอ่ การแพทยพ์ ้ืนบา้ นไปอยใู่ นระบบของสาธารณสุข ถา้ สาธารณสุข บทบาทของ อ.พ.ช. ขยายความรู้ของหมอไดก้ วา้ งกวา่ เมื่อเทียบกบั หมอทาํ เอง ช่วงแรก อ.พ.ช.ช่วยประสาน ตอนหลงั ชาวบา้ นประสานกนั เอง • การมีเครือขา่ ยหมอพ้นื บา้ นจงั หวดั สุรินทร์ เน่ืองจากหมอพ้ืนบา้ นจากต่างอาํ เภอ มาแลกเปล่ียน เดือนละสองคร้ัง กรมพฒั นาแพทยแ์ ผนไทยฯควรสนบั สนุนกิจกรรม เครือข่ายหมอ พ้นื บา้ นต้งั กองทุน ศูนยต์ ะบลั ไพรจะเป็นศูนยก์ ารเรียนรู้ แลกเปลี่ยนระหวา่ งหมอพ้ืนบา้ น สสจ. ชุมชน และคนทวั่ ไป 5) ราษฎร์ร่วมรัฐจัดการอทุ ยานแห่งชาตทิ ะเลบนั จงั หวดั สตูล 5.1) ชุมชนตาํ บลวงั ประจันกบั การแก้ไขปัญหาอุทยานแห่งชาตทิ ะเลบัน ตาํ บลวงั ประจนั ประกอบดว้ ย 4 หมูบ่ า้ น อ บา้ นทุ่งมะปรัง บา้ นเขานุย้ บา้ นวงั ประจนั และ บ้านวงั ประจนั ใต้ อยู่ในตาํ บลวงั ประจนั อ.ควนโดน จ.สตูล สภาพพ้ืนที่เป็ นที่ราบลุ่ม มีภูเขา ลอ้ มรอบ ท้งั 4 เทือกเขา คือ ภูเขามดแดง ภูเขาโต๊ะแซ๊ะ ภูเขานุย้ และภูเขาคนั ติง มีแม่น้าํ ลาํ คลอง ไหลผา่ น 9 สาย จึงทาํ ใหส้ ภาพดินเหมาะแก่การทาํ สวน ผลไม้ และทาํ นา ตาํ บลวงั ประจนั ประกอบดว้ ย 4 หมู่บา้ น คือ บา้ นทุ่งมะปรัง เขานุย้ วงั ประจนั และวงั ประจนั ใต้ มีอาณาเขตดงั น้ี ติดกบั ตาํ บลทุ่งนุย้ อาํ เภอควนกาหลง ทิศเหนือ ทิศใต้ ติดกบั รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย ติดกบั อาํ เภอสะเดา จงั หวดั สงขลา ทิศตะวนั ออก ติดกบั ตาํ บลเกตรี อาํ เภอเมือง และตาํ บลควนสตอ ทิศตะวนั ตก อาํ เภอควนโดน จงั หวดั สตลู 4-60
ในอดีตเมื่อ 300 ปี มาแลว้ ตาํ บลวงั ประจนั ติดกบั รัฐไทรบุรีหรือรัฐเปอลิสของมาเลเซีย พ้นื ที่จงั หวดั สตูลเป็นส่วนหน่ึงของรัฐไทรบุรี ตาํ บลวงั ประจนั เป็นเขตชายแดนรอยต่อกนั ระหวา่ ง ไทรบุรีกบั สตลู หมู่บา้ นวงั ประจนั มีความสาํ คญั ทางประวตั ิศาสตร์ โดยเป็ นเส้นทางในการนาํ เงิน ภาษีบาํ รุงทอ้ งท่ีของเมืองสตลู ไปยงั รัฐไทรบุรี โดยการส่งดอกไมเ้ งินดอกไมท้ องใหร้ ัฐไทยบุรีทุก ปี ต่อมาเมื่อมีการล่าอาณานิคมโดยองั กฤษ จึงมีการแยกจงั หวดั สตูลออกกันสองคร้ัง คร้ังแรกบา้ นตะตวั๊ ะติดกบั ไทรบุรี พอมีแยกอีกคร้ังโดยวดั จากสันปันน้าํ บา้ นตะตวั๊ ะ จึงติดมายงั วงั ประจนั ในสมยั น้นั คนบา้ นตะโละกบั คนที่เขาลูกชา้ ง (อ.สะเดา) จะไปมาหาสู่กนั บ่อยท้งั ไทยพุทธ และไทยมุสลิม ในพ้ืนท่ีทะเลบนั น้นั แต่ด้งั เดิมมีบา้ นเรือนอยู่ประมาณ 7-8 ครัวเรือน (ตระกูล 4-61
ด้งั เดิมท่ีเขา้ มาต้งั ถิ่นฐานคือ ตระกูลละใบแด ละใบโดย ละใบจิ ละใบหม่ืน ละใบหมีน สัสดี ใจดี และตระกลู บูอีตาํ ) ซ่ึงแต่ละตระกูลจะต้งั บา้ นเรือนกระจดั กระจายตามความเหมาะสมของพ้ืนที่ ที่ใชใ้ นการเพาะปลูก มีบา้ นอยนู่ อ้ ยหลงั ส่วนใหญจ่ ะเป็นพ่ีนอ้ งพ่งึ พาอาศยั ระหวา่ งกนั บา้ นเรือนจะ มีการสร้างดว้ ยไมไ้ ผท่ าํ เป็นตวั บา้ น หลงั คาก็จะใชใ้ บจากทาํ เป็นหลงั คาบา้ น บา้ นเรือนของแต่ละตระกูลในสมยั ก่อนเริ่มแรกน้นั อยกู่ ระจดั กระจาย เช่นตระกลู ละใบ แด ต้ังบา้ นเรือนอยู่ท่ีบ้านนาเก่า ทางทิศใต้ของทะเลบนั ในเวลาน้ันทะเลบันยงั ไม่ได้เกิดข้ึน ตระกูลละใบจิ ต้งั บา้ นเรือนอยทู่ างทิศเหนือของทะเลบนั อีกท่ีหน่ึงอยทู่ างทิศเหนือข้ึนมา ตระกูล ใบหมีนและเจะหมีน บางส่วนต้งั บา้ นเรือนอยแู่ ถวบา้ นตก หรือเรียกวา่ นาโคก ตระกูลละใบโดยต้งั บา้ นเรือนอยู่ที่บา้ นใตต้ อนบน ชาวบา้ นเรียกวา่ นาโคกสะทอ้ นตระกูลใจดีน้นั ต้งั บา้ นเรือนอยบู่ า้ น นาใต้ ตระกลู สัสดีและเจะหมีน จะอยทู่ างทิศเหนือของหมู่บา้ น เรียกบา้ นเขานุย้ “ทะเลบนั ” มาเกิดหลงั จากก่อต้งั หม่บู า้ นแลว้ ซ่ึงเกิดจากแผน่ ดินไหวประมาณ 200 ปี ท่ีแลว้ มีเร่ืองเล่ากันว่าเม่ือก่อนตอนท่ีเป็ นหมู่บา้ น ผูค้ นในพ้ืนที่ทะเลบนั น้ัน มีคนฝันว่าตอ้ งออกจาก หมู่บา้ นและเช่ือว่าถา้ ฝันติดๆกนั 7 วนั จะตอ้ งออกจากพ้ืนท่ีตรงน้นั ชาวบา้ นเช่ือตามน้นั จึงทยอย ออกจากพ้ืนที่ทะเลบนั และพ้ืนท่ีทะเลบนั ก็กลายเป็ นเพียงพ้ืนที่ทาํ มาหากินของชาวบา้ น และไม่มี ใครไปต้งั ถิ่นฐานอีกต้งั แต่น้นั มา ต่อมาไดม้ ีการประกาศอุทยานแห่งชาติทะเลบนั ทบั พ้ืนท่ีทาํ กิน ของชาวบา้ น 80% ของคนในวงั เกลียน พ้ืนท่ีมาเลเซียเป็ นญาติ พ่ีนอ้ งกบั คนในพ้ืนที่วงั ประจนั เมื่อก่อน ที่นี่เขาพูดภาษามลายกู นั แต่ตอนน้ีมีเพียงแค่คนเฒ่าคนแก่เท่าน้นั ที่พูดได้ คนในพ้ืนที่วงั ประจนั ประมาณเกือบร้อยเปอร์เซ็นเป็นคนมุสลิมนบั ถือศาสนาอิสลาม บางคนที่เป็นคนตา่ งศาสนา แลว้ มาทาํ งานราชการในพ้ืนท่ีก็เขา้ อิสลาม นายหมาด ปาดูกา คนในตาํ บลวงั ประจนั มีใบเอกสารสิทธิ ท่ีเป็ นภาษาอาหรับ ซ่ึงทางมาเลเซียเป็ นผอู้ อกให้สมยั ก่อนเขาเรียกว่า เกาลูนฮัก แปลว่า เอกสาร สัจจะ อายปุ ระมาณ 100 กวา่ ปี แลว้ ซ่ึงมีพ้ืนที่ประมาณ 1 ไร่ ตอนน้ีเอกสารดงั กล่าวยงั มีอยู่ แสดงใหเ้ ห็นวา่ ชุมชนตาํ บลวงั ประจนั ต้งั ถ่ินฐานมาหลายชวั่ อายคุ น เม่ือมีการประกาศเขต อุทยานแห่งชาติทบั ซอ้ นท่ีดินทาํ กิน จึงก่อใหเ้ กิดปัญหาและชาวบา้ นไดร้ วมกลุ่มตอ่ สู้ใหแ้ กไ้ ข ปัญหาเป็ นเวลาหลายปี ต้งั แต่ปี 2534 นายหมดั โหด ละใบแด อิหม่าม บา้ นวงั ประจนั ได้ อธิบายให้เห็นปรากฏการณ์ที่ชาวบา้ น จดั การปัญหาอยา่ งไร “ชาวบ้านได้รวมตัวกันชุมนุมประท้วงขับไล่หัวหน้าอุทยานที่ดาํ รงตาํ แหน่งในขณะน้ัน ชาวบ้ านได้ แสดงถึงพลังความสามัคคีที่ ไม่ ยอมให้ เจ้ าหน้ าที่ เข้ ามาลิดรอนสิ ทธิ และผลประโยชน์ จากการทาํ มาหากินในพืน้ ที่ซ่ึงบรรพบุรุษปูย่า ตายาย ด้ังเดิมได้บุกเบิกพืน้ ท่ีทาํ กินก่อนท่ีอุทยานจะ เข้ามาเสียอีก ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขให้ถูกทาง จนกระทั่งปัญหาได้เกิดขึน้ มาเร่ือยๆ ปี 2539 – 4-62
2540 ตอนนั้นหนักมาก ถึงข้ันบุกรุกเผาท่ีทาํ การอุทยาน ทาํ ลายอาคาร รถยนต์เผาอุทยานกันเลย เจ้าหน้าที่กก็ ลัว เพราะเส้นทางการเดินทางมีทางเดียวต้องผ่านหมดตั้งแต่หมู่ 4 ถึง หมู่ 1ไม่มีทาง ไหนให้ออก จึงต้องออกทางเดียวเท่าน้ัน เขากก็ ลัวจะโดนชาวบ้านเล่นงานจึง อ่อนข้อให้ชาวบ้าน ตลอดมา เมื่อก่อนท่ีดินทาํ กินของชาวบ้านมีประมาณ10,000 กว่าไร่ ครอบคลุมเนือ้ ท่ี 2-3 หม่บู ้าน แต่พอมีมติคณะรัฐมนตรีเพิกถอนแล้วเหลือเพียง 8,000 กว่าไร่ แต่กไ็ ม่เป็ นไรชาวบ้านยอมให้ ไม่ อยากให้เป็นเร่ืองใหญ่โต ซึ่งตอนนีก้ ท็ าํ ให้ความขดั แย้งลดลงบ้าง” สรุปข้ันตอนการดําเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและอทุ ยานฯ (โครงการเสริมกระบวนการเรียนรู้ในการจดั การทรัพยากรป่ าไม้ จงั หวดั สตูล, “กรณกี ารใช้ประโยชน์จากป่ าใน เขตอุทยานแห่งชาตทิ ะเลบนั ต.วงั ประจนั อ.ควนโดน จ.สตูล”) 1. ปี 2532 จงั หวดั สตลู แตง่ ต้งั กรรมการสาํ รวจและใหร้ าษฎรยนื่ คาํ ร้อง - อาํ เภอควนโดน จาํ นวน 809 ราย - อาํ เภอเมืองสตูล จาํ นวน 219 ราย 2. 15 มีนาคม 2536 กรมป่ าไมไ้ ดแ้ จง้ จงั หวดั สตูลใหใ้ ชแ้ นวทางของ ศอ.บต. เมื่อวนั ท่ี 6 พ.ย. 34 เป็นแนวทางแกไ้ ขคือ - ผอ่ นผนั ใหผ้ บู้ ุกรุกเดิม 40 ราย (69 ราย) ทาํ กินต่อไปแต่หา้ มบุกรุกเพ่ิมเติม - ผบู้ ุกรุกและแจง้ ครอบครอง อาํ เภอควนโดน จาํ นวน 809 ราย อาํ เภอเมืองสตูล จาํ นวน 219 ราย ใหก้ ลนั่ กรองจากผทู้ ่ีเดือดร้อนจริง เพื่อกาํ หนดแนวทางแกไ้ ข - ใหด้ าํ เนินการปักแนวเขตอุทยานแห่งชาติใหช้ ดั เจน 3. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีคาํ สัง่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 391/2536 ลงวนั ท่ี 5 สิงหาคม 2536 แตง่ ต้งั คณะกรรมการเพอ่ื พิจารณาแกไ้ ขปัญหาของราษฎรในเขตอุทยาน แห่งชาติทะเลบนั 4. 10 มีนาคม 2538 คณะกรรมการตามคาํ สั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่ี 391/2536 ประชุมสรุปปัญหาการทาํ งาน 5. 9 มิถุนายน 2540 อุทยานแห่งชาติทะเลบนั รายงานผลการดาํ เนินงานของคณะอนุกรรมการ 6. 25 มิถุนายน 2540 คณะกรรมการตามคาํ สั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปและ เห็นชอบกรณีดาํ เนินงานของคณะอนุกรรมการ 7. 19 กุมภาพนั ธ์ 2541 เกิดการเดินขบวนคร้ังใหญ่เกิดเหตุ บุกรุก เผาทาํ ลายทรัพยส์ ินของทาง ราชการ 8. 9 มีนาคม 2541 คณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบผลการเดินสาํ รวจพ้ืนท่ี อาํ เภอควนโดน จาํ นวน 10,982 ไร่ อาํ เภอเมืองสตูล 1,742 ไร่ 9. 26 กรกฎาคม 2541 อธิบดีกรมป่ าไม้ (ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี) ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั สตลู 4-63
( นายสรศกั ด์ิ สร้อยสนธ์ิ ) หวั หนา้ ส่วนราชการ คณะกรรมการฯ และตวั แทนราษฎร ประชุมมีมติใหส้ าํ รวจสิทธิการถือครองที่ดินของราษฎรหลายแปลง 10. 30 มีนาคม 2542 สรุปผลการสาํ รวจสิทธิการถือครองราบแปลง จาํ นวน 759 ราย 886 แปลง พ้ืนที่ 8,732.56 ไร่ 11. คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เห็นชอบใหเ้ พกิ ถอนพ้ืนท่ีอุทยานแห่งชาติทะเลบนั บางส่วน จาํ นวน 886 แปลง 759 ราย เน้ือที่ 8,732.56 ไร่โดยใหก้ รมป่ าไมด้ าํ เนินการตาม ข้นั ตอนต่อ ไป 12. เดือนสิงหาคม 2544 รัฐมนตรีช่วยวา่ การกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ( นายประพฒั น์ ปัญญาชาติรักษ์ ) ตาํ แหน่งในขณะน้นั ไดน้ าํ นโยบาย “ คนกบั ป่ า ” ใหก้ รมป่ าไมน้ าํ มา ปฏิบตั ิในพ้นื ที่อุทยานแห่งชาติทะเลบนั โดยใชช้ ่ือวา่ โครงการนาํ ร่องการพฒั นาการมีส่วน ร่วมเพ่ือการจดั การอุทยานแห่งชาติอยา่ งยงั่ ยนื โดยเนน้ การมีส่วนร่วมของราษฎรใน ชุมชนรอบๆ ทาํ ใหก้ ารแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ ที่ดินถือครองทาํ กินไดร้ ับการแกไ้ ขไ้ ดด้ ี ยงิ่ ข้ึนและรวดเร็ว ราษฎรในพ้ืนที่ใหค้ วามร่วมมือในการป้ องกนั ดูแลรักษาป่ ามากข้ึน ตามลาํ ดบั ในปัจจุบนั ปัญหาการบุกรุกพ้ืนที่ป่ าในอุทยานแห่งชาติทะเลบนั ลดลงอยา่ งชดั เจน และผลการดาํ เนินงานตามนโยบาย คนกบั ป่ า สามรถแกไ้ ขปัญหาความขดั แยง้ การแยง่ ชิง ทรัพยากรธรรมชาติระหวา่ งรัฐกบั ราษฎรในชุมชนเดิมรอบๆ พ้ืนที่ซ่ึงเป็นปัญหาเร้ืองรัง มานานไดอ้ ยา่ งเป็นรูปธรรม และยงั ทาํ ใหม้ ีการสร้างและขยายเครือขายแนวร่วมในการ คุม้ ครองดูแล รักษา ตลอดจนการใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรในพ้ืนที่ อยา่ งเป็นธรรมและ ยอมรับไดท้ ้งั สองฝ่ าย 13. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สตั วป์ ่ า และพนั ธุ์ พชื ไดเ้ สนอร่างพระราชกฤษฏีกาเพกิ ถอนพ้ืนท่ี อุทยานแห่งชาติทะเลบนั (บางส่วน) ตาม ขอ้ 11. ใหค้ ณะรัฐมนตรีพิจารณา 14. คณะกรรมการกลนั่ กรองเร่ืองเสนอคณะรัฐมนตรี คณะท่ี 3 พิจารณาเห็นวา่ ยงั ไมม่ ีขอ้ มูล เกี่ยวกบั วธิ ีการและข้นั ตอนการดาํ เนินงานที่ชดั เจน จึงใหก้ ระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอ้ มจดั ทาํ ขอ้ มลู การตรวจสอบ ท่ีแสดงรายละเอียดเก่ียวกบั กระบวนการ ข้นั ตอนการดาํ เนินการเพกิ ถอนอุทยานแห่งชาติทะเลบนั ในบางส่วนตามที่เสนอมาให้ ชดั เจน โดยมีการบนั ทึกเป็ นลายลกั ษณ์อกั ษรของการเขา้ ครองครองและทาํ กินของราษฎร เพ่ือแสดงระยะเวลาของการเขา้ ครอบครองพ้ืนท่ีดงั กล่าว ก่อนประกาศเป็ นอุทยาน แห่งชาติ 4-64
15. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตวป์ ่ า และพนั ธุ์พืช ไดส้ ่งเอกสารรวบรวมขอ้ มลู แสดงระยะเวลาการ เขา้ ครอบครองทาํ กินในพ้นื ที่อุทยานแห่งชาติทะเลบนั จงั หวดั สตลู ใหก้ ระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ มพจิ ารณา 16. ปลดั กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม ไดพ้ ิจารณาและไดบ้ นั ทึก ความวา่ “ เร่ืองต้งั แตป่ ี 2543 (เขา้ กก.อุทยาน) ยงั ใชข้ อ้ มูลเดิมไดห้ รือไม่ ” รองปลดั กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม หวั หนา้ กลุ่มภารกิจดา้ นทรัพยากรธรรมชาติ ( นาย อภิวฒั น์ เศรษฐรักษ์ ) มีบนั ทึกต่อทา้ ย ความวา่ “ อส. ช้ีแจง ปกท.ทส. (ประกาศกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม) ขอ้ มลู เป็นปัจจุบนั หรือไม่ ” 17. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตวป์ ่ า และพนั ธุ์พืช ไดส้ ั่งการให้ อุทยานแห่งชาติทะเลบนั ตรวจสอบสภาพพ้ืนที่และการถือครองพ้ืนที่ป่ าไมว้ า่ มีการเปลี่ยนแปลง แกไ้ ข หรือไม่ อยา่ งไร รวมท้งั ประเด็นอื่น ๆ ดว้ ย สรุปวา่ รัฐบาลไมม่ ีนโยบายเพกิ ถอนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทะเลบนั ออกจาก พ้นื ท่ีทาํ กินท้งั หมด แตก่ นั พ้ืนท่ีออกเป็นบางส่วนจากการสาํ รวจการถือครองที่ดินตามนโยบายของ รัฐบาล แตไ่ ดม้ ีการเสนอโครงการจอมป่ า ท่ีไดร้ ับงบประมาณสนบั สนุนจากประเทศเดนมาร์ก ใน รูปแบบของการจดั การอุทยานแห่งชาติร่วมกนั ระหวา่ งชาวบา้ นและรัฐ 5.2) การจัดการป่ าอทุ ยานแห่งชาตทิ ะเลบันร่วมกนั ระหว่างรัฐกบั ประชาชน นายสมยั ละใบแด หน่ึงในกรรมการชุมชนเพือ่ แกป้ ัญหาขอ้ พพิ าทระหวา่ งชาวบา้ นกบั อุทยานแห่งชาติทะเลบนั ไดอ้ ธิบายใหเ้ ห็นข้นั ตอนการจดั การร่วมกนั ภายหลงั เกิดเหตุการณ์ ชาวบา้ นวงั ประจนั ปิ ดถนน ในปี 2541 ไวด้ งั น้ี มีการต้งั กรรมการหมูบ่ า้ นซ่ึงประกอบดว้ ย หน่วยงานราชการและชาวบา้ นรวมประมาณ 6 คน ประกอบดว้ ย กาํ นนั 1 คน ผใู้ หญบ่ า้ นจากส่ีหมูบ่ า้ น 4 คน และตวั แทนจากอุทยานฯ 1 คน มี การประชุมในกรณีปัญหาต่างๆ เช่น การวดั เขต การตรวจสอบพ้ืนท่ี บทบาทหนา้ ที่ของกรรมการ การปฏิบตั ิตวั ของเจา้ หนา้ ที่อุทยานและชาวบา้ น ขอ้ สรุปคือชาวบา้ นจะไม่บุกรุกในพ้ืนที่ที่ได้ กาํ หนดไว้ หากมีการละเมิดขอ้ ตกลง ชาวบา้ นจะไมป่ ระทว้ ง แต่หากเจา้ หนา้ ท่ีจบั ในเขตพ้ืนท่ีของ ชาวบา้ น ชาวบา้ นจะร่วมกนั ตรวจสอบการจบั น้นั ข้อตกลงทมี่ ีกรรมการชุมชนดูแล หลกั ๆคือ 1. คนที่ทาํ กินอยเู่ ดิม กใ็ หท้ าํ กินต่อไป 2. คนท่ีทาํ กินอยเู่ ดิมจะไม่บุกรุก ล้าํ เขตอุทยานในพ้ืนท่ีที่ไดต้ กลงกนั ไว้ 3. หากใครละเมิดขอ้ ตกลงเจา้ หนา้ ท่ีสามารถดาํ เนินตามกฎหมายได้ 4-65
นายสมยั ใหค้ วามคิดเห็นวา่ “การใช้ประโยชน์ของป่ าน้นั ชาวบ้านสามารถเกบ็ เกี่ยว ทาํ ประโยชน์ในพืน้ ท่ีซ่ึงทางอุทยานได้แบ่งไว้ให้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ท้ังนีท้ ้ังนน้ั ได้มีการ ส่งเสริมในเรื่องของการอนรุ ักษ์ป่ า แม่นา้ํ หน้าดิน ซึ่งชาวบ้านกไ็ ด้ให้ความร่วมมือเป็ นอย่างดี ส่วน กรณีท่ีจะต้องขออนุญาตน้นั คือ กรณีที่ไม่ใช่คนในพืน้ ท่ีมีความต้องการใช้ของป่ าซ่ึงเป็นของใหญ่ ที่ต้องโค่น ตัด และมีการเคล่ือนย้ายออกจากพืน้ ที่โดยผ้มู าขอใช้ประโยชน์จะไม่ได้ใช้ไปเพ่ือการ พาณิชย์ แต่เป็นการใช้เพ่ือประโยชน์ส่วนตัว อย่างไรกต็ ามกต็ ้องขึน้ อย่กู ับการพิจารณาเห็นชอบ ของคณะกรรมการชุมชนอีกที สาํ หรับการจัดการปัญหาด้วยวิธีต้ังกรรมการชุมชน ตวั เองรู้สึกเห็นด้วยอย่างย่ิงเพราะเป็ น การสร้างการมีส่วนร่วมของคนในพืน้ ที่ และที่ผ่านมากส็ ามารถจัดการปัญหาต่างๆได้ดี เมื่อก่อน เจ้าหน้าท่ีปฏิบตั ิตวั กับชาวบ้านเหมือนกับชาวบ้านเป็นโจร แต่ทุกวนั นีเ้ ริ่มประปฏิบตั ิตัวดีแล้ว ซ่ึง ส่ิงนีแ้ หละท่ีเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาอื่นๆตามมา และทุกวนั นีป้ ัญหาความขดั แย้งกไ็ ด้ ลดลง” นายหมัดโหด ละใบแด (โต๊ะอหิ ม่ามและกรรมการ ชุมชน) ไดพ้ ดู ถึงภารกิจท่ีทาํ กนั เป็นส่วน ใหญ่คือ การประชุม ปรึกษาหารือกนั ในประเด็นปัญหาต่างๆ มีการประชุมสามญั กนั ทุกๆ 2 เดือน ตนเองดาํ รงตาํ แหน่งหนา้ ที่มาแลว้ ต้งั แตป่ ี 2541 จนมาถึงปัจจุบนั ในเรื่องของความคิดเห็นต่อการ ต้งั กรรมการชุมชนน้นั มองวา่ การต้งั กรรมการเป็นทางออกท่ีดีเพราะอยา่ งนอ้ ยกส็ ามารถแกป้ ัญหา ไดท้ ้งั สองฝ่ าย นบั วา่ เป็นเรื่องที่ดี ถา้ จะมีปัญหาอยกู่ ็คือ เร่ืองการกนั เขตพ้ืนที่ทาํ กินน้นั ยงั ไม่แลว้ เสร็จอยา่ งเป็นทางการ แต่คิดวา่ คงจะไม่มีปัญหา ในทางพฤตินยั แลว้ ถือเสร็จเรียบร้อยแลว้ เหลือ เพียงแตใ่ นทางนิตินยั เทา่ น้นั เอง เรื่องของกระบวนการใชป้ ระโยชน์จากป่ าน้นั ในพ้ืนท่ีกนั เขตของชาวบา้ นน้นั เขาสามารถ ปลูก สร้างประโยชนใ์ นพ้ืนที่น้นั ไดต้ ามสะดวก แตใ่ นเขตตน้ น้าํ ประมาณ 10 เมตร ไดม้ ีการตกลง กนั วา่ ไมใ่ หม้ ีการทาํ ป่ า และไดส้ นบั สนุนการปลูกไมย้ นื ตน้ เพ่ือรักษาหนา้ ดินอีกดว้ ย ในส่วนเร่ือง การทาํ หนงั สือขออนุญาตใชข้ องป่ าน้นั เป็นการทาํ กนั ในลกั ษณะยนิ ยอมกนั ไม่ใช่เชิงกฎหมาย แต่ เป็นการยนิ ยอมผอ่ นปรนกนั ความคิดเห็นของเจา้ หนา้ ที่ฝ่ ายวชิ าการ อุทยานแห่งชาติทะเลบนั มีความเห็นวา่ ชาวบา้ นให้ ความร่วมมือเป็นอยา่ งดีในการอนุรักษป์ ่ า และไมบ่ ุกรุกพ้ืนที่ป่ าเพ่มิ “ป่ าในท่ีนี้เป็ นป่ าผืนเดียวไม่ได้แบ่งเป็ นป่ าใช้สอย หรือป่ าอนุรักษ์ แต่จะมีส่วนท่ีทาง อุทยานแบ่งให้ชาวบ้านได้ทาํ กิน สําหรับวังประจันมีพืน้ ท่ีทาํ กินของชาวบ้านประมาณ 800 ไร่ ตอนนีม้ ีการวางข้อตกลงร่ วมกัน คือห้ามบุกรุกเพิ่มในเขตพืน้ ท่ีท่ีตกลงกันไว้ ในรอบเขตอุทยานมี กรรมการหม่บู ้าน หม่ลู ะสามคนร่วมกบั เจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ พอมีภารกิจอะไรกรรมการกจ็ ะเรียก 4-66
ประชุม อย่างกรณีถ้าเกิดชาวบ้านต้องการตัดไม้เพ่ือใช้สอยงานสาธารณประโยชน์ ทางผ้ทู ่ีต้องการ กจ็ ะต้องแจ้งให้ทางกรรมการทราบ กรรมการกจ็ ะดาํ เนินการประชุมหาข้อตกลง ว่าควรจะอนุมัติให้ ตัดไม้ เพื่อใช้ สอยหรื อไม่ แต่ท่ีผ่านมา ทางอุทยานฯกไ็ ม่ได้ขดั ข้องความต้องการของชาวบ้านเพราะไม่ได้เป็ นการตัด ไม้เพ่ือผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่เป็ นการตัดไม้เพื่อใช้สอย เช่นการทาํ เล้าไก่ ทาํ มสั ยิด หรืออ่ืน ๆ ซึ่งทางอุทยานจะมีมาตรการที่ชัดเจนมีกรเข้มงวดมาก หากชาวบ้านทาํ ผิดกฎหรือตัดเพ่ือค้าขายทาง อุทยานกจ็ ะดาํ เนินการขน้ั เดด็ ขาด ที่ผ่านมากไ็ ด้รับความร่ วมมือจากชาวบ้านเป็ นอย่างดี หากเรามี โครงการทาํ ร่ วมกับชาวบ้านหลายโครงการ หาแนวทางการพัฒนาร่ วมกันโดยให้เกิดประโยชน์ท้ัง สองฝ่ ายส่วนใหญ่จะเป็ นโครงการเรื่องการส่งเสริมอาชีพ การอนุรักษ์ป่ าไม้ งบฯส่วนใหญ่ได้จาก เกษตรและองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน โครงการจอมป่ ากไ็ ด้งบฯของรัฐบาลเดนมาร์ ก มาทาํ งาน ครอบคลุมพืน้ ที่ 18 หม่บู ้าน ในแนวเขตอุทยาน ผลท่ีเกิดขึน้ เห็นได้ชัดชาวบ้านให้ความร่ วมมือ ไม่ มีการบุกรุก ชาวบ้านกเ็ ป็ นส่วนหนึ่งในการสอดส่องดูแลการบุกรุก และการลักลอบตัดไม้ มีการ วางแผนการอบรมเรื่องคนกบั ป่ า เรามีการลงพืน้ ที่โรงเรียนให้เข้ามามีส่วนร่ วมในการดูแลรักษาป่ า เม่ือปี ท่ีแล้วเราทาํ เป็นโครงการต่อเน่ืองลงพืน้ ท่ีกนั ทุกเดือน ให้ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่ า ต้นนา้ํ เราเลือกกลุ่มเป้ าหมายเดก็ ๆและเยาวชน เพราะกลุ่มเหล่านีค้ ือกลุ่มคนรุ่นต่อไปท่ีจะช่วยอนุรักษ์ป่ า ต่อไป” 5.3) ภูมปิ ัญญาการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากป่ า นายหมดั โหด ละใบแด ได้เล่าถึงการประโยชน์จากป่ าในเขตอุทยานแห่งชาติมีหลาย ประเภท ไดแ้ ก่ • การทาํ ระบบวนเกษตรในป่ าท่ีมีความหลากหลายของอาหารและพนั ธุ์พืช สวน ดูซง หรือสวนสมรมด้งั เดิมของชุมชนมีการปลูกไมผ้ ลที่มีรสชาติดีกวา่ ท่ีอ่ืน เน่ืองจากสภาพของดิน ดี เป็นดินควนไมต่ อ้ งปลูกทดแทน กล่าวไดว้ า่ สวนดูซงที่นี่มีท้งั สวนโบราณ สวนผสมผสานแบบ เก่า และสวนผสมผสานแบบใหม่ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกและป่ าชุมชนภาคใต้ (2541) ได้ ศึกษาวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิการสาํ รวจรูปแบบการทาํ สวนในตาํ บลวงั ประจนั พบวา่ มีสวนโบราณท้งั หมด 6 สวน สวนผสมผสานแบบเก่า 7 สวน และสวนผสมผสานแบบใหม่ 7 สวน 1 รวมท้งั หมด 20 ราย 0 1 สวนโบราณ หมายถึง สวนด้งั เดิมที่มีอายสุ วนต้งั แต่ 50 ปี ข้นึ ไป โดยสงั เกตจากความโตของตน้ ไม้ ตลอดจน ความสมั พนั ธท์ างสงั คม และวฒั นธรรม เป็ นสวนท่ีมีการตกทอดทางมรดกมาแต่ก่อน เรียกสวนลกั ษณะน้ีวา่ สวนสกา สวนพญา สวนผสมผสานแบบเก่า หมายถึง สวนท่ีมีอายขุ องสวนระหวา่ ง 30 – 50 ปี โดยสงั เกตจากไม้ ความโตของตน้ ไม้ ตลอดจนการใชเ้ ทคนิค การเกษตรสมยั ใหม่ เขา้ มาเสริมบา้ ง แตย่ งั คงลกั ษณะแบบโบราณอยู่ เช่น การปลกู ท่ีไม่ 4-67
ในแต่ละสวนมีความหลากหลายของอาหาร ไมใ้ ชส้ อย สมุนไพร และไมป้ ระดบั ซ่ึงเป็ นลกั ษณะ ทวั่ ไปของตาํ บลวงั ประจนั การทาํ สวนดูซง ปล่อยใหพ้ ืชท่ีปลูกเติบโตเองตามธรรมชาติ จะเขา้ ไปดูแลถางวชั พืชปี ละ คร้ังหรือสองคร้ังหรืออาจจะทาํ พร้อมกนั ในช่วงท่ีเก็บเกี่ยวผลผลิต ตวั อยา่ งเช่น “จาํ ปะดะ” เป็ น ช่ือภาษามลายดู ้งั เดิม มีการเล่ากนั วา่ มีคนมลายเู ขา้ ป่ าแลว้ ไปเจอผลไมช้ นิดหน่ึงเป็ นเม็ดผลไมท้ ่ีแรด ถ่ายมูลทิ้งไวแ้ ล้วงอกข้ึนมาเป็ นตน้ และออกผลลองเก็บมารับประทาน แลว้ รู้สึกว่ามีกลิ่นหอม เหมือนดอกจาํ ปา หลงั จากน้นั จึงต้งั ชื่อวา่ จาํ ปาดะ ซ่ึงแรดภาษามลายคู ือบาเดาะส่วนจาํ ปาคือดอก จําปา เลยต้งั ชื่อวา่ จาํ บาเดาะ และเพ้ยี นเป็น จําปาดะ ผลไมว้ งั ประจนั จะมีรสชาติดีกว่าผลไมใ้ นพ้ืนที่อื่นๆของจงั หวดั สตูล เคยไดร้ ับรางวลั ประกวดระดบั อาํ เภอมาแลว้ ดว้ ย อาจเป็นเพราะมีเน้ือดินและสภาพแวดลอ้ มดีกวา่ สมดุลกวา่ ที่อ่ืนๆ จึงทาํ ใหผ้ ลไมม้ ีรสชาติอร่อยกวา่ ผลไมช้ นิดเดียวกนั ที่ปลูกในพ้นื ท่ีอ่ืน เม่ือก่อนกลุ่มเกษตรจะไมเ่ นน้ การปลูกยางจะปลูกผลไมผ้ สมแบบสวนดูซง เพราะสามารถ เกบ็ เกี่ยวพชื ผลไดต้ ลอดและช่วยรักษาหนา้ ดินดว้ ย แต่มาพกั หน่ึงสมยั รัฐบาลทกั ษิณ ยางพาราราคา ดี คนเลยหนั มาปลูกยางพารามากข้ึน • การเกบ็ ลูกเหนา(ลูกอิเหนา) หรือ ลูกชิต ซ่ึงเป็นของหวาน ชาวบา้ นตอ้ งเอามา จากป่ าในพ้ืนที่เขตอุทยานแห่งชาติ ช่วงแรกๆทางอุทยานเขาก็ไม่ใหใ้ ชเ้ หมือนกนั เพราะเขาเช่ือวา่ เป็นการทาํ ลายป่ า แต่หลงั จากไดท้ าํ วจิ ยั ร่วมกบั นกั พฒั นาเอกชนแลว้ จึงไดข้ อ้ สรุปออกมาวา่ การ ตดั ลูกเหนาน้นั จะช่วยทาํ ใหต้ น้ สามารถสร้างลูกผลไดม้ ากยิ่งข้ึนและเป็ นการขยายพนั ธุ์ตน้ เหนาไป ในตวั รายไดจ้ ากการขายลูกเหนาประมาณถุงละ 40 บาท ในวงั ประจนั มีชาวบา้ นเพียงแค่ครัวเรือน เดียวเทา่ น้นั ท่ีเก็บลูกเหนาขาย ไม่คอ่ ยมีคนทาํ เพราะลูกเหนาถา้ สัมผสั จะรู้สึกคนั ชาวบา้ นครอบครัว อ่ืนจึงไม่รู้วิธีการเก็บและแปรรูปลูกเหนา การเก็บลูกเหนาเป็ นภูมิปัญญาท่ีสืบทอดกนั มาตอ้ ง ใชค้ วามชาํ นานเทา่ น้นั • การเกบ็ น้าํ ผ้งึ ในป่ ามกั จะไดผ้ ้งึ ยวน พอลงคร้ังหน่ึงไดเ้ ป็นร้อยๆรัง คิดเป็นเงิน ประมาณ 4-5 หม่ืนบาทได้ การเก็บน้าํ ผ้งึ เป็นอาชีพเสริมของชาวบา้ น แตม่ ีคนทาํ กนั ไม่มาก เพราะ ไม่ค่อยมีคนชาํ นาญกนั • ชาวบา้ นหลายคนมีความรู้เรื่องยาสมุนไพร เมื่อเป็นโรคทวั่ ไป ไมห่ นกั มกั จะ เป็ นแถวเป็ นแนว การปลกู ผสมผสานไมป้ ่ า แต่ยงั มีการนาํ พนั ธุไ์ มท้ ่ีปรบั ปรุงพนั ธุ์แลว้ มาปลกู ในสวน และดูแล โดยการใส่ป๋ ุยเคมี การจาํ กดั วชั พชื ผสมกบั การจดั การแบบสวนโบราณ สวนผสมผสานแบบใหม่ หมายถึง สวนที่ปลกู แบบผสมผสานมพี ืชหลายชนิดในแปลงเดียวกนั แต่มีลกั ษณะ เป็ นแถวเป็ นแนว อายขุ องสวนประมาณไมเ่ กิน 20 ปี มีการดูแลรักษาแบบเกษตรแบบใหม่ เช่น ใชย้ าปราบ ศตั รูพชื ใชป้ ๋ ุยเคมี ใชพ้ นั ธุพ์ ชื ท้งั พนั ธุท์ ่ีปรับปรุงพนั ธุแ์ ลว้ มีการปรับพ้ืนท่ี 4-68
รักษากนั เอง ไม่ไปโรงพยาบาล หมอยาก็มีอย่ปู ระมาณสามคน สมุนไพรก็จะไปเอาบนเขาในป่ า ไปเอาได้ตลอดท้งั ปี ตัวอย่างของสมุนไพร ได้แก่ ไหลสวก(ตุงกะอาลี) รากไอ้บ่าว(เพิ่ม สมรรถภาพทางเพศชาย) ไอเ้ หล็กไมไ้ ผ่ ทองแดง ทองดาํ หลาวเหล็ก ไอเ้ หล็กไมไ้ ผ่มกั จะอยูเ่ ป็ น หย่อมๆเจอมาก ไม่เหมือนอยา่ งอ่ืนที่เจอคร้ังหน่ึงที่ละตน้ ๆ ไอข้ องพวกน้ีหากตม้ รวมกนั จะช่วย รักษาโรคดีซ่าน โต๊ะชายเหร๊ะ บูอีตํา (คาํ ว่าโต๊ะชายเป็ นคาํ แทนคาํ สรรพนามของคาํ ว่าคุณตา) หมอยา สมุนไพร อายุ70 กว่าปี กล่าวถึงลูกศิษยม์ ีหลายคน หมาด ใบหมีน อายุประมาณ 50 ปี และมี นอ้ งชายอีกคนที่มีความรู้เร่ืองยาสมุนไพร ก็ถ่ายทอดต่อกนั จะใชว้ ธิ ีการสอนโดยใหป้ ฏิบตั ิจริง ให้ เป็ นเด็กเก็บสมุนไพร การรักษาบางอย่างก็ใชก้ รรมวธิ ีท่ีตอ้ งใช้เร่ืองศาสนามาเป็ นตวั ประกอบ เช่นการอ่านดุอา ขอพรต่อพระเจา้ เป็ นภาษาอาหรับ อยา่ งเช่นการตดั ตอ้ เน้ือ หรือ กินยา ยาสมุนไพรพวกน้ีจะเก็บใน ป่ า เขาเรียกป่ าเขาดิน เขาหินเก็บไปเร่ือยๆจนกว่าเขา้ จะห้ามไม่ให้เก็บ และเอามาปลูกเองท่ีบา้ นก็ เยอะเหมือนกนั โดยเฉพาะสมุนไพรสาํ คญั ๆเช่น ฟ้ าทะลายโจร เป็นตน้ • ตน้ หวายและไมไ้ ผใ่ นป่ า สามารถเอาไดเ้ ลยไมต่ อ้ งปลูกทดแทน เพราะมนั จะตายผุ พงั ไปตามธรรมชาติ ถา้ เราไปตดั มาใชม้ นั ก็จะแตกหน่อใหม่มาอีก ยิ่งตดั ก็ยง่ิ แตกหน่อ สามารถเก็บ เกี่ยวไดต้ ลอดท้งั ปี อุทยานอนุญาตใหไ้ ปเกบ็ ได้ จะพบหวายในป่ าใหญ่ มีท้งั หวายอ่อน และหวาย แก่ส่วนไมไ้ ผก่ เ็ อาไมไ้ ผต่ ามธรรมชาติที่ข้ึนในป่ า เอาไม่เกิน 4 คร้ังต่อปี กลุ่มจกั สานของแมบ่ า้ นตาํ บลวงั ประจนั ไดท้ าํ ตะกร้า หตั ถกรรมต่างๆจากหวาย และไมไ้ ผ่ และนาํ ไปวางขายตามงานแสดงท่ีต่างๆ รวมท้งั ไปขายท่ีศูนยส์ ินคา้ OTOP ซ่ึงเป็ นOTOP สี่ดาว ราคาของหตั ถกรรม 1 ชิ้นประมาณ 80-400 บาท แลว้ แต่รูปแบบขนาดและลวดลาย ถา้ ลายไทยราคา จะสูงประมาณ 400 บาท แต่ถา้ ลายพิกลุ ราคา 200 บาท การต้งั กลุ่มจกั สานช่วงแรกๆ เริ่มตน้ ดว้ ยการใช้งบประมาณ 1,500 บาท จากเจา้ หน้าท่ี เกษตร เป็ นงบใหเ้ ปล่า ไม่ตอ้ งใชท้ ดแทน ต่อมาสมาชิกก็จะทาํ เอง กลุ่มจะเป็ นตวั กลางเอาไปขาย ให้ กาํ ไรบางส่วนเอาเขา้ กองกลาง เก็บไวเ้ พ่ือพฒั นากลุ่มต่อไป ในขณะน้ีทาง อบต.ก็ให้ความ ช่วยเหลือกลุ่มดว้ ยการใหง้ บฯ 10,000 บาท ทุกๆปี เริ่มตน้ สมาชิกของกลุ่มจาํ นวน 4 – 5 คน สรุปการเกบ็ ของป่ าในอุทยานน้นั ไดม้ ีการทาํ ขอ้ ตกลงระหวา่ งชาวบา้ นกบั อุทยานโดยหา้ ม มีการล้าํ เขตพ้ืนท่ีระหวา่ งกนั หากมีการล้าํ เขตพ้ืนที่ก็จะไม่มีใครช่วยได้ คนทาํ ผิดขอ้ ตกลงจะตอ้ งรับ โทษตามกฎ การต้งั ขอ้ ตกลงตา่ งๆก็จะมีกรรมการที่มาจากชาวบา้ นและเจา้ หนา้ ท่ีอุทยาน การ ลงโทษก็จะมีท้งั จาํ -ท้งั ปรับ แต่คร้ังแรกๆก็จะมีการตกั เตือนกนั ก่อน มีการตดั ไมท้ าํ ลายป่ ากนั แต่มีไม่มาก คนที่ไปตดั เขามกั จะอา้ งว่าเอาไปเพ่ือสร้างบา้ น ซ่ึง ตรงน้นั ไมเ่ ป็นไร แตถ่ า้ นาํ ไปขายจะถือวา่ ผดิ ขอ้ ตกลงของชุมชนกบั อุทยาน ขอ้ ตกลงบอกวา่ ถา้ การ 4-69
เก็บไม้ เอาไม้ เพื่อใชป้ ระโยชน์สร้างบา้ น ทาํ โน่น ทาํ น้ีไม่เป็ นไร ให้อยใู่ นขอบเขตท่ีจาํ กดั แต่หา้ ม ใชเ้ พ่อื การพาณิชย์ และการคา้ ขายท่ีทาํ กนั ส่วนใหญ่ เราจะนาํ ไปขายในตลาดหลกั เขต หมอพ้นื บา้ นกบั สวนดูซง/สวนสมรม ซ่ึงมีลกั ษณะเป็ นป่ า ลกั ษณะของสวนดูซงซึงมีท้งั ตน้ ทุเรียนโบราณ ตน้ หมาก ตน้ เหรียง ตน้ จาก และสะตอ เป็ นตน้ ตารางการใช้ประโยชน์จากป่ า ทรัพยากรทไ่ี ด้ ชนิด ช่วงเกบ็ เกยี่ ว ผลติ ภณั ฑ์ทไ่ี ด้ มูลค่า/หน่วยท่ี จากป่ า ขาย นํา้ ผงึ้ ผ้งึ ป่ า เช่น ผ้งึ สาวา 2 ช่วง คือ น้าํ ผ้งึ แท้ ขวดละ 300-400 ผ้งึ หูชา้ ง ผ้งึ หนอก ธนั วาคม – บาท ววั ผ้งึ คอกวาง ผ้งึ มกราคม และ แมลงวนั ผ้งึ ยารวน มกราคมจนถึง ผ้งึ รู ผ้งึ คอกวาง ผ้งึ เมษายน น้าํ ผ้งึ ที่ดี ใหญ่ ท่ีสุดจะอยใู่ นช่วง 4-70
หวาย เดือนเมษายน ตะกร้า (จะใช้ ใบละ 80-400 หวายเล็กเท่าน้นั ) บาท ตามขนาด ไม้ไผ่ หวายเลก็ หวายลิ ตลอดท้งั ปี รูปแบบและ ลกู เหนา มวย หวายหิน หวย สมุนไพร สะดา หวายน้าํ ลวดลาย หวายข้ีไก่ หวายข้ี เหร่ หวายข้ีผ้งึ ทาํ ขา้ วหลาม ตะกร้าและฝา หวายทราย หวาย ตะกร้า ฝาบา้ น บา้ นข้ึนอยกู่ บั ระกาํ หวายลิง ชรอมไก่ ขนาด รูปแบบ หวายสะเดา หวาย และลวดลาย ทาํ แดก หวายกาํ แปรรูปเป็ น ต้งั แต่ 80 – 450 ควน หวายตลิ่ง ลูกเหนาสด บาท ไผเ่ ล็ก ไผต่ รง ไผ่ ตลอดท้งั ปี ยาสมุนไพรรักษา หนาม โรคต่าง ๆเช่น ถุงละ 40 บาท ไขห้ วดั น่ิว เดือนละ 3000- เหนาทองแดง ตลอดท้งั ปี ดีซ่าน อมั พฤก 4000 บาท เหนาไข่ อมั พาต อหิวาตกโรค หมอ้ ละ 500-550 พริกนก วา่ นหล ตลอดท้งั ปี มาลาเรีย โรคไต บาท ปี ละ 100 มา่ น วา่ นชา้ งสาน ไขเ้ ลือดออก เพิ่ม ดอกหญา้ ปักคราด สมรรถภาพทางเพศ หมอ้ ข้ึนไป ข้ึนอยู่ คานใบหมน่ วา่ น ลมเลือดคนอยไู่ ฟ กบั ผทู้ ่ีมาสงั่ ยา หางหมา ยา่ นดอก เป็ นตน้ สมุนไพร กิว วา่ นชกั กรู วา่ น ลม้ ลุก ไฟเดือนหา้ ฟ้ าเดือนหก ฝนตก แสนห่า ทุ่งฟ้ า พญาไม้ ไหลเผอื ก สาวเหลา้ สาวหยดุ บา่ ว ฟ้ าผา่ ธรณี 4-71
รากไฟ รากฟ้ า ไมยราบ เหลก็ ดาํ ไอแ้ หวง เหลก็ ไม้ ไผ่ ทองแดง ทองดาํ หลาวเหล็ก ฯลฯ วา่ นนางครวญ รักษาขดั เยย่ี ว พ้ืนที่สวนดูซงซ่ึงอยใู่ นเขตอทุ ยานแห่งชาติทะเลบนั หมอพนื้ บ้านตาํ บลวงั ประจนั 4-72
บทบาทของกลุ่มต่างๆในการจัดการอุทยานแห่งชาตทิ ะเลบนั จ.สตูล หวั หนา้ อุทยานแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เครือข่าย เครือญาติ กรรมการร่วม ชุมชนมุสลิม รัฐ+ชาวบา้ น โรงเรียน โตะ๊ อิหมา่ ม(ผนู้ าํ ศาสนา) และองคก์ ารบริหารส่วนตาํ บล 5.4) บทเรียนการจัดการป่ าอนุรักษ์ร่วมกนั ระหว่างรัฐกบั ชาวบ้าน • ตาํ บลวงั ประจนั เป็นชุมชนที่มีลกั ษณะของเครือญาติและมีการต้งั ถิ่นฐานยาวนาน ซ่ึงยงั คงรักษาจารีตประเพณีที่เชื่อมร้อยชุมชนให้อยู่ในกฎระเบียบท่ีตกลงร่วมกนั ดว้ ยเหตุน้ีการ จดั การอุทยานแห่งชาติร่วมกนั กบั รัฐ ชุมชนจึงสามารถควบคุมใหม้ ีการปฏิบตั ิตามขอ้ ตกลงไดอ้ ยา่ ง เป็นจริง อยา่ งของวฒั นธรรมจารีตประเพณีที่ยงั สืบทอดอยู่ คือ การลงแขกช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ มีการช่วยกนั ถางป่ า ถางสวนโดยอาศยั การหยบิ ฉลาก หากโชคดีไดใ้ ครกแ็ ลว้ ตาคนน้นั จะใหไ้ ปช่วย ทาํ อะไร ทุกคนก็จะไปช่วย แต่ละคนก็มีการคดห่อขา้ วไปกินกนั เอง ส่วนเจา้ ภาพก็จะเล้ียงขนม หวานเลก็ ๆนอ้ ยๆแก่คนท่ีมาช่วย มีการรวมกลุ่ม แบบกลุ่มแชร์ตาย กล่าวคือ กลุ่มที่ถูกแต่งต้งั โดยกรรมการประจาํ มสั ยิด มี ไวเ้ พ่ือเก็บเงินสมาชิกในชุมชนเม่ือคนใดคนหน่ึงในชุมชนเสียชีวิต เด็กๆจะเก็บประมาณ 10 บาท ส่วนผใู้ หญจ่ ะเก็บ 30 บาท ครอบครัวผเู้ สียชีวติ ก็ไม่ตอ้ งกลวั วา่ จะเดือดร้อนเรื่องไม่มีเงินทาํ ศพทาง ประเพณีศาสนาอิสลาม สามารถเอาเงินไปใชไ้ ดเ้ ลย และกรรมการก็จะเดินเก็บจากสมาชิกในชุมชน 4-73
ภายหลงั การจะใหเ้ ทา่ ไหร่ข้ึนอยกู่ บั คณะกรรมการพิจารณาวา่ จะอนุมตั ิเท่าไหร่ เงินท่ีเหลือก็จะเก็บ เขา้ กองกลาง คนชุมชนเมื่อเกิดปัญหาก็จะหนั หน้าเขา้ หารือกนั ปรึกษากนั หากปัญหารุนแรงมากก็จะ เกิดการรวมกลุ่มประชุมกนั โดยไมม่ ีการช้ีนาํ จากใครเป็นหลกั ซ่ึงเป็นไปโดยอตั โนมตั ิ ประกอบกบั ผูน้ าํ ชุมชน มีการเกาะกลุ่มกันอย่างเขม้ แข็ง ชุมชนที่นี่จึงมีความเขม้ แข็ง อาํ นาจรัฐไม่กล้ามา แทรกแซงในกิจกรรมท่ีเป็ นผลประโยชน์ของชุมชน นอกจากน้ีคนในชุมชนไดร้ ับบทเรียนจาก อาํ นาจรัฐมามาก จนไม่มีความไวว้ างใจในเจา้ หนา้ ท่ี ตวั อยา่ งการต่อสู้เร่ืองท่ีทาํ กินที่โดนทบั ที่โดย อุทยานแห่งชาติ มีการลุกข้ึนต่อตา้ นการอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็ นพ้ืนท่ีทาํ กินของชุมชน สุดทา้ ย เจา้ หนา้ ท่ีรัฐก็ใหค้ วามสาํ คญั ในปัญหาความเดือดร้อนของชาวบา้ น • บทบาทของโรงเรียนไดส้ นบั สนุนใหช้ ุมชนและเยาวชนร่วมกนั อนุรักษป์ ่ า ซ่ึง ผบู้ ริหารของโรงเรียนวงั ประจนั ไดใ้ หค้ วามสําคญั ต่อการทาํ หลกั สูตรทอ้ งถิ่นที่เกี่ยวกบั การจดั การ ป่ า การอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาติ และสมุนไพร • การรวมกลุ่มของหมอพ้ืนบา้ น ไดเ้ คยเกิดข้ึนเม่ือเจา้ หนา้ ท่ีอนามยั มาส่งเสริมให้ รวมตวั กนั ในการบดยารักษาโรค เพื่อลดคา่ ใชจ้ า่ ย รวมได้ 10 คน และนาํ สมุนไพรมาปลูกในแปลง ทดลองขา้ งหลงั สถานีอนามยั โดยหมอพ้นื บา้ นทาํ กนั เองไม่มีงบประมาณสนบั สนุน แตต่ ่อมาก็ หยดุ ไป เนื่องจากทางเจา้ หนา้ ท่ีอนามยั ไม่ไดส้ นบั สนุนอยา่ งตอ่ เนื่อง และหมอพ้ืนบา้ นมีอายมุ ากท่ี จะขบั เคล่ือนใหก้ ลุ่มทาํ งานได้ การรวมกลุ่มของหมอพ้ืนบา้ นในการสืบทอดภมู ิปัญญาจาํ เป็ นตอ้ ง เป็นการทาํ งานร่วมกนั ภายในชุมชน และเห็นความสาํ คญั ของการรักษาโรคดว้ ยสมุนไพร ซ่ึงมี จาํ นวนมากในป่ า และหมอพ้ืนบา้ นรู้จกั เกบ็ สมุนไพรที่ไม่ทาํ ลาย • กลุ่มอาชีพเศรษฐกิจ ไดพ้ ฒั นาขยายออกเป็นหลายกลุ่ม ตา่ งคนต่างทาํ ตามกลุ่ม อาชีพของตน เช่น กลุ่มจกั สาน กลุ่มดอกไมเ้ กล็ดปลา กลุ่มทาํ ดอกไมล้ ูกปัด กลุ่มทาํ ขนมเป๊ี ยะ กลุ่ม เยบ็ ผา้ แต่ละกลุ่มจะสัมพนั ธ์กนั ในลกั ษณะการประชาสัมพนั ธ์ในเร่ืองพ้ืนท่ีขายของได้ ท่ีจริงกลุ่ม แมบ่ า้ นจกั สานกบั กลุ่มแมบ่ า้ นเป็นกลุ่มเดียวกนั เพียงแตแ่ ยกกนั ทาํ สมาชิกบางคนรับหนา้ ที่ในสอง กลุ่ม กลุ่มอาชีพต่างๆยงั ไม่ไดม้ ีช่วงที่จะแลกเปล่ียนความคิดเห็นกนั หากมีก็ตอ้ งรอให้ อสม. จดั โครงการให้ไดพ้ ูดคุยกนั เช่นการจดั สัมมนากลุ่มอาชีพเป็ นตน้ ซ่ึงลกั ษณะดงั กล่าวเป็ นการ รวมกลุ่มเฉพาะกิจมุ่งเนน้ การพฒั นาเศรษฐกิจ • การจดั การอุทยานทะเลบนั สําเร็จไดม้ าจากชุมชนและผนู้ าํ มีความเขม้ แขง้ ควบคุม กฎกติกา และตอ่ รองทาํ งานร่วมกบั ภาครัฐไดอ้ ยา่ งมีศกั ด์ิศรี และร่วมกาํ หนดกฎกติกา ซ่ึงทาํ ให้ ชุมชนทาํ กินและใชป้ ระโยชน์จากป่ าได้ อยา่ งไรก็ตามชุมชนยงั ไม่ไดม้ ีการจดั การป่ าชุมชนอยา่ ง เป็นทางการ เพราะเห็นวา่ การใชป้ ระโยชน์จากป่ าไม่มีปัญหา หากเป็นการใชป้ ระโยชน์อยา่ งไม่ ทาํ ลาย และมีอาํ นาจในการตดั สินใจสร้างกฎกติกาของการจดั การป่ าไดจ้ ริง • ขอ้ เสนอของการจดั การป่ าและสมุนไพรในชุมชนวงั ประจนั ตอ้ งเป็นกลุ่มเดียวกนั 4-74
ที่มีกรรมการชุมชนจดั การร่วมกนั กบั อุทยาน พร้อมท้งั กลุ่มแมบ่ า้ นและกลุ่มหมอพ้นื บา้ น ทาํ หนา้ ท่ี ใหค้ วามรู้และทาํ กิจกรรมสืบทอดภมู ิปัญญาร่วมกนั กบั โรงเรียนและสถานีอนามยั ในการทาํ หลกั สูตรทอ้ งถิ่น และนาํ ไปรักษาในทางปฏิบตั ิ 4-75
บทท่ี 5 บทสรุปและแนวทางปฏิบตั ใิ นการจดั การป่ า พชื อาหาร และสมุนไพร ในสถานการณ์ท่ีประเทศไทยกาํ ลงั เผชิญกบั การคุกคามทรัพยากรธรรมชาติและความ หลากหลายทางชีวภาพท้งั ในพ้นื ท่ีเกษตรกรรมและพ้ืนที่ป่ าอยา่ งรุนแรง ดว้ ยการพฒั นาระบบ เศรษฐกิจทุนนิยม อนั เป็นปัจจยั สาํ คญั ต่อการกระตุน้ ใหท้ รัพยากรธรรมชาติเป็ นสินคา้ และตีมลู ค่า เป็นเงินตรา รูปแบบของการพฒั นามาในลกั ษณะของอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมทาํ ไม้ อุตสาหกรรมเคมี และอุตสาหกรรมชีวภาพ ตลอดจนการส่งเสริมปลูกป่ าเชิงพาณิชย์ เพือ่ ตอบสนอง ตอ่ กลไกตลาด อีกท้งั ระบบกฎหมายของไทยไดร้ ับรองระบบทรัพยส์ ินทางปัญญาท่ีผกู ขาดโดยผู้ คน้ พบหรือพฒั นาข้ึนใหม่ คุณค่าของชุมชนที่มีความเขม้ แขง็ และมีศกั ยภาพในการจดั การป่ าชุมชน พชื อาหารและสมุนไพร จะทาํ ใหเ้ กิดการปกป้ องสิทธิในการจดั การฐานทรัพยากร การอนุรักษแ์ ละ ใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรพนั ธุกรรม จากการล่าอาณานิคมดว้ ยการพฒั นาระบบเศรษฐกิจทุนนิยม และกระแสโลกาภิวฒั น์ รายงานการศึกษาฉบบั น้ีไดค้ น้ พบวา่ หลายชุมชนในทุกภาคของประเทศไทยมี องคค์ วามรู้อยมู่ ากในการใชป้ ระโยชนแ์ ละอนุรักษป์ ่ า พืชอาหารและสมุนไพร ถึงแมว้ า่ ชุมชน เกษตรกรรมของไทยไดเ้ ปล่ียนแปลงไปในลกั ษณะของสงั คมเมืองแทนท่ีสังคมชนบท แต่ในพ้ืนท่ี ท่ีมีทรัพยากรป่ าและน้าํ ใหพ้ ่งึ พา มีที่ดินใหท้ าํ กิน และมีวถิ ีการผลิตแบบผสมผสานในรูปแบบการ ทาํ เกษตรกรรมเพื่อผลิตอาหารใหก้ บั ครอบครัวและผลิตพชื เชิงพาณิชยน์ ้นั ยงั สามารถรักษาความ หลากหลายของพนั ธุกรรม ท้งั ผลผลิตจากป่ า พืชอาหารและสมุนไพรได้ ถา้ หากชุมชนไดใ้ ช้ ประโยชน์โดยตรงในการเป็ นปัจจยั ส่ีของการดาํ รงชีวติ และเป็นท้งั รายไดแ้ ละการลดค่าใชจ้ า่ ย ภายในครอบครัว และชุมชน อยา่ งไรก็ตามหลายชุมชนในประเทศไทยกาํ ลงั เปล่ียนแปลงไปสู่ลดการพ่ึงพา ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็ นการพ่ึงตนเอง แตพ่ ่งึ พาการบริโภคจากสินคา้ ที่ผลิตจากขา้ งนอก รักษา สุขภาพดว้ ยการซ้ือยากิน การเปลี่ยนระบบการผลิตเพื่อขาย การถูกตดั ขาดจากการใชท้ รัพยากรป่ า โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การเปล่ียนวถิ ีชีวติ ของชาวนาไปเป็นชาวไร่ปลูกพืชเงินตรา เช่น ออ้ ย ขา้ วโพด มนั สาํ ปะหลงั ยางพารา แทนที่การปลูกพชื อาหาร เราพบเห็นชุมชนเหล่าน้ีไดใ้ นพ้ืนที่ของภาคกลาง ภาคตะวนั ออก ภาคอีสาน และภาคใต้ ซ่ึงส่งผลใหค้ วามรู้ของชุมชนในการอนุรักษแ์ ละใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรสูญหายไป มีความจาํ เป็นอยา่ งยง่ิ ท่ีตอ้ งมีการฟ้ื นฟคู วามรู้ของชุมชน พร้อมกบั มีทางเลือกในการดาํ รงชีวติ ท้งั ทางเศรษฐกิจและสังคมที่มนั่ คงใหก้ บั ครอบครัวและชุมชน 5-1
การทบทวนงานศึกษาท่ีเกี่ยวขอ้ งและศึกษาจาก 4 พ้นื ที่ เพอ่ื นาํ เสนอให้เห็นสถานะองค์ ความรู้ของชุมชนในการจดั การป่ า และความหลากหลายของพชื อาหารและสมุนไพรในแตล่ ะภาค ซ่ึงทบทวนจากผลงานศึกษาและงานวจิ ยั ที่เกี่ยวขอ้ ง 1. องค์ความรู้ในการจัดการป่ า พชื อาหารและสมุนไพร การจดั การป่ าชุมชนในประเทศไทยเริ่มตน้ มาจากการขบั เคลื่อนของชุมชนเพอ่ื ปกป้ องสิทธิ ในการจดั การและใชป้ ระโยชน์จากป่ า หลงั จากที่ป่ าของชุมชนไดถ้ ูกควบคุมโดยรัฐ และรัฐไดใ้ ห้ อนุญาตแก่บริษทั เอกชนในการสมั ปทานทาํ ไมม้ ายาวนานในพ้นื ท่ีป่ าสงวนแห่งชาติ ต่อมามีการ ประกาศเขตพ้ืนที่ป่ าอนุรักษ์ (เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพนั ธุ์สัตวป์ ่ า เขตหา้ มล่าสัตวป์ ่ า เขต วนอุทยานแห่งชาติ และเขตตน้ น้าํ ลาํ ธาร) และขยายครอบคลุมทบั ซอ้ นพ้ืนท่ีทาํ กิน โดยชุมชนตอ้ ง ตอ่ สู้เรียกร้องใหย้ กเลิกสมั ปทานทาํ ไมจ้ นเป็ นผลสาํ เร็จ และตอ้ งต่อสู้ในการกนั พ้ืนที่ทาํ กิน ป่ าท่ี ชุมชนตอ้ งการใชป้ ระโยชน์ออกจากเขตป่ าอนุรักษ์ หรือแมแ้ ตก่ ารฟ้ื นฟปู ่ าข้ึนใหม่ในพ้นื ที่ท่ีถูก อพยพออกจากเขตป่ าอนุรักษ์ รวมท้งั ชุมชนท่ีมีการเคล่ือนยา้ ยมาต้งั ถิ่นฐานใหม่ การจดั การป่ าชุมชนในเมืองไทยจึงเกิดข้ึนมาจากสถานการณ์เช่นน้นั งานศึกษาจาํ นวน มากเกี่ยวกบั ป่ าชุมชนเป็นการศึกษาในมิติของการเคลื่อนไหวทางสงั คม การรวมกลุ่มในการจดั การ ป่ า สิทธิและอาํ นาจของชุมชน เพอ่ื ทา้ ทายต่ออาํ นาจและสิทธิในการจดั การป่ าโดยรัฐ ต่อมาจึง พฒั นามาสู่การศึกษาในมิติของระบบนิเวศ มลู คา่ ของการใชป้ ระโยชนท์ างเศรษฐกิจ และ ความสัมพนั ธ์ทางวฒั นธรรมของชุมชนในการใชป้ ระโยชน์และอนุรักษค์ วามหลากหลายทาง ชีวภาพ พฒั นาการงานศึกษาเป็นไปตามกระแสของสงั คมต่อการวพิ ากษว์ จิ ารณ์การคุกคาม ทรัพยากรในหลากหลายมิติ โครงการวนศาสตร์ชุมชน ไดส้ ่งผลตอ่ การนาํ เสนอแนวคิดวนศาสตร์ชุมชน และพฒั นามา สู่แนวคิดป่ าไมส้ ังคม และสิทธิชุมชนในการจดั การป่ าที่เรียกกนั วา่ “ป่ าชุมชน” การทบทวน ประสบการณ์การจดั การป่ าในรอบ 10 ปี (2513 – 2523) ของ Arnold และการสาํ รวจจากประสบ กาณ์จดั การป่ าชุมชนในประเทศเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ (2533) นาํ เสนอสอดคลอ้ งตอ้ งกนั วา่ การ จดั การป่ าที่มีเป้ าประสงคเ์ พอ่ื การเพิ่มพ้ืนที่ป่ า และแกไ้ ขปัญหาความยากจนในมิติของการลด คา่ ใชจ้ า่ ยแก่ชุมชนเทา่ น้นั ไมต่ อบสนองต่อการบรรลุเป้ าหมายของการเพิ่มพ้ืนที่ป่ าไดจ้ ริง ในทาง ตรงกนั ขา้ มยงั ส่งผลใหม้ ีการทาํ ลายป่ า หากชุมชนไมส่ ามารถเขา้ ถึงทรัพยากรป่ าไดอ้ ยา่ งเป็นธรรม ซ่ึงหมายความวา่ ในความเป็นจริงสังคมมีความซบั ซอ้ นและมีปัจจยั หลายอยา่ งที่ส่งผลตอ่ ระบบ ทรัพยากรธรรมชาติ ซ่ึงสมั พนั ธ์กบั คนและวธิ ีการท้งั ชายและหญิงกบั การจดั การที่ดินและทรัพยากร ต่างๆ 5-2
รูปธรรมท่ีชดั เจนคือ ประการแรก กรมป่ าไมไ้ ม่โอนอาํ นาจการจดั การป่ าชุมชนไปสู่ระดบั ทอ้ งถิ่น หรือ ยนิ ยอมใหช้ ุมชนเกบ็ หาผลผลิตจากป่ าท่ีเสื่อมโทรมเทา่ น้นั ประการทส่ี อง แรงกดดนั ภายในชุมชน เช่น บุคคลภายนอกอพยพเขา้ ไปในหมบู่ า้ น และ ฝ่ าฝืนขอ้ ตกลงตา่ งๆจนก่อให้เกิดการความลม้ เหลวในการรักษาป่ า ประการทส่ี าม ทรัพยากรท่ีลดลงไปท้งั ปริมาณและคุณภาพมีสาเหตุมาจากการสร้างความ ออ่ นแอใหแ้ ก่ทอ้ งถ่ินในการบริหารจดั การของทอ้ งถิ่น การรุกที่ดินของเอกชน การเพิ่มข้ึนของ ประชากร การขยายตวั ทางการคา้ ในหมู่บา้ น การเปล่ียนแปลงเทคโนโลยี และการรวมศนู ยอ์ าํ นาจ จากรัฐส่วนกลาง มีส่วนทาํ ใหเ้ กิดความลม้ เหลวท้งั สิ้น ประการทส่ี ่ี การใหส้ ิทธิแก่เอกชนเป็นผใู้ ชท้ รัพยากร เป็นช่องทางใหใ้ ชท้ รัพยากรเกิน กาํ ลงั ของป่ า และเกิดความเสื่อมโทรมข้ึนไดง้ ่าย ในขณะที่รัฐไม่สามารถเขา้ ไปควบคุมจดั การ ป้ องกนั ทรัพยากรป่ าได้ ในทาํ นองเดียวกนั การใหก้ รรมสิทธ์ิท่ีดินแก่คนใดคนหน่ึง กเ็ ป็นการ เปลี่ยนมือการใชท้ รัพยากรส่วนรวมไปอยทู่ ี่บุคคลอ่ืนแทน ประการทห่ี ้า มีสาเหตุหลายประการที่ชุมชนไม่ร่วมจดั การป่ าชุมชน เน่ืองจาก ชุมชนไม่ เกิดความมนั่ ใจในผลที่ไดร้ ับ เช่น การจดั การป่ าถูกกาํ หนดใหเ้ หมาะสมกบั การจดั การของพนกั งาน ป่ าไม้ มากกวา่ ท่ีจะใหเ้ หมาะสมกบั ชาวบา้ น การกาํ หนดกฎระเบียบการใชป้ ระโยชน์จากป่ าโดยรัฐ ไม่สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของชุมชน ระบบวางแผนควบคุมอยทู่ ี่หน่วยงานของรัฐ ประการทหี่ ก โครงการวนศาสตร์ชุมชน และการจดั การป่ าชุมชนโดยส่วนใหญ่ไดล้ ะเลย บทบาทผหู้ ญิง ซ่ึงเป็นผใู้ ชป้ ระโยชนแ์ ละเกบ็ เกี่ยวผลผลิตจากป่ า และการทาํ ไร่นาในแปลง เกษตรกรรมโดยตรง ผหู้ ญิงเห็นคุณคา่ และมีบทบาทสาํ คญั ต่อการอนุรักษท์ รัพยากรดงั กล่าว ประการทเี่ จ็ด การจดั การป่ าและการใชป้ ระโยชนจ์ ากผลผลิตในป่ า ไม่วา่ จะเป็นอาหาร สมุนไพร ไมฟ้ ื น สัมพนั ธ์กบั รายไดเ้ สริมนอกเหนือจากการทาํ การเกษตรกรรม และเป็นการลด คา่ ใชจ้ า่ ยของครอบครัว ซ่ึงเป็นแรงจงู ใจอนั สาํ คญั ท่ีทาํ ใหช้ าวบา้ นร่วมจดั การป่ า ประการทแ่ี ปด หากมีการใชป้ ระโยชน์จากผลผลิตในป่ าในปริมาณที่มาก หรือพฒั นาเป็ น ธุรกิจรายยอ่ ย กไ็ มส่ ร้างรายไดท้ างเศรษฐกิจที่ยงั่ ยนื แก่ชุมชนอยา่ งแทจ้ ริง เพราะชุมชน เกษตรกรรมยงั มีขอ้ จาํ กดั ในการบริหารจดั การทางตลาด และมีความเสี่ยงตอ่ การทาํ ลายทรัพยากร ในป่ า โครงการป่ าชุมชนลักษณะดงั กล่าวก่อให้เกดิ ความเส่ียงที่รัฐเข้ามาควบคุมจัดการเอง ในขณะทตี่ ัวอย่างการจัดการป่ าชุมชนทป่ี ระสบผลสําเร็จ คอื บริเวณทชี่ ุมชนมภี ูมิปัญญาในการ จัดการป่ าอยู่แล้ว การจัดการและการใช้ประโยชน์ดังกล่าวต้องสัมพนั ธ์กบั องค์ความรู้ของชุมชนท่ี สั่งสมสืบทอดการใช้ประโยชน์อย่างไม่ทาํ ลาย เพอ่ื เป็ นการรักษาระบบนิเวศ แหล่งอาหาร และยา ของชุมชน 5-3
จากฐานคิดดงั กล่าวทาํ ใหก้ ารจดั การป่ าชุมชนเมืองไทยมีการพฒั นามุมมองในมิติความ หลากหลายทางชีวภาพกบั การพฒั นาอยา่ งยง่ั ยนื เสน่ห์ จามริก (2546) นกั สงั คมศาสตร์ไดเ้ สนอ แนวคิดไวว้ า่ “การจัดการป่ าชุมชนเป็ นหวั ใจสําคญั ของการปฏริ ูปกระบวนทศั น์การพัฒนา เป็ นการ สร้างระบบเศรษฐกจิ ของชุมชนท้องถนิ่ ทพี่ ง่ึ ตนเองและย่งั ยนื เป็ นการสร้างความมัน่ คงทางอาหาร และยา ไม่พงึ่ พงิ กบั ระบบกลไกตลาดการค้าเสรี และเป็ นการกระจายอํานาจให้กบั ชุมชนท้องถน่ิ ในการบริหารจัดการฐานทรัพยากร การจัดการป่ าชุมชนเป็ นการสร้างเครือข่ายของการสร้างฐาน ทรัพยากรชีวภาพ ทฟี่ ้ื นฟภู ูมิปัญญาของชุมชนในการสร้างระบบภูมิปัญญาท้องถิน่ ทีท่ ้าทายกบั ระบบทรัพย์สินทางปัญญาแบบผกู ขาด” สาเหตุสาํ คญั มาจากฐานคิดวา่ ทรัพยากรในป่ าเขตร้อน เช่น ประเทศไทย มีความสาํ คญั ต่อ การอนุรักษค์ วามหลากหลายทางชีวภาพ ท้งั ระบบนิเวศ พนั ธุกรรม และชนิดพนั ธุ์ ความ หลากหลายทางชีวภาพน้ีมีความเช่ือมโยงกบั ฐานทรัพยากรรวมถึงที่สาธารณประโยชน์ ท่ีดินใน แปลงเกษตรกรรม ที่ดินที่ชุมชนเกษตรกรรมอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์สืบทอดภมู ิปัญญามายาวนาน งานศึกษาดงั กล่าวไดน้ าํ เสนอสาระสาํ คญั ที่แสดงถึงองคค์ วามรู้ของชุมชนในการจดั การป่ า และความหลากหลายของพชื อาหารและสมุนไพรในแต่ละภาค ซ่ึงมีความแตกตา่ งกนั ไปตามบริบท ของสังคมในภมู ิภาคและชุมชน โดยสรุปดงั น้ี ภาคเหนือ ลกั ษณะเด่นของภาคเหนือเป็นพ้ืนท่ีราบเป็นส่วนนอ้ ย ลอ้ มรอบดว้ ยภเู ขา ท่ีมี ความสูงลดหลนั่ ลงไปต้งั แต่ยอดดอยจนถึงพ้ืนท่ีราบ และเป็นแหล่งตน้ น้าํ ลาํ ธาร 4 สายหล่อเล้ียง ผคู้ นในภาคเหนือ และภาคกลางของประเทศไทย ระบบนิเวศของป่ ามีความหลากหลาย เช่นเดียวกบั ความหลากหลายของกลุ่มชาติพนั ธุ์ต่างๆที่ต้งั ถิ่นฐานอยู่ องคค์ วามรู้ของชุมชนทาง ภาคเหนือสะทอ้ นให้เห็นวา่ การผลิตอาหารของกลุ่มชาติพนั ธุ์ที่ต้งั ถิ่นฐานบนพ้ืนที่สูง เป็นส่วนหน่ึง ของระบบนิเวศของป่ า เช่น การทาํ ไร่หมุนเวยี น ระบบนิเวศเกษตรป่ าเม่ียง หรือการทาํ เกษตรกรรม ในพ้นื ท่ีราบยงั คงอนุรักษก์ ารปลูกขา้ วดว้ ยพนั ธุกรรมพ้ืนบา้ น และเก็บเกี่ยวพืชอาหารและสมุนไพร ในป่ าอยา่ งใกลช้ ิด เพราะฉะน้นั ชุมชนทางภาคเหนือจึงตอ้ งมีการใชป้ ระโยชน์จากป่ าอยา่ งยง่ั ยนื ไม่ใหม้ ีการทาํ ลายป่ า ดว้ ยองคค์ วามรู้ต่างๆเช่น การจดั การไผห่ กอยา่ งยงั่ ยนื การใชไ้ ม้ การฟ้ื นป่ า ตามธรรมชาติที่สมั พนั ธ์กบั การทาํ ไร่แบบยา้ ยท่ี การจดั การไฟป่ า การเล้ียงววั แบบปล่อยในป่ า การ ใชป้ ระโยชนจ์ ากผลผลิตในป่ า น้นั ไม่ไดส้ ่งผลกระทบตอ่ การทาํ ลายป่ า ถา้ หากชุมชนใชป้ ระโยชน์ ภายในครอบครัว และมีการขายผลผลิตเพอ่ื ยงั ชีพ โดยมีกฏกติกาตามจารีตประเพณีของชุมชน ควบคุมไว้ งานศึกษาของภาคเหนือจาํ นวนมากเป็นงานศึกษาดา้ นสังคมศาสตร์ในมิติของ มานุษยวทิ ยา นิเวศวฒั นธรรม และพฤกษศาสตร์พ้ืนบา้ น ซ่ึงแสดงใหเ้ ห็นถึงองคค์ วามรู้ของกลุ่ม ชาติพนั ธุ์ในระบบการผลิต การใชป้ ระโยชน์และอนุรักษจ์ ากป่ าในหลายดา้ น ท้งั น้ีเน่ืองมาจาก 5-4
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ มหาวทิ ยาลยั นเรศวร และสถาบนั วชิ าการในกรุงเทพ เช่น ศูนยฝ์ ึกอบรมวน ศาสตร์ชุมชนแห่งภมู ิภาคเอเชียแปซิฟิ ค (รีคอร์ฟ) เป็ นสถาบนั วชิ าการมีบทบาทต่อการวจิ ยั ศึกษาท้งั ในกลุ่มของนกั ศึกษา นกั วชิ าการ ตลอดจนบทบาทขององคก์ รพฒั นาเอกชนท่ีทาํ งานกบั กลุ่มชาติ พนั ธุ์โดยตรงท่ีไดศ้ ึกษารวบรวมขอ้ มลู ในการเผยแพร่ใหส้ ังคมไทยเขา้ ใจอตั ลกั ษณ์และภมู ิปัญญา ของกลุ่มชาติพนั ธุ์ เพื่อนาํ ไปสู่การปกป้ องสิทธิของชุมชนในการจดั การฐานทรัพยากร ภาคอสี าน ระบบนิเวศของภาคอีสานมีลกั ษณะสูงๆต่าํ ๆเป็นเนินสลบั แอ่งดินตะกอน และ ทิวเขา มีลกั ษณะของป่ าที่เป็ นป่ าดง (ป่ าเบญจพรรณชนิดตา่ งๆ) ป่ าโคก (ทาํ เลเล้ียงสตั ว)์ ป่ าที่น้าํ ท่วมถึง ไดแ้ ก่ ป่ าพรุ ป่ าบึง และป่ าบุง่ ป่ าทาม เป็นตน้ ถึงแมว้ า่ วถิ ีการผลิตโดยส่วนของคนอีสาน หนั มาทาํ ไร่และขา้ ว แต่จากงานศึกษาคน้ พบวา่ คนอีสานไดอ้ นุรักษต์ น้ ไมใ้ หญไ่ วต้ ามแปลงนา ซ่ึง เรียกวา่ “หวั ไร่ปลายนา” มีการอนุรักษป์ ่ าไวต้ ามท่ีทาํ เลเล้ียงสัตว์ หรือในเขตป่ าดง ท่ีเป็นการ อนุรักษป์ ่ าตามประเพณี เช่น ป่ าดอนป่ ูเจา้ ป่ าผปี ่ ูตา ป่ าชา้ หรือวดั ป่ าของบา้ น และไวใ้ ชส้ อยในการ เกบ็ เก่ียวผลผลิตจากพืชอาหารและสมุนไพร ตลอดจนมีการเล้ียงววั ในป่ า งานศึกษาของภาคอีสานไดน้ าํ เสนอใหเ้ ห็นความรู้ในการอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชนท์ ้งั ใน ป่ าดง ป่ าโคก ป่ าทาม และป่ าหวั ไร่ปลายนา เพอ่ื ช้ีใหส้ ังคมไทยเห็นวา่ การบุกเบิกป่ าเพือ่ ต้งั ถิ่นฐาน ของชุมชน มาจากนโยบายของรัฐส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเพ่อื การส่งออก เช่น การทาํ ไร่ปอ มนั สาํ ปะหลงั ขา้ วโพด ออ้ ย เป็นตน้ กรทาํ สวนป่ ายคู าลิปตสั หรือโครงการก่อสร้างพ้นื ฐาน เช่น เขื่อน ถนน เป็นตน้ ตอ่ มาเม่ือมีการอนุรักษป์ ่ า ดว้ ยการประกาศพ้ืนที่ป่ าทบั ซอ้ นที่ดินทาํ กินชาวบา้ น แต่สิ่งที่ยงั ดาํ รงอยคู่ ือ ชุมชนมีวฒั นธรรมประเพณีท่ีเคารพตอ่ ธรรมชาติ และมีขอ้ หา้ มในการพ่ึงพงิ ป่ าอยา่ งเคร่งครัด ชุมชนยงั มีระบบการผลิตแบบผสมผสานท่ีอนุรักษป์ ่ า ดินและน้าํ งานศึกษาไดเ้ สนอใหเ้ ห็นถึงมลู ค่าทางเศรษฐกิจของป่ าที่ชุมชนไดใ้ ชป้ ระโยชน์ เช่น จาก การสาํ รวจครัวเรือนในพ้นื ท่ีตาํ บลด่าน ตาํ บลหนองแค อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ และตาํ บลดอนแรด อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ จาํ นวน 11 หม่บู า้ น 366 ครัวเรือน พบวา่ ผลผลิตท่ีไดจ้ ากการเกษตรมีมลู คา่ 6,445,477 บาท/ปี จากพรรณพชื อาหารและเคร่ืองใชส้ อย มูลค่า 3,033,815 บาท/ปี และจากสัตวใ์ น ป่ าทามและอ่ืนๆ มลู คา่ 4,760,285 บาท/ปี ดว้ ยเหตุน้ีชุมชนจึงดาํ รงชีวติ ไดจ้ ากการพ่ึงพาป่ าบุง่ ป่ า ทาม แมว้ า่ ผลผลิตทางการเกษตรจะราคาตกต่าํ ก็ตาม งานศึกษาของภาคอีสานส่วนใหญ่มาจาก องคก์ รพฒั นาเอกชนในภาคอีสาน งาน วทิ ยานิพนธ์ของนกั ศึกษา และงานวจิ ยั ทางวชิ าการจากมหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น สาํ หรับการศึกษาใน มิติของความหลากหลายทางชีวภาพ ซ่ึงพบไดง้ านศึกษาสถาบนั รุกขเวช มหาวทิ ยาลยั สารคาม และ งานวจิ ยั ท่ีสาํ นกั งานกองทุนสนบั สนุนการวิจยั (สกว.)ใหก้ ารสนบั สนุน มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ และจากรีคอร์ฟ งานศึกษาส่วนใหญศ่ ึกษาในมิติของสงั คมศาสตร์ การศึกษาแบบวนศาสตร์ สาํ รวจ พนั ธุ์ไม้ ตน้ ไม้ และพนั ธุกรรม ตลอดจนการศึกษาในเชิงระบบนิเวศ 5-5
ภาคใต้ ลกั ษณะของระบบนิเวศในภาคใตเ้ ป็ นป่ าดิบช้ืนในบริเวณเทือกเขาท่ีไหลลาดลงสู่ที่ ราบและทะเล ดว้ ยระยะทางที่ส้ัน ระบบนิเวศของป่ าภาคใตม้ ีความหลากหลายตามชนิดพนั ธุ์ ซ่ึง สงั เกตไดจ้ ากช่ือป่ าที่ชาวบา้ นเรียกกนั มา เช่น ป่ าโคกข้ีเส้ียน ป่ าควนลูกกลม ป่ าประ ป่ าภเู ขาหินปูน ป่ ากราด เป็ นตน้ บริเวณพ้ืนที่ราบลุ่มต่าํ ตามปากแมน่ ้าํ และชายทะเลที่เป็นโคลน เป็ นป่ าพรุเขต ร้อน หรือป่ าบึงน้าํ จืด ซ่ึงเป็ นป่ าพรุที่น้าํ ทว่ มถึง เช่น พรุบึงน้าํ ใส พรุควนเคร็ง พรุลานควาย และ ป่ าชายหาดที่ข้ึนอยตู่ ามชายฝ่ังทะเลคลุมพ้ืนดินหรือพ้ืนทรายบริเวณท่ีน้าํ ทะเลท่วมไมถ่ ึง แตไ่ ดร้ ับ อิทธิพลจากไอน้าํ ทะเล และลมทะเล พบป่ าชายหาดกระจายท้งั ชายฝ่ังทะเลอ่าวไทย มีการต้งั ถ่ิน ฐานของชนเผา่ ต่างๆ เช่น ซาไก ชาวเล และกลุ่มคนไทยในที่ลุ่ม ท้งั กลุ่มมุสลิม กลุ่มไทยเช้ือสายจีน งานศึกษาของภาคใตส้ ่วนใหญม่ าจากงานวทิ ยานิพนธ์ของนกั ศึกษาในมหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ วทิ ยาเขตหาดใหญ่ ซ่ึงเป็นงานศึกษาในเชิงระบบนิเวศ และการวจิ ยั ทาง วทิ ยาศาสตร์ที่ช้ีใหเ้ ห็นสถานภาพของระบบนิเวศ มีงานศึกษาทางดา้ นสงั คมศาสตร์ที่มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ วทิ ยาเขตปัตตานี และองคก์ รพฒั นาเอกชน ที่เสนอใหเ้ ห็นถึงองคค์ วามรู้ของ ชุมชนในการอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์จากป่ า เช่น การเกบ็ หาของป่ า การใชป้ ระโยชน์จาก พนั ธุกรรมทอ้ งถิ่นในป่ าและในแปลงเกษตรกรรม ระบบการเกษตรในป่ า เช่น สวนสมรม ภมู ิปัญญาในการใชป้ ระโยชน์จากไม้ ท้งั ในป่ าปกและป่ าพรุ ภมู ิปัญญาในการจดั การป่ าชายเลน ชุมชน งานศึกษาเหล่าน้ีแสดงนยั ของความอุดมสมบรู ณ์ของป่ าดิบช้ืนในภาคใต้ ที่คนใตย้ งั อนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์แมว้ า่ หลายพ้ืนท่ีถูกประกาศทบั ดว้ ยเขตป่ าอนุรักษ์ และมีการจดั การป่ า ชุมชนส่วนใหญ่นอกเขตป่ าอนุรักษแ์ ละป่ าชายเลน ภาคกลาง ตะวนั ตก และตะวนั ออก ระบบนิเวศของป่ าใน 3 ภาคมีการคุกคามทาํ ลายป่ า ค่อนสูงกวา่ ภาคอื่น เนื่องจากเป็นภาคที่อยใู่ กลศ้ ูนยก์ ลางของรัฐในการกาํ หนดนโยบายการพฒั นา เศรษฐกิจท่ีใชป้ ระโยชนจ์ ากทรัพยากรอยา่ งรุนแรง เช่นท่ีภาคตะวนั ออกการเกิดอุตสาหกรรมได้ ส่งผลต่อการทาํ ลายป่ าบก และป่ าชายเลน และก่อใหเ้ กิดปัญหามลพษิ งานศึกษาที่นาํ เสนอองค์ ความรู้ของชุมชนในการอนุรักษแ์ ละใชป้ ระโยชน์จากป่ า แสดงใหเ้ ห็นวา่ ชุมชนตอ้ งปรับตวั ในการ ดาํ รงชีวิตในสังคมอุตสาหกรรมและสงั คมเกษตรกรรมผสมผสานกนั ซ่ึงมีลกั ษณะของการสืบทอด ภูมิปัญญาด้งั เดิมที่หลงเหลืออยนู่ อ้ ย และร้ือฟ้ื นความรู้ใหมใ่ นการจดั การทรัพยากรที่สอดคลอ้ งกบั สภาพของสงั คม การทาํ เป็นเครือขา่ ยป่ าชุมชนในภาคกลางแสดงนยั การปรับตวั ของชุมชนเพื่อ ปกป้ องสิทธิในทรัพยากรในรูปแบบการจดั การป่ าชุมชนข้ึนใหม่ตามแบบวถิ ีชาวไร่ เช่น ชุมชนเขา ราวเทียนทอง จงั หวดั ชยั นาท สาํ หรับป่ าตะวนั ตกท่ียงั มีป่ าอุดมสมบูรณ์ยงั ปรากฏใหเ้ ห็นความรู้ ของชุมชนกะเหร่ียงที่ดูแลรักษาป่ า และชุมชนชาวประมงพ้ืนบา้ นที่พ่ึงพาป่ าชายเลนชุมชนของ บา้ นเปร็ดใน จงั หวดั ตราด ชุมชนในบริเวณรอยตอ่ 5 จงั หวดั ในภาคตะวนั ออกซ่ึงเป็นชุมชนที่ อพยพมาต้งั ถิ่นฐานไมน่ าน ตอ้ งมีการปรับตวั ในการจดั การป่ าชุมชนและร้ือฟ้ื นความรู้ในการรักษา และใชป้ ระโยชนจ์ ากป่ าใหมเ่ ช่นกนั 5-6
งานศึกษาของภาคกลาง ตะวนั ตก และตะวนั ออก มาจากสถาบนั วชิ าการในภาคตะวนั ออก เช่น มหาวทิ ยาลยั บูรพา หรือสถาบนั วชิ าการในกรุงเทพฯ คือ สกว. มหาวทิ ยาลยั มหิดล และรีคอร์ฟ เป็นงานศึกษาที่นาํ เสนอใหเ้ ห็นปัญหาที่คุกคามทาํ ลายทรัพยากร การจดั การป่ าของชุมชน ปัจจยั เงื่อนไขของการจดั การป่ าและการใชป้ ระโยชน์จากป่ ายงั่ ยนื ไดอ้ ยา่ งไร ซ่ึงเป็ นงานศึกษาในมิติของ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งชุมชนกบั ระบบนิเวศ งานศึกษาสาํ รวจพฤกษศาสตร์พ้ืนบา้ น เป็ นตน้ 2. ศักยภาพของชุมชนในการจัดการป่ า พชื อาหาร และสมนุ ไพร กรณีศึกษาการจดั การป่ า อาหารและสมุนไพรใน 4 พ้นื ท่ี ในแตล่ ะภูมิภาค มีสภาพการต้งั ถิ่นฐาน ระบบนิเวศ และปัจจยั จากภายในชุมชนและภายนอกชุมชน เช่นการกาํ หนดแนวเขตป่ าจาก รัฐที่แตกต่างกนั สถานการณ์คุกคามทาํ ลายป่ ามีความรุนแรงต่างกนั ความแตกตา่ งเหล่าน้ีสะทอ้ น ใหเ้ ห็นปัจจยั สาํ คญั ที่จะทาํ ใหช้ ุมชนมีศกั ยภาพในการจดั การป่ า พืชอาหาร และสมุนไพรบน เง่ือนไขท่ีแตกตา่ ง ซ่ึงจะเป็ นแนวทางต่อการส่งเสริมการจดั การป่ าชุมชนใหก้ บั พ้นื ท่ีอื่นต่อไป 2.1) การจัดการป่ าชุมชนท้งั ในและติดกบั เขตป่ าอนุรักษ์ กรณปี ่ าชุมชนลุ่มนํ้าแม่มอก จังหวดั ลาํ ปาง เป็นตวั อยา่ งที่สะทอ้ นกรณีพ้ืนท่ีท่ีชุมชนต้งั ถ่ินฐานมายาวนานก่อนการประกาศเขตป่ าอนุรักษ์ ไดร้ วมกลุ่มคดั คา้ นการประกาศเขตป่ าอนุรักษ์ ดว้ ยการกนั แนวเขตอุทยานแห่งชาติออกจากที่ดินทาํ กิน และแนวเขตป่ าชุมชนไดส้ าํ เร็จ หรือเป็ น พ้นื ที่ท่ีจะถูกเตรียมประกาศเป็นเขตป่ าอนุรักษ์ เช่น ท่ีตาํ บลแมท่ า ตาํ บลทากาศ อ.แมท่ า จ.เชียงใหม่ หรือพ้ืนท่ีที่ชุมชนและป่ าชุมชนอยใู่ นเขตป่ าอนุรักษ์ โดยท่ีที่ต้งั ของชุมชนเป็ นส่วนหน่ึงของป่ า ดว้ ยการพ่งึ พาป่ าในทุกดา้ น ท้งั ในการดาํ รงชีวติ การทาํ การเกษตรกรรม การเป็ นรายไดข้ องและ การลดคา่ ใชจ้ ่ายในครอบครัว เน่ืองจากป่ ายงั มีสภาพอุดมสมบรู ณ์และมีการบุกรุกทาํ ลายป่ าจาก บุคคลภายนอก และนายทุนผมู้ ีอิทธิพลอยา่ งต่อเน่ือง โดยที่รัฐปกป้ องรักษาป่ าไมไ่ ด้ การทาํ ให้ ชุมชนมีศกั ยภาพในการจดั การป่ า พชื อาหารและสมุนไพร จาํ เป็ นตอ้ งศึกษาโครงสร้าง ความสัมพนั ธ์ของคนในชุมชนทุกกลุ่ม เพ่อื จดั ความสัมพนั ธ์ในการสร้างความร่วมมือของคนใน ชุมชนใหร้ ่วมกนั จดั การป่ าชุมชนอยา่ งมีพลงั การประสานงานกบั บุคคลหลายฝ่ ายในพ้ืนท่ี เช่น โรงเรียน องคก์ รปกครองทอ้ งถิ่น ผใู้ หญ่บา้ น และวดั ลกั ษณะเช่นน้ีจึงมีความจาํ เป็นอยา่ งยง่ิ ท่ีจะทาํ ใหค้ วามขดั แยง้ ในการทาํ ลายป่ า คลี่คลายสถานการณ์ได้ และทาํ ใหก้ ารดูแลรักษาป่ าเป็นชีวติ ของชุมชนดว้ ยจึตสาํ นึกและ ภาระหนา้ ท่ีความรับผดิ ชอบ ผนู้ าํ ชุมชน สมาชิกในชุมชน และบทบาทของผหู้ ญิง เป็ นแกนนาํ ของ กลุ่มท่ีสาํ คญั ต่อการทาํ ใหก้ ารรวมกลุ่มของเครือขา่ ยลุ่มน้าํ แมม่ อกสร้างกระบวนการเรียนรู้อยา่ ง ตอ่ เนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ปัญหาความขดั แยง้ ตลอดเวลา แมว้ า่ ผนู้ าํ ชุมชนบางคนไดถ้ ูกข่มขู่ คุกคามหรือถึงข้นั เสียชีวติ ก็ตาม 5-7
นกั พฒั นาหรือบุคคลภายนอกที่เขา้ มาส่งเสริมมีบทบาทสาํ คญั ในการสร้างกระบวนการ เรียนรู้ร่วมกบั แกนนาํ ของกลุ่ม ผนู้ าํ ชุมชน โรงเรียนหรือวดั เพื่อสร้างสร้างจิตสาํ นึกของชุมชนให้ รักษาป่ าตอ้ งควบคูก่ บั การสร้างทางเลือกทางเศรษฐกิจของชุมชน แทนที่การพ่ึงพารายไดจ้ ากการ รับจา้ งตดั ไมแ้ ละเก็บผลผลิตจากป่ าอยา่ งเดียว รวมท้งั ตอ้ งจดั การความขดั แยง้ ที่เกิดข้ึนในชุมชนให้ สมดุล การทาํ งานในพ้นื ที่อยา่ งใกลช้ ิดและสร้างการยอมรับใหก้ บั ชุมชนจนพฒั นาเป็ นเครือขา่ ยป่ า ชุมชนลุ่มน้าํ แม่มอก เร่ิมตน้ จากความเขม้ แขง็ ของชุมชนจากหน่ึงหมู่บา้ น และขยายไปสู่หม่บู า้ น ใกลเ้ คียงหลายหมู่บา้ น เพอื่ ใหเ้ ป็นพลงั ปกป้ องสิทธิในการจดั การป่ าของชุมชนร่วมกนั นอกจากน้ีในชุมชนยงั มีกลุ่มหมอสมุนไพรที่สืบทอดการรักษาสุขภาพดว้ ยการแพทย์ พ้นื บา้ น และมีความต้งั ใจท่ีจะสืบทอดความรู้น้ีโดยแยกจากการจาํ หน่ายยาแคป็ ซูลสมุนไพร ของ สหกรณ์การเกษตรสมุนไพรแม่มอก จงั หวดั ลาํ ปาง ซ่ึงหมอสมุนไพรมีความคิดเห็นวา่ ระบบของ สหกรณ์ไม่ไดใ้ หค้ วามสาํ คญั ต่อหมอสมุนไพร และการสืบทอดภมู ิปัญญาการแพทยพ์ ้ืนบา้ น แต่ไป เนน้ การหารายไดจ้ ากการจาํ หน่ายยาสมุนไพรในตลาด 2.2) การจัดการป่ ากนั ชนรอบเขตป่ าอนุรักษ์ กรณปี ่ ากนั ชนเขตรักษาพนั ธ์ุสัตว์ป่ าห้วยขาแข้ง จังหวดั อทุ ยั ธานี พ้ืนท่ีน้ีนาํ เสนอใหเ้ ห็น วา่ การอพยพชุมชนออกมาจากเขตรักษาพนั ธุ์สตั วป์ ่ า ที่บา้ นหว้ ยร่วม หรือการขยายแนวเขตรักษา พนั ธุ์สตั วป์ ่ าที่มาทบั ซอ้ นพ้ืนท่ีทาํ กินของชุมชนกะเหร่ียงบา้ นอีซ่าพฒั นา ดว้ ยการลอ้ มร้ัวแนวเขต ไมไ่ ดแ้ กไ้ ขปัญหาต่อการบุกรุกทาํ ลายป่ าไดจ้ ริง ทุกวนั น้ียงั มีการเก็บเกี่ยวของป่ าขาย การล่าสัตว์ การหาสมุนไพรขายใหก้ บั นกั วจิ ยั จากภายนอก ดว้ ยความยนิ ยอมร่วมกนั ของเจา้ หนา้ ท่ีกบั บุคคลภายนอกหรือกบั ชาวบา้ น แมว้ า่ ในทางกฎหมายดาํ เนินการไม่ได้ แต่ในความเป็ นจริงยงั เป็ น คาํ กล่าวที่ชาวบา้ นยนื ยนั วา่ มีการปฏิบตั ิเช่นน้นั มาโดยตลอด ชุมชนจึงตอ้ งอยใู่ นสภาวะจาํ ยอมในการอยใู่ นกฎเกณฑข์ องการจดั การแบบป่ ากนั ชน ทาง รอดท่ีชุมชนดาํ รงชีวติ อยไู่ ดค้ ือการสร้างป่ าชุมชนใหม่ องคก์ รพฒั นาเอกชนไดม้ ีบทบาทสาํ คญั ใน การเร่งดาํ เนินการจดั ทาํ แนวเขตป่ าชุมชนเพ่ือเป็นป่ ากนั ชน ใหช้ ุมชนไดพ้ ่งึ พาได้ ปัจจยั สาํ คญั ของ การสร้างจิตสาํ นึกของชุมชนรอบป่ ากนั ชน จึงตอ้ งทาํ ใหช้ าวบา้ นไดใ้ ชป้ ระโยชนโ์ ดยตรงต่อการลด ค่าใชจ้ า่ ยและสร้างรายไดเ้ สริมในครอบครัว ในสภาวะท่ีชุมชนตอ้ งทาํ ไร่มนั สาํ ปะหลงั ออ้ ย ขา้ วโพด ทดแทนการปลูกขา้ ว เน่ืองจากสภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย ไมเ่ หมาะสมกบั การปลูก ขา้ ว และไมม่ ีพ้ืนที่ทาํ กินเพยี งพอต่อการทาํ ไร่หมุนเวยี น การจดั การป่ าชุมชนในพ้ืนที่ป่ ากนั ชนจึงมาจากการส่งเสริมของบุคคลภายนอก กล่าวคือ องคก์ รพฒั นาเอกชน ตอ้ งประสานความร่วมมือและทาํ ความเขา้ ใจกบั เจา้ หนา้ ที่รัฐของเขตรักษา พนั ธุ์สตั วป์ ่ าฯใหม้ ีมิติมุมมองของชุมชน มากกวา่ การรักษาป่ าประการเดียว การดาํ เนินกิจกรรมจึง เนน้ การสร้างรูปแบบการจดั การป่ าชุมชน และทาํ เป็นเครือขา่ ย 30 ป่ า ในลกั ษณะของกลุ่มท่ียงั มี 5-8
ความร่วมมือเฉพาะแกนกลุ่มในแตล่ ะชุมชน แตค่ วามเขม้ แขง็ ของชุมชนในพ้ืนที่ยงั ไมม่ ี ยกเวน้ บางพ้นื ท่ีเช่น บา้ นห้วยร่วม ผนู้ าํ ชุมชนไดร้ ิเร่ิมจดั การป่ าชุมชนมาก่อน และมีความมุ่งมน่ั ในการ รวมกลุ่ม ตลอดจนการคิดคน้ ใหช้ ุมชนใชป้ ระโยชน์จากป่ าโดยตรง เพื่อสร้างจิตสาํ นึกของการรักษา ป่ าร่วมกนั กรรมการป่ าชุมชนบา้ นหว้ ยร่วมจึงมีความประสงคท์ ี่จะใหช้ ุมชนใชส้ มุนไพรจากป่ าใน การรักษาสุขภาพภายในชุมชน ลดการพ่ึงพาซ้ือยากิน และเก็บเกี่ยวผลผลิตจากป่ าเพอ่ื เล้ียงชีพใน ครอบครัว ในขณะท่ีบา้ นอีซ่าพฒั นายงั มีความรู้สึกวา่ รัฐมาแยง่ ท่ีดินทาํ กิน ความผกู พนั ต่อการ จดั การป่ ายงั ตอ้ งใชร้ ะยะเวลาสร้างความรู้สึกร่วม 2.3) การจัดการป่ าโคกจากความร่วมมอื วดั กบั ชุมชน การจดั การป่ าชุมชนที่ป่ าแบร็ย ตําบลตาเบา จังหวดั สุรินทร์ ประสบผลสาํ เร็จมาจากการ ริเร่ิมของพระครูโสภณ บุญกิจ เจา้ อาวาสวดั อมรินทราราม ร่วมกบั องคก์ รพฒั นาเอกชน ศนู ยต์ ะบลั ไพร ในการส่งเสริมใหม้ ีการจดั ป่ าชุมชนในลกั ษณะของป่ าครอบครัว พระจึงมีบทบาทสาํ คญั ต่อ การสร้างศรัทธาและการเช่ือมร้อยชาวบา้ นใน 5 บา้ นที่ใชป้ ระโยชนจ์ ากป่ าเบร็ย การจดั การป่ า ชุมชนในรูปแบบของคณะกรรมการป่ าชุมชน ท่ีหมอสมุนไพรมีบทบาทในการรักษาร่วมกนั และ ท้งั พระและหมอสมุนไพรยงั คงสืบทอดความรู้ในการรักษาสุขภาพดว้ ยสมุนไพร ไปพร้อมกบั การ รักษาป่ า ความขดั แยง้ ในการใชป้ ระโยชน์จากป่ าเบร็ยไม่รุนแรงเหมือนในภาคเหนือ จึงทาํ ใหป้ ่ า ชุมชนท่ีนี่ไม่ถูกทาํ ลาย และยงั สามารถควบคุมกฎกติกาในจดั การป่ าชุมชนได้ จากความเขม้ แขง็ ของคณะกรรมการป่ าชุมชน ร่วมกบั พระและชุมชนที่เฝ้ าระวงั ป่ าจากจิตสาํ นึกของชาวบา้ นอยา่ ง แทจ้ ริง การสืบทอดความรู้ในการรักษาสุขภาพแบบการแพทยพ์ ้ืนบา้ นโดยชุมชนจึงเป็นไปได้ เน่ืองจากพระและหมอพ้ืนบา้ นมีความสนใจ เขา้ ใจและตระหนกั อยา่ งชดั เจน กอร์ปกบั การ สนบั สนุนโดยศนู ยต์ ะบลั ไพร ท่ีสร้างกระบวนการเรียนรู้ของหมอพ้ืนบา้ น และหมอนวดในจงั หวดั สุรินทร์ จนทาํ ใหค้ นในชุมชนยงั นิยมรักษาดว้ ยการแพทยแ์ ผนปัจจุบนั 2.4) การจดั การอุทยานแห่งชาตริ ่วมกนั ระหว่างรัฐกบั ชุมชน กรณีชุมชนตําบลวงั ประจันจัดการร่วมกบั อุทยานแห่งชาตทิ ะเลบัน นาํ เสนอใหเ้ ห็นวา่ การจดั การอุทยานแห่งชาติร่วมกนั ระหวา่ งรัฐกบั ชุมชนไดจ้ ริง ตอ้ งมาจากความเขม้ แขง็ ของชุมชน ในการรวมกลุ่มต่อรองกบั เจา้ หนา้ ท่ีรัฐไดจ้ ริง ชุมชนวงั ประจนั เป็นชุมชนมุสลิมที่ต้งั ถ่ินฐานมา ยาวนาน มีวฒั นธรรมร่วมกนั ในลกั ษณะของเครือญาติ จึงทาํ ใหส้ ามารถควบคุมกฎกติกาของชุมชน ในการดูแลรักษาป่ า พร้อมกบั การทาํ ขอ้ ตกลงร่วมกบั อุทยานในการวางกฎเกณฑก์ ารใชป้ ระโยชน์ จากป่ า การกาํ หนดขอบเขตท่ีดินทาํ กินในป่ า และที่สาํ คญั ระบบการเกษตรในป่ า แบบสวนดูซง (สวนสมรม/สวนผสมผสาน) ของชุมชนวงั ประจนั รักษาระบบนิเวศ และความหลากหลายทาง 5-9
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236