แนวทางการจดั การเรยี นการสอน ในโรงเรยี นมาตรฐานสากล ฉบับปรับปรงุ (พ.ศ. 2565) ส�านกั บริหารงานการมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย สา� นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
แนวทางการจดั การเรยี นการสอน ในโรงเรยี นมาตรฐานสากล ฉบบั ปรบั ปรงุ (พ.ศ. 2565) สา� นักบรหิ ารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย ส�านักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
สารเลขาธกิ ารคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน ได้ก�ำหนดนโยบำยให้โรงเรียนมำตรฐำนสำกล (World-Class Standard School) เป็นนวัตกรรมกำรจัดกำรศึกษำท่ีใช้เป็นยุทธศำสตร์ในกำรขับเคลื่อนกำรพัฒนำยกระดับ กำรจัดกำรศึกษำให้มีคุณภำพมำตรฐำนเทียบเท่ำระดับสำกล ผู้เรียนมีศักยภำพและควำมสำมำรถทัดเทียมกับผู้เรียน นำนำประเทศ โครงกำรโรงเรียนมำตรฐำนสำกล เร่ิมด�ำเนินกำรตั้งแต่ปี 2553 ขับเคล่ือนกำรด�ำเนินงำนตำมวัตถุประสงค์ ส�ำคัญ 3 ประกำร คือ พัฒนำผู้เรียนให้มีศักยภำพเป็นพลโลก จัดกำรเรียนกำรสอนเทียบเคียงมำตรฐำนสำกล โดยใช้รำยวิชำเพ่ิมเติม “กำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง Independent Study : IS” และกำรบริหำรจัดกำรด้วย ระบบคุณภำพตำมแนวทำงเกณฑ์รำงวัลคุณภำพแห่งส�ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพ้ืนฐำน (Office of Basic Education Commission : OBECQA) เพ่ือให้กำรด�ำเนินกำรบรรลุวัตถุประสงค์และมีประสิทธิภำพ โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งเพ่ือให้กำรพัฒนำคุณภำพผู้เรียนในโรงเรียนมำตรฐำนสำกลบังเกิดผลเป็นรูปธรรมย่ิงขึ้น มีแนวทำง กำรจัดกำรเรียนรู้ มีมำตรฐำนตัวช้ีวัดให้เกิดควำมสอดคล้องกับแนวทำงกำรปรับหลักสูตรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพ้ืนฐำนจึงได้น�ำแนวทำงกำรจัดกำรเรียนกำรสอนในโรงเรียนมำตรฐำนสำกล ที่จัดท�ำข้ึนในปี 2555 มำทบทวนและจัดท�ำเอกสำรแนวทำงกำรจัดกำรเรียนกำรสอนในโรงเรียนมำตรฐำนสำกล ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2565) ขึ้น ทั้งน้ีรำยละเอียดของเอกสำรจะมีส่วนช่วยให้กำรจัดกำรเรียนกำรสอน “กำรศึกษำ ค้นคว้ำด้วยตนเอง Independent Study : IS” เกิดควำมรู้ควำมเข้ำใจและสำมำรถน�ำกระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้ ไปใชอ้ ยำ่ งตอ่ เนอ่ื ง ตำมแนวทำง “บนั ได 5 ขน้ั ของกำรพฒั นำผู้เรียนสมู่ ำตรฐำนสำกล” (Five Steps for Student Development) ได้อย่ำงมีประสทิ ธิผล สำ� นกั งำนคณะกรรมกำรกำรศกึ ษำขนั้ พน้ื ฐำน กำ� หนดใชเ้ อกสำรแนวทำงกำรจดั กำรเรยี นกำรสอนในโรงเรยี น มำตรฐำนสำกล ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2565) ฉบับนี้ เป็นแนวทำงกำรจัดเรียนกำรสอนส�ำหรับโรงเรียน ในโครงกำร โรงเรียนมำตรฐำนสำกล และมีควำมคำดหวังว่ำเอกสำรฉบับน้ีจะเป็นประโยชน์ส�ำหรับโรงเรียนในสังกัดส�ำนักงำน คณะกรรมกำรกำรศึกษำข้ันพ้ืนฐำน ครูผู้สอน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ำย ขอขอบคุณคณะท�ำงำนและทุกท่ำน ทมี่ สี ่วนร่วมในกำรจดั ท�ำเอกสำรใหส้ ำ� เร็จบรรลุวตั ถุประสงคแ์ ละเป้ำหมำยได้เปน็ อย่ำงดี (นำยอมั พร พนิ ะสำ) (เลขำธกิ ำรคณะกรรมกำรกำรศกึ ษำขัน้ พื้นฐำน)
คา� น�า ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำข้ันพื้นฐำนมอบหมำยให้ส�ำนักบริหำรงำนกำรมัธยมศึกษำตอนปลำย ขับเคลื่อนกำรด�ำเนินโครงกำรโรงเรียนมำตรฐำนสำกลเพื่อยกระดับกำรบริหำรและกำรจัดกำรเรียนกำรสอน สรู่ ะดับมำตรฐำนสำกล เพื่อใหเ้ กดิ ผลลพั ธ์ทผ่ี เู้ รียนมีศักยภำพเป็นพลโลก มีสมรรถนะเปน็ ผเู้ รียนในศตวรรษท่ี 21 แนวทำงกำรด�ำเนินกำรเพ่ือให้เกิดกำรปรับกำรเรียนเปลี่ยนกำรสอนให้ก้ำวทันกับยุคสถำนกำรณ์ของโลก ใ น ป ั จ จุ บั น แ ล ะ ก ำ ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ใ น อ น ำ ค ต ส� ำ นั ก ง ำ น ค ณ ะ ก ร ร ม ก ำ ร ก ำ ร ศึ ก ษ ำ ข้ั น พ้ื น ฐ ำ น ไ ด ้ พั ฒ น ำ ก ำ ร จั ด กำรเรียนกำรสอนเทียบเคียงมำตรฐำนสำกล โดยใช้รำยวิชำเพิ่มเติม “กำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง Independent Study : IS” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 และเพ่ือให้มีแนวทำงกำรจัดกำรเรียนรู้ และมีมำตรฐำนตัวช้ีวัดสอดคล้องกับ แนวทำงกำรปรับหลักสูตรกำรศึกษำข้ันพ้ืนฐำน ส�ำนักบริหำรงำนกำรมัธยมศึกษำตอนปลำยและคณะท�ำงำน จึงมีกำรทบทวนและจัดท�ำเอกสำรแนวทำงกำรจัดกำรเรียนกำรสอนในโรงเรียนมำตรฐำนสำกล ฉบับปรับปรุง (พ.ศ. 2565) ขึ้น ท้ังนี้ เอกสำรฉบับน้ี จะใช้เป็นแนวทำงกำรจัดเรียนกำรสอนส�ำหรับโรงเรียนในโครงกำรโรงเรียน มำตรฐำนสำกลและโรงเรียนในสังกัดส�ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพ้ืนฐำนในวงกว้ำงในระยะต่อไป เพ่ือให้ได้ ผลลพั ธ์ปลำยทำงสทู่ ีต่ ัวผเู้ รยี น ส�ำนักบริหำรงำนกำรมัธยมศึกษำตอนปลำย ขอขอบคุณคณะท�ำงำนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ำยท่ีได้ มสี ว่ นรว่ มในกำรจดั ทำ� เอกสำรแนวทำงกำรจดั กำรเรยี นกำรสอนในโรงเรยี นมำตรฐำนสำกล ฉบบั ปรบั ปรงุ (พ.ศ. 2565) และหวงั เป็นอยำ่ งยง่ิ ว่ำเอกสำรฉบบั นจี้ ะมีประโยชน์ต่อ โรงเรียน คร ู นักเรียน และผมู้ ีส่วนเก่ยี วขอ้ งทกุ ภำคส่วน (นำยไพฑูรย ์ จำรุสำร) ผู้อ�ำนวยกำรสำ� นักบริหำรงำนกำรมัธยมศึกษำตอนปลำย
สารบญั สารเลขาธกิ ารคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน ค�านา� หนา้ ตอนท ี่ 1 สว่ นนา� 1 หลักกำรและเหตผุ ลของกำรจัดโรงเรยี นมำตรฐำนสำกล 1 ลกั ษณะของโรงเรียนมำตรฐำนสำกล 5 กำรด�ำเนินงำนของโรงเรยี นมำตรฐำนสำกล 5 ควำมสำ� เร็จของโรงเรยี นมำตรฐำนสำกล 6 เป้ำหมำยควำมส�ำเรจ็ ในกำรด�ำเนินงำนด้ำนผู้เรยี น 9 ตอนท่ ี 2 หลักสูตรและการจดั การเรียนการสอนในโรงเรยี น 11 คุณลกั ษณะและศกั ยภำพผเู้ รยี นทเี่ ป็นสำกล 11 กำรจดั ท�ำหลกั สูตรและกำรจัดกำรเรียนกำรสอนสูส่ ำกล 12 กระบวนกำรพฒั นำผูเ้ รียนสู่คณุ ภำพทค่ี ำดหวงั 13 กำรศึกษำค้นคว้ำดว้ ยตนเอง (Independent Study: IS) เครอ่ื งมอื สำ� คัญในกำรพฒั นำ 13 เปำ้ หมำยคุณภำพผูเ้ รียนในสำระกำรศกึ ษำคน้ ควำ้ ด้วยตนเอง 14 ตอนท ่ี 3 การจดั หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรยี นมาตรฐานสากล 18 ระดับประถมศึกษา 18 - ระดบั ประถมศึกษำปที ่ี 1 - 3 18 - ระดับประถมศกึ ษำปีท ่ี 4 - 6 18 - ตัวอย่ำงโครงสรำ้ งหลักสูตรโรงเรยี นมำตรฐำนสำกล ระดบั ชัน้ ประถมศึกษำ 19 - ตัวอยำ่ งคำ� อธิบำยรำยวิชำชั้นประถมศกึ ษำรำยวชิ ำกำรศึกษำเพื่อเรยี นรู้ (Knowledge Inquiry) 20 ระดบั มธั ยมศึกษา 21 - ตวั อย่ำงโครงสร้ำงหลกั สูตรโรงเรียนมำตรฐำนสำกล ระดับช้นั มัธยมศึกษำ 23 - ตัวอย่ำงค�ำอธิบำยรำยวชิ ำ IS1 มัธยมศึกษำตอนตน้ 24 - ตัวอยำ่ งคำ� อธิบำยรำยวชิ ำ IS2 มัธยมศกึ ษำตอนต้น 25 - ตวั อย่ำงคำ� อธิบำยรำยวชิ ำ IS1 มธั ยมศึกษำตอนปลำย 26 - ตัวอยำ่ งคำ� อธิบำยรำยวชิ ำ IS2 มัธยมศกึ ษำตอนปลำย 27 - ตัวอย่ำงแนวทำงกำรจดั กจิ กรรมพัฒนำผเู้ รยี น (กิจกรรมเพ่ือสังคมและสำธำรณประโยชน)์ 28
สารบญั (ตอ่ ) หนา้ ตอนท่ ี 4 การจดั การเรียนรูใ้ นโรงเรียนมาตรฐานสากล 29 ธรรมชำติของผเู้ รียนระดบั ประถมศึกษำและมธั ยมศึกษำ 29 กำรจดั กำรเรยี นรู้ต้องเน้นกำรท�ำงำนของสมอง 30 กำรจัดกำรเรียนรูต้ ำมแนวทฤษฎกี ำรสรำ้ งควำมรู้ 31 กำรศกึ ษำค้นควำ้ ด้วยตนเอง (Independent Study : IS) 32 เทคนิคกำรจดั กิจกรรมกำรเรยี นกำรสอนรำยวิชำกำรศึกษำคน้ ควำ้ ดว้ ยตนเอง 33 แนวทำงกำรจดั กำรเรยี นรทู้ ีผ่ ู้เรียนศกึ ษำค้นควำ้ ดว้ ยตนเอง 37 บทบำทของผู้สอน 38 บทบำทผเู้ รยี น 39 กำรจัดกำรเรยี นรู้ระดบั ประถมศึกษำ 39 กำรจัดกำรเรยี นรรู้ ะดบั มัธยมศกึ ษำ 40 บนั ได 5 ขน้ั ของกำรพัฒนำผเู้ รียนส่มู ำตรฐำนสำกลกับกระบวนกำรเรยี นรูต้ ำมธรรมชำติวิชำ 41 กำรจัดกิจกรรมเพ่ือนำ� ควำมรหู้ รอื ประสบกำรณ์ไปใช้บริกำรสงั คม 42 ตวั อยำ่ งแนวทำงกำรจดั กิจกรรมเพื่อนำ� ควำมร ู้ หรอื ประสบกำรณไ์ ปใช้บรกิ ำรสังคม 43 ตอนที ่ 5 การวัดและประเมนิ ผล 46 แนวทำงกำรวดั และประเมินผล 46 ตวั อยำ่ งกำรวดั และประเมินผล ระดับชั้นประถมศกึ ษำปีท่ ี 1 - 3 47 ตวั อยำ่ งกำรออกแบบกำรวดั และประเมินผล ระดับช้นั ประถมศกึ ษำปที ี่ 1 - 3 50 ตัวอย่ำงระดับคุณภำพกำรประเมนิ ผล ระดับช้นั ประถมศกึ ษำปีท่ ี 1 - 3 51 ตัวอยำ่ งกำรวดั และประเมนิ ผล ระดบั ชัน้ ประถมศึกษำปที ่ี 4 - 6 53 ตวั อยำ่ งกำรออกแบบกำรวัดและประเมินผล ระดบั ชั้นประถมศึกษำปที ี ่ 4 - 6 55 ตัวอย่ำงระดบั คณุ ภำพกำรประเมินผล ระดับชั้นประถมศึกษำปที ่ ี 4 - 6 57 ตัวอยำ่ งกำรวัดและประเมนิ ผล ระดบั มธั ยมศึกษำ 60 ตัวอยำ่ งโครงสรำ้ งรำยวชิ ำกำรศึกษำค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมร้ ู (IS1) มัธยมศึกษำ 61 ตัวอยำ่ งโครงสร้ำงรำยวชิ ำกำรสื่อสำรและกำรน�ำเสนอ IS2 มัธยมศกึ ษำ 62 ตวั อย่ำงกำรออกแบบกำรวัดและประเมินผล ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษำปีท่ ี 1 - 3 64 ตวั อยำ่ งระดบั คุณภำพกำรประเมนิ ผล ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษำปที ี่ 1 - 3 66 ตัวอย่ำงกำรออกแบบกำรวดั และประเมินผล ระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษำปที ี่ 4 - 6 70 ตวั อย่ำงระดบั คณุ ภำพกำรประเมินผล ระดับชัน้ มธั ยมศึกษำปีที ่ 4 - 6 73 แนวทำงกำรรำยงำนผลกำรเรียนรู้สำระกำรศกึ ษำค้นคว้ำด้วยตนเอง (Independent Study: IS) 77 กำรรำยงำนภำพรวมระดบั หอ้ งเรยี น 80
สารบัญ (ตอ่ ) หน้า 81 82 ภาคผนวก 105 ก. ตัวอยำ่ งหนว่ ยกำรเรยี นรู้ ระดบั ประถมศึกษำ 128 ข. ตวั อยำ่ งหนว่ ยกำรเรียนรู้ ระดับมธั ยมศึกษำตอนตน้ 157 ค. ตัวอยำ่ งหน่วยกำรเรียนร ู้ ระดบั มธั ยมศึกษำตอนปลำย 158 เอกสารอา้ งอิง คณะทา� งาน
11ตอนที่ แนวทางการจัดการเรียนการสอน ในโรงเรียนมาตรฐานสากล ส่วนน�ำ ฉ ับบแก้ไข 2565 1. หลกั การและเหตผุ ลของการจัดโรงเรยี นมาตรฐานสากล 1 กระแสโลกำภิวัตน์ และควำมเปล่ียนแปลงของโลกที่เกิดข้ึนอย่ำงรวดเร็ว ทั้งด้ำนวิทยำกำร และ ควำมก้ำวหน้ำทำงเทคโนโลยีสำรสนเทศ ท�ำให้แต่ละประเทศไม่สำมำรถปิดตัวอยู่โดยล�ำพัง ต้องร่วมมือและ พึ่งพำอำศัยซ่ึงกันและกัน กำรด�ำรงชีวิตของคนในแต่ละประเทศ มีกำรติดต่อส่ือสำรซ่ึงกันและกันมำกข้ึน มีควำมร่วมมือในกำรปฏิบัติภำรกิจและแก้ปัญหำต่ำง ๆ ร่วมกันมำกขึ้น ในขณะเดียวกัน สังคมโลกในยุคปัจจุบัน เต็มไปด้วยข้อมูลข่ำวสำร ท�ำให้คนต้องคิด วิเครำะห์ แยกแยะ และมีกำรตัดสินใจที่รวดเร็ว เพ่ือให้ทันกับ เหตุกำรณ์ในสังคม ท่ีมีควำมสลับซับซ้อนมำกข้ึน ส่ิงเหล่ำนี้น�ำไปสู่สภำวกำรณ์ของกำรแข่งขันทำงเศรษฐกิจ กำรค้ำ และอุตสำหกรรมระหว่ำงประเทศ อย่ำงหลีกเล่ียงไม่ได้ และเป็นแรงผลักดันส�ำคัญที่ท�ำให้หลำยประเทศ ต้องปฏิรูปกำรศึกษำ คุณภำพของกำรจัดกำรศึกษำจึงเป็นตัวบ่งช้ีส�ำคัญประกำรหนึ่ง ส�ำหรับควำมพร้อม ในกำรเข้ำสู่ศตวรรษที่ 21 และศักยภำพในกำรแข่งขันในเวทีโลกของแต่ละประเทศ ประเทศท่ีจะอยู่รอดได ้ หรือคงควำมได้เปรียบก็คือประเทศท่ีมีอ�ำนำจทำงควำมรู้และเป็นสังคมแห่งกำรเรียนรู้ ซ่ึงในยุคโลกไร้พรมแดน คนต่ำงชำติจะเข้ำมำท�ำงำน และประกอบอำชีพในประเทศไทยมำกขึ้น ขณะเดียวกันคนไทยก็มีโอกำสไปท�ำงำน และประกอบอำชพี ในต่ำงประเทศมำกขึ้นดว้ ยเชน่ กนั นอกจำกนั้น ปัจจุบันปรำกฏสภำพปัญหำท่ีคนท่ัวโลกต้องเผชิญกับวิกฤตกำรณ์ร่วมกันในเร่ือง ควำมเส่ือมโทรมของทรัพยำกรธรรมชำติและส่ิงแวดล้อม โรคอุบัติใหม่ และอุบัติภัยต่ำง ๆ ท่ีเกิดบ่อย ๆ และ รุนแรงมำกย่ิงขึ้น ส่งผลกระทบอย่ำงรุนแรงต่อมวลมนุษย์โดยท่ัวไป สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มว่ำคนยุคใหม่ จะต้องเผชิญกับควำมเปลี่ยนแปลงท่ีหลำกหลำย เป็นสัญญำณเตือนว่ำโลกในยุคหน้ำ จะมีปรำกฏกำรณ์ต่ำง ๆ เ กิ ด ข้ึ น เ กิ น ก ว ่ ำ จ ะ ค ำ ด คิ ด ด ้ ว ย เ ห ตุ น้ี จึ ง จ� ำ เ ป ็ น อ ย ่ ำ ง ยิ่ ง ท่ี แ ต ่ ล ะ ป ร ะ เ ท ศ ต ้ อ ง เ ต รี ย ม พั ฒ น ำ ค น รุ ่ น ใ ห ม ่ ที่มีสมรรถนะ ทักษะและควำมสำมำรถในกำรปรับตัว มีคุณลักษณะส�ำคัญในกำรด�ำรงชีวิตในโลกยุคใหม่ ได้อยำ่ งรเู้ ทำ่ ทัน สงบ สนั ติ มีควำมสขุ มคี ุณภำพชวี ิตท่ีดี เหมำะสมและเพียงพอ กำรจดั หลกั สตู รและกจิ กรรมกำรเรยี นกำรสอนจำ� เปน็ ตอ้ งมคี วำมเปน็ พลวตั กำ้ วทนั กบั ควำมเปลย่ี นแปลง ต่ำง ๆ ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน ได้ผลักดันให้มีกำรปรับเปลี่ยนหลักสูตรและกิจกรรม กำรเรียนกำรสอน เพ่ือเพิ่มศักยภำพกำรจัดกำรศึกษำไทยให้พร้อมส�ำหรับกำรแข่งขันในเวทีโลกในยุคศตวรรษ ท่ี 21 สรุปได้ ดังน ้ี 1) โรงเรียนต้องเป็นหน่วยบริการทางการศึกษาในมิติที่กว้างข้ึน เพรำะในปัจจุบันสังคมโลก เป็นสงั คมที่ไรพ้ รมแดน ทีม่ กี ำรติดต่อประสำนสัมพนั ธ์ระหวำ่ งประเทศตำ่ ง ๆ มำกขน้ึ และกำรกำ้ วเข้ำสปู่ ระชำคม อำเซียนในปี พ.ศ. 2558 มีผลต่อกำรเปิดเสรีทำงกำรศึกษำ ส่งผลท�ำให้เกิดกำรแข่งขันในกำรจัดกำรศึกษำของ สถำบันกำรศึกษำท้ังในและต่ำงประเทศ ดังน้ัน โรงเรียนแต่ละแห่งจึงต้องมีกำรแข่งขันด้ำนคุณภำพมำกขึ้น โรงเรียนในประเทศไทยเองจ�ำเป็นต้องพัฒนำให้เป็นหน่วยบริกำรทำงกำรศึกษำที่มีคุณภำพเพื่อรองรับกำรแข่งขัน ทีเ่ กิดขึ้นจำกกำรเปิดเสรีทำงกำรศกึ ษำ
แนวทางการ ัจดการเ ีรยนการสอน ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล2 2) หลกั สตู รและการเรยี นการสอนตอ้ งมคี วามเปน็ สากลมากขนึ้ เนอื่ งจำกยคุ โลกำภวิ ตั น ์ มกี ำรเชอื่ มโยง ฉบับแ ้กไข 2565 ดำ้ นกำรคำ้ และกำรลงทนุ ทำ� ใหต้ ลำดแรงงำนในอนำคตตอ้ งกำรคนทมี่ ศี กั ยภำพในหลำยดำ้ น รวมทง้ั ควำมสำมำรถ ดำ้ นภำษำตำ่ งประเทศ กำรคิดวิเครำะห ์ กำรสอ่ื สำร คณุ ลักษณะในกำรเป็นพลโลก กำรจัดหลกั สูตรและกำรเรยี น กำรสอนจึงต้องปรับให้มีควำมเป็นสำกลมำกขึ้น นอกจำกนี้ กำรเปิดเสรีทำงกำรศึกษำ ท�ำให้สถำบันกำรศึกษำ จำกตำ่ งประเทศเขำ้ มำลงทนุ ดำ้ นกำรจดั กำรศกึ ษำในประเทศไทย โรงเรยี นควรหำภำคเี ครอื ขำ่ ยในกำรจดั หลกั สตู ร นำนำชำติ หลักสตู รสมทบ หรือหลักสูตรร่วมกับสถำบันต่ำงประเทศ เพื่อควำมเปน็ สำกลของกำรศึกษำ 3) ต้องมีการพัฒนาทักษะการคิดมากข้ึน สภำพสังคมโลกที่มีกำรแข่งขันสูง ท�ำให้กำรจัดกำร ศึกษำจ�ำเป็นต้องเน้นกำรพัฒนำทักษะเป็นส�ำคัญ ปัจจุบันโรงเรียนยังไม่สำมำรถพัฒนำทักษะกำรคิดของผู้เรียน ได้ดีเท่ำท่ีควร เนื่องจำกกำรเรียนกำรสอนยังเน้นให้ผู้เรียนคิดตำมสิ่งท่ีผู้สอนป้อนควำมรู้มำกกว่ำกำรคิดส่ิงใหม่ ๆ ดงั น้ัน จงึ ควรมีกำรปรับรปู แบบกระบวนกำรจดั กำรเรียนกำรสอน เพือ่ สง่ เสริมทักษะกำรคิดให้มำกยิง่ ขึ้น 4) ต้องมีการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมมากข้ึน แนวคิดของทุนนิยมท่ีมุ่งกำรแข่งขัน มีอิทธิพล ท�ำให้กำรจัดกำรศึกษำของโรงเรียนส่วนใหญ่เน้นและให้ควำมส�ำคัญกับกำรพัฒนำควำมรู้และควำมสำมำรถ เพ่ือควำมก้ำวหน้ำในหน้ำท่ีกำรงำนและกำรมีชีวิตควำมเป็นอยู่ที่ดีข้ึน จนอำจละเลยกำรส่งเสริมด้ำนคุณธรรม จริยธรรม ซ่ึงจะส่งผลต่อปัญหำทำงสังคมตำมมำ ดังน้ันปรัชญำกำรจัดกำรศึกษำ จึงต้องให้ควำมส�ำคัญกับ กำรพัฒนำบุคคลในองค์รวม ทั้งมิติของควำมรู้และคุณธรรมคู่กัน เพ่ือให้เกิดกำรพัฒนำอย่ำงย่ังยืน อันจะส่งผลให้ ประชำคมโลกอยู่ร่วมกนั อยำ่ งสันติสุข 5) การสอนภาษาต่างประเทศต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในยุคโลกไร้พรมแดน ผู้มีควำมรู้ ด้ำนภำษำต่ำงประเทศ โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งภำษำที่ใช้ส่ือสำรกันอย่ำงกว้ำงขวำง เช่น ภำษำอังกฤษ หรือภำษำจีน ย่อมมีควำมได้เปรียบในกำรติดต่อส่ือสำร กำรเจรจำต่อรองในเรื่องต่ำง ๆ ตลอดจนกำรประกอบอำชีพ กำรจัด กำรเรียนกำรสอนจึงควรสง่ เสรมิ ให้ผูเ้ รยี นได้มีโอกำสพัฒนำทักษะภำษำตำ่ งประเทศอย่ำงเตม็ ศักยภำพ จำกแนวคิดดังกล่ำว กระทรวงศึกษำธิกำรจึงได้ประกำศใช้หลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พุทธศักรำช 2551 เพื่อเป็นกรอบทิศทำงในกำรพัฒนำเยำวชนของชำติเข้ำสู่โลกยุคศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งส่งเสริม ผู้เรียนให้มีคุณธรรมบนพ้ืนฐำนของควำมเป็นไทยควบคู่กับควำมเป็นสำกล รักควำมเป็นไทย มีสมรรถนะส�ำคัญ ของผู้เรียน 5 ประกำร ได้แก่ ควำมสำมำรถในกำรสื่อสำร กำรคิด กำรแก้ปัญหำ กำรใช้ทักษะชีวิต กำรใช้ เทคโนโลยี สำมำรถท�ำงำนร่วมกับผู้อ่ืนและอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนในสังคมโลกได้อย่ำงสันติ ในระดับท่ีไม่ต�่ำกว่ำนักเรียน ของนำนำอำรยประเทศ ส่งผลต่อกำรพัฒนำประเทศแบบย่ังยืน เป็นกำรเพ่ิมขีดควำมสำมำรถให้คนไทยก้ำวทัน ตอ่ ควำมเปลย่ี นแปลงและควำมก้ำวหนำ้ ของโลก มีศักยภำพในกำรแขง่ ขันในเวทโี ลก สิ่งเหล่ำนี้จะเกิดข้ึนได้ก็ต่อเมื่อ ครูต้องมีควำมรู้ควำมเข้ำใจในเป้ำหมำยของหลักสูตรและกระบวนกำร จดั กำรเรยี นรูอ้ ยำ่ งถ่องแท้ สำมำรถน�ำไปถ่ำยทอดแกผ่ ูเ้ รยี น และประยุกต์ใชส้ ่อื อปุ กรณ์ตำ่ ง ๆ ตลอดจนนวัตกรรม และเทคโนโลยที เี่ อือ้ ต่อกำรเรยี นรูอ้ ย่ำงมีประสทิ ธิภำพ
ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพ้ืนฐำนได้เล็งเห็นควำมจ�ำเป็นอย่ำงรีบด่วนท่ีจะต้องเร่งหำวิธีกำร แนวทางการจัดการเรียนการสอน ในโรงเรียนมาตรฐานสากล ท่ีมีประสิทธิภำพในกำรพัฒนำทักษะและควำมสำมำรถต่ำง ๆ ดังกล่ำวให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน เพ่ือให้เป็นพื้นฐำน ที่จะเติบโตเป็นคนไทยท่ีมีควำมคิดเป็นสำกล มีควำมสำมำรถในกำรร่วมมือท�ำงำนและแข่งขันกับนำนำชำติ ฉ ับบแก้ไข 2565 ได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ เพรำะส่ิงเหล่ำนี้จะท�ำให้ประเทศไทยด�ำรงอยู่ในเวทีระดับนำนำชำติได้อย่ำงรู้เท่ำทัน สมศักด์ิศรี เคียงบ่ำเคียงไหล่ ไม่ถูกเอำรัดเอำเปรียบ ได้รับประโยชน์ในสิ่งท่ีควรจะได้รับ และมีคุณภำพชีวิตที่ด ี 3 สำมำรถด�ำรงชีวติ อย่รู ว่ มกนั อย่ำงสงบ สนั ติ ถ้อยทีถ้อยอำศยั และช่วยเหลอื ซง่ึ กนั และกัน โรงเรียนมำตรฐำนสำกลจึงเป็นนวัตกรรมกำรจัดกำรศึกษำที่ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำ ขั้นพ้ืนฐำนน�ำมำใช้เป็นมำตรกำรเร่งด่วนในกำรยกระดับกำรจัดกำรศึกษำให้มีคุณภำพมำตรฐำนเทียบเท่ำสำกล โดยเริ่มด�ำเนินกำรน�ำร่องในปีกำรศึกษำ 2553 กับโรงเรียน จ�ำนวน 500 โรงเรียน ทั้งระดับประถมศึกษำและ มัธยมศึกษำ ด้วยกำรให้โรงเรียนในโครงกำรพัฒนำหลักสูตรสถำนศึกษำและจัดกระบวนกำรเรียนรู้ให้ผู้เรียน บรรลุคุณภำพตำมมำตรฐำนกำรเรียนรู้และตัวชี้วัดท่ีก�ำหนดของหลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำข้ันพื้นฐำน พทุ ธศกั รำช 2551 และเพมิ่ เติมสำระกำรเรยี นรคู้ วำมเปน็ สำกล จำกกำรก�ำกับติดตำมกำรด�ำเนินงำนของโรงเรียนในโครงกำรโรงเรียนมำตรฐำนสำกล ในปีกำรศึกษำ 2553 - 2554 พบปัญหำอุปสรรคในกำรปฏิบัติบำงประกำร ได้แก่ กำรใช้ค�ำบำงค�ำอำจท�ำให้เกิดกำรเข้ำใจผิด ว่ำมีควำมซ้�ำซ้อนกับหลักสูตรบำงหลักสูตร และกำรจัดสำระเพิ่มเติมในหลักสูตรของสถำนศึกษำหลำยแห่ง ยังไมส่ อดคลอ้ งกบั โครงสรำ้ งเวลำเรียนทกี่ �ำหนดในหลกั สตู รแกนกลำงกำรศกึ ษำขนั้ พื้นฐำน พุทธศกั รำช 2551 นอกจำกน้ัน เสยี งสะทอ้ นของสงั คมทว่ั ไปบง่ ชี้ใหเ้ หน็ ว่ำ ทักษะและควำมสำมำรถท่ีจ�ำเปน็ ที่จะช่วย ท�ำให้ เด็กและเยำวชนไทยสำมำรถพัฒนำตนเองไปสู่ควำมเป็นสำกล ได้แก่ ทักษะและควำมสำมำรถในกำรคิดวิเครำะห์ กำรคิดสร้ำงสรรค์ กำรแสวงหำควำมรู้ด้วยตนเอง รวมถึงทักษะและควำมสำมำรถด้ำนเทคโนโลยี และทักษะ และควำมสำมำรถในกำรท�ำงำนร่วมกบั ผ้อู ่นื ยังไม่อยใู่ นระดบั ท่นี ำ่ พอใจ ผลกำรทดสอบทำงกำรศึกษำระดับชำติขั้นพื้นฐำน (O - NET) ผลกำรทดสอบควำมถนัดท่ัวไป (GAT) แ ล ะ ผ ล ก ำ ร ท ด ส อ บ ค ว ำ ม ถ นั ด ท ำ ง วิ ช ำ ก ำ ร แ ล ะ วิ ช ำ ชี พ ( PAT ) ข อ ง นั ก เ รี ย น ใ น ภ ำ พ ร ว ม อ ยู ่ ใ น ร ะ ดั บ ต�่ ำ และมกี ำรกระจำยสูง ยังไมเ่ ป็นทีพ่ งึ พอใจ ผลกำรเข้ำร่วมโครงกำรประเมินผลนักเรียนนำนำชำติ (Programme for International Student Assessment: PISA) จัดโดย Organization for Economic Co-operation and Development : OECD มีประเทศเข้ำร่วมโครงกำรประมำณ 70 ประเทศ คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยต�่ำกว่ำคะแนนเฉลี่ย ของนำนำชำติมำก ส่วนผลกำรเข้ำร่วมโครงกำรกำรศึกษำแนวโน้มกำรจัดกำรศึกษำด้ำนคณิตศำสตร์และวิทยำศำสตร์ ระดับนำนำชำติ (Trended in International Mathematics and Science Study : TIMSS) จัดโดย The International Association for the Evaluation of Educational Achievement : IEA มีประเทศ เข้ำร่วมโครงกำรประมำณ 60 ประเทศ คะแนนของนักเรียนไทยโดยเฉลี่ยต�่ำกว่ำค่ำเฉล่ียของนักเรียนนำนำชำติ มำกเช่นกัน
แนวทางการ ัจดการเ ีรยนการสอน ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล4 จำกข้อมูลดังกล่ำวท�ำให้สังคมทั้งภำยในประเทศและต่ำงประเทศสรุปและเช่ือว่ำคุณภำพกำรศึกษำ ฉบับแ ้กไข 2565 ของประเทศไทยเมื่อเทียบกับคุณภำพกำรศึกษำของนำนำชำติยังอยู่ในระดับต่�ำ ซ่ึงส่งผลกระทบต่อภำพลักษณ์ และควำมเช่ือมั่นที่ต่ำงชำติมีต่อประเทศไทย ตลอดจนกำรลงทุนของต่ำงชำติในประเทศไทยมำก จึงจ�ำเป็น ต้องพัฒนำและปรบั ปรงุ กำรศกึ ษำไทยให้มคี ณุ ภำพทดั เทยี มกบั กำรศกึ ษำของนำนำชำติ ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำข้ันพ้ืนฐำนจึงได้พิจำรณำทบทวนจุดที่เป็นปัญหำในกำรด�ำเนินงำน ของโรงเรียนมำตรฐำนสำกลและพัฒนำปรับปรุงแนวปฏิบัติเก่ียวกับกำรจัดหลักสูตรและกำรเรียนกำรสอน และกำรบริหำรจัดกำรส�ำหรับโรงเรียนในโครงกำร โดยเร่ิมต้นใช้ในปีกำรศึกษำ 2555 เพื่อให้กำรพัฒนำคุณภำพ ผู้เรียนในโรงเรียนมำตรฐำนสำกลเป็นไปอยำ่ งมีประสิทธิภำพยิง่ ข้ึน ท้ังนี้ กำรพัฒนำปรับปรุงหลักสูตรและกำรเรียนกำรสอนที่ปรับปรุงใหม่ ก�ำหนดให้ใช้กระบวนกำร เรยี นร ู้ 5 ขั้นตอน หรอื บันได 5 ขั้น เปน็ เครอื่ งมอื สำ� คัญในกำรพฒั นำผเู้ รยี นผำ่ นกำรเรียนรสู้ ำระกำรศกึ ษำค้นคว้ำ ด้วยตนเอง (Independent Study: IS) ซ่ึงมีกระบวนกำรส�ำคัญในกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ีเรียกว่ำ “บันได 5 ข้ัน ของกำรจดั กำรเรยี นกำรสอนในโรงเรียนมำตรฐำนสำกล” ได้แก่ 1. การตั้งประเด็นค�าถาม/ สมมติฐาน (Hypothesis Formulation) กำรฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิด สังเกต ต้งั คำ� ถำมอย่ำงมเี หตผุ ล และสรำ้ งสรรค์ 2. การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศ (Searching for Information) กำรฝึก ให้ผ้เู รยี นแสวงหำควำมร้ ู ข้อมูล และสำรสนเทศ จำกแหลง่ เรยี นรูอ้ ย่ำงหลำกหลำย 3. การสรุปองค์ความรู้ (Knowledge Formation) กำรฝึกให้ผู้เรียนน�ำควำมรู้และสำรสนเทศ หรือข้อมูลท่ไี ด้จำกกำรแสวงหำควำมร ู้ มำถกแถลง อภิปรำย เพอื่ สรปุ และสร้ำงองค์ควำมรู้ 4. การส่ือสารและการน�าเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) กำรฝึกให้ ผเู้ รียนนำ� ควำมรู้ที่ไดม้ ำส่อื สำรอย่ำงมปี ระสทิ ธิภำพ 5. การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Public Service) กำรฝึกให้ผู้เรียนน�ำควำมรู้สู่กำรปฏิบัติ เพอ่ื น�ำองค์ควำมรู้ไปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์กบั สงั คมและชุมชนรอบตัวตำมวฒุ ิภำวะของผูเ้ รยี น ผลจำกกำรด�ำเนินกำรจัดท�ำหลักสูตรและกำรเรียนกำรสอน โดยกำรน�ำ “บันได 5 ขั้น ของกำรจัด กำรเรียนกำรสอนในโรงเรียนมำตรฐำนสำกล” ไปสู่กำรปฏิบัติของโรงเรียนมำตรฐำนสำกลและผลกำรเข้ำร่วม โครงกำรประเมินผลนำนำชำตินักเรียน (PISA) ของโรงเรียนมำตรฐำนสำกลท่ีได้รับกำรสุ่มเข้ำสอบ ในปี 2012 2015 และ 2018 เม่ือเปรียบเทียบผลคะแนนของโรงเรียนมำตรฐำนสำกลกับค่ำเฉลี่ยระดับประเทศ พบว่ำ โรงเรียนมำตรฐำนสำกลมีผลกำรทดสอบสูงกว่ำผลกำรทดสอบระดับประเทศ ทุกรำยวิชำและทุกปีท่ีมีกำรจัดสอบ และเม่ือเปรียบเทียบผลคะแนนของโรงเรียนมำตรฐำนสำกลกับค่ำเฉล่ียของ OECD พบว่ำ ในปี 2012 นักเรียน ของโรงเรียนมำตรฐำนสำกลมีคะแนนสูงกว่ำ OECD ทุกรำยวิชำ ส่วนในปี 2015 และ 2018 แม้ว่ำจะมีคะแนน เฉลี่ยต�่ำกว่ำทุกรำยวิชำ แต่ผลกำรประเมินด้ำนคณิตศำสตร์และด้ำนวิทยำศำสตร์มีแนวโน้มค่ำพัฒนำกำร สงู ขน้ึ ทง้ั นี ้ ควำมคำดหวงั ของควำมสำ� เร็จของโรงเรียนมำตรฐำนสำกลคอื โรงเรยี นมำตรฐำนสำกลทีไ่ ดร้ ับกำรส่มุ เข้ำสอบโครงกำร PISA หรือ TIMSS มีคะแนนเฉลี่ยผลกำรสอบไม่ต�่ำกว่ำคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนนำนำชำติ ที่เข้ำรว่ มโครงกำร
นอกจำกน้ี ปัจจุบันรัฐบำลไทยได้มีกำรก�ำหนดยุทธศำสตร์ชำติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) ท่ีเน้น แนวทางการจัดการเรียนการสอน ในโรงเรียนมาตรฐานสากล กำรใช้ควำมรู้สร้ำงนวัตกรรม กำรพัฒนำและเสริมสร้ำงศักยภำพคนที่เป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม และได้ก�ำหนด วิสัยทัศน์ประเทศไทย 4.0 “ประเทศมีควำมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนำแล้ว ด้วยกำรพัฒนำ ฉ ับบแก้ไข 2565 ตำมหลักปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพยี ง” คนไทย 4.0 เป็นผูม้ คี วำมร ู้ ทักษะ ควำมสำมำรถสูง เป็นมนุษย์ทีส่ มบรู ณ์ ในศตวรรษท ่ี 21 แผนพฒั นำเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชำติ ฉบับท่ ี 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ไดม้ ุง่ เนน้ กำรเสรมิ สร้ำง 5 และพัฒนำศักยภำพคน ให้ได้รับกำรศึกษำท่ีมีคุณภำพสูงตำมมำตรฐำนสำกล และสำมำรถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง อย่ำงต่อเน่ือง แผนกำรศึกษำแห่งชำติ พ.ศ. 2560 - 2579 ได้มุ่งเน้นกำรพัฒนำผู้เรียนทุกคนให้มีคุณลักษณะ และทกั ษะกำรเรียนร้ใู นศตวรรษท่ี 21 และแผนปฏิรูปประเทศด้ำนกำรศึกษำ ฉบับปรบั ปรุง (พ.ศ. 2564 - 2565) ได้ก�ำหนดเป้ำหมำยเพ่ือให้ผู้เรียนทุกกลุ่มวัยได้รับกำรศึกษำที่มีคุณภำพตำมมำตรฐำน มีทักษะที่จ�ำเป็น ของโลกอนำคต สำมำรถแก้ปัญหำ ปรับตัว สื่อสำร และท�ำงำนร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่ำงมีประสิทธิผล มีวินัย มีนิสัย ใฝ่เรยี นร้อู ย่ำงตอ่ เนือ่ งตลอดชีวติ และเป็นพลเมอื งทรี่ ู้สทิ ธิและหนำ้ ที่มีควำมรับผดิ ชอบ มจี ิตสำธำรณะ มคี วำมรกั และควำมภำคภมู ใิ จในควำมเปน็ ไทย มงุ่ เนน้ กจิ กรรมกำรพฒั นำกำรจดั กำรเรยี นกำรสอนสกู่ ำรเรยี นรฐู้ ำนสมรรถนะ เพื่อตอบสนองกำรเปล่ียนแปลงในศตวรรษที่ 21 มีหลักสูตรกำรศึกษำที่ยืดหยุ่น ตอบสนองต่อควำมถนัดและ ควำมสนใจของผู้เรียนรำยบุคคล จัดกำรเรียนรู้เพื่อพัฒนำสมรรถนะแบบผู้เรียนสร้ำงควำมรู้ด้วยตนเอง มุ่งเน้น กระบวนกำรเรียนรู้แบบถักทอควำมรู้ ทักษะ คุณลักษณะผู้เรียนเข้ำด้วยกันด้วยกำรลงมือปฏิบัติจริง (Active Learning) มุ่งเน้นใหผ้ ้เู รยี นสำมำรถเข้ำใจและเรยี นรอู้ ยำ่ งมีควำมสุขและพัฒนำควำมเป็นมนุษย์ทสี่ มบูรณ์ ดังน้ัน เพ่ือให้สอดคล้องกับนโยบำย วิสัยทัศน์ และเป้ำหมำยของกำรพัฒนำดังกล่ำวข้ำงต้น ส�ำนักงำน คณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำนจึงได้ขยำยผลกำรด�ำเนินงำนของโครงกำรโรงเรียนมำตรฐำนสำกล เพ่ือยกระดับคุณภำพกำรจัดกำรศึกษำและกำรเรียนรู้ให้มีคุณภำพและมำตรฐำนระดับสำกล รวมทั้งเป็นกำร ลดควำมเหลื่อมล�้ำทำงกำรศกึ ษำ ผู้เรยี นได้รบั พัฒนำและเสริมสรำ้ งศักยภำพเป็นคนไทย 4.0 2. ลักษณะของโรงเรยี นมาตรฐานสากล โรงเรียนมำตรฐำนสำกล หมำยถึง โรงเรียนที่มีกำรพัฒนำหลักสูตร กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนกำรสอน และกำรบริหำรจัดกำรด้วยระบบคุณภำพ ท่ีมุ่งเน้นกำรพัฒนำผู้เรียนให้มีศักยภำพเป็นพลโลก มีทักษะ ควำมรู ้ ควำมสำมำรถ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในระดับเดียวกับมำตรฐำนสำกล หรือมำตรฐำนของประเทศ ช้ันน�ำท่ีมีคุณภำพกำรศึกษำสูง สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของหลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พุทธศักรำช 2551 ท่ีมุ่งเน้นกำรพัฒนำคุณภำพเยำวชนส�ำหรับยุคศตวรรษที่ 21 ตำมปฏิญญำว่ำด้วยกำรจัดกำร ศึกษำของ UNESCO ทั้ง 4 ด้ำน คือ Learning to Know, Learning to Do, Learning to Live Together, และ Learning to Be 3. การด�าเนินงานของโรงเรยี นมาตรฐานสากล กำรด�ำเนินงำนของโรงเรียนมำตรฐำนสำกล จะประสบควำมส�ำเร็จได้จะต้องมีกำรพัฒนำหลำยมิติ ไปพร้อมกนั โดยจะตอ้ งด�ำเนนิ กำรทั้งระบบ คอื ด้ำนหลกั สตู ร ด้ำนกำรจัดกำรเรยี นกำรสอน และดำ้ นกำรบริหำร จัดกำร มิใช่เป็นกำรจัดกำรศึกษำเพียงบำงส่วนของโรงเรียน หรือเพียงจัดเป็นแผนกำรเรียนมำตรฐำนสำกล กำรจดั กำรศึกษำของโรงเรยี นมำตรฐำนสำกลจะต้องมีจุดมุง่ หมำยและทศิ ทำงท่ชี ัดเจน ดงั น้ี
แนวทางการ ัจดการเ ีรยนการสอน ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล6 3.1 เพ่ือยกระดับกำรจัดกำรเรียนกำรสอนให้เทียบเคียงมำตรฐำนสำกล หรือมำตรฐำนของประเทศ ฉบับแ ้กไข 2565 ช้ันน�ำท่ีมีคุณภำพกำรศึกษำสูง ได้แก่ประเทศที่ประสบควำมส�ำเร็จสูงในกำรเข้ำร่วมโครงกำร PISA หรือ TIMSS โดยค�ำนึงถึงควำมแตกต่ำงของผู้เรียนทำงด้ำนสติปัญญำ ควำมสำมำรถ และควำมถนัด มีกำรจัดกำรเรียนรู้ ที่เหมำะสมในกำรเพ่ิมพูนศักยภำพของผู้เรียน ส่งเสริมพหุปัญญำของผู้เรียน บนพื้นฐำนของควำมเข้ำใจและรู้ใจ มีกำรใช้กระบวนกำรคัดกรองในระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนเป็นรำยบุคคล เพื่อให้สำมำรถพัฒนำไปสู่จุดสูงสุด แหง่ ศักยภำพ 3.2 เพ่ือยกระดับกำรบริหำรจัดกำรของโรงเรียนให้มีกำรบริหำรด้วยระบบคุณภำพตำมเกณฑ์ รำงวัลคุณภำพแห่งชำติ (Thailand Quality Award: TQA) ทั้งน้ีเพ่ือให้กำรพัฒนำศักยภำพของโรงเรียน ด�ำเนินไปตำมมำตรฐำนสำกล หรือมำตรฐำนของประเทศชั้นน�ำที่มีคุณภำพกำรศึกษำสูงท้ังหลำย แต่ในสภำพ ควำมเป็นจริงกำรด�ำเนินงำนโรงเรียนมำตรฐำนสำกลของส�ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พบว่ำ โรงเรียนมำตรฐำนสำกลมีควำมแตกตำ่ งกันทง้ั บริบท ศักยภำพ ขนำดโรงเรียน รวมท้ังสภำพแวดล้อมอ่ืน ๆ ดังน้ันเพ่ือให้กำรบริหำรจัดกำรด้วยระบบคุณภำพของโรงเรียนเกิดกำรพัฒนำ จึงก�ำหนดให้มีกำรบริหำร จดั กำรด้วยระบบคณุ ภำพ เปน็ 3 ระดับ คอื ระดับท ่ี 1 กำรบริหำรจดั กำรด้วยระบบคุณภำพ ระดับโรงเรียน (School Quality Award : ScQA) ระดับที่ 2 กำรบริหำรจัดกำรด้วยระบบคุณภำพ ระดับส�ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน (Office of the Basic Education Commission Quality Award : OBECQA) ระดบั ที่ 3 กำรบรหิ ำรจดั กำรด้วยระบบคุณภำพ ระดบั ชำต ิ (Thailand Quality Award : TQA) ทั้งนี้ หวังว่ำรูปแบบและแนวทำงกำรบริหำรจัดกำรด้วยระบบคุณภำพในแต่ละระดับจะท�ำให้โรงเรียน เกิดกำรพัฒนำอยำ่ งมขี ั้นตอน สอดคล้องกบั สภำพปจั จุบันและบริบทของโรงเรียน 3.3 เพื่อพัฒนำผู้เรียนให้มีศักยภำพเป็นพลโลก โดยเน้นควำมเป็นเลิศทำงวิชำกำร สื่อสำรสองภำษำ ล�้ำหนำ้ ทำงควำมคิด ผลิตงำนอย่ำงสรำ้ งสรรค์ และรว่ มกนั รับผิดชอบตอ่ สังคมโลก ปจั จุบัน ป ี 2565 มโี รงเรียนที่เขำ้ รว่ มโครงกำรโรงเรยี นมำตรฐำนสำกลที่ไดร้ ับรำงวลั คณุ ภำพกำรบรหิ ำร จดั กำรดว้ ยระบบคณุ ภำพแหง่ สำ� นกั งำนคณะกรรมกำรกำรศกึ ษำขนั้ พน้ื ฐำน ประกอบดว้ ย โรงเรยี นมำตรฐำนสำกล ที่อยู่ในระดบั เกณฑ์ รำงวลั ScQA จำ� นวน 706 โรงเรียน และระดบั เกณฑร์ ำงวัล OBECQA จำ� นวน 403 โรงเรยี น 4. ความสา� เรจ็ ของโรงเรียนมาตรฐานสากล ควำมสำ� เรจ็ ขั้นสุดท้ำยของโรงเรียนมำตรฐำนสำกล คือ คณุ ภาพของผู้เรยี น โรงเรยี นทีไ่ ดร้ ับกำรประเมิน ว่ำมีหลักสูตร กิจกรรมกำรเรียนกำรสอน และกำรบริหำรจัดกำรที่ดีเยี่ยม แต่กำรประเมินคุณภำพของผู้เรียน ยังไม่ผ่ำนเกณฑ์ตำมท่ีโรงเรียนได้ก�ำหนดไว้ ก็ไม่ถือว่ำโรงเรียนนั้นประสบควำมส�ำเร็จในกำรเป็นโรงเรียน มำตรฐำนสำกล
ควำมสำ� เร็จของโรงเรียนในกำรดำ� เนนิ งำนตำมโครงกำรโรงเรยี นมำตรฐำนสำกลจะพจิ ำรณำจำกคณุ ภำพ แนวทางการจัดการเรียนการสอน ในโรงเรียนมาตรฐานสากล ของผเู้ รียนทเี่ พ่มิ ขึ้นตำมเปำ้ หมำยทีแ่ ต่ละโรงเรียนก�ำหนดและทำ� ควำมตกลงไว้กบั โครงกำรเปน็ ส�ำคัญ ควำมส�ำเร็จด้ำนกำรพัฒนำหลักสูตร กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนกำรสอน และกำรบริหำรจัดกำร ฉ ับบแก้ไข 2565 โรงเรียนด้วยระบบบริหำรคุณภำพ ถือเป็นควำมส�ำเร็จในกำรด�ำเนินงำนของโรงเรียนมำตรฐำนสำกลบนพื้นฐำน ควำมเชื่อว่ำ ถ้ำโรงเรียนมีหลักสูตรกำรจัดกำรเรียนกำรสอนและมีระบบกำรบริหำรจัดกำรโรงเรียนที่ด ี ก็จะช่วยทำ� ใหผ้ ้เู รียนมคี ณุ ภำพที่ดขี ้นึ เปน็ ล�ำดับ 7
ความส�าเร็จของการด�าเนนิ งานโรงเรียนมาตรฐานสากล สรุปได้ดังน้ี เปน็ เลิศวชิ าการ สือ่ สารสองภาษา ผ้เู รยี นมีศักยภาพ ล�า้ หนา้ ทางความคดิ ผลติ งานอย่างสรา้ งสรรค์ เปน็ พลโลก ร่วมกนั รับผดิ ชอบต่อสงั คม ผู้เรยี น หลกั สตู ร ครู และกิจกรรม การเรียนการสอน แนวทางการ ัจดการเ ีรยนการสอน ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล8 การบริหารจัดการดว้ ยระบบคณุ ภาพ ตามเกณฑ์ระดบั คุณภาพแห่งชาติ ฉบับแ ้กไข 2565 (Thailand Quality Award: TQA) ระดบั คุณภาพ สพฐ. (Office of the Basic Education Commission Quality Award: OBECQA) ระดบั คณุ ภาพโรงเรียน (School Quality Award: ScQA)
5. เป้าหมายความส�าเรจ็ ในการดา� เนินงานด้านผู้เรียน แนวทางการจัดการเรียนการสอน ในโรงเรียนมาตรฐานสากล เป้ำหมำยและตัวช้ีวัดควำมส�ำเร็จในกำรด�ำเนินงำนด้ำนผู้เรียนของโรงเรียนมำตรฐำนสำกล ฉ ับบแก้ไข 2565 มี 5 เป้ำหมำย แต่ละเป้ำหมำยจะมีตัวชี้วัดควำมส�ำเร็จท่ีแตกต่ำงกันไป ในแต่ละปีกำรศึกษำโรงเรียน หรือ ผ้ดู �ำเนนิ กำรอำจพจิ ำรณำปรบั ลด เพ่มิ ตัวช้ีวดั ใหม้ ีควำมเหมำะสม สอดคลอ้ งกับสภำพกำรณ์ต่ำง ๆ ของปนี ั้น ๆ 9 ใหม้ ำกย่งิ ข้ึนต่อไป เป้ำหมำยด้ำนผู้เรียนแต่ละข้อได้ระบุด้วยว่ำ โครงกำรมีวัตถุประสงค์ท่ีจะพัฒนำคุณภำพของนักเรียน ของโครงกำรโรงเรียนมำตรฐำนสำกลให้อยู่ในระดับเดียวกับนักเรียนของประเทศที่มีคุณภำพกำรศึกษำสูง ซ่ึงได้แก ่ ประเทศทีม่ ผี ลกำรประเมิน PISA อย่ใู นกลุ่มสงู ในอนำคตโครงกำรจะได้จัดให้มีกำรประเมินคุณภำพด้ำนต่ำง ๆ ของนักเรียนโรงเรียนมำตรฐำนสำกล เทียบกับคุณภำพนกั เรียนของประเทศที่มีคุณภำพกำรศึกษำสงู ดังกลำ่ วดว้ ย ควำมส�ำเร็จของโครงกำรโรงเรียนมำตรฐำนสำกลอีกมุมมองหนึ่งสำมำรถพิจำรณำได้จำกผลกำรเข้ำร่วม โครงกำรประเมินผลนำนำชำติ ซึง่ ในประเทศไทยเข้ำรว่ มอยู่ 2 โครงกำร คือ 1. โครงกำรประเมนิ ผลนกั เรยี นนำนำชำติ PISA จัดโดย OECD 2. โครงกำรกำรศึกษำแนวโน้มกำรจัดกำรศึกษำด้ำนคณิตศำสตร์และวิทยำศำสตร์ระดับนำนำชำต ิ (TIMSS) จดั โดย IEA ท้ังโครงกำร PISA และโครงกำร TIMSS จะด�ำเนินกำรครั้งตอ่ ไป ดังน้ัน ตวั ชีว้ ัดควำมส�ำเรจ็ ของโครงกำร โรงเรียนมำตรฐำนสำกลทสี่ ำ� คญั มำกอีกข้อหน่ึงคือ นักเรยี นโรงเรียนมำตรฐำนสำกลท่ไี ด้รบั กำรสุ่มเข้ำสอบโครงกำร PISA หรอื TIMSS มีคะแนนผลกำรสอบ โดยเฉลยี่ ไมต่ �่ำกวำ่ คะแนนเฉลี่ยของนกั เรียนนำนำชำติที่เข้ำร่วมโครงกำร PISA หรือ TIMSS ในปเี ดยี วกนั กำรประเมินตัวช้ีวัดควำมส�ำเร็จหลำยข้อ ได้ก�ำหนดให้มีกำรสร้ำงเคร่ืองมือกลำงในกำรทดสอบข้ึน เป็นกำรเฉพำะด้วย เนื่องจำกกำรทดสอบทำงกำรศึกษำระดับชำติข้ันพื้นฐำน (O-NET) เป็นกำรวัดขั้นพ้ืนฐำน ตำมหลักสูตร แต่เป้ำหมำยของโรงเรียนมำตรฐำนสำกลก�ำหนดไว้สูงกว่ำนั้น แบบทดสอบกลำงที่สร้ำงข้ึน จะมีกำรถำมให้นักเรียนได้แสดงเหตุและผล วิธีคิด และวิธีท�ำ นอกจำกนั้น จะจัดให้มีกำรทดสอบภำคปฏิบัต ิ กำรสมั ภำษณ ์ กำรพดู คุยกับนักเรียน และหรอื วธิ กี ำรอืน่ ๆ ทเ่ี หมำะสม เป้ำหมำยและตัวชี้วัดควำมส�ำเร็จด้ำนผู้เรียน ในกำรด�ำเนินงำนโรงเรียนมำตรฐำนสำกล มี 5 เป้ำหมำย ดงั น้ี 1. ความเปน็ เลิศทางวชิ าการ นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียนด้ำนต่ำง ๆ อยู่ในระดับสูง เทียบได้ไม่ต่�ำกว่ำนักเรียนของประเทศ ทีม่ ีคุณภำพกำรศึกษำสูง 2. สื่อสารสองภาษา นักเรียนมีทักษะและควำมสำมำรถด้ำนภำษำอยู่ในระดับสูง เทียบได้ไม่ต่�ำกว่ำนักเรียนของประเทศ ทมี่ ีคุณภำพกำรศกึ ษำสงู
3. ล�า้ หน้าทางความคิด นักเรียนมีทักษะและควำมสำมำรถในกำรคิดและทักษะและควำมช�ำนำญในกำรใช้ ICT ในระดับสูง เทยี บไดไ้ มต่ ่�ำกวำ่ นกั เรยี นของประเทศทม่ี ีคุณภำพกำรศกึ ษำสงู 4. ผลติ งานอยา่ งสรา้ งสรรค ์ นักเรียนมีทักษะและควำมสำมำรถเกี่ยวกับกำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง (Independent Study) และมีศักยภำพ ทักษะ และควำมสำมำรถในกำรผลิตผลงำนต่ำง ๆ อย่ำงมีคุณภำพ เทียบได้ไม่ต�่ำกว่ำนักเรียน ของประเทศที่มีคุณภำพกำรศกึ ษำสูง 5. ร่วมกันรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคมโลก นักเรียนมีควำมรู้ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และลักษณะเฉพำะของชำติต่ำง ๆ ในระดับสูง มีควำมมุ่งม่ันจริงจังในกำรท�ำงำน ไม่ย่อท้อต่อปัญหำอุปสรรค มีจิตสำธำรณะ มีส�ำนึกในกำรบริกำรสังคม และมีควำมรับผดิ ชอบต่อสงั คมอยูใ่ นระดบั สงู เทียบได้ไมต่ ่ำ� กว่ำนักเรยี นของประเทศทีม่ ีคุณภำพกำรศกึ ษำสูง แนวทางการ ัจดการเรียนการสอน10 ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล ฉ ับบแ ้กไข 2565
22ตอนท่ี แนวทางการจัดการเรียนการสอน11 ในโรงเรียนมาตรฐานสากล ฉ ับบแก้ไข 2565 หลกั สตู รและกำรจดั กำรเรยี นกำรสอนในโรงเรียน คุณลกั ษณะและศกั ยภาพผู้เรยี นทีเ่ ปน็ สากล กำรจัดกำรเรียนกำรสอนในโรงเรียนมำตรฐำนสำกล มุ่งเน้นกำรเสริมสร้ำงควำมรู้ ควำมสำมำรถ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพ้ืนฐำน พุทธศักรำช 2551 และเปน็ ไปตำมปฏิญญำว่ำด้วยกำรจัดกำรศกึ ษำของ UNESCO ได้แก่ Learning to Know : หมำยถึง กำรเรียนเพ่ือให้มีควำมรู้ในส่ิงต่ำง ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อไป ได้แก่ กำรรู้จักแสวงหำ ควำมร ู้ กำรต่อยอดควำมรูท้ ม่ี อี ย ู่ และรวมท้งั กำรสร้ำงควำมรู้ขน้ึ มำใหม่ Learning to do : หมำยถึง กำรเรียนเพื่อกำรปฏิบัติหรือลงมือท�ำ ซ่ึงน�ำไปสู่กำรประกอบอำชีพจำกควำมรู้ ทีไ่ ดศ้ ึกษำมำ รวมทง้ั กำรปฏิบัตเิ พอ่ื สร้ำงประโยชนใ์ หส้ ังคม Learning to live together : หมำยถึง กำรเรียนรู้เพ่ือกำรด�ำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับคนอ่ืนได้อย่ำงมีควำมสุข ท้ังกำรด�ำเนินชีวิต ในกำรเรียน ครอบครวั สังคม และกำรท�ำงำน Learning to be : หมำยถึง กำรเรียนรู้เพื่อให้รู้จักตัวเองอย่ำงถ่องแท้ รู้ถึงศักยภำพ ควำมถนัด ควำมสนใจของตนเอง สำมำรถใชค้ วำมร ู้ ควำมสำมำรถของตนเองใหเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ สงั คม เลอื กแนวทำงกำรพฒั นำตนเองตำมศกั ยภำพ วำงแผนกำรเรียนต่อ กำรประกอบอำชพี ที่สอดคลอ้ งกบั ศกั ยภำพของตนเองได้ ท้ังนี้เพ่ือพัฒนำผู้เรียนให้มีคุณภำพ ท้ังในฐำนะพลเมืองไทย และพลเมืองโลกเทียบเคียงกับ นำนำอำรยประเทศ โดยมงุ่ เนน้ ใหผ้ ู้เรยี นมีศักยภำพท่สี �ำคญั ดงั นี้ 1. ความรพู้ ้นื ฐานในยุคดิจิทัล มีควำมรู้พ้ืนฐำนท่ีจ�ำเป็นทำงวิทยำศำสตร์ เศรษฐศำสตร์ เทคโนโลยี รู้ภำษำ ข้อมูล และทัศนภำพ ร้พู หุวฒั นธรรมและมีควำมตระหนักส�ำนึกระดบั โลก 2. ความสามารถคิดประดษิ ฐ์อย่างมคี วามสามารถในการปรับตัว สำมำรถจัดกำรกับสภำวกำรณ์ท่ีมีควำมซับซ้อน เป็นบุคคลที่ใฝ่รู้ สำมำรถก�ำหนด/ต้ังประเด็นค�ำถำม เพือ่ น�ำไปสู่กำรศึกษำค้นคว้ำ แสวงหำควำมรู ้ มคี วำมสำมำรถในกำรคดิ วิเครำะห ์ คดิ สงั เครำะห ์ ข้อมูล สำรสนเทศ และสรปุ องคค์ วำมร้ ู ใช้ขอ้ มูลเพ่ือกำรตัดสนิ ใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมไดอ้ ยำ่ งเหมำะสม
แนวทางการ ัจดการเรียนการสอน12 ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล 3. ทกั ษะการสื่อสารอยา่ งมีประสิทธผิ ล ฉ ับบแ ้กไข 2565 ควำมสำมำรถในกำรรับ และส่งสำร กำรเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่ำวสำรด้วยหลักเหตุผล และควำมถูกต้อง มีวัฒนธรรมในกำรใช้ภำษำถ่ำยทอดควำมคิด ควำมรู้ ควำมเข้ำใจ ควำมรู้สึก และทัศนะ ของตนเอง เพื่อแลกเปล่ียนข้อมูลข่ำวสำรและประสบกำรณ์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อกำรพัฒนำตนเองและสังคม รวมท้ังมีทักษะในกำรเจรจำต่อรองเพ่ือขจัดและลดปัญหำควำมขัดแย้งต่ำง ๆ ตลอดจนสำมำรถเลือกใช้วิธีกำร สอ่ื สำรท่มี ีประสทิ ธภิ ำพโดยคำ� นึงถึงผลกระทบท่มี ตี อ่ ตนเองและสังคม 4. ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ิต ควำมสำมำรถในกำรน�ำกระบวนกำรต่ำง ๆ ไปใช้ในกำรด�ำเนินชีวิตประจ�ำวัน กำรเรียนรู้ด้วยตนเอง กำรเรียนรู้อย่ำงต่อเน่ือง เข้ำใจควำมสัมพันธ์และกำรเปลี่ยนแปลงของเหตุกำรณ์ต่ำง ๆ อย่ำงเหมำะสม น�ำไปสู่ กำรปฏบิ ตั แิ ละนำ� ไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ สงั คม บรกิ ำรสำธำรณะ ซง่ึ หมำยถงึ กำรเปน็ พลเมอื งไทยและพลเมอื งโลก 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี กำรสืบค้นควำมรู้จำกแหล่งเรียนรู้ และวิธีกำรที่หลำกหลำย เลือกและใช้เทคโนโลยีด้ำนต่ำง ๆ และ มีทักษะกระบวนกำรทำงเทคโนโลยี เพ่ือกำรพัฒนำตนเองและสังคมในด้ำนกำรเรียนรู้ กำรสื่อสำร กำรท�ำงำน กำรแก้ปัญหำอยำ่ งสรำ้ งสรรค์ ถูกต้อง เหมำะสม และมีคุณธรรม การจดั ทา� หลกั สูตรและการจดั การเรยี นการสอนส่สู ากล กำรที่ผู้เรียนจะได้รับกำรพัฒนำให้มีคุณภำพดังกล่ำว ย่อมต้องอำศัยหลักสูตรสถำนศึกษำ ที่เหมำะสม คือ ต้องได้รับกำรออกแบบเป็นอย่ำงดี มีเป้ำหมำยและกระบวนกำรด�ำเนินงำนที่เป็นระบบ ด้วยควำมร่วมมือ ข อ ง บุ ค ล ำ ก ร ทุ ก ฝ ่ ำ ย ใ น โ ร ง เ รี ย น ห ลั ก สู ต ร ส ถ ำ น ศึ ก ษ ำ ข อ ง โ ร ง เ รี ย น ม ำ ต ร ฐ ำ น ส ำ ก ล เ ป ็ น ห ลั ก สู ต ร ที่ ใ ช ้ เป็นเป้ำหมำยและทิศทำงในกำรยกระดับกำรจัดกำรศึกษำท้ังโรงเรียน มิใช่กำรจัดในลักษณะของแผนกำรเรียน ส�ำหรับผู้เรียนเพียงบำงส่วน กำรออกแบบหลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับหลักกำรและแนวคิดของหลักสูตร แกนกลำงกำรศึกษำข้ันพื้นฐำน พุทธศักรำช 2551 ซึ่งผู้เรียนจะได้รับกำรพัฒนำคุณภำพบรรลุตำมมำตรฐำน กำรเรียนรู้ของกลุ่มสำระกำรเรียนรู้ 8 กลุ่มสำระ และกิจกรรมกำรพัฒนำผู้เรียนท่ีก�ำหนด มีกำรพัฒนำต่อยอด คุณลักษณะที่เทียบเคียงกับสำกลท้ังในระดับประถมศึกษำ มัธยมศึกษำตอนต้น และมัธยมศึกษำตอนปลำย โดยโรงเรยี นพิจำรณำให้สอดคล้อง เหมำะสมกับสภำพควำมพรอ้ มและจดุ เนน้ ของโรงเรียน
กระบวนการพฒั นาผู้เรียนสู่คุณภาพที่คาดหวัง แนวทางการจัดการเรียนการสอน13 ในโรงเรียนมาตรฐานสากล ฉ ับบแก้ไข 2565 กำรจัดกำรเรียนกำรสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะและศักยภำพควำมเป็นสำกล คือ เป็นบุคคล ที่มีคุณภำพ มีทักษะในกำรค้นคว้ำ แสวงหำควำมรู้และมีควำมรู้พื้นฐำนที่จ�ำเป็น สำมำรถคิดวิเครำะห ์ คิดสังเครำะห์คิดสร้ำงสรรค์ สำมำรถส่ือสำรได้อย่ำงมีประสิทธิผล มีทักษะชีวิต สำมำรถร่วมมือท�ำงำนกับผู้อ่ืน ได้เป็นอย่ำงดี จะต้องมีกระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้อย่ำงต่อเนื่อง มีล�ำดับขั้นตอนท่ีเหมำะสม และสอดคล้อง กับพฒั นำกำรของผู้เรียนในแตล่ ะระดบั ชนั้ โดยมกี ระบวนกำรส�ำคญั ในกำรจัดกำรเรียนร ู้ ทเี่ รียกวำ่ “บนั ได 5 ขั้น ของกำรพัฒนำผู้เรียนสู่มำตรฐำนสำกล (Five steps for student development)” ได้แก่ 1. การต้งั ค�าถาม/สมมตฐิ าน (Hypothesis formulation) เป็นกำรฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิด สังเกต ต้ังค�ำถำมอย่ำงมีเหตุผลและสร้ำงสรรค์ ซึ่งจะส่งเสริมให้ผู้เรียน เกิดกำรเรียนร้ใู นกำรตัง้ ค�ำถำม (Learning to Question) 2. การสืบค้นความรูแ้ ละสารสนเทศ (Searching for Information) เป็นกำรฝึกแสวงหำควำมรู้ ข้อมูล และสำรสนเทศจำกแหล่งเรียนรู้อย่ำงหลำกหลำย เช่น ห้องสมุด อนิ เทอรเ์ นต็ หรอื จำกกำรฝกึ ปฏบิ ตั ิ ทดลอง เปน็ ตน้ ซง่ึ จะสง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ กำรเรยี นรใู้ นกำรแสวงหำควำมร ู้ (Learning to Search) 3. การสรา้ งองค์ความร ู้ (Knowledge Formation) เป็นกำรฝึกให้ผู้เรียนน�ำควำมรู้และสำรสนเทศที่ได้จำกกำรแสวงหำควำมรู้ มำถกแถลง อภิปรำย เพ่ือนำ� ไปสกู่ ำรสรุปและสร้ำงองคค์ วำมร้ ู (Learning to Construct) 4. การสอื่ สารและนา� เสนออย่างมปี ระสทิ ธิภาพ (Effective Communication) เป็นกำรฝกึ ให้ผู้เรยี นนำ� ควำมรูท้ ่ไี ดม้ ำส่อื สำรอย่ำงมีประสทิ ธภิ ำพ ซึง่ จะส่งเสริมให้ผู้เรยี น เกิดกำรเรียนรู้ และมที กั ษะในกำรส่ือสำร (Learning to Communicate) 5. การบรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ (Public Service) เป็นกำรน�ำควำมรู้สู่กำรปฏิบัติ ซึ่งผู้เรียนจะต้องเช่ือมโยงควำมรู้ไปสู่กำรท�ำประโยชน์ให้กับสังคมและ ชมุ ชนรอบตวั ตำมวฒุ ภิ ำวะของผเู้ รยี นและจะสง่ ผลใหผ้ เู้ รยี นมจี ติ สำธำรณะและบรกิ ำรสงั คม (Learning to Serve) การศึกษาคน้ ควา้ ด้วยตนเอง (Independent Study : IS) เคร่ืองมอื ส�าคัญในการพัฒนา กำรจัดกระบวนกำรเรียนรู้ตำมบันได 5 ข้ัน สำมำรถด�ำเนินกำรได้หลำกหลำยวิธีและกำรให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้สำระกำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง (Independent Study : IS) นับเป็นวิธีกำรที่มีประสิทธิภำพ วิธีหน่ึง ที่ใช้อย่ำงกว้ำงขวำงในกำรพัฒนำผู้เรียน เพรำะเป็นกำรเปิดโลกกว้ำงให้ผู้เรียนได้ศึกษำค้นคว้ำอย่ำงอิสระ ในเรื่องหรือประเด็นที่ตนสนใจ เร่ิมตั้งแต่กำรก�ำหนดประเด็นปัญหำ ซึ่งอำจเป็น Public Issue และ Global Issue และด�ำเนินกำรค้นคว้ำแสวงหำควำมรู้จำกแหล่งข้อมูลท่ีหลำกหลำย มีกำรวิเครำะห์ สังเครำะห ์ ก ำ ร อ ภิ ป ร ำ ย แ ล ก เ ป ล่ี ย น ค ว ำ ม คิ ด เ ห็ น เ พ่ื อ น� ำ ไ ป สู ่ ก ำ ร ส รุ ป อ ง ค ์ ค ว ำ ม รู ้ จ ำ ก นั้ น ก็ ห ำ วิ ธี ก ำ ร ท่ี เ ห ม ำ ะ ส ม ในกำรส่ือสำรน�ำเสนอให้ผู้อ่ืนได้รับทรำบ และสำมำรถน�ำควำมรู้หรือประสบกำรณ์ที่ได้จำกกำรศึกษำค้นคว้ำ ไปท�ำประโยชน์แก่สำธำรณะ ซึ่งสิ่งเหล่ำน้ีเป็นกระบวนกำร ที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกันตลอดแนว ภำยใต้สำระ “การศึกษาค้นควา้ ดว้ ยตนเอง (Independent Study : IS)” ซึ่งแบ่งเปน็ 3 สำระ ประกอบด้วย
แนวทางการ ัจดการเรียนการสอน14 ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล IS1 - การศึกษาค้นคว้าและสรา้ งองค์ความร ู้ ฉ ับบแ ้กไข 2565 (Research and Knowledge Formation) เป็นสำระที่มุ่งให้ผู้เรียนก�ำหนดประเด็นปัญหำ ต้ังสมมติฐำน ค้นคว้ำแสวงหำควำมรู้และฝึกทักษะ กำรคดิ วิเครำะห ์ สังเครำะห์และสรำ้ งองค์ควำมร ู้ IS2 - การส่อื สารและการนา� เสนอ (Communication and Presentation) เป็นสำระท่ีมุ่งให้ผู้เรียนน�ำควำมรู้ที่ได้รับ มำพัฒนำวิธีกำรถ่ำยทอด/สื่อสำรควำมหมำย/แนวคิด ข้อมูล และองค์ควำมรู ้ ด้วยวิธกี ำรน�ำเสนอที่เหมำะสมหลำกหลำยรูปแบบและมีประสิทธภิ ำพ IS3 - การน�าองคค์ วามรไู้ ปใชบ้ ริการสงั คม (Social Service Activity) เป็นสำระท่ีมุ่งให้ผู้เรียนน�ำองค์ควำมรู้ / ประยุกต์ใช้องค์ควำมรู้ไปสู่กำรปฏิบัติ หรือน�ำไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ต่อสงั คม เกดิ บริกำรสำธำรณะ (Public Service) โรงเรียนต้องน�ำสำระ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS) ไปสู่กำรเรียน กำรสอนด้วยกำรจัดท�ำรำยวิชำ ออกแบบหน่วยกำรเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนำผู้เรียน ตำมแนวทำงท่ีก�ำหนด โดยพิจำรณำให้สอดคล้องกับบริบท วัย และพัฒนำกำรของผู้เรียน ซึ่งอำจแตกต่ำงกันในระดับประถมศึกษำ มธั ยมศกึ ษำตอนตน้ และมธั ยมศกึ ษำตอนปลำย ตวั อยำ่ งรำยละเอยี ดนำ� เสนอตำมเปำ้ หมำยคณุ ภำพผเู้ รยี นทก่ี ำ� หนด เป้าหมายคุณภาพผเู้ รียนในสาระการศกึ ษาค้นคว้าด้วยตนเอง กำรพัฒนำผู้เรียนผ่ำนสำระกำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง (Independent Study : IS) ครูผู้สอน จะต้องพิจำรณำให้เหมำะสมกับวัยและพัฒนำกำรของผู้เรียน กิจกรรมกำรเรียนรู้ ควำมยำก - ง่ำยของชิ้นงำน พร้อมภำระงำนที่ปฏิบัติจะต้องเหมำะสม เป้ำหมำยคุณภำพผู้เรียนแต่ละระดับท่ีก�ำหนดนี้ เป็นเป้ำหมำยและ กรอบทิศทำงทีค่ รูจะใช้ในกำรจดั กจิ กรรมกำรเรยี นกำรสอนและกำรวัดและประเมนิ ผล
เป้าหมายคุณภาพผูเ้ รยี นในสาระการศึกษาค้นคว้าดว้ ยตนเอง แนวทางการจัดการเรียนการสอน15 ในโรงเรียนมาตรฐานสากล ฉ ับบแก้ไข 2565 คุณภาพผ้เู รียน ระดับประถมศกึ ษา ระดบั มัธยมศึกษา ระดบั มัธยมศกึ ษา ป.1-3 ป.4-6 ตอนตน้ ตอนปลาย 1. กำรต้งั ประเด็น คำ� ถำม/สมมติฐำน * ต้ังค�ำถำม * ตงั้ ประเดน็ /คำ� ถำม * ตง้ั ประเดน็ ค�ำถำม * ตงั้ ประเด็น/ค�ำถำม อยำ่ งมเี หตุผล ขอ้ สงสัยเกย่ี วกบั เกี่ยวกับเรอื่ งรำว ในเรือ่ งทต่ี นสนใจโดย เก่ียวกับสถำนกำรณ์ (Hypothesis สิง่ ใกล้ตัว ง่ำย ๆ สง่ิ แวดล้อม เริ่มจำกตวั เองเชือ่ มโยง ปัจจบุ ันและสงั คมโลก Formulation) หรือบคุ คลใกล้ตัว กบั ชุมชนทอ้ งถ่ิน * ตงั้ สมมตฐิ ำนและให้ * ตงั้ สมมติฐำนตำม ประเทศ เหตุผลท่สี นับสนนุ จนิ ตนำกำรของ * ต้ังสมมตฐิ ำนและให้ หรือโต้แยง้ ประเด็น ตนเอง และ/หรือ เหตผุ ลโดยใชค้ วำมร ู้ ควำมรูโ้ ดยใช้ควำมรู้ ตำมควำมรู้ และ จำกสำขำวชิ ำต่ำง ๆ จำกสำขำวิชำต่ำง ๆ ประสบกำรณ์ และมที ฤษฎรี องรบั ของตน 2. กำรสบื ค้นควำมรู้ * ศกึ ษำ ค้นคว้ำ * ศกึ ษำ ค้นควำ้ * ศกึ ษำ ค้นควำ้ แสวงหำ * ศกึ ษำค้นควำ้ หำควำมร ู้ จำกแหลง่ เรยี นรแู้ ละ แสวงหำขอ้ มูล แสวงหำข้อมลู ควำมรูเ้ กย่ี วกบั ข้อมูลและสำรสนเทศ สำรสนเทศหรอื ค�ำตอบจำกบคุ คล ค�ำตอบจำก สมมตฐิ ำนทต่ี งั้ ไว้จำก โดยระบุแหล่งเรียนรู้ จำกกำรปฏบิ ตั ิ ใกลต้ ัว/แหล่ง สมมติฐำน แหลง่ เรยี นรหู้ ลำกหลำย ทง้ั ปฐมภูมแิ ละทตุ ิยภูมิ ทดลอง ขอ้ มลู พืน้ ฐำน ที่ต้ังไวจ้ ำกแหลง่ (เชน่ หอ้ งสมดุ ออนไลน ์ * ออกแบบ วำงแผน (Searching for ง่ำย ๆ ค้นคว้ำใกลต้ ัว วำรสำร กำรปฏิบัต ิ รวบรวมขอ้ มลู โดยใช้ Information) * จดั ล�ำดบั ข้ันตอน (เช่น บคุ คล ทดลองหรืออ่นื ๆ) กระบวนกำรรวบรวม ในกำรรวบรวม หนงั สอื * ออกแบบ วำงแผน ขอ้ มลู ท่ีมีประสิทธภิ ำพ ข้อมูล หนงั สือพิมพ ์ รวบรวมข้อมูล โดยใช้ * ใชก้ ระบวนกำรกลุ่ม * ท�ำงำนบรรลุ กำรปฏบิ ัติทดลอง กระบวนกำรรวบรวม แลกเปลยี่ นควำมคดิ เหน็ ผลส�ำเร็จภำยใต้ หรืออนื่ ๆ) ข้อมูลอยำ่ งมี โดยใชค้ วำมรู้จำก กำรดแู ลกำ� กบั * ออกแบบ วำงแผน ประสทิ ธิภำพ สำขำวิชำต่ำง ๆ และ และช่วยเหลอื อย่ำงงำ่ ยในกำร * ใช้กระบวนกำรกล่มุ พจิ ำรณำควำมนำ่ เชอ่ื ถอื ของครูอยำ่ ง รวบรวมและลำ� ดบั ในกำรแลกเปลี่ยน ของแหลง่ เรยี นรู้อยำ่ งมี ใกลช้ ิด ข้นั ตอนกำรเก็บ ควำมคิดเหน็ โดยใช้ วจิ ำรณญำณเพ่ือให้ได้ ขอ้ มูล ควำมรู้จำกสำขำวชิ ำ ข้อมลู ทีค่ รบถว้ น * ทำ� งำนบรรลุ ต่ำง ๆ เพ่ือใหไ้ ด้ข้อมูล สมบรู ณ์ ผลส�ำเรจ็ ภำยใต้ ทค่ี รบถว้ นสมบูรณ์ * ท�ำงำนบรรลตุ ำม กำรดูแล กำ� กบั * ทำ� งำนบรรลตุ ำม เปำ้ หมำยอย่ำงมี และชว่ ยเหลอื เป้ำหมำยภำยใต้กรอบ ประสทิ ธิภำพโดย ของครูอย่ำง กำรด�ำเนินงำน ค�ำแนะนำ� ของครูท่ใี ห้ ใกล้ชิด ที่กำ� หนดโดยกำรดแู ล คำ� ปรกึ ษำอย่ำงตอ่ เนอ่ื ง ก�ำกบั และชว่ ยเหลอื ของครอู ยำ่ งต่อเนือ่ ง
เป้าหมายคณุ ภาพผูเ้ รยี นในสาระการศกึ ษาคน้ คว้าดว้ ยตนเอง (ตอ่ ) คณุ ภาพผู้เรียน ระดบั ประถมศึกษา ระดับมธั ยมศึกษา ระดับมัธยมศกึ ษา ป.1-3 ป.4-6 ตอนต้น ตอนปลาย 3. กำรสรุปองคค์ วำมรู้ * บอกสำระส�ำคัญ * จัดกระท�ำข้อมลู * วิเครำะห์ขอ้ มลู โดยใช้ * อธิบำยควำมเป็นมำ (Knowledge ของสง่ิ ที่สนทนำ อยำ่ งงำ่ ยจำก วธิ กี ำรทีเ่ หมำะสม ของศำสตร ์ หลกั กำร Formation) หรือได้รับฟงั กำรสบื ค้น * สงั เครำะหแ์ ละสรปุ และวธิ คี ิดในสง่ิ ท่ีศกึ ษำ * สรุปประเดน็ องค์ควำมร้ ู อภิปรำย คน้ ควำ้ ควำมรู้จำกข้อคิด ผลและเปรยี บเทียบ * วเิ ครำะห์ข้อมูลโดยใช้ ส�ำคัญ เชื่อมโยงควำมร ู้ วิธกี ำรที่เหมำะสม * เสนอแนวคดิ วธิ กี ำร * สังเครำะหแ์ ละสรุป แกป้ ัญหำอยำ่ งเปน็ องคค์ วำมร้ ู อภปิ รำยผล ระบบ เปรยี บเทยี บเช่อื มโยง ควำมรู้ * เสนอแนวคดิ วธิ กี ำร แก้ปัญหำอย่ำงเปน็ ระบบ 4. กำรสือ่ สำรและ * เขยี นหรอื วำดภำพ * เขยี นและน�ำเสนอ * เรยี บเรียงและถ่ำยทอด * เรยี บเรยี งและถำ่ ยทอด กำรน�ำเสนออย่ำงมี และพดู น�ำเสนอ เปน็ ล�ำดับขนั้ ตอน ควำมคิดอย่ำงชดั เจน ควำมคิดอย่ำง ประสิทธภิ ำพ เพื่อสอื่ สำร เขำ้ ใจง่ำยใน เปน็ ระบบ สร้ำงสรรค์เป็นระบบ (Effective เรอื่ งรำวงำ่ ย ๆ รูปแบบเดี่ยวโดย * นำ� เสนอในรปู แบบเด่ียว * นำ� เสนอในรูปแบบเด่ยี ว Communication) ได้อยำ่ งชัดเจน ใชส้ ือ่ ทเ่ี หมำะสม หรือกลุ่มโดยใช้สอ่ื หรือกลมุ่ เปน็ ภำษำไทย ไม่สับสน โดยใช้ กับวัย ประกอบหลำกหลำย หรอื ภำษำองั กฤษ สอ่ื ทีเ่ หมำะสม * อ้ำงอิงแหลง่ * เขยี นรำยงำนกำรศึกษำ โดยใชส้ ื่อเทคโนโลยี ควำมร้ทู เ่ี ชอ่ื ถอื ได้ ค้นคว้ำเชิงวิชำกำร ทห่ี ลำกหลำย ควำมยำว 2,500 คำ� * เขยี นรำยงำนกำรศึกษำ * อำ้ งองิ แหลง่ ควำมรู้ ค้นคว้ำเชงิ วชิ ำกำร ทเี่ ชอื่ ถือไดอ้ ย่ำง เปน็ ภำษำไทยควำมยำว หลำกหลำย 4,000 ค�ำ หรอื ภำษำ แนวทางการ ัจดการเรียนการสอน16 ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล * เผยแพร่ผลงำน อังกฤษ ควำมยำว ฉ ับบแ ้กไข 2565 สสู่ ำธำรณะ 2,000 คำ� * อำ้ งอิงแหล่งควำมรู้ ท่เี ช่อื ถอื ได้ ท้งั ในและ ต่ำงประเทศ * ใช้กำรสนทนำ/วพิ ำกษ ์ ผ่ำนสือ่ อิเล็กทรอนกิ ส ์ เชน่ e-conference Social media online
เป้าหมายคุณภาพผเู้ รยี นในสาระการศึกษาค้นคว้าดว้ ยตนเอง (ตอ่ ) แนวทางการจัดการเรียนการสอน17 ในโรงเรียนมาตรฐานสากล ฉ ับบแก้ไข 2565 คณุ ภาพผเู้ รียน ระดับประถมศกึ ษา ระดับมธั ยมศกึ ษา ระดบั มัธยมศกึ ษา ป.1-3 ป.4-6 ตอนต้น ตอนปลาย 5. กำรน�ำควำมร้ไู ปใช้ บริกำรสังคม * น�ำควำมรแู้ ละ * สำมำรถเชอื่ มโยง * นำ� ควำมร้ไู ปประยกุ ต์ * นำ� ควำมรไู้ ปประยุกต์ ข้อคิดทีไ่ ดไ้ ปใช้ ควำมรสู้ กู่ ำรปฏบิ ตั ิ สรำ้ งสรรค์ประโยชน์ สรำ้ งสรรค์ประโยชน์ กับเพอื่ น ๆ และ ในสถำนกำรณ์ ตอ่ โรงเรยี นและชมุ ชน ต่อสังคมและโลก คนในครอบครัว ง่ำย ๆ เพ่ือ * เผยแพรค่ วำมรแู้ ละ * เผยแพร่ควำมรแู้ ละ ประโยชน์ต่อคน ประสบกำรณ์ท่ีได้จำก ประสบกำรณ์ที่ได้ ใกล้ชิด และ กำรลงมือปฏิบัติเพื่อ จำกกำรลงมอื ปฏิบัติ โรงเรียน ประโยชน์ตอ่ โรงเรยี น เพือ่ ประโยชน์ต่อสงั คม และชมุ ชน และโลก
แนวทางการ ัจดการเรียนการสอน18 ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล 33ตอนที่ ฉ ับบแ ้กไข 2565 กำรจัดหลักสตู รสถำนศึกษำโรงเรียนมำตรฐำนสำกล กำรน�ำเสนอสำระกำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง (Independent Study : IS) ไปจัดท�ำหลักสูตร สถำนศกึ ษำของโรงเรียนมำตรฐำนสำกล ดำ� เนนิ กำรดงั นี้ ระดบั ประถมศกึ ษา หลกั สตู รระดบั ประถมศกึ ษำซงึ่ เปน็ ระดบั ชนั้ ทผ่ี เู้ รยี นยงั เลก็ และเหมำะกบั กำรจดั กำรเรยี นรทู้ ม่ี กี ำรเชอ่ื มโยง บูรณำกำรกลุ่มสำระกำรเรียนรู้ต่ำง ๆ ในลักษณะของหัวเร่ืองท่ี (Theme) ที่ผู้เรียนสนใจ กำรพัฒนำผู้เรียน ตำมบันได 5 ข้ัน ของกำรพัฒนำผู้เรียนมำตรฐำนสำกลสำมำรถจัดในลักษณะของหน่วยกำรเรียนรู้เฉพำะ หรือ รำยวิชำเพ่ิมเตมิ และกิจกรรมพัฒนำผเู้ รยี นตำมควำมเหมำะสมของแตล่ ะช่วงวยั ดงั น้ี ระดับประถมศกึ ษาชนั้ ปีท ี่ 1 - 3 : จัดเป็นหน่วยการเรยี นรเู้ ฉพาะและกจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น (กจิ กรรม เพอ่ื สังคมและสาธารณประโยชน)์ - หน่วยกำรเรียนรู้เฉพำะ ให้จัดในรำยวิชำพื้นฐำนอย่ำงน้อย 1 รำยวิชำในแต่ละปีกำรศึกษำโดยหน่วย กำรเรียนรู้ต้องออกแบบกิจกรรมกำรเรียนรู้ให้ครอบคลุมทั้ง IS1 - กำรศึกษำค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมรู ้ (Research and Knowledge Formation) และ IS2 - กำรส่ือสำรและกำรน�ำเสนอ (Communication and Presentation) โดยครูอำจก�ำหนดประเด็นที่สนใจเก่ียวกับสิ่งใกล้ตัวเพื่อฝึกให้ผู้เรียนได้รู้จักต้ังค�ำถำมข้อสงสัย ตั้งสมมุตติฐำนตำมจินตนำกำรแล้วก�ำหนดให้มีกำรค้นคว้ำแสวงหำค�ำตอบจำกแหล่งข้อมูลพ้ืนฐำนง่ำย ๆ และ ให้ผู้เรียนได้สรุปควำมรู้ท่ีได้ จำกน้ันให้ผู้เรียนได้ฝึกน�ำข้อมูลควำมรู้หรือค�ำตอบ ที่ได้มำสรุปเรียบเรียงถ่ำยทอด/ ส่อื สำรน�ำเสนอดว้ ยวธิ ีกำรท่ีเหมำะสมหลำกหลำยรูปแบบ (ผลผลติ /รอ่ งรอยหลกั ฐำนจำกกำรเรยี นร ู้ ไดแ้ ก ่ ชนิ้ งำน/ภำระงำนทสี่ ะทอ้ นสงิ่ ทเ่ี รยี นรแู้ ละมกี ำรนำ� เสนอ สือ่ สำรทเี่ หมำะสมกบั วยั เช่น กำรพดู ภำพวำดงำนเขยี นงำ่ ย ๆ งำนทลี่ งมอื ปฏิบตั หิ รือประดษิ ฐง์ ่ำย ๆ เป็นตน้ ) - กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี น ใหจ้ ดั IS3 - การนา� องคค์ วามรไู้ ปใชบ้ รกิ ารสงั คม (Social Service Activity) จัดไว้ในกิจกรรมเพ่ือสังคมและสำธำรณประโยชน์เป็นกำรน�ำประสบกำรณ์ สิ่งที่ได้เรียนรู้จำกหน่วยกำรเรียนรู้ เฉพำะที่จัดขึ้นข้ำงต้นไปประยุกต์ใช้ในกำรท�ำประโยชน์ต่อสังคม) ซึ่งในระดับชั้นเด็กเล็กอำจใช้กับบุคคลใกล้ตัว หรือในโรงเรียนตำมควำมเหมำะสม ระดับประถมศึกษาชนั้ ปีที่ 4 - 6 : จดั เปน็ รายวชิ าเพมิ่ เตมิ 1 รายวิชา (40 ชม./ ปี) ในช้ันปีใด ปีหนึ่ง และกจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน - รายวิชาเพ่ิมเติม ใช้ช่ือรายวิชาการศึกษาเพ่ือเรียนรู้ (Knowledge Inquiry) โดยจัดให้เรียน ในชั้นปีใดปีหน่ึงกระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้ในรำยวิชำน้ีจะต้องครอบคลุมท้ัง IS1 - การศึกษาค้นคว้าและสร้าง องค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation) และ IS2 - การส่ือสารและการน�าเสนอ (Communication and Presentation) ในลกั ษณะทยี่ ำกและลกึ ซงึ้ ข้นึ ให้เหมำะสมกบั ศักยภำพและวฒุ ภิ ำวะ ของผ้เู รียนตำมเปำ้ หมำยคณุ ภำพผู้เรยี นทก่ี ำ� หนด
(ผลผลิต/ร่องรอยหลักฐำนจำกกำรเรียนรู้ ได้แก่ ช้ินงำน/ภำระงำนงำนเขียนท่ีสะท้อนสิ่งท่ีเรียนรู้ศึกษำ แนวทางการจัดการเรียนการสอน19 ในโรงเรียนมาตรฐานสากล ค้นคว้ำและมีกำรน�ำเสนอส่ือสำรในลักษณะต่ำง ๆ เช่น งำนเขียนรำยงำน ช้ินงำน อำจมีกำรใช้อุปกรณ์เคร่ืองมือ ฉ ับบแก้ไข 2565 ท่เี หมำะสมกับวัยในกำรส่ือสำรถ่ำยทอดสง่ิ ท่เี รยี นรแู้ ก่ผู้อ่นื ) - กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ให้จัด IS3 - การน�าความรู้ไปใช้บริการสังคม (Social Service Activity) โดยให้น�ำควำมรู้หรือประสบกำรณ์ท่ีเรียนรู้จำกรำยวิชำเพ่ิมเติมการศึกษาเพื่อเรียนรู้ (Knowledge Inquiry) มำปฏิบัติกจิ กรรมเพอื่ สงั คมและสำธำรณประโยชน์ ตวั อยา่ งโครงสรา้ งหลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรียนมาตรฐานสากล ระดับชั้นประถมศกึ ษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ เวลาเรยี น (ชัว่ โมง) ป.1 ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 กลุ่มสาระการเรียนร ู้ (รายวิชาพนื้ ฐาน) บูรณาการสาระ IS1 - IS2 ภำษำไทย ในลักษณะหนว่ ยการเรียนรู้ คณติ ศำสตร์ เฉพาะ วิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี สงั คมศึกษำฯ 840 840 840 840 840 840 ประวตั ศิ ำสตร์ 40 40 40 40 40 40 สขุ ศกึ ษำและพลศึกษำ ศลิ ปะ จดั ช้ันปีใดปหี นึ่ง กำรงำนอำชีพ (40 ชว่ั โมง/ปี) ภำษำตำ่ งประเทศ รวมเวลาเรยี น (พื้นฐาน) จัดกจิ กรรมตามสาระ IS3 ในชนั้ ท่เี รยี น IS1 - IS2 รายวิชาเพิ่มเตมิ ไมน่ ้อยกว่า 1,000 ช่วั โมง/ปี กำรศกึ ษำเพือ่ เรยี นรู้ (Knowledge Inquiry) (ครอบคลุม IS1 - IS2) กิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น - กจิ กรรมแนะแนว - กจิ กรรมผูเ้ รยี น (ลูกเสือ ยวุ กำชำด) - ชมรม ชมุ นุม - กจิ กรรมเพอื่ สงั คมและสาธารณประโยชน์ รวมเวลาเรียนทง้ั หมด หมายเหต ุ 1) ระดบั ชน้ั ป.1 - 3 : บรู ณำกำรสำระ IS1 - IS2 ในรำยวชิ ำพนื้ ฐำนทโี่ รงเรยี นพจิ ำรณำเหน็ วำ่ เหมำะสม โดยแยกเป็นหน่วยกำรเรียนรู้เฉพำะท่ชี ัดเจน 2) ในระดับช้ัน ป.4 - 6 : จัดเป็นรำยวิชำเพ่ิมเติม 1 รำยวิชำช่ือ กำรศึกษำเพ่ือเรียนรู้ (Knowledge inquiry) (ครอบคลุมสำระกำรเรยี นรู้ IS1 - IS2) โดยจัดในชั้นปีใดปีหนงึ่
3) กิจกรรมพัฒนำผู้เรียน (กิจกรรมเพื่อสังคมและสำธำรณประโยชน์) ให้น�ำควำมรู้ หรือประสบกำรณ์ ที่เรียนรู้ ศึกษำค้นคว้ำจำก IS1 - IS2 ในหน่วยกำรเรียนรู้เฉพำะ หรือรำยวิชำเพ่ิมเติมไปจัดกิจกรรมบริกำรสังคม (Social Service Activity : IS3) ตวั อย่างค�าอธิบายรายวิชาชนั้ ประถมศึกษา รายวิชาการศกึ ษาเพอ่ื เรยี นร ู้ (Knowledge Inquiry) รหัสวิชำ I1 _201 ชนั้ ประถมศกึ ษำปที ี่ _ เวลำ 40 ชั่วโมงตอ่ ปี แนวทางการ ัจดการเรียนการสอน20 ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล ฝึกทักษะกำรสังเกตกำรรับรู้สภำพแวดล้อมและปัญหำเก่ียวกับเร่ืองรำวง่ำย ๆ ส่ิงแวดล้อมและบุคคล ฉ ับบแ ้กไข 2565 ใกลต้ วั ทกี่ ำ� หนดให ้ (Knowledge Issue) กำรคดิ วเิ ครำะห ์ กำรคน้ ควำ้ และแสวงหำควำมร ู้ ตง้ั ประเดน็ ควำมร/ู้ คำ� ถำม ก�ำหนดขอบเขต ต้ังสมมติฐำน แสวงหำข้อมูลค�ำตอบตำมจินตนำกำรตำมควำมรู้และประสบกำรณ์ของตนหรือ แหล่งศึกษำค้นคว้ำใกล้ตัว ออกแบบวำงแผน รวบรวม วิเครำะห์ข้อมูลจำกกำรสืบค้น จัดกระท�ำข้อมูลอย่ำงง่ำย และสรุปประเด็นควำมรู้จำกข้อคิดส�ำคัญ โดยใช้กระบวนกำรคิด กำรตั้งค�ำถำม/สอบถำมสืบค้นข้อมูลค�ำตอบ กระบวนกำรปฏิบัติเพ่ือให้เกิดทักษะในกำรค้นคว้ำแสวงหำควำมรู้ มีทักษะในกำรคิด เขียนและสื่อสำรข้อมูล ที่เรียนรู้ในรูปแบบกลุ่มหรือรำยบุคคล มีล�ำดับข้ันตอนในกำรน�ำเสนอ เข้ำใจง่ำย โดยใช้ส่ือที่เหมำะสมกับวัย อ้ำงอิงควำมรู้ที่ศึกษำค้นคว้ำและแหล่งควำมรู้ท่ีเชื่อถือได้ มีควำมคิดสร้ำงสรรค์และกำรคิดวิเครำะห์ สำมำรถ เชื่อมโยงควำมรู้สู่กำรปฏิบัติในสถำนกำรณ์ง่ำย ๆ ใกล้ตัวที่เป็นประโยชน์ต่อส่ิงแวดล้อมหรือบุคคลใกล้ตัว เห็นคุณค่ำและประโยชน์ของกำรศึกษำเรียนรู้ด้วยตนเอง ทักษะกำรสื่อควำมและกำรน�ำเสนอเห็นคุณค่ำ และประโยชนข์ องกำรเรียนร้ดู ้วยตนเอง ผลการเรยี นรู้ 1. ต้ังประเด็นควำมรู้ ค�ำถำม ข้อสงสัย (Knowledge Issue) ในสิ่งที่สนใจเกี่ยวกับส่ิงแวดล้อม หรือบุคคลใกล้ตวั 2. วำงแผน ก�ำหนดขอบเขตในกำรรวบรวมและล�ำดับขั้นตอนกำรเก็บข้อมูล ค้นคว้ำ แสวงหำข้อมูล ค�ำตอบจำกแหลง่ ค้นควำ้ ใกลต้ ัว 3. แสวงหำขอ้ มลู และอำ้ งองิ แหลง่ เรียนร้ทู ี่เชอ่ื ถอื ได้ 4. อภิปรำยและวเิ ครำะหข์ อ้ มูลกำรสบื ค้น 5. พูดเขียนเพอื่ สรปุ ประเด็นควำมรู้จำกข้อคดิ สำ� คญั ทีไ่ ดศ้ ึกษำค้นคว้ำ 6. ส่ือสำรและนำ� เสนอเป็นลำ� ดบั ขั้นตอนเข้ำใจง่ำยในรปู แบบกลมุ่ หรือรำยบุคคล 7. ใชส้ อ่ื ในกำรนำ� เสนอทเี่ หมำะสมกับวยั (หมำยเหตุ : ก�ำหนดผลกำรเรียนรู้สอดคล้องกับเป้ำหมำย คุณภำพผู้เรียนสำระกำรเรียนรู้ด้วยตนเองระดับ ประถมศกึ ษำ และรหัสรำยวิชำใหเ้ ติมตำมท่โี รงเรยี นน�ำไปจดั ในชั้นปีทจ่ี ดั รำยวชิ ำนี้)
ตัวอยา่ งแนวทางการจดั กจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน แนวทางการจัดการเรียนการสอน21 ในโรงเรียนมาตรฐานสากล (กจิ กรรมเพือ่ สังคมและสาธารณประโยชน์) ฉ ับบแก้ไข 2565 เป็นกิจกรรมท่ีน�ำควำมรู้หรือประยุกต์ใช้ควำมรู้หรือประสบกำรณ์จำกส่ิงท่ีศึกษำค้นคว้ำและเรียนรู้ จำกรำยวิชำเพิ่มเติมกำรศึกษำเพื่อเรียนรู้ (Knowledge Inquiry : IS1 - IS2) ไปสู่กำรปฏิบัติในกำรสร้ำงสรรค์ โครงงำน/โครงกำรต่ำง ๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสำธำรณะหรือบริกำรสังคมชุมชนประเทศหรือสังคมโลก มีกำรก�ำหนดเป้ำหมำย วัตถุประสงค์ วำงแผนกำรท�ำงำน และตรวจสอบควำมก้ำวหน้ำ วิเครำะห์วิจำรณ์ผล ทไ่ี ดจ้ ำกกำรปฏบิ ตั กิ จิ กรรมหรอื โครงงำน/โครงกำร โดยใชก้ ระบวนกำรกลมุ่ เพอื่ ใหผ้ เู้ รยี น มที กั ษะกำรคดิ สรำ้ งสรรค ์ เปน็ กจิ กรรมจติ อำสำทีไ่ มม่ ีค่ำจำ้ งตอบแทน เปน็ กิจกรรมที่ใหม้ ีควำมตระหนกั รู้ มีสำ� นึกควำมรบั ผิดชอบต่อตนเอง และต่อสังคม เป้าหมายการด�าเนนิ กจิ กรรม 1. วิเครำะห์องค์ควำมรู้หรือประสบกำรณ์จำกกำรเรียนใน IS1 - IS2 เพื่อก�ำหนดแนวทำงไปสู่ กำรปฏบิ ตั ใิ ห้เกิดประโยชน์ตอ่ สงั คม : IS3 (Public Service) 2. เขียนเป้ำหมำย/วตั ถปุ ระสงค์เคำ้ โครงกิจกรรม/โครงงำนและแผนปฏบิ ัตโิ ครงงำน/โครงกำร 3. ปฏิบตั ติ ำมแผนและตรวจสอบควำมก้ำวหน้ำทำงกำรปฏิบตั ิโครงงำน/โครงกำร 4. ร่วมแสดงควำมคิดเหน็ วิเครำะห ์ วิพำกษก์ ำรปฏิบตั ิโครงงำน/โครงกำร 5. สรุปผลกำรปฏิบัติกิจกรรม/โครงงำน/โครงกำรและแสดงควำมรู้สึกควำมคิดเห็นต่อผลกำร ปฏบิ ัติงำนหรือกิจกรรมซึ่งแสดงถึงกำรตระหนกั รมู้ สี �ำนึกควำมรับผิดชอบตอ่ ตนเองและสังคม หมำยเหตุ กำรด�ำเนินกิจกรรมเพ่ือสังคมและสำธำรณประโยชน์สำมำรถปรับให้เหมำะสมกับควำมสนใจ ระดบั ช้ันของผเู้ รียนและบรบิ ทควำมพรอ้ มของสถำนศึกษำแต่ละแหง่ ระดับมัธยมศึกษา ให้จัดเป็นรำยวิชำเพิ่มเติม 2 รำยวิชำที่ต่อเน่ืองกัน และกิจกรรมพัฒนำผู้เรียนรำยวิชำเพ่ิมเติมน้ัน ใหจ้ ดั ภำคเรยี นละ 1 รำยวชิ ำในชนั้ ปใี ดปหี นงึ่ ของระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษำตอนตน้ และระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษำตอนปลำย ดงั นี้ - รายวิชาเพิ่มเติมที่ 1 ใช้ช่ือรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation) (1 - 1.5 หน่วยกิต) ในรำยวิชำน้ีผู้เรียนจะได้รับกำรพัฒนำให้เกิดควำมรู้และทักษะ ตำมสำระ IS1 - กำรศึกษำค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมรู้ โดยผู้เรียนเลือกประเด็นท่ีสนใจในกำรเรียนรู้เพื่อก�ำหนด ประเด็นปัญหำ ต้ังสมมติฐำน ค้นคว้ำแสวงหำควำมรู้จำกแหล่งข้อมูลต่ำง ๆ และฝึกทักษะกำรคิด วิเครำะห ์ สงั เครำะหแ์ ละสรำ้ งองคค์ วำมรู้
- รายวิชาเพ่ิมเติมท่ี 2 ใช้ช่ือรายวิชาการสื่อสารและการน�าเสนอ (Communication and Presentation) (1 - 1.5 หน่วยกิต) เป็นกำรเรียนรู้ท่ีต่อเนื่องจำกรำยวิชำแรกโดยน�ำสำระ IS2 - กำรส่ือสำร และกำรน�ำเสนอมำจัดกำรเรียนรู้ ให้ผู้เรียนน�ำส่ิงท่ีได้ศึกษำค้นคว้ำจำกรำยวิชำเพ่ิมเติมที่ 1 (IS1) กำรศึกษำ ค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมรู้ มำเขียนรำยงำน หรือเอกสำรเชิงวิชำกำรและน�ำเสนอเพื่อส่ือสำรถ่ำยทอด ขอ้ มลู ควำมรูใ้ ห้ผอู้ ื่นเขำ้ ใจ (ร่องรอยหลักฐำนในกำรเรียนรู้ ได้แก่ ผลงำนกำรเขียนรำยงำนเชิงวิชำกำร 1 ช้ิน และกำรสื่อสำร น�ำเสนอส่ิงที่ได้จำกกำรศึกษำค้นคว้ำในระดับมัธยมศึกษำตอนต้น เป็นภำษำไทย 2,500 ค�ำ ระดับมัธยมศึกษำ ตอนปลำย เป็นภำษำไทย 4,000 ค�ำ หรอื ภำษำอังกฤษ 2,000 คำ� ) - กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ให้จัดในกิจกรรมเพื่อสังคมและสำธำรณประโยชน์ โดยให้ผู้เรียนน�ำส่ิง ที่เรยี นรู้จำกรำยวิชำเพม่ิ เตมิ ทง้ั 2 รำยวชิ ำข้ำงต้นไปประยุกต์ใช้ในกำรทำ� ประโยชนต์ อ่ สงั คม แนวทางการ ัจดการเรียนการสอน22 ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล ฉ ับบแ ้กไข 2565
ตัวอย่างโครงสรา้ งหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนมาตรฐานสากล ระดบั ชนั้ มัธยมศึกษา แนวทางการจัดการเรียนการสอน23 ในโรงเรียนมาตรฐานสากล ฉ ับบแก้ไข 2565 เวลาเรยี น ช่วั โมง (หน่วยกิต) กลุ่มสาระการเรียนร/ู้ กจิ กรรม ระดบั มัธยมศึกษา ระดับมธั ยมศึกษา ตอนตน้ ตอนปลาย ม.1 ม.2 ม.3 ม.4-6 กล่มุ สาระการเรยี นร ู้ (รายวิชาพ้นื ฐาน) ภำษำไทย คณติ ศำสตร์ วทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี สังคมศกึ ษำ ศำสนำ และวฒั นธรรม ประวตั ิศำสตร์ สขุ ศกึ ษำและพลศกึ ษำ ศิลปะ กำรงำนอำชีพ ภำษำตำ่ งประเทศ รวมเวลาเรยี น (พน้ื ฐาน) 880 (21 นก.) 880 (21 นก.) 880 (21 นก.) 1,640 (41 นก.) รายวชิ าเพมิ่ เติม 5 นก. 5 นก. 5 นก. 40 นก. กำรศึกษำค้นควำ้ และสร้ำงองค์ควำมรู้ จัดสอนในชนั้ ปีใดปีหน่งึ จัดสอนในชน้ั ปีใดปีหนงึ่ (Research and Knowledge Formation) (1-1.5 นก.) (1-1.5 นก.) กำรสอื่ สำรและกำรนำ� เสนอ จัดสอนในชัน้ ปใี ดปหี น่งึ จดั สอนในชน้ั ปใี ดปหี นึ่ง (Communication and Presentation) (1-1.5 นก.) (1-1.5 นก.) กิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น 120 ช่ัวโมง 120 ชว่ั โมง 120 ช่วั โมง รวม 3 ปี 360 ชว่ั โมง - กจิ กรรมแนะแนว - กจิ กรรมผู้เรยี น (ลูกเสือ ยวุ กำชำด) - ชมรม ชมุ นมุ - กิจกรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน์ จดั กจิ กรรมสำระ IS3 จัดกิจกรรมสำระ IS3 ในชน้ั ปีทเ่ี รียนรำยวชิ ำเพ่มิ เติม ในชั้นปที ่ีเรยี นรำยวชิ ำ “กำรส่อื สำรและกำรนำ� เสนอ” เพมิ่ เตมิ “กำรสื่อสำรและ (สำระ IS2) กำรนำ� เสนอ” (สำระ IS2) รวมเวลาเรยี นทัง้ หมด ไม่นอ้ ยกวา่ 1,200 ชัว่ โมง/ปี รวม 3 ป ี ไม่นอ้ ยกวา่ 3,600 ช่ัวโมง หมายเหต ุ : กำรจดั กำรเรยี นกำรสอน IS1 และ IS2 ควรจัดสอนตอ่ เนื่องในชนั้ ปีใดปหี นึ่ง หรือจดั สอนในภำคปลำยของระดบั ชนั้ หน่ึงต่อเน่อื งกบั ภำคตน้ ในระดบั ชั้นต่อไปก็ได้
ตัวอย่างคา� อธิบายรายวชิ า รายวชิ าการศกึ ษาคน้ คว้าและสร้างองคค์ วามร ู้ : IS1 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น (Research and Knowledge Formation) รำยวิชำเพิ่มเติม I2_201 ระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษำปีท่ี 1 - 3 จ�ำนวน 1- 1.5 หน่วยกิต แนวทางการ ัจดการเรียนการสอน24 ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล ศึกษำวิเครำะห์ฝึกทักษะตั้งประเด็นปัญหำ/ตั้งค�ำถำมในเร่ืองที่สนใจโดยเริ่มจำกตนเองเช่ือมโยง ฉ ับบแ ้กไข 2565 กับชุมชนท้องถ่ินและประเทศต้ังสมมติฐำนและให้เหตุผล โดยใช้ควำมรู้จำกศำสตร์สำขำต่ำง ๆ ค้นคว้ำแสวงหำ ควำมรู้เก่ียวกับสมมติฐำนที่ตั้งไว้จำกแหล่งเรียนรู้ที่หลำกหลำย วำงแผนออกแบบรวบรวมข้อมูลวิเครำะห์ ตรวจสอบข้อมูลโดยใช้วิธีกำรท่ีเหมำะสมท�ำงำนบรรลุผลตำมเป้ำหมำย ภำยในกรอบกำรด�ำเนินงำนท่ีก�ำหนด โดยกำรก�ำกับดูแลช่วยเหลือของครูอย่ำงต่อเนื่อง สังเครำะห์ สรุปองค์ควำมรู้และร่วมกันเสนอแนวคิด วธิ กี ำรแกป้ ญั หำอยำ่ งเปน็ ระบบดว้ ยกระบวนกำรคดิ กระบวนกำรสบื คน้ ขอ้ มลู กระบวนกำรแกป้ ญั หำ กระบวนกำร ปฏิบัต ิ และกระบวนกำรกลมุ่ ในกำรวพิ ำกษ์ เพอ่ื ใหเ้ ห็นประโยชนแ์ ละคุณค่ำของกำรศึกษำคน้ ควำ้ ด้วยตนเอง ผลการเรยี นรู้ 1. ต้งั ประเดน็ ปัญหำ โดยเลอื กประเดน็ ท่สี นใจ เรมิ่ จำกตนเอง ชุมชน ท้องถ่ิน ประเทศ 2. ตั้งสมมติฐำนประเดน็ ปัญหำทีต่ นเองสนใจ 3. ออกแบบวำงแผนใชก้ ระบวนกำรรวบรวมข้อมูลอย่ำงมปี ระสิทธภิ ำพ 4. ศกึ ษำคน้ คว้ำ แสวงหำควำมรู้เก่ียวกับประเด็นทเ่ี ลือกจำกแหลง่ เรยี นรทู้ ่ีหลำกหลำย 5. ตรวจสอบควำมนำ่ เชื่อถอื ของแหลง่ ที่มำของข้อมูลได้ 6. วิเครำะห์ขอ้ ค้นพบด้วยสถติ ทิ ี่เหมำะสม 7. สงั เครำะห ์ สรปุ องคค์ วำมร้ดู ว้ ยกระบวนกำรกลุ่ม 8. เสนอแนวคดิ กำรแกป้ ญั หำอย่ำงเปน็ ระบบด้วยองค์ควำมรจู้ ำกกำรคน้ พบ 9. เห็นประโยชนแ์ ละคณุ คำ่ ของกำรศกึ ษำค้นคว้ำด้วยตนเอง หมายเหต ุ : ก�ำหนดผลกำรเรียนรสู้ อดคล้องกบั เปำ้ หมำย คณุ ภำพผู้เรยี นสำระกำรเรยี นรดู้ ้วยตนเอง ระดบั มธั ยมศกึ ษำตอนตน้
ตัวอยา่ งค�าอธบิ ายรายวิชา แนวทางการจัดการเรียนการสอน25 ในโรงเรียนมาตรฐานสากล รายวิชาการสือ่ สารและการน�าเสนอ : IS2 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น ฉ ับบแก้ไข 2565 (Communication and Presentation) รำยวิชำเพม่ิ เติม I2_202 ชัน้ มธั ยมศึกษำปที ่ี 1 - 3 จำ� นวน 1 - 1.5 หน่วยกิต เงื่อนไขการเรียน : ผู้เรยี นต้องผ่านการเรียนรายวชิ าการศกึ ษาค้นควา้ และสร้างองค์ความรู้มาก่อน ศึกษำเรียบเรียงและถ่ำยทอดควำมคิดอย่ำงชัดเจนเป็นระบบจำกข้อมูลองค์ควำมรู้จำกกำรศึกษำ ค้นคว้ำในรำยวิชำกำรศึกษำค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมรู้ (Research and Knowledge Formation) โดยเขียน โครงร่ำง บทน�ำ เน้ือเร่ืองสรุปในรูปของรำยงำนเชิงวิชำกำรโดยใช้ค�ำจ�ำนวน 2,500 ค�ำ มีกำรอ้ำงอิงแหล่งควำมรู้ ท่ีเชื่อถือได้อยำ่ งหลำกหลำย เรยี บเรียงและถำ่ ยทอดควำมคิดอยำ่ งชัดเจนเป็นระบบ มีกำรนำ� เสนอในรูปแบบเด่ียว (Oral Individual Presentation) หรือกลุ่ม (Oral Panel Presentation) โดยใช้สื่อประกอบท่ีหลำกหลำยและ เผยแพรผ่ ลงำนสสู่ ำธำรณะ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ทกั ษะในกำรเขยี นรำยงำนเชงิ วชิ ำกำรและทกั ษะกำรสอ่ื สำรทม่ี ปี ระสทิ ธภิ ำพ เหน็ ประโยชนแ์ ละคุณคำ่ ในกำรสรำ้ งสรรคง์ ำนและถ่ำยทอดส่ิงท่ีเรยี นรู้ใหเ้ ป็นประโยชน์แก่สำธำรณะ ผลการเรียนรู้ 1. วำงโครงรำ่ งกำรเขียนตำมหลักเกณฑอ์ งค์ประกอบและวธิ กี ำรเขียนโครงรำ่ ง 2. เขยี นรำยงำนกำรศกึ ษำคน้ ควำ้ เชงิ วชิ ำกำร เป็นภำษำไทย ควำมยำว 2,500 ค�ำ 3. น�ำเสนอข้อค้นพบ ข้อสรุปจำกประเด็นท่ีเลือกในรูปแบบเด่ียว (Oral Individual Presentation) หรือกลุม่ (Oral Panel Presentation) โดยใช้สื่ออุปกรณ์ในกำรน�ำเสนอไดอ้ ย่ำงเหมำะสม 4. เผยแพรผ่ ลงำนสู่สำธำรณะ 5. เห็นประโยชน์และคณุ ค่ำในกำรสร้ำงสรรค์งำนและถ่ำยทอดสง่ิ ทเี่ รียนรแู้ กส่ ำธำรณะ หมายเหต ุ : ก�ำหนดผลกำรเรียนรสู้ อดคล้องกับเปำ้ หมำย คณุ ภำพผู้เรยี นสำระกำรเรยี นรดู้ ้วยตนเอง ระดับมธั ยมศกึ ษำตอนต้น
ตวั อยา่ งค�าอธบิ ายรายวิชา รายวชิ าการศึกษาคน้ ควา้ และสรา้ งองค์ความรู้ : IS1 ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (Research and Knowledge Formation) รำยวชิ ำเพิ่มเตมิ I3_201 ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษำปีท ี่ 4 - 6 จ�ำนวน 1 - 1.5 หนว่ ยกิต แนวทางการ ัจดการเรียนการสอน26 ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล ศึกษำวิเครำะห์ฝึกทักษะตั้งประเด็นปัญหำ/ตั้งค�ำถำมเก่ียวกับสถำนกำรณ์ปัจจุบันและสังคมโลก ฉ ับบแ ้กไข 2565 ต้ังสมมติฐำนและให้เหตุผลที่สนับสนุนหรือโต้แย้งประเด็นควำมรู้ โดยใช้ควำมรู้จำกศำสตร์สำขำต่ำง ๆ และ มีทฤษฎีรองรับ ออกแบบวำงแผน รวบรวมข้อมูลค้นคว้ำแสวงหำควำมรู้เก่ียวกับสมมติฐำนที่ต้ังไว้จำก แหล่งเรียนรู้ท้ังปฐมภูมิและทุติยภูมิและสำรสนเทศอย่ำงมีประสิทธิภำพและพิจำรณำควำมน่ำเชื่อถือของ แหล่งเรียนรู้อย่ำงมีวิจำรณญำณเพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีครบถ้วนสมบูรณ์ วิเครำะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีกำรท่ีเหมำะสม สังเครำะห์ สรุปองค์ควำมรู้และร่วมกัน มีกระบวนกำรกลุ่มในกำรกำรวิพำกษ์แลกเปล่ียนควำมคิดเห็นโดยใช้ ควำมรู้จำกสำขำวิชำต่ำง ๆ เสนอแนวคิดวิธีกำรแก้ปัญหำอย่ำงเป็นระบบด้วยกระบวนกำรคิดกระบวนกำร แกป้ ญั หำกระบวนกำรปฏบิ ตั เิ พอ่ื ใหเ้ กดิ ทกั ษะในกำรคน้ ควำ้ แสวงหำควำมร ู้ สงั เครำะห ์ สรปุ อภปิ รำยผลเปรยี บเทยี บ เชื่อมโยงควำมรู้ควำมเป็นมำของศำสตร์เข้ำใจหลักกำรและวิธีคิดในส่ิงท่ีศึกษำเห็นประโยชน์และคุณค่ำของกำร ศึกษำค้นควำ้ ด้วยตนเอง ผลการเรยี นรู้ 1. ตง้ั ประเด็นปัญหำจำกสถำนกำรณป์ จั จบุ ันและสงั คมโลก 2. ต้ังสมมติฐำนและให้เหตุผลท่ีสนับสนุนหรือโต้แย้งประเด็นควำมรู้โดยใช้ควำมรู้จำกสำขำวิชำ ต่ำง ๆ และมีทฤษฎีรองรับ 3. ออกแบบวำงแผนใชก้ ระบวนกำรรวบรวมขอ้ มูลอย่ำงมปี ระสทิ ธิภำพ 4. ศึกษำค้นควำ้ แสวงหำควำมรูเ้ กี่ยวกบั ประเด็นท่เี ลือกจำกแหล่งเรียนรู้ท่มี ปี ระสทิ ธิภำพ 5. ตรวจสอบควำมนำ่ เชอ่ื ถอื ของแหล่งทีม่ ำของขอ้ มลู 6. วิเครำะหข์ อ้ ค้นพบดว้ ยสถติ ิทเี่ หมำะสม 7. สงั เครำะหส์ รปุ องคค์ วำมร้ดู ้วยกระบวนกำรกลุ่ม 8. เสนอแนวคิดกำรแกป้ ัญหำอย่ำงเป็นระบบดว้ ยองค์ควำมรจู้ ำกกำรคน้ พบ หมายเหตุ : ก�ำหนดผลกำรเรียนรสู้ อดคลอ้ งกับเป้ำหมำย คณุ ภำพผเู้ รียนสำระกำรเรียนรดู้ ้วยตนเอง ระดบั มธั ยมศกึ ษำตอนปลำย
ตัวอย่างคา� อธบิ ายรายวิชา แนวทางการจัดการเรียนการสอน27 ในโรงเรียนมาตรฐานสากล รายวชิ าการสือ่ สารและการนา� เสนอ : IS2 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ฉ ับบแก้ไข 2565 (Communication and Presentation) รำยวิชำเพมิ่ เตมิ I3_202 ชัน้ มธั ยมศกึ ษำปีท ่ี 4 - 6 จ�ำนวน 1 - 1.5 หนว่ ยกิต เงือ่ นไขการเรยี น : ผูเ้ รียนต้องผา่ นการเรียนรายวิชาการศกึ ษาค้นคว้าและสร้างองคค์ วามร้มู ากอ่ น ศึกษำเรียบเรียงและถ่ำยทอดควำมคิดอย่ำงสร้ำงสรรค์จำกรำยวิชำเพ่ิมเติม กำรศึกษำค้นคว้ำและ สร้ำงองค์ควำมรู้ (Research and Knowledge Formation) เกี่ยวกับสถำนกำรณ์ปัจจุบันและสังคมโลก โดยเขียนโครงร่ำง บทน�ำ เนื้อเร่ืองสรุปในรูปของรำยงำนกำรศึกษำค้นคว้ำเชิงวิชำกำร เป็นภำษำไทย ควำมยำว จ�ำนวน 4,000 ค�ำ หรือเป็นภำษำอังกฤษ ควำมยำว 2,000 ค�ำ มีกำรอ้ำงอิงแหล่งควำมรู้ที่เชื่อถือได้อย่ำง หลำกหลำยท้ังในประเทศและต่ำงประเทศ เรียบเรียงและถ่ำยทอดสื่อสำรน�ำเสนอควำมคิดอย่ำงชัดเจน เปน็ ระบบมกี ำรนำ� เสนอในรปู แบบเดยี่ ว (Oral Individual Presentation) หรอื กลมุ่ (Oral Panel Presentation) โดยใช้ส่ือเทคโนโลยีที่หลำกหลำย และมีกำรเผยแพร่ผลงำนสู่สำธำรณะเพื่อให้เกิดทักษะในกำรเขียนรำยงำน เชิงวิชำกำรและทักษะกำรส่ือสำรที่มีประสิทธิภำพเห็นประโยชน์และคุณค่ำในกำรสร้ำงสรรค์งำนและถ่ำยทอด สิ่งทีเ่ รยี นรูใ้ ห้เป็นประโยชน์แกส่ ำธำรณะ ผลการเรยี นรู้ 1. วำงโครงร่ำงกำรเขยี นตำมหลกั เกณฑอ์ งค์ประกอบและวิธกี ำรเขียนโครงร่ำง 2. เขียนรำยงำนกำรศึกษำค้นคว้ำเชิงวิชำกำร เป็นภำษำไทยควำมยำว 4,000 ค�ำ หรือภำษำอังกฤษ ควำมยำว 2,000 ค�ำ 3. น�ำเสนอข้อค้นพบข้อสรุปจำกประเด็นที่เลือกในรูปแบบเด่ียว (Oral Individual Presentation) หรอื กลุม่ (Oral Panel Presentation) โดยใชส้ ่ือเทคโนโลยที ห่ี ลำกหลำย 4. เผยแพรผ่ ลงำนสสู่ ำธำรณะโดยใช้กำรสนทนำ/วพิ ำกษ์ผ่ำนสื่ออเิ ลคทรอนกิ ส์ เชน่ e-conference, social media online 5. เห็นประโยชน์และคณุ คำ่ กำรสรำ้ งสรรคง์ ำนและถ่ำยทอดสิง่ ท่เี รยี นรู้ใหเ้ ป็นประโยชน์ หมายเหตุ : ก�ำหนดผลกำรเรยี นสอดคลอ้ งกบั เป้ำหมำย คุณภำพผู้เรียนสำระกำรเรยี นรู้ด้วยตนเอง ระดบั มธั ยมศึกษำตอนปลำย
ตัวอยา่ งแนวทางการจดั กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กิจกรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน์) เป็นกิจกรรมที่น�ำควำมรู้หรือประยุกต์ใช้ควำมรู้หรือประสบกำรณ์จำกสิ่งที่ศึกษำค้นคว้ำและเรียนรู้ จำกรำยวิชำเพิ่มเติมกำรศึกษำค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมรู้ (Research and Knowledge Formation - IS1) และกำรสอื่ สำรและกำรน�ำเสนอ (Communication and Presentation - IS2) ไปสกู่ ำรปฏิบัตใิ นกำรสร้ำงสรรค์ โครงงำน /โครงกำรต่ำง ๆ ท่ีก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสำธำรณะหรือบริกำรสังคมชุมชนประเทศหรือสังคมโลก มีกำรก�ำหนดเป้ำหมำยวัตถุประสงค์วำงแผนกำรท�ำงำนและตรวจสอบควำมก้ำวหน้ำวิเครำะห์วิจำรณ์ผลท่ีได้ จำกกำรปฏิบัติกิจกรรมหรือโครงงำน/โครงกำรโดยใช้กระบวนกำรกลุ่มเพ่ือให้ผู้เรียนมีทักษะกำรคิดสร้ำงสรรค ์ เป็นกิจกรรมจิตอำสำที่ไม่มีค่ำจ้ำงตอบแทนเป็นกิจกรรมท่ีให้มีควำมตระหนักรู้ มีส�ำนึกควำมรับผิดชอบต่อตนเอง และตอ่ สงั คม เปา้ หมายการด�าเนนิ กิจกรรม 1. วิเครำะห์องค์ควำมรู้หรือประสบกำรณ์จำกกำรเรียนใน IS1 และ IS2 เพ่ือก�ำหนดแนวทำงไปสู่ กำรปฏบิ ตั ใิ ห้เกิดประโยชน์ต่อสงั คม : IS3 (Public Service) 2. เขยี นเป้ำหมำย/วตั ถุประสงคเ์ ค้ำโครงกิจกรรม/โครงงำนและแผนปฏบิ ัตโิ ครงงำน/โครงกำร 3. ปฏบิ ัติตำมแผนและตรวจสอบควำมก้ำวหน้ำทำงกำรปฏิบัติโครงงำน/โครงกำร 4. รว่ มแสดงควำมคดิ เห็นวเิ ครำะห์วิพำกษ์กำรปฏบิ ัติโครงงำน/โครงกำร 5. สรปุ ผลกำรปฏบิ ตั กิ จิ กรรม/โครงงำน/โครงกำรและแสดงควำมรสู้ กึ ควำมคดิ เหน็ ตอ่ ผลกำรปฏบิ ตั งิ ำน หรอื กิจกรรมซึง่ แสดงถงึ กำรตระหนักรมู้ สี ำ� นกึ ควำมรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเองและสังคม กำรด�ำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและสำธำรณประโยชน์สำมำรถปรับให้เหมำะสมกับควำมสนใจระดับช้ัน ของผู้เรยี นและบริบทควำมพรอ้ มของสถำนศึกษำแตล่ ะแหง่ แนวทางการ ัจดการเรียนการสอน28 ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล ฉ ับบแ ้กไข 2565
44ตอนที่ แนวทางการจัดการเรียนการสอน29 ในโรงเรียนมาตรฐานสากล ฉ ับบแก้ไข 2565 กำรจัดกำรเรียนรใู้ นโรงเรยี นมำตรฐำนสำกล กำรจัดกำรเรียนรู้ในโรงเรียนมำตรฐำนสำกลระดับประถมศึกษำและมัธยมศึกษำ ท้ังในรำยวิชำพื้นฐำน และรำยวิชำเพ่ิมเติม ท้ัง 8 กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนำผู้เรียน เป็นกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ีเน้น กำรเสริมสร้ำงควำมรู้ควำมสำมำรถและคุณลักษณะของผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 ต่อยอดจำกสมรรถนะส�ำคัญ ของผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตำมหลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พุทธศักรำช 2551 และ เป็นไปตำมปฏญิ ญำวำ่ ดว้ ยกำรจดั กำรศกึ ษำของ UNESCO ดังไดก้ ล่ำวมำแล้ว กำรทผ่ี เู้ รยี นจะมคี วำมรคู้ วำมสำมำรถดำ้ นกำรสอ่ื สำร กำรคดิ กำรแกป้ ญั หำ กำรใชท้ กั ษะชวี ติ และสำมำรถ ใช้เทคโนโลยี รวมท้ังยืนยันค่ำนิยมร่วมเก่ียวกับเสริมสร้ำงเสรีภำพ ควำมเท่ำเทียมของมนุษยชำติ ควำมย่ังยืน ของทรัพยำกรธรรมชำติและส่ิงแวดล้อมด้วยกำรน�ำควำมรู้ไปลงมือปฏิบัติ บริกำรสังคม จนเกิดผลต่อตนเอง ชุมชนและสังคมน้ัน เงื่อนไขส�ำคัญท่ีผู้เรียนจะบรรลุคุณภำพดังกล่ำวต้องมีกำรบริหำรจัดกำรที่เน้นประสิทธิผล ของกำรสอนท่ีส่งผลต่อผู้เรียนอย่ำงชัดเจน กำรจัดกำรเรียนกำรสอนจึงควรเช่ือมโยงผู้เรียนกับบริบทท่ีเป็นปัญหำ ของตนเอง ชุมชน หรือสังคม ควรกระตุ้นให้ผู้เรียนเห็นควำมส�ำคัญของกำรสืบเสำะแสวงหำควำมรู้จนตัวเอง เกิดควำมเข้ำใจอย่ำงแท้จริง น�ำไปใช้บริกำรสังคมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม ท้ังในฐำนะ พลเมืองไทยและพลเมืองของโลก นอกจำกน้ีผู้เรียนควรเพ่ิมพูนทักษะกำรเขียนและกำรน�ำเสนอควำมรู้อย่ำงมี ประสิทธิภำพแก่ผู้อื่นด้วยวิธีต่ำง ๆ เพื่อเผยแพร่แลกเปล่ียนเรียนรู้ผ่ำนช่องทำงท่ีหลำกหลำยให้ผู้อ่ืนตระหนัก ในปญั หำของส่วนรวมและร่วมมืออยำ่ งสร้ำงสรรคใ์ นสังคมโลก ธรรมชาตขิ องผูเ้ รยี นระดับประถมศึกษาและมธั ยมศึกษา ผเู้ รยี นแตล่ ะคนจะมคี ณุ ลกั ษณะสำ� คญั และธรรมชำตกิ ำรพฒั นำกำรในแตล่ ะชว่ งวยั กำรเขำ้ ใจคณุ ลกั ษณะ ส�ำคัญและธรรมชำติของผู้เรียนจะช่วยให้กำรจัดกำรเรียนรู้ประสบผลส�ำเร็จ ซ่ึงผู้เรียนระดับประถมศึกษำ และมธั ยมศกึ ษำมคี ุณลกั ษณะสำ� คัญและธรรมชำต ิ ดงั น้ี ผเู้ รยี นระดบั ประถมศกึ ษาเปน็ วยั ของการเจรญิ เตบิ โต อยำกรอู้ ยำกเหน็ ชอบทดลอง ทำ� อะไรดว้ ยตนเอง ชอบเคล่ือนไหว ไม่อยู่นิ่ง มีทักษะพ้ืนฐำนทำงภำษำ ฟัง ดู พูด อ่ำนและเขียน มีทักษะกำรคิดค�ำนวณ มีทักษะ กำรคิดข้ันพ้ืนฐำน มีทกั ษะชีวติ รู้จักควำมสำมำรถของตนเอง รกั และเห็นคุณคำ่ ในตนเอง รู้จักอำชพี ในโลกกวำ้ ง ผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นวัยของกำรเจริญเติบโตอย่ำงรวดเร็ว เป็นวัยของกำรเปลี่ยนแปลง ของร่ำงกำย อำรมณ์และสังคม สนใจให้ควำมส�ำคัญกับเพ่ือน อยำกลอง ชอบควำมท้ำทำย ชอบอิสระ เช่ือม่ัน ในตนเอง ชอบแสวงหำควำมรู้ รู้จักใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มีทักษะทำงภำษำ วิเครำะห์และเลือกใช้ข้อมูล อย่ำงเหมำะสม มีทักษะกำรคิดขั้นสูง มีทักษะชีวิต รู้จักควำมสำมำรถของตนเอง รักและเห็นคุณค่ำในตนเอง รจู้ กั และเลอื กอำชพี ต่ำง ๆ
แนวทางการ ัจดการเรียนการสอน30 ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล ผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นวัยของการเจริญเติบโตสู่การเป็นผู้ใหญ่ มีควำมเป็นตัว ฉ ับบแ ้กไข 2565 ของตัวเองและเช่ือม่ันในตัวเองสูง ชอบอิสระและควำมท้ำทำย สนใจและให้ควำมส�ำคัญกับเพื่อน ต้องกำร กำรยอมรับจำกเพ่ือน มีควำมคิดเป็นเหตุเป็นผล ชอบแสวงหำควำมรู้ รู้จักใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มีทักษะในกำร ส่อื สำรภำษำไทยและภำษำองั กฤษ มีทักษะกำรคดิ ขน้ั สูง มที ักษะชวี ติ มีทกั ษะในงำนอำชพี กำรจัดกำรเรียนรู้ในโรงเรียนมำตรฐำนสำกลเพ่ือพัฒนำผู้เรียนให้มีศักยภำพเป็นพลโลก นอกจำกจะต้อง ค�ำนึงถึงคุณลักษณะส�ำคัญและธรรมชำติของผู้เรียนแต่ละคนในแต่ละช่วงวัยแล้ว ควรค�ำนึงถึงหลักกำรท�ำงำน ของสมองธรรมชำติ กำรจัดสภำพแวดล้อมและบรรยำกำศในกำรเรียนรู้ ควำมต้องกำรควำมสนใจของผู้เรียน และปัจจัยอ่ืน ๆ ท่ีเก่ียวข้อง เช่น สภำพควำมพร้อม จุดเน้น บริบทของโรงเรียน ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้จัดกิจกรรม ได้อย่ำงเหมำะสม ส่งผลถึงคุณภำพผู้เรียนตำมมำตรฐำนและตำมเป้ำหมำยของกำรจัดกำรเรียนรู้ในโรงเรียน มำตรฐำนสำกล การจัดการเรียนรู้ต้องเนน้ การท�างานของสมอง กำรจัดกำรเรียนกำรสอนแก่ผู้เรียนเพ่ือให้เกิดควำมรู้ที่แท้จริง ต้องเข้ำใจระบบกำรท�ำงำนของสมอง วูฟส์ว (Wolfe, 2001. หน้ำ 103-108) พบว่ำ กำรเรียนรู้ที่เก่ียวข้องกับปัญหำหรือสภำพกำรด�ำเนินชีวิต จะมีควำมหมำยต่อผู้เรียน เน่ืองจำกผู้เรียนมีโอกำสรู้ผ่ำนระบบประสำทสัมผัสท่ีรับข้อมูลผ่ำนช่องทำงต่ำง ๆ (ways of knowing) ท้ังกำรเห็น สัมผัส ได้ยิน ได้กลิ่นและรับรส ท�ำให้สมองจัดระบบข้อมูลอย่ำงเป็นระบบ โดยกำรจัดข้อมูลเปรียบเทียบ จัดกลุ่มควำมสัมพันธ์เช่ือมโยง หำแบบรูป (pattern) ของสิ่งต่ำง ๆ สรุปเป็น หลักกำรด้วยตนเอง เม่ือน�ำหลักกำรควำมคิดรวบยอดจำกศำสตร์แขนงต่ำง ๆ ไปใช้อธิบำยหรือลงมือ แก้ปัญหำกรณีตัวอย่ำงมำกข้ึน ควำมรู้ก็ยิ่งถักทอเป็นระบบคิดท่ีกว้ำงขึ้น ซับซ้อนข้ึน ผู้เรียนจึงสำมำรถใช้ควำมรู้ จำกมุมมองท่ีแตกต่ำงเหล่ำนี้ ในกำรอธิบำยตัดสินใจหรือแก้ปัญหำ อำจกล่ำวได้ว่ำผู้เรียนได้พัฒนำทั้งระบบ วิธีคิดอย่ำงมีวิจำรณญำณและสร้ำงองค์ควำมรู้ไปพร้อม ๆ กัน จึงเข้ำใจลุ่มลึกและจ�ำได้คงทนกว่ำกำรเรียนรู้ ทไี่ มเ่ ช่ือมโยงผูเ้ รียนกบั บริบทรอบตัว ในด้ำนกำรส่ือสำรควำมคิดของผู้เรียน ซ่ึงเป็นนำมธรรมต้องถ่ำยทอดออกมำเป็นรูปธรรมด้วยกำรพูด และกำรเขียน โดยทั่วไปแล้วกำรพูดอธิบำยควำมคิดง่ำยกว่ำกำรเขียน เนื่องจำกกำรเขียนเป็นกำรถอดรหัส ควำมคิดซึ่งเป็นนำมธรรมให้ออกมำในรูปลักษณะของภำษำหน่ึง ๆ กำรเขียนจึงเป็นกำรแสดงควำมคิดท่ีมี ควำมซับซ้อนท่ีสุด เพรำะต้องมีท้ังควำมเข้ำใจสิ่งท่ีเรียนรู้ ต้องเรียบเรียงควำมคิดและต้องใช้ภำษำสัญลักษณ์ แทนควำมคิดใหผ้ อู้ น่ื รับรู้และตคี วำมส่งิ ทสี่ อ่ื สำรได้ตรงกนั ดังนั้น กำรออกแบบกำรสอนหรือออกแบบกำรเรียนรู้จึงเป็นส่ิงส�ำคัญในกำรท�ำให้กำรเรียนรู้ มีควำมหมำยและน�ำไปใช้ได้ จึงต้องเข้ำใจระบบกำรท�ำงำนของสมอง ควำมคิดรวบยอดหรือแบบแผน ของควำมคิดที่อยู่ในหัวเร่ืองที่สอนต้องเลือกวิธีสอน เพื่อให้นักเรียนเกิดกำรเรียนรู้ที่มีควำมหมำยและน�ำไปใช้ได้ ซึง่ เป็นคณุ ภำพทคี่ ำดหวงั ของหลักสตู รและมำตรฐำนของกลุม่ สำระกำรเรยี นรู้
การจดั การเรยี นร้ตู ามแนวทฤษฎกี ารสร้างความรู้ แนวทางการจัดการเรียนการสอน31 ในโรงเรียนมาตรฐานสากล ฉ ับบแก้ไข 2565 ทฤษฎีกำรสร้ำงควำมรู้ (Constructivism) มีพ้ืนฐำนมำจำกทฤษฎีพัฒนำกำรทำงสติปัญญำของ เพียเจต์ (Piaget) ทฤษฎีกำรสร้ำงควำมรู้นี้เป็นท่ีแพร่หลำยในสหรัฐอเมริกำรำว ๆ 60 ปีก่อน แต่งำนเขียน ของเพียเจต์ในช่วง 15 ปีก่อนที่เขำจะเสียชีวิตเป็นงำนเขียนท่ีวำงพ้ืนฐำน แนวคิด Constructivism ซึ่งเน้นกลไก กำรเรียนรู้ ท่ีน�ำไปสู่กำรสร้ำงควำมรู้ (Fosnot, 1996. หน้ำ 11) เพียเจต์ได้อธิบำยเกี่ยวกับสมดุลทำงปัญญำ ซึง่ เป็นกระบวนกำรท่ีเปน็ พลวัต ว่ำเม่อื บุคคลปะทะสัมพันธก์ บั ประสบกำรณ์หนึ่ง ๆ ถ้ำขอ้ มลู หรอื ประสบกำรณน์ น้ั สัมพันธ์กับควำมรู้หรือโครงสร้ำงทำงปัญญำท่ีมีอยู่แล้วจะเกิดกระบวนกำรซึมเข้ำกับโครงสร้ำงทำงปัญญำ ที่มีอยู่เดิม แต่ถ้ำข้อมูลหรือประสบกำรณ์ไม่สัมพันธ์กับควำมรู้หรือโครงสร้ำงทำงปัญญำท่ีมีอยู่แล้ว จะเกิดภำวะ ไม่สมดลุ ทำ� ใหบ้ คุ คลพยำยำมเรยี นรู้เพื่อปรบั สมดลุ ทำงปญั ญำ โดยกำรสร้ำงโครงสรำ้ งทำงปญั ญำขึน้ ใหม่ เกิดเปน็ ควำมรูใ้ หม่ของบคุ คลนั้น ประเด็นส�ำคัญท่ีท�ำให้ทฤษฎีกำรสร้ำงควำมรู้ต่ำงจำกทฤษฎีทำงปัญญำอื่น ๆ คือ ควำมเช่ือเก่ียวกับ ควำมรู้ว่ำเป็นกำรปรับควำมรู้ท่ีเกิดจำกกำรเรียนรู้ในโลกของควำมเป็นจริง ผู้เรียนแต่ละคนต้องสร้ำงโครงสร้ำง ควำมคิดรวบยอดเอง ดังน้ันแม้ผู้เรียนจะเข้ำใจควำมหมำยของสิ่งเดียวกันและแลกเปล่ียนควำมคิดและ ประสบกำรณ์กัน ผู้เรียนแต่ละคนไม่สำมำรถน�ำควำมรู้ของคนอ่ืนมำเป็นของตน แต่ต้องพยำยำมคิดเพื่อให้เกิด ควำมเข้ำใจและสร้ำงควำมคิดรวบยอดข้ึนเอง จึงท�ำให้โครงสร้ำงควำมคิดของแต่ละคนแม้จะเป็นเร่ืองเดียวกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันทีเดียว Glasersfeld (1996) ทฤษฎีกำรสร้ำงควำมรู้น�ำไปสู่หลักกำรในกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ีว่ำ ผู้เรียนต้องลงมือเรียนและคิดด้วยตนเอง โดยกำรปะทะสัมพันธ์กับประสบกำรณ์ต่ำง ๆ และมีกำรแลกเปล่ียน เรียนรู้จึงจะท�ำให้ผู้เรียนมีข้อมูลมุมมองหลำกหลำยขึ้น น�ำไปสู้กำรปรับโครงสร้ำงควำมรู้ ควำมคิดรวบยอด หรือหลักกำรส�ำคัญท่ีตนสร้ำงข้ึนมำก่อน ดังนั้นกำรจัดกำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง (Independent Study) จึงเป็นแนวทำงท่ีสนองควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคลท้ังในแง่ของควำมสนใจ ประสบกำรณ์เดิม วิธีเรียนรู้ และ กำรให้คุณค่ำควำมรู้ท่ีผู้เรียนแต่ละคนสร้ำงขึ้นอย่ำงมีควำมหมำย เพื่อน�ำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ชุมชน และสังคมโลก แม้ว่ำ Piaget (1970. อ้ำงอิงใน Fosnot หน้ำ 18 - 21) ให้ควำมส�ำคัญว่ำกำรเรียนรู้เกิดในบริบท ของสังคม ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ทำงสังคม ภำษำ และวัฒนธรรมเป็นปัจจัยส�ำคัญ แนวคิดน้ีสัมพันธ์กับแนวคิด ของ Vygotsky (1986) ท่ีว่ำผู้เรียนมีกำรสร้ำงควำมคิดรวบยอดในเร่ืองต่ำง ๆ อย่ำงต่อเนื่องมำก่อน ซึ่งเกิดจำก กำรปะทะสัมพันธ์ตำมธรรมชำติ (Spontaneous concept) เม่ือเข้ำเรียนในระบบโรงเรียน กำรสอนจะช่วยให้ ผเู้ รยี นสรำ้ งควำมคดิ รวบยอดทเ่ี ปน็ ทำงกำรมำกกวำ่ และเปน็ ทเ่ี ขำ้ ใจกนั ในกลมุ่ สงั คมของผเู้ รยี น ดงั นนั้ กระบวนกำร สอนช่วยยกระดับควำมคิดรวบยอดที่เกิดข้ึนในกำรเรียนกำรสอนเกิดข้ึนจำกปฏิสัมพันธ์ในกำรเรียน ครูค่อย ๆ พำนักเรียนสร้ำงโครงสร้ำงควำมคิดรวบยอดของตนที่ละน้อย ๆ ประดุจนั่งร้ำนของช่ำงก่อสร้ำง กำรจัดหำ โอกำสให้กับเด็กได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมเรียนรู้ที่จะน�ำไปสู่กำรท่ีสร้ำงสรรค์ต่อสังคม จึงเป็นเสมือนวัตถุดิบ ท่นี �ำไปสู่กระบวนกำรสรำ้ งควำมรทู้ ีม่ ีคุณคำ่ ดังนั้น Papert (1980 อำ้ งใน http://online.sfsu.edu/~foreman/ itec800/finalprojects/annmariethurmond/home.html) ท่ีขยำยแนวคิดน้ีไปสู่ทฤษฎีกำรจัดกำรเรียนรู้ Constructivism โดยให้ผู้เรียนท้ังเรียนรู้จำกกำรปะทะสัมพันธ์กับปัญหำและบริบทของสังคมแล้ว ยังจัดโอกำส ให้ใชเ้ ทคโนโลยีในกำรสบื ค้น สรำ้ งควำมร้ ู สร้ำงสรรค์ผลงำนรวมถึงผลผลติ อนื่ ๆ และแลกเปล่ยี นเรียนรู้ ถ่ำยทอด ควำมรู้น้ันออกมำอย่ำงเป็นรูปธรรม Papert เช่ือว่ำผู้เรียนจะพัฒนำกำรคิดอย่ำงเป็นระบบ เมื่อต้องท�ำงำน
แนวทางการ ัจดการเรียนการสอน32 ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล ใช้ค�ำสั่งคอมพิวเตอร์ Papert เน้นว่ำ “กำรเรียนรู้ที่ดีไม่ได้มำจำกกำรหำวิธีกำรท่ีดีกว่ำส�ำหรับครูน�ำไปใช้สอน ฉ ับบแ ้กไข 2565 แต่มำจำกกำรท่ีครูให้โอกำสท่ีดีกว่ำแก่ผู้เรียนในกำรสร้ำงควำมรู้ กำรเรียนรู้ที่มีควำมหมำยส�ำหรับผู้เรียน ไม่เพียงแต่กำรสร้ำงสิ่งใดสิ่งหน่ึง แต่รวมถึงกำรแลกเปลี่ยนเผยแพร่ ท้ังกระบวนกำรและผลผลิตกับผู้อ่ืน เพื่อให้เกิดผลเต็มท่ี” ดังน้ันกำรจัดกระบวนกำรเรียนรู้ “บันได 5 ข้ันของกำรพัฒนำผู้เรียนสู่มำตรฐำนสำกล” จึงเป็นกำรให้โอกำสและอิสระแก่ผู้เรียนในกำรพัฒนำทักษะกระบวนกำร กำรสืบค้น ส่ือสำรควำมรู้และใช้ควำมรู้ ในทำงสร้ำงสรรคต์ อ่ ตนเองและสังคม การศึกษาคน้ คว้าดว้ ยตนเอง (Independent Study : IS) กำรศึกษำคน้ ควำ้ ดว้ ยตนเอง หมำยถึง “Educational activity carried on by an individual seeking self - improvement, usually but not always self initiated.” (Carter V.Good. 1973 : 565) หลักกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ผู้เรียนศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเองมีควำมสอดคล้องกับพระรำชบัญญัติกำรศึกษำ แห่งชำติ พุทธศักรำช 2542 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักรำช 2545) เป็นไปตำมหลักกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ผู้เรียน สร้ำงสรรค์ควำมรู้ด้วยตนเอง และหลักกำรท�ำงำนของสมอง กำรจัดกำรเรียนรู้จึงควรมุ่งให้ผู้เรียนตระหนักว่ำ กำรเรียนรู้เกิดขึ้นได้หลำยวิธี ควำมรู้มิใช่มำจำกหนังสือต�ำรำหรือค�ำบอกของครูเท่ำนั้น แต่ควำมรู้เกิดจำก ควำมสงสัยและกำรตั้งค�ำถำมที่จะเป็นหัวข้อในกำรสืบค้น คิด และลงมือแสวงหำควำมรู้ด้วยตนเอง จนเกิด ควำมเข้ำใจ ในเร่ืองนั้น ๆ นอกจำกน้ียังปูพ้ืนฐำนกำรน�ำควำมรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อตนเองและผู้อ่ืน ซึ่งจะช่วยให้ ผู้เรียนเห็นคุณค่ำของควำมรู้ที่ตนสืบเสำะ และเกิดควำมภำคภูมิใจในตนเอง กำรเรียนรู้ลักษณะนี้เปิดโอกำส ให้ผู้เรียนตั้งประเด็นง่ำย ๆ เพ่ือกำรสืบค้นและส่ือสำรแลกเปลี่ยน ผู้สอนและนักเรียนจึงต้องมีควำมเชื่อร่วมกัน เก่ียวกับควำมรู้ว่ำมิได้เป็นส่ิงที่เป็นค�ำตอบตำยตัว ควำมรู้เกี่ยวกับประเด็นหรือปัญหำมีหลำยมิติ มีควำม ไม่แน่นอน เนื่องจำกเกิดข้ึนสัมพันธ์กับกระบวนกำรท่ีได้มำ และท้ังตัวผู้สร้ำงควำมรู้ที่ได้ตีควำมหมำย ข้อมูลของตน ดังน้ันควำมร้ใู นเรอ่ื งหน่งึ ๆ จึงยงั เปดิ โอกำสให้สืบค้นและสรำ้ งองคค์ วำมรู้ใหม่ตอ่ ไปอีก อำจกล่ำวได้วำ่ กำรศกึ ษำค้นควำ้ ด้วยตนเองเปน็ รปู แบบกำรจดั กำรเรยี นกำรสอนทใ่ี ชก้ นั อยำ่ งกวำ้ งขวำง ในโรงเรียนและสถำบันกำรศึกษำต่ำง ๆ ที่เปิดโอกำสให้ผู้เรียนกับครูผู้สอนตกลงเก่ียวกับหัวเร่ืองและขอบข่ำย ที่ต้องกำรศึกษำ แล้วนักเรียนแสวงหำควำมรู้ตำมควำมต้องกำรควำมสนใจ ส�ำหรับในระดับประถมศึกษำ และมัธยมศึกษำตอนต้น อำจมีกำรก�ำหนดหัวข้อต่ำง ๆ ให้เลือกค�ำตอบ แล้วจึงผลิตผลงำนและน�ำเสนอ กำรศึกษำด้วยตนเองเป็นเคร่ืองมือส�ำคัญของแนวคิดในกำรศึกษำตลอดชีวิต ควำมสนใจกระตือรือร้นแสวงหำ ข้อเท็จจริง กำรยอมรับข้อเท็จจริงตลอดจนกำรคิดวิเครำะห์ที่เป็นเหตุเป็นผล อีกทั้งพัฒนำควำมสำมำรถ ในกำรควบคุมตนเอง ผู้เรียนเป็นผู้รับผิดชอบกำรเรียนรู้และเป็นผู้สร้ำงควำมรู้ด้วยตนเอง ผลที่เกิดกับกำรเรียนรู้ ท่ีนักเรียนศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเองจึงข้ึนอยู่กับสภำพแวดล้อมของกำรเรียนรู้ ควำมรู้ และประสบกำรณ์เดิม ของผ้เู รยี น กำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเองมีควำมมุ่งหมำยเก่ียวกับกำรพัฒนำกำรเรียนรู้ของนักเรียน เพื่อให้ผู้เรียน ได้ศึกษำหำควำมรู้ด้วยตนเอง เก่ียวกับประเด็นที่อยู่ในควำมต้องกำรและควำมสนใจอย่ำงเป็นระบบ เพิ่มพูน ควำมรู้ควำมเข้ำใจ อีกท้ังได้พัฒนำทักษะกระบวนกำรคิด เป็นแนวทำงและวิธีกำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง อย่ำงเป็นระบบ ตระหนักถึงควำมส�ำคัญของกระบวนกำรและวิธีกำรของกำรศึกษำด้วยตนเอง และสำมำรถน�ำไป ประยกุ ต์ใชใ้ นกำรเรียนรู้ตลอดชวี ิตได้
เกทาครนศคิ กึ กษาารคจ้นัดคกวจิ ้ากดรว้ รยมตกนาเอรเงรยี นการสอนรายวิชา แนวทางการจัดการเรียนการสอน33 ในโรงเรียนมาตรฐานสากล ฉ ับบแก้ไข 2565 กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนกำรสอนรำยวิชำกำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง ตำมกระบวนกำรบันได 5 ขั้น ให้บรรลุเป้ำหมำยและตัวช้ีวัดผลส�ำเร็จด้ำนนักเรียนในกำรด�ำเนินงำนโรงเรียนมำตรฐำนสำกลนั้น กลไกส�ำคัญ ในกำรขับเคลื่อนประกำรหนึ่ง คือ ครูที่ต้องปรับเปล่ียนบทบำท กระบวนกำรคิด และกระบวนกำรสอน ของตนเองให้สอดรับกับกำรพัฒนำศักยภำพนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ให้มีคุณภำพในฐำนะพลเมืองไทยและ พลเมอื งโลกเทยี บเคียงกับนำนำอำรยประเทศ โดยมแี นวทำงกำรด�ำเนินกำร ดังนี้ 1 การเปลีย่ นกระบวนการทางความคดิ (Change Mindset) กำรเปลี่ยนกระบวนกำรทำงควำมคิด (Change Mindset) ของครู ให้มีกรอบควำมคิดแบบก้ำวหน้ำ (Growth Mindset) โดยมีควำมเช่ือว่ำมนุษย์ ทุกคนไม่มีข้อจ�ำกัดในกำรเรียนรู้ และสำมำรถพัฒนำตนเองให้ดีขึ้นได้ในทุกด้ำน เพ่ือปลกุ พลงั กำรเรียนรูใ้ นตวั นักเรียน นอกจำกนั้นแล้ว ครูยังต้องศึกษำและท�ำควำมเข้ำใจเป้ำหมำยและ ตัวชี้วัดผลส�ำเร็จด้ำนนักเรียนในกำรด�ำเนินงำนโรงเรียนมำตรฐำนสำกล และ กำรจัดกำรเรียนกำรสอนรำยวิชำกำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง (Independent Study : IS) ทง้ั นเ้ี พอ่ื ใหค้ ร ู มคี วำมเขำ้ ใจในกระบวนกำรสำ� คญั ของกำรจดั กำรเรยี นร ู้ “บันได 5 ขน้ั ของกำรพฒั นำนกั เรียน สมู่ ำตรฐำนสำกล (Five Steps for Student Development)” 2 การสนทนาแลกเปล่ียนความคดิ เหน็ ระหวา่ งครู (Exchange Opinions) กำรสนทนำแลกเปลี่ยนควำมคิดเห็นระหว่ำงคร ู ( E x c h a n g e O p i n i o n s ) เ ป ็ น ก ร ะ บ ว น กำ ร ส� ำ คั ญ ที่ ช ่ ว ย เ ป ิ ด มุมมองควำมคิดเห็นที่มีต่อกำรจัดกำรเรียนกำรสอนรำยวิชำ ก ำ ร ศึ ก ษ ำ ค ้ น ค ว ้ ำ ด ้ ว ย ต น เ อ ง ไ ด ้ แ น ว ท ำ ง ใ น ก ำ ร พั ฒ น ำ ก ำ ร กระบวนกำรสอน ได้แลกเปลี่ยนวิธีกำรพัฒนำนักเรียนในแต่ละ ขั้นของกระบวนกำรบันได 5 ขั้น อันก่อให้เกิดกำรพัฒนำตนเอง ดำ้ นวิชำชพี ของครูดว้ ย
3 เปลย่ี นวธิ กี ารสอน (Change Teaching Methods) กำรจัดกำรเรียนกำรสอนรำยวิชำกำรศึกษำค้นคว้ำด้วย ตนเอง มุ่งเน้นให้ครูจัดกำรเรียนรู้ท่ีให้อิสระแก่นักเรียนได้ศึกษำ ในเร่ืองหรือประเด็นที่ตนเองสนใจ โดยส่ิงที่นักเรียนสนใจอำจ เป็นปัญหำที่เก่ียวข้องกับส่ิงแวดล้อมหรือบุคคลใกล้ตัวนักเรียน ชุมชน ท้องถน่ิ หรอื ประเทศ ซึง่ ครจู ะตอ้ งมีกำรปรบั เปลย่ี นรูปแบบ วธิ กี ำรสอนจำกเดมิ ที่ครูเปน็ ผู้บรรยำย (Passive Learning) ทำ� ให้ นักเรียนอำจขำดกำรมีส่วนร่วมในกำรเรียนรู้ มำเป็นวิธีกำรสอนที่ให้นักเรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมกำรเรียนรู้ (Active Learning) โดยเรม่ิ ตน้ จำกควำมสนใจของนกั เรยี น ซงึ่ ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั คดิ กจิ กรรมกำรเรยี นรเู้ กย่ี วกบั ประเด็นปัญหำที่สนใจ ด�ำเนินกำรแสวงหำควำมรู้จำกแหล่งข้อมูลท่ีหลำกหลำย มีกำรวิเครำะห์ สังเครำะห ์ กำรอภิปรำยแลกเปลี่ยนควำมคิดเห็น เพื่อน�ำไปสู่กำรสรุปองค์ควำมรู้ มีกำรสื่อสำรและน�ำเสนอให้ผู้อ่ืนรับทรำบ ด้วยวิธีกำรท่ีหลำกหลำย และน�ำควำมรู้ที่ได้จำกกำรศึกษำไปท�ำประโยชน์แก่สำธำรณะ โดยมีครูก�ำกับดูแล และชว่ ยเหลือนักเรยี นในกำรจัดกระบวนกำรเรียนร้ตู ำมบนั ไดในแต่ละข้นั ดงั นี้ บนั ไดข้นั ท่ี 1 การตง้ั ค�าถาม/สมมตฐิ าน (Hypothesis Formulation) ในข้ันตอนนี้ ครูต้องกระตุ้นให้นักเรียนสำมำรถก�ำหนด Where ประเดน็ ปัญหำท่ีตนเองหรอื กล่มุ สนใจ โดยอำจเรม่ิ จำก Who 1. ฝึกทักษะกำรต้ังค�ำถำมของนักเรียนให้เหมำะสม How กบั วยั และบรบิ ท โดยครูอำจก�ำหนดสง่ิ เร้ำ เช่น สถำนกำรณจ์ ำ� ลอง สภำพปัญหำ ส่ือมัลติมีเดีย ข่ำว ภำพเหตุกำรณ์ สิ่งของ ประเด็น สนทนำท่ีสังคมสนใจ ชุดข้อมูลของเหตุกำรณ์ต่ำง ๆ เป็นต้น What When โ ด ย อ ำ จ ใ ช ้ เ ท ค นิ ค ก ำ ร ตั้ ง ค� ำ ถ ำ ม 5 W 1 H ( W h a t , W h e r e , แนวทางการ ัจดการเรียนการสอน34 ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล When, Why, Who, How) หรือเทคนิควิธีกำรอื่น ๆ เช่น วิธีกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (Inquiry Methods), ฉ ับบแ ้กไข 2565 วธิ กี ำรทำงประวตั ศิ ำสตร ์ เปน็ ตน้ เพอ่ื กระตนุ้ ใหน้ กั เรยี นไดพ้ ฒั นำทกั ษะกำรตงั้ คำ� ถำมทนี่ ำ� ไปสกู่ ำรคน้ ควำ้ หำคำ� ตอบ ซ่ึงในข้ันตอนนี้ ครูจะต้องให้ค�ำแนะน�ำว่ำประเด็นค�ำถำมลักษณะใดท่ีสำมำรถน�ำไปสู่กำรค้นคว้ำได้ และค�ำตอบท่ไี ด้จำกกำรศกึ ษำควรมคี ณุ คำ่ ตอ่ กำรนำ� ไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชน์ตอ่ สงั คม 2. ก�าหนดประเด็นปัญหาท่ีตนหรือกลุ่มสนใจ โดยนักเรียนค้นหำประเด็นปัญหำท่ีตนหรือกลุ่มสนใจ โดยส่ิงท่ีนักเรียนสนใจอำจเป็นปัญหำท่ีเก่ียวข้องกับส่ิงแวดล้อมหรือบุคคลใกล้ตัวนักเรียน ชุมชน ท้องถิ่น หรือประเทศ โดยอำจด�ำเนินกำร ดังนี้ ครูน�ำนักเรียนส�ำรวจศึกษำสภำพจริงเพื่อให้นักเรียนมีหัวข้อที่ชัดเจน และเห็นภำพปลำยทำงว่ำส่ิงที่ตนศึกษำสำมำรถน�ำมำใช้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อ่ืนได้อย่ำงไร อันเป็น กำรเชื่อมโยงนักเรียนกับชุมชน และสังคม ในฐำนะพลเมืองของโลก โดยครูใช้กิจกรรมต่ำง ๆ เช่น กำรเล่ำเร่ือง ต่ำง ๆ กำรชวนสนทนำ กำรอ่ำน/ฟังข่ำวจำกหนังสือพิมพ์ ให้นักเรียนซักถำมหรือตั้งประเด็นค�ำถำม กำรใช้สื่อ
ต่ำง ๆ เช่น คลิปวิดีทัศน์ ภำพนิ่ง ให้นักเรียนชมและติดตำม กำรกระตุ้นควำมสนใจด้วยเกม เพลง ภำพ แนวทางการจัดการเรียนการสอน35 ในโรงเรียนมาตรฐานสากล กำรยกตัวอย่ำงค�ำพังเพย บทกวี ฯลฯ เพ่ือให้นักเรียนตั้งประเด็นท่ีอยำกรู้ หรือครูและนักเรียนร่วมกันก�ำหนด ฉ ับบแก้ไข 2565 ห รื อ ก ำ ร ต้ั ง ป ร ะ เ ด็ น ค ว ำ ม รู ้ ( K n o w l e d g e I s s u e s ) ห รื อ หั ว ข ้ อ ( To p i c s ) เ ก่ี ย ว กั บ ป ั ญ ห ำ ข อ ง ส ่ ว น ร ว ม (Public Issues) หรอื ประเดน็ ปญั หำของโลก (Global Issues) ส�ำหรับระดับมัธยมศึกษำนั้นควรให้นักเรียนเข้ำใจและเห็นภำพกระบวนกำรศึกษำค้นคว้ำ ท้ัง 5 ข้ัน โดยให้นักเรียนน�ำเสนอประเด็นปัญหำ วัตถุประสงค์ของกำรศึกษำ กำรออกแบบวิธีกำรศึกษำ วิธีกำรสรุป องค์ควำมรู้ รูปแบบกำรน�ำเสนอ และกำรน�ำควำมรู้ท่ีได้จำกกำรศึกษำไปท�ำประโยชน์แก่สำธำรณะ เพื่อให้ นักเรยี นเข้ำใจภำระงำนท่ีเกิดจำกศึกษำคน้ ควำ้ ด้วยตนเอง บนั ไดขัน้ ท่ี 2 การสบื คน้ ความรแู้ ละสารสนเทศ (Searching for Information) ในข้ันตอนนี้ ครูต้องกระตุ้นให้นักเรียนศึกษำค้นคว้ำ ต ำ ม วั ต ถุ ป ร ะ ส ง ค ์ ที่ ก� ำ ห น ด ไ ว ้ โ ด ย ค รู แ ล ะ นั ก เ รี ย น ว ำ ง แ ผ น และออกแบบวิธีกำรสืบค้นควำมรู้และสำรสนเทศร่วมกัน ด้วยวิธีกำรที่หลำกหลำย เช่น กำรส�ำรวจ กำรสังเกต กำรสัมภำษณ์ กำรศึกษำจำกเอกสำร กำรทดลอง กำรเรียนรู้จำกชุมชน ท้องถ่ิน และปรำชญ์ชำวบ้ำน กำรศึกษำเอกสำรจำกแหล่งข้อมูลและ สำรสนเทศต่ำง ๆ ทั้งภำยในและภำยนอกโรงเรียน เพ่ือให้ได้ ข้อมูลสอดคล้อง/ครบถ้วนตำมวตั ถุประสงค์ทกี่ �ำหนดไว้ ซ่งึ ในขน้ั ตอนน ี้ นักเรียนไดเ้ รยี นร ู้ เรื่อง กำรวำงแผนกำรสบื คน้ และกำรรวบรวมข้อมลู กำรสร้ำงเครื่องมอื ที่ใช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล กำรบันทึกข้อมูล กำรเขียนอ้ำงอิงแหล่งท่ีมำของข้อมูลท่ีได้จำกกำรศึกษำค้นคว้ำ ควบค่กู ันไปดว้ ย บนั ไดขน้ั ที่ 3 การสร้างองคค์ วามรู้ (Knowledge Formation) ในขั้นตอนนี้ ครูต้องกระตุ้นให้นักเรียนน�ำควำมรู้ท่ีได้ จำกกำรศกึ ษำค้นคว้ำมำวิเครำะห ์ สังเครำะห ์ อภปิ รำยแลกเปลย่ี น ควำมคิดเห็น เพื่อน�ำไปสู่กำรสรุปสำระส�ำคัญ จัดกระท�ำข้อมูล อย่ำงง่ำย สรุปประเด็นควำมรู้และข้อคิดท่ีส�ำคัญ วิเครำะห์ข้อมูล โดยใชว้ ิธกี ำรทเี่ หมำะสม สงั เครำะและสรปุ องคค์ วำมรู้ อภปิ รำยผล และเปรียบเทียบเช่ือมโยงควำมรู้ เสนอแนวคิดกำรแก้ปัญหำอย่ำงเป็นระบบ โดยอำจจัดท�ำเป็นเรียงควำม กรำฟ แผนภูม ิ ตำรำง ภำพวำด แผนผงั ควำมคดิ รำยงำน สง่ิ ประดษิ ฐ์ เปน็ ตน้ ทงั้ น ้ี นกั เรยี นตอ้ งตรวจสอบควำมสอดคลอ้ งระหวำ่ งวตั ถปุ ระสงคข์ องกำรศกึ ษำกบั องคค์ วำมรทู้ ไี่ ดม้ ำจำก กำรคน้ ควำ้ และควำมน่ำเชอ่ื ถอื ขององคค์ วำมรู้
บันไดขนั้ ที่ 4 การสื่อสารและนา� เสนออย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communlcation) แนวทางการ ัจดการเรียนการสอน36 ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล ในข้ันตอนน้ี ครูต้องกระตุ้นให้นักเรียน น�าองค์ความรู้ ฉ ับบแ ้กไข 2565 ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าจากบันไดข้ันที่ 3 มำเรียบเรียง และ ถ่ำยทอดองคค์ วำมรสู้ ผู่ อู้ นื่ ดว้ ยวธิ กี ำรทเ่ี หมำะสมกับวัย ดังน้ี ระดับประถมศึกษา นกั เรยี นระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษำปที ่ี 1 - 3 นำ� เสนอองคค์ วำมรู้ โดยผ่ำนกำรเขียน หรือวำดภำพ และพูดน�ำเสนอเพื่อส่ือสำร เรื่องรำวง่ำย ๆ ได้เหมำะสมกบั วัย นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษำปีท่ี 4 - 6 น�ำเสนอองค์ควำมรู้โดยผ่ำนกำรเขียนและกำรสื่อสำรข้อมูล ท่ีมีล�ำดับข้ันตอนในกำรน�ำเสนอที่เข้ำใจง่ำย โดยใช้ส่ือท่ีเหมำะสมกับวัย อ้ำงอิงควำมรู้ท่ีศึกษำค้นคว้ำและ แหล่งควำมรทู้ ่ีเชอื่ ถอื ได้ ระดับมัธยมศกึ ษา นักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษำปีที่ 1 - 3 น�ำเสนอองค์ควำมรู้โดยเรียบเรียงและถ่ำยทอดควำมคิด อย่ำงชัดเจนอย่ำงเป็นระบบ 1) ในรูปของรำยงำนเชิงวิชำกำร เป็นภำษำไทย จ�ำนวน 2,500 ค�ำ อ้ำงอิงแหล่ง ควำมรู้ท่ีศึกษำค้นคว้ำและแหล่งควำมรู้ท่ีเช่ือถือได้อย่ำงหลำกหลำย และ 2) น�ำเสนอด้วยวำจำในรูปแบบเด่ียว หรือกลมุ่ โดยใชส้ ่ือประกอบท่หี ลำกหลำย และมกี ำรเผยแพร่ผลงำนสสู่ ำธำรณะ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษำปีท่ี 4 - 6 น�ำเสนอองค์ควำมรู้โดยเรียบเรียงและถ่ำยทอดควำมคิด อย่ำงชัดเจนอย่ำงเป็นระบบ 1) ในรูปของรำยงำนเชิงวิชำกำรในรูปแบบเด่ียวหรือกลุ่ม เป็นภำษำไทย ควำมยำว จ�ำนวน 4,000 ค�ำ หรือเป็นภำษำอังกฤษ ควำมยำวจ�ำนวน 2,000 ค�ำ มีกำรอ้ำงอิงควำมรู้ที่ศึกษำค้นคว้ำและ แหลง่ ควำมรทู้ ีเ่ ช่อื ถอื ได้ทัง้ ในและต่ำงประเทศ 2) นำ� เสนอด้วยวำจำในรูปแบบเดี่ยวหรอื กลุม่ โดยใช้สอื่ เทคโนโลยี ที่หลำกหลำย และ 3) สนทนำวพิ ำกษผ์ ่ำนสื่ออิเล็กทรอนกิ ส ์ เช่น e-conference social media online ทั้งนี้ ในกำรเขียนรำยงำนเชิงวิชำกำร ประกอบด้วย ช่ือเร่ือง ควำมน�ำ วัตถุประสงค์ สมมติฐำน (ถ้ำมี) ขอบเขตของกำรศกึ ษำ เนอ้ื หำ วิธีกำรศึกษำ กำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล สรุปผลกำรศึกษำ และกำรอำ้ งองิ ซึ่งในขน้ั ตอนนี ้ นกั เรยี นต้องตรวจสอบควำมสอดคล้องระหว่ำงวัตถปุ ระสงค์ของกำรศกึ ษำกบั องค์ควำมรู ้ ท่ีไดม้ ำจำกกำรค้นควำ้ และควำมนำ่ เช่อื ถอื ขององคค์ วำมรู้ บนั ไดข้ันที่ 5 การบรกิ ารสงั คมและจิตสาธารณะ (Public Service) ซึง่ ในข้ันตอนน ้ี นกั เรยี นต้องตรวจสอบควำมสอดคล้องระหวำ่ งวตั ถปุ ระสงคข์ องกำรศกึ ษำกบั องค์ควำมร ู้ ที่ได้มำจำกกำรคน้ ควำ้ และควำมน่ำเชือ่ ถือขององคค์ วำมรู้ ในขนั้ ตอนน ้ี นกั เรยี นนำ� องคค์ วำมรทู้ ไี่ ดจ้ ำกกำรศกึ ษำคน้ ควำ้ ในบนั ไดขนั้ ท ี่ 3 หรอื 4 มำสรำ้ งสรรคก์ จิ กรรม หรือโครงกำรต่ำง ๆ ท่ีก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสำธำรณะหรือบริกำรสังคม เช่น กำรเผยแพร่ให้ควำมรู้ กิจกรรม จติ อำสำ กำรรณรงค ์ เปน็ ต้น
ท้ังน้ี ครูและนักเรียนควรมีกำรวำงแผนกำรปฏิบัติกิจกรรมร่วมกัน และประสำนงำนกับผู้เกี่ยวข้อง แนวทางการจัดการเรียนการสอน37 ในโรงเรียนมาตรฐานสากล โดยค�ำนึงถึงควำมเหมำะสมกับควำมสนใจ ระดับช้ันของนักเรียน และบริบทของควำมพร้อมของสถำนศึกษำ ฉ ับบแก้ไข 2565 แต่ละแห่ง แนวทางการจดั การเรยี นรู้ทีผ่ ูเ้ รียนศกึ ษาคน้ คว้าดว้ ยตนเอง กำรจัดกำรเรียนรู้ในสำระกำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง ผู้เรียนจะเปล่ียนบทบำทกำรเป็นผู้รับควำมรู้ ไปเป็นผู้ตระหนักในควำมส�ำคัญของกระบวนกำรศึกษำค้นคว้ำของตน เห็นคุณค่ำกำรแลกเปล่ียนเรียนรู้และ น�ำควำมรู้ไปใช้ผลจำกกำรน�ำควำมรู้ไปใช้จะชี้น�ำประเด็นใหม่ ๆ ในกำรศึกษำค้นคว้ำของตนอย่ำงต่อเนื่อง จึงอำจกล่ำวได้ว่ำผู้เรียนมิได้เห็นว่ำครูผู้สอนเป็นผู้บอกควำมรู้ แต่เห็นว่ำแหล่งเรียนรู้มีควำมหลำกหลำยและ ผู้สอนเป็นส่วนหน่ึงของแหล่งเรียนรู้ ดังน้ันครูผู้สอนจึงเป็นผู้ที่ตนแลกเปลี่ยนควำมคิดเห็น ขอควำมช่วยเหลือ เมอื่ ศึกษำค้นควำ้ ด้วยตนเอง การก�าหนดหวั ข้อในการศกึ ษา กำรกระตุ้นผู้เรียนให้สนใจประเด็นปัญหำต่ำง ๆ ท่ีเก่ียวกับชุมชนและสังคมไปจนถึงชุมชนโลกนั้น ผู้สอนสำมำรถ “จุดประกำย” หรือเปิดประตูควำมสนใจของนักเรียนสู่โลกกว้ำงด้วยกำรน�ำเรื่องรำวในสังคม มำน�ำเสนอแก่นักเรียนในรูปแบบที่น่ำสนใจ หรือน�ำนักเรียนส�ำรวจ ศึกษำสภำพจริงเพ่ือให้นักเรียนมีหัวข้อ ท่ีชัดเจนในกำรศึกษำและเห็นภำพปลำยทำงว่ำสิ่งท่ีตนศึกษำจะสำมำรถน�ำไปใช้ประโยชน์แก่ผู้อื่นในสังคม ได้อย่ำงไร อันเป็นกำรเชื่อมโยงผู้เรียนกับชุมชนและสังคม ในฐำนะพลเมืองของโลก โดยครูใช้กิจกรรมต่ำง ๆ เช่น กำรเล่ำเร่ืองต่ำง ๆ กำรชวนสนทนำ กำรอ่ำน/ฟังข่ำวจำกหนงั สือพมิ พใ์ หผ้ เู้ รยี นซกั ถำมหรือตั้งประเด็นคำ� ถำม กำรใช้ส่ือต่ำง ๆ เช่น คลิปวีดีทัศน์ ภำพนิ่ง ให้ผู้เรียนชมและติดตำม กำรกระตุ้นควำมสนใจด้วยเกม เพลง ภำพ กำรยกตัวอย่ำงค�ำพังเพย บทกวี ฯลฯ เพ่ือให้ผู้เรียนตั้งประเด็นท่ีอยำกรู้ หรือผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันก�ำหนด หรอื กำรตง้ั ประเดน็ ควำมร ู้ (Knowledge issues) หรอื หวั ขอ้ (Topics) เกย่ี วกบั ปญั หำของสว่ นรวม (Public issues) หรือประเดน็ ปัญหำของโลก (Global issues) การสร้างทศั นคตแิ ละเพ่มิ พนู ทกั ษะในการศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง ผู้สอนควรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ช่วยให้ผู้เรียนตระหนักเก่ียวกับแหล่งเรียนรู้ที่หลำกหลำย และวิธีกำร ทผี่ เู้ รยี นรบั ขอ้ มลู ผำ่ นอวยั วะรบั สมั ผสั ตำ่ ง ๆ โดยกำรอำ่ น/ด ู ดม ฟงั ชมิ สมั ผสั และกำรตคี วำมสง่ิ ทร่ี บั รแู้ ตกตำ่ งกนั ตำมประสบกำรณ์และควำมรู้เดิมหรือพื้นฐำนควำมคิด ควำมเช่ือท่ีมีมำก่อน กิจกรรมเหล่ำนี้จะช่วยให้ผู้เรียน ตระหนักเกี่ยวกับควำมสำมำรถในกำรรับรู้และวิธีกำรเรียนรู้ของตน รวมถึงควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคลในกำร รบั ร ู้ เชน่ กำรวัดระดับกำรรับรขู้ องรสชำตอิ ำหำร กำรแปลควำมหมำยท่ำทำง สัญลักษณ์ เป็นต้น ผสู้ อนควรจดั กจิ กรรมกำรเรยี นรทู้ เี่ นน้ ทกั ษะกระบวนกำรตำมศำสตรต์ ำ่ ง ๆ ในวชิ ำปกต ิ เชน่ กระบวนกำร ทำงวิทยำศำสตร์ กระบวนกำรทำงคณิตศำสตร์ กระบวนกำรทำงพลศึกษำ กระบวนกำรทำงศิลปะ ฯลฯ และ กำรบูรณำกำรศำสตร์ต่ำง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหำ ซ่ึงจะช่วยให้ศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเองได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ จำกกำรจัดกำรเรียนกำรสอนด้วยกำรเรียนรู้กระบวนกำรของศำสตร์ต่ำง ๆ เพ่ือให้นักเรียนมีทักษะเพียงพอ ท่ีจะศึกษำค้นคว้ำได้ด้วยตนเองในหน่วยกำรเรียนรู้รำยวิชำพ้ืนฐำนที่เน้นกระบวนกำร IS หรือหน่วยกำรเรียนรู้ ในรำยวิชำเพ่ิมเติม IS ครูควรจัดกิจกรรมที่มีกำรฝึกทักษะย่อยของกระบวนกำรเหล่ำนั้น เพ่ือให้ผู้เรียนเข้ำใจ สำมำรถท�ำได้ เช่น ทักษะกำรสืบค้นจำกแหล่งเรียนรู้ต่ำง ๆ กำรสัมภำษณ์ผู้รู้ ปฏิบัติกำรค้นหำ (ทดลอง สืบเสำะ
แนวทางการ ัจดการเรียนการสอน38 ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล สังเกต ส�ำรวจ) แสดงควำมคิดเห็น กำรให้เหตุผลโต้แย้ง กำรเขียนอ้ำงอิง ฯลฯ ผู้สอนควรใช้เทคนิคกำรจัดกำร ฉ ับบแ ้กไข 2565 เรียนรู้ท่ีหลำกหลำย ได้แก่ กำรระดมสมอง กำรอภิปรำยกลุ่ม สถำนกำรณ์จ�ำลอง และกำรใช้ผังกรำฟฟิกส์ เคร่ืองมือในกำรเปรียบเทยี บ เรยี งลำ� ดบั วิเครำะห์ ฯลฯ ในกำรสื่อสำรควำมรู้ใหม่ที่ผู้เรียนสร้ำงข้ึนผ่ำนงำนเขียน ผู้สอนควรใช้เทคนิคกำรพัฒนำกำรส่ือสำร และกำรน�ำเสนอ โดยให้ผู้เรียนถ่ำยทอดควำมคิดออกมำเป็นรูปธรรมด้วยกำรใช้แผนผังควำมคิด แผนผัง โครงร่ำง กำรเขียน นอกจำกนี้ควรให้ผู้เรียนน�ำควำมคิดส�ำคัญจำกงำนเขียนน�ำเสนอโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อเสนอ ผ่ำนรูปแบบอื่น ๆ เช่น คลิป ภำพยนตร์สั้น ละครสั้น น�ำเสนอโครงงำน/โครงกำรที่ผู้เรียนคิดค้น/ประดิษฐ์ข้ึน กำรบรรยำย กำรจัดนิทรรศกำร กำรสำธติ กำรโต้เวที ฯลฯ กำรศกึ ษำคน้ ควำ้ ดว้ ยตนเองมจี ดุ เนน้ อกี ประกำรหนงึ่ คอื พฒั นำกำรควบคมุ และประเมนิ ตนเองของผเู้ รยี น เมื่อได้รับอิสระในกำรเรียนรู้ ให้ควำมส�ำคัญกับกำรวำงแผนและกำรบริหำรจัดกำรตนเองให้งำนเป็นไปตำมแผน/ ขั้นตอนที่ก�ำหนดไว้ นอกจำกน้ียังส่งเสริมกำรประเมินตนเอง ทั้งด้ำนกระบวนกำรเรียนรู้และประเมินควำมรู ้ ควำมคิดใหม่ที่ผู้เรียนสร้ำงข้ึน ด้วยกำรใช้ประเด็นประเมินตนเองและด้วยกำรน�ำองค์ควำมรู้ กำรปฏิบัติ ท่ีพัฒนำขึ้น ผลผลิตท่ีสร้ำงข้ึนน้ันไปส่ือสำร/น�ำเสนอ/หรือน�ำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ผู้อื่น ชุมชน หรือสังคม จึงช่วยให้ผู้เรียนประเมินได้ว่ำองค์ควำมรู้หรือกำรเรียนรู้นั้นมีควำมหมำยควำมส�ำคัญและมีประโยชน์ เพียงใดตอ่ ตนเองและผูอ้ ื่น Dewey (1938) กล่ำวว่ำ ประสบกำรณ์ต่ำง ๆ อำจไม่เป็นประสบกำรณ์กำรเรียนรู้ท่ีน�ำไปสู่ควำมเข้ำใจ ศำสตร์ต่ำง ๆ จึงควรเลือกประสบกำรณ์ท่ีช่วยให้ผู้เรียนพัฒนำกำรคิดวิเครำะห์ ไตร่ตรอง และเกิดเป็นหลักกำร ที่ถำ่ ยโยงไปใชป้ รับเปล่ยี นกำรกระทำ� ในอนำคต David Kolb (1984) ไดน้ �ำแนวคดิ ของ Dewey มำก�ำหนดกรอบ ในกำรสะท้อนควำมคิดเกี่ยวกับกำรเรียนรู้จำกประสบกำรณ์กำรบริกำรสังคมไว้ 4 มิติ (Kolb’s experiential learning cycle) ได้แก่ 1) กำรสะท้อนควำมคิดเก่ียวกับประสบกำรณ์ท่ีเป็นรูปธรรม 2) กำรสะท้อนข้อสังเกต 3) ควำมคิดรวบยอด 4) กำรนำ� ควำมคิดไปทดสอบอยำ่ งกระตือรือรน้ บทบาทของผู้สอน ผู้สอนเป็นผู้ที่มีบทบำทส�ำคัญในกำรเป็นผู้พัฒนำทักษะที่จ�ำเป็นในกำรศึกษำด้วยตนเองให้แก่ผู้เรียน รวมท้งั เอือ้ อ�ำนวยกำรเรยี นร้ ู เช่น - เปิดโอกำสให้ผู้เรียนปะทะสัมพันธ์กับประเด็น ปัญหำ ของสังคมด้วยวิธีต่ำง ๆ เพ่ือให้สำมำรถเห็น บรบิ ทของปญั หำและควำมรทู้ จ่ี ำ� เปน็ ในกำรแกป้ ญั หำ รวมถงึ ชอ่ งทำงกำรนำ� ควำมรไู้ ปใชใ้ นกำรแกป้ ญั หำ อยำ่ งชัดเจน - มปี ฏสิ มั พนั ธก์ บั ผเู้ รยี น แนะนำ� ถำมใหค้ ดิ เพอื่ ใหผ้ เู้ รยี นคน้ พบหรอื สรำ้ งควำมรคู้ วำมเขำ้ ใจไดด้ ว้ ยตนเอง - สร้ำงแรงจงู ใจใฝเ่ รียนร้ ู ช่วยใหผ้ ้เู รยี นคดิ ค้นตอ่ ไป ฝึกใหผ้ ้เู รยี นมที ักษะกำรท�ำงำนเป็นกลมุ่ - เปน็ ผ้ชู แ้ี นะ กระตุ้นให้ผ้เู รยี นคดิ มำกกว่ำกำรบอกควำมร ู้ - ร่วมประเมินผู้เรียน ใช้ค�ำถำมกระตุ้นกำรสะท้อนควำมคิด จัดบรรยำกำศที่ผู้เรียนรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ทจ่ี ะเรยี นรแู้ ละลงมือปฏบิ ัต ิ
บทบาทของผเู้ รยี น แนวทางการจัดการเรียนการสอน39 ในโรงเรียนมาตรฐานสากล ฉ ับบแก้ไข 2565 นักเรียนมีบทบำทส�ำคัญมำกในกำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเอง เนื่องจำกนักเรียนมีควำมเป็นเจ้ำของ กำรเรยี นรแู้ ละลงมอื คดิ ลงมอื ทำ� จนสำมำรถนำ� เสนอและนำ� ผลกำรศกึ ษำไปใชป้ ระโยชน ์ นกั เรยี นจงึ มบี ทบำท เชน่ - ก�ำหนดจดุ หมำยและวำงแผนตลอดแนวในกำรคน้ คว้ำแสวงหำควำมรู้ - ฝึกฝนวธิ ีกำรเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง - กระตือรือร้นในกำรเรยี นร ู้ กล้ำแสดงออก กล้ำนำ� เสนอควำมคดิ อย่ำงสร้ำงสรรค ์ - สร้ำงปฏิสัมพันธ์ท่ีดีระหว่ำงผู้เรียนด้วยกัน เรียนกับผู้สอน ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ยอมรับฟัง ควำมคิดเห็นของผ้อู ื่น ฝกึ ควำมเปน็ ผู้น�ำผตู้ ำมทดี่ ี - มที กั ษะทำงสงั คม เคำรพกตกิ ำทำงสงั คม รบั ผดิ ชอบตอ่ ส่วนรวม - พฒั นำควำมสำมำรถในกำรเชอ่ื มโยงควำมร้เู ดิมเข้ำกบั ควำมรใู้ หม ่ - พัฒนำทักษะกำรท�ำงำนรว่ มกนั เป็นกลุ่ม - สรำ้ งเจตคตทิ ด่ี ตี อ่ กำรเรยี นรู้ รกั กำรอ่ำน กลำ้ ซักถำม - บันทกึ ควำมรู้อยำ่ งเปน็ ระบบ สำมำรถนำ� ควำมรู้ส่กู ำรปฏบิ ตั ิได้จรงิ กำรจัดกำรเรียนรู้กำรศึกษำค้นคว้ำด้วยตนเองเป็นเคร่ืองมือในกำรพัฒนำผู้เรียนตำมหลักกำรท�ำงำน ของสมองและกำรสร้ำงควำมรู้ของผู้เรียน จะเป็นเชิงปฏิสัมพันธ์ท่ีไม่เน้นเฉพำะควำมรู้ที่ผู้เรียนสร้ำงข้ึน แต่ยังรวมถึงกระบวนกำรสร้ำงควำมรู้ กำรสะท้อนควำมคิด กำรไตร่ตรองเก่ียวกับกระบวนกำรเรียนรู้และคุณค่ำ ของควำมรู้ที่น�ำไปใช้ประโยชน์เพื่อตนเอง ชุมชน หรือสังคม ปฏิสัมพันธ์ระหว่ำงผู้สอนและผู้เรียนจึงไม่ตำยตัว ผู้เรียนจึงจ�ำเป็นต้องได้รับกำรเพ่ิมพูนทักษะกำรคิดวิเครำะห์ กำรสืบเสำะหำควำมรู้ กำรสื่อสำรและกำรใช้ เทคโนโลยี ครูจะมีบทบำทเป็นผู้พัฒนำชี้แนะ เมื่อนักเรียนสำมำรถสืบค้นสรุปและปฏิบัติจริงได้ด้วยตนเอง ครูจะมีบทบำทเป็นผู้สนับสนุนส่งเสริม ดังน้ันปฏิสัมพันธ์ท่ีสมดุลระหว่ำงครู นักเรียน และบริบทแวดล้อม ในข้ันตอนตำ่ ง ๆ ของกระบวนกำรในกำรเรยี นรูศ้ กึ ษำค้นคว้ำดว้ ยตนเองจึงสำ� คัญยงิ่ การจัดการเรยี นรู้ระดับประถมศกึ ษา ธรรมชำตขิ องผเู้ รยี นในวยั น ี้ เปน็ วยั ทส่ี นใจใฝร่ เู้ รอ่ื งตำ่ ง ๆ แตใ่ นขณะเดยี วกนั ดำ้ นพฒั นำกำรทำงสงั คมนนั้ ผู้เรียนจะพยำยำมปฏิบัติตำมกฎเกณฑ์ของสังคม โดยมีครูเป็นผู้ดูแล ก�ำกับและช่วยเหลือตำมควำมสำมำรถอย่ำง ใกล้ชิดในกำรเรียนรู้ IS (Independent Study) เป็นกำรมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีทักษะกระบวนกำรพ้ืนฐำนในกำร ตั้งค�ำถำม ข้อสงสัยเก่ียวกับสิ่งใกล้ตัว เสำะแสวงหำควำมรู้ตำมประเด็นท่ีสนใจ วำงแผนล�ำดับข้ันตอนในกำร หำข้อมูล ซ่ึงมักได้จำกแหล่งเรียนรู้ใกล้ตัว หรือจำกกำรสืบค้นด้วยเครื่องมืออย่ำงง่ำยจำกอินเทอร์เน็ต และ น�ำมำถ่ำยทอดเหมำะสมกับวัยโดยกลวิธีต่ำง ๆ ได้อย่ำงชัดเจน และน�ำควำมรู้ท่ีได้ไปใช้ประโยชน์ต่อตนเอง บุคคลรอบตัว ซึ่งเป็นกำรสะท้อนถึงกำรมีบทบำท กระตุ้นกำรมีบทบำท ท่ีเกี่ยวข้องในฐำนะสมำชิกของสังคม และเกิดควำมเข้ำใจควำมสัมพันธ์เช่ือมโยงระหว่ำงตนเองและผู้อื่น ในสังคมที่มีควำมแตกต่ำงกัน ในขณะเดียวกัน ต้องพง่ึ พำอำศยั กัน
แนวทางการ ัจดการเรียนการสอน40 ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล กำรจดั กำรเรียนรู้ดงั กล่ำวควรจดั ใหเ้ หมำะสมกับพฒั นำกำรตำมวัย ไดก้ ำ� หนดให้จดั ไดใ้ น 2 ลกั ษณะ คอื ฉ ับบแ ้กไข 2565 - ในระดับประถมศึกษำปีที่ 1 - 3 จัดท�ำหน่วยกำรเรียนรู้เฉพำะ โดยจัดในรำยวิชำพื้นฐำนอย่ำงน้อย 1 รำยวิชำ อำจท�ำเป็นหน่วยกำรเรียนรู้ในกลุ่มสำระต่ำง ๆ หรือหน่วยกำรเรียนรู้แบบบูรณำกำร สำระกำรเรียนรู้ต่ำง ๆ เข้ำด้วยกัน ซ่ึงเป็นสิ่งที่โรงเรียนท่ัวไปปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ต้องเพิ่มควำมเข้มข้น ในกำรศึกษำค้นคว้ำและสร้ำงองค์ควำมรู้ (IS1) กำรส่ือสำรและกำรน�ำเสนอ (IS2) และน�ำองค์ควำมรู้ ไปใช้บริกำรสังคม (IS3) ในกิจกรรมเพ่ือสังคมและสำธำรณประโยชน์ตำมควำมเหมำะสมกับวัยของ ผู้เรียน - ในระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษำปที ี่ 4 - 6 จดั เปน็ รำยวชิ ำเพมิ่ เตมิ กำรศกึ ษำเพอ่ื เรยี นร ู้ (Knowledge Inquiry) เวลำเรยี น 40 ชวั่ โมง/ป ี ครอบคลมุ สำระกำรเรยี นร ู้ IS1 และ IS2 และนำ� องคค์ วำมรไู้ ปใชบ้ รกิ ำรสงั คม (IS3) ในกิจกรรมเพอื่ สงั คมและสำธำรณประโยชน์ การจัดการเรยี นร้รู ะดบั มัธยมศึกษา ธรรมชำติของผู้เรียนในวัยน้ี เป็นวัยที่มีกำรเปล่ียนแปลงท้ังทำงร่ำงกำย อำรมณ์ และสังคม ให้ควำมส�ำคัญกับเพ่ือน อยำกลอง ชอบควำมท้ำทำย ชอบอิสระ มีควำมเป็นตัวของตัวเองและมีควำมเชื่อมั่น ในตัวเอง ชอบแสวงหำควำมรู้ รจู้ ักใชเ้ ทคโนโลยี มที ักษะในกำรสอ่ื สำร มีทักษะในกำรคิดขัน้ สงู สำมำรถวิเครำะห์ และเลือกใช้ข้อมูลท่ีเหมำะสมได้ กำรจัดกำรเรียนรู้สำระ IS ควรมุ่งเน้นกำรสร้ำงบรรยำกำศที่เอื้อให้นักเรียน มีอิสระในกำรเรียนรู้จำกประเด็นหรือส่ิงที่นักเรียนสนใจ สนับสนุนให้นักเรียนได้ใช้เทคโนโลยีในกำรสืบเสำะหำ ควำมรู้ กระตุ้นให้นักเรียนสืบเสำะหำควำมรู้จำกแหล่งข้อมูลท่ีหลำกหลำย เพ่ือให้นักเรียนได้เรียนรู้กำรวิเครำะห์ และกำรสังเครำะห์ข้อมูล สร้ำงองค์ควำมรู้ สนับสนุนให้นักเรียนได้ใช้เทคโนโลยีในกำรสื่อสำรน�ำเสนอควำมรู้ กระตุ้นให้นักเรียนได้ตระหนักในควำมเป็นสมำชิกของชุมชนและสังคม สำมำรถน�ำองค์ควำมรู้ท่ีได้รับไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน ส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนร่วมมือกันในกำรเรียนรู้และกำรบริกำรสังคม ซึ่งกำรจัดกำรเรยี นร้สู ำระ IS ใหเ้ หมำะสมกบั ช่วงวัยของนกั เรียนในระดบั มัธยมศึกษำนัน้ จัดได ้ ดังน้ี - ระดับมัธยมศึกษำตอนตน้ จัดเป็นรำยวิชำเพิ่มเตมิ ทง้ั ใน จำ� นวน 2 รำยวชิ ำ คอื รำยวชิ ำ IS1 (กำรศกึ ษำ และสร้ำงองคค์ วำมร้)ู และ IS2 (กำรส่ือสำรและกำรน�ำเสนอ) รำยวิชำละ 1 - 1.5 หนว่ ยกิต และควร จดั สอนตอ่ เนอื่ งกันในช้นั ปใี ดปหี นึง่ - จดั IS3 เปน็ กจิ กรรมพฒั นำผเู้ รยี น (กจิ กรรมเพอื่ สงั คมและสำธำรณประโยชนใ์ นภำคเรยี นทจ่ี ดั กำรเรยี น กำรสอนวิชำเพ่มิ เติม IS2) - ระดับมัธยมศึกษำตอนปลำย จัดเป็นรำยวิชำเพ่ิมเติมทั้งใน จ�ำนวน 2 รำยวิชำ คือ รำยวิชำ IS1 (กำรศกึ ษำและสร้ำงองคค์ วำมร)ู้ และ IS2 (กำรสื่อสำรและกำรนำ� เสนอ) รำยวชิ ำละ 1 - 1.5 หน่วยกิต และควรจดั สอนตอ่ เนื่องกันในชน้ั ปใี ดปหี นึ่ง - จดั IS3 เปน็ กจิ กรรมพฒั นำผเู้ รยี น (กจิ กรรมเพอื่ สงั คมและสำธำรณประโยชนใ์ นภำคเรยี นทจี่ ดั กำรเรยี น กำรสอนวชิ ำเพิม่ เติม IS2)
บันได 5 ข้ันของการพัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากลนี้มีความสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ แนวทางการจัดการเรียนการสอน41 ในโรงเรียนมาตรฐานสากล ตามธรรมชาตวิ ิชาของศาสตร์แขนงต่าง ๆ ดังแผนภาพตอ่ ไปน้ี ฉ ับบแก้ไข 2565 IS1 ต้ังประเด็น สืบค้นความรู้ สรุปองคค์ วามรู้ ส่อื สาร บรกิ ารสังคม IS2 ค�าถาม/สมมติฐาน และน�าเสนอ IS3 (ท่ีเก่ียวกบั สังคมโลก) (Self-regulating) กระบวนการ (Gathering) (Processing) (Applying) (Applying, GPAS ต้งั ประเด็นคำ� ถำม/ สืบคน้ ควำมร ู้ สรุปองค์ควำมร ู้ (Applying) Self-regulating) รวบรวมข้อมลู สรำ้ งทำงเลอื ก สมมตฐิ ำน จัดกระท�ำขอ้ มลู กำรน�ำไปใช้ สื่อสำร น�ำควำมรูไ้ ปใช้ และนำ� เสนอ ประโยชนต์ อ่ ตนเอง กำรนำ� ควำมรูไ้ ปใช ้ บริกำรโรงเรยี น และสังคม Elaborate & Evaluate Elaborate & Explain ขยำยควำมรู้ Evaluate Engage Explore นำ� ข้อสรปุ เขยี นเผยแพร่ นำ� ควำมรไู้ ปใช้ วทิ ยาศาสตร์ ตั้งประเดน็ ค�ำถำม/ สืบค้น สำ� รวจ มำอธิบำยปญั หำ ประเมินผล ประโยชนต์ ่อตนเอง ท�ำกำรทดลอง เรื่องรำว สมมตฐิ ำน กระบวนกำรสบื ค้น บรกิ ำรโรงเรยี น ประเมนิ และสงั คม กำรสืบเสำะ กระบวนการ สบื ค้น/สำ� รวจ/ สรปุ องค์ควำมรู้ เขียนเผยแพร่ น�ำควำมรูไ้ ปใช้ ทางสงั คมศาสตร์/ ตั้งประเด็นค�ำถำม/ ภำคสนำม/ และนำ� เสนอ ประโยชน์ต่อตนเอง ท�ำกำรทดลอง ด้วยวธิ ตี ำ่ ง ๆ วธิ ีการ สมมติฐำน บรกิ ำรโรงเรียน ทางประวัตศิ าสตร์ และสงั คม กระบวนการ ปัญหำในชวี ติ แปลงขอ้ มูล ทบทวนประเมิน สื่อสำรน�ำเสนอ น�ำควำมรู้ไปใช้ ทางคณติ ศาสตร์ ประจ�ำวัน/โจทย์ เปน็ ภำษำ ขอ้ สรุปจำก ให้เหตผุ ล ประโยชน์ตอ่ ตนเอง ก�ำหนดเป้ำหมำย คณิตศำสตร์ กำรแกป้ ัญหำ ด้วยวิธตี ำ่ ง ๆ ในกำรแกป้ ัญหำ วำงแผนแก้ปัญหำ บรกิ ำรโรงเรยี น สรุปองคค์ วำมรู้ และสงั คม กระบวนการ ต้งั ประเดน็ ค�ำถำม สืบค้นควำมรู้ สรปุ องคค์ วำมรู้ เขียนเผยแพร่ นำ� ควำมรู้ไปใช้ ทา� งานการงาน ออกแบบและ จำกกำรน�ำทฤษฎี นำ� เสนอ ประโยชน์ต่อตนเอง วำงแผนน�ำไป ไปปฏิบัติประเมิน อาชีพ ดว้ ยวธิ ีตำ่ ง ๆ บรกิ ำรโรงเรียน และเทคโนโลยี ปฏบิ ตั ิ กระบวนกำร และสงั คม ท�ำงำนและผลผลิต กระบวนการ ตัง้ ประเด็นคำ� ถำม/ สบื ค้นควำมรู้ สรปุ องคค์ วำมรู้ เขียนเผยแพร่ น�ำควำมรไู้ ปใช้ ทางพลศกึ ษา สมมติฐำน และฝึกปฏิบัติ จำกกำรปฏิบตั ิ นำ� เสนอ ประโยชนต์ อ่ ตนเอง ด้วยวิธตี ำ่ ง ๆ บริกำรโรงเรียน และสงั คม กระบวนการ ต้ังประเดน็ คำ� ถำม/ สบื คน้ ควำมรู้ สรุปองคค์ วำมรู้ เขียนเผยแพร่ นำ� ควำมรไู้ ปใช้ ทางศลิ ปะ ดนตร ี สมมติฐำน และฝึกปฏบิ ัติ จำกกำรปฏิบัติ นำ� เสนอ ประโยชนต์ อ่ ตนเอง นาฏศิลป์ ด้วยวธิ ีต่ำง ๆ บรกิ ำรโรงเรยี น และสงั คม
การจดั กิจกรรมเพอ่ื นา� ความร้หู รอื ประสบการณ์ไปใช้บริการสังคม กำรจัดกิจกรรมเพ่ือน�ำองค์ควำมรู้ไปใช้บริกำรสังคม (Social Service Activity : IS3) เป็นกำรน�ำ องค์ควำมรู้จำกรำยวิชำเพ่ิมเติมกำรศึกษำค้นคว้ำและสรุปองค์ควำมรู้ และกำรสื่อสำร และน�ำเสนอไปใช้บริกำร สังคม โดยจัดกิจกรรมกำรน�ำควำมรู้ไปใช้บริกำรสังคมในลักษณะของกิจกรรม/โครงงำน/โครงกำร ให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้ผ่ำนประสบกำรณ์ในกำรน�ำควำมรู้ไปประยุกต์สร้ำงสรรค์ประโยชน์ต่อโรงเรียน ชุมชน สังคมและโลก และกำรเผยแพร่ควำมรู้และประสบกำรณ์ที่ได้จำกกำรลงมือปฏิบัติเพื่อประโยชน์ต่อโรงเรียน ชุมชน สังคม และโลกในแต่ละระดับให้เหมำะสมเป็นไปตำมช่วงวัยของระดับประถมศึกษำ ระดับมัธยมศึกษำตอนต้น และ ระดับมัธยมศึกษำตอนปลำย ดังแสดงในแผนผงั 1.การศึกษาค้นคว้า 3. กิจกรรมการนา� องค์ความรู้ และสร้างองคค์ วามรู้ ไปใช้บริการสังคม 2. การสือ่ สาร วิเคราะห์องค์ความรู้ และการนา� เสนอ วางแผนการท�ากิจกรรม ปฏิบัตกิ ิจกรรมตามปฏทิ ินทีก่ า� หนด สรปุ ผลการดา� เนนิ กจิ กรรม แนวทางการ ัจดการเรียนการสอน42 ในโรงเ ีรยนมาตรฐานสากล เผยแพรผ่ ลงาน ฉ ับบแ ้กไข 2565
ตวั อย่างแนวทางการจัดกจิ กรรมเพื่อน�าความร ู้ หรือประสบการณไ์ ปใช้บรกิ ารทางสังคม แนวทางการจัดการเรียนการสอน43 ในโรงเรียนมาตรฐานสากล 1. ตวั อย่างแนวการจัดกิจกรรมการน�าองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม ฉ ับบแก้ไข 2565 ล�าดับ กจิ กรรม ชั่วโมง หมายเหตุ 1 วเิ ครำะห์องค์ควำมรูเ้ พอ่ื ก�ำหนดแนวทำงกำรน�ำไปประยกุ ตใ์ ช้ให้เกดิ ประโยชน์ตอ่ โรงเรยี น และชุมชน เชน่ - สิ่งแวดล้อม - ปัญหำและผลกระทบต่อวถิ ชี ีวิต กำรเมือง กำรปกครอง เศรษฐกจิ และสงั คม - กำรอนุรักษ์สง่ิ แวดลอ้ ม - แนวทำงกำรอนรุ ักษส์ งิ่ แวดล้อม (เลือกเฉพำะเรอื่ งทส่ี นใจจะอนุรกั ษ์), ฯลฯ 2 วำงแผนกำรท�ำกจิ กรรมเพ่ือน�ำควำมรู้ไปสรำ้ งประโยชน์ต่อโรงเรยี นและชุมชน โดยจัดทำ� รำยละเอยี ดและตำรำงเวลำในกำรปฏบิ ตั ิกิจกรรมตำมโครงกำร/โครงงำน/กจิ กรรม ทจ่ี ะดำ� เนินกำร เชน่ - โครงกำรเผยแพรค่ วำมร ู้ เรื่อง กำรอนรุ กั ษส์ ่งิ แวดล้อม - โครงกำรรณรงคส์ รำ้ งจิตสำ� นึก เร่อื ง กำรอนรุ กั ษส์ ่งิ แวดล้อม - โครงกำรผลติ ส่ือกำรเรยี นรู้เพ่อื กำรอนุรกั ษส์ ิ่งแวดลอ้ ม ฯลฯ 3 ปฏิบัตกิ ิจกรรมตำมปฏิทนิ ทกี่ ำ� หนด เชน่ - ปฏบิ ัติกจิ กรรมตำมปฏิทนิ กำรด�ำเนนิ งำนโครงกำรเผยแพรค่ วำมรู ้ เร่ือง กำรอนุรกั ษ์ส่ิงแวดล้อม - ปฏิบัติกิจกรรมตำมปฏทิ นิ กำรดำ� เนินงำนโครงกำรรณรงค์สร้ำงจิตสำ� นึก เรอ่ื ง กำรอนรุ ักษ์ส่ิงแวดล้อม - ปฏิบัตกิ ิจกรรมตำมปฏทิ นิ กำรดำ� เนินงำนโครงกำรผลติ สอื่ กำรเรียนรูเ้ พ่ือกำรอนุรักษ์ สง่ิ แวดลอ้ ม, ฯลฯ 4 สรปุ ผลกำรดำ� เนนิ กจิ กรรม เชน่ - บันทึกผลกำรด�ำเนนิ กิจกรรม - สะท้อนควำมคิดเห็นของตน/ชุมชนในกำรท�ำกิจกรรม - อภิปรำยและสรุปผลกำรดำ� เนินกจิ กรรม ฯลฯ 5 เผยแพร่ผลงำนในรปู แบบที่หลำกหลำย เชน่ - จดั ทำ� แผน่ พับเผยแพรผ่ ลงำน - จดั ท�ำเวบ็ ไซต ์ หรือเผยแพร่ผลงำนในเว็บไซต์ - จดั ท�ำ Facebook หรอื เผยแพรผ่ ลงำนใน Facebook - จดั ท�ำปำ้ ยนเิ ทศ หรอื ไวนิลเผยแพรผ่ ลงำน - จดั ท�ำ CD DVD เผยแพรผ่ ลงำน - จัดนิทรรศกำรเผยแพร่ผลงำน ฯลฯ รวม
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174