Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ภาษาไทย ม.3

ภาษาไทย ม.3

Published by nongjoy100, 2020-08-24 23:22:35

Description: การอ่าน
การเขียน
การฟัง การดู การพูด
หลักภาษาไทย
วรรณคดีและวรรณกรรม
โดย ครูธิดาทิพย์ พวงศรี

Keywords: ภาษาไทยม

Search

Read the Text Version

๒.๑ องคป์ ระกอบของการอภิปราย การอภิปรายตอ้ งมีแบบแผน มีขอบเขตและหลกั เกณฑเ์ พื่อใหก้ ิจกรรมการอภิปราย ดาํ เนินไปดว้ ยดี เกิดประโยชนก์ บั ทุกฝ่ าย จึงตอ้ งมีองคป์ ระกอบต่างๆ ดงั น้ี ๑) หวั ขอ้ ปัญหา หรือเร่ืองท่ีจะนาํ มาอภิปราย ปัญหาหรือเร่ืองท่ีจะนาํ มาอภิปรายควร เป็นปัญหาที่กาํ ลงั อยใู่ นความสนใจของผฟู้ ังและเป็นปัญหาท่ีทุกคนทุกฝ่ ายกาํ ลงั ประสบ ๒) คณะผอู้ ภิปราย ผอู้ ภิปรายควรมีจาํ นวนไม่ต่าํ กวา่ ๓ คน และไม่ควรเกิน ๗ คน เพราะถา้ นอ้ ยเกินไป อาจทาํ ใหไ้ ดข้ อ้ สรุปท่ีไม่ครอบคลุมกบั ปัญหา แต่ถา้ มากเกินไปจะทาํ ใหห้ าขอ้ สรุป ๓) ผดู้ าํ เนินการอภิปราย เป็นผคู้ วบคุมการอภิปรายใหม้ ีระเบียบตามข้นั ตอนและทาํ หนา้ ที่ดาํ เนินการอภิปรายไม่ใหอ้ อกนอกประเดน็ รวมท้งั สรุปผลการอภิปราย ๔) ผฟู้ ัง เป็นผทู้ ่ีมีความสนใจหรือมีความเกี่ยวขอ้ งกบั หวั ขอ้ การอภิปราย เช่น เป็นผู้ ท่ีไดร้ ับความเดือนร้อนจากปัญหาที่นาํ มาอภิปรายเพ่ือหาคาํ ตอบหรือทางแก้ไขที่ดีและ เหมาะสมที่สุด

๒.๓ มารยาทในการพดู อภิปราย ๑. ควรใชค้ าํ พดู ท่ีน่าฟัง สุภาพ ไพเราะ น้าํ เสียงแสดงความเป็นกนั เอง ๒. ไม่พดู ทบั ถมผอู้ ภิปรายคนอื่นๆ ๓. ควรยกยอ่ งความคิดเห็นของสมาชิกผรู้ ่วมอภิปรายคนอ่ืนๆ ๔. ไม่ผกู ขาดการพดู เพียงคนเดียว ควรเปิ ดโอกาสใหผ้ อู้ ื่นไดพ้ ดู บา้ ง ๕. ผดู้ าํ เนินการอภิปราย จะตอ้ งไม่ใชอ้ าํ นาจในการพดู เพยี งคนเดียวและจะตอ้ งไม่พดู มากจนเกินไป พดู แต่พอควร เพราะผดู้ าํ เนินการอภิปรายทาํ หนา้ ที่พดู ชกั นาํ ใหผ้ อู้ ภิปรายพดู ๖. ถา้ หากขอ้ คิดเห็นของคนอ่ืนมีเหตุผลมากกวา่ จะตอ้ งแสดงความยนิ ดีต่อขอ้ คิดเห็นน้นั ๆ ไม่แสดง ความไม่พอใจ ววู่ ามท้งั การพดู น้าํ เสียงและกิริยาอาการ ๗. ไม่พดู เน้ือความกระทบกระเทียบบุคคลใดบุคคลหน่ึงหรือไม่พดู ดว้ ยถอ้ ยคาํ ที่อาจทาํ ใหผ้ อู้ ่ืน เดือดร้อน ๘. ไม่ควรพดู ซ้าํ ๆ หรือพดู เยนิ่ เยอ้ เพราะอาจทาํ ใหค้ ณะอภิปรายและผฟู้ ังอึดอดั หรือเกิดความรําคาญได้ ๙. จะตอ้ งคอยใหผ้ ดู้ าํ เนินการอภิปราย (หรือประธานหรือผดู้ าํ เนินการอภิปราย) เรียกชื่อตนเสียก่อนจึง จะเร่ิมการพดู ได้ ๑๐. พยายามปฏิบตั ิตนใหเ้ ป็นกนั เองกบั เพ่อื นสมาชิกในการอภิปราย

๓) การพูดโน้มน้าวใจ การพดู โนม้ นา้ วใจเป็นการใชภ้ าษาเพอื่ การส่ือสารประเภทหน่ึง คือการใชค้ าํ พดู เพือ่ เปลี่ยนความเชื่อ ทศั นคติ ค่านิยมและการกระทาํ ของบุคคลอื่น ใหเ้ กิดความสนใจและคิดเห็น คลอ้ ยตามยอมเปลี่ยนความคิด ความเช่ือท่ีมีต่อเร่ืองใดเรื่องหน่ึงตามท่ีผโู้ นม้ นา้ วใจประสงค์ หลกั การสาํ คญั ของ การพดู โนม้ นา้ วใจ คือการทาํ ใหผ้ ฟู้ ังเชื่อวา่ ถา้ เช่ือและเห็นคุณค่าหรือทาํ ตามท่ีผโู้ นม้ นา้ วใจช้ีแจงหรือชกั นาํ แลว้ จะไดร้ ับผลท่ีตอบสนองความตอ้ งการข้นั พ้นื ฐานของ ตน โดยผโู้ นม้ นา้ วใจควรตระหนกั ถึงประเดน็ ของการนาํ เสนอเหตุผลเพื่อใหผ้ รู้ ับสารเขา้ ใจ เห็นความสาํ คญั และยอมรับการโนม้ นา้ วน้นั

๓.๑ แนวทางการพดู โนม้ นา้ วใจ การพดู โนม้ นา้ วใจควรใชภ้ าษาในเชิงเสนอแนะขอร้อง วงิ วอน หรือเร้าใจ ควรเลือกใชภ้ าษาที่เหมาะสม ส่ือความหมายตามที่ตอ้ งการ โดยคาํ นึงถึงจงั หวะและ ความนุ่มนวลในน้าํ เสียง ๓.๒ มารยาทในการพดู โนม้ นา้ วใจ ใหค้ วามสนใจแก่ผฟู้ ังและเร่ืองที่เก่ียวกบั ผฟู้ ังอยา่ งจริงใจ โดย แสดงออกท้งั ทางกิริยาวาจาและใจสร้างความประทบั ใจใหแ้ ก่ผฟู้ ังดว้ ยใบหนา้ ที่ยมิ้ แยม้ แจ่มใส แสดงความเป็นมิตรเป็นนกั ฟังท่ีดี ก่อนพดู ตอ้ งเกบ็ ขอ้ มูลเกี่ยวกบั ผฟู้ ังใหม้ ากท่ีสุด นาํ ขอ้ มลู ท่ี ไดจ้ ากการฟังมีความเขา้ ใจ จดจาํ วธิ ีการพดู ในแต่ละรูปแบบ อีกท้งั ตอ้ งรู้จกั เลือกใชภ้ าษาให้ ถกู ตอ้ งเหมาะสม ฉะน้นั ผเู้ รียนควรศึกษาทาํ ความเขา้ ใจวธิ ีการพดู และฝึ กฝนใหเ้ กิดความ ชาํ นาญเพื่อใหส้ ามารถสื่อสารไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ

๒หน่วยการเรียนรู้ท่ี การพูดในโอกาสต่างๆ “ถงึ บางพูดพูดดเี ป็ นศรีศักด์ิ มคี นรักรสถ้อยอร่อยจติ แม้นพูดชั่วตัวตายทาํ ลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา ฯ” บทประพนั ธ์นี้ “สุนทรภู่” เขียนไว้ในนิราศภเู ขาทอง เพ่ือบอกถึงความสาํ คัญของการพูด

๑ การพดู โต้วาที ความสาํ คญั ของการพดู เป็นทกั ษะทางภาษาท่ีใชใ้ นชีวติ ประจาํ วนั การพดู เป็นการ ใชภ้ าษาเพ่ือการสื่อสาร ถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความรู้สึกความตอ้ งการของผสู้ ่งสารไปยงั ผรู้ ับสาร ผูพ้ ูดจึงตอ้ งมีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด โดยเลือกใช้ภาษา น้าํ เสียง กิริยาท่าทางให้เหมาะสม เตรียมเน้ือเรื่องให้ถูกตอ้ งชดั เจน เป็ นไปในทางสร้างสรรค์ รวมถึงมีกิริยาวาจาที่สุภาพ ถูกตอ้ งตามแบบแผนของ การโตแ้ ยง้ ดว้ ยคาํ พูดเป็ นลกั ษณะหน่ึงของการพูดชกั จูง ซ่ึงใชใ้ นการแลกเปล่ียน ความคิดเห็นกนั ในชีวิตประจาํ วนั แต่ถา้ เป็ นการโตแ้ ยง้ อยา่ งเป็ นพิธีการ มีกฎเกณฑ์ มีผตู้ ดั สิน ใหแ้ พห้ รือชนะ เรียกลกั ษณะการโตแ้ ยง้ น้นั วา่ “การโต้วาท”ี การโตว้ าที คือ การพดู ท่ีมีฝ่ ายเสนอความคิดเห็นฝ่ ายหน่ึงกบั อีกฝ่ ายหน่ึงกล่าวคา้ น ความคิดเห็นท้งั สองฝ่ ายจะใชว้ าทศิลป์ กล่าวคา้ นความคิดเห็นของกนั และกนั อย่างมีระเบียบ โดยใชเ้ หตุผล ขอ้ เท็จจริงและหลกั วิชา เพื่อให้เห็นว่าความคิดเห็นของฝ่ ายตนน้นั ถูกตอ้ ง ท้งั สองฝ่ ายต่างกล่าวคา้ นเหตุผลของอีกฝ่ ายหน่ึงเพื่อใหค้ าํ พดู ของตนเป็นท่ีน่าเชื่อถือและโนม้ นา้ ว ใจใหผ้ ฟู้ ังเกิดความคิดคลอ้ ยตาม

องค์ประกอบของการโต้วาที ๑) ญัตติ ๒) ผู้โต้วาที ๓) การพดู โน้มน้าวใจ

๑) ญตั ติ ๑) ญัตติ คือ การเสนอความเห็นที่ขดั แยง้ กนั ในเร่ืองเดียวกนั ญตั ติในการ โตว้ าทีมีความสําคญั มาก หัวขอ้ หรือเรื่องที่นาํ มาต้งั เพ่ือใช้ในการโตว้ าทีจะตอ้ งมี ลักษณะที่ขดั แยง้ กันในตัวยวั่ ยุให้คิดไปได้หลายแง่มุม ญัตติท่ีดีต้องทาํ ให้ผูค้ ้าน สามารถคา้ นไดห้ รือนาํ มาโตแ้ ยง้ ได้ นาํ เหตุผลของอีกฝ่ ายหน่ึงมาหักลา้ งเหตุผลของ อีกฝ่ ายหน่ึง เพ่ือเป็นการโนม้ นา้ วจิตใจผฟู้ ังใหม้ ีความเห็นคลอ้ ยตาม

ญัตตทิ ดี่ คี วรมีลกั ษณะดงั นี้ ๑. เป็นขอ้ ความส้นั กะทดั รัด เขา้ ใจง่าย มีความหมายชดั เจนสมบูรณ์ในตวั ๒. เป็นเร่ืองท่ีอยใู่ นความสนใจของคนทวั่ ไป ไม่ควรเป็นเรื่องท่ีลา้ สมยั ๓. เป็นการเสริมสร้างสติปัญญาใหผ้ ฟู้ ัง ๔. เป็นเรื่องท่ีคา้ นได้ เช่น “อย่บู ้านนอกสดใสสบายใจกว่าเมืองหลวง” ๕. เป็นเรื่องท่ีไม่สร้างความแตกแยกหรือมีเน้ือหาเกี่ยวกบั ศาสนาหรือการ ๖. ไม่เป็นคาํ หยาบคายหรือเป็นคาํ ไม่สุภาพ คาํ ผวน ไม่ควรนาํ มาใชเ้ ป็นญตั ติ ๗. ไม่เป็นปัญหาท่ีหาขอ้ ยตุ ิไม่ได้ เช่น “ไก่เกิดก่อนไข่หรือไข่เกิดก่อนไก่” หรือ “ทาํ ไมโลกจึงกลม” ๘. ไม่เป็นเร่ืองท่ีไดพ้ ิสูจนแ์ ลว้ วา่ เป็นจริง ไม่มีทางที่จะคา้ นไดอ้ ีกแลว้ เช่น “แสงเร็วกว่าเสียง” ๙. เป็นญตั ติท่ีท้งั สองฝ่ ายไม่ไดเ้ ปรียบหรือเสียเปรียบกนั มากเกินไป

๒) คณะผู้โต้วาที ประกอบดว้ ย ๑. ผดู้ าํ เนินการโตว้ าที จาํ นวน ๑ คน ๒. ผพู้ ดู ฝ่ ายเสนอ ๑ ฝ่ าย จาํ นวน ๓ - ๕ คน (แต่ไม่ควรเกิน ๕ คน) ๓. ผพู้ ดู ฝ่ ายคา้ น ๑ ฝ่ าย จาํ นวน ๓ - ๕ คน เท่ากบั ฝ่ ายเสนอ ๔. กรรมการจบั เวลา จาํ นวน ๒ คน ๕. กรรมการใหค้ ะแนน จาํ นวน ๓ คน

๓) การเรียกชื่อผู้โต้วาทีและการเชิญผู้โต้วาที การเรียกชื่อผโู้ ตว้ าที ควรเรียก ตาํ แหน่งของผูโ้ ตว้ าที เช่น หัวหน้าฝ่ ายเสนอ ผูส้ นับสนุนฝ่ ายเสนอคนที่ ๑ เป็ นตน้ ไม่ควร เรียกช่ือจริง ยกเวน้ ผดู้ าํ เนินรายการแนะนาํ ผโู้ ตว้ าทีคร้ังแรกเรียกชื่อและนามสกลุ จริงได้ หาก สมมติวา่ การโตว้ าที คร้ังน้ี มีผโู้ ตว้ าทีฝ่ ายละ ๓ คน จะเรียกชื่อได้ ดงั น้ี ๑. ผดู้ าํ เนินการโตว้ าที ๒. หวั หนา้ ฝ่ ายเสนอ ๓. หวั หนา้ ฝ่ ายคา้ น ๔. ผสู้ นบั สนุนฝ่ ายเสนอคนที่ ๑ ๕. ผสู้ นบั สนุนฝ่ ายคา้ นคนที่ ๑ ๖. ผสู้ นบั สนุนฝ่ ายเสนอคนที่ ๒ ๗. ผสู้ นบั สนุนฝ่ ายคา้ นคนท่ี ๒

๔) การกําหนดเวลา ในการโตว้ าทีคร้ังหน่ึง อาจจดั เป็น ๓ รอบ หรือ ๒ รอบกไ็ ด้ แลว้ แต่ เวลาจะอาํ นวยให้ ถ้ามีเวลา ๖๐ นาที จัดโต้วาทีเพียงรอบเดียว หากมีผูโ้ ต้วาทีฝ่ ายละ ๓ คน ก็จะ กาํ หนดเวลาได้ ดงั น้ี ๑. หวั หนา้ ของแต่ละฝ่ าย คนละ ๗ นาที รวม ๑๔ นาที ๒. ผสู้ นบั สนุนท้งั ๒ ฝ่ าย คนละ ๕ นาที รวม ๒๐ นาที ๓. หวั หนา้ แต่ละฝ่ ายสรุป คนละ ๕ นาที รวม ๑๐ นาที ๔. ผดู้ าํ เนินการโตว้ าที เชิญผโู้ ตพ้ ดู พดู สรุปหลงั ผโู้ ตพ้ ดู แลว้ ประกาศผลการ ตดั สินกล่าวขอบคุณ รวม ๑๖ นาที ถา้ จดั เป็น ๒ รอบ จดั เหมือนรอบแรก แต่เม่ือพดู จบทุกคนแลว้ ยงั ไม่ ตอ้ งเชิญหวั หนา้ สรุป ใหเ้ ริ่มรอบใหม่ เม่ือจบรอบสองแลว้ จึงใหห้ วั หนา้ แต่ละคนสรุป ๕. เม่ือผโู้ ตว้ าทีแต่ละคนพดู จบแต่ละคร้ัง ผดู้ าํ เนินการตอ้ งกล่าวสรุปส้นั ๆ และ พูดยว่ั ยุฝ่ ายตรงกนั ขา้ ม แลว้ จึงเชิญฝ่ ายตรงขา้ มพูด กระทาํ อย่างน้ีเร่ือยไปจนจบรอบ ถา้ มีรอบสองก็ ปฏิบตั ิเหมือนรอบแรก ๖. เมื่อทุกคนพดู จบ หวั หนา้ แต่ละฝ่ ายพดู สรุป แลว้ ผดู้ าํ เนินการตอ้ งนาํ ผลการ ตดั สินมาประกาศใหผ้ ฟู้ ังไดท้ ราบ ๗. ก่อนปิ ดรายการ ผดู้ าํ เนินการตอ้ งกล่าวขอบคุณผฟู้ ัง ผโู้ ตว้ าทีและกรรมการ ทุกฝ่ าย

๒) ผู้โต้วาที ๒.๑) หัวหน้าฝ่ ายเสนอ มีหนา้ ที่ในกระบวนการโตว้ าที ดงั น้ี ๑. ช้ีใหผ้ ฟู้ ังเห็นขอ้ เทจ็ จริงของเน้ือหาตามที่ปรากฏในญตั ติ โดยมีการใหเ้ หตุผล ประกอบ ๒. เสนอประเดน็ สาํ คญั ท่ีช่วยใหญ้ ตั ติท่ีเสนอมีความชดั เจนยง่ิ ข้ึน ๓. สรุปประเดน็ ของฝ่ ายตนและหกั ลา้ งแนวคิดของฝ่ ายตรงขา้ มในตอนทา้ ย ๒.๒) หัวหน้าฝ่ ายค้าน มีหนา้ ท่ีในกระบวนการโตว้ าที ดงั น้ี ๑. กล่าวคดั คา้ นประเดน็ สาํ คญั ที่หวั หนา้ ฝ่ ายเสนอพดู โดยยกเหตุผลมาประกอบ ๒. สงั เกตขอ้ บกพร่องต่างๆ ของฝ่ ายเสนอ เพอ่ื หาเหตุผลหรือถอ้ ยคาํ มาหกั ลา้ ง เหตุผลของฝ่ ายเสนอ ๓. สรุปประเดน็ ของฝ่ ายตนและหกั ลา้ งแนวคิดของฝ่ ายตรงขา้ มในตอนทา้ ย

๒.๓) ผู้สนับสนุน มีจาํ นวนฝ่ ายละเท่าๆ กนั ทาํ หนา้ ท่ีในกระบวนการโตว้ าที ดงั น้ี ๑. เสนอประเด็นความคิดเพื่อสนบั สนุนฝ่ ายของตนตามลาํ ดบั ดว้ ยเหตุผล ขอ้ เทจ็ จริงและวาทศิลป์ ๒. โตแ้ ยง้ หกั ลา้ งผโู้ ตฝ้ ่ ายตรงขา้ มเป็นประเดน็ ๆ ๒.๔) กรรมการจับเวลา เวลาในการพดู ของผโู้ ตว้ าทีเป็นเงื่อนไขสาํ คญั ประการหน่ึงซ่ึงตอ้ งมี ผทู้ าํ หนา้ ที่ควบคุมเวลาอยา่ งเคร่งครัด จะใชเ้ วลาเท่าใดไม่มีการกาํ หนดตายตวั แลว้ แต่จะสร้างขอ้ ตกลงกนั ๒.๕) กรรมการให้คะแนน มีหนา้ ท่ีในกระบวนการโตว้ าที ดงั น้ี ๑. ควบคุมรักษาระเบียบของการโตว้ าทีและมารยาทของผโู้ ตว้ าที ๒. ใหค้ ะแนนผโู้ ตว้ าทีท้งั สองฝ่ ายตามหลกั เกณฑท์ ่ีไดต้ กลงกนั ไว้ ๓. วจิ ารณ์การโตว้ าที อยา่ งไรก็ตาม กรรมการให้คะแนนจะปฏิบตั ิหนา้ ที่ไดด้ ีจะตอ้ งเป็ นผทู้ ี่ทราบหลกั เกณฑข์ อง การโตว้ าทีและการใชเ้ หตุผลเป็นอยา่ งดี มีความรู้ในญตั ติน้นั ๆ เป็นอยา่ งดี มีความสุจริต เที่ยงธรรม

๓) การพูดโน้มน้าวใจ การพูดโน้มน้าวใจเป็ นการใชภ้ าษาเพื่อการสื่อสารประเภทหน่ึง คือการใช้ คาํ พูดเพ่ือเปล่ียนความเชื่อ ทศั นคติ ค่านิยมและการกระทาํ ของบุคคลอื่น ให้เกิดความ สนใจและคิดเห็นคลอ้ ยตามยอมเปล่ียนความคิด ความเชื่อท่ีมีต่อเรื่องใดเร่ืองหน่ึงตามที่ผู้ โนม้ นา้ วใจประสงค์ หลกั การสาํ คญั ของ การพูดโน้มน้าวใจ คือ การทาํ ให้ผูฟ้ ังเชื่อว่าถา้ เชื่อและเห็นคุณค่าหรือทาํ ตามท่ีผโู้ นม้ นา้ วใจช้ีแจงหรือชกั นาํ แลว้ จะไดร้ ับผลท่ีตอบสนองความตอ้ งการข้นั พ้ืนฐาน ของตน โดยผโู้ นม้ นา้ วใจควรตระหนกั ถึงประเดน็ ของการนาํ เสนอเหตุผลเพื่อใหผ้ รู้ ับสาร เขา้ ใจ เห็นความสาํ คญั และยอมรับการโนม้ นา้ วน้นั

๓.๑ แนวทางการพูดโน้มน้าวใจ การพูดโน้มน้าวใจควรใช้ภาษาในเชิงเสนอแนะขอร้อง วิงวอน หรือเร้าใจ ควรเลือกใชภ้ าษาท่ีเหมาะสม สื่อความหมายตามที่ตอ้ งการ โดยคาํ นึงถึงจงั หวะ และความนุ่มนวลในน้าํ เสียง ๓.๒ มารยาทในการพดู โน้มน้าวใจ ให้ความสนใจแก่ผู้ฟังและเร่ื องที่เกี่ยวกับผู้ฟังอย่างจริ งใจ โดยแสดงออกท้งั ทางกิริยาวาจาและใจสร้างความประทบั ใจให้แก่ผฟู้ ังดว้ ยใบหน้าที่ยิ้ม แยม้ แจ่มใส แสดงความเป็ นมิตรเป็ นนักฟังที่ดี ก่อนพูดตอ้ งเก็บขอ้ มูลเก่ียวกบั ผูฟ้ ังให้ มากที่สุด

ตอนที่ ๔ การพฒั นาทกั ษะการเขยี น การใช้คาํ ในภาษาไทย การเขยี นเพอื่ การสื่อสาร ๑

๑หน่วยการเรียนรู้ที่ การใช้คาํ ในภาษาไทย ๑ คาํ ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ภาษาเป็นส่วนหน่ึงของวฒั นธรรม เมื่อมนุษยม์ ีการติดต่อส่ือสารกนั ยอ่ มเกิดการแลกเปล่ียนทาง วฒั นธรรมข้ึน เมื่อมีการรับวฒั นธรรมอื่นมาโดยไม่มีคาํ ในภาษาเดิมรองรับจึงเกิดความจาํ เป็ นต้องยืม ภาษาต่างประเทศเขา้ มาใช้ การยมื คาํ จากภาษาต่างประเทศถือเป็ นการรับวฒั นธรรมอื่นเขา้ มาใชใ้ นภาษาของ ตนดว้ ย ไม่วา่ การรับน้นั จะเกิดข้ึนดว้ ยความจงใจหรือไม่กต็ าม นอกจากน้ียงั มีความเก่ียวขอ้ งดา้ นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวฒั นธรรม ทาํ ให้ภาษามีความ เจริญงอกงามและมีคาํ สําหรับติดต่อสื่อสารมากข้ึนคาํ ท่ียืมมาจากภาษาต่างประเทศมาใชใ้ นภาษาไทยส่วน ใหญ่มีความเก่ียวขอ้ งกบั วฒั นธรรมและการติดต่อสื่อสารในดา้ นอ่ืนๆ เช่น คาํ ท่ียืมมาจากภาษาบาลี - สันสกฤต มกั เป็นคาํ ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั พระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู คาํ ที่ยมื มาจากภาษาจีนมกั เก่ียวขอ้ งกบั เร่ืองธุรกิจการคา้ อาหารการกิน คาํ ท่ียมื มาจากภาษาชวา - มลายู มีความเกี่ยวขอ้ งกบั วรรณคดี ส่วน คาํ ท่ียมื มาจากภาษาองั กฤษมีความเก่ียวขอ้ งกบั วฒั นธรรมและเทคโนโลยขี องตะวนั ตก เป็นตน้ การศึกษาคาํ ที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศในภาษาไทยประกอบดว้ ย ๒ ประเด็น คือ หลกั การ สงั เกตคาํ ท่ียมื มาจากภาษาต่างประเทศและหลกั การยมื คาํ จากภาษาต่างประเทศในภาษาไทย

๑.๑ หลกั การสังเกตคาํ ทีม่ าจากภาษาต่างประเทศ คาํ ที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศในภาษาไทยส่วนใหญ่มีลกั ษณะแตกต่างจากคาํ ไทย แทก้ ารสังเกตว่าคาํ ใดเป็ นคาํ ยมื คาํ ใดเป็นคาํ ไทยแท้ สามารถสังเกตเห็นไดไ้ ม่ยาก โดยเฉพาะหาก เขา้ ใจลกั ษณะของคาํ ไทยแทว้ ่ามีลกั ษณะอย่างไร เช่น คาํ ไทยแทม้ กั เป็ นคาํ โดด คาํ ไทยแทม้ กั มี ตวั สะกดตรงตามมาตรา คาํ ไทยแทไ้ ม่มีการเปล่ียนรูปคาํ เพ่ือแสดงลกั ษณะทางไวยากรณ์ คาํ ไทย แทม้ ีเสียงวรรณยกุ ตแ์ ละคาํ ไทยแทไ้ ม่นิยมใชก้ ารันต์ เป็นตน้

คาํ ท่ียมื มาจากภาษาต่างประเทศในภาษาไทยมีหลากหลายท่ีมา ซ่ึงมีลกั ษณะทางภาษาที่แตกต่าง กนั หลกั ในการสงั เกตคาํ ท่ียมื มาจากภาษาต่างประเทศในภาษาไทย มีหลกั ท่ีแตกต่างกนั ดงั น้ี ๑) คาํ ทยี่ มื มาจากภาษาบาลี - สันสกฤต คาํ ที่ยมื มาจากภาษาบาลี - สันสกฤต ดินแดนท่ีเป็นประเทศไทยในปัจจุบนั มีความสัมพนั ธ์กบั อินเดียมาชา้ นาน จากหลกั ฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นวา่ มีชาวอินเดียเดินทางเขา้ มาคา้ ขายและมีการนาํ วฒั นธรรมเขา้ มาพร้อมกบั ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูและพระพทุ ธศาสนา ดว้ ยเหตุน้ีภาษาบาลี - สนั สกฤต เป็น ภาษาอนั เน่ืองดว้ ยศาสนาจึงไดส้ ่งอิทธิพลต่อภาษาไทย โดยเฉพาะคาํ ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั พระพุทธศาสนาและ ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู เช่น ศีล สมาธิ ปัญญา นิพพาน โมกษะ วรรณะ อาตมนั ทุกข์ สุข อนัตตา

๑.๑) การสงั เกตคาํ ที่ยมื มาจากภาษาบาลี ท่ีใชใ้ นภาษาไทยพจิ ารณาได้ ดงั น้ี ๑. สงั เกตจากสระบาลีมี ๘ ตวั อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ แต่สระในภาษาสนั สกฤตจะมี ๑๔ ตวั อะ อา อิ อี อุ อู ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ เอ ไอ โอ เอา ๒. สงั เกตจากพยญั ชนะในภาษาบาลี มี ๓๓ ตวั แบ่งเป็นวรรค ดงั น้ี

ในขณะที่พยญั ชนะในภาษาสันสกฤตมี ๓๕ ตวั คือ เพ่ิมตัว ศ และ ษ ๓. สงั เกตจากตวั สะกดและตวั ตาม มีหลกั เกณฑ์ ดงั น้ี • พยญั ชนะแถวที่ ๑ สะกด แถวที่ ๑ หรือ ๒ ตาม เช่น สกั กะ จกั ขุ อิจฉา บุปผา สิกขาฯลฯ • พยญั ชนะแถวที่ ๓ สะกด แถวที่ ๓ หรือ ๔ ตาม เช่น อคั คี มชั ฌิมา วชิ ชา ฯลฯ • พยญั ชนะแถวท่ี ๕ สะกด แถวท่ี ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ตาม เช่น องค์ สงฆ์ กงั ขา ฯลฯ • เศษวรรคสะกด เศษวรรคตวั เดิมตาม เช่น ปัสสาวะ นิสสยั วลั ลภ ฯลฯ ๔. คาํ ที่ยมื มาจากภาษาบาลี จะเขียนดว้ ยพยญั ชนะ /ฬ/ เช่น วิรุฬห์ กาฬ ๕. คาํ ที่ยมื มาจากภาษาบาลีจะข้ึนตน้ ดว้ ยหน่วยความเติมหนา้ ปฏิ- เช่น ปฏิบัติ ปฏิวตั ิ ปฏิรูป ปฏิญาณ ปฏิสนธิ

๑.๒) การสังเกตคาํ ที่ยืมมาจากภาษาสันสกฤต หลกั การสังเกตว่าคาํ ใดเป็ นคาํ ที่ยมื มาจาก ภาษาสันสกฤต ในภาษาไทยสามารถพจิ ารณาได้ ดงั นี้ ๑. คาํ ที่ยมื มาจากภาษาสนั สกฤตท่ีปรากฏใชใ้ นภาษาไทย คาํ ส่วนใหญ่จะนิยมใชร้ ูป <รร> (ร หนั ) เช่น ครรภ์ ดรรชนี บรรพต หรรษา ภรรยา พรรณนา แต่ถึงอยา่ งไรกต็ ามคาํ ในภาษาไทยบางคาํ ที่ใชร้ ูป <รร> (ร หนั ) กเ็ ป็นคาํ ที่ยมื มาจากภาษาเขมร เช่น บรรทดั สรรเสริญ ๒. คาํ ที่ยมื มาจากภาษาสนั สกฤตที่ปรากฏใชใ้ นภาษาไทยเป็นคาํ ที่ใชร้ ูป <-ร>ประสมกบั พยญั ชนะอื่น ดงั น้ี • ใช้ <-ร> กล้าํ กบั <ก->, <ค->, <ท->, <ป->, <ต-> และออกเสียงร่วมกนั เป็นเสียงพยญั ชนะประสม เช่น โกรธ เคราะห์ นิทรา ปราสาท ไมตรี • ใช้ <-ร> ตามหลงั <ก->, <ค->, <ช->, <ต->, <ท-> เพ่ือใชเ้ ป็นตวั สะกดร่วมกนั เช่น จักร สมคั ร เพชร บัตร สมทุ ร • ใช้ <-ร> ตามหลงั <ต-> <ท-> และใชเ้ ครื่องหมายทณั ฑฆาตกาํ กบั บนตวั <-ร> เพื่อใชเ้ ป็นตวั การันต์ ร่วมกนั เช่น มนตร์ ศาสตร์ อินทร์ จันทร์ • ใช้ <-ร> ตามหลงั <ท-> เป็น <ทร-> แลว้ ออกเสียงเป็น /ซ-/ เช่น พทุ รา ทรัพย์ มทั รี อินทรีย์ แต่ถึง อยา่ งไรในภาษาไทยมีคาํ อีกกลุ่มหน่ึงซ่ึงใชร้ ูปพยญั ชนะประสม <ทร-> แลว้ ออกเสียง /ซ-/ แต่ไม่ได้ ยมื มาจากภาษาสนั สกฤต เช่น ทรวง ทรง ทราบ ทราย ไทร โทรม

๓. คาํ ที่ยมื มาจากภาษาสนั สกฤตที่ปรากฏใชใ้ นภาษาไทยเป็นคาํ ที่ใชร้ ูป ฤ เช่น ฤกษ์ ฤทธิ์ ฤษี กฤษณะ มฤค ทฤษฎี หฤทัย พฤกษา ๔. คาํ ท่ียมื มาจากภาษาสนั สกฤตที่ปรากฏใชใ้ นภาษาไทยจะเขียนดว้ ย ศ และษ เช่น พิศวาส ศิษย์ ดษุ ฎี บษุ บา ศีรษะ ๕. คาํ ที่ยมื มาจากภาษาสนั สกฤตมกั ใชร้ ูปพยญั ชนะประสมซ่ึงมีรูปแบบเฉพาะ

๑.๓) การใช้คําที่ยืมมาจากภาษาบาลี - สันสกฤตในภาษาไทย คาํ ที่ยมื มาจากภาษาบาลี - สันสกฤตที่ปรากฏใชภ้ าษาไทยที่ใชเ้ ป็ นคาํ ทว่ั ไปเป็ นคาํ ศพั ทท์ ่ีอยใู่ นวงคาํ ศพั ทต์ ่างๆแทบ ทุกสาขา ยกเวน้ คาํ ศพั ทด์ า้ นอาหาร ดงั น้ี

๒) คาํ ทย่ี มื มาจากภาษาเขมร คาํ ที่ยมื มาจากภาษาเขมร คาํ ที่ยมื มาจากภาษาเขมรในภาษาไทยมีลกั ษณะเฉพาะแตกต่างจาก คาํ ที่ยืมมาจากภาษาอื่นๆ ในภาษาไทย เพราะส่วนใหญ่เป็ นคาํ ภาษาเขมรโบราณ ซ่ึงมีใชอ้ ย่ใู นลุ่มแม่น้าํ เจา้ พระยาต้งั แต่ราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๕ หรือก่อนหนา้ น้นั และอาจมีภาษาเขมรท่ียมื มาใชใ้ นภาษาไทยราว พุทธศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๔ บา้ ง แต่ไม่มากนกั เพราะอกั ขรวิธีของคาํ ท่ียมื มาจากภาษาเขมรในภาษาไทย ส่วนมากสอดคลอ้ งกบั อกั ขรวิธีภาษาเขมรโบราณในศิลาจารึกเขมรโบราณสมยั พระนครและสมยั หลงั พระนครมากกวา่ อกั ขรวิธีของภาษาเขมรปัจจุบนั จารึกสมยั สุโขทยั และอยธุ ยาปรากฏคาํ ท่ียมื มาจากภาษา เขมรโบราณเป็นจาํ นวนมากแสดงใหเ้ ห็นถึงความสมั พนั ธ์ของภาษาเขมรในสมยั สุโขทยั

๒.๑) การสังเกตคาํ ที่ยมื มาจากภาษาเขมร ในการพิจารณาวา่ คาํ ใดเป็นคาํ ที่ยมื มาจากภาษาเขมรมา ใชใ้ นภาษาไทยสามารถสงั เกตได้ ดงั น้ี ๑. มกั เป็ นคาํ โดด ภาษาเขมรเป็นคาํ โดด คาํ ท่ียมื มาจากภาษาเขมรในภาษาไทยจึงมีลกั ษณะ เป็นคาํ โดด เช่น ขลาด เดิน เกิด เรียบ เพลิง ๒. มีลกั ษณะการสะกดไม่ตรงกบั ภาษาไทย ภาษาเขมรมีหน่วยเสียงตวั สะกดมากกว่า ภาษาไทย จึงพบว่าเม่ือนํามาใช้ในภาษาไทยแมจ้ ะมีการปรับเสียงให้ตรงกับหน่วยเสียง ตวั สะกดของภาษาไทย แต่ก็มีการรักษาอกั ขรวิธีการเขียนเดิมไว้ จึงสามารถสังเกตเห็นถึง ความแตกต่างจากภาษาไทยไดง้ ่าย เช่น เมิล ผลาญ ลาญ บวช เสร็จ สมเดจ็ ๓. เป็นคาํ ที่ไม่มีรูปวรรณยกุ ต์ ภาษาเขมรเป็นภาษาที่ไม่หน่วยเสียงวรรณยกุ ต์ คาํ ท่ียมื มาจากภาษาเขมรจึงไม่มีรูปวรรณยกุ ตก์ าํ กบั เช่น ราบ กาจ ดจุ ควร จาร

๔. เป็นคาํ แผลง ภาษาเขมรมีวธิ ีการสร้างคาํ ใหม่ดว้ ยการเติมหน่วยคาํ เติมหนา้ และหน่วยคาํ เติมกลาง ซ่ึงในภาษาไทยเรียกวา่ คาํ แผลง คาํ ท่ียมื มาจากภาษาเขมรที่ใชใ้ นภาษาไทยจึงมีคาํ ท่ียมื มาจาก คาํ แผลงดว้ ย เช่น บาํ ราบ สมเดจ็ บาํ เพญ็ สาํ เร็จ บังอร บนั ดาล กังวล ๕. มกั จะนาํ มาใชเ้ ป็นคาํ ราชาศพั ท์ คาํ ท่ียมื มาจากภาษาเขมรในภาษาไทยมกั นาํ มาใชเ้ ป็นคาํ ราชา ศพั ทใ์ นภาษาไทยดว้ ย เช่น สมเดจ็ ถวาย มาน ใน (ของ) เขนย กราน ตรัส ทูล สรง บรรทม

๒.๒) การใช้คาํ ทยี่ มื มาจากภาษาเขมรในภาษาไทย คาํ ที่ยมื มาจากภาษาเขมรที่ปรากฏใชใ้ นภาษาไทยจะ ปรากฏใชใ้ นดา้ นต่างๆ ของชีวติ ประจาํ วนั ดงั น้ี

๓) คาํ ทยี่ มื มาจากภาษาจนี คําท่ียืมมาจากภาษาจีน คําท่ียืมมาจากภาษาจีนในภาษาไทยเป็ นคําที่เก่ียวข้องกับ ชีวิตประจาํ วนั ของคนไทยมาเป็ นเวลานาน นบั แต่มีการติดต่อคา้ ขายกนั ในสมยั โบราณคาํ ท่ียืมมา จากภาษาจีนสนั นิษฐานวา่ แพร่หลายเขา้ มาในภาษาไทย โดยเริ่มมีมากข้ึนในช่วงกรุงศรีอยธุ ยาจนถึง สมยั กรุงรัตนโกสินทร์และน่าจะมีผลต่อการเพิ่มเสียงวรรณยกุ ตต์ รีสาํ หรับคาํ ที่ยืมมาจากภาษาจีน ในภาษาไทยดว้ ย ความยาวนานของความสมั พนั ธ์ระหวา่ งไทย - จีน ส่งอิทธิพลต่อการรับคาํ ที่ยมื มา จากภาษาจีนมาใชใ้ นภาษาไทยดว้ ย คาํ ท่ียมื มาจากภาษาจีนในภาษาไทยจึงมีสาํ เนียงที่แตกต่างกนั ออกไปคือบางคาํ เป็นสาํ เนียง ฮกเก้ียน บางคาํ เป็นสาํ เนียงแตจ้ ๋ิว บางคาํ เป็นสาํ เนียงกวางตุง้ หรือจีนแคะเป็นตน้ เนื่องจากชาวจีนท่ี เขา้ มาติดต่อคา้ ขายและมีความสัมพนั ธ์กบั สังคมไทยในระยะเวลาท่ีแตกต่างกนั มีความแตกต่าง หลากหลายกลุ่ม ไม่วา่ จะเป็นชาวจีนกวางตุง้ ฮกเก้ียน แตจ้ ิ๋ว แคะ หรือจีนถิ่นอ่ืนๆเป็นตน้

๓.๑) การสังเกตคาํ ทย่ี มื มาจากภาษาจีน คาํ ท่ียมื มาจากภาษาจีนที่ปรากฏใชใ้ นภาษาไทยมีลกั ษณะ ที่สามารถสงั เกตได้ ดงั น้ี ๑. เป็นคาํ ท่ีมีเสียงวรรณยกุ ตต์ รีหรือจตั วาซ่ึงมีพยญั ชนะตน้ เป็นอกั ษรกลาง เช่น เจ๊ ต๊ยุ บ๊วย ก๋ง ตี๋ อู๋ เป็นตน้ ๒. เป็นคาํ ท่ีประสมดว้ ยสระเสียงส้นั /เอียะ/ และ /อวั ะ/ โดยเฉพาะคาํ เลียน-เสียง เช่น เพียะ เผียะ ผวั ะ หรือคาํ ขยาย เช่น (ไต่) เดียะ (เหมือน) เด๊ียะ (ขาว) จว๊ั ะ นอกจากน้ีแลว้ ส่วนใหญ่ เป็นภาษาจีน เช่น เกี๊ยะ เจี๊ยะ เคียะ เลียะ เป๊ี ยะ ยวั ะ ก๊วน ม่วย เป็นตน้ ๓. เป็นคาํ ที่มีพยญั ชนะตน้ เป็นอกั ษรกลาง คือ ก จ ต บ ป อ มากกวา่ พยญั ชนะตน้ อ่ืนๆ เช่น ก๊ก เก๋ง เจ๊ง ตั๋ว ป๋ ุย อั๊ว เป็นตน้ ๓.๒) การใช้คาํ ทย่ี มื มาจากภาษาจนี ในภาษาไทย คาํ ที่ยมื มาจากภาษาจีนในภาษาไทยส่วนใหญ่มี ความเกี่ยวขอ้ งกบั การผสานวฒั นธรรมจีนเขา้ สู่สงั คมไทย

คาํ ท่ียมื มาจากภาษาจีนใน ภาษาไทยจึงสามารถพบไดม้ ากในคาํ ประเภทต่างๆ ดงั น้ี

๔) คาํ ทยี่ มื มาจากภาษาชวาและภาษามลายู • เดิมภาษาชวาและภาษามลายเู ป็นภาษาเดียวกนั ต่อมาจึงมีสาํ เนียงการใชท้ ่ีแตกต่างกนั ไปบา้ ง ดงั น้นั จึงมกั เรียกรวมภาษาท้งั สองน้ีวา่ ภาษาชวา - มลายู • การยมื คาํ ภาษาชวา - มลายมู าใชใ้ นภาษาไทยมีลกั ษณะการยมื ท่ีแตกต่างกนั ไป กล่าวคือ คาํ ที่ยมื มาจากภาษาชวาท่ีมีใชใ้ นภาษาไทยส่วนใหญ่มาจากอิทธิพลของวรรณคดี

๔.๑) การสังเกตคาํ ทยี่ มื มาจากภาษาชวา - มลายู หลกั ในการสงั เกตคาํ ที่ยมื มาจากภาษาชวา - มลายใู น ภาษาไทยสามารถพจิ ารณาไดจ้ ากลกั ษณะต่างๆ ดงั น้ี ๑. เป็นคาํ สองพยางค์ ภาษาชวา - มลายสู ่วนใหญ่เป็นคาํ สองพยางค์ มีคาํ พยางคเ์ ดียวนอ้ ย แต่ภาษาไทยเป็น ภาษาคาํ โดด จึงสามารถสังเกตเห็นไดง้ ่ายวา่ คาํ ใดเป็ นคาํ ท่ียมื มาจากภาษาชวา – มลายู เช่น กะพง กะปะ โลมา เป็นตน้ ๒. ไม่มีเสียงพยญั ชนะควบกล้าํ ภาษาชวา - มลายไู ม่มีเสียงพยญั ชนะควบกล้าํ แต่ภาษาไทยมีพยญั ชนะหลาย เสียงท่ีสามารถเป็นพยญั ชนะควบกล้าํ ได้ จึงมีความแตกต่างกนั อยา่ งชดั เจน เช่น กาํ ยาน กดุ งั เป็นตน้ ๓. ไม่มีรูปวรรณยกุ ต์ ภาษาชวา - มลายไู ม่มีหน่วยเสียงวรรณยกุ ต์ ดงั น้นั คาํ ที่ยมื มาจากภาษาชวา - มลายใู น ภาษาไทยส่วนใหญ่จึงไม่มีรูปวรรณยกุ ตก์ าํ กบั เช่น ตุนาหงนั บุหงารําไปบูดู กระยาหงนั อยา่ งไรก็ตามคาํ ท่ี ยืมมาบางคาํ ก็นาํ มาใช้โดยมีรูปวรรณยุกต์กาํ กบั ดว้ ย เพื่อให้สอดคลอ้ งกบั ระบบเสียงในภาษาไทย เช่น บ้าบ๋า ย่ีเก เบ้าหลดุ เป็นตน้ ๔.๒) การใช้คาํ ท่ยี มื มาจากภาษาชวา - มลายูในภาษาไทย คาํ ท่ียมื มาจากภาษาชวา - มลายู ท่ีปรากฏใช้ ในภาษาไทยส่วนใหญ่เป็นคาํ เรียกช่ือพืช สตั ว์ ส่ิงของ สถานที่ ศิลปวฒั นธรรมและคาํ กริยาบางคาํ เช่น กระดงั งา (kenanga) ทุเรียน (durian) นอ้ ยหน่า (nona) สาคู (sagu) มงั คุด (manggis, manggustan

๕) คาํ ทย่ี มื มาจากภาษาองั กฤษ คาํ ท่ียืมมาจากภาษาองั กฤษ เกิดข้ึนเน่ืองจากการเขา้ มาของชาติตะวนั ตกโดยเฉพาะ องั กฤษที่เร่ิมเขา้ มาแสวงหาอาณานิคมในทวปี เอเชีย ในเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ ในช่วงเวลา เดียวกนั องั กฤษได้พยายามเขา้ มาเจรจาทางการคา้ กบั ไทยในรัชกาลท่ี ๒ แต่ไม่ประสบ ผลสาํ เร็จและเกิดสนธิสญั ญาทางการคา้ ฉบบั แรกข้ึนในรัชกาลที่ ๓ เวลาน้นั กลุ่มชนช้นั ผนู้ าํ ของไทย ท้งั พระบรมวงศานุวงศแ์ ละขนุ นางต่างเห็นความสาํ คญั ของภาษาองั กฤษ จึงเริ่มมี การเรียนภาษาองั กฤษและมีการนาํ คาํ ภาษาองั กฤษมาใชท้ บั ศพั ทใ์ นคาํ ที่ภาษาไทยไม่มีใช้ ทาํ ใหเ้ กิดการยืมคาํ ภาษาองั กฤษเป็ นคร้ังแรก แต่มีการเปลี่ยนแปลงเสียงให้เหมาะกบั การออก เสียงในภาษาไทย เช่น กดั ฟันมนั สยาม มาจาก Government Siam

๕.๑) การสังเกตคําที่ยืมมาจากภาษาอังกฤษ หลกั การในการพิจารณาว่าคาํ ใดเป็ นคาํ ยืม ภาษาองั กฤษในภาษาไทยสามารถพจิ ารณาได้ ดงั น้ี ๑. เป็นคาํ หลายพยางค์ คาํ ที่ยมื มาจากภาษาองั กฤษในภาษาไทยส่วนใหญ่เป็นคาํ หลายพยางค์ เมื่อนาํ มาใชท้ าํ ให้ภาษาไทยมีคาํ หลายพยางคเ์ พิ่มมากข้ึน เช่น คอมพิวเตอร์ ไวโอลิน เปี ยโน เทคโนโลยี เป็นตน้ ๒. ไม่มีการเปลี่ยนรูปไวยากรณ์ แมภ้ าษาองั กฤษจะมีการเปล่ียนแปลงรูปคาํ ตามลกั ษณะทาง ไวยากรณ์ แต่เมื่อเป็ นคาํ ที่ยืมมาจะไม่เปล่ียนแปลงรูปคาํ ตามลกั ษณะของภาษาไทยและคาํ ท่ี ยมื มาจากภาษาองั กฤษมกั เกิดข้ึนโดยไม่คาํ นึงถึงชนิดและหนา้ ที่ของคาํ ในภาษาองั กฤษ เช่น คาํ เดิมเป็ นคาํ นาม แต่เม่ือรับมาใช้ได้เปลี่ยนแปลงเป็ นคาํ กริยาหรือเดิมเป็ นคาํ คุณศพั ท์แต่ นาํ มาใชเ้ ป็น คาํ กริยา เช่น ซอร่ี คอร์รัปชั่น เป็นตน้ ๓. มีเสียงพยญั ชนะท่ีไม่มีในระบบเสียงภาษาไทย คาํ ที่ยมื มาจากภาษาองั กฤษในภาษาไทย อาจมีบางคาํ ที่มีพยญั ชนะควบกล้าํ ท่ีไม่มีในระบบเสียงภาษาไทย เช่น <บล> <บร> <ดร> <ฟล> <ฟร> <ทร> ทาํ ใหภ้ าษาไทยมีหน่วยเสียงพยญั ชนะควบกล้าํ มากข้ึน เช่น เทรน บลอ็ ก เบรก ฟรี ดรัมเมเยอร์ บางคาํ อาจมีเสียงพยญั ชนะทา้ ยท่ีไม่มีในระบบเสียงภาษาไทย เช่น /ฟ/ ไดแ้ ก่ กอล์ฟ อ๊อฟ ปรู๊ฟ /ล/ เช่น แอปเปิ ล บอล แคปซูล /ส/ เช่น โฟกัส แก๊ส เทนนิส เป็นตน้

๕.๒) การใช้คาํ ทย่ี มื มาจากภาษาองั กฤษในภาษาไทย คาํ ท่ียมื มาจากภาษาองั กฤษท่ีปรากฏใช้ ในภาษาไทยส่วนใหญ่เป็นคาํ ศพั ทว์ ชิ าการ คาํ เรียกช่ืออาหาร ผลไมแ้ ละเครื่องด่ืม กีฬา เครื่องดนตรี เครื่องใช้ และกิริยาอาการต่างๆ ดงั น้ี ไอศกรีม (ice cream) โซดา (soda) พลมั (plum) ทอ็ ฟฟี่ (toffee) สตรอวเ์ บอร์รี (strawberry) เซอร์เวย์ (survey) แคนเซิล (cancel) สตาร์ต (start) แฟร์ (fair) เทกแคร์ (take care) ซีเรียส (serious)

๒ การใช้คาํ ทบั ศัพท์และศัพท์บญั ญตั ติ ่างๆ ๒.๑ คาํ ทบั ศัพท์ คาํ ทบั ศพั ท์ คือคาํ ศพั ทท์ ่ีมาจากการถ่ายทอดเสียงจากภาษาเดิมมาเป็นภาษาไทย โดย ใหม้ ีเสียงใกลเ้ คียงกบั ภาษาเดิมมากที่สุด ซ่ึงภาษาไทยมีการทบั ศพั ทท์ ุกภาษา เช่น ภาษาองั กฤษ ฝรั่งเศสเยอรมนั อิตาลี ชวา - มลายู ซ่ึงในช้นั น้ีจะกล่าวในส่วนของการทบั ศพั ทภ์ าษาองั กฤษ ซ่ึง หลกั เกณฑก์ ารทบั ศพั ท์ มีดงั น้ี ๑) สระ ใหถ้ อดเสียงตามพจนานุกรมภาษาองั กฤษ และเทียบเสียงสระในภาษาไทย ๒) พยญั ชนะ ให้ถอดเป็ นพยญั ชนะในภาษาไทยตามหลกั เกณฑใ์ นตารางเทียบ พยญั ชนะภาษาองั กฤษ

๓) การใชเ้ คร่ืองหมายทณั ฑฆาต หรือการันต์ จะใชใ้ ส่กาํ กบั พยญั ชนะท่ีไม่ออกเสียงในภาษาไทย หรือคาํ พยางคท์ ่ีมีตวั สะกดเป็นพยญั ชนะหลายตวั ใหใ้ ส่บนพยญั ชนะท่ีไม่ออกเสียงตวั สุดทา้ ย เช่น Windsor วนิ ดเ์ ซอร์ ในกรณีที่คาํ หรือพยางคท์ ่ีมีพยญั ชนะไม่ออกเสียงอยหู่ นา้ ตวั สะกดและ มีพยญั ชนะขา้ งหลงั อีก ให้ตดั พยญั ชนะตวั หน้าออกและใส่เครื่องหมายทณั ฑฆาตกาํ กบั บน พยญั ชนะตวั สุดทา้ ย เช่น World (เวลิ ด)์ , Quartz (ควอตซ์), Johns (จอนส์) ๔) การใชไ้ มไ้ ต่คู้ จะใชใ้ นกรณีที่แสดงใหเ้ ห็นวา่ คาํ น้นั มีความแตกต่างจากคาํ ไทย และเพื่อใหผ้ อู้ ่าน แยกพยางคไ์ ดถ้ กู ตอ้ ง เช่น Log (ลอ็ ก) ๕) การใชเ้ คร่ืองหมายวรรณยกุ ต์ คาํ ทบั ศพั ทจ์ ะไม่นิยมใส่เครื่องหมายวรรณยกุ ต์ ยกเวน้ ในกรณีท่ี การออกเสียงซ้าํ กบั คาํ ในภาษาไทยที่อาจสร้างความสบั สน ใหเ้ กิดข้ึนจึงตอ้ งใส่วรรณยกุ ต์ เช่น Cake (เคก้ ), Shirt (เชิ้ต), Coma (โคม่า) ๖) คาํ ที่มีพยญั ชนะซอ้ นเป็นตวั สะกด ถา้ เป็นคาํ ศพั ทท์ ว่ั ไปใหต้ ดั พยญั ชนะสะกดออกตวั หน่ึง แต่ถา้ เป็นศพั ทว์ ชิ าการหรือวสิ ามานยนามหรือคาํ นามเฉพาะใหใ้ ส่เคร่ืองหมายทณั ฑฆาตที่ตวั สุดทา้ ย Football (ฟุตบอล), Cell (เซลล)์ ถา้ พยญั ชนะซอ้ นอยกู่ ลางศพั ทใ์ หน้ บั วา่ พยญั ชนะตวั แรกเป็น ตัวสะกดของพยางค์หน้า และพยญั ชนะตัวหลังเป็ นพยญั ชนะต้นของพยางค์ต่อไป เช่น Broccoli (บรอกโคลี), Missouri (มิสซูรี)

๗) ถา้ สระพยางคห์ นา้ เป็นเสียงสระอะ เมื่อทบั ศพั ทใ์ หเ้ ปลี่ยนเป็นไมห้ นั อากาศ และซอ้ นตวั สะกด ของพยางคห์ นา้ เขา้ ไปอีกตวั หน่ึง เช่น Double (ดบั เบิล) แต่ถา้ เป็นสระอ่ืนไม่ตอ้ งซอ้ นพยญั ชนะ ถา้ เป็นคาํ ที่เติมปัจจยั เช่น -er, -ing, -ic, -y การทบั ศพั ทอ์ าจทาํ ใหเ้ สียงผิดไปจากเดิม ใหเ้ ติม พยญั ชนะตวั สะกดของพยางคอ์ ีกหน่ึงตวั เพอื่ ใหค้ งเคา้ คาํ เดิม เช่น sweater (สเวตเตอร์) ๘) คาํ ผสมที่มีเครื่องหมายยตั ิภงั ค์ ใหเ้ ขียนติดกนั เช่น Cross - stitch (ครอสสติตช)์ ยกเวน้ คาํ ศพั ท์ ทางวชิ าการ เช่น Cobalt - ๖๐ (โคบอลต์ - ๖๐) ในส่วนของคาํ ประสมที่เขียนแยกกนั เมื่อเขียน เป็นคาํ ไทยใหเ้ ขียนติดกนั New Guinea (นิวกินี) ๙) คาํ คุณศพั ทท์ ่ีมาจากคาํ นาม ถา้ มีความหมายเหมือนคาํ นาม หรือหมายความวา่ “เป็นของ” หรือ “เป็นเร่ืองของ” หรือ “เกี่ยวขอ้ งกบั ” หรือ “เก่ียวเน่ืองจาก” ใหท้ บั ศพั ทใ์ นรูปคาํ นาม เช่น focal length (ความยาวโฟกสั ) atomic absorption (การดูดกลืนโดยอะตอม) ในกรณีที่ทบั ศพั ทใ์ นรูป คาํ นามแลว้ เกิดความหมายกาํ กวมหรือคลาดเคลื่อน ใหท้ บั ศพั ทใ์ นรูปคาํ คุณศพั ท์ เช่น metric system (ระบบเมตริก)

๑๐) คาํ ยอ่ ใหเ้ ขียนชื่อตวั อกั ษรน้นั ๆ ลงเป็นภาษาไทยโดยไม่ตอ้ งใส่จุดและเวน้ ช่องไฟ เช่น BBC (บีบีซี) กรณีท่ีเป็นตวั ยอ่ ท่ีอ่านออกเสียงเหมือนคาํ คาํ หน่ึงใหเ้ ขียนตามเสียงที่ออกและไม่ใส่จุด เช่น UNESCO (ยเู นสโก) และถา้ เป็นช่ือของบุคคลใหใ้ ส่จุดและเวน้ ช่องไฟระหวา่ งชื่อกบั นามสกลุ เช่น G.H.D. Cold (จี.เอช.ดี. โคลด)์ ๒.๒ คาํ ศพั ทบ์ ญั ญตั ิคาํ ศพั ทบ์ ญั ญตั ิ หมายถึง คาํ ศพั ทภ์ าษาไทยท่ีคิดข้ึนใชแ้ ทนศพั ทภ์ าษาองั กฤษ ดว้ ยการผกู หรือประกอบข้ึนจากคาํ ศพั ทใ์ นภาษาบาลีและสันสกฤต แลว้ ผา่ นการพิจารณาจาก ผเู้ ช่ียวชาญทางภาษา จากน้นั จึงประกาศใช้ หากศพั ทใ์ ดมีผยู้ อมรับกม็ ีการใชศ้ พั ทเ์ หล่าน้นั

ปัจจุบนั ราชบณั ฑิตยสถานไดแ้ ต่งต้งั คณะกรรมการบญั ญตั ิศพั ทส์ าขาวิชาต่างๆ ข้ึน ใชใ้ นภาษาไทย เพื่อให้คาํ ศพั ทบ์ ญั ญตั ิมีความถูกตอ้ งตามหลกั ภาษา รูปคาํ กะทดั รัด ออก เสียงสะดวกและมีความหมายตรงตามที่ตอ้ งการ โดยมีหลกั ๓ ประการ ดงั น้ี



๒หน่วยการเรียนรู้ที่ การวเิ คราะห์ภาษา ๑ การวเิ คราะห์โครงสร้างของประโยคซับซ้อน ประโยคท่ีผพู้ ูดเจตนาส่ือสารให้ผฟู้ ังทราบ อาจเป็ นความคิด ขอ้ เท็จจริง ความเขา้ ใจ การ คาดคะเนและความรู้สึกต่างๆ ซ่ึงอาจเป็ นประโยคสามญั ประโยคซ้อนหรือประโยครวม แต่การใช้ ภาษาเพ่ือการส่ือสารตอ้ งใชป้ ระโยคท่ีมีโครงสร้างที่ซับซ้อน ซ่ึงความซับซ้อนของประโยคเกิดจาก รายละเอียดที่ผพู้ ดู เพิ่มเขา้ ไปในประโยค เพ่ือบอกเก่ียวกบั ลกั ษณะ เวลา สถานท่ี ทาํ ใหป้ ระโยคมีความ ชดั เจนมากข้ึน ดงั น้นั จึงควรมีความรู้ ความเขา้ ใจในเร่ืองประโยคที่ซบั ซอ้ นเพื่อนาํ ความรู้ไปใชใ้ นการ ส่ือสารไดถ้ ูกตอ้ ง

๑.๑ ชนิดของประโยคแบ่งตามโครงสร้าง ประโยคในภาษาไทยแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ ประโยคสามญั ประโยคซอ้ นและประโยครวม ๑) ประโยคสามญั หรือเรียกอีกอย่างหน่ึงว่าประโยคพ้ืนฐาน หมายถึง ประโยคท่ี ประกอบดว้ ยนามวลีทาํ หนา้ ที่เป็นประธานกบั กริยาวลีทาํ หนา้ ท่ีภาคแสดง ไม่มีอนุประโยคเป็นส่วนขยาย และไม่มีคาํ เช่ือมกริยาวลี ประโยคสามญั แบ่งไดเ้ ป็น ๒ ชนิด ดงั น้ี ๑.๑) ประโยคสามญั ที่มีกริยาวลีเดียว ซ่ึงในประโยคจะมีคาํ กริยาเพียงคาํ เดียว ดงั ตวั อยา่ งประโยคต่อไปน้ี • ฝนตก • เขาเตะเกา้ อ้ี • พวกเราเดินทางไปยโุ รป • นอ้ งหกลม้ เม่ือก้ีน้ี

๑.๒) ประโยคสามญั หลายกริยาวลี เป็นประโยคสามญั ท่ีมีหลายกริยาวลีทาํ หนา้ ท่ีเป็นภาคแสดงของประธานเดียวกนั หรือ ต่างประธาน ประโยคชนิดน้ีตอ้ งไม่มีคาํ เช่ือมกริยาวลี ในประโยคอาจแสดงเหตุการณ์พร้อมกนั เกิด ต่อเน่ือง เกิดก่อนหลงั หรือเหตุการณ์หลงั เป็นผลจากเหตุการณ์ก่อนดงั ตวั อยา่ งประโยคต่อไปน้ี ๑. เหตุการณ์เกิดพร้อมกนั - อ่านหนงั สือพิมพใ์ นหอ้ งสมุด • นภานงั่ • นิพธั นอน - ร้องเพลงในหอ้ งนอน • ไตรภูมิยนื - ร้องเพลงบนเวทีในงานวนั เกิดของเพื่อน ๒. เหตุการณ์เกิดต่อเนื่องกนั • สายใจวง่ิ - ไป - เปิ ดประตูบา้ น • ลดาพบั เส้ือ - เกบ็ - เขา้ ตู้ • สมพงษพ์ บั - เส้ือผา้ – ใส่กระเป๋ าเดินทาง ๓. เหตุการณ์หลงั เป็นผลของเหตุการณ์แรก • ลมพดั - บา้ น - พงั • กระแสน้าํ พดั - พา- ท่อนซุง - ลอย - มาในหมู่บา้ น

๒) ประโยคซอ้ น คือประโยคท่ีประกอบดว้ ยประโยค ๒ ประโยคข้ึนไป มีประโยคหลกั หรือมุขยประโยค คือประโยคที่มีอีกประโยคหน่ึงหรืออนุประโยคมาซ้อนอาจจะเป็ นประธาน บทกรรม ส่วนขยายหรือส่วนเติมเต็มอนุประโยค คือประโยคท่ีข้ึนตน้ ดว้ ยคาํ เช่ือมอนุประโยค ทาํ หน้าท่ีไดอ้ ย่าง นามวลี คือ เป็นประธาน กรรม ส่วนเติมเตม็ หรือขยายส่วนใดส่วนหน่ึงของประโยคหรือทาํ หนา้ ท่ีเหมือน วเิ ศษณ์วลี ๑. ประโยคซอ้ นท่ีมีอนุประโยคทาํ หนา้ ที่เป็นประธาน • ท่ีคุณนา้ พดู ไม่เป็นความจริง • ส่ิงท่ีสมใจทาํ เป็นสิ่งที่ถูกตอ้ งที่สุด ๒. ทาํ หนา้ ที่เป็นกรรม เช่น • เขาบอกสุนทรียว์ า่ ปวณี าจะไปงานพรุ่งน้ีดว้ ย • คุณแม่ตอ้ งบอกคุณพอ่ วา่ ลกู ๆ อยากไปพกั ผอ่ นที่ชายทะเล

๓. ทาํ หนา้ ท่ีเป็นส่วนเติมเตม็ เช่น • นาวาดีใจท่ีสอบชิงทุนรัฐบาลได้ • คุณพอ่ เสียใจที่ลูกชายคนโตไม่ไปโรงเรียน ๔. ทาํ หนา้ ที่ขยายนาม เช่น • คนท่ีใฝ่ รู้ใฝ่ เรียนเป็นคนท่ีมีความรอบรู้ • คนท่ีไม่มน่ั ใจในตนเอง มกั ไม่กลา้ ตดั สินใจในเร่ืองต่างๆ ๕. ทาํ หนา้ ที่ขยายกริยา เช่น • คุณแม่ทาํ งานหนกั จนลม้ ป่ วย • พช่ี ายอ่านหนงั สือหนกั จนสายตาส้นั

๒.๑) ประโยคซอ้ นที่มีนามานุประโยค คืออนุประโยคท่ีทาํ หนา้ ท่ีเหมือนนามวลีคือเป็นประธาน กรรมและส่วนเติมเตม็ หรือส่วนเสริมจะมีคาํ เชื่อม ไดแ้ ก่ ที่ ท่ีว่า ว่า ให้ นาํ หนา้ • อนงคไ์ ม่ชอบใหใ้ ครมาวา่ คุณพอ่ ของเธอ • ชาวนาไดย้ นิ มาวา่ ปี น้ีน้าํ จะมาก • คุณแม่ไม่ชอบใหใ้ ครมากล่าวหาลูกโดยไม่มีความผดิ

๒.๒) ประโยคซอ้ นที่มีคุณานุประโยค คืออนุประโยคทาํ หนา้ ท่ีขยายนามท่ีนาํ มาขา้ งหนา้ มีคาํ เช่ือม ไดแ้ ก่ ที่ ซ่ึง อัน ดงั ตวั อยา่ งประโยค • นงลกั ษณ์ซ่ึงเป็นผจู้ ดั การบริษทั ไดร้ ับรางวลั สตรีดีเด่น • เส้ือท่ีณรงคส์ วมอยสู่ วยมาก • ผลของการคอร์รัปชนั่ อนั ชวั่ ร้ายของนกั การเมืองยอ่ มทาํ ใหเ้ ขาหมดความน่าเชื่อถือจากประชาชน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook